Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1

แผนการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1

Published by Whan Whan, 2022-09-21 07:37:10

Description: แผนการจัดการเรียนรู้ ภาคเรียนที่ 1

Search

Read the Text Version

สือ่ การเรียนรแู้ ผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 27: ใบกิจกรรมที่ 7.3 ใบกจิ กรรมท่ี 7.3 การสะสมสารพษิ ในส่ิงมชี ีวิตเกดิ ขน้ึ อย่างไร หนงั สือเรียนรายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 2 ตามหลกั สตู รแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ หนา้ 172 กิจกรรมท่ี 7.3 การสะสมสารพษิ ในสง่ิ มชี ีวติ เกดิ ขน้ึ อยา่ งไร? จดุ ประสงค์ วสั ดอุ ุปกรณ์ แสดงบทบาทสมมตแิ ละอธบิ ายการสะสมสารพิษในโซ่อาหาร สถานการณ์ท่ี วสั ดุที่ใช้ต่อกลุ่ม กาหนด 1. ถังพลาสตกิ 1 ใบ 2. แก้วพลาสตกิ ขนาดเล็ก 4 ใบ 3. แกว้ พลาสติกขนาดกลาง 4 ใบ 4. แกว้ พลาสติกขนาดใหญ่ 4 ใบ 5. ลูกปัดสีเขียว 40 เม็ด 6. ลูกปัดสีแดง 40 เม็ด แม่น้าสายหนึ่งมีการปนเปอื้ นของสารดีดที ี (Dichlorodiphenyltrichloroethane, DDT) ซ่ึงเป็นสารพิษท่ีเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและเข้าไปสะสมอยู่ในเซลล์ของสาหร่ายท่ีอยู่ใน แหล่งนา้ สาหร่ายเป็นแหล่งอาหารท่ีสาคัญของปลาซิว และปลาซิวเป็นอาหารของลูกปลาช่อน นอกจากน้ียังมีนกยางท่ีกินลูกปลาช่อนเป็นอาหารอาศัยอยู่ในแม่น้าแห่งน้ีด้วย ให้นักเรียน แสดงบทบทสมมติ เพื่อจาลองการสะสมของสารดีดีท่ีในสิ่งมีชีวิตของโซ่อาหารน้ี โดยใช้ข้อมูล การบริโภคด้านล่าง ข้อมลู การบรโิ ภค วิธีดาเนินกจิ กรรม 1. อ่านสถานการณแ์ ละเขยี นโซอ่ าหารของสิ่งมีชวี ิตแต่ละชนิดในแหล่งนา้ นี้ 2. แสดงบทบาทสมมติ โดยใหน้ กั เรยี น 4 คน เป็นปลาซิว 4 ตวั นกั เรยี น 2 คน เป็นลูกปลาชอ่ น 2 ตัว และนกั เรียนอีก 1 คน เป็นนกยาง 1 ตวั โดยกาหนดให้ - ลูกปัดสีเขียว แทน เชลล์สาหรา่ ยทไ่ี มม่ ีสารดีดที ี - แกว้ พลาสติกขนาดเลก็ แทน ปลาซิว - ลูกปัดสแี ดง แทน เชลล์สาหร่ายทมี่ ีสารดดี ีที - แกว้ พลาสตกิ ขนาดกลาง แทน ลกู ปลาชอ่ น - แกว้ พลาสตกิ ขนาดใหญ่ แทน นกยาง

กิจกรรมท่ี 7.3 การสะสมสารพษิ ในสิ่งมชี วี ติ เกดิ ขึ้นอยา่ งไร? 3. ทากจิ กรรมตามขน้ั ตอน ดังตอ่ ไปนี้ (1) นาลูกปัดสีเขียว 40 เม็ด และลูกปัดสีแดง 40 เม็ด เทรวมกนั ในถงั พลาสติก (2) นักเรียนที่ได้รับบทบาทเป็นปลาซิวไปกิน สาหร่าย 3 เชลล์ โดยสุ่มหยิบลูกปัดออกมาจากถัง พลาสติก 3 เม็ดใส่ลงในแก้วพลาสติกขนาดเล็ก บันทกึ จานวนและสขี องลกู ปดั ท่ีหยบิ ได้ (3) นักเรียนที่ได้รับบทบาทเป็นลูกปลาช่อน กินปลาซิว 2 ตัว โดยเทลูกปัดจากแก้วพลาสติก ขนาดเล็ก 2 ใบ ลงในแก้วพลาสติกขนาดกลาง บันทึกจานวนและสขี องลกู ปัดทไ่ี ด้ (4) นักเรียนท่ีได้รับบทบาทเป็นนกยาง กินลูกปลา ช่อน 2 ตัว โดยเทลูกปัดจากแก้วพลาสติกขนาด กลาง 2 ใบลงในแก้วพลาสติกขนาดใหญ่ บันทึก ภาพลาดบั การบริโภค จานวน และสขี องลูกปดั ท่ไี ด้ (5) ทาซ้าตามข้อ (1) - (4) ให้ครบ 3 รอบ 4. รวมรวมข้อมูล หาค่าเฉล่ยี ปรมิ าณสารพิษท่สี ะสมในสงิ่ มีชีวติ ต่อหน่ึงตัวในแต่ละลาดับ ข้ันของการบรีโภค และรว่ มกนั อภิปรายเกยี่ วกบั การสะสมสารพิษของส่ิงมีชีวติ ในโซอ่ าหาร จากการแสดงบทบาทสมมติ การเตรยี มตัว ครเู ตรียมอปุ กรณ์ไว้ให้เพียงพอกับนกั เรยี นแต่ละกลุ่ม ซงึ่ แตล่ ะกลมุ่ ควรมีอตั ราสว่ นของ ลว่ งหนา้ สาหรบั ครู แกว้ ขนาดเลก็ แก้วขนาดกลาง และแก้วขนาดใหญเ่ ป็น 4 : 2 : 1 เพื่อให้สามารถบนั ทกึ ผล และทากิจกรรมได้อยา่ งสมบรู ณ์ ข้อเสนอแนะใน ครูควรใหน้ กั เรยี นกาหนดบทบาทของตนเองในกลุม่ ใหเ้ รียบร้อยก่อนทากิจกรรม เนน้ ให้มี การทากจิ กรรม การบนั ทึกผลการทากิจกรรมทุกคร้ัง และเปดิ โอกาสให้นักเรยี นทาซา้ และให้นกั เรยี นร่วมกัน ระดมความคดิ ออกแบบตารางบนั ทกึ ผลร่วมกัน เพอื่ นาข้อมลู ไปใช้ในการอภิปราย สอื่ การเรยี นร้/ู • วดี ทิ ศั นเ์ กีย่ วกับการสะสมสารพิษในโซอ่ าหาร หรอื Biological magnification แหล่งเรียนรู้ (https://www.youtube.com/watch?v=85I7oPWUuak) คาถามท้ายกิจกรรม 1. โซอ่ าหารจากสถานการณ์นเ้ี ป็นอยา่ งไร และสง่ิ มชี วี ติ แต่ละชนดิ มบี ทบาทอย่างไร 2. สารพิษในระบบนิเวศเรมิ่ ตน้ สะสมอย่ใู นสงิ่ มีชีวิตชนดิ ใดเปน็ ลาดับแรก 3. ในลาดบั ของโซ่อาหาร สง่ิ มชี วี ติ ใดสะสมสารพษิ มากท่สี ดุ เพราะเหตใุ ด 4. จากกิจกรรม สรปุ ได้ว่าอย่างไร

สอ่ื การเรยี นรแู้ ผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 27: แบบบนั ทึกการค้นคว้ากจิ กรรมที่ 7.3 แบบบนั ทกึ การค้นคว้ากจิ กรรมที่ 7.3 การสะสมสารพษิ ในสิ่งมชี ีวติ เกดิ ขึน้ อยา่ งไร ชอ่ื -นามสกลุ ..........................................................................................ชน้ั .................เลขที่...........กลุ่มท.ี่ ...........  ผลการทากจิ กรรม โซอ่ าหารจากสถานการณ์ คือ  ตารางบันทึกผลการทากจิ กรรม สารพิษสะสม จานวนสารพษิ ตอ่ สงิ่ มชี วี ิตหนึง่ ตวั คา่ เฉล่ยี ในสงิ่ มีชวี ิต รอบท่ี 1 รอบท่ี 2 รอบท่ี 3 สารพษิ สะสม ปลาซิว คา่ เฉลีย่ ในปลาซวิ ลูกปลาชอ่ น ค่าเฉลย่ี ในลกู ปลา ชอ่ น นกยาง ค่าเฉลยี่ ในนกยาง  คาถามท้ายกิจกรรม 1. โซอ่ าหารจากสถานการณ์นี้เป็นอย่างไร และส่ิงมชี ีวติ แต่ละชนิดมบี ทบาทอย่างไร ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. สารพิษในระบบนเิ วศเร่มิ ต้นสะสมอยใู่ นสิง่ มีชวี ิตชนดิ ใดเปน็ ลาดบั แรก ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ในลาดับของโซ่อาหาร ส่ิงมชี วี ิตใดสะสมสารพษิ มากท่ีสุด เพราะเหตุใด ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. จากกจิ กรรม สรปุ ได้วา่ อย่างไร ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แนบทา้ ยแผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 27: การใหค้ ะแนนดา้ นกระบวนการ (P) แนวทางบันทกึ การค้นคว้ากจิ กรรมท่ี 7.3 การสะสมสารพษิ ในส่งิ มชี วี ติ เกดิ ข้นึ อยา่ งไร  ผลการทากจิ กรรม สาหรา่ ย โซ่อาหารจากสถานการณ์ คอื นกยาง ปลาซิว ลูกปลาช่อน  ตารางบนั ทกึ ผลการทากิจกรรม สารพิษสะสม จานวนสารพษิ ตอ่ ส่งิ มชี วี ิตหนง่ึ ตวั ค่าเฉล่ยี ในสงิ่ มีชีวิต สารพิษสะสม รอบท่ี 1 รอบท่ี 2 รอบท่ี 3 ปลาซิว 1.5 คา่ เฉล่ียในปลาซวิ 2/1/3/0 1/1/0/2 3/2/2/1 3 ลูกปลาชอ่ น 6 ÷ 4 = 1.5 4÷4=1 8÷4=2 คา่ เฉลยี่ ใน 6 ลูกปลาช่อน 4/2 1/3 3/5 นกยาง คา่ เฉลย่ี ในนกยาง 6÷2=3 4÷2=2 8÷2=4 6 4 8 6÷1=6 4÷1=4 8÷1=8

แนบท้ายแผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 27: การใหค้ ะแนนด้านความรู้ (K) เฉลยใบกิจกรรมที่ 7.3 การสะสมสารพิษในสิง่ มชี วี ติ เกดิ ข้ึนอยา่ งไร เฉลยคาถามท้ายกจิ กรรม 1. โซอ่ าหารจากสถานการณน์ ี้เปน็ อยา่ งไร และส่งิ มีชีวติ แต่ละชนดิ มบี ทบาทอยา่ งไร แนวคาตอบ โซอ่ าหารจากสถานการณ์ คอื โดยที่สาหรา่ ยมบี ทบาทเปน็ ผูผ้ ลิต ปลาซิวเปน็ สง่ิ มชี ีวติ กินพืช (ผ้บู รโิ ภคลาดบั ที่ 1) ลูกปลาช่อนเปน็ สิ่งมชี ีวติ กนิ สัตว์ (ผู้บริโภคลาดับท่ี 2) และนกยางเป็นสงิ่ มชี วี ิตกนิ สตั ว์ (ผู้บรโิ ภคลาดับที่ 3 หรือลาดับสดุ ท้าย ของโซ่อาหาร) 2. สารพิษในระบบนเิ วศเริ่มต้นสะสมอยใู่ นส่งิ มชี ีวติ ชนดิ ใดเปน็ ลาดับแรก แนวคาตอบ สาหรา่ ย 3. ในลาดับของโซอ่ าหาร สิ่งมีชีวติ ใดสะสมสารพิษมากทสี่ ดุ เพราะเหตุใด แนวคาตอบ นกยางมีสารพษิ สะสมมากทสี่ ุด เน่อื งจากเปน็ ผบู้ ริโภคลาดบั สุดท้ายในโซอ่ าหารนี้ ซ่ึงกินลูกปลาชอ่ นหลายตัว 4. จากกจิ กรรม สรุปไดว้ า่ อย่างไร แนวคาตอบ สารพิษจะสะสมในสิ่งมชี วี ิตเพิม่ ข้นึ ตามลาดับขน้ั การบริโภค เนื่องจากผ้บู รโิ ภคลาดับที่สงู กวา่ จะบริโภคผู้ผลิต หรือผู้บริโภคลาดบั ต่ากวา่ ในปริมาณมาก เพือ่ ให้ไดร้ ับพลงั งานเพยี งพอในการดารงชีวิต

แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 28 เร่อื ง การอยู่ร่วมกนั ของสง่ิ มีชีวิต รหัสวิชา ว23102 เวลา 1 ชั่วโมง หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 7 ช่อื หน่วยการเรียนรู้ ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชวี ภาพ รวม 15 ช่ัวโมง กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนที่ 2 สาระท่ี 1 ชือ่ สาระ วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชวี้ ดั ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงไม่มีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตและ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งส่งิ มีชีวติ กับสิ่งมชี ีวติ ตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนที่ใน ระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบท่ีมีตอ่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทาง ในการอนุรกั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติและการแกไ้ ขปัญหาสิ่งแวดลอ้ ม รวมท้งั นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์ ตวั ช้วี ัด ว 1.1 ม.3/2 อธิบายรูปแบบความสัมพันธร์ ะหว่างสง่ิ มชี วี ติ กับส่งิ มีชวี ติ รปู แบบต่าง ๆในแหล่งท่ีอยู่ เดียวกันทไี่ ดจ้ ากการสารวจ 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด 1) ส่ิงมีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตมีความสัมพันธ์กันในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาวะพึ่งพากัน ภาวะอิงอาศัย ภาวะ เหย่อื กับผู้ลา่ ภาวะปรสิต 2) สิ่งมชี วี ติ ชนดิ เดยี วกนั ท่อี าศัยอยู่ร่วมกนั ในแหลง่ ที่อยู่เดียวกนั ในช่วงเวลาเดียวกนั เรยี กว่า ประชากร 3) กลุ่มสง่ิ มชี ีวิตประกอบด้วยประชากรของส่ิงมชี ีวติ หลาย ๆชนิด อาศยั อยู่ร่วมกนั ในแหล่งทอ่ี ยู่เดียวกัน 3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ นกั เรยี นอธิบายความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสง่ิ มีชีวติ ในรูปแบบภาวะพึง่ พากัน 1) ด้านความรู้ (K) ภาวะอิงอาศัย ภาวะปรสิต และการลา่ เหยื่อได้ นกั เรยี นใช้ทักษะการจาแนกประเภท โดยการจดั กลุ่มสิง่ มีชวี ติ ตาม 2) ดา้ นทกั ษะ (P) ความสัมพนั ธ์ทีม่ ีรปู แบบคลา้ ยคลงึ กันไว้ดว้ ยกันได้ นกั เรียนใหค้ วามร่วมมอื ในการทากิจกรรมรว่ มกับผู้อืน่ ได้ 3) ด้านเจตคติ (A) 4. คณุ ลักษณะผเู้ รยี น อย่อู ย่างพอเพียง ซ่อื สตั ย์สจุ ริต  มงุ่ มั่นในการทางาน 4.1 คณุ ลกั ษณะที่พงึ ประสงค์ รักความเป็นไทย  ใฝ่เรียนรู้ มจี ติ สาธารณะ รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ มวี นิ ัย

5. ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น  ความสามารถในการส่อื สาร: นกั เรยี นสามารถสอื่ สาร โดยการอภปิ รายรว่ มกันเก่ียวกับความสัมพนั ธ์ กันระหวา่ งสิ่งมีชวี ติ ในรปู แบบตา่ ง ๆ  ความสามารถในการคิด: นกั เรยี นสามารถคดิ โดยการวเิ คราะหค์ วามสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมชี ีวิตใน รปู แบบต่าง ๆ แลว้ ลงความเหน็ เก่ียวกับรปู แบบความสมั พันธ์ 6. สาระการเรยี นรู้ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ท่ีอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศจะมีปฏิสัมพันธ์กันในลักษณะต่าง ๆ ส่ิงมีชีวิตบางชนิดได้ ประโยชน์ บางชนิดเสียประโยชน์ และบางชนิดไม่ได้และไม่เสียประโยชน์ การท่ีส่ิงมีชีวิตสองชนิดมาอยู่ร่วมกัน โดยตา่ งฝ่ายตา่ งไดป้ ระโยชน์เรียกรูปแบบความสัมพนั ธ์นี้ว่า ภาวะพึ่งพากัน (mutualism) เชน่ ปลาการ์ตนู กับ ดอกไม้ทะเล โดยปลาการ์ตูนใช้ดอกไม้ทะเลเป็นที่อยู่อาศัย หลบภัย และวางไข่ ส่วนดอกไม้ทะเลอาศัยปลา การต์ ูนล่อสัตว์น้าชนิดอื่นให้เข้ามาใกล้ดอกไม้ทะเล เพอ่ื ดอกไม้ทะเลจะได้จับสัตว์น้านั้น ๆ เปน็ อาหาร หรือกรณี ของไลเคน ที่เป็นการอยู่ร่วมกันของราและสาหรา่ ย โดยราจะได้รับสารอาหารจกสาหร่าย ส่วนสาหรา่ ยก็จะไดร้ บั ความช้นื จากรา การอยู่ร่วมกันของส่ิงมีชีวิตท่ีสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งได้รับประโยชน์ ส่วนอีกชนิดหนึ่งไม่ได้และไม่เสีย ประโยชน์ เรียกรูปแบบความสัมพันธ์นี้ว่า ภาวะอิงอาศัย (commensalism) ตัวอย่างเช่น ปลาเหาฉลามกับ ปลาฉลาม โดยปลาเหาฉลามได้ประโยชน์จากเศษอาหารที่ปลาฉลามกิน ส่วนปลาฉลามไม่ได้ประโยชน์จากปลา เหาฉลามแต่ก็ไม่เสียประโยชน์แต่อย่างใด หรือกรณีของกล้วยไม้ป่าท่ีเกาะอยู่บนลาตันของตันไม้ใหญ่ โดย กล้วยไม้ป่าได้รับความช้ืนและที่อยู่อาศัยจากต้นไม้ใหญ่ ส่วนตน้ ไม้ใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์จากกล้วยไม้ป่าแต่ก็ไม่ เสยี ประโยชนเ์ ช่นเดียวกนั ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตท่ีอยู่ร่วมกันในลักษณะท่ีส่ิงมีชีวิตชนิดหน่ึงได้ประโยชน์ แต่อีกชนิดหนึ่ง เสียประโยชน์ โดยสิ่งมีชีวิตท่ีได้ประโยชน์ เรียกว่า ปรสิต (parasite) ต้องอาศัยอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่เสียประโยชน์ เรียกว่า ผู้ถูกอาศัย (host) ซึ่งส่วนมากสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ถูกอาศัยจะไม่เสียชีวิตในทันที รูปแบบความสัมพันธ์น้ี เรียกวา่ ภาวะปรสิต (parasitism) ตวั อย่างเช่น เห็บบนตัวสุนัข โดยเห็บเป็นปรสิตได้ประโยชน์จกการกินเลือด ของสุนัขเป็นอาหาร ส่วนสุนัขเป็นผู้ถูกอาศัยเสียประโยชน์จากการสูญเสียเลือดและอาจติดเชื้อโรคท่ีมาจากเห็บ หรือในกรณีของกาฝากท่ีอาศัยอยู่บนต้นไม้ กาฝากเป็นปรสิตใช้รากเจาะลาตันของตันไม้เพื่อดูดน้าและอาหาร ส่วนตนั ไม้เปน็ ผถู้ กู อาศัยเสยี ประโยชน์ โดยจะถูกแยง่ นา้ และอาหาร สิ่งมีชีวิตบางชนิดที่อยู่ในแหล่งท่ีอยู่เดียวกันจะมีการกินกันเป็นอาหาร ซึ่งฝ่ายหนึ่งจะได้ประโยชน์ ฝ่าย หนึ่งจะเสยี ประโยชน์ เรยี กรูปแบบความสมั พันธ์นวี้ ่า การลา่ เหยอ่ื (predation) โดยสิ่งมีชวี ติ ทไ่ี ด้ประโยชนจ์ าก การกินสิ่งมีชวี ิตอื่นเป็นอาหารเรียกวา่ ผู้ล่า (predator) ส่วนส่ิงมีชีวิตท่ีเสียประโยชน์จากการถูกกินเป็นอาหาร และเสียชีวิตลงเรียกว่า เหยื่อ (prey) เช่น สิงโตกัดควายป่า งกู ับกบ โดยสิงโตและงูเป็นผู้ล่า ส่วนควายป่าและ กบเป็นเหยือ่

ในธรรมชาติเมื่อผู้ล่าเพิ่มจานวนมากข้ึนจะทาให้เหย่ือซึ่งเป็นอาหารมีจานวนลดลง หากผู้ล่ากินเหยื่อ ชนิดเดียวเป็นอาหารจะส่งผลให้ผู้ล่าขาดแคลนอาหารและเกิดการแข่งขันเพ่ือแย่งอาหาระหว่างผู้ล่าด้วยกันเอง ทาให้ผู้ล่ามีจานวนลดลง ดังน้ันจานวนของผู้ล่าและเหยื่อในระบบนิเวศหนึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงเพ่ือทาให้เกิด ความสมดุลของจานนประชากรท้ังผู้ล่าและเหย่ือ ดังภาพ ซึ่งเป็นกราฟแสดงความสัมพันธ์ของจานวนประชากร แมวปาลิงซ์กับกระตา่ ยป่า โดยแมวปา่ ลงิ ซเ์ ปน็ ผลู้ า่ ส่วนกระต่ายป่าเป็นเหยอ่ื ภาพแสดง กราฟแสดงความสมั พนั ธ์ของจานวนประชากรแมวปาลิงซก์ ับกระตา่ ยป่า (ที่มา: หนังสอื เรียนรายวชิ าพืน้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันม.3 เลม่ 2 สสวท. หนา้ 178) จากภาพ จะเหน็ ไดว้ ่า ประชากรของแมวป่าลิงซ์มีความสมั พันธก์ ับประชากรกระตา่ ยป่า เมือ่ กระตา่ ยป่า มีจานวนเพิ่มข้ึนแมวป่าลิงซ์ก็จะเพ่ิมจานวนขึ้นตามไปด้วย เพราะมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ในทางตรงกันข้าม เม่ือจานวนกระต่ายป่าลดลงก็จะส่งผลให้จานวนประชากรของแมวป่าลิงซ์ลดลงตามไปด้วย เพราะขาดแคลน อาหาร นอกจากนี้หากเกิดภาวะแห้งแล้งเป็นเวลานานหรือเกิดภัยพิบัติอืน่ ๆ เช่น ไฟป่า น้าท่วม ที่ทาให้จานวน ประขากรพืชของกระต่ายป่าลดลง อาจส่งผลให้จานวนประชากรของกระต่ายป่าและแมวป่าลิงซ์ลดลงอย่าง รวดเร็วเช่นกนั 7. กจิ กรรมการเรียนรู้ ใชร้ ปู แบบการจดั การเรยี นการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (1 ชวั่ โมง; 60นาท)ี ขัน้ ที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (10 นาท)ี 1) ครแู ละนักเรยี นสนทนาร่วมกัน เพ่อื กระตุน้ ความสนใจของนักเรยี น โดยครูใช้คาถามนาไปสู่ การสนทนาว่า ความสัมพนั ธข์ องสิ่งมชี วี ิตท่ีมีการกนิ กนั เปน็ ทอด ๆ เพอื่ เชื่อมโยงไปยงั ความสมั พันธแ์ บบอนื่ ๆ 2) ครใู ชส้ ือ่ คลิปวดี ิทศั น์เรื่อง ปลาฉลามและเหาฉลาม สบื คน้ ข้อมลู ได้จาก https://www.youtube.com/watch?v=Mxpa6gPIbLE เพ่ือให้นักเรยี นเชือ่ มโยงความสัมพันธร์ ะหวา่ ง ส่งิ มชี วี ติ สองชนดิ นี้ ขน้ั ท่ี 2 ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration) (20 นาท)ี 3) ครเู ช่อื มโยงเขา้ ส่กู จิ กรรมที่ 7.4 สง่ิ มีชีวิตอย่รู ่วมกนั อย่างไร โดยใช้คาถามว่า ในระบบนเิ วศ หนึง่ ๆ สิ่งมีชวี ติ ทีอ่ าศยั อยูร่ ว่ มกนั นอกจากจะมปี ฏสิ ัมพนั ธก์ นั ในด้านการกินต่อกนั เป็นทอด ๆ แล้ว นกั เรียนคิด วา่ สิง่ มชี วี ิตจะมคี วามสมั พันธก์ ันในรปู แบบใดอกี บ้าง และมีปฏิสัมพันธต์ ่อกนั อยา่ งไร (นักเรยี นตอบตามความ เข้าใจของตนเอง)

4) นักเรียนอ่านช่ือกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 172 และครูตรวจสอบความ เขา้ ใจการอ่าน โดยใชค้ าถามดงั ตอ่ ไปน้ี - กิจกรรมนี้เกยี่ วกบั เรื่องอะไร (ปฏิสมั พันธข์ องสงิ่ มชี วี ิตท่ีอยรู่ ว่ มกัน) - กิจกรรมนีม้ จี ดุ ประสงค์อะไร (สืบค้นข้อมลู และอธิบายรปู แบบความสมั พันธร์ ะหว่างส่งิ มชี ีวิต กับสงิ่ มีชีวติ ทอี่ ยรู่ ว่ มกนั ) - วิธดี าเนนิ กจิ กรรมมขี ัน้ ตอนโดยสรปุ อยา่ งไร (อภิปรายและสืบคน้ ขอ้ มูล เพอื่ วเิ คราะห์ ความสมั พันธ์ของส่ิงมชี ีวิตแต่ละคู่ จาแนกคสู่ ิง่ มีชวี ติ ตามเกณฑ์ และอภิปรายเกีย่ วกบั ความสมั พนั ธ์แต่ละ ลักษณะ) - นกั เรยี นตอ้ งสงั เกตหรอื รวบรวมขอ้ มลู อะไรบา้ ง (รวบรวมขอ้ มลู จากการสืบค้นและการ อภิปรายลักษณะความสมั พนั ธข์ องค่สู ิง่ มชี ีวติ แตล่ ะคู่) 5) ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มเริ่มทากิจกรรม ครูสังเกตการทางานของนักเรียน ช่วยเหลือในการหา คาตอบความสัมพันธแ์ ตล่ ะแบบเม่ือนักเรียนมีข้อสงสยั เน้นให้นักเรียนสืบค้นเพ่ิมเติม วิเคราะห์ และหาหลักฐาน เพอื่ สนบั สนุนแนวความคิดเกีย่ วกบั ความสมั พันธ์ของสงิ่ มชี วี ติ ในรูปแบบตา่ ง ๆ เพมิ่ เติม ข้นั ที่ 3 ขนั้ อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) (10 นาท)ี 6) นักเรียนบันทึกการทากิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมที่ 7.4 ส่ิงมีชีวิตอยู่ รว่ มกันอยา่ งไร โดยสรุปผลกจิ กรรม เพ่ือใหไ้ ด้ข้อสรุปจากกจิ กรรมว่า ในธรรมชาติสงิ่ มชี วี ติ ต่าง ๆ ที่อยรู่ ่วมกนั มี ความสัมพันธ์กันในลักษณะต่าง ๆ ส่ิงมีชีวิตบางชนิดได้ประโยชน์ บางชนิดเสียประโยชน์ และบางชนิดไม่ได้และ ไมเ่ สยี ประโยชน์ ขนั้ ที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) (10 นาที) 7) นักเรียนเรียนรู้เพ่ิมเติมเนื้อหาหน้า 176-177 เกี่ยวกับรูปแบบของความสัมพันธ์ระหว่าง สิ่งมีชวี ติ กับสิ่งมีชวี ิต และใชค้ าถามดังนี้ - ความสัมพันธ์ของส่ิงมีชีวิตแบบใดท่ีเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศ เพราะเหตุใด (นักเรียนตอบ ตามความเข้าใจและประสบการณ์เดิม ครูพยายามกระตุ้นให้นักเรียนตอบให้ครบทุกแบบ เช่น ภาวะปรสิตและ การล่าเหยื่อจะช่วยควบคุมจานวนประชากรของสิ่งมชี ีวิตบางชนิดให้มีจานวนเหมาะสมไม่มากหรือนอ้ ยเกนิ ไปใน ธรรมชาติ ภาวะอิงอาศัยและภาวะพึ่งพากันสามารถทาให้ประชากรของส่ิงมีชวี ิตเพิ่มจานวนประชากรได้ดี ทาให้ เพิ่มแหลง่ อาหารให้กบั สิ่งมชี วี ิตทีบ่ ริโภคส่งิ มชี ีวิตเหลา่ นน้ั เปน็ อาหาร) - ยกตวั อย่างคู่ส่งิ มีชวี ติ อ่นื ๆ ท่มี คี วามสมั พนั ธก์ นั ในรูปแบบต่าง ๆ (คาตอบขึน้ อยูก่ ับขอ้ มลู ทมี่ า จากการสบื ค้นหรอื จากประสบการณ์เดิมของนกั เรียน) - ภาวะปรสิตกับการล่าเหยื่อเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร (แนวคาตอบ การล่าเหยื่อ คือ การที่ส่ิงมีชีวิตหน่ึงกินสิ่งมีชีวิตหน่ึงโดยตรง ซึ่งทาให้สิ่งมีชีวิตท่ีเป็นเหยื่อตายลงส่วนภาวะปรสิต สิ่งมีชีวิตที่เป็น ปรสิตจะเบียดเบียนเอาอาหารหรือสารอาหารจากเจ้าบ้าน โดยไม่ได้ทาให้ส่ิงมีชีวิตเจ้าบ้านตายลงในทันที แต่ความสัมพันธ์ทั้งสองแบบก็เหมือนกันตรงที่ส่ิงมีชีวิตหน่ึงได้ประโยชน์ขณะที่ส่ิงมีชีวิตอีกชนิดหน่ึงเสีย ประโยชน์)

ข้นั ที่ 5 ขัน้ ประเมิน (Evaluation) (10 นาที) 8) ครูและนักเรียนอภปิ รายผลการทากิจกรรม สงิ่ มีชีวิตทอี่ ยู่รว่ มกนั จะมปี ฏสิ มั พนั ธก์ นั ใน รูปแบบต่าง ๆ จะไดข้ ้อสรปุ วา่ - ภาวะพ่ึงพากัน เป็นภาวะที่สิ่งมีชีวิตสองชนิดมาอยู่ร่วมกันแล้ว สิ่งมีชีวิตท้ังสองชนิดมาอยู่ รว่ มกนั จะไดป้ ระโยชน์ - ภาวะอิงอาศัย เป็นภาวะท่ีสิ่งมีชีวิตสองชนิดมาอยู่ร่วมกันแล้ว สิ่งมีชีวิตหน่ึงได้ประโยชน์ โดย ที่ส่งิ มชี ีวติ หนึ่งไมเ่ สียประโยชนแ์ ละไม่ไดป้ ระโยชน์ - ภาวะปรสติ เปน็ ภาวะทส่ี ง่ิ มีชีวติ สองชนดิ มาอยรู่ ว่ มกันแลว้ สงิ่ มชี วี ติ หน่ึงไดป้ ระโยชน์ (ปรสิต) ส่ิงมีชวี ิตหน่งึ เสียประโยชน์ (ผู้ถูกอาศยั ) - การล่าเหยื่อ เป็นภาวะที่สิ่งมีชวี ิตสองชนิดมาอยู่ร่วมกันแล้ว ส่ิงมีชีวิตหน่ึงได้ประโยชน์ (ผู้ล่า) ส่งิ มีชวี ติ หนึ่งเสยี ประโยชน์ (เหย่ือ) 9) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมนิ (Rubrics Score) 8. ส่ือการเรยี นรู้/แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 คลิปวีดทิ ศั น์: ความสัมพันธ์ระหว่างปลาฉลามและเหาฉลาม https://www.youtube.com/watch?v=Mxpa6gPIbLE 8.2 ใบกิจกรรม: ใบกจิ กรรมที่ 7.4 สง่ิ มีชวี ติ อยู่ร่วมกันอยา่ งไร 8.3 แบบบันทกึ กจิ กรรม: แบบบนั ทึกการค้นควา้ กจิ กรรมท่ี 7.4 สิ่งมชี วี ิตอยรู่ ่วมกันอย่างไร 8.4 แหล่งเรียนรู:้ หนงั สอื เรยี นรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 เลม่ 2 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9. การวัดและการประเมิน ตัวช้วี ดั /ผลการเรียนรู้ วิธกี ารวดั เครอ่ื งมอื วดั เกณฑ์ท่ีใชใ้ นการประเมนิ - คาถามท้ายกจิ กรรมท่ี 7 - ได้ไมน่ อ้ ยกว่า 2 คะแนน 1. อธบิ ายความสมั พันธร์ ะหว่าง - ตรวจการตอบ สงิ่ มีชวี ติ อยรู่ ว่ มกัน ระดบั คุณภาพดี ถือวา่ ผา่ น สิง่ มชี ีวติ ในรูปแบบภาวะ คาถามท้าย อยา่ งไร จานวน 2 ข้อ การประเมนิ ด้านความรู้ พึ่งพากันภาวะอิงอาศัย กจิ กรรมที่ 7.4 - แบบบันทกึ การคน้ ควา้ - ไดไ้ ม่น้อยกว่า 2 คะแนน กิจกรรมท่ี 7.4 ระดบั คณุ ภาพดี ถือวา่ ผ่าน ภาวะปรสิต และการล่าเหยอ่ื สิง่ มีชีวิตอยูร่ ่วมกนั การประเมิน อยา่ งไร ด้านกระบวนการ (ดา้ นความร:ู้ K) 2. การใช้ทกั ษะการจาแนก - ตรวจการทาแบบ ประเภท โดยการจัดกลุ่ม บันทกึ การคน้ ควา้ สง่ิ มีชีวิตตามความสัมพันธท์ ี่มี กิจกรรมที่ 7.4 รูปแบบคลา้ ยคลงึ กนั ไวด้ ว้ ยกัน (ดา้ นกระบวนการ: P)

ตวั ช้วี ดั /ผลการเรียนรู้ วิธีการวดั เครือ่ งมอื วัด เกณฑ์ท่ีใช้ในการประเมนิ 3. ใหค้ วามรว่ มมือในการ - สงั เกตความร่วมมอื - เกณฑ์การประเมินความ - ไดไ้ มน่ อ้ ยกวา่ 2 คะแนน ระดับคุณภาพดี ถอื ว่า ทากจิ กรรมรว่ มกบั ผู้อืน่ ได้ ในการทากิจกรรม รว่ มมอื ในการทา ผา่ นการประเมิน ดา้ นเจตคติ (ดา้ นเจตคต:ิ A) ของนกั เรยี น กจิ กรรมรว่ มกบั ผ้อู น่ื ของนกั เรียน 9.1 เกณฑ์การประเมนิ ผลนกั เรยี น เกณฑ์การประเมนิ (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมนิ คา่ นา้ หนัก แนวทางการให้คะแนน คะแนน การให้คะแนนตอบ 3 ตอบคาถามทา้ ยกจิ กรรมที่ 7.4 ถูกต้อง จานวน 2 ข้อ คาถามทา้ ย 2 ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมที่ 7.4 ถูกต้อง จานวน 1 ขอ้ กิจกรรมที่ 7.4 1 ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมท่ี 7.4 ไม่ถกู ตอ้ ง การใหค้ ะแนนการบันทึก บันทกึ ผลการทากจิ กรรม จากการจาแนกความสัมพนั ธ์ของสง่ิ มชี ีวิตทม่ี ี แบบบันทึกการคน้ คว้า 3 รูปแบบเดียวกันไวด้ ้วยกนั ได้ถกู ต้องตามเกณฑ์ที่กาหนด เหมาะสมและ กิจกรรมที่ 7.4 สอดคล้องกับเน้อื หาในกิจกรรม บนั ทกึ ผลการทากิจกรรม จากการจาแนกความสมั พันธ์ของส่ิงมีชวี ิตทม่ี ี 2 รูปแบบเดียวกันไวด้ ้วยกัน ได้ถกู ตอ้ งตามเกณฑ์ท่ีกาหนด มคี วาม สอดคลอ้ งกับเนอื้ หาในกิจกรรม บันทกึ ผลการทากิจกรรม จากการจาแนกความสัมพนั ธ์ของส่งิ มชี วี ติ ที่มี 1 รูปแบบเดยี วกันไวด้ ว้ ยกัน ได้ถูกตอ้ งตามเกณฑ์ทกี่ าหนด ไม่เหมาะสม เกดิ ข้อผิดพลาด ไม่สอดคลอ้ งกับเนือ้ หาในกจิ กรรม การใหค้ ะแนนความ 3 ใหค้ วามร่วมมอื ในทากิจกรรมรว่ มกับผูอ้ น่ื ตลอดทัง้ คาบเรยี น ไม่ก่อ รว่ มมอื ในการทากจิ กรรม ความวนุ่ วายหรอื ปญั หาท่รี บกวนการเรยี นของผู้อืน่ เช่น พดู เสยี งดัง รว่ มกับผอู้ ื่น โวยวาย ลกุ เดินไปมา หรือชวนผอู้ น่ื คุยเลน่ ขณะครทู าการสอน 2 ให้ความรว่ มมอื ในทากจิ กรรมร่วมกับผู้อ่ืนเป็นบางคร้งั ในคาบเรียน และ กอ่ ความวนุ่ วายหรอื ปัญหาทรี่ บกวนการเรยี นของผูอ้ ่นื เช่น พดู เสียงดงั โวยวาย ลุกเดินไปมา หรือชวนผู้อ่นื คุยเลน่ ขณะครูสอน 1 ไม่ใหค้ วามรว่ มมือในทากิจกรรมร่วมกับผอู้ น่ื ทาใหเ้ กิดความวุ่นวายหรือ ปญั หาที่รบกวนการเรยี นของผู้อื่น เชน่ พดู เสยี งดังโวยวาย ลกุ เดินไปมา หรอื ชวนผูอ้ ่นื คยุ เล่น ขณะครูทาการสอน 9.2 ระดบั คณุ ภาพ คะแนนรวมเฉลยี่ 6.00 - 5.00 หมายถงึ ดีมาก คะแนนรวมเฉลย่ี 4.00 - 3.00 หมายถงึ ดี คะแนนรวมเฉลยี่ 2.00 - 1.00 หมายถงึ พอใช้ ดังน้นั นักเรียนต้องได้คะแนนเฉลี่ยทกุ ประเดน็ การประเมิน ไม่ต่ากวา่ 2.00 แสดงระดับ คณุ ภาพ ดี ถอื ว่าผา่ นเกณฑ์การประเมินในแผนการจัดการเรยี นท่ี 28

บันทกึ หลงั การสอน หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 7 ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ.... ...... ... ... แผนการสอนเรอ่ื ง 28 การอยรู่ ่วมกันของสง่ิ มีชีวติ วนั ท่ี...............................เดือน...............................................................พ.ศ................. 1. สรปุ ผลการเรยี นการสอน 1. นกั เรยี นจานวน....................คน ผ่านจุดประสงคก์ ารเรยี นร.ู้ ..........คน คิดเปน็ รอ้ ยละ............. ไมผ่ ่านจดุ ประสงค.์ ......................คน คิดเปน็ รอ้ ยละ............. ไดแ้ ก่.................................................................................................. 2. สรุปผลตามรายจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 2.1 นักเรียนมคี วามรู้ความเข้าใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ข้อเสนอแนะหลังการจัดการเรียนการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอ่ื ............................................ครูผูส้ อน ลงช่ือ.............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ () () ตาแหน่ง................................................... ลงช่อื .............................................ผู้ช่วย/รองฯวชิ าการ …………./……………./………… () ลงชือ่ ............................................ผู้อานวยการ ()

แบบบนั ทกึ การประเมนิ คุณภาพการเรียนรูข้ องนกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 รายวิชาวิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน (ว23102) หนว่ ยการเรยี นรูท้ ่ี 7 ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชวี ภาพI แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 28 เรื่อง การอยรู่ ว่ มกนั ของสิง่ มีชวี ิต คาชีแ้ จง: ทาเคร่อื งหมาย  ในช่องค่าน้าคะแนนแต่ละด้านตามจดุ ประสงค์การเรียนรู้ โดยประเมนิ ตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ช่ือ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหัสนกั เรยี น คา่ น้าหนักคะแนน คา่ น้าหนกั คะแนน คา่ นา้ หนักคะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22

เลข ชื่อ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์การพิจารณาคุณภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลีย่ 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถึง ต้องได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้นึ ไปเทา่ นั้น ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชี้วัด ผลการประเมนิ การเรียนรู้ของนกั เรียน ผเู้ รยี นท่ี ผ่าน ตวั ชว้ี ดั มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผู้เรยี นที่ ไมผ่ ่าน ตวั ชี้วัด มีจานวน…………………………คน คดิ เป็นรอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................

สือ่ การเรยี นรแู้ ผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 28: ส่อื วดี ทิ ศั น์ คลปิ วดี ที ัศน:์ พีระมิดพลังงาน ส่ือคลิปวดี ที ัศนเ์ รอ่ื ง พรี ะมดิ พลังงาน อธิบายเกย่ี วกบั ปลาเหาฉลาม(Echeneis naucrates) เหาฉลามชนดิ หนง่ึ แนบตวั เองกบั ปลาฉลามและสัตว์ทะเลอน่ื ๆ โดยใชค้ รีบหลงั แรกทมี่ ีววิ ัฒนาการมา เป็นตวั ดูด ลาเหาฉลามได้รับท่ีนัง่ ฟรีและกนิ เศษอาหารท่ีเหลอื จากผู้ใหอ้ าศัย(โฮสต์) ซึ่งยงั ไดร้ บั ป้องกันภยั อีกด้วย น่เี รยี กว่าความสมั พนั ธแ์ บบภาวะอิงอาศยั หรือภาวะเกื้อกูล แหลง่ ท่มี า: เว็บไซต์อ้างองิ https://www.youtube.com/watch?v=Mxpa6gPIbLE เผยแพร่เมื่อ 18 กันยายน พ.ศ. 2555 (ชอ่ งYouTube: Bubble Vision)

สื่อการเรยี นรแู้ ผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 28: ใบกจิ กรรมที่ 7.4 ใบกจิ กรรมที่ 7.4 สิ่งมีชีวิตอยรู่ ่วมกันอย่างไร หนังสือเรยี นรายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 เลม่ 2 ตามหลักสตู รแกนกลาง การศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุงพ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร หน้า 175 กจิ กรรมที่ 7.4 สงิ่ มีชวี ติ อยู่ร่วมกนั อยา่ งไร? จุดประสงค์ วสั ดุอปุ กรณ์ สบื คน้ ขอ้ มูลและอธิบายรปู แบบความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งส่งิ มีชีวติ กบั สงิ่ มชี ีวิตทอี่ ย่รู ่วมกัน วิธดี าเนินกิจกรรม - 1. อภปิ รายความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสงิ่ มชี ีวิตทีอ่ ยรู่ ว่ มกันแต่ละคูด่ งั ต่อไปน้ี • ควายกับนกเอีย้ ง • หมดั กบั สุนขั • กาฝากกบั มะม่วง • ปลาเหาฉลามกับปลาฉลาม • เสอื โครงกบั กวางดาว • ปลาการต์ นู กบั ดอกไมท้ ะเล • กลว้ ยไมป้ ่ากับยางนา • ตั๊กแตนตาข้าวกบั แมลงปอ 2. สืบค้นข้อมลู เพ่ิมเตมิ วเิ คราะห์ความสมั พันธร์ ะหวา่ งสิ่งมชี วี ิตแตล่ ะคู่ และรว่ มกนั อภปิ รายว่า สง่ิ มีชีวิตชนดิ ใดได้ประโยชน์ ส่ิงมชี ีวติ ใดเสยี ประโยชน์ หรอื ส่ิงมีชวี ิตใดไมไ่ ด้ และไม่เสียประโยชน์ บันทกึ ผลโดยทาเครื่องหมายดังน้ี + แทน สง่ิ มชี วี ติ ที่ได้ประโยชน์ - แทน สง่ิ มีชวี ิตทเ่ี สยี ประโยชน์ 0 แทน สงิ่ มชี วี ติ ทีไ่ มไ่ ด้และไม่เสียประโยชน์ 3. จาแนกรูปแบบความสัมพนั ธ์ของสง่ิ มชี ีวติ ในข้อ 2 ออกเปน็ กลุม่ บนั ทกึ ผลและนาเสนอ 4. ร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับความสัมพนั ธข์ องส่ิงมชี ีวิตแต่ละกลุม่ คาถามทา้ ยกิจกรรม 1. ลกั ษณะความสัมพนั ธร์ ะหว่างสิ่งมชี วี ติ ท่ีกาหนดให้มกี ่ีกลมุ่ และสง่ิ มชี ีวติ แตล่ ะกลุม่ มีความสมั พนั ธ์กนั อยา่ งไร 2. จากกิจกรรม สรุปได้ว่าอย่างไร

สือ่ การเรียนรแู้ ผนการจัดการเรียนรู้ที่ 28: แบบบันทึกการคน้ คว้ากิจกรรมที่ 7.4 แบบบนั ทึกการค้นคว้ากจิ กรรมที่ 7.4 สงิ่ มีชีวติ อยรู่ ว่ มกันอย่างไร ชอ่ื -นามสกลุ ..........................................................................................ชั้น.................เลขที่...........กลมุ่ ท.ี่ ...........  ตารางบันทกึ ผลการทากจิ กรรม คู่ส่ิงมีชวี ิต สงิ่ มชี ีวติ ตัวท่ี 1 สิ่งมชี ีวิตตัวท่ี 2 ลกั ษณะความสัมพนั ธ์ ววั กบั นกเอ้ยี ง กาฝากกบั มะมว่ ง เสอื โครง่ กบั กวางดาว กลว้ ยไมป้ า่ กับต้นยางนา หมดั กบั สุนขั ปลาเหาฉลามกับปลาฉลาม ปลาการ์ตนู กบั ดอกไม้ทะเล ตั๊กแตนตาข้าวกับแมลงปอ  คาถามทา้ ยกจิ กรรม 1. ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างสง่ิ มีชีวิตที่กาหนดให้มกี ี่กลุ่ม และสิ่งมีชีวติ แต่ละกลมุ่ มีความสัมพันธก์ นั อยา่ งไร ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. จากกิจกรรม สรปุ ได้วา่ อยา่ งไร ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลักษณะการอยู่รว่ มกนั ผลทเี่ กิดขนึ้ กบั สง่ิ มชี วี ติ ท้ังสองชนดิ ภาวะพ่ึงพากัน ภาวะอิงอาศยั การลา่ เหยอ่ื ภาวะปรสิต

แนบท้ายแผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 28: การใหค้ ะแนนดา้ นกระบวนการ (P) แนวทางบนั ทกึ การคน้ ควา้ กจิ กรรมท่ี 7.4 สงิ่ มชี ีวิตอยรู่ ่วมกันอย่างไร  ตารางบนั ทึกผลการทากจิ กรรม คู่ส่ิงมชี ีวติ ส่งิ มีชวี ิตตัวท่ี 1 สงิ่ มีชีวิตตวั ที่ 2 ลกั ษณะความสมั พนั ธ์ ววั กบั นกเอีย้ ง ววั + นกเอีย้ ง + (+ , +) กาฝากกับมะมว่ ง มะมว่ ง - (+ , -) เสือโครง่ กบั กวางดาว กาฝาก + กวางดาว + (+ , +) กล้วยไม้ปา่ กบั ต้นยางนา เสอื โครง่ + ตน้ ยางนา 0 (+ , 0) หมัดกบั สนุ ขั กลว้ ยไมป้ ่า + สนุ ัข - (+ , -) ปลาเหาฉลามกับปลาฉลาม หมดั + ปลาฉลาม 0 (+ , 0) ปลาการ์ตูนกบั ดอกไม้ทะเล ปลาเหาฉลาม + (+ , +) ตั๊กแตนตาขา้ วกบั แมลงปอ ปลาการต์ ูน + ดอกไม้ทะเล + (+ , -) ตก๊ั แตนตาข้าว + แมลงปอ -

แนบท้ายแผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 28: การให้คะแนนดา้ นความรู้ (K) เฉลยใบกจิ กรรมท่ี 7.4 สงิ่ มชี ีวิตอยู่ร่วมกนั อย่างไร เฉลยคาถามทา้ ยกิจกรรม 1. ลกั ษณะความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่ิงมชี วี ติ ทีก่ าหนดใหม้ กี ีก่ ลุม่ และสงิ่ มชี ีวิตแตล่ ะกลุ่มมคี วามสัมพันธก์ ัน อย่างไร แนวคาตอบ ความสมั พันธ์มีท้ังหมด 3 แบบ ไดแ้ ก่ • แบบท่ี 1 คอื สิ่งมชี วี ิตหนึ่งท้ังสองชนดิ ได้ประโยชน์ (+ , +) • แบบที่ 2 คอื ส่งิ มีชีวิตหนง่ึ ได้ประโยชน์ และส่ิงมีชวี ติ หนงึ่ ไม่เสยี หรอื ได้ประโยชน์ (+ , 0) • แบบที่ 3 คือ สิ่งมชี ีวติ หนง่ึ ไดป้ ระโยชน์ และสงิ่ มีชวี ติ หนง่ึ เสยี ประโยชน์ (+ , -) 2. จากกจิ กรรม สรุปไดว้ ่าอยา่ งไร แนวคาตอบ ความสมั พันธ์มีทัง้ หมด 4 แบบ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ลกั ษณะการอย่รู ว่ มกัน ผลทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั ส่ิงมีชวี ิตทัง้ สองชนดิ ภาวะพึ่งพากนั สิ่งมชี วี ติ ทัง้ สองชนิดไดป้ ระโยชนท์ ้ังคู่ (+,+) ภาวะอิงอาศยั ส่งิ มีชีวติ หนึ่งไดป้ ระโยชน์ โดยทีส่ งิ่ มชี วี ติ หนงึ่ ไมเ่ สยี ประโยชน์และไม่ไดป้ ระโยชน์ (+,0) การลา่ เหยื่อ สง่ิ มีชวี ิตหนึ่งได้ประโยชน์ (ผู้ล่า) สิง่ มีชีวิตหนง่ึ เสยี ประโยชน์ (เหย่ือ) (+,-) ภาวะปรสิต ส่ิงมีชวี ิตหน่งึ ได้ประโยชน์ (ปรสิต) สงิ่ มีชีวิตหน่ึงเสยี ประโยชน์ (ผู้ถกู อาศยั ) (+,-)

แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 29 เรื่อง ความสัมพนั ธข์ องสงิ่ มชี ีวิตในระบบนเิ วศ รหสั วชิ า ว23102 เวลา 2 ช่วั โมง หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 7 ชือ่ หน่วยการเรยี นรู้ ระบบนเิ วศและความหลากหลายทางชีวภาพ รวม 15 ชว่ั โมง กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรียนที่ 2 สาระท่ี 1 ช่ือสาระ วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวชวี้ ัด ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตและ ความสัมพันธร์ ะหว่างสิง่ มชี ีวติ กับส่งิ มชี ีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงแทนท่ีใน ระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบท่ีมีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทาง ในการอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวช้วี ัด ว 1.1 ม.3/2 อธบิ ายรูปแบบความสัมพันธ์ระหวา่ งสิ่งมชี วี ิตกับส่ิงมชี วี ติ รูปแบบตา่ ง ๆในแหล่งทีอ่ ยู่ เดยี วกนั ทไ่ี ดจ้ ากการสารวจ 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด 1) ส่ิงมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตมีความสัมพันธ์กันในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาวะพ่ึงพากัน ภาวะอิงอาศัย ภาวะ เหย่ือกบั ผู้ลา่ ภาวะปรสติ 2) สงิ่ มชี วี ติ ชนิดเดยี วกันทีอ่ าศัยอยรู่ ่วมกันในแหล่งทอ่ี ยเู่ ดียวกัน ในชว่ งเวลาเดยี วกัน เรยี กว่า ประชากร 3) กลุม่ สงิ่ มีชีวติ ประกอบด้วยประชากรของสิ่งมีชวี ิตหลาย ๆชนิด อาศยั อยรู่ ่วมกนั ในแหลง่ ท่อี ยเู่ ดยี วกนั 3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ นกั เรยี นวเิ คราะห์ความสมั พนั ธข์ องส่ิงมชี ีวิตต่างชนิดกันท่ีอยรู่ ่วมกนั แบบต่าง ๆ ได้ 1) ด้านความรู้ (K) นกั เรยี นใช้ทกั ษะการลงความเห็นจากขอ้ มลู โดยนาข้อมูลท่ไี ด้จากการสังเกต 2) ด้านทกั ษะ (P) สง่ิ มชี ีวติ มาเชื่อมโยง เพือ่ อธิบายเกยี่ วกับรูปแบบความสมั พันธร์ ะหว่างส่งิ มีชีวติ นกั เรียนให้ความร่วมมอื ในการทากจิ กรรมร่วมกับผ้อู นื่ ได้ 3) ดา้ นเจตคติ (A) 4. คณุ ลกั ษณะผู้เรยี น อยอู่ ยา่ งพอเพียง ซ่อื สัตยส์ ุจริต  มุ่งม่ันในการทางาน 4.1 คุณลักษณะที่พงึ ประสงค์ รกั ความเปน็ ไทย  ใฝ่เรียนรู้ มจี ติ สาธารณะ รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ มีวนิ ยั

5. ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน  ความสามารถในการส่อื สาร: นกั เรยี นสามารถสอื่ สาร โดยการอภปิ รายรว่ มกันเก่ียวกับความสัมพันธ์ กันระหวา่ งสิ่งมีชวี ติ ในรปู แบบตา่ ง ๆ  ความสามารถในการคิด: นกั เรยี นสามารถคดิ โดยการวเิ คราะหค์ วามสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมชี วี ิตใน รปู แบบต่าง ๆ แลว้ ลงความเหน็ เก่ยี วกับรปู แบบความสมั พันธ์ 6. สาระการเรยี นรู้ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ท่ีอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศจะมีปฏิสัมพันธ์กันในลักษณะต่าง ๆ ส่ิงมีชีวิตบางชนิดได้ ประโยชน์ บางชนิดเสียประโยชน์ และบางชนิดไม่ได้และไม่เสียประโยชน์ การท่ีส่ิงมีชีวิตสองชนิดมาอยู่ร่วมกัน โดยตา่ งฝ่ายตา่ งไดป้ ระโยชน์เรียกรูปแบบความสัมพนั ธ์นี้ว่า ภาวะพึ่งพากัน (mutualism) เชน่ ปลาการ์ตนู กับ ดอกไม้ทะเล โดยปลาการ์ตูนใช้ดอกไม้ทะเลเป็นที่อยู่อาศัย หลบภัย และวางไข่ ส่วนดอกไม้ทะเลอาศัยปลา การต์ ูนล่อสัตว์น้าชนิดอื่นให้เข้ามาใกล้ดอกไม้ทะเล เพอ่ื ดอกไม้ทะเลจะได้จับสัตว์น้านั้น ๆ เปน็ อาหาร หรือกรณี ของไลเคน ที่เป็นการอยู่ร่วมกันของราและสาหรา่ ย โดยราจะได้รับสารอาหารจกสาหร่าย ส่วนสาหรา่ ยก็จะไดร้ ับ ความช้นื จากรา การอยู่ร่วมกันของส่ิงมีชีวิตท่ีสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งได้รับประโยชน์ ส่วนอีกชนิดหนึ่งไม่ได้และไม่เสีย ประโยชน์ เรียกรูปแบบความสัมพันธ์นี้ว่า ภาวะอิงอาศัย (commensalism) ตัวอย่างเช่น ปลาเหาฉลามกับ ปลาฉลาม โดยปลาเหาฉลามได้ประโยชน์จากเศษอาหารที่ปลาฉลามกิน ส่วนปลาฉลามไม่ได้ประโยชน์จากปลา เหาฉลามแต่ก็ไม่เสียประโยชน์แต่อย่างใด หรือกรณีของกล้วยไม้ป่าท่ีเกาะอยู่บนลาตันของตันไม้ใหญ่ โดย กล้วยไม้ป่าได้รับความช้ืนและที่อยู่อาศัยจากต้นไม้ใหญ่ ส่วนตน้ ไม้ใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์จากกล้วยไม้ป่าแต่ก็ไม่ เสยี ประโยชนเ์ ช่นเดียวกนั ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตท่ีอยู่ร่วมกันในลักษณะท่ีส่ิงมีชีวิตชนิดหน่ึงได้ประโยชน์ แต่อีกชนิดหนึ่ง เสียประโยชน์ โดยสิ่งมีชีวิตท่ีได้ประโยชน์ เรียกว่า ปรสิต (parasite) ต้องอาศัยอยู่กับสิ่งมีชีวิตที่เสียประโยชน์ เรียกว่า ผู้ถูกอาศัย (host) ซึ่งส่วนมากสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ถูกอาศัยจะไม่เสียชีวิตในทันที รูปแบบความสัมพันธ์น้ี เรียกวา่ ภาวะปรสิต (parasitism) ตวั อย่างเช่น เห็บบนตัวสุนัข โดยเห็บเป็นปรสิตได้ประโยชน์จกการกินเลือด ของสุนัขเป็นอาหาร ส่วนสุนัขเป็นผู้ถูกอาศัยเสียประโยชน์จากการสูญเสียเลือดและอาจติดเชื้อโรคที่มาจากเห็บ หรือในกรณีของกาฝากท่ีอาศัยอยู่บนต้นไม้ กาฝากเป็นปรสิตใช้รากเจาะลาตันของตันไม้เพื่อดูดน้าและอาหาร ส่วนตนั ไม้เปน็ ผถู้ กู อาศัยเสยี ประโยชน์ โดยจะถูกแย่งน้าและอาหาร สิ่งมีชีวิตบางชนิดที่อยู่ในแหล่งท่ีอยู่เดียวกันจะมีการกินกันเป็นอาหาร ซึ่งฝ่ายหนึ่งจะได้ประโยชน์ ฝ่าย หนึ่งจะเสยี ประโยชน์ เรยี กรูปแบบความสมั พันธ์นวี้ ่า การลา่ เหยอ่ื (predation) โดยสงิ่ มีชวี ติ ทไ่ี ด้ประโยชนจ์ าก การกินสิ่งมีชวี ิตอื่นเป็นอาหารเรียกว่า ผู้ล่า (predator) ส่วนส่ิงมีชีวิตท่ีเสียประโยชน์จากการถูกกินเป็นอาหาร และเสียชีวิตลงเรียกว่า เหยื่อ (prey) เช่น สิงโตกัดควายป่า งกู ับกบ โดยสิงโตและงูเป็นผู้ล่า ส่วนควายป่าและ กบเป็นเหยือ่

ในธรรมชาติเมื่อผู้ล่าเพ่ิมจานวนมากขึ้นจะทาให้เหยื่อซึ่งเป็นอาหารมีจานวนลดลง หากผู้ล่ากินเหยื่อ ชนิดเดียวเป็นอาหารจะส่งผลให้ผู้ล่าขาดแคลนอาหารและเกิดการแข่งขันเพ่ือแย่งอาหาระหว่างผู้ล่าด้วยกันเอง ทาให้ผู้ล่ามีจานวนลดลง ดังน้ันจานวนของผู้ล่าและเหย่ือในระบบนิเวศหน่ึงจะมีการเปล่ียนแปลงเพ่ือทาให้เกิด ความสมดุลของจานนประชากรท้ังผู้ล่าและเหยื่อ ดังภาพ ซ่ึงเป็นกราฟแสดงความสัมพันธ์ของจานวนประชากร แมวปาลิงซก์ ับกระต่ายป่า โดยแมวปา่ ลิงซ์เปน็ ผ้ลู า่ ส่วนกระต่ายปา่ เป็นเหยอื่ ภาพแสดง กราฟแสดงความสมั พันธ์ของจานวนประชากรแมวปาลิงซ์กับกระต่ายป่า (ทม่ี า: หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั ม.3 เล่ม 2 สสวท. หนา้ 178) จากภาพ จะเห็นไดว้ ่า ประชากรของแมวป่าลิงซ์มคี วามสัมพนั ธก์ ับประชากรกระตา่ ยป่า เมื่อกระตา่ ยปา่ มีจานวนเพิ่มขึ้นแมวป่าลิงซ์ก็จะเพ่ิมจานวนขึ้นตามไปด้วย เพราะมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ในทางตรงกันข้าม เมื่อจานวนกระต่ายป่าลดลงก็จะส่งผลให้จานวนประชากรของแมวป่าลิงซ์ลดลงตามไปด้วย เพราะขาดแคลน อาหาร นอกจากน้ีหากเกิดภาวะแห้งแล้งเป็นเวลานานหรือเกิดภัยพบิ ัติอ่นื ๆ เช่น ไฟป่า น้าท่วม ท่ีทาให้จานวน ประขากรพืชของกระต่ายป่าลดลง อาจส่งผลให้จานวนประชากรของกระต่ายป่าและแมวป่าลิงซ์ลดลงอย่าง รวดเรว็ เชน่ กัน 7. กจิ กรรมการเรียนรู้ ใช้รูปแบบการจดั การเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (2 ช่วั โมง; 120นาท)ี ขั้นที่ 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement) (10 นาท)ี 1) ครนู าเสนอบัตรภาพจานวน 2 ภาพ แล้วให้นกั เรยี นวิเคราะหค์ วามสัมพนั ธ์ ดังนี้ - ภาพท่ี 1 แสดงผีเสอ้ื ตอมดอกไม้ (ผเี ส้อื กำลงั ช่วยผสมเกสรดอกไม้ ส่วนดอกไมใ้ ห้ นำ้ หวำนเปน็ อำหำรแกผ่ ีเส้อื ) - ภาพที่ 2 แสดงไลเคนเกาะบนตน้ ไม้ (ไลเคนเป็นส่ิงมีชีวิต 2 ชนดิ อำศัยร่วมกนั ระหว่ำง รำและสำหร่ำย ซึ่งจะขำดส่ิงใดส่ิงหนึ่งไม่ได้ ตอ้ งอย่รู ่วมกนั ) ขัน้ ที่ 2 สารวจและค้นหา (Exploration) (40 นาที) 2) ใหน้ ักเรียนแต่ละกลุ่มรว่ มกันอภปิ รายถงึ ความสมั พนั ธข์ องสง่ิ มีชวี ิตในแตล่ ะรปู แบบและ เตรยี มการนาเสนอ ตามหวั ขอ้ โดยการจบั ฉลากเลือกหวั ข้อดงั น้ี

- ภาวะได้ประโยชนร์ ่วมกนั (protocooperation) - ภาวะพึ่งพากัน (mutualism) - ภาวะเกื้อกลู หรอื อิงอาศยั (commensalism) - ภาวะลา่ เหย่อื (predation) - ภาวะปรสติ (parasitism) - ภาวะแข่งขนั (competition) ข้ันที่ 3 อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) (40 นาที) 3) ครูให้ตัวแทนแต่ละกลุ่ม ออกมานาเสนอสรุปรูปแบบความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในแต่ละ ความสัมพันธ์ ใหเ้ วลากลุ่มละ 5 นาที ขนั้ ที่ 4 ขยายความเข้าใจ (Elaboration) (10 นาท)ี 4) ครอู ธบิ ายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการอยูร่ ่วมกันแบบภาวะเป็นกลาง เป็นความสัมพันธ์ของส่ิงมีชวี ิต ที่ไม่เกย่ี วข้องกนั แต่อาศยั ในระบบนิเวศเดยี วกัน จงึ ไม่มีฝ่ายใดไดร้ ับหรอื เสยี ประโยชน์ เชน่ ไสเ้ ดอื นกับเสือ ผเี สอื้ กบั ลิง มดกับผงึ้ เป็นต้น ขน้ั ที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluation) (20 นาท)ี 5) นกั เรยี นทาแบบฝกึ หดั ทบทวน เร่ือง ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสง่ิ มีชวี ติ เพอ่ื วเิ คราะห์ ความสัมพันธ์ระหวา่ งสิ่งมีชีวติ ในแตล่ ะภาพทีโ่ จทย์กาหนด 8. ส่ือการเรยี นรู้/แหล่งเรยี นรู้ อปุ กรณ์เครือ่ งเขียนและกระดาษนาเสนอ 8.1 วัสดุอปุ กรณ:์ แสดงผีเสอื้ ตอมดอกไม้ และไลเคนเกาะบนต้นไม้ 8.2 แผนภาพ: แบบฝึกหัดทบทวนเรอ่ื ง ความสมั พันธร์ ะหวา่ งสิ่งมชี ีวิต 8.3 แบบฝกึ หดั : หนงั สือเรียนรายวิชาพ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 8.4 แหล่งเรยี นรู้: เลม่ 2 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9. การวัดและการประเมิน ตวั ชี้วัด/ผลการเรยี นรู้ วธิ กี ารวัด เคร่อื งมอื วัด เกณฑท์ ีใ่ ช้ในการประเมนิ - ไดไ้ ม่นอ้ ยกวา่ 2 คะแนน 1. วิเคราะห์ความสมั พันธข์ อง - ตรวจการทาแบบฝึกหัด - แบบฝกึ หดั ทบทวน ระดบั คุณภาพดี ถอื วา่ ผา่ น สิง่ มีชีวติ ต่างชนดิ กนั ท่อี ยู่ ทบทวนเร่อื ง ความ เรื่อง ความสมั พันธ์ การประเมินด้านความรู้ รว่ มกนั แบบต่าง ๆ สมั พนั ธ์ระหวา่ งสงิ่ มีชวี ติ ระหว่างส่ิงมชี ีวิต - ไดไ้ ม่น้อยกว่า 2 คะแนน ระดบั คุณภาพดี ถือว่าผ่าน (ด้านความร:ู้ K) การประเมนิ ดา้ นกระบวนการ 2. การใช้ทักษะการลงความเหน็ - ตรวจจากการนาเสนอ - แบบประเมินทกั ษะ จากขอ้ มูล เพอื่ อธิบายเกี่ยวกบั ข้อมลู รปู แบบ การสอื่ ความหมาย รปู แบบความสมั พันธ์ระหวา่ ง ความสมั พนั ธข์ อง ขอ้ มูล สงิ่ มชี ีวิต (ดา้ นกระบวนการ: P) ส่งิ มชี ีวติ เปน็ รายกลมุ่

ตัวช้ีวัด/ผลการเรียนรู้ วิธกี ารวดั เครือ่ งมือวดั เกณฑ์ท่ีใช้ในการประเมนิ 3. ใหค้ วามรว่ มมือในการ - ไดไ้ ม่น้อยกว่า2 คะแนน - สงั เกตความรว่ มมอื - เกณฑก์ ารประเมินความ ทากิจกรรมร่วมกบั ผอู้ นื่ ได้ ระดบั คณุ ภาพดี ถอื ว่า (ด้านเจตคต:ิ A) ในการทากิจกรรม ร่วมมือในการทา ผา่ นการประเมนิ ดา้ นเจตคติ ของนกั เรียน กจิ กรรมรว่ มกบั ผ้อู ื่น ของนกั เรยี น 9.1 เกณฑก์ ารประเมินผลนกั เรียน เกณฑ์การประเมนิ (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมิน ค่านา้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน การให้คะแนนตอบ คะแนน แบบฝกึ หดั ทบทวน 3 ตอบคาถามในแบบฝกึ หดั ทบทวน ถกู ต้อง จานวน 7-9 ขอ้ การให้คะแนนการ นาเสนอข้อมูลรายกลุ่ม 2 ตอบคาถามในแบบฝกึ หัดทบทวน ถกู ตอ้ ง จานวน 4-6 ข้อ การให้คะแนนความ 1 ตอบคาถามในแบบฝึกหัดทบทวน ถกู ตอ้ ง จานวน 1-3 ข้อหรือไม่ถกู ต้อง รว่ มมือในการทา กิจกรรมร่วมกบั ผู้อ่นื 3 ผลงานมีรูปแบบน่าสนใจ มคี วามสมั พันธ์กบั หัวข้อทกี่ าหนด นาเสนอได้ ชัดเจน เขา้ ใจไดง้ า่ ย 2 ผลงานมรี ูปแบบน่าสนใจ แตม่ คี วามสัมพนั ธก์ ับหัวข้อท่กี าหนดนอ้ ย นาเสนอได้ชัดเจน 1 ผลงานมีรูปแบบไม่นา่ สนใจ มคี วามสมั พันธก์ ับหัวข้อท่กี าหนดน้อย ใหค้ วามรว่ มมอื ในทากจิ กรรมรว่ มกบั ผู้อ่ืนตลอดทง้ั คาบเรยี น ไมก่ ่อความ 3 วุ่นวายหรอื ปัญหาทร่ี บกวนการเรียนของผอู้ ืน่ เช่น พดู เสยี งดงั โวยวาย ลกุ เดนิ ไปมา หรอื ชวนผู้อืน่ คยุ เลน่ ขณะครูทาการสอน ใหค้ วามรว่ มมอื ในทากจิ กรรมร่วมกับผอู้ ่นื เปน็ บางครง้ั ในคาบเรียน และ 2 ก่อความวุ่นวายหรอื ปัญหาทรี่ บกวนการเรียนของผูอ้ ่นื เชน่ พดู เสยี งดัง โวยวาย ลกุ เดินไปมา หรอื ชวนผู้อน่ื คุยเล่น ขณะครูสอน ไมใ่ ห้ความรว่ มมอื ในทากิจกรรมรว่ มกบั ผู้อ่ืน ทาให้เกดิ ความวนุ่ วายหรอื 1 ปญั หาที่รบกวนการเรียนของผอู้ ่ืน เชน่ พูดเสยี งดงั โวยวาย ลกุ เดนิ ไปมา หรอื ชวนผู้อ่นื คุยเล่น ขณะครูทาการสอน 9.2 ระดับคณุ ภาพ หมายถึง ดีมาก หมายถึง ดี คะแนนรวมเฉลยี่ 6.00 - 5.00 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวมเฉลยี่ 4.00 - 3.00 คะแนนรวมเฉลี่ย 2.00 - 1.00 ดังน้นั นักเรียนตอ้ งได้คะแนนเฉลีย่ ทุกประเด็นการประเมนิ ไมต่ า่ กว่า 2.00 แสดงระดบั คณุ ภาพ ดี ถอื ว่าผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ ในแผนการจดั การเรยี นท่ี 29

บนั ทกึ หลังการสอน หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 7 ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชวี ภาพ.... ...... ... ... แผนการสอนเร่ือง 29 ความสมั พนั ธข์ องส่ิงมชี วี ิตในระบบนเิ วศ วันที่...............................เดือน...............................................................พ.ศ................. 1. สรปุ ผลการเรียนการสอน 1. นักเรียนจานวน....................คน ผ่านจุดประสงค์การเรยี นร.ู้ ..........คน คดิ เป็นร้อยละ............. ไมผ่ า่ นจุดประสงค.์ ......................คน คิดเป็นร้อยละ............. ไดแ้ ก่.................................................................................................. 2. สรุปผลตามรายจุดประสงค์การเรยี นรู้ 2.1 นักเรยี นมีความร้คู วามเข้าใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ข้อเสนอแนะหลงั การจัดการเรยี นการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ............................................ครูผ้สู อน ลงชอ่ื .............................................หัวหนา้ กลุม่ สาระ () () ตาแหน่ง................................................... ลงชอ่ื .............................................ผชู้ ว่ ย/รองฯวิชาการ …………./……………./………… () ลงชอ่ื ............................................ผ้อู านวยการ ()

แบบบันทึกการประเมนิ คุณภาพการเรยี นรขู้ องนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 3 รายวิชาวิทยาศาสตรพ์ ื้นฐาน (ว23102) หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 7 ระบบนเิ วศและความหลากหลายทางชีวภาพI แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 29 เรอ่ื ง ความสมั พันธ์ของส่ิงมชี วี ติ ในระบบนเิ วศ คาชีแ้ จง: ทาเคร่อื งหมาย  ในชอ่ งค่านา้ คะแนนแต่ละด้านตามจุดประสงค์การเรียนรู้ โดยประเมนิ ตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ช่ือ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ด้านเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหัสนกั เรยี น คา่ น้าหนกั คะแนน คา่ นา้ หนักคะแนน คา่ น้าหนกั คะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22

เลข ชื่อ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์การพิจารณาคุณภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลีย่ 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถึง ต้องได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้นึ ไปเทา่ นนั้ ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชี้วัด ผลการประเมนิ การเรียนรู้ของนกั เรียน ผเู้ รยี นท่ี ผ่าน ตวั ชว้ี ดั มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผู้เรยี นที่ ไมผ่ ่าน ตวั ชี้วัด มีจานวน…………………………คน คดิ เป็นรอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................

ส่อื การเรยี นรแู้ ผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 29: แผนภาพ - บตั รภาพแสดงผีเสื้อตอมดอกไม้และไลเคนเกาะบนต้นไม้ ภาพ ผีเสื้อตอมดอกไม้ (อ้างองิ จาก: https://sites.google.com/site/lokkhxngphise/phiseux-kab-dxkmi) ภาพ ไลเคนเกาะบนต้นไม้ อ้างอิงจาก: http://www.sarakadee.com/2011/03/01/lychen/)

ส่ือการเรยี นรแู้ ผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 29: แบบฝกึ หดั ทบทวน แบบฝึกหดั ทบทวน เร่อื ง ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่งิ มชี วี ิต ชือ่ -นามสกลุ ............................................................................ช้นั ...............................เลขท่ี.............. โจทย:์ ให้นกั เรียนเลือกคาทเี่ ป็นรูปแบบของความสมั พนั ธ์ระหวา่ งส่งิ มชี ีวิต เติมลงไปใตภ้ าพท่มี ีความหมาย ตรงกนั มากท่ีสุด เพียง 1 รปู แบบเทา่ นัน้ - Mutualism Commensalism Protocooperation Parasitism Competition Predation - - - ภาพที่ 1: .......................... ภาพที่ 2: .......................... ภาพท่ี 3: .............................. - - - ภาพท่ี 4: .......................... ภาพที่ 5: .......................... ภาพที่ 6: .......................... - - - ภาพท่ี 7: .......................... ภาพที่ 8: .......................... ภาพท่ี 9: ..........................

แนบทา้ ยแผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 29: การให้คะแนนดา้ นความรู้ (K) เฉลยใบงานเร่ือง ความสมั พันธร์ ะหวา่ งส่ิงมีชีวติ ชอ่ื -นามสกลุ ............................................................................ช้ัน...............................เลขท่ี.............. โจทย:์ ใหน้ ักเรียนเลือกคาทีเ่ ปน็ รปู แบบของความสมั พนั ธร์ ะหว่างสิง่ มชี ีวิต เตมิ ลงไปใต้ภาพท่มี คี วามหมาย ตรงกันมากทสี่ ดุ เพียง 1 รปู แบบเท่านน้ั - Mutualism Commensalism Protocooperation Parasitism Competition Predation - - ภาพท่ี 2: commensalism ภาพท่ี 3: Protocooperation ภาพที่ 1: Mutualism - - - ภาพท่ี 4: Parasitism ภาพท่ี 5: Predation ภาพท่ี 6: Competition - ภาพที่ 8: Commensalism ภาพที่ 9: Parasitism - - ภาพที่ 7: Mutualism

แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 30 เรือ่ ง เราจะดูแลรกั ษาระบบนเิ วศในท้องถ่นิ ใหส้ มดุล รหสั วิชา ว23102 เวลา 1 ชั่วโมง หน่วยการเรียนรู้ท่ี 7 ช่ือหนว่ ยการเรยี นรู้ ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ รวม 15 ช่ัวโมง กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรียนท่ี 2 สาระที่ 1 ชื่อสาระ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.1 1. มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตวั ชว้ี ัด ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับส่ิงมีชีวิตและ ความสัมพันธร์ ะหว่างสิง่ มีชีวิตกับสิ่งมชี ีวติ ตา่ ง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนที่ใน ระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบท่ีมีตอ่ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทาง ในการอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปัญหาสง่ิ แวดล้อม รวมทง้ั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ ตัวชวี้ ดั ว 1.1 ม.3/6 ตระหนักถงึ ความสมั พนั ธข์ องส่ิงมีชีวติ และส่ิงแวดลอ้ มในระบบนิเวศ โดยไม่ทาลายสมดุล ของระบบนิเวศ 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด 1) กลุ่มสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแบ่งตามหน้าท่ีได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย สารอินทรีย์ สิ่งมีชีวิตท้ัง 3 กลุ่มน้ี มีความสัมพันธ์กัน ผู้ผลิตเป็นสิ่งมีชีวิตท่ีสร้างอาหารได้เอง โดยกระบวนการ สังเคราะห์ด้วยแสง ผู้บริโภคเป็นสิ่งมีชีวิตท่ีไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง และต้องกินผู้ผลิตหรือสิ่งมีชีวิตอ่ืนเป็น อาหาร เม่ือผู้ผลิตและผู้บริโภคตายลง จะถูกย่อยโดยผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ซ่ึงจะเปลี่ยนสารอินทรีย์เป็นสาร อนินทรีย์กลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม ทาให้เกิดการหมุนเวียนสารเป็นวัฏจักร จานวนผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย สารอนิ ทรยี ์จะต้องมีความเหมาะสม จงึ ทาให้กลุ่มส่ิงมชี วี ิตอยู่ได้อย่างสมดุล 3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ นกั เรยี นอธิบายแนวทางการดแู ลรักษาระบบนเิ วศในท้องถิ่นให้สมดุลได้ 1) ด้านความรู้ (K) นกั เรยี นใช้ทักษะด้านการสอ่ื สาร โดยการนาเสนอแนวทางการดแู ลรักษา 2) ดา้ นทักษะ (P) ส่งิ แวดลอ้ มใหค้ งอยู่ นักเรยี นตระหนกั ถึงความสัมพนั ธ์ของสิ่งมชี วี ติ และส่งิ แวดล้อมในระบบนเิ วศ 3) ด้านเจตคติ (A) โดยไม่ทาลายสมดุลของระบบนิเวศ

4. คุณลักษณะผเู้ รยี น ซื่อสัตยส์ จุ ริต มงุ่ มน่ั ในการทางาน 4.1 คุณลักษณะทพี่ ึงประสงค์  ใฝเ่ รยี นรู้  มีจิตสาธารณะ รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อย่อู ยา่ งพอเพยี ง มีวินยั  รกั ความเป็นไทย 5. ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผเู้ รยี น  ความสามารถในการส่ือสาร: นกั เรยี นสามารถส่ือสาร โดยการอภิปรายรว่ มกนั เกย่ี วกบั ความสัมพันธ์ กนั ระหวา่ งส่ิงมีชีวติ ในรปู แบบตา่ ง ๆ 6. สาระการเรยี นรู้ วิธกี ารรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ความสมดลุ ของระบบนิเวศ หมายถึงสภาวะที่องค์ประกอบของระบบนิเวศท้ังปัจจัยทางชีวภาพและทาง กายภาพมีสัดส่วนที่เหมาะสม นั่นคือสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิต ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภค ผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์มี ความสัมพันธ์กัน ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กันแบบภาวะพ่ึงพาอาศัยกัน โดยความสมดุลของระบบนิเวศจะคงอยู่ หากยงั มีความหลากหลายของส่ิงมชี ีวิตภายในระบบ กลไกการรกั ษาสมดุลของระบบนเิ วศ การรักษาสมดลุ ของการหมุนเวียนสารและการถ่ายทอดพลังงาน ทาให้เกิดการแลกเปลี่ยนพลังงานและ สสารซ่ึงกันและกันการรักษาสมดลุ ของประชากรในสิ่งมีชีวิต เป็นการรกั ษาสมดุลของผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อย สลายสารอนิ ทรีย์ เกิดการถ่ายทอดพลงั งานไปตามโซ่อาหาร การเสยี สมดุลของระบบนิเวศ โดยปกติแล้วระบบนิเวศจะมีการแลกเปลี่ยนสสารและพลังงานตลอดเวลา ทาให้ระบบนิเวศสมดุล ซ่ึง ปัจจัยที่ทาใหร้ ะบบนเิ วศเสียสมดุล ไดแ้ ก่ ปจั จัยที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น น้าท่วม ไฟไหม้ป่า แผ่นดนิ ไหว ภูเขาไฟระเบิด ซึ่งการสูญเสียสมดุลของ ระบบนเิ วศแบบน้ี ระบบนิเวศจะซ่อมแซมและสร้างระบบนเิ วศใหมไ่ ด้อีกคร้งั ปจั จัยท่ีเกดิ จากการกระทาของมนุษย์ เน่ืองจากการเพ่มิ จานวนประชากร ทาให้มีการพฒั นาท้ังด้านการ ดารงชีวิต ด้านการเกษตร หรือด้านเทคโนโลยี ดังน้ันจึงต้องรุกล้าพ้ืนที่ธรรมชาติ ตัดไม้ทาลายป่า หรือทาลาย สิ่งแวดล้อม เพ่อื อานวยความสะดวกสบายให้แก่มนษุ ย์ การรกั ษาสมดลุ ของระบบนเิ วศ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า ควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาส่ิงแวดล้อม ไม่ทาลายแหล่ง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างย่ังยืน เช่น การท่องเที่ยวเชิง อนุรักษ์ การทาเกษตรผสมผสาน การอุตสาหกรรมเชิงอนุรักษ์ การพัฒนาท้องถิ่นแบบย่ังยืนฟ้ืนฟูแหล่ง ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมท่ีเส่ือมโทรม สร้างจิตสานึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมใหแ้ ก่ประชาชน

7. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ใชร้ ูปแบบการจัดการเรยี นการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (1 ชวั่ โมง; 60นาท)ี ข้นั ที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (10 นาท)ี 1) ครแู ละนักเรียนสนทนาร่วมกนั เพ่อื กระตุ้นความสนใจของนกั เรยี น โดยครูใชส้ อ่ื คลิปวีดทิ ัศน์ เรอ่ื ง ไฟป่าดอยสุเทพ ลุกลามหนกั สบื คน้ ได้จาก https://www.youtube.com/watch?v=s5Vlmrlairk เพื่อสนทนาถึงประเดน็ ปัญหาการทาลายระบบนิเวศท่ีเกดิ ขน้ึ ในประเทศของเรา ขัน้ ท่ี 2 ข้ันสารวจและค้นหา (Exploration) (20 นาที) 2) ครูเชื่อมโยงเข้าสู่กิจกรรมท้ายบท เราจะดูแลรักษาระบบนิเวศในท้องถ่ินได้อย่างไร โดยใช้ คาถามว่า แนวทางการดแู ลรักษาระบบนิเวศในทอ้ งถ่นิ ทาไดอ้ ย่างไร (นกั เรยี นตอบตามเขา้ ใจของนกั เรยี น) 3) นักเรียนอ่านช่ือกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 180 และครูตรวจสอบความ เขา้ ใจการอา่ น โดยใช้คาถามดังต่อไปนี้ - กจิ กรรมนี้เกย่ี วกบั เร่ืองอะไร (นาเสนอแนวทางการดแู ลรกั ษาระบบนิเวศในทอ้ งถน่ิ ให้สมดุล) - กจิ กรรมนมี้ ีจุดประสงค์อะไร (นาเสนอแนวทาง/วธิ ีการดแู ลรักษาระบบนเิ วศในทอ้ งถ่นิ ใหส้ มดุล) - วิธีดาเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (อ่านสถานการณ์และเขียนโซ่อาหารจาก สถานการณ์ ระบุปัญหาของระบบนิเวศท่ีเกิดข้ึน ระดมความคิดและนาเสนอแนวทางในการแก้ปัญหา และ อภปิ รายเกี่ยวกบั ปญั หาของระบบนเิ วศในท้องถนิ่ พรอ้ มทง้ั นาเสนอแนวทางในการแก้ปัญหา) 4) ขณะที่นักเรียนแต่ละกลุ่มทากิจกรรม ครูเดินสังเกตการทากิจกรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม และให้คาแนะนา ถ้านักเรียนมีข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ท่ีอาจเป็นปัญหา ซึ่งครูควรรวบรวมปัญหา และ ขอ้ สงสยั ที่พบจากการทากิจกรรมของนกั เรยี นเพอื่ ใช้เปน็ ข้อมูลประกอบการอภปิ รายหลังจากการทากิจกรรม ข้ันที่ 3 ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation) (10 นาท)ี 5) นกั เรยี นบันทกึ การทากจิ กรรมลงในแบบบนั ทึกการค้นควา้ กจิ กรรมทา้ ยบท เราจะดแู ลรกั ษา ระบบนิเวศในท้องถ่นิ ได้อยา่ งไร โดยการตอบคาถามทา้ ยกจิ กรรม และรว่ มกันสรุปผลของกจิ กรรม ขัน้ ท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) (10 นาที) 6) ให้นักเรียนเรียนรู้เพ่ิมเติมเก่ียวกับแนวทางการดูแลรักษาระบบนิเวศในท้องถ่ินและร่วมกัน อภิปรายเกี่ยวกับสิ่งที่นักเรียนได้ออกแบบจากการทากิจกรรมท้ายบท เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า แนวทางในการ แก้ปัญหาขึ้นอยู่กับสภาพปญั หา โดยระบุแนวทางการดแู ลรักษาระบบนิเวศในท้องถ่ินแต่ละท้องถ่ิน เช่น ลดการ ใช้สารเคมี ลดการรบกวนสิ่งแวดล้อมหรือใช้การควบคุมโดยชีววิธี ท่ีนาส่ิงมีชีวิตบางชนิดมาควบคุมการเพิ่ม จานวนประชากรของศตั รูพชื ได้ ขั้นที่ 5 ขนั้ ประเมิน (Evaluation) (10 นาที) 7) นกั เรยี นตรวจสอบการทาแบบบันทกึ การทากิจกรรมและสง่ ตามกาหนดที่วางไว้ 8) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมนิ (Rubrics Score)

8. ส่อื การเรยี นรู้/แหล่งเรียนรู้ 8.1 คลิปวีดิทศั น์: ไฟป่าดอยสุเทพ ลุกลามหนกั https://www.youtube.com/watch?v=s5Vlmrlairk 8.2 ใบกจิ กรรม: ใบกจิ กรรมท้ายบท เราจะดูแลรกั ษาระบบนเิ วศในท้องถน่ิ ได้อยา่ งไร 8.3 แบบบนั ทกึ กิจกรรม: แบบบนั ทกึ การค้นคว้ากจิ กรรมทา้ ยบท เราจะดแู ลรักษาระบบนิเวศในท้องถิ่น ได้อยา่ งไร 8.4 แหลง่ เรยี นร:ู้ หนังสือเรยี นรายวิชาพืน้ ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 เล่ม 2 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธกิ าร 9. การวัดและการประเมิน ตวั ช้ีวดั /ผลการเรียนรู้ วธิ ีการวัด เครื่องมอื วดั เกณฑท์ ใี่ ชใ้ นการประเมนิ 1. อธิบายแนวทางการดูแลรกั ษา - ตรวจการตอบ - คาถามท้ายกจิ กรรม - ไดไ้ ม่นอ้ ยกว่า 2 คะแนน ระบบนิเวศในท้องถ่ินใหส้ มดุล คาถามทา้ ย ทา้ ยบท เราจะดูแลรักษา ระดบั คณุ ภาพดี ถอื ว่าผ่าน (ดา้ นความร:ู้ K) กจิ กรรมท้ายบท ระบบนเิ วศในทอ้ งถิน่ ได้ การประเมนิ ดา้ นความรู้ อยา่ งไร จานวน 3 ข้อ 2. การใช้ทกั ษะการสื่อสาร โดย - ตรวจการทาแบบ - แบบบันทึกการคน้ ควา้ - ไดไ้ มน่ ้อยกว่า 2 คะแนน การนาเสนอแนวทางการดแู ล บันทึกการค้นคว้า รักษาสงิ่ แวดลอ้ มให้คงอยู่ กจิ กรรมทา้ ยบท กจิ กรรมท้ายบท เราจะ ระดบั คณุ ภาพดี ถอื ว่าผ่าน (ด้านกระบวนการ: P) 3. ตระหนักถึงความสมั พนั ธ์ของ - ตรวจการทาแบบ ดูแลรักษาระบบนเิ วศใน การประเมิน สง่ิ มีชวี ิตและสง่ิ แวดลอ้ มใน บันทึกการค้นคว้า ระบบนเิ วศ โดยไม่ทาลาย กจิ กรรมท้ายบท ทอ้ งถนิ่ ได้อย่างไร ด้านกระบวนการ สมดลุ ของระบบนเิ วศ - แบบบันทึกการค้นคว้า - ได้ไม่น้อยกวา่ 2 คะแนน กิจกรรมท้ายบท เราจะ ระดับคณุ ภาพดี ถอื วา่ ผ่าน ดูแลรักษาระบบนเิ วศใน การประเมนิ ท้องถิ่นไดอ้ ย่างไร ด้านกระบวนการ 9.1 เกณฑ์การประเมินผลนักเรียน เกณฑ์การประเมิน (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมนิ คา่ นา้ หนกั แนวทางการให้คะแนน คะแนน การให้คะแนนตอบ ตอบคาถามท้ายกิจกรรมท้ายบท ถูกต้อง จานวน 3 ข้อ คาถามท้าย 3 ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมท้ายบท ถูกตอ้ ง จานวน 2 ข้อ 2 ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมทา้ ยบท ถกู ตอ้ ง จานวน 1 ข้อ หรอื ไมถ่ กู ตอ้ ง กจิ กรรมทา้ ยบท 1

ประเดน็ การประเมิน คา่ นา้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน การให้คะแนนการบนั ทึก คะแนน แบบบันทึกการคน้ คว้า บันทึกผลการทากิจกรรม จากการนาเสนอแนวทางการดูแลรกั ษา 3 ส่งิ แวดลอ้ มใหค้ งอยู่ เพอื่ ใหผ้ อู้ ื่นเข้าใจได้อยา่ งรวดเรว็ ชัดเจน และ กจิ กรรมทา้ ยบท 2 ถูกต้อง และสอดคลอ้ งกับเนอื้ หาในกิจกรรม 1 บันทึกผลการทากจิ กรรม จากการนาเสนอแนวทางการดแู ลรกั ษา การใหค้ ะแนนความ ส่งิ แวดล้อมใหค้ งอยู่ เพอ่ื ใหผ้ อู้ น่ื เข้าใจได้ มคี วามสอดคลอ้ งกับเน้อื หา ตระหนักถงึ ความสมั พันธ์ 3 บนั ทึกผลการทากจิ กรรม จากการนาเสนอแนวทางการดูแลรักษา สิ่งแวดล้อมใหค้ งอยู่ เพอ่ื ใหผ้ อู้ น่ื เข้าใจไดไ้ ม่เหมาะสม เกดิ ขอ้ ผดิ พลาด ของสง่ิ มชี วี ติ และ 2 ไม่สอดคลอ้ งกบั เน้อื หาในกจิ กรรม ส่ิงแวดล้อมในระบบ บันทึกผลการทากจิ กรรม โดยประเมนิ ความตระหนักถึงความสมั พนั ธ์ นิเวศโดยไมท่ าลาย 1 ของส่งิ มีชวี ติ และส่ิงแวดล้อมในระบบนเิ วศ โดยไมท่ าลายสมดุลของ สมดุลของระบบนเิ วศ ระบบนิเวศ จากการนาเสนอแนวทางการดูแลรกั ษาระบบนิเวศให้คงอยู่ ไดอ้ ย่างถูกต้อง มกี ารอ้างอิงความร้ทู ี่น่าเช่อื ถือ ชัดเจน ครบทกุ ประเด็น บนั ทกึ ผลการทากจิ กรรม โดยประเมนิ ความตระหนกั ถงึ ความสมั พันธ์ ของส่งิ มชี ีวิตและส่งิ แวดล้อมในระบบนิเวศ โดยไมท่ าลายสมดลุ ของ ระบบนเิ วศ จากการนาเสนอแนวทางการดูแลรกั ษาระบบนิเวศให้คงอยู่ ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง ชดั เจน ครบทกุ ประเด็น บนั ทกึ ผลการทากจิ กรรม โดยประเมนิ ความตระหนกั ถึงความสัมพนั ธ์ของ สิ่งมีชีวิตและสง่ิ แวดลอ้ มในระบบนิเวศ โดยไมท่ าลายสมดลุ ของระบบ นเิ วศ จากการนาเสนอแนวทางการดแู ลรกั ษาระบบนเิ วศใหค้ งอยไู่ ด้ 9.2 ระดบั คุณภาพ หมายถงึ ดมี าก หมายถงึ ดี คะแนนรวมเฉลยี่ 6.00 - 5.00 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวมเฉล่ีย 4.00 - 3.00 คะแนนรวมเฉลี่ย 2.00 - 1.00 ดังน้ัน นกั เรียนต้องไดค้ ะแนนเฉล่ียทุกประเดน็ การประเมิน ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับ คุณภาพ ดี ถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์การประเมินในแผนการจดั การเรยี นที่ 30

บันทึกหลังการสอน หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 7 ระบบนเิ วศและความหลากหลายทางชวี ภาพ.... ...... ... ... แผนการสอนเรอื่ ง 30 เราจะดูแลรกั ษาระบบนเิ วศในท้องถิน่ ใหส้ มดลุ วนั ที่...............................เดอื น...............................................................พ.ศ................. 1. สรปุ ผลการเรียนการสอน 1. นักเรียนจานวน....................คน ผา่ นจุดประสงค์การเรียนร.ู้ ..........คน คดิ เปน็ ร้อยละ............. ไม่ผ่านจดุ ประสงค.์ ......................คน คิดเป็นร้อยละ............. ไดแ้ ก่.................................................................................................. 2. สรปุ ผลตามรายจุดประสงค์การเรยี นรู้ 2.1 นกั เรยี นมคี วามรคู้ วามเข้าใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ขอ้ เสนอแนะหลงั การจัดการเรียนการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอื่ ............................................ครูผู้สอน ลงช่อื .............................................หัวหน้ากลุ่มสาระ () () ตาแหน่ง................................................... ลงชือ่ .............................................ผชู้ ่วย/รองฯวิชาการ …………./……………./………… () ลงช่อื ............................................ผอู้ านวยการ ()

แบบบันทกึ การประเมนิ คุณภาพการเรียนร้ขู องนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 รายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ ื้นฐาน (ว23102) หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 7 ระบบนเิ วศและความหลากหลายทางชีวภาพI แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 30 เรือ่ ง เราจะดแู ลรักษาระบบนเิ วศในท้องถ่ินใหส้ มดลุ คาชแี้ จง: ทาเครือ่ งหมาย  ในชอ่ งคา่ นา้ คะแนนแต่ละด้านตามจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ โดยประเมินตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ชือ่ -นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นักเรยี น ค่านา้ หนักคะแนน ค่านา้ หนกั คะแนน คา่ นา้ หนกั คะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22

เลข ชื่อ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์การพิจารณาคุณภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลีย่ 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถึง ต้องได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้นึ ไปเทา่ นั้น ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชี้วัด ผลการประเมนิ การเรียนรู้ของนกั เรียน ผเู้ รยี นท่ี ผ่าน ตวั ชว้ี ดั มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผู้เรยี นที่ ไมผ่ ่าน ตวั ชี้วัด มีจานวน…………………………คน คดิ เป็นรอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................

สอ่ื การเรยี นรแู้ ผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 30: สอ่ื วดี ทิ ศั น์ คลปิ วดี ที ศั น:์ ไฟป่าดอยสเุ ทพ ลุกลามหนัก สื่อวีดทิ ศั น์เรอื่ ง ไฟป่าดอยสุเทพ ลกุ ลามหนกั อธิบายเกยี่ วกับสภาพปญั หาระบบนเิ วศทถ่ี ูกมนุษย์ ทาลาย เป็นสภาพไฟป่าในจังหวดั เชียงใหม่ แหล่งที่มา: เวบ็ ไซตอ์ า้ งองิ https://www.youtube.com/watch?v=s5Vlmrlairk เผยแพร่เมื่อ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563 (ช่องYouTube: GMM25Thailand)

สอ่ื การเรยี นรแู้ ผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 30: ใบกจิ กรรมทา้ ยบท ใบกิจกรรมทา้ ยบท เราจะดแู ลรักษาระบบนเิ วศในทอ้ งถิ่นได้อยา่ งไร หนังสอื เรียนรายวชิ าพืน้ ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลาง การศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร หนา้ 180 กิจกรรมทา้ ยบท เราจะดแู ลรักษาระบบนเิ วศในท้องถ่นิ ไดอ้ ย่างไร? จดุ ประสงค์ นาเสนอแนวทางการดูแลรกั ษาระบบนิเวศในทอ้ งถ่ินใหส้ มดลุ วัสดุอุปกรณ์ - สถานการณ์ท่ี พ้ืนทปี่ ลกู ข้าวในจังหวดั หนึ่ง มกี ารใชส้ ารเคมีกาจดั ศตั รพู ืชต่อเนอ่ื งเปน็ เวลานาน กาหนด ในช่วงแรกของการปลกู ขา้ วได้ผลผลิตข้าวเพม่ิ ข้นึ และมีคาใชจ้ า่ ยในการกาจดั ศัตรพู ืชน้อย ตอ่ มาไมน่ าน พบวา่ เกดิ การระบาดของเพล้ียกระโดดสีนา้ ตาล นักวิชาการเกษตรพบว่า สาเหตุของการระบาดของเพล้ยี กระโดดสนี า้ ตาล เกิดจากการฉีดพน่ สารเคมกี าจดั ศตั รพู ืช ซึง่ สง่ ผลกระทบให้จานวนประชากรของศตั รตู ามธรรมชาตขิ องเพลี้ยกระโดดสีนา้ ตาล เชน่ มวนเขยี วดูดไข่ แมงมมุ สนุ ัขป่าลดลงเปน็ จานวนมาก เพราะขณะที่เกษตรกรฉดี พ่นสารเคมี กาจดั ศตั รูพชื เพลีย้ กระโดดสีนา้ ตาลและศตั รตู ามธรรมชาตจิ ะถูกทาลาย แตส่ ารเคมีเหล่าน้ี ไม่สามารถทาลายไข่ของเพล้ียกระโดดสีน้าตาลได้ ทาใหต้ วั ออ่ นท่พี ักออกจากไขม่ โี อกาส รอดชีวิต จงึ สง่ ผลใหข้ า้ วเสียหายและไดผ้ ลผลติ ลดลง วิธีดาเนินกจิ กรรม 1. อา่ นสถานการณ์และเขียนโซอ่ าหารจากสถานการณ์ 2. ระบุปญั หาของระบบนเิ วศท่ีเกิดข้ึน บันทกึ ผล 3. ระดมความคิดและนาเสนอแนวทางในการแก้ปัญหารปู แบบต่าง ๆ โดยใช้ความรทู้ าง วิทยาศาสตร์ 4. อภปิ รายเกยี่ วกบั ปัญหาของระบบนิเวศในท้องถน่ิ พรอ้ มท้งั นาเสนอแนวทางใน การแก้ปญั หา การเตรียมตัว ครูควรเตรียมขอ้ มลู เว็บไซตเ์ กย่ี วกับโครงการอนรุ กั ษ์และรณรงคเ์ ก่ียวกับส่ิงแวดล้อมต่าง ๆ ล่วงหนา้ สาหรบั ครู ที่อย่ใู นกระแสสงั คม เพือ่ ให้นกั เรียนใช้เป็นตวั อยา่ งแนวทางในการรณรงค์หรือเสนอ แนวทางแกป้ ญั หา สื่อการเรียนรู้/ • World Wild Fund For Nature ประเทศไทย (http://www.wwf.or.th/) แหล่งเรียนรู้ • กรีนพซี ประเทศไทย (https://www.greenpeace.org/thailand/) • องคก์ ารบรหิ ารจัดการก๊าซเรอื นกระจก (http://www.tgo.or.th/) คาถามท้ายกจิ กรรม 1. ปัญหาของระบบนเิ วศจากสถานการณค์ ืออะไร และมสี าเหตมุ าจากอะไร 2. แนวทางในการแก้ปัญหาทาไดอ้ ย่างไร 3. ในท้องถนิ่ ของนกั เรียนประสบปญั หาเกย่ี วกบั ระบบนิเวศหรอื ไม่ มีแนวทางในการแกไ้ ขปญั หาอยา่ งไร

สอ่ื การเรียนรแู้ ผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 30: แบบบนั ทึกการค้นควา้ กจิ กรรมท้ายบท แบบบันทึกการค้นคว้ากจิ กรรมทา้ ยบท เราจะดูแลรักษาระบบนเิ วศในทอ้ งถนิ่ ไดอ้ ย่างไร ช่อื -นามสกลุ ..........................................................................................ชั้น.................เลขที่...........กลุ่มท.่ี ...........  บันทกึ ผลการสืบคน้

แนบท้ายแผนการจดั การเรยี นรูท้ ี่ 30: การใหค้ ะแนนด้านกระบวนการ (P) แนวทางบนั ทกึ การคน้ คว้ากจิ กรรมท้ายบท เราจะดแู ลรกั ษาระบบนเิ วศในทอ้ งถ่นิ ไดอ้ ยา่ งไร  บนั ทกึ ผลการสบื ค้น นกั เรยี นวเิ คราะหป์ ญั หาระบบนเิ วศในทอ้ งถน่ิ โดยครอู าจจะใหน้ กั เรยี นหาขอ้ มลู เพม่ิ เตมิ จากนน้ั ชว่ ยกนั ออกแบบแนวทางในการป้องกนั ดแู ลรักษา ฟื้นฟรู ะบบนเิ วศของท้องถิน่ หรืออาจจะใชป้ ระเดน็ ปญั หาระบบนิเวศอืน่ ๆ ทก่ี วา้ งข้นึ เชน่ การลกั ลอบค้าสตั ว์ป่า การตดั งาชา้ ง หรอื อน่ื ๆ โดยชิน้ งานของ นกั เรยี นอาจจะเปน็ แนวทางในการแกป้ ญั หาสง่ิ แวดลอ้ ม โดยอยใู่ นรปู แบบของโปสเตอร์รณรงค์ วดี ทิ ศั น์ หรือส่อื ประเภทอ่นื ๆ

แนบท้ายแผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 30: การให้คะแนนด้านความรู้ (K) เฉลยใบกจิ กรรมท้ายบท เราจะดูแลรักษาระบบนิเวศในทอ้ งถน่ิ ไดอ้ ย่างไร เฉลยคาถามท้ายกิจกรรม 1. ปัญหาของระบบนิเวศจากสถานการณค์ ืออะไร และมสี าเหตุมาจากอะไร แนวคาตอบ สาเหตุเกิดจากการกระทาของมนษุ ย์ คอื การใช้สารเคมีทางการเกษตร แลว้ ทาใหเ้ กดิ ปญั หากับสิง่ แวดล้อม คอื การระบาดของเพลยี้ กระโดดสีน้าตาล 2. แนวทางในการแกป้ ญั หาทาไดอ้ ยา่ งไร แนวคาตอบ ขน้ึ อยกู่ ับคาตอบของนักเรียน เชน่ ลดการใช้สารเคมี ลดการรบกวนสิง่ แวดลอ้ มหรอื ใช้ การควบคมุ โดยชีววธิ ี ทน่ี าสิง่ มชี ีวิตบางชนิดมาควบคมุ การเพมิ่ จานวนประชากรของศตั รูพชื ได้ 3. ในทอ้ งถนิ่ ของนักเรียนประสบปญั หาเกยี่ วกบั ระบบนิเวศหรอื ไม่ มแี นวทางในการแก้ไขปัญหาอยา่ งไร แนวคาตอบ ตอบตามขอ้ มูลและผลของการทากิจกรรมของนกั เรยี น เช่น แมน่ ้ามีขยะและเนา่ เสยี นกั เรยี นจงึ ระดมความคิดจดั กจิ กรรมเกบ็ ขยะในแมน่ า้ พรอ้ มทัง้ ทาปา้ ยรณรงคไ์ มใ่ หม้ กี ารทง้ิ ขยะลงแหลง่ นา้

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 31 เรอ่ื ง ชนดิ ของสิ่งมชี วี ิตในแต่ละระบบนิเวศ รหสั วิชา ว23102 เวลา 2 ช่วั โมง หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 7 ช่ือหนว่ ยการเรยี นรู้ ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ รวม 15 ช่วั โมง กลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 2 สาระที่ 1 ชื่อสาระ วิทยาศาสตรช์ ีวภาพ มาตรฐาน ว 1.3 1. มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตวั ชว้ี ัด ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรมการ เปล่ียนแปลงทางพันธุกรรมท่ีมีผลตอ่ สิ่งมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของส่ิงมีชวี ิต รวมทั้ง นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตวั ช้วี ัด ว 1.3 ม.3/9 เปรียบเทยี บความหลากหลายทางชีวภาพในระดับชนดิ สงิ่ มชี วี ิตในระบบนิเวศต่าง ๆ 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด 1) ความหลากหลายทางชีวภาพ มี 3 ระดับ ได้แก่ ความหลากหลายของระบบนิเวศ ความหลากหลาย ของชนิดส่งิ มชี ีวติ และความหลากหลายทางพนั ธกุ รรม ความหลากหลายทางชีวภาพน้มี คี วามสาคัญตอ่ การรักษา สมดุลของระบบนิเวศ ระบบนิเวศท่ีมีความหลากหลายทางชวี ภาพสูงจะรักษาสมดลุ ได้ดีกวา่ ระบบนิเวศที่มีความ หลากหลายทางชีวภาพต่ากว่า นอกจากน้ีความหลากหลายทางชีวภาพยังมีความสาคัญต่อมนุษย์ในด้านต่าง ๆ เช่น ใช้เป็นอาหารยารักษาโรค วัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังน้ัน จึงเป็นหน้าท่ีของทุกคนในการดูแลรักษา ความหลากหลายทางชวี ภาพใหค้ งอยู่ 3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ นกั เรยี นเปรียบเทยี บความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนเิ วศได้ 1) ด้านความรู้ (K) นกั เรยี นใช้ทักษะการสงั เกต โดยการสังเกตความหลากหลายของสง่ิ มชี ีวิต 2) ดา้ นทักษะ (P) ทัง้ ชนิดและจานวนสิ่งมชี วี ิต นักเรยี นมีระเบียบวินัยในการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ 3) ดา้ นเจตคติ (A) 4. คุณลักษณะผ้เู รียน 4.1 คณุ ลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์ รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยู่อยา่ งพอเพียง ซอ่ื สตั ย์สุจริต  ม่งุ ม่นั ในการทางาน  มีวินยั รกั ความเป็นไทย  ใฝ่เรยี นรู้ มจี ติ สาธารณะ

5. ด้านสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น  ความสามารถในการสอื่ สาร: นกั เรยี นสามารถส่ือสาร โดยนาเสนอผลการสารวจความหลากหลาย ทางชีวภาพ ความสาคัญของความหลากหลายทางชีวภาพและแนวทางในการรกั ษาความหลากหลายทางชีวภาพ 6. สาระการเรียนรู้ โลกของเรามีระบบนิเวศหลากหลาย เช่น ระบบนิเวศป่าไม้ ระบบนิเวศทะเลทราย ระบบนิเวศทะเล ระบบนิเวศแต่ละระบบนิเวศมีองค์ประกอบแตกต่างกัน เช่น ระบบนิเวศป่าดิบเขาเป็นระบบนิเวศท่ีมีดินเป็นดิน รว่ นปนทรายแปง้ มีความช้ืนสงู อากาศหนาวเยน็ และมีฝนตกเปน็ ประจา ส่วนระบบนเิ วศทะเลทรายทีม่ ีพ้นื ทส่ี ่วน ใหญ่เป็นทราย อุณหภูมิสูงมากในช่วงเวลากลางวนั และลดต่าลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลากลางคืน ความขึ้นน้อย และปริมาณน้าฝนเฉลี่ยต่อปีน้อย ทาให้มีจานวนชนิดของพืชที่พบในทะเลทรายมีน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นพืชท่ีมี การปรับตัวเพ่ือลดการสูญเสียน้าได้ดี เชน่ กระบองเพชร ปาล์ม หญ้า การที่แต่ละระบบนิเวศมีองค์ประกอบที่ไม่ มีชีวิตและองค์ประกอบที่มีชีวิตแตกต่างกัน ทาให้มีระบบนิเวศหลายแบบซ่ึงแต่ละระบบนิเวศมีลักษณะเฉพาะ และมีความแตกต่างไปจากระบบนิเวศอื่น ๆ เกิด ความหลากหลายของระบบนิเวศ (ecosystem diversity) ประเทศไทยมีระบบนิเวศที่หลากหลาย เช่น ป่าดิบเขา ป่าดิบขึ้น ป่าเบญจพรรณ ป่าชายเลน ทะเล แม่น้า ส่วนประเทศซาอุดิอาระเบียมีระบบนิเวศส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย จึงทาให้จานวนชนิดของส่ิงมีชีวติ ที่พบ ในประเทศไทยมีมากกว่าประเทศซาอุดิอาระเบีย ท้ังที่ประเทศไทยมีพ้ืนท่ีน้อยกว่าประเทศซาอุดิอาระเบียถึง 4 เท่า ตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตที่พบในประเทศไทย เช่น ยางนา กวางป่า ชะนีมือขาว ปลาตีน ส่วนตัวอย่างของ ส่ิงมีชีวิตที่พบในประเทศซาอุดิอาระเบีย เช่น กระบองเพชร อูฐ งูหางกระดิ่ง สุนัขจิ้งจอกแดง การที่สิ่งมีชีวิตมี หลายชนิดชนิดน้ีทาให้เกิด ความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิต (species diversity) จานวนชนิดสิ่งมีชีวิตที่ พบในประเทศต่าง ๆ อาจเปลย่ี นแปลงได้ข้ึนอย่กู ับการสารวจพบสิ่งมชี วี ติ ชนดิ ใหม่และการสญู พนั ธ์ขุ องสง่ิ มชี วี ติ นอกจากความหลากหลายของชนิดส่ิงมีชีวิตแล้วในส่ิงมีชีวิตแต่ละชนิด ก็ยังสามารถพบความ หลากหลายได้เช่นกัน เน่ืองจากส่ิงมีชีวิตมีการเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรม บางคร้ังอาจทาให้สิ่งมีชีวิตชนิดนั้นมี หลายพันธุ์ ตัวอย่างเช่น สุนัขท่ีมีหลายพันธุ์ เช่น พันธ์ุอิงลิช บูลด็อก พันธ์ุลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ พันธุ์บาสเซ็ต ฮาวด์ การเปล่ียนแปลงทางพนั ธกุ รมอาจเกดิ ขึ้นเองตามธรรมชาตหิ รือเกิดจากการปรับปรุงพันธุโ์ ดยมนุษย์ ส่งผล ใหเ้ กิดความหลากหลายทางพนั ธุกรรม (genetic diversity) การท่ีสิ่งมีชีวิตมีหลายชนิดและในแต่ละชนิดมีหลายพันธุ์ท่ีมีลักษณะทางพันธุกรรมต่างกัน อาศัยอยู่ใน ระบบนิเวศแบบต่าง ๆท่ัวโลก ทาให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) ซ่ึงมี 3 ระดับ ได้แก่ ความหลากหลายของระบบนิเวศความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิต และความหลากหลายทางพันธุกรม ซึ่งความหลากหลายท้ัง 3 ระดับนี้มีความสัมพันธก์ ันและไม่สามารถแยกออกจกกันได้ การเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดข้ึน ในความหลากหลายระดับใดระดับหนึ่ง จะสง่ ผลตอ่ ความหลากหลายระดับอนื่ ในระบบนเิ วศดว้ ย 7. กจิ กรรมการเรียนรู้ ใชร้ ูปแบบการจัดการเรยี นการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (2 ช่วั โมง; 120นาท)ี ข้นั ที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (20 นาท)ี 1) กระตุ้นความสนใจของนักเรียนเพ่ือนาเข้าสู่บทท่ี 2 ความหลากหลายทางชีวภาพ โดย อภิปรายและต้ังคาถามว่า จากความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งไม่มีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิต

กับสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศที่มีส่ิงมีชีวิตหลายชนิด อยู่ร่วมกัน นักเรียนคิดว่าถ้าองค์ประกอบในระบบนิเวศมีการ เปลี่ยนแปลงจะมีผลตอ่ ชนดิ และจานวนชนิดของสง่ิ ชีวติ หรอื ความหลากหลายของสงิ่ มีชีวิตอยา่ งไร 2) กระตนุ้ ความสนใจของนักเรยี นและเชอื่ มโยงเขา้ สู่บทที่ 2 โดยใหน้ ักเรยี นดูวีดิทัศน์ หรอื ภาพ พื้นที่บริเวณต่าง ๆ ที่ถูกทาลาย ทาให้เส่ือมโทรม หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่น การเผาป่า การตัดไม้ ทาลายปา่ การบุกรกุ โดยทาเป็นพ้ืนทเี่ กษตรกรรม หรือใชภ้ าพนาบทซง่ึ เป็นภาพพื้นท่ีธรรมชาติที่ถกู บกุ รุกทาลาย และรว่ มกนั อภิปรายโดยใชค้ าถามตอ่ ไปน้ี - นกั เรยี นคิดวา่ เกดิ อะไรขน้ึ กบั พน้ื ทแ่ี หง่ น้ี (นักเรยี นตอบตามความเขา้ ใจของตนเอง) - สาเหตุนา่ จะเกดิ มาจากอะไร (นกั เรยี นตอบตามความเขา้ ใจของตนเอง) 3) ใหน้ กั เรยี นอา่ นเนื้อหานาบทและอภิปรายเพอ่ื ให้ไดค้ าตอบทถี่ ูกต้องของคาถามอกี ครง้ั ดงั น้ี - นักเรียนคิดว่าเกิดอะไรข้ึนกับพื้นที่แห่งน้ี (พ้ืนท่ีแห่งนี้มีต้นไม้น้อยลง เพราะมนุษย์ตัดไม้ ทาลายป่า เพ่ือนาไปใช้ประโยชน์ด้านตา่ ง ๆ อาจจะทาให้ส่ิงมีชวี ิตที่อาศัยอยู่ในป่าไม้ตอ้ งอพยพหรือตายไป และ ทาใหพ้ นื้ ทีเ่ กิดความเส่ือมโทรมมากขึ้น) - สาเหตุนา่ จะเกิดมาจากอะไร (เกดิ จากกิจกรรมตา่ ง ๆ ของมนษุ ย์ทีม่ ีการใชป้ ระโยชน์จากพืน้ ที่ เช่น การทาทอ่ี ยูอ่ าศยั การทาเกษตรกรรม) 4) ครเู ปิดตวั อยา่ งคลปิ วดี ิทัศนเ์ กยี่ วกับ ความหลากหลายของส่งิ มชี วี ิตอ่ืน ๆ ตวั อยา่ งเชน่ คลิปวดี ิทัศนน์ ก https://www.youtube.com/watch?v=4rz3xdl2R7Q หรอื คลปิ วดี ิทัศน์ปลา https://www.youtube.com/watch?v=ZlUpovIkvaA จากน้ันใหน้ ักเรยี นร่วมกันอภปิ ราย โดยต้งั คาถาม ในประเด็นดงั ต่อไปนี้ - จากภาพคือสงิ่ มชี วี ติ อะไรและมกี ่ีชนดิ (ผีเสอื้ มี 9 ชนิด ให้นักเรียนบอกว่ามชี นิดใดบ้าง โดย ใช้สีหรือลายเปน็ เกณฑ)์ - อุทยานแหง่ ชาติแกง่ กระจานมผี เี สื้อก่ีชนิด (มีผีเส้อื มากกว่า 250 ชนดิ ) - ในแหล่งทม่ี คี วามหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวติ มขี อ้ ดีอย่างไร (นักเรยี นตอบตามความคดิ เหน็ ของตนเอง เช่น เปน็ แหลง่ เรยี นรแู้ ละศกึ ษาธรรมชาต)ิ 5) ให้นักเรียนทากิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน (หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ชนั้ ม.3 เลม่ 2 สสวท. หน้า 186) จานวน 2 ข้อ (เฉลยแนบทา้ ยแผนการจัดการเรยี นร)ู้ 6) ครูตรวจสอบการทากิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน ถ้าไม่ถูกต้องให้แก้ไขความเข้าใจ คลาดเคลือ่ นของนกั เรยี น ความรูพ้ ้ืนฐานเร่อื ง ความหลากหลายทางชีวภาพทีถ่ กู ตอ้ งและเพียงพอท่จี ะเรียนต่อไป ขน้ั ที่ 2 ขัน้ สารวจและค้นหา (Exploration) (40 นาท)ี 7) ครูเชื่อมโยงเข้าสู่กิจกรรมที่ 7.5 ชนิดของส่ิงมีชีวิตในแต่ละระบบนิเวศแตกต่างกันอย่างไร โดยใช้คาถามว่า ระบบนิเวศแต่ละระบบนิเวศจะประกอบด้วยองค์ประกอบท่ีไม่มีชีวิตและองค์ประกอบท่ีมีชีวิต ถ้าองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิตของระบบนิเวศมีความแตกต่างกัน นักเรียนคิดว่าชนิดของส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศนั้น จะแตกต่างกันอย่างไรระบบนิเวศแตล่ ะระบบนิเวศจะประกอบด้วยองค์ประกอบท่ีไม่มีชีวิตและองค์ประกอบที่มี ชีวิต ถ้าองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิตของระบบนิเวศมีความแตกต่างกัน นักเรยี นคิดว่าชนิดของส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศ น้ันจะแตกต่างกันอยา่ งไร (นักเรียนตอบตามความเขา้ ใจของตนเอง)

8) นักเรียนอ่านช่ือกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 187และครูตรวจสอบความ เขา้ ใจการอ่าน โดยใช้คาถามดงั ตอ่ ไปน้ี - กจิ กรรมนีเ้ กี่ยวกับเรอื่ งอะไร (ชนดิ ของสิง่ มีชีวิตในแต่ละระบบนเิ วศทีม่ ีความแตกต่างกนั ) - กิจกรรมน้ีมีจุดประสงค์อะไร (วิเคราะห์ข้อมูลและเปรียบเทียบความหลากหลายทางชีวภาพ ในระดบั ชนิดของสิง่ มีชีวิตในระบบนเิ วศตา่ ง ๆ) - วิธีดาเนินกิจกรรมมีข้ันตอนโดยสรุปอย่างไร (อ่านสถานการณ์ข้อมูลเก่ียวกับระบบนิเวศป่า เบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดิบเขา ร่วมกันอภิปรายชนิดของส่ิงมีชีวิตในแต่ละระบบนิเวศ เปรียบเทียบความ หลากหลายของชนิดพืชในระบบนิเวศตา่ ง ๆ) - นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (รวบรวมข้อมูลขององค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต และสง่ิ มชี วี ติ ความหลากหลายของชนิดพชื ในแตล่ ะระบบนิเวศ วิเคราะหค์ วามสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทีไ่ ม่ มีชีวติ และชนดิ สิ่งมชี ีวิตท่พี บในระบบนิเวศน้นั ๆ) 9) ขณะท่ีนักเรียนแต่ละกลุ่มทากิจกรรมในการสารวจ ครูเดินสังเกตการทากิจกรรมของ นักเรียนแต่ละกลุ่ม โดยครูสังเกตการทางานของนักเรียน ให้ความช่วยเหลือเมื่อนักเรียนมีข้อสงสัย เช่น การจัดการข้อมูลท่ีให้มา โดยให้นักเรียนแยกข้อมูลขององค์ประกอบท่ีไม่มีชีวิต ข้อมูลของสิ่งมีชีวิต ความ หลากหลายของชนิดพืชในแต่ละระบบนิเวศ เป็นต้น และเน้นให้นักเรียนอธิบายเช่ือมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง องคป์ ระกอบท่ไี มม่ ชี วี ติ กับสิ่งมชี วี ิต โดยสามารถสบื คน้ เพิม่ เติมเพ่อื หาขอ้ มูลของสิง่ มีชีวิตได้ ขน้ั ท่ี 3 ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (20 นาท)ี 10) นักเรียนบันทึกการทากิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมท่ี 7.5 ชนิดของ สิง่ มีชีวิตในแต่ละระบบนิเวศแตกต่างกันอยา่ งไร โดยสรุปผลของกิจกรรมและตอบคาถามท้ายกจิ กรรม เพื่อให้ได้ ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า ระบบนิเวศป่าทั้ง 3 ระบบนิเวศมีองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิตแตกต่างกัน ส่งผลทาให้พบ ส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศป่าทั้ง 3 ระบบนิเวศแตกต่างกัน เม่ือเปรียบเทียบความหลากหลายของชนิดพืชท่ีพบใน ระบบนิเวศท้ัง 3 ระบบนิเวศ พบว่าระบบนิเวศป่าดิบเขามีความหลากหลายของพืชมากที่สุด รองลงมาเป็น ป่าเบญจพรรณ และป่าเตง็ รังตามลาดับ ขัน้ ที่ 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration) (20 นาที) 11) นักเรียนเรียนรู้เพิ่มเติมในหนังสือเรียนหน้า 188-189 ท่ีเกี่ยวกับระดับของความ หลากหลายของระบบนเิ วศ จากน้นั ร่วมกันตอบคาถามระหวา่ งเรียน ดงั นี้ - เพราะเหตุใดระบบนิเวศที่ต่างกันจึงพบชนิดของสิ่งมีชีวิตแตกต่างกัน (แนวคาตอบ ระบบ นิเวศต่างกันเป็นผลมาจากการมีองค์ประกอบที่ไม่มีชวี ิตแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อชนิดสิ่งมีชีวิตท่ีอาศัยอยู่ในระบบ นเิ วศนัน้ ๆ ต่างกนั ดว้ ย) - จากภาพ 7.18 (หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันม.3 เล่ม2 สสวท. หน้า 189) ประเทศใดมีความหลากหลายของส่ิงมีชีวิตมากกว่ากัน เพราะเหตุใด (แนวคาตอบ ประเทศ ไทยมีความหลากหลายของสง่ิ มีชวี ิตมากกว่า เพราะประเทศไทยมีจานวนชนดิ ของสง่ิ มชี วี ิตมากกว่า)

- การเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรมส่งผลต่อความหลากหลายทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตได้ อย่างไร (แนวคาตอบ การเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรมทาให้สิ่งมีชีวิตรุ่นลูกมีสารพันธุกรรมแตกต่างไปจาก รุ่นพ่อแม่ ถึงแม้ว่าสารพันธุกรรมที่เปล่ียนแปลงน้ันจะแสดงลักษณะออกมาหรือไม่ก็ตาม เม่ือเวลาผ่านไป สารพันธุกรรมท่ีเปล่ยี นแปลงไปน้ันจะทาให้เกดิ ส่ิงมชี วี ติ ที่มีลักษณะแตกต่างกันไป จนทาให้เกิดสิ่งมชี วี ติ ชนดิ ใหม่ ขนึ้ มา) ขนั้ ที่ 5 ข้นั ประเมิน (Evaluation) (20 นาที) 12) ครแู ละนกั เรียนอภปิ รายผลการทากิจกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพในระดบั ต่าง ๆ จะไดข้ ้อสรปุ วา่ - การท่ีส่ิงมีชีวิตมีหลายชนิดและในแต่ละชนิดมีหลายพันธ์ุท่ีมีลักษณะทางพันธุกรรมต่างกัน อาศัยอยู่ในระบบนิเวศแบบต่าง ๆ ทั่วโลกทาให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ ซ่ึงมี 3 ระดับ ได้แก่ ความ หลากหลายของระบบนิเวศ ความหลากหลายของชนดิ สงิ่ มีชวี ติ และความหลากหลายทางพันธกุ รรม - แต่ละระบบนิเวศมสี งิ่ มีชีวิตหลายชนิดเกดิ เป็นความหลากหลายของชนิดสิง่ มชี วี ิต - สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม จนทาให้ส่ิงมีชีวิตชนิดนั้นมีหลายพันธุ์ ซ่ึงการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการที่มนุษย์ปรับปรุงพันธุ์ ส่งผลให้เกิด ความหลากหลายทางพนั ธกุ รรม 13) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมนิ (Rubrics Score) 8. สอ่ื การเรยี นรู้/แหล่งเรียนรู้ 8.1 คลิปวดี ทิ ศั น์: -นก https://www.youtube.com/watch?v=4rz3xdl2R7Q -ปลา https://www.youtube.com/watch?v=ZlUpovIkvaA 8.2 ใบกิจกรรม: ใบกจิ กรรมท่ี 7.5 ชนดิ ของส่ิงมีชีวิตในแตล่ ะระบบนเิ วศแตกต่างกนั อยา่ งไร 8.3 แบบบนั ทกึ กจิ กรรม: แบบบันทึกการคน้ ควา้ กิจกรรมท่ี 7.5 ชนิดของสิง่ มีชวี ติ ในแต่ละระบบนเิ วศ แตกต่างกันอย่างไร 8.4 แหลง่ เรียนร้:ู หนังสอื เรยี นรายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 เล่ม 2 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธกิ าร 9. การวดั และการประเมนิ ตวั ช้ีวดั /ผลการเรียนรู้ วิธกี ารวัด เครอื่ งมือวัด เกณฑ์ทใ่ี ชใ้ นการประเมนิ 1. เปรยี บเทยี บความหลากหลาย - ตรวจการตอบ - คาถามทา้ ยกจิ กรรมที่ 7.5 - ได้ไม่น้อยกวา่ 2 คะแนน ทางชีวภาพในระบบนิเวศ คาถามท้าย จานวน 3 ข้อ ระดับคณุ ภาพดี ถือว่าผา่ น (ดา้ นความร:ู้ K) กิจกรรมท่ี 7.5 การประเมินด้านความรู้

ตวั ชีว้ ัด/ผลการเรียนรู้ วธิ กี ารวัด เครอ่ื งมอื วัด เกณฑ์ที่ใชใ้ นการประเมนิ 2. การใช้ทกั ษะการสังเกต - ตรวจการทาแบบ - แบบบันทกึ การค้นควา้ - ได้ไม่น้อยกวา่ 2 คะแนน โดยการสังเกตความ หลากหลายของสง่ิ มีชีวิตทัง้ บนั ทึกการค้นควา้ กิจกรรมท่ี 7.5 ระดับคณุ ภาพดี ถอื ว่าผ่าน ชนดิ และจานวนสิ่งมีชวี ิต กิจกรรมที่ 7.5 ชนดิ ของส่งิ มชี วี ติ ใน การประเมนิ (ดา้ นกระบวนการ: P) แต่ละระบบนิเวศ ด้านกระบวนการ 3. ระเบียบวินัยในการ - สังเกตการณไ์ ดร้ ับ แตกต่างกนั อย่างไร มอบหมายบทบาท - เกณฑก์ ารประเมนิ - ได้ไมน่ อ้ ยกว่า2 คะแนน เรยี นรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ และภาระงาน ระเบียบวนิ ัยในการ ระดับคุณภาพดี ถือว่าผา่ น (ดา้ นเจตคต:ิ A) ภายในชนั้ เรียน เรยี นรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ การประเมนิ ดา้ นเจตคติ 9.1 เกณฑ์การประเมินผลนักเรยี น เกณฑก์ ารประเมิน (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมิน ค่านา้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน คะแนน การให้คะแนนตอบ 3 ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมที่ 7.5 ถกู ตอ้ ง จานวน 3 ข้อ คาถามทา้ ย 2 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมท่ี 7.5 ถูกต้อง จานวน 2 ขอ้ กิจกรรมที่ 7.5 1 ตอบคาถามทา้ ยกจิ กรรมที่ 7.5 ถูกต้อง จานวน 1 ข้อ หรือไมถ่ ูกต้อง การให้คะแนนการบันทึก บันทึกผลการทากจิ กรรม จากการสงั เกต แลว้ บนั ทึกขอ้ มลู ความ แบบบนั ทกึ การค้นคว้า 3 หลากหลายของส่ิงมีชวี ติ ทั้งชนดิ และจานวนสง่ิ มีชวี ติ ไดค้ รบถ้วน กิจกรรมที่ 7.5 ถกู ตอ้ งตามความเปน็ จริง สอดคล้องกบั เนือ้ หาในกิจกรรม บันทกึ ผลการทากจิ กรรม จากการสงั เกต แลว้ บันทึกข้อมลู ความ 2 หลากหลายของส่ิงมชี ีวติ ทงั้ ชนดิ และจานวนสง่ิ มชี ีวติ ได้ มีความ สอดคล้องกับเน้อื หาในกจิ กรรม บันทึกผลการทากิจกรรม จากการสังเกต แลว้ บันทึกขอ้ มลู ความ 1 หลากหลายของสง่ิ มชี วี ติ ท้งั ชนิดและจานวนสิ่งมีชวี ิตไดไ้ ม่เหมาะสม เกดิ ขอ้ ผดิ พลาด ไม่สอดคล้องกบั เนอื้ หาในกจิ กรรม การใหค้ ะแนนพฤติกรรม 3 ปฏบิ ตั ิหน้าทีท่ ไี่ ด้รับมอบหมาย ภายในชัน้ เรยี นได้อยา่ งดี ไม่เกดิ ปัญหา ระเบยี บวนิ ยั ในการ ส่งภาระงานทไี่ ด้รับตรงต่อเวลา และงานมคี วามสมบูรณ์ เรยี บร้อย เรยี นรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ ปฏิบตั ิหนา้ ที่ที่ไดร้ ับมอบหมาย ภายในชนั้ เรยี นได้แตเ่ กิดปัญหา 2 จงึ มีการปรบั ปรุงแก้ไข และสง่ ภาระงานทไี่ ด้รบั มอบหมายตรงต่อเวลา หรอื ช้ากว่ากาหนดเวลาไมน่ าน ปฏิบตั หิ น้าท่ีทไี่ ดร้ บั มอบหมาย ภายในช้นั เรียนไดแ้ ต่เกดิ ปัญหาแล้ว 1 แกไ้ ขไมไ่ ด้ สง่ ผลกระทบต่อการส่งภาระงานทไี่ ด้รบั มอบหมายตรง ทาใหเ้ กิดปัญหา ส่งชา้ กวา่ กาหนดเวลาออกไป

9.2 ระดบั คณุ ภาพ หมายถึง ดีมาก หมายถึง ดี คะแนนรวมเฉลี่ย 6.00 - 5.00 หมายถงึ พอใช้ คะแนนรวมเฉลยี่ 4.00 - 3.00 คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 ดงั น้ัน นักเรยี นตอ้ งได้คะแนนเฉล่ียทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ า่ กวา่ 2.00 แสดงระดบั คุณภาพ ดี ถอื ว่าผ่านเกณฑ์การประเมนิ ในแผนการจัดการเรยี นท่ี 31


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook