Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือศาสตร์และศิลป์ของการสอน

หนังสือศาสตร์และศิลป์ของการสอน

Published by Plaifa Amornrattakun, 2019-06-26 14:22:26

Description: หนังสือศาสตร์และศิลป์ของการสอน

Search

Read the Text Version

๑๕บทที่ การเริ่มต้นบทเรยี น ยุทธศาสตร์การเริ่มต้นบทเรียน คือการน�ำเสนอความรู้ใหม่เพียง นิดเดียวแก่นักเรียนเพื่อการกระตุ้น ให้นักเรียนนึกถึงความรู้เดิมของตน หรืออาจจะกล่าวได้ว่าการสอนที่ดีต้องเริ่มด้วยการกระตุ้นความรู้เดิม (prior knowledge) ของนกั เรยี นเพอื่ ชว่ ยใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจความร้ใู หม่ไดง้ า่ ยขนึ้ ยทุ ธศาสตร์และวิธีการทีค่ รูใช้กระตุ้นความรูเ้ ดิมของนกั เรียน มีดงั ตอ่ ไปน้ี ยทุ ธศาสตร์ วิธีการ ใหข้ ้อมลู กระต้นุ ความสนใจ ครใู หน้ กั เรยี นทำ� กจิ กรรมเพอ่ื กระตนุ้ ความสนใจตอ่ เนอ้ื หาทจ่ี ะเรยี น เชน่ ใหอ้ า่ นขา่ ว (informational hooks) หนงั สือพิมพส์ นั้ ๆ ใหด้ คู ลิปวีดิทศั น์ วทิ ยุ หรอื ส่อื อ่นื ๆ กิจกรรมเริ่มตน้ เปน็ กจิ กรรมแรกของชนั้ เรียน เพอ่ื นำ� เขา้ ส่บู ทเรียน เช่นครูเขยี นคำ� ถามบนกระดาน (bell ringers) ให้นกั เรยี นตอบ ฉนั รอู้ ะไรแลว้ บ้าง ครใู หน้ กั เรยี นเขยี นรายการลงบนกระดาษ วา่ ตนมคี วามรเู้ รอื่ งนน้ั แลว้ อยา่ งไรบา้ งแลว้ ให้จับคู่อภิปรายให้แต่ละคู่แบ่งปันในช้ันเรียน และครูเขียนรายการ “นักเรียนรู้แล้ว” ลงบนกระดาน เชอ่ื มโยงอยา่ งง่าย ครูชว่ ยให้นกั เรยี นเขยี นเช่อื มโยงความรเู้ ดิมเข้ากับความรูใ้ หมท่ ่จี ะเรียน และอธิบาย ความเชอ่ื มโยงน้นั ค�ำถามเร่ิมตน้ ครตู งั้ คำ� ถามเกย่ี วกบั บทเรยี นทก่ี ำ� ลงั จะสอน ใหน้ กั เรยี นตอบ เพอ่ื กระตนุ้ ความสนใจ และกระตุ้นความร้เู ดิม ใหข้ อ้ สรปุ อย่างส้นั ก่อนสอนครูสรุปความรู้ใหม่ทั้งหมดท่ีจะเรียนให้แก่นักเรียน โดยอาจบอกในรูป ข้อเขียนหรอื ด้วยค�ำพูด เพ่ือกระตุ้นความรู้เดิมของนกั เรยี น อา่ นผา่ นๆ เพอื่ จบั สาระสำ� คญั ครูฝึกเทคนิคการอ่านบทเรียนล่วงหน้าแบบอ่านผ่านๆ เพ่ือจับสาระส�ำคัญ ให้แก่ (skimming) นักเรียน โดยอ่านเฉพาะหัวข้อหลักๆ นำ� มาวเิ คราะห์จับประเด็นส�ำคญั • 80 •

ยทุ ธศาสตร์ วธิ กี าร ครูแจกโนต้ ครูแจกโนต้ ท่ีเตรยี มมาก่อน ในรูปของหวั ข้อ ก่อนเรม่ิ สอนเน้อื หา ยุทธศาสตร์ K-W-L กอ่ นนำ� เสนอสาระ ครใู ชย้ ทุ ธศาสตร์ K-W-L (K = know W = want to know L = learned) คอื ใหน้ กั เรยี นแตล่ ะคนยกปา้ ยตามตวั อกั ษรตอ่ แตล่ ะหวั ขอ้ ทคี่ รเู ตรยี มมาสอน จัดระบบความรู้ ครูเตรียมแผนผัง หรืออินโฟกราฟิก แสดงโครงสร้างความรู้ใหม่ที่จะสอน และ ความเชือ่ มโยงกับความร้เู ดิม ชีแ้ นวทางล่วงหนา้ กอ่ นสอนความรใู้ หม่ ครใู หน้ กั เรยี นตอบหรอื ใหค้ วามเหน็ ตอ่ ประโยคหรอื ถอ้ ยคำ� สนั้ ๆ ทีเ่ กีย่ วข้องกับบทเรยี นทจี่ ะสอน แล้วครเู ชอ่ื มค�ำตอบของนกั เรียนเข้าสบู่ ทเรยี น จัดหมวดหมู่ค�ำ ครจู ดั รายการคำ� ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั สาระความรทู้ จี่ ะสอน ใหน้ กั เรยี นจดั หมวดหมทู่ ม่ี คี วามหมาย ทดสอบก่อนเรยี น ครจู ดั pre-test เพอ่ื ทดสอบพน้ื ความรขู้ องนกั เรยี นในเรอื่ งทส่ี ำ� คญั ยง่ิ ในสาระทจี่ ะสอน เพื่อดวู า่ นกั เรียนคนไหนมคี วามรนู้ น้ั แลว้ คนไหนยังไมม่ ี ยุทธศาสตร์กระตุ้นความรู้เดิมน้ี บางวิธีการใช้เวลานิดเดียวในตอน ต้นช่ัวโมง โดยครูพูดโยงสู่บทเรียนหรือกิจกรรมท่ีเพ่ิงผ่านไป บางกิจกรรม ใช้ไดต้ อ่ เนอ่ื งตลอดหนว่ ยเรียนรู้ เช่นกจิ กรรม K-W-L เป็นตน้ ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉนั จะชว่ ยใหน้ กั เรยี นไดช้ มิ เนอ้ื หาความรลู้ ว่ งหนา้ เพอ่ื กระตนุ้ ความรเู้ ดมิ ของนักเรยี นได้อย่างไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนสามารถอธิบายความเช่ือมโยงของเส้นเช่ือมท่ีตนเขียน สคู่ วามรเู้ ดมิ • นกั เรยี นมีสว่ นในกจิ กรรมสรปุ บทเรยี น • นกั เรยี นสามารถท�ำนายสง่ิ ทตี่ นคาดหวังวา่ จะไดเ้ รยี น ตดิ ตามอ่านบนั ทกึ ฉบบั เตม็ ไดท้ ี่ : https://www.gotoknow.org/posts/629528 • 81 •

โรงเรียนเพลินพัฒนาออกแบบกระบวนการเรียนรู้โดยค�ำนึง ถึงการสร้างเงื่อนไขให้ผู้เรียนสามารถน�ำเอาความรู้เดิม หรือความรู้ สะสมท่ีมีอยู่แล้วมาเผชิญกับความไม่รู้ (โจทย์สถานการณ์) อย่าง เหมาะสมจนกระท่ังเกิดการความเข้าใจท่ีเชื่อมต่อจากความรู้เดิม ไปสู่ความรู้ใหม่ และให้ความส�ำคัญกับช่วงเวลาของการเริ่มต้น บทเรียนมาก ทกุ แผนการเรยี นร้จู งึ ประกอบไปด้วย ๑. ขั้นแนะน�ำ – การสร้างภาวะพร้อมเรียนรู้ การสร้างแรง บนั ดาลใจ ๒. ขั้นเปิดโจทยส์ ถานการณ์ ๓. ข้นั แก้สถานการณ์ ๔. ขั้นแลกเปล่ียนเรยี นรู้ ๕. ข้ันสรปุ ความรู้ การสรา้ งแรงบนั ดาลใจเปน็ บนั ไดขนั้ แรกของการสรา้ งความหมาย ใหก้ บั การเรยี นรู้ ดงั นนั้ ครจู งึ ควรออกแบบการเรยี นรู้ใน ๑๐ นาทแี รกนี้ นำ� พาใหผ้ เู้ รยี นไดพ้ บกบั พลงั แหง่ ความงดงามของวชิ านน้ั ๆ ดว้ ยตนเอง • 82 •

เร่ืองเล่าจากห้องเรียน กิจกรรมแสงเทียน เป็นกิจกรรมท่ีคุณครูจริง – จิรัชฌา อ่อนโอภาส น�ำนักเรียน ชัน้ ๖ เข้าส่แู นวคิดสำ� คญั เร่ืองการแพรก่ ระจายทางวฒั นธรรม คณุ ครจู รงิ เรม่ิ จากการชวนใหน้ กั เรยี นทงั้ ชน้ั ดแู ผนทแี่ ผน่ ใหญท่ วี่ างอยบู่ นพนื้ หอ้ ง แผนที่ แผ่นนี้ไม่มีเส้นเขตแดนแบ่งก้ันกัน จะมีก็แต่เพียงเขตแดนที่เกิดข้ึนตามธรรมชาติเท่านั้น จากนั้นครูเริ่มวางเทียนทีละเล่มในพื้นที่บนแผ่นกระดาษท่ีเตรียมไว้ พร้อมกับค�ำถามว่า แสงเทียนท่ีเห็นนั้นขอบเขตของแสงเทียนอยู่ตรงไหน นักเรียนบางคนบอกว่าแสงเทียน อยู่ในขอบเขตของแผนท่ี บางคนบอกว่าแสงนั้นส่องไปทั่วห้อง ซ่ึงถ้าขยายห้องให้กว้างขึ้น แสงเทียนก็จะกระจายต่อไปอีก กิจกรรมน้ีเปรียบเทียบแสงของเทียนว่าเป็นวัฒนธรรม ทก่ี ระจายไปอยา่ งไรพ้ รมแดนซง่ึ ถอื เปน็ ขอ้ สรปุ สำ� คญั ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการทำ� กจิ กรรมนรี้ ว่ มกนั ปัจจัยความสสำเร็จ ครูต้องเข้าถึงหัวใจหรือเสน่ห์ของวิชาน้ัน และเร่ืองราวที่จะเรียนรู้ ในวันน้ันๆ ก่อน จึงจะเกิดความสามารถในการตีความให้กลายเป็นกิจกรรม สร้างแรงบันดาลใจที่มีความลึกซึ้งและโยงใยไปถึงแก่นสาระของเรื่องที่ก�ำลัง จะเรยี นตอ่ ไปได้ • 83 •

๑๖บทที่ เนน้ ที่ความรูส้ �ำคญั ยิ่งยวด ยทุ ธศาสตรแ์ ละวิธกี ารที่ครใู ชเ้ น้นความรทู้ ส่ี �ำคัญยิ่งยวด มีดังต่อไปน้ี ยุทธศาสตร์ วิธีการ กล่าวเรอ่ื งความรสู้ ่วนที่ ครกู ล่าวยำ้� ความส�ำคญั ของความรู้ทส่ี �ำคญั ยงิ่ ยวดซ้ำ� ๆ เมื่อมโี อกาส สำ� คัญย่ิงยวดซ�้ำ ถามค�ำถามในสว่ นท่เี ปน็ ครถู ามค�ำถามตอ่ ความร้เู ดิม และยำ้� ความส�ำคัญในเนอ้ื หาความรใู้ หม่ ความร้ทู สี่ ำ� คญั ยิ่งยวด ใช้กจิ กรรมกระตนุ้ สายตา ครูใช้สตอร์รี่บอร์ด อินโฟกราฟิก หรือภาพ เพ่ือสร้างความเด่นชัดให้แก่ความรู้ ที่ส�ำคัญย่ิงยวด เพ่ือให้นักเรียนจ�ำภาพได้ เช่ือมโยงสู่ความรู้ที่ส�ำคัญยิ่งยวด และช่วยความจ�ำ ใชก้ จิ กรรมเชิงถ้อยค�ำ ครใู ชก้ ารเลา่ เรอ่ื งเพอื่ ใหน้ กั เรยี นไดค้ วามรทู้ เี่ ชอ่ื มโยงกนั โดยครคู อยยำ้� สว่ นทสี่ ำ� คญั และสว่ นทีเ่ ชอ่ื มโยงกนั ใชก้ ารเนน้ เสียง ทา่ ทาง ครใู ชโ้ ทนเสยี ง ท่าทาง และภาษากายในการเนน้ ความร้สู ำ� คัญ และภาษากาย ครูเวน้ ช่วงเวลา ครูหยุดในช่วงท่ีน�ำเสนอความรู้ส�ำคัญ เพื่อกล่าวย�้ำ นักเรียนได้ใช้เวลาเว้นช่วง ในการ “ย่อย” ความร้ใู หม่ ก�ำหนดประสบการณ์ส�ำคญั ครูเฟ้นหาประสบการณ์ท่ีมีความรู้ส�ำคัญฝังอยู่ น�ำมาบอกเล่าเพ่ือให้นักเรียน ท่ีจะน�ำมาเรียนรู้ ไดเ้ รยี นรู้ ความรู้ท่สี ำ� คญั ย่ิงยวด ครูต้องเฟน้ หาประสบการณ์แบบน้ีอย่างเขม้ งวด สอนความรู้ท่ีส�ำคัญย่ิงยวด ครูก�ำหนดความรู้ที่ส�ำคัญย่ิงยวด และสอนความรู้ดังกล่าวช้าๆ เพ่ือให้นักเรียน โดยตรง มเี วลาคดิ ตาม • 84 •

ยุทธศาสตร์ วิธีการ สอนด้วยศิลปะการแสดง ครูให้นักเรียนร่วมท�ำกิจกรรมในตระกูลศิลปะการแสดง เพ่ือเน้นความรู้ท่ีส�ำคัญ เพือ่ เน้นความรทู้ ส่ี ำ� คญั ยง่ิ ยวด การแสดงอาจเปน็ เพยี งการแสดงท่า การลอ้ เลียน การสวมบทบาท ไปถึง ยงิ่ ยวด เล่นละครส้นั ๆ ครูจัดตัวกระตุ้นความรู้ ตัวกระตุ้นความรู้ (organizer) อาจเป็นถ้อยค�ำ แผ่นป้าย หรือค�ำเปรียบเทียบ ล่วงหนา้ ความรู้สำ� คญั ยง่ิ ยวด ทีจ่ ะสอน ใชค้ วามรูท้ ่ีนกั เรียนรู้แล้ว ครใู ชค้ วามรเู้ ดมิ ของนกั เรยี นเชอ่ื มโยงกบั ความรใู้ หมท่ สี่ ำ� คญั ยง่ิ ยวด เมอ่ื ไรครสู อน เป็นตวั บอกความร้ทู ่ีส�ำคญั ความรู้ท่ีสำ� คัญย่ิงยวด ครูตอ้ งเชื่อมโยงความรนู้ นั้ กบั ความร้เู ดมิ เสมอ ย่ิงยวด ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉนั จะเนน้ ความรู้ท่ีสำ� คญั ยง่ิ ยวดไดอ้ ยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนสามารถอธบิ ายระดบั ความสำ� คัญของความรแู้ ต่ละชน้ิ • นกั เรียนอธบิ ายไดว้ า่ ทำ� ไมบางสาระจึงเป็นเรือ่ งสำ� คัญทต่ี ้องเรียนรู้ • นักเรียนปรับระดบั ความสนใจ เม่อื ครูสอนความรู้ทสี่ �ำคัญยง่ิ ยวด ตดิ ตามอ่านบนั ทกึ ฉบับเตม็ ได้ที่ : https://www.gotoknow.org/posts/629620 • 85 •

เร่ืองเล่าจากห้องเรียน หลังจากท่ีนักเรียนเกิดความเข้าใจเรื่องการ แพร่กระจายของวัฒนธรรมจากกิจกรรมแสงเทียน ในคาบเรียนแรกแล้ว คุณครูจริงยังได้เชื่อมโยงแนวคิด เร่ืองวัฒนธรรมท่ีไม่มีเขตแดนก้ันน้ี ไปสู่การท�ำความ เข้าใจในเร่ืองวัฒนธรรมท่ีไร้พรมแดนของผู้คนและ สังคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซ่ึงเป็นความรู้ส�ำคัญ ที่นักเรียนได้เรียนรู้ในบทเรียนถัดไป เพ่ือใช้ความรู้เดิม ของนักเรียนเช่ือมโยงกับความรู้ใหม่ท่ีส�ำคัญยิ่งยวด อยา่ งเปน็ ล�ำดับ ปัจจัยความสสำเร็จ ครูต้องออกแบบแผนการเรียนรู้ ทุกแผนให้มีความสัมพันธ์กัน ทั้งในส่วน ของเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้ โดยยึด เอาความรู้ส�ำคัญย่ิงยวดมาเป็นแก่นของ การเดินเรอื่ ง • 86 •

๑๗บทที่ ทบทวนเนือ้ หาสาระ ยุทธศาสตรแ์ ละวธิ กี ารท่คี รูใชท้ บทวนเนือ้ หาสาระ มีดงั ตอ่ ไปนี้ ยทุ ธศาสตร์ วิธกี าร ทบทวนสะสม ครูกล่าวทบทวนไม่เฉพาะสาระของหน่วยการเรียนปัจจุบัน ยังเช่ือมโยงไปยัง (cumulative review) หนว่ ยกอ่ นๆ ชว่ ยใหน้ กั เรยี นแกไ้ ขความเขา้ ใจผดิ และสรา้ งความเขา้ ใจทขี่ ยายกวา้ ง (generalization) กจิ กรรมเตมิ ส่วนท่ขี าด ครเู ขยี นข้อความโดยเวน้ ชอ่ งว่างไว้ ให้นกั เรียนเติม สรุป ครูให้นกั เรยี นสรปุ สน้ั ๆ วา่ ตนจำ� อะไรได้บ้างและสว่ นใดสำ� คญั ในเน้อื หาท่ีไดเ้ รยี น โดยครอู าจเขยี นขอ้ สรุป แล้วให้นกั เรยี นชว่ ยกนั แกไ้ ขตอ่ เติม ให้แก้ปญั หา ครูมอบปญั หาใหน้ กั เรียนแก้ โดยใชค้ วามรทู้ ่ีเพ่ิงเรยี น ให้สาธิต ครูให้นกั เรยี นสาธติ กจิ กรรมที่ต้องใช้ความรู้ท่ีเพงิ่ เรียน ทดสอบปฏบิ ัติ ครูให้โจทย์ท่ีนักเรียนต้องใช้ความรู้ที่เพิ่งเรียนมาในการปฏิบัติ หลังจากจบแล้ว หรือแบบฝกึ หัด นักเรียนรว่ มกันทบทวนความเข้าใจผิดหรอื จ�ำผิด ตง้ั คำ� ถาม ครูถามค�ำถามท่ีในการตอบนักเรียนต้องทบทวน ท�ำความเข้าใจ และประยุกต์ ใช้ความรู้ และในบางกรณีนักเรยี นตอ้ งสังเคราะห์และตรวจสอบความรู้ ใหแ้ ละรับ (give and take) หลังจากจดบันทึกบทเรียนเสร็จ ครูให้นักเรียนยืนขึ้น และเดินไปหาคู่ เพื่อ เปรียบเทยี บบนั ทึกบทเรยี นกัน • 87 •

การใช้เทคนิคตามในตารางข้างบนเป็นทักษะในช้ันเรียนของครู ที่ครู จะต้องฝึกให้ช�ำนาญว่าจะใช้เทคนิคใดในโอกาสใด หลายเทคนิคต้องการ ความร่วมมือจากนักเรียน เช่น เทคนิค give and take ท่ีนักเรียนสองคน เปรียบเทียบบนั ทึกบทเรียนของตน นกั เรยี นจะได้แนวคิดวา่ เพอ่ื นเรยี นอย่างไร มีวธิ จี ดสาระความรู้อย่างไร ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉันจะชว่ ยให้นกั เรียนทบทวนเน้อื หาสาระไดอ้ ย่างไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนสามารถบอกว่าความเข้าใจสาระเดิมของตนเป็นอย่างไร • นกั เรียนคดิ ยอ้ นกลบั ไปยังส่งิ ท่ีตนไดเ้ รยี นร้มู ากอ่ น • นกั เรียนต้ังค�ำถามตอ่ สิ่งท่ตี นไดเ้ รยี นร้มู าก่อน ติดตามอ่านบนั ทึกฉบับเตม็ ได้ที่ : https://www.gotoknow.org/posts/629739 • 88 •

เร่ืองเล่าจากห้องเรียน ในข้อสอบปลายภาค ครูจริงยังออกแบบให้นักเรียนได้ใช้ความรู้ ชุดน้ีต่อไปอีก ด้วยการให้นักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็นต่อค�ำถาม ทวี่ ่า “นกั เรยี นเหน็ ดว้ ยกบั คำ� กล่าวทว่ี ่า เสน้ เขตแดนท่ตี ายตวั ไมส่ ามารถ แบ่งพรมแดนทางสังคมและวัฒนธรรมได้หรือไม่” ส่วนใหญ่ต่างเห็นด้วย กับค�ำกล่าวน้ี ซ่ึงพวกเขาสามารถยกเหตุผลเพ่ือมาสนับสนุนความคิด เห็นของตนเองได้อย่างแตกตา่ งหลากหลาย ซงึ่ ส่งิ ท่ีมากกวา่ ทีค่ าดไว้ คอื การทผี่ เู้ รยี นมมี มุ มองตอ่ เรอื่ งวฒั นธรรมไรพ้ รมแดนทกี่ า้ วขา้ มไปมากกวา่ การเรยี นในชน้ั เรยี นเรอ่ื งประเทศตา่ งๆในภมู ภิ าคเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้ คือเช่ือมโยงไปยังประเทศอ่ืนๆ นอกจากประเทศในอาเซียน ท่ีถึงแม้ว่า ในชนั้ เรยี นครจู ะไดส้ รปุ ความเหน็ วา่ เหน็ ดว้ ย แตเ่ มอ่ื นกั เรยี นไดไ้ ตรต่ รอง ขอ้ ความดงั กลา่ วดว้ ยตวั เองและสรปุ ผลออกมาจากความคดิ เหน็ ของตนเอง เราจะพบคำ� ตอบทง้ั เหน็ ดว้ ยและไมเ่ หน็ ดว้ ย แสดงใหเ้ หน็ วา่ การใชค้ ำ� ถาม ปลายเปิดท�ำให้เห็นมุมมองความคิดของเด็กๆท่ีแตกต่างกันออกไปซ่ึงไม่ ยึดติดกับกรอบความคิดที่ครูให้ ซึ่งหากมีความเห็นไม่ตรงกันก็สามารถ ยกเหตผุ ลมาอธบิ ายประกอบเหตุผลของตนได้ อยา่ งไรกด็ พี วกเขาไมไ่ ดม้ องในภาพของการเรยี นในชนั้ เรยี นเทา่ นน้ั แต่ยังสามารถเชื่อมโยงเรื่องท่ีไกลตัวมาสู่เร่ืองที่ใกล้ตัวเกิดเป็นความรู้ ของตนเอง การหยิบยกเรื่องราวในชีวิตประจ�ำวันมาเปรียบเทียบกับ เร่ืองที่ใหญ่กว่าเรื่องของตัวเองได้ เช่น การเช่ือมโยงเรื่องอาหารที่พบ ในชีวิตประจ�ำวันของตนกับลักษณะร่วมของอาหารในอาเซียน หรือ แม้กระท่ังการยกตัวอย่างถึงเทคโนโลยีในปัจจุบันที่สะท้อนให้เห็นภาพ ของโลกไรพ้ รมแดนได้อย่างชดั เจน • 89 •

๑๘บทท่ี แก้ไขความรู้ ยุทธศาสตรแ์ ละวธิ กี ารทคี่ รใู ช้ส่งเสรมิ และแกไ้ ขความรู้ มดี ังต่อไปน้ี ยทุ ธศาสตร์ วธิ กี าร ลงสมุดบันทกึ บทเรียน เม่ือข้ึนบทเรียนใหม่ในหน่วยการเรียนรู้และมีการทบทวนความรู้ด้วยวิธีต่างๆ ครูให้นักเรียนเอาสมุดบันทึกของหน่วยการเรียนก่อนๆ มาทบทวน และแก้ไข ทบทวนสมุดบันทกึ สว่ นท่ีผดิ พลาด บทเรยี น ครูให้นักเรียนใช้สมุดบันทึกบทเรียนในการทบทวนค�ำศัพท์ส�ำคัญ หลักการหรือ นกั เรียนใหค้ �ำแนะน�ำ ไอเดยี สำ� คญั ขอ้ สงั เคราะหข์ ยายความเขา้ ใจ (generalization) สำ� หรบั ใชใ้ นการสอบ ป้อนกลับแกก่ ันและกนั ครูให้นักเรียนอ่านสมุดบันทึกบทเรียนของเพ่ือนและเขียนค�ำแนะน�ำป้อนกลับ (peer feedback) แก่เจ้าของบนั ทกึ ปรบั ปรงุ การบา้ น หา้ กระบวนการหลัก ครมู อบการบา้ น ตรวจการบา้ นพรอ้ มใหค้ ำ� แนะนำ� ปอ้ นกลบั แลว้ ใหน้ กั เรยี นปรบั ปรงุ และสง่ ใหม่ เพอ่ื ให้ได้คะแนนสงู ขนึ้ สญั ลักษณก์ ระตนุ้ สายตา ครูให้นักเรียนใช้ ๕ กระบวนการหลัก ส�ำหรับปรับปรุงสาระความรู้ของตน ได้แก่ ใชเ้ คร่อื งมอื ชว่ ยการเขยี น (๑) ทบทวนความเขา้ ใจเดมิ (๒) สำ� รวจหาความเขา้ ใจผดิ และแกไ้ ข (๓) หาชอ่ งวา่ ง ความรแู้ ละเตมิ เตม็ (๔) ตดั สนิ ใจวา่ จะปรบั ปรงุ ความรเู้ ดมิ ตรงไหนบา้ ง (๕) อธบิ าย ใหเ้ หตผุ ลตอ่ การปรบั ปรุงแก้ไขความรู้ ครูให้นักเรียนใช้สัญลักษณ์กระตุ้นสายตาในการแก้ไขบันทึกบทเรียนของตน เพือ่ เปล่ียนแปลงความเข้าใจ เครอ่ื งมือชว่ ยการเขียนได้แกก่ จิ กรรม ย่อความ สรุป เขยี นด่วน ต่อประโยค และ การประเมนิ โดยนกั เรยี นดำ� เนนิ การ ครใู หน้ กั เรยี นใชเ้ ครอื่ งมอื เหลา่ น้ี แกไ้ ขบนั ทกึ บทเรยี นของตน • 90 •

ในการปรบั ปรงุ ความรู้ ครมู งุ่ ใหน้ กั เรยี นตรวจสอบผลงานของตน ๔ ดา้ น คือ ขอ้ ผิดพลาด ความชัดเจน การจดั ระบบ และความครบถ้วน จุดส�ำคญั คือ นกั เรยี นตอ้ งมีสมุดบนั ทึกบทเรยี น (academic notebook) ของตน สำ� หรับนำ� มาใชป้ รับปรงุ เพื่อยกระดับการเรยี นรู้ของตน ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉันจะช่วยใหน้ ักเรยี นแก้ไขความรู้ไดอ้ ยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนแกไ้ ขความเข้าใจผิดในบทเรียนกอ่ นๆ ของตน • นกั เรยี นสามารถอธิบายความเขา้ ใจผดิ ของตนตอ่ เน้อื หาการเรยี น • นกั เรยี นมคี วามพงึ พอใจต่อความเข้าใจของตนที่เพิ่มขน้ึ ติดตามอ่านบนั ทกึ ฉบบั เต็มไดท้ ่ี : https://www.gotoknow.org/posts/629860 • 91 •

เร่ืองเล่าจากห้องเรียน ในชนั้ เรยี นวชิ าธรรมชาตศิ กึ ษาและประยกุ ตว์ ทิ ยา ชน้ั ๖ คณุ ครดู าว – ปณิตา เมฆฉาย ใหน้ ักเรียนสบื ค้นข้อมูลมาท�ำการวิเคราะห์เปรยี บเทียบ ข้อเหมือน – ข้อต่างของข้อมูลเร่ืองการกัดเซาะชายฝั่ง ๒ แหล่งที่อยู่ ตา่ งพื้นทก่ี นั เม่ือนักเรียนน�ำงานมาส่ง ครูพบว่า มีหลายคนยังได้ข้อมูลท่ียัง ไมเ่ พยี งพอตอ่ การนำ� ขอ้ มลู ไปใชต้ อ่ บางคนยงั เขา้ ใจโจทยไ์ มถ่ กู ตอ้ ง ครจู งึ ช่วยแก้ไขความเข้าใจโจทย์ ช่วยวาง แนวทางการท�ำงาน และให้เทคนิค วิธีในการสืบค้นข้อมูลเบื้องต้น เพื่อให้นักเรียนสามารถท�ำงานต่อไปได้ ในขณะเดยี วกนั กไ็ ดพ้ ยายามสงั เกตนกั เรยี นอยา่ งใจเยน็ เพอ่ื ดวู า่ ครจู ะชว่ ย แนะนำ� อะไรกบั นักเรยี นคนไหน ชนิ้ งานตอ่ มาคอื การเขยี นวเิ คราะหเ์ ปรยี บเทยี บขอ้ เหมอื น – ขอ้ ตา่ ง ของขอ้ มลู ๒ แหลง่ พบวา่ เดก็ ๆ หลายคนยงั ไมส่ ามารถเขยี นเปรยี บเทยี บได้ เขียนมาเป็นเพียงข้อมูลสองชุดแยกกัน ซึ่งยังไม่ใช่ข้อมูลท่ีถูกวิเคราะห์ ขอ้ เหมอื น – ขอ้ ตา่ ง และมเี ดก็ อกี หลายคนทสี่ ามารถอธบิ ายเปรยี บเทยี บ ข้อมูลว่าอะไรเหมือนหรือต่างกัน และบอกได้ว่าต่างอย่างไรได้ แต่ยัง ไมส่ ามารถวเิ คราะหข์ อ้ มลู มาอธบิ ายเหตผุ ลไดว้ า่ ทำ� ไมจงึ เหมอื นหรอื ตา่ งกนั และมเี พียงไม่กี่คนเท่านน้ั ท่สี ามารถอธิบายเหตผุ ลประกอบได้ หลงั จากงานสบื คน้ ขอ้ มลู สงิ่ ทเ่ี ดก็ ๆ จะทำ� ตอ่ ไปคอื การเขยี นวเิ คราะห์ เปรยี บเทยี บขอ้ เหมอื น – ขอ้ ตา่ งของขอ้ มลู ทไี่ ดม้ าจากการทำ� งานครง้ั กอ่ น ที่พบว่านักเรียนรู้จักโครงสร้างประโยคและคลังค�ำเชื่อมที่ใช้เปรียบเทียบ ข้อเหมือน – ข้อต่างมาแล้ว ครูจึงมีการน�ำเข้าทรัพยากรเพื่อสร้าง ความพร้อมในการเขียนวิเคราะห์เปรียบเทียบได้ดียิ่งข้ึน โดยให้นักเรียน ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับ “การเขียนวิเคราะห์เปรียบเทียบ ข้อเหมือน – ข้อต่าง ” เช่น เขียนอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นการเขียน • 92 •

เปรียบเทียบโดยให้นักเรียนทุกคน ร่วมกันยกตัวอย่างประโยคท่ีแสดง การเปรียบเทียบ นอกจากนี้ครูยังได้จัดหาตัวอย่างคลังค�ำที่มักจะใช้ใน การเขยี นเปรยี บเทยี บ และ เขยี นวเิ คราะหม์ าเพมิ่ เตมิ ใหก้ บั นกั เรยี นดว้ ย ซึ่งนักเรียนก็ได้ช่วยกันแลกเปล่ียนเรียนรู้ความหมายและตัวอย่างการใช้ ค�ำเหล่าน้ันจนกระท่ังทราบว่าการวิเคราะห์น้ันจะต้องมีการให้เหตุผล ประกอบเพ่อื สนบั สนนุ ข้อมูล สดุ ทา้ ยนกั เรยี นทราบวา่ โครงสรา้ งของประโยคเทยี บเทยี บนนั้ จะตอ้ ง มกี ารเขียนอธิบายว่ามอี ะไรเหมอื นหรือต่างกัน สิง่ นน้ั เหมอื นหรอื ต่างกนั อยา่ งไร และเพราะอะไรจงึ เหมือนหรอื ตา่ งกนั กระบวนการถัดมาคือ การสร้างให้พวกเขามีความสามารถในการ วางแผนหรือก�ำหนดวสิ ัยทศั นใ์ นการทำ� งานมากข้นึ ด้วยการอ่านทบทวน โจทย์การบ้านเชิงโครงงานช้ินนี้ด้วยกัน และวางโครงเรื่องในการเขียน เปรยี บเทยี บร่วมกัน ก่อนทจี่ ะน�ำไปเขยี นจริง ในข้ันตอนการเขียนเปรียบเทียบ ครูดาวก�ำหนดให้นักเรียน ตรวจทานงานด้วยตนเองก่อน จากน้ันจึงให้เพื่อนอ่านและช่วยให้ ช่วยแนะน�ำ โดยท่ีครูไม่ได้เข้าไปมีบทบาทมากนัก วิธีท่ีครูน�ำมาใช้คือ ให้นักเรียนดูตัวอย่างงานเพื่อนในชั้นเรียนที่เขียนวิเคราะห์เปรียบเทียบ ได้ดี และให้ตารางการตรวจทาน เพื่อเป็นแนวทางให้เขามองเห็นว่า การเขียนแต่ละส่วนจะต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง และตรวจสอบว่า ใครยงั ขาดสว่ นใดไป เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นควบคมุ คณุ ภาพของงานไดด้ ว้ ยตวั เอง ครูดาวพบว่ากระบวนการเหล่านี้ นอกจากจะช่วยเพ่ิมคุณภาพ ของการท�ำงานได้ในทุกขั้นตอน ต้ังแต่ การสร้างวิสัยทัศน์ในการท�ำงาน การวางแผนการท�ำงาน ไปจนกระทั่งถึงตัวผลลัพธ์ของงานแล้ว ยังช่วย ใหค้ วามรบั ผดิ ชอบและความสขุ ในการทำ� งานและการเรยี นรขู้ องนกั เรยี น เพมิ่ มากขนึ้ อีกด้วย • 93 •

๑๙บทที่ ไตรต่ รองสะท้อนคิดข้อเรียนรู้ การไตร่ตรองสะท้อนคิดเรื่องการเรียนรู้ นอกจากได้ประโยชน์ ด้านช่วยการเรียนเนื้อหาสาระแล้ว ยังช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ท�ำให้ เกิดความเขา้ ใจและพฒั นาวิธกี ารเรยี นรู้ (meta-cognition) ยุทธศาสตรแ์ ละวธิ กี ารทีค่ รใู ช้ส่งเสรมิ ใหน้ ักเรียนไตรต่ รองสะทอ้ นคิดข้อเรียนรขู้ องตน มดี ังตอ่ ไปน้ี ยทุ ธศาสตร์ วธิ ีการ บนั ทึกการสะท้อนคิด ครูแนะน�ำนักเรียนให้ใช้ส่วนหน่ึงของสมุดบันทึกบทเรียน เขียนตอบค�ำถาม (reflective journal) เชิงสะท้อนคิด ค�ำถามอาจเป็นเร่ืองความคาดหมายต่อบทเรียน บทเรียนตรง กับท่ีคาดหมายไว้หรือไม่ สาระส่วนไหนที่ง่ายหรือยากต่อความเข้าใจ ตนเข้าใจ บนั ทกึ ความคิด สาระส�ำคัญได้ดีหรือไม่ ตนเรียนได้ดีในวันน้ันหรือไม่ ท�ำอย่างไรจึงจะเรียนได้ดีข้ึน กระดาษสง่ งาน ซง่ึ สามารถตงั้ คำ� ถามให้สะท้อนคดิ ลึกลงไปในสาระยง่ิ กว่านี้อกี ก็ได้ เมื่อจบคาบเรียน ครูให้นักเรียนสะท้อนคิดเร่ืองทักษะการคิดเชิงลึก เช่นการจ�ำแนก การสรุป การตดั สนิ ใจ การคดิ สรา้ งสรรค์ การควบคมุ ตนเอง ที่มีเนน้ อยใู่ นบทเรยี น เปรยี บเทียบความรู้ เมอื่ จบคาบเรยี นครตู งั้ คำ� ถามเชงิ ไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ ใหน้ กั เรยี นตอบลงบนกระดาษ บันทึกสองแถว ส่งครูก่อนออกจากห้องเรียน ตัวอย่างค�ำถามเช่น แนวคิดหลักของบทเรียนในวันน้ี (two-column notes) คืออะไร ข้อเรียนรู้ท่ีนักเรียนมั่นใจมากที่สุดและน้อยท่ีสุดคืออะไร ค�ำถามต่อ บทเรยี นในวนั นี้คอื อะไร ความสำ� เร็จของการเรียนในคาบนคี้ อื อะไร ครใู หน้ ักเรียนเปรยี บเทียบระดบั สมรรถนะในเรอื่ งท่ีเรียน กอ่ นและหลังเรียน ครูให้นักเรียนเป็นสองแถว (column) เขียนสาระท่ีตนเห็นว่าส�ำคัญหรือน่าสนใจ ไว้ในแถวซ้าย เขียนข้อสะท้อนคิดต่อสาระนั้นไว้ในแถวขวา เช่น ค�ำถาม ความประทบั ใจ หรอื ความคิดเหน็ ของตนตอ่ สาระน้ัน • 94 •

เปา้ หมายสำ� คญั ยงิ่ คอื สะกดิ ใหน้ กั เรยี นไดเ้ ขา้ ใจวา่ ในระหวา่ งเรยี นเนอื้ หา สาระความรู้ ตนต้องเอาใจใส่กระบวนการเรียนรู้ของตนควบคู่ไปด้วย น่ันคือ ตอ้ งเรียน content และ process ไปพรอ้ มๆ กัน พฤติกรรมของครู ครูต้องฝึกทักษะการต้ังค�ำถาม และจัดกระบวนการเพื่อให้นักเรียน ไดเ้ รยี นทั้งสาระและกระบวนการเรยี นรไู้ ปพรอ้ มๆ กัน ตัวอยา่ งค�ำถามเชน่ • นักเรียนคิดว่าจะทำ� ตา่ งไปจากเดมิ อย่างไรบ้าง เพือ่ ให้ผลงานดขี ึน้ • นกั เรยี นคดิ วา่ จะทำ� ตา่ งไปจากเดมิ อยา่ งไรบา้ ง เพอื่ ใหผ้ ลการเรยี นดขี น้ึ ในเทคนคิ เปรียบเทียบความรู้ ครคู วรแนะนำ� ใหน้ ักเรียนสะท้อนคิดตอ่ ว่า ตนจะเพ่มิ ผลการเรียนโดยเปล่ียนแปลงวิธีการเรียนได้อย่างไรบ้าง ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉันจะชว่ ยใหน้ ักเรยี นสะท้อนคิดเร่อื งการเรยี นร้ขู องตนได้อยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนบอกไดว้ า่ ตนเขา้ ใจชดั เจนในเร่ืองใด และยงั สับสนในเร่อื งใด • นักเรียนสามารถบอกระดับความพยายามเรียนของตนและบอก ความสัมพันธ์ ระหวา่ งระดบั ความมานะพยายามกับผลการเรียน • นักเรียนสามารถบอกได้ว่าตนจะปรับปรุงวิธีการเรียนได้อย่างไรบ้าง เพือ่ ยกระดับผลการเรยี นของตน ตดิ ตามอา่ นบันทึกฉบบั เตม็ ได้ท่ี : https://www.gotoknow.org/posts/630013 • 95 •

เร่ืองเล่าจากห้องเรียน ในชนั้ เรยี นวชิ าธรรมชาตศิ กึ ษาและประยกุ ตว์ ทิ ยา ช้ัน ๕ คุณครูวิ – วิสาขา ข่าทิพย์พาที ได้มอบหมาย ให้นักเรียนท�ำการศึกษาการเกิดภูมิประเทศในลักษณะ ต่างๆ จากสื่อที่ครูให้ แล้วประมวลสรุปความเข้าใจ ของตนออกมาเป็นภาพ เพื่อที่ครูจะได้ตรวจสอบได้ว่า นกั เรยี นแตล่ ะคนมคี วามเขา้ ใจในเรอื่ งนกี้ ระจา่ งชดั เพยี งไร เมอ่ื นกั เรยี นทำ� งานเสรจ็ แลว้ ครใู หน้ กั เรยี นประเมนิ ผล การสืบค้นข้อมูล การคัดเลือกข้อมูล การอธิบาย การ เปรียบเทียบความเหมือนความต่างในช้ินงานเดียวกันนี้ ของเพ่ือน ๓ คน แล้วเขียนบันทึกข้างท้ายว่าตนจะ ปรับปรุงวิธกี ารท�ำงานได้อย่างไร • 96 •

ตวั อยา่ งภาพแสดงการเกดิ ท่ีราบเชิงเขา ท่ีราบลมุ่ และสามเหลี่ยมปากแม่น้�ำ ท่เี กิดจากการกระทำ� ของวัฏจกั รน�้ำ และแรงโน้มถ่วงของ เดก็ หญิงชมบญุ รุ้งกำ� ธรธรรม ตารางการสะท้อนคดิ เร่ือง การเรียนรทู้ ี่คุณครูออกแบบ เพอื่ ให้นกั เรยี นไดท้ บทวน การทำ� งานอยา่ งเปน็ ระบบ • 97 •

๒๐บทที่ ใหก้ ารบา้ นทมี่ ีเปา้ หมายชัดเจน ครูควรให้การบ้านแก่นักเรียนเฉพาะเท่าท่ีมีจุดมุ่งหมายชัดเจนเท่านั้น ไมใ่ ชใ่ หก้ ารบา้ นเพยี งเพอื่ ใหน้ กั เรยี นได้ใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ อ่ การเรยี น หรือท�ำไปตามธรรมเนียมปฏิบตั ิว่านักเรยี นต้องมกี ารบา้ น ยุทธศาสตร์และวธิ กี ารท่ีครูใช้ในการให้การบา้ นอย่างมีจดุ มงุ่ หมาย มีดงั ต่อไปนี้ ยุทธศาสตร์ วิธีการ ให้การบ้านเพอื่ น�ำสู่ ครูให้นักเรียนอ่านข้อความ หรือดูวีดิทัศน์สั้นๆ เพ่ือท�ำความรู้จักส่ิงท่ีจะเรียนรู้ บทเรียน ไวล้ ่วงหน้า การบ้านเพอ่ื เรียนรูใ้ หล้ กึ ครูให้นักเรียนท�ำการบ้านเพื่อเปรียบเทียบ บอกความแตกต่าง หรือจ�ำแนกกลุ่ม และเช่อื มโยงยง่ิ ข้นึ สาระความรู้ทไี่ ด้เรยี นแลว้ การบ้านเพือ่ ฝกึ ปฏบิ ัติ ครูให้นักเรียนท่ีได้ฝึกทักษะเรื่องใดเร่ืองหน่ึงในชั้นเรียนจนสามารถท�ำได้ด้วยตนเอง กระบวนการหรือทกั ษะ ใหไ้ ปฝกึ เพิ่มเอง เพอ่ื เพิ่มความคล่องแคล่ว ความเร็ว และความแม่นยำ� อย่างหน่ึง ใหก้ ารบ้านทพ่ี ่อแม่ ครทู ำ� ความเขา้ ใจกบั พอ่ แมเ่ รอ่ื งการบา้ น ใหพ้ อ่ แมห่ รอื คนในครอบครวั ชว่ ยตงั้ คำ� ถาม เปน็ ผ้ปู ระเมนิ เชิงสะท้อนคิด ช่วยฟังการซ้อมน�ำเสนอการบ้านด้วยวาจา หรือช่วยจับเวลา ทำ� การบ้านใหอ้ ยู่ในเวลาท่ีก�ำหนด • 98 •

การบ้านเพื่อน�ำสู่บทเรียนในวันรุ่งขึ้นอาจใช้วิธีมอบหมายให้นักเรียน อ่านหนังสือประกอบการเรียนสองสามหน้า หรือมอบหมายให้เข้าเว็บไซต์ ทีร่ ะบุ อ่านเร่อื งเกยี่ วกบั เรื่องทีจ่ ะเรยี นในวันร่งุ ขนึ้ (ผสู้ นใจสามารถศกึ ษาเพ่ิมเติมได้ที่ การกลับทางห้องเรียน https://www.scbfoundation.com/publishing.php? project_id=292#publishing/292/5137) ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉันจะใหก้ ารบ้านที่มเี ป้าหมายชัดเจนได้อยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนเข้าใจเปา้ หมายของการบ้าน • นกั เรยี นเตรยี มพรอ้ มต่อบทเรยี นในวนั รงุ่ ขน้ึ • นกั เรียนมีระดบั ความรทู้ ่ลี กึ และเชื่อมโยงขึ้นหลังทำ� การบา้ น • ความเร็ว ความแม่นย�ำ และความคล่องแคล่วของนักเรียนเพิ่มข้ึน หลังท�ำการบา้ น • นักเรยี นรายงานว่าการท�ำการบา้ นชว่ ยการเรียนของตน ติดตามอ่านบนั ทึกฉบบั เตม็ ได้ที่ : https://www.gotoknow.org/posts/630109 • 99 •

หลักในการให้การบ้านของโรงเรียนเพลินพัฒนาคือการมอบหมายงานท่ีนักเรียนจะได้ลงมือ สร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทั้งศึกษาค้นคว้าและน�ำเสนอความเข้าใจของตนเองออกมาในลักษณะ ต่าง ๆ ในแต่ละภาคเรียนจะมีการบ้านเชิงโครงงาน ๓ ช้ินด้วยกัน ซึ่งเนื้อหาของการบ้านที่นักเรียน ทำ� นนั้ จะตอ้ งมคี วามสมั พนั ธก์ บั แกน่ สาระของแตล่ ะภาคเรยี น อกี ทงั้ ลกั ษณะของโจทยก์ จ็ ะตอ้ งเกอื้ กลู ใหป้ ระสบการณก์ ารเรียนรทู้ เ่ี กิดข้ึนในช้นั เรยี นในช่วงเวลานนั้ ๆ เปน็ ไปได้ด้วยดี ในท่ีสุดทั้งความรู้ความเข้าใจที่สร้างข้ึนจากประสบการณ์การเรียนรู้ท่ีเกิดข้ึนในชั้นเรียน จากการศึกษาค้นคว้าเพื่อตอบโจทย์การบ้าน จะเกิดเป็นความชัดเจนเม่ือนักเรียนได้ไปเรียนรู้ ยังพื้นท่ีภาคสนามในสัปดาห์ที่ ๖ - ๗ กิจกรรมการเรียนรู้ท่ีเกิดข้ึนในสัปดาห์ที่ ๘ - ๙ จะเป็นช่วงเวลาของการประมวลความรู้และ การทำ� โครงงานสงั เคราะหต์ อ่ ยอด แลว้ จงึ นำ� เสนอการเรยี นรู้ในสปั ดาหท์ ่ี ๑๐ ซงึ่ เปน็ สปั ดาหส์ ดุ ทา้ ย ของภาคเรยี น เร่ืองเล่าจากห้องเรียน ในภาคฉันทะ นักเรียนช้ัน ๕ เรียนรู้เร่ือง “ภูมิศาสตร์เบื้องต้น: การสร้างจินตภาพและการ ให้เหตุผล” การบ้านชน้ิ ท่ี ๑ จะมคี วามสมั พันธก์ ับเน้อื หาการเรียนรขู้ องสปั ดาห์ที่ ๑ - ๓ (๑) ใหน้ กั เรยี นอา่ นชดุ ความรแู้ ละดวู ดิ ที ศั นท์ แี่ จกใหแ้ ลว้ นำ� เสนอการสรปุ ความรตู้ ามความเขา้ ใจ ของตนเอง ในภาษาของตนเองโดย ๑.๑ เขยี นอธบิ ายเหตผุ ลพรอ้ มภาพประกอบแสดงการเกดิ ภเู ขา หบุ เขา ทรี่ าบสงู ทเี่ กดิ จาก แรงธรณี ๑.๒ เขียนอธิบายเหตุผลพร้อมภาพประกอบแสดงการเกิดที่ราบเชิงเขา ที่ราบลุ่มน�้ำ และท่ีราบสามเหลย่ี มปากแมน่ ำ้� ท่เี กดิ จากการกระทำ� ของวฎั จกั รน�้ำกบั แรงโนม้ ถ่วง ๑.๓ เขียนบรรยายเปรียบเทียบขนาดและลักษณะของตะกอนล�ำน�้ำแต่ละประเภทว่า แตกตา่ งกนั อยา่ งไร และอธบิ ายวา่ ตะกอนลำ� นำ�้ แตล่ ะประเภทนา่ จะพบไดใ้ นบรเิ วณใด ของลำ� นำ้� เพราะเหตุใด • 100 •

การบ้านช้ินท่ี ๒ จะมีความสัมพันธก์ ับเนอ้ื หาการเรยี นรขู้ องสปั ดาห์ท่ี ๓ - ๔ (๒) ใหน้ ักเรยี นอา่ นชุดความรู้ทแ่ี จกให้ ๒.๑ แปลความแผนท่ีประเทศไทยที่แจกให้แล้วเขียนบรรยายลักษณะภูมิประเทศหลักๆ ในแตล่ ะภาคของประเทศไทย ๒.๒ เขียนอธิบายเหตุผลพร้อมภาพประกอบแสดงการเกิดลักษณะภูมิประเทศหลักๆ ในแต่ละภาคของประเทศไทย (สัปดาห์ท่ี ๓ - ๔) การบ้านชิน้ ที่ ๓ จะมคี วามสัมพันธก์ ับเน้ือหาการเรยี นรขู้ องสัปดาห์ที่ ๔ - ๕ (๓) ให้นกั เรียนอา่ นชุดความร้ทู ี่แจกให้ ๓.๑ แปลความแผนทจี่ งั หวดั เพชรบรุ ที แ่ี จกใหแ้ ลว้ เขยี นบรรยายลกั ษณะภมู ปิ ระเทศหลกั ๆ ของจังหวัดเพชรบุรี ๓.๒ เขียนอธิบายเหตุผลพร้อมภาพประกอบแสดงการเกิดลักษณะภูมิประเทศหลักๆ ของจังหวัดเพชรบุรี ๓.๓ จากแผนทใ่ี หน้ กั เรียนขดี เสน้ ตัดลงบนเส้นแมน่ ำ้� เพือ่ แบง่ ขอบเขตของตน้ นำ้� กลางน้ำ� และปลายน�ำ้ ของแม่น�้ำเพชรบุรี พรอ้ มอธบิ ายเหตผุ ลประกอบ ๓.๔ จากข้อ ๓.๓ ให้นักเรียนระบุประเภทของตะกอนล�ำน�้ำท่ีคาดว่าจะพบบริเวณต้นน้�ำ กลางนำ�้ และปลายน้�ำ ลงในแผนท่ี พร้อมอธิบายเหตผุ ลประกอบ ภาคสนาม : ภูมิศาสตร์ลมุ่ น้ำ� เพชรบุรี ในชว่ งระหวา่ งสปั ดาหท์ ี่ ๖ - ๗ ครูจดั กระบวนให้นักเรียนได้ท�ำการศึกษา • การก�ำเนิดภูมิประเทศจากแรงทางธรณีและการกระท�ำของน�้ำ ตั้งแต่ต้นน�้ำ กลางน้�ำ และปลายนำ�้ • ลักษณะของล�ำน�้ำและตะกอนลำ� น�้ำ ลักษณะกายภาพทัว่ ไปของดิน (ขนาดของเนือ้ ดิน และการระบายน้ำ� ) • พฤติกรรมการใช้พ้ืนที่ของมนุษย์ท่ีสัมพันธ์และไม่สัมพันธ์กับลักษณะทางกายภาพ ของดินแหล่งน้ำ� จืดตามธรรมชาติในจังหวดั เพชรบุรี เพ่ือให้นักเรียนได้เกิดกการประยุกต์ใช้ความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์จริง รวมถึงได้ต่อยอด ความรู้ใหมท่ ี่ไดร้ ับจากการได้ออกไปศึกษายงั พนื้ ทภ่ี าคสนามดว้ ย • 101 •

๒๑บทที่ ขยายความความรู้ ยุทธศาสตร์และวิธีการทค่ี รใู ช้ขยายความความรู้ มดี งั ต่อไปนี้ ยทุ ธศาสตร์ วิธกี าร ต้งั ค�ำถามใหส้ รปุ ครตู ง้ั คำ� ถาม ๒ แบบ ใหน้ กั เรยี นฝกึ ใชเ้ หตผุ ลขยายความรู้ (๑) ตอบจากฐานความ จากการขยายความ รเู้ ดิม (๒) ใช้เหตุผลนำ� ไปสูค่ �ำตอบ ตงั้ คำ� ถามให้คดิ ต่อ เมื่อนักเรยี นตอบค�ำถาม ครูตัง้ คำ� ถามต่อค�ำตอบนัน้ เชน่ ทำ� ไมเธอจงึ คดิ ว่าคำ� ตอบ ของเธอถกู ตอ้ ง เพอื่ ใหน้ กั เรยี นสะทอ้ นคดิ และทบทวนหาขอ้ มลู หลกั ฐานหรอื เหตผุ ล ตั้งค�ำถามตอ่ เน่ืองเปน็ ชดุ ครถู ามคำ� ถามลงรายละเอยี ด แจกแจง ขยายความ และเรยี กรอ้ งขอ้ มลู หลกั ฐาน เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นคดิ และเขา้ ใจลกึ และซบั ซอ้ นขน้ึ คำ� ถามทลี่ งรายละเอยี ดจะสรา้ งฐานขอ้ มลู ทช่ี ว่ ยใหน้ กั เรยี นตอบคำ� ถามทล่ี กึ และซบั ซอ้ นขน้ึ คำ� ถามทแี่ จกแจงชนดิ จะกระตนุ้ ให้ นักเรียนต้องคิดหาตัวอย่างและคิดถึงลักษณะท่ีจ�ำเพาะแต่ละชนิด ค�ำถามเชิงขยาย ความ จะช่วยให้นักเรยี นคดิ หาขอ้ เสนอและสรปุ ค�ำถามเรยี กร้องข้อมูลหลักฐานจะ ทำ� ให้นักเรียนคิดโต้แย้งและประเมิน ตรวจสอบขอ้ เสนอ และอาจเปลี่ยนใจสรา้ งขอ้ เสนอใหม่ เพือ่ ลบความเขา้ ใจผดิ และการใชเ้ หตผุ ลผิดออกไป • 102 •

ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉันจะฝึกให้นักเรียนตีความและขยายความข้อมูลและสารสนเทศได้ อย่างไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนอาสาตอบค�ำถามเพ่ือบอกข้อสรปุ ของตน • นักเรียนใหค้ �ำอธบิ ายตอ่ คำ� ตอบของตน • นกั เรยี นบอกว่าคำ� ถามของครตู อบยาก แต่กช็ ว่ ยใหต้ นเรยี นรู้ไดด้ ีขึน้ ติดตามอ่านบนั ทึกฉบบั เตม็ ได้ท่ี : https://www.gotoknow.org/posts/630239 • 103 •

๒๒บทที่ จัดระบบความสัมพนั ธ์ของนักเรียน เปา้ หมายของยทุ ธศาสตรจ์ ดั ระบบใหน้ กั เรยี นมปี ฏสิ มั พนั ธก์ นั ทางความคดิ กเ็ พอื่ ใหเ้ กดิ บรรยากาศการเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื กนั (collaborative learning) ซึ่งจะมีผลเสรมิ ให้ทุกยทุ ธศาสตร์ในภาค ๖ น้ี ก่อผลสมั ฤทธิเ์ พ่มิ ขึ้น ยทุ ธศาสตรแ์ ละวธิ ีการทีค่ รใู ช้จดั ระบบใหน้ ักเรียนมปี ฏิสัมพนั ธ์กนั มดี งั ตอ่ ไปน้ี ยทุ ธศาสตร์ วธิ ีการ กลมุ่ ประมวลข้อมูล ครูจัดนักเรียนเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๒ - ๕ คน เพ่ือท�ำงานประมวลข้อมูล/สารสนเทศ โจทยอ์ าจจะเปน็ งานเฉพาะกจิ ระยะสนั้ เพยี งชวั่ ครู่ หรอื อาจเปน็ งานระยะยาว ไมว่ า่ จะเพอื่ สร้างกติกากล่มุ ทำ� งานใดควรมกี ตกิ าใหย้ ดึ ถือรว่ มกันในดา้ นพฤตกิ รรมและปฏิสัมพนั ธ์ ฝกึ พฤติกรรมดว้ ย เพื่อให้กิจกรรมกลุ่มด�ำเนินไปอย่างราบรื่น ครูมอบหมายให้นักเรียนร่วมกันก�ำหนด กิจกรรมอ่างปลา กตกิ ากลุ่ม (Fishbowl ครูให้นักเรียนนั่งหรือยืนเป็นวงกลมเพ่ือให้สังเกตกิจกรรมกลุ่มที่ดี ท่ีเพื่อนกลุ่มเล็กๆ demonstration) ก�ำลังด�ำเนินกิจกรรมกลุ่มสาธิต ซ่ึงอาจสาธิตพฤติกรรมกลุ่มที่ดีเช่น การพูดซ้�ำ บตั รระบหุ นา้ ท่ี ความหมายด้วยค�ำหรือประโยคท่ีต่าง (paraphrasing) การเว้นช่วง การตั้งค�ำถาม จัดนกั เรียนเขา้ กลุ่ม การแยง้ หรอื ไมเ่ หน็ พอ้ งอยา่ งสภุ าพ การระดมความคดิ การสานเสวนา การฟงั อยา่ งลกึ ไวล้ ว่ งหน้า โดยครูอาจต้องช่วยอธิบายความหมายของแต่ละตอน ครจู ดั บตั รระบหุ นา้ ทใี่ หแ้ กส่ มาชกิ กลมุ่ เชน่ ประธาน (facilitator) คนสรปุ (summarizer) คนตง้ั ค�ำถาม (questioner) คนจดบันทกึ (note taker) เพ่ือให้เรียกนักเรียนเข้ากลุ่มได้ทันทีอย่างรวดเร็วครูจัดกระดาษรูปหน้าปัดนาฬิกา ให้นักเรียนลงช่ือในแต่ละช่องรวม ๑๒ ช่อง หากมีนักเรียนในช้ัน ๔๐ คน ก็ต้องมี กระดาษ ๔ แผน่ ใหล้ งชอื่ เตม็ ๓ แผน่ กอ่ น แลว้ จงึ ลงชอ่ื ในตำ� แหนง่ ๑ - ๔ ในแผน่ ที่ ๔ เมอ่ื จะจดั กลมุ่ นกั เรยี นกลมุ่ ละ ๓ - ๔ คน ครกู เ็ รยี ก “จดั กลมุ่ นาฬกิ า” อาจมกี ลมุ่ สที่ ศิ ซ่ึงหากครูเรียก “จดั กลุ่มส่ีทิศ” ก็จะได้ ๔ กลุม่ กลุม่ ละ ๑๐ คน • 104 •

ยุทธศาสตร์ วธิ กี าร แผนชว่ ยนกั เรียน ในกรณีที่ครูให้นักเรียนจับกลุ่มกันเอง อาจมีนักเรียนบางคนตกกลุ่ม ครูต้องเตรียม ตกกลมุ่ วธิ ชี ว่ ย ให้นักเรยี นทีต่ กกลมุ่ จบั กลุ่มกันหรอื แทรกเข้ากลุ่มท่ีมีอยู่แล้ว จดั กล่มุ ตามขอ้ มูล การประเมินจะช่วยให้ครูรู้ว่านักเรียนคนไหนมีพ้ืนความรู้เดิมเข้มแข็ง คนไหนอ่อน ผลการประเมิน เวลาจัดกลมุ่ ครูอาจต้องการจดั กลุม่ คละระดบั พน้ื ความรู้เดิม จับคู่ สลับบทบาท ครูให้นักเรียนในกลุ่มแบ่งย่อยเป็นคู่ เรียกคนหนึ่งว่า พาร์ตเน่อร์ ก อีกคนหนึ่งเป็น พาร์ตเน่อร์ ข ในช่วงแรกให้ ก ฝึกทักษะหรือท�ำกิจกรรมตามบทเรียน พาร์ตเน่อร์ ข เปน็ โคช้ แล้วสลบั บทบาทกัน คดิ เปน็ คู่ ใน think – pair – share ครูต้ังค�ำถามให้เวลานักเรียนคิด (อาจเขียนด้วย) คนเดียว (think - pair - share) แล้วให้จับคู่แลกเปล่ียนความเห็นกันและตกลงค�ำตอบร่วม แล้วแต่ละคู่แชร์ค�ำตอบกับ และคดิ เปน็ กลมุ่ ๔ คน เพอื่ นในช้ันเรยี น (think - pair - square) think – pair – square ก็คล้ายกัน แต่หลงั จบั คู่ ตามมาดว้ ยจบั กลุ่มสีค่ น แลว้ รายงาน ค�ำตอบของกลมุ่ ตอ่ ชนั้ เรียน การแข่งขนั ของนักเรียน ครจู ัดเกมวิชาการจัดทมี นกั เรียนแข่งขนั มีการหมุนเวยี นสมาชิกทีม วงใน - วงนอก ครูให้นักเรียนยืนเป็นวงกลมสองวงหันหน้าเข้าหากัน จ�ำนวนสมาชิกในวงเท่ากัน ครตู ้งั ค�ำถามหรอื ใหแ้ ก้ปัญหา ใหน้ กั เรียนแตล่ ะคนคิดค�ำตอบ แล้วอภปิ รายแลกเปลย่ี น กบั เพอ่ื นท่ีเป็นคู่แลว้ หมนุ วงกลมเพ่อื เปลี่ยนคตู่ อบคำ� ถามต่อไป การเรียนรู้แบบร่วมมือ ครูจัดโครงสร้างและก�ำกับกลุ่มในการเรียนแบบร่วมมือ เพื่อเรียนกิจกรรมที่ซับซ้อน (cooperative learning) โดยครดู ำ� เนนิ การ (๑) ออกแบบโครงสรา้ งและความรบั ผดิ ชอบของบคุ คลและของกลมุ่ (๒) ให้โค้ชช่ิงแก่กลุ่มนักเรียน (๓) ระบุบทบาทและความรับผิดชอบของสมาชิกกลุ่ม แตล่ ะคน (๔) ใช้เกณฑ์ทแี่ ตกต่างกันในการจดั กลุ่ม และก�ำหนดโครงสรา้ งของกลุม่ เพือ่ นตอบสนองเพือ่ น ในการเรียนแบบท�ำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดที่ซับซ้อน ครูจัดให้นักเรียนผลัดกัน (peer - response ท�ำหน้าที่ประเมินและให้ความเห็นป้อนกลับแก่เพ่ือน โดยมีเกณฑ์สเกลคะแนน groups) และ check list ที่ชัดเจน เพอ่ื นตวิ เพื่อน ครเู ชอื้ เชญิ นกั เรยี นทไ่ี ดค้ ะแนนสงู ทำ� หนา้ ทตี่ วิ เพอ่ื นทไ่ี ดค้ ะแนนตำ่� เพอื่ ใหเ้ พอื่ นไดส้ อบใหม่ (peer tutoring) และไดค้ ะแนนสงู ขนึ้ ซงึ่ หากพจิ ารณาตาม learning pyramid การสอนผอู้ นื่ เปน็ กจิ กรรม ทเ่ี กดิ การเรยี นร้สู งู สดุ ดงั นัน้ นกั เรียนอาสาสมัครสอนเพอ่ื นจะได้รับประโยชน์มาก การจดั กล่มุ ครอู อกแบบและใหน้ กั เรยี นทำ� กจิ กรรมกลมุ่ สรา้ งผลงานเพอื่ ใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจเรอื่ งทเี่ รยี น อย่างมโี ครงสรา้ ง อยา่ งลกึ และเชอื่ มโยงยงิ่ ขนึ้ โดยตอ้ งมที ง้ั บทบาทและความรบั ผดิ ชอบรวมของกลมุ่ และ ของสมาชกิ กลมุ่ แต่ละคน การไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ ครูจัดนักเรียนเป็นกลุ่ม เพื่อให้ไตร่ตรองสะท้อนคิดร่วมกันเกี่ยวกับความก้าวหน้า ร่วมกันตอ่ การเรยี นรู้ ของการเรียน มีการจัดวิธีการและบรรยากาศให้เกิดการให้ก�ำลังใจซ่ึงกันและกัน และคน้ พบวธิ กี ารเรยี นรทู้ ด่ี ยี งิ่ ขน้ึ ซงึ่ ทกั ษะในการตง้ั คำ� ถาม เพอื่ การไตรต่ รองสะทอ้ นคดิ อย่างยิ่งยวด (critical reflection) และให้เกิดการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดนั้นเป็นทักษะ ทม่ี คี วามสำ� คัญย่งิ • 105 •

ครตู อ้ งเลอื กใชย้ ทุ ธศาสตรต์ ามตารางขา้ งบนใหเ้ หมาะสมตามลกั ษณะของ บทเรียน เชน่ peer tutoring ใช้ได้ดีกบั การสอนสาระความรูโ้ ดยตรง (direct instruction) ในความรู้เชิงสาระ (declarative knowledge) การจัดนักเรียน เขา้ กลุ่มไว้ล่วงหนา้ ใช้ไดผ้ ลดใี นกจิ กรรมฝกึ ปฏิบตั ิเพ่ือให้รลู้ ึกและเช่ือมโยงข้ึน โดยทคี่ รูจะสามารถสังเกตเหน็ โดยง่ายวา่ นกั เรยี นเรียนรกู้ ้าวหนา้ ไปเพียงใด หมายเหตุสสำคัญ สาระในภาค ๖ ทง้ั ๘ บทนี้ มยี ทุ ธศาสตรห์ รอื เครอื่ งมอื ๘ แบบ ใหค้ รเู ลอื ก ใช้ตามความเหมาะสม โดยมีเป้าหมายหลักคือ ให้นักเรียนมองการเรียนเป็น กระบวนการ “สรา้ งใสต่ วั ” (constructive process) คอื สรา้ งความรคู้ วามเขา้ ใจ และทักษะต่างๆ สะสมข้ึนภายในตน นักเรียนทุกคนจะเรียนได้ดีย่ิงข้ึน หากนักเรียนเออื้ เฟือ้ ช่วยเหลอื กัน ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้คือกระบวนการเปล่ียนแปลง นักเรียนจะต้อง เปลยี่ นความคดิ ของตนไปเรอ่ื ยๆ บางเรอ่ื งเปลย่ี นแบบพอกพนู ตอ่ ยอด บางเรอื่ ง เปล่ียนแบบเพ่ิมความซับซ้อน และบางเร่ืองเปลี่ยนแบบต้องละทิ้งความรู้เดิม เปล่ียนชุดความรู้ใหม่ ครูต้องฝึกฝนทักษะในการช่วยให้นักเรียนเปลี่ยนแปลง ตนเองโดยการกระท�ำของตนเอง โดยครูคอยสังเกตความก้าวหน้าหรือการ เปล่ียนแปลงของนักเรียน (embedded formative assessment-https:// www.gotoknow.org/posts/tags/Dylan_Wiliam) และให้ค�ำแนะน�ำป้อนกลับ เชงิ สรา้ งสรรค์ (constructive feedback) • 106 •

หากใช้เคร่ืองมือ ๘ ตัวตามในภาค ๖ นี้อย่างได้ผล จะเกิดการ เปลี่ยนแปลงใหญ่ในห้องเรียนสองอย่างคือ (๑) การเรียนเป็นการท�ำกิจกรรม (activity-based learning) และ (๒) ห้องเรียนเป็นสถานท่ีท่ีนักเรียน มีปฏสิ ัมพันธ์แบบร่วมมอื ช่วยเหลอื กนั และจะมสี ง่ิ ที่เป็นนามธรรมที่เกิดขึ้นคือ การบรู ณาการความรใู้ หม่เขา้ กบั ความรู้เดิมภายในสมอง (รา่ งกาย) นกั เรียน เครอื่ งมอื ทง้ั ๘ นจี้ งึ เปน็ เครอื่ งมอื ของ active learning นนั่ เอง การเรยี นรู้ เช่นน้ีนอกจากก่อให้เกิดเกิดการเปล่ียนแปลงในตัวนักเรียนแล้ว ตัวครูเองก็ เปลีย่ นไปด้วย ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉนั จะจดั ระบบให้นักเรียนมปี ฏสิ ัมพันธ์กนั ได้อยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนจดั กลมุ่ ได้อย่างรวดเรว็ และมีเป้าหมาย • นักเรียนปฏิบัติตอ่ เพอื่ นนักเรียนอยา่ งให้เกียรติแกก่ ันและกนั • นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กันในลักษณะที่ช่วยท�ำให้ความเข้าใจลึกและ เชอ่ื มโยงขึ้น • นักเรยี นท�ำงานกลุม่ อยา่ งมีประสิทธภิ าพ ตดิ ตามอา่ นบันทกึ ฉบบั เต็มไดท้ ี่ : https://www.gotoknow.org/posts/630318 • 107 •

เร่ืองเล่าจากภาคสนาม ในภาคเรยี นจติ ตะ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๕๙ คณุ ครดู าว - ปณติ า เมฆฉาย พานกั เรยี นออกไปศกึ ษา เรียนรู้อัตลักษณ์ทางภูมิสังคม-วัฒนธรรมของชาวอัมพวาในสมุทรสงคราม ควบคู่ไปกับการพัฒนา ทักษะที่จ�ำเป็นต่อการเรียนรู้ในด้านต่างๆ เช่น ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (การสังเกต การต้ังค�ำถาม การลงมือปฏิบัติ การวิเคราะห์ และการสรุปประมวลความรู้) ทักษะการฟัง การจบั ประเด็น การคิดเชงิ สร้างสรรค์ และการท�ำงานเปน็ ทมี เป็นตน้ ก่อนท่ีจะออกไปเรียนรู้ภาคสนามคณะครูชั้น ๖ ได้จัดการประชุมเพื่อวางแผนการจัดกิจกรรม ภาคสนามรว่ มกัน ด้วยการน�ำเอาผล AAR ของภาคสนามในปีการศกึ ษาท่ีแล้วมาเป็นตัวตง้ั ลกั ษณะ กิจกรรมที่เราตกลงกันคือยังคงให้รักษารูปแบบการเรียนรู้โดยการสัมผัสกับพ้ืนที่จริง สัมภาษณ์ผู้ท่ี รู้จริง และได้ลงมือท�ำจริง ต่อจากนั้นได้มีการพูดคุยเก่ียวกับรูปแบบการบันทึกข้อมูลของนักเรียน ซึ่งจะตอ้ งบนั ทึกรวบรวมความรูท้ จ่ี ะสามารถนำ� ไปทำ� งานโครงงานสังเคราะหต์ ่อยอดได้ กิจกรรมการเรียนรู้แรกเป็นเร่ืองเก่ียวกับวิถีชาวสวนผสมผสานแบบยกร่องท่ีบ้านคุณลุง ชัยวัฒน์ จันทร์เอียง เมื่อไปถึงนักเรียนเข้าไปท�ำความรู้จักเจ้าของพ้ืนที่และได้สัมภาษณ์คุณลุง เก่ยี วกบั ทน่ี กั เรยี นอยากทราบเกย่ี วกับ อตั ลักษณ์ของชาวอมั พวาในการทำ� สวนรปู แบบน้ี ซง่ึ นักเรียน ได้บันทึกความรู้ลงในสมุด “เพียรฝึกตน” ในสมุดเล่มน้ีจะมีประเด็นการเรียนรู้ที่ส�ำคัญปรากฏเอาไว้ เปน็ แนวทางในการตงั้ คำ� ถามใหแ้ กน่ กั เรยี น เชน่ ลกั ษณะของสวนยกรอ่ งเปน็ อยา่ งไร ทำ� ไมชาวอมั พวา จึงนิยมการท�ำสวนแบบยกร่อง พันธุ์ไม่ท่ีปลูกในสวนมีอะไรบ้าง ผลไม้ท่ีปลูกในสวนกับปลูก เพยี งอย่างเดยี วมีขอ้ ดตี ่างกนั อย่างไร เป็นต้น ระหว่างท่ีนักเรียนท�ำการสัมภาษณ์คุณลุงชัยวัฒน์ ครูดาวท�ำหน้าท่ีเป็นผู้อ�ำนวยการเรียนรู้ ท่ีบางครั้งก็ช่วยสรุปความค�ำพูดจากนักเรียนผู้ต้ังค�ำถามสู่นักเรียนคนอื่น รวมทั้งช่วยพูดให้คุณลุง เขา้ ใจคำ� ถามของนกั เรยี นงา่ ยขน้ึ หรอื ในทางกลบั กนั บางครงั้ ชว่ ยสรปุ ความคำ� พดู จากวทิ ยากรสนู่ กั เรยี น ให้เขา้ ใจคำ� ตอบของวิทยากรเพ่อื ใหน้ ักเรียนจดบันทกึ ได้งา่ ยขน้ึ • 108 •

ไปศกึ ษาวถิ ีชาวสวนผสมผสานแบบยกรอ่ งทีบ่ า้ นคุณลุงชยั วฒั น์ จันทรเ์ อยี ง • 109 •

ในชว่ งเวลานค้ี รดู าวไดส้ งั เกตเหน็ พฒั นาการในการตง้ั คำ� ถามของนกั เรยี นแตล่ ะคน นกั เรยี นบางคน ท่ีในภาคเรียนฉันทะและวิริยะท่ีไม่ค่อยกล้าค�ำถามก็พยายามท่ีจะถามมากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถ ตงั้ คำ� ถามตอ่ ยอดจากคำ� ถามทเ่ี พอ่ื นถามไปกอ่ นหนา้ นไี้ ด้ ทำ� ใหเ้ ขาไดข้ อ้ มลู มาอยา่ งหลากหลาย รวมทง้ั บรรยากาศในการสมั ภาษณด์ สู ภุ าพและเปน็ ทางการมากขนึ้ กวา่ สองภาคเรยี นกอ่ นหนา้ จากการสงั เกต การจดบันทึกนักเรียนมีความพยายามที่จะบันทึกกันทุกคน เพียงแต่บางคนน้ันจดสักพักแล้วหยุด บางคนจดเปน็ คำ� ส้ันๆ จับประเด็นไม่ตอ่ เนอื่ ง และบางคนสามารถบนั ทกึ อยา่ งต่อเนื่องไดด้ ี หลังจากสัมภาษณ์เสร็จ คุณลุงชัยวัฒน์ได้พานักเรียนออกเดินชมสวน คุณลุงให้ความรู้ ในช่วงแรก หลังจากนั้นจึงให้อิสระกับนักเรียนๆ เพ่ือชมสวนหาพันธุ์ไม้ที่มีในพ้ืนท่ี สังเกตลักษณะ สวนยกร่องท่ีขุดทางน้�ำจากล�ำคลองเข้ามาเพ่ือรดน�้ำอย่างสะดวกสบายมากขึ้น ขณะท่ีเดินชมสวน ไปพรอ้ มกบั นกั เรยี น ครดู าวสงั เกตเหน็ การเรยี นรทู้ หี่ ลากหลาย หยบิ สมดุ “เพลนิ รเู้ รยี น” ขน้ึ มาอยา่ ง อิสระ บางคนจดบันทึกเป็นค�ำสั้นๆ บางคนเขียนแผนผัง บางคนวาดภาพ บางคนถ่ายภาพ บางคน สมั ผสั ดว้ ยมอื บางคนชมิ รสจากใบและผล บางคนเอาสว่ นของพชื มาตดิ สมดุ บางคนมกี ารเปรยี บเทยี บ เชน่ เทยี บระหวา่ งใบออ่ น-ใบแก่ เทยี บใบของพชื แตล่ ะชนดิ เทยี บแตล่ ะสว่ นของพชื ชนดิ นนั้ ในจงั หวะนี้ นักเรียนแต่คนดูเพลิดเพลินกับช่วงเวลาน้ี บางคนหามุมเงียบบันทึกการเรียนรู้ และมีอีกหลายคน ทบี่ นั ทกึ ของตนพรอ้ มกบั แลกเปลยี่ นกบั เพอ่ื นๆ อยา่ งอสิ ระไปทวั่ ทง้ั สวน บรรยากาศตอนนดี้ ผู อ่ นคลายมาก … นักเรยี นสนุกอยูน่ ีจ้ นหมดเวลา และไดร้ ำ่� ลาคุณลงุ ออกมาเพื่อไปท�ำกจิ กรรมต่อไป ระหว่างเดนิ ทางครดู าวชวนนักเรียนใหส้ ังเกตการใชพ้ ้ืนที่ สถานที่สำ� คญั และการต้งั ชอ่ื สถานที่ เชน่ ชอ่ื วดั ชอื่ ถนน ชอ่ื คลอง เปน็ ตน้ รวมถงึ สงิ่ ทเี่ ปน็ ประโยชนใ์ นการจดั กจิ กรรมสง่ เสรมิ การทอ่ งเทย่ี ว อัมพวาที่นักเรียนจะน�ำไปใช้ประโยชน์ใน การท�ำโครงงานสังเคราะห์ต่อยอดต่อไปได้ จากน้ันครูดาว กน็ งั่ สงั เกตพรอ้ มทง้ั ฟงั บทสนทนาทเี่ กดิ ขน้ึ อยา่ งเงยี บๆ ซง่ึ กม็ ที ง้ั เสยี งนกั เรยี นบอกใหช้ ว่ ยกนั มองปา้ ย สงั เกตทาง บางคนแบง่ หนา้ ทก่ี บั เพอื่ นๆ เธอดู ฉนั จด นกั เรยี นคนทนี่ ง่ั อยขู่ า้ งครใู ชส้ มดุ “เพลนิ รเู้ รยี น” บันทกึ เรอ่ื งราวท่ีเขาเห็นตลอดสองข้างทางอยา่ งตง้ั ใจ “ครดู าวท่นี ่วี ัดเยอะจงั เลยครับ” ปัณณ์กลา่ วพรอ้ มกบั ยื่นสมดุ ทจ่ี ดไวม้ าให้ดู “ไม่ใช่แค่วัดนะ คลองก็เยอะ รันจดได้จะสิบคลองแล้วค่ะครู” เสียงใสๆ ของรันดังมาจาก ดา้ นหลังรถ หลังจากนั้นมีเสียงอีกหลายเสียงพยายามช่วยกันสังเกตข้างทาง พร้อมส่งเสียงและชี้ให้เพื่อน สังเกตรว่ มกนั “สวนมะพร้าวเยอะจงั เลย” “เขาเอาผลไมม้ าขายข้างทางด้วย” “ตรงนม้ี ีตลาดบกด้วย” “ชื่อซอยนี้แปลกจัง” “นั่นๆ มีโฮมสเตย์ด้วย จดๆ” “เอ๊ะ! เส้นทางน้ีเราผ่านตอนมาแล้วน่ีนา” และอืน่ ๆ ท่นี กั เรียนสงั เกตและพดู ออกมาใหเ้ พ่อื นๆ ฟงั จนกระท่งั รถแล่นไปถึงทห่ี มาย • 110 •

สถานท่ีต่อมาในวันนี้คืออุทยาน ร.๒ พิพิธภัณฑ์พื้นที่บ้านอัมพวา และวัดอัมพวันเจติยาราม ท่ีนักเรียนได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชาวอัมพวาและสมัยกรุงรัตน์โกสินทร์ตอนต้นจากข้าวของเคร่ืองใช้ โมเดล นทิ รรศการความรู้ และภาพจิตรกรรมฝาผนงั นกั เรียนบางคนเลือกหยบิ สมดุ “เพลินร้เู รียน” ขนึ้ มาจดบนั ทกึ อสิ ระ ในขณะทบ่ี างคนกเ็ ลอื กสมดุ “เพยี รฝกึ ตน” ทม่ี หี วั ขอ้ การเรยี นรชู้ ดั เจนขนึ้ มาใช้ ในชว่ งนน้ี กั เรยี นมกี ารแบง่ หนา้ ทกี่ นั ในกลมุ่ วา่ ใครสนใจทจี่ ะรบั ผดิ ชอบการบนั ทกึ สว่ นใด เพอ่ื ชว่ ยกนั รวบรวมข้อมูลให้ได้ทันภายในเวลาที่ก�ำหนด ส่วนใหญ่นักเรียนจะแบ่งหน้าที่กันตามความสนใจ ของเพื่อนแต่ละคน แต่หากพบว่ายังมีข้อมูลส่วนใดที่ยังไม่มีผู้รับผิดชอบ นักเรียนบางคนก็จะอาสา ท�ำเพิม่ หรือในบางกล่มุ ผูน้ �ำกจ็ ะแบ่งหน้าท่เี พ่มิ เตมิ ให้ กิจกรรมอีกสองอย่างท่ีนักเรียนได้ไปเรียนรู้คือ วัดบางกุ้ง ซึ่งมีประวัติศาสตร์ เก่ียวพันกับ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายและสมัยกรุงธนบุรี ใน การท�ำสงครามระหว่างสยามกับพม่า และภมู ปิ ญั ญาในการทำ� กระถางจากกะลามะพร้าว ซ่ึงเปน็ พชื ทอ้ งถ่ินทน่ี ิยมปลูกกันมากในอัมพวา ระหว่างนั่งรถกลับท่ีพักครูดาวถามนักเรียนว่า “วันน้ีเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง” และ “ให้พวกเรา เลอื กสงิ่ ทไี่ ดเ้ รยี นรวู้ า่ วนั นท้ี เ่ี ราเขา้ ใจทสี่ ดุ มากลา่ วสะทอ้ นภมู สิ งั คม-วฒั นธรรมของพนื้ ท่ี โดยมเี งอื่ นไข วา่ ใหพ้ ดู ทลี ะคน” ... ในตอนนเ้ี องนกั เรยี นยกมอื และสง่ เสยี งขอพดู ทลี ะคน เมอ่ื คนหนงึ่ พดู จบ คนตอ่ มา ยกมือและสง่ เสียงบอกว่า “หนขู อเสรมิ เพ่ือนนะคะ” นักเรยี นชว่ ยกันเสริมไปเร่อื ยๆ จนพวกเขาคดิ วา่ สมบูรณแ์ ล้ว ... โดยในขณะน้คี รดู าวทำ� หนา้ ที่ฟังสง่ิ ทเี่ ขาสะทอ้ นออกมา มีบางในช่วงท่ชี ว่ ยตั้งค�ำถาม กระตุ้นความสนใจในประเด็นท่ีขาดหายไป เพื่อให้พวกเขาร่วมกันแลกเปล่ียนออกมา และเม่ือจบ อย่างหนึ่งคนต่อไปก็กล่าวส่ิงท่ีได้เรียนรู้ของกิจกรรมต่อไป รวมทั้งช่วยกันเสริมไปเรื่อยๆ เช่นเดิม จนครบ และไมน่ านก็ถึงทพ่ี ักของพวกเราในภาคสนามน้ี รุ่งเช้าวันที่สองครูและนักเรียนรับประทานอาหารเช้าบริเวณริมคลอง โดยหลังจากรับประทาน อาหารเสรจ็ ครูเวลาพกั ผ่อนตามอัธยาศยั นกั เรียนจึงไปน่งั ชมบรรยากาศริมคลองทัง้ บ้านเรอื น ต้นไม้ ชายเลน พชื ที่ชาวบา้ นปลกู เรอื ท่ีแลน่ อยู่ในคลอง และสูดกลน่ิ อายจากธรรมชาติทน่ี อ่ี ย่างเพลิดเพลิน นอกจากน้ีบางคนยังเอากล้องถ่ายรูปข้ึนมาถ่ายภาพเก็บไว้ บางคนหยิบสมุด “เพลินรู้เรียน” ขึ้นมา วาดภาพบรรยากาศ รวมทงั้ บนั ทกึ ความรขู้ องกจิ กรรมเมอื่ วานทเ่ี ขายงั จดไมส่ มบรู ณ์ ทง้ั ใน “เพลนิ รเู้ รยี น” และ “เพียรฝึกตน” ขณะน้ีเองครูดาวได้เดินดูสิ่งที่นักเรียนๆ สมุดของพวกเขาว่าแต่ละคนมีวิธีการ บนั ทกึ ความรู้ของตนอย่างไร • 111 •

จากน้ันครูและนักเรียนนั่งรถตู้เพื่อไปยังสถานท่ีท�ำกิจกรรมแรกของวันนี้ … ขณะน่ังรถครูดาว ชวนนักเรียนพูดคุยเช่นเดิม ท้ังบรรยากาศและส่ิงท่ีได้พบเห็นท่ีนี่ รวมทั้งการเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ นอกจากนย้ี งั ชแี้ จงกิจกรรมที่จะเรียนรูใ้ นวนั น้ี อนั ได้แก่ การเผาถา่ นผลไมจ้ ากพชื ท้องถิ่น ขนมหวาน เช่น ขนมสัมปันนี แป้งกล้วย ขนมเรไร และขนมช่อม่วง และเบญจรงค์แบบฉบับบ้านเบญจรงค์ บางช้าง และสุดท้ายครูดาวให้นักเรียนในกลุ่มตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ในวันนี้ของแต่ละคน พร้อมทั้ง กล่าวออกมาให้เพ่ือนทราบเป้าหมายของเขา ...ปณั ณ์ “ผมจะตั้งใจเรยี นรูก้ ารเผาถ่านผลไม้ จะตง้ั ใจลงมอื ท�ำมันอย่างเต็มท่ีครบั ” ...วนิ ทร์ “ผมจะตง้ั ใจจดบันทึกจดบันทึกใหค้ รบถ้วนครับ” ...แก้ม “หนจู ะแลกเปลย่ี นและตง้ั คำ� ถามมากข้นึ คะ่ ” ...นรี “นรี จะต้ังค�ำถามเยอะขึน้ นีรอยากท�ำเบญจรงค์ นรี จะตัง้ ใจทำ� มนั ค่ะ” ...ตน้ กล้า “เม่ือวานผมไมค่ ่อยจดบันทึก วันนผ้ี มจะจดให้ได้เยอะขึ้นครบั ” ...รัน “หนูจะคดิ ค�ำถามต่อยอดเยอะๆ และจดบันทกึ ให้ดคี ะ่ ” ...คมี “ผมจะคยุ เลน่ ให้นอ้ ยลง และจะตง้ั ใจทำ� ทกุ กจิ กรรมครับ” ...ฮิม “ผมจะตง้ั ใจท�ำทุกกิจกรรม และคุยนอ้ ยลงครบั ” ขณะท่ีนักเรียนแต่ละคนแลกเปลี่ยนเป้าหมายของตนเอง ครูดาวสัมผัสได้ถึงน้�ำเสียงหนักแน่น และทุกคนก็ให้เกียรติเพ่ือนโดยการฟังอย่างต้ังใจ เป็นบรรยากาศท่ี คล้ายการสร้างแรงบันดาลใจหมู่ ซึ่งไมไ่ ดเ้ กดิ จากการทีค่ รดู าวคิดไปเองอยา่ งแน่นอน ตอนท่ีนักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ครูดาวได้สังเกตการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งหมด รวมท้ัง นกั เรยี นทอี่ ยใู่ นกลมุ่ ของครดู าวดว้ ย พวกเขาดตู งั้ ใจทจ่ี ะตง้ั คำ� ถาม และลงมอื ทำ� กจิ กรรมตา่ งๆ ครเู หน็ ปัณณ์ ตั้งใจจะช่วยเผาถ่านอย่างที่เขาต้ังเป้าหมายไว้ ... ต้นกล้าที่ปกติจะไม่ค่อยจดมากนัก มีความ พยายามทเ่ี หน็ ไดช้ ดั วา่ ตง้ั ใจจดมากขน้ึ ... แกม้ ทปี่ กตจิ ะเปน็ ผฟู้ งั แลว้ คอยจดบนั ทกึ ไดเ้ ปลง่ ยกมอื และ เปลง่ เสยี งออกมาถามวทิ ยากร ... นรี ดมู ชี วี ติ ชวี า ยกมอื ถามวทิ ยากร และเพลนิ กบั การลงสเี บญจรงค์ เป็นอย่างมาก ซึ่งอีกเหตุผลหน่ึงอาจเป็นเพราะเขาชอบท�ำงานศิลปะ ... นอกจากนี้ยังมีอีกหลายๆ คนท่พี ยายามท�ำตามเป้าหมายทีต่ นเองตั้งไว้ให้สำ� เรจ็ และตอนท่ีนกั เรยี น AAR เป้าหมายการพัฒนา ตนเองทตี่ ั้งไว้เม่ือเช้า ตอนน่งั รถกลบั ที่พักทกุ คนก็พูดเดยี วกันกบั ท่ีครสู งั เกตเหน็ เขา้ สวู่ นั ทส่ี าม วนั สดุ ทา้ ยของภาคสนามครงั้ น้ี นกั เรยี นไดเ้ รยี นรกู้ จิ กรรมตา่ งๆ ทง้ั ดงู านโครงการ อัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ และเรียนรู้การสานใบมะพร้าว ซ่ึงการสานนี้ครูดาวเห็นการท่ีนักเรียน ช่วยเหลือกัน ใครท�ำได้ก่อนก็จะเป็นคนช่วยสอนเพ่ือนต่อไป น่ีเป็นบรรยากาศของมิตรภาพที่เกิดขึ้น ควบคู่ไปกับเรียนร้ขู องนักเรียน • 112 •

เมอื่ กจิ กรรมทงั้ หมดสน้ิ สดุ ลง ครแู ละนกั เรยี นไดน้ ง่ั รถตกู้ ลบั โรงเรยี น ในตอนนเ้ี องครดู าวไดถ้ าม ความรู้สึกของเด็กๆ ต่อการมาภาคสนามคร้ังน้ี ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “สนุก” และมีนีร เสริมข้ึนมาว่า “นีรยังไม่อยากกลับบ้านเลย อยากอยู่ต่อ” นีรในวันน้ีดูช่างแตกต่างไปจากนีรในสอง ภาคเรียนท่ีผ่านมาราวกับคนละคน ก่อนน้ีนีรจะรู้สึกเบ่ือต่อการท�ำกิจกรรมภาคสนาม เพราะไม่ถนัด ทางด้านวิทยาศาสตร์นัก และในกิจกรรมในภาคสนามสองภาคเรียนแรกนั้นเน้นท่ีวิทยาศาสตร์มาก มาคราวนนี้ ีรจงึ ตกหลมุ เสน่หก์ ารมาภาคสนามเข้าอยา่ งจัง เมื่อได้ยินนักเรียนตอบเช่นนั้นครูดาวจึงให้โจทย์นักเรียนเพ่ือให้ได้แลกเปลี่ยนเพิ่มเติมว่า “จากการมาภาคสนามคร้ังน้ี นักเรียนได้ไอเดียอะไรบ้างในการออกแบบกิจกรรมการท่องเท่ียว เชิงสร้างสรรค์ท่ีอัมพวา” ครูดาวให้พูดทีละคนเช่นเดิม โดยให้คนท่ีพร้อมก่อนสามารถยกมือ และแลกเปล่ยี นไดก้ ่อน …ปณั ณ์ “ผมอยากให้นกั ทอ่ งเที่ยวมาทำ� ถา่ นผลไม้ทคี่ นเอาถ่านครับ เขาจะไดเ้ รยี นรู้โดยการลงมอื ทำ� นอกจากน้ีครูหมึกที่เป็นวิทยากรยังคุยสนุกอีกด้วย นักท่องเท่ียวจะได้ไม่เบ่ือ” ปัณณ์ได้ถ่ายทอด ความช่ืนชอบของตนใสไ่ อเดียส�ำหรับการจัดกิจกรรมการทอ่ งเท่ยี ว ...ต้นกล้า “ผมจะพามาวัดบางกุ้งครับ โบสถ์ท่ีน่ีเป็นเอกลักษณ์มาก มีต้นไม้อยู่ด้านบน รวมทั้ง นกั ทอ่ งเทย่ี วจะไดร้ ปู้ ระวตั ศิ าสตรเ์ กย่ี วการทำ� สงครามสยามกบั พมา่ และรวู้ า่ มคี นจนี เขา้ มาในพน้ื ทด่ี ว้ ยครบั ” ตน้ กล้าท่แี มจ้ ะจดบันทึกน้อย แตไ่ อเดยี ท่ีเขาเสนอมาท�ำใหค้ รูดาวรวู้ า่ เขาเข้าใจสง่ิ ทไ่ี ด้เรยี นรู้ไป ...นรี “นรี อยากพานกั ทอ่ งเทยี่ วไปลงสเี บญจรงคค์ ะ่ นรี อยากใหน้ กั ทอ่ งเทย่ี วไดล้ องทำ� และไดร้ วู้ า่ สง่ิ เหลา่ น้ี มันมีคุณค่าที่ควรรักษาไว้” ไอเดียนี้ของนีรท�ำให้ครูดาวรู้ว่าตัวนีรเติบโตไปอีกขั้น เขาเห็นคุณค่าของ ส่ิงท่ีได้ท�ำ จึงไม่แปลกอะไรที่เห็นนีรใช้เวลาละเมียดละไมกับการลงสีถ้วยเบญจรงค์อย่างเพลิดเพลิน ไดร้ ว่ มช่ัวโมง อกี ทงั้ ยังอยากส่งตอ่ ความรูส้ กึ ดีน้ใี หก้ บั นักท่องเท่ียวอกี ดว้ ย ...คีม “ผมจะพานักท่องเที่ยวไปสวนผลไม้ยกร่อง ก่อนไปที่สวนน่าจะมีการให้ได้ลองชิมผลไม้ก่อน ใหเ้ ขารวู้ า่ มผี ลไมท้ อ้ งถนิ่ อะไรบา้ ง จากนนั้ กพ็ าไปสวนไปดกู ารทำ� สวนของชาวอมั พวา ใหน้ กั ทอ่ งเทย่ี ว ช่วยชาวบ้านขุดร่องสวน และชิมผลไม้ในสวนแบบสดๆ” เม่ือคีมที่ปกติแล้วมักจะเป็นคนท่ีแสดง ความคิดเห็นในกลุ่มน้อย และติดการคุยเล่นได้น�ำเสนอความคิดของตนออกมาอย่างน่าสนใจเช่นนี้ เพื่อนๆ จึงทงึ่ และพรอ้ มใจกันปรบมอื ใหค้ ีมอย่คู รู่ใหญๆ่ • 113 •

การแลกเปลี่ยนไอเดียในคร้ังนี้ท�ำให้ครูดาวได้รู้ว่านักเรียนแต่ละคนได้เรียนรู้อะไรมา อะไรคือ สิ่งท่ีเขาสนใจเป็นพิเศษ และแต่ละคนมีทักษะด้านต่างๆ เป็นอย่างไร นอกจากน้ีครูดาวสังเกตได้จาก การตงั้ ใจฟงั เพอื่ นของพวกเขา เขากำ� ลงั ฟงั วา่ เพอื่ นคดิ อยา่ งไร พวกเขาไดร้ จู้ กั เพอื่ นในมมุ ทก่ี ารกระทำ� ไม่สามารถบอกได้ แต่ค�ำพูดท่ีออกมาน้ีบ่งบอกว่าแต่ละคนต่างมีความคิดของตนเอง อีกทั้งยังเป็น ความคิดท่ีดีอีกด้วย รวมท้ังพวกเขายอมรับความคิดของเพ่ือน และรู้สึกว่าตัวเองได้รับการยอมรับ เชน่ กนั ในขณะทน่ี กั เรยี นกำ� ลงั “เพลนิ รเู้ รยี น” และ “เพยี รฝกึ ตน” อยนู่ น้ั ครดู าวกพ็ บวา่ ตวั ครเู องกก็ ำ� ลงั ท�ำสิง่ เหล่านอี้ ยู่เชน่ กัน โดยเฉพาะพฒั นาการการสรา้ งกระบวนการแลกเปลยี่ นเรียนรู้ การต้งั ค�ำถาม กระตุ้นต่อมคิด และการช่วยรักษาเป้าหมายระหว่างทางของนักเรียน ซ่ึงเป็นอีกปัจจัยที่ท�ำให้ครูดาว ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนอยากเรียนรู้ รวมท้ังได้รู้จักตัวตนของนักเรียนแต่ละคนได้มากข้ึน สง่ ผลให้นักเรยี นไดร้ ู้จักตวั ตนของตนเอง อีกทั้งนักเรียนยังได้รจู้ ักตวั ตนของเพือ่ นมากข้ึนเชน่ กัน ปัจจัยความสสำเร็จ • บรรยากาศการเรียนรู้ระหว่างครูกับนักเรียน และนักเรียนกับเพื่อน นักเรียน กับวิทยากรหรือสถานที่จัดกิจกรรม เป็นไปแบบสบายๆ ไม่กดดัน ไม่เร่งรัด มีอิสระ แตอ่ ยใู่ นกฏเกณฑท์ เ่ี หมาะสม • กิจกรรมการเรียนรู้เหมาะกับความสนใจของนักเรียนทุกคน มีความแตกต่าง หลากหลายเพียงพอต่อการเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมค่อยๆ เผยตัวตนและความสนใจ ทแี่ ทจ้ รงิ ออกมา • การบนั ทกึ ความรู้นกั เรยี นไดเ้ ลอื กวธิ กี ารบนั ทกึ ความร้ไู ดเ้ อง ซง่ึ เปน็ ไปตามความสนใจ ทเี่ กดิ ขน้ึ ในขณะนนั้ (สมดุ “เพลนิ รเู้ รยี น” บนั ทกึ อสิ ระ / สมดุ “เพยี รฝกึ ตน” บนั ทกึ ตามประเดน็ เรยี นรทู้ ก่ี ำ� หนดเอาไวแ้ ลว้ ) • กระบวนการแลกเปลยี่ นเรยี นรอู้ ยา่ งเหมาะสม ทง้ั ใช้ในการตงั้ คำ� ถามกระตนุ้ ตอ่ มคดิ การรักษาเป้าหมายระหว่างทางของนักเรียนและท่ีส�ำคัญกิจกรรมเหมาะสมกับ พฒั นาการตามวยั ซง่ึ มหี ลายอยา่ ง เชน่ ความอยากรอู้ ยากเหน็ อยากลอง ทา้ ทาย การสงั เกต การตงั้ คำ� ถาม การจดั การตนเอง การมอี สิ ระทางความคดิ การไดเ้ รยี นรู้ รว่ มกบั เพอื่ น การไดแ้ สดงตวั ตน และการเปน็ ทยี่ อมรบั เปน็ ตน้ • ท่ีส�ำคัญที่สุดคือจิตใจของครูที่จดจ่ออยู่กับเรื่องราวความเป็นไปของนักเรียน และการเฝา้ มองการเตบิ โตของพวกเขาอยอู่ ยา่ งชน่ื ชม • 114 •

ศกึ ษาเรยี นรขู้ อ้ มลู พพิ ิธภณั ฑม์ รดกทางวฒั นธรรมอมั พวา ท่ี อทุ ยานพระบรมราชานสุ รณ์ พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หล้านภาลยั • 115 •

๗ภาค ใชย้ ุทธศาสตร์สรา้ งพนั ธกจิ สมั พันธ์ ของนกั เรยี นตอ่ การเรยี น (Using Engagement Strategies) กจิ กรรมการเรียนเปน็ เรือ่ งทม่ี หี ลาย “เจา้ ของรว่ ม” และ “เจา้ ของ” สำ� คญั ท่ีสดุ คือนกั เรียน ดังน้ันครูจึงตอ้ งหาวธิ ี ท่จี ะทำ� ใหน้ กั เรียนเป็น “หนุ้ สว่ นใหญ่”ของการเรียนรูด้ ว้ ยการ เรยี นรู้ยุทธศาสตร์การดึงความสนใจและการจดั กระบวนการให้ นักเรียนสนใจ อยากรู้ มีพลงั และมีแรงบันดาลใจ

๒๓บทที่ ตรวจสอบและแก้ไขเมื่อนักเรียนไม่สนใจ ๒๔บทท่ี เพิ่มอัตราตอบสนอง ๒๕บทที่ ใชก้ ารเคลอื่ นไหวรา่ งกาย ๒๖บทท่ี ด�ำรงอตั ราเร็วของการสอนทม่ี ชี วี ติ ชวี า ๒๗บทที่ มคี วามจรงิ จังและกระตอื รือรน้ ๒๘บทท่ี น�ำเสนอสารสนเทศท่ีไม่ธรรมดา ๒๙บทท่ี ใช้ความขดั แยง้ แบบกัลยาณมติ ร ๓๐บทท่ี ใช้เกมวชิ าการ ๓๑บทที่ ให้โอกาสนักเรียนพูดเกี่ยวกบั ตนเอง ๓๒บทท่ี สรา้ งแรงจูงใจและแรงบนั ดาลใจให้แกน่ กั เรยี น

๒๓บทท่ี ตรวจสอบและแก้ไขเมอ่ื นกั เรยี นไม่สนใจ นค่ี อื ปจั จยั สำ� คญั ทสี่ ดุ ใน ๑๐ ยทุ ธศาสตรข์ องภาค ๗ คอื ครตู อ้ งรทู้ นั ที และมกี ารดำ� เนินการแก้ไขทันที เมื่อเหน็ วา่ นักเรียนไม่สนใจ ยุทธศาสตร์และวิธกี ารทีค่ รใู ช้ตรวจสอบและแก้ไขเม่อื นกั เรียนไมส่ นใจ มีดงั ต่อไปน้ี ยทุ ธศาสตร์ วิธีการ ตรวจสอบความสนใจของ ครูคอยตรวจตราว่ามีนักเรียนคนไหนแสดงอาการไม่สนใจการเรียน ท้ังในห้องใหญ่ นักเรียนแต่ละคน ในกล่มุ ยอ่ ย และตอนท�ำงานคนเดียว ตรวจสอบความสนใจ ครตู รวจสอบความสนใจของทง้ั ชน้ั ไมใ่ ชท่ ่ีนักเรียนเปน็ รายคน หรือกลุ่มใดกลมุ่ หน่ึง ของทั้งชน้ั โดยเฉพาะ ใชว้ ิธีการใหน้ กั เรยี น ครูจัดระบบให้นักเรียนรายงานความน่าสนใจของชั้นเรียนเป็นระยะๆ หรือครูถาม รายงานความสนใจ นักเรยี น ณ เวลาใดเวลาหนึ่งโดยตรง ดงึ ความสนใจกลับมา เมือ่ ครูพบว่านกั เรยี นคนหน่ึงคนใดขาดความสนใจ ก็หาวธิ ดี งึ ความสนใจกลบั มา ยกระดบั พลังของชั้นเรียน เมื่อครูสังเกตว่าพลังของช้ันเรียนลดลง ครูประกาศว่าตอนน้ีพลังของช้ันเรียนตกต�่ำ ขอเชญิ นักเรยี นชว่ ยกันเสนอแนะทางออก • 118 •

จุดส�ำคัญที่สุดของยุทธศาสตร์นี้คือ ครูเอาใจใส่ความสนใจของศิษย์ และหาทางแก้ไขเมื่อนกั เรยี นแสดงอาการ ไมส่ นใจ หรอื เรียนไม่ร้เู รอื่ ง ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉันจะสังเกตเห็นว่านักเรียนไม่สนใจเรียนได้อย่างไร และจะด�ำเนินการ แก้ไขไดอ้ ยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนตระหนกั ว่าครูเอาใจใสต่ รวจสอบความสนใจของนักเรียน • นกั เรียนพยายามยกระดบั ความสนใจของตน • หากสอบถามนกั เรยี นบอกไดว้ า่ ครเู อาใจใสพ่ นั ธกจิ สมั พนั ธข์ องนกั เรยี น ติดตามอ่านบนั ทกึ ฉบับเต็มไดท้ ่ี : https://www.gotoknow.org/posts/635111 • 119 •

๒๔บทท่ี เพมิ่ อัตราการตอบสนอง การเพม่ิ อตั ราตอบสนองของนกั เรยี นตอ่ คำ� ถามของครู เปน็ การเพมิ่ ใจ จดจ่อต่อบทเรียนของนักเรียนซึ่งการตั้งค�ำถามของครูอาจมีผลเพิ่มหรือลด ใจจดจอ่ ก็ไดข้ น้ึ อยกู่ บั วธิ กี ารจดั การชน้ั เรยี นของครู หากครตู งั้ คำ� ถามแลว้ ให้ นกั เรยี นคนทย่ี กมอื เปน็ ผตู้ อบตอบ ผลคอื ในขณะนน้ั อาจมนี กั เรยี นทใ่ี จจดจอ่ เพยี งคนเดยี ว ดงั นนั้ เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นทกุ คนหรอื เกอื บทกุ คนมใี จจดจอ่ จงึ ตอ้ ง มีวิธีให้นักเรยี นจ�ำนวนมากไดต้ อบ ยุทธศาสตร์และวธิ ีการทค่ี รูใช้เพิ่มอตั ราตอบสนองของนกั เรยี น มดี งั ตอ่ ไปน้ี ยุทธศาสตร์ วธิ กี าร สมุ่ ชื่อ ครูตัดกระดาษเป็นแผ่นเล็กๆ เขียนช่ือนักเรียนแต่ละคนลงในแต่ละแผ่น ใส่ไว้ใน สญั ญาณมือ กระปอ๋ ง เวลาจะเรียกชือ่ ให้นกั เรียนตอบค�ำถามเขยา่ กระป๋องกอ่ นหยบิ กระดาษ ในกรณีที่ค�ำตอบต่อค�ำถามมีเพียงสามสี่ค�ำตอบ ใช้วิธีให้นักเรียนตอบท้ังชั้น กระดานตอบ โดยใชส้ ัญญานมือ หัวแมม่ อื ช้ีข้นึ (เห็นด้วย) หวั แมม่ ือชี้ลง (ไมเ่ ห็นดว้ ย) หัวแม่มือ ตอบตอ่ เนื่อง ชไ้ี ปทางข้าง (ไม่แนใ่ จ) ครูจดั กระดานไวท์บอรด์ ตอบขนาดเลก็ (เช่น ๑๒ x ๑๒ นว้ิ ) ให้นักเรยี นแตล่ ะคน ตอบเปน็ คู่ ให้นกั เรยี นเขยี นค�ำตอบด้วยปากกาเมจิก แล้วยกให้ครูดู ตอบทัง้ ชนั้ เมอื่ นกั เรยี นคนหนง่ึ ใหค้ ำ� ตอบ ครชู ใ้ี หน้ กั เรยี นอกี คนหนง่ึ ใหค้ ำ� อธบิ ายวา่ ทำ� ไมคำ� ตอบ ของเพื่อนจึงถูกต้อง หรือถูกเพียงบางส่วน หรือผิดท้ังหมด โดยครูอาจช้ีให้นักเรียน คนอืน่ ตอบอกี พรอ้ มกับให้อกี คนหนง่ึ อธบิ ายอีกกค่ี ่กู ไ็ ด้ ครูใหน้ กั เรียนจบั คแู่ ละใหค้ นหนงึ่ ตอบหรอื ชว่ ยกนั ตอบ ครกู ลา่ วประโยคสำ� คญั แลว้ ใหน้ ักเรยี นทั้งชั้นวา่ ตามเพ่ือประทบั ตราความจ�ำ • 120 •

ยทุ ธศาสตร์ วิธกี าร ใหเ้ วลาคิด เมื่อครูน�ำเสนอสาระจบ เว้นช่วง ๓ วินาทีก่อนตั้งค�ำถาม แล้วเว้น ๓ วินาที กอ่ นชใี้ หน้ กั เรยี นตอบ ต้ังคำ� ถามใหค้ ดิ ตอ่ เนอื่ ง เมื่อนักเรียนให้ค�ำตอบ ครูตั้งค�ำถามต่อ เช่น ท�ำไมจึงเป็นเช่นน้ัน หรือ นักเรียน ร้ไู ดอ้ ยา่ งไรว่าทต่ี อบน้ันถูกต้อง ใชค้ �ำถามหลากหลายแบบ ครใู ชค้ ำ� ถามหลายแบบ เชน่ ถามความจำ� (นกั เรยี นรู้ จำ� ได้ และใช้ ความรทู้ ส่ี อนแลว้ ) ค�ำถามเชิงวิเคราะห์ (นักเรียนต้องแยกแยะความรู้ออกเป็นส่วนๆ แล้วหา ความสัมพันธ์ เช่ือมโยงกันเป็นภาพใหญ่) ค�ำถามเชิงท�ำนาย (นักเรียนต้องมี ความเหน็ หรอื สรา้ งสมมตฐิ านวา่ จะมอี ะไรเกดิ ขน้ึ ตอ่ ไปตามลำ� ดบั ) คำ� ถามเชงิ ตคี วาม (นักเรียนต้องตีความความหมายของผู้เขียน) และค�ำถามเชิงประเมิน (นักเรียน ต้องใช้เกณฑ์เพ่ือประเมินและตดั สนิ ) ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉันจะทำ� อยา่ งไรเพ่ือเพมิ่ อัตราตอบสนองของนักเรียน” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนตอบสนองต่อค�ำถาม • นักเรียนสนใจค�ำตอบของเพ่อื น • นกั เรยี นสามารถอธิบายความคิดทีน่ �ำไปสู่ค�ำตอบได้ • นักเรียนตระหนักวา่ ครูคาดหวงั ให้นักเรยี นทกุ คนตอบคำ� ถาม ติดตามอ่านบนั ทกึ ฉบบั เต็มไดท้ ี่ : https://www.gotoknow.org/posts/630451 • 121 •

๒๕บทท่ี ใช้การเคลือ่ นไหวรา่ งกาย การให้นักเรียนเคล่ือนไหวร่างกายช่วยเพิ่มพลังของนักเรียนและ เพ่ิมความมีชีวิตชีวาไม่น่าเบ่ือ ในทางสรีรวิทยาการเคล่ือนไหวเป็นการ ออกก�ำลัง ช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดมากขึ้น เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น จึงไปชว่ ยการท�ำงานของสมองเกี่ยวกบั การเรยี นรู้ ยทุ ธศาสตรแ์ ละวิธกี ารทค่ี รูใช้ใหน้ ักเรียนเคลอื่ นไหวร่างกาย มีดงั ตอ่ ไปน้ี ยุทธศาสตร์ วิธีการ ยืนขึน้ แล้วยดื ตวั ครใู หน้ กั เรยี นยนื ขน้ึ แลว้ ยดื ตวั และแขนขา ทำ� เปน็ ระยะๆ โดยเฉพาะเมอ่ื ในชว่ งตอ่ ไป และแขน ขา จะตอ้ งใชใ้ จจดจอ่ เปน็ พิเศษ โหวตดว้ ยเท้า ในกรณที คี่ ำ� ถามมสี องค�ำตอบ (ใช่ - ไมใ่ ช่) หรือส่คี �ำตอบ (๔ ตัวเลือก) ใหน้ ักเรียน เดินไปข้างหน้าหรือถอยหลังหน่ึงก้าวไปสู่ค�ำตอบท่ีตนเลือก หรือเดินไปตรงต�ำแหน่ง กจิ กรรมมุมหอ้ ง ของตัวเลอื ก ครูจัดค�ำถามเก่ียวกับสาระท่ีเรียนไว้ที่มุมห้อง มุมละหน่ึงค�ำถาม แบ่งนักเรียนเป็น ยนื ให้นบั ๔ กลุ่ม หมุนเวียนกันไปที่มุมทีละกลุ่ม เพ่ืออภิปรายค�ำถามนั้นๆ มีคนจดประเด็น ต่อร่างแสดงความหมาย ท่ีอภิปรายอยู่กับท่ีประจ�ำกลุ่ม ท�ำหน้าที่รายงานสรุปการอภิปรายของแต่ละกลุ่ม แสดงละคร เสนอต่อชน้ั ครูอธิบายสเกลประเมินตนเอง ระดับ ๑ - ๔ ให้แก่นักเรียน แล้วให้นักเรียนยืนขึ้น เมอ่ื ครเู รียกคนทมี่ ีผลประเมนิ ระดบั น้นั ๆ ครูให้นักเรียนต่อร่างของนักเรียนในกลุ่มเพื่อแสดงความหมายของสาระที่เรียน เช่น การเปน็ เหตุและผล ตอ่ กันเปน็ ศพั ทเ์ ฉพาะ เปน็ ต้น ครูให้นกั เรยี นแสดงละครสะท้อนเหตุการณ์หรือเรอื่ งสำ� คัญในบทเรียน • 122 •

กศุ โลบายพนื้ ฐานในการใชก้ ารเคลอ่ื นไหวรา่ งกายคอื ใหก้ ารเรยี นไมน่ า่ เบอ่ื แตบ่ างกจิ กรรมในตารางขา้ งบนใชก้ จิ กรรมกลมุ่ รว่ มดว้ ย เชน่ กจิ กรรมมมุ หอ้ ง และบางกิจกรรมให้ใช้ร่างกายสร้างสัญญะเพื่อสะท้อนการตีความหรือ ความเขา้ ใจ เชน่ การตอ่ รา่ ง ยง่ิ การผกู เรอ่ื งเปน็ ละครยง่ิ ตอ้ งการการคดิ ทซี่ บั ซอ้ น ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉันจะจัดให้นักเรียนเคลอื่ นไหวร่างกายไดอ้ ย่างไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนรว่ มกจิ กรรมอย่างจรงิ จงั • พลังของนักเรยี นเพมิ่ ขน้ึ • นักเรียนสามารถอธิบายได้ว่าการเคล่ือนไหวร่างกายช่วยส่งเสริม การเรยี นรขู้ องตนอย่างไร ตดิ ตามอา่ นบนั ทึกฉบับเตม็ ได้ที่ : https://www.gotoknow.org/posts/630531 • 123 •

๒๖บทท่ี ดำ� รงอตั ราเรว็ ของการสอนทม่ี ชี วี ติ ชวี า ยุทธศาสตร์น้ีเน้นที่การเพ่ิมระดับพลัง (energy level) ของนักเรียน ตอ่ การเรียนรู้ ไมเ่ นน้ การพดู หรอื ค�ำถามของครู แตเ่ นน้ ส่งิ ทคี่ รทู ำ� ยทุ ธศาสตร์และวิธีการทค่ี รใู ช้ดำ� รงอตั ราเรว็ ของการสอนทมี่ ชี วี ติ ชวี า มดี งั ต่อไปนี้ ยทุ ธศาสตร์ วธิ ีการ ชว่ งย่อยของการสอน ครจู ดั การคาบเรยี นเปน็ ชว่ งยอ่ ยๆ และดำ� เนนิ การตามขน้ั ตอนเปน็ จงั หวะทไี่ มร่ บี รอ้ น : กิจกรรมด้านการจัดการ การให้เน้ือความรู้ใหม่ กิจกรรมเพ่ือประยุกต์ความรู้และ การปรับความเรว็ ท�ำความ เข้าใจความรู้ท่ีส�ำคัญยิ่งยวดให้ลึกและเช่ือมโยงขึ้น การประยุกต์ความรู้ ของการสอน ในสถานการณ์ใหม่ การจัดกลุ่ม การเขา้ ทนี่ ง่ั และการเตรียมเลกิ ชนั้ เรียน ปา้ ย “จอดกอ่ น” ครูปรับอัตราเร็วของการสอนให้เร็วขึ้นหรือช้าลง เพ่ือให้เข้ากับความต้องการ ความเอาใจจดจอ่ ของนกั เรียน ตวั เพม่ิ แรงจูงใจ หากครแู ละนกั เรยี นตดิ ขดั คดิ ไมอ่ อกหรอื เดนิ ตอ่ ไมไ่ ดท้ บี่ ทเรยี นตรงจดุ ใด ครยู กปา้ ย “จอดกอ่ น” มาตงั้ เปน็ สญั ญานหยดุ การเรยี นการสอนชว่ั คราว รอวนั รงุ่ ขนึ้ หรอื วนั ตอ่ ไป ค่อยมาว่ากนั ใหม่ หลงั จากได้กลับไปทบทวนไตร่ตรอง และหาขอ้ มลู เพม่ิ ข้นึ แล้ว ครูใช้คลิปวีดิทัศน์ คลิปเสียง พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ ค�ำคม ให้นักเรียนชม/ฟัง/ดู เพ่ือกระตุ้นความสนใจ • 124 •

จะเห็นว่าเพ่ือให้ช้ันเรียนด�ำเนินไปอย่างน่าสนใจ ดึงดูดความสนใจ ของนักเรียน ครูต้องเตรียมท�ำการบ้านวางแผนการสอนมาอย่างดี รวมท้ัง ตอ้ งรจู้ งั หวะว่าจะสอนช้าเร็วตามลักษณะการสนองตอบของนกั เรียนอยา่ งไร ส�ำหรับป้าย “จอดก่อน” มักจะใช้ตอนใกล้จบคาบเรียน ครูต้ังค�ำถาม ให้นักเรียนแสดงความเห็นถกเถียงกัน แล้วยกป้ายเพื่อกระตุ้นให้ต่างฝ่าย ต่างก็ไปหาข้อมูลมาสู้กันในวันต่อไป เป็นตัวกระตุ้นความสนใจของนักเรียน ไดเ้ ปน็ อย่างดี ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉันจะสอนดว้ ยอตั ราเร็วทเี่ หมาะสมและมชี ีวติ ชีวาได้อย่างไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนปรับตัวเข้าร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน และกลับมาจดจ่อกับ สาระความรไู้ ด้เปน็ อยา่ งดี • นกั เรยี นบอกว่าอตั ราเร็วของการสอนกำ� ลังพอดี ตดิ ตามอ่านบันทึกฉบบั เต็มได้ท่ี : https://www.gotoknow.org/posts/630610 • 125 •

๒๗บทที่ มคี วามจรงิ จังและกระตือรอื ร้น ความจริงจังและกระตือรือร้นของครูต่อเรื่องราวในสาระการเรียนรู้ จะกระตนุ้ ความจรงิ จงั และกระตอื รอื รน้ ของนกั เรยี น ดงั นนั้ พฤตกิ รรมของครู จึงมผี ลต่อความเอาจรงิ เอาจังของการเรียนร้ขู องนักเรยี น ยทุ ธศาสตรแ์ ละวธิ กี ารท่คี รูแสดงความจรงิ จงั และกระตือรอื ร้น มดี ังตอ่ ไปนี้ ยทุ ธศาสตร์ วิธกี าร บอกความส�ำคัญ ครใู ห้นกั เรียนทราบความสำ� คัญของสาระในบทเรียนโดยการบอกตรงๆ ของสาระ บอกความเชอื่ มโยง ครบู อกความเชอ่ื มโยงระหวา่ งสาระความรทู้ จี่ ะเรยี น กบั ชวี ติ จรงิ เพอ่ื ใหน้ กั เรยี นตนื่ เตน้ และเหน็ ความส�ำคญั ใช้อวจั นะภาษา ใช้ส่ิงกระตุ้นสายตา เช่น แผ่นภาพ เช่นอินโฟกราฟิก ภาพ ไดอะแกรม ผังงาน เพ่อื กระตนุ้ ความสนใจและอาจช่วยเชื่อมโยงกบั ความรเู้ ดมิ ของนักเรยี น เลา่ เร่อื งส่วนตวั ครูเล่าเรื่องส่วนตัวของตนท่ีเกี่ยวข้องกับสาระความรู้ที่จะสอนเพื่อเร้าความสนใจ และแสดงใหเ้ หน็ ว่าความรนู้ ัน้ เชือ่ มโยงกบั ชีวติ จริง สัญญานวจนะ ครใู ช้สัญญานวัจนะภาษา เชน่ โทนเสยี ง ความดัง เสยี งเน้น ท่ีบางค�ำหรอื บางวลหี รอื และอวจั นะภาษา ประโยค หรือใช้การหยุดรอจังหวะ เพ่ือสร้างความรู้สึกจริงจัง สร้างความคาดหวัง และความตนื่ เต้นใหก้ ับนกั เรียน อารมณข์ ัน ครูอาจให้นักเรียนชมภาพการ์ตูนข�ำขัน การ์ตูนล้อเลียน เล่าเรื่องเชยของตัวครูเอง ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับสาระความรู้ทส่ี อน เพื่อสร้างความกระตอื รือรน้ คำ� คม (quotations) ครูใชค้ �ำคมเพอ่ื เสริมบริบทเกยี่ วกบั ความร้ทู ่สี อนโดยมีแหลง่ ให้ค้นได้ คลิปภาพยนตร์ ครูใช้คลิปภาพยนตร์ วีดิทัศน์ ท่ีอาจเป็นเร่ืองสารคดี หรือประวัติศาสตร์ เพ่ือขยาย หรอื วดี ิทศั น์ โลกทศั น์ หรอื เชือ่ มโยงความรทู้ ่สี อนเข้ากับโลกแห่งชีวติ จรงิ • 126 •

หมายเหตุสสำคัญ การสร้างความกระตือรือร้นแก่ศิษย์ผ่านความกระตือรือร้นของครู ท�ำได้ผ่านบุคลิกและความจริงใจจริงจังของครู มีท้ังส่วนท่ีต้องเตรียมตัวอย่างดี และสว่ นทผี่ ดุ ขน้ึ มาเองระหวา่ งสอน โดยเฉพาะเรอ่ื งราวสว่ นตวั ของครู ทสี่ ำ� คญั คือส่วนเสริมความน่าสนใจเหล่าน้ีต้องสอดคล้อง (relevant) กับสาระความรู้ ทีส่ อน ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉนั จะแสดงความกระตอื รอื ร้นตอ่ การสอนของตนอย่างไรได้อยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรยี นบอกว่าครูชอบเร่ืองนั้น และชอบสอน • ความจดจ่อของนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็นจังหวะตามความสนใจและ ความกระตอื รือรน้ ของครู ตดิ ตามอ่านบนั ทกึ ฉบบั เต็มได้ที่ : https://www.gotoknow.org/posts/630706 • 127 •

๒๘บทท่ี น�ำเสนอสารสนเทศที่ไมธ่ รรมดา เป้าหมายของการน�ำเสนอสารสนเทศน้ีก็เพ่ือสร้างความฉงนสนเท่แก่ นักเรียน เพื่อดึงดูดความสนใจบทเรียน เพราะตามปกติมนุษย์เราเก็บความ รู้ไว้เป็นชุดๆ ตามตรรกะปกติ เม่ือมีความรู้หรือสารสนเทศท่ีไม่เข้ากับตรรกะ ปกติ หรือความรู้ความเข้าใจตามปกติเข้ามาก็จะเกิดความแปลกใจ กระตุ้น ความสนใจ ยุทธศาสตรแ์ ละวิธกี ารทค่ี รูน�ำเสนอสารสนเทศท่ีไม่ธรรมดา มดี ังต่อไปน้ี ยุทธศาสตร์ วิธกี าร ครนู �ำเสนอข้อมลู ครนู ำ� เสนอขอ้ มลู ทไี่ มป่ กติ เพอื่ ดงึ ดดู ความฉงนสนเทห่ ข์ องนกั เรยี น หากทำ� ไดค้ วรเปน็ ขอ้ มลู หรอื สารสนเทศทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั สาระเรยี นรนู้ นั้ ๆ แตจ่ รงิ ๆ แลว้ เรอื่ งแปลกแบบไหน คน้ เว็บ (webquest) กด็ งึ ดดู ความฉงนได้ท้ังส้ิน ข้อเท็จจรงิ ดว่ น ครใู หน้ กั เรยี นคน้ เรอื่ งแปลกๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ความรทู้ เี่ รยี นจากเวบ็ ไซตต์ า่ งๆ เอามาเสนอ (fast facts) ครใู หน้ กั เรยี นเลา่ เรอื่ งแปลก (แตจ่ รงิ ) ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั เรอื่ งทกี่ ำ� ลงั เรยี น โดยครตู อ้ งเตอื น เชอื่ หรือไม่ ใหน้ กั เรียนเตรียมค้นควา้ มากอ่ น ครชู ว่ ยศษิ ยใ์ หร้ ว่ มกนั ทำ� ฐานขอ้ มลู อเี ลก็ ทรอนกิ ส์ เรอ่ื งแปลกทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั สาระความรู้ ไฟลป์ ระวตั ศิ าสตร์ ที่เรียน โดยฐานข้อมูลนี้อาจส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นของนักเรียนที่มีการสร้างเพิ่มเติม แขกรบั เชญิ บรรยาย อยา่ งตอ่ เน่ือง ครูให้นักเรียนค้นความเข้าใจเร่ืองที่ก�ำลังเรียนที่เปล่ียนแปลงมาเป็นระยะๆ ในประวตั ศิ าสตร์ ครเู ชญิ คนภายนอกทม่ี ปี ระสบการณโ์ ดยตรงกบั ความรทู้ ก่ี ำ� ลงั เรยี นมาเลา่ ประสบการณ์ ให้นกั เรยี นฟงั • 128 •

ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉนั จะน�ำเสนอสารสนเทศทีไ่ ม่ธรรมดาอย่างไร” พฤติกรรมของนักเรียน • ระดับความสนใจของนักเรยี นเพม่ิ ข้ึน • นกั เรียนบอกไดว้ า่ เรือ่ งไม่ธรรมดาชว่ ยใหส้ าระวิชานา่ สนใจขนึ้ • นักเรียนต้ังคำ� ถามเก่ียวกับเร่ืองราวท่ไี ม่ธรรมดาน้นั ตดิ ตามอา่ นบันทึกฉบบั เตม็ ได้ที่ : https://www.gotoknow.org/posts/630796 • 129 •


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook