Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า (1)

คู่มือการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า (1)

Published by Chalermkiat Deesom, 2022-06-21 08:33:33

Description: คู่มือการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า (1)

Search

Read the Text Version

หลักสตู ร การบริหารจัดการพลงั งานไฟฟ้า ตารางที่ 3 แสดงค่าประสิทธิภาพปกติและข้นั ตา่ ของมอเตอรธ์ รรมดาประเภทหมุ้ ปิด (Enclosed Type) มอเตอร์ประเภทเปิด 380 V 50 Hz ประสทิ ธิภาพของมอเตอรป์ ระเภทเปิด (%) ทโี่ หลดเต็มพิกดั ขนาดพิกัด NEMA full load efficiencies of open Standard motors มอเตอร์ ชนดิ 2 ขว้ั ชนิด 4 ขั้ว ชนิด 6 ขว้ั ชนดิ 8 ขว้ั (3000 rpm) (1500 rpm) (1000 rpm) (750 rpm) แรงมา้ กิโลวตั ต์ คา่ ปกติ ข้นั ตา่ ค่าปกติ ขั้นตา่ คา่ ปกติ ข้นั ตา่ ค่าปกติ ข้ันต่า HP kW Nom. Min. Nom. Min. Nom. Min. Nom. Min. 1.0 0.75 - - 80.0 77.0 75.5 72.0 72.0 68.0 1.5 1.1 2.0 1.5 78.5 75.5 81.5 78.5 82.5 80.0 75.5 72.0 3.0 2.2 5.0 3.7 81.5 78.5 82.5 80.0 82.5 80.0 82.5 80.0 7.5 5.5 10 7.5 82.5 80.0 84.0 81.5 84.0 81.5 81.5 78.5 15 11.2 20 15 85.5 82.5 85.5 82.5 85.5 82.5 84.0 81.5 25 18.5 30 22 85.5 82.5 87.5 85.5 87.5 85.5 85.5 82.5 40 30 50 37 87.5 85.5 87.5 85.5 87.5 85.5 87.5 85.5 60 45 75 55 87.5 88.5 88.5 86.5 89.5 87.5 88.5 86.5 100 75 125 90 88.5 86.5 88.5 88.5 89.5 87.5 89.5 87.5 150 110 200 150 89.5 87.5 90.2 89.5 90.2 88.5 89.5 87.5 89.5 87.5 91.0 89.5 91.0 89.5 90.2 88.5 90.2 88.5 91.7 90.2 91.7 90.2 90.2 88.5 90.2 88.5 92. 91.0 91.7 90.2 91.0 89.5 91.7 90.2 93.0 91.7 91.7 90.2 91.7 90.2 92.4 91.0 93.0 91.7 93.0 91.7 93.0 91.7 93.0 91.7 93.6 92.4 93.0 91.7 93.0 91.7 93.0 91.7 93.6 92.4 93.0 91.7 93.6 92.4 93.0 91.7 94.1 93.0 94.1 93.0 93.6 92.4 94.1 93.0 94.5 93.6 94.1 93.0 94.1 93.0 137

หลักสูตร การบรหิ ารจัดการพลงั งานไฟฟ้า ตารางที่ 4 แสดงคา่ ประสทิ ธภิ าพปกติและขัน้ ต่าของมอเตอร์ประสิทธิภาพสงู ประเภทเปิด (Open Type) มอเตอรป์ ระเภทเปิด 380 V 50 Hz ประสทิ ธภิ าพของมอเตอรป์ ระเภทเปิด (%) ท่โี หลดเตม็ พิกดั ขนาดพิกัด NEMA full load efficiencies of open Standard motors มอเตอร์ ชนิด 2 ขว้ั ชนิด 4 ขว้ั ชนิด 6 ข้วั ชนิด 8 ขว้ั แรงมา้ กโิ ลวตั ต์ (3000 rpm) (1500 rpm) (1000 rpm) (750 rpm) HP kW ค่าปกติ ขั้นตา่ ค่าปกติ ขั้นต่า ค่าปกติ ขั้นตา่ ค่าปกติ ขนั้ ต่า 1.0 0.75 1.5 1.1 Nom. Min. Nom. Min. Nom. Min. Nom. Min. 2.0 1.5 3.0 2.2 - - 82.5 81.5 80.0 78.5 74.0 72.0 5.0 3.7 7.5 5.5 82.5 81.5 84.0 82.5 84.0 82.5 75.0 74.0 10 7.5 15 11.2 84.0 82.5 84.0 82.5 85.5 84.0 85.5 84.0 20 15 25 18.5 84.0 82.5 86.5 85.5 86.5 85.5 86.5 85.5 30 22 40 30 85.5 84.0 87.5 86.5 87.5 86.5 87.5 86.5 50 37 60 45 87.5 86.5 88.5 87.5 88.5 87.5 88.5 87.5 75 55 100 75 88.5 87.5 89.5 88.5 90.2 89.5 89.5 88.5 125 90 150 110 89.5 88.5 91.0 90.2 90.2 89.5 89.5 88.5 175 132 200 150 90.2 89.5 91.0 90.2 91.0 90.2 90.2 89.5 250 185 300 220 91.0 90.2 91.7 91.0 91.7 91.0 90.2 89.5 400 300 500 370 91.0 90.2 92.4 91.7 92.4 91.7 91.0 90.2 91.7 91.0 93.0 92.4 93.0 92.4 91.0 90.2 92.4 91.7 93.0 92.4 93.0 92.4 91.7 91.0 93.0 92.4 93.6 93.0 93.6 93.0 92.4 91.7 93.0 92.4 94.1 93.6 93.6 93.0 93.6 93.0 93.0 92.4 94.1 93.6 94.1 93.6 93.6 93.0 93.6 93.0 94.5 94.1 94.1 93.6 93.6 93.0 93.9 93.0 95.0 94.5 94.5 94.1 93.6 93.0 94.5 94.1 95.0 94.5 94.5 94.1 93.6 93.0 94.5 94.1 95.0 94.5 94.5 94.1 93.6 93.0 95.4 95.0 95.0 94.5 95.0 94.5 94.5 94.1 95.4 95.0 95.4 95.0 95.4 95.0 94.5 94.1 95.4 95.0 95.4 95.0 95.4 95.0 94.5 94.1 95.4 95.0 95.8 95.4 95.4 95.0 94.5 94.1 138

หลักสูตร การบริหารจัดการพลงั งานไฟฟ้า ตารางที่ 5 แสดงค่าประสิทธิภาพปกติและขนั้ ต่าของมอเตอรป์ ระสิทธิภาพสูงประเภทหุม้ ปิด (Enclosed Type) มอเตอร์ประเภทเปิด 380 V 50 Hz ประสิทธภิ าพของมอเตอร์ประเภทเปดิ (%) ที่โหลดเตม็ พิกัด ขนาดพิกัด NEMA full load efficiencies of open Standard motors มอเตอร์ ชนดิ 2 ขั้ว ชนดิ 4 ขัว้ ชนิด 6 ขวั้ ชนดิ 8 ขั้ว แรงมา้ กิโลวตั ต์ HP kW (3000 rpm) (1500 rpm) (1000 rpm) (750 rpm) 1.0 0.75 คา่ ปกติ ขน้ั ต่า คา่ ปกติ ขัน้ ต่า ค่าปกติ ขนั้ ตา่ คา่ ปกติ ข้ันตา่ 1.5 1.1 2.0 1.5 Nom. Min. Nom. Min. Nom. Min. Nom. Min. 3.0 2.2 5.0 3.7 75.5 74.0 82.5 81.5 80.0 78.5 74.0 72.0 7.5 5.5 10 7.5 82.5 81.5 84.0 82.5 85.5 84.0 77.0 75.5 15 11 20 15 84.0 82.5 84.0 82.5 86.5 85.5 82.5 81.5 25 18.5 30 22 85.5 84.0 87.5 86.5 87.5 86.5 84.0 82.5 40 30 50 37 87.5 86.5 87.5 86.5 87.5 86.5 85.5 84.0 60 45 75 55 88.5 87.5 89.5 88.5 89.5 88.5 85.5 84.0 100 75 125 90 89.5 88.5 89.5 88.5 89.5 88.5 88.5 87.5 150 110 175 132 90.2 89.5 91.0 90.2 90.2 89.5 88.5 87.5 200 150 250 185 90.2 89.5 91.0 90.2 90.2 89.5 89.5 88.5 300 220 400 300 91.0 90.2 92.4 91.7 91.7 91.0 89.5 88.5 500 373 91.0 90.2 92.4 91.7 91.7 91.7 91.0 90.2 91.7 91.0 93.0 92.4 93.0 92.4 91.0 90.2 92.4 91.7 93.0 92.4 93.0 92.4 91.7 91.0 93.0 92.4 93.6 93.0 93.6 93.0 91.7 91.0 93.0 92.4 94.1 93.6 93.6 .93.0 93.0 92.4 93.6 93.0 94.5 94.1 94.1 93.6 93.0 92.4 94.5 94.1 94.5 94.1 94.1 93.6 93.6 93.0 94.5 94.1 95.0 94.5 95.0 94.5 93.6 93.0 95.0 94.5 95.0 94.5 95.0 94.5 94.1 93.6 95.0 94.5 95.0 94.5 95.0 94.5 94.1 93.6 95.4 95.0 95.4 95.0 95.0 94.5 94.5 94.1 95.4 95.0 95.4 95.0 95.4 95.0 94.5 94.1 95.4 95.0 95.4 95.0 95.4 95.0 94.5 94.1 95.4 95.0 95.8 95.4 95.4 95.0 95.4 95.0 139

หลักสตู ร การบริหารจดั การพลงั งานไฟฟา้ การพลงานความ บทที่ 5 การอนุรักษ์พลงั งานในระบบอัดอากาศ อากาศอัดมีการนาไปใช้งานอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่างๆ เน่ืองจากอากาศอัดสามารถใช้งานได้ไม่ จากัด มีความปลอดภัยในการใช้งานและมีความยืดหยุ่นสูง กล่าวคือ สามารถดัดแปลงไปใช้งานกับเครื่องจักรหรือ อปุ กรณต์ า่ งๆ ได้ดี โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งยังไมค่ ่อยใหค้ วามสาคญั ในการประหยัดพลังงานในระบบอัดอากาศ มากนกั เพราะคิดว่าอากาศท่ีนามาทาอากาศอดั นั้นเปน็ ของท่ไี ดม้ าแบบฟรีๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วกว่าจะอัดอากาศ ให้มีความดันสูงตามต้องการ เราต้องใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นจานวนมาก ในบางโรงงานจะมีสัดส่วนการใช้พลังงานใน ระบบอัดอากาศมากกว่า 10% ของพลังงานทั้งหมด จากสถิติการใช้เคร่ืองอัดอากาศ โดยเฉล่ียเคร่ืองอัดอากาศ 1 เครือ่ ง ตน้ ทนุ ทีใ่ ช้จะแบง่ ออกเปน็ 1. ค่าเครือ่ งอัดอากาศและคา่ ติดต้ัง ประมาณ 20 % 2. คา่ บารงุ รักษาและค่าซอ่ มแซม ประมาณ 10 % 3. คา่ ใชจ้ า่ ยในการเดนิ เครื่อง เช่น คา่ ไฟฟา้ ค่าสารหล่อล่นื นา้ หล่อเย็น คา่ แรง ฯลฯ ประมาณ 70 % ในเรอื่ งระบบอัดอากาศน้ี ทา่ นจะได้เรียนรู้ การผลิต การใช้งาน การหาประสิทธิภาพ การหาสมรรถนะ และ การใช้พลังงานในระบบอัดอากาศ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประหยัดพลังงานในโอกาสต่อไป โดยมีหัวข้อสาคัญ ดังตอ่ ไปนี้ 5.1 การผลิตอากาศอัด 5.1.1 อุปกรณใ์ นระบบอัดอากาศ ในการอัดอากาศให้มีความดันและมีอัตราการไหลของอากาศอัดตามต้องการน้ัน จาเป็นต้องมีอุปกรณ์ หลกั ทีส่ าคัญ ดงั นี้ 1) ตัวกรองอากาศเข้า (Air Inlet Filter) ทาหน้าที่กรองฝุ่น ผงละออง จากอากาศก่อนเข้าเครื่องอัด อากาศ 2) เคร่ืองอดั อากาศ (Air Compressor) ทาหนา้ ท่อี ดั อากาศให้มคี วามดนั และมีอัตราการไหลของอากาศ อดั ตามตอ้ งการ 3) เครอื่ งหลอ่ เยน็ หลงั การอัด (After Cooler) ทาหน้าท่รี ะบายความร้อนออกจากอากาศทอี่ ัดแลว้ 4) ตัวแยกความชื้น (Moisture Separator) ทาหนา้ ที่แยกน้าที่กล่นั ตัวออกจากอากาศอัด 5) วาล์วนิรภยั (Safety Valve) ทาหนา้ ทป่ี ้องกนั ไม่ให้ความดนั ของอากาศอดั สูงเกินไป 6) มาตรวัดความดัน (Air Pressure Gauge) ทาหน้าที่แสดงความดันของอากาศในถังเก็บ และท่อส่ง จ่าย 7) ถังเก็บอากาศ (Air Receiver) ทาหน้าท่ีเก็บอากาศอัด และสร้างความสมดุลระหว่างปริมาณความ ต้องการอากาศที่ไม่คงที่กบั ปริมาณอากาศอัดทไ่ี ด้จากเครือ่ งอัดอากาศ 8) อุปกรณ์ถา่ ยน้าอตั โนมตั ิ (Automatic Drain Trap) ทาหน้าทีถ่ า่ ยนา้ ออกจากอากาศอัด 9) เครื่องทาอากาศแห้ง (Air Dryer) ทาหนา้ ทกี่ าจดั น้าท่ปี นอยูใ่ นอากาศอัด 140

หลักสูตร การบรหิ ารจัดการพลงั งานไฟฟา้ การพลงานความ รูปท่ี 5.1 แสดงภาคการทางานของเครื่องอัดอากาศ รปู ท่ี 5.2 แสดงผังการทางานของเคร่อื งอัดอากาศ 141

หลักสตู ร การบรหิ ารจดั การพลังงานไฟฟ้า การพลงานความ ในรูปที่ 5.2 เป็นโครงสรา้ งเพอ่ื อธิบายการทางานเคร่อื งอดั อากาศให้เห็นทิศทางการเคล่ือนที่ของอากาศ ต้ังแต่เขา้ จนเป็นอากาศอัด ดังน้ี 1) ป๊มั อัดอากาศ (Air Compressor) ทาหนา้ ทีส่ ูบอดั อากาศจากภายนอกส่งไปยังถังบรรจุอากาศภายใน ตวั ป๊ัมจะประกอบด้วยชดุ สกรู และภายนอกเสื้อสูบจะมคี รีบระบายความร้อนซ่ึงเกิดจากการเสียดสีของชุดสกรู รวมท้ัง ความร้อนท่ีเกดิ จากอากาศที่ถูกอัดด้วย 2) หม้อกรองอากาศ (Air Filter) ภายในจะมไี สก้ รอง ทาหน้าท่ีปอ้ งกันไม่ให้เศษผงและฝุ่นละอองเข้าไป ในปม๊ั อัดอากาศ 3) ชอ่ งเติมน้ามันหลอ่ ลืน่ 4) เครื่องหล่อเย็นหลังการอัด (After Cooler) หรือ ท่อระบายความร้อน ภายนอกจะมีครีบรอบ ๆ ซึ่ง ช่วยในการระบายความรอ้ นของอากาศท่ีสง่ มาจากตัวปม๊ั ไปยังถังบรรจอุ ากาศให้มีอุณหภมู ิตา่ ลง 5) มาตรวดั ระดบั น้ามนั หลอ่ ลื่น (Oil Gauge) สาหรบั แสดงปรมิ าณนา้ มนั หลอ่ ลื่นที่มีอยใู่ นป๊ัมอากาศ 6) ถงั บรรจอุ ากาศ (Accumulating Tank) ทาด้วยเหลก็ ที่มีความแขง็ แรงทนต่อความดันสูง มีหน้าท่ีเก็บ อากาศทถี่ ูกอดั ตวั ไวเ้ พอื่ จ่ายไปใชง้ านตามตอ้ งการ 7) ช่องระบายน้ามันหลอ่ ลื่นท้ิง 8) วาล์วสาหรับทาความสะอาด (Service Valve) ใช้สาหรับเปิดทาความสะอาดส่วนภายในของตัวถัง บรรจุอากาศ 9) ตวั กรองน้า จะติดต้งั ในตาแหนง่ ท่อลม ทาหนา้ ท่ดี กั นา้ ทีป่ นอยู่ในอากาศอดั ภายในถังบรรจุอากาศอัด ก่อนท่ีจะนาอากาศอัดออกไปใช้งาน สามารถระบายท้ิงภายนอกได้ 10) ขาตงั้ ใชย้ ึดติดกับพน้ื เพอื่ ปอ้ งกันการส่ันสะเทอื น 11) วาล์วเปิดลม (Tank Valve) ทาหน้าที่เปิด-ปิด อากาศท่ีจะนาไปใช้งานและหยุดการใช้งานตาม ต้องการ 12) วาล์วระบายน้าทิ้ง (Tank Drain Valve) ติดต้ังไว้ในตาแหน่งด้านข้างหรือด้านล่างของถังบรรจุ อากาศ สาหรับเปน็ ท่ีระบายน้าทีถ่ ูกควบแน่นทิง้ ออกภายนอก 13) วาล์วนิรภัย (Safey Valve) ทาหน้าทีป่ อ้ งกันความเสยี หายของถังบรรจุอากาศอันอาจเกิดจากการท่ี ดันภายในถังบรรจุอากาศมากเกินพิกัด 14) มาตรวัดความดันอากาศ (Pressure Gauge) มีไว้แสดงค่าความดันของอากาศอัดภายในถังบรรจุ อากาศอดั 15) สวิตซ์ควบคุมแรงดัน (Pressure Switch) ทาหน้าท่ีตัดและต่อวงจรโดยจะตัดเมื่อความดันของ อากาศอดั ในถังบรรจอุ ากาศถึงระดบั ทีต่ ้องการและต่อเม่ือความดนั ในถังบรรจอุ ากาศต่ากว่าค่าที่ตง้ั ไว้ 16) Magnetic Contactor and Overload Relay ทาหน้าท่ีตัดต่อวงจรไฟฟ้าที่จะป้อนให้กับมอเตอร์ของ เครอื่ งอดั อากาศ และช่วยปอ้ งกันการเสยี หายของมอเตอรเ์ มอื่ กระแสเกินกว่าค่าที่ตงั้ ไว้ 17) มอเตอร์ไฟฟา้ (Electric Motor) ทาหน้าท่ขี ับเคล่ือนป๊มั อดั อากาศให้ทางาน 18) สายพาน ทาหนา้ ที่สง่ แรงขบั เคลื่อนจากมอเตอรไ์ ปยังปั๊มอัดอากาศใหท้ างานได้ 142

หลักสตู ร การบรหิ ารจดั การพลังงานไฟฟา้ การพลงานความ 5.1.2 ชนดิ ของเครอื่ งอดั อากาศ เคร่อื งอดั อากาศท่ีนยิ มใชง้ านท่วั ไปแบ่งออกได้ 4 ชนิด คือ 1) เครือ่ งอดั อากาศแบบลูกสูบ (Reciprocating Compressor) สามารถใช้งานได้ดที ั้งโหลดเต็มท่ี และ โหลดบางสว่ น รูปที่ 5.3 แสดงเครอื่ งอัดอากาศแบบลูกสูบ 2) เคร่อื งอัดอากาศแบบโรตารเี วน (Rotary Vane Compressor) เหมาะสาหรับใช้งานทม่ี โี หลดเตม็ ที่ รูปท่ี 5.4 แสดงเครือ่ งอัดอากาศแบบโรตารีเวน 143

หลักสูตร การบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า การพลงานความ 3) เคร่ืองอัดอากาศแบบโรตารสี กรู (Rotary Screw Compressor) เหมาะสาหรับใชง้ านทม่ี โี หลดเตม็ ที่ รูปท่ี 5.5 แสดงเครือ่ งอัดอากาศแบบโรตารีสกรู 4) เครือ่ งอดั อากาศแบบแรงเหวยี่ งหนศี นู ย์ (Centrifugal Compressor) เหมาะสาหรับใชง้ านที่ตอ้ งการ ปรมิ าณอากาศอดั มากๆ แตม่ คี วามดนั ต่า รปู ที่ 5.6 แสดงเคร่ืองอัดอากาศแบบแรงเหวย่ี งหนศี นู ย์ เครือ่ งอดั อากาศท่ใี ช้ในโรงงานอตุ สาหกรรมส่วนมากจะเป็น 3 ชนดิ แรก คือ เครอ่ื งอัดอากาศแบบลูกสูบ (Reciprocating Compressor) เครอ่ื งอดั อากาศแบบโรตารีเวน (Rotary Vane Compressor) เครือ่ งอดั อากาศแบบโร ตารสี กรู (Rotary Screw Compressor) 144

หลกั สูตร การบริหารจัดการพลงั งานไฟฟ้า การพลงานความ ก. แบบลูกสบู ข. แบบโรตารส่ี กรู รปู ที่ 5.7 แสดงเครือ่ งอัดอากาศ ตารางที่ 5.1 การเปรยี บเทียบข้อดี ขอ้ เสยี ของเครอ่ื งอัดอากาศแบบตา่ งๆ เคร่ืองอัดอากาศ ลูกสบู โรตารีเวน โรตารสี กรู แรงเหวย่ี ง รายการ หนศี ูนย์ ระดับเสยี ง สงู ตา่ สดุ เงยี บถา้ ปิดมดิ ชิด เงียบถา้ ปดิ มิดชิด ขนาด ไม่กะทัดรัด กะทัดรัด กะทดั รัด กะทดั รัด น้ามันท่ีถูกพาไปกบั มีบา้ ง ต่า-ปานกลาง ตา่ ต่า อากาศ สงู การสัน่ สะเทอื น เกือบไมม่ ี เกือบไมม่ ี ปานกลางเพราะค่า RPM สงู การบารุงรกั ษา มชี ้ินสว่ นสึกหรอ มีชิ้นส่วนสึกหรอ มชี ิน้ สว่ นสึกหรอ ตา่ หลายชนิ้ น้อยช้นิ น้อยมากช้ิน ปรมิ าณ ต่า-สงู ตา่ -สงู ตา่ -สงู ความดัน ต่า-ปานกลาง ปานกลาง-สงู ปานกลาง-สงู ปานกลาง-สูงมาก ตา่ -ปานกลาง ประสทิ ธิภาพที่โหลด สงู ปานกลาง-สงู สงู สงู เต็มท่ี ประสทิ ธภิ าพทีโ่ หลด สงู ไม่ดี เมอื่ มีโหลด ไม่ดี เมือ่ มโี หลดต่า ไมด่ ี เม่อื มโี หลดต่า บางส่วน ต่ากว่า 60% กว่า 60% กวา่ 70% 145

หลกั สูตร การบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า การพลงานความ ตารางท่ี 5.2 แสดงพลงั งานจาเพาะของเคร่ืองอดั อากาศแบบตา่ งๆ ชนิดของเคร่ืองอัดอากาศ พลังงานจาเพาะ (kW/L/sec) ท่คี วามดนั 700 kPa แบบลกู สบู โหลดเต็มท่ี ไร้โหลด แบบช้นั เดียว แบบสองชั้น 0.38 0.06 0.30 0.05 แบบโรตารเี วน 0.40 0.12 แบบโรตารีสกรู 0.35 0.08 แบบแรงเหว่ียงหนีศูนย์ 0.30 0.06 5.1.3 ถังเก็บอากาศอดั หน้าทหี่ ลักของถังเกบ็ อากาศอัด คอื การสร้างความสมดุลของอัตราการไหลของอากาศอัดท่ีส่งไปใช้งาน กับอตั ราการไหลของอากาศท่ีออกจากเครื่องอัดอากาศโดยทาหน้าที่เก็บอากาศอัดไว้เป็นปริมาณมากๆ เพ่ือทาให้มี ความดันมากเพียงพอต่อการนาไปใช้งาน นอกจากน้ีขนาดของถังเก็บความดันยังมีความสาคัญต่อการลดความ ต้องการกาลังไฟฟ้าสูงสุดอีกด้วย ขนาดของถังเก็บอากาศอัดควรมีขนาดท่ีเพียงพอคือ 1-1.5 ลิตร สาหรับทุกๆ 10 ลติ รตอ่ วนิ าทีของอากาศอดั หรืออาจจะคานวณไดจ้ ากสตู รดงั น้ี ขนาดถังเกบ็ (ลติ ร) = อตั ราการไหลของอากาศ ณ สถานะปกติ (ลิตร/วนิ าที) × 60 × 101 ความดันของอากาศอดั ทอ่ี อกจากเครอื่ งอดั อากาศ (abs) 5.1.4 การแยกนา้ ออกจากอากาศอัด เนือ่ งจากอากาศทใี่ ช้อดั เปน็ อากาศช้ืน คือ มีไอน้าปนอยู่ในอากาศด้วย ดังน้ันก่อนที่จะนาเอาอากาศอัด ไปใช้งานจะต้องมีการดึงเอาน้าออกจากอากาศอัดเสียก่อน เพ่ือป้องกันความเสียหายที่จะเกิดข้ึนกับเครื่องมือและ อุปกรณท์ ใี่ ช้อากาศอดั น้าสว่ นใหญท่ ่ปี นอยใู่ นอากาศอัดจะถูกแยกออกมาจากอากาศที่ตัวระบายความร้อน ตัวแยกความชื้น จุด ถ่ายน้าอตั โนมัติ หรือการทาใหแ้ หง้ โดยเครือ่ งทาความเย็น และถ้ามคี วามจาเปน็ ต้องใช้งานอากาศอัดที่แห้งมากควรใช้ สารดูดความชื้น (ซลิ กิ าเจล) ช่วยดูดความช้ืนร่วมดว้ ย 5.2 การส่งจ่ายอากาศอัด การออกแบบระบบท่อจ่ายอากาศอดั ท่ีดี ความเรว็ ของอากาศในท่อประธาน (main) สูงสุดไม่ควรเกิน 6 เมตรต่อ วนิ าที เนอื่ งจากถา้ ความเร็วของอากาศสูงเกินไปจะทาให้เกิดความดันตกคร่อมในท่อมาก โดยปกติความดันตกคร่อม ในทอ่ (รวมข้อต่อ) ไมค่ วรเกิน 50 kPa ตอ่ ความยาว 100 เมตร   f L V 2  D2  = ความดนั ตกคร่อมในท่อ D = เส้นผ่าศนู ย์กลางทอ่ ด้านใน f = สมั ประสทิ ธิ์ความเสียดทาน V = ความเร็วของอากาศอดั ในทอ่ L = ความยาวท่อ  = ความหนาแนน่ ของอากาศอัด 146

หลักสูตร การบรหิ ารจัดการพลังงานไฟฟา้ การพลงานความ 5.2.1 ชนดิ ของระบบทอ่ จา่ ยอากาศอัด ระบบท่อจา่ ยอากาศอัดท่นี ิยมใช้คือแบบทอ่ เด่ียวและแบบวงแหวน ดงั รปู รปู ท่ี 5.8 ระบบจา่ ยอากาศอัดแบบทอ่ เดย่ี ว รปู ท่ี 5.9 ระบบจา่ ยอากาศอัดแบบวงแหวน 5.2.2 การหาขนาดของท่อจา่ ยอากาศอัด 1) การหาขนาดของท่ออากาศอัดจากสมการ ดงั นี้ เสน้ ผา่ นศนู ยก์ ลางภายในของท่อ (mm.) = 160 X อตั ราการไหลของอากาศอดั (l/s) ความเรว็ อากาศในท่อทต่ี อ้ งการ (m/s) 147

หลักสูตร การบริหารจดั การพลังงานไฟฟ้า การพลงานความ 2) การหาขนาดท่อโดยใช้กราฟโนโมแกรม รูปท่ี 5.10 แสดงความสัมพนั ธข์ องขนาดท่ออตั ราการไหลของอากาศอัดและความดนั ตกในท่อเหล็ก ตัวอยา่ ง จงหาขนาดท่อที่ตอ้ งการส่งอากาศอัดความดนั 700 kPa มคี วามยาว 100 m โดยทม่ี ี ความดนั ตกครอ่ มไมเ่ กนิ 20 kPa โดยมีอตั ราการไหลของอากาศอัด 100 l/s (ตอบ 45 mm) 148

หลักสูตร การบรหิ ารจดั การพลังงานไฟฟา้ การพลงานความ ตารางท่ี 5.3 แสดงขนาดของรจู ่ายอากาศเทยี บกับปรมิ าณการไหลของอากาศ รูท่อจ่ายอากาศ (mm.) ปริมาณการไหลของอากาศอัด (l/s) 6 1 8 3 10 5 15 10 20 17 25 25 32 50 40 65 50 100 62 180 80 240 100 410 125 610 150 900 5.3 เคร่อื งมอื ท่ีใชอ้ ากาศอัด 5.3.1 อุปกรณท์ ีใ่ ชก้ บั อากาศอัดในงานอตุ สาหกรรมแบง่ ได้ 2 ประเภท คือ 1) ประเภทเคร่ืองมอื ประกอบด้วย ก. ประเภทเจาะ เชน่ สวา่ นลม คอ้ นลม ข. ประเภทตัด เช่น เลอื่ ยฉลุ เลื่อยวงเดอื น เปน็ ต้น ค. ประเภทแตง่ เชน่ เคร่ืองขดั เครื่องเจยี ระไน เครอ่ื งเซาะรอ่ ง ง. ประเภทจ่ายลม เช่น หัวเติมลม หัวพน่ ลม เป็นต้น 2) ประเภทให้แรงทางกล ได้แก่ อุปกรณ์นวิ เมตกิ ส์ เช่น กระบอกสบู ล้นิ บงั คบั ลมชนิดต่าง 5.3.2 ลักษณะงานทใ่ี ชอ้ ากาศอัด ลกั ษณะงานทใ่ี ช้อากาศอัดแบ่งตามประเภทของงานไดต้ ามตาราง 5.4 และรูปที่ 5.11 ดงั นี้ 149

หลกั สตู ร การบรหิ ารจดั การพลงั งานไฟฟ้า การพลงานความ ตารางที่ 5.4 แสดงการใช้งานของอากาศอัดแบง่ ตามชนดิ ของอตุ สาหกรรม ชนดิ ของอตุ สาหกรรม ประเภทของงาน ทีใ่ ช้ เหมืองแร่ ปูนซเี มนต์ การเตมิ คอนกรตี , air motor, air loader, เครอื่ งกวน, Ceramics แก้ว เครอ่ื งบดหนิ , coal pick, เครือ่ งแยกแร่ อตุ สาหกรรมเครอื่ งป้ันดนิ เผา เครื่องเคลอื บ บรรจถุ งุ , เครอื่ งกวน, เครอื่ งส่งด้วยลม, เป่าแก้ว, หวั ทาเบียร์ เผา,เป่าเย็น, การอบแห้งโดยการเปา่ ผงเคลอื บ, การเปา่ อาหาร นา้ ด่ืม เยน็ ให้ผลิตภณั ฑ์ อาหารกระป๋อง การกวนวัสดุ บหุ รี่ น้ามนั , ซอี ๊ิว บรรจุขวด สงิ่ ทอ ทาเต้าหู้ บรรจุกระปอ๋ ง งานไม้ ใชใ้ นการสง่ ถ่ัวเหลือง, จกุ ขวด, เคมี ทาไมอ้ ดั บดถั่วเหลือง, ส่งถว่ั เหลือง ทาสารเคมี ใชต้ ิดฟลิ เตอร์ (Filter) ทาผลติ ภณั ฑจ์ ากนา้ มัน อบแห้ง, ยอ้ มสี, เครอ่ื งอัตโนมตั ิ ทายา ใชอ้ ัดไมอ้ ดั ใชใ้ นการอัด Vinyl chloride, อัดปุ๋ย พลาสตกิ ใชใ้ นการสง่ ถ่ายวสั ดุโดยอากาศ ใช้กวนถังเพาะเช้ือเพนนิซลิ ิน, ใชบ้ รรจยุ าน้า, ใชใ้ นการส่งดว้ ยลม ใช้ในการอดั ขึ้นรปู ยาง เหล็กหล่อ ใช้ในการอัดเข้ารูปล้อรถยนต์ เหล็ก แผ่นโลหะ การใช้เพอ่ื เพมิ่ ออกซเิ จน, การระบายความรอ้ น enamel forging, press, air grinder ผลิตภณั ฑ์โลหะ ทาแบบ, pneumatic hammer, sandblast การขึน้ รปู เรอื โดยอตั โนมตั ิ เครือ่ งจักรกล Press, air grinder, การควบคุมอัตโนมัตพิ น่ สี เคร่ืองกลไฟฟา้ Sand blast, หัวเผา เคร่ืองจกั รทใี่ ชใ้ นการขนส่ง Press,พน่ สี, การควบคุมอัตโนมตั เิ ครื่องมอื ทีใ่ ชล้ ม Air hammer, press พ่นสี auto lift, ตดิ ล้อ พ่นสี riveting, air hammer, sandblast 150

หลกั สูตร การบริหารจัดการพลังงานไฟฟา้ การพลงานความ พ่นของเหลว ................ พน่ สี พ่นสารเคมีและน้ายาฆ่าเชอื้ โรค พ่นนา้ มนั หลอ่ ลื่น พ่นน้ายาท้าความสะอาด เพื่อเปา่ พน่ ผง .......................... พ่นทรายเพอ่ื ท้าความสะอาด เพื่อให้เคล่ือนท่ี พ่นผงใชใ้ นการพิมพ์ พน่ mortar เพือ่ ท้ากระจกประดบั (1) การใชแ้ รงฉดี ทีเ่ จาะสา้ หรบั ทันตแพทย์ กังหนั อากาศ ................ เครอ่ื งมือใช้ลม (เครอ่ื งเจาะ เครอ่ื งขดั ) เคร่อื งจกั รความเร็วสูง เปา่ เพือ่ ทา้ ความสะอาด เปา่ ฝนุ่ และเศษ เป่าเศษโลหะในการเช่ือมโลหะ เป่าเศษออกจากชิ้นส่วนที่ผา่ นเคร่อื งอดั (Press) เปา่ ของเหลวออกไปจากผวิ ให้แรงแกอ่ ุปกรณอ์ นื่ …………………………………… เครอ่ื งมือใช้ลม (เครอ่ื งเจาะ เครอื่ งท้าหมดุ ) เครอ่ื งสนั่ (ทา้ แบบหลอ่ เทคอนกรีต) (2) การใช้แรงจากการขยายตัว เครอื่ งเชือ่ มจดุ เบรกลม เปดิ ประตู เครือ่ งยกของใชล้ ม เครอื่ งอดั ใชล้ ม ท้าเรซนิ แก้วและพลาสตกิ การใช้อากาศอดั เติมลมแกย่ างรถยนตแ์ ละเรอื ยาง ท่ีใช้แรงจากการขยายตวั ........................................... สปรงิ ลมสา้ หรับยานพาหนะ ทย่ี กรถยนต์ ใหค้ วามดันแก่ถงั น้ามัน ใชก้ ารทดสอบการรัว่ (3) เพือ่ ขนสง่ หรอื กวนของเหลว ………………………………… เครือ่ งสบู ทีใ่ ช้ลม (เช่น เครือ่ งสูบ Ogden) ขนสง่ ของเหลวภายใตค้ วามดนั ผสมของเหลว เอากา๊ ซออกจากของเหลว (4) ใหอ้ อกซิเจน ………………………………………………… ให้ออกซเิ จนแก่ burner แก่บอ่ ปลา ผู้ด้าน้าและผ้ทู ้างานในเหมือง (5) การขนถ่ายความรอ้ น ใหค้ วามรอ้ น ............................................................... เชื่อมไวนิลและไนลอนด้วยอากาศรอ้ น เปา่ เย็น ..................................................................... ปอ้ งกนั การรอ้ นเกินไปของโลหะและเคร่ืองจกั ร (6) การเปลีย่ นการไหล ………………………………………… ท่วี ดั ละเอยี ดใช้อากาศ ที่บังคับอตั โนมัติใช้ลม (7) เอาความชนื้ ออก …………………………………………… เอาความชื้นออกโดยการอดั รูปท่ี 5.11 แสดงลักษณะการใช้งานของอากาศอัด 151

หลักสูตร การบริหารจัดการพลังงานไฟฟา้ การพลงานความ 5.3.3 ขอ้ ดี ข้อเสยี ของเครอ่ื งมือและอปุ กรณ์ทใ่ี ช้อากาศอัด อากาศอัดสามารถใช้กับเครื่องมือและอุปกรณ์หลายชนิดในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งมีข้อดี ข้อเสียเม่ือ เทยี บกับเครื่องมือไฟฟ้า ดงั น้ี ขอ้ ดี ตัดปญั หาเร่ืองอันตรายจากกระไฟฟ้ารั่ว สามารถนาไปใช้งานในท่ีเปียกชื้นได้อย่างปลอดภัยกว่า เคร่ืองมอื ไฟฟ้า นอกจากน้ใี นกรณใี ช้งานเกินกาลัง ปญั หาทีเ่ กิดในเคร่ืองมือไฟฟ้าคือ อาร์มาเจอร์ ไหม้เสียหาย แต่ใน เครือ่ งมอื ท่ใี ชอ้ ากาศอดั จะไมเ่ สียใด ๆ ทาให้ค่าบารงุ รักษาในระยะยาวมตี ้นทนุ ต่ากว่าเครอ่ื งมือไฟฟา้ มาก ข้อเสยี มีข้อจากดั ในการสง่ อากาศอดั ไปใช้ในระยะทางไกล ๆ เนื่องจากความดันตกในท่อจ่าย ความไม่ สะดวกในความคลอ่ งตัวของเคร่อื งมอื ท่ีใช้อากาศอัดเน่ืองจากท่อลมท่ีต่อเข้าเคร่ืองมีขนาดใหญ่ และไม่อ่อนตัวเหมือน สายไฟฟ้า 5.4 การหาสมรรถนะและประสิทธิภาพของเคร่ืองอัดอากาศ ในการหาสมรรถนะของเคร่อื งอัดอากาศ เราจาเป็นต้องทราบอัตราการร่ัวของอากาศอัดเสียก่อน ซ่ึงการร่ัวของ อากาศอัดอาจเกดิ จากทอ่ สง่ จ่าย หรอื อปุ กรณ์ที่ใชอ้ ากาศอัด โดยปกติการรั่วของระบบอัดอากาศในโรงงานควรมีค่าไม่ เกิน 5% ของอากาศอดั ทมี่ ีความดนั 700 kPa ซง่ึ การรวั่ ในทุกๆ 3 ลติ ร/วินาที ของอากาศอดั จะสญู เสียพลงั งาน 1 kW 5.4.1 การหาปริมาณการรัว่ ซมึ ของอากาศอัด วิธที ่ี 1 การหยดุ และการเดนิ เครอื่ งอดั อากาศ (เหมาะสาหรบั เครอื่ งอัดอากาศแบบลกู สูบที่ มีการ เดนิ -หยดุ เครอ่ื ง) (1) ปิดอุปกรณ์ท่ใี ช้อากาศอัดทงั้ หมด (2) เดินเครอ่ื งอดั อากาศจนมคี วามดันในถงั เก็บตามทต่ี ั้งไว้ (700 kPa) (เครอ่ื งอัด อากาศจะหยุดเดนิ ) (3) เริ่มจบั เวลาท่เี คร่อื งอดั อากาศหยดุ เดิน (วนิ าที) (4) เม่ืออากาศอดั ร่ัว ความดันในถังเก็บจะลดลง จนถงึ จดุ หน่งึ เครอื่ งอดั อากาศจะ เดนิ อกี คร้งั จบั เวลาชว่ งที่เครื่องอดั อากาศเดินเครื่องจนหยดุ (วนิ าที) (5) ทาซ้าข้อ (3) และ (4) ประมาณ 5 คร้ัง แลว้ หาค่าเฉลยี่ อตั ราการรั่ว (l/s) = อตั ราการไหลของอากาศที่จา่ ยสงู สุด FAD (l/s) × ช่วงเวลาทเ่ี ดินเครื่อง (sec) ชว่ งเวลาท่ีเครอ่ื งเดิน (sec) + ชว่ งเวลาที่เคร่ืองหยุด (sec) กาลังไฟฟ้าสญู เสีย = L(Ft1 + Nt2) t1 + t2 เมื่อ L = t1 = อัตราการร่ัว (l/s) t2 = ช่วงเวลาทเี่ ครอ่ื งเดิน (sec) F = ชว่ งเวลาท่เี ครือ่ งหยดุ (sec) N = พลงั งานจาเพาะในชว่ งโหลดเต็มท่ี (kW/l/s) พลงั งานจาเพาะในช่วงไรโ้ หลด (kW/l/s) 152

หลกั สูตร การบรหิ ารจัดการพลังงานไฟฟ้า การพลงานความ (ค่า F, N ดูจากกราฟท่ี 5.2) อาจประเมนิ จากอตั ราการรว่ั ซึมหารด้วย 3 ก็ได้ กาลังไฟฟ้าสญู เสยี (kW) = กาลงั ไฟฟ้าสูญเสยี (kW) × ช่ัวโมงการทางาน (h) พลังงานไฟฟา้ สญู เสีย (kWh) = พลังงานไฟฟา้ ท่ีสญู เสยี (kWh) × อัตราค่าไฟฟา้ (บาท/kWh) ค่าไฟฟา้ ทีส่ ูญเสีย (บาท) วธิ ีที่ 2 การหาความดนั ทเ่ี พ่ิมและลด (เหมาะสาหรับแบบโรตารีเวน หรอื สกรู) (1) ปิดอุปกรณ์ทีใ่ ชอ้ ากาศอัดท้งั หมด (2) เดนิ เครอ่ื งอัดอากาศจนมีความดนั สูงสุดตามทีต่ ้ังไว้ (เคร่ืองจะหยุดเดิน) (3) จบั เวลาท่ที าให้ความดันในถังเก็บลดลง 1 bar (100 kPa) (4) เดินเครอื่ งอีกครงั้ เพ่อื ใหค้ วามดนั ในถังเก็บเพิ่มข้นึ 1 bar (100 kPa) (5) ทดลองซ้าตามข้อ 3,4 ประมาณ 5 คร้ัง แลว้ หาค่าเฉล่ยี อตั ราการร่ัว (l/s) = อตั ราการไหลของอากาศอัดทจี่ ่ายสงู สดุ FAD(l/s) × เวลาทที่ าให้ความดันเพ่มิ ขน้ึ 1 bar(วนิ าที) เวลาที่ทาให้ความดันลดลง 1 bar (วินาที) วธิ ีท่ี 3 ใช้หลักการความดันท่ีลดลง (1) ปิดอุปกรณท์ ใี่ ช้อากาศอัดทงั้ หมด (2) เดนิ เครื่องอัดอากาศจนมีความดนั สูงสุด (เครือ่ งจะหยุดเดนิ ) (3) บันทึกความดัน (kPa) ที่อ่านได้ในถังเก็บได้ในช่วงเวลา 5 นาที (กรณีที่มีการรั่วมาก อาจจะใช้เวลาน้อยกวา่ นี้) อตั ราการร่ัว (l/s) = ปริมาตรของระบบ (1.) × (P1 – P2) ช่วงเวลาที่ใช้ (วนิ าที) × 101 ปริมาตรของระบบ = ปรมิ าตรของถงั เกบ็ + ปรมิ าตรของทอ่ ส่งจา่ ยทั้งหมด P1 = ความดนั เรม่ิ ต้น (kPa) P2 = ความดนั สุดทา้ ยท่ีอา่ นคา่ ได้ช่วงเวลาที่วัด (kPa) วิธีท่ี 4 หากราฟสมรรถนะของเครื่องอัดอากาศ (ดูกราฟแสดงสมรรถนะของเคร่ืองอัดอากาศ หน้า ต่อไปประกอบ) (1) ปิดอุปกรณท์ ใ่ี ชอ้ ากาศอัดท้ังหมด (2) วดั คา่ กาลังไฟฟ้าเฉลีย่ ทใ่ี ชใ้ นเคร่ืองอดั อากาศ (kW) (3) ลากคา่ กาลังไฟฟ้าเฉลี่ยตัดเส้นตรงท่ีได้แล้ว ลากลงมาตัดกับแกน x จุดตัดบนแกน x จะ เปน็ อตั ราการรัว่ ซมึ ของอากาศอดั (l/s) ท่ตี ้องการ 153

หลักสูตร การบริหารจัดการพลงั งานไฟฟา้ การพลงานความ 5.4.2 การหากราฟแสดงสมรรถนะของเครอ่ื งอดั อากาศ (1) หากาลงั ไฟฟ้าทีใ่ ช้ในเครื่องอัดอากาศในสภาวะไรโ้ หลด (2) หากาลงั ไฟฟา้ ทใี่ ช้ในเครอ่ื งอัดอากาศในสภาวะโหลดเต็มที่ (3) เขียนกราฟระหว่างกาลงั ไฟฟา้ ทีใ่ ช้ (kW) กับอัตราอากาศอัดท่ีจ่าย (l/s) โดยให้กาลังไฟฟ้าอยู่ใน แกน y และอัตราอากาศอดั ที่จา่ ย อยใู่ นแกน x (4) กาหนดจดุ กาลังไฟฟ้าที่สภาวะไรโ้ หลด (จดุ 1) (5) หาจุดตดั ที่ได้จากกาลังไฟฟา้ ขณะโหลดเต็มท่ีกบั อัตราอากาศอดั ที่จ่ายสงู สุด (ดูจากคมู่ ือของเครื่อง) (จดุ 2) (6) ลากเสน้ ตรงระหว่างจุด 1 และจุด 2 ค่าท่ีวดั ได้เมอ่ื โหลดเตม็ ที่ คา่ เฉลยี่ คา่ ระหว่างชว่ งที่ไมม่ กี ารผลิต ค่าทีว่ ัดได้เมอื่ ไรโ้ หลด ค่าการรั่วซึมของอากาศอัดที่วดั ได้ ค่าเฉลยี่ ความตอ้ งการอากาศรวม อัตราอากาศอัดทจี่ า่ ยสงู สดุ รูปที่ 5.12 แสดงหาสมรรถนะของเครื่องอัดอากาศ 5.4.3 การหาประสิทธิภาพของเคร่ืองอัดอากาศ อตั ราการไหลของอากาศอัดท่ีทาไดจ้ รงิ (l/s) ประสทิ ธภิ าพของเคร่ืองอัดอากาศ = อัตราการไหลของอากาศอัดท่ีจ่ายสูงสุด FAD (l/s)  อตั ราการไหลของอากาศอัดทจ่ี ่ายสูงสดุ FAD (l/s) ท่คี วามดนั 700 kPa หาไดจ้ ากคู่มอื หรอื แผน่ ปา้ ยของเครอ่ื งอดั อากาศ  อตั ราการไหลของอากาศอัดที่ทาได้จริง หาได้จากการปิดวาลว์ ของถงั เก็บท่จี า่ ยอากาศอัดออกแล้ว จับเวลาทเ่ี ครื่องอดั อากาศอัดจนมคี วามดนั ในถงั เก็บ 700 kPa อตั ราการอัดอากาศที่ทาได้จริง = ปรมิ าตรถงั เก็บ (ลิตร) เวลาทใี่ ช้ในการอัดจนมีความดัน 700 kPa (วนิ าที) 154

หลกั สูตร การบรหิ ารจัดการพลังงานไฟฟา้ การพลงานความ ตวั อย่าง เคร่ืองอัดอากาศเครอื่ งหนง่ึ สามารถอัดอากาศท่ีความดัน 700 kPa ในถังเก็บขนาด 100 ลิตร ในเวลา 10 วินาที ถ้าเครื่องอดั อากาศที่มี FAD 12.5 ลิตร/วนิ าที จงหาประสิทธิภาพ อตั ราการอัดอากาศไดจ้ ริง = 100 10 = 10 ลิตร/นาที ประสทิ ธิภาพของเครอื่ งอัดอากาศ = 10 × 100 = 12.5 80% 5.4.4 การวัดปรมิ าณการใช้พลงั งานไฟฟา้ ของเครื่องอัดอากาศ (1) การวัดโดยตรง ทาได้โดยการใช้เคร่ืองวัดกาลังไฟฟ้า (Power meter) ซึ่งจะอ่านค่ากาลังไฟฟ้าท่ี เครือ่ งอดั อากาศใช้ไดโ้ ดยตรง หรืออาจจะวดั กระแสและแรงดนั ของไฟฟา้ ทป่ี ้อนให้กับเคร่ืองอัดอากาศก็ได้แล้วคานวณ จากสตู ร กาลังไฟฟา้ (kW) = 3 Iav V cos / 1000 เมื่อ Iav = คา่ กระแสไฟฟ้าเฉล่ยี ทั้ง 3 เฟส (A) V = แรงดนั ไฟฟ้า (V) cos = คา่ ตัวประกอบกาลังไฟฟ้า (กรณไี ม่ทราบค่าใช้ 0.8) ปรมิ าณพลงั งานไฟฟา้ (kWh) = กาลังไฟฟา้ (kW) X เวลาทใี่ ชง้ าน (h) คา่ ไฟฟ้า (บาท) = ปริมาณพลงั งานไฟฟา้ (kWh) X อัตราค่าไฟฟ้า (บาท/kWh) (2) การประเมินจากการใช้พลังงานไฟฟ้ารวมของโรงงาน วิธีน้ีจะให้ความแม่นยาน้อยกว่าวิธีแรก ยกเว้น ภาระทางไฟฟ้าในโรงงานมีค่าคงที่ ก. หยดุ เครือ่ งอัดอากาศทง้ั หมด พร้อมบนั ทึกคา่ ตวั เลขในมเิ ตอร์ (kilowatt-hour meter) ไว้ ข. หลังจากนั้น 15 นาที อ่านค่าจากมิเตอร์อีกครั้ง ผลต่างของมิเตอร์ในข้อ ข. และ ก. คูณด้วย 4 และคูณดว้ ยตัวคูณของมเิ ตอร์ จะเปน็ ปรมิ าณการใชพ้ ลงั งานในช่วงที่หยดุ เดินเคร่ืองอดั อากาศ ค. เดนิ เครอ่ื งอัดอากาศ 15 นาที แลว้ อา่ นคา่ จากมิเตอร์ ผลต่างของมิเตอรจ์ าก ค.และ ข. คูณด้วย 4 และคูณด้วยตัวคูณของมิเตอร์ จะเป็นปริมาณการใช้พลังงานในโรงงานในช่วงท่ีเดินเครื่องอัด อากาศผลตา่ งของตวั เลขจากข้อ ค. และ ข. จะเป็นพลังงานไฟฟา้ (kWh) ทีใ่ ชใ้ นเครือ่ งอัดอากาศ (3) การประเมินการใช้พลังงานจากแผ่นป้ายเคร่อื ง (กรณไี ม่มีเครือ่ งวดั ) รวบรวมกาลังไฟฟ้าของเคร่ืองอัดอากาศทั้งหมดจากแผ่นป้ายของเคร่ือง (kW) จะไดก้ าลังไฟฟา้ ท่ีใช้(kW) ปรมิ าณพลงั งานไฟฟา้ (kWh) = กาลังไฟฟ้า(kW) × ชัว่ โมงการทางาน (h) x แฟกเตอรก์ ารทางาน คา่ ไฟฟา้ (บาท) = ปริมาณพลังงานไฟฟา้ (kWh) × อตั ราคา่ ไฟฟ้า (บาท/kWh) 155

หลักสตู ร การบรหิ ารจดั การพลังงานไฟฟ้า การพลงานความ (4) การหาจากสภาวะโหลดเตม็ ท่แี ละสภาวะไรโ้ หลด ใชใ้ นกรณที ่ีเคร่อื งอัดอากาศไม่ได้เดินๆ หยดุ ๆ สภาวะโหลดเต็มที่หาได้จากการวัดค่ากาลังไฟฟ้าที่ ใช้ในเครอ่ื งอดั อากาศ เมอ่ื เปดิ วาล์วทจ่ี ่ายอากาศออกจากถังเกบ็ สภาวะไร้โหลด หาได้จากการวัดค่ากาลังไฟฟ้าเม่ือปิด วาลว์ ระหวา่ งเครอื่ งอดั อากาศและถงั เกบ็ หรอื ปลดภาระ กาลงั ไฟฟ้าเฉล่ยี (kW) = กาลังไฟฟา้ ขณะมโี หลด/ (สัดส่วนของเวลาช่วงที่มี Load +กาลังไฟฟ้า ขณะไรโ้ หลด) พลังงานไฟฟ้า (kWh) = กาลังไฟฟา้ เฉลี่ย (kW) × ชว่ั โมงการใชง้ าน (h) ค่าไฟฟา้ (บาท) = ปริมาณพลงั งานไฟฟา้ (kWh) × อัตราคา่ ไฟฟ้า (บาท/kWh) 5.5 การประหยัดพลังงานในระบบอัดอากาศ แนวทางหลักทส่ี ามารถประหยดั พลงั งานได้ ดงั น้ี 5.5.1 การลดการร่วั ซึมของอากาศอัด ทาไดโ้ ดยการทดสอบหาอัตราการรั่วซมึ ถา้ มีคา่ เกนิ 5% จะต้องทาการหารอยร่ัวท้ังที่เกิดจากท่อส่งจ่าย และอุปกรณท์ ีใ่ ชอ้ ากาศอัด จากน้ันทาการซ่อมแซมรอยรั่วน้ัน ซึ่งการสูญเสียพลังงานส่วนใหญ่ในระบบอัดอากาศ จะ เกิดจากการรวั่ ซึมของอากาศอดั โดยทุกๆ 3 ลติ ร/วนิ าที ของอากาศอัดความดัน 700 kPa ท่ีรั่วออกจะสูญเสียพลังงาน ไป 1 kW ตารางที่ 5.5 ปริมาณอากาศรั่วและค่าพลงั งานท่ีสูญเสยี ปรมิ าณอากาศท่ีร่วั ลติ ร/วนิ าที ณ ความดัน เทียบเท่า พลงั งานสูญเปล่า มลู คา่ ตอ่ ปี 700 kPa หรือ 7 bar 100 psig ขนาดรเู ป็น mm. kWh (บาท) 0.2 0.4 133 332.50 0.8 0.8 532 1,330.00 3.2 1.6 2,128 5,320.00 12.8 3.2 8,512 21,280.00 51.2 6.4 34,080 85,200.00 204.8 12.7 136,192 340,480.00 หมายเหตุ : คดิ ว่ามีการใช้งาน 2,000 ช่วั โมงตอ่ ปี และค่าไฟฟ้าเฉล่ยี 2.50 บาทตอ่ หน่วย 1) การต้ังความดันใชง้ านให้เหมาะสมกบั อุปกรณ์ การใชอ้ ากาศอดั ท่มี คี วามดนั สงู เกนิ ไปจะทาให้สญู เสียพลงั งานไฟฟ้าในการเดนิ เครื่องอัดอากาศเกิน ความจาเปน็ อุปกรณ์ทใี่ ชอ้ ากาศอัดแตล่ ะชนิดมีความต้องการใช้ความดันของอากาศอัดที่แตกต่างกัน ควรต้ังความดัน ของอากาศอัดใชง้ านใหเ้ หมาะสมกบั อุปกรณ์แต่ละชนดิ การลดความดันดา้ นจ่ายของอากาศอัด 50 kPa จากระดับ 700 kPa จะทาใหป้ ระหยดั พลงั งานได้ 4% 156

ตารางที่ 5.6 ประมาณการประหยดั จากการลดความดนั เครื่องอัดอากาศ ขนาดเครือ่ งอดั อากาศ 50 kPa หรอื 0.5 bar การลดความดันใ กโิ ลวตั ต์ ประหยัด ประหยดั 100 kPa หร กโิ ลวตั ต์-ชม. เงนิ บาท 4 ประหยัด 7.5 320 800.00 กโิ ลวัตต์-ชม. 11 600 1,500.00 15 875 2,187.50 640 22 1,195 2,987.50 1,200 30 1,775 4,437.50 1,750 37 2,390 5,975.00 2,390 55 2,945 7,362.50 3,510 75 4,380 10,950.00 4,780 110 5,975 14,937.50 5,890 160 8,760 21,900.00 8,760 12,750 31,857.00 11,950 17,520 25,500 หมายเหตุ : การคานวณใช้ 2,000 ชวั่ โมงต่อปี เครอ่ื งอัดอากาศความดนั 700 kPa ห

หลกั สตู ร การบริหารจัดการพลงั งานไฟฟา้ การพงานความ ในเคร่ืองอัดอากาศ รือ 1 bar 150 kPa หรอื 1.5 bar 200 kPa หรือ 2 bar ประหยัด ประหยัด ประหยดั ประหยดั ประหยดั กโิ ลวัตต์-ชม. เงนิ บาท เงนิ บาท กโิ ลวตั ต์-ชม. เงินบาท 1,280 3,200.00 2,400 6,000.00 1,600.00 960 2,400.00 3,500 8,750.00 4,780 11,950.00 3,000.00 1,800 4,500.00 7,020 17,750.00 9,560 23,900.00 4,375.00 2,625 6,562.50 11,780 29,450.00 17,520 43,980.00 5,975.00 3,583 8,962.50 23,900 59,750.00 35,040 87,600.00 8,875.00 5,265 12,312.50 51,000 127,500.00 11,950.00 7,170 17,925.00 14,725.00 8,835 22,087.50 21,900.00 13,140 32,850.00 29,875.00 17,925 44,812.50 43,800.00 26,280 65,700.00 63,750.00 38,250 95,625.00 หรือ 7 bar ค่าไฟฟา้ เฉล่ีย 2.50 บาทตอ่ ยนู ติ 157

หลักสูตร การบริหารจัดการพลงั งานไฟฟ้า การพงานความ 2) การลดการสญู เสยี ของอากาศที่เข้าเครือ่ งอัดอากาศ โดยตรวจสอบตัวกรองอากาศเข้าว่าสกปรกหรือไม่ เพราะถ้าตัวกรองสกปรกจะทาให้เคร่ืองอัด อากาศทางานมากขึน้ เพราะอากาศจะผ่านตัวกรองเข้าสู่เครื่องอัดได้น้อยลง ส่งผลให้มอเตอร์ต้องทางานหนัก ซ่ึงเป็น การสญู เสยี พลงั งานมากขน้ึ และทาให้ระยะเวลาในการอดั อากาศใหเ้ ตม็ มากข้ึนอกี ด้วย 3) การลดอุณหภมู ิของอากาศกอ่ นเขา้ เครอ่ื งอดั อากาศ อากาศท่ีมอี ณุ หภมู ติ า่ ปรมิ าณจะลดลงทาใหค้ วามหนาแน่นมากขึ้น ดังน้ันการส่งอากาศที่มีอุณหภูมิ ตา่ เขา้ สู่เครื่องอัดอากาศจะทาใหส้ ามารถอัดอากาศได้มากข้ึน ถ้าอุณหภูมิของอากาศเข้าลดลง 3°C จะทาให้ประหยัด พลังงานได้ 1% ตารางท่ี 5.7 แสดงการประหยดั พลังงานเมือ่ ลดอุณหภมู ขิ องอากาศอัด คา่ เฉล่ีย ลดอุณหภูมิอากาศเข้าเครือ่ งอัดอากาศ 10°C กาลงั ไฟฟ้า (กิโลวัตต์) 3°C 6°C กโิ ลวตั ต์ ค่าใช้จา่ ยที่ กโิ ลวตั ต์ ค่าใช้จา่ ยที่ กโิ ลวตั ต์ ค่าใชจ้ า่ ยท่ี 4 ช่ัวโมง ประหยัดได้ ช่ัวโมง ประหยดั ได้ ชวั่ โมง ประหยดั ได้ 7.5 ท่ีประหยดั ได้ (บาท) ท่ปี ระหยัดได้ (บาท) 11 ทีป่ ระหยัดได้ (บาท) 15 80 200 160 400 22 150 375 300 750 264 660.00 30 220 550 440 1,100 495 1,237.50 37 300 750 600 1,500 725 1,812.50 55 440 1,100 880 2,200 990 2,475.00 75 600 1,500 1,200 3,000 1,450 3,625.00 110 740 1,850 1,480 3,700 1,980 4,950.00 160 1,100 2,750 2,200 5,500 2,440 6,100.00 1,500 3,750 3,000 7,500 3,625 9,062.50 2,200 5,500 4,400 11,000 4,950 12,375.00 3,200 8,000 6,400 16,000 7,260 18,150.00 10,550 26,375.00 หมายเหตุ : คิดการทางาน 2,000 ช่งั โมง/ปี และค่าไฟฟา้ 2.50 บาท/หนว่ ย 4) การลดอุณหภูมขิ องนา้ หล่อเยน็ ท่ใี ช้หล่อเย็นอากาศหลงั การอัด อากาศหลงั จากถกู อัดแลว้ จะมปี ริมาตรน้อยและมอี ณุ หภูมิสูง ถ้าลดอุณหภูมิของอากาศหลังการอัด ให้ต่าลง จะช่วยทาให้ปริมาตรของอากาศลดลง ซึ่งมผี ลทาให้ถังเก็บอากาศสามารถเก็บอากาศอัดได้มากยิ่งข้ึน ส่งผล ใหร้ อบการทางานของมอเตอรท์ ี่ขับเครื่องอดั อากาศหยดุ ทางานนานขน้ึ อุณหภูมิของน้าหล่อเย็นทุกๆ 4°C ที่ลดลง จะ ทาใหป้ ระหยัดพลงั งานได้ 1% 158

หลกั สูตร การบริหารจดั การพลงั งานไฟฟ้า การพงานความ 5) การลดความเสียดทานในท่อส่งจา่ ยอากาศอัด ความเสียดทานของอากาศอัดในท่อจะทาให้เกิดความดันตกคร่อม ซึ่งมีผลทาให้เครื่องอัดอากาศ ทางานหนักขน้ึ โดยความดนั ตกครอ่ มจะแปรผนั โดยตรงกับความยาวท่อ ความขรุขระของท่อ และแปรผันกับความเร็ว ของอากาศอัดกาลังสอง ดังน้ัน การเดินท่อควรเลือกท่อท่ีมีขนาดเหมาะสม การเดินท่อควรสั้นท่ีสุด และมีข้องอน้อย ทส่ี ดุ นอกจากนีค้ วรติดต้ังท่อให้ลาดเอียงไปในทิศทางส่งลม เพื่อให้สามารถถ่ายนาออกได้ที่จุดต่า การใช้พลังงานใน เครื่องอดั อากาศจะเพิม่ ขนึ้ 1% ทกุ ๆ ความดนั ตกคร่อมในท่อ 1kPa ทคี่ วามยาวทอ่ 1 เมตร 6) การเลอื กชนิดและขนาดของเครอ่ื งอัดอากาศให้เหมาะสม เครอ่ื งวัดอากาศจะมปี ระสทิ ธิภาพสงู เมื่อทางานทโ่ี หลดเตม็ ที่ และเคร่ืองอัดอากาศท่ีมีขนาดใหญ่จะ มปี ระสิทธภิ าพสูงกว่าขนาดเลก็ ดงั นน้ั จึงควรเลือกเคร่ืองอัดอากาศขนาดใหญเ่ พยี งตวั เดียวหรือสองตัว แทนการเลือก ขนาดเล็กๆ หลายตัว นอกจากนี้ยังต้องคานึงถึงโหลดการใช้งานด้วย กรณีท่ีโหลดไม่ค่อยคงท่ีควรเลือกเครื่องอัด อากาศแบบลูกสูบ จะมีประสิทธิภาพการทางานที่ดีกว่าแบบอื่นๆ แต่กรณีโหลดคงท่ีจะเลือกแบบไหนก็ได้ แต่ขอให้ เลอื กขนาดทเ่ี หมาะสม 7) การนาความรอ้ นกลบั คนื มาใช้ กรณีที่เครื่องอัดอากาศมีขนาดใหญ่ เราสามารถนาความร้อนท่ีได้จากระบบหล่อเย็นไปใช้งานได้ โดยการตดิ ตั้งอุปกรณ์แลกเปลยี่ นความรอ้ นเพอ่ื ใชอ้ ่นุ น้า อนุ่ อากาศทเ่ี ข้าหมอ้ ไอนา้ ตารางที่ 5.8 แสดงความรอ้ นที่ท้ิงออกมาจากเคร่อื งอดั อากาศและสว่ นประกอบ แบบ ทงิ้ จากเครอื่ ง ทงิ้ โดยการพาความร้อน 2% โดยนา้ = 50% Water Cooled Compressor 3% โดยนา้ = 10% Air Cooled Compressor with Water Cooled inter Cooler 3% โดยน้าอากาศ = 10% Air Cooled Compressor 8% Motor โดยอากาศ= 10% Air Cooled after Cooler 2% โดยอากาศ= 10% Air Cooled Compressor with Water Cooled after Cooler 8) การซ่อมบารุงรักษาทด่ี ี ในการใชง้ านระบบอัดอากาศมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบดูแล และซ่อมบารุงระบบอัด อากาศให้สามารถทางานอย่างมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ เช่น ตัวกรองอากาศ ความตึงสายพานแหวนลูกสูบ ล้ินดูด อากาศเขา้ และออก ซอ่ มรอยรว่ั ซึมต่างๆ เปน็ ต้น 159

หลกั สูตร การบรหิ ารจดั การพลงั งานไฟฟ้า การพงานความ ตารางท่ี 5.9 ขอ้ แนะนาการประหยัดพลงั งานในการอัดอากาศ โอกาสการใชง้ านและซอ่ มบารุง ขอ้ ดี - ซอ่ มรอยรวั่ โดยเรว็ เพราะว่าสูญเสีย โรงงานโดยท่ัวไปอาจจะสูญเสียถึง 20% ของอากาศอัดเพียงเพื่อไป มากมายเกินกว่าทเี่ ราเห็นและคาดคิด ชดเชยทรี่ วั่ ไป ให้มองหาทางทาใหไ้ มม่ กี ารรวั่ เลย แต่ความจริงจะมีบ้าง เล็กนอ้ ย - ติดต้ังเคร่อื งปรับความดันในทกุ จุดท่ี การใชอ้ ากาศอัดท่ีมีความดันสูงกว่าที่ต้องการน้ัน ไม่ได้ประโยชน์อะไร ใช้อากาศอัด และปรบั ความดันใหพ้ อ นอกจากสน้ิ เปลืองพลังงาน ดใี ช้งานอยา่ งมีประสิทธิภาพ การส่งอากาศอัดเข้าไปในระบบจ่ายอากาศด้วยความดันสูงกว่าที่ - หลงั จากปรับความดันที่จุดใช้อากาศ ตอ้ งการน้ัน ทาให้เราต้องการพลังงานมากข้ึนในการอัดอากาศ และทา อดั ทุกจดุ แล้วใหท้ าการปรับความดนั ของเครอ่ื งอดั อากาศให้ความดันตา่ ใหอ้ ากาศส้นิ เปลอื ง ณ จุดทใ่ี ชอ้ ากาศที่ไม่มีการปรับความดัน และถ้ามี สุดท่จี ดุ ใช้อากาศตอ้ งการความดนั สูง สุดใช้งานได้ การรั่วมากกว่าเพราะความดันสูงกว่าระบบอัดอากาศ ถ้าสามารถลด ความดันได้ 100 kPa หรือ 1 bar หรือประมาณ 14.7 PSI จะประหยัด - หยุดเครื่องอัดอากาศเมื่อไมใ่ ชง้ าน พลังงานประมาณ 8% และการลดความดันในระบบท่อส่งอากาศอัดจะ ลดการร่ัวตามไปดว้ ย - เครอื่ งแบบปลดภาระให้หาทางหยุด พจิ ารณาติดต้งั เครือ่ งหยุดอัดอากาศอัตโนมัติเคร่ืองอัดอากาศเดินนอก เครือ่ งเหลา่ น้ี เมือ่ พบว่าภาระลดลง เวลาทางานน้นั เพียงอัดอากาศไปใหร้ ่ัวออกตามรอยรั่วเท่านั้น ถ้าหากมี เพ่อื ให้เครอ่ื งท่ปี ลดภาระแล้วรับภาระ ความต้องการใช้อากาศอย่างต่อเนื่องนอกเวลาทางานให้พิจารณาใช้ เตม็ ที่ เครื่องอดั อากาศตัวเลก็ ท่ีมอี ยหู่ รอื อาจจะประหยัดกว่าถ้าจะซื้อเครื่องอัด อากาศตัวเล็กเพ่อื วัตถุประสงคน์ ้ี การเดินเครื่องอดั อากาศหลายเครอ่ื งอาจจะสิ้นเปลืองมาก ถ้าหากว่าแต่ ละเคร่ืองเดินปลดภาระเดียวนี้มีชุดควบคุมเคร่ืองอัดอากาศให้หยุด เครือ่ งไปบา้ ง เพือ่ ให้เคร่ืองทีเ่ หลอื รับภาระเตม็ ท่ี และเร่ิมเดินเครื่องเมื่อ ตอ้ งการอากาศอัดมากขึ้น - กาจดั จุดใชอ้ ากาศไม่ถกู ต้อง การใชอ้ ากาศอัดเพ่ือเป่าใหเ้ ยน็ หรอื เป่าเป็นคร้ังคราวสิ้นเปลืองมาก ใช้ พัดลมจะถูกสตางค์กว่ากันมาก หัวฉีดควรจะใช้ที่ความดันประมาณ - หาทางไมใ่ หค้ วามร้อนสญู เปล่าจาก 200 kPa และควรจะเลือกรฉู ีดให้เหมาะสม เครือ่ งอดั อากาศ ให้คิดตลอดเวลาว่าประมาณ 80% ของพลังงานในการอัดอากาศ - แนใ่ จว่าจุดดูดอากาศเข้าเคร่อื งเปน็ ที่ สามารถนามาใช้เป็นความร้อนได้ โดยเฉพาะจากเคร่ืองหล่อเย็น มอี ณุ หภมู ติ ่า (แตต่ อ้ งแน่ใจวา่ ทอ่ ไมเ่ ล็ก นา้ มันหล่อล่นื ไปและยาวไป) อากาศเย็นจะมีเนอื้ อากาศหนาแน่นกว่า ฉะนั้นจะให้อากาศทางด้านอัด - ทาความสะอาดไส้กรองอากาศอย่าง ออกมากกว่า โดยทั่วไปอุณหภูมิต่าลง 3°C ทางด้านดูดจะลดพลังงาน สมา่ เสมอ ลงได้ 1% - ใหว้ เิ คราะห์ดวู ่าขากลับของกระบอก ไส้กรองตันจะทาให้อากาศด้านจ่ายออกลดลงอย่างมาก และต้องการ ลมใช้ความดนั ตา่ ไดห้ รือไม่ พลังงานมากข้ึน สาหรบั เคร่อื งอดั อากาศ เพื่อดูดอากาศให้เพียงพอเข้า - แยกหรอื ถอดท้งิ ทอ่ ที่เกนิ ความจาเปน็ เครื่อง ในระบบส่งอากาศ ปกติกระบอกลมขากลับนั้นภาระจะต่ากว่าขาไป หรือขาดันไป ถ้าลด ความดันขากลับจะลดความตอ้ งการปริมาณอากาศและพลังงานดว้ ย ท่อที่เหลือเฟือเกินความจาเป็นในระบบส่งอากาศนั้นจะต้องมีการร่ัว เกดิ ขนึ้ จงึ สิ้นเปลอื งอากาศ 160

หลกั สตู ร การบรหิ ารจดั การพลังงานไฟฟ้า การพงานความ ตารางที่ 5.9 ข้อแนะนาการประหยัดพลงั งานในการอัดอากาศ (ต่อ) โอกาสการใชง้ านและซอ่ มบารุง ขอ้ ดี - จดั ระเบียบการซ่อมบารุง และถา้ จดชั่ว การซอ่ มบารงุ อยา่ งสมา่ เสมอช่วยใหเ้ ครอ่ื งทางานเตม็ ประสทิ ธิภาพ การ โมงทางานและพลงั งานท่ใี ชด้ ว้ ยดียิง่ บันทึกโดยใช้เส้นกราฟอาจจะแสดงให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนแปลงในความ ตอ้ งการอากาศอัดและประสิทธิภาพ - อย่าซือ้ เครือ่ งหรอื เกบ็ เครอ่ื งโตเกนิ เครื่องโตเกินความต้องการจะต้องลงทุนซ้ือแพงและค่าใช้จ่ายการ ความต้องการไวใ้ ช้งาน เดินเคร่ืองสูงต้องใช้พลังงานมากกว่าในขณะรับภาระน้อยหรือไม่ - พจิ ารณาค่าใชจ้ ่ายในงานเมื่อต้องการ รบั ภาระ ซอื้ เครอ่ื งอัดอากาศใหม่โดยคานึงถงึ เครอ่ื งอัดอากาศราคาแพงกวา่ 50% อาจจะประหยัดไดม้ ากกว่าราคาซื้อ ภาระเฉลีย่ ตา่ มากกวา่ ปริมาณอากาศ ภายใน 5 ปี เมอื่ เปรยี บเทยี บกับเครื่องปริมาณเดียวกัน แต่กินพลังงาน ใหไ้ ดจ้ ากเครื่อง มากกว่าในขณะเดินรบั ภาระบางส่วน - ให้แนใ่ จได้ใช้ถงั เก็บอากาศโตพอ การใช้ถังเก็บอากาศสามารถจะทาให้การจ่ายอากาศราบร่ืน ถ้ามีการ สาหรับการใช้งานในขณะต้องการสงู สดุ ตอ้ งการอากาศมากๆ เป็นครั้งคราวยิ่งต้องการถังใหญ่ขึ้น ปกติถังเก็บ อากาศต้องการความจุประมาณ 8 เทา่ ของอากาศท่ีอัดได้ในหน่ึงวินาทีที่ - เลอื กขนาดทอ่ อ่อนและทอ่ สง่ อากาศ ความดัน 700 kPa หรือ 7 bar ปกติที่ขายในตลาดขนาดถังจะเท่ากับ โดยใหค้ วามเรว็ อากาศในทอ่ ต่าและท่อ ขนาดอากาศอัดในหนึ่งนาทีโดยประมาณ แต่ขนาดน้ีกาหนดแน่นอน สั้นทสี่ ุด ตายตวั ไม่ได้ ต้องขึ้นอยกู่ ับความตอ้ งการสูงสุด ถ้าเราสามารถจะหากัก - จดั ใหท้ อ่ สง่ อากาศมคี วามเอยี งลดลง เกบ็ สะสมอากาศไว้ตอนใช้ ภาระตา่ แลว้ เกบ็ ไวใ้ ช้ตอนภาระสูงสุดได้ เรา เพ่ือสะดวกในการทง้ิ นา้ และควรจะเป็น ก็ไม่จาเป็นต้องซ้ือเครื่องอัดอากาศใหม่ ซ่ึงจะแพงกว่าถังเก็บอากาศ แบบทง้ิ นา้ โดยอตั โนมัติ แถมยังจะต้องกินพลังงานมากกว่าตอนรับภาระน้อยอีก การมีถังใหญ่ - ให้มั่นใจในการออกแบบระบบส่งอากาศ อาจสามารถหยุดเครือ่ งอดั อากาศเมื่อเราใช้ภาระน้อย มคี วามดนั สูญเสยี ไม่เกิน 50 kPa หรอื ให้แนใ่ จว่าอากาศสง่ ในท่อวงิ่ ดว้ ยความเร็วต่า เพ่ือไม่ให้เกิดการสูญเสีย 0.5 bar ในขณะรับภาระสูงสุด ความดนั เพ่อื เปน็ แนวทางการคิดพิจารณาความเร็วในท่อส่งอากาศอัด อย่าเกนิ 6-10 เมตร/วนิ าที - อยา่ ผลิตอากาศอัดคุณภาพสูงในเม่อื ยัง การวางทอ่ ลาดตา่ ลงจะลดปรมิ าณนา้ ท่ไี ปยังเครือ่ งจักร เพราะน้านี้จะไป ไมจ่ าเปน็ ทาให้เครื่องจกั รเสยี หาย หรือประสิทธิภาพเลวลง โดยการเลือกท่อสายอ่อน ข้อต่อ และจ่ายให้เหมาะกับการใช้สูงสุด ใน ระบบจ่ายอากาศการเลือกขนาดให้ความดันสูงสุดเสียต่าท่ีสุด จะ สามารถปรับเคร่ืองอัดอากาศให้ความดันต่าสุดได้ ซึ่งจะใช้พลังงาน ตา่ สุดดว้ ย อากาศท่ีใช้กับเครื่องควบคุม (ต้องกรองและกาจัดน้ามัน) มีราคาแพง และอาจไม่ต้องการใช้สาหรับการใช้งานท่ัวไปๆ ตลอดท้ังโรงงาน ถ้า หากมบี างจุดเท่านน้ั ที่ต้องการอากาศคุณภาพสูง เช่นนี้อาจจะพิจารณา ติดตั้งระบบกรองกาจัดน้า น้ามันเฉพาะแห่ง สาหรับท่ีต้องการจริงๆ เท่าน้นั เคร่ืองหลอ่ เยน็ หลงั เคร่อื งอัดอากาศ 161

หลักสตู ร การบรหิ ารจัดการพลงั งานไฟฟ้า การพงานความ ตารางที่ 5.9 ข้อแนะนาการประหยัดพลงั งานในการอัดอากาศ (ต่อ) โอกาสการใช้งานและซอ่ มบารุง ขอ้ ดี - แนใ่ จว่ามี AFTER COOLER ท่มี ี เคร่ืองหล่อเย็นหลังเคร่ืองอัดอากาศ (AFTER COOLER) ขจัดน้าและ ประสทิ ธิภาพในการแยกน้า-นา้ มันให้ น้ามันออกจากอากาศ ซ่งึ จะไม่ทาอนั ตรายกบั เครื่องจกั ร และผลติ ภณั ฑ์ มากทส่ี ุดเท่าท่จี ะมากได้ ซง่ึ สว่ นมาก นอกจากน้ยี งั เปน็ แหล่งระบายความรอ้ นที่สามารถนาไปใชง้ านได้ดอี ีก ในระยะหลังจะติดมากบั เครอ่ื ง แต่ต้อง ด้วย ดูวา่ สามารถจะลดอณุ หภมู ิลงมาเหลือ เทา่ ไร 9) การเลือกระบบควบคมุ ที่เหมาะสม ในกรณีทมี่ ีเครอ่ื งอัดอากาศหลายชุด ถ้ามีระบบควบคุมท่ีจดั ลาดับทเ่ี หมาะสมกบั โหลด เช่นให้เคร่ือง ท่มี ีประสทิ ธิภาพสูงทางานมากกวา่ ชดุ ทม่ี ปี ระสิทธิภาพตา่ 10) การเลอื กใชอ้ ากาศอดั เหมาะสมกับงาน ไม่ควรใช้อากาศอัดในการเปา่ ทาความสะอาดหรอื ไล่ความชืน้ ควรใช้เครอื่ งเป่าลมไฟฟ้าแทนไม่ควร ใช้มอเตอร์ทีใ่ ชอ้ ากาศอดั ถา้ สามารถใช้มอเตอรไ์ ฟฟ้าแทนจะประหยัดกว่า เปน็ ตน้ 5.6 การดูแลระบบอัดอากาศอยา่ งมีส่วนร่วม ในอุตสาหกรรมทั่วไปที่ใช้ระบบอัดอากาศ ยกเว้นเครื่องอัดอากาศที่จ่ายอากาศอัดให้เคร่ืองจักรเฉพาะชุด เดียว ตัวเคร่ืองอัดอากาศมักจะติดต้ังรวมกันในอาคารเคร่ืองอัดอากาศ หรือ รวมกันในพื้นที่ติดต้ังเคร่ืองอัดอากาศ จาเพาะพ้ืนทห่ี นึ่ง แล้วเดินท่อส่งจา่ ยอากาศอดั ไปยังพืน้ ทท่ี ่มี ีการใช้งานอากาศอัด พื้นที่ต่างๆท่ัวโรงงาน ณ จุดท่ีจะใช้ อากาศอัดมักจะใช้ท่ออากาศอัดชนิดท่ีเป็นท่ออ่อนเพื่อความสะดวกในการเคล่ือนไหวใช้งาน การดูแลบารุงรักษาท่ี เหมาะสม จงึ ควรเปน็ แบบมสี ว่ นรว่ ม ระหวา่ ง ผรู้ บั ผิดชอบดา้ นการอนรุ กั ษ์พลังงาน ผู้ใชง้ านอากาศอัดหรือผู้รับผิดชอบ พืน้ ที่ ทมี่ รี ะบบอดั อากาศตดิ ต้งั หรอื พาดผา่ น และ ผรู้ ับผดิ ชอบดา้ นการบารุงรักษาและซ่อมแซมระบบอัดอากาศ ในกรณีที่ต้องมีผู้ดูแลและรับผิดชอบหลายฝ่ายเช่นนี้ องค์กรอาจแบ่งหน้าที่และดาเนินกิจกรรมร่วมกัน ดงั ต่อไปนี้ 1) ผู้รับผิดชอบด้านการอนุรักษ์พลังงานมีหน้าที่ตรวจวัดและวิเคราะห์หาการรั่วไหลของอากาศอัดใน ภาพรวมและในแต่ละพน้ื ท่ีทส่ี ามารถแยกออกจากกนั ได้แลว้ ประกาศใหอ้ งค์กรทราบ 2) ผูใ้ ชง้ านอากาศอดั หรอื ผู้รับผิดชอบพื้นที่มีหน้าท่ีค้นหาตาแหน่งท่ีมีการรั่วไหลในพ้ืนที่ท่ีรับผิดชอบแล้ว รายงานผล 3) ผ้รู ับผิดชอบดา้ นการบารุงรกั ษามีหนา้ ทีว่ างแผนการซอ่ มบารุงและดาเนนิ การซอ่ มบารงุ ตามแผนงาน 4) จัดให้มีการประชมุ พลงั งานเพื่อรายงานผลงานและปญั หาอปุ สรรค์ เพือ่ วางมาตรการปรับปรุงแกใ้ ข เม่อื องค์กรดาเนินกจิ กรรมร่วมกนั ดังน้ีแล้ว ระบบอัดอากาศ จะไดร้ บั การดูแลใหม้ ีประสทิ ธิภาพการใช้พลังงาน สูงมีเสถยี รภาพในการใชง้ าน 162

หลักสูตร การบรหิ ารจัดการพลังงานไฟฟา้ การพลังงานความ บทท่ี 6 การอนุรักษ์พลังงานในระบบปรับอากาศและระบบทาความเยน็ 6.1 ระบบปรบั อากาศ ในปจั จุบันระบบปรับอากาศเป็นระบบวิศวกรรมท่มี คี วามจาเป็นสาหรบั อาคารและอตุ สาหกรรมบางประเภท โดย ระบบปรับอากาศมวี ัตถปุ ระสงค์ ดงั ต่อไปน้ี - ควบคุมอุณหภมู ิและความช้ืนของอากาศในห้องปรบั อากาศให้เหมาะสมกบั การใชง้ านและความสุขสบายของคน - ควบคุมให้การหมุนเวียนและถ่ายเทอากาศภายในห้องปรับอากาศให้เหมาะสมกับการใช้งานและความสุข สบายของคน - ลดฝนุ่ ละอองของอากาศภายในห้องปรับอากาศ และเนือ่ งจากหอ้ งปรบั อากาศเปน็ ห้องปิดมิดชดิ ดังน้ันการ ปรบั อากาศจงึ ช่วยลดมลภาวะ กลน่ิ ฝนุ่ ละออง และเสยี งของอากาศภายนอกทีจ่ ะมผี ลกระทบต่อห้องปรบั อากาศ รูปท่ี 6.1 แสดงอณุ หภมู ิและความสบายของคน ดังนัน้ วัตถุประสงค์ของการปรับอากาศจึงแตกต่างจากวัตถุประสงค์ของการทาความเย็นในตู้เย็น ซ่ึง วัตถปุ ระสงค์ของการทาความเย็นจะมุ่งเน้นการลดอุณหภูมิ และควบคมุ อณุ หภมู ใิ หเ้ ป็นไปตามความต้องการเทา่ นนั้ 163

หลักสูตร การบรหิ ารจดั การพลังงานไฟฟา้ การพลังงานความ 6.1.1 วฏั จกั รในการทาความเย็น เคร่ืองอัด ถังบรรจสุ ารทาความเยน็ วาล์วลดแรงดนั ภายในเครือ่ งจา่ ยลมเย็น เครอ่ื งจ่ายลมเยน็ วาล์วลดแรงดนั แบบ Expansion วาล์วลดแรงดันแบบ Capillary Valve Tube รปู ที่ 6.2 แสดงวัฎจักรในการทาความเย็น 164

หลกั สตู ร การบริหารจัดการพลงั งานไฟฟา้ การพลังงานความ ระบบปรบั อากาศทใ่ี ชก้ ันอย่างแพรห่ ลายในปจั จบุ นั จะใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นหลักในการขับเคล่ือนระบบ และอาศัยการเปลีย่ นแปลงสถานะของสสารเป็นหลกั การสาคญั ในการทาความเยน็ วัฏจักรในการทาความเย็นดังกล่าว นี้ เรียกวา่ “วัฏจักรการทาความเยน็ แบบอัดไอ” ซงึ่ จะใชส้ ารประกอบของกลุ่ม CFC, HCFC, HFC และแอมโมเนีย โดย สารประกอบของกลมุ่ CFC เปน็ สารทาความเยน็ ทีจ่ ะเปลย่ี นแปลงสถานะภายใต้ความดันและอุณหภูมิท่ีแน่นอน แต่ใน ปัจจุบันสารประกอบของกลุ่ม CFC ได้ถูกยกเลิกการใช้งานไปแล้ว เนื่องจากมีศักยภาพในการทาให้เกิดสภาวะโลก ร้อนอย่างมากเม่อื เทียบกับสารประกอบของกลุ่ม HCFC และ HFC ดงั รปู ท่ี 6.3 สารทาความเย็นที่ใช้ในเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก จะใช้สารประกอบของกลุ่ม HCFC22 หรือฟรีออน 22 ซึ่งจะมีอุณหภมู คิ วบแนน่ เปน็ ของเหลวทป่ี ระมาณ 15-20 เทา่ ของบรรยากาศ และมีอุณหภูมอิ ยู่ท่ีประมาณ 45-55oC แต่เมื่อลดแรงดันของสารทาความเยน็ ให้เหลือ 4-5 เท่าของบรรยากาศ สารทาความเย็นจะมีอุณหภูมิประมาณ 6-7oC ซ่ึงจะเหมาะสาหรบั การปรับอากาศ โดยการควบแนน่ เปน็ ของเหลวและการระเหยของสารทาความเย็นดังกล่าวน้ี จะอยู่ ภายในขดทอ่ ทองแดงพร้อมครีบเพื่อเพ่ิมประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนความร้อน อุปกรณ์ที่สร้างแรงดันให้สารทา ความเยน็ สามารถนากลบั มาใช้ได้ใหมเ่ ปน็ วฏั จกั รการทาความเย็น คือ “เครือ่ งอัด” หรือทเ่ี รียกว่า “Compressor” เคร่ือง อัดจะดดู สารทาความเยน็ ท่ีระเหยเป็นไอในขดทอ่ ทาความเย็นทคี่ วามดัน 4-5 เท่าของบรรยากาศ แล้วอัดสารทาความ เย็นดังกล่าวให้มีความดันท่ีประมาณ 15-20 เท่าของบรรยากาศ เพื่อให้สารทาความเย็นสามารถควบแน่นเป็น ของเหลวได้ สารทาความเย็นท่ีควบแน่นเป็นของเหลวแล้วจะถูกลดแรงดันโดยผ่านอุปกรณ์ลดแรงดันท่ีเรียกว่า Expansion Valve หรอื อาจใช้ Capillary Tube แลว้ แต่ความเหมาะสมของเคร่ืองปรบั อากาศ อุปกรณ์ลดแรงดันนี้จะทา การลดแรงดันของสารทาความเย็นจาก 15-20 เท่าของบรรยากาศมาที่ 4-5 เท่าของบรรยากาศ เพื่อให้สารทาความ เย็นมีอณุ หภมู ทิ เ่ี หมาะสมในการทาความเย็นเปน็ วงจรตามรูปแสดงในรูปที่ 6.4 รปู ที่ 6.3 ผลกระทบตอ่ ปรมิ าณโอโซน และสภาวะโลกร้อนของสารประกอบกลมุ่ CFC, HCFC และ HFC 165

หลักสตู ร การบริหารจัดการพลังงานไฟฟา้ การพลังงานความ รูปที่ 6.4 แสดงวฏั จักรการทาความเยน็ แบบอัดดนั ไอ ในคู่มือเล่มนี้จะเน้นเน้อื หาทว่ี ฏั จักรการทาความเยน็ แบบอดั ดันไอ ซึ่งใช้กันอยทู่ ัว่ ไป ส่วนอีกรูปแบบหน่ึง ของการทาความเย็นโดยใช้พลงั งานความร้อนเป็นหลักในการขับเคล่ือนระบบ เรียกว่า “วัฏจักรการทาความเย็นแบบ ดูดซมึ ” เชน่ ลิเธียมโบรไมด์ (LiBr) และ น้า ซึ่งจะใช้น้าเป็นสารทาความเย็น ก็ยังอาศัยหลักการเปลี่ยนแปลงสถานะ ของสสาร เช่นเดยี วกัน โดยน้าท่คี วามดนั บรรยากาศ (760 มลิ ลิเมตรปรอท) และมอี ุณหภูมิ 100oC น้าจะระเหยเป็นไอ แต่น้าท่ีความดันประมาณ 4-5 มิลลิเมตรปรอท ซ่ึงเป็นสุญญากาศน้าจะระเหยเป็นไอและดูดความร้อนจากบริเวณ โดยรอบเพื่อทาให้นา้ เปลี่ยนแปลงสถานะเปน็ ไอ การทาใหเ้ ป็นวฏั จกั รครบวงจรทาได้โดยนาสารดูดซึมน้าที่เรียกว่า “ลิ เธยี มโบรไมด์ (Lithium Bromide)” ซ่งึ เป็นแร่ธาตุตามธรรมชาติมีสถานะเป็นเกลือสามารถดูดซึมน้าได้ดี การดูดซึมน้า ดังกลา่ วของลิเธียมโบรไมดจ์ ะเกิดข้ึนภายในถงั สญุ ญากาศทเี่ รยี กว่า “Evaporator” เมื่อลิเธียมโบรไมด์ดูดซึมน้าแล้วก็ จะมีนา้ หนักเพิ่มข้นึ และเจอื จาง ทาใหส้ ามารถไหลไปอย่ทู ี่ก้นถังสุญญากาศได้ จากนั้นเคร่ืองสูบสารละลายลิเธียมโบร ไมด์และน้าจะสูบสารละลายดังกล่าวไปท่ีถังแยกน้าและลิเธียมโบรไมด์ เรียกถังดังกล่าวนี้ว่า “ถังเจนเนอเรเตอร์ (Generator)” ถังเจนเนอเรเตอร์มีหน้าที่แยกน้าออกจากลิเธียมโบรไมด์ โดยใช้แหล่งความร้อนจากภายนอกท่ีมี อณุ หภมู ิมากกว่า 80oC ขนึ้ ไป เพอื่ ทาใหน้ า้ เดือดเป็นไอ ที่ความดันบรรยากาศหรือต่ากว่าเพ่ือให้น้าเดือดเป็นไอและ แยกตวั ไดเ้ รว็ จากน้นั นา้ ทีเ่ ดือดเป็นไอนี้จะไปควบแน่นที่ถังควบแน่นท่ีเรียกว่า “คอนเดนเซอร์ (Condenser)” โดยใช้ น้าอีกวงจรหน่ึงมาทาการหล่อเย็นเพ่ือให้น้าในถังควบแน่นสามารถควบแน่นเป็นน้าและสามารถนาไประเหยในถัง สุญญากาศได้ใหม่ ส่วนลิเธียมโบรไมด์ที่ได้แยกน้าออกแล้วก็จะกลับไปดูดซึมน้าใหม่ที่ถังสุญญากาศเป็นวัฏจักร ต่อเน่ืองสมบูรณ์ จะเห็นวา่ วัฏจกั รการทาความเยน็ แบบดูดซมึ ไมก่ ่อให้เกดิ มลภาวะกับสิง่ แวดลอ้ ม เนื่องจากใช้พลังงาน ไฟฟา้ นอ้ ยมากและไมต่ อ้ งใชส้ ารประกอบกลุม่ CFC ซึ่งทาลายโอโซนในชน้ั บรรยากาศ แตข่ ณะนี้ยงั มีราคาของอุปกรณ์ แพงกวา่ วฏั จักรการทาความเยน็ แบบกดดนั ไอ และมีความยุง่ ยากในการหาแหล่งความร้อน 166

หลกั สตู ร การบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า การพลังงานความ รูปท่ี 6.5 น้าที่เปน็ สารทาความเย็นระเหยภายในถังสุญญากาศ รูปที่ 6.6 ลเิ ธยี มโบรไมด์จะทาการดูดซมึ น้า และดดู ความรอ้ นจากบรเิ วณโดยรอบ ที่ระเหยและไหลลงก้นถัง รปู ท่ี 6.7 เครอ่ื งสูบสารละลายลเิ ธียมโบรไมด์ และ รปู ที่ 6.8 ไอนา้ ท่รี ะเหยจากถงั เจนเนอเรเตอร์จะถูก นา้ สบู สารละลายดังกลา่ วไปเครอื่ งแยกน้า ทาใหค้ วบแนน่ เปน็ น้าเพ่อื นากลบั มาทา ออกจากลิเธียมโบรไมด์ที่ถังเจนเนอเรเตอร์ ความเย็นที่ถังสุญญากาศ รปู ท่ี 6.9 วัฏจักรการทาความเยน็ แบบดูดซึม 167

หลักสตู ร การบริหารจัดการพลงั งานไฟฟา้ การพลงั งานความ รปู ท่ี 6.10 ภาพจาลองแสดงการทางานของเครื่องทานา้ เยน็ แบบดูดซึม รูปที่ 6.11 เครือ่ งทาน้าเยน็ แบบดูดซึม 168

หลักสูตร การบรหิ ารจดั การพลังงานไฟฟา้ การพลังงานความ 6.1.2 ประเภทของระบบปรับอากาศ ระบบปรับอากาศในเชิงพาณชิ ย์ สามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 2 ประเภท ตามลักษณะการทาความ เย็น ดงั นี้ 1) แบบรวมศนู ยโ์ ดยใชส้ ารตัวกลาง เช่น น้าเปน็ สารในการแลกเปลี่ยนความร้อนกับอากาศในห้อง ปรับอากาศ ระบบปรบั อากาศแบบน้จี ะใชว้ ฏั จักรการทาความเยน็ แบบกดดันไอ สารทาความเย็นจะทาการแลกเปลี่ยน ความเย็นกับน้าเพ่ือทาให้น้ามีอุณหภูมิประมาณ 6-7oC ซ่ึงเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสาหรับการปรับอากาศ เม่ือน้า แลกเปล่ียนความร้อนกบั อากาศภายในห้องปรับอากาศแล้ว น้าจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น โดยท่ัวไปจะให้อุณหภูมิสูงข้ึนไม่ เกิน 12oC แล้วนาน้าดังกล่าวน้ีกลับไปลดอุณหภูมิใหม่ อุปกรณ์ลดอุณหภูมิของน้าเรียกว่า “เครื่องทาน้าเย็น” ซ่ึง ผู้ผลติ จะประกอบเครื่องอัด เครื่องควบแน่น เคร่ืองลดอุณหภูมิและอุปกรณ์ลดแรงดันเป็นชุดสาเร็จรูป ส่วนน้าที่ใช้ แลกเปลี่ยนความร้อนกับสารทาความเย็นเรียกว่า “น้าเย็น” เคร่ืองทาน้าเย็นท่ีเลือกใช้สามารถเลือกการระบายความ ร้อนท่เี ครือ่ งควบแนน่ ได้ 2 ชนิด ชนิดใช้อากาศระบายความร้อนเรียกว่า “เครื่องทาน้าเย็นแบบระบายความร้อนด้วย อากาศ” และชนิดที่ใช้น้าระบายความร้อนเรียกว่า “เครื่องทาน้าเย็นแบบระบายความร้อนด้วยน้า” ส่วนเคร่ือง แลกเปล่ยี นความรอ้ นระหว่างนา้ เยน็ และอากาศภายในห้องปรบั อากาศ เรยี กว่า “เครื่องส่งลมเย็น” หรือ “เคร่ืองจ่ายลม เยน็ ” ความแตกต่างของเครอ่ื งท้ังสอง คอื ขนาดในการทาความเย็น โดยเครอื่ งสง่ ลมเย็นจะมขี นาดทาความเย็นมากกว่า และสามารถสง่ ลมเย็นผ่านทอ่ ในระบบทอ่ สง่ ลมเยน็ ได้พืน้ ทีม่ ากกวา่ รปู ท่ี 6.12 เคร่ืองทาน้าเย็นแบบระบายความรอ้ นดว้ ยน้า 169

หลกั สตู ร การบริหารจัดการพลงั งานไฟฟ้า การพลังงานความ รปู ที่ 6.13 เคร่อื งทาน้าเย็นแบบระบายความร้อนด้วยอากาศ รูปที่ 6.14 เครอื่ งสบู น้า รูปที่ 6.15 หอผึ่งน้า ระบบปรบั อากาศแบบรวมศนู ย์น้ี สามารถใช้กับอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่และโรงงานอุตสาหกรรม ไดด้ ี เนอ่ื งจากการใช้พลังงานไฟฟ้าโดยรวมทงั้ ระบบจะใชพ้ ลังงานไฟฟา้ น้อยกวา่ แบบใชส้ ารทาความเย็นทาความเย็น โดยตรง ซ่งึ จะกลา่ วในหัวขอ้ ต่อไป 170

หลักสตู ร การบรหิ ารจดั การพลงั งานไฟฟา้ การพลงั งานความ 2) แบบใช้สารทาความเย็นทาความเยน็ โดยตรง (Direct Expansion) รปู ท่ี 6.16 แบบใชส้ ารทาความเย็นทาความเยน็ โดยตรง เครอื่ งปรบั อากาศท่ีใช้สารทาความเย็นแลกเปล่ียนกับอากาศโดยตรง หรือที่นิยมเรียกว่า Split Type หรือ Packaged Type มีหลักการทาความเยน็ เช่นเดยี วกบั วัฏจักรการทาความเย็นแบบกดดันไอ การแลกเปล่ียนความเย็น ระหวา่ งสารทาความเยน็ ที่ระเหยในขดท่อทองแดงกบั อากาศภายในห้องโดยใช้พดั ลมหมุนเวียน เพ่ือให้อุณหภูมิภายใน หอ้ งสมา่ เสมอ เคร่ืองปรับอากาศแบบนี้ โดยท่ัวไปจะมีขนาดไม่ใหญ่มากเน่ืองจากขีดจากัดของอุปกรณ์ เช่น ขนาด ของเคร่ืองอัดและเคร่ืองควบแน่น นอกจากนี้ เทคโนโลยีของระบบยังไม่สามารถออกแบบให้มีเคร่ืองอัดและเครื่อง ควบแนน่ 1 ชุดกบั เครื่องจ่ายลมเย็นหลายๆ ชุดได้ดี ท่ีทาได้ก็จะเป็นระบบแปรเปล่ียนปริมาตรสารทาความเย็นด้วย เคร่อื งปรับความเร็วรอบทช่ี ดุ เครือ่ งอัด ซ่ึงในปจั จบุ ันน้ียังมรี าคาแพง รปู ท่ี 6.17 เคร่อื งปรับอากาศแบบแยกสว่ นแบบตา่ งๆ 171

หลกั สูตร การบริหารจดั การพลังงานไฟฟา้ การพลังงานความ 6.1.3 การใช้งานระบบปรับอากาศ กอ่ นการใช้งานระบบปรับอากาศ โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ ระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์ เจ้าหน้าที่ที่มีหน้าท่ี ควบคุมดูแลการใช้งาน ควรหมั่นตรวจสอบและสังเกตเครื่องจักรและอุปกรณ์ เช่น เครื่องทาน้าเย็น เคร่ืองสูบน้าใน ระบบปรับอากาศ เคร่ืองส่งลมเย็น และหอผ่ึงน้า เป็นต้น ควบคู่ไปกับเครื่องมือวัดต่างๆ เพ่ือจะได้ทราบว่าถึงส่ิง ผดิ ปกตทิ อ่ี าจเกดิ ขึ้นจากการใชง้ านแต่ละครั้ง โดยสามารถแบ่งเปน็ หมวดหลักๆ ในการตรวจสอบและสังเกตดังนี้ 1) สภาพภายนอกทวั่ ไปของเคร่อื งจักรและอุปกรณ์ - ความสกปรกและการปนเปื้อนของอุปกรณ์ เช่น แผงกรองอากาศ และสีของน้ามันหล่อลื่นท่ี เครื่องทานา้ เยน็ เป็นต้น - การร่วั ซมึ ของระบบ เชน่ น้า น้ามนั หลอ่ ลน่ื และสารทาความเย็น เป็นต้น - การฉีกขาด เชน่ ของสายพานและฉนวน เป็นต้น - กลิ่นไหมแ้ ละกลนิ่ อับชน้ื ภายในห้อง เช่น จากมอเตอร์ที่ร้อนผิดปกติ และถาดน้าทิ้งสกปรก เปน็ ตน้ 2) มาตรวัดตา่ งๆที่ติดต้งั ไว้บนเคร่อื งจักรและอปุ กรณ์ เช่น - มาตรวัดอณุ หภูมิ - มาตรวัดความดนั - มาตรวัดอตั ราการไหล (Flow meter) ถา้ มี - มาตรวัดทางดา้ นไฟฟ้า คอื กระแสไฟฟา้ แรงดันไฟฟ้า กาลงั ไฟฟ้า (ถา้ มี) พลงั งานไฟฟา้ (ถ้ามี) - ข้อมลู วัดจากเครอื่ งควบคุมการทางานของเคร่ืองทาน้าเยน็ (Microcomputer control) 3) การทางานของอปุ กรณ์ตรวจวัดและอปุ กรณ์ควบคุมในระบบควบคุม เชน่ - เทอรโ์ มสดทั - สวติ ซ์ความดนั - สวติ ซ์ควบคมุ การไหล (Flow switch) - สวติ ซ์ลูกลอย - วาล์วควบคมุ ตา่ งๆเชน่ วาลว์ ควบคมุ การไหลของนา้ เยน็ - Magnetic Relay และ Contactor ต่างๆ 4) เสียงและความสะเทือนของเครอ่ื งจกั รและอุปกรณ์ นอกจากนจ้ี ะตอ้ งจดบันทกึ ไวท้ ุกคร้ังในสมุดบันทึก (Log book) เพื่อที่จะได้ทราบเป็นประวัติข้อมูล การใชง้ านทีผ่ า่ นมา และสามารถเปรียบเทียบกับขอ้ มลู เดิมได้ โดยขอ้ มูลที่บันทกึ ไวค้ วรมีข้อมูลอย่างน้อยตามแนวทาง ดงั น้ี - ชื่อของชา่ งทตี่ รวจพบ จดั กาลงั คนเพอื่ ตรวจตรา - ลักษณะอาการ ปญั หาทีพ่ บ - หมายเลขเครอื่ ง - วันท่ีพบหรือสงั เกตเห็น ระยะเวลาทใ่ี ชใ้ นการซ่อมบารงุ วันทีเ่ ปิด-ปดิ เครอื่ ง - สาเหตุของสิ่งผดิ ปกติ - วธิ กี ารแกไ้ ข คา่ ใชจ้ ่ายทตี่ ้องใช้ 172

หลักสตู ร การบริหารจัดการพลังงานไฟฟา้ การพลังงานความ รปู ท่ี 6.17 ลาดับขั้นตอนในการใชง้ านระบบปรับอากาศ รูปท่ี 6.18 ลาดบั ขน้ั ตอนในการใชง้ านระบบปรับอากาศ 173

หลักสตู ร การบรหิ ารจัดการพลังงานไฟฟา้ การพลงั งานความ รปู ท่ี 6.19 ลาดบั ขั้นตอนในการเปิดระบบปรับอากาศ 174

หลกั สตู ร การบริหารจดั การพลังงานไฟฟ้า การพลังงานความ หมายเหตุ: คาย่อและความหมาย WCWC หมายถงึ ระบบปรับอากาศแบบรวมศนู ย์ทใ่ี ชเ้ ครื่องทาน้าเยน็ แบบระบายความรอ้ น ด้วยน้า ACWC หมายถึง ระบบปรับอากาศแบบรวมศนู ยท์ ใ่ี ชเ้ ครอื่ งทานา้ เย็นแบบระบายความรอ้ น ดว้ ยอากาศ - WCP หมายถึง เคร่อื งปรับอากาศแบบชดุ ระบายความรอ้ นด้วยน้า - SPLIT หมายถงึ เคร่อื งปรบั อากาศท่ีใชส้ ารทาความเย็นแลกเปลี่ยนกบั อากาศโดยตรง - Chiller หมายถงึ เครื่องทานา้ เย็น - Chilled Water Pump หมายถึง เครอ่ื งสูบนา้ เยน็ - Condenser Water Pump หมายถงึ เคร่อื งสบู น้าหล่อเย็น - Cooling Tower หมายถึง หอผึง่ นา้ - AHU หมายถึง เครอ่ื งสง่ ลมเย็น - FCU หมายถงึ เคร่ืองจ่ายลมเยน็ - Valve หมายถงึ วาลว์ เปดิ -ปิด สาหรับวธิ ีการใช้งานระบบปรับอากาศแต่ละประเภทจะมีขัน้ ตอนเปน็ แนวทางเบือ้ งต้นแสดงดัง Chart ใน รปู ที่ 6.19 175

หลกั สูตร การบรหิ ารจดั การพลงั งานไฟฟา้ การพลังงานความ ตารางที่ 6.1 แสดงตวั อย่างวธิ ีการเปิดระบบปรับอากาศแต่ละประเภท หัวขอ้ รายละเอียดวิธีการเปดิ ระบบปรบั อากาศ WCWC ACWC WCP SPLIT 1. ขอ้ มูลทต่ี ้องทราบกอ่ นการเปิดระบบปรับอากาศ   1.1 เวลาเปิด-ปิดที่ผใู้ ช้ตอ้ งการ   1.2 อุณหภมู ิห้องท่ผี ้ใู ชต้ ้องการ (set point)   1.3 อุณหภมู ิภายนอก/ฤดกู าล   1.4 ระยะเวลาท่ีจะให้สลบั การใช้เครื่องทีม่ ีชุดสารอง   1.5 ไม่มี alarm เตือนใดๆเกิดข้ึนก่อนการเดินเครอ่ื ง   1.6 ภาระปรับอากาศทตี่ อ้ งการใช้ (AHU/FCU ท่จี ะเปิด)   1.7 สังเกตและจดบนั ทึกข้อมลู ที่จาเปน็ และผดิ ปกติแล้วจัดการตาม ความสาคญั และเร่งด่วน 2. วิธกี ารเปิดและปิดระบบปรบั อากาศ   2.1 ลาดบั ข้นั ตอนการเปิด 2.1.1 เปดิ AHU, FCU ทีต่ ้องการหรือไม่นอ้ ยกว่า Minimum part  - -  -- load 2.1.2 เปดิ MANUAL/MOTORIZED VALVE ของ CHILLER  -- 2.1.3 เปิด MANUAL/MOTORIZED VALVE ของ COOLING  - -  -- TOWER  - -   2.1.4 เปิด CONDENSER WATER PUMP 2.1.5 เปดิ CHILLED WATER PUMP  - - 2.1.6 เปิดพัดลม COOLING TOWER  -- 2.1.7 เปดิ CHILLER  -- 2.1.8 เปดิ AHU, FCU ส่วนทเ่ี หลือตามต้องการ  -- 2.2 ลาดบั ขน้ั ตอนการปิด  - - 2.2.1 ปิด CHILLER 2.2.2 ปิด CONDENSER WATER PUMP 2.2.3 ปิดพดั ลม COOLING TOWER 2.2.4 ปิด MANUAL/MOTORIZED VALVE ของ COOLING TOWER 2.2.5 ปดิ MANUAL/MOTORIZED VALVE ของ CHILLER 2.2.6 ปิด CHILLED WATER PUMP  - - 2.2.7 ปิด AHU, FCU   * สาหรบั ระบบ WCWC, ACWC กรณีทีต่ อ้ งการประหยดั ไฟ กอ่ นปิดทาการ ให้ปิดเฉพาะขัน้ ตอน 2.2.1 ถึง 2.2.5 กอ่ นได้ แลว้ ข้นั ตอน 176

หลักสตู ร การบรหิ ารจดั การพลังงานไฟฟา้ การพลังงานความ หวั ขอ้ รายละเอียดวิธีการเปดิ ระบบปรับอากาศ WCWC ACWC WCP SPLIT  - - 2.2.6 ถึง 2.2.7 จะทาเมื่อปิด AHU, FCU ทง้ั หมด 2.2.8 การใช้งานระบบปรับอากาศเพ่ือการอนรุ ักษพ์ ลังงาน เชน่ 1) การเพิ่มอุณหภมู ิน้าเย็นตามสภาวะการปรับอากาศ 2) การลดอุณหภูมนิ ้าหลอ่ เย็นท่ีเขา้ เครอ่ื งทาน้าเยน็ 3) การทยอยเพิ่มภาระการปรับอากาศ 4) การจัดลาดบั การใช้เคร่ืองทาน้าเยน็ ในกรณที ี่มีเครื่องทานา้ เยน็ หลายชุด 5) การให้เคร่ืองทางานแล้วหยดุ เป็นช่วง ๆ 3. ขอ้ มลู ทตี่ ้องติดตามระหวา่ งการเปดิ และปิดระบบปรบั อากาศ   3.1 ระบบเปิด-ปดิ ตามเวลาทต่ี ้องการ   3.2 อณุ หภูมิหอ้ งไดต้ ามท่ีต้องการ   3.3 มีการสลบั การใช้เครื่องเกิดขึ้น   3.4 ไมม่ ี alarm เตอื นใดๆเกิดขน้ึ ระหวา่ งและหลงั การเดนิ เครอ่ื ง   3.5 ทาความเย็นได้ตามภาระการปรับอากาศ   3.6 เครือ่ งจกั รและอุปกรณท์ กุ ชุดปิดตามข้ันตอน   3.7 สงั เกตและจดบันทกึ ขอ้ มูลทีจ่ าเปน็ และผดิ ปกติแลว้ จัดการตาม ความสาคญั และเร่งด่วน 177

หลักสตู ร การบริหารจดั การพลังงานไฟฟ้า การพลงั งานความ 6.1.4 การบารุงรักษาระบบปรับอากาศ แนวทางเบอ้ื งตน้ สาหรบั การบารุงรกั ษาระบบปรับอากาศที่ได้รวบรวมมาน้ี จะชว่ ยให้ผู้รบั ผิดชอบในงาน บารงุ รกั ษาใช้ในการวเิ คราะหห์ าสาเหตุ และแกไ้ ขขอ้ ขดั ข้องตา่ งๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ จากการใช้งานรวมทัง้ สามารถประยุกต์ให้ เกดิ การอนุรักษ์พลังงานจากการใช้งานและบารงุ รักษาได้ 1) ตวั อยา่ งแนวทางเบ้อื งต้นสาหรับการบารงุ รักษาเครื่องทาน้าเย็น ช่องมอง จอแสดงผลและ น้ามันหลอ่ ล่นื ชุดควบคมุ การ ทางานของน้า เยน็ จุดตรวจสอบรอยร่วั บริเวณทม่ี ักมกี ารรว่ั ซมึ ของสารทาความเยน็ ของระบบทอ่ นา้ รูปท่ี 6.20 แนวทางเบือ้ งต้นสาหรบั การบารุงรกั ษาเครอื่ งทาน้าเย็น 178

หลกั สูตร การบริหารจดั การพลังงานไฟฟา้ การพลงั งานความ 2) ตัวอย่างแนวทางเบอ้ื งต้นสาหรบั การบารุงรกั ษาหอผงึ่ นา้ บริเวณท่ตี อ้ งตรวจสอบกระแสไฟฟา้ สายพาน หรือนา้ มันหลอ่ ลน่ื ของชุดเกยี ร์ บริเวณท่ตี ้องตรวจสอบการรั่วของนา้ วาลว์ ลูกลอย เพอื่ ตรวจสอบระดับน้าลน้ รปู ที่ 6.21 แนวทางเบ้ืองต้นสาหรบั การบารุงรักษาหอผ่งึ น้า 3) ตวั อย่างแนวทางเบอื้ งต้นสาหรับการบารุงรักษาเครื่องสูบนา้ บรเิ วณท่ีต้องตรวจสอบการ บริเวณท่ีต้องตรวจสอบ รว่ั ซึมของน้า ความรอ้ น กระแสไฟฟ้า บริเวณท่ตี ้อง ตรวจสอบเสียง บริเวณท่ีต้องตรวจสอบความสั่นสะเทอื น รปู ที่ 6.22 แนวทางเบือ้ งตน้ สาหรบั การบารุงรกั ษาเคร่อื งสูบน้า 179

หลักสตู ร การบรหิ ารจัดการพลงั งานไฟฟา้ การพลังงานความ 4) ตัวอย่างแนวทางเบื้องต้นสาหรับการบารุงรกั ษาเคร่ืองส่งลมเยน็ จดุ ท่ตี ้องตรวจสอบ กระแสไฟฟ้า ความรอ้ น และการสน่ั สะเทือน จุดท่ตี ้องตรวจสอบเสียง การ หล่อลนื่ ความตึงของสายพาน บรเิ วณทต่ี อ้ งตรวจสอบ รอยรวั่ ของท่อน้า รูปที่ 6.23 แนวทางเบือ้ งตน้ สาหรับการบารุงรักษาเครอื่ งส่งลมเย็น 180

หลักสูตร การบรหิ ารจดั การพลังงานไฟฟ้า การพลงั งานความ 5) ตัวอยา่ งข้อแนะนาในการตรวจสอบและบารงุ รักษาการทางานของระบบปรับอากาศขนาด ใหญใ่ นระยะเวลาตา่ ง ๆ ตารางท่ี 6.2 (ก) เคร่ืองทาน้าเยน็ มีแนวทางเบ้ืองตน้ ในการตรวจสอบ ดังนี้ หวั ข้อ รายการตรวจสอบ ทุกวัน ทุกเดอื น ทุก ทกุ ปี 6 เดือน  1. เครือ่ งอดั (Compressor)  1.1 ตรวจสอบความดันน้ามันหลอ่ ลื่นดา้ น High    1.2 ตรวจสอบความดนั น้ามนั หลอ่ ล่ืนด้าน Low    1.3 ตรวจสอบ CUTOUT SETTING ของความดัน  นา้ มันหลอ่ ลน่ื 1.4 ตรวจสอบอุณหภมู ขิ องนา้ มันหล่อลืน่ 1.5 ตรวจสอบ Oil Heater 1.6 ตรวจสอบระดับน้ามนั หล่อล่นื เพอ่ื ตรวจเตมิ 1.7 ตรวจสอบระบบการไหลกลบั ของนา้ มนั หลอ่ ลน่ื จาก Compressor 1.8 เปลย่ี นถ่ายนา้ มนั หลอ่ ลืน่ หรอื ตามระยะเวลา 1.9 เปล่ยี นไสก้ รองนา้ มันหล่อล่นื หรือตามระยะเวลา 1.10 ตรวจสอบความดนั ของสารทาความเย็นใน Evaporator  1.11 ตรวจสอบความดันของสารทาความเย็นใน Condenser  1.12 ตรวจสอบอุณหภูมิของสารทาความเย็นใน Evaporator  1.13 ตรวจสอบอุณหภูมขิ องสารทาความเย็นใน Condenser  1.14 ตรวจสอบกระแสไฟป้อนแต่ละเฟส  1.15 ตรวจสอบแรงเคล่ือนไฟฟา้ แต่ละเฟส  1.16 ตรวจสอบกาลังไฟฟ้า  1.17 ตรวจสอบ Power Factor  1.18 ตรวจสอบอณุ หภมู ขิ ดลวด  1.19 ตรวจสอบช่ัวโมงการทางาน  1.20 ตรวจสอบ % LOAD  2. เครอื่ งควบแน่น (Condenser)  2.1 ตรวจสอบอณุ หภูมิน้าหลอ่ เยน็ ด้านเข้า  2.2 ตรวจสอบอณุ หภมู นิ ้าหล่อเย็นด้านออก  2.3 ตรวจสอบความดนั ของน้าหล่อเย็นด้านเข้า  2.4 ตรวจสอบความดันของน้าหลอ่ เยน็ ดา้ นออก 2.5 ตรวจสอบสวิตซ์ควบคุมการไหล (Flow switch)  2.6 ตรวจสอบ Pipe Connection  181

หลักสูตร การบริหารจัดการพลังงานไฟฟา้ การพลังงานความ หัวข้อ รายการตรวจสอบ ทุกวนั ทุกเดอื น ทกุ ทุกปี 6 เดือน 3. อแี วปอเรเตอร์ (Evaporator)  3.1 ตรวจสอบอุณหภมู ิน้าเย็นด้านเขา้  3.2 ตรวจสอบอุณหภมู ิน้าเยน็ ด้านออก  3.3 ตรวจสอบความดนั ของน้าเยน็ ด้านเข้า  3.4 ตรวจสอบความดันของน้าเยน็ ดา้ นออก 3.5 ตรวจสอบสวิตซ์ควบคุมการไหล (Flow switch)  3.6 ตรวจสอบ Pipe Connection  3.7 ตรวจสอบ FROST DEVICES  3.8 ตรวจสอบ SIGHT GLASS  3.9 เปล่ยี น REFRIGERANT DRYER  4. ระบบไฟฟ้าและระบบควบคมุ  4.1 ตรวจสอบ FUSE  4.2 ตรวจสอบ CONTROL RELAY  4.3 ตรวจสอบและกวดขันข้วั ต่อสายไฟ  4.4 ตรวจสอบ CURRENT LIMITING CONTROL  4.5 ตรวจสอบ COMPRESSOR WINDING 5. อ่นื ๆ 5.1 ตรวจสอบข้อมูลใน LOG SHEET ที่บนั ทกึ ไว้  5.2 ตรวจสอบสภาพภายนอก เชน่ ระดับแทน่ เคร่อื ง, สปรงิ   กนั สะเทอื น, ฉนวนกนั ความรอ้ น, สายไฟ 5.3 ตรวจสอบการทางานของ VALVE ตา่ งๆหนา้ เครอ่ื ง 182

หลักสูตร การบรหิ ารจัดการพลงั งานไฟฟ้า การพลังงานความ ตารางที่ 6.3 (ข) หอผึง่ น้า มแี นวทางเบื้องตน้ ในการตรวจสอบ ดงั น้ี หัวขอ้ รายการตรวจสอบ ทกุ วัน ทุก ทกุ เดือน ทุก ทกุ ปี สปั ดาห์ 6 เดือน 1. พดั ลม 1.1 ตรวจเสยี งดงั ผดิ ปกติ   1.2 ตรวจการสนั่ สะเทอื น   1.3 กวดน๊อต  1.4 ทาความสะอาด 1.5 ตรวจสอบล่ิม 2. มอเตอร์ขบั   2.1 ตรวจเสียงดงั ผดิ ปกติ  2.2 กวดน๊อต   2.3 ทาความสะอาด  2.4 ตรวจข้ัวตอ่ ของสายไฟ 2.5 วดั กระแสท่ใี ช้ 2.6 วดั แรงดันไฟฟ้า 3. เกียร์  3.1 ตรวจสอบเสียงดังผดิ ปกติ  3.2 ตรวจการร่วั ซึมของน้ามนั เกยี ร์ 3.3 ตรวจระดับนา้ มนั เกยี ร์  3.4 ตรวจน้าในน้ามันเกยี ร์  3.5 กวดน๊อต  3.6 ทาความสะอาด  3.7 เปลย่ี นนา้ มันเกียร์  4. ฟลิ เลอร์  4.1 ทาความสะอาด 5. ระบบจา่ ยนา้  5.1 ตรวจการอุดตัน  5.2 ทาความสะอาด  5.3 ตรวจความเร็วรอบ 6. เปลือกนอก/ตวั ถัง 183

หลักสตู ร การบริหารจดั การพลงั งานไฟฟา้ การพลังงานความ หัวข้อ รายการตรวจสอบ ทกุ วัน ทุก ทกุ เดอื น ทกุ ทุกปี 6.1 กวดน๊อต สปั ดาห์ 6 เดือน 6.2 ทาความสะอาด  7. ลกู ลอย  7.1 ตรวจการรว่ั ซึม  8. ฐานมอเตอร์ 8.1 ตรวจความแข็งแรง  9. ช่องทางลมเขา้  9.1 ทาความสะอาด  10. ระบบนา้ ทิง้ 10.1 ตรวจระบายนา้ ทิ้ง ตารางที่ 6.4 (ค) เคร่ืองสบู นา้ มแี นวทางเบื้องตน้ ในการตรวจสอบ ดงั น้ี หัวข้อ รายการตรวจสอบ ทุกวนั ทกุ เดือน ทุก ทุกปี 6 เดือน  1. ตรวจสอบ COUPLING และ ALIGNMENT   2. ตรวจสอบ BEARINGS เพอื่ ตรวจเติมจาระบี   3. ตรวจสอบ MECHANICAL SEAL  4. ตรวจสอบ FLEXIBLE JOINT  5. ตรวจสอบการทางานของ VALVE หนา้ เครือ่ งสูบนา้  6. ทาความสะอาด STRAINER  7. ตรวจสอบและกวดขนั ขว้ั ตอ่ สายไฟ 8. ตรวจสอบแผงไฟฟ้าควบคมุ 9. ตรวจสอบความดันดา้ นดูด  10. ตรวจสอบความดันดา้ นส่ง  11. ตรวจสอบกระแสไฟฟ้าป้อนแตล่ ะเฟส  12. ตรวจสอบแรงเคล่อื นไฟฟา้ แตล่ ะเฟส  13. ตรวจสอบช่ัวโมงการทางาน  14. ตรวจสอบข้อมลู ใน LOG SHEET ท่บี ันทกึ ไว้  15. ตรวจสอบสภาพภายนอก เช่นระดับแทน่ เคร่อื ง, สปรงิ กนั สะเทือน, สายไฟ 184

หลกั สตู ร การบริหารจดั การพลงั งานไฟฟ้า การพลังงานความ ตารางท่ี 6.5 (ง) เครือ่ งสง่ ลมเยน็ มีแนวทางเบ้ืองต้นในการตรวจสอบ ดังนี้ หวั ขอ้ รายการตรวจสอบ ทุกวนั ทุกเดอื น ทกุ ทุกปี 6 เดือน  1. ทาความสะอาด AIR FILTER    2. ตรวจสอบ BEARING เพื่อตรวจเตมิ จาระบี   3. ตรวจสอบความตงึ ของสายพาน   4. ตรวจสอบอุปกรณ์ THERMOSTAT  5. ตรวจสอบการทางานของ CONTROL VALVE  6. ตรวจสอบการทางานของ BALANCING VALVE  7. ตรวจสอบการทางานของ AIR DAMPER  8. ตรวจสอบรอยร่วั ของ Cooling Coil 9. ทาความสะอาด Cooling Coil  10. ทาความสะอาดถาดรองรบั น้าท้งิ 11. ตรวจสอบและกวดขันขอ้ ต่อสายไฟ 12. ตรวจสอบแผงไฟฟา้ ควบคุม 13. ตรวจสอบอุณหภมู ิน้าเยน็ เข้า  14. ตรวจสอบอณุ หภมู นิ ้าเย็นออก  15. ตรวจสอบอุณหภมู ิ/ความชน้ื ของลมจา่ ย  16. ตรวจสอบอณุ หภูมิ/ความชื้นของลมกลบั  17. ตรวจสอบกระแสไฟป้อนแตล่ ะเฟส  18. ตรวจสอบแรงเคล่ือนไฟฟ้าแต่ละเฟส  19. ตรวจสอบช่ัวโมงการทางาน  20. ตรวจสอบข้อมลู ใน LOG SHEET ทบี่ ันทกึ ไว้  21. ตรวจสอบสภาพภายนอก เช่น ระดับแท่นเครื่อง, สปริง กนั สะเทือน, สายไฟฟา้ 6.1.5 ประสทิ ธิภาพของเครอื่ งทาความเย็น การแสดงใหเ้ ห็นถึงประสิทธิภาพของสมรรถนะเคร่ืองทาน้าเยน็ สามารถแสดงใหเ้ ห็นไดโ้ ดย 1) สัมประสิทธิ์ของสมรรถนะ (Coefficient of Performance) สัมประสิทธิข์ องสมรรถนะ (COP) เป็นค่าท่ีแสดงประสิทธิภาพของวัฏจักรการทาความเย็น คือ อตั ราสว่ นระหว่างพลังงานทเี่ ครอื่ งสามารถทาความเยน็ ไดต้ ่อพลังงานที่ต้องใช้ โดยทั่วไปประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ ความร้อนจะมคี ่าน้อยกว่า 1 แต่สาหรบั วฏั จักรการทางานความเยน็ ต่างจากเครอ่ื งยนต์ความร้อน เพราะเครื่องทาความ เยน็ นั้นทาหนา้ ท่ีเป็นป๊ัมสาหรับถ่ายเทความร้อน ฉะน้ันเปรียบเทียบงานที่ทาในเคร่ืองอัดกับความสามารถในการทา ความเย็นแลว้ ความสามารถในการทาความเยน็ จะมีมากกว่า COP = ความสามารถในการทาความเยน็ (kWr) พลังงานความรอ้ นเทยี บเทา่ ของ Compressor (kW) 185


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook