1 220204 พระพทุ ธเจา้ ทรงสง่ั สอนอะไร? แยกแยะอธบิ ายคาสอนทสี่ าคญั ของพระพทุ ธเจา้ ดว้ ยภาษาไทยงา่ ยๆสาหรบั ชาวบา้ น เรียบเรียงโดย ดร.อาทร จนั ทวิมล นักธรรมตรี
2 ชื่อหนังสือ พระพทุ ธเจ้าทรงสั่งสอนอะไร? ผู้แต่ง อาทร จนั ทวิมล ดร. ISBN ข้อมูลทางบรรณานุกรมของหอสมุดแห่งชาติ 1. พระพุทธเจ้า 2.พระธรรม 3. พระไตรปิ ฎก 4. คาสอนของพระพทุ ธเจ้า 5.What did the Buddha teach? พมิ พ์คร้ังท่ี 1 เดือน กมุ ภาพนั ธ์ 2565 จดั ทาโดย ช่ือ อาทร จนั ทวิมล ทอ่ี ยู่ 165 สุขมุ วิท 4 กทม 10110 โทรศัพท์ 0866-77-5555 อเี มล์ [email protected]
3 พระพทุ ธเจา้ ทรงสง่ั สอนอะไร? สารบาญ คานา บทที่ 1. พระพุทธเจ้าและพระธรรมคาส่ังสอน บทท่ี 2. กาลามสูตร : วธิ ปี ฏบิ ัติเมื่อเกดิ ความสงสัย หรือ อย่าเช่ืออะไรโดยง่าย บทท่ี 3.โอวาทปาติโมกข์: หลกั ปฏิบตั ิของพุทธศาสนิกชน บทท่ี 4.ธัมมจักกปั ปวตั ตนสูตร : คาสอนพระพุทธเจ้า เกยี่ วกบั อริยสัจ 4 บทที่ 5.อทิ ธิบาท 4 :วธิ ีทาส่ิงต่างๆให้สาเร็จ บทท่ี 6.หิริ โอตปั ปะ : ความละอายและเกรงกลวั ต่อการทาความช่ัว บทท่ี 7 อกศุ ลมูล :รากเหง้าต้นเหตุแห่งความชั่วร้าย บทท่ี 8 กศุ ลมูล : รากเหง้าต้นเหตุแห่งความดี บทที่ 9 เมตตสูตร :พรหมวิหาร 4 , คุณธรรมของผ้เู ป็ นใหญ่ บทที่ 10 สัปปุริสสูตร : สัปปรุ ิสธรรม 7 , คุณธรรมของคนดีท่ีน่านับถือ บทที่ 11 โลกธรรม 8 : ความจริงทเี่ ป็ นธรรมดาของมนุษย์ บทที่ 12 ไตรลกั ษณ์: ส่ิงที่เหมือนกนั 3 อย่างของสังขาร บทท่ี 13 มงคลสูตร:มงคล 38 ประการ,วธิ ีทาให้เกดิ สิ่งดีๆกบั ตนเอง 38 วธิ ี
4 บทท่ี 14 กสี ีลสูตร : ขนั ติ โสรัจจะ , ความอดทนและสงบเสงี่ยม บทท่ี 15 สตสิ ูตร : สติ สัมปชัญญะ, คุณธรรม เพื่อความไม่ประมาท บทท่ี 16 สาราณยี ธรรม :วธิ ีทาให้เกดิ ความสามคั คี ลดความขัดแย้งในสังคม บทท่ี 17 นีวรณสูตร : นิวรณ์ 5 , ส่ิงที่ทาให้ไม่บรรลุถงึ ความดี บทที่ 18 สังคหสูตร : สิ่งยดึ เหนี่ยวน้าใจในสังคม บทท่ี 19. สิงคาลกสูตร1 : ทศิ 6, บุคคลที่ควรบูชา 6 ประเภท บทท่ี 20. สิงคาลกสูตร2 : อบายมุข ,ทางเส่ือมของมนุษย์ บทท่ี 21. สิงคาลกสูตร 3 : สฺหทมิตร , มติ รแท้, เพ่ือนดที ่ีควรคบ บทท่ี 22. สิงคาลกสูตร 4 : มิตตปฏริ ูปก์, มติ รเทียม เพ่ือนทีไ่ ม่ควรคบ บทที่ 23 จุนทสูตร 1: อกศุ ลกรรมบถ 10 , ต้นเหตุของความชั่วร้าย บทท่ี 24 จนุ ทสูตร 2 : กศุ ลกรรมบถ 10 , วธิ ีทาความดีทีส่ ุจริต เพ่ือนาสู่ความสุข ความเจริญ บทท่ี 25 พาลบัณฑิตสูตร : ลกั ษณะคนพาลที่ไม่ควรคบ และบัณฑติ ที่ควรคบ บทที่ 26. เกสีสูตร : วิธีฝึ กม้าและฝึ กคน บทท่ี 27. วสิ าขาสูตร : ความทุกข์ทเ่ี กดิ จากความรัก บทที่ 28. เอฬกสูตร: อนั ตรายจากลาภและชื่อเสียงที่ไม่รู้จักพอ
5 บทท่ี 29. ฉัปปาณสูตร : วิธีควบคุมตนไม่ให้เป็ นทาสของความต้องการ บทที่ 30. องั คุลมิ าลสูตร : วธิ ีปราบโจร บทท่ี 31.วนโรปาสูตร : วธิ ที าบุญโดยไม่เข้าวดั ตกั บาตร บทท่ี 32.พรหมชาลสูตร 1 : วธิ ปี ฏิบตั ิเมื่อมีคนติเตียนหรือยกย่อง บทที่ 33.ปัตตกมั มสูตร: คหบดีธรรม ,การกระทาที่สมควรของผู้มฐี านะดี บทที่ 34. กสี าโคตรมีเถริยาปทาน : เมลด็ ผกั กบั ความตาย บทท่ี 35 ปาปณกิ สูตร :วธิ ีสร้างความรุ่งเรืองให้นักธุรกจิ บทที่ 36 สีสปาสูตร : คาสอนพระพุทธเจ้าเหมือนใบไม้ในกามือ บทท่ี 37 อภัยราชกมุ ารสูตร: พระพุทธเจ้าทรงกล่าวคาพูดอะไร? และไม่ทรง กล่าวคาพูดอะไร บทที่ 38 จฬู มาลงุ กโยวาทสูตร : ปัญหาทพี่ ระพุทธเจ้าทรงไม่ตอบ บทที่ 39 สามัญญผลสูตร :ข้อห้ามต่างๆสาหรับพระภิกษุในพุทธศาสนา บทท่ี 40 ทีฆชานุสูตร : ทิฏฐธัมมิกตั ถประโยชน์ ธรรมทเ่ี ป็ นประโยชน์ในปัจจุบัน ************************************
6 คานา เม่ือมีใครถามคนไทยท่ีนับถือศาสนาพุทธว่า “พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน อะไรไว้บ้าง?” มักจะได้คาตอบต่างๆนานา บางคนว่า ศีล 5 บางคนว่า อริยสัจ 4 บางคนว่า โอวาทปาติโมกข์ บางคนว่า พรหมวิหาร 4 ซึ่งในเร่ืองนี้ สมเด็จพระ พุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยตุ โต) ให้ความเห็นว่า “ถูกท้งั น้ัน” ท่านสรุปว่า หลกั การของพระพุทธศาสนา คือการสร้างความสุขในชีวิต โดยการดับหรือระงับ ท่ตี ้นเหตุ คือความทุกข์ ส่วน พระไพศาล วิสาโล สรุปว่า พระพุทธเจ้าทรงสอน 2 อย่าง ได้แก่ สัจธรรม คือเรื่องเกย่ี วกับความจริง และ จริยธรรม คือเร่ืองเกย่ี วกับ ความดี เม่ือไปถามคนรู้จกั ท่ีไปวัดและปฏบิ ตั ิธรรม ว่าได้รับความรู้เกย่ี วกบั คาส่ังสอนของพระพุทธเจ้าว่าอย่างไรบ้าง? มักไม่ได้รับคาตอบที่ชัดเจน เพราะ ส่วนใหญ่จะเน้นการสวดมนต์สรรเสริญพระรัตนตรัย และนั่งสมาธิ เดนิ จงกรม เม่ือไปค้นคว้าจากหนังสือ และอนิ เตอร์เน็ต ท้งั ภาษาไทย องั กฤษ และ บาลี กพ็ บว่าพระพุทธเจ้าทรงส่ังสอนมนุษย์ไว้มากมาย มีหลกั ฐานเป็ นพระสูตร ต่างๆ ในพระไตรปิ ฎก แต่ส่วนหน่ึงใช้ศัพท์สูง ซับซ้อน ซ่ึงแปลมาจากภาษาบาลี ทค่ี นไทยธรรมดาอ่านเข้าใจได้ลาบาก
7 ดังน้ัน ข้าพเจ้าจงึ พยายามค้นหาข้อมูล เกี่ยวกบั คาส่ังสอนของ พระพุทธเจ้าในเร่ืองต่างๆท่สี าคญั จาก สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) พระราชพัชรมานิต (ชยสาโรภิกขุ) อ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก อ.วศิน อนิ ทสระ พระไตรปิ ฎกสาหรับประชาชนของมหามกฎุ ราชวิทยาลัย หนังสือคา สอนของพระพุทธเจ้า ขององค์การส่งเสริมพระพทุ ธศาสนา บุคเคียว เดนโด เคยี วไค ประเทศญปี่ ่ ุน ตลอดจนความรู้ต่างๆ ในเอกสารภาษาไทยและองั กฤษ นามาเรียบเรียงเป็ นภาษาไทยง่ายๆ สาหรับบุคคลธรรมดา โดยอาจมีภาษาบาลี หรือภาษาองั กฤษประกอบ พร้อมด้วยแหล่งข้อมูล เพื่อผู้สนใจจะได้ตรวจทาน หรือหาความรู้เพม่ิ เติมต่อไป รูปประกอบในเอกสารนี้ ได้มาจากรูปท่มี ีลกั ษณะใกล้เคยี ง จากภาพหรือ โบราณวัตถุที่หมดลขิ สิทธ์ิแล้ว และ จากอนิ เทอรเนตสาธารณะ เช่น freepix, Pexels, Pixabay , Shutterstock , 123rf , Dreamtimes ที่ให้ใช้รูปได้โดยไม่ สงวนลขิ สิทธ์ิ อาทร จันทวมิ ล 9 พฤษภาคม 2564
8 บทที่ 1 พระพทุ ธเจา้ และพระธรรมคาสง่ั สอน พระพุทธศาสนา เป็ นศาสนาที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็ นพระ ศาสดา มี พระธรรม เป็ นคาส่ังสอนของพระพุทธเจ้า และมพี ระสงฆ์เป็ นสาวก ทป่ี ฏิบัติตามคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มพี ระไตรปิ ฎกเป็ นคมั ภีร์ตาราศาสนา คล้ายคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์ หรือ คมั ภีร์อัลกรุ อานของศาสนาอสิ ลาม Freepix free for personal and commercial purpose พระพุทธเจ้า ทรงดารงชีวิตอยู่ในประเทศอนิ เดีย เม่ือประมาณ 2,600 ปี มาแล้ว ในสมัยน้ัน ยังไม่มีประเทศไทย แผ่นดนิ แหลมทองที่เป็ นประเทศไทย และพม่าปัจจุบนั น้ันเรียกว่าสุวรรณภูมิ ซ่ึงมกี ารตดิ ต่อกับอนิ เดียทางเรือ ตาม
9 เร่ืองเล่าในมหาชนกชาดก โดยเม่ือราว พ.ศ. 500 พระโสณะและพระอุตระได้นา หลกั ธรรมของพุทธศาสนาจากอนิ เดีย มาเผยแผ่ในดินแดนสุวรรณภูมิ ซ่ึงมีคน พืน้ เมืองเช่นพวก ลว๊ั ะ ละว้า มอญ กะเหร่ียง ข่า ขมุ มลาบริ ซาไก อาศัยอยู่ และ มี ชุมชน อยู่เป็ นกลุ่มๆ เช่นที่บ้านเชียง (อุดรธานี) บ้านธารปราสาท และบ้านโนน วดั (นครราชสีมา) บ้านเก่า ดอนตาเพชร (กาญจนบุรี) บ้านโคกเจริญ (ลพบุรี) โนนนกทา (ขอนแก่น) บ้านโคกพลับ (ราชบุรี) เขาสามแก้ว (ชุมพร) ควนลกู ปัด คลองท่อม (กระบี่) ยะรัง (ปัตตาน)ี ต่อมามีการรวมชุมชนต้งั เป็ นเมืองและ อาณาจกั ร เช่นฟูนัน ทวารวดี ศรีวชิ ัย ราว พ.ศ. 1600-1800 พุทธศาสนาจาก ลงั กาเข้ามาสู่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทย แถบจงั หวัดนครศรีธรรมราช แล้ว เผยแผ่ไปท่ีกรุงสุโขทัย และกรุงศรีอยธุ ยา พระธรรม หมายถงึ คาสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เกี่ยวกบั ความจริงของ ธรรมชาติ ซึ่งเป็ นส่ิงทมี่ ีอยู่แต่ด้งั เดิมแล้ว โดยพระพทุ ธเจ้าทรงหาความจริงทมี่ ี อยู่ในธรรมชาติของต้นเหตุบ่อเกดิ ที่มา และผลท่ีตามมา แล้วนามาเผยแพร่ส่ัง สอนแสดงให้ปรากฏ โดยพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงเป็ นผู้สร้างเสกสรรบนั ดาล เนรมิต หรือบัญญตั ิอะไร ให้เกดิ ขนึ้ มาจากความไม่มีมาแต่เดิม ในสมัยแรกใช้วิธี ท่องจาหรือสวดพร้อมกนั สืบต่อกนั มา ด้วยปากของพระภิกษุที่เคยได้ฟังคาสอน จากพระพุทธเจ้าโดยตรง พระไตรปิ ฎก แปลว่าตะกร้า 3 ใบทร่ี วบรวมคาสอนของพระพุทธเจ้า มี เนื้อหา 3 หมวดใหญ่หรือ 3 คมั ภีร์คือ พระวินัยปิ ฎก ว่าด้วยวินัยหรือ ศีล ซ่ึงเป็ น
10 กฎเกณฑ์ข้อปฏิบัติของพระภิกษุและภิกษุณี พระสุตนั ตปิ ฎก ว่าด้วย พระ ธรรมเทศนา คาบรรยายธรรมต่างๆของพระพุทธเจ้าและพระสาวก แบ่งออกเป็ น 5 นิกายคือ ทีฆนิกาย มัชฌมิ นิกาย สังยุตตนิกาย องั คุตรนิกาย และ ขทุ ทกนิกาย (เรียกย่อว่า ที ม ส อ ข)ุ และพระอภิธรรมปิ ฎก ว่าด้วยหัวข้อธรรมะท่ีเป็ นหลกั วชิ าล้วนๆ ไม่เกย่ี วด้วยบุคคลหรือเหตุการณ์ แบ่งออกเป็ น 7 คัมภีร์ คือ ธัมมสังคณี วภิ ังค์ ธาตุกถา ปุคคลบญั ญัติ กถาวัตถุ ยมก และ ปัฏฐาน พระไตรปิ ฎกมีท้งั หมด 45 เล่ม หรือที่เรียกกนั ว่า 84,000 พระธรรม ขันธ์ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพาน ได้ 3 เดือน พระสงฆ์กล่มุ หนึ่งถกเถียงกนั ว่า อะไรคือคาส่ังสอนของพระพุทธเจ้าและอะไรไม่ใช่ จงึ มีการประชุมสังคายนา ทบทวนพระธรรมวินัยคร้ังแรก ทถ่ี ้าสัตตบรรณคูหา ใกล้กรุงราชคฤห์ ประเทศ อนิ เดยี พ.ศ.433 มีการสังคายนาที่เกาะลังกา และมีการบนั ทึกพระไตรปิ ฏกเป็ น คร้ังแรกด้วยอกั ษรสิงหลของลงั กาบนใบลาน แล้วต่อมาก็มีการแปลและบันทึก พระไตรปิ ฎกภาษาบาลี เป็ นอกั ษรสันสกฤต เทวนาครี โรมัน จีน ขอม พม่า และ อกั ษรไทย และมีการแปลข้อความในพระไตรปิ ฎกเป็ นภาษาองั กฤษด้วย พ.ศ. 2020 มีการสังคายนาพระไตรปิ ฎก และจารึกลงใบลานเป็ นอกั ษรล้านนา อุปถัมภ์ โดยพระเจ้าติโลกราชที่วดั โพธาราม เชียงใหม่ พ.ศ. 2331 พระบาทสมเด็จพระ พุทธยอดฟ้าฯ รัชกาลที่ 1 ทรงให้สังคายนาพระไตรปิ ฎกที่กรุงเทพฯ และจารึก ลงใบลานด้วยอกั ษรขอม พ.ศ. 2431 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯรัชกาลที่ 5 ทรงให้จดั พิมพ์ พระไตรปิ ฎกฉบับสยามรัฐ ภาษาบาลอี ักษรไทย พ.ศ. 2500 มี
11 การจดั พมิ พ์พระไตรปิ ฎกท่ีแปลเนื้อความ จากภาษาบาลเี ป็ นภาษาไทยฉบบั แรก เรียกว่าพระไตรปิ ฎกฉบบั หลวง จดั ทาขึน้ เน่ืองในการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ สมัยรัชกาลที่ 9 มีการจัดทาอรรถกถาอธิบายความในพระไตรปิ ฎกแต่ละข้อโดย มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลยั และพระไตรปิ ฎกฉบับประชาชน โดยมหามกฎุ ราช วิทยาลัย และต่อมากม็ ีการนาพระไตรปิ ฏก 45 เล่มมาลงในเวปไซด์ คอมพิวเตอร์ ท้งั ฉบับหลวง ฉบับภาษาบาลอี กั ษรไทย ฉบบั มหาจุฬา และฉบบั ภาษาบาลอี ักษร โรมัน ซึ่งผู้สนใจค้นหาอ่านได้ท่ี https://84000.org โดยสามารถค้นหาพระสูตร หรือพระไตรปิ ฎก จากชื่อเรื่องหรือจากเลขทห่ี ัวข้อ รวมท้ังค้นอรรถกถาที่อธิบาย เนือ้ ความหรือจากข้อความในพระไตรปิ ฎก และพจนานุกรมพุทธศาสน์ ได้ด้วย พระไตรปิ ฏกใบลาน อกั ษรธรรมล้านนา Shutterstock free download การปฏบิ ัติตามพระธรรมคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจะทาให้ เกดิ ความสุขและความสงบแก่ผ้นู าไปปฏิบัติ
12 คาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่ถี ือว่าเป็ นหวั ใจของพระพุทธศาสนา คือ “เว้นช่ัว ทาดี ทาใจให้บริสุทธ์ิ” ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏโิ มกข์ ท่ี เมืองราชคฤห์ เม่ือวันมาฆบูชาคร้ังแรก โดยมีคาในภาษาบาลที ี่ว่า “สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํ” สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) แปลคัมภีร์ดังกล่าว เป็ นภาษาไทยไว้ว่า “การไม่ทาความช่ัวท้ังปวง การทาความดีให้ เพียบพร้ อม การชาระจิตของตนให้บริสุทธ์ิผ่องใส นี้เป็ นคาสอนชอง พระพุทธเจ้าท้ังหลาย” มีคาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่สาคัญหลายอย่าง เช่น อริยสัจ 4 (ท่ีทรง ตรัสรู้ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) กาลามสูตร (อย่าเพ่ิงเชื่อจนกว่าจะได้ พจิ ารณาอย่างรอบคอบ) ไตรลกั ษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนตั ตา คือทุกส่ิงเป็ นของไม่ เท่ียง มีการเกดิ ขนึ้ ต้ังอยู่ แล้วดับไป) นิวรณ์ (สิ่งปิ ดก้นั จติ ทาให้เกดิ ความทุกข์ คบั แค้น ไม่มีความสุข ) ฯลฯ
13 บทที่ 2 กาลามสตู ร วธิ ปี ฏบิ ตั เิ มอ่ื เกดิ ความสงสยั หรอื อยา่ เชอื่ อะไรโดยงา่ ย (Kalama Sutta: The Buddha's Charter of Free Inquiry) กาลามสูตรเป็ นคาสอนของพระพุทธเจ้า ว่าไม่ให้เช่ือสิ่งใดๆ ก่อนที่ จะใช้สตปิ ัญญาของตนเองพิจารณาว่าเป็ นส่ิงดหี รือไม่ดี กาลามสูตรไม่ได้ห้าม ไม่ให้เช่ือ แต่สอนว่าอย่ารีบเชื่อข่าวลือ ข่าวทางหนังสือพิมพ์หรือโทรทัศน์ ข่าว ที่ส่งต่อมาทางอนิ เทอร์เนต หรือคาพูดของคนทนี่ ่าจะเช่ือถือได้ ควรไตร่ตรอง คดิ ให้ดี ด้วยปัญญาของตนเองเสียก่อน เพราะอาจเป็ นเรื่องทไ่ี ม่จริง บิดเบือน หรือมกี ารต้งั ใจหลอกลวง หากพิจารณาเห็นว่าเหมาะสมแล้วจงึ ค่อยเช่ือ Clipart Panda Royalty free ClipArt
14 คร้ังหน่ึง พระพทุ ธเจ้าเสดจ็ ไปยงั หมู่บ้านเกสะปุตตะ ของชาวกาลามะ ในแคว้นโกศล ประเทศอินเดีย ชาวบ้านทูลว่า “มีพราหมณ์พวกหนึ่งมาบอก ให้เชื่อถือแต่คาพูดของพราหมณ์พวกน้ันเท่าน้ัน อย่าไปเช่ือพวกอ่ืน ชาวบ้าน สงสัยว่าคาของพราหมณ์พวกน้นั เช่ือได้หรือไม่?” พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “ท่ที ่านสงสัยน้ันถูกต้องแล้ว” และทรง สอนต่อไปว่า “ไม่ให้เช่ือสิ่งใด ๆ อย่างงมงาย โดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็น จริงถงึ คุณโทษ หรือความดีไม่ดี ก่อนทจ่ี ะทาหรืองดเว้นการกระทาใดๆต่อไป” คือ 1. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังตามกนั มา หรือ คาพูดของใคร (มา อนุสฺสวเนน) (Ma Anussava, Do not go upon what has been acquired by repeated hearing) 2. อย่าปลงใจเช่ือด้วยการเชื่อถือนาสืบต่อกนั มา หรือทาต่อกนั มาเป็ นประเพณี (มา ปรมฺปราย) (Ma Parampara : nor upon tradition) 3. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการฟังคาเล่าลือ หรือคาทมี่ ีคนคุยกนั (มา อิตกิ ิราย) (Ma Itikira: nor upon rumor) 4. อย่าปลงใจเช่ือด้วยการอ้างตาราหรือคมั ภีร์. (มา ปิ ฏกสมฺปทาเนน) (Ma Pitaka-sampadana: nor upon what is in a scripture)
15 5. อย่าปลงใจเช่ือเพราะนึกคดิ เอาเอง (มา ตกกฺ เหต)ุ (Ma Takka-hetu: nor upon surmise) 6. อย่าปลงใจเช่ือเพราะคาดคะเน ประมาณการ หรือ ทฤษฎี (มา นยเหตุ ) (Ma Naya-hetu: nor upon an axiom) 7. อย่าปลงใจเชื่อด้วยการคดิ ตามแนวเหตุผลเก่า หรือตามอาการท่ีแสดงออก เช่นหัวเราะ ร้องไห้ (มา อาการปริวิตกเฺ กน ) (Ma Akara-parivitakka: nor upon specious reasoning) 8. อย่าปลงใจเช่ือเพราะเข้ากนั ได้กบั ทฤษฎที ี่กาหนดไว้แล้ว หรือความเชื่อแต่ กาลก่อน หรือพ้องกับความเห็นของตน (มา ทฎิ ฐินิชฺฌานกขฺ นตฺ ิยา ) (Ma Ditthi-nijjhan-akkh-antiya: nor upon a bias towards a notion that has been pondered over) 9. อย่าปลงใจเช่ือ เพราะมองเห็นรูปลกั ษณะทนี่ ่าจะเป็ นไปได้ หรือเพราะเป็ น คนหรือองค์กรทน่ี ่าเช่ือถือได้ หรือเห็นว่าพอเชื่อถือได้ (มา ภพฺพรูปตา) (Ma Bhabba-rupataya: nor upon another's seeming ability) 10.- อย่าปลงใจเชื่อเพราะนับถือว่าท่านหรือนักบวชผู้ท่ีบอกเล่าน้ัน เป็ นครู หรือเป็ นศาสดาของตน (มา สมโณ โน ครูติ ) (Ma Samano no garu: nor upon the consideration, The monk is our teacher)
16 หากเม่ือใดได้สอบสวนจนรู้ด้วยตนเองว่า ส่ิงใดเป็ นสิ่งไม่ดีหรือมีโทษ จงงดเว้นไม่ทาสิ่งน้ัน แต่ถ้าได้สอบสวนจนรู้ด้วยตนเองว่า สิ่งใดเป็ นส่ิงดี ไม่มี โทษ กพ็ งึ กระทาปฏิบัติ ส่ิงน้ัน แหล่งข้อมูล: พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มท่ี ๑๒ องั คุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต เกสปุตตสูตร
17 บทที่ 3 โอวาทปาตโิ มกข์ : หลกั ปฏบิ ตั ขิ องพทุ ธศาสนกิ ชน (Ovada Patimokkha, The Principle Instruction of Buddhism) GoGRAPH Royalty free clipart โอวาทปาติโมกข์ เป็ นคาสอนพระพุทธเจ้าทที่ รงแสดงในคืนวันมาฆะ บูชาเป็ นคร้ังแรก คือวนั ขนึ้ 15 คา่ เดือน 3 เม่ือ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช หลงั จาก ตรัสรู้แล้ว 9 เดือน แก่พระอรหันต์ 1250 รูป ทเี่ วฬุนาราม ทกี่ รุงราชคฤห์ แคว้น มคธ ประเทศอนิ เดีย เกยี่ วกบั หลกั ธรรมท่เี ป็ นจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนา ทพ่ี ุทธศาสนิกชนพึงปฏบิ ตั ิ 3 ประการ คือ 2.1 ไม่ทาความช่ัวทุกอย่าง (สพฺพปาปสฺส อกรณํ Avoid evil ) หมายถึง การไม่ประพฤติชั่ว ไม่ทาบาปท้ังปวง ท้ังทางกาย วาจา และ ใจ ไม่ทาสิ่งท่ีก่อให้เกิดความเดือดร้ อนเบียดเบียนแก่ตนเองและผู้อ่ืน โดย เว้น
18 จากการปฏิบัติความประพฤติที่จะนาไปสู่ความเสื่อม ความทุกข์ ด้วยความ อดทน อดกล้ัน 2.2 ทาแต่ความดี (กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ Do good) หมายถึง การประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ คือทาความดีทุกอย่าง ทาสิ่งท่ี ก่อให้เกิดความสุข ความเจริญ แก่ตนเองและผู้อื่น 2.3 ทาใจให้ผ่องใส (สจิตฺตปริโยทปนํ Purify the mind) หมายถึง การอบรมจิตใจของตนเองให้บริสุทธ์ิสะอาด ปราศจากเครื่องเศร้าหมอง คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง แหล่งข้อมูล: พระไตรปิ ฎก มหาปทานสูตร ทฆี นิกาย มหาวรรค (10/54/48) และ ขุททกนิกาย ธรรมบท (25/24/27)
19 บทที่ 4 ธมั มจกั กปั ปวตั นสตู ร คาสอนพระพทุ ธเจา้ เกย่ี วกบั อรยิ สจั 4 (Dhammajak Kapawatana Sutta) ธรรมจักกปั วตั นสูตร เป็ นคาสอนคร้ังแรกของพระพทุ ธเจ้า เกย่ี วกับ อริยสัจ 4 หรือความจริงอันประเสริฐ 4 ประการของชีวิต (The four Noble Truth , Ariyasat 4) Dreamstime free royalty อิสิปตนมฤคทายวัน ทแี่ สดงปฐมเทศนา ปัจจบุ นั อย่ทู ่เี มืองสารนาถ ประเทศอินเดยี
20 พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมคร้ังแรกหรือปฐมเทศนา เกยี่ วกบั ความ จริง 4 ประการหรือ อริยสัจ 4 ทต่ี รัสรู้ ให้แก่ภิกษุปัญจวคั คยี ์ 5 รูป ทป่ี ่ าอิสิปตน มฤคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี อริยสัจ 4 หรือความจริงของชีวิต 4 ประการ คือ 1. การมอี ยู่ของทุกข์2. สาเหตุแห่งทุกข์ 3. การดับทุกข์ และ 4.หนทางไปสู่ความดับทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงศึกษาเร่ืองความทุกข์ (ส่ิงทที่ าให้ไม่มีความสุข ไม่พอใจ เกรงกลวั ) อย่างละเอยี ด เพราะถ้าสามารถขจดั ความทุกข์ได้ ชีวิตกจ็ ะมีความสุข เหมือนพวกหมอต้องศึกษาเร่ืองโรคภัยและเชื้อโรคอย่างละเอยี ด เพราะถ้ากาจัด เชื้อโรคหรือต้นเหตุของโรคได้ กอ็ าจจะทาให้ผู้ป่ วยหายจากโรคร้ายได้ ความจริงของชีวิต 4 ประการ (อริยสัจ 4) ทพ่ี ระพุทธเจ้าทรงค้นพบและ ทรงส่ังสอนคือ 1.พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “ชีวิตของมนุษย์น้ันมีท้งั ความสุขและความ ทุกข์ ถ้าสามารถขจัดความทุกข์ได้กจ็ ะมีความสุข” (ทกุ ข์, Duhkha: Suffering) การเกดิ แก่ เจ็บ ตาย น้นั เป็ นความทุกข์ การได้พบคนท่ีเราเกลยี ดกลวั เป็ นความ ทุกข์ การพลดั พรากจากสิ่งทรี่ ักเป็ นความทกุ ข์ และ การไม่ได้รับสิ่งทต่ี ้องการก็ เป็ นความทกุ ข์ 2.พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “ต้นเหตขุ องความทุกข์น้ัน อยู่ท่ีความอยาก ให้มหี รือไม่มีส่ิงต่างๆ ความลุ่มหลงอยากได้หรือไม่อยากได้ส่ิงต่างๆ ความอยาก
21 เป็ นหรือไม่อยากเป็ นส่ิงต่างๆ ความชอบหรือไม่ชอบสิ่งต่างๆ ความรักหรือ เกลยี ดชังสิ่งต่างๆ ท่ีหยงั่ รากลกึ ในสันดานมนุษย์มาแต่กาเนิด โดยมีสิ่งเร้าคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง” (สมหุ ทัย- สาเหตุแห่งทุกข์, Samudaya: Cause of Suffering) 3.พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “วธิ ีสร้างความสุข ดับความทุกข์ โดย การ ระงับ หรือ บงั คบั ใจ ให้อยู่เหนือ ความอยากได้ อยากมีอยากเป็ น หรือไม่อยากได้ ไม่อยากมีไม่อยากเป็ น ท้ังหลายท้งั ปวง โดยมีสิ่งช่วยดับทุกข์ คือ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง” (นิโรธ –วธิ ีดบั ทุกข์, Nirodha : Cessation of Suffering) 4.พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “วธิ ีดาเนินการหรือถนนหนทางท่ีจะทาให้เกดิ ความสุข ทาให้ความทุกข์หมดไป หรือให้หลดุ พ้นจากความทุกข์ท้ังหลายน้ัน มี 8 วธิ ี หรือ 8 วิถที าง ” (มรรค8 หนทางแห่งความจริงสู่การดับทกุ ข์, Magga : The way leading to the cession of Suffering) คือ 4.1 มีความเห็นทเ่ี หมาะสม คือเข้าใจในสภาวะความจริงของชีวิตและ ธรรมชาติ เช่นการเกดิ แก่ เจ็บ ตาย น้ันเป็ นของธรรมดา มองเห็นความเป็ นไป ของสิ่งท้ังหลายตามธรรมดาแห่งเหตุปัจจยั ไม่บิดเบือนความจริง เข้าใจแยก เหตุและผลว่าความทุกข์ท้ังหลายมีสาเหตุมาจากใจ คือความอยากได้อยากมีอยาก เป็ น หรือ ไม่อยากได้ไม่อยากมีไม่อยากเป็ น ถ้าสามารถกาจดั ความต้องการในใจ
22 ได้ ความทุกข์กจ็ ะไม่เกดิ ขึน้ (สัมมาทิฐิ- ความเหน็ ชอบ Samma Ditti:Wise view) 4.2 มีความคิดท่ีเหมาะสม คือมีความคดิ ในทางที่ถูกต้อง โดยควบคุม จติ ใจและอารมณ์ ลดความอยากในรูปรส กลิน่ เสียง ดารงชีวิตอยู่แบบพอเพียง หลกี เลย่ี งการคดิ ในส่ิงท่ีผดิ หลกี เลยี่ งสิ่งที่จะเป็ นเหตุให้เกดิ ภัยอนั ตราย เช่นม้า พยศ สุนัขบ้า งูพษิ ไม่คบคนช่ัวเป็ นมิตร ไม่คดิ ทจ่ี ะไปในสถานท่ีท่ีไม่สมควร ไม่ คดิ ทากิจกรรมท่ีอาจก่อให้เกดิ ภัยอนั ตราย (สัมมาสังกปั ปะ- ความดําริชอบ Samma Sankappa:Wise Intention ) 4.3 มีคาพูดทเ่ี หมาะสม คือพูดความจริง ไม่กล่าวเท็จ ไม่พูดปด ไม่ ตลบตะแลง ไม่พูดพล่อย ไม่นินทาว่าร้าย ไม่พูดส่อเสียดปลนิ้ ปล้อน ไม่พูดเพ้อ เจ้อ ไม่พูดโดยไม่ย้งั คดิ โดยเฉพาะเม่ือมีอารมณ์โกรธแค้น พดู ให้ถกู กาลเทศะ ถึงแม้จะอยู่ระหว่างประสบภัยอนั ตราย หรืออยู่ในอารมณ์โกรธแค้น ไม่ หวน่ั ไหวกบั คาพดู ของคนอ่ืนที่ไม่ถูกใจ หรือการแสดงความไม่เป็ นมิตร สามารถ รักษาความสงบเยือกเยน็ อดทน โดยพิจารณาด้วยความเมตตาเหน็ อกเห็นใจ (สัมมาวาจา- เจรจาชอบ Samma Vaca:Wise Speech) 4.4 ประพฤติตนอย่างเหมาะสม คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลกั ขโมย ไม่ ประพฤตผิ ิดในกาม ไม่พูดเทจ็ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่เสพของมึนเมา (สัมมากมั มันตะ- ทําการงานชอบ Samma Kammanta: Wise Action)
23 4.5 หาเลยี้ งชีพด้วยวธิ ีที่เหมาะสม คือหารายได้เลีย้ งชีพในทางสุจริต ไม่คดโกงใคร ไม่ประกอบอาชีพท่ีสังคมรังเกยี จเส่ือมเสียหรือผดิ กฎหมาย (สัมมาอาชีวะ- เลี้ยงชีพชอบ Samma Ajiva:Wise Livelyhood) 4.6 มีความพยายามอย่างเหมาะสม คอื ทาความดใี ห้มาก ทาความช่ัว ให้น้อยอย่างไม่ลดละ ไม่เกยี จคร้าน ป้องกนั ส่ิงช่ัวร้ายที่ยังไม่เกดิ มิให้เกดิ ขนึ้ แก้ไขละทิง้ สิ่งเลวร้ายท่ีเคยทามาแล้วให้ลดลงหรือหมดไป สร้างความดที ี่ยงั ไม่ได้ เกดิ ให้เกดิ ขึน้ และบารุงรักษาความดที ่ีทามาแล้วให้ดารงคงอยู่และเจริญรุ่งเรือง สืบไป (สัมมาวายามะ- พยายามชอบ Samma Vayama:Wise effort) 4.7 มีจติ ใจทีเ่ หมาะสม คือ มีธรรมะในใจ และระมัดระวงั ปฏิบัตใิ นทาง ดีตลอดเวลา บังคบั ใจไม่ให้หลงเพลินไปตามความชั่ว เตือนตนให้ทาแต่ความดี ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง (สัมมาสติ- ระลกึ ชอบ Samma Sati:Wise Mindfulness) 4.8 มีสมาธิที่เหมาะสม คือ มีความต้ังใจมุ่งมั่น และเข้าใจความจริง ไม่ฟุ้งซ่าน เพื่อให้เกดิ ปัญญาเข้าใจสภาวะของส่ิงท้ังหลายตามความเป็ นจริง ไม่ โน้มเอยี งไปในทางที่ผดิ (สัมมาสมาธิ -ตั้งใจชอบ Samma Samadhi:Wise Concentration) พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เมื่อเข้าใจและปฏิบัติตามอริยสัจ 4 ประการ ดังกล่าวแล้ว จะสามารถกเิ ลสตัณหา ความอยากมีอยากเป็ น และความไม่อยากมี ไม่อยากเป็ นออกจากจิตใจได้ ทาให้บุคคลผ้นู ้ันไม่มีความโลภ ไม่ฆ่า ไม่ขโมย ไม่
24 กระทาผิดประเวณี ไม่หลอกลวง ไม่กล่าววาจาหยาบคาย ไม่ประจบสอพลอ ไม่มี ความริษยา ไม่โกรธเคือง ตระหนักถึงความไม่เท่ียงแท้ของชีวิต และจะไม่หลง ทางชีวิตอกี ต่อไป Dreamstime Free Royalty การปฏบิ ัติตามวิถีทางอนั ประเสริฐของอริยสัจ 4 เปรียบเสมือนการเดิน เข้าสู่ห้องมืดโดยถือคบเพลงิ เข้าไปด้วย แสงไฟจากคบเพลงิ จะช่วยขบั ไล่ความ มืดให้หมดไป ทาให้ห้องน้ันสว่างไสว นาไปในทางท่ีเหมาะสม แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิ ฎก เล่มท่ี ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ธัมมจกั กปั ปวตั นสูตร http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=04&A=355&Z=445
25 บทที่ 5 อทิ ธบิ าท 4 วธิ ที าสงิ่ ตา่ งๆใหส้ าเร็จ (Iddhipada : Pathway to Success) GoGRAPH royalty free stock photo_ พระพุทธเจ้าทรงสอนถงึ วิธีท่ีจะทาสิ่งต่างๆให้สาเร็จลุล่วงด้วยดี คือ อทิ ธิ บาท ซ่ึงแปลว่า “รากฐานของความสาเร็จ ในการทาสิ่งต่างๆ ให้บรรลเุ ป้าหมาย” คือความพอใจอยากทา (ฉันทะ) ความพยายาม (วิริยะ) ความเอาใจจดจ่อ (จติ ตะ) และความไตร่ตรอง (วิมังสา) 1.ฉันทะ คือ ความอยากทา ความพอใจใฝ่ ใจรักใคร่ในสิ่งน้นั ความ ต้องการ ความปรารถนา ความพยายาม ความต้ังใจมน่ั ท่ีจะทาในสิ่งน้ันอยู่เสมอ (Chanda : Love of work, Concentration on Intention, to be keen to do something and do it for the love of it )
26 2. วริ ิยะ คือความพยายาม อดทนพากเพยี ร ขยนั ในการทาสิ่งน้ันด้วย ความเข้มแขง็ อดทน ไม่เกยี จคร้าน (Viriya :Tenacity, Concentration on Effort, patience and perseverance, not abandoning it of becoming discouraged) 3. จติ ตะ คือ ความเอาใจใส่ จดจ่อ ใช้ความคดิ พิจารณา ต้ังใจมนั่ ดูแล ฝักใฝ่ ไม่ทอดทงิ้ ไม่ละเลย ไม่ย่อหย่อน (Citta : Dedication, Concentration on Consciousness , committing oneself to the task ) 4. วมิ งั สา คือ การใช้ปัญญาพจิ ารณาสอบสวน ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ ทดลอง ปรับแก้ ให้รู้ชัดว่าเป็ นทางที่ถูกต้องมิใช่ทางท่ีผดิ พลาด ใช้ปัญญา สอดส่องในเหตุผลแห่งความสาเร็จ (Vimamsa : Circumspection,Concentration on Investigation, using wise investigation, to diligently apply wise reflection to examine cause and effect within what one is doing and to reflect on.) แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิ ฎก เล่มที่ ๒ วิภงั คปกรณ์ http://www.84000.org/tipitaka/pitaka3/v.php?B=35&A=6810&Z=6948
27 บทที่ 6 หริ ิ โอตปั ปะ : ความละอายและเกรงกลวั การทาความชว่ั (Hiri-Ottappa : Shame and Fear of Doing Evil) Clipart Panda , Free Clipart Image
28 พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “หิริ คือความละอายใจต่อการทาความชั่ว (Hiri: shame of unwholesome actions) โอตปั ปะ คือ ความเกรงกลวั ต่อผลของ การทาความชั่ว (Ottappa:fear of unwholesome actions)” พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทยี บว่า “ต้นไม้ที่กงิ่ และใบตายแล้วน้ัน สะเกด็ เปลือก กระพีห้ รือแก่นของต้นไม้น้ันย่อมไม่สมบรู ณ์ เปรียบได้กบั ภิกษุท่ี ไม่มคี วามละอายต่อการทาบาป (ไม่มีหิริ) และไม่เกรงกลัวต่อผลที่จะได้รับจาก การทาบาป (ไม่มี โอตตัปปะ) ทาให้ไม่สามารถเป็ นพระภิกษุท่ีสมบูรณ์ได้ ส่วนต้นไม้ทก่ี ิ่งและใบยังไม่ตายน้ัน สะเกด็ เปลอื ก หรือแก่นของต้นไม้ น้ันย่อมสมบูรณ์ เปรียบได้กบั ภิกษุท่ี มีความละอายต่อการทาบาป (มีหิริ) และ เกรงกลวั ต่อผลที่จะได้รับจากการทาบาป ก็สามารถจะเป็ นพระภิกษุที่สมบูรณ์ได้” แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิ ฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบบั มหาจฬุ าฯ] องั คุตตรนิกาย สัตตก- อฏั ฐก-นวกนิบาต http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=23&siri=62
29 บทที่ 7 อกศุ ลมลู : รากเหงา้ ตน้ เหตแุ หง่ ความชว่ั รา้ ย (Akusala Mula : Roots of bad actions) พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “รากเหง้าต้นตอของความชั่วร้ายท้งั หลาย (อกศุ ลมูล) เกดิ จากเหตุแห่งทุกข์ หรือ กิเลส 3 ประการคือคือ ความโลภ (โลภะ greedy) ความโกรธ(โทสะ hatred) และความหลง (โมหะdelusion) ทท่ี าให้จิตใจ เศร้าหมอง ” โดยทรงเปรียบเทียบว่า “คนทม่ี คี วามโลภ โกรธ หลง น้นั เหมือนกับ ดอกไผ่หรือเมลด็ ไผ่ทฆี่ ่าทาลายต้นไผ่ท่ีเป็ นต้นแม่พันธ์ุ ซ่ึงเป็ นการกระทาท่ีไม่ ฉลาด ไม่เป็ นมงคล เป็ นบาป” 1.ความโลภ (Greed) คือความอยากได้ อยากมี อยากเป็ น ในสิ่งทพ่ี บเห็นสิ่ง ที่ถูกใจ หรือมุ่งหวัง อย่างไม่รู้จักพอ ในทางทผี่ ิด ความโลภของคนเราน้นั มักไม่
30 สามารถทาให้ถงึ จุดอิ่มตัวได้ และเม่ือไม่ได้ดงั ใจกจ็ ะก่อให้เกดิ ความทุกข์ใจอย่าง สาหัส บางคร้ังทาให้เสียสติ ลกั ขโมย ฉ้อฉล หลอกลวง หรือต้องต่อสู้กนั จนเกิด สงคราม ฆ่าฟันเอาชีวิตกัน เพื่อแย่งเอาส่ิงที่ต้องการมาให้ได้ GoGRAPH Royalty free Clipart 2.ความโกรธ (hate, aversion) คือ ความข่นุ เคืองใจ ไม่สบอารมณ์ หรือไม่ พอใจอย่างรุนแรง มีความคดิ อาฆาตประทุษร้าย ไม่พอใจในสิ่งต่างๆท่ีพบเห็น หรือผ้ทู ่ีนาความไม่พอใจมาสู่ตนเองหรือพวกพ้อง
31 GoGRAPH Royalty free clipart 3.ความหลง (Delusion) คือ การ เข้าใจหลงผิด สาคญั ผิด โง่เขลา หมกมุ่น มัวเมา คลง่ั ไคล้ เคลบิ เคลมิ้ ไม่รู้ความจริง ไม่พจิ ารณาโดยรอบคอบ หรือขาดวิจารณญาณตดั สินว่าอะไรผิด อะไรถูก ส่ิงใดท่ีควรทาหรือไม่ควรทา หลงเชื่อ หรือมคี วามคดิ ในส่ิงท่ีไม่ถูกต้อง บางคร้ังเป็ นสาเหตใุ ห้เกดิ อารมณ์รัก โลภ โกรธ ริษยา เข้าใจผดิ หลอกลวง เย่อหยิ่ง เห็นแก่ตัว ไม่สามารถพจิ ารณา แยกเหตุผลดีหรือชั่วให้ถูกต้องได้ โดยอาจได้รับการสั่งสอนอบรมมาในทางท่ีไม่ ถูกต้อง จนเกดิ ความผูกพันดาเนินชีวติ ไปในทางที่ผดิ ซึ่งบางคร้ังใฝ่ หาแม้กระท่งั ความตายของตนเอง เช่นพวกเสพสารเสพตดิ เป็ นต้น ความเลวร้ายของความ หลงน้ันใหญ่หลวงนักและยากท่ีจะกาจดั ให้สูญสิ้นไปได้ ความโง่เขลาเป็ นพิษร้าย ท่สี ุดสาหรับมนุษย์ที่ยากจะหาอะไรมาเปรียบได้ คนส่ วนมากหลงในความสุ ขสบายโดยลืมนึกถึงผลร้ ายที่จะตามมา เหมืองกวางติดบ่วงท่ีนายพรานล่อไว้
32 iCLIPART.com royalty–free illustrations การทาความช่ัวร้าย หรือ อกศุ ล น้ันกระทาโดย การฆ่าหรือทรมานสัตว์ ส่ิงมีชีวติ การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ การประพฤติผดิ ในกาม การกล่าว เท็จ การกล่าวคาหยาบ การพูดเพ้อเจ้อ การเพ่งเลง็ อยากได้ของผู้อื่น การคดิ ร้าย ผู้อื่น และ ความเห็นผดิ ความโลภ โกรธ หลง ทเ่ี ป็ นรากเหง้าของความช่ัวร้าย ทาให้เกดิ ผลเสีย ต่อมาคือ มานะ(ความถือตัว) ทฏิ ฐิ (ความเห็นผดิ ) วจิ กิ ิจฉา (ความลงั เลสงสัย) ถนี ะ (ความหดหู่ ท้อแท้ ถดถอย) อธุ ัจจะ (ความฟุ้งซ่าน) อหิริกะ (ความไม่ ละอายต่อความช่ัว) อโนตตัปปะ (ความไม่เกรงกลวั ต่อความช่ัว การไม่เกรงกลวั การประกอบอกศุ ล หรือการทาบาปกรรมท้งั หลาย)
33 ความโลภ โกรธ หลง ทาให้เป็ นคนโกหก หลอกลวง ตลบตะแลง ใช้วาจา ด่าทอหยาบคาย ซ่ึงจะนาไปสู่การก่ออาชญากรรม ลกั ขโมย และ ประพฤตผิ ิดใน กาม สามารถทาความช่ัวได้โดยไม่ละอายต่อบาป ความโลภ โกรธ หลง น้ันเหมือนพระเพลงิ ผลาญโลก ไฟแห่งความโลภ เผาใจให้คนมีความละโมบอยากได้มากยงิ่ ขนึ้ ไฟแห่งความโกรธ เผาใจผู้ท่ีขาด ความย้งั คดิ ไม่รู้จักระงับอารมณ์โกรธ ไฟแห่งความหลง เผาใจคนทข่ี าด วจิ ารณญาณ ไม่ใส่ใจฟังคาส่ังสอนของพระพุทธเจ้า ดังน้ันคนเราจงึ ต้องดับไฟความโลภ โกรธ หลง ด้วยการพิจารณาว่าอะไร คือสิ่งทจ่ี ะก่อให้เกดิ ความพอใจท่ีแท้จริง รู้จักระงับสติเมื่อเผชิญกบั สิ่งไม่สบ อารมณ์ด้วยการแผ่เมตตา และคดิ ชอบด้วยการราลึกถึงคาสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า คนเราน้นั มักทาตามใจของตน ถ้าใจคดิ อยากได้โน่นได้น่ี กจ็ ะเกิดความ โลภมากขนึ้ ถ้าใจเกิดอารมณ์โกรธ ความโกรธกจ็ ะทวเี พ่มิ มากขนึ้ ถ้าใจคดิ อาฆาตแค้น ความอาฆาตก็จะทวีมากขึน้ เม่ือคนเราเห็นว่าอะไรไม่ดีท่จี ะเป็ นเหตุให้เกดิ ความทุกข์ เช่นความโลภ โกรธ หลง กต็ ้องกาจดั ให้หมดไปจากจติ ใจด้วยความเมตตากรุณา
34 พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มที่ ๑๗ขทุ ทกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิ ติวตุ ตกะ-สุตตนิบาต http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=25&A=5403&Z=5417, D.III.275; It.45.ที. ปา. 11/393/291; ข.ุ อิติ. 25/228/264. บทท่ี 8 กศุ ลมลู : รากเหงา้ ตน้ เหตแุ หง่ ความดี (Kusala Mula; Roots of good actions)
35 Freepik.com royalty free clipart พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การทาความดีน้ันมรี ากเหง้า ต้นตอ มาจาก ความไม่โลภ(อโลภะ) ความไม่โกรธ(อโทสะ) และความไม่หลง(อโมหะ) 1. ความไม่โลภ คือความคดิ ไม่อยากได้ของผ้อู ื่น มีความพอใจในส่ิงทม่ี ีอยู่ คดิ เผื่อแผ่ บริจาค ช่วยเหลือผู้อน่ื คิดบริจาคให้ทาน เสียสละ (จาคะ) (generosity, greedlessness) 2.ความไม่โกรธ คือความเมตตา (อยากให้ผู้อื่นมีความสุข) มีความกรุณา (สงสารอยากให้ผู้อ่ืนพ้นทุกข์) ไม่ปองร้ายประทุษร้าย ไม่ทาร้ายผู้อ่ืน ไม่พยาบาท เคยี ดแค้น ไม่เบียดเบียนผู้อ่ืน (love , hatelessness) 3.ความไม่หลง คือมีสติปัญญา ไตร่ตรองด้วยเหตุผล ไม่มัวเมา ไม่คลงั่ ไคล้งมงาย ไม่เคลบิ เคลมิ้ ไม่ประมาทลืมตัว (non delusion)
36 คนช่ัว คือคนทไ่ี ม่รู้จักว่าอะไรดี อะไรชั่ว คนช่ัวไม่รู้จักบาปกรรมจงึ กระทาความช่ัว ไม่พอใจและไม่สานึกบุญคุณ เมื่อมีคนมาชี้หรือแนะนาไม่ให้ทา ความช่ัวร้ายน้ัน คนดี คือคนที่รู้จกั แยกความดีและความชั่ว รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี เมื่อรู้ ว่าอะไรไม่ดีกห็ ลกี เล่ียงไม่ทา รู้จักขอบคุณและตอบแทนบุญคุณผู้ทม่ี าตักเตือน เมื่อทาผดิ วิธที ี่จะทาตนให้เป็ นคนดีได้น้ัน จะต้องศึกษาหาความรู้ รับฟังผู้อ่ืน หม่ันตรึกตรองพจิ ารณา เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ รู้จกั ส่ิงดีสิ่งช่ัว รอบรู้ท้งั ในสิ่งที่เป็ น ประโยชน์ และไม่เป็ นประโยชน์ พระไตรปิ ฎกเล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิ ฎกเล่มท่ี ๓ ทฆี นกิ าย ปาฏกิ วรรค D.III.275.ที. ปา. 11/394/292. http://www.84000.org/tipitaka/read/?11/394/292 Stocklib free royalty
37 บทที่ 9 เมตตสตู ร ,พรหมวหิ าร: คณุ ธรรมของผเู้ ป็ นใหญ่ (Metta Sutta, Pramavihara: Good Will, Loving Kindness) Pixabay.com Royalty free Clipart วนั หนึ่ง พระพุทธเจ้าประทบั อย่ทู ี่หมู่บ้านของชาวโกลยิ ะ ในแคว้นโกสี ทรง สอนพระภิกษุว่า การเป็ นผ้นู า หรือผู้ปกครองคนน้ันจะต้องมี พรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา 1.มใี จเมตตา คือ มีความปรารถนาจะให้ผู้อ่ืนมีความสุข มีความสงสาร เกือ้ กลู ผู้อ่ืน เอาใจเขามาใส่ใจเรา การฝึ กจิตใจให้ยดึ มนั่ ในความเมตตา จะขจัด ความโลภออกไปจากจติ ใจ (metta : loving kindness )
38 2.มีใจกรุณา คือความปรารถนาจะให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ โดย การให้ เอื้อเฟื้ อ ปลดเปลือ้ งความทุกข์ผู้อ่ืน การฝึ กจิตใจให้ยดึ มน่ั ในความกรุณา จะดบั ความโกรธ ให้สูญสิ้น (karuna: compassion) 3.มีใจมุทติ า คือ ความยนิ ดีเมื่อเห็นผู้อ่ืนมีความสุข ยนิ ดใี นสิ่งทผ่ี ู้อ่ืนมี ยินดี ในความสาเร็จของผู้อ่ืน ไม่อจิ ฉาริษยา ไม่หมั่นไส้ ไม่นินทา ยอมรับแม้แต่คาติ ฉินนินทาว่าร้าย (mudita : sympatic joy, appreciative gladness ) 4. มใี จเป็ นอุเบกขา คือ มีใจยึดมั่นในความยุติธรรม วางตัวเป็ นกลางต่อ ผู้อ่ืนและปล่อยวาง วางเฉยเม่ือไม่มีสิ่งท่คี วรทา หากใครมาพูดอะไรกระทบใจ ก็ ทาเฉยๆไว้ ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่ลาเอียงเลือกทรี่ ักมักท่ีชังว่าใครเป็ นมิตรหรือ เป็ นศัตรู (upekkha :equanimity, seeing things as they are with a mind that is even, steady, firm and fair like a pair of scale) การฝึ กจิตใจให้มีความเมตตา กรุณา มุทติ า อุเบกขา จะช่วยกาจดั ความ โลภ โกรธ หลง ความทุกข์ ความเกลยี ดชังให้หมดไปจากจิตใจ แต่การกระทา ดงั กล่าวน้ันยากยง่ิ นัก แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มท่ี ๑๙ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มท่ี ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=19&A=3328&Z=3470
39 บทท่ี 10 สปั ปรุ สิ สตู ร , สปั ปรุ สิ ธรรม7 คณุ ธรรมของคนดที นี่ า่ นบั ถอื (Sappurisadhama : Qualities of a good man; virtues of a gentleman ) AIHR Academy วนั หนง่ึ พระพุทธเจ้าประทับที่พระวหิ ารเชตวนั นครสาวัตถี ทรงสอน เรื่องคุณธรรมของคนดีทนี่ ่านับถือ คือการไม่ยกตนข่มผู้อ่ืน ไม่ทะนงตนว่าเกดิ ในสกุลสูง ไม่ทะนงตนว่าร่ารวย ไม่ทะนงตนว่ามยี ศตาแหน่งสูง ไม่ทะนงตนว่า ได้ลาภมากกว่าผู้อน่ื ไม่ทะนงตนว่ามีความรู้มากกว่าผู้อ่ืน ไม่ทะนงตนว่าเป็ น พระท่ีเคร่งครัดอย่ใู นป่ า ไม่ทะนงตนว่าเป็ นผ้บู รรลุญาณวิเศษ
40 คนทน่ี ่านับถือ น่าบูชาสรรเสริญ น้ัน เป็ นเพราะปฏิบัติตนในส่ิงท่ีชอบ ด้วยกาย วาจา ใจ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ให้ความช่วยเหลือ แนะนา ชี้ช่องทาง การปฏิบัติเพื่อดับทุกข์หรือขจดั ปัญหาของชีวิตให้แก่บุคคลอ่ืนได้ โดยเป็ นผู้มี คุณธรรม คือ สัปปุริสธรรม ๗ ซ่ึงประกอบด้วย 1. ความเป็ นผู้รู้จักเหตุ รู้จกั ธรรม (ธัมมญั ญตุ า ) คือเรียนรู้พระ ธรรมคาส่ังสอนของพระพุทธเจ้า จนเข้าใจ สามารถสรุป หรือเห็นภาพรวม สาคญั ของคาส่ังสอนของพระพุทธเจ้าได้ (Dharmannutta: knowing the law; knowing the cause.) 2. ความเป็ นผ้รู ู้จักผล (อตั ถัญญุตา) คือการนาความรู้เร่ืองคาสั่ง สอนของพระพุทธเจ้า มาปฏิบัตใิ นชีวติ ประจาวนั โดยเรียนรู้จากผู้รู้ ตาราหรือ แหล่งข้อมูล จนเกดิ ผลดี (Atthannuta: knowing the meaning; knowing the purpose; knowing the consequence.) 3. ความเป็ นผ้รู ู้จักตน (อตั ตัญญุตา) คือ รู้จักประเมนิ ตนเองว่ามี อะไรอยู่เท่าใด เพ่ือจะได้นาไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช้เกนิ กาลงั ความสามารถของตน (Attannuta: knowing oneself.) 4. ความเป็ นผู้รู้จักประมาณ (มัตตญั ญตุ า) คือรู้จักดาเนินชีวติ ให้ เหมาะสมพอเพยี ง เหมาะสมกับฐานะ และสมรรถภาพของตน ไม่ทางานเกนิ
41 กาลงั (Mattannuta: moderation; knowing how to be temperate; sense of proportion) 5. ความเป็ นผ้รู ู้จักกาลเวลา (กาลญั ญตุ า) คือรู้ว่าควรจะทาอะไร หรือไม่ทาอะไรในเวลาไหน ( Kalannuta: knowing the proper time; knowing how to choose and keep time.) 6. ความเป็ นผู้รู้จักสังคม (ปุริสัญญุตา) คอื รู้จักว่าในชุมชนและ สังคมน้นั ๆมปี ระเพณีหรือกฎระเบยี บอะไร แล้วปฏิบัติตาม (Parisannuta: knowing the assembly; knowing the society.) 7. ความเป็ นผู้รู้จักคบคน (บุคคลโรปรัชญญุตา) คือการเลือกคบ คนดี ไม่คบคนชั่วเป็ นมิตร รู้ว่าควรพูดควรทาอะไร หรือ ไม่ควรพูดอะไร กบั คน แต่ละคนซ่ึงอาจแตกต่างกนั (Puggalannuta: knowing the individual; knowing the different individuals.) แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มท่ี ๒๓ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มท่ี ๑๕ องั คตุ ตรนกิ าย สัตตก-อฏั ฐก-นวกนิบาต http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=23&A=2385&Z=2459
42 บทที่ 11 โลกธรรม 8: ความจรงิ ทเ่ี ป็ นธรรมดาของมนษุ ย์ (Lokapala-dhamma : The 8 Worldly Conditions ) Clipart Logo free download พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “การได้รับหรือเส่ือมสูญเสีย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข น้ันเป็ นธรรมดาของมนุษย์ปถุ ุชนทุกคนในโลกนี้ ไม่มีอะไรแปลก จากกันหรือผิดจากกนั หรือแตกต่างกนั เลย ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็ นของไม่ เทยี่ งแท้แน่นอน ย่อมแปรปรวนเปลยี่ นแปลงได้ เม่ือได้มาแล้วกเ็ สื่อมสูญไป เมื่อได้มากจ็ ะยินดี เม่ือสูญไปกจ็ ะเสียใจ” โดยโลกธรรมฝ่ าย พอใจ เป็ นทรี่ ักเป็ นที่ปรารถนาของมนุษย์ 4 อย่าง คือ 1.ลาภ (Gain) คือ การได้ผลประโยชน์ การได้มาซึ่งทรัพย์ 2. ยศ (Fame) คือ ได้รับยศฐานันดรสูงขนึ้ ได้อานาจเป็ นใหญ่เป็ นโต
43 3. สรรเสริญ (Praise)คือ คาสรรเสริญคาชมเชย คายกย่อง ทนี่ ่าพอใจ 4. สุข (Pleasure) คือ ความสบายกาย สบายใจ ความเบิกบาน บนั เทงิ ใจ โลกธรรมฝ่ ายไม่พอใจ ไม่เป็ นทป่ี รารถนาของมนุษย์ 4 อย่าง คือ 5. เส่ือมลาภ (Loss) คือ การเสียลาภ หรือ มีทรัพย์สินลดน้อยลงไป 6.เสื่อมยศ (Disgrace) คือ ถูกลดอานาจจากความเป็ นใหญ่ หรือหมดอานาจ 7.ถูกนินทาว่าร้าย (Blame) คือ การถูกตาหนิตเิ ตียน หรือถูกกล่าวร้าย นินทา 8. เสื่อมสุข (Pain) คือ ได้รับการทรมานกาย ใจ ไม่มีความสุขตามท่หี วงั ดงั น้ันผู้ท่ีเจริญแล้ว ทไี่ ม่ต้องการความทุกข์ จงึ ไม่ควรยนิ ดกี บั ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ท่ไี ด้รับมา และไม่ควรเสียใจเมื่อ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ที่เคย มีอย่นู ้ัน ลดน้อย หรือเสื่อมสูญไป แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มที่ ๑๕ องั คตุ ตรนกิ าย สัตตก-อฏั ฐก-นวกนิบาต http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=23&A=3247&Z=3301
44 บทที่ 12 ไตรลกั ษณ:์ สง่ิ ทเ่ี หมอื นกนั 3 อยา่ งของสงั ขารมนษุ ย์ (Three Universal Truth) Deposit photo free royalty พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า สรรพส่ิงท้งั ปวงในโลกนี้ มีส่ิงเหมือนกนั 3 อย่าง คือ การไม่คงทนถาวร การไม่ได้สิ่งท่ีต้องการ และ การไม่ได้เป็ นเจ้าของ แท้จริง” 1. อนิจจัง คือ ความไม่คงทนถาวร ไม่เทีย่ งแท้ย่ังยืนตลอดไป มีการ เปลยี่ นแปลงแปรไป และมีการเส่ือมสลายไปเป็ นธรรมดา (annicca: impermanence)
45 2. ทุกขงั คือ การไม่ได้ส่ิงท่ีต้องการ หรือได้รับสิ่งที่ไม่ต้องการ การทนได้ ยาก หรือ การถูกบีบค้นั กดดัน เช่นความแก่ ความเจ็บ ความตาย (Dukkha : Suffering, unsatisfactoriness) 3. อนัตตา คือ การที่เราไม่ได้เป็ นเจ้าของอนั แท้จริงในสิ่งใดๆ แม้แต่ชีวติ ของตนเอง จงึ ไม่สามารถบีบบงั คบั ส่ังการให้สิ่งต่างๆเป็ นไปตามความ ต้องการความประสงค์ของตนเองได้ เช่น ไม่ให้แก่ ไม่ให้เจบ็ ป่ วย ไม่ให้ ตาย (Anatta : non self) แหล่งข้อมูล พระไตรปิ ฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิ ฎก เล่มที่ ๑๐ สังยตุ ตนิกาย สฬายตนวรรค http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=18&A=4244&Z=4270
46 บทท่ี 13 มงคลสตู ร มงคล 38 ประการ: วธิ สี รา้ งสง่ิ ดๆี ใหต้ นเอง 38 วธิ ี (Mangala Sutta) Dreamstime free royalty การสวดมนต์ของพระสงฆ์ในพิธีต่างๆน้ัน มักจะมีบทสวดหนึ่งท่ี ขนึ้ ต้นว่า “ อะเสวะนา จะพาลานัง ปัณฑติ านัง จะเสวนา......” บทสวดนีม้ ีช่ือว่า มงคล 38 ประการ ซ่ึงเป็ นคาสอนของพระพุทธเจ้าท่สี อนให้คนปฏิบัติตามเพ่ือให้ เกดิ ความเป็ น สิริมงคล เกดิ ส่ิงดีๆ ต่อตนเอง ความเป็ นมาของบทสวดนี้มีว่า ในสมัยก่อนพระพุทธเจ้าน้ัน ประชาชน พากนั หาส่ิงท่ีจะช่วยทาให้ชีวิตมีความสุข บางคนไปกราบไหว้ต้นไม้ พระสงฆ์ เทวดาหรือรูปเคารพต่างๆ แล้วต่อมามีคนไปถามพระพุทธเจ้าว่าควรทาอย่างไร
47 ดี พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนหลักปฏิบตั ิ 38 ประการให้เกดิ มงคลต่อชีวิต แทนการ กราบไหว้ต้นไม้ หรือสิ่งศักด์ิสิทธ์ิต่างๆ ข้อที่ 1: ไม่คบคนพาล ทคี่ ิดชั่ว พูดช่ัว ทาช่ัว ( อเสวนา จ พาลานํ : อะเส วะนา จะ พาลานัง Not associating with fools.) พาล แปลว่า ชั่วร้าย เกเร เกะกะ คนพาล คือคนที่ หาเรื่องวุ่นวาย หา เร่ืองทาให้เดือดร้อน คนชั่วร้าย คนเกเร โง่เขลา อบั ปัญญา ไม่รู้เท่าทนั ความเป็ น จริง คนพาล คือคนทีค่ ดิ ช่ัว พดู ช่ัว และทาช่ัว ชอบทาความช่ัวโดยเห็นส่ิงผิดเป็ น ของดี ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา ใจ ไม่มีระเบียบวนิ ัย การไม่คบคนพาล เป็ นมงคล นาส่ิงดีๆมาสู่ตนเอง เพราะการคนพาลมักแนะนาไปในทางทผี่ ิด ชักชวนนาพาไปทาส่ิงทไี่ ม่ดี ชวนไปทาส่ิงทม่ี ใิ ช่ธุระหน้าทขี่ องตน คนพาลมกั จะ โกรธเคืองเมื่อถูกตกั เตือน และบางทกี น็ าความผิดมาแปดเปื้ อนคนอ่ืนด้วย ดังน้นั การไม่คบคนพาลจึงทาให้ลดโอกาสทีจ่ ะหลงเข้าสู่การกระทาความผดิ ClipartMax free Download
48 ข้อที่ 2: คบบัณฑิต ผู้คดิ ดี พูดดี ทาดี (ปณฑิตานญจฺ เสวนา :ปัณฑิตานัญ จะ เสวะนา Associating with the wise.) บัณฑิต หมายถึง ผู้ทรงความรู้ ผู้มปี ัญญา ผู้มีการดาเนินชีวติ ทถี่ ูกต้อง ผ้รู ู้ ดี รู้ชั่ว คดิ ดี พูดดี ทาดี (ในข้อนีม้ ิได้หมายถึงผู้เรียนจบมหาวทิ ยาลยั ได้ปริญญา แต่อย่างเดียว) โดยมลี กั ษณะ ชอบทาและชักนาไปในส่ิงทถ่ี ูกท่ีควร ทาส่ิงท่ี เป็ นธุระหน้าที่ของตน รับฟังคาติโดยไม่โกรธแล้วนามาพจิ ารณาแก้ไขปรับปรุง ส่ิงท่ียงั ไม่เหมาะสม รักษาระเบียบ เคารพกฎกตกิ า มีมารยาท ไม่ทาตามใจของ ตนเอง การคบบัณฑติ เป็ นมงคล เพราะจะได้ตามไปทาความดี มีความรู้ มี ความสุข CleanPNG Clipart free Download ข้อที่ 3: บูชาบุคคลท่ีควรบูชา ( ปชู า จ ปูชนียานํ :ปชู า จะ ปชู ะนียานัง Expressing respect to those worthy of respect.) บูชา คือ เคารพ นับถือ กราบไหว้ การบูชาคนท่ีควรบูชา เช่น พระพุทธเจ้า พระมหากษัตริย์ พระสงฆ์ พ่อแม่ ครู ผู้บังคบั บัญชา และผู้มี
49 บุญคุณเป็ นมงคล เพราะทาให้ได้แบบอย่างที่ดีจากคนท่ีเคารพ และได้ช่ือว่าเป็ นผู้ มี \"กตญั ญูกตเวที\" อกี ด้วย การบูชามี 2 อย่างคือ “อามิสบูชา” คือการบูชาด้วยสิ่งของ เช่นนาเงิน ไปให้พ่อแม่ใช้จ่าย หรือนาดอกไม้ธูปเทียนไปถวายพระ และ “ปฏิบัติบูชา” เช่น การปฏบิ ัตติ นให้อยู่ในศีลธรรม ฝึ กจติ ใจให้มีสมาธิ ไม่ให้ฟุ้งซ่าน 123rf Royalty free Image ข้อท่ี 4: อยู่ในถนิ่ ที่เหมาะสม (ปฏิรูปเทสวาโส จ :ปะฏริ ูปะเทสะวาโส จะ Living in an amenable location.) ปฏิรูป แปลว่า เหมาะสมหรือสมควร เทสะ แปลว่าสถานทหี่ รือ ท้องถิน่ ปฏริ ูปเทสวาสะ คือการอยู่ในท้องถิ่นอนั สมควร คืออยู่ในสถานทซ่ี ่ึงมี สภาพแวดล้อมดมี ีความเหมาะสม ปลอดภยั สะอาด สะดวก มีอาหารสมบูรณ์ สภาพน้าและอากาศดีไม่มีมลพิษ อยู่ในกลุ่มเพื่อนบ้านและผู้ร่วมงานทเี่ ป็ นคนดี ทซี่ ่ือสัตย์สุจริต มีน้าใจไมตรี มีที่ศึกษาหาความรู้ เช่น วดั โรงเรียน หรือชุมชน
50 ตัวอย่าง มสี ิ่งอานวยความสะดวก เช่น ธนาคาร ตลาด โรงพยาบาล สถานี ตารวจ ถนน ทางด่วน ป๊ัมนา้ มัน อู่ซ่อมรถฯลฯ น้ันเป็ นมงคลความดตี ่อชีวิต Panotthorn Phuhual, Shutterstock ปลอดลขิ สิทธ์ิ ข้อท่ี 5: สั่งสมบุญในกาลก่อน : ปพุ ฺเพ จ กตปุญญฺ ตา :ปพุ เพ จะ กะตะ ปญุ ญะตา Having meritorious deeds (Good Karma) in one's past.) บุญ แปลว่า ความดี ความสุข สิ่งทชี่ าระจิตใจ ลกั ษณะของบุญน้ันจะ ทาให้ กาย วาจา ใจ สะอาด นามาซ่ึงความสุข บุญเป็ นของเฉพาะตน ต้องทาด้วย ตนเอง จะแบ่งปันหรือหยบิ ยืมจากคนอ่ืน หรือจะส่งต่อไปให้ผู้อ่ืนไม่ได้ การทาบุญทาได้หลายวิธี โดยการให้ทาน การรักษาศีล การเจริญ ภาวนา การทาความดีช่วยเหลือแบ่งปันให้ผู้อ่ืน ด้วยทางกาย วาจา หรือทางใจ การช่วยให้ผู้อ่ืนลดความเดือดร้อน การรักษาพยาบาลช่วยเหลือผ้ปู ่ วยโควดิ การ ปล่อยปลาท่ีเหมาะสมลงแหล่งน้าสาธารณะ การทาอาหารแจกผู้หิวโหย การ แสดงดนตรีในเรือนจา ฯลฯ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165