Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ยุคโบราณ

ยุคโบราณ

Published by Chanatip rachaban, 2022-08-25 03:54:22

Description: 188522hQ661i8peeaBii

Search

Read the Text Version

91 3. สมัยกุษาณะ–อันธระ ราชวงศแโมริยะ เสื่อมลง ระยะน้ีอินเดียแบ฽งออกเป็น 2 พวก คือ ตอนเหนือ ได฾แก฽ กษุ าณะ มคี วามเจรญิ มากกวา฽ ตอนใต฾ ไดแ฾ ก฽ อนั ธระ โดยเฉพาะสมยั พระเจ฾ากนิษกะ การแยกนิกายในพุทธศาสนา มีการสังคายพุทธศาสนาและแยกเป็น 2 นิกาย คือ มหายาน และหินยาน พระพทุ ธรูป สรา฾ งพระพทุ ธรูปครั้งแรก เรยี กว฽า “พระพทุ ธรปู แบบคนั ธาระ” พระโพธสิ ตั วแ เปน็ คติความเชอ่ื เก่ยี วกับการเสวยชาติตอ฽ มาของพระพุทธเจ฾า 4. สมัยคุปตะ เป็นระยะท่ีอินเดียพยายามฟ้ืนฟูความเป็นอินเดียแท฾ แบบสมัยจักรวรรดิ โมริยะ นําเอาความเช่ือดั้งเดิมสมัยพระเวทมาปรับปรุงให฾เข฾ากับสภาพสังคมใหม฽ พัฒนาจากศาสนา พราหมณแมาเปน็ ฮินดู เรียกได฾วา฽ เป็นยุคของ อารยธรรมฮนิ ดู คอื สถาปใตยกรรม จิตรกรรม และประติมากรรม คือ สถาปใตยกรรมในถํ้า ซ่ึงมีการตกแต฽งด฾วย จิตรกรรม และประติมากรรม มีท้ังเร่ืองในศาสนาพุทธ และฮินดู ที่มีชื่อเสียงมากคือ ถํ้า อชันตะเอลลอรา และเอเลฟในตา วรรณกรรม เป็นยุคทองของวรรณคดีสันสกฤต คือ บทละคร กวีเอก คือ กาลิทาส ผู฾แต฽งเรื่อง ศกนุ ตลา พระพทุ ธรปู สมัยน้แี สดงความออ฽ นโยน สงบนิ่ง เปน็ ความงามทเ่ี ปน็ อุดมคติแบบอินเดีย เช฽น พระศกเปน็ ก฾นหอย จีวรเหมอื นผ฾าเปียกนา้ํ พระกรรณยาว 5. สมัยหลังคุปตะ เหตุการณแสําคัญ คือ การเข฾ามาของพวกมุสลิมเชื้อสายอาหรับ เตอรแก ยึดครองอินเดียทางตอนเหนือส฽วนหนึ่ง ซึ่งมีศูนยแกลางอย฽ูที่เดลฮี เรียกว฽า “สมัยสุลต฽านแห฽งเดลฮี” การสรา฾ งสรรคทแ างศิลปวฒั นธรรมผสมผสานระหว฽างศิลปวฒั นธรรมฮนิ ดู และมุสลิม เช฽น ศิลปะทมฬิ ปรากฏทางภาคตะวันออกเฉยี งใต฾ เปน็ ศิลปะของพวกดราวเิ ดียน ศลิ ปะอนิ เดยี ภาคเหนอื และตะวนั ออก มลี ักษณะการสร฾างด฾วยการกอ฽ อฐิ เป็นชั้นๆ ศิลปะแบบปาละและเสนะ สมัยราชวงศแปาละเป็นศิลปะของพุทธศาสนามหายาน มหาวิทยาลัยนาลันทา เป็นศูนยแกลางทางศิลปวิทยาการ ส฽วนราชวงศแเสนะนับถือศาสนาฮินดูจะเป็น ศิลปะเน่อื งในศาสนาฮินดู 6. สมัยโมกุล โมกุลเป็นราชวงศแสุดท฾ายของอินเดียก฽อนท่ีจะตกอยู฽ภายใต฾การปกครองของ อังกฤษ เป็นราชวงศแของพวกมุสลิม มีการผสมผสานระหว฽างศิลปะฮินดู และมุสลิมเข฾าด฾วยกัน ศิลปวัฒนธรรมที่เด฽นของสมัยโมกุล คือ สมัยพระเจ฾าอัคบารแมหาราช ในบรรดาศิลปะวัฒนธรรมที่มี ผลมาจากการผสมผสานนี้ ทเ่ี ด฽นๆ คือ สถาปใตยกรรม คอื ทัชมาฮาล วรรณกรรมภาษาเปอรแเชยี ผสมกบั ภาษาอนิ เดียกลายเป็นภาษาอรู ดู



บทที่ 4 อารยธรรมจนี โบราณ ประเทศจีนเป็นประเทศท่ีมีอารยธรรมยาวนานที่สุดอีกประเทศหน่ึง หลักฐานทาง ประวัตศิ าสตรทแ ่ีบง฽ ชี้วา฽ อารยธรรมจนี มอี ายุถงึ 5,000 ปีก฽อนคริสตแกาล รากฐานสําคัญของอารยธรรม จีนคือ การสร฾างระบบภาษาเขียน และการพัฒนาแนวคิดลัทธิขงจื๊อ เมื่อประมาณ ศตวรรษท่ี 2 ก฽อน คริสตกาล ประวัติศาสตรแจีนมีทั้งช฽วงท่ีเป็นปึกแผ฽น และแตกเป็นหลายอาณาจักรสลับกันไป ใน บางครั้งก็ถูกปกครองโดยชนชาติอื่น วัฒนธรรมของจีนมีอิทธิพลสูงต฽อชาติอ่ืนๆ ในทวีปเอเชีย ถ฽ายทอดไปทง้ั การอพยพ การค฾า และการยึดครอง อารยธรรมจีนเกิดข้ึนครั้งแรก ท่ีล฽ุมแม฽นํ้าฮวงโห คือ ที่ราบตอนปลายของแม฽น้ําฮวงโหและ แม฽นํ้าแยงซีเกียง อารยธรรมจีนเจริญโดยได฾รับอิทธิพลจากภายนอกน฾อย เพราะทิศตะวันออกติด มหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันตก และทศิ เหนือเปน็ ทุ฽งหญา฾ ทะเลทราย และเทือกเขา จีนถือว฽าตนเป็น ศูนยแกลางของโลก เป็นแหล฽งกําเนิดความเจริญ แหล฽งอารยธรรมยุคหินใหม฽ ที่พบมีอายุประมาณ 2,000 ปีก฽อนคริสตกาล ที่ตําบล ยางเชา เรียกว฽า “วัฒนธรรมยางเชา” มณฑลเฮอหนาน” และ วัฒนธรรมลุงชาน” ที่เมืองลุงชาน มณฑลชานตุง พบ เคร่ืองมือ เคร่ืองใช฾ทําด฾วยหิน กระดูกสัตวแ เครอื่ งปน้ใ ดนิ เผา กระดูกววั กระดองเตา฽ เสยี่ งทาย ภาพท่ี 4.1 แผนที่อารยธรรมจีน ท่ีมา : https://my.dek-d.com

94 ทตี่ ้งั ทางภูมิศาสตร์ อารยธรรมจีน ไดก฾ อ฽ กาํ เนิดในบริเวณพืน้ ที่ราบอนั กวา฾ งใหญ฽และอดุ มสมบรู ณแของล฽ุมนํ้าฮวงโห เหรือแม฽นํ้าเหลือง อารยธรรมจีนจัดว฽าเป็นอารยธรรมร฽ุนแรกของโลก เช฽นเดียวกับอารยธรรมล฽ุมน้ํา ไนลแในอียิปตแ อารนธรรมลุ฽มนํ้าไทกริสและยูเฟรทิสในเมโสโปเตเมีย และอารยธรรมลุ฽มน้ําสินธุใน อินเดีย จีนเป็นประเทศที่ต้ังอยู฽บนปีกขวาสุดของทวีปเอเชีย มีพื้นท่ีประมาณ 9.6 ตารางไมลแ มีพื้น มากเปน็ อันดบั 3 รองจากประเทศรสั เซีย และแคนนาดา ทิศเหนือ ติดกบั ประเทศมองโกเลีย และรสั เซีย ทศิ ใต฾ ตดิ กบั ประเทศพม฽า ลาว เวียดนาม ทศิ ตะวนั ออก มอี าณาเขตจากเหนอื ถงึ ใต฾ 6,400 กม. ขนานกบั ทะเลจนี ทิศตะวันตก ตดิ กบั ประเทศอินเดียและรสั เซยี ภูมิประเทศโดยรวมถูกปกคลุมด฾วย ภูเขาและที่ราบสูง เว฾นแต฽ทางทิศตะวันออกเฉียวใต฾ที่ ลักษณะของเทือกเขาจะทอดยาวตํ่าลงมาทางตะวันออก เช฽น เทือกเขาคอราคอรัม เทีอกเขาอัลไต เทือกเขาคุนหลุ฽น และเทือกเขาหิมาลัย จีนมีพ้ืนท่ีเป็นท่ีราบสูง 1ใน3 ของพื้นท่ีท้ังหมดอย฽ูทางทิศ ตะวันตกและภาพกลาง ที่ราบสูงท่ีสําคัญคือ ท่ีราบสูงแมนจูเรีย ที่ราบสูงมองโกเลีย ที่ราบสูงดินเนิน ในซนั ซี และส่ันซี ท่ีราบสงู นานไกวเจา และท่ีราบสูงธิเบต ทําให฾ได฾รับการยกย฽องว฽าเป็น “หลังคาของ โลก” จนี มที ะเลทรายที่สําคัญ เช฽น ทะเลทรายออรโแ ด ทะเลทรายหนังเฉี่ย และทะเลทรายโกบีมีแม฽น้ํา สายใหญ฽ๆ อยห฽ู ลายสาย ได฾แก฽ ภาพที่ 4.2 แมน฽ า้ํ แยงซีเกียง ท่มี า : https://eliteholidaythailand.wordpress.com

95 1. แม฽นํ้าแยงซี หรือแยงซเี กียง อยทู฽ างตอนใต฾ของประเทศ มีตน฾ กาํ เนดอย฽ทู างตอนเหนือของ ประเทศ แต฽ไหลมาทางตอนใต฾ผ฽านมณฑลเสฉวน ยนู าน เฉินตู หูเปุย อันทยุ ไปออกทะลทท่ีเซีย่ งไฮ฾ ทางตอนกลางของประเทศ มีความยาว 5,800 กิโลเมตร เปน็ แมน฽ า้ํ ท่ียาวท่ีสุดในประเทศ มตี ะกอน ช฽วยให฾ความอดุ มสมบรู ณแแก฽บริเวณทไ่ี หลผา฽ น ใช฾เป็นเสน฾ ทางเดินเรอื ใช฾กระแสน้ําผลิตพลังงานไฟฟูา ภาพท่ี 4.3 แม฽นํา้ ฮวงโห ทมี่ า : http://www.sana-anong.com 2. แม฽นา้ํ ฮวงโห หรอื แม฽นาํ้ เหลือง มีความยาวรองจากแม฽นํ้าแยงซี ยาวประมาณ 4,640 กิโลเมตร อย฽ูทางตอนเหนือไหลมาจากเทือกเขาคุนหล฾ุน วกข้ึนไปทางตอนเหนือผ฽านมณฑลส่ันซี เข฾า ไปบริเวณตอนใต฾มองโกเลียแล฾วไหลวกกลับลงมาทางใต฾ ผ฽านมณฑลเหอหนาน ออกทะเลที่มณฑล ซานตง แมน฽ ้าํ ฮวงโหมที ้งั คณุ และโทษ โดยจากดินปนทรายท่ีถูกพัดพามาสร฾างความอุดมสมบูรณแแก฽ 2 ฝใ่งแม฽น้ํา แต฽ในฤดูฝน นํ้าจะท฽วมตลอดเวลาทําให฾เกิดความหายนะแก฽เศรษฐกิจประเทศ อีกทั้งถ฾า ปริมาณนา้ํ ฝนมากขั้นจะทาํ ให฾เกดิ นํา้ ทว฽ ม จนไดร฾ ับขนานนามวา฽ เปน็ “แม฽นาํ้ วปิ โยค” นอกจากน้ียังมีแม฽นํ้าสายอ่ืนๆ ท่ีมีความสําคัญต฽อระบบเศรษฐกิจของจีน ในแมนจูเลีย ได฾แก฽ แมน฽ า้ํ อามูรแยาวประมาณ 4,600 กิโลเมตร แมน฽ ํา้ ซนั การี ยาวประมาณ 900 กโิ ลเมตร จนี ยคุ ก่อนประวตั ศิ าสตร์ อารยธรรมจีนเกิดข้ึนคร้ังแรกที่ล฽ุมแม฽นํ้าฮวงโห และแม฽น้ําแยงซีเกียง อารยธรรมจีนเจริญโดย ไดร฾ บั อทิ ธิพลจากภายนอกน฾อยเพราะทิศตะวันออกติดมหาสมุทรแปซิฟิก ทางตะวันตกและทิศเหนือเป็น ท฽ุงหญา฾ ทะเลทราย และเทือกเขา จีนถือว฽าตนเป็นศูนยแกลางของโลก เป็นแหล฽งกําเนิดความเจริญ แหล฽ง

96 อารยธรรมยุคหินใหม฽ ท่ีพบมีอายุประมาณ 2,000 ปีก฽อนคริสตกาลที่ตําบลหยางเชา เรียกวัฒนธรรม หยางเชา มณฑลเฮอหนาน และวัฒนธรรมหลุงชาน ที่เมืองหลุงชาน มณฑลชานตุง พบ เคร่ืองมือ เคร่ืองใชท฾ ําด฾วยหิน กระดกู สัตวแ เคร่อื งป้ในดนิ เผา กระดกู ววั กระดองเต฽าเสย่ี งทาย ภาพท่ี 4.4 มนษุ ยแยุคก฽อนประวตั ศิ าสตรจแ นี ทม่ี า : https://my.dek-d.com จีนเป็นชาติท่ีมีความเจริญมาต้ังแต฽สมัยโบราณ มีอารยธรรมเก฽าแก฽จนได฾ช่ือว฽าเป็นอู฽อารยธรรม ของชาตติ ะวันออก แบง฽ ยคุ สมยั ได฾ ดังนี้ 1. ยุคหินเก฽า จีนเป็นดินแดนที่มนุษยแอาศัยเป็นเวลานานที่สุดในทวีปเอเชีย หลักฐานที่พบคือ มนุษยแหยวนโหม฽ว (yuanmou man) มีอายุประมาณ 1.7ล฾านปีล฽วงมาแล฾ว พบท่ีมณฑลยูนาน ภาค ตะวนั ตกเฉียงใตข฾ องจีน และพบโครงกระดกู มนุษยแปกใ กง่ิ 2. ยุคหินกลาง มีอายุประมาณ 10,000 - 6,000 ปีล฽วงมาแล฾ว ใช฾ชีวิตก่ึงเร฽ร฽อน ไม฽มีการต้ังหลัก แหล฽งถาวร ค฾นพบเคร่ืองถ฾วยชาม หม฾อ มีการล฽าสัตวแ เก็บอาหาร เครื่องมือหินที่ใช฾ในชีวิตประจําวัน คือ หนิ สับ ขูด หัวธนู 3. ยุคหินใหม฽ มีอายุประมาณ 6,000 - 4,000 ปีล฽วงมาแล฾ว เร่ิมต้ังหลักแหล฽งเป็นชุมชน ร฾ูจัก เพาะปลูก ข฾าวฟุาง เล้ียงสัตวแ ทอผ฾า ปลูกบ฾านมีหลังคา ในยุคหินใหม฽น้ีมีมนุษยแทําเครื่องปใ้นดินเผาที่ สวยงามมากข้ึน และเขียนลายสี 4. ยุคโลหะ มีอายุประมาณ 4,000 ปีล฽วงมาแล฾ว หลักฐานที่เก฽าสุดคือ มีดทองแดง ยังพบเครื่อง สําริดเก฽าท่ีสุด ซึ่งนํามาใช฾ทําภาชนะต฽างๆ เช฽น ที่บรรจุไวนแ กระถาง กระจกเงา มีขนาดใหญ฽และสวยงาม มากโดยเฉพาะสมัยราชวงคแชาง และราชวงคโแ จว

97 ภาพที่ 4.5 เครอ่ื งปน้ใ ดินเผาหยางเชา ทม่ี า : https://my.dek-d.com ภาพที่ 4.6 เครื่องป้นใ ดินเผาหลุงชาน ทม่ี า : https://my.dek-d.com อารยธรรมจนี สมยั ราชวงศ์ 1. ราชวงศแชาง มีอํานาจอยู฽ประมาณ 550 ปี คือ ตั้งแต฽ 1600-1046 ปีก฽อนคริสตแศักราช ในช฽วงนี้เร่ิมมีการก฽อต้ังกองทหาร ข฾าราชการและมีการลงโทษตามกฎหมาย มีกษัตริยแปกครอง ทั้งสิ้น 31 พระองคแ เป็นราชวงศแแรกของอารยธรรมจีน มีการปกครองแบบนครรัฐ การครองราชยแ ช฽วงแรกของพระเจ฾าซางทังและทายาท บ฾านเมืองมคี วามร฽มเย็นเป็นสุขจนกระท่ังไปถึงพระเจ฾าโจวหวัง ซ่ึง

98 เป็นกษัตริยแองคแสุดท฾ายของราชวงศแน้ีเป็นผู฾เหี้ยมโหด ขูดรีดเงินทองจากราษฎรอย฽างหนักเพ่ือสร฾าง อุทยานแห฽งใหม฽ “สระสุรา ปุานารี” และลงโทษผู฾ต฽อต฾านนโยบาย หรือสร฾างความขัดเคืองใจด฾วยการ ประหารชีวิต เหล฽าขุนนางเสพสุขบนความทุกขแของราษฎร โดยเจ฾าแผ฽นดินไม฽เหลียวแล จึงสร฾างแรง กดดนั และเกิดการรวมตัวของพวกเผ฽าโจว ซึ่งอาศัยบนที่ราบสูงและมีกําลังเข฾มแข็ง โดยผู฾นํา ชื่อ จีฟา ได฾ รวมกําลังพลกับเผ฽าอ่ืนที่ประสบความเดือดร฾อนเพื่อโจมตีกองทัพของพระเจ฾าโจ฾วหวังแตกพ฽ายแพ฾ยับเยิน ที่ มู฽เหยีย พระเจ฾าโจ฾วหวังต฾องฆ฽าตัวตายด฾วยการเผาตัวเอง ราชวงศแซางจึงล฽มสลายลงแล฾วสถาปนา ราชวงศโแ จวปกครองแผ฽นดินแทนราชวงศแซางเมื่อประมาณ 1046 ปกี อ฽ นครสิ ตกาล ด฾านวิทยายามีการคิดค฾นการประดิษฐแตัวอักษรข้ึนใช฾เป็นครั้งแรกในสังคมจีน มีการค฾นพบ หลักฐานเป็นจารึกบนกระดองเต฽า และกระดูกวัว เร่ืองราวท่ีจารึกส฽วนใหญ฽เป็นการทํานายโชคชะตา เรียกว฽า “กระดูกเสี่ยงทาย” คนในยุคน้ีมีความเชื่อเร่ืองการบูชาบรรพบุรุษ สําหรับการบันทึกจะเขียน อกั ษรจีนจารึกบนกระดองเต฽า ภาพท่ี 4.7 อกั ษรจีนจารกึ บนกระดองเตา฽ ทม่ี า : https://my.dek-d.com 2. ราชวงศแโจว มี นักประวัติศาสตรแจีนแบ฽งราชวงศแโจวออกเป็น ราชวงศแโจวตะวันตก และ ราชวงศแโจวตะวันออก ระยะเวลาตั้งแต฽ 1046-771 ปีก฽อนคริสตแศักราช ซึ่งมีระยะครองแผ฽นดิน ต฽อเนื่องกัน 790 ปี มีแนวความคิดด฾านการปกครอง เช่ือว฽ากษัตริยแเป็น “โอรสแห฽งสวรรคแ” สวรรคแมอบ อํานาจให฾มาปกครองมนุษยแเรียกว฽า “อาณัตแห฽งสวรรคแ” เป็นยุคเร่ิมต฾นระบบศักดินาของจีนเกิดลัทธิ ขงจ๊ือ ท่ีมี่แนวคิดแบบอนุรักษแนิยม เน฾นความสัมพันธแ และการทําหน฾าที่ของผู฾คนในสังคม ระหว฽าง จักรพรรดิกับราษฎร บิดากับบุตร พ่ีชายกับน฾องชาย สามีกับภรรยา เพื่อนกับเพ่ือน เน฾นความกตัญโู เคารพผู฾อาวุโส และให฾ความสําคัญกับสถาบันครอบครัว เน฾นความสําคัญของการศึกษา และยังมีลัทธิ เตเา โดย “เล฽าจื๊อ” ท่ีมีแนวความคิด เน฾นการดําเนินชีวิตท่ีเรียบง฽าย ไม฽ต฾องมีระเบียบแบบแผน พิธีรีตอง ใดๆ เน฾นปรับตัวเข฾าหาธรรมชาติ ลัทธิน้ีมีอิทธิพลอย฽างมาก ต฽อศิลปิน กวี และจิตรกรจีน คําสอนท้ัง2 ลัทธเิ ป็นทพ่ี ง่ึ ทางใจของผ฾ูคนในสงั คมจนี มาจนถึงปจใ จุบัน

99 ภาพท่ี 4.8 ขงจื้อ ที่มา : http://worldcivil14.blogspot.com 3. ราชวงศแจ๋นิ หรือฉิน เร่ิมตงั้ แต฽ 221-206 ปีก฽อนคริสตแศักราช เป็นจีนยุคจักรพรรดิที่ย่ิงใหญ฽ สามารถรวมดนิ แดนของจนี ใหเ฾ ป็นจกั รวรรดิ เป็นคร้ังแรกคอื พระเจ฾าชวิ ัง่ ต่ี หรือ จน๋ิ ซีฮ฽องเต฾ ส่ิงก฽อสร฾างท่ีสําคัญของราชวงศแฉิน คือ กําแพงเมืองจีน ซึ่งเป็นการต฽อแนวกําแพงเก฽าให฾เป็น ปึกแผน฽ ฉนิ ซฮี อ฽ งเต฾สรา฾ งแนวปกกันพวกปุาเถื่อนจากทางเหนือโดยการสร฾างกําแพงต฽อเชื่อมกําแพงเดิมท่ี อยู฽เดิม จากการก฽อสร฾างของรัฐต฽าง ๆ สมัยจ฾านก๊ัว การก฽อสร฾างน้ีทําให฾กลายเป็นกําแพงขนาดยาวนับ หม่ืนลี้ จึงเรียกกําแพงนี้ว฽า “กําแพงหม่ืนลี้” ผลงานอื่นๆ ได฾แก฽ระบบกฎหมาย การเขียนหนังสือ ระบบ เงินตรา เป็นต฾น ภาพท่ี 4.9 กษตั ริยแจ๋ินซี ท่มี า: http://plodlock.com

100 4. ราชวงศแฮั่น เร่ิมตั้งแต฽ 206 ปีก฽อนคริสตแศักราช - ค.ศ.220 ถือว฽าเป็นยุคทองด฾านการค฾า ของจีน มีการค฾าขายกับอาณาจักรโรมัน อาหรับ และอินเดีย โดยเส฾นทางการค฾าที่เรียกว฽า เส฾นทาง สายไหม(Silk Road)ลัทธิขงจื๊อ คําสอนถูกนํามาใช฾เป็นหลักในการปกครองประเทศ มีการสอบ คดั เลอื กบคุ คลเข฾ารับราชการเรยี กวา฽ จอหงวน 5. ราชวงศแสุย ตั้งแต฽ ค.ศ. 581-618 หลังจากการรวมแผ฽นดินของราชวงศแสุย สภาพสังคม โดยรวมได฾รับการฟ้นื ฟจู ากภาวะสงคราม มีการเติบโตด฾านการผลิต เกิดความสงบสุขระยะหน่ึง ฮ฽องเต฾สุย เหวินตี้ ได฾ดําเนินการปฏิรูปการปกครองคร้ังใหญ฽ โดยยุบรวมเขตปกครองในท฾องถิ่น ลดขนาดองคแกร บริหาร รวมศูนยแอํานาจไว฾ที่ส฽วนกลาง ฮ฽องเต฾กุมอํานาจเด็ดขาดท้ังในทางทหาร การปกครองและ เศรษฐกิจ โดยมีขุนนางเป็นเพียงผู฾ช฽วยในการบริหาร สมัยนี้ถือว฽า เป็นยุคแตกแยกแบ฽งเป็นสามก฿ก มี วิทยาการด฾านการขุดคลองเชื่อมแม฽น้ําฮวงโห กับแม฽นํ้าแยงซี เพ่ือประโยชนแในด฾านการคมนาคมขนส฽ง ทางการค฾า 6. ราชวงศแถัง เร่ิมต้งั แต฽ปคี .ศ. 618-907 ถงั เกาจฮู อ฽ งเต฾ ขนุ นางใหญ฽ในสมัยสุย ได฾ตั้งราชธานี ที่เมืองฉางอัน สถาปนาตัวเองเป็นอิสระจากสุยหยางต้ี ราชวงศแถังมีอาณาเขตกว฾างใหญ฽กว฽าราชวงศแ ฮน่ั มาก นอกจากจักรพรรดิถังไท฽จงแล฾ว ยังมีจักรพรรดิถังสวนจง ซงึ่ ในสมยั ของพระองคแกวีรุ฽งเร่ืองมาก นับว฽าในสมัยของพระองคแยังเป็นยุครุ฽งเรื่องและเส่ือมลง เพราะปลายสมัยของพระองคแทรงลุ฽มหลง หยางกย฾ุ เฟย ไม฽สนใจในราชกจิ บา฾ นเมือง และในระหว฽างได฾เกิดฮ฽องเต฾หญิงคนแรกของประเทศจีน คือ “พระนางบูเช็กเทียน” อานล฽ูซานแม฽ทัพชายแดน จึงก฽อการปฏิวัติและยึดเมืองหลวงฉางอานเป็น ผลสาํ เรจ็ ทาํ ใหร฾ าชวงศถแ งั เริ่มเสอื่ มตัง้ แตบ฽ ดั นนั้ ราชวงศแถังมีระยะเวลาอยู฽ชว฽ งราวๆ ค.ศ. 618-907 สมัยราชวงศถแ งั ได฾ชือ่ ว฽าเป็นยุคทองของอารยธรรมจนี นครฉางอาน เป็นศูนยแกลางของซีกโลก ตะวันออก ท้ังทางด฾านแสนยานุภาพทางการทหาร การค฾า ศิลปะ และพระพุทธศาสนายังมีความ เจรญิ รุง฽ เรอื ง โดยการสง฽ พระภิกษุนามวา฽ “ ถงั ซําจั๋ง” เดินทางไปศกึ ษาพระไตรปฎิ ก ในชมพูทวีป และ ยงั เป็นยคุ ทองของกวนี พิ นธแจีน กวีคนสําคัญ เช฽น หวางเหว฽ย หล่ีไป฻ ต฾ูฝู ด฾านศิลปะแขนงต฽างๆมีความ ร฽งุ เรอื ง ภาพท่ี 4.10 พระถังซําจัง๋ ท่มี า : https://th.wikipedia.org

101 7. ราชวงศแซ฾อง หรือ ซ฽ง ราวๆปี ค.ศ. 960 เจ฾าควงอ้ิน หรือพระเจ฾าซ฽งไท฽จู฽ สถาปนาราชวงศแซ฽ง หรอื ซอ฾ งเหนอื เมืองหลวงอยู฽ที่ไคฟง มณฑลเหอหนานในปใจจุบัน รวบรวมแผ฽นดินจีนเป็นอันหน่ึงอันเดียว สาํ เร็จ แลว฾ ใชน฾ โยบายแบบ “ลําต฾นแข็ง ก่ิงก฾านอ฽อน” ในการบริหารประเทศ ปฏิรูปการปกครองการทหาร การคลัง อันมีประโยชนแในการสร฾างเสถียรภาพแก฽อํานาจส฽วนกลาง แต฽ส฽วนท฾องถิ่นกลับอ฽อนแอ เมื่อต฾อง ทาํ สงคราม ย฽อมไมม฽ ีกาํ ลังต฽อตา฾ นศัตรูได฾ อํานาจการใชก฾ ระบวนการยตุ ิธรรมถูกควบคุมโดยสว฽ นกลาง ในสมัยน้ีถือว฽าเป็นยุคที่มีความก฾าวหน฾าด฾านการเดินเรือสําเภา รู฾จักการใช฾เข็มทิศในการ เดนิ เรือ ร฾จู กั การใชล฾ ูกคิดในการคดิ คํานวณ ประดิษฐแแท฽นพมิ พแหนงั สอื รักษาโรคด฾วยการฝงใ เขม็ ภาพที่ 4.11 เข็มทิศโบราณใชใ฾ นการเดนิ เรือ ท่ีมา: https://sites.google.com 8. ราชวงศแหยวน เริ่มต้ังแต฽ปี ค.ศ. 1279-1368 ยุคน้ีประเทศจีนถูกปกครองโดยชาวมองโกล ซ่ึงนําโดย หยวนชื่อจ฽ู หรือกุบไลข฽าน ซึ่งโค฽นราชวงศแซ฽ง แล฾วสถาปนาราชวงศแหยวน หรือราชวงศแ มองโกลขึ้น ยุดสมัยน้ีได฾มีชาวต฽างประเทศเดินทางมาค฾าขายเช฽น มารแโคโปโล มีการพิมพแธนบัตรจีนขึ้น ครั้งแรก มีการส฽งกองทัพรุกราน ชวา เวียดนาม ญี่ปุน แต฽ไม฽ประสบความสําเร็จ สมัยนี้ยังอาณาเขตมี ขนาดใหญ฽มาก ว฽ากันว฽าใหญ฽กว฽าอาณาจักรโรมถึง 4 เท฽า หลังจากกุบไลข฽านสิ้นพระชนมแ ชนชั้นมองโกล ไดก฾ ดขช่ี าวจีนอยา฽ งรุนแรง จนเกิดกบฏ และสะสมกองกําลังทหารหรือกล฽ุมต฽อต฾านข้ึน ช฽วงปลายราชวงศแ หยวน จูหยวนจาง ไดป฾ ราบปรามกลุ฽มต฽างๆ และขบั ไลร฽ าชวงศแหยวนออกไปจากแผ฽นดนิ จนี ไดส฾ ําเร็จ 9. ราชวงศแหมิงหรือเหม็ง เริ่มตั้งแต฽ ค.ศ. 1368-1644 ราชวงศแหมิงเป็นราชวงศแของจีน สถาปนาโดยจูหยวนจาง หรือจักรพรรดิหงหว฽ู เมื่อปีค.ศ. 1368 จูหยวนจาง หรือจักรพรรดิหมิงไท฽จ฽ู ปฐมกษตั รยิ อแ งคขแ องราชวงศแครองราชยแที่เมืองนานกิง ในสมัยราชวงศแหมิง การเกษตรพัฒนามากขึ้นกว฽ายุคก฽อนๆ การทอผ฾าไหม และการผลิต เคร่ืองเคลือบดินเผามีความก฾าวหน฾ารุ฽งเรือง การทําเหมืองเหล็ก การหล฽อเครื่องทองเหลือง การผลิต กระดาษ การต฽อเรอื เปน็ ตน฾ การแลกเปล่ียนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว฽างประเทศมีบ฽อยครั้ง เจ้ิงเหอ ชาวไทยเรียกกว฽า “ซําเปากง”ได฾นํากองเรือจีนเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต฾ และแอฟริกา

102 ท้ังหมดกวา฽ 30 ประเทศ รวมถึง7 ครั้ง แต฽หลังช฽วงกลางราชวงศแหมิงเป็นต฾นมา จีนถูกการรุกรานจาก หลายประเทศรวมทั้งญ่ปี ุน สเปน โปรตเุ กสและเนเธอรแแลนดแ ด฾านวรรณกรรม มีวรรณกรรมเร่ืองยาวในสมัยราชวงศแหมิงมีความเจริญรุ฽งเรืองมาก วรรณกรรม ที่มชี ่ือเสยี ง เช฽น ซ฾องก๋ัง สามก฿ก ไซอิ๊ว จินผิงเหมย หรือ เร่ืองบุปผาในกุณฑีทอง เป็นต฾น นอกจากน้ี การ เขยี นและบทประพันธแท่ีมีลักษณะคลาสสิกต฽างๆ เช฽นสารคดีบันทึกการท฽องเที่ยวของ สวีเสียเค฽อ ในด฾าน ภมู ศิ าสตรแมี ตําราสมุนไพรของหลี่สือเจิน ในด฾านแพทยศาสตรแชมรมหนังสือวิทยาศาสตรแด฾านการเกษตร ของสวีกวางฉี นักเกษตรศาสตรแ “เทียนกุงไคอู฾”หรือ”สารานุกรมเทคโนโลยีด฾านการเกษตรและ หัตถกรรมของนายซ฽งอิ้งซิง นักวิชาการด฾านหัตถกรรม “สารานุกรมหย฽งเล฽อ” และยังมีการสร฾าง พระราชวังหลวงปกใ ก่ิง หรือที่ร฾จู กั กันในนาม “พระราชวังตอ฾ งหา฾ ม” ภาพที่ 4.12 พระราชวังต฾องห฾าม หรอื พระราชวังกกู฾ ง ทีม่ า : http://reviewchina.blogspot.com 10. ราชวงศแชิง บุกเบิกและสรา฾ งราชวงศแชิงตั้งแต฽ ค.ศ. 1582-ค.ศ. 1912 โดยเผ฽านูรฮาชี หรือที่ เรยี กวา฽ “แมนจูเลีย” โดยการนําของชิงไทจงฮ฽องเต฾ จักรพรรดิบนหลังม฾า ปฐมกษัตริยแช่ือ จักรพรรดิหวง ไท฽จี๋ ซุนจื่อ และคังซี และจักรพรรดิบัลลังกแเลือด หย฽งเจ้ิน(องคแชายส่ี) จักรพรรดิเจ฾าสําราญ เฉียนหลง (หลานหงษแลิ) ศึกล฽าบัลลังกแทอง เจี่ยช่ิง และเต฾ากวง มีจักรพรรดิรวมทั้งสิ้นในราชวงศแ 13พระองคแ ช฽วง ปลายยุคราชวงศแชิง พระนางซูสีไทเฮา เข฾ามามีอิทธิพลในการบริหารประเทศมทําให฾จีนเสื่อมถอยอย฽าง มาก และมจี กั รพรรดิ ปูยี เป็นจกั รพรรดิองคสแ ุดท฾าย เริ่มถูกรุกรานจากชาติตะวันตก เช฽น สงครามฝิ่น ซ่ึง จีนรบแพ฾องั กฤษ ทําใหต฾ อ฾ งลงนามในสนธสิ ญั ญานานกงิ และเป็นราชวงศแสุดท฾ายก฽อนสถาปนาเป็นระบบ สาธารณรัฐ

103 เป็นยุคท่ีจีนเส่ือมถอยความเจริญทุกด฾าน เพราะมีการเปล่ียนแปลงการปกครอง การตรวจตรา ข฾อบังคับของสังคม ศาสนา และ การค฾าทางเรือ อย฽างเช฽น การให฾ชายจีนไว฾ผมหางเปีย และใส฽เสื้อแบบ แมนจูเลีย ปิดแขนเส้ือและขา และต฾องนับถือศาสนาพุทธจีน ที่แตกต฽างไปจากเดิมคือมีประคํา 500เม็ด และเรมิ่ นบั ถอื ศาสนาพุทธจีนท่ีเจริญรุ฽งเรืองมากยคุ หนง่ึ สังคมและวัฒนธรรมจนี 1. ระบบท่ีดนิ สมัยศักดินา กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สําคัญยังคงเป็นการเกษตรกรรม แต฽เนื่องจากท่ีดินส฽วน ใหญ฽ครอบครองโดยพวกขุนนาง ภาวะดินฟูาอากาศที่แปรปรวนและรุนแรง การชลประทานก็ยังมีไม฽ เพียงพอ รวมท้ังสงครามระหว฽างรัฐต฽างๆท่ีเกิดข้ึนเสมอ ทําให฾ผลิตผลภาคเกษตรกรรมไม฽พอเล้ียง สังคม เกิดภาวะข฾าวยากหมากแพงเป็นระยะๆ อย฽างไรก็ตาม ชาวนาในสมัยนี้ยังคงเลี้ยงตัวเองได฾ เพราะมี การผลิตเคร่ืองหัตถกรรมภายในหมบู฽ า฾ น เชน฽ การปน่ใ ด฾าย และการทอผ฾า เป็นตน฾ เน่ืองจากที่ดินเป็นปใจจัยการผลิตที่สําคัญ จักรพรรดิจะพระราชทานท่ีดินแก฽เจ฾าเมืองและขุน นางผใู฾ หญ฽ตามบรรดาศักดิ์ เจ฾าเมืองและขุนนางไม฽ได฾ทําการเพาะปลูกด฾วยตนเอง แต฽มอบให฾สามัญชน หรือชาวนาทําการเพาะปลูกแทน แต฽ครอบครัวชาวนาจะต฾องตอบแทนเจ฾าของท่ีดิน โดยการช฽วยกัน ทาํ การเพาะปลกู ในท่ดี ินแปลงกงึ่ กลาง ผลผลิตท่ีได฾เปน็ ของเจ฾าของที่ดิน เรียกการจัดที่ดินรูปแบบนี้ว฽า ระบบบ฽อนา และมีอีกระบบคือระบบนาเฉลี่ย กล฽าวคือ รัฐจะเป็นผู฾จัดสรรที่ดินให฾ชาวนาจํานวนหน่ึง คร่ึงหน่งึ ของท่ดี ินจะต฾องคนื ให฾แก฽รัฐเมือ่ ชาวนาถึงแกก฽ รรม แต฽ทีด่ นิ ในสว฽ นทเี่ หลือ ซ่ึงจะใช฾ปลูกหม฽อน เลย้ี งไหมให฾เป็นกรรมสิทธส์ิ ามารถสืบทอดเปน็ มรดกได฾ 2. ลัทธขิ งจอื้ เป็นศาสนาหรือลัทธิที่มีนักปราชญแชื่อ ขงจื๊อ(551 - 479 ปีก฽อนคริสตศักราช) เป็นผู฾วางรากฐาน ให฾กับลัทธิขงจื๊อ ที่ม฽ุงแก฾ไขปใญหาการเมือง และสังคมของจีนในสมัยจลาจล โดยเน฾นให฾มนุษยแอย฽ูร฽วมกัน ในสังคมด฾วยความสงบสุขเรียบร฾อย ท้ังน้ีจะถือหลักการเรื่องมนุษยธรรมและจารีตประเพณี ซึ่งตั้งอยู฽บน พื้นฐานของหลักแห฽งสัมพันธภาพ 5 ประการ ได฾แก฽ เมตตาธรรม มโนธรรม จริยธรรม สัตยธรรม ปใญญา ธรรม

104 ภาพท่ี 4.13 คําคมของขงจอ้ื ท่มี า : http://wathakarn.blogspot.com ศาสนาขงจ๊ือเป็นระบบศีลธรรม หรือหน฾าที่พลเมืองดีมากกว฽าศาสนา เพราะขงจื๊อมิได฾ ส฽งเสริมให฾มีความเช่ือถือในพระเจ฾าท่ีเป็นตัวตน หรือการสวดอ฾อนวอน ตลอดจนการบูชาพระผ฾ูเป็น ใหญ฽ แมข฾ งจ๊อื จะสอนหนักไปทางจรยิ ธรรมและหน฾าท่ีพลเมืองดี 3. ลัทธเิ ต๋า เป็นลัทธิและศาสนาที่เกี่ยวข฾องกับการมีชีวิตอยู฽กับธรรมชาติ โดยคําว฽า เตเา แปลว฽า \"หนทาง\" เล฽าจื๊อ เป็นบุคคลสําคัญคนหนึ่งท่ีได฾เขียนข฾อความสื่อถึงเตเาในชื่อหนังสือว฽า เตเาเต็กเก็ง หยินหยาง ยังมี ช่ือเรียกอีกว฽า คติทวินิยม พุท อัว หมายถึง ธรรมชาติที่เป็นของคู฽ตรงกันข฾าม ส่ิงที่เป็นของคู฽ของคู฽ อนั พึ่งทาํ ลาย ของค฽อู ันทําให฾สมดุล ธรรมชาตปิ ระกอบดว฾ ยของค฽ู 3.1 หยาง คือพลังบวกมีลักษณะสีแดง เป็นพลังเพศชาย พบในทุกสิ่งทุกอย฽างที่ให฾ความอบอ฽ุน สวา฽ งไสว มั่นคง สดใส เชน฽ ดวงอาทติ ยแ ไฟ เป็นตน฾ 3.2 หยิน คอื พลงั ลบ มลี ักษณะสีดาํ เป็นพลังเพศหญิง พบในทุกสิ่งทุกอย฽างที่ให฾ความหนาวเย็น ความมดื ออ฽ นน฽ุม ชน้ื แฉะ ลึกลบั และเปลยี่ นแปลง เชน฽ เงามดื นาํ้ เปน็ ตน฾ ภาพที่ 4.14 สญั ลักษณแลัทธเิ ตเา ทีม่ า : https://th.wikipedia.org

105 4. ลัทธินติ ธิ รรมหรือฟาเจีย เกิดข้นึ ในปลายสมยั ราชวงศแโจว ลทั ธินเี้ ชื่อว฽ากฏหมายเป็นส่ิงจําเป็น กฏหมายควรเป็นกฏหมาย ท่ีเที่ยงธรรม และควรใช฾ปฏิบัติกับทุกคนไม฽ว฽าเจ฾าหรือไพร฽ กฏหมายควรเขียนให฾ชัดเจน เพ่ือให฾คนเข฾าใจ วา฽ ควรทําส่ิงใดหรือหลกี เลยี่ งสง่ิ ใด ผู฾ฝาุ ฝืนกฏหมายก็ควรได฾รับการลงโทษอย฽างรุนแรง อิทธิพลของระบบ ฟาเจียท่ีมีต฽อสังคมจีน ระบบฟาเจียกําหนดและควบคุมสังคมให฾เป็นระเบียบเรียบร฾อย โดยมีครอบครัว เป็นศูนยแกลาง ฝึกให฾สมาชิกในครอบครัวร฾ูจักรับผิดชอบต฽อกันก฽อนสิ่งอ่ืน ประชาชนทุกคนควรเป็น ประชาชนที่ดีในยามสงบ และเป็นทหารท่ีดีในยามมีศึกสงคราม ปรัชญาการปกครองของพวกนักนิตินิยม ได฾ทิ้งร฽องรอยแห฽งความเจริญไว฾ให฾แก฽จีนในราชวงศแต฽อไป จีนภายใต฾ระบบคอมมิวนิสตแยังคงมีปรัชญานิติ นยิ มแฝงอยู฽ 5. ศาสนาพทุ ธ พระพุทธศาสนาได฾เข฾ามาในประเทศจีนดังได฾ปรากฏในหลักฐาน เม่ือประมาณพุทธศักราช 608 ในสมัยของพระจักรพรรดิเม฽งเต฾แห฽งราชวงศแฮ่ัน พระได฾จัดส฽งคณะทูต 18 คน ไปสืบพระพุทธศาสนาใน อินเดีย คณะทูตชุดนี้ได฾เดินทางกลับประเทศจีนพร฾อมด฾วยพระภิกษุ 2 รูป คือ พระกาศยปมาตังคะและ พระธรรมรักษแ รวมท้ังคัมภีรแของพระพุทธศาสนาอีกส฽วนหนึ่งด฾วย เมื่อพระเถระ 2 รูป พร฾อมด฾วยคณะ ทูตมาถึงนครโลยาง พระเจ฾าฮ่ันเม฽งเต฾ ได฾ทรงส่ังให฾สร฾างวัดเพื่อเป็นท่ีอย฽ูของพระทั้ง 2 รูป นั้นซึ่งมีชื่อว฽า วัดแปะฺ เบย฿ ี่ แปลเป็นไทยว฽า วัดมา฾ ขาว เพ่ือเป็นอนุสรณแแก฽ม฾าตัวท่ีบรรทุกพระคัมภีรแทางพระพุทธศาสนา กับพระเถระทั้งสอง หลังจากน้ันพระปาศยมาตังตะ กับพระธรรมรักษแได฾แปลคัมภีรแพระพุทธศาสนาเป็น ภาษาจีนเลม฽ แรก ภาพที่ 4.15 พุทธศาสนาในจีน ที่มา : http://faiwaraporn999.blogspot.com/

106 6. พุทธศาสนาในปใจจบุ นั ในปใจจุบันได฾มีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาลัทธิมหายานข้ึนใหม฽ ในประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน นอกจากน้ีรัฐบาลจีนยังให฾การสนับสนุนจัดตั้งพุทธสมาคมแห฽งประเทศจีน และสภา การศึกษาพระพุทธศาสนาแห฽งประเทศจีนข้ึนในกรุงปใกก่ิงอีกด฾วย เพ่ือเป็นศูนยแกลางการติดต฽อเผยแผ฽ พระพุทธศาสนากับประเทศต฽างๆ ทั่วโลก ปใจจุบันน้ีชาวจีนส฽วนใหญ฽นับถือพระพุทธศาสนาค฽ูไปกับ ลทั ธขิ งจอื้ และลัทธเิ ตเา ซึ่งปใจจบุ ันมผี ูน฾ บั ถอื ถึง 30% ภาษาและอกั ษรจีน ภาพท่ี 4.16 อักษรจนี ท่ีมา : https://th.wikipedia.org 1. ตัวอักษรจีน การปรากฏของอักษรจีนท่ีเก฽าแก฽ท่ีสุดน้ัน ค฾นพบที่เมืองซีอาน มณฑลส฽านซี ทางตะวนั ตกเฉียงเหนอื ของจีน เมื่อประมาณ 5,000 ปี มาแล฾ว โดยอยู฽ในรูปของอักษรภาพที่แกะสลัก เป็นวงกลม พระจันทรเแ สีย้ ว และ ภูเขาห฾ายอด บนเคร่ืองป้ในดินเผา จวบจนเมื่อ 3,000 ปี ก็ได฾เปล่ียน รปู แบบเปน็ อักษรท่ีจารึกบนกระดกู สตั วแนนั่ เอง ซง่ึ เปน็ ยคุ ตน฾ ศลิ ปะการเขียนของจีน 2. อักษรจารึกบนกระดูกสัตวแเจ๋ียก฽ูเหวิน เป็นอักษรโบราณที่เก฽าแก฽ท่ีสุดในจีน ตั้งแต฽มีการ ค฾นพบมา โดยอยูใ฽ นรูปแบบ ของการทาํ นาย ทใ่ี ชม฾ ดี แกะสลกั ลงบนกระดกู ของเต฽า 3. อกั ษรโลหะ หรือ จินเหวิน เป็นอักษรทีเ่ กิดในราชวงศแชาง-ราชวงศแโจว มีลักษณะพิเศษคือ ลายเส฾นจะมคี วามหนาและชดั เจนมากเพราะได฾จากากรหลอมของโลหะ ไมใ฽ ช฽การแกะสลัก

107 4. อกั ษรจ฾วนเลก็ จากสมัยชนุ ชินจน้ั กวอเ จนถงึ ราชวงศฉแ นิ อักษรจีนได฾คงรูปแบบเดิมไว฾อย฽ูจาก ราชวงศโแ จวตะวนั ตก ภายหลงั หลังจากจน๋ิ ซีฮ฽องเต฾รวบรวมแผ฽นดินจนี เข฾าด฾วยกัน ในปี ค.ศ.221 แล฾วก็ ได฾เกิดการปฎิรูปตัวอักษรจีนคร้ังใหญ฽ อักษรที่ผ฽านการปฎิรูปน้ี ได฾ใช฾กันท่ัวประเทศจีนเป็นคร้ังแรก เรียกว฽า อักษร จ฾วนเล็ก 5. อักษรล่ีซู ขณะท่ีราชวงศแฉินมีการประกาศใช฾อักษร จ฾วนเล็กแล฾ว ก็ได฾มีการให฾ใช฾อักษรลี่ซู ควบค฽ูกันไป โดยอักษรล่ีซู พัฒนามาจาก อักษรจ฾วนเล็กอย฽างง฽าย อักษรล่ีซูทําให฾อักษรจีน ก฾าวเข฾าส฽ู อกั ษรสญั ลกั ษณแ อย฽างเตม็ รูปแบบ ซึ่งไมใ฽ ชอ฽ ักษรภาพเหมือนยุคแรก 6. อักษรข฽ายซู เป็นอักษรท่ีใช฾กันแพร฽หลายจนถึงปใจจุบัน เป็นเส฾นลักษณะที่เกิดข้ึนภายใต฾ กรอบสเี่ หลย่ี ม หลุดพ฾นจากอักษรภาพ ยคุ โบราณอย฽างสิ้นเชิง 7. อักษรเฉา฽ ซู เกดิ จากการทนี่ ําลายเส฾นท่มี อี ยู฽แต฽เดิม มาย฽อเหลือเพีงขีดเดียว โดยฉีกรูปแบบ ที่จําเจของอักษรภายใตก฾ รอบสเ่ี หลย่ี มท่มี ีแตเ฽ ดิมออกไป 8. อักษรสิงซู มีรูปแบบระหว฽าง ข฽ายซู กับ เฉ฽าซู ผสมกัน หรือ อาจกล฽าวได฾ว฽าเป็นอักษรท่ี เขยี นตวดั อย฽างบรรจง กําหนดขึ้นใน ปลายราชวงศฮแ น่ั ทางตะวนั ออก ศลิ ปกรรมจีน จีนเป็นแหล฽งกําเนิดของเคร่ืองปใ้นดินเผา และเครื่องเคลือบลายคราม เคร่ืองปใ้นดินเผาและ เครื่องเคลือบลายครามของจีนมีประวัติความเป็นมายาวนาน มีรูปร฽างสวยงาม เน้ืองานละเอียด และยัง ไดร฾ วมเอาคณุ ค฽าด฾านการใชง฾ านและคุณคา฽ ทางศิลปะเขา฾ ไว฾ด฾วยกัน จงึ ทาํ ใหเ฾ ป็นท่ีนยิ มไปทว่ั โลก ซากเคร่ืองป้ในดินเผาท่ีขุดค฾นพบท่ีซากเมืองโบราณยินซึ่งเป็นเมืองหลวง สมัยราชวงศแซางเป็น หลกั ฐานที่ยืนยนั ว฽าวัฒนธรรมเคร่ืองปใ้นดนิ เผาและเครอ่ื งเคลือบลายครามของจีนเกิดในสมัยนั้น ต฽อมาใน สมัยราชวงศแฮ่ันเทคนิคการเผาได฾รับการพัฒนาให฾มีคุณภาพมากขึ้น เรื่อยๆ ทําให฾เคร่ืองป้ในดินเผาลด ความสาํ คญั ลงไปโดยมีเคร่ืองเคลือบลายครามเขา฾ มาแทนที่ ในสมัยราชวงศแถังการสร฾างสรรคแทางศิลปะและเทคนิคการผลิตเครื่องป้ในดินเผา ได฾รับการ พัฒนาจนสุกงอมท้ังในด฾านปริมาณและคุณภาพ เคร่ืองเคลือบลายครามสีเขียวอ฽อน เครื่องเคลือบลาย ครามสขี าวและเคร่อื งเคลอื บลายครามสามสีถือเป็นผลิตภัณฑแท่ี สะท฾อนถึงเทคนิคและศิลปะการผลิตขั้น สูงสดุ ของเคร่อื งเคลอื บลายครามในสมยั ราชวงศถแ ัง ต฽อมาในสมัยราชวงศแหยวน มีเคร่ืองป้ในดินเผาและเคร่ืองเคลือบลายครามจํานวนมากจําหน฽าย ไปยังต฽างประเทศ ในสมัยราชวงศแซ฽ง อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องป้ในดินเผาและเครื่องเคลือบลายคราม เจรญิ รุง฽ เรอื ง มาก จึงมีเตาเผาท่มี ชี ือ่ เสียงในการผลิตเกิดข้ึนมากเช฽นกัน จนมาถึงสมัยราชวงศแหมิงและชิง

108 ซึ่งเป็นยุคที่อุตสาหกรรมการผลิตเคร่ืองปใ้น ดินเผาและเครื่องเคลือบลายครามของจีนรุ฽งเรืองถึงขีดสุด เทคนิคและฝีมอื การผลิตในยุคน้กี ็ได฾รับพัฒนาข้ึนไปอีกขน้ั หนงึ่ จนมาถึงสมัยราชวงศแหมิงและราชวงศชแ ิงซึ่งเป็นยุคท่ีอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องปใ้น ดินเผาและ เคร่ืองเคลือบลายครามของจีนร฽ุงเรืองถึงขีดสุด เทคนิคและฝีมือการผลิตในยุคน้ีก็ได฾รับพัฒนาข้ึนไปอีก ขั้นหนึ่ง 1. เคร่อื งสาริด ใช฾ในการบูชาเทพเจ฾า มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานในประเทศจีน ซ่ึงนักโบราณคดีต฽างก็ได฾ ค฾นพบหลักฐานต฽างๆที่เก่ียวข฾องมาต้ังแต฽สมัยก฽อนประวัติศาสตรแ นับตั้งแต฽สังคมเกษตรกรรมเป็นต฾นมา ผู฾คนกพ็ ากนั รอ฾ งขอให฾เทพประทานลมฝนท่เี หมาะสมแก฽การเพาะปลูกมาให฾ ซง่ึ ถือเป็นเร่ืองธรรมดามาก ภาพท่ี 4.17 เคร่ืองสําริด ทมี่ า : https://sites.google.com ภาชนะสําริด มีทรวดทรงสวยงาม ใหญ฽โต แข็งแรง หล฽อด฾วยฝีมือที่ยอดเย่ียม อันแสดงให฾เห็น ถึงความกา฾ วหน฾าทางเทคนิคในการหลอ฽ สาํ รดิ ทเ่ี จริญกว฽าเทคนิคการหล฽อสําริดในเมโสโปเตเมีย ท้ังๆทีร฾ูจัก วิธีหล฽อสําริดก฽อนจีนเกือบพันปี เคร่ืองสําริดของจีนทําขึ้นโดยการหลอมโลหะท่ีมีส฽วนผสมของทองแดง ดีบุก และตะก่ัว ใช฾ทําเป็นภาชนะใส฽อาหาร เหล฾า และนํ้า ใช฾ทําเคร่ืองมือเครื่องใช฾ในชีวิตประจําวัน เช฽น เสียม ขวาน มีด เป็นต฾น ลวดลายท่ีปรากฏบนสําริดเหล฽านี้จะมีความวิจิตรสวยงามมาก มีท้ังลายนูน และ ลายฝใงลกึ ในเนือ้ สําริด 2. เครื่องหยก เคร่ืองหยกจีนมีความเจริญร฽ุงเรืองในยุคสมัยราชวงศแฮั่น เครื่องหยกถูกใช฾ในความหมายสิริมงคล ขับไล฽ความชั่วร฾ายและความหมายทางศาสนาตลอดจนเครื่องหยกที่ใช฾ประโยชนแหรือ ใช฾เป็นเคร่ืองประดับ ประดานน้ั ไดถ฾ ูกผลติ ขึ้นมาเป็นจํานวนมาก

109 ช฽างฝีมือแกะสลักเครื่องหยกกลายเป็นกลุ฽มคนที่เป็นตัวของตัวเองในชนช้ันของ สังคม รูปแบบ ของเคร่ืองหยกน้ันมีหลากหลาย อาทิ เป็นเคร่ืองประดับ เป็นเครื่องใช฾สอยในชีวิตประจําวัน เป็นอุปกรณแ เครอ่ื งเขยี น ความสิริมงคล เป็นของฝากหรือของท่ีระลึกที่มีความหมายเป็นสิริมงคลตลอดจนเป็นเคร่ืองใช฾ ทาง ศาสนา เป็นต฾น ลวดลายบนเคร่ืองหยกมีท้ังเรื่องราวท่ีเป็นนิทานพ้ืนเมือง และภาพสิริมงคลต฽างๆเป็น จํานวนมาก เนอื้ หยกของจนี มมี ากมายหลายชนิด เน่ืองจากมีส฽วนประกอบสารโลหะและเกิดในสิ่งแวดล฾อม ท่ีต฽างกัน ทําให฾มีลวดลายและสีสันที่หลากหลาย ในจํานวนน้ี หยก\"เหอเถียน\"นับเป็นเครื่องหยกที่ ทรงคุณคา฽ และมชี ื่อเสยี งโด฽งดังที่สุด ภาพท่ี 4.18 เคร่ืองหยกจีน ท่มี า : http://social-ave.blogspot.com ปจใ จุบัน เคร่ืองหยกเป็นสัญลักษณแแห฽งความประเสริฐ ความบริสุทธิ์ ความมีมิตรไมตรี ความเป็น สิริมงคล สันติภาพและความสวยงาม และยังคงเป็นผลิตภัณฑแศิลปหัตกรรมท่ีขาดเสียมิได฾ใน ชวี ิตประจาํ วันของประชา ชนจนี บ฾างอาจถูกใช฾เป็นเครื่องประดับในบ฾าน บ฾างอาจถูกใช฾เป็นส่ิงยืนยันความ รักหรือบ฾างอาจเป็นของฝากหรือของที่ระลึก เล็กๆชิ้นหน่ึงเท฽าน้ัน แต฽อย฽างไรก็ตาม เคร่ืองหยกดังกล฽าว ลว฾ นแผงไวด฾ ว฾ ยนัยทางวัฒนธรรมท\"่ี ถือหยกเป็นสงิ่ วิเศษ\"ของจีน 3. ประติมากรรม สว฽ นใหญเ฽ ปน็ เคร่ืองปใ้นดินเผามีอายุเก฽าแก฽ต้ังแต฽ก฽อนประวัติศาสตรแ ทําจากดินสีแดง มีลวดลาย แดง ดาํ และขาวเปน็ ลวดลายเรขาคณติ สมัยราชวงศแชาง มีการแกะสลักงาช฾าง หินอ฽อน และหยกตามความเช่ือและความนิยมของชาว จีน ที่เชื่อว฽า หยก ทําให฾เกิดความเป็นสิริมงคล ความสุขสงบ ความรอบรู฾ ความกล฾าหาญ ภาชนะสําริด เปน็ หมอ฾ สามขา

110 สมัยราชวงศแถัง มีการพัฒนาเครื่องเคลือบดินเผาเป็นเคลือบ 3 สีคือ เหลือง น้ําเงิน เขียว ส฽วนสี เขียวไข฽กามีชื่อเสียงมากในสมัยราชวงศแซ฾อง ส฽วนพระพุทธรูปนิยมสร฾างในสมัยราชวงศแถัง ท้ังงานหล฽อ สาํ ริดและแกะสลักจากหิน ซ่ึงมีสัดส฽วนงดงาม เป็นการผสมผสานระหว฽างศิลปะอินเดียและจีนท่ีมีลักษณะ เปน็ มนษุ ยมแ ากกว฽าเทพเจา฾ นอกจากนม้ี ีการป้ในรูปพระโพธสิ ัตวแกวนอิม สมัยราชวงศแเหม็ง เครื่องเคลือบได฾พัฒนาจนกลายเป็นสินค฾าออก คือ เคร่ืองลายครามและลายสี แดง ถงึ ราชวงศแชิง เครือ่ งเคลือบจะนิยมสสี ันสดใส เชน฽ เขียว แดง ชมพู 4. สถาปัตยกรรม สถาปใตยกรรมจีน เป็นระบบสถาปใตยกรรมแต฽หนึ่งเดียวในโลกที่สร฾างด฾วยไม฾เป็น ส฽วนใหญ฽และ ได฾แสดงให฾เห็นอย฽างลึกซึ้งถึงทรรศนะทางจารียศาสตรแ สุนทรียศาสตรแ ค฽านิยม และทรรศนะท่ีมีต฽อ ธรรมชาติของคนจีน ลักษณะพิเศษของศิลปะการก฽อสร฾างของจีน รวมถึง มีความโดดเด฽นอย฽างมากใน ด฾านความคิดอํานาจจักรพรรดิเหนือทุกสิ่งทุกอย฽าง และความคิดแบ฽งระดับชั้นชนอย฽างเข฾มงวด การวาง แผนผังพระราชวงั หลวงและเมอื ง หลวงมรี ะดับสูงสุด ให฾ความสาํ คัญต฽อความงามส฽วนทั้งหมด สิ่งก฽อสร฾าง ส฽วนใหญ฽เป็น แบบลานบ฾านที่มีเส฾นกลางแบ฽งเขตเป็นสองเขตท่ีมีสัดส฽วนตรงกัน เคารพธรรมชาติ ให฾ ความสาํ คญั ต฽อความกลมกลืนกบั ธรรมชาติและความงามแบบแฝงไว฾ 4.1 กาํ แพงเมืองจีน สร฾างในสมัยราชวงศจแ ิน๋ เพอ่ื ปูองกนั การรกุ รานของมองโกล ภาพที่ 4.19 กําแพงเมอื งจนี ทม่ี า: https://sites.google.com

111 4.2 เมืองปใกกิ่ง สร฾างในสมัยราชวงศแหงวน โดยกบุ ไลขา฽ น ซึง่ ได฾รบั การยกย฽องทางด฾าน การวางผงั เมอื ง ส฽วนพระราชวงั ปกใ กง่ิ สร฾างในสมัยราชวงศแเหม็ง ภาพท่ี 4.20 เมืองปใกกิ่ง ทีม่ า: https://sites.google.com 4.3 พระราชวังฤดูรอ฾ น สรา฾ งในสมัยราชวงศเแ ชง็ ในสมยั ของพระนางซูสีไทเฮา เป็น สถาปตใ ยกรรมท่ผี สมผสานระหวา฽ งยุโรปและจีนโบราณ ภาพที่ 4.21พระราชวังฤดรู ฾อน ทมี่ า: https://travel.thaiza.com 4.4 จติ รกรรม ตัง้ เเต฽อดีต จติ รกรรมจีนนั้นมีรูปแบบเรียบง฽าย สสี ันไม฽ฉูดฉาด เเตม฽ ี ความหมายแฝงไว฾ด฾วยแง฽คิดท่ีสะท฾อนวิถีชีวิตของชาวตะวันออก ศาสนา ปรัชญา และคําสั่งสอน ซึ่งเป็น ความพิเศษของศลิ ปะจีนอย฽างหน่ึงทีม่ ีความแตกต฽างจากศิลปะอ่ืนๆ หากสังเกตภาพเขียนของจีน ภาพส฽วน ใหญ฽ จิตรกรม฽ุงเขียนภาพธรรมชาติที่ดูยิ่งใหญ฽ อาคาร ส่ิงก฽อสร฾างนั้นใหญ฽รองลงมา และมนุษยแเป็นส่ิงท่ี จติ รกรวาดเล็กทสี่ ุด นน่ั เพราะศิลปะเเบบจีนเพียรเน฾นความเหมือนจริงของธรรมชาติ จิตรกรรมของจีน มีวิวัฒนาการมาจากการเขียนตัวอักษรจีนจารึกบนกระดูกเส่ียงทายเพราะตัวอักษรจีนมี ลักษณะเหมือนรูปภาพ

112 ภาพที่ 4.22 ภาพจิตกรรมฝาผนังจีน ทมี่ า : https://sites.google.com งานจิตรกรรมจีนร฽ุงเรืองมากในสมัยราชวงศแฮั่น มีการเขียนภาพและแกะสลักบนแผ฽นหิน ท่ีนิยม มาก คือ การเขียนภาพบนผ฾าไหม ภาพวาดเป็นเรื่องเล฽าในตําราขงจ๊ือพระพุทธศาสนาและภาพธรรมชาติ สมัยราชวงศแถัง มีการพัฒนาการใช฾พู฽กันสีและกระดาษภาพส฽วนใหญ฽ได฾รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาและ ลัทธิเตเา สมัยราชวงศแซ฾อง จิตรกรรมจัดว฽าเด฽นมาก ภาพวาดมักเป็นภาพมนุษยแกับธรรมชาติ ทิวทัศนแ ดอกไม฾ 4.5 วรรณกรรม 4.5.1 สามก฿ก สันนษิ ฐานว฽าเขียนในคริสตแศตวรรษที่ 14 เปน็ เรอ่ื งราวของความแตกแยกใน จีนต้ังแต฽ปลายสมัยราชวงศจ๋ินจนถึงราชวงศแฮั่น ซ฾องกั๋ง เป็นเรื่องประท฾วงสังคม เร่ืองราวความทุกขแของ ผคู฾ นในมือชนช้ันผ฾ปู กครอง สะทอ฾ นความทุกขแของชาวจีนภายใต฾การปกครองของพวกมองโกล 4.5.2 ไซอว๋ิ เปน็ เรอื่ งราวการเดินทางไปนําพระสตู รจากสวรรคแ ทางตะวันตกมายัง ประเทศจีน 4.5.3 จินผงิ เหมย หรอื ดอกบวั ทอง แต฽งขนึ้ ในราวคริสตศแ ตวรรษท่ี 16-17 เป็นนยิ าย เกี่ยวกับสังคมและชีวิตครอบครัว เป็นเรื่องของชีวิตที่ร่ํารวย มีอํานาจข้ึนมาด฾วยเล฽หแเหล่ียม แต฽ด฾วยการ ทําชวั่ และผิดศลี ธรรมในทส่ี ุดต฾องไดร฾ ับกรรม 4.5.4 หงโหลวเมง่ิ หรือ ความฝในในหอแดง เดน฽ ท่สี ดุ ในคริสตแศตวรรษที่ 18 เรื่องราว เต็มไปดว฾ ยการแกง฽ แยง฽ ชงิ ดี อจิ ฉาริษยากัน ผ฾ูอ฽านจะร฾ูสึกเศร฾าสลดต฽อชะตาชีวิตของพระเอกนางเอก เนื้อ เรื่องสะท฾อนให฾เห็นสังคมศักดินาของจีนท่ีกําลังเสื่อมโทรมก฽อนการเปล่ียนแปลงสังคมเข฾าสู฽ยุคใหม฽ บันทกึ ประวตั ศิ าสตรแ ของ สื่อหม฽าเฉียน ความก฾าวหน฾าทางวิทยาการของจีน

113 ความก้าวหนา้ ดา้ นวทิ ยาการ 1. กระดาษและการพิมพ์ ชาวจีนเป็นชาติแรกที่คิดค฾นทํากระดาษข้ึนมาใช฾เขียนตัวอักษร คือ ประมาณ ค.ศ.105 ไช฽หลุน ขุนนางจีน เป็นผ฾ูนําเปลือกไม฾ เศษปอหรือปุาน ผ฾าเก฽า และแห มาทํากระดาษ ทําให฾กระดูก กระดองเต฽า แผ฽นโลหะ ไม฾ไผ฽ และผ฾าไหมไม฽เป็นท่ีนิยมอีกต฽อไป ต฽อมามีการคิดค฾นหมึกขึ้น โดยใช฾เขม฽าต฾นรักหรอื ไมส฾ นปน้ใ เป็นเม็ดหรือแท฽ง ฝนกับนํ้า ใช฾พู฽กันจุ฽มหมึกเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษซึ่ง สามารถบรรจุตัวอักษรได฾เป็นจํานวนมาก น้ําหนักเบา จัดเก็บและพกพาได฾สะดวก ทําให฾การบันทึกหรือ เขียนตํารับตําราลงบนแผ฽นกระดาษแล฾วรวมเปน็ เลม฽ เริ่มแพร฽หลาย ต฽อมา จีนได฾เริ่มพัฒนาการพิมพแด฾วยการเอาน้ําหมึกทาลงบนแผ฽นไม฾ที่แกะสลักสมัยราชวงศแซ฽ง การพิมพกแ า฾ วหนา฾ ยิง่ ขึน้ โดยใช฾วิธกี ารแกะตวั อกั ษรลงบนดินเหนียว ต฽อมาเปล่ียนจากดินเหนียวเป็นไม฾แท฽ง และในสมัยราชวงศแหมิงใช฾วิธีแกะตัวอักษรลงบนแท฽งทองแดงการใช฾ตัวพิมพแเรียงพิมพแทําให฾การพิมพแของ จีนก฾าวหน฾ายิ่งขึ้น หนังสือต฽างๆ เช฽น พระสูตร ในพระพุทธศาสนา คัมภีรแในลัทธิขงจ๊ือ ตํารา วรรณกรรม เอกสารทางราชการ ล฾วนได฾รบั การจัดพิมพแด฾วยวิธีเรียงพิมพแทั้งสิ้น และในสมัยราชวงศแซ฽งได฾มีการจัดตั้งโรง พิมพแตามหัวเมืองต฽างๆหลายเมือง จนถึงสมัยราชวงศแหมิงและสมัยราชวงศแชิงมักนิยมพิมพแหนังสือเป็นชุด ใหญ฽ ชุดหน่ึงมีจํานวนหนึ่งหมื่นเล฽ม ทําให฾ความรู฾ต฽างๆแพร฽หลายไปอย฽างกว฾างขวาง จีนได฾เริ่มการพิมพแ หนังสอื ก฽อนชาวยโุ รป800ปี และรจู฾ กั ใชต฾ วั พมิ พแเรียงพิมพแเป็นหนังสอื เล฽มก฽อนยุโรปถึง400ปี 2. การแพทย์ ในราชวงศแฮ่ันนั้นถือว฽าได฾มีการบันทึกประวัติศาสตรแทางการแพทยแยาวนานท่ีสุด และมีประสบการณแ และ ทฤษฎีมากท่ีสุด การแพทยแโบราณของจีนน้ันถือกําเนิดมาจากบริเวณล฽ุมแม฽ นํ้าเหลืองของจีน ได฾กําหนดแพทยแชื่อดังจํานวนมาก และตําราแพทยศาสตรแท่ีสําคัญมากมาย ได฾มีการ บันทึกการรักษาพยาบาล และโรคมากมายลงบนกระดูก กระดองเต฽า จนมาถึงราชวงศแโจว เริ่มมีการ ตรวววจวินิจฉัย 4 อย฽าง คือ มอง ฟใง ถาม และ แมะ ตลอดจน วินิจฉัยโรคต฽างๆ และมีการจ฽ายยา และ การฝใงเขม็ เปน็ ต฾น ในสมัยราชวงศแฉินและฮั่น น้ันได฾มีบทประพันธแท่ีมีระบบช่ือว฽า “หวาง ตี้ เน฽ย จิง” ถือเป็นตํารา ทางการแพทยแที่เก฽าแก฽ท่ีสุด เม่ือถึงราชวงศแฮ่ัน แพทยแศัลยกรรมเริ่มมีช่ือเสียงมากอยู฽แล฾ว และได฾เร่ิมมีการ ใช฾ยา “หมา เฟุย ส฽าน ”เพื่อใช฾เป็นยาสลบ เพ่ือลดความเจ็บปวดในการผ฽าตัด และ ในราชวงศแซ฽งนั้น การ ฝใงเข็มได฾มีการปฎิรูป ครั้งสําคัญตั้งแต฽ ราชวงศแหมิงเป็นต฾นมาแพทยแศาสตรแ ของตะวันตกได฾เข฾าไปยัง ประเทศจนี นับเป็นจดุ เริ่มต฾น ของการนาํ แพทยแศาสตรแตะวนั ตก กบั จีน เข฾าดว฾ ยกนั 3. การฝังเข็ม การฝใงเข็มเป็นส฽วนสําคัญในการรักษาของแพทยแแผนจีนโบราณ ซ่ึงเร่ิมแรกเป็น เพียงการรักษาข้ันพ้ืนฐาน ต฽อมาได฾พัฒนาเป็นสาขาวิชาการฝใงเข็มน้ันมีประวัติยาวนาน หนังสือโบราณได฾ เคยเอ฽ยถึงเข็มท่ีทํามากจากหิน ซ่ึงเป็นเคร่ืองมือที่ใช฾ในการรักษา เรียกว฽า “เข็มหิน” ซึ่งเกิดในสมัยยุคหิน

114 ใหม฽ ซ่ึงห฽างจากยุคปใจจุบัน 8,000-4,000ปี ซ่ึงอย฽ูในระบบชาติกุลคอมมูน และเม่ือมีเทคโนโลยีในการ หลอมเขา฾ มา กไ็ ดม฾ กี ารหลอมเขม็ เพ่ือใช฾ในประโยชนตแ ฽างๆมากมาย ใน ค.ศ.256-589 น้ันได฾มีตําราเกี่ยวกับการฝใงเข็มมากมายอย฽างเห็นได฾ชัด จนสมัยนี้การฝใงเข็ม ได฾แพร฽ไปยัง เกาหลี และ ญ่ีปุนแล฾ว และศตวรรษท่ี 16 การฝใงเข็มได฾เผยแพร฽ไปถึงยุโรป นับต้ังแต฽ สาธารณรัฐประชาชนจีนได฾สถาปนาขึ้นใน ค.ศ.1949 เป็นต฾นมาการฝใงเข็มน้ันพัฒนาไปอย฽างมาก ได฾มี การจัดแผนกเข็มในโรงพยาบาล และให฾ความสําคัณกับภูมิปใญญาน้ีอย฽างมากมาย จึงทําให฾ภูมิปใญญาน้ีไม฽ อาจถูกลบเลือนได฾ มหิ นาํ ซ้ํา ยังได฾ถูกเผยแพร฽ไปทว่ั โลกอีกด฾วย 4. ความรู้ทางวิศวกรรมโลหะ สมัยราชวงศแชางเม่ือ3,000 ปีมาแล฾ว ประชาชนจีนได฾รู฾จักการ ถลุงสําริด และยังร฾ูจักใช฾เหล็ก ในสมัยชุนชิว ได฾ปรากฎเทคนิคการถลุงเหล็กกล฾า ควบค฽ูไปกับการเกษตร กรรม จึงทําให฾เกิดชลประทานตเู จียงแย฽น ที่มีชอ่ื เสยี งมาจนถึงปใจจุบนั สมัยราชวงศแช฾องได฾มีการพัฒนาด฾านถ฽านหิน และ การหลอมเหล็กกล฾ามาก จีนได฾สร฾างอาวุธ มากมายกเงชจู อื่ เป็นวศิ วกรที่ใครๆ ในสมัยน้นั รู฾จักกันดี ซึ่งได฾สร฾างส่ิงประดิษฐแที่น฽าสนใจคือ นกพยนตแ ซึ่ง ประดิษฐแมาจากไม฽ไผ฽ซ่ึงสามารถบินได฾สามวันสามคืนไม฽ตกพื้นเลย เพราะใช฾หลักการทางวิทยาศาสตรแโดย การใช฾วงเวยี นและไม฾ฉาก ซึ่งบ฽งบอกมาตรฐานทางวิทยาศาสตรแของจนี ได฾เป็นอยา฽ งดี 5. ดินปืน เป็นหน่ึงในสิ่งประดิษฐแอันยิ่งใหญ฽ของจีนอีกเช฽นกัน หลักฐานของจีนมีอย฽ูว฽า การ ประดิษฐแดินปืนนั้นสืบเนื่องมาจาก ในปุาลึกทางตะวันตกของจีนมีผีปุาน฽ากลัว ช่ือซันเซา ผ฾ูใดพบก็จะมี อาการจับไข฾ หากนําไม฾ใผ฽มาตัดเป็นข฾อปล฾องโยนเข฾าไปในกองไฟ จะเกิดเสียงดังเปรี้ยงปร฾าง ซันเซาก็จะ ตกใจหนีไป คืนส฽งท฾ายปีเก฽าของจีนจึงนิยมจุดประทัดเพื่อขับไล฽ผีซันเซาน่ีเอง ภายหลังมีการนําเอาดิน ประสวิ และกาํ มะถันมาห฽อรวมกันในกระดาษทําให฾เป็นประทัด นั่นคือการเร่ิมต฾นใช฾ดินปืน ส฽วนประกอบ สําคัญของดินปนื คือ ดนิ ประสิว กํามะถนั และผงถ฽าน สมัยซ฾อง มีการนําดินปืนมาประดิษฐแอาวุธยุทโธปกรณแ โดยเฉพาะสมัยซ฾องใต฾มีการนํามาใช฾มากข้ึนไปอีก เก่ียวกับการประดิษฐแดินปืน และทํากระดาษน้ี มีตําราเล฽มหนึ่งบันทึกเรื่องเหล฽านี้เอาไว฾ เช฽น ปลายสมัย ราชวงศแหมิง ซ฽งอ้ิงซิง ได฾เขียนตํารา เทียนกงไคอู฾ บรรยายการวิเคราะหแอุตสาหกรรมเคมีสมัยจีนโบราณ ทั้งมภี าพประกอบ นบั วา฽ เป็นหนงั สือท่ีมีคณุ ค฽ามาก 6. ดาราศาสตร์และปฏิทิน ประเทศจีนนับเป็นประเทศแรกของโลกที่มีการคํานวณหาระยะ พิกัดดวงดาวจากเส฾นศูนยแสูตร เน่ืองจากแนวคิดทางดาราศาสตรแของจีนนับแต฽โบราณกาล มีพื้นฐานมา จากการศึกษาการเคล่ือนตําแหน฽งของดวงดาว อาทิตยแและจันทรแ ในขณะที่ประเทศทางแถบตะวันตกใน สมัยโบราณจะใช฾ระบบวงโคจรของจักรราศีของ 12 ราศี ซ่ึงจากการศึกษาทางดาราศาสตรแในปใจจุบัน พิสูจนแว฽า ระบบท้ังสองมีความแตกต฽างกัน โดยระบบแรกให฾ผลดีกว฽าระบบหลัง ปใจจุบันวงการดารา ศาสตรแหันมาใช฾ระบบการหาพิกัดจากเส฾นศูนยแสูตร คนจีนสมัยก฽อน มีการบันทึกเร่ืองราวบนฟูา

115 มากมาย เชน฽ การเกิดสรุ ยิ ุปราคา จันทรปุ ราคา มนุษยนแ อกโลก แผนทด่ี าว หรอื แมก฾ ระทั่งมีการบันทึก ดาวหางแบบตา฽ งๆ 7. แผนที่ ชาวจีนมีความร฾ูในการทําแผนที่ สามารถหาพิกัดและกําหนดอัตราส฽วนแผนที่ ส฽วน ใหญเ฽ พื่อใชท฾ างการทหาร ในสมัยหลงั นํามาใช฾ประโยชนแในการเดินเรือ 8. คณิตศาสตร์และการคานวณ จากหลักฐานทางประวัติศาสตรแของจีน ได฾มีการขุดพบ อักษร จารึกบนกระดูกสัตวแในสมัยชาง และได฾มีการจารึกตัวเลข 1-10 จนถึง ร฾อย พัน หม่ืน สูงสุดกว฽า 20,000 หลังจากน้ันมาวิธีการนับตัวเลขก็มีความก฾าวหน฾าตามลําดับ โดยการใช฾เบ้ีย เข็มทิศ การประดิษฐแทาง วิทยาศาสตรแที่มีคุณค฽าที่สุดและเก฽าแก฽ท่ีสุดส่ิงหนึ่งของ จีน คือ เข็มแม฽เหล็ก สมัยแรกคนจีนใช฾เข็ม แมเ฽ หลก็ ไปติดไว฾บนรถ สร฾างรถชี้ทิศ เพื่อใช฾ในการสงครามหรือใช฾เป็นเคร่ืองมือหาทิศทางเวลาอยู฽ในปุาลึก หรือ ภูเขา จากหลักฐานท่ีบันทึกเป็นลายลักษณแอักษร ชาวจีนร฾ูจักใช฾เข็มทิศหน฾าปใดกลมเพ่ือเดินเรือเมื่อ ศตวรรษที่ 12 นั่นคือในขณะนั้น จูย่ี เป็นชาวมณฑล เจ฾อเจียง ได฾เขียนบันทึกชื่อผิงโจวเข฽อถาน บันทึกไว฾ ว฽า ในคืนแรม ทหารเรือได฾ใช฾เข็มทิศหน฾าปใดกลมจําแนกทิศทาง และ ลูกคิดในการคํานวณ ต฽อมา เจิ้งเหอ ได฾เรม่ิ เดินทางตั้งแต฽ปีค.ศ. 1405 เดินทางไปถึงอาหรับและแอฟริกาตะวันออก ไปกลับเจ็ดครั้ง รวมเวลาได฾ 28 ปี เราจะเห็นได฾ว฽าหากไม฽มีเข็มทิศแล฾ว การเดินทางในมหาสมุทรระยะไกลเช฽นนี้ย฽อมไม฽สําเร็จแน฽ ชาวอิ ตาเลียนใช฾เข็มทศิ ในศตวรรษที่ 14 จนี จงึ ใชเ฾ ขม็ ทิศเร็วกว฽าอิตาลีอย฽างน฾อยสองศตวรรษ และหากอ฾างอิงถึง ทรรศนะของนักประวตั ิศาสตรแ ชาวตะวนั ตกไดน฾ ําเข็มทิศหน฾าปใดกลมไปจากจีนนั่นเอง จีนยคุ สาธารณรฐั และยคุ คอมมิวนสิ ต์ ปลายยุคราชวงศแชิง ดร.ซุนยัตเซ็น จัดต้ังสมาคมสันนิบาต เพื่อล฾มล฾างราชวงศแชิง โดย ประกาศ ลัทธิไตรราษฎรแ ประกอบด฾วย 1.หลักเอกราช 2.หลักแห฽งอํานาจอธิปไตยของประชาชน 3. หลักความยุติธรรมในการครองชีพ ส฽วนนโยบายปฏิวัติ คือ โค฽นล฾มราชวงศแแมนจู และจัดต้ังรัฐบาล ประชาชน จดั ต้งั รัฐบาลตามระบอบสาธารณรฐั จัดสรรท่ีดินให฾แก฽ประชาชน และก฽อตั้งพรรคชาตินิยม หรือ พรรคก฿กมินต๋ัง ขึ้นในที่สุด ต฽อมา ซุนยัตเซ็นได฾ร฽วมมือกับ ยวน ซีไข ทําการปฏิวัติล฾มราชวงศแชิง ได฾สาํ เร็จเปลีย่ นการปกครองเขา฾ ส฽ูระบอบสาธารณรฐั (จักรพรรดปิ ยู ี เป็นกษัตริยแองคแสุดท฾ายของจีน) มี การแยง฽ ชิงอาํ นาจของผูน฾ าํ ทางทหารเรยี กว฽า ยุคขุนศกึ

116 ภาพท่ี 4.23 เหมาเจเอตงุ จกั รพรรดแิ ดง ที่มา http://www.lertchaimaster.com หลังจาก เหมา เจเอตุง เสียชีวิต เต้ิงเสี่ยวผิงขึ้นเป็นผู฾นําจีนแทน ประกาศพัฒนาประเทศด฾วย นโยบายสี่ทันสมัย คือด฾านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหาร วิทยาศาสตรแและเทคโนโลยี โดยอนุญาต ให฾ต฽างชาติเข฾ามาลงทุนภายในประเทศ รวมท้ังผ฽อนปรนวิถีการดําเนินชีวิตของประชาชนให฾คลายความ เข฾มงวดลง

117 บทสรุป อารยธรรมจีน สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ศูนยแกลางความเจริญของจีน ระยะแรกอยู฽แถบล฽ุมแม฽นํ้าฮวงโห ร฽องรอยความเจริญในยุคหินใหม฽ คือ วัฒนธรรมหยางเชา ซึ่งมีลักษณะเด฽น คือ ภาชนะเคร่ืองป้ในดินเผา เขียนสีแดง ดํา น้ําตาล และวัฒนธรรมหลุงชา มีเครื่องปใ้นดินเผาสีดําเป็นจุดเด฽น และภาชนะ เคร่ืองป้นใ ดินเผาชนิดสามขา สมัยประวัติศาสตร์ของจีน เริ่มต้ังแต฽สมัยราชวงศแซาง (Shang Dynasty) เป็นต฾นไป โดยแหล฽ง อารยธรรมความเจริญในสมัยราชวงศแต฽างๆ อย฽ูในบริเวณท่ีราบล฽ุมแม฽น้ําฮวงโห และล฽ุมแม฽น้ําแยงซีเกียง สรุปได฾ ดงั น้ี ราชวงศแชาง (Shang) ประมาณ 1766-1122 ปี การใช฾โลหะสําริดทําเคร่ืองมือเครื่องใช฾ต฽างๆ การ ประดษิ ฐแตัวอกั ษร การทาํ นายโชคชะตา ราชวงศแโจว (Chou) ประมาณ 1122-221 ปี แนวความคิดเก่ียวกับการปกครองเร่ิมต฾นยุคศักดินา ของจีน ความเจริญด฾านภูมิปใญญา กําเนิดลัทธิความเช่ือทางศาสนา 2 ลัทธิ คือ ลัทธิขงจ๊ือ และลัทธิเตเา ความเจริญทางวัตถุ ร฾ูจกั หลอมเหล็กและนําเหล็กมาใช฾ทําอาวธุ และเคร่ืองมือเคร่ืองใชต฾ ฽างๆ ราชวงศแจ๋ินหรือฉิน(Chin) ประมาณ 221-206 ปี สร฾างกําแพงเมืองจีน รวบรวมจีนให฾เป็น จักรวรรดิซ่ึงแนวความคิดนิติธรรม-นิยม คือ รวบอํานาจเข฾าสู฽ส฽วนกลาง และใช฾กฎหมายอย฽างเคร฽งครัด ตอ฽ ต฾านแนวคิดปราชญแ สุสานซวิ งั่ ตี่ แสดงถึงความย่ิงใหญข฽ องกองทัพ ราชวงศแฮั่น (Han) ประมาณ 206 ปีก฽อนค.ศ. จนถึง ค.ศ. 221 เป็นยุคทองด฾านการค฾าของจีน ได฾แก฽ เส฾นทางสายไหมสินค฾าที่สําคัญ คือ ผ฾าไหม คันฉ฽อง สําริด พระพุทธศาสนาเร่ิมแพร฽หลายและ เจริญร฽ุงเรืองในจีน งานเขียนของซื่อหม฽าเจียน เคร่ืองเคลือบสีเขียวมะกอก สุสานราชวงศแฮ่ันทําด฾วยอิฐ มี ประติมากรรมขนาดใหญ฽ ราชวงศแถัง (Tang) ประมาณ ค.ศ. 618-907 ปี ความเจริญร฽ุงเรืองในพระพุทธศาสนา ได฾แก฽ พุทธ ศิลป฼ เช฽น พระพุทธรูป เจดียแ วัด พระโพธิสัตวแ ภาพพุทธประวัติ การส฽งเสริมด฾านการศึกษามีการ สอบแข฽งขันเข฾าราชการหรือสอบจองหงวน วรรณกรรม เป็นยุคทองของกวีนิพนธแจีน (หลีปฺอ ตัวแทนของ เตเา) จติ รกรรม วาดภาพทิวทัศนแ (หวาง ไหว) ราชวงศแซ฾อง หรือซ฽ง (Song, Sung) ประมาณ ค.ศ. 960-1279 ปี ด฾านการเมืองไม฽มีลักษณะเด฽นมี การประดิษฐดแ นิ ปนื ประดิษฐแแท฽นพิมพแก฽อนยุโรป 400 ปี การผลิตภาชนะถ฾วยกระเบื้องสีขาวและสีเขียวไข฽ กา มีอิทธิพลต฽อสังคมโลกของสุโขทัย จิตรกรรม ภาพทิวทัศนแที่สมบูรณแ (กวเอซี) เร่ิมมีประเพณีและ คา฽ นิยมรดั เท฾าสตรีชนช้นั สูงให฾เล็ก

118 ราชวงศแหยวน หรือหงวน (Yuan) ประมาณ ค.ศ. 1279-1368 ปี เป็นราชวงศแต฽างชาติ คือ มอง โกล มีความเข฾มแข็งในการปกครอง มีความเจริญในศิลปะการละคร โดยเฉพาะง้ิว วรรณกรรมสามก฿ก จิตรกรรมภาพม฾า ราชวงศแหมิง หรือเหม็ง (Ming) ประมาณ ค.ศ. 1368-1644 ปีเป็นราชวงศแของจีนอย฽างแท฾จริง อนุรักษแศิลปะเลียนแบบราชวงศแถังและซ฾อง เครื่องเคลือบสีนํ้าเงิน-ขาว ลายครามวรรณกรรม นิยมภาษา พดู มากกว฽าภาษาเขียนสถาปใตยกรรม สร฾างพระราชวังกรุงปใกก่ิง หรอื “นครตอ฾ งห฾าม” ราชวงศแชิง หรือเช็ง (Ching) ประมาณ ค.ศ. 1644-1912 ปีเป็นพวกแมนจู ขัดแย฾งกับพวก ตะวันตกในยุคจักรวรรดินิยม เครื่องเคลือบ ได฾แก฽ เบญจรงคแ จิตรกรรม 2 สํานัก คือ สํานักประเพณีนิยม กับอัตนิยม วรรณกรรมความฝในในหอแดง สถาปใตยกรรม มีการสร฾างพระราชวังฤดูร฾อนของซูสีไทเฮา ค.ศ. 1911 เป็นยุคท่ีจีนเสื่อมถอยความเจริญ และถูกล฾มล฾าง โดยพวกก฿กมินต๋ัง เป็นระบบสาธารณรัฐ และ ถกู ปฎวิ ตั โิ ดยพรรคคอมมวิ นิสตแ ค.ศ.1949 และเปน็ การปกครองแบบคอมมวิ นสิ ตแ

บทที่ 5 อารยธรรมกรีก-โรมนั อารยธรรมกรีกโบราณ อารยธรรมตะวันตกมีแหล฽งอารยธรรมที่สําคัญคือ อารยธรรมกรีกโบราณ และอาณาจักรโรมัน เป็นสิ่งที่สะท฾อนให฾เห็นทางการเมืองการปกครอง เช฽น นครรัฐเอเธนสแ และนครรัฐสปารแต฾า กล฽าวได฾ว฽า ชาวตะวนั ตกเป็นชาติท่ีมคี วามสามารถดา฾ นการเมือง การปกครอง ปรัชญา ศิลปะ มีกษัตริยแที่ปรีชาหลาย ท฽าน เชน฽ กษัตริยแโซลอน มีมีผลงานในการจัดตั้งสมาพันธแรัฐเดลอส และท่ีสําคัญคือสถาปใตยกรรมกรีกท่ี มีอทิ ธิพลต฽อสงั คมโลก อารยธรรมกรีกโบราณได฾แก฽อารยธรรมนครรัฐกรีก คําว฽า “กรีก” เป็นคําท่ีพวกโรมันใช฾เป็น ครั้งแรก โดยใช฾เรียกอารยธรรมเก฽าตอนใต฾ของแหลมอิตาลี ซึ่งเจริญขึ้นบนแผ฽นดินกรีกในทวีปยุโรป และบริเวณชายฝใ่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอรแเรเนียน ด฾านเอเชียไมเนอรแ ซึ่งในสมัยโบราณเรียกว฽า “ไอโอเนีย” (Ionia) อารยธรรมท่ีเจริญขึ้นในนครรัฐกรีก มีศูนยแกลางสําคัญที่นครรัฐเอเธนสแ และนครรัฐ สปารแต฾า นครรัฐเอเธนสแ เป็นแหล฽งความเจริญในด฾านต฽างๆ ท้ังด฾านการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ศิลปวิทยาการด฾านต฽างๆ รวมทั้งปรัชญา ส฽วนนครรัฐสปารแตาเจริญในลักษณะที่เป็นรัฐทหาร ในรูปเผด็จ การ มีความแข็งแกร฽งและเกรียงไกร เป็นผ฾ูนําของรัฐอื่นๆ ในแง฽ของความมีระเบียบวินัย กล฾าหาญ และ เด็ดเดี่ยว การศึกษาเกี่ยวกับอารยธรรมกรีกโบราณ จึงเป็นการศึกษาเรื่องราวเก่ียวกับนครรัฐเอเธนสแ และ นครรฐั สปารตแ า ชาวกรีกเรียกตัวเองว฽า “เฮลีนสแ”(Hellenes) เรียกบ฾านเมืองของตนว฽า“เฮลัส” (Hellas) และเรียกอารยธรรมของตนว฽า “อารยธรรมเฮเลนิค” (Hellenic Civilization) ชาวกรีกโบราณเป็นชาวอิน โด-ยูโรเปียน ชาวกรีกต้ังบ฾านเรือนของตนเองอยู฽ทางทิศตะวันออกเฉียงใต฾ ตรงปลายสุดของทวีปยุโรป ตรงตําแหน฽งที่มาบรรจบกันของทวีปยุโรป เอเซีย และแอฟริกา เป็นต฾นเหตุให฾กรีกโบราณได฾รับอิทธิพล ความเจรญิ โดยตรงจากทัง้ อียิปตแและเอเซีย กรีกได฾พัฒนาอารยธรรมของตนข้ึน โดยคงไว฾ซ่ึงลักษณะที่เป็น ของตนเอง ชาวกรีกสมัยโบราณถือว฽าตนเองมีคุณลักษณะพิเศษบางอย฽างที่ผิดกับชนชาติอ่ืน และมักจะ เรยี กชนชาติวา฽ “บาเบเรยี น” หมายความวา฽ ผ฾ทู ีใ่ ชภ฾ าษาผิดไปจากภาษาของพวกกรีก

120 ทีต่ ้ังทางภมู ศิ าสตร์ ภาพท่ี 5.1 แผนทกี่ รีกโบราณ ทีม่ า : http://krissana40.blogspot.com กรีกสมัยโบราณ อยู฽ทางด฾านตะวันออกสุดของยุโรปภาคใต฾ ประกอบด฾วยดินแดนกรีกบนผืน แผ฽นดินหม฽ูเกาะต฽างๆ ในทะเลเอเจียน หรือฝใ่งตะวันตกของเอเซียไมเนอรแ นิยมเรียกว฽านครรัฐ ไอโอ เนียน (Ionian Cities) รวมเนอื้ ทท่ี ง้ั หมดประมาณ 5 หมน่ื ตารางไมลแ ในจํานวนนี้ดินแดนส฽วนใหญ฽ คือ ประมาณ 4 ใน 5 คือ ดินแดนกรกี บนผนื แผน฽ ดนิ ใหญใ฽ นทวปี ยุโรปดนิ แดนตอนน้แี บ฽งออกเป็นดงั นี้ 1. กรีกภาคเหนือ คือ แคว฾นมาซีโดเนีย (Macedonia) เทสซาลี (Thessaly) เอไพรัส (Epirus) รวมอาณาบริเวณประมาณคร่ึงของดินแดนกรีกบนผืนแผ฽นดินใหญ฽ ในสมัยคลาสสิค ไม฽นิยมรวมมาซี โดเนียเปน็ ส฽วนหนึ่งของกรีก

121 2. กรีกภาคกลาง คอื บริเวณซึ่งเป็นเนินเขาสูง ระหว฽างกรีกภาคกลาง และอ฽าวคอรินธแ บริเวณ นี้มีสถานที่สําคัญๆ ในประวัติศาสตรแกรีกอย฽ูหลายแห฽ง เช฽น นครเทบีส นครเลฟิ เทอรแมอปิเล (thermopylae) และยอดเขาพารแนาซุด (Parnasus) อันเป็นท่ีสิงสถิตของแอโปโล (Apollo) สุริยเทพ ตรงปลายสุดด฾านตะวันออกของบริเวณนี้คือแคว฾นอันติก (Attica) อันมีเมืองหลวงคือนครรัฐเอเธนสแ ท่ี กาํ เนดิ ของศลิ ปวิทยาการ ปรชั ญาและระบอบการปกครองอันมีช่ือเสยี ง 3. เพลอปปอนเนซุส (Peloponnesus) คือ บริเวณคาบสมุทร ซ่ึงอย฽ูทางตอนใต฾ของ อ฽าวคอ รนิ ธแ บรเิ วณนเ้ี ชอ่ื มติดกับภาคกลาง และภาคเหนือด฾วยคอคอดคอรินธแ ซึ่งมีความกว฾างประมาณ 30 ไมลแ ใต฾บริเวณคอคอดนี้ลงมาคือท่ีตั้งของเมืองอารแกอลิส (Argolis) ซึ่งเป็นศูนยแกลางของอารยธรรม กรีกท่ีได฾ เจริญข้ึนเป็นครั้งแรก ใจกลางของคาบสมุทรแห฽งนี้เป็นที่ต้ังของนครรัฐสปารแตา (Sparta) ซ่ึงมีชื่อเสียงใน ด฾านการรบและการทหาร เมืองโอลิมเปีย (Olympia) ท่ีสิงสถิตของบรรดาเทพเจ฾ากรีกอย฽ูชิดกับฝ่ใงทะเล ไอโอเนยี ดา฾ นตะวนั ตกของคาบสมุทรเพลอปปอนเนซสุ 4. ภูเขา ในประเทศกรีกเต็มไปด฾วยภูเขา ภูเขาเหล฽าน้ีแบ฽งกรีกออกเป็นท่ีราบในหุบเขาเล็ก แยกออกจากกันมากมาย ภูเขาเป็นอุปสรรคสําคัญในการติดต฽อคมนาคมระหว฽างคนท่ีอาศัยตามท่ีราบใน หบุ เขาดงั กลา฽ ว ดว฾ ยเหตุนี้ หมบ฽ู า฾ นตามหบุ เขาเหล฽าน้ีจึงมักปกครองตนเองเป็นอิสระต฽อกัน คนที่อาศัยอยู฽ ตามแต฽ละหมู฽บ฾านก็เป็นคนแปลกหน฾าซึ่งกันและกัน บางครั้งเกิดการสงสัยอิจฉาริษยากัน จนกระทั่งเกิด การทะเลาะวิวาทกลายเปน็ สงคราม พวกที่อาศัยอย฽ูตามเกาะต฽างๆ ในทะเลเอเจียนก็มีลักษณะแยกกันอยู฽ เช฽นเดียวกนั 5. สภาพพ้ืนดิน สภาพพื้นดินส฽วนใหญ฽ของกรีกขาดความอุดมสมบูรณแ นอกจากน้ันสภาพภูมิ ประเทศที่เต็มไปด฾วยภูเขาสูงและเนินเขา ทําให฾กรีกขาดดินที่จะเก็บเกี่ยว หว฽าน ไถได฾ถึง 1 ใน 3 พื้นดิน ท่ีเหลืออีก 2 ส฽วน ถึงแม฾จะพอทําการเพาะปลูกได฾ ก็ต฾องอาศัยแรงงานอย฽างมากมาย กรีกมีท฽ุงหญ฾าเลี้ยง สัตวแอย฽ูบ฾าง แต฽ก็เป็นท฽ุงหญ฾าที่เหมาะแก฽การเล้ียงแพะและแกะเท฽านั้น ไม฽เหมาะแก฽การเล้ียงสัตวแจําพวก วัวควายหรือม฾า บริเวณที่อุดมสมบูรณแที่สุดของกรีก ได฾แก฽ท่ีราบระหว฽างหุบเขา ซ่ึงเม่ือเปรียบเทียบ กับ ความอดุ มสมบรู ณแของทรี่ าบล฽มแม฽น้ําไนลแ หรือแม฽นาํ้ ไทกรสี และยูเฟรตีสแล฾วก็ด฾อยกว฽ามาก แม฽นํ้าในกรีกเป็นแม฽นํ้าสายส้ันๆ ไหลเชี่ยวในฤดูท่ีมีฝนตกมาก กระแสน้ําจะพัดพาเอาดินอุดม ตามเชงิ เขาไป ส฽วนในฤดูแลง฾ น้ําไม฽มีการถ฽ายเท แม฽น้ําจึงกลายเป็นแหล฽งเพาะยุง ด฾วยสภาพพ้ืนดินดังกล฽าว เมื่อบ฾านเมืองเจริญขึ้น พลเมืองเพ่ิมข้ึน อาหารก็ไม฽พอเพียงกับจํานวนพลเมือง ระดับการครองชีพในกรีก จึงค฽อนข฾างตํ่า อย฽างไรก็ตามชาวกรีกสมัยโบราณได฾ปรับปรุงตนเองในการมีชีวิตอยู฽ในสภาพท่ีขาดแคลนได฾ เปน็ อย฽างดีและไดส฾ ร฾างสมอารยธรรมอย฽ูบนรากฐานของเศรษฐกิจทมี่ ั่นคงพอสมควร 6. ทะเลกรีก จัดเป็นประเทศท่ีมีความสะดวกสบายในทางออกทะเล ส฽วนใหญ฽ของแผ฽นดินมี ลกั ษณะคล฾ายแหลมยน่ื ไปในทะเล และส฽วนที่ลึกเข฾าไปในแผ฽นดินไม฽ไกลจากทะเลมากนัก ชาวกรีกมีโอกาส มองเห็นทะเลได฾จากเกือบทุกๆ ส฽วนของประเทศ ประกอบกับพ้ืนดินแห฾งแล฾งและขาดความอุดมสมบูรณแ

122 ชาวกรีกจึงหนั เหความสนใจไปสท฽ู ะเล อนง่ึ ชายฝใ่งทะเลกรีกก็มักเว฾าๆ แหว฽งๆ ใช฾เป็นอ฽าวธรรมชาติสําหรับ จอดเรือกําบังคล่ืนลมได฾เป็นอย฽างดี และบรรดาเกาะเล็กเกาะน฾อยในทะเลเอเจียนก็เป็นเครื่องส฽งเสริมให฾ ชาวกรกี แลน฽ เรือออกไปไกลๆ ไปสู฽เอเชียไมเนอรแและดินแดนตะวันออก ความเจริญของชนชาตกิ รีกโบราณ 1. อารยธรรมดั้งเดิมแถบทะเลอีเจียนก่อนพวกกรีกอพยพลงมา ดินแดนแถงฝใ่งแทะเลทาง ตะวันตกของเอเชียไมเนอแ เกาะต฽างๆ ในทะเลอีเจียน และเมืองทางแปลมกรีกเจริญก฽อนท่ีพวกกรีกจะ อพยพมาตง฾ แต฽ 3,000 ปีกอ฽ นครสิ ตกาล อารยธรรมแถบนเ้ี รียกวา฽ Aegean Civilization 1.1 แถบทีเ่ จรญิ มากทีส่ ุด ได฾แก฽ เกาะ Cvete ในระหว฽าง 1700-1400 ก฽อนคริสตกาล เมืองท่ี สาํ คัญได฾แก฽ Cnassus Knossus ภาพที่ 5.2 พระราชวังคนอซุส ของกษัตรยิ์โมโนน ท่มี า : https://panupong088.wordpress.com 1.2 แถบแหลมกรีกเมือง Mycenac มีความเจริญทางการก฽อสร฾างปราสาท มีการใช฾ทอง สํารดิ เงิน พวกAchaeans เป็นพวกแรกที่อพยพมาจากทางเหนือมาตง้ั ถ่นิ ฐานที่ ไมซเี นยแ 1.3 เมืองแถบฝ่ใงเอเชียไมเนอรแ ค฾นพบซากความเจริญว฽าเกิดขึ้นเม่ือราว 1200 ปีก฽อน คริสตกาล 2. ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่ส่งผลต่ออารยธรรมกรีก ภูมิประเทศของกรีก ประกอบด฾วย ภูเขา พ้ืนดิน และทะเล โดยกรีกมีพื้นท่ีราบน฾อย พื้นที่ส฽วนใหญ฽เป็นภูเขา และหมู฽เกาะในทะเลอีเจียน ประชาชนอาศัยอยู฽ตามหม฽ูบ฾านในบริเวณท่ีราบเล็กๆ ในหุบเขาท่ีล฾อมรอบด฾วยภูเขาสูง ซ่ึงเป็นอุปสรรค

123 สําคัญในการติดต฽อสื่อสาร ซ่ึงสภาพภูมิศาสตรแเช฽นนี้ทําให฾แยกชุมชนต฽างๆออกจากกัน ส฽งผลให฾แต฽ละ เมืองแตกแยกเป็นนครรัฐต฽าง ๆ มากมายซึ่งเป็นอิสระไม฽ขึ้นแก฽กัน นครรัฐที่สําคัญได฾แก฽ นครรัฐเอเธนสแ และนครรัฐสปารตแ า พืน้ ดนิ ส฽วนใหญ฽ของกรีกขาดความอุดมสมบูรณแและมีพ้ืนดินขนาดเล็ก ประกอบกับมี แมน฽ า้ํ สายสน้ั ๆ น้ําไหลเช่ียวและพัดพาเอาความอุดมสมบูรณแของดินไป และจากลักษณะภูมิประเทศท่ีมี ลักษณะคล฾ายแหลมย่ืนไปในทะเล ทําให฾กรีกมีชายฝใ่งทะเลที่ยาว ซึ่งความเว฾าแหว฽งของทะเลเป็นท่ีกําบัง คล่ืนลมได฾เป็นอย฽างดี ใช฾เป็นอ฽าวสําหรับจอดเรือ ทําให฾ชาวกรีกเป็นคนชอบค฾าขายทางทะเล นอกจากนี้ ดินแดนกรีกยงั เปน็ ดนิ แดนท่มี ีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เช฽น เหลก็ ทอง เงนิ หินอ฽อน เปน็ ตน฾ ระบบนครรัฐ กรกี โบราณ มีรปู แบบการเมอื งการปกครองเป็นนครรัฐ ไม฽ได฾รวมเป็นอาณาจักรเดียวกัน เช฽น อียิปตแ นครรัฐกรีกเป็นหน฽วยทางการเมืองท่ีมีอธิปไตยอย฽างสมบูรณแ แต฽ละหน฽วยรัฐอิสระดําเนิน นโยบายและตัดสินใจเร่ืองต฽างๆด฾วยตนเอง กรีกเรียกหน฽วยเหล฽านี้ว฽า “โปลิส” แต฽ละโปลิสมีบทบาท และความสําคญั มากในอารยธรรมยุคโบราณ เชน฽ เอเธนสแ และสปารแตา ชาวกรีกโบราณ ชาวกรีกโบราณเรียกตัวเองว฽า “เฮลลีน” (Hellene) เป็นพวกอินโด-ยูโรเปียน กล฽ุมหนึ่งที่อพยพมาจากทางตอนเหนือของประเทศกรีซปใจจุบันเมื่อประมาณ 2000 ปีก฽อนคริสตแศักราช ในระยะแรก กระจายอย฽ูเป็นเผ฽าต฽างๆ ในคาบสมุทรบอลข฽านและเขตทะเลอีเจียน ที่สําคัญได฾แก฽ พวกไอโอ เนียน (Ionians) และพวกไมซีเนียน (Mycenaeans) โดยทั่วไปชาวกรีกโบราณประกอบอาชีพเกษตรกรรม และเดนิ เรือ ตอ฽ มาเผา฽ ทีม่ ีความเจรญิ ได฾ขยายอํานาจและก฽อต้ังเป็นนครรัฐ ท่ีสําคัญได฾แก฽นครรัฐของพวกไม ซีเนียนซ่ึงยึดครองพื้นที่ส฽วนใหญ฽ และมีอํานาจสูงสุดประมาณปี 1600-1100 ก฽อนคริสตแศักราช โดยมี ศูนยแกลางอย฽ูที่เมืองไมซีเนทางตอนใต฾ของประเทศกรีซในปใจจุบัน พวกไมซีเนียนเป็นนักรบที่มีความ เก฽งกล฾าสามารถยึดครองดินแดนของนครรัฐอื่นๆ รวมทั้งเกาะครีต และรับอิทธิพลของอารยธรรมต฽างๆ โดยเฉพาะอารยธรรมไมนวนของชาวเกาะครตี ต฽อมาประมาณปี 1100 ก฽อนคริสตแศักราช พวกกรีกอีกกลุ฽มหน่ึงเรียกว฽า ดอเรียน (Dorians) ซ่ึง อพยพมาจากทางเหนือและขยายอํานาจครอบครองดินแดนของพวกไมซีเนียน พวกนี้ได฾สร฾างนครรัฐสปารแ ตาเป็นศูนยแกลางปกครองของตน พวกดอเรียนมีความเจริญน฾อยกว฽าไมซีเนียนและไม฽ร฾ูหนังสือ จึงไม฽มี หลักฐานท่ีกล฽าวถึงดินแดนกรีกภายใต฾อิทธิพลของพวกดอเรียนในช฽วงปี 1100-750 ก฽อนคริสตแศักราชมาก นัก จนกระท่ังประมาณปี 750 ก฽อนคริสตแศักราช ได฾มีการประดิษฐแอักษรซ่ึงรับรู)แบบมาจากอักษรและ พยัญชนะของพวกฟีนิเชียนท่ีเข฾ามาติดต฽อค฾าขายในช฽วงน้ัน อย฽างไรก็ตามแม฾พวกดอเรียนจะมีอํานาจ เขม฾ แขง็ แต฽ก็ไม฽สามารถรวมอํานาจปกครองนครรัฐกรีกได฾ท้ังหมด

124 หลักจากนครรัฐสปารแตาเสื่อมอํานาจ เมื่อปี 371 กาอนคริสตแศักราช นครรัฐกีกอื่นๆ ก็พยายาม รวมตัวกันโดยมีนาครรัฐทีบีส (Thebes) เป็นผู฾นํา แต฽ในที่สุดก็ถูกกษัตริยแฟิลิปแห฽งมาซิโดเนียซึ่งอยู฽ในเขต เอเชียไมเนอรแรุกรานและครอบครองเม่ือปี 338 ก฽อนคริสตแศักราช ต฽อมาเม่ือพระเจ฾าอะเล็กซานเดอรแมหา ราช (Alexander the Great, ปี 336-323 ก฽อนคริสตแศักราช) โอรสของพระเจ฾าฟิลิปได฾ปกครองจักรวรรดิ มาซิโดเนีย พระองศแได฾ขยายอาณาจักรออกไปอย฽างกว฾างขวางจนถึงเขตลุ฽มแม฽นํ้าสินธุและได฾ครอบครอง แหล฽งอารยธรรมตา฽ งๆ ของโลก ได฾แก฽ อียิปตแ เมโสโปเตเมีย และเปอรแเซีย จึงมีการรับความเจริญจากแหล฽ง ต฽างๆ เหล฽าน้ันมาผสมผสานกับอารยธรรมกรีก เรียกว฽า อารยธรรมเฮลเลนิสติกตามช่ือสมัยเฮลเลนิสติก (Hellenistic) ซ่งึ เรม่ิ ต้ังแต฽สมยั ของพระเจ฾าอะเล็กซานเดอรแมหาราชจนกระทั่งสิ้นสลายเมื่อประมาณปี 146 ก฽อนคริสตแศักราช จากนั้นดินแดนกรีกได฾ตกอย฽ูใต฾การปกครองของจักรวรรดิโรมัน ความเจริญต฽างๆ ท่ีชาว กรกี สง่ั สมไว฾ก็กลายเป็นส฽วนหนึ่งของอารยธรรมโรมัน 1. นครรัฐสปาร์ตา มีการปกครองแบบทหารนิยม คณะผ฾ูปกครองมีอํานาจสูงสุดและเด็ดขาด พลเมืองชายทุกคนที่มีอายุตั้งแต฽ 20-60 ปี ต฾องถูกฝึกฝนให฾เป็นทหาร เรียนรู฾วิธีการต฽อสู฾และเอาตัวรอด ในสงคราม แม฾แต฽พลเมืองหญิงก็ยังต฾องฝึกให฾มีสุขภาพแข็งแรงเพื่อเตรียมเป็นมารดาของทหารท่ี แข็งแกร฽งในอนาคต อน่ึง พวกสปารแตายังต฽อต฾านความมั่งคั่งฟุมเฟือย เพราะเกรงว฽าอํานาจของเงินตรา จะทําลายระเบียบวินัยทหาร รวมท้ังยังไม฽สนับสนุนการค฾าขายและการสร฾างสรรคแศิลปกรรมใดๆ การ ปกครองของพวกสปารแตานับเป็นการขัดขวางสิทธิของปใจเจกชน และเป็นต฾นกําเนิดของระบอบการ ปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสรจ็ 2. นครรัฐเอเธนส์ เป็นต฾นกําเนิดของรัฐประชาธิปไตย นครรัฐเอเธนสแปกครองโดยสภาห฾าร฾อย ซงึ่ ไดร฾ ับเลือกจากพลเมืองเอเธนสแท่ีมีสิทธิออกเสียง สภานี้มีหน฾าที่ตรวจสอบร฽างกฎหมายและบริหารการ ปกครอง นอกจากน้ียังมีสภาราษฎร ซึ่งเป็นท่ีประชุมของพลเมืองที่มีสิทธิออกเสียงทุกคนและทําหน฾าที่ พิจารณาร฽างกฎหมาย การที่เอเธนสแให฾สิทธิและเสรีภาพแก฽ปใจเจกชน ทําให฾เกิดนักคิดและนักปราชญแที่ เรียกว฽าพวกโซฟิสตแ (Sophists) สํานักต฽างๆ ในสังคมเอเธนสแ แนวคิดและปรัชญาของนักปรัชญาคน สําคญั ไดแ฾ ก฽ โซเครติส และเพลโต ยังเป็นหลักปรชั ญาของโลกตะวันตกดว฾ ย ในยุคคลลาสสิคน้ีเกิดสงครามคร้ังยิ่งใหญ฽ 2 ครั้ง ได฾แก฽ สงครามเปอรแเซียและสงครามเพโล พอนเนเชยี น 2.1 สงครามเปอรแเซีย สาเหตุเกิดจากความขัดแย฾งระหว฽างเอเธนสแกับเปอรแเซีย เพราะ เปอรเแ ซียขยายอํานาจเขา฾ มาในเอเชยี ไมเนอรแ ผลของสงคราม คือ เอเธนสชแ นะเปอรแเซีย 2.2 สงครามเพโลพอนเนเชยี น ชาวกรกี เกดิ ความคิดในการเตรียมการปูองกันชาวเปอรแเซีย นครรัฐต฽างๆ ของกรีกจึงต฽าง เข฾ามาเป็นสมาชิก และสมาชิกแต฽ละนครรัฐมีสิทธิเท฽าเทียม ทําให฾นครรัฐกรีกร฽วมกันตั้งสหพันธแแห฽ง เกาะเดลอส สหพันธรัฐใช฾เป็นศูนยแกลางและเป็นที่เก็บทรัพยแสมบัติ แต฽ในความเป็นจริงแล฾วนครรัฐ

125 เอเธนสแมีอิทธิพลในการเป็นผ฾ูนํา ต฽อมาสหพันธรัฐเปล่ียนสภาพเป็นจักรวรรดิของเอเธนสแ เอเธนสแใช฾ เงินเพ่อื ผลประโยชนขแ องตนเอง ลดฐานะสมาชิกอ่ืน ๆ ให฾อยู฽ในฐานะบริวาร และห฾ามไม฽ให฾รัฐสมาชิก แยกตัวออกจากสหพันธแ เมื่อรัฐใดก฽อกบฏก็จะใช฾กําลังปราบโดยยึดกองทหารเรือและเก็บเครื่องราช บรรณาการ วิธีน้ีทําให฾นครรัฐสปารแตากลัวว฽า เอเธนสแจะเป็นผู฾นํากรีกท้ังหมด และเน่ืองจากสภาพ สังคมของทงั้ 2 รฐั แตกตา฽ งกัน จึงทําใหเ฾ กดิ สงครามขึน้ ผลของสงคราม คือ นครรฐั สปารแตาชนะ ทําให฾ นครรัฐสปารแตาได฾เอเธนสแไว฾ในอํานาจ และนําระบอบการปกครองแบบคณาธิปไตยมาใช฾ แต฽การ ปกครองของสปารแตาไม฽มั่นคงจึงทําให฾นครรัฐสปารแตาพ฽ายแพ฾ต฽อกองทัพของนครธีบีสและเอเธนสแ ใน ทสี่ ดุ กรกี ทงั้ หมดก็ตกอยภ฽ู ายใต฾อิทธพิ ลของมาซโิ ดเนีย อารยธรรมทส่ี าคญั 1.การนับถือเทพเจ้ามากมาย มีเทพเจ฾าสูงสุด คือซีอุสแห฽งเขาโอลิมปุสซ่ึงเป็นเทพเจ฾าแห฽ง ทอ฾ งฟูาและสายฝน เทพโพไซดอน เปน็ เทพแห฽งท฾องทะเล เทพอพอลโล เป็นเทพเจา฾ แห฽งดวงอาทติ ยแ แต฽กรีกไม฽ได฾ใหศ฾ าสนาเข฾ามามอี ิทธพิ ลต฽อชวี ิตเหมือนชาวอียปิ ตแ ภาพที่ 5.3 เทพเจ฾าสูงสดุ “ซีอสุ ” ที่มา : https://sites.google.com 2. วิหารหนิ ออ่ นพาร์เธนอน คือ วหิ ารโบราณบนเนินอะโครโพลสิ ในกรุงเอเธนสแประเทศกรีซ สร฾างเพ่ือเป็นศาสนสถานบูชาเทพีเอเธนาหรือเทพีแห฽งปใญญาความรอบร฾ูในศตวรรษท่ี 5ก฽อน คริสตแศักราชเป็นส่ิงก฽อสร฾างสถาปใตยกรรมกรีกโบราณที่มีชื่อเสียงที่สุดแสดงให฾เห็นถึงความเฉลียว ฉลาดของสถาปนิกในสมัยนั้นและถือได฾ว฽าเป็นหน่ึงในสิ่งก฽อสร฾างท่ีย่ิงใหญ฽ท่ีสุดในโลกมีขนาดกว฾าง

126 101.4ฟุตหรือ30.9เมตรและยาว228.0ฟุตหรือ69.5เมตร คําว฽าพารแเธนอนน้ันน฽าจะมาจาก ประติมากรรมทเี่ คยตงั้ อยภ฽ู ายในวิหารคอื Athena Parthenosซงึ่ มีความหมายว฽าเทพอี นั บรสิ ุทธ์ิ 3. หัวเสา 3 แบบ ได฾แก฽ หัวเสาดอริกเป็นหัวเสาเรียบ หัวเสาไอโอนิกเป็นแบบม฾วนย฾อยลง และหัวเสามาโครนิ เธียนเปน็ รูปใบไม฾หรูหรา ภาพท่ี 5.4 หัวเสากรกี ทีม่ า : https://sites.google.com 4. ประตมิ ากรรม จติ รกรรมและสถาปัตยกรรมของกรีก ภาพท่ี 5.5 ปตมิ ากรรมกรีกโบราณ ทม่ี า : https://sites.google.com 4.1 ประติมากรรมส฽วนมากเป็นเรื่องศาสนาซึ่งสร฾างถวายเทพเจ฾าต฽างๆวัสดุที่นิยใช฾สร฾าง งานได฾แก฽ ทองแดงและดินเผาในสมัยต฽อมานิยมสร฾างจากสําริดและหินอ฽อนเพิ่มข้ึนในสมัยแรกๆรูปทรงยัง

127 มลี ักษณะคล฾ายรูปเรขาคณิตอยู฽ต฽อมาในสมัยอารแคาอิก(200 ปีก฽อนพ.ศ.)เร่ิมมีลักษณะคล฾ายกับมนุษยแมาก ขึน้ เปน็ เรื่องราวเก่ียวกับเทพเจ฾ารูปนักกีฬารูปวีรบุรุษรูปสัตวแต฽างๆในยุคหลังๆรูปทรงจะมีความเป็นมนุษยแ มากข้ึนแสดงท฽าทางการเคล่ือนไหวท่ีสง฽างามมีการขัดถูผิวหินให฾เรียบดูคล฾ายผิวมนุษยแมีลีลาท่ีเป็นไปตาม ธรรมชาติมากข้ึนทําให฾ประติมากรรมกรีกจัดเป็นยุคคลาสสิคที่ให฾ความรู฾สึกในความงามที่เป็นความจริง ตามธรรมชาตนิ นั่ เอง 4.2 จติ รกรรม ทร่ี ฾ูจกั กันดีก็มีแต฽ภาพวาดระบายสีตกแต฽งผิวแจกันเท฽านั้นที่ชาวกรีกนิยม ทํามาจนถึงพุทธศตวรรษที่1เป็นภาพท่ีมีรูปร฽างท่ีถูกตัดทอนรูปจนใกล฾เคียงกับรูปเรขาคณิตมีความเรียบ งา฽ ยและคมชัดสที ี่ใช฾ไดแ฾ ก฽สีดินคือเอาสีดําอมนํ้าตาลผสมบางๆระบายสีเป็นภาพบนพื้นผิวแจกันท่ีเป็นดินสี นํ้าตาลอมแดงแต฽บางทีก็มีสีขาวและสีอื่นๆร฽วมด฾วยเทคนิคการใช฾รูปร฽างสีดําระบายพ้ืนหลังเป็นสีแดงน้ี เรียกว฽า\"จิตรกรรมแบบรูปตัวดํา\"และทํากันเร่ือยมาจนถึงสมัยพุทธศตวรรษท่ี1มีรูปแบบใหม฽ขึ้นมาคือ\" จิตรกรรมแบบรูปตัวแดง\" โดยใช฾สีดําอมนํ้าตาลเป็นพ้ืนหลังภาพตัวรูปเป็นสีส฾มแดงหรือสีนํ้าตาลไม฾ตามสี ดนิ ของพน้ื แจกัน ภาพที่ 5.6 สถาบตั ยกรรมกรีกโบราณ ทมี่ า : https://sites.google.com 4.3 สถาปใตยกรรม ใช฾ระบบโครงสร฾างแบบเสาและคานเช฽นเดียวกับอียิปตแมีแผนผังเป็น รูปสี่เหลี่ยมผืนผ฾าจากฐานอาคารซ่ึงยกเป็นชั้นๆก็จะเป็นฝาผนังโดยปราศจากหน฾าต฽างซ่ึงจะก้ันเป็นห฾อง ต฽างๆ1- 3ห฾องปกติสถาปนิกจะสร฾างเสารายล฾อมรอบอาคารหรือสนามด฾วยมีการสลับช฽วงเสากันอย฽างมี จังหวะระหว฽างเสากับช฽องว฽างระหว฽างเสาทําให฾พื้นภายนอกรอบๆวิหารมีความสว฽างและมีรูปทรงเปิด มากกว฽าสถาปใตยกรรมอียิปตแและมีขนาดเหมาะสมไม฽ใหญ฽โตจนเกินไปมีรูปทรงเรียบง฽าย สถาปใตยกรรม กรีกแบบพ้ืนฐาน2ใน3แบบเกิดในสมัยอารแคาอิกคือแบบดอริกและแบบไอโอนิกซ่ึงแบบหลังพบแพร฽หลาย

128 ท่ัวไปในแถบเอเชียไมเนอรแเสาหล฽านี้แต฽ละต฾นจะมีคานพาดหัวเสาถึงกันหมดในสมัยต฽อมาเกิด สถาปใตยกรรมอีแบบหน่ึงคือแบบโครินเธียนหัวเสาจะมีลายรูปใบไม฾ชาวกรีกนิยมสร฾างอาคารโดยใช฾ สถาปใตยกรรมท้ังสามชนิดน้ีผสมผสานกันโดยมีการตกแต฽งประดับประดาด฾ว ยการแกะสลักลวดลาย ประกอบบางทีก็แกะสลักรูปคนประกอบไปด฾วยนอกจากนี้ยังมีการใช฾สีระบายตกแต฽งโดยสีน้ําเงินได฾รับ ความนิยมใช฾ระบายฉากหลังรูปลวดลายท่ีหน฾าจ่ัวและสีแดงใช฾ระบายฉากหลังสําหรับประติมากรรมที่หัว เสาและลายควิ้ คาน 5. วรรณกรรมสาคัญ ไดแ฾ ก฽ 5.1 มหากาพยแอีเลียด-โอดิสซีของกวีโฮเมอรแ เป็นหนึ่งในสองบทกวีมหากาพยแกรีก โบราณของโฮเมอรแซึ่งเล฽าเรื่องราวของสงครามเมืองทรอยในช฽วงปีท่ีสิบอันเป็นปีที่สิ้นสุดสงครามเชื่อกันว฽า อีเลียดถูกแต฽งข้ึนในช฽วงศตวรรษท่ีแปดก฽อนคริสตกาลนักวิชาการหลายคนเชื่อว฽าบทกวีเร่ืองน้ีเป็น วรรณกรรมท่ีเก฽าแก฽ท่ีสุดในภาษากรีกโบราณจึงถือได฾ว฽าเป็นวรรณกรรมชิ้นแรกของยุโรปแม฾จะมีช่ือ ผป฾ู ระพันธแปรากฏเพยี งคนเดียวแต฽จากลักษณะของบทกวีที่บอกเล฽าสืบต฽อกันมาแบบปากเปล฽าร฽ุนต฽อร฽ุนจึง มีความเปน็ ไปไดว฾ ฽ามีผู฾ประพนั ธแมากกว฽าหนึ่งคน เร่ืองราวในบทกวีบรรยายถึงเหตุการณแในปีท่ีสิบซึ่งเป็นปีสุดท฾ายของเหตุการณแที่ชาวกรีกบุกยึด นครอีเลยี นหรอื เมืองทรอยคาํ ว฽า\"อีเลียด\"หมายถึง\"เก่ียวกับอีเลียน\"(ภาษาละตินเรียกอีเลียม(Ilium))อันเป็น ชอ่ื เรยี กสว฽ นนครหลวงซ่ึงแตกต฽างกับทรอยอันหมายถึงนครรัฐที่อย฽ูล฾อมรอบอีเลียมแต฽คําทั้งสองคํานี้มักใช฾ รวมๆกนั หมายถึงสถานท่ีแห฽งเดียวกัน โครงเร่ือง-บทกวีเร่ิมต฾นข้ึนเม่ือชาวกรีกได฾จับตัวนางไครเซอีสบุตรีของไครสิสเจ฾าพิธีของอพอล โลมาแล฾วและมอบนางให฾เป็นรางวัลแก฽อักกะเมมนอนเทพอพอลโลจึงบันดาลให฾เกิดโรคระบาดในกองทัพ กรีกเพื่อบีบบังคับให฾อักกะเมมนอนคืนตัวนางไครเซอีสให฾แก฽บิดาอักกะเมมนอนจึงไปบังคับเอาตัวนางไบร เซอีสมาแทนนางไบรเซอีสเป็นทาสชาวเอเคียนท่ีมอบให฾เป็นรางวัลแก฽อคิลลีสนักรบผ฾ูยิ่งใหญ฽ที่สุดแห฽งยุค ดังนน้ั อคิลลีสจงึ ถอนตัวออกจากการรบ ฝุายเมืองทรอยนั้นมีเจ฾าชายเฮกเตอรแโอรสของท฾าวเพรียมเป็นแม฽ทัพนําศึกปูองกันเมืองและ ปกปูองครอบครัวของตนเม่ืออคิลลีสไม฽ยอมร฽วมรบด฾วยเฮกเตอรแจึงสามารถมีชัยชนะเหนือกองทัพกรีก นักรบกรีกที่เหลืออย฽ูรวมถึงโอดิซูสและดิโอมีดีสต฽างได฾รับบาดเจ็บด฾วยเวลาน้ันปวงเทพต฽างเข฾าข฾างฝุาย เมืองทรอย ปโตรกลัสจึงปลอมตัวเป็นอคิลลีสโดยนําเส้ือเกราะของเขามาสวมและนําทัพชาวเมอรแมิดอน กลับเข฾าร฽วมรบเพ่ือช฽วยปูองกันเรือของพวกกรีกไม฽ให฾ถูกเผาทําลายปโตรกลัสถูกเฮกเตอรแสังหาร สิ้นชีพอคิลลีสจึงกลับเข฾าร฽วมรบเพ่ือแก฾แค฾นให฾ปโตรกลัสเขาสังหารเฮกเตอรแได฾สําเร็จด฾วยการประลองตัว ต฽อตัวแล฾วเอาร฽างของเฮกเตอรแกลับไปค฽ายด฾วย ท฾าวเพรียมลอบเข฾าค฽ายทัพกรีก(ด฾วยความช฽วยเหลือของ เทพเฮอรแมีส)เพ่ือไถ฽ร฽างของบุตรชายคืน อคิลลีสเกิดความสงสารจึงคืนให฾ บทกวีจบลงท่ีการพิธีศพของเฮก เตอรแ เหตุการณแหลังจากอีเลียด-ตอนจบของอีเลียดเต็มไปด฾วยลางร฾ายมากมายอันเนื่องจากการเสียชีวิต

129 ของเฮกเตอรแและดูเหมือนว฽าชะตาของกรุงทรอยได฾มาถึงจุดจบแต฽โฮเมอรแมิได฾แสดงรายละเอียดของการล฽ม สลายของกรุงทรอยไว฾รายละเอียดของการล฽มสลายสามารถดูเพ่ิมเติมได฾จาก สงครามเมืองทรอยส฽วนกวี นิพนธแของโฮเมอรแอีกเร่ืองหน่ึงคือโอดิสซียแเล฽าถึงเหตุการณแระหว฽างการเดินทางกลับบ฾านของโอดิซูสหลัง จากเสร็จศกึ กรงุ ทรอยกวีนิพนธแทั้งสองเรื่องน้ีมีส฽วนเกี่ยวข฾องเช่อื มโยงกนั แต฽ไม฽ได฾ต฽อเน่ืองกนั 5.2 ปรชั ญานพิ นธขแ องโสเครตีส เพลโต และอรสิ โตเตลิ 5.2.1 โสคราติส เกิดท่ีกรุงเอเธนสแเม่ือ470ปีก฽อนคริสตกาลเคยได฾เข฾าร฽วมใน การทําสงครามเปลโอปอนนีเซียนหลังจากนั้นเขาอุทิศเป็นผ฾ูสอนวิชาตรรกวิทยา“Know Thyself”ตาม สถานท่ีสาธารณะต฽างๆวิธีการสอนของท฽านคือการตั้งคําถามและตอบเม่ืออายุ70 ปีโสคราติสต฾องโทษตาม กฎหมายกรซี ให฾ดื่มยาพษิ 5.2.2 เพลโต เกิดที่กรุมเอเธนสแเมื่อ428ปีก฽อนคริสตกาลท฽านเป็นลูกศิษยแ ของโสคราติสที่เคารพและเทิดทูลโสคราติสมากเพลโตได฾ต้ังวิทยาลัยสอนวิชาวิทยาศาสตรแและปรัชญาข้ึน เป็นแห฽งแรกในกรุงเอเธนสแเมื่อ387ปีก฽อนคริสตแศักราชผลงานเขียนของเพลโตเป็นคําสอนรูปของบท สนทนาในหนังสือชื่อThe Republicของเพลโตท฽านแยกพลเมืองออกเป็น3กล฽ุมคือประชาชนทหารและ ผู฾ปกครองประเทศเพลโตเป็นผู฾ให฾หลักการพ้ืนฐานเกี่ยวกับอธิปไตยไว฾อย฽างชัดเจนว฽า หญิงและชายมีฐานะ เท฽าเทียมกันและจะต฾องได฾รับการศึกษาเหมือนกันรัฐจะต฾องจัดการแต฽งงานให฾ประชาชนเด็กแรกเกิดจะถูก แยกจากพ฽อแม฽เพ่ือประชาชนจะได฾ไม฽มีความผูกพันเป็นส฽วนตัวเพื่อให฾ประชาชนมีความร฾ูสึกในความเป็น เจ฾าของรัฐแต฽เพียงอย฽างเดียว ภาพท่ี 5.7 รปู ป้ในเพลโต ท่มี า : https://sites.google.com 5.2.3 อริสโตเติล เกิดที่เมืองสตากิรา แคว฾นมาซีโดเนียเม่ือ 384 ปีก฽อน คริสตกาลท฽านเดินทางไปเอเธนสแเพ่ือศึกษาวิชาปรัชญาที่สํานักของเพลโตเม่ือ367ปีก฽อนคริสตกาลและ

130 พํานกั อย฽ูทนี่ ่ันเป็นเวลา20ปีจนกระท่ังเพลโตถึงแก฽กรรมจึงเดินทางไปเผยแพร฽คําสอนตามหลักปรัชญาของ เพลโตในท่ีต฽างๆเป็นเวลา10ปีแล฾วจึงตั้งสํานักศึกษาของท฽านเองช่ือว฽าThe Lyceumนาน12ปี อริสโตเติล เป็นนักคิดคนแรกที่ค฾นพบวิชาตรรกวิทยาโดยอาศัยข฾อเท็จจริง2ข฾อสนับสนุนกันและกันเช฽นความดีทุก อย฽างควรสรรเสริญและความกรุณาก็เป็นความดีอันหนึ่งฉะนั้นความกรุณาจึงควรได฾รับการสรรเสริญด฾วย เป็นตน฾ ภาพที่ 5.8 อรสิ โตเติล ท่มี า : https://sites.google.com 5.3 ประวัตศิ าสตรแนพิ นธแของเฮโรโดตัสและธูซิดิดีส เฮโรโดตัสเขียนประวัติของสงคราม เปอรแเซีย ธูซิดิเดสเขียนประวัติสงครามเพลอปปอนเนซัส (Peloponnesian War) หลังสงครามเพลอป ปอนเนซัสเซโนโฟน (Xenophon) เขียนเก่ียวกับการผจญภัยของเขาในฐานะทหารรับจ฾างต฽อสู฾กับเปอรแเซีย ช฽วงที่โรมันเข฾าครอบครองกรีซโพลีบิอัส (Polybius) เขียนประวัติของโรมในกรีกงานเหล฽าน้ีเขียนใน ลักษณะร฾อยกรอง 5.4 บทสนทนาปรัชญาและสนธิสัญญา ปรัชญาท่ีเขียนขึ้นเป็นครั้งแรกเขียนโดยพลาโต ในรปู ของบทละครแบบหนึ่งคนสองคนหรือมากกว฽าสนทนาต฽อกันและกันต฽อมาทั้งของพลาโตและศิษยแของ เขาคอื อริสโตเติลได฾เขียนหนังสือปรชั ญาออกมาในรปู ร฾อยกรองท่ีไม฽ไดเ฾ ป็นบทสนทนา 6. ละครแนวโศกนาฏกรรมและสุขนาฏกรรม โศกนาฏกรรมเป็นเรื่องเศร฾าในขณะที่ศรี สุขนาฏกรรมเป็นตลกขบขันโศกนาฏกรรมเก฽าท่ีสุดซ่ึงเรายังคงมีงานอย฽ูเขียนโดยแอสไครัส(Aeschylus) และยังมีโศกนาฏกรรมที่เขียนโดยโซโฟคลีสและยูริปิเดส (Euripides) ศรีสุขนาฏกรรมเก฽าที่สุดที่ยังคง เหลืออย฽ูเขียนโดยอาริสโตฟาเนส (Aristophanes) ศรีสุขนาฏกรรมต฽อมาบางเร่ืองเขียนโดยเมนานเดอรแ (Menander)ละครยังเขียนเปน็ บทร฾อยกรอง

131 7. กีฬา Olympic หน฾าคริสตกาลกว฽า 1,000 ปี การแข฽งขันกีฬาได฾ดําเนินการกันบนยอดเขา \"โอลิมปใส\"ในประเทศกรีก โดยนักกีฬาจะต฾องเปลือยกายเข฾าแข฽งขันเพื่อประกวดความสมส฽วนของร฽างกาย และยังมีการต฽อส฾ูบางประเภทเช฽นกีฬาจําพวกมวยปล้ําเพ่ือพิสูจนแความแข็งแรงผู฾ชมมีแต฽เพียงผ฾ูชายห฾าม ผ฾ูหญิงเข฾าชมดังนั้นผู฾ชมจะต฾องข้ึนไปบนยอดเขาครั้นต฽อมามีผ฾ูนิยมมากขึ้นสถานที่บนยอดเขาจึงคับแคบ เกินไปจึงทําให฾ไม฽เพยี งพอทจ่ี ุท้ังผูเ฾ ล฽นและผช฾ู มได฾ทัง้ หมด ภาพท่ี 5.9 การแข฽งขันกฬี าโอลิมปิก ท่ีมา : https://sites.google.com ดังน้ันในปีท่ี 776 ก฽อนคริสตกาลชาวกรีก ได฾ย฾ายที่แข฽งขันกันท่ีเชิงเขาโอลิมปใส และได฾ปรับปรุง การแข฽งขนั เสยี ใหม฽ใหด฾ ีข้ึนโดยให฾ผู฾เข฾าเข฽งขันสวมกางเกงพิธีการแข฽งขันจึงจัดอย฽างมีระเบียบเป็นทางการมี จักรพรรดิมาเป็นองคแประธานอนุญาตให฾สตรีเข฾าชมการแข฽งขันได฾แต฽ไม฽อนุญาตให฾เข฾าแข฽งขันประเภท กรีฑาที่มีการแข฽งขันท่ีถือเป็นทางการในครั้งแรกนี้มีกีฬาอยู฽5ประเภทคือการว่ิง กระโดด มวยปลํ้า พ฽ุง แหลนและขว฾างจักร ผ฾ูเข฾าแข฽งขันคนหน่ึงๆจะต฾องเล฽นทั้ง5ประเภทโดยผ฾ูชนะจะได฾รับรางวัลคือมงกุฎท่ีทําด฾วยกิ่งไม฾ มะกอกซึง่ ข้ึนอย฽บู นยอดเขาโอลิมปใสนั่นเองและได฾รับเกียรติเดินทางท฽องเท่ียวไปทุกรัฐในฐานะตัวแทนของ พระเจ฾าและการแข฽งขันได฾จัดข้ึน ณ เชิงเขาโอลิมปใสแคว฾นอีลิสท่ีเดิมเป็นประจําทุกๆสี่ปีและถือปฏิบัติต฽อ กันมาโดยไม฽เว฾นเม่ือถึงกําหนดการแข฽งขันทุกรัฐจะต฾องให฾เกียรติหากว฽าขณะน้ันกําลังทําสงครามกันอย฽ู จะต฾องหยุดพักรบและมาดูนักกีฬาของตนแข฽งขันหลังจากเสร็จจากการแข฽งขันแล฾วจึงค฽อยกลับไปทํา สงครามกันใหม฽ประเภทของการแข฽งขันได฾เปล่ียนแปลงไปบ฾างในระยะต฽อๆมาโดยมีการพิจารณาและลด ประเภทของกรีฑาเร่ือยมา อย฽างไรก็ดีในระยะแรกๆน้ีกรีฑา5ประเภทดังกล฽าวจัดแข฽งขันกันในครั้งแรกก็ยัง ได฾รับเกียรติให฾คงไว฾ซ่ึงเรียกกันว฽า\"เพ็นตาธรอน\"หรือ\"ปใญจกรีฑา\"ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรําลึกถึงกําเนิดของ กรฑี าในปใจจุบันกย็ ังมีการแข฽งขันกันอยู฽แต฽ประเภทของปใญจกรฑี าได฾เปล่ียนตามยุคและกาลสมยั

132 8. วิทยาศาสตร์ของกรีกโบราณ ชาวกรีกสนใจมากในวิทยาศาสตรแในฐานะเป็นวิธีของการจัด ระเบียบโลกและจัดลําดับออกมาจากความยุ฽งเหยิงสับสนและมีพลังอํานาจเหนือส่ิงที่มีอํานาจบาง อย฽างเช฽นมหาสมุทรหรือลมฟูาอากาศ(weather)ชายกรีกจํานวนมากใช฾เวลาในการสังเกตดาวเคราะหแและ ดวงอาทิตยแและพยายามมองภาพการทํางานของดาราศาสตรแชาวกรีกต฾องนําบทเรียนแรกมาจากชาวบา บิโลเนยี น ซึ่งเป็นผูม฾ ีความสนใจและมคี วามร฾ดู ีในเร่ืองดาราศาสตรแ ปิธากอรัส (Pythagoras) ได฾สนใจในการค฾นหารูปแบบและกฎในคณิตศาสตรแและดนตรีและสร฾าง ความคิดในการพิสูจนแทางคณิตศาสตรแแม฾ว฽าตามปกติแล฾วสตรีกรีกไม฽ได฾รับการยินยอมให฾ศึกษา วิทยาศาสตรแปิธากอรัสได฾ให฾สตรีบางคนเข฾ามาเป็นศิษยแของเขาได฾โสกราตีสหลังต฽อมาเล็กน฾อยได฾พัฒนาวิธี ตรรกะในการตัดสนิ วา฽ บางสิ่งเป็นจริงหรือไม฽ อริสโตเติล (Aristotle) และนักปรัชญาอื่นที่ลีเซียม (Lyceum) และอคาเดมี (Academy) ใน เอเธนสไแ ดส฾ ังเกตพชื และสตั วแและจัดจําแนกประเภทพชื และสตั วแนี่เปน็ วิธกี ารสร฾างระเบียบออกมาจากความ สับสนอีกด฾านหลังจากอริสโตเติล (Aristotle) ใช฾ความคิดของเขากับความคิดจากชาวอียิปตแเปอรแเซีย และ อินเดีย ฮิปโปเครตีส (Hippocrates) และแพทยแกรีกอื่นๆ เขียนตําราการแพทยแท่ีสําคัญซึ่งใช฾มาเป็นเวลา หลายร฾อยปี จกั รวรรดิโรมัน อารยธรรมโรมันมีศูนยแกลางอยู฽ท่ีแหลมอิตาลี เป็นอารยธรรมของพวกอินโด-ยูโรเปียนเผ฽าละติน (Latin) ซึ่งอพยพจากทางตอนเหนือมาต้ังถ่ินฐานในแหลมอิตาลีเม่ือประมาณ 1,000 ปีก฽อนคริสตแศักราช และเรียกตวั เองว฽า “โรมัน” พวกโรมันได฾ขยายอิทธิพลเข฾าครอบครองดินแดนที่เป็นศูนยแกลางความเจริญ ของอารยธรรมเฮลเลนิสติกซึ่งสลายเม่ือประมาณปี 146 ก฽อนคริสตแศักราช และดินแดนอื่นๆ ทั้งในยุโรป และแอฟริกาเหนือ ทําให฾อารยธรรมของโลกตะวันออกซ่ึงผสมผสานอยู฽ในอารยธรรมกรีกได฾ขยายเข฾าไป ในทวีปยโุ รป และเปน็ รากฐานของอารยธรรมตะวนั ตกในปใจจุบัน ตํานานการเกดิ จักรวรรดิโรมัน ตามตํานานของโรมันน้ัน กรุงโรมตั้งขึ้นเม่ือ 753 ปี ก฽อนคริสตกาล โดยพ่ีน฾องฝาแฝดช่ือ รอมิวรุสและรีมัส ซ่ึงเป็นบุตรของเทพเจ฾ามารแ ซ่ึงเป็นเทพเจ฾าแห฽งสงคราม เมื่อตอน เป็นทารกทัง้ 2 ถกู ลงุ จบั ลอยนาํ้ ในแมน฽ ้าํ ไตเบอรแ เพื่อให฾จมนํ้าตาย แต฽หมาปุาได฾ช฽วยเหลือและนําไปเล้ียงดู เม่ือท้ัง 2 เจริญเติบโตข้ึนจึงกลับมาฆ฽าลุงและสร฾างกรุงโรม นักประพันธแ ชื่อซิเซโร บรรยายจุดเริ่มต฾นของ กรุงโรม

133 ที่ต้งั ทางภมู ศิ าสตร์ ภาพที่ 5.10 แผนที่จักรวรรดโิ รมัน ท่ีมา: https://sites.google.com หลังจากที่โรมกลายเป็นสาธารณรัฐได฾ไม฽นาน โรมก็เข฾าควบคุมอิตาลีและเมดิเตอรแเรเนียน ต฽อจากนั้นราว 200-300 ปีชาวโรมันก็เริ่มพิชิตดินแดนอื่นๆ รวมทั้งสเปน เมื่อ197 ปีก฽อนคริสตกาลและ พิชติ กอล (ปใจจุบันคือประเทศฝรงั่ เศส) ตุรกี ซีเรยี อียปิ ตแ อิสราเอล และจอรแแดน 1. ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของโรมัน มีท่ีราบอันกว฾างใหญ฽และอุดมสมบูรณแเพาะปลูกได฾เต็มท่ี หบุ เขาใกล฾เคยี งมปี ุาไม฾และเหมาะแก฽การเล้ียงสตั วแ ท่ตี งั้ ของกรุงโรมอยหู฽ า฽ งจากทะเล 15 ไมลแ เหมาะกับการ ทาํ การคา฾ ทางทะเลเมดเิ ตอรแเรเนียน กรุงโรมต้ังอยู฽ในทําเลที่ความเหมาะสมทางยุทธศาสตรแ คือ สามารถใช฾ แม฽นํ้าเป็นเส฾นทางคมนาคม มีภูเขาและหนองนํ้ากีดขวางผู฾บุกรุก ประมาณ 100 ปีก฽อนคริสตกาล โรมันได฾ รวบรวมดินแดนโดยรอบทะเลเมดิเตอรเแ รเนยี นไวใ฾ นอํานาจ ปใจจยั ที่สนบั สนุนการแพร฽อํานาจของอาณาจักร โรมันคอื การสรา฾ งถนนท่มี ่นั คงถาวรไปยงั ดนิ แดนท่ียึดครอง ทําให฾เกิดความคล฽องตัว การขยายกองทัพและ การคมนาคมขนส฽ง การสร฾างถนนจึงเป็นปใจจัยสําคัญในการขยายอํานาจและสร฾างความมั่นคงให฾กับ จักรวรรดโิ รมนั

134 2. ปัจจัยส่งเสริมการขยายอานาจของจักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิโรมันขยายอํานาจท่ียิ่งใหญ฽ เหนือดินแดนต฽างๆ นานหลายร฾อยปี โดยมีปใจจัยสําคัญท่ีส฽งเสริมการขยายอํานาจของโรมันคือ สภาพ ภูมิศาสตรแของแหลมอิตาลี ระบอบการปกครอง และกองทัพโรมัน 2.1 สภาพภูมิศาสตรแของแหลมอิตาลี แหลมอิตาลีตั้งอย฽ูก่ึงกลางทะเลเมดิเตอรแเรเนียน ระหว฽าง คาบสมุทรบอลข฽านและคาบสมุทรไอบีเรีย ซึ่งสะดวกต฽อการติดต฽อกับเอเชียไมเนอรแและยุโรปตอนใต฾ นอกจากนี้รูปร฽างของแหลมอิตาลียังเปรียบเสมือนรองเท฾าบูตที่ย่ืนเข฾าไปในทะเลเมดิเตอรแเรเนียน ทําให฾ สามารถติดต฽อกับดินแดนรอบๆ ทะเลเมดิเตอรแเรเนียน โดยเฉพาะตอนเหนือของทวีปแอฟริกา อน่ึง ตอน เหนือของแหลมอิตาลีแม฾จะมีเทือกเขาแอลป฼ (Alps) ขวางก้ันแต฽ชาวโรมันก็สามารถติดต฽อกับดินแดน ตอนกลางของยุโรปได฾ไม฽ยากนักเน่ืองจากมีช฽องเขาท่ีสามารถเดินทางผ฽านได฾ นอกจากน้ีชายฝ่ใงทะเลที่ยาว เหยียดของแหลมอิตาลีก็ช฽วยให฾ชาวโรมันติดต฽อกับดินแดนอื่นๆได฾สะดวก ลักษณะที่ต้ังดังกล฽าวแม฾จะเคย เป็นจุดอ฽อนท่ีเปิดโอกาสให฾ศัตรูท่ีเข฾มแข็งกว฽าเข฾ามารุกรานชาวโรมันสมัยโบราณได฾โดยง฽าย แต฽ในทางตรง ข฾าม ชาวโรมันก็ใช฾ประโยชนแจากสภาพภูมิศาสตรแของตนในการรุกรานดินแดนอื่นๆ ท่ัวทุกทิศ จนขยาย อํานาจเปน็ จักรวรรดิโรมันในเวลาต฽อมา สภาพภูมิศาสตรแของแหลมอิตาลียังมีส฽วนสําคัญในการหล฽อหลอมเอกภาพของชาวโรมัน ลักษณะ ภูมิประเทศของแหลมอิตาลี แม฾จะมีเทือกเขาอะเพนไนนแ (Apennine) ทอดขนานตามความยาวของ รองเท฾าบูต แต฽เทือกเขาน้ีก็ไม฽สูงชันเหมือนกับภูเขาในดินแดนกรีก จึงไม฽เป็นอุปสรรคต฽อการติดต฽อค฾าขาย ภายในและการรวมอํานาจสู฽ศูนยแกลาง นอกจากน้ี แหลมอิตาลียังมีพ้ืนท่ีราบเชิงเขาที่มีดินอุดมสมบูรณแ รวมท้ังมีภูมิอากาศท่ีอบอุ฽นช฽วยให฾การเพาะปลูกได฾ผลดี ชาวโรมันจึงมีเศรษฐกิจรุ฽งเรือง สามารถขยาย ตลาดการคา฾ ภายในดินแดนของตนและไม฽ต฾องพ่ึงพาการค฾าต฽างประเทศมากนัก 2.2 ระบบปกครอง ชาวโรมันได฾สถาปนาการปกครองระบอบสาธารณรัฐขึ้นหลังจากรวมอํานาจ ในแหลมอติ าลไี ด฾ ระบอบสาธารณรัฐสร฾างความเป็นปึกแผ฽นให฾แก฽ชาวโรมัน เพราะเป็นระบอบท่ีเปิดโอกาส ให฾พลเมืองโรมันทุกคนทั้งชนช้ันสูง สามัญชน และทหาร มีส฽วนร฽วมในการปกครอง ด฾วยการเลือกต้ัง ตัวแทนของกล฽ุมตนเข฾าไปบริหารออกกฎหมาย กําหนดนโยบายต฽างประเทศ และประกาศสงคราม โดยมี กงสุล (Consull) ซึ่งมาจากการเลือกต้ังทําหน฾าที่ประมุขและบริหารการปกครองทุกด฾าน การมีส฽วนร฽วมใน การปกครองของพลเมืองโรมันทําให฾สาธารณรัฐโรมันแข็งแกรง฽ ม่ันคงและเจริญก฾าวหน฾า ต฽อมาเมื่อโรมันขยายอํานาจครอบครองดินแดนอ่ืนๆอย฽างรวดเร็ว จึงเปลี่ยนระบอบปกครองเป็น จักรวรรดิ มีจักรวรรดิเป็นผู฾มีอํานาจสูงสุด จักรวรรดิได฾แต฽งตั้งชาวโรมันปกครองอาณานิคมต฽างๆ โดยตรง ทาํ ใหส฾ ามารถควบคุมดินแดนต฽างๆ และสง฽ ผลให฾จักรวรรดโิ รมนั มีอํานาจยืนยาวหลายร฾อยปี 2.3 กองทัพโรมัน ความเข฾มแข็งของกองทัพโรมันเป็นปใจจัยหนึ่งท่ีส฽งเสริมการขยายอิทธิพลของ จักรวรรดโิ รมัน กองทพั โรมันมีชือ่ เสียงในด฾านความสามารถและประสิทธิภาพการรบ ความสําเร็จส฽วนใหญ฽ เกิดจากการจัดองศแกรภายในกองทัพท่ีดีเย่ียมและการฝึกฝนทหารให฾มีประสิทธิภาพและมีวินัย โดยใช฾

135 บทลงโทษท่ีรุนแรง นอกจากนี้ความเข฾มแข็งของกองทัพยังรวมถึงความรับผิดชอบของทหารแต฽ละคนอีก ด฾วย ทหารโรมนั ประกอบดว฾ ยพลเมอื งชายทุกคน มีหน฾าท่ีรับใช฾กองทัพในยามเกิดศึกสงคราม ทหารเหล฽าน้ี ไม฽มตี าํ แหนง฽ ในกองทัพ เวน฾ แตไ฽ ด฾ปฏบิ ัตหิ น฾าท่เี กินกว฽า 10 ปีขน้ึ ไป กองทัพโรมันมีสถานะสําคัญมากขึ้นในสมัยจักรวรรดิ ซึ่งต฾องอาศัยกองทัพค้ําจุนอํานาจของ จักรวรรดิทหารโรมันถูกมอบหมายให฾ปฏิบัติหน฾าที่ปกครองจักรวรรดิและเขตแดน จักรวรรดิโรมันได฾สร฾าง ปูอมและค฽ายทหารจํานวนมากตามแนวชายแดนของจักรวรรดิโดยเฉพาะทางตอนเหนือ โดยเกณฑแชาว พ้ืนเมืองของดินแดนอาณานิคมมาเป็นทหาร ซ่ึงได฾รับสัญญาว฽าถ฾าปฏิบัติหน฾าท่ีครบ 25 ปี ก็จะได฾รับสิทธิ เป็นพลเมืองโรมัน ดังนั้นจักรววรดิโรมัน จึงมีทหารปฏิบัติหน฾าท่ีรักษาชายแดนประมาณเกือบ 500000 คน อนึ่ง เพ่ือเป็นการกระชับการปกครองดินแดนอาณานิคม จักรวรรดิโรมันได฾สร฾างถนนจํานวนมากเช่ือม ระหว฽างค฽ายทหารซ่ึงต฽อมาถูกพัฒนาข้ึนเป็นเมืองกับเมืองหลักต฽างๆ ในเขตจักรวรรดิ และยังสร฾างถนน หลวงเชอื่ มเมืองหลักเหลา฽ น้ีกับกรุงโรม จนมีคาํ ขวัญว฽า “ถนนทุกสายม฽ุงส฽ูกรงุ โรม” พัฒนาการของจกั รวรรดิ นักประวัติศาสตรแได฾แบ฽งแยกช฽วงการปกครองของจักรวรรดิโรมันเป็นสมัยผ฾ูนํา (Principate) ซ่ึง เริม่ ต้ังแตจ฽ กั รพรรดอิ อกสุ ตสุ จนถงึ วิกฤติการณแในคริสตแศตวรรษท่ี 3 และสมัยครอบงํา (dominate) ซ่ึงเริ่ม ต้ังแต฽จักรพรรดิไดโอคลีเชียนจนถึงการล฽มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ซึ่งในสมัยผู฾นํา จักรพรรดิจะ มีอํานาจอย฽ูเบื้องหลังการปกครองแบบสาธารณรัฐ แต฽ในสมัยครอบงํา อํานาจของจักรพรรดิได฾แสดง ออกมาอย฽างเต็มที่ ด฾วยมงกุฎทองและพิธีกรรมที่หรูหรา และเม่ือเร็วๆ น้ี นักประวัติศาสตรแได฾พิสูจนแว฽า รูปแบบการปกครองน้ไี ด฾ใชต฾ ฽อจนถงึ ช฽วงเวลาของจักรวรรดิไบแซนไทนแ จักรพรรดิพระองคแแรก ไม฽มีคําตอบ แนช฽ ดั วา฽ ใครเป็นจักรพรรดิพระองคแแรกของโรม อันท่ีจริงแล฾วไม฽มีตําแหน฽งจักรพรรดิในระบบการเมืองของ โรมัน มันเหมือนกับเป็นตําแหน฽งท่ีแยกออกมามากกว฽า จูเลียส ซีซารแได฾ประกาศตัวเป็นผ฾ูเผด็จการตลอด อายุขัย ซ่ึงตามกฎหมายแล฾ว ผ฾ูเผด็จการจะต฾องไม฽อยู฽ในตําแหน฽งเกิน 6 เดือน ตําแหน฽งของซีซารแจึงขัดกับ กฎหมายอย฽างเห็นได฾ชัด ทําให฾เหล฽าสมาชิกสภาซีเนตบางคนเกิดความหวาดระแวงว฽าเขาจะต้ังตนเป็น กษัตริยแและสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชยแ ดังน้ันจึงเกิดการวางแผนลอบสังหารข้ึน และในวันท่ี 15 มีนาคม 44 ปีก฽อนคริสตกาล จูเลียส ซีซารแเสียชีวิตลงโดยฝีมือของพวกลอบสังหารออคเตเวียน บุตร บุญธรรมและทายาททางการเมืองของจูเลียส ซีซารแ ได฾เรียนร฾ูจากความผิดพลาดท่ีเกิดข้ึน และไม฽อ฾างสิทธิ ในตําแหน฽งผเู฾ ผดจ็ การ แต฽ไดข฾ ยายอาํ นาจภายใต฾รูปแบบสาธารณรัฐอย฽างระมัดระวัง โดยเป็นการต้ังใจที่จะ สนับสนุนภาพลวงแห฽งการฟื้นฟูของสาธารณรัฐ เขาได฾รับตําแหน฽งทางการเมืองหลายตําแหน฽ง เช฽น ออกุส ตุส ซ่ึงแปลว฽า \"ผู฾สูงส฽ง\" และพรินเซปสแ ซ่ึงแปลว฽า\"พลเมืองช้ันหน่ึงแห฽งสาธารณรัฐโรมัน\" หรือ \"ผ฾ูนําสูงสุด

136 ของสภาซีเนตโรมัน\" ตําแหน฽งน้ีเป็นรางวัลสําหรับบุคคลผู฾ทํางานรับใช฾รัฐอย฽างหนัก แม฽ทัพปอมปียแเคย ไดร฾ บั ตาํ แหน฽งน้เี ช฽นกนั นอกจากนี้ ออกุสตุสยังได฾สิทธิในการสวมมงกุฎพลเมือง ที่ทําจากไม฾ลอเรลและไม฾โอ฿คอีกด฾วย อย฽างไรก็ตาม ทั้งตําแหน฽งต฽างๆ และมงกุฎก็ไม฽ได฾มอบอํานาจพิเศษใดๆ ให฾เขา เขาเป็นเพียงกงสุลเท฽านั้น และใน 13 ปีก฽อนครสิ ตกาล ออกสุ ตสุ ไดเ฾ ป็น พอนติเฟกซแ แมกซิมุส ภายหลังการเสียชีวิตของมารแคุส อีมิลิ อสุ เลพดิ ุส ออกุสตุสสะสมพลังอํานาจไว฾มากโดยที่ไม฽ได฾อา฾ งสทิ ธิในตาํ แหน฽งต฽างๆ มากเกนิ ไป 1. จากสาธารณรัฐสู่สมัยผนู้ า: ออกุสตุส มารแค แอนโทนีและคลีโอพัตรา พ฽ายแพ฾ในยุทธการแอคทิอุมและได฾กระทําอัตวินิบาตฆาตกรรม ทงั้ ค฽ู ออคเตเวยี นไดส฾ ําเรจ็ โทษซีซาเรียน ลกู ชายของคลีโอพัตราและจูเลียส ซีซารด฾วย การสังหารซีซาเรียน ทําให฾ออคเตเวียนไม฽มีค฽ูแข฽งทางการเมืองท่ีมีสายเลือดใกล฾ชิดกับจูเลียส ซีซารแแล฾ว เขาจึงกลายเป็น ผ฾ูปกครองคนเดียวของโรม ออคเตเวียนเร่ิมการปฏิรูปทางทหาร เศรษฐกิจและการเมืองคร้ังใหญ฽ โดยมี เจตนาเพอ่ื ทําให฾อาณาจักรโรมันมั่นคงและสงบสุข และยังทําให฾เกิดการยอมรับในรูปแบบการปกครองใหม฽ นด้ี ว฾ ย ในช฽วงเวลาที่ออคเตเวียนปกครองโรมัน สภาซีเนตได฾มอบชื่อออกุสตุสให฾เขา พร฾อมกับตําแหน฽ง อมิ เพอเรเตอรแ \"จอมทัพ\"ดว฾ ย ซ่ึงได฾พัฒนาเป็น เอ็มเพอเรอรแ \"จกั รพรรด\"ิ ในภายหลงั ออกุสตุสมักจะถูกเรียกว฽า ซีซารแ ซึ่งเป็นนามสกุลของเขา คําว฽าซีซารแนี้ถูกใช฾เรียกจักรพรรดิใน ราชวงศแจูลิโอ-คลอเดียน ราชวงศแฟลาเวียน จักรพรรดิเวสปาเซียน จักรพรรดิทิทุส และจักรพรรโดมิเชียน ดว฾ ย และยงั เปน็ รากศัพทแของคําวา฽ ซารแ (รัสเซยี :czar) และ ไกเซอรแ (เยอรมนั :kaiser) 2. สาเหตคุ วามเส่อื มของจักรวรรดิ 2.1 หลังปี ค.ศ. 180 เน่ืองจากไม฽มีกําหนดการสืบตําแหน฽งไว฾ในรัฐธรรมนูญ ทําให฾เกิดการแย฽ง อาํ นาจในหม฽ู นายพล 2.2 การถกู โจมตจี ากศตั รูภายนอกและเกิดรัฐอสิ ระข้ึนตามชายแดนท่ถี ูกคุกคาม 2.3 ทด่ี นิ แทบทงั้ จักรวรรดติ กอยู฽ในเง้ือมมือชนชั้นสูงส฽วนน฾อยเท฽าน้ัน ชาวนาท่ีสิ้นเน้ือประดาตัว กลายเป็นโคโล-นุส ซึ่งจะได฾รับท่ีดินชิ้นหน่ึงจากเจ฾าของที่ดิน เพ่ือทําการเพาะปลูกโดยเสรี แต฽จะต฾อง ชดใช฾เจา฾ ของทด่ี นิ ด฾วยแรงงานของตน เม่อื นานวันเข฾าก็เปลยี่ นสภาพเป็นก่ึงทาส 2.4 สงครามกลางเมือง ทาํ ใหก฾ ระทบกระเทือนระบบการคา฾

137 การเมอื งการปกครอง ผ฾ูที่มีตําแหน฽งสูงสุดในสังคมของชาวโรมันคือจักรพรรดิและท่ีสําคัญรองลงมาคือ กงสุลซึ่งเป็นผ฾ู ควบคุมสภาซีเนท ลําดับต฽อมาเป็นกองทัพโรมัน และเซเนเตอรแ ซึ่งทําหน฾าที่ออกกฎหมายสําหรั บ ประชาชนท่ัวไปแบ฽งออกเป็นพลเมืองกับผู฾ที่ไม฽ใช฽พลเมือง ผ฾ูที่เป็นพลเมืองน้ันจะมีสิทธิและอภิสิทธิ์ บางอยา฽ งที่ผท฾ู ่ีไม฽ใชพ฽ ลเมืองไม฽อาจมีได฾ส฽วนผู฾ท่ีอยต฽ู ําสดุ ในสังคมโรมัน คอื ทาส ซง่ึ จะไม฽มสี ทิ ธิอะไรเลย 1. การฝ่าฝืนกฎหมาย ในระยะแรก โรมมีการจารึกกฎหมายขึ้น 12 แผ฽น ซึ่งเป็นพ้ืนฐานของ กฎหมายและข฾อบังคับที่ใช฾กันต฽อมาอีก1,000 ปี ถ฾าผู฾ใดถูกสงสัยว฽าทําการฝุาฝืนกฎหมายผ฾ูน้ันจะต฾อง เผชิญหน฾ากับผ฾ูพิพากษาของท฾องถ่ิน หรือแพรเตอรแ ผ฾ูพิพากษาแต฽ละคนจะมีผู฾ติดตาม2 คน ผ฾ูติดตามคน ท่ีหน่ึงจะแบกขวานท่ีผูกอยู฽กับแขนงไม฾มัดไว฾บนบ฽าเรียกว฽า ฟาสซีส ซึ่งเป็นสัญลักษณแแสดงว฽าผู฾พิพากษา มีสิทธิทจี่ ะลงโทษหรอื ประหารผูใ฾ ดก็ตามทีม่ ีความผดิ ฐานก฽ออาชญากรรม ผ฾ูพพิ ากษาท่มี ีอํานาจมากท่ีสดุ คือ ผวู฾ า฽ การเขตตา฽ งๆของจักรวรรดิโรมัน มีเพียงจักรพรรดิเท฽านั้น ท่ีมีอํานาจมากกว฽ากลุ฽มนี้ นักเขียนหลายคนในสมัยนั้นบรรยายว฽าข฾าราชโรมันฉ฾อราษฎรบังหลวง ดังจะ เห็นได฾จากตอนหน่ึงของข฾อเขียนของจูวีนาลที่เขียนเสียดสีเหน็บแนมไว฾ว฽า \"เมื่อในท่ีสุดแล฾วทางมณฑล ยอมรบั ให฾ท฽านเปน็ ผว฾ู ฽าการสมกบั รอคอยมานานท฽านก็ควรควบคุมและระงับความโกรธและความโลภบ฾าง สงสารพวกชาวบ฾านนอกจนๆ บ฾างนกึ ถึงบทบัญญตั ิของกฎหมายแล฾วดูว฽าเซเนเตอรแทําอะไรน฾อยกว฽าท่ีควร เปน็ บ฾าง\" 2. ผู้บัญญัติกฎหมายของโรม เซเนเตอรแเป็นกลุ฽มคนที่เป็นตัวแทนของประชาชนในกรุงโรม เพราะถูกเลือกมาโดยพลเมืองโรมันเพ่ือทําหน฾าที่บัญญัติกฎหมาย เดิมก฽อนท่ีชาวโรมันจะมีจักรพรรดิน้ัน เซเนเตอรแจะเป็นองคแกรที่มีความสําคัญที่สุดในจักรวรรดิ แต฽หลังจากที่มีจักรพรรดิแล฾วอํานาจของเซเน เตอรแก็ลดลงเหลือเพียงเเค฽เป็นที่ปรึกษาของจักรพรรดิและเป็นศาลด฾วยนักเขียนอย฽างเช฽น เเทคซิทอุส เขยี นถึงวิธีที่เซเนเตอรปแ ระจบสอพอลจักรพรรดิไว฾ด฾วย นักเขียนคนหนึ่งชื่อ ทิเบริอุส บรรยายไว฾ว฽า \"เซเน เตอรแเป็นคนท่ีน฽าจะเป็นทาส หมายความว฽า คนกลุ฽มน้ีหมอบคลานอย฽ูรอบๆ จักรพรรดิ เช฽นเดียวกับท่ี ทาสทาํ เพอ่ื รับใช฾นายของตน\" 3. ลาดบั พระจักรพรรดขิ องโรมันทสี่ าคญั ๆ ไว฾ตามลาํ ดับ ดงั น้ีคือ 3.1 ออกุสตุส (Augustus) 30 ปีก฽อน ค.ศ.-ค.ศ.14 นับเป็น “ยุคทองของโรม” 3.2 ทิเบริอุส (Tiberius) ค.ศ. 14-37 เพ่ิมอาํ นาจจักรพรรดิและลดอํานาจของสภาราษฎร 3.3 คลอดิอุส (Claudius) ค.ศ. 41-54 ได฾ปกครองภาคใต฾ของอังกฤษ และเผยแพร฽ ขนบธรรมเนียมประเพณี วรรณคดี และภาษาของโรมันไปสู฽ประเทศนั้น นอกจากนี้ยังยินยมให฾มี ตัวแทนจากมณฑลอื่น ๆ เข฾าร฽วมประชุมสภาซีเนท นับว฽าเป็นการรวมที่ได฾ผลวิธีหนึ่ง

138 3.4 เนโร (Nero) ค.ศ. 54-68 เป็นจักรพรรดิที่โหดเหี้ยมมาก เพราะทรงฆ฽าพระมารดา, พระอนุชา, ชายา 2 องคแ รวมทั้งพระอาจารยแของพระองคแเองคือ เซเนคา ปรัชญาเมธีผู฾มีชื่อเสียง ท฽านหน่ึง รวมทั้งเป็นผ฾ูที่ทาํ การจุดไฟเผากรุงโรมเพียงเพื่อความบันเทิงของตัวเอง ปูายความผิดให฾ พวกคริสเตียน และประหารชีวิตเสียเป็นจํานวนมาก ในปลายรัชสมัยของพระองคแได฾เกิดจลาจลขึ้น ในโรม จักรพรรดิเนโรปลงพระชนมแพระองคแเอง ใน ค.ศ. 68 นับเป็นจักรพรรดิองคแสุดท฾ายของ ราชวงศแจูเลียน 3.5 เวสปาเชียน (Vespasian) ค.ศ. 69-79 เดิมเป็นแม฽ทัพที่ปราบปรามจลาจลในโรม ตอนปลายสมัยเนโรได฾ขึ้นเป็นจักรพรรดิราชวงศแเลเวียน งานชิ้นสําคัญคือโคลอสเซียม ได฾ทรงส฽ง โอรสติตุส ไปปราบปรามและทาํ ลายกรุงเจรูซาเล็มในปาเลสไตนแ 3.6 ทราจัน (Trajan) ค.ศ. 98-177 รวมรูมาเนีย (ดาเซีย) เข฾ามาอยู฽ในบังคับของโรมและ ขยายอาณาจักรโรมันออกไปกว฾างขวางย่ิงข้ึน 3.7 เฮเดรียน (Hadrian) ค.ศ. 117-138 ทรงขยายแนวปูองกันการรุกรานออกไป โดยเฉพาะอย฽างยิ่งในอังกฤษ ในยุโรปกลาง ระหว฽างล฽ุมแม฽นา้ํ ไรนแและแม฽น้ําดานูบ เพื่อปูองกันการ รุกรานของพวกอารยชน 3.8 มารแคุส ออเรลีอุส (Marcus Aurelius) ค.ศ. 161-180 นับว฽าเป็นกษัตริยแพระองคแ สุดท฾ายที่ได฾รับการยกย฽องว฽าเป็นจักรพรรดิที่มี 5 พระองคแ (ค.ศ. 96 -180) ทรงเขียนหนังสือ “Meditations” บรรยายหลักปรัชญาในแนวสโตอิค คือถือความเป็นอยู฽อย฽างง฽ายๆ รัชสมัยของ พระองคแนี้ถือว฽าเป็นสมัยสุดท฾ายของสันติภาพโรมัน (Pax Romana) 3.9 ไดโอเคลเชียน (Diocletian) ค.ศ. 284-305 เป็นกษัตริยแพระองคแเดียวที่สามารถทรง จัดการระงับการจลาจลวุ฽นวายภายหลังสันติภาพโรมัน พระองคแปกครองอาณาจักรภาคตะวันออก ของโรมันเป็นส฽วนใหญ฽ ส฽วนทางตะวันตกได฾ทรงแต฽งตั้งผู฾ปกครองอีกองคแหนึ่ง ซึ่งการแบ฽งเช฽นนี้ได฾ นาํ ไปสู฽การแบ฽งอาณาจักรโรมันออกเป็นภาคตะวันตกและตะวันออกในสมัยต฽อมา 3.10 คอนสแตนติน (Constantine) ค.ศ. 312-337 รวมจักรวรรดิโรมันเป็นจักรวรรดิ เดียวกันได฾ชั่วระยะเวลาหนึ่ง และย฾ายเมืองหลวงจากโรมไป ไบแซนติอุม (Byzantium) เปลี่ยน เรียกชื่อใหม฽ว฽า “คอนสแตนติโนเปิล” ตามพระนามของพระองคแ (ปใจจุบันคือเมืองอิสตันบุล) โดย เจตนาจะให฾เป็นศูนยแกลางของการปกครองดินแดนท้ังภาคตะวันตกแลตะวันออก แต฽การทั้งนี้กลับ ทําให฾ประชาชนเริ่มรู฾สึกแบ฽งแยกทางจิตใจ ทางตะวันตกซึ่งมีอิตาลี สเปน โลกยังยึดอ ารยธรรม โรมันอยู฽(Romanization) แต฽ทางตะวันออกซึ่งมีคอนสแตนติโนเปิล และเอเชียโมเนอรแต฽างรับ อารยธรรกรีก (Hellenization)และเมื่อคอนสแตนตินประกาศ “กฤษฎีกาแห฽งมิลาน” (Edict of Milan) แล฾ว คริสตศาสนาก็สามารถเผยแพร฽ในอาณาจักรโรมได฾

139 ลทั ธิความเชอื่ ชาวโรมันบูชาเทพเจ฾าและเทพีของตนเองอย฽างมากมายซึ่งบางส฽วนก็มาจากส฽วนต฽างๆของ จักรวรรดดิ ฾วย เทพเจ฾าและเทพมี อี ย฽ใู นทุกส฽วนของชีวิต ชาวโรมนั สวดมนตบแ ูชาเทพเจ฾าและฆ฽าสัตวแเพื่อ สงั เวยแดเ฽ ทพเจ฾าด฾วย จักรพรรดิเป็นหัวหน฾านักบวชของโรมเพราะประชาชนเช่ือว฽าพระองคแทําหน฾าที่ เป็นสะพานเชื่อมระหวา฽ งเทพเจ฾ากบั คนธรรมดา ภาพท่ี 5.11 ความเชื่อในเทพเจา฾ ของโรมนั ที่มา: https://sites.google.com 1. เทพประจาบา้ น ครอบครวั ชาวโรมันสว฽ นใหญ฽มีหิ้งบูชาเล็กๆอยู฽ในบ฾านเพื่อพวกเขาจะได฾บูชา เทพเจ฾าและวญิ ญาณต฽างๆหิ้งบชู ารปู ร฽างคลา฾ ยโบสถเแ รยี กวา฽ ลาราเรยี ม เทพประจําบ฾านมี 2 องคแ คือ ลาเรส และเพนาเทส สาเลส คือ วิญญาณของบรรพบุรุษ ส฽วนเพ นาเทสจะคอยดูและต฾ูเก็บอาหารภายในบ฾าน มีการสวดมนตแอยู฽ทุกวัน และจะมีการสวดพิเศษสําหรับวัน สาํ คญั ต฽างๆ เชน฽ วันเกดิ และวนั แตง฽ งาน เปน็ ตน฾ 2. เทพเจา้ ทีไ่ ดร้ ับอิทธิพลมาจากกรีก เทพเจ฾าโรมันท่ีสําคัญๆหลายองคแน้ันนํามาจากกรีก เทพ เจ฾าบัคคัส หรือเทพเจ฾าแห฽งไวนแน้ันถูกเปล่ียนชื่อใหม฽เป็นเทพเจ฾าไดโอไนซัส เพเอธีนา ของกรีกหรือเทพี แหง฽ ปญใ ญาและงานฝมี อื ถกู เปล่ยี นชือ่ ใหม฽เป็นเทพีมิเนอรแวา เทพเจ฾าที่สําคัญที่สุดคือเทพเจ฾าแห฽งสงคราม คอื เทพเจา฾ มารแ และเทพเจ฾าจปู เี ตอรแ ซง่ึ เปน็ เทพเแหง฽ ปวงเทพและเทพแหง฽ ท฾องฟูาและแสงสวา฽ ง

140 อารยธรรมที่สาคัญ 1. กฎหมาย กฎหมาย มรดกที่ย่ิงใหญ฽ที่สุดของโรมันกฎหมายฉบับแรกท่ีสุดคือ “กฎหมายสิบ สองโต฿ะ” (The Twelve Tables) เมื่อปี ๔๕๐ ก฽อนคริตกาล ซึ่งได฾รับการพัฒนาตามลําดับมากกว฽า ๑,๐๐๐ ปี มาเป็น “กฎหมายจัสติเนียน” ในคริสตศตวรรษท่ี ๖ ซึ่งส่ิงท่ีรวมอยู฽ในรูปแบบของกฎหมายก็ คือ เร่ืองวิธีการปกครองของพระจกั รพรรดิ วิธีการพิพากษาคดีและแนวนิยมการปกครองแบบสาธารณรัฐมี การพัฒนาการทั้งในด฾านกฎหมายบุคคลและกฎหมายสาธารณชน จนกระท่ังเม่ือมีชาวต฽างประเทศเข฾ามา คา฾ ขายมากขึน้ โดยอยภ฽ู ายใต฾กฎหมายละติน (jus gentium) ซงึ่ ควบคมุ สทิ ธิของชาวต฽างประเทศไวด฾ ฾วย ภาพที่ 5.12 การทาํ งานของขุนนางโรม ทีม่ า: https://sites.google.com กฎหมายโรมันน้ีได฾ช่ือว฽าเป็นกฎหมายท่ีมีความยุติธรรม เที่ยงตรง และมีมนุษยธรรมด฾วย โดย หลักใหญ฽ก็คือการถือว฽ามนุษยแมีสิทธิเท฽าเทียมกันตามกฎหมาย รวมท้ังหลักการที่ว฽าผ฾ูต฾องหาจะยังเป็นผ฾ู บริสทุ ธอิ์ ยูจ฽ นกว฽าจะได฾รบั การพสิ ูจนแแ ลว฾ ว฽าเป็นผู฾มีความผิดจริง และถือว฽าการทรมานเพ่ือให฾ยอมรับสภาพ นน้ั เป็นการกระทําท่ีผิดกฎหมาย 2. เศรษฐกิจ จักรวรรดิโรมันมีนโยบายส฽งเสริมการผลิตทางด฾านเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม รวมท้งั การค฾ากับดินแดนภายในและภายนอกจักรวรรดิ 3. เกษตรกรรม เดิมชาวโรมันในแหลมอิตาลีประกอบเกษตรกรรมเป็นหลัก และพึ่งพิงการผลิต ภายในดินแดนของตน ตอ฽ มาเมอ่ื จกั รวรรดิโรมันขยายอํานาจออกไปครอบครองดินแดนอื่นๆ การเพาะปลูก พืชและข฾าวในแหลมอิตาลีเร่ิมลดลง เนื่องจากรัฐส฽งเสริมให฾ดินแดนอ่ืนๆ นอกแหลมอิตาลีปลูกข฾าว โดย วิธีการปฏิรูปที่ดิน ดินแดนท่ีปลูกข฾าวส฽วนใหญ฽อยู฽ในแคว฾นกอล (Gaull) เขตประเทศฝรั่งเศสปใจจุบัน และ ตอนเหนือของแอฟริกา ส฽วนพืน้ ท่ีการเกษตรในแหลมอิตาลสี ว฽ นใหญ฽เปล่ียนไปทําไร฽องุ฽นและเล้ียงสัตวแ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook