Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore ยุคโบราณ

ยุคโบราณ

Published by Chanatip rachaban, 2022-08-25 03:54:22

Description: 188522hQ661i8peeaBii

Search

Read the Text Version

41 2.3.2 เอธโิ อเปยี น ปกคอรองระหว฽าง 736-657 กอ฽ นครศิ ตกาล ตั้งราชวงศแท่ี 25 2.3.3 อสั ซเี รยี น ปกครองระหว฽าง 664-525 ก฽อนครสิ ตกาล 2.3.4 เปอรเแ ซีย ปกครองระหว฽าง 525-404 กอ฽ นครสิ ตกาล 2.3.5 กรีก ปกครองระหว฽าง 332-30 ก฽อนคริสตกาล 2. สภาพสังคมของอารายธรรมอยี ิปต์ ลกั ษณะสังคมของอียปิ ตแโบราณเปรยี บได฾กับรปู สามเหลยี่ ม แบ฽งออกได฾เป็นดังน้ี ภาพที่ 2.10 ชนช้ันทางสงั คมของอยี ปิ ตแ ทม่ี า : http://karnnoonngam.blogspot.com 2.1 กษัตริยแและราชวงศแ อย฽ูในตําแหน฽งสูงสุด กษัตริยแสามารถมีสนมได฾มากมาย อาจเป็น พ่สี าว หรอื นอ฾ งสาวร฽วมบดิ าหรือมารดาเดยี วกันกไ็ ด฾ 2.2 พระ มีบทบาทหนา฾ ที่เป็นผนู฾ าํ ทางความเช่ือและศาสนา เป็นชนช้นั สงู 2.3 ขนุ นาง มีหนา฾ ทดี่ ฾านการบรหิ ารการปกครอง เปน็ ชนช้นั สงู 2.4 ชนชนั้ กลาง ได฾แก฽ พ฽อคา฾ ช฽างฝีมอื และศิลปนิ 2.5 ชนช้ันตํ่า ได฾แก฽ ชาวนา เป็นชนช้ันที่มีจํานวนมากท่ีสุดในดินแดน สถานะภาพของ ชาวนาอย฽ใู นรปู ของข฾าตดิ ทีด่ ิน และยงั เปน็ กําลงั สําคญั ในกองทัพ และแรงงาน 2.6 ทาส เปน็ ชนชน้ั ต่ําทส่ี ดุ เป็นพวกทถี่ กู กวาดต฾อนมาหลังจากพ฽ายแพส฾ งคราม

42 3. การประกอบอาชีพของอารายธรรมอียปิ ต์ การประกอบอาชีพ แบง฽ ออกได฾เป็น 4 ประเภท คือ 3.1 การเพาะปลกู และการเล้ยี งสตั วแ ถอื วา฽ เป็นอาชีพหลกั เรม่ิ ข้นึ เมื่อราวๆ 4,000 ปกี อ฽ น คริสตกาล ซง่ึ นิยมทํากันในแถบลุ฽มแม฽น้ําไนลแ พืชพันธแุท่ีนิยมปลูก คือข฾าวสาลี ข฾าวบาเลยแ ต฾นแฟล็กซแ และไมผ฾ ลตา฽ งๆ ภาพท่ี 2.11 การเกษตรของอียปิ ตแโบราณ ที่มา http://prawatsartlock.blogspot.com 3.2 การคา฾ อยี ปิ ตแเร่ิมทําการค฾าเมื่อราวปี 4,000 ก฽อนคริสตกาล นิยมทําการค฾ากับ คนในแถบชายฝ่งใ ทะเลเมดเิ ตอรเแ รเนยี น เมโสโปเตเมยี และอาระเบยี ภาพท่ี 2.12 การคา฾ ขายของอียิปตโแ บราณ ท่มี า : https://sites.google.com

43 3.3 การทําเหมืองแร฽ แร฽ท่ีสําคัญของอียิปตแ คือ ทองแดง ชาวอียิปตแขุดพบเม่ือ ประมาณ 4,000 ปกี ฽อนคริสตกาล ทาํ กนั มกในแถบไซนาย ส฽วนพลอยและทองคํา ขุดบริเวณเทือกเขา ตะวนั ออก 3.4 งานฝมี ือ ได฾แก฽ พวกงานปใน้ งานหล฽อ งานทอผ฾า เป็นต฾น 4. การปกครอง ลักษณะการปกครองของอียิปตแเป็นแบบเทวธิปไตย คือ ผ฾ูปกครองดําเนินการปกครองใน นามหรืออาศัยอํานาจของเทพเจ฾า เพ่ือใช฾ประโยชนแในการปกครองกลุ฽มบุคคลท่ีดําเนินการปกครอง ได฾แก฽ 4.1 กษัตริยแ หรือที่ชาวอียิปตแเรียกว฽า “ฟาโรหแ” (Pharaoh) เป็นผ฾ูที่ชาวอียิปตแ ยอมรับว฽าเป็นเทพเจ฾า และเป็นกษัตริยแในเวลาเดียวกัน หน฾าที่ของฟาโรหแ คือเป็นผู฾นําทางการ ปกครอง และศาสนา เป็นผ฾ูกําหนดกฎระเบียบ ข฾อบังคับในการปกครอง เป็นเจ฾าชีวิตของชาวอียิปตแ โบราณ ภาพท่ี 2.13 ภาพวาดลกั ษณะของฟาโรหแ ท่มี า : https://th.wikipedia.org 4.2 ขนุ นางชั้นผู฾ใหญ฽ (Vizier) เป็นตาํ แหนง฽ ท่ไี วใ฾ ชเ฾ รียกผ฾บู รหิ ารทส่ี ําคญั ๆ รองจาก ฟาโรหแ ตาํ แหนง฽ นใ้ี นสมยั ต฾นราชวงศแผูท฾ ี่รบั ตาํ แหน฽ง คือ ราชโอรส ต฽อมามกี ารเปล่ียนแปลงจึงตกแก฽ ขนุ นางชั้นผ฾ใู หญ฽ และมีการสืบทอดกันมาในตระกูลเดียวกนั 4.3 ขุนนาง (Noble) ทําหน฾าท่ีรับผิดชอบหน฽วยงานท่ีสําคัญๆ ได฾แก฽ การเก็บภาษี การชลประทาน เป็นต฾น 4.4 ขุนนางมณฑล (Nomarch) เป็นข฾าหลวงประจาํ มณฑล หรือเมืองที่ห฽างไกลจาก เมืองหลวง เรยี กว฽า Nome ขนุ นางพวกนมี้ กั ก฽อกบฏ ความว฽นุ วาย

44 ภาพท่ี 2.14 ชนช้ันการปกครอง ทมี่ า : https://www.tes.com ตั้งแต฽อียิปตแโบราณมีฟาโรหแ ปกครองอาณาจักร ทุกพระองคแทรงมีพระราชินีสันติวงศแมา ตลอด ซึง่ บทบาทของราชินีอียิปตแนั้น มีเรื่องราวของราชินีที่โด฽งดัง คือ ฟาโรหแหญิงฮัทเซฟซุท ท่ีครอง บัลลงั กแอียิปตแนานถึง 15 ปี ต้ังแต฽ปี 1473 – 1458 ก฽อนคริสตกาล และท่ีโด฽งดังอีกพระองคแคือ มเหสี ของฟาโรหแ อเมินโนฟิสท่ี 4 นามว฽า “เนเฟอรแติตี” เป็นราชินีที่งามท่ีสุดในบรรดาราชินีของอียิปตแ อาจเป็นเพราะทรงมีเช้ือสายเจ฾าหญิงไมแทนนี่ และอีกพระองคแคือ มเหสีของฟาโรหแ ราเมเซสท่ี 2 คือ “พระนางเนเฟอรแตาร่ี” เป็นมเหสสี ดุ ท่ีรักของฟาโรฟ฼ราเมเซสท่ี 2 ภาพที่ 2.15 ฟาโรหหแ ญงิ ฮัทเซฟซุท ที่มา : www.bloggang.com

45 ภาพท่ี 2.16 รูปปน้ใ คร่ึงตัวของพระนางเนเฟอรแตติ ี ท่มี า : http://www.gypzyworld.com ภาพท่ี 2.17 พระนางเนเฟอรแตาร่ี มเหสีสดุ ที่รักของฟาโรฟ฼ราเมเซสที่ 2 ที่มา : http://www.gypzyworld.com 5. ความเจริญของอารยธรรมอียิปต์ 5.1 ด้านวทิ ยาศาสตร์ ความเจริญทางวทิ ยาศาสตรขแ องอียปิ ตโแ บราณ มีดังน้ี 5.1.1 ปฏิทิน ชาวอียิปตแร฾ูจักทําปฏิทินโดยยึด หลักสุริยคติ คือ1ปี มี12 เดือน 1เดือน มี 30วัน อีก วันสุดท฾ายกําหนดไว฾เพ่ือการเฉลิมฉลองการกําหนดฤดูคือ ตามหลักความ เป็นไปของธรรมชาติ และการเพาะปลูก คือ 1 ปี มี 3 ฤดู ๆละ 4 เดือนเริ่มจาก ฤดูนํ้าหลาก ฤดู เพาะปลูก ฤดูเก็บเก่ยี วพชื ผล

46 5.1.2 การแพทยแ วิทยาการแพทยแที่สําคัญของอียิปตแ คือ การทํามัมม่ี เป็น การแสดงความสามารถของแพทยแในสมัยน้ันด฾านการผ฽าตัดระโหลก ผ฽าตัดกระดูกสันหลัง การวิจัย และการรักษาโรคต฽างๆ ภาพท่ี 2.18 มมั ม่ขี องอยี ปิ ตแ ท่ีมา : https://tartil811.wordpress.com 5.1.3คณติ ศาสตรแ โดยเฉพาะทางด฾านเลขาคณติ คอื สามารถคํานวณหา พื้นทีข่ องสามเหลีย่ ม ส่เี หลย่ี มคางหมู และวงกลมได฾ ชาํ นาญในการวดั ท่ดี ิน 5.1.4 สถาปตใ ยกรรม ซงึ่ สถาปใตยกรรมท่สี ําคัญของอยี ิปตแ คอื ปิรามดิ และปิรามิดท่ีใหญ฽ทีส่ ดุ คอื ปิรามิดของฟาโรหแคูฟุ ใช฾ก฾อนหิน 2,300,000 ก฾อน แต฽ละก฾อนหนัก 2 ตัน ใชแ฾ รงงานคนสกดั หนิ ดว฾ ยสิว่ และคอ฾ น ถกู จัดใหเ฾ ป็นหน่ึงในเจด็ ของสงิ่ มหัศจรรยแของโลกโบราณ ภาพที่ 2.19 ปริ ามิดของฟาโรหคแ ฟู ุ ทีม่ า : https://farbet.ru

47 นอกจากนยี้ งั วหิ ารคารแนคั แห฽งเมืองธิปสแ ท่ีได฾รับการยกยอ฽ งวา฽ เป็นอาคารท่ใี หญท฽ ่ีสุดของ อียิปตแโบราณ ภาพที่ 2.20 วหิ ารคารแนัค แหง฽ เมืองธิปสแ ท่มี า : https://www.iam-tour.com 5.1.5 ศลิ ปกรรม มไี ว฾เพ่ือรบั ใชศ฾ าสนา โดยวาดหรอื ป้ในรปู เทพเจา฾ เท฽านน้ั ซง่ึ ศิลปกรรมทโ่ี ดดเดน฽ ไดแ฾ ก฽ ภาพแกะสลกั ได฾แก฽ สฟงิ ซแ โดยเฉพาะทีห่ นา฾ ปิรามดิ ฟาโรหแคูฟุ ลักษณะ ลาํ ตวั เป็นสิงโตหมอบ หนา฾ เป็นคน แกะสลกั จากหิน รูปปใ้น หรือรปู หล฽อ นิยมปใน้ หรอื หล฽อเฉพาะคร่งึ ตวั บน เชน฽ รูปปใน้ พระนาง ฮทั เซฟซุท ฟาโรหแทัสโมสท่ี 2 ฟาโรหแอเมนโฮเตป็ ที่ 4 ฟาโรหรแ ามซสี ที่ 2 เป็นตน฾ ภาพแกะลกั ฝาผนัง ทีม่ ชี ื่อ คือ ภาพการต฽อสู฾ของฟาโรหรแ ามซสี ท่ี 2 กับ พวกฮติ ไทนแ ทวี่ หิ ารคารนแ คั ภาพวาด นิยมวาดตามผนังและเพดานของวหิ าร พระราชวงั ปริ ามิด มักจะวาดภาพเกีย่ วกบั สภาพสงั คม การปกครอง การค฾า การแต฽งกาย และประเภทของเครอื่ งใช฾

48 ภาพท่ี 2.21 สฟงิ ซแแ ห฽งกซี า ทมี่ า : http://www.gypzyworld.com ภาพที่ 2.22 ภาพวาดฝาผนังของอยี ปิ ตแ ทีม่ า : http://www.makeleio.gr 6. การชลประทาน อียิปตแต฾องพึง่ แม฽นา้ํ ไนลแ เพ่อื ใช฾ในการเกษตรเพาะปลูก ดังนั้นชาวอียิปตแ ตอ฾ งคดิ คน฾ วธิ เี กบ็ กักน้าํ และสง฽ น้าํ เข฾าพน้ื ที่ตอนในด฾วยการขุดคูคลองระบายน้ํา ทําทํานบกั้นน้ํา เพื่อ กกั เกบ็ น้าํ ไวใ฾ ช฾ยามหน฾าแล฾ง ภาษาและวรรณกรรม อารยธรรมอียิปตแ มีการถ฽ายทอดภาษาพูดเป็นตัวเขียน หรือตัวอักษรท่ีอ฽านออกเสียงนั้นเริ่ม ตั้งแต฽ประมาณ 4,000 ปีก฽อนคริสตกาล ในการที่ชาวอียิปตแโบราณรู฾จักประดิษฐแตัวอักษรขึ้นมาใช฾ นับว฽าเปน็ ความเจริญอีกประการหน่ึง ซ่ึงเรยี กตวั อกั ษรน้ีวา฽ “อกั ษรเฮียโรกลฟิ ฟกิ ” และ “เฮียราตคิ ” สําหรับการเร่ิมเขียนหนังสือของชาวอียิปตแนั้น จะใช฾ภาพแทนความหมาย ต฽อมาดัดแปลง รูปภาพให฾เป็นพยางคแ และนําพยางคแมารวมเป็นคํา เรียกว฽า “ตัวอักษรภาพ” ซ่ึงใช฾วิธีการเขียนและ

49 แกะสลัก เพ่ือเป็นการบันทึกเร่ืองราวเก่ียวกับศาสนา เรียกว฽า ตัวอักษรเฮียโรกลิฟฟิก เวลาต฽อมา ได฾พัฒนาการจนกระทั่งเป็นตัวพยัญชนะ เรียกว฽า “เดโมติค” เป็นตัวอักษรท่ีดัดแปลงมาจากอักษร เฮียราติค ต฽อมาได฾ยกเลกิ และใช฾ตวั อกั ษรคอปตคิ (อกั ษรกรีกผสมกับอกั ษรเฮียโรกลฟิ ฟกิ ) ภาพที่ 2.23 อักษรเฮยี โรกลิฟฟิก ที่มา : http://amad02.blogspot.com ภาพท่ี 2.24 อักษรคอปติค ทีม่ า : https://cs.wikipedia.org

50 ศิลปะการเขียน เริ่มข้ึนเมื่อประมาณ 300 ปีก฽อนคริสตกาล วิธีบันทึกทําเป็นอักษรภาพ (อักษรเฮียโรกลิฟฟิก) ต฽อมาเพ่ือให฾เขียนง฽ายขึ้น ไม฽สลับซับซ฾อน จึงได฾พัฒนาการเขียนให฾มีตัวอักษร ภาพน฾อยลง ใชต฾ วั อกั ษรเฮราติค ซง่ึ การเขียนนน้ั มกั จะเขียนกนั ในหมู฽พระเท฽านั้น ในเวลาต฽อมามีการ ลดจํานวนอกั ษรภาพลงใหเ฾ หลอื เพียง 24 ตัว เรียกว฽า อักษรเดโมตคิ สําหรับการบันทึกตัวอักษรน้ัน ชาวอียิปตแคิดค฾นทํากระดาษขึ้นมาใช฾แทนการบันทึกลงบน แผ฽นหิน โดยกระดาษทําจากเยื่อต฾นอ฾อ เรียกว฽า “กระดาษปาปิรุส” ก฾านอ฾อ คืออุปกรณแท่ีใช฾เขียน ยางไม฾ผสมสใี ช฾เปน็ หมกึ ทําใหศ฾ ลิ ปวทิ ยาการดา฾ นการเขยี นของอียิปตแแพรห฽ ลายไปยงั อารยธรรมอื่นๆ ภาพท่ี 2.25 การเขยี นภาพลงบนกระดาษปาปริ สุ ท่ีมา : http://worldcivil14.blogspot.com วรรณกรรมที่สําคัญของอียิปตแโบราณ แบ฽งออกเป็น 2 ประเภท คือ วรรณกรรมเกี่ยวเนื่อง กับศาสนา ได฾แก฽ คัมภีรแผ฾ูตาย มุ฽งแสดงความเคารพต฽อเทพเจ฾าโอซิรีส เพื่อเป็นการเข฾าส฽ูโลกหน฾าท่ี อุดมสมบูรณแ และสุขสบาย และบทสรรเสริญของฟาโรหแอเนโฮเต็ปท่ี 4 ต฽อเทพเจ฾าอะตัน เป็นต฾น และอีกประการ คือ วรรณกรรมไม฽เกี่ยวเนื่องกับศาสนา ได฾แก฽ งานสลักบันทึกเหตุการณแสําคัญๆ มัก สลักตามเสาหนิ หรอื ผนังปิรามดิ เปน็ ต฾น

51 ภาพที่ 2.26 วรรณกรรมที่เกย่ี วเนื่องกับศาสนา ทมี่ า : https://sites.google.com ภาพที่ 2.27 วรรณกรรมที่ไม฽เก่ยี วเนอื่ งกับศาสนา ที่มา : https://sites.google.com ความเชอื่ และศาสนา เรื่องความเช่ือและศาสนาน้ัน ชาวอียิปตแน้ัน ในเรื่องการนับถือบูชาเทพเจ฾าหลายองคแและมี มากมายนับไม฽ถ฾วน มีทั้งเทพเจ฾าประจําถ่ิน ประจําเมือง ประจําเมืองหลวง ซึ่งในบรรดาเทพเจ฾า ทงั้ หมด มีองคแท่สี ําคญั และเป็นท่ีเคารพนับถือในหม฽ูผู฾คนทุกชนชั้นอาชีพ คือ สุริยเทพ มีชื่อเรียกต฽างๆ ว฽า เรฮารแส อามอนเร อาตอน มีสัญลักษณแ คือ หินท่ีมีรูปร฽งคลายปิรามิด เรียกว฽า“เมนเบน” ซึ่งก฾อน หนิ ประดษิ ฐแอย฽บู นยอดของแทง฽ หินสูงซึง่ มปี ลายชข้ี นึ้ ไปส฽ูพระอาทิตยแ เรยี กวา฽ “โอเบอลิสกแ”

52 สําหรับชาวอยี ปิ ตแ มีความเชอ่ื ว฽า เม่อื พวกเขาตายไปแลว฾ จะไดพ฾ บกับเทพโอซิรีส และพระองคแ จะตัดสินว฽า คนผู฾น้ันเมื่อตอนมีชีวิตอยู฽ได฾ทําคุณงามความดี หรือประพฤติชั่ว ถ฾าทําคุณงามความดีก็ จะได฾รับการต฾อนรับเข฾าสู฽โลกหลังความตายท่ีเต็มไปด฾วยความอุดมสมบูรณแพูนสุข ซึ่งตรงกับหลักคํา สอนของคริสตแศาสนาในปใจจุบันอีกด฾วย ส฽วนทัศนะที่มีต฽อพระเจ฾า ชีวิต และความตายของคนอียิปตแ โบราณนาํ ไปสู฽การสรา฾ งสรรคแสถาปใตยกรรมท่สี ําคญั คือ ปิรามิด ศาสนาสาํ หรบั ชาวอยี ิปตแโบราณ มลี กั ษณะสําคัญอย฽ู 3 ประการ 1. ชาวอยี ปิ ตโ์ บราณเช่ือในเทพเจา้ หลายองค์ คนอียิปตแเชอื่ และบชู าปรากฎการณแธรรมชาติ จึงทําให฾ชาวอียิปตแโบราณกําหนดเทพเจ฾าขึ้นมามากมาย ซึ่งลักษณะของเทพเจ฾าในช฽วงแรกน้ันจะมี รูปร฽างเป็นสัตวแมากกว฽าคน ในเวลาต฽อมาได฾มีการพัฒนารูปร฽างของเทพเจ฾าขึ้น แต฽เพราะอาณาจักร อียิปตแโบราณเกิดจากการรวมตัวของหลายชุมชน จึงเป็นเหตุให฾เทพเจ฾าของชาวอียิปตแโบราณมีมาก หมายหลายองคแ เทพเจ฾าท่ีสําคัญ คือ ภาพที่ 2.28 เหล฽าเทพเจา฾ ของอยี ปิ ตแ ที่มา : https://fr.dreamstime.com 1.1 เทพเจ฾าอะมอนเร (Amon Re) หรือเทพรา หรือเทพเร เป็นเทพเจ฾าสูงสุดใน บรรดาเทพเจา฾ ทง้ั หมดของอยี ปิ ตโแ บราณ เปน็ เทพเจ฾าแห฽งแสงสว฽างและชีวิต ชื่อเทพเจ฾าอะมอนเร เกิด จากการนําเทพเจ฾าอะมอน ที่เป็นเทพเจ฾าแห฽งอากาศ และความอุดมสมบูรณแของเมืองธีปสแ รวมกับ เทพเจ฾าเร ท่ีเป็นเทพเจ฾าแห฽งดวงอาทิตยแของเมืองเฮลิโอโปลิส กลายมาเป็นเทพเจ฾าอะมอนเร สัญลักษณแของเทพรา คือ วงกลมหนุนอยู฽บนเรือ แต฽ส฽วนมากมักเป็นมนุษยแ พระเศียรเป็นนกเหยี่ยว

53 เชอ่ื ว฽า ถือกาํ เนิดมาจากแมน฽ ํา้ แหง฽ เทพนุน กายลอ฾ มรอบดว฾ ยกลบี ดอกบัน ในทกุ วันเม่ือเข฾าสู฽ราตรีกาล เทพราจะกลับมาบรรทมในดอกบัว สัญลักษณแขององคแเทพเป็นนกศักดิ์สิทธ์ิ เรียกว฽า “นกเบนนู” เกาะท่ียอดปิรามดิ ถือเปน็ สญั ลกั ษณแแก฽งแสงอาทิตยแ ภาพท่ี 2.29 เทพเจ฾าอะมอนเร หรอื เทพเจ฾ารา ท่มี า : http://putatida016.blogspot.com เทพรา เป็นบิดาแห฽งมวลมนุษยแและสรรพส่ิงท้ังหลายบนโลก ทรงสร฾างเทพซู เทพ แห฽งลม เทพีเตฟนุต เทวีแห฽งสายฝน เทพเกบ เทพแห฽งปฐพี เทพีนัต เทวีแห฽งท฾องฟูา และเทพฮาปี เทพแห฽งแมน฽ าํ้ นิล พระนามของเทพรามีหลายพระนามให฾เรียก เช฽น ในตอนเช฾าเรียกว฽า “เฆปรี” หรือ “เฆเปรา” ในตอนกลางวัน เรียกว฽า “ตมุ ” ในตอนเย็น เรียกว฽า “อาตุม” เทพรา จะเสด็จออกจากเมืองเฮลิโอโปลิส พร฾อมๆกับเหล฽าเทพเจ฾าองคแอ่ืนๆ โดยใช฾ เรือสุรยิ นั เปน็ พาหนะ เพื่อตรวจเยี่ยมราษฎรในเมืองท้ัง 12 เมือง ทําให฾เกิดแสงอาทิตยแตลอด 12 ชั่วโมง ใน 1 วัน และในเวลากลางคืนพระองคแจะท฽องไปยังดินแดนมตภพดูอัตจากฝ่ใงตะวันตกไปฝ่ใงตะวันออก และมีตํานานเกี่ยวกับเทพเจ฾าราอีกมากมาย ในสมัยก฽อนเทพราจะมีเฉพาะฟาโรหแเท฽านั้นที่สามารถ สกั การะได฾ 1.2 เทพเจ฾าโอซิรีส (Osiris) คือหนึ่งในเทพ ของตํานานเทพเจ฾าแห฽งไอยคุปตแ เป็น เทพเจ฾าแห฽งเกษตรกรรม ผู฾ท่ีนับถือมาจากซีเรีย ทรงเป็นพระโอรสองคแแรกของเทพเกบ และเทวีนุต

54 ทรงเกิดที่เมืองธีปสแ เมื่อทรงประสูติ ได฾มีเสียงร฾องดังเข฾าไปถึงวิหารว฽า “กษัตริยแผู฾ย่ิงใหญ฽และ เพยี บพรอ฾ มได฾ประสูตแิ ล฾ว” หรอื อีกอยา฽ งว฽า เจา฾ ผู฾ย่งิ ใหญ฽ท่สี ดุ ไดเ฾ ขา฾ มาส฽ูแสงสว฽างแลว฾ ภาพที่ 2.30 เทพเจ฾าโอซริ ีส ทม่ี า : https://www.bloggang.com ตํานานกล฽าวกันว฽า เทพโอซิรีส และเทวีไอซิสตกรักกันและกันต้ังแต฽ยังอย฽ูในครรภแ พระมารดา บางก็กล฽าวว฽าท้ัง 2 พระองคแทรงอภิเษกกัน และเทพโอซิรีสได฾บัลลังภแจากเทพผู฾เป็นบิดา ตามตํานานของเทพโอซิรีส ทรงสอนศิลปะวิทยาการท้ังหลายแก฽มนุษยแ โดยมีเทพธอธเป็นผ฾ูช฽วย สัญลักษณ็ของพระองคแเป็นชาย ประทับยืนอยู฽หรือประทับน่ังบนบัลลังกแ หรือวาดเป็นมนุษยแกําลังลุก จากแทนต้ังศพ หรือเป็นกษัตริยแพระหัตถแโผล฽ขึ้นมาจากผ฾าพันมัมม่ี ทรงถือแส฾ เป็นสัญลักษณแของ อํานาจสูงสุด พระวรกายเป็นสีแดงแสดงถึงพ้ืนดิน หรือสีเขียวแสดงถึงพืชพันธแ ทรงสวมมงกุฎสีขาว แสดงถึงไอยคุปตแตอนบน และมีขนนกสีแดงสองเส฾นแก฽งมืองบูสีริส ประดับอย฽ูบางคร้ังอาจสวมวง สรุ ิยะและเขาสัตวแ 1.3 เทพเจา฾ ไอซสี (Isis) ทรงเป็นธดิ าของเทพราและเทวีนุต ตน฾ กําเนิดของเทวีเร่มิ จากที่ เทพราได฾อภิเษกกบั เทพนี ตุ เปน็ เทพผี ฾ูเปน็ มเหสีของเทพเจ฾าโอซริ สี เทพไี อซสี เกง฽ ดา฾ นมนตรและมีสติปญใ ญา สญั ลกั ษณแของเทวไี อซีสมีหลายแบบ พระนางอาจเป็นมนษุ ยทแ ม่ี ศี รีษะเป็นวดั หรอื มีดวงจันทรสแ วมบนศรษี ะ หรอื สวมมงกุฎรูปดอกบวั และมีหูเป็นขา฾ วโพด หรือถอื ขาแพะ สญั ลกั ษณแแ ห฽งความอุดมสมบูรณแ ถา฾ เป็นรปู ป้ในจะเปน็ รูปพระมารดากาํ ลงั ให฾นมเทพเจโ฾ ฮรสั แสดงถึงการปกปูองเดก็ ๆ จากโรคภัย บนศรษี ะมีเขา 2 เขา และมวี งสรุ ิยะอย฽ตู รงกลาง

55 ภาพที่ 2.31 เทพเจา฾ ไอซสี ทมี่ า : https://sites.google.com 1.4 เทพเจ฾าโฮรัส (Horus) หรือฮอรัส หรือโฮรุส ทรงเป็นพระโอรสของเทพโอซิรีส และเทวีไอซีส และเป็นสวามีของเทวีฮาธอรแ เป็นเทพที่เกิดจาการรวมกันของเทพนกเหย่ียวและเทพ แห฽งแสงสว฽าง มีพระเนตรขวาเป็นดวงอาทิตยแและพระเนตรซ฾ายเป็นดวงจันทรแ เป็นเพราะขณะที่สู฾ กับเซ็ตนั้นทรงถูกกัดที่ตาซ฾ายจนหมองมัว สัญลักษณแของเทพโฮรัส คือเป็นมนุษยแท่ีมีศีรษะเป็นนก เหย่ยี ว ทรงสวมมงกุฎสองชั้น หรือแกะสลักเป็นรูปวงสุริยะมีปีกอยู฽ที่รั้ววิหารประจําพระองคแ หรือนก เหย่ียวกําลังบินอย฽ูเหนือการสู฾รบของฟาโรหแ ที่อุ฾งเล็บมีแส฾แห฽งความจงรักภักดี และแหวนแห฽งความ เปน็ นิรนั ดรแ เทพโฮรสั ทรงมีพระนามมากมายตามท฾องถิน่ ท่สี ักการะและความเช่ือ เช฽น เทพฮาโรเอรีส ฮอรัสเบฮเแ ดตี ฮาราเคตฮารมแ าฆสิ และฮารแสีเอสสิ เปน็ ตน฾ ภาพที 2.32 เทพเจ฾าโฮรสั ทมี่ า : https://my.dek-d.com 1.5 เทวีเสลเคต (Selket) หรือเสรแคูเอต ทรงเป็นเทวีแมงปุอง มีช่ือเสียงข้ึนมาโดย ราชาแมงปอุ ง กษัตรยิ กแ อ฽ นราชวงศแ เทวที รงเกย่ี วข฾องกบั ความอดุ มสมบูรณแ เพราะพระนางเป็นหนึ่งใน เทวีผูพ฾ ิทักษแตน฾ นา้ํ ทงั้ สี่ แห฽งแมน฽ ้ํานลิ ทรงมหี น฾าเป็นคนเฝาู งูอาโปฟิส ศตั รขู องเทพราท่ีถูกขังไว฾ใต฾พิภพ ทรงเป็นชายาของเทพเนเฆบคาอู เทพแห฽งงูใหญ฽ มีแขนเป็นมนุษยแ ว฽ากันว฽าเทวีถูกมัดด฾วยโซ฽จน

56 สวรรคต เทวีเสลเคตจะคอยช฽วยเทวีไอซีสทําพิธีศพเทพโอซิรีส และเป็นผ฾ูช฽วยดูแลเทพโฮรุส เทวีจะ ประทับยืนอยู฽กับเทวีอีสิสตรงปลายโลงศพ และเป็นเทพ 1 ใน 4 ที่ประจําไหเก็บเครื่องในมัมมี่ที่เก็บ ลําไส฾ เทวีเสลเคต มีสัญลักษณแเป็นมนุษยแ ศรีษะเป็นแมงปุอง หรือกายเป็นแมงปุอง ศีรษะเป็นมนุษยแ ในบางครง้ั หรอื ปกปอู งผต฾ู ายด฾วยปกี ทแ่ี ขนของพระนาง ภาพที่ 2.33 เทวีเสลเคต ทมี่ า : https://jongkolnee077.wordpress.com ชาวอียปิ ตแโบราณมคี วามเชอื่ วา฽ เทพเจ฾าแต฽ละพระองคแควรมีสัตวแไว฾คอยรับใช฾ ดังน้ัน จึงมีการสมมติสัตวแรับใข฾ให฾แก฽เทพเจ฾า เช฽น แกะตัวผู฾เป็นสัตวแรับใช฾ของเทพเจ฾าอะมอนเร สําหรับการ บวงสรวงเทพเจา฾ นนั้ พระจะเปน็ ผ฾ปู ระกอบพิธกี รรม และไดร฾ ับคา฽ จ฾างตอบแทนด฾วย 2. ชาวอียิปต์โบราณเช่ือในความเป็นอมตะของวิญญาณ สําหรับการตัดสินคร้ังสุดท฾าย และโลกหน฾า ชาวอียิปตแโบราณเช่ือว฽า ชีวิตภายหลังความตายที่ทําความดีจะฟื้นข้ึนมา และเข฾าพํานัก ในโลกหน฾าซึ่งมีความอุดมสมบูรณแ จากความเช่ือน้ีทําให฾เกิดการเก็บรักษาร฽างกายเอาไว฾ เรียกว฽า “มัมม่ี” ซ่ึงการทํามัมมี่นิยมทําเฉพาะกับกษัตริยแเท฽านั้น คนธรรมจะได฾รับการฝใงเท฽าน้ัน มัมม่ีจะถูก นําไปใส฽ไว฾ในหีบศพพร฾อมกับม฾วนกระดาษรู฾จักกันในนาม “คัมภีรแผู฾ตาย” ซึ่งคัมภีรแผู฾ตายท่ีถูกต฾องน้ัน ต฾องเขียนโดยพระ สําหรับข฾อความในคัมภีรแน้ัน จะกล฽าวถึงผ฾ูตายกระทําดี หรือกระทําชั่ว โดยมีเทพ เจ฾าโอซิรีสเป็นผ฾ูพิพากษา และดําเนินการตัดสินคร้ังสุดท฾ายให฾แก฽วิญญาณน้ันๆ เข฾าส฽ูโลกหน฾าที่อุดม สมบรู ณแหรือไม฽ ส฽วนหบี ศพและสมบัติของผตู฾ ายจะถูกนาํ มาวางไว฾ในสุสานหินเรียกว฽า “ปิรามิด” และมีสฟิงคแ ซ่ึงเป็นสัตวแประหลาดท่ีแกะสลักจากหินนํามาวางไว฾หน฾าปิรามิด เพื่อทําหน฾าท่ีเฝูาศพและสมบัติของ ผ฾ตู ายทบ่ี รรจุไว฾ในปิรามดิ 3. ศาสนาของกษัตริย์อเมนโฮเต็ปท่ี 4 สาเหตุของการปฏิรูปศาสนาของอเมินโฮเต็ป คือ ตอ฾ งการนําชาวอยี ิปตโแ บราณใหห฾ ลุดพ฾นจากความเช่ือในศาสนาท่ีนับถือเทพเจ฾าหลายพระองคแ และม฽ุง นาํ ให฾พ฾นจากอาํ นาจของพระ สําหรับศาสนาใหม฽ของอเมนโฮเต็ป คือ กําหนดให฾บูชาแต฽เทพเจ฾าอะตัน

57 (Aton) เพียงองคแเดียว ทรงสอนว฽าเทพเจ฾าอะตันเป็นเทพเจ฾าสูงสุด ไม฽มีตัวเป็นบิดาของมวลมนุษยแ วิธีการเข฾าถึงเทพเจ฾าทําได฾โดยการสักการะด฾วยดอกไม฾หอม ทรงส่ังให฾ปิดวิหารของเทพเจ฾าองคแอื่นๆ ปฏิเสธความเชอ่ื เรือ่ งโลกหลงั ความตายและโลกหนา฾ ไมป฽ ระสงคทแ ําสงครามกับศัตรู เพราะเชื่อว฽าการ ทําสงครามจะทาํ ให฾เทพเจา฾ ไม฽พอใจเน่ืองจากเทพเจ฾าทรงเปน็ บดิ าของมวลมนุษยแ เพ่ือแสดงถึงความศรัทธาในเทพเจ฾าอะตัน อเมนโฮเต็ปจึงทรงเปลี่ยนพระนามของพระองคแ เป็น “อัคนาตัน” ย฾ายเมืองหลวงจากธีปสแ ที่จากเดิมเป็นศูนยแกลางของการปกครองและศาสนาของ เทพเจ฾าอะมอนเร มาอยูท฽ ่เี มอื งอัคตาตัน ผลของการปฏิรูปศาสนาทําให฾เกิดผลเสียท้ังภายในและภายนอกจักรวรรดิ โดยเฉพาะที่ เมืองธีปสแ บรรดาพระทั้งหลายต฽างตั้งตนเป็นศัตรูเพราะขาดรายได฾ และสถานะภาพของตนต฾องลด น฾อยลง และอยี ิปตแตอ฾ งเสยี ดนิ แดนซีเรยี กับปาเลสไตนแให฾แก฽พวกฮติ ไทนแ ภยั คกุ คามจากภายนอกอารธรรม ในช฽วงระหว฽างปี 2,000-1,750 ก฽อนคริสตกาล ได฾มีเหตุการณแไม฽สงบเกิดขึ้นในบริเวณทาง ภาคตุวันออกของทะเลเมดิเตอรแเรเนียน เร่ิมมีผ฾ูร้ีภัยในบริเวณทะเลดํา อพยพเลงมาทางใต฾เพื่อเสาะ แสวงหาที่อยู฽อาศัยแห฽งใหม฽ ในช฽วงน้ีเองที่พวกไมซีน฽า เข฾าไปต้ังถื่นฐานในกรีซ และพวกฮิตไทนแเข฾าไป อยอ฽ู าศัยในตรุ กี และคนในอาณาจกั รพากันอพยพหลบหนีไปท่ีอ่ืนเพ่ือเสาะแสวงหาทอี่ ยู฽ใหม฽ การบุกรุกจากอาณาจักเมโสโปเตเมีย เมื่อประมาณ 3,500 ปีก฽อนคริสตกาล เมโสโปเตเมีย ยกกองทพั บุกเขา฾ มายังดินแดนบริเวณล฽ุมแม฽น้ําไนลขแ องอียปิ ตแ แล฾วเข฾ายึดครองบริเวณลุ฽มแม฽นํ้าไนลแซึ่ง มีความอุดมสมบูรณแ และได฾ต้ังอาณาจักอียิปตแขึ้นมา 2 แห฽งคือ อียิปตแตอนล฽าง และอียิปตแตอนบน ต฽อมาอียิปตแตอนบนชนะอียิปตแตอนล฽างและรวบรวมเป็นอาณาจักรเดียวกันจนกลายเป็นแหล฽งอารย ธรรมที่สาํ คญั ของโลกยคุ โบราณ เมโสโปเตเมียได฾นาํ เอาแนวคดิ ใหม฽เข฾ามาในดินแดนแถบลุ฽มแม฽น้ําไนลแ เช฽น การสร฾างท่ีอยู฽อาศัยแทนที่จะเป็นกระท฽อมเล็กๆ อย฽างชาวพื้นเมืองเดิมเคยอยู฽ ซ่ึงการสร฾าง บา฾ นเรือนขนาดใหญ฽นี้ทําด฾วยดินเหนียวตากแห฾ง และใช฾ชีวติอย฽ูรวมกันเป็นกล฽ุม ภายในเมืองมากกว฽า จะอย฽กู ระจัดกระจายตามนอกเมือง อย฽างไรก็ตาม ผู฾บุกรุกจากเมโสโปเตเมียในขณะนั้นยังไม฽รู฾จักใช฾แร฽เหล็กและทองบรอนซแ แต฽ รู฾จกั ใช฾แรท฽ องแดง เป็นอยา฽ งเดียว และนําทองแดงมาทํามดี

58 บทสรุป อารยธรรมอียิปตแโบราณ เกิดข้ึนในบริเวณสองฝ่ใงของแม฽นํ้าไนลแบริเวณลุ฽มแม฽นํ้าแบ฽ง เป็น 2 บรเิ วณ คอื อียิปตแล฽าง ปากแม฽นํ้าไหลสูท฽ ะเลเมดิเตอรแเรเนียน เรียกว฽า “เดลตา” อารยธรรมได฾ เกิดข้ึนบริเวณน้ี ส฽วนอีกที่คือ อียิปตแบน เป็นที่แม฽น้ําไหลผ฽านทะเลทราย หุบเขาไปจนถึงซูดานใน ปจใ จบุ นั ด฾วยสภาพภมู ปิ ระเทศที่เป็นทะเลทราย ดังน้ันแม฽น้ําไนลแจึงเปรียบเสมือน โอเอซีส และทําให฾ อยี ิปตถแ ูกปอู งกนั การรกุ รานจากชาตอิ ืน่ ๆ โดยธรรมชาติ ชุมชนด้ังเดิมเป็นพวกเร฽ร฽อน ต฽อมาได฾พัฒนาข้ึนตามลําดับ จนเกิดชนช้ันปกครองสังคม ขยายตวั เปน็ รัฐเลก็ ๆ เรียกวา฽ “โมนิส” มสี ัญลักษณแ เชน฽ สนุ ขั เหยี่ยว แมงปอุ ง เป็นต฾น ราชวงศแแรก ท่ีสามารถรวมอียิปตแเป็นอาณาจักร คือ กษัตริยแเมนิส ถือเป็นฟาโรหแองคแแรก มีศูนยแกลางที่เมมฟิส Scorpion king เทพเจ้าของชาวอียิปต์ เทพเจ฾าเร หรือสุริยเทพ เทพโอซิริส เทพแห฽งแม฽นํ้าไนลแ เทพแห฽ง ยมโลก เทวีไอซิส หรือเทพีแห฽งพ้ืนดิน เทพีแห฽งความอุดมสมบูรณแ เทพเซต เทพแห฽งสงคราม เทพ ฮาธอรแ เทพี แหง฽ ความรกั และเทพฮอรสั เทพผ฾ูเป็นตัวแทนของฟาโรหแทุกพระองคแ และยังมีเทพอ่ืนๆที่ ถือเป็นเทพเจ฾าประจําแต฽ละเมืองชาวอียิปตแถือ ฟาโรหแเป็นเทพเจ฾าพระองคแหน่ึง ซ่ึงได฾แสดงออกโดย งานสร฾าง และสถาปตใ ยกรรมตา฽ งๆ ทถ่ี วายแกฟ฽ าโรหแ สภาพสงั คม ชนชน้ั ทางสังคม แบง฽ ออกไดเ฾ ป็น 5 ระดับ ได฾แก฽ กษัตริยแและราชวงศแ พระและ ขนุ นาง ชนช้ันกลาง ชนช้นั ต่ํา ทาส การประกอบอาชีพ การเพาะปลูกและการเล้ียงสัตวแจัดเป็นอาชีพหลัก พืชท่ีนิยมปลูก คือ ข฾าวสาลี ข฾าวบาเลยแ ต฾นแฟล็กซแตลอดจนผลไม฾ต฽างๆ เป็นต฾น การค฾า นิยมทําการค฾ากับคนในแถบ ชายฝ่ใงทะเลเมดิเตอรแเรเนียน เมโสโปเตเมีย และอาระเบีย เป็นต฾น การทําเหมืองแร฽ ทองแดง พลอย และทองคาํ ขุดบรเิ วณเทอื กเขาตะวนั ออก งานฝมี ือ ได฾แก฽งาน ป้นใ งานหลอ฽ งานทอผ฾า เปน็ ต฾น การปกครอง ลกั ษณะการปกครองเปน็ แบบเทวธปิ ไตย คอื ผ฾ูปกครองอา฾ งดําเนินการปกครอง ในนามหรืออาศัยอํานาจของเทพเจ฾า ได฾แก฽ กษัตริยแหรือฟาโรหแ หน฾าที่ของฟาโรหแคือเป็นผ฾ูนําทางการ ปกครองและศาสนา ขนุ นางช้ันผ฾ูใหญ฽ (Vizier) ผู฾บริหารท่ีสําคัญรองจากกษัตริยแ และมีการสืบทอดแก฽ คนในตระกูลเดยี วกนั ขนุ นาง (Noble) รับผิดชอบหน฽วยงาน เช฽น ในการเก็บภาษีและการชลประทาน เปน็ ต฾น และขนุ นางมณฑลหรอื ผว฾ู ฽าการมณฑลหรือโนมารแซ (Nomarch) เป็นตําแหน฽งข฾าหลวงประจํา ตามมณฑลทีห่ ฽างไกลเรียกวา฽ นอม (Nome) ศาสนา มีลักษณะ 3 ประเด็น ได฾แก฽ ชาวอียิปตแโบราณเช่ือในเทพเจ฾าหลายองคแ เช฽น เทพเจ฾า อะมอน-เร (Amon-Re) เทพเจา฾ โอซริ ิส (Osiris) เทพเจา฾ ไอริส (Isis) เทพเจา฾ โฮรสั (Horus)

59 ศิลปะการเขียน บันทึกเป็นอักษร เรียกว฽า อักษรภาพเฮียโรกลิฟิค ต฽อมาได฾พัฒนาการเขียน ให฾มีตัวอักษรภาพน฾อยลงเรียกอักษรเฮราติค การเขียนทั้ง 2 แบบนี้เขียนได฾ในหมู฽พระเท฽าน้ัน จาก เหตผุ ลดังกล฽าวทําให฾อักษรภาพลดเหลือเพียง 24 ตัว เรียกว฽า ตัวอักษรเดโมติค ชาวอียิปตแโบราณคิด ทาํ กระดาษ ทําจากเยอ่ื ต฾นอ฾อ กา฾ นอ฾อแขง็ คืออุปกรณแทใ่ี ช฾เขียน ยางไมผ฾ สมสใี ชเ฾ ปน็ หมกึ ด้านวิทยาศาสตร์ ความเจริญทางด฾านวิทยาศาสตรแ คือ การทําปฏิทิน ยึดหลักสุริยคติ 1 ปี มี 12 เดือน 30 วัน อีก 5 วันสุดท฾ายถูกกําหนดเพ่ือการเฉลิมฉลอง การกําหนดฤดูถือตามหลักความ เปน็ ไปของธรรมชาติและการเพาะปลูก 1 ปีมี 3 ฤดูๆละ 4 เดือน เริ่มจากฤดูนํ้าท฽วมหรือนํ้าหลาก ฤดู เพาะปลูกหรือไถหว฽าน ฤดูที่สามคือ ฤดูเก็บเกี่ยวพืชผล และการแพทยแ คือ “มัมม่ี”แสดง ความสามารถของแพทยแอียิปตแโบราณด฾านการผ฽าตัดกระโหลก ผ฽าตัดกระดูกสันหลัง การวิจัยและ รกั ษาโรคต฽างๆ ด้านสถาปัตยกรรม ที่สําคัญเช฽น ปิรามิดยักษแท่ีเมืองกิซา ใช฾เป็นที่บรรจุพระศพของพระ เจ฾าคอี อปสแ หรือเรียกอีกพระนามหนึง่ วา฽ พระเจ฾าคูฟู ด้านวรรณกรรม แบ฽งเป็น 2 ประเภท คือ วรรณกรรมเกี่ยวเน่ืองกับศาสนา ได฾แก฽คัมภีรแ ผู฾ตาย และวรรณกรรมไม฽เกี่ยวเน่ืองกับศาสนา ได฾แก฽ งานสลักบันทึกเหตุการณแตามเสาหินหรือผนัง ปริ ามดิ เปน็ ตน฾ ชลประทาน อียิปตแโบราณต฾องพ่ึงแม฽น้ําไนลแเพ่ือใช฾ในการเพาะปลูก อียิปตแโบราณค฾นพบวิธี เก็บกกั นา้ํ และสง฽ นา้ํ เขา฾ พนื้ ท่ตี อนในดว฾ ยการขดุ คูคลองระบายน้าํ ตา฽ งระดับและทาํ ทาํ นบกน้ั นํ้า ศิลปกรรม แรกเริ่มม฽ุงเพื่อรับใช฾ศาสนาโดยการวาดหรือปใ้นรูปเทพเจ฾า นอกจากน้ีศิลปกรรม เด฽นอื่นๆ ที่ควรกล฽าวถึงได฾แก฽ ภาพแกะสลัก สฟิงซแ รูปป้ในหรือรูปหล฽อ ภาพแกะสลักฝาผนัง ภาพ แกะสลักฝาผนังที่มีช่ือ คือ ภาพการต฽อส฾ูของพระเจ฾ารามซีสท่ี 2 กับฮิตไตทแท่ีวิหารคารแนัค ภาพวาด นยิ มวาดตามผนงั และเพดานของวิหาร พระราชวัง และปริ ามิค



บทที่ 3 อารยธรรมอินเดียโบราณ ดินแดนอินเดีย มีมนุษยแอาศัยอยู฽มาเป็นเวลานาน เม่ือราว 5,000-2,000 ปีก฽อนคริสตศักราช โดยแหล฽งท่ีขุดพบคือ แถบลุ฽มแม฽นํ้าโซน ในแคว฾นปใญจาบ เป็นเครื่องมือเครื่องใช฾ ทางภาคใต฾พบซาก เคร่ืองใช฾ท่ีทําด฾วยหิน ในช฽วงปลายยุคหินพวกดราวิเดียน เป็นพวกแรกท่ีเจริญมากในอินเดียเห็นได฾ จากความเจริญทางการเกษตร การสร฾างเข่ือน สร฾างเคร่ืองดินเผา เป็นต฾น วัฒนธรรมสมัยก฽อนประวัติ ศาตรใแ นอินเดยี แบ฽งได฾ 2 สว฽ นคือ วัฒนธรรมของคนท่ีอยู฽ทางตะวันตกเฉียงหนือ บริเวณล฽ุมแม฽น้ําโซน และวัฒนธรรมของคนท่ีอย฽ทู างภาคใตแ฾ ละภาคตะวนั ออกเฉยี งใต฾ของอินเดยี และลังกา วัฒนธรรมล฽ุมแม฽น้ําโซน พบเคร่ืองมือทําด฾วยหินในสมัยหินเก฽า คือ ขวานปาด และขวานมือ ต฽อมาสมยั หนิ กลาง พบเครือ่ งมอื เครื่องใชท฾ ่ีเปน็ หินคมกวา฽ แขง็ แรงกว฽า และมีขนาดเล็กกว฽า รู฾จักใช฾ธนู เล้ียงชีพด฾วยการเล้ียงสัตวแ อยู฽ถ้ํา เป็นยุคที่ริเร่ิมเพาะปลูกและเลี้ยงสัตวแ สมัยหินใหม฽ เร่ิมมีชุมชนชาวนา ปรากฏเครื่องใชภ฾ ายในบา฾ น เชน฽ เคร่ืองป้ในดินเผา ภาชนะใช฾สอย ลอ฾ เลื่อน เป็นต฾น ความเจริญของยุค น้ีอย฽ูมาหลายร฾อยปีจนถึงสมัยอารยธรรมล฽ุมแม฽นํ้าสินธุ วัฒนธรรมของคนที่อยู฽ทางภาคใต฾และภาค ตะวันออกเฉยี งใต฾ของอินเดยี และลังกาเล้ยี งชพี ดว฾ ยการเพาะปลูก เลี้ยงสัตวแ รู฾จักใช฾คันไถ ล฾อเล่ือน ใช฾ หนิ เป็นอาวุธ ภาพที่ 3.1 ซากผังเมอื งโมเฮนโจ-ดาโร ประเทศปากีสถาน ที่มา : http://www.archaeologyonline.com อารยธรรมอินเดีย คือ ความเจริญที่เกิดขึ้นในดินแดนท่ีเรียกว฽า “ชมพูทวีป” ในปใจจุบันคือ ประเทศอินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา เนปาล บังคลาเทศ ภูฎาน และสิกขิม เป็นดินแดนท่ีมีประชากร อาศัยอยู฽มากท่ีสุด “อินเดีย” มาจากภาษาสันกฤต คําว฽า สินธุ เป็นช่ือแม฽นํ้าทางภาคตะวันตกเฉียง

62 เหนือ (ประเทศปากีสถาน) ชาวเปอรแเซียเรียกดินแดนแถบนี้ว฽า Hindu หรือ Hidu ต฽อมาพวกกรีก แผลงเปน็ Indus และ India ตามลาํ ดับ สําหรับชาวอินเดีย เรียกดินแดนว฽า “ภารตวรรษ” หมายความว฽า ถิ่นที่อย฽ูของชาวภารตะ อารยธรรมอิเนเดีย เปน็ รากฐานของอารยธรรมในประเทศต฽างๆหลายประเทศในเอเชียใต฾ ได฾แก฽ อินเด อีย เนปาล ปากีสถาน บังคลาเทศ ภูฎาน และศรีลังกา นอกจากน้ียังมีอิทธิพลต฽ออารยธรรมอ่ืนๆ ไม฽ ว฽าจะเป็นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต฾ เอเชียตะวันออก ผู฾สร฾างสรรคแอารยธรรมอินเดียมี 2 พวกคือ พวกดราวิเดียน พูดภาษาตระกูลดราวิเดียน คือ ภาษาทมิฬ ภาษาคานารีส ภาษาเตลุกู และภาษามะ ยะยาบัม และอีกพวกคือ พวกอินโด-ยูโรเปียน พูดภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียน คือ ภาษาสันสกฤต และภาษาปรากฤต ชาวดราวิเดียน เป็นชนพื้นเมืองดัง฾เดิมอาศัยอย฽ูในอนุทวีปก฽อนชาวอินโด-อารยัน จะอพยพเข฾ามาและสร฾างสรรคอารยธรรมในแถบล฽ุมแม฽นํ้าสินธุ ทางภาคเหนือของอนุทวีป ทําให฾ชาวด ราวิเดียนต฾องย฾ายถ่ินลงทางใต฾ พ้ืนท่ีอันอุดมสมบูรณแทางภาพเหนือดินแดนระหว฽างลุ฽มแม฽นํ้าสินธุและ ลุม฽ แมน฽ ํ้าคงคากลายเปน็ ดนิ แดนของชาวอนิ โด-อารยนั เผ฽าตา฽ งๆ อารยธรรมอนิ เดยี อาจเรียกวา฽ “อารยธรรมสนิ ธุ” เปน็ อารยธรรมท่ีชาวดราวิเดยี นสร฾างขึ้นใน แถบแม฽น้ําสินธุต้ังแต฽ 2,500 ปีก฽อนคริสตศักราช จนถึง 1,500 ปีก฽อนคริสตศักราช ต฽อมาชาวอินโด- อารยันได฾เข฾ามาสร฾างสรรคแอารยธรรมตั้งแต฽ 1,500 ปีก฽อนคริสตศักราช จนถึงคริสตแศตวรรษที่ 6 จากน้ันอินเดียก็ถูกรุกรานจากพวกมุสลิม และถูกปกครองโดยพวกอิสลาม คือ ราชวงศแโมกุล และใน ทสี่ ดุ อนิ เดยี กถ็ กู ปกครองโดยสหราชอาณาจกั รอังกฤา ทีต่ ง้ั ทางภมู ศิ าสตร์ ภาพที่ 3.2 แผนทแี่ สดงท่ตี ้ังอารยธรรมลุม฽ แม฽น้ําสนิ ธุ ท่มี า : http://www.thaigoodview.com

63 อินเดียมีลักษณะเป็นรูปสามาเหล่ียม มีภูเขาหิมาลัยกั้นทางเหนือ ล฾อมรอบด฾วยทะเลทั้ง 2 ด฾านคือ ด฾านตะวันออกอ฽างเบงกอล และด฾านตะวันตกมหาสมุทรอินเดีย แบ฽งดินแดนตามสภาพ ภูมศิ าสตรแได฾ 4 สว฽ นคอื บริเวณเทือกเขาหิมาลัยภาคเหนือ บริเวณท่ีราบลุ฽มแม฽น้ําภาคเหนือ บริเวณที่ ราบสูงเดกขา฽ น และบริเวณแหลมทมิฬภาคใต฾ 1. ลักษณะท่ีตั้ง อินเดียมีลักษณะภูมิประเทศท่ีหลากหลาย ดินแดนทางตอนเหนือและตอน ใตถ฾ ูกแบง฽ แยกจากกนั ดว฾ ยที่ราบสูงเดคคาน เป็นผลให฾ท้ังสองเขตมีความแตกต฽างกันทั้งด฾านภูมิศาสตรแ ทรพั ยากรธรรมชาติ การประกอบอาชพี และการหล฽อหลอมอารยธรรม 1.1 ตอนเหนือ และตะวันตกเฉียงเหนอื มีเทือกเขาหมิ าลยั 1.2 ตะวันตกและตะวันออก เปน็ ท่รี าบลุ฽มแม฽นา้ํ สินธุ แม฽นาํ้ คงคา 1.3 ตอนกลาง เป็นเขตทร่ี าบสงู เดคคานท่ีแหง฾ แล฾งและทรุ กันดาร 1.4 ตอนใต฾ ไมส฽ ามารถตดิ ต฽อกับดินแดนทางตอนเหนอื ไดส฾ ะดวก 2. ภูมิอากาศ อินเดียมีภูมิอากาศแห฾งแล฾งเพราะฝนตกน฾อยประมาณปีละ 4 เดือน และมี อากาศร฾อนจัด ปใี ดฝนตกน฾อยกว฽าปกติ การเพาะปลูกจะไม฽ได฾ผลและเกิดความอดอยาก ในทางตรงกันข฾าม ปีใดที่ฝนตกมากเกินไปจะเกิดอุทกภัย พืชผลได฾รับความเสียหาย อน่ึง ปีท่ีมีอากาศร฾อนจัดมากๆ เช฽น อุณหภูมิสูงกว฽า 40 องศาเซลเซียสข้ึนไปมักจะเกิดภัยแล฾ง พืชผลส฽วนใหญ฽ไม฽อาจต฾านทานความแห฾ง แล฾งได฾เพราะอากาศขาดความช฽ุมชื้น สภาพภูมิอากาศจึงมีอิทธิพลต฽อการดํารงชีวิตและความเชื่อของ ชาวอินเดีย ซึ่งต฾องพึ่งพาธรรมชาติ ดังเช฽นการบูชาแม฽นํ้าคงคาว฽าเป็นแม฽นํ้าศักดิ์สิทธ์ิที่นําความชุ฽มชื้น และความอุดมสมบูรณแมาให฾ ลักษณะภูมิอากาศยังทําให฾ชาวอินเดียมีความอดทนในการต฽อสู฾กับความ ยากลําบากดว฾ ยวธิ ีการตา฽ งๆ พรอ฾ มกับการยอมรบั ชะตากรรมที่ไม฽อาจหลีกเลยี่ งได฾ 3. ปจั จัยท่มี ีผลต่ออารยธรรมอินเดีย 3.1 บริเวณเทือกเขาหิมาลัย มเี ป็นพืน้ ท่ี ที่หนาวเย็นและสูงชันก้ันไม฽ให฾อินเดียติดต฽อ กบั ดนิ แดนอื่นไดส฾ ะดวก ถึงอย฽างไร ก็ยังมีช฽องแคบไคเบอรแทางตะวันตกเฉียงเหนือท่ีติดต฽อกับดินแดน อืน่ ๆ ทางตะวันตกได฾ เช฽น เปอรแเซีย กรีก และโรมัน ดังนั้นบริเวณอินเดียตอนเหนือจึงรับอิทธิพลและ ผสมผสานอารยธรรมที่เข฾ามาทางช฽องแคบไคเบอรแ ท้ังท่ีมาจากการติดต฽อค฾าขาย และรุกรานของชน ชาติอ่นื ๆ เช฽น พวกอารยนั และมุสลิม 3.2 บริเวณที่ราบลม฽ุ แม฽นํ้าภาคเหนอื เปน็ ท่รี าบล฽ุมแมน฽ ํา้ สนิ ธุ แม฽นาํ้ คงคา และแม฽น้ํา สาขาของแม฽นํ้าทั้ง 2 สาย ท่ีมีความอุดมสมบูรณแเหมาะแก฽การทําเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย฽างยิ่งลุ฽ม แม฽นํ้าคงคา ซ่ึงมีต฾นกําเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย และนําความอุดมสมบูรณแมาให฾แก฽พ้ืนท่ีในล฽ุมแม฽นํ้า

64 จงึ เปรียบเสมอื นเป็นเส฾นเลือดท่ีหล฽อเล้ียงชาวอินเดีย และเป็นบ฽อกาํ เกิดของศาสนา ความเช่ือและ พิธีกรรมต฽างๆ ในอารยธรรมอินเดีย เช฽น ศาสนาพราหมณแ-ฮินดู และศาสนาพุทธ ดังนั้นความอุดม สมบรู ณใแ นเขตทีร่ าบลุ฽มแม฽นา้ํ ต฽างๆ จึงทําให฾ชนต฽างชาติต฽างๆ พยายามเข฾ารุกรานและยึดครองอินเดีย มาโดยตลอด 3.3 บรเิ วณท่ีราบสงู เดตขา฽ น เปน็ เขตที่ราบสูงที่แห฾งแล฾งและทุรกันดาร เพาะถูกโอบ ล฾อมด฾วยเทือกเขาสูงซึ่งขวางกั้นการติดต฽อระหว฽างอินเดียเหนือและอินเดียใต฾ แต฽ก็นับเป็นเขต เศรษฐกิจสําคัญของอินเดีย เพราะเป็นพื้นที่เกษตรกรรมซ่ึงเป็นอาชีพหลักของชาวอินเดีย และยังคง อดุ มสมบูรณดแ ว฾ ยทรัพยากรปุาไมแ฾ ละแรธ฽ าตุต฽างๆ 3.4 บริเวณแหลมทมิฬ ไม฽สามารถติดต฽อกับดินแดนทางตอนเหนือได฾สะดวก แต฽ สามารถติดต฽อกับดินแดนอ่ืนๆนอกประเทศได฾ง฽าย เนื่องจากมีท่ีราบแคบๆ ยาวขนานกับชายฝ่ใงมหาสมุทร อินเดีย ทั้ง 2 ฝ่ใง ประชากรในแถบนี้มีการติดต฽อค฾าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับดินแดนอ่ืน เช฽น อียิปตแ เมโสโปเตเมีย ลังกา และดินแดนในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต฾ อารยธรรมของชาวอินเดียใต฾ จึงมีเอกลกั ษณแทแี่ ตกต฽างจากชาวอินเดยี ทางตอนเหนือ ด฾วยเหตุที่สภาพภูมปิ ระเทศของอนิ เดียมีหลากหลายแบบ เช฽น เขตหนาวทางเหนอื เขตร฾อน แถบทะเลทราย ท่รี าบสงู แม฽นํ้าสายหลากหลายสาย เทือกเขาปกคลุมดว฾ ยปุาทึบ มีทง้ั สัตวแร฾าย และ โรคภยั จงึ ทําให฾อนิ เดยี ประกอบด฾วยผคู฾ นหลากหลายเชอื้ ชาติ ท่ีมีภาษา ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณีทแี่ ตกตา฽ งกนั ตามสภาพลกั ษณะภูมปิ ระเทศของตน อินเดียสมยั ประวตั ิศาสตร์ 1. สมัยมหากาพย์ เม่ือราว 1,000–500 ปีก฽อนคริสตศักราช เกิดอาณาจักรใหม฽บริเวณ ล฽มุ แมน฽ า้ํ คงคามีลักษณะเปน็ นครรัฐอสิ ระ “ราชา” เป็นผูป฾ กครอง แบบราชาธิปไตย มีฐานะเป็นสมมุติ เทพ มีการติดต฽อค฾าขายทางเรือ กับอาณาจักรเมโสโปเตเมีย อียิปตแ อาราเบีย อารยธรรมยุคมหา กาพยแมี ดงั นี้ 1.1 การปกครอง ลักษณะคลา฾ ยนครรัฐ เป็นอิสระ ไมข฽ ึน้ ตรงแก฽กนั แควน฾ ทีม่ ี ชื่อเสียงและมีอํานาจมากในสมยั มหากาพยแ คือ แคว฾นมคธ

65 ภาพที่ 3.3 วรรณคดีรามายณะ ท่มี า https://writer.dek-d.com 1.2 เร่ืองราวของชาวอารยัน ถกู ถ฽ายทอดออกมาในลกั ษณะของวรรณคดี 2 เร่อื ง คือ รามายณะและมหาภารตะ สะทอ฾ นให฾เห็นถึงการปกครอง สงั คม และเศรษฐกจิ ของชาวอารยัน ภาพท่ี 3.4 วรรณคดีมหาภารตะ ที่มา https://www.se-ed.com รามายณะ เป็นวรรณกรรมที่ย่ิงใหญ฽เรื่องหน่ึงของอินเดียและยังแพร฽ไปส฽ูหลาย ประเทศในเอเซยี ตะวันออกเฉยี งใต฾ เชน฽ ในเมืองไทยเรยี กว฽า“รามเกียรติ์” ในลาวเรียกว฽า“พระลักษณแ พระราม” ในอินโดนีเซียเรียกว฽า “รามายณะ” นอกน้ันยังมีที่กัมพูชา สิงคโปรแ มาเลเซีย พม฽าและ เนปาล เรือ่ งน้แี ตง฽ โดย “ฤๅษวี ลั มีกิ” มหาภารตะ เป็นเร่ืองที่ใหญ฽ที่สุด มีโศลกมากถึง 100,000 บท แบ฽งเป็นบรรพได฾ 18 บรรพ มหาภารตะ เป็นเรื่องราวท่ีกลา฽ วถงึ การทาํ สงครามกันระหว฽างพ่ีน฾อง2ตระกูล คือ ตระกูลเการพ และปาณฑพ ซึ่งท้ังสองตระกูลต฽างสืบเช้ือสายมาจากตระกูลเดียวกัน คือ ท฾าวภรตะ การทําสงคราม

66 ขับเค้ียวกนั ณ.ทงุ฽ กถรุเกษต เป็นเวลา 18 วัน สุดท฾ายตระกูลฝุายธรรม คือปาณฑพเป็นฝุายชนะ เรื่อง นแี้ ต฽งโดย “ฤๅษเี วทวยาส”หรอื “กฤษณะ ไทวปายน” 1.3 มกี ารนาํ ระบบวรรณะมาใชเ฾ พอ่ื แบ฽งแยกชาวอารยันและพวกดราวิเดียน รวมถึง ชาวอารยันดว฾ ยกันเอง แบ฽งเป็น 4 วรรณะ คือ 1.3.1 วรรณะพราหมณแ เกดิ จากโอษฐแของพระพรหม มีสเี ครอื่ งแตง฽ กาย ประจําวรรณะคือ สีขาว มหี น฾าท่ี กล฽าวมนตแ ให฾คําปรึกษากับกษัตริยแ ตลอดจนสอนมนตแใหแ฾ กค฽ น ท่ัวไป ส฽วนพวกทเี่ ป็นนักบวช ทาํ หน฾าท่ีสอนไตรเภท และประกอบพธิ ีทางศาสนา ภาพท่ี 3.5 วรรณะพราหมณแ ท่ีมา https://supawann096.wordpress.com 1.3.2 วรรณะกษตั ริยแ เกิดจากพระอรุ ะของพระพรหม และถือสบื เชอื้ สาย มาจากพระอาทติ ยแ สเี คร่ืองแตง฽ กายประจําวรรณะคอื สีแดง หมายถึงนักรบ ทาํ หน฾าทีร่ บเพือ่ ปูองกนั หรอื ขยายอาณาจักร และเปน็ นักปกครอง หรอื คณะผ฾ูปกครองแบบสามัคคีธรรม ภาพท่ี 3.6 วรรณะกษัตริยแ ทม่ี า https://supawann096.wordpress.com 1.3.3 วรรณะแพศยแ เกิดจากโคนขา หรอื สะโพกของพระพรหมของพระ พรหม มสี ีเคร่ืองแต฽งกายประจาํ วรรณะคือ สีเหลือง เปน็ พวกแสวงหาทรัพยสแ มบัติ ได฾แกพ฽ วกพ฽อค฾า คหบดี เศรษฐี และเกษตรกร

67 ภาพท่ี 3.7 วรรณะแพศยแ ทีม่ า https://supawann096.wordpress.com 1.3.4 วรรณะศทู ร เกิดจากพระบาทของพระพรหม มสี ีเครื่องแตง฽ กาย ประจําวรรณะคอื สีดํา หรือสีที่ไม฽มีความสดใส มีหน฾าท่เี ปน็ กรรมกร ลูกจ฾าง ภาพที่ 3.8 วรรณะศูทร https://supawann096.wordpress.com นอกจากนย้ี งั มีอีกวรรณะหนง่ึ ซึง่ ถอื วา฽ เป็นพวกตํ่าสดุ คอื จัณฑาล ลูกทเ่ี กิด จากพ฽อแมต฽ ฽างวรรณะกนั ซึ่งจะถูกรังเกยี จและเหยียดหยาม 1.4 ยุคมหากาพยแศาสนาพราหมณแมคี วามเจรญิ รุง฽ เรืองมาก ในเวลาตอ฽ มามีการปรังปรงุ ความเชื่อ และคาํ สอนของศาสนาพราหมณแ กลายเป็นศาสนาฮินดู เทพเจ฾าที่นับถือสูดสุดมี 3 พระองคแ เรยี กว฽า ตรมี ูรติ ได฾แก฽ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ

68 ภาพท่ี 3.9 ตรมี ูรติ ทม่ี า https://dhamma.mthai.com/ 1.5 ความเช่อื โคลง บทสวดทางศาสนา ถกู รวบรวมไว฾ในคมั ภีรพแ ระเวท แบ฽งเปน็ 3 ส฽วน เรียกว฽า ไตรเวท ฤคเวช ยชุรเวทและสามเวท และยังมีเวทท่ีเกิดข้ึนในสมัยหลังเรียกว฽า อถรรพเวท และคมั ภรี แอุปนิษทั 1.6 ความรุ฽งเรอื งของศาสนาพราหมณแ ทา฾ ใหพ฾ วกพราหมณมแ อี า฾ นาจมากในสังคม เกิดความไม฽ เสมอภาค ทําให฾เกิดศาสนาใหม฽ท่ีสําคัญขึ้นอีก 2 ศาสนา เพ่ือสร฾างความเสมอภาคและ ความสงบสขุ ในสังคม ไดแ฾ ก฽ 1.6.1 ศาสนาเชน พระมหาวรี ะคือ ศาสดาหรอื องคแตีรถังกร หลักความเช่อื ทส่ี าํ คญั ของ ศาสนาเชน คือ การทา฾ ใจใหบ฾ ริสทุ ธไ์ิ มเ฽ นน฾ ความทกุ ขทแ างกายเพื่อการหลดุ พ฾นสูโ฽ มกษะ ภาพที่ 3.10 สญั ลักษณขแ องศาสนาเซน ทม่ี า https://sites.google.com 1.6.2 ศาสนาพุทธ พระพทุ ธเจ฾า หรือเจา฾ ชายสิทธัตถะ หลักคําสอนที่สําาคัญ คอื อรยิ สจั 4 ได฾แก฽ ทุกขแ สมทุ ยั นโิ รธ มรรค

69 ภาพท่ี 3.11 ศาสดาของพุทธศาสนา ทม่ี า https://sites.google.com 2. สมัยจกั รวรรดิ เปน็ สมัยทม่ี คี วามสําคัญต฽อการวางพ้ืนฐานของแบบแผนทางสังคม ศิลปะ และวัฒนธรรมอินเดีย ใหย฾ งั คงสืบเนือ่ งต฽อมาถึงปจใ จุบัน สมัยจักรวรรดิ แบง฽ เปน็ 5 สมัย คอื 2.1 จักรวรรดิมคธ ต้ังอยู฽บริเวณภาคตะวันออกล฽ุมแม฽นํ้าคงคา เป็นแคว฾นที่มีอํานาจ มากที่สุด ในศตวรรษท่ี 6 ก฽อนคริสตศักราช กษัตริยแท่ีมีช่ือเสียงมี 2 พระองคแคือ พระเจ฾าพิมพิสาร และพระเจ฾าอะชาตศัตรู ระบอบการปกครองกษัตริยแมีอํานาจสูงสุด มีขุนนาง 3 ฝุาย คือ ฝุายบริหาร ฝาุ ยตุลาการ และฝุายการทหาร เรียกว฽า “มหามาตระ” สําหรับพระพุทธศาสนา ไดร฾ ับการอปุ ถมั ภแจากกษัตริยทแ ั้ง 2 พระองคแ ทาํ ใหจ฾ กั รวรรดิ มคธกลายเป็นศูนยแกลางพระพุทธศาสนา ในขณะเดียวกันศาสนาพราหมณแค฽อยเส่ือมลง เนื่องจาก การตีความคําสอน ที่มุ฽งเน฾นไปทางอิทธิฤทธิ์-ปาฏิหาริยแขององคแเทพเจ฾า แทนท่ีจะศึกษาคําสอนเพ่ือ การหลุดพ฾นจากบ฽วงแหง฽ ทุกขตแ ามหลักคาํ สอนในคัมภีรแ 2.2 จักรวรรดเิ มารยะ อยูใ฽ นชว฽ งกลางศตวรรษท่ี4ก฽อนคริสตศกั ราช ราชวงศนแ นั ทะ ที่ปกครองจักรวรรดิมคธเส่ือมอํานาจลง ราชวงศแเมารยะมีอํานาจข้ึนปกครอง ปใจจุบัน คือบริเวณทาง ภาคเหนอื ของอินเดยี ระเบยี บการปกครอง รวมอํานาจไวท฾ ี่พระมหากษัตริยแและเมืองหลวง จักรพรรดิ มอี ํานาจสูงสุดทางด฾านบริหาร กฎหมาย การศาล และการทหาร มีสภาเสนาบดี และสภาแห฽งรัฐเป็น สภาปรึกษา

70 ภาพท่ี 3. 12 แผนทจี่ ักรวรรดิเมารยิ ะสมัยพระเจ฾าอโศกมหาราช ที่มา https://supawann096.wordpress.com กษัตรยิ แท่ีมีชอ่ื เสียงของราชวงศแเมารยะ คือ พระเจ฾าอโศกมหาราช ทรงนําหลกั ธรรม คําสอนของพทุ ธศาสนามาใชใ฾ นการปกครอง ทํานุบํารุงพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังให฾อิสระในการเลือก นับถือศาสนาแก฽ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะศาสนาพราหมณแ และยังทรงยกเลิกการแบ฽งชนช้ัน วรรณะ ภาพท่ี 3.13 วัดในสมัยพระเจ฾าอโศกมหาราช ทม่ี า https://supawann096.wordpress.com 2.3 สมยั แบ฽งแยกและรุกรานจากภายนอก ผลจากการความเส่อื มอํานาจของราชวงศแ เมารยะ มีผลต฽ออินเดีย 2 ประการ คือ อาณาจักรใหญ฽น฾อยแบ฽งแยกออกเป็นอิสระ และการรุกราน จากพวกกรีก อิหร฽าน เปอรแเชีย ศกะ กุษาณะ เม่ือมาต้ังถ่ินฐานในดินแดนทําให฾รับเอาวัฒนธรรม

71 อินเดียไว฾ด฾วย นอกจาน้ี กรีก และเปอรแเชีย ก็ถ฽ายทอดวัฒนธรรมของตนเองให฾แก฽อินเดีย เช฽น ด฾าน ศลิ ปกรรม สถาปใตยกรรม และประตมิ ากรรม ภาพท่ี 3.14 แผนท่จี ักรวรรดิคปุ ตะ ทีม่ า https://supawann096.wordpress.com 2.4 สมยั จักรวรรดคิ ปุ ตะ ถอื วา฽ เปน็ ยุคทองของอนิ เดยี เนอื่ งจากพระเจ฾าจันทรคุปตแ มีความพยายามทจ่ี ะฟ้ืนฟูอาณาจักรมคธให฾รุ฽งเรอื งอีกคร้ัง ก฽อตงั้ มหาวิทยาลยั ต฽างๆเกิดขึ้นหลายแห฽ง เช฽น มหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยพาราณสี และมีเมืองหลายๆเมืองกลายเป็นศูนยแกลางการศึกษา เช฽น เมืองสาญจี ดา฾ นการแพทยใแ นสมัยน้ีมีวิธกี ารผา฽ ตดั และเรียนร฾ูการทําสบ฽ู และปนู ซเี มนตแ ภาพที่ 3.15 สถูปในเมืองสาญจี ท่ีมา https://supawann096.wordpress.com

72 ดา฾ นศาสนาทรงให฾การอุปถมั ภพแ ุทธศาสนาเป็นอยา฽ งดี ถงึ แมว฾ า฽ พระองคแจะนบั ถือ พราหมณแ และทรงอนญุ าตให฾ชาวลังกามาสรา฾ งวัดพุทธศาสนาฝุายเถรวาทขน้ึ และยังมี “หลวงจนี ฟา เหียน”พระจากดนิ แดนจีน เดินทางมานําพระไตรปฏิ กกลับไปเผยแพร฽ยงั ดินแดนของตนเอง ถือวา฽ เปน็ การส฽งเสริมใหพ฾ ุทธศาสนาแพร฽กระจายไปยังดินแดนอน่ื ๆ อีกหลายประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชยี ตะวันออกฉียงใต฾ 2.5 อนิ เดียหลังสมยั จกั รวรรดคิ ปุ ตะ หลังจากราชวงศคแ ุปตะเร่มิ เสอื่ มอํานาจลง ชน ชาติอ่ืนได฾รุกรานอินเดีย ภาคเหนือแบ฽งแยกเป็นแคว฾นเล็กๆ มีราชวงศแต฽างๆเข฾ามายึดครอง หลังการ สิน้ สดุ จักรวรรดิคุปตะ ชนชาตทิ มี่ ากรุกรานนบั ถือพราหมณแ จึงได฾กวาดล฾างชาวพุทธให฾ส้ินซาก และวัด แต฽พระพทุ ธศาสนาในอนิ เดียยงั คงรุง฽ เรอื งอยู฽ 3. สมัยมุสลิม พวกมุสลิมท่ีเข฾ารุกรานอินเดีย คือ มุสลิมเช้ือสายเติรแก จากเอเชียกลาง เข฾า ปกครองอนิ เดยี ทางภาคเหนอื มีเมอื งเดลี เป็นเมืองหลวง เม่ือเข฾ามาปกครองก็บีบบังคับให฾ชาวอินเดีย มานับถอื ศาสนาอสิ ลาม ประชาชนทีไ่ มน฽ บั ถอื ศาสนาอิสลามจะถูกเก็บภาษี เรียกว฽า “จิซยา” ในอัตรา สูง หากหันมานับถือก็จะได฾รับการยกเว฾น การกระทําของพวกเติรแก ส฽งผลให฾สังคมอินเดียเกิดความ แตกแยกระหวา฽ งพวกฮินดู และมสุ ลมิ จนถงึ ปใจจุบนั 4. สมยั จักรวรรดิโมกุล ราวปี ค.ศ.1526-1858 อินเดียสมัยใหม฽เริ่มต฾นขึ้นด฾วยการรุกรานของ พวกมองโกล – เติรแก อินเดียภายใต฾การนําของ “ติมูรแ” (Timur) ทําให฾อาณาจักรของเดลฮีอ฽อนแอลง พวกฮนิ ดเู รม่ิ มีอาํ นาจมากขน้ึ ตอ฽ มาภายในอาณาจกั รสุลตา฽ น แห฽งเดลฮี เกิดความอ฽อนแอ เน่ืองจากการ แย฽งชิงราชสมบัติ เปิดโอกาสให฾บารแบู ซ่ึงเป็นทายาทมีเชื้อสายห฽างๆ ยกทัพจากเมืองคาบูล ใน อัฟกานิสถานเข฾ารุกรานเมืองต฽างๆ ทางภาคเหนือของอินเดีย ทั้งเมืองของพวกฮินดูและมุสลิม จน สามารถยึดนครเดลฮี ได฾สําเร็จ จากนั้นสถาปนาจักรวรรดิมีการปกครองโดยราชวงศแโมกุลได฾สําเร็จ ใน ราวปี ค.ศ.1525 ภาพที่ 3.16 พระเจา฾ อักบารแมหาราช ทมี่ า https://supawann096.wordpress.com

73 จกั รวรรดิโมกุล เจริญร฽ุงเรืองสูงสุดในสมัยพระเจ้าอักบาร์มหาราช ราวปี ค.ศ.1556- 1605 พระองคแทรงขยายอาณาเขต รวบรวมภาคเหนือของอินเดียเป็นหนึ่งเดียวกัน จากนั้นก็ขยาย อาํ นาจลงมาบริเวณท่ีราบสูงเดคข฽าน ทรงสนับสนุนนักปราชญแ และศิลปินท่ีมีความสามารถของทุกเชื้อ ชาติ จนทําให฾งานด฾านอักษรศาสตรแ วรรณคดี เจริญร฽ุงเรือง ทรงมีนโยบายการปกครองจักรวรรดิที่ เฉลียวฉลาด โดยที่พระองคแทรงแต฽งงานกับเจ฾าหญิงของพวกฮินดู เพื่อขจัดความขัดแย฾งกับชาวฮินดู สร฾างความเป็นอันหนึ่งอันเดยี วกัน ทรงให฾เสรภี าพในการนบั ถือศาสนาแก฽ทุกชนชาติในจักรวรรดิ ไม฽เก็บ ภาษีศาสนา ขจัดความขัดแย฾งทางความเชื่อ ระหว฽างพวกมุสลิม และฮินดู โดยการตั้งศาสนาใหม฽ คือ “ดินอิละฮี” โดยรับเอาหลักคําสอนของศาสนาต฽างๆ ท้ังศาสนาอิสลาม ฮินดู โซโรเอสเตอรแ และคริสตแ เป็นต฾น ทรงออกกฎหมายยกเลิกประเพณีท่ีกดข่ีข฽มเหงเด็กและสตรี คือ ประเพณีแต฽งงานในวัยเด็ก และประเพณีสตี ทหี่ ญงิ มา฽ ยต฾องกระโดดกองไฟตายตามสามี การปกครองในสมัยโมกุล จักรวรรดิแบ฽งออกเป็นมณฑล มีท้ังหมด15 มณฑล ปกครองโดยขา฾ หลวง จากการแต฽งต้ังโดยจักรพรรดิ ออกไปดูแลความเป็นอย฽ูของประชาชน ทําหน฾าที่ เกบ็ ภาษี โดยทเี่ จ฾าเมอื งเดมิ ยงั คงมอี าํ นาจอย฽ู เพียงแตต฽ อ฾ งยอมรับอํานาจจากราชธานี สภาพเศรษฐกิจสมัยโมกลุ ราชสํานกั มคี วามมั่งคั่งรา่ํ รวยอย฽างมาก เปน็ ผลมาจาก การค฾าเจริญรงุ฽ เรือง มีการตดิ ตอ฽ ซื้อขายกบั ตา฽ งชาติตา฽ งๆ ในภูมภิ าคเอเชยี และชาตติ ะวนั ตกทีเ่ ข฾ามา ตดิ ตอ฽ ค฾าขาย เร่ิมมีการทําอตุ สาหกรรมส่งิ ทอจากฝูาย เพื่อสง฽ ไปขายตลาดต฽างประเทศ ส฽วนการเกษตรก็ รบั เอาเทคนคิ ใหม฽ๆ เขา฾ มาเพ่ือเพ่ิมผลผลิตให฾มากข้นึ สภาพสงั คมสมยั โมกุล ยังคงมกี ารแบง฽ แยกระหวา฽ งชาวมุสลมิ และชาวฮนิ ดู โดยท่ี ชาวมสุ ลิมจะไดร฾ บั สทิ ธิพเิ ศษมากกวา฽ ชาวฮนิ ดทู ต่ี ฾องเสยี ภาษีศาสนา ชนชั้นสงู โดยเฉพาะชาวมุสลิมจะ มีสภาพความเป็นอย฽ูท่ีดีกว฽าชาวฮินดู ทําให฾ชาวฮินดูบางส฽วนหันไปนับถือศาสนาอิสลามเป็นจํานวน มาก เปน็ ผลทําใหป฾ ระชากรทง้ั 2 กลุม฽ มีความเกลยี ดชงั ซงึ่ กันและกันมากยิง่ ขน้ึ ภาพท่ี 3.17 พระเจา฾ ชาหแเจฮัน สรา฾ งทชั มาฮัล ท่ีมา ที่มา https://supawann096.wordpress.com

74 งานด฾านสถาปใตยกรรมสมยั โมกุล เป็นศิลปะผสมผสานระหวา฽ งฮนิ ดูกับมองโกล ใช฾ โมเสก โดมหลังคา ยอดกลมโปุงมีหอคอยปลายยอดแหลม ประตูทรงโค฾งสูง มีการผสมผสานกลมกลืน และมีความงดงาม งานสถาปใตยกรรมท่ีมีช่ือเสียง คือ สุสานทัชมาฮาล สร฾างข้ึนในสมัยพระเจ฾าชาหแเนฮาน เพื่อเปน็ ที่ระลกึ ถึงพระมเหสีที่สวรรคตไป ภาพท่ี 3.18 สุสานทัชมาฮาล ที่มา https://supawann096.wordpress.com จักรวรรดิโมกุล เร่ิมเส่ือมอํานาจลงหลังจากสมัยพระเจ฾าอัคบารแมหาราช เนื่องจาก จักรพรรดิพระองคแอ่ืนๆ ไม฽ได฾ดําเนินแนวทางปกครองจักรวรรดิตามท่ีพระองคแทรงวางเอาไว฾ หันมา ปกครองจักรวรรดิอย฽างกดขี่ข฽มเหง มีการเก็บภาษีศาสนาจากพวกที่ไม฽ใช฽มุสลิมอย฽างหนัก ทําให฾ จักรวรรดเิ ริ่มแตกแยก อีกทั้งในสมัยหลังๆ จักรวรรดิต฾องประสบปใญหาแย฽งชิงอํานาจของเชื้อพระวงศแใน ราชวงศแโมกุล ทําให฾ศูนยแกลางอํานาจของราชธานีที่กรุงเดลฮีอ฽อนแอลง เจ฾าผู฾ครองนครแคว฾นฮินดูเริ่ม ต฽อต฾านอํานาจราชวงศแโมกุล เกิดสงครามระหว฽างแคว฾นตลอดเวลา ตั้งแต฽ศตวรรษท่ี16 จนถึง คริสตแศตวรรษท่ี 18 จักรวรรดิโมกุลแตกแยกออกเป็นส฽วนๆ จักรพรรดิไม฽มีอํานาจแท฾จริงเหลือเพียงราช ธานีท่ีกรงุ เดลอี และดินแดนรอบๆเท฽านั้น จึงเปน็ โอกาสใหช฾ าตติ ะวันตกที่เข฾ามาในอินเดียต้ังแต฽ช฽วงคริสตแ ศตวรรณท่ี 17 เพ่ือการติดต฽อค฾าขาย สามารถแทรกแซงทางการเมืองและการทหาร นําไปสู฽การผนวก และยึดครองดนิ แดนต฽างๆของอนิ เดีย ในปลายครสิ ตแศตวรรษที่ 18

75 สภาพการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ 1. การเมอื งการปกครองในยุคพระเวทและยุคมหากาพย์ 1.1 ยุคพระเวท การปกครองของอินเดียแบ฽งเป็นอาณาจักรเล็กๆ ตั้งข้ึนบนพ้ืนฐานของ ผ฾ูคนที่อพยพมาด฾วยกัน มีหัวหน฾าหม฽ูบ฾านเป็นผ฾ูนํา ความสัมพันธแอย฽ูในลักษณะพ฽อบ฾านปกครองลูกบ฾าน กษัตริยแในยุคน้ี เป็นผู฾นําทัพ มีความเช่ียวชาญการสงคราม และการปกปูองให฾ความปลอดภัยแก฽ ประชาชน สว฽ นพระหรือนักบวชทาํ หน฾าท่ีทางศาสนา ระบบการบริหารการปกครองในยุคพระเวทเป็นแบบง฽ายๆ มีกษัตริยแเป็นหัวหน฾า หน฽วยที่เล็กที่สุด คือ กุล หมายถึงครอบครัว มีหัวหน฾าครอบครัว เรียกว฽า กลุป กษัตริยแมีท่ีปรึกษา คือ เสนาบดมี ี 2 ตาํ แหนง฽ คือ บุโรหติ ทาํ หนา฾ ทีเ่ ป็นทงั้ พระและโหรา และเสนานี เปน็ ผ฾บู ัญชาการทพั 1.2 ยุคมหากาพยแ พวกอารยันแบ฽งการปกครองออกเป็น 2 รูปแบบ ในภาคเหนือของ อินเดยี เป็นแบบ “สาธารณรฐั ” และ “ราชาธิปไตย” เขตที่ปกครองแบบสาธารณรัฐอยู฽ทางภาคเหนือและ เชิงเขาหิมาลัย สว฽ นเขตท่ปี กครองแบบราชาธิปไตย อยูใ฽ นบรเิ วณล฽มุ แมน฽ ํา้ คงคา 2. สภาพสังคม ครั้นเมื่อพวกอินโด-อารยัน เข฾ามาอินเดียในสมัยต฾น สังคมแบ฽งเป็น 3 ชนชั้น ไดแก฽ นักรบ นักบวช และสามัญชน ยังไม฽มีระบบวรรณะ ยังคงเป็นการจัดกลุ฽มชนชั้นในสังคมและเศรษฐกิจอย฽างง฽าย สิ่งที่นําไปสู฽ระบบวรรณะ คือการกีดกันระหว฽างพวกอินโด-อารยัน กับชนพ้ืนเมือง ที่ถูกเรียกว฽า “ทาส” ได฾แก฽พวกดราวิเดียน ซ่ึงพวกอารยันรังเกียจในรูปร฽างหน฾าตาและสีผิว พวกอารยันถือว฽าการคบค฾า สมาคมด฾วยจะทําให฾ตนสูญเสียความเป็นอารยัน เห็นได฾ชัดว฽าเป็นการกีดกันสีผิวระหว฽างอารยันท่ีมีสีผิวสี ขาว กับพวกดราวิเดียนที่สีผิวเป็นสีดําสกปรก ซ่ึงคําว฽า “วรรณะ” แปลว฽า สี นั่นเอง การกีดกันน้ีรุนแรง มากโดยเฉพาะในบริเวณทางภาคเหนือของอินเดีย การกีดกันในระบบวรรณะเริ่มด฾วยการแบ฽งแยก ระหว฽างอารยัน กับพวกท่ีไม฽ใช฽อารยัน ตามระบบวรรณะแบ฽งชนช้ันได฾ 4 วรรณะ คือ พราหมณแ กษัตริยแ แพศยแ และศทู ร ระบบวรรณะยงั เกี่ยวกับการประกอบอาชีพอีกด฾วย เช฽น พวกแพศยแ กลายเป็นพวกเจ฾าของท่ีดิน และพ฽อค฾า ส฽วนพวกศูทรเป็นเกษตรกร ทํางานในที่นา ไม฽ได฾รับอนุญาตให฾เข฾าร฽วมพิธีบูชาท่ีกําหนดไว฾ใน พระเวท ระบบวรรณะยังนําเป็นสู฽การกําหนดกฎเกณฑแต฽างๆ เช฽น ระเบียบการสมรส มีกฎเกณฑแท้ังการ สมรสภายในวรรณะ และนอกวรรณะ หรือระหว฽างวรรณะ หน฽วยทางสังคม ได฾แก฽ ครอบครัว และหลายๆครอบครัวรวมกันเข฾าเป็น “คาม” หมายความว฽า หมู฽บ฾าน แต฽ละครอบครัวมีขนาดใหญ฽อย฽ูรวมกัน 3 ช่ัวอายุคน การแต฽งงานผู฾หญิงมีสิทธิเลือกค฽ูได฾ มีการ กําหนดสินเดิมและค฽าตัวของผู฾หญิง ในแต฽ละครอบครัวจะให฾ความสําคัญกับลูกชายมากกว฽าลูกสาว และ

76 หญิงหม฾ายต฾องเข฾าพิธี “สตี” คือการโดดเข฾ากองไฟตายตามสามีของหญิงฮินดู มีลัทธิชายมีภรรยาเดียว เป็นท่ยี อมรับในสงั คม 3. เศรษฐกิจ พวกอินโด-อารยนั เปน็ พวกเรร฽ อนเลยี้ งสัตวดแ าํ รงชีวิตด฾วยการเลี้ยงปศุสัตวแ แม฽วัวเป็นสมบัติและ ทรัพยแสินที่มีค฽า ด฾วยเหตุน้ีจึงทําให฾แม฽วัวเป็นสัตวแคนเคารพบูชา ห฾ามบริโภค คร้ันพวกอารยันเข฾ามาต้ัง รกรากในอินเดีย ก็เริ่มประกอบอาชีพต฽างๆ เปล่ียนจากเล้ียงสัตวแมาเป็นเกษตรกรรมแทน รู฾จักการใช฾ เหลก็ ทาํ เครือ่ งมือเครอื่ งใช฾ กลายเป็นสังคมเกษตรกรรม นอกจากนี้ยังมีอาชีพอ่ืนๆ อีกเช฽น ช฾างไม฾ประกอบ รถม฾า ช฽างคนั ไถ ชา฽ งโลหะ ช฽างทองแดง ชา฽ งสมั ฤทธิ์ ช฽างเหลก็ ช฽างปใน้ หม฾อ ช฽างเคร่ืองหนัง เป็นต฾น พชื พันธแุที่ปลูกในอินเดีย ได฾แก฽ มันเทศ ข฾าวสาลี ข฾าวโพด มันสําปะหลัง เป็นต฾น สําหรับชาวนา จะถือครองที่ดินขนาดเล็ก ใช฾แรงงานภายในครอบครัว และทําหัตถกรรมใช฾ในครัวเรือน ไม฽มีการจ฾าง แรงงาน ทําให฾ผลผลิตค฽อนข฾างต่ํา เพราะเทคนิคการผลิตล฾าสมัย เคร่ืองมือเครื่องใช฾ทําจากไม฾ มูลวัวและ สัตวอแ ่ืนๆ ถกู นํามาใชท฾ าํ เช้ือเพลงิ มากกว฽าทําป฻ุย การชลประทานมีน฾อย อย฽างไรก็ตาม เกษตรกรรมก็ทําให฾เกิดกาค฾า โดยอาศัยแม฽นํ้าคงคาเป็นเส฾นทางคมนาคมเพื่อ การค฾าขาย ทําให฾เกิดชุมชนใหม฽ๆบริเวณฝใ่งแม฽นํ้าจนกลายเป็น ตลาดการค฾า พวกเจ฾าของที่ดินหันมาทํา อาชีพพ฽อค฾าและจ฾างคนอื่นทํางานในที่ดินแทนตน การค฾าในระยะแรกเป็นเฉพาะท฾องถิ่น การแลกเปลี่ยน สินค฾าใชแ฾ มว฽ วั เป็นหน฽วยในการบอกราคา การขยายอทิ ธขิ องอารยธรรมอินเดีย พัฒนาการอารยธรรมอินเดีย แพร฽ขยายเข฾าไปสู฽ภูมิภาคต฽างๆท่ัวทวีปเอเชียผ฽านทางการค฾า ศาสนา การเมือง การทหาร และได฾ผสมผสานกับอารยธรรมแต฽ละประเทศจนกลายเป็นส฽วนหน่ึงของ อารยธรรมน้นั ๆ 1. เอเชียตะวันออก พระพุทธศาสนานิกายมหายานของอินเดีย มีอิทธิพลชาวจีน ท้ังในฐานะ พุทธศาสนา และในฐานะที่มีอิทธพิ ลต฽อการสร฾างสรรคแศิลปะจีน ภาพที่ 3.19 พระโพธิสัตวแ นิกายมหายาน ที่มา https://supawann096.wordpress.com

77 2. ภูมิภาคเอเชียกลาง กล฽ุมชนต฽างๆในภูมิภาคน้ี มีพัฒนาการทางประวัติศาสตรแและวัฒนธรรม ร฽วมกับชาวอินเดียต้ังแต฽ยุคสมัยแรก อิทธิพลของอารยธรรมอินเดีย คือ ศาสนสถาน สิ่งก฽อสร฾าง รวมทั้ง ศิลปวัตถุในพุทธศาสนานิกายมหายานแต฽นับจากคริสตแศตวรรษท่ี 7 เป็นต฾นมา เมื่ออํานาจทางการเมือง ของพวกมุสลิมจากตะวันออกกลางขยายเข฾ามาในเอเชียกลาง อารยธรรมอิสลามจึงเข฾าแทนที่ และมี อิทธิพลเหนอื กลุม฽ ชนต฽างๆจนถงึ ปใจจุบนั 3. ดินแดนในตะวันออกกลาง มีการติดต฽อกับอินเดียมาต้ังแต฽อารยธรรมลุ฽มนํ้าสินธุ กระท่ังถึง ศตวรรษท่ี 6 ก฽อนคริสตแศักราช จักรวรรดิเปอรแเซียแผ฽อํานาจทางการเมืองเข฾าปกครองลุ฽มน้ําสินธุ และ พวกกรีกได฾เข฾ามามีอํานาจทางการเมืองแทน ต฽อมาอินเดียได฾รับอารยธรรมทั้งของเปอรแเซีย และของกรีก โดยเฉพาะด฾านศิลปกรรม ประติมากรรม เช฽น พระพุทธรูปศิลปะคันธาระ แสดงให฾เห็นถึงอิทธิพลของ กรกี อย฽างชัดเจน นอกจากน้ีกม็ ที างคณิตศาสตรแ ได฾แก฽ พีชคณิต ตรีโกณมติ ิ ซ่ึงไดร฾ บั มาจากกรีก ภาพท่ี 3.20 ศิลปะคนั ธาระ ท่ีมา https://supawann096.wordpress.com 4. อิทธิพลของเปอรแเซีย อยู฽รูปของการปกครองและสถาปใตยกรรม เช฽น พระราชวัง การเจาะ ภูเขาเป็นถ้ํา เพื่อนสร฾างศาสนาสถาน สําหรับอารยธรรมอินเดียท่ีถ฽ายทอดให฾กับดินแดนในตะวันออก กลางนาํ เอาวิทยาการหลายอยา฽ งของอนิ เดียไปใช฾ ได฾แก฽ การแพทยแ คณิตศาสตรแ และดาราศาสตรแ ภาพท่ี 3. 21 ถํ้าอาซันตะ ทีม่ า https://supawann096.wordpress.com

78 5. เอเชียตะวันออกเฉียงใต฾ เป็นภูมิภาคที่อิทธิพลของอารยธรรมอินเดียมากท่ีสุด บรรดาพ฽อค฾า พราหมณแ และภิกษุสงฆแ ชาวอินเดียเดินทางสู฽เอเชียตะวันออกเฉียงใต฾ นําอารยธรรมอินเดียมาเผยแพร฽ และคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต฾ก็เดินทางไปอินเดีย เพ่ือการจาริกแสวงบุญและการค฾า และได฾ นําอารยธรรมอนิ เดียกลับมาเผยแพร฽ในดินแดนของตนเอง 5.1 ราว 9 ศตวรรษก฽อนคริสตศักราช มีชาวอินเดียอพยพจากอินเดียตะวันตกมาอยู฽ใน ลังกา เม่ือสมัยพระเจ฾าอโศกราช ทรงส฽งสมณทูตเดินทางออกเผยแพร฽พุทธศาสนา ชาวลังกาก็รับเอา พุทธศษสนาไวเ฾ ปน็ ศาสนาประจําชาติ 5.2 สมัยพระเจ฾าอโศกราช มีพ฽อค฾าอินเดียออกค฾าขายตามภูมิภาคต฽างๆ ของเอเชีย ตะวนั ออกเฉยี งใต฾ และเร่ิมไปตง้ั ถิน่ ฐานตามที่ตา฽ งๆ ตนผา฽ นไปจงึ นาํ อารยธรรมอนิ เดียไปดว฾ ย 5.3 พวกพราหมณแ และพระสงฆแในพุทธศาสนา ได฾นําเอาอรยธรรมอินเดียด฾านศาสนา และขนบธรรมเนยี มประเพณีออกไปเผยแพรด฽ ฾วย 5.4 คริสตแศตวรรษที่ 4 ภาษาสันสกฤต เป็นภาษาราชการของคนในภูมิภาคนี้ เกิด อาณาจกั ใหญๆ฽ ข้ึน ทมี่ ีอารยธรรมอินเดียเป็นพ้ืนฐานในการปกครองอาณาจักร 5.5 หลังสมัยราชวงศแโมริยะ ได฾มีการติดต฽อกับจีน และจีนได฾รับเอาอารยธรรมด฾าน ศาสนาไป คือ พุทธศาสนา นิกายมหายาน ไปเป็นศาสนาประจําชาติและอีกในหลายประเทศท่ีรับเอา พทุ ธศาสนาไปเผยแพร฽ เชน฽ ญี่ปุน ทิเบต เกาหลี และเวยี ดนาม ภาพที่ 3.22 พระถึงซาํ่ จัง๋ เม่ือคร้ังเดนิ ทางถึงนาลนั ทามหาวิหาร ทีม่ า https://supawann096.wordpress.com

79 ความกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาการ ส่ิงที่อารยธรรมอินเดียให฾แก฽สังคมโลกในด฾านวิทยาการต฽างๆ ไม฽ว฽าจะเป็น ภาษาศาสตรแ ธรรมศาสตรแ นิติศาสตรแ ชโยตนิ และแพทยแศาสตรแ ลว฾ นแล฾วแต฽เป็นพื้นฐานของอารยธรรมในประเทศเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต฾ มอี ทิ ธพิ ลต฽อทัง้ เอเชีย และตอ฽ สงั คมโลกอกี ดว฾ ย 1. ภาษาศาสตร์ ภาษาสันสกฤต มีความสําคัญต฽ออารยธรรมอินเดีย เป็นภาษาที่ใช฾ในคัมภีรแ พระเวท ซง่ึ ชาวอนิ เดียเชื่อว฽า พระผ฾เู ป็นเจ฾าประทานจึงมีความศักด์ิสิทธ์ิ มีการแต฽งตําราว฽าด฾วยไวยากรณแ ข้ึนหลายเร่ือง เช฽น นิรุกตะ ของยาสกะ อธิบายประวัติที่มาความหมายของคํา โดยเลือกคํามาจากคัมภีรแ พระเวท หนังสือที่สําคัญอีกเล฽มหนึ่ง คือ อัษฎาธยายี ของปาณินิ ราว 400 ปีก฽อนคริสตแศักราช หนังสือ เล฽มน้ียมีต฾นฉบับสมบูรณแถึงปใจจุบัน เป็นตําราไวยากรณแเล฽มแรกที่วางหลักเกณฑแไว฾อย฽างรัดกุมเก่ียวกับ การใชภ฾ าษาสนั สกฤต ภาพที่ 3.23 ตัวอกั ษรของอารยธรรมอนิ เดยี ท่มี า https://writer.dek-d.com ชาวอนิ เดยี ใหค฾ วามสนใจเรอ่ื งภาษาศาสตรแมาก มีการแต฽งหนังสือศัพทานุกรม หรือโกศะขึ้นหลาย เล฽ม โดยรวบรวมศัพทแ และความหมายท่ีถูกต฾องของศัพทแไว฾ เม่ือมุสลิมเติรแกเข฾าปกครองอินเดียตอนเหนือ ได฾นําเอาภาษาสันสกฤต ภาษาอารบิก และภาษาเปอรแเซียมาผสมกันเป็นภาษาใหม฽เรียกว฽า “ภาษาอูรดู” ซ่ึงเปน็ ภาษาท่มี สุ ลิมใชพ฾ ูดกันในอินเดียปใจจบุ นั 2. ธรรมศาสตร์และนิติศาสตร์ ธรรมศาสตรแ คือ เป็นท้ังกฎหมาย ศาสนบัญญัติ จารีตประเพณี ศีลธรรม และหน฾าที่ มีพ้ืนฐานมาจากธรรมสูตรซึ่งเป็นส฽วนหน่ึงของคัมภีรแพระเวท หนังสือเล฽มแรกที่ รวบรวมกฎและหน฾าท่ีเกี่ยวกับฆราวาสคือ “มนูสมฤติ” หรือ “มานวธรรมศาสตรแ” เขียนขึ้นระหว฽าง 200 ปีก฽อนครสิ ตแศกั ราช ถึง ค.ศ. 200 กล฽าวถึงการสร฾างโลก กฎหมายแพ฽ง-อาญา หน฾าท่ีของวรรณะต฽างๆ ชีวิต ของคฤหัสถแ การออกบวช ชีวิตในภพหน฾า และการเข฾าถึงโมกษะ เป็นการแสดงให฾เห็นความสัมพันธแ ระหว฽างเทพเจ฾ากับมนุษยแ สังคมมนุษยแ และอุดมคติสูงสุดของมนุษยแภายใต฾กฎเกณฑแและหน฾าท่ีที่รวมกัน เรียกวา฽ ธรรมศาสตรแ

80 นิติศาสตร์หรือาถรรกศาสตร์ คือ เรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง และความม่ังค่ังของ สังคมบ฾านเมือง เป็นศาสตรแท่ีว฽าด฾วยการปกครอง การบริหารบ฾านเมืองเพื่อความรุ฽งเรืองม่ังค่ัง งานเขียน เล฽มสําคัญที่สุดคือ “อรรถศาสตรแ” ของเกาฏิลยะ เขียนข้ึนราว 400 ปีก฽อนคริสตแศักราช เป็นการวาง หลักเกณฑแเก่ียวกับการปกครองบ฾านเมือง ไม฽เกี่ยวข฾องกับศาสนา เนื้อหากล฽าวถึงหน฾าที่ของกษัตริยแ วินัย ขององคแรัชทายาท คุณสมบัติของผ฾ูปกครองประเทศ การปกครองรัฐ การอุตสาหกรรม กฎหมายแพ฽ง- พาณชิ ยแ กฎหมายอาญา การทหาร การเมือง เงินเดือนของข฾าราชการ วธิ เี อาชนะสงคราม 3. แพทยศาสตร์ การแพทยแของอินเดียมีมานาน ในจารึกของพระเจ฾าอโศกมหาราชกล฽าวถึง โรงพยาบาลสําหรบั รกั ษาผู฾เจบ็ ปวุ ย นอกจากน้ีมหี นงั สอื หลายเล฽มกล฽าวถึงวิชาการแพทยแ เช฽น อรรถศาสตรแ ระบุถึงการใช฾ยาพิษ หนังสือ มหาภาสนะ ของปตัญชลี มีศัพทแว฽า “ไวทยกัม” หมายถึงอายุรเวท หรือ แพทยศาสตรแ คมั ภรี แบาลขี องฝาุ ยพระพทุ ธศาสนากล฽าวถึง ชีวกะแพทยแผ฾มู ีชอื่ เสียง นอกจากน้ี ยังมตี าํ ราทางอายรุ เวทของอินเดียโบราณที่สําคัญอีกหลายเล฽ม เช฽น จรกะสังหิตา ของ จรกะ เขียนขึ้นราวคริสตแศตวรรษท่ี 1 กล฽าวถึงเร่ืองยารักษาโรค อาหาร กายวิภาค และชีววิทยา ว฽าด฾วย สัตวแแรกเกิด อาการของโรค การศึกษาเกี่ยวกับอายุรเวทท่ัวไป และตํารา สุศรุตสังหิตา แต฽งโดย สุศรุต กลา฽ วถึง ศลั ยศาสตรแ และแปลเป็นภาษาอาหรับในครสิ ตแศตวรรษที่ 8 4. ชโยติษ หมายถึง ดาราศาสตรแ โหราศาสตรแ และคณิตศาสตรแ ชโยติษเป็นศาสตรแท่ีใช฾ประกอบ กับคัมภีรแพระเวท หมายถึง ดาราศาสตรแเพื่อใช฾ประกอบยัญกรรม และพิธีกรรมตามคัมภีรแพระเวท ในการ ประกอบพิธี ฤกษแยามสําคัญมากจึงต฾องอาศัยวิถีโคจรของดวงอาทิตยแ ดวงดาวที่โคจรมาอยู฽ในตําแหน฽ง ตา฽ งๆ ในแตล฽ ะช฽วงเวลา การโคจรของดวงดาวยังมีอิทธิพลต฽อชีวิตทั้งหลาย ทําให฾ชโยติษในความหมายของ ดาราศาสตรแผนวกเขา฾ กบั โหราศาสตรแ ในขณะเดียวกันการค฾นหาตําแหน฽งต฽างๆของดวงดาว ทําให฾เกิดศาสตรแการคํานวณหรือ คณิตศาสตรแ รวมถึงเรขาคณิต พีชคณิต และตรีโกณมิติ อินเดียโบราณได฾พัฒนาวิทยาการทางด฾าน คณิตศาสตรแมาก ชาวอินเดียเป็นชนชาติแรกที่ ประดิษฐแเลขศูนยแข้ึนใช฾ ทําให฾มีหลักหน฽วย หลักสิบ หลัก ร฾อย หลกั พนั ในการคาํ นวณโดยไม฽สับสน ต฽อมาพวกอาหรับรับเลขศูนยแไปใช฾ และถ฽ายทอดให฾กับชาวยุโรป ส฽วนเรขาคณิต พชี คณิต และตรโี กณมติ ิ ชาวอนิ เดยี ได฾รับอิทธิพลมาจากกรกี ศลิ ปกรรมอินเดีย งานศิลปกรรมแขนงต฽างๆ ของอารยธรรมอินเดียมีความเก่ียวข฾องสัมพันธแกับความเชื่อทางศาสนา ศลิ ปกรรมแขนงต฽างๆของอินเดีย ปรากฏในศาสนาพราหมณแ-ฮินดู พระพุทธศาสนา และศาสนาเชน ความ ศรัทธาและเคารพต฽อศาสนาของชาวอินเดีย ทําให฾มีการสร฾างกฎเกณฑแเกี่ยวกับลักษณะของงานศิลปะ

81 ต฽างๆมีลักษณะร฽วมกัน อิทธิพลศิลปะจากภายนอก เช฽น เปอรแเซีย กรีก แม฾จะมีผลสําคัญต฽อพัฒนาการ ทางศลิ ปะอนิ เดยี แต฽ภายในเวลาไม฽นานกจ็ ะถูกกลมกลนื เข฾ากับศลิ ปะอินเดีย ศิลปกรรมของอินเดียเริ่มปรากฏหลักฐานในอารยธรรมลุ฽มน้ําสินธุ ราว 2,500 ปีก฽อน คริสตแศักราช ในสมัยต฽อมาชาวอารยันเข฾ามาในอินเดีย งานทางศิลปะของพวกอารยันวิวัฒนาการทาง ศิลปะของอินเดียจึงขาดช฽วงไปเกือบพันปี กระท่ังถึงสมัยพุทธกาลจึงได฾ปรากฏหลักฐานทางศิลปะที่ ชัดเจนข้ึนทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือแถบล฽ุมน้ําสินธุ เป็นศิลปะที่ได฾รับอิทธิพลจากจักรวรรดิเปอรแเซีย และศลิ ปะแบบเฮลเลนสิ ติก ของกรกี อิทธิพลของศิลปะภายนอก ได฾พัฒนามาส฽ูศิลปกรรมสมัยราชวงศแเมารยะ เป็นศิลปะสมัยแรกท่ีมี หลักฐานปรากฏชัดเจน มีพุทธศาสนาเป็นแรงบันดาลใจในการสร฾างสรรคแศิลปกรรม และมีความสําคัญ ต฽อศิลปะในสมัยต฽อมา ในสมัยราชวงศแคุปตะ ศิลปะแขนงต฽างๆได฾พัฒนาไปมากจนกระท่ังได฾ก฽อกําเนิด ยุคทองทางศิลปะของอินเดีย จนกระทั่งหลังศตวรรษท่ี 12-13 แบบอย฽างของศิลปะอิสลามแพร฽ขยาย อยา฽ งกวา฾ งขวาง ขณะท่ีศิลปะในพระพุทธศาสนาสูญสิ้นไปและศิลปะในศาสนาพราหมณแ-ฮินดูเสื่อมโทรม เปน็ เวลานานหลายศตวรรษ 1. สถาปตั ยกรรม การขุดพบซากเมืองฮารัปปาและโมเฮนโจดาโร สมัยอารยธรรมลุ฽มนํ้าสินธุทําให฾เห็นสถาปใตยกรรม อินเดียนั้นมีมา เกือบ 5,000 ปีแล฾ว มีการวางผังเมืองและการก฽อสร฾างซ่ึงเน฾นประโยชนแใช฾สอยมากกว฽า ความสวยงาม ภาพที่ 3.24 เมืองฮารปั ปาและโมเฮนโจ ท่มี า https://supawann096.wordpress.com หลักฐานทางสถาปใตยกรรมของอินเดียในสมัยต฽อมา มีการพบซากเมืองโบราณหลายสิบเมือง บริเวณสองฟากฝ่ใงลุ฽มนํ้าคงคาถึงที่ราบลุ฽มปใญจาบ สถาปใตยกรรมท่ีเป็นศิลปะอย฽างชัดเจนปรากฏข้ึนใน สมัยราชวงศแเมารยะ ซ่ึงได฾รับอิทธิพลมาจากจักรวรรดิเปอรแเซีย ได฾แก฽ สถูป เสาหิน ฐานรากของ พระราชวัง สถาปใตยกรรมดังกล฽าวเก่ียวข฾องกับพระพุทธศาสนา เพ่ือแสดงถึงความศักดิ์สิทธ์ิของสถานที่

82 หรือเพ่ือเป็นอนุสรณแถึงเหตุการณแสําคัญ เช฽น พระสถูปท่ีสาญจี เสาหินท่ีเมืองสารถี และพระราชวังของ พระเข฾าอโศกมหาราชท่ีเมืองปาฏลีบุตร สถาปใตยกรรมอินเดียสมัยต฽อมาเป็นสมัยที่ราชวงศแกุษาณะมี อํานาจเหนืออินเดียทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ และราชวงศแมธุราในภาคกลางของอินเดีย เกิดศิลปะ สาํ คัญขนึ้ 3 แบบ คือ ศลิ ปะแบบคันธาระ แบบมถุรา และแบบอมราวดี เป็นศิลปะในพระพุทธศาสนา สมัยราชวงศแคุปตะ และหลังสมัยคุปตะ สถาปใตยกรรมที่สร฾างข้ึนมีทั้งท่ีเนื่องในพระพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ-แ ฮินดู สรา฾ งสถูป เจดียแ และอาคารทางพระพุทธศาสนาเพ่ิมข้ึนอีกมากมาย การสร฾าง เทวสถานในนิกายต฽างๆของศาสนาฮนิ ดู ภาพท่ี 3.25 พระพุทธรูศิลปะคุปตะ ทม่ี า ท่ีมา https://supawann096.wordpress.com สมยั มสุ ลิม สถาปตใ ยกรรมอินเดียผสมระหวา฽ งศิลปะฮินดูและเปอรแเซีย เช฽น สสุ านตาชมะฮัล ซง่ึ เป็นสถาปใตยกรรมหนิ อ฽อนทมี่ ีชือ่ เสยี งมาก สรา฾ งในสมัยพระเจา฾ ชาหจแ ะฮาน ในค.ศ.1628-1658 กษัตรยิ แ ราชวงศแมุคัล เพ่ือเป็นท่ีระลึกถึงนางมุมตาซ มะฮัล เหสขี องพระองคแ 2. ประติมากรรม ประติมากรรมในสมยั ราชวงศแเมารยะ เป็นประติมากรรมลอยตัวขนาดใหญ฽ สลักจากหิน มีรูปร฽าง หนกั แขง็ กระดา฾ ง แสดงทา฽ หยุดนิง่ เชน฽ รปู ยักษแ รปู สตรี ยังมีประติมากรรมภาพสลักนูนต่ําเป็นภาพพุทธ ประวัติ ภาพชาดกประดับตกแต฽งร้ัว ซ฾ุมประตู และฐานสถูป เช฽น ภาพสลักนูนต่ําที่ เมืองภารหุตและ ทสี่ าญจี ประติมากรรมที่เป็นพระพุทธรูปสมัยแรก คือ พระคันธาระ ได฾รับอิทธิพลจากศิลปะกรีก เห็นได฾ ชัดจาก พระหัตถแ พระวรกาย และร้ิวจีวรเป็นแบบกรีก พบมากบริเวณที่ราชวงศแกุษาณะปกครอง คือ ภาคเหนอื ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอนิ เดีย ถงึ อฟั กานิสถานของเอเชียกลาง

83 ภาพท่ี 3.26 พระพุทธรูปหน฾าบาบิยาน อัฟกานิสถาน ที่มา ท่ีมา https://supawann096.wordpress.com ประตมิ ากรรมพระพุทธรูปของศิลปะเมถุรา ได฾รับอิทธิพลของศิลปะแบบคันธาระผสมกับลักษณะ พน้ื เมอื ง มีลักษณะเหมือนศิลปะคันธาระ แต฽พระเศียรพระพุทธรูปเกลี้ยง พระพักตรแกลม จีวรเป็นริ้วห฽ม เฉียงดูนุ฽มนวล ยังมีประติมากรรมรูปยักษแ ยักษิณี นาคและนาคี ท฾าวกุเวร พระโพธิสัตวแ รูปกษัตริยแ ราชวงศกแ ุษาณะ และรูปติรภังกรของศาสนาเชน พระพุทธรูปในศิลปะแบบอมราวดี เป็นแบบผสมอิทธิพลของกรีก วงพระพักตรแของพระพุทธรูป ค฽อนข฾างยาว พระเกตุมาลาปรากฏอย฽างชัดเจนบนพระเศียร และมีขมวดพระเกศาเวียนขวาเป็นขมวด เล็กๆ พระพุทธรูปครองจวี รหนาและมักห฽มเฉียง ภาพที่ 3.27 ศิลปะแบบอมราวดี ทมี่ า https://esan108history.blogspot.com

84 ประติมากรรมสมัยคุปตะ เป็นศิลปะท่ีแสดงศิลปะแบบอินเดียอย฽างแท฾จริง มีท้ังพระพุทธรูป และ เทวรูป ในศาสนาพราหมณแ-ฮินดู มีขนาดใหญ฽โต เช฽น พระพุทธรูปปางปรินิพพานในถ้ําอชันตะ เทวรูปคร่ึง องคแของพระมเหศวรมูรติ และพระอุมาท่ีถ้ําเอเลฟในตา พระพุทธรูปท่ีเมืองบามิยานในอัฟกานิสถานประติ มากรรมอินเดียมักจะสร฾างตามกฎเกณฑแมากข้ึน และไม฽ค฽อยเป็นธรรมชาติ ลักษณะโดยทั่วไปจะมีรูปร฽าง หนักและหนาความเป็นธรรมชาติน฾อยลง มีการประดับตกแต฽งเพ่ิมขึ้น พบที่ถํ้าอชันตะ เกาะลังกาและ เอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต฾ 3. จติ รกรรม จิตรกรรมเก฽าสุดที่ยังเหลืออย฽ูในปใจจุบันพบท่ีเพดานถ้ําโดคีมารา ในทิวเขารามคฤหะ ภาค ตะวนั ออกของอนิ เดยี วาดขนึ้ ด฾วยสดี ํา ขาวและแดง เปน็ ภาพเขยี นอย฽างง฽ายๆค฽อนข฾างหยาบ ภาพท่ี 3.28 จิตรกรรมฝาผนังถ้าํ ท่ีอชนั ตะ ทีม่ า http://www.thapra.lib.su.ac.th สมัยต฽อมาศลิ ปะอมราวดีเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังถํ้าที่อชันตะ แสดงให฾เห็นถึงความงดงามของ ลายเสน฾ ทที่ ําใหภ฾ าพมคี วามออ฽ นชอ฾ ย การจัดวางภาพบุคคลและลวดลายเคร่ืองประดับมีลักษณะตําแหน฽ง ท่ีชัดเจน จิตรกรรมสมัยคุปตะและหลังสมัยคุปตะ เป็นสมัยที่ร฽ุงเรืองที่สุดแห฽งงานจิตรกรรมของอินเดีย ปรากฏอย฽ูอย฽างสมบูรณแ ท่ีผนังถํ้าอชันตะ เป็นภาพเขียนในพระพุทธศาสนาเล฽าเรื่องชาดกต฽างๆราว 30 เรอื่ ง และพทุ ธประวตั บิ างตอน ภาพเกี่ยวกบั ประเพณชี ีวติ ประจาํ วนั ของประชาชน และชวี ติ ในราชสาํ นัก 4. นาฏศิลป์และสังคตี ศลิ ป์ มีความสําคัญต฽ออารยธรรมอินเดีย ถือเป็นศิลปะช้ันสูง และเป็นส฽วนหนึ่งของพิธีกรรมเพื่อบูชา เทพเจ฾าตามคัมภีรแพระเวท นาฏศิลป฼และสังคีตศิลป฼จึงเก่ียวข฾องกับวิถีชีวิตของชาวอินเดียท้ังด฾านศาสนา และชีวิตประจําวัน นาฏศิลป฼ท่ีเก่ียวกับการฟูอนรํามีกําเนิดจากวัด ราชสํานัก และท฾องถ่ินพื้นบ฾านก฽อน คริสตแศตวรรษที่ 1-2 นาฏศลิ ปข฼ องอนิ เดียเป็นแบบแผนม่ันคง เพราะในตํารานาฏยศาสตรแ เรียบเรียงโดย ภรตมุนี ได฾กล฽าวถึง นาฏยศาสตรแในทุกๆด฾านอย฽างละเอียด ตั้งแต฽การฟูอนรํา การแสดงออกของอารมณแ

85 การแต฽งตัว การแต฽งหน฾า อุปกรณแที่จําเป็นสําหรับการแสดง ภาษาท่ีใช฾ในการจัดแสดง รวมถึงเรื่องการ สร฾างโรงละคร และพิธีกรรมต฽างๆ ภาพที่ 3.29 วณี าหรือพิณ ทมี่ า https://sites.google.com ส฽วนการดนตรี หรือสังคีติศิลป฼ มีต้ังแต฽สมัยพระเวท บทสวดสรรเสริญเทพเจ฾าทั้งหลายถือเป็น แบบแผนการร฾องท่ีเก฽าแก฽ท่ีสุด แบ฽งเป็นดนตรีสากลท่ีบรรเลงในศาสนสถาน ประกอบพิธีกรรมทาง ศาสนา ดนตรใี นราชสาํ นกั และดนตรีทอ฾ งถน่ิ นิยมบรรเลงประกอบการแสดงละคร ส฽วนเคร่ืองดนตรีท่ีใช฾ บรรเลงประกอบบทสวด และการร฽ายราํ คือ วีณา หรอื พิณใช฾สาํ หรับดีด เวณหุ รือขล฽ุย และกลอง 5. วรรณกรรม พัฒนาการวรรณกรรมของอินเดีย เร่ิมจากการบทสวดในพิธีบูชาเทพพระเจ฾า ท฽องจําด฾วยปาก เปล฽าถ฽ายทอดสืบต฽อกันมา วรรณกรรมเน฾นด฾านศาสนา ภายหลังเนื้อหาขยายขอบเขตหลายประเภท แต฽ วรรณกรรมอินเดีย แบ฽งตามพัฒนาการทางภาษาออกเป็น 4 กล฽มุ ได฾แก฽ 5.1 วรรณกรรมภาษาพระเวท คือ วรรณกรรมที่ใช฾ภาษาสันสกฤตโบราณของพวกอารยัน ประกอบด฾วย ฤคเวท เป็นบทร฾อยกรองใช฾สวดสรรเสริญเทพเจ฾า เป็นวรรณกรรมเริ่มแรกที่สุด “ยชุรเวท” เป็นบทร฾อยแก฾ว ว฽าด฾วยการประกอบแบบแผนพิธีกรรม และพิธีบวงสรวง “สามเวท” เป็นบทร฾อยกรอง สวดในพิธีถวายน้ําโสมแก฽พระอินทรแ และขับกล฽อมเทพเจ฾าองคแอ่ืน “อาถรรพเวท” เป็นบทรวบรวมเวทยแ มนตรคแ าถาอาคม 5.2 วรรณกรรมตันติสันสกฤต หรือ วรรณกรรมสันสกฤตแบบแผน ใช฾ภาษาสันสกฤตที่ ววิ ัฒนาการมาจากภาษาเก฽าของพระเวท รูปแบบคําประพันธแเป็นประเภทร฾อยกรอง เรียกว฽า” โศลก” งาน ท่ีสําคัญคือ มหาภารตะ และ รามายณะ เป็นมหากาพยแสําคัญท่ีสุดของอินเดีย มหากาพยแทั้ง 2 เรื่อง สะท฾อนให฾เห็นลักษณะสังคม การเมือง ศาสนา และชีวิตความเป็นอย฽ูของชาวอินเดียในช฽วงระยะเวลา ประมาณระหว฽าง 1,000-500 ปกี ฽อนคริสตศแ กั ราชเรียกว฽า “ยุคมหากาพยแ”

86 5.3 วรรณกรรมสนั สกฤตผสม ภาษาสันสกฤตผสมเป็นท่ีแตกต฽างไปจากภาษาพระเวทและตันติ สันสกฤต ใช฾เขียนหลักธรรม และเร่ืองราวทางพระพุทธศาสนา งานนิพนธแเป็นแบบร฾อยแก฾ว งานนิพนธแ สาํ คญั และมีชือ่ เสียงมาก ได฾แก฽ พทุ ธจริต ของอัศวโฆษ 5.4 ภาษาบาลี ใช฾ในวรรณกรรมพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท เขียนเป็นร฾อยแก฾ว อธิบาย หลักธรรมคําสอนทางพระพุทธศาสนา เช฽น พระไตรปิฎกชาดก วรรณกรรมภาษาทมิฬ ดัดแปลงจาก วรรณกรรมสันสกฤต วรรณกรรมท่ีมีอิทธิพลต฽อวรรณกรรมภาษาทมิฬ คือ มหาภารตะ รามายณะ และ คัมภรี ปแ รุ าณะ ความเช่อื และศาสนา 1. ปรัชญาและลัทธิศาสนาของสังคมอนิ เดีย อินเดียเป็นแหล฽งกําเนิดศาสนาสําคัญของโลกตะวันออก ได฾แก฽ ศาสนาพราหมณแ-ฮินดู พระพุทธศาสนา และศาสนาเชน หลักคําสอนของพระพุทธศาสนา และศาสนาเชน มาจากการคิดไตร฽ตรอง ทางปรัชญา เพื่อแสวงหาสัจจะการดําเนินชีวิต หลุดพ฾นจากการเวียนว฽ายตาย เกิดสําหรับหลักคําสอนของ ศาสนาพราหมณ-แ ฮินดู มีรากฐานจากคิดค฾นสร฾างระบบปรัชญา เพื่อสนับสนุนความเช่ือ และความศรัทธาที่ มตี ฽อพระเจา฾ ศาสนาพราหมณแ-ฮินดู มพี ธิ กี รรมบวงสรวงพระเจา฾ เปน็ หน฾าทีส่ ําคัญในการปฏิบตั ิศาสนกิจ 2. เทพเจ้าของอนิ เดยี บรรดาเรื่องราวของเทพเจ฾าของชนชาติท้ังหลายน้ัน เทพเจ฾าของอินเดียนับว฽ามีเร่ืองราวและ ประวัติความเป็นมาท่ีซับซ฾อนมากกว฽าชาติอื่น กล฽าวกันว฽า ต้ังแต฽สมัยดึกดําบรรพแ ชนชาติอริยกะ หรือ อินเดียอิหรา฽ นท่ีอพยพไปตง้ั ถิน่ ฐานอย฽ูในลุ฽มแม฽น้ําสินธุ มีการนับถือเทพเจ฾า และมีคัมภีรแพระเวทเกิดขึ้น พวกอารยัน แต฽เดิมก็นับถือธรรมชาติ เช฽น ดวงอาทิตยแ ดวงจันทรแ ท฾องฟูา ลม และไฟ ต฽อมามีการ กําหนดให฾ปวงเทพมีหน฾าที่ โดยตั้งชื่อตามสิ่งที่เป็นธรรมชาติน้ันๆ มีหัวหน฾าเทพเจ฾าข้ึน ดังปรากฏอย฽ูใน คัมภรี พแ ระเวท ซง่ึ คือพระอินทรแ สมัยของพระเวท ก฽อนพุทธกาลราว 1,000 ปี เทพเจ฾าดั้งเดิมของพวกอารยันน้ันมีพระอินทรแ พระสาวิตรี พระวรุณ และพระยม ส฽วนอีกตํารากล฽าวว฽า เทพเจ฾าที่เก฽าท่ีสุดคือ พระอินทรแ พระพฤหัสบดี พระวรุณ และพระยม เทพท่ีพราหมณแยกย฽องน้ัน มีเพียงไม฽ก่ีองคแท่ีปรากฏอย฽ูในพระเวท ซ่ึงก็คือพระ อนิ ทรแ ทถ่ี อื วา฽ มีฤทธอิ์ ํานาจมาก พวกพราหมณแทําหน฾าที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและติดต฽อกับเทพเจ฾า จึงเป็นฐานะท่ี ผ฾คู นยกยอ฽ งนบั ถือทส่ี ดุ ในระบบวรรณะ

87 ภาพท่ี 3.30 เทพเจา฾ ของอนิ เดยี ท่มี า https://writer.dek-d.com ภัยคุกคามจากภายนอกอารยธรรม 1. การขยายอานาจของอังกฤษในอนิ เดยี องั กฤษ เข฾ามามีอิทธิพลในอนุทวีปตั้งแต฽คริสตแศตวรรษที่ 17 เพ่ือค฾าขาย ครอบครองดินแดนและ แทรกแซงในการเมืองท฾องถ่ิน กระท่ังอินเดียตกอย฽ูภายใต฾การปกครองของอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2420 แต฽ อังกฤษไม฽ใช฽ชาติแรกท่ีเข฾ามาติดต฽อค฾าขายในประเทศอินเดีย ชาติแรกท่ีเข฾ามาคือ โปตุเกส แต฽อังกฤษ สามารถต้ังหลักแหล฽งทางการค฾า ขยายอิทธิพลแทรกแซงการเมืองจนมีอิทธิพลเหนือดินแดนอินเดียได฾ สามารถแบง฽ ชว฽ งเวลาได฾ 3 ระยะ ไดแ฾ ก฽ 1.1 บรษิ ัทอินเดียตะวันออก อังกฤษเริ่มเข฾ามาติดต฽อการค฾ากับอินเดีย ในนามของบริษัทอินเดียตะวันออก ก฽อตั้งในปี ค.ศ. 1600 โดยพระนางเจ฾าเอลิซาเบธที่ 1 ให฾ผูกขาดการค฾าในอินเดีย และโลกตะวันออกในนามของรัฐบาล อังกฤษ เร่มิ ต้ังสถานีการค฾าที่เมืองสุราต ขยายไปยังเมืองสําคัญ คือ มัทราช บอมเบยแ และกัลกัตตา เริ่มมี อํานาจทางการเมืองในอินเดีย หลังจากบริษัทอินเดียตะวันออกรบชนะทหารของเบงกอล ในการรบท่ี เมืองปลาสซี ค.ศ. 1757- 1758 เมืองที่อย฽ูในอาณัติของบริษัทอินเดียตะวันออก มีข฾าหลวงจากอังกฤษ เป็นผูป฾ กครองดูแลผลประโยชนแของบรษิ ัท แต฽ละเมอื งจะมีทหารรับจ฾างเพื่อปูองกันเมือง 1.2 บริษทั อนิ เดียตะวันออกภายใต฾การควบคมุ ของรฐั บาลอังกฤษ หลังจากที่บริษัทอินเดียตะวันออก เริ่มมีบทบาทการเมืองในอินเดีย รัฐบาลอังกฤษ พยายามขจัดปใญหาที่พ฽อค฾าอังกฤษก฽อขึ้นในอินเดีย โดยออกพระราชบัญญัติจัดระเบียบเพื่อ

88 ควบคุมบริษัทอินเดียตะวันออกให฾อยู฽ในอํานาจของรัฐบาลของอังกฤษ แยกการปกครองออกเป็น เขต ตั้งข฾าหลวงใหญ฽จากอังกฤษมาปกครองดินแดนในอาณัติของบริษัทอินเดียตะวันออก มี ศูนยแกลางการปกครองอยู฽ท่ีเมืองกัลกัตตา 1.3 อนิ เดยี ในฐานะรัฐอาณานิคมของรฐั บาลอังกฤษ หลังจากที่บริษัทอินเดียตะวันออก มีอิทธิพลทางการเมือง เศรษฐกิจ ในอินเดียแล฾วจ฾างชาว พ้ืนเมืองมาเป็นทหารรับจ฾าง ความไม฽พอใจของชาวพ้ืนเมืองท่ีมีต฽อชาวอังกฤษ และความแตกต฽างทางด฾าน วฒั นธรรมความเช่อื นําไปสู฽การรกุ ต฽อตา฾ นของชาวพ้ืนเมือง ขยายเป็นจลาจล ดินแดนต฽างๆท่ีเรียกว฽า”กบฏ ซีปอย” ใน ค.ศ. 1857 – 1858 ก฽อนที่อังกฤษจะปราบปรามได฾สําเร็จ และเข฾าปกครองอินเดียเป็นอาณา นคิ มข้ึนตรงกับรัฐบาลอังกฤษ หลังจากท่ีรัฐบาลอังกฤษปกครองอินเดีย ได฾จัดการปกครองอินเดียใหม฽ แบ฽งการปกครองเป็น 2 ลักษณะ คือ รัฐบาลอินเดียภายใต฾การปกครองของอังกฤษ มีผ฾ูปกครองเป็นตัวแทนกษัตริยแอังกฤษมา ปกครองในตําแหน฽งอุปราช ปกครองดินแดนส฽วนใหญ฽ของอินเดีย โดยเฉพาะเมืองสําคัญ เช฽น บอมเบยแ มัทราช เบงกอล ไมซอรแ ไฮเดอราบัด เป็นต฾น ส฽วนที่เหลือให฾ชาวพื้นเมืองปกครองตนเองแต฽นโยบายทาง ทหารและต฽างประเทศให฾อังกฤษเป็นผู฾ดูแล สภาพเศรษฐกิจสมัยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ งานทางหัตถกรรมลดความสําคัญลง หันมา ส฽งเสริมด฾านอุตสาหกรรม เพื่อผลิตสินค฾า เป็นท่ีต฾องการของตลาดโลก เช฽น ทอผ฾า เหล็ก กระดาษ และ เครื่องหนัง นอกจากน้ีอินเดียยังเป็นแหล฽งวัตถุดิบท่ีสําคัญในการปูอนให฾กับโรงงานอุตสาหกรรมในอังกฤษ แต฽ผลประโยชนแส฽วนใหญ฽อย฽ูในมือของชาวอังกฤษ และบรรดาเจ฾าเมือง สภาพสังคม ระบบวรรณะท่ีเคยเข฾มงวดในสังคมอินเดียผ฽อนคลายลง มีการขยายตัวทางสังคม เมืองไปสสู฽ งั คมชนบท มีการเลียนแบบวฒั นธรรมตะวันตก ท้ังการแต฽งกาย วฒั นธรรม คา฽ นยิ ม เปน็ ตน฾ การศึกษา ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการใช฾ในอินเดีย อังกฤษวางรากฐานการศึกษาในอินเดีย ตง้ั แต฽ระดบั มธั ยมถงึ มหาวิทยาลัย ศกึ ษาแนวความคิด และวิทยาการก฾าวหน฾าตามแบบอย฽างตะวันตก ทํา ใหช฾ าวอนิ เดียไดร฾ บั แนวคดิ เร่ืองสิทธเิ สรภี าพมากขน้ึ หลงั จาก ชาวอินเดียได฾เรียนรู฾อารยธรรมตะวันตกจากอังกฤษ ทําให฾มีการเรียกร฾องสิทธิเสรีภาพ อิสรภาพจากอังกฤษ โดยมีขบวนการต฽อสู฾เพื่อเอกราชท่ีสําคัญ คือ คองเกรซแห฽งชาติอินเดีย ซึ่งเป็น ตัวแทนของชาวฮินดู และสันนิบาตสมุสลิม ผ฾ูนําคนสําคัญในการเรียกร฾องเอกราชคือ” มหาตะมะคานธี” โดยใช฾หลกั อหงิ สา หรอื การต฽อส฾ูโดยสงบ อังกฤษประกาศให฾อิสรภาพแก฽อินเดีย หลังสงครามโลกคร้ังที่ 2 ในปี ค.ศ. 1948 แต฽ด฾วยความขัดแย฾งทางศาสนา ทําให฾อินเดียถูกแบ฽งออกเป็น 2 ประเทศ คือ อินเดีย ประชากรสว฽ นใหญ฽นับถือศาสนาฮินดู และประเทศปากสี ถาน ประชากรสว฽ นใหญน฽ บั ถือศาสนาอิสลาม

89 ภาพท่ี 3.31 มหาตะมะคานธี ทมี่ า https://esan108history.blogspot.com 2. ผลกระทบจากการเข้ามาขององั กฤษในอินเดีย รัฐบาลอินเดียภายใต฾การปกครองของอังกฤษ มีตัวแทนจากอังกฤษมาเป็นผู฾ปกครองเมืองท่ี สําคัญ ส฽วนเมืองท่ีไม฽สําคัญ ชนพื้นเมืองปกครองกันเองภายใต฾การดูแลของอังกฤษ ผลกระทบท่ีเกิด กบั อนิ เดยี หลงั จากการเข฾ามาขององั กฤษ คอื 2.1 งานหตั ถกรรมลดลง หันมาสง฽ เสรมิ อุตสาหกรรม 2.2 เปน็ แหล฽งวตั ถุดบิ ปอู นใหก฾ ับโรงงานในอังกฤษ 2.3 ระบบวรรณะผอ฽ นคลายลง 2.4 มีการขยายตัวสังคมเมืองสูส฽ งั คมชนบท 2.5 เกดิ การเลยี นแบบวัฒนธรรมตะวันตกท้งั การแตง฽ กาย วฒั นธรรมและค฽านิยม 2.6 ภาษาอังกฤษเปน็ ภาษาราชการ และวางรากฐานการศึกษาให฾กบั อนิ เดยี หลังจากการรณรงคแตอ฽ ต฾านการปกครองของอังกฤษมาเป็นเวลานาน อินเดียจึงได฾รับเอกราชเมื่อ ปี พ.ศ. 2490 และได฾รับการสถาปนาเป็นสาธารณรัฐอินเดีย ในปี พ.ศ. 2493 มหาตมะคานธี เป็นผ฾ูนํา และนักการเมืองที่มีช่ือเสียงชาวอินเดีย มหาตมะคานธี เป็นผู฾นําคนสําคัญกับการเคลื่อนไหวเรียกร฾อง อสิ รภาพของอินเดียจากการเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร โดยใช฾วิธีอหิงสา ภายหลังได฾กลายเป็น ตน฾ แบบของการประท฾วงแบบสนั ติที่ไดร฾ บั การยกย฽อง

90 บทสรปุ อารยธรรมอนิ เดยี แหล฽งอารยธรรมอนิ เดียโบราณท่เี กา฽ แก฽ ได฾แก฽ อารยธรรมลุ฽มแม฽น้ําสินธุ ในประเทศปากีสถานใน ปจใ จุบนั มคี วามเจรญิ ในชว฽ งประมาณ 2500-1500 ปีก฽อนครสิ ตกาล ความเจรญิ ทีส่ ําคญั ดังน้ี 1. ซากเมืองโบราณ 2 แห฽ง คือ เมืองฮารับปา และเมืองโมเฮนโจ-ดาโร เมืองทั้ง2ต้ังอยู฽ริมฝใ่ง แม฽นํา้ สนิ ธุมกี ารวางผังเมืองอยา฽ งเปน็ ระเบยี บ มีตลาด เขตท่ีอยอ฽ู าศยั และศาสนสถาน 2. พวกทราวิท หรือดราวิเดยี น คือ กล฽มุ ชนท่ีร฾ูจักใช฾โลหะ (ทองแดง) ทําเคร่ืองมือเครื่องใช฾ต฽างๆ ใชอ฾ ฐิ กอ฽ สรา฾ งบา฾ น ทอผา฾ เพาะปลกู สรา฾ งระบบการชลประทาน และการเขยี นอักษรรูปภาพ 3. พวกอินโด-อารยัน เป็นชนเผ฽าเร฽ร฽อนอพยพมาจากตอนกลางของทวีปเอเชียเข฾ารุกราน อินเดียเม่ือประมาณ 1500 ปีก฽อนคริสตกาล ขับไล฽พวกดราวิเดียนให฾ถอยร฽นลงไปทางตอนใต฾ ชนชาติ อารยนั จึงกลายเป็นผู฾สร฾างสรรคแอารยธรรมใหแ฾ กอ฽ ินเดียในเวลาต฽อมา อารยธรรมอินเดยี ในยุคสมยั ต่างๆ สรปุ ได้ ดงั น้ี 1. สมยั พระเวท-มหากาพย์ อารยัน ได฾สร฾างพนื้ ฐานความเจริญทางศลิ ปวฒั นธรรม ดงั นี้ คัมภีร์พระเวท เป็นผลงานของพราหมณแ ได฾ฟใงจากโอษฐแของพระเจ฾า แบ฽งเป็น 4 เล฽ม คือ ฤคเวท สามเวท ยชุรเวท และอาถรรพเวท ต฽อมามีการแต฽งคัมภีรแพระเวทอีก คือ พราหมณะ อารัณยกะ และอุปนิษัท เป็นที่มาของธรรมเนียมประเพณี วรรณคดี และปรัชญา โดยเฉพาะคัมภีรแ อปุ นิษทั จะสอนเร่อื งปรมาตมนั ทาํ ใหศ฾ าสนาพราหมณพแ ัฒนาเป็นศาสนาฮนิ ดู ระบบวรรณะ เป็นลักษณะเฉพาะของสังคมอินเดีย ที่แบ฽งออกเป็น 4 วรรณะตามหน฾าท่ี คือ พราหมณแ กษัตริยแ แพศยแ และศทู ร มหากาพย์รามายณะ และมหาภารตะ เป็นวรรณคดีท่ียิ่งใหญ฽ของอินเดียโบราณเกี่ยวกับ การทําหน฾าที่ของมนุษยแให฾สมบูรณแตามวรรณะตนเอง โดยเฉพาะมหาภารตะเป็นเรื่องราวของ ขนบธรรมเนยี มประเพณี สถาบนั ทางสังคม และปรัชญา และการดํารงชีวิต 2. สมัยมคธ มีเหตุการณแท่ีสําคัญ คือ เป็นสมัยท่ีอินเดียรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จาก เป็นอาณาจักรต฽างๆ ในสมัยมคธ จนถึงอาณาจักรวรรดิครั้งแรกของอินเดียในราชวงศแโมริยะและนํา พระพทุ ธศาสนามาปกครองและเจรญิ สงู สุด วทิ ยาการ เชน฽ ดาราศาสตรแ คณติ ศาสตรแ การแพทยแ ภาษาศาสตรแ เป็นต฾น วรรณคดี ที่สําคัญ คือ คัมภีรแอรรถศาสตรแ ด฾วยการปกครอง และอํานาจของพระเจ฾าแผ฽นดิน ซงึ่ เปน็ หลกั การสาํ คญั ในการปกครอง พุทธศลิ ป฼ เนื่องจากระยะนี้พทุ ธศาสนารุ฽งเรืองในอินเดยี เช฽น เสาหนิ พระเจ฾าอโศก สถปู ท่ีสาญจิ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook