ใบกิจกรรมที่ 3.2 เซลลพ์ ชื และเซลล์ กลมุ่ ท.ี่ ...... สัตวแ์ ตกต่างกนั อย่างไร ห้อง…………. จุดประสงค์ สงั เกตและรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์เพือ่ บรรยายและเปรียบเทียบรูปรา่ ง ลักษณะและโครงสร้าง ของเซลลพ์ ชื และเซลล์สัตว์ ผลการปฏิบตั กิ ิจกรรม ตอนท่ี 1 เซลล์พชื วาดภาพจากสิ่งท่ีสังเกตได้จากการศกึ ษา เซลล์เยื่อหอมแดง เซลลส์ าหรา่ ยหางกระรอก ตอนท่ี 2 เซลล์สัตว์ วาดภาพจากส่ิงท่ีสงั เกตไดจ้ ากการศึกษา เซลลเ์ ย่อื บุขา้ งแกม้
คาถามทา้ ยกิจกรรม ตอนที่ 1 1. เซลลพ์ ืชท้งั 2 ชนิด มีรปู รา่ งลักษณะเปน็ อย่างไร และมีโครงสร้างอะไรบ้าง ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. 2. เซลล์พชื ทั้ง 2 ชนิด เหมอื นหรือแตกต่างกันอย่างไร ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. 3. จากกจิ กรรม สรปุ ได้วา่ อยา่ งไร ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ตอนที่ 2 1. เซลล์สัตว์มรี ูปรา่ งลกั ษณะเปน็ อย่างไร และมโี ครงสรา้ งอะไรบ้าง ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. 2. จากกิจกรรม สรปุ ได้วา่ อย่างไร ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. 3. จากกิจกรรมท้งั 2 ตอน สรุปได้ว่าอยา่ งไร ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................
ตัวอยา่ ง ใบกจิ กรรมท่ี 3.2 เซลลพ์ ชื และเซลล์ กลมุ่ ท่ี....... สตั ว์แตกต่างกันอย่างไร หอ้ ง…………. จุดประสงค์ สังเกตและรวบรวมหลกั ฐานเชงิ ประจักษ์เพอ่ื บรรยายและเปรยี บเทยี บรปู รา่ ง ลักษณะและโครงสรา้ ง ของเซลล์พชื และเซลลส์ ัตว์ ผลการปฏิบัติกจิ กรรม ตอนที่ 1 เซลลพ์ ชื วาดภาพจากสิ่งที่สงั เกตไดจ้ ากการศกึ ษา ( ตวั อยา่ ง ) เซลล์เยอื่ หอมแดง เซลลส์ าหรา่ ยหางกระรอก ตอนท่ี 2 เซลลส์ ัตว์ วาดภาพจากส่งิ ที่สังเกตไดจ้ ากการศกึ ษา ( ตวั อย่าง ) เซลลเ์ ยือ่ บุข้างแก้ม
คาถามท้ายกิจกรรม ตอนท่ี 1 1. เซลล์พืชทง้ั 2 ชนิด มรี ูปรา่ งลักษณะเป็นอย่างไร และมโี ครงสร้างอะไรบ้าง แนวการตอบ เซลล์เยือ่ หอมรูปร่างเป็นเหลีย่ ม โครงสรา้ งท่ีพบ ได้แก่ ผนังเซลล์ เย่อื หมุ้ เซลล์ ไซโทพลาซมึ และ นิวเคลยี สเซลลส์ าหรา่ ยหางกระรอกมรี ปู รา่ งเปน็ เหล่ียม โครงสร้างท่ีพบ ไดแ้ ก่ ผนังเซลล์ เยอ่ื ห้มุ เซลล์ไซโทพลา ซึม คลอโรพลาสตแ์ ละนิวเคลยี ส สําหรบั เยื่อห้มุ เซลลอ์ าจเห็นไม่ชัดเพราะเซลล์เตง่ เย่อื หมุ้ เซลลจ์ งึ เบียดชิดกบั ผนงั เซลล์ แต่จะเหน็ เยอ่ื ห้มุ เซลลไ์ ด้ชัดเจนเมื่อเซลลเ์ หย่ี ว 2. เซลล์พืชทง้ั 2 ชนดิ เหมอื นหรอื แตกต่างกนั อยา่ งไร แนวการตอบ เซลล์เยื่อหอมและเซลล์สาหร่ายหางกระรอกมรี ปู ร่างเปน็ เหลย่ี ม มีผนงั เซลล์ เยือ่ หมุ้ เซลล์ไซโทพลา ซมึ เซลล์สาหร่ายหางกระรอกพบคลอโรพลาสต์ แตเ่ ซลลเ์ ยอื่ หอมไมพ่ บคลอโรพลาสต์ 3. จากกิจกรรม สรปุ ได้ว่าอย่างไร แนวการตอบ เซลล์พืชมรี ูปรา่ งเป็นเหลยี่ ม มโี ครงสรา้ งพืน้ ฐานทเ่ี หมือนกันไดแ้ ก่ ผนงั เซลล์ เยอ่ื หุ้มเซลล์ ไซ โทพลาซมึ และนวิ เคลยี ส ในเซลล์บางเซลลอ์ าจพบคลอโรพลาสต์ ตอนท่ี 2 1. เซลล์สตั ว์มรี ปู ร่างลักษณะเป็นอย่างไร และมโี ครงสรา้ งอะไรบ้าง แนวการตอบ เซลลเ์ ยื่อบุข้างแก้ม มีรปู ร่างคอ่ นข้างกลม รี โครงสรา้ งท่พี บ ไดแ้ ก่ เยื่อหุ้มเซลล์ ไซโทพลาซึมและ นิวเคลยี ส 2. จากกจิ กรรม สรุปได้ว่าอยา่ งไร แนวคําตอบ เซลลส์ ัตวม์ ีรูปร่างคอ่ นข้างกลม โครงสร้างทพี่ บในเซลล์สัตว์ ไดแ้ ก่ เยื่อหมุ้ เซลล์ ไซโทพลาซมึ และ นวิ เคลียส 3. จากกิจกรรมทงั้ 2 ตอน สรปุ ได้ว่าอย่างไร แนวการตอบ เซลลพ์ ชื มรี ูปร่างเป็นเหล่ยี ม เซลล์สัตวม์ รี ูปรา่ งคอ่ นขา้ งกลม โครงสร้างของเซลล์ท่พี บไดท้ ัง้ เซลล์ พืชและเซลล์สัตว์ ได้แก่ เย่ือหมุ้ เซลล์ ไซโทพลาซึม และนวิ เคลยี ส สว่ นโครงสรา้ งที่พบเฉพาะเซลล์พืช ได้แก่ ผนงั เซลลแ์ ละคลอโรพลาสต์
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 19 เร่ือง โครงสร้างและหนา้ ทขี่ องเซลล์ รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว21101 เวลา 2 คาบ หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 3 ชือ่ หนว่ ยการเรียนรู้ หน่วยพ้นื ฐานของสิ่งมีชีวิต รวม 12 คาบ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรยี นท่ี 1 สาระท่ี 1 ชือ่ สาระ วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ มาตรฐาน ว 1.2 1. มาตรฐานการเรียนร้/ู ตัวช้ีวดั มาตรฐานการเรียนรู้ - ว 1.2เข้าใจสมบตั ขิ องสิ่งมชี ีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลําเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทํางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทํางานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนําความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตวั ชวี้ ัด - ม.1/2 เปรียบเทียบรูปร่างของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ รวมทั้งบรรยายหน้าที่ของผนังเซลล์ เย่อื หมุ้ เซลล์ ไซโทพลาซมึ นิวเคลียส แวคิวโอล ไมโทคอนเดรยี และคลอโรพลาสต์ - ม.1/3 อธบิ ายความสัมพันธร์ ะหว่างรปู รา่ งกบั การทําหน้าทขี่ องเซลล์ 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด สาระสาคัญ เซลลเ์ ป็นหนว่ ยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตส่ิงมีชีวิตบางชนิดมีเซลล์เพียงเซลล์เดียว เช่น อะมีบา พารามีเซียม ยีสต์บางชนิดมีหลายเซลล์เช่นพืช สัตว์ โครงสร้างพื้นฐานท่ีพบท้ังในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์และ สามารถสังเกตได้ด้วยกลอ้ งจุลทรรศน์ใช้แสง ได้แก่ เย่ือหุ้มเซลล์ไซโทพลาซึม และนิวเคลียส โครงสร้างท่ีพบใน เซลลพ์ ชื แต่ไม่พบในเซลล์สัตว์ ได้แก่ผนังเซลล์และคลอโรพลาสต์ โครงสร้างต่างๆของเซลล์มีหน้าท่ีแตกต่างกัน ผนังเซลล์ทําหน้าที่ให้ความแข็งแรงแก่เซลล์ เย่ือหุ้มเซลล์ทําหน้าท่ีห่อหุ้มเซลล์และควบคุมการลําเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์ นิวเคลียส ทําหน้าที่ควบคุมการทํางานของเซลล์ ไซโทพลาซึม มีออร์แกเนลล์ท่ีทําหน้าที่ แตกต่างกัน แวคิวโอล ทําหน้าท่ีเก็บนํ้าและสารต่าง ๆ ไมโทคอนเดรีย ทําหน้าที่เก่ียวกับการสลายสารอาหาร เพือ่ ใหไ้ ด้พลงั งานแก่เซลล์ คลอโรพลาสต์เปน็ แหล่งที่เกดิ การสังเคราะหด์ ้วยแสง 3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นกั เรยี นสามารถอธบิ ายโครงสรา้ งและหน้าทขี่ องเซลล์ได้ 2) ดา้ นกระบวนการ (P) นกั เรยี นสามารถสรา้ งแบบจําลองเซลลไ์ ด้ 3) ดา้ นเจตคติ (A) นกั เรยี นต้ังใจเรยี นและมีวินยั ในการเรยี น
4. คุณลกั ษณะผ้เู รียน 4.1 คณุ ลักษณะทพ่ี ึงประสงค์ รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซ่อื สัตย์สจุ รติ มุ่งมั่นในการทาํ งาน ใฝเ่ รยี นรู้ มจี ติ สาธารณะ มีวินัย รกั ความเปน็ ไทย 5. ด้านสมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น ความสามารถในการคดิ : นักเรียนสามารถอธบิ ายรปู รา่ งความแตกตา่ งระหว่างเซลล์เด่ียวและเซลล์หลาย เซลลไ์ ด้ 6. สาระการเรยี นรู้ โครงสรา้ งพนื้ ฐานทพ่ี บทั้งในเซลลพ์ ืชและเซลล์สัตว์และสามารถสังเกตได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง ได้แก่ เย่ือหุ้มเซลล์ไซโทพลาซึม และนิวเคลียสโครงสร้างท่ีพบในเซลล์พืชแต่ไม่พบในเซลล์สัตว์ได้แก่ผนังเซลล์ และคลอโรพลาสต์ 7. กิจกรรมการเรียนรู้ ใช้รูปแบบการจัดการเรยี นการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ข้นั ที่ 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) 1) ครูรว่ มกบั นักเรียนทบทวนความร้ดู ังน้ี - สิ่งมีชีวิตประกอบดว้ ยเซลลเ์ ซลลเ์ ปน็ หน่อยทเ่ี ล็กท่สี ุดของส่ิงมชี วี ติ - สิ่งมีชีวิตบางชนิดประกอบเซลล์เพียงเซลล์เดียว เรียกว่าส่ิงมีชีวิตเซลล์เดียว เช่น แบคทเี รยี อะมีบา พารามีเซียม กิจกรรมในการดาํ รงชีวติ ทกุ ๆอย่างเกดิ ข้ึนเพยี ง 1 เซลล์เทา่ นั้น - ส่ิงมีชีวิตบางชนิดประกอบด้วยเซลล์จํานวนมาก เรียกว่าส่ิงมีชีวิตหลายเซลล์ เช่น พืชและสัตว์ตา่ งๆ ส่งิ มชี นิดหลายเซลลป์ ระกอบดว้ ยเซลลห์ ลายชนดิ แต่ละชนดิ มีหน้าท่เี ฉพาะ - สง่ิ มีชวี ิตเซลล์เด่ยี วแตล่ ะเซลลแ์ ยกกนั อยู่ แมบ้ างคร้ังจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม แต่จะมี การประสานงานระหว่างเซลล์นอ้ ยมาก เซลลส์ ิ่งมชี วี ติ หลายเซลล์รวมกันเป็นเนื้อเย้ือ แต่ก็มีเซลล์ท่ีอยู่กันเด่ียวๆ เชน่ เซลล์เมด็ เลอื ด เซลล์อสจุ ิ 2) ครนู าํ ภาพเซลล์ 2 เซลลท์ ่มี ีความแตกต่างกันในลักษณะรูปรา่ ง ดังภาพ ทมี่ า https://th.pngtree.com/freepng/figure-animal-and-plant-cells_2137587.html
3) ครูถามต่อไปว่า เซลล์ 2 เซลล์นี้ รูปใดเป็นเซลล์พืช รูปใดเป็นเซลล์สัตว์ โดยครูให้นักเรียน เขียนลงสมุดของตวั เองโดยครไู ม่อธบิ ายคาํ ตอบใหน้ กั เรียนไดค้ ้นหาคาํ ตอบดว้ ยตัวเองตอ่ ไปการจากเรียน ขน้ั ที่ 2 ขนั้ สารวจและคน้ หา (Exploration) 1) ครูให้นักเรยี นน่งั เป็นกลุ่มตามทีไ่ ด้จัดไว้ โดยจะมสี มาชกิ กลุ่มอย่ปู ระมาณ 4- 5 คนต่อกลมุ่ 2) ครูให้นักเรียนทํากิจกรรมเสริมเร่ือง แบบจําลองเซลล์ โดยครูเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างไว้ให้ ไดแ้ ก่ดนิ นาํ้ มันหลากสี ไมเ้ สียบลกู ชน้ิ คัตเตอร์ ฟิวเจอรบ์ อร์ดและอปุ กรณ์อน่ื ๆ โดยครูให้นักเรียนส่งตัวแทนกลุ่ม มากลมุ่ ละ 1 คนเพื่อรบั อปุ กรณใ์ นการสรา้ งแบบจําลอง และใหน้ กั เรยี นอกี 1 คนเปน็ ตวั แทนกล่มุ ในการจับสลาก โดยครจู ะทําสลากเอาไว้โดยจะไดเ้ ซลลพ์ ชื จํานวน 4 กล่มุ และเซลล์สตั ว์จํานวน 4 กลุ่ม 3) ครูใหน้ ักเรียนหาข้อมูลเพ่ิมเติมจากสอ่ื อินเทอร์เน็ตหรอื แหลง่ อื่นๆเพ่ือสรา้ งแบบจําลองเซลล์ ให้มีความถูกต้อง ทั้งนี้ในการทํากิจกรรมครูพยายามเดินสํารวจความถูกต้องของการสร้างแบบจําลองและการ ระมัดระวังในการใชอ้ ุปกรณต์ า่ งๆทีม่ คี ม เพอื่ ป้องกนั อันตรายที่จะเกดิ ขนึ้ 4) เมื่อแต่ละกลุ่มทําใบงานเสร็จแล้วครูให้ตัวแทนกลุ่มออกมานําเสนอผลงานเพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรกู้ บั เพ่อื นๆในหอ้ งเรียน ขั้นที่ 3 ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) 1) จากการทาํ กิจกรรมเสริมเร่ือง แบบจาํ ลองเซลล์ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปและอภิปรายได้ ดงั ตอ่ ไปนี้ โครงสรา้ งเซลลพ์ ชื โครงสร้างพืน้ ฐานและหน้าท่ีของเซลล์พชื 1.ผนงั เซลล์ (cell wall) ผนงั เซลล์พบในเซลล์พชื เทา่ นั้นเป็นส่วนที่ไม่มีชีวิต ทําหน้าท่ีให้ความ แข็งแรงและทําให้เซลล์คงรูปอยู่ได้ ประกอบด้วยเซลลูโลสเป็นส่วนใหญ่และยังประกอบด้วยสารพวกเพกทิน ลกิ นิน ฮมี ิเซลลูโลส ซเู บอริน ไคทิน และควิ ทิน 2. เย่ือหุ้มเซลล์ (cell membrane) มีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ อยู่ล้อมรอบเซลล์ ประกอบด้วย สารประเภทโปรตีนและไขมัน มีหน้าท่ีช่วยให้เซลล์คงรูปและควบคุมการแลกเปลี่ยนสารระหว่างภายในและ
ภายนอกเซลล์ เยือ่ หุ้มเซลล์พบได้ทั้งในเซลล์พชื และเซลล์สัตว์เปน็ ส่วนท่ีมชี วี ติ มีความยืดหยุ่นสามารถยืดหดได้มี ลกั ษณะเปน็ เยอ่ื บางๆ มรี ูพรุนสําหรับให้สารละลายผา่ นเขา้ ออกได้ เช่น นํ้า น้ําตาลโมเลกุลเด่ียว ยูเรีย กรดอะมิ โน เกลอื แร่ ออกซเิ จน และกลีเซอรอลสามารถผ่านเข้าออกได้ง่าย สว่ นสารทม่ี โี มเลกุลขนาดใหญ่ไม่สามารถผ่าน เข้าออกได้เลย เช่น สารพวกโปรตีนและไขมัน จึงเรียกเย่ือที่มีลักษณะแบบน้ีว่า เย่ือก่ึงซึมผ่านได้ (semipermeable membrane หรอื selective permeable membrane) 3. ไซโทพลาซึม (cytoplasm) มีลักษณะเป็นของเหลวคล้ายเจลล่ีซึ่งมีนํ้า โปรตีน ไขมัน คารโ์ บไฮเดรต และเกลอื แร่ตา่ งๆ เป็นองค์ประกอบ ไซโทพลาซึมเป็นศูนย์กลางการทํางานของเซลล์ท่ีทําหน้าที่ เกย่ี วกับเมแทบอลิซมึ (metabolism) ทั้งกระบวนการสร้างและการสลายอินทรียสาร เป็นแหล่งที่เกิดปฏิกิริยา เคมีตา่ งๆ ท่จี ะช่วยใหเ้ ซลล์ดาํ รงชวี ิตอยไู่ ด้ 4. นวิ เคลยี ส (nucleus) อยูใ่ นไซโทพลาซมึ เปน็ ส่วนประกอบทส่ี าํ คัญท่ีสดุ ของเซลล์ นิวเคลียส ทาํ หน้าทีค่ วบคุมเมแทบอลซิ มึ ของเซลล์ ควบคุมการสังเคราะหโ์ ปรตนี และเอนไซม์ ควบคุมการถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกหลาน ควบคุมกิจกรรมต่างๆ ภายในเซลล์ ควบคุมการเจริญเติบโต และ ควบคุมลกั ษณะตา่ งๆ ของส่งิ มีชวี ติ 5. คลอโรพลาสต์ (chloroplast) พบเฉพาะในเซลล์ท่ีมีสีเขียวของพืชและเซลล์ของโพรทิสต์ บางชนดิ เชน่ สาหร่าย คลอโรพลาสต์ประกอบด้วยเย่ือหุ้ม 2 ชั้น ช้ันนอกทําหน้าท่ีควบคุมชนิดและปริมาณของ สารที่ผ่านเข้าและออกจากคลอโรพลาสต์ ส่วนช้ันในจะมีลักษณะยื่นเข้าไปภายในและมีการเรียงกันเป็น ช้ันๆ อย่างมีระเบียบ ภายในเย่ือหุ้มช้ันในจะมีโมเลกุลของสารสีเขียว เรียกว่า คลอโรฟิลล์ (chlorophyll) และมี เอนไซม์ท่ีเกยี่ วข้องกบั การสร้างอาหาร 6. แวควิ โอ ( vacuole ) มีขนาดใหญม่ ากในเซลลพ์ ชื เป็นออร์แกเนลล์ ท่ีมีเย่ือหุ้มชั้นเดียว มี ลกั ษณะเปน็ ถงุ มีเมมเบรน ซึง่ เรยี กวา่ โทโนพลาสต์ ( tonoplast) ห่อหุ้ม ภายในมีสารตา่ งๆ บรรจุอยู่ โดยท่ัวไป จะพบในเซลล์พืช และสตั วช์ น้ั ต่ํา ทาํ หนา้ ทช่ี ว่ ยใหเ้ ซลลพ์ ชื มีชวี ติ และทําหน้าที่เก็บสะสมสาร ที่เป็นอันตราย ต่อ ไวโตพลาสซมึ ของเซลล์ ในเซลลพ์ ืชท่ียังออ่ น จะมีแวคิวโอลเล็กๆ เป็นจํานวนมาก เซลล์พืชที่เจริญเติบโต เต็มท่ี สมบรูณ์ แวคิวโอลจะรวมกัน มขี นาดใหญม่ ากประมาณ 95 % หรือมากกวา่ นี้โดยปรมิ าตรของแตล่ ะเซลล์ 7. กอลจิคอมเพลกซ์ ( golgi complex, golgi bodies, golgi apparatus) เป็นโครงสร้างที่ ประกอบด้วย ถุง( vacuole) หุม้ ด้วยเยื่อบาง ๆ หลาย ๆ ถุงเรียงกันภายในถุงจะมีสารท่ีเซลล์จะขนส่งออกนอก เซลล์ ทําหน้าทใี่ นขบวนการขนถา่ ย ( secretion ) เก่ยี วข้องกบั การสงั เคราะห์ไลโซโซมและเซลเพลทของพชื 8. เอนโดพลาสมกิ เรติคูลัม ( endoplasmic reticulum : ER) เป็นออร์แกเนล ที่มีผนังบาง 2 ชั้น มีความหนาน้อยกว่าเยื่อหุ้มเซลล์ มีลักษณะ เป็นท่อขดพับไปมา เป็นออร์แกเนล ที่เกี่ยวข้องกับ การ สังเคราะห์โปรตนี ซง่ึ ไรโบโซม จะเกาะทางดา้ น ไซโตซอลของเย่อื หมุ้ โปรตีนถูกสังเคราะห์ ข้ามเย่ือหุ้ม ของเอน โดพลาสมิก เรทิคิวลัม นอกจากจะเป็น ท่ีให้ไรโบโซมเกาะอยู่แล้ว ยังทําหน้าท สี่ ังเคราะห์สาร ( sterols) และ phospholipids เปน็ สารท่ีจําเปน็ ของทุกๆเยื่อหุ้ม เอนโดพลาสมิก เรทคิ ิวลมั ยังทําหน้าท่ี ข่ี นถ่ายเอนไซม์ และ โปรตีนโมเลกุล เรียกว่า การหลั่งสาร หรือกระบวนการขับสาร ออกนอกเซลล์ ( secetion) ประกอบด้วย โครงสร้างระบบท่อ ที่มีการเชื่อมประสานกัน ท้ังเซลล์ส่วนของท่อยังติดต่อ กับเย่ือหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มนิวเคลียส
และกอลจิบอดีดว้ ย ภายในท่อมีของเหลวซง่ึ เรียกว่า ไฮยาโลพลาซึม (hyaloplasm) บรรจุอยู่ และพบในยฝุคารี โอตเท่าน้ัน โครงสรา้ งเซลล์สตั ว์ 1. เย่ือหุ้มเซลล์ (cell membrane) มีลักษณะเป็นเย่ือบางๆ อยู่ล้อมรอบเซลล์ ประกอบด้วย สารประเภทโปรตีนและไขมัน มีหน้าที่ช่วยให้เซลล์คงรูปและควบคุมการแลกเปล่ียนสารระหว่างภายในและ ภายนอกเซลล์ เยอ่ื หมุ้ เซลลพ์ บได้ทั้งในเซลลพ์ ชื และเซลลส์ ตั วเ์ ป็นส่วนทมี่ ีชวี ิต มีความยืดหยุ่นสามารถยืดหดได้มี ลักษณะเป็นเย่อื บางๆ มรี ูพรุนสําหรับใหส้ ารละลายผา่ นเข้าออกได้ 2. ไลโซโซม ( lysosome) พบเฉพาะในเซลล์สัตว์เท่านั้น คล้ายถุงลม รูปร่างกลมรี เส้นผ่าน ศนู ย์กลาง ประมาณ 0.15-0.8 ไมครอน มักพบใกล้กับกอลจิบอดี ไลโซโซม ยังเป็นส่วนสําคัญ ในการย่อยสลาย มีเอนไซน์หลายชนิด จึงสามารถย่อยสลาย สารต่างๆ ภายในเซลล์ได้ดี เป็นออร์แกแนลล์ ท่ีมีเมมเบรนห่อหุ้ม เพยี งชัน้ เดยี ว ซงึ่ ไมย่ อมใหเ้ อนไซม์ต่างๆ ผ่านออก แต่เป็นเยื่อที่สลายตัว หรือรั่วได้ง่าย เม่ือเกิดการอักเสบของ เนอื้ เย่ือ หรอื ขณะที่มกี ารเจริญเตบิ โต เย่ือหุ้มน้ีมีความทนทาน ต่อปฏิกิริยาการย่อยของเอนไซม์ ท่ีอยู่ภายในได้ เอนไซม์ที่อยู่ในถุงของไลโซโซมน้ี เช่ือกันว่าเกิดจากไลโซโซม ท่ีอยู่บน RER สร้างเอนไซม์ขึ้น แล้วส่งผ่านไปยัง กอลจิบอดี แล้วหลดุ เปน็ ถุงออกมา ไลโซโซม มีหน้าท่ีสําคัญ คือย่อยสลายอนุภาค และโมเลกุลของสารอาหาร ภายในเซลล์ ย่อย หรอื ทําลายเชื้อโรค และสง่ิ แปลกปลอมต่างๆ ท่ีเขา้ สูร่ ่างกายหรือเซลล์ เช่น เซลล์เม็ดเลอื ดขาวกนิ 3. Peroxisome ( microbodies) เป็นออร์แกเนลล์ขนาดเล็ก ท่ีมีเยื่อหุ้มชั้นเดียว รูปร่าง คล้ายไลโซโซม แต่สามารถแบ่งตัวได้เอง คล้ายกับไมโทคอนเดรีย และคลอโรพลาสต์ ภายในประกอบด้วย เอนไซม์หลายชนิด ทีม่ ีหนา้ ทีส่ าํ คัญ ในกระบวนการเมตาบอลิสม์ ของกรดไขมัน เพอรอกซโิ ซมจะหล่ังเอนไซม์ช่ือ คะตะเลส ( Catalase) มายอ่ ยไฮโดรเจนเพอรอกไซด์ (Hydrpgen peroxide) ซ่ึงเป็นพิษต่อเซลล์ ให้กลายเป็น โมเลกุลนํ้า ในพืชเพอรอกซิโซม มีบทบาทสําคัญ คือ เปล่ียนกรดไขมัน ที่สะสมอยู่ในเมล็ดพืช ให้เป็น คารโ์ บไฮเดรต สําหรับใช้เป็นแหล่งพลังงาน ในการงอกของเมล็ด โดยผ่านวัฏจักรไกลออกซิเลท ( Glyoxylate cycle) เปน็ โครงสรา้ ง ทเ่ี ล็กกว่าไรโซโซม และมจี ํานวนน้อยรูปภาพทีเ่ ก่ียวขอ้ ง
4. โครมาทิน ( Chromatin) เป็นส่วนของนิวเคลียส ท่ีย้อมติดสี เป็นเส้นในเล็กๆ พันกันเป็น ร่างแห เรียกร่างแหโครมาทิน ( Chromatin network) โดยประกอบด้วย โปรตีน รวมกับกรดดีออกซีไรโบนิ คลีอิค ( deoxyribonucleic acid) หรอื เรียกว่า DNA เป็นสารพนั ธุกรรม ทค่ี วบคุมลกั ษณะของส่งิ มีชีวิต เสน้ ใย 5. เซนทริโอล (centriole) เป็นส่วนที่อยู่ใกล้นิวเคลียส พบในเซลล์สัตว์และโพรทิสต์บางชนิด มีขนาดเลก็ ใส มีรัศมีแผอ่ อกมาโดยรอบมีรปู ร่างคลา้ ยท่อทรงกระบอก ในแตล่ ะเซลล์จะมีเซนทริโอล 2 อัน เรียง ในลักษณะตัง้ ฉากกัน หนา้ ทข่ี องเซนทริโอล คือ ช่วยในการเคลื่อนท่ขี องโครโมโซมในขณะท่ีมีการแบ่ง เซลล์ ช่วย ในการเคลอ่ื นทีข่ องเซลลบ์ างชนิดผลการคน้ หารูปภาพสําหรับ centriole 6. แวคิวโอ ( vacuole ) มีขนาดเล็กกว่าในเซลล์พืช เป็นออร์แกเนลล์ ท่ีมีเยื่อหุ้มช้ันเดียว มี ลักษณะเป็นถุง มีเมมเบรน ซึ่งเรียกว่า โทโนพลาสต์ ( tonoplast) ห่อหุ้ม ภายในมีสารต่างๆ บรรจุอยู่ โดยท่วั ไป แวควิ โอลในสตั วเ์ ป็นสว่ นสาํ คัญในกระบวนการเอกโซไซโตซิส และ เอนโดไซโตซิสผลการค้นหารปู ภาพ สาํ หรับ vacuole 7. เอนโดพลาสมิก เรติคลู ัม ( endoplasmic reticulum : ER) เป็นออร์แกเนล ท่ีมีผนังบาง 2 ช้ัน มีความหนาน้อยกว่าเย่ือหุ้มเซลล์ มีลักษณะ เป็นท่อขดพับไปมา เป็นออร์แกเนล ท่ีเกี่ยวข้องกับ การ สังเคราะหโ์ ปรตนี ซง่ึ ไรโบโซม จะเกาะทางด้าน ไซโตซอลของเยือ่ หมุ้ โปรตีนถูกสังเคราะห์ ข้ามเยื่อหุ้ม ของเอน โดพลาสมิก เรทิคิวลัม นอกจากจะเป็น ที่ให้ไรโบโซมเกาะอยู่แล้ว ยังทําหน้าท ี่สังเคราะห์สาร ( sterols) และ phospholipids เป็นสารทจ่ี ําเปน็ ของทกุ ๆเย่ือห้มุ เอนโดพลาสมกิ เรทคิ ิวลมั ยังทําหน้าที่ ข่ี นถ่ายเอนไซม์ และ โปรตีนโมเลกุล เรียกว่า การหล่ังสาร หรือกระบวนการขับสาร ออกนอกเซลล์ ( secetion) ประกอบด้วย โครงสร้างระบบท่อ ท่ีมีการเชื่อมประสานกัน ท้ังเซลล์ส่วนของท่อยังติดต่อ กับเย่ือหุ้มเซลล์ เย่ือหุ้มนิวเคลียส และกอลจิบอดีด้วย ภายในท่อมขี องเหลวซง่ึ เรยี กวา่ ไฮยาโลพลาซึม (hyaloplasm) บรรจุอยู่ และพบในยฝุคารี โอตเทา่ นั้น 8. นิวเคลียส (nucleus) อย่ใู นไซโทพลาซมึ เป็นสว่ นประกอบทีส่ ําคญั ทส่ี ุดของเซลล์ นิวเคลียส ทาํ หน้าทค่ี วบคมุ เมแทบอลซิ มึ ของเซลล์ ควบคมุ การสงั เคราะหโ์ ปรตีนและเอนไซม์ ควบคุมการถ่ายทอดลักษณะ ทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกหลาน ควบคุมกิจกรรมต่างๆ ภายในเซลล์ ควบคุมการเจริญเติบโต และ ควบคุมลกั ษณะต่างๆ ของส่งิ มชี ีวติ ขน้ั ที่ 4 ขัน้ ขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครเู ปดิ โอกาสให้นกั เรยี นตงั้ คาํ ถาม โดยให้แต่ละกลมุ่ ตง้ั คาํ ถามมา 1 ข้อ 2) ครูใหใ้ บงานท่ี 3.1 โครงสร้างและหนา้ ที่ของเซลล์พืชและเซลลส์ ัตว์ ไปทําเป็นการบา้ น ขนั้ ท่ี 5 ขั้นประเมนิ (Evaluation) 1) การตอบคําถามในชัน้ เรยี น 2) การทําใบงานท่ี 3.2 โครงสร้างและหน้าทข่ี องเซลลพ์ ชื และเซลลส์ ัตว์ 3) การตรวจแบบจําลองเซลล์
8. สื่อการเรยี นรู้ / แหลง่ เรียนรู้ 8.1 ใบงานท่ี 3.2 โครงสรา้ งและหน้าทีข่ องเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ 8.2 สอื่ ออนไลน์ 8.3 หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน ม.1 8.4 กจิ กรรมเสรมิ เรอื่ ง แบบจาํ ลองเซลล์ 9. การวดั และการประเมนิ ตัวชี้วัด/ผลการเรียนรู้ วธิ กี ารวดั เครอื่ งมอื วดั เกณฑท์ ่ีใช้ในการประเมิน 1 ดา้ นความรู้ :นกั เรียน - ตรวจใบงานท่ี 3.2 - ใบงานที่ 3.1 โครงสร้าง ผา่ นเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 สามารถอธบิ ายโครงสรา้ ง โครงสรา้ งและหน้าทีข่ อง และหนา้ ทขี่ องเซลล์พืชและ และหน้าทข่ี องเซลลไ์ ด้ เซลล์พืชและเซลล์สตั ว์ เซลล์สัตว์ ผา่ นเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 2. ดา้ นกระบวนการ : - การตรวจแบบจาํ ลอง - แบบประเมินการทํางาน นักเรียนสามารถสรา้ ง เซลล์ กลุม่ แบบจาํ ลองเซลล์ได้ 3. ดา้ นเจตคติ : นักเรียน - การสงั เกตพฤติกรรมใน - แบบประเมินการสังเกต ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 ต้งั ใจเรียนและมวี นิ ัยใน ชัน้ เรียน พฤตกิ รรม การเรยี น
บันทกึ หลังการสอน หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 3 หนว่ ยพื้นฐานของส่งิ มีชีวติ ... แผนการสอนเรอ่ื ง 19 โครงสรา้ งและหนา้ ทข่ี องเซลล์ เราเรยี ... วนั ที.่ ..............................เดือน...............................................................พ.ศ.......... ผลการสอน ปญั หา / อปุ สรรค ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกป้ ญั หา ลงชื่อ............................................ครูผสู้ อน ลงชอื่ .............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ () () ลงช่ือ.............................................ผู้ช่วย/รองฯวิชาการ () ลงช่ือ............................................ผู้อานวยการ ()
ช่ือ-สกลุ ............................................เลขท.ี่ ..........ห้อง...... ใบงานที่ 3.2 เร่อื งโครงสรา้ งและ หน้าทข่ี องเซลล์พชื และเซลล์สตั ว์ คาช้แี จง ให้นกั เรยี นบอกสว่ นประกอบของเซลล์ และบอกหนา้ ทขี่ องส่วนประกอบภายในเซลล์ เซลล์ พชื สว่ นประกอบของเซลล์ เซลล์ สัตว์ หนา้ ที่
ช่อื -สกลุ ............................................เลขที.่ ..........ห้อง...... ใบงานที่ 3.2 เร่อื งโครงสรา้ งและ เฉลย หนา้ ทขี่ องเซลลพ์ ชื และเซลล์สตั ว์ คาชี้แจง ใหน้ ักเรียนบอกสว่ นประกอบของเซลล์ และบอกหนา้ ที่ของสว่ นประกอบภายในเซลล์ เซลล์ พชื เซลล์ สัตว์ ส่วนประกอบของเซลล์ หนา้ ที่ ผนงั เซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์ ห่อหุม้ เซลล์ ให้ความแข็งแรงแกเ่ ซลล์ และช่วยให้เซลล์คงรูปอยู่ได้ ไซโทพลาซมึ เย่อื บางๆ ที่หอ่ หุ้มเซลล์ ถดั จากผนงั เซลล์ ประกอบด้วยสารเคมีและโครงสรา้ งต่างๆ ท่ที ําหน้าทเี่ กี่ยวกบั กิจกรรม คลอโรพลาสต์ ภายในเซลล์ แวคิวโอล เก่ยี วข้องกบั การสังเคราะห์ดว้ ยแสง นิวเคลียส แหลง่ สะสมน้าํ และสารสีที่ทาํ ให้พืชมสี ีสันสวยงาม ศูนย์กลางควบคมุ การทํางานของเซลล์ มีบทบาทเก่ยี วกบั การแบง่ เซลล์
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 20 เรือ่ ง การแพร่ รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว21101 เวลา 1 คาบ หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 3 ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ หน่วยพื้นฐานของสิง่ มชี ีวิต รวม 12 คาบ กล่มุ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 ภาคเรยี นท่ี 1 สาระที่ 1 ชื่อสาระ วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ มาตรฐาน ว 1.2 1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวชีว้ ัด มาตรฐานการเรยี นรู้ - ว 1.2เขา้ ใจสมบตั ขิ องส่ิงมชี ีวติ หนว่ ยพ้ืนฐานของส่ิงมีชีวิต การลําเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทํางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทํางานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนําความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตัวชว้ี ดั - ม 1/5 อธบิ ายกระบวนการแพร่และออสโมซิสจากหลักฐานเชิงประจักษ์และยกตัวอย่างการ แพรแ่ ละออสโมซิสในชีวิตประจาํ วัน 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด สาระสาคญั เซลล์มีการนําสารเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ของเซลล์และมีการขจัดสาร บางอย่างท่ีเซลล์ไม่ต้องการออกนอกเซลล์การนําสารเข้าและออกจากเซลล์มีหลายวิธีเช่น การแพร่เป็นการ เคลอ่ื นทีข่ องสารจากบริเวณท่ีมคี วามเขม้ ข้นของสารสงู ไปสูบ่ รเิ วณที่มคี วามเขม้ ขน้ ของสารต่ําส่วนออสโมซิส เป็น การแพร่ของนํ้าผ่านเย่ือหุ้มเซลล์จากด้านที่มีความเข้มข้นของสารละลายตํ่าไปยังด้านที่มีความเข้มข้นของ สารละลายสงู กว่า 3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นักเรยี นจะสามารถอธิบายกระบวนการแพร่ วา่ เป็นวธิ ีการนําสารเขา้ และออก จากเซลล์ได้ 2) ดา้ นกระบวนการ (P) นกั เรียนสามารถปฏบิ ตั ิกจิ กรรมท่ี 3.3 อนุภาคของสารมีการเคล่ือนท่ีอย่างไร ได้ 3) ด้านเจตคติ (A) นักเรยี นตั้งใจเรยี นและเม่อื ปฏิบัติกจิ กรรมเสร็จแลว้ นักเรยี นเกบ็ อปุ กรณ์เข้าท่ี
4. คุณลกั ษณะผ้เู รียน 4.1 คุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง ซือ่ สัตย์สจุ ริต มุ่งมน่ั ในการทาํ งาน ใฝเ่ รยี นรู้ มจี ิตสาธารณะ มวี นิ ัย รักความเปน็ ไทย 5. ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน ความสามารถในการคิด : นกั เรียนจะสามารถอธิบายกระบวนการแพร่ ว่าเป็นวิธีการนําสารเขา้ และออก จากเซลล์ได้ 6. สาระการเรยี นรู้ การแพร่ เป็นการกระจายตัวของโมเลกุลของสสารจากจุดท่ีมีความเข้มข้นสูงกว่า ไปยังจุดท่ีมีความ เข้มข้นต่ํากวา่ ดว้ ยการเคลอ่ื นทเ่ี ชงิ สุม่ ของโมเลกุล การแพร่จะทําให้ เกิดการผสมของวัสดุอย่างช้าๆ สําหรับเฟส หนึง่ ๆของวัสดใุ ดๆก็ตามทมี่ อี ุณหภูมิสมํ่าเสมอ และไม่มีแรงภายนอกมากระทํากับอนุภาค กระบวนการแพร่ก็จะ ยังคงเกิดถึงแม้ว่า สสารจะผสมกันโดยสมบูรณ์หรือเข้าสู่ภาวะสมดุลแล้ว โดยพ้ืนฐานแล้ว การเคลื่อนที่ของ โมเลกุล จากพนื้ ทท่ี ่มี ีความเขม้ ขน้ สูงไปส่คู วามเข้มข้นทต่ี า่ํ กว่าเรียกว่าการแพร่ทั้งส้ิน ตัวอย่างการแพร่ เช่น การ แพร่ของเกล็ดด่างทับทิมในนํ้า การแพร่ของนํ้าหวานในนํ้า การแพร่ของสีน้ําในนํ้า การแพร่ของแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ 7. กิจกรรมการเรียนรู้ ใชร้ ปู แบบการจดั การเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขั้นท่ี 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) 1) ครทู บทวนความรใู้ นคาบที่แล้ว เรื่อง เซลล์สิ่งมีชีวิต กล่าวคือ เซลล์ (Cell) หมายถึง หน่วย พื้นฐานท่เี ลก็ ท่ีสุดของส่งิ มชี ีวิต มรี ูปรา่ งลกั ษณะและขนาดแตกต่างกันข้ึนอยู่กับชนิดของส่ิงมีชีวิตและหน้าท่ีของ เซลลเ์ หล่านัน้ 2) ครูถามนักเรียนวา่ เซลลพ์ ชื กับเซลล์สัตว์แตกต่างหันอย่างไรบ้าง ( แนวการตอบ เซลล์พืชมี ผนงั เซลลแ์ ตเ่ ซลลส์ ตั ว์ไมม่ ผี นังเซลล์ เซลลพ์ ชื มคี ลอโรพลาสต์แต่เซลล์สัตว์ไม่มีคลอโรพลาสต์ เซลล์สัตว์มีผนังไล โซโซมแตเ่ ซลล์พืชไม่มไี ลโซโซม เซลลส์ ัตว์มเี ซนทรโิ อลแต่เซลลพ์ ชื ไม่มีเซนทริโอล ) 3) จากนั้นครูนําเข้าสู่บทเรียนโดยครูเตรียมขวดนํ้าหอมมาแล้วครูเปิดขวดน้ําหอม แล้วให้ นักเรียนเขียนข้อความหรือวาดภาพ เพื่ออธิบายว่าอนุภาคน้ําหอม ฟุ้งกระจายไปได้อย่างไร โดยครูไม่บอก คําตอบนักเรยี น 4) ครูให้นักเรียนเปิดหนังสือเรียนหน้า 108 ให้นักเรียนดูภาพการชงนํ้ากระเจ๊ียบ อ่านเนื้อหา นาํ บท จากน้ันอภปิ รายโดยอาจใชค้ ําถามนาํ ดงั น้ี 4.1 สแี ดงมาจากไหน ( แนวการตอบ สารสีแดงมาจากกลบี เลี้ยงกระเจี๊ยบ )
4.2 ทําไมนํ้าในแกว้ จึงมีสีแดง ( แนวการตอบ เพราะสารสีแดงจากกลีบเล้ียงกระเจ๊ียบ ละลายออกมาผสมกับนา้ํ ในแกว้ ) 4.3 นํา้ กระเจีย๊ บเมอ่ื ต้ังท้ิงไวส้ ักพกั ทําไมนํา้ ท้ังแก้วจึงมีสีแดง ( แนวการตอบ นักเรียน สามารถตอบไดต้ ามความเขา้ ใจของตนเอง ) 5) ครนู าํ นักเรียนเขา้ ส่กู ระบวนการสบื เสาะหาความรตู้ อ่ ไป ขัน้ ท่ี 2 ข้นั สารวจและคน้ หา (Exploration) 1) ครใู ห้นักเรยี นนง่ั เปน็ กลุม่ ตามที่ได้จัดไว้ โดยจะมสี มาชิกกลุ่มอยูป่ ระมาณ 4- 5 คนต่อกล่มุ 2) ครใู ห้นกั เรยี นทาํ กจิ กรรมที่ 3.3 อนุภาคของสารมีการเคล่ือนที่อย่างไร โดยแจ้งว่านักเรียน จะไดเ้ รยี นรเู้ กีย่ วกับการแพร่ ครแู จง้ จดุ ประสงค์การปฏบิ ตั ิกจิ กรรม กล่าวคือ เพื่อสังเกตและอธิบายการเคลื่อนที่ ของอนภุ าคด่างทบั ทิมในนํา้ 3) ครูให้นักเรียนดําเนินตามกิจกรรมตามใบกิจกรรมท่ี 3.3 และศึกษาจากหนังสือเรียนหน้า 110 4) ยํ้าให้นักเรียนหลีกเล่ียงไม่ให้ด่างทับทิมสัมผัสกับร่างกายโดยเฉพาะดวงตา และระวังไม่ใช้ ดา่ งทับทมิ ในการทํากิจกรรมมากเกินไป ให้นักเรียนทาํ นายผลที่คาดว่าจะเกิด เมอ่ื หย่อนเกล็ดด่างทับทิมลงในบีก เกอร์ จากน้นั ใหส้ ังเกตการเปลยี่ นแปลงท่เี กิดขึ้น 5) เมื่อแต่ละกลุ่มปฏิบัติกิจกรรมเสร็จแล้วครูให้ตัวแทนกลุ่มออกมานําเสนอผลงานเพื่อ แลกเปลีย่ นเรียนรกู้ บั เพอ่ื นๆในห้องเรยี น ข้นั ที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 1) ครใู ห้นกั เรยี นตอบคาํ ถามหลงั จากการปฏิบตั ิกิจกรรม 1.1 กิจกรรมนี้เรยี นรูเ้ กยี่ วกับเรอ่ื งอะไร ( แนวการตอบ การเคลือ่ นทข่ี องอนุภาคสาร) 1.2 กจิ กรรมนม้ี ีจดุ ประสงค์อะไร ( แนวการตอบ เพื่อสังเกตและอธิบายการเคลื่อนท่ี ของอนุภาคดา่ งทับทิมในน้าํ ) 1.3 วิธีการดําเนินกิจกรรมมีข้ันตอนโดยสรุปอย่างไร ( แนวการตอบ สังเกตการ เคล่ือนทแี่ ละการเปลีย่ นแปลงของเกลด็ ด่างทบั ทมิ อยา่ งต่อเน่อื งตงั้ แตเ่ ร่มิ หย่อนเกล็ดด่างทับทิมลงในน้ํา จนครบ ระยะเวลา 10 นาที ) 1.4 สังเกตอย่างไรว่าอนุภาคของด่างทับทิมมีการเคลื่อนท่ี ( แนวการตอบ เมื่อเร่ิม หย่อนด่างทับทิมลงไปในนํ้าจะเห็นด่างทับทิมค่อยๆ ละลายน้ําเกิดสีม่วงรอบๆ เกล็ดด่างทับทิม จากน้ันสีม่วง ค่อยๆกระจายไปสู่บริเวณรอบๆเกลด็ ด่างทับทมิ จนกระจายท่วั ทง้ั บกี เกอร์)ค่อยๆ ละลายนํา้ เกดิ สีม่วงรอบๆ เกล็ด ดา่ งทบั ทมิ จากนัน้ สีม่วงค่อยๆกระจายไปสูบ่ ริเวณรอบๆเกล็ดดา่ งทับทิมจนกระจายท่วั ท้ังบีกเกอร์) 1.5 ข้อควรระวังในการทํากิจกรรมมีอะไรบ้าง ( แนวการตอบ หลีกเลี่ยงไม่ให้ด่าง ทบั ทมิ สมั ผัสรา่ งกาย โดยเฉพาะบรเิ วณดวงตา )
2) ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสรุปและอภิปรายจากการดําเนินกิจกรรมดังน้ี หลักจากทํากิจกรรม ใหน้ ักเรยี นร่วมกนั อภิปรายผลโดยใชค้ าํ ถามเปน็ แนวทาง นักเรยี นควรสรปุ วา่ อนุภาคของสารมีการกระจายจากท่ี ซึง่ ความเขม้ ข้นของอนภุ าคของสารมากไปสู่ทีซ่ ึ่งมีความเข้มข้นของอนุภาคน้อยกว่า เรียกปรากฏการณ์น้ีว่า การ แพร่ โดยครูถามนักเรียน กล่าวคือ หลักจากหย่อยเกล็ดด่างทับทิมลงนํ้า เกิดการเปล่ียนแปลงอย่างไร และ นักเรียนอธิบายได้อย่างไร ( แนวการตอบ เมื่อหย่อนเกล็ดด่างทับทิมลงไปในน้ํา จะเห็นสีม่วงเป็นทางกระจาย ออกจากเกล็ดด่างทบั ทมิ เม่ือเกล็ดด่างทับทิมตกลงไปในก้นบีกเกอร์ น้ําบริเวณนั้นเป็นสีม่วงเข้ม ท้ิงไว้สักครู่จะ สงั เกตเห็นสีกระจายออกไปโดยรอบ จนในที่สุดน้ํามีสีม่วงสมํ่าเสมอกันท่ัวบีกเกอร์ เนื่องจากมีการเคล่ือนที่ของ อนุภาคดา่ งทบั ทิมจากบริเวรท่ีมีอนุภาคหนาแน่นมากไปยังบริเวณที่มีความหนาแน่นมากไปยังบริเวณท่ีมีความ หนาแน่นน้อยกว่า จนในทีส่ ุดทกุ จดุ ทั่วทงั้ บกี เกอร์มคี วามหนาแนน่ เท่ากนั หมด ) 3) ครูสร้างความเข้าใจให้นักเรียนว่า อนุภาคของสารแต่ละอนุภาคเคลื่อนที่โดยอิสระ ไม่มี ทิศทางแนน่ อน แต่ละอนุภาคไมไ่ ด้เคลอื่ นที่จากบรเิ วณสารมากไปสู่ทม่ี สี ารมากกว่า แต่โดยรวมแล้วการเคลื่อนท่ี โดยอสิ ระของอนภุ าคแต่ละอนุภาค มีผลทาํ ให้สารแพรจ่ ากบรเิ วณทม่ี อี นุภาคมมากไปสู่บริเวณท่มี ีอนุภาคนอ้ ย 4) ครเู ชือ่ มโยงสถานการณ์ต่างๆ ทมี่ ีการแพร่ ซ่ึงเกิดข้ึนภายนอกร่างกาย กับการแพร่ท่ีเกิดข้ึน ภายในร่างกายท้งั การแพร่เข้าส่เู ซลล์การแพรใ่ นเซลล์ แลว้ อภปิ รายวา่ การแพรก่ ็เกดิ ขน้ึ ภายในรา่ งกายเราเช่นกัน โดยจะเกิดขึ้นในที่ที่มีความเข้มข้นของสารต่างกัน ท้ังภายในเซลล์ ภายนอกเซลล์ และระหว่างภายในและ ภายนอกเซลล์ ตัวอยา่ งเช่น ที่ถงุ ลมปอด ดา้ นหน่งึ ของถงุ ลมปอดมีความเขม้ ข้นของออกซเิ จนสูงกวา่ อีกด้านหนึ่ง ทท่ี างเดนิ อาหาร ด้านในของทางเดินอาหารมีความเขม้ ข้นสูงกวา่ ด้านนอก 5) ดังน้ันสามารถสรปุ ได้ว่า การแพร่ เป็นการกระจายตวั ของโมเลกุลของสสารจากจุดท่ีมีความ เข้มข้นสูงกวา่ ไปยงั จดุ ทีม่ คี วามเข้มข้นต่ํากวา่ ดว้ ยการเคล่ือนท่เี ชิงส่มุ ของโมเลกุล การแพร่จะทําให้ เกิดการผสม ของวัสดอุ ยา่ งช้าๆ สําหรบั เฟสหนึง่ ๆของวสั ดใุ ดๆก็ตามท่มี ีอุณหภมู ิสม่ําเสมอ และไม่มีแรงภายนอกมากระทํากับ อนุภาค กระบวนการแพร่ก็จะยังคงเกิดถึงแม้ว่า สสารจะผสมกันโดยสมบูรณ์หรือเข้าสู่ภาวะสมดุลแล้ว โดย พ้ืนฐานแล้ว การเคลื่อนที่ของโมเลกุล จากพื้นท่ีที่มีความเข้มข้นสูงไปสู่ความเข้มข้นท่ีต่ํากว่าเรียกว่าการแพร่ ทงั้ สนิ้ ตัวอย่างการแพร่ เชน่ การแพรข่ องเกล็ดด่างทับทมิ ในนาํ้ การแพรข่ องนํ้าหวานในนํ้า การแพร่ของสีนํ้าใน นํา้ การแพร่ของแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดใ์ นอากาศ ขัน้ ที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูเปิดโอกาสให้นักเรยี นตงั้ คาํ ถาม โดยให้แตล่ ะกล่มุ ตงั้ คาํ ถามมา 1 ข้อ 2) ครูยกตัวอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจว่า สารบางชนิดสามารถแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ เช่น แกส๊ ต่างๆ แตก่ ็ยงั มีสารอกี หลายชนิดทไ่ี ม่สามารถผา่ นเยือ่ หุ้มเซลลไ์ ดโ้ ดยตรง เช่น สารที่ไม่ละลายในไขมัน สาร ทม่ี อี นุภาคใหญ่ การที่เยือ่ หุ้มเซลล์ยอมใหส้ ารบางชนดิ นัน้ ผ่านได้ จงึ กล่าวว่าเยื่อหุ้มเซลล์เป็นเย่ือเลือกผ่าน โดย สามารถขยายความรู้ว่า ไขมันหรือไม่ผสมกับน้ํา เย่ือหุ้มเซลล์มีไขมันเป็นส่วนประกอบหลัก จึงทําให้สารที่ไม่ ละลายในไขมันผ่านไปได้ อย่างไรก็ตามสารบางอย่างเช่น น้ํา นํ้าตาล กรดอะมิโน ไอออนของธาตุต่างๆ ก็ยัง
สามารถผา่ นเยอ่ื หุ้มเซลลไ์ ด้ ทางโครงสรา้ งโปรตนี ท่อี ยู่ตามเย่ือหุ้มเซลล์ ซ่ึงยอมให้สารบางอย่างผ่านได้ สําหรับ สารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ เกินกว่าช่องในโปรตีนจะไม่สามารถผ่านเย่ือหุ้มเซลล์ได้ และจะลําเลียงเข้าและออก จากเซลล์โดยกลไกอื่นๆ ข้ันท่ี 5 ข้นั ประเมนิ (Evaluation) 1) การตอบคาํ ถามในชั้นเรยี น 2) การทาํ กิจกรรมท่ี 3.3 อนุภาคของสารมกี ารเคลอ่ื นทีอ่ ย่างไร 8. ส่ือการเรียนรู้ / แหล่งเรียนรู้ 8.1 กิจกรรมที่ 3.3 อนภุ าคของสารมีการเคลือ่ นท่ีอยา่ งไร 8.2 สอื่ ออนไลน์ 8.3 หนังสือเรียนวทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ม.1 9. การวัดและการประเมนิ ตวั ช้วี ัด/ผลการเรียนรู้ วธิ กี ารวัด เครื่องมือวดั เกณฑท์ ี่ใชใ้ นการประเมนิ - แบบประเมนิ การตอบ ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 1 ด้านความรู้ :นักเรยี นจะ - การตอบคําถามในชนั้ คําถาม ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 สามารถอธบิ าย เรียน - แบบประเมินการทาํ งาน กล่มุ ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 กระบวนการแพร ว่าเป็น - แบบประเมนิ การสังเกต วธิ กี ารนําสารเขา้ และออก พฤตกิ รรม จากเซลลไ์ ด้ 2. ดา้ นกระบวนการ : - การตรวจกิจกรรมท่ี 3.3 นกั เรียนสามารถปฏบิ ัติ อนภุ าคของสารมกี าร กิจกรรมที่ 3.3 อนุภาค เคลื่อนทีอ่ ยา่ งไร ของสารมีการเคลื่อนท่ี อยา่ งไรได้ 3. ด้านเจตคติ : นกั เรียน - การสงั เกตพฤตกิ รรมใน ตั้งใจเรียนและเมอื่ ปฏิบตั ิ ช้ันเรยี น กจิ กรรมเสร็จแล้วนักเรียน เกบ็ อุปกรณ์เข้าที่
บันทกึ หลงั การสอน หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 3 หนว่ ยพื้นฐานของส่งิ มีชวี ิต... แผนการสอนเรอื่ ง 20 การแพร่ เราเรยี ... วันท.ี่ ..............................เดือน...............................................................พ.ศ........... ผลการสอน ปัญหา / อุปสรรค ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ปญั หา ลงช่ือ............................................ครผู สู้ อน ลงชื่อ.............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ () () ลงชอ่ื .............................................ผชู้ ว่ ย/รองฯวิชาการ () ลงชอ่ื ............................................ผอู้ านวยการ ()
ใบกจิ กรรมที่ 3.3 อนภุ าคของสารมี กลุ่มท่ี....... การเคลือ่ นท่ีอยา่ งไร ห้อง…………. จุดประสงค์ สงั เกตและอธบิ ายการเคลื่อนท่ีของอนุภาคดา่ งทับทิมในนา้ํ คาช้ีแจง ให้นักเรียนทําการทดลองตามขน้ั ตอนทกี่ าํ หนด แล้วบันทกึ ผล อปุ กรณแ์ ละสารเคมี วธิ ีการทดลอง บีกเกอร์ 1. ใส่นํ้าสะอาด 40 ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร ในบีกเกอร์ นํา้ 2. จากนั้นนาํ ชอ้ นตกั สารตกั ดา่ งทับทิม( ตกั เลก็ น้อย 2-3 เกลด็ ) แลว้ นําดา่ งทบั ทมิ ใส่ ชอ้ นตกั สาร ในบกี เกอร์แลว้ สังเกตและบันทึกผล ด่างทบั ทิม 3. สงั เกตและบนั ทึกผลการเปล่ียนแปลงตั้งแตเ่ รม่ิ จนครบ 10 นาที ภาพประกอบการทดลอง ( ตวั อยา่ ง ) บันทกึ ผลการทดลอง การแพรข่ องสาร ผลการสงั เกต เร่ิมต้น เวลาผ่านไป 5 นาที เวลาผ่านไป 10 นาที สรุปผลการทดลอง ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................................
ใบกจิ กรรมที่ 3.3 อนุภาคของสารมี กล่มุ ท่ี....... การเคลือ่ นทอี่ ย่างไร ห้อง…………. จดุ ประสงค์ เฉลย สังเกตและอธบิ ายการเคล่ือนที่ของอนุภาคด่างทับทมิ ในนํ้า คาชแี้ จง ใหน้ กั เรียนทําการทดลองตามข้ันตอนทก่ี ําหนด แลว้ บนั ทกึ ผล อปุ กรณแ์ ละสารเคมี วธิ กี ารทดลอง บกี เกอร์ 1. ใส่นาํ้ สะอาด 40 ลกู บาศก์เซนติเมตร ในบีกเกอร์ น้ํา 2. จากน้นั นําชอ้ นตกั สารตกั ด่างทบั ทมิ ( ตักเลก็ นอ้ ย 2-3 เกล็ด ) แล้วนําดา่ งทับทมิ ใส่ ชอ้ นตักสาร ในบีกเกอร์แลว้ สงั เกตและบนั ทึกผล ด่างทบั ทมิ 3. สังเกตและบนั ทกึ ผลการเปล่ียนแปลงต้ังแต่เริม่ จนครบ 10 นาที ภาพประกอบการทดลอง ( ตวั อยา่ ง ) บนั ทกึ ผลการทดลอง ผลการสงั เกต การแพร่ของสาร ดา่ งทบั ทิมเร่ิมมกี ารกระจายเล็กน้อย เหน็ เปน็ เสน้ สีมว่ ง เร่มิ ต้น สขี องด่างทับทิมเรม่ิ กระจายไปทว่ั บีกเกอร์ เวลาผ่านไป 5 นาที สดี า่ งทบั ทิมจะกระจายจากบริเวณรอบเกลด็ ด่างทับทมิ เวลาผ่านไป 10 นาที ไปยงั บรเิ วณอนื่ ทุกทศิ ทาง สรปุ ผลการทดลอง เมื่อหยอ่ นเกล็ดดา่ งทบั ทมิ ลงในน้ํา เกลด็ ด่างทับทมิ จะค่อย ๆ ละลายเหน็ เป็นเส้นสมี ่วง และจมลงก้นบีกเกอร์ บรเิ วณก้นบีกเกอร์จะสังเกตเหน็ เป็นสีมว่ งเข้ม จากนัน้ สมี ว่ งรอบเกลด็ ดา่ งทบั ทมิ จะ เคลอื่ นทจี่ ากบริเวณกน้ บกี เกอรไ์ ปสู่บรเิ วณอ่ืนของบกี เกอร์ จนสีมว่ งกระจายทวั่ ทัง้ บกี เกอร์
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 21 เรือ่ ง การออสโมซสิ รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหสั วชิ า ว21101 เวลา 1 คาบ หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 3 ชอื่ หน่วยการเรียนรู้ หน่วยพน้ื ฐานของสงิ่ มีชวี ติ รวม 12 คาบ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ภาคเรยี นที่ 1 สาระท่ี 1 ชอื่ สาระ วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ มาตรฐาน ว 1.2 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้ีวดั มาตรฐานการเรยี นรู้ - ว 1.2เข้าใจสมบัตขิ องส่ิงมชี วี ิต หนว่ ยพื้นฐานของส่ิงมีชีวิต การลําเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทํางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทํางานสัมพันธ์กัน รวมท้ังนําความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตัวช้ีวดั - ม 1/5 อธบิ ายกระบวนการแพร่และออสโมซิสจากหลักฐานเชิงประจักษ์และยกตัวอย่างการ แพร่และออสโมซิสในชีวติ ประจาํ วัน 2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด สาระสาคัญ เซลล์มีการนําสารเข้าสู่เซลล์เพ่ือใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ของเซลล์และมีการขจัดสาร บางอย่างท่ีเซลล์ไม่ต้องการออกนอกเซลล์การนําสารเข้าและออกจากเซลล์มีหลายวิธีเช่น การแพร่เป็นการ เคล่ือนท่ขี องสารจากบริเวณทมี่ ีความเข้มขน้ ของสารสูงไปสูบ่ ริเวณท่มี ีความเข้มข้นของสารตํา่ ส่วนออสโมซิส เป็น การแพร่ของนํ้าผ่านเย่ือหุ้มเซลล์จากด้านท่ีมีความเข้มข้นของสารละลายต่ําไปยังด้านท่ีมีความเข้มข้นของ สารละลายสงู กว่า 3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นักเรยี นสามารถอธบิ ายกระบวนการออสโมซิสได้ 2) ดา้ นกระบวนการ (P) นักเรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมท่ี 3.4 นํ้าเคลื่อนที่ผ่านเยื่อเลือกผ่านได้ อยา่ งไร 3) ดา้ นเจตคติ (A) นกั เรยี นตงั้ ใจเรยี นและเมอื่ ปฏบิ ตั ิกิจกรรมเสรจ็ แล้วนกั เรียนเกบ็ อปุ กรณเ์ ขา้ ท่ี
4. คณุ ลกั ษณะผู้เรยี น 4.1 คณุ ลักษณะทพ่ี งึ ประสงค์ รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง ซ่อื สัตยส์ จุ ริต มุ่งมนั่ ในการทาํ งาน ใฝเ่ รยี นรู้ มีจิตสาธารณะ มีวินยั รักความเปน็ ไทย 5. ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผ้เู รยี น ความสามารถในการคดิ : นกั เรียนจะสามารถอธิบายกระบวนการออสโมซสิ ได้ 6. สาระการเรียนรู้ ออสโมซสิ (osmosis) เปน็ กระบวนการแพรโ่ มเลกลุ ของเหลวหรือนํา้ ผา่ นเยอ่ื เลือกผ่านจากบริเวณท่ีมี ความเข้มข้นของนํ้ามาก (สารละลายความเข้มข้นตา่ํ ) ไปยังบรเิ วณท่มี ีความเข้มขน้ ของน้ําน้อย (สารละลายความ เขม้ ขน้ สงู ) กระจายจนกวา่ โมเลกลุ ของน้ําจะเท่ากนั เป็นกระบวนการทางกายภาพท่ตี ัวทําละลายจะเคลื่อนที่โดย อาศัยพลงั งานความร้อน ผ่านเยอ่ื เลือกผ่าน (ซงึ่ ตัวทาํ ละลายจะผ่านเยื่อเลอื กผ่านได้ แต่สารละลายจะไม่สามารถ ผา่ นเย่ือเลอื กผา่ นได้ออสโมซิสก่อใหเ้ กิดพลังงานและสามารถสร้างแรงได้ 7. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ใช้รปู แบบการจดั การเรยี นการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขน้ั ที่ 1 กระตุน้ ความสนใจ (Engagement) 1) ครูทบทวนความรู้ในคาบท่ีแล้ว เร่ืองการแพร่ โดยครูสุ่มถามนักเรียนว่าการแพร่คืออะไร ( แนวการตอบ เปน็ การกระจายตวั ของโมเลกุลของสสารจากจุดท่ีมีความเข้มข้นสูงกว่า ไปยังจุดท่ีมีความเข้มข้น ต่ํากวา่ ด้วยการเคลอ่ื นที่เชิงสุ่มของโมเลกุล การแพร่จะทําให้ เกิดการผสมของวัสดุอย่างช้าๆ สําหรับเฟสหนึ่งๆ ของวัสดุใดๆกต็ ามท่ีมอี ุณหภูมิสม่ําเสมอ และไมม่ แี รงภายนอกมากระทํากับอนุภาค กระบวนการแพร่ก็จะยังคง เกิดถึงแม้ว่า สสารจะผสมกันโดยสมบูรณ์หรือเข้าสู่ภาวะสมดุลแล้ว โดยพื้นฐานแล้ว การเคล่ือนที่ของโมเลกุล จากพนื้ ทีท่ ่มี ีความเขม้ ขน้ สูงไปสู่ความเขม้ ข้นท่ีต่ํากว่าเรียกว่าการแพร่ทง้ั สิน้ ) 2) ตัวอย่างการแพร่ในชีวิตประจําวันเช่นอะไรบ้าง ( แนวการตอบ การแพร่ของเกล็ดด่าง ทบั ทมิ ในนาํ้ การแพร่ของนา้ํ หวานในนํา้ การแพรข่ องสนี ้าํ ในนาํ้ การแพรข่ องแก๊สคาร์บอนไดออกไซดใ์ นอากาศ 3) ครูให้นักเรียนเปิดหนังสือเรียนหน้า 183 จากน้ันให้นักเรียนดูภาพนําเร่ือง อ่านเนื้อหานํา เรื่องและรู้จักคําสําคั ทํากิจกรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียน แล้วนําเสนอผลการทํากิจกรรม หากครูพบว่า นักเรยี นยังทาํ กจิ กรรมทบทวนความรู้ก่อนเรียนไม่ถูกต้อง ครูควรทบทวนหรือแก้ไขความเข้าใจผิดของนักเรียน เพื่อใหน้ ักเรียนมีความร้พู ้นื ฐานท่ถี กู ตอ้ งและเพยี งพอทจี่ ะเรยี นเรอ่ื งออสโมซิสต่อไป 4) ตรวจสอบความรู้เดิมเกยี่ วกับออสโมซสิ ของนกั เรยี นโดยให้ทํากิจกรรม รู้อะไรบ้างก่อนเรียน นกั เรยี นสามารถเขยี นได้ตามความเข้าใจของนกั เรยี น โดยครูไม่เฉลยคําตอบและครนู ําข้อมลู จากการตรวจสอบ
ความร้เู ดมิ ของนกั เรยี นนี้ไปใช้ในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ว่าควรเน้นยํ้าหรืออธิบายเร่ืองใดเป็นพิเศษ เม่ือ นกั เรียนเรียนจบเร่ืองนแ้ี ลว้ นักเรียนจะมีความรูค้ วามเขา้ ใจครบถว้ นตามจดุ ประสงค์ของบทเรยี น 5) ครูเฉลยทบทวนความรู้กอ่ นเรยี นเขียนลูกศรแสดงทิศทางการแพร่ของแก๊สออกซิเจน ท่ีมา : คูม่ ือครูวิทยาศาสตร์ ม.1 เล่ม 1 6) ครนู ํานักเรียนเข้าส่กู ิจกรรมที่ 3.4 น้ําเคลอ่ื นทีผ่ ่านเย่ือเลอื กผ่านได้อย่างไร ซ่ึงอาจใช้คําถาม ว่า นอกจากการแพร่ของสารเข้าออกเซลล์ เช่น การแพร่ของแก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว เซลล์มีการลาํ เลยี งสารอน่ื ๆ เช่นนํา้ เขา้ และออกจากเซลลห์ รือไม่ และเซลลจ์ ะมวี ธิ กี ารในการลําเลียงนํ้าเข้าและ ออกจากเซลลอ์ ย่างไร ข้ันท่ี 2 ข้นั สารวจและค้นหา (Exploration) 1) ครใู ห้นกั เรยี นนงั่ เป็นกลุม่ ตามท่ไี ดจ้ ดั ไว้ โดยจะมสี มาชิกกลุ่มอยู่ประมาณ 4- 5 คนตอ่ กล่มุ 2) กอ่ นการปฏบิ ัติกจิ กรรมครูแจ้งจุดประสงค์การทดลองก่อนปฏิบัติกิจกรรม กล่าวคือ สังเกต และอธิบายกระบวนการเคลื่อนทข่ี องน้าํ ผ่านเย่ือเลือกผ่าน 3) ครใู หน้ ักเรียนทาํ กจิ กรรมที่ 3.4 นาํ้ เคลือ่ นทผี่ า่ นเยอื่ เลือกผ่านได้อยา่ งไร โดยแจ้งว่านักเรียน จะได้เรียนรู้เก่ียวกับการออสโมซิส โดยครูให้นักเรียนดําเนินตามกิจกรรมในใบกิจกรรมที่ 3.4 หรือศึกษาจาก หนงั สอื เรียนหน้า 116 3) ยา้ํ ให้นกั เรยี นหลีกเลีย่ งไม่ให้เลน่ กันในขณะทาํ กจิ กรรม 4) เมื่อแต่ละกลุ่มปฏิบัติกิจกรรมเสร็จแล้วครูให้ตัวแทนกลุ่มออกมานําเสนอผลงานเพ่ือ แลกเปล่ียนเรียนร้กู ับเพื่อนๆในห้องเรียน ขนั้ ที่ 3 ข้นั อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation) 1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปและอภิปรายจากการดําเนินกิจกรรมดังน้ี กิจกรรมน้ีเรียนรู้ เก่ียวกบั เร่ืองอะไร ( แนวการตอบ ออสโมซิส ) 2) กิจกรรมน้มี จี ดุ ประสงค์อะไร ( แนวการตอบ สังเกต และอธิบายกระบวนการเคลื่อนท่ีของ นา้ํ ผ่านเยอ่ื เลือกผา่ น ) 3) วธิ กี ารดําเนนิ กิจกรรม มีข้ันตอนโดยสรุปอย่างไร ( แนวการตอบ ใส่สารละลายนํ้าตาลลงใน เซลโลเฟนท่ีบุอยู่ในบีกเกอรจ์ มุ่ หลอดแก้วในสารละลายน้าํ ตาล มัดเซลโลเฟนท่ีบรรจุสารละลายนํ้าตาลให้เป็นถุง โดยมหี ลอดแก้วจุ่มอยู่ภายใน จากน้ันยึดหลอดแก้วกับขาตั้ง ทําเครื่องหมายแสดงระดับของเหลวในหลอดแก้ว
จากนั้นรินน้ําลงในบีกเกอร์โดยให้ระดับน้ําอยู่ตํ่ากว่ายางที่รัดปากถุงเซลโลเฟน บันทึกผลการเปลี่ยนแปลงของ ระดบั ของเหลวในหลอดแก้วทกุ ๆ 5 นาทเี ปน็ เวลา 30 นาที ) 4) เพราะเหตุใดจึงตอ้ งใส่นํา้ ในบีกเกอร์ให้อยู่ในระดับตํ่ากว่าบริเวณยางที่รัดปากถุงเซลโลเฟน ( แนวการตอบ ป้องกนั สารละลายน้าํ ตาลร่ัวออกมาปะปนกับน้าํ ทีอ่ ยใู่ นบีกเกอร์ ) 5) ข้อควรระวงั ในการทาํ กิจกรรมมอี ะไรบา้ ง ( แนวการตอบ ระวังไมใ่ ห้เซลโลเฟนขาดหรือเป็น รู,ระวังไม่ให้ระดับนํ้าในบีกเกอร์สูงกว่าบริเวณปากถุงเซลโลเฟนท่ีบรรจุสารละลายน้ําตาล, ระวังไม่ให้มี ฟองอากาศในถงุ เซลโลเฟนทีบ่ รรจุสารละลายน้ําตาล) 6) ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั สรปุ บทเรียนวา่ ความแตกต่างระหว่างคําว่า การแพร่กับการออสโม ซสิ กล่าวคือ การแพร่ เป็นการกระจายตัวของโมเลกุลของสสารจากจุดที่มีความเข้มข้นสูงกว่า ไปยังจุดท่ีมีความ เข้มขน้ ต่ํากวา่ ด้วยการเคลอื่ นทเ่ี ชิงส่มุ ของโมเลกุล การแพร่จะทําให้ เกิดการผสมของวัสดุอย่างช้าๆ สําหรับเฟส หนึ่งๆของวัสดุใดๆก็ตามที่มีอุณหภูมิสม่ําเสมอ และไม่มีแรงภายนอกมากระทํากับอนุภาคส่วน ออสโมซิส (osmosis) เป็นกระบวนการแพร่โมเลกุลของเหลวหรือนํ้าผ่านเย่ือเลือกผ่านจากบริเวณท่ีมีความเข้มข้นของนํ้า มาก (สารละลายความเขม้ ข้นต่ํา) ไปยงั บริเวณทมี่ ีความเขม้ ขน้ ของนา้ํ น้อย (สารละลายความเข้มข้นสูง) กระจาย จนกว่าโมเลกุลของน้ําจะเทา่ กนั ขั้นที่ 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูเปดิ โอกาสให้นักเรียนต้ังคาํ ถาม โดยใหแ้ ต่ละกลมุ่ ตง้ั คําถามมา 1 ขอ้ 2) ครูยกตัวอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจว่า สารบางชนิดสามารถแพร่ผ่านเย่ือหุ้มเซลล์ได้ เช่น แกส๊ ตา่ งๆ แตก่ ย็ ังมีสารอีกหลายชนิดท่ไี มส่ ามารถผ่านเยอ่ื หมุ้ เซลลไ์ ดโ้ ดยตรง เช่น สารที่ไม่ละลายในไขมัน สาร ที่มีอนภุ าคให ่ การท่ีเยือ่ ห้มุ เซลลย์ อมใหส้ ารบางชนดิ นั้นผ่านได้ จึงกลา่ วว่าเย่ือหุ้มเซลล์เป็นเยื่อเลือกผ่าน โดย สามารถขยายความรู้ว่า ไขมันหรือไม่ผสมกับนํ้า เย่ือหุ้มเซลล์มีไขมันเป็นส่วนประกอบหลัก จึงทําให้สารท่ีไม่ ละลายในไขมันผ่านไปได้ อย่างไรก็ตามสารบางอย่างเช่น นํ้า น้ําตาล กรดอะมิโน ไอออนของธาตุต่างๆ ก็ยัง สามารถผ่านเย่ือหุ้มเซลล์ได้ ทางโครงสรา้ งโปรตนี ที่อยู่ตามเย่ือหุ้มเซลล์ ซึ่งยอมให้สารบางอย่างผ่านได้ สําหรับ สารที่มโี มเลกุลขนาดให ่ เกินกว่าช่องในโปรตีนจะไม่สามารถผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ และจะลําเลียงเข้าและออก จากเซลล์โดยกลไกอนื่ ๆ 3) ให้นักเรียนตอบคําถามท้ายกิจกรรม และร่วมกันอภิปรายคําตอบเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า น้ํา เคลื่อนท่ผี า่ นเซลโลเฟนเขา้ ไปภายในถงุ ท่ีบรรจุสารละลายนํา้ ตาลได้แต่สารละลายนํ้าตาลไมส่ ามารถเคลื่อนท่ีผ่าน เซลโลเฟนออกมานอกถงุ ที่บรรจุอยู่ไดโ้ ดยอาจใช้คาํ ถามดงั ต่อไปน้ี 3.1 ระดับของเหลวในหลอดแก้วมีการเปล่ียนแปลงอย่างไร (แนวการตอบ ระดับ ของเหลวในหลอดแกว้ สูงขึ้น ) 3.2 เพราะเหตุใดระดับของเหลวในหลอดแก้วจึงสูงขึ้น ( แนวการตอบ ระดับ ของเหลวในหลอดแก้วสูงขนึ้ เพราะนํ้าเคล่ือนทเี่ ข้าไปในถุงเซลโลเฟน ผสมกับสารละลายน้ําตาล ทําให้มีปริมาณ สารละลายมากขน้ึ ของเหลวในหลอดแกว้ จึงสูงขึน้ )
4) ให้นักเรียนอ่านเนื้อหาในหนังสือเรียน พร้อมทั้งตอบคําถามระหว่างเรียน เพื่อให้นักเรียน เรยี นรู้เพิม่ เตมิ และประเมนิ ความเข้าใจเกยี่ วกับออสโมซิส 4.1 จากกิจกรรม 3.4 ถา้ ต้ังชุดทดลองตอ่ ไปอีกระยะหนึ่ง ระดับของเหลวในหลอดแก้ว จะมีการเปล่ียนแปลงอย่างไร ( แนวการตอบ เม่ือตั้งชุดทดลองต่อไประยะหนึ่งจะพบว่าระดับของเหลวใน หลอดแก้วจะสงู ขน้ึ ) 4.2 ถ้านาํ บีกเกอรซ์ ง่ึ มเี ซลโลเฟนก้ันและมสี ารละลายนํ้าตาลทรายความเข้มข้นต่างกัน 2 ขา้ ง โดยสารละลายนํา้ ตาลทรายข้างซา้ ยมีความเขม้ ข้น 40% ในขณะทีส่ ารละลายนํา้ ตาลทรายข้างขวามีความ เข้มข้น 20% เม่ือวางท้ิงไว้ระยะหนึ่งจะเกิดการเปล่ียนแปลงดังภาพ นักเรียนคิดว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เกิดขึ้นได้อย่างไร ( แนวการตอบ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดข้ึนเนื่องจากความเข้มข้นของสารละลายทั้ง 2 ขา้ งไม่เท่ากัน น้ําจากสารละลายนํ้าตาลทรายท่ีมีความเข้มข้นน้อยกว่าจึงเคล่ือนที่ไปยังบริเวณท่ีมีความเข้มข้น ของสารละลายนํา้ ตาลทรายมากกว่า ) 4.3 ออสโมซสิ เกิดขน้ึ ได้อย่างไร ( แนวการตอบ ออสโมซิสเกิดข้ึนเม่ือมีความแตกต่าง กนั ของโมเลกลุ นํ้า 2 บรเิ วณ โดยมีเยอื่ เลอื กผา่ นกั้น ซึง่ โมเลกุลของนาํ้ จะเคลือ่ นทจ่ี ากบรเิ วณท่ีมคี วามเข้มข้นของ สารละลายต่ํา (มีโมเลกุลของนํ้ามาก) ผ่านเยื่อเลือกผ่านไปยังบริเวณที่มีความเข้มข้นของสารละลายสูง (มี โมเลกลุ ของน้ํานอ้ ย) 4.4 ถ้าเซลล์พืชแช่อยู่ในสารละลายท่ีมีความเข้มข้นมากกว่า เท่ากับ และน้อยกว่า สารละลายภายในเซลล์ รูปร่างของเซลล์พืชจะมีการเปล่ียนแปลงเหมือนหรือแตกต่างจากเซลล์สัตว์อย่างไร ( แนวการตอบ ถ้าแช่พืชในสารละลายที่มีความเข้มข้นมากกว่า เท่ากับ และน้อยกว่าสารในเซลล์ อาจส่งผลให้ โครงสรา้ งภายในเยือ่ หุ้มเซลล์เห่ียว ปกติ และเต่งเพียงเล็กน้อย ตามลําดับ เนื่องจากเซลล์พืชมีโครงสร้างที่เป็น ผนังเซลล์อย่ลู ้อมรอบ ) 4.5 ยกตัวอย่างออสโมซิสของสารในชีวิตประจําวันที่นักเรียนเคยพบเห็น (แนวการ ตอบ นกั เรยี นสามารถตอบได้ตามประสบการณ์ของตนเอง เช่น การพรมนํ้าให้ผักสด การใส่น้ําในแจกันดอกไม้ การแชต่ น้ หอมในนํา้ เพ่ือใหม้ ีรูปทรงสวยงาม ) 4.6 เพราะเหตุใด เมื่อนําผักท่ีเรมิ่ เหยี่ วไปแช่นาํ้ ผักจึงเต่งข้ึน ( แนวการตอบ การที่นํา ผักที่เริม่ เห่ยี วมาแชน่ ํา้ แลว้ ผกั เต่งข้ึน เกดิ จากการเคล่ือนที่ของนํ้าจากบริเวณภายนอกต้นผักซ่ึงมีโมเลกุลของน้ํา มากกวา่ เขา้ สู่บรเิ วณภายในตน้ ผักซึ่งมโี มเลกลุ ของนํ้าน้อยกวา่ ) ข้นั ที่ 5 ข้นั ประเมิน (Evaluation) 1) การตอบคาํ ถามในชั้นเรยี น 2) การทํากิจกรรมที่ 3.4 นา้ํ เคล่ือนท่ีผา่ นเยือ่ เลือกผา่ นไดอ้ ย่างไร
8. สื่อการเรยี นรู้ / แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 กิจกรรมท่ี 3.4 นํา้ เคลือ่ นทีผ่ ่านเยอื่ เลือกผ่านไดอ้ ยา่ งไร 8.2 สอ่ื ออนไลน์ 8.3 หนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตรพ์ น้ื ฐาน ม.1 9. การวัดและการประเมนิ ตัวชว้ี ัด/ผลการเรยี นรู้ วธิ ีการวัด เครือ่ งมอื วัด เกณฑ์ท่ใี ชใ้ นการประเมิน - แบบประเมนิ การตอบ ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 1 ด้านความรู้ :นกั เรยี นจะ - การตอบคําถามในชน้ั คาํ ถาม ผา่ นเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 สามารถอธิบาย เรยี น - แบบประเมนิ การทํางาน ผ่านเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 กล่มุ กระบวนการออสโมซิสได้ - แบบประเมินการสังเกต 2. ดา้ นกระบวนการ : - การตรวจกจิ กรรมที่ 3.4 พฤตกิ รรม นักเรยี นสามารถปฏบิ ตั ิ น้ําเคล่อื นทผ่ี ่านเยอ่ื เลอื ก กจิ กรรมท่ี 3.4 นาํ้ ผา่ นไดอ้ ยา่ งไร เคล่ือนท่ีผา่ นเย่อื เลือก ผ่านได้อยา่ งไร 3. ดา้ นเจตคติ : นกั เรยี น - การสงั เกตพฤติกรรมใน ตงั้ ใจเรยี นและเมอ่ื ปฏิบตั ิ ช้นั เรยี น กจิ กรรมเสรจ็ แล้วนักเรยี น เกบ็ อุปกรณ์เขา้ ที่
บันทึกหลังการสอน หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 3 หน่วยพ้นื ฐานของส่งิ มีชีวติ ... แผนการสอนเรอ่ื ง 21 การออสโมซสิ เราเรีย... วนั ท.ี่ ..............................เดอื น...............................................................พ.ศ.......... ผลการสอน ปญั หา / อุปสรรค ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกป้ ญั หา ลงชื่อ............................................ครูผสู้ อน ลงชอ่ื .............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ () () ลงช่ือ.............................................ผชู้ ว่ ย/รองฯวิชาการ () ลงช่ือ............................................ผอู้ านวยการ ()
ใบกจิ กรรมที่ 3.4 น้าเคลื่อนทผี่ ่านเย่ือ กลมุ่ ท่ี....... เลอื กผา่ นไดอ้ ยา่ งไร หอ้ ง…………. จุดประสงค์ สังเกต และอธบิ ายกระบวนการเคล่อื นที่ของนาํ้ ผ่านเย่ือเลือกผ่าน คาชแี้ จง ให้นักเรยี นทาํ การทดลองตามข้ันตอนทกี่ าํ หนด แล้วบันทกึ ผล รายการอุปกรณ์ วธิ ีการทดลอง 1.นาํ้ เปลา่ 50 cm3 1.นําเซลโลเฟนชบุ น้าํ ให้เปยี ก แลว้ บลุ งในบีกเกอร์ 2.สารละลายน้าํ ตาลทราย เปลา่ จากนน้ั นําสารละลายนา้ํ ตาลทราย ปริมาตร ความเข้มข้น 20% 30 cm3 30 cm3 เทลงในเซลโลเฟนในบกี เกอร์ 3.เซลโลเฟน (กวา้ ง 15 cm x 2. นําหลอดแก้วจุ่มลงในสารละลายนาํ้ ตาลทราย ยาว 15 cm) 1 แผ่น แลว้ รวบขอบโดยการยางรดั ปากถงุ ให้แน่น 4.ยางรัดของ1 เสน้ 3. ยดึ หลอดแกว้ กบั ขาตั้งใหต้ รง จากน้นั ทํา 5.ปากกาเคมี1 ดา้ ม เครื่องหมายแสดงระดบั สารละลายนํ้าตาลทรายใน 6.บกี เกอร์ขนาด 100 cm31 ใบ หลอดแกว้ 7.หลอดแกว้ (เสน้ ผ่านศนู ยก์ ลาง 4.ใส่น้ําลงในบีกเกอรป์ ระมาณ 50 cm3 คอ่ ยๆลด .5 cm ยาว 20 cm) 1 หลอด ระดับถงุ เซลโลเฟนลงในบีกเกอร์ โดยให้ยางท่ีรัด 8.ขาต้ังพรอ้ มทีห่ นบี 1 ชดุ ปากถุงอยู่เหนอื ระดับนา้ํ 5.สังเกตและบันทึกการเปลย่ี นแปลงทกุ ๆ 5 นาที เปน็ เวลา 30 นาที วาดภาพการทดลอง
ตารางบันทึกผลการทดลอง แสดงระดบั ของเหลวในหลอดแก้วที่เวลาต่าง ๆ เวลาทผ่ี ่านไป (นาที) ความสงู ของระดับของเหลวในหลอดแก้ว (cm) อภิปรายผลการทดลอง ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. สรปุ ผลการทดลอง ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. คาถามทา้ ยกจิ กรรม 1. หลังจากตง้ั ชุดการทดลองท้ิงไว้ 30 นาที ระดบั ของเหลวในหลอดแก้วมีการเปล่ียนแปลงหรือไม่อย่างไร แนวการตอบ ........................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................. 2. ในกิจกรรมนม้ี กี ารเคลอื่ นทขี่ องสารใด และเคลื่อนที่อยา่ งไร แนวการตอบ ........................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................................. 3. เขียนแผนภาพแสดงการเคลือ่ นทีข่ องสารในชุดการทดลองไดอ้ ย่างไร
ใบกจิ กรรมท่ี 3.4 น้าเคล่ือนท่ีผ่านเยื่อ กลมุ่ ท่.ี ...... เลือกผา่ นไดอ้ ยา่ งไร หอ้ ง…………. จดุ ประสงค์ เฉลย สงั เกต และอธิบายกระบวนการเคลื่อนทข่ี องน้าํ ผ่านเยอ่ื เลอื กผ่าน คาช้ีแจง ใหน้ กั เรยี นทําการทดลองตามขน้ั ตอนทีก่ ําหนด แลว้ บนั ทึกผล รายการอปุ กรณ์ วธิ ีการทดลอง 1.นํ้าเปล่า50 cm3 1.นําเซลโลเฟนชบุ นาํ้ ให้เปยี ก แลว้ บลุ งในบีกเกอร์ 2.สารละลายน้ําตาลทราย เปล่า จากน้ันนําสารละลายนํ้าตาลทราย ปรมิ าตร ความเข้มขน้ 20% 30 cm3 30 cm3 เทลงในเซลโลเฟนในบกี เกอร์ 3.เซลโลเฟน (กวา้ ง 15 cm x 2. นําหลอดแก้วจุ่มลงในสารละลายนาํ้ ตาลทราย ยาว 15 cm) 1 แผ่น แลว้ รวบขอบโดยการยางรดั ปากถุงให้แน่น 4.ยางรัดของ1 เส้น 3. ยึดหลอดแกว้ กบั ขาตงั้ ให้ตรง จากนั้นทํา 5.ปากกาเคมี1 ด้าม เครื่องหมายแสดงระดบั สารละลายน้ําตาลทรายใน 6.บีกเกอรข์ นาด 100 cm31 ใบ หลอดแกว้ 7.หลอดแกว้ (เสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง 4.ใสน่ า้ํ ลงในบกี เกอรป์ ระมาณ 50 cm3 คอ่ ยๆลด .5 cm ยาว 20 cm) 1 หลอด ระดับถุงเซลโลเฟนลงในบกี เกอร์ โดยใหย้ างท่ีรัด 8.ขาตั้งพร้อมทห่ี นีบ1 ชดุ ปากถงุ อยู่เหนอื ระดบั นํา้ 5.สังเกตและบันทึกการเปลยี่ นแปลงทกุ ๆ 5 นาที เป็นเวลา 30 นาที วาดภาพการทดลอง สารละลาย หลอดแก้ว นาํ้ ตาล 20% ปลายเปิด เซลโลเฟน นาํ้
ตารางบันทึกผลการทดลอง แสดงระดบั ของเหลวในหลอดแกว้ ที่เวลาต่าง ๆ เวลาที่ผ่านไป (นาท)ี ความสูงของระดับของเหลวในหลอดแกว้ (cm) 5 1.6 10 2.4 15 3.0 20 3.6 25 4.1 30 4.6 อภิปรายผลการทดลอง จากการทดลองพบว่า น้ําเคลอื่ นท่ีจากภายนอกเข้าสูภ่ ายในถงุ ผ่านเซลโลเฟน จงึ ทาํ ให้สารละลาย นํา้ ตาลทรายในหลอดแก้วสูงข้ึน สรปุ ผลการทดลอง ออสโมซสิ เปน็ การเคลือ่ นท่สี ุทธิของโมเลกุลนํา้ จากบรเิ วณทมี่ คี วามเขม้ ข้นของสารละลายต่ํา (มโี มเลกลุ ของนาํ้ มาก) ผา่ นเยื่อเลอื กผา่ นไปยังบรเิ วณทมี่ ีความเข้มขน้ ของสารละลายสูง (มโี มเลกลุ ของนํา้ นอ้ ย) คาถามท้ายกจิ กรรม 1. หลังจากต้ังชดุ การทดลองทงิ้ ไว้ 30 นาที ระดบั ของเหลวในหลอดแกว้ มีการเปล่ียนแปลงหรือไม่อยา่ งไร แนวการตอบ เม่อื ตัง้ ชดุ การทดลองไว้ 30 นาที ระดบั สารละลายนาํ้ ตาลทรายในหลอดแก้วมีการเปล่ียนแปลง โดยระดบั ของสารละลายจะสูงข้นึ 2. ในกิจกรรมนม้ี กี ารเคล่อื นท่ีของสารใด และเคล่ือนทอี่ ยา่ งไร แนวการตอบ มีการเคลอื่ นท่ีของนา้ํ โดยนํา้ เคลอ่ื นท่เี ขา้ ไปในถงุ เซลโลเฟนทีม่ ีสารละลายนาํ้ ตาลทรายบรรจุอยู่ 3. เขยี นแผนภาพแสดงการเคล่อื นท่ีของสารในชุดการทดลองได้อยา่ งไร
แผนการจัดการเรียนรูท้ ี่ 22 เร่อื ง การสบื พันธแ์ุ บบอาศัยเพศในพชื ดอก รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหัสวชิ า ว21101 เวลา 2 คาบ หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 4 ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ การดารงชวี ติ ของพชื รวม 20 คาบ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 สาระท่ี 1 ชื่อสาระ วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ มาตรฐาน ว 1.2 1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตัวชวี้ ัด มาตรฐานการเรยี นรู้ - ว 1.2เขา้ ใจสมบัตขิ องสิง่ มีชีวติ หนว่ ยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสัมพันธ์กัน รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตวั ช้วี ัด - ม 1/11 อธิบายการสบื พนั ธุ์แบบอาศัยเพศ และไม่อาศัยเพศของพืชดอก - ม 1/12 อธบิ ายลกั ษณะโครงสร้างของดอกที่มีส่วนทาให้เกิดการถ่ายเรณูรวมท้ังบรรยายการ ปฏิสนธขิ องพชื ดอก การเกดิ ผลและเมลด็ การกระจายเมล็ด และการงอกของเมล็ด 2. สาระสาคญั /ความคิดรวบยอด สาระสาคัญ พืชดอกทุกชนิดสามารถสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศได้และบางชนิดสามารถสืบพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศได้ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นการสืบพันธุ์ท่ีมีการผสมกันของสเปิร์มกับเซลล์ไข่การสืบพันธ์ุแบบ อาศัยเพศของพชื ดอกเกิดข้ึนท่ีดอกโดยภายในอับเรณูของส่วนเกสรเพศผู้มีเรณูซึ่งทาหน้าที่สร้างสเปิร์ม ภายใน ออวุลของสว่ นเกสรเพศเมยี มถี งุ เอ็มบรโิ อ ทาหน้าท่ีสร้างเซลล์ไข่การสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศเป็นการสืบพันธ์ุที่ พืชตน้ ใหมไ่ ม่ได้เกิดจากการปฏิสนธิระหวา่ งสเปิร์มกับเซลล์ไข่แต่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่นราก ลาต้น ใบ มกี ารเจริญเตบิ โตและพัฒนาขึ้นมาเปน็ ตน้ ใหม่ได้ 3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถอธิบายการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศในพืชดอกได้ 2) ด้านกระบวนการ (P) นกั เรยี นสามารถเขียนแผนผังการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศในพืชดอกตามหัวข้อ ทค่ี รกู าหนดใหไ้ ด้ นกั เรียนสามารถปฏบิ ัติกจิ กรรมที่ 4.1 การถ่ายเรณเู กดิ ขนึ้ ไดอ้ ยา่ งไรได้
3) ด้านเจตคติ (A) นักเรยี นต้งั ใจเรียนและมวี นิ ยั ในการเรียน 4. คณุ ลกั ษณะผเู้ รยี น 4.1 คุณลักษณะทพี่ งึ ประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซือ่ สัตย์สุจริต ม่งุ มน่ั ในการทางาน ใฝเ่ รยี นรู้ มจี ติ สาธารณะ มีวนิ ยั รกั ความเปน็ ไทย 5. ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน ความสามารถในการคดิ : นกั เรยี นสามารถอธิบายการสบื พันธุ์แบบอาศัยเพศในพชื ดอกได้ 6. สาระการเรียนรู้ พืชดอกทุกชนิดสามารถสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศได้ นอกจากนั้นบางชนิดยังพบการสืบพันธุ์แบบไม ่ อาศยั เพศดว้ ยการสบื พันธุแ์ บบอาศัยเพศของพืชดอกเกิดข้ึนท่ีดอก โดยท่ัวไปดอกประกอบด้วย กลีบเล้ียง กลีบ ดอก เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย ภายในอับเรณูของเกสรเพศผู้มีเรณูทาหน้าท่ีสร้างสเปิร์ม ภายในออวุลของ เกสรเพศเมียมีถุงเอม็ บริโอทา หน้าที่สรา้ งเซลล์ไข่ซึง่ ต้องมกี ารถ่ายเรณจู ากอับเรณูไปยังยอดเกสรเพศเมียนาไปสู่ การปฏิสนธิระหว่างสเปริ ์มกบั เซลล์ไข่ และระหว่างสเปิร์มกับโพลาร์นิวคลีไอในถุงเอ็มบริโอ หลังการปฏิสนธิจะ ได้ไซโกตและเอนโดสเปิรม์ ไซโกตจะพฒั นาตอ่ ไปเป็นเอ็มบรโิ อ โดยมีเอนโดสเปิร์มเป็นอาหารสะสมสาหรับเล้ียง เอ็มบรโิ อ สว่ นออวุลพฒั นาไปเป็นเมลด็ และรังไข่พัฒนาไปเป็นผลผลและเมล็ดเม่ือเจริญเติบโตเต็มท่ีจะกระจาย ออกจากต้นโดยวธิ ีการตา่ งๆเม่อื เมล็ดไปตกในสภาพแวดลอ้ มทเี่ หมาะสมจะงอกเป็นต้นใหม่ ส่วนการสบื พนั ธุ์แบบ ไมอ่ าศัยเพศ เป็นการสบื พันธทุ์ พ่ี ืชต้นใหม่พัฒนาและเจริญเตบิ โตมาจากเนอื้ เย่ือส่วนตา่ ง ๆ ของพชื ต้นเดิม7. กิจกรรมการเรยี นรู้ ใชร้ ูปแบบการจดั การเรยี นการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ข้ันท่ี 1 กระต้นุ ความสนใจ (Engagement) 1) ให้นักเรียนสังเกตภาพและอ่านเน้ือหานาหน่วยที่ 4 ในหนังสือเรียน ร่วมกันอภิปรายและ ตอบคาถามดังต่อไปน้ี 1.1 นกั เรียนสงั เกตเห็นอะไรบ้างจากภาพในหนังสือเรียน ( แนวการตอบ สังเกตเห็น อโุ มงคท์ ี่มดื มหี ลอดไฟใหแ้ สงสว่าง มชี ้นั วางและมพี ืชอย่บู นชั้น ) 1.2 นักเรียนคิดว่า การปลูกพืชในอุโมงค์ดังภาพ พืชจะเจริญเติบโตได้หรือไม่ เพราะ เหตุใด ( แนวการตอบ นักเรียนตอบตามความเข้าใจ เช่น พืชเจริญเติบโตไม่ได้เพราะไม่มีดิน ไม่มีแสงอาทิตย์ หรอื พชื เจริญเติบโตได้เพราะสามารถปลกู พชื แบบไม่ใช้ดินได้และสามารถใช้แสงไฟฟา้ แทนแสงอาทติ ย์ได้ )
1.3 นกั เรยี นคดิ วา่ ตอ้ งทาอย่างไรบ้าง ให้อุโมงค์ใต้ดินมีสภาพแวดล้อมท่ีสามารถปลูก พชื ได้ ( แนวการตอบ ต้องศกึ ษาความต้องการของพืช ปรับพื้นท่ี วางระบบนาระบบไฟ และระบบระบายอากาศ ใหเ้ หมาะสมตอ่ การเจริญเตบิ โตของพชื ) 1.4 สภาพของอุโมงค์ใต้ดิน หลังมีการปรับสภาพแวดล้อมแล้ว มีความเหมาะสมกับ การปลูกพชื หรอื ไมอ่ ย่างไร ( แนวการตอบ นกั เรียนตอบได้ตามความเข้าใจเช่น เหมาะสมต่อพืช เพราะมีการให้ น้าสาหรับพชื นาไปใชใ้ นการเจรญิ เตบิ โต มแี สงไฟสาหรับใหพ้ ชื ใชใ้ นการสังเคราะหด์ ้วยแสง ) 2) ครูใหน้ ักเรียนสังเกตภาพดงั ต่อไปน้ี ทม่ี า https://news.kapook.com/topics ครูให้นกั เรยี น สงั เกตภาพดังกลา่ ว กค็ ือผกั ตบชวา ท่เี กย่ี วกับปัญหาการเพ่ิมจานวนของผักตบชวาในแหล่งน้าของ ประเทศไทย จากน้ันให้นักเรียนอ่านเนื้อหานาบท และร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับการเพ่ิมจานวนของผักตบชวา โดยอาจใชค้ าถามดังน้ี 2.1 นักเรียนคิดว่าผักตบชวาท่ีแพร พ่ ันธ์ุเต็มผืนน้าส่งผลกระทบต่อสิ่งใดบ้างอย่างไร ( แนวการตอบ นักเรยี นตอบตามความเข้าใจเชน่ กอ่ ให้เกดิ ปัญหาการจราจรทางน้า ทาให้น้าเน่าเสียซ่ึงส่งผลต่อ การดารงชวี ติ ของสัตว์น้า) 2.2 ผักตบชวาเพิ่มจานวนไดอ้ ยา่ งไรบ้าง ( แนวการตอบนักเรียนตอบตามความเข้าใจ เช่น เพิ่มโดยการสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศและแบบไม่อาศยั เพศ) 2.3 พืชชนิดใดบ้าง ท่ีสามารถเพิ่มจานวนได้แบบเดียวกับผักตบชวา และเพิ่มจานวน อยา่ งไร ( แนวการตอบนกั เรยี นตอบตามความเขา้ ใจ เชน่ บัวสาย) 3) ให้นักเรียนอ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ของบทเรียน และอภิปรายร่วมกัน เพื่อให้นักเรียน ทราบขอบเขตเนื้อหาเปา้ หมายการเรียนรแู้ ละแนวทางการประเมนิ ทนี่ กั เรยี นจะได้เรียนรใู้ นบทเรียนน้ี ( แนวการ ตอบ นักเรียนจะได้สังเกตและอธิบายวิธีการและผลของการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพืชดอก ตระหนักถึง ความสาคัญของสตั วท์ ช่ี ่วยในการถา่ ยเรณรู วมถงึ อธิบายการสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศของพืชดอก สามารถเลือก
วิธีการขยายพันธพุ์ ืชใหเ้ หมาะสมกบั ชนดิ ของพืชและความต้องการของตนเอง รวมทง้ั อธบิ ายความสาคัญของการ นาเทคโนโลยีการเพาะเลย้ี งเนอื้ เยื่อพชื มาใช้ประโยชน์ในด้านตา่ ง ๆ) ขัน้ ที่ 2 ข้นั สารวจและค้นหา (Exploration) 1) ครใู ห้นักเรยี นนง่ั เป็นกลุ่มตามที่ไดจ้ ดั ไว้ โดยจะมีสมาชิกกลุ่มอยูป่ ระมาณ 4- 5 คนต่อกลมุ่ 2) ครูนาดอกชบามาแล้วฉายภาพส่วนประกอบของดอกไม้ แล้วให้นักเรียนบอกส่วนประกอบ ตา่ งๆ ของดอก การจดั เรยี งของส่วนประกอบของดดอกจากด้านนอกสุดเข้าหาด้านใน ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ศึกษาดอกไม้กลุ่มละไม่ต่ากว่า 5 ชนิด ซึ่งดอกไม้ที่นามาศึกษา ควรมีทั้งดอกท่ีประกอบทุกส่วนครบ (ดอ ก สมบูรณ)์ และดอกท่ีขาดส่วนประกอบไป (ดอกไมส่ มบูรณ์) 3) ครูใหน้ ักเรียนอธบิ ายลักษณะของส่วนประกอบแตล่ ะส่วนของพืชแล้วบนั ทกึ ลงตาราง ตัวอย่างตารางบันทึกผลการทากิจกรรม ชนดิ ดอกไม้ ลักษณะของกลบี ลกั ษณะของกลบี ลักษณะของเกสร ลักษณะของเกสร ดอกมะเขือ เล้ียง ดอก เพศผู้ เพศเมยี ดอกชบา กลบี เลยี้ งสีเขยี ว โคน กลบี ดอกสีมว่ งโคน เกสร เพศผู้ 5 อัน เกสรเพศเมีย 1 อัน ดอกผักบุ้ง กลีบเช่อื กนั กลบี เช่อื มกันปลาย ตดิ กลบั กลีบดอก ยอดเกสรมีรอยแยก ดอกตาลงึ - ดอกเพศผู้ โดยสว่ นปลาย แผ่ออกแยกเป็น 5 ก้านเกสรเพศผู้สน้ั 2 แฉก รังไข่มี 1 ของกลบี แยกเป็น 5 แฉก อบั เรณูสี อัน แฉก เหลอื ง กลีบเลยี้ งสีเขยี ว 5 กลบี ดอกแดง เกสร เพศผู้มีเป็น ก้านเกสรเพศเมยี 1 กลีบเชอ่ื มติดกนั หลาย จานวน5กลีโคน จานวนมาก ก้านชู อนั สว่ นปลายแยก รูปหลอดปลายกลีบ กลบี เชอื่ มติดกนั อบั เรณเู ชอ่ื มติดกัน เปน็ 5 แฉก ยอด เลี้ยงแยก เป็น 4-5 เล็กน้อยสว่ นปลาย เปน็ หลอดและหุ้ม เกสรเพศเมยี 5 อัน แฉกโคนกลีบเลีย้ งมี กลบี ดอกแยกออก ล้อมรอบรงั ไข่ รปู รา่ งกลมหรือรี มี ร้วิ ประดบั จากกัน ขน กลบี เล้ียงสีเขียว 5 กลีบดอก 5 กลบี เกสรเพศผู้เพศผู้ 5 เกสรเพศเมยี สีขาว กลีบโคนกลบี ติดกนั เชื่อมกนั เป็นหลอด อันยาวไม่เทา่ กนั 1อัน ยอดเกสร ปลายกลีบแหลม ปลายกลีบผาย ตดิ กนั กลีบดอก ลกั ษณะตุ้มเปน็ รอย ออกเปน็ รูปแตร ฐานก้านชู อับเรณมู ี แยกตน้ื ปลายกลีบดอกสี ขนปกคลุม ขาว กลางกลบี โคน สชี มพู กลีบเลยี้ งสีเขียว 5 กลีบดอกสขี าว เกสรเพศผู้ 3 อัน กลีบ แยกกัน ส่วนโคนกลีบเป็น เชือ่ มกันเป็นกระจกุ
รปู กรวย แยก อยู่กลางดอก อับ ออกเป็น 5 แฉก เรณสู ีเหลือง กลบี ดอกสีขาว - ดอกเพศเมยี กลบี เล้ยี งสีเขยี ว 5 สว่ นโคนกลีบเปน็ เกสรเพสเมีย 1 อัน กลีบ แยกกัน รปู กรวย แยก ยอกเกสรเป็น 3 แฉ ออกเป็น 5 แฉก กรงั ไขส่ ีเขยี วออ่ น 4) ครูทาสลากให้นักเรียนแต่ละกลุ่มได้มาจับ โดยให้ส่งตัวแทนกลุ่มมาจับ โดยมีทั้งหมด 4 หวั ขอ้ ที่จะต้องศึกษา - หัวขอ้ ที่ 1 ศกึ ษาความร้เู ร่ือง การถ่ายเรณู - หวั ขอ้ ที่ 2 ศึกษาความรเู้ รอื่ ง การปฏสิ นธิ - หวั ข้อที่ 3 ศึกษาความรูเ้ รือ่ ง การแพรพ่ ันธขุ์ องเมลด็ - หวั ขอ้ ท่ี 4 ศกึ ษาความรเู้ รอื่ ง การงอกของเมลด็ 5) ให้แต่ละกลุ่มช่วยกันศึกษาหาความรู้ในแต่ละหัวข้อที่ตนเองได้รับไป โดยให้ทาลงใน กระดาษบรูฟเพอ่ื สรา้ งแผนผังความคดิ 6) สมาชิกแต่ละหัวข้อผลัดกันอธิบายความรู้ท่ีได้จากการศึกษาให้สมาชิกคนอ่ืนๆ ในกลุ่มฟัง เรยี งตามลาดบั หวั ข้อท่ี 1, 2, 3 และ 4 7) ครูให้นักเรียนปฏบิ ัตกิ ิจกรรมท่ี 4.1 การถ่ายละอองเรณูเกิดข้ึนอย่างไร โดยการให้นักเรียน ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตามหนงั สือเรยี นหน้า 137 โดยครูเตรยี มอปุ กรณ์ใหแ้ ตล่ ะกลุม่ เรียบร้อยแล้ว ครูช้ีแจงจุดประสงค์ การเรียน กลา่ วคอื สังเกต รวบรวมข้อมลู และอธบิ ายวิธกี ารถา่ ยเรณขู องพชื ดอก 8) จากนั้นให้นกั เรยี นสง่ ตวั แทนกลุ่มออกมารับอุปกรณ์และลงมอื ปฏบิ ตั ิกิจกรรม 9) เมื่อนักเรียนปฏิบัติกิจกรรมเรียบร้อยแล้วให้ส่งตัวแทนนาเสนอผลงานการจากปฏิบัติ กจิ กรรม ขน้ั ท่ี 3 ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation) 1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปและอภิปรายจากการดาเนินกิจกรรมดังนี้ การสืบพันธ์ุแบบ อาศยั เพศของพชื มกี ารทางานคลา้ ยกบั สตั ว์ กลา่ วคอื ตอ้ งมีการรวมตัวกันของเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียและเพศผู้ซ่ึง เกิดขึน้ ในดอก ดอกนัน้ จงึ จะพร้อมและเริ่มกระบวนการต่อไปเพ่ือขยายพันธ์ุ และแมว้ า่ ดอกไม้แตล่ ะสายพันธจ์ุ ะมี รปู ร่างหนา้ ตาท่ีแตกต่างกนั แต่โครงสร้างหลัก ๆ ของดอกมีอยู่ 4 สว่ นไดแ้ ก่ - กลีบเลี้ยง (Sepals) มักเจริญมาจากใบ มีหน้าท่ีป้องกันดอกจากอันตรายภายนอก สว่ นใหญม่ ักมีสเี ขยี ว แต่สาหรับพืชบางสายพันธุ์อาจมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่างท่ีแปลกตาออกไปเพื่อล่อแมลงให้ มาผสมเกสร
- กลีบดอก (Petals) เป็นกลีบของดอกไม้ที่แท้จริง โดยจะอยู่ถัดจากกลีบเลี้ยงเข้าไป ดา้ นในของดอก มสี ีสันสดใสสะดุดตา มหี น้าทีส่ าคัญในการสร้างความโดดเด่นสะดุดตาแมลง และล่อให้แมลงมา ชว่ ยในการผสมพนั ธุ์ให้ไดม้ ากทสี่ ดุ - เกสรตัวผู้ (Stamen) ทาหน้าท่ีสร้างเซลล์สืบพันธ์ุเพศผู้ สาหรับพืชบางชนิดอาจจะ วิวฒั นาการใหเ้ กสรตัวผูม้ กี ารผลิตนา้ หวานออกมาเพอ่ื ชว่ ยล่อแมลงไดเ้ ชน่ กัน เกสรตวั ผู้มกั มหี ลายอันในหน่ึงดอก และในแต่ละอันก็จะมีโครงสร้างท่ีเรียกว่า ก้านเกสรตัวผู้ (Filament) อับเรณู (Anther) ซึ่งเป็นส่วนท่ีมีละออง เรณู (Pollen grain) อยู่ภายในเป็นจานวนมาก เพื่อให้ม่ันใจว่าเซลล์สืบพันธ์ุจะติดไปกับตัวแมลงให้ได้มากที่สุด - เกสรตัวเมีย (Pistil) มกั จะอยดู่ ้านในสุดของดอก ส่วนของยอดเกสรตัวเมีย (Stigma) มักมีสารเหนียวเพ่ือใช้ดักจับละอองเรณู บริเวณแกนกลางของดอก หรือส่วนท่ีต่าท่ีสุดของเกสรตัวเมียจะมี โครงสรา้ งเป็นกระเปาะซงึ่ เรยี กว่า รงั ไข่ (Ovary) เป็นที่อยูข่ องเซลล์สบื พันธเุ์ พศเมยี โดยอาจจะมเี พยี งเซลล์เดียว หรืออาจจะแบง่ เป็นห้องเล็ก ๆ ย่อย ๆ โดยแตล่ ะหอ้ งก็มีเซลล์สบื พนั ธเุ์ พศเมยี อยู่ 2) จากการปฏิบัตกิ จิ กรรมท่ี 4.1 ครถู ามนกั เรยี นเพอ่ื กระต้นุ ความคิดดงั น้ี 2.1 กจิ กรรมน้เี ก่ยี วกับเรอื่ งอะไร ( แนวการตอบ การถา่ ยเรณขู องพืชดอก) 2.2 กิจกรรมน้ีมีจุดประสงค์อะไร ( แนวการตอบ สังเกต รวบรวมข้อมูล และอธิบาย วิธกี ารถ่ายเรณขู องพชื ดอก ) 2.3 วิธกี ารดาเนินกจิ กรรมโดยสรุปเป็นอย่างไร ( แนวการตอบ สังเกตลักษณะต่าง ๆ ของดอกพืช คาดคะเนวิธีการถา่ ยเรณูของพืชดอกแตล่ ะชนดิ โดยใช้ข้อมลู จากการสังเกตลักษณะดอก สืบค้นและ รวบรวมขอ้ มูลวิธีการถา่ ยเรณูของพชื ดอก เปรียบเทียบวธิ ีการถา่ ยเรณูของพืชดอกจากข้อมูลที่สืบค้นได้กับข้อมูล ทไี่ ดจ้ ากการอภิปราย) 2.4 ทราบได้อย่างไรว่าส่วนไหนของดอกคือเกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย ( แนวการ ตอบ เกสรเพศผู้ตอ้ งมีอับเรณู เกสรเพศเมยี อยวู่ งในสุด ส่วนฐานท่ีพองออกคือรงั ไข่ สว่ นทต่ี ่อข้นึ มาจากรังไข่เรียว ยาวคือก้านเกสรเพศเมีย ท่ีส่วนปลายสุดคือยอดเกสรเพศเมียท่ีมักพองออกเป็นตุ่มมีของเหลวเหนียวหรือมีขน เส้นเล็ก ๆ) 3) ครอู ธบิ ายเพมิ่ เติมว่าพชื ที่มีโครงสรา้ งดอกครบท้งั 4 ส่วนเรียกว่า ดอกสมบูรณ์ (Complete flower) หากมีไม่ครบ 4 ส่วนเรียกว่า ดอกไม่สมบูรณ์ (Incomplete flower) และหากพิจารณาท่ีโครงสร้าง สืบพนั ธุ์ ในดอกทีม่ ีครบทัง้ สองเพศจะเรียกว่า ดอกสมบูรณ์เพศ (Perfect flower) และดอกท่ีมีเพียงเพศใดเพศ หนึ่งจะเรยี กว่า ดอกไมส่ มบูรณ์เพศ (Imperfect flower) ขัน้ ท่ี 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครเู ปิดโอกาสให้นกั เรยี นตงั้ คาถาม โดยใหแ้ ตล่ ะกลุ่มตงั้ คาถามมา 1 ขอ้ 2) ครูให้นักเรียนทบทวนความรู้เกี่ยวกับส่วนประกอบของดอกและหน้าท่ีของแต่ละ สว่ นประกอบ โดยอาจนาดอกพืชมาใหด้ ูและสงั เกตสว่ นประกอบแต่ละส่วน เพ่ือให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเรณูกับถุง เอม็ บรโิ ออยคู่ นละสว่ นกนั ครใู ชค้ าถามเพ่ือให้นกั เรียนคิดวเิ คราะห์ดังน้ี
2.1 ส่วนใดของดอกท่ีเก่ียวข้องโดยตรงกับการสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศของพืชดอก เพราะเหตุใด ( แนวการตอบ ส่วนเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียเพราะว่าเกสรเพศผู้เป็นส่วนท่ีสร้างเซลล์สืบพันธุ์ เพศผแู้ ละเกสรเพศเมียเปน็ ส่วนทส่ี รา้ งเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย) 2.2 การสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศของพืชมีข้ันตอนอย่างไร (แนวการตอบ การถ่ายเรณู และการผสมกันของเซลลส์ บื พันธ์ุเพศผ้แู ละเซลล์สืบพนั ธ์เุ พศเมยี ) 3) ครูใหน้ ักเรียนชมวดิ ทิ ศั น์เกย่ี วกับการสบื พันธุแ์ บบอาศัยเพศในพชื ดอก เพอื่ ให้นักเรียนเข้าใจ มากย่งิ ขึ้น ทีม่ า https://www.youtube.com/watch?v=ETODm3bGw8w ข้ันท่ี 5 ขัน้ ประเมิน (Evaluation) 1) การตอบคาถามในชนั้ เรียน 2) การทากิจกรรมในช้ันเรียน 8. ส่ือการเรยี นรู้ / แหลง่ เรียนรู้ 8.1 สื่อของจรงิ ได้แก่ ดอกไมช้ นดิ ตา่ งๆ ดอกมะเขือ ดอกชบา เป็นต้น 8.2 สือ่ ออนไลน์ 8.3 หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ม.1 8.4 กิจกรรมท่ี 4.1 การถ่ายละอองเรณเู กิดขนึ้ อยา่ งไร
9. การวัดและการประเมิน ตัวชี้วัด/ผลการเรยี นรู้ วิธีการวัด เคร่อื งมอื วดั เกณฑท์ ี่ใช้ในการประเมนิ 1 ดา้ นความรู้ :นกั เรียน - การตอบคาถามในช้นั - แบบประเมนิ การตอบ ผา่ นเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 สามารถอธบิ ายการ เรียน คาถาม สืบพนั ธแุ์ บบอาศยั เพศใน ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 พืชดอกได้ - การตรวจแผนผัง - แบบประเมนิ การทางาน 2. ดา้ นกระบวนการ : ความคิด กลุ่ม ผา่ นเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 - นกั เรียนสามารถเขียน ผา่ นเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 แผนผงั การสืบพันธุแ์ บบ - ใบกจิ กรรมท่ี 4.1 การ - แบบประเมินการทางาน อาศัยเพศในพืชดอกตาม ถ่ายเรณูเกดิ ขึน้ ไดอ้ ยา่ งไร กล่มุ หัวข้อที่ครกู าหนดใหไ้ ด้ - นักเรียนสามารถปฏิบตั ิ - การสังเกตพฤตกิ รรมใน - แบบประเมนิ การสงั เกต กจิ กรรมท่ี 4.1 การถ่าย ช้ันเรียน พฤติกรรม เรณูเกดิ ขนึ้ ไดอ้ ย่างไรได้ 3. ดา้ นเจตคติ : นักเรียน ตัง้ ใจเรยี นและมวี ินยั ใน การเรยี น
บนั ทกึ หลงั การสอน หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 4 การดารงชวี ติ ของพืช ... แผนการสอนเรอ่ื ง 22 การสบื พนั ธุแ์ บบอาศยั เพศในพืชดอก เราเรีย... วนั ท่ี...............................เดอื น...............................................................พ.ศ........... ผลการสอน ปัญหา / อปุ สรรค ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกป้ ัญหา ลงชอ่ื ............................................ครูผสู้ อน ลงช่อื .............................................หัวหนา้ กลมุ่ สาระ () () ลงชอื่ .............................................ผชู้ ว่ ย/รองฯวิชาการ () ลงชือ่ ............................................ผ้อู านวยการ ()
ใบกจิ กรรมท่ี 4.1 การถ่ายเรณเู กิดขึน้ กล่มุ ที.่ ...... ไดอ้ ย่างไร หอ้ ง…………. จุดประสงค์ ตัวอย่าง สังเกต รวบรวมข้อมูล และอธบิ ายวธิ ีการถ่ายเรณูของพืชดอก คาชี้แจง ใหน้ ักเรียนทาการทดลองตามขัน้ ตอนทกี่ าหนด แลว้ บนั ทึกผล รายการ วิธีการทดลอง 1. ดอกบัวหลวง 2 - 3 ดอก 1.สงั เกตรูปร่างลักษณะสี กลน่ิ และเปรียบเทียบ 2. ดอกกลว้ ยไม้ 2 - 3 ดอก ตาแหนง่ ของเกสรเพสผู้และเกสรเพศเมยี แต่ะชนิด 3. ดอกชบา 2 - 3 ดอก พชื 2. ร่วมกนั อภิปรายเก่ยี วกบั ลกั ษณะของดอกทชี่ ่วย 4. ดอกแก้ว 2 - 3 ดอก ใหเ้ กิดการถ่ายเรณู และคาดคะเนปจั จัยภายนอก 5. ดอกมะละกอ 3 ดอก ในการชว่ ยถ่ายละอองเรณู 6. แว่นขยาย 2-3 อัน 3. รวบรวมขอ้ มลู เก่ียวกบั วิธกี ารถ่ายละอองเรณู ของพชื ดอก 7. ใบมดี โกน 2-3 อนั 4. นาขอ้ มลู การถ่ายละอองเรณูของพชื ดอกทไ่ี ด้ จากการรวบรวมเปรยี บเทยี บกบั ข้อมลู ที่ได้จาก การอภิปราย บนั ทกึ ผล ตารางบนั ทึกผลการสังเกตรูปร่างลักษณะ สี กล่ิน และตาแหนง่ ของเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมยี ของดอกพชื ชอื่ พชื รูปร่าง กลีบเลี้ยง กลีบดอก เกสรเพศผู้ เกสรเพศเมยี กลนิ่ ลักษณะ
ชอ่ื พชื รูปรา่ ง กลีบเลย้ี ง กลบี ดอก เกสรเพศผู้ เกสรเพศเมีย กลน่ิ ลักษณะ ตารางผลการอภปิ รายเก่ยี วกบั ส่งิ ที่ช่วยในการถ่ายเรณขู องพชื ดอกแต่ละชนิด พชื ส่ิงทชี่ ว่ ยในการถ่ายเรณู เหตุผล
ใบกิจกรรมที่ 4.1 การถา่ ยเรณูเกิดขน้ึ กลุม่ ท่.ี ...... ได้อยา่ งไร หอ้ ง…………. จุดประสงค์ ตวั อย่าง สังเกต รวบรวมข้อมลู และอธิบายวธิ กี ารถา่ ยเรณูของพชื ดอก คาชี้แจง ใหน้ กั เรียนทาการทดลองตามข้ันตอนทีก่ าหนด แล้วบันทกึ ผล รายการ วิธีการทดลอง 1. ดอกบวั หลวง 2 - 3 ดอก 1.สงั เกตรปู รา่ งลักษณะสี กล่นิ และเปรียบเทยี บ 2. ดอกกล้วยไม้ 2 - 3 ดอก ตาแหน่งของเกสรเพสผ้แู ละเกสรเพศเมียแตะ่ ชนิด 3. ดอกชบา 2 - 3 ดอก พืช 2. รว่ มกันอภปิ รายเกี่ยวกบั ลักษณะของดอกที่ชว่ ย 4. ดอกแก้ว 2 - 3 ดอก ใหเ้ กิดการถา่ ยเรณู และคาดคะเนปัจจัยภายนอก 5. ดอกมะละกอ 3 ดอก ในการชว่ ยถา่ ยละอองเรณู 6. แว่นขยาย 2-3 อนั 3. รวบรวมขอ้ มลู เกย่ี วกับวิธกี ารถา่ ยละอองเรณู ของพชื ดอก 7. ใบมีดโกน 2-3 อนั 4. นาข้อมูลการถา่ ยละอองเรณูของพืชดอกทไี่ ด้ จากการรวบรวมเปรียบเทียบกับขอ้ มูลท่ีได้จาก การอภปิ ราย บันทึกผล ตารางบนั ทกึ ผลการสงั เกตรูปร่างลกั ษณะ สี กล่ิน และตาแหน่งของเกสรเพศผแู้ ละเกสรเพศเมียของดอกพชื ชอื่ พชื รปู รา่ ง กลีบเลยี้ ง กลีบดอก เกสรเพศผู้ เกสรเพศเมีย กลิน่ ลกั ษณะ มะละกอ(ดอกเพศ ดอก กลีบเลี้ยงมี กลีบดอกสี ไม่มี เกสรเพศเมยี มี มีกลน่ิ เมีย) ขนาดเลก็ ขนาดเล็กมาก เหลืองอมเขียว จานวน 1 อนั มรี ปู ร่าง 5 กลบี ที่โคนกลบี รังไข่รปู รา่ เป็น เช่ือมติดกันเป็น คอ่ นขา้ งกลม หลอดที่ หลอดปลาย ก้านเกสรเพศ ปลาย กลบี แยกจาก เมียสน้ั ยอด กลีบแยก กนั 5 กลีบ เกสรเพศแยก จากกัน รูปร่างขอบ เป็น 5แฉก แต่ ขนานปลาย ละแฉกจะแตก แหลม กลีบบิด แขนงเล็กๆ
ตารางผลการอภปิ รายเก่ยี วกบั สงิ่ ท่ีช่วยในการถ่ายเรณขู องพชื ดอกแตล่ ะชนิด พืช สิ่งท่ีชว่ ยในการถา่ ยเรณู เหตุผล บวั หลวง สตั ว์ เช่น นก แมลงต่าง ๆ ดอกบัวมขี นาดใหญ่ มสี ีสัน มกี ลนิ่ มีอับเรณอู ย่ตู ่ากว่า ยอดเกสรเพศเมียในดอกเดยี วกัน ลกั ษณะเช่นนี้สามารถ ใช้สีสันและกลนิ่ ดึงดูดสัตว์ใหช้ ่วยถ่ายเรณูได้ ท้ังสัตว์ท่มี ี ขนาดใหญ่ เช่น นก และสตั วท์ ีม่ ขี นาดเลก็ เชน่ แมลง ตา่ ง ๆ
แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 23 เรอื่ ง การสืบพนั ธุแ์ บบไม่อาศัยเพศในพืชดอก รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 ช่ือหนว่ ยการเรียนรู้ การดารงชีวติ ของพืช รวม 20 คาบ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 ภาคเรยี นท่ี 1 สาระท่ี 1 ช่ือสาระ วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ มาตรฐาน ว 1.2 1. มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตัวชวี้ ดั มาตรฐานการเรียนรู้ - ว 1.2เขา้ ใจสมบตั ขิ องสง่ิ มชี วี ิต หนว่ ยพื้นฐานของส่ิงมีชีวิต การลาเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่างๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ีทางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสัมพันธ์กัน รวมท้ังนาความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตัวชวี้ ดั - ม 1/11 อธิบายการสืบพนั ธแุ์ บบอาศยั เพศ และไม่อาศัยเพศของพืชดอก - ม 1/12 อธิบายลักษณะโครงสรา้ งของดอกที่มีส่วนทาให้เกิดการถ่ายเรณูรวมทั้งบรรยายการ ปฏิสนธิของพชื ดอก การเกดิ ผลและเมล็ดการกระจายเมล็ด และการงอกของเมล็ด 2. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด สาระสาคัญ พืชดอกทุกชนิดสามารถสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศได้และบางชนิดสามารถสืบพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศได้ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศเป็นการสืบพันธุ์ที่มีการผสมกันของสเปิร์มกับเซลล์ไข่การสืบพันธุ์แบบ อาศยั เพศของพชื ดอกเกิดข้ึนท่ีดอกโดยภายในอับเรณูของส่วนเกสรเพศผู้มีเรณูซึ่งทาหน้าท่ีสร้างสเปิร์ม ภายใน ออวุลของสว่ นเกสรเพศเมียมถี ุงเอ็มบรโิ อ ทาหน้าที่สร้างเซลล์ไข่การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศเป็นการสืบพันธ์ุที่ พืชต้นใหม่ไม่ไดเ้ กิดจากการปฏสิ นธริ ะหว่างสเปิร์มกับเซลล์ไข่แต่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่นราก ลาต้น ใบ มีการเจรญิ เติบโตและพัฒนาขึ้นมาเปน็ ตน้ ใหมไ่ ด้ 3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถอธิบายการสืบพันธุ์แบบไม่อาศยั เพศในพืชดอกได้ 2) ดา้ นกระบวนการ (P) นักเรียนสามารถเขยี นความแตกตา่ งระหว่างการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศในพืช ดอกกบั การสืบพันธแ์ุ บบไมอ่ าศยั เพศในพืชดอกได้ 3) ดา้ นเจตคติ (A) นกั เรียนตง้ั ใจเรียนและมวี ินัยในการเรียน
4. คุณลักษณะผู้เรยี น 4.1 คณุ ลักษณะทีพ่ ึงประสงค์ รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง ซอื่ สัตย์สุจริต มุง่ มน่ั ในการทางาน ใฝ่เรยี นรู้ มจี ิตสาธารณะ มวี ินยั รักความเปน็ ไทย 5. ด้านสมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน ความสามารถในการคดิ : นักเรียนสามารถอธิบายการสบื พนั ธ์แุ บบอาศัยเพศในพืชดอกได้ 6. สาระการเรยี นรู้ พืชดอกทุกชนิดสามารถสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศได้ นอกจากน้ันบางชนิดยังพบการสืบพันธุ์แบบไม ่ อาศัยเพศดว้ ยการสืบพันธ์ุแบบอาศัยเพศของพืชดอกเกิดขึ้นที่ดอก โดยทั่วไปดอกประกอบด้วย กลีบเล้ียง กลีบ ดอก เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย ภายในอับเรณูของเกสรเพศผู้มีเรณูทาหน้าที่สร้างสเปิร์ม ภายในออวุลของ เกสรเพศเมียมถี งุ เอม็ บริโอทา หนา้ ทส่ี ร้างเซลล์ไขซ่ ง่ึ ต้องมกี ารถา่ ยเรณจู ากอับเรณูไปยังยอดเกสรเพศเมียนาไปสู่ การปฏสิ นธริ ะหว่างสเปริ ์มกับเซลลไ์ ข่ และระหว่างสเปิร์มกับโพลาร์นิวคลีไอในถุงเอ็มบริโอ หลังการปฏิสนธิจะ ไดไ้ ซโกตและเอนโดสเปริ ์ม ไซโกตจะพฒั นาตอ่ ไปเป็นเอ็มบริโอ โดยมีเอนโดสเปิร์มเป็นอาหารสะสมสาหรับเล้ียง เอม็ บริโอ ส่วนออวุลพฒั นาไปเปน็ เมลด็ และรังไข่พัฒนาไปเป็นผลผลและเมล็ดเมื่อเจริญเติบโตเต็มท่ีจะกระจาย ออกจากตน้ โดยวิธีการตา่ งๆเมื่อเมล็ดไปตกในสภาพแวดลอ้ มทเี่ หมาะสมจะงอกเปน็ ต้นใหม่ ส่วนการสบื พนั ธุ์แบบ ไม่อาศยั เพศ เป็นการสบื พันธ์ุทีพ่ ืชตน้ ใหมพ่ ฒั นาและเจรญิ เติบโตมาจากเน้ือเย่อื สว่ นตา่ ง ๆ ของพชื ตน้ เดิม7. กิจกรรมการเรียนรู้ ใช้รูปแบบการจัดการเรยี นการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ข้นั ท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1) ครูทบทวนความรู้เดิมของนกั เรียนเชอ่ื มโยงความร้ขู องนักเรียนที่ได้จากเรื่องวิธีการถ่ายเรณู ของพชื ดอกและตรวจสอบความร้เู ดมิ ในเรอื่ งการปฏสิ นธขิ องพชื ดอก โดยอาจใชค้ าถามดังน้ี - การถ่ายเรณูเรณูจะไปตกท่ีส่วนใดของเกสรเพศเมีย ( แนวการตอบ ยอดเกสรเพศ เมยี ) - หลังจากถ่ายเรณูแล้วเซลล์สืบพันธ์ุเพศผู้ท่ีอยู่ในเรณูจะเข้าไปผสมกับเซลล์สืบพันธ์ุ เพศเมียได้อย่างไร ( แนวการตอบ นักเรียนตอบตามความเข้าใจ) 2) ครูให้นักเรียนอ่านจับใจความและสรุปเน้ือหาจากหนังสือเรียนเกี่ยวกับการปฏิสนธิของพืช ดอกจากนน้ั ซกั ถาม โดยอาจใชค้ าถามดงั ตอ่ ไปน้ี - ไซโกตเกิดข้ึนได้อย่างไร ( แนวการตอบ ไซโกต เกิดจากการปฏิสนธิของสเปิร์มกับ เซลลไ์ ข)่
- ไซโกตมีความสาคัญอย่างไร ( แนวการตอบ ไซโกตเป็นเซลล์ที่จะพัฒนาไปเป็น เอ็มบรโิ อซ่งึ เป็นสว่ นทมี่ ลี กั ษณะคล้ายต้นอ่อนอยู่ในเมลด็ ) - เอนโดสเปริ ์มเกิดขึ้นได้อย่างไร และสาคัญอย่างไร (แนวการตอบ เอนโดสเปิร์มเกิด จากการปฏิสนธขิ องสเปิร์มกับโพลาร์นิวคลีไอมีความสาคญั เพราะเปน็ แหลง่ สะสมอาหารในเมลด็ ) - ผล และเมลด็ พฒั นามาจากส่วนใด (แนวการตอบ ผลพฒั นามาจากรงั ไข่ เมล็ดพัฒนา มาจากออวุล) ขัน้ ที่ 2 ขน้ั สารวจและคน้ หา (Exploration) 1) ครใู ห้นกั เรียนน่ังเป็นกลุ่มตามทไี่ ดจ้ ัดไว้ โดยจะมสี มาชิกกลมุ่ อยู่ประมาณ 4- 5 คนต่อกลุม่ 2) ครูแจกใบงานท่ี 4.1 การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศของพืชดอก โดยให้แต่ละคนทาใบงาน และใหส้ มาชิกในกลมุ่ ช่วยกนั ศกึ ษาหาความรู้ โดยในแตล่ ะกลุ่มห้ามศึกษาเหมอื นกัน โดยใหม้ คี วามแตกต่างกัน 3) เม่อื แต่ละคนทาใบงานเรียบร้อยแล้ว ครูให้แต่ละคนนาเสนอผลงานของตัวเอง จากใบงาน ท่ี 4.1 การสืบพันธ์แุ บบไม่อาศยั เพศของพชื ดอก ขั้นที่ 3 ขนั้ อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation) 1) ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสรุปและอภิปรายจากการดาเนินกิจกรรมดังน้ี การสืบพันธ์ุแบบไม่ อาศัยเพศของพืช กล่าวคือ การสืบพันธุ์แบบอาศัยไม่อาศัยเพศของพืชดอกและการขยายพันธ์ุพืชพืชนอกจาก ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดซ่ึงเป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศแล้วยังสามารถสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเ พศ (asexual reproduction) เช่น - การขยายพันธ์ุด้วยลาต้น เช่นพืชท่ีมีลาต้นใต้ดินทาหน้าท่ีสะสมอาหาร ได้แก่ ขิง ขา่ ขมิน้ แหว้ เผอื ก หอม กระเทียม มันฝร่ัง ว่านสท่ี ศิ - การขยายพันธุ์ดว้ ยกงิ่ โดยการปักชา ตอน ติดตา ทาบก่ิง หรือเสียบยอด เช่น ชบา พูร่ ะหง มะละ โกสน กุหลาบ พทุ รา มะม่วง ดาวเรือง ฤาษผี สม - การขยายพนั ธุ์ด้วยราก มักเป็นรากชนดิ ทสี่ ะสมอาหาร เช่น มนั เทศ - การขยายพนั ธด์ุ ว้ ยใบ เชน่ ใบควา่ ตายหงายเป็น ใบตน้ ทองสามย่าน ใบของต้นโคม ญ่ีปุ่น 2) ครูให้นักเรียนชมวิดิทัศน์เก่ียวกับการสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศในพืชดอก เพื่อให้นักเรียน เขา้ ใจมากย่งิ ข้นึ ท่ีมา https://www.youtube .com/watch?v=ETOD m3bGw8w
ขั้นท่ี 4 ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูเปดิ โอกาสให้นักเรียนต้งั คาถาม โดยให้แต่ละกลุม่ ตัง้ คาถามมา 1 ข้อ 2) ครูให้นักเรียนเขียนความแตกต่างระหว่างการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศในพืชดอกกับการ สืบพันธุ์แบบไมอ่ าศยั เพศในพืชดอกลงในสมดุ ของตนเอง ข้ันท่ี 5 ขั้นประเมิน (Evaluation) 1) การตอบคาถามในช้นั เรยี น 2) การทากจิ กรรมในชั้นเรียน 3) การตรวจสมุด 8. ส่ือการเรยี นรู้ / แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 ใบงานที่ 4.1 การสืบพันธแุ์ บบไมอ่ าศัยเพศของพชื ดอก 8.2 สอื่ ออนไลน์ 8.3 หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน ม.1 9. การวัดและการประเมนิ ตวั ช้ีวัด/ผลการเรยี นรู้ วธิ กี ารวัด เครื่องมอื วัด เกณฑ์ทีใ่ ชใ้ นการประเมนิ - แบบประเมนิ การตอบ ผ่านเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 1 ดา้ นความรู้ :นักเรยี น - การตอบคาถามในชั้น คาถาม ผา่ นเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 สามารถอธิบายการ เรียน - แบบประเมินการทางาน ผ่านเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 รายบคุ คล สบื พันธ์ุแบบไม่อาศยั เพศ - แบบประเมินการสังเกต ในพืชดอกได้ พฤตกิ รรม 2. ดา้ นกระบวนการ : - การตรวจเขยี นความ นักเรียนสามารถเขยี น แตกตา่ งระหวา่ งการ ความแตกต่างระหวา่ งการ สืบพนั ธแุ์ บบอาศัยเพศใน สืบพันธุ์แบบอาศยั เพศใน พชื ดอกกับการสบื พันธ์ุ พชื ดอกกับการสบื พันธ์ุ แบบไม่อาศยั เพศในพชื แบบไม่อาศยั เพศในพชื ดอกได้ ดอกได้ 3. ด้านเจตคติ : นักเรียน - การสงั เกตพฤติกรรมใน ตง้ั ใจเรียนและมวี นิ ัยใน ชั้นเรียน การเรียน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219