Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1

แผนการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1

Published by Whan Whan, 2022-09-21 07:37:10

Description: แผนการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1

Search

Read the Text Version

แนบท้ายแผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 9: เฉลยกจิ กรรมทบทวนความร้กู ่อนเรียน เฉลยกจิ กรรมทบทวนความรู้กอ่ นเรียน จานวน 5 ข้อ หนังสอื เรยี นรายวชิ าพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นม.3 เล่ม2 สสวท. หน้า39 เขียนเครื่องหมาย  ล้อมรอบขอ้ ที่ถูกต้อง ข้อใดไมใ่ ชว่ ัสดุ ก. ยาง ข. ไม้ ค. เหลก็ ง. เกา้ อ้ี เลอื กตวั อักษรหนา้ วิธกี ารทดสอบแลว้ เติมลงในช่องว่างหนา้ สมบตั ทิ างกายภาพทกี่ าหนดให้ ค ความแข็ง ก. นาวัสดทุ ่ีแขวนไวผ้ ูกกับถงุ ทราย จากนัน้ นาถงุ ทรายออก ง การนาไฟฟา้ เปรียบเทยี บความยาวของวัสดกุ ่อนผกู ขณะผกู และ ข การนาความรอ้ น หลังจากนาถุงทรายออก ก สภาพยืดหยุน่ ข. ตดิ กอ้ นดินนา้ มันไวท้ ป่ี ลายวสั ดดุ า้ นหนึ่งแลว้ ให้ ความรอ้ นทป่ี ลายอกี ดา้ นหนงึ่ ของวัสดุ สังเกตการ เปลีย่ นแปลงของก้อนดนิ น้ามนั ค. ใช้ตะปหู รือเขม็ หมดุ ขีดลงบนวัสดุ สังเกตรอยท่ปี รากฏ บนผิววสั ดุ ง. นาไปต่อกบั วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายทีม่ หี ลอดไฟฟ้า สังเกตความสวา่ งของหลอดไฟฟ้า

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 10 เรอื่ ง สมบัตขิ องวัสดผุ สม รหสั วิชา ว23102 เวลา 1 ชั่วโมง หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 5 ช่ือหนว่ ยการเรียนรู้ ปฏกิ ิริยาเคมแี ละวัสดุในชวี ติ ประจาวัน รวม 17 ชวั่ โมง กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรยี นที่ 2 สาระที่ 2 ช่อื สาระ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชว้ี ัด ว 2.1 เข้าใจสมบัตขิ องสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัตขิ องสสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสารการเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกริ ิยาเคมี ตัวชว้ี ัด ว 2.1 ม.3/1 ระบุสมบตั ิทางกายภาพและการใชป้ ระโยชน์วัสดปุ ระเภทพอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุผสม โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจกั ษแ์ ละสารสนเทศ 2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด 1) วัสดุผสมเป็นวัสดุท่ีเกิดจากวัสดุตั้งแต่ 2 ประเภทที่มีสมบัติแตกต่างกันมารวมตัวกัน เพ่ือนาไปใช้ ประโยชน์ได้มากขึ้น เช่น เส้ือกันฝนบางชนิดเป็นวัสดุผสมระหว่างผ้ากับยาง คอนกรีตเสริมเหล็กเป็นวัสดุผสม ระหว่างคอนกรตี กับเหลก็ 2) วัสดุบางชนิดสลายตัวยาก เช่น พลาสติก การใช้วัสดุอย่างฟุ่มเฟือยและไม่ระมัดระวังอาจก่อปัญหา ต่อสิง่ แวดล้อม 3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ นกั เรยี นระบสุ มบัตทิ างกายภาพบางประการของวสั ดผุ สมได้ 1) ดา้ นความรู้ (K) นกั เรยี นใชท้ กั ษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรปุ โดยนาขอ้ มูลจาก 2) ดา้ นทกั ษะ (P) การสบื ค้นมาแปลความหมายเพื่อสรุปความหมายและสมบตั ิบางประการ ของวัสดผุ สม 3) ด้านเจตคติ (A) นักเรยี นมีระเบียบวนิ ยั ในการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์

4. คณุ ลกั ษณะผเู้ รียน 4.1 คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ อยูอ่ ยา่ งพอเพยี ง ซ่ือสตั ยส์ ุจริต  ม่งุ มนั่ ในการทางาน  มวี นิ ัย รักความเปน็ ไทย  ใฝเ่ รียนรู้ มีจิตสาธารณะ 5. ด้านสมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน  ความสามารถในการสอ่ื สาร: นกั เรยี นสามารถสื่อสาร โดยการนาเสนอผลการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ ความหมาย สมบัตแิ ละตัวอยา่ ง วัสดผุ สม  ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี: นักเรยี นสามารถใช้เทคโนโลยี โดยสืบคน้ ขอ้ มลู เก่ียวกบั ความหมายสมบตั ิและตัวอย่าง วสั ดุผสมบนอนิ เทอรเ์ น็ต 6. สาระการเรยี นรู้ การทาวัสดุผสมหรือวัสดุคอมโพสิต (composites) เป็นการนาวัสดุต่างชนิดที่มีสมบัติต่างกันมาผสม กัน ได้เป็นวสั ดุใหม่ท่ีมีสมบัติดีกว่าวัสดุตั้งตันแต่ละชนิด เช่น ผ้าคอมโพสิต พลาสติกเสริมใยแก้ว คอนกรีตเสริม เหล็ก ยางเรเดียล เป็นต้น ทาให้สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้มากข้ึน วัสดุผสมประกอบด้วยวัสดุชนิดหน่ึงเป็น วัสดเุ น้อื หลกั (matrix) และวัสดุอกี ชนดิ หนง่ึ กระจายตัวเปน็ ตวั เสริมแรง (reinforcement) ใหก้ บั วสั ดเุ น้อื หลกั ผ้าคอมโพสิต (composite fabric) เป็นวัสดุผสมชนิดหนึ่ง ผ้าคอมโพสิตบางชนิดใช้เส้นใย เช่น เส้นใยพอลิเอสเทอร์ เป็นวัสดุเน้ือหลัก เส้นใยพอลิเอสเทอร์มีสมบัติอ่อนนุ่ม สวมใส่สบาย แตม่ ีข้อจากัดคือไม่กัน น้าและระบายอากาศไม่ดี จึงนาพลาสติกชนิดพอลิยูรีเทน (polyurethane) ซึ่งมีสมบัติกันน้า มาเสริมแรง ระหว่างชั้นเส้นใยพอลิเอสเทอร์ ดังน้ันผ้าคอมโพสิตนี้นิยมนามาใช้ผลิตเคร่ืองนุ่งห่มที่มีสมบัติกันน้า กันรังสี กันความร้อน ในขณะเดียวกันก็สามารถระบายไอน้าและอากาศได้ดี เม่ือสวมใส่แล้วไม่ร้อน ไม่อับขึ้น เช่น ชุด กนั ฝน ชุดดานา้ ชดุ สกี พลาสติกเสริมใยแก้วหรือไฟเบอร์กลาส (fiberglass) ประกอบด้วยพลาสติกเป็นวัสดุเน้ือหลักท่ีมี ข้อจากัดความแข็งแรง จึงใช้เส้นใยแก้วซึ่งเป็นเซรามิก ทาหน้าที่เสริมแรง เพ่ิมความแข็งแรงและทนต่อการกัด กร่อนให้แก่พลาสติก นิยมนามาใช้ทาผลิตภัณฑ์ท่ีต้องการความแข็งแรงแต่มีน้าหนักเบา ไม่นาความร้อน ไม่ดูด ซมึ น้า เชน่ ถังน้า เกา้ อต้ี กแตง่ สนาม หลงั คาพลาสติกเสริมใยแก้วในรถยนต์ เครื่องเล่นกลางแจ้ง เรอื และเจต็ สกี คอนกรีตเสริมเหล็กเป็นวัสดุผสมซ่ึงมีคอนกรีตเป็นวัสดุเน้ือหลักท่ีรับแรงอัดได้สูง แต่แตกหักง่ายเมื่อ ถูกกระทาด้วยแรงตึง จึงมีการนาเหล็กเส้น ซึ่งเป็นโลหะที่มีความเหนียว สามารถทนแรงดึงสูงมาทาหน้าท่ี เสริมแรงให้แก่คอนกรีต คอนกรีตเสริมเหล็กนิยมนามาใช้ในงานก่อสร้างเพ่ือความแข็งแรงของโครงสร้าง เช่น พืน้ อาคาร เสารองรับ อาคาร สะพาน เปน็ ตน้ ยางเรเดียลที่ใช้ในรถยนต์ทั่วไปเปน็ วัสดุผสมซึง่ มียางเป็นวัสดเุ นื้อหลัก เสริมแรงดว้ ยผ้าใบท่ีทาจากพอ พอลิเอสเทอร์ ซึ่งเป็นพอลิเมอรท์ ี่ใช้เสริมหน้ายางและหมุ้ เส้นลวดซึ่งเป็นโลหะ ยางรถยนต์ทค่ี นทว่ั ไปต้องการเม่ือ ใช้งานบนถนนท่ีขรุขระ ผู้โดยสารจะไม่ได้รับแรงส่ันสะเทือนจากพ้ืนถนนมากในขณะเดียวกัน จะต้องรับแรง กระแทกได้ดี ทนต่อความร้อน เม่ือใช้งานบนถนนท่ีมีความร้อนสูงในเวลากลางวันเป็นเวลานาน โดยยางต้องไม่

เปล่ียนแปลงสภาพ ทนต่อการฉีกขาด เม่ือถูกของแข็งท่ีแหลมคมตาจะไม่เกิดความเสียหายมาก จะเห็นได้ว่ายาง ธรรมชาตเิ พียงชนิดเดยี วไม่สามารถนามาใช้ผลติ ยางรถยนต์ท่ีมสี มบตั ิเชน่ นีไ้ ด้ เน่ืองจากยางธรรมชาตไิ ม่คงสภาพ ไมเ่ หมาะสมกับสภาพการทางานในทที่ ี่มีอุณหภมู ิสูงเป็นเวลานาน และฉีกขาดไดง้ า่ ย จึงตอ้ งปรับปรุงคุณภาพโดย การเติมสารอื่นลงในยางธรรมชาตแิ ละใช้วสั ดุอื่น ๆ มาประกอบเพื่อผลิตยางรถยนต์ให้มีสมบัติตามต้องการ เช่น แข็งแรงและทนทานมากขน้ึ พอลิเมอร์ เชรามิก โลหะ และวัสดุผมมีสมบัติท่ีหลากหลาย ทาให้มนุษย์สามารถนาวัสดุเหล่าน้ีไปใช้ ทาอุปกรณ์เคร่ืองใช้หลายชนิด ในขณะเดียวกัน ความรู้ด้านวัสดุก็พัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีการวิจัยและ พัฒนาสมบัติของวัสดุที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์หลายประการ เช่น มีน้าหนักลดลง แข็งแรงมากข้ึน รวมทั้งสามารถย่อยสลายไดต้ ามธรรมชาตเิ พ่อื ลดปัญหาส่งิ แวดลอ้ ม นักวิทยาศาสตร์พยายามคิดค้นวัสดุชนิดใหม่ ๆ เพ่ือแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการใช้งานใน ด้านต่าง ๆ การพัฒนานวัตกรรมด้านวัสดุเป็นพ้ืนฐานสาคัญที่ทาให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีเก่ียวกับบรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีการสื่อสารและอวกาศ ในขณะเดียวกัน การนาวัสดุท่ีพัฒนาขึ้นไปใช้ ประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ก็อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์เช่นกัน เนื่องจากวัสดุท่ีคิดดัน ข้ึนใหม่น้ีส่วนใหญ่คงทน มีอายุการใช้งานยาวนาน ย่อยสลายได้ยกในธรรมชาติ จึงเกิดปัญหาในการกาจัด ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและส่ิงแวดล้อม ดังน้ันเราจึงควรร่วมกันป้องกันและแก้ไขผลกระทบดังกล่าว โดยวิธีต่าง ๆ เช่น ใช้วัสดุเท่าที่จาเป็น ใช้วัสดุที่ใช้ซ้าได้มากว่าหนึ่งคร้ัง ลดการใช้วัสดุท่ีย่อยสลายได้ยากใน ธรรมชาติ ใช้วสั ดุที่ยอ่ ยสลายไดง้ า่ ย 7. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ใชร้ ูปแบบการจดั การเรยี นการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (1 ชั่วโมง; 60นาท)ี ขน้ั ที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (10 นาท)ี 1) ครกู ระตุน้ ความสนใจของนักเรียน เพื่อนาเข้าสเู่ ร่ือง สมบัตขิ องวสั ดุผสม โดยยกตัวอยา่ งวัสดุ ผสม แล้วใหน้ กั เรียนตอบคาถามว่า วสั ดุผสมทยี่ กตัวอย่าง เกิดจากการผสมของวสั ดใุ ด ดงั น้ี - ผา้ คอมโพสิต (เส้นใยพอลเิ อสเทอร์และพลาสตกิ ชนิดพอลยิ รู ีเทน) - พลาสตกิ เสริมใยแก้วหรอื ไฟเบอรก์ ลาส (พลาสติกและเส้นใยแก้วซง่ึ เป็นเซรามิก) - คอนกรตี เสรมิ เหล็ก (คอนกรีตและเหลก็ เส้น) - ยางเรเดียล (ยางและผ้าใบทที่ าจากพอพอลเิ อสเทอร์) 2) ครูเชื่อมโยงเข้าสู่กิจกรรมท่ี 5.9 สมบัติของวัสดผุ สม โดยใช้คาถามวา่ นักเรียนรู้จักวัสดุผสม อะไรบ้าง วัสดุผสมท่ีได้จะมีสมบัติดีกว่าวัสดุแต่ละชนิดท่ีนามาผสมกันหรือไม่ อย่างไร (นักเรียนตอบตามความ เขา้ ใจของตนเอง)

ขน้ั ที่ 2 ขนั้ สารวจและคน้ หา (Exploration) (20 นาที) 3) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 46 และครูตรวจสอบความ เข้าใจการอา่ น โดยใชค้ าถามดงั ตอ่ ไปนี้ - กจิ กรรมนเ้ี ก่ียวกบั เร่อื งอะไร (สมบัติของวัสดผุ สม) - กจิ กรรมน้ีมจี ุดประสงค์อะไร (สบื ค้นข้อมูลและอธิบายสมบัตแิ ละประโยชน์ของคอนกรตี เสริม เหลก็ และพลาสติกเสรมิ ใยแก้ว) - วิธีดาเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (สืบค้นข้อมูล อภิปราย และนาเสนอข้อมูล เกย่ี วกับองคป์ ระกอบสมบตั ิ และประโยชน์ของคอนกรตี เสรมิ เหล็กและพลาสติกเสริมใยแก้ว) - นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบ สมบัติ และประโยชนข์ องคอนกรตี เสรมิ เหล็กและพลาสติกเสรมิ ใยแก้วจากแหลง่ ข้อมลู ตา่ ง ๆ) 4) ขณะที่นักเรียนแต่ละกลุ่มทากิจกรรม ครูเดินสังเกตการทากิจกรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม และให้คาแนะนา ถ้านักเรียนมีข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ท่ีอาจเป็นปัญหา เช่น การสืบค้นข้อมูลการเปรียบ เทียบข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่ง และเลือกใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เช่ือถือได้ ซ่ึงครูควรรวบรวมปัญหาและ ขอ้ สงสัยท่พี บจากการทากจิ กรรมของนกั เรียนเพ่ือใช้เปน็ ข้อมูลประกอบการอภิปรายหลังจากการทากิจกรรม ขน้ั ท่ี 3 ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation) (10 นาท)ี 5) นักเรียนบันทึกการทากิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมท่ี 5.9 สมบัติของวัสดุ ผสม โดยสรุปผลของกิจกรรมและตอบคาถามท้ายกิจกรรม เพ่ือให้ได้ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า วัสดุผสม เช่น คอนกรีตเสริมเหล็ก พลาสติกเสริมใยแก้ว ได้จากการนาวัสดุหลายชนิดท่ีมีสมบัติแตกต่างกันมาผสมกันเป็นวัสดุ ใหม่ทม่ี สี มบตั ดิ ีกว่าวัสดุเดิม และตรงตามความตอ้ งการในการนาไปใช้ประโยชน์ ขัน้ ที่ 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration) (10 นาที) 6) นักเรียนเรียนรู้เพ่ิมเติมเก่ียวกับ วัสดุผสม โดยอ่านเนื้อหาในหนังสือเรียนหน้า 47-48 และ ตอบคาถามระหวา่ งเรียน จากน้ันร่วมกันอภิปรายเปรยี บเทยี บองค์ประกอบ ประโยชน์ และสมบัตขิ องวสั ดุผสมที่ ตา่ งจากวัสดุเดิมโดยใช้ประเด็นคาถามดังนี้ - ยางรถยนต์มีองค์ประกอบ สมบัติ และการใช้ประโยชน์เหมือนหรือแตกต่างจากยางธรรมชาติ อยา่ งไร (แนวคาตอบ ยางรถยนต์ประกอบด้วยยางธรรมชาติ พอลเิ อสเทอร์ เสน้ ลวดโลหะ ยางรถยนต์มีสมบตั ริ บั แรงกระแทกได้ดี ต้านทานต่อการฉีกขาดสูง ทนต่อความร้อน เมื่อเทียบกับยางธรรมชาติซึ่งเป็นพอลิเมอร์จาก ธรรมชาติที่ประกอบด้วยมอนอเมอร์ของไอโซพรีนต่อกันเป็นสายยาว มีสภาพยืดหยุ่นสูง เป็นฉนวนไฟฟ้าและ ฉนวนความร้อน แต่ฉีกขาดงา่ ย เส่ือมสภาพได้ง่ายท่ีความร้อนสูง ยางธรรมชาตินิยมนามาใช้ทาถุงมือยางลูกโป่ง วัสดุกนั กระแทก รองเทา้ )

ขนั้ ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation) (10 นาที) 7) ครแู ละนักเรียนอภปิ รายผลการทากจิ กรรม วสั ดผุ สม จะได้ข้อสรุปวา่ ซึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้จากบทเรียนนี้คือ วัสดุรอบตัว ได้แก่ พอลิเมอร์ เซรามิก โลหะ และวัสดุ ผสม ซ่ึงแต่ละชนิดมีสมบัติทางกายภาพต่างกัน จึงนาไปใช้ประโยชน์ต่างกัน พอลิเมอร์จัดกลุ่มได้เป็นพลาสติก ยาง เส้นใย ท้ังสามกลุ่มเป็นฉนวนไฟฟ้าและฉนวนความร้อนเหมอื นกัน แต่มีสมบัตดิ ้านความเหนียว และการทน ความร้อนตา่ งกัน สาหรบั เซรามิกมีสมบัติแข็งแตเ่ ปราะ ทนตอ่ การสึกกร่อน เป็นฉนวนความร้อนและฉนวนไฟฟ้า โลหะมีสมบัติแข็งและเหนียว สามารถตีให้เป็นแผ่นหรือยืดเป็นเส้นได้ นาไฟฟ้าและนาความร้อนได้ดี ส่วนวัสดุ ผสมเกดิ จากการนาวสั ดตุ ่างชนิดกันมาประกอบกัน เพอื่ ใหไ้ ดว้ สั ดุใหมท่ มี่ สี มบัตติ ามต้องการและดกี ว่าวสั ดุตั้งตน้ 8) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมิน (Rubrics Score) 8. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรยี นรู้ 8.1 อปุ กรณท์ ากิจกรรม: อุปกรณท์ ่ใี ชใ้ นการสืบค้น เช่น โทรศพั ท์เคลอ่ื นท่ี คอมพิวเตอรท์ เี่ ชือ่ มต่อ อินเทอรเ์ น็ต 8.2 ใบกิจกรรม: ใบกิจกรรมที่ 5.9 วสั ดุผสมมีสมบัตเิ ปน็ อยา่ งไร 8.3 แบบบันทกึ กิจกรรม: แบบบนั ทกึ การคน้ ควา้ กจิ กรรมที่ 5.9 วัสดผุ สมมีสมบตั ิเปน็ อยา่ งไร 8.4 แหลง่ เรียนร้:ู หนังสือเรยี นรายวิชาพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 2 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร 9. การวัดและการประเมนิ ตัวชีว้ ดั /ผลการเรียนรู้ วธิ ีการวดั เครื่องมือวดั เกณฑท์ ่ใี ช้ในการประเมนิ 1. ระบสุ มบัตทิ างกายภาพบาง - ตรวจการตอบคาถาม - คาถามทา้ ยกจิ กรรมท่ี 5.9 - ไดไ้ มน่ อ้ ยกว่า 2 คะแนน ประการของวัสดผุ สมได้ ทา้ ยกจิ กรรมที่ 5.9 วัสดุผสมมสี มบตั ิเป็น ระดบั คุณภาพดี ถอื ว่าผ่าน (ด้านความร:ู้ K) อย่างไร จานวน 6 ข้อ การประเมินด้านความรู้ 2. การใช้ทักษะตคี วามหมาย - ตรวจการทาแบบ - แบบบนั ทกึ การคน้ คว้า - ได้ไมน่ อ้ ยกวา่ 2 คะแนน ขอ้ มลู และลงขอ้ สรุป บนั ทึกการค้นควา้ กจิ กรรมท่ี 5.9 ระดบั คณุ ภาพดี ถือวา่ ความหมายและสมบตั ิ กิจกรรมที่ 5.9 วัสดผุ สมมสี มบตั เิ ป็น ผ่านการประเมิน บางประการของวัสดุผสม อย่างไร ดา้ นกระบวนการ (ดา้ นกระบวนการ: P) 3. ระเบียบวนิ ัยในการ - สังเกตการณไ์ ดร้ บั - เกณฑ์การประเมนิ ระเบียบ - ได้ไม่นอ้ ยกว่า2 คะแนน เรียนรทู้ างวิทยาศาสตร์ มอบหมายบทบาท วินัยในการ เรยี นร้ทู าง ระดบั คณุ ภาพดี ถือว่า (ดา้ นเจตคติ: A) และภาระงานภายใน วิทยาศาสตร์ ผา่ นการประเมิน ช้นั เรียน ดา้ นเจตคติ

9.1 เกณฑก์ ารประเมนิ ผลนักเรียน เกณฑ์การประเมิน (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมิน ค่านา้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน คะแนน การให้คะแนนตอบ 3 ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมที่ 5.9 ถกู ต้อง จานวน 5-6 ข้อ คาถามท้าย 2 ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมที่ 5.9 ถกู ต้อง จานวน 3-4 ข้อ กจิ กรรมท่ี 5.9 1 ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมท่ี 5.9 ถูกตอ้ ง จานวน 1-2 ขอ้ หรอื ไม่ถูกตอ้ ง การให้คะแนนการบันทกึ บนั ทึกผลลงในตารางบันทึกผลการทากิจกรรม โดยตีความหมายขอ้ มูล แบบบนั ทึกการคน้ ควา้ และลงขอ้ สรุปจากการผลการลงขอ้ สรปุ ความหมายและสมบตั บิ าง กิจกรรมท่ี 5.9 3 ประการของวัสดุผสมไดถ้ ูกตอ้ ง ครบถว้ น ตามความเป็นจริงโดยไมเ่ พ่มิ ความคดิ เหน็ ส่วนตัว ลงในแบบบนั ทกึ การค้นคว้า ครบทกุ ประเดน็ สอดคล้องกบั เนื้อหาในกจิ กรรม บันทึกผลลงในตารางบนั ทึกผลการทากิจกรรม โดยตคี วามหมายขอ้ มูล 2 และลงข้อสรปุ จากการผลการลงข้อสรุปความหมายและสมบตั บิ าง ประการของวัสดุผสมได้ ตามความเปน็ จรงิ ลงในแบบบันทกึ การคน้ คว้า แตย่ ังมขี ้อผดิ พลาด บันทกึ ผลลงในตารางบันทึกผลการทากจิ กรรม โดยตคี วามหมายข้อมูล 1 และลงข้อสรุปจากการผลการลงข้อสรุปความหมายและสมบัตบิ าง ประการของวัสดผุ สมได้ ไม่ถูกตอ้ ง มขี ้อผิดพลาดท่ตี ้องแกไ้ ขปรบั ปรงุ การให้คะแนนพฤติกรรม 3 ปฏบิ ตั หิ น้าที่ท่ีไดร้ ับมอบหมาย ภายในชน้ั เรียนได้อย่างดี ไมเ่ กดิ ปัญหา ระเบยี บวนิ ัยในการ สง่ ภาระงานทไี่ ดร้ บั ตรงต่อเวลา และงานมคี วามสมบูรณ์ เรยี บรอ้ ย เรยี นรทู้ างวิทยาศาสตร์ 2 ปฏิบตั หิ น้าทท่ี ่ีไดร้ บั มอบหมาย ภายในชั้นเรยี นได้แต่เกดิ ปญั หา จึงมีการ ปรับปรุงแก้ไข และสง่ ภาระงานทีไ่ ด้รับมอบหมายตรงต่อเวลา หรือ ชา้ กว่ากาหนดเวลาไม่นาน 1 ปฏบิ ตั ิหนา้ ทที่ ไ่ี ด้รับมอบหมาย ภายในชน้ั เรียนไดแ้ ต่เกดิ ปัญหา แลว้ แกไ้ ข ไม่ได้ สง่ ผลกระทบต่อการส่งภาระงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายตรง ทาให้เกิด ปัญหา สง่ ช้ากวา่ กาหนดเวลาออกไป 9.2 ระดับคณุ ภาพ คะแนนรวมเฉลี่ย 6.00 - 5.00 หมายถึง ดีมาก คะแนนรวมเฉลย่ี 4.00 - 3.00 หมายถงึ ดี คะแนนรวมเฉลยี่ 2.00 - 1.00 หมายถงึ พอใช้ ดงั นน้ั นักเรียนต้องไดค้ ะแนนเฉลี่ยทุกประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับ คุณภาพ ดี ถอื วา่ ผ่านเกณฑก์ ารประเมินในแผนการจดั การเรียนท่ี 10

บันทึกหลงั การสอน หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 5 ปฏิกริ ิยาเคมีและวสั ดุในชีวติ ประจาวนั .... ...... ... ... แผนการสอนเรือ่ ง 10 สมบัติของวสั ดุผสม วนั ท่ี...............................เดอื น...............................................................พ.ศ................. 1. สรุปผลการเรียนการสอน 1. นักเรยี นจานวน....................คน ผ่านจดุ ประสงค์การเรียนร.ู้ ..........คน คดิ เป็นรอ้ ยละ............. ไม่ผ่านจดุ ประสงค.์ ......................คน คิดเปน็ ร้อยละ............. ไดแ้ ก่.................................................................................................. 2. สรปุ ผลตามรายจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 2.1 นกั เรยี นมีความรูค้ วามเข้าใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ขอ้ เสนอแนะหลงั การจัดการเรียนการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ............................................ครผู ู้สอน ลงช่อื .............................................หวั หนา้ กลุ่มสาระ () () ตาแหน่ง................................................... ลงชอื่ .............................................ผู้ช่วย/รองฯวชิ าการ …………./……………./………… () ลงชอื่ ............................................ผอู้ านวยการ ()

แบบบันทกึ การประเมนิ คุณภาพการเรียนรขู้ องนกั เรยี นชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 รายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน (ว23102) หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 5 ปฏิกริ ยิ าเคมแี ละวสั ดใุ นชีวติ ประจาวนั I แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 10 เรื่อง สมบตั ขิ องวัสดผุ สม . คาช้ีแจง: ทาเคร่อื งหมาย  ในชอ่ งค่านา้ คะแนนแต่ละด้านตามจดุ ประสงค์การเรียนรู้ โดยประเมนิ ตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ชือ่ -นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหัสนักเรยี น คา่ น้าหนกั คะแนน ค่านา้ หนกั คะแนน คา่ น้าหนักคะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22

เลข ชื่อ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่าน้าหนกั คะแนน คา่ น้าหนักคะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์การพิจารณาคุณภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลีย่ 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถึง ต้องได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ า่ กวา่ 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ขนึ้ ไปเทา่ น้ัน ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชี้วัด ผลการประเมนิ การเรียนรู้ของนกั เรียน ผเู้ รยี นท่ี ผ่าน ตวั ชว้ี ดั มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผู้เรยี นที่ ไมผ่ ่าน ตวั ชี้วัด มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................

สอื่ การเรียนรแู้ ผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 10: ใบกิจกรรมท่ี 5.9 ใบกิจกรรมท่ี 5.9 วัสดุผสมมสี มบัติเปน็ อยา่ งไร หนังสอื เรียนรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3 เลม่ 2 ตามหลักสตู รแกนกลาง การศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุงพ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร หนา้ 46 กจิ กรรมที่ 5.9 วัสดผุ สมมีสมบตั ิเปน็ อย่างไร? จดุ ประสงค์ สืบค้นขอ้ มูลและอธบิ ายสมบัติและประโยชน์ของคอนกรีตเสริมเหล็กและพลาสติก เสริมใยแกว้ วัสดอุ ุปกรณ์ อปุ กรณ์ท่ใี ช้ในการสบื คน้ เช่น โทรศัพทเ์ คลือ่ นท่ี คอมพวิ เตอร์ทเี่ ชอ่ื มต่ออินเทอร์เน็ต วิธดี าเนนิ กิจกรรม 1. สืบค้นข้อมูลเก่ยี วกบั องค์ประกอบ สมบตั ิ และประโยชนข์ องคอนกรีตเสริมเหลก็ และพลาสตกิ เสริมใยแกว้ บนั ทกึ ผล 2. ร่วมกันอภิปรายและนาเสนอขอ้ มูลเกยี่ วกับสมบตั แิ ละประโยชน์ของคอนกรีต เสรมิ เหล็กและพลาสตกิ เสริมใยแกว้ สือ่ การเรียนรู้/ • แหล่งการเรียนรู้อ่ืน ๆ เชน่ แหล่งเรยี นรู้ ภาณุวฒั น์ จ้อยกลัด และ สุนติ ิ สภุ าพ. คอนกรีตเสรมิ เหลก็ : จากแหล่งกาเนิดสสู่ ยาม ประเทศ http://eitprblog.blogspot.com/2014/04/blog-post_17.html CPAC Concrete Academy. ความรคู้ อนกรตี https://www.cpacacademy.com/ วัสดุผสม http://ie.eng.cmu.ac.th/IE2014/elearnings/2014_08/23/%E0% B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88 %2014%20Composite%20material.pdf วสั ดผุ สม คลังข้อมลู งานวจิ ัยมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลธัญบรุ ี http://www.research.rmutt.ac.th/?tag=%E0%B8%A7%E0%B8 %B1%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B8%E0%B8%9C%E 0%B8%AA%E0%B8%A1 คาถามทา้ ยกิจกรรม 1. คอนกรีตเสริมเหล็กประกอบดว้ ยวสั ดุชนดิ ใดบ้างและวสั ดุนน้ั มสี มบัติอย่างไร 2. เพราะเหตใุ ดจึงตอ้ งนาเส้นลวดเหลก็ มาเสริมคอนกรตี 3. พลาสติกเสริมใยแก้วประกอบดว้ ยวัสดุชนดิ ใดบ้างและวสั ดุนนั้ มีสมบตั อิ ย่างไร 4. เพราะเหตุใดจึงตอ้ งใชใ้ ยแก้วมาเสรมิ พลาสตกิ 5. การนาวสั ดหุ ลายชนิดมาผสมกนั เป็นวัสดุใหม่มวี ตั ถุประสงค์เพ่ืออะไร 6. จากกิจกรรม สรุปไดว้ ่าอยา่ งไร

สื่อการเรยี นรแู้ ผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 10: แบบบนั ทกึ การค้นคว้ากจิ กรรมท่ี 5.9 แบบบันทึกการคน้ ควา้ กจิ กรรมท่ี 5.9 วสั ดผุ สมมีสมบัตเิ ปน็ อย่างไร ชื่อ-นามสกลุ ..........................................................................................ชัน้ .................เลขท่ี...........กลมุ่ ท.ี่ ...........  บนั ทึกผลการทากจิ กรรม สมบตั ิและประโยชน์ ตวั อย่างวัสดผุ สม คอนกรตี เสรมิ เหลก็ พลาสตกิ เสริมใยแกว้ สว่ นประกอบของวสั ดุ คุณสมบัติเดน่ ของวัสดุ การนาไปใชป้ ระโยชน์ รูปภาพแสดงวสั ดุ

แนบท้ายแผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 10: การใหค้ ะแนนด้านกระบวนการ (P) แนวทางบนั ทกึ การค้นควา้ กจิ กรรมท่ี 5.9 วัสดุผสมมีสมบตั ิเป็นอย่างไร  บนั ทกึ ผลการทากจิ กรรม สมบัตแิ ละประโยชน์ ตวั อยา่ งวัสดผุ สม คอนกรีตเสริมเหล็ก พลาสติกเสริมใยแกว้ คอนกรีต ประกอบด้วยปูนซเี มนต์ หิน ประกอบด้วยวัสดุ 2 ชนิด คอื พลาสตกิ สว่ นประกอบของวสั ดุ ทราย นา้ โดยคอนกรีตเสรมิ เหล็ก เปน็ และเส้นใยแก้ว มารวมกันโดย วสั ดุผสมท่ีมีคอนกรตี เป็นวสั ดุหลัก ที่วสั ดุท้ังสองชนิดยังคงสมบตั ิทาง และมีเสน้ ลวดเหล็กเปน็ วสั ดเุ สรมิ แรง กายภาพและสมบัติทางเคมเี หมือนเดมิ ทนทานตอ่ สภาพแวดล้อม รบั แรงอดั ได้ดี มนี ้าหนกั เบาเหมือนพลาสตกิ แตส่ มบัติ คุณสมบตั ิเดน่ ของวัสดุ ชว่ ยเพ่มิ ประสทิ ธิภาพการรบั น้าหนกั บางประการที่ดเี หมอื นแกว้ คือมคี วาม แขง็ แรงมากขน้ึ ทนความรอ้ น ทนตอ่ การกัดกร่อน คอนกรีตเสรมิ เหลก็ จะมเี สน้ ลวดเหล็ก ในพลาสติกเสริมใยแกว้ มพี ลาสติก เชน่ เป็นวสั ดุเสรมิ แรง และมคี อนกรีตเป็นวสั ดุ พอลเิ อสเทอร์เป็นวัสดหุ ลัก และมีเสน้ ใย หลักการทางาน ที่รับแรงอดั ได้สูง ในขณะทเี่ สน้ ลวดเหล็กมี แกว้ ซึง่ เป็นเส้นใยของแก้วทป่ี ่นั ให้ ของวสั ดุ ความสามารถในการรบั แรงดงึ สงู เมอื่ นา ละเอยี ดเป็นเสน้ บาง ทาหน้าที่เปน็ วัสดุ เหลก็ มาใชง้ านรว่ มกับคอนกรีตจะเกิดการ เสรมิ แรง นอกจากเสน้ ใยแก้วแล้ว ยัง ถ่ายเทแรงระหว่างคอนกรตี และเหล็ก อาจใช้เสน้ ใยคาร์บอนเปน็ วัสดเุ สรมิ แรง ทาให้ความสามารถในการรบั แรงของ ได้ด้วย คอนกรีตเสรมิ เหล็กสูงกวา่ คอนกรีต และเส้นลวดเหล็ก นิยมใช้คอนกรตี เสรมิ เหลก็ เปน็ โครงสรา้ ง ประโยชน์ได้อยา่ งหลากหลาย เช่น การนาไปใชป้ ระโยชน์ ของอาคารสว่ นตา่ ง ๆ เช่น ตอม่อ งานโครงสร้าง งานตกแตง่ อุตสาหกรรม เสา คาน สะพาน พน้ื สนามบนิ ดา้ นเคมี ยานพาหนะ รูปภาพแสดงวัสดุ

แนบทา้ ยแผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 10: การให้คะแนนด้านความรู้ (K) เฉลยใบกจิ กรรมที่ 5.9 วสั ดผุ สมมสี มบัตเิ ปน็ อยา่ งไร เฉลยคาถามท้ายกิจกรรม 1. คอนกรีตเสริมเหล็กประกอบดว้ ยวัสดชุ นดิ ใดบา้ งและวัสดุนัน้ มสี มบตั ิอย่างไร แนวคาตอบ คอนกรตี เสรมิ เหลก็ ประกอบดว้ ยปนู ซเี มนต์ หิน ทราย นา้ และลวดเหล็กปนู ซีเมนตไ์ ด้ จากการนาแคลเซยี มคาร์บอเนตจากหนิ ปนู ผสมกับหินดินดานหรอื ดินเหนียวแลว้ นาไปเผาท่ีอณุ หภมู ิ 1400 ถึง 1600 องศาเซลเซยี ส จากนนั้ นาไปบดกับยิปซ่ัมเพ่อื เพม่ิ ความแขง็ แรงจนกลายเปน็ ปนู ซเี มนต์ ซึ่งมีลักษณะเป็น ผงรว่ นไมเ่ กาะกนั จึงไมท่ นตอ่ แรงอัดและแรงดงึ หิน เปน็ ของแข็งทป่ี ระกอบดว้ ยแร่ชนิดเดยี วหรอื หลายชนิด รวมตัวกนั อยูเ่ ปน็ ก้อนวัตถุ แขง็ แรง ความสามารถในการทนต่อแรงอัดและแรงดึงต่างกัน ขน้ึ อยู่กบั ชนิดของ หนิ ทราย เป็นเศษหินเศษแรข่ นาดเล็กท่ีแตกออกมาจากหนิ ท่ีมขี นาดใหญ่ มลี กั ษณะซุย ร่วน ไมย่ ดึ เกาะกนั ลวดเหลก็ เปน็ เหล็กทดี่ งึ ให้เปน็ เส้นยาว แขง็ แรง เหนยี ว ไมเ่ ปราะแตกง่าย 2. เพราะเหตใุ ดจงึ ตอ้ งนาเสน้ ลวดเหลก็ มาเสรมิ คอนกรีต แนวคาตอบ คอนกรีตมคี วามแขง็ แรง รบั แรงอดั ได้ดี แต่รบั แรงดึงได้นอ้ ย การนาเสน้ ลวดเหล็กมาเสริม คอนกรีต ทาใหค้ อนกรีตเสรมิ เหล็กสามารถรบั แรงอัดและแรงดึงไดม้ ากขน้ึ 3. พลาสตกิ เสรมิ ใยแก้วประกอบด้วยวสั ดชุ นิดใดบา้ งและวสั ดนุ นั้ มสี มบัตอิ ย่างไร แนวคาตอบ พลาสตกิ เสรมิ ใยแกว้ ประกอบด้วยพลาสตกิ และเส้นใยแกว้ - พลาสตกิ เป็นพอลิเมอร์ มนี ้าหนักเบา ไม่นาไฟฟ้าและไม่นาความร้อน ไม่ดดู ซึมน้า และ สามารถนามาขนึ้ รปู เปน็ รูปทรงตา่ ง ๆ ได้งา่ ย - เส้นใยแกว้ เป็นเซรามกิ มีสมบัตแิ ข็งแตเ่ ปราะแตกงา่ ย ไม่นาไฟฟา้ และไมน่ าความรอ้ น 4. เพราะเหตใุ ดจงึ ตอ้ งใชใ้ ยแกว้ มาเสริมพลาสติก แนวคาตอบ เพราะการใชใ้ ยแก้วเสริมพลาสตกิ ชว่ ยทาให้วัสดุมีความแข็งแรงมากขนึ้ แต่มนี า้ หนัก น้อยกว่าใยแก้วซึ่งเปน็ เซรามิก มีความตา้ นทานการกดั กรอ่ นสูงข้ึน 5. การนาวสั ดหุ ลายชนิดมาผสมกนั เป็นวสั ดุใหม่มวี ัตถปุ ระสงค์เพือ่ อะไร แนวคาตอบ การนาวัสดุหลายชนิดมาผสมกันเปน็ วสั ดใุ หม่มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื ใหไ้ ด้วัสดุใหม่ทม่ี ีสมบัติ ตรงตามความตอ้ งการ และดกี วา่ วสั ดเุ ดิม 6. จากกิจกรรม สรปุ ได้วา่ อยา่ งไร แนวคาตอบ วสั ดผุ สม เชน่ คอนกรีตเสรมิ เหลก็ พลาสตกิ เสรมิ ใยแกว้ ได้จากการนาวัสดุหลายชนดิ ที่มีสมบตั แิ ตกต่างกนั มาผสมกันเปน็ วสั ดใุ หมท่ ่ีมีสมบัติดีกวา่ วสั ดเุ ดิม และตรงตามความตอ้ งการในการนาไปใชป้ ระโยชน์

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 11 เรื่อง การใช้วสั ดใุ นชวี ิตประจาวนั อยา่ งไรให้ประหยัด รหสั วชิ า ว23102 เวลา 2 ชัว่ โมง หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 5 ช่ือหน่วยการเรียนรู้ ปฏกิ ิรยิ าเคมแี ละวสั ดุในชวี ติ ประจาวนั รวม 17 ชวั่ โมง กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 2 สาระที่ 2 ชื่อสาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชว้ี ดั ว 2.1 เข้าใจสมบัตขิ องสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสมบัติของสสารกับโครงสร้าง และแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารการเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกิริยาเคมี ตวั ชีว้ ดั ว 2.1 ม.3/2 ตระหนักถึงคุณค่าของการใชว้ ัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดผุ สม โดยเสนอแนะ แนวทางการใช้วสั ดอุ ยา่ งประหยดั และค้มุ คา่ 2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด 1) วัสดุผสมเป็นวัสดุที่เกิดจากวัสดุตั้งแต่ 2 ประเภทท่ีมีสมบัติแตกต่างกันมารวมตัวกัน เพื่อนาไปใช้ ประโยชน์ได้มากขึ้น เช่น เส้ือกันฝนบางชนิดเป็นวัสดุผสมระหว่างผ้ากับยาง คอนกรีตเสริมเหล็กเป็นวัสดุผสม ระหวา่ งคอนกรีตกบั เหล็ก 2) วัสดุบางชนิดสลายตัวยาก เช่น พลาสติก การใช้วัสดุอย่างฟุ่มเฟือยและไม่ระมัดระวังอาจก่อปัญหา ต่อสิ่งแวดลอ้ ม 3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ นกั เรยี นระบแุ นวทางการใช้วัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ โลหะ และ 1) ดา้ นความรู้ (K) วสั ดุผสมอย่างประหยัดและคุ้มค่า นกั เรยี นใชท้ กั ษะดา้ นการสอื่ สาร โดยนาเสนอผลการสบื คน้ ขอ้ มลู เก่ยี วกบั 2) ด้านทกั ษะ (P) การใช้วัสดปุ ระเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ โลหะ และวัสดุผสมในชวี ิตประจาวนั นกั เรียนตระหนักถึงคณุ คา่ ของการใช้วสั ดใุ นชีวิตประจาวันจากการเสนอแนะ 3) ด้านเจตคติ (A) แนวทางการใชว้ ัสดผุ สมอยา่ งประหยัดและคุม้ คา่

4. คณุ ลกั ษณะผูเ้ รียน 4.1 คณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพยี ง ซ่อื สตั ยส์ จุ รติ  มงุ่ มนั่ ในการทางาน  มวี นิ ยั รักความเป็นไทย  ใฝเ่ รยี นรู้ มจี ติ สาธารณะ 5. ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น  ความสามารถในการส่ือสาร: นกั เรยี นสามารถส่อื สาร โดยการนาเสนอผลการสบื ค้นข้อมลู เกย่ี วกับ ความหมาย สมบตั ิและตวั อยา่ งวัสดผุ สม,  ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี: นกั เรยี นสามารถใช้เทคโนโลยี โดยสืบคน้ ขอ้ มลู เก่ยี วกบั ความหมายสมบัติและตวั อย่างวัสดผุ สมบนอนิ เทอรเ์ นต็ 6. สาระการเรยี นรู้ พอลิเมอร์ เซรามิก โลหะ และวัสดุผสมเป็นวัสดุท่ีมีสมบัติทางกายภาพแตกต่างกัน จึงนามาใช้ ประโยชนใ์ นชวี ิตประจาวันได้อย่างหลากหลายตามสมบัตขิ องวัสดุแตล่ ะชนิด พอลิเมอร์เป็นสารประกอบโมเลกุล ใหญ่ท่ีเกิดจากสารที่มีโมเลกุลขนาดเล็กซ้า ๆ กันจานวนมากมายึดเหนี่ยวกัน มีทั้งที่เกิดข้ึนตามธรรมชาติและ สังเคราะห์ขึ้น พอลิเมอร์ส่วนใหญ่ไม่นาไฟฟ้า มีความเหนียวและความยืดหยุ่นแตกต่างกัน บางชนิดเกิด การเปล่ียนแปลงเม่ือได้รับความร้อนสามารถนามาขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปทรงต่าง ๆ ได้ง่าย โดยใช้พลังงาน ความร้อนน้อยกว่าเซรามกิ และโลหะ พอลิเมอรม์ ีสมบัตเิ หมาะสมต่อการใชง้ านในหลากหลายรปู แบบ จึงเปน็ วสั ดุ ที่นามาใช้ในชีวิตประจาวันอย่างแพร่หลาย เซรามิกท่ีใช้งานท่ัวไปเป็นวัสดุที่ผลิตจากดิน หิน ทราย และแร่ธาตุ ต่าง ๆ จากธรรมชาติ ท่ีผ่านการข้ึนรูปแล้วนาไปเผาท่ีอุณหภูมิสูง ทาให้โครงสร้างและสมบัติเปล่ียนไปจากเดิม เซรามกิ ส่วนใหญ่แข็งแต่เปราะ ทนต่อการสึกกร่อนได้สูง มีจดุ หลอมเหลวสูงเป็นฉนวนความรอ้ นและฉนวนไฟฟ้า ทนความรอ้ นไดด้ ี เมอ่ื ไดร้ ับความร้อนแล้วไมเ่ ปล่ยี นแปลงรปู ร่าง โลหะสว่ นใหญ่มีสมบตั ิแข็ง เหนียว สามารถตใี ห้ เป็นแผ่นหรือยืดเป็นเส้นได้ สามารถนาความร้อนและนาไฟฟ้าได้ดีกว่าพอลิเมอร์และเซรามิก มีจุดหลอมเหลว และจุดเดอื ดสูง วสั ดผุ สมหรือวัสดุคอมโพสิตเกิดจากการนาวัสดุตา่ งชนิดท่ีมีสมบัติต่างกันมาผสมได้เป็นวัสดใุ หม่ ที่มีสมบัติดีกว่าวัสดุตั้งต้นแต่ละชนิด ทาให้สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น วัสดุบางชนิดย่อยสลายตาม ธรรมชาติได้ยาก ดังนั้นจึงควรใช้วสั ดุเทา่ ท่ีจาเปน็ หรอื ใช้งานอยา่ งคมุ้ ค่า โดยลดการใชว้ ัสดทุ ย่ี อ่ ยสลายไดย้ ากและ เลือกใชว้ สั ดทุ ี่ย่อยสลายได้ง่ายและเป็นมิตรตอ่ สิง่ แวดล้อม 7. กิจกรรมการเรยี นรู้ ใช้รูปแบบการจัดการเรยี นการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (2 ชวั่ โมง; 120นาท)ี ข้ันที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (20 นาท)ี 1) ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน เพื่อนาเข้าสู่กิจกรรมท้ายบท ใช้วัสดุในชีวิตประจาวัน อย่างไรใหป้ ระหยดั และคุ้มคา่ โดยให้ตัง้ ประเด็นคาถามทบทวนการเรยี นดังน้ี

- วัสดทุ น่ี ามาใชท้ าของใชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้แก่อะไรบ้าง แต่ละชนดิ มีสมบตั อิ ยา่ งไร (แนวคำตอบ วัสดทุ ่ีนำมำใช้ทำของใชใ้ นชีวติ ประจำวัน ได้แก่ พอลิเมอร์ เซรำมิก โลหะ และวัสดุผสม พอลิเมอร์ มีสมบัติหลำกหลำย และเหมำะสำหรับกำรใช้งำนในหลำกหลำยรูปแบบ พอลิเมอร์ส่วนใหญ่ไม่นำไฟฟ้ำ ไม่นำ ควำมร้อน บำงชนิดมีสภำพยืดหยุ่นสูง บำงชนิดได้รับควำมร้อนแล้วเปล่ียนแปลง พอลิเมอร์สำมำรถนำมำขึ้นรูป เป็นผลิตภัณฑ์รปู ทรงต่ำง ๆ ไดง้ ำ่ ย เซรำมิกแข็งแตเ่ ปรำะ ทนต่อกำรสึกกร่อน ไม่นำควำมร้อน ไม่นำไฟฟ้ำ โลหะ มสี มบตั ิแข็งและเหนียว สำมำรถตีใหเ้ ปน็ แผ่นหรอื ยืดเป็นเส้นได้ นำไฟฟำ้ และนำควำมร้อนไดด้ ี ส่วนวัสดผุ สมเกดิ จำกกำรนำวัสดุตำ่ งชนิดกนั มำประกอบกนั เพ่อื ใหม้ สี มบตั ติ ำมตอ้ งกำรซงึ่ ดกี วำ่ วสั ดตุ ้งั ตน้ ) ข้ันท่ี 2 ขน้ั สารวจและคน้ หา (Exploration) (40 นาที) 2) ครเู ช่ือมโยงเขา้ สู่กิจกรรมท้ายบท ใช้วัสดุในชีวติ ประจาวนั อยา่ งไรให้ประหยดั และคุ้มคา่ โดย ใช้คาถามว่า นักเรียนจะนาความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการใช้วัสดุในชีวิตประจาวัน มาเลือกและใช้วัสดุอย่าง ประหยดั และคุม้ คา่ ไดอ้ ย่างไร (นักเรยี นตอบตำมควำมเข้ำใจของตนเอง) 3) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 51 และครูตรวจสอบความ เขา้ ใจการอ่าน โดยใชค้ าถามดังต่อไปนี้ - กจิ กรรมนีเ้ กย่ี วกับเร่อื งอะไร (แนวทำงกำรใช้วัสดุอย่ำงประหยดั และค้มุ ค่ำ) - กิจกรรมน้มี ีจดุ ประสงค์อะไร (ระบุเหตุผลในกำรเลือกใช้วัสดอุ ยำ่ งประหยดั และคุ้มค่ำ) - วิธีดาเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (สืบค้นข้อมูลกำรใช้วัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรำมิก โลหะ และวัสดุผสมในชีวิตประจำวัน โดยบันทึกลงในตำรำงบันทึกข้อมูลประเภทของวัสดุ ตัวอย่ำง สิ่งของเครือ่ งใช้ และระบเุ หตผุ ลที่เลือกนำวัสดุนน้ั มำใช้งำน) - ข้อควรระวงั ในการทากิจกรรมมีอะไรบ้าง (กำรเลอื กใชข้ อ้ มูลจำกแหลง่ ข้อมูลทเ่ี ชอื่ ถอื ได)้ - นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (ระบุเหตุผลที่สอดคล้องกับกำรเลือกใช้งำน วสั ดใุ ห้สอดคล้องกบั ควำมคมุ้ ค่ำและประหยดั ) 4) ขณะท่ีนักเรียนแต่ละกลุ่มทากิจกรรม ครูเดินสังเกตการทากิจกรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม และให้คาแนะนา ถ้านักเรียนมีข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจเป็นปัญหา ซึ่งครูควรรวบรวมปัญหา และข้อ สงสยั ท่พี บจากการทากิจกรรมของนกั เรยี นเพ่อื ใชเ้ ปน็ ขอ้ มูลประกอบการอภิปรายหลังจากการทากจิ กรรม ข้นั ที่ 3 ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (20 นาท)ี 5) นักเรียนบันทึกการทากิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมท้ายบท ใช้วัสดุใน ชีวิตประจาวันอยา่ งไรให้ประหยดั และคุ้มคา่ โดยการตอบคาถามทา้ ยกิจกรรม และร่วมกันสรปุ ผลของกิจกรรม ขั้นท่ี 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) (20 นาที) 6) นักเรียนเรียนรู้เพ่ิมเติมเกี่ยวกับ การเลือกใช้วัสดุในชีวิตประจาวันอย่างไรให้ประหยัดและ คุ้มค่า และตอบคาถามระหว่างเรียน จากน้ันรว่ มกนั อภิปรายรว่ มกนั ในประเดน็ คาถามดงั นี้

- ปฏิกิริยาเคมีมีความสาคัญอย่างไร (แนวคำตอบ ปฏิกิริยำเคมีทำให้เกิดสำรใหม่ท่ีมีสมบัตติ ่ำง จำกเดิม ซ่ึงผลิตภัณฑ์ของบำงปฏิกิริยำเคมีสำมำรถนำมำใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและอุตสำหกรรมได้ ปฏิกริ ิยำเคมีบำงชนดิ ให้ควำมรอ้ นซงึ่ สำมำรถนำไปใชใ้ นอตุ สำหกรรมและในครัวเรอื น ปฏิกริ ิยำเคมบี ำงชนิดสรำ้ ง อำหำรใหแ้ ก่สิง่ มชี วี ติ ) - พอลิเมอร์ เซรามิก โลหะ และวัสดุผสมมีสมบัติอย่างไร และสามารถนามาใช้ประโยชน์ได้ อย่างไร (แนวคำตอบ พอลิเมอร์ส่วนใหญ่ไม่นำไฟฟ้ำ ไม่นำควำมร้อน บำงชนิดมีสภำพยืดหยุ่นสูง บำงชนิดได้รับ ควำมร้อนแล้วเปลีย่ นแปลง พอลิเมอร์สำมำรถนำมำขึน้ รปู เปน็ ผลิตภัณฑร์ ูปทรงตำ่ ง ๆ ได้งำ่ ย และมีสมบตั เิ หมำะ สำหรับกำรใชง้ ำนในหลำกหลำยรูปแบบ จึงเป็นวัสดุที่นำมำใชใ้ นชวี ิตประจำวันอย่ำงแพร่หลำย เชน่ บรรจุภัณฑ์ ต่ำง ๆ เซรำมิกมีสมบัติแข็งแต่เปรำะ ทนต่อกำรสึกกร่อน ไม่นำไฟฟ้ำ ไม่นำควำมร้อน นิยมนำมำทำภำชนะ บรรจุอำหำร เคร่อื งดมื่ เคร่อื งประดบั ตกแตง่ บำ้ น โลหะมีสมบัติแข็งและเหนียว สำมำรถตีให้เป็นแผ่นหรือยืดเป็นเส้นได้ นำไฟฟ้ำและนำควำมร้อนได้ดี นิยมนำโลหะมำทำเครือ่ งใชท้ ท่ี นควำมรอ้ น นำควำมร้อนและนำไฟฟำ้ ไดด้ ี เชน่ ภำชนะหุงต้ม ตวั นำไฟฟำ้ ส่วนวัสดุผสมเกดิ จำกกำรนำวัสดุตำ่ งชนิดกันมำประกอบกัน เพือ่ ให้มีสมบัติตำมต้องกำรซ่ึงดีกวำ่ วัสดตุ ั้ง ต้น เช่น ยำงรถยนต์เป็นวสั ดุผสมที่ประกอบด้วยยำงธรรมชำติ พอลิเอสเทอร์ เส้นลวดโลหะ ทำให้มีสมบัติดกี ว่ำ ยำงธรรมชำติ สำมำรถรบั แรงกระแทกไดด้ ี ต้ำนทำนต่อกำรฉีกขำด และทนตอ่ ควำมรอ้ น) 7) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผล เพื่อให้ได้ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า การใช้วัสดุประเภท พอลิเมอร์ เซรามิก โลหะ และวัสดุผสมอย่างประหยัดและคุ้มค่า ทาได้โดยใช้วัสดุต่าง ๆ เท่าที่จาเป็น ซ่อมแซม ดูแลรักษาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้ใช้งานได้นาน เพ่ือจะได้ไม่ต้องผลิตเพ่ิมข้ึนอีก นาวัสดุกลับมาใช้ซ้า คัดแยกวัสดุ เพ่อื นากลบั ไปผลิตใหม่ และงดใชผ้ ลิตภณั ฑ์บางประเภทท่เี ปน็ พิษหรอื ไมย่ อ่ ยสลายในธรรมชาติ ขนั้ ที่ 5 ขน้ั ประเมิน (Evaluation) (20 นาที) 8) นกั เรยี นตรวจสอบการทาแบบบันทึกการคน้ คว้าและส่งตามกาหนดท่ีวางไว้ 9) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมิน (Rubrics Score) 8. ส่ือการเรยี นรู้/แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 อปุ กรณท์ ากิจกรรม: อปุ กรณท์ ่ีใชใ้ นการสบื คน้ เชน่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์ท่เี ชอื่ มต่อ อินเทอรเ์ นต็ 8.2 ใบกิจกรรม: ใบกิจกรรมทา้ ยบท ใช้วัสดุในชีวติ ประจาวันอย่างไรให้ประหยดั และคุ้มค่า 8.3 แบบบันทกึ กิจกรรม: แบบบันทึกการคน้ คว้ากจิ กรรมทา้ ยบท ใช้วสั ดใุ นชีวิตประจาวันอย่างไรให้ ประหยดั และคมุ้ ค่า

8.4 แหลง่ เรียนร:ู้ - หนังสือเรยี นรายวิชาพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 เล่ม 2 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร - คณะพลงั งานสง่ิ แวดล้อมและวสั ดุ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยพี ระจอม เกลา้ ธนบุรี. กลมุ่ วจิ ยั การผลิตและข้นึ รูปพอลเิ มอร.์ http://www.kmutt.ac.th/p-prof/?page_id=740&lang=th - ศลุ ีพร แสงกระจ่าง, ปทั มา พลอยสว่าง และปรณิ ดา พรหมหิตาธร. (2556) ผลกระทบของพลาสติกต่อสุขภาพและส่งิ แวดลอ้ ม. พษิ วิทยา ไทย, 28(1), 39-50. http://www.thaitox.org/media/upload/file/Journal/2013-1/04aricle.pdf - สมาคมพัฒนาคณุ ภาพสง่ิ แวดล้อม. รู้รอบเรื่องพลาสตกิ : จากตน้ กาเนิด สู่การจัดการ. http://adeq.or.th/knowlage-about-plastic-01/ - ศูนย์เทคโนโลยโี ลหะและวสั ดุแห่งชาติ. พลาสตกิ ย่อยสลายได้ https://www.mtec.or.th/bio-plastic/index.html 9. การวดั และการประเมิน ตวั ช้ีวัด/ผลการเรยี นรู้ วิธีการวัด เครอ่ื งมอื วดั เกณฑ์ท่ใี ช้ในการประเมิน 1. ระบุแนวทางการใชว้ ัสดุ - ตรวจการตอบคาถาม - คาถามทา้ ยกจิ กรรมทา้ ยบท - ได้ไม่นอ้ ยกวา่ 2 คะแนน ประเภทพอลเิ มอร์ เซรามกิ ทา้ ยกิจกรรมทา้ ยบท ใช้วัสดใุ นชวี ิตประจาวนั ระดบั คณุ ภาพดี ถอื วา่ โลหะ และวสั ดผุ สมอย่าง อย่างไรให้ประหยัดและ ผา่ นการประเมนิ ประหยัดและคุม้ คา่ คุ้มค่า ดา้ นความรู้ (ดา้ นความร:ู้ K) 2. การใช้ทักษะสือ่ สาร โดย - ตรวจการทาแบบ - แบบบนั ทกึ การค้นควา้ - ได้ไม่นอ้ ยกวา่ 2 คะแนน นาเสนอผลการสืบคน้ ข้อมลู บนั ทึกการค้นควา้ กจิ กรรมท้ายบท ระดบั คุณภาพดี ถือว่า เกย่ี วกบั การใชว้ ัสดุประเภท กจิ กรรมท้ายบท ใชว้ ัสดใุ นชีวิตประจาวัน ผ่านการประเมนิ พอลิเมอร์ เซรามิก โลหะและ อยา่ งไรให้ประหยดั และ ด้านกระบวนการ วสั ดผุ สมในชีวติ ประจาวัน คุ้มค่า (ด้านกระบวนการ: P) 3. ตระหนักถงึ คณุ คา่ ของการ - ตรวจการตอบคาถาม - คาถามทา้ ยกจิ กรรมทา้ ยบท - ได้ไมน่ ้อยกวา่ 2 คะแนน ใช้วสั ดผุ สมจากการ ท้ายกิจกรรมทา้ ยบท ใช้วสั ดใุ นชีวติ ประจาวนั ระดับคณุ ภาพดี ถือว่า เสนอแนะแนวทางการใช้ อย่างไรให้ประหยัดและ ผา่ นการประเมนิ วัสดุผสมอย่างประหยดั และ คุ้มค่า ด้านเจตคติ คุ้มค่า (ดา้ นเจตคต:ิ A)

9.1 เกณฑ์การประเมินผลนกั เรยี น เกณฑก์ ารประเมิน (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมิน ค่านา้ หนกั แนวทางการให้คะแนน คะแนน การใหค้ ะแนนตอบ ตอบคาถามทา้ ยกจิ กรรมทา้ ยบท โดยระบุตวั อย่างวัสดุ แนวทางการใช้ คาถามท้าย 3 งาน และเหตุผลในการเลือกใช้วัสดุ ทีแ่ สดงเหน็ การตระหนักถึงคุณค่า กจิ กรรมทา้ ยบท ของการใชว้ ัสดผุ สมจากการเสนอแนะแนวทางการใช้วสั ดุผสมอยา่ ง ประหยดั และคมุ้ ค่า ได้ชัดเจน ถกู ตอ้ ง ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมท้ายบท โดยระบตุ ัวอย่างวสั ดุ แนวทางการใช้ 2 งาน และเหตผุ ลในการเลือกใช้วัสดุ ทแ่ี สดงเหน็ การตระหนกั ถงึ คุณค่า ของการใช้วัสดผุ สมจากการเสนอแนะแนวทางการใช้วัสดผุ สมอยา่ ง ประหยัดและคุ้มค่าได้ แตม่ ีขอ้ ผิดพลาด ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมทา้ ยบท โดยระบุตัวอย่างวัสดุ แนวทางการใช้ 1 งาน และเหตุผลในการเลอื กใชว้ สั ดุ ทีแตไ่ มส่ อดคล้องกับการตระหนกั ถงึ คณุ ค่าของการใช้วสั ดุผสมจากการเสนอแนะแนวทางการใชว้ ัสดุ ผสมอยา่ งประหยัดและคมุ้ คา่ การใหค้ ะแนนการบนั ทกึ บันทกึ ผลลงในตารางบนั ทึกผลการทากจิ กรรม โดยนาเสนอผลการ แบบบนั ทกึ การค้นคว้า 3 สืบคน้ ข้อมูลเกยี่ วกบั การใชว้ ัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ โลหะ และ กจิ กรรมทา้ ยบท วสั ดุผสมในชีวติ ประจาวันได้ถกู ต้อง ครบถว้ น ลงในแบบบนั ทึกการ คน้ คว้า ครบทกุ ประเดน็ สอดคลอ้ งกบั เน้ือหาในกิจกรรม บนั ทกึ ผลลงในตารางบนั ทึกผลการทากิจกรรม โดยนาเสนอผลการ 2 สบื คน้ ขอ้ มลู เกย่ี วกับการใช้วัสดปุ ระเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ โลหะ และ วัสดผุ สมในชีวติ ประจาวันได้ ตามความเป็นจริงลงในแบบบนั ทกึ การคน้ คว้า แตย่ ังมขี ้อผิดพลาด บันทึกผลลงในตารางบันทึกผลการทากิจกรรม โดยนาเสนอผลการ 1 สืบคน้ ข้อมูลเกยี่ วกบั การใช้วัสดุประเภทพอลเิ มอร์ เซรามกิ โลหะ และวัสดุผสมในชวี ิตประจาวันได้ ไม่ถกู ต้อง มีข้อผิดพลาดท่ตี อ้ งแกไ้ ข ปรบั ปรงุ

ประเดน็ การประเมนิ คา่ นา้ หนกั แนวทางการให้คะแนน คะแนน การใหค้ ะแนนการให้ ตอบคาถามทา้ ยกจิ กรรมท้ายบท โดยระบุตัวอย่างวสั ดุ แนวทางการใช้ เหตผุ ลการตระหนกั ถึง 3 งาน และเหตุผลในการเลอื กใชว้ ัสดุ ทแ่ี สดงเห็นการตระหนักถึงคณุ ค่า คณุ ค่าของการใช้วสั ดุใน ของการใช้วัสดผุ สมจากการเสนอแนะแนวทางการใช้วสั ดผุ สมอย่าง 2 ประหยดั และคมุ้ คา่ ได้ชัดเจน ถูกต้อง ชวี ิตประจาวัน ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมท้ายบท โดยระบตุ วั อย่างวสั ดุ แนวทางการใช้ 1 งาน และเหตผุ ลในการเลอื กใชว้ สั ดุ ทแ่ี สดงเห็นการตระหนกั ถงึ คณุ ค่า ของการใช้วัสดุผสมจากการเสนอแนะแนวทางการใช้วัสดุผสมอย่าง ประหยดั และค้มุ ค่าได้ แต่มขี อ้ ผิดพลาด ตอบคาถามท้ายกิจกรรมทา้ ยบท โดยระบตุ ัวอย่างวสั ดุ แนวทางการใช้ งาน และเหตผุ ลในการเลือกใชว้ ัสดุ ทีแต่ไมส่ อดคล้องกับการตระหนกั ถึงคุณค่าของการใชว้ ัสดผุ สมจากการเสนอแนะแนวทางการใชว้ ัสดุ ผสมอย่างประหยัดและคมุ้ ค่า 9.2 ระดบั คุณภาพ หมายถึง ดีมาก หมายถงึ ดี คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถงึ พอใช้ คะแนนรวมเฉลย่ี 4.00 - 3.00 คะแนนรวมเฉล่ยี 2.00 - 1.00 ดังน้ัน นกั เรียนตอ้ งไดค้ ะแนนเฉลีย่ ทกุ ประเดน็ การประเมิน ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับ คณุ ภาพ ดี ถอื วา่ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ในแผนการจดั การเรยี นท่ี 11

บันทึกหลงั การสอน หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 5 ปฏกิ ริ ิยาเคมแี ละวสั ดุในชวี ติ ประจาวนั .... ...... ... ... แผนการสอนเร่อื ง 11 การใช้วัสดใุ นชวี ิตประจาวนั อย่างไรใหป้ ระหยัด วนั ท่ี...............................เดอื น...............................................................พ.ศ................. 1. สรุปผลการเรยี นการสอน 1. นักเรียนจานวน....................คน ผา่ นจดุ ประสงคก์ ารเรียนร.ู้ ..........คน คดิ เป็นรอ้ ยละ............. ไม่ผา่ นจดุ ประสงค.์ ......................คน คดิ เปน็ ร้อยละ............. ไดแ้ ก่.................................................................................................. 2. สรปุ ผลตามรายจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 นักเรยี นมีความร้คู วามเข้าใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ข้อเสนอแนะหลงั การจัดการเรียนการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ............................................ครูผสู้ อน ลงช่อื .............................................หวั หน้ากลุ่มสาระ () () ตาแหนง่ ................................................... ลงช่ือ.............................................ผูช้ ่วย/รองฯวิชาการ …………./……………./………… () ลงชื่อ............................................ผอู้ านวยการ ()

แบบบนั ทกึ การประเมนิ คณุ ภาพการเรียนรู้ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 3 รายวิชาวิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน (ว23102) หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 5 ปฏกิ ริ ยิ าเคมีและวสั ดุในชีวติ ประจาวันI แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 11 เรือ่ ง การใชว้ ัสดุในชีวติ ประจาวนั อยา่ งไรให้ประหยัด . คาช้แี จง: ทาเคร่ืองหมาย  ในชอ่ งคา่ น้าคะแนนแต่ละด้านตามจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ โดยประเมินตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ชือ่ -นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นักเรียน คา่ นา้ หนักคะแนน ค่านา้ หนักคะแนน คา่ นา้ หนักคะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22

เลข ชื่อ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์การพิจารณาคุณภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลีย่ 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถึง ต้องได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้นึ ไปเทา่ นั้น ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชี้วัด ผลการประเมนิ การเรียนรู้ของนกั เรียน ผเู้ รยี นท่ี ผ่าน ตวั ชว้ี ดั มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผู้เรยี นที่ ไมผ่ ่าน ตวั ชี้วัด มีจานวน…………………………คน คดิ เป็นรอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................

สอื่ การเรียนรแู้ ผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 11: ใบกจิ กรรมทา้ ยบท ใบกจิ กรรมทา้ ยบท ใช้วสั ดใุ นชีวติ ประจาวนั อยา่ งไรใหป้ ระหยดั และคมุ้ คา่ หนงั สอื เรยี นรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 เล่ม 2 ตามหลกั สูตรแกนกลาง การศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุงพ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ หน้า 51 กจิ กรรมทา้ ยบท ใช้วัสดใุ นชีวิตประจาวันอยา่ งไรให้ประหยดั และคุ้มคา่ ? จดุ ประสงค์ นาเสนอแนวทางการใช้วสั ดปุ ระเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ โลหะ และวสั ดผุ สมอย่าง วัสดอุ ุปกรณ์ ประหยัดและคุม้ คา่ วิธีดาเนนิ กิจกรรม อปุ กรณท์ ่ใี ชใ้ นการสืบค้น เช่น โทรศัพท์เคลื่อนท่ี คอมพวิ เตอรท์ ่เี ชอื่ มต่ออินเทอรเ์ น็ต 1. สารวจและระบุสงิ่ ของเครือ่ งใช้ในบา้ นทที่ าจากวสั ดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามิก สอื่ การเรยี นร/ู้ โลหะ และวัสดผุ สมอยา่ งละ 2 ชนิ้ แหลง่ เรียนรู้ 2. รวบรวมขอ้ มลู และอภปิ รายเหตุผลทีน่ าวัสดุเหลา่ นน้ั มาทาเครือ่ งใช้แต่ละชนิด บันทึกผล 3. อภิปรายและนาเสนอแนวทางในการใชพ้ อลิเมอร์ เซรามกิ โลหะ และวสั ดุผสม อยา่ งประหยัดและคมุ้ ค่า คณะพลงั งานสิ่งแวดล้อมและวสั ดุ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยพี ระจอม เกลา้ ธนบุร.ี กลุ่มวจิ ยั การผลิตและข้นึ รปู พอลิเมอร์. http://www.kmutt.ac.th/p-prof/?page_id=740&lang=th ศลุ พี ร แสงกระจ่าง, ปัทมา พลอยสว่าง และปรณิ ดา พรหมหิตาธร. (2556) ผลกระทบของพลาสติกตอ่ สขุ ภาพและสิง่ แวดลอ้ ม. พษิ วทิ ยา ไทย, 28(1), 39-50. http://www.thaitox.org/media/upload/file/Journal/2013-1/04aricle.pdf สมาคมพัฒนาคณุ ภาพส่ิงแวดล้อม. รรู้ อบเรือ่ งพลาสตกิ : จากตน้ กาเนิด สูก่ ารจดั การ. http://adeq.or.th/knowlage-about-plastic-01/ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาต.ิ พลาสติกย่อยสลายได้ https://www.mtec.or.th/bio-plastic/index.html คาถามทา้ ยกิจกรรม 1. การใชว้ ัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ โลหะ และวัสดผุ สมอยา่ งประหยดั และค้มุ คา่ ทาไดอ้ ยา่ งไร

สือ่ การเรียนรแู้ ผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 11: แบบบนั ทึกการคน้ คว้ากจิ กรรมท้ายบท แบบบนั ทึกการคน้ คว้ากิจกรรมทา้ ยบท ใชว้ ัสดุในชวี ติ ประจาวนั อย่างไรให้ประหยดั และคมุ้ คา่ ชือ่ -นามสกลุ ..........................................................................................ช้นั .................เลขที่...........กลุ่มท.่ี ...........  ตาราง ประเภทของวสั ดุ ตัวอยา่ งส่ิงของเครอ่ื งใช้ และเหตผุ ลทน่ี าวสั ดุมาทาเครอื่ งใช้ ประเภทของวสั ดุ ตัวอย่างสิ่งของ เหตุผลทน่ี าวสั ดุมาทาเคร่ืองใช้นนั้ พอลเิ มอร์ เคร่อื งใชภ้ ายในบา้ น เซรามกิ โลหะ หลอดกาแฟ ................................................................................................... วสั ดผุ สม ................................................................................................... รองเทา้ ยาง ................................................................................................... ................................................................................................... กระเบอ้ื งปพู ืน้ ................................................................................................... ................................................................................................... ถ้วยกระเบ้ือง ................................................................................................... ................................................................................................... ฟอยล์หอ่ อาหาร ................................................................................................... ................................................................................................... กอ๊ กนา้ ................................................................................................... ................................................................................................... เกา้ อ้ีสนามทีท่ าจาก ................................................................................................... พลาสติกเสริมใยแก้ว ................................................................................................... เสื้อกนั ฝนท่ีทาจาก ................................................................................................... ผ้าคอมโพสิต ................................................................................................... คาถามทา้ ยกิจกรรม 1. การใชว้ ัสดปุ ระเภทพอลเิ มอร์ เซรามิก โลหะ และวัสดุผสมอย่างประหยัดและคุม้ คา่ ทาไดอ้ ย่างไร ตอบ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………… ..………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แนบท้ายแผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 11: การใหค้ ะแนนดา้ นกระบวนการ (P) แนวทางบนั ทกึ การค้นคว้ากจิ กรรมท้ายบท ใชว้ ัสดใุ นชีวิตประจาวนั อยา่ งไรใหป้ ระหยัดและค้มุ คา่  ตาราง ประเภทของวสั ดุ ตัวอยา่ งสิ่งของเคร่ืองใช้ และเหตผุ ลทนี่ าวัสดุมาทาเคร่อื งใช้ นักเรยี นอาจสบื ค้นข้อมลู การใชว้ ัสดปุ ระเภทพอลิเมอร์ เซรามิก โลหะ และวัสดผุ สมในชวี ติ ประจาวัน โดยจัดทาตารางบันทกึ ข้อมลู ประเภทของวสั ดุ ตัวอย่างสง่ิ ของเครือ่ งใช้ และเหตผุ ลที่นาวัสดุมาทาเคร่ืองใชน้ น้ั ดงั ตัวอยา่ ง ประเภทของวสั ดุ ตวั อยา่ งส่ิงของ เหตุผลทนี่ าวสั ดุมาทาเครือ่ งใชน้ ัน้ พอลเิ มอร์ เคร่อื งใชภ้ ายในบ้าน เซรามิก หลอดกาแฟ ขึ้นรปู เป็นรปู ทรงตา่ ง ๆ ไดง้ ่ายตาม โลหะ วสั ดผุ สม ความตอ้ งการ ป้องกนั การซมึ ผ่านของสารได้ รองเทา้ ยาง ยืดหยุน่ ไดด้ ี สามารถคนื ตัว เบาแตแ่ ขง็ แรง ดดู ซบั แรงกระแทกได้ดี กระเบ้อื งปูพ้นื แขง็ ทนต่อการสึกกร่อน ทนความร้อน ไมย่ ดื หยุ่น ถ้วยกระเบื้อง ทนความร้อนไดด้ ี ไมน่ าไฟฟา้ ทนตอ่ การสกึ กร่อน ฟอยลห์ ่ออาหาร ทาใหเ้ ปน็ แผ่นและทาเป็นรปู ร่างต่าง ๆ ได้ นาความร้อน และทนความรอ้ นได้ดี กอ๊ กน้า แข็ง เหนียว ทนต่อการสึกกรอ่ น มีจุดหลอมเหลวและจุดเดอื ดสงู เก้าอีส้ นามทีท่ าจาก แขง็ แรงแตน่ า้ หนักเบา ไม่ดดู ซึมน้า ทาเป็น พลาสตกิ เสรมิ ใยแก้ว รูปรา่ งต่าง ๆ ไดต้ ามตอ้ งการ เส้อื กันฝนทที่ าจาก อ่อนน่มุ ทนทาน ไม่ขาดงา่ ย กันน้าแต่ระบาย ผา้ คอมโพสติ ไอนา้ ได้ ทาใหไ้ ม่อับชืน้ ไม่ร้อน หมายเหต:ุ การนาเสนอข้อมลู เกยี่ วกับแนวทางการใชพ้ อลเิ มอร์ เซรามิก โลหะ และวสั ดผุ สมอย่างประหยัด และคุ้มคา่ ในรปู แบบตา่ ง ๆ เชน่ วดี ทิ ัศน์ การแสดงขอ้ มูลโดยใช้ภาพ (infographic) ภาพเคล่ือนไหว หรือนาเสนอผา่ นส่อื ออนไลน์ตา่ ง ๆ นอกจากนี้ นกั เรียนอาจสบื ค้นขอ้ มูลและนาเสนอเก่ียวกับวัสดุชนิดใหม่ เช่น พลาสติกยอ่ ยสลายไดท้ ่ี ผลิตจากวสั ดุธรรมชาติ เช่น แป้ง เซลลูโลส เคซีน ซึ่งสามารถนาไปใช้งานไดอ้ ยา่ งแพร่หลาย เชน่ ใช้ในทางการแพทย์ การเกษตร อตุ สาหกรรมอาหาร

แนบทา้ ยแผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 11: การให้คะแนนด้านความรู้ (K) เฉลยใบกิจกรรมท้ายบท ใชว้ ัสดุในชวี ิตประจาวนั อยา่ งไรใหป้ ระหยัดและคุ้มค่า เฉลยคาถามท้ายกจิ กรรม 1. การใช้วัสดปุ ระเภทพอลเิ มอร์ เซรามกิ โลหะ และวสั ดุผสมอย่างประหยดั และคมุ้ ค่า ทาได้อยา่ งไร แนวคาตอบ การใชว้ สั ดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ โลหะ และวัสดุผสมอยา่ งประหยัดและคมุ้ ค่า ทาได้ โดยใช้วสั ดุต่าง ๆ เท่าทจ่ี าเปน็ ซ่อมแซมดแู ลรกั ษาผลติ ภณั ฑต์ ่าง ๆ ใหใ้ ช้งานได้นาน เพอื่ จะได้ไม่ตอ้ งผลติ เพิม่ ข้นึ อกี นาวสั ดกุ ลบั มาใช้ซา้ คดั แยกวัสดุเพอ่ื นากลับไปผลติ ใหม่ และงดใชผ้ ลิตภณั ฑ์บางประเภทที่เป็นพษิ หรือไม่ ย่อยสลายในธรรมชาติ

แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 12 เรอื่ ง กระแสไฟฟา้ รหสั วิชา ว23102 เวลา 1 ชั่วโมง รวม 22 ชัว่ โมง หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 6 ช่อื หนว่ ยการเรยี นรู้ ไฟฟา้ ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรยี นที่ 2 มาตรฐาน ว 2.3 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระที่ 2 ชือ่ สาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ 1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชว้ี ัด ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ียนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง สสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวนั ธรรมชาตขิ องคลื่น ปรากฏการณ์ท่ีเกี่ยวข้องกบั เสียง แสง และคลื่น แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมทงั้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 2.3 ม.3/3 ใชโ้ วลตม์ ิเตอร์ แอมมเิ ตอรใ์ นการวดั ปริมาณทางไฟฟ้า 2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด 1) เม่ือต่อวงจรไฟฟ้าครบวงจรจะมีกระแสไฟฟ้าออกจากข้ัวบวกผ่านวงจรไฟฟ้าไปยังขั้วลบของ แหล่งกาเนดิ ไฟฟ้า ซึง่ วดั ค่าไดจ้ ากแอมมิเตอร์ 3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ นกั เรยี นอธิบายวธิ ีการวดั คา่ กระแสไฟฟ้า โดยใช้แอมมิเตอรไ์ ด้ 1) ด้านความรู้ (K) นกั เรยี นใชท้ ักษะการวดั โดยใช้แอมมิเตอรว์ ัดคา่ กระแสไฟฟ้า 2) ดา้ นทักษะ (P) พร้อมระบหุ นว่ ยของการวัดได้ นักเรียนตระหนักถึงความสาคญั ของการใช้อปุ กรณก์ ารทากจิ กรรมได้ 3) ด้านเจตคติ (A) 4. คณุ ลักษณะผูเ้ รียน ซือ่ สตั ยส์ ุจรติ  ม่งุ มนั่ ในการทางาน 4.1 คณุ ลักษณะท่ีพึงประสงค์  ใฝเ่ รยี นรู้  มีจติ สาธารณะ รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยู่อยา่ งพอเพียง มวี นิ ยั รกั ความเป็นไทย 5. ด้านสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น  ความสามารถในการคิด: นกั เรยี นสามารถคดิ โดยการวิเคราะหแ์ ละแปลความหมายข้อมลู ค่า กระแสไฟฟ้าทไี่ ด้จากเคร่อื งมือวดั  ความสามารถในการส่ือสาร: นกั เรยี นสามารถส่ือสาร โดยนาเสนอข้อมลู ที่ได้จากการวดั ค่ากระแสไฟฟา้ ลงในตารางบันทกึ ผล

6. สาระการเรียนรู้ วงจรไฟฟา้ อย่างประกอบด้วยแหล่งกาเนดิ ไฟฟา้ สายไฟฟา้ และอุปกรณไ์ ฟฟา้ เมื่อตอ้ งการให้อุปกรณ์ ไฟฟ้าทางาน ต้องต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าเข้ากับแหล่งกาเนิดไฟฟ้า ซ่ึงมีความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้วบวกและข้ัวลบ จากน้ันเม่ือกดสวิตชจ์ ะมีประจุไฟฟ้าเคล่ือนที่ทาให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น โดยกระแสไฟฟ้าจะเคลื่อนที่จากข้ัวบวก ซ่ึงมีศักย์ไฟฟ้าสูงกว่าผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้า แล้วกลับเข้ามายังขั้วลบซึ่งมีศักย์ไฟฟ้าต่ากว่าจนครบวงจร ขณะที่ กระแสไฟฟ้าเคล่ือนที่พลังงานจากแหล่งกาเนิดไฟฟา้ จะส่งผ่านสายไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ไฟฟา้ ทาให้อุปกรณ์ไฟฟ้า ทางานได้ โดยเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานอื่น เช่น พลังงานแสง ดังภาพ นอกจากน้ันพลังงานไฟฟ้ายัง เปลีย่ นเปน็ พลงั งานเสียง พลังงานความรอ้ น พลงั งานกลได้อกี ด้วย ภาพแสดง การทางานของวงจรไฟฟ้าในไฟฉาย อ้างอิงจาก: หนงั สือเรยี นรายวชิ าพ้นื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 เลม่ 2 ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 65 กระแสไฟฟ้า (electric current) คือ ปริมาณประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนท่ีผ่านพื้นท่ีหน้าตัดของตัวนา ไฟฟ้าในหน่ึงหน่วยเวลา โดยเคลื่อนที่จากจุดท่ีมีศักย์ไฟฟ้าสูงไปยังจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าต่า กระแสไฟฟ้าแทนด้วย สญั ลกั ษณ์ I มหี นว่ ยเปน็ แอมแปร์ (ampere : A) การวัดค่ากระแสไฟฟ้าในวงจรจะใช้เครื่องมือท่ีเรียกว่า แอมมิเตอร์ (ammeter) การนาแอมมิเตอร์ไปใช้ทาได้ โดยต่อแอมมิเตอร์แทรกเข้าไปใน วงจรแบบเรียงกันไป ณ จุดท่ีต้องการวัดค่ากระแสไฟฟ้า ซึ่งต้องต่อข้ัวบวกและ ขั้วลบของแอมมิเตอรให้ถูกต้อง โดยต่อขั้วบวกของแอมมิเตอร์เข้าทางข้ัวบวก ของถ่านไฟฉาย ซ่ึงเปน็ จุดท่มี ีศักย์ไฟฟ้าสูง และตอ่ ขว้ั ลบของแอมมิเตอร์เข้าทาง ข้ัวลบของถ่านไฟฉาย ซึ่งเป็นจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าต่า ขั้วบวกของแอมมิเตอร์มี หลายข้ัว ซ่ึงแต่ละข้ัวจะรองรับกระแสไพฟสูงสุดที่ต่างกัน เช่น 2 100 500 มิลลิแอมแปร์ และ 5 แอมแปร์ ต้องเลือกข้ัวบวกให้เหมาะสม เพ่ือให้อ่านค่าได้ ภาพแสดง แอมมเิ ตอร์ ถูกต้องแม่นยา และไม่เกดิ ความเสียหายแกแ่ อมมเิ ตอร์ ถ้าต้องการทราบค่าของกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า สามารถวดั ค่ากระแสไฟฟ้าได้โดยตอ่ แอมมิเตอร์ แทรกเข้าไปในวงจร ณ ตาแหน่งที่ต้องการวัด การตอ่ แอมมิเตอร์ต้องพจิ ารณาข้ัวให้ถูกต้อง โดยต่อขั้วบวกของ แอมมิเตอร์เข้าทางขั้วบวกของถ่านไฟฉาย ซ่ึงเป็นจุดท่ีมีศักย์ไฟฟ้าสูง และต่อข้ัวลบของแอมมิเตอร์เข้าทาง ข้ัวลบของถา่ นไฟฉายซ่ึงเปน็ จุดทีม่ ศี ักยไ์ ฟฟ้าต่า

ถ้าต่อสลับขั้วกันเข็มของแอมมิเตอร์จะเบนไปในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งอาจทาให้แอมมิเตอร์เสียหายได้ นอกจากน้ีในการเริ่มต้นวัดแต่ละครั้ง ต้องเลือกใช้ข้ัวบวกที่รองรับกระแสไฟฟ้าสูงท่ีสุดก่อน เนื่องจากเราไม่ทราบว่า ค่ากระแสไฟฟ้าในวงจรมีค่าเป็นเท่าใด ถ้าเร่ิมต้นวัดโดยใช้ขั้วบวกท่ีรองรับ กระแสไฟฟ้าสูงสุดท่ีมีขนาดน้อยกว่าค่ากระแสไฟฟ้าในวงจร อาจทาให้ แอมมิเตอร์เสียหายได้ แต่ถ้าวัดแล้วพบว่าเข็มไม่เบนหรือเบนเพียงเล็กน้อย ภาพแสดง การต่อแอมมเิ ตอร์ ให้เปลี่ยนขั้วบวกให้มีค่าน้อยลงทีละระดับจนสามารถอ่านค่าได้ละเอียดข้ึน เพือ่ วดั คา่ กระแสไฟฟา้ ค่ากระแสไฟฟ้าท่ีวดั ไดม้ ีหนว่ ยเปน็ แอมแปร์ 7. กจิ กรรมการเรียนรู้ ใชร้ ปู แบบการจดั การเรยี นการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (1 ช่ัวโมง; 60นาท)ี ขัน้ ที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (10 นาท)ี 1) ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน เพ่ือนาเข้าสู่หน่วยการเรียนรู้ที่ 6 เร่ือง ไฟฟ้า โดยให้ นกั เรียนดภู าพนาหน่วย (หนังสอื เรียนรายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั ม.3 เล่ม 2 สสวท.หนา้ 60) จากนน้ั อภิปรายร่วมกัน โดยใชป้ ระเดน็ คาถามดังน้ี - จากภาพ นักเรียนสังเกตเห็นอะไร (นักเรยี นตอบตามความคิดของตนเอง เช่น สังเกตเห็นชา่ ง ไฟฟ้ากาลงั ซอ่ มแซมอปุ กรณ์อิเลก็ ทรอนกิ ส์หรืออุปกรณ์ไฟฟา้ ) - นักเรียนคิดว่าภายในสมาร์ตโฟนประกอบด้วยอะไรบ้าง (นักเรียนตอบตามความคิดของ ตนเอง เช่น หน้าจอ กลอ้ งถา่ ยรปู ลาโพง วงจรไฟฟา้ ) 2) เชื่อมโยงเข้าสู่บทที่ 1 วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย โดยให้นักเรียนสังเกตภาพนาบท (หนังสือเรียน รายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันม.3 เล่ม 2 สสวท. หน้า 62) พร้อมท้ังให้นักเรียนอ่านเนื้อหา นาบท และร่วมอภิปรายเกี่ยวกบั การพฒั นาความร้คู วามเขา้ ใจเรือ่ งไฟฟา้ โดยใช้คาถามตอ่ ไปนี้ - การค้นพบความร้เู ร่อื งไฟฟ้ามีมาต้ังแตเ่ มอ่ื ใด (ตัง้ แตย่ ุคกรกี โบราณ) - นักวิทยาศาสตร์แต่ละคนได้ค้นพบความรู้เกี่ยวกับไฟฟ้านักเรียนรู้หรือไม่ว่านักวิทยาศาสตร์ เหล่านั้นได้แก่ใครบ้าง และสิ่งท่ีค้นพบคืออะไร (ทาลีสค้นพบผลของไฟฟ้าสถิต เบนจามิน แฟรงคลิน พิสูจน์ว่า ประจุไฟฟ้ามีอยู่จริง ไมเคิล ฟาราเดย์ อธิบายการเหน่ียวนาไฟฟ้าด้วยสนามแม่เหล็กทาให้เกิดการสร้างไดนาโม ทอมสั แอลวา เอดิสนั คดิ คน้ หลอดไฟฟ้าได้สาเร็จ) 3) ให้นักเรียนสงั เกตภาพนาเรอื่ ง ครูกระตนุ้ ความสนใจโดยใช้คาถามดังน้ี - นักเรียนเคยเห็นปรากฏการณ์ในภาพนี้หรือไม่ ปรากฏการณ์นี้คืออะไร (นักเรียนตอบตาม ความเข้าใจของตนเอง เช่น ปรากฏการณ์ฟ้าแลบ ฟา้ ผ่า) - นักเรียนคิดว่าปรากฏการณ์น้ีเกิดขึ้นไดอ้ ย่างไร (นักเรียนตอบตามความเข้าใจของตนเอง เช่น เกดิ จากการปล่อยพลังงานไฟฟา้ ท่ีสะสมในเมฆ)

4) ให้นักเรียนทากิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน (หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ชน้ั ม.3 เล่ม2 สสวท. หน้า 64) จานวน 5 ขอ้ (เฉลยแนบทา้ ยแผนการจัดการเรียนร)ู้ 5) ครูตรวจสอบการทากิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน ถ้าไม่ถูกต้องให้แก้ไขความเข้าใจ คลาดเคล่ือนของนักเรียน ความรู้พ้ืนฐานเร่ืองส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าที่ถูกต้องและเพียงพอที่จะเรียนเรื่อง ปริมาณทางไฟฟา้ ต่อไป ขัน้ ท่ี 2 ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration) (20 นาท)ี 6) ให้นักเรยี นอา่ นเนื้อหาเกีย่ วกบั วงจรไฟฟา้ อยา่ งงา่ ย นิยามของกระแสไฟฟ้าและการวดั กระแสไฟฟา้ ในหนังสือเรียนหนา้ 65-66 ครใู ช้คาถามเพือ่ ตรวจสอบความเข้าใจของนกั เรยี น ดงั นี้ - ส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าอยา่ งงา่ ยมีอะไรบา้ ง (แหล่งกาเนิดไฟฟา้ สายไฟฟา้ และอปุ กรณ์ ไฟฟา้ ) - กระแสไฟฟา้ เกดิ ขน้ึ ไดอ้ ย่างไร (กระแสไฟฟ้าเกดิ จากการเคลื่อนทีข่ องประจไุ ฟฟ้าผา่ น พื้นทหี่ น้าตัดของตวั นาไฟฟ้า จากจุดทม่ี ศี ักย์ไฟฟา้ สูงไปยงั จุดที่มศี ักยไ์ ฟฟ้าต่า) - กระแสไฟฟา้ คืออะไร (กระแสไฟฟา้ คือปรมิ าณประจุไฟฟา้ ทีเ่ คลอ่ื นท่ใี นตวั นาไฟฟา้ ใน หน่ึงหน่วยเวลา) - อปุ กรณ์ท่ีใช้วดั กระแสไฟฟ้าคอื อะไร ใช้งานอย่างไร (อุปกรณ์ทใ่ี ช้วดั กระแสไฟฟา้ คือ แอมมิเตอร์ ใชง้ านโดยการต่อสายไฟฟา้ เข้ากับขว้ั ของแอมมเิ ตอร์ แลว้ นาแอมมิเตอร์ไปต่อแทรกในวงจร ณ จุดทต่ี ้องการวดั ให้ข้ัวบวกของแอมมเิ ตอร์ต่อเขา้ ทางขว้ั บวกของถา่ นไฟฉาย และขวั้ ลบของแอมมเิ ตอร์ตอ่ เขา้ ทางข้วั ลบของถ่านไฟฉาย) 7) ครเู ชื่อมโยงเขา้ สู่กิจกรรมท่ี 6.1 ใช้แอมมิเตอร์วดั กระแสไฟฟา้ ได้อยา่ งไร โดยใช้คาถามวา่ ใน การใช้แอมมิเตอร์วัดค่ากระแสไฟฟ้าควรเลือกข้ัวบวกให้เหมาะส มเพื่อให้อ่านค่าได้ถูกต้องแม่นยาและไม่เกิด ความเสยี หายแก่แอมมเิ ตอร์ได้อยา่ งไร (นักเรียนตอบตามความเขา้ ใจของตนเอง) 8) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 67 และครูตรวจสอบความ เข้าใจการอ่าน โดยใช้คาถามดังตอ่ ไปน้ี - กจิ กรรมนี้เกยี่ วกับเรอื่ งอะไร (การใชแ้ อมมิเตอรว์ ัดกระแสไฟฟา้ ) - กิจกรรมนี้มีจุดประสงคอ์ ะไร (วัดคา่ กระแสไฟฟ้าดว้ ยแอมมิเตอร์พร้อมระบุหน่วย) - วธิ ีดาเนินกิจกรรมมีข้ันตอนโดยสรุปอย่างไร (ต่อวงจรไฟฟ้า นาแอมมิเตอร์ต่อแทรกเข้าไปใน วงจรไฟฟ้า แลว้ วัดค่ากระแสไฟฟา้ ) - ข้อควรระวังในการทากิจกรรมมีอะไรบ้าง (ไม่นาแอมมิเตอร์ต่อกับถ่านไฟฉายโดยตรง เพราะ จะทาให้แอมมิเตอรเ์ สยี หายได)้ - นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (นักเรียนต้องสังเกตการเปลี่ยนแปลงของ หลอดไฟฟ้า ค่าของกระแสไฟฟา้ และสงั เกตขัว้ บวกของแอมมิเตอรท์ ีน่ ักเรยี นเลือกซง่ึ ทาให้อ่านค่าไดช้ ัดเจน)

9) ครูควรตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนเก่ียวกับการใช้แอมมิเตอร์ การเลือกข้ัวบวกที่ รองรับกระแสไฟฟ้าสูงสุดและการอ่านค่าบนหนา้ ปัดกอ่ นปฏบิ ัตจิ ริง 10) ขณะท่ีนักเรียนแตล่ ะกลุ่มทากิจกรรม ครูเดินสังเกตการทากิจกรรมของนักเรียนแตล่ ะกลุ่ม และให้คาแนะนา หากนักเรียนมีข้อสงสัยเก่ียวกับการต่อวงจรไฟฟ้า การเปล่ียนข้ัวบวกของแอมมิเตอร์ และ การอ่านค่ากระแสไฟฟ้าบนหน้าปัดของแอมมิเตอร์ ซ่ึงครูควรรวบรวมปัญหา และข้อสงสัยที่พบจากการทา กจิ กรรมของนักเรยี นเพ่อื ใช้เปน็ ขอ้ มูลประกอบการอภิปรายหลงั จากการทากิจกรรม ข้ันที่ 3 ขน้ั อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (10 นาท)ี 11) นักเรยี นบันทึกการทากิจกรรมลงในแบบบันทกึ การค้นควา้ กิจกรรมท่ี 6.1 ใช้แอมมิเตอรว์ ดั กระแสไฟฟ้าได้อย่างไร โดยสรุปผลของกิจกรรมและตอบคาถามทา้ ยกิจกรรม เพ่อื ให้ไดข้ อ้ สรปุ จากกจิ กรรมว่า แอมมิเตอร์เป็นเคร่ืองมือท่ีใช้วัดกระแสไฟฟ้าในวงจร โดยการต่อแทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวงจร ณ จุดท่ี ต้องการวัดค่ากระแสไฟฟ้า โดยให้ต่อข้ัวบวกของแอมมิเตอร์เข้าทางขั้วบวกของแหล่งกาเนิดไฟฟ้าซึ่งเป็นจุดท่ีมี ศักย์ไฟฟ้าสูงและต่อข้ัวลบของแอมมิเตอร์เข้าทางข้ัวลบของแห ล่งกาเนิดไฟฟ้าซ่ึงเป็นจุดท่ีมีศักย์ไฟฟ้าต่า ค่ากระแสไฟฟ้าที่วัดได้มีหน่วยเป็นแอมแปร์ การเปลี่ยนข้ัวบวกท่ีรองรับกระแสไฟฟ้าสูงสุดของแอมมิเตอร์ต้อง เร่ิมจากคา่ ที่สูงท่ีสดุ กอ่ นแล้วจงึ ลดลงมาทคี่ ่าต่ากวา่ จนอ่านค่ากระแสไฟฟ้าได้ละเอียดข้นึ ข้นั ที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) (10 นาที) 12) นักเรียนเรียนรู้เพิ่มเติมในหนังสือเรียนหน้า 68-70 จากนั้นร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับการวัด ค่ากระแสไฟฟา้ ดว้ ยแอมมเิ ตอร์ โดยใชป้ ระเดน็ คาถามเพิ่มเตมิ ดังนี้ - เพราะเหตุใดการใช้แอมมิเตอร์วัดค่ากระแสไฟฟ้าจึงต้องเริ่มจากใช้ข้ัวบวกที่รองรับ กระแสไฟฟ้าท่ีมีค่าสูงสุดก่อนเสมอ (แนวคาตอบ เพราะเราไม่ทราบค่าของกระแสไฟฟ้าในวงจร ถ้าเริ่มต้นจาก ขั้วบวกท่รี องรับกระแสไฟฟา้ สูงสุดที่มคี ่าตา่ กว่ากระแสไฟฟ้าจรงิ ในวงจร จะทาให้แอมมเิ ตอร์เสยี หายได้) - ความต่างศักย์ไฟฟา้ คืออะไร (คือความแตกตา่ งของพลังงานไฟฟ้าระหว่างจุดสองจุดต่อหน่วย ประจ)ุ - อุปกรณ์ท่ีใช้วัดความต่างศักย์ไฟฟ้าคืออะไร ใช้งานอย่างไร (อุปกรณ์ที่ใช้วัดความต่าง ศักย์ไฟฟ้าคือโวลต์มิเตอร์ ใช้งานโดยการต่อสายไฟฟ้าเข้ากับข้ัวของโวลต์มิเตอร์ แล้วนาโวลต์มิเตอร์ไปต่อคร่อม ระหว่างจุดสองจุดท่ีต้องการวัดให้ขั้วบวกของโวลต์มิเตอร์ต่อเข้าทางข้ัวบวกของถ่านไฟฉาย และข้ัวลบของโวลต์ มิเตอร์ตอ่ เข้าทางขวั้ ลบของถ่านไฟฉาย) ข้ันที่ 5 ขัน้ ประเมิน (Evaluation) (10 นาที) 13) ครูและนักเรยี นอภิปรายผลการทากจิ กรรม ใช้แอมมเิ ตอรว์ ัดกระแสไฟฟา้ ได้อยา่ งไร จะได้ข้อสรุปว่า เมื่อต่อวงจรไฟฟ้าครบวงจรจะมีกระแสไฟฟ้าออกจากข้ัวบวกผ่านวงจรไฟฟ้าไปยังข้ัวลบของ แหล่งกาเนิดไฟฟา้ ซง่ึ วดั ค่าได้จากแอมมิเตอร์ 14) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมนิ (Rubrics Score)

8. สื่อการเรยี นรู้/แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 อปุ กรณท์ ากิจกรรม: 1) ถา่ นไฟฉายขนาด 1.5 V 2) กระบะถ่านแบบ 4 กอ้ น 3) สายไฟฟา้ 4) หลอดไฟฟา้ ขนาด 6 V พรอ้ มฐาน 5) สวติ ชแ์ บบโยก 6) แอมมิเตอร์ 8.2 ใบกจิ กรรม: ใบกจิ กรรมท่ี 6.1 ใชแ้ อมมิเตอรว์ ดั กระแสไฟฟา้ ได้อยา่ งไร 8.3 แบบบันทกึ กิจกรรม: แบบบนั ทกึ การคน้ ควา้ กจิ กรรมที่ 6.1 ใช้แอมมเิ ตอรว์ ัดกระแสไฟฟา้ ไดอ้ ยา่ งไร 8.4 แหล่งเรยี นร:ู้ หนงั สอื เรียนรายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 เลม่ 2 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ 9. การวดั และการประเมนิ ตวั ชวี้ ัด/ผลการเรยี นรู้ วิธีการวัด เครอื่ งมือวัด เกณฑท์ ีใ่ ชใ้ นการประเมนิ 1. อธบิ ายวิธีการวัดค่า - ตรวจการตอบคาถาม - คาถามทา้ ยกจิ กรรมท่ี 6.1 - ได้ไม่นอ้ ยกวา่ 2 คะแนน กระแสไฟฟ้า โดยใช้ แอมมเิ ตอร์ได้ ท้ายกิจกรรมท่ี 6.1 ใช้แอมมเิ ตอร์วดั ระดบั คุณภาพดี ถอื วา่ (ดา้ นความร:ู้ K) กระแสไฟฟ้าไดอ้ ย่างไร ผ่านการประเมิน 2. การใชท้ ักษะการวดั - ตรวจการทาแบบ จานวน 3 ข้อ ด้านความรู้ โดยใช้แอมมิเตอร์วดั ค่า บันทึกการคน้ คว้า - แบบบนั ทึกการคน้ คว้า - ได้ไมน่ ้อยกว่า 2 คะแนน กระแสไฟฟ้าพรอ้ มระบุ กิจกรรมท่ี 6.1 กิจกรรมที่ 6.1 ระดบั คณุ ภาพดี ถอื วา่ หนว่ ยของการวดั ได้ ใช้แอมมิเตอรว์ ดั ผา่ นการประเมิน (ด้านกระบวนการ: P) กระแสไฟฟ้าได้อย่างไร ดา้ นกระบวนการ 3. ตระหนักถงึ ความสาคญั ของการใชอ้ ปุ กรณ์ - สังเกตการใชง้ าน - เกณฑก์ ารประเมนิ การใช้ - ไดไ้ มน่ ้อยกวา่ 2 คะแนน การทากิจกรรมได้ อุปกรณ์ในกจิ กรรม งานอุปกรณใ์ นกจิ กรรม ระดบั คณุ ภาพดี ถือวา่ (ด้านเจตคต:ิ A) ของนักเรียน ของนักเรยี น ผา่ นการประเมิน ดา้ นเจตคติ 9.1 เกณฑ์การประเมินผลนกั เรยี น เกณฑก์ ารประเมนิ (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมิน คา่ นา้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน คะแนน การใหค้ ะแนนตอบ 3 ตอบคาถามทา้ ยกจิ กรรมที่ 6.1 ถกู ตอ้ ง จานวน 3 ขอ้ คาถามทา้ ย 2 ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมท่ี 6.1 ถูกต้อง จานวน 2 ข้อ กจิ กรรมที่ 6.1 1 ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมท่ี 6.1 ถกู ต้อง จานวน 1 ข้อ หรือ ไมถ่ กู ตอ้ ง

ประเดน็ การประเมิน คา่ นา้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน การใหค้ ะแนนการบันทกึ คะแนน แบบบนั ทึกการค้นคว้า บนั ทึกผลการทากจิ กรรมการวดั จากการใช้แอมมเิ ตอรว์ ดั 3 คา่ ความกระแสไฟฟ้า พรอ้ มระบหุ น่วยของการวัดได้อย่างถูกตอ้ ง กิจกรรมที่ 6.1 2 ครบทกุ ประเด็น สอดคลอ้ งกับเน้ือหาในกิจกรรม 1 บนั ทึกผลการทากิจกรรมการวัด จากการใชแ้ อมมิเตอรว์ ัด การใหค้ ะแนน 3 คา่ ความกระแสไฟฟ้า พรอ้ มระบหุ น่วยของการวัดได้ถูกต้อง การใชง้ านอุปกรณ์ แตม่ ีขอ้ ผิดพลาดบางส่วน ที่ไม่สอดคลอ้ งกับเน้ือหาในกิจกรรม 2 บนั ทึกผลการทากจิ กรรมการวดั จากการใช้แอมมิเตอร์วดั ในกิจกรรม ค่าความกระแสไฟฟ้า พร้อมระบุหน่วยของการวัดไดไ้ ม่ถกู ตอ้ ง 1 มขี อ้ ผดิ พลาด ทไ่ี มส่ อดคล้องกับเน้อื หาในกิจกรรม ใชง้ านอุปกรณก์ ารทดลองในกิจกรรมไดถ้ กู วิธี หยิบ เคลอ่ื นย้าย อุปกรณอ์ ยา่ งระมดั ระวงั ไมห่ ยอกล้อหรือแกล้งเพื่อนขณะกาลงั ใช้ งานอปุ กรณ์ และหลงั การใชง้ านอปุ กรณม์ ีการเก็บรกั ษาอยา่ งถูกวธิ ี ใช้งานอปุ กรณ์การทดลองในกจิ กรรมไดถ้ กู วธิ ี หยิบ เคลื่อนยา้ ย อุปกรณ์อย่างระมัดระวงั ไมห่ ยอกล้อหรือแกลง้ เพ่ือนขณะกาลังใช้ งานอปุ กรณ์ แต่หลังการใช้งานอปุ กรณ์ไมม่ กี ารเก็บรักษาอย่างถกู วธิ ี หรือไมเ่ ก็บอุปกรณเ์ ข้าตเู้ ก็บอปุ กรณ์ตามประเภทของอุปกรณ์ ใชง้ านอุปกรณ์การทดลองในกิจกรรมได้ แตข่ ณะหยบิ เคลอื่ นยา้ ย อุปกรณห์ รอื กาลงั ใช้งานอปุ กรณ์ จะหยอกลอ้ หรือแกลง้ เพือ่ น อาจทาใหอ้ ปุ กรณ์เสียหายได้ และหลงั การใช้งานอุปกรณไ์ มม่ ี การเก็บรกั ษาอยา่ งถูกวิธี 9.2 ระดับคณุ ภาพ หมายถงึ ดีมาก หมายถงึ ดี คะแนนรวมเฉลีย่ 6.00 - 5.00 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวมเฉลย่ี 4.00 - 3.00 คะแนนรวมเฉล่ยี 2.00 - 1.00 ดงั น้ัน นกั เรยี นต้องไดค้ ะแนนเฉลย่ี ทุกประเดน็ การประเมนิ ไม่ตา่ กว่า 2.00 แสดงระดับ คุณภาพ ดี ถอื ว่าผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ในแผนการจดั การเรยี นท่ี 12

บนั ทึกหลงั การสอน หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 6 ไฟฟา้ .... ...... ... ... แผนการสอนเรอ่ื ง 12 กระแสไฟฟ้า วันที่...............................เดอื น...............................................................พ.ศ................. 1. สรปุ ผลการเรยี นการสอน 1. นักเรยี นจานวน....................คน ผ่านจุดประสงค์การเรยี นร.ู้ ..........คน คิดเปน็ รอ้ ยละ............. ไม่ผ่านจุดประสงค.์ ......................คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ............. ได้แก่.................................................................................................. 2. สรปุ ผลตามรายจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 2.1 นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ข้อเสนอแนะหลงั การจดั การเรียนการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอื่ ............................................ครผู สู้ อน ลงชือ่ .............................................หวั หนา้ กลมุ่ สาระ () () ตาแหนง่ ................................................... ลงช่อื .............................................ผ้ชู ่วย/รองฯวิชาการ …………./……………./………… () ลงช่ือ............................................ผอู้ านวยการ ()

แบบบันทกึ การประเมินคณุ ภาพการเรยี นรูข้ องนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 รายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน (ว23102) หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 6 ไฟฟา้ I แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 12 เรื่อง กระแสไฟฟ้า . คาช้แี จง: ทาเครื่องหมาย  ในช่องค่านา้ คะแนนแตล่ ะดา้ นตามจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ โดยประเมนิ ตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ช่อื -นามสกลุ / ด้านความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ด้านเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นักเรยี น ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22

เลข ชื่อ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์การพิจารณาคุณภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลีย่ 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถึง ต้องได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้นึ ไปเทา่ นนั้ ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชี้วัด ผลการประเมนิ การเรียนรู้ของนกั เรียน ผเู้ รยี นท่ี ผ่าน ตวั ชว้ี ดั มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผู้เรยี นที่ ไมผ่ ่าน ตวั ชี้วัด มีจานวน…………………………คน คดิ เป็นรอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................

สือ่ การเรียนรแู้ ผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 12: ใบกิจกรรมที่ 6.1 ใบกจิ กรรมท่ี 6.1 ใช้แอมมิเตอร์วดั กระแสไฟฟา้ ไดอ้ ย่างไร หนงั สอื เรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 2 ตามหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุงพ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ หน้า 67 กจิ กรรมท่ี 6.1 ใชแ้ อมมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้าไดอ้ ยา่ งไร? จุดประสงค์ วัสดอุ ปุ กรณ์ วัดค่ากระแสไฟฟา้ ดว้ ยแอมมเิ ตอรพ์ ร้อมระบุหน่วย วิธีดาเนินกิจกรรม วัสดุที่ใชต้ อ่ กลุม่ 1. ถา่ นไฟฉายขนาด 1.5 V 2 กอ้ น 2. กระบะถ่านแบบ 4 ก้อน 1 อนั 3. สายไฟฟา้ 4 เส้น 4. หลอดไฟฟ้าขนาด 6 V พรอ้ มฐาน 1 ชุด 5. สวิตชแ์ บบโยก 1 อนั 6. แอมมิเตอร์ 1 เคร่อื ง 1. ต่อวงจรไฟฟ้าท่ีประกอบด้วยถ่านไฟฉาย 2 ก้อน สวิตช์ สายไฟฟ้าและหลอดไฟฟ้า ดังภาพ กดสวิตช์ ลงให้วงจรปิด เพ่ือทดสอบว่ามีกระแสไฟฟ้าในวงจร หรือไม่ โดยสังเกตจากการเปล่ียนแปลงของหลอด ไฟฟ้า จากนัน้ ยกสวิตช์ขึ้นให้วงจรเปดิ ภาพการจดั อปุ กรณ์ในกจิ กรรม 2. ต่อแอมมิเตอร์แทรกเข้าในวงจรไฟฟ้าโดยให้ สายไฟฟ้าที่ต่อกับขั้วลบของถ่านไฟฉายต่อเข้ากับ ขั้วลบของแอมมิเตอร์ อีกเส้นหนึ่งต่อขั้วบวกของ แอมมิเตอร์ท่ีรองรับกระแสไฟฟ้าสูงสุดเข้ากับ อปุ กรณไ์ ฟฟ้าที่ตอ่ จากขวั้ บวกของถ่านไฟฉาย ดงั ภาพ ภาพการจดั อปุ กรณ์ในกจิ กรรม 3. กดสวิตชล์ งเพื่อใหว้ งจรปิด อา่ นค่าของกระแสไฟฟ้าบนแอมมเิ ตอร์ บนั ทึกผลแล้ว ยกสวติ ซข์ น้ึ 4. เปลย่ี นขว้ั บวกของแอมมิเตอร์ โดยเปล่ยี นขัว้ บวกทร่ี องรับกระแสไฟฟ้าสงู สุดลดลง มาทคี่ ่าตา่ กว่าจนอ่านคา่ ของกระแสไฟฟ้าบนแอมมเิ ตอรไ์ ดล้ ะเอียดขน้ึ บันทึกผลแลว้ ยกสวติ ชข์ ึ้น นาเสนอวธิ กี ารและผลการวดั กระแสไฟฟ้า

กิจกรรมที่ 6.1 ใชแ้ อมมิเตอร์วดั กระแสไฟฟ้าได้อยา่ งไร? การเตรียมตัว • ครคู วรตรวจสอบคุณภาพของอปุ กรณ์ไฟฟ้าใหอ้ ยใู่ นสภาพพรอ้ มใช้งาน ล่วงหนา้ สาหรบั ครู • ครูควรฝกึ การใชแ้ ละการอา่ นคา่ จากแอมมเิ ตอร์จนเกิดความชานาญ ข้อควรระวงั • ไม่นาแอมมิเตอรต์ ่อกบั ถ่านไฟฉายโดยตรง เน่ืองจากแอมมิเตอรเ์ ป็นอุปกรณ์ทม่ี ี ความต้านทานน้อย การตอ่ แอมมเิ ตอรก์ ับถา่ นไฟฉายจะทาให้กระแสไฟฟา้ ปรมิ าณมาก เคลื่อนที่ผ่านแอมมิเตอร์ ซึง่ อาจทาใหแ้ อมมิเตอรเ์ สียหายได้ • การตอ่ ข้วั ของแอมมิเตอร์ให้ตอ่ ขวั้ บวกของแอมมเิ ตอรเ์ ขา้ ทางขวั้ บวกของถา่ นไฟฉาย ซ่ึงเปน็ จุดทีม่ ีศกั ย์ไฟฟ้าสูง และต่อขว้ั ลบของแอมมิเตอรเ์ ข้าทางขั้วลบของถา่ นไฟฉาย ซง่ึ เปน็ จุดทีม่ ีศักย์ไฟฟ้าตา่ กวา่ • กอ่ นกดสวติ ช์ควรต่ออปุ กรณไ์ ฟฟา้ ใหค้ รบวงจร • การต่อขั้วบวกทรี่ องรับกระแสไฟฟ้าสงู สุดให้เร่ิมทขี่ ั้วบวกทม่ี ีคา่ สงู สุดกอ่ น ดงั ภาพ จากภาพเรม่ิ ต้นทขี่ ้ัวบวกที่มคี ่า 5A ขอ้ เสนอแนะใน ภาพขวั้ บวกและขวั้ ลบของแอมมเิ ตอร์ การทากิจกรรม • ครคู วรตรวจสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี นในการตอ่ แอมมิเตอร์ การเลอื กข้วั บวกท่ี รองรับกระแสไฟฟ้าสงู สุด การอ่านค่าบนหน้าปัด ก่อนปฏิบัตจิ ริง • หากไมม่ แี อมมเิ ตอรส์ ามารถใช้มลั ตมิ เิ ตอรแ์ ทนได้ โดยปรับสเกลไปในย่านวดั กระแสไฟฟา้ คาถามทา้ ยกจิ กรรม 1. ถ้าต้องการวัดค่ากระแสไฟฟ้าจะตอ้ งตอ่ แอมมิเตอร์เข้าไปในวงจรไฟฟา้ อยา่ งไร 2. เพราะเหตุใดจึงต้องเปล่ยี นข้วั บวกทร่ี องรบั กระแสไฟฟา้ สูงสดุ ของแอมมิเตอรจ์ ากคา่ กระแสไฟฟา้ สูงสุด ลดลงมายังค่าทตี่ า่ กว่า 3. จากกิจกรรม สรุปได้วา่ อย่างไร

ส่ือการเรียนรแู้ ผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12: แบบบนั ทึกการคน้ ควา้ กจิ กรรมที่ 6.1 แบบบันทึกการค้นคว้ากจิ กรรมท่ี 6.1 ใช้แอมมิเตอรว์ ดั กระแสไฟฟา้ ได้อยา่ งไร ช่ือ-นามสกลุ ..........................................................................................ช้นั .................เลขท่ี...........กลุม่ ท.ี่ ...........  ตารางบนั ทกึ ผลการทากิจกรรม ตารางแสดง ค่ากระแสไฟฟ้าที่วดั ไดจ้ ากแอมมิเตอรเ์ มื่อต่อกบั ขว้ั บวกทีร่ องรับกระแสไฟฟ้าสงู สุดต่างกนั ขั้วบวกทีร่ องรบั กระแสไฟฟา้ สูงสดุ กระแสไฟฟา้ 5 A ………………..…………………………………………………………… 500 mA ………………..…………………………………………………………… หมายเหตุ : ขว้ั บวกทเี่ ลือกขึ้นอยกู่ ับแอมมิเตอร์ทใ่ี ช้ อาจแตกตา่ งกนั ไปตามรูปแบบของแอมมเิ ตอรแ์ ต่ละรุ่น  คาถามทา้ ยกจิ กรรม 1. ถา้ ต้องการวัดค่ากระแสไฟฟ้าจะต้องตอ่ แอมมิเตอร์เข้าไปในวงจรไฟฟา้ อยา่ งไร ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. เพราะเหตใุ ดจงึ ตอ้ งเปล่ยี นขั้วบวกท่ีรองรับกระแสไฟฟา้ สงู สดุ ของแอมมเิ ตอรจ์ ากค่ากระแสไฟฟ้าสงู สุด ลดลงมายังค่าทต่ี ่ากว่า ตอบ ………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. จากกจิ กรรม สรปุ ไดว้ ่าอยา่ งไร ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แนบท้ายแผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 12: การใหค้ ะแนนดา้ นกระบวนการ (P) แนวทางบนั ทกึ การค้นคว้ากจิ กรรมท่ี 6.1 ใชแ้ อมมิเตอรว์ ดั กระแสไฟฟ้าไดอ้ ยา่ งไร  ตารางบนั ทกึ ผลการทากจิ กรรม ตารางแสดง คา่ กระแสไฟฟา้ ท่วี ัดไดจ้ ากแอมมเิ ตอร์เมอ่ื ต่อกบั ขวั้ บวกทร่ี องรับกระแสไฟฟา้ สงู สดุ ต่างกนั ข้ัวบวกท่ีรองรบั กระแสไฟฟ้าสงู สดุ กระแสไฟฟา้ 5A ………………..…………………0.3 A……………………………… ………………..…290 mA หรือ 0.29 A………………………… 500 mA หมายเหตุ : ข้ัวบวกท่เี ลอื กขนึ้ อยกู่ ับแอมมเิ ตอรท์ ใ่ี ช้ อาจแตกต่างกนั ไปตามรปู แบบของแอมมเิ ตอร์แต่ละร่นุ

แนบทา้ ยแผนการจดั การเรียนรู้ที่ 12: การให้คะแนนด้านความรู้ (K) เฉลยใบกจิ กรรมท่ี 6.1 ใชแ้ อมมเิ ตอรว์ ดั กระแสไฟฟา้ ไดอ้ ยา่ งไร เฉลยคาถามทา้ ยกจิ กรรม 1. ถ้าตอ้ งการวัดค่ากระแสไฟฟา้ จะต้องตอ่ แอมมิเตอรเ์ ขา้ ไปในวงจรไฟฟา้ อยา่ งไร แนวคาตอบ การวัดคา่ กระแสไฟฟา้ ทาไดโ้ ดยต่อแอมมเิ ตอร์แทรกเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวงจร ณ ตาแหนง่ ที่ต้องการวดั คา่ กระแสไฟฟ้า โดยต่อขัว้ บวกท่ีรองรบั กระแสไฟฟา้ สูงสุดของแอมมเิ ตอรเ์ ข้าทางขว้ั บวกของถ่านไฟฉาย ซ่ึงเป็นจุดทมี่ ีศักย์ไฟฟ้าสูงและต่อขั้วลบของแอมมเิ ตอร์เขา้ ทางข้ัวลบของถ่านไฟฉายซง่ึ เปน็ จดุ ท่ีมศี กั ยไ์ ฟฟา้ ต่า 2. เพราะเหตใุ ดจึงตอ้ งเปลยี่ นขั้วบวกทีร่ องรบั กระแสไฟฟา้ สูงสุดของแอมมิเตอรจ์ ากค่ากระแสไฟฟ้าสงู สดุ ลดลงมายงั คา่ ทตี่ ่ากว่า แนวคาตอบ เพราะจะทาให้อา่ นค่าไดล้ ะเอียดข้นึ กว่าเดิม และเนอ่ื งจากเราไม่ทราบค่าของกระแสไฟฟา้ ในวงจร ถ้าเริ่มต้นจากขัว้ บวกท่ีรองรบั กระแสไฟฟา้ สงู สุดที่มีคา่ ตา่ กว่ากระแสไฟฟ้าจรงิ ในวงจร จะทาให้ แอมมิเตอรเ์ สียหายได้ 3. จากกิจกรรม สรปุ ไดว้ ่าอย่างไร แนวคาตอบ แอมมิเตอรเ์ ป็นเคร่ืองมอื ที่ใชว้ ัดกระแสไฟฟา้ ในวงจร โดยการต่อแทรกเขา้ ไปเปน็ ส่วนหนง่ึ ของวงจร ณ จดุ ที่ตอ้ งการวัดค่ากระแสไฟฟ้า โดยให้ต่อขัว้ บวกของแอมมิเตอรเ์ ข้าทางขัว้ บวกของแหลง่ กาเนิด ไฟฟ้าซ่ึงเปน็ จุดท่มี ศี กั ย์ไฟฟา้ สงู และตอ่ ข้ัวลบของแอมมเิ ตอร์เข้าทางขัว้ ลบของแหล่งกาเนดิ ไฟฟา้ ซง่ึ เปน็ จดุ ที่มี ศกั ยไ์ ฟฟา้ ตา่ คา่ กระแสไฟฟา้ ท่ีวัดไดม้ ีหนว่ ยเป็นแอมแปร์ การเปลย่ี นขั้วบวกทร่ี องรบั กระแสไฟฟา้ สงู สดุ ของ แอมมิเตอร์ต้องเริ่มจากคา่ ทส่ี งู ที่สุดก่อนแล้วจงึ ลดลงมาท่ีคา่ ต่ากวา่ จนอา่ นคา่ กระแสไฟฟา้ ไดล้ ะเอยี ดข้ึน

แนบท้ายแผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 12: เฉลยกิจกรรมทบทวนความรู้กอ่ นเรียน เฉลยกจิ กรรมทบทวนความรู้กอ่ นเรียน จานวน 5 ขอ้ หนังสอื เรยี นรายวิชาพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ม.3 เลม่ 2 สสวท. หนา้ 64-65  จากภาพ นาตวั เลขหนา้ อปุ กรณไ์ ฟฟา้ ในวงจรไฟฟ้าอย่างงา่ ยเติมใหต้ รงกบั หน้าทีข่ องอปุ กรณน์ ั้น ๆ ให้ถูกต้อง 1. ถา่ นไฟฉาย ………….2.............เปดิ หรือปิดวงจรไฟฟ้า 2. สวติ ซ์ ………….1.............เปน็ แหล่งกาเนิดพลังงานไฟฟ้า 3. สายไฟฟา้ ………….4.............เปลี่ยนพลงั งานไฟฟ้าเป็นพลงั งานแสง 4. หลอดไฟฟ้า………….3.............เช่ือมต่อระหวา่ งแหล่งกาเนดิ ไฟฟ้า และอุปกรณไ์ ฟฟา้  เขียนเครอ่ื งหมาย  ลอ้ มรอบขอ้ ทถ่ี ูกตอ้ งทีส่ ดุ เพยี งขอ้ เดียว จากภาพ ตอ้ งตอ่ ถ่านไฟฉายอยา่ งไร หลอดไฟฟา้ จึงสว่าง

แนบทา้ ยแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 12: VDO ปฏบิ ัตกิ ารทางวิทยาศาสตรส์ าหรับครผู ู้สอน อา้ งองิ จาก https://ipst.me/9876 เวบ็ ไซตค์ ลังความรู้ SciMath สถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศกึ ษาธกิ าร เผยแพร่เมื่อ : วันที่ 27กุมภาพันธ์ 2562 สาธติ การทดลองเรื่อง การใช้งานแอมมเิ ตอร์ทาได้อยา่ งไร ตวั อยา่ งการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นหาคาตอบวา่ การใช้งาน แอมมิเตอรท์ าไดอ้ ยา่ งไร โดยใหน้ กั เรยี นใชแ้ อมมิเตอรว์ ัดค่ากระแสไฟฟา้ ในวงจรไฟฟ้า เหมาะสาหรบั นกั เรียน ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น ลขิ สทิ ธิ์ สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.) ผูแ้ ตง่ หรอื เจา้ ของผลงาน สาขาวทิ ยาศาสตร์ภาคบงั คบั สาขาวิชา/กลุม่ สาระวชิ า วิทยาศาสตรท์ ว่ั ไป ระดับชน้ั ม.3 กลมุ่ เปา้ หมาย ครู

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 13 เรอ่ื ง ความตา่ งศักยไ์ ฟฟา้ รหสั วิชา ว23102 เวลา 2 ชัว่ โมง รวม 22 ช่ัวโมง หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 6 ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ ไฟฟา้ ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนที่ 2 มาตรฐาน ว 2.3 กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาระท่ี 2 ช่อื สาระ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ 1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชวี้ ดั ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง สสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลนื่ ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า รวมทัง้ นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วดั ว 2.3 ม.3/3 ใชโ้ วลตม์ ิเตอร์ แอมมเิ ตอร์ในการวัดปรมิ าณทางไฟฟา้ 2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด 1) ค่าที่บอกความแตกต่างของพลงั งานไฟฟ้าต่อหน่วยประจุระหว่างจดุ 2 จดุ เรยี กวา่ ความต่างศักย์ ซ่ึงวัดค่าไดจ้ ากโวลต์มเิ ตอร์ 3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ นกั เรยี นอธิบายวธิ กี ารวัดค่าความตา่ งศักย์ไฟฟ้า โดยใชโ้ วลตม์ ิเตอรไ์ ด้ 1) ดา้ นความรู้ (K) นกั เรยี นใช้ทักษะการวัด โดยใช้โวลต์มิเตอรว์ ัดค่าความต่างศกั ย์ไฟฟ้า 2) ดา้ นทกั ษะ (P) พร้อมระบุหนว่ ยของการวัดได้ นักเรยี นตระหนกั ถงึ ความสาคัญของการใชอ้ ปุ กรณก์ ารทากิจกรรมได้ 3) ด้านเจตคติ (A) 4. คณุ ลักษณะผู้เรยี น ซอื่ สัตย์สจุ รติ  มงุ่ มัน่ ในการทางาน 4.1 คณุ ลักษณะท่ีพึงประสงค์  ใฝ่เรยี นรู้  มีจติ สาธารณะ รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยู่อยา่ งพอเพียง มีวินัย รักความเปน็ ไทย 5. ด้านสมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น  ความสามารถในการคิด: นกั เรยี นสามารถคดิ โดยการวเิ คราะหแ์ ละแปลความหมายขอ้ มูลค่า ความตา่ งศักย์ไฟฟ้าทไ่ี ด้จากเครอ่ื งมอื วดั  ความสามารถในการสอ่ื สาร: นกั เรยี นสามารถสือ่ สาร โดยนาเสนอขอ้ มลู ท่ไี ดจ้ ากการวดั ความตา่ งศกั ย์ไฟฟา้ ลงในตารางบันทกึ ผล

6. สาระการเรียนรู้ ศักยไ์ ฟฟ้าเป็นค่าของพลังงานทีม่ ีอยู่ในประจไุ ฟฟา้ ซึ่งจะ มีผลต่อการเคลื่อนที่ของกระแสไฟฟ้า เม่ือต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า 2 จุดที่ มีศักย์ไฟฟ้าแตกต่างกัน จะทาให้เกิดกระแสไฟฟ้าเคลื่อนที่จากจุดท่ี มีศักย์ไฟฟ้าสูงผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้าไปยังจุดท่ีมีศักย์ไฟฟ้าต่ากว่า โดย เปล่ียนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานอื่น เช่น พลังงานแสง เรียกความ แตกต่างระหว่าง 2 จุดว่า ความต่างศักย์ไฟฟ้า (voltage) โดย ความตา่ งศกั ย์ไฟฟ้าเป็นความแตกตา่ งของพลงั งานระหว่างจุด 2 จุด ต่อหน่วยประจุ แทนด้วยสัญลักษณ์ V มีหน่วยเป็นโวลต์ (volt : V) ดังภาพ ภาพแสดง ความตา่ งศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุด A และจุด B อา้ งอิงจาก: หนงั สือเรียนรายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 2 ตามหลกั สูตร แกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 69 การวัดค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าจะใช้โวลต์มิเตอร์ (voltmeter) ภาพแสดง โวลตม์ เิ ตอร์ การต่อโวลต์มิเตอร์ต้องต่อคร่อมระหว่างจุดสองจุดที่ต้องการวัดค่ าความต่าง ศักย์ไฟฟ้า ซ่งึ ตอ้ งต่อขั้วบวกและขว้ั ลบให้ถกู ต้อง โดยตอ่ ข้วั บวกของโวลต์มิเตอร์ เข้าทางขั้วบวกของถ่านไฟฉาย ซ่ึงเป็นจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าสูง และต่อขั้วลบของ โวลต์มิเตอร์เข้าทางข้ัวลบของถ่านไฟฉาย ซ่ึงเป็นจุดท่ีมีศักย์ไฟฟ้าต่า ข้ัวบวก ของโวลต์มิเตอร์มีหลายข้ัว ซ่ึงแต่ละขั้วจะรองรับความต่างศักย์ไฟฟ้าสูงสุดที่ ต่างกัน เช่น 3 15 30 300 โวลต์ เราจะต้องเลือกขั้วบวกให้เหมาะสม เพื่อให้ อา่ นคา่ ได้ถูกตอ้ งแม่นยาและไมเ่ กิดความเสยี หายแก่โวลต์มิเตอร์ โดยการศกึ ษาวิธีการใช้เครอ่ื งมือวัดความต่างศกั ย์ไฟฟา้ และวธิ ตี อ่ เครอ่ื งมือวดั ความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟ้าใน วงจรจากการทากจิ กรรม การวดั คา่ กระแสไฟฟา้ และความต่างศกั ยไ์ ฟฟ้า โดยมีขน้ั ตอนการตอ่ วงจรดงั น้ี ภาพแสดง: การวดั ความต่างศกั ย์ไฟฟา้ โดยใช้โวลต์มิเตอร์ (ที่มา: https://coggle.it/diagram/WKQYsvHuhQABTP8/t.)

การวดั ค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าทาได้โดยต่อโวลต์มิเตอร์คร่อมระหวา่ งจุดสองจุดท่ีต้องการวัด การต่อ โวลต์มิเตอร์ต้องพิจารณาขั้วให้ถูกต้อง โดยต่อขั้วบวกของโวลต์มิเตอร์เข้าทางด้านข้ัวบวกของแหล่งกาเนิดไฟฟ้า ซ่ึงเป็นจุดท่ีมีศักย์ไฟฟ้าสูง และตอ่ ข้ัวลบของโวลต์มิเตอร์เข้าทางด้านขั้วลบของแหล่งกาเนิดไฟฟ้าซึ่งเป็นจุดท่ีมี ศักย์ไฟฟ้าต่า ถ้าต่อสลับข้ัวกัน เข็มของโวลต์มิเตอร์จะเบนไปในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งอาจทาให้โวลต์มิเตอร์ เสียหายได้ การเลือกใช้ข้ัวบวกท่ีเหมาะสมในการวัดต้องใช้ข้ัวบวกท่ีมีค่าสูงกว่าและใกล้เคียงกับค่าความต่าง ศักย์ไฟฟ้าของแหล่งกาเนิดไฟฟ้า โดยท่ัวไปเรามักจะทราบค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าของแหล่งกาเนิดไฟฟ้า ทาใหเ้ ราสามารถเลอื กขั้วบวกที่เหมาะสมได้ แตใ่ นกรณีท่ีไมท่ ราบให้เลอื กใช้ขัว้ บวกทร่ี องรับความต่างศักยไ์ ฟฟา้ ท่ีมีค่าสูงสุด เพราะถ้าเร่ิมต้นวัดโดยใช้ขั้วบวกที่มีค่าน้อยกว่าค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าในวงจร อาจทาให้โวลต์ มิเตอร์เสียหายได้ แต่ถ้าวดั แลว้ พบวา่ เขม็ เบนเพยี งเล็กนอ้ ย ให้ลดขวั้ บวกลงจนสามารถอ่านคา่ ได้ 7. กจิ กรรมการเรียนรู้ ใชร้ ูปแบบการจัดการเรยี นการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (2 ช่วั โมง; 120นาท)ี ขั้นที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (20 นาท)ี 1) ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน ครูสนทนาร่วมกับนักเรียนโดยใช้คาถามกระตุน้ ความคิด ว่า วงจรไฟฟ้าอย่างง่ายท่ีเราจะสามารถทาให้หลอดไฟ1ดวงติดได้ ต้องประกอบไปด้วยอุปกรณ์ส่วนใดบ้าง (ประกอบด้วย 3 สว่ น คือแหลง่ กำเนดิ ไฟฟ้ำ ตวั กลำง และหลอดไฟ) 2) นักเรียนเรียนรู้การใช้สถานการณ์จาลอง ชุดเคร่ืองมือต่อวงจรไฟฟ้า โดยใช้โปรแกรม ออนไลน์ ตาม link ดังนี้ https://phet.colorado.edu/sims/html/circuit-construction-kit-dc/latest/ circuit-construction-kit-dc_th.html เพ่ือให้นักเรียนทดลองการใชเ้ ครื่องมือวดั ค่ากระแสไฟฟ้าและความต่าง ศกั ย์ไฟฟ้าได้ ข้ันที่ 2 ขนั้ สารวจและค้นหา (Exploration) (40 นาท)ี 3) ครเู ชื่อมโยงเข้าสู่กจิ กรรมท่ี 6.2 ใช้โวลต์มิเตอร์วัดความตา่ งศักยไ์ ฟฟ้าไดอ้ ย่างไร โดยใช้ คาถามวา่ ในการใช้โวลต์มเิ ตอรว์ ดั ค่าความต่างศกั ย์ไฟฟา้ จะเลือกขัว้ บวกให้เหมาะสมเพอ่ื ใหอ้ า่ นคา่ ได้ถูกต้อง แมน่ ยาและไม่เกิดความเสยี หายแกโ่ วลต์มเิ ตอรไ์ ดอ้ ยา่ งไร (นักเรียนตอบตำมควำมเขำ้ ใจของตนเอง) 4) นักเรียนอ่านช่ือกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 71 และครูตรวจสอบความ เข้าใจการอ่าน โดยใชค้ าถามดงั ต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟ้าระหว่างขว้ั ของแหล่งกาเนิดไฟฟ้า - กิจกรรมนี้เกย่ี วกบั เรื่องอะไร (กำรวัดควำมต่ำงศักย์ไฟฟำ้ ระหวำ่ งข้ัวของแหลง่ กำเนดิ ไฟฟำ้ ) - กจิ กรรมนี้มีจุดประสงค์อะไร (วดั ค่ำควำมต่ำงศักย์ไฟฟ้ำระหว่ำงขั้วของแหลง่ กำเนิดไฟฟ้ำดว้ ย โวลต์มเิ ตอร์พร้อมระบุหนว่ ย)

- วิธีดาเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (ใช้โวลต์มิเตอร์วัดค่ำควำมต่ำงศักย์ไฟฟ้ำของ ถ่ำนไฟฉำย 1.5 โวลต์และแบตเตอร่ี 9 โวลต์ เปรยี บเทียบคำ่ ท่วี ดั ไดก้ ับคำ่ ทร่ี ะบุบนแหล่งกำเนิดไฟฟำ้ ) - นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (นักเรียนต้องสังเกตและบันทึกค่ำควำมต่ำง ศกั ยไ์ ฟฟำ้ ท่อี ่ำนได้จำกโวลตม์ ิเตอร์และค่ำควำมต่ำงศกั ย์ไฟฟ้ำทร่ี ะบบุ นแหลง่ กำเนิดไฟฟ้ำ) 5) ครูควรตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้แอมมิเตอร์ การเลือกขั้วบวกที่ รองรับกระแสไฟฟา้ สูงสุดและการอ่านคา่ บนหน้าปดั กอ่ นปฏิบัติจริง 6) นกั เรยี นดาเนนิ การตอ่ ในตอนท่ี 2 ความต่างศกั ย์ไฟฟา้ ระหว่างจดุ สองจดุ ในวงจรไฟฟ้า - กจิ กรรมนี้เกยี่ วกบั เรื่องอะไร (กำรวัดควำมตำ่ งศักยไ์ ฟฟำ้ ระหวำ่ งจดุ สองจดุ ในวงจรไฟฟ้ำ) - กิจกรรมน้ีมีจุดประสงค์อะไร (วัดค่ำควำมต่ำงศักย์ไฟฟ้ำระหว่ำงจุดสองจุดในวงจรไฟฟ้ำด้วย โวลต์มเิ ตอร์พรอ้ มระบุหน่วย) - วิธีดาเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (ต่อวงจรไฟฟ้ำอย่ำงง่ำย จำกน้ันนำโวลต์มิเตอร์ ต่อคร่อมหลอดไฟฟำ้ ในวงจร แลว้ วัดค่ำควำมต่ำงศักย์ไฟฟ้ำ) - นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (นักเรียนต้องสังเกตกำรเปลี่ยนแปลงของ หลอดไฟฟ้ำ ค่ำของควำมตำ่ งศกั ย์ไฟฟ้ำท่ีอำ่ นไดจ้ ำกโวลต์มิเตอร์) 7) ครูควรตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนเกี่ยวกับการต่อวงจรไฟฟ้า การเปลี่ยนข้ัวบวกของ โวลต์มิเตอร์ และการอ่านค่าความตา่ งศักยไ์ ฟฟา้ บนหนา้ ปัดของโวลต์มิเตอร์ 8) ขณะที่นักเรียนแต่ละกลุ่มทากิจกรรม ครูเดินสังเกตการทากิจกรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม และให้คาแนะนา หากนักเรียนมีข้อสงสัยเก่ียวกับการใช้โวลต์มิเตอร์ การเลือกข้ัวบวกที่รองรับความต่าง ศักย์ไฟฟ้าสูงสุด และการอ่านค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าบนหน้าปัดก่อนปฏิบัติจริง ซึ่งครูควรรวบรวมปัญหา และ ขอ้ สงสัยท่ีพบจากการทากจิ กรรมของนักเรียนเพอื่ ใชเ้ ปน็ ขอ้ มูลประกอบการอภปิ รายหลังจากการทากิจกรรม ขัน้ ท่ี 3 ข้นั อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) (20 นาที) 9) นักเรียนบันทึกการทากิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมท่ี 6.2 ใช้โวลต์มิเตอร์วัด ความตา่ งศักยไ์ ฟฟา้ ได้อย่างไร โดยสรุปผลและตอบคาถามท้ายกิจกรรม เพื่อให้ไดข้ ้อสรุปจากกิจกรรมว่า ตอนท่ี 1 ความตา่ งศกั ย์ไฟฟ้าระหว่างข้วั ของแหลง่ กาเนิดไฟฟา้ - การวัดความต่างศักย์ไฟฟ้าด้วยโวลต์มิเตอร์ ต้องพิจารณาขั้วให้ถูกต้องโดยต่อขั้วบวกของ แหล่งกาเนิดไฟฟ้าเข้ากับขั้วบวกของโวลต์มิเตอร์ และต่อขั้วลบของแหล่งกาเนิดไฟฟ้าเข้ากับข้ัวลบของโวลต์ มิเตอร์ และต้องเลือกใช้ขั้วบวกที่รองรับความต่างศักย์ไฟฟ้าสูงสุดที่มากกว่าและใกล้เคียงกับค่าที่ระบุ บนแหล่งกาเนิดไฟฟ้า ค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าที่วัดได้มีหน่วยเป็นโวลต์ และจะมีค่าใกล้เคียงกับค่าที่ระบุ บนแหลง่ กาเนดิ ไฟฟ้า ตอนที่ 2 ความตา่ งศักยไ์ ฟฟา้ ระหว่างจุดสองจุดในวงจรไฟฟา้ - การวัดความต่างศักย์ไฟฟ้าด้วยโวลต์มิเตอร์ต้องพิจารณาข้ัวให้ถูกต้อง และต้องเลือกใช้ ขั้วบวกท่ีมีค่าความต่างศักย์ไฟฟ้ามากกว่าค่าที่ระบุบนแหล่งจ่ายไฟฟ้าค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าท่ีวัดได้มีหน่วยเป็น โวลต์

ข้นั ที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) (20 นาที) 10) นกั เรยี นเรยี นรเู้ พม่ิ เตมิ ในหนงั สอื เรียนหนา้ 73 จากนน้ั ร่วมกนั อภิปรายเกยี่ วกบั การวดั ค่า ความตา่ งศกั ย์ไฟฟ้าดว้ ยโวลตม์ ิเตอร์ และใช้คาถามระหว่างเรียนเพ่ือตรวจสอบความเขา้ ใจ - ถ้านาโวลต์มิเตอร์วัดค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าโดยต่อข้ัวของโวลต์มิเตอร์ที่ตาแหน่งเดียวกันใน วงจรไฟฟ้าดงั ภาพ ค่าความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟา้ ทว่ี ัดได้จะเป็นเท่าใด เพราะเหตุใด (แนวคำตอบ ค่ำควำมต่ำงศักย์ไฟฟ้ำท่ีวัดได้จะเป็นศูนย์ เน่ืองจำกวัดท่ีตำแหน่งเดียวกัน ศักยไ์ ฟฟ้ำเท่ำกนั จึงไม่มีควำมแตกตำ่ งของศกั ย์ไฟฟ้ำ) 11) ครูอธบิ ายเพ่มิ เตมิ โดยใช้ส่อื วดี ิทัศนเ์ รอื่ ง แบบจาลองกระแสไฟฟา้ และความต่างศักย์ไฟฟ้า ในวงจรไฟฟ้า (สืบค้นได้จาก ipst.me/10652) ซ่ึงสามารถแสดงได้ด้วยแบบจาลองตัวอย่าง ลักษณะของ กระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ไฟฟ้าทีเ่ กดิ ขน้ึ ในวงจรผ่านแบบจาลอง ขน้ั ที่ 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) (20 นาที) 12) ครูและนักเรียนอภิปรายผลการทากิจกรรม การใช้โวลต์มิเตอร์วดั ความต่างศักย์ไฟฟ้าจาก กิจกรรมท่ี 6.2 ทั้ง 2 ตอน จะได้ข้อสรุปว่า โวลต์มิเตอร์เป็นเคร่ืองมือท่ีใช้วัดค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า โดยการ ต่อคร่อมตาแหน่งท่ีต้องการวัดค่าความต่างศักย์ไฟฟ้า ซึ่งต้องต่อข้ัวของโวลต์มิเตอร์ให้ถูกต้อง และเลือกข้ัวบวก ท่ี รองรับความตา่ งศกั ย์ไฟฟา้ สงู สุดให้เหมาะสม ค่าความต่างศกั ยไ์ ฟฟ้าท่ีวัดได้มีหนว่ ยเป็นโวลต์ 13) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมนิ (Rubrics Score) 8. ส่ือการเรยี นรู้/แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 อุปกรณท์ ากจิ กรรม: 1) ถา่ นไฟฉายขนาด 1.5 V 2) กระบะถา่ นแบบ 4 กอ้ น 3) แบตเตอร่ขี นาด 9 V 4) สายไฟฟา้ 5) หลอดไฟฟา้ ขนาด 6 V พร้อมฐาน 6) สวติ ช์แบบโยก 7) โวลต์มิเตอร์ 8.2 คลปิ วดี ีทัศน:์ แบบจาลองกระแสไฟฟา้ และความต่างศกั ย์ไฟฟ้าในวงจรไฟฟา้ 8.3 สถานการณจ์ าลอง: โปรแกรมออนไลน์ เรอื่ ง ชุดเคร่ืองมือต่อวงจรไฟฟา้ (https://phet.colorado.edu/sims/html/circuit-construction-kit- dc/latest/circuit-construction-kit-dc_th.html) 8.4 ใบกจิ กรรม: ใบกิจกรรมท่ี 6.2 ใชโ้ วลต์มิเตอร์วดั ความต่างศกั ยไ์ ฟฟา้ ไดอ้ ย่างไร 8.5 แบบบันทกึ กจิ กรรม: แบบบนั ทกึ การคน้ ควา้ กจิ กรรมที่ 6.2 ใชโ้ วลต์มิเตอรว์ ัดความต่างศกั ยไ์ ฟฟ้าได้อยา่ งไร 8.6 แหลง่ เรียนรู้: หนังสอื เรยี นรายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่ 2 ตามหลักสตู รแกนกลางฯ พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook