ความภาคภูมิใจ/รางวัลทไ่ี ด้รับ ได้แก่ 1. ไดเ้ ปน็ โรงเรยี นชาวนาแหง่ แรกของจงั หวัดอ่างทอง 2. ได้รับรางวัลพระราชทานเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ อาชีพทานา ปี พ.ศ.๒๕๕๐ จากกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ 3. ไดร้ ับการยกยอ่ งให้เป็นเกษตรกรปราดเปรอ่ื งด้านการผลิตข้าว ปี พ.ศ.๒๕๕๘ - 84 -
นางสุรินทร์ แกว้ ออ่ น วิทยากรถ่ายทอดความร้ใู ห้กับผเู้ รียน และเป็นภาคเี ครือข่ายของสานักงาน กศน.จงั หวดั อ่างทอง ประวตั ิส่วนตัว วนั เดือน ปี เกดิ : ๕ พฤษภาคม พ.ศ.2๔๙๖ ทอ่ี ยู่ : บ้านเลขท่ี ๖๑ หมู่ท่ี ๓ ตาบลไชโย อาเภอไชโย จงั หวดั อา่ งทอง อาชีพ : คา้ ขาย องค์ความรู/้ การถ่ายทอดความรู้ นางสุรินทร์ แก้วอ่อน เป็นประธานกล่มุ สตรีเกษตรแปรรปู สมนุ ไพรอาเภอไชโย ได้มคี วามคิด ที่จะนาสมุนไพรท่ีมีรสชาติฝาดและขม เช่น มะกรูด ตาลึง บอระเพ็ด เขียวไข่กา เป็นต้น ซึ่งเป็น สมุนไพรในการประกอบอาหารในชีวิตประจาวันมาแปรรูป ตัวอย่างเช่น มะกรูด ซึ่งเดิมจะใช้แต่ผิว นามาทาอาหารและมาผสมกับพริกแกงเท่านั้น ส่วนอื่น ๆ ของมะกรูดที่ไม่ได้ใช้ ก็นาไปท้ิงโดยไม่เกิด ประโยชน์ จากความเสียดาย จึงได้นาผลมะกรูดท่ีเหลือมาเช่ือมเพ่ือแปรรูป ซึ่งทาการทดลอง หลายคร้ังจึงประสบผลสาเร็จ ต่อมาได้นาสมุนไพรอื่น ๆ มาแปรรูปเช่นเดียวกันกับมะกรูด เพ่ือเพ่ิม ความหลากหลายในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ ในปี พ.ศ.๒๕๓๙ ได้นาผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไปวางขาย ตามตลาด จนเรมิ่ มผี ู้สนใจเขา้ มาดูงาน ศึกษาเรยี นรู้ จนเปน็ ท่ีรจู้ ักในปจั จบุ นั ความภาคภมู ิใจ/รางวัลท่ีได้รับ ได้แก่ 1. ไดผ้ ่านการรบั รองคณุ ภาพจากสานกั งานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 2. ไดร้ บั รางวลั หน่ึงตาบล หนง่ึ ผลติ ภัณฑไ์ ทย (OTOP) ระดบั ๒ ดาว - 85 -
นางนงนชุ คาคง วทิ ยากรถา่ ยทอดความรู้ให้กบั ผู้เรยี น และเป็นภาคเี ครือข่ายของสานักงาน กศน.จงั หวัดอ่างทอง ประวัติส่วนตัว วัน เดือน ปี เกิด : 2๗ ตุลาคม พ.ศ.2๔๙๓ ทีอ่ ยู่ : บา้ นเลขที่ 55/3 หมู่ที่ ๒ ตาบลบา้ นแห อาเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง อาชพี : เกษตรกร องคค์ วามรู้/การถา่ ยทอดความรู้ นางนงนุช คาคง หรือ ผู้ใหญ่จอย ได้นาแนวคิดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และหลัก “3 ห่วง 2 เง่ือนไข” ประกอบด้วย “พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน” บนเง่ือนไข “ความรู้ และคุณธรรม” มาใช้ในการดาเนินชีวิต และถ่ายทอด ให้กับประชาชนให้รู้จักวิธีคิดท่ีจะดารงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข โดยสละท่ีดินส่วนตัว จานวน 60 ไร่ จัดต้ังเป็นศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบเพื่อนพ่ึง (ภาฯ) ยามยาก ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 เป็นต้นมา ทาให้ โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเศรษฐกิจชุมชน ของผู้ใหญ่จอยเริ่มเป็นท่ีรู้จักและแพร่หลายไปทั่ว เพราะนอกจากจะเป็นวิทยากรภาคสนามบรรยายให้ความรู้จากประสบการณ์ตรงแล้ว ผู้ใหญ่จอย ยังทาหน้าที่เป็นครูพิเศษภาคสนามให้กับทางมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ที่ได้ขอเข้าไป ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมภายในศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบเพื่อนพ่ึง (ภาฯ) ยามยาก เพื่อนาองค์ความรู้ ไปปรับปรุงเนื้อหาในการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ในด้านการแปรรูปสินค้าเกษตร ได้แก่ ผลิตภัณฑ์กล้วยอบแผ่นท่ไี ดม้ าตรฐาน การถ่ายทอดความรู้ของ นางนงนุช คาคง หรือผู้ใหญ่จอย ได้เป็นวิทยากรให้ความรู้แก่ชาวบ้าน ผู้ที่สนใจ และเป็นวิทยากรให้กับหน่วยงานต่าง ๆ โดยมีฐานการเรียนรู้ต่าง ๆ จานวน 5 ฐาน - 86 -
การเรียนรู้ ได้แก่ ฐานแรก คือ ฐานน้าหมักชีวภาพ สอนการทาน้าพ่อน้าแม่ สารจับใบ และสาร ไล่แมลงต่าง ๆ ฐานท่ีสอง คือ การทาน้ายาเอนกประสงค์ สอนการทานา้ ยาล้างจาน ยาสระผม น้ายา ซักผ้า ครีมนวดผม ถือว่าเป็นของใช้ท่ีจาเป็นในชีวิตประจาวันท่ีเราสามารถทาเองได้ ไม่ต้องไปซื้อ ให้สิ้นเปลือง ฐานท่ีสาม คือ น้าส้มควันไม้ สอนวิธีการเผาถ่าน เพื่อให้ได้น้าส้มควันไม้สาหรับใช้ เป็นสารในการไล่แมลง ฐานที่ส่ี คือ การทาปุ๋ยหมักชีวภาพ สอนการทาปุ๋ยหมักชีวภาพ สูตรต่าง ๆ และฐานที่หา้ คอื เกษตรอนิ ทรีย์ สอนวิธีการใชป้ ุ๋ย การทาแปลงผกั ปลกู พชื ต่าง ๆ ความภาคภมู ใิ จ/รางวลั ที่ไดร้ ับ ไดแ้ ก่ 1. ได้รับรางวัลเกียรติบัตรการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งท่ี 2 ประเภท ประชาชนทัว่ ไป ปี พ.ศ.2553 2. ได้รับรางวัลชมเชย การประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 2 ด้านนกลุ่มเกษตรทฤษฎใี หม่ (กลมุ่ ชนชนตน้ แบบเพอื่ นพึ่ง (ภา) ยามยาก) ปี พ.ศ.2553 3. ไดร้ ับรางวัลพระราชทานกองทุนแม่ของแผน่ ดิน ปี พ.ศ.2552 ๔. ไดร้ บั รางวลั อาสาสมคั รดเี ดน่ แห่งชาติ ปี พ.ศ.2551 ๕. ไดร้ ับรางวลั หมบู่ า้ นเศรษฐกิจพอเพยี งดเี ด่น ระดบั ประเทศ ปี พ.ศ.2550 - 87 -
นายพรชัย บญุ รื่น วทิ ยากรถ่ายทอดความรูใ้ ห้กับผู้เรียน และเปน็ ภาคีเครือข่ายของสานักงาน กศน.จังหวัดอ่างทอง ประวัติส่วนตัว วัน เดือน ปี เกิด : 22 พฤษภาคม พ.ศ.2520 ที่อยู่ : บา้ นเลขที่ 77 หมทู่ ี่ 8 ตาบลบางเจ้าฉา่ อาเภอโพธิ์ทอง จังหวดั อ่างทอง อาชีพ : ธุรกิจส่วนตัวด้านจกั สาน องคค์ วามร้/ู การถา่ ยทอดความรู้ นายพรชัย บุญรื่น หรือ ครูอ๊อด ประธานกลุ่มสานศิลป์บางเจ้าฉ่า และเป็นเจ้าของ “สถานีการเรียนรู้บ้านครูอ๊อด” เป็นผู้ท่ีมีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ในการออกแบบ ลวดลายผลิตภัณฑ์งานจักสานบ้านบางเจ้าฉ่า ซึ่งจากเดิมท่ีมีความรู้ในด้านการจักสานอยู่แล้ว และมี แนวคิดท่ีต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์งานจักสานให้มีลวดลาย สีสัน สวยงาม เข้ากับยุคสมัย จึงได้ศึกษา เรียนรู้การออกแบบผลิตภัณฑ์ด้วยตนเอง จนนาความรู้ที่ได้รับมาพัฒนา ดัดแปลง ออกแบบงานจักสาน ให้เกิดเป็นลวดลายใหม่ ๆ ไดต้ ามความต้องการ เช่น ลายมัดหมี่ ลายจิ๊กซอว์ ลายนา้ ไหล และลวดลาย ประยุกต์อื่น ๆ อีกมายมาย ทาให้เป็นที่น่าสนใจ และยังเป็นการสร้างมูลค่าทางการตลาดให้กับผลิตภัณฑ์ ได้อีกด้วย นอกจากนี้ นายพรชัย บุญรื่น หรือ ครูอ๊อด ยังเป็นผู้ที่ต้องการอนุรักษ์ สืบสาน วัฒนธรรม การจักสานของบ้านบางเจ้าฉ่าให้คงอยู่ไว้ตลอดไป โดยได้ถ่ายทอดความรู้ในด้านการจักสาน การออกแบบลวดลายผลิตภัณฑ์ ให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ในชุมชน และจังหวัดอ่ืน ๆ รวมถึงยังเป็น วทิ ยากรใหค้ วามรแู้ ก่หน่วยงานราชการ เอกชน และสถาบันการศกึ ษาต่าง ๆ อกี มากมาย - 88 -
ความภาคภูมใิ จ/รางวัลทไ่ี ดร้ ับ ไดแ้ ก่ 1. ได้รับรางวัลชนะเลิศ การประกวดจักสานไม้ไผ่ ประเภท กระเป๋าถือสุภาพสตรี ปี พ.ศ.2553 จากกรมสง่ เสริมการเกษตร 2. ไดร้ ับรางวัลชนะเลศิ โครงการประกวดผลงานศลิ ปหัตถกรรมพ้ืนบา้ นไทย ประเภทจักสาน แนวร่วมสมัย ปี พ.ศ.2556 จาก 3 หน่วยงานจัดร่วมกัน ได้แก่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย กระทรวง วฒั นธรรม และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จากัด 3. ได้รับรางวัลชนะเลิศ การประกวดชุมชนแห่งการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น งานมหกรรมสดุ ยอดภูมปิ ัญญาไทย ปี พ.ศ.2558 จากกรมการพฒั นาชุมชน 4. รางวลั วัฒนคณุ าธร ดา้ นศลิ ปะ ประเภทบคุ คล ปี พ.ศ.2558 จากกระทรวงวฒั นธรรม 5. ได้รับคัดเลือกเป็นผลิตภัณฑ์เอกลักษณ์จากเสน่ห์ไทยนิยม (OTOP Signature) งานศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP กา้ วไกลดว้ ยพระบารมี ปี พ.ศ.2560 จากกรมการพฒั นาชุมชน - 89 -
กจิ กรรมทา้ ยบทที่ ๓ คาชี้แจง ให้ผเู้ รยี นตอบคาถามและทากิจกรรมตอ่ ไปน้ี 1. จงบอกความหมายของคาต่อไปน้ี ภมู ปิ ญั ญา หมายถงึ .................................................................................................. .............................................................. .................................................................................................. .............................................................. .............................................................................................. .................................................................. .................................................................................................. .............................................................. ................................................................................................................................................................ .................................................................................................. .............................................................. ปราชญ์ชาวบ้าน หมายถงึ .................................................................................................. .............................................................. .................................................................................................. .............................................................. .............................................................................................. .................................................................. .................................................................................................. .............................................................. ................................................................................................................................................................ .................................................................................................. .............................................................. 2. จงอธิบายถงึ ความแตกตา่ งระหว่างภมู ปิ ญั ญากบั ปราชญ์ชาวบ้าน .................................................................................................. .............................................................. .................................................................................................. .............................................................. ................................................................................................................................................................ .................................................................................................. .............................................................. .................................................................................................. .............................................................. .................................................................................................. .............................................................. 3. ใหผ้ เู้ รยี นแบ่งกล่มุ 3 – 5 คน สารวจภมู ิปัญญาในท้องถ่ิน และปราชญช์ าวบ้านในชุมชนของผู้เรยี น พรอ้ มนาเสนอในการพบกล่มุ - 90 -
๔. จากการท่ีผู้เรียนศึกษา เรื่อง ภมู ิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านของจังหวัดอ่างทองแลว้ ผู้เรียนมีความรู้ ความเขา้ ใจในเร่ือง ภมู ปิ ัญญาและปราชญช์ าวบา้ นของจังหวดั อา่ งทอง อยา่ งไร .................................................................................................. .............................................................. .................................................................................................. .............................................................. ................................................................................................................................................................ .................................................................................................. .............................................................. .................................................................................................. .............................................................. .................................................................................................. .............................................................. ............................................................................................... ................................................................. .................................................................................................. .............................................................. ................................................................................................................................................................ ๕. ผู้เรียนสามารถค้นคว้าหาความรู้ในเรื่อง ภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านของจังหวัดอ่างทอง จากแหลง่ ข้อมลู ใดบ้าง หนังสอื เรยี น อนิ เทอรเ์ นต็ หอ้ งสมดุ บุคคลในชุมชน/ท้องถิ่น อ่นื ๆระบุ…………………………….................……… ๖. ผู้เรียนสามารถนาความรู้ในเรื่อง ภูมิปัญญาและปราชญ์ชาวบ้านของจังหวัดอ่างทอง ไปปรับใช้ ในชีวติ ประจาวันได้อย่างไรบ้าง .................................................................................................. .............................................................. ............................................................................................... ................................................................. .................................................................................................. .............................................................. ................................................................................................................................................................ .................................................................................................. .............................................................. .................................................................................................. .............................................................. ................................................................................................................................................................ .................................................................................................. .............................................................. .................................................................................................. .............................................................. ...................................................................................... .......................................................................... .................................................................................................. .............................................................. ................................................................................................................................................................ - 91 -
บทท่ี 4 แหลง่ ทอ่ งเทีย่ วของจงั หวัดอา่ งทอง สาระสาคญั เนื้อหาสาระเกี่ยวกับ แหล่งท่องเท่ียวทางประวัติศาสตร์ โบราณสถาน ศาสนสถาน แหลง่ ศิลปกรรมอนั ทรงคณุ ค่า และธรรมชาติทอ้ งถิ่นของจังหวดั อา่ งทอง ผลการเรยี นรู้ทคี่ าดหวัง 1. อธบิ ายแหล่งท่องเท่ยี วทสี่ าคัญของจังหวัดอ่างทอง 2. ตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดอ่างทอง ขอบขา่ ยเนือ้ หา เรื่องที่ 1 แหล่งท่องเทย่ี วอาเภอเมืองอ่างทอง เรือ่ งท่ี 2 แหลง่ ท่องเทีย่ วอาเภอไชโย เรอ่ื งท่ี 3 แหลง่ ท่องเที่ยวอาเภอปา่ โมก เรอื่ งที่ 4 แหล่งท่องเทย่ี วอาเภอโพธทิ์ อง เรื่องท่ี 5 แหลง่ ท่องเที่ยวอาเภอแสวงหา เรอ่ื งที่ 6 แหล่งท่องเทย่ี วอาเภอวเิ ศษชัยชาญ เร่ืองที่ 7 แหลง่ ท่องเที่ยวอาเภอสามโก้ ส่ือประกอบการเรียนรู้ 1. หนงั สอื แบบเรยี น 2. อนิ เทอร์เน็ต 3. แหลง่ เรยี นรู้ - 92 -
แหล่งทอ่ งเทีย่ วของจงั หวัดอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เป็นจังหวัดขนาดเล็ก มีแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งท่ีน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแหลง่ ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ซง่ึ มโี บราณสถาน โบราณวตั ถุ ศลิ ปวฒั นธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และธรรมชาติที่สรรค์สร้างจนเป็นเอกลักษณ์ของเมืองอ่างทอง ซ่ึงจะนาเสนอแหล่งท่องเท่ียว ของจังหวัดอ่างทอง เพื่อเป็นข้อมูลในการศึกษาค้นคว้า และเป็นแหล่งเรียนรู้ท่ีเกี่ยวกับโบราณสถาน โบราณวัตถุ และแหล่งศิลปกรรมอันทรงคุณค่าของท้องถ่ินให้กับผู้เรียน อันจะส่งผลให้ผู้เรียนรู้จัก รักและหวงแหนท้องถิ่นของตน และเป็นแนวทางในการศึกษา สืบค้นข้อมูลให้เกิดการเรียนรู้อย่าง ต่อเน่ือง รวมท้ังร่วมกันอนุรักษ์โบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัฒนธรรมของท้องถ่ิน ให้คงอยู่สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถ่ิน และแหล่งท่องเท่ียวของจังหวัดอ่างทอง อยา่ งตอ่ เนื่องยาวนานตอ่ ไป เร่ืองท่ี 1 แหล่งท่องเท่ยี วอาเภอเมืองอา่ งทอง วัดสงั กระต่าย บริเวณภายนอกโบสถ์โบราณของวัดสังกระต่าย ที่มา : https://thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/4371 - 93 -
ทีอ่ ยู่ : ตาบลศาลาแดง อาเภอเมืองอ่างทอง จังหวดั อ่างทอง ประวัตคิ วามเปน็ มา วัดสังกระต่าย เป็นสถานท่ีท่องเท่ียวแห่งใหม่ในจังหวัดอ่างทอง ซึ่งมีความโดดเด่น คือ ตัวโบสถ์เก่าแก่มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ข้ึนปกคลุมรอบโบสถ์ 4 ต้น รวมถึงปกคลุมภายในโบสถ์ด้วย โดยภายในโบสถ์มีท้ังหมด 3 ห้อง ภายในห้องแรกมพี ระบชู า คือ หลวงพ่อแกน่ เมอ่ื เข้ามาในห้องใหญ่ มพี ระประธานองค์ใหญ่ 1 องค์ คือ หลวงพ่อวันดี และมีขนาดย่อมลงมา คือ หลวงพ่อศรี และหลวงพ่อสุข ส่วนห้องสุดท้ายเป็นห้องว่างเปล่า ตัวโบสถ์ไม่มีหลังคาแต่มีความร่มร่ืน เน่ืองจากอาศัยร่มเงา ของต้นโพธ์ิท่ีปกคลุมจนเปรียบเสมือนหลังคา ส่วนผนังโบสถก์ ็อยู่ในสภาพท่ีเก่าแก่ ทรุดโทรม แตกหัก แต่คงสภาพอยู่ได้โดยไม่พังทลายลงมา เพราะได้รากของต้นโพธ์ิ ทั้ง 4 ต้น ที่ข้ึนอยู่ 4 มุม ได้ชอนไช ยึดผนงั โบสถไ์ วท้ ้งั หลงั อยา่ งแนน่ หนา วัดสังกระต่ายเป็นวัดร้างท่ีเหลือแต่โบสถ์โบราณมีอายุหลายร้อยปี โดยเมื่อมองอยู่ห่าง ๆ จะเห็นเหมือนมีเพยี งต้นโพธิ์ แตพ่ อเข้าไปดใู กลๆ้ ก็จะพบว่าด้านลา่ งของต้นโพธ์เิ ปน็ โบสถ์โบราณ จุดเดน่ ของวัดสงั กระต่าย โบสถ์เก่าแก่อายุหลายร้อยปี ถูกสร้างก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา มีต้นโพธ์ิ 4 ต้น ข้ึนโอบล้อม โบสถ์ ซง่ึ เป็นสิง่ มหศั จรรยท์ างโบราณสถาน . หลวงพ่อวนั ดี (องคก์ ลาง) และหลวงพ่อศรี หลวงพ่อสุข ท่ีมา : https://angthong.mots.go.th/news_view.php?nid=604 แผนทกี่ ารเดินทาง - 94 -
วัดต้นสน บริเวณดา้ นหน้าของวดั ตน้ สน ทม่ี า : http://www.siamfreestyle.com/photos/angthong ทอ่ี ยู่ : ถนนเทศบาล 2 ตาบลตลาดหลวง อาเภอเมืองอา่ งทอง จังหวดั อา่ งทอง ประวัตคิ วามเป็นมา วัดต้นสน สันนิษฐานว่าสร้างข้ึนในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประมาณปี พ.ศ.2310 แตไ่ ม่มกี ารจดบนั ทึกประวัติเปน็ หลกั ฐานแน่ชดั จึงเลา่ สืบตอ่ กันมาวา่ วัดชารดุ ทรดุ โทรมมาก เกือบจะ กลายเป็นวัดร้าง ต่อมาในปี พ.ศ. 2488 พระราชสุวรรณโมลี อดีตเจ้าคณะจงั หวัดอ่างทอง ได้บูรณะ ก่อสร้างเสนาสนะต่าง ๆ ข้ึน และขยายอาณาเขตให้กว้างขวาง พระราชสุวรรณโมลี ได้เร่ิมสร้าง พระพุทธรูปองค์ใหญ่นามว่า “สมเด็จพระพุทธนวโลกุตร ธัมมบดีศรีเมืองทอง” หรือ “สมเด็จพระศรี เมืองทอง” พระพุทธรูปศักด์ิสิทธ์ิที่พุทธศาสนิกชนจังหวัดอ่างทองและจังหวัดใกล้เคียงเคารพนับถือ มาก มีพุทธศิลป์สวยงามเป็นท่ีประทับใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างย่ิง หล่อด้วยทองเหลืองหน้าตัก กว้าง 6 วา 3 ศอก 9 นิ้ว สูง 9 วา 2 ศอก 19 นิ้ว ปิดทองคาแท้ท้ังองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ในการประกอบพิธี สวมพระเกตสุ มเดจ็ พระศรีเมอื งทอง เมอ่ื วนั ท่ี 7 มีนาคม พ.ศ.2528 - 95 -
นอกจากนี้ ยังมีโบสถ์ศิลปะสมัยอยุธยา ประดิษฐานหลวงพ่อดา พระพุทธรูปศิลปะสมัย อยุธยาอายุกว่าร้อยปี วิหารพระพุทธชินราช ประดิษฐานพระพุทธชินราช (จาลอง) และมีสมเด็จ พระศรีเมืองเงิน พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ ประดิษฐานอยู่กลางแจ้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณ ประตูทางเข้าวดั ให้พระพทุ ธศาสนิกชนได้แวะสกั การะเพ่ือความเป็นสริ ิมงคล จดุ เดน่ ของวดั ตน้ สน นมัสการพระศรีเมืองทอง หล่อด้วยโลหะองค์ใหญ่ท่ีสุดในประเทศไทย ขนาดหน้าตัก กว้าง 6 วา 3 ศอก 9 นิ้ว สงู 9 วา ศอก 19 นิ้ว ปิดทองคาแท้ทั้งองค์ ซ่ึงเปน็ พระพุทธรปู องค์สาคัญ ของวัดต้นสน และนมัสการพระศรีเมืองเงิน รวมถึงมีแพปลาศรีเมืองทองหน้าวัดต้นสน ริมแม่น้า เจ้าพระยา ที่มีปลานานาพนั ธุ์จานวนมาก เพื่อทาทานโดยการให้อาหารปลา โดยว่ากันว่าเป็นวงั มัจฉา ทใ่ี หญท่ ส่ี ดุ ซง่ึ มจี านวนปลาอยปู่ ระมาณ 100,000 ตวั สมเด็จพระศรีเมืองทอง ท่มี า : http://wat-tonson.blogspot.com/p/blog-page_27.html แผนทก่ี ารเดนิ ทาง - 96 -
วดั จันทรงั ษี บรเิ วณดา้ นหน้าวัดจนั ทรังษี ท่ีมา : http://www.angthong.go.th/atg-tour/1wat-jan.html ที่อยู่ : ซอย 309 ตาบลโพสะ อาเภอเมืองอา่ งทอง จังหวดั อ่างทอง ประวัตคิ วามเป็นมา มีประวัติที่เล่าสืบต่อมาว่า สามเณรสงัด สะอาดเอี่ยม ได้ติดตามปรนนิบัติหลวงตาทัย ซึ่งพานักอยู่ในป่าช้าวัดจันทรังษี หลวงตาได้บอกกับสามเณรว่า วัดจันทรังษีมีช้างใหญ่อยู่เชือกหน่ึง เป็นชา้ งที่สวยงามมาก ชอ่ื ว่าช้างมงคล และต่อไปวดั จนั ทรงั ษีน้ีจะเจริญรุ่งเรอื ง ในปัจจุบันวดั จนั ทรังษี มีความเจริญสมกับคาพูดของหลวงตาทัย ภายในประดิษฐานรูปหล่อหลวงพ่อสด วัดปากน้า (หลวงพ่อสด จันทสโร) หล่อด้วยโลหะองค์ใหญ่ท่ีสุดในประเทศไทย มีขนาดหน้าตักกว้าง 6 เมตร 9 นิว้ สงู 9 เมตร 9 น้ิว - 97 -
จุดเด่นของวดั จนั ทรังษี รูปปั้นหลวงพ่อสด พระพุทธรูปโลหะขนาดหน้าตักกว้าง 6 เมตร 9 น้ิว สูง 9 เมตร9 น้ิว องค์ใหญ่ทสี่ ดุ ในประเทศไทย หลวงพ่อสด วัดจันทรังษี ทีม่ า : https://mgronline.com/travel/detail/9580000102669 แผนที่การเดนิ ทาง - 98 -
พพิ ธิ ภัณฑห์ นุ่ ยนต์ หรือบา้ นหุ่นเหลก็ พพิ ิธภณั ฑ์หนุ่ ยนต์ หรือบ้านหุ่นเหล็ก ท่ีมา : https://www.edtguide.com/edtwithkids/437340/ ที่อยู่ : ถนนสายเอเชีย ทางหลวงหมายเลข 32 ฝง่ั ขาเขา้ กรุงเทพฯ 41/2 หมู่ท่ี 6 ตาบลตลาดหลวง อาเภอเมืองอา่ งทอง จังหวัดอ่างทอง ประวตั คิ วามเป็นมา พิพิธภัณฑ์หุ่นยนต์ หรือบ้านหุ่นเหล็ก เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของ นายไพโรจน์ ถนอมวงษ์ ท่ีนาอะไหล่เก่าเหลือใช้จากเคร่ืองยนต์นามาสร้างเป็นหุ่นยนต์ต่าง ๆ ท่ีโด่งดังจากภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่อง เช่น ทรานส์ฟอร์มเมอร์ส (Transformers), สตาร์วอร์ (Star Wars), เอเล่ียน (Alien) เป็นต้น มตี ัง้ แต่ขนาดใหญ่ 2 - 4 เมตร จนมาถงึ หุ่นขนาดเล็ก โดยเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2543 เกิดจากความชอบส่วนตัวของ นายไพโรจน์ ถนอมวงษ์ ท่ีเริ่มต้นทาหุ่นเหล็กด้วยเศษเหล็กเหลือใช้จากเคร่ืองยนต์เก่า ซึ่งตอนแรกทาเล่น ๆ เป็นงานอดิเรก ตั้งโชว์ที่บ้านจนมีคนสนใจและขอซ้ือ จึงเร่ิมทาเป็นช้ินงานหุ่นเหล็กขนาดเล็กฝากเพื่อนขายในเมือง พัทยา จนได้รับความสนใจมากข้ึน จนกระท้ังปี พ.ศ.2547 จึงเร่ิมทาหุ่นเหล็กแบบเต็มตัว และส่งออกต่างประเทศ และทาหุ่นยนต์ตามสั่งของลูกค้าในรูปแบบท่ีลูกค้าต้องการ ซ่ึงภายใน บา้ นหนุ่ เหล็กมีส่วนท่จี ัดแสดงหุ่นเหล็กหลากหลายรูปแบบ ท้ังแบบท่ีเป็นหุ่นยนต์ การ์ตูนและสตั ว์ต่าง ๆ เป็นตน้ - 99 -
จุดเด่นของพิพธิ ภัณฑ์หนุ่ ยนต์ หรอื บ้านหุ่นเหล็ก พิพิธภัณฑ์หุ่นเหล็กสร้างจากอะไหล่เก่าเหลือใช้จากเครื่องยนต์ โดยนายไพโรจน์ ถนอมวงษ์ ได้พัฒนา ออกแบบ และทดลอง รวมท้ังลองผิดลองถูกมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันนี้ มีผลงานออกมา มากมายหลากหลายแบบ อาทิ แนวหุ่นยนต์ รถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ ยานอวกาศ สัตว์ เฟอร์นิเจอร์ เปน็ ตน้ ผลงานหนุ่ เหลก็ ท่ีสร้างจากอะไหลเ่ กา่ เหลือใช้จากเครอ่ื งยนต์ ท่ีมา : https://www.lp-yaem.com/robotcoffe/ แผนทีก่ ารเดนิ ทาง - 100 -
เรื่องท่ี 2 แหล่งท่องเทย่ี วอาเภอไชโย วดั ไชโยวรวิหาร พระมหาพุทธพิมพ์ ที่มา : https://www.trover.com/d/1otam ท่อี ยู่ : ตาบลไชโย อาเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง ประวัติความเปน็ มา วัดไชโยวรวิหาร เป็นวัดพระอารามหลวงช้ันโท เดิมเป็นวัดราษฎร์เก่าแก่ มีนามว่า วัดไชโย ครั้นเม่ือสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตาราม ได้เลือกวัดน้ีเป็นท่ีสร้าง พระพุทธรูปองค์ใหญ่ต้งั อยู่กลางแจ้ง กล่าววา่ การกอ่ สร้างพระพทุ ธรูปนใ้ี ช้เวลานานเกอื บ 3 ปี ในสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 จึงแล้วเสร็จ สมเด็จพุฒาจารย์ ได้ถวายวัดไชโย เป็นวัดหลวง ไดร้ ับพระราชทานนามวา่ “วดั เกษไชโย” ในปี พ.ศ.2430 มีการปฏิสังขรณ์วัดเกษไชโยทั้งพระอาราม ทาให้พระพุทธรูปได้รับ แรงกระเทือนจากการก่อสร้างทาให้พระวิหารพังทลายลง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปข้ึนใหม่ทดแทน โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ เป็นแม่กองช่าง โดยร้ือองค์พระเดิมออกหมด วางรากฐานก่อสร้างใหม่ โดยใช้โครงเหล็กรัดอิฐปูนไว้ภายใน และลดขนาดจากองค์เดิมลง - 101 -
พระพุทธรูปองค์นี้ได้รับพระราชทานนามว่า “พระมหาพุทธพิมพ์” ขนาดหน้าตักกว้าง 8 วา 6 นิ้ว สูง 11 วา ศอก 7 นว้ิ และโปรดเกลา้ ฯ ใหย้ กฐานะวัดไชโยให้เป็นพระอารามหลวง นอกจากน้ียังมีการก่อสร้างพระวิหาร สร้างพระอุโบสถเป็นมุขลดยื่นออกมาทางด้านหน้า มีศาลาราย กาแพงแกว้ ศาลาการเปรียญ กฏุ ิสงฆ์ หอสวดมนต์ หอระฆงั ศาลารายกลางวดั ศาลาทา่ นา้ รวมเวลาการปฏิสงั ขรณน์ านถงึ 8 ปี จุดเดน่ ของวดั ไชโยวรวิหาร ส่ิงท่ีน่าสนใจในวัดนี้ ได้แก่ พระมหาพุทธพิมพ์ หรือที่เรียกว่า หลวงพ่อโต เป็นฝีพระหัตถ์ ของพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ มีพุทธลักษณะท่ีโดดเด่น กว่ายุคสมัยท่ีไม่ยึดแนวอุดมคติตายตัว พระพักตร์และพระกรรณจึงเหมือนคนธรรมดามากกว่า มรี ิ้วรอยยน่ ของ สบง จีวรชดั เจน นอกจากจะเป็นวัดสาคัญของอาเภอไชโยแล้ว ยังมีอีกส่ิงหนึ่งที่ทาให้ประชาชนรู้จัก วัดน้ีเป็นอย่างดี ได้แก่ “พระสมเด็จเกษไชโย” เป็นพระเคร่ืองท่ีสร้างโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรงั ส)ี ซง่ึ เป่ยี มไปด้วยพทุ ธคณุ นานปั การ พระสมเด็จเกษไชโย ท่มี า : https://www.samakomphra.com/page/home/views/ แผนทกี่ ารเดินทาง - 102 -
วดั สระเกษ วดั สระเกษ ทม่ี า : http://sudyodsaksit2555.blogspot.com/p/blog-page.html ที่อยู่ : ตาบลไชยภูมิ อาเภอไชโย จังหวดั อา่ งทอง ประวตั ิความเป็นมา วัดสระเกษ เดมิ ชอื่ วัดเสาธงหิน สรา้ งขนึ้ เมือ่ ปี พ.ศ.1892 มคี วามเกยี่ วข้องกบั ประวตั ศิ าสตร์ อันยาวนานของไทย และเปน็ วัดเก่าแก่มาตั้งแตส่ มัยกอ่ นกรงุ ศรีอยธุ ยาเป็นราชธานี เหตุท่ีได้เปล่ียนชื่อเป็นวัดสระเกษน้ัน ตามประวัติเล่าว่า ในราวปี พ.ศ.2128 พม่าได้ยกกองทัพ มารุกรานกรุงศรีอยุธยา โดยพระเจ้าหงสาวดีส่ังให้เจ้าเชียงใหม่ยกทัพมาตี จนในเช้าตรู่วันขึ้น 4 ค่า เดือน 5 ปีระกา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเอกาทศรถได้ทรงยกทัพออกมา ตง้ั รับกองทัพพมา่ ทบี่ ้านสระเกษและทรงไดร้ ับชยั ชนะ พวกกองทัพไทยต่างยินดีและไชโยโห่รอ้ งร่ืนเริง สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงรับส่ังให้พักกองทัพ ส่วนพระองค์ได้สรงน้าชาระพระวรกาย ล้างพระพักตร์ และสระพระเกศา ณ ทีน่ ี้ นับแต่น้ันเปน็ ตน้ มาจึงไดช้ อ่ื ว่า “บา้ นสระเกษ” หรอื “วัดสระเกษ” - 103 -
จุดเดน่ ของวดั สระเกษ การสร้างโบสถ์ของวัดสระเกษมีความสวยงามตามแบบศิลปะไทย โครงสร้างเป็นคอนกรีต เสริมเหล็กขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 22.50 เมตร ครอบโบสถ์เดิม และได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานอักษรพระปรมาภิไธยยอ่ “ภปร” จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ให้จารึกไว้ที่หน้าบัน ของโบสถ์ท้ังสองด้าน ส่วนภายในประดิษฐาน “พระพุทธเกษรังสี” และรูปหล่อหลวงพ่อโต๊ะ พระเกจิ ที่มีชื่อเสียงรูปหน่ึงของจังหวัดอ่างทอง บริเวณโดยรอบมีอาคารเสนาสนะต่าง ๆ ที่สวยงามตามแบบ ฉบบั กรงุ รัตนโกสนิ ทร์ บริเวณภายนอกวัดสระเกษ ที่มา : http://www.teethiao.com/th/view_travel.php?tid=2639 แผนที่การเดินทาง - 104 -
วดั โพธ์ิหอม (วัดเฉลมิ กาญจนาภเิ ษก) บรเิ วณภายนอกวัดโพธิห์ อม ท่ีมา : https://www.thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/4087 ทีอ่ ยู่ : ตาบลราชสถิตย์ อาเภอไชโย จงั หวดั อา่ งทอง ประวตั คิ วามเป็นมา วัดโพธ์ิหอม (วัดเฉลิมกาญจนาภิเษก) เดิมเป็นวัดร้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ซ่ึงวัดโพธ์ิหอม หรือวัดป่าหัวพัน มีส่ิงท่ีน่าสนใจในวัดน้ี คือ ปูนปั้นรูปบุคคล 4 หน้า ซ่ึงเรียกว่า “รูปพรหม 4 หน้า หรือพรหมพักตร์” มขี นาดค่อนขา้ งใหญ่ ต้ังประดับประดาอยู่บนพานปูนปั้นหน้าศาลาซ่ึงสร้างบนฐาน ของพระอุโบสถเดิม สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นส่วนยอดของประตูวัดหรืออุโบสถ หากว่ารูปปูนป้ัน ซ่ึงมีจานวน 2 ชิ้นน้ี เป็นศิลปวัตถุของวัดน้ีมาแต่เดิม เป็นเรื่องที่น่าสนใจในแง่ของความสาคัญ ของวัดแห่งน้ี โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปปูนปั้นในลักษณะน้ีท่ีประดับอยู่ส่วนยอดประตูไม่พบที่อ่ืน ๆ ในเขตจังหวัดอ่างทอง ซ่ึงมีพบอยู่เป็นส่วนยอดประตูพระราชวังชั้นในของกรุงศรีอยุธยา (ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาพระนครศรีอยุธยา) และประตูทางเข้า วัดมหาธาตเุ ชลยี ง สวรรคโลกเทา่ น้นั - 105 -
จดุ เดน่ ของวดั โพธิ์หอม (วัดเฉลมิ กาญจนาภิเษก) สงิ่ ที่นา่ สนใจในวัดนี้ คอื ปนู ปั้นรูปบุคคล 4 หนา้ ซง่ึ เรียกว่า “รปู พรหม 4 หน้า หรือพรหมพกั ตร์” รปู พรหม 4 หนา้ หรอื พรหมพักตร์ ท่มี า : http://www.thainews2017.com/41403 แผนทกี่ ารเดนิ ทาง - 106 -
เร่ืองที่ 3 แหล่งทอ่ งเทยี่ วอาเภอป่าโมก วดั ป่าโมกวรวหิ าร วัดปา่ โมกวรวิหาร ทม่ี า : https://www.touronthai.com/article/2460 ที่อยู่ : ตาบลปา่ โมก อาเภอปา่ โมก จงั หวดั อา่ งทอง ประวตั คิ วามเปน็ มา วัดป่าโมกวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่สมัยสุโขทัย เดิมเรียกว่าวัดใต้ท้ายตลาด วัดป่าโมก มีส่ิงสาคัญหลาย ๆ ประการ คือ พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมอยุธยา ตอนปลายโดยแท้ มีรูปทรงหลังคาเป็นฐานวิหารอ่อนโค้งรูปสาเภา ไม่สูงมากนักเป็นหลังคาลด 2 ชั้น ต่อด้วยปีกนกด้านละ 2 แถบ มี 9 ห้อง เจาะช่องหน้าต่างด้านละ 7 บาน ด้านหน้าเจาะเป็นประตู ทางเข้าประตูเขียนลายรดน้าลายพุ่มทรงข้าวบิณฑ์ก้านแย่งยอดพระพุทธไสยาสน์ ก่อด้วยอิฐปูนป้ัน ลงรักปิดทองทั้งองค์ นอนตะแคงขวาแบบสีหไสยาสน์ มีความยาวจากพระเมาลีถึงพระบาท 22 เมตร พระเศียรหนุน พระเขนย รูปทรงกระบอก 3 ใบ ลดหลั่นกันจากใหญ่ขึ้นไปหาเล็กแล้วคลุมด้วย ผ้าทพิ ย์ จดั เปน็ ผา้ ทพิ ย์ที่มลี วดลายวิจติ รงดงามท่สี ดุ พระอุโบสถ ต้ังอยู่ทางทิศใต้ของพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีขนาด 5 หอ้ ง หลงั คาลดหลัน่ 2 ชั้น หน้าพระอุโบสถใตห้ นา้ บนั มีหลังคาคลุมแบบ “จ่ันหับ” มีประตู ทางเขา้ 2 ประตู หน้าตา่ งด้านละ 3 บาน เขยี นลายรดน้า ส่วนรอบนอกพระอุโบสถมใี บเสมาเป็นของเก่า - 107 -
ในสมัยอยุธยาตอนต้น เป็นหินชนวนต้ังอยู่บนฐานดอกบัว และฐานสิงห์ ในสมัยอยุธยาตอนปลาย เรยี กวา่ “เสมานั่งแท่ง” วิหารเขียน มีขนาด 7 ห้อง หลังคาลด 2 ช้ัน ใต้หน้าบันด้านหน้าปิดผนังทึบ มีเสาแบน หรือเสาอิง 2 ตัน มีหลังคาคลุมลดลงมารองรับด้วยเสา 4 ต้น ท่ีเรียกว่า “จั่นหับ” ผนังรอบวิหาร มีเสาอิงประดับระหว่างประตูหน้าต่าง บัวหัวเสาเป็นบัวจงกลปูนปั้น สันนิษฐานว่าเดิมเป็นตาหนัก ทีป่ ระทับของพระเจ้าท้ายสระในคราวเสด็จชะลอพระพุทธไสยาสน์ มณฑป ก่อด้วยอิฐฉาบปูน หน้าบันมีลวดลายปูนปั้นรอบมณฑป ภายในมณฑปประดิษฐาน พระพุทธบาทส่รี อยสลักด้วยหนิ จุดเดน่ ของวดั ปา่ โมกวรวหิ าร สิ่งที่น่าสนใจในวัดน้ีนอกจากพระพุทธไสยาสน์แล้วยังมี วิหารเขียนซึ่งเล่ากันว่าผนังวิหาร ดา้ นทห่ี ันออกสู่แมน่ า้ มแี ท่นสงู ทเ่ี ขา้ ใจวา่ เปน็ แทน่ ทีเ่ คยมีกษตั ริย์เสดจ็ ประทบั ยืนบริเวณนั้น อีกทั้งยังมีงานนมัสการพระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกวรวิหาร ซ่ึงจัดขึ้นปีละ ๒ คร้ัง คือ ช่วงข้ึน ๑๔ ค่า ข้ึน ๑๕ ค่า และแรม ๑ ค่า เดือน ๔ และอีกช่วงหน่ึง คือ ระหว่างขึ้น ๑๒ – ๑๕ ค่า และแรม ๑ ค่า เดือน ๑๑ ของทุกปี พระพทุ ธไสยาสน์ ท่มี า : https://thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/1642 แผนทีก่ ารเดินทาง - 108 -
วัดท่าสทุ ธาวาส พระอุโบสถวดั ทา่ สุทธาวาส ท่ีมา : http://www.bansansuk.com/travel/Watthasutawas/ ทีอ่ ยู่ : เลขท่ี 12 หม่ทู ่ี 2 ตาบลบางเสดจ็ อาเภอปา่ โมก จงั หวัดอ่างทอง ประวัตคิ วามเปน็ มา วดั ท่าสุทธาวาส เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนต้น เดิมชื่อว่าวัดท่าสุวรรณภมู ิ ท่ีมคี วามสาคัญ ทางประวัติศาสตร์ ดังปรากฏหลักฐานในโบราณสถานและโบราณวัตถุตา่ ง ๆ เป็นจานวนมาก ในการ ศึกสงครามคร้ังกรุงศรีอยุธยา บริเวณวัดท่าสุทธาวาส เป็นเส้นทางท่ีใช้เดินทัพข้ามแม่น้าเจ้าพระยา ซึ่งตรงบริเวณนี้ ปัจจุบันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์ โดยมีการจัดสร้างพลับพลาท่ีประทับกลางสระน้า ข้างพลับพลา ที่ประทับเป็นที่ประดิษฐาน ของพระบรมราชานุสาวรยี ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเดจ็ พระเอกาทศรถ จดุ เด่นของวัดท่าสทุ ธาวาส ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง โดยเรื่องท่ีเขียนในพระอุโบสถนี้ สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานลงมาว่าให้เขียนเรื่อง “พระมหาชนก” อันเป็นเร่ืองที่พระองค์ทรงมีความผูกพันเป็นพิเศษ เพราะพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพติ ร ทรงรบั ส่ังเล่าเรื่องนีเ้ สมอ ๆ ในส่วนเน้ือเรื่องพระมหาชนกนีเ้ ขียนไวท้ ฝ่ี าผนัง ท่ีเรียกว่า บนคอสอง - 109 -
บนคอสอง หมายถึง ผนังส่วนท่ีอยู่เหนือขอบหน้าต่างทั้งสองด้าน โดยจะเริ่มที่ผนังด้านทิศ เหนือซ่ึงอยู่ทางซ้ายของพระประธาน แล้วดาเนินเรื่องมาจบในผนังด้านทิศใต้ มาจบเร่ืองตรงท่ี ด้านขวาของพระประธาน ภาพจิตรกรรมท่ีอยู่ภายในพระอุโบสถวัดท่าสุทธาวาสแห่งน้ี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดาเนินมาทรงจดพูก่ นั เขียนภาพตน้ มะม่วงในเร่อื งพระมหาชนก เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ.2536 พระองค์ทรงฝากฝีพระหัตถ์ไว้ในภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ ของพระองค์ จนเป็นท่ีปล้ืมปีติแก่เหล่าพสกนิกรบ้านบางเสด็จและชาวอ่างทอง นอกจากน้ีภายในบริเวณ วัดยงั เปน็ ศนู ย์ตุ๊กตาชาววัง ซ่ึงเปน็ โครงการตามพระราชประสงค์อีกดว้ ย จติ รกรรมฝาผนังในพระอโุ บสถ ทม่ี า : https://www.facebook.com/UnseenThailand/posts/2527855460560184 แผนทีก่ ารเดินทาง - 110 -
พระบรมราชานุสาวรียส์ มเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ พระบรมราชานุสาวรียส์ มเดจ็ พระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ทีม่ า : https://mgronline.com/local/detail/9580000006458 ท่ีอยู่ : บรเิ วณด้านหลังวัดป่าโมกวรวิหาร ตาบลปา่ โมก อาเภอปา่ โมก จงั หวัดอ่างทอง ประวตั คิ วามเป็นมา พระบรมรูปสมเดจ็ พระนเรศวรมหาราช ได้ประกอบพิธีเททองหล่อโดยสมเด็จพระญาณสงั วร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2533 ณ บริเวณ สถานท่ีก่อสร้างศาลหลักเมืองจังหวัดอ่างทอง และพระบรมรูปสมเด็จพระเอกาทศรถ ได้ประกอบพิธี เททองหล่อ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวนั ศกุ ร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2533 ณ บรเิ วณพระอโุ บสถ วดั ทา่ สุทธาวาส อาเภอป่าโมก จงั หวัดอ่างทอง ต่อมาเม่ือวันศุกร์ท่ี 19 สิงหาคม พ.ศ.2534 นายทวีป ทวีพาณิชย์ ผู้ว่าราชการจังหวัด อ่างทองในขณะนั้น ได้อัญเชิญประดษิ ฐานไว้ ณ พระบรมราชานุสาวรยี ์ (ชั่วคราว) ณ บริเวณหน้ากุฏิ อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าโมกวรวิหาร ซ่ึงพระราชสุธรรมาภรณ์ (วิวัฒน์ ฐิตเปโม) เจ้าอาวาสวัดป่าโมก วรวิหาร เจ้าคณะอาเภอป่าโมก และนายสมศักด์ิ ช่ืนนิยม นายกเทศมนตรีเทศบาลตาบลป่าโมก ได้ดาริร่วมกันว่า สถานที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ (ช่ัวคราว) นั้น ยังขาดความสง่างาม และไม่พระสมเกยี รตยิ ศ และในวาระท่ี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพติ ร ครบ 7 รอบ 84 พรรษา ในปี พ.ศ.2555 อันเป็น - 111 -
ปมี หามงคล สมควรท่ีจะจัดกิจกรรมร่วมเฉลิมฉลอง โดยสร้างแท่นประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ข้ึนใหม่ ณ สถานท่ีอันเหมาะสม และอัญเชิญพระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จ พระเอกาทศรถ ข้ึนประดิษฐานเป็นการถาวร เพื่อเป็นการราลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณท่ีทรงกอบกู้ ทานบุ ารุงแผน่ ดินไทยให้เปน็ ปึกแผ่น เจรญิ ร่งุ เรืองให้เราไดอ้ ยูอ่ าศัยอย่างสขุ สบายจนตราบเทา่ ทกุ วันน้ี รวมถึงเพื่อเป็นการเชิดชูพระเกียรติยศ ปรากฏแผ่ไพศาลให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา เรียนรู้ เกิดความ ภาคภูมิใจในบรรพบุรุษและแผ่นดินเกิดของตนสืบต่อไป ซึ่งทุกปีจะมีการจัดให้มีพิธีถวายสักการะ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเดจ็ พระเอกาทศรถ ในวันท่ี 18 มกราคม และ วนั ที่ 25 เมษายน ณ วัดปา่ โมกวรวิหาร จดุ เดน่ ของพระบรมราชานุสาวรียส์ มเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเดจ็ พระเอกาทศรถ เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์ที่สร้างข้ึนเพ่ือราลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ซ่ึงจังหวัดอ่างทอง เป็นดินแดนสาคัญ ทางด้านประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพื้นที่อาเภอป่าโมก ตามประวัติศาสตร์จะเป็นพื้นที่ ต้ังทัพหลวงของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ในการทาสงครามหลายคร้ัง โดยเฉพาะการเดินทัพจากกรุงศรีอยุธยา มาขึ้นบุกท่ีบ้านป่าโมก ทาพิธีเหยียบชัยภูมิ ตัดไม้ข่มนาม และนมัสการพระพุทธไสยาสน์ และยกทัพหลวงจากทุ่งป่าโมก ไปกระทาศึกยุทธหัตถี มีชัย ตอ่ พระมหาอปุ ราชา ท่ีสุพรรณบุรี ในสงครามยุทธหัตถี งานราลกึ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช และสมเด็จพระเอกาทศรถ ท่มี า : http://angthongnews.blogspot.com/2016/04/255925.html แผนที่การเดนิ ทาง - 112 -
อนสุ าวรยี พ์ ันทา้ ยนรสิงห์ อนสุ าวรียพ์ นั ท้ายนรสงิ ห์ ท่มี า : https://th.foursquare.com/v/อนุสาวรียพ์ นั ท้ายนรสิงห์/ ท่ีอยู่ : หมู่ 2 บ้านตะพ่นุ ตาบลนรสิงห์ อาเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ประวตั คิ วามเป็นมา บุ ค ค ล ตั ว อ ย่ า ง ท่ี เ ป็ น ผู้ ย อ ม ส ล ะ ชี วิ ต เ พ่ื อ ค ว า ม ศั ก ดิ์ สิ ท ธ์ิ ข อ ง ก ฎ ห ม า ย บ้ า น เ มื อ ง ซ่ึงประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ในฐานะบุคคลที่มีความซ่ือสัตย์และจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว เป็นอย่างยิ่ง เมื่อกระทาผิดก็ยอมรับโทษตามตัวบทกฎหมาย แมว้ ่าจะไดร้ ับพระราชทานอภัยโทษแล้ว ก็มิยินยอม เพราะเกรงกฎหมายจะส้ินความศักด์ิสิทธิ์อันจะทาให้เส่ือมเสียถึงพระเจ้าอยู่หัว จากหลักฐานชื่อบ้านตาบลนรสิงห์ทาให้พอจะเชื่อได้ว่าพันท้ายนรสิงห์เป็นชาวป่าโมก แขวงเมือง อ่างทอง และข้อความในหนังสือพระราชพงศาวดาร ซ่ึงบันทึกไว้ว่าในสมัยพระพุทธเจ้าเสือน้ัน พระองค์มักเสด็จไปเมืองอ่างทองเพราะโปรดการชกมวยและปลอมพระองค์เป็นชาวบ้านเข้าแข่งขัน ชกมวยอย่างสาราญพระราชหฤทัย จากน้ันทรงรู้จักกับชาวบ้านนรสิงห์คนหน่ึงซ่ึงชกมวยเก่งมาก ทรงพอพระทัยจึงทรงชักชวนไปรับราชการด้วย และได้พระราชทานยศเป็นพันท้ายเรือพระที่น่ัง เรียกช่ือว่าพันท้ายนรสงิ ห์ ในปี พ.ศ.2247 พระพุทธเจ้าเสือเสด็จประพาสด้วยเรือพระที่น่ังเอกชัยเพ่ือทรงเบ็ด ณ ปากน้าเมืองสาครบุรี สมุทรสาคร เม่ือผ่านคลองโคกขามซึ่งมีความคดเค้ียวและมีกระแสน้า เช่ียวกราก พันท้ายนรสิงห์คัดท้ายเรือแก้ไขมิทันทาให้โขนเรือพระท่ีนั่งชนกิ่งไม้ใหญ่หักตกลงในน้า พันท้ายนรสิงจึงทูลขอให้ตัดศีรษะตนตามพระราชกาหนดในบทพระอัยการซ่ึงมีมาแต่โบราณว่า - 113 -
ถ้าพันท้ายผู้ใดถือท้ายเรือพระท่ีน่ังให้ศีรษะเรือพระท่ีน่ังน้ันหัก ท่านว่าพันท้ายนั้นถึงมรณโ ทษ ให้ตัดศีรษะเสียแต่พระพุทธเจ้าเสือตรัสไม่เอาโทษ เพราะเป็นเรื่องเกินวิสัยจึงโปรดเกล้าให้ฝีพาย ท้ังหลายปั้นมูลดินเป็นรูปพันท้ายนรสิงห์แล้วตัดศีรษะรูปดินนั้นแทน เป็นที่ว่าลงโทษถึงมรณะแล้ว แต่พันท้ายนรสิงห์มิยินยอมเพราะเกรงจะเสียพระราชกาหนดโดยขนบธรรมเนียมโบราณ คนทั้งปวง จะครหาติเตียนดูหมิ่นในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งตนได้ จึงกราบบังคมทูลให้ตัดศีรษะตนตามจริง แล้วได้กราบทูลฝากบุตรภรรยาแล้วถวายบังคมลาตาย สมเด็จพระพุทธเจ้าเสือดารัสวิงวอน เป็นหลายครั้ง แต่พันท้ายนรสิงห์ก็มิยอม สุดท้ายพระเจ้าอยู่หัวจาพระทัยทาตามพระราชกาหนด ดารัสส่ังให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ แล้วโปรดเกล้าให้ทาศาลข้ึนสูงเพียงตา และให้นาศีรษะ พนั ทา้ ยนรสิงห์ กบั โขนเรอื พระท่ีน่งั หกั วางรวมไว้ด้วยกันบนศาลนน้ั ปัจจุบันอนุสาวรีย์พันท้ายนรสิงห์ ประดิษฐานไว้ท่ีบริเวณวัดนรสิงห์ ตาบลนรสิงห์ อาเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เพ่ือให้อนุชนชาวไทยได้ราลึกถึงคุณงามความดีและยึดถือ เปน็ แบบอย่างแหง่ ผูร้ กั สัจธรรมสบื ไป จดุ เด่นของอนสุ าวรยี ์พันท้ายนรสิงห์ เป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพ่ือราลึกถึงบุคคลตัวอย่างในประวัติศาสตร์ท่ีมีความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดี ยอมสละชีวิตเพ่ือกฎหมายบ้านเมือง เพ่ือให้ชาวไทยได้ราลึกถึงคุณงามความดี และยดึ ถือเป็นแบบอยา่ งแห่งผู้รกั สัจธรรมสืบไป พธิ ีวางพวงมาลาถวายสดดุ ีคนดีศรแี ผ่นดนิ “พนั ท้ายนรสิงห์” ทม่ี า : https://akekarach.news/นสพ-เอกราชนวิ ส์-วางพวงมาลา แผนทกี่ ารเดนิ ทาง - 114 -
เรอ่ื งท่ี 4 แหล่งท่องเที่ยวอาเภอโพธท์ิ อง วดั ขนุ อินทประมูล บรเิ วณวดั ขนุ อินทประมลู ทม่ี า : https://www.thai-tour.com/place/1500 ทอี่ ยู่ : หมู่ 3 ตาบลอนิ ทประมลู อาเภอโพธิ์ทอง จงั หวัดอา่ งทอง ประวัติความเป็นมา วัดขุนอินทประมูล สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย เป็นท่ีประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ท่ีใหญ่ เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย รองจากวัดบางพลีใหญ่ จังหวัดสมุทรปราการ ที่มีความยาว 50 เมตร มีชื่อว่า “พระศรีเมืองทอง” องค์พระพุทธรูปมีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับพระนอนจักรสีห์ จังหวัดสิงห์บุรี สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยเดียวกัน เดิมพระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานอยู่ในวิหาร แต่ต่อมาหักพังหมดเหลือแต่เสาจึงมองดูคล้ายประดิษฐานบนโคกดิน ชาวบ้านจึงเรียกว่า โคกพระนอน เมื่อเสียกรุงคร้ังที่ 1 วัดน้ีถูกไฟเผาและกลายเป็นวัดร้างกว่าร้อยปี ต่อมาในสมัยพระเจ้าบรมโกศ ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์และมีการบูรณะอีกคร้ังในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รชั กาลท่ี 5 ปัจจุบันองค์พระพุทธไสยาสน์อยู่กลางแจ้ง อาคารได้พังหมดเหลือแต่เสาด้านหน้า พระประธานเป็นลานกว้าง ด้านปลายพระบาทเป็นกลุ่มกุฏิสร้างข้ึนใหม่ ทางลานด้านตะวันตก ถัดจากถนนเป็นอาคารโบราณต้ังอย่บู นเนนิ สูง บนเนินมีซากวิหารทเ่ี หลือแต่ผนังก่ออิฐและเจดียเ์ ลก็ ๆ 2 องค์ สันนษิ ฐานว่าสรา้ งสมัยอยุธยาตอนปลาย ตรงหนา้ พระนอนมีรูปปนั้ ของชายคนหนงึ่ เล่ากนั ว่า - 115 -
เป็นรูปป้ันของขุนอินทประมูล นายอากรท่ียักยอกเงินหลวงนาไปสร้างวัด คร้ันพอทราบถึง พระมหากษัตริย์ทรงสอบสวน ขุนอินทประมูลไม่ยอมพูดอะไร จึงถูกลงโทษโดนเฆ่ียนจนตาย วดั นี้จงึ ได้ช่อื วา่ “วัดขุนอนิ ทประมลู ” จุดเด่นของวัดขุนอนิ ทประมูล เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย พิจารณาจากซากอิฐแนวเขตเดิมคะเนว่าเป็นวัด ที่มีขนาดใหญ่ เป็นท่ีประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ที่ใหญ่และมีความยาวถึง 50 เมตร (25 วา) เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารแต่ถูกไฟไหม้ปรักหักพังไป เหลือแต่องค์พระตากแดดตากฝนมานาน นับร้อยปี องค์พระพุทธรูปมีลักษณะและขนาดใกล้เคียงกับพระนอนจักรสีห์ จังหวัดสิงห์บุรี ซง่ึ สนั นษิ ฐานว่าสร้างในสมยั เดยี วกนั พระพุทธไสยาสน์ วดั ขนุ อินทประมูล ทมี่ า : http://www.prabanprabucha.com/article/3/ แผนท่กี ารเดินทาง - 116 -
วัดทา่ อิฐ บริเวณวัดท่าอฐิ ทม่ี า : https://www.thai-tour.com/place/3907 ที่อยู่ : ตาบลบางพลับ อาเภอ โพธิ์ทอง จังหวดั อ่างทอง ประวัติความเปน็ มา วัดทา่ อฐิ สร้างข้นึ เม่ือปี พ.ศ.2304 บรเิ วณท่ตี ัง้ วัดเดมิ เข้าใจว่าเป็นที่ปั้นเผาอิฐนาไปก่อสร้าง วัดขุนอินทประมูล และในคราวขุดดินเพื่อวางศิลาฤกษ์ ได้พบอิฐหน้าวัวขนาดใหญ่ นับว่าเป็นสถานท่ี ขนอิฐหรือท่าขนอิฐ และเม่ือได้สร้างวัดข้ึนจึงขนานนามว่าวัดท่าอิฐ พระประธานในอุโบสถ ชาวบ้านเรียกว่า \"หลวงพ่อเพ็ชร\" พระประธานในวิหารชาวบ้านเรียกว่า \"หลวงพ่อขาว\" เป็พระพุทธรูป ทส่ี รา้ งในสมัยกรุงศรีอยุธยา ประมาณ 200 กว่าปีมาแล้ว ประดษิ ฐานอย่ใู นวิหารมหาอดุ ราวปี พ.ศ.2535 พระครูสุคนธศีลคุณ (หลวงพ่อหอม) มีดาริจะสร้างเจดีย์ข้ึนในบริเวณ วัดท่าอิฐ มีความกว้าง 40 เมตร สูง 58 เมตร เพ่ือทดแทนเจดีย์หลังเดิม ต้ังอยู่บริเวณด้านหน้า อุโบสถท่ีผุพังไปตามกาลเวลา และเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ประดิษฐานในพระเจดีย์เป็นสมบัติของศาสนา และเพื่อระลึกถึงพระคุณ ของพระองค์ที่สั่งสอนสัตว์โลกจนเพียบพร้อมไปด้วยศีล สมาธิ ปัญญา ผู้ปฏิบัติย่ิง ๆ ข้ึน ไปจนสามารถ บรรลคุ ุณธรรมตามความสามารถของแต่ละบคุ คล - 117 -
ต่อมาราวปี พ.ศ.2538 พระครูสุคนธศีลคุณ ได้ทราบข่าวอาการประชวรของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และเป็นช่วงเริ่มท่ีกาลังก่อสร้างเจดีย์ และด้วยความห่วงใยในพระองค์ท่าน พระครู สุคนธศีลคุณได้ตั้งสัจจาอธิษฐานว่า ขอให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพิ ลอดุลยเดช มหติ ลาธิ เบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงหายจากอาการพระประชวร และถ้าเป็นไปดงั สัจจาอธิษฐาน จะสร้างเจดีย์ถวายเปน็ พระราชกุศลแด่พระองค์ท่าน และได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ พระราชทานชอ่ื เจดยี ว์ า่ \"พระธาตเุ จดยี ์ศรโี พธิ์ทอง\" จุดเด่นของวดั ท่าอิฐ สิ่งที่โดดเด่นของวัดท่าอิฐ คือ พระธาตุเจดีย์ศรีโพธ์ิทอง ซึ่งมองเห็นมาแต่ไกลจากถนน สที องอรา่ ม และมีพระพทุ ธชนิ ราชเปน็ องค์พระประธานประดิษฐานอยบู่ นฐานยกสูงตรงกลาง พระธาตุเจดยี ศ์ รีโพธท์ิ อง ทม่ี า : http://www.zthailand.com/place/wat-tha-it-ang-thong/ แผนทีก่ ารเดนิ ทาง - 118 -
พระตาหนักคาหยาด พระตาหนักคาหยาด ที่มา : http://www.angthong.go.th/atg-tour/3kumyad.html ท่อี ยู่ : ตาบลคาหยาด อาเภอโพธิท์ อง จงั หวดั อ่างทอง ประวัตคิ วามเปน็ มา พระตาหนักคาหยาด ตั้งโดดเด่นอยู่กลางทุ่งนา ก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร สภาพปัจจุบันมีเพียงผนัง 4 ด้าน แต่ยังคงเห็นเค้าความสวยงามทางด้านศิลปกรรม เช่น ลวดลายประตูซุ้มจรนา ในคราวท่ีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสลาน้า มะขามเฒ่า เม่ือปี พ.ศ.2451 ได้เสด็จมายังโบราณสถานแห่งน้ี และทรงมีพระราชหัตถเลขา อรรถาธิบายไว้ว่า เดิมทีทรงมีพระราชดาริว่า ขุนหลวงหาวัด (เจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต) ทรงผนวชท่ีวัดโพธิ์ทอง แล้วสร้างพระตาหนักคาหยาดแห่งนี้ขึ้นมา เพ่ือจาพรรษาเน่ืองจากมีชัยภูมิ ทเี่ หมาะสม ครนั้ ไดท้ อดพระเนตรเห็นตวั พระตาหนกั สร้างด้วยความประณีตสวยงามแลว้ พระราชดาริ เดิมก็เปล่ียนไป ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ว่าน่าจะสร้างขึ้นตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมโกศ เพ่ือเป็น ที่ประทับแรม เน่ืองจากมีพระราชนิยมเสด็จประพาสเมืองอ่างทองเนือง ๆ และประทับอยู่ที่ตาหนัก คาหยาดน้ีเพื่อไปสมทบกับชาวบ้านบางระจัน ปัจจุบันน้ีกรมศิลปากรได้บูรณะและข้ึนทะเบียน พระตาหนกั คาหยาดเป็นโบราณสถานไว้แล้ว - 119 -
จุดเด่นของพระตาหนักคาหยาด ตัวอาคารตั้งโดดเด่นอยู่กลางทุ่งนา ก่อด้วยอิฐถือปูนขนาดกว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร สภาพปัจจุบันมีเพียงผนัง 4 ด้าน แต่ยังคงเห็นเค้าความสวยงามทางด้านศิลปกรรม เช่น ลอดลาย ประดบั ซุม้ จรนาหน้าตา่ ง พระตาหนักคาหยาด ทมี่ า : https://woodychannel.com/kam-yard-place.html แผนที่การเดนิ ทาง - 120 -
เรอื่ งที่ 5 แหล่งท่องเทย่ี วอาเภอแสวงหา วัดบ้านพราน บริเวณวดั บ้านพราน ท่ีมา : http://teenee-angthong.blogspot.com/2018/04/900_8.html ทอ่ี ยู่ : หมู่ 1 ตาบลศรีพราน อาเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง ประวตั คิ วามเปน็ มา วัดบ้านพรานแห่งน้ี มีโบราณวัตถุ และโบราณสถานท่ีสาคัญ คือ วิหารเบญจรงค์ ทรงเก๋งจีน ศิลปะยุคใหม่ของรัตนโกสินทร์ ซ่ึงเดิมคือวิหารรูปทรงเป็นแบบอยุธยาตอนกลาง ปัจจุบันได้รับ การบูรณะซ่อมแซมสวยงาม ภายในเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อไกรทอง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหินทราย ปางสมาธิ ขนาดหน้าตักกว้าง 180 เซนติเมตร สูง 213 เซนติเมตร ลักษณะพระพักตร์ค่อนข้างเหลี่ยม มีกรอบไรพระศก เม็ดพระศกเล็กและเรียงถ่ีกันมาก ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิพาด เหนือพระอังสะซ้ายยาวลงมาจรดพระนาภี มีชายผ้าเป็นลายเขี้ยวตะขาบ พระนาภีนูน มีขอบสบง หยักเป็นวงโค้งหงายขึ้น 3 วง จากพุทธลักษณะ เช่ือว่าได้รับอิทธิพลจากศิลปะเขมรแบบหลังบายน คือ สมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และมีเรื่องเล่าสืบต่อกันในท้องถ่ินว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ เป็นผู้สร้างพระพุทธรูปองค์น้ี พร้อมกับปัญจวัคคี รวม 6 องค์ มาไว้ที่เทวาลัยบริเวณวัดบ้านพราน เพ่ือให้แคว้นอื่นรู้ว่าสุโขทัยนับถือศาสนาพุทธเป็นอย่างย่ิง เหตุที่เรียก “หลวงพ่อไกรทอง” จากคาบอกเล่า ของคนท้องถ่ินเล่าให้ฟังว่า เม่ือในอดีตเวลาเที่ยงคืน ไกรของพระพุทธรูป คือ สบง จีวร สังฆาฏิ - 121 -
จะเปล่งแสงโชติช่วงเป็นสีทองสว่างไสว บอกนิมิตหมายอันดีและมีความศักด์ิสิทธ์ิคุ้มภัย แกผ่ ้ทู เ่ี ขา้ สักการะ หลวงพ่อไกรทองเป็นพระพุทธรูปประธานของวัดบ้านพราน ประดิษฐานในวิหารหลวงพ่อ ไกรทอง ซึ่งเป็นวิหารทรงเก๋งจีน ศิลปะยุคใหม่ของรัตนโกสินทร์ โดยจาลองเป็นเก๋งจีนบนเรือสาเภา เช่ือว่าเป็นพาหนะที่อัญเชิญหลวงพ่อไกรทองมาประดิษฐานยังวัดบ้านพราน ปัจจุบันวัดบ้านพราน ได้มีการบูรณะปรับปรุง ในส่วนต่าง ๆ ภายในวิหารหลวงพ่อไกรทองตกแต่งด้วยไม้สักทองดูงดงาม เป็นสถานท่ีประดิษฐานหลวงพ่อไกรทอง พระพุทธรูปศักด์สิ ิทธ์ทิ รงคุณคา่ ทางประวตั ศิ าสตร์ และด้านจิตใจ วหิ ารหลวงพ่อไกรทอง ตกแต่งด้วยเซรามกิ และเครื่องเบญจรงค์ ดูงดงาม แปลกตา นับเป็นส่ิงสวยงาม ล้าค่า เป็นจุดที่นักท่องเท่ียวให้ความสนใจ สร้างความสวยงามแปลกตาแก่ผู้มาเยือน ภายในวัด ยังมีพิพิธภัณฑ์ศรีบ้านพรานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จัดเก็บวัตถุโบราณมากมายท่ีกรมศิลปากร และชาวบ้านมาถวาย จดุ เด่นของวดั บา้ นพราน สิ่งท่ีโดดเด่นมากที่สุดของวัดบ้านพรานคือ หลวงพ่อไกรทอง พระพุทธรูปศักด์ิสทิ ธิ์ประจาวัด ศาสนวัตถุท่ีทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และด้านจิตใจ เป็นพระพุทธรูปหินทรายแกะสลักปางสมาธิ ทง่ี ดงามมากองค์หน่งึ ในประเทศไทย ประดษิ ฐานอยู่ในวิหารหลวงพ่อไกรทอง ซ่ึงเป็นวิหารทรงเกง๋ จีน ศลิ ปะยุคใหมข่ องรัตนโกสินทร์ โดยจาลองเป็นเก๋งจีนบนเรือสาเภา พาหนะที่อัญเชิญหลวงพ่อไกรทอง มาประดษิ ฐานยงั วดั บ้านพราน นับตงั้ แตส่ มยั พอ่ ขุนศรีอนิ ทราทิตย์ หลวงพอ่ ไกรทอง ทีม่ า : https://tiewpakklang.com/post/2580 แผนทีก่ ารเดินทาง - 122 -
เรอื่ งที่ 6 แหล่งท่องเที่ยวอาเภอวเิ ศษชยั ชาญ วดั มว่ ง บรเิ วณวดั ม่วง ทีม่ า : https://travel.aerialthailand.com/?p=207 ที่อยู่ : หมู่ 6 ตาบลหวั ตะพาน อาเภอวเิ ศษชัยชาญ จงั หวัดอา่ งทอง ประวตั ิความเปน็ มา จากวดั รา้ งที่สันนิษฐานว่าสร้างข้ึนในสมยั กรุงศรีอยธุ ยาตอนปลาย หรือปี พ.ศ. 2230 ต้ังอยู่ แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ เคยเป็นเมืองหน้าด่าน ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาได้เสียกรุงให้แก่พม่า และพม่าได้เผาผลาญบ้านเมือง วัดวาอาราม และพระพุทธรูป ไปเป็นจานวนมาก ส่ิงท่ีหลงเหลืออยู่ คือ ซากปรักหักพังของวัดวาอาราม และพระพุทธรูปที่อยู่ บนเนินต้นไม้ใหญ่เป็นจานวนมาก ภายหลังท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ (หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ) ได้มาปักกลดธุงดงค์ เห็นว่าบริเวณนี้เคยเป็นวัดร้าง น่าปฏิบัติธรรม แต่ขณะปฏิบัติธรรม ได้ปรากฏ นิมิตเห็นองค์หลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง มาบอกว่าให้ท่านได้ช่วยก่อสร้างวัดม่วงข้ึนมาใหม่ เพราะท่านพระครูเป็นผู้มีบารมี ท่ีสามารถจะก่อสร้างบูรณะวัดม่วงข้ึนมาใหม่ และจะส่งผลให้ผู้ท่ีเคย อาศัยบริเวณน้ีในสมัยก่อนได้มาเกิด ซ่ึงในบริเวณวัดร้างยังคงมีศิลาขาวและศิลาแดงต้ังอยู่ ซ่ึงก็คือ องค์ของหลวงปู่ขาวและหลวงปู่แดงนั่นเอง ต่อมาท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ ได้มีการปั้น - 123 -
องค์พระครอบศิลาขาว และศิลาแดงไว้ โดยเรียกนามว่า หลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง จนถงึ ปจั จุบันนี้ ในปี พ.ศ. 2526 ท่านพระครูวบิ ูลอาจารคุณ ไดม้ ีการเริม่ บรู ณะและได้สรา้ งเสนาสนะต่าง ๆ ขึ้น โดยได้รับการบริจาคทั้งเงินทาบุญและทาบุญด้วยแรงงาน ร่วมกันดาเนินงานในการก่อสร้าง จนกระท่ังวันท่ี 6 สิงหาคม พ.ศ. 2527 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศยกฐานะให้วัดม่วง เป็นวัดที่มีพระสงฆ์ และวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2527 ได้แต่งต้ังท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ เป็นเจ้าอาวาสวัดม่วง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงพระราชทานวิสุงคามสีมาให้แก่ วดั มว่ ง เมอ่ื วนั ท่ี 12 กันยายน พ.ศ.2529 ในปี พ.ศ.2534 ท่านพระวิบูลอาจารคุณ ได้ร่วมพลังจิตอธิฐาน ร่วมกับประชาชน ผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ ได้สมทบทุนสร้างพระพุทธรูปท่ีใหญ่ที่สุดในโลก มีพระนามว่าพระพุทธ มหานมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ เพ่ือน้อมถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอ ดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ด้วยขนาด หน้าตักกว้าง 62 เมตร สูง 93 เมตร มลู คา่ ในการกอ่ สร้างราว 1 ร้อย 6 ล้านบาท โดยใช้เวลาในการ ก่อสร้างทั้งส้ิน 16 ปี นับต้ังแต่ปี พ.ศ. 2535 - พ.ศ.2550 ปัจจุบันวัดม่วงมีพ้ืนที่กว้างขวาง ถึง 72 ไร่ ซ่ึงท่ีดินดังกล่าว ท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ ได้ซื้อรวบรวมได้ก่อนที่ท่านจะมรณภาพ เพื่อจัดทาเป็นสถานท่ีศึกษาพระธรรม พระพุทธศาสนาและปฏิบัติธรรม สาหรับพระภิกษุสงฆ์ ตลอดจนประชาชนทว่ั ไป จุดเดน่ ของวดั มว่ ง 1. พระพุทธมหานมินทรศ์ ากยมุนีศรีวเิ ศษชยั ชาญ ซึ่งไดช้ อ่ื วา่ เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่ทสี่ ุดในโลก 2. วิหารแก้ว โดยด้านในประดับด้วยกระจกระยิบระยับ มีความวิจิตรงดงามตระการตา ซึ่งภายในวิหารแกว้ มปี ระดิษฐาน “หลวงพ่อเงิน” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชยั ที่สรา้ งด้วยเนื้อเงินแท้ องคแ์ รกของประเทศไทย 3. พระอุโบสถกลางดอกบัว ที่รายล้อมด้วยกลีบดอกบัวขนาดใหญ่ แต่ละกลีบมีขนาด ความสงู ใหญก่ วา่ ตัวคน 4. รูปป้ันเกจิอาจารย์ชื่อดังจากท่ัวประเทศ มีแดนเทพเจ้าไทย แดนนรก แดนสวรรค์ แดนเทพเจ้าจีน มีรูปปั้นเป็นเจ้าแม่กวนอิมขนาดใหญ่ รวมถึงรูปป้ันแสดงเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ เก่ยี วกบั สงครามไทย-พมา่ - 124 -
พระพทุ ธมหานวมนิ ทรศ์ ากยมุนศี รวี ิเศษชยั ชาญ ทม่ี า : https://pantip.com/topic/36074221 แผนที่การเดินทาง - 125 -
อนุสาวรยี ์นายดอก นายทองแก้ว อนสุ าวรีย์นายดอก นายทองแก้ว ท่ีมา : http://phakamat12.blogspot.com/2017/01/2.html ทต่ี ัง้ : หมทู่ ่ี 2 ซอยปู่ดอก-ปทู่ องแกว้ 16 ตาบลไผจ่ าศีล อาเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง ประวตั คิ วามเปน็ มา อนุสาวรีย์นายดอก นายทองแก้ว เป็นอนุสรณ์สถานที่ชาววิเศษชัยชาญและชาวอ่างทอง ร่วมกันสร้าง เพื่อราลึกถึงคุณงามความดีของวีรบุรุษแห่งบ้านโพธ์ิทะเล ชาววิเศษชัยชาญ นายดอก และนายทองแก้ว ท้ังสองท่านยอมสละชีวิตอย่างกล้าหาญเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยในการสู้รบกับพม่า ท่ีค่ายบางระจันก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกในปีพ.ศ. 2310 โดยเม่ือวันท่ี 25 มีนาคม พ.ศ.2520 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จแทนพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มากระทาพิธี เปิดอนสุ าวรยี ์ ดังน้ันทุกวนั ที่ 25 มีนาคมของทุกปี ทางราชการและประชาชน จึงจัดใหม้ ีพธิ ีสดดุ รี าลึก ถงึ ความกล้าหาญ ความเสยี สละ โดยจดั พธิ ีวางพวงมาลาเปน็ ประจาทุกปี - 126 -
จุดเด่นของอนุสาวรยี ์นายดอก นายทองแก้ว อนุสาวรีย์นายดอก นายทองแก้ว ทาด้วยทองเหลืองรมดา ซ่ึงเป็นอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้น เพ่ือยกย่องบุคคลในประวัติศาสตร์ท่ีมีความเสียสละ รักชาติ รักแผ่นดิน ยอมเสียสละชีวิตเพื่อรักษา บา้ นเมอื ง เพื่อใหช้ าวไทยรุ่นหลงั ได้ราลกึ ถงึ คุณงามความดี และถือเป็นแบบอยา่ งสืบไป พธิ ีราลึกวรี ชนบริเวณอนุสาวรยี ์นายดอก นายทองแก้ว ที่มา : http://angthongnews.blogspot.com/2014/03/2557.html แผนท่ีการเดินทาง - 127 -
วดั ส่ีรอ้ ย หลวงพอ่ โต หรือหลวงพ่อร้องไห้ วดั สีร่ อ้ ย ท่มี า : https://thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/3123 ท่ีอยู่ : หมู่ 4 ตาบลส่ีร้อย อาเภอวิเศษชยั ชาญ จงั หวัดอ่างทอง ประวัตคิ วามเปน็ มา วดั ส่ีรอ้ ย เป็นวัดเกา่ แกใ่ นอาเภอวิเศษชัยชาญ ต้ังอยูร่ ิมฝ่ังแม่น้าน้อย มีอายุประมาณ 200 ปี ไม่พบหลกั ฐานการสร้างที่แน่นอน สนั นษิ ฐานวา่ สร้างข้ึนเพ่อื เป็นอนุสรณแ์ ก่ขุนรองปลดั ชูและชาวบ้าน วิเศษชัยชาญ จานวน 400 คน ท่ีเสียชีวิตจากสงครามระหว่างไทยกับพม่าในสมัยสมเด็จพระเจ้า เอกทศั นแ์ หง่ กรุงศรอี ยธุ ยา เป็นเหตใุ หไ้ ดช้ ื่อว่า “วดั ส่ีรอ้ ย” จุดเดน่ ของวัดสร่ี อ้ ย 1. พระพุทธรูปปางป่าเลไลย์ ทาด้วยปูน มีหน้าตักกว้าง 6 เมตร สูง 21 เมตร อยู่ด้านหน้า พระอโุ บสถและเจดียส์ ี่เหล่ียมย่อมุมไม้สิบสอง เป็นศิลปะสมัยรตั นโกสินทร์ ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อ โตวดั สี่รอ้ ย” หรือ “หลวงพ่อร้องไห้” ๒. อนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู เป็นผู้นาในคณะกรมการเมืองวิเศษไชยชาญ (ปัจจุบัน คืออาเภอ วิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง) มีชีวิตอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย สมัยสมเด็จพระเจ้า เอกทัศน์แห่งกรุงศรีอยุธยา ซ่ึงได้รวบรวมไพร่พลเข้าเป็นกองอาสาสมัคร 400 คน สังกัด กองอาทมาต เพ่ือเข้าร่วมทัพกรุงศรีอยุธยาต่อต้านการบุกครองของกองทัพพม่าในสงครามพระเจ้า อลองพญา - 128 -
อนุสาวรยี ข์ นุ รองปลดั ชู ทม่ี า : https://www.77jowo.com/contents/100227 แผนท่กี ารเดนิ ทาง - 129 -
วัดฝาง โบสถ์รปู ทรงเรือสาเภา และแกะสลักด้วยหินทราย ที่มา : https://www.thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/4382 ทอ่ี ยู่ : หมู่ 7 ตาบลไผจ่ าศลี อาเภอวเิ ศษชัยชาญ จงั หวดั อ่างทอง ประวัตคิ วามเป็นมา วัดฝาง เป็นวัดเก่าแก่ในในจังหวัดอ่างทอง ท่ีมีโบสถ์แกะสลักหินทรายร่วมสมัย ขอมรัตนโกสินทร์ ทรงเรือสาเภาอ่างทอง ซ่ึงเป็นโบสถ์แกะสลักหินทรายแห่งเดียวและแห่งแรก ในจังหวัดอ่างทอง ท่ีดาเนินการก่อสร้างมานานกว่า 20 ปี มีขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 12 เมตร โดยเร่ิมก่อสรา้ งเมื่อปี พ.ศ.2536 และเสรจ็ ในปี พ.ศ.2559 โดยพระครูธรรมรตั อรยิ วโส เจ้าอาวาส วัดฝาง โดยโบสถ์แห่งน้ี ตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้าน้อย ที่มีต้นตะเคียน อายุราว 1,000 ปี ต้นโพธิ์ เป็นรูปคล้ายช้าง และในวิหารยังมีพระศรีอริยเมตไตรย อายุราว 200 - 300 ปี เป็นพระพุทธรูป เนื้อทองสาริด อีกทั้งภายในพนื้ ที่วัด 19 ไร่ ยังมตี น้ ไม้ขนาดใหญ่อีกมากมายซึง่ เปน็ ธรรมชาติทร่ี ่มร่ืน ทั้งนี้ ขณะท่ีทางวัดได้ขุดหลุมเพื่อตั้งเสาไฟฟ้า เม่ือขุดลงลึกประมาณ 1 เมตร ก็เจอหม้อ ไห สมยั เก่า แตม่ ีสภาพแตกหัก จึงหยุดขุด เพือ่ ไม่ใหส้ ่ิงของมีค่าที่ถูกฝังอยนู่ ้ันไดร้ บั ความเสยี หาย จดุ เด่นของวดั ฝาง วดั ฝาง มีโบสถ์ทแี่ กะสลกั หินทรายร่วมสมัยขอมรตั นโกสินทร์ เปน็ ทรงเรอื สาเภา โดยใช้ศิลปะ แบบขอมในการกอ่ สรา้ ง และในวหิ ารยงั มพี ระศรอี ริยเมตไตรย ทม่ี อี ายุราว 200 - 300 ปี แผนท่ีการเดินทาง - 130 -
วัดเขียน พระอโุ บสถวดั เขียน ทม่ี า : https://www.thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/4097 ที่อยู่ : บา้ นบางกระพนั หมู่ท่ี 8 ตาบลศาลเจ้าโรงทอง อาเภอวิเศษชัยชาญ จงั หวดั อ่างทอง ประวัติความเป็นมา เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยา ภายในพระอุโบสถวัดเขียน มีภาพจิตรกรรมฝาผนังท่ีมี ลักษณะเฉพาะ ซึ่งเป็นฝีมือสกุลช่างวิเศษชัยชาญในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ด้วยกาลเวลา และธรรมชาติจากความช้ืน น้าฝนเป็นตัวการทาลายความงดงามของภาพเขียนจนเส่ือมสลายไป บางส่วน แต่ได้รับการอนุรักษ์โดยการสลักผนังและหลังคาครอบทั้งหลัง เพื่อให้คงอายุของภาพ จิตรกรรมไว้ได้ โดยรายละเอียดของภาพเป็นเรื่องราวในพุทธประวัติ ทศชาติชาดก และสุธนชาดก การวางองค์ประกอบและโครงสีใช้สีตัดกันรุนแรง มีความวิจิตร ตัวภาพมีลวดลายประดับและตัดเส้น อยา่ งอ่อนชอ้ ย - 131 -
จดุ เด่นของวดั เขียน ภายในอุโบสถ มีภาพจิตกรรมฝาผนัง เขียนรูปชาดก เร่ืองต่างๆ เช่น พระสุธน เวชสันดร จันทกุมาร มหาชนก สุวรรณสาม นอกจากนั้นยังมีภาพป่าหิมพานต์และสัตว์ต่าง ๆ อีกเป็นจานวน มาก ช่วงบนเป็นภาพเทพชุมนุม เหนือภาพเทพชุมชนเป็นคนธรรพ์ ด้านหลังพระประธาน เขียนรปู ดอกไม้รว่ ง และหลายเหนอื อบุ ะ ภายในพระอุโบสถมภี าพเขียนฝาผนังทง่ี ดงาม ทีม่ า : https://www.thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/4097 แผนทีก่ ารเดินทาง - 132 -
เรอื่ งที่ 7 แหลง่ ทอ่ งเท่ียวอาเภอสามโก้ วัดสามโก้ บริเวณภายนอกวดั สามโก้ ทม่ี า : https://www.facebook.com/samkofloatingmarket/posts/1984485818517109/ ทีอ่ ยู่ : เลขที่ 311 หมู่ 5 ตาบลสามโก้ อาเภอสามโก้ จังหวดั อ่างทอง ประวัตคิ วามเปน็ มา วัดสามโก้ ต้ังวัดเมื่อปี พ.ศ. 2400 เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาต้ังแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ตามคาบอกเล่ากล่าวว่า เคยเป็นท่ีพักแรมในการเดิมทัพของสมเด็จพระนเรศวรในสมัยสงคราม ยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาแห่งเมืองหงสาวดีกองทัพพม่า ท่ีตาบลหนองสาหร่าย อาเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งวัดสามโก้ได้รับการบูรณะอย่างต่อเน่ืองมาโดยลาดับ โดยเฉพาะอุโบสถมีอายุ เกา่ แก่เกอื บ 80 ปี ไดร้ บั พระราชทานวิสงุ คามสมี า เมื่อวนั ท่ี 5 ตลุ าคม พ.ศ.2474 วัดสามโก้เป็นวัดที่ท้ิงร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา คร้ันถึง พ.ศ.2400 พระภิกษุสงฆ์ ที่มาจาพรรษาอยู่ ณ วัดสามโก้ได้มาบูรณะข้ึนใหม่ อุโบสถก่ออิฐปูนขนาดใหญ่ หน้าบันทิศตะวันออก ตอนล่างป้ันรูปช้างเอราวัณรองรับเทวดานั่งถือพระขรรค์ ข้างซ้ายขวาเป็นรูปเทวดาน่ังคุกเข่า พนมมือไหว้ ตอนบนเป็นรูปหน้ากาลมีวิมานประดิษฐานพระพุทธรูปแก้วผลึกรอบโบสถ์มีใบเสมาหิน ทรายขนาดเล็ก - 133 -
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251