Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิชาอ่างทองเมืองน่าอยู่ ฉบับปรับปรุง

วิชาอ่างทองเมืองน่าอยู่ ฉบับปรับปรุง

Published by Kru Nattiya, 2021-11-17 03:56:26

Description: วิชาอ่างทองเมืองน่าอยู่ ฉบับปรับปรุง
สำนักงานกศน.จังหวัดอ่างทอง

Search

Read the Text Version

จดุ เดน่ ของวดั สามโก้ โบสถ์วัดสามโก้ เริ่มสร้างต้ังแต่ ปี พ.ศ. 2552 แล้วเสร็จในเดือนมกราคม ปี พ.ศ.2553 โดยใช้เวลาก่อสร้าง 11 เดือน ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง จานวน 9 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ตัวโบสถ์ จานวน 5 ล้านบาท และการตกแต่งภายในจานวน 4 ล้านบาท ซึ่งเป็น 1 ใน 8 โบสถ์ ของประเทศไทยทส่ี ร้างจากวสั ดุ หินลา้ ง รูปทรงแปลก เพอ่ื ป้องกันนกพิราบมาอาศัยทารัง โดยปัจจุบัน นี้ปัญหาท่ีเกิดในทุกๆ วัด คือมีนกพิราบจานวนมากจะชอบมาอาศัยทารัง และสร้างความยากลาบาก ในการดูแลรักษา จึงได้มีแนวคิดในการสร้างอุโบสถหลังใหม่ข้ึน โดยการใช้หินล้างมาทาเป็นพื้นผิว รวมท้ังรูปทรง ที่จะช่วยบรรเทาปัญหาและดูแลได้ง่ายขึ้น เวลาฝนตกหรือตากแดด พ้ืนผิวโบสถ์ จะไม่แตกลาย หรอื เปน็ คราบน้า และไมว่ า่ เวลาจะผ่านไปนานแคไ่ หน ก็ดูไมเ่ ก่า โบสถว์ ัดสามโก้ ทม่ี า : https://www.thaipost.net/main/detail/17753 แผนท่ีการเดินทาง - 134 -

ตลาดนา้ สามโก้ บริเวณด้านหนา้ ตลาดน้าสามโก้ ท่ีมา : https://www.77kaoded.com/content/496513 ทีอ่ ยู่ : เลขท่ี 311 หมู่ 5 ตาบลสามโก้ อาเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง ประวัตคิ วามเป็นมา ตลาดน้าสามโก้ เป็นตลาดท่ีเกิดจากความร่วมมือของคนอาเภอสามโก้ จากทุกหมู่บ้าน ทุกตาบล ที่ได้มาสร้างให้เกิดแหล่งท่องเท่ียวแห่งใหม่ของจังหวัดอ่างทอง ณ วัดสามโก้ อาเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง โดยท่ีน่ีจะใช้ภาชนะต่าง ๆ ท่ีทามาจากธรรมชาติ นามาใส่อาหารและขนม และท่ีสาคัญ ของกิน ของใช้ ก็มาจากคนอาเภอสามโก้ อีกทั้งยังมีการน่ังเรือชมบรรยากาศชีวิตความเป็นอยู่ ของประชาชน 2 ฝั่งคลอง และไหว้พระขอพรพระพุทธรูป (หลวงพ่อโต) ณ โบสถ์วัดร้างที่อยู่กับ ชาวอาเภอสามโก้มาเปน็ เวลากวา่ 300 ปี ซ่ึงในตลาดน้าสามโก้ ตลาดวิถีชุมชนคนสามโก้ ชาวบ้านต่างแต่งชุดไทยนาสินค้า ทางการเกษตร และขนมไทยโบราณที่หาทานที่ไหนไม่ได้ อาทิ ขนมสายบัว ของใช้ฝีมือระดับ OTOP มาวางขายในราคาถูกริมคลองสามโก้ ตลาดน้าสามโก้ ถือว่าเป็นแหล่งท่องเท่ียวแห่งใหม่และแห่งเดียวของอาเภอสามโก้ ที่เหมาะ สาหรับนาครอบครัวมาเทีย่ วพักผอ่ นเพ่อื เตมิ พลงั งานหลงั จากทางานมาท้ังอาทิตย์ โดยตลาดนา้ สามโก้ ตลาดวิถีชุมชนคนสามโก้ ต้ังอยู่ริมถนนสายสามโก้ - ศรีประจันต์ บริเวณวัดสามโก้ อาเภอสามโก้ จังหวดั อา่ งทอง เปิดทุกวันเสาร์ - อาทติ ย์ เวลา 09.00 - 18.00 น. - 135 -

จดุ เด่นของตลาดนา้ สามโก้ มีสินค้าทางการเกษตร และขนมไทยโบราณ ของใช้ฝีมือระดับ OTOP พร้อมกับการน่ังเรือ ชมบรรยากาศชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 2 ฝั่งคลอง และไหว้พระขอพรพระพุทธรูป (หลวงพ่อโต) ณ โบสถว์ ดั รา้ งทอ่ี ย่กู บั ชาวอาเภอสามโกม้ าเปน็ เวลากวา่ 300 ปี บรรยากาศภายในตลาดนา้ สามโก้ ท่ีมา : https://www.77jowo.com/contents/106826 แผนที่การเดินทาง - 136 -

กิจกรรมทา้ ยบทท่ี 4 คาชี้แจง ให้ผู้เรียนตอบคาถามตอ่ ไปนี้ 1. จากการทีผ่ ้เู รียนได้ศึกษาเรื่อง แหล่งท่องเที่ยวในจงั หวัดอ่างทอง ผเู้ รียนมีความรู้ ความเขา้ ใจ ในเรื่อง แหลง่ ท่องเท่ียวในจังหวดั อา่ งทอง อย่างไร ................................................................................................................................. ............................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................. ............................... ................................................................................................................................. ............................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................. ............................... ................................................................................................................................. ............................... ................................................................................................................................. ............................... ....................................................................................................................... ......................................... ................................................................................................................................. ............................... ................................................................................................................................................................ 2. ผูเ้ รียนสามารถคน้ ควา้ หาความรู้ในเรอื่ ง แหลง่ ท่องเท่ียวในจังหวดั อ่างทอง จากแหล่งข้อมลู ใดบา้ ง (ตอบไดม้ ากกว่า 1 ข้อ)  หนังสอื เรียน  อินเทอรเ์ น็ต  ห้องสมดุ  ปราชญ์ชาวบ้าน/ภูมิปัญญาท้องถนิ่  อื่นๆ ระบุ...................................... 3. ให้ผู้เรียนยกตัวอย่างแหล่งท่องเท่ียวที่อยู่ในอาเภอของสถานศึกษาที่ผู้เรียนศึกษาอยู่ พร้อมทั้ง อธบิ ายประวัตคิ วามเป็นมา ................................................................................................................................. ............................... ....................................................................................................................... ......................................... ................................................................................................................................. ............................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................. ............................... ................................................................................................................................. ............................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................. ............................... ................................................................................................................................. ............................... - 137 -

บทท่ี 5 แหลง่ เรยี นรขู้ องจงั หวดั อ่างทอง สาระสาคัญ เนื้อหาสาระเก่ียวกับแหล่งเรียนรู้ด้านสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการพระราชดาริ ห รือแห ล่งเรียน รู้ท่ี ดาเนิ น ตามห ลักป รัช ญ าของเศรษ ฐกิจพ อเพี ยง และแห ล่งเรียน รู้ ด้านสถานที่อื่น ๆ ท่ีมีความสาคัญของจังหวัดอ่างทอง ทั้งในเร่ืองประวัติความเป็นมา จุดเริ่มต้น แนวคิด องค์ความรู้ที่อยู่ภายในแหล่งเรียนรู้ ท่ีสามารถให้ผู้เรียนหรือบุคคลท่ีสนใจ เข้าไปศึกษา คน้ ควา้ หาความรไู้ ด้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวงั 1. อธิบายแหลง่ เรียนรู้ทส่ี าคัญของจังหวดั อา่ งทองได้ 2. ตระหนักถึงความสาคญั ของแหล่งเรยี นรู้ของจงั หวัดอ่างทอง ขอบข่ายเนอื้ หา เรอ่ื งที่ 1 แหล่งเรียนร้อู าเภอเมืองอา่ งทอง เรอื่ งท่ี 2 แหลง่ เรียนร้อู าเภอไชโย เรอ่ื งที่ 3 แหลง่ เรียนรู้อาเภอป่าโมก เร่อื งท่ี 4 แหล่งเรยี นรูอ้ าเภอโพธทิ์ อง เรอ่ื งท่ี 5 แหล่งเรียนรู้อาเภอแสวงหา เรื่องที่ 6 แหลง่ เรียนรู้อาเภอวิเศษชัยชาญ เรอ่ื งท่ี 7 แหลง่ เรยี นรู้อาเภอสามโก้ สือ่ ประกอบการเรยี นรู้ 1. หนงั สือเรียน 2. อนิ เทอรเ์ น็ต 3. แหลง่ เรียนรู้ - 138 -

แหลง่ เรียนรู้ของจังหวัดอา่ งทอง จังหวัดอ่างทอง ต้ังอยู่ในพ้ืนท่ีราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้า มีวัฒนธรรม ประเพณี เรื่องเล่า เหตุการณ์สาคัญทางประวัติศาสตร์อันเก่าแก่มาช้านาน รวมถึงยังมี แหล่งเรียนรู้ ซ่ึงหมายถึง บริเวณ ศูนย์รวม บ่อเกิด แห่ง หรือท่ี ๆ มีสาระเนื้อหาเป็นข้อมูล ความรู้ โดยแหลง่ เรียนรนู้ ั้น สามารถแบง่ ได้หลากหลายประเภท เช่น แหล่งเรียนรปู้ ระเภทบุคคล แหล่งเรียนรู้ ประเภทธรรมชาติ แหล่งเรียนรู้ประเภทวัสดุและสถานท่ี แหล่งเรียนรู้ประเภทสื่อ แหล่งเรียนรู้ ประเภทเทคนิค แหล่งเรียนรู้ประเภทกิจกรรม เป็นต้น ซึ่งหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี วิชาอ่างทองเมืองน่าอยู่ ฉบับน้ี ขอนาเสนอแหล่งเรียนรู้ด้านสถานที่ต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับโครงการ พระราชดาริ หรือแหล่งเรียนรู้ท่ีดาเนินตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และแหล่งเรียนรู้ ด้านสถานที่อื่น ๆ ท่ีมีความสาคัญของจังหวัดอ่างทอง ซ่ึงสามารถให้ผู้เรียนหรือบุคคลที่สนใจ เข้าไป ศึกษา ค้นคว้า หาความรู้ในเรื่องราว ประวัติความเป็นมา และองค์ความรู้ต่าง ๆ ท่ีอยู่ภายใน แหลง่ เรยี นรู้ได้ ดังน้ี เรอื่ งที่ 1 แหลง่ เรยี นรอู้ าเภอเมืองอ่างทอง ศนู ย์เรียนรฟู้ ื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ต้นแบบ เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ตามแนวพระราชดาริ “เศรษฐกิจพอเพียง” โดย..มูลนิธิอาสาเพื่อนพ่ึงพา (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ตาบลบ้านแห อาเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ศูนย์เรียนรู้ฟ้ืนฟูผูป้ ระสบอทุ กภัย ต้นแบบ เพ่อื นพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ตามแนวพระราชดาริ “เศรษฐกิจพอเพยี ง” โดย..มลู นิธอิ าสาเพื่อนพึ่งพา (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ตาบลบ้านแห อาเภอเมืองอา่ งทอง จังหวัดอ่างทอง ท่มี า : https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1125632557512266. 1073741834.801424723266386&type=3 - 139 -

ท่อี ยู่ : บา้ นเลขท่ี 55/3 หมู่ท่ี 2 ตาบลบา้ นแห อาเภอเมืองอ่างทอง จงั หวัดอา่ งทอง หมายเลขโทรศพั ท์ : 08 7406 8029 ประวตั คิ วามเป็นมา ในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๙ ตาบลบ้านแห อาเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ประสบอุทกภัยอย่างหนกั นา้ ท่วมขัง พ้ืนทเี่ กษตรเสียหาย ๒,๑๖๑ ไร่ บา้ นเรอื นเสียหาย ๖๕๐ หลังคาเรือน รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ ๑๓ ล้านบาทเศษ ประชาชนได้รับความเดือนร้อน มูลนิธิอาสา เพื่อนพ่ึง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ธนาคาร เพ่ือการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ได้จัดทาโครงการต้นแบบฟื้นฟูผู้ประสบภัย โดยแนวพระราชดาริ เศรษฐกิจพอเพียง ของมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพ่ือให้ประชาชน มีแหล่งอาหารอันเป็นการลดรายจ่าย พร้อมทั้งเผยแพร่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้แพร่หลาย ในคร้ังแรกมผี ู้เขา้ ร่วมโครงการจานวน ๘๙ ครวั เรือน เข้าส่กู ระบวนการเรียนรู้ภายใต้หลกั การ “ชี้นาให้คิด สาธิตให้รู้ เรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง ละทิ้งนิสัยดั่งเดิม เริ่มหนึ่งที่ตนเอง” เพ่ือให้ชุมชนใช้เป็น ศูนย์การเรียนรู้ เรื่องหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธเิ บศรรามาธบิ ดี จกั รีนฤบดินทร สยามนิ ทราธิราช บรมนาถบพิตร จดุ เรม่ิ ต้น/แนวคิดของแหล่งเรยี นรู้ เกิดจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรบ้านแห ได้รวมตัวกันตั้งแต่ปี พ.ศ.25๔๙ เพื่อทากิจกรรมแปรรูป ผลผลิต เช่น ทามะม่วงแชอ่ ่มิ และกลว้ ยแผ่นอบ นอกจากน้ียงั มีกิจกรรมเสริม คือ น้าพรกิ เผา กลว้ ยนา้ ว้า และไข่เค็ม ในปี พ.ศ.2549 หมู่บ้านได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้าท่วม ทาให้มีหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน เข้ามาสนับสนุนการดาเนินงานโดยจัดต้ังโครงการต้นแบบฟื้นฟูผู้ประสบภัย ตามแนวทางพระราชดาริเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนให้ผู้ประสบอุทกภัย เพ่ือให้สามารถผลิตอาหาร และของใช้ในครัวเรือนได้เอง และสามารถทาเป็นรายได้เสริมในครอบครัวได้อีกด้วย ทาให้เกิด การบูรณาการความคิดและการทางานในชุมชน นาไปสู่การปฏิบัติจริงที่มีประสิทธิภาพ เป็นศูนย์เรียนรู้ เศรษฐกิจพอเพียงท่ีประกอบกิจกรรมเก่ียวกับแปลงสาธิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เช่น โรงเห็ด ในตะกรา้ การเลี้ยงหมูหลุม การเลยี้ งกบคอนโด และการปลูกผกั ปลอดสารพิษ เป็นต้น ทงั้ น้ี ทางศนู ย์ ยังได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฏีใหม่ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของสานกั งานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกด้วย - 140 -

องคค์ วามรู้ภายในแหลง่ เรียนรู้ ศูนย์เรียนรู้ฟ้ืนฟูผู้ประสบอุทกภัย ต้นแบบ เพ่ือนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ตามแนวพระราชดาริ “เศรษฐกิจพอเพียง”แห่งน้ี เป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้ด้านหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยยึดหลักคาสอนของพ่อในเร่ืองเศรษฐกิจพอเพียง ปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และ องค์ความรู้ต่าง ๆ ในชุมชน โดยภายในศูนย์มีการจัดเป็นฐานความรู้ต่าง ๆ เช่น ฐานน้าหมักชีวภาพ ฐานน้ายาเอนกประสงค์ ฐานน้าส้มควันไม้ ฐานปุ๋ยชีวภาพ ฐานเกษตรอินทรีย์ รวมถึงความรู้ในเร่ือง อนื่ ๆ เช่น การปลูกผักปลอดสารพษิ การทาบญั ชคี รวั เรือน การแปรรูปกลว้ ย เปน็ ตน้ ฐานการเรียนรภู้ ายในศูนยเ์ รยี นรฯู้ ทมี่ า : http://teenee-angthong.blogspot.com/2017/11/blog-post.html แผนทก่ี ารเดนิ ทาง - 141 -

ฟาร์มตวั อยา่ งตามพระราชดาริ หนองระหารจนี ฟาร์มตวั อย่างตามพระราชดาริ หนองระหารจนี ทีม่ า : http://www.autothaistyle.com/ททท-เชญิ เยี่ยมชม-กิจกรรม-7/ ที่อยู่ : หมู่ท่ี 1 ตาบลบา้ นอิฐ อาเภอเมืองอา่ งทอง จงั หวัดอ่างทอง หมายเลขโทรศพั ท์ : 09 3004 7188 ประวตั ิความเป็นมา สมเด็จพระนางเจา้ สริ ิกิต์ิ พระบรมราชนิ ีนาถ พระราชทานพระราชดาริ เมื่อวันท่ี 10 ตุลาคม พ.ศ.2549 ทรงมีพระราชดาริห่วงใยประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ในปี พ.ศ.2549 ซ่ึงทาให้พ้ืนที่ การเกษตร ที่อยู่อาศัย และสิ่งก่อสร้างสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ได้รับความเสียหาย พระองค์ทรงมี พระมหากรุณาธิคุณให้จังหวัดอ่างทอง จัดทาโครงการสร้างศาลาเอนกประสงค์ เพ่ือรองรับประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและไร้ที่อยู่อาศัย ได้พักอาศัยขณะน้าท่วม พร้อมจดั หาท่ีดินซึ่งเป็นที่สูง น้าท่วมไม่ถึง เพ่ือใช้สาหรับทาเป็นฟาร์มตัวอย่าง ซึ่งจังหวัดอ่างทองได้จัดหาพื้นท่ีตามพระราชดาริ ได้ท่ีบริเวณหนองระหารจีน หมู่ท่ี 1 ตาบลบ้านอิฐ อาเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง เนื้อท่ี ประมาณ 36 ไร่ เปน็ พน้ื ทด่ี นิ 23 ไร่ พืน้ ทน่ี า้ 13 ไร่ - 142 -

จดุ เริม่ ตน้ /แนวคดิ ของแหล่งเรยี นรู้ ฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดาริ หนองระหารจีน ได้จัดต้ังขึ้นเพ่ือช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับ ผลกระทบจากอุทกภัย และไร้ที่อยู่อาศัยให้ได้พักอาศัยขณะน้าท่วม และได้พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ การเกษตรแบบผสมผสานท่ีครบวงจร แหล่งจ้างแรงงานให้ราษฎรมีงานทา มีรายได้ ฝึกอาชีพ ภายในฟาร์ม สามารถนาไปประกอบอาชีพได้ เป็นแหล่งผลิตอาหารท่ีปลอดภัยจากสารพิษ ให้ประชาชนในพื้นท่ีทั่วไป เป็นแหล่งเรียนรู้การทาการเกษตรแก่ราษฎรที่เข้ามาทางาน เพื่อสร้าง กระบวนการเรียนร้จู ากการทไ่ี ดป้ ฏบิ ตั จิ รงิ ในฟาร์ม รวมถึงยงั เปน็ แหล่งทอ่ งเท่ียวเชิงเกษตรอกี ดว้ ย องคค์ วามรู้ภายในแหลง่ เรยี นรู้ ฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดาริ หนองระหารจีน เป็นการเกษตรแบบผสมผสานโดยน้อมนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นหลักในการดาเนินการผลิต เพ่ือให้ได้ผลผลิต ท่ีปลอดภัยจากสารพิษ โดยมีกิจกรรมในลักษณะ “ห้องเรียนธรรมชาติ” มีวิทยากรให้ความรู้ แก่ผู้ท่ีสนใจได้เรียนรู้ถึงกระบวนการด้านการเกษตรต่าง ๆ เช่น การปลูกพืชผักแบบต่าง ๆ การเพาะพืช ระยะสัน้ การเล้ียงสัตว์ตา่ ง การทาอาหารแปรรปู บรเิ วณพน้ื ทีฟ่ าร์มตัวอยา่ งตามพระราชดาริ หนองระหารจีน ท่ีมา : http://teenee-angthong.blogspot.com/2017/12/blog-post.html แผนทก่ี ารเดินทาง - 143 -

พพิ ิธภณั ฑต์ านานเมอื งอา่ งทอง อาคารพพิ ิธภณั ฑต์ านานเมอื งอ่างทอง ทม่ี า : http://teenee-angthong.blogspot.com/2017/05/blog-post_31.html ที่อยู่ : ถนนเทศบาล 1 ตาบลบางแก้ว อาเภอเมืองอ่างทอง จงั หวดั อา่ งทอง หมายเลขโทรศพั ท์ : 0 3561 3464 ประวตั ิความเป็นมา พิพิธภัณฑ์ตานานเมืองอ่างทอง ตั้งอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง ด้านสนามเอนกประสงค์ เดิมคือ สานักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัด เม่ือย้ายที่ไปทาการใหม่แล้ว ทางจังหวัดอ่างทอง จึงได้ปรับเปลี่ยนก่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ตานานเมืองอ่างทอง โดยเปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 ตัวอาคารเป็นคอนกรีต 2 ช้ัน ซ่ึงได้รวบรวมประวัติของจังหวัดอ่างทอง ตั้งแต่สมัยทวารวดี จนถึงปัจจุบัน พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิ ราช บรมนาถบพิตร และ พระราชวงศ์ที่เกี่ยวขอ้ งกับจังหวัดอ่างทอง ทุกพระองค์ รวมถึงเหตุการณ์สาคัญ ๆ ท่ีเกิดข้ึนในจังหวัด อ่างทอง เช่น การศึกษา ศาสนา เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น การทานา ทาสวน ของดีของทุกอาเภอ ภาพจติ รกรรมฝาผนงั เปน็ ต้น - 144 -

จดุ เรมิ่ ต้น/แนวคดิ ของแหล่งเรยี นรู้ พิพิธภัณฑ์ตานานเมืองอ่างทอง ได้จัดแสดงสงิ่ สาคัญต่าง ๆ ตามคาขวัญประจาจังหวดั อ่างทอง ไว้ให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจได้เรียนรู้ เร่ืองราวของเมืองอ่างทองในด้านต่าง ๆ ท้ังประวัติความเป็นมา วีรชน วัฒนธรรม ประเพณี มีการจาลองส่ิงสาคัญของดีเมืองอ่างทองไว้ให้ ได้ชม เพื่อเป็นความรู้ก่อนจะเดินทางไปยังสถานที่จริง โดยพิพิธภัณฑ์ตานานเมืองอ่างทอง เป็นสถานที่จัดแสดงเร่ืองราวต่าง ๆ ของจังหวัดอ่างทองอย่างสมบูรณ์ ซึ่งอาจเรียกได้ว่า “ประตูสู่อ่างทอง” โดยผา่ นระบบมลั ติมีเดียท่ที ันสมยั องคค์ วามรู้ภายในแหล่งเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์ตานานเมืองอ่างทอง เป็นสถานที่จัดแสดงเร่ืองราวของเมืองอ่างทองในด้านต่าง ๆ โดยผ่านระบบมัลติมีเดยี ทที่ ันสมัย โดยจดั แสดงเป็น 9 ห้อง ไดแ้ ก่ หอ้ งท่ี 1 ตานานเมืองอา่ งทอง หอ้ งท่ี 2 เรอื งรองยุคสมัย ห้องที่ 3 พระบารมีปกเกล้าชาวไทย ห้องท่ี 4 เกยี รติเกรกิ ไกรคุณค่าคน หอ้ งที่ 5 วรี ชนไทยใจกล้า ห้องที่ 6 ภูมิปัญญาผลิตผล ห้องที่ 7 คณุ ค่าเมืองเรืองสกล หอ้ งท่ี 8 เปีย่ มกมลรกั ษ์อา่ งทอง ห้องท่ี 9 แผน่ ดนิ ทองเอกลักษณไ์ ทย และห้องจาหนา่ ยสินค้าชมุ ชนของจังหวัดอา่ งทอง - 145 -

หอ้ งจัดแสดงเรื่องราวของเมืองอา่ งทอง ที่มา : https://www.edtguide.com/travel/436531/Museum-Of-Angthong-Legend แผนท่ีการเดนิ ทาง - 146 -

เรื่องท่ี 2 แหล่งเรยี นรอู้ าเภอไชโย ศนู ย์จดั การศตั รพู ชื ชุมชนตาบลชยั ฤทธิ์ ศูนยจ์ ดั การศัตรูพืชชุมชนตาบลชัยฤทธ์ิ ที่อยู่ : บา้ นเลขที่ ๕๓/๑ หม่ทู ี่ ๒ ตาบลชัยฤทธ์ิ อาเภอไชโย จังหวดั อา่ งทอง หมายเลขโทรศัพท์ : ๐๘ ๗๐๑๒ ๙๐๒๓ ประวัตคิ วามเป็นมา ตาบลชัยฤทธิ์ มีการปลูกพืชชนิดเดียวกันในบริเวณกว้างอย่างต่อเน่ือง การใช้เมล็ดพันธ์ุ ในปริมาณมากและพันธุ์ท่ีอ่อนแอ นับว่าเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการระบาดของศัตรูพืช ตลอดจนวิธีการ ควบคุมศัตรูพืชของเกษตรกร ท่ีมีแนวโน้มทาเกิดความเสี่ยงของการถูกทาลายของศัตรูพืช ท่ีเป็น ทางเลือกหลักซ่ึงทาเกิดความต้านทานของเกษตรกรที่สูงข้ึน ท้ังน้ี เน่ืองจากเกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจในการจดั การศตั รพู ชื โดยวธิ ีผสมผสาน เนน้ การควบคุมศัตรูพชื โดยชีวภาพ ลดหรือทดแทน การใช้สารเคมี การเฝ้าระวังและวางแผนการจัดการศัตรูพืชอย่างถูกต้อง เหมาะสมทันเหตุการณ์ จะเป็นการแก้ปัญหาก่อนที่จะเกิดความเสียหายซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ เสริมสร้างความสามารถ ของเกษตรกรในการผลิตเพื่อการแข่งขัน จึงมีความจาเป็นในการจัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ตาบลชัยฤทธิข์ น้ึ - 147 -

จดุ เร่ิมต้น/แนวคิดแหล่งเรียนรู้ ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตาบลชัยฤทธ์ิ เป็นแหล่งเรียนรู้ของ นายสมนึก ดวงประทีป เกษตรกรในพน้ื ที่ จดั ต้ังขึ้นเพอ่ื การแก้ปญั หาของเกษตรกรและชุมชนจากภยั ศัตรูพืชที่ทาให้เกดิ ปัญหา ท้ังด้านเศรษฐกิจ สังคม และส่ิงแวดล้อม ทั้งนี้ เน่ืองจากการจัดการศัตรูพืชของเกษตรกรที่ผ่านมา ดาเนินการโดยการพึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก การควบคุมศัตรูพืชอาศัยประสบการณ์และความเคยชิน ขาดความรู้ด้านวิชาการเป็นอย่างมาก จึงทาให้การผลิตพืชไม่ได้ท้ังปริมาณ คุณภาพ และระบบนิเวศ ถูกทาลายลงอย่างต่อเน่ือง การดาเนินการของศูนย์จัดการศัตรูพืชตาบลชัยฤทธิ์ จึงมุ่งเน้นการพัฒนา เกษตรกรชุมชนให้สามารถจัดการศัตรูพืชได้ด้วยตนเองอย่างครบวงจร โดยเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร ชมุ ชน และหนว่ ยราชการมสี ่วนรว่ มในการบริหารจัดการ องคค์ วามรู้ภายในแหลง่ เรยี นรู้ เป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตร การผลิต และขยายสารชีวภัณฑ์ สารสกัดจากพืช สมนุ ไพรไล่แมลง และน้าหมกั สูตรต่างๆ ใหก้ ับเกษตรกรท่ัวไปทสี่ นใจเขา้ มาศึกษาเรยี นรู้ การถ่ายทอดความรู้ใหก้ ับเกษตรกรทั่วไปทเ่ี ข้ามาศกึ ษาเรียนรู้ แผนทีก่ ารเดนิ ทาง - 148 -

เรื่องท่ี ๓ แหล่งเรียนร้อู าเภอปา่ โมก อุทยานสวรรค์อ่างทองหนองเจ็ดเส้น อทุ ยานสวรรค์อ่างทองหนองเจด็ เสน้ ท่มี า : http://teenee-angthong.blogspot.com/2017/09/blog-post.html ท่อี ยู่ : หม่ทู ี่ 6 ตาบลสายทอง อาเภอปา่ โมก จงั หวดั อา่ งทอง หมายเลขโทรศัพท์ : 0 3562 0525 , 0 3561 1296 ประวัติความเปน็ มา อทุ ยานสวรรค์อ่างทองหนองเจ็ดเส้น มีเรื่องเล่าแต่อดีตกันว่า สถานท่ีแห่งน้ีเดิมเป็นหนองน้า ขนาดใหญ่ เป็นท่ีอาศัยของสัตวน์ ้าที่ดรุ ้าย ต้องมีการเสน้ ไหว้ด้วยอาหารเจก่อนจะจบั ปลา จึงเป็นท่ีมา ของคาว่าเจและเส้นไหว้ และเรียกกันติดปากเรื่อยมาว่า หนองเจเส้นไหว้ และมาเป็นหนองเจ็ดเส้น มาถึงทุกวันนี้ เมื่อวันท่ี 16 มกราคม พ.ศ.2550 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี องค์ประธานมูลนิธิชัยพัฒนาทรงพระกรุณาโปรดเกล้า พระราชทานพระราชานุมัติ ให้พัฒนาพื้นที่ หนองเจ็ดเส้นนี้ เป็นโครงการพัฒนาพ้ืนที่แก้มลิงหนองเจ็ดเส้น อันเน่ืองมาจากพระราชดาริ มีพ้ืนท่ี 320 ไร่ ปัจจุบันเป็นอ่างเก็บน้านาด 99 ไร่ และ 163 ไร่ ส่วนท่ีเหลือเป็นพื้นดิน 70 ไร่ กักเก็บน้า เพ่ือการเกษตรได้กว่า 1,400,000 ลูกบาศก์เมตร ช่วยเกษตรกรได้ถึง 2,000 ไร่ ในปี พ.ศ.2555 จังหวัดอ่างทอง พัฒนาให้เป็นโครงการอุทยานสวรรค์ 115 ปี อ่างทองหนองเจ็ดเส้น เฉลิมพระเกียรติฯ 84 พรรษา 5 ธันวาคม 2554 เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา รัชกาลท่ี 9 ด้วยการ - 149 -

พัฒนาพ้ืนท่ีให้เป็นแหล่งท่องเท่ียวเชิงเกษตร และสร้างสวนมหัศจรรย์แห่งจินตนาการ แบ่งเป็นโซน ต่าง ๆ ที่สวยงาม และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาท่ีสุดมิได้ ท่ีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดาเนินเย่ยี มจังหวัดอ่างทอง และทรงเปิดโครงการอุทยานสวรรค์ 115 ปี อ่างทองหนองเจ็ดเส้น เฉลิมพระเกียรติฯ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันท่ี 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ต่อมาในปี พ.ศ.2559 จังหวัดอ่างทอง โดยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน ได้ช่วยกันปรับปรุงฟื้นฟูอุทยานสวรรค์แห่งน้ี ให้กลับมามีความสวยงามเช่นเดิม ด้วยเหตุผลที่สาคัญ คือ สถานที่แห่งน้ีเป็นโครงการพระราชดาริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ท่ีชาวอ่างทองต้องช่วยกัน ดูแลรักษา จัดสร้างให้เป็นแหล่งเรียนรู้ศาสตร์ของพระราชา และสรา้ งสวนสาธารณะสาหรับออกกาลังกาย พกั ผ่อน พร้อมศึกษาธรรมชาติอีกแห่งหน่ึงในภาคกลาง และที่สาคัญเพื่อให้เพอื่ ให้ชาวจังหวัดอ่างทอง ได้ร่วมกันสร้างอุทยานสวรรค์อ่างทองหนองเจ็ดเส้น อุทยานแห่งความจงรักภักดี ถวายเป็น พระราชกุศล จดุ เริม่ ตน้ /แนวคดิ ของแหล่งเรยี นรู้ อุทยานสวรรค์อ่างทองหนองเจ็ดเส้น เกิดข้ึนจากการท่ีพื้นท่ีการเกษตรในเขตอาเภอป่าโมก และอาเภอเมืองจังหวดั อา่ งทอง ประสบปัญหาอุทกภัยซ้าซาก เกษตรกรและส่วนราชการต่าง ๆ จึงได้ หารือร่วมกัน โดยเห็นควรที่จะได้นาแนวพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เรื่องโครงการ แก้มลิงมาใช้ประโยชน์ จังหวดั อ่างทอง จึงไดเ้ สนอโครงการแก้มลงิ หนองเจ็ดเส้นมายังมูลนิธชิ ัยพัฒนา เพื่อพิจารณาดาเนินการขุดลอกแหล่งกักเก็บน้า ซ่ึงโครงการมีพื้นท่ีรวมประมาณ 300 ไร่ สามารถ เกบ็ กกั น้าไว้ได้ในฤดูฝน และสามารถปล่อยน้าใหแ้ ก่พ้นื ทก่ี ารเกษตรในฤดูแล้งได้ 2,000 ไร่ องคค์ วามรู้ภายในแหลง่ เรียนรู้ อทุ ยานสวรรคอ์ ่างทองหนองเจ็ดเส้น ภายในโดมได้มีการตกแต่งพันธุ์ไม้ประดับ พันธ์ุไม้มงคล ของไทยที่หาชมไดย้ ากกวา่ 1,000 ชนิด จานวนไม่ตา่ กวา่ 100,000 ตน้ มีการเนรมิตน้าตกเจด็ เส้น และได้รับการขนานนามจากนักท่องเท่ียวว่าเป็นน้าตกไนแองการ่าอ่างทองหน่ึงเดียวของไทย ส่วนรายรอบอาคารโดมได้มีการปลูกต้นลีลาวดีบนเน้ือท่ีนับ 100ไร่ มีการจัดทาอุโมงค์ต้นไม้ ซ่ึงมีความยาวกว่า 200 เมตร เพ่ือให้นักท่องเที่ยวได้เดินลอดผ่านเพื่อเป็นสิริมงคล และมีกิจกรรม ส่งเสรมิ ความรภู้ ายในอุทยานหนองเจด็ เส้นให้กับประชาชนทว่ั ไปท่เี ขา้ มาเรยี นรดู้ ว้ ยกิจกรรมดังนี้ ๑. กจิ กรรมปลูกตน้ ไมเ้ พมิ่ ความรม่ ร่นื ๒. กิจกรรมสาธิตการใช้ปุ๋ยพืชสด การใช้ปุ๋ยหมักและน้าหมักชีวภาพ และการปรับปรุง พ้นื ที่ดินเปรีย้ ว ดนิ กรด เพอื่ เพ่ิมธาตอุ าหารใหก้ บั ดิน ๓. กิจกรรมการอบรมเกษตรกรและจัดทาแปลงสาธิตลดต้นทุนการผลิตข้าว - 150 -

พันธไ์ุ มป้ ระดับ พันธ์ุไม้มงคล ที่อยู่ภายในอทุ ยานสวรรค์อ่างทองหนองเจ็ดเส้น ท่มี า : http://teenee-angthong.blogspot.com/2017/09/blog-post.html แผนที่การเดินทาง - 151 -

หมูบ่ ้านทากลอง กลองประเภทต่าง ๆ ทผ่ี ลิตในหมู่บา้ นทากลอง ที่มา : https://thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/1644 ทอ่ี ยู่ : หมู่ที่ 6 ตาบลเอกราช อาเภอป่าโมก จังหวัดอา่ งทอง หมายเลขโทรศพั ท์ : 0 3566 1914 ประวตั ิความเป็นมา ตาบลเอกราช อาเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมภาคกลาง ไม่ว่าจะเป็นเพลงพ้ืนบ้าน ลิเก และวงปี่พาทย์มอญ ดังน้ันวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้านน้ี จึงผูกพันอยู่กับ ดนตรีไทยมาต้ังแต่ครั้งโบราณกาล และเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา คณุ ตาเพิ่ม ภู่ประดิษฐ์ มอื อาชีพ ในการทาวงปี่พาทย์มอญ และมีความสามารถพิเศษในงานฝีมือทางช่าง ได้คิดท่ีจะประดิษฐ์กลองขึ้น และปรากฏว่ากลองท่ีประดิษฐ์นั้น ใช้ได้ดีมีประสิทธิภาพสูงมากจนเป็นท่ีเลื่องลือในหมู่แวดวง คนปี่พาทย์ คุณตาเพ่ิมจึงได้สอนให้ลูกศิษย์ซึ่งอยู่วงปี่พาทย์มอญของตนทากลองไว้ใช้เอง และเม่ือ คุณตาเพ่ิมเสียชีวิตลง วงป่ีพาทย์ก็หยุดชะงัก แต่การทากลองยังมีมาจนถึงปัจจุบัน หมู่บ้านน้ีจึงเป็น เหมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ที่ทาให้นักท่องเที่ยวทราบเกี่ยวกับเรื่องราวของกลองวิธีการ ทากลอง ตลอดจนพิธกี รรม และประเพณีต่าง ๆ ของชาวบ้านไดอ้ ยา่ งใกลช้ ดิ - 152 -

จุดเร่ิมตน้ /แนวคิดของแหลง่ เรยี นรู้ หมู่บ้านทากลอง ตาบลเอกราช อาเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทองแห่งนี้ มีการสืบทอดการทากลอง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษจนเป็นมรดกตกทอดจนมาถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน เป็นการสั่งสม ประสบการณ์ ตลอดจนมีการพัฒนา และปรับปรุงแก้ไข จนเป็นแหล่งผลิตกลองที่มีคุณภาพ เป็นท่ียอมรับ ของนักดนตรีไทยระดับมอื อาชีพ ท้งั เป็นการยอมรบั ของชาวตา่ งชาติ องค์ความรภู้ ายในแหล่งเรียนรู้ หมู่บ้านทากลอง ตาบลเอกราช อาเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เป็นหมู่บ้านผลิตกลอง ที่มีชื่อเสียงและดีที่สุดในประเทศไทย โดยชาวบ้านนิยมทาเป็นอาชีพเสริมหลังฤดูเก็บเก่ียวนับตั้งแต่ ปี พ.ศ.2470 กลองของที่น่ีทาจากไม้ฉาฉา เพราะเป็นไม้เนื้ออ่อนท่ีสามารถขุดเน้ือไม้ได้ง่าย และอีกหนึ่งวัตถุดิบสาคัญ คือ หนังวัว ที่ต้องเตรียมไว้สาหรับขึงทาหน้ากลอง การมาเย่ียมชมหมู่บ้าน ทากลองแห่งน้ี ผู้สนใจสามารถเข้าชมกรรมวิธีการทากลองตั้งแต่เริ่มกลึงท่อนไม้ ไปจนถึงขั้นตอน การขึ้นกลอง การฝังหมุด สาหรับกลองท่ีทามีต้ังแต่ขนาดเล็กถึงใหญ่ เช่น กลองทัด กลองส้ัน กลองยาว กลองราวง และกลองเพลที่ใช้ในวัด จนกระท่งั กลองขนาดเลก็ จ๋วิ สาหรับเปน็ ของทรี่ ะลึก กรรมวิธีการทากลอง ที่มา : https://thai.tourismthailand.org/Attraction/หมูบ่ า้ นทากลองตาบลเอกราช แผนท่กี ารเดนิ ทาง - 153 -

ศูนยต์ กุ๊ ตาชาววังบ้านบางเสด็จ ตุ๊กตาชาววังบา้ นบางเสด็จ ทม่ี า : https://thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/3578 ทอ่ี ยู่ : หมู่ท่ี 2 บ้านบางเสดจ็ ตาบลบางเสดจ็ อาเภอป่าโมก จงั หวดั อ่างทอง หมายเลขโทรศัพท์ : 0 3566 2995 ประวัติความเปน็ มา จังหวัดอ่างทอง เป็นจังหวัดท่ีประสบปัญหาน้าท่วมในช่วงหน้าฝนมาเป็นระยะเวลายาวนาน ทาให้ประชาชนมีความเดือดรอ้ นเป็นอย่างมาก แต่เดิมพื้นท่ีในแถบนี้มีอาชพี ทาอฐิ และเหลาไม้ก้านธูป เมื่อยามท่ีฝนตกน้าท่วมไม่สามารถเผาอิฐหรือตากธูปได้ ทาให้ได้รับความเดือดร้อนในเรื่อง การทามาหากินช่วงหน้าฝน ในปี พ.ศ. 2519 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เย่ียมราษฎรท่ีตาบลบางเสด็จ ทรงมีพระดาริว่าน่าจะมีอาชีพเสริมอย่างอื่น โดยทรงคานึงว่าชาวบ้าน มีทรัพยากรธรรมชาติที่พร้อมอยู่แล้ว คือ ดินเหนียวท่ีใช้ทาอิฐ ประกอบกับทรงระลึกถึงตุ๊กตาไทย ท่ีเรียกว่าตุ๊กตาชาววังนั้น หาดูได้ยากเกือบจะสูญสิ้นไปหมดแล้ว หากจะฟื้นฟูข้ึนก็น่าจะช่วยสืบสาน ศิลปหัตถกรรมไทยแบบโบราณของไทยได้อีกอย่างหน่ึง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ส่งอาจารย์ จุลทรรศน์ พยาฆรานนท์ และอาจารย์เสริมศรี บุนนาค จากวิทยาลัยเพาะช่าง มาสอนป้ันตุ๊กตาชาววัง โดยมีการจัดตั้งโครงการป้ันตุ๊กตาไทยข้ึน ซ่ึงคร้ังแรกมีผู้เข้ารับการฝึกอบรม จานวน 150 คน ฝึกสอน กันได้ 3 เดือน ก็จัดให้มีพิธีไหว้ครู โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงเป็นประธานพิธไี หวค้ รู และไดต้ งั้ ศนู ย์ต๊กุ ตาชาววงั บ้านบางเสด็จแห่งน้ี - 154 -

จุดเร่ิมตน้ /แนวคิดของแหล่งเรยี นรู้ โครงการตุ๊กตาชาววัง ที่บ้านบางเสด็จเป็นโครงการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดาริให้จัดต้ังข้ึนเมื่อปี พ.ศ.2519 เพ่ือเป็นอาชีพเสริมเพ่ิมพูนรายได้ให้แก่ราษฎร ภายในหมู่บ้านบางเสด็จ และมีการรวมกลุ่มในรูปของสหกรณ์ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ศูนย์ตุ๊กตาชาววัง บ้านบางเสด็จ ซงึ่ จะจดั ให้สมาชกิ มาสาธติ การปั้นต๊กุ ตาชาววงั พร้อมกับจดั จาหน่ายในราคาทย่ี ่อมเยา องคค์ วามรู้ภายในแหล่งเรยี นรู้ การถ่ายทอดกระบวนการทาตุ๊กตาชาววัง ทั้งทฤษฎีและฝึกปฏิบัติ สาหรับตุ๊กตาชาววัง ของบ้านบางเสด็จ เปน็ งานปั้นจากดนิ เหนียว ถ่ายทอดถงึ วิถชี ีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนและวัฒนธรรม ประเพณีไทยต่าง ๆ เช่น การละเล่นของเด็กไทย วงมโหรีป่ีพาทย์ หรือรูปผลไม้ไทยหลากหลายชนิด ซึ่งล้วนสวยงามน่ารัก และเหมาะท่ีจะซ้ือเป็นของฝากหรือของท่ีระลึกเป็นอย่างยิ่ง และภายใน ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ ท่ีเป็นอาคารทรงไทย 2 ช้ัน มีการสาธิต การเรียนรู้การปั้นตุ๊กตา ชาววัง และจดั แสดงผลงานต่าง ๆ มากมาย บริเวณศูนย์ตกุ๊ ตาชาววังบา้ นบางเสดจ็ ทีม่ า : https://tourismtreasures.org/tripplanner/detail/1421 แผนท่ีการเดินทาง - 155 -

เร่อื งที่ 4 แหลง่ เรียนร้อู าเภอโพธ์ิทอง จักสานไม้ไผบ่ า้ นบางเจา้ ฉา่ หมู่บ้านจักสาน บางเจ้าฉา่ ที่มา : https://www.mculture.go.th/angthong/ewt_news.php?nid=472&filename=index ทีอ่ ยู่ : หมู่ท่ี ๘ ตาบลบางเจา้ ฉา่ อาเภอโพธิท์ อง จังหวดั อา่ งทอง หมายเลขโทรศัพท์ : ๐ ๓๕๖๔ ๔๐๙๑ , ๐ ๓๕๖๔ ๔๓๑๙ ประวัติความเป็นมา หมู่บ้านจักสาน งานฝีมือจักสานอันลือช่ือของจังหวัดอ่างทอง ส่วนมากจะเป็นฝีมือ ของชาวอาเภอโพธิ์ทองแทบทุกครัวเรือน ที่ต้ังบ้านเรือนเรียงรายอยู่ท้ังสองฟากฝั่งแม่น้าเจ้าพระยา ในละแวกเดียวกัน มีการจัดต้ังเป็นกลุ่มการผลิตเคร่ืองจักสาน เคร่ืองหวาย กลุ่มจักสานไม้ไผ่ เช่น กลุ่มตาบลองครักษ์ กลุ่มตาบลบางเจ้าฉ่า กลุ่มตาบลบางระกา กลุ่มตาบลบางพลับ และกลุ่มตาบล อินทประมูล ซ่ึงแหล่งหัตถกรรมเครื่องจักสานสาคัญท่ีขึ้นชื่อของจังหวัดอ่างทอง คือ “บ้านบางเจ้าฉ่า” ตั้งอยู่ที่ หมู่ ๘ บ้านยางทอง ตาบลบางเจ้าฉา่ เป็นชุมชนท่มี มี าในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซ่ึงชาวบ้านไดเ้ คย ร่วมกับชาวแขวงเมืองวิเศษชัยชาญและชาวบางระจัน สู้รบกับพม่า ณ บ้านบางระจัน โดยมีนายฉ่า เป็นผู้นา นายฉ่าน้ันพ้ืนเพเป็นคนสีบัวทอง ภายหลังการสู้รบยุติแล้ว “นายฉ่า” จึงได้นาชาวบ้านมาต้ัง บ้านเรือนเป็นท่ีอยู่อาศัยถาวรขึ้นในชุมชนด้านทิศตะวนั ตกของแม่น้าน้อย แต่เดิมเรียกว่า “บ้านสร้าง - 156 -

สามเรือน” เพราะเริ่มแรกมีเพียงสามหลังคาเรือนเท่านั้น ซ่ึงเป็นพ้ืนท่ีอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การ ตัง้ เป็นท่ีอย่อู าศยั ปจั จบุ นั มีช่อื วา่ “บางเจา้ ฉ่า” เพราะนาชื่อของนายฉา่ มาต้ังชอ่ื ซึ่งนายฉา่ นน้ั เป็นทั้ง ผู้นาและเป็นผู้ก่อต้ังหมู่บ้าน โดยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๕ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดาเนินมาเยี่ยมชาวบ้านบางเจ้าฉ่า ทรงซักถามถึงการทามาหากินและงานจักสาน ด้วยความสนพระทัย และไดพ้ ระราชทานคาแนะนาให้ราษฎรปลูกไม้ไผ่สีสุก เพอื่ เป็นวัตถุดบิ ในการทา เครื่องจักสาน และเป็นการอนุรักษ์งานฝีมือประเภทน้ีไว้ งานจักสานของบ้านบางเจ้าฉ่าน้ี มีความ ละเอียดประณีตสวยงามสามารถพัฒนางานฝีมือตามความต้องการของตลาด ไม่ยึดติดกับรูปแบบเก่า จนสามารถส่งออกขายต่างประเทศได้ จึงได้รับการยกยอ่ งวา่ เปน็ หมู่บา้ นตวั อย่างในการพัฒนาอาชีพ จดุ เรม่ิ ตน้ /แนวคิดของแหลง่ เรยี นรู้ จากชาวบ้านที่มีอาชีพเกษตรกร ทานา ทาสวน ทาไร่ ทาเคร่ืองจักสานที่ใช้ในชีวิตความเป็นอยู่ เมื่อทาแล้วมีเหลือใช้ก็นาไปขายที่วัดไชโยวรวิหาร อาเภอไชโย ต่อมาหลวงพ่อจาลอง เจ้าอาวาส วัดยางทองในสมัยนั้น ได้เห็นความสาคัญจึงจัดเป็นตลาดนัดข้ึน เพ่ือให้ชาวบ้านจะได้ไม่ต้องเดินทาง ไปขายสินค้า ณ วัดไชโยวรวิหาร ต่อมามีหน่วยราชการเข้ามาสนับสนุนในการดาเนินงาน และมีนายสุรินทร์ นิลเลิศ เป็นผู้นา ได้รวมตัวกับชาวบ้านบางเจ้าฉ่าจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ เครื่องจักสานไม้ไผ่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ มีการแบ่งกลุ่ม จานวน ๘ กลุ่ม เพ่ือจะผลิตสินค้าให้เป็น “หน่ึงตาบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” หรือ OTOP ก็ทาให้บางกลุ่มก็ประสบความสาเร็จ บางกลุ่มไม่ประสบ ความสาเรจ็ ความสามัคคีก็เรม่ิ หายไป ตอ่ มากล่มุ ที่ประสบความสาเร็จไดร้ บั การส่งั ผลิตสินค้าจากผู้ซื้อ เป็นจานวนมาก เกิดปัญหาในการผลิตสินค้าไม่ทัน จึงทาให้เกิดการรวมกลุ่มของคนในชุมชน เพือ่ รว่ มกันผลติ สินคา้ กันขึน้ อกี องค์ความรู้ภายในแหล่งเรียนรู้ การทาเครื่องจักสาน ตาบลบางเจ้าฉ่า อาเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง สืบถอดกันมา จากบรรพบุรุษ โดยสมัยก่อนสานเป็นภาชนะที่ใช้ในชีวิตประจาวัน เช่น ตะกร้า กระบุง ป้านน้าชา กระจาด ของท่ีใช้จับสัตว์ ต่อมาได้ดัดแปลงมาเป็นของใช้ที่ทันสมัย มีความประณีตมากขึ้น มีรูปแบบ สวยงาม เช่น กระเป๋าถือในรูปแบบต่าง ๆ และจังหวัดอ่างทองได้ถือเอาเครื่องจักสานเป็นคาขวัญ จังหวัด ต่อมาได้พัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์จักสานเป็นรูปทรงต่าง ๆ และมีรูปแบบใหม่ ๆ มีความ ทันสมัย เป็นการผสมผสานระหวา่ งภมู ิปัญญากบั เอกลักษณค์ วามเปน็ ไทย ลวดลายสานมีการประยกุ ต์ นาลายผ้ามาผสมผสาน ทาให้เกิดความแตกตา่ ง มสี ีสันหลากหลาย ทาให้ผลิตภณั ฑม์ มี ลู ค่าเพิ่มมากขึ้น เป็นที่ต้องการของตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศ โดยภายในกลุ่มจักสานบ้านบางเจ้าฉ่า จะมีการสาธิตข้ันตอน วิธีการจักสานเคร่ืองใช้ต่าง ๆ ให้กับผู้ที่สนใจ เช่น การเลือกไม้ไผ่ จักตอก การสาน การย้อมสี การรมควัน การประกอบและตกแตง่ การบุผา้ การเคลือบเงา เป็นต้น - 157 -

ผลติ ภัณฑ์จกั สานตา่ ง ๆ ของบ้านบางเจา้ ฉ่า ท่ีมา : https://www.mculture.go.th/angthong/ewt_news.php?nid=472&filename=index แผนที่การเดินทาง - 158 -

เร่อื งที่ 5 แหล่งเรียนรอู้ าเภอแสวงหา ฟารม์ ตวั อย่างในสมเดจ็ พระนางเจา้ สริ กิ ิติ์ พระบรมราชนิ ีนาถ ฟาร์มตวั อย่างในสมเด็จพระนางเจา้ สริ กิ ติ ิ์ พระบรมราชินีนาถ ทมี่ า : https://www.facebook.com/qsmtthailand/posts/1990348120978284/ ท่อี ยู่ : หมู่ที่ 3 บา้ นยางกลาง ตาบลสีบัวทอง อาเภอแสวงหา จังหวดั อา่ งทอง หมายเลขโทรศพั ท์ : 08 4597 8751 ประวตั ิความเปน็ มา สืบเน่ืองจากการที่พื้นท่ีในภาคกลางของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างย่ิงจังหวัดอ่างทอง ถกู นา้ ท่วม เกือบท้ังจังหวัด ทาให้ประชาชนเกิดความยากลาบาก ไม่มีที่พักทาให้ต้องข้ึนมาอยู่บนถนน พื้นท่ีทามาหากินเสียหาย ไม่มีงานทา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชนิ ีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงห่วงใยประชาชนดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิง่ สมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิต์ิ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานกระแสรับส่ังให้สมุหราชองครักษ์ คือ พลเอกนฤพล บุญทับ และรองเลขานุการในพระองค์ นายสหัส บุญญาวิวัฒน์ พร้อมคณะ และคณะ เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานราชการต่าง ๆ จัดหาและดาเนินการพื้นที่ เพ่ือทาฟาร์มตัวอย่างให้เกษตรกร ได้พักอาศัยขณะน้าท่วม เพ่ือให้มีอาหาร รายได้ และเป็นจุดเรียนรู้ขึ้นที่ตาบลโพสะ อาเภอเมือง อ่างทอง จังหวัดอ่างทอง พ้ืนที่ 36 ไร่ เมื่อ ดาเนินการเสร็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ - 159 -

พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดาเนินทรงเยี่ยมโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดาริ ตาบลโพสะ อาเภอเมืองอ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ในวันพฤหัสบดีท่ี 28 ธันวาคม พ.ศ.2549 และทรงพอพระทัยมาก แตม่ ีพระราชดาริว่าพื้นท่ีเล็กไป อยากให้ดาเนินการในพ้ืนท่ีมากกว่านี้ เพ่ือให้ เป็นฟาร์มตัวอย่างในภาคกลาง ดังน้ัน จังหวัดอ่างทอง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและเจ้าหน้าท่ี ร่วมกับ สมุหราชองครักษ์ พลเอกนฤพล บุญทับ รองราชเลขานุการในพระองค์ นายสหัส บุญญาวิวฒั น์ และคณะ ร่วมกับสานักงานพัฒนาที่ดินเขต 1 กรมพัฒนาที่ดิน สถานีพัฒนาท่ีดินอ่างทอง สถานีพัฒนาที่ดิน ปทุมธานี และหน่วยงานในจังหวัดอ่างทอง ประชุมดาเนินการจัดหาพ้ืนท่ี และดาเนินการ ตามพระราชประสงคใ์ นวนั ที่ 5 มกราคม พ.ศ.2550 ท่ีศาลากลางจงั หวัดอา่ งทอง พร้อมท้ังเข้าชแ้ี จง วัตถุประสงค์แก่หน่วยงานในท้องถิ่นและเกษตรกรในพื้นท่ี เพ่ือคัดเลือกพื้นที่ราชพัสดุ ท่ีหมู่ 3 ตาบลสบี ัวทอง อาเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง พื้นท่ปี ระมาณ 1,053 ไร่เศษ ให้เป็นพ้ืนท่ีดาเนินการ ตามพระราชประสงค์ ทั้งนี้โครงการฟาร์มตัวอย่างได้ดาเนินงานเพื่อท่ีจะตอบแทนลูกหลานของวีรชน บา้ นบางระจนั ได้แก่ นายแท่น นายเมือง นายอิน และนายโชติ ซ่งึ เป็นวีรชนจากอาเภอแสวงหาแหง่ นี้ ที่ได้พลีชีพรักษาบ้านเมืองของเราไว้ให้ลูกหลานชาวไทยในปัจจุบัน โดยการทาฟาร์มตัวอย่าง ทาให้เกิดผลผลิตและสร้างงานในลักษณะเกษตรอินทรีย์ในด้านการเกษตร ปศุสัตว์ และประมง ให้เป็นจุดเรียนรู้ เป็นแหล่งผลิตอาหาร (Food bank) ที่ปลอดภัยจากสารพิษ และยังช่วยให้ชาวบ้าน มีรายไดเ้ พิม่ ขน้ึ อกี ดว้ ย จุดเร่ิมต้น/แนวคดิ ของแหล่งเรยี นรู้ ฟาร์มตั วอย่ างแห่ งนี้ เกิ ดจากพระมหากรุณ าธิคุ ณ ใน ส ม เด็ จ พ ระน างเจ้ าสิ ริกิ ต์ิ พระบรมราชินีนาถ ท่ีทรงห่วงใยถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาอุทกภัย เนื่องมาจากพายุไต้ฝุ่นช้างสารท่ีพัดผ่านประเทศไทยในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2549 โดยเม่ือ วันท่ี 10 ตุลาคม พ.ศ.2549 ได้มีพระราชดาริความว่า “ให้จัดหาท่ีดินซ่ึงเป็นท่ีสูงน้าท่วมไม่ถึง อยู่ใกล้เคียงจังหวัดอ่างทอง นามาจัดสร้างศาลาอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ใช้เป็นศูนย์กลางรองรับ ราษฎรทไี่ ด้รับผลกระทบจากอุทกภยั จนไร้ทอ่ี ยู่อาศยั ” องค์ความรู้ภายในแหล่งเรียนรู้ 1. เป็นแหล่งเรยี นรู้ด้านการเกษตรและหัตถกรรม ได้แก่ การปลกู ผัก การปลูกข้าว การปลกู ไม้ผล การทาเซรามกิ การปกั ผ้า การแกะสลัก การทอผ้า เป็นต้น 2. เป็นแหล่งเรียนรู้ผลิตอาหารปลอดภัย โดยมีการปลูกพืชและเล้ียงสัตว์ภายในโครงการ ฟาร์มตัวอย่าง เช่น การเลี้ยงสุกร แพะ ปลานิลแปลงเพศ กุ้งก้ามกราม และเน้นหลักการเกษตร อินทรยี ์ 3. เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทนี่ าการทางานภายในศูนย์ศิลปาชีพสีบวั ทองและโครงการ ฟาร์มตัวอย่าง จัดเป็นกลุ่มกิจกรรมให้ประชาชนท่ัวไปเข้ามาเที่ยวชม สนุกกับการลงมือปฏิบัติจริง พรอ้ มไดร้ บั ความรูค้ ราวเดยี วกัน รวมถงึ ยังมกี ารทาโคกหนองนาโมเดลอีกดว้ ย - 160 -

ประชาชนทั่วไปเข้ามาเท่ียวชมภายในฟารม์ ตัวอย่างและลงมือปฏิบัติจรงิ ท่มี า : https://thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/603 แผนท่กี ารเดินทาง - 161 -

พพิ ธิ ภณั ฑ์บ้านคเู มอื ง พิพิธภัณฑ์บา้ นคเู มือง ทีม่ า : https://www.facebook.com/khumuangmuseum/ ทอ่ี ยู่ : หมทู่ ี่ 8 ตาบลแสวงหา อาเภอแสวงหา จังหวัดอา่ งทอง หมายเลขโทรศัพท์ : ๐ ๓๕๖๑ ๐๗๒๕ , ๐๘ ๖๓๒๓ ๓๘๗๒ ประวตั คิ วามเปน็ มา หลักฐานบ้านเมืองเก่าสมัยทวารวดี (พุทศตวรรษท่ี ๑๓ - ๑๕) ตามบริเวณริมฝ่ังแม่น้า เจ้าพระยา ปรากฏร่องรอยการต้ังถิ่นฐานบ้านเรือนท่ีอยู่อาศัยของคนเป็นจานวนมาก นักโบราณคดี ชาวฝรั่งเศส ช่ือ นายชอง บวสเซอลเิ ย่ (Dr. Jean Boisselier) พร้อมด้วยเจา้ หน้าทีก่ รมศิลปากร ได้มา สารวจท้องท่ีของจังหวัดอ่างทอง และสันนิษฐานว่าดินแดนแห่งน้ี เคยเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี เพราะพบร่องรอยของคูเมืองท่ีมีลักษณะเป็นคูน้าใหญ่ โอบล้อมรอบเมืองตามรูปแบบคูน้าคันดิน รอบชะวากทะเล คือ บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางแถบสิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง คูเมืองท่ีสารวจพบน้ี อยู่ที่บ้านคูเมือง ตาบลแสวงหา อาเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทองในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างจากที่ว่าการ อาเภอแสวงหาไปทางทิศเหนือ ประมาณ ๔ กิโลเมตร ในบริเวณคูเมืองนี้มีผู้พบวัดร้างและขุดพบ พระพุทธรูปโบราณก่อนสมัยลพบุรีจานวนหน่ึง พบเศษกระเบ้ือง ถ้วยชาม ลักษณะเป็นดินเผาเรียบ ลายเชือกทาบ และเคลือบสี รวมทั้งโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ซึ่งเป็นหลักฐานทางโบราณคดีท่ีทาให้ สันนิษฐานได้ว่าในดินแดนแห่งนี้ เป็นที่อยู่อาศัยทามาหากินของผู้คนมาเป็นเวลาช้านาน นอกจากน้ี การสารวจของกรมศิลปากรยังพบว่าเขตแดนลุ่มแม่น้าเจ้าพระยา คือ บริเวณดินดอนสามเหล่ียม - 162 -

อันเกิดจากการทับถมของโคลน ตะกอน ที่แม่น้าเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง บางปะกง ส่วนบน ของดินดอนสามเหล่ียม คือ นครสวรรค์ ส่วนฐานด้านตะวันตก คือ เพชรบุรี ฐานด้านตะวันออก คือ ชลบุรี นั้นจัดว่าเป็นศูนย์กลางการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม จากหลักฐาน ทางโบราณคดี จะมีมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ยุคหินกลาง และยุคหินใหม่ ลงมา ยังมีร่องรอย ของเมืองโบราณขนาดใหญ่ ขนาดเล็กอยู่เป็นจานวนมาก ในหลายยุคหลายสมัย ซับซ้อนกันอยู่ นับตั้งแต่สมัยทวารวดีลงมาจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และจากนี้การศึกษาของ ดร. ศรีศักด์ิ วลั ลิโภดม กล่าวว่า จานวนเมืองโบราณในลุ่มแม่น้าเจ้าพระยาในบริเวณดินดอนสามเหล่ียมของลุ่มแม่น้า เจ้าพระยา มีเมืองโบราณอยู่ถึง ๔๑ เมือง จังหวัดอ่างทองเป็นจังหวัดหนึ่งท่ีมีร่องรอยเมืองโบราณ อยู่ในเขตการสารวจของกรมศิลปากร ซึ่งสารวจพบเมืองโบราณสมัยทวารวดี เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๘ บริเวณบา้ นคเู มือง ตาบลแสวงหา อาเภอแสวงหา จังหวดั อ่างทอง จุดเร่ิมต้น/แนวคดิ ของแหลง่ เรียนรู้ เริ่มจากการสารวจของกรมศิลปากร ทาให้พบแหล่งโบราณคดีบ้านคูเมือง สร้างขึ้นบริเวณ คูน้าล้อมรอบ เป็นการตั้งถ่ินฐานแบบถาวร ส่วนโบราณวัตถุที่พบส่วนใหญ่จะประกอบด้วย เศษภาชนะเคร่ืองป้ันดินเผา พระพิมพ์ดินเผา ช้ินส่วนของหินบดยาหลากขนาด กระด่ิงสาริด อาวุธ และกระดูกสัตว์ ซ่ึงยืนยันถึงความสาคัญของแหล่งโบราณคดีน้ี และสันนิษฐานว่าชุมชนน้ี น่าจะมีอายุร่วมสมัยกบั ชุมชนสมัยทวารวดี เพราะมีคนู ้าล้อมรอบและมีเศษภาชนะดนิ เผา ที่มีลักษณะ เหมือนกับแหล่งโบราณคดี สมยั ทวารวดีทพ่ี บในภาคกลางเสน้ ทางสูบ่ ้านคเู มือง องค์ความรู้ภายในแหลง่ เรียนรู้ ภายในตัวพพิ ธิ ภณั ฑ์ ไดแ้ บ่งโซนจัดแสดงนทิ รรศการให้ความรู้ออกเป็น 6 โซน ดังนี้ ๑. โซนท่ี 1 เกริ่นนา เป็นส่วนที่พูดถึงการเข้ามาของวัฒนธรรมอินเดีย เส้นทางการเดินเรือ ต่าง ๆ รวมถึงการค้นพบเหรียญ และบันทึกต่างที่มีการพูดถึงอาณาจักรทวารวดีที่ยิ่งใหญ่ ซ่ึงต้ังอยู่ บริเวณภาคกลางของประเทศไทย ๒. โซนท่ี 2 อาณาอดุ มสมบูรณ์ เปน็ การนาเสนอการกอ่ ตง้ั อาณาจกั รบริเวณอินทร์บุรี รวมถึง ลักษณะทางภูมิศาสตร์ในสมัยก่อน และการพัฒนาเศรษฐกิจ และการปกครองท่ีทาให้อาณาจักร มีความรุ่งเรือง จนกระท่ังเกิดการเปล่ียนแปลงทางธรรมชาติ เป็นเหตุให้แม่น้าเปลี่ยนเส้นทางเมือง อนิ ทร์บุรีจงึ ถูกทิง้ ให้รา้ งในท่ีสุด ๓. โซนท่ี 3 งดงามประดับประดา เป็นการพูดถึงเร่ืองเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายท่ีมี การขุดพบในบริเวณ เมืองโบราณบ้านคู่เมือง ซ่ึงอาณาจักรทวารวดีได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย โดยนาเข้ามาปรับผสมผสานกับอารยะธรรมพื้นบ้าน ทาให้ลักษณะการแต่งกายมีความโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ อกี ทงั้ ยังเปน็ ส่ิงทแ่ี สดงให้เห็นถึงฐานะของบคุ คลนน้ั ได้อกี ด้วย ๔. โซนที่ 4 แลกเปลี่ยน เรียนรู้ อยู่คู่ธรรมชาติ เป็นการนาเสนอถึงการใช้ชีวิต และความ เป็นอย่ขู องชาวทวารวดี รวมถึงความชาญฉลาดในการพัฒนาระบบชลประทานในอาณาจักร โดยการ ขุดคูน้าลอ้ มรอบเมืองเพอื่ ใชป้ ระกอบอาชีพทางด้าน เกษตรกรรม คา้ ขายและการประมง - 163 -

๕. โซนที่ 5 หลากศาสนา หลายความเชอื่ เปน็ การนาเสนออาณาจักรทวารวดที ่ไี ดร้ บั อิทธิพล หลายๆอย่างมาจาก อินเดีย โดยเฉพาะความเช่ือทางพุทธศาสนา นิกายเถรวาท โดยมีการนับถือ ควบคู่ไปกับศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดู ทั้งลัทธิไศวนิกาย และลัทธิไวษณพนิกายซ่ึงก็เป็นการสะท้อน ให้เหน็ ถึงการใช้ชวี ติ และการอยู่ร่วมกันไดใ้ นหลากหลายความเชอ่ื ได้เปน็ อย่างดี ๖. โซนท่ี 6 พุทธศิลป์ ถ่ินทวารวดี เป็นการนาเสนอศิลปกรรม ประติมากรรม ในระยะแรก ของทวารวดีซ่ึงจะเลียนแบบมาจากศิลปะอินเดีย ต่อมาจึงดัดแปลงเป็นฝีมือช่างพ้ืนเมือง ส่วนใหญ่ จะเป็นศิลาจารกึ ลายปูนปัน้ โบราณวัตถุท่พี บบริเวณแหล่งโบราณคดีบ้านคเู มือง ที่มา : http://teenee-angthong.blogspot.com/2017/12/blog-post_19.html แผนที่การเดนิ ทาง - 164 -

เร่อื งที่ ๖ แหล่งเรียนรู้อาเภอวเิ ศษชยั ชาญ กล่มุ การปลกู มะนาวแบบครบวงจรบ้านย่ลี ้น กลมุ่ การปลูกมะนาวแบบครบวงจรบา้ นย่ีลน้ ท่ีอยู่ : บา้ นเลขที่ 35 หมู่ที่ 4 ตาบลยีล่ ้น อาเภอวเิ ศษชัยชาญ จงั หวดั อ่างทอง เบอร์โทรศัพท์ : 08 3514 2120 ประวตั คิ วามเปน็ มา แหล่งเรียนรู้การปลูกมะนาวแบบครบวงจรบ้านยี่ล้น เป็นแหล่งเรียนรู้ของ นายธีระ ศรีลาธรรม เกษตรกรชาวจังหวัดอ่างทอง โดยเร่ิมต้นจากอาชีพหลัก คือ การทานา ซึ่งเป็นอาชีพที่ทากันมาต้ังแต่ ยุคสมัยบรรพบุรุษ ปู่ ยา ตา ยาย บิดา มารดา สืบทอดกันมาจนถึง นายธีระ ศรีลาธรรม ที่ได้สานต่อ การทานา ซ่ึงปัจจุบันน้ีได้ทานาในพื้นท่ีทั้งหมด 70 ไร่ ในช่วงท่ีภาวะเศรษฐกิจในช่วงท่ีราคาข้าวสูงอาชีพ การทานาถอื วา่ ประสบผลสาเร็จ แตม่ าในชว่ งระยะเวลาหลังราคาขา้ วถกู ลง จึงก่อให้เกิดปญั หาขาดทุน บ่อยคร้ัง หลังจากที่ประสบปัญหาภาวะขาดทุนจากการทานาหลาย ๆ คร้ัง นายธีระ ศรีลาธรรม จึงเริ่มหันมาทาสวนโดยเริ่มจากการปลูกมะนาวในพ้ืนที่ของตนเองท้ังหมด 1 ไร่ 3 งาน เพ่ือเป็นการ แก้ปญั หาภาวะขาดทนุ จากการทานา - 165 -

จดุ เริม่ ต้น/แนวคดิ ของแหล่งเรยี นรู้ เกิดจากแนวคิดที่จะทาสวน โดยเร่ิมต้นจากการปลูกมะนาว ซ่ึงทาในพ้ืนที่ที่มีอยู่ท้ังหมด 1 ไร่ 3 งาน โดยเริ่มต้นจากการซ้ือมะนาวมาทดลองปลูก เร่ิมเรียนรู้วิธีการตอนกิ่งขยายพันธ์ุพืช และทดลองปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์เพ่ือบังคับให้ออกนอกฤดูกาล โดยเริ่มต้นการปลูกมะนาวครั้งละ 20 กิ่ง จนปัจจุบันน้ีได้ปลูกมะนาวจนเต็มพ้ืนที่ รวมท้ังหมดประมาณ 200 ต้น นายธีระ ศรลี าธรรม ได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาในเรื่องของการดูแล บารุง รักษา และวิธีป้องกันโรคศัตรูพืช ต่าง ๆ จนต้นมะนาวเติบโตพร้อมกับให้ผลผลิตออกมาจนสามารถมาจาหน่ายก่อให้เกิดรายได้ หลังจากนั้นได้มีหน่วยงานเข้ามาสนับสนุนในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เช่น กศน.อาเภอวิเศษชัยชาญ เกษตรอาเภอ และพัฒนาชุมชนอาเภอ เป็นต้น ท่ีได้เข้ามาให้ความรู้ในเรื่องของการแปรรูปมะนาว ในรูปแบบต่าง ๆ พร้อมกับการให้ความรู้ ในเรื่องของการขยายพันธ์ุกิ่งมะนาว เพ่ือเป็นการส่งเสริม ช่องทางการสร้างรายได้ให้กับอาชีพการปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์อีกช่องทางหน่ึง โดยนาความรู้ ในเรื่องของการทาอาชีพตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่หลากหลายด้าน เช่น การทาน้าหมักชีวภาพ การทาปุ๋ยหมัก และวิธีการทาสมุนไพรปราบศัตรูพืช เป็นต้น เพ่ือเป็นการ ลดตน้ ทุนการผลิตและปอ้ งกันสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อรา่ งกาย โดย กศน.อาเภอวิเศษชัยชาญ ได้ส่งเสริมให้จัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจาตาบลย่ีล้น เพื่อให้เป็นศูนย์ถ่ายทอดความรู้ให้กับ นกั เรียน นกั ศึกษา เกษตรกร ประชาชนทว่ั ไป หน่วยงานต่าง ๆ ท่ีมีความสนใจท่ีอยากเรยี นรู้การปลูก มะนาวในบ่อซีเมนต์ เพื่อเป็นอีกช่องทางหน่ึงให้กับผู้ที่สนใจอยากมีอาชีพเสริมนอกเหนือ จากการทานา ซึ่งความสาเร็จท่ีเร่มิ ต้นมาจากอาชีพการทานา จนสืบเนื่องมาถึงอาชีพการปลูกมะนาว ส่งผลก่อใหเ้ กดิ ความสาเรจ็ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี องค์ความรู้ภายในแหลง่ เรียนรู้ ภายในแหล่งเรียนรู้การปลูกมะนาวแบบครบวงจรบ้านยี่ล้น มีการให้ความรู้ในเร่ือง ของการปลูกมะนาว ตั้งแต่วิธีการคัดเลือกพันธุ์มะนาว ข้ันตอนการปลูก การขยายพันธุ์ การป้องกัน ดูแลรกั ษามะนาวที่เกิดจากโรคต่าง ๆ หรือแมลงศัตรูพืช รวมไปถึงการแปรรูป เช่น การทาน้ามะนาว การทามะนาวดอง ซง่ึ แหลง่ เรยี นรู้ดังกล่าวเป็นแหลง่ เรยี นรู้ท่ีเหมาะสาหรบั ผทู้ ี่สนใจเข้าไปศึกษาเรยี นรู้ ในเร่ืองของการปลกู มะนาวและสามารถสรา้ งเปน็ อาชพี เสริมได้อีกดว้ ย - 166 -

ประชาชนเข้าไปศึกษาหาความรู้ภายในแหล่งเรยี นรู้ แผนที่การเดินทาง - 167 -

เรือ่ งที่ 7 แหลง่ เรียนรอู้ าเภอสามโก้ กลุ่มมะมว่ งสง่ ออกมงคลธรรมนิมติ บริเวณภายในของสวนมะม่วง ทอ่ี ยู่ : บา้ นเลขท่ี ๕ หมู่ที่ ๑ ตาบลมงคลธรรมนิมติ อาเภอสามโก้ จังหวัดอา่ งทอง เบอรโ์ ทรศพั ท์ : ๐๘ ๐๑๐๗ ๘๔๙๙ ประวัติความเปน็ มา กลุ่มมะม่วงส่งออกมงคลธรรมนิมิต ปัจจุบันได้จัดต้ังเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะม่วงส่งออก มงคลธรรมนมิ ิต มีสมาชิกท้ังในจังหวัดอ่างทอง และสมาชิกเครอื ข่ายต่างจังหวัด ไดแ้ ก่ จังหวัดชยั นาท จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดราชบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี มีพื้นท่ีปลูกมะม่วงของกลุ่ม 3,000 ไร่ มีสมาชิกท้ังหมด 103 ราย ซ่ึงสมาชิก 103 นี้ จะเป็นสมาชิกในเขตจังหวัดอ่างทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดชัยนาท ไม่ได้รวมจังหวัดราชบุรี และจังหวัดสระบุรี เพราะจังหวัด ราชบุรี และจังหวัดสระบุรี จะนาผลผลิตมะม่วงมาส่งเป็นบางคร้ังเท่าน้ัน ซ่ึงเป็นกลุ่มน้องใหม่ ท่ีผลิตแล้วยังไม่มีตลาดก็จะนามาฝากขายท่ีกลุ่มน้ี มีอยู่ 39 ราย ส่วนสมาชิกจังหวัดอ่างทอง มีอยู่ 64 ราย พื้นท่ี 1,800 ไร่ ระยะแรกเขาจะผลิตมะม่วงส่งออกไม่เป็น ทางกลุ่มก็จะจัดสมาชิก ไปแนะนาขั้นตอนวิธีการต่าง ๆ ตามกระบวนการผลิตมะม่วง GAP เพ่ือผลิตมะม่วงส่งออก จนสามารถ ทาได้พร้อมท้ังหาตลาดติดต่อกับบริษัทส่งออกให้ไปรับซ้ือผลผลิตให้ ซ่ึงเป็นการให้ความช่วยเหลือ เครอื ข่ายในวงการมะม่วงดว้ ยกนั - 168 -

จุดเริม่ ต้น/แนวคิดของแหลง่ เรียนรู้ ได้มีแรงจูงใจในการประกอบอาชีพการเกษตรตามแนวพระราชดาริ ยึดหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพยี งและเกษตรทฤษฎีใหม่ ซ่ึงได้พยายามศึกษาค้นคว้ามาหลายปีจนค้นพบความจริง จากสภาพพื้นท่ีเดิมเป็นพื้นที่นาท้ังหมด ๖๐ ไร่ ซ่ึงปลูกข้าวได้อย่างเดียวมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง มักประสบปัญหาในด้านต่าง ๆ เชน่ ภัยธรรมชาติ ผลผลติ ตกต่า ราคาไม่แน่นอน จ้างแรงงานต้นทุนสูง จึงได้นาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดาริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มาปรับใช้โดยแบ่งพ้ืนท่ีออกเป็นส่วน ๆ เพ่ือความเหมาะสม กับแรงงานในครอบครัว เชน่ ๑. ทานา ๑๐ ไร่ ๒. ทาสวนมะมว่ ง ๔๐ ไร่ ๓. ขุดบอ่ เลี้ยงปลาไวบ้ รโิ ภค ๕ ไร่ ๔. ปลูกผักสวนครัวแบบเกษตรอนิ ทรยี ์ ๕ ไร่ ๕. เลยี้ งไก่ ๖. ผลิตก่ิงพันธุม์ ะมว่ งทุกสายพนั ธไ์ุ ว้จาหนา่ ย ๗. ลดการใช้สารเคมี ผลิตปยุ๋ ชวี ภาพใช้เอง โดยใช้วัสดใุ นทอ้ งถน่ิ องค์ความรู้ภายในแหล่งเรียนรู้ กลุ่มมะม่วงส่งออกมงคลธรรมนิมิต เน้นเน้ือหาการพัฒนาคุณภาพการดารงชีวิต ด้วยการ พ่ึงพาตนเองเป็นหลัก การวางแผนอย่างพออยู่ พอกิน โดยเน้นภูมิปัญญาและการใช้วัสดุเหลือใช้ ในท้องถิ่น เช่น การทาน้าหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ลดการใช้ปุ๋ยเคมี โดยการใช้สมุนไพร แทนสารเคมีไล่แมลง การใช้พลังงานทดแทน สาระสาคัญของหลักสูตรการผลิตมะม่วงคุณภาพ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีทั้งภาคบรรยาย ประกอบกับการสาธิตและฝึกปฏิบัติจริง ซึ่งประกอบด้วย ๑. การประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ๒. การใช้พลงั งานทดแทนตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ๓. เทคนิคการขยายพันธมุ์ ะม่วง การฝากท้องมะมว่ ง และการเปลย่ี นยอดมะมว่ ง ๔. การผลติ และใช้ฮอร์โมนไข่เพอื่ ปรบั ปรุงคณุ ภาพมะมว่ ง ๕. ความรู้เรื่องตลาดของมะม่วงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ๖. การขยายกง่ิ พนั ธพุ์ ชื ดว้ ยวธิ ีการตอนกิ่ง เสยี บยอด ติดต่อ ปกั ชา ทาบกิง่ เป็นตน้ ๗. การป้องกันและกาจัดศัตรูพืช โดยใช้วิธีผสมผสาน การใช้สารเคมีถูกต้องตามหลักวิธีการ และเหมาะสมกับพื้นท่ี การใช้สมุนไพรที่ทาข้ึนเองขับไล่แมลง และใช้ถุงกระดาษคาร์บอนห่อผล มะม่วง ๘. การปรับปรุงดินและรักษาดิน โดยใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก เพ่ือลดการใช้ปุ๋ยเคมี และใช้ฟางข้าว รกั ษาความช้ืนของดิน - 169 -

๙. อนุรักษ์ทรัพยากรและส่ิงแวดล้อม โดยใช้จุลินทรีย์บาบัดน้าเสีย และไม่เผาแปลงปลูกพืช พร้อมแนะนาเพอ่ื นบา้ น ๑๐. การขยายพนั ธ์ุดว้ ยวธิ ีการตอนกิ่ง เสยี บยอด ติดตา ปกั ชา ทาบกงิ่ เปน็ ต้น ผลผลิตมะม่วงส่งออกมงคลธรรมนมิ ิต ทีม่ า : https://www.77kaoded.com/news/takoon/346724 แผนที่การเดนิ ทาง - 170 -

กจิ กรรมทา้ ยบทท่ี 5 คาช้ีแจง ใหผ้ ูเ้ รยี นตอบคาถามต่อไปน้ี ๑. จงยกตัวอย่างแหล่งเรียนรู้ที่อยู่ในอาเภอของสถานศึกษาของผู้เรียน พร้อมท้ังอธิบายประวัติ ความเปน็ มา และสรุปองค์ความรู้ในแหลง่ เรียนรู้นน้ั ช่อื แหล่งเรยี นรู้ ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ประวัติและความเปน็ มา ............................................................................................................................. ................................... ...................................................................................................................................... .......................... ......................................................................................................... ....................................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ........................................................................................... ............................................................ ......... ................................................................................................................................................................ องค์ความร้ใู นแหล่งเรยี นรู้ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ....................................................................................................... ......................................................... ........................................................................................... ............................................................ ......... ............................................................................................................................. ................................... - 171 -

๒. จากการที่ผู้เรียนได้ศึกษาเร่ืองแหล่งเรียนรู้ในชุมชนแล้ว ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจอย่างไร จงอธบิ าย ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................. ................................................... ๓. ผ้เู รยี นสามารค้นควา้ หาความรู้ เรื่อง แหล่งเรียนรใู้ นชุมชน จากแหลง่ ข้อมลู ใดบ้าง  หนงั สือเรยี น  อนิ เทอรเ์ นต็  หอ้ งสมุด  ปราชญ์ชาวบ้าน/ภูมปิ ัญญาท้องถ่ิน  อ่นื ๆ ระบุ............................ ๔. ผู้เรียนสามารถนาความรใู้ นเรือ่ งแหล่งเรยี นร้ใู นชุมชน ไปปรบั ใชใ้ นชวี ิตประจาวนั ไดอ้ ย่างไร ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................. ............................... .................................................................................................... ............................................................ ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ........................................................................................... ............................................................ ......... ................................................................................................................................................................ - 172 -

บทที่ 6 การสืบสานและอนุรกั ษว์ ฒั นธรรมไทยในจังหวัดอา่ งทอง สาระสาคัญ เน้ือหาสาระเกี่ยวกบั คุณค่า ความสาคัญ วิธีการสืบสาน การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยในจังหวัด อ่างทอง โดยการจัดทาส่ือประชาสัมพันธ์ ประเภทแผ่นพับด้วยโปรแกรม Microsoft Word และการ ทาวิดีโอคลิปด้วยอุปกรณ์มือถือ (Smart Phone) แอพพลิเคชั่น Viva Video เพ่ือเผยแพร่วัฒนธรรม วฒั นธรรมไทยในจังหวัดอ่างทอง ผลการเรียนรทู้ คี่ าดหวงั ๑. ตระหนกั ถึงคุณค่า ความสาคญั และวิธีการสืบสานวฒั นธรรมในจังหวัดอา่ งทอง ๒. สามารถทาส่อื ประชาสัมพนั ธ์ ประเภทแผน่ พับ และวิดโี อคลิปเพ่ือเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ขอบข่ายเน้อื หา เรื่องท่ี 1 คุณค่าและความสาคัญของการสืบสาน และอนรุ ักษ์วฒั นธรรมไทยในจังหวัดอ่างทอง เร่ืองที่ 2 การทาสื่อประชาสัมพันธว์ ฒั นธรรมไทยในจงั หวัดอา่ งทอง สื่อการเรยี นรู้ 1. ใบงาน 2. หนังสือเรยี น 3. คอมพวิ เตอร์ 4. อนิ เทอรเ์ นต็ 173

การสืบสานและอนรุ กั ษ์วัฒนธรรมไทยในจงั หวดั อา่ งทอง วัฒนธรรมไทยในจังหวัดอ่างทองนั้น มีอยู่มากมายหลายอย่าง ซ่ึงล้วนแต่อยู่คู่กับชาวจังหวัด อ่างทองมาช้านาน แต่ทว่าปัจจุบันวัฒนธรรมต่าง ๆ อาจเร่ิมเลือนหายไปพร้อมกับการมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาแทนท่ี จึงทาให้ผู้คนรุ่นใหม่ ๆ ไม่เห็นความสาคัญ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งท่ีจาเป็นที่เราควรจะสืบสาน และอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยในจังหวัดอ่างทองให้คงอยู่ต่อไป เพ่ือให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงคุณค่า ได้ศึกษาเรยี นรู้ และมคี วามภาคภมู ใิ จในวัฒนธรรมของชาวจงั หวัดอา่ งทอง เรือ่ งท่ี ๑ คุณคา่ และความสาคญั ของการสบื สานและอนรุ กั ษว์ ัฒนธรรมไทย ความหมายของสืบสาน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของคาว่า “สืบสาน” ไว้ใน หนงั สือการสบื สานวฒั นธรรมว่า สืบ ในความหมายหน่ึง หมายถึง สืบสาว คือ ย้อนลงไปในความเป็นมาเพื่อหาเหตุปัจจัย ในอดีต และการยอ้ นลงไปหาทีเ่ รยี กว่าสืบสาวนั้น มี ๒ ด้าน ด้านหนึ่ง คือ สบื สาวในเชิงประวตั ิศาสตร์ เพื่อหาความเป็นมาในอดีตว่า วัฒนธรรมนี้เกิดสืบเน่ืองมาจากอะไร ต้นตออยู่ท่ีไหน และสืบต่อกันมา อย่างไร ทุกอย่างที่มีอยู่ มีความเป็นมาที่สืบสาวไปในอดีตได้ ถ้าชนชาติใดมีปัญญา มีความรู้เข้าใจ เกี่ยวกับรากฐานที่มาในประวัติศาสตร์แห่งวัฒนธรรมของตน ชาติน้ันก็มีทางที่จะทาให้วัฒนธรรม ของตนเจริญงอกงามได้ แต่ในบางสังคม คนมีความมืดมัว ไม่รู้จักสืบสาวหาความเป็นมาแห่งวัฒนธรรม ของตนในอดีต สืบ ในอีกความหมายหน่ึง คือ สืบทอด สืบสาวน้ันโยงย้อนกลับไปข้างหลัง แต่สืบทอดน้ัน สบื ตอ่ ไปข้างหน้าจากปจั จบุ นั สอู่ นาคต เม่ือเราสืบสาวได้ดแี ล้ว เราก็เหน็ ทางทีจ่ ะสบื ทอดไดด้ ดี ว้ ย สาน คือ การจัดสรรปรุงแต่งวัฒนธรรมที่สืบมาจากเดิมให้มีรูปแบบเป็นต้น ท่ีสอดคล้อง กับยุคสมัยในสภาพปัจจุบัน ให้เป็นประโยชน์แก่คนที่ดาเนินชีวิตอยู่ การสานทาให้สิ่งท่ีสืบมาเกิดผล เปน็ ประโยชนแ์ ละมชี ีวติ ชวี า เพราะฉะนัน้ เราจงึ ตอ้ งมีการสานวัฒนธรรมดว้ ย ไมใ่ ชส่ บื อยา่ งเดียว อย่างไรก็ตาม ในการสืบทอดนั้น เราไม่ได้สืบทอดลอย ๆ แต่สืบทอดด้วยปัญญาอย่างมีวิธีการ ถ้าสืบทอดโดยไม่มีวิธีการ ก็กลายเป็นการปล่อยให้ไหลเร่ือยเป่ือยไป การสืบทอดอย่างมีวิธีการในท่ีน้ี เรียกวา่ สบื สาน ความหมายของอนรุ กั ษ์ การอนุรักษ์ หมายถึง การใช้ประโยชนตามความต้องการที่เหมาะและประหยัดเพื่ออนาคต หรือการสงวนรักษา ซ่ึง ประจักษ์ ไมเจริญ (2552 : 71 อ้างอิงมาจาก กาญจนา พันธ์นุช. 2550 : 1) ไดกลา่ วถงึ การอนรุ กั ษไ์ ว้ สรุปไดด้ งั นี้ หลกั การอนุรกั ษ์วทิ ยา ประกอบด้วย หลักการท่ี 1 การใช้อย่างย่ังยืน การใช้อย่างสมเหตุสมผล หรือใช้อย่างฉลาด เลอื กใช้เทคโนโลยีทเ่ี หมาะสม ไมก่อให้เกดิ ของเสียและมลพิษ 174

หลักการที่ 2 การสงวนของหายาก ทรัพยากรท่ีกาลังจะสูญส้ิน ควรหลีกเลี่ยง การนาไปใชท้ านบุ ารงุ หรือการทาทรัพยากรนั้นมีเพิม่ ขน้ึ หลักการที่ 3 การทานุบารุงทรัพยากรที่เสื่อมโทรม จากไมสามารถนาไปใช้ได้ จนฟื้นสภาพนามาใช้ได้ วธิ ีการอนรุ กั ษ์ มดี ว้ ยกนั 8 วธิ ี คือ 1. การใช้ หมายถึง การใช้หลายรูปแบบ เช่น การบริโภคโดยตรง เห็น ไดยิน พลังงานตอ้ งใช้แบบย่งั ยนื 2. การเก็บกัก หมายถึง การรวบรวมหรือการเก็บกักทรัพยากรท่ีมีแนวโนม จะขาดแคลน ในบางเวลา หรือคาดวา่ จะเกิดวกิ ฤตการณข้ึน 3. การรักษา/ซอมแซม หมายถึง การดาเนินการใด ๆ ต่อทรัพยากรที่ขาดหายไป ไมทางานตามพฤติกรรม เส่ือมโทรม เกิดปัญหา สามารถฟื้นคนื สภาพได จนสามารถนากลบั มาใช้ใหม่ได้ 4. การฟื้นฟู หมายถึง การดาเนินการใด ๆ ต่อทรัพยากรหรือส่ิงแวดล้อม ที่เสื่อมโทรมใหเ้ ป็นปกติ สามารถเออื้ ประโยชนในการนาไปใช้ประโยชนต่อไป 5. การพัฒนา หมายถึง การป้องกันสิ่งที่เป็นอยู่ให้ดีข้ึน เพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพ ให้เกิดผลผลติ ที่ดขี ึน้ 6. การป้องกัน หมายถึง การป้องกันส่ิงที่เกิดขึ้นมิให้ลุกลามมากกว่าน้ี และป้องกัน ส่ิงท่ยี ังไมเกิด 7. การสงวน หมายถึง การเก็บไวโดยไมให้แตะต้องหรือนาไปใช้ด้วยวิธีการใด กต็ าม 8. การแบ่งเขต หมายถึง ทาการแบ่งเขตหรือการแบงกลุม/ประเภทตามคุณสมบัติ ของทรพั ยากร คณุ คา่ ทางวฒั นธรรมไทย คุณค่าทางวฒั นธรรมไทย สามารถสร้างสงิ่ ต่าง ๆ ใหเ้ กิดขนึ้ ไดห้ ลายอยา่ ง ดงั นี้ 1. ความรักความผูกพันในครอบครัว วัฒนธรรมไทยได้สร้างความรักความผูกพัน ในครอบครัว ตัวอย่างเช่น วันสงกรานต์ เป็นวันข้ึนปีใหม่ไทย ซ่ึงปัจจุบันเมื่อถึงวันสงกรานต์ ทุกคน จะกลับบ้านไปหาพ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เพ่ือความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นปีใหม่ กอ่ ใหเ้ กดิ ความรกั ความผูกพนั ของแต่ละฝ่าย 2. มีความเคารพ กตญั ญูต่อผู้ใหญแ่ ละผูม้ ีพระคุณ 3. สรา้ งความศรัทธาในการทาบญุ ใหท้ าน 4. สร้างเอกลกั ษณ์ทางศลิ ปกรรม 5. มพี ิธีกรรมทส่ี ง่างามสรา้ งสัมพันธ์ 6. สร้างความสามคั คใี ห้แกช่ ุมชน 7. มเี อกลักษณ์ทางภาษา 8. มีความเพลิดเพลนิ สนกุ สนาน ในการละเลน่ และดนตรีพ้นื บา้ น 175

ความสาคัญของวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมไทยมคี วามสาคญั ดงั นี้ 1. วัฒนธรรม เป็นเครื่องสร้างระเบียบแก่สงั คมมนุษย์ วัฒนธรรมไทยเป็นเครอ่ื งกาหนด พฤติกรรมของสมาชิกในสังคมไทยให้มีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน รวมถึงผลของการแสดงพฤติกรรม ตลอดจนถึงการสร้างแบบแผนของความคิด ความเชื่อ และค่านิยมของสมาชิกให้อยู่ในรูปแบบ เดียวกัน 2. วัฒนธรรม ทาให้เกิดความสามัคคีความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน สังคมท่ีมี วัฒนธรรมเดียวกัน ย่อมจะมีความรู้สึกผูกพันเดียวกัน เกิดความเป็นปึกแผ่น จงรักภักดีและอุทิศตน ใหก้ ับสังคม ทาให้สงั คมอยูร่ อด 3. วัฒนธรรม เป็นตัวกาหนดรูปแบบของสถาบัน เช่น รูปแบบของครอบครัว จะเห็นได้ว่าลักษณะของครอบครัวแต่ละสังคมต่างกันไป ท้ังน้ีเนื่องจากวัฒนธรรมในสังคม เป็นตัวกาหนดรูปแบบ เช่น วัฒนธรรมไทยกาหนดเป็นแบบสามีภรรยาเดียว ในอีกสังคมหนึ่งกาหนดว่า ชายอาจมีภรรยาได้หลายคน หรือหญิงอาจมีสามีได้หลายคน ความสัมพันธ์ทางเพศก่อนแต่งงาน เปน็ สิง่ ท่ดี หี รอื เปน็ เรื่องขดั ต่อศลี ธรรม 4. วัฒนธรรม เป็นเคร่ืองมือช่วยแก้ปัญหา และสนองความต้องการของมนุษย์ ซ่ึงมนุษย์ไม่สามารถดารงชีวิตภายใต้ส่ิงแวดล้อมได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้น มนุษย์ต้องแสวงหาความรู้ จากประสบการณ์ที่ตนได้รับ การประดิษฐ์คิดค้นวิธีการใช้ทรัพยากรนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิต และถา่ ยทอดจากสมาชิกรุ่นหน่ึงไปสู่สมาชกิ รุ่นตอ่ ไปไดโ้ ดยวัฒนธรรมของสังคม 5. วัฒนธรรม ช่วยให้ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า หากสังคมใดมีวัฒนธรรมท่ีดีงาม เหมาะสม เชน่ ความมีระเบยี บวนิ ยั ขยัน ประหยดั อดทน การเหน็ ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน เป็นต้น สังคมน้ันย่อมจะเจริญกา้ วหนา้ ได้อยา่ งรวดเร็ว 6. วัฒนธรรม เป็นเครื่องแสดงเอกลักษณ์ของชาติ คาว่าเอกลักษณ์ หมายถึง ลกั ษณะพิเศษหรือลักษณะเด่นของบคุ คลหรือสังคม ทแี่ สดงว่าสังคมหน่ึงแตกต่างไปจากอีกสงั คมหน่ึง เช่น วัฒนธรรมการพบปะกันในสังคมไทยจะมีการยกมือไหว้กัน แต่ในสังคมญ่ีปุ่นใช้การคานับกัน เป็นตน้ การสบื ทอดวัฒนธรรมไทย การสืบทอดวัฒนธรรมไทย เป็นส่ิงจาเป็นและมีความสาคัญต่อการพัฒนาคนและสังคมไทย อยหู่ ลายประการดงั น้ี เพยี งดาว สภาทอง (2559 : 20 - 21) 1. ทาให้มองเห็นวิถีความเป็นไทย ความคิดสร้างสรรค์ ทั้งทางด้านศาสนา สังคม วฒั นธรรม การปกครองทีส่ ังคมสบื ทอดกันมา 2. ทาให้คนไทยเป็นผู้มีความรับผิดชอบ รู้จักรักษาระเบียบวินัย มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษตั รยิ ์รู้จักพัฒนาตนเอง ซึ่งเป็นการเสรมิ สร้างในการปลูกจิตสานกึ ทีด่ ีงาม เหมาะสม กับสภาพของสงั คมไทยสบื ไป 176

3. ทาให้คนไทยทั้งชุมชนเมืองและชุมชนชนบท เกิดความร่วมมือร่วมใจ ส่งเสริม ขนบธรรมเนียมท่ีดีงาม นาภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิน่ มาใช้ให้เกดิ ประโยชน์แก่คนในชาตเิ ปน็ ที่รูจ้ กั ของชาวโลก 4. ทาให้เกิดการถ่ายทอดจากคนรุ่นหน่ึงไปสู่อีกรุ่นหน่ึง ซึ่งนับว่าเป็นการสืบทอด เอกลกั ษณ์ไทยเพ่อื ให้คงอยใู่ นสงั คมสืบตอ่ ไป การอนรุ ักษ์วฒั นธรรมไทย การอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย ต้องอาศัยความร่วมมือกันของคนไทยทุกคนมีวิธีการ ดังน้ี เพยี งดาว สภาทอง (2559 : 14 - 15) 1. ศึกษา ค้นคว้า และการวิจัยวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งท่ีมี การรวบรวมไว้แล้วและยังไม่ได้ศึกษา เพื่อทราบความหมายและความสาคัญของวัฒนธรรม ในฐานะ ที่เป็นมรดกของไทยอย่างถ่องแท้ ซึ่งความรู้ดังกล่าวถือเป็นรากฐานของการดาเนินชีวิต เพื่อให้เห็น คุณคา่ ทาใหเ้ กิดการยอมรบั และนาไปใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมต่อไป 2. ส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่า ร่วมกันรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาติ และของท้องถ่นิ เพื่อสร้างความเข้าใจและมั่นใจแกป่ ระชาชนในการปรบั เปลีย่ นและตอบสนองกระแส วัฒนธรรมอื่น ๆ อย่างเหมาะสม 3. รณรงค์ให้ประชาชนและภาคเอกชน ตระหนักในความสาคัญของวัฒนธรรม ว่าเป็นเร่ืองที่ทุกคนต้องให้การรับผิดชอบร่วมกันในการส่งเสริม สนับสนุน ประสานงานการบริการ ความรู้ วิชาการ และทนุ ทรพั ยส์ าหรับจัดกจิ กรรมทางวัฒนธรรม 4. ส่งเสริมและแลกเปล่ียนวัฒนธรรมภายในประเทศและระหว่างประเทศ โดยการ ใชศ้ ิลปวฒั นธรรมทเ่ี ปน็ สอื่ สร้างความสัมพันธร์ ะหว่างกนั 5. สรา้ งทัศนคติ ความรู้ และความเข้าใจวา่ ทุกคนมีหนา้ ทเี่ สริมสร้าง ฟน้ื ฟู และการ ดูแลรักษา สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรมที่เป็นสมบัติของชาติ และมีผลโดยตรง ของความเป็นอยขู่ องทุกคน 6. จัดทาระบบเครือข่ายสารสนเทศทางด้านวัฒนธรรม เพ่ือเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ผลงาน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ สามารถเลือกสรร ตัดสินใจ และปรับเปลี่ยน ให้เหมาะสมกับการดาเนินชีวิต ท้ังนี้ สื่อมวลชนควรมีบทบาทในการส่งเสริม และสนับสนุนงาน ดา้ นวัฒนธรรมมากย่ิงข้นึ ดว้ ย วิธกี ารรว่ มกนั อนุรกั ษว์ ัฒนธรรมไทย วิธีการร่วมกันอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย เราสามารถปฏิบัติตนหรือทากิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับ ผูอ้ ืน่ ท่แี สดงออกถงึ การอนุรักษ์วฒั นธรรมไทย ได้ดงั นี้ เข้าร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมและประเพณตี ่าง ๆ 1. เรียนรู้ประเพณีทางศาสนา ไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาเดียวกับพ่อแม่และปู่ย่า ตายายหรือไม่ การพยายามศึกษาประเพณีทางศาสนาไว้จะช่วยทาให้เราเข้าใจวัฒนธรรมของตนเอง 177

มากข้ึน ศาสนามีส่วนเกี่ยวข้องกับภาษา ประวตั ิศาสตร์ และพฤตกิ รรมส่วนบุคคล ฉะนนั้ การทาความ รู้จักคุ้นเคยกบั ศาสนาทบ่ี ้านเรานบั ถือจะชว่ ยใหเ้ ราเข้าใจวฒั นธรรมด้านอน่ื ๆ ดว้ ย 2. พูดภาษาบ้านเกิด หากรู้ว่ามีเพอ่ื นคนหนึง่ มาจากท้องถ่ินเดยี วกันกับเรา ให้พูดคุย เป็นภาษาถิ่นกับเขา นักภาษาศาสตร์และนักมนุษยวิทยาบอกว่า ภาษาน้ันมีอิทธิพลต่อการรับรู้ สิ่งต่าง ๆ บนโลกน้ี ถ้าเราอยู่ในถ่ินอื่นที่ไม่มีคนพูดหรือรู้จักภาษาถ่ินของเรา ก็จะไม่มีใครมาแอบฟัง เรากบั เพื่อนพดู ภาษาถนิ่ ตอบโตก้ นั แนน่ อน 3. ฝึกทาอาหารพ้ืนบ้านหรืออาหารตารับโบราณ ไม่สายเกินไปที่จะขอให้ปู่ย่า ตายายของเราสอนวิธีทาอาหารพื้นบ้าน หรืออาหารตารับโบราณให้ เราจะได้รู้ว่ากล่ินและรสชาติ อาหารแบบเฉพาะของบ้านเรานั้นเป็นอย่างไร พอลองทาขนมหรือประมาณส่วนผสมของเคร่ืองเทศเอง ก็ให้นาสูตร วิธีการ หรือเคล็ดลับที่ปู่ย่าตายายสอนมาใช้ดู การอ่านตาราอาหารสักเล่มหนึ่ง หรือดูรายการทาอาหารก็ช่วยทาให้เรารู้ว่าส่วนประกอบ และเครื่องมือในการทาอาหารเปล่ียนไป มากแค่ไหน ถึงอาหารบางเมนูจะทาได้ไม่ง่ายนัก แต่อาหารบางเมนูก็สามารถทาได้ง่าย และอาจ กลายเป็นเมนโู ปรดของครอบครัวไปเลยกไ็ ด้ 4. เรียนรู้ศิลปะและวัฒนธรรมของตน ทุกประเทศจะมีการแต่งกาย ดนตรี ศิลปะ เร่ืองเล่า และอะไรอ่ืน ๆ อีกมากมายท่ีเป็นแบบฉบับเฉพาะของตน บ้านเรามีผู้คนมากมายท่ียินดี จะสอนและบอกเล่าวิถีชีวิตของเขาให้เราฟัง เช่น ทางานอดิเรกอะไรในยามว่าง ประกอบอาชีพอะไร ทางานหัตถกรรมใด และมีการละเล่นอะไรบ้าง เป็นต้น เราอาจคิดว่างานศิลปะโบราณในพิพิธภัณฑ์ เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุอย่างเดียวท่ีเรามี แต่ความจริงแล้วมีมากกว่าน้ี ตัวอย่างเช่น ช้อนท่ีอยู่ในครัว หรือซอฟต์แวรท์ ี่คิดคน้ ขึ้นมา กถ็ อื เปน็ วัฒนธรรมทางวัตถุเชน่ กนั 5. หาเวลาพูดคุยกับคนในท้องถิ่น วิธีท่ีดีท่ีสุดในการอนุรักษ์วัฒนธรรมของเรา คือ ทาให้วัฒนธรรมน้ันยังคงอยู่ เราไม่จาเป็นต้องพบปะผู้คนแค่เฉพาะตอนไปเท่ียวในวันหยุดเท่าน้ัน แต่สามารถนัดรับประทานอาหารร่วมกัน พบเจอกันในวันสาคัญ หรือแค่พูดคุยกันเฉย ๆ ก็ได้ มวี ัฒนธรรมหลายด้านที่ไม่สามารถเรียนรู้จากการอ่านหนังสือและการเข้าชมพิพิธภัณฑ์แต่เพียงเดียว เชน่ มารยาท ภาษากาย และความมีอารมณ์ขนั 6. เข้าร่วมหรือจัดงานสาคัญ ประเทศของเรา ท้องถ่ินของเรา กลุ่มศาสนานิกาย ท่ีเรานับถือ หรือกลุ่มชาติพันธุ์ของเรามักจะมีการเฉลิมฉลองในวันสาคัญหรือจัดเทศกาล ตามวัฒนธรรมของตน เดินทางไปเข้าร่วมงานหรือเทศกาลเหล่าน้ัน เพื่อจะได้รู้จักวัฒนธรรม ของตนเองมากข้ึน แต่ถ้าไม่สะดวกไปงานหรือเทศกาลเหล่านั้น ก็ให้จัดงานหรือเทศกาลเหล่านั้น ข้นึ ท่บี า้ นของตนเองกไ็ ด้ รักษาและเผยแพร่วัฒนธรรม 1. เน้นบันทึกวัฒนธรรมด้านใดด้านหน่ึง เราสามารถบันทึกทุกอย่างที่ตนเอง ได้ค้นพบในชีวิตและในระหว่างท่ีค้นคว้าได้ ไม่ว่าเร่ืองนั้นจะเล็กน้อยสักแค่ไหน แต่เราก็ไม่สามารถ บันทึกทุกอย่างที่รู้เก่ียวกับวัฒนธรรมของตนได้หมด เพราะข้อมูลนั้นมากมายเกินไป คนส่วนใหญ่ จงึ เลอื กบันทึกไปในทศิ ทางใดทศิ ทางหน่ึงแทน 178

2. เลือกสื่อท่ีจะใช้บันทึก เราจะใช้ปากกากับกระดาษ เคร่ืองบันทึกเสียง หรือ อุปกรณ์อื่น ๆ มาบันทึกประสบการณ์ทางวัฒนธรรมของตนเองก็ได้ เราจะนาสิ่งที่บันทึกไว้มาลง เว็บไซต์ ดีวีดี หรือลงในสื่อดิจิทัลรูปแบบอ่ืนก็ได้ เราจะได้เผยแพร่วัฒนธรรมของตนเองให้ผู้คน ทว่ั โลกไดร้ บั รู้ 3. สัมภาษณ์ผู้รู้ที่มีความรู้ในวัฒนธรรมด้านนั้นอย่างลึกซ้ึงหรือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องน้ัน เราต้องเตรียมคาถามว่าจะถามอะไรบ้าง แต่ก็ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้พูดถึงหัวข้อและเร่ืองราวอ่ืน ๆ บ้าง เราอาจได้เรยี นร้อู ะไรบางอยา่ งที่ไม่เคยรูม้ ากอ่ นเลยกไ็ ด้ 4. ใช้ส่ิงที่บันทึกไวม้ าเผยแพร่เพื่ออนุรักษ์วฒั นธรรม เราต้องพยายามหาทางอนุรกั ษ์ วัฒนธรรมของตนเองเอาไว้ แบ่งปันเรื่องราวและข้อมูลเก่ียวกับวัฒนธรรมของเราให้กับคนหนุ่มสาว ท่อี าจไม่รู้จักวัฒนธรรมของตนเองมากนัก ได้รบั รู้ ไมว่ ่าจะเจอการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือสงั คม อย่างไร พยายามให้ผู้คนได้มามีส่วนร่วมในการพูดคุยและเข้าร่วมทากิจกรรมทางวัฒนธรรม ส่ิงท่ีเรา ค้นคว้ามาสามารถช่วยให้ผู้คนเข้าใจค่านิยมหลักของวัฒนธรรมตนเองและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คน อยากรกั ษา และทาให้วัฒนธรรมเหลา่ นัน้ เจรญิ งอกงามตอ่ ไป 5. ยอมรับการเปล่ียนแปลง ถึงจะมีคนพูดว่าจงรักษาวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไป แต่ก็ดูเหมือนจะทาได้ยาก วัฒนธรรม “ใกล้สูญหาย” หรือ “ต้องได้รับการอนุรักษ์” ก่อนท่ีจะหายไป ถึงแม้เราจะต้องอนุรักษ์วัฒนธรรมไว้ไม่ให้สูญหาย แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เร่ืองเลวร้าย ไปซะทั้งหมด วฒั นธรรมช่วยใหค้ นเราปรบั ตวั เขา้ กับสภาพแวดล้อมรอบตวั โลกเปลยี่ นแปลงอย่ตู ลอด วัฒนธรรมก็ปรบั เปล่ียนอยู่ตลอดเช่นกนั ข้ึนอยกู่ บั เราแลว้ ว่าจะทายงั ไง 179

เรื่องท่ี ๒ การจัดทาส่ือประชาสัมพนั ธ์วฒั นธรรมไทยในจงั หวดั อา่ งทอง สื่อประชาสัมพันธ์ คือ หนทางหรือวิถีทางในการนาข่าวสารที่ตอ้ งการประชาสัมพันธ์จากผู้ส่ง ไปสู่ผู้รับ ในปัจจุบันสื่อในการประชาสัมพันธ์มีมากมายและหลากหลาย อันเป็นผลเนื่องมาจาก การพฒั นาด้านเทคโนโลยีของโลก การจัดทาสื่อประชาสัมพันธ์ท่ีใช้สาหรับประชาสัมพันธ์หรือเชิญชวนให้ผู้คนรู้จักวัฒนธรรมไทย ในจังหวัดอ่างทองนั้น ขอนาเสนอรูปแบบการประชาสัมพันธ์ใน 2 รูปแบบ ได้แก่ การทาแผ่นพับ และการจัดทาวิดีโอคลิปดว้ ยอปุ กรณ์มือถือ (Smart Phone) ดว้ ยวธิ กี ารดงั นี้ 1. การทาแผน่ พับ การทาแผ่นพับ สามารถสร้างในคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือได้ อาทิเช่น โปรแกรม Microsoft Word, Microsoft Publisher แอพพลิเคช่ัน Google Docs เป็นต้น สาหรับหนังสือเรียน รายวิชาเลือกเสรี วิชาอ่างทองเมืองน่าอยู่ จะขอนาเสนอการวิธีการทาแผ่นพับด้วยโปรแกรม Microsoft word ซึ่งเป็นโปรแกรมท่ีช่วยในการสร้างเอกสารต่าง ๆ ได้หลากหลาย เช่น การจัดทา รายงาน บทความ จดหมาย รวมถงึ การทาแผ่นพับ เปน็ ตน้ ที่ทุกคนสามารถทาได้ด้วยตนเอง 2. การจัดทาวิดีโอคลิปด้วยอุปกรณ์มือถือ (Smart Phone) การจัดทาวิดีโอคลิปด้วยอุปกรณ์มือถือ (Smart Phone) สามารถใช้แอพพลิเคช่ันที่สามารถ ตัดต่อวิดีโอคลิปและรูปภาพได้หลากหลาย อาทิเช่น VivaVideo, InShot, KineMaster, Video Maker เป็นต้น สาหรับหนังสือเรียนรายวิชาเลือกเสรี วิชาอ่างทองเมืองน่าอยู่ จะขอนาเสนอวิธีการตัดต่อ วดิ ีโอคลปิ ด้วยแอพพลิเคชั่น VivaVideo 180

181 การทาแผ่นพบั ด้วยโปรแกรม Microsoft Word ข้นั ตอนที่ 1 การเตรยี มเอกสาร เค้าโครง รูปแบบ ในการจดั ทาแผ่นพบั 1. เปิดโปรแกรม Microsoft word 2. เลอื กเมนู เคา้ โครงหน้ากระดาษ (layout) 3. เลือกคาสง่ั การวางแนว (orientation) 4. เลอื กคาสง่ั แนวนอน (landscape) 1

บ 181

182 5. เลือกคาส่งั ระยะขอบ บนเมนูเคา้ โครงหน้ากระดาษ จากน้นั เลือกคาสัง่ ดงั รูป 1


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook