Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการสอนครูหมี่สมบูรณ์

แผนการสอนครูหมี่สมบูรณ์

Published by mee140126, 2023-06-06 01:31:11

Description: แผนการสอนครูหมี่สมบูรณ์

Search

Read the Text Version

5. ด้านสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น  ความสามารถในการคดิ : นักเรยี นสามารถอธบิ ายความหมายของจดุ เดอื ดได้ 6. สาระการเรยี นรู้ จดุ หลอมเหลว (melting point) คอื อณุ หภูมทิ ีข่ องแขง็ เปลี่ยนสถานะเปน็ ของเหลว 7. กจิ กรรมการเรียนรู้ ใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขัน้ ท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มสนทนาเกย่ี วกับสารบริสทุ ธมิ์ ีจดุ เดือดคงทใ่ี นขณะทส่ี ารผสมมีจุดเดือดไม่ คงที่ครอู าจใช้คําถามนาํ ตอ่ ไปว่าจดุ หลอมเหลวของสารบริสุทธแ์ิ ละสารผสมจะเป็นอย่างไรเพราะเหตุใด โดยที่ครู ให้นักเรียนตอบคาํ ถามนล้ี งในสมดุ ของตวั เอง ครูไม่บอกคําตอบนกั เรียนเพ่อื นําไปสูก่ ารปฏบิ ตั กิ จิ กรรมตอ่ ไป 2) ครูมีภาพประกอบอยู่ 2 ภาพ ภาพที่ 1 เป็นแก้วพลาสติก และ ภาพท่ี 2 เป็นยางรถ มอเตอร์ไซค์ ดงั ภาพ ภาพที่ 1 ท่ีมา : https://www.goodchoiz.com ภาพที่ 2 ท่มี า : https://thai.bestpriceupdate.com 3) ครเู ปิดประเดน็ คําถาม โดยถามนักเรียนว่า หากนักเรียนนําวัสดุ 2 ช้ินดังกล่าวข้างต้นนําไป เผาไฟ จะเกดิ อะไรขึ้น แลว้ นกั เรียนคิดว่าวสั ดชุ นิ้ ไหนท่ีหลอมเหลวกอ่ น ( แนวการตอบ ขึ้นอยู่กบั ความเข้าใจของ นกั เรียน ประมาณวา่ เมื่อเผาไฟแก้วพลาสติกจะหลอมเหลวกอ่ นยางรถเน่ืองจากมีจดุ หลอมเหลวทแ่ี ตกตา่ งกนั )

ข้นั ที่ 2 ขัน้ สารวจและคน้ หา (Exploration) 1) ครูให้นักเรียนทํากิจกรรมที่ 2.2 จุดหลอมเหลวของสารบริสุทธิ์กับสารผสมแตกต่างกัน อย่างไร และครูแจ้งจุดประสงค์ในการศึกษาคร้ังน้ีกล่าวคือวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศเพ่ือเปรียบเทียบช่วง อุณหภูมิทีห่ ลอมเหลวและจุดหลอมเหลวของแนฟทาลนี และกรดเบนโซอกิ ในแนฟทาลีน 2) ให้นกั เรียนอา่ นวธิ ีการดําเนนิ กิจกรรมในหนังสือเรยี น สสวท. หนา้ 19-20 และปฏบิ ตั ิตาม 3) ครเู ปิดวิดิโอสาธติ การทดลองในเรื่องจดุ หลอมเหลวของสารบริสทุ ธ์ิกบั สารผสม ภาพวิดโิ อสาธติ การทดลองเรอื่ งจดุ หลอมเหลวของสารบริสทุ ธิ์กบั สารผสม ข้ันที่ 3 ข้นั อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation) 1) ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายจากกิจกรรมท่ีได้ดําเนินไปโดยใชค้ ําถามเพอื่ กระตุ้นความคิด ของนกั เรยี นดังตอ่ ไปน้ี 1.1 กิจกรรมน้ีเกี่ยวกับเร่ืองอะไร ( แนวการตอบ จุดหลอมเหลวของสารบริสุทธิ์และ สารผสม) 1.2 จดุ ประสงคข์ องกิจกรรมน้ีคอื อะไร ( แนวการตอบ นักเรียนตอบตามความคิดของ ตนเอง ) 1.3 วิธีดําเนินกิจกรรมมีข้ันตอนโดยสรุปอย่างไร ( แนวการตอบ วิเคราะห์ข้อมูล เก่ียวกบั ช่วงอณุ หภูมทิ ห่ี ลอมเหลวของแนฟทาลนี และกรดเบนโซอกิ ในแนฟทาลีนที่มอี ตั ราส่วนต่างกันจากตาราง จากน้ันหาจุดหลอมเหลวของสารและอภิปรายร่วมกันเพื่อเปรียบเทียบช่วงอุณหภูมิที่หลอมเหลว และจุด หลอมเหลวของแนฟแนฟทาลีนและกรดเบนโซอกิ ในแนฟทาลีน ) 1.4 จากน้ันครูให้ความรู้เบื้องต้นว่า จุดหลอมเหลว(melting point) คือ อุณหภูมิที่ ของแข็งเปล่ียนสถานะเป็นของเหลว 1.5 ให้นกั เรียนร่วมกนั อภิปรายโดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการนําเสนอและตอบคําถามท้าย กิจกรรม จากน้นั ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันอภิปรายคาํ ตอบร่วมกันเพ่อื ใหน้ กั เรยี นสรุปได้ว่าจุดหลอมเหลวของแนฟ ทาลนี ทั้ง 3 ครัง้ มีคา่ ใกล้เคียงกนั แนฟทาลนี ซึง่ เป็นสารบรสิ ทุ ธ์ไิ มไ่ ด้หลอมเหลวจนหมดทอ่ี ุณหภูมิเดียวกัน และมี

ช่วงอุณหภูมิที่หลอมเหลวค่อนข้างแคบ ส่วนกรดเบนโซอิกในแนฟทาลีนมีช่วงอุณหภูมิที่หลอมเหลวค่อนข้าง กวา้ ง และจุดหลอมเหลวไมค่ งทข่ี ึ้นอยกู่ ับอัตราส่วนของสารผสมน้ันๆ 2) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเน้ือหาเรื่องจุดหลอมเหลว กล่าวคือจุดหลอมเหลว(melting point) คอื อุณหภมู ทิ ขี่ องแข็งเปล่ียนสถานะเปน็ ของเหลว ซงึ่ สารแต่ละชนดิ มีจุดหลอมเหลวแตกต่างกันโดยสาร บริสุทธ์ิมีจุดหลอมเหลวคงที่ เนื่องจากประกอบด้วยสารเพียงอย่างเดียว จึงทําให้ความร้อนที่ใช้เปลี่ยนสถานะ จากของแข็งเป็นของเหลวมีค่าเท่ากัน สังเกตได้จากแนฟทาลีนที่เป็นสารบริสุทธิ์มีช่วงอุณหภูมิที่หลอมเหลว คอ่ นข้างแคบไม่หลอมเหลวหมดที่อุณหภูมิเดียวกันเน่ืองจากโดยทั่วไปสารบริสุทธิ์มักอาจมีสิ่งเจือปนอยู่บ้าง จึง ทาํ ให้อุณหภูมทิ สี่ ารเรม่ิ หลอมเหลวและอณุ หภูมทิ สี่ ารหลอมเหลวหมดไม่เป็นอุณหภูมิเดียวกัน ส่วนสารผสมมีจุด หลอมเหลวไม่คงท่ี สงั เกตได้จากจดุ หลอมเหลวของกรดเบนโซอิกในแนฟทาลีนท่ีมีอัตราส่วนระหว่างกรดเบนโซ อิกกับแนฟทาลีนแตกต่างกัน จะมีจุดหลอมเหลวไม่เท่ากันและมีช่วงอุณหภูมิที่หลอมเหลวกว้าง เพราะแนฟ ทาลีนมีกรดเบนโซอิกเจอื ปนมาก ( ยดึ ตามกิจกรรมในหนงั สอื เรยี น สสวท.) 3) ครูให้นักเรียนทําแบบฝกึ หัดทา้ ยกจิ กรรมและตอบคําถามดงั นี้ 3.1 ช่วงอุณหภูมิที่หลอมเหลวของแนฟทาลีนในแต่ละครั้งเป็นอย่างไร ( แนวคําตอบ ชว่ งอณุ หภมู ิที่หลอมเหลวของแนฟทาลนี ในแต่ละครั้งมีช่วงอณุ หภูมทิ ่หี ลอมเหลวแคบ มคี ่าเทา่ กับ 0.5 °C ) 3.2 จุดหลอมเหลวของแนฟทาลีนท้ังสามครั้งเป็นอย่างไร ( แนวคําตอบ จุด หลอมเหลวของแนฟทาลีนทง้ั สามครั้งมีค่าใกล้เคียงกัน โดยจุดหลอมเหลวครั้งท่ี 1 มีค่าเท่ากับ 78.75 °C คร้ังท่ี 2 มีค่าเทา่ กับ 78.25 °C และครง้ั ที่ 3 มีค่าเท่ากับ 78.75 °C ) 3.3 ช่วงอุณหภูมิท่ีหลอมเหลวของสารผสมระหว่างกรดเบนโซอิกในแนฟทาลีนท่ีมี อัตราส่วนของสารต่างกันเปน็ อยา่ งไร ( แนวคําตอบ ชว่ งอุณหภูมทิ หี่ ลอมเหลวของสารผสมระหวา่ งกรดเบนโซอิก ในแนฟทาลีนทม่ี อี ตั ราสว่ นของสารตา่ งกัน มชี ว่ งอณุ หภูมิที่หลอมเหลวค่อนข้างกว้าง มีค่าเพ่ิมขึ้นตามอัตราส่วน ของกรดเบนโซอกิ ) 3.4 จุดหลอมเหลวของสารผสมระหว่างกรดเบนโซอิกในแนฟทาลีนที่มีอัตราส่วนของ สารต่างกันเป็นอย่างไร ( แนวคําตอบ จุดหลอมเหลวของสารผสมระหว่างกรดเบนโซอิกในแนฟทาลีนท่ีมี อัตราส่วนของสารตา่ งกนั มคี ่าไม่เทา่ กนั โดยจุดหลอมเหลวของกรดเบนโซอกิ ในแนฟทาลีนท่ีมีอัตราส่วน 0.1:2 มี จุดหลอมเหลว74.75 °C อัตราส่วน 0.2:2 มีจุดหลอมเหลว 69.25 °C และอัตราส่วน 0.4:2 มีจุดหลอมเหลว 67 °C ) ขัน้ ท่ี 4 ข้ันขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูให้นักเรยี นดสู อื่ ออนไลน์เพ่ิมเตมิ เกี่ยวกบั จุดหลอมเหลวของสาร เพือ่ เป็นการทบทวนและ สรา้ งความเข้าใจมากย่งิ ข้นึ 2) ครูเปิดโอกาสให้นกั เรียนน้ันไดถ้ ามคําถาม โดยแตล่ ะกล่มุ ใหต้ ้งั คาํ ถามเกีย่ วกับเรอ่ื งท่ีเรียนไป อยา่ งน้อย 1 คําถามตอ่ 1 กลมุ่

ขนั้ ท่ี 5 ข้นั ประเมนิ (Evaluation) 1) ครปู ระเมนิ จากกิจกรรมท่ี 2.2 จดุ หลอมเหลวของสารบริสุทธก์ิ บั สารผสมแตกต่างกันอย่างไร การปฏบิ ัตกิ จิ กรรมกลุ่ม 2) การตอบคาํ ถามในชั้นเรียนโดยอธิบายความหมายของจุดหลอมเหลว 8. ส่ือการเรยี นรู้ / แหล่งเรยี นรู้ 8.1 กจิ กรรมที่ 2.2 จุดหลอมเหลวของสารบริสุทธิ์กับสารผสมแตกตา่ งกนั อยา่ งไร ( ตามหนงั สอื เรยี น สสวท.) 8.2 สอื่ ออนไลน์ 8.3 หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์พื้นฐาน ม.1 9. การวัดและการประเมนิ ตัวชี้วัด/ผลการเรยี นรู้ วิธีการวดั เคร่อื งมือวดั เกณฑท์ ี่ใช้ในการประเมนิ ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 1 ดา้ นความรู้ :นักเรียน - การตอบคําถามนกั เรยี น - แบบประเมนิ การตอบ ผา่ นเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 สามารถอธบิ าย ในชั้นเรียน คําถาม ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 ความหมายของจดุ หลอมเหลวได้ 2. ด้านกระบวนการ : - ตรวจสอบการบันทึก - แบบประเมินการทาํ งาน นักเรยี นสามารถปฏิบัติ กิจกรรม กลุม่ กิจกรรมการบันทึกจดุ หลอมเหลวของสาร บริสทุ ธ์กิ ับสารผสมจากวดิ ิ โอสาธิตการทดลองได้ 3. ด้านเจตคติ : นักเรียน - การสังเกตพฤตกิ รรมการ - แบบประเมินการสงั เกต ต้ังใจเรียนวทิ ยาศาสตร์ เรยี น

บนั ทกึ หลังการสอน หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 2 สารบรสิ ุทธ.์ิ .. แผนการสอนเรอื่ ง 6 จุดหลอมเหลวของสารบรสิ ุทธิ์และสารผสม เราเรยี ... วนั ท.่ี ..............................เดอื น...............................................................พ.ศ........... ผลการสอน ปัญหา / อุปสรรค ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกป้ ัญหา ลงชื่อ............................................ครผู ูส้ อน ลงชือ่ .............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ () () ลงชอ่ื .............................................ผ้ชู ว่ ย/รองฯวิชาการ () ลงช่อื ............................................ผู้อานวยการ ()

แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 7 เรอ่ื ง การคานวณความหนาแนน่ รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหสั วิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 2 ชอ่ื หนว่ ยการเรยี นรู้ สารบริสุทธ์ิ รวม 22 คาบ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรยี นที่ 1 สาระที่ 2 ช่ือสาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวช้วี ัด มาตรฐานการเรียนรู้ - ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การ เกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี ตัวช้วี ดั - ม 1/5 อธบิ ายเปรยี บเทยี บความหนาแนน่ ของสารบริสุทธิ์และสารผสม 2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด สาระสาคญั สารบริสุทธ์ิแต่ละชนดิ มีความหนาแนน่ หรอมวลต่อหนึ่งหน่วยปริมาตรคงที่ เป็นค่าเฉพาะ ของสารนั้น ณ สถานะและอุณหภูมิหน่ึง แต่ละสารผสมมีความหนาแน่นไม่คงที่ข้ึนอยู่กับชนิดและสัดส่วนของ สารอยูด่ ว้ ยกัน 3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1) ดา้ นความรู้ (K) นกั เรียนสามารถอธิบายความหมายของความหนาแน่นได้ 2) ด้านกระบวนการ (P) นักเรียนสามารถคานวณหาความหนาแนน่ ของวตั ถุได้ 3) ด้านเจตคติ (A) นักเรียนตง้ั ใจเรยี นวทิ ยาศาสตร์ 4. คุณลกั ษณะผู้เรยี น ซอื่ สัตย์สจุ ริต มุ่งมั่นในการทางาน 4.1 คณุ ลักษณะท่ีพงึ ประสงค์  ใฝ่เรียนรู้ มจี ติ สาธารณะ รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง มีวนิ ัย รักความเป็นไทย 5. ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น  ความสามารถในการคดิ : นกั เรียนสามารถอธิบายความหมายของความหนาแนน่ ได้

6. สาระการเรียนรู้ ความหนาแน่น คือ เป็นอัตราส่วนมวลต่อปริมาตรของสาร 7. กิจกรรมการเรียนรู้ ใช้รูปแบบการจดั การเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ข้นั ท่ี 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) 1) ครูกระตุ้นนักเรียนเพ่ือนาเข้าสู่บทเรียนในเรื่องของความหนาแน่น โดยครูนาแก้วมา 3 ใบ ใบแรกเปน็ แกว้ เปล่า ใบที่ 2 ครูใสน่ า้ เปลา่ เอาไว้ ใบท่ี 3 ครูใสน่ า้ มันพืชเอาไว้ 2) ครูเปิดประเด็นคาถาม ถามนักเรียนว่า หากครูนาน้าเปล่าเทรวมกับน้ามันในแก้วเปล่าจะ เกิดอะไรขึ้น ( แนวการตอบ จะเกดิ การแยกช้ันกันของนา้ กบั นา้ มนั ) 3) ครใู ห้นกั เรียนส่งตวั แทนมา 1 คนเพอื่ ทาการทดลอง โดยใช้วิธีการสาธิตเพียงนักเรียนท่ีเป็น ตวั แทน ผลท่ไี ดค้ อื นา้ มันกบั นา้ จะอยูแ่ ยกช้ันกัน 4) ครูถามนักเรียนต่อว่า เหตุการณ์ดังกล่าวน้ีเป็นเพราะสาเหตุใด ( แนวการตอบ เนื่องจาก ความหนาแนน่ ที่ไมเ่ ทา่ กนั ของสาร 2 ชนิด ) 5) ครูใหน้ กั เรียนดวู ดิ ทิ ัศนเ์ กยี่ วกบั เรื่องความหนาแนน่ ภาพส่อื วิดทิ ัศน์เร่ืองความหนาแน่น ขน้ั ท่ี 2 ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration) 1) ครูให้นักเรียนศึกษาการคานวณความหนาแน่นจากส่ือออนไลน์และจาหนังสือเรียนท่ีมีอยู่ แลว้ สรุปลงในสมดุ 2) ครูให้นักเรียนทาแบบฝึกหัด การคานวณความหนาแน่น จากใบงานที่ 2.1 การคานวณหา ความหนาแน่น

3) ในขณะท่ีนักเรียนกาลังทาแบบฝึกหัดครูพยายามเดินดูแต่ละกลุ่มในช้ันเรียนเพ่ือดู ความคลาดเคล่อื นที่อาจจะเกิดข้ึน ขน้ั ท่ี 3 ขน้ั อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation) 1) ครแู ละนกั เรียนชว่ ยกนั สรปุ สูตรท่ใี ช้ในการคานวณความหนาแน่น กลา่ วคือ มวล ความหนาแนน่ = ปริมาตร ความหนาแนน่ หรอื D มหี นว่ ยเป็น g/cm2 มวล หรือ m มีหน่วยเปน็ g ปรมิ าตร หรอื v มีหน่วยเปน็ cm2 2) ดังนั้นจากวิดิทัศน์เบื้องต้นเก่ียวกับความหนาแน่น ครูเปิดประเด็นคาถามโดยถามว่าทาไม เรือที่ทามาจากเหล็กท่ีมีมวลมหาศาลทาไมจึงสามารถลอยน้าอยู่ได้ ( แนวการตอบ เน่ืองจากทาให้เรือน้ันมี ปรมิ าตรเพม่ิ มายง่ิ ขึน้ ส่งผลใหค้ วามหนาแน่นของเรือน้นั นอ้ ยกว่านา้ จึงเปน็ เหตุให้เรอื นัน้ สามารถลอยน้าได้ ) ข้ันที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูอธิบายเพ่ิมเติมในเร่ืองของการเรียนในคาบต่อไป โดยครูให้ดูคลิปวิดิทัศน์ตัวอย่าง เก่ียวกับถ้วยยูเรกา กล่าวคือ การหาปริมาตรของวัตถุโดยการแทนท่ีน้าด้วยถ้วยยูรีกา (Water displacement can) เมื่อเราหย่อนของแขง็ ลงในน้า ระดบั น้าในภาชนะจะสูงขน้ึ หากหยอ่ นของแข็งนั้นในกระบอกตวงระดับน้า ทส่ี งู ขึ้นตรงกบั ขีดบอกปรมิ าตรใดเม่ือนาปรมิ าตรสดุ ทา้ ยมาลบดว้ ยปริมาตรเร่ิมต้น ก็จะเป็นปริมาตรของของแข็ง ท่ีหยอ่ นลงไปนัน่ เอง 2) ครูเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนนน้ั ไดถ้ ามคาถาม โดยแตล่ ะกลุ่มใหต้ ั้งคาถามเกยี่ วกับเรื่องท่ีเรียนไป อยา่ งนอ้ ย 1 คาถามต่อ 1 กลมุ่ 3) ครูอธิบายเพ่ิมเติม กล่าวคือ ความหนาแน่นของน้าเท่ากับ 1 g/ cm2 ดังนั้นวัตถุไหนที่มี ความหนาแนน่ มากกว่าน้าจะทาให้วตั ถุนน้ั จมน้า หากวัตถุไหนที่มคี วามหนาแน่นนอ้ ยกว่าน้าก็จะลอยน้า ขั้นที่ 5 ขนั้ ประเมนิ (Evaluation) 1) ครปู ระเมินใบงานท่ี 2.1 เรื่องการคานวณหาความหนาแนน่ 2) การตอบคาถามในชั้นเรยี นโดยอธบิ ายความหมายความหนาแน่น 8. สื่อการเรยี นรู้ / แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 ใบงานท่ี 2.1 เร่ืองการคานวณหาความหนาแนน่ 8.2 ส่ือออนไลน์ 8.3 หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์พน้ื ฐาน ม.1

9. การวัดและการประเมนิ ตัวชีว้ ัด/ผลการเรยี นรู้ วิธกี ารวดั เครอื่ งมอื วดั เกณฑ์ทใ่ี ช้ในการประเมิน ผ่านเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 1 ด้านความรู้ :นกั เรียน - การตอบคาถามนกั เรยี น - แบบประเมินการตอบ ผ่านเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 สามารถอธิบาย ในชัน้ เรยี น คาถาม ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 ความหมายของความ หนาแนน่ ได้ 2. ดา้ นกระบวนการ : - การตรวจใบงานที่ 2.1 - ใบงานที่ 2.1เร่อื งการ นกั เรียนสามารถ เร่อื งการคานวณหาความ คานวณหาความหนาแน่น คานวณหาความหนาแนน่ หนาแน่น ของได้ 3. ด้านเจตคติ : นกั เรียน - การสังเกตพฤติกรรมการ - แบบประเมนิ การสงั เกต ต้งั ใจเรียนวิทยาศาสตร์ เรียน

บันทกึ หลงั การสอน หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 2 สารบริสุทธ.์ิ .. แผนการสอนเรอื่ ง 7 ความหนาแนน่ เราเรีย... วันท่.ี ..............................เดอื น...............................................................พ.ศ........... ผลการสอน ปญั หา / อปุ สรรค ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกป้ ัญหา ลงช่อื ............................................ครผู ู้สอน ลงชื่อ.............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ ( Apisit) () ลงชื่อ.............................................ผู้ช่วย/รองฯวิชาการ () ลงช่ือ............................................ผอู้ านวยการ ()

ใบงานท่ี 2.1 เรื่องการคานวณหาความหนาแน่น คาสั่ง ให้นักเรียนคานวณความหนาแนน่ จากโจทย์ที่ให้ โดยให้ทาลงในกระดาษที่ครูแจกใหถ้ กู ตอ้ ง 1. ถา้ นาอะลมู เิ นยี มท่ีมมี วล 54 กรมั ปรมิ าตร 20 ลกู บาศก์เซนตเิ มตร ใส่ลงไปในนา้ อะลมู ิเนียมก้อนน้ีจะลอย หรอื จมน้าเพราะเหตุใด ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. 2. หินก้อนหนึง่ มีปริมาตร 50 ลกู บาศก์เซนตเิ มตร โดยมมี วล 60 กรัม ถามว่าหินก้อนนมี้ ีความหนาแนน่ เทา่ ไหร่ ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. 3. วัตถกุ ้อนหน่งึ มีความหนาแน่นเท่ากับ 2.0 กรมั /ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร ซงึ่ วัตถุก้อนน้มี ีมวล 40 กรัม ถามวา่ วตั ถุ ก้อนน้ีมีปริมาตรเทา่ ไหร่ ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................................. ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

เฉลยใบงานท่ี 2.1 เรือ่ งการคานวณหาความหนาแน่น คาสงั่ ให้นักเรียนคานวณความหนาแน่นจากโจทย์ทใ่ี ห้ โดยให้ทาลงในกระดาษท่ีครแู จกให้ถูกต้อง 1. ถา้ นาอะลูมเิ นยี มทีม่ มี วล 54 กรัม ปริมาตร 20 ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร ใสล่ งไปในนา้ อะลมู ิเนยี มกอ้ นน้ีจะลอย หรอื จมน้าเพราะเหตุใด วธิ ที า จากสตู ร มวล ความหนาแนน่ = ปรมิ าตร แทนคา่ ความหนาแน่น = = 2.4 g/cm2 เนื่องจากความหนาแน่นของน้ามีคา่ เทา่ กบั 1 g/cm2 ดงั นั้น อะลูมิเนียมก้อนน้ีจะจมนา้ เนอ่ื งจากมีความหนาแนน่ มากกวา่ น้า 2. หนิ ก้อนหนึ่งมีปรมิ าตร 50 ลูกบาศกเ์ ซนติเมตร โดยมีมวล 60 กรัม ถามว่าหินก้อนน้ีมคี วามหนาแน่นเท่าไหร่ วิธีทา จากสูตร มวล ความหนาแนน่ = ปรมิ าตร แทนคา่ ความหนาแนน่ = = 1.2 g/cm2 ดงั นัน้ หนิ ก้อนนม้ี ีความหนาแนน่ 1.2 g/cm2 3. วัตถุกอ้ นหน่งึ มคี วามหนาแนน่ เท่ากับ 2.0 กรัม/ลกู บาศกเ์ ซนตเิ มตร ซึง่ วัตถกุ อ้ นนีม้ มี วล 40 กรัม ถามวา่ วตั ถุ กอ้ นนม้ี ปี รมิ าตรเท่าไหร่ วธิ ที า จากสูตร มวล ปริมาตร ความหนาแนน่ = แทนค่า 2 = ปรมิ าตร ปริมาตร = ดังนน้ั วัตถกุ ้อนน้ีมีปรมิ าตร 30 cm2

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 8 เรอื่ ง ความหนาแนน่ ของสารบริสุทธ์แิ ละสารผสม รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 2 ชือ่ หนว่ ยการเรียนรู้ สารบรสิ ุทธิ์ รวม 22 คาบ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 1 สาระที่ 2 ชือ่ สาระ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ชีว้ ดั มาตรฐานการเรียนรู้ - ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร กบั โครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การ เกดิ สารละลาย และการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี ตวั ชวี้ ัด - ม 1/5 อธิบายเปรียบเทยี บความหนาแนน่ ของสารบรสิ ุทธิ์และสารผสม - ม 1/6 ใชเ้ คร่ืองมือเพื่อวดั มวลและปรมิ าตรของสารบรสิ ุทธ์แิ ละสารผสม 2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด สาระสาํ คัญ สารบริสุทธแิ์ ตล่ ะชนิดมคี วามหนาแนน่ หรอมวลต่อหนึ่งหน่วยปริมาตรคงที่ เป็นค่าเฉพาะ ของสารน้ัน ณ สถานะและอุณหภูมิหน่ึง แต่ละสารผสมมีความหนาแน่นไม่คงที่ข้ึนอยู่กับชนิดและสัดส่วนของ สารอย่ดู ้วยกนั 3. จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นกั เรยี นสามารถอธบิ ายความหมายของความหนาแน่นได้ 2) ดา้ นกระบวนการ (P) นักเรยี นสามารถปฏบิ ตั กิ จิ ทดลองกจิ กรรมที่ 2.3 ความหนาแน่นของสารบรสิ ทุ ธ์ิ และสารผสมได้ 3) ดา้ นเจตคติ (A) นักเรียนเกบ็ อุปกรณห์ ลังจากใช้งานเสรจ็ 4. คณุ ลักษณะผูเ้ รยี น ซอื่ สตั ย์สจุ ริต มุง่ ม่ันในการทาํ งาน 4.1 คณุ ลักษณะที่พงึ ประสงค์  ใฝ่เรยี นรู้ มจี ติ สาธารณะ รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง มีวนิ ัย รกั ความเปน็ ไทย

5. ด้านสมรรถนะสาคญั ของผู้เรียน  ความสามารถในการคดิ : นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของความหนาแนน่ ได้ 6. สาระการเรยี นรู้ ความหนาแน่น คือ เป็นอตั ราสว่ นมวลต่อปริมาตรของสาร 7. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ใชร้ ปู แบบการจดั การเรยี นการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขนั้ ที่ 1 กระตุน้ ความสนใจ (Engagement) 1) ครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน โดยถามนักเรียนว่า ความหนาแน่นคืออะไร (แนวการ ตอบ ความหนาแนน่ คือ เป็นอัตราส่วนมวลต่อปรมิ าตรของสาร ) 2) ครูสุ่มนักเรยี นออกมาเพื่อทําโจทยเ์ กยี่ วกบั ความหนาแนน่ เมอ่ื นกั เรียนทําเสรจ็ ครูใหเ้ พื่อนๆ ในหอ้ งชว่ ยกนั ตรวจสอบความถูกต้อง 3) ครูถามคําถามเพ่ือกระตนุ้ ความคิดของนกั เรยี น โดยใชค้ าํ ถามกล่าวคือ 3.1 ความหนาแนน่ มีความเกีย่ วข้องกับเรือดําน้ําอย่างไร ( แนวการตอบ การที่เรือดํา นํ้าสามารถดําลงสู่ทะเลลึกได้น้ันต้องทําให้เรือดํานํ้าท้ังลํามีความหนาแน่นมากกว่านํ้า และหากต้องการให้เรือ ลอยข้นึ ส่ผู ิวนาํ้ ต้องทําให้เรือมคี วามหนาแน่นน้อยกวา่ น้ํา ) 3.2 มวลคืออะไร และหน่วยของมวลคืออะไร ( แนวการตอบ มวล คือ ปริมาตรของ เนือ้ ท้งั หมดของสาร ท้ังของแข็ง ของเหลว และแกส๊ ต่างก็มมี วล หน่วยของมวล คอื กรัมหรอื กโิ ลกรัม ) 3.3 ปริมาตรคืออะไร และหน่วยของปริมาตรคืออะไร ( แนวการตอบ ปริมาตรคือ ความจขุ องวัตถุที่มรี ปู ทรง 3 มิติ วัตถทุ ุกชนดิ มปี รมิ าตรท้ังส้นิ หนว่ ยของปริมาตรท่เี ป็นมาตรฐานมีได้หลากหลาย เช่น cm3 หรือ m3 หรืออื่น ๆ ) ขัน้ ท่ี 2 ขนั้ สารวจและคน้ หา (Exploration) 1) ครูให้นักเรียนทํากิจกรรมท่ี 2.3 ความหนาแน่นของสารบริสุทธิ์และสารผสมเป็นอย่างไร 2) ครูแจ้งวตั ถุประสงคใ์ นการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมดงั น้ี 2.1 วัดมวลและปรมิ าตรเพอื่ คาํ นวณหาความหนาแน่นของสารบรสิ ทุ ธแิ์ ละสารผสม 2.2 วิเคราะห์และเปรยี บเทยี บความหนาแนน่ ของสารบริสุทธ์ิและสารผสม 3) ให้นักเรียนอ่านวิธีการดําเนินกิจกรรมในหนังสือเรียน สสวท.และปฏิบัติตาม โดยปฏิบัติ กจิ กรรมทั้ง 2 ตอน 4) ในขณะท่นี ักเรียนดําเนินกิจกรรม ครูพยายามบอกนักเรียนถึงความปลอดภัยในการปฏิบัติ กจิ กรรม ไมใ่ ห้เลน่ กันเพ่อื ลดอบุ ตั เิ หตุ

5) ในขณะปฏบิ ัตกิ ิจกรรม ครเู นน้ ยํ้าในเร่อื งของการอ่านค่าของของเหลวทไี่ หลออกจากถ้วยยูเร กา โดยในการอ่านค่าต้องอย่ใู นระดบั สายตา และการจดบนั ทึกตอ้ งไดจ้ ากการทดลองจรงิ 6) ให้นักเรียนแตล่ ะกลุ่มนาํ เสนอผลการทํากิจกรรม โดยนาํ ผลการทํากจิ กรรมมาเขียนในตาราง บันทึกผลการทํากิจกรรมท่ีติดหน้าห้องเรียนเพื่อเปรียบเทียบข้อมูลของแต่ละกลุ่ม( ยึดตามกิจกรรมในหนังสือ เรียน สสวท.) ขนั้ ท่ี 3 ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) 1) เม่ือทุกกลุ่มดําเนินกิจกรรมเรียบร้อยแล้ว ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายจากกิจกรรมท่ี เกิดข้นึ ครูถามนกั เรียนถึง กิจกรรมตอนที่ 1 ความหนาแนน่ ของสารบรสิ ทุ ธิ์ 1.1 กจิ กรรมน้ีเก่ียวกับเรื่องอะไร ( แนวการตอบ ความหนาแน่นของสารบรสิ ทุ ธ์ิ ) 1.2 สารบริสุทธ์ิทใ่ี ชเ้ ป็นสารตัวอยา่ งในกิจกรรมนค้ี อื สารใด ( แนวการตอบ ก้อนเหล็ก และกอ้ นทองแดง ) 1.3 จดุ ประสงคข์ องกิจกรรมนี้เป็นอย่างไร ( แนวการตอบ นักเรียนตอบตามความคิด ของตนเอง ) 1.4 นกั เรียนสรปุ ขน้ั ตอนในการทาํ กิจกรรมตอนที่ 1 ได้ว่าอย่างไร ( แนวการตอบ ช่ัง มวลของเหลก็ ท้งั 2 ก้อน และทองแดงท้งั 2 ก้อน และหาปริมาตรของสารโดยใช้ถ้วยยูรีกา บันทึกผล นําข้อมูลท่ี บนั ทกึ มาคาํ นวณหาความหนาแนน่ ของสาร ) 1.5 วิธีการหามวลและปริมาตร ( แนวการตอบ หามวลโดยการชงั่ ดว้ ยเครื่องชงั่ และหา ปริมาตรของวัตถุถ้าวัตถุน้ันเป็นของแข็งที่มีรูปทรงเรขาคณิตสามารถคํานวณตามสูตรการหาปริ มาตรรูปทรง เรขาคณิตแตถ่ า้ วตั ถุนน้ั เป็นของแข็งที่มีรปู ทรงไม่เป็นรปู ทรงเรขาคณติ สามารถหาปรมิ าตรโดยใชถ้ ้วยยรู ีกา ) 1.6 วัสดุและอุปกรณ์พิเศษท่ีใช้ในกิจกรรมมีอะไรบ้างและใช้งานอย่างไร ( แนวการ ตอบ การใช้ถ้วยยรู ีกาหาปรมิ าตรโดยมวี ิธีการใชง้ านดังเกร็ดนา่ รใู้ นหนงั สือเรียนสสวท.หนา้ 25) 2) ให้นกั เรียนร่วมกันอภิปรายโดยใช้ข้อมูลท่ีได้จากการนําเสนอและตอบคําถามท้ายกิจกรรม ตอนที่1เพือ่ ใหน้ กั เรียนสรุปไดว้ า่ คา่ ความหนาแน่นเฉลย่ี ของเหล็กก้อนที่ 1 และ 2 ที่มีขนาดแตกต่างกัน ของทุก กลุ่มมีค่าเท่ากันหรือใกล้เคียงกันส่วนค่าความหนาแน่นเฉลี่ยของทองแดงก้อนท่ี1และ2 ที่มีขนาดแตกต่างกัน ของทุกกลมุ่ ก็มีคา่ เท่ากันหรอื ใกลเ้ คียงกันเช่นกนั เนื่องจากก้อนเหล็กและก้อนทองแดงเป็นสารบริสุทธ์ิท่ีมีความ หนาแน่นเปน็ ค่าเฉพาะตวั ของสารนน้ั ณ สถานะอณุ หภูมแิ ละความดนั หนึ่ง 3) ครแู ละนักเรียนร่วมกันอภิปรายจากกิจกรรมท่ีเกิดข้ึนครูถามนักเรียนถึง กิจกรรมตอนท่ี 2 ความหนาแน่นของสารผสม 3.1 กิจกรรมนเ้ี ก่ยี วกบั เร่อื งอะไร ( แนวการตอบ ความหนาแนน่ ของสารผสม ) 3.2 สารผสมที่ใช้เป็นสารตัวอย่างในกิจกรรมนี้คือสารใด ( แนวการตอบ สารละลาย โซเดียมคลอไรด์ชดุ ท1ี่ และ2สารละลายนํา้ ตาลทรายชุดที่ 1 และ 2 )

3.3 จุดประสงค์ของกจิ กรรมนี้เปน็ อยา่ งไร ( แนวการตอบ นักเรียนตอบตามความคิด ของตนเอง ) 3.4 นักเรียนสรปุ ขัน้ ตอนในการทํากิจกรรมตอนที่ 2 ได้ว่าอย่างไร ( แนวการตอบ ชั่ง มวลของสารละลายโซเดียมคลอไรด์ทงั้ 2 ชุดและสารละลายน้ําตาลทรายทั้ง 2 ชุด และวัดปริมาตรของสารโดย ใช้กระบอกตวง บันทึกผล นําข้อมูลที่บันทึกมาคํานวณหาความหนาแน่นของสาร) ครูควรอธิบายเพิ่มเติมใน ประเดน็ ที่นักเรยี นยังตอบได้ไมค่ รบถว้ น 3.5 ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายข้อมูลที่ได้จากการทํากิจกรรมตอนที่ 2 ซึ่งควรเป็น ขอ้ เทจ็ จรงิ ที่ได้จากการทํากิจกรรมและการบันทึกผลของนักเรียน และตอบคําถามท้ายกิจกรรมตอนท่ี2เพื่อให้ นกั เรียนสรุปได้ว่าสารละลายโซเดียมคลอไรด์ท้ัง2ชุดเป็นสารผสมที่มีโซเดียมคลอไรด์ผสมกับน้ําในอัตราส่วนที่ แตกต่างกัน จงึ มีคา่ ความหนาแน่นเฉล่ยี แตกตา่ งกันส่วนสารละลายนา้ํ ตาลทรายทั้ง 2 ชดุ เป็นสารผสมที่มีน้ําตาล ทรายผสมกับน้ําในอัตราส่วนท่ีแตกต่างกัน จึงมีค่าความหนาแน่นเฉลี่ยแตกต่างกัน ดังนั้นสารผสมจะมีความ หนาแนน่ ไมค่ งที่ โดยสารผสมชนิดเดยี วกันท่ีมอี ตั ราส่วนของสารผสมตา่ งกัน มคี วามหนาแน่นไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับ อตั ราสว่ นของสารท่ีนํามาผสมกนั ข้นั ท่ี 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration) 1) แนะนาํ เทคนคิ ในการหามวลและปรมิ าตรของสารละลาย ดงั น้ี - การหามวลของสารละลายด้วยเครือ่ งชง่ั มดี งั น้ี ครูควรแนะนําให้นักเรียนชั่งบีกเกอร์ และบนั ทึกมวลบีกเกอร์ จากน้นั ตวงสารละลายปริมาตรตามกําหนดโดยใช้กระบอกตวง โดยห้ามใช้กระบอกตวง ใบเดยี วกันตวงสารละลายต่างชนิดกัน จากนั้นจึงเติมสารละลายลงในบีกเกอร์ที่ชั่งมวลแล้วและนําไปช่ังอีกคร้ัง บันทึกผล มวลของสารละลายมีค่าเท่ากับผลต่างระหว่างมวลของบีกเกอร์ท่ีใส่สารละลายกับมวลของบีกเกอร์ กอ่ นใสส่ ารละลาย 2) ครูเปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนนนั้ ไดถ้ ามคําถาม โดยแตล่ ะกลมุ่ ใหต้ ้ังคําถามเกย่ี วกบั เร่อื งท่ีเรียนไป อยา่ งนอ้ ย 1 คาํ ถามตอ่ 1 กลุ่ม 3) ครใู หน้ กั เรียนไปสบื คน้ ประเภทของพลาสตกิ แลว้ จดบนั ทึกลงใส่สมุดนาํ มาสง่ ครูในคาบถัดไป ขนั้ ท่ี 5 ขัน้ ประเมนิ (Evaluation) 1) ครูประเมินจากกิจกรรมท่ี 2.3 ความหนาแน่นของสารบริสุทธิ์และสารผสมเป็นอย่างไร การปฏิบัตกิ จิ กรรมกลมุ่ 2) การตอบคาํ ถามในชนั้ เรยี นโดยอธบิ ายความหมายความหนาแนน่ 8. ส่ือการเรียนรู้ / แหล่งเรียนรู้ 8.1 กจิ กรรมที่ 2.3 ความหนาแนน่ ของสารบรสิ ุทธ์ิและสารผสมเป็นอย่างไร ( ตามหนังสือเรียน สสวท.) 8.2 สื่อออนไลน์ 8.3 หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน ม.1

9. การวัดและการประเมิน ตัวชวี้ ัด/ผลการเรียนรู้ วิธกี ารวดั เครอื่ งมอื วัด เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมนิ ผ่านเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 1 ด้านความรู้ :นกั เรยี น - การตอบคําถามนกั เรยี น - แบบประเมินการตอบ ผ่านเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 สามารถอธบิ าย ในชน้ั เรยี น คาํ ถาม ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 ความหมายของความ หนาแนน่ ได้ 2. ดา้ นกระบวนการ : - การปฏบิ ัตกิ จิ กรรมกลุ่ม - แบบประเมนิ การทํางาน นักเรยี นสามารถปฏบิ ัตกิ จิ กลมุ่ ทดลองกจิ กรรมที่ 2.3 ความหนาแนน่ ของสาร บริสทุ ธ์แิ ละสารผสมได้ 3. ด้านเจตคติ : นกั เรียน - การสงั เกตพฤตกิ รรมการ - แบบประเมนิ การสังเกต เก็บอปุ กรณ์หลงั จากใช้ เรียน งานเสรจ็

บนั ทึกหลังการสอน หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 2 สารบริสุทธ.์ิ .. แผนการสอนเรอ่ื ง 8 ความหนาแน่นของสารบรสิ ทุ ธ์ิและสารผสม เราเรีย... วนั ท.่ี ..............................เดอื น...............................................................พ.ศ............ ผลการสอน ปัญหา / อปุ สรรค ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแก้ปัญหา ลงชอื่ ............................................ครผู ้สู อน ลงชื่อ.............................................หัวหนา้ กลมุ่ สาระ ( Apisit) () ลงชอ่ื .............................................ผู้ชว่ ย/รองฯวิชาการ () ลงชื่อ............................................ผอู้ านวยการ ()

แบบบันทึกกจิ กรรมที่ 2.3 ความหนาแน่นของสารบรสิ ุทธ์แิ ละสาร ผสมเปน็ อย่างไร จดุ ประสงค์ 1.วดั มวลและปริมาตรเพอ่ื คํานวณหาความหนาแนน่ ของสารบรสิ ทุ ธ์ิและสารผสม 2. วเิ คราะหแ์ ละเปรียบเทยี บความหนาแนน่ ของสารบรสิ ุทธแิ์ ละสารผสม วสั ดอุ ปุ กรณ์ รายการ ปริมาณ/กลมุ่ สารละลายโซเดียมคลอไรดค์ วามเขม้ ข้นต่างกนั 2 ชุด 50 cm3 สารละลายน้ําตาลทรายความเขม้ ขน้ ต่างกัน 2 ชุด50 cm3 กอ้ นเหลก็ 2 กอ้ นทมี่ ีมวลตา่ งกัน 2 ก้อน ก้อนทองแดง 2 ก้อนท่มี มี วลตา่ งกนั 2 กอ้ น กระบอกตวงขนาด 10 cm3 2 ใบ เชอื กหรอื ด้าย 1 หลอด บีกเกอรข์ นาด 250 cm3 1 ใบ แกว้ น้ํา 1 ใบ ถังใส่นํา้ 1 ถัง ถ้วยยูรกี า 1 ใบ ตารางบันทกึ ผลการทากจิ กรรม ตอนที่ 1 ความหนาแนน่ ของสารบรสิ ทุ ธิ์ คร้ังท่ี ความหนาแนน่ เฉลี่ย g/cm3 เหลก็ ทองแดง ก้อนที่ 1 ก้อนที่ 2 กอ้ นที่ 1 กอ้ นท่ี 2 เฉลีย่

ตารางบนั ทึกผลการทากจิ กรรม ตอนท่ี 2 ความหนาแนน่ ของสารผสม ครั้งที่ ความหนาแนน่ เฉลย่ี g/cm3 สารละลายโซเดยี มคลอไรด์ สารละลายน้าตาลทราย ชดุ ท่ี 1 ชุดท่ี 2 ชดุ ท่ี 1 ชดุ ท่ี 2 เฉลี่ย

แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 9 เรือ่ ง สถานะของสาร รายวิชา วทิ ยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หน่วยการเรียนรู้ท่ี 2 ชื่อหนว่ ยการเรยี นรู้ สารบรสิ ุทธ์ิ รวม 22 คาบ กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 ภาคเรียนท่ี 1 สาระที่ 2 ชอ่ื สาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชีว้ ดั มาตรฐานการเรียนรู้ - ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การ เกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี ตวั ชี้วดั - ม 1/7 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอะตอม ธาตุและสารประกอบ โดยใช้แบบจาลองและ สารสนเทศ 2. สาระสาคัญ/ความคดิ รวบยอด สาระสาคญั สารบริสทุ ธส์ิ ามารถแบง่ ออกเป็นธาตุและสารประกอบ ธาตุมีองค์ประกอบเพียงชนิดเดียว และไม่สามารถแยกสลายเป็นสารอ่ืนได้ด้วยวิธีทางเคมี ส่วนสารประกอบธาตุองค์ประกอบต้ังแต่ 2 ชนิดขึ้นไป รวมตัวกนั ทางเคมใี นอัตราส่วนคงที่มีสมบัติแตกต่างจากธาตุท่ีเป็นองค์ประกอบ สามารถแยกองค์ประกอบของ สารประกอบออกจากกันได้ด้วยวิธีทางเคมีโดยธาตุแต่ละชนิดประกอบด้วยอนุภาคท่ีเล็กที่สุดเรียกว่าอะตอม อะตอมประกอบดว้ ยโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอนซึ่งโปรตอนและนวิ ตรอนรวมกนั ตรงกลางอะตอมเรียกว่า นิวเคลยี ส สว่ นอิเลก็ ตรอนเคลื่อนทร่ี อบนิวเคลียส อะตอมของแตล่ ะธาตุแตกต่างกนั ทจ่ี านวนโปรตอน ธาตุแต่ละชนดิ มสี มบตั เิ ฉพาะตวั นักวิทยาศาสตรใ์ ชส้ มบตั ทิ างกายภาพของธาตุเพ่ือจาแนก ธาตุเป็นโลหะ อโลหะและกึ่งโลหะ ธาตุบางชนิดเป็นธาตุกัมมันตรังสี ซึ่งธาตุโลหะ อโลหะ ก่ึงโลหะและธาตุ กัมมนั ตรงั สีใช้ประโยชน์ไดแ้ ตกต่างกันการนาธาตุมาใช้อาจมีผลกระทบต่อส่ิงมีชีวิต ส่ิงแวดล้อม เศรษฐกิจ และ สงั คม 3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นักเรยี นสามารถบอกได้วา่ สงิ่ ของใดจดั อยใู่ นสถานะของแข็ง ของเหลว และ แก๊สได้

2) ด้านกระบวนการ (P) นักเรยี นสามารถจาแนกได้วา่ สงิ่ ของใดจดั อยู่ในสถานะของแขง็ ของเหลว และ แก๊สได้ 3) ด้านเจตคติ (A) นักเรยี นใฝเ่ รียนรู้วิทยาศาสตร์ 4. คณุ ลักษณะผูเ้ รยี น ซอ่ื สัตย์สจุ รติ ม่งุ มนั่ ในการทางาน 4.1 คุณลกั ษณะที่พงึ ประสงค์  ใฝเ่ รยี นรู้ มีจิตสาธารณะ รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง มีวนิ ยั รักความเปน็ ไทย 5. ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผ้เู รยี น  ความสามารถในการคิด : นกั เรยี นสามารถจาแนกไดว้ ่าสิ่งของใดจดั อยู่ในสถานะของแข็ง ของเหลว และ แกส๊ ได้ 6. สาระการเรยี นรู้ การจดั เรยี งตัวของอนภุ าคของสารในสถานะของแขง็ ของเหลว และแกส๊ 7. กจิ กรรมการเรยี นรู้ ใช้รปู แบบการจัดการเรยี นการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขั้นท่ี 1 กระตุน้ ความสนใจ (Engagement) 1) ครูใหน้ กั เรยี นดภู าพเพชรกบั แกรไฟต์ ในหนังสือเรียนหน้า 38 โดยครู ใชค้ าถามให้อภิปราย โดยอาจใชค้ าถามต่อไปนี้ 1.1 เพชรกบั แกรไฟต์มีลักษณะเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ( แนวการตอบ เพชร และแกรไฟตเ์ ป็นของแข็งเหมือนกัน เพชรและแกรไฟต์มีลักษณะแตกต่างกัน คือ เพชรโปร่งใสและมีความแข็ง แต่แกรไฟตท์ บึ แสงและเปราะ ) 1.2 อนุภาคท่ีเล็กท่ีสุดของเพชรและแกรไฟต์เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ( แนว การตอบ อนุภาคทเี่ ล็กที่สุดของเพชรและแกรไฟตเ์ หมอื นกนั แต่มีการจัดเรยี งตัวของอนุภาคแตกตา่ งกัน ) 1.3 สารบริสุทธ์ิอ่ืน ๆ ยังมีอีกหรือไม่ และจะจาแนกสารบริสุทธิ์เหล่านั้นได้อย่างไร ( แนวการตอบ นกั เรยี นตอบตามความเข้าใจ เชน่ นา้ ตาล นา้ เกลอื แกง) 2) ให้นักเรียนอ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ของบทเรียนและอภิปรายร่วมกัน เพื่อให้ทราบ ขอบเขตเนือ้ หาเป้าหมายการเรียนรู้ และแนวทางการประเมินผลท่ีนักเรียนจะได้เรียนรู้ในบทนี้ (นักเรียนจะได้ เรยี นร้เู ก่ยี วกับสารบริสทุ ธป์ิ ระเภทต่าง ๆ โครงสร้างอะตอมสมบตั ิทางกายภาพบางประการของธาตุ และการนา ธาตไุ ปใชป้ ระโยชน)์ 3) ก่อนการเรียนเรื่องการจาแนกและองค์ประกอบของสารบริสุทธ์ิ ครูจะให้นักเรียนได้เรียนรู้ เรอื่ ง สถานะของสารและอนุภาคของสารก่อนเพื่อเปน็ พ้นื ฐานและเป็นการทบทวนบทเรียนให้กบั นักเรยี น

4) ครเู ปดิ ภาพสง่ิ ของและวัสดุตา่ งๆให้นกั เรยี นดู แล้วให้นกั เรียนตอบว่าส่ิงของน้ันคืออะไรแล้ว เก่ียวข้องอะไรกับวิทยาศาสตร์ โดยครูตะล่อมนักเรียนจนนักเรียนตอบในลักษณะเช่น สาร ของแข็ง ของเหลว แก๊ส อนุภาค เป็นต้น 5) จากน้ันครูถามนักเรียนว่า นักเรียนพอจะทราบหรือรู้จักหรือจากประสบการณ์ที่ผ่านมา นักเรียนได้ยินคาว่า สารและสสารหรือไม่ ครูถามนักเรียนว่าสารและสสารแตกต่างกันอย่างไร ( แนวการตอบ สารคอื ส่ิงทท่ี ราบสถานะของสสารที่แน่ชัด สว่ นสสารคือ ส่งิ ทีต่ ้องการทอี่ ยู่ มีมวล จบั ต้องได้ ) 6) ครูถามนักเรียนต่อว่าแล้วสิ่งใดบ้างท่ีไม่ใช่สสาร ให้นักเรียนยกตัวอย่างว่าในโลกเรานี้สิ่ง ใดบ้างทไี่ มเ่ ป็นสสาร (แนวการตอบ พลังงาน ความร้อน เสียง พลังงานจลน์ พลังงานลม พลังงานน้า เปน็ ตน้ ) ขน้ั ที่ 2 ข้ันสารวจและค้นหา (Exploration) 1) ครูเปิดสื่อ Power point เรื่อง สถานะของสาร ให้นักเรียนได้รู้และศึกษาพร้อมกับทา กิจกรรมดังนี้ - ครใู หน้ กั เรียนกลุ่มท่ี 1 ออกมายนื หน้าหอ้ งแล้วยนื เปน็ วงกลมพร้อมกอดคอกนั - ครใู หน้ กั เรียนกลุ่มที่ 2 ออกมายืนหน้าหอ้ งแล้วยนื เป็นวงกลมแลว้ จับมอื กัน - ครใู ห้นกั เรยี นกล่มุ ที่ 3 ออกมายนื หนา้ หอ้ งแลว้ ยืนเปน็ วงกลมไม่ต้องจับมือกัน จากนั้นครูเดนิ ไปแต่ละกลุ่มและทดสอบกระชากแขนจากสมาชิกในแต่ละกลุ่ม แล้วให้นักเรียน ลองคิดตาม จากการกระทาของครูในแต่ละกลมุ่ ครถู ามวา่ ถ้าเปรยี บทกุ คนเป็นอนุภาคหน่ึงๆ แลว้ ถ้าครมู ากระทา กับแต่ละกลุม่ ดังกล่าว นกั เรียนคดิ ว่ากลมุ่ ท่ี 1 กลมุ่ ที่ 2 และกลุ่มที่ 3 จัดเป็นอนภุ าคของสารใด ( แนวการตอบ กลุ่มท่ี 1 คืออนุภาคของแข็ง กลุ่มที่ 2 คืออนุภาคของแข็ง และกลุ่มท่ี 3 คือ อนภุ าคแก๊ส ) 2) ครูให้นักเรียนดูภาพต่างๆท่ีเป็นวัสดุและส่ิงของแล้วให้นักเรียนตอบมาว่าวัสดุและส่ิงของ ดงั กลา่ วน้ันคอื อะไร ขนั้ ที่ 3 ข้นั อธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) 1) ครูสรปุ วา่ -อนุภาคของแข็ง เป็นอนุภาคท่มี ีความหนาแนน่ ไม่เปลี่ยนแปลงตามภาชนะ มีรูปร่าง คงท่ี ปรมิ าตรคงที่ -อนุภาคของเหลว เป็นอนุภาคท่ีมีความหนาแน่นน้อย เปลี่ยนแปลงตามภาชนะ มี รปู ร่างคงท่ี มปี รมิ าตรคงท่ี -อนุภาคของแก๊ส เป็นอนุภาคท่ีมีความหนาแน่นน้อย เปล่ียนแปลงตามภาชนะ มี รปู ร่างไม่คงที่ มปี รมิ าตรไม่คงที่ 2) ครูใหน้ กั เรยี นยกตัวอยา่ งสิง่ ของหรอื วสั ดุทจ่ี ัดอยใู่ น อนุภาคของแข็ง อนุภาคของเหลว และ อนุภาคของแกส๊ มาอย่างละ 5 ตัวอย่าง

3) ครแู ต่งเพลงใหน้ กั เรียนร้อง ซ่ึงเป็นเพลงเก่ียวกับสถานะของสารเพ่ือทบทวนความรู้ท่ีเรียน มา ขัน้ ที่ 4 ขนั้ ขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูแนะนาส่ืออินเทอร์เน็ตเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เพิ่มเติมสถานะของสารจาก https://happypa.wikispaces.com 2) ครเู ปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนแตล่ ะกลุ่มไดถ้ ามคาถามเพอื่ นาไปสูก่ ารเรยี นรู้ 3) ครูให้นักเรียนเขียนจาแนกส่ิงรอบตัวของนักเรียนว่าสิ่งใดจัดอยู่ในสถานะอะไร โดยให้ นักเรียนเขียนลงในสมดุ อย่างละ 10 ตัวอยา่ ง ขั้นท่ี 5 ขน้ั ประเมิน (Evaluation) 1) การตอบคาถามในชน้ั เรียน 2) เขียนจาแนกส่งิ รอบตวั ของนกั เรียนว่าส่งิ ใดจดั อยู่ในสถานะอะไร 8. สื่อการเรียนรู้ / แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 กิจกรรมสถานะของสาร 8.2 สื่อออนไลน์ 8.3 หนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์พนื้ ฐาน ม.1 9. การวดั และการประเมนิ ตวั ชีว้ ัด/ผลการเรยี นรู้ วธิ กี ารวัด เคร่ืองมือวัด เกณฑ์ท่ีใชใ้ นการประเมิน 1 ดา้ นความรู้ :นักเรียน - การตอบคาถามนกั เรียน - แบบประเมนิ การตอบ ผ่านเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 สามารถบอกไดว้ า่ สงิ่ ของ ในชน้ั เรียน คาถาม ใดจดั อยู่ในสถานะ ของแข็ง ของเหลว และ แกส๊ ได้ 2. ดา้ นกระบวนการ : - ตรวจการเขยี นจาแนก - แบบประเมินผลการทาใบ ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 นักเรยี นสามารถจาแนกได้ ส่งิ ของใดจัดอยู่ในสถานะ งาน/ชิ้นงาน/สมดุ รายบุคคล วา่ ส่ิงของใดจัดอยู่ใน ของแขง็ ของเหลว และ สถานะของแขง็ ของเหลว แก๊ส และแก๊สได้ 3. ด้านเจตคติ : นกั เรยี น - การสงั เกตพฤติกรรมการ - แบบประเมนิ การสงั เกต ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 ใฝ่เรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ เรียน

บนั ทึกหลงั การสอน หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 2 สารบริสทุ ธ.ิ์ .. แผนการสอนเรอื่ ง 9 สถานะของสารเราเรีย... วันที่...............................เดือน...............................................................พ.ศ........... ผลการสอน ปัญหา / อุปสรรค ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกป้ ัญหา ลงชื่อ............................................ครผู สู้ อน ลงชือ่ .............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ ( Apisit) () ลงชอ่ื .............................................ผู้ช่วย/รองฯวิชาการ () ลงชื่อ............................................ผอู้ านวยการ ()

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 10 เรื่อง อนุภาคของสาร รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ สารบรสิ ุทธ์ิ รวม 22 คาบ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 1 สาระที่ 2 ชื่อสาระ วิทยาศาสตร์กายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 1. มาตรฐานการเรียนรู/้ ตวั ชี้วดั มาตรฐานการเรียนรู้ - ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การ เกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมี ตวั ชว้ี ัด - ม 1/7 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอะตอม ธาตุและสารประกอบ โดยใช้แบบจาลองและ สารสนเทศ 2. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด สาระสาคญั สารบรสิ ทุ ธส์ิ ามารถแบ่งออกเปน็ ธาตุและสารประกอบ ธาตุมีองค์ประกอบเพียงชนิดเดียว และไม่สามารถแยกสลายเป็นสารอ่ืนได้ด้วยวิธีทางเคมี ส่วนสารประกอบธาตุองค์ประกอบตั้งแต่ 2 ชนิดข้ึนไป รวมตัวกันทางเคมีในอัตราส่วนคงท่ีมีสมบัติแตกต่างจากธาตุที่เป็นองค์ประกอบ สามารถแยกองค์ประกอบของ สารประกอบออกจากกันได้ด้วยวิธีทางเคมีโดยธาตุแต่ละชนิดประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กท่ีสุดเรียกว่าอะตอม อะตอมประกอบด้วยโปรตอน นิวตรอน และอเิ ล็กตรอนซ่ึงโปรตอนและนิวตรอนรวมกันตรงกลางอะตอมเรียกว่า นิวเคลยี ส ส่วนอเิ ล็กตรอนเคลือ่ นทร่ี อบนิวเคลยี ส อะตอมของแตล่ ะธาตแุ ตกต่างกนั ท่ีจานวนโปรตอน ธาตุแตล่ ะชนิดมีสมบตั ิเฉพาะตัว นักวิทยาศาสตรใ์ ชส้ มบตั ทิ างกายภาพของธาตุเพ่ือจาแนก ธาตุเป็นโลหะ อโลหะและกึ่งโลหะ ธาตุบางชนิดเป็นธาตุกัมมันตรังสี ซึ่งธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะและธาตุ กัมมนั ตรงั สีใชป้ ระโยชนไ์ ดแ้ ตกตา่ งกนั การนาธาตุมาใช้อาจมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต ส่ิงแวดล้อม เศรษฐกิจ และ สังคม 3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ 1) ดา้ นความรู้ (K) นกั เรยี นสามารถอธบิ ายการจดั เรียงอนุภาคของสารได้ 2) ด้านกระบวนการ (P) นกั เรียนสามารถทดลองตรวจสอบการจัดเรียงตัวของอนุภาคของสารใน สถานะของแขง็ ของเหลว และแกส๊ โดยใช้แบบจาลองการจัดเรยี งอนุภาคได้

3) ดา้ นเจตคติ (A) นกั เรียนทดลองแลว้ เก็บอปุ กรณเ์ ข้าท่ี 4. คุณลักษณะผ้เู รียน ซ่ือสัตย์สุจริต ม่งุ มน่ั ในการทางาน 4.1 คุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์  ใฝ่เรยี นรู้ มีจิตสาธารณะ รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง มีวินยั รกั ความเป็นไทย 5. ด้านสมรรถนะสาคญั ของผูเ้ รียน  ความสามารถในการคิด : นกั เรยี นสามารถอธบิ ายการจดั เรียงอนุภาคของสารได้ 6. สาระการเรียนรู้ การจดั เรยี งตวั ของอนุภาคของสารในสถานะของแข็ง ของเหลว และแกส๊ 7. กิจกรรมการเรยี นรู้ ใช้รูปแบบการจดั การเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขัน้ ท่ี 1 กระตุ้นความสนใจ (Engagement) 1) ครูทบทวนความรู้เดิมของนักเรียน โดยการยกตัวอย่างวัสดุสิ่งของท่ีมีทั้ง สถานะของแข็ง สถานะของเหลวและสถานะแกส๊ ให้นกั เรยี นดู จากนั้นครสู ุ่มถามนักเรยี นใหต้ อบคาถาม 2) ครใู หน้ ักเรยี นร้องเพลงสถานะของสารที่ครูได้ให้นักเรียนร้องไปเมื่อคาบที่แล้วเพ่ือเป็นการ ทบทวน ขั้นท่ี 2 ขั้นสารวจและคน้ หา (Exploration) 1) ครูให้นกั เรียนนง่ั เปน็ กลุ่มตามท่ีไดจ้ ัดไว้ โดยจะมีสมาชิกกลมุ่ อยู่ประมาณ 4- 5 คนตอ่ กลมุ่ 2) จากนั้นครูเปิด Power point เร่อื ง กจิ กรรมเสรมิ เรอื่ ง อนุภาคของสาร ให้นักเรียนปฏิบัติ โดยครจู ะแจ้งจดุ ประสงคข์ องการทากิจกรรมในครั้งน้กี อ่ นจากนนั้ ครใู หน้ กั เรียนทาการคัดลอกวัสดุอุปกรณ์ตามที่ ครูเขยี นไว้ และให้นักเรียนวาดรูปวิธีการดาเนินกิจกรรมด้วยตัวเอง โดยให้ทาลงในกระดาษประจากลุ่ม พร้อม เสนอหน้าช้ันเรยี น 3) ครูใหน้ กั เรยี นแต่ละกล่มุ ช่วยกนั ทากจิ กรรมตอนที่ 1 และตอนท่ี 2 ขัน้ ท่ี 3 ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation) 1) ครูและนักเรยี นร่วมอภปิ รายข้อมลู ที่ได้จากการทากจิ กรรมตอนที่ 1 โดยครใู ช้คาถาม ดงั น้ี - การเป่าลมในขวดอย่างช้าๆ เบาๆ ไปยังเม็ดพลาสติกเป็นแบบจาลองท่ีแทนการจัดเรียง อนุภาคของสารในสถานะใด และมีลักษณะอย่างไร ( แนวการตอบ การเป่าลมอย่างช้าๆ เบาๆ ไปยังเม็ด พลาสติกเป็นแบบจาลองที่แทนการจัดเรียงอนุภาคของสารในสถานะของแข็ง ที่ทุกอนุภาคมีการสั่นสะเทือน ตลอดเวลาแตอ่ ยู่ตาแหนง่ เดมิ และอนภุ าคอยู่ชิดตดิ กันมีแรงระหวา่ งอนุภาคมากทาให้ของแข็งคงรปู อยู่ได้ )

- การเป่าลมในขวดแรงข้ึน ไปยังเม็ดพลาสติกเป็นแบบจาลองที่แทนการจัดเรียงอนุภาคของ สารในสถานะใด และมีลักษณะอย่างไร ( แนวการตอบ การเป่าลมแรงขึ้น ไปยังเม็ดพลาสติกเป็นแบบจาลองที่ แทนการจัดเรียงอนุภาคของสารในสถานะของเหลวที่ทุกอนุภาคมีการส่ัน อนุภาคอยู่ห่างกันเล็กน้อ ย มีการ เคลื่อนตัวและการกระจายตัวท่ัวก้นภาชนะจึงมีปริมาตรเพ่ิมข้ึนทาให้ความหนาแน่นและแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง อนุภาคนอ้ ยกวา่ ของแข็งเมอ่ื เป่าลมแรงทสี่ ุด ) - การเป่าลมในขวดแรงที่สุด ไปยังเม็ดพลาสติกเป็นแบบจาลองที่แทนการจัดเรียงอนุภาคของ สารในสถานะใด และมีลักษณะอย่างไร ( แนวการตอบ การเป่าลมอย่างแรงท่ีสุด ไปยังเม็ดพลาสติกเป็น แบบจาลองที่แทนการจัดเรียงอนุภาคของสารในสถานะแก๊ส ที่ทุกอนุภาคมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา อย่าง รวดเร็ว ฟุ้งกระจายเต็มภาชนะ ทาให้ความหนาแน่นและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคน้อยกว่าของเหลวและ ของแขง็ มาก ) 2) ครูและนักเรยี นร่วมกนั อภิปรายจากการทดลองตอนที่ 1 การอธิบายสถานะของสารโดยใช้ แบบจาลองการจัดเรยี งอนภุ าคของสารในตอนท่ี 1 น้นั เป็นการจาลองลักษณะของอนุภาคของสารท้ัง 3 อนุภาค ได้แก่ ของแข็ง ของเหลวและแก๊ส ซึ่งลักษณะการเป่าลมในขวดครั้งแรกโดยการเป่าลมเบาๆแล้วทาให้อนุภาค ของโฟมนนั้ ยงั เรียงอยูไ่ ดอ้ ย่างเปน็ ระเบียบเปรยี บเสมอื นอนุภาคของของแขง็ ส่วนลักษณะการเป่าลมในขวดครั้ง ท่ีสองโดยการเป่าลมแรงขึ้นแล้วทาให้อนุภาคของโฟมน้ันเคลื่อนท่ีไม่เป็นระเบียบเปรียบเสมือนอนุภาคของ ของเหลว ลักษณะการเป่าลมในขวดครั้งที่สามโดยการเป่าลมแรงท่ีสุด แล้วทาให้อนุภาคของโฟมนั้นกระจัด กระจายไม่เปน็ ระเบียบเปรยี บเสมอื นอนภุ าคของแก๊ส 3) ครูให้นักเรยี นยกตัวอยา่ งส่งิ ของหรอื วสั ดทุ จ่ี ัดอยใู่ น อนุภาคของแข็ง อนุภาคของเหลว และ อนภุ าคของแกส๊ มาอยา่ งละ 5 ตวั อย่าง 4) ครูและนักเรยี นรว่ มอภิปรายขอ้ มลู ทีไ่ ดจ้ ากการทากจิ กรรมตอนท่ี 2 โดยครูใชค้ าถาม ดงั นี้ - เกลด็ ดา่ งทบั ทมิ มีลักษณะอย่างไร ( แนวการตอบ เปน็ ของแข็ง ลักษณะเป็นผลึกท่อนเล็กๆ สี ม่วงเข้มเกอื บดาและมันวาว ) - เมือ่ หย่อนเกล็ดดา่ งทบั ทิมลงในน้า เกดิ การเปล่ียนแปลงอยา่ งไร เพราะเหตุใด ( แนวการตอบ สมี ่วงเขม้ จากดา่ งทับทิมจะแพรก่ ระจายผสมกับน้ากลายเปน็ สีม่วง ) - เม่ือเปิดฝาขวดที่บรรจุสาลีชุบสารละลายแอมโมเนียเจือจาง เกิดการเปล่ียนแปลงอย่างไร เพราะเหตุใด ( แนวการตอบ ได้กล่ินแอมโมเนียฟุ้งกระจายไปท่ัวห้องอย่างรวดเร็วโดยไม่เห็นอนุภาคใดๆ ใน อากาศเพราะอนภุ าคของแอมโมเนยี มขี นาดเลก็ จงึ ไม่สามารถมองดว้ ยตาเปลา่ ได้ ) 5) ครูและนักเรียนรว่ มกนั อภิปรายจากการทดลองในคาบที่แล้วกับคาบน้ี ท้ัง 2 ตอนสรุปได้ว่า เกล็ดด่างทับทิมเปรียบเทียบได้กับแบบจาลองอนุภาคของของแข็งท่ีคงรูปอยู่ได้ ด่างทับทิมผสมกับน้า เปรียบเทียบได้กับแบบจาลองอนุภาคของของเหลว ตอนท่ี 1 ที่เป่าลมแรงขึ้น การเปิดฝาขวดท่ี บรรจุสาลีชุบ สารละลายแอมโมเนีย จะได้กล่ินแอมโมเนียฟุ้งกระจายไปทั่วห้องอย่างรวดเร็ว และมองไม่เห็นอนุภาคใดๆใน อากาศเปรียบเทียบได้กับแบบจาลองอนุภาคของแก๊ส อนุภาคของด่างทับทิมแอมโมเนียมีขนาดเล็กมาก ไม่

สามารถด้วยตาเปล่า การทาการทดลองตอนที่ 2 สอดคลอ้ งกับการอธิบายสถานะของสารโดยใช้แบบจาลองการ จดั เรยี งอนุภาคของสารในตอนที่ 1 ขั้นที่ 4 ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูแนะนาสื่ออินเทอร์เน็ตเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เพิ่มเติมเร่ืองสถานะของสาร จาก https://happypa.wikispaces.com 2) ครูขยายความรู้ว่าโดยครูอธิบายเพ่ิมเติมด้วยส่ือpower point เร่ืองสมบัติของของแข็ง ของเหลวและแกส๊ - สมบัตขิ องของแข็ง (Properties of Solid) ได้แก่ รูปร่างและปริมาตรคงท่ี ของแข็ง บริสทุ ธม์ิ ีรูปรา่ ง ผลกึ ที่เฉพาะตัวของสารแตล่ ะสารและการระเหดิ - สมบัติของของเหลว (Properties of Liquid) ปรมิ าตรคงทแ่ี ต่รูปร่างไม่คงที่ อนุภาค ของของเหลวถกู ดงึ ดดุ ด้วยแรงโนม้ ถว่ ง ของเหลวมแี รงดนั ของเหลวระเหยได้ - สมบัตขิ องแก๊ส (Properties of Gas) อนภุ าคของสารอยู่ห่างกันมาก ไม่มีระเบียบมี ชอ่ งวา่ งมากบีบอัดไดป้ ริมาตรลดลง มจี ุดเดอื ดตา่ กว่าอุณหภูมหิ อ้ ง แก๊สมพี ลังงานจลน์มาก มแี รงดนั ข้ันที่ 5 ขน้ั ประเมิน (Evaluation) 1) การตอบคาถามในชั้นเรยี น 2) จากการปฏิบัติงานกลมุ่ แต่ละกลมุ่ กจิ กรรมที่ 2.4 อนุภาคของสาร 8. ส่ือการเรยี นรู้ / แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 กิจกรรมเสรมิ เร่อื ง อนภุ าคของสาร 8.2 สอ่ื ออนไลน์ 8.3 หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์พ้นื ฐาน ม.1 9. การวดั และการประเมนิ ตัวช้วี ัด/ผลการเรยี นรู้ วธิ กี ารวัด เครื่องมือวัด เกณฑ์ทใี่ ชใ้ นการประเมนิ 1 ด้านความรู้ :นักเรียน - การตอบคาถามนกั เรียน - แบบประเมนิ การตอบ ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 สามารถอธบิ ายการ ในชั้นเรยี น คาถาม จัดเรยี งอนุภาคของสารได้ ผา่ นเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 2. ด้านกระบวนการ : - ตรวจบันทึกการทดลอง - แบบประเมนิ การทางาน นักเรยี นสามารถทดลอง ตรวจสอบการจัดเรียงตัว กลมุ่ ตรวจสอบการจัดเรยี งตัว ของอนภุ าคของสารใน ของอนภุ าคของสารใน สถานะของแข็ง ของเหลว

สถานะของแขง็ ของเหลว และแก๊สโดยใช้ และแก๊สโดยใช้ แบบจาลองการจัดเรียง แบบจาลองการจดั เรยี ง อนุภาคได้ อนุภาคได้ 3. ด้านเจตคติ : นักเรยี น - การสังเกตพฤติกรรมการ - แบบประเมนิ การสังเกต ผ่านเกณฑร์ ะดับคุณภาพ 2 ทดลองแลว้ เก็บอุปกรณ์ เรยี น เขา้ ที่

บันทึกหลังการสอน หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 สารบริสทุ ธ.์ิ .. แผนการสอนเรอื่ ง 10 อนภุ าคของสาร เราเรีย... วันท่ี...............................เดือน...............................................................พ.ศ.......... ผลการสอน ปญั หา / อปุ สรรค ข้อเสนอแนะ/แนวทางแกป้ ัญหา ลงชือ่ ............................................ครผู ้สู อน ลงชื่อ.............................................หัวหน้ากลมุ่ สาระ ( Apisit) () ลงชือ่ .............................................ผชู้ ่วย/รองฯวิชาการ () ลงชือ่ ............................................ผอู้ านวยการ ()

ตอนที่ 1 กิจกรรมเสริม เรอ่ื งอนภุ าคของ ตอนท่ี 2 สาร 1. นาขวดมาเจาะรูขนาด 1 mm ประมาณ 10- 15 รู บรรจเุ มด็ โฟมสตี ่างๆ 2. ปดิ ดว้ ยจกุ ยางและต่อด้วยทอ่ แก๊ส 3. เบาลมเขา้ ไปในท่อแก็สอย่างช้าๆ เบาๆสงั เกต การเคลือ่ นตวั ของเมด็ โฟม 4. เบาลมใหแ้ รงจนเมด็ โฟมส่ันสงั เกตการเคล่อื น ตวั ของเมด็ โฟม 5. เบาลมใหแ้ รงที่สุดสงั เกตการเคลื่อนตัวของ เมด็ โฟม 1. สังเกตลกั ษณะของด่างทบั ทมิ บันทึกผล 2. .ใส่ด่างทับทมิ ลงบีกเกอร์ สงั เกตการณ์เปลี่ยนแปลงท่เี กดิ ข้ึนนาน 2 นาที บันทกึ ผล 3. เปิดฝาขวดทม่ี ีสาลีชดุ แอมโมเนียอยู่ แล้วทง้ิ ไวป้ ระมาณ 2 นาที สงั เกตการ เปล่ยี นแปลงท่ีเกดิ ขนึ้ บนั ทกึ ผล

ตารางบันทึกผล การเคลอื่ นตวั ของเม็ดโฟม สิ่งทีส่ ังเกตได/้ การเปลย่ี นแปลงที่เกดิ ขึ้น ตอนท่ี 1 ลกั ษณะการเป่า เปา่ ลมอยา่ งช้าๆ เบาๆ เป่าลมแรงข้นึ จมเม็ดโฟมส่ัน เป่าลมแรงสดุ ตอนท่ี 2 กิจกรรม ลกั ษณะของเกล็ดด่างทบั ทิม เมือ่ ใสเ่ กลด็ ดา่ งทับทิมลงในน้า เม่ือเปดิ ฝาขวดที่มีสาลีชุบสารละลาย แอมโมเนยี อย่ภู ายใน

กิจกรรมเสริม เรอ่ื ง อนุภาคของ เฉลย สาร ตอนที่ 1 1. นาขวดมาเจาะรขู นาด 1 mm ประมาณ 10- ตอนท่ี 2 15 รู บรรจุเม็ดโฟมสีต่างๆ 2. ปดิ ดว้ ยจกุ ยางและตอ่ ดว้ ยทอ่ แก๊ส 3. เบาลมเข้าไปในทอ่ แกส็ อย่างช้าๆ เบาๆสงั เกต การเคล่อื นตัวของเม็ดโฟม 4. เบาลมให้แรงจนเม็ดโฟมสน่ั สงั เกตการเคล่อื น ตวั ของเม็ดโฟม 5. เบาลมให้แรงท่ีสุดสังเกตการเคลือ่ นตัวของ เมด็ โฟม 1. สังเกตลกั ษณะของด่างทับทมิ บันทกึ ผล 2. .ใสด่ า่ งทับทิมลงบกี เกอร์ สงั เกตการณเ์ ปล่ยี นแปลงทเ่ี กดิ ขึน้ นาน 2 นาที บนั ทึกผล 3. เปิดฝาขวดที่มีสาลีชดุ แอมโมเนยี อยู่ แล้วทงิ้ ไวป้ ระมาณ 2 นาที สงั เกตการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขน้ึ บันทกึ ผล

ตารางบนั ทึกผล การเคลอ่ื นตัวของเม็ดโฟม เมด็ โฟมสั่น แตอ่ ย่กู บั ทแ่ี ละชดิ ติดกนั ตอนท่ี 1 เคลอ่ื นที่แยกห่างกันไปทั่วก้นภาชนะปรมิ าตรเพมิ่ ขึ้น ลักษณะการเปา่ เล็กนอ้ ย เมด็ โฟมสั่น ฟงุ้ กระจายแยกออกจากกนั อยา่ ง เป่าลมอยา่ งช้าๆ เบาๆ รวดเรว็ ทัว่ ขวดพลาสติก เป่าลมแรงข้นึ จมเมด็ โฟมสั่น สง่ิ ท่ีสงั เกตได/้ การเปล่ยี นแปลงที่เกิดขน้ึ เปา่ ลมแรงสดุ เปน็ ผลกึ ทอ่ นเล็กๆ สมี ว่ งเข้มเกอื บดาและมนั วาว เกลด็ ด่างทับทิมจะจมลงทีก่ ้นบีกเกอรแ์ ละบรเิ วณ ตอนท่ี 2 รอบๆเกลด็ ด่างทับทิม จะเหน็ นา้ เป็นสมี ่วงเขม้ กิจกรรม แพรก่ ระจาย รอประมาร 2-3 นาทสี ารละลายทัว่ บกี เกอร์โดยไมต่ อ้ งคนสาร ลักษณะของเกล็ดด่างทบั ทมิ ไดก้ ลน่ิ แอมดมเนยี ฟุง้ กระจายไปทวั่ ห้อง เมือ่ ใสเ่ กล็ดดา่ งทับทมิ ลงในนา้ เม่อื เปิดฝาขวดท่มี ีสาลีชบุ สารละลาย แอมโมเนยี อยู่ภายใน

แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 11 เร่ือง การจาแนกสารบริสุทธิ์ รายวชิ า วิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หน่วยการเรยี นรู้ที่ 2 ช่ือหนว่ ยการเรียนรู้ สารบรสิ ุทธิ์ รวม 22 คาบ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 สาระท่ี 2 ชอ่ื สาระ วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชวี้ ดั มาตรฐานการเรยี นรู้ - ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การ เกดิ สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี ตัวชีว้ ดั - ม 1/7 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอะตอม ธาตุและสารประกอบ โดยใช้แบบจาลองและ สารสนเทศ 2. สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด สาระสาคัญ สารบรสิ ุทธสิ์ ามารถแบง่ ออกเปน็ ธาตุและสารประกอบ ธาตุมีองค์ประกอบเพียงชนิดเดียว และไม่สามารถแยกสลายเป็นสารอื่นได้ด้วยวิธีทางเคมี ส่วนสารประกอบธาตุองค์ประกอบตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป รวมตัวกนั ทางเคมใี นอัตราส่วนคงท่ีมีสมบัติแตกต่างจากธาตุท่ีเป็นองค์ประกอบ สามารถแยกองค์ประกอบของ สารประกอบออกจากกันได้ด้วยวิธีทางเคมีโดยธาตุแต่ละชนิดประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กที่สุดเรียกว่าอะตอม อะตอมประกอบด้วยโปรตอน นวิ ตรอน และอิเล็กตรอนซ่งึ โปรตอนและนิวตรอนรวมกันตรงกลางอะตอมเรียกว่า นวิ เคลยี ส ส่วนอเิ ล็กตรอนเคลอื่ นทีร่ อบนวิ เคลียส อะตอมของแตล่ ะธาตุแตกตา่ งกนั ท่ีจานวนโปรตอน ธาตุแตล่ ะชนดิ มสี มบตั ิเฉพาะตัว นักวทิ ยาศาสตรใ์ ชส้ มบตั ทิ างกายภาพของธาตุเพ่ือจาแนก ธาตุเป็นโลหะ อโลหะและกึ่งโลหะ ธาตุบางชนิดเป็นธาตุกัมมันตรังสี ซ่ึงธาตุโลหะ อโลหะ กึ่งโลหะและธาตุ กัมมันตรงั สีใชป้ ระโยชนไ์ ด้แตกต่างกนั การนาธาตุมาใช้อาจมีผลกระทบต่อส่ิงมีชีวิต ส่ิงแวดล้อม เศรษฐกิจ และ สังคม 3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นักเรียนสามารถอธบิ ายการจาแนกสารบริสทุ ธ์ิได้ 2) ดา้ นกระบวนการ (P) นักเรยี นสามารถปฏบิ ตั กิ ิจกรรมที่ 2.4 สารบริสุทธิ์มีองค์ประกอบอะไรบ้างได้ 3) ด้านเจตคติ (A) นกั เรียนทดลองแลว้ เก็บอุปกรณ์เข้าท่ีและรกั ษาความสะอาด

4. คุณลกั ษณะผู้เรยี น 4.1 คณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ อยู่อย่างพอเพียง ซ่ือสัตย์สจุ ริต มงุ่ มน่ั ในการทางาน  ใฝเ่ รียนรู้ มีจติ สาธารณะ  มวี ินัย รักความเปน็ ไทย 5. ดา้ นสมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น  ความสามารถในการคดิ : นักเรยี นสามารถอธบิ ายการจาแนกสารบริสุทธิไ์ ด้ 6. สาระการเรียนรู้ การจาแนกสารบริสุทธ์ิ 7. กิจกรรมการเรียนรู้ ใช้รปู แบบการจัดการเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ข้นั ท่ี 1 กระตนุ้ ความสนใจ (Engagement) 1) ครูทบทวนความร้เู ดิมเกีย่ วกบั สารบริสุทธ์ิทีน่ ักเรียนไดเ้ รียนรู้มาบา้ งแล้ว โดยใหน้ กั เรยี นตอบ คาถามในหนงั สือหนา้ 39 โดยให้นกั เรยี นบนั ทกึ ลงในสมดุ ของนักเรยี นเอง 2) เมือ่ นกั เรียนทากิจกรรมขา้ งต้นเรยี บร้อยแล้ว ครูเฉลยนักเรียนเพ่ือตรวจสอบความเข้าใจใน การเรียนของนกั เรยี นดงั น้ี เขยี นเครือ่ งหมาย หน้าคาตอบที่เป็นสารบรสิ ุทธ์ิ เกลอื แกง น้าตาล นา้ ปลา (เป็นสารผสมของน้า และน้าหมกั ปลา) นา้ เชอ่ื ม (เปน็ สารผสมของนา้ และ นา้ ตาลทราย) พริกกับเกลอื (เปน็ สารผสมของพริก และเกลอื แกง) นา้ แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ แก๊สออกซิเจน แก๊สไนโตรเจน อากาศ (เป็นสารผสม) ข้ันที่ 2 ขนั้ สารวจและค้นหา (Exploration) 1) ครูให้นักเรยี นน่งั เปน็ กลมุ่ ตามทไ่ี ดจ้ ัดไว้ โดยจะมสี มาชิกกล่มุ อยู่ประมาณ 4- 5 คนต่อกลมุ่ 2) ครูตรวจสอบความรู้เดิมเกี่ยวกับธาตุและสารประกอบของนักเรียน โดยให้ทากิจกรรมรู้ อะไรบา้ งก่อนเรยี น นักเรยี นสามารถเขียนตามความเข้าใจของนักเรียน โดยครูไม่เฉลยคาตอบ และครูนาข้อมูล จากการตรวจสอบความรู้เดิมของนักเรยี นไปใช้ในการวางแผนการจดั การเรียนรวู้ า่ ควรเน้นยา้ หรอื อธิบายเรื่องใด เปน็ พิเศษ เม่ือนักเรียนเรยี นจบเรอ่ื งน้แี ลว้ นกั เรยี นจะมีความรู้ความเข้าใจครบถ้วน ตามจุดประสงคข์ องบทเรียน 3) ป้องกนั ความคลาดเคล่ือน ครูย้าว่า สารประกอบ เป็นสารบริสุทธิ์ท่ีมีองค์ประกอบต้ังแต่ 2 ชนิดข้ึนไป เช่นเดียวกันกับ สารผสม ซึ่งประกอบด้วยสารตั้งแต่2 ชนิดข้ึนไปผสมอยู่รวมกัน ส่วนธาตุและธาตุ

อาหาร หมายถงึ สารบริสทุ ธ์ิทมี่ อี งค์ประกอบเปน็ อะตอมเพียงชนดิ เดียวเหมอื นกนั โดยครใู ห้นกั เรยี นแก้ไขในส่วน ทนี่ ักเรยี นยงั มคี วามคลาดเคลื่อน 4) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มดาเนินกิจกรรมท่ี 2.4 สารบริสุทธิ์มีองค์ประกอบอะไรบ้าง โดย ปฎิบตั กิ จิ กรรมตามหนงั สือเรียนหน้า 40 ( หนังสือเรียน สสวท. ) โดยครูใช้วิธีการสาธิตโดยใช้วิดิทัศน์ท่ีมีอยู่ใน อินเทอร์เนต็ ใหน้ กั เรยี นสงั เกต ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=rmjPKvWA09g 5) เมื่อนักเรียนได้ดูวิดิทัศน์สาธิตไปแล้ว ครูให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริงจากอุปกรณ์และข้ันตอน วธิ กี ารทาดงั วิดิทัศน์ ก่อนการปฏิบัติกิจกรรม ครูได้แจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้แก่นักเรียนกล่าวคือ แยกน้าด้วย ไฟฟ้าและอธิบายผลที่ได้จากการแยกน้าด้วยไฟฟ้า จากน้ันให้นักเรียนบันทึกข้อมูลเพ่ือจัดกระทาข้อมูลเพื่อ นาเสนอ 6) ในขณะท่นี กั เรยี นดาเนนิ กจิ กรรมนัน้ ครูแนะนาในเร่ืองความปลอดภัยของนักเรียนซ่ึงมีเรื่อง เกยี่ วกับการใช้ไฟ ดังน้ันเพ่ือป้องกันอันตรายท่ีจะเกิดขึ้นครูจึงให้นักเรียนระมัดระวังเป็นพิเศษและเน้นย้าเรื่อง เนน้ ใหน้ กั เรยี นทาการทดสอบสารและสงั เกตการเปลี่ยนแปลงทเี่ กิดขึ้นอย่างละเอียด และวิเคราะห์ชนิดของสาร ที่เก็บไดจ้ ากขัว้ บวกและขัว้ ลบจากสมบัตขิ องสาร 7) ควรแนะนาให้นักเรียนวางแผนการทางานร่วมกัน พร้อมท้ังออกแบบตารางบันทึกผลให้ เรียบร้อยก่อนทากิจกรรม และตรวจสอบการออกแบบตารางบันทึกผลของนักเรียนแต่ละกลุ่ม โดยอาจให้บาง กลุม่ นาเสนอ แลว้ ครูใหค้ าแนะนาปรับแกต้ ารางตามความเหมาะสม 8) ครูเตรียมความพร้อมการทากิจกรรมให้นักเรยี น ดงั นี้ 8.1 ครูให้นักเรียนประกอบเคร่ืองแยกน้าด้วยไฟฟ้า และครูตรวจการต่อวงจรเครื่อง แยกนา้ ดว้ ยไฟฟา้ ของนกั เรียนโดยระวงั ใหน้ ้าเตม็ หลอดแก้วโดยไมม่ ีฟองอากาศ

8.2 ครูช้ีแจงวิธีการเปรียบเทียบปริมาณสารที่เกิดข้ึนจากการแยกน้าด้วยไฟฟ้าใน หลอดแก้วทง้ั สองหลอดทม่ี ีขนาดเท่ากัน การเก็บสารในหลอดแก้วและการทดสอบสารท่ีเกิดข้ึนจากการแยกน้า ดว้ ยไฟฟา้ โดยใชธ้ ปู ท่ีเปน็ เปลวไฟและธูปที่เปน็ ถ่านแดง 8.3 ครูช้ีแจงให้นกั เรยี นบนั ทึกผลในตารางทนี่ กั เรยี นออกแบบ ข้ันท่ี 3 ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) 1) ครแู ละนักเรยี นร่วมอภิปรายขอ้ มลู ท่ีได้จากการทากิจกรรมในประเด็นดงั ตอ่ ไปนี้ 1.1 กิจกรรมน้ีเกี่ยวกับเรื่องอะไร ( แนวการตอบ การแยกองค์ประกอบของสาร บริสุทธ์ิ ) 1.2 สารบริสุทธ์ิที่ใช้เป็นสารตัวอย่างในกิจกรรมนี้คือสารใด ( แนวการตอบ สาร บริสทุ ธค์ิ ือนา้ ) 1.3 จดุ ประสงคข์ องกจิ กรรมนเี้ ป็นอย่างไร ( แนวการตอบ จดุ ประสงค์เพ่ือแยกน้าด้วย ไฟฟา้ และอธิบายผลทไี่ ด้จากการแยกน้าดว้ ยไฟฟา้ ) 1.4 กิจกรรมน้ีมีวิธีการดาเนินกิจกรรมโดยสรุปอย่างไร (แนวการตอบ เติมน้า และเบคกงิ้ โซดาในเคร่ืองแยกน้าด้วยไฟฟา้ ต่อวงจรเคร่อื งแยกนา้ ด้วยไฟฟา้ กับแบตเตอร่ี สังเกตการเปล่ยี นแปลง ทเี่ กิดขน้ึ ทดสอบสารท่ีเกิดขึน้ จากการแยกนา้ ดว้ ยไฟฟา้ จากข้ัวบวกและขั้วลบโดยใช้ธูปท่ีลุกเป็นเปลว บันทึกผล ทาซ้าการแยกน้าด้วยไฟฟ้าและทดสอบสารทเ่ี กดิ ข้นึ จากข้ัวบวกและข้ัวลบโดยใชธ้ ูปท่ีเปน็ ถ่านแดง บนั ทึกผล ) 1.5 ข้อควรระวังในการทากิจกรรมมีหรือไม่อย่างไร ( แนวการตอบ 1.ควรใช้ไฟแช็ กดว้ ยความระมดั ระวัง อยา่ ให้เปลวไฟเข้าใกลส้ ิ่งทีอ่ าจเป็นเชื้อเพลงิ เชน่ เส้นผม เส้อื ผา้ กระดาษ 2.ทดสอบสารที่ เกบ็ ไดใ้ นหลอดทง้ั สองด้วยความระมดั ระวังเน่อื งจากสารเหลา่ นนั้ อาจทาใหเ้ กิดเสียงหรอื เกิดเปลวไฟ ) 2) ครูควรอธบิ ายเพิ่มเติมในประเดน็ ทน่ี ักเรียนยงั ตอบได้ไมค่ รบถว้ น และแนะนาเก่ยี วกับการใช้ ไฟแช็กและธูปอยา่ งปลอดภัย 3) ให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายผลจากการทากิจกรรมและเพ่ือให้ได้ข้อสรุปว่าสารบริสุทธิ์เมื่อ ไดร้ ับพลังงานอาจแยกสลายให้องค์ประกอบย่อยมากกว่า1ชนิดเช่น น้ามีองค์ประกอบย่อย2ชนิดคือออกซิเจน และไฮโดรเจนรวมตัวกัน สารบริสุทธท์ิ ม่ี อี งค์ประกอบย่อยมากกว่า 1 ชนิดเรียกว่า สารประกอบ (compound) ส่วนสารบริสทุ ธทิ์ มี่ ีองค์ประกอบย่อยเพยี งชนิดเดียว เรยี กวา่ ธาตุ (element) 4) ครูให้นกั เรียนรว่ มกนั ตอบคาถามท้ายกิจกรรม โดยใชค้ าถามดงั ต่อไปน้ี 4.1 เมอ่ื ต่อสายไฟจากแบตเตอร่ีเข้ากับเครื่องแยกน้าไฟฟ้าให้ครบวงจร ในหลอดแก้ว จากข้ัวบวกและข้ัวลบมีการเปล่ียนแปลงเหมือนหรือต่างกันอย่างไร (แนวการตอบ หลอดแก้วทั้งสองเกิดการ เปลี่ยนแปลงเหมือนกันโดยมีฟองแก๊สขนาดเล็กผุดขึ้นจากขดลวดขึ้นไปแทนที่น้า ท่ีปลายด้านบนของหลอด ทดลองท้งั สอง ทาใหร้ ะดบั นา้ ในหลอดลดลง แตต่ ่างกันตรงทีป่ รมิ าณแก๊สท่ีเกิดขึ้นในแต่ละหลอด โดยในหลอดท่ี ต่อกับขวั้ ลบมีมากกว่าในหลอดท่ีตอ่ กับขวั้ บวก )

4.2 เมอ่ื เปรียบเทียบปริมาณสารที่เกิดข้ึนในหลอดจากข้ัวบวกและข้ัวลบ มีอัตราส่วน ประมาณเท่าใด ( แนวการตอบ ปริมาณสารท่เี กดิ ขนึ้ ในหลอดจากขว้ั บวกและขั้วลบมีอัตราสว่ นประมาณ 1:2 ) 4.3 เม่อื ทดสอบสารในหลอดจากขัว้ บวกและข้วั ลบโดยใช้ธปู ท่ลี ุกเปน็ เปลวไฟ และธูป ที่เป็นถ่านแดง สังเกตเห็นการเปล่ียนแปลงแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร ( แนวการตอบ สังเกตเห็นการ เปลี่ยนแปลงแตกตา่ งกัน เมื่อทดสอบดว้ ยธูปที่ลุกเป็นเปลวไฟ ในหลอดจากข้ัวบวกมีเปลวไฟสว่างจากเดิมเพียง เล็กนอ้ ย ไม่มเี สียง สว่ นในหลอดจากข้วั ลบเกิดเปลวไฟลกุ ไหมแ้ ละมเี สยี ง เมอื่ ทดสอบด้วยธูปที่ติดไฟเป็นถ่านแดง ในหลอดจากข้วั บวกจะเกิดเปลวไฟลกุ สวา่ งขึ้น ส่วนในหลอดจากขัว้ ลบ จะไมม่ กี ารเปลยี่ นแปลง ) 4.4 สารในหลอดจากข้ัวบวกและขั้วลบเป็นสารชนิดเดียวกันหรือไม่ ทราบได้อย่างไร ( แนวการตอบ สารในหลอดจากข้ัวบวกและข้ัวลบเปน็ ไมใ่ ช่สารชนดิ เดยี วกัน ทราบได้จากผลการทดสอบด้วยธูป ซึ่งได้ผลต่างกัน โดยแก๊สในหลอดจากขั้วบวกช่วยให้ไฟติด ส่วนแก๊สในหลอดจากข้ัวลบติดไฟได้และสามารถ ทราบได้จากปรมิ าณแก๊สท่เี กิดข้ึนอีกด้วย โดยแก๊สท่ีหลอดจากข้ัวบวกมีปริมาณน้อยกว่าแก๊สที่หลอดจากข้ัวลบ ประมาณครึ่งหนง่ึ ) 4.5 น้าเป็นสารบริสุทธ์ิหรือสารผสม ทราบได้อย่างไร ( แนวการตอบ น้าเป็นสาร บริสุทธิ์ ทราบได้จากสมบัติของน้า ซ่ึงมีจุดเดือดคงที่ และอุณหภูมิที่น้าเริ่มหลอมเหลวและหลอมเหลวจนหมด เป็นอุณหภมู เิ ดยี วกนั ) ขั้นท่ี 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูให้วาดแผนภาพที่จาลองอนภุ าคของสารบริสุทธิ์ที่มีองค์ประกอบเพียงชนิดเดียวและสาร บริสุทธทิ์ ่มี ีองค์ประกอบตั้งแต่ 2 ชนิดขนึ้ ไปลงในสมดุ ของนักเรยี นเอง 2) ครูใหน้ กั เรยี นตอบคาถามหลังเรียน เพ่ือประเมินความเข้าใจเกี่ยวกับธาตุและสารประกอบ ดังนี้ - แกส๊ ไนโตรเจน ประกอบดว้ ยไนโตรเจน 2 อะตอม 1. แก๊สไนโตรเจนเป็นธาตหุ รือสารประกอบ 2. วาดลกู ศรชีอ้ ะตอมไนโตรเจนในภาพ - แก๊สคารบ์ อนไดออกไซดป์ ระกอบดว้ ย คารบ์ อน 1 อะตอม และออกซิเจน 2 อะตอม 1. แก๊สคาร์บอนไดออกไซดเ์ ปน็ ธาตหุ รอื สารประกอบ 2. วาดลกู ศรชี้อะตอมคาร์บอนและอะตอมออกซเิ จนในภาพ

3) ครูใหน้ ักเรียนกลับไปฝึกท่องตารางธาตุ 20 ธาตุแรก พร้อมเขียนลงในสมุดของนักเรียนส่ง คาบหนา้ ขัน้ ท่ี 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation) 1) การตอบคาถามในชนั้ เรียน 2) จากการปฏบิ ตั ิงานกลุ่มแตล่ ะกลุม่ กิจกรรมท่ี 2.4 สารบรสิ ทุ ธมิ์ อี งค์ประกอบอะไรบา้ ง 3) การเขยี นตารางธาตุบนั ทึกลงในสมดุ 8. สื่อการเรียนรู้ / แหล่งเรยี นรู้ 8.1 กจิ กรรมท่ี 2.4 สารบริสุทธม์ิ อี งคป์ ระกอบอะไรบ้าง ( แบบปฏิบตั กิ จิ กรรมจากหนังสอื เรียน วทิ ยาศาสตร์ ม.1 สสวท. ) 8.2 สอ่ื ออนไลน์ 8.3 หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตรพ์ ้ืนฐาน ม.1 9. การวดั และการประเมนิ ตวั ชวี้ ัด/ผลการเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมอื วดั เกณฑ์ที่ใชใ้ นการประเมนิ 1 ดา้ นความรู้ :นักเรยี น ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 สามารถอธบิ ายการ - การตอบคาถามนกั เรียน - แบบประเมนิ การตอบ ผา่ นเกณฑ์ระดบั คุณภาพ 2 จาแนกสารบริสุทธ์ิได้ 2. ด้านกระบวนการ : ในชนั้ เรียน คาถาม ผ่านเกณฑร์ ะดบั คุณภาพ 2 นักเรียนสามารถปฏบิ ตั ิ กจิ กรรมที่ 2.4 สาร - ตรวจบนั ทกึ การทดลอง - แบบประเมนิ การทางาน บริสุทธิ์มีองคป์ ระกอบ กิจกรรมที่ 2.4 สารบริสุทธิ์ กลมุ่ อะไรบ้างได้ มอี งคป์ ระกอบอะไรบ้าง 3. ดา้ นเจตคติ : นกั เรยี น ทดลองแล้วเก็บอุปกรณ์ - การสงั เกตพฤตกิ รรมการ - แบบประเมินการสงั เกต เข้าท่แี ละรกั ษาความ เรียน สะอาด

บันทึกหลังการสอน หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 สารบรสิ ทุ ธ.์ิ .. แผนการสอนเรอ่ื ง 11 การจาแนกสารบริสุทธ์ิเราเรยี ... วนั ท่.ี ..............................เดือน...............................................................พ.ศ........... ผลการสอน ปัญหา / อปุ สรรค ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกป้ ญั หา ลงชื่อ............................................ครผู ู้สอน ลงช่อื .............................................หวั หนา้ กลมุ่ สาระ () () ลงชอ่ื .............................................ผู้ช่วย/รองฯวิชาการ () ลงชอ่ื ............................................ผอู้ านวยการ ()

แบบบันทึกกิจกรรมที่ 2.4 กลุม่ ท่.ี ...... สารบริสทุ ธม์ิ ีองค์ประกอบอะไรบ้าง ห้อง…………. จุดประสงค์ แยกน้าดว้ ยไฟฟา้ และอธบิ ายผลที่ไดจ้ ากการแยกนา้ ดว้ ยไฟฟา้ วัสดุอุปกรณ์ ปรมิ าณ/กล่มุ รายการ 1-2 ชอ้ นเบอร์ 1 ประมาณ 250 ลกู บาศก์เซนตเิ มตร เบคกง้ิ โซดา นา้ 1- 2 ก้อน แบตเตอรขี่ นาด 9 โวลต์ 1 อัน หรอื 1 กลัก ไฟแช็ก หรือไมข้ ดี ไฟ ธูป 2 ดอก เครื่องแยกน้าดว้ ยไฟฟ้า 1 ชุด ชอ้ นตักสารเบอร์ 1 1 อัน สายไฟพร้อมคลิปปากจระเข้ 2 เสน้ ตารางบนั ทึกผลการทดลอง สิ่งท่ี การ ระดบั น้า ปริมาณสาร ผลทดสอบ ผลทดสอบด้วย สงั เกตได้ เปลี่ยนแปลง ทเี่ หลอื ใน ทเี่ กดิ ข้นึ ใน ดว้ ยธปู ท่มี ี ธูปที่ติดถา่ น /ชุดทดลอง ท่ีสังเกตได้ หลอด เปลวไฟ สารใน หลอด แดง หลอดแก้ว ทีข่ ั้วบวก สารใน หลอดแก้ว ทขี่ ว้ั ลบ

ตัวอยา่ ง แบบบันทึกกิจกรรมที่ 2.4 กลุ่มท.ี่ ...... สารบริสุทธิม์ อี งคป์ ระกอบอะไรบา้ ง ห้อง…………. จดุ ประสงค์ แยกน้าดว้ ยไฟฟ้าและอธิบายผลที่ได้จากการแยกนา้ ด้วยไฟฟ้า วสั ดอุ ุปกรณ์ ปรมิ าณ/กลุม่ รายการ 1-2 ชอ้ นเบอร์ 1 ประมาณ 250 ลูกบาศก์เซนตเิ มตร เบคกง้ิ โซดา น้า 1- 2 ก้อน แบตเตอรีข่ นาด 9 โวลต์ 1 อนั หรือ 1 กลัก ไฟแชก็ หรอื ไมข้ ีดไฟ ธูป 2 ดอก เคร่อื งแยกนา้ ดว้ ยไฟฟา้ 1 ชุด ช้อนตักสารเบอร์ 1 1 อนั สายไฟพร้อมคลปิ ปากจระเข้ 2 เสน้ ตารางบนั ทึกผลการทดลอง ( ตัวอย่าง ) สิง่ ที่ การ ระดับน้า ปริมาณสาร ผลทดสอบ ผลทดสอบด้วย สังเกตได้ เปลยี่ นแปลง ทีเ่ หลอื ใน ท่ีเกดิ ขึน้ ใน ด้วยธปู ทม่ี ี ธปู ท่ตี ิดถ่าน /ชุดทดลอง ทีส่ งั เกตได้ หลอด เปลวไฟ สารใน มีฟองแกส๊ ไมม่ ีสี หลอด มเี ปลวไฟ แดง หลอดแกว้ ขนาดเลก็ ผุดขนึ้ 6 cm 3 cm สวา่ งจากเดิม ธูปจะวาบ ท่ขี วั้ บวก และสะสมที่ปลาย เพียงเลก็ น้อย เปน็ เปลวไฟ ดา้ นบนของหลอด 3 cm 6 cm ไม่มเี สียง สารใน มฟี องแกส๊ ไม่มีสี สารทอี่ ย่ใู น สวา่ ง หลอดแกว้ ขนาดเลก็ ผุดขนึ้ หลอดตดิ ไฟ ท่ีข้ัวลบ จานวนมากและ เกิดเปลวไฟ ไมม่ ีการ สะสมทปี่ ลาย ลกุ ไหม้ และ เปล่ียนแปลง ดา้ นบนของหลอด มเี สียง

แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 12 เรื่อง ธาตุและสารประกอบ รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหสั วิชา ว21101 เวลา 2 คาบ หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ สารบรสิ ุทธิ์ รวม 22 คาบ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 1 สาระท่ี 2 ชอ่ื สาระ วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชีว้ ัด มาตรฐานการเรียนรู้ - ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสสาร กับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสถานะของสสาร การ เกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี ตัวชว้ี ัด - ม 1/7 อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอะตอม ธาตุและสารประกอบ โดยใช้แบบจาลองและ สารสนเทศ 2. สาระสาคญั /ความคดิ รวบยอด สาระสาคัญ สารบริสุทธิ์แบ่งออกเป็นธาตุและสารประกอบธาตุประกอบด้วยอนุภาคท่ีเล็กที่สุดที่ยัง แสดง สมบัติของธาตุนั้นเรียกว่าอะตอม ธาตุแต่ละชนิด ประกอบด้วยอะตอมเพียงชนิดเดียวและไม่ สามารถ แยกสลายเปน็ สารอนื่ ได้ด้วยวธิ ีทางเคมีธาตุเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ธาตุ สารประกอบ เกิดจากอะตอมของธาตุ ตง้ั แต่ 2 ชนดิ ขน้ึ ไปรวมตวั กนั ทางเคมใี นอัตราส่วนคงท่ีมีสมบัติแตกต่างจากธาตุท่ีเป็นองค์ประกอบสามารถแยก เป็นธาตุไดด้ ้วยวิธีทางเคมีธาตุและ สารประกอบสามารถเขยี นแทนไดด้ ้วยสูตรเคมี 3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1) ด้านความรู้ (K) นกั เรียนสามารถอธิบายความแตกตา่ งระหวา่ งธาตกุ บั สารประกอบได้ 2) ดา้ นกระบวนการ (P) นักเรยี นสามารถท่องธาตุ 20 ธาตุแรกได้ 3) ด้านเจตคติ (A) นักเรยี นเหน็ คุณค่าของธาตทุ ่มี คี วามสาคญั ต่อเศรษฐกจิ ของไทย 4. คุณลกั ษณะผเู้ รียน ซื่อสตั ย์สุจรติ มุ่งมนั่ ในการทางาน 4.1 คุณลักษณะท่พี ึงประสงค์ รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ อยู่อย่างพอเพียง  ใฝเ่ รยี นรู้  มจี ิตสาธารณะ มวี นิ ยั รกั ความเปน็ ไทย

5. ดา้ นสมรรถนะสาคัญของผ้เู รียน  ความสามารถในการคดิ : นักเรยี นสามารถอธบิ ายความแตกต่างระหวา่ งธาตกุ ับสารประกอบได้ 6. สาระการเรยี นรู้ - สารบรสิ ุทธิ์ท่ีมอี งค์ประกอบมากกวา่ 1 ชนิด ในอัตราส่วนคงที่ เปน็ สารประกอบ - สารบรสิ ุทธิ์ท่ีมีองค์ประกอบเพียง 1 ชนดิ เป็น ธาตุ 7. กิจกรรมการเรยี นรู้ ใชร้ ปู แบบการจดั การเรียนการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ (Inquiry Cycles: 5Es) ขน้ั ที่ 1 กระตุน้ ความสนใจ (Engagement) 1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนนาการบ้านที่ครูส่ังไปในคาบท่ีแล้วขึ้นมา กล่าวคือทบทวนว่าครั้งท่ี แล้วครูได้ส่ังการบ้านอะไรไป จากนั้นครูทาการสุ่มเลขท่ีของนักเรียนคนใดคนหน่ึง โดยใช้โปรแกรมสุ่มเลขที่ 2) ครเู ขียนสญั ลักษณข์ องธาตุตัวใดตัวหน่ึงของ 20 ธาตทุ ี่ใหน้ ักเรยี นไปสบื ค้นมาแล้วให้นักเรียน ตอบคาถาม ดังนี้ - สัญลกั ษณน์ ค้ี อื ธาตุอะไร โดยเล่นเกมนี้แบบสุ่มเลขที่ไปเร่ือยครูก็เปล่ียนธาตุไปเร่ือย และท่สี าคญั คอื ทกุ คนหา้ มดูในสมุดของตนเองทีจ่ ดบนั ทกึ เอาไว้ 3) ครูกระตุ้นความสนใจโดยใช้คาถามเพ่ือให้นักเรียนเกิดข้อสงสัยเก่ียวกับช่ือธาตุชนิดต่าง ๆ เช่น นักเรียนรู้จักช่ือธาตุอะไรแล้วบ้าง นักเรียนคิดว่าในโลกมีธาตุอยู่ประมาณก่ีชนิด นักเรียนคิดว่า นักวิทยาศาสตรม์ ีวิธีบอกชอื่ ธาตอุ ย่างไร แล้วครใู ห้นกั เรยี นอา่ นเกีย่ วกับสัญลกั ษณข์ องธาตใุ นหนังสอื เรียน ขน้ั ที่ 2 ขั้นสารวจและค้นหา (Exploration) 1) ครูให้นกั เรียนนั่งเป็นกลมุ่ ตามที่ไดจ้ ดั ไว้ โดยจะมีสมาชกิ กลมุ่ อยูป่ ระมาณ 4- 5 คนต่อกลุม่ 2) ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสร้างแผนผังความคิดเร่ืองเราแตกต่างกันอย่างไร โดยแผนผัง ความคิดดงั กลา่ วน้ีเป็นการเขียนแสดงความคิดเห็นในเร่ืองของธาตุกับสารประกอบแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ทั้ง ด้านความหมาย ยกตัวอยา่ งของธาตกุ บั สารประกอบและตัวอยา่ งการใชป้ ระโยชน์ 3) ให้นกั เรียนสืบค้นจากแหล่งข้อมูลท่ีเช่ือถือได้เก่ียวกับชื่อธาตุอ่ืน ๆและนาเสนอช่ือธาตุและ ท่ีมาของช่อื ธาตุเชน่ ทม่ี าจากชอ่ื นกั วิทยาศาสตร์ประเทศ ลักษณะของธาตุในภาษาละติน และครูอาจเสนอแนะ การอ่านออกเสียงชือ่ ธาตุท่ีนกั เรียนสนใจที่มาจากภาษาอังกฤษหรือละติน เช่น โครเมียม โพแทสเซียม กามะถัน (Sulphur ซัล-เฟอร์) ทองแดง (copperคอป-เปอร์) โดยใช้แหล่งเรียนรู้เช่น ราชบัณฑิตยสถาน http://www.royin.go.th/?page_id=637http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2550/E/134/ 2.PDF หรอื พจนานกุ รมตา่ ง ๆ 4) ในขณะที่นักเรียนดาเนินกิจกรรมนั้น ครูแนะนาการเขียนแผนผังความคิดท่ีถูกต้องให้ นักเรียนทราบ

ขั้นท่ี 3 ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation) 1) ครูและนักเรียนร่วมกับสรุปบทเรียนและอภิปรายดังน้ีสารบริสุทธ์ิท่ีมีองค์ประกอบย่อย มากกว่า 1 ชนิดเรียกว่า สารประกอบ (compound) ส่วนสารบริสุทธิ์ที่มีองค์ประกอบย่อยเพียงชนิดเดียว เรียกวา่ ธาต(ุ element) 2) ธาตจุ ะมีสญั ลกั ษณ์นวิ เคลยี ร์ของธาตุตัวอย่างเช่น ทม่ี า https://school.dek-d.com/blog/featured/trick-isotope-isotone-isobar/ ยกตวั อย่าง ธาตุ ไฮโดรเจน ท่ีมา https://sites.google.com/site/sarlaeakarpeliynpaelngm2/saylaksn-thatu 3) ตวั อยา่ งสารประกอบ ทม่ี า http://thn245266chemistry.blogspot.com/2016/08/3-3.html

ข้นั ท่ี 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 1) ครูถามนกั เรียนว่านกั เรยี นมวี ิธีการอนุรักษธ์ าตุท่มี คี วามสาคัญต่อเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง โดย ใหน้ กั เรยี นตอบลงในสมดุ ของนกั เรยี น 2) ครูใหน้ ักเรียนดูวิดิทศั น์เกยี่ วกบั ธาตแุ ละสารประกอบเพิม่ เติม ท่มี า https://www.youtube.com/watch?v=qXSMRHhDgy8 ขนั้ ที่ 5 ขน้ั ประเมนิ (Evaluation) 1) การตอบคาถามในชั้นเรยี น 2) การปฏิบัติกจิ กรรมกลุ่ม 3) การสง่ สมดุ บันทึกตารางธาตุและการทอ่ งธาตุ 20 ชนิด 8. ส่ือการเรยี นรู้ / แหลง่ เรยี นรู้ 8.1 กิจกรรมกลุ่ม 8.2 สอื่ ออนไลน์ 8.3 หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์พนื้ ฐาน ม.1 8.4 ตารางธาตุ 9. การวดั และการประเมิน ตวั ชี้วัด/ผลการเรยี นรู้ วิธกี ารวัด เครือ่ งมอื วดั เกณฑ์ที่ใช้ในการประเมนิ 1 ดา้ นความรู้ :นักเรียน ผ่านเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 สามารถอธิบายความ - การตอบคาถามนกั เรียน - แบบประเมนิ การตอบ แตกตา่ งระหวา่ งธาตุกบั สารประกอบได้ ในชัน้ เรียน คาถาม

2. ด้านกระบวนการ : - นกั เรยี นทอ่ งตารางธาตุ - ตารางธาตุ 20 ธาตุ ผ่านเกณฑถ์ ูกตอ้ ง 100 % นักเรียนสามารถท่องธาตุ 20 ธาตุ ผา่ นเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 20 ธาตุแรกได้ - แบบประเมินการทางาน 3. ดา้ นเจตคติ : นักเรยี น - ตรวจสมุดของนกั เรยี น รายบคุ คล เหน็ คุณค่าของธาตทุ ่มี ี ความสาคญั ต่อเศรษฐกิจ ของไทย

บนั ทกึ หลังการสอน หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 สารบรสิ ทุ ธ.ิ์ .. แผนการสอนเรอ่ื ง 12 ธาตแุ ละสารประกอบเราเรยี ... วันที่...............................เดอื น...............................................................พ.ศ.......... ผลการสอน ปญั หา / อุปสรรค ขอ้ เสนอแนะ/แนวทางแกป้ ัญหา ลงชอ่ื ............................................ครผู ้สู อน ลงชอ่ื .............................................หวั หน้ากลมุ่ สาระ () () ลงช่ือ.............................................ผู้ช่วย/รองฯวิชาการ () ลงช่อื ............................................ผู้อานวยการ ()


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook