376 บทที่ 9 การประเมินหลกั สตู รแบบผสานวธิ ี 4. บันทึกการสงั เกตไดต้ รงกบั ความเปน็ จรงิ 5. มคี วามละเอียดอ่อนและรอบคอบในการสงั เกต 6. เปน็ คนชา่ งสงั เกต 7. มคี วามยตุ ิธรรม ข้อดขี องการสงั เกต 1. ไดข้ อ้ มลู ที่เป็นการแสดงพฤตกิ รรมในสถานการณ์ตา่ งๆ 2. สามารถบันทกึ เหตกุ ารณ์ พฤติกรรม ในระหวา่ งทีเ่ กิดเหตุการณ์ ข้อจากัดของการสังเกต 1. การสงั เกตเปน็ กระบวนการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ที่ใชเ้ วลานาน 2. การสังเกตไม่สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลที่ไม่เกิดขึ้นในขณะที่ ทาการสังเกต การเลือกใช้วธิ ีการและเคร่อื งมอื สาหรับการประเมินหลักสูตรแบบผสานวิธี ผู้ประเมินหลักสูตร ควรเลือกให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และคาถามของการ ประเมิน ได้อย่างหลากหลาย เพื่อให้การประเมินมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์ สงู สุดต่อการนาไปสารสนเทศตดั สนิ ใจปรับปรงุ และเปลย่ี นแปลงหลกั สตู รใหม้ คี ณุ ภาพ 9.6 การจดั กระทาข้อมลู การวิเคราะห์ขอ้ มลู และสรปุ ผล การจัดกระทาข้อมูล ข้อมลู ทเ่ี กบ็ รวบรวมมาได้ ถ้ายังไม่มีการจัดกระทาอย่างใดอย่างหน่ึง ข้อมูลนั้นจะยังคงเป็นเพียงข้อมูลดิบยังไม่สามารถนามาเป็นสารสนเทศสาหรับการ ประเมินหลักสูตร คณะกรรมการประเมินหลักสูตรต้องนาข้อมูลน้ันมาจัดกระทา โดย
บทที่ 9 การประเมนิ หลักสตู รแบบผสานวธิ ี 377 การวิเคราะห์ข้อมูลและการแปลให้เป็นสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการประเมิน หลักสตู ร ซึ่งมขี ้นั ตอนการวิเคราะห์ขอ้ มลู ดงั น้ี 1. ตรวจสอบความถกู ตอ้ งสมบรู ณ์ของขอ้ มูล 2. จัดแยกประเภทขอ้ มลู เพื่อใหง้ า่ ยและสะดวกในการวิเคราะห์ขอ้ มูล 3. เลือกใช้เทคนิควิธีการวิเคราะห์ข้อมูลท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ใหเ้ หมาะสมและสอดคล้องกบั ลกั ษณะของข้อมูล 4. ดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และแปล ความหมาย การวเิ คราะหข์ อ้ มลู การวเิ คราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณในการประเมินหลักสูตรส่วนมากเป็น การวิเคราะหค์ า่ สถิตพิ ืน้ ฐาน เชน่ ความถ่ี รอ้ ยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน เป็น ตน้ ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ส่วนมากเป็น การวิเคราะห์เน้ือหา (content analysis) จากการสงั เกต สัมภาษณ์ เอกสารต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์เพื่อหา ข้อสรุปเชิงสาเหตุและผล (cause and effect analysis) เป็นการนาข้อมูลเชิง คุณภาพที่เก็บรวบรวมได้ มาวิเคราะห์ความเป็นสาเหตุและผลของปรากฏการณ์ ทเี่ กิดขึน้ ในระหวา่ งการใช้หลักสูตร รวมทั้งผลทีเ่ กดิ ขึ้นจากการใชห้ ลกั สูตร การสรปุ ผลการประเมิน การสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการประเมินหลักสูตรแบบผสานวิธี มีหลักการโดยท่ัวไป คือ ต้องสรุปให้สอดคล้องกับประเด็นและคาถามการประเมิน และสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ท่ีเก็บรวบรวมได้ รวมท้ังให้ข้อเสนอแนะท่ีเป็น ประโยชน์ต่อการปรับปรุงหลักสูตรอย่างเป็นรูปธรรมและอยู่ในสภาพท่ีสามารถปฏิบัติ ได้จริง กล่าวโดยสรุป การประเมินหลักสูตรแบบผสานวิธีเป็นการประเมินที่ให้ ความสาคัญกับความหลากหลายของข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมมาจากแหล่งต่างๆ ด้วย วิธีการท่ีหลากหลายเพอ่ื นาไปส่กู ารลงสรปุ ผลการประเมนิ อย่างถูกต้อง
378 บทที่ 9 การประเมนิ หลกั สูตรแบบผสานวธิ ี ส่ิงสาคัญอีกประการหน่ึงคือการให้ข้อเสนอแนะสาหรับการปรับปรุง หลักสูตร โดยมีกรอบแนวคิดการประเมินแบบผสานวิธีที่ปรับปรุงมาจากการออกแบบ การวิจยั ผสานวิธีของ Creswell and Clark (2011) ซงึ่ คณะกรรมการประเมินหลักสูตร จะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของการประเมินหลักสูตร ซ่ึงเป็นไปได้ท้ังการ ประเมินกอ่ นการใช้หลกั สตู ร การประเมินระหว่างการใช้หลักสูตร และการประเมินหลัง การใช้หลักสูตร ที่ใช้วิธีการเชิงปริมาณควบคู่กับวิธีการเชิงคุณภาพส่วนการวิเคราะห์ และสรุปผลการประเมินต้องสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ท่ีเก็บรวบรวมได้ตอบ คาถามการประเมินครบถ้วน และให้ข้อเสนอแนะท่ีสร้างสรรค์สาหรับการปรับปรุง หลักสูตร สรุป จากที่ได้กล่าวมาในบทที่ 9 เร่ือง การประเมินหลักสูตรแบบผสานวิธี ได้กล่าวถึงสาระสาคัญ คือ การประเมินหลักสูตรเป็นกิจกรรมท่ีมีความซับซ้อนซ่ึง เก่ียวข้องกับการรวบรวมข้อมูลต่างๆ ท้ังข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลเชิงคุณภาพ เพอื่ ใหส้ ามารถตอบคาถามการประเมินตา่ งๆ ไดอ้ ย่างถกู ต้อง ส่วนการประเมินหลักสูตร แบบผสานวิธี มีข้อดีหลายประการที่ชว่ ยทาให้ผลการประเมินมีความถูกต้องและเชื่อถือ ได้ สามารถนาไปปรบั ปรุงและเปลยี่ นแปลงหลกั สตู รได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ โดยมีข้อมูล ท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพท่ีใช้เป็นประโยชน์ในการลงสรุปผลการประเมิน มีความ ลกึ ซง้ึ มากกว่าการใช้วิธกี ารเชิงปริมาณหรือวธิ กี ารเชงิ คุณภาพเพียงอย่างเดียวสอดคล้อง กับหลักการมีส่วนร่วมในการประเมิน ประหยัดทรัพยากรท่ีใช้ในการประเมินหลักสูตร กรอบความคิดของการประเมินหลักสูตรแบบผสานวิธีผู้เขียนได้วิเคราะห์และประยุกต์ มาจากวิธีการออกแบบการวิจัยแบบผสานวิธี (mixed - method research) สามารถ นามาปรับใช้กับการประเมินหลักสูตรได้ทั้งการประเมินก่อนการใช้หลักสูตร ระหว่าง การใชห้ ลักสตู รและหลงั การใชห้ ลักสตู ร โดยในทางปฏิบัติน้ันการประเมินหลักสูตรแบบ ผสานวิธีมีกลยุทธ์การประเมินเก่ียวกับการออกแบบการประเมินและการวิเคราะห์
บทท่ี 9 การประเมนิ หลกั สตู รแบบผสานวธิ ี 379 ข้อมูล คือ 1) การเลือกวิธีการประเมินท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ 2) การเลือก เทคนคิ วธิ กี ารเก็บรวบรวมข้อมลู ในการประเมนิ หลกั สูตร 3) การตรวจสอบวัตถุประสงค์ ของการประเมินหลักสูตรและวิธีการประเมิน 4) การออกแบบการวิเคราะห์ข้อมูลให้มี ความสอดคล้องกับวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 5) การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล 6) การคัดเลือกคณะกรรมการการประเมินหลักสูตรสาหรับวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล สาหรับการประเมินหลักสูตรมีหลายวิธีการซ่ึงคณะกรรมการประเมินหลักสูตรควร เ ลื อ ก ใ ช้ วิ ธี ก า ร ท่ี เ ห ม า ะ ส ม ใ น ก า ร เ ก็ บ ร ว บ ร ว ม ข้ อ มู ล เ พื่ อ ใ ห้ ไ ด้ ข้ อ มู ล ส า ร ส น เ ท ศ ทค่ี รอบคลุมประเด็นและคาถามการประเมินโดยมีการจัดกระทาข้อมูล การวิเคราะห์มูล และสรปุ ผลการประเมนิ อยา่ งถกู ต้องบนพื้นฐานของข้อมลู เชงิ ประจกั ษ์
380 บทที่ 9 การประเมนิ หลกั สตู รแบบผสานวิธี การประเมนิ หลกั สตู ร ท่จี ะทาใหไ้ ด้ผลการประเมนิ ทถ่ี กู ตอ้ งนน้ั ควรใช้วิธีการประเมนิ แบบผสานวธิ ี เพราะทาใหไ้ ดข้ อ้ มูล ท้ังเชงิ ปรมิ าณและเชิงคุณภาพ ที่สามารถนาไปใช้ในการตัดสนิ ใจได้อย่างแม่นยา
บทที่ 9 การประเมินหลกั สตู รแบบผสานวิธี 381 บรรณานุกรม ราชบัณฑติ ยสถาน. (2555). พจนานกุ รมศัพทศ์ ึกษาศาสตร์ ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน. กรงุ เทพฯ: อรณุ การพิมพ์. วชิ ัย วงษ์ใหญ่ และมารตุ พัฒผล. (2555). “การสอนระดับอดุ มศึกษาในศตวรรษท่ี 21” เอกสารประกอบการบรรยาย ณ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏจนั ทรเกษม. วนั ที่ 1 สงิ หาคม 2555. สภุ างค์ จันทวานิช. (2553). วธิ กี ารวจิ ัยเชิงคุณภาพ. (พมิ พ์คร้งั ท่ี 18). กรงุ เทพฯ: สานกั พมิ พ์แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย. Bamberger, Michel. (2012). Introduction to Mixed Methods in Impact Evaluation. New York: The Rockefeller Foundation. Bamberger, Michel., Rao, Vijayendra., and Woolcock, Michel. (2010). Using Mixed Methods in Monitoring and Evaluation. The World Bank Development Research Group. Cojocaru, Stefan. (2009). Clarifying the Theory – Based Evaluation. Retrieved February, retrieved from http://www.rcis.ro/images/ documente/rcis26_05.pdf 20 August 2014. Creswell, John W. (2014). Research Design: Qualitative, Quantitative, and Mixed Methods Approaches. Los Angeles: Sage Publications. Creswell, John W., and Clark, Vicki L. Plano. (2011). Designing and Conducting Mixed Methods Research. Los Angeles: Sage Publications. Plowright, David. (2011). Using Mixed Methods: Frameworks for an Integrated Methodology. London: Sage Publications.
382 บทที่ 9 การประเมินหลักสตู รแบบผสานวิธี การสรปุ ผลการประเมนิ หลกั สตู ร ควรตอบคาถามการประเมิน ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง ครบถว้ น และให้ข้อเสนอแนะทสี่ ร้างสรรค์ สาหรบั การปรับปรุงหลกั สตู ร
บทที่ 10 การประเมนิ หลักสตู รบนฐานทฤษฎี 383 บทที่ 10 การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎี
384 บทท่ี 10 การประเมินหลกั สตู รบนฐานทฤษฎี การประเมนิ ฐานทฤษฎี หรือการประเมินเนน้ ทฤษฎี หมายถึงชดุ ของข้อตกลงเบือ้ งตน้ หลักการและหรือขอ้ เสนอ ที่เกย่ี วขอ้ งเชอ่ื มโยงซ่ึงกนั และกัน เพื่อทาหน้าทอ่ี ธิบาย หรอื ชนี้ าการปฏบิ ตั ทิ างสังคม (ราชบณั ฑิตยสถาน. 2555: 544)
บทท่ี 10 การประเมนิ หลกั สูตรบนฐานทฤษฎี 385 10.1 คณุ ค่าแท้ของการประเมนิ 10. การประเมินหลักสูตร 10.2 การประเมนิ หลักสูตรบนฐานทฤษฎี บนฐานทฤษฎี 10.3 การประเมนิ หลักสตู รบนฐานทฤษฎี: กรณีศึกษาการใช้ทฤษฎียูและสนุ ทรียสนทนา ร่วมกับการประเมินปัจจัยกาหนด ปัจจัยนาเข้า กระบวนการ และผลผลติ
386 บทที่ 10 การประเมินหลกั สตู รบนฐานทฤษฎี การประเมนิ หลกั สตู รบนฐานทฤษฎี (Theory – based evaluation) เปน็ วิธีการประเมนิ หลกั สูตร ทีเ่ ช่อื มโยงการประเมนิ ปัจจัยนาเขา้ กระบวนการ และผลลัพธ์ของหลกั สตู ร โดยอาศยั องคค์ วามร้เู ชงิ ทฤษฎที เี่ กี่ยวขอ้ ง มาใช้ในการออกแบบการประเมิน (White. 2009, Knaap. 2004)
บทที่ 10 การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎี 387 สาระสาคัญ สาหรับในบทท่ี 10 เร่ือง การประเมินหลกั สูตรบนฐานทฤษฎีมีสาระสาคัญ ดังต่อไปนี้ 1. คุณค่าของการประเมินหลักสูตรนอกจากความถูกต้องในผลการ ประเมินแล้ว การให้การยอมรับผลการประเมิน การไม่มีความขัดแย้งทางวิชาการใน ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลการประเมิน และการนาผลการประเมินไปใช้ปรับปรุง หลักสูตร คอื คุณคา่ แทข้ องการประเมินหลกั สตู รท่ีสาคญั ยิ่ง 2. การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎี เป็นวิธีการประเมินหลักสูตร ที่เช่ือมโยงการประเมินปัจจัยนาเข้า กระบวนการและผลลัพธ์ของหลักสูตรโดยอาศัย องคค์ วามรเู้ ชงิ ทฤษฎที ่ีเกยี่ วข้องมาใช้ในการออกแบบการประเมนิ 3. การลงสรุปผลการประเมินของคณะกรรมการประเมินหลักสูตร ท่ีอาศยั ขอ้ มลู เชงิ ประจักษต์ ่างๆ ตามกรอบการประเมิน หากการลงสรุปผลการประเมิน มี ค ว า ม ถู ก ต้ อ ง ต า ม ค ว า ม เ ป็ น จ ริ ง แ ล ะ มี ก า ร ส่ื อ ส า ร ผ ล ก า ร ป ร ะ เ มิ น ด้ ว ย วิ ธี ก า ร ที่สร้างสรรค์ ย่อมส่งผลทาให้มีการนาผลการประเมินไปใช้ปรับปรุงหลักสูตรให้มี คุณภาพสูงขึ้น 4. ทฤษฎียู เป็นทฤษฎีที่อธิบายว่าการได้รับข้อมูลใดๆ จะไม่ด่วน ตัดสิน ไม่ด่วนสรุป ไม่ด่วนสวนกลับ แต่ให้ใช้สติและปัญญาพิจารณาข้อมูลนั้นบนพ้ืน ฐานขอ้ มูล ข้อเทจ็ จริงเสียก่อนแลว้ จึงตอบสนองต่อข้อมูลที่รับเข้ามานั้น ซ่ึงจะทาให้การ คิดและการตัดสนิ ใจตา่ งๆ เป็นไปอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
388 บทท่ี 10 การประเมินหลกั สูตรบนฐานทฤษฎี 5. สุนทรียสนทนา (dialogue) เน้นการฟังอย่างสงบ ฟังอย่างลึกซึ้ง (deep listening) เมื่อสงบและลึกแล้วจะสามารถสัมผัสความจริงได้ ทาให้เกิดปัญญา จะคิด จะพูด จะทา สิ่งใด ย่อมผ่านสภาวะทางปัญญามาแล้ว จึงตรงต่อความจริง เกิดประโยชน์ 6. การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎียูและสุนทรียสนทนา เปน็ นวัตกรรมการประเมินหลกั สตู รในลักษณะของกระบวนการทม่ี ุ่งเน้นการไม่ด่วนสรุป และการส่ือสารผลการประเมนิ เชิงสร้างสรรค์
บทที่ 10 การประเมินหลกั สตู รบนฐานทฤษฎี 389 10.1 คณุ ค่าแท้ของการประเมินหลกั สูตร คุณค่าของการประเมินหลักสูตรนอกจากความถูกต้องในผลการประเมิน แลว้ การใหก้ ารยอมรบั ผลการประเมนิ การไม่มคี วามขัดแย้งทางวิชาการในประเด็น ท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั ผลการประเมิน และการนาผลการประเมินไปใช้ปรับปรุงหลักสูตร คือ คุณคา่ แท้ของการประเมินหลักสูตรที่สาคัญย่ิง ด้วยเหตุนี้การประเมินหลักสูตรจึงเป็น กิจกรรมสาคัญของหลักสูตรทุกระดับ ซึ่งก่อให้เกิดการปรับปรุงและเปล่ียนแปลง หลักสูตรใหม้ ีคณุ ภาพ อย่างไรก็ตามการประเมินหลักสูตรหลายคร้ังที่ไม่ก่อให้เกิดการปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงหลกั สูตร สบื เนอ่ื งจากสาเหตุสาคัญหลกั คือ 1) ขาดการใช้ขอ้ มลู เชงิ ประจกั ษใ์ นการประเมิน 2) ขาดการรายงานผลการประเมนิ ทมี่ ีประสิทธิภาพท่ีเปน็ ระบบ มุ่งรายงานผลการประเมนิ เปน็ ข้ันสุดทา้ ยของกจิ กรรม การประเมนิ จากสาเหตุทงั้ สองประการดังกลา่ ว เปน็ สว่ นหน่งึ ที่ทาให้มีความขัดแย้งทาง วิชาการเกี่ยวกับผลการประเมินเกิดข้ึนซ่ึงนับว่าเป็นอุปสรรคสาคัญของการนาผล การประเมนิ ไปปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรใหม้ ีคุณภาพ สิ่งที่เป็นความละเอียดอ่อนของการประเมินหลักสูตร ประการหนึ่งคือ กา ร ล ง ส รุ ป ผ ล ก า ร ปร ะ เ มิ น ข อ ง ค ณ ะ ก รร ม ก า ร ป ร ะ เ มิ น ห ลัก สู ต ร ท่ี อ า ศั ย ข้ อ มู ล เชิงประจักษ์ต่างๆ ตามกรอบการประเมิน หากการลงสรุปผลการประเมินมีความ ถูกต้องตามความเป็นจริง (ลงสรุปถูกต้อง) และมีการส่ือสารผลการประเมินด้วยวิธีการ ท่ีสร้างสรรค์ ย่อมส่งผลทาให้มีการนาผลการประเมินไปใช้ปรับปรุงหลักสูตรให้มี คุณภาพสูงขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากผลการประเมินคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง (ลงสรุปผิดพลาด) ย่อมนามาซ่ึงเกิดความคับข้องใจของผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับหลักสูตรทาให้
390 บทที่ 10 การประเมนิ หลกั สูตรบนฐานทฤษฎี เกิดความขัดแย้งต่างๆ ซึ่งนอกจากการประเมินนั้นจะไม่เกิดประโยชน์แล้วยังก่อให้เกิด โทษอีกด้วย ดังน้ันคณะกรรมการประเมินหลักสูตรต้องไม่ด่วนสรุปผลการประเมินจาก มุมมองของตนเองเพยี งด้านเดียวหรอื ลงสรุปบนพื้นฐานขอ้ มูลทีย่ ัง ไม่สมบูรณ์และต้องมี วิธีการสื่อสารผลการประเมินอยา่ งสรา้ งสรรค์ 10.2 การประเมินหลกั สูตรบนฐานทฤษฎี ทฤษฎี (Theory) หมายถึง 1) ความคิดหรือชุดความคิดท่ีต้องการอธิบาย บรรยาย หรือทานายปรากฏการณ์หรือหลักการอย่างใดอย่างหน่ึงซึ่งต้องมีการพิสูจน์ ในการประเมินฐานทฤษฎีหรือการประเมินเน้นทฤษฎี หมายถึงชุดของข้อตกลง เบ้ืองต้น หลักการและหรือข้อเสนอท่ีเกี่ยวข้องเชื่อมโยงซ่ึงกันและกันเพ่ือทาหน้าที่ อธิบายหรือชีน้ าการปฏบิ ตั ิทางสงั คม (ราชบณั ฑติ ยสถาน. 2555: 544) การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎี (Theory – based evaluation) เป็นวิธีการประเมินหลักสูตรท่ีเชื่อมโยงการประเมินปัจจัยนาเข้า กระบวนการ และ ผลลพั ธ์ของหลักสตู รโดยอาศยั องคค์ วามรู้เชิงทฤษฎีที่เกีย่ วข้องมาใชใ้ นการออกแบบ การประเมนิ (White. 2009, Knaap. 2004) ประโยชน์ของการประเมินฐานทฤษฎี คือ การทาให้ทราบผลการประเมิน ในเชิงลึกที่สะท้อนความเป็นสาเหตุและผลลัพธ์ท่ีเกิดขึ้น ตามโมเดลเชิงทฤษฎีที่ได้ ศึกษาวิเคราะห์ไว้ก่อนแล้ว ทาให้สามารถนาผลการประเมินไปปรับปรุงหลักสูตร ไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพมากขึ้น เช่น โมเดลเชิงทฤษฎีสาหรับการประเมินหลักสูตรของ สถานศกึ ษาแหง่ หนง่ึ ระบุไว้วา่ ภาวะผูน้ าทางวชิ าการของผบู้ รหิ าร ส่งผลทาให้ผู้สอน ทางานมีคุณภาพ หากผลการประเมนิ ไดข้ อ้ สรปุ ว่า ผู้บริหารมีภาวะผู้นาทางวิชาการ สูง และผู้สอนทางานมีคุณภาพสูง แสดงว่า โมเดลเชิงทฤษฎีท่ีกาหนดไว้มีความ สอดคลอ้ งกบั สภาพจริงในบริบทของสถานศึกษาน้ัน ทาให้เกิดองค์ความรู้ว่า ภาวะผู้นา
บทท่ี 10 การประเมนิ หลกั สตู รบนฐานทฤษฎี 391 ทางวิชาการของผู้บริหาร ส่งผลทาให้ผู้สอนทางานมีคุณภาพ เป็นต้น กล่าวโดยสรุปคือ การประเมนิ ฐานทฤษฎี สามารถทาให้เกดิ องคค์ วามรูใ้ นเชงิ ทฤษฎีได้ดว้ ย การประเมินฐานทฤษฎี มีความแตกต่างจากการประเมินโดยทั่วไปตรงที่ การมีทฤษฎีรองรับการออกแบบการประเมิน ซึ่งอาจได้มาจากการสังเคราะห์ ผลการวิจัยต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องกับวัตถุประสงค์ของการประเมิน สมมติกรณีตัวอย่างการ ประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษาแห่งหน่ึง โดยมีโมเดลเชิงทฤษฎี รองรับกิจกรรมการประเมินทไ่ี ด้มาจากการสงั เคราะหผ์ ลการวจิ ยั ต่างๆ เมือ่ วิเคราะห์จดุ เด่นของการประเมนิ ฐานทฤษฎีแลว้ ผู้เขียนพบว่ามีจุดเด่น ดังนี้ 1. เปน็ การประเมินท่ีให้ความสาคัญกับความเชื่อมโยงของกิจกรรม การดาเนินโครงการหรือหลักสูตร จากปัจจัยนาเข้า กระบวนการ และผลผลิต บนพน้ื ฐานทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2. การประเมนิ ฐานทฤษฎีช่วยในการอธิบายสาเหตุของการประสบ ความสาเร็จหรือล้มเหลวของโครงการได้ เน่ืองจากเป็นการประเมินเชิงระบบ (systematic evaluation) ผลการประเมินปัจจัยนาเข้า จะนาไปใช้เป็นเหตุผลในการ อธิบายผลของการประเมินด้านกระบวนการในทานองเดียวกันผลการประเมิน กระบวนการจะนาไปใช้อธิบายผลของการประเมินด้านผลผลิต ด้วยเหตุนี้การประเมิน ฐานทฤษฎีจงึ ชว่ ยทาใหไ้ ดข้ ้อมูลสารสนเทศเก่ียวกับผลการประเมินท่ีเป็นระบบที่เอ้ือต่อ การนาไปใชป้ รับปรุงและพัฒนาหลกั สูตรได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ 3. ผลการประเมินฐานทฤษฎีสามารถนาไปสู่องค์ความรู้เชิงทฤษฎี ทสี่ ืบเน่ืองจากผลการประเมินได้
392 บทที่ 10 การประเมนิ หลกั สูตรบนฐานทฤษฎี 10.3 กรณศี กึ ษา: การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎี โดยใชท้ ฤษฎียูและสนุ ทรียสนทนารว่ มกับการประเมิน ปจั จัยกาหนด ปจั จัยนาเข้า กระบวนการ และผลผลติ ทฤษฎยี ู (Theory U) ทฤษฎียู (Theory U) คิดค้นข้ึนโดย Dr. C. Otto Scharmer อาจารย์ อาวุโสของสถาบัน Massachusetts Institute of Technology (MIT) เป็นทฤษฎีท่ี อธิบายกระบวนการเรียนรู้ภายในที่มุ่งเน้นการใช้สติใคร่ครวญพิจารณาสิ่งต่างๆ ตาม ความเป็นจริง การต่ืนรู้อยู่กับปัจจุบัน เพ่ือให้เกิดปัญญาในการคิดและตัดสินใจอย่าง ถูกต้อง ซึ่งเป็นสมรรถนะหน่ึงของความเป็นผู้นา (leadership) ในบริบทของสังคมที่มี ความขดั แยง้ และความซับซ้อน (complexity) มากข้ึน (Scharmer. 2009) ทฤษฎียูมุ่งเน้นการใช้สติพิจารณาข้อมูลต่างๆ ท่ีบุคคลรับเข้ามา (downloading) จากการเห็นและการฟงั ซง่ึ ทาใหเ้ กิดอารมณแ์ ละความรู้สึกทั้งทางบวก และทางลบ โดยไม่ด่วนตัดสิน ไม่ด่วน สวนกลับ ไม่ด่วนสรุป (suspending) แต่ใช้สติ พิจารณาอารมณ์ความร้สู กึ ทเี่ กิดภายในจติ ใจดว้ ยฐานคิดและมุมมองที่บริสุทธิ์ (sensing with fresh eyes) และปรับเปล่ียนวิธีคิดใหม่ท่ีปราศจากอารมณ์ หรือความรู้สึกต่างๆ ทีส่ ่งผลกระทบต่อคุณภาพของการคิด การรับรู้อารมณ์ความรู้สึก (sensing) ของตนเอง ว่าเปน็ อย่างไร เปิดใจรับฟัง ความคิดของตนเอง ความคิดของผู้อื่น (open heart) การ ปล่อยวาง(letting go) อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ให้เกิดความว่าง ด่ิงลึกไปจนกระทั่งถึง ระดับจิตสานึก (consciousness) (เน้ือหาที่กล่าวมาข้างต้น คือ ขาลงของตัว U) (Scharmer. 2009) เมื่อเกิดความว่างแล้วจะทาให้จิตสานึก ซ่ึงเป็นจิตระดับเหตุผล เป็นศักยภาพการคิดอย่างมีเหตุผลที่มีอยู่ในทุกคน ทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพทาให้
บทที่ 10 การประเมนิ หลักสูตรบนฐานทฤษฎี 393 สามารถพจิ ารณาข้อมูลที่รับเข้ามานั้นอย่างมีเหตุผล ไม่มีอคติ ไม่ใช้ความรู้สึก แต่ใช้สติ และปัญญาใคร่ครวญและคิดสะท้อน (retreat and reflect) จนได้ข้อมูลบริสุทธ์ิท่ี ปราศจากอคตใิ ดๆ (เน้ือหาท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ คอื ทอ้ งของตัว U) (Scharmer. 2009) เม่ือได้ข้อมูลบริสุทธ์ินากลับเข้ามา (letting come) สู่กระบวนการคิด จนเกิดการ ตกผลึก (crystallizing) ทางความคิด ปราศจากอารมณ์ความรู้สึก และอคติ ใดๆ เม่ือเกิดการตกผลึกแล้วจึงนาไปสู่การออกแบบ (prototyping) พฤติกรรมท่ีจะ ตอบสนองต่อข้อมูลท่ีรับเข้ามาอย่างเป็นรูปธรรม (embodying) และในขั้นสุดท้ายคือ การแสดงพฤติกรรมออกมา เพื่อตอบสนองต่อข้อมูลที่รับเข้ามาในข้ันตอนแรกที่เป็น จุดเริ่มต้นของตัว U (เน้ือหาที่กล่าวมาข้างต้น คือ ขาขึ้นของตัว U) (Scharmer. 2009) นอกจากนี้ ทฤษฎียู ยังจาเป็นต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุน 3 ประการซ่ึงถือ เป็นหลกั การท่เี ปน็ พนื้ ฐานทีส่ าคญั ของการใชท้ ฤษฎียู ประกอบด้วย 1. จิตท่ีตื่นรู้ (open mind) คือ การตระหนักรู้ในตนเองว่าจะไม่ด่วน สรุป ไม่ด่วนตัดสิน ไม่ด่วนสวนกลับ ข้อมูลต่างๆ ท่ีรับเข้ามา แต่ใช้การพิจารณา ด้วยปัญญาบริสทุ ธ์ิ ซง่ึ Scharmer ใชค้ าว่า intellectual intelligence 2. ใจที่เปิดกว้าง (open heart) คือ การปรับเปล่ียนความคิด ความ สนใจ โดยใช้หัวใจ (heart) เป็นเคร่ืองมือการรับรู้ความคิด อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น ภายใน (seeing with the heart) ซง่ึ Scharmer ใชค้ าวา่ emotional intelligence 3. เจตจานงที่มุ่งม่ัน (open will) คือ ความพยายามปล่อยวาง ความคดิ อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดข้ึน ซึ่งปะปนอยู่กับข้อมูลท่ีรับเข้ามา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทาได้ ยาก เช่น มีคนว่าเราไม่รับผิดชอบเพราะทางานช้า คนที่ถูกต่อว่าย่อมมีความรู้สึกไม่ พอใจ หรือเสียใจ เป็นต้น รวมทั้งการนาข้อมูลบริสุทธ์ิกลับเข้ามาสู่กระบวนการคิดอีก ครั้ง ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ไม่พอใจ หรือเสียใจ อาจจะกลับเข้ามาได้อีก ดังนั้น ในสว่ นของเจตจานงทม่ี ุ่งม่ัน จึงต้องอาศัยความมุ่งมั่นพยายามควบคุมความคิด อารมณ์ และความรู้สกึ ทป่ี ิดกั้นความบริสุทธ์ิของขอ้ มลู
394 บทที่ 10 การประเมินหลกั สตู รบนฐานทฤษฎี ทฤษฎียู เป็นทฤษฎีท่ีอธิบายว่าการได้รับข้อมูลใดๆ จะต้องไม่ด่วนตัดสิน ไม่ด่วนสรุป ไม่ด่วนสวนกลับแต่ให้ใช้สติและปัญญาพิจารณาข้อมูลน้ัน บนพน้ื ฐานข้อมูล ข้อเท็จจริงเสียก่อนแล้วจึงตอบสนองต่อข้อมูลท่ีรับเข้ามาน้ันซึ่งจะทา ให้การคดิ และการตัดสินใจตา่ งๆ เปน็ ไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีหลักการ 3 ประการ ได้แก่ จิตที่ตื่นรู้ ใจที่เปิดกว้าง เจตจานงที่มุ่งม่ัน และขั้นตอนการใช้ปัญญาพิจารณา ข้อมูล 7 ขั้นตอน ดงั นี้ (Scharmer. 2009) 1. ฟังและเปิดรับ (holding the space) หมายถึง การเปิดใจกว้าง รับรู้ขอ้ มูลดว้ ยใจ เป็นกลาง ไม่ด่วนตดั สิน 2. เฝา้ สงั เกต (observing) การพิจารณาอารมณ์ ความรู้สึก หรืออคติ ต่างๆ ที่มีต่อข้อมูล โดยการต้ังคาถามกับตนเอง (ผู้ประเมิน) ว่ามีอารมณ์ ความรู้สึก หรอื อคติ หรอื ไม่อยา่ งไร 3. รับรู้ (sensing) หมายถึง การรับรู้ตนเองว่ามีอารมณ์ ความรู้สึก หรอื อคตติ ่างๆ ทม่ี ตี อ่ ขอ้ มูลอย่างไร 4. ห้อยแขวนอยู่กับปัจจุบัน (persencing) การใช้สติและปัญญาอยู่ กับปัจจุบันพิจารณา ปรับอารมณ์ ความรู้สึก หรืออคติต่างๆ ที่มีต่อข้อมูล ซ่ึงเกิดขึ้น ในจติ ใจให้กลบั สูส่ ภาวะปกติ เปน็ กลาง ไมม่ อี คติ 5. ตกผลึก (crystallizing) หมายถึง การใช้เหตุผลหรือปัญญา พิจารณาขอ้ มูล โดยไม่ใช้อารมณ์ ความรสู้ ึก หรืออคติใดๆ 6. ออกแบบ (prototyping) หมายถึง การออกแบบการตอบสนอง ตอ่ ข้อมูลทีไ่ ดร้ ับเข้ามาอย่างมสี ติปญั ญา 7. แสดงออก (performing) หมายถึง การตอบสนองต่อข้อมูลท่ีได้รับ อย่างสร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ หลักการของทฤษฎียูและขั้นตอนท้ัง 7 ข้ันตอน ดังที่กล่าวมาแสดงเป็น แผนภาพต่อไปนี้
บทที่ 10 การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎี 395 ฟังและเปดิ รบั จิตท่ีต่ืนรู้ แสดงออก เฝา้ สังเกต ใจที่เปิดกวา้ ง ออกแบบ รับรู้ เจตจานงที่มุ่งมั่น ตกผลึก ห้อยแขวนอยู่กบั ปจั จุบนั แผนภาพ 50 สาระสาคัญของทฤษฎยี ู ท่มี า Scharmer, C. Otto. (2009). Theory – U Leading from the Future as it Emerges. San Francisco: Berrett – Koehler Publishers.
396 บทท่ี 10 การประเมินหลกั สูตรบนฐานทฤษฎี จากการวิเคราะห์ขั้นตอนของทฤษฎียู สามารถนามาประยุกต์ใช้ในการ ประเมินหลกั สูตร โดยการยึดหลกั การ 3 ประการ ตลอดการประเมินหลักสูตร ได้แก่ 1. จิตที่ต่ืนรู้ในคุณค่าของการประเมินหลักสูตรที่จะทาให้ได้ข้อมูล สารสนเทศไปปรบั ปรงุ และพัฒนาซ่ึงถือวา่ เปน็ กระบวนการทสี่ าคญั มาก 2. ใจท่ีเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นท่ีแตกต่าง รับฟังอย่างไม่มีอคติ และใหค้ วามยุตธิ รรมในการประเมนิ 3. เจตจานงทีม่ ุง่ มั่นประเมินหลักสูตรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย ท่เี กย่ี วข้อง นอกจากน้ีในการเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลและการสื่อสารผลการประเมินหลักสูตรใช้ขั้นตอนของทฤษฎียู ท้ัง 7 ขั้นตอนเป็นเคร่ืองมือสาหรับการควบคุมความคิดและพฤติกรรม ไม่ด่วนสรุป ไม่ด่วนตัดสนิ ไม่ด่วนสวนกลับ สาหรับทุกๆ กิจกรรมของการประเมินหลักสูตรเพื่อให้ การประเมินหลักสูตรปราศจากอคติต่างๆ ท่ีอาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลาในขณะที่ทาการ ประเมนิ ซึง่ ข้นั ตอนทั้ง 7 ข้ันตอน มดี ังน้ี (ประยุกตจ์ ากทฤษฎีสู่การประเมนิ หลกั สตู ร) 1) ฟังและเปิดรับ หมายถึง การเปิดใจกว้างรับรู้ข้อมูลด้วยใจเป็นกลาง ไม่มีอคติ (ฉันทาคติ (ลาเอียงเพราะรัก) โทสาคติ (ลาเอียงเพราะชัง) ภยาคติ (ลาเอียง เพราะกลัว) โมหาคติ (ลาเอียงเพราะไม่รู้)) ไม่ด่วนตัดสินข้อมูลท่ีใช้ในการประเมิน หลักสูตร 2) เฝ้าสังเกต หมายถึง การพิจารณาอารมณ์ ความรู้สึกหรืออคติต่างๆ ท่ีมีต่อข้อมูลที่ใช้ในการประเมินหลักสูตร โดยการต้ังคาถามกับตนเอง (ผู้ประเมิน หลักสูตร) วา่ มีอารมณ์ ความรู้สึก หรืออคติ หรอื ไมอ่ ย่างไร 3) รับรู้ หมายถึง การลงสรุปว่าตนเอง (ผู้ประเมินหลักสูตร) มีอารมณ์ ความรสู้ ึก หรอื อคติตา่ งๆ ทีม่ ีต่อข้อมูลท่ีใชใ้ นการประเมนิ หลักสตู ร ว่าเป็นอย่างไร 4) ห้อยแขวนอยู่กับปัจจุบัน หมายถึง การใช้สติและปัญญาอยู่กับ ปัจจุบันพิจารณา ปรับอารมณ์ ความรู้สึก หรืออคติต่างๆ ท่ีมีต่อข้อมูลที่ใช้ในการ ประเมินหลักสตู ร ซึ่งเกิดข้ึนในจิตใจใหก้ ลับสู่สภาวะปกติ เป็นกลาง ไม่มีอคติใดๆ
บทที่ 10 การประเมินหลักสตู รบนฐานทฤษฎี 397 5) ตกผลึก หมายถึง การใช้เหตุผลหรือปัญญาพิจารณาข้อมูลท่ีใช้ ในการประเมินหลักสูตร และลงสรุปผลการประเมินในแต่ละประเด็นบนพื้นฐานข้อมูล เชิงประจักษ์ โดยไม่ใช้อารมณ์ ความรู้สึก หรืออคติใดๆ เพ่ือประโยชน์สูงสุดของผู้ที่ เกี่ยวข้องกับหลักสูตร ในการที่จะได้รับทราบผลการประเมินที่ถูกต้อง ไม่ว่าผลการ ประเมนิ น้ันจะเปน็ ไปในทางบวกหรอื ทางลบ 6) ออกแบบ หมายถึง การเขียนรายงานการประเมินหลักสูตรในแต่ละ ช่วงเวลาตามผลการประเมินท่ีได้และมคี วามสร้างสรรค์ 7) แสดงออก หมายถึง การสื่อสารผลการประเมินจากผู้ประเมิน หลักสูตรไปยังอาจารย์ประจาหลกั สตู รและอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร โดยใช้สุนทรีย สนทนา และการฟังอย่างลึกซ้ึงซ่ึงเป็นการฟังความคิดความรู้สึกท่ีผ่านการถ่ายทอด เปน็ เสยี ง ฟังแลว้ รบั รู้ถงึ ความคดิ ความรู้สกึ ไมด่ ว่ นสวนกลบั ฟงั อย่างมีสติ การประเมินหลักสูตรฐานทฤษฎียู ทั้ง 7 ขั้นตอน สรุปเป็นแผนภาพ ดังตอ่ ไปนี้ (ประยุกต์จากทฤษฎีสู่การประเมนิ หลักสตู ร)
398 บทท่ี 10 การประเมินหลกั สูตรบนฐานทฤษฎี เปิดใจกว้าง จิตทต่ี ื่นรู้ สอ่ื สารผลการประเมนิ เปน็ กลาง ในการประเมนิ โดยใชส้ ุนทรียสนทนา ไม่ด่วนตัดสนิ และการฟงั อย่างลกึ ซึ้ง ใจที่เปิดกวา้ ง พิจารณาอารมณ์ เพื่อความยตุ พเิธจฒั รตนรจำมำคนณุงมภงุ่ ำมพน่ั ” เขียนรายงาน ความรสู้ ึก หรืออคติ ผลการประเมิน ทเี่ กิดข้ึนภายในจิตใจ อยา่ งสร้างสรรค์ รู้ตวั เองว่ามีอารมณ์ ประเมินหลกั สตู ร การใช้ปญั ญาพิจารณาขอ้ มูล ความรู้สึก หรอื อคติ ใหเ้ กิดประโยชนส์ งู สุด ทใี่ ชใ้ นการประเมินหลกั สตู ร และลงสรปุ ผลการประเมิน หรอื ไม่ อย่างไร ใชส้ ติและปญั ญา ปรับอารมณ์ ความรู้สึก หรืออคติทมี่ ีผลต่อการประเมิน แผนภาพ 51 การประเมนิ หลักสตู รฐานทฤษฎยี ู
บทท่ี 10 การประเมนิ หลกั สตู รบนฐานทฤษฎี 399 สุนทรียสนทนา (dialogue) สุนทรียสนทนา (dialogue) เน้นการฟังอย่างสงบ ฟังอย่างลึกซ้ึง (deep listening) เมื่อสงบและลึกแล้วจะสามารถสัมผัสความจริงได้ ทาให้เกิด ปัญญา จะคิด จะพูด จะทา สิ่งใดย่อมผ่านสภาวะทางปัญญามาแล้ว จึงตรงต่อ ความจริง เกิดประโยชน์ มากกว่าการคิด การพูด การกระทาอย่างต้ืนๆ การไม่ด่วน สรุปผลการประเมินโดยใช้มุมมองของผู้ประเมินเพียงฝ่ายเดียว การสื่อสารผลการ ประเมินท่ีเป็นช่วงเวลาอย่างสร้างสรรค์และด้วยพลังแห่งปัจจุบัน (The power of now) ทาให้เห็นจุดอ่อนและจุดแข็งของหลักสูตรตามความเป็นจริงที่จะนาไปสู่การ ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรต่อไป นอกจากสุนทรียสนทนาจะใช้ในระหว่างการ ประเมินหลักสูตรแล้ว ยังสามารถใช้ในกระบวนการเรียนรู้ผลการประเมินหลักสูตร ได้อีกด้วยดงั จะกลา่ วตอ่ ไป การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎี: กรณีศึกษาการใช้ทฤษฎียูและ สุนทรียสนทนาร่วมกับการประเมินปัจจัยกาหนด การประเมินนาเข้า การประเมิน กระบวนการ และการประเมนิ ผลผลติ เป็นการดาเนินกิจกรรมการประเมินหลักสูตรด้วยการมีจิตท่ีตื่นรู้ ใจท่ีเปิด กว้าง และเจตจานงที่มุ่งมั่น ผ่านกระบวนการที่อยู่ภายในทั้ง 7 ขั้นตอนของทฤษฎียู การไม่ด่วนสรุปผลการประเมินโดยใช้มุมมองของผู้ประเมินเพียงฝ่ายเดียวและ แลกเปล่ียนเรียนรู้ผลการประเมินร่วมกันโดยการใช้สุนทรียสนทนาท่ีเน้นการฟังอย่าง ลึกซึ้ง ส่งผลทาให้เห็นจุดอ่อนและจุดแข็งของหลักสูตรตามความเป็นจริงนาไปสู่การ ปรบั ปรุงและพัฒนาหลกั สตู ร การประยุกต์ใช้ทฤษฎียูกับการประเมินหลักสูตรทาได้หลายรูปแบบซ่ึงจาก การวิจัยที่ผ่านมา ได้ถูกนาไปใช้ร่วมกับการประเมินปัจจัยกาหนด การประเมินนาเข้า การประเมนิ กระบวนการ และการประเมนิ ผลผลิตของหลักสูตรควบคู่กับการใช้ทฤษฎียู สามารถดาเนนิ การได้โดยการแบง่ ชว่ งระยะเวลาการประเมนิ หลักสูตรเปน็ 5 ระยะ ดงั น้ี
400 บทท่ี 10 การประเมนิ หลกั สตู รบนฐานทฤษฎี ระยะท่ี 1 ทาการประเมินหลักสูตรด้านปัจจัยกาหนด จากนั้น เขียนรายงานผลการประเมิน เมื่อเขียนรายงานผลการประเมินเสร็จแล้วดาเนินการ สื่อสารผลการประเมินต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยการใช้สุนทรียสนทนา เมื่อส่ือสารผล การประเมนิ แล้วจงึ ดาเนินการประเมนิ ระยะที่ 2 ระยะท่ี 2 ทาการประเมินหลักสูตรด้านปัจจัยนาเข้า จากน้ัน เขียนรายงานผลการประเมิน เม่ือเขียนรายงานผลการประเมินเสร็จแล้วดาเนินการ ส่ือสารผลการประเมินต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยการใช้สุนทรียสนทนา เม่ือสื่อสารผล การประเมินแลว้ จึงดาเนนิ การประเมนิ ระยะท่ี 3 ระยะที่ 3 ทาการประเมินหลักสูตรด้านกระบวนการ จากน้ัน เขียนรายงานผลการประเมิน เมื่อเขียนรายงานผลการประเมินเสร็จแล้วดาเนินการ ส่ือสารผลการประเมินต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยการใช้สุนทรียสนทนา เม่ือส่ือสารผล การประเมินแล้วจงึ ดาเนินการประเมินระยะท่ี 4 ระยะที่ 4 ทาการประเมินหลักสูตรด้านผลผลิต จากนั้นเขียน รายงานผลการประเมิน เมื่อเขียนรายงานผลการประเมินเสร็จแล้วดาเนินการส่ือสาร ผลการประเมินต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยการใช้สุนทรียสนทนา เมื่อส่ือสารผลการ ประเมินแลว้ จงึ ดาเนนิ การระยะท่ี 5 ระยะที่ 5 ทาการสรุปผลการประเมิน จากน้ันเขียนรายงาน สรุปผลการประเมินเมื่อเขียนรายงานสรุปผลการประเมินเสร็จแล้วดาเนินการส่ือสาร ผลการประเมนิ ตอ่ ผู้มีสว่ นได้สว่ นเสีย โดยการใช้สุนทรยี สนทนา ดงั แผนภาพต่อไปนี้
บทท่ี 10 การประเมนิ หลักสูตรบนฐานทฤษฎี 401 ระยะที่ 1 การประเมนิ ปจั จยั กาหนด การสอื่ สาร ผลการประเมนิ ระยะท่ี 2 การประเมินปัจจัยนาเขา้ การสอ่ื สาร ผลการประเมิน ระยะที่ 3 การประเมนิ กระบวนการ การสอ่ื สาร ผลการประเมิน ระยะที่ 4 การประเมนิ ผลผลิต การสอ่ื สาร ผลการประเมิน ระยะท่ี 5 การสรปุ ผลการประเมิน การส่ือสาร ผลการประเมิน แผนภาพ 52 การประเมนิ ปัจจยั กาหนด การประเมนิ นาเขา้ การประเมนิ กระบวนการ และการประเมนิ ผลผลติ ของหลกั สูตรบนฐานทฤษฎี
402 บทที่ 10 การประเมินหลกั สตู รบนฐานทฤษฎี ระยะท่ี 1 การประเมนิ ปจั จัยกาหนด การใช้ ระยะที่ 2 การประเมินปจั จยั นาเข้า การสอ่ื สาร ทฤษฎยี ู ระยะที่ 3 การประเมินกระบวนการ ผลการประเมิน (เน้นทก่ี ารมีสติ เป็นช่วงเวลา ตดั สินใจ ระยะท่ี 4 การประเมนิ ผลผลติ บนพนื้ ฐานข้อมลู ) โดยการใช้ สุนทรยี สนทนา ระยะที่ 5 การรายงานสรุปผลการประเมิน แผนภาพ 53 การประเมินหลกั สูตรบนฐานทฤษฎี: กรณศี กึ ษาการใชท้ ฤษฎียู และสนุ ทรยี สนทนา รว่ มกบั การประเมนิ ปจั จยั กาหนด การประเมินนาเขา้ การประเมนิ กระบวนการ ละการประเมินผลผลิต ของหลักสูตร
บทท่ี 10 การประเมินหลกั สตู รบนฐานทฤษฎี 403 โดยในแต่ละระยะ มีการดาเนินการประเมินโดยใช้กระบวนการภายในของ ทฤษฎยี ู ไม่ด่วนสรุปหรือตดั สินผลการประเมินทันที มีการรายงานผลการประเมินต่อผู้ท่ี เกย่ี วข้องกับหลกั สตู รให้ทราบผลการประเมนิ ในแต่ละช่วงเวลาท่เี หมาะสม ด้วยวิธีการที่ เปน็ ทางการและไมเ่ ป็นทางการและผูท้ ี่เกี่ยวข้องกับหลกั สูตรมโี อกาสให้ข้อมูลหรือแสดง หลกั ฐานทีเ่ ปน็ ประโยชน์ต่อการประเมินหลักสูตรเพิ่มเติม ทาให้คณะกรรมการประเมิน หลกั สูตรทบทวนผลการประเมนิ ซ้าอีกครั้ง เพือ่ ให้ผลการประเมิน มีความถูกต้องมาก ที่สดุ และเป็นทยี่ อมรับรว่ มกันท้ังคณะกรรมการประเมินหลักสูตรและผู้มีส่วนเก่ียวข้อง กับหลักสตู รทกุ ฝ่าย ส่งผลทาให้เกิดการปรบั ปรุงและเปลย่ี นแปลงหลักสตู รต่อไป จากการที่ผู้เขียนได้วิจัยทดลองใช้ทฤษฎียูและสุนทรียสนทนาสาหรับการ ประเมนิ หลกั สูตร พทุ ธศาสตรม์ หาบัณฑติ สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา วิทยาเขตบาฬี ศกึ ษาพุทธโฆส มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พบว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กับหลักสูตร ได้แก่ คณะกรรมการบริหารหลักสูตร อาจารย์ประจาหลักสูตร ผู้เรียน ปัจจุบัน ผู้สาเร็จการศึกษา ต่างให้การยอมรับผลการประเมินทุกช่วงระยะเวลาการ ประเมินทั้ง 5 ระยะ ได้แก่ 1) การประเมินปัจจัยกาหนด 2) การประเมินปัจจัยนาเข้า 3) การประเมินกระบวนการ 4) การประเมินผลผลิต 5) การรายงานสรุปผลการ ประเมนิ ไมว่ ่าจะเปน็ ผลการประเมนิ ท่ผี า่ นเกณฑ์หรือไมผ่ ่านเกณฑ์ทีก่ าหนด นอกจากนี้เมื่อเสร็จสิ้นการประเมินในแต่ละช่วงระยะเวลาท้ัง 5 ระยะและ ผลการประเมินโดยรวมไม่ปรากฏว่ามีความขัดแย้งทางวิชาการท่ีเก่ียวข้องกับผลการ ประเมินระหว่างผปู้ ระเมนิ และผู้มีสว่ นได้ส่วนเสียกับหลักสูตร รวมทั้งผลจากการให้การ ยอมรับผลการประเมินจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทาให้มีการนาผลการประเมิน ไปปรับปรุงและพัฒนาหลักสตู รในประเดน็ ต่างๆ เช่น การปรับปรุงการจัดการเรียนการ สอน การพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยควบคู่กับการปฏิบัติงานประจา สรุปนวัตกรรม การประเมนิ การประเมนิ หลักสูตรบนฐานทฤษฎี: กรณีศึกษาการใช้ทฤษฎียูและสุนทรีย สนทนาร่วมกับการประเมินปัจจัยกาหนดการประเมินนาเข้า การประเมินกระบวนการ และการประเมนิ ผลผลติ ของหลักสูตร ดังแผนภาพต่อไปนี้ (มารตุ พฒั ผล. 2554)
404 บทท่ี 10 การประเมินหลกั สตู รบนฐานทฤษฎี การใช้ สนุ ทรยี สนทนา การใช้ทฤษฎียู ผลการ การยอมรับ การนาผล สาหรับ ประเมิน ผลการประเมิน การประเมิน มคี วามถูกต้อง ไปปรบั ปรงุ การประเมิน ตรงตามสภาพ การไม่มี และพฒั นา หลักสตู ร ความเปน็ จรงิ ความขดั แยง้ หลักสูตร ทางวิชาการ ในผลการประเมิน การใช้ สุนทรียสนทนา แผนภาพ 54 โมเดลสมมติฐานของการใชท้ ฤษฎยี ูและสุนทรียสนทนา สาหรบั การประเมนิ หลักสูตร
บทที่ 10 การประเมนิ หลกั สตู รบนฐานทฤษฎี 405 จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้ทาการประเมินหลักสูตรพุทธศาสตร มหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย โดยใชแ้ นวคดิ การประเมินฐานทฤษฎี การใช้ทฤษฎียู ตามโมเดลสมมติฐานของการใช้ ทฤษฎียูและสุนทรียสนทนาสาหรับการประเมินหลักสูตร ดังท่ีกล่าวมานั้น ผลการวิจัย พบว่า 1. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้การยอมรับผลการประเมิน ไม่ว่าจะเป็นผล การประเมินทผี่ า่ นเกณฑห์ รอื ไม่ผ่านเกณฑท์ ่ีกาหนด 2. ไม่มีความขดั แย้งทางวชิ าการทเี่ กย่ี วขอ้ งกับผลการประเมนิ 3. มีการนาผลการประเมินไปปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตร เช่น การจัดทาสมุดบันทึกการปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพ่ือให้การดาเนินการให้คาปรึกษา วิทยานิพนธ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น การปรับปรุงห้องเรียนให้มีความพร้อมด้านส่ือและ เทคโนโลยีในการจัดการเรยี นการสอน เป็นต้น จากผลการวิจัยดังกล่าวทาให้พบว่าการประเมินหลักสูตรน้ันเป็นกิจกรรม ท่มี ีความละเอียดออ่ นโดยทีก่ ระบวนการประเมินและผลการประเมินสามารถกระทบ ต่อความคิดความรู้สึกของผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการต่อต้าน และไม่ ยอมรบั ผลการประเมินได้ ดงั นน้ั ในกระบวนการประเมินและการสื่อสารผลการประเมินจึงจาเป็นต้อง ใช้กระบวนการคิดไตร่ตรอง ทบทวน ใคร่ครวญ กระบวนการประเมินทุกข้ันตอนให้มี ความยุติธรรม ประเมินบนพ้ืนฐานของข้อเท็จจริง ไม่มีอคติใดๆ ใช้การส่ือสารผลการ ประเมินอย่างสร้างสรรค์ เสริมแรง ให้กาลังใจและสร้างแรงบันดาลใจ มากกว่าการ เปรียบเทียบหรือตัดสินผลการประเมินว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ซึ่งจะทาให้ผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับ การประเมินหลักสูตรเกิดความไว้เนื้อเช่ือใจ เปิดใจ เกิดการยอมรับกระบวนการ และผลการประเมิน เป็นพ้ืนฐานของการปรับปรุงและเปล่ียนแปลงหลักสูตรให้ดียิ่งข้ึน ต่อไป
406 บทที่ 10 การประเมนิ หลกั สูตรบนฐานทฤษฎี สรุป จากที่ได้กล่าวมาในบทที่ 10 เร่ือง การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎี ได้ กล่าวถึงสาระสาคัญ คือ คุณค่าของการประเมินหลักสูตรนอกจากความถูกต้องในผล การประเมินแล้ว การให้การยอมรับผลการประเมิน การไม่มีความขัดแย้งทางวิชาการ ในประเด็นที่เก่ียวข้องกับผลการประเมินและการนาผลการประเมินไปใช้ปรับปรุง หลักสูตร คือคุณค่าแท้ของการประเมินหลักสูตรท่ีสาคัญยิ่ง การประเมินหลักสูตร บนฐานทฤษฎี เป็นวิธีการประเมินหลักสูตรที่เช่ือมโยงการประเมินปัจจัยนาเข้า กระบวนการ และผลลพั ธข์ องหลักสูตร โดยอาศัยองค์ความรู้เชิงทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องมาใช้ ในการออกแบบการประเมนิ ทฤษฎยี ู เปน็ ทฤษฎที ่ีอธบิ ายว่าการได้รับข้อมลู ใดๆ จะไมด่ ว่ นตัดสิน ไม่ด่วน สรุป ไม่ด่วนสวนกลับ แต่ให้ใช้สติและปัญญาพิจารณาข้อมูลนั้นบนพ้ืนฐานข้อมูล ข้อเทจ็ จรงิ เสยี กอ่ นแลว้ จึงตอบสนองตอ่ ขอ้ มลู ท่ีรบั เขา้ มานน้ั ซ่ึงจะทาให้การคิดและการ ตัดสนิ ใจต่างๆ เป็นไปอยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ส่วนสุนทรียสนทนา (dialogue) เน้นการฟัง อยา่ งสงบ ฟังอยา่ งลกึ ซึ้ง (deep listening) เม่ือสงบและลึกแล้วจะสามารถสัมผัสความ จริงได้ ทาให้เกิดปัญญา จะคิด จะพูด จะทา สิ่งใด ย่อมผ่านสภาวะทางปัญญามาแล้ว จงึ ตรงตอ่ ความจรงิ และเกดิ ประโยชน์ การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎียูและสุนทรียสนทนา เป็นนวัตกรรม การประเมินหลักสูตรในลักษณะของกระบวนการที่มุ่งเน้นการไม่ด่วนสรุปและการ สื่อสารผลการประเมินเชิงสร้างสรรค์ ในส่วนของการลงสรุปผลการประเมินของ คณะกรรมการประเมินหลักสูตร ที่อาศัยข้อมูลเชิงประจักษ์ต่างๆ ตามกรอบการ ประเมินโดยหากการลงสรุปผลการประเมินมีความถูกต้องตามความเป็นจริงและมีการ สือ่ สารผลการประเมินด้วยวิธีการท่ีสร้างสรรค์ ย่อมส่งผลทาให้มีการนาผลการประเมิน ไปใช้ปรับปรงุ หลกั สูตรให้มคี ุณภาพสูงขน้ึ
บทที่ 10 การประเมินหลักสูตรบนฐานทฤษฎี 407 บรรณานกุ รม ราชบัณฑิตยสถาน. (2555). พจนานุกรมศัพทศ์ กึ ษาศาสตร์ ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน. กรงุ เทพฯ: อรุณการพิมพ์. มารตุ พฒั ผล. (2554). รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรอ่ื ง ผลการใช้ทฤษฎยี ู (Theory - U) ในการประเมินหลักสตู รระดับบัณฑิตศึกษา. กรุงเทพฯ: บัณฑิตวทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวิโรฒ. Cojocaru, Stefan. (2009). Clarifying the Theory – Based Evaluation. Retrieved February, retrieved from http://www.rcis.ro/images/ documente/rcis26_05.pdf 20 August 2014. Knapp, Peter Van Der. (2004). “Theory – based Evaluation and Learning: Possibilities and Challenges”. Evaluation. London: Sage Publications Vol. 10(1): 16 – 34. President of the Treasury Board. (2012). Theory – Based Approaches to Evaluation: Concepts and Practices. Canada: Her Majesty the Queen in Right of Canada. Scharmer, C. Otto. (2009). Theory – U Leading from the Future as it Emerges. San Francisco: Berrett – Koehler Publishers. Sharpe, Glynn. (2011). “A Review of Program Theory and Theory – Based Evaluations”. American International Journal of Contemporary Research. Vol. 1 No. 3; November. pp. 72 – 75. Stame, Nicoletta. (2004). “Theory – based Evaluation and Types of Complexity”. Evaluation. London: Sage Publications Vol. 10(1): 58 – 76. Stufflebeam, Daniel L. and Shinkfield, Anthony J. (2007). Evaluation Theory, Models, & Applications. San Francisco: Jossey – Bass.
408 บทท่ี 10 การประเมนิ หลกั สตู รบนฐานทฤษฎี Sullivan, Paul. (2012). Qualitative Data Analysis Using a Dialogue Approach. London; Thousand Oaks, California: Sage Publications. White, Howard. (2009). Theory – Based Impact Evaluation: Principles and Practice. New Delhi; India: International Initiative for Impact Evaluation.
บทที่ 11 การเรยี นรผู้ ลการประเมนิ หลักสตู รทน่ี าไปสูก่ ารปรับปรงุ และเปลีย่ นแปลง 409 ตอนที่ 2 การเรียนรูแ้ ละพัฒนา จากผลการประเมินหลักสูตร
410 บทท่ี 11 การเรยี นรผู้ ลการประเมนิ หลักสตู รท่ีนาไปส่กู ารปรบั ปรงุ และเปลี่ยนแปลง การประเมนิ หลักสตู ร ผลการประเมนิ หลกั สูตร การเรยี นรู้ผลการประเมินหลกั สูตร การพฒั นาท่ีสอดคล้องกบั ผลการประเมินหลักสตู ร
บทท่ี 11 การเรยี นร้ผู ลการประเมนิ หลกั สตู รท่ีนาไปสู่การปรับปรุงและเปลยี่ นแปลง 411 บทท่ี 11 การเรียนรู้ผลการประเมินหลกั สูตร ที่นาไปสู่การปรับปรงุ และเปลย่ี นแปลง
412 บทท่ี 11 การเรยี นรู้ผลการประเมนิ หลักสตู รที่นาไปส่กู ารปรบั ปรุงและเปลี่ยนแปลง กระบวนการทางความคิดแบบใหม่ (Growth Mindset) สง่ ผลทาใหก้ ารปรับปรงุ และเปลย่ี นแปลงหลักสตู ร ดาเนนิ ไปอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ และประสบความสาเร็จ
บทท่ี 11 การเรยี นรผู้ ลการประเมนิ หลักสตู รทน่ี าไปสกู่ ารปรบั ปรุงและเปลี่ยนแปลง 413 11.1 กระบวนการทางความคิดใหม่ (new mindset) ในการปรบั ปรงุ และเปลี่ยนแปลงหลกั สูตร 11.2 วธิ ีการปรับเปลยี่ นกระบวนการทางความคิด 11. การเรยี นรู้ 11.3 การถอดบทเรยี น ผลการประเมินหลักสตู ร ทน่ี าไปสู่การปรับปรงุ และเปล่ยี นแปลง 11.4 การสังเคราะหค์ วามรู้ทไ่ี ด้จากการถอดบทเรียน 11.5 การนาผลการประเมินหลักสูตรไปสู่ การปรบั ปรุงและพัฒนา
414 บทที่ 11 การเรยี นรผู้ ลการประเมินหลักสตู รที่นาไปสู่การปรบั ปรงุ และเปลี่ยนแปลง การเรียนรผู้ ลการประเมินหลกั สตู ร มเี ครอื่ งมอื ทหี่ ลากหลาย เชน่ การถอดบทเรียน สนุ ทรียสนทนา การทบทวนหลงั การปฏบิ ตั ิ โดยใชก้ ระบวนการสงั เคราะหอ์ งคค์ วามรู้ ทไี่ ดจ้ ากการประเมิน ไปเปน็ สารสนเทศของการพฒั นา
บทท่ี 11 การเรียนรูผ้ ลการประเมนิ หลักสตู รท่ีนาไปสู่การปรับปรุงและเปลีย่ นแปลง 415 สาระสาคัญ สาหรับในบทที่ 11 เร่ือง การเรียนรู้ผลการประเมินหลักสูตรท่ีนาไปสู่ การปรับปรุงและเปล่ยี นแปลง มีสาระสาคัญดงั ตอ่ ไปนี้ 1. การปรับเปลี่ยนความคิดและมุมมองที่มีต่อหลักสูตรและการ เรียนรู้ จากการที่มีกระบวนการทางความคิดแบบเดิมไปสู่แบบใหม่ที่ดีกว่า ส่งผลทาให้ การปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงหลักสูตรดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสบ ความสาเรจ็ ตามเปูาหมายที่กาหนดไว้ และสอดคล้องกบั ผลการประเมนิ หลกั สูตร 2. กระบวนการทางความคิดแบบใหม่มีลักษณะเป็นแบบเปิด และมองไปข้างหน้า ไม่ยึดติดกับวิธีการเดิมๆ พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่ส่ิงท่ีดีกว่า กระบวนการทางความคิดแบบใหม่ให้ความสาคัญกับกระบวนการเรียนรู้ ใช้วิธีการโค้ช และการประเมนิ ผลการเรยี นรูเ้ พือ่ การพฒั นา 3. วิธีการปรับเปล่ียนกระบวนการทางความคิด หรือ mindset ของบุคลากรทาได้ตามขั้นตอนดังน้ี 1) กระตุ้นความตระหนัก 2) ให้ข้อมูลคุณภาพการ จัดการศกึ ษาของสถานศึกษา 3) ลงมือปฏิบัติร่วมกัน 4) การชื่นชมความสาเร็จของการ เปล่ยี นแปลงรว่ มกนั 4. การถอดบทเรียนเป็นกระบวนการสร้างองค์ความรู้ จาก ประสบการณ์ของผปู้ ฏบิ ัติงาน บนพืน้ ฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ ประสบการณ์ตรง นาไปสู่ การปรับปรุงและพัฒนา คาว่า “บทเรียน” น้ันคือความรู้ที่ได้รับจากการลงมือ ปฏบิ ตั ิงานจรงิ จนเกดิ ประสบการณ์ส่วนบุคคลนั่นเอง
416 บทท่ี 11 การเรยี นร้ผู ลการประเมินหลกั สตู รที่นาไปสกู่ ารปรบั ปรงุ และเปลีย่ นแปลง 5. สนุ ทรยี สนทนาเปน็ การสนทนาท่ีนาไปสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ การคิด วเิ คราะห์ถงึ สาเหตปุ จั จัยต่างๆ ทีส่ ง่ ผลตอ่ ปริสทิ ธิภาพของการปฏิบัติงาน อีกท้ังยังทาให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในโดยการพูดคุยแลกเปล่ียนความรู้ ประสบการณ์ ความคิดของตนเองให้กับเพือ่ นรว่ มงานด้วยความรบั ผิดชอบและซื่อสัตย์ต่อส่ิงที่ได้นามา แลกเปลยี่ นกบั เพื่อนรว่ มงาน 6. การทบทวนหลังการปฏิบัติเป็นการตรวจสอบประเด็นสาคัญ ต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทั้งก่อน ระหว่างและหลังการปฏิบัติ เพื่อทาให้ การปฏิบตั งิ านมีประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ลมากข้นึ 7. การสังเคราะห์ความรู้จากการถอดบทเรียน อาศัยกระบวนการ สร้างข้อสรุปแบบอุปนัยเป็นสาคัญ โดยมีสารสนเทศจากการถอดบทเรียนท่ีเป็นความรู้ ต่างๆ อยา่ งเพียงพอ 8. ภายหลังดาเนินการจัดทาข้อสรุปความรู้จากการถอดบทเรียน เกี่ยวกับผลการประเมินหลักสูตรแล้ว ผู้ท่ีเกี่ยวข้องทุกฝุายจึงร่วมกันวางแผนและ ดาเนินการพัฒนา ปรับปรุง หรือเปล่ียนแปลงหลักสูตรในประเด็นต่างๆ ให้มีคุณภาพ มากขนึ้ 9. คาอธิบายเชิงคุณภาพในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรและการ เรียนรู้ สามารถนาไปใช้เป็นแนวทางในการกาหนดเปูาหมายความสาเร็จของการ ปรบั ปรุงและเปลย่ี นแปลงหลักสตู รได้
บทท่ี 11 การเรยี นรผู้ ลการประเมนิ หลักสตู รที่นาไปสกู่ ารปรับปรุงและเปล่ยี นแปลง 417 11.1 กระบวนการทางความคดิ ใหม่ (new mindset) ในการปรบั ปรุงและเปล่ยี นแปลงหลกั สูตร การปรบั เปลยี่ นความคดิ และมุมมองท่ีมีต่อหลักสูตรและการเรียนรู้ จากการ ที่มีกระบวนการทางความคิดแบบเดิมไปสู่แบบใหม่ท่ีดีกว่า ส่งผลทาให้การปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงหลักสูตรดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสาเร็จ ตามเปูาหมายท่ีกาหนดไว้ และสอดคล้องกับผลการประเมินหลักสูตร แสดงได้ดัง แผนภาพตอ่ ไปน้ี เนน้ เนอื้ หาสาระ เน้นกระบวนการเรยี นรู้ (content) (learning process) จากเดิม ไปสู่ การยดึ ติด การไมย่ ึดตดิ ไม่เปลี่ยนแปลง เปล่ียนแปลงใหด้ ีขึน้ เน้นการสอน ประเมนิ เพอ่ื ตัดสิน เนน้ การโค้ช ประเมนิ เพอื่ ปรบั ปรงุ และพัฒนา (teaching) (Evaluation) (coaching) (assessment for improvement and development ) แผนภาพ 55 กระบวนการทางความคดิ ใหม่ของการปรบั ปรงุ และเปลีย่ นแปลงหลกั สูตร
418 บทท่ี 11 การเรียนรู้ผลการประเมินหลักสตู รทน่ี าไปส่กู ารปรบั ปรงุ และเปลีย่ นแปลง กระบวนการทางความคิดแบบเดิม กระบวนการทางความคิดแบบเดิมดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ มักเป็นอุปสรรค ต่อการปรับปรุงและเปล่ียนแปลงหลักสูตร ทาให้การขับเคล่ือนหลักสูตรเป็นไปได้ช้า และยาก หลักสูตรท่ีปรับปรุงใหม่มักจะไม่สอดคล้องกับสภาพของชุมชนและสังคม ในปัจจุบัน เนื่องจากผู้ท่ีเก่ียวข้องกับหลักสูตร เช่น ผู้บริหาร ผู้สอน ผู้ปกครอง ชุมชน เปน็ ต้น ยงั มกี ระบวนการทางความคิดแบบเดมิ อยู่ กล่าวคือมมี ุมมองว่า - สิง่ ท่ที าอยใู่ นปจั จุบนั นีด้ ีอย่แู ล้ว - หลักสูตรไมค่ วรปรบั เปลยี่ นบอ่ ย - หลกั สตู รไมเ่ กีย่ วข้องกบั การเรียนการสอน - การเปล่ียนแปลงเปน็ การเพิม่ ภาระงานและยงุ่ ยาก - การประเมนิ ผลการเรยี นรจู้ ะต้องใชก้ ารทดสอบเท่านน้ั - เรือ่ งหลกั สูตรเป็นภารหนา้ ทีร่ ับผดิ ชอบของผูส้ อนเทา่ น้นั - ตอ้ งใหค้ วามสาคญั กบั เน้อื หาสาระท่ีผ้เู รียนจะตอ้ งเรียนรู้ - คะแนนการประเมนิ ตนเองของผู้เรยี นไมส่ ามารถเช่ือถือได้ - ผู้สอนจะตอ้ งถ่ายทอดความรใู้ ห้กบั ผู้เรยี นให้ครบ ตามเน้อื หาสาระทีก่ าหนดไว้ เหตุผลที่ทาให้การมีกระบวนการทางความคิดแบบเดิมเป็นอุปสรรค ตอ่ การปรบั ปรุงและเปลย่ี นแปลงหลกั สตู ร มดี งั น้ี
บทท่ี 11 การเรียนรผู้ ลการประเมนิ หลักสตู รที่นาไปสู่การปรับปรงุ และเปล่ยี นแปลง 419 เหตผุ ลด้านขอ้ จากดั ของเนอ้ื หาสาระ เนื้อหาสาระและความรู้ต่างๆ มีการเปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันน้ี มีความรู้และนวัตกรรมเกิดขึ้นใหม่อย่างต่อเน่ือง และความรู้น้ันมีอยู่จานวนมากมาย มหาศาล ไมส่ ามารถจะนามาเขียนบรรจุไว้ในหนังสือ ตารา ได้อยา่ งสมบูรณ์ นอกจากนี้ความรู้ในหนังสือตารายังมีข้อจากัดในการปรับปรุงให้ทันสมัย และเป็นปัจจุบันอยู่ตลอดเวลาแบบ real time เนื่องจากต้องใช้เวลาในการดาเนินการ มาก แตกต่างกับการแสวงหาความรู้จากแหล่งต่างๆ ด้วยวิธีการที่หลากหลายและ วิเคราะห์สังเคราะห์ความรู้เหล่านั้นมาใช้ในการเรียนรู้และการดาเนินชีวิต สามารถทา ไดต้ ลอดเวลาโดยไมม่ ขี ้อจากัดเรื่องเวลาและสถานที่ จากที่กล่าวถึงเหตุผลทางด้านเน้ือหาสาระ สรุปสาระสาคัญของ กระบวนการทางความคิดแบบเดมิ ด้านเน้อื หาสาระได้ดงั แผนภาพต่อไปนี้ เนื้อหาสาระในหนงั สอื ความร้แู ละนวตั กรรม การเรยี นร้ทู เี่ นน้ แบบเรยี น ตารา เกิดขึน้ ใหมต่ ลอดเวลา เน้ือหาสาระในหนงั สือ มีขอ้ จากัด และมอี ยจู่ านวนมาก ในดา้ นปรมิ าณ แบบเรยี น ตารา ไมเ่ พยี งพอ และความเปน็ ปัจจุบนั ไมเ่ ป็นปจั จุบนั แผนภาพ 56 กระบวนการทางความคิดแบบเดิมดา้ นเนอ้ื หาสาระ
420 บทท่ี 11 การเรียนรผู้ ลการประเมนิ หลักสตู รทนี่ าไปสู่การปรบั ปรงุ และเปลี่ยนแปลง เหตุผลด้านขอ้ จากัดของการสอน สาหรับการสอนน้ัน มีลักษณะเป็นการถ่ายทอดความรู้จากผู้สอนไปยัง ผู้เรียนในรูปของการบอกเล่าส่ิงท่ีผู้สอนมีความรู้ให้ผู้เรียนเกิดความรู้ตามหรือบางครั้ง อาจมีการออกคาสั่งให้ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ตามที่ผู้สอนคิดว่าเป็นส่ิงท่ีดีที่สุด สาหรับผู้เรยี น ด้วยเหตุน้ี ผู้เรียนจึงมีบทบาทในการเรียนรู้เป็นผู้รับความรู้ และจดจาให้ ได้มากท่ีสุด ทาตามให้ได้ดีท่ีสุด เป็นส่วนใหญ่ ซ่ึงการสอนในลักษณะดังกล่าวทาให้ ผู้เรียนไม่ค่อยได้ใช้ศักยภาพของตนเองในด้านต่างๆ เช่น การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การใช้วิจารณญาณ การสร้างสรรค์นวัตกรรม การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง เปน็ ต้น นอกจากน้ีการท่ีผู้เรียนมีบทบาทเป็นผู้ต้ังรับในการเรียนรู้ (passive learning) ยังทาให้การเรียนรู้มีประสิทธิผลน้อยกว่าการท่ี ผู้เรียนมีบทบาท กระตอื รอื รน้ ในการเรยี นรู้ (active learning) โดยมีผู้สอนคอยให้คาช้ีแนะ ช่วยเหลือ สนับสนุน จากที่กล่าวถึงเหตุผลทางด้านการสอน สามารถสรุปสาระสาคัญได้ดัง แผนภาพตอ่ ไปนี้ สอนให้รู้ตาม ผเู้ รยี นรตู้ าม การคิดตา่ งๆ มนี อ้ ย สอนให้ทาตาม ผูเ้ รยี นทาตาม สง่ ผลให้ ขาดการสรา้ งสรรค์ แผนภาพ 57 กระบวนการทางความคิดแบบเดมิ ดา้ นการสอน
บทท่ี 11 การเรยี นรผู้ ลการประเมนิ หลักสตู รท่นี าไปสู่การปรบั ปรงุ และเปลยี่ นแปลง 421 เหตผุ ลดา้ นขอ้ จากดั ของการประเมนิ เพอ่ื ตัดสิน สาหรับการประเมินผลการเรียนรู้น้ัน ถ้าหากมุ่งเน้นการประเมินเพ่ือตัดสิน ระดับผลการเรียน จะทาให้ผู้เรียนขาดโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้ดีข้ึน จากสารสนเทศที่ไดจ้ ากการประเมนิ สารสนเทศจากการประเมินเพ่ือตัดสิน มักจะมีอยู่น้อยไม่เพียงพอสาหรับ การนาไปเป็นฐานของการพัฒนาผู้เรียน เช่น การทดสอบปลายภาคเรียน จะมุ่งเน้นนา คะแนนไปตัดสินระดับผลการเรียน มากกว่าการนาคาตอบของผู้เรียนมาวิเคราะห์ วินิจฉัยความผิดพลาดหรือจุดอ่อนของผู้เรียน แล้วให้ผลย้อนกลับไปสู่ผู้เรียน จึงทาให้ ผู้เรียนทราบเพียงคะแนนท่ีตนเองทาได้ แต่ไม่ทราบว่าตนเองมีจุดแข็งและจุดท่ีต้อง พฒั นาอยา่ งไร มแี นวทางและวิธีการพฒั นาอยา่ งไร ประเด็นนี้คือข้อจากัดของการประเมินเพ่ือการตัดสิน ซ่ึงจากท่ีกล่าวถึง เหตผุ ลทางดา้ นการประเมนิ เพ่ือตัดสิน สรุปสาระสาคัญได้ดงั แผนภาพต่อไปนี้ การประเมนิ ตดั สนิ ระดบั ผู้เรยี นทราบ เพอื่ ตดั สนิ ผลการเรยี น ผลการประเมิน แตไ่ มท่ ราบจุดแข็ง จดุ อ่อนและแนวทาง การพัฒนาตนเอง แผนภาพ 58 กระบวนการทางความคดิ แบบเดมิ ดา้ นการประเมนิ ผล
422 บทท่ี 11 การเรยี นรผู้ ลการประเมินหลักสตู รท่ีนาไปส่กู ารปรบั ปรงุ และเปล่ียนแปลง กระบวนการทางความคดิ แบบใหม่ กระบวนการทางความคิดแบบใหม่ มีลักษณะเป็นแบบเปิด มองไป ข้างหน้า ไม่ยึดติดกับวิธีการเดิมๆ พร้อมท่ีจะเปล่ียนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า กระบวนการ ทางความคิดแบบใหม่ให้ความสาคัญกับกระบวนการเรียนรู้ ใช้วิธีการโค้ช และการ ประเมินผลการเรยี นรเู้ พือ่ การพัฒนา ซ่งึ เอื้อต่อการปรบั ปรุงและเปล่ียนแปลงหลักสูตร ในด้านกระบวนการเรียนรู้เป็นเคร่ืองมือท่ีสาคัญของการเรียนรู้สิ่งต่างๆ มีความสาคัญ มากกวา่ การจดจาความรู้ เหตุผลด้านความจาเป็นของกระบวนการเรียนรู้ ผู้เรียนท่ีมีกระบวนการเรียนรู้ท่ีดีจะมีศักยภาพท่ีจะเรียนรู้ส่ิงต่างๆ ได้ด้วย ตนเองมากกว่าผู้เรียนที่ไม่มีกระบวนการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้มีหลายประเภท เช่น กระบวนการสร้างความรู้ความเข้าใจ กระบวนการวิเคราะห์ กระบวนการ สังเคราะห์ กระบวนการคิด กระบวนการสืบเสาะแสวงหาความรู้ กระบวนการให้ เหตผุ ล กระบวนการสรา้ งสรรค์นวตั กรรม เป็นต้น เมื่อผ้เู รยี นไดฝ้ กึ ฝนใช้กระบวนการเรียนรู้ต่างๆ อย่างสม่าเสมอและต่อเนื่อง แล้ว จะทาให้สามารถเรียนร้สู งิ่ ต่างๆ ทตี่ นเองต้องการได้ อกี ทั้งยังสามารถพัฒนาตนเอง ไ ด้ อ ย่ า ง ต่ อ เ นื่ อ ง อี ก ด้ ว ย ซึ่ ง จ า ก ท่ี ก ล่ า ว ถึ ง เ ห ตุ ผ ล ท า ง ด้ า น ก ร ะ บ ว น ก า ร เ รี ย น รู้ สรปุ สาระสาคัญได้ดังแผนภาพตอ่ ไปนี้ มุ่งเนน้ ผูเ้ รยี น ผเู้ รยี น กระบวนการเรยี นรู้ ใชก้ ระบวนการเรยี นรู้ มกี ระบวนการเรยี นรู้ สามารถเรยี นรู้ ไดด้ ว้ ยตนเอง แผนภาพ 59 กระบวนการทางความคิดแบบใหม่ด้านกระบวนการเรียนรู้
บทท่ี 11 การเรยี นรผู้ ลการประเมนิ หลกั สตู รที่นาไปสู่การปรบั ปรงุ และเปลย่ี นแปลง 423 เหตผุ ลด้านความจาเปน็ ของการโค้ช สาหรับการโค้ชเป็นการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยการให้ คาช้แี นะ การตง้ั คาถามกระตุ้นการคิด การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นความเชื่อมั่น ในตนเอง วินัยในตนเอง การสร้างแรงจูงใจภายใน ตลอดจนการประเมินและให้ข้อมูล ย้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ต่อผู้เรียน ซ่ึงผู้เรียนท่ีได้รับการโค้ชท่ีดีจะสามารถพัฒนา ตนเองในด้านต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการรู้คิด ทักษะกระบวนการเรียนรู้ และคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ เช่น ทักษะการคิดข้ันพื้นฐาน ทักษะการคิดขั้นสูง การสร้างสรรค์นวัตกรรม การสืบเสาะแสวงหาความรู้ การทางานร่วมกับบุคคลอื่น ความรบั ผดิ ชอบ จติ อาสา จติ สาธารณะ ความมวี นิ ยั ในตนเอง เป็นตน้ การโค้ชแตกต่างจากการสอนในประเด็นท่ีเกี่ยวข้องกับ การเปิดพ้ืนที่ให้ ผู้เรียนได้ใช้ศักยภาพของตนเองในการเรียนรู้ โดยการสอน (teaching) นั้นพ้ืนท่ี ส่วนใหญ่จะเป็นของผู้สอนในการถ่ายทอดความรู้ การอธิบายข้ันตอน การแสดง ตัวอย่าง การมอบหมายภารงาน ส่วนการโค้ชพ้ืนท่ีของการเรียนรู้ส่วนใหญ่จะเป็น ของผเู้ รียน โดยผู้เรียนได้ต้ังโจทย์ของการเรียนรู้ด้วยตนเองว่าต้องการเรียนรู้ในเร่ืองใด มสี ่วนร่วมในการกาหนดกิจกรรมและภารงาน รวมท้ังการประเมินผลการเรียนรู้ ผู้สอน ท่ีทาหน้าที่โค้ช จะเป็นผู้ที่คอยให้คาชี้แนะต่างๆ การตั้งคาถามเพื่อให้ผู้เรียนใช้ กระบวนการคิด การส่งเสริมและสนับสนุน การให้ข้อมูลย้อนกลับต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียน บรรลุเปูาหมายของการเรียนรู้ได้มากท่ีสุดซึ่งผู้เรียนจะต้องใช้กระบวนการเรียนรู้อย่าง หลากหลายเพื่อให้ตนเองประสบความสาเร็จ ซึ่งจากที่กล่าวถึงเหตุผลทางด้านการโค้ช สรุปสาระสาคญั ไดด้ งั แผนภาพตอ่ ไปน้ี ผู้สอนใชว้ ธิ กี ารโค้ช ผเู้ รยี น ผู้เรยี น ใช้ศกั ยภาพ เกิดการ ของตนเอง พฒั นาตนเอง ในการเรยี นรู้ ได้เต็มตามศกั ยภาพ แผนภาพ 60 กระบวนการทางความคิดแบบใหม่ดา้ นการโค้ช
424 บทที่ 11 การเรียนรผู้ ลการประเมนิ หลักสตู รท่นี าไปสกู่ ารปรบั ปรุงและเปล่ียนแปลง เหตผุ ลดา้ นความจาเปน็ ของการประเมนิ เพอื่ พัฒนา สาหรับการประเมินเพ่ือพัฒนา ให้ความสาคัญกับสารสนเทศท่ีมีคุณค่า สาหรับนาไปพัฒนาผู้เรียนรายบุคคล โดยผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาอย่างสอดคล้องกับ ผลการประเมินที่มีความถูกต้อง โดยใช้วิธีการประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การสังเกตพฤติกรรมผู้เรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้ หรือระหว่างการโค้ช การตรวจสอบจากผลงาน การพูดคุยซกั ถาม เปน็ ต้น นอกจากน้ียังมีการใช้ผู้ประเมินหลายฝ่าย เช่น ผู้สอนประเมินผู้เรียน ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินผู้เรียน เป็นต้น ซ่ึงจะทาให้ได้ผลการประเมินที่มี ความถูกต้องและเชื่อถือได้และเป็นสารสนเทศท่ีมีประโยชน์ อีกทั้งยังมีการประเมิน หลายช่วงเวลาของการเรียนรู้ เช่น การประเมินก่อนเรียน การประเมินระหว่างเรียน การประเมินหลังเรียน การประเมินติดตามผล เป็นต้น ตลอดจนมีการสะท้อนผลการ ประเมนิ ไปสูก่ ารพฒั นาผเู้ รยี นอยา่ งตอ่ เน่ือง การประเมินเพ่ือพัฒนามีประโยชน์ทาให้ผู้เรียนทราบผลการประเมินอย่าง ต่อเนื่อง รวมทั้ง จุดแข็งท่ีต้องรักษาไว้ และจุดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข นอกจากนี้ยังได้รับ แนวทางและวิธีการสาหรับการพัฒนาตนเองให้ดีข้ึนอย่างเป็นรูปธรรม จากการสะท้อน ผลการประเมินของผู้สอน ดว้ ยเหตุนี้การประเมนิ เพือ่ พฒั นาจึงเป็นเครื่องมือสาคัญของ การพัฒนาผู้เรียน ซึ่งจากท่ีกล่าวถึงเหตุผลทางด้านการประเมินเพื่อพัฒนา สรุป สาระสาคญั ไดด้ งั แผนภาพต่อไปน้ี ผสู้ อนใชว้ ิธีการ สารสนเทศเกย่ี วกบั ผู้เรยี น การประเมิน การเรยี นรู้ พฒั นาตนเอง เพื่อพัฒนา ของผู้เรยี น อยา่ งต่อเนอื่ ง ทนี่ าไปสะทอ้ นผล แผนภาพ 61 กระบวนการทางความคดิ แบบใหม่ดา้ นการประเมินเพื่อพฒั นา
บทท่ี 11 การเรียนร้ผู ลการประเมนิ หลักสตู รทนี่ าไปสูก่ ารปรบั ปรุงและเปลี่ยนแปลง 425 11.2 วิธกี ารปรับเปล่ียนกระบวนการทางความคดิ วิธีการปรับเปล่ียนกระบวนการทางความคิดของบุคลากรทาได้หลาย วธิ กี ารโดยจากประสบการณ์ของผู้เขยี นไดด้ าเนนิ การตามชัน้ ตอนดงั นี้ 1. กระตุ้นความตระหนัก ในเร่ืองคุณภาพของผู้เรียนของผู้สอน โดยการให้ข้อมูลสารสนเทศท่ีเป็นข้อเท็จจริงต่างๆ ที่สะท้อนถึงคุณภาพของผู้เรียน อาจยกเหตุการณ์สาคัญท่ีเป็นปัจจุบันทั้งในและต่างประเทศ ท่ีชี้ให้เห็นว่าคุณภาพของ ผู้เรียนเป็นส่ิงที่สาคัญมากท่ีทุกฝุายจะต้องร่วมมือกันพัฒนาให้ดีย่ิงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพ่ืออนาคตที่ดีของเด็กและยังเป็นการสร้างอนาคตที่ดีร่วมกันของชุมชน สังคม และ ประเทศชาติ 2. ให้ข้อมูลคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ว่ามีจุดแข็ง และจุดอ่อนอย่างไร โดยใช้กระบวนการสุนทรียสนทนา ไม่ใช้วิธีการเชิงตาหนิติเตียน ไมใ่ ช้วิธีการวิพากษ์วิจารณ์ และการข่มขู่คุกคาม ก้าวร้าว ทั้งน้ีเพราะจากประสบการณ์ พบว่าการใช้กระบวนการสุนทรียสนทนาทาใหเ้ กดิ ความร่วมมือรว่ มใจ สมคั รใจ และเกิด การเปล่ียนแปลงทด่ี ขี ้ึนได้อยา่ งยัง่ ยืน 3. ลงมือปฏิบัติร่วมกัน ในส่ิงที่ต้องการเปล่ียนแปลง ตามบทบาท หน้าที่ของแต่ละคน ซ่ึงจาเป็นต้องขับเคล่ือนไปพร้อมๆ กันทั้งสถานศึกษา เพราะทาให้ เกิดพลังในการที่จะปฏิบัติในส่ิงท่ีดีกว่าเดิม หากต่างคนต่างทาจะไม่เกิดพลัง ทาได้สัก พักก็จะเลิกราและกลับไปเป็นเหมือนเดิม นอกจากนี้การลงมือปฏิบัติร่วมกันยังทาให้ เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพท่ีมีเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เกิดการปรับปรุงและ เปลี่ยนแปลงอย่างย่ังยนื 4. การช่ืนชมความสาเร็จของการเปล่ียนแปลง เพราะกาลังใจเป็น สิ่งท่ีสาคัญในการพัฒนางาน ซ่ึงไม่จาเป็นต้องเป็นส่ิงของรางวัล แต่เป็นคาช่ืนชมที่ ทรงคุณค่า เพ่ิมพลังในการปรับปรุงและเปล่ียนแปลงการปฏิบัติงานให้มากขึ้น อีกท้ัง เป็นการเน้นย้าว่าส่ิงที่เปล่ียนแปลงนั้นได้เดินมาถูกทางแล้ว เกิดเป็นความม่ันใจ ความ ภาคภมู ใิ จ และเปล่ียนกระบวนการทางความคิด หรือ mindset ในทสี่ ุด
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345
- 346
- 347
- 348
- 349
- 350
- 351
- 352
- 353
- 354
- 355
- 356
- 357
- 358
- 359
- 360
- 361
- 362
- 363
- 364
- 365
- 366
- 367
- 368
- 369
- 370
- 371
- 372
- 373
- 374
- 375
- 376
- 377
- 378
- 379
- 380
- 381
- 382
- 383
- 384
- 385
- 386
- 387
- 388
- 389
- 390
- 391
- 392
- 393
- 394
- 395
- 396
- 397
- 398
- 399
- 400
- 401
- 402
- 403
- 404
- 405
- 406
- 407
- 408
- 409
- 410
- 411
- 412
- 413
- 414
- 415
- 416
- 417
- 418
- 419
- 420
- 421
- 422
- 423
- 424
- 425
- 426
- 427
- 428
- 429
- 430
- 431
- 432
- 433
- 434
- 435
- 436
- 437
- 438
- 439
- 440
- 441
- 442
- 443
- 444
- 445
- 446
- 447
- 448
- 449
- 450
- 451
- 452
- 453
- 454
- 455
- 456
- 457
- 458
- 459
- 460
- 461
- 462
- 463
- 464
- 465
- 466
- 467
- 468
- 469
- 470
- 471
- 472
- 473
- 474
- 475
- 476
- 477
- 478
- 479
- 480
- 481
- 482
- 483
- 484
- 485
- 486
- 487
- 488
- 489
- 490
- 491
- 492
- 493
- 494
- 495
- 496
- 497
- 498
- 499
- 500
- 501
- 502
- 503
- 504
- 505
- 506
- 507
- 508
- 509
- 510
- 511
- 512
- 513
- 514
- 515
- 516
- 517
- 518
- 519
- 520
- 521
- 522
- 523
- 524
- 525
- 526
- 527
- 528
- 529
- 530
- 531
- 532
- 533
- 534
- 535
- 536
- 537
- 538
- 539
- 540
- 541
- 542
- 543
- 544
- 545
- 546
- 547
- 548
- 549
- 550
- 551
- 552
- 553
- 554
- 555
- 556
- 557
- 558
- 559
- 560
- 561
- 562
- 563
- 564
- 565
- 566
- 567
- 568
- 569
- 570
- 571
- 572
- 573
- 574
- 575
- 576
- 577
- 578
- 579
- 580
- 581
- 582
- 583
- 584
- 585
- 586
- 587
- 588
- 589
- 590
- 591
- 592
- 593
- 594
- 595
- 596
- 597
- 598
- 599
- 600
- 601
- 602
- 603
- 604
- 605
- 606
- 607
- 608
- 609
- 610
- 611
- 612
- 613
- 614
- 615
- 616
- 617
- 618
- 619
- 620
- 621
- 622
- 623
- 624
- 625
- 626
- 627
- 628
- 629
- 630
- 631
- 632
- 633
- 634
- 635
- 636
- 637
- 638
- 1 - 50
- 51 - 100
- 101 - 150
- 151 - 200
- 201 - 250
- 251 - 300
- 301 - 350
- 351 - 400
- 401 - 450
- 451 - 500
- 501 - 550
- 551 - 600
- 601 - 638
Pages: