9.2 ระดบั คณุ ภาพ หมายถึง ดีมาก หมายถึง ดี คะแนนรวมเฉลี่ย 6.00 - 5.00 หมายถงึ พอใช้ คะแนนรวมเฉลยี่ 4.00 - 3.00 คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 ดงั น้ัน นักเรยี นตอ้ งได้คะแนนเฉล่ียทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ า่ กวา่ 2.00 แสดงระดบั คุณภาพ ดี ถอื ว่าผ่านเกณฑ์การประเมนิ ในแผนการจัดการเรยี นท่ี 31
บันทึกหลงั การสอน หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 7 ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ.... ...... ... ... แผนการสอนเรอ่ื ง 31 ชนิดของสงิ่ มชี วี ติ ในแต่ละระบบนิเวศ วนั ที่...............................เดอื น...............................................................พ.ศ................. 1. สรปุ ผลการเรียนการสอน 1. นักเรียนจานวน....................คน ผ่านจดุ ประสงค์การเรียนร.ู้ ..........คน คิดเปน็ ร้อยละ............. ไมผ่ ่านจดุ ประสงค.์ ......................คน คิดเปน็ รอ้ ยละ............. ได้แก่.................................................................................................. 2. สรปุ ผลตามรายจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ 2.1 นักเรยี นมคี วามรู้ความเขา้ ใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ขอ้ เสนอแนะหลังการจดั การเรียนการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชื่อ............................................ครูผูส้ อน ลงชอ่ื .............................................หัวหน้ากลุม่ สาระ () () ตาแหนง่ ................................................... ลงช่อื .............................................ผู้ช่วย/รองฯวิชาการ …………./……………./………… () ลงช่อื ............................................ผู้อานวยการ ()
แบบบนั ทึกการประเมนิ คุณภาพการเรียนรู้ของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 รายวิชาวิทยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน (ว23102) หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 7 ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพI แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 31 เรือ่ ง ชนิดของสิง่ มีชวี ติ ในแต่ละระบบนิเวศ. คาชีแ้ จง: ทาเคร่อื งหมาย ในชอ่ งคา่ นา้ คะแนนแต่ละดา้ นตามจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ โดยประเมนิ ตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ช่ือ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ด้านเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหัสนักเรียน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22
เลข ชื่อ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์การพิจารณาคุณภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลีย่ 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถึง ต้องได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้นึ ไปเทา่ นั้น ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชี้วัด ผลการประเมนิ การเรียนรู้ของนกั เรียน ผเู้ รยี นท่ี ผ่าน ตวั ชว้ี ดั มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผู้เรยี นที่ ไมผ่ ่าน ตวั ชี้วัด มีจานวน…………………………คน คดิ เป็นรอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
สือ่ การเรียนรแู้ ผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 31: สอ่ื วดี ทิ ศั น์ คลิปวดี ที ัศน:์ 10 Most Beautiful Birds on Planet Earth 2 สื่อวดี ทิ ัศน์เร่อื ง นก (10 Most Beautiful Birds on Planet Earth 2) แสดงเกี่ยวกับ ความหลากหลายของสายพันธ์นุ ก แหลง่ ท่มี า: เว็บไซต์อ้างองิ https://www.youtube.com/watch?v=4rz3xdl2R7Q เผยแพรเ่ ม่อื 24 ตลุ าคม พ.ศ. 2561 (ช่องYouTube: 4 Ever Green)
สอ่ื การเรียนรแู้ ผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 31: สอ่ื วดี ทิ ศั น์ คลปิ วีดที ศั น:์ Types of Fish-Animal Classification สื่อวดี ิทศั นเ์ รือ่ ง ปลา (Types of Fish-Animal Classification) แสดงเกย่ี วกับ ความหลากหลายของสายพนั ธ์ุปลา แหลง่ ท่มี า: เวบ็ ไซต์อา้ งอิง https://www.youtube.com/watch?v=ZlUpovIkvaA เผยแพร่เมอ่ื 11 กันยายน พ.ศ. 2559 (ชอ่ งYouTube: MooMooMath and Science)
สอ่ื การเรยี นรแู้ ผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 31: ใบกิจกรรมท่ี 7.5 ใบกจิ กรรมท่ี 7.5 ชนิดของสิง่ มีชวี ิตในแตล่ ะระบบนเิ วศแตกตา่ งกนั อยา่ งไร หนงั สอื เรียนรายวชิ าพ้นื ฐานวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่ 2 ตามหลักสตู รแกนกลาง การศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุงพ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธิการ หน้า 187 กิจกรรมท่ี 7.5 ชนดิ ของสง่ิ มชี วี ติ ในแตล่ ะระบบนิเวศแตกต่างกนั อย่างไร? จุดประสงค์ วเิ คราะหข์ ้อมลู และเปรียบเทยี บความหลากหลายทางชวี ภาพในระดบั ชนิดของสง่ิ มชี วี ิต ในระบบนิเวศตา่ ง ๆ วสั ดุอุปกรณ์ - สถานการณท์ ่ี ข้อมูลเกีย่ วกบั ปา่ ชนิดตา่ ง ๆ ในประเทศไทย กาหนดให้ ปา่ เบญจพรรณ เปน็ ป่าโปรง่ ผลัดใบในชว่ งระหว่างเดอื นมกราคมถงึ เดอื นเมษายน พบในพนื้ ทภ่ี าคเหนอื และภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ดนิ เป็นดนิ ร่วนปนทราย มคี วามช้ืน ในดินปานกลาง มีปริมาณน้าฝนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 1,400 มลิ ลลิ ิตร มกั จะเกิดไฟปา่ ขึ้น ทุกปี ป่าเบญจพรรณมีความหลากหลายของพืชทั้งไมพ้ มุ่ และไมต้ ้นทัง้ หมดประมาณ 100 - 150 ชนดิ ตอ่ พนื้ ที่ 1 เฮกแตร์ (6.25 ไร)่ พนั ธ์ุไม้ทพ่ี บ เช่น สัก แดง ตะแบก ชิงชัน เสลา งว้ิ ปา่ ตะเคยี นหนู มะกอก ประดปู่ ่า ไผ่รวก ไผ่ซาง ฯลฯ สัตวท์ ่พี บได้ใน ป่าเบญจพรรณมีหลายชนิด เช่น กวางปา่ เก้ง กระทงิ กระจง หมคี วาย หมูปา่ ลิง คา่ ง ชะนี ชะมด หมาใน หมาป่า นกเงอื กสนี า้ ตาล นกกก นกขุนทอง ไก่ป่า กบภเู ขา ก้งิ ก่า ตะกวด ฯลฯ ป่าเต็งรงั เปน็ ปา่ โปรง่ มากกวา่ ปา่ เบญจพรรณ พืน้ ล่างมหี ญ้าปกคลมุ หนาแน่น ผลัดใบ ในช่วงระหวา่ งเดือนมกราคมถงึ เดอื นเมษายน พบมากในพนื้ ทีภ่ าคตะวนั ออกเฉียงเหนอื และภาคเหนือ สภาพแวดล้อมทว่ั ไปคล้ายปา่ เบญจพรรณ มีดนิ เปน็ ลูกรงั มีหินและกรวด ปะปนกบั ดนิ เหนยี วหรอื ดนิ ร่วนปนทราย ดินมแี ร่ธาตุบางชนิดตา่ หรอื สงู เกินไป มปี ริมาณ น้าฝนเฉล่ียประมาณ 1,400 มิลลลิ ติ ร ป่าเตง็ รังมีความหลากหลายของพชื ท้งั ไม้พมุ่ และ ไมต้ น้ ท้ังหมดไมเ่ กิน 100 ชนดิ ต่อพ้ืนที่ 1 เฮกแตร์ พนั ธุไ์ มท้ ีพ่ บ เชน่ เต็ง รัง ยางกราด เหียง พลวง มะคา่ แต้ กระโดน โมกใหญ่ อนิ ทนิลบก สมอไทย ผกั หวาน หญา้ เพ็ก ปรงปา่ ฯลฯ สตั วท์ พ่ี บไดใ้ นป่าเต็งรงั มีหลายชนิด เช่น ก้ง กระต่ายป่า สนุ ัขจ้งิ จอก ตุ่น บา่ ง กระรอกหลากสี กระแต จงอาง งเู หลอื ม งหู ลาม นกหัวขวานดา่ งแคระ ฯลฯ
กิจกรรมท่ี 7.5 ชนิดของสงิ่ มชี ีวิตในแตล่ ะระบบนิเวศแตกต่างกันอยา่ งไร? สถานการณท์ ี่ ปา่ ดิบเขา เปน็ ปา่ ไมผ้ ลัดใบ มเี รอื นยอดแน่นทึบ เขียวตลอดปี มีพันธไ์ุ ม้ทีม่ คี วามสงู กาหนดให้ หลายระดบั บรเิ วณลาตน้ และกิ่งของต้นไม้มีมอสและเฟินเกาะเปน็ จานวนมาก พบได้ใน พ้นื ที่บนภูเขา เชน่ ดอยอินทนนท์ ดอยเชียงดาว จงั หวดั เชียงใหม่ คอยภคู า จังหวดั น่าน เขาสอยดาว จงั หวัดจันทบรุ ี ภหู ลวง จงั หวัดเลย เขาหลวง จังหวดั นครศรีธรรมราช มีดนิ เป็นดนิ รวนปนทรายแป้ง มีอากาศเยน็ ตลอดท้ังปีและชุ่มช้นื มีฝนตกเปน็ ประจา มีปรมิ าณ นา้ ฝนเฉลยี่ ประมาณ 1,500 - 2,000 มิลลิเมตร ปา่ ดิบเขามีความหลากหลายของพชื ทง้ั ไม้ พมุ่ และไมต้ น้ ท้ังหมดมากกวา่ 400 ชนิดตอ่ พื้นที่ 1 เฮกแตร์ พันธุไ์ ม้ทพ่ี บ เช่น ก่อเดอื ย ก่อหนาม มะขามปอ้ มดง จาปี จาปา มณฑาดอย สารภดี ง เต่าร้างยกั ษ์ ค้อ กายอม ฯลฯ สัตวท์ ีพ่ บไดใ้ นปา่ ดบิ เขามีหลายชนดิ เชน่ กวางปา่ หมูป่า เลียงผา กวางผา ลงิ อ้ายเงียะ ล่นิ เลก็ พังพอนเหลือง หมหู รงิ่ หมาหร่ิง หมคี วาย เสือดาว นกเงอื กคอแดง ไก่ฟ้าหลังขาว นก แว่นสเี ทา นกขตั ิยา เตาปูลู เต่าจัน กะทา่ ง อึ่งกรายตาขาว ฯลๆ วธิ ดี าเนนิ กจิ กรรม 1. อ่านสถานการณข์ ้อมลู เก่ียวกบั ระบบนเิ วศป่าเบญจพรรณ ปา่ เต็งรงั และปา่ ดิบเขา และ ร่วมกนั อภิปรายชนดิ ของสิง่ มชี วี ติ ที่พบในระบบนิเวศทั้ง 3 ระบบนเิ วศ บันทึกผล 2. เปรยี บเทียบความหลากหลายของชนิดของพืชในระบบนิเวศทง้ั 3 ระบบนิเวศ บันทกึ ผล 3. รว่ มกันอภิปรายความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมตอ่ การดารงชีวิตในระบบนิเวศน้ัน ๆ บนั ทกึ ผล และนาเสนอ ข้อเสนอแนะใน ครูควรแนะนาใหน้ กั เรียนรวบรวมขอ้ มลู จากกิจกรรมในประเด็นสาคัญดังนี้ การทากจิ กรรม 1. องคป์ ระกอบทไ่ี ม่มชี ีวิตของปา่ แตล่ ะชนดิ 2. สิง่ มชี วี ติ ทีพ่ บในปา่ แตล่ ะชนิด 3. ความหลากหลายของพชื ทง้ั ไมพ้ ุ่มและไมต้ น้ ของปา่ แตล่ ะชนิด นอกจากนน้ั สามารถแนะนานักเรยี นใหส้ บื คน้ ข้อมูลเพิม่ เติมเก่ียวกบั ปา่ แต่ละชนิด และ สิ่งมชี ีวติ ตา่ ง ๆ ทีพ่ บในป่า คาถามท้ายกิจกรรม 1. สภาพแวดลอ้ มของระบบนิเวศทงั้ 3 ระบบนเิ วศและชนิดของสง่ิ มชี วี ิตมีความแตกต่างกนั หรือไม่ อย่างไร 2. จานวนชนดิ ของพืชในแตล่ ะระบบนเิ วศมคี วามแตกตา่ งกนั อยา่ งไร 3. เพราะเหตใุ ดจานวนชนิดของพชื แตล่ ะระบบนเิ วศจงึ มีความแตกตา่ งกัน 4. จากกิจกรรม สรปุ ไดว้ ่าอย่างไร
สือ่ การเรียนรแู้ ผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 31: แบบบนั ทกึ การค้นควา้ กิจกรรมที่ 7.5 แบบบนั ทกึ การค้นควา้ กิจกรรมท่ี 7.5 ชนดิ ของส่งิ มีชีวติ ในแตล่ ะระบบนเิ วศแตกตา่ งกันอยา่ งไร ช่อื -นามสกลุ ..........................................................................................ชน้ั .................เลขที่...........กลมุ่ ท.ี่ ........... ผลการทากิจกรรม ป่าเบญจพรรณ ปา่ เต็งรงั ป่าดบิ เขา รายละเอียด องค์ประกอบท่ไี ม่ มีชวี ิต ส่งิ มชี ีวติ ความหลากหลาย ของพชื สรปุ ผลการทากจิ กรรม ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... .........................................................................................................................................................................
แนบทา้ ยแผนการจดั การเรียนรู้ที่ 31: การใหค้ ะแนนดา้ นกระบวนการ (P) แนวทางบันทกึ การคน้ ควา้ กจิ กรรมที่ 7.5 ชนิดของสงิ่ มชี ีวิตในแตล่ ะระบบนิเวศแตกต่างกันอย่างไร ผลการทากจิ กรรม รายละเอียด ปา่ เบญจพรรณ ป่าเตง็ รงั ปา่ ดบิ เขา ดนิ เปน็ ดนิ ร่วนปน องคป์ ระกอบท่ไี ม่ ดนิ เปน็ ดนิ รว่ นปนทราย มี ดินเปน็ ดินลูกรัง มีหินและ ทรายแป้ง มอี ากาศเย็น และช่มุ ช้ืน มีฝนตกเป็น มชี วี ิต ความช้ืนในดนิ ปานกลาง กรวดปะปนกับดินเหนยี ว ประจา มีปรมิ าณนา้ ฝน เฉลีย่ 1,500-2,000 ปรมิ าณน้าฝนเฉลย่ี ตอ่ ปี และดนิ รว่ นปนทราย มลิ ลิเมตร ประมาณ 1,400 มิลลิเมตร ดินมีแร่ธาตุ บางชนิดต่า หรือสงู เกินไป มีปรมิ าณ นา้ ฝนเฉลี่ยประมาณ 1,400 มิลลเิ มตร สง่ิ มชี วี ิต พืช เช่น สกั แดง ตะแบก พืช เช่น เตง็ รงั ยางกราด พชื เช่น กอ่ เดือย ก่อหนาม ชงิ ชัน เสลา ง้ิวปา่ เหยี ง พลวง มะค่าแต้ มะขามปอ้ มดง จาปี จาปา ตะเคียนหนู มะกอก กระโดน โมกใหญ่ มณฑาดอย สารภีดง ประดูปา่ ไผ่รวก ไผซ่ าง อินทนลิ บก สมอไทย ค้อกายอม เต่าร้างยักษ์ ฯลฯ ผกั หวาน หญา้ เพก็ ฯลฯ ฯลฯ ความหลากหลาย สัตว์ เช่น กวางป่า เก้ง สตั ว์ เช่น เก้ง กระตา่ ยป่า สัตว์ เช่น กวางป่า หมูป่า ของพืช กระทงิ กระจง หมีควาย สนุ ขั จ้ิงจอก ตนุ่ บ่าง เลยี งผา กวางผา หมูป่า ลิง ค่าง ชะนี ชะมด กระรอกหลากสี กระแต ลิงอ้ายเงยี ะ ลน่ิ เลก็ หมาใน ฯลฯ งจู งอาง งเู หลอื ม งูหลาม พังพอนเหลือง เสอื ดาว ฯลฯ ไก่ฟ้าหลังขาว ฯลฯ 100-150 ชนิดต่อพ้ืนที่ 100 ชนดิ ต่อพ้ืนท่ี 10,000 400 ชนดิ ต่อพื้นที่ 10,000 10,000 ตารางเมตร ตารางเมตร ตารางเมตร (1 เฮกแตร)์ สรุปผลการทากิจกรรม ระบบนิเวศท่ีมคี วามหลากหลายของพืชทัง้ ไมพ้ มุ่ และไม้ตน้ สงู มากทสี่ ดุ คอื ป่าดบิ เขา เพราะมอี งค์ประกอบท่ี ไม่มีชีวิตท่ีเหมาะสมตอ่ การเจริญเตบิ โตและอาศัยของสงิ่ มีชวี ติ จึงทาใหม้ คี วามหลากหลายของพืชสูงมากทส่ี ดุ รองลงมาคอื ป่าเบญจพรรณ และปา่ เตง็ รงั ตามลาดับ หมายเหตุ: กจิ กรรมไม่เปรียบเทียบความหลากหลายของสตั ว์ เนอ่ื งจากสัตวส์ ามารถปรบั ตวั ให้เขา้ กบั สภาพแวดลอ้ ม จึงทาให้สัตว์บางชนิดสามารถอยูอ่ าศัยอยู่ในปา่ หลายชนดิ และสามารถอพยพย้ายถนิ่ ไปยังพ้ืนทีอ่ น่ื ได้ จงึ ไม่สามารถ เปรยี บเทยี บความหลากหลายของสัตวไ์ ด้
แนบท้ายแผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 31: การให้คะแนนด้านความรู้ (K) เฉลยใบกจิ กรรมท่ี 7.5 ชนดิ ของสิง่ มีชีวติ ในแต่ละระบบนเิ วศแตกตา่ งกนั อย่างไร เฉลยคาถามทา้ ยกิจกรรม 1. สภาพแวดล้อมของระบบนิเวศทง้ั 3 ระบบนิเวศและชนิดของสิ่งมชี ีวิตมคี วามแตกตา่ งกนั หรอื ไม่ อย่างไร แนวคาตอบ แตกต่างกัน โดยปา่ เบญจพรรณเป็นปา่ โปร่ง ผลัดใบ มีดินเป็นดนิ ร่วนปนทราย มีความช้ืน ในดินปานกลาง ปริมาณน้าฝนเฉลย่ี ต่อปีประมาณ 1,400 มลิ ลิเมตร มพี ืชหลายชนิด เช่น สัก แดง ตะแบก ชิงชัน เสลา ง้ิวป่า ตะเคียนหนู มะกอก ประดูป่า ไผ่รวก ไผ่ซาง ฯลฯ สัตว์ เช่น กวางป่า เก้ง กระทิง กระจง หมีควาย หมูป่า ลิง ค่าง ชะนี ชะมด หมาใน ฯลฯ ปา่ เต็งรงั เปน็ ป่าโปรง่ มากกวา่ ปา่ เบญจพรรณ พนื้ ล่างมหี ญา้ ปกคลมุ มดี ินเป็นดินลกู รัง มีหินและ กรวด ปะปนกับดนิ เหนียวและดินร่วนปนทราย ดินมีแร่ธาตุบางชนดิ ตา่ หรือสงู เกินไป มีปริมาณน้าฝนเฉล่ยี ประมาณ 1,400 มิลลิเมตร มพี ืชหลายชนดิ เชน่ เตง็ รงั ยางกราด เหยี ง พลวง มะค่าแต้ กระโดน โมกใหญ่ อินทนลิ บก สมอไทย ผกั หวาน หญา้ เพก็ ฯลฯ สัตว์ เชน่ เกง้ กระต่ายป่า สนุ ขั จงิ้ จอก ตุน่ บ่าง กระรอกหลากสี กระแต งูจงอาง งูเหลอื ม งูหลาม ฯลฯ ปา่ ดิบเขาเป็นป่าไมผ่ ลดั ใบ มีเรือนยอดแนน่ ทึบ เขยี วตลอดทัง้ ปี มพี นั ธไุ์ ม้หลายระดับ มดี นิ เป็นดินร่วน ปนทรายแป้ง มีอากาศเยน็ และช่มุ ชน้ื มีฝนตกเปน็ ประจา มปี รมิ าณนา้ ฝนเฉลยี่ 1,500-2,000 มิลลิเมตร มีพืช หลายชนดิ เช่น กอ่ เดือย กอ่ หนาม มะขามปอ้ มดง จาปี จาปา มณฑาดอย สารภีดง ค้อ กายอม เต่าร้างยกั ษ์ ฯลฯ สัตว์ เช่น กวางป่า หมูป่า เลยี งผา กวางผา ลิงอ้ายเงียะ ล่ินเล็ก พังพอนเหลอื ง เสอื ดาว ไก่ฟา้ หลังขาว ฯลฯ 2. จานวนชนดิ ของพชื ในแตล่ ะระบบนิเวศมีความแตกต่างกนั อย่างไร แนวคาตอบ จานวนชนดิ มีความแตกต่างกนั โดยปา่ ดิบเขามีความหลากหลายของชนดิ พชื มากทสี่ ุด ประมาณ 400 ชนดิ ตอ่ พ้นื ท่ี 10,000 ตารางเมตร (1 เฮกแตร)์ ปา่ เบญจพรรณมคี วามหลากหลายของชนดิ พืช ประมาณ 100-150 ชนดิ ตอ่ พ้ืนท่ี 1 เฮกแตร์ และ ป่าเตง็ รงั มีความหลากหลายของชนิดพชื ประมาณ 100 ชนดิ ตอ่ พืน้ ท่ี 10,000 ตารางเมตร 3. เพราะเหตุใดจานวนชนดิ ของพืชแตล่ ะระบบนเิ วศจึงมคี วามแตกตา่ งกัน แนวคาตอบ จานวนชนิดของพืชแต่ละระบบนเิ วศแตกต่างกนั เพราะแต่ละระบบนเิ วศมอี งคป์ ระกอบท่ี ไม่มชี ีวิตแตกตา่ งกัน ระบบนเิ วศท่มี ีองค์ประกอบทไี่ มม่ ีชีวติ เหมาะสมตอ่ การเจริญเติบโตของพชื ก็จะมจี านวน ชนิดของพชื มากกว่า 4. จากกิจกรรม สรปุ ได้ว่าอย่างไร แนวคาตอบ ระบบนเิ วศปา่ ท้ัง 3 ระบบนเิ วศมอี งค์ประกอบท่ีไมม่ ีชวี ิตแตกตา่ งกัน สง่ ผลทาใหพ้ บ สิง่ มีชีวติ ในระบบนเิ วศป่าทงั้ 3 ระบบนิเวศแตกตา่ งกนั เมื่อเปรียบเทียบความหลากหลายของชนดิ พชื ทพ่ี บใน ระบบนิเวศทั้ง 3 ระบบนเิ วศ พบว่าระบบนิเวศป่าดบิ เขามคี วามหลากหลายของชนดิ พืชสูงมากทส่ี ุด รองลงมา เปน็ ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรงั ตามลาดบั
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 32 เร่อื ง ความหลากหลายทางชวี ภาพกับการรกั ษาสมดลุ ของระบบนิเวศ รหสั วชิ า ว23102 เวลา 2 ชว่ั โมง หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 7 ชอ่ื หนว่ ยการเรยี นรู้ ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชวี ภาพ รวม 15 ช่วั โมง กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 2 สาระท่ี 1 ชอ่ื สาระ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.3 1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชว้ี ัด ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรมการ เปลี่ยนแปลงทางพันธกุ รรมท่ีมีผลตอ่ ส่ิงมีชวี ิต ความหลากหลายทางชวี ภาพและวิวฒั นาการของสิ่งมีชวี ิต รวมทั้ง นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ ตัวช้ีวดั ว 1.3 ม.3/10 อธบิ ายความสาคญั ของความหลากหลายทางชีวภาพท่ีมตี ่อการรักษาสมดลุ ของระบบ นเิ วศและต่อมนุษย์ 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด 1) ความหลากหลายทางชีวภาพ มี 3 ระดับ ได้แก่ ความหลากหลายของระบบนิเวศ ความหลากหลาย ของชนิดสิง่ มชี วี ิต และความหลากหลายทางพันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพนม้ี คี วามสาคัญต่อการรักษา สมดลุ ของระบบนิเวศ ระบบนิเวศท่ีมีความหลากหลายทางชวี ภาพสูงจะรักษาสมดลุ ได้ดีกว่าระบบนิเวศท่ีมีความ หลากหลายทางชีวภาพต่ากว่า นอกจากน้ีความหลากหลายทางชีวภาพยังมีความสาคัญต่อมนุษย์ในด้านต่าง เช่น ใช้เป็นอาหารยารักษาโรค วัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่าง ดังน้ัน จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในการดูแลรักษา ความหลากหลายทางชวี ภาพให้คงอยู่ 3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ นกั เรยี นอธิบายความสาคัญของความหลากหลายทางชีวภาพทม่ี ตี อ่ การรกั ษา 1) ด้านความรู้ (K) สมดุลของระบบนเิ วศและตอ่ มนุษย์ได้ นกั เรยี นใช้ทักษะการสงั เกต โดยการสังเกตความหลากหลายของส่ิงมีชวี ิต 2) ดา้ นทกั ษะ (P) ท้งั ชนิดและจานวนส่ิงมชี วี ิต นักเรียนมรี ะเบียบวนิ ัยในการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ 3) ด้านเจตคติ (A)
4. คุณลกั ษณะผเู้ รียน 4.1 คุณลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค์ รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ อย่อู ยา่ งพอเพยี ง ซื่อสตั ย์สุจรติ มงุ่ มน่ั ในการทางาน มีวินัย รกั ความเปน็ ไทย ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ 5. ด้านสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน ความสามารถในการสอ่ื สาร: นกั เรยี นสามารถสอื่ สาร โดยนาเสนอผลการสารวจความหลากหลาย ทางชวี ภาพ ความสาคัญของความหลากหลายทางชีวภาพและแนวทางในการรักษาความหลากหลายทางชวี ภาพ 6. สาระการเรียนรู้ ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายของชนิดส่ิงมีชีวิตแตกต่างกัน จะส่งผลต่อการรักษาสมดุลของระบบ นิเวศแตกตา่ งกัน ระบบนิเวศท่ีมีความหลากหลายทางชวี ภาพสูงมักจะมีสายใยอาหารที่ซับซ้อนกว่าระบบนิเวศท่ี มีความหลากหลายทางชีวภาพต่ากว่า จึงสามารถรักษาสมดุลไว้ได้ดีกว่า ตัวอย่างเช่น ในระบบนิเวศท่ีผู้บริโภค หน่ึงชนิดกินสิ่งมีชวี ิตได้หลายชนิด ถ้าสิ่งมีชีวติ ชนิดใดชนิดหนึ่งหายไปหรือลดจานวนลง ผู้บริโภคก็ยังคงสามารถ ดารงชีวิตต่อไปได้โดยการกินสิ่งมีชวี ิตชนดิ อื่น แตใ่ นระบบนิเวศท่ีผู้บริโภคกินสิ่งมชี ีวติ เพยี งชนิดเดียว ถ้าสิ่งมีชีวิต ท่ีถูกบริโภคหายไปหรือลดจานวนลง ผู้บริโภคนั้นก็จะไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ ความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากมีความสาคัญในการรักษาสมดลุ ของระบบนิเวศแล้วยงั ประโยชน์ในการดารงชวี ิตของมนุษย์ ระบบนิเวศ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงจะมีสิ่งมีชีวิตให้มนุษย์เลือกใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น เป็นอาหาร ท่ีอยู่อาศัย เคร่ืองนงุ่ ห่ม ยารกั ษาโรค วัตถุดิบในอุตสาหกรรมตา่ ง กิจกรรมบางอย่างของมนุษย์ทาให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง เช่น การตัดไม้ การปล่อยน้าเสีย ลงในแหล่งน้า การทิ้งขยะ การทอดสมอเรือบริเวณแนวปะการัง กิจกรรมเหล่านี้เป็นการทาลายแหล่งท่ีอยู่ของ ส่ิงมชี วี ติ ทาใหป้ ระชากรของสิ่งมชี วี ิตลดจานวนลง อาจเปน็ สาเหตุที่ทาให้เกิดการสูญพันธขุ์ องสง่ิ มชี ีวติ และทาให้ ระบบนิเวศเสียสมดลุ ซ่งึ จะสง่ ผลตอ่ การดารงชวี ติ ของมนษุ ย์เองในทส่ี ุด จากผลของความเสียหายของระบบนิเวศ ทาให้เกิดการรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงความสาคัญและ การมีส่วนร่วมในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การไม่บุกรุกพื้นที่ป่า เพ่ือทาการเกษตรและท่ีอยู่ อาศัย การปลูกป่าและดูแลรักษาป่า การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การปลูกป่าชายเลน เพ่ือเป็นแหล่งอนุบาล สัตว์น้า การสร้างแนวปะการังเทียม เพ่ือสร้างแนวปะการังใหม่หรือซ่อมแซมแนวปะการังเดิมทั้งนี้เพ่ือให้ สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตและเป็นการดแู ลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพให้คง อยู่ตอ่ ไป 7. กิจกรรมการเรยี นรู้ ใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (2 ชั่วโมง; 120นาท)ี ขั้นที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (10 นาท)ี 1) ครูและนักเรียนสนทนาร่วมกัน เพ่ือกระตุ้นความสนใจของนักเรียน โดยคาถามว่า นักเรียน คิดว่าความหลากหลายเหล่าน้ีมีความสาคัญต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศอย่างไร เพ่ือสนทนาถึงประเด็น ปญั หานนั้
ขน้ั ท่ี 2 ข้ันสารวจและคน้ หา (Exploration) (50 นาท)ี 2) ครูเช่ือมโยงเข้าสู่กิจกรรมที่ 7.6 ความหลากหลายทางชีวภาพเก่ียวข้องกับการรักษาสมดุล ของระบบนิเวศอย่างไร โดนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 7.6 และครูตรวจสอบความ เข้าใจการอา่ น โดยใช้คาถามดังตอ่ ไปนี้ - กจิ กรรมนเี้ กี่ยวกับเรอ่ื งอะไร (ความสาคัญของความหลากหลายทางชวี ภาพทเ่ี กย่ี วข้องกบั การ รกั ษาสมดุลของระบบนิเวศ) - กิจกรรมน้ีมีจุดประสงคอ์ ะไร (อธิบายความสาคญั ของความหลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อการ รกั ษาสมดลุ ของระบบนเิ วศ) - วิธีดาเนินกิจกรรมมีข้ันตอนโดยสรุปอย่างไร (อ่านสถานการณ์ สังเกตสายใยอาหารของท้ัง 2 ระบบนิเวศ วิเคราะหผ์ ลกระทบของส่ิงมีชีวติ ในสายใยอาหาร และอภิปรายความสาคญั ของความหลากหลายทาง ชีวภาพต่อระบบนิเวศ) - นักเรียนต้องสังเกตหรือรวบรวมข้อมูลอะไรบ้าง (รวบรวมข้อมูลในโซ่อาหารแตล่ ะโซ่อาหารท่ี อยู่ในสายใยอาหารจากสถานการณ์ ระดมความคิดเกี่ยวกับลาดับข้ันการบริโภคและบทบาทของสิ่งมีชีวิตแต่ละ ชนิดในสายใยอาหาร) 3) ขณะท่ีนักเรียนแต่ละกลุ่มทากิจกรรมในการสารวจ ครูเดินสังเกตการทากิจกรรมของ นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่ม โดยครสู ังเกตการทางานของนักเรยี น ใหค้ วามชว่ ยเหลอื เมอื่ นักเรยี นมีข้อสงสัยเก่ยี วกบั สายใย อาหารและโซอ่ าหารแตล่ ะสถานการณ์ ข้ันท่ี 3 ขนั้ อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) (20 นาท)ี 4) นักเรียนบนั ทึกการทากิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นควา้ กิจกรรมท่ี 7.6 ความหลากหลาย ทางชีวภาพเก่ียวข้องกับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศอย่างไร โดยสรุปผลของกิจกรรมและตอบคาถามท้าย กิจกรรม เพื่อให้ได้ข้อสรุปจากกิจกรรมว่า ระบบนิเวศที่ 1 มีความหลากหลายของชนิดส่ิงมีชีวิตสูงกว่าและ มีสายใยอาหารท่ีซับซ้อนมากกว่าซับซ้อน เมื่อมีสิ่งมีชีวิตชนิดใดในสายใยอาหารหายไปจะมีส่ิงมีชีวิตชนิดอ่ืนที่ สามารถทาหน้าท่ีแทนกันได้ จึงสามารถรักษาสมดุลของระบบนิเวศได้ดีกว่าระบบนิเวศที่ 2 ซ่ึงมีความ หลากหลายของชนดิ สง่ิ มีชีวติ ต่ากวา่ และมีสายใยอาหารท่ีไมซ่ ับซ้อน ขัน้ ท่ี 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration) (20 นาที) 5) ให้นักเรียนเรียนรู้เพ่ิมเติมเกี่ยวกับประโยชน์ของความหลากหลายทางชีวภาพต่อการรักษา สมดุลของระบบนิเวศและมนุษย์ โดยอ่านเนื้อหาในหนังสือเรียนหน้า 194 และเปิดโอกาสให้ทากิจกรรมเสริม เกม food web (สบื ค้นได้จาก ipst.me/10955) จากน้นั ร่วมกนั ตอบคาถามระหว่างเรียน ดงั น้ี
- ถ้ากบ ห ายไป จากสายใยอาห าร ระบ บ นิ เวศนี้จะ เปลี่ยนแปลงอย่างไร (แนวคาตอบ ถ้ากบหายไปจากสายใย อาหารนี้ ผีเสื้อและตั๊กแตนที่เป็นอาหารของกบจะเพ่ิม จานวนมากข้ึน เพราะไม่มีผู้ล่า มะม่วงและข้าวจะลดจานวน ลงเพราะถูกกินมากข้ึนจากการเพิ่มของผีเสื้อและต๊ักแตน งูที่ กินกบเป็นอาหารจะขาดแคลนอาหารและกินนกมากขึ้น นก จะถูกงูกินมากข้ึน แต่ในขณะเดียวกันนกก็จะเพ่ิมจานวนข้ึน เช่นกันเพราะตกั๊ แตนทเ่ี ปน็ อาหารของนกเพม่ิ ขน้ึ ) 6) ให้นักเรียนเรียนรู้เพิ่มเติมเก่ียวกับพฤติกรรมของมนุษย์ท่ีทาให้ความหลากหลายทางชีวภาพ ลดลง การดูแลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ โดยอ่านเนื้อหาในหนังสือหน้า 195 และเกร็ดน่ารู้ โดยใช้ คาถามเพ่มิ เตมิ ดังนี้ - กิจกรรมใดบ้างท่ีส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ (กิจกรรมทุก ๆ อย่างของมนุษย์ เช่น การทาเกษตรกรรม การกอ่ สรา้ ง หรอื กิจกรรมอนื่ ๆ มักมีผลตอ่ ส่งิ แวดล้อมท้ังทางตรงและทางอ้อม) - เม่ือความหลากหลายทางชีวภาพลดลงจะเกิดอะไรขึ้น (ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการ ใชช้ วี ิตของมนษุ ย)์ เพื่อให้ได้ขอ้ สรปุ วา่ - พฤติกรรมบางอย่างของมนุษย์ นอกจากจะส่งผลต่อการดารงชีวิตของมนุษย์แล้ว ยังทาให้ ความหลากหลายทางชีวภาพลดน้อยลง ซึ่งอาจเป็นต้นเหตุท่ีนาไปสู่การสูญพันธ์ุของสิ่งมีชีวิตบางชนิดและ การเสียสมดุลของระบบนเิ วศ ข้นั ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation) (20 นาที) 7) ครูและนักเรียนอภิปรายผลการทากจิ กรรม ความหลากหลายทางชีวภาพเกีย่ วข้องกบั การรกั ษา สมดุลของระบบนเิ วศ จะได้ข้อสรุปวา่ - ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายของชนดิ ส่ิงมชี ีวิตแตกต่างกัน จะส่งผลตอ่ การรกั ษาสมดุลของระบบ นิเวศแตกต่างกนั ระบบนิเวศทม่ี คี วามหลากหลายทางชีวภาพสงู มักจะมสี ายใยอาหารทีซ่ ับซ้อนมากกวา่ ระบบนเิ วศท่มี ี ความหลากหลายทางชวี ภาพตา่ กว่า เมอ่ื เกดิ การเปลี่ยนแปลงจานวนของส่ิงมชี วี ิตท่สี ง่ ผลกระทบต่อระบบนเิ วศ จงึ สามารถรักษาสมดุลไว้ไดด้ ีกว่าระบบนิเวศทมี่ คี วามหลากหลายทางชวี ภาพต่ากว่า - ความหลากหลายทางชีวภาพมีประโยชนใ์ นการดารงชวี ิตของมนุษย์หลายอยา่ ง เช่น ใช้เปน็ อาหาร ท่ี อยู่อาศยั เครอ่ื งน่งุ หม่ ยารกั ษาโรค และวัตถุดิบในอตุ สาหกรรมตา่ ง 8) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมนิ (Rubrics Score)
8. สื่อการเรียนรู้/แหล่งเรียนรู้ 8.1 ใบกิจกรรม: ใบกจิ กรรมท่ี 7.6 ความหลากหลายทางชีวภาพเก่ียวขอ้ งกับการรกั ษาสมดุลของ ระบบนเิ วศอย่างไร 8.2 แบบบนั ทกึ กจิ กรรม: แบบบันทกึ การค้นคว้ากิจกรรมที่ 7.6 ความหลากหลายทางชีวภาพเกี่ยวขอ้ งกับ การรกั ษาสมดลุ ของระบบนเิ วศอยา่ งไร 8.3 แหล่งเรียนรู้: หนงั สอื เรยี นรายวิชาพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 เลม่ 2 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ 9. การวัดและการประเมนิ ตัวชวี้ ัด/ผลการเรียนรู้ วิธีการวดั เคร่ืองมือวดั เกณฑ์ท่ใี ช้ในการประเมิน 1. อธิบายความสาคัญของความ - ตรวจการตอบ - คาถามทา้ ยกจิ กรรมท่ี 7.6 - ไดไ้ ม่นอ้ ยกว่า 2 คะแนน หลากหลายทางชวี ภาพทม่ี ี คาถามทา้ ย จานวน 4 ข้อ ระดบั คณุ ภาพดี ถือว่าผ่าน ตอ่ การรักษาสมดลุ ของระบบ กิจกรรมท่ี 7.6 การประเมนิ ด้านความรู้ นิเวศและตอ่ มนษุ ย์ (ด้านความร:ู้ K) 2. การใช้ทกั ษะการสงั เกต โดย - ตรวจการทาแบบ - แบบบันทึกการค้นคว้า - ได้ไม่นอ้ ยกว่า 2 คะแนน การสงั เกตความหลากหลาย บนั ทึกการคน้ คว้า กจิ กรรมที่ 7.6 ความ ระดับคณุ ภาพดี ถอื วา่ ผ่าน ของส่งิ มชี ีวติ ทั้งชนิดและ กจิ กรรมท่ี 7.6 หลากหลายทางชวี ภาพ การประเมนิ จานวนสงิ่ มชี ีวิต เกีย่ วขอ้ งกบั การรักษา ด้านกระบวนการ (ด้านกระบวนการ: P) สมดลุ ของระบบนิเวศ อย่างไร 3. ระเบยี บวินยั ในการ - สงั เกตการณไ์ ดร้ บั - เกณฑ์การประเมนิ - ได้ไมน่ ้อยกว่า2 คะแนน เรียนรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ มอบหมายบทบาท ระเบียบวนิ ยั ในการ ระดับคณุ ภาพดี ถือวา่ ผ่าน (ด้านเจตคต:ิ A) และภาระงานภายใน เรียนรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ การประเมินดา้ นเจตคติ ช้ันเรียน 9.1 เกณฑ์การประเมินผลนักเรียน เกณฑ์การประเมนิ (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมนิ ค่านา้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน คะแนน การใหค้ ะแนนตอบ ตอบคาถามท้ายกิจกรรมที่ 7.6 ถูกต้อง จานวน 3-4 ขอ้ คาถามท้าย 3 ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมที่ 7.6 ถูกตอ้ ง จานวน 2 ขอ้ กิจกรรมที่ 7.6 2 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมที่ 7.6 ถูกต้อง จานวน 1 ข้อ หรอื ไมถ่ กู ตอ้ ง 1
ประเดน็ การประเมิน ค่านา้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน การใหค้ ะแนนการบันทึก คะแนน แบบบนั ทกึ การค้นคว้า บันทึกผลการทากิจกรรม จากการสังเกต แลว้ บันทกึ ขอ้ มลู ความ 3 หลากหลายของส่งิ มีชวี ติ ท้ังชนิดและจานวนสงิ่ มีชวี ิต ได้ครบถ้วน กจิ กรรมที่ 7.6 ถูกต้องตามความเปน็ จริง สอดคล้องกับเน้ือหาในกิจกรรม 2 บันทึกผลการทากิจกรรม จากการสังเกต แล้วบนั ทกึ ข้อมลู ความ การใหค้ ะแนนพฤติกรรม หลากหลายของส่งิ มชี ีวิตทั้งชนดิ และจานวนสง่ิ มชี ีวิตได้ มีความ ระเบยี บวนิ ยั ในการ 1 สอดคลอ้ งกบั เนือ้ หาในกิจกรรม 3 บันทกึ ผลการทากิจกรรม จากการสังเกต แลว้ บันทึกขอ้ มลู ความ เรียนร้ทู างวทิ ยาศาสตร์ 2 หลากหลายของส่ิงมีชีวติ ทั้งชนิดและจานวนสง่ิ มีชีวติ ไดไ้ ม่เหมาะสม เกิดขอ้ ผิดพลาด ไม่สอดคล้องกบั เนือ้ หาในกจิ กรรม 1 ปฏิบตั หิ นา้ ทท่ี ไี่ ด้รบั มอบหมาย ภายในช้ันเรียนไดอ้ ย่างดี ไม่เกิดปญั หา ส่งภาระงานทไี่ ดร้ ับตรงต่อเวลา และงานมคี วามสมบรู ณ์ เรียบร้อย ปฏบิ ัติหน้าทท่ี ไ่ี ด้รบั มอบหมาย ภายในชัน้ เรยี นไดแ้ ตเ่ กิดปญั หา จึงมกี ารปรบั ปรงุ แก้ไข และสง่ ภาระงานทีไ่ ด้รับมอบหมายตรงตอ่ เวลา หรอื ชา้ กวา่ กาหนดเวลาไม่นาน ปฏบิ ตั หิ นา้ ทท่ี ีไ่ ดร้ ับมอบหมาย ภายในชน้ั เรียนได้แตเ่ กิดปัญหาแล้ว แกไ้ ขไมไ่ ด้ สง่ ผลกระทบตอ่ การส่งภาระงานที่ได้รบั มอบหมายตรง ทาให้เกิดปัญหา สง่ ชา้ กวา่ กาหนดเวลาออกไป 9.2 ระดับคุณภาพ หมายถงึ ดมี าก หมายถึง ดี คะแนนรวมเฉล่ยี 6.00 - 5.00 หมายถึง พอใช้ คะแนนรวมเฉลี่ย 4.00 - 3.00 คะแนนรวมเฉล่ีย 2.00 - 1.00 ดงั นน้ั นักเรียนตอ้ งไดค้ ะแนนเฉล่ียทุกประเด็นการประเมนิ ไมต่ า่ กวา่ 2.00 แสดงระดบั คุณภาพ ดี ถอื วา่ ผ่านเกณฑ์การประเมนิ ในแผนการจัดการเรยี นท่ี 32
บันทึกหลังการสอน หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 7 ระบบนเิ วศและความหลากหลายทางชีวภาพ.... ...... ... ... แผนการสอนเรอื่ ง 32 ความหลากหลายทางชีวภาพกับการรกั ษาสมดุลของระบบนเิ วศ วนั ที่...............................เดือน...............................................................พ.ศ................. 1. สรุปผลการเรียนการสอน 1. นกั เรียนจานวน....................คน ผา่ นจุดประสงค์การเรียนร.ู้ ..........คน คดิ เปน็ ร้อยละ............. ไม่ผา่ นจุดประสงค.์ ......................คน คิดเปน็ รอ้ ยละ............. ได้แก่.................................................................................................. 2. สรปุ ผลตามรายจุดประสงค์การเรยี นรู้ 2.1 นักเรียนมีความรคู้ วามเข้าใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ขอ้ เสนอแนะหลงั การจัดการเรยี นการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงช่อื ............................................ครูผ้สู อน ลงชอ่ื .............................................หวั หนา้ กล่มุ สาระ () () ตาแหน่ง................................................... ลงช่อื .............................................ผ้ชู ่วย/รองฯวิชาการ …………./……………./………… () ลงชอ่ื ............................................ผูอ้ านวยการ ()
แบบบันทึกการประเมนิ คุณภาพการเรียนรูข้ องนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 รายวิชาวิทยาศาสตร์พ้นื ฐาน (ว23102) หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 7 ระบบนเิ วศและความหลากหลายทางชวี ภาพI แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 32 เรือ่ ง ความหลากหลายทางชวี ภาพกบั การรกั ษาสมดลุ ของระบบนเิ วศ. คาชีแ้ จง: ทาเครอื่ งหมาย ในช่องคา่ น้าคะแนนแตล่ ะด้านตามจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ โดยประเมินตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ชอ่ื -นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ด้านกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหัสนกั เรียน คา่ นา้ หนักคะแนน ค่านา้ หนักคะแนน คา่ น้าหนักคะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22
เลข ชื่อ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์การพิจารณาคุณภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลีย่ 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถึง ต้องได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้นึ ไปเทา่ นั้น ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชี้วัด ผลการประเมนิ การเรียนรู้ของนกั เรียน ผเู้ รยี นท่ี ผ่าน ตวั ชว้ี ดั มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผู้เรยี นที่ ไมผ่ ่าน ตวั ชี้วัด มีจานวน…………………………คน คดิ เป็นรอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
ส่อื การเรียนรแู้ ผนการจัดการเรียนร้ทู ี่ 32: ใบกิจกรรมที่ 7.6 ใบกิจกรรมที่ 7.6 ความหลากหลายทางชวี ภาพเกย่ี วขอ้ งกับการรักษาสมดุลของระบบนิเวศอยา่ งไร หนงั สอื เรยี นรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลาง การศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุงพ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร หน้า 192 กจิ กรรมที่ 7.6 ความหลากหลายทางชีวภาพเกย่ี วขอ้ งกบั การรกั ษาสมดุลของระบบนิเวศอยา่ งไร? จดุ ประสงค์ อธิบายความสาคัญของความหลากหลายทางชีวภาพทม่ี ีตอ่ การรกั ษาสมดลุ ของระบบนิเวศ วัสดอุ ุปกรณ์ - สถานการณ์ท่ี ในระบบนเิ วศ 2 ระบบนเิ วศ มีสายใยอาหารดังภาพ ในช่วงฤดกู าลเก็บเก่ียวผลผลติ ทาง กาหนดให้ การเกษตร มีหนูมากนิ ผลผลติ ทางการเกษตรเพิม่ มากขึ้น เกษตรกรจงึ ลดจานวนประชากรหนู โดยใชย้ าเบอื่ หนู ระบบนเิ วศที่ 1 ระบบนิเวศท่ี 2
กจิ กรรมท่ี 7.6 ความหลากหลายทางชวี ภาพเกีย่ วข้องกบั การรักษาสมดุลของระบบนิเวศอยา่ งไร? วิธดี าเนินกิจกรรม 1. อา่ นสถานการณ์ สังเกตสายใยอาหารในระบบนิเวศท้งั 2 ระบบนิเวศ แลว้ เปรยี บเทยี บ จานวนชนิดของสิ่งมีชีวติ รวมทั้งวเิ คราะหค์ วามสัมพันธข์ องส่ิงมีชีวติ ในสายใยอาหาร บันทึกผล 2. ร่วมกันอภิปรายและวเิ คราะหผ์ ลกระทบต่อสง่ิ มีชีวติ ทัง้ หมดในสายใยอาหารและการ รกั ษาสมดุลของระบบนิเวศ เม่ือหนูหายไปจากระบบนเิ วศทงั้ 2 ระบบนเิ วศ บันทึกผล คาถามท้ายกิจกรรม 1. ในแต่ละระบบนิเวศมจี านวนชนดิ ของส่งิ มชี ีวิตแตกต่างกันหรือไม่ อยา่ งไร 2. เมื่อหนูหายไป สายใยอาหารในแต่ละระบบนเิ วศมกี ารเปลี่ยนแปลงหรอื ไม่ อย่างไร 3. เมื่อหนหู ายไป สายใยอาหารในระบบนิเวศใดสามารถเข้าสู่สมดลุ ไดด้ ีกว่ากนั เพราะเหตใุ ด 4. จากกจิ กรรม สรปุ ได้วา่ อยา่ งไร
สอ่ื การเรียนรแู้ ผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 32: แบบบันทึกการคน้ ควา้ กิจกรรมท่ี 7.6 แบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมที่ 7.6 ความหลากหลายทางชวี ภาพเก่ยี วข้องกบั การรกั ษาสมดุลของระบบนเิ วศอย่างไร ช่ือ-นามสกลุ ..........................................................................................ชนั้ .................เลขท่ี...........กลมุ่ ท.่ี ........... บันทกึ ผลการทากจิ กรรม แสดงการเปรยี บเทียบผลกระทบจากสถานการณใ์ น 2 ระบบนเิ วศ โดยพบว่า สถานการณ์ทก่ี าหนด ผลกระทบจากสถานการณ์ ระบบนเิ วศท่ี 1 มสี ิง่ มีชีวติ 13 ชนิด ...................................................................................................................... ...................................................................................................................... ...................................................................................................................... ...................................................................................................................... ระบบนเิ วศท่ี 2 มีส่ิงมีชวี ิต 7 ชนดิ ...................................................................................................................... ...................................................................................................................... ...................................................................................................................... ...................................................................................................................... คาถามทา้ ยกิจกรรม 1. ในแตล่ ะระบบนเิ วศมีจานวนชนดิ ของสง่ิ มชี วี ิตแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. เมอื่ หนหู ายไป สายใยอาหารในแตล่ ะระบบนเิ วศมีการเปล่ียนแปลงหรือไม่ อยา่ งไร ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. เมื่อหนูหายไป สายใยอาหารในระบบนิเวศใดสามารถเขา้ สูส่ มดลุ ได้ดีกว่ากนั เพราะเหตใุ ด ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. จากกิจกรรม สรุปไดว้ า่ อย่างไร ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนบทา้ ยแผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 32: การให้คะแนนด้านกระบวนการ (P) แนวทางบันทกึ การคน้ ควา้ กจิ กรรมที่ 7.6 ความหลากหลายทางชีวภาพเกีย่ วข้องกบั การรักษาสมดุลของระบบนิเวศอย่างไร บนั ทกึ ผลการทากจิ กรรม แสดงการเปรียบเทียบผลกระทบจากสถานการณ์ใน 2 ระบบนเิ วศ โดยพบวา่ สถานการณท์ ่ีกาหนด ผลกระทบจากสถานการณ์ ระบบนิเวศที่ 1 มสี ง่ิ มชี วี ิต 13 ชนิด สายใยอาหารซบั ซ้อน เมอื่ หนูหายไปจากระบบนเิ วศส่งผลทาให้สนุ ขั และนกอินทรที ่ีกนิ หนเู ปน็ อาหารจะไมส่ ามารถกนิ หนูเป็นอาหารได้ แตส่ ุนัข และนกอนิ ทรสี ามารถดารงชีวิตด้วยการกินสิ่งมีชีวติ ชนิดอ่นื แทนได้ โดยนก อินทรสี ามารถกนิ กระต่าย นก และงูเปน็ อาหารแทนได้ สุนขั สามารถกนิ กระตา่ ยแทนได้ ทาใหร้ ะบบนเิ วศนีย้ ังคงอยตู่ ่อไปได้ ระบบนเิ วศท่ี 2 มีสงิ่ มีชวี ติ 7 ชนดิ มีสายใยอาหารไม่ซับซอ้ น เมื่อหนูหายไปจากระบบนเิ วศส่งผลทาใหง้ ู จะไมม่ ีอาหารทาให้งูลดจานวนลง และนกอินทรที ่ไี ม่มหี นูเปน็ อาหาร ก็จะกินงมู ากข้ึนจนทาใหง้ หู มดไปจากระบบนเิ วศ
แนบทา้ ยแผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 32: การใหค้ ะแนนด้านความรู้ (K) เฉลยใบกิจกรรมท่ี 7.6 ความหลากหลายทางชีวภาพเกี่ยวขอ้ งกับการรักษาสมดลุ ของระบบนเิ วศอยา่ งไร เฉลยคาถามท้ายกจิ กรรม 1. ในแตล่ ะระบบนเิ วศมีจานวนชนิดของสง่ิ มชี วี ิตแตกต่างกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร แนวคาตอบ แตกต่างกัน ระบบนิเวศท่ี 1 มีความหลากหลายของชนิดสงิ่ มีชวี ติ มากกวา่ ระบบนิเวศท่ี 2 ระบบนิเวศที่ 1 มสี งิ่ มชี วี ติ 13 ชนิด มผี ู้ผลิตจานวน 2 ชนดิ ผบู้ รโิ ภคจานวน 11 ชนดิ ระบบนเิ วศท่ี 2 มสี ิ่งมีชวี ิต 7 ชนดิ มผี ผู้ ลติ จานวน 2 ชนดิ ผบู้ ริโภคจานวน 5 ชนิด 2. เมอ่ื หนหู ายไป สายใยอาหารในแตล่ ะระบบนเิ วศมกี ารเปลี่ยนแปลงหรอื ไม่ อย่างไร แนวคาตอบ มีการเปลี่ยนแปลงทั้ง 2 ระบบนิเวศ โดยระบบนิเวศท่ี 1 เมื่อหนูหายไปจากระบบนิเวศ ส่งผลทาให้สุนัขและนกอินทรีท่ีกินหนูเป็นอาหารจะไม่สามารถกินหนูเป็นอาหารได้ แต่สุนัขและนกอินทรี สามารถดารงชีวิตด้วยการกินสิ่งมีชีวิตชนิดอ่ืนแทนได้ โดยนกอินทรีสามารถกินกระต่าย นก และงูเป็นอาหาร แทนได้ สุนัขสามารถกินกระต่ายแทนได้ ทาให้ระบบนิเวศน้ียังคงอยู่ต่อไปได้ ระบบนิเวศท่ี 2 เม่ือหนูหายไปจาก ระบบนิเวศสง่ ผลทาให้งจู ะไม่มีอาหาร ทาให้งูลดจานวนลง และนกอนิ ทรีทีไ่ ม่มหี นูเป็นอาหารก็จะกนิ งมู ากข้ึนจน ทาให้งูหมดไปจากระบบนเิ วศ 3. เมอ่ื หนูหายไป สายใยอาหารในระบบนิเวศใดสามารถเข้าสสู่ มดลุ ไดด้ ีกวา่ กนั เพราะเหตุใด แนวคาตอบ ระบบนิเวศที่ 1 เน่ืองจากมีจานวนชนิดของส่ิงมีชีวติ มากกวา่ และมีสายใยอาหารท่ีซับซ้อน ทาให้ส่งิ มีชวี ติ ในสายใยอาหารมที างเลือกในการกินอาหาร เม่อื ส่งิ มีชวี ิตชนดิ หน่งึ หายไปจากสายใยอาหารกจ็ ะมี ส่ิงมชี ีวิตชนดิ อื่นทส่ี ามารถกินเป็นอาหารได้ จึงสามารถเขา้ สู่สมดุลได้เรว็ กวา่ 4. จากกิจกรรม สรปุ ไดว้ า่ อยา่ งไร แนวคาตอบ ระบบนิเวศท่ี 1 มีความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิตสูงกว่าและมีสายใยอาหารที่ซับซ้อน มากกว่าจึงสามารถรักษาสมดุลของระบบนิเวศได้ดีกว่าระบบนิเวศท่ี 2 ซึ่งมีความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิต ต่ากว่าและมีสายใยอาหารท่ีไม่ซับซ้อน ทาให้เม่ือมีส่ิงมีชีวิตชนิดใดในสายใยหายไปจะมีส่ิงมีชีวิต ชนิดอื่นที่ สามารถทดแทนกันได้
แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 33 เรือ่ ง ความสาคัญของความหลากหลายทางชวี ภาพ รหสั วชิ า ว23102 เวลา 2 ช่วั โมง หน่วยการเรียนรู้ที่ 7 ชอ่ื หนว่ ยการเรียนรู้ ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชวี ภาพ รวม 15 ชวั่ โมง กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 2 สาระที่ 1 ชือ่ สาระ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ มาตรฐาน ว 1.3 1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชว้ี ดั ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธุกรรมการ เปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมท่ีมีผลต่อส่ิงมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต รวมทั้ง นาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชีว้ ดั ว 1.3 ม.3/11 แสดงความตระหนกั ในคณุ คา่ และความสาคญั ของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมี สว่ นรว่ มในการดูแลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด 1) ความหลากหลายทางชีวภาพ มี 3 ระดับ ได้แก่ ความหลากหลายของระบบนิเวศ ความหลากหลาย ของชนดิ สิ่งมีชีวติ และความหลากหลายทางพันธกุ รรม ความหลากหลายทางชีวภาพนี้มีความสาคัญตอ่ การรักษา สมดลุ ของระบบนิเวศ ระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงจะรกั ษาสมดุลได้ดีกว่าระบบนิเวศที่มีความ หลากหลายทางชีวภาพต่ากว่า นอกจากนี้ความหลากหลายทางชีวภาพยังมีความสาคัญต่อมนุษย์ในด้านต่าง ๆ เช่น ใช้เป็นอาหารยารักษาโรค วัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ดังน้ัน จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในการดูแลรักษา ความหลากหลายทางชวี ภาพให้คงอยู่ 3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ นกั เรยี นบอกแนวทางในการดูแลรักษาความหลากหลายทางชวี ภาพได้ 1) ด้านความรู้ (K) นกั เรยี นใช้ทักษะการสังเกต โดยการสังเกตความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต 2) ด้านทกั ษะ (P) ท้งั ชนิดและจานวนสง่ิ มชี วี ิต นักเรยี นมีระเบยี บวินยั ในการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ 3) ดา้ นเจตคติ (A) 4. คุณลักษณะผู้เรยี น 4.1 คุณลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยูอ่ ย่างพอเพยี ง ซ่ือสัตย์สจุ ริต มุ่งมัน่ ในการทางาน มวี นิ ยั รักความเปน็ ไทย ใฝเ่ รยี นรู้ มจี ติ สาธารณะ
5. ด้านสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รียน ความสามารถในการสื่อสาร: นกั เรยี นสามารถสื่อสาร โดยนาเสนอผลการสารวจความหลากหลาย ทางชวี ภาพ ความสาคญั ของความหลากหลายทางชีวภาพและแนวทางในการรกั ษาความหลากหลายทางชวี ภาพ 6. สาระการเรยี นรู้ ระบบนิเวศท่ีมีความหลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิตแตกต่างกัน จะส่งผลต่อการรักษาสมดุลของระบบ นิเวศแตกตา่ งกัน ระบบนิเวศท่ีมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมักจะมีสายใยอาหารที่ซับซ้อนกว่าระบบนิเวศท่ี มีความหลากหลายทางชีวภาพต่ากว่า จึงสามารถรักษาสมดุลไว้ได้ดีกว่า ตัวอย่างเช่น ในระบบนิเวศที่ผู้บริโภค หนึ่งชนิดกินส่ิงมีชีวิตได้หลายชนิด ถ้าสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่งหายไปหรือลดจานวนลง ผู้บริโภคก็ยังคงสามารถ ดารงชวี ิตตอ่ ไปได้โดยการกินส่ิงมชี ีวติ ชนิดอ่ืน แตใ่ นระบบนิเวศท่ีผู้บริโภคกินสิ่งมีชีวิตเพยี งชนิดเดียว ถ้าสิ่งมีชวี ิต ที่ถูกบริโภคหายไปหรือลดจานวนลง ผู้บริโภคนั้นก็จะไม่สามารถดารงชีวิตอยู่ได้ ความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากมีความสาคัญในการรักษาสมดลุ ของระบบนิเวศแล้วยังประโยชน์ในการดารงชีวิตของมนุษย์ ระบบนิเวศ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงจะมีสิ่งมีชีวิตให้มนุษย์เลือกใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น เป็นอาหาร ทอี่ ยูอ่ าศยั เครือ่ งนงุ่ ห่ม ยารกั ษาโรค วตั ถุดบิ ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ กิจกรรมบางอย่างของมนุษย์ทาให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง เช่น การตัดไม้ การปล่อยน้าเสีย ลงในแหล่งน้า การทิ้งขยะ การทอดสมอเรือบริเวณแนวปะการัง กิจกรรมเหล่านี้เป็นการทาลายแหล่งที่อยู่ของ สงิ่ มชี วี ติ ทาให้ประชากรของส่ิงมชี ีวิตลดจานวนลง อาจเป็นสาเหตทุ ที่ าให้เกิดการสญู พันธขุ์ องสิ่งมชี ีวิตและทาให้ ระบบนิเวศเสยี สมดลุ ซง่ึ จะส่งผลต่อการดารงชีวติ ของมนษุ ย์เองในท่ีสุด จากผลของความเสียหายของระบบนิเวศ ทาให้เกิดการรณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงความสาคัญและ การมีส่วนร่วมในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การไม่บุกรุกพ้ืนที่ป่า เพ่ือทาการเกษตรและที่อยู่ อาศัย การปลูกป่าและดูแลรักษาป่า การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การปลูกป่าชายเลน เพ่ือเป็นแหล่งอนุบาล สัตว์น้า การสร้างแนวปะการังเทียม เพ่ือสร้างแนวปะการังใหม่หรือซ่อมแซมแนวปะการังเดิมท้ังนี้เพ่ือให้ สภาพแวดล้อมเหมาะสมตอ่ การดารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตและเป็นการดูแลรักษาความหลากหลายทางชีวภาพให้คง อยู่ต่อไป 7. กิจกรรมการเรยี นรู้ ใชร้ ูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) (2 ชว่ั โมง; 120นาท)ี ข้ันที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) (10 นาท)ี 1) ครแู ละนักเรียนสนทนาร่วมกัน เพอื่ กระตนุ้ ความสนใจ โดยครูใชส้ ่อื คลิปวีดทิ ศั น์ เร่อื ง Infographic สุขพอท่ีพอ่ ให้ ตอน : เกษตรทฤษฎใี หม่ (https://www.youtube.com/watch?v=rJedTtbt4Uo) เพื่อสนทนาถึงประเดน็ ความสาคญั ของการปลกู พชื แบบผสมผสานใหม้ ีความหลากหลาย ขั้นที่ 2 ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration) (50 นาที) 2) ครเู ชอื่ มโยงเข้าสู่กิจกรรมท้ายบท ความหลากหลายทางชีวภาพมคี วามสาคัญอย่างไร โดยใช้ คาถามวา่ ความหลากหลายทางชีวภาพมคี วามสาคญั อย่างไรต่อมนุษย์ (นกั เรยี นตอบตามเขา้ ใจของนกั เรยี น)
3) นักเรียนอ่านชื่อกิจกรรม จุดประสงค์ และวิธีดาเนินกิจกรรม ตามหนังสือเรียนรายวิชา พื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 เล่ม 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศึกษาธิการ หน้า 196-197 และครูตรวจสอบ ความเขา้ ใจการอ่าน โดยใชค้ าถามดังต่อไปนี้ - กิจกรรมนเ้ี กยี่ วกบั เรอ่ื งอะไร (ความความสาคญั ของหลากหลายทางชีวภาพ) - กิจกรรมน้มี จี ดุ ประสงค์อะไร (วิเคราะห์สถานการณ์และอธิบายความสาคญั ของความหลากหลาย ทางชวี ภาพ) - วธิ ดี าเนินกิจกรรมมขี น้ั ตอนโดยสรปุ อยา่ งไร (อ่านสถานการณ์และรวบรวมขอ้ มูลเก่ียวกับสวน ปา่ เชงิ เดี่ยวและสวนปา่ แบบผสม วิเคราะห์การปลูกสวนปา่ ทั้ง 2 แบบ รว่ มกันอภิปรายและนาเสนอผลกระทบท่ี จะเกดิ ขน้ึ พร้อมทงั้ เสนอแนวทางเพื่อสง่ เสรมิ ใหเ้ กิดความหลากหลายทางชวี ภาพในท้องถิน่ ) 4) ขณะที่นักเรียนแต่ละกลุ่มทากิจกรรม ครูเดินสังเกตการทากิจกรรมของนักเรียนแต่ละกลุ่ม และให้คาแนะนา ถ้านักเรียนมีข้อสงสัยในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจเป็นปัญหา ซึ่งครูควรรวบรวมปัญหา และ ขอ้ สงสยั ทพ่ี บจากการทากิจกรรมของนักเรยี นเพอ่ื ใช้เปน็ ขอ้ มูลประกอบการอภปิ รายหลงั จากการทากจิ กรรม ข้ันท่ี 3 ข้นั อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) (20 นาท)ี 5) นักเรียนบันทึกการทากิจกรรมลงในแบบบันทึกการค้นคว้ากิจกรรมท้ายบท ความ หลากหลายทางชีวภาพมคี วามสาคัญอย่างไร โดยการตอบคาถามทา้ ยกจิ กรรม และรว่ มกนั สรปุ ผลของกิจกรรม ขนั้ ท่ี 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) (20 นาที) 6) ให้นกั เรียนเรยี นรู้เพิม่ เตมิ เก่ยี วกบั ความสาคญั ของความหลากหลายทางชวี ภาพและร่วมกัน อภิปรายเก่ียวกับส่ิงทน่ี ักเรียนได้ออกแบบจากการทากจิ กรรมท้ายบท เพ่ือให้ได้ข้อสรุปว่า แนวทางในการรักษา ความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่นน้ัน สามารถทาได้ ขึ้นอยู่กับแนวทางท่ีระดมความคิด เช่น รณรงค์ ทาแผน่ พบั โดยการเพ่ิมความหลากหลายทางชวี ภาพให้กับพ้นื ที่ เช่น การปลกู พืชชนดิ อ่นื รว่ มกบั พชื เศรษฐกจิ ขน้ั ที่ 5 ขน้ั ประเมิน (Evaluation) (20 นาที) 7) นกั เรยี นตรวจสอบการทาแบบบันทึกการทากจิ กรรมและส่งตามกาหนดทีว่ างไว้ 8) ครูตรวจสอบการส่งแบบบันทึกการค้นคว้าของนักเรียนและให้คะแนนประเมินตามเกณฑ์ การประเมิน (Rubrics Score) 8. ส่ือการเรยี นรู้/แหลง่ เรียนรู้ 8.1 คลิปวีดิทศั น์: Infographic สุขพอที่พอ่ ให้ ตอน : เกษตรทฤษฎีใหม่ https://www.youtube.com/watch?v=rJedTtbt4Uo 8.2 ใบกจิ กรรม: ใบกจิ กรรมท้ายบท ความหลากหลายทางชีวภาพมีความสาคัญอย่างไร 8.3 แบบบันทกึ กิจกรรม: แบบบนั ทกึ การค้นควา้ กิจกรรมท้ายบท ความหลากหลายทางชวี ภาพมี ความสาคญั อยา่ งไร 8.4 แหล่งเรียนรู:้ หนงั สอื เรยี นรายวิชาพ้นื ฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 เลม่ 2 ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
9. การวดั และการประเมิน ตัวช้ีวัด/ผลการเรียนรู้ วิธีการวัด เคร่ืองมือวดั เกณฑท์ ใ่ี ชใ้ นการประเมิน - ไดไ้ มน่ ้อยกว่า 2 คะแนน 1. บอกแนวทางในการดแู ลรกั ษา - ตรวจการตอบ - คาถามท้ายกจิ กรรม ระดับคุณภาพดี ถอื ว่าผ่าน ความหลากหลายทางชวี ภาพ คาถามทา้ ย ท้ายบท จานวน 3 ข้อ การประเมนิ ด้านความรู้ - ได้ไมน่ อ้ ยกว่า 2 คะแนน (ดา้ นความร:ู้ K) กจิ กรรมทา้ ยบท ระดบั คุณภาพดี ถือว่าผ่าน การประเมิน 2. การใช้ทักษะการสงั เกต โดย - ตรวจการทาแบบ - แบบบนั ทกึ การค้นคว้า ด้านกระบวนการ การสงั เกตความหลากหลาย บันทกึ การค้นคว้า กจิ กรรมทา้ ยบท - ได้ไมน่ อ้ ยกว่า2 คะแนน ระดบั คุณภาพดี ถอื วา่ ผ่าน ของสงิ่ มชี ีวติ ท้ังชนดิ และ กจิ กรรมทา้ ยบท ความหลากหลายทาง การประเมนิ ดา้ นเจตคติ จานวนสง่ิ มชี ีวิต ชวี ภาพมคี วามสาคัญ (ดา้ นกระบวนการ: P) อยา่ งไร 3. ระเบยี บวินยั ในการ - สงั เกตการณไ์ ด้รับ - เกณฑ์การประเมนิ เรียนรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ มอบหมายบทบาท ระเบียบวนิ ยั ในการ (ด้านเจตคต:ิ A) และภาระงานภายใน เรยี นรทู้ างวิทยาศาสตร์ ชน้ั เรียน 9.1 เกณฑก์ ารประเมินผลนักเรียน เกณฑก์ ารประเมิน (Rubrics Score) ประเดน็ การประเมิน ค่านา้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน คะแนน การใหค้ ะแนนตอบ ตอบคาถามท้ายกจิ กรรมทา้ ยบท ถูกตอ้ ง จานวน 3 ขอ้ คาถามท้าย 3 ตอบคาถามทา้ ยกิจกรรมท้ายบท ถูกต้อง จานวน 2 ขอ้ 2 ตอบคาถามท้ายกิจกรรมท้ายบท ถกู ต้อง จานวน 1 ข้อ หรอื ไม่ถูกตอ้ ง กจิ กรรมทา้ ยบท 1 บนั ทกึ ผลการทากจิ กรรม จากการสงั เกต แล้วบันทึกขอ้ มลู ความ การใหค้ ะแนนการบันทกึ หลากหลายของสิ่งมีชีวิตท้ังชนดิ และจานวนสิ่งมชี วี ติ ไดค้ รบถว้ น แบบบันทกึ การค้นควา้ 3 ถูกตอ้ งตามความเป็นจริง สอดคลอ้ งกบั เนือ้ หาในกิจกรรม บันทึกผลการทากิจกรรม จากการสงั เกต แล้วบันทึกข้อมลู ความ กจิ กรรมทา้ ยบท 2 หลากหลายของสิ่งมีชีวติ ทั้งชนดิ และจานวนส่งิ มชี ีวติ ได้ มคี วาม สอดคลอ้ งกับเนอื้ หาในกจิ กรรม 1 บนั ทกึ ผลการทากิจกรรม จากการสังเกต แลว้ บนั ทึกข้อมลู ความ หลากหลายของส่ิงมีชีวติ ทง้ั ชนดิ และจานวนส่งิ มชี ีวติ ไดไ้ ม่เหมาะสม เกดิ ขอ้ ผิดพลาด ไม่สอดคลอ้ งกบั เนื้อหาในกิจกรรม
ประเดน็ การประเมนิ ค่านา้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน คะแนน การให้คะแนนพฤติกรรม ปฏิบัติหน้าทท่ี ี่ได้รับมอบหมาย ภายในชน้ั เรยี นได้อย่างดี ไม่เกดิ ปัญหา ระเบียบวนิ ัยในการ 3 สง่ ภาระงานทไี่ ดร้ ับตรงตอ่ เวลา และงานมคี วามสมบรู ณ์ เรียบร้อย ปฏิบัติหนา้ ทท่ี ี่ไดร้ ับมอบหมาย ภายในชน้ั เรยี นได้แตเ่ กิดปญั หา เรียนรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ 2 จึงมกี ารปรบั ปรงุ แกไ้ ข และสง่ ภาระงานทีไ่ ดร้ ับมอบหมายตรงตอ่ เวลา หรอื ช้ากว่ากาหนดเวลาไม่นาน 1 ปฏิบตั หิ นา้ ทท่ี ี่ได้รับมอบหมาย ภายในช้ันเรียนไดแ้ ต่เกดิ ปัญหาแล้ว แก้ไขไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อการสง่ ภาระงานท่ไี ดร้ ับมอบหมายตรง ทาใหเ้ กิดปัญหา สง่ ช้ากวา่ กาหนดเวลาออกไป 9.2 ระดับคณุ ภาพ หมายถึง ดีมาก หมายถงึ ดี คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถงึ พอใช้ คะแนนรวมเฉล่ีย 4.00 - 3.00 คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 ดงั นน้ั นักเรียนตอ้ งไดค้ ะแนนเฉล่ยี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไม่ตา่ กว่า 2.00 แสดงระดบั คณุ ภาพ ดี ถอื วา่ ผ่านเกณฑก์ ารประเมินในแผนการจดั การเรียนท่ี 33
บันทึกหลงั การสอน หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 7 ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชวี ภาพ.... ...... ... ... แผนการสอนเร่อื ง 33 ความสาคัญของความหลากหลายทางชวี ภาพ วนั ที่...............................เดอื น...............................................................พ.ศ................. 1. สรุปผลการเรียนการสอน 1. นักเรียนจานวน....................คน ผ่านจุดประสงคก์ ารเรียนร.ู้ ..........คน คิดเป็นร้อยละ............. ไมผ่ ่านจดุ ประสงค.์ ......................คน คดิ เป็นร้อยละ............. ไดแ้ ก่.................................................................................................. 2. สรปุ ผลตามรายจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 นักเรยี นมีความรคู้ วามเขา้ ใจ ( K) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.2 นกั เรยี นมคี วามรเู้ กดิ กระบวนการ (P) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.3 นกั เรยี นมเี จตคติ (A) ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. ข้อเสนอแนะหลงั การจัดการเรยี นการสอน ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ลงชอ่ื ............................................ครผู ูส้ อน ลงชือ่ .............................................หวั หนา้ กล่มุ สาระ () () ตาแหน่ง................................................... ลงชอื่ .............................................ผชู้ ว่ ย/รองฯวชิ าการ …………./……………./………… () ลงช่ือ............................................ผู้อานวยการ ()
แบบบันทึกการประเมินคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 รายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน (ว23102) หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 7 ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชวี ภาพI แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 33 เรือ่ ง ความสาคัญของความหลากหลายทางชวี ภาพ. คาชแี้ จง: ทาเครือ่ งหมาย ในชอ่ งค่านา้ คะแนนแต่ละดา้ นตามจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ โดยประเมินตามเกณฑ์ (Rubrics Score) เลข ชือ่ -นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ด้านเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่านา้ หนักคะแนน ค่าน้าหนักคะแนน คา่ น้าหนกั คะแนน ระ ัดบ ุคณภาพ 321 32 1 32 1 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22
เลข ชื่อ-นามสกลุ / ดา้ นความรู้ (K) ดา้ นกระบวนการ (P) ดา้ นเจตคติ (A) คะแนนรวม ที่ รหสั นกั เรยี น ค่าน้าหนักคะแนน ค่าน้าหนกั คะแนน ค่าน้าหนักคะแนน ระดับคุณภาพ 321 32 1 32 1 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์การพิจารณาคุณภาพ ดมี าก - คะแนนรวมเฉลย่ี 6.00 - 5.00 หมายถึง ดี - คะแนนรวมเฉลีย่ 4.00 - 3.00 หมายถงึ พอใช้ - คะแนนรวมเฉลย่ี 2.00 - 1.00 หมายถึง ต้องได้คะแนนเฉลย่ี ทกุ ประเดน็ การประเมนิ ไมต่ ่ากวา่ 2.00 แสดงระดับคณุ ภาพ ดี ข้นึ ไปเทา่ นนั้ ถึงจะผ่านการเรยี นรู้ตามตัวชี้วัด ผลการประเมนิ การเรียนรู้ของนกั เรียน ผเู้ รยี นท่ี ผ่าน ตวั ชว้ี ดั มีจานวน…………………………คน คิดเปน็ รอ้ ยละ……………………………………………….. ผู้เรยี นที่ ไมผ่ ่าน ตวั ชี้วัด มีจานวน…………………………คน คดิ เป็นรอ้ ยละ……………………………………………….. 1)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 2)………………………………………………........……….สาเหต…ุ ……………......................................................... 3)………………………………………………........……….สาเหต…ุ …………….........................................................
สื่อการเรียนรแู้ ผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 33: สอ่ื วดี ทิ ัศน์ คลปิ วีดที ัศน:์ Infographic สุขพอทพี่ ่อให้ ตอน : เกษตรทฤษฎีใหม่ สื่อวีดิทัศน์เรื่อง Infographic สุขพอท่ีพ่อให้ ตอน : เกษตรทฤษฎีใหม่ อธบิ ายเก่ียวกับหลักการปลูก พืชแบบผสมผสานและดารงชีวิตแบบพอเพียง ตามโครงการ: พัฒนาส่ือมัลติมีเดีย ขยายผลองค์ความรู้ตาม แนวพระราชดาริ \"สุขพอทีพ่ ่อให้ \" แหลง่ ที่มา: เว็บไซตอ์ า้ งองิ https://www.youtube.com/watch?v=rJedTtbt4Uo เผยแพร่เมื่อ 5 สงิ หาคม พ.ศ. 2558 (ชอ่ งYouTube: Atapy Limited)
ส่อื การเรยี นรแู้ ผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 33: ใบกิจกรรมทา้ ยบท ใบกจิ กรรมท้ายบท ความหลากหลายทางชีวภาพมคี วามสาคญั อยา่ งไร หนงั สอื เรียนรายวิชาพ้นื ฐานวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 เล่ม 2 ตามหลกั สตู รแกนกลาง การศึกษาขัน้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560) สสวท. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร หน้า 196 กจิ กรรมท้ายบท ความหลากหลายทางชวี ภาพมีความสาคญั อย่างไร? จุดประสงค์ วิเคราะห์สถานการณแ์ ละอธบิ ายความสาคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ วัสดอุ ุปกรณ์ - สถานการณ์ที่ พ้นื ท่ปี า่ ไมข้ องประเทศไทยลดลงอย่างตอ่ เนื่องจากประมาณ 138 ล้านไร่ ในปี พ.ศ. กาหนดให้ 2516 เหลือเพยี ง 102 ล้านไร่ ในปี พ.ศ. 2560 การลดลงของพื้นทป่ี ่าไม้เกดิ จากการ ลกั ลอบตดั ไม้จานวนมาก เพ่ือนาไปใชป้ ระโยชน์ รวมถงึ การเปล่ยี นแปลงพ้ืนทป่ี า่ ไม้ใหเ้ ปน็ พน้ื ทเ่ี กษตรกรมและทอ่ี ยู่อาศยั ก่อใหเ้ กดิ ผลระทบต่าง ๆ เชน่ การลดจานวนลงของสัตวป์ า่ และพนั ธพ์ุ ชื การชะล้างพังทลายของดนิ เพราะไมม่ ตี ้นไม้ปกคลมุ การเกดิ นา้ ทว่ ม จึงมี แนวคิดทจี่ ะพฒั นาพื้นที่ป่าไมเ้ ดมิ ท่ีถกู ทาลายใหเ้ ปน็ สวนป่า เพือ่ ใชป้ ระโยชนด์ า้ นเศรษฐกิจ และด้านส่งิ แวดลอ้ ม โดยเลอื กชนดิ พันธไุ์ ม้ทีจ่ ะนามาปลกู ใหต้ รงกับความต้องการเปน็ สาย พนั ธดุ์ ี โตเรว็ ให้เนื้อไม้ท่ีมีคณุ ภาพ และยังชว่ ยฟน้ื ฟรู ะบบนเิ วศในบริเวณน้ันอกี ด้วย การ ปลกู สวนปา่ มีหลายรปู แบบ ถา้ จาแนกตามองคป์ ระกอบของชนดิ พนั ธ์ไุ ม้จะมี 2 รูปแบบ คือ สวนปา่ เชิงเดี่ยว เปน็ สวนป่าทป่ี ลกู ตน้ ไมเ้ พียงชนิดเดียว เพอื่ ใชป้ ระโยชน์ดา้ น เศรษฐกิจเป็นหลกั นิยมปลูกกนั มากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การปลูกสวนป่าเชงิ เด่ียวท่ี ประสบความสาเร็จแลว้ ได้แก่ สวนปา่ สักและสวนปา่ ยคู าลิปตัส เพ่ือใช้เป็นวัตถดุ ิบใน อุตสาหกรรม สวนปา่ แบบผสม เปน็ สวนปา่ ทีป่ ลูกต้นไม้ตั้งแต่ 2 ชนดิ ข้นึ ไป อาจเปน็ ไมย้ ืนตน้ ตา่ ง ชนิดกนั เช่น สัก ยางนา ประดู่ มะค่าโมง กระถนิ ณรงค์ หรือปลกู ไม้ยืนต้นร่วมกบั พชื ชนดิ อนื่ เชน่ พืชสมนุ ไพร พืชตระกลู ถ่วั การปลูกปา่ แบบผสมทาให้ไดร้ บั ประโยชน์หรอื ผลตอบแทนจากพชื หลายชนิด หลายชว่ งเวลา รวมทั้งประโยชน์ด้านสงิ่ แวดล้อม วิธดี าเนินกิจกรรม 1. อา่ นสถานการณ์และรวบรวมขอ้ มลู เกี่ยวกับสวนป่าเชงิ เด่ียวและสวนปา่ แบบผสม 2. วิเคราะห์การปลูกสวนป่าทงั้ 2 แบบ ในประเดน็ ความหลากหลายทางชวี ภาพของ สงิ่ มีชวี ติ และประโยชน์ท่ีได้รับ 3. รว่ มกนั อภปิ รายและคาดการณเ์ ก่ยี วกบั ความหลากหลายทางชวี ภาพของสวนปา่ เชิงเดยี่ วและสวนปา่ แบบผสมท่จี ะไดร้ ับผลกระทบเม่ือเกิดโรคระบาดกับตน้ สัก 4. อภปิ รายและนาเสนอผลกระทบที่จะเกดิ ขน้ึ กบั สวนป่าทง้ั 2 แบบ พรอ้ มท้ังเสนอ แนวทางในการนาความรเู้ ร่ือง วิธีการปลูกสวนป่าท้ัง 2 แบบไปใช้เพอื่ สง่ เสรมิ ให้เกิด ความหลากหลายทางชวี ภาพในทอ้ งถิน่
กจิ กรรมทา้ ยบท ความหลากหลายทางชวี ภาพมีความสาคญั อยา่ งไร? การเตรียมตวั เตรยี มขอ้ มลู เพมิ่ เติมเกยี่ วกบั สวนปา่ เชิงเด่ียวและสวนปา่ แบบผสม รวมทัง้ สถานการณ์ ล่วงหนา้ สาหรับครู ใกล้ตัว เพ่อื เชือ่ มโยงใหน้ กั เรียนเขา้ ใจเกีย่ วกับการปลกู ปา่ ทง้ั สองแบบ คาถามทา้ ยกิจกรรม 1. ความหลากหลายของชนิดพืชในสวนปา่ แบบผสมและสวนปา่ เชงิ เดี่ยวเหมอื นหรือแตกตา่ งกนั อยา่ งไร 2. เม่อื เกิดโรคระบาดกบั ตน้ สกั ความหลากหลายทางชีวภาพของพ้นื ที่ 2 พื้นทมี่ กี ารเปลี่ยนแปลงเหมอื นกัน หรอื ไม่ อย่างไร 3. แนวทางในการรกั ษาความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิน่ ทาได้อย่างไร
สอื่ การเรียนรแู้ ผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 33: แบบบันทกึ การค้นคว้ากจิ กรรมทา้ ยบท แบบบนั ทกึ การค้นคว้ากจิ กรรมท้ายบท ความหลากหลายทางชีวภาพมีความสาคญั อย่างไร ช่อื -นามสกลุ ..........................................................................................ช้ัน.................เลขท่ี...........กลุ่มท.ี่ ........... บนั ทึกผลการทากจิ กรรม วิเคราะห์สถานการณแ์ ละอธบิ ายความสาคญั ของความหลากหลายทางชีวภาพ ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................... คาถามทา้ ยกิจกรรม 1. ความหลากหลายของชนดิ พชื ในสวนป่าแบบผสมและสวนปา่ เชงิ เดย่ี วเหมอื นหรอื แตกต่างกนั อยา่ งไร ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2. เมือ่ เกดิ โรคระบาดกบั ตน้ สัก ความหลากหลายทางชีวภาพของพ้นื ที่ 2 พ้ืนที่มีการเปลย่ี นแปลงเหมือนกนั หรือไม่ อยา่ งไร ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. แนวทางในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในทอ้ งถิ่นทาได้อยา่ งไร ตอบ ………………..……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แนบท้ายแผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 33: การใหค้ ะแนนดา้ นกระบวนการ (P) แนวทางบันทกึ การค้นคว้ากจิ กรรมท้ายบท ความหลากหลายทางชวี ภาพมีความสาคัญอยา่ งไร บันทกึ ผลการทากิจกรรม วิเคราะห์สถานการณแ์ ละอธบิ ายความสาคญั ของความหลากหลายทางชีวภาพ สวนปา่ เชิงเดี่ยวเป็นการปลูกตน้ ไม้เพียงชนดิ เดยี วเพ่ือประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ส่วนสวนปา่ แบบผสม จะปลูกต้นไมต้ งั้ แต่ 2 ชนดิ ขน้ึ ไป มปี ระโยชน์หลายดา้ น ทั้งทางเศรษฐกจิ และสง่ิ แวดล้อม เมือ่ เกดิ โรคระบาด กบั ต้นสักจะส่งผลให้สวนปา่ สกั เชิงเดยี่ วไดร้ บั ผลกระทบหนัก จนอาจทาใหต้ ้นสกั ติดเชอื้ และแพรก่ ระจายจน ทาใหต้ ้นสกั ทัง้ สวนตายลง ในขณะทส่ี วนปา่ แบบผสมจะไดร้ ับผลกระทบแค่ต้นสักทีอ่ ยู่ในสวนปา่ ตน้ ไมช้ นดิ อื่น ไมไ่ ด้รบั ผลหรืออาจจะได้รบั ผลกระทบน้อย รวมท้งั ไม่เกดิ การระบาดของโรคด้วย ทาใหส้ วนป่าแบบผสมยงั คงรกั ษาสภาพป่าอยไู่ ด้
แนบทา้ ยแผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่ 33: การใหค้ ะแนนดา้ นความรู้ (K) เฉลยใบกิจกรรมท้ายบท ความหลากหลายทางชวี ภาพมีความสาคัญอยา่ งไร เฉลยคาถามทา้ ยกิจกรรม 1. ความหลากหลายของชนดิ พืชในสวนป่าแบบผสมและสวนปา่ เชิงเดีย่ วเหมอื นหรอื แตกตา่ งกันอยา่ งไร แนวคาตอบ แตกต่างกนั โดยความหลากหลายของชนดิ ของพืชในปา่ ผสมมมี ากกวา่ สวนป่าเชงิ เด่ียว 2. 2. เม่อื เกดิ โรคระบาดกับตน้ สกั ความหลากหลายทางชวี ภาพของพ้นื ที่ 2 พืน้ ที่มีการเปลย่ี นแปลง เหมือนกนั หรอื ไม่ อย่างไร แนวคาตอบ มีการเปลี่ยนแปลงท้ัง 2 พ้ืนท่ีแต่เปล่ียนแปลงไม่เหมือนกัน โดยในป่าเชิงเดี่ยวจะมีการ เปล่ียนแปลงมากเนื่องจากมีแต่ต้นสัก เมื่อเกิดโรคระบาดมีโอกาสทาให้ต้นสักท้ังสวนตาย ในขณะที่สวนป่าแบบ ผสมกม็ กี ารเปลีย่ นแปลงแต่นอ้ ย อาจจะทาให้ต้นสักในสวนป่าแบบผสมตายหมด แตย่ ังคงเหลือตน้ ไมช้ นิดอืน่ 3. แนวทางในการรักษาความหลากหลายทางชวี ภาพในท้องถ่นิ ทาได้อยา่ งไร แนวคาตอบ ขึ้นอยู่กับแนวทางท่ีนักเรียนระดมความคิด เช่น รณรงค์ ทาแผ่นพับ โดยการเพิ่มความ หลากหลายทางชีวภาพให้กบั พื้นที่ เช่น การปลกู พชื ชนดิ อ่นื รว่ มกับพืชเศรษฐกจิ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 539
Pages: