แก๊สมเี ทน + แกส๊ ออกซิเจน → น้า + แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน + แก็สออกซเิ จน → นา้ + แกส็ คาร์บอนไดออกไซด์ การเผาไหม้สารประกอบไฮโดรคาร์บอนในขณะที่มีแก๊สออกซิเจนไม่เพียงพอจะเกิดการเผาไหม้ ไมส่ มบูรณ์ ทาให้เกดิ น้า เขม่า และแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ เมอ่ื ร่างกายได้รบั เขม่าเขา้ ไปจะทาใหเ้ กดิ การระคาย เคืองต่อระบบหายใจ ส่วนแก็สคาร์บอนมอนอกไซด์สามารถจับกับเฮโมโกลบินได้ดีกว่าแก็สออกซิเจน ทาให้ ร่างกายได้รับแก๊สออกซิเจนลดลง ในกรณีท่ีเช้ือเพลิงมีซัลเฟอร์หรือไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ เช่น ถ่านหิน การเผาไหมจ้ ะเกิดผลติ ภัณฑอ์ นื่ ๆ เช่น ออกไซดข์ องไนโตรเจน ออกไซดข์ องซลั เฟอร์ การเกดิ ฝนกรด (acid rain formation) นา้ ฝนท่ตี กลงมาจะทาปฏกิ ริ ิยากับแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ ในชั้นบรรยกาศได้สารละลายท่ีมีสมบัติเป็นกรดอ่อน ๆ ซ่ึงไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต แต่ในปัจจุบนั มีการปล่อย แก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์ (nitrogen monoxide หรือ NO) แก็สไนโตรเจนไดออกไซด์ (nitrogen dioxide หรือ NO2) ซึ่งเป็นแก๊สท่ีเป็นออกไชด์ของไนโตรเจน และมีการปล่อยแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (sulfur dioxide หรือ SO2) ซง่ึ เปน็ แกส๊ ทเ่ี ป็นออกไซด์ของซัลเฟอร์สู่ชนั้ บรรยากาศในปริมาณมาก แกส๊ ดงั กล่าวสว่ นใหญ่ไดม้ าจาก การเผาไหม้เชือ้ พลิงของยานพาหนะ โรงงานอตุ สาหกรรม และกจิ กรรมอ่ืน ๆ โดยแก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์และ แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซดจ์ ะทาปฏิกิริยากับแก๊สออกซิเจนในอากาศได้แก็สไนโตรเจนไดออกไซดแ์ ละแก๊สซัลเฟอร์ ไดออกไซด์ (sulfur trioxide หรือ SO2) ซ่ึงจะทาปฏิกิริยากับน้าฝนได้สารละลายกรดไนตริกและสารละลาย กรดชัลฟิวริกตามลาดับ สารละลายกรดเหล่านี้ทาให้น้าฝนมีค่าพีเอชต่ากว่า 5.6 เรียกว่า ฝนกรด (acid ran) ซ่ึงมีความเป็นกรดมากกว่าน้าฝนทั่วไป ปฏิกิริยาเคมีที่ทาให้เกิดสารที่มีสมบัติเป็นกรด เขียนแทนได้ด้วยสมการ ขอ้ ความ ดังนี้ แกส๊ ไนโตรเจนไดออกไซด์ + นา้ → กรดไนตริก + แกส็ ไนโตรเจนมอนอกไซด์ แก๊สซลั เฟอรไ์ ตรออกไซด์ + น้า → กรดซัลฟวิ ริก ฝนกรดส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและส่ิงต่างๆ รอบตวั เชน่ ทาให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเย่ือบุตา่ งๆ ดันตามผิวหนัง แสบตา ดังน้ันถ้าต้องการใช้น้าฝน เพ่ือการอุปโภคและบริโภค ควรรอให้ฝนตกไปแล้วหลายๆ ครั้ง เพื่อให้ฝนมีความเปน็ กรดลดลงจนไม่เปน็ อันตราย ฝนกรดไม่เพียงส่งผลต่อมนุษย์เท่านั้น แตย่ ังเป็นอนั ตราย ต่อพืชอีกด้วย ถ้าฝนตกอยู่บ่อยครั้งเป็นระยะเวลานาน ๆ มีผลทาให้พืชแห้งและตายในที่สุด นอกจากน้ีฝนกรด ยงั ทาใหค้ วามเป็นกรดของแหลง่ น้าเพมิ่ ขึน้ ส่งผลต่อการดารงชีวติ ของสงิ่ มีชีวิตในแหล่งน้าอกี ด้วย จากเรื่องปฏิกิริยของกรดกับโลหะ เราทราบมาแล้วว่ากรดทาให้โลหะผุกร่อน ส่งผลเสียหายต่อ สิ่งก่อสร้างและส่ิงของที่ทาจากโลหะ นอกจากฝนกรดจะทาปฏิกิริยกับโลหะแล้ว ฝนกรดยังทาปฏิกิริยากับ แคลเซียมคาร์บอเนต ซึ่งพบในหินปูน หินอ่อน และปูนชีเมนต์อีกดว้ ย ดังนั้นอาคารและสิ่งก่อสร้างที่ทาจากวสั ดุ เหลา่ นี้ จะสกึ กร่อนและผพุ งั ได้ง่าย เมือ่ สมั ผสั กบั ฝนกรด
แนวทางการป้องกันความเสียหายของฝนกรดที่มีตอ่ สิมีชีวิตและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวดว้ ยการลดปริมาณ แก๊สออกไซด์ของซัลเฟอร์และออกไซด์ของไนโตรเจนที่จะเข้าสู่บรรยากาศสามารถทาได้หลายวิธี เช่น ลดการ เผาไหม้ของเช้ือเพลิง โดยการใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้รถยนตส์ ่วนบุคคล ตดิ ต้ังระบบกาจดั แก๊สท่ีเป็น สาเหตุของการเกิดฝนกรดในโรงงานอุตสาหกรรมก่อนปล่อยออกสู่ช้ันบรรยกาศ การเลือกใช้พลังงานทดแทน แทนการใช้พลังงานจากเช้ือเพลิง การเผาไหม้เช้ือเพลิง นอกจากจะทาให้เกิดแก๊สซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิด ฝนกรดแลว้ ยงั ทาให้เกดิ แกส็ คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นแกส๊ เรือนกระจกอกี ด้วย การสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) การสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นกระบวนการสร้างอาหาร ของพืช ซ่ึงเป็นปฏิกิริยาเคมีระหว่างแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กับน้า โดยอาศัยพลังงานจากแสงท่ีดูดชับได้ด้วย คลอโรฟลิ ล์ ไดผ้ ลติ ภัณฑเ์ ปน็ นา้ ตาลและแก็สออกซิเจน เขยี นสมการขอ้ ความแสดงการเกดิ ปฏิกริ ยิ าได้ ดังน้ี พลงั งานแสง นา้ + แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ → นา้ ตาล + แกส็ ออกซิเจน คลอโรฟิลล์ การสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพืช นอกจากจะไดผ้ ลิตภณั ฑเ์ ป็นนา้ ตาลและแก๊สออกซเิ จนซ่ึงจาเปน็ ต่อ การเจรญิ เติบโตและการดารงชีวติ ของพชื และสิ่งมชี ีวติ อื่น การสงั เคราะหด์ ้วยแสงยังชว่ ยลดปริมาณแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ ซ่งึ เป็นสาเหตหุ น่ึงของภาวะโลกรอ้ นอกี ด้วย เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมีจะมีสารใหม่เกิดขึ้น เนื่องจากมีการจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอมสารต้ังตันท่ีทา ปฏิกิริยากัน ปฏิกิริยาเคมีเกิดข้ึนได้ทุกที่ แม้กระทั่งในร่างกายมนุษย์ เช่น ในระบบย่อยอาหารมีปฏิกิริยาเคมี ระหว่างเอนไชม์กับอาหาร การเผาลาญสารอาหารท่ีได้จากการย่อยอาหารแล้วทาให้เกิดพลังงานก็เป็นปฏิกิริยา เคมีเช่นกัน ปฏิกิริยาเคมีหลายชนิด สามารถนามาใช้ประโยชน์ในชีวติ ประจาวัน แต่บางปฏิกิริยาเคมีก็ก่อให้เกิด ผลกระทบตอ่ สิง่ มชี วี ติ และสิ่งต่าง ๆ รอบตวั ดงั นน้ั จงึ ต้องระมัดระวงั ผลจากปฏกิ ริ ิยาเคมี ตลอดจนรูจ้ กั วิธคี วบคมุ ป้องกัน และแก้ปัญหาท่ีเกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจาวันซ่ึงมีหลายแนวทาง เช่น ลดการใช้เช้ือเพลิง ซากดึกดาบรรพ์ นาพลังงานทดแทนมาใช้ให้มากข้ึน เพ่ือลดการเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สเรือน กระจกอื่น ๆ การแก้ปัญหาท่ีเกิดจากปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจาวัน นอกจากจะใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์แล้ว อาจต้องอาศัยความรู้ทางคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เพื่อแก้ปัญหาอย่าง เปน็ ระบบและเหมาะสมกบั สถานการณ์ 7. กิจกรรมการเรียนรู้ ใช้รูปแบบการจดั การเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (2 ช่วั โมง; 120นาท)ี ข้นั ที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (20 นาท)ี 1) ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรียน เกี่ยวกับเรื่อง ปฏิกิริยาเคมีมีผลต่อสิ่งมีชีวติ และส่ิงต่างๆ รอบตวั โดยใชส้ ื่อวดี ิทัศน์ดงั นี้
- ส่ือวีดิทัศนเ์ รื่อง การเผาไหม้ (สืบค้นได้จาก ipst.me/10607) ซงึ่ อธิบายเกย่ี วข้องกบั ปฏิกริ ิยา เคมีระหวา่ งแก๊สออกซิเจนกบั สารประเภทเชอ้ื เพลงิ - สื่อวีดิทัศน์เร่ือง การเกิดฝนกรด (สืบค้นไดจ้ าก ipst.me/10649) ซึ่งอธิบายเก่ียวข้องกับการ เกิดฝนกรดในธรรมชาติและผลกระทบของฝนกรดต่อสงิ่ มชี ีวิตและสิ่งแวดล้อม - สื่อวีดิทัศน์เร่ือง การสังเคราะห์ด้วยแสง (สืบค้นไดจ้ าก ipst.me/10650) ซึ่งอธิบายเกี่ยวข้อง กบั การสร้างอาหารของพชื โดยการสังเคราะห์ด้วยแสง 2) ครูเชื่อมโยงเข้าสู่กิจกรรมที่ 5.7 ปฏิกิริยาเคมีมีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างไร โดยใช้คาถามว่า นอกจากปฏิกิริยาเคมีที่เราเรียนรู้มาแล้ว ยังมีปฏิกิริยาเคมีอื่นๆ อีกหรือไม่ และปฏิกิริยาเคมีมี ผลต่อสิง่ มีชวี ติ และสิง่ ตา่ งๆรอบตวั อยา่ งไร (นกั เรียนตอบตามความเขา้ ใจ) ขนั้ ท่ี 2 ข้นั สารวจและค้นหา (Exploration) (40 นาท)ี 3) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 26 และครูตรวจสอบความ เขา้ ใจการอ่าน โดยใช้คาถามดงั ต่อไปน้ี - กิจกรรมน้ีเกี่ยวกับเรื่องอะไร (การเกิดปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ และผลของปฏิกิริยาเคมีที่มีต่อ สงิ่ มีชีวติ และสิง่ ตา่ ง ๆ รอบตวั ) - กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์อะไร (สืบคน้ และอธบิ ายการเกิดปฏิกริ ิยาการเผาไหม้ การเกิดฝนกรด และการสังเคราะห์ด้วยแสง บอกประโยชน์และโทษของปฏิกิริยาเหล่าน้ี จากน้ันอภปิ รายและเสนอแนวทางการ ปอ้ งกนั และแก้ไขปญั หาท่เี กดิ จากปฏกิ ิรยิ าเคมที มี่ ผี ลต่อสิง่ มีชวี ิตและสิ่งตา่ ง ๆ รอบตวั ) - วิธีดาเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร (สืบค้นข้อมูลการเกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ การเกิดฝนกรด และการสังเคราะห์ด้วยแสง ประโยชน์และโทษของปฏิกิริยาเหล่านั้น จากนั้นเสนอแนวทางการ ปอ้ งกนั และแกไ้ ขปญั หาทเ่ี กิดจากปฏิกิรยิ าเคมีทม่ี ผี ลตอ่ ส่ิงมชี ีวิตและสง่ิ ตา่ ง ๆ รอบตวั ) - ขอ้ ควรระวังในการทากิจกรรมมีอะไรบา้ ง (การเลอื กใชข้ ้อมูลจากแหล่งขอ้ มลู ท่ีเชื่อถอื ได)้ - นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (รวบรวมข้อมูลการเกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ การเกิดฝนกรดและการสังเคราะห์ด้วยแสง ประโยชน์และโทษของปฏิกิริยาเหล่านั้น และแนวทางการป้องกัน และแกไ้ ขปญั หาท่เี กดิ จากปฏกิ ริ ยิ าเคมีท่ีมีผลต่อสิง่ มีชวี ติ และสิง่ ตา่ ง ๆ รอบตัว) 4) ขณะที่นักเรียนแต่ละกลุ่มทากิจกรรม ครูเดินสังเกตการทากิจกรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม และให้คาแนะนา ถ้านักเรียนมีข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจเป็นปัญหา เช่น การเปรียบเทียบและเลือกใช้ ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เช่ือถือได้ การอ้างอิงแหล่งท่ีมาของข้อมูล ซ่ึงครูควรรวบรวมปัญหา และข้อสงสัยที่พบ จากการทากิจกรรมของนักเรียนเพ่อื ใช้เปน็ ข้อมลู ประกอบการอภปิ รายหลังจากการทากิจกรรม
ขั้นท่ี 3 ข้นั อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (20 นาท)ี 5) นักเรียนบันทึกการทากิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นควา้ กิจกรรมท่ี 5.7 ปฏิกิริยาเคมีมีผล ต่อสงิ่ มีชวี ติ และส่งิ ตา่ ง ๆ รอบตวั อยา่ งไร โดยสรุปผลของกิจกรรมและตอบคาถามทา้ ยกิจกรรม เพ่ือใหไ้ ดข้ ้อสรุปจากกจิ กรรมวา่ - การเผาไหม้เป็นปฏิกิริยาระหว่างเช้ือเพลิงกับแก๊สออกซิเจน การเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ของ เช้ือเพลิงประเภทไฮโดรคาร์บอนจะได้ผลิตภัณฑ์เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และน้า ปฏิกิริยาการเผาไหม้ ไม่สมบูรณ์จะได้ผลิตภัณฑ์เป็นแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ เขม่า และน้า การเผาไหม้จะได้ความร้อนซ่ึงสามารถ นาไปใช้ประโยชน์ เช่น การประกอบอาหาร การผลิตกระแสไฟฟ้า แต่จะได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และแก๊ส คาร์บอนมอนอกไซด์ ซ่ึงเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและส่ิงแวดล้อม การเผาไหม้เช้ือเพลิงประเภทอื่น ๆ จะเกิด ผลิตภัณฑ์แตกต่างกันตามองค์ประกอบของเช้ือเพลิงน้ัน ๆ เช่น การเผาไหม้เช้ือเพลิงท่ีมีไนโตรเจนหรือซัลเฟอร์ เปน็ องค์ประกอบ จะได้ผลติ ภณั ฑ์เปน็ ออกไซดข์ องไนโตรเจน ออกไซดข์ องซลั เฟอร์ - การเกิดฝนกรดเป็นปฏิกิริยาระหว่างออกไซด์ของไนโตรเจนหรือออกไซด์ของซัลเฟอร์กับน้า ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีสมบัติเป็นกรด ซ่ึงเป็นอันตรายต่อส่ิงมีชีวิต และทาให้โลหะผุกร่อน สร้างความเสียหาย ต่อสิ่งกอ่ สร้างตา่ ง ๆ - การสังเคราะห์ด้วยแสงเป็นปฏิกิริยาระหว่างแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และน้า โดยอาศัย พลังงานจากแสงและคลอโรฟิลล์ของพืช ได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้าตาลซ่ึงจาเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช และ แกส๊ ออกซิเจนซึง่ จาเปน็ ต่อการหายใจของสิง่ มชี ีวติ ข้ันที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) (30 นาที) 6) นักเรียนเรียนรู้เพ่ิมเติมเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาเคมีกับส่ิงแวดล้อม โดยอา่ นเนื้อหาในหนังสือเรียน หน้า 27-30 และตอบคาถามระหวา่ งเรียน จากน้ันร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับปฏิกริ ิยาการเผาไหม้ การเกิดฝนกรด และการสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้ประเดน็ คาถามดังนี้ - นกั เรยี นมวี ธิ สี งั เกตไดอ้ ยา่ งไรวา่ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนเกดิ การเผาไหมอ้ ยา่ งสมบรู ณ์ (แนวคาตอบ สงั เกตจากเขม่า ถ้าพบว่าการเผาไหม้ไม่มีเขมา่ เกดิ ขึน้ แสดงว่าเป็นการเผาไหม้อย่างสมบรู ณ์) - นักเรียนคิดว่าปฏิกิริยาการเผาไหม้ การเกิดฝนกรด และการสังเคราะห์ด้วยแสงเก่ียวข้องกัน อย่างไร (แนวคาตอบ ปฏิกิริยาการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงบางชนิด นอกจากจะทาให้เกิดออกไซด์ของไนโตรเจน หรือออกไซดข์ องซัลเฟอรซ์ ึ่งเปน็ สาเหตหุ ลกั ทกี่ อ่ ให้เกิดฝนกรดแลว้ ยังทาให้เกดิ แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดซ์ ึ่งส่งผล ให้เกิดภาวะโลกรอ้ นอีกดว้ ย อย่างไรก็ตาม เราสามารถลดปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซดไ์ ด้ โดยอาศัยปฏิกิริยา การสังเคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื 7) ครูเพิ่มเติมและนักเรียนร่วมกันสรุปส่ิงท่ีได้เรียนรู้ในบทท่ี 1 ปฏิกิริยาเคมี โดยครูนาเสนอผัง มโนทัศน์สิ่งท่ีไดเ้ รยี นรจู้ ากบทเรยี นปฏกิ ริ ยิ าเคมี (แนบทา้ ยแผนการจัดการเรยี นร)ู้ และอภปิ รายรว่ มกนั ขัน้ ท่ี 5 ข้ันประเมนิ (Evaluation) (10 นาที) 8) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมนิ (Rubrics Score)
8. ส่ือการเรยี นรู้/แหล่งเรียนรู้ 8.1 อุปกรณท์ ากจิ กรรม: อปุ กรณ์ทีใ่ ช้ในการสืบค้น เชน่ โทรศัพท์เคลื่อนท่ี คอมพิวเตอร์ 8.2 คลปิ วดี ทิ ัศน์: - เรือ่ ง การเผาไหม้ - เร่อื ง การเกดิ ฝนกรด - เรอ่ื ง การสังเคราะห์ด้วยแสง 8.3 แผนผังมโนทศั น:์ สง่ิ ที่ได้เรียนรจู้ ากบทเรยี นปฏิกริ ิยาเคมี 8.4 ใบกจิ กรรม: ใบกิจกรรมท่ี 5.7 ปฏกิ ริ ิยาเคมมี ผี ลตอ่ สง่ิ มชี ีวติ และสง่ิ ต่าง ๆ รอบตวั อย่างไร 8.5 แบบบนั ทกึ กจิ กรรม: แบบบนั ทกึ การคน้ ควา้ กจิ กรรมที่ 5.7 ปฏิกิริยาเคมมี ีผลตอ่ ส่งิ มีชีวติ และ สงิ่ ต่าง ๆ รอบตัวอยา่ งไร 8.6 แหลง่ เรียนรู้: - หนังสือเรียนรายวชิ าพื้นฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 3 เลม่ 2 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ - กรมควบคมุ มลพิษ กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม. สารกรดในบรรยากาศ : มลพษิ ไร้พรมแดน. สบื คน้ เมอื่ 30 กรกฎาคม 2562, จาก http://www.pcd.go.th/info_serv/air_aciddeposition.html - โครงการสารานุกรมไทยสาหรบั เยาวชน โดยพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จ พระเจา้ อย่หู วั . การเผาไหม้เช้อื เพลิงทาใหเ้ กิดมลพษิ . สบื คน้ เมือ่ 30 กรกฎาคม 2562, จาก http://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=15& chap=9&page=t15-9-infodetail02.html 9. การวัดและการประเมนิ ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ วิธกี ารวดั เครือ่ งมือวัด เกณฑ์ทใ่ี ช้ในการประเมนิ 1. อธบิ ายเกยี่ วกบั การ - ตรวจการตอบ เกดิ ปฏิกริ ิยาการเผาไหม้ - คาถามท้ายกจิ กรรมที่ 5.7 - ไดไ้ ม่นอ้ ยกวา่ 2 คะแนน การเกดิ ฝนกรด และการ คาถามท้ายกจิ กรรม สงั เคราะหด์ ว้ ยแสงพรอ้ มทงั้ ที่ 5.7 ปฏกิ ริ ิยาเคมีมผี ลตอ่ ระดับคณุ ภาพดี ถอื วา่ ผา่ น บอกประโยชน์และโทษของ ปฏิกิรยิ า (ดา้ นความร:ู้ K) สงิ่ มชี ีวติ และสงิ่ ตา่ ง ๆ การประเมินด้านความรู้ รอบตวั อยา่ งไร จานวน 4 ข้อ
ตวั ชีว้ ัด/ผลการเรยี นรู้ วธิ กี ารวดั เคร่ืองมอื วดั เกณฑ์ทีใ่ ชใ้ นการประเมิน 2. การใช้ทักษะการจดั กระทา - ตรวจการทาแบบ - แบบบันทึกการค้นควา้ - ไดไ้ ม่น้อยกว่า 2 คะแนน และสอ่ื ความหมายข้อมูล โดย บันทึกการคน้ คว้า กิจกรรมท่ี 5.7 ปฏิกริ ยิ า ระดบั คณุ ภาพดี ถอื ว่า นาข้อมลู ทไ่ี ด้ จากการสืบคน้ กจิ กรรมที่ 5.7 เคมีมผี ลต่อส่งิ มีชวี ิตและ ผ่านการประเมิน เก่ยี วกับผลของปฏกิ ิริยาเคมี สิ่งต่าง ๆ รอบตัวอยา่ งไร ด้านกระบวนการ ตา่ ง ๆ ทพ่ี บในชีวิตประจาวัน ท่ีมีต่อส่งิ มีชวี ิตและสงิ่ แวดลอ้ ม มานาเสนอในตารางบันทกึ ผล (ด้านกระบวนการ: P) 3. ความมุง่ มนั่ ในการทางาน - สังเกตพฤติกรรม - เกณฑ์การประเมินความ - ได้ไมน่ ้อยกวา่ 2 คะแนน และความรับผดิ ชอบ ของนักเรียนระหว่าง ม่งุ มนั่ และความ ระดบั คณุ ภาพดี ถือวา่ (ด้านเจตคต:ิ A) และหลงั การจดั รับผิดชอบในการทา ผา่ นการประเมนิ กจิ กรรมการเรยี นรู้ กิจกรรมการเรยี นรู้ ดา้ นเจตคติ 9.1 เกณฑ์การประเมนิ ผลนกั เรยี น เกณฑ์การประเมิน (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมนิ ค่านา้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน คะแนน การให้คะแนนตอบ ตอบคาถามทา้ ยกจิ กรรมท่ี 5.7 ถกู ต้อง จานวน 3-4 ขอ้ คาถามทา้ ย 3 ตอบคาถามทา้ ยกจิ กรรมที่ 5.7 ถูกตอ้ ง จานวน 2 ขอ้ กจิ กรรมที่ 5.7 2 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมท่ี 5.7 ถกู ตอ้ ง จานวน 1 ขอ้ หรอื ไม่ถกู ตอ้ ง 1 นาข้อมลู ทไ่ี ด้จากการสบื คน้ เกย่ี วกบั ผลของปฏิกิริยาเคมตี า่ ง ๆ ทพ่ี บใน การใหค้ ะแนนการบันทึก ชวี ติ ประจาวนั ทีม่ ีต่อส่งิ มีชีวิตและสิ่งแวดล้อม แล้วนามาเสนอในตาราง แบบบนั ทกึ การคน้ ควา้ 3 บนั ทึกผลไดช้ ดั เจน ถกู ตอ้ ง ครบทกุ ประเด็นในการบนั ทึกผล นาขอ้ มลู ทไี่ ด้จากการสืบค้นเกยี่ วกบั ผลของปฏกิ ิรยิ าเคมีตา่ ง ๆ ทพี่ บใน กิจกรรมที่ 5.7 2 ชวี ิตประจาวันท่ีมตี อ่ สงิ่ มีชวี ติ และสิ่งแวดล้อม แลว้ นามาเสนอในตาราง บันทึกผลได้ ถกู ตอ้ ง แตย่ งั ไม่ครบทกุ ประเด็นในการบนั ทึกผล 1 นาข้อมลู ทีไ่ ด้จากการสบื คน้ เกย่ี วกับผลของปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ทีพ่ บใน ชีวติ ประจาวันทีม่ ตี อ่ สิ่งมชี วี ิตและสง่ิ แวดลอ้ ม แลว้ นามาเสนอในตาราง บนั ทึกผลไดไ้ มถ่ ูกตอ้ ง มขี อ้ ผดิ พลาด ในประเดน็ การบนั ทกึ ผล
ประเดน็ การประเมนิ ค่านา้ หนัก แนวทางการให้คะแนน คะแนน การให้คะแนนพฤติกรรม 1) นกั เรยี นมคี วามสนใจและมงุ่ มน่ั ในการทากจิ กรรม ใหค้ วามรว่ มมอื ความมุ่งมน่ั และความ 3 และปฏบิ ตั ิตามข้ันตอนการเรยี นรเู้ ปน็ อยา่ งดี รับผิดชอบในการทา 2) นกั เรยี นมคี วามรบั ผิดชอบทางานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายไดต้ รงเวลาท่ี กจิ กรรมการเรยี นรู้ 2 กาหนดเป็นอย่างดี 1) นกั เรยี นสนใจและมงุ่ มน่ั ในการทากจิ กรรมเปน็ บางครง้ั และมกี ารคยุ 1 กันเล่นขณะการเรียนรู้ แตไ่ มก่ ระทบผอู้ ่นื 2) นกั เรยี นมคี วามรบั ผิดชอบทางานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายตรงตามเวลาท่ี กาหนด แตเ่ กดิ ปญั หาระหวา่ งการทางาน 1) นกั เรยี นขาดความมุ่งมน่ั และไมส่ นใจในการเรยี น มพี ฤตกิ รรมชอบคยุ ชอบเลน่ หรอื นอนหลับขณะการเรียนการสอน 2) นกั เรยี นขาดความรบั ผิดชอบในงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายไมต่ รงตาม กาหนดเวลาที่ตกลงไว้ 9.2 ระดับคุณภาพ หมายถึง ดมี าก คะแนนรวมเฉล่ยี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี คะแนนรวมเฉลย่ี 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ คะแนนรวมเฉลีย่ 2.00 - 1.00 ดังนั้น นักเรียนต้องไดค้ ะแนนเฉลี่ยทกุ ประเด็นการประเมนิ ไม่ต่ากวา่ 2.00 แสดงระดับ คุณภาพ ดี ถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์การประเมนิ ในแผนการจดั การเรียนท่ี 7
บันทึกหลังการสอน หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 5 ปฏกิ ิริยาเคมแี ละวสั ดใุ นชีวิตประจาวนั .... ...... ... ... แผนการสอนเรือ่ ง 7 ปฏกิ ิริยาเคมมี ีผลตอ่ ส่งิ มชี ีวิตและสิง่ ต่าง ๆ รอบตัว วันท่ี...............................เดอื น...............................................................พ.ศ................. 1. สรุปผลการเรยี นการสอน 1. นักเรียนจานวน....................คน ผา่ นจุดประสงคก์ ารเรียนร.ู้ ..........คน คดิ เป็นรอ้ ยละ............. ไม่ผา่ นจดุ ประสงค.์ ......................คน คดิ เปน็ ร้อยละ............. ได้แก่.................................................................................................. 2. สรปุ ผลตามรายจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 นกั เรียนมคี วามรคู้ วามเข้าใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ข้อเสนอแนะหลังการจัดการเรียนการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอื่ ............................................ครผู ู้สอน ลงช่ือ.............................................หวั หนา้ กลุ่มสาระ () () ตาแหนง่ ................................................... ลงชือ่ .............................................ผชู้ ่วย/รองฯวิชาการ …………./……………./………… () ลงชือ่ ............................................ผอู้ านวยการ ()
แบบบนั ทึกการประเมนิ คุณภาพการเรียนรขู้ องนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 รายวชิ าวิทยาศาสตร์พนื้ ฐาน (ว23102) หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 5 ปฏกิ ริ ยิ าเคมีและวสั ดุในชวี ิตประจาวนั I แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 7 เร่อื ง ปฏกิ ริ ยิ าเคมมี ผี ลต่อสงิ่ มีชีวติ และส่ิงตา่ ง ๆ รอบตัว . คาชแี้ จง: ทาเครือ่ งหมาย ในช่องคา่ น้าคะแนนแตล่ ะดา้ นตามจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ โดยประเมินตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ช่อื -นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นักเรยี น คา่ น้าหนักคะแนน ค่านา้ หนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22
เลข ชื่อ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์การพิจารณาคุณภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลีย่ 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถึง ต้องได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้นึ ไปเทา่ นั้น ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชี้วัด ผลการประเมนิ การเรียนรู้ของนกั เรียน ผเู้ รยี นท่ี ผ่าน ตวั ชว้ี ดั มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผู้เรยี นที่ ไมผ่ ่าน ตวั ชี้วัด มีจานวน…………………………คน คดิ เป็นรอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
สอ่ื การเรียนรแู้ ผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 7: สือ่ วดี ทิ ัศน์ คลปิ วีดีทัศน:์ การเผาไหม้ สื่อวีดิทัศน์เรื่อง การเผาไหม้ อธิบายเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมีระหว่างแก๊สออกซิเจนกับสารประเภท เชือ้ เพลิง แหล่งท่มี า: เวบ็ ไซตอ์ ้างองิ ipst.me/10607 เผยแพรเ่ ม่ือ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2562 (เจ้าของผลงาน สถาบันสง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.))
ส่ือการเรยี นรแู้ ผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 7: ส่อื วดี ทิ ศั น์ คลปิ วีดที ัศน:์ การเกิดฝนกรด สื่อวีดิทัศน์เร่ือง การเกิดฝนกรด อธิบายเกี่ยวข้องกับการเกิดฝนกรดในธรรมชาติและผลกระทบของฝน กรดต่อส่ิงมชี วี ิตและส่ิงแวดล้อม แหล่งที่มา: เว็บไซตอ์ า้ งองิ ipst.me/10649 เผยแพรเ่ มื่อ 2 กนั ยายน พ.ศ. 2562 (เจ้าของผลงาน สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.))
สือ่ การเรยี นรแู้ ผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 7: ส่ือวดี ทิ ัศน์ คลิปวีดที ัศน:์ การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง สื่อวีดิทัศน์เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง อธิบายเก่ียวข้องกับการสร้างอาหารของพืชโดยการสังเคราะห์ ดว้ ยแสง แหลง่ ทมี่ า: เวบ็ ไซต์อ้างอิง ipst.me/10650 เผยแพร่เมื่อ 2 กันยายน พ.ศ. 2562 (เจ้าของผลงาน สถาบันสง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.))
สอ่ื การเรียนรแู้ ผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 7: ใบกจิ กรรมที่ 5.7 ใบกิจกรรมที่ 5.7 ปฏิกริ ยิ าเคมีมีผลต่อส่งิ มชี วี ติ และสงิ่ ตา่ ง ๆ รอบตวั อย่างไร หนงั สือเรยี นรายวชิ าพนื้ ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลาง การศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร หนา้ 26 กจิ กรรมที่ 5.7 ปฏกิ ริ ยิ าเคมีมผี ลต่อส่ิงมชี ีวติ และส่งิ ตา่ ง ๆ รอบตัวอยา่ งไร? จดุ ประสงค์ 1. สบื ค้นและอธบิ ายเก่ียวกับการเกิดปฏิกิรยิ าการเผาไหม้ การเกดิ ฝนกรด และ การสังเคราะหด์ ว้ ยแสงพร้อมทงั้ บอกประโยชนแ์ ละโทษของปฏิกิริยาเหล่านี้ วัสดุอปุ กรณ์ 2. อภปิ รายและเสนอแนวทางการป้องกนั และแกไ้ ขปัญหาท่เี กิดจากปฏกิ ิรยิ าเคมี วธิ ีดาเนนิ ที่มผี ลต่อส่งิ มชี วี ติ และส่ิงตา่ ง ๆ รอบตวั กจิ กรรม อปุ กรณท์ ่ีใช้ในการสบื ค้น เชน่ โทรศพั ทเ์ คล่อื นที่ คอมพวิ เตอร์ 1. สบื ค้นขอ้ มลู การเกิดปฏิกริ ิยาการเผาไหม้ การเกดิ ฝนกรด และการสงั เคราะห์ ข้อเสนอแนะใน ดว้ ยแสง พร้อมบอกประโยชนแ์ ละโทษของปฏิกิริยาเหลา่ นี้ จากนนั้ รว่ มกนั อภปิ ราย บันทกึ การทากิจกรรม ผล ส่ือการเรียนรู้/ 2. รว่ มกนั อภปิ รายแนวทาการป้อกนั และแก้ไขปัญหาทเี่ กดิ จากปฏิกิริยาเคมีทีม่ ผี ลต่อ แหล่งเรียนรู้ ส่ิงมีชวี ติ และสง่ิ ต่าง ๆ รอบตัว และนาเสนอ • ครูอาจมอบหมายให้นักเรยี นสบื คน้ ขอ้ มลู ลว่ งหน้า โดยแนะนาแหลง่ ขอ้ มูลสาหรบั การ สืบค้นทีน่ ่าเชอื่ ถือให้นกั เรยี น • กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม. สารกรดในบรรยากาศ : มลพิษไร้พรมแดน. สบื ค้นเมือ่ 30 กรกฎาคม 2562, จาก http://www.pcd.go.th/info_serv/air_aciddeposition.html • โครงการสารานกุ รมไทยสาหรบั เยาวชน โดยพระราชประสงค์พระบาทสมเดจ็ พระ เจา้ อยู่หวั .การเผาไหม้เช้ือเพลงิ ทาใหเ้ กดิ มลพษิ . สบื ค้นเมอื่ 30 กรกฎาคม 2562, จาก http://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=15&chap=9&page=t15- 9-infodetail02.html คาถามทา้ ยกจิ กรรม 1. ปฏกิ ิรยิ าการเผาไหม้ การเกิดฝนกรด และการสังเคราะหด์ ้วยแสงเกิดข้ึนได้อยา่ งไร มสี ารใดเป็นสารต้ังต้น สารใดเป็นผลติ ภัณฑ์ และเขยี นเปน็ สมการข้อความไดอ้ ยา่ งไร 2. ปฏิกิริยาการเผาไหม้ การเกิดฝนกรด และการสังเคราะหด์ ว้ ยแสง มีประโยชนแ์ ละโทษอย่างไร 3. แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาทีเ่ กดิ จากปฏิกริ ยิ าเคมีทมี่ ีผลต่อสิง่ มชี วี ิตและส่ิงต่าง ๆ รอบตวั เป็นอย่างไร 4. จากกิจกรรม สรปุ ไดว้ า่ อย่างไร
ส่อื การเรียนรแู้ ผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 7: แบบบันทึกการค้นคว้ากจิ กรรมท่ี 5.7 แบบบนั ทกึ การคน้ ควา้ กจิ กรรมท่ี 5.7 ปฏกิ ริ ิยาเคมมี ผี ลตอ่ สิง่ มีชีวติ และสิ่งตา่ ง ๆ รอบตัวอย่างไร การสังเคราะห์ การเกิดฝนกรด ปฏกิ ิรยิ า ปฏกิ ริ ยิ าเคมี ดว้ ยแสง การเผาไหม้ การเกิดปฏกิ ิรยิ า ประโยชน์ โทษ แนวทางการปอ้ งกนั
การให้คะแนนด้านกระบวนการ (P) แนวทางบัน ึทกการ ้คนคว้า ิกจกรรมที่ 5.7 ป ิฏกิ ิรยาเคมี ีมผลต่อ ่สิงมีชี ิวตและสิ่ง ่ตาง ๆ รอบตัวอย่างไร ปฏิกิรยิ าเคมี การเกิดปฏิกิริยา ประโยชน์ โทษ แนวทางการปอ้ งกนั ปฏกิ ิรยิ า การเผาไหม้ เกดิ จากการทาปฏกิ ริ ยิ าระหว่างแกส๊ ความรอ้ นท่ีไดจ้ ากปฏกิ ิริยา ทาให้เกิดแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ ลดการใชเ้ ช้อื เพลงิ เลิกการเผา ออกซิเจนกับสารประเภทเชือ้ เพลิง การเผาไหมส้ ามารถนาไปใช้ ทเ่ี ปน็ สาเหตุหนึ่งของภาวะเรอื น ป่าและการเผาขยะ การเกดิ ฝนกรด โดยต้องใชค้ วามรอ้ นในการเริ่มตน้ ประโยชนใ์ นด้านต่าง ๆ เชน่ กระจก และอาจเกดิ เขม่าและแก๊ส ปฏกิ ริ ยิ า และได้ผลิตภัณฑช์ นดิ ใช้ผลติ พลงั งานไฟฟ้าเปลี่ยนเป็น คาร์บอนมอนอกไซด์ ซึง่ เมอื่ ลดการใชเ้ ชอื้ เพลิงโดยใชร้ ะบบ ต่าง ๆ พร้อมทั้งความร้อนและแสง พลังงานในการขบั เคล่ือน หายใจเข้าไปจะเกดิ อนั ตรายต่อ ขนสง่ สาธารณะแทนการใช้ โดยชนดิ ของผลิตภัณฑท์ ่ีได้ขน้ึ อยู่กับ รถยนต์หรือใช้ในการประกอบ ส่ิงมีชีวิต รถยนตส์ ว่ นบคุ คล เลือกใช้ อเกงดิคจ์ปารกะปกฏอกิบริขิยอางรเะชหอื้ วเพา่ งลนงิ ้าฝนกบั อาหาร พลงั งานทดแทนแทนการใช้ ออกไซดข์ องไนโตรเจน หรอื เกิดอาการระคายเคอื งตอ่ พลงั งานจากเชอ้ื เพลงิ ออกไซด์ของซลั เฟอร์ ไดส้ ารละลายที่ เยอื่ บตุ ่าง ๆ คนั ตามผิวหนัง แสบ มคี า่ พเี อช ตา ทาให้พืชแห้งและตาย ทาให้ ต่ากว่า 5.6 โครงสรา้ งของอาคารทท่ี าดว้ ย โลหะและปนู ผกุ รอ่ น ความเปน็ กรดของแหลง่ น้าและดินเพมิ่ ข้ึน แนบท้ายแผนการ ัจดการเรียนรู้ ี่ท 7: การสังเคราะห์ เกิดจากปฏิกิรยิ าระหว่างแกส๊ ไดน้ า้ ตาลซ่ึงจาเปน็ ต่อการ ดว้ ยแสง คารบ์ อนไดออกไซด์กบั นา้ โดยมี เจริญเตบิ โตของพชื และแกส๊ แสงและคลอโรฟลิ ลช์ ่วยในการ ออกซเิ จนซงึ่ จาเปน็ ต่อการ เกดิ ปฏิกริ ิยา ได้ผลติ ภณั ฑเ์ ป็น ดารงชีวิตของงมชี วี ติ อนื่ นา้ ตาลและแก๊สออกซเิ จน กระบวนการน้ยี ังชว่ ยลดปริมาณ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็น สาเหตหุ นึง่ ของภาวะโลกรอ้ น อกี ดว้ ย
แนบทา้ ยแผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 7: การให้คะแนนด้านความรู้ (K) เฉลยใบกิจกรรมท่ี 5.7 ปฏิกิรยิ าเคมมี ีผลต่อสงิ่ มีชวี ิตและสง่ิ ตา่ ง ๆ รอบตวั อย่างไร เฉลยคาถามทา้ ยกจิ กรรม 1. ปฏกิ ริ ยิ าการเผาไหม้ การเกิดฝนกรด และการสงั เคราะห์ด้วยแสงเกิดข้ึนไดอ้ ยา่ งไร มีสารใดเปน็ สารตัง้ ตน้ สารใดเป็นผลติ ภณั ฑ์ และเขียนเปน็ สมการข้อความไดอ้ ยา่ งไร แนวคาตอบ การเผาไหม้เกิดจากการทาปฏิกริ ยิ าระหว่างเช้ือเพลิงและแก๊สออกซิเจน ในกรณีทเี่ ช้อื เพลงิ เปน็ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน การเผาไหมจ้ ะมีสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนและแกส๊ ออกซิเจนเป็นสารต้ังต้น ถา้ เกดิ การเผาไหมอ้ ย่างสมบูรณ์ จะได้น้าและแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์เปน็ ผลิตภัณฑ์ เขยี นเป็นสมการข้อความได้ ดังนี้ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อน + แก๊สออกซเิ จน → นา้ + แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ ฝนกรด เกดิ จากการทาปฏกิ ิรยิ าระหว่างนา้ และออกไซด์ของไนโตรเจนหรอื ออกไซด์ของซัลเฟอร์ ได้สารละลายทีม่ ีค่าพเี อชน้อยกว่า 5.6 โดยปฏกิ ิรยิ านีม้ ีน้าและออกไซดข์ องไนโตรเจนหรือออกไซดข์ องซลั เฟอร์ เปน็ สารตง้ั ตน้ ไดก้ รดไนตริกหรือกรดซลั ฟิวริกเป็นผลติ ภัณฑ์ สามารถเขยี นเป็นสมการขอ้ ความได้ ดงั นี้ แก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์ + นา้ → กรดไนตรกิ + แก๊สไนโตรเจนมอนอกไซด์ แกส๊ ซัลเฟอรไ์ ตรออกไซด์ + นา้ → กรดซัลฟิวริก การสังเคราะหด์ ว้ ยแสงเปน็ กระบวนการสร้างอาหารของพืช เกดิ จากการทาปฏิกิรยิ าระหว่างนา้ และ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมแี สงและคลอโรฟิลลช์ ว่ ยในการเกดิ ปฏิกริ ิยา ปฏกิ ริ ิยาน้มี นี า้ และแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดเ์ ปน็ สารตง้ั ต้น น้าตาลและแก๊สออกซเิ จนเป็นผลติ ภัณฑ์ สามารถเขยี นเปน็ สมการ ข้อความได้ ดังนี้ พลังงานแสง นา้ + แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ → นา้ ตาล + แกส๊ ออกซเิ จน คลอโรฟลิ ล์ 2. ฏกิ ิรยิ าการเผาไหม้ การเกิดฝนกรด และการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง มีประโยชน์และโทษอย่างไร แนวคาตอบ การเผาไหมจ้ ะให้ความร้อนซึง่ สามารถนาไปใช้ประโยชนใ์ นดา้ นต่าง ๆ เชน่ ใชผ้ ลิต พลงั งานไฟฟ้า เปลยี่ นเปน็ พลงั งานในการขบั เคลื่อนรถยนต์ หรอื ใช้ในการประกอบอาหาร แต่การเผาไหม้ กท็ าใหเ้ กิดแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ทเ่ี ปน็ สาเหตหุ น่งึ ของภาวะเรือนกระจก ทาใหอ้ ณุ หภมู เิ ฉล่ียของโลกสงู ขึน้ นอกจากนี้อาจก่อให้เกดิ เขม่าและแกส๊ คาร์บอนมอนอกไซด์ ซง่ึ เมือ่ หายใจเขา้ ไปจะเกดิ อันตรายตอ่ สิ่งมีชีวิตอีกด้วย
ฝนกรดทาใหเ้ กดิ อาการระคายเคอื งตอ่ เย่ือบุตา่ ง ๆ คนั ตามผิวหนัง แสบตา ทาให้พชื แหง้ และตาย ทาใหโ้ ครงสร้างอาคารท่ีทาด้วยโลหะและปูนผุกร่อน ทาใหค้ วามเป็นกรดของแหล่งน้าและดนิ เพ่มิ ขน้ึ ส่งผลตอ่ พชื และสตั ว์ทีด่ ารงชีวติ ในแหล่งนา้ การสงั เคราะหด์ ้วยแสงของพืชนอกจากจะไดน้ ้าตาลซ่ึงจาเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช แล้วยงั ได้แก๊ส ออกซิเจนซึ่งจาเปน็ ต่อการดารงชวี ติ ของสง่ิ มชี ีวิตอนื่ ๆ กระบวนการนย้ี ังชว่ ยลดปริมาณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ ซึ่งเปน็ สาเหตุหน่งึ ของภาวะโลกรอ้ นอกี ดว้ ย 3. แนวทางการป้องกันและแกไ้ ขปัญหาทเี่ กิดจากปฏิกริ ยิ าเคมที ม่ี ผี ลตอ่ สิง่ มีชวี ติ และส่ิงต่าง ๆ รอบตัวเป็นอย่างไร แนวคาตอบ ลดการใช้เชื้อเพลิง เลิกการเผาป่าและการเผาขยะ ใช้ระบบขนส่งสาธารณะแทนการใช้ รถยนตส์ ว่ นบุคคล ตดิ ตงั้ ระบบกาจัดแก๊สทเี่ ปน็ สาเหตขุ องการเกิดฝนกรดในโรงงานอุตสาหกรรมกอ่ นปลอ่ ยออก สู่ชัน้ บรรยากาศ เลือกใช้พลงั งานทดแทนแทนการใชพ้ ลงั งานจากเช้ือเพลิง 4. จากกิจกรรม สรุปไดว้ า่ อยา่ งไร แนวคาตอบ ปฏิกิรยิ าเคมีที่พบท่ัวไปในสงิ่ แวดลอ้ มมหี ลายชนดิ เชน่ การเผาไหม้ การเกดิ ฝนกรด การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง ปฏกิ ิรยิ าเคมีเหล่านี้มที ั้งท่ีเป็นประโยชน์และเปน็ โทษตอ่ สิง่ มีชวี ิตและสิ่งตา่ ง ๆ รอบตัว การเลือกใช้ปฏกิ ิริยาเคมีในการทากจิ กรรมต่าง ๆ ของมนษุ ยจ์ งึ ควรคานึงถึงผลกระทบตอ่ สงิ่ แวดลอ้ ม ตลอดจน รจู้ กั วธิ ีควบคุม ป้องกนั และแกป้ ญั หาทเ่ี กดิ ขึ้น
แนบท้ายแผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 7: แผนผงั มโนทัศน์ แผนผงั มโนทศั น์ส่งิ ท่ไี ดเ้ รยี นร้จู ากบทเรยี นปฏกิ ิรยิ าเคมี
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 8 เรอ่ื ง ออกแบบวิธีการลดปริมาณแก๊สเรอื นกระจก รหสั วิชา ว23102 เวลา 1 ช่วั โมง หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 5 ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ ปฏิกริ ิยาเคมีและวสั ดใุ นชวี ติ ประจาวัน รวม 17 ชัว่ โมง กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 2 สาระท่ี 2 ชื่อสาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชวี้ ัด ว 2.1 เข้าใจสมบตั ิของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหวา่ งสมบัตขิ องสสารกับโครงสรา้ ง และแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารการเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี ตวั ชี้วดั ว 2.1 ม.3/8 ออกแบบวิธีแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน โดยใช้ความรู้เก่ียวกับปฏิกิริยาเคมี โดยบูรณาการ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวศิ วกรรมศาสตร์ 2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด 1) ความรู้เก่ียวกับปฏิกิริยาเคมี สามารถนาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจาวัน และสามารถบูรณาการกับ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์เพ่ือใช้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพตามต้องการหรืออาจสร้าง นวัตกรรม เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาเคมี โดยใช้ความรู้เก่ียวกับปฏิกิริยาเคมี เช่น การเปล่ียนแปลงพลังงาน ความรอ้ นอนั เน่อื งมาจากปฏกิ ริ ยิ าเคมี การเพมิ่ ปริมาณผลผลิต 3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ นกั เรยี นอธบิ ายการสร้างนวตั กรรมทเ่ี กยี่ วกบั ปฏิกิริยาเคมีโดยบูรณาการ 1) ดา้ นความรู้ (K) วทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม นกั เรยี นใช้ทกั ษะการจัดกระทาและสื่อความหมายขอ้ มลู โดยนาเสนอขอ้ มลู 2) ด้านทักษะ (P) ทไ่ี ด้จากการออกแบบวิธกี ารลดปรมิ าณแก๊สเรือนกระจก นกั เรยี นมีความมุ่งมั่นและรบั ผดิ ชอบในการทางาน 3) ด้านเจตคติ (A) 4. คุณลักษณะผเู้ รยี น 4.1 คุณลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ อยูอ่ ย่างพอเพียง ซอื่ สตั ยส์ ุจรติ ม่งุ ม่นั ในการทางาน มีวินัย รกั ความเป็นไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ
5. ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน ความสามารถในการส่ือสาร: นกั เรยี นสามารถส่ือสาร โดยการนาเสนอวธิ กี ารแกป้ ัญหา หรือผลของ นวัตกรรมท่ีพฒั นาได้ โดยใชค้ วามรู้เกี่ยวกับปฏิกิรยิ าเคมี โดยใชว้ ิธกี ารสื่อสารที่เหมาะสม ความสามารถในการคิด: นกั เรยี นสามารถคดิ โดยวเิ คราะหป์ ัญหา แกป้ ญั หา และพฒั นานวตั กรรม โดยใช้ความรู้เกยี่ วกับปฏกิ ิริยาเคมี 6. สาระการเรียนรู้ ผลปฏิกริ ยิ าเคมีตอ่ ชวี ติ และสงิ่ แวดลอ้ ม ทาให้เกิดปฏิกิริยาเคมี ซึ่งบางปฏิกิริยาทาให้เกิดผลิตภัณฑ์ท่ีก่อให้เกิดปัญหาด้านส่ิงแวดล้อม ซ่ึงมี ผลกระทบตอ่ สิ่งแวดลอ้ มดังนี้ ปรากฏการณ์เรือนกระจก (greenhouse gases) เกิดจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แก๊สมีเทน (CH4) แก็สไดไนโตรเจนมอนอกไซด์ (N2O) และแก๊สท่ีมีฟลูออรีนเป็นองค์ประกอบ (fluorinated gases) เช่น คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCS) ซึ่งเป็นแก็สที่พบในบรรยากาศโลก เนื่องจากการกิจกรรมอันหลากหลาย ของมนุษย์ เม่ือได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ รังสอี ัลตราไวโอเลต (UV) จากดวงอาทติ ยม์ ีพลงั งานสูงทะลุผ่านชั้น ก๊าซเรือนกระจก เม่ือผิวโลกร้อนข้ึนจะคายพลังงานความรอ้ นในรปู ของรังสีอินฟาเรด ซึ่งมีพลงั งานต่าไม่สามารถ ทะลุผา่ นชั้นก๊าซเรือนกระจกออกไปได้ ทาใหอ้ ุณหภมู ิของโลกสูงขึ้น คาดว่าอีกประมาณ 100 ปีข้างหน้าอุณหภมู ิ ของโลกจะสูงขึ้น 1- 5 องศาเซลเซียส ส่วนใหญ่ก๊าซท่ีทาให้เกิดช้ันเรือนกระจก ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจกได้ถึง 57 เปอร์เซ็นต์ ซ่ึงเกิดจากการเผาไหม้เช้ือเพลิงเป็นส่วนใหญ่ ดังสมการ สารเช้ือเพลิง + กา๊ ซออกซิเจน + ก๊าซคารบ์ อนไดออกไซด์ + ไอนา้ ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ท่ีเพ่ิมขึ้นเกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้ เชอ้ื เพลิงจากยานพาหนะ การตัดไมท้ าลายป่า การเผาปา่ แนวทางในการป้องกันปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ท่ีเพิ่มขึ้น เช่น ควบคุมเคร่ืองยนต์ในยาพาหนะ ให้มีสภาพดี และเลือกใช้น้ามันเชื้อเพลิงคุณภาพดี ลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แก้ไขปัญหาจราจร หนาแน่นปฏิบัติตามกฎหมายเก่ียวกับเร่ืองควบคุมปริมาณควันไอเสียของโรงงาน และยานพาหนะสู่บรรยากาศ ไม่ตัดไม้ทาลายป่า เผาป่า และเผาฟางข้าวในนา กาจัดขยะให้ถูกวธิ ี หลีกเล่ียงการเผาขยะ ก๊าซโอโซนถูกทาลาย การท่ีกา๊ ซโอโซนถกู ทาลายทาให้บรรยากาศของโลกมอี ุณหภูมสิ งู ขึน้ เป็นต้น 7. กจิ กรรมการเรียนรู้ ใช้รปู แบบการจดั การเรยี นการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (1 ช่ัวโมง; 60นาท)ี ข้ันที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (10 นาท)ี 1) ครกู ระตุ้นความสนใจของนกั เรยี น เก่ียวกบั เรือ่ ง ผลปฏิกิริยาเคมตี อ่ ชวี ติ และสิง่ แวดลอ้ ม โดยใช้สอ่ื วดี ทิ ศั นเ์ รอ่ื ง เข้าใจ \"ภาวะเรือนกระจก\" ใน 2 นาที - วิทยาศาสตรร์ อบตัว (สืบค้นไดจ้ าก https://www.youtube.com/watch?v=jUkWypOxKbM)
2) ครูและนักเรียนพูดคยุ แลกเปลย่ี นถึงปัญหาและส่ิงที่เกดิ ข้ึนจากปรากฏการณเ์ รือนกระจก ว่า มีผลกระทบต่อสิง่ มีชีวติ และส่งิ แวดล้อมอย่างไร 3) ครูเช่ือมโยงเข้าสู่กิจกรรมท้ายบท ออกแบบวิธีการลดปริมาณแก๊สเรือนกระจกได้อย่างไร โดยใช้คาถามว่า ผลของปฏิกิริยาเคมีต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีปรากฏการณ์หรือสถานการณ์ใดที่เห็นชัดใน ปัจจบุ ัน และส่งผลกระทบอยา่ งไรตอ่ การดารงชีวติ ของมนษุ ย์ (นักเรียนตอบตามความเข้าใจ) ขน้ั ที่ 2 ข้นั สารวจและคน้ หา (Exploration) (20 นาท)ี 4) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 24 และครูตรวจสอบความ เขา้ ใจการอ่าน โดยใช้คาถามดังตอ่ ไปนี้ - กจิ กรรมนเี้ ก่ยี วกบั เรอื่ งอะไร (ออกแบบวธิ กี ารลดปรมิ าณแกส๊ เรือนกระจก) - กิจกรรมน้ีมีจุดประสงค์อะไร (ออกแบบวิธีการลดปริมาณแก๊สเรือนกระจก โดยใช้ความรู้ เกย่ี วกับปฏกิ ิริยาเคมี บูรณาการกบั คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม) - วิธีดาเนินกิจกรรมมีข้ันตอนโดยสรุปอย่างไร (ร่วมกันอภิปรายสถานการณ์ จากน้ันระบุปญั หา ท่ีพบในสถานการณ์ท่ีกาหนดให้ แล้ววิเคราะห์สาเหตุของปัญหา สืบค้นวิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้หลาย ๆ วิธี เลอื กออกแบบวิธีแก้ปญั หา อธบิ ายเหตุผลในการออกแบบ และนาเสนอวิธีแกป้ ัญหาในรปู แบบตา่ ง ๆ ท่นี า่ สนใจ) - ข้อเสนอแนะในการทากิจกรรมมีอะไรบ้าง (นักเรียนสืบค้นข้อมูลล่วงหน้า โดยสืบค้นแหล่ง ค้นคว้าที่นา่ เช่ือถือใหน้ กั เรียน) 5) ขณะที่นักเรียนแต่ละกลุ่มทากิจกรรม ครูเดินสังเกตการทากิจกรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม และให้คาแนะนา ถ้านักเรียนมีข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจเป็นปัญหา ซ่ึงครูควรรวบรวมปัญหา และข้อ สงสัยทีพ่ บจากการทากจิ กรรมของนักเรยี นเพือ่ ใชเ้ ปน็ ข้อมลู ประกอบการอภปิ รายหลงั จากการทากจิ กรรม ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) (10 นาท)ี 6) นักเรียนบนั ทกึ การทากิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมท้ายบท ออกแบบวธิ ีการ ลดปริมาณแก๊สเรอื นกระจกได้อยา่ งไร โดยการตอบคาถามท้ายกจิ กรรม และรว่ มกันสรุปผลของกิจกรรม ขนั้ ที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) (10 นาที) 7) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปผล เพ่ือให้ได้ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า การแก้ปัญหาใน สถานการณ์น้ี ต้องใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เพื่อหาปฏิกิริยาเคมีที่สามารถลดปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ต้องใช้ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ในการคานวณหาปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ท่ีลดลงด้วยวิธีต่าง ๆ ต้องใช้ ความรู้ด้านเทคโนโลยีในการสืบค้นและออกแบบ และใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมในการดาเนินงาน เพื่อแกป้ ญั หาอยา่ งเป็นระบบ
ขน้ั ท่ี 5 ขัน้ ประเมิน (Evaluation) (10 นาที) 8) นกั เรยี นตรวจสอบการทาแบบบนั ทึกการคน้ ควา้ และสง่ ตามกาหนดทีว่ างไว้ 9) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมิน (Rubrics Score) 8. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 8.1 อปุ กรณท์ ากิจกรรม: อปุ กรณ์ที่ใช้ในการสบื คน้ เชน่ โทรศัพท์เคลื่อนท่ี คอมพิวเตอร์ 8.2 คลปิ วดี ทิ ัศน์: เข้าใจ \"ภาวะเรอื นกระจก\" ใน 2 นาที - วิทยาศาสตร์รอบตวั 8.3 ใบกิจกรรม: ใบกจิ กรรมทา้ ยบท ออกแบบวธิ ีการลดปริมาณแกส๊ เรอื นกระจกได้อยา่ งไร 8.4 แบบบันทกึ กิจกรรม: แบบบนั ทกึ การค้นควา้ กิจกรรมทา้ ยบท ออกแบบวธิ กี ารลดปรมิ าณ แกส๊ เรือนกระจกไดอ้ ย่างไร 8.5 แหล่งเรยี นร้:ู หนังสือเรยี นรายวชิ าพน้ื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 เลม่ 2 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9. การวดั และการประเมนิ ตวั ชี้วดั /ผลการเรยี นรู้ วธิ ีการวดั เครอื่ งมอื วดั เกณฑท์ ่ใี ช้ในการประเมนิ 1. อธบิ ายการสรา้ งนวตั กรรม - ตรวจการตอบ - คาถามทา้ ยกจิ กรรมทา้ ยบท - ไดไ้ ม่น้อยกว่า 2 คะแนน ที่เกยี่ วกับปฏิกริ ิยาเคมโี ดย คาถามทา้ ยกจิ กรรม ออกแบบวิธกี ารลดปริมาณ ระดับคณุ ภาพดี ถือวา่ บูรณาการฯได้ ท้ายบท แกส๊ เรือนกระจกได้อยา่ งไร ผ่านการประเมิน (ดา้ นความร:ู้ K) จานวน 4 ข้อ ดา้ นความรู้ 2. การใช้ทักษะการจัดกระทา - ตรวจการทาแบบ - แบบบนั ทึกการคน้ ควา้ - ไดไ้ มน่ อ้ ยกวา่ 2 คะแนน และส่ือความหมายขอ้ มลู บันทกึ การคน้ คว้า กจิ กรรมทา้ ยบทออกแบบ ระดบั คุณภาพดี ถอื วา่ โดยนาเสนอขอ้ มลู ทีไ่ ด้ กจิ กรรมท้ายบท วิธีการลดปริมาณแก๊สเรอื น ผา่ นการประเมนิ จากการออกแบบวธิ ีการลด กระจกไดอ้ ย่างไร ดา้ นกระบวนการ ปรมิ าณแก๊สเรอื นกระจก (ด้านกระบวนการ: P) 3. ความม่งุ มั่นในการทางาน - สงั เกตพฤติกรรม - เกณฑก์ ารประเมนิ ความ - ได้ไมน่ อ้ ยกว่า2 คะแนน และความรับผดิ ชอบ ของนกั เรยี นระหวา่ ง มุ่งมั่นและความรบั ผิดชอบ ระดับคุณภาพดี ถอื ว่า (ดา้ นเจตคต:ิ A) และหลังการจดั ในการทากิจกรรมการ ผา่ นการประเมิน กจิ กรรมการเรยี นรู้ เรียนรู้ ดา้ นเจตคติ
9.1 เกณฑ์การประเมินผลนักเรียน เกณฑก์ ารประเมนิ (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมนิ คา่ นา้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน คะแนน การให้คะแนนตอบ 3 ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมท้ายบท ถกู ต้อง จานวน 4 ข้อ คาถามทา้ ย 2 ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมท้ายบท ถกู ตอ้ ง จานวน 3 ข้อ กจิ กรรมทา้ ยบท 1 ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมท้ายบท ถูกตอ้ ง จานวน 1-2 ขอ้ หรือไมถ่ กู ต้อง การให้คะแนนการบันทึก บันทึกผลการทากจิ กรรม ในแบบบันทกึ การคน้ ควา้ ได้ชัดเจน ถูกต้อง แบบบันทกึ การคน้ คว้า 3 โดยออกแบบวิธีการลดปรมิ าณก๊าซเรอื นกระจก มีการอา้ งอิงขอ้ มูลจาก กจิ กรรมทา้ ยบท การสบื ค้นท่นี า่ เชอื่ ถอื ได้อยา่ งสมเหตุสมผล สอดคลอ้ งกบั การบรู ณาการ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม บนั ทกึ ผลการทากิจกรรม ในแบบบนั ทึกการคน้ ควา้ ได้ โดยออกแบบ 2 วิธีการลดปรมิ าณกา๊ ซเรือนกระจก มีการอา้ งองิ ข้อมลู จากการสบื ค้นท่ี สอดคล้องกบั การบรู ณาการความรทู้ ี่เกย่ี วขอ้ งได้ บันทกึ ผลการทากจิ กรรม ในแบบบนั ทกึ การค้นควา้ โดยออกแบบวิธกี าร 1 ลดปรมิ าณก๊าซเรือนกระจก แตไ่ ม่มีการอ้างองิ ข้อมูลจากการสืบคน้ สอดคล้องกับการบูรณาการความรู้ทเ่ี ก่ียวขอ้ งได้ การใหค้ ะแนนพฤติกรรม 3 1) นกั เรยี นมคี วามสนใจและมงุ่ มน่ั ในการทากจิ กรรม ใหค้ วามรว่ มมอื ความมุ่งมนั่ และความ และปฏบิ ตั ิตามข้นั ตอนการเรียนรู้เป็นอย่างดี รับผิดชอบในการทา 2) นกั เรยี นมคี วามรบั ผิดชอบทางานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายไดต้ รงเวลาท่ี กจิ กรรมการเรยี นรู้ กาหนดเป็นอย่างดี 2 1) นกั เรยี นสนใจและมงุ่ มน่ั ในการทากจิ กรรมเปน็ บางครง้ั และมกี ารคยุ กันเลน่ ขณะการเรียนรู้ แตไ่ มก่ ระทบผูอ้ ่ืน 2) นกั เรยี นมคี วามรบั ผิดชอบทางานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายตรงตามเวลาท่ี กาหนด แต่เกดิ ปญั หาระหวา่ งการทางาน 1 1) นกั เรยี นขาดความมุ่งมน่ั และไมส่ นใจในการเรยี น มพี ฤตกิ รรมชอบคยุ ชอบเลน่ หรอื นอนหลบั ขณะการเรยี นการสอน 2) นกั เรยี นขาดความรบั ผิดชอบในงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายไมต่ รงตาม กาหนดเวลาท่ตี กลงไว้ 9.2 ระดบั คณุ ภาพ คะแนนรวมเฉลี่ย 6.00 - 5.00 หมายถึง ดมี าก คะแนนรวมเฉลี่ย 4.00 - 3.00 หมายถงึ ดี คะแนนรวมเฉลี่ย 2.00 - 1.00 หมายถึง พอใช้ ดงั น้นั นกั เรยี นตอ้ งไดค้ ะแนนเฉล่ียทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับ คณุ ภาพ ดี ถอื วา่ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมินในแผนการจดั การเรยี นที่ 8
บนั ทึกหลงั การสอน หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 5 ปฏกิ ริ ิยาเคมแี ละวสั ดุในชีวติ ประจาวนั .... ...... ... ... แผนการสอนเรอ่ื ง 8 ออกแบบวธิ ีการลดปริมาณแกส๊ เรือนกระจก วนั ที่...............................เดอื น...............................................................พ.ศ................. 1. สรุปผลการเรียนการสอน 1. นกั เรียนจานวน....................คน ผ่านจดุ ประสงค์การเรียนร.ู้ ..........คน คิดเปน็ ร้อยละ............. ไม่ผา่ นจุดประสงค.์ ......................คน คดิ เปน็ ร้อยละ............. ไดแ้ ก่.................................................................................................. 2. สรุปผลตามรายจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ 2.1 นกั เรียนมีความรคู้ วามเขา้ ใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ขอ้ เสนอแนะหลงั การจัดการเรียนการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่อื ............................................ครูผูส้ อน ลงช่อื .............................................หวั หนา้ กล่มุ สาระ () () ตาแหนง่ ................................................... ลงชือ่ .............................................ผชู้ ่วย/รองฯวชิ าการ …………./……………./………… () ลงชื่อ............................................ผอู้ านวยการ ()
แบบบันทกึ การประเมนิ คณุ ภาพการเรียนรขู้ องนักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 รายวิชาวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน (ว23102) หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 5 ปฏกิ ริ ิยาเคมีและวสั ดุในชีวติ ประจาวันI แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 8 เรื่อง ออกแบบวิธีการลดปริมาณแกส๊ เรือนกระจก . คาชแ้ี จง: ทาเคร่อื งหมาย ในช่องคา่ น้าคะแนนแตล่ ะด้านตามจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ โดยประเมนิ ตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ช่ือ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ด้านเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น คา่ น้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22
เลข ชื่อ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์การพิจารณาคุณภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลีย่ 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถึง ต้องได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้นึ ไปเทา่ นั้น ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชี้วัด ผลการประเมนิ การเรียนรู้ของนกั เรียน ผเู้ รยี นท่ี ผ่าน ตวั ชว้ี ดั มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผู้เรยี นที่ ไมผ่ ่าน ตวั ชี้วัด มีจานวน…………………………คน คดิ เป็นรอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
สือ่ การเรยี นรแู้ ผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 8: สื่อวดี ทิ ัศน์ คลปิ วีดที ัศน:์ เขา้ ใจ \"ภาวะเรอื นกระจก\" ใน 2 นาที - วทิ ยาศาสตร์รอบตัว สื่อวีดิทัศน์เร่ือง ภาวะเรือนกระจก อธิบายเก่ียวข้องกับกระบวนการการเกิดปรากฏการณ์ภาวะเรือน กระจก (greenhouse effect) แหล่งที่มา: เวบ็ ไซตอ์ า้ งอิง https://www.youtube.com/watch?v=jUkWypOxKbM เผยแพรเ่ ม่ือ 26 มกราคม พ.ศ. 2562 (ชอ่ งYouTube: SciMathFamily)
สอ่ื การเรยี นรแู้ ผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 8: ใบกิจกรรมทา้ ยบท ใบกจิ กรรมทา้ ยบท ออกแบบวธิ ีการลดปริมาณแกส๊ เรอื นกระจกได้อยา่ งไร หนังสอื เรียนรายวชิ าพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 เลม่ 2 ตามหลักสตู รแกนกลาง การศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร หนา้ 31 กจิ กรรมทา้ ยบท ออกแบบวธิ ีการลดปรมิ าณแก๊สเรือนกระจกได้อย่างไร? จุดประสงค์ ออกแบบวธิ ีการลดปรมิ าณแก๊สเรือนกระจก โดยใช้ความรู้เกี่ยวกบั ปฏิกิริยาเคมี บรู ณาการกบั คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม วัสดอุ ปุ กรณ์ อปุ กรณท์ ี่ใช้ในการสืบค้น เช่น โทรศัพทเ์ คล่อื นท่ี คอมพิวเตอร์ สถานการณท์ ่ี กาหนดให้ แก๊สเรือนกระจก (greenhouse gases) ไดแ้ ก่ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แก๊สมีเทน (CH4) แก็สไดโนโตรเจนมอนอกไซด์ (N2O) และแก๊สที่มีฟลูออรีนเป็น องค์ประกอบ (fluorinated gases) เชน่ คลอโรฟลูออโรคารบ์ อน (CFCS) ซง่ึ เป็นแกส็ ที่พบในบรรยากาศโลก แก๊สเหล่านี้สามารถกักเก็บความร้อนไว้ และคายความร้อน บางส่วนให้แก่โลก ทาให้อุณหภูมิบนโลกเหมาะสมสาหรับการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ในกรณีท่ีมีแก๊สเหล่านี้มากเกินไปจะทาให้ปรากฏการณ์เรือนกระจกรุนแรงข้ึน ส่งผล ให้เกิดภาวะโลกร้อน จากภาพแผนภูมิวงกลมแสดงปริมาณแก๊สเรือนกระจกจะพบว่า แก๊สเรือนกระจกที่มีปริมาณมากที่สุดคือ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และเม่ือพิจารณา ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ โลกในแต่ละปี ตั้งแตป่ ีพ.ศ.2503 พบการเพ่ิมขึ้นของปริมาณแก็สคาร์บอนไดออกไซด์ มีแนวโนม้ เดียวกับการเปลย่ี นแปลงของอณุ หภมู ิ ดังภาพ ถ้านักเรียนเป็นนักส่ิงแวดล้อม จะออกแบบวิธีการลดปริมาณ แก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ โดยใชค้ วามรู้เร่ืองปฏิกิริยาเคมีได้อย่างไร ซ่ึงวิธีที่เลือกใช้จะตอ้ ง เป็นวิธีท่ีลดปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซดีได้ในปริมาณมาก สารต้ังต้นท่ีใช้ใน ปฏกิ ิรยิ าเคมีหางา่ ย และได้ผลิตภณั ฑท์ ่ไี ม่เป็นพิษตอ่ ส่ิงแวดล้อม ภาพแผนภมู ิวงกลมแสดงปรมิ าณแกส็ เรอื นกระจก ปี พ.ศ. 2553 ท่มี า : United States Environmental Protection Agency (US EPA)
กิจกรรมท้ายบท ออกแบบวธิ กี ารลดปริมาณแกส๊ เรอื นกระจกได้อย่างไร? วิธดี าเนนิ กจิ กรรม 1. รว่ มกนั อภปิ รายสถานการณ์ จากน้ันระบปุ ญั หาทพ่ี บในสถานการณน์ ี้ และบันทกึ ผล 2. รวบรวมแนวคิดทเ่ี กย่ี วข้อง วเิ คราะหส์ าเหตุของปญั หา สืบค้นวธิ แี ก้ปัญหาที่เป็นไปได้ หลาย ๆ วธิ ี ตลอดจนวิเคราะหค์ วามเปน็ ไปได้ของแตล่ ะวธิ ี 3. ร่วมกนั อภปิ รายและเลอื กวธิ แี กป้ ญั หาใหเ้ ป็นไปตามเง่ือนไขทกี่ าหนด 4. ออกแบบวิธแี ก้ปญั หา อธบิ ายเหตผุ ลในการออกแบบที่สอดคล้องกบั เงื่อนไขที่กาหนด และบนั ทกึ ผล 5. นาเสนอวิธแี กป้ ัญหาในรปู แบบตา่ ง ๆ ที่น่าสนใจ ขอ้ เสนอแนะใน • ครูอาจมอบหมายให้นกั เรยี นสืบค้นขอ้ มลู ลว่ งหนา้ โดยแนะนาแหลง่ ขอ้ มลู สาหรับการสบื คน้ การทากจิ กรรม ท่นี ่าเชื่อถือใหน้ ักเรยี น สอื่ การเรยี นรู/้ • การปล่อยกา๊ ซคารบ์ อนไดออกไซด์ (CO2) จากการใชพ้ ลงั งานปี 2561 สานกั งานนโยบาย แหล่งเรยี นรู้ และแผนพลังงาน กระทรวงพลงั งาน. สบื คน้ เม่ือ 13 กุมภาพันธ์ 2563, จาก http://www.eppo.go.th/index.php/th/component/k2/item/download/19020_03 bec3b51616b97b8c5427a1faa82f3d • สถาบนั วจิ ยั วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม.่ สบื คน้ เมอ่ื 13 กมุ ภาพันธ์ 2563, จาก https://stri.cmu.ac.th/article_detail.php?id=25 • สานกั งานการวจิ ยั แหง่ ชาต.ิ สบื คน้ เมือ่ 13 กุมภาพันธ์ 2563, จาก https://doi.nrct.go.th/ListDoi/Download/155502/85a049310eaf0368423bf785ed0 8927e?Resolve_DOI=10.14456/jem.2015.14 • Thai Journal Online (ThaiJO). สืบคน้ เม่อื 13 กุมภาพันธ์ 2563, จาก https://www.tci-thaijo.org/index.php/JASCI/article/download/146361/107927/ คาถามทา้ ยกิจกรรม 1. ปัญหาในสถานการณ์น้ีคืออะไร และเกย่ี วข้องกับปฏกิ ิรยิ าเคมีใดบ้าง 2. ความรเู้ กีย่ วกับปฏิกริ ิยาเคมสี ามารถนาไปแก้ปัญหาในสถานการณ์นี้ได้อยา่ งไร 3. การแกป้ ัญหาในสถานการณ์นไ้ี ดใ้ ช้ความรู้วทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการ ออกแบบเชิงวิศวกรรมอย่างไร 4. วิธีการแก้ปัญหาที่ออกแบบไว้ มีขอ้ ดี ขอ้ เสียอย่างไร เมื่อเปรยี บเทียบกับวิธแี ก้ปญั หาของกล่มุ อื่น และ มแี นวทางปรบั ปรงุ แบบของตนเองอยา่ งไร
สือ่ การเรียนรแู้ ผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 8: แบบบนั ทึกการคน้ ควา้ กจิ กรรมทา้ ยบท แบบบนั ทึกการคน้ คว้ากจิ กรรมทา้ ยบท ออกแบบวิธีการลดปรมิ าณแก๊สเรอื นกระจกได้อย่างไร ช่ือ-นามสกลุ ..........................................................................................ชนั้ .................เลขท่ี...........กลุ่มท.ี่ ........... ผลการวิเคราะหส์ ถานการณท์ ่กี าหนดให้ ปัญหาทพ่ี บในสถานการณค์ ือ .................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................... ตารางบันทกึ ผลการสบื ค้น ชนดิ ของแกส๊ วิธีการแก้ปัญหา ความเปน็ ไปได้ ปริมาณแก๊ส ของแตล่ ะวธิ กี าร ที่ลดได้ คารบ์ อนไดออกไซด์ …………………………………………………… ……………………………… …………………………… …………………………………………………… ……………………………… …………………………… ………………………………………………….. ……………………………… …………………………… คารบ์ อนไดออกไซด์ …………………………………………………… ……………………………… …………………………… …………………………………………………… ……………………………… …………………………… ………………………………………………….. ……………………………… …………………………… ผลการออกแบบวิธีแก้ปัญหา อธบิ ายเหตผุ ล .......................................................................................... ......................................................................................... .......................................................................................... ......................................................................................... .......................................................................................... ......................................................................................... .......................................................................................... ......................................................................................... .......................................................................................... ......................................................................................... .........................................................................................
แนบทา้ ยแผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 8: การให้คะแนนดา้ นกระบวนการ (P) แนวทางบันทกึ การคน้ คว้ากจิ กรรมท้ายบท ออกแบบวธิ ีการลดปรมิ าณแก๊สเรอื นกระจกได้อยา่ งไร ผลการวเิ คราะห์สถานการณท์ ก่ี าหนดให้ ปัญหาท่ีพบในสถานการณค์ ือ อณุ หภูมเิ ฉลี่ยของโลกมแี นวโน้มสูงขนึ้ ซ่งึ อัตราการเพ่ิมข้นึ ของ อณุ หภูมิสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ ซงึ่ เป็นแกส๊ เรือนกระจกทมี่ ีปรมิ าณมากทสี่ ุด ตารางบันทกึ ผลการสืบคน้ ชนิดของแกส๊ วิธีการแก้ปัญหา ความเปน็ ไปได้ ปรมิ าณแก๊ส ของแต่ละวธิ ีการ ท่ลี ดได้ การดกั จับแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ การศกึ ษาใช้เวลานาน มากกวา่ ร้อยละ 90 คารบ์ อนไดออกไซด์ ปล่อยออกมาด้วยสารละลายโมโนเอ และมีต้นทุนสูง ทาโนเอมีน การปลกู สาหรา่ ยเพอ่ื ลดแกส๊ ต้นทนุ ต่า แต่ ขน้ึ อยู่กับชนดิ ของ คารบ์ อนไดออกไซด์ คาร์บอนไดออกไซดจ์ ากการ ประสทิ ธิภาพนอ้ ยกว่า สาหรา่ ยและความ สงั เคราะหด์ ้วยแสง เขม้ ขน้ ของแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ ผลการออกแบบวธิ แี ก้ปญั หา อธิบายเหตผุ ล นกั เรยี นสามารถตอบไดห้ ลากหลาย โดยตอ้ งมเี หตผุ ล สนับสนุนแนวทางทเี่ ลอื ก เชน่ เลอื กลดดว้ ยวิธดี ักจับ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซดท์ ี่ปลอ่ ยออกมาด้วยสารละลาย โมโนเอทาโนเอมีน เนอ่ื งจากเป็นวธิ ที มี่ ีประสิทธิภาพสูง เมอื่ พจิ ารณาแผนภมู ิรปู วงกลมทแ่ี สดงสัดส่วนการปล่อย แก๊สคาร์บอนไดออกไซดท์ ง้ั หมด 260.3 ลา้ นตนั ในปี2561 พบว่าปริมาณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ทมี่ า จากภาคอุตสาหกรรมคิดเป็น 31% ของปรมิ าณแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ทัง้ หมดหรือประมาณ 81 ล้านตนั ดังนน้ั ถ้าตอ้ งการลดปริมาณแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ดว้ ย สารละลายโมโนเอทาโนเอมนี ซงึ่ ระบวุ ่าสามารถลดแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดไ์ ดม้ ากกว่ารอ้ ยละ 90 แสดงว่าจะ สามารถลดปรมิ าณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดจ์ าก ภาคอุตสาหกรรมได้มากกว่า 72 ล้านตัน
แนบทา้ ยแผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 8: การให้คะแนนด้านความรู้ (K) เฉลยใบกิจกรรมทา้ ยบท ออกแบบวิธกี ารลดปรมิ าณแก๊สเรือนกระจกได้อยา่ งไร เฉลยคาถามทา้ ยกจิ กรรม 1. ปญั หาในสถานการณ์นี้คอื อะไร และเกีย่ วขอ้ งกับปฏกิ ิรยิ าเคมีใดบา้ ง แนวคาตอบ ปัญหาปริมาณแกส๊ คาร์บอนไดออกไซดใ์ นบรรยากาศมีปริมาณมากเกนิ ไปทาให้เกิดภาวะ โลกรอ้ นซงึ่ เกย่ี วขอ้ งกบั ปฏิกริ ิยาการเผาไหม้ 2. ความรเู้ กีย่ วกับปฏิกิรยิ าเคมีสามารถนาไปแก้ปัญหาในสถานการณน์ ีไ้ ด้อยา่ งไร แนวคาตอบ ความรู้เก่ียวกบั ปฏกิ ิริยาเคมีทาให้ทราบวา่ สารใดบ้างท่ีสามารถทาปฏิกริ ยิ ากบั แก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ จึงสามารถเลือกสารทม่ี ีประสิทธภิ าพสูงสุด ภายใตข้ อ้ จากัดของสถานการณ์ มาทา ปฏกิ ริ ิยาเพ่อื ลดปริมาณแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นบรรยากาศ 3. การแกป้ ัญหาในสถานการณ์นี้ได้ใชค้ วามรวู้ ิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกระบวนการ ออกแบบเชิงวศิ วกรรมอย่างไร แนวคาตอบ การแกป้ ัญหาในสถานการณ์น้ี ตอ้ งใชค้ วามรู้ด้านวทิ ยาศาสตร์เพ่อื หาปฏิกิริยาเคมีท่ี สามารถลดปรมิ าณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ ต้องใช้ความรู้ด้านคณติ ศาสตรใ์ นการคานวณหาปริมาณแก๊ส คารบ์ อนไดออกไซดท์ ลี่ ดลงดว้ ยวธิ ตี ่าง ๆ ตอ้ งใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีในการสบื คน้ และออกแบบ และใช้ กระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรมในการดาเนินงานเพ่อื แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ 4. วธิ ีการแกป้ ญั หาท่ีออกแบบไว้ มขี ้อดี ข้อเสยี อยา่ งไร เมื่อเปรยี บเทยี บกบั วธิ ีแก้ปญั หาของกลมุ่ อน่ื และมี แนวทางปรบั ปรุงแบบของตนเองอยา่ งไร แนวคาตอบ นกั เรยี นสามารถตอบได้หลากหลาย ข้ึนอยู่กบั การออกแบบวิธีการลดปริมาณแก๊ส คารบ์ อนไดออกไซดข์ องแตล่ ะกลมุ่ ตวั อยา่ งเชน่ เลอื กลดด้วยวิธีดักจบั แก๊สคาร์บอนไดออกไซดท์ ป่ี ลอ่ ยออกมา ด้วยสารเคมี เช่น สารละลายโมโนเอทาโนเอมีน วธิ นี มี้ ขี ้อดีคือเป็นวิธที ม่ี ปี ระสทิ ธิภาพสูงในการลดปรมิ าณ แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ แตม่ ีข้อเสียคอื ต้องใชต้ ้นทนุ สงู ซ่ึงอาจปรับปรุงได้โดยใชส้ ารเคมชี นิดอื่นท่มี รี าคาต่ากว่า แตย่ ังคงมสี มบตั ิในการดกั จับแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดไ์ ด้ดีเช่นเดมิ
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 9 เรื่อง สมบตั ิของพอลเิ มอร์ เซรามกิ และโลหะ รหสั วชิ า ว23102 เวลา 2 ชว่ั โมง หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 5 ชอ่ื หนว่ ยการเรียนรู้ ปฏกิ ิริยาเคมีและวสั ดุในชวี ิตประจาวัน รวม 17 ชัว่ โมง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 2 สาระท่ี 2 ชอื่ สาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชวี้ ดั ว 2.1 เขา้ ใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสมบตั ิของสสารกับโครงสรา้ ง และแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสารการเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี ตัวชี้วัด ว 2.1 ม.3/1 ระบสุ มบัตทิ างกายภาพและการใช้ประโยชนว์ ัสดปุ ระเภทพอลิเมอร์ เซรามิก และวสั ดุผสม โดยใชห้ ลักฐานเชงิ ประจกั ษแ์ ละสารสนเทศ 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด 1) พอลเิ มอร์ เซรามกิ และวสั ดุผสม เป็นวัสดุทใี่ ช้มากในชวี ิตประจาวนั 2) พอลิเมอร์เป็นสารประกอบโมเลกุลใหญ่ที่เกิดจากโมเลกุลจานวนมากรวมตัวกันทางเคมี เช่น พลาสติก ยาง เส้นใย ซ่ึงเป็นพอลิเมอร์ที่มีสมบัติแตกต่างกัน โดยพลาสติกเป็นพอลิเมอร์ท่ีขึ้นรูปเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ ยางยดื หยุ่นได้ ส่วนเสน้ ใยเปน็ พอลิเมอรท์ สี่ ามารถดึงเปน็ เส้นยาวได้ พอลเิ มอร์จงึ ใช้ประโยชนไ์ ด้แตกต่างกัน 3) เซรามิกเป็นวัสดุที่ผลิตจากดิน หิน ทราย และแร่ธาตุต่าง ๆ จากธรรมชาติ และส่วนมากจะผ่าน การเผาที่อุณหภูมิสูง เพื่อให้ได้เน้ือสารท่ีแข็งแรง เซรามิกสามารถทาเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ สมบัติทั่วไปของ เซรามิกจะแข็ง ทนต่อการสึกกร่อนและเปราะ สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ภาชนะที่เป็นเคร่ืองปั้น ดนิ เผา ชน้ิ สว่ นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ นกั เรยี นระบุสมบตั ทิ างกายภาพบางประการและการใช้ประโยชนข์ องวสั ดุ 1) ด้านความรู้ (K) ประเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ และโลหะได้ 2) ดา้ นทักษะ (P) นกั เรยี นใชท้ ักษะการตคี วามหมายขอ้ มลู และลงขอ้ สรุป โดยนาขอ้ มูลจากการ สงั เกตและการสืบคน้ ขอ้ มลู มาแปลความหมายเพือ่ สรุปชนิดและสมบตั ิบาง 3) ดา้ นเจตคติ (A) ประการของพอลเิ มอร์ นกั เรียนตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของการใชอ้ ปุ กรณ์การทากจิ กรรมได้
4. คุณลักษณะผ้เู รยี น ซอ่ื สตั ย์สุจริต มุ่งม่ันในการทางาน 4.1 คุณลกั ษณะทีพ่ งึ ประสงค์ ใฝ่เรยี นรู้ มีจติ สาธารณะ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพยี ง มีวนิ ยั รักความเปน็ ไทย 5. ด้านสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน ความสามารถในการสือ่ สาร: นกั เรยี นสามารถสือ่ สาร โดยการนาเสนอความหมาย ชนิด และสมบตั ิ ของพอลเิ มอร์ ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี: นกั เรยี นสามารถใช้เทคโนโลยี โดยสืบคน้ ข้อมลู เก่ยี วกับความหมาย และชนดิ ของพอลเิ มอรบ์ นอนิ เทอรเ์ นต็ 6. สาระการเรยี นรู้ พอลิเมอร์ เชรามิก และโลหะสมบัตกิ ารนาไฟฟา้ ความเหนียวหรอื ความเปราะ และการทนความร้อน แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีสมบัติอืน่ ๆ เช่น สภาพยืดหยุ่นต่างกันด้วย เนื่องจากมีโครงสร้างและองค์ประกอบท่ี แตกต่างกัน การนาวัสดุไปใชป้ ระโยชนจ์ งึ ตอ้ งพจิ ารณาจากสมบตั ิของวสั ดเุ พ่ือใหเ้ หมาะสมกบั การใชง้ าน พอลิเมอร์ (polymer) เป็นสารประกอบที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ เกิดจากสารที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก จานวนมากมาทาปฏิกิรยิ าเคมีกัน โครงสร้างของพอลิเมอร์ทไี่ ด้จะประกอบดว้ ยหน่วยซา้ ๆ ที่เรียกว่า มอนอเมอร์ (monomer) จานวนมากมายึดเหน่ียวกัน โครงสร้างของพอลิเมอร์มีทั้งแบบเส้น แบบก่ิง และแบบร่างแห ดังภาพ พอลิเมอร์บางชนิดเกิดข้ึนตามธรรมชาติ เช่น แป้งและเซลลูโลสเป็นพอลิเมอร์ท่ีมีน้าตาลกลูโคสเป็น มอนอเมอร์เชื่อมต่อกัน พอลิเมอร์บางชนิดเกิดขึ้นจากการสังเคราะห์ เช่น พอลิเอทิลีน เป็นพอลิเมอร์ที่มีเอทิลีน เป็นมอนอเมอร์เชอ่ื มตอ่ กนั ก. พอลเิ มอรแ์ บบเสน้ ข. พอลิเมอรแ์ บบก่ิง ค. พอลิเมอรแ์ บบรา่ งแห ภาพแสดง โครงสรา้ งของพอลเิ มอร์ (อ้างอิงจาก: หนงั สือเรียนรายวชิ าพื้นฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่ 2 ตามหลักสตู ร แกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ หนา้ 41) พอลิเมอร์มีสมบัติหลากหลาย บางชนิดไม่นาไฟฟ้า เช่น ฉนวนหุ้มสายไฟ บางชนิดเหนียว เช่น ถงุ พลาสติก บางชนดิ ยืดหยุน่ สงู เช่น ยางรัดของ บางชนดิ ไม่ยดื หยุ่น เช่น ชอ้ นเมลามีน บางชนดิ ไม่ทนความร้อน เมื่อได้รับความร้อนแล้วเปลี่ยนแปลง เช่น ขวดน้าพลาสติก ขณะท่ีบางชนิดทนความร้อน เมื่อได้รับความร้อน แลว้ ไมเ่ ปลีย่ นแปลง เชน่ เส้นดา้ ย ชอ้ นเมลามนี เน่ืองจากพอลมิ อมีสมบตั ิทีเ่ หมาะสมต่อการใชง้ านในหลากหลาย
รูปแบบ และสามารถนามาข้ึนรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปทรงต่าง ๆ ได้ง่ายโดยใช้พลังงานความร้อนน้อยกว่าเซรามิก และโลหะ พอลิเมอร์จึงเป็นวัสดุที่นามาใช้ในชีวิตประจาวันอย่างแพร่หลาย พอลิเมอร์ส่วนใหญ่เหนียว ไม่นาไฟฟ้าและไม่นาความร้อน เบากว่าเซรามิกและโลหะ ของใช้ในชีวิตประจาวันท่ีทาจากพอลิเมอร์มี 3 กลุ่ม ไดแ้ ก่ พลาสติก ยาง และเส้นใย พลาสติก (plastic) เป็นพอลิเมอร์ที่มีสมบัติหลากหลายข้ึนอยู่กับโครงสร้างของพลาสติก การ พิจารณาเลือกใช้พลาสติก จึงควรพจิ ารณาจากสมบตั ิของพลาสตกิ เช่น ขวดพอลิเอทิลีน เทเรฟทาเลต หรอื ขวด เพต็ (PET) มสี มบัติโปร่งใส มีความเหนียวสูง ปอ้ งกนั การซึมผ่านของสารได้หลายชนิด จึงนิยมนามาทาขวดบรรจุ น้าด่ืม ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกที่พบบ่อยในชีวิตประจาวัน เช่น ขวดเพ็ต ขวดพอลิเอทิลีน (PE) ท่อพีวีซี (PVC) จานเมลามนี ปจั จบุ ันมกี ารพฒั นาพลาสติกให้ทนความรอ้ นได้สงู แต่ยงั คงเหนยี วไมแ่ ตกง่าย ยาง (rubber) เป็นพอลิเมอร์ท่ีมีสมบัติไม่นาไฟฟ้าและไม่นาความร้อน ทนต่อแรงดึงได้ดี มีสภาพ ยืดหยุ่นสูง สามารถคืนกลับสู่สภาพเดิมไดอ้ ย่างรวดเร็วภายหลังจากที่ได้รับแรงกระทา จึงนิยมนามาใชท้ ายางรัด ของ ลูกโป้ง ถุงมือยาง ยางรถยนต์ อย่างไรก็ตามยางธรรมชาติยังมีข้อจากัดในการใชง้ าน เนื่องจากท่ีอุณหภูมิสูง จะอ่อนตัว และท่ีอุณหภูมิต่าจะแข็งกระด้าง ไม่ยืดหยุ่น จึงมีการปรับปรุงสมบัติให้เหมาะสมยิ่งขึ้นก่อนนามาทา ผลิตภณั ฑต์ ่าง ๆ เส้นใย (Fiber) เป็นพอลิเมอร์ท่ีมีสมบัติไม่นาไฟฟ้าและไม่นาความร้อน มีสภาพยืดหยุ่นและความ เหนียวแตกตา่ งกนั โดยเสน้ ใยจากธรรมชาติ เชน่ เส้นใยฝ้าย เส้นใยสบั ปะรด ป่าน ปอ ขนแกะ ใยไหม ซึ่งมีสภาพ ยืดหยุ่นและความเหนียวต่า จึงมีการพัฒนาเส้นใยสังเคราะห์ เช่น พอลิเอสเทอร์ ไนลอน ท่ีมีสภาพยืดหยุ่นและ ความเหนยี วสงู ซ่งึ เส้นใยสังเคราะห์เหลา่ นี้ นยิ มนามาทาเคร่อื งนุ่งห่ม แห เชือก พอลิเมอร์ท่ีได้จากธรรมชาติบางชนิดยังมีข้อจากัดในการใช้งาน และมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความ ต้องการที่เพิ่มข้ึน จึงมีการผลิตพอลิเมอร์สังเคราะห์เพ่ือให้เพียงพอต่อความต้องการใช้และปรับปรุงสมบัติให้ เปน็ ไปตามต้องการ เชน่ ยางธรรมชาติไม่ทนนา้ มนั ไม่ทนความร้อน จึงใช้ยางสังเคราะหใ์ นผลิตภัณฑ์ทีต่ ้องสัมผัส กับน้ามันและใช้งานท่ีอุณหภูมิสูง เส้นใยธรรมชาติบางชนิดท่ีนามาผลิตเป็นเส้ือผ้าจะดูแลรักษาได้ยาก ยับง่าย และมีความทนทานน้อย จึงใช้เส้นใยสังเคราะห์ในการผลิตเป็นเส้ือผ้า เพื่อง่ายต่อการดูแลรักษา และคงทน ใช้ งานไดเ้ ป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม พอลิเมอร์สังเคราะห์บางชนิดย่อยสลายในธรรมชาติได้ยาก จึงควรใช้เท่าที่จาเป็น นา กลับมาใช้ซ้าและนากลับไปผลิตใหม่หรือรึไซเคิล ซ่ึงเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและช่วยลดปริมาณขยะที่ ก่อใหเ้ กิดปญั หาสิง่ แวดล้อม เซรามิก (ceramic) ท่ีใช้งานทั่วไปเป็นวัสดุที่ผลิตจากดนิ หิน ทราย และแร่ธาตตุ ่างๆ จากธรรมชาติ ท่ีผ่านการข้ึนรูปแล้วนาไปเผาท่ีอุณหภูมิสูง ทาให้โครงสร้างและสมบัติเปลี่ยนไปจากเดิม เซรามิกส่วนใหญ่มี ความแข็งแต่เปราะ ทนตอ่ การสึกกรอ่ นได้สูง มจี ุดหลอมเหลวสูง ไม่นาความรอ้ นและไม่นาไฟฟ้า ทนความรอ้ น ได้ดี เมื่อได้รับความร้อนแล้วไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่าง ตัวอย่างของใช้ท่ีทาจากเซรามิกท่ีใช้ในชีวิตประจาวัน เช่น จานชามเซรามิก แจกันเซรามิก กระเบื้อง กระจก ลูกถ้วยไฟฟ้า ในปัจจุบันมีการนาเซรามิก ซึ่งผลิตจากสารท่ีมี ความบรสิ ุทธ์สิ ูง เช่น อะลมู ินา มาใช้ในอตุ สาหกรรมอิเล็กทรอนกิ ส์
โลหะ (metal) เป็นวัสดุที่ได้จากการถลุงสินแร่ในธรรมชาติ เช่น ทอง ทองแดง เงิน อะลูมิเนียม โลหะส่วนใหญ่มีความแข็ง เหนียว สามารถตีไห้เป็นแผ่นหรือยืดเป็นเส้นได้ นาความร้อนและนาไฟฟ้าได้ดีกว่า พอลิเมอร์และเซรามิก มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูง ตัวอย่างของใช้ท่ีทาจากโลหะท่ีใช้ในชีวิตประจาวัน เช่น ภาชนะหงุ ตม้ กลอนประตู ตวั ถงั รถยนต์ เส้นลวดทองแดงในสายไฟ เหล็กเป็นโลหะที่ใชก้ ันอยา่ งแพร่หลาย เม่ือเหล็กทาปฏกิ ิรยิ าเคมกี ับแก๊สออกซเิ จนและน้า จะเกดิ สนิม เหลก็ ทาให้เหล็กผุกรอ่ นได้ง่าย จึงมีการผลิตเหล็กกล้าไร้สนมิ โดยเตมิ คารบ์ อนและโลหะอ่ืน ๆ เชน่ โครเมียม ให้ มีสมบัติทนต่อการกัดกร่อนได้ ตัวอย่างของใช้ที่ทาจากเหล็กกล้าไร้สนิมที่ใช้ในชีวิตประจาัวัน เช่นภาชนะ เหล็กกล้าไร้สนิม สายนาฬกิ า มอื จับประตรู ถยนต์ โคมไฟ เป็นต้น 7. กิจกรรมการเรยี นรู้ ใช้รูปแบบการจัดการเรยี นการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (2 ช่ัวโมง; 120นาท)ี ขั้นที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (20 นาท)ี 1) ครกู ระตนุ้ ความสนใจของนักเรยี น เพื่อนาเข้าสู่บทที่ 2 วัสดุในชีวิตประจาวัน โดยใหน้ กั เรยี น ดูภาพนาเร่ือง (หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นม.3 เล่ม2 สสวท. หน้า 37) โดยใช้ ประเด็นคาถามดังนี้ - จากภาพ นักเรียนเห็นผลิตภัณฑ์ใดบ้าง (นักเรียนตอบตามท่ีสังเกตจากภาพ เช่น หนังสือ โทรศพั ท์เคล่อื นทีค่ อมพวิ เตอรโ์ น้ตบ๊กุ ถ้วยกาแฟ โคมไฟ โตะ๊ ) - ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นทาจากวัสดุชนิดใด (นักเรียนตอบตามความเข้าใจของตนเอง เช่น หนังสือ ทาจากกระดาษ ถ้วยกาแฟทาจากดินเผา โทรศัพท์เคลื่อนที่ทาจากวัสดุหลายชนิด เช่น พลาสติก โลหะ กระจก คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กทาจากวัสดุหลายชนิด เช่น พลาสติก กระจก โคมไฟทาจากวัสดุหลายชนิด เช่น พลาสติก โลหะ แก้ว โตะ๊ ทาจากไม้ และพลาสติก) - จากเรื่องทนี่ ักเรยี นอ่าน กล่าวถงึ วัสดปุ ระเภทใดบา้ ง (พอลิเมอร์ เซรามิก โลหะ วสั ดุผสม) - ให้นักเรียนยกตัวอย่างของใช้ในชีวิตประจาวัน และระบุว่าของใช้เหล่าน้ันทามาจากวัสดุ ใดบ้าง (นักเรียนตอบตามความเข้าใจของตนเอง เช่น เก้าอี้ทาจากไม้ อะลูมิเนียมและพลาสติก กระเป๋านักเรียน ทาจากพลาสติกและเหลก็ ดินสอทาจากไม้ แกรไฟต์และยาง กระถางต้นไม้ทาจากดนิ เผา รองเท้าทาจากยางและ พลาสตกิ กรอบรูปทาจากกระดาษอัดกาว ไม้ กระจกและพลาสติก เปน็ ตน้ ) - ให้นักเรียนจัดประเภทของวัสดุข้างต้นว่าอยู่ในกลุ่มพอลิเมอร์ เซรามิก โลหะหรือวัสดุผสม (ผ้า ไม้ ยาง พลาสติก กระดาษ อยู่ในกลุ่มของพอลิเมอร์ ดินเผา กระจก อยู่ในกลุ่มของเซรามิก เหล็ก อะลูมิเนยี ม อยูใ่ นกลมุ่ ของโลหะ กระดาษอัดกาว อย่ใู นกลมุ่ ของวสั ดุผสม) 2) ครใู ห้ความร้เู พ่มิ เตมิ วา่ วัสดแุ บ่งออกเป็น - พอลเิ มอร์ ซึง่ มีท้ังพลาสตกิ ยาง และเสน้ ใย - เซรามิก เช่น เครอ่ื งป้ันดินเผา กระถางดนิ เผา กระจก แก้ว - โลหะ เช่น เหลก็ อะลูมิเนยี ม
- วัสดผุ สม เชน่ กระดาษอดั กาว แล้วให้นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ว่าวัสดุต่าง ๆ ได้แก่ พอลิเมอร์ เซรามิก โลหะและวัสดุผสม เหมือนหรอื ต่างกนั อยา่ งไร (นักเรยี นอาจตอบตามความรู้ทเ่ี คยเรียนมาแลว้ ในช้นั ประถมศกึ ษา เช่น วสั ดสุ ่วนใหญ่ เปน็ ของแขง็ เหมอื นกัน แต่มคี วามยืดหย่นุ ต่างกนั วสั ดุบางชนิด เช่น โลหะนาไฟฟ้าและนาความร้อนได)้ 3) ให้นักเรียนดูภาพนาเรื่อง (หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นม.3 เล่ม2 สสวท. หน้า 38) และอ่านเน้ือหานาเร่ืองท่ีเก่ียวกับเคร่ืองด่ืมในบรรจุภัณฑ์แบบต่าง ๆ จากนั้น นักเรียน อภิปรายรว่ มกัน โดยใชแ้ นวคาถามดังน้ี - ร้านค้าในท้องถิ่นของเราจาหน่ายเคร่ืองด่ืมที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์แบบใดบ้าง (ร้านค้าใน ทอ้ งถ่ินของเราจาหนา่ ยเครอื่ งดมื่ ท่ีส่วนใหญบ่ รรจุในขวดพลาสติก และกระป๋องอะลมู ิเนียม) - บรรจุภัณฑ์ดังกล่าวทาจากวัสดุชนิดใด มีข้อดีอย่างไร (ขวดพลาสติกทาจากพลาสติก ส่วน กระป๋องอะลูมิเนียมทาจากโลหะอะลูมิเนียม ข้อดีคือเครื่องดื่มในขวดพลาสติกสามารถนาติดตัวไปได้สะดวก เน่ืองจากบรรจุภัณฑ์มีน้าหนักเบา เคร่ืองดื่มในกระป๋องอะลูมิเนียมเม่ือนาไปแช่เย็น จะเย็นเร็วกว่าบรรจุภัณฑ์ ชนิดอื่น) - นักเรียนนิยมซ้ือเครื่องด่ืมในบรรจุภัณฑ์แบบใด เพราะเหตุใด (คาตอบของนักเรียนอาจ หลากหลาย เช่น นิยมซื้อเครื่องดืม่ ท่ีบรรจุในขวดพลาสตกิ หรือกระป๋องอะลูมิเนียม เพราะมีน้าหนักเบา สามารถ นาติดตัวไปได้สะดวก ถ้าเป็นเคร่ืองด่ืมประเภทอัดลม นิยมซ้ือเครื่องด่ืมท่ีบรรจุในขวดแก้วเพราะมีฟองแก๊ส มากกว่าที่บรรจุในขวดพลาสติก) 4) ให้นักเรียนทากิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน (หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ช้ันม.3 เล่ม2 สสวท. หนา้ 39) จานวน 5 ขอ้ (เฉลยแนบท้ายแผนการจัดการเรยี นร)ู้ 5) ครูตรวจสอบการทากิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน ถ้าไม่ถูกต้องให้แก้ไขความเข้าใจ คลาดเคล่ือนของนักเรียน เพ่ือให้นักเรียนมีความรู้พ้ืนฐานท่ีถูกต้องและเพียงพอที่จะเรียนเร่ืองวัสดุรอบตัว และ อภิปรายรว่ มกัน ข้นั ที่ 2 ขน้ั สารวจและค้นหา (Exploration) (40 นาที) 6) ครูเช่ือมโยงเข้าสู่กิจกรรมท่ี 5.8 พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะ มีสมบัติอย่างไร โดยใช้ คาถามว่า นักเรียนทราบหรือไม่ว่าพอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะ มีสมบัติเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และ นาไปใชป้ ระโยชน์อะไรบา้ ง (นกั เรียนตอบตามความเขา้ ใจของตนเอง) 7) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พ้ืนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 40 และครูตรวจสอบความ เข้าใจการอ่าน โดยใชค้ าถามดงั ตอ่ ไปนี้
- กิจกรรมน้ีเกี่ยวกับเร่ืองอะไร (สมบัติทางกายภาพบางประการของพอลิเมอร์ เซรามิก และ โลหะ) - กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์อะไร (สังเกต ตรวจสอบและอธิบายสมบัติทางกายภาพของวัสดุ ประเภทพอลเิ มอร์ เซรามกิ และโลหะ) - วิธีดาเนินกิจกรรมมีข้ันตอนโดยสรุปอย่างไร (เลือกวัสดุแต่ละประเภทมาอย่างน้อยประเภท ละ 2 อย่าง สังเกตลักษณะของวสั ดุ ตรวจสอบการนาไฟฟา้ ความเหนียวหรือความเปราะ และการทนความร้อน ของวสั ดุ ครอู าจสาธิตวิธตี รวจสอบสมบตั ิดา้ นตา่ ง ๆ ของวัสดุ จากนั้นเปรียบเทียบสมบัตขิ องวสั ดแุ ตล่ ะประเภท) - ข้อควรระวงั ในการทากจิ กรรมมีอะไรบ้าง (สังเกตและบันทกึ ข้อมลู ของวสั ดปุ ระเภทพอลิเมอร์ เซรามิกและโลหะท่ีเลือกมาตรวจสอบในด้านลักษณะ การนาไฟฟ้า ความเหนียวหรือความเปราะ และการทน ความร้อน) - นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (ครูควรแนะนาการใช้ตะเกียงแอลกอฮอล์ และเตือนใหน้ กั เรยี นระวังขณะหยบิ จับวสั ดทุ รี่ ้อนและมีคม) 8) ขณะท่ีนักเรียนแต่ละกลุ่มทากิจกรรม ครูเดินสังเกตการทากิจกรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม และให้คาแนะนา ถ้านักเรียนมีข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ท่ีอาจเป็นปัญหา เช่น วิธีการทดสอบสมบัติของวัสดุ อย่างถูกวิธี การบันทึกผลการตรวจสอบสมบัติของวัสดุ ถ้านักเรียนทาไม่ถูกต้อง ครูควรแนะนาตามความ เหมาะสม ซึ่งครูควรรวบรวมปัญหา และข้อสงสัยที่พบจากการทากิจกรรมของนักเรียนเพ่ือใช้เป็นข้อมูล ประกอบการอภิปรายหลังจากการทากิจกรรม ข้นั ท่ี 3 ขน้ั อธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (20 นาท)ี 9) นักเรียนบันทึกการทากิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมที่ 5.8 พอลิเมอร์ เซรา มิก และโลหะ มีสมบัติอย่างไร โดยสรุปผลของกิจกรรมและตอบคาถามท้ายกิจกรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปจาก กิจกรรมว่า พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะ มีสมบัติบางอย่างเหมือนกัน และมีสมบัตบิ างอย่างต่างกัน พอลิเมอร์ และเซรามิกไม่นาไฟฟ้า สังเกตได้จากเมื่อนาไปต่อกับวงจรไฟฟ้าอย่างง่ายแล้วหลอดไฟฟ้าไม่สว่าง ในขณะท่ี โลหะนาไฟฟ้า เซรามิกและโลหะทนต่อความร้อน เม่ือนาไปให้ความร้อนโดยการต้มในน้าเดือดจะไม่เปลี่ยน รปู รา่ ง แต่พอลเิ มอร์บางชนิดเปล่ยี นแปลงรูปรา่ งเมือ่ นาไปให้ความร้อนโดยการตม้ ในนา้ เดือด ขน้ั ท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) (20 นาที) 10) นักเรียนเรียนรู้เพิ่มเติมเก่ียวกบั พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะ โดยอา่ นเน้ือหาและเกร็ดน่า รู้ในหนังสอื เรียนหนา้ 41-44 และตอบคาถามระหวา่ งเรียนดงั นี้ - พอลิเมอรแ์ ตล่ ะกลุ่มมสี มบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์เหมอื นหรือแตกต่างกันอย่างไร (แนวคาตอบ พอลิเมอร์ ได้แก่ พลาสติก ยาง และเส้นใย ทั้งสามกลุ่มส่วนใหญ่ไม่นาไฟฟ้า ไม่นาความร้อน พลาสติกมีสมบัติหลากหลายขึ้นอยู่กับโครงสร้าง บางชนิดใส เหนียว ป้องกันการซึมผ่านของสารได้ดี ยางเป็น พอลิเมอร์ท่ีมีสภาพยืดหยุ่นสูง ทนต่อแรงดึงได้ดี เส้นใยท่ีได้จากธรรมชาติส่วนใหญ่มีสภาพยืดหยุ่นและความ เหนียวต่า ส่วนเส้นใยสังเคราะห์มีความเหนียวและแข็งแรงมากกว่า จากสมบัติทางกายภาพที่ต่างกันจึงทาให้มี การใชง้ านพอลเิ มอรแ์ ต่ละกลุม่ ต่างกนั พลาสตกิ ทเี่ หนียว ปอ้ งกนั การซึมผ่านของสารได้ดี นิยมนามาทาเป็น
บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ ยางนิยมนามาทาเครื่องใช้ที่ต้องใช้ความยืดหยุ่นและทนต่อแรงดึงได้ดี เช่น ถุงมือ ส่วนเส้นใย นยิ มนามาถักทอเปน็ เส้น เป็นผืน ทาเปน็ เครื่องนุ่งห่มและของใชต้ ่าง ๆ) - เซรามิกมีสมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์เป็นอย่างไร (แนวคาตอบ เซรามิกไม่นา ไฟฟ้า ไม่นาความรอ้ น และทนความร้อนได้ดี แข็งแตเ่ ปราะ ทบุ ให้แตกได้งา่ ย ทนตอ่ การสึกกร่อน จากสมบัตทิ าง กายภาพดงั กล่าวจึงนยิ มนาเซรามกิ มาทาภาชนะบรรจุอาหาร เคร่ืองดื่ม เคร่อื งประดับตกแตง่ บ้าน) - โลหะมีสมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์เป็นอย่างไร (แนวคาตอบ โลหะนาไฟฟ้าและ นาความรอ้ นไดด้ ี มีจดุ หลอมเหลวสงู โลหะมีความเหนยี ว สามารถตใี หเ้ ปน็ แผน่ หรือยืดเปน็ เส้นได้ จากสมบัติทาง กายภาพดังกล่าวจึงนิยมนาโลหะมาทาเคร่ืองใช้ทท่ี นความร้อน นาความร้อนหรือนาไฟฟา้ ไดด้ ี เชน่ ภาชนะหุงต้ม ตัวนาไฟฟ้า) 11) ครอู ธบิ ายเพิ่มเตมิ โดยใชส้ อื่ วดี ทิ ศั น์เรือ่ ง การเกิดพอลิเมอร์ (สืบคน้ ไดจ้ าก ipst.me/10651) อธบิ ายเกี่ยวกับกระบวนการเกดิ พอลเิ มอร์จากการรวมตวั ของมอนอเมอร์ ขนั้ ที่ 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) (20 นาที) 12) ครูและนกั เรยี นอภิปรายผลการทากิจกรรม สมบัติของพอลเิ มอร์ เซรามกิ และโลหะ จะไดข้ อ้ สรปุ ว่า - พอลเิ มอร์ (polymer) ประกอบด้วยมอนอเมอร์ (monomer) ซ่งึ เปน็ หน่วยซา้ ๆ จานวนมาก มาเช่ือมต่อกันด้วย ปฏิกิริยาเคมี มีท้ังท่ีได้จากธรรมชาติและการสังเคราะห์ แบ่งกลุ่มได้เป็นพลาสติก ยาง และ เส้นใย พอลิเมอร์ ส่วนใหญ่ไม่นาไฟฟ้า มีความเหนียว บางชนิดมีสภาพยืดหยุ่นสูง บางชนิดได้รับความร้อนแล้ว เปลี่ยนแปลง สามารถนามาขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปทรงต่าง ๆ ได้ง่าย และมีสมบัติเหมาะสมต่อการใช้งานใน หลากหลายรูปแบบ จึงเป็นวัสดุทน่ี ามาใชใ้ นชีวติ ประจาวันอย่างแพร่หลาย แต่พอลเิ มอร์สังเคราะห์สว่ นใหญ่ย่อย สลายไดย้ ากในธรรมชาติ จงึ ควรใช้อย่างคมุ้ ค่าตามความจาเป็น - เซรามิก (ceramic) ที่ใช้งานทั่วไปผลิตจากดิน หิน ทราย และแร่ธาตุต่าง ๆ จากธรรมชาติ ทผ่ี า่ นการข้ึนรูปแลว้ นาไปเผาที่อุณหภมู ิสูง ทาให้โครงสรา้ งและสมบัตเิ ปลย่ี นไปจากเดิม เซรามกิ ส่วนใหญแ่ ขง็ แต่ เปราะ ทนตอ่ การสึกกรอ่ นไดส้ งู กว่าพอลเิ มอรแ์ ละโลหะ มีจดุ หลอมเหลวสูง เปน็ ฉนวนความร้อนและฉนวนไฟฟ้า ทนความร้อนไดด้ ี เมื่อได้รับความร้อนแล้วไม่เปลี่ยนแปลงรูปร่าง นอกจากเซรามิกท่ีผลิตจากดนิ หิน ทราย และ แร่ธาตุต่าง ๆแล้ว ในปัจจุบันยังมีเซรามิกที่ผลิตจากสารท่ีมีความบริสุทธ์ิสูงเพื่อใช้ในงานเฉพาะด้าน เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ - โลหะ (metal) ส่วนใหญ่มีสมบัติแข็ง เหนียว สามารถตีให้เป็นแผ่นหรือยืดเป็นเส้นได้ นาความร้อนและนาไฟฟ้าได้ดีกว่าพอลิเมอร์และเซรามิก มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูง นิยมนามาผลิต เคร่ืองใช้ท่ีต้องการความคงทนแข็งแรง แต่โลหะบางชนิดทาปฏิกิริยากับออกซิเจนและน้า ทาให้เกิดการผุกร่อน จงึ ตอ้ งปรบั ปรงุ คณุ ภาพโดยการเตมิ โลหะอน่ื ๆ ให้มคี วามคงทนแข็งแรงมากขน้ึ 13) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมนิ (Rubrics Score)
8. ส่ือการเรียนรู้/แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 อุปกรณท์ ากิจกรรม: จานวน 12 รายการ ดังแสดงแนบไวใ้ นใบกจิ กรรมที่ 5.8 พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะ มีสมบัติอยา่ งไร 8.2 คลิปวีดทิ ัศน:์ การเกดิ พอลเิ มอร์ 8.3 ใบกิจกรรม: ใบกิจกรรมที่ 5.8 พอลิเมอร์ เซรามกิ และโลหะ มีสมบตั ิอย่างไร 8.4 แบบบันทกึ กจิ กรรม: แบบบนั ทึกการคน้ ควา้ กจิ กรรมท่ี 5.8 พอลิเมอร์ เซรามกิ และโลหะ มีสมบตั ิอยา่ งไร 8.5 แหล่งเรียนรู้: - หนังสอื เรียนรายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 เล่ม 2 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร - สถาบันพลาสตกิ . https://thaiplastics.org/ - การไฟฟ้าฝา่ ยผลิตแหง่ ประเทศไทย : รู้ไวใ้ ช่ว่า ไฟฟา้ ใกล้ตวั “การใชไ้ ฟฟ้าอย่าง ปลอดภยั ”https://www.egat.co.th/index.php?option=com_content&vi ew=article&id=2507:art20180508-01&catid=49&Itemid=251 9. การวัดและการประเมิน ตัวชีว้ ัด/ผลการเรยี นรู้ วธิ กี ารวัด เคร่ืองมอื วัด เกณฑ์ท่ใี ช้ในการประเมิน - คาถามทา้ ยกจิ กรรมที่ 5.8 - ไดไ้ มน่ อ้ ยกว่า 2 คะแนน 1. ระบุสมบัตทิ างกายภาพบาง - ตรวจการตอบคาถาม พอลเิ มอร์ เซรามกิ และ ระดับคุณภาพดี ถอื วา่ ประการและการใช้ประโยชน์ ท้ายกิจกรรมที่ 5.8 โลหะ มีสมบัตอิ ยา่ งไร ผา่ นการประเมิน จานวน 4 ข้อ ด้านความรู้ ของวัสดปุ ระเภทพอลเิ มอร์ - แบบบันทึกการคน้ คว้า - ได้ไม่น้อยกว่า 2 คะแนน เซรามิก และโลหะได้ กจิ กรรมที่ 5.8 ระดับคุณภาพดี ถอื ว่า พอลิเมอร์ เซรามิก และ ผ่านการประเมิน (ดา้ นความร:ู้ K) โลหะ มีสมบตั ิอย่างไร ดา้ นกระบวนการ 2. การใช้ทกั ษะการตคี วาม - ตรวจการทาแบบ - เกณฑ์การประเมินการใช้ - ไดไ้ ม่น้อยกว่า 2 คะแนน งานอปุ กรณใ์ นกิจกรรม ระดับคุณภาพดี ถือวา่ หมายข้อมลู และลงขอ้ สรปุ บันทกึ การคน้ คว้า ของนักเรียน ผ่านการประเมนิ ด้านเจตคติ เพ่อื สรุปชนดิ และสมบตั ิ กจิ กรรมที่ 5.8 บางประการของพอลิเมอร์ (ด้านกระบวนการ: P) 3. ตระหนักถึงความสาคัญ - สังเกตการใช้งาน ของการใชอ้ ปุ กรณ์ อุปกรณใ์ นกิจกรรม การทากจิ กรรมได้ ของนกั เรยี น (ดา้ นเจตคต:ิ A)
9.1 เกณฑก์ ารประเมนิ ผลนกั เรยี น เกณฑ์การประเมนิ (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมนิ คา่ นา้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน คะแนน การใหค้ ะแนนตอบ 3 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมท่ี 5.8 ถกู ตอ้ ง จานวน 3-4 ขอ้ คาถามท้าย 2 ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมท่ี 5.8 ถูกตอ้ ง จานวน 2 ข้อ กจิ กรรมท่ี 5.8 1 ตอบคาถามทา้ ยกจิ กรรมท่ี 5.8 ถกู ต้อง จานวน 1 ขอ้ หรือ ไม่ถูกต้อง การใหค้ ะแนนการบันทึก บันทกึ ผลลงในตารางบันทึกผลการทากจิ กรรม โดยตคี วามหมายข้อมูล แบบบนั ทกึ การค้นควา้ และลงข้อสรปุ จากการวิเคราะห์ขอ้ มลู จากการสังเกตและการสืบคน้ กิจกรรมท่ี 5.8 3 และลงขอ้ สรปุ เก่ยี วกบั ประเภทและสมบตั บิ างประการของพอลเิ มอรไ์ ด้ อยา่ งถกู ตอ้ ง ตามความเปน็ จรงิ โดยไมเ่ พิ่มความคดิ เห็นสว่ นตวั ลงใน แบบบนั ทึกการคน้ ควา้ ครบทกุ ประเด็นสอดคลอ้ งกบั เนือ้ หาในกิจกรรม บันทกึ ผลลงในตารางบนั ทึกผลการทากจิ กรรม โดยตคี วามหมายขอ้ มูล 2 และลงขอ้ สรุปจากการวเิ คราะหข์ ้อมูล จากการสงั เกตและการสืบคน้ และลงขอ้ สรปุ เกย่ี วกับประเภทและสมบัตบิ างประการของพอลิเมอรไ์ ด้ ตามความเปน็ จรงิ ลงในแบบบนั ทกึ การค้นคว้า แตย่ ังมีขอ้ ผดิ พลาด บนั ทึกผลลงในตารางบันทึกผลการทากจิ กรรม โดยตีความหมายข้อมูล 1 และลงข้อสรุปจากการวเิ คราะหข์ ้อมลู จากการสังเกตและการสืบค้น และลงขอ้ สรปุ เกี่ยวกับประเภทและสมบตั บิ างประการของพอลเิ มอรไ์ ด้ ไม่ถูกตอ้ ง มีข้อผิดพลาดทีต่ อ้ งแกไ้ ขปรับปรงุ การใหค้ ะแนน ใชง้ านอปุ กรณก์ ารทดลองในกจิ กรรมไดถ้ ูกวิธี หยบิ เคลอ่ื นยา้ ยอุปกรณ์ การใช้งานอปุ กรณ์ 3 อย่างระมัดระวงั ไมห่ ยอกล้อหรือแกล้งเพือ่ นขณะกาลงั ใชง้ านอปุ กรณ์ ในกจิ กรรม และหลังการใช้งานอุปกรณม์ ีการเก็บรกั ษาอย่างถกู วิธี ใช้งานอุปกรณ์การทดลองในกิจกรรมได้ถกู วธิ ี หยบิ เคลอ่ื นย้ายอปุ กรณ์ 2 อย่างระมัดระวัง ไม่หยอกลอ้ หรือแกลง้ เพื่อนขณะกาลงั ใชง้ านอุปกรณ์ แตห่ ลังการใชง้ านอปุ กรณไ์ มม่ กี ารเก็บรกั ษาอย่างถูกวธิ ี หรอื ไม่เกบ็ อุปกรณเ์ ขา้ ตู้เกบ็ อปุ กรณต์ ามประเภทของอปุ กรณ์ ใช้งานอุปกรณ์การทดลองในกิจกรรมได้ แตข่ ณะหยิบ เคลอื่ นยา้ ยอุปกรณ์ 1 หรือกาลงั ใช้งานอุปกรณ์ จะหยอกล้อหรือแกล้งเพอ่ื น อาจทาให้อุปกรณ์ เสยี หายได้ และหลังการใช้งานอปุ กรณ์ไมม่ ีการเกบ็ รกั ษาอย่างถูกวธิ ี 9.2 ระดบั คุณภาพ คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดมี าก คะแนนรวมเฉลยี่ 4.00 - 3.00 หมายถึง ดี คะแนนรวมเฉลีย่ 2.00 - 1.00 หมายถึง พอใช้ ดงั นนั้ นักเรียนต้องไดค้ ะแนนเฉลย่ี ทุกประเด็นการประเมนิ ไม่ต่ากวา่ 2.00 แสดงระดับ คุณภาพ ดี ถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์การประเมินในแผนการจัดการเรยี นท่ี 9
บนั ทึกหลงั การสอน หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 5 ปฏิกิรยิ าเคมแี ละวัสดใุ นชีวิตประจาวนั .... ...... ... ... แผนการสอนเร่อื ง 9 สมบตั ขิ องพอลเิ มอร์ เซรามกิ และโลหะ วนั ที่...............................เดอื น...............................................................พ.ศ................. 1. สรุปผลการเรยี นการสอน 1. นกั เรยี นจานวน....................คน ผ่านจุดประสงค์การเรียนร.ู้ ..........คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ............. ไมผ่ ่านจุดประสงค.์ ......................คน คดิ เป็นร้อยละ............. ไดแ้ ก่.................................................................................................. 2. สรุปผลตามรายจุดประสงค์การเรยี นรู้ 2.1 นกั เรียนมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ข้อเสนอแนะหลังการจดั การเรียนการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอ่ื ............................................ครูผสู้ อน ลงชอ่ื .............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ () () ตาแหน่ง................................................... ลงช่ือ.............................................ผู้ช่วย/รองฯวิชาการ …………./……………./………… () ลงชื่อ............................................ผอู้ านวยการ ()
แบบบันทึกการประเมินคุณภาพการเรยี นรู้ของนักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 รายวชิ าวิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน (ว23102) หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 5 ปฏกิ ริ ยิ าเคมแี ละวสั ดุในชีวติ ประจาวนั I แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 9 เร่อื ง สมบตั ขิ องพอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะ . คาชีแ้ จง: ทาเครื่องหมาย ในชอ่ งค่าน้าคะแนนแตล่ ะด้านตามจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ โดยประเมนิ ตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ชอื่ -นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นักเรยี น คา่ นา้ หนกั คะแนน ค่านา้ หนักคะแนน คา่ น้าหนกั คะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22
เลข ชื่อ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์การพิจารณาคุณภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลีย่ 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถึง ต้องได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้นึ ไปเทา่ นั้น ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชี้วัด ผลการประเมนิ การเรียนรู้ของนกั เรียน ผเู้ รยี นท่ี ผ่าน ตวั ชว้ี ดั มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผู้เรยี นที่ ไมผ่ ่าน ตวั ชี้วัด มีจานวน…………………………คน คดิ เป็นรอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
ส่อื การเรยี นรแู้ ผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 9: สือ่ วดี ทิ ัศน์ คลิปวีดที ศั น:์ การเกิดพอลิเมอร์ สอ่ื วีดิทศั น์เรื่อง การเกดิ พอลิเมอร์ อธิบายเก่ียวขอ้ งกบั การเกดิ พอลิเมอรจ์ ากการรวมตวั ของมอนอเมอร์ แหล่งท่มี า: เว็บไซต์อ้างองิ ipst.me/10651 เผยแพรเ่ มอื่ 2 กนั ยายน พ.ศ. 2562 (เจา้ ของผลงาน สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.))
สอื่ การเรียนรแู้ ผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 9: ใบกจิ กรรมท่ี 5.8 ใบกจิ กรรมท่ี 5.8 พอลเิ มอร์ เซรามกิ และโลหะ มสี มบัตอิ ย่างไร หนงั สอื เรยี นรายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่ 2 ตามหลักสูตรแกนกลาง การศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุงพ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ หนา้ 40 กิจกรรมท่ี 5.8 พอลเิ มอร์ เซรามิก และโลหะ มสี มบตั อิ ยา่ งไร? จดุ ประสงค์ 1. สงั เกตลักษณะของวสั ดปุ ระเภทพอลเิ มอร์ เซรามกิ และโลหะ 2. ตรวจสอบและอธบิ ายสมบัติทางกายภาพของวัสดปุ ระเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ และโลหะ วสั ดอุ ุปกรณ์ วสั ดุทีใ่ ชต้ อ่ กลุ่ม 1. พอลิเมอร์ เชน่ ยางรดั ของ ลูกโปง่ ขวดเพ็ต 2 ชนิด ชนิดละ 1 ชิ้น ชามเมลามนี ถงุ พลาสตกิ (ถงุ เย็น ถุงรอ้ น) เสน้ ดา้ ย 2. เซรามิก เช่น ชอ้ นกระเบ้อื ง แผ่นกระเบอื้ งดนิ 2 ชนิด ชนดิ ละ 1 ชน้ิ เผาอฐิ มอญ 3. โลหะ เชน่ แผ่นสงั กะสี แผน่ อะลมู เิ นยี ม แผ่นทองแดง 2 ชนดิ ชนิดละ 1 ช้นิ ตะปูเหล็ก 4. นา้ 200 cm3 5. ถา่ นไฟฉาย 1.5 V พร้อมกระบะถา่ น 2 กอ้ น 6. สายไฟฟ้าพรอ้ มข้ัวเสยี บและคลิปปากจระเขย้ าว 50 cm 3 เส้น 7. หลอดไฟฟา้ 2.5 V พรอ้ มฐาน 1 ชดุ 8. บกี เกอรข์ นาด 250 cm3 1 ใบ 9. คีมคีบ 1 อนั 10. ตะเกียงแอลกอฮอลพ์ รอ้ มท่กี น้ั ลม 1 ชดุ 11. ค้อนขนาดเล็ก 1 อัน 12. ถุงผา้ ขนาดกว้าง x ยาว ประมาณ 7 น้วิ x 9 นว้ิ 1 ใบ วิธีดาเนนิ กิจกรรม 1. เลือกพอลเิ มอร์ เซรามกิ และโลหะมาประเภทละ 2 ตวั อย่าง สงั เกตลกั ษณะของวสั ดุ ท่ีเลอื กและบนั ทึกผล 2. ทากิจกรรมเพ่อื ตรวจสอบสมบตั ิต่าง ๆ ของวสั ดุ ดงั น้ี 2.1 การนาไฟฟา้ ทดสอบโดยนาวัสดุไปต่อกับวงจรไฟฟา้ อยา่ งง่าย สงั เกตการ เปลีย่ นแปลงของหลอดไฟฟา้ และบันทึกผล 2.2 ความเหนยี วหรอื ความเปราะ ทดสอบโดยนาวสั ดุใสถ่ ุงผ้าแลว้ ใชค้ อ้ นทบุ ดว้ ยแรง เท่ากนั สังเกตการเปลี่ยนแปลงและบันทึกผล 2.3 การทนความรอ้ น ทดสอบโดยนาวัสดุท่ีตดั เป็นชิ้นเล็กๆ ใสล่ งในบกี เกอรท์ ม่ี นี ้า บรรจุอยู่ จากนัน้ นาไปใหค้ วามร้อนจนน้าเดือด สงั เกตการเปลีย่ นแปลงและบันทึกผล
กจิ กรรมท่ี 5.8 พอลเิ มอร์ เซรามิก และโลหะ มสี มบตั ิอย่างไร? การเตรียมตัว เตรียมตัวอยา่ งวัสดุ เชน่ ยางรดั ของ ลกู โป่ง ขวดเพ็ต (polyethylene terephthalate ลว่ งหนา้ สาหรบั หรือ PET) ถุงพลาสตกิ ชนดิ ถุงเยน็ (polyethylene หรอื PE) และชนดิ ถงุ ร้อน ครู (polypropylene หรือ PP) ถา้ วัสดุมขี นาดใหญ่ ใหต้ ัดวัสดุใหม้ ขี นาดประมาณ 2 เซนติเมตร x 5 เซนตเิ มตร สาหรบั ชามเมลามีน ช้อนกระเบ้อื ง แผ่นกระเบอ้ื งดนิ เผา ข้อควรระวัง อาจเลือกใชข้ องใชท้ ท่ี าจากวสั ดดุ งั กลา่ วท่ีมขี นาดใกล้เคียงกนั หรือใชเ้ ศษวสั ดุที่ทาใหแ้ ตก โดยวธิ ีการตัดหรอื ทบุ วัสดุ และเพือ่ ปอ้ งกนั การกระเด็นของวัสดุ ควรกระทาในบริเวณ ขอ้ เสนอแนะใน ทม่ี ลี ักษณะเป็นหลุม การทากจิ กรรม • เตือนนักเรยี นใหใ้ ชค้ วามระมดั ระวงั และสวมแวน่ ตานริ ภัยขณะทดสอบความแขง็ ของวัสดุ โดยการทบุ ด้วยค้อน ส่ือการเรยี นร/ู้ • ใหน้ กั เรียนใช้ความระมดั ระวงั อันตรายจากวัสดุท่ีแตกหลังการทบุ ซึ่งอาจมีความ แหล่งเรียนรู้ แหลมคม เมือ่ ทากจิ กรรมแลว้ ให้ห่อวสั ดุท่แี หลมคมดว้ ยกระดาษหนา ๆ กอ่ นท้งิ ในการทดสอบความเหนยี วหรือความเปราะของวสั ดุประเภทเซรามิก ควรเลอื กวสั ดุ ประเภทเซรามกิ เชน่ เศษกระถางดินเผา เศษกระเบอ้ื งชนิดบาง เพอ่ื ให้เห็นการ เปล่ียนแปลงชดั เจน เมื่อทดสอบความเหนยี วหรือความเปราะ และครคู วรสาธติ ให้ดทู ้งั ช้นั เรียนแล้วใชผ้ ลการทากิจกรรมร่วมกัน โดยไมจ่ าเป็นต้องให้นักเรียนทาทกุ กลุ่ม เพอ่ื เป็นการใช้วัสดุอย่างประหยัด ปลอดภยั และปอ้ งกันอันตรายทอ่ี าจเกิดขน้ึ • สถาบันพลาสตกิ . https://thaiplastics.org/ • การไฟฟ้าฝา่ ยผลติ แหง่ ประเทศไทย : รูไ้ วใ้ ชว่ า่ ไฟฟ้าใกลต้ วั “การใช้ไฟฟ้าอยา่ ง ปลอดภัย”https://www.egat.co.th/index.php?option=com_content&view=artic le&id=2507:art20180508-01&catid=49&Itemid=251 คาถามทา้ ยกิจกรรม 1. พอลเิ มอร์ เซรามิก และโลหะที่นามาทดสอบมอี ะไรบา้ ง 2. พอลเิ มอร์ เซรามกิ และโลหะที่นามาทดสอบมสี มบัติอย่างไร ทราบไดอ้ ยา่ งไร 3. พอลิเมอร์ เซรามิก และโลหะที่นามาทดสอบมีสมบตั เิ หมือนและตา่ งกันอย่างไร 4. จากกิจกรรม สรปุ ไดว้ า่ อย่างไร
สือ่ การเรยี นรแู้ ผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 9: แบบบันทึกการค้นคว้ากจิ กรรมท่ี 5.8 แบบบนั ทกึ การค้นควา้ กจิ กรรมที่ 5.8 พอลเิ มอร์ เซรามกิ และโลหะ มสี มบัตอิ ยา่ งไร ช่ือ-นามสกลุ ..........................................................................................ชนั้ .................เลขที่...........กล่มุ ท.่ี ........... ผลการทากิจกรรม ชนดิ ของวัสดุ เมอ่ื ตอ่ กับวงจรไฟฟ้า เมอ่ื ทบุ ด้วยคอ้ นยาง เมอื่ นาไปตม้ อยา่ งง่าย ในนา้ เดือด พอลิเมอร์ - ยางรดั ของ - ลกู โป่ง - ขวดเพต็ - ชามเมลามีน - ถุงพลาสติก (ถุงร้อน) - ถุงพลาสติก (ถงุ เย็น) - ถว้ ยนา้ - ถุงซิป - พลาสตกิ หอ่ อาหาร - เสน้ ดา้ ย เซรามิก ช้อนกระเบ้อื ง แผ่นกระเบอ้ื งดินเผา อฐิ มอญ โลหะ แผน่ สงั กะสี แผ่นอะลมู เิ นยี ม แผน่ ทองแดง ตะปเู หลก็
แนบทา้ ยแผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 9: การใหค้ ะแนนดา้ นกระบวนการ (P) แนวทางบันทกึ การคน้ ควา้ กจิ กรรมท่ี 5.8 พอลเิ มอร์ เซรามกิ และโลหะ มีสมบตั อิ ย่างไร ผลการทากิจกรรม ชนิดของวสั ดุ เมอ่ื ต่อกับวงจรไฟฟา้ เม่อื ทบุ ด้วยคอ้ นยาง เมื่อนาไปตม้ อยา่ งงา่ ย ในนา้ เดือด พอลเิ มอร์ ไมเ่ ปล่ยี นแปลง - ยางรัดของ หลอดไฟฟา้ ไมส่ ว่าง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลยี่ นแปลงรปู ร่าง - ลกู โป่ง หลอดไฟฟ้าไม่สว่าง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลย่ี นแปลงรูปร่าง - ขวดเพต็ หลอดไฟฟ้าไมส่ ว่าง ไม่เปลย่ี นแปลง ไมเ่ ปลย่ี นแปลงรูปร่าง - ชามเมลามนี หลอดไฟฟา้ ไม่สวา่ ง ไมเ่ ปลย่ี นแปลง ไมเ่ ปลี่ยนแปลงรูปรา่ ง - ถุงพลาสตกิ (ถุงรอ้ น) หลอดไฟฟา้ ไมส่ วา่ ง ไมเ่ ปลย่ี นแปลง ไมเ่ ปลี่ยนแปลงรูปรา่ ง - ถงุ พลาสติก (ถุงเยน็ ) หลอดไฟฟา้ ไมส่ วา่ ง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลีย่ นแปลงรปู รา่ ง - ถว้ ยน้า หลอดไฟฟ้าไม่สว่าง ไมเ่ ปลย่ี นแปลง - ถุงซิป หลอดไฟฟ้าไมส่ วา่ ง ไม่เปลี่ยนแปลง ชน้ิ วสั ดุโค้งงอ หลอดไฟฟา้ ไมส่ ว่าง ชิ้นวัสดบุ ิดงอ - พลาสตกิ หอ่ อาหาร ไม่เปลี่ยนแปลง วัสดุบิดงอและ หลอดไฟฟา้ ไมส่ ว่าง จับเปน็ ก้อน - เส้นดา้ ย แตกเป็นชิ้นเลก็ ไมเ่ ปลย่ี นแปลงรปู ร่าง เซรามกิ หลอดไฟฟา้ ไมส่ ว่าง แตกเป็นช้ินเลก็ ชอ้ นกระเบอ้ื ง หลอดไฟฟา้ ไมส่ ว่าง แตกเป็นชิ้นเล็ก ไมเ่ ปลี่ยนแปลงรปู ร่าง แผ่นกระเบ้อื งดนิ เผา หลอดไฟฟา้ ไม่สว่าง ไมเ่ ปลย่ี นแปลงรูปรา่ ง อิฐมอญ ไม่เปลย่ี นแปลง ไม่เปลี่ยนแปลงรูปรา่ ง โลหะ หลอดไฟฟา้ สว่าง ไมเ่ ปล่ยี นแปลง แผ่นสังกะสี หลอดไฟฟ้าสว่าง ไมเ่ ปลี่ยนแปลง ไม่เปลย่ี นแปลงรูปรา่ ง แผ่นอะลมู ิเนยี ม หลอดไฟฟ้าสว่าง ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เปลี่ยนแปลงรูปรา่ ง แผ่นทองแดง หลอดไฟฟ้าสว่าง ไมเ่ ปลี่ยนแปลงรูปรา่ ง ตะปเู หล็ก ไมเ่ ปลย่ี นแปลงรปู รา่ ง
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 539
Pages: