โรงเรยี นเพลนิ พฒั นาใหค้ วามสำ� คญั กบั การประเมนิ สมรรถนะ การเรียนรู้มาก ดังนั้นจึงแบ่งท่ีมาของคะแนนออกเป็นหลายส่วน สว่ นทม่ี าจากการเรยี นรเู้ ปน็ สว่ นทมี่ นี ำ�้ หนกั มากทส่ี ดุ จากนน้ั จงึ เปน็ คะแนนที่มาจากความรู้และการท�ำงาน ท่ีมีการประเมินโดยใช้ทั้ง formative assessment และ summative assessment ท่คี ณุ ครู ของแต่ละหน่วยวิชา รวมท้ังส่วนงานวิชาการจะต้องด�ำเนินการ ออกแบบสเกลความเขา้ ใจให้เสร็จส้ินก่อนเปิดภาคการศึกษา เร่ืองเล่าจากฝ่ายวิชาการ ตัวอย่างสมรรถนะด้านการเรียนรู้ท่ีโรงเรียนเพลินพัฒนา ให้ความสนใจและเอาใจใส่ดแู ลใหเ้ กดิ ข้นึ กับนกั เรียนทุกคน ไดแ้ ก่ ๑. ความสนใจใฝ่เรยี นรู้ ๒. ความเป็นเจ้าของ และความรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ ของตน ๓. ความเพียรพยายามในการเรียนรู้ ๔. การมองเห็น ก�ำกับ ดูแล ประเมินและพัฒนาการเรียนรู้ ของตนเอง ๕. การใช้ทักษะวิธี (procedural skills) ของหน่วยวิชา ได้เหมาะสมกับระดบั ชัน้ ๖. การประเมินสถานการณ์ปัญหาการต้ังประเด็นส�ำคัญ และต้งั โจทย์ ๗. การเข้าถงึ ขอ้ มลู ความรู้ประสบการณแ์ ละผ้รู ู้ ๘. การรบั ความรู้ (กล่ันกรอง จับประเด็น) ๙. การประยุกต์ใช้ความรู้และการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (process skills) ๑๐. การน�ำเสนอความรู้ ๑๑. การแลกเปล่ยี นเรยี นรู้รว่ มกบั ผู้อน่ื ๑๒. การสังเคราะห์ความรรู้ ว่ มกับผู้อ่ืน • 30 •
๓ภาค ก�ำกบั เนอ้ื หาของบทเรยี น (Conducting Direct Instruction Lesson) หลักการสำ� คัญของการสอน สาระความรู้โดยตรงคือ ครูตอ้ งเลอื กเฉพาะสว่ นที่ “จำ� เป็น” (essential) เทา่ นัน้ ๖บทที่ แบ่งเน้ือหาเป็นทอ่ น ๗บทที่ ประมวลสาระ ๘บทท่ี บนั ทึกและน�ำเสนอสาระ
๖บทท่ี แบง่ เน้ือหาเป็นท่อน จากการประมวลผลการวิจัย (mata-analysis) พบว่า การสอน เนอ้ื วชิ าโดยตรง (direct instruction) ใหผ้ ลตอ่ การเรยี นรู้ไมด่ อ้ ยกวา่ วธิ เี รยี น แบบตง้ั คำ� ถาม (inquiry method) ซง่ึ หลกั การสำ� คญั ของการสอนสาระความรู้ โดยตรงคอื ครตู อ้ งเลอื กเฉพาะสว่ นท่ี “จำ� เปน็ ” (essential) เทา่ นน้ั เครอื่ งมอื ก�ำหนดสาระสว่ นทจ่ี �ำเปน็ คือ “สเกลความเข้าใจ” เหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง การเรียนความรู้ใหม่ เป็นการเพิ่มเน้ือความรู้เข้าไปในความรู้เดิมและ สมองของนักเรียนสามารถรับความรู้ใหม่ได้ทีละน้อย ด้วยความจ�ำกัดของ “ความจ�ำใช้งาน” (working memory) ครูจึงต้องคิดแบ่งความรู้ท่ีจะสอน ออกเป็นท่อนๆ ตามความเหมาะสมแล้วสอนแบบหยุดเป็นระยะๆ ตามท่อน ความรนู้ นั้ โดยมแี นวทาง/ยทุ ธศาสตรแ์ ละรายละเอยี ดของการสอนของครู ดงั น้ี ยุทธศาสตร์ วธิ ีการ เตรียมหาข้อมูลเพื่อการ ครูจะแบ่งเน้ือหาเป็นท่อนใหญ่หรือท่อนเล็ก ขึ้นกับว่านักเรียนคุ้นเคยกับเนื้อหา วางแผน แบ่งเนื้อหาเป็น ก่อนเพียงใด หากคุ้นเคยบ้างก็แบ่งเป็นท่อนใหญ่หน่อยและหากไม่คุ้นเคยเลยก็แบ่ง ทอ่ นๆ ไว้ลว่ งหน้า เป็นทอ่ นเล็ก น�ำเสนอความรู้ทีละท่อน ครนู ำ� เสนอความรทู้ ลี ะทอ่ น ใหน้ กั เรยี น “เคย้ี วทลี ะคำ� ” หากสอนความรเู้ ชงิ ขอ้ เทจ็ จรงิ เรยี งล�ำดับ (declarative knowledge) ใหน้ ำ� เสนอตามขนั้ ตอนเชงิ เหตผุ ล หากสอนความรเู้ ชงิ วธิ กี าร (procedural knowledge) ให้นำ� เสนอตามขน้ั ตอนการด�ำเนินการ ให้ “เวลาเคย้ี ว” (เวลายอ่ ย) ครูจัดกจิ กรรมใหน้ ักเรยี นทำ� ด้วยกันเป็นทีม เพื่อ “เคย้ี วหรือย่อย” ทอ่ นความรู้ ระหวา่ งท่อนความรู้ • 34 •
ข้ันตอนในตารางข้างบนต้องท�ำเรียงตามล�ำดับ โดยยุทธศาสตร์แรก เป็นการหาข้อมูลเก่ียวกับนักเรียนว่ามีความพร้อมที่จะเรียนรู้ความรู้ใหม่ชิ้นนี้ มากน้อยเพียงใด โดยที่ครูอาจต้ังค�ำถามเชิงประเมินความรู้เดิม ให้นักเรียน ตอบอย่างไม่เป็นทางการ หรืออาจออกข้อสอบให้นักเรียนตอบในกระดาษ คำ� ตอบกไ็ ด้ ในยุทธศาสตร์ท่ีสองเม่ือครูสอนโดยแบ่งท่อนความรู้ตามท่ีวางแผนไว้ และพบว่านักเรียนสับสน เรียนไม่ทัน ครูต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์เป็นแบ่งท่อน ความร้ใู ห้เล็กลง รวมทง้ั ให้เวลา และท�ำกระบวนการ “ยอ่ ย” ความรมู้ ากขนึ้ ค�ำถามเพื่อการออกแบบกระบวนการของครู “เมื่อนักเรียนเรียนความรู้ใหม่ ฉันจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจสาระส่วนที่ สำ� คญั และความเชือ่ มโยงของสาระสว่ นน้ันๆ ได้อย่างไร” “ฉนั จะแบง่ เนอ้ื หาเปน็ ทอ่ นสนั้ ๆ ทนี่ กั เรยี นพอจะยอ่ ยทลี ะตอนไดอ้ ยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นกั เรียนประมวลความรูอ้ ย่างเอาจริงเอาจงั ในแตล่ ะทอ่ นความรู้ • นักเรียนอธิบายได้ว่าท�ำไมครูหยุด ณ จุดใดจุดหน่ึง ระหว่างสอน ความร้ใู หม่ • นกั เรยี นแสดงความเขา้ ใจความรู้แต่ละทอ่ น ตดิ ตามอา่ นบันทกึ ฉบับเตม็ ไดท้ ี่ : https://www.gotoknow.org/posts/628604 • 35 •
ในประสบการณ์ของโรงเรียนเพลินพัฒนา การแบ่งความรู้ ออกเปน็ ท่อน เป็นยทุ ธศาสตร์ในการจัดการเรยี นการสอนทจี่ ำ� เป็น ขนั้ ตอนและวธิ กี ารในลกั ษณะเชน่ นจ้ี ะชว่ ยใหน้ กั เรยี นทกุ คนสามารถ บรรลุผลการเรียนรู้ที่ได้ตามที่ครูตั้งเป้าหมายไว้ในหลักสูตร และน่ันย่อมหมายความว่าแผนการเรียนรู้ทุกแผนจะต้องมีการระบุ และเรียงร้อยสมรรถนะย่อยๆ ท่ีครูต้องการสร้างให้นักเรียนได้ เรยี นร้แู ละฝกึ ฝนเอาไว้อยา่ งแมน่ ย�ำ เร่ืองเล่าจากห้องเรียน ในคาบเรยี นคณติ ศาสตรข์ องนกั เรยี นชนั้ ๓ คณุ ครสู ุ – สภุ าพร กฤตยากรนพุ งศ์ ตงั้ เปา้ หมายวา่ ในวนั นค้ี วามรใู้ หมท่ ตี่ อ้ งการสรา้ งขนึ้ คือการคูณจ�ำนวน ๒ หลักคูณ ๑ หลัก ความรู้สะสมท่ีเด็กมีคือ กฎการคณู ทปี่ ระกอบดว้ ยการคณู แบบแยกตวั เลข การแจกแจงการคณู การคูณดว้ ย ๑๐ ทุกครั้งที่จะคิดโจทย์ให้กับเด็กๆ ครูสุจะตั้งค�ำถามกับตัวเองว่า “เด็กๆ ชั้น ๓ จะเรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติ ลองผิดลองถูกกับ การแก้ปัญหา และสามารถเชื่อมโยงความรู้จากส่ิงท่ีปฏิบัติสู่ภาพ concept ได้อย่างไร” ครูสุเริ่มต้นจากการสร้างจินตนาการให้เด็กได้คิดด้วยนิทาน สอดแทรกค�ำถามท่ีต้องใช้ความรู้สะสมเร่ืองความหมายการคูณ หลักสิบ และหลักหน่วย จากนั้นครูสุก็ถามถึงวิธีคิดว่า “แล้วคิด อย่างไรคะ” เด็กๆ ส่วนใหญ่ตอบได้ทันที แสดงว่าเด็กๆ มีความรู้ สะสมอยู่ ครสู จุ งึ จดั กลมุ่ นกั เรยี นออกเปน็ ๕ กลมุ่ จากนน้ั นำ� นกั เรยี น ออกไปท่ีโถงชัน้ ๓ กิจกรรม ตักใหไ้ ว ตกั ได้ เง่ือนไขคือ ให้ไข่เต็มฟองแทนด้วยหลักสิบ ไข่ครึ่งฟองแทน หลกั หน่วย • 36 •
โจทย์ท่ี ๑ คือ “ตกั ให้ได้ ๒ เท่าของ ๑๐ กบั ๒ เทา่ ของ ๓” เมอื่ ครสู เุ ดนิ ตรวจถาดทเ่ี ดก็ เรยี งไขพ่ บวา่ เดก็ ๆ ตกั ไขเ่ ตม็ ฟอง ๒ ใบ กบั ไข่ ครึ่งฟอง ๓ ใบ เม่ือครูสุเห็นเช่นน้ันครูสุประเมินการเรียนรู้ของเด็กได้ว่า เด็กๆ ยงั มคี วามร้สู ะสมความหมายคำ� ว่า “เท่า” ไม่แม่นย�ำ ครูสุจึงเฉลยโจทย์ข้อที่ ๑ โดยครูยกถาดไข่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขึ้นซึ่งมีไข่ เต็มฟองวางอยู่ ๒ ใบจากน้ัน ครูถามเด็กๆว่าถาดไข่ที่นักเรียนเห็นคือ ๒ เท่า ของ ๑๐ ใช่หรือไม่อินทัชตอบว่า “ใช่ครับ ก็ ๒ x ๑๐ = ๒๐” จากน้ันเพื่อน กบ็ อกว่า “เอา้ ! แลว้ ๒ เท่าของ ๓ กน็ ่าจะหมายถึง มี ๓ อยเู่ ท่ากัน ๒ กลมุ่ หรอื เปลา่ ” ผงิ อนั บอกวา่ “ใช่ ! นา่ จะเปน็ ๖” ครสู เุ รยี งไขค่ รงึ่ ฟองเพมิ่ ลงในถาด และยกถาดข้นึ จังหวะนี้ครูสุกพ็ บว่าถาดทใ่ี สไ่ ขท่ ำ� ใหเ้ ด็กๆ เหน็ ภาพไดไ้ มช่ ดั เจน ประกอบกับมีเสียงเด็กพูดขึ้นว่าครูมองเห็นไม่ชัด ครูสุจึงเปลี่ยนจากถาดมาใช้ ส่ือใหม่คอื แผงไข่ทนั ที นอกจากเปล่ียนส่ือแล้วครูสุได้ย่อยขั้นตอนลงไปอีกโดยเพิ่มโจทย์อีกข้อ กอ่ นจะให้โจทย์ที่ ๒ นั่นคอื โจทย์ ๑.๑ “ตักใหไ้ ด้ ๓ เท่าของ ๓ กับ ๓ เทา่ ของ ๒ ” จากนนั้ ให้เด็กๆ ตักไข่หลังจากเดินตรวจแผงไข่ของเด็กๆ แต่ละกลุ่มพบว่าเด็กๆ ทุกกลุ่มเรียงไข่ ใสแ่ ผงไดถ้ กู ตอ้ ง คอื เรยี งไดแ้ ตล่ ะแถวมไี ขค่ รงึ่ ฟอง ๕ ใบ จำ� นวน ๓ แถว เดก็ ๆ กส็ รปุ ไดว้ า่ ๓ เทา่ ของ ๓ คอื ๓ x ๓ = ๙ และ ๓ เทา่ ของ ๒ คอื ๓ x ๒ = ๖ เอา ๙ + ๖ = ๑๕ เสียงพุทดงั ข้ึนว่า “เหมือนการแจกแจงการคูณเลยค่ะ” มาแล้วเข้าเป้าเลยครูสุคิดในใจน่ีแหละความรู้สะสมที่ต้องการให้เด็กน�ำมา ใช้แก้ปัญหานี้ เมื่อครูสุประเมินการเรียนรู้ของเด็กๆ และพบว่าเด็กๆ น่าจะ ไปต่อได้แลว้ • 37 •
โจทยท์ ี่ ๒ คอื “ตักให้ได้ ๓ กลุ่มกลมุ่ ละ ๒๕” จอมและเคน ตอบขน้ึ มาพรอ้ มกนั วา่ “ต้องตกั ใหไ้ ด้ ๗๕” แตเ่ พอ่ื นบอกวา่ “จะต้องตกั หลกั สบิ กบั หลักหน่วยนะ” เดก็ คนอื่นกบ็ อกวา่ “ไมใ่ ช่ตักแตค่ ำ� ตอบ” เมื่อเป็นเช่นน้ันมีเด็กกลุ่มหน่ึงสนทนากันเองว่า “เอ้า ! แผงไข่เรียงเป็นแถว ที่มหี ลกั สิบกบั หลกั หนว่ ยเรียงไม่พอจะทำ� ยงั ไง” ครสู จุ งึ บอกกบั เดก็ ๆ วา่ “ลองแกป้ ญั หาดนู ะวา่ จะทำ� อยา่ งไร” เมอื่ หมดเวลา แก้ปัญหาครูสุให้เด็กแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนพบว่าเด็กสามารถเรียงไข่ใส่แผง ไดถ้ ูกต้อง หลงั จากนนั้ ครใู หน้ กั เรยี นขมวดการเรยี นรทู้ ไี่ ดด้ ว้ ยการวาดภาพบนกระดาน และเปดิ โจทยแ์ รงบนั ดาลใจคือ “๔ เท่าของ ๕๐ รวมกับ ๔ เทา่ ของ ๒ เท่ากับ เท่าไรนะ” จากน้ันก็ให้นกั เรียนวาดภาพความเขา้ ใจของตวั เองลงไปในสมุด เมื่อครูให้โจทย์สถานการณ์คือ “เหรียญในภาพมีเท่าไรนะ” ครูได้ยินเสียง เดก็ ๆ พดู ขนึ้ มาวา่ “รแู้ ลว้ วา่ ตอ้ งคดิ อยา่ งไร กใ็ ชก้ ารแจกแจงการคณู แยกหลกั สบิ กับหลักหน่วยง่ายไม่ยากเลย” ซูมบอก แล้วเด็กๆ ก็ลงมือท�ำทันทีโดยท่ีครูสุ แค่เดินดูการเรียนรู้ของเด็กทีละคน ขณะท่ีจอมก�ำลังแก้ปัญหาและรู้สึกม่ันใจว่า ทำ� ไดจ้ งึ พดู เสยี งดงั ขน้ึ มาวา่ “ไดค้ ำ� ตอบแลว้ ๓๓๒ บาท” ครสู สุ งั เกตเดก็ ๆ สว่ นใหญ่ แกป้ ญั หาเสรจ็ แลว้ รว่ มกนั แลกเปลย่ี นวธิ คี ดิ จากนน้ั กช็ ว่ ยกนั สรปุ ความรู้ ครพู บวา่ เด็กๆ สรุปไดท้ กุ คน • 38 •
ปัจจัยความสสำเร็จ จติ ใจของครจู ะตอ้ งจดจอ่ อยกู่ บั การเรยี นรขู้ องนกั เรยี นตลอดเวลา โดยที่ ครจู ะตอ้ งหยงั่ ความเขา้ ใจของนกั เรยี นแตล่ ะคนให้ไดว้ า่ การเรยี นรขู้ องเขากำ� ลงั เปน็ ไปได้ด้วยดหี รือติดขดั อยใู่ นขน้ั ตอนใด ครผู สู้ อนตอ้ งเตรยี มการวางแผนการใชส้ อื่ และการเขยี นกระดานมาอยา่ งดี ว่าในข้ันตอนใดจะใช้สื่ออะไร และจะเขียนกระดานอย่างไรให้นักเรียนค่อยๆ ติดตามแนวคิดของการเรียนรู้ที่ก�ำลังเรียนอยู่ไปทีละข้ันตอน ดังน้ันกระดาน ทคี่ รเู ขยี นกค็ อื ภาพการเรยี นรทู้ เี่ กดิ ขน้ึ ในคาบเรยี นนน้ั ตง้ั แตต่ น้ จนจบ ทเี่ รมิ่ ตน้ จากโจทย์ท่ีครูเตรียมมาอุ่นเคร่ืองในขั้นน�ำ โจทย์สถานการณ์ วิธีการแก้โจทย์ สถานการณ์ของแต่ละแนวคิดท่ีนักเรียนน�ำเสนอในชั้นเรียนวันนั้น และข้อสรุป ที่นักเรยี นมีตอ่ เรอ่ื งนนั้ ซึง่ เกดิ ขึน้ มาจากความเขา้ ใจของนกั เรียนเอง • 39 •
๗บทที่ ประมวลสาระ ในระหว่างช่วงที่ครูหยุดสอนสาระความรู้ระหว่างท่อน ครูต้องวางแผน กิจกรรมให้นักเรียนท�ำ ร่วมกัน เพื่อ “ย่อย” ความรู้เพ่ิมเข้าคลังความรู้ ของตน เพอื่ ชว่ ยใหน้ กั เรยี นไดเ้ พม่ิ ความเขา้ ใจและจดจำ� สาระสำ� คญั ไดด้ ยี ง่ิ ขนึ้ ยทุ ธศาสตร์ วธิ กี าร วเิ คราะห์ ครมู อบหมายใหน้ กั เรยี นทำ� ความเขา้ ใจหลากหลายสถานการณเ์ กยี่ วกบั ความรใู้ หม่ โดยใช้ สถานการณ์ เทคนิควิเคราะหส์ ถานการณ์ (perspective analysis) หมวกความคิด ครบู อกใหน้ กั เรยี น “สวมหมวก” สใี ดสหี นงึ่ ใน ๖ สตี ามแนวหมวก ๖ ใบของ Edward de Bono (ดู https://www.gotoknow.org/posts/262399) เพอื่ วเิ คราะหส์ ถานการณเ์ กยี่ วกบั ความรู้ทีเ่ พ่ิงเรียนไป รว่ มมอื กนั ประมวล ครูจัดนักเรียนเป็นกลุ่มให้ตีความสรุปความรู้ท่ีครูน�ำเสนอ ให้ต้ังค�ำถามเพ่ือความกระจ่าง (collaborative ย่ิงขน้ึ หรอื ใหบ้ อกว่าคาดหวงั จะไดเ้ รียนอะไรตอ่ ไป processing) เรยี นรแู้ บบรว่ มมอื กนั ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มจ�ำนวนเท่ากันและเท่ากับจ�ำนวนท่อนของความรู้ท่ีเรียน ตอ่ ภาพ มอบหมายให้นักเรียนแต่ละคนไปค้นคว้าหาความรู้หน่ึงท่อนที่ตนรับผิดชอบ แล้วกลับมา เลา่ ความรู้ส่วนที่ตนรับผดิ ชอบใหเ้ พื่อนฟงั สอนกลับทาง ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม สมาชิกกลุ่มคนหน่ึงท�ำหน้าที่ตั้งค�ำถาม ให้สมาชิกอภิปราย แล้วสมาชิกคนหนึ่งท�ำหน้าที่สรุปความรู้ และสมาชิกร่วมกันท�ำนายว่าสาระตอนต่อไป เปน็ อะไร • 40 •
ยทุ ธศาสตร์ วธิ ีการ ทำ� ความเขา้ ใจ ครูยกตัวอย่างหลายตัวอย่างของหลักการ (concept) ที่เรียน ให้นักเรียนบอกว่าตัวอย่าง หลักการ ใดสอดคล้องกับหลักการ ตัวอย่างใดไม่ใช่ เปรียบเทียบความเหมือนและความต่างของ ตวั อย่างทงั้ สอง คดิ เป็นคู่ ครูตั้งค�ำถาม แล้วให้เวลานักเรียนแต่ละคนคิดค�ำตอบ แล้วจับคู่ปรึกษากันหาค�ำตอบที่ดี (think – pair - share) ทีส่ ุดแลว้ ให้คำ� ตอบแก่เพื่อนในชนั้ จบั คฟู่ ังสาระ ครูใหเ้ วลานักเรยี นเขียนสาระสำ� คญั ของสิง่ ทีไ่ ดเ้ รียนแล้วจบั คู่ ฝา่ ยหนง่ึ เป็นผบู้ อก อกี ฝ่าย เป็นผู้ฟัง ผู้บอกท�ำหน้าท่ีเล่าสรุปสาระส�ำคัญโดยไม่ดูกระดาษท่ีเขียนไว้ ผู้ฟังท�ำหน้าท่ีฟัง แล้วแก้ไขส่วนที่ผิดและเพ่ิมเติมส่วนท่ีตกหล่น ในการประมวลสาระคราวต่อไปให้คู่ของ นักเรยี นสลับบทบาทกนั ค�ำถามเพื่อการออกแบบกระบวนการของครู “ฉันจะช่วยนักเรียนให้ฝึกประมวลสาระความรู้แต่ละท่อน และความรู้ โดยรวมไดอ้ ยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นกั เรียนมปี ฏสิ ัมพนั ธก์ ับสาระความร้อู ยา่ งจริงจงั • นักเรยี นทำ� นายบทเรยี นในขั้นตอนต่อไปได้ • นกั เรียนสามารถอธิบายสง่ิ ทีเ่ พ่งิ เรยี นผ่านไปได้ • นกั เรยี นตงั้ คำ� ถามเพอื่ ความกระจา่ งยิง่ ขึน้ ติดตามอ่านบนั ทึกฉบับเต็มไดท้ ่ี : https://www.gotoknow.org/posts/628672 • 41 •
ปัจจัยความสสำเร็จ กอ่ นจบคาบเรยี นคณติ ศาสตรค์ ณุ ครจู ะใหน้ กั เรยี นทำ� กจิ กรรมสะทอ้ นการเรยี นรู้ เพื่อเป็นการทบทวนแนวคิด วิธีการ และเน้ือหาท่ีนักเรียนเพ่ิงเรียนรู้ไปในแต่ละครั้ง ซึ่งก็คือท่อนหน่ึงของความรู้ท่ีครูน�ำมาออกแบบและย่อยให้มีลักษณะเป็นกิจกรรม เพื่อให้นักเรียนได้แรงบันดาลใจ ได้ท�ำความรู้จักกับแนวคิดคณิตศาสตร์ในเรื่องน้ันๆ ตามที่ได้ระบุเอาไว้ในแผนการสอนแต่ละครั้ง ได้ฝึกทักษะคณิตศาสตร์ และได้ประยุกต์ ใช้ความรู้ชุดน้ันด้วยการท�ำโจทย์สถานการณ์ ในข้ันสุดท้ายนักเรียนครูจะให้นักเรียน ได้สะท้อนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในวันนั้น วิธีท่ีครูนิยมใช้กันมาก ได้แก่ การให้นักเรียน แต่ละคนแลกเปล่ียนความคิดเห็น เพื่อเป็นการเรียนรู้ร่วมกันด้วยการท�ำความเข้าใจ ของทุกคนให้กระจ่าง หากเหลือเวลาน้อย ครูมักจะให้นักเรียนท�ำการบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ รวมถึงเรื่อง ทยี่ งั สงสยั ลงในสมดุ เพอื่ ทคี่ รจู ะไดน้ ำ� กลบั ไปตรวจสอบความเขา้ ใจ และแก้ไขความเขา้ ใจ ของนักเรียนใหถ้ ูกต้องได้ทันท่วงที • 42 •
๘บทที่ บนั ทึกและนำ� เสนอสาระ การบนั ทกึ และนำ� เสนอสาระของสง่ิ ทเ่ี พงิ่ เรยี น เปน็ วธิ กี ารชว่ ยใหน้ กั เรยี น จดั ระบบความรตู้ ามความเขา้ ใจ ของตนเอง และตามทมี่ คี วามหมายตอ่ ตนเอง การนำ� เสนออาจทำ� ได้ ๒ แบบคอื แบบใชถ้ อ้ ยคำ� กบั การใชภ้ าพกราฟกิ โดยมี ยทุ ธศาสตร์และวธิ ีการตามตารางขา้ งลา่ งน้ี ยทุ ธศาสตร์ วิธีการ โครงร่างบันทึก ครูแนะให้นักเรียนเขียนหน้าบันทึก ในสมุดบันทึกการเรียนของหน่วยการเรียนน้ัน ให้ ประเด็นส�ำคัญท่สี ดุ อยซู่ ้ายสดุ ของหนา้ กระดาษ ประเด็นยอ่ ยย่อหนา้ ไปทางขวา เป็นขน้ั ๆ สรุปความ ครูให้นักเรียนสรุปความสาระความรู้ที่ได้เรียนมาแล้ว โดยเน้นประเด็นส�ำคัญและความ เชอ่ื มโยงระหว่างประเด็น บันทึกเป็นภาพหรือ ครูให้นักเรียนสรุปเป็นรูปภาพ หรือเป็นแผนผัง โดยอาจให้ท�ำเสริมกับการสรุปเป็นตัว แผนผัง หนังสอื บันทกึ ผสม ข้อความ ครูใหน้ ักเรียนแบ่งหนา้ กระดาษเป็น ๓ สว่ น คือดา้ นซา้ ย ดา้ นขวา และด้านล่าง ทางซ้าย ภาพ และขอ้ สรปุ บนั ทกึ ขอ้ ความ ทางขวาเปน็ รปู ภาพหรือแผนผงั ดา้ นล่างเปน็ ข้อสรุป อนิ โฟกราฟกิ ครูให้นักเรียนเขียนภาพกราฟิก แสดงความรู้ที่ได้เรียน บอกล�ำดับ ความหมาย เปรียบ (infographic) เทยี บ เหตแุ ละผล ปญั หาและทางออก ผังมโนทศั น์ ครูให้นักเรียนเขียนหัวข้อความรู้หรือไอเดียหลักไว้ตรงกลาง โยงไปยังความรู้รองโดยรอบ (mind-mapping) โดยความรู้รองอาจแตกแขนงความรู้ออกไปอีก • 43 •
ยุทธศาสตร์ วิธีการ สมุดบันทกึ วชิ าการ ครใู หน้ กั เรยี นจดบนั ทกึ ในสมดุ จดถาวรทส่ี ามารถกลบั ไปทบทวนความเขา้ ใจเดมิ และแกไ้ ข หรอื เพ่มิ เตมิ ความเข้าใจใหม่ได้ แสดงท่า ครูให้นักเรียนแสดงท่าทาง หรือเลียนบทบาท เพ่ือแสดงความเข้าใจเรื่อง เช่น แสดงท่า ของเสน้ รอบวง เครอ่ื งชว่ ยจำ� ครูใช้เครื่องช่วยจ�ำ (mnemonic device) ช่วยความจ�ำต่อความรู้ส�ำคัญแก่นักเรียน เคร่อื งช่วยจ�ำนเี้ ช่ือมโยงความรูก้ บั รูปสญั ลักษณห์ รอื เสียง สรา้ งค�ำคลอ้ งจอง ท�ำให้ผมนึกถึงสมัยเรียนแพทย์ เราท่องการเจริญเติบโตของทารกว่า “(เดือนท่ี ๑) เด็ก เหม่อตามอง (เดอื นทสี่ อง) ย้ิมย่องผ่องใส (เดือนที่สาม) หนั หัวทว่ั ไป .....” ยุทธศาสตร์เช่อื มโยง ครูให้นักเรียนสร้างสัญลักษณ์ข้ึนแทนความรู้ส�ำคัญ แล้วเชื่อมสัญลักษณ์เหล่าน้ันเข้าด้วย กนั ดว้ ยถ้อยค�ำเป็นยุทธศาสตรช์ ว่ ยจ�ำ ค�ำถามเพ่ือการออกแบบกระบวนการของครู “ฉันจะชว่ ยฝึกนกั เรยี นใหบ้ ันทึกและนำ� เสนอความร้ไู ด้อย่างไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนสามารถบันทกึ ขอ้ สรปุ ทีม่ ีสาระสำ� คัญไดค้ รบถ้วน • นักเรยี นผลติ การน�ำเสนอแบบไมใ่ ชถ้ ้อยค�ำ เสนอสาระส�ำคญั ได้ • นักเรียนสามารถอธิบายการน�ำเสนอท้ังแบบใช้ถ้อยค�ำ และแบบไม่ใช้ ถอ้ ยค�ำได้ • นกั เรียนสามารถจำ� สาระสำ� คัญจากบทเรียนก่อนๆ ได้ ตดิ ตามอ่านบันทกึ ฉบบั เตม็ ได้ท่ี : https://www.gotoknow.org/posts/628757 • 44 •
การบนั ทกึ ภาพวธิ ีคดิ ในสมุดคณิตศาสตร์ของนักเรยี น ชัน้ ๒ ทีม่ าจากโจทยแ์ รงบันดาลใจ “๔ เท่าของ ๕๐ รวมกับ ๔ เท่าของ ๒ เท่ากบั เทา่ ไรนะ” ของนกั เรียนคนทห่ี นง่ึ วธิ คี ิดของเดก็ หญิงนรมน ววิ ัฒน์ • 45 •
การบนั ทกึ ภาพวธิ ีคดิ ในสมุดคณิตศาสตรข์ องนักเรยี น ชั้น ๒ ทีม่ าจากโจทยแ์ รงบนั ดาลใจ “๔ เท่าของ ๕๐ รวมกับ ๔ เท่าของ ๒ เทา่ กับเทา่ ไรนะ” ของนกั เรียนคนทีส่ อง วธิ คี ดิ ของเด็กหญงิ รมิตา พรทาบทอง • 46 •
๔ภาค สร้างการปฏบิ ตั ิแในลบะกทาเรรียทนำ� คอยวาา่ มงลเขึกา้ ซใจงึ้ (Conducting Practicing and Deepening Lessons) หลงั จากที่ใหน้ ักเรียนเรยี นความรู้ใหม่ ครตู อ้ งคดิ ยุทธศาสตร์ และวธิ ีการต่างๆ เพื่อชว่ ย ใหน้ ักเรยี นของตนสามารถเรยี นรู้ไดอ้ ยา่ งเชอื่ มโยง และได้พัฒนาทกั ษะ กระบวนการใชค้ วามรูน้ ้นั ๙บทท่ี ฝึกปฏิบตั ิตามแบบแผน ๑๐บทที่ ตรวจสอบความเหมอื นความต่าง ๑๑บทท่ี ตรวจสอบความผิดพลาดในการใชเ้ หตผุ ล
๙บทที่ ฝกึ ปฏบิ ตั ติ ามแบบแผน ในการสร้างการปฏบิ ัติ และความเขา้ ใจในบทเรียนอย่างลึกซึง้ น้ี รอู้ ยา่ ง เดียวไม่พอ ต้องนำ� ไปใชเ้ ปน็ และใช้ได้อยา่ งคลอ่ งแคล่ว หลักการส�ำคัญของการฝึกปฏิบัติ ตอ้ งฝกึ บอ่ ยๆ จนคลอ่ ง และถงึ แมค้ ลอ่ งแลว้ กอ็ าจลมื ได้ จงึ ควรมกี ารซอ้ ม เพิ่มเตมิ ด้วย ข้อแนะนำน สำส คัญ ครูพึงคิดถึงสภาพความคิดในสมองนักเรียนอยู่ตลอดเวลา ทั้งในระหว่าง การสอนสาระโดยตรง ว่าหลังจากน�ำเสนอความรู้ใหม่แก่ศิษย์แล้ว สภาพ ความคิดหรือกระบวนการในสมองของนักเรียนคือ ข้ันการท�ำความเข้าใจ ความรนู้ นั้ ในมติ ทิ ลี่ กึ และเชอ่ื มโยงยงิ่ ขน้ึ เพอ่ื พฒั นาความคลอ่ งแคลว่ ในทกั ษะ และกระบวนการท่ีเก่ียวข้อง และเมื่อเกี่ยวข้องกับทักษะก็ย่อมต้องการการฝึก ปฏบิ ตั ิ ซงึ่ ครตู อ้ งเขา้ ใจความแตกตา่ งระหวา่ ง ความรเู้ ชงิ กระบวนการ (procedural knowledge) ซง่ึ นำ� ไปสทู่ กั ษะกบั ความรเู้ ชงิ ขอ้ เทจ็ จรงิ (declarative knowledge) ความรเู้ ชงิ ขอ้ เทจ็ จรงิ เปน็ สารสนเทศ (information) มหี ลากหลายรปู แบบ ขน้ั ตำ�่ สดุ คอื คำ� ศพั ท์ (terminology) ขนั้ ตอ่ ไปคอื ขอ้ เทจ็ จรงิ (facts) คำ� ศพั ทก์ บั ขอ้ เทจ็ จรงิ รวมกนั เปน็ รายละเอยี ด (details) ขน้ั ตอ่ ไปคอื การกลา่ วอยา่ งกวา้ งๆ (generalization) และ การกำ� หนดเปน็ หลกั การ (principles) และขน้ั สงู สดุ คอื พัฒนาเป็นแนวคดิ (concept) การฝึกปฏิบัติเป็นการฝึกความรู้เชิงกระบวนการ ไม่เก่ียวกับความรู ้ เชิงข้อเทจ็ จริง • 50 •
พัฒนาการของความรู้เชิงกระบวนการ มี ๓ ข้ัน คือ (๑) เข้าใจ (cognitive) (๒) เช่ือมโยง (associative) (๓) ใช้อยา่ งอตั โนมตั ิ (autonomous) • ขั้นเข้าใจ (cognitive stage) นักเรียนท�ำความเข้าใจ ทักษะ ยทุ ธศาสตร์ และกระบวนการ ของเรอ่ื งใดเรอ่ื งหนงึ่ เชน่ เรอื่ งกราฟแทง่ • ขั้นเชื่อมโยง (associative stage) นักเรียนฝึกวิธีเขียนกราฟแท่ง โดยจะต้องวเิ คราะหว์ า่ จะเขยี นอะไรก่อน อะไรหลัง • ขน้ั อตั โนมตั ิ (autonomous stage) นกั เรยี นสามารถเขยี นกราฟแทง่ ได้อยา่ งอัตโนมัติ ยทุ ธศาสตร์และรายละเอียดของครูในการฝกึ นักเรียนอย่างมีแบบแผน มดี งั นี้ ยุทธศาสตร์ รายละเอยี ด บอกโมเดล ครูท�ำตามขั้นตอนของทักษะ ยุทธศาสตร์ หรือกระบวนการ และกล่าวถึงแต่ละขั้นตอน ฝึกปฏบิ ตั ิโดยมีครู ออกมาดังๆ ชว่ ยแนะนำ� ครใู หน้ กั เรยี นฝกึ ปฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนทกี่ ำ� หนด เพอื่ ฝกึ ทกั ษะ ยทุ ธศาสตร์ หรอื กระบวนการ กำ� กบั อยา่ งใกลช้ ดิ ใหม่ โดยเริ่มจากทกั ษะ ยุทธศาสตร์ หรือกระบวนการจากงา่ ยไปสูย่ าก ครูให้นักเรียนฝึกทักษะ ยุทธศาสตร์ หรือกระบวนการใหม่ ในสถานการณ์ท่ีมีแบบแผน ฝกึ ปฏบิ ัตอิ ย่างมี แน่นอนโดยครูคอยสังเกตอย่างใกล้ชิด และคอยให้ค�ำแนะน�ำแก้ไขสิ่งที่นักเรียนยังปฏิบัติ แบบแผนบอ่ ยๆ ไม่ถกู ตอ้ ง ฝึกหลากแบบ ครูสาธติ วิธีการอย่างชดั เจน ในการปฏบิ ตั ทิ ักษะ ยุทธศาสตร์ หรือกระบวนการ ตามด้วย ฝึกใหค้ ล่อง การให้นักเรียนได้ฝึกทักษะบางส่วน หรือทักษะทั้งกระบวนการบ่อยๆ ในบรรยากาศท่ีมี ตวั อย่างผลงาน โอกาสสำ� เรจ็ สูง ฝกึ ก่อนทดสอบ ครูให้โอกาสนักเรียนฝึกทักษะหรือกระบวนการในสภาพท่ียากขึ้น นักเรียนมีโอกาสท�ำได้ ส�ำเร็จสูง แต่ตอ้ งใชค้ วามพยายามมากขึ้น ครูให้นักเรียนฝึกปฏิบัติเอง เพ่ือให้ปฏิบัติได้อย่างคล่องแคล่ว แม่นย�ำ เร็ว และเป็น อตั โนมตั ิ ในระหว่างการฝึก ครูให้ดูปัญหา หรือตัวอย่างผลงานท่ีมีผู้ท�ำมาก่อน เพ่ือให้นักเรียนได้ เข้าใจวิธกี ารทีถ่ กู ต้อง ครูจัดใหน้ ักเรยี นมชี ่วงเวลาฝึก และทบทวน เพือ่ เตรียมตัวสอบ • 51 •
พฤติกรรมของครูที่ดี *ครจู ะตอ้ งเตรยี มตวั วางแผนบทเรยี นอยา่ งดี โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ การเตรยี ม ตัวอย่างข้อความ และสาระอย่างอ่ืนที่มีความเหมาะสมต่อระดับความรู้และ ประสบการณเ์ ดมิ ของนกั เรยี นเพอื่ ใหแ้ บบฝกึ หดั มรี ะดบั ความยากงา่ ยเหมาะสม *ครูท่ีดีคือครูที่หมั่นสะสมข้อความ ส่ือ และวัสดุประกอบการสอนอยู่ ตลอดเวลา ค�ำถามเพ่ือการออกแบบกระบวนการของครู “ฉนั จะช่วยใหน้ ักเรียนได้ฝกึ ปฏบิ ัตติ ามแบบแผนได้อยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนฝกึ ปฏิบตั ิอย่างจริงจัง • นักเรยี นถามคำ� ถามเก่ียวกับวิธีการ • นักเรยี นมสี มรรถนะเพิ่มขึ้นในกระบวนการ • นักเรียนมีความม่ันใจมากขึ้นต่อการปฏบิ ัตกิ ระบวนการ • นักเรียนมีความคลอ่ งแคล่วเพม่ิ ขึ้นในการปฏิบตั กิ ระบวนการ ตดิ ตามอ่านบันทกึ ฉบับเต็มได้ที่ : https://www.gotoknow.org/posts/628839 • 52 •
โรงเรียนเพลินพัฒนามียุทธศาสตร์ในการสร้างการปฏิบัติ และการท�ำความเข้าใจในบทเรียน อย่างลึกซึ้ง ด้วยการให้นักเรียนท�ำกิจกรรมการเรียนรู้เชิงช้ันเรียนใน ๕ สัปดาห์แรก หลังจากน้ัน จึงให้ออกไปประยุกต์ใช้ความรู้ท่ีเรียนรู้มาจากชั้นเรียนด้วยการออกไปเรียนรู้ภาคสนาม พร้อมทั้ง เกบ็ ข้อมลู กลับมาประมวลความรู้และต่อยอดความรู้ดว้ ยการลงมือทำ� โครงงานสังเคราะหต์ ่อยอด สาระและทักษะส�ำคญั ๆ ทีน่ ักเรยี นในช่วงช้ันที่ ๒ (ระดับชัน้ ๔ – ๖) จะได้เรยี นรู้ มีดงั นี้ สาระส�ำคญั ทักษะส�ำคญั นเิ วศธรรมชาตแิ ละนเิ วศวัฒนธรรม การสรา้ งสรรค์และการแกป้ ัญหาในความหลากหลาย นเิ วศปา่ ชายเลนกับชวี ิตคนตามเส้นทางน้�ำ ความหลากหลายในเมืองและชนบท เดก็ หญงิ รมดิ า นพรตั นว์ งศ์ คณุ ภาพชีวติ ของสังคมเมืองและสงั คมชนบท นำ� เสนอโครงงานสังเคราะหต์ อ่ ยอด ภมู ศิ าสตรเ์ บอ้ื งตน้ จากการไปเรยี นรู้ภาคสนามท่ีสวน ดนิ และเกษตรรักษด์ นิ คณุ ลุงสุชล สุขเกษม ข้าวกบั ชาวเอเชยี อาคเนย์ การคดิ การใชเ้ หตผุ ลประกอบ การสรา้ งสรรคใ์ นความซบั ซอ้ น วิถกี ารผลติ สีเขยี วเพอื่ ความยั่งยืน พลังงานจากดวงอาทติ ย์ การคิด การสร้างสรรค์และการแก้ปัญหาเชิงระบบที่ซับซ้อน ภมู อิ ากาศ และในระบบเชงิ ซอ้ น ภูมิสงั คม – วฒั นธรรมในประเทศไทย กบั การทอ่ งเทย่ี วเชิงสร้างสรรค์ ภูมิสงั คม – วฒั นธรรมของไทยและเพื่อนบ้าน กับการท่องเทีย่ วเชิงสรา้ งสรรค์ • 53 •
เร่ืองเล่าจากห้องเรียน ในการเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับภูมิศาสตร์เบ้ืองต้น คุณครูวิ - วิสาขา ข่าทิพย์พาที และคุณครูปั๊กเป้า - ชยุต ขรุรัมย์ คุณครู ได้จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้นักเรียนช้ัน ๕ ได้ท�ำกิจกรรม เพื่อสร้างความเข้าใจในเร่ืองของการเกิดภูมิประเทศในแบบต่างๆ ด้วยการชมวีดิทัศน์ และศึกษาแบบจ�ำลองการกัดเซาะ พัดพาและ ทบั ถม ๓ มิติ เมื่อนักเรียนมีความรู้ความเข้าใจพ้ืนฐานเพียงพอแล้วครูได้ มอบโจทย์การบ้านเชิงโครงงานช้ินท่ี ๑ ท่ีนักเรียนต้องท�ำการศึกษา ขอ้ มลู การเกดิ ภเู ขา หบุ เขา ทร่ี าบสงู ทเ่ี กดิ จากแรงธรณจี ากชดุ ความรู้ ที่แสดงด้วยภาพโมเดลประกอบคำ� อธิบาย พรอ้ มทั้ง ๑) เขียนอธิบายเหตุผลพร้อมทั้งเขียนโมเดลแสดงการเกิด ภเู ขา หุบเขา ท่รี าบสูงทีเ่ กดิ จากแรงธรณี ๒) เขียนอธิบายเหตุผลพร้อมท้ังเขียนภาพประกอบแสดง การเกิดที่ราบเชิงเขา ที่ราบลุ่มน�้ำ และท่ีราบสามเหล่ียมปากแม่น�้ำ ท่ีเกิดจากการกระท�ำของวัฏจักรน�้ำกับแรงโน้มถ่วง เพื่อให้นักเรียน เขา้ ใจการเกดิ ภมู ิประเทศในรูปแบบต่างๆ อยา่ งชดั เจนด้วยตนเอง จากนน้ั จงึ ออกไปเรยี นรภู้ าคสนามยงั สถานทจี่ รงิ ทลี่ มุ่ นำ�้ เพชรบรุ ี ต้ังแต่ต้นน้�ำ กลางน�้ำและปลายน�้ำ แล้วกลับมาประมวลสรุปความรู้ ท่ีเกิดจากการการเชื่อมโยงความรู้ในชั้นเรียน การบ้านเชิงโครงงาน เข้ากับประสบการณ์จริงอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เกิดความคล่องแคล่ว จนกระทั่งสามารถน�ำทักษะการเขียนโมเดลการเกิดภูมิประเทศ ไปใช้ในการท�ำโครงงานสังเคราะห์ต่อยอดเรื่องการศึกษาลักษณะ ทางกายภาพของดนิ ตามเสน้ ทางของลำ� นำ้� ไดอ้ ยา่ งถกู ต้องแมน่ ย�ำ • 54 •
ภาพโมเดลการเกดิ ภมู ปิ ระเทศทน่ี ักเรยี นเขียนขน้ึ จากความเขา้ ใจ เจา้ ของผลงาน : เด็กหญงิ ดลพร คงเหมอื น • 55 •
๑๐บทที่ ตรวจสอบความเหมอื นความตา่ ง กระบวนการในตอนนเ้ี ปน็ การชว่ ยใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจความรเู้ ชงิ ขอ้ เทจ็ จรงิ (declarative knowledge) ชัดเจนและลึกซ้ึงขึ้น โดยตรวจสอบว่าส่ิงของ มีความเหมือนและความต่างอย่างไร ครูมีวิธีการได้มากมายที่จะให้นักเรียน ฝึกท�ำความเข้าใจเชิงลึกของความรู้เชิงข้อเท็จจริงโดยการเปรียบเทียบ ความเหมือนและความตา่ ง อยา่ งไรกต็ าม ยทุ ธศาสตรต์ รวจสอบความเหมอื นและความตา่ งน้ี ใช้ได้ ท้ังต่อความรู้เชิงข้อเท็จจริง และต่อความรู้เชิงกระบวนการ (procedural knowledge) ช่วงท�ำความเขา้ ใจ (cognition stage) ยุทธศาสตรแ์ ละวิธกี ารใหน้ กั เรียนตรวจสอบความเหมอื นและความตา่ ง มีดังนี้ ยุทธศาสตร์ วิธกี าร เติมคำ� ในช่องวา่ ง ครูให้นักเรียนเติมค�ำในประโยค เพื่อให้นักเรียนฝึกเปรียบเทียบและบอกความต่างของ คน สถานที่เหตุการณ์ หลักการ หรือกระบวนการ ตัวอย่างเช่น แมวคล้ายสิงโตเพราะ …. สรปุ แมวแตกตา่ งจากสิงโตเพราะ …. ครูให้นักเรียนบอกความเหมือนและความต่างของสองส่ิง โดยใช้เทคนิคเขียน ๓ คอลัมน์ ตอบค�ำถาม คอลัมน์ทางซ้ายเป็นลักษณะที่มีเฉพาะในสิ่งท่ีหนึ่ง คอลัมน์ทางขวาเป็นลักษณะ ที่มีเฉพาะ เชิงเปรียบเทียบ ในส่ิงที่สอง คอลัมน์กลางให้เขียนลกั ษณะรว่ มของทงั้ สองสิง่ แลว้ จงึ เขียนหน่งึ ประโยคทส่ี รุป Venn Diagram ความแตกตา่ ง ครตู ัง้ ค�ำถามง่ายๆ เช่น จงบอกว่า …. คล้ายและต่างจาก …. อย่างไร ให้นักเรยี นตอบสนั้ ๆ และชัดเจน ครูให้นักเรียนเขียนวงกลมซ้อนกันส่วนหน่ึง ให้เขียนส่วนท่ีต่างของส่ิงที่ต้องการเปรียบเทียบ ลงไปในวงกลมส่วนไมซ่ ้อนกัน และเขยี นสว่ นท่ีเหมอื นลงไปในส่วนท่วี งกลมซอ้ นกัน • 56 •
ยุทธศาสตร์ วธิ กี าร T-chart ครูให้นักเรียนเขียนรูปตัว T ตัวโตเต็มกระดาษท่ีบนหัวตัว T แต่ละข้างเขียนช่ือคน สิ่งของ สถานที่ เหตุการณ์ หลกั การ สิง่ หน่งึ ไว้ทางซา้ ย อกี สิง่ หนึ่งไวท้ างขวา แลว้ เขยี นรายละเอยี ด ลกั ษณะไวท้ างซา้ ยและขวาของตวั T ใตช้ อื่ แลว้ จงึ รวมรวมขอ้ ทเ่ี หมอื นและตา่ งระหวา่ งสองสง่ิ Double-bubble ครใู หน้ กั เรยี นเขยี นวงกลมใหญส่ องวงสองขา้ งหนา้ กระดาษ เวน้ ชอ่ งหา่ งกนั เขยี นลกั ษณะของ Diagram แต่ละสิ่งลงบนวงกลมแต่ละวง แล้วเขียนวงกลมเล็กระหว่างวงกลมใหญ่ เขียนความเหมือน ลงไป เขียนวงกลมเลก็ ขา้ งๆ แต่ละวงกลมใหญ่ เขียนลักษณะที่จ�ำเพาะของสง่ิ ในวงกลมใหญ่ ลงในวงกลมเลก็ นนั้ ๆ ตารางเปรยี บเทยี บ ครูให้นักเรียนตีตารางบนกระดาษ เขียนช่ือส่ิงที่จะเปรียบเทียบที่หัวคอลัมน์ ระบุประเด็น ท่ีต้องการเปรียบเทียบไว้ในคอลัมน์ซ้ายสุด ในแต่ละช่องเป็นแถวเรียงลงข้างล่าง เขียน รายละเอยี ดแตล่ ะประเดน็ ของแตล่ ะสง่ิ ลงในชอ่ งในแถวเดยี วกนั จนครบ แลว้ สรปุ ความเหมอื น และความตา่ ง ตารางจำ� แนกชนดิ ครทู ำ� ตารางเปน็ หลายคอลมั น์ และเขยี นชอื่ กลมุ่ สง่ิ ของไวด้ า้ นบน ใหน้ กั เรยี นชว่ ยกนั เขยี นชอ่ื สิง่ ของลงในแต่ละคอลัมน์ กุญแจความตา่ ง ครูให้นักเรียนบอก “กุญแจความต่าง” (dichotomous keys) ของสองส่ิงท่ีเหมือนกันมาก โดยให้บอกลักษณะของแต่ละสิ่งและเขียนไว้ จนไม่มีเพ่ิม แล้วจึงช่วยกันหาลักษณะท่ีเป็น ตัวส�ำคัญในการบอกวา่ เปน็ สิ่งหนึ่ง ไมใ่ ชอ่ ีกส่ิงหนง่ึ จดั กลมุ่ จับคู่ ครใู ห้สงิ่ ของมาจ�ำนวนหน่งึ ใหจ้ ัดกลุ่ม (sorting) คอื น�ำสงิ่ ของแต่ละช้ินแยกไปไวต้ ามชอื่ ชนิด และจ�ำแนกชนิด สงิ่ ของทกี่ ำ� หนดไว้ และจบั คู่ (matching) วา่ สง่ิ ของคู่ (หรอื หลายชนิ้ ) ใดทเี่ ปน็ อยา่ งเดยี วกนั แล้วให้นกั เรียนจำ� แนกชนิด (categorization) ของส่งิ เหล่านน้ั เปน็ สองหรือหลายกลุ่ม และ อธบิ ายเหตุผลของการจ�ำแนกกลมุ่ เปรยี บเทียบ ครูให้นักเรียนใช้ค�ำเปรียบเทียบ เช่น การบวกเลขเศษส่วนที่ตัวเลขส่วนต่างกันก็เหมือนรวม ส้มกบั แตงโม อปุ มาอุปมยั อุปมา (metaphor) เป็นการเปรียบเทียบส่ิงท่ีเปรียบเทียบกันไม่ได้ เช่น กล้าหาญด่ังสิงโต โงเ่ หมอื นลา เติมชอ่ งว่างใน ครเู ขยี นประโยคนำ� ตามดว้ ยประโยคทมี่ ชี อ่ งวา่ งใหน้ กั เรยี นเตมิ เชน่ “กลว้ ยคกู่ บั ออ้ ย เหมอื นครก ประโยคใหส้ อ่ื ความ คกู่ ับสาก กบคกู่ ับ… เหมือนปลาคู่กับ…” คล้ายประโยคนำ� แผนผังความ ครูลากเส้นขนานแนวระนาบสองเสน้ ห่างกันพอสมควรกลางหนา้ กระดาษ ใหน้ กั เรียนเขยี น คลา้ ยคลงึ สงิ่ ของคแู่ รกเหนอื เสน้ บนและเขยี นสงิ่ ของคหู่ ลงั ใตเ้ สน้ ลา่ ง แลว้ เขยี นคำ� อธบิ ายความคลา้ ยคลงึ ระหวา่ งสงิ่ ของสองค่ลู งบนกระดาษระหว่างเส้นทัง้ สอง • 57 •
ค�ำถามเพ่ือการออกแบบกระบวนการของครู “ฉนั จะชว่ ยใหน้ กั เรยี นรจู้ กั ตรวจสอบความเหมอื นและความตา่ งไดอ้ ยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • เขา้ ใจความเหมือนและความต่างของสง่ิ ท่ีน�ำมาเปรียบเทยี บกัน • ตง้ั คำ� ถามเกยี่ วกบั ความเหมอื นและความตา่ งของสงิ่ ทนี่ ำ� มาเปรยี บเทยี บ • อธบิ ายไดว้ า่ กจิ กรรมนช้ี ว่ ยทำ� ใหต้ นมคี วามรทู้ ล่ี กึ และเชอื่ มโยงขน้ึ อยา่ งไร ตดิ ตามอา่ นบันทกึ ฉบบั เตม็ ไดท้ ี่ : https://www.gotoknow.org/posts/628912 • 58 •
เร่ืองเล่าจากห้องเรียน หลังจากที่นักเรียนชั้น ๖ กลับจากการเรียนรู้ ภาคสนาม นักเรียนต้องท�ำการประมวลสรุปและ ถอดความรู้จากภาคสนาม โดยใช้ความรู้ท่ีได้รับจาก การทำ� โจทยก์ ารบา้ นเชงิ โครงงานและความรทู้ ไี่ ดร้ บั จาก ชั้นเรียนในสัปดาห์ท่ี ๑ ถึง ๕ เพ่ือน�ำความรู้ท้ังหมดน้ี ไปใชใ้ นการตอบโจทยโ์ ครงงานสังเคราะหต์ ่อยอด โจทย์โครงงานสังเคราะห์ต่อยอดประจำ� ภาคเรียน ฉนั ทะของนกั เรียนชั้น ๖ คือ สืบค้นศึกษาอธิบายพลังงานจากดวงอาทิตย์ท่ี มีผลต่อการกัดเซาะชายฝั่งทะเลในประเทศไทยหรือ ต่างประเทศมาอย่างน้อย ๑ แห่ง แล้วน�ำมาวิเคราะห์ ปจั จยั ของการกดั เซาะและลำ� ดบั ขน้ั ตอนของการแปรรปู พลังงานและขนาดของความเสียหายพยายามใช้ความ รู้ฟิสิกส์ที่ได้เรียนมาในการอธิบายให้มากท่ีสุดและ วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อเหมือนข้อต่างกับกรณีของ บา้ นขุนสมทุ รจนี • 59 •
• 60 •
ภาพ Venn Diagram แสดงความเหมอื นความตา่ งของปัจจัยการกัดเซาะ เปรยี บเทยี บระหวา่ งหาดบ้านขนุ สมทุ รจีน จ.สมทุ รปราการกบั หาดชลาทศั น์ จ.สงขลา เจา้ ของผลงาน : เด็กชายกฤตภาส เสรมิ ศรี • 61 •
๑๑บทท่ี ตรวจใสนอกบารคใวชาเ้ หมตผผุดิ ลพลาด การตรวจสอบความผิดพลาดในการใช้เหตุผล เป็นการฝึกท�ำความ เข้าใจตรรกะหรือการใช้เหตุผลอธิบายเรื่องต่างๆ ของตนเอง และของผู้อ่ืน เป็นการฝึกฝนทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking skills) ไปพร้อมๆ กันกับการท�ำความเข้าใจสาระเรื่องราวของความรู้ท่ีก�ำลังเรียน อยา่ งลกึ ซง้ึ และเชอ่ื มโยง สมรรถนะดา้ นการคดิ อยา่ งมเี หตผุ ลนเ้ี ปน็ สว่ นสำ� คญั ในความพรอ้ มตอ่ การเขา้ เรยี นมหาวทิ ยาลยั และตอ่ การทำ� งาน (college and career readiness - ดู http://www.epiconline.org/what-we-do/the- four-keys/) ยทุ ธศาสตร์และวิธีการใหน้ กั เรยี นตรวจสอบความผดิ พลาดในการใชเ้ หตุผล มดี งั น้ี ยุทธศาสตร์ วิธกี าร ตรวจสอบ ครูให้นักเรียนค้นหาและวิเคราะห์ข้อผิดพลาดของการใช้เหตุผลที่ผิด ข้อผิดพลาดของการ ขอ้ ผดิ พลาด ใช้เหตุผลท่ีผิด หมายถึงการให้เหตุผลอย่างถูกต้องน่าฟังแต่ไม่สนับสนุนข้อสรุป มีมากมาย ของเหตผุ ลท่ีผิด หลากหลายชนิด ได้แก่ ขัดแย้งกันเอง(contradiction) เกิดจากเหตุบังเอิญ (accident) อ้างเหตผุ ิด (false cause) และโต้แยง้ จากความไม่รู้ ตรวจสอบ ครูให้นักเรียนค้นหาและวิเคราะห์ข้อผิดพลาดในการจับจุดโต้แย้ง ข้อผิดพลาดในการจับจุด ขอ้ ผดิ พลาด โต้แย้งมักเกิดจากน�ำประเด็นบริบทแวดล้อมมาโต้แย้ง ไม่ได้น�ำเอาประเด็นหลักมาเป็น ในการจบั จดุ โตแ้ ยง้ จดุ โตแ้ ยง้ ตรวจสอบ ครูให้นักเรียนค้นหาและวิเคราะห์ความผิดพลาดในการอ้างอิง ซ่ึงมักเกิดจากการใช้ ขอ้ ผดิ พลาด แหลง่ อา้ งองิ ทม่ี อี คตขิ าดความนา่ เชอื่ ถอื เอาใจผมู้ อี ำ� นาจ เอาใจคนสว่ นมาก และสรา้ งอารมณ์ ในการอ้างองิ • 62 •
ยทุ ธศาสตร์ วิธกี าร ตรวจสอบ ครูให้นักเรียนค้นหาและวิเคราะห์ข่าวสารผิดๆ (misinformation) ซ่ึงมี ๒ ชนิดคือ ข้อผิดพลาด ทำ� ใหข้ อ้ เทจ็ จรงิ สบั สน และ ใชห้ ลกั การผดิ ๆ หรอื สรปุ เกนิ หลกั ฐานทมี่ ี (over-generalization) ในการใหข้ า่ วสาร ฝกึ ค้นหาการใช้ ครใู หน้ กั เรยี นฝกึ ปฏบิ ตั เิ พอ่ื ชว่ ยใหน้ กั เรยี นมที กั ษะในการคน้ หาขอ้ ผดิ พลาดในการอา้ งเหตผุ ล เหตผุ ลทผ่ี ิด โดยแบบฝึกหัดมักเป็น ครูบอกเรื่องราวส้ันๆ สองสามบรรทัด แล้วให้นักเรียนระบุเหตุผล ที่ผิดในข้อความน้ัน โดยอาจตอบแบบเลือกค�ำตอบท่ีถูก หรือจับคู่ค�ำถาม - ค�ำตอบ หรือ ให้พดู หรอื เขียนตอบ ค้นหาขอ้ ผดิ พลาด ครูน�ำเสนอเร่ืองราวในการโต้วาทีทางการเมือง การสัมภาษณ์ออกอากาศทางวิทยุโทรทัศน์ ในสอ่ื โฆษณา ประชาสัมพันธ์ บทความในหนังสือพมิ พ์ ข้อเขยี นในบล็อก หรอื แหลง่ อ่ืนๆ แลว้ ให้ นักเรียนคน้ หาและวิเคราะหก์ ารให้เหตผุ ลทผ่ี ดิ พลาด ตรวจสอบ ครูให้นักเรียนวิเคราะห์ข้อสนับสนุนการกล่าวอ้างเร่ืองใดเร่ืองหนึ่งโดยตรวจสอบเหตุผล ข้อสนับสนุน (grounds) ขอ้ มูลหลักฐานสนบั สนนุ (backing) และ ข้อสรุประดบั ความม่ันใจ (qualifiers) การกลา่ วอา้ ง ตอ่ การกล่าวอา้ งน้นั วนิ จิ ฉัยเหตุผล ครูให้นักเรียนฝึกประยุกต์ใช้การให้เหตุผลและข้อโต้แย้ง เพ่ือท�ำความชัดเจนและประเมิน และหลักฐาน ข้อโต้แย้งในเอกสาร ให้นักเรียนอ่านเอกสารแล้วระบุ ข้อเสนอ เหตุผลสนับสนุน ข้อมูล หลกั ฐานสนบั สนนุ และขอ้ โตแ้ ยง้ หรอื สนบั สนนุ นกั เรยี นตอ้ งวเิ คราะหแ์ ละตดั สนิ ความครบถว้ น แมน่ ย�ำ ถกู ต้องของแตล่ ะสว่ น ตรวจสอบขอ้ จำ� กดั ครใู หน้ กั เรยี นตรวจสอบและวเิ คราะหห์ าขอ้ ผดิ พลาดทางสถติ ทิ พ่ี บบอ่ ย ทใ่ี ชอ้ า้ งเพอ่ื สนบั สนนุ ทางสถติ ิ ข้อเสนอ ข้อผิดพลาดทางสถิติ ๕ ประการ ได้แก่ (๑) แนวโน้มสู่ค่าเฉล่ีย (regression toward the mean) (๒) conjunction (https://en.wikipedia.org/wiki/Conjunction_fallacy) (๓) base rates (https://en.wikipedia.org/wiki/Base_rate) (๔) the limits of extrapolation (https://en.wikipedia.org/wiki/Extrapolation) (๕) ความนา่ จะเปน็ (probability) ไมม่ คี วามจำ� ใช้ค�ำถามท่ีไม่เป็น ครูตงั้ คำ� ถามดว้ ยภาษาชาวบา้ น เพือ่ ใหน้ ักเรียนนึกถงึ ขอ้ ผิดพลาดในการใชเ้ หตผุ ลแบบต่างๆ ทางการ ใหน้ ักเรียนคน้ หาตอบแบบทันควัน เชน่ ให้หากรณีท่ใี ห้เหตุผลไมต่ รงหัวเรื่อง เตอื นให้ระวงั ครูรวบรวมข้อผิดพลาดของนักเรียนที่พบบ่อย แล้วครูกล่าวเตือนนักเรียนให้ระวัง ไม่ท�ำผิด ขอ้ ผิดพลาด ตามน้นั ฝึกนักเรยี นให้เอา ครชู ว่ ยใหน้ กั เรยี นสามารถทำ� งานยากและซบั ซอ้ นใหล้ ลุ ว่ งได้ โดยใหจ้ ติ ใจมสี มาธจิ ดจอ่ อยกู่ บั ชนะ สภาพใจไม่ งานท่ียังได้ผลไม่ชัดเจนอยู่อย่างต่อเนื่อง มุ่งพัฒนาความรู้และทักษะของตนในเรื่องน้ัน เอาจรงิ หรอื ใจไมส่ ู้ ก�ำหนดมาตรฐานความเป็นเลิศใหแ้ กต่ นเองโดยคอ่ ยๆ พฒั นาทลี ะข้ัน เอาใจใส่ความแม่นยำ� สง่ิ ยาก (habits of ความชัดเจน ระมัดระวังไม่ด่วนสรุป สร้างผลงานท่ีมีความต่อเนื่อง (cohesion) และ the mind) เชอื่ มโยงกนั (coherence) • 63 •
การท่ีครูท�ำหน้าที่ช่วยฝึกศิษย์ให้มีนิสัยสู้ส่ิงยากและนิสัยดีอื่นๆ นี้ (habits of the mind - http://www.chsvt.org/wdp/Habits_of_Mind.pdf) เป็นสิง่ ส�ำคญั ย่งิ ต่ออนาคตของศษิ ย์ ค�ำถามเพ่ือการออกแบบกระบวนการของครู “ฉนั จะชว่ ยให้นกั เรยี นตรวจสอบขอ้ ผดิ พลาดในการใชเ้ หตผุ ลได้อยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • หมนั่ ตรวจตราและแก้ไขขอ้ ผดิ พลาดของตน • หม่นั ตรวจตราขอ้ ผิดพลาดของผู้อ่นื • สามารถระบแุ ละยกตวั อยา่ งขอ้ ผดิ พลาดทพี่ บบ่อยทีเ่ ราอาจทำ� • บอกไดว้ า่ กจิ กรรมเหลา่ นชี้ ว่ ยใหต้ นเขา้ ใจสาระความรแู้ มน่ ยำ� ขน้ึ อยา่ งไร ติดตามอ่านบันทกึ ฉบับเตม็ ไดท้ ี่ : https://www.gotoknow.org/posts/629032 • 64 •
หมายเหตุสสำคัญ มองในมุมหนึ่งการฝึกทักษะท่ีได้น�ำเสนอเอาไว้ในภาค ๔ นี้จะช่วยให้นักเรียนได้ “ทักษะชีวิต” (life skills) ด้วย แนวทางฝึก habits of mind มีดงั ตอ่ ไปนี้ Habits of Mind สถานการณ์ คำ� ถามเพอื่ วเิ คราะห์ตนเอง มีสมาธิจดจ่อเมอื่ ยังไม่ได้ค�ำตอบ ทช่ี ดั เจน กำ� ลงั แก้ปัญหาท่ยี ากมาก ฉันล้มเลกิ เพราะไม่ได้คำ� ตอบ แก้ไขขอ้ จำ� กัดด้านความรู้ ในทันที ใช่หรอื ไม่ และ ทักษะของตนเอง กำ� หนดและพยายามบรรลุ ก�ำลงั ท�ำโครงการที่ยาก ฉันล้มเลิกเพราะต้องเรียนรู้ความรู้ เปา้ หมายความเปน็ เลศิ ทีต่ นต้ังขนึ้ และใชเ้ วลานาน และทักษะใหม่ เพอื่ ทำ� งานน้ีใช่ไหม มีขัน้ ตอนท่ยี กระดบั ข้ึนเร่ือยๆ มงุ่ ความแมน่ ย�ำ ก�ำลงั ท�ำโครงการที่ซบั ซ้อน ฉันได้ก�ำหนดลักษณะของผลผลิต แสวงหาความชดั เจน และใช้เวลายาว หรือผลงานทีค่ าดหวงั ตอ้ งใช้ ความพยายามทำ� ใหไ้ ดด้ ที ส่ี ดุ ไวห้ รอื ไม่ ไม่ดว่ นสรุป แสวงหาความตอ่ เนอ่ื งเชือ่ มโยง ก�ำลังท�ำโครงการท่ีซับซ้อนและใช้ ฉันได้แบ่งงานเป็นท่อนๆ ค่อยๆ (cohesion & coherence) เวลานาน ทำ� ใหส้ ำ� เรจ็ ลลุ ว่ งไปทลี ะทอ่ นหรอื ไม่ เหน็ ไดย้ ิน หรือเรียนส่ิงใหม่ ฉนั ไดต้ รวจสอบความแม่นยำ� ของสาระความรทู้ ่ีไดร้ บั หรือไม่ เห็น ได้ยิน หรอื เรียนสิ่งใหม่ ฉนั ไดต้ งั้ คำ� ถามเพอ่ื ตรวจสอบ ความแม่นย�ำของความเขา้ ใจ ของตนเองหรอื ไม่ ตอ้ งตดั สนิ ใจ หรอื สนองตอบบางเรอ่ื ง ฉนั ตระหนกั ไหมว่าไดป้ ฏบิ ตั ไิ ป โดยไมไ่ ดห้ ยดุ คดิ ไตรต่ รองใหร้ อบคอบ ก�ำลงั ทำ� งานทม่ี หี ลายชิ้นส่วน ฉนั กำ� ลงั ประกอบทกุ ชนิ้ สว่ นเขา้ ดว้ ย ประกอบกัน กนั เพอื่ ใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายรว่ มหรอื ไม่ • 65 •
๕ภาค สรา้ งบทเรยี นประยกุ ต์ใช้ความรู้ (Conducting Knowledge Application Lessons) ขนั้ ตอนประยุกต์ใชค้ วามรนู้ ี้ มเี ปา้ หมายเพือ่ ให้ นกั เรยี นท�ำการสรา้ งความร้ขู องตนเองข้ึนในสมอง ซง่ึ เป็นความรู้ทเ่ี กิดจากความเข้าใจของตนเอง โดยท่คี รตู ้องสนับสนนุ ให้นกั เรยี นได้ท�ำงานอยา่ งอิสระ ๑๒บทที่ น�ำนกั เรยี นเข้าสู่กจิ กรรม ท่ตี อ้ งใชค้ วามคิดซบั ซอ้ น ๑๓บทที่ ให้ทรพั ยากรและคำ� แนะนำ� ๑๔บทที่ สรา้ งและปกปอ้ งข้อเสนอ
๑๒บทที่ น�ำนกั เรียนเข้าสกู่ จิ กรรม ท่ีตอ้ งใช้ความคิดซบั ซอ้ น ยุทธศาสตรแ์ ละวิธีการให้นักเรยี นทำ� กจิ กรรมทซ่ี บั ซอ้ น มีดงั ตอ่ ไปน้ี ยทุ ธศาสตร์ วิธีการ กจิ กรรมทดลอง ครูให้นักเรียนท�ำกิจกรรมทดลองและสอบถาม เพื่อฝึกท�ำนาย ทดสอบ ตรวจสอบผล และสอบถาม ประเมินผลและไตร่ตรองสะท้อนคิดจากกระบวนการเพ่ือให้ได้ความเข้าใจท่ีซับซ้อน ทักษะที่ได้ฝึกคือ การสังเกต การทดลอง การสอบถามความเห็น และการสัมภาษณ์ เป็นเทคนิคเก็บขอ้ มลู กิจกรรมแกป้ ญั หา ครูให้นักเรียนท�ำกิจกรรมแก้ปัญหา เพื่อฝึกต้ังเป้าหมาย ตรวจสอบอุปสรรคหรือความ ยากล�ำบากในการบรรลุเป้าหมาย หาวิธีการแก้ปัญหาหลายวิธีและท�ำนายว่าวิธีการใด ที่มีโอกาสได้ผลดีท่ีสุด ทดสอบการท�ำนายนั้น ตรวจสอบผล ประเมินผลและไตร่ตรอง สะทอ้ นคดิ สรุปความรู้ท่ไี ด้ กจิ กรรมเพื่อตรวจสอบ ครใู หน้ กั เรยี นใชต้ รรกะ เพอ่ื ประเมนิ ประสทิ ธภิ าพของหลากหลายวธิ แี กป้ ญั หา นกั เรยี น ประสิทธิภาพของวธิ ี เปรยี บเทียบประสทิ ธผิ ลและประสิทธภิ าพของวธิ ีต่างๆ โดยใช้ความรู้ เกยี่ วกบั วธิ ีน้ันๆ แกป้ ญั หาหลากหลายวธิ ี กจิ กรรมตัดสินใจ ครใู ห้นักเรยี นทำ� กิจกรรมตัดสนิ ใจ เพอ่ื ฝกึ ค้นหาทางเลอื กต่างๆ วางแนวทาง (criteria) การตดั สนิ แตล่ ะทางเลอื ก แลว้ จงึ ประยกุ ตใ์ ชแ้ นวทางนนั้ ตอ่ แตล่ ะทางเลอื กและตดั สนิ ใจ กจิ กรรมสบื หาขอ้ เทจ็ จรงิ ครูให้นักเรียนใช้กิจกรรมสืบหาข้อเท็จจริงในการท�ำความเข้าใจหลักการ เหตุการณ์ ในอดีตหรือเหตุการณ์สมมติว่าอาจเกิดในอนาคต โดยให้ตรวจสอบว่ามีอะไรบ้างที่เป็น ท่ีรู้กันอยู่แล้วในเรื่องน้ัน อะไรท่ียังสับสนหรือเข้าใจไม่ตรงกัน แล้วพัฒนาทางออกท่ี เป็นไปได้ เพ่อื แกค้ วามสบั สนหรอื ความเขา้ ใจไม่ตรงกัน • 68 •
ยทุ ธศาสตร์ วธิ กี าร กิจกรรมการประดษิ ฐ์ ครูให้นักเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อบรรลุเป้าหมายจ�ำเพาะ แก้ปัญหา หรือท�ำให้มี วิธีการท่ีง่ายข้ึน นักเรียนคิดแบบท่ีตอบสนองความต้องการได้ดีที่สุดแล้วพัฒนาต้นแบบ ใหน้ ักเรียนออกแบบ และทดสอบต้นแบบเพอ่ื ดวู า่ สนองเป้าหมายไดด้ เี พียงใด มีสว่ นใดทตี่ อ้ งปรบั ปรุง กิจกรรมเอง ครใู หน้ กั เรยี นออกแบบกจิ กรรมทจ่ี ะชว่ ยใหเ้ ขา้ ใจเรอื่ งทกี่ ำ� ลงั เรยี นลกึ ซงึ้ ขน้ึ กจิ กรรมนนั้ เปน็ ทีส่ นใจของนักเรยี น และสนองเปา้ หมายการเรยี นร้ทู ่กี �ำหนดไว้ ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉันจะดึงการมีส่วนร่วมของนักเรียนในการท�ำกิจกรรมที่ต้องคิดซับซ้อน ไดอ้ ยา่ งไร” ค�ำถามที่นักเรียนตั้งข้ึนเพื่อสร้างการเรียนรู้ของตน • ฉนั ทำ� นายวา่ จะไดผ้ ลอะไร • ฉนั จะทดสอบคำ� ทำ� นายไดอ้ ยา่ งไร • หากคำ� ทำ� นายถกู ตอ้ ง ฉนั จะเหน็ อะไร • สง่ิ ทเี่ กดิ ขน้ึ จรงิ คอื อะไร • คำ� ทำ� นายของฉนั เปน็ จรงิ หรอื ไม่ • ความคดิ ของฉนั เปลย่ี นแปลงไปอยา่ งไร • ฉนั สามารถสรปุ อยา่ งนา่ เชอ่ื ถอื ไดว้ า่ อยา่ งไร พฤติกรรมของนักเรียน • นกั เรยี นตง้ั ใจทำ� กจิ กรรม ทต่ี อ้ งใชก้ ารคดิ อยา่ งซบั ซอ้ น • นกั เรยี นสามารถอธบิ ายขอ้ สรปุ ของตน • นกั เรยี นสามารถปอ้ งกนั ขอ้ สรปุ ของตน • นกั เรยี นสามารถสรา้ งสง่ิ ของจากกระบวนการคดิ อยา่ งซบั ซอ้ น ตดิ ตามอ่านบนั ทึกฉบับเต็มไดท้ ่ี : https://www.gotoknow.org/posts/629145 • 69 •
๑๓บทที่ ใหท้ รัพยากรและค�ำแนะน�ำ ยทุ ธศาสตร์และวธิ ีการใหท้ รพั ยากรและคำ� แนะน�ำ มีดังตอ่ ไปนี้ ยุทธศาสตร์ วิธีการ ใช้สเกลความเข้าใจ ครูให้นักเรียนใช้สเกลความเข้าใจหรือสเกลคะแนน ในการติดตามความก้าวหน้า หรือสเกลคะแนน ของตน สเกลนี้วัดความก้าวหน้าในการท�ำกิจกรรมที่ซับซ้อน ไม่ใช่วัดความเข้าใจ เนอื้ หาสาระทางวิชาการ ให้ทรัพยากร เมื่อครูให้นักเรียนท�ำกิจกรรมท่ีมีความซับซ้อน ครูจัดหาทรัพยากรส�ำหรับใช้ท�ำ กิจกรรมน้ัน เช่นบอกชื่อหนังสือ เว็บไซต์ วีดิทัศน์ ไดอะแกรมและอ่ืนๆ หรือ อาจต้องจดั หาโมเดล หรือวสั ดุส�ำหรับท�ำโมเดลให้ แจกเอกสารให้ขอ้ มลู ครูให้เอกสารท่ีเป็นข้อมูลประกอบการท�ำกิจกรรมท่ีต้องใช้ความคิดซับซ้อนและ ต่อเนื่องแก่นักเรียน เช่น เอกสาร Q&A ในการท�ำกิจกรรมชนิดน้ัน เพ่ือให้นักเรียน อา่ นยามสับสน สอนทกั ษะการวิจัย ครูสอนสาระโดยตรง ในเรือ่ งเทคนคิ การคน้ หาความรู้และสารสนเทศ สำ� หรับท�ำงาน ทีต่ อ้ งใช้ความคิดทซ่ี บั ซอ้ น ด�ำเนนิ การสอบถาม ครูสอบถามนักเรียน เพื่อติดตามความก้าวหน้า โดยครูอาจใช้ checklist หรือสเกล คะแนนเป็นแนวทาง แล้วชว่ ยให้นกั เรยี นวางแผนขน้ั ตอนต่อไป ครูเดินไปทัว่ หอ้ ง ครเู ดนิ ไปทวั่ หอ้ งในระหวา่ งเวลาทนี่ กั เรยี นทำ� กจิ กรรมทตี่ อ้ งใชค้ วามคดิ ซบั ซอ้ นเพอ่ื ให้ นักเรียนซกั ถามได้สะดวก ครูเก็บข้อมูลเพื่อประเมิน ครูต้งั คำ� ถามเชงิ formative เกยี่ วกับความรทู้ ีต่ อ้ งใช้ในการคิดอย่างซบั ซอ้ น เพื่อชว่ ย อย่างไมเ่ ป็นทางการ ให้นักเรียนไดร้ บั ทรัพยากรท่ีต้องการในขณะน้ัน ครใู หข้ อ้ มลู ป้อนกลับ ครูให้ความเห็นป้อนกลับเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการท�ำงาน และให้ค�ำแนะน�ำ (feedback) บางประเด็น เพอื่ ชว่ ยใหน้ ักเรยี นทำ� กิจกรรมไดส้ �ำเร็จ • 70 •
นี่คือการท�ำหน้าที่โค้ชชิ่ง หรือ scaffolding ของครู ซ่ึงจะต้องท�ำ อย่างพอเหมาะพอดี ไม่มากไม่น้อยไปและเหมาะสมตามกาละ โดยที่ครู ต้องเปดิ โอกาสให้นักเรียนไดท้ ำ� งานอย่างอสิ ระ เป้าหมายคือ นักเรียนต้องได้เผชิญความยากล�ำบาก แต่ก็ต้องไม่ยาก เกนิ ไปจน เกดิ ความทอ้ ถอย เพื่อใหเ้ กิดการเรยี นแบบ enhanced discovery ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉนั จะให้ทรพั ยากรและค�ำแนะน�ำไดอ้ ย่างไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนขอค�ำแนะนำ� จากครใู นการท�ำโครงการ • นักเรียนสามารถอธิบายได้ว่าความช่วยเหลือของครูช่วยให้ตน เกดิ ความส�ำเรจ็ ไดอ้ ยา่ งไร • นกั เรยี นทำ� งานทต่ี อ้ งใชค้ วามคดิ ซบั ซอ้ นอยา่ งจรงิ จงั และมกี ารปรบั ปรงุ ติดตามอา่ นบนั ทึกฉบบั เตม็ ไดท้ ี่ : https://www.gotoknow.org/posts/629324 • 71 •
เร่ืองเล่าจากห้องเรียน ในภาคเรยี นวริ ยิ ะ ปกี ารศกึ ษา ๒๕๖๐ มสี อ่ื การเรยี นรชู้ ดุ ใหมช่ ว่ ย มาช่วยให้นักเรียนชั้น ๖ ที่ก�ำลังเรียนรู้เรื่องปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง สามารถเข้าถงึ การเรยี นรู้ไดม้ ากย่งิ ขน้ึ กวา่ เดมิ ส่ือชุดน้ีคือตู้ก�ำเนิดคลื่นและกระแสน้�ำ ที่คุณครูตัง – พงศ์ศักด์ิ ตะวนั กาญจนโชติ ไดท้ ำ� การศกึ ษาหาวธิ สี รา้ งโมเดลจำ� ลองการแกป้ ญั หา การกัดเซาะชายฝั่ง ด้วยการท�ำตู้ก�ำเนิดคลื่นและกระแสน�้ำ เพื่อใช้ เป็นพ้ืนที่ท�ำการทดลองโดยให้นักเรียนน�ำแบบจ�ำลองอุปกรณ์ลดก�ำลัง คลื่นและกระแสน้�ำท่ีแต่ละกลุ่มสร้างขึ้น มาทดลองในตู้ก�ำเนิดคลื่น และกระแสน้�ำท่ีช่วยให้นักเรียนได้ท�ำการทดลองในกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์อย่างเป็นขั้นตอน สามารถควบคุมตัวแปรได้เป็นอย่างดี ท�ำให้สามารถสังเกตการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนได้ทุกระยะ และบันทึก ขอ้ มลู ไดอ้ ยา่ งละเอยี ดในทกุ ขน้ั ตอน อกี ทง้ั ยงั ใหค้ วามสนกุ และสามารถ ปรบั ปรงุ การทดลองใหด้ ีขึน้ ได้อยู่ตลอดเวลา • 72 •
นักเรียนก�ำลังเตรียมท�ำการทดลองผลงานการ “ออกแบบวิธีป้องกันและฟื้นฟู พื้นทชี่ ายฝั่งทะเล และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของบ้านขุนสมุทรจนี อยา่ งยัง่ ยืน” เดก็ หญิงพุทธิดา วงศาโรจน์ น�ำเสนอผล การทดสอบแบบจ�ำลองป้องกันการกัดเซาะ ชายฝั่งทสี่ มาชกิ ในกลุ่มร่วมกนั คิดขนึ้ ปัจจัยความสสำเร็จ การเรยี นรู้ท่ีมากขึน้ น้ีเกิดขึ้นจากการทน่ี ักเรียนมีส่ือ การเรยี นรู้ท่ีเหมาะสมและมีประสทิ ธิผลดี • 73 •
๑๔บทท่ี สร้างและปกปอ้ งขอ้ เสนอ ยทุ ธศาสตรแ์ ละวิธีการสรา้ งและปกป้องข้อเสนอ มดี ังตอ่ ไปนี้ ยุทธศาสตร์ วิธกี าร แนะนำ� หลกั การของ ครูแนะน�ำหลักของการสร้างข้อเสนอ (claim) และเหตุผลสนับสนุน (support) การสรา้ งขอ้ เสนอ ใหแ้ กน่ ักเรียน ขอ้ เสนอคือส่ิงทีเ่ ราเชือ่ วา่ เปน็ จริง และเหตผุ ลสนบั สนุน นำ� เสนอโครงสร้าง เมอื่ นกั เรยี นเขา้ ใจหลกั การทว่ั ไปของขอ้ เสนอ และเหตผุ ลสนบั สนนุ แลว้ ครแู นะนำ� อยา่ งเปน็ ทางการของ ให้ร้จู ักโครงสร้างทีเ่ ปน็ ทางการ เชน่ ขอ้ สนบั สนนุ ประกอบดว้ ย ๓ ส่วนคอื เหตผุ ล ขอ้ เสนอและเหตผุ ลสนบั สนนุ (grounds) หลกั ฐานสนบั สนนุ (backing) และขอ้ สรปุ ความมนั่ ใจในขอ้ เสนอ (qualifiers) สรา้ งข้อเสนอ (claim) ครทู ำ� หน้าที่แนะหรอื บอกโอกาส ให้เหตผุ ล (grounds) ครแู นะน�ำใหน้ กั เรียนเขียนข้อเสนอ ต่อด้วย “เพราะวา่ ” (because) ประโยคหรอื วลีหลังคำ� “เพราะวา่ ” คือเหตผุ ลสนบั สนนุ ให้หลักฐานสนบั สนุน ครูแนะน�ำให้นักเรียนระบุหลักฐานสนับสนุน โดยแนะน�ำให้นักเรียนรู้จักหลักฐาน (backing) ๓ แบบ คือ (๑) ความเห็นของผู้เช่ยี วชาญ (๒) ผลงานวจิ ัย (๓) ขอ้ เทจ็ จริง สร้างข้อสรปุ ความม่ันใจ ครูแนะน�ำนักเรียนให้เก็บข้อมูลท่ีเป็นหลักฐานของข้อเสนอ แล้วจ�ำแนกหลักฐาน ในขอ้ เสนอ ออกเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มสนับสนุนข้อเสนอ กับกลุ่มท่ีไม่สนับสนุนข้อเสนอ แล้วใช้หลักฐานกลมุ่ ท่สี องในการสร้างข้อสรปุ ความมนั่ ใจในขอ้ เสนอ นำ� เสนอข้อเสนออยา่ งเป็น ครูให้นักเรียนน�ำเสนอข้อเสนอของตน ท้ังเสนอเป็นข้อเขียนและเสนอด้วยวาจา ทางการ ตอ่ ชนั้ เรยี น ซงึ่ จะเปดิ โอกาสใหเ้ พอื่ นซกั ถามหรอื โตแ้ ยง้ อนั จะเพม่ิ ระดบั ความเขา้ ใจ ในความรู้นนั้ ๆ • 74 •
ในบทเรียนน้ีนักเรียนจะได้เรียนรู้ว่าข้อเสนอ (claim) แตกต่างจาก ข้อเท็จจริง (fact) นักเรียนจะได้ฝึกทักษะการน�ำความรู้มาใช้อย่างซับซ้อน เพื่อพัฒนาข้อเสนอท่ีมีเหตุผลสนับสนุน ตามด้วยข้อมูลหลักฐานยืนยัน และ มีข้อสรุประดับความม่ันใจที่สมเหตุสมผลโดยท่ีทั้งสี่ส่วนมีความต่อเนื่อง และเชอื่ มโยงกัน ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉนั จะชว่ ยใหน้ กั เรยี นสรา้ งขอ้ เสนอและปกปอ้ งขอ้ เสนอของตนไดอ้ ยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นกั เรียนสามารถสร้างขอ้ เสนอจากความคิดที่ซับซอ้ น • นักเรยี นสามารถให้เหตุผลสนับสนนุ ได้ • นกั เรียนสามาถใหข้ อ้ มลู หลักฐานสนบั สนุนเหตุผล • นกั เรยี นสามารถให้ขอ้ สรปุ ระดับความเชื่อม่นั ตอ่ ขอ้ เสนอ • นักเรียนสามารถบอกได้ว่าการฝึกสร้างข้อเสนอ และการให้เหตุผล และข้อมูลหลักฐานสนับสนุน ช่วยให้ตนมีทักษะในการเรียนอย่างลึก และจรงิ จัง ตดิ ตามอ่านบันทกึ ฉบบั เต็มไดท้ ่ี : https://www.gotoknow.org/posts/629418 • 75 •
เร่ืองเล่าจากห้องเรียน ในภาคเรยี นวริ ยิ ะนกั เรยี นชนั้ ๖ ไดเ้ รยี นรเู้ รอื่ งราวเกยี่ วกบั “ภมู อิ ากาศ : การคดิ การสรา้ งสรรค์ และการแก้ปญั หาเชิงระบบท่ซี บั ซอ้ น” ครมู อบหมายงานใหน้ กั เรยี น ๑) สบื คน้ เรอ่ื งราวของภยั พบิ ตั ทิ เี่ กดิ จากฤดกู าล เชน่ พายุ นำ�้ ทว่ ม ภยั แลง้ ภาวะหนาวจดั ภาวะ ร้อนจัด ฯลฯ ในโลกนี้มาอย่างน้อย ๒ แห่ง และเขียนเปรียบเทียบสาเหตุ ความรุนแรง และวิธีการ ป้องกันของแตล่ ะแหง่ ๒) อ่านเอกสารชุดความรู้เกี่ยวกับการงอกและการหายไปของชายฝั่ง และข้อมูลเก่ียวกับ บ้านขนุ สมุทรจนี จากนนั้ ๒.๑ ใหน้ ำ� สมมตฐิ านทไ่ี ดจ้ ากภาคสนามของภาคฉนั ทะเกยี่ วกบั สาเหตขุ องการกดั เซาะชายฝง่ั บ้านขนุ สมุทรจีนมาทบทวนและปรับปรงุ ใหมใ่ ห้มีความรอบคอบมากขนึ้ กว่าเดมิ ๒.๒ ออกแบบวธิ ีพสิ ูจน์สมมตฐิ านน้นั อย่างสมเหตุสมผล ๓) ศึกษาแนวทางการป้องกันและฟื้นฟูพ้ืนท่ีชายฝั่งทะเลบ้านขุนสมุทรจีนของนักเรียนช้ัน ๖ รุ่นที่แล้วประกอบกับการศึกษาหลักการและแนวทางที่ โครงการศึกษาบูรณาการเชิงพ้ืนที่เพ่ือการ แก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล จังหวัดสมุทรปราการ : กรณีศึกษาน�ำร่องเพื่อการออกแบบ ณ บ้านขุนสมุทรจีน ต.แหลมฟ้าผ่า อ.พระสมุทรเจดีย์ ได้เคยท�ำการศึกษาวิจัยไว้เมือปี ๒๕๕๒ และวิเคราะห์จุดแขง็ -จดุ อ่อน ของวธิ ีการเหลา่ นน้ั หลงั จากทน่ี กั เรยี นทำ� ชนิ้ งานทไ่ี ดร้ บั มอบหมายเสรจ็ สมบรู ณแ์ ลว้ นกั เรยี นตอ้ งปฏบิ ตั ภิ ารกจิ ตอ่ ไป น่ันคอื การศกึ ษาและประเมินผลโครงการทมี่ อี ยใู่ นพ้นื ท่ี ดว้ ยการลงไปเรียนรใู้ นพื้นท่ีจริง เม่ือกลับจากการไปภาคสนามแล้ว นักเรียนต้อง “ออกแบบวิธีป้องกันและฟื้นฟู พ้ืนท่ีชายฝั่งทะเล และสภาพแวดล้อมทาง ธรรมชาติของบ้านขุนสมุทรจีนอย่างย่ังยืน” ดว้ ยการศึกษาผลงานของรุ่นพีท่ ่เี คยทำ� เอาไว้ ก่อนหน้านี้ และพฒั นาใหด้ ีขึ้นกว่าเดิม ภารกจิ สดุ ทา้ ยคอื นำ� เสนอผลงานในวนั เด็กหญงิ ภทั รดิ า เขยี วเม่น กำ� ลังนำ� เสนองานผลงานการ “ช่ืนใจ...ได้เรียนรู้” รับฟังข้อเสนอแนะและ “ออกแบบวธิ ปี อ้ งกันและฟ้ืนฟูพืน้ ทชี่ ายฝงั่ ทะเล และสภาพแวดลอ้ ม ตอบข้อซักถามของคณะวิทยากรท่ีท�ำงาน อนุรักษ์ชายฝั่งอยู่ในพื้นท่ีบ้านขุนสมุทรจีน ทางธรรมชาติของบา้ นขนุ สมุทรจนี อยา่ งย่ังยืน” ของกลมุ่ รวมถึงผู้สนใจที่มาร่วมรับฟังการน�ำเสนอ เมื่อภาคเรียนวริ ยิ ะ ปกี ารศึกษา ๒๕๕๙ ในวนั นน้ั • 76 •
๖ภาค สร้างการเรียนรสู้ ู่การเปล่ียนแปลง ดว้ ยยุทธศาสตรท์ ีป่ รากฏ ร่วมอยู่ในการเรยี นรทู้ กุ รปู แบบ (Using Strategies That Appear in All Types of Lessons) การเรียนรู้คอื กระบวนการเพิ่มความรู้ใหมเ่ ข้าไปผสม กับความร้เู ดมิ แต่ เพราะความรู้ใหมก่ ับความรเู้ ดิม ไมเ่ หมอื นกัน ดงั นัน้ จงึ ตอ้ งเกดิ กระบวนการ ผสมผสานหรอื บรู ณาการความรอู้ ยา่ งซับซอ้ น
๑๕บทที่ การเริม่ ต้นบทเรยี น ๑๖บทท่ี เนน้ ท่ีความรูส้ �ำคญั ย่งิ ยวด ๑๗บทท่ี ทบทวนเน้อื หาสาระ ๑๘บทท่ี แก้ไขความรู้ ๑๙บทท่ี ไตร่ตรองสะทอ้ นคิดขอ้ เรยี นรู้ ๒๐บทที่ ใหก้ ารบ้านทีม่ ีเป้าหมายชัดเจน ๒๑บทที่ ขยายความความรู้ ๒๒บทท่ี จดั ระบบความสมั พนั ธ์ของนกั เรยี น
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250