กิจกรรมท้ายบท Smart Farming ทาได้อยา่ งไร? สถานการณ์ที่ จึงทาให้ผลผลิตด้อยคุณภาพและได้ปริมาณน้อย เกษตรกรจึงต้องการอุปกรณ์ กาหนดให้ บางอย่างมาช่วยควบคุมการรดน้า การตรวจสอบความช้ืนและความเข้มแสง นอกจากน้ีเกษตรกรยังต้องการอปุ กรณ์ที่ชว่ ยทาให้การนาเสนอข้อมูลเก่ยี วกับพนั ธ์ุพืช และการทาการเกษตรให้แก่นักท่องเท่ียวให้มีความน่าสนใจด้วยให้นักเรียนสร้าง ช้นิ งาน เพ่ือช่วยเกษตรกรในสถานท่ีท่องเท่ียวเชิงเกษตรแห่งน้ี โดยประยุกต์ใช้ความรู้ เร่อื งการต่อวงจรไฟฟา้ และหนา้ ทข่ี องชนิ้ ส่วนอเิ ล็กทรอนกิ ส์ วิธีดาเนินกจิ กรรม 1. อ่านสถานการณ์ทก่ี าหนดให้ ระบปุ ัญหาและความต้องการที่พบในสถานการณ์ จากน้ันตดั สินใจเลือกความตอ้ งการ 2 รวบรวมขอ้ มูลและสืบค้นแนวคดิ เกีย่ วกับหนา้ ทข่ี องชน้ิ สว่ นอิเลก็ ทรอนิกส์และ การตอ่ วงจรไฟฟ้า วางแผนการทางานตอ่ วงจรไฟฟ้าและสรา้ งชน้ิ งานที่ออกแบบไว้ 4. ทดสอบการทางานของวงจรไฟฟ้าและการใช้งานของช้นิ งานน้นั แลว้ บันทึกผล 5.วเิ คราะห์ปญั หาและนาเสนอวธิ ีการปรับปรุงแกไ้ ขชิน้ งานทสี่ ร้างขึ้นโดยประยกุ ตใ์ ช้ ความรูเ้ กย่ี วกบั การตอ่ วงจรไฟฟา้ และหน้าท่ีของชิน้ ส่วนอิเล็กทรอนกิ ส์ การเตรยี มตวั • ครคู วรปอกสายไฟฟา้ ให้พร้อมใช้งาน ในกรณที ่ีต่อวงจรไฟฟ้าบนเบรดบอรด์ ลว่ งหนา้ สาหรบั ครู • ครูควรตรวจสอบอปุ กรณไ์ ฟฟา้ และชิน้ สว่ นอิเลก็ ทรอนกิ สใ์ ห้อยใู่ นสภาพพรอ้ มใช้งาน • ครคู วรศกึ ษาวงจรไฟฟา้ จากตัวอยา่ งวงจรไฟฟา้ และควรทดลองตอ่ วงจรไฟฟา้ เพื่อตรวจสอบว่าวงจรไฟฟ้าทใี่ ช้ในกจิ กรรมตอ่ อย่างไรและวงจรไฟฟา้ ทางานได้หรอื ไม่ ข้อควรระวัง • เน่ืองจากขาของทรานซสิ เตอรอ์ ยชู่ ดิ กัน ครูควรย้าเตือนให้นักเรยี นระวังไม่ให้ลวด ตัวนาของสายไฟฟ้าที่ต่อกับขาของทรานซิสเตอร์แตะกนั เพราะจะเกดิ ไฟฟา้ ลัดวงจร • ครูควรย้าเตอื นนักเรยี นไมค่ วรดดั ขาของทรานซสิ เตอร์ เน่ืองจากหักง่าย ข้อเสนอแนะใน กอ่ นต่อชิ้นสว่ นอิเล็กทรอนกิ สท์ ม่ี ขี ั้วในวงจรไฟฟา้ ครคู วรแนะนาให้นกั เรียนสงั เกต การทากิจกรรม และวิเคราะหข์ ้วั ของชน้ิ สว่ นอิเลก็ ทรอนกิ สเ์ พ่อื ให้การต่อวงจรไฟฟา้ ถกู ต้อง สอื่ การเรียนร/ู้ • ตวั อยา่ งการต่อวงจรไฟฟา้ ของวงจรตั้งเวลาอย่างง่าย แหลง่ เรียนรู้ https://youtu.be/4t7Fm9yKG-g • ตัวอยา่ งการต่อวงจรไฟฟา้ ของวงจรไฟกะพริบอย่างง่าย https://youtu.be/GK3cb85k8S0 คาถามท้ายกิจกรรม 1. ในการสร้างชน้ิ งานไดน้ าความรเู้ ก่ยี วกบั ช้นิ ส่วนอิเลก็ ทรอนกิ สแ์ ละวงจรไฟฟา้ มาใช้อยา่ งไรบ้าง 2. จากการทดสอบช้ินงานทสี่ รา้ งข้ึน ปัญหาท่พี บคืออะไร และนาความรเู้ กีย่ วกับชน้ิ สว่ นอเิ ล็กทรอนกิ สแ์ ละ วงจรไฟฟา้ มาใชใ้ นการปรบั ปรงุ แก้ไขช้ินงานอยา่ งไร
สอื่ การเรียนรแู้ ผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 24: แบบบนั ทกึ การค้นคว้ากจิ กรรมท้ายบท แบบบนั ทกึ การคน้ ควา้ กจิ กรรมทา้ ยบท Smart Farming ทาไดอ้ ย่างไร ชื่อ-นามสกลุ ..........................................................................................ชั้น.................เลขที่...........กล่มุ ท.่ี ........... บนั ทกึ การทากจิ กรรม - แนวคดิ : - หลกั การ: - วัสดุและอปุ กรณ์: ช่อื เครอ่ื งมือ ....................................... - วิธกี ารทาเคร่อื งมือ: ผลการทากิจกรรม ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… คาถามทา้ ยกิจกรรม 1. ในการสร้างชิ้นงานได้นาความรู้เกี่ยวกบั ชิน้ สว่ นอิเลก็ ทรอนกิ ส์และวงจรไฟฟา้ มาใช้อย่างไรบา้ ง ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. จากการทดสอบช้ินงานทีส่ ร้างขึน้ ปัญหาทพี่ บคอื อะไร และนาความรเู้ กี่ยวกับช้ินส่วนอเิ ล็กทรอนิกส์และ วงจรไฟฟา้ มาใชใ้ นการปรบั ปรุงแกไ้ ขชนิ้ งานอยา่ งไร ตอบ ………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนบทา้ ยแผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 24: การใหค้ ะแนนด้านกระบวนการ (P) แนวทางบันทกึ การคน้ ควา้ กจิ กรรมท้ายบท Smart Farming ทาได้อย่างไร บันทกึ การทากจิ กรรม - แนวคิด: - หลกั การ: ถา้ แสงในบรเิ วณทตี่ อ้ งการวัดเป็นแสง ในเคร่ืองวดั แสงอัตโนมัติจะใชต้ วั ที่มีความเขม้ แสงน้อย ให้เครอ่ื งวัดแสง อัตโนมัติทางานโดยใหไ้ ดโอดเปลง่ แสง ต้านทานแปรคา่ ตามแสง (LDR) เปน็ สว่าง เซน็ เซอร์ เนอ่ื งจากความต้านทานไฟฟา้ ของ LDR จะข้ึนอยกู่ ับความเขม้ แสง โดย ถ้าแสงมีความเขม้ น้อย ความต้านทานไฟฟ้า ของ LDR จะมคี า่ มาก กระแสไฟฟ้าจะมคี า่ นอ้ ย ทาใหค้ วามตา่ งศักย์ไฟฟ้าทีข่ าเบสมี ความเหมาะสมและทรานซสิ เตอร์ทางานได้ ชอื่ เครอ่ื งมือ - วสั ดแุ ละอปุ กรณ์: เคร่อื งวดั แสงอัตโนมตั ิ 1. ทรานซสิ เตอร์ชนดิ NPN เบอร์ BC547 - วิธีการทาเครือ่ งมือ: 1. นาวงจรสวิตช์ทางานด้วยแสงมา 2. ตัวต้านทานคงท่ี 220 Ω 1 kΩ และ ออกแบบเคร่ืองวัดแสงอตั โนมัติ 2. ต่อวงจรไฟฟา้ ตามท่ีออกแบบไว้ 10 kΩ 3. ทดสอบว่าวงจรไฟฟา้ ทางานได้หรอื ไม่ 3. ตวั ตา้ นทานแปรค่าตามแสง โดยใชม้ ือบังแสงที่ตกกระทบ LDR 4. ไดโอดเปลง่ แสง 4. ประกอบวงจรไฟฟ้าในกลอ่ งกระดาษ 5. ถา่ นไฟฉาย 1.5 V พร้อมกระบะถ่าน เพอื่ ทาเป็นเครื่องวัดแสงอัตโนมัติ 6. สายไฟฟา้ 5. ประเมินวา่ เคร่อื งวดั แสงอัตโนมตั ิสามารถ 7. เบรดบอรด์ ใชง้ านได้ตามความต้องการหรอื ไม่ โดยวาง 8. วสั ดุอนื่ ๆ ตามที่ออกแบบ เชน่ เคร่ืองวดั แสงอตั โนมตั ิไว้บริเวณที่ต้องการวดั กล่องกระดาษ แสงหรอื ใชม้ ือบังแสงทีต่ กกระทบ LDR ผลการทากิจกรรม เครื่องวัดแสงอตั โนมตั ทิ างานเมอ่ื ภาวะแสงน้อยจนมืด ไดโอดเปลง่ แสงจะสวา่ งเพอ่ื เตือนวา่ บรเิ วณนนั้ มี ความสว่างของแสงน้อย เน่ืองจากทภ่ี าวะแสงน้อยจนมืด ตวั ตา้ นทานแปรคา่ ตามแสง (LDR) จะมีค่าความตา้ นทาน ไฟฟ้าสูง ส่งผลต่อค่าความตา่ งศักยไ์ ฟฟ้าของขาเบสเทยี บกบั สายร่วมมีค่าเหมาะสม ( 0.65-0.75 โวลต์) ทรานซสิ เตอรจ์ ึงทาใหว้ งจรไฟฟา้ ปิดอตั โนมตั ิและทาใหก้ ระแสไฟฟ้าเคลอ่ื นทผี่ า่ นขาคอลเล็กเตอรไ์ ปยงั ขา อมิ ติ เตอรไ์ ด้ครบวงจร
แนบท้ายแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 24: การให้คะแนนดา้ นความรู้ (K) เฉลยใบกจิ กรรมทา้ ยบท Smart Farming ทาได้อย่างไร เฉลยคาถามทา้ ยกิจกรรม 1. ในการสรา้ งชิน้ งานไดน้ าความรู้เก่ียวกบั ชิ้นสว่ นอิเลก็ ทรอนิกส์และวงจรไฟฟา้ มาใช้อยา่ งไรบ้าง แนวคาตอบ นาความรู้เก่ียวกับช้ินส่วนอิเล็กทรอนิกส์และวงจรไฟฟ้ามาใช้สร้างเครื่องวัดแสงอัตโนมัติ คือ ตวั ตา้ นทานแปรคา่ ตามแสงมาใช้เป็นส่วนรับความเขม้ แสง ไดโอดเปลง่ แสงเป็นส่วนแสดงผล ทรานซสิ เตอร์ เป็นสวิตช์อัตโนมัติ และตัวต้านทานคงที่ควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า เมื่อภาวะแสงน้อยจนมืด ไดโอดเปล่งแสงจะสว่างเพ่ือเตือนว่าบริเวณนั้นมีความสว่างของแสงน้อย เนื่องจากที่ภาวะแสงน้อยจนมืด ตัวต้านทานแปรค่าตามแสงจะมีค่าความต้านทานไฟฟ้าสูงขึ้นจนส่งผลต่อค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าของขาเบส เทียบกับสายร่วมมีค่าระหว่าง 0.65-0.75 โวลต์ ทรานซิสเตอร์จึงยอมให้กระแสไฟฟ้าเคล่ือนที่ผ่านขา คอลเลก็ เตอรไ์ ปยังขาอมิ ติ เตอรไ์ ด้ครบวงจร ไดโอดเปล่งแสงจงึ สวา่ งเตอื น 2. จากการทดสอบชน้ิ งานทสี่ รา้ งขน้ึ ปญั หาท่ีพบคืออะไร และนาความรู้เก่ยี วกับชิน้ ส่วนอิเลก็ ทรอนิกสแ์ ละ วงจรไฟฟ้ามาใชใ้ นการปรับปรงุ แก้ไขช้นิ งานอย่างไร แนวคาตอบ ผลการทดสอบอาจพบปัญหา เช่น วงจรไฟฟ้าไม่ทางานเน่ืองจากใช้จุดสาหรับต่อร่วม ของขา ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บนเบรดบอร์ดผิดตาแหน่ง ปรับปรุงแก้ไขโดยตรวจสอบข้ัวของชิ้นส่วน อเิ ล็กทรอนิกส์ และจุดท่ีใชต้ ่อร่วมของขาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บนเบรดบอร์ดให้ถูกต้อง สอดคล้องกับแผนภาพ ของวงจรไฟฟ้า
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 25 เร่ือง องคป์ ระกอบของสภาพแวดลอ้ มในท้องถิ่น รหัสวชิ า ว23102 เวลา 2 ชวั่ โมง หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 7 ช่ือหน่วยการเรียนรู้ ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ รวม 15 ชั่วโมง กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 สาระที่ 1 ชอ่ื สาระ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ มาตรฐาน ว 1.1 1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชวี้ ดั ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตและ ความสัมพันธร์ ะหว่างสง่ิ มีชีวติ กับสิง่ มชี ีวติ ต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนท่ีใน ระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบท่ีมีตอ่ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม แนวทาง ในการอนรุ กั ษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแกไ้ ขปญั หาสง่ิ แวดลอ้ ม รวมท้งั นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์ ตัวช้ีวัด ว 1.1 ม.3/1 อธิบายปฏสิ ัมพันธ์ขององคป์ ระกอบของระบบนเิ วศทไ่ี ด้จากการสารวจ 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด 1) ระบบนิเวศประกอบด้วยองค์ประกอบที่มีชีวิต เช่น พืช สัตว์ จุลินทรีย์ และองค์ประกอบท่ีไม่มีชีวิต เช่น แสง น้า อุณหภูมิ แร่ธาตุ แก๊ส องค์ประกอบเหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กัน เช่น พืชต้องการแสง น้า และแก๊ส คารบ์ อนไดออกไซด์ในการสร้างอาหาร สัตว์ต้องการอาหาร และสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมในการดารงชีวิต เช่น อณุ หภมู ิ ความช้ืน องค์ประกอบทั้งสองส่วนน้ีจะต้องมีความสัมพนั ธ์กันอย่างเหมาะสม ระบบนิเวศจึงจะสามารถ คงอยู่ต่อไปได้ 3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ นกั เรยี นระบุองคป์ ระกอบท่มี ชี วี ิตและองคป์ ระกอบที่ไม่มชี ีวติ ในระบบนิเวศได้ 1) ดา้ นความรู้ (K) นกั เรยี นใชท้ ักษะการวดั โดยเลือกและใชเ้ ครอ่ื งมอื เพอื่ วัดปริมาณของ 2) ดา้ นทกั ษะ (P) องคป์ ระกอบที่ไม่มีชวี ติ ในระบบนิเวศได้ นักเรยี นตระหนักถงึ ความสาคญั ของการใชอ้ ุปกรณ์การทากจิ กรรมได้ 3) ดา้ นเจตคติ (A) 4. คุณลักษณะผ้เู รยี น ซ่อื สัตย์สุจริต มุ่งม่ันในการทางาน 4.1 คณุ ลักษณะทีพ่ งึ ประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ มจี ิตสาธารณะ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่อู ย่างพอเพียง มวี ินัย รกั ความเป็นไทย
5. ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน ความสามารถในการคิด: นกั เรยี นสามารถคดิ โดยการนาข้อมลู ที่ได้จากการสงั เกตมาวิเคราะหแ์ ละ เช่อื มโยงความสัมพนั ธ์ระหว่างองค์ประกอบของระบบนิเวศ ความสามารถในการสอื่ สาร: นกั เรยี นสามารถสื่อสาร โดยการนาเสนอผลการศกึ ษาเพอ่ื อธบิ าย ปฏสิ ัมพันธ์ขององค์ประกอบของระบบนเิ วศ 6. สาระการเรียนรู้ องค์ประกอบในสภาพแวดล้อมแต่ละบริเวณ เช่น สนามหญ้า สระน้า จะพบชนิดและปริมาณของ สิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตแตกต่างกันไป ส่ิงมีชีวิตท่ีพบ เช่น สัตว์ พืช จุลินทรีย์ จัดเป็นองค์ประกอบท่ีมีชีวิต (biotic component) และสิ่งไม่มีชีวิต เช่น แสง อากาศ น้า ดิน ธาตุอาหาร จัดเป็นองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต (abiotic component) โดยที่องค์ประกอบจะมีปฏิสัมพันธก์ ัน เช่น สิ่งมีชีวิตต้องการน้าเพื่อใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของร่างกาย สิ่งมีชีวิตใช้แก๊สออกซิเจนในการหายใจ พืชและสาหร่ายใช้แก็สคาร์บอนไดออกไซด์และแสงใน การสังเคราะห์ดว้ ยแสงเพื่อสร้างอาหาร และปลอ่ ยแก๊สออกซเิ จนออกสูอ่ กาศ พชื และสิ่งมีชวี ิตบางชนิดใชด้ ินเป็น ท่ีอยู่และแหล่งแร่ธาตอุ าหาร ถ้าองค์ประกอบที่ไม่มีชวี ิตมีการเปลี่ยนแปลงไปองค์ประกอบที่มีชีวิตอาจตอ้ งมีการ ปรับตวั เพ่อื ใหส้ ามารถดารงชีวติ และอยูร่ อดตอ่ ไปไดใ้ นสภาพแวดลอ้ มนัน้ ๆ ในบริวณหน่ึง ๆ จะพบสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่แตกต่างกัน เช่น พืช สัตว์ เห็ดรา แบคทีเรีย บริเวณท่ี สิง่ มีชีวติ เหล่านีอ้ าศัยอยู่ เรียกวา่ แหลง่ ท่อี ยู่ (habitat) เช่น สระน้า สนามหญ้า ขอนไม้ ในแตล่ ะแหล่งทีอ่ ยซู่ ึง่ มี สภาพแวดล้อมแตกต่างกันจะพบส่ิงมีชีวิตต่างชนิดกัน สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อาศัยอยู่ในแหล่งท่ีอยู่เดียวกันใน ช่วงเวลาหน่ึง เรียกว่า ประชากร (population) ประชากรของส่ิงมีชีวิตหลาย ๆ ชนิดท่ีอาศัยอยู่ในแหล่งท่ีอยู่ เดียวกันและมีความสัมพันธ์กันเรียกว่า กลุ่มสิ่งมีชีวิต (community) เราเรียกระบบท่ีมีส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ อาศัย ในแหล่งท่ีอยู่เดียวกันที่มีปฏิสัมพันธ์ซ่ึงกันและกัน และมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมว่า ระบบนิเวศ (ecosystem) ในท้องถ่ินของเราอาจจะพบระบบนิเวศท่ีมีขนาดเล็ก เช่น ระบบนิเวศต้นไม้ ระบบนิเวศสวนผัก ระบบนิเวศขอนไม้ จนถึงระบบนิเวศขนาดใหญ่ เช่น ระบบนิเวศทะเล ระบบนิเวศป่าไม้ ขนาดของระบบนิเวศ สามารถเปล่ียนแปลงได้ขึ้นอยูก่ ับการกาหนดขอบเขตระบบนเิ วศของผศู้ กึ ษา ดังนั้นระบบนิเวศหมายถึงความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตในแหล่งที่อยู่อาศัย ณ ที่ใดท่ีหนึ่ง ความสัมพันธ์ มี 2 ลักษณะ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับส่ิงไม่มีชีวิต และระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตด้วยกันเอง โดยมีการถา่ ยทอดพลงั งานและสารอาหารในบริเวณน้นั ๆ สสู่ ิง่ แวดล้อม ระบบนิเวศจึงประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตนานาชนิดและรูปแบบตา่ งกัน ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ จุลินทรีย์ท่ีอยู่ รวมกันบริเวณใดบริเวณหน่ึง โดยสิ่งมีชีวิตเหล่าน้ันสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมรอบ ๆ ตัวได้ การปรับตัวเปลี่ยนแปลงบางอย่างของส่ิงมีชีวติ อาจเกิดขึ้นภายในหนึ่งชั่วอายุหรือยาวนานหลายชั่วอายุ โดยผ่าน การคัดเลือกตามธรรมชาติ ตามกระบวนการววิ ัฒนาการ คุณสมบตั ิและความสามารถของสิ่งมีชีวติ สิ่งมีชีวิตและ สภาวะแวดล้อมต่างก็มีบทบาทร่วมกัน และมีปฏิกิริยาต่อกันและกันอย่างซับซ้อนในระบบนิเวศท่ีสมดุล โครงสร้างและคุณสมบัติของระบบนิเวศเป็นส่ิงสาคัญที่ช่วยให้ส่ิงมีชีวิตต่าง ๆ รวมท้ังมนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่าง
สมดุล เมื่อความเจริญและอารยธรรมของมนุษย์ได้มาถึงจุดสุดยอดและเริ่มเส่ือมลงเพราะมนุษย์เริ่มทาลาย ส่ิงมีชีวิตชนิดอื่นที่เคยช่วยเหลือสนับสนุนตนเองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหารอยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค หรือการแสวงหาความสุขและความบันเทิงบนความทุกข์ยากของส่ิงมีชีวิตอื่น ๆ จนทาให้เกิดการ เสยี สมดุลของระบบนเิ วศ ซ่งึ นาไปสคู่ วามเสียหายอยา่ งใหญห่ ลวงของสรรพสงิ่ ทัง้ มวล การท่ีส่ิงมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ถูกทาลายสูญหายไปจากโลก จะเป็นปัจจัยสาคัญที่ช่วยเร่งให้อัตราการสูญ พันธ์ของส่ิงมีชีวิตนานาชนิดที่เหลืออยู่เพ่ิมมากขึ้นเป็นทวีคูณ อันเนื่องมาจากการเสียดุลของระบบนิเวศนั้นเอง อัตราการสูญพันธ์ุอาจแตกต่างกันไปในแต่ละระบบนิเวศ จะมีทางเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดหรือไม่ท่ีมนุษย์ จะนาเอาความรู้ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีมาใช้ในการปรบั ปรุงหาสิง่ มชี ีวิตชนิดอืน่ มาทดแทนสิง่ มชี ีวติ ท่ีสูญ พนั ธุ์ไป ท้ังนเี้ พราะการสญู เสยี แหล่งสะสมความแปรผันทางพนั ธุกรรม อันถือวา่ เป็นขุมทรัพยล์ ้าคา่ ของประชากร สงิ่ มีชวี ติ นั้นจะเป็นการสง่ เสรมิ ให้มกี ารทาลายความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนเิ วศน้ัน ๆ มากขึ้น 7. กิจกรรมการเรียนรู้ ใชร้ ปู แบบการจดั การเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (2 ช่ัวโมง; 120นาท)ี ข้นั ที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (20 นาท)ี 1) กระตุ้นความสนใจของนักเรียนเพื่อนาเข้าสู่หน่วยการเรียนรู้ท่ี 7 เร่ืองระบบนิเวศและความ หลากหลายทางชีวภาพ โดยให้สื่อวีดิทัศน์เกี่ยวกับสภาพธรรมชาติต่าง ๆ ท่ีมีสภาพแวดล้อมและส่ิงมีชีวิต หลากหลาย สบื ค้นไดจ้ าก: https://www.youtube.com/watch?v=dkPLIw9aZwY โดยใช้คาถามตอ่ ไปน้ี - แนวปะการังมีส่ิงมีชีวิตอะไรอยู่บ้าง (นักเรียนตอบตามที่สังเกตได้ เช่น ปลาสิงโต ปลาชนิด ตา่ ง ๆ ทอ่ี าศยั อย่ใู นแนวปะการงั ) - จากวดี ิทศั น์นกั เรยี นสังเกตว่ามสี ่งิ มีชวี ติ อะไรบา้ ง (นักเรียนตอบตามท่ีสังเกตได้) 2) ให้นกั เรยี นอา่ นเน้ือหานาหนว่ ย (หนังสอื เรยี นรายวชิ าพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ม.3 เลม่ 2 สสวท. หนา้ 156-157) แลว้ รว่ มกนั อภิปรายโดยใชค้ าถามตอ่ ไปนี้ - ปะการงั มีความสัมพนั ธ์กบั สงิ่ มีชวี ติ ในแนวปะการังอย่างไร (นักเรียนตอบตามทสี่ ังเกตได้ เช่น ปะการงั เปน็ ที่อยอู่ าศยั และแหลง่ อาหารของสัตว์นา้ หลายชนิด) - หากแนวปะการังถกู ทาลายจะส่งผลอย่างไร (ส่งิ มชี วี ติ ในแนวปะการงั จะไมม่ ที ่ีอยอู่ าศัยและ ขาดแหลง่ อาหารหรอื อื่น ๆ ตามความคิดและเหตุผลของนกั เรยี น) 3) ครูและนกั เรียนรว่ มกันอภิปรายเพ่ิมเติมว่า แนวปะการังเป็นตวั อย่างของระบบนเิ วศทาง ทะเลแบบหน่ึง ประกอบไปด้วยสง่ิ มีชีวิตทม่ี ีความหลากหลาย ซ่งึ นักเรียนจะไดเ้ รยี นรู้เรอ่ื งของระบบนิเวศและ ความหลากหลายทางชีวภาพ จากหน่วยการเรียนรูน้ ้ี จากนั้นใหน้ ักเรียนอา่ นคาถามนาหนว่ ย องคป์ ระกอบของ หนว่ ยและรว่ มกนั อภิปราย เพ่อื ใหน้ ักเรียนทราบวา่ จะต้องเรยี นรเู้ รอื่ งอะไรบา้ งในหนว่ ยนี้ 4) เชื่อมโยงเข้าสู่บทที่ 1 ระบบนิเวศ โดยให้นักเรียนสังเกตภาพนาบท (หนังสือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันม.3 เล่ม 2 สสวท. หน้า 158) พร้อมท้ังให้นักเรียนอ่านเนื้อหา นาบท โดยใชค้ าถามต่อไปน้ี
- องค์ประกอบในแต่ละภาพมีอะไรบ้าง (นักเรียนตอบตามที่สังเกตได้ เช่น มีสิ่งมีชีวิตและไม่มี ชีวิตอาศยั อยรู่ ว่ มกัน) - สิ่งเหล่าน้ีมีความสัมพันธ์กันอย่างไร (นักเรียนตอบตามที่สังเกตได้ เช่น ปลากินสาหร่ายเป็น อาหาร) 5) ให้นักเรียนสังเกตภาพนาเรื่องที่ 1 องค์ประกอบของระบบนิเวศ (หนังสือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ ม.3 เลม่ 2 สสวท. หนา้ 159) ครูกระตุ้นความสนใจโดยใชค้ าถามดงั นี้ - ในนาขา้ วมีส่งิ มีชวี ิตอะไรบ้าง (มีส่งิ มชี ีวติ หลายชนดิ เช่น ต้นขา้ ว แมลง ปนู า และสง่ิ มชี ีวิตอ่ืน) - ในนาขา้ วมสี ง่ิ ไม่มชี วี ติ อะไรบ้าง (มีสง่ิ ไม่มีชีวติ หลายอย่าง เช่น แสง ดนิ นา้ อากาศ) - ส่ิงมีชีวิตและส่ิงไม่มีชีวิตมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร (ตอบตามความเข้าใจและ ประสบการณเ์ ดมิ ของนักเรยี นแต่ครูควรบนั ทึกค้าตอบไวอ้ ภิปรายในตอนท้ายของบทเรียน) 6) ให้นักเรียนทากิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน (หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ช้ันม.3 เล่ม2 สสวท. หนา้ 159) จานวน 3 ข้อ เขยี นเครื่องหมาย หน้าขอ้ ความทถี่ ูกตอ้ ง และเขยี นเคร่อื งหมาย X หนา้ ขอ้ ความทีไ่ มถ่ ูกตอ้ ง - สิ่งมชี ีวิตแบ่งออกเปน็ 2 กลุ่ม คอื กลมุ่ พืชและกลมุ่ สัตว์ (เฉลย) - สงิ่ มีชีวิตกบั สง่ิ ไม่มชี วี ิตในบริเวณเดียวกันมีความสัมพนั ธก์ นั (เฉลย) - ส่ิงมชี ีวิตมกี ารปรบั ตวั ดา้ นโครงสร้างและลกั ษณะให้เหมาะสมกบั แหล่งทอ่ี ยู่ (เฉลย) 7) ครูตรวจสอบการทากิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน ถ้าไม่ถูกต้องให้แก้ไขความเข้าใจ คลาดเคล่ือนของนักเรียน ความรู้พ้ืนฐานเรื่อง ระบบนิเวศและองค์ประกอบของระบบนิเวศท่ีถูกต้องและ เพยี งพอทีจ่ ะเรยี นต่อไป ข้นั ท่ี 2 ขนั้ สารวจและคน้ หา (Exploration) (40 นาท)ี 8) ครเู ช่ือมโยงเขา้ สู่กจิ กรรมที่ 7.1 องค์ประกอบของสภาพแวดล้อมมีปฏสิ ัมพันธก์ นั อยา่ งไร โดยใช้คาถามวา่ นกั เรยี นคิดวา่ สภาพแวดลอ้ มในทอ้ งถน่ิ ของนกั เรยี นมอี งคป์ ระกอบอะไรบา้ ง และองคป์ ระกอบ เหลา่ นั้นมปี ฏสิ มั พนั ธก์ ันอยา่ งไร (นกั เรยี นตอบตามความเข้าใจของตนเอง) 9) นักเรียนอ่านช่ือกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 160 และครูตรวจสอบความ เขา้ ใจการอ่าน โดยใชค้ าถามดังตอ่ ไปน้ี - กจิ กรรมนีเ้ กีย่ วกบั เรอ่ื งอะไร (ปฏิสมั พันธ์ระหว่างองค์ประกอบของสภาพแวดลอ้ มในท้องถ่ิน) - กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์อะไร (ส้ารวจและอธิบายปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบของ สภาพแวดล้อมในท้องถน่ิ ) - วิธีดาเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (ระดมความคิด เลือกและก้าหนดพืนท่ี ส้ารวจ พืนท่ีด้วยวิธีการต่าง ๆ สังเกตและบันทึกสภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางชีวภาพ สืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ และอภิปรายเกยี่ วกบั ปฏสิ มั พนั ธข์ ององคป์ ระกอบทพ่ี บในบริเวณทีส่ า้ รวจ)
- ข้อควรระวังในการทากิจกรรมมีอะไรบ้าง (การเก็บข้อมูลของสัตว์ท่ีเป็นอันตราย เช่น แมลง บางชนิด งู หรือสัตว์มีพิษ ควรหลีกเลี่ยง แต่หากนักเรียนสนใจศึกษาอาจใช้วิธีการถ่ายภาพหรือวาดแผนแทน การสัมผัสโดยตรง รวมทังค้านึงถึงความปลอดภัยในการส้ารวจ เช่น ระวังการพลัดตกลงไปในแหล่ งน้า ระวังความเสยี หายท่เี กิดจากการใชอ้ ุปกรณ์และเครอื่ งมอื ส้ารวจ) - นกั เรียนต้องสงั เกตหรือรวบรวมขอ้ มูลอะไรบา้ ง (เก็บและรวบรวมข้อมลู สง่ิ มีชีวติ เชน่ จ้านวน และชนิดของสัตว์และพืช ข้อมูลขององค์ประกอบท่ีไม่มีชีวิต เช่น แสง ค่า pH ของน้า รวมทังสังเกตปฏิสัมพันธ์ ระหว่างองค์ประกอบทีพ่ บในบริเวณท่ีส้ารวจ ซ่งึ สามารถสงั เกตได้ เช่น พฤติกรรม การเคลอื่ นที่ การกนิ อาหาร) 10) ขณะท่ีนักเรียนแต่ละกลุ่มทากิจกรรมในการสารวจ ครูเดินสังเกตการทากิจกรรมของ นักเรียนแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะการสารวจในบริเวณต่าง ๆ ครูควบคุมนักเรียนให้สารวจตามพื้นท่ีและขอบเขตที่ กาหนดไว้ตอนต้น และให้คาแนะนาเม่ือนักเรียนมีคาถาม หรือมีข้อสงสัย เช่น การใช้เคร่ืองมือ ชื่อของสิ่งมีชีวิต การบันทึกจานวน เป็นต้น ซึ่งครูควรรวบรวมปัญหา และข้อสงสัยท่ีพบจากการทากิจกรรมของนักเรียนเพื่อใช้ เป็นข้อมูลประกอบการอภิปรายหลังจากการทากิจกรรม ขั้นที่ 3 ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) (20 นาท)ี 11) นักเรียนบันทึกการทากิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมที่ 7.1 องค์ประกอบ ของสภาพแวดล้อมในท้องถ่ินมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร โดยสรุปผลของกิจกรรมและตอบคาถามท้ายกิจกรรม เพ่ือให้ได้ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันจะพบชนิดและปริมาณของส่ิงมีชีวิตและ สิ่งไม่มีชีวิตต่างกัน ในสภาพแวดล้อมเดียวกันสิ่งมีชีวิตท่ีอยู่ร่วมกันจะมีปฏิสัมพันธ์กัน เช่น กินกันเป็นอาหาร นอกจากนี้สิ่งมีชีวิตยังมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งไม่มีชีวิตด้วย เช่น พืชใช้แสงและน้าในการสร้างอาหาร กิ้งก่านอน อาบแดดเพ่อื เพ่มิ อณุ หภูมิในร่างกาย เปน็ ตน้ ขั้นท่ี 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration) (20 นาที) 12) นักเรียนเรียนรู้เพ่ิมเติมในหนังสือเรียนหน้า 162-163 ที่เก่ียวกับองค์ประกอบท่ีมีชีวิตและ องค์ประกอบท่ีไม่มีชีวิตในระบบนิเวศ ที่เก่ียวกับความหมายของแหล่งท่ีอยู่ ประชากร กลุ่มส่ิงมีชีวิต และระบบ นเิ วศ จากนนั้ ร่วมกนั ตอบคาถามระหวา่ งเรยี น ดงั นี้ - ยกตัวอย่างสภาพแวดล้อม ระบุสิ่งมีชีวิตและส่ิงไม่มีชีวิต พร้อมท้ังอธิบายปฏิสัมพันธ์ของ สิ่งมีชีวติ และส่ิงไม่มีชวี ิตท่ีพบในแหล่งที่อยู่นั้น (แนวค้าตอบ ค้าตอบขึนอยู่กับประสบการณ์เดิมของนักเรียน เช่น ในแปลงผักบุ้ง สามารถพบสิ่งมีชีวิต ได้แก่ ผักบุ้ง หญ้า ตั๊กแตน ด้วงเต่าทอง หนอน สิ่งไม่มีชีวิต ได้แก่ ดิน น้า อากาศ แสงแดด โดยผักบุ้งใช้แสง น้า อากาศในการสังเคราะห์ด้วยแสงเพ่ือการเจริญเติบโต หนอนและต๊ักแตน กินผกั บุง้ และน้าเป็นอาหาร) - บริเวณท่สี ่ิงมีชีวติ อาศัยอยู่เรียกว่าอะไร (แหลง่ ทอ่ี ยู่) - คาว่าประชากรกับกลุ่มสิ่งมีชีวิตเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (แตกต่างกัน ประชากร คือ ส่ิงมีชีวิตชนิดเดียวกันท่ีอาศัยอยู่ในแหล่งท่ีอยู่เดียวกันในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนกลุ่มส่ิงมีชีวิต คือ ประชากรของ สง่ิ มีชวี ิตหลาย ๆ ชนิดทอี่ าศยั อยูใ่ นแหล่งทอี่ ย่เู ดียวกันและมคี วามสมั พนั ธก์ นั )
- ระบบนเิ วศคืออะไร เรากาหนดขอบเขตของระบบนิเวศอยา่ งไร (ระบบนิเวศ คอื ระบบท่กี ลุ่ม ส่ิงมีชีวิตอาศัยในแหล่งท่ีอยู่เดียวกัน มีความสัมพันธ์ซ่ึงกันและกัน และมีความสัมพันธ์กับแหล่งท่ีอยู่นัน การ กา้ หนดขอบเขตของระบบนิเวศขนึ อยู่กับผทู้ ศ่ี กึ ษาเปน็ ผู้กา้ หนด) 13) ครูอธิบายเพ่ิมเติม โดยใช้สื่อวีดิทัศน์เร่ือง ความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งที่อยู่ ประชากรและ กลุ่มส่ิงมีชีวิต (สืบค้นได้จาก ipst.me/10606) ซ่ึงอธิบายเก่ียวข้องกับคานิยามและความหมายของคาว่าแหล่งท่ี อยู่ ประชากรและกลุม่ สิง่ มีชวี ิต ขั้นท่ี 5 ข้นั ประเมนิ (Evaluation) (20 นาที) 14) ครแู ละนกั เรยี นอภิปรายผลการทากิจกรรม องคป์ ระกอบของสภาพแวดล้อม จะไดข้ ้อสรปุ วา่ - ในสภาพแวดล้อมแต่ละบริเวณจะพบชนิดและปริมาณของสิ่งมีชีวิต ซ่ึงเป็นองค์ประกอบท่ีมี ชีวิต และองค์ประกอบทีไ่ มม่ ีชวี ิต โดยท่ีองคป์ ระกอบต่าง ๆ จะมปี ฏิสัมพันธ์กัน - แหลง่ ทอ่ี ยู่ คือ บรเิ วณที่ส่ิงมชี ีวติ เหลา่ น้ีอาศยั อยู่ - ประชากร คอื ส่งิ มีชีวติ ชนดิ เดียวกนั ทอี่ าศยั อยใู่ นแหลง่ ที่อยเู่ ดยี วกนั ในช่วงเวลาหน่ึง - กลุ่มสิ่งมีชีวิต คือ ประชากรของสิ่งมีชีวติ หลาย ๆ ชนิดที่อาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่เดียวกันและมี ความสมั พันธก์ นั - ระบบนเิ วศ คือ ระบบทกี่ ลมุ่ สง่ิ มชี ีวติ อาศัยในแหลง่ ทอี่ ยเู่ ดียวกนั มคี วามสัมพันธ์ซงึ่ กนั และกัน และมีความสัมพันธ์กับแหล่งทอ่ี ยู่น้นั ซงึ่ การกาหนดขอบเขตของระบบนิเวศขนึ้ อยู่กับผทู้ ศ่ี กึ ษาเป็นผกู้ าหนด 15) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมิน (Rubrics Score) 8. ส่ือการเรียนรู้/แหลง่ เรียนรู้ 8.1 อปุ กรณท์ ากจิ กรรม: จานวน 15 รายการ ดงั แสดงแนบไว้ในใบกจิ กรรมท่ี 7.1 8.2 คลิปวีดทิ ศั น์: - สภาพธรรมชาตติ ่าง ๆ ท่ีมีสภาพแวดลอ้ มและส่งิ มชี ีวิตหลากหลาย https://www.youtube.com/watch?v=dkPLIw9aZwY - ความสมั พันธ์ระหวา่ งแหลง่ ทีอ่ ยู่ ประชากรและกลุ่มสิง่ มีชวี ติ https://www.ipst.me/10606 8.3 ใบกิจกรรม: ใบกิจกรรมที่ 7.1 องคป์ ระกอบของสภาพแวดล้อมในทอ้ งถน่ิ มีปฏิสัมพันธก์ นั อยา่ งไร 8.4 แบบบันทกึ กิจกรรม: แบบบันทกึ การค้นควา้ กิจกรรมที่ 7.1 องคป์ ระกอบของสภาพแวดล้อมในทอ้ งถิน่ มีปฏสิ ัมพนั ธก์ นั อยา่ งไร 8.5 แหล่งเรียนรู้: หนังสือเรียนรายวิชาพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 เลม่ 2 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธกิ าร
9. การวดั และการประเมนิ ตวั ช้ีวดั /ผลการเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมอื วดั เกณฑท์ ี่ใช้ในการประเมนิ 1. ระบุองค์ประกอบทีม่ ีชีวติ - ตรวจการตอบ - คาถามท้ายกจิ กรรมท่ี 7.1 - ได้ไม่น้อยกวา่ 2 คะแนน และองค์ประกอบทไี่ ม่มีชวี ติ คาถามทา้ ย จานวน 5 ข้อ ระดบั คณุ ภาพดี ถอื วา่ ผ่าน ในระบบนเิ วศ (ดา้ นความร:ู้ K) กิจกรรมที่ 7.1 การประเมนิ ด้านความรู้ 2. การใช้ทักษะการวดั โดย - ตรวจการทาแบบ - แบบบนั ทึกการค้นควา้ - ไดไ้ ม่นอ้ ยกว่า 2 คะแนน เลือกและใช้เครอื่ งมือเพอื่ วดั บนั ทึกการคน้ คว้า กจิ กรรมท่ี 7.1 ระดับคุณภาพดี ถือว่าผ่าน ปริมาณขององคป์ ระกอบที่ กจิ กรรมท่ี 7.1 องค์ประกอบของสภาพ การประเมนิ ไมม่ ีชวี ิตในระบบนเิ วศได้(ด้าน แวดลอ้ มในท้องถิน่ มี ด้านกระบวนการ กระบวนการ: P) ปฏสิ ัมพนั ธก์ ันอย่างไร 3. ตระหนักถงึ ความสาคญั - สงั เกตการใชง้ าน - เกณฑก์ ารประเมินการใช้ - ไดไ้ ม่นอ้ ยกวา่ 2 คะแนน ของการใชอ้ ปุ กรณ์ อปุ กรณใ์ นกจิ กรรม งานอปุ กรณใ์ นกจิ กรรม ระดบั คณุ ภาพดี ถือว่าผา่ น การทากิจกรรมได้ ของนกั เรยี น ของนักเรียน การประเมนิ (ด้านเจตคต:ิ A) ดา้ นเจตคติ 9.1 เกณฑ์การประเมนิ ผลนกั เรยี น เกณฑ์การประเมนิ (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมิน คา่ นา้ หนัก แนวทางการให้คะแนน คะแนน การใหค้ ะแนนตอบ 3 ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมที่ 7.1 ถูกตอ้ ง จานวน 4-5 ขอ้ คาถามทา้ ย 2 ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมที่ 7.1 ถกู ต้อง จานวน 2-3 ข้อ กิจกรรมที่ 7.1 1 ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมที่ 7.1 ถกู ตอ้ ง จานวน 1 ข้อ หรือไมถ่ ูกต้อง การใหค้ ะแนนการบันทึก บันทกึ ผลการทากิจกรรมการวัด จากการเลือกและใชเ้ ครอื่ งมอื ตา่ ง ๆ แบบบนั ทึกการค้นคว้า 3 เช่น ใชเ้ ทอร์มอมเิ ตอร์วัดอุณหภมู ขิ องอากาศ น้า และดิน ใช้เครือ่ งวดั กิจกรรมที่ 7.1 ความเป็นกรด-เบส วดั ความเป็นกรด-เบส ใช้ลกั ซม์ เิ ตอร์วดั ความเขม้ ของ แสงได้อยา่ งถูกตอ้ งและเหมาะสม สอดคลอ้ งกับเน้ือหาในกจิ กรรม บันทึกผลการทากิจกรรมการวดั จากการเลือกและใชเ้ ครอ่ื งมือต่าง ๆ 2 เชน่ ใชเ้ ทอร์มอมเิ ตอรว์ ัดอณุ หภมู ขิ องอากาศ น้า และดิน ใช้เครอื่ งวัด ความเป็นกรด-เบส วดั ความเป็นกรด-เบส ใชล้ กั ซ์มิเตอรว์ ัดความเข้ม ของแสงได้ มคี วามสอดคลอ้ งกบั เนื้อหาในกจิ กรรม บันทกึ ผลการทากจิ กรรมการวัด จากการเลอื กและใชเ้ ครอื่ งมือตา่ ง ๆ 1 เช่น ใช้เทอรม์ อมเิ ตอร์วดั อณุ หภูมิของอากาศ น้า และดนิ ใชเ้ ครอ่ื งวัด ความเป็นกรด-เบส วัดความเปน็ กรด-เบส ใชล้ กั ซ์มิเตอรว์ ัดความเขม้ ของ แสงไดไ้ ม่เหมาะสม เกดิ ข้อผิดพลาด ไม่สอดคลอ้ งกบั เนือ้ หาในกจิ กรรม
ประเดน็ การประเมิน ค่านา้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน คะแนน การให้คะแนน ใช้งานอุปกรณก์ ารทดลองในกิจกรรมไดถ้ กู วิธี หยบิ เคลื่อนยา้ ยอุปกรณ์ การใชง้ านอปุ กรณ์ 3 อยา่ งระมัดระวัง ไม่หยอกล้อหรอื แกลง้ เพ่อื นขณะกาลงั ใช้งานอปุ กรณ์ และหลังการใชง้ านอุปกรณม์ ีการเก็บรกั ษาอย่างถกู วธิ ี ในกิจกรรม 2 ใช้งานอุปกรณก์ ารทดลองในกจิ กรรมไดถ้ ูกวิธี หยบิ เคล่ือนย้ายอุปกรณ์ อย่างระมัดระวงั ไมห่ ยอกล้อหรอื แกล้งเพอ่ื นขณะกาลงั ใช้งานอปุ กรณ์ 1 แตห่ ลงั การใชง้ านอุปกรณไ์ มม่ กี ารเกบ็ รกั ษาอย่างถูกวธิ ี หรือไม่เกบ็ อปุ กรณ์เข้าตู้เกบ็ อุปกรณต์ ามประเภทของอุปกรณ์ ใชง้ านอุปกรณก์ ารทดลองในกจิ กรรมได้ แตข่ ณะหยบิ เคลอื่ นยา้ ยอุปกรณ์ หรอื กาลงั ใช้งานอปุ กรณ์ จะหยอกล้อหรอื แกลง้ เพอื่ น อาจทาให้อปุ กรณ์ เสยี หายได้ และหลงั การใช้งานอุปกรณ์ไม่มกี ารเกบ็ รกั ษาอยา่ งถูกวธิ ี 9.2 ระดบั คณุ ภาพ หมายถึง ดีมาก หมายถงึ ดี คะแนนรวมเฉล่ีย 6.00 - 5.00 หมายถงึ พอใช้ คะแนนรวมเฉล่ยี 4.00 - 3.00 คะแนนรวมเฉลีย่ 2.00 - 1.00 ดงั นน้ั นักเรียนต้องได้คะแนนเฉล่ยี ทุกประเด็นการประเมิน ไม่ตา่ กวา่ 2.00 แสดงระดับ คณุ ภาพ ดี ถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ ในแผนการจดั การเรยี นท่ี 25
บันทึกหลงั การสอน หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 7 ระบบนเิ วศและความหลากหลายทางชีวภาพ.... ...... ... ... แผนการสอนเรือ่ ง 25 องค์ประกอบของสภาพแวดล้อมในทอ้ งถิ่น วนั ที่...............................เดือน...............................................................พ.ศ................. 1. สรุปผลการเรยี นการสอน 1. นักเรียนจานวน....................คน ผา่ นจดุ ประสงค์การเรยี นร.ู้ ..........คน คดิ เป็นรอ้ ยละ............. ไมผ่ า่ นจุดประสงค.์ ......................คน คดิ เป็นรอ้ ยละ............. ได้แก่.................................................................................................. 2. สรปุ ผลตามรายจดุ ประสงค์การเรียนรู้ 2.1 นักเรียนมีความรูค้ วามเขา้ ใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ข้อเสนอแนะหลังการจัดการเรียนการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่อื ............................................ครผู ู้สอน ลงชอ่ื .............................................หวั หนา้ กลุม่ สาระ () () ตาแหน่ง................................................... ลงชือ่ .............................................ผู้ช่วย/รองฯวชิ าการ …………./……………./………… () ลงช่ือ............................................ผอู้ านวยการ ()
แบบบันทึกการประเมินคุณภาพการเรียนรขู้ องนักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 รายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน (ว23102) หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 7 ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชวี ภาพI แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 25 เรอ่ื ง องคป์ ระกอบของสภาพแวดลอ้ มในท้องถ่นิ . คาชแี้ จง: ทาเครือ่ งหมาย ในชอ่ งค่านา้ คะแนนแตล่ ะด้านตามจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ โดยประเมินตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ชือ่ -นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่านา้ หนักคะแนน ค่านา้ หนักคะแนน คา่ นา้ หนกั คะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22
เลข ชื่อ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์การพิจารณาคุณภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลีย่ 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถึง ต้องได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้นึ ไปเทา่ นั้น ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชี้วัด ผลการประเมนิ การเรียนรู้ของนกั เรียน ผเู้ รยี นท่ี ผ่าน ตวั ชว้ี ดั มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผู้เรยี นที่ ไมผ่ ่าน ตวั ชี้วัด มีจานวน…………………………คน คดิ เป็นรอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
สอื่ การเรยี นรแู้ ผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 25: ส่ือวดี ทิ ศั น์ คลปิ วดี ที ศั น:์ สภาพธรรมชาตติ า่ ง ๆ ท่มี สี ภาพแวดล้อมและส่ิงมชี วี ติ หลากหลาย สื่อวีดิทัศน์เร่ือง สภาพธรรมชาติต่าง ๆ ที่มีสภาพแวดล้อมและส่ิงมีชีวิตหลากหลาย อธิบายเก่ียวกับ ความสัมพนั ธข์ ององคป์ ระกอบที่มชี ีวิตและองคป์ ระกอบทไ่ี มม่ ชี ีวติ ในระบบนเิ วศ แหลง่ ทม่ี า: เว็บไซตอ์ า้ งอิง https://www.youtube.com/watch?v=dkPLIw9aZwY เผยแพร่เมอื่ 19 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2562 (ชอ่ งYouTube: ADVEXON TV)
สอ่ื การเรียนรแู้ ผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 25: สอื่ วดี ทิ ัศน์ คลิปวีดีทศั น:์ ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งแหลง่ ท่ีอยู่ ประชากรและกลุม่ สง่ิ มีชวี ิต ส่ือวีดิทัศน์เร่ือง ความสัมพันธ์ระหว่างแหล่งที่อยู่ ประชากรและกลุ่มสิ่งมีชีวิต อธิบายเก่ียวข้องกับ คานยิ ามและความหมายของคาว่าแหลง่ ทอ่ี ยู่ ประชากรและกล่มุ สิง่ มชี วี ิต แหลง่ ที่มา: เว็บไซต์อ้างองิ ipst.me/10606 เผยแพรเ่ ม่อื 30 สงิ หาคม พ.ศ. 2562 (เจา้ ของผลงาน สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.))
ส่ือการเรยี นรแู้ ผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 25: ใบกิจกรรมที่ 7.1 ใบกิจกรรมที่ 7.1 องคป์ ระกอบของสภาพแวดลอ้ มในทอ้ งถิน่ มีปฏิสัมพันธ์กนั อย่างไร หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพื้นฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 3 เลม่ 2 ตามหลักสตู รแกนกลาง การศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ หนา้ 160 กจิ กรรมที่ 7.1 องคป์ ระกอบของสภาพแวดล้อมในทอ้ งถน่ิ มปี ฏิสัมพนั ธก์ นั อยา่ งไร? จุดประสงค์ สารวจและอธิบายความสัมพนั ธ์ขององคป์ ระกอบของสภาพแวดล้อมในทอ้ งถิ่น วสั ดอุ ุปกรณ์ วสั ดุท่ใี ชต้ ่อกลุ่ม 1. เทอรม์ อมิเตอร์ 1 อนั 2. แทง่ แก้วคน 2 อนั 3. กระดาษยูนิเวอร์ซลั อนิ ดิเคเตอร์ 2 แผน่ 4. กระจกนาฬิกา 1 ใบ 5. ปากคีบ 1 อนั 6. พูก่ นั 1 ดา้ ม 7. ถงุ พลาสตกิ 3 ใบ 8. บีกเกอรห์ รือแกว้ พลาสตกิ ใส 3 ใบ 9. เขม็ ทิศ 1 อัน 10. อุปกรณ์บันทกึ ภาพ 1 ชดุ 11. แวน่ ขยายหรือกล้องจลุ ทรรศนใ์ ชแ้ สง 1 อนั 12. เซคคดิ สิ ก์ (Secchi disc) 1 ชดุ 13. ลกั ซ์มเิ ตอร์ (Lux meter) 1 ชดุ 14. ช้อนปลกู 1 อนั 15. น้ากลั่น 1 ขวด วิธีดาเนิน 1.เลือกบรเิ วณท่จี ะสารวจในทอ้ งถิน่ หรือบริเวณโรงเรียน เชน่ บริเวณสระนา้ กจิ กรรม สวนธรรมชาติ สวนหยอ่ ม หลังอาคารเรยี น โดยไมซ่ ้ากันในแตล่ ะกลุ่ม 2. กาหนดขอบเขตของบริเวณที่สารวจ 3. สังเกตและบนั ทกึ สภาพแวดลอ้ มทางกายภาพของบรเิ วณที่สารวจ เชน่ ลกั ษณะภูมศิ าสตร์ ลกั ษณะดนิ แหล่งน้า สภาพอากาศ สิ่งปนเป้อื นในสภาพแวดลอ้ ม จากน้นั วาดแผนผังของ บรเิ วณทีจ่ ะศึกษา โดยระบุมาตราสว่ น รายละเอียดของบรเิ วณโดยรอบ และระบทุ ศิ ใหถ้ กู ตอ้ ง 4. เก็บและรวบรวมขอ้ มลู ของสภาพแวดล้อมในบริเวณท่ีสารวจ เชน่ อุณหภมู ิ ความเปน็ กรด-เบส (pH) ความโปร่งใสของนา้ ความสว่าง โดยมวี ธิ ีการดังน้ี
กจิ กรรมท่ี 7.1 องค์ประกอบของสภาพแวดล้อมในทอ้ งถิน่ มีปฏิสัมพนั ธ์กนั อยา่ งไร? การวัดอณุ หภมู ิ • บริเวณแหลง่ น้า วดั อุณหภูมทิ ี่ผิวนา้ โดยจมุ่ เทอรม์ อมเิ ตอร์ลงในนา้ ลึกประมาณ 5 เซนติเมตร บันทึกผล • บรเิ วณพืน้ ดิน วดั อุณหภมู ทิ ่ีผวิ ดิน โดยเสียบเทอร์มอมเิ ตอรล์ งในดนิ ลกึ ประมาณ 5 เชนติเมตร บันทกึ ผล การวดั ความเป็นกรด-เบส (pH) • บรเิ วณแหล่งน้า วดั pH ของน้าโดยเกบ็ ตวั อยา่ งนา้ ที่ผิวน้า แลว้ ใช้แท่งแก้วจ่มุ ลงในตวั อย่างน้า มาแตะลงบนกระดาษยนู ิเวอรซ์ ลั อนิ ดิเคเตอร์ท่ีวางอยบู่ นกระจกนาฬิกา เทยี บสีกบั สมี าตรฐาน ทต่ี ิดอย่บู นกล่อง บันทกึ คา่ pH ทีอ่ า่ นได้ • บรเิ วณพืน้ ดิน วดั pH ของดนิ โดยนาดนิ จากระดบั ผวิ ดิน ปรมิ าณ 10 กรมั ใส่ลงในแกว้ พลาสตกิ ใส แลว้ เตมิ นา้ กล่นั 10 ลูกบาศกเ์ ซนตเิ มตรใช้แท่งแกว้ คนให้เขา้ กัน ต้งั ทิง้ ไว้ 10 นาที หรอื จนกวา่ จะตกตะกอน แลว้ ใช้แท่งแกว้ จมุ่ ส่วนที่เปน็ ของเหลวมาแตะลงบนกระดาษ ยูนเิ วอรซ์ ลั อนิ ดิเคเตอรท์ ี่วางอยู่บนกระจกนาฬิกา เทยี บสีกับสีมาตรฐาน บนั ทึกคา่ pH ท่ีอา่ นได้ การวัดความโปรง่ ใสของนา้ • บริเวณแหล่งน้า สามารถวัดความลึกที่แสงส่องผ่านลง ไปในนา้ โดยใชเ้ ซคคดิ สิ ก์ ซึ่งมวี ิธีใช้ดงั นี้ (1) ทาเคร่ืองหมายบนเส้นเชือกท่ีผูกติดกับเซคคิดิสก์ เพื่อบอกระดับความลึกของน้า หย่อนเซคคิดิสก์ ลงใน แหล่งน้าจนถึงระยะท่ีเร่ิมมองไม่เห็นเซคคิดิสก์ แล้ว บันทึกค่าความลึกของระดับน้าจากเครื่องหมายที่ทาไว้ บนเชือก ภาพเซคคิดสิ ก์ (2) หย่อนเซคคิดิสก์ลงไปในน้าอีกเล็กน้อย แล้วดึง เซคคิดิสก์ข้ึนช้า ๆ จนเร่ิมมองเห็นเซคคิดิสก์อีกครั้ง แล้วบันทึกค่าความลึกของระดับน้าจากเครื่องหมายท่ี ทาไวบ้ นเชือก (3) หาค่าความลึกที่แสงส่องผ่านลงน้าได้ โดยหา ค่าเฉลี่ยความลึกของระดับน้าจากข้อ (1) และ (2) ภาพลกั ซม์ เิ ตอร์ บันทกึ ผล การวดั ความสวา่ ง • บรเิ วณพ้ืนทบี่ นบก วัดความสว่างโดยใชล้ กั ซม์ เิ ตอร์ ซง่ึ มหี นว่ ยเปน็ ลักซ์ (Lux)
กจิ กรรมท่ี 7.1 องค์ประกอบของสภาพแวดลอ้ มในทอ้ งถิน่ มีปฏสิ ัมพนั ธ์กนั อยา่ งไร? 5. เกบ็ และรวบรวมข้อมลู ของสง่ิ มีชวี ิตในบรเิ วณทส่ี ารวจ เช่น ข้อมูลทัว่ ไปของสิ่งมชี ีวติ การตอบสนองตอ่ สิ่งเรา้ ของสง่ิ มีชวี ติ โดยมวี ธิ กี ารดังน้ี ขอ้ มลู ทวั่ ไปของสิง่ มีชีวติ • ระบุชื่อของสิ่งมชี วี ิต รปู ร่าง ลกั ษณะ จานวน แหลง่ ทีพ่ บ เวลาที่พบ ในกรณีท่ีต้องการ ศึกษาส่ิงมีชวี ติ บางชนิดเพ่ิมเตมิ ถ้าบริเวณที่สารวจเป็นพืน้ ท่ีบนบกใหเ้ กบ็ ตัวอยา่ งสิง่ มชี วี ติ น้นั ใสถ่ ุงพลาสตกิ แต่ถ้าบริเวณท่สี ารวจเปน็ แหล่งนา้ ให้เกบ็ ตวั อย่างน้าใสแ่ กว้ พลาสตกิ จากนนั้ นาตวั อยา่ งมาศึกษาโดยใชแ้ ว่นขยายหรอื กลอ้ งจลุ ทรรศนใ์ ชแ้ สง • บนั ทึกภาพน่ิงหรือภาพเคล่ือนไหวของสิง่ มีชีวติ ทีพ่ บ โดยใช้อปุ กรณบ์ ันทกึ ภาพและอาจ นาวัตถอุ า้ งองิ ทีร่ ขู้ นาด เช่น เหรยี ญ หรือไม้บรรทัดวางไว้ขา้ งส่ิงมีชีวติ เพอื่ ใชเ้ ปรียบเทียบ ขนาดของสง่ิ มชี วี ติ กับวัตถอุ ้างองิ การตอบสนองตอ่ ส่ิงเรา้ ของสง่ิ มีชวี ติ • สังเกตการตอบสนองต่อสงิ่ เร้าของพชื และสตั ว์ เช่น การหุบของใบไมยราบเมอื่ ถูกสัมผัส การหบุ และบานของดอกไม้ การบนิ ตอมดอกไม้ของแมลง การหาอาหารของสัตว์ 6. วเิ คราะหข์ อ้ มูลจากการสารวจและอภิปรายปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหว่างส่งิ มชี ีวิตกบั สง่ิ มีชีวิต และสงิ่ มีชีวติ กบั ส่งิ ไม่มีชวี ิตในบรเิ วณท่สี ารวจ 7. สืบคน้ ขอ้ มูลเพ่มิ เตมิ เกยี่ วกับปฏิสมั พนั ธข์ องสิ่งต่าง ๆ ท่ีสารวจพบและนาเสนอ ผลการทากจิ กรรม การเตรยี มตัว ครคู วรสารวจพ้นื ทีท่ จี่ ะใชท้ ากจิ กรรมก่อนจดั กิจกรรม เพือ่ ใหท้ ราบขอ้ มลู ทจ่ี าเป็นสาหรบั ล่วงหนา้ สาหรับครู การเตรียมอปุ กรณ์และการอภิปรายผล เช่น สภาพพืน้ ที่ ชนิดของส่ิงมีชวี ิต เปน็ ตน้ ข้อควรระวัง ครคู วรกาหนดขอ้ ตกลงกบั นักเรียนกอ่ นทจ่ี ะเร่มิ ต้นการสารวจ และควรแจง้ ใหน้ กั เรยี นระวัง สตั วม์ พี ิษและความปลอดภัยในการสารวจ เช่น การใชอ้ ปุ กรณ์ การลงพนื้ ที่เกบ็ นา้ ตัวอยา่ ง ขอ้ เสนอแนะใน ครูควรพจิ ารณาเลอื กพ้นื ทสี่ ารวจท่ีมคี วามแตกตา่ งกันทั้งทางกายภาพ เช่น แหลง่ นา้ สนาม การทากิจกรรม หญ้า ตน้ ไมใ้ หญ่ และทางชีวภาพ เชน่ มสี ิง่ มีชีวิตแตกตา่ งกนั เพื่อใหน้ กั เรยี นเกบ็ ขอ้ มูลได้ หลากหลายและนามาใช้อภปิ รายเกยี่ วกบั ปฏสิ ัมพันธ์ขององค์ประกอบของระบบนเิ วศ คาถามทา้ ยกจิ กรรม 1. ในบริเวณทีส่ ารวจ พบสง่ิ มชี วี ิตชนดิ ใดมากทีส่ ุด และสงิ่ มีชีวติ ชนดิ ใดนอ้ ยทส่ี ดุ เพราะเหตุใด 2. สิ่งมีชวี ิตทพ่ี บในบริเวณทสี่ ารวจมคี วามสัมพนั ธก์ ันหรือไม่ อยา่ งไร 3. ชนดิ และปริมาณของสง่ิ มชี ีวติ และสงิ่ ไมม่ ชี วี ติ ในแต่ละบริเวณ เหมอื นหรือแตกตา่ งกันอย่างไร เพราะเหตใุ ด 4. สงิ่ ไมม่ ชี ีวติ ท่พี บในแต่ละบรเิ วณมผี ลทาให้ชนิดของส่งิ มชี วี ิตมคี วามแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร 5. จากกิจกรรม สรปุ ได้ว่าอยา่ งไร
ส่อื การเรยี นรแู้ ผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 25: แบบบนั ทึกการคน้ ควา้ กิจกรรมท่ี 7.1 แบบบนั ทึกการค้นคว้ากิจกรรมท่ี 7.1 องค์ประกอบของสภาพแวดลอ้ มในทอ้ งถิ่นมปี ฏสิ มั พนั ธ์กันอย่างไร ช่อื -นามสกลุ ..........................................................................................ช้นั .................เลขท่ี...........กลมุ่ ท.ี่ ........... บันทกึ ผลการทากิจกรรม บริเวณทีเ่ ลือกสารวจ คอื ............................................................................................................................ ส่งิ ท่ีพบในสภาพแวดลอ้ มทางกายภาพของบรเิ วณท่สี ารวจ ไดแ้ ก่ ........................................................... ....................................................................................................................................................................... แผนผงั บริเวณทส่ี ารวจ ข้อมลู สภาพแวดล้อมในบริเวณที่สารวจ - อุณหภมู ทิ ่ีวดั ได้ คือ .............................................. - ความเปน็ กรด-เบส (pH) ทวี่ ัดได้ คอื ............................ - ความโปรง่ ใสของนา้ ท่วี ัดได้ คือ ............................ - ความสว่างทวี่ ัดได้ คอื .................................................... ตารางบนั ทกึ ขอ้ มลู สิ่งมชี วี ติ ทพ่ี บในบรเิ วณทส่ี ารวจ รายการ ส่งิ มชี ีวิต จานวน บันทกึ ขอ้ มูลเพม่ิ เติมจากการสารวจ ....................................................................................................................................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนบท้ายแผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 25: การใหค้ ะแนนด้านกระบวนการ (P) แนวทางบันทกึ การค้นคว้ากจิ กรรมที่ 7.1 องคป์ ระกอบของสภาพแวดลอ้ มในท้องถ่นิ มปี ฏสิ ัมพนั ธ์กนั อยา่ งไร บนั ทกึ ผลการทากจิ กรรม (ตวั อยา่ งการบนั ทกึ ผลระบบนเิ วศสนามหญา้ ) บรเิ วณทเี่ ลอื กสารวจ คอื ...................สนามหญา้ อาคารเรียน 1...................... สิ่งทีพ่ บในสภาพแวดลอ้ มทางกายภาพของบรเิ วณท่ีสารวจ ได้แก่ ........ดินค่อนขา้ งแหง้ .............. ...........เนื่องจากบรเิ วณทสี่ ารวจโดนแสงแดดสอ่ งตลอดทัง้ วัน............................................................ แผนผงั บริเวณทส่ี ารวจ กาหนดขอบเขตทีส่ ารวจ ขนาดพนื้ ที่ 100 ตารางเมตร บริเวณท่ีสารวจ (ในกรอบสีเ่ หล่ียมสีแดง) ข้อมูลสภาพแวดล้อมในบริเวณทส่ี ารวจ - อุณหภมู ทิ ว่ี ัดได้ คือ ......... 33 องศาเซลเซียส......... - ความเป็นกรด-เบส (pH) ทวี่ ดั ได้ คือ ........... 6.8......... - ความโปรง่ ใสของนา้ ทว่ี ัดได้ คอื .............-............. - ความสวา่ งทวี่ ดั ได้ คือ ............... 1,100 ลักซ.์ ............ ตารางบันทกึ ขอ้ มลู สิ่งมีชวี ิตทพ่ี บในบริเวณทส่ี ารวจ รายการ สง่ิ มชี ีวติ จานวน ประมาณ 50 ตัว 1 มด ไมร่ ูช้ นิด ประมาณ 300 ตน้ 2 ต้น ต้นหนง่ึ มีผล 3 ผล 2 หญา้ อกี ต้นไม่มีผล 3 ต้นมะเขือ 3 ตวั 4 ตกั๊ แตน บันทกึ ขอ้ มลู เพิม่ เติมจากการสารวจ รายละเอยี ดเพิ่มเติม พบมดจานวน 50 ตวั ขนซากใบไม้ขนาดเลก็ และซากแมลงชนิดหนึง่ (ไม่ทราบชนดิ ) พบรงั มดอยู่ใตต้ น้ มะเขอื ตกั๊ แตนอาศยอยูบ่ นใบหญา้ ดินบริเวณใต้ตน้ มะเขอื มลี ักษณะชื้นกวา่ ดินทีอ่ ย่สู ่วนอืน่ ๆ บรเิ วณพื้นทีส่ ารวจฝั่งชดิ กับอาคาร (เป็นทีร่ ม่ ไม่โดนแดด) มตี น้ หญา้ ขน้ึ จานวนนอ้ ย บางจุดไม่พบตน้ หญา้ สว่ นบริเวณท่ไี ดร้ บั แสงแดดตลอดวนั จะมีหญ้าจานวนมากกวา่
แนบท้ายแผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 25: การให้คะแนนดา้ นความรู้ (K) เฉลยใบกจิ กรรมที่ 7.1 องคป์ ระกอบของสภาพแวดลอ้ มในท้องถิ่นมปี ฏิสมั พันธ์กันอยา่ งไร เฉลยคาถามทา้ ยกจิ กรรม 1. ในบริเวณท่ีสารวจ พบสง่ิ มีชีวิตชนิดใดมากท่ีสุด และส่งิ มชี วี ติ ชนิดใดนอ้ ยทสี่ ดุ เพราะเหตใุ ด แนวคาตอบ ตอบตามข้อมูลทีน่ กั เรียนสารวจได้ โดยให้นักเรียนแสดงหลกั ฐานสนบั สนนุ ข้อมลู จานวนของชนดิ สง่ิ มีชีวติ แตล่ ะชนิด เช่น ตารางบนั ทึกผล ภาพถ่าย ภาพวาด 2. สิง่ มีชวี ิตทพ่ี บในบรเิ วณทสี่ ารวจมคี วามสมั พันธก์ นั หรอื ไม่ อยา่ งไร แนวคาตอบ ตอบตามความคดิ เหน็ และขอ้ สรุปของกลุ่ม ซง่ึ ครสู ามารถนาอภิปรายรว่ มกนั ถึงปฏิสัมพนั ธ์ ขององคป์ ระกอบในระบบนิเวศนน้ั ๆ เชน่ มดขดุ ดินเพ่ือสร้างรงั และกินต๊กั แตนตัวเล็ก ๆ เป็นอาหาร หรอื ปลาอาศยั อย่ใู นน้า กนิ สาหรา่ ยเป็นอาหาร ส่วนสาหรา่ ยมักขึน้ รมิ ตลง่ิ เพราะต้องอาศัยแสงแดด ในการสงั เคราะห์ ด้วยแสง จึงไมส่ ามารถเจรญิ เติบโตในบรเิ วณนา้ ลกึ ได้ 3. ชนิดและปริมาณของสิ่งมชี วี ิตและสง่ิ ไม่มชี ีวติ ในแตล่ ะบริเวณ เหมอื นหรอื แตกตา่ งกนั อยา่ งไร เพราะเหตุใด แนวคาตอบ คาตอบข้ึนอยกู่ ับข้อมูล หากสารวจในบรเิ วณใกล้เคียงกนั มีความเปน็ ไปได้วา่ ข้อมูล อาจจะ มีความคล้ายคลึงกัน แต่ถ้านักเรียนสารวจในบริเวณท่ีแตกต่างกันก็อาจจะมีความแตกต่างกันท้ังส่ิงมีชีวิตและ ส่ิงไม่มีชีวิต ส่วนสาเหตุท่ีแตกต่างกัน เพราะในแต่ละบริเวณจะมีสิ่งไม่มีชีวิตท่ีแตกต่างกัน ทาให้ส่ิงมีชีวิตที่อาศัย แตกตา่ งกัน เช่น บริเวณท่ีมีหญ้าขึ้นเป็นจานวนมากและมีร่มเงา มักพบแมลงมากกว่าบริเวณท่ีไม่มีหญ้าและไม่มี ร่มเงา เนื่องจากแมลงกินหญ้าเป็นอาหารและใช้เป็นแหล่งท่ีอยู่เพราะอุณหภูมิไม่สูงจนเกินไป ส่วนบริเวณท่ีไม่มี หญ้าข้ึนและมีแสงแดดส่องถึงมากกวา่ บริเวณอื่น จะพบแมลงได้น้อยมากเพราะไม่มีอาหาร อณุ หภมู ิสูงมาก และ ความชืน้ ตา่ ทาให้ไมเ่ หมาะสมตอ่ การดารงชวี ิต อีกทั้งยังไม่มีท่หี ลบภยั จากผ้ลู า่ เชน่ นกท่กี นิ แมลงเปน็ อาหาร 4. ส่งิ ไมม่ ชี ีวติ ทพี่ บในแต่ละบริเวณมผี ลทาให้ชนดิ ของส่งิ มชี ีวิตมคี วามแตกต่างกันหรอื ไม่ อย่างไร แนวคาตอบ ความแตกต่างของส่ิงไม่มีชีวิต เช่น แสง น้า อากาศ ในแต่ละบริเวณ ส่งผลให้ส่ิงมีชีวิต ที่อาศัยอยู่ในแต่ละบริเวณนั้นแตกต่างกัน เน่ืองจากสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีความต้องการพื้นฐานในการดารงชีวิต ท่ีแตกต่าง เช่น พืชบางชนิดเจริญเติบโตได้ดีในพ้ืนท่ีชุ่มน้า ดังน้ันในบริเวณท่ีใกล้แหล่งน้าก็จะพบพืชชนิดน้ี มากกว่าบริเวณที่แห้งแล้ง พืชบางชนิดต้องการแสงมาก พืชบางชนิดต้องการแสงปานกลาง สัตว์บางชนิดอาศัย อยู่ในโพรงไม้ สตั วบ์ างชนดิ อาศยั อยใู่ นดิน 5. จากกิจกรรม สรุปได้วา่ อยา่ งไร แนวคาตอบ ในสภาพแวดล้อมแต่ละบริเวณจะพบชนิดและปริมาณของส่ิงมีชีวิตและส่ิงไม่มีชีวิตต่างกัน เราสามารถพบส่ิงมีชวี ติ ได้แก่ พชื สตั ว์ เปน็ องคป์ ระกอบทีม่ ชี วี ิต และส่ิงไม่มีชีวติ เช่น แสงแดด อากาศ น้า ดนิ อณุ หภมู ิ ทเี่ ป็นองคป์ ระกอบที่ไม่มชี วี ติ แตกตา่ งกันออกไปในแตล่ ะระบบนเิ วศ เพราะองค์ประกอบดังกล่าวจะมี ปฏสิ ัมพนั ธต์ อ่ กัน ดังนน้ั เมอ่ื องคป์ ระกอบใดเปล่ียนไปย่อมส่งผลกระทบตอ่ การเปลี่ยนขององค์ประกอบอ่ืน ๆ เชน่ บรเิ วณทด่ี ินมคี วามชืน้ สูงจะพบกบอาศัยอยู่ แตถ่ า้ ดินบรเิ วณน้ันไมไ่ ด้รับน้าตอ่ เนือ่ งและดนิ แห้งลงเรอื่ ย ๆ จะส่งผลให้กบไมส่ ามารถดารงชวี ิตอยไู่ ด้ จาเป็นตอ้ งอพยพไปบริเวณอื่น เป็นตน้
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 26 เรื่อง สรา้ งแบบจาลองสายใยอาหาร รหัสวิชา ว23102 เวลา 1 ชวั่ โมง หน่วยการเรียนรู้ท่ี 7 ช่อื หน่วยการเรียนรู้ ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชวี ภาพ รวม 15 ช่วั โมง กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 สาระท่ี 1 ช่ือสาระ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ มาตรฐาน ว 1.1 1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตวั ชว้ี ัด ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตและ ความสัมพนั ธ์ระหว่างส่ิงมชี ีวติ กับสิ่งมีชีวติ ตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ใน ระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม แนวทาง ในการอนรุ ักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติและการแก้ไขปญั หาส่งิ แวดลอ้ ม รวมทงั้ นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์ ตวั ช้ีวัด ว 1.1 ม.3/3 สร้างแบบจาลองในการอธิบายการถา่ ยทอดพลงั งานในสายใยอาหาร ว 1.1 ม.3/4 อธบิ ายความสมั พนั ธข์ องผผู้ ลติ ผู้บริโภค และผยู้ ่อยสลายสารอินทรยี ์ในระบบนเิ วศ 2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด 1) กลุ่มสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแบ่งตามหน้าท่ีได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย สารอินทรีย์ ส่ิงมีชีวิตทั้ง 3 กลุ่มน้ี มีความสัมพันธ์กัน ผู้ผลิตเป็นสิ่งมีชีวิตท่ีสร้างอาหารได้เอง โดยกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสง ผู้บริโภคเป็นส่ิงมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง และต้องกินผู้ผลิตหรือสิ่งมีชีวิตอ่ืนเป็น อาหาร เมื่อผู้ผลิตและผู้บริโภคตายลง จะถูกย่อยโดยผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ซ่ึงจะเปล่ียนสารอินทรีย์เป็นสาร อนินทรีย์กลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม ทาให้เกิดการหมุนเวียนสารเป็นวัฏจักร จานวนผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย สารอินทรีย์จะตอ้ งมีความเหมาะสม จงึ ทาให้กลมุ่ ส่ิงมชี ีวติ อยไู่ ด้อย่างสมดุล 3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ นกั เรยี นอธิบายความสัมพนั ธข์ องผผู้ ลติ และผู้บรโิ ภคได้ 1) ด้านความรู้ (K) นกั เรยี นใช้ทกั ษะการสร้างแบบจาลอง โดยการนาขอ้ มลู มาสร้างแบบจาลอง 2) ด้านทักษะ (P) สายใยอาหาร นักเรยี นมคี วามมงุ่ มั่นและรับผดิ ชอบในการทางาน 3) ด้านเจตคติ (A)
4. คณุ ลกั ษณะผูเ้ รียน 4.1 คุณลักษณะที่พึงประสงค์ รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อย่อู ย่างพอเพียง ซื่อสตั ย์สจุ รติ มงุ่ มนั่ ในการทางาน มวี ินยั รักความเปน็ ไทย ใฝเ่ รียนรู้ มจี ิตสาธารณะ 5. ด้านสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น ความสามารถในการสอ่ื สาร: นกั เรยี นสามารถส่อื สาร โดยการนาเสนอและอธิบายสายใยอาหาร บทบาทของผูผ้ ลติ ผบู้ ริโภคและผ้ยู ่อยสลายสารอนิ ทรีย์ 6. สาระการเรยี นรู้ สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศต้องการอาหารเพื่อการดารงชีวิต บางชนิดมีบทบาทในการสร้างอาหารบางชนิด กินส่ิงมีชีวิตอ่ืนเป็นอาหาร และบางชนิดเป็นผู้ย่อยสลายซากส่ิงมีชีวิต ส่ิงมีชีวิตท่ีสามารถสร้างอาหารได้เอง โดยใช้กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง สิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้มีบทบาทเป็น ผู้ผลิต (producer) ได้แก่ พืช สาหร่าย และแบคทีเรียบางชนิด สิ่งมีชีวิตบางชนิดไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง ต้องกินส่ิงมีชีวิตอ่ืนเป็นอาหาร สิ่งมีชีวิต กลุ่มนี้มีบทบาทเป็น ผู้บริโภค (consumer) เช่น มนุษย์ สัตว์ต่าง ๆ ถ้าพิจารณาอาหารท่ีผู้บริโภคกินสามารถ แบ่งกลุ่มผู้บริโภคได้เป็นผู้บริโภคท่ีกินพืชเป็นอาหาร เรียกว่า สิ่งมีชีวิตกินพืช (herbivore) เช่น วัว ช้าง ผู้บริโภคที่กินสัตว์เป็นอาหาร เรียกว่า สิ่งมีชีวิตกินสัตว์ (carnivore) เช่น เสือดาว สิงโต และผู้บริโภคที่กินทั้ง พชื และสัตว์เป็นอาหาร เรียกวา่ ส่ิงมชี ีวิตกนิ พืชและสัตว์ (omnivore) เช่น ไก่ มนุษย์ นอกจากนี้ยังมีส่ิงมีชวี ิต บางชนิดที่กนิ เฉพาะซากสง่ิ มชี ีวติ เช่น แรง้ เรยี กส่ิงมชี ีวิตพวกน้วี า่ สตั วก์ ินซาก (scavenger) เมือ่ ส่งิ มีชวี ิตตายลง จะมสี ง่ิ มชี ีวติ อีกกลมุ่ หนึ่งที่มบี ทบาทเปน็ ผู้ย่อยสลายสารอนิ ทรยี ์ (decomposer) เช่น เห็ดรา แบคทีเรีย ซึ่งดารงชีวิตโดยผลิตเอนไซม์ออกมาย่อยสลายซากส่ิงมีชีวิตให้เป็นสารอาหารท่ีมีขนาด โมเลกุลเล็กลง แล้วดูดซึมสารอาหารไปใช้เพียงบางส่วน ส่วนท่ีเหลือจะอยู่ในส่ิงแวดล้อม ซึ่งผู้ผลิตสามารถ นาไปใช้ในการดารงชวี ิตตอ่ ไป ผู้ย่อยสลายสารอนิ ทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตทมี่ บี ทบาทสาคัญในการทาใหเ้ กิดการหมุนเวียนของสารเป็นวฏั จกั ร ได้ เช่น วัฏจักรคาร์บอน จากภาพพืชใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศในกระบวนการสังเคราะห์ ด้วยแสง เพื่อสร้างสารประกอบอินทรีย์ซ่ึงมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ เช่น คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เก็บไว้ ในส่วนต่าง ๆ ของพืช เมื่อสิ่งมีชีวิตอื่นมากินพืช สารประกอบอินทรีย์ที่คาร์บอนนี้จะถูกถ่ายทอดไปตามลาดับขั้น ของการบริโภค หลังจากสิ่งมีชีวิตตายลง บางส่วนจะถูกย่อยสลายโดยผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ ส่วนท่ีไม่ถูก ย่อยสลายจะทับถมกันเป็นเวลานาน ภาวะที่เหมาะสมและเปลี่ยนเป็นเช้ือเพลิงซากดึกดาบรรพ์ เช่น ถ่านหิน ปิโตรเลียม การหายใจของสิ่งมีชีวิต และการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงซากตึกดาบรรพ์ ทาให้เกิดแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนสู่บรรยากาศ ซ่ึงพืชจะนาไปใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง จึงเกิดการหมุนเวียน ต่อเนื่องเป็นวัฏจักร นอกจากวัฏจักรคาร์บอนแล้ว ยังมีวัฏจักรสารที่สาคัญอีกหลายวัฏจักร เช่น วัฏจักรน้า วฏั จกั รไนโตรเจน วฏั จกั รฟอสฟอรสั
การท่ีส่ิงมีชีวิตแต่ละชนิดมีบทบาทแตกต่างกัน ทาให้เกิดการถ่ายทอดพลังงานท่ีอยู่ในอาหารไปตาม ลาดับโดยการกินกันเป็นทอด ๆ เรียกว่า โซ่อาหาร (food chain) โดยทั่วไปโซ่อาหารประกอบด้วยผู้ผลิตและ ผู้บริโภคลาดับต่าง ๆ ดังภาพ จะเห็นว่าในโซ่อาหารน้ีมีหญ้าเป็นผู้ผลิต มีตั๊กแตน ก และงู เป็นผู้บริโภค โดย ต๊ักแตนกินหญ้า ต๊ักแตนจัดเป็นผู้บริโภคลาดับท่ี 1 กบกินตั๊กแตน กบจัดเป็นผู้บริโภคลาดับท่ี 2 ส่วนงูกินกบ งจู ัดเป็นผู้บรโิ ภคลาดบั ที่ 3 หรือผบู้ รโิ ภค ลาดบั สุดทา้ ยของโซ่อาหารน้ี ภาพแสดง โซอ่ าหาร (ทมี่ า: หนังสอื เรยี นรายวิชาพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั ม.3 เลม่ 2 สสวท. หน้า 167) ความสัมพันธร์ ะหวา่ งส่ิงมีชีวิตในโซ่อาหารเปน็ ความสัมพันธใ์ นด้านการถ่ายทอดพลังงาน โดยการกินกนั เป็นทอดๆ ไม่ซับซ้อน แต่ในธรรมชาติอาจมีผู้ผลิตมากกว่าหนึ่งชนิดและมีผู้บริโภคท่ีสามารถบริโภคพืชและสัตว์ อ่นื ๆ ได้หลายชนดิ เช่น กบกนิ ตกั๊ แตน แมลงปอ และแมลงหว่ี ในขณะเดยี วกันผบู้ รโิ ภคชนิดหนงึ่ อาจเป็นอาหาร ของผู้บริโภคได้หลายชนิด เช่น กบเป็นอาหารของแมว งู และนกอินทรี ดังภาพ 78 ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต ในการถา่ ยทอดพลังงานโซอ่ าหารหลายสายทส่ี มั พันธซ์ ับซ้อนน้ี เรยี กว่า สายใยอาหาร (food web) ภาพแสดง สายใยอาหาร (ที่มา: หนงั สอื เรยี นรายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ม.3 เล่ม 2 สสวท. หนา้ 168)
7. กจิ กรรมการเรียนรู้ ใช้รูปแบบการจดั การเรยี นการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (1 ช่วั โมง; 60นาท)ี ขั้นท่ี 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (10 นาท)ี 1) ครกู ระตนุ้ ความสนใจของนกั เรยี น โดยให้ดภู าพนาเร่ือง เรยี น (หนังสอื เรียนรายวชิ าพื้นฐาน วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ ม.3 เลม่ 2 สสวท. หน้า 164) และอ่านเนือ้ หานาเร่ืองทีเ่ กีย่ วกบั ความสัมพันธ์ของผงึ้ กับดอกไม้ และครยู กตัวอย่าง นกกกกนิ ลกู ไทร https://www.youtube.com/watch?v=aOFG-HPyvu8 ปลาอาศัยในดงสาหรา่ ย หรืออืน่ ๆ จากนนั้ ให้นักเรียนรว่ มกันอภปิ ราย โดยใชค้ าถามดังตอ่ ไปน้ี - ผ้ึงกบั ดอกไม้มปี ฏิสัมพันธก์ นั อยา่ งไร (ผ้งึ กินน้ำหวำนจำกดอกไม้ ขณะเดียวกันผง้ึ ช่วยถ่ำยเรณู ใหด้ อกไม)้ - นักเรียนรู้จักความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตอ่ืน ๆ อีกหรือไม่อย่างไร (นักเรียนตอบตำมควำม คดิ เหน็ และประสบกำรณเ์ ดิม เชน่ เป็ดกับหอยเชอรี) 2) ให้นักเรียนอ่านเนื้อหา เกรด็ น่ารู้ และตอบคาถามระหวา่ งเรียน ในหนงั สอื เรียนหนา้ 165-166 ท่ีเกี่ยวขอ้ งกับบทบาทของสิง่ มชี วี ติ ในระบบนิเวศและการหมุนเวียนของสาร และใชค้ าถามเพ่ิมเติมดังนี้ - ผผู้ ลิตตา่ งจากผบู้ ริโภคอย่างไร (ผู้ผลติ สร้ำงอำหำรไดเ้ องจำกกระบวนกำรสังเครำะหด์ ้วยแสง ส่วนผู้บริโภคสรำ้ งอำหำรเองไม่ได้ ตอ้ งกนิ สง่ิ มชี วี ิตอนื่ เป็นอำหำร) - ถ้าพจิ ารณาตามอาหารท่กี นิ เราสามารถแบง่ ผบู้ ริโภคได้กีก่ ลมุ่ อะไรบ้าง (สำมำรถแบง่ ผบู้ รโิ ภค ออกเป็น สิ่งมชี วี ติ กินพชื ส่งิ มชี วี ติ กินสัตว์ สิง่ มชี ีวิตกินพืชและสตั ว์ และสตั วก์ ินซำก) - ถา้ ระบบนเิ วศไม่มีผยู้ อ่ ยสลายสารอนิ ทรยี จ์ ะเกิดอะไรขน้ึ (ซำกพชื ซำกสตั วท์ ่ที บั ถมจะไม่ถูกย่อย สลำยและไม่เกิดกำรหมนุ เวียนของสำรตำ่ ง ๆ ในระบบนิเวศ) ขัน้ ท่ี 2 ขนั้ สารวจและคน้ หา (Exploration) (20 นาท)ี 3) ครเู ช่ือมโยงเขา้ สกู่ จิ กรรมท่ี 7.2 สรา้ งแบบจาลองสายใยอาหารได้อยา่ งไร โดยใชค้ าถามวา่ ในสภาพธรรมชาติการกนิ กันเปน็ ทอด ๆ อยู่ในรูปของสายใยอาหารซ่ึงประกอบด้วยโซ่อาหารหลายสายทสี่ ัมพนั ธ์ กัน นักเรียนคดิ ว่าสายใยอาหารในธรรมชาติเหมือนกันหรอื ไม่ และจะเขยี นสายใยอาหารไดอ้ ย่างไร (นักเรียน ตอบตำมควำมเขำ้ ใจของตนเอง) 4) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 169 และครูตรวจสอบความ เขา้ ใจการอ่าน โดยใช้คาถามดังตอ่ ไปน้ี - กิจกรรมนีเ้ กย่ี วกบั เร่ืองอะไร (กำรสรำ้ งแบบจ้ำลองสำยใยอำหำรจำกสง่ิ มชี ีวิตที่ก้ำหนดให)้ - กิจกรรมน้ีมจี ดุ ประสงค์อะไร (สร้ำงแบบจำ้ ลองสำยใยอำหำร และอธบิ ำยควำมสัมพันธข์ อง ผู้ผลิตและผูบ้ รโิ ภคในสำยใยอำหำร)
- วิธีดาเนินกิจกรรมมีข้ันตอนโดยสรุปอย่างไร (เลือกระบบนิเวศ 1 ระบบนิเวศ สืบค้นข้อมูล เกี่ยวกับอำหำรของสิ่งมีชีวิต วิเครำะห์และสร้ำงแบบจ้ำลองโซ่อำหำรและสำยใยอำหำร น้ำเสนอและอภิปรำย เก่ยี วกับสำยใยอำหำรทส่ี ร้ำงข้ึน) - นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (นักเรียนสังเกต สืบค้น และรวบรวมข้อมูล เกย่ี วกบั ลักษณะส่ิงมีชีวติ และอำหำรของส่งิ มีชวี ิตแตล่ ะชนดิ ในระบบนิเวศที่เลือก) 5) ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเร่ิมทากิจกรรม ครูเดินสังเกตการทากิจกรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม โดยพยายามให้นักเรียนสร้างโซ่อาหาร แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ ในด้านการถ่ายทอด พลังงานโดยการกินกันเป็นทอด ๆ จากน้ันเช่ือมโยงแตล่ ะโซ่อาหาร โดยสร้างเปน็ แบบจาลองสายใยอาหาร ซ่ึงมี ตัวอย่างแนวทางดงั ต่อไปน้ี - การสรา้ งโซ่อาหารใหเ้ ร่ิมต้นจากผู้ผลิตไปยังผูบ้ รโิ ภคลาดับตา่ ง ๆ ถัดไปทีละลาดับ - เม่ือได้โซ่อาหารครบทุกโซ่อาหารแล้ว จากน้ันพิจารณาโซ่อาหารที่ยาวท่ีสุดมาใช้เป็นหลักใน การสร้างแบบจาลองสายใยอาหาร - สร้างแบบจาลองสายใยอาหาร โดยนาสว่ นของโซอ่ าหารทมี่ สี ่ิงมชี ีวิตซา้ กนั มาทบั ซ้อนกัน ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) (10 นาท)ี 6) นักเรียนบันทึกการทากิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมท่ี 7.2 สร้างแบบจาลอง สายใยอาหารไดอ้ ย่างไร โดยสรุปผลของกิจกรรมและตอบคาถามท้ายกิจกรรม เพื่อให้ได้ข้อสรปุ จากกิจกรรมวา่ ในระบบนิเวศหน่ึง ๆ จะมีส่ิงมีชีวิตหลายชนิดท่ีมีความสัมพันธ์กันในด้านการถ่ายทอดพลังงานในรูปของสายใย อาหาร ซ่ึงประกอบด้วยโซ่อาหารหลายโซอ่ าหารสัมพันธ์กนั ในธรรมชาติสายใยอาหารจะมคี วามซบั ซ้อนแตกต่าง กันไปข้นึ อยู่กบั จานวนชนดิ ของส่ิงมชี ีวิตทีอ่ ย่ใู นระบบนิเวศน้นั ขน้ั ท่ี 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) (10 นาที) 7) นกั เรยี นเรยี นรเู้ พม่ิ เตมิ เน้อื หาเกี่ยวกับการถ่ายทอดพลังงานระหว่างสิ่งมชี ีวติ ในระบบนเิ วศที่ มีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละลาดับขั้นของการบริโภค และตอบคาถามระหว่างเรียนในหนังสือเรียนหน้า 170-171 จากนั้นอภปิ รายร่วมกนั เพอ่ื ใหไ้ ด้ข้อสรปุ ว่า - จากโซ่อาหารนี้ ปริมาณพลงั งานจากสาหร่ายที่ถ่ายทอดไปยงั ผู้บรโิ ภคลาดบั ต่าง ๆ เปลี่ยนไป อยา่ งไร (แนวค้ำตอบ พลังงำนที่ถำ่ ยทอดไปจะลดลงไปตำมลำ้ ดับขั้นของกำรบริโภค โดยผผู้ ลิต (สำหร่ำย) จะมพี ลงั งำนสะสมในเน้อื เย่อื มำกที่สดุ ปลำซิวได้รับพลังงำนสะสมในเนื้อเยอ่ื จำกผผู้ ลติ มำกทส่ี ดุ ในขณะทีน่ กยำงได้รับพลงั งำนสะสมในเนอ้ื เย่ือจำกผผู้ ลติ นอ้ ยทีส่ ดุ )
ข้นั ที่ 5 ขัน้ ประเมนิ (Evaluation) (10 นาที) 8) ครแู ละนักเรียนอภิปรายผลการทากิจกรรม แบบจาลองสายใยอาหาร จะไดข้ ้อสรปุ วา่ - การถ่ายทอดพลังงานระหว่างสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระบบนิเวศ ปริมาณพลังงานในผู้ผลิตจะมีมาก ทส่ี ุดและลดลงไปเรอื่ ย ๆ ตามลาดบั ขน้ั ของการบริโภค - การถ่ายทอดพลังงานลดลงไปตามลาดับขั้นของการบริโภค เพราะผู้บริโภคกินผู้ผลิตได้เพียง บางส่วน ซ่ึงส่วนที่กินได้นั้นผู้บริโภคจะนาไปใช้ในการเจริญเติบโตและเผาผลาญเพ่ือผลิตพลังงานสาหรับใช้ใน การทากจิ กรรมตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย - ผู้บริโภคในโซ่อาหารจาเป็นต้องกินสิ่งมีชีวิตอ่ืน ๆ ในปริมาณที่มากเพียงพอจึงจะสามารถ ดารงชวี ิตและทากจิ กรรมต่าง ๆ ได้ เนอื่ งจากระหว่างท่ีมีการถา่ ยทอดพลงั งานตามลาดบั ข้ันของการบริโภคมีการ สญู เสียพลังงานไปในปริมาณมากด 9) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมิน (Rubrics Score) 8. สอ่ื การเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 8.1 คลิปวดี ิทศั น์: นกกกกนิ ลกู ไทร https://www.youtube.com/watch?v=aOFG-HPyvu8 8.2 ใบกจิ กรรม: ใบกิจกรรมที่ 7.2 สร้างแบบจาลองสายใยอาหารได้อย่างไร 8.3 แบบบนั ทกึ กิจกรรม: แบบบนั ทกึ การคน้ ควา้ กจิ กรรมที่ 7.2 สร้างแบบจาลองสายใยอาหารได้อย่างไร 8.4 แหลง่ เรียนร:ู้ หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เลม่ 2 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ 9. การวดั และการประเมนิ ตัวช้วี ดั /ผลการเรยี นรู้ วิธกี ารวดั เครื่องมือวัด เกณฑท์ ่ีใช้ในการประเมนิ 1. อธบิ ายความสมั พนั ธ์ของ - ตรวจการตอบ - คาถามท้ายกจิ กรรมท่ี 7.2 - ไดไ้ มน่ ้อยกว่า 2 คะแนน ผู้ผลติ และผู้บริโภคได้ คาถามทา้ ย สรา้ งแบบจาลองสายใย ระดับคณุ ภาพดี ถอื วา่ ผ่าน (ดา้ นความรู้: K) กิจกรรมท่ี 7.2 อาหาร จานวน 4 ข้อ การประเมนิ ด้านความรู้ 2. การใช้ทักษะการสรา้ ง - ตรวจการทาแบบ - แบบบันทึกการคน้ ควา้ - ได้ไมน่ อ้ ยกว่า 2 คะแนน แบบจาลอง โดยการนาข้อมูล บันทึกการค้นควา้ กิจกรรมที่ 7.1 ระดับคณุ ภาพดี ถอื วา่ ผ่าน มาสรา้ งแบบจาลองสายใย กจิ กรรมท่ี 7.2 สร้างแบบจาลองสายใย การประเมนิ อาหาร (ด้านกระบวนการ: P) อาหาร ดา้ นกระบวนการ
ตวั ช้ีวัด/ผลการเรยี นรู้ วิธกี ารวัด เคร่อื งมือวดั เกณฑท์ ่ีใช้ในการประเมิน 3. ความมุ่งมัน่ ในการ - สงั เกตพฤตกิ รรม - เกณฑก์ ารประเมินความ - ไดไ้ ม่นอ้ ยกว่า2 คะแนน ของนักเรียนระหวา่ ง มุ่งมัน่ และความ ทางานและความรับผดิ ชอบ และหลังการจดั รบั ผดิ ชอบในการทา ระดับคณุ ภาพดี ถอื ว่า (ดา้ นเจตคติ: A) กจิ กรรมการเรยี นรู้ กิจกรรมการเรยี นรู้ ผ่านการประเมิน ดา้ นเจตคติ 9.1 เกณฑ์การประเมินผลนกั เรยี น เกณฑก์ ารประเมิน (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมนิ ค่านา้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน คะแนน การให้คะแนนตอบ 3 ตอบคาถามทา้ ยกจิ กรรมที่ 7.2 ถูกตอ้ ง จานวน 4 ข้อ คาถามทา้ ย 2 ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมท่ี 7.2 ถูกตอ้ ง จานวน 2-3 ข้อ กิจกรรมที่ 7.2 1 ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมท่ี 7.2 ถูกตอ้ ง จานวน 1 ขอ้ หรอื ไม่ถูกตอ้ ง การให้คะแนนการบนั ทึก บนั ทึกผลการทากิจกรรมการออกแบบ จากการสร้างแบบจาลองท่ีแสดง แบบบนั ทึกการค้นควา้ 3 ให้เห็นถึงแนวคิดท่ถี กู ต้องเกย่ี วกับสายใยอาหารกบั การถา่ ยทอดพลงั งาน กจิ กรรมท่ี 7.2 ไดอ้ ย่างถกู ต้องและเหมาะสม สอดคล้องกบั เน้อื หาในกิจกรรม บนั ทึกผลการทากิจกรรมการออกแบบ จากการสร้างแบบจาลองท่ี 2 แสดงให้เห็นถึงแนวคิดทีถ่ กู ตอ้ งเกี่ยวกับสายใยอาหารกับการถ่ายทอด พลงั งานได้ มีความสอดคล้องกบั เนอ้ื หาในกจิ กรรม บันทกึ ผลการทากจิ กรรมการออกแบบ จากการสรา้ งแบบจาลองทแี่ สดง 1 ใหเ้ หน็ ถึงแนวคดิ ที่ถกู ตอ้ งเกย่ี วกับสายใยอาหารกบั การถา่ ยทอดพลังงาน ไดไ้ ม่เหมาะสม เกิดขอ้ ผิดพลาด ไม่สอดคลอ้ งกบั เน้ือหาในกิจกรรม การให้คะแนนพฤติกรรม 3 1) นกั เรยี นมคี วามสนใจและมงุ่ มน่ั ในการทากจิ กรรม ใหค้ วามรว่ มมอื ความมุง่ ม่นั และความ และปฏิบตั ิตามข้นั ตอนการเรียนรเู้ ปน็ อย่างดี รับผดิ ชอบในการทา 2) นกั เรยี นมคี วามรบั ผิดชอบทางานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายไดต้ รงเวลาท่ี กิจกรรมการเรยี นรู้ กาหนดเป็นอย่างดี 2 1) นกั เรยี นสนใจและมงุ่ มน่ั ในการทากจิ กรรมเปน็ บางครง้ั และมกี ารคยุ กนั เลน่ ขณะการเรียนรู้ แต่ไมก่ ระทบผอู้ ื่น 2) นกั เรยี นมคี วามรบั ผิดชอบทางานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายตรงตามเวลาท่ี กาหนด แต่เกิดปัญหาระหว่างการทางาน 1 1) นกั เรยี นขาดความมุ่งมน่ั และไมส่ นใจในการเรยี น มพี ฤตกิ รรมชอบคยุ ชอบเล่นหรือนอนหลบั ขณะการเรียนการสอน 2) นกั เรยี นขาดความรบั ผิดชอบในงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายไมต่ รงตาม กาหนดเวลาทีต่ กลงไว้
9.2 ระดบั คณุ ภาพ หมายถึง ดีมาก หมายถึง ดี คะแนนรวมเฉลี่ย 6.00 - 5.00 หมายถงึ พอใช้ คะแนนรวมเฉลยี่ 4.00 - 3.00 คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 ดงั น้ัน นักเรยี นตอ้ งได้คะแนนเฉล่ียทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ า่ กวา่ 2.00 แสดงระดบั คุณภาพ ดี ถอื ว่าผ่านเกณฑ์การประเมนิ ในแผนการจัดการเรยี นท่ี 26
บันทกึ หลงั การสอน หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 7 ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ.... ...... ... ... แผนการสอนเรือ่ ง 26 สร้างแบบจาลองสายใยอาหาร วันท่ี...............................เดือน...............................................................พ.ศ................. 1. สรุปผลการเรียนการสอน 1. นกั เรยี นจานวน....................คน ผา่ นจดุ ประสงคก์ ารเรยี นร.ู้ ..........คน คิดเป็นร้อยละ............. ไม่ผา่ นจดุ ประสงค.์ ......................คน คิดเปน็ รอ้ ยละ............. ไดแ้ ก่.................................................................................................. 2. สรุปผลตามรายจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 2.1 นักเรียนมีความรคู้ วามเขา้ ใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ข้อเสนอแนะหลังการจัดการเรียนการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่ือ............................................ครูผสู้ อน ลงชอ่ื .............................................หวั หนา้ กล่มุ สาระ () () ตาแหนง่ ................................................... ลงชือ่ .............................................ผ้ชู ว่ ย/รองฯวิชาการ …………./……………./………… () ลงชอื่ ............................................ผู้อานวยการ ()
แบบบนั ทกึ การประเมนิ คุณภาพการเรยี นรขู้ องนักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 รายวิชาวิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน (ว23102) หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 7 ระบบนเิ วศและความหลากหลายทางชีวภาพI แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 26 เรื่อง สรา้ งแบบจาลองสายใยอาหาร . คาช้แี จง: ทาเครอ่ื งหมาย ในชอ่ งคา่ น้าคะแนนแต่ละดา้ นตามจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ โดยประเมนิ ตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ชอื่ -นามสกลุ / ด้านความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ด้านเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหัสนักเรียน ค่านา้ หนักคะแนน ค่านา้ หนักคะแนน คา่ นา้ หนักคะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22
เลข ช่ือ-นามสกลุ / ด้านความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ด้านเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหัสนกั เรียน คา่ นา้ หนักคะแนน คา่ นา้ หนักคะแนน คา่ นา้ หนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑก์ ารพิจารณาคณุ ภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลย่ี 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถงึ ต้องไดค้ ะแนนเฉลย่ี ทุกประเด็นการประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดบั คณุ ภาพ ดี ข้ึนไปเท่านัน้ ถงึ จะผ่านการเรยี นรูต้ ามตวั ชีว้ ัด ผลการประเมนิ การเรยี นรขู้ องนักเรยี น ผู้เรียนที่ ผ่าน ตัวชวี้ ัด มจี านวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผเู้ รียนท่ี ไม่ผา่ น ตัวชี้วัด มจี านวน…………………………คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
สือ่ การเรียนรแู้ ผนการจดั การเรียนรู้ที่ 26: ส่อื วดี ทิ ศั น์ คลิปวีดที ัศน:์ นกกกกินลูกไทร สอ่ื วีดิทัศน์เรื่อง นกกกกนิ ลกู ไทร เป็นนกกก หรือ นกกาฮงั (Great Hornbill) Buceros bicornis Linnaeus, 1758 กินลกู ไทรทอ่ี ุทยานแห่งชาตแิ ก่งกระจาน จ.เพชรบุรี วนั ที่ 23 กมุ ภาพนั ธ์ 2557อธิบาย เกยี่ วกบั การบทบาทของส่งิ มชี วี ติ ในระบบนิเวศ แหลง่ ทมี่ า: เว็บไซตอ์ า้ งองิ https://www.youtube.com/watch?v=aOFG-HPyvu8 เผยแพร่เม่อื 1 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2557 (ชอ่ งYouTube: Paladej Srisuk)
สอ่ื การเรยี นรแู้ ผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 26: ใบกิจกรรมที่ 7.2 ใบกิจกรรมที่ 7.2 สรา้ งแบบจาลองสายใยอาหารได้อยา่ งไร หนังสอื เรียนรายวิชาพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3 เลม่ 2 ตามหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุงพ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ หน้า 169 กิจกรรมท่ี 7.2 สรา้ งแบบจาลองสายใยอาหารได้อยา่ งไร? จดุ ประสงค์ สรา้ งแบบจาลองสายใยอาหาร และอธบิ ายความสมั พันธข์ องผูผ้ ลติ และผบู้ ริโภค วสั ดอุ ุปกรณ์ - วิธดี าเนนิ กจิ กรรม 1. เลือกระบบนเิ วศ 1 ระบบนิเวศ จากทก่ี าหนดให้ในตาราง ตาราง ชนิดของสง่ิ มชี ีวิตในระบบนเิ วศ 3 ระบบนิเวศ ระบบนเิ วศ นาข้าว ป่าชายเลน แหลง่ น้าจืด ข้าว ห่ิงห้อย ปลาดุก หอยเชอรี่ ปูแสม ปลานลิ ตั๊กแตน ต้นแสม หอยขม นกกระจอก ลงิ แสม สาหร่าย งเู หลอื ม นกปากห่าง นกกระสา หญา้ หอย ปลาซ่อน เป็ด ปลาตนี ตะไคร่นา้ 2. สืบค้นขอ้ มูลเกีย่ วกับอาหารของสิง่ มชี ีวติ แต่ละชนดิ ในระบบนิเวศ บนั ทึกผล 3. เขียนโซ่อาหารในระบบนเิ วศใหไ้ ดม้ ากทส่ี ดุ 4. นาโซอ่ าหารจากขอ้ 3 มาเขยี นเปน็ สายใยอาหาร และนาเสนอความสัมพันธข์ องสง่ิ มีชีวิต ในสายใยอาหาร สอื่ การเรยี นร/ู้ • เกม Food Web (เกมทใ่ี ชค้ วามเข้าใจเร่อื งสายใยอาหารในการเลน่ ) แหล่งเรียนรู้ คาถามทา้ ยกิจกรรม 1. ในระบบนเิ วศท่นี กั เรียนเลือก มโี ซอ่ าหารกโี่ ซอ่ าหาร อะไรบ้าง 2. นักเรยี นสามารถนาโซ่อาหารทั้งหมดมาสรา้ งเปน็ สายใยอาหารได้อยา่ งไร 3. จากสายใยอาหาร สงิ่ มชี วี ิตชนิดใดบา้ งทเ่ี ป็นอาหารของสิง่ มชี ีวิตอน่ื หลายชนดิ และสิ่งมชี ีวิตใดบา้ ง ท่ีกนิ สิ่งมีชีวติ อน่ื หลายชนิดเปน็ อาหาร 4. จากกิจกรรม สรปุ ไดว้ า่ อย่างไร
สื่อการเรียนรแู้ ผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 26: แบบบนั ทกึ การค้นคว้ากจิ กรรมท่ี 7.2 แบบบันทึกการค้นควา้ กิจกรรมท่ี 7.1 สรา้ งแบบจาลองสายใยอาหารไดอ้ ยา่ งไร ช่อื -นามสกลุ ..........................................................................................ช้ัน.................เลขที่...........กลมุ่ ท.่ี ........... บันทึกผลการทากิจกรรม ตารางแสดง อาหารของสงิ่ มชี ีวิตแตล่ ะชนิดในระบบนเิ วศ ช่อื สงิ่ มีชวี ิต อาหารท่บี รโิ ภค ต้นหญา้ ต้นขา้ ว ตั๊กแตน นกกระจอก เป็ด หอยเชอรี งูเหลอื ม บนั ทึกโซอ่ าหารและสายใยอาหาร โซอ่ าหารของระบบนเิ วศ.................................. สายใยของระบบนิเวศ..................................
แนบท้ายแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 26: การให้คะแนนดา้ นกระบวนการ (P) แนวทางบนั ทกึ การคน้ ควา้ กจิ กรรมที่ 7.2 สรา้ งแบบจาลองสายใยอาหารไดอ้ ย่างไร บันทึกผลการทากิจกรรม ตารางแสดง อาหารของสง่ิ มีชวี ิตแตล่ ะชนดิ ในระบบนเิ วศ ช่ือสิ่งมีชีวิต อาหารท่ีบริโภค ต้นหญา้ - ตน้ ขา้ ว - ตก๊ั แตน นกกระจอก ต้นหญา้ ต้นขา้ ว ตน้ ข้าว ตก๊ั แตน เปด็ หอยเชอรี หอยเชอรี งูเหลอื ม ต้นหญ้า ต้นขา้ ว หอยเชอรี นกกระจอก เป็ด บันทกึ โซอ่ าหารและสายใยอาหาร โซอ่ าหารของระบบนิเวศ.........นาข้าว......... สายใยของระบบนิเวศ.........นาขา้ ว.........
แนบทา้ ยแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 26: การใหค้ ะแนนด้านความรู้ (K) เฉลยใบกจิ กรรมท่ี 7.2 สร้างแบบจาลองสายใยอาหารได้อยา่ งไร เฉลยคาถามทา้ ยกิจกรรม 1. ในระบบนเิ วศทีน่ กั เรียนเลอื ก มโี ซอ่ าหารกโ่ี ซ่อาหาร อะไรบ้าง แนวคาตอบ ตามผลการทากจิ กรรมของนักเรยี น 2. นักเรยี นสามารถนาโซอ่ าหารทงั้ หมดมาสรา้ งเปน็ สายใยอาหารได้อย่างไร แนวคาตอบ ในการสร้างแบบจาลองสายใยอาหารได้หลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น สร้างแบบจาลองโซ่ อาหารโดยเร่ิมจากผู้ผลิตไปถึงผู้บริโภคลาดับสุดท้ายให้ครบถ้วน จากน้ันโซ่อาหารที่มีสิ่งมีชีวิตเหมือนกันมา ซ้อนทับกัน ซ่ึงจะทาให้เกิดเป็นแบบจาลองสายใยอาหาร หรือนักเรียนอาจจะใช้วิธลี าดับสิ่งมีชวี ิตโดยเริ่มต้นจาก ผู้ผลิตและเรียงต่อกันไปเรื่อย ๆ ส่ิงมีชีวิตชนิดใดถูกบริโภค หรือบริโภคส่ิงมีชีวิตอื่นมากกว่าหน่ึงชนิดก็ทาลูกศร แยกออกไปเรอ่ื ย ๆ จนครบสง่ิ มีชวี ิตทกุ ชนิดในระบบนเิ วศน้นั 3. จากสายใยอาหาร สิ่งมชี วี ติ ชนิดใดบ้างที่เป็นอาหารของสง่ิ มชี วี ติ อน่ื หลายชนิด และสง่ิ มชี วี ิตใดบ้างทีก่ ิน สิ่งมชี วี ติ อน่ื หลายชนดิ เป็นอาหาร แนวคาตอบ ตอบตามผลการทากิจกรรมของนกั เรียน 4. จากกิจกรรม สรุปได้ว่าอย่างไร แนวคาตอบ ในระบบนเิ วศจะมีสง่ิ มชี วี ิตหลายชนดิ ท่ีมคี วามสมั พนั ธก์ ันในด้านการถา่ ยทอดพลังงาน ในรปู ของสายใยอาหาร ซงึ่ ประกอบดว้ ยโซ่อาหารหลายโซ่อาหารสัมพันธ์กัน ในธรรมชาติสายใยอาหารจะมี ความซบั ซอ้ นแตกตา่ งกนั ไปขึ้นอยกู่ บั ชนดิ ของสงิ่ มชี ีวิตท่อี ยู่ในระบบนิเวศน้ัน
แผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 27 เรื่อง สรา้ งแบบจาลองสายใยอาหาร รหสั วิชา ว23102 เวลา 2 ชวั่ โมง หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 7 ชอื่ หนว่ ยการเรยี นรู้ ระบบนเิ วศและความหลากหลายทางชวี ภาพ รวม 15 ชวั่ โมง กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นที่ 2 สาระท่ี 1 ชอื่ สาระ วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ มาตรฐาน ว 1.1 1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชวี้ ดั ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตและ ความสัมพันธร์ ะหว่างสงิ่ มชี ีวติ กับสิง่ มชี ีวติ ตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนที่ใน ระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบท่ีมีตอ่ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม แนวทาง ในการอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปญั หาสงิ่ แวดล้อม รวมทงั้ นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ ตวั ชี้วดั ว 1.1 ม.3/5 อธบิ ายการสะสมสารพษิ ในส่งิ มชี ีวติ ในโซอ่ าหาร ว 1.1 ม.3/6 ตระหนักถงึ ความสัมพันธข์ องสิ่งมชี ีวิตและสงิ่ แวดลอ้ มในระบบนเิ วศ โดยไมท่ าลายสมดลุ ของระบบนเิ วศ 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด 1) พลังงานถูกถ่ายทอดจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคลาดับต่าง ๆ รวมท้ังผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ในรูปแบบ สายใยอาหารที่ประกอบด้วย โซ่อาหารหลายโซ่ท่ีสัมพันธ์กัน ในการถ่ายทอดพลังงานในโซ่อาหาร พลังงานท่ี ถูกถ่ายทอดไปจะลดลงเรอ่ื ย ๆ ตามลาดับของการบรโิ ภค 2) การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ อาจทาให้มีสารพิษสะสมอยู่ในส่ิงมีชีวิตได้ จนอาจก่อให้เกิด อันตรายต่อส่ิงมีชีวิต และทาลายสมดุลในระบบนิเวศ ดังน้ันการดูแลรักษาระบบนิเวศให้เกิดความสมดุล และ คงอย่ตู ลอดไปจงึ เป็นสง่ิ สาคญั 3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ นกั เรยี นอธบิ ายการสะสมสารพษิ ในสิ่งมีชวี ติ ในโซอ่ าหารได้ 1) ดา้ นความรู้ (K) นกั เรยี นใช้ทักษะการตีความหมายขอ้ มลู และลงขอ้ สรปุ โดยการแปล 2) ดา้ นทักษะ (P) ความหมายขอ้ มลู จากแผนภาพและลงข้อสรปุ เกี่ยวกับการสะสมสารพิษ ในโซอ่ าหาร 3) ด้านเจตคติ (A) นักเรยี นตระหนกั ถึงความสัมพันธข์ องสิง่ มชี ีวิตและสิ่งแวดลอ้ มในระบบนิเวศ โดยไม่ทาลายสมดุลของระบบนิเวศ
4. คุณลักษณะผเู้ รียน ซ่อื สตั ยส์ จุ ริต มุ่งมน่ั ในการทางาน 4.1 คุณลักษณะทพ่ี ึงประสงค์ ใฝ่เรยี นรู้ มจี ติ สาธารณะ รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยูอ่ ย่างพอเพยี ง มีวนิ ยั รักความเปน็ ไทย 5. ด้านสมรรถนะสาคัญของผู้เรียน ความสามารถในการสือ่ สาร: นกั เรยี นสามารถสอื่ สาร โดยการนาเสนอแนวทางการดแู ลรักษา ส่ิงแวดลอ้ มใหค้ งอยู่ 6. สาระการเรียนรู้ ระบบนิเวศหน่ึง ๆ จะมีส่ิงมีชีวิตหลายชนิดท่ีมีความสัมพันธก์ ันในด้านการถ่ายทอดพลังงานโดยการกิน กันเป็นทอดๆ ในรูปของสายใยอาหาร ซ่ึงประกอบด้วยโซ่อาหารหลายโซ่อาหารสัมพันธ์กัน ในธรรมชาติสายใย อาหารจะมคี วามซบั ซอ้ นแตกตา่ งกันไปข้นึ อยู่กับชนิดและจานวนชนิดของส่ิงมีชวี ติ ท่ีอยู่ในระบบนเิ วศ ในการถ่ายทอดพลังงานระหวา่ งสงิ่ มีชวี ิตท่ีอยใู่ นระบบนิเวศ พลงั งานจากผู้ผลิตท่ีถ่ายทอดไปยังผู้บรโิ ภค ลาดับถัดไปและจะลดลงไปเร่ือย ๆ ตามลาดับขั้นของการบริโภค เนื่องจากผู้บริโภคกินผู้ผลิตได้เพียงบางส่วน เช่น วัวกินหญ้าได้เพียงส่วนของลาต้นและใบ แต่ไม่สามารถกินส่วนของรากได้ ส่วนท่ีกินได้นั้นผู้บริโภคจะ นาไปใช้ในการเจริญเติบโตและเผาผลาญเพ่ือผลิตพลังงานสาหรับใช้ในการทากิกรรมต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น การเคลอื่ นไหว การทางานของอวยั วะตา่ ง ๆ และพลังงานอกี ส่วนหน่ึงจะสูญเสียไปในรปู ของความร้อน ดังภาพ ภาพแสดง การถ่ายทอดพลังงานในลาดับข้ันตอนการบริโภค (ทมี่ า: หนังสอื เรียนรายวชิ าพนื้ ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ ม.3 เลม่ 2 สสวท. หนา้ 170)
จากภาพ จะเห็นว่าผู้ผลิตใช้พลังงานแสจากดวงอาทิตย์ในการสังเคราะห์ด้วยแสงเพ่ือสร้างอาหารท่ีมี พลังงาน ซึง่ สะสมอยู่ในเน้อื เยื่อตา่ ง ๆ ของผู้ผลติ เมอ่ื ผบู้ รโิ ภคลาดบั ที่ 1 กนิ ผู้ผลิตกจ็ ะไดร้ บั พลังงานบางสว่ นจาก ผู้ผลิตและนาพลังงานท่ีได้รับบางส่วนไปสะสมในเนื้อเย้ือของตนเอง เพราะพลังงานส่วนใหญ่จะสูญเสียไปกับ การทากิจกรรมต่าง ๆ ของร่างกาย เม่ือผู้บริโภคลาดับท่ี 2 มากินผู้บริโภคลาดับที่ 1 และผู้บริโภคลาดับที่ 3 มากินผู้บริโภคลาดับที่ 2 ก็จะมีการนาพลังงานส่วนหน่ึงไปใช้ในกิจกรมของร่างกาย และเหลือพลังงานที่จะไป สะสมในเนื้อเย่ือของผู้บรโิ ภคเพียงส่วนหนึ่ง ทาให้ปริมาณพลังงานท่ีสะสมในเนื้อเยื่อของผู้บริโภคแต่ละลาดับข้ัน ของการบริโภคลดลงไปเร่ือย ๆ ด้วยเหตนุ ้ีผู้บริโภคในแต่ละลาดับขั้น จาเป็นตอ้ งกินสิ่งมีชีวิตในลาดับขั้นท่ีต่ากวา่ เปน็ อาหารในปริมาณที่มากเพยี งพอจงึ จะสามารถดารงชีวิตและทากจิ กรรมตา่ ง ๆ ได้ การใช้สารเคมีในกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น การกาจัดศัตรูพืช การใช้สารเคมีในกระบวนการผลิต ของอุตสาหกรรม การทาเหมืองแร่ สารเคมีเหล่าน้ีอาจเป็นสารพิษหรืออาจมีสารพิษเจือปนอยู่ ทาให้เกิดการ ปนเปื้อนและการสะสมของสารพิษอยู่ในแหล่งน้า ดิน อากาศ รวมถึงสิ่งมีชีวิตท่ีอยู่ในระบบนิเวศน้ัน ๆ ด้วย ขณะทีส่ ง่ิ มชี ีวิตมีการกินต่อกนั เปน็ ทอด ๆ จะมกี ารถ่ายทอดพลังงานไปตามลาดับขน้ั ของการบริโภค ปรมิ าณสารพษิ จะสะสมในสิง่ มีชีวิตเพิ่มขึ้นตามลาดับชั้นของการบริโภคเน่ืองจากผู้บริโภคลาดบั ทสี่ ูงกว่า จะกินผู้ผลิตหรือบริโภคลาดับต่ากว่าในปริมาณมาก เพ่ือให้ได้รับพลังงานเพียงพอสาหรับการดารงชีวิต การสะสมสารพิษจะก่อให้เกิดอันตรายของสิ่งมีชีวิต ถ้าสารพิษสะสมในสิ่งมีชวี ิตในปริมาณมากจนทาให้ส่ิงมีชวี ิต น้นั ตายลง ซึ่งส่งผลกระทบตอ่ ส่ิงมีชวี ติ ชนิดอนื่ ๆ ในระบบนิเวศและอาจทาใหร้ ะบบนเิ วศเสยี สมดลุ ได้ ในระบบนิเวศที่มีการใช้สารดีดีทีกาจัดศัตรูพืชอย่าง ต่อเน่ือง ทาให้มีสารดีดีทีปนเปื้อนในแหล่งน้าและสะสมใน สาหร่ายปริมาณหน่ึง เมื่อสัตว์ตา่ ง ๆ มีการกินกันเป็นทอด ๆ ปริมาณสารดีดีทีจะสะสมในปลาขนาดเล็ก ปลาขนาดใหญ่ และนกมากขึ้นตามลาดับ โดยนกซึ่งเป็นผู้บริโภคลาดับ สุดท้าย จะมีการสะสมสารดีดีทีมากท่ีสุด ดังภาพ ถ้ามีการ สะสมสารดีดีทีในปลาขนาดเล็กของโซ่อาหารน้ีในปริมาณท่ี เป็นอันตราย จนทาให้ปลาขนาดเล็กตายลงเป็นจานวนมาก อาจส่งผลให้ปลาขนาดใหญ่ขดแคลนอาหาร ทาให้ระบบ นิเวศเสียสมดุลได้ นอกจากสารดีดีทีแล้ว ยังมีสารเคมีอีก หลายชนิดที่เป็นอันตรายและสามารถสะสมได้ในสิ่งมีชีวิต เช่น ตะก่ัว แคดเมียม ปรอท ดังน้ันการใช้สารต่าง ๆ ใน ภาพแสดง การสะสมสารพษิ ในสง่ิ มีชีวิต ชีวิตประจาวัน ควรคานึงถึงความปลอดภัยและผลกระทบที่ (ท่มี า: หนงั สือเรียนรายวชิ าพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตร์ อาจเกิดขึ้นกับระบบนิเวศ เน่ืองจากมนุษย์เป็นผู้บริโภค และเทคโนโลยี ช้ันม.3 เลม่ 2 สสวท. หนา้ 174) ลาดับสูงในระบบนิเวศจึงมีโอกาสได้รับสารพิษสะสมอยู่ใน รา่ งกายในปริมาณมาก
7. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ใช้รูปแบบการจดั การเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (2 ชว่ั โมง; 120นาท)ี ข้นั ที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (20 นาท)ี 1) ครแู ละนักเรียนสนทนาร่วมกัน เพอ่ื กระตุ้นความสนใจของนักเรียน โดยครูใชค้ าถามนาไปสู่ การสนทนาวา่ การใช้สารพิษตา่ ง ๆ ของมนษุ ย์ทส่ี ่งผลกระทบตอ่ สง่ิ มชี ีวิตในระบบนเิ วศผ่านการกนิ กนั เปน็ ทอด ๆ 2) ครใู ช้สอื่ คลปิ วีดิทศั น์ เร่ือง พีระมดิ พลงั งาน-ส่ือการเรียนการสอน วทิ ยาศาสตร์ ม.3 https://www.youtube.com/watch?v=eAyYEFJeAkI เพ่อื ใหน้ กั เรยี นเรียนรใู้ นประเดน็ ดงั นี้ - พีระมดิ พลงั งาน คอื อะไร มีความหมาย และประกอบไปด้วย - รปู แบบพรี ะมิดทางนิเวศวิทยา หรอื พีระมดิ พลังงาน (Ecological Pyramid) - พรี ะมิดพลังงาน, พีระมิดจานวนของสง่ิ มชี วี ติ , พรี ะมิดมวลชีวภาพ - ลกั ษณะการถา่ ยทอดพลังงานระหว่างส่งิ มชี วี ติ ในระบบนเิ วศกฎ 10 เปอร์เซ็นต์ - ภาพการถ่ายทอดพลังงานตามหลกั ของ ลนิ ด์แมน - การถา่ ยทอดสารพษิ ตกค้าง ในระบบโซอ่ าหาร และสายใยอาหาร ขนั้ ท่ี 2 ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration) (40 นาท)ี 3) ครเู ชอ่ื มโยงเขา้ สกู่ จิ กรรมที่ 7.3 การสะสมสารพิษในสงิ่ มชี ีวิตเกิดข้ึนอย่างไร โดยใช้คาถาม วา่ นกั เรยี นคิดวา่ สารพษิ ทส่ี ะสมอยใู่ นรา่ งกายของสง่ิ มชี วี ิตจะถา่ ยทอดไปยงั สง่ิ มชี วี ติ อ่ืน ๆ ไดห้ รอื ไม่ อยา่ งไร (นักเรยี นตอบตามความเข้าใจของตนเอง) 4) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 172-173 และครูตรวจสอบ ความเขา้ ใจการอ่าน โดยใชค้ าถามดงั ตอ่ ไปนี้ - กิจกรรมน้เี กย่ี วกับเร่ืองอะไร (การสะสมสารพิษในโซอ่ าหาร) - กจิ กรรมน้มี จี ดุ ประสงค์อะไร (แสดงบทบาทสมมตแิ ละอธิบายการสะสมสารพษิ ในโซ่อาหาร) - วธิ ีดาเนินกจิ กรรมมขี ้ันตอนโดยสรปุ อย่างไร (อ่านและศึกษารายละเอยี ดในสถานการณ์ แสดง บทบาทสมมตติ ามวธิ ดี าเนนิ กจิ กรรม สังเกต บนั ทึก และรวบรวมขอ้ มลู ของสารพิษในสง่ิ มีชีวิต พร้อมท้งั อภปิ ราย ผลจากกจิ กรรม) - นกั เรยี นตอ้ งสงั เกตหรอื รวบรวมขอ้ มลู อะไรบา้ ง (สังเกต บนั ทกึ และรวบรวมขอ้ มูลของ ปรมิ าณสารพิษในส่ิงมชี วี ิตแตล่ ะตวั และคา่ เฉลีย่ ปริมาณสารพษิ ในสง่ิ มชี วี ิตตามลาดบั ขน้ั ของการบริโภคในโซ่ อาหาร) 5) ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเริ่มทากิจกรรม ครูเดินสังเกตการทากิจกรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะในขน้ั ตอนของการทากจิ กรรมบทบาทสมมตคิ วรให้นักเรยี นซักซ้อมความเข้าใจในบทบาทของตนเอง และให้นักเรียนบันทึกข้อมูลในลาดับขั้นของการบริโภคอย่างชัดเจนและหาค่าเฉลี่ย เพ่ือใช้ในการสรุปผลการทา กิจกรรมไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
ขัน้ ที่ 3 ขัน้ อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) (20 นาท)ี 6) นักเรียนบนั ทึกการทากิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมท่ี 7.3 การสะสมสารพิษ ในสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นอย่างไร โดยสรุปผลกิจกรรม เพ่ือให้ได้ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า สารพิษจะสะสมในส่ิงมีชีวิต เพ่ิมขึ้นตามลาดับข้ันการบริโภค โดยจะพบค่าเฉลี่ยสารพิษในปลาซิวน้อยท่ีสุดและพบค่าเฉลี่ยสารพิษในนก กระสามากท่ีสุด เนื่องจากผู้บริโภคลาดับที่สูงกว่าจะบริโภคผู้ผลิตหรือผู้บริโภคลาดับต่ากว่าในปริมาณมาก เพือ่ ใหไ้ ด้รับพลงั งานเพยี งพอในการดารงชวี ิต ทาให้มีโอกาสได้รับสารพิษสะสมมากกวา่ ผ้บู ริโภคลาดบั ทต่ี า่ ลงไป ขนั้ ท่ี 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) (20 นาที) 7) นักเรียนเรียนรู้เพิ่มเติมเน้ือหาหน้า 174 เก่ียวกับการสะสมสารพิษที่มีการปนเป้ือน ตกค้าง และสะสมเพ่ิมขึน้ ในส่ิงมีชีวติ ในระบบนิเวศ และตอบคาถามระหว่างเรยี นดังน้ี - เหตุใดผู้บริโภคลาดับท่ีสูงกว่าจึงมีปริมาณสารพิษสะสมในร่างกายมากกว่าผู้บริโภคลาดับท่ี ต่ากว่า (แนวคาตอบ เนื่องจากผู้บริโภคลาดับท่ีสูงกว่ากินผู้บริโภคที่ต่ากว่าในจานวนและปริมาณที่มาก ทาให้มี โอกาสทส่ี ารพษิ สะสมในเนือ้ เย่ือมากกวา่ ) - ปริมาณพลังงานท่ีถ่ายทอดไปตามลาดับข้ันของการบริโภคแตกต่างจากปริมาณสารพิษที่ สะสมในโซอ่ าหารหรือไม่ อยา่ งไร (แนวคาตอบ แตกต่าง เพราะในการถ่ายทอดพลังงาน พลังงานท่ีไดจ้ ะลดลงไป เรือ่ ย ๆ ตามลาดับขน้ั ของการบริโภค ในทางตรงกันข้าม สารพษิ จะสะสมเพิม่ ขึ้นเร่อื ย ๆ ในส่ิงมีชีวติ ท่ีมีลาดับขั้น การบริโภคสูงกว่า) ขั้นท่ี 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) (20 นาที) 8) ครแู ละนกั เรยี นอภิปรายผลการทากจิ กรรม การสะสมสารพิษที่มีการปนเปื้อน ตกคา้ ง และสะสม เพิม่ ข้ึนในสง่ิ มชี วี ิตในระบบนิเวศ จะได้ขอ้ สรุปวา่ - สารพิษจะสะสมในสิง่ มชี ีวติ เพ่ิมขึน้ ตามลาดับข้นั การบรโิ ภค - การสะสมสารพิษก่อให้เกิดอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและอาจทาให้ระบบนิเวศเสียสมดุลได้ ถ้า สารพิษสะสมในสิ่งมีชีวิตในปริมาณมาก แล้วทาให้ส่ิงมีชีวิตน้ันตายลงจะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืน ๆ ใน ระบบนเิ วศน้ัน 9) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมนิ (Rubrics Score) 8. สอ่ื การเรยี นรู้/แหลง่ เรียนรู้ 8.1 วสั ดอุ ุปกรณ:์ 1) ถังพลาสตกิ 2) แกว้ พลาสติกขนาดเลก็ 3) แกว้ พลาสตกิ ขนาดกลาง 4) แก้วพลาสตกิ ขนาดใหญ่ 5) ลกู ปัดสีเขียว 6) ลูกปัดสีแดง 8.2 คลปิ วดี ทิ ศั น:์ พรี ะมดิ พลังงาน https://www.youtube.com/watch?v=eAyYEFJeAkI 8.3 ใบกจิ กรรม: ใบกจิ กรรมที่ 7.3 การสะสมสารพษิ ในสงิ่ มชี ีวิตเกิดขนึ้ อย่างไร 8.4 แบบบนั ทกึ กิจกรรม: แบบบนั ทึกการคน้ ควา้ กจิ กรรมที่ 7.3 การสะสมสารพษิ ในส่งิ มชี ีวติ เกิดขึ้นอย่างไร 8.5 แหลง่ เรยี นรู้: หนงั สือเรยี นรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 เล่ม 2 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธกิ าร
9. การวัดและการประเมนิ วิธกี ารวดั เครอื่ งมือวัด เกณฑท์ ีใ่ ชใ้ นการประเมนิ ตวั ช้วี ดั /ผลการเรียนรู้ - ตรวจการตอบ - คาถามท้ายกจิ กรรมที่ 7.3 - ไดไ้ มน่ ้อยกว่า 2 คะแนน 1. อธิบายการสะสมสารพษิ ใน คาถามท้าย สิ่งมชี ีวติ ในโซอ่ าหารได้ กจิ กรรมที่ 7.3 การสะสมสารพษิ ในส่งิ มีชวี ติ ระดับคุณภาพดี ถือว่าผ่าน (ด้านความรู้: K) เกิดข้ึนอย่างไร การประเมินด้านความรู้ จานวน 4 ข้อ 2. การใช้ทกั ษะการตคี วามหมาย - ตรวจการทาแบบ - แบบบันทึกการค้นควา้ - ไดไ้ มน่ ้อยกว่า 2 คะแนน ข้อมูลและลงขอ้ สรปุ โดยการ บนั ทกึ การคน้ คว้า แปลความหมายข้อมูลจาก กจิ กรรมท่ี 7.3 กจิ กรรมท่ี 7.3 ระดับคณุ ภาพดี ถอื ว่าผ่าน แผนภาพและลงข้อสรปุ เก่ียวกับการสะสมสารพิษใน การสะสมสารพษิ ใน การประเมนิ โซ่อาหาร(ดา้ นกระบวนการ: P) 3. ตระหนักถึงความสมั พนั ธ์ - ตรวจการทาแบบ สิ่งมีชีวิตเกิดข้ึนอย่างไร ด้านกระบวนการ ของส่ิงมีชีวติ และส่งิ แวดล้อม บนั ทกึ การคน้ คว้า ในระบบนิเวศโดยไม่ทาลาย กิจกรรมท่ี 7.3 - แบบบนั ทกึ การคน้ คว้า - ไดไ้ มน่ ้อยกว่า 2 คะแนน สมดุลของระบบนิเวศ กิจกรรมท่ี 7.3 ระดับคณุ ภาพดี ถอื วา่ ผ่าน (ด้านเจตคต:ิ A) การสะสมสารพิษใน การประเมิน สง่ิ มีชีวติ เกดิ ข้ึนอย่างไร ด้านกระบวนการ 9.1 เกณฑ์การประเมินผลนักเรยี น เกณฑ์การประเมนิ (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมิน คา่ นา้ หนกั แนวทางการให้คะแนน คะแนน การให้คะแนนตอบ ตอบคาถามทา้ ยกจิ กรรมที่ 7.3 ถูกตอ้ ง จานวน 3-4 ข้อ คาถามทา้ ย 3 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมที่ 7.3 ถูกตอ้ ง จานวน 2 ขอ้ กิจกรรมท่ี 7.3 2 ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมท่ี 7.3 ถูกตอ้ ง จานวน 1 ข้อ หรอื ไมถ่ ูกตอ้ ง 1 บันทึกผลการทากจิ กรรม โดยแปลความหมายขอ้ มลู จากแผนภาพและ การให้คะแนนการบันทกึ ลงข้อสรปุ เก่ยี วกบั การสะสมสารพษิ ในโซ่อาหาร ได้อย่างถกู ตอ้ งและ แบบบนั ทกึ การค้นคว้า 3 เหมาะสม สอดคล้องกบั เนอ้ื หาในกิจกรรม บันทึกผลการทากจิ กรรม โดยแปลความหมายขอ้ มลู จากแผนภาพและ กิจกรรมท่ี 7.3 2 ลงข้อสรปุ เกี่ยวกบั การสะสมสารพษิ ในโซ่อาหารได้ มสี อดคล้องกับเนือ้ หา บนั ทกึ ผลการทากจิ กรรม โดยแปลความหมายขอ้ มูลจากแผนภาพและ 1 ลงข้อสรุปเกย่ี วกบั การสะสมสารพษิ ในโซอ่ าหารไดไ้ ม่เหมาะสม เกิด ข้อผิดพลาด ไมส่ อดคล้องกับเนอ้ื หาในกิจกรรม
ประเดน็ การประเมิน ค่านา้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน คะแนน การใหค้ ะแนนความ บนั ทกึ ผลการทากิจกรรม โดยประเมินความตระหนกั ถึงความสมั พันธ์ ตระหนกั ถึงความสัมพันธ์ 3 ของสง่ิ มีชีวติ และส่งิ แวดล้อมในระบบนเิ วศ โดยไมท่ าลายสมดุลของ ระบบนิเวศ จากการนาเสนอแนวทางการดแู ลรกั ษาระบบนเิ วศใหค้ งอยู่ ของสิ่งมีชวี ิตและ 2 ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง มกี ารอา้ งอิงความรู้ทนี่ ่าเช่ือถอื ชดั เจน ครบทุกประเดน็ สิ่งแวดลอ้ มในระบบ บนั ทกึ ผลการทากจิ กรรม โดยประเมินความตระหนักถงึ ความสัมพนั ธ์ นเิ วศโดยไม่ทาลาย 1 ของสิง่ มชี วี ิตและสง่ิ แวดลอ้ มในระบบนิเวศ โดยไม่ทาลายสมดลุ ของ สมดลุ ของระบบนิเวศ ระบบนเิ วศ จากการนาเสนอแนวทางการดแู ลรักษาระบบนเิ วศให้คงอยู่ ไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง ชัดเจน ครบทุกประเดน็ บันทกึ ผลการทากิจกรรม โดยประเมินความตระหนกั ถงึ ความสมั พนั ธข์ อง สงิ่ มชี วี ติ และสง่ิ แวดล้อมในระบบนเิ วศ โดยไมท่ าลายสมดลุ ของระบบ นเิ วศ จากการนาเสนอแนวทางการดูแลรกั ษาระบบนิเวศใหค้ งอยไู่ ด้ 9.2 ระดับคณุ ภาพ หมายถึง ดีมาก หมายถึง ดี คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถงึ พอใช้ คะแนนรวมเฉลี่ย 4.00 - 3.00 คะแนนรวมเฉลี่ย 2.00 - 1.00 ดังน้ัน นกั เรยี นตอ้ งได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเด็นการประเมิน ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดบั คณุ ภาพ ดี ถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ ในแผนการจดั การเรียนท่ี 27
บันทึกหลังการสอน หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 7 ระบบนเิ วศและความหลากหลายทางชีวภาพ.... ...... ... ... แผนการสอนเรือ่ ง 27 การสะสมสารพษิ ในสิ่งมีชีวิต วนั ที่...............................เดอื น...............................................................พ.ศ................. 1. สรุปผลการเรียนการสอน 1. นักเรียนจานวน....................คน ผา่ นจุดประสงค์การเรียนร.ู้ ..........คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ............. ไมผ่ า่ นจุดประสงค.์ ......................คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ............. ได้แก่.................................................................................................. 2. สรปุ ผลตามรายจุดประสงค์การเรยี นรู้ 2.1 นักเรยี นมีความรู้ความเขา้ ใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ข้อเสนอแนะหลังการจัดการเรยี นการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่อื ............................................ครผู สู้ อน ลงช่อื .............................................หัวหน้ากลมุ่ สาระ () () ตาแหน่ง................................................... ลงชื่อ.............................................ผชู้ ว่ ย/รองฯวชิ าการ …………./……………./………… () ลงชื่อ............................................ผ้อู านวยการ ()
แบบบันทกึ การประเมนิ คณุ ภาพการเรียนรูข้ องนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 รายวิชาวิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน (ว23102) หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 7 ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชวี ภาพI แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 27 เรื่อง การสะสมสารพษิ ในส่งิ มีชวี ิต. คาชีแ้ จง: ทาเคร่อื งหมาย ในชอ่ งคา่ น้าคะแนนแตล่ ะดา้ นตามจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ โดยประเมินตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ช่ือ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหัสนกั เรยี น ค่าน้าหนักคะแนน คา่ น้าหนักคะแนน คา่ นา้ หนักคะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22
เลข ชื่อ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์การพิจารณาคุณภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลีย่ 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถึง ต้องได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้นึ ไปเทา่ นั้น ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชี้วัด ผลการประเมนิ การเรียนรู้ของนกั เรียน ผเู้ รยี นท่ี ผ่าน ตวั ชว้ี ดั มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผู้เรยี นที่ ไมผ่ ่าน ตวั ชี้วัด มีจานวน…………………………คน คดิ เป็นรอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
ส่อื การเรยี นรแู้ ผนการจดั การเรยี นรูท้ ่ี 27: สอื่ วดี ทิ ัศน์ คลิปวีดที ศั น:์ พีระมิดพลงั งาน สอ่ื วีดิทัศนเ์ รอ่ื ง พรี ะมดิ พลังงาน เรยี นรูเ้ รอ่ื งเกยี่ วกับ - พีระมิดพลังงาน คอื อะไร มคี วามหมาย และประกอบไปด้วย - รูปแบบพีระมดิ ทางนเิ วศวิทยา หรอื พรี ะมดิ พลงั งาน (Ecological Pyramid) - พรี ะมดิ พลังงาน, พรี ะมิดจานวนของสิง่ มีชีวิต, พีระมิดมวลชวี ภาพ - ลกั ษณะการถ่ายทอดพลังงานระหว่างสงิ่ มีชวี ติ ในระบบนิเวศกฎ 10 เปอร์เซน็ ต์ - ภาพการถา่ ยทอดพลังงานตามหลักของ ลนิ ดแ์ มน - การถา่ ยทอดสารพษิ ตกค้าง ในระบบโซ่อาหาร และสายใยอาหาร สอ่ื การเรยี นการสอน อิเล็กทรอนิกส์ วิชา วทิ ยาศาสตร์ ม.3 ชดุ น้ี เป็นสือ่ การเรียนการสอนท่นี ามาจากโครงการแท็บเล็ตพซี ีเพื่อการศึกษาไทย (OTPC : One Tablet Per Child) จัดทาโดยสานกั งานเทคโนโลยเี พอื่ การเรียนการสอน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน แหลง่ ทม่ี า: เวบ็ ไซต์อ้างองิ https://www.youtube.com/watch?v=aOFG-HPyvu8 เผยแพรเ่ มือ่ 1 ธนั วาคม พ.ศ. 2558 (ช่องYouTube: ครโู อ๋ ส่ือการเรียนการสอน)
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 538
Pages: