แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 13 เรอ่ื ง โครงสรา้ งอะตอม รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 2 ชอ่ื หนว่ ยการเรยี นรู้ สารบรสิ ุทธ์ิ รวม 22 คาบ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 1 สาระที่ 2 ช่อื สาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 1. มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตวั ชว้ี ดั มาตรฐานการเรยี นรู้ - ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การ เกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกริ ิยาเคมี ตัวช้ีวัด - ม.1/8 อธิบายโครงสร้างอะตอมที่ประกอบด้วยโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน โดยใช้ แบบจาลอง 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด สาระสาคัญ อะตอมประกอบดว้ ยโปรตอน นิวตรอนและ อิเล็กตรอนโปรตอนมีประจุไฟฟ้าบวก ธาตุ ชนิดเดียวกันมจี านวนโปรตอนเทา่ กนั และเป็นคา่ เฉพาะของธาตนุ ัน้ นิวตรอนเปน็ กลางทางไฟฟ้า ส่วนอิเล็กตรอน มีประจุไฟฟ้าลบเมื่ออะตอมมีจานวนโปรตอนเท่ากับจานวนอิเล็กตรอน จะเป็นกลางทางไฟฟ้า โปรตอนและ นิวตรอนรวมกันตรงกลางอะตอมเรยี กว่านวิ เคลยี ส ส่วนอเิ ล็กตรอนเคล่ือนทีอ่ ยใู่ นทวี่ า่ งรอบนวิ เคลยี ส 3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถอธิบายโครงสรา้ งอะตอมได้ 2) ดา้ นกระบวนการ (P) นักเรยี นสามารถนาเสนอผลงานการศึกษาแบบจาลองอะตอมในกิจกรรมท่ี 2.5 โครงสรา้ งอะตอมเป็นอยา่ งไรได้ 3) ดา้ นเจตคติ (A) นักเรียนตงั้ ใจเรียนวิทยาศาสตร์ 4. คณุ ลกั ษณะผู้เรยี น ซอื่ สัตย์สุจริต ม่งุ ม่ันในการทางาน 4.1 คณุ ลกั ษณะทีพ่ งึ ประสงค์ ใฝเ่ รียนรู้ มีจติ สาธารณะ รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง มีวนิ ัย รักความเป็นไทย
5. ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น ความสามารถในการคิด : นกั เรียนสามารถอธิบายโครงสร้างอะตอมได้ 6. สาระการเรียนรู้ อะตอมของธาตุประกอบด้วย โปรตอน(proton) นิวตรอน (neutron) และอิเล็กตรอน (electron) โปรตอนมีประจุบวก นิวตรอนเป็นกลางทางไฟฟ้า ส่วนอิเล็กตรอนมีประจุลบ โดยโปรตอนและนิวตรอนอยู่ รวมกนั ตรงกลางของอะตอม อเิ ล็กตรอนอย่ใู นที่วา่ งรอบ ๆ แตล่ ะธาตมุ จี านวนโปรตอน นวิ ตรอนและอิเล็กตรอน ของแตกตา่ งกนั แต่จานวนโปรตอนและอเิ ลก็ ตรอนของแตล่ ะธาตุจะเท่ากนั 7. กิจกรรมการเรยี นรู้ ใชร้ ปู แบบการจัดการเรยี นการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ข้นั ที่ 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1) ครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนจากคาบท่ีแล้ว โดยครูมีสัญลักษณ์ของธาตุตัวใดตัวหนึ่ง ของ 20 ธาตทุ ่ใี หน้ กั เรียนไปสบื คน้ มาแลว้ ให้นักเรียนตอบคาถาม 2) ครถู ามนกั เรียนเพอ่ื กระตุ้นความคิดของนักเรียน อะตอมคืออะไร นักเรียนคิดว่าโครงสร้าง หน้าตาของอะตอมเป็นอย่างไร ใหน้ ักเรยี นเขยี นลงในสมุดของนักเรียนเอง ( แนวการตอบ ครูจะไม่เฉลย ขึ้นอยู่ กับนกั เรียน ) 3) ครูให้นกั เรยี นเปดิ หนังสอื เรียนหนา้ 49 เรอื่ ง โครงสรา้ งอะตอม ครใู ห้นกั เรียนสังเกตภาพนา เรอื่ ง คือ ภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (Scanning ElectronMicroscope) แสดงส่วนหัว ของแมลงวนั ส่วนสีเขียวออ่ นคือตาของแมลงวนั ปุ่มที่ตาของแมลงวันแต่ละปุ่มประกอบด้วยอะตอมจานวนมาก ภาพของสารหรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ๆ ท่ีได้จากกล้องจุลทรรศน์ชนิดน้ี ได้มาจากการฉายอนุภาคที่มีขนาดเล็ก กว่าอะตอมลงบนสารหรือสิ่งมีชีวิต อนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมคืออะไรบ้าง และอะตอมของธาตุแต่ละชนิดมี อนุภาคเลก็ ๆ เหมือนกันหรอื ไม่ ครูนานกั เรยี นเขา้ ส่กู ระบวนการเรยี นรตู้ ่อไป ข้นั ที่ 2 ขัน้ สารวจและค้นหา (Exploration) 1) ครใู หน้ กั เรยี นน่งั เปน็ กลุ่มตามท่ไี ด้จัดไว้ โดยจะมสี มาชิกกล่มุ อยปู่ ระมาณ 4- 5 คนตอ่ กลุ่ม 2) ครูให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมที่ 2.5 โครงสร้างอะตอมเป็นอย่างไร ซ่ึงครูได้ช้ีแจง วัตถุประสงค์ในการเรียนรู้กล่าวคือ เพื่อวิเคราะห์และอธิบายโครงสร้างอะตอมจากแบบจาลองและสืบค้นและ สร้างแบบจาลองอะตอม โดยครใู ห้นกั เรยี นร่วมกนั ศึกษาแบบจาลองอะตอมของแตล่ ะแบบจาลอง โดยแต่ละกลุ่ม จะได้หัวข้อของแบบจาลองท่ีแตกต่างกันออกไป โดยมีหัวข้อดังนี้ แบบจาลองอะตอมของดอลตัน แบบจาลอง อะตอมของทอมสนั แบบจาลองอะตอมของรทั เทอร์ฟอร์ด แบบจาลองอะตอมของโบร์ และแบบจาลองอะตอม แบบกลุ่มหมอก ซ่ึงแต่ละกลุ่มได้หยิบฉลากท่ีครูเตรียมไว้ให้ โดยครูจะแจกกระดาษบรูฟให้นักเรียนกลุ่มละ 1 แผน่ พรอ้ มสี 1 กล่อง เพอ่ื ใหน้ ักเรียนไดน้ าเสนอผลงานออกมาจากการที่นักเรียนไดศ้ ึกษาค้นคว้า
3) ครูให้นักเรียนสืบค้นจากแหล่งข้อมูลท่ีเช่ือถือได้เกี่ยวกับแบบจาลองอะตอมและโครงสร้าง อะตอม 4) เม่ือแต่ละกลุ่มดาเนินกิจกรรมเรียบร้อยแล้วครูให้แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมาเพ่ือนาเสนอ ผลงานของกลุ่มตวั เอง ข้นั ท่ี 3 ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) 1) ครูและนกั เรยี นรว่ มกบั สรปุ บทเรียนและอภิปรายดงั น้ี แบบจาลองอะตอมของดอลตัน ซ่ึงสรุปไดด้ ังนี้ ที่มา https://www.scimath.org/lesson-chemistry/item/7121-atomic-model - ธาตุประกอบด้วยอนุภาคเล็กๆหลายอนุภาคเรียกอนุภาคเหล่านี้ว่า “อะตอม” ซึ่ง แบง่ แยกและทาให้สูญหายไม่ได้และอะตอมของธาตชุ นดิ เดียวกันมีสมบัติเหมือนกัน แต่จะมีสมบัติ แตกต่างจาก อะตอมของธาตุอน่ื อกี ทงั้ สารประกอบเกิดจากอะตอมของธาตมุ ากกว่าหน่งึ ชนดิ ทาปฏกิ ริ ยิ า เคมกี นั ในอัตราส่วน ที่เปน็ เลขลงตวั นอ้ ยๆ - ทรงกลมตันมีขนาดเล็กท่ีสุดซ้ึงแบ่งแยกอีกไม่ได้ อะตอมเป็นอนุภาคที่เล็กท่ีสุด แบ่งแยกอีกไมไ่ ด้ - อะตอมของธาตุชนดิ เดียวกันมีสมบตั เิ หมอื นกนั - อะตอมต้องเกิดจากสารประกอบเกิดจากอะตอมของธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปมา รวมตวั กันทางเคมี แบบจาลองอะตอมของทอมสัน ซ่งึ สรุปได้ดังน้ี ทีม่ า https://www.tes.com/lessons/b9iPVLGtJog_mg/plum-pudding-model
อะตอมมีลักษณะเป็นทรงกลมประกอบด้วยอนุภาคโปรตอนที่มีประจุไฟฟ้าเป็นบวกและ อนุภาคอิเล็กตรอนที่มีประจุไฟฟ้าเป็นลบ กระจัดกระจายอย่างสม่าเสมอในอะตอมอะตอมที่มีสภาพเป็นกลาง ทางไฟฟ้าจะมจี านวนประจุบวกเทา่ กับจานวนประจลุ บ แบบจาลองอะตอมของรทั เทอรฟ์ อร์ด ซง่ึ สรุปได้ดงั นี้ ที่มา https://jakkapech5652.files.wordpress.com/2014/02/snap9.jpg - ทอมสนั ศึกษาหามวลของอนุภาคบวกของ Ne ปรากฎวา่ อนุภาคบวกนี้มีมวล 2 เท่า ผลการทดลองน้ีสนับสนุนว่าจะต้องมีอนุภาคอีกชนิดหนึ่งอยู่ในนิวเคลียสเชดวิก ได้ยิงอนุภาคแอลฟาไปยัง Be ปรากฎว่าได้อนุภาคชนดิ นงึ่ ออกมาซึง่ มีมวลใกล้เคยี งกับมวลของโปรตรอนและไมม่ ีประจุไฟฟ้า เรียกอนุภาคน้ีว่า \"นวิ ตรอน\" - อะตอมประกอบด้วยนวิ เคลยี สทีม่ โี ปรตอนรวมกันอยู่ตรงกลาง นวิ เคลียสมีขนาดเล็ก แตม่ ีมวลมากและมีประจุเป็นบวก สว่ นอิเล็กตรอนซงึ่ มีประจุเป็นลบ และมีมวลน้อยมาก จะวิ่งอยู่รอบนิวเคลียส เปน็ บรเิ วณกวา้ ง แบบจาลองอะตอมของโบร์ ซึ่งสรปุ ได้ดังน้ี ท่มี า http://judoonkonent.blogspot.com/2017/12/blog-post_15.html - อเิ ล็กตรอนจะอยเู่ ป็นชัน้ ๆ แต่ละชน้ั เรยี กว่า “ ระดบั พลังงาน ” - แต่ละระดบั พลังงานจะมีอิเล็กตรอนบรรจุไดด้ ังนี้ จานวนอิเลก็ ตรอน = 2n2 - อิเล็กตรอนท่ีอยู่ในระดับพลังงานนอกสุดเรียกว่า เวเลนซ์อิเล็กตรอน ( Valence electron ) จะเป็นอิเลก็ ตรอนทเี กิดปฏิกิริยาตา่ ง ๆ ได้
- อเิ ลก็ ตรอนทอี่ ยูใ่ นระดับพลังงานวงใน อยู่ใกล้นิวเคลียสจะเสถียรมาก เพราะประจุ บวกจากนวิ เคลียสดงึ ดดู เอาไว้อย่างดี ส่วนอิเลก็ ตรอนระดบั พลงั งานวงนอกจะไม่เสถียรเพราะนวิ เคลยี สส่งแรงไป ดึงดูดได้นอ้ ยมาก จงึ ทาให้อิเล็กตรอนเหลา่ น้หี ลดุ ออกจากอะตอมไดง้ ่าย - ระดับพลงั งานวงในจะอย่หู า่ งกันมาก ส่วนระดบั พลังงานวงนอกจะอยู่ชดิ กันมาก - การเปลย่ี นระดับพลังงานของอิเล็กตรอน ไม่จาเป็นต้องเปลี่ยนในระดับถัดกัน อาจ เปล่ียนขา้ มระดับพลังงานกไ็ ด้ แบบจาลองอะตอมแบบกลุม่ หมอก ซึง่ สรปุ ไดด้ ังน้ี ที่มา http://thn243855chemistry.blogspot.com/2016/08/blog-post_75.html - อเิ ล็กตรอนเคลอื่ นทร่ี อบนวิ เคลียสอยา่ งรวดเร็วตลอดเวลาด้วยความเร็วสูง ด้วยรัศมี ไม่แน่นอนจึงไม่สามารถบอกตาแหน่งท่ีแน่นอนของอิเล็กตรอนได้บอกได้แต่เพียงโอกาสท่ีจะพบอิเล็กตรอนใน บรเิ วณตา่ งๆ ปรากฏการณ์แบบนี้นเ้ี รยี กว่ากล่มุ หมอกของอิเลก็ ตรอน บรเิ วณท่มี ีกลุ่มหมอกอิเล็กตรอนหนาแน่น จะมโี อกาสพบอเิ ลก็ ตรอนมากกว่าบรเิ วณท่เี ปน็ หมอกจาง - การเคล่ือนทข่ี องอิเล็กตรอนรอบนิวเคลียสอาจเป็นรูปทรงกลมหรือรูปอื่น ๆ ขึ้นอยู่ กบั ระดับพลงั งานของอิเลก็ ตรอน แต่ผลรวมของกลุ่มหมอกของอเิ ล็กตรอนทุกระดบั พลงั งานจะเป็นรปู ทรงกลม - รูปทรงต่างๆของกลุ่มหมอกอิเล็กตรอน จะข้ึนอยู่กับระดับพลังงานของอิเล็กตรอน การใช้ทฤษฎคี วันตมั จะสามารถอธบิ ายการจดั เรยี งตวั ของอเิ ลก็ ตรอนรอบนิวเคลียส ได้ว่าอิเล็กตรอนจัดเรียงตัว เป็นออร์บทิ ัล(orbital) ในระดับพลงั งานย่อย s , p , d , f แต่ละออร์บทิ ลั จะบรรจอุ เิ ลก็ ตรอนเปน็ คู่ ดังน้ี s – orbital มี 1 ออร์บิทลั หรอื 2 อิเล็กตรอน p – orbital มี 3 ออร์บิทัล หรอื 6 อเิ ลก็ ตรอน d – orbital มี 5 ออรบ์ ิทลั หรอื 10 อิเล็กตรอน f – orbital มี 7 ออร์บิทลั หรอื 14 อเิ ลก็ ตรอน แต่ละออร์บิทัลจะมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกัน ข้ึนอยู่กับการเคล่ือนที่ของอิเล็กตรอนในออร์ บทิ ัล และระดับพลังงานของอิเล็กตรอนในออรบ์ ทิ ลั น้ันๆ เชน่ s – orbital มลี กั ษณะเป็นทรงกลม
p – orbital มีลักษณะเป็นกรวยคล้ายหยดน้า ลักษณะแตกต่างกัน 3 แบบ ตาม จานวนอิเลก็ ตรอนใน 3 ออรบ์ ิทลั คือ Px , Py , Pz d – orbital มีลักษณะและรูปทรงของกลุ่มหมอก แตกต่างกัน 5 แบบ ตามจานวน อเิ ล็กตรอนใน 5 ออร์บทิ ัล คอื dx2-y2 , dz2 , dxy , dyz , dxz 2) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายเร่ืองโครงสร้างอะตอม กล่าวคือ อะตอมของธาตุ ประกอบด้วย โปรตอน(proton) นิวตรอน (neutron) และอิเล็กตรอน (electron) โปรตอนมีประจุบวก นิวตรอนเป็นกลางทางไฟฟ้า ส่วนอิเล็กตรอนมีประจุลบ โดยโปรตอนและนิวตรอนอยู่รวมกันตรงกลางของ อะตอม อิเล็กตรอนอยู่ในท่วี า่ งรอบ ๆ แตล่ ะธาตมุ ีจานวนโปรตอน นิวตรอนและอิเล็กตรอนของแตกต่างกัน แต่ จานวนโปรตอนและอิเล็กตรอนของแตล่ ะธาตุจะเท่ากนั ขน้ั ที่ 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครเู ปดิ ประเด็นคาถามนกั เรียนเพ่อื ทดสอบนักเรียนในชั้นเรยี นโดยใชค้ าถามปลายปิดดังนี้ - โปรตอน นวิ ตรอน และอิเลก็ ตรอน มีประจุไฟฟ้า เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ( แนวการ ตอบ โปรตอนจะมปี ระจุ +, นวิ ตรอนจะเปน็ 0 ( กลางทางไฟฟ้า ) และอิเล็กตรอนจะมีประจุ - ) - อะตอมหนึ่งม7ี โปรตอน 7 นิวตรอน ส่วนอะตอมท่ีสองม7ี โปรตอน 8 นิวตรอน อะตอมทั้งสอง น้เี ปน็ อะตอมของธาตุชนิดเดียวกนั หรือไม่ เพราะเหตใุ ด ( แนวการตอบ อะตอมท้ังสองเป็นอะตอมของธาตุชนิด เดยี วกนั เพราะมีจานวนโปรตอนเท่ากนั ) - นิวเคลียสของธาตุแต่ละชนิดมีประจุไฟฟ้ารวมเป็นอย่างไร เพราะเหตุใด (แนวการตอบ นิวเคลียสของธาตุแต่ละชนิดมีประจุไฟฟ้าบวกเน่ืองจากประกอบด้วยโปรตอน ซึ่งมีประจุบวกและนิวตรอนซึ่ง เป็นกลางทางไฟฟา้ เมอื่ อยู่รวมกนั จงึ เปน็ ประจไุ ฟฟา้ บวก ) - ถ้าอะตอมของธาตุฮีเลยี มม2ี โปรตอน 2 นิวตรอน และ2อเิ ลก็ ตรอน อะตอมของธาตฮุ ีเลียมจะ มปี ระจไุ ฟฟา้ อะไร เพราะเหตใุ ด ( แนวการตอบ อะตอมของธาตุฮเี ลียมจะเปน็ กลางทางไฟฟ้า เนื่องจากมอี นุภาค ท่มี ีประจุบวก 2 อนุภาค อนภุ าคท่ีเปน็ กลาง 2 อนุภาค และอนุภาคทม่ี ปี ระจลุ บ 2 อนภุ าค เมื่ออยู่รวมกันจึงเป็น กลางทางไฟฟ้า ) 2) หากครูพบว่านักเรียนมีแนวคิดคลาดเคล่ือนเก่ียวกับโครงสร้างอะตอม ให้ครูแก้ไข แนวความคดิ คลาดเคลื่อนของนกั เรียนโดยใหน้ ักเรยี นรว่ มกันอภปิ รายเพอื่ แก้ไขให้ถกู ตอ้ ง แนวคิดคลาดเคล่อื น แนวความคดิ ทถ่ี ูกตอ้ ง อิเล็กตรอนเคลื่อนท่ีเป็นรูปวงกลมล้อมรอบ อิเลก็ ตรอนเคลอ่ื นที่อยใู่ นทีว่ า่ งซ่ึงอยู่ล้อมรอบ นิวเคลียสเป็นวงโคจรรูปวงกลมหรือวงรีในลักษณะ นวิ เคลยี สแตก่ ารเคล่อื นทข่ี องอเิ ลก็ ตรอนไม่จาเป็นต้อง เดียวกันกับดาวเคราะห์เคลื่อนที่เป็นวงโคจรรอบดวง เป็นวง อาทิตย์ อะตอมของธาตุชนิดหน่ึงจะมีจานวนโปรตอน อะตอมของธาตชุ นิดหน่ึงจะมีจานวนโปรตอน และนวิ ตรอนเทา่ กันเสมอ และอิเล็กตรอนเท่ากันเสมอแต่จานวนโปรตอนไม่ จาเปน็ ตอ้ งเทา่ กบั จานวนนวิ ตรอน
ข้ันที่ 5 ข้นั ประเมนิ (Evaluation) 1) การตอบคาถามในชัน้ เรียน 2) การปฏิบตั กิ ิจกรรมกล่มุ 8. สื่อการเรียนรู้ / แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 กจิ กรรมกล่มุ กจิ กรรมท่ี 2.5 โครงสร้างอะตอมเป็นอย่างไร 8.2 สือ่ ออนไลน์ 8.3 หนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน ม.1 8.4 ตารางธาตุ 9. การวัดและการประเมิน ตวั ชวี้ ัด/ผลการเรียนรู้ วธิ กี ารวดั เคร่อื งมือวัด เกณฑท์ ใี่ ช้ในการประเมนิ 1 ดา้ นความรู้ :นักเรียน - การตอบคาถามนักเรียน - แบบประเมนิ การตอบ ผา่ นเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 สามารถอธิบายโครงสร้าง ในชั้นเรียน คาถาม ผา่ นเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 อะตอมได้ 2. ดา้ นกระบวนการ : - การตรวจกิจกรรมท่ี 2.5 - แบบประเมินการทางาน ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 นักเรยี นสามารถนาเสนอ โครงสร้างอะตอมเปน็ กลมุ่ ผลงานการศึกษา อยา่ งไร แบบจาลองอะตอมได้ - แบบประเมินการทางาน 3. ดา้ นเจตคติ : นกั เรียน - การตรวจกจิ กรรมที่ 2.5 กลุ่ม ต้ังใจเรยี นวทิ ยาศาสตร์ โครงสร้างอะตอมเปน็ อย่างไร
บันทึกหลังการสอน หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 สารบริสทุ ธ.ิ์ .. แผนการสอนเรอื่ ง 13 โครงสรา้ งอะตอมเราเรีย... วนั ที่...............................เดือน...............................................................พ.ศ........... ผลการสอน ปัญหา / อปุ สรรค ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ปัญหา ลงชอื่ ............................................ครผู ้สู อน ลงช่ือ.............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ () () ลงชื่อ.............................................ผู้ช่วย/รองฯวิชาการ () ลงชือ่ ............................................ผู้อานวยการ ()
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 14 เรอ่ื ง การจาํ แนกธาตแุ ละการใช้ประโยชน์ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 2 ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ สารบริสุทธิ์ รวม 22 คาบ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 1 สาระที่ 2 ชื่อสาระ วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 1. มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชีว้ ดั มาตรฐานการเรียนรู้ - ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร กบั โครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การ เกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี ตวั ชีว้ ัด - ม.1/1 อธิบายสมบัติทางกายภาพบางประการของธาตุโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ โดยใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์ท่ีได้จากการสังเกตและการทดสอบ และการใช้สารสนเทศท่ีได้จากแหล่งข้อมูลต่างๆ รวมทั้งจัดกลุม่ ธาตุเป็นโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ - ม.1/2 วิเคราะห์ผลจากการใช้ธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ และธาตุกรัมมันตรังสี ที่มีต่อ สง่ิ มชี ีวติ สิง่ แวดลอ้ ม เศรษฐกิจและสังคมจากข้อมลู ทร่ี วบรวมได้ - ม.1/3 ตระหนักถึงคุณค่าของการใช้ธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ ธาตุกัมมันตรังสี โดยเสนอ แนวทางการใชธ้ าตอุ ยา่ งปลอดภยั คุ้มคา่ 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด สาระสาคญั ธาตุแตล่ ะชนิดมสี มบัติเฉพาะตัวและมีสมบัติทางกายภาพบางประการเหมือนกันและบาง ประการตา่ งกันซงึ่ สามารถนาํ มาจดั กลมุ่ ธาตุ เป็นโลหะอโลหะ และกึ่งโลหะ ธาตุโลหะมีจุดเดอืด จุดหลอมเหลว สูง มีผิวมันวาวนําความร้อนนําไฟฟ้า ดึงเป็นเส้นหรือตีเป็นแผ่นบาง ๆ ได้และ มีความหนาแน่นท้ั งสูงและตํ่า ธาตุอโลหะ มีจุดเดือดจดุ หลอมเหลวตาํ่ มผี วิ ไม่มนั วาวไมน่ ําความร้อน ไม่นาํ ไฟฟ้า เปราะแตกหักง่ายและมีความ หนาแน่นต่ํา ธาตุก่ึงโลหะมีสมบัติบางประการเหมือนโลหะและสมบัติบางประการ เหมือนอโลหะ ธาตุโลหะ อโลหะ และกงึ่ โลหะ ท่ีสามารถแผ่รังสีได้จัดเป็นธาตุกัมมันตรังสีธาตุมีทั้งประโยชน์และโทษการใช้ธาตุโลหะ อโลหะกึ่งโลหะธาตกุ ัมมันตรงั สีควรคาํ นงึ ถงึ ผลกระทบตอ่ สิ่งมีชวี ติ สงิ่ แวดล้อม เศรษฐกจิ และสงั คม
3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นกั เรียนสามารถวิเคราะห์ผลจากการใช้ธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ และธาตุ กรมั มันตรังสี ที่มตี ่อส่ิงมชี วี ติ ส่ิงแวดลอ้ ม เศรษฐกิจและสงั คมได้ 2) ด้านกระบวนการ (P) นักเรียนสามารถจาํ แนกสมบัตทิ างกายภาพบางประการของธาตโุ ลหะ อโลหะ และกึง่ โลหะ ผา่ นกิจกรรมที่ 2.6 เราสามารถจําแนกธาตไุ ดอ้ ยา่ งไรได้ 3) ด้านเจตคติ (A) นักเรียนตระหนักถึงคุณค่าของการใช้ธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ ธาตุ กัมมนั ตรังสี โดยเสนอแนวทางการใช้ธาตอุ ยา่ งปลอดภยั ค้มุ ค่า 4. คุณลกั ษณะผู้เรียน ซอื่ สตั ย์สุจรติ มุง่ ม่ันในการทาํ งาน 4.1 คณุ ลักษณะทพี่ งึ ประสงค์ รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ใฝเ่ รยี นรู้ มีจติ สาธารณะ มีวนิ ัย รักความเปน็ ไทย 5. ด้านสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น ความสามารถในการคิด : นักเรียนสามารถวิเคราะห์ผลจากการใช้ธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ และธาตุ กรมั มันตรงั สี ที่มตี ่อสงิ่ มชี ีวิต ส่งิ แวดลอ้ ม เศรษฐกิจและสงั คมได้ 6. สาระการเรียนรู้ สมบัตทิ างกายภาพบางประการของธาตโุ ลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะ 7. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ใช้รปู แบบการจดั การเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ข้นั ท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1) ครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียนจากคาบที่แล้ว เพ่ือทดสอบนักเรียนในชั้นเรียนโดยใช้ คําถามปลายปิดดงั น้ี - โปรตอน นวิ ตรอน และอิเล็กตรอน มีประจุไฟฟ้า เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ( แนวการ ตอบ โปรตอนจะมีประจุ +, นวิ ตรอนจะเป็น 0 ( กลางทางไฟฟา้ ) และอเิ ลก็ ตรอนจะมปี ระจุ - ) - แบบจาํ ลองอะตอมของดอลตันกล่าวว่าอย่างไร ( แนวการตอบ แบบจําลองอะตอมของดอล ตนั ซึ่งสรปุ ได้ดงั น้ี *ธาตปุ ระกอบดว้ ยอนภุ าคเล็กๆหลายอนุภาคเรียกอนุภาคเหล่านี้ว่า “อะตอม” ซึ่งแบ่งแยก และทาํ ให้สญู หายไม่ได้และอะตอมของธาตุชนิดเดียวกันมีสมบัติเหมือนกัน แต่จะมีสมบัติ แตกต่างจากอะตอม ของธาตอุ นื่ อีกทง้ั สารประกอบเกดิ จากอะตอมของธาตุมากกว่าหนึ่งชนิดทําปฏิกิริยา เคมีกันในอัตราส่วนที่เป็น เลขลงตัวนอ้ ยๆ * ทรงกลมตันมขี นาดเลก็ ทีส่ ดุ ซ้งึ แบง่ แยกอกี ไม่ได้ * อะตอมเป็นอนุภาคท่ีเล็กที่สุด แบ่งแยกอีก ไม่ไดอ้ ะตอมของธาตุชนดิ เดยี วกันมสี มบัติเหมือนกัน * อะตอมต้องเกิดจากสารประกอบเกิดจากอะตอมของธาตุ ต้ังแต่ 2 ชนดิ ขึน้ ไปมารวมตวั กันทางเคมี )
2) ครูใหน้ ักเรียนออกมาวาดรูปโครงสรา้ งอะตอมของแตล่ ะแบบจาํ ลอง โดยการสุ่มเลขท่ีแล้วให้ เลือกเพอ่ื นคนใดในหอ้ งมาชว่ ยกนั วาดแบบจาํ ลองอะตอมตามโจทย์ทีไ่ ด้ให้ไว้ 3) ครูให้นักเรียนเปิดหนังสือเรียนไปที่หน้า 53 ให้นักเรียนดูภาพนําเรื่อง อ่านเนื้อหานําเรื่อง และรจู้ กั คําสําคญั ทาํ กจิ กรรมทบทวนความรู้ก่อนเรยี นแล้วนําเสนอผลการทํากิจกรรม หากครูพบว่านักเรียนยัง ทํากิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียนไม่ถูกต้อง ครูควรทบทวนหรือแก้ไขความเข้าใจผิดของนักเรียน เพ่ือให้ นักเรยี นมีความรู้พื้นฐานที่ถูกต้องและเพียงพอที่จะเรียนเรื่องการจําแนกธาตุและการใช้ประโยชน์จากธาตุและ สารประกอบตอ่ ไป 4) ครูใหน้ ักเรยี นทํากิจกรรมตามหนังสือ กล่าวคือให้นักเรียนทําแบบทบทวนความรู้ก่อนเรียน หน้า 53 ครเู ฉลยดังนี้ จากภาพภาพแท่งเหล็ก แท่งทองแดง และแท่งทองคําท่ีมีขนาดและปริมาตร 10 ลูกบาศก์ เซนติเมตร เท่ากันเขียนเครอ่ื งหมาย หนา้ ขอ้ ทีถ่ กู ตอ้ ง ............... เมอ่ื ต่อแทง่ ทองแดงในวงจรไฟฟา้ ทาํ ใหห้ ลอดไฟในวงจรสวา่ ง แสดงวา่ ทองแดงนําไฟฟ้าได้ .................... เหล็กมีความหนาแน่นสูงกว่าทองแดงและทองคํา (เหล็กมีความหนาแน่นต่ํา กว่าทองแดงและ ทองคํา) ............... เม่ือใหค้ วามรอ้ นจนมีอณุ หภมู ิสงู ขน้ึ เรือ่ ยๆแทง่ ทองคาํ จะหลอมเหลวก่อนแท่งทองแดงและแทง่ เหล็ก ข้ันท่ี 2 ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration) 1) ครูใหน้ กั เรยี นน่งั เปน็ กลุ่มตามท่ไี ดจ้ ัดไว้ โดยจะมีสมาชกิ กลุ่มอย่ปู ระมาณ 4- 5 คนต่อกลมุ่ 2) ครูใหน้ กั เรยี นปฏบิ ัติกจิ กรรมท่ี 2.6 เราจําแนกธาตุได้อย่างไร โดยครูจะให้ตัวอย่างของธาตุ มาพร้อมอปุ กรณ์แลว้ ให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าตามกิจกรรมในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.1 สสวท ซ่ึงนักเรียน ต้องบนั ทกึ ผลดงั น้ี ผลการสงั เกต ลกั ษณะภายนอก การนา ความ จุดเดือด จุด การนา ชอ่ื ธาตุ สถานะ สี ความมัน ไฟฟา้ เหนียว หลอมเหลว ความ วาว รอ้ น อะลมู เิ นียม เหล็ก ทองแดง สงั กะสี กาํ มะถนั ถา่ นไม้
3) ท้ังนี้ครูให้นักเรียนค้นคว้าจากสื่อต่างๆและครูคอยสังเกตวิธีการจัดอุปกรณ์สังเกตการ ทดสอบสมบัตกิ ารบนั ทึกผลการสังเกตและการจําแนกธาตขุ องนักเรียนทุกกลุ่ม เพื่อให้ข้อแนะนําระหว่างการทํา กิจกรรม รวมทัง้ นําขอ้ มูลที่ควรจะปรับปรงุ และแก้ไขมาใชป้ ระกอบการอภิปรายหลังทาํ กิจกรรม 4) เมื่อทุกกลุ่มได้ดําเนินกิจกรรมครูทําการสุ่มมา 1 กลุ่มเพ่ือออกมาอภิปรายและนําเสนอ ผลงานของตนเอง ข้ันท่ี 3 ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) 1) ครูและนกั เรียนรว่ มกับสรุปบทเรียนและอภิปรายดังน้ี ธาตุแต่ละชนิดอาจมีสมบัติที่เหมือน หรือแตกต่างกัน สามารถใช้สมบัติเหล่าน้ีเป็นเกณฑ์ในการจําแนกธาตุได้ธาตุที่มีพ้ืนผิวมันวาว นําไฟฟ้าและนํา ความรอ้ นได้ดีจดุ เดือดและจุดหลอมเหลวสูง ไม่เปราะเหนยี วจัดเป็นธาตุโลหะ(metal)ส่วนธาตุที่มีพื้นผิวด้าน ไม่ มันวาว นําไฟฟ้าและนําความร้อนได้ไม่ดีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวต่ํา เปราะไม่เหนียวจัดเป็นอโลหะ(non- metal) 2) ครอู ธบิ ายตอ่ ไปว่า ธาตุสามารถจําแนกได้เป็นโลหะ อโลหะ และก่ึงโลหะ โดยใช้สมบัติทาง กายภาพเปน็ เกณฑ์ ไดแ้ ก่ ความมันวาว การนําไฟฟา้ และนาํ ความร้อน จุดเดือดและจุดหลอมเหลว ความเหนียว นอกจากนีส้ ามารถจาํ แนกธาตุกมั มันตรังสีโดยใช้สมบัติการแผ่รังสีเป็นเกณฑ์ ธาตุโลหะมีพ้ืนผิวมันวาว นําไฟฟ้า และนําความร้อนได้ดีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง ไม่เปราะ เหนียว เช่น อะลูมิเนียม ทองแดง สังกะสีธาตุ อโลหะมพี นื้ ผิวด้าน ไมม่ ันวาว นําไฟฟ้าและนําความร้อนได้ไม่ดีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวต่ํา เปราะไม่เหนียว เช่น โบรมนี กาํ มะถัน คาร์บอน ธาตุก่ึงโลหะมสี มบัติบางอยา่ งเหมอื นโลหะและสมบัติบางอยา่ งเหมือนอโลหะ นํา ไฟฟ้าได้ดีกว่าอโลหะแต่ไม่ดีเท่าโลหะเช่น พลวง โบรอน ซิลิคอน ส่วนธาตุกัมมันตรังสีแผ่รังสีได้เช่น ยูเรเนียม เรดอน พอโลเนยี ม ข้นั ท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูเปดิ ประเด็นคําถามนักเรียนเพอ่ื ทดสอบนักเรียนในชน้ั เรียนโดยใช้คําถามปลายปิดดงั นี้ - ตัวอย่างธาตุในกิจกรรมนี้คือธาตุใดบ้าง (แนวการตอบ อะลูมิเนียม เหล็ก ทองแดง สังกะสี กาํ มะถัน ถ่านไม้) - ถ้าจําแนกธาตเุ ปน็ โลหะอโลหะและกง่ึ โลหะโดยใชเ้ กณฑ์ขา้ งตน้ จากขอ้ มูลท่ีได้สังเกตลักษณะ ทางกายภาพและขอ้ มลู จากตาราง แต่ละกลุ่มมีธาตุใดบ้าง (แนวการตอบ กลุ่มโลหะ ประกอบด้วย อะลูมิเนียม เหลก็ ทองแดง สงั กะสีกล่มุ อโลหะ ประกอบดว้ ย กาํ มะถนั และถา่ นไม้) - นักเรยี นต้องรวบรวมและบันทึกข้อมูลอะไรบ้าง (แนวการตอบ สังเกตลักษณะภายนอกของ ธาตุ ทดสอบการนาํ ไฟฟา้ ความเหนยี ว ความมันวาว การจาํ แนกธาตเุ ปน็ 2 กล่มุ โดยใช้สมบตั เิ ปน็ เกณฑ)์ 2) ครูถามคําถามเก่ียวกับเรื่องการใช้ประโยชน์ธาตุโลหะอโลหะก่ึงโลหะและธาตุกัมมันตรังสี ดังนี้ - ธาตุโลหะนําไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง (แนวการตอบ ธาตุโลหะใช้ในเคร่ืองจักร เครือ่ งใช้ไฟฟา้ ภาชนะหุงต้ม)
- ธาตุอโลหะนาํ ไปใชป้ ระโยชนไ์ ดอ้ ยา่ งไรบ้าง (แนวการตอบ ธาตุอโลหะเป็นองค์ประกอบของ ปยุ๋ ) - ธาตุกึ่งโลหะนําไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง (แนวการตอบ ธาตุกึ่งโลหะใช้ในอุปกรณ์ อิเล็กทรอนกิ สเ์ ป็นสารกึ่งตวั นําแบตเตอรี่ รถยนตแ์ ผงเซลล์แสงอาทิตย์แผ่นซีด)ี - ธาตุกัมมันตรังสีนําไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง (แนวการตอบ ธาตุกัมมันตรังสีใช้ใน การแพทยก์ ารเกษตร อุตสาหกรรม เช่น การรกั ษาโรคมะเรง็ การฉายรงั สอี าหาร การตรวจสอบรอยร้าวในโลหะ) - ธาตุโลหะ อโลหะ ก่ึงโลหะ และธาตกุ ัมมนั ตรงั สีอาจก่ออันตรายได้อย่างไรบ้าง (แนวการตอบ โลหะบางชนดิ ท่ีใช้ในอตุ สาหกรรมอาจกอ่ ให้เกิดอนั ตรายต่อตบั หัวใจ ไต ธาตุกงึ่ โลหะบางชนดิ เปน็ พิษต่อร่างกาย เช่น สารหนซู ิลิคอน) 3) หากครูพบว่านกั เรียนมีแนวคิดคลาดเคลอ่ื นเก่ียวกับการจําแนกธาตุและการใช้ประโยชน์ให้ ครแู ก้ไขแนวความคิดคลาดเคลื่อนของนกั เรยี นโดยใหน้ กั เรียนรว่ มกนั อภปิ รายเพื่อแก้ไขใหถ้ กู ตอ้ ง แนวคิดคลาดเคลอื่ น แนวความคิดทถ่ี ูกตอ้ ง การจาํ แนกธาตุสามารถใช้สมบัติทางกายภาพ การจําแนกธาตุใช้สมบัติทางกายภาพและ เพยี งสมบตั ิเดยี วเปน็ เกณฑไ์ ด้ สมบัตทิ างเคมีหลายสมบัติรว่ มกันเป็นเกณฑ์ โลหะทุกชนดิ มีความหนาแน่น จดุ เดอื ดและ โลหะมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง ส่วน จดุ หลอมเหลวสูง ใหญ่มีสถานะเป็นของแข็งท่ีอุณหภูมิห้องยกเว้นปรอท โลหะอ าจมีความหนาแน่น สูง หรื อ ตํ่าก็ ได้เช่น อโลหะทุกชนดิ มีความหนาแนน่ จุดเดอื ดแล อะลูมเิ นยี มมีความหนาแนน่ ต่ํา จุดหลอมเหลวตาํ่ อโลหะอาจมีจดุ เดือดและจดุ หลอมเหลวตํา่ ยกเว้น คาร์บอนในรูปของเพชร แกรไฟต์ถ่านไมซ้ งึ่ มีจุด เดอื ดและจุดหลอมเหลวสงู อโลหะอาจมีสถานะเปน็ ของแข็ง ของเหลว หรือแก๊สท่อี ุณหภูมหิ อ้ ง มคี วาม หนาแน่นตํ่า 4) ใหน้ ักเรียนอา่ นเนอื้ หาในหนังสือเรยี นเร่อื งการจําแนกธาตุเป็น โลหะ อโลหะ ก่ึงโลหะ และ เรือ่ งธาตกุ ัมมันตรังสี แลว้ ร่วมกันอภปิ รายเพื่อให้ไดข้ ้อสรุปเกีย่ วกับการจําแนกธาตุ ตามประเดน็ ดงั น้ี 4.1 ธาตุจาํ แนกได้อยา่ งไรบ้าง ใช้สมบตั ิใดบ้างเป็นเกณฑ์ในการจาํ แนก ( แนวการตอบ ธาตุสามารถจําแนกไดเ้ ป็นโลหะ อโลหะ และก่ึงโลหะ โดยใช้สมบัติทางกายภาพเป็นเกณฑ์ ได้แก่ ความมันวาว การนําไฟฟ้าและนําความร้อน จุดเดือดและจุดหลอมเหลว ความเหนียว นอกจากน้ีสามารถจําแนกธาตุ กมั มนั ตรังสี โดยใชส้ มบตั ิการแผร่ งั สีเปน็ เกณฑ์ ) 4.2 ธาตุแต่ละกลุ่มมีสมบัติอย่างไร มีธาตุใดบ้างเป็นตัวแทนในแต่ละกลุ่ม ( แนวการ ตอบ ธาตุโลหะมีพ้ืนผิวมันวาว นําไฟฟ้าและนําความร้อนได้ดี จุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง ไม่เปราะ เหนียว
เชน่ อะลูมเิ นยี ม ทองแดง สงั กะสี ธาตอุ โลหะมพี ้ืนผวิ ด้าน ไม่มันวาว นําไฟฟ้าและนําความร้อนได้ไม่ดี จุดเดือด และจุดหลอมเหลวตํ่า เปราะ ไม่เหนียว เช่น โบรมีนกํามะถัน คาร์บอน ธาตุก่ึงโลหะมีสมบัติบางอย่างเหมือน โลหะและสมบัติบางอย่างเหมอื นอโลหะ นาํ ไฟฟ้าไดด้ กี วา่ อโลหะ แต่ไมด่ ีเทา่ โลหะ เช่น พลวง โบรอน ซลิ ิคอน ) 5) ครูให้นกั เรียนวเิ คราะหก์ ารใชป้ ระโยชน์จากธาตุตา่ งๆ ตวั อยา่ งเช่น ที่มา หนงั สอื คมู่ อื ครูวิทยาศาสตร์ ม.1 สสวท. ที่มา หนังสอื คมู่ อื ครูวทิ ยาศาสตร์ ม.1 สสวท.
ขัน้ ที่ 5 ข้นั ประเมิน (Evaluation) 1) การตอบคําถามในช้นั เรียน 2) การปฏบิ ัตกิ ิจกรรมกลมุ่ 3) ครใู ห้นักเรยี นไปสรุปแผนผังมโนทศั น์บทเรียนการจําแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธ์ิ มาสง่ ในคาบหนา้ 8. สื่อการเรียนรู้ / แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 กจิ กรรมกลุ่มกจิ กรรมที่ 2.6 เราสามารถจําแนกธาตุได้อย่างไร 8.2 สอ่ื ออนไลน์ 8.3 หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ม.1 8.4 การเขียนแผนผงั มโนทศั น์ 9. การวดั และการประเมนิ ตวั ชวี้ ัด/ผลการเรยี นรู้ วธิ ีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์ทีใ่ ช้ในการประเมนิ 1 ดา้ นความรู้ :นักเรียน - การตอบคําถาม - แบบประเมนิ การตอบ ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 สามารถวิเคราะหผ์ ลจากการ นกั เรยี นในชั้นเรยี น คาํ ถาม ใชธ้ าตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะ ผ่านเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 และธาตุกรมั มนั ตรังสี ท่ีมีต่อ - การตรวจกิจกรรมท่ี - แบบประเมนิ การทํางาน ส่งิ มชี วี ิต ส่งิ แวดล้อม ผา่ นเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 เศรษฐกิจและสงั คมได้ 2.6 เราสามารถจาํ แนก กลมุ่ กิจกรรมท่ี 2.6 เรา 2. ดา้ นกระบวนการ : นกั เรียนสามารถจาํ แนก ธาตไุ ดอ้ ยา่ งไร สามารถจําแนกธาตุได้ สมบัตทิ างกายภาพบาง ประการของธาตโุ ลหะ อยา่ งไร อโลหะ และก่ึงโลหะ ผา่ น กิจกรรมที่ 2.6 เราสามารถ - การตอบคําถาม - แบบประเมินการตอบ จําแนกธาตไุ ด้อย่างไรได้ นกั เรยี นในชั้นเรยี น คาํ ถาม 3. ดา้ นเจตคติ : นกั เรียน ตระหนกั ถงึ คุณคา่ ของการใช้ ธาตุโลหะ อโลหะ กง่ึ โลหะ ธาตุกัมมนั ตรงั สี โดยเสนอ แนวทางการใช้ธาตอุ ย่าง ปลอดภยั คุ้มคา่
บันทึกหลังการสอน หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 2 สารบรสิ ุทธ.ิ์ .. แผนการสอนเรอ่ื ง 14 การจําแนกธาตุเราเรยี ... วนั ที่...............................เดือน...............................................................พ.ศ......... ผลการสอน ปัญหา / อปุ สรรค ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกป้ ญั หา ลงช่ือ............................................ครผู สู้ อน ลงช่ือ.............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ () () ลงชื่อ.............................................ผู้ช่วย/รองฯวิชาการ () ลงช่อื ............................................ผู้อานวยการ ()
แบบบันทึกกิจกรรมที่ 2.6 กลุ่มที่....... เราสามารถจาแนกธาตุไดอ้ ย่างไร ห้อง…………. จดุ ประสงค์ ทดสอบและเปรียบเทียบสมบัตทิ างกายภาพของธาตุ เพ่ือใชใ้ นการจาํ แนกธาตุ วสั ดอุ ุปกรณ์ รายการ ปรมิ าณ/กลุ่ม ตวั อยา่ งธาตุต่าง ๆ ได้แก่ อะลูมเิ นยี ม เหล็ก ทองแดง 1 ชดุ สังกะสกี ํามะถนั ถ่านไม้ หลอดไฟ 2.5 โวลต์ 1 หลอด สายไฟ พร้อมคลิปปากจระเข้ 2 เสน้ แบตเตอร่ี 1.5 โวลต์ 1 ก้อน คอ้ นยางขนาดเล็ก 1 อนั ถุงพลาสติกขนาดเล็ก 1 ถงุ แว่นตานริ ภยั (ถ้าม)ี 1 อนั /คน กระดาษทราย (ถา้ มี) 1 แผน่ ตารางบันทกึ ผลการทดลอง ชือ่ ธาตุ ลกั ษณะภายนอก ผลการสงั เกต จดุ เดอื ด จดุ การนา ผลการ สถานะ สี ความมัน การนา ความ หลอมเหลว ความ จาแนก อะลูมิเนียม ไฟฟ้า เหนยี ว ร้อน เหล็ก วาว ทองแดง สังกะสี กํามะถนั ถา่ นไม้
ตอบคาถามหลงั การปฏบิ ตั กิ จิ กรรม 1. ธาตใุ ดบา้ งท่มี ีสมบัติความมันวาว การนาํ ไฟฟา้ และความเหนียว เหมอื นกนั ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 2. เมอ่ื จาํ แนกธาตุโดยใช้สมบัติตอ่ ไปน้เี ปน็ เกณฑร์ ่วมกัน ไดแ้ ก่ ความมนั วาว การนําไฟฟ้า ความเหนียว จดุ เดอื ด จุดหลอมเหลว และการนําความร้อน ไดผ้ ลการจําแนกเปน็ อย่างไร ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................................. 3. จากกจิ กรรม สรปุ ไดว้ ่าอย่างไร ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................................
ตวั อยา่ ง แบบบนั ทกึ กิจกรรมท่ี 2.6 กลุ่มท.ี่ ...... เราสามารถจาแนกธาตไุ ด้อย่างไร ห้อง…………. จดุ ประสงค์ ทดสอบและเปรียบเทยี บสมบัติทางกายภาพของธาตุ เพอื่ ใช้ในการจําแนกธาตุ วัสดอุ ุปกรณ์ รายการ ปริมาณ/กลุ่ม ตวั อย่างธาตุต่าง ๆ ได้แก่ อะลูมิเนยี ม เหลก็ ทองแดง 1 ชดุ สังกะสกี าํ มะถนั ถ่านไม้ หลอดไฟ 2.5 โวลต์ 1 หลอด สายไฟ พรอ้ มคลิปปากจระเข้ 2 เสน้ แบตเตอรี่ 1.5 โวลต์ 1 ก้อน ค้อนยางขนาดเลก็ 1 อนั ถงุ พลาสติกขนาดเลก็ 1 ถุง แว่นตานริ ภัย (ถา้ มี) 1 อนั /คน กระดาษทราย (ถ้ามี) 1 แผ่น ตารางบันทกึ ผลการทดลอง ( ตัวอย่าง ) ผลการสังเกต ลกั ษณะภายนอก การนา ความ จุดเดือด จดุ การนา ผลการ ชือ่ ธาตุ สถานะ สี ความมนั ไฟฟา้ เหนียว หลอมเหลว ความ จาแนก วาว รอ้ น อะลมู ิเนยี ม ของแข็ง เทาอ่อน มนั วาว นําไฟฟา้ บดิ งอได้ 2,467 660 นาํ ได้ดี กล่มุ 1 เหล็ก ของแขง็ เทาออ่ น มนั วาว นําไฟฟา้ บดิ งอได้ 2,750 1,535 นาํ ไดด้ ี กลุม่ 1 ทองแดง ของแข็ง ทองแดง มันวาว นาํ ไฟฟา้ บดิ งอได้ 2,567 1,083 นาํ ได้ดี กลมุ่ 1 สงั กะสี ของแข็ง เทาอ่อน มนั วาว นําไฟฟา้ บดิ งอได้ 907 420 นําไดด้ ี กลมุ่ 1 กํามะถัน ของแข็ง เหลอื ง ไม่มนั วาว ไมน่ าํ เปราะ 445 113 ไม่นาํ กล่มุ 2 อ่อน ไฟฟ้า แตกงา่ ย ถา่ นไม้ ของแข็ง ดาํ ไมม่ ันวาว ไมน่ าํ เปราะ - สูงมาก ไมน่ ํา กล่มุ 2 ไฟฟ้า แตกง่าย (>3,600)
ตอบคาถามหลงั การปฏบิ ตั กิ จิ กรรม 1. ธาตุใดบา้ งท่ีมสี มบัตคิ วามมนั วาว การนําไฟฟา้ และความเหนยี ว เหมือนกัน แนวการตอบ ธาตุอะลูมิเนียม เหล็ก ทองแดง สงั กะสี และพลวง มีความมันวาว การนาํ ไฟฟา้ ไดด้ ี และ เหนยี วเหมือนกนั สว่ นธาตกุ ํามะถันและถ่านไม้ ไมม่ นั วาว นาํ ไฟฟ้าได้ไมด่ ี และไมเ่ หนยี วเหมือนกนั 2. เม่ือจาํ แนกธาตโุ ดยใช้สมบตั ติ ่อไปนี้เปน็ เกณฑร์ ่วมกนั ได้แก่ ความมนั วาว การนําไฟฟ้า ความเหนยี ว จุดเดือด จดุ หลอมเหลว และการนําความร้อน ได้ผลการจําแนกเป็นอย่างไร แนวการตอบ เมอ่ื ใช้สมบัติต่าง ๆ เป็นเกณฑ์รว่ มกัน สามารถจําแนกธาตเุ ปน็ 2 กลุ่ม โดยกลมุ่ ท่ี 1 มี ความมันวาวนาํ ไฟฟ้าไดด้ ี เหนียว จุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูง นาํ ความร้อนไดด้ ี ได้แก่ อะลมู เิ นยี ม เหล็ก ทองแดง สงั กะสี กลุม่ ที่ 2 ไม่มันวาว นําไฟฟ้าไดไ้ มด่ ี ไม่เหนยี ว จุดเดอื ดและจดุ หลอมเหลวตาํ่ นาํ ความรอ้ นได้ ไมด่ ี ได้แก่ กํามะถันและถา่ นไม้ 3. จากกิจกรรม สรปุ ได้ว่าอยา่ งไร แนวการตอบ ธาตแุ ต่ละชนดิ อาจมีสมบตั ิที่เหมือนหรอื แตกต่างกนั สามารถใชส้ มบตั ิเหลา่ นเ้ี ปน็ เกณฑใ์ น การจําแนกธาตไุ ด้ ธาตทุ ี่มีพ้นื ผวิ มนั วาว นําไฟฟา้ และนําความรอ้ นไดด้ ี จดุ เดอื ดและจุดหลอมเหลวสูงไมเ่ ปราะ เหนียว จดั เปน็ กลมุ่ หนง่ึ สว่ นธาตทุ ่ีมีพนื้ ผวิ ด้าน ไม่มนั วาว นาํ ไฟฟา้ และนําความร้อนไดไ้ มด่ ี จดุ เดือดและจดุ หลอมเหลวตํ่า เปราะ ไม่เหนยี ว จัดเปน็ อกี กล่มุ หนึง่
แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 15 เร่ือง กลอ้ งจุลทรรศน์ รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ช่ือหนว่ ยการเรยี นรู้ หนว่ ยพ้นื ฐานของส่ิงมีชีวิต รวม 12 คาบ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นที่ 1 สาระท่ี 1 ชือ่ สาระ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.2 1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวชว้ี ดั มาตรฐานการเรยี นรู้ - ว 1.2เข้าใจสมบัติของสิง่ มชี วี ติ หน่วยพ้ืนฐานของส่ิงมีชีวิต การลําเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทํางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทํางานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนําความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตวั ช้ีวดั - ม 1/1 ใชก้ ลอ้ งจลุ ทรรศนใ์ ช้แสงศกึ ษาเซลลแ์ ละโครงสรา้ งตา่ ง ๆ ภายในเซลล์ 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด สาระสาคัญ กลอ้ งจุลทรรศนเ์ ปน็ อุปกรณ์ทม่ี ีความสําคัญเป็นอย่างมากในการศึกษาชีววิทยา เพราะใช้ เป็นอุปกรณ์หลักในการศึกษาสัณฐานวิทยาและโครงสร้างของเนื้อเย่ือหรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กซ่ึงไม่สามารถ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน นอกจากน้ีกล้องจุลทรรศน์ยังเป็นเคร่ืองมือท่ีมีความพิถีพิถันซับซ้อน สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการใช้กล้องจุลทรรศน์ควรปฏิบัติอย่างมีความเข้าใจและท่ีสําคัญ ควรใช้อย่างระมัดระวังเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการศึกษาต่อไป กล้องจุลทรรศน์เป็นเคร่ืองมือสําคัญใน การศกึ ษาชีววิทยาเพราะใช้ขยายสิง่ ท่เี ล็ก ๆ ให้สามารถสงั เกตอย่างชัดเจน กลอ้ งจลุ ทรรศนส์ ามารถแบ่งออกเป็น ประเภทใหญ่ๆได้ 2 ประเภท คือ กล้องจุลทรรศน์แบบแสง (Optical microscopes) และกล้องจุลทรรศน์ อิเลก็ ตรอน(Electron microscopes) 3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1) ดา้ นความรู้ (K) นกั เรยี นสามารถอธบิ ายวธิ กี ารใช้กล้องจลุ ทรรศน์ได้ 2) ดา้ นกระบวนการ (P) นักเรยี นสามารถชี้สว่ นประกอบของกล้องจุลทรรศนไ์ ด้ถกู ตอ้ ง 3) ด้านเจตคติ (A) นักเรียนตั้งใจเรียนวทิ ยาศาสตร์
4. คณุ ลกั ษณะผู้เรยี น ซื่อสัตย์สุจริต มงุ่ ม่ันในการทาํ งาน 4.1 คณุ ลักษณะทพ่ี งึ ประสงค์ ใฝ่เรียนรู้ มีจิตสาธารณะ รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง มวี ินัย รักความเปน็ ไทย 5. ด้านสมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน ความสามารถในการคิด : นักเรยี นสามารถอธบิ ายวธิ ีการใชก้ ล้องจลุ ทรรศน์ได้ 6. สาระการเรยี นรู้ กล้องจุลทรรศน์สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 2 ประเภท คือ กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง (Optical microscopes) และกลอ้ งจลุ ทรรศนอ์ ิเล็กตรอน(Electron microscopes) 7. กิจกรรมการเรยี นรู้ ใชร้ ปู แบบการจัดการเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขนั้ ที่ 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1) ครูนําเข้าส่กู ารเรยี นรู้เพื่อกระตุน้ ความคิดของนักเรียน โดยครูให้นกั เรียนดูรูปเก่ียวกับระบบ นเิ วศทะเลดงั น้ี ที่มา https://ngthai.com/tag 2) ครูเปิดประเด็นคําถามนักเรียนว่า จากรูปนักเรียนเห็นสิ่งมีชีวิตอะไรบ้าง ( แนวการตอบ ปลาปักเป้า ปลาขา้ งเหลอื ง และลกู ปลาตวั เลก็ ) 3) ครูถามนักเรียนต่อไปว่า นอกจากส่ิงที่นักเรียนเห็นด้วยตาเปล่าแล้ว นักเรียนคิดว่ายังมี สิ่งมีชวี ติ อ่นื ๆทีมขี นาดเล็กอีกหรอื ไม่ ( แนวการตอบ ยงั คงมสี ิง่ มีชีวิตอ่ืนๆท่ีไมส่ ามารถมองเห็นได้ดว้ ยตาเปล่าได้ ) 4) ครูกล่าวกับนักเรียนว่า แล้วส่ิงท่ีนักเรียนบอกว่ามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า นักเรียนจะมีวิธี การศึกษาอย่างไรบ้าง หรือใช้เคร่ืองมืออะไรในการศึกษา ( แนวการตอบ ใช้กล้องจุลทรรศน์ในการศึกษา สง่ิ มชี วี ิตทไี่ ม่สามารถมองเหน็ ได้ด้วยตาเปลา่
ขั้นที่ 2 ขัน้ สารวจและค้นหา (Exploration) 1) ครูให้นกั เรยี นนัง่ เปน็ กล่มุ ตามทไี่ ดจ้ ดั ไว้ โดยจะมสี มาชกิ กลมุ่ อยู่ประมาณ 4- 5 คนต่อกลมุ่ 2) ครูใหน้ ักเรียนทาํ ใบงานที่ 3.1 เร่ืองส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์และวิธีการใช้ โดยครู จะใหน้ กั เรียนรว่ มกันศึกษาหาความรจู้ ากหนงั สอื และจากสอื่ อินเทอรเ์ นต็ ท่นี ักเรียนแต่ละกล่มุ พอมอี ย่บู ้าง เพื่อใช้ ในการสบื ค้นและเป็นแหล่งเรยี นรู้ในเรื่องส่วนประกอบของกลอ้ งจุลทรรศน์และวธิ กี ารใช้ 3) ท้งั นี้ครูคอยดูแลการสืบค้นและทาํ ใบงาน ในหัวข้อและประเด็นที่นกั เรยี นนั้นยังคลาดเคล่ือน อยู่ ข้ันที่ 3 ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) 1) ครูและนักเรียนร่วมกับสรุปบทเรียนและอภิปรายดังนี้ กล้องโทรทรรศน์แบบใช้แสงจะ ประกอบไปด้วย 1. ลํากลอ้ ง (Body tube) เป็นสว่ นทเี่ ชื่อมโยงอยรู่ ะหว่างเลนสใ์ กลต้ ากบั เลนส์ใกล้วัตถุ มหี นา้ ป้องกันไม่ให้แสงจากภายนอกรบกวน 2. แขน (Arm) คือส่วนที่ทําหน้าท่ียึดระหว่างส่วนลํากล้องกับฐาน เป็นตําแหน่งที่จับ เวลายกกล้อง 3. แทน่ วางวตั ถุ (Speciment stsge) เปน็ แท่นใชว้ างแผน่ สไลดท์ ต่ี อ้ งการศกึ ษา 4. ที่หนีบสไลด์ (Stage clip) ใช้หนีบสไลด์ให้ติดอยู่กับแท่นวางวัตถุ ในกล้องรุ่นใหม่ จะมี Mechanical stage แทนเพอ่ื ควบคุมการเลือ่ นสไลดใ์ ห้สะดวกขน้ึ 5. ฐาน (Base) เป็นส่วนทีใ่ ชใ้ นการตง้ั กลอ้ ง ทาํ หนา้ ท่ีรบั น้าํ หนกั ตัวกลอ้ งทง้ั หมด
6. กระจกเงา (Mirror) ทําหน้าที่สะท้อนแสงจากธรรมชาติหรือแสงจากหลอดไฟ ภายในห้องให้ส่องผ่านวัตถุโดยทั่วไปกระจกเงามี 2 ด้าน ด้านหนึ่งเป็นกระจกเงาเว้า อีกด้านเป็นกระจกเงา ระนาบ สําหรบั กลอ้ งร่นุ ใหมจ่ ะใช้หลอดไฟเปน็ แหล่งกําเนดิ แสง ซง่ึ สะดวกและชดั เจนกวา่ 7. เลนส์รวมแสง (condenser) ทําหนา้ ทร่ี วมแสงใหเ้ ข้มขึน้ เพื่อส่งไปยังวัตถุท่ีต้องการ ศึกษา 8. ไดอะแฟรม (diaphragm) อยู่ใต้เลนส์รวมแสงทําหน้าท่ีปรับปริมาณแสงให้เข้าสู่ เลนส์ในปรมิ าณทต่ี ้องการ 9.ปุ่มปรับภาพหยาบ (Coarse adjustment) ทําหน้าท่ีปรับภาพโดยเปลี่ยนระยะ โฟกัสของเลนสใ์ กลว้ ัตถุ (เล่ือนลํากล้องหรือแท่นวางวัตถขุ นึ้ ลง) เพื่อทาํ ใหเ้ ห็นภาพชัดเจน 10. ปุ่มปรับภาพละเอียด (Fine adjustment) ทําหน้าที่ปรับภาพ ทําให้ได้ภาพท่ี ชัดเจนมากขน้ึ 11. เลนส์ใกล้วัตถุ (Objective lens) จะติดอยู่กับจานหมุน (Revolving nose piece) ซ่งึ จานหมุนนี้ทําหน้าที่ในการเปล่ียนกําลังขยายของเลนส์ใกล้วัตถุ ตามปกติเลนส์ใกล้วัตถุมีกําลังขยาย 3-4 ระดบั คือ 4x 10x 40x 100x ภาพท่ีเกิดจากเลนสใ์ กลว้ ตั ถเุ ป็นภาพจรงิ หัวกลับ 12. เลนส์ใกล้ตา (Eye piece) เป็นเลนส์ที่อยู่บนสุดของลํากล้อง โดยทั่งไปมี กําลังขยาย 10x หรือ 15x ทําหน้าที่ขยายภาพที่ได้จากเลนส์ใกล้วัตถุให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ทําให้เกิดภาพท่ีตาผู้ ศกึ ษาสามารถมองเหน็ ได้ โดยภาพทไี่ ดเ้ ปน็ ภาพเสมือนหวั กลบั 2) ครูอธิบายเก่ยี วกบั วิธีการใช้กล้องจลุ ทรรศน์แบบใชแ้ สง กล่าวคือ ข้ันที่ 1 วางสไลด์ท่ีต้องการส่องบนแท่นวางสไลด์ เปิดไฟกล้องจุลทรรศน์ ควรให้จุด วงกลมของแสงอยู่ตรงกลางใกลเ้ คียงกบั บริเวณท่ีตอ้ งการส่องมากท่ีสดุ ข้ันที่ 2 ปรับระยะห่างระหว่างตา สําหรับกล้องชนิด 2 ตา ปรับหาระยะห่างระหว่าง ตา (Interpupillary distance) และปรับ Diopter ทีต่ าขา้ งใดขา้ งหนึง่ เพ่อื ใหร้ ะยะโฟกัสท่ีเท่ากนั ข้ันท่ี 3 ปรับโฟกัส หาระยะโฟกัสท่ีชัดที่สุด โดยเร่ิมจากเลนส์วัตถุท่ีขนาดกําลังขยาย ตา่ํ สดุ กอ่ น จากน้ันค่อยเพ่มิ กําลังขยายให้สูงข้ึน โดยปรับป่มุ ปรบั ภาพหยาบ (Coarse adjustment knob) ข้ันท่ี 4 ปรับละเอียด เม่ือปรับภาพหยาบจนพอมองเห็นภาพให้ทําการปรับด้วยปุ่ม ปรบั ภาพแบบละเอียด (Fine adjustment knob) ควบคกู่ บั การเลอื่ นสไลด์ ข้ันท่ี 5 ปรับปริมาณแสง โดยปรับที่ไดอะแฟรม (Diaphragm) ใต้แท่นวางสไลด์เพ่ือ ควบคุมแสงในปริมาณทพี่ อเหมาะ การลดความกวา้ งของไดอะแฟรมลงเมือ่ กาํ ลังขยายสงู ขน้ึ ขัน้ ท่ี 6 ปรับกําลงั ขยายให้สงู ขึ้น เม่ือไม่ขนาดของวัตถุท่ีส่องมีขนาดเล็กจนไม่สามารถ มองเหน็ ไดใ้ หป้ รับกําลังขยายให้สูงขึ้น โดยเลนส์ 100X ควรใช้ Immersion Oil หยดลงบนกระจกปิดสไลด์เพ่ือ เพ่ิมประสทิ ธภิ าพในการมองเห็นด้วย โดยใหเ้ ลนส์สัมผัสกับ Immersion Oil และกระจกปิดสไลด์ ขั้นท่ี 7 เก็บทําความสะอาด เมือ่ ใชง้ านเสร็จให้เก็บโดยใช้ถุงคลุมหรือเก็บไว้ในท่ีท่ีไม่มี ฝุน่ และความชืน้ ต่ํา โดยเช็ดทาํ ความสะอาดด้วยกระดาษเช็ดเลนสห์ รอื นํ้ายาสาํ หรบั เช็ดเลนส์
ขั้นที่ 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูเปิดโอกาสให้นกั เรียนตัง้ คาํ ถาม โดยใหแ้ ตล่ ะกลุ่มตง้ั คําถามมา 1 ขอ้ 2) ครูเนน้ ยา้ํ เรื่องการใช้กล้องจุลทรรศน์ เพ่ือป้องกันความเสียหายท่ีจะเกิดขึ้นในเร่ืองของการ หมุนปรบั เลนสแ์ ละการใช้ส่ิงของอย่างระมัดระวัง ข้นั ที่ 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) 1) การตอบคําถามในชนั้ เรียน 2) การทาํ ใบงานที่ 3.1 เรอ่ื งสว่ นประกอบของกล้องจลุ ทรรศนแ์ ละวิธีการใช้ 8. สื่อการเรียนรู้ / แหล่งเรียนรู้ 8.1 ใบงานท่ี 3.1 เร่อื งส่วนประกอบของกลอ้ งจุลทรรศนแ์ ละวิธีการใช้ 8.2 สอื่ ออนไลน์ 8.3 หนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ม.1 9. การวัดและการประเมนิ ตัวช้วี ัด/ผลการเรยี นรู้ วิธกี ารวดั เคร่อื งมือวัด เกณฑท์ ่ใี ชใ้ นการประเมนิ 1 ด้านความรู้ :นักเรยี น - การตอบคําถามนักเรียน - แบบประเมนิ การตอบ ผา่ นเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 สามารถอธบิ ายวธิ กี ารใช้ ในชั้นเรยี น คําถาม ผา่ นเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 กล้องจลุ ทรรศน์ได้ 2. ด้านกระบวนการ : - การตรวจใบงานท่ี 3.1 - เฉลยใบงานที่ 3.1 เรอื่ ง ผา่ นเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 นกั เรยี นสามารถช้ี เรอื่ งส่วนประกอบของ ส่วนประกอบของกล้อง สว่ นประกอบของกลอ้ ง กล้องจลุ ทรรศนแ์ ละ จลุ ทรรศน์และวธิ กี ารใช้ จุลทรรศนไ์ ด้ถกู ตอ้ ง วธิ ีการใช้ 3. ดา้ นเจตคติ : นกั เรยี น - การสงั เกตพฤตกิ รรมใน - แบบประเมนิ การสังเกต ต้ังใจเรียนวิทยาศาสตร์ ชน้ั เรียน พฤตกิ รรม
บันทึกหลังการสอน หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 หนว่ ยพน้ื ฐานของส่งิ มีชวี ิต... แผนการสอนเรอื่ ง 15 กล้องจลุ ทรรศน์ เราเรยี ... วันท่.ี ..............................เดือน...............................................................พ.ศ.......... ผลการสอน ปญั หา / อุปสรรค ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกป้ ญั หา ลงชือ่ ............................................ครผู สู้ อน ลงชื่อ.............................................หัวหนา้ กลมุ่ สาระ () () ลงช่อื .............................................ผู้ชว่ ย/รองฯวิชาการ () ลงชื่อ............................................ผอู้ านวยการ ()
ชื่อ-สกุล............................................เลขที.่ ..........ห้อง...... ใบงานท่ี 3.1 เรือ่ งส่วนประกอบของ กล้องจุลทรรศนแ์ ละวิธีการใช้ คําชแี้ จง ใหน้ ักเรยี นเตมิ คาํ ในช่องว่างใหถ้ ูกต้อง พร้อมอธิบายการใชง้ านของกล้องโทรทรรศน์แบบใช้แสง วิธีการใช้ ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ชอ่ื -สกุล............................................เลขท.ี่ ..........หอ้ ง...... ใบงานที่ 3.1 เร่ืองสว่ นประกอบของ เฉลย กลอ้ งจุลทรรศนแ์ ละวธิ ีการใช้ คาํ ชแี้ จง ใหน้ กั เรยี นเตมิ คาํ ในชอ่ งว่างให้ถูกต้อง พร้อมอธบิ ายการใช้งานของกลอ้ งโทรทรรศนแ์ บบใชแ้ สง วิธีการใช้ ข้ันท่ี 1 วางสไลด์ที่ต้องการส่องบนแท่นวางสไลด์ เปิดไฟกล้องจุลทรรศน์ ควรให้จุดวงกลมของแสงอยู่ตรง กลางใกล้เคียงกับบริเวณที่ต้องการส่องมากที่สุด ขั้นท่ี 2 ปรับระยะห่างระหว่างตา สําหรับกล้องชนิด 2 ตา ปรับหา ระยะห่างระหว่างตา (Interpupillary distance) และปรับ Diopter ที่ตาข้างใดข้างหน่ึง เพ่ือให้ระยะโฟกัสท่ีเท่ากัน ขั้นท่ี 3 ปรับโฟกัส หาระยะโฟกัสท่ีชัดที่สุด โดยเร่ิมจากเลนส์วัตถุท่ีขนาดกําลังขยายตํ่าสุดก่อน จากน้ันค่อยเพิ่ม กาํ ลังขยายให้สงู ขน้ึ โดยปรับปมุ่ ปรบั ภาพหยาบ (Coarse adjustment knob) ขั้นที่ 4 ปรบั ละเอยี ด เม่ือปรับภาพหยาบ จนพอมองเห็นภาพให้ทําการปรับด้วยปุ่มปรับภาพแบบละเอียด (Fine adjustment knob) ควบคู่กับการเล่ือนสไลด์ ข้ันท่ี 5 ปรับปริมาณแสง โดยปรับท่ีไดอะแฟรม (Diaphragm) ใต้แท่นวางสไลด์เพ่ือควบคุมแสงในปริมาณที่พอเหมาะ การลดความกวา้ งของไดอะแฟรมลงเม่อื กาํ ลังขยายสูงขน้ึ ขน้ั ที่ 6 ปรับกําลังขยายให้สูงขึ้น เมื่อไม่ขนาดของวัตถุที่ส่องมี ขนาดเล็กจนไม่สามารถมองเห็นได้ให้ปรับกําลังขยายให้สูงขึ้น โดยเลนส์ 100X ควรใช้ Immersion Oil หยดลงบน กระจกปิดสไลด์เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพในการมองเห็นด้วย โดยให้เลนส์สัมผัสกับ Immersion Oil และกระจกปิดสไลด์ ข้ันท่ี 7 เก็บทําความสะอาด เม่ือใช้งานเสร็จให้เก็บโดยใช้ถุงคลุมหรือเก็บไว้ในที่ที่ไม่มีฝุ่น และความช้ืนต่ํา โดยเช็ดทํา ความสะอาดดว้ ยกระดาษเชด็ เลนสห์ รือนํ้ายาสาํ หรับเชด็ เลนส์
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 16 เรือ่ ง การศกึ ษาส่งิ มีชวี ติ ด้วยกลอ้ งจุลทรรศน์ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ หน่วยพ้ืนฐานของส่งิ มชี วี ติ รวม 12 คาบ กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 สาระที่ 1 ชือ่ สาระ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ มาตรฐาน ว 1.2 1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตวั ชว้ี ัด มาตรฐานการเรียนรู้ - ว 1.2เข้าใจสมบัติของสง่ิ มชี วี ติ หนว่ ยพื้นฐานของส่ิงมีชีวิต การลําเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทํางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทํางานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนําความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตัวชวี้ ดั - ม 1/1 ใชก้ ล้องจุลทรรศนใ์ ช้แสงศึกษาเซลล์และโครงสรา้ งต่าง ๆ ภายในเซลล์ 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด สาระสาคญั กลอ้ งจลุ ทรรศนเ์ ป็นอปุ กรณ์ที่มคี วามสําคัญเป็นอย่างมากในการศึกษาชีววิทยา เพราะใช้ เป็นอุปกรณ์หลักในการศึกษาสัณฐานวิทยาและโครงสร้างของเนื้อเย่ือหรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กซ่ึงไม่สามารถ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน นอกจากน้ีกล้องจุลทรรศน์ยังเป็นเครื่องมือท่ีมีความพิถีพิถันซับซ้อน สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังน้ันการใช้กล้องจุลทรรศน์ควรปฏิบัติอย่างมีความเข้าใจและที่สําคัญ ควรใช้อย่างระมัดระวังเพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการศึกษาต่อไป กล้องจุลทรรศน์เป็นเคร่ืองมือสําคัญใน การศกึ ษาชีววิทยาเพราะใช้ขยายส่งิ ที่เลก็ ๆ ให้สามารถสงั เกตอย่างชัดเจน กล้องจลุ ทรรศน์สามารถแบ่งออกเป็น ประเภทใหญ่ๆได้ 2 ประเภท คือ กล้องจุลทรรศน์แบบแสง (Optical microscopes) และกล้องจุลทรรศน์ อิเลก็ ตรอน(Electron microscopes) 3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1) ดา้ นความรู้ (K) นักเรียนสามารถอธิบายวิธีการใชก้ ล้องจุลทรรศน์ได้ 2) ด้านกระบวนการ (P) นักเรียนสามารถใช้กล้องจุลทรรศน์ในการศึกษาส่ิงมีชีวิตได้อย่างถูกวิธีจาก กจิ กรรมเสรมิ เรอ่ื งการศกึ ษาส่งิ มชี ีวติ ด้วยกลอ้ งจุลทรรศน์ได้ 3) ด้านเจตคติ (A) นักเรียนเกบ็ อปุ กรณ์เขา้ ทห่ี ลังจากเลิกใชง้ าน
4. คณุ ลักษณะผเู้ รยี น ซอื่ สัตย์สุจริต มุ่งม่นั ในการทาํ งาน 4.1 คณุ ลกั ษณะทพ่ี ึงประสงค์ ใฝ่เรยี นรู้ มจี ิตสาธารณะ รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง มีวนิ ยั รักความเปน็ ไทย 5. ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน ความสามารถในการคดิ : นักเรียนสามารถอธบิ ายวิธกี ารใชก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์ได้ 6. สาระการเรยี นรู้ โครงสร้างพ้ืนฐานท่ีพบทง้ั ในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์และสามารถสังเกตได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง ได้แก่ เยื่อหุ้มเซลล์ไซโทพลาซึม และนิวเคลียสโครงสร้างที่พบในเซลล์พืชแต่ไม่พบในเซลล์สัตว์ได้แก่ผนังเซลล์ และคลอโรพลาสต์ 7. กิจกรรมการเรียนรู้ ใช้รปู แบบการจดั การเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขนั้ ที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) 1) ครูนําเข้าสู่การเรียนรู้เพื่อกระตุ้นความคิดของนักเรียน โดยครูให้นักเรียนสังเกตภาพจาก หนังสือเรียนหน้าที่ 76 ซึ่งเปน็ ภาพเลอื ดท่กี าํ ลังแขง็ ตัวภายใต้กลอ้ งจุลทรรศนท์ มี่ ีกําลงั ขยายสูงและอ่านเน้อื หานํา บท จากน้ันอภปิ รายโดยใชค้ าํ ถามตอ่ ไปน้ี - เลอื ดท่กี ําลังแขง็ ตัวประกอบด้วยอะไรบ้าง (แนวการตอบ เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์ เม็ดเลอื ดขาว และเสน้ ใยไฟบรนิ ) - รปู ร่างลกั ษณะของเซลล์แต่ละชนิดมีความเหมือนหรือต่างกันหรือไม่อย่างไร ( แนว การตอบ ตา่ งกันโดยเซลลเ์ ม็ดเลือดแดง มลี ักษณะเปน็ ทรงกลมสีแดง เว้าส่วนกลาง เซลล์เม็ดเลือดขาวมีลักษณะ เป็นทรงกลมสขี าวส่วนไฟบรนิ เปน็ สารประกอบประเภทโปรตนี ) - เซลล์แต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร ( แนวการตอบ เซลล์เม็ดเลือดแดงทํา หน้าท่ลี ําเลียงแก๊สไปยงั สว่ นตา่ งๆของรา่ งกายเซลล์เม็ดเลอื ดขาวทําหนา้ ท่กี าํ จดั เชอื้ โรค) - เราสามารถสังเกตลักษณะของเซลล์เหล่าน้ันได้โดยวิธีการใด ( แนวการตอบ สามารถสังเกตไดโ้ ดยใช้กล้องจลุ ทรรศน์ที่มีกาํ ลังขยายสูง) 2) ครูนํากล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงมาต้ังไว้หน้าห้อง จากนั้นครูสุ่มเลขที่นักเรียน โดยให้ นักเรียนออกมาตอบคําถาม ซึ่งครูจะชี้ส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์ให้นักเรียนได้ตอบคําถามว่า ส่วนประกอบนีช้ ือ่ ว่าอะไร มีหลกั การทํางานอย่างไร เพ่ือทบทวนนักเรียนจากการเรียนไปในคาบท่ีผ่านมา และ ครุสาธติ วิธีการใชก้ ล้องจลุ ทรรศนท์ ่ีถูกตอ้ ง
ขนั้ ที่ 2 ข้นั สารวจและค้นหา (Exploration) 1) ครูให้นกั เรียนน่ังเป็นกลมุ่ ตามทีไ่ ด้จัดไว้ โดยจะมสี มาชิกกลุ่มอยูป่ ระมาณ 4- 5 คนตอ่ กลมุ่ 2) ครใู หน้ ักเรยี นรับกลอ้ งจุลทรรศน์กลุ่มละ 1 ตัวเพื่อนํามาศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ เรยี นรู้ผ่านใตก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์ กอ่ นการปฏิบัติกจิ กรรมกลุม่ ครใู หแ้ ต่ละกลุ่มส่งตวั แทนของกลุ่มมารับบกี เกอร์ เพื่อ ไปเกบ็ แหลง่ น้ําที่อยใู่ กลๆ้ กบั บริเวณอาคารเรียน เพื่อนาํ มาใชใ้ นการสงั เกต ดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ใช้แสง ซึ่งครูควร ตรวจสอบหยดนํา้ ก่อนนํามาให้นกั เรียนสังเกต จากน้นั ใชค้ ําถามเพื่อเชอ่ื มโยงเข้าสู่กิจกรรม เชน่ - ก่อนสงั เกตด้วยกลอ้ งจลุ ทรรศนใ์ ช้แสง นักเรยี นสังเกตเห็นอะไรในหยดนํ้าบ้าง (แนว การตอบ นักเรียนตอบไดต้ ามที่สังเกตเหน็ จริง เช่น ไมเ่ หน็ ) - หลงั จากสังเกตด้วยกลอ้ งจุลทรรศน์ใช้แสง นักเรียนคิดว่าจะสังเกตเห็นอะไรในหยด นํ้าบ้าง ( แนวการตอบ ขึ้นอยกู่ ับความคดิ เหน็ ของนักเรียน ) 3) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มดําเนินกิจกรรมตามใบกิจกรรมเสริมเร่ือง การศึกษาสิ่งมีชีวิตด้วย กล้องจุลทรรศน์ โดยใหน้ ักเรยี นดําเนินกิจกรรมแล้วตอบคําถามหลังการทาํ กจิ กรรม 4) ในขณะท่ีนักเรียนดําเนินกิจกรรม ครูพยายามดูแลนักเรียนไม่ให้เล่นกันระหว่างเรียนและ แนะนาํ ส่งิ ที่ถูกตอ้ งให้นกั เรยี นไดท้ ราบ 5) หากนักเรียนเจอส่ิงมีชีวิตอะไรให้สอบถามครูหรือใช้สื่อต่างๆในการศึกษาเรียนรู้เพื่อให้ได้ คําตอบ ขั้นท่ี 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 1) ครูและนกั เรียนร่วมกับสรปุ บทเรียนและอภิปรายดังน้ี จากกิจกรรมที่นักเรียนได้ศึกษาผ่าน กลอ้ งจลุ ทรรศน์แบบใชแ้ สงไปน้ัน นกั เรยี นสามารถสังเกตเห็นส่ิงมีชีวิตท่ีอาศัยอยู่ในนํ้าได้ ( ขึ้นอยู่กับสังเกตเห็น ส่ิงมีชีวิตอะไรบ้าง ) จากการศึกษาพบได้ว่า แม้น้ําหยดใสๆท่ีเราสังเกตจากภายนอกแล้วนั้นเหมือนไม่มีอะไร อาศัยอยู่ แต่เม่ือเราได้ศึกษาผ่านกล้องจุลทรรศน์ไปแล้วนั้นส่งผลทําให้เราสามารถสังเกตเห็นสิ่งมีชีวิตต่างๆได้ หลายชนิด 2) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มของตัวเองมานําเสนอหน้าชั้นเรียน เพื่อสํารวจว่า นักเรยี นได้เจอสิง่ มีชีวิตอะไรบ้าง เป็นการแลกเปลยี่ นเรียนรู้ซงึ่ กันและกนั ขัน้ ท่ี 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูเปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นตั้งคําถาม โดยใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ ตั้งคาํ ถามมา 1 ข้อ 2) ครเู นน้ ย้ําเร่อื งการใชก้ ล้องจุลทรรศน์ เพื่อป้องกันความเสียหายท่ีจะเกิดขึ้นในเร่ืองของการ หมุนปรับเลนสแ์ ละการใช้สงิ่ ของอย่างระมดั ระวงั 3) ครูใหน้ กั เรียนไดเ้ รยี นร้สู ่งิ มีชีวติ อ่ืนๆทไ่ี ด้ศกึ ษาผา่ นกล้องจุลทรรศน์จากส่ือออนไลน์
ข้ันที่ 5 ขนั้ ประเมิน (Evaluation) 1) การตอบคําถามในช้นั เรยี น 2) การทําใบกิจกรรมเสรมิ เรอ่ี ง การศกึ ษาสิง่ มชี วี ติ ด้วยกล้องจุลทรรศน์ 8. สื่อการเรยี นรู้ / แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 ใบกจิ กรรมเสริมเรอ่ื ง การศกึ ษาส่ิงมชี วี ิตดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ 8.2 ส่ือออนไลน์ 8.3 หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์พน้ื ฐาน ม.1 8.4 กล้องจลุ ทรรศน์แบบใช้แสง 9. การวัดและการประเมนิ ตวั ช้ีวัด/ผลการเรียนรู้ วธิ กี ารวัด เครอื่ งมือวัด เกณฑท์ ีใ่ ช้ในการประเมิน - แบบประเมนิ การตอบ ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 1 ด้านความรู้ :นักเรยี น - การตอบคําถามนกั เรยี น คาํ ถาม ผา่ นเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 - แบบประเมนิ การทํางาน สามารถอธบิ ายวิธกี ารใช้ ในช้นั เรียน กลมุ่ ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 กล้องจุลทรรศนไ์ ด้ - แบบประเมนิ การสังเกต พฤตกิ รรม 2. ด้านกระบวนการ : - การตรวจการปฏิบัติ นักเรียนสามารถใช้กล้อง กิจกรรมกลุ่มจากกจิ กรรม จุลทรรศน์ในการศกึ ษา เสรมิ เร่ือง การศึกษา ส่งิ มีชีวติ ไดอ้ ยา่ งถกู วิธจี าก สิง่ มีชวี ติ ด้วยกลอ้ ง กิจกรรมเสริม เรือ่ ง จลุ ทรรศน์ การศึกษาส่ิงมชี วี ิตด้วย กลอ้ งจุลทรรศนไ์ ด้ 3. ด้านเจตคติ : นักเรยี น - การสังเกตพฤตกิ รรมใน เก็บอปุ กรณ์เขา้ ที่หลังจาก ช้ันเรยี น เลิกใช้งาน
บันทกึ หลังการสอน หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 3 หนว่ ยพนื้ ฐานของสิง่ มีชีวิต... แผนการสอนเรอ่ื ง 16 การศึกษาสง่ิ มีชีวติ ด้วยกล้องจุลทรรศน์ เราเรีย... วนั ท.่ี ..............................เดอื น...............................................................พ.ศ.............. ผลการสอน ปัญหา / อปุ สรรค ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกป้ ัญหา ลงชือ่ ............................................ครผู สู้ อน ลงชื่อ.............................................หวั หนา้ กลมุ่ สาระ () () ลงชอ่ื .............................................ผชู้ ว่ ย/รองฯวิชาการ () ลงช่อื ............................................ผู้อานวยการ ()
ใบกิจกรรมเสรมิ เรอื่ งการศึกษา กลมุ่ ที่....... สงิ่ มีชีวิตด้วยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ หอ้ ง…………. ขั้นตอนในการดาเนนิ กจิ กรรม 1. ให้นักเรียนมารับบีกเกอร์จากครเู พื่อนาํ ไปตกั นํ้าบรเิ วณใกล้ๆอาคารเรยี น 2. ใหแ้ ต่ละกลุ่มรับอปุ กรณ์ในการศึกษาส่งิ มีชีวติ จากแหลง่ นํ้า ไดแ้ ก่ ท่ี รายการอปุ กรณ์ จานวน 1 กล้องจุลทรรศนแ์ บบใช้แสง 1 ตวั 2 หลอดหยด 1 แท่ง 3 สไลดพ์ ร้อมแผน่ ปิดสไลด์ 1ชุด 4 กระดาษชาํ ระ 1 ม้วน 3. ให้นักเรยี นตดิ ต้งั กลอ้ งจลุ ทรรศนแ์ ละทดสอบใชง้ าน 4. ใหน้ กั เรยี นนาํ สไลดม์ า แลว้ ใชห้ ลอดหยดดูดนํ้าจากบบี เกอรท์ ่นี ักเรียนแตล่ ะกลุ่มไปหามา แลว้ หยดลงไปบน แผน่ สไลดแ์ ลว้ ใช้แผน่ ปดิ สไลด์ปิด จากน้ันนาํ ไปศกึ ษาโดยใช้กลอ้ งจลุ ทรรศน์แบบใช้แสง 5.บนั ทกึ ผลการศึกษาและทาํ ความสะอาดพรอ้ มเกบ็ อปุ กรณ์ใหเ้ รยี บรอ้ ย บันทึกผลการศึกษา ( ให้บนั ทกึ ผลการศึกษาในลักษณะรปู วาดและบรรยายสิ่งทส่ี ังเกตได้ ) ท่ี วาดภาพส่ิงที่สังเกตเห็น บรรยายสิ่งท่ีสังเกตเหน็
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 17 เรอ่ื ง โลกใต้กลอ้ งจลุ ทรรศน์ รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 3 ชอ่ื หนว่ ยการเรยี นรู้ หนว่ ยพ้นื ฐานของสิ่งมชี ีวิต รวม 12 คาบ กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นที่ 1 สาระที่ 1 ชอ่ื สาระ วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.2 1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชีว้ ัด มาตรฐานการเรยี นรู้ - ว 1.2เข้าใจสมบตั ิของสงิ่ มชี วี ติ หน่วยพ้ืนฐานของส่ิงมีชีวิต การลําเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทํางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทํางานสัมพันธ์กัน รวมท้ังนําความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตัวชีว้ ดั - ม 1/1 ใชก้ ลอ้ งจุลทรรศน์ใชแ้ สงศกึ ษาเซลลแ์ ละโครงสรา้ งตา่ ง ๆ ภายในเซลล์ 2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด สาระสาคญั กลอ้ งจุลทรรศน์เป็นอุปกรณ์ท่ีมีความสําคัญเป็นอย่างมากในการศึกษาชีววิทยา เพราะใช้ เป็นอุปกรณ์หลักในการศึกษาสัณฐานวิทยาและโครงสร้างของเนื้อเยื่อหรือส่ิงมีชีวิตขนาดเล็กซ่ึงไม่สามารถ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน นอกจากน้ีกล้องจุลทรรศน์ยังเป็นเคร่ืองมือท่ีมีความพิถีพิถันซับซ้อน สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังน้ันการใช้กล้องจุลทรรศน์ควรปฏิบัติอย่างมีความเข้าใจและที่สําคัญ ควรใช้อย่างระมัดระวังเพ่ือให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการศึกษาต่อไป กล้องจุลทรรศน์เป็นเคร่ืองมือสําคัญใน การศึกษาชีววทิ ยาเพราะใช้ขยายส่งิ ท่เี ลก็ ๆ ใหส้ ามารถสังเกตอย่างชดั เจน กล้องจุลทรรศน์สามารถแบ่งออกเป็น ประเภทใหญ่ๆได้ 2 ประเภท คือ กล้องจุลทรรศน์แบบแสง (Optical microscopes) และกล้องจุลทรรศน์ อิเลก็ ตรอน(Electron microscopes) 3. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นกั เรยี นสามารถอธบิ ายลักษณะของเซลลท์ ีม่ องผา่ นกล้องจลุ ทรรศนไ์ ด้ 2) ด้านกระบวนการ (P) นักเรียนสามารถใช้กล้องจุลทรรศน์ในการศึกษาสิ่งมีชีวิตได้อย่างถูกวิธี จาก กจิ กรรมที่ 3.1 โลกใต้กลอ้ งจุลทรรศน์เป็นอยา่ งไรได้ 3) ด้านเจตคติ (A) นกั เรียนเก็บอุปกรณ์เขา้ ทีห่ ลังจากเลกิ ใชง้ าน
4. คณุ ลักษณะผู้เรยี น ซ่ือสัตย์สจุ ริต มุง่ มั่นในการทาํ งาน 4.1 คุณลักษณะทพี่ งึ ประสงค์ ใฝเ่ รยี นรู้ มีจติ สาธารณะ รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง มีวินัย รกั ความเปน็ ไทย 5. ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น ความสามารถในการคิด : นกั เรยี นสามารถอธิบายลกั ษณะของเซลลท์ ี่มองผา่ นกล้องจุลทรรศน์ได้ 6. สาระการเรียนรู้ โครงสรา้ งพ้นื ฐานทพี่ บทั้งในเซลลพ์ ืชและเซลล์สัตว์และสามารถสังเกตได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง ได้แก่ เย่ือหุ้มเซลล์ไซโทพลาซึม และนิวเคลียสโครงสร้างท่ีพบในเซลล์พืชแต่ไม่พบในเซลล์สัตว์ได้แก่ผนังเซลล์ และคลอโรพลาสต์ 7. กิจกรรมการเรยี นรู้ ใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขัน้ ท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1) ครนู ําภาพของเซลล์สิ่งมีชีวิตชนิดหน่ึงมาให้นักเรียนสังเกตดังภาพเพื่อกระตุ้นความคิดของ นักเรยี น ทม่ี า : https://www.youtube.com/watch?v=NOrBuz5bocQ 2) ครูถามนักเรียนเพื่อกระตุ้นความคิด กล่าวคือ นักเรียนคิดว่าเซลล์ของส่ิงมีชีวิตที่นักเรียน สังเกตไดน้ ้นั จากภาพทีค่ รูใหส้ งั เกตข้างตน้ นักเรียนคิดว่าเป็นเซลล์ของอะไร โดยครูให้ทุกคนเขียนลงในสมุดของ ตัวเอง โดยท่คี รไู ม่เฉลยคาํ ตอบ
ขนั้ ท่ี 2 ข้นั สารวจและคน้ หา (Exploration) 1) ครใู หน้ กั เรียนน่ังเปน็ กลมุ่ ตามทีไ่ ด้จัดไว้ โดยจะมีสมาชกิ กลุ่มอยปู่ ระมาณ 4- 5 คนตอ่ กลมุ่ 2) ครใู หน้ กั เรยี นรบั กล้องจุลทรรศนก์ ล่มุ ละ 1 ตัว จากน้ันครูให้นักเรียนทํากิจกรรมที่ 3.1 โลก ใต้กล้องจุลทรรศน์เป็นอย่างไร ซ่ึงให้นักเรียนดําเนินตามกิจกรรม ซึ่งในกิจกรรมน้ีจะมีการศึกษาเซลล์ของ ส่ิงมีชีวิตต่างๆท้ังพืชและสัตว์ท้ังน้ีจะเป็นเซลล์สไลด์ถาวร ได้แก่ เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เยื่อหอม และเซลล์ พารามเี ซียม กอ่ นการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมครูช้ีแจงจุดประสงค์การเรียนรู้กล่าวคือ เพื่อสังเกตและอภิปราย เพื่อระบุ ส่วนประกอบและบรรยายหน้าที่แต่ละส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง เพื่อฝึกปฏิบัติการใช้กล้อง จุลทรรศน์ใช้แสงเพ่ือสังเกตเซลล์ และเพ่ือสังเกตเซลล์และนําเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์เก่ียวกับลักษณะของ เซลล์ 3) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มดําเนินกิจกรรมตามใบกิจกรรมท่ี 3.1 โลกใต้กล้องจุลทรรศน์เป็น อย่างไร โดยให้นักเรียนดําเนินกิจกรรมแล้วตอบคําถามหลังการทํากิจกรรม ทั้งนี้นักเรียนสามารถศึกษาวิธี การศกึ ษาเพิม่ เติมไดจ้ ากหนงั สือเรยี นหนา้ 78 4) ในขณะท่ีนักเรียนดําเนินกิจกรรม ครูพยายามดูแลนักเรียนไม่ให้เล่นกันระหว่างเรียนและ แนะนําส่ิงท่ีถูกต้องให้นักเรียนได้ทราบ ครูพยายามเดินสํารวจนักเรียนในการทํากิจกรรมกล่าวคือเมื่อมีการ เปล่ียนเลนส์ควรใช้จานหมุนในการเปล่ียนกําลังขยายของเลนส์ใกล้วัตถุและหมุนให้เข้าที่ตรงกับลํากล้อง หรือ ตาํ แหน่งสอ่ ง และปรับระยะภาพโดยเริ่มจากกําลังขยายตํ่าก่อนเสมอและเมื่อใช้เลนส์ใกล้วัตถุกําลังขยายขนาด 40 เท่า ไม่ควรปรบั ระยะภาพดว้ ยปุ่มปรบั ภาพหยาบเพราะอาจทําให้เลนส์ใกล้วัตถุกระแทกสไลด์อีกท้ังควรปรับ เลนสใ์ กล้วัตถใุ หเ้ ปน็ เลนส์ทม่ี ีกําลงั ขยายตํา่ สุดก่อนนาํ สไลด์ออก ข้นั ที่ 3 ข้นั อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) 1) เมือ่ ทํากิจกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้วครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มนําเสนอผลการทํากิจกรรม โดย ติดแสดงผลงานบนกระดาน หรือนาํ ข้อมูลไปเปรียบเทยี บกบั เพอ่ื นในห้องเรียน 2) ครแู ละนกั เรียนร่วมกับสรุปบทเรียนและอภิปรายดังน้ี จากกิจกรรมท่ีนักเรียนได้ศึกษาผ่าน กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงไปนั้น นักเรียนสามารถสังเกตเห็นเซลล์ของส่ิงมีชีวิตท่ีที่ครูให้ดู ได้แก่เซลล์ของ อะไรบา้ ง ( แนวการตอบ เซลลเ์ ม็ดเลือดแดง เซลลเ์ ยื่อหอม และเซลล์พารามเี ซียม ) 3) ครูถามต่อไปวา่ ลกั ษณะของเซลลด์ งั กล่าวคลา้ ยกบั เซลล์ท่คี รูให้นักเรียนดูไปก่อนการสังเกต ใช่หรอื ไม่ สรุปแลว้ เซลลด์ งั กล่าวคืออะไร ( แนวการตอบ ใช่ เซลล์ดงั กลา่ วคือ เซลลเ์ ยอ่ื หอม ) - ครูถามต่อไปวา่ หน้าตาของเซลล์ท่ีครูให้นักเรียนศึกษานั้นถ้าจัดแบ่งประเภทสามารถแบ่งได้ เป็นก่ีประเภท ( แนวการตอบ แบ่งไดเ้ ปน็ 2 ประเภท คือเซลล์พชื และเซลลส์ ัตว์ ) - แล้วรูปร่างของเซลล์และองค์ประกอบของเซลล์คล้ายกันหรือไม่ (แนวการตอบ รูปร่าง คลา้ ยกันแต่มีบางสว่ นทีต่ ่างกัน ) 4) ร่วมกันอภิปรายสรุปเนื้อหาท้ังหมดที่ได้เรียนรู้จากการทํากิจกรรมและการอ่านเพิ่มเติม เพือ่ ใหไ้ ดข้ อ้ สรปุ ว่า สิ่งมีชีวติ ทกุ ชนิดประกอบดว้ ยเซลลส์ ิ่งมีชวี ติ บางชนิดทีม่ กี ระบวนการตา่ งๆ ของการดาํ รงชีวิต
เกิดขนึ้ ภายในเซลล์เพียงเซลล์เดียว เรียกวา่ ส่งิ มีชีวติ เซลลเ์ ดยี ว เช่น แบคทีเรยี ยีสต์พารามีเซียม ส่วนสิ่งมีชีวิตท่ี มีกระบวนการดํารงชีวิตที่ซับซ้อน ประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์ท่ีทํางานร่วมกันเพ่ือการดํารงชีวิตเรียกว่า สิ่งมีชีวติ หลายเซลลเ์ ชน่ พืชสัตวเ์ หด็ 5) ให้นักเรียนตอบคําถามท้ายกิจกรรมตามหนังสือเรียน และร่วมกันอภิปรายคําตอบเพื่อให้ นักเรียนสรุปได้ว่า เน้ือเยื่อของพืช สัตว์และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว มีลักษณะที่สําคัญเหมือนกันคือ ประกอบด้วย หนว่ ยย่อยๆซึ่งมลี ักษณะเป็นหอ้ ง มขี อบเขตชดั เจนเรียกวา่ เซลล์ ขัน้ ท่ี 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูเปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนต้งั คาํ ถาม โดยใหแ้ ตล่ ะกลุม่ ตงั้ คาํ ถามมา 1 ข้อ 2) ครเู น้นยาํ้ เรอื่ งการใช้กล้องจลุ ทรรศน์ เพ่ือป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในเรื่องของการ หมนุ ปรบั เลนส์และการใช้สิง่ ของอย่างระมดั ระวัง 3) ครถู ามนกั เรียนวา่ ขอ้ ควรระวงั ในการทํากจิ กรรมมีอะไรบา้ ง - ไม่ปรับระยะภาพด้วยปุ่มปรับภาพหยาบเม่อื ใช้เลนสใ์ กล้วตั ถุกําลังขยายขนาด 40 เท่า - ใช้จานหมนุ ในการเปลี่ยนกําลงั ขยายของเลนส์ใกลว้ ตั ถุ - ปรับเลนส์ใกลว้ ัตถใุ ห้เปน็ เลนสท์ ่มี กี ําลงั ขยายตา่ํ สดุ กอ่ นเปลีย่ นสไลด์หรือนําสไลดอ์ อก 4) ถ้าครูพบว่านักเรียนมีแนวคิดคลาดเคลื่อนเก่ียวกับเรื่องน้ีให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายเพื่อ แก้ไขแนวคดิ คลาดเคล่ือนให้ถกู ต้อง เชน่ แนวคิดคลาดเคล่ือน แนวความคิดท่ถี กู ตอ้ ง - เซลล์ของส่ิงมีชีวิตทุกชนิดมีขนาดและ - เซลลข์ องสง่ิ มชี วี ติ ทกุ ชนิดมีขนาดและรูปร่าง รูปรา่ งเหมอื นกัน ไมเ่ หมอื นกนั - สิง่ มชี ีวติ เซลลเ์ ดียวไมส่ ามารถมีชีวติ อยไู่ ด้ - ส่งิ มีชีวติ เซลลเ์ ดียวสามารถดาํ รงชวี ิตอยูไ่ ด้ ข้ันท่ี 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) 1) การตอบคําถามในชนั้ เรียน 2) การทาํ ใบกจิ กรรมท่ี 3.1 โลกใต้กล้องจุลทรรศนเ์ ป็นอยา่ งไรได้ 8. สื่อการเรียนรู้ / แหล่งเรยี นรู้ 8.1 ใบกจิ กรรมท่ี 3.1 โลกใต้กลอ้ งจลุ ทรรศน์เป็นอยา่ งไรได้ 8.2 ส่ือออนไลน์ 8.3 หนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์พ้ืนฐาน ม.1 8.4 กลอ้ งจุลทรรศนแ์ บบใช้แสง
9. การวัดและการประเมิน ตัวชี้วัด/ผลการเรยี นรู้ วธิ ีการวัด เคร่อื งมอื วัด เกณฑท์ ใี่ ชใ้ นการประเมิน 1 ด้านความรู้ :นักเรียน - การตอบคําถามนกั เรยี น - แบบประเมนิ การตอบ ผา่ นเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 สามารถอธิบายลักษณะ ในช้นั เรยี น คาํ ถาม ผา่ นเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 ของเซลลท์ ่มี องผา่ นกลอ้ ง จลุ ทรรศนไ์ ด้ - การตรวจการปฏบิ ตั ิ - แบบประเมนิ การทาํ งาน ผ่านเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 2. ด้านกระบวนการ : กิจกรรมกลมุ่ จากกิจกรรม กลมุ่ นักเรียนสามารถใช้กล้อง ท่ี 3.1 โลกใตก้ ลอ้ ง จุลทรรศนใ์ นการศกึ ษา จลุ ทรรศนเ์ ปน็ อยา่ งไรได้ - แบบประเมินการสงั เกต สง่ิ มีชวี ติ ได้อย่างถูกวิธี พฤตกิ รรม จากกจิ กรรมท่ี 3.1 โลกใต้ - การสังเกตพฤติกรรมใน กลอ้ งจลุ ทรรศน์เป็น ชน้ั เรยี น อยา่ งไรได้ 3. ดา้ นเจตคติ : นกั เรยี น เกบ็ อุปกรณ์เข้าทห่ี ลงั จาก เลิกใช้งาน
บันทกึ หลังการสอน หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 หนว่ ยพ้ืนฐานของสิง่ มีชีวิต... แผนการสอนเรอื่ ง 17 โลกใต้กลอ้ งจลุ ทรรศน์ เราเรยี ... วันที่...............................เดือน...............................................................พ.ศ.......... ผลการสอน ปญั หา / อปุ สรรค ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกป้ ัญหา ลงช่ือ............................................ครผู ้สู อน ลงชื่อ.............................................หัวหน้ากลมุ่ สาระ () () ลงช่ือ.............................................ผชู้ ว่ ย/รองฯวิชาการ () ลงช่อื ............................................ผอู้ านวยการ ()
ใบกิจกรรมท่ี 3.1 เรื่องโลกใตก้ ล้อง กลมุ่ ท่ี....... จลุ ทรรศน์เปน็ อยา่ งไร ห้อง…………. ขนั้ ตอนในการดาเนนิ กิจกรรม 1. ให้นักเรยี นรบั กล้องจลุ ทรรศน์กลมุ่ ละ 1 ตวั 2. รายการอปุ กรณ์ ท่ี รายการอปุ กรณ์ จานวน 1 กล้องจลุ ทรรศนแ์ บบใช้แสง 1 ตัว 2 สไลดถ์ าวร (เซลลเ์ ม็ดเลือดแดง เซลล์เยือ่ หอม และ 1 ชดุ เซลล์พารามเี ซียม ) 3. ใหน้ กั เรียนตดิ ต้งั กล้องจุลทรรศน์และทดสอบใช้งาน 4. ใหน้ กั เรยี นนําสไลดท์ ่ีครใู หไ้ ปจากนั้นนาํ ไปศึกษาโดยใชก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์แบบใชแ้ สง 5.บันทึกผลการศกึ ษาและทาํ ความสะอาดพร้อมเก็บอุปกรณใ์ หเ้ รียบร้อย บนั ทึกผลการศึกษา ( ใหบ้ ันทึกผลการศึกษาในลักษณะรปู วาดและบรรยายสิง่ ท่สี งั เกตได้ ) ท่ี วาดภาพส่งิ ท่สี งั เกตเหน็ บรรยายส่ิงทสี่ งั เกตเหน็ 1 2
3 คาถามทา้ ยกจิ กรรม 1. รปู รา่ งลกั ษณะของภาพที่สังเกตได้จากสไลด์ถาวรของเนื้อเยือ่ พืช เน้ือเยอื่ สตั ว์ และส่ิงมีชีวติ เซลล์เดียวมรี ปู ร่าง ลักษณะเหมือนหรอื แตกต่างกันอยา่ งไร ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. 2. ส่งิ ทนี่ กั เรยี นสังเกตได้ สว่ นใดทเี่ ป็นเซลล์และมีลักษณะอย่างไร ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. 3. จากกจิ กรรม สรปุ ไดว้ ่าอยา่ งไร ................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................
ตัวอยา่ ง ใบกิจกรรมท่ี 3.1 เร่ืองโลกใตก้ ล้อง กลมุ่ ท่ี....... จลุ ทรรศนเ์ ป็นอยา่ งไร ห้อง…………. ขั้นตอนในการดาเนนิ กิจกรรม 1. ใหน้ กั เรยี นรับกลอ้ งจุลทรรศน์กล่มุ ละ 1 ตัว 2. รายการอปุ กรณ์ ท่ี รายการอปุ กรณ์ จานวน 1 กล้องจุลทรรศน์แบบใชแ้ สง 1 ตัว 2 สไลด์ถาวร (เซลลเ์ ม็ดเลือดแดง เซลล์เยอ่ื หอม และ 1 ชุด เซลล์พารามเี ซียม ) 3. ใหน้ ักเรยี นติดตงั้ กล้องจุลทรรศนแ์ ละทดสอบใชง้ าน 4. ใหน้ กั เรยี นนําสไลดท์ ีค่ รูใหไ้ ปจากนัน้ นําไปศึกษาโดยใชก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์แบบใช้แสง 5.บันทึกผลการศกึ ษาและทาํ ความสะอาดพรอ้ มเกบ็ อุปกรณใ์ ห้เรยี บร้อย บนั ทกึ ผลการศกึ ษา ( ใหบ้ นั ทึกผลการศึกษาในลักษณะรูปวาดและบรรยายส่งิ ท่ีสังเกตได้ ) ท่ี วาดภาพส่งิ ท่สี งั เกตเห็น บรรยายสิ่งที่สังเกตเหน็ 1 จากการสงั เกต พบว่า ภายในเนอื้ เยอ่ื จะมี เซลลซ์ ง่ึ จะเปน็ ชอ่ งๆ มกี ารเคล่ือนที่ของสาร ภายในเซลล์ เซลล์จะมีลักษณะเปน็ เหลี่ยมๆ ชดั เจน มีวงกลมสีดําอย่ตู รงกลาง 2 จากการสังเกต พบวา่ ภายในเนอื้ เย่ือจะมี เซลลซ์ ง่ึ จะเป็นชอ่ งๆ เซลล์จะมลี ักษณะเป็น ทรงกลมมนๆ มีวงกลมสีดําอย่ตู รงกลาง
3 จากการสงั เกต พบวา่ สงั เกตเหน็ ขอเขตของ โครงสร้างของพารามีเซยี ม จะมีเซลล์ซึง่ จะ เปน็ วงกลมสดี ําอยู่ตรงกลาง คาถามทา้ ยกจิ กรรม 1. รปู รา่ งลักษณะของภาพทสี่ ังเกตได้จากสไลด์ถาวรของเนือ้ เย่ือพชื เนอื้ เยือ่ สัตว์ และสงิ่ มีชีวิตเซลล์เดียวมีรปู รา่ ง ลักษณะเหมอื นหรอื แตกต่างกันอย่างไร แนวการตอบ รปู ร่างลกั ษณะของภาพจากสไลดถ์ าวรของเนื้อเย่ือพืช เนอ้ื เยอื่ สัตว์ และส่ิงมีชวี ิตเซลล์ เดียวมีลกั ษณะท่ีคลา้ ยกัน คอื มีลกั ษณะเป็นหอ้ ง ๆ มขี อบเขตชัดเจน มวี งกลมสีดาํ อยู่ตรงกลาง และมีลักษณะ อื่น ๆที่แตกต่างกันตามชนดิ ของเซลล์ เชน่ สไลดถ์ าวรของเน้อื เยือ่ พืชมขี อบหนากวา่ สไลดถ์ าวรของเนอื้ เย่ือสัตว์ และส่งิ มชี วี ิตเซลล์เดยี ว 2. สง่ิ ท่ีนกั เรยี นสังเกตได้ สว่ นใดที่เป็นเซลลแ์ ละมีลกั ษณะอยา่ งไร แนวการตอบ จากสง่ิ ที่สงั เกตไดส้ ่วนท่ีเป็นเซลล์คอื สว่ นทมี่ ีขอบเขตชัดเจนและมีวงกลมสดี าํ อยู่ตรงกลาง 3. จากกิจกรรม สรุปได้ว่าอยา่ งไร แนวการตอบ ส่ิงมชี ีวิตทกุ ชนิดทง้ั พืช สัตว์ และส่ิงมชี ีวิตเซลล์เดียว ต่างประกอบไปด้วยหนว่ ยพืน้ ฐานท่ี เหมอื นกนั คือ เซลล์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 เร่ือง เซลล์พืชและเซลล์สัตว์ รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 ชื่อหน่วยการเรียนรู้ หนว่ ยพืน้ ฐานของสิง่ มชี วี ิต รวม 12 คาบ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรยี นที่ 1 สาระที่ 1 ช่อื สาระ วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ มาตรฐาน ว 1.2 1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวชว้ี ดั มาตรฐานการเรียนรู้ - ว 1.2เข้าใจสมบัตขิ องสงิ่ มชี ีวติ หนว่ ยพ้ืนฐานของส่ิงมีชีวิต การลําเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทํางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทํางานสัมพันธ์กัน รวมท้ังนําความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตวั ชวี้ ัด - ม.1/2 เปรียบเทียบรูปร่างของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ รวมท้ังบรรยายหน้าท่ีของผนังเซลล์ เย่อื หมุ้ เซลล์ ไซโทพลาซึม นิวเคลียส แวคิวโอล ไมโทคอนเดรยี และคลอโรพลาสต์ 2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด สาระสาคญั เซลล์เป็นหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตสิ่งมีชีวิตบางชนิดมีเซลล์เพียงเซลล์เดียว เช่น อะมีบา พารามีเซียม ยีสต์บางชนิดมีหลายเซลล์เช่นพืช สัตว์ โครงสร้างพื้นฐานท่ีพบท้ังในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์และ สามารถสังเกตได้ดว้ ยกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง ได้แก่ เย่ือหุ้มเซลล์ไซโทพลาซึม และนิวเคลียส โครงสร้างที่พบใน เซลล์พืชแต่ไม่พบในเซลล์สัตว์ ได้แก่ผนังเซลล์และคลอโรพลาสต์ โครงสร้างต่างๆของเซลล์มีหน้าที่แตกต่างกัน ผนังเซลล์ทําหน้าท่ีให้ความแข็งแรงแก่เซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ทําหน้าท่ีห่อหุ้มเซลล์และควบคุมการลําเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์ นิวเคลียส ทําหน้าท่ีควบคุมการทํางานของเซลล์ ไซโทพลาซึม มีออร์แกเนลล์ที่ทําหน้าท่ี แตกต่างกัน แวคิวโอล ทําหน้าท่ีเก็บนํ้าและสารต่าง ๆ ไมโทคอนเดรีย ทําหน้าที่เกี่ยวกับการสลายสารอาหาร เพ่ือใหไ้ ด้พลังงานแก่เซลล์ คลอโรพลาสต์เป็นแหล่งทเ่ี กิดการสงั เคราะห์ด้วยแสง 3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1) ดา้ นความรู้ (K) นักเรยี นสามารถอธบิ ายความแตกตา่ งระหว่างเซลลพ์ ืชและเซลล์สัตวไ์ ด้ 2) ดา้ นกระบวนการ (P)นักเรยี นสามารถเขยี นความแตกตา่ งระหว่างระหว่างเซลลพ์ ืชและเซลลส์ ตั ว์ได้ ผ่านกจิ กรรมที่ 3.2 เซลลพ์ ชื และเซลลส์ ัตว์แตกต่างกันอยา่ งไร 3) ดา้ นเจตคติ (A) นกั เรียนต้ังใจเรยี นและมีวินยั ในการเรยี น
4. คณุ ลกั ษณะผ้เู รยี น 4.1 คณุ ลกั ษณะทพ่ี งึ ประสงค์ รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซื่อสัตยส์ จุ ริต มุง่ ม่นั ในการทาํ งาน ใฝเ่ รยี นรู้ มีจติ สาธารณะ มวี ินยั รกั ความเปน็ ไทย 5. ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผ้เู รียน ความสามารถในการคดิ : นกั เรียนสามารถอธบิ ายความแตกตา่ งระหว่างเซลล์พืชและเซลลส์ ตั ว์ได้ 6. สาระการเรยี นรู้ โครงสร้างพ้นื ฐานทีพ่ บท้งั ในเซลลพ์ ืชและเซลล์สัตว์และสามารถสังเกตได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง ได้แก่ เยื่อหุ้มเซลล์ไซโทพลาซึม และนิวเคลียสโครงสร้างที่พบในเซลล์พืชแต่ไม่พบในเซลล์สัตว์ได้แก่ผนังเซลล์ และคลอโรพลาสต์ 7. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ใช้รูปแบบการจดั การเรยี นการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขนั้ ท่ี 1 กระต้นุ ความสนใจ (Engagement) 1) ครูทบทวนความรูเ้ ดมิ เกีย่ วกบั การใช้กลอ้ งจุลทรรศน์ และสุ่มถามนักเรียนถึงข้อควรระวังใน การใชก้ ล้องจุลทรรศน์มีอะไรบ้าง ( แนวการตอบ ไม่ปรับระยะภาพด้วยปุ่มปรับภาพหยาบเม่ือใช้เลนส์ใกล้วัตถุ กําลังขยายขนาด 40 เท่า ,ใช้จานหมุนในการเปล่ียนกําลังขยายของเลนส์ใกล้วัตถุ ,ปรับเลนส์ใกล้วัตถุให้เป็น เลนส์ทมี่ ีกําลังขยายตา่ํ สุดก่อนเปล่ยี นสไลด์หรือนําสไลด์ออก ) 2) สไลด์ถาวรทีค่ รใู ห้นักเรียนได้ศึกษาไปน้ันได้แก่สิ่งมีชีวิตอะไรบ้าง ( แนวการตอบ เซลล์เม็ด เลอื ดแดง เซลล์เย่ือหอม และเซลล์พารามเี ซียม ) 3) ครูถามต่อไปว่า แล้วนักเรียนทราบไหมว่าเซลล์แต่ละเซลล์ท่ีนักเรียนได้ศึกษาไปน้ันมีความ เหมือนหรือแตกต่างอย่างไรบ้าง และหน้าที่ของส่ิงที่อยู่ภายในเซลล์มีอะไรบ้าง ( แนวการตอบ ครูให้นักเรียน ตอบ โดยครูไม่บอกคําตอบแกน่ กั เรยี น โดยให้นักเรียนเรยี นรู้คําตอบผ่านการเรียนในเร่ืองตอ่ ไป ) 4) ครูให้นักเรียนทําแบบทดสอบก่อนเรียน โดยให้เขียนเคร่ืองหมาย หน้าข้อส่ิงท่ี ประกอบด้วยเซลล์ โดยเฉลยดังน้ี ผักกาด นํา้ ตาล ไส้เดือนดนิ หนอน พารามเี ซยี ม โปรตนี ดอกกุหลาบ ปลากัด เมลด็ แตงโม ทราย อธิบายเพิ่มเตมิ :ผกั กาดไสเ้ ดอื น หนอน ดอกกุหลาบ ปลากัดเมล็ดแตงโมและพารามีเซียม เป็นส่ิงมีชีวิต จงึ มีเซลลเ์ ป็นสว่ นประกอบ ส่วนนํา้ ตาล โปรตนี และทรายไมใ่ ชส่ งิ่ มีชวี ติ จึงไมม่ เี ซลลเ์ ป็นส่วนประกอบ
ขน้ั ท่ี 2 ขน้ั สารวจและค้นหา (Exploration) 1) ครใู หน้ ักเรียนนง่ั เป็นกลุ่มตามทไี่ ดจ้ ัดไว้ โดยจะมีสมาชกิ กลมุ่ อยปู่ ระมาณ 4- 5 คนต่อกลุ่ม 2) ครูให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมท่ี 3.2 เซลล์พืชและเซลล์สัตว์แตกต่างกันอย่างไร โดยครูจะ ชแี้ จงจุดประสงค์การเรียนรูใ้ ห้นกั เรียนทราบดงั นี้ เพ่อื สงั เกตและรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อบรรยายและ เปรียบเทียบรูปร่าง ลักษณะและโครงสรา้ งของเซลลพ์ ชื และเซลลส์ ัตว์ 3) ครใู หน้ กั เรียนปฏิบัตติ ามใบกิจกรรมที่ 3.2 เซลล์พืชและเซลล์สัตว์แตกต่างกันอย่างไร หรือ ศึกษาจากหนังสอื เรยี นหน้า 89 ซ่งึ ในการปฏบิ ัติกจิ กรรมจะแบ่งออกเป็น 2 ตอน 4) ครใู หน้ กั เรยี นแต่ละกลุ่มออกมารบั อุปกรณ์ตามท่คี รูเตรยี มไวใ้ ห้ 5) เมื่อแตล่ ะกลุ่มดาํ เนินกิจกรรมเรียบร้อยแลว้ ครูให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กนั ในช้ันเรยี น ขั้นที่ 3 ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation) 1) ครูใหน้ กั เรยี นร่วมกันอภปิ รายและตอบคาํ ถามในประเดน็ ดงั ต่อไปน้ี 1.1 กิจกรรมน้ีเรยี นรู้เก่ยี วกับเรือ่ งอะไร ( แนวการตอบ รูปร่างและโครงสร้างของเซลล์ พืชและเซลลส์ ัตว์ ) 1.2 เซลลพ์ ืชและเซลล์สัตว์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในกิจกรรมน้ีคือเซลล์อะไรบ้าง (แนวการ ตอบ เซลลพ์ ืชคือเซลลส์ าหรา่ ยหางกระรอกและเซลลเ์ ย่ือหอม เซลล์สตั วค์ ือเซลล์เย่ือบขุ า้ งแก้ม ) 1.3 จุดประสงค์ของกิจกรรมน้ีคืออะไร ( แนวการตอบ เพ่ือสังเกตและรวบรวม หลกั ฐานเชงิ ประจักษเ์ พ่อื บรรยายและเปรียบเทยี บรปู ร่าง ลกั ษณะและโครงสร้างของเซลล์พืชและเซลลส์ ตั ว์ ) 1.4 วิธีการดําเนินกิจกรรมมีขั้นตอนโดยสรุปอย่างไร ( แนวการตอบ เตรียมสไลด์ ตัวอยา่ งของเซลลพ์ ืชและเซลล์สัตว์ นําไปสงั เกตดว้ ยกลอ้ งจุลทรรศน์ใช้แสง บันทึกรูปร่างและโครงสร้างท่ีสังเกต ไดข้ องเซลลพ์ ชื และเซลล์สตั ว์ดว้ ยการวาดภาพและบรรยาย เปรยี บเทยี บความเหมือนและความแตกต่างระหว่าง เซลล์พืชและเซลล์สัตว์ ) 1.5 การเตรียมสไลด์ตัวอย่าง จะต้องมีวิธีการอย่างไรบ้าง ( แนวการตอบ นําช้ินส่วน เน้อื เยอ่ื ของพชื และสตั ว์วางลงบนหยดนํา้ บนสไลด์ อาจมกี ารย้อมสีโดยการหยดสารละลายไอโอดีนในเนื้อเย่ือหัว หอมแดงและเย่อื บุข้างแก้ม แลว้ วางกระจกปิดสไลดว์ างบนสไลดจ์ นสนทิ ใชก้ ระดาษเยอ่ื ซับของเหลวส่วนเกนิ ) 2) ร่วมกันอภิปรายและเปรียบเทยี บผลการทาํ กิจกรรม รวมทัง้ สาเหตทุ ่ีทาํ ใหผ้ ลการทํากิจกรรม คลาดเคลอ่ื น เช่น เลือกใบสาหรา่ ยหางกระรอกท่แี ก่เกินไปทาํ ให้เซลล์ทีส่ ังเกตไดม้ สี ีเขียวเข้มจนไม่สามารถสังเกต โครงสร้างบางอยา่ งได้ เยอื่ หอมพับม้วนจนสังเกตเซลลไ์ มช่ ัดเจน สไลด์ตัวอย่างมีฟองอากาศจึงทําให้เข้าใจผิดคิด วา่ เปน็ เซลล์ เป็นต้น 3) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปได้ว่าเซลล์พืชและเซลล์สัตว์มีรูปร่างลักษณะแตกต่างกัน เซลล์ พืชมีรูปร่างเป็นเหล่ียม เซลล์สัตว์มีรูปร่างค่อนข้างกลม โครงสร้างของเซลล์ท่ีพบได้ทั้งเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ ไดแ้ ก่ เยื่อหมุ้ เซลล์ ไซโทพลาซึม และนิวเคลียส ส่วนโครงสร้างท่ีพบเฉพาะเซลล์พืช ได้แก่ผนังเซลล์และคลอโร
พลาสต์ สําหรบั เยือ่ ห้มุ เซลล์ของเซลล์พชื อาจเห็นไม่ชดั เจน เพราะเบียดชิดกับผนงั เซลล์ แต่จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อ เซลล์เหย่ี ว 4) ให้นักเรียนอ่านเนื้อหาในหนังสือ ตอบคําถามระหว่างเรียน แล้วร่วมกันอภิปรายเพ่ือให้ได้ ขอ้ สรุปเกย่ี วกับรูปรา่ งและโครงสร้างของเซลลพ์ ืชและเซลล์สัตว์ ตามประเด็นต่อไปน้ี 4.1 ภายในไซโทพลาซมึ ของเซลล์จะมโี ครงสร้างที่ทําหน้าท่ีเฉพาะ โครงสร้างเหล่าน้ัน คืออะไร ( แนวการตอบ ออรแ์ กเนลล์ ) 4.2 จากการทาํ กิจกรรมน้ี โครงสร้างใดของเซลล์ที่ไม่พบ ( แนวการตอบ ไมโทคอนเด รียและแวคิวโอล ) 4.3 นอกจากโครงสร้างท่ีนักเรียนสังเกตเห็นจากกิจกรรมและเน้ือหาในหนังสือเรียน นกั เรยี นคิดว่าจะมีโครงสรา้ งอนื่ อีกหรือไม่ ( แนวการตอบ มี ซ่ึงนกั เรียนจะไดเ้ รยี นในระดบั ทีส่ ูงขนึ้ เช่น ไรโบโซม เอนโดพลาสมิกเรติคูลมั ไลโซโซม เปน็ ต้น ) 4.4 เซลล์สาหร่ายหางกระรอกและเซลล์เยื่อหอมมีโครงสร้างเหมือนหรือแตกต่างกัน อย่างไร และมีผลต่อหน้าทขี่ องเซลลอ์ ยา่ งไร ( แนวการตอบ มโี ครงสร้างท่ีเหมือนกันคือมีผนังเซลล์ เย่ือหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึมและนิวเคลียส แต่มีโครงสร้างท่ีต่างกันคือพบคลอโรพลาสต์ในเซลล์สาหร่ายหางกระรอก แต่ไม่พบ ในเซลลเ์ ย่ือหอม ซ่ึงมีผลต่อหนา้ ทตี่ า่ งกนั คอื เซลลส์ าหรา่ ยหางกระรอกมีคลอโรพลาสตจ์ ึงทําหนา้ ทส่ี ังเคราะห์ด้วย แสงได้ ส่วนเซลลเ์ ย่อื หอมไม่มคี ลอโรพลาสต์ จึงทําหน้าท่ีสังเคราะห์ด้วยแสงไม่ได้ แต่ทําหน้าท่ีป้องกันเน้ือเย่ือท่ี อยภู่ ายใน ) ขน้ั ที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูอภิปรายเพิ่มเติมได้ดังต่อไปนี้ ส่ิงมีชีวิตทุกชนิดประกอบด้วยเซลล์ ส่ิงมีชีวิตบางชนิด ประกอบด้วยเซลล์เพียง 1 เซลล์ และบางชนิดประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์ เซลล์ของสิ่งมีชีวิตมีขนาดและ รูปร่างลักษณะเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว ร่างกายประกอบไปด้วยเซลล์เพียงเซลล์เดียว กิจกรรมต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับการดํารงชีวิตจะเกิดขึ้นในเซลล์เพียงเซลล์เดียว ภายในเซลล์ประกอบด้วยโครงสร้างต่าง ๆ เหมือนกับเซลล์ของส่ิงมีชีวิตหลายเซลล์ ตัวอย่างส่ิงมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น แบคทีเรีย อะมีบา พารามีเซียม สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวแต่ละเซลล์แยกกันอยู่ แม้บางครั้งจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม แต่จะมีการประสานงานระหว่าง เซลล์น้อยมาก ส่วนลักษณะเซลล์ของส่ิงมีชีวิตหลายเซลล์ เซลล์หลายเซลล์จะประกอบกันเป็นร่างกาย แต่ละ เซลลจ์ ะมโี ครงสร้างพื้นฐานเหมอื นกนั คือ เยอ่ื หมุ้ เซลล์ ไซโทพลาซมึ และนิวเคลียส แต่ในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ นนั้ จะมีโครงสรา้ งบางอยา่ งที่แตกตา่ งกนั ตวั อย่างส่งิ มีชวี ิตหลายเซลล์ เชน่ ปลา เฟริ ์น นก สุนัข เป็นตน้ แตกต่าง กนั 2) ครใู ห้นักเรยี นสรุปคาํ ถามจากหนงั สอื เรยี น ดังน้ี 2.1 การจัดระบบชองเซลลไ์ ปเปน็ รา่ งกายของสิ่งมีชีวิตมีลําดับจากหน่วยที่เล็กท่ีสุดไป เป็นหน่วยที่ใหญ่ที่สุดอย่างไร ( แนวคําตอบ เซลล์ เน้ือเย่ือ อวัยวะ ระบบอวัยวะ ส่ิงมีชวี ติ )
2.2 รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการระบบของร่างกายมนุษย์และนําส่ิงต่อไปนี้มา เรียงลําดับความสําคัญตามการจัดระบบของสิ่งมีชีวิตจากหน่วยที่เล็กท่ีสุดจนเป็นหน่วยท่ีใหญ่ท่ีสุด ได้แก่ เน้ือเยือ่ ประสาท สมอง ระบบประสาท เซลล์ประสาท มนุษย์ ( แนวคําตอบ เซลลป์ ระสาท เนือ้ เย่ือประสาท สมอง ระบบประสาท มนษุ ย์ ) 3) ครูเปดิ โอกาสให้นกั เรียนตั้งคําถาม โดยให้แตล่ ะกลมุ่ ตั้งคาํ ถามมา 1 ข้อ 4) ครใู หน้ ักเรยี นดูส่ือออนไลนเ์ พิม่ เตมิ ขั้นที่ 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) 1) การตอบคาํ ถามในชน้ั เรยี น 2) การปฏบิ ตั ิกจิ กรรมกลมุ่ กิจกรรมที่ 3.2 เซลล์พืชและเซลลส์ ตั ว์แตกตา่ งกันอยา่ งไร 3) ตรวจสมดุ เขยี นความแตกตา่ งระหว่างเซลลเ์ ด่ียวและเซลลห์ ลายเซลล์ 8. ส่ือการเรียนรู้ / แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 ใบกจิ กรรมที่ 3.2 เซลล์พืชและเซลล์สัตว์แตกตา่ งกันอยา่ งไร 8.2 ส่ือออนไลน์ 8.3 หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตรพ์ ืน้ ฐาน ม.1 9. การวดั และการประเมนิ ตวั ช้วี ัด/ผลการเรยี นรู้ วิธีการวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์ท่ีใชใ้ นการประเมิน ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 1 ดา้ นความรู้ :นักเรยี น - ตอบคําถามในช้ันเรยี น - แบบประเมินการตอบ ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 สามารถอธบิ ายความ คําถาม ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 แตกตา่ งระหวา่ งเซลลพ์ ืช และเซลล์สัตวไ์ ด้ 2. ดา้ นกระบวนการ : - ตรวจการปฏิบตั ิกิจกรรม - แบบประเมนิ การทาํ งาน นกั เรียนสามารถเขียน ท่ี 3.2 เซลลพ์ ืชและเซลล์ กล่มุ ความแตกต่างระหว่าง สตั ว์แตกต่างกันอย่างไร ระหวา่ งเซลล์พชื และเซลล์ สัตวไ์ ด้ ผา่ นกจิ กรรมที่ 3.2 เซลลพ์ ืชและเซลล์ สตั ว์แตกตา่ งกนั อยา่ งไร 3. ดา้ นเจตคติ : นักเรยี น - การสงั เกตพฤตกิ รรมใน - แบบประเมนิ การสังเกต ต้งั ใจเรยี นและมวี นิ ยั ใน ชนั้ เรียน พฤติกรรม การเรยี น
บนั ทกึ หลังการสอน หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 3 หนว่ ยพนื้ ฐานของส่ิงมีชีวติ ... แผนการสอนเรอ่ื ง 18 เซลลพ์ ืชและเซลลส์ ัตว์ เราเรีย... วนั ที่...............................เดือน...............................................................พ.ศ........... ผลการสอน ปัญหา / อปุ สรรค ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ปัญหา ลงชอื่ ............................................ครผู ู้สอน ลงชื่อ.............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ () () ลงชื่อ.............................................ผู้ชว่ ย/รองฯวิชาการ () ลงชอ่ื ............................................ผู้อานวยการ ()
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219