Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หนังสือศาสตร์และศิลป์ของการสอน

หนังสือศาสตร์และศิลป์ของการสอน

Published by Plaifa Amornrattakun, 2019-06-26 14:22:26

Description: หนังสือศาสตร์และศิลป์ของการสอน

Search

Read the Text Version

หมายเหตุสสำคัญ กิจกรรมตามยุทธศาสตร์ในตารางข้างบน มีผลส�ำคัญ ๓ ประการคือ (๑) ช่วยให้ครูรู้จักนักเรียน (๒) ช่วยให้นักเรียนรู้จักเพื่อนนักเรียนด้วยกัน และ (๓) ช่วยให้นักเรยี นร้จู ักตนเองมากขึ้น ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉันจะแสดงออกว่าตนเข้าใจพ้ืนฐานและความสนใจของนักเรียน ได้อย่างไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นกั เรียนบอกว่าครูรู้จักนกั เรียน และสนใจนักเรียน • นักเรยี นตอบสนองเมอ่ื ครูแสดงวา่ รู้จกั พน้ื ฐานและความสนใจของตน • นักเรียนบอกวา่ ครูเห็นคณุ คา่ ของตน • นักเรยี นบอกวา่ รูจ้ กั เพือ่ น ติดตามอ่านบันทกึ ฉบับเตม็ ได้ที่ : https://www.gotoknow.org/posts/632285 • 180 •

เร่ืองเล่าจากห้องเรียน คุณครูเปีย - วรรณวรางค์ รักษทิพย์ ครูผู้สอนหน่วยวิชามานุษ และสงั คมศกึ ษา ชนั้ ๕ พบการเปลยี่ นแปลงทเี่ กดิ ขน้ึ ในตวั เองอยา่ งสำ� คญั คอื “การเปลย่ี นเปน็ ครทู เี่ ชอ่ื ในตวั เดก็ โดยเชอ่ื วา่ เดก็ แตล่ ะคนจะสามารถ เป็นบันไดที่เก้ือหนุนสู่การเรียนรู้ข้ันสูงให้แก่กันและกันได้” หลังจากที่ได้ สรา้ งการเรยี นรทู้ มี่ คี วามหมายโดยใชว้ ธิ ี “เพอ่ื นชว่ ยเพอ่ื น”ใหก้ บั นกั เรยี น ในช้ันเรียนของตวั เอง ภาคเรยี นจติ ตะ ฉนั ไดพ้ บกบั ปรากฏการณเ์ กย่ี วกบั อทิ ธพิ ลของสงั คม เพอ่ื นทน่ี า่ สนใจจากเหตกุ ารณท์ ฉี่ นั ไมไ่ ดว้ างแผนไว้ เนอ่ื งจากในภาคเรยี นน้ี ปลายทางของการเรียนรู้ของเด็กคือการท�ำโครงงานสังเคราะห์ต่อยอด แลว้ นำ� เสนอผา่ นการนำ� เสนอ “เผยตน” ซงึ่ เปน็ การนำ� เสนอประสบการณ์ การทำ� งานและการเรยี นรู้แบบรายบคุ คล ในช่วงของการท�ำโครงงานสังเคราะห์ต่อยอด ฉันรู้สึกเหน็ดเหน่ือย กับการให้ข้อเสนอแนะแก่เด็กในประเด็นท่ีพวกเขาผิดพลาดจุดเดียวกัน ซ้�ำแล้วซ�้ำเล่า และย่ิงพบกับเด็กเรียนอ่อน ฉันย่ิงรู้สึกถอดใจท่ีจะต้อง พดู ยำ้� เรอ่ื งเดมิ ฉนั มองยอ้ นกลบั ไปทม่ี มุ มองของตนเองในเวลานนั้ ฉนั กไ็ ด้ พบว่า ฉันได้แบ่งเด็กเป็นสามกลุ่มไว้ในใจ ได้แก่ เด็กท่ีเรียนรู้ไว เด็กที่ เรียนรู้ช้า และเด็กกลุ่มกลางท่ีอาจถูกจัดไปอยู่ในกลุ่มบนหรือกลุ่มล่าง กไ็ ด้ตามแตป่ ัจจยั สนบั สนุน ในหว้ งเวลาที่กำ� ลังรสู้ กึ เหนอื่ ยลา้ นน้ั ฉนั ได้เกิดความคดิ ว่า ฉันควร ลดบทบาทในการพูดสอนย้�ำเรื่องเดิมของตนเองลง แล้วขอฟังเด็กๆ น�ำเสนอ โดยเด็กเป็นผู้คิดสะท้อน ถกเถียง เพ่ือตรวจสอบคุณภาพงาน ซ่ึงกันและกันดบู า้ ง • 181 •

กระบวนการเรมิ่ จากเมอื่ เดก็ ๆ มาสง่ งาน ฉนั จะใหพ้ วกเขามาพรอ้ มกนั ๓ คน ในกลุ่มเด็กๆ ทั้ง ๓ คนน้ัน หากมีหัวข้อโครงงานที่ใกล้เคียงกัน ก็จะส่งผลให้พวกเขาเห็นจุดผิดพลาด หรือจุดเด่นในงานของตนเอง อย่างชดั เจนขึน้ จากการเปรยี บเทยี บ และหากเด็กทัง้ ๓ คนมหี วั ข้อโครง งานท่ีต่างกัน พวกเขาจะรู้สึกสนุกจากการได้เปิดมุมมองใหม่เนื่องจาก ช้ินงานของเพือ่ นมหี ลักคดิ ต่างไปจากตน กระบวนการลดบทบาทครูเพิ่มบทบาทเพื่อนเริ่มจาก ครูประเมิน เบ้ืองต้นว่า ในกลุ่มเด็กๆ ทั้ง ๓ คนนั้น ใครท่ีเป็นเด็กหัวไว ครูจะให้ เด็กคนนั้นได้น�ำเสนอก่อน (การเลือกเด็กนั้นจะต้องไม่ท�ำให้เด็กที่เหลือ รู้สึกว่าเขาด้อยกว่าเพ่ือนคนแรก) โดยเร่ิมจากให้เด็กๆ บอกเพ่ือนว่า เขาสนใจประเด็นปัญหาเชิงโครงงานเร่ืองอะไร และแนวทางที่เด็กแต่ละ คนจะใช้ในการแก้ปัญหาคืออะไร การพูดน�ำเสนอนั้นมีเง่ือนไขเพียงว่า ตอ้ งสอื่ สารใหเ้ พอื่ นอกี ๒ คนและครเู ขา้ ใจตรงกนั จากนนั้ ครจู ะใหเ้ พอ่ื น ท่ีเหลือได้บอกจุดเด่น จุดท่ีเพื่อนต้องพัฒนาต่อในเรื่องที่น�ำเสนอ และ ใหค้ ำ� แนะนำ� ดา้ นความรหู้ รอื การท�ำงานแก่เพ่อื น กระบวนการสะทอ้ นงานเพอ่ื นนี้ ครยู ำ�้ ใหเ้ ดก็ ๆ พดู ทลี ะคน ฟงั ทลี ะคน แต่ในการสนทนาท่ีเกิดข้ึนจริงกลับด�ำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ การมี เดก็ ๆ ๓ คนทำ� ใหเ้ กดิ การถกเถยี ง การโนม้ นา้ วดว้ ยเหตผุ ล การประเมนิ คา่ นำ้� หนกั ความคดิ เหน็ ของสมาชกิ ซงึ่ มจี ำ� นวนเปน็ เลขค่ี เดก็ ๆ รสู้ กึ สนกุ ท่จี ะไดเ้ ปน็ “คณุ ครู” ของกันและกนั ฉันพบวา่ “กระบวนการเชงิ สงั คม” ทเ่ี กิดขนึ้ ควบค่ไู ปกบั “การเรียนร้”ู มดี งั นี้ การพดู การสนทนา การประเมินคา่ พดู นำ� เสนอหวั ข้อ อภิปราย ถกเถียง และการตัดสนิ ใจ ปญั หาเชงิ โครงงาน โน้มนา้ วเชงิ เหตผุ ล พิจารณาและตัดสนิ ของตนใหเ้ พือ่ นและ เก่ยี วกับจดุ เดน่ ใจเลือกความคิดเห็น ครเู ขา้ ใจตรงกนั จดุ ทคี่ วรพฒั นา ทเ่ี ป็นประโยชนต์ อ่ และข้อเสนอแนะ การท�ำงานของตน ผังแสดง “กระบวนการเชิงสังคม” ทเี่ กิดขึน้ ควบค่ไู ปกับ “การเรยี นร้”ู • 182 •

บทสนทนาจากการรวมกลุ่มของเด็ก ๓ คน ช่วยเปิดโลกท�ำให้ฉัน ไดเ้ กิดการเรียนรูใ้ หม่ ดงั นี้ ฉันพบว่า เด็กทุกคนสามารถเติมเต็มผลงานให้เกิดความสมบูรณ์ ซ่ึงกันและกันได้ โดยในสถานการณ์ของการสนทนาน้ัน เป็นสภาวะของ “การพึง่ พา” ทไี่ มเ่ ห็นชดั ว่าใครเก่งกว่าใคร ส�ำหรับกลุ่มเด็กเรียนเช้าน้ัน ปัญหาส�ำคัญที่ฉุดร้ังเด็กกลุ่มนี้ให้ ท�ำงานในขั้นต่อไปไม่ได้คือ ความสับสนเก่ียวกับการเช่ือมโยงระหว่าง งานท่ีต้องท�ำกับเงื่อนไขเชิงคอนเซ็ปต์ของโจทย์โครงงาน การสอน เด็กกลุ่มนี้ด้วยการบอกให้ท�ำน้ันแทบไม่เกิดประโยชน์เลย ท�ำให้ฉัน ตระหนักว่าบางคร้ัง การสอนส่ังเป็นสิ่งเสียเวลาเปล่า แต่วิธีของการ เรียนรู้จากตัวอย่าง (model) งานเพ่ือน โดยการเห็นตัวอย่างหลายแบบ ซ�้ำหลายๆ ครั้ง กลับท�ำให้เด็กเกิดความเข้าใจจากสิ่งท่ีเป็นรูปธรรม ไปสู่คอนเซ็ปต์แบบนามธรรมได้อย่างรวดเร็ว และปรับใช้ความเข้าใจ ดงั กลา่ วเปน็ รปู แบบงานของตนเองได้ เดก็ กลมุ่ นจี้ ะสามารถกลบั ไปทำ� งาน ของตนเองตอ่ ได้เมอ่ื เขาเขา้ ใจวา่ ต้องทำ� อะไรจากภาพตัวอยา่ งทช่ี ัดเจน ส่ิงท่ีชวนต่ืนเต้น คือ ฉันพบว่ากลุ่มท่ีสร้างแรงบันดาลใจแก่กัน และกันได้อย่างดีมาก คือกลุ่มที่เด็กๆ ๓ คน ต่างมีความเชี่ยวชาญ หรือความรู้กันคนละด้าน และความรู้ความเช่ียวชาญเฉพาะด้านของ แต่ละคนนั้น ช่วยให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์อย่างมากแก่งาน ของเพอื่ น ตวั อยา่ งของกรณนี ค้ี อื เดก็ ชายคนหนงึ่ ตอ้ งการสรา้ งนวตั กรรม เครื่องสีข้าวที่ไม่ใช้พลังงานเชื้อเพลิง และสามารถเก็บแกลบข้าว ร�ำข้าว หมุนเวียนกลับมาผลิตใหม่ ส่ิงที่เขาขาดคือ ความรู้เกี่ยวกับกลไก การท�ำงานของเคร่ืองสีข้าว เด็กผู้ชายอีกคนในกลุ่มมีความรู้ในเรื่อง ดังกล่าว และสามารถช่วยเขาออกแบบเคร่ืองสีข้าวที่มากประโยชน์ ตามที่เจ้าตัวต้ังใจไว้ ท�ำให้เขารู้สึกภูมิใจอย่างมากท่ีส่ิงท่ีคิดได้ปรากฏ เปน็ นวตั กรรมทม่ี ีความเป็นไปได้จรงิ • 183 •

การจัดกระบวนการกลุ่มเพื่อนช่วยเพ่ือน ยังช่วยเปล่ียนพฤติกรรม การเรยี นรขู้ องเดก็ คนหนง่ึ ไดอ้ กี ดว้ ย กอ้ ง – เดก็ ชายภาคนิ ประภาสะวตั เพ่ิงเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของห้อง ๕/๔ มีบุคลิกข้ีอาย พูดน้อยและ พูดเสียงเบา หลกั จากร่วมกระบวนการเพอ่ื นชว่ ยเพื่อน คำ� ถามของเพอ่ื น ทำ� ให้กอ้ งใช้เวลาช่วงเย็นสบื ค้นข้อมลู เพ่มิ ข้นึ เพือ่ ตอบคำ� ถามเพือ่ นให้ได้ เม่ือก้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการท�ำงานของครกกระเด่ือง พลังน้�ำจนรู้สึกว่าตนเป็นผู้เช่ียวชาญแล้วน้ัน เขาได้อาสาอยู่โรงเรียน ตอนเย็นเพ่ือช่วยอธิบายข้อมูลแก่เพื่อนๆ ที่ประสบปัญหาไม่เข้าใจ หลักการท�ำงานของครกกระเด่ือง และในภาคเรียนต่อมา ก้องกลายเป็น เด็กที่พูดเสียงดังข้ึน กล้าโต้แย้งและแสดงจุดยืนในสิ่งที่เขาไตร่ตรองแล้ว วา่ ไมเ่ หน็ ดว้ ย และในภาคเรยี นวมิ งั สากอ้ งไดเ้ ปน็ ผนู้ ำ� กลมุ่ ทำ� งานโครงงาน แมว้ ่าเขาจะเป็นผ้นู ำ� หน้าใหมท่ ย่ี ังตอ้ งได้รับการสนับสนนุ อกี มาก แตก่ ้อง ก็ได้เปลี่ยนจุดยืนมาสู่ผู้น�ำแล้วในท่ีสุด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการ เรียนรู้ของก้องท�ำให้ฉันเห็นว่า วงจรการคิดสะท้อนและประเมินตน อยา่ งตอ่ เนือ่ งไดเ้ กดิ ขน้ึ ในตัวเดก็ แล้ว นอกจากน้ี การสนับสนุนให้เด็กอ่อนได้มีโอกาสสอนเพื่อนยังเป็น การเสริมสร้างความม่ันใจแก่เด็ก ฉันพบว่าแม้แต่เด็กเรียนอ่อนที่สุดก็ ยงั อยากมีโอกาสได้ถา่ ยทอดความรแู้ ก่เพือ่ นด้วยความภาคภูมิใจ วธิ กี ารหนงึ่ ทฉ่ี นั คน้ พบคอื ครจู ะตอ้ งเขา้ ไปชว่ ยเหลอื คนทเี่ รยี นรไู้ วกอ่ น จากนนั้ จงึ สง่ เสรมิ ใหค้ นทเ่ี รยี นรไู้ วไปชว่ ยเพอื่ นทเ่ี รยี นรชู้ า้ อยา่ งเปน็ หว่ งโซ่ และในครงั้ หนา้ ครคู วรสรา้ งสถานการณท์ เ่ี ขา้ ขา้ งคนทเ่ี รยี นรชู้ า้ ใหส้ ามารถ ช่วยเพื่อนคนอ่ืนๆ เป็นลำ� ดบั แรกๆ บ้าง การเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนในตัวฉันอย่างส�ำคัญคือ ฉันกลายเป็นครู ท่ีเช่ือในตัวเด็ก โดยเช่ือว่าเด็กแต่ละคนจะสามารถเป็นบันไดที่เก้ือหนุน สู่การเรียนรู้ข้ันสูงให้แก่กันและกันได้ ฉันเปลี่ยนบทบาทจากคนบอกย้�ำ ค�ำแนะน�ำแก่เด็กๆ เป็นผู้ช่วยก�ำกับและด�ำเนินการสนทนาในวงเพื่อน ช่วยเพื่อนให้เกิดความราบร่นื • 184 •

สงิ่ ทเี่ กดิ ขน้ึ ในภาคเรยี นจติ ตะนน้ั ฉนั ไดน้ ำ� มาตอ่ ยอดสกู่ ระบวนการ จัดการเรียนการสอนในภาคเรียนวิมังสา ได้แก่ การจัดกลุ่มเด็กแบบสุ่ม คละความสามารถอยู่เสมอเพ่ือปลูกฝังให้เด็กได้มีโอกาสเติมเต็มเพ่ือนๆ ทกุ คนในหอ้ งเรยี นอยา่ งทวั่ ถงึ การจดั กจิ กรรมใหเ้ ดก็ ไดค้ ดิ สะทอ้ นผลงาน อยา่ งเชอื่ มโยงกบั ตวั ตนของเจา้ ของผลงาน ผลดที เ่ี กดิ โดยครไู มไ่ ดค้ าดคดิ คือ เด็กๆ ไม่น่ิงดูดายท่ีจะแสดงความคิดเห็น พวกเขามีทักษะในการ สอื่ สารเพอื่ การทำ� งานทด่ี ขี น้ึ และมคี วามสมคั รสมานสามคั คใี นการทำ� งาน กลุม่ ให้ลลุ ่วงรว่ มกัน กระบวนการเพ่ือนช่วยเพ่ือนยังเป็นประโยชน์ต่อการเรียนวิชาอ่ืนๆ ท่ีต้องใช้ ความร่วมมือรวมพลัง ซึ่งเด็กๆ ต้องใช้ความสามารถในการวางแผน การแบ่งบทบาท หน้าที่ และช่วยเหลือกันจนงานส�ำเร็จ จากภาพจะเห็นว่าเด็กๆ หันหน้าเข้าหากัน และให้ความรว่ มมือในการท�ำงานกับกลมุ่ เพ่อื นอย่างใส่ใจ ปัจจัยความสสำเร็จ การส่งเสริมให้เด็กได้พูดอธิบายน้ันช่วยสร้างตัวตน สร้างพ้ืนท่ี สร้างสายสัมพันธ์ และมีส่วนสนับสนุนความสามารถทางวิชาการอย่างมาก ในเด็กวัยประถมศึกษา ตอนปลายนนั้ คำ� พดู ของเพอื่ นมคี วามหมาย และเปน็ แรงผลกั ดนั ใหเ้ ดก็ มตี วั ตนในพน้ื ท่ี วิชาการเกิดการเชื่อมโยงความรู้เป็นความหมายของตนเอง มิติท่ีไปด้วยกันระหว่าง ความรู้ การเรยี นรู้ สงั คมเพอื่ นทำ� ใหช้ วี ติ ในชนั้ เรยี นอบอนุ่ และมสี สี นั เพราะบรรยากาศ ของการช่วยเหลือซ่ึงกันและกันนั้นเกิดข้ึนแล้ว และหากครูบ่มเพาะบรรยากาศดังกล่าว อยา่ งตอ่ เนอ่ื ง หอ้ งเรยี นจะเกดิ วฒั นธรรมการเรยี นรขู้ น้ึ ได้ • 185 •

๔๐บทท่ี มน่ั คงในเปา้ หมายและการมีวินยั สาระในตอนนี้ว่าด้วยพฤติกรรมของครู ที่ช่วยให้นักเรียนมองครู ว่าเป็นคนท่ีจะไม่มีอารมณ์เมื่อนักเรียน ประพฤติไม่ดี แต่จะบังคับใช้กติกา และข้อพงึ ปฏบิ ตั ิอย่างไมใ่ ชอ้ ารมณ์ ยุทธศาสตรแ์ ละวธิ ีการทีค่ รใู ชเ้ พือ่ ให้ตนแสดงความมั่นคงในเปา้ หมายและการมีวินยั มีดังต่อไปน้ี ยทุ ธศาสตร์ วธิ กี าร ไตร่ตรองสะทอ้ น ครูไตร่ตรองสะท้อนคิดเองทุกวัน ว่าตนบังคับใช้กติกาและข้อพึงปฏิบัติต่อนักเรียน คดิ ดว้ ยตนเอง เม่ือมีการปฏิบัติตาม และเม่ือมีการละเมิด อย่างสม่�ำเสมอ โดยมีค�ำถามส�ำคัญคือ (self-reflection) “เมอ่ื นกั เรยี นประพฤตดิ ี ฉนั ไดแ้ สดงวา่ ฉนั รบั รหู้ รอื ไม”่ “เมอ่ื นกั เรยี นละเมดิ กตกิ า และ ข้อพึงปฏิบัติ ฉันได้ด�ำเนินการอย่างเหมาะสมหรือไม่” “ในวันน้ีฉันได้ด�ำเนินการตอบ สนองตอ่ พฤตกิ รรมเชิงบวก และพฤตกิ รรมเชิงลบของนกั เรียนอยา่ งครบถว้ นหรอื ไม่” ตดิ ตามตรวจสอบ ครูมีสติตรวจสอบอารมณ์ของตนเองอยู่ตลอดเวลาในชั้นเรียน เพื่อให้ไม่แสดงอารมณ์ ตนเอง ท่ีไม่เหมาะสม ได้แก่ โกรธ อึดอัด ลังเล ทุกเช้าก่อนชั้นเรียน ครูทบทวนนักเรียนว่า มคี นใดบ้างท่ีมแี นวโน้มจะกอ่ เหตุดา้ นวินัย ต้นเหตุของอารมณ์ ครูตรวจสอบแหล่งความเครียดหรือตัวจี้อารมณ์พลุ่งพล่าน ที่ท�ำให้ตนควบคุมอารมณ์ ไม่อยู่ เชน่ เหตุการณส์ ว่ นตัว ชว่ งเวลาบางช่วงในปีการศกึ ษา หรือพฤตกิ รรมบางอยา่ ง ของนักเรยี นบางคนหรือครูบางคน ดแู ลสขุ ภาพของตนเอง ครูหม่ันดูแลสุขภาพทางกาย ใจ และอารมณ์ของตนเอง หมั่นท�ำกิจกรรมที่ช่วยสร้าง ความม่นั คงทางอารมณ์ของตน ท่าทางสงบ สุขมุ ครูแสดงท่าทีสงบ สุขุม ในการจัดการความขัดแย้งในห้องเรียน ซึ่งแสดงออกทาง ภาษากาย สหี นา้ นำ้� เสยี ง รบั ฟงั และหลกี เลยี่ งการสอ่ื สารกบั นกั เรยี นทก่ี ำ� ลงั มอี ารมณ์ พล่งุ พลา่ น • 186 •

ยุทธศาสตร์ วิธกี าร ฟังและพดู อย่างตั้งใจ ครูฟังนักเรียนโดยไม่แสดงท่าทีว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย พยายามท�ำความเข้าใจ สไตล์การสือ่ สาร นกั เรียน แสดงท่าทีเป็นกลางดว้ ยท่าทาง และหนา้ ตา ครตู รวจสอบสไตลก์ ารสอื่ สารของตน ซง่ึ ตามปกตมิ ี ๕ แบบ (ดhู ttp://www.clairenewton. ท�ำความเขา้ ใจ co.za/my-articles/the-five-communication-styles.html) ตรวจสอบว่าตนใช้แบบไหน ความต้องการ มาก และหาทางพัฒนารูปแบบการสื่อสารของตน ของนกั เรียน ​ครทู ำ� ความเขา้ ใจความตอ้ งการของนกั เรยี น ซง่ึ มี ๕ แบบคอื (๑) เลอื่ นลอย (๒) เอาจรงิ เอาจงั (๓) มคี วามบกพรอ่ งในการพงุ่ ความสนใจ (๔) เปน็ perfectionist (๕) มปี ญั หา ทักษะทางสังคม ครูตรวจสอบความต้องการของนักเรยี นแต่ละคนและหาทางชว่ ยเหลือ หมายเหตุสำส คัญ ครูต้องท�ำความเข้าใจจุดอ่อนของตนเองในเร่ืองการควบคุมอารมณ์ ควบคุมสถานการณ์ความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยของชั้นเรียน และฝึกฝน ตนเองตามในตารางข้างบน ทกั ษะเหลา่ นไ้ี มเ่ พยี งชว่ ยปอ้ งกนั หรอื แกป้ ญั หาวนิ ยั เทา่ นน้ั แตย่ งั ชว่ ยสง่ เสรมิ การเรยี นรขู้ องศษิ ยด์ ว้ ย เพราะชว่ ยใหศ้ ษิ ยม์ คี วามศรทั ธาเชอื่ มน่ั ในครแู ละ ความรสู้ กึ วา่ หอ้ งเรียนเปน็ พืน้ ที่ปลอดภัย น�ำไปสูผ่ ลดตี ่อการเรยี นรู้ ครูต้องถือเป็นหลักการเอกอุหรือคอขาดบาดตาย ว่าต้องไม่ทะเลาะกับ นักเรยี น ไม่ว่านักเรียนจะรา้ ยกาจยั่วยวนกวนโทโสเพยี งใด ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉนั จะแสดงความมน่ั คงในเปา้ หมายและวินยั ไดอ้ ยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนรูส้ กึ ม่นั คงจากความสงบเยือกเย็นของครู • นักเรียนบอกว่าครูควบคมุ ตัวเองไดด้ ีและควบคุมชนั้ เรียนไดด้ ี • นกั เรยี นบอกวา่ ครไู มม่ คี วามอาฆาตแคน้ หรอื มองปญั หาเปน็ เรอ่ื งสว่ นตวั ติดตามอา่ นบันทึกฉบับเตม็ ไดท้ ี่ : https://www.gotoknow.org/posts/632482 • 187 •

คุณครูที่โรงเรียนเพลินพัฒนา คือ กลุ่มคนท่ีพร้อมใจมาร่วมกัน สร้าง “ชุมชนแห่งการเรียนรู้” เอาไว้เป็นสมบัติของสังคม วิถีทางของ การพฒั นาตนของทงั้ ครแู ละนกั เรยี นจงึ มงุ่ ไปทก่ี ารบรรลศุ กั ยภาพสงู สดุ ของตนเองร่วมกนั คนที่จะมาเป็นครูจึงไม่เพียงแต่เป็นท่ีพร้อมจะขัดเกลาจิตใจ ของตนเองเท่าน้ัน แต่ระหว่างการเดินไปในเส้นทางของครูเพ่ือศิษย์ การทำ� งานในหน้าทีค่ รกู ย็ งั ส่งผลยอ้ นกลับมาสรา้ งความมั่นคงในจติ ใจ ให้กับครูดว้ ย เร่ืองเล่าจากห้องเรียน คณุ ครเู กมส์ – สาธติ า รามแกว้ ครผู สู้ อนหนว่ ยวชิ าภมู ปิ ญั ญาภาษาไทย ชั้น ๕ ได้บันทึกเรื่องราวของความเป็นครูเอามาแลกเปล่ียนเรียนรู้กับ เพือ่ นครู ในงาน “ช่ืนใจ...ได้เรียนรู้ (ภาคครูเพลิน)” ครงั้ ท่ี ๑๑ เอาไว้ว่า ฉันคิดว่าการงานของครู คืองานสร้างสรรค์ชนิดหนึ่งและความ สมั พนั ธข์ องครทู ม่ี ตี อ่ เดก็ หรอื ทเี่ ราเรยี กวา่ “การเรยี นการสอน” นนั่ กค็ อื การเรยี นรรู้ ว่ มกนั และจะว่าไปแล้วกค็ ืองานศลิ ปะชนดิ หนึง่ ดว้ ยเหตนุ ี้ ครจู งึ ตอ้ งมกี ารวางแผนการเรยี นรแู้ ละกระบวนการเรยี นรู้ ก ระบวนการสร้างนวัตกรรมของครูที่จะเอ้ือให้เกิดบริบทการเรียนรู้ อย่างต่อเน่ือง ครูจึงจ�ำเป็นต้องสร้าง “วัฒนธรรมการเรียนรู้” ให้เกิดข้ึน นับเป็นความโชคดีของฉันและครูทุกคนที่ก้าวเข้ามาอยู่ในรั้วของความรัก ความเมตตา ทมี่ กี ารถา่ ยทอดการเรยี นรผู้ า่ นความเปน็ กลั ยาณมติ ร ฉนั คดิ วา่ นี่เป็นหนึ่งในเสน่ห์ของโรงเรียนเพลินพัฒนา ท่ีสามารถสร้างการเรียนรู้ และการพัฒนาตนเองของทั้งครูและเด็กให้เกดิ ข้ึนได้อยา่ งเป็นธรรมชาติ • 188 •

กระบวนการเรยี นรอู้ ยา่ งเปน็ กลั ยาณมติ ร เรม่ิ ตง้ั แตก่ ารทค่ี รมู ารว่ มคดิ ร่วมสรา้ งแผนการสอน ท่ีมคี วามเชื่อมโยงเข้าสบู่ ทเรยี นที่เด็กๆ ในวยั นั้น ควรจะได้เรียนรู้ ทุกครั้งท่ีคุยกันเรื่องแผน ฉันรู้สึกได้ถึงความเป็นมิตร ท่ีรัก และปรารถนาดีต่อกัน เราพูดคุยกันแบบตรงไปตรงมา เรียบง่าย และไร้อคติ ฉันเป็นหนึ่งคนที่ได้พัฒนาตนเองผ่านการเรียนรู้จากความ หวงั ดที เี่ ปน็ มติ ร เชน่ เดยี วกนั กบั ครทู กุ คนทมี่ งุ่ หวงั อยากเหน็ เดก็ ๆ พฒั นา ตนเองผา่ นการเรยี นรใู้ นหอ้ งเรยี นทบ่ี ม่ เพาะ กอ่ เกดิ จากภายใน แลว้ คอ่ ยๆ เติบโต แบง่ บานตอ่ ไปในภายภาคหน้า ในภาคเรียนวิมังสา คุณครูใหม่-วิมลศรี ศุษิลวรณ์ คุณครูปุ๊ก- จินตนา กฤตยากรนุพงศ์ คุณครูนัท – นันทกานต์ อัศวตั้งตระกูลดี และครเู กมส์ ไดร้ ว่ มกนั คดิ แผนการเรยี นรขู้ นึ้ มาแผนหนงึ่ ชอื่ วา่ “วงกลม กลั ยาณมติ ร” (ชอื่ นไี้ ดม้ าจากกจิ กรรมวงกลมของโรงเรยี นปญั ญาประทปี เพ่ือนร่วมเรยี นรขู้ องพวกเราชาวเพลินพัฒนา) แผนการเรียนรู้นี้มีเป้าหมายเพื่อให้นักเรียนทุกคนมีทักษะในการ มองยอ้ น สะทอ้ นตนเองอยา่ งตรงไปตรงมา สงา่ ผา่ เผย กลา้ ยอมรบั ตนเอง และก้าวไปสกู่ ารเปลีย่ นแปลง กจิ กรรมนเ้ี รมิ่ จากการใหน้ กั เรยี นสนทนาแลกเปลยี่ นนยิ ามของคำ� วา่ กลั ยาณมติ รตามความเขา้ ใจของตนเองกันอย่างทั่วถงึ เมือ่ นกั เรียนเข้าใจ ความหมายของกัลยาณมิตรดีแล้ว ครูให้นักเรียนทุกคนนึกถึงตนเอง แลว้ เขยี นบนั ทกึ วา่ เปรยี บตนเองเปน็ อะไร เพราะอะไร แลว้ จงึ ใหน้ กั เรยี น เขียนเปรียบเทียบเพื่อนจ�ำนวน ๔ คน ท่ีมีเลขท่ีต่อกันว่า เพื่อนของเรา เปรียบได้กบั อะไร เพราะเหตุใด แลว้ จึงเริม่ กจิ กรรมตอ่ ไปน้ี • 189 •

๑. ให้นักเรียนขยับโต๊ะเข้าหากันเพื่อสร้างวงกลม ๑ วง ท่ีมีช่ือว่า “วงกลมกลั ยาณมิตร” ๒. ครูอธิบายกตกิ าของวงสนุ ทรียสนทนา ๓. ครจู บั ฉลาก ซง่ึ มเี ลขทข่ี องนกั เรยี นขน้ึ มา ๑ ใบ หากจบั ไดเ้ ลขที่ ของนกั เรยี นคนใด ใหน้ กั เรยี นคนนน้ั เรม่ิ อา่ นงานเขยี นเปรยี บเทยี บ ตนเองเหมอื นกบั อะไรใหเ้ พอ่ื นฟงั จากนน้ั ใหเ้ พอ่ื นทบ่ี นั ทกึ ชอื่ เรา อา่ นสง่ิ ทเ่ี ขาบนั ทกึ ไว้ ๔. เม่ือนักเรียนพูดจบให้นักเรียนคนแรกจับสลากเพ่ือเลือกเพื่อน คนต่อไป (กจิ กรรมวนไปแบบนีใ้ นทุกๆรอบ) ในระหว่างที่นักเรียนแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นร่วมกันน้ัน ครจู ะทำ� หนา้ ทชี่ วนนกั เรยี นพดู คยุ เพอื่ คดิ ตอ่ นำ� มาซง่ึ การแลกเปลย่ี นรว่ มกนั เช่น การเปรียบนี้ตรงกับเพื่อนคนน้ีหรือไม่ อย่างไร ถ้าคิดว่าเพ่ือน เปรยี บเทยี บไดไ้ มต่ รง นกั เรยี นจะสามารถเปรยี บเทยี บเพอ่ื นคนนก้ี บั อะไร ไดอ้ กี บา้ ง ในขณะทรี่ บั ฟงั ทกุ คนมที า่ ทตี นื่ เตน้ ใจจดใจจอ่ รอคอย วา่ เพอื่ น จะพดู เปรยี บเทยี บตนเองวา่ อยา่ งไร บรรยากาศการเรยี นรใู้ นวนั นน้ั จงึ เตม็ ไปด้วยความพรอ้ ม การมีสตแิ ละความต้งั ใจจริงๆ ในขณะทำ� กจิ กรรมครู กจ็ ะชวนใหน้ กั เรยี นฝกึ สงั เกตตนเองวา่ ในเวลาทเ่ี พอ่ื นแสดงความคดิ เหน็ ตอ่ เรา เรามีความรสู้ กึ อยา่ งไร จติ ใจของเราเปน็ อย่างไรไปด้วย ในวันน้ันนักเรียนทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เพื่อนสะท้อน ได้ตรงกับความเป็นจริง และทุกคนสามารถยอมรับความจริงเหล่านั้นได้ พวกเขาไม่เพียงแต่การยอมรับความเป็นจริงในวันนั้นเท่าน้ัน เพราะนับ จากวันที่ได้รับฟังการสะท้อนจากกัลยาณมิตรเป็นต้นมา ฉันมองเห็น การเปลย่ี นแปลงของนกั เรยี นหลายคน ทเี่ ปลยี่ นวธิ คี ดิ เปลย่ี นพฤตกิ รรม ไปจากเดมิ อย่างเหน็ ได้ชดั • 190 •

การเปล่ียนแปลงน้ียืนยันด้วยผลงานการเขียนสะท้อนตนเองผ่าน ชิ้นงานสุดท้าย “การเปล่ียนแปลงสู่การเติบโตในตัวฉัน” ในเรียน ภาควมิ งั สา ดงั ตวั อย่างเช่น “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองชัดเจนท่ีสุด จากกิจกรรมวงกลมกัลยาณมติ ร เพราะฉันรสู้ ึกว่า เพ่ือนไดเ้ ปดิ ใจคุยกัน จากใจจริง จากด้านในด้วยความจริงใจ โดยที่ไม่มีการปิดบังกันเลย ฉันได้ฝึกการเปิดใจยอมรับฟังความรู้สึกของคนอ่ืน ได้ฝึกคิดพัฒนา ตนเองจากขอ้ เสยี กจิ กรรมในครง้ั นท้ี ำ� ใหฉ้ นั พฒั นาตนเองในดา้ นอารมณ์ มากขนึ้ ฉนั สนใจทกุ ๆคำ� พดู ทตี่ อ้ งการใหฉ้ นั เปลยี่ นแปลงและฉนั จะพสิ จู น์ ให้ทุกคนเห็นว่า ฉันสามารถพัฒนาตนเองได้ การเปล่ียนแปลงของฉัน ท�ำให้ทุกๆ คนยอมรับฉันได้มากขึ้น ฉันได้เป็นที่ยอมรับในสังคมมากข้ึน ฉนั ดใี จมาก ขอบคุณกิจกรรมน้ีทีท่ ำ� ใหฉ้ ันไดเ้ ปลี่ยนแปลงตวั เอง” “กิจกรรมท่ีท�ำให้ฉันพัฒนาตนเอง เห็นได้จากกิจกรรมวงกลม กัลยาณมิตร คือ ฉันพูดตรงๆตามท่ีเขียนในสมุด ไม่อ้อมค้อม ส่งผลให้ เพ่ือนสามารถพัฒนาตนเองจากส่ิงที่ฉันพูดได้ดี สาเหตุท่ีท�ำให้ฉันพัฒนา ตนเองไดด้ ี มแี รงผลกั ดนั มาจากเพอ่ื นผปู้ ระสงคด์ กี บั ฉนั ทำ� ใหฉ้ นั มคี วาม มั่นใจในตนเองมากข้นึ และกล้าแสดงออกมากขึน้ ” “ฉันพัฒนาตนเองโดยสามารถฟังครูได้ดีมากๆ ฉันเห็นความ เปล่ียนแปลงน้ีจากการบอกของเพื่อนในวงกลมกัลยาณมิตร มีท้ังเพื่อน ที่มาบอกตัวต่อตัว และฉันสามารถเปรียบเทียบเพื่อนได้ดีและหวังดี กับเพ่ือนจริง และสามารถจดส่ิงท่ีเพื่อนพูดถึงเพื่อนได้ครบถ้วน เป็นการ ทดสอบการฟังว่าฉันจดจ่อกับการฟังตลอดเวลา การเปล่ียนแปลงที่ เกิดขึ้นท�ำให้มีการฟังท่ีจดจ่อมากข้ึนในการท�ำงานกลุ่ม ช่วยฟังวิเคราะห์ ในกลุ่มได”้ • 191 •

“ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงตนเอง จากกิจกรรมวงกลมกัลยาณมิตร ท�ำให้ผมพยายามที่จะไม่ท�ำสิ่งที่เพื่อนบอก คือ ไม่ท�ำส่ิงท่ีไม่ควรท�ำ ผมจะพยายามให้มากข้นึ ” หลังจากท่ีฉันสัมผัสได้ถึงห้องเรียนท่ีมีชีวิต ทุกคนยังคงคิดค�ำ เพื่อหาความเปรียบท่ีจะอธิบายความเป็นตัวเพ่ือนกันต่อไป พวกเขา ยงั อยากทำ� กจิ กรรมนก้ี นั อกี และยงั คงพดู คยุ กนั ถงึ เรอื่ งนกี้ นั อยู่ ถงึ แมว้ า่ การเรียนการสอนจะจบลงไปอยา่ งสมบรู ณ์แลว้ กต็ าม ...ยงิ่ นานวนั ไปฉนั กย็ งิ่ เชอื่ มน่ั อยา่ งหนกั แนน่ ขน้ึ วา่ การสรา้ งการเรยี น รสู้ จู่ ิตวิญญาณของคนจะไม่มวี ันส้นิ สดุ ... ปัจจัยความสสำเร็จ ความส�ำเร็จของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นี้ อยู่ที่ การน�ำพาผู้เรียนให้เข้าถึงความหมายท่ีแท้จริงของค�ำว่า กัลยาณมิตร และการเปิดใจรับฟัง เพราะมีเพียงจิตใจ แบบน้ีเท่านั้นที่จะน�ำพาให้ไปรู้จัก ความดี ความงาม ความจรงิ จากการเรียนรู้ที่บรู ณาการสู่ชวี ติ ได้ • 192 •

๑๐ภาค สื่อสารความคาดหวังสูง (Communicating High Expectations) ครคู วรสร้างสภาพแวดลอ้ มหรอื บรรยากาศ ท่กี อ่ ให้เกดิ ผลลพั ธ์การเรยี นร้ทู ี่ดแี ก่นกั เรยี นทกุ คน โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ แกน่ กั เรียนที่ไม่มั่นใจตนเอง เพอ่ื ให้พวกเขาเกิดความรู้สกึ วา่ ตนมีคณุ คา่ และ พร้อมทจี่ ะมีปฏิสมั พนั ธ์กับครแู ละเพือ่ นๆ ๔๑บทที่ แสดงใหน้ ักเรยี นที่ขาดความมั่นใจในตนเอง รสู้ ึกว่าครเู ห็นคณุ คา่ และยอมรับในตัวเขา ๔๒บทท่ี ตงั้ ค�ำถามเชิงลกึ ตอ่ นักเรียน ท่ขี าดความมนั่ ใจในตนเอง ๔๓บทที่ ตรวจสอบคำ� ตอบทผ่ี ดิ กับนักเรียน ท่ขี าดความมั่นใจในตนเอง

๔๑บทท่ี แสดงให้นักเรยี นที่ขาดความมั่นใจ ในตนเองรู้สกึ วา่ ครูเห็นคณุ คา่ และยอมรบั ในตวั เขา ยุทธศาสตร์แรกในการส่ือสารความคาดหวังสูง คือ ท�ำให้นักเรียนท่ี ขาดความมนั่ ใจในตนเองเปน็ ทย่ี อมรบั ของครู และรสู้ กึ วา่ เขาคอื คนทม่ี คี ณุ คา่ ในสายตาของครู ยุทธศาสตร์และวิธีการที่ครูใช้ เพื่อแสดงให้นักเรียนท่ีขาดความม่ันใจในตนเองเห็นว่าครูเห็นคุณค่า และยอมรบั ในตวั เขา มีดงั ตอ่ ไปน้ี ยุทธศาสตร์ วธิ ีการ ตรวจสอบระดบั ความ ข้ันตอนแรกของแบบฝึกหัดให้ครูแสดงความคาดหวังสูงอย่างเท่าเทียมกันต่อนักเรียน คาดหวังของครูตอ่ ทุกคนคือ ครูตรวจสอบระดับความคาดหวังของตนต่อนักเรียนเป็นรายคน โดยออก นกั เรยี นแต่ละคน ข้อสอบสมมติที่ค่อนข้างยาก แล้วเอารายชื่อนักเรียนมาให้คะแนนตามท่ีตนคาดเป็น กลุ่มสงู กลาง ต�ำ่ ตรวจสอบตนเองวา่ ครูตรวจสอบตนเองสองสามวัน เพ่ือดูความแตกต่างในน�้ำเสียง ท่าทาง และถ้อยค�ำ ปฏบิ ตั ติ ่อนักเรยี นที่ ท่ีแสดงความรัก การให้คุณค่า และการยอมรับนับถือต่อนักเรียนที่เรียนอ่อน หรือขาด ขาดความมนั่ ใจใน ความมน่ั ใจตนเอง โดยอาจใชแ้ บบฟอร์มบนั ทึกพฤตกิ รรมของตนเองตอ่ นักเรยี นบางคน ตนเองแตกต่างกนั แคไ่ หน ใช้ตัวช้ีวัดความยอมรับ ครูใช้วาจา การสบตา ย้ิม แสดงความใกล้ชิดด้วยท่าทาง การสัมผัสอย่างสุภาพ ทัง้ ทางวาจา และภาษา ทม่ี คี วามเปน็ กนั เอง เพอ่ื สอ่ื สารการเหน็ คณุ คา่ และความเคารพในกนั และกนั ไปสนู่ กั เรยี น กาย ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน หากพบว่าตนเองปฏิบัติต่อนักเรียนท่ีขาดความม่ันใจในตนเอง แตกตา่ งไป ครูใชค้ วามพยายามในการแก้ไข • 194 •

เป้าหมายของยุทธศาสตร์นี้ คือ เพื่อให้สติตัวครูเอง ให้แสดงความ คาดหวังสูงต่อนักเรียนอย่างเท่าเทียมกัน พยายามเอาชนะอคติซ่ึงเป็นเร่ือง ธรรมดาของปุถุชน โดยยทุ ธศาสตรแ์ รกเป็นความพยายามรจู้ กั อคติของตนเอง และพยายามเอาชนะโดยไม่รู้สึกผิดในอคติน้ัน อคติท่ีพบบ่อย เช่น สรุปว่า นกั เรยี นทพ่ี ดู คยุ กนั ดว้ ยภาษาแบบหนง่ึ หรอื แตง่ ตวั แบบหนงึ่ จะมผี ลการเรยี นตำ�่ ซึ่งครูควรพยายามทำ� ความเขา้ ใจวา่ ทำ� ไมตนเองจึงมีอคตเิ ชน่ นนั้ เกิดขึน้ ในใจ ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉนั จะสอื่ สารคณุ คา่ และความเคารพในกนั และกนั ไปสนู่ กั เรยี นไดอ้ ยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นกั เรยี นบอกว่าครเู อาใจใส่นักเรยี นทุกคนอย่างเท่าเทยี มกัน • นักเรียนปฏิบตั ติ ่อกันอยา่ งมคี วามเคารพในกนั และกัน ตดิ ตามอ่านบนั ทกึ ฉบบั เตม็ ได้ที่ : https://www.gotoknow.org/posts/632737 • 195 •

เร่ืองเล่าจากห้องเรียน “วันน้ีงานเดี่ยวหรืองานกลุ่มคะ” เป็นค�ำถามจากเด็กหญิงคนหนึ่ง ซ่ึงถามคุณครูอีฟ – มณฑิรา บัวกุล ครูหน่วยวิชาคณิตศาสตร์ ช้ัน ๔ ทกุ คาบทค่ี รอู ฟี เดนิ เขา้ ไปสอน จนกระทง่ั จบปกี ารศกึ ษากย็ งั คงถามคำ� ถามนี้ อยเู่ หมอื นเดิม คำ� ถามนเ้ี กดิ ขนึ้ เมอื่ ชว่ งตน้ เทอมฉนั ทะหลงั จากทไ่ี ดล้ องทำ� งานกลมุ่ กบั เพอ่ื นเปน็ ครง้ั แรกในวชิ าคณติ ศาสตร์ และหลงั จากนน้ั ทกุ ๆ คาบเดก็ หญงิ ก็จะถามค�ำถามน้ีเสมอ พอบอกว่าวันนี้งานกลุ่ม เด็กหญิงก็จะร้อง “เย้” ด้วยความดีใจ สงสัยมากเลยต้องขอถามซักหน่อย ท�ำไมถามแบบน้ี ทุกคาบเลยเวลาท่ีเรียนคณิตศาสตร์ เด็กหญิงตอบว่า “หนูอยากท�ำงาน กับเพื่อนค่ะ ท�ำงานกับเพ่ือนสนุกดี เวลาหนูงง แล้วรู้สึกยากๆ เพ่ือนจะ ชว่ ยสอนใหห้ นเู ขา้ ใจ” ฟงั คนตอบแล้วในใจกค็ ดิ วา่ ออ้ ! เป็นแบบนน้ี เี่ อง จากคำ� ถามและคำ� ตอบทคี่ รไู ดย้ นิ ในวนั นนั้ ทำ� ใหค้ รอู ฟี เรม่ิ สงั เกตวา่ นักเรียนในห้อง ๔/๔ ว่าพวกเขาชอบท�ำงานเป็นกลุ่ม ชอบท�ำงานกับ เพอื่ น เวลาทำ� งานกบั เพอื่ นแลว้ ดมู คี วามสขุ ทสี่ ำ� คญั คอื ทกุ คนมงี านมาสง่ แม้กระท่ังช่วงเวลาท่ีครูให้ท�ำงานเดี่ยว นักเรียนก็ยังขออนุญาตไปนั่งท�ำ ดว้ ยกนั กบั เพอื่ น แตพ่ วกเขาไมไ่ ดล้ อกงานกนั ตา่ งคนตา่ งคดิ แตจ่ ะมกี าร ขอค�ำแนะน�ำหรือปรึกษากันกับเพื่อนเป็นระยะ ท�ำให้นักเรียนได้เทคนิค วิธีใหม่ๆ จากเพื่อนหรือได้วิธีการท�ำความเข้าใจมากข้ึนกว่าท่ีเคยคิด คนเดยี ว ในภาคฉนั ทะครจู ะมอบหมายใหน้ กั เรยี นทำ� ทงั้ งานกลมุ่ และงานเดย่ี ว สลับกันไปแล้วแต่หัวเร่อื งทเ่ี รยี น ห้องเรยี นจึงด�ำเนนิ ไปแบบสลบั ระหว่าง การท�ำงานกลมุ่ กบั การท�ำงานเดี่ยวไปจนกระทัง่ จบภาคเรียน • 196 •

ครูสังเกตว่าเม่ือใดท่ีมีงานกลุ่ม เด็กหญิงคนนี้จะมีงานมาให้ตรวจ เสมอและเป็นงานที่มีคุณภาพตามศักยภาพของนักเรียน และไม่ใช่ เพียงแค่เด็กหญิงคนน้ีเท่าน้ันท่ีมีสมุดงานให้ตรวจ นักเรียนคนอ่ืนๆ ก็มี สมุดงานส่งมาให้ตรวจเช่นกัน ต่างจากเม่ือครูมอบหมายให้ท�ำงานเด่ียว ท่ีครูจะได้ตรวจสมุดไม่ครบทุกเล่ม แต่เหนือส่ิงอื่นใดส่ิงท่ีครูสังเกตเห็น ก็คือ ความสุขและความสนุกสนานในการเรียน ความอยากเรียนเม่ือได้ ทำ� งานกลมุ่ ในภาควิริยะการเรียนการสอนก็ยังมีท้ังกิจกรรมกลุ่มและกิจกรรม เด่ียวเหมือนเดิม แต่ท่ีเพ่ิมเติมคือค�ำถามท่ีครูถามนักเรียนในทุกคาบ ก็คือ “เด็ก ๆ อยากท�ำงานกลุ่มหรือเด่ียว” ค�ำตอบที่ได้จากทั้งห้อง ๔ คอื อยากทำ� งานกลมุ่ ในบางครงั้ โจทยป์ ญั หากเ็ ปน็ งานเดยี่ ว หากนกั เรยี น บอกวา่ อยากทำ� งานกลมุ่ อยากทำ� งานกบั เพอ่ื น ครกู ป็ รบั แผน ณ ขณะนนั้ ให้เป็นการท�ำงานแบบเป็นกลุ่ม หากถ้าการท�ำงานกับเพ่ือนแล้วเกิด ความสุข ความอยากที่จะท�ำงาน อยากเรียน งานออกมามีคุณภาพตาม ศักยภาพของแต่ละคน ครูก็ยอมท่ีจะให้ท�ำตามที่ร้องขอ ด้วยเหตุนี้ครูจึง มีการปรับการท�ำงานเป็นแบบกลุ่มบ่อยข้ึน เมื่อท�ำเสร็จแล้วก็จะต้องมี การแลกเปล่ียนความรู้ของแต่ละกลุ่ม แทนการแลกเปลี่ยนความรู้ที่เป็น แบบเดี่ยว ก่อนการแลกเปล่ียนนักเรียนแต่ละกลุ่มจะต้องได้อ่านและ ทำ� ความเข้าใจวิธขี องเพื่อนกลุม่ อนื่ ๆ ดว้ ย ครสู ังเกตว่าระหว่างการทำ� งาน นักเรียนจะช่วยกนั คดิ และลองผิด ลองถูกตามท่ีเพื่อนเสนอความคิดข้ึนมา หรือบางกลุ่มก็จะพูดคุยตกลง กันก่อนก่อนท่ีจะลงมือท�ำงาน บางกลุ่มจะถามเพื่อนก่อนว่า วิธีน้ีทุกคน เขา้ ใจหรอื ไม่ หากมคี นทยี่ งั ไมเ่ ขา้ ใจ นกั เรยี นจะเรม่ิ สอนและอธบิ ายใหก้ นั ฟังเอง จนทุกคนเข้าใจตรงกันว่าวิธีการของกลุ่มตัวเองท�ำอย่างไร เพราะ ทกุ ครง้ั ทน่ี กั เรยี นขอทำ� งานแบบกลมุ่ นกั เรยี นจะตอ้ งมเี งอ่ื นไขแลกเปลย่ี น • 197 •

กับครู คือ ถ้าท�ำงานแบบกลุ่ม เพื่อนทุกคนต้องเข้าใจวิธีที่กลุ่มตกลง วา่ จะทำ� ถา้ ครหู รอื เพอ่ื นสมุ่ ถามใครคนใดคนหนงึ่ ในกลมุ่ ตอ้ งตอบคำ� ถาม ของครูหรือเพื่อนได้ และสมุดของทุกคนในกลุ่มต้องให้เพ่ือนกลุ่มอื่น อา่ นแลว้ รเู้ รอ่ื งวา่ เขยี นวา่ อะไร มวี ธิ กี ารทำ� แบบไหน แตใ่ นการทำ� งานกลมุ่ บางทกี ใ็ ห้ท�ำความเข้าใจรว่ มกนั ได้ คดิ รว่ มกันได้ แต่เวลาเขยี นต้องเขยี น ตามความเขา้ ใจของตนเอง ไมใ่ หล้ อกเพือ่ น เด็กๆ ทั้งห้องก็ยอมรับเง่ือนไขของครูทุกข้อ โดยไม่ต่อรองใดๆ ต้องบอกเลยว่าเด็กหญิงท่ีถามทุกวันว่า”วันน้ีท�ำงานเดี่ยวหรือกลุ่มคะ” และเด็กนักเรียนคนอื่นๆ ในกลุ่มที่เวลานั่งเรียนแล้วท�ำหน้าตาเหมือน จะหลับ กลับมีรอยยิ้ม มีความสุขในการท�ำงาน เริ่มท�ำงานด้วยตนเอง ได้มากข้ึนกว่าแต่ก่อน มีบางคนที่เริ่มแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในห้อง จากที่ ไม่เคยยกมอื ตอบค�ำถามหรอื น�ำเสนอวิธคี ิดมากอ่ นเลย ช่วงปลายๆ ภาคเรียนวิริยะครูอีฟได้มีโอกาสนั่งคุยกับเด็กๆ หอ้ ง ๔/๔ บทสนทนากเ็ ปน็ เรอ่ื งทวั่ ๆ ไป ซง่ึ ในวงสนทนานนั้ กม็ เี ดก็ หญงิ ตัวเล็กๆ ตาโต ผมตรงยาวสีด�ำ ตัดผมหน้าม้า หัวยุ่งๆ ชอบท�ำทรงผม แปลกๆ ที่คิดข้ึนมาเอง เป็นคนเดียวกันกับท่ีชอบถามค�ำถามว่า “วันน้ี งานเดี่ยวหรืองานกลุ่มคะ” อยู่ในวงสนทนาด้วย สนทนากันเร่ืองท่ัวไป คยุ กนั ไปกนั มา จนมาจบทเี่ รอ่ื งเรยี น เดก็ หญงิ บอกวา่ “หนวู า่ หนชู อบเรยี น คณติ ศาสตรม์ ากขนึ้ ตอนนรี้ ะดบั ความชอบคณติ ศาสตรอ์ ยใู่ นอนั ดบั ที่ ๒” พอได้ยินประโยคน้ีหัวใจของครูรู้สึกพองโต ไม่รอช้ารีบถามกลับเลยว่า “แล้วทำ� ไมถงึ คดิ ว่าตวั เองชอบเรยี นมากขนึ้ ล่ะ” เด็กหญิงบอกว่า “เพราะ หนเู ขา้ ใจสงิ่ ทเี่ พอื่ นพดู กนั อนั ไหนทยี่ ากๆ ไมเ่ ขา้ ใจ เพอ่ื นจะอธบิ ายใหฟ้ งั บางทีให้หนูคิดคนเดียวหนูคิดไม่ออก” เด็กๆ คนอ่ืนก็สะท้อนในแนวทาง เดียวกนั ว่าบางทกี ค็ ิดไม่ออก พอไดไ้ อเดยี ของเพอื่ นก็ทำ� งานต่อได้ • 198 •

ปัจจัยความสสำเร็จ โรงเรียนเพลินพัฒนาให้คุณค่ากับการเรียนรู้ร่วม กนั เพ่ือการสร้างความส�ำเรจ็ รว่ ม บรรยากาศการเรยี นรู้ ในหอ้ งเรยี นจงึ เนน้ ไปทก่ี ารแบง่ ปนั ไมใ่ ชแ่ ขง่ ขนั ในวฒั นธรรม ของการเรียนรู้ร่วมกันในลักษณะนี้ ทั้งครูและนักเรียน จะต้องเปิดใจรับฟังกัน มีความเคารพในความคิดเห็น ของกันและกันอย่างแท้จริงช้ันเรียนจึงจะดำ� เนินไปได้อย่าง ราบร่นื หน่วยวิชาคณิตศาสตร์เป็นหน่วยวิชาแรกที่รับเอา วิธีการเรียนการสอนในแบบ Open Approach เข้ามาใช้ ต้ังแต่ปีการศึกษา ๒๕๕๔ เพราะเห็นว่าทั้ง ๕ ข้ันตอนที่ ระบุไว้ในกระบวนการมีความสอดคล้องกันกับเป้าหมาย และวิสัยทัศน์ท่ีโรงเรียนต้องการมุ่งไปสู่ ทุกขั้นตอนของ กระบวนการลว้ นสง่ เสรมิ ใหท้ งั้ ครแู ละผเู้ รยี นเกดิ การฝกึ ฝน ตนเองในการแลกเปลยี่ นเรยี นรวู้ ธิ คี ดิ วธิ ที ำ� เพอ่ื การสรา้ ง ความเข้าใจรว่ มกันทัง้ ส้นิ • 199 •

๔๒บทท่ี ตัง้ คำ� ถามเชิงลึกต่อนกั เรียน ทขี่ าดความมนั่ ใจในตนเอง ส่ิงท่ีครูมักปฏิบัติต่อนักเรียนท่ีขาดความม่ันใจตนเองหรือต่อนักเรียน ที่เรียนช้าบ่อยท่ีสุดคือ ครูหลีกเลี่ยงการถามค�ำถามท่ียากแต่ความต้ังใจดี น้ีผิด เพราะหากท�ำอย่างนี้จะเท่ากับว่าครูก�ำลังส่ือสารความคาดหวังต่�ำ ต่อนักเรียนกลุ่มนี้ ยทุ ธศาสตรแ์ ละวธิ ีการท่คี รใู ชต้ ัง้ คำ� ถามเชงิ ลกึ ต่อนกั เรียนท่ขี าดความม่นั ใจตนเอง มดี งั ตอ่ ไปน้ี ยทุ ธศาสตร์ วธิ กี าร ระดับของค�ำถาม ครูตั้งค�ำถามที่นักเรียนต้องวิเคราะห์ข้อมูล ประเมินข้อสรุปหรือให้เหตุผลสู่ข้อสรุป คำ� ถามแบบนซี้ บั ซอ้ นกวา่ ถามความจำ� หรอื ความรจู้ กั ครดู แู ลตนเองใหถ้ ามคำ� ถามแบบน้ี ต่อนกั เรยี นที่ขาดความมัน่ ใจตนเอง บอ่ ยพอๆ กบั นักเรยี นคนอื่นๆ โอกาสตอบค�ำถาม ครใู หโ้ อกาสตอบคำ� ถามแกน่ กั เรยี นทกุ คนอยา่ งเทา่ เทยี มกนั เพอื่ กระจายความคาดหวงั สงู แกน่ ักเรียนทุกคนเท่าๆ กัน ช่วยเหลือเมอ่ื ตอบไม่ได้ เมอื่ นกั เรยี นตอบคำ� ถามไมไ่ ด้ ครชู ว่ ยใหข้ อ้ มลู เพม่ิ หรอื ใหต้ วั ชว่ ยหรอื ใหน้ กั เรยี นรว่ มมอื กนั เอง เรยี กรอ้ งขอ้ มลู หลกั ฐาน เมื่อนักเรียนตอบครูขอให้แสดงข้อมูลและหลักฐานสนับสนุน ไม่ว่านักเรียนคนใด ครูก็ สนับสนนุ ท�ำเช่นนี้อย่างสมำ�่ เสมอกัน เพือ่ แสดงความคาดหวังสงู อยา่ งเสมอหน้า สง่ เสรมิ ให้ก�ำลังใจ ครูส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนมีส่วนร่วมในชั้นอย่างเท่าเทียมกัน ครูให้ความหมายหรือ ตีความแนวความคิดในค�ำตอบหรือข้อเสนอทุกค�ำตอบ ครูขอบคุณนักเรียนทุกคน ทต่ี งั้ ค�ำถาม หรอื ให้คำ� ตอบแม้จะตอบผิด • 200 •

ยุทธศาสตร์ วิธีการ ให้เวลา เมื่อครูตั้งค�ำถาม ให้เวลานักเรียนคิด ก่อนจะช้ีให้นักเรียนตอบและเมื่อนักเรียนตอบ เว้นช่วงเวลาใหน้ ักเรยี นคิด ก่อนทจ่ี ะใหค้ นต่อไปตอบ บันทึกผตู้ อบ เพื่อกระจายให้นักเรียนมีโอกาสตอบเท่าๆ กัน ครูไม่ชี้เฉพาะนักเรียนท่ียกมือเท่าน้ัน ให้เปน็ ผู้ตอบและครูทำ� ตารางรายชือ่ นกั เรียนเอาไวท้ ำ� เครอ่ื งหมายวา่ ไดช้ ้ีใหต้ อบแลว้ ไมแ่ สดงทา่ ที ครูดูแลให้นักเรียนทุกคนได้มีโอกาสตอบค�ำถามและแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียม ไมเ่ หมาะสม กนั และเมอื่ มคี ำ� ตอบทผี่ ดิ ครดู ำ� เนนิ การไมใ่ หน้ กั เรยี นทตี่ อบผดิ รสู้ กึ เสยี หนา้ หรอื อบั อาย โดยครูไม่แสดงท่าทีไม่เหมาะสม และไม่ยอมให้เพื่อนนักเรียนแสดงท่าทีไม่เหมาะสม เชน่ บอกวา่ “เรอ่ื งแคน่ ก้ี ไ็ มร่ ”ู้ ไมโ่ ยงความผดิ พลาดสเู่ รอื่ งสว่ นตวั ของนกั เรยี น ไมแ่ สดง ทา่ ทีดูถกู หรอื เยาะเย้ย ครูอาจใช้วิธีให้นักเรียนทุกคนได้ตอบโดยให้ทุกคนเขียนค�ำตอบตัวโตๆ ลงบนกระดาษแลว้ วางไวบ้ นโตะ๊ ใหค้ รเู หน็ โดยงา่ ย แลว้ ครเู ดนิ ไปดคู ำ� ตอบทว่ั หอ้ ง ครกู จ็ ะรวู้ า่ นกั เรยี นคนไหนตอ้ งการความชว่ ยเหลอื แกไ้ ขความเขา้ ใจในเรอื่ งนน้ั เมื่อนักเรียนตอบผิดหรือตอบไม่ได้ ครูให้ความช่วยเหลือ (scaffolding) ดงั ตัวอย่าง • ระหว่างที่นักเรยี นยังอึกอักในการให้ค�ำตอบ ครูกลา่ วคำ� ถามซ้�ำ • ใหท้ �ำงานร่วมกับเพ่ือน เพื่อตอบคำ� ถามใหไ้ ด้ • ให้ค�ำใบ้ หรือบอกกุญแจไขค�ำตอบ • ใหเ้ วลานอกชวั่ ครู่ นอกจากนนั้ ยงั มเี ทคนคิ ใหก้ ำ� ลงั ใจแกน่ กั เรยี นทยี่ งั ขาดความมน่ั ใจตนเอง เชน่ • ครบู อกวา่ คำ� ตอบบางสว่ นถกู ตอ้ งแลว้ และกลา่ วยำ�้ คำ� ตอบทถี่ กู ตอ้ งนน้ั • อธิบายวิธีแก้ไขค�ำตอบทย่ี งั ไม่ถูกต้องใหถ้ กู ต้อง • กลับไปดคู ำ� ถาม เพ่ือหาคำ� ถามส�ำหรับค�ำตอบท่ีไม่ถกู ต้องนน้ั • 201 •

นี่คือมาตรการที่เป็นรูปธรรมในเรื่องการตั้งความคาดหวังสูงต่อนักเรียน และเน้นที่การให้ความคาดหวังสูงต่อนักเรียนทุกคน ซ่ึงน่าจะถือได้ว่าเป็น ประชาธปิ ไตยในหอ้ งเรยี น และเปน็ มาตรการสกู่ ารยกระดบั ผลลพั ธก์ ารเรยี นรู้ ของนักเรียนทั้งห้อง ไม่ใช่ครูเอาใจใส่เฉพาะนักเรียนท่ีเรียนเก่งเพียงไม่กี่คน อย่างท่มี กั ถือปฏิบตั กิ นั อยู่ในวงการศึกษาไทย ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉันจะมั่นใจได้อย่างไรว่าตัวเองจะค�ำถามท่ียากกับนักเรียนท่ีขาดความ มั่นใจในตนเอง” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรยี นบอกวา่ ครคู าดหวงั ใหท้ ุกคนมีสว่ นรว่ ม • นักเรียนบอกวา่ ครูถามคำ� ถามทยี่ ากตอ่ นักเรียนทุกคน ตดิ ตามอ่านบันทกึ ฉบับเต็มได้ท่ี : https://www.gotoknow.org/posts/632989 • 202 •

เร่ืองเล่าจากห้องเรียน การรจู้ กั ผูเ้ รียนไม่ใชเ่ รือ่ งยาก แต่จะท�ำความรู้จกั อย่างไรจึงจะเขา้ ถึงการเรยี นรู้ของผู้เรยี นแตล่ ะ คนได้ คุณครูอ้อ – ประภัสรา สอนค�ำจันทร์ ครูหน่วยวิชาคณิตศาสตร์ ชั้น ๒ ก็เป็นครูคนหนึ่ง ทอ่ี ยากจะสงั เกตผเู้ รยี นในชน้ั เรยี นใหล้ ะเอยี ด ดงั เชน่ ทไี่ ดเ้ ขยี นบนั ทกึ “ยง่ิ รจู้ กั …ยงิ่ เขา้ ใจ” มาแลกเปลย่ี น กับเพ่อื นครใู นงาน “ชน่ื ใจ...ได้เรียนรู้ (ภาคครเู พลนิ )” ครั้งท่ี ๑๑ ว่า ...ฉันเคยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะรู้จักผู้เรียนโดยการบันทึกการเรียนรู้แต่ละคาบเรียน ปรากฏว่า ยังท�ำไม่ส�ำเร็จ แต่ก็พยายามท่ีจะเรียนรู้ผู้เรียนจากการสังเกต ไม่ว่าจะเป็นการท�ำกิจกรรมหรือ การแก้ปญั หาโจทย์สถานการณข์ องนกั เรยี นแตล่ ะคน ในภาควมิ งั สาปกี ารศกึ ษา ๒๕๕๙ ฉนั ไดร้ จู้ กั การเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นแตล่ ะคนไดพ้ อสมควร ซง่ึ ใน สัปดาห์ที่ ๕ เป็นเร่ืองจ�ำนวนท่ีมากกว่า ๑,๐๐๐ ซ่ึงมีการปรับแผนใหม่โดยการเปลี่ยนภาวะพร้อม ใหม้ กี จิ กรรมกอ่ น ในขณะคดิ กจิ กรรมกก็ งั วลวา่ ผเู้ รยี นทตี่ อ้ งใชเ้ วลาในการคดิ นนั้ จะสามารถทำ� ไดห้ รอื ไม่ เลยคิดจัดให้ท�ำกิจกรรมแบบกลุ่ม เพ่ือให้ผู้เรียนที่เรียนรู้ได้รวดเร็วมีโอกาสได้ช่วยเหลือเพ่ือนในการ ท�ำกจิ กรรม • 203 •

กิจกรรมนี้เป็นการหาภาพจ�ำนวนตามที่ครูก�ำหนด โดยครูจากมีภาพบล็อก ๑,๐๐๐, ๑๐๐, ๑๐, ๑ คละกันอยู่ในกล่องแต่ละใบ เช่น หาจ�ำนวนให้ได้ ๓,๕๑๒ ผู้เรียนจะปรึกษากันว่า ควรหยิบภาพอะไรมาบ้าง แล้วส่งตัวแทนไปหยิบให้ได้จ�ำนวนตามท่ีครูก�ำหนด กิจกรรมนี้ถือเป็น การทบทวนเร่ือง หลัก ค่าประจ�ำหลักไปในตัว ตัวครูมองเห็นว่าการให้ผู้เรียนที่ใช้เวลาคิดนานมา รวมกลมุ่ กบั คนทคี่ ดิ รวดเรว็ นน้ั ชว่ ยทำ� ใหเ้ ขาเขา้ ใจจำ� นวนและเหน็ ภาพจำ� นวนไดช้ ดั เจนขน้ึ แตก่ ไ็ มใ่ ช่ เฉพาะกลมุ่ ทใ่ี ชเ้ วลาในการคดิ นานจะเขา้ ใจมากขนึ้ เทา่ นน้ั ภาพรวมสว่ นใหญท่ ค่ี รเู หน็ คอื แตล่ ะกลมุ่ คอื สมาชกิ ของทกุ กลมุ่ มกี ารปรกึ ษากนั กระตอื รอื รน้ ทจี่ ะหาคำ� ตอบรว่ มกนั ไมไ่ ดต้ า่ งคนตา่ งทำ� จงึ ทำ� ให้ การท�ำกิจกรรมในคาบเรียนนี้เป็นไปอย่างราบรื่น มีนักเรียนบางคนออกมาหาจ�ำนวนแล้วเกิด ความสบั สนก็ยงั สามารถแกป้ ัญหาไดโ้ ดยการขอค�ำปรกึ ษาจากเพื่อนในกลุ่มตนเอง หลงั จากทที่ ำ� กจิ กรรมแลว้ ครกู ใ็ หท้ ำ� ใบงานสรปุ จำ� นวน ผเู้ รยี นกท็ ำ� ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ เพราะกจิ กรรม สง่ เสริมในการนำ� ความเขา้ ใจมาใชใ้ นการแก้ปัญหาโจทยไ์ ด้ ต่อมาครูมีภาพบล็อกกลุ่ม ๑,๐๐๐ อยู่ ๒ กลุ่ม และกลุ่ม ๑๐๐ อยู่ ๓ กลุ่ม โจทย์ถามว่า มกี ลมุ่ ละ ๑๐๐ อยกู่ ก่ี ลมุ่ จงึ จะเทา่ กบั ๒,๓๐๐ สำ� หรบั ผเู้ รยี นแลว้ โจทยน์ ถ้ี อื เปน็ โจทยท์ า้ ทายพอสมควร เพราะเป็นโจทย์ตีกลับ ซ่ึงในคาบเรียนท่ีแล้วโจทย์จะถามหาค�ำตอบ แต่คาบเรียนน้ีเป็นการถามกลับ ถึงหลักร้อย เมอื่ ครเู ดินดูนักเรียนทำ� งานครพู บวา่ มหี ลายคนท่ที �ำได้แล้ว แต่บางคนก็ยังไม่เขา้ ใจโจทย์ แลว้ ก็ มบี างคนกไ็ ดค้ ำ� ตอบแตย่ งั ไมส่ ามารถแสดงวธิ คี ดิ ได้ ในขณะทคี่ รกู ำ� ลงั เดนิ ดผู เู้ รยี นแตล่ ะคนในหอ้ งเรยี น อยู่น้ันมีเด็กชายคนหน่ึงชื่อว่าต้นกล้า ปกติแล้วเขาไม่ค่อยร่วมแลกเปล่ียนความคิดเห็นของตนเอง ร่วมกับเพื่อนเท่าไหร่ ต้นกล้ามักจะชอบคิดอยู่คนเดียว แต่เขาเป็นเด็กท่ีจับประเด็นได้รวดเร็ว จงึ สามารถเขา้ ใจ คอนเซป็ ตข์ องบทเรยี นไดด้ ว้ ยตนเอง เขามกั จะชอบใหค้ รดู วู ธิ กี ารคดิ ของเขา แตต่ อ้ ง มีครเู ห็นแคค่ นเดยี วเทา่ นั้น ในคาบเรียนนี้ก็เช่นกันต้นกล้าหาค�ำตอบได้และเขียนวิธีคิดได้อย่างละเอียด เมื่อครูดูแล้วก็ถาม ที่มาของวธิ คี ิดน้ี ต้นกล้า “๑,๐๐๐ มนั มีแผ่นรอ้ ยอยู่ ๑๐ แผ่น ถ้ามี ๒,๐๐๐ จะมแี ผน่ ร้อยอยู่ ๒๐ แผน่ คือมี กลมุ่ ละ ๑๐ แผน่ แลว้ รวมกบั แผ่น ๑๐๐ จำ� นวน ๓ แผน่ จะเท่ากบั ๒๓ แผน่ ครับ” คร ู “เน่ยี ! อธบิ ายดีขนาดนท้ี ำ� ไมไมอ่ ธบิ ายให้เพ่ือนฟงั ละ่ ” ตน้ กล้า “กล้าไมช่ อบพดู ใหค้ นอน่ื ฟงั กลัววธิ กี ลา้ ไมถ่ กู ” ครู “แต่มนั เป็นประโยชนก์ บั คนอื่นๆ มากเลยนะ” ขณะน้นั ตน้ กล้าเงยี บไป • 204 •

หลังจากที่ครูเดินดูการแก้ปัญหาโจทย์ของแต่ละคนอยู่นั้นก็มีผู้เรียนหลายคนอยากจะช่วยเหลือ เพื่อน ครูจึงถามทั้งนักเรียนห้องว่า “มีใครต้องการความช่วยเหลือบ้างคะ” มีผู้เรียนบางคนยกมือข้ึน เพราะท�ำไมไ่ ด้จริงๆ ครูมักย้�ำกับนักเรียนเสมอว่าการช่วยเหลือไม่ใช่การบอกค�ำตอบแต่เป็นการช่วยอธิบายในส่ิง ท่ีเพอ่ื นไม่เข้าใจ แต่ในคร้ังน้นั ครกู ็ไมค่ ิดเลยว่าตน้ กล้าจะเป็นหน่งึ คนทอี่ ยากจะไปช่วยเหลอื เพอ่ื นท่ียงั ไม่เข้าใจ ตน้ กลา้ “ผมขอชว่ ยดรากอ้ นได้ไหม” ครู “ทำ� ไมถึงอยากชว่ ยดราก้อนละ่ ” ตน้ กล้า “กล้าเห็นเขาท�ำไม่ได้มาหลายคร้ังแลว้ กลา้ เลยอยากจะชว่ ย” คร ู “ได้เลย ! ต้นกล้าอธิบายเหมอื นกับทีอ่ ธิบายใหค้ รฟู ังนะ ” ถ้าหากถามว่าทำ� ไมอยู่ๆ ตน้ กล้าถงึ อยากจะช่วยเหลือเพื่อน ในมมุ มองของฉันมองวา่ เขานา่ จะ อยากช่วยเหลือเพ่อื นคนนมี้ านาน แถมต้นกลา้ น่ังหลงั สดุ ดรากอ้ นนั่งหนา้ สดุ คงจะสังเกตเพ่ือนคนน้ี มาสักพักแล้ว เพราะนอกจากเวลาเรียนก็ไมค่ ่อยได้เล่นดว้ ยกนั เทา่ ไร นับจากที่ต้นกล้าสามารถอธิบายให้ดราก้อนเข้าใจได้แล้ว ต้นกล้าก็เปล่ียนจากที่คนท่ีไม่ค่อย น�ำเสนอความคิดเห็นของตนเอง ไปเป็นคนท่ีมักจะน�ำเสนอวิธีคิดเสมอ และเขายังสามารถอธิบาย ใหเ้ พื่อนรบั ฟังได้ชัดเจนอกี ดว้ ย ถ้าหากถามว่าท�ำไมต้นกล้าถึงน�ำเสนอวิธีคิดบ่อยขึ้น ตัวฉันมองว่าเขาได้เรียนรู้ว่าไม่ใช่แค่ครู ท่พี ร้อมจะรบั ฟงั เขา แตย่ งั มีเพือ่ นในห้องเรยี นท่ีพร้อมจะรับฟังเขาดว้ ยเช่นกนั ปัจจัยความสสำเร็จ โรงเรียนมีหน้าท่ีในการสร้างวัฒนธรรมและระบบคุณค่าท่ีน�ำพาให้ครูเชื่อมั่น ในคณุ คา่ ของมนษุ ย์ กระบวนการทเี่ กดิ ขน้ึ ในชนั้ เรยี นกต็ อ้ งนำ� พาใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ความเชอ่ื ม่นั ว่าครูเหน็ คณุ ค่าในความคิดและการกระท�ำท่ถี ูกตอ้ งนกั เรยี นทกุ คนเชน่ กัน • 205 •

๔๓บทที่ ตรวจสอบค�ำตอบทผ่ี ดิ กับนักเรยี น ทข่ี าดความมน่ั ใจในตนเอง การแสดงความคาดหวังสูงต่อนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรมและทรงพลัง ทส่ี ดุ คอื เมอ่ื นกั เรยี นตอบผดิ ครดู ำ� เนนิ การอยา่ งเอาจรงิ เอาจงั ไมว่ า่ นกั เรยี น คนนั้นจะเรียนเก่งหรือเรยี นออ่ น ยุทธศาสตร์และวธิ กี ารท่คี รูใชท้ บทวนค�ำตอบทีผ่ ิดกับนักเรยี นทขี่ าดความมั่นใจในตนเอง มีดงั ตอ่ ไปนี้ ยทุ ธศาสตร์ วธิ กี าร ครูตอบสนองอย่าง ครตู อบสนองอย่างเหมาะสมตอ่ ค�ำตอบท่ีไมถ่ ูกต้อง หรอื ไม่ครบถ้วน โดยกลา่ วขอบคุณ เหมาะสม นักเรียนทใ่ี หค้ ำ� ตอบ แล้วบอกว่าคำ� ตอบนน้ั มีสว่ นใดถกู ต้อง ส่วนใดยงั ไมถ่ ูกตอ้ ง ให้นักเรยี นพกั ช่ัวคราว เม่ือนักเรียนท่ีครูชี้ให้ตอบแสดงท่าทีอึดอัด ครูละจากนักเรียนคนดังกล่าวไปด�ำเนินการ ต่อนักเรียนท้ังชั้น แล้วจึงค่อยวกกลับมาที่นักเรียนคนเดิมทีหลัง โดยอาจคุย นอกเวลาเรยี น หรอื ในชน้ั เรยี นเพอื่ ทำ� ความเขา้ ใจประเดน็ เดมิ หรอื ประเดน็ ใหมท่ ส่ี มั พนั ธ์ กบั ประเด็นเดมิ ให้แกไ้ ขคำ� ตอบ ครูใช้เทคนิคตั้งค�ำถามเพ่ือชี้ให้นักเรียนเห็นว่าค�ำตอบของตนไม่มีพื้นฐานสนับสนุน โดยครูอาจต้ังค�ำถามว่า “นักเรียนรู้ได้อย่างไรว่าที่พูดนั้นเป็นความจริง” หรือ “มีข้อมูล หลักฐานสนบั สนุนค�ำตอบไหม” ใหค้ ิดเปน็ คู่ เมอ่ื ครตู ง้ั คำ� ถาม เวน้ เวลาใหน้ กั เรยี นคดิ สองสามนาที แลว้ ใหจ้ บั คแู่ ลกเปลยี่ นคำ� ตอบกนั (think - pair - share) และหาค�ำตอบร่วม แล้วครูช้ีให้นักเรียนตอบ โดยตอบค�ำตอบที่คู่ตกลงกัน และอาจ บอกค�ำตอบของคู่ หรอื ใหค้ ู่ตอบค�ำตอบของตน • 206 •

นค่ี อื เทคนคิ ขน้ั สงู สำ� หรบั “ครเู พอื่ ศษิ ย”์ โดยเมอ่ื นกั เรยี นตอบผดิ ครหู าทาง สร้างบรรยากาศเชิงบวกโดยกล่าวคำ� ขอบคุณ แล้วแจกแจงค�ำตอบออกเป็นส่วน ท่ีถูกต้องกับส่วนท่ีผิด ครูย้�ำค�ำตอบส่วนท่ีถูกต้อง แล้วหาวิธีช่วยให้นักเรียน แกไ้ ขสว่ นทไี่ มถ่ กู ตอ้ งดว้ ยวธิ ตี า่ งๆ หากยงั ไมส่ ำ� เรจ็ ครปู ลอ่ ยใหม้ ชี ว่ งพกั สำ� หรบั นกั เรยี นคนนน้ั แลว้ ถามคำ� ถามทเ่ี กยี่ วขอ้ งกนั ใหน้ กั เรยี นคนอน่ื ตอบคำ� ถามและ ค�ำตอบใหม่อาจช่วยเป็นกุญแจให้นักเรียนคนเดิม คิดค�ำตอบได้ ครูจึงกลับไปที่ นักเรียนคนเดิมให้ตอบและใหใ้ ห้เหตผุ ลและข้อมูลสนับสนุนค�ำตอบ เน่ืองจากนักเรียนส่วนหน่ึงมีความคาดหวังในผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ ตนสูงอยู่แล้ว คือนักเรียนท่ีมีผลลัพธ์ การเรียนดี ครูจึงควรพุ่งเป้าไปท่ีนักเรียน ที่เรียนอ่อน หาทางสร้างความคาดหวังต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ท่ีสูงให้ได้ โดยการ สื่อสารความคาดหวังผ่านพฤติกรรมของครู (ไม่ใช้ถ้อยค�ำจ้�ำจี้จ้�ำไชของครู ซึ่งมักจะให้ผลลบ) ซ่ึงเป็นพฤติกรรมเชิงบวก เชิงให้เกียรติ ให้คุณค่า และ ใหค้ วามคาดหวงั ครูจงึ ตอ้ งวางแผนและประเมินตนเองในเรอ่ื งนี้ทุกวนั หมายเหตุสำส คัญ นอกจากยกระดบั ความคาดหวงั ใหส้ งู ขน้ึ ตอ่ นกั เรยี นทเี่ รยี นออ่ นแลว้ ครยู งั ตอ้ งยกระดบั ความคาดหวงั ตอ่ นกั เรยี นทง้ั ชน้ั และใหก้ ารสนบั สนนุ ใหบ้ รรลคุ วาม คาดหวงั นนั้ ใหจ้ งได้ ตามหลกั การ “คาดหวงั สงู สนบั สนนุ เตม็ ท”่ี (High expectation, High support - https://www.gotoknow.org/posts/619876) ค�ำถามเชิงยุทธศาสตร์ของครู “ฉนั จะทบทวนคำ� ตอบทผ่ี ดิ กบั นกั เรยี นทย่ี งั ขาดความมนั่ ใจในตนเองไดอ้ ยา่ งไร” พฤติกรรมของนักเรียน • นักเรียนบอกวา่ ครไู ม่ยอมให้นักเรียนลม้ เลกิ ความพยายาม • นกั เรียนบอกวา่ ครไู มล่ ้มเลิกความต้ังใจที่จะให้ตนได้เรียนรู้ • นักเรยี นบอกวา่ ครูชว่ ยใหต้ นคดิ ลึกๆ เกย่ี วกบั สาระวิชา • นกั เรียนบอกวา่ ครชู ่วยให้ตนตอบคำ� ถามยากๆ ได้ ติดตามอา่ นบันทึกฉบบั เต็มได้ท่ี : https://www.gotoknow.org/posts/633213 • 207 •

เร่ืองเล่าจากห้องเรียน วิชาคณิตศาสตร์ เป็นวิชาไม้เบ่ือไม้เมากับนักเรียนมานานแสนนาน และ ในการพิสูจน์ประโยคนี้ให้เห็นจริง คุณครูตัง – พงศ์ศักด์ิ ตะวันกาญจนโชติ จึงเปิดค�ำถามกับนักเรียนชั้น ๖ ในคาบแรกของปีการศึกษา ๒๕๕๙ ว่า “ใครไมช่ อบคณติ ศาสตรบ์ ้าง ยกมือครับ” ค�ำตอบที่ได้ คือภาพเด็กนักเรียนยกมือกันเกินครึ่งห้อง บ้างก็มีเสียงบ่น พมึ พัมตามมา บ้างก็ใช้การแสดงออกทางสีหนา้ ประกอบ ในขณะเดยี วกนั คนท่ี ไมย่ กมอื กจ็ ะหนั ซา้ ยหนั ขวาเพอ่ื เหลยี วดวู า่ มใี ครยกมอื บา้ ง มอี ยมู่ ากนอ้ ยเพยี งใด ในการเขยี นแผนการสอนของโรงเรียนเพลนิ พัฒนา ทกุ คนคงจำ� กนั ได้ดวี ่า ช่องบนซ้ายของแผนการสอน คือ ช่องท่ีครูต้องเขียนความรู้ ทักษะ สมรรถนะ ทีผ่ ้เู รยี นสะสมมา หรอื เรียกกนั สัน้ ๆว่า met before ผมพบวา่ เดก็ กลมุ่ ทเี่ ปน็ ไมเ้ บอ่ื ไมเ้ มากบั คณติ ศาสตร์ คอื กลมุ่ ทที่ ำ� เครอื่ งมอื ท่ีอยู่ในช่องซ้ายบนของแผนการเรียนรู้เหล่านั้นหล่นหายไปมาก หรือพอจะมี เคร่ืองมือบ้างแต่ช�ำรุด ดังนั้นจึงใช้งานอย่างผิดพลาดมาตลอด ยกตัวอย่างเช่น การเขยี นสญั ลกั ษณ์ 6÷3 เขาจะเขยี นวา่ 3÷6 จนเมอื่ ครใู หเ้ วลากบั เขา พาชวนคดิ ชวนสังเกต เขาจึงจะทราบว่า เขาท�ำผิดพลาดจริง แต่เมื่อทราบแล้ว เขาก็ควร ได้รับการท�ำซำ้� แล้วย้�ำอกี เพอ่ื ให้เขาใชท้ กั ษะนไ้ี ด้อยา่ งธรรมชาติ ไมต่ ้องทอ่ งจ�ำ ให้เครยี ด “ง้นั ต้องหม่ันท�ำการบา้ นเยอะๆนะ...” ตอนแรกผมกค็ ดิ เชน่ นนั้ แตแ่ ลว้ กพ็ บวา่ ไมถ่ กู ทง้ั หมดครบั เพราะการบา้ น เปน็ การฝกึ ฝนบทเรยี นทเี่ ขาเรยี นในปจั จบุ นั เปน็ การนำ� เครอื่ งมอื เกา่ (met before) มาแก้ปัญหาบทเรียนใหม่ เช่น การบ้านเรื่องการหาพ้ืนที่ก็ต้องมีทักษะการตั้ง คูณหารท่ีแม่นย�ำ แล้วจึงมาแก้ปัญหาเร่ืองพ้ืนท่ีได้ แต่หากเด็กยังท�ำคูณหาร ได้ไม่ถูกต้อง หรือหนักกว่านั้นคือ ท่องสูตรคูณไม่คล่อง เขาก็จะติดอุปสรรค • 208 •

ตง้ั แตก่ า้ วแรกซงึ่ ไมม่ โี อกาสทจี่ ะเดนิ เขา้ ใกลส้ เู่ ปา้ หมายแตอ่ ยา่ งใด เพราะเขาไมร่ ู้ ว่าตนเองไมร่ ู้ และเกิดความรูส้ ึกแบบเดิมๆว่า “มนั ยาก ฉันทำ� ไม่ไดห้ รอก” ดังนั้น ผมจึงคิดจะลองปรับเปลี่ยนระบบการบ้านของเด็กกลุ่มน้ี เป็นการ ให้เขากลับมาฝึกฝนทักษะพ้ืนฐาน โจทย์การบ้านจึงเน้นทักษะการด�ำเนินการ ทางคณิตศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเร่ืองของการบวกลบคูณหารเศษส่วน ทศนิยม ซึง่ เป็นโจทยง์ า่ ย แต่ใหท้ ำ� เยอะๆ ท�ำซำ�้ ๆ ใช้เวลาไม่เกนิ ๑๐ นาที ข้ันตอนถัดมาเป็นการน�ำโจทย์การบ้านลงสู่นักเรียนอย่างเป็นธรรมชาติ ผมจึงแบ่งความยากของโจทย์คณิตศาสตร์ออกเป็น ๓ ระดับส�ำหรับนักเรียน แตล่ ะกลมุ่ จดั ลำ� ดบั ดงั น้ี ระดบั ยากสำ� หรบั นกั เรยี นกลมุ่ ที่ ๑ ระดบั กลางสำ� หรบั กลุ่มท่ี ๒ และ ๓ และระดับทบทวนส�ำหรับนักเรียนกลุ่ม ๔ ซ่ึงโจทย์ในแต่ละ ระดับก็ยังคงหลักการ ทักษะ และวิธีการแก้ปัญหาไว้อย่างครบถ้วน เพียงแต่ มคี วามซับซ้อนแตกตา่ งกนั ไป ในมุมของนักเรียนผู้ท�ำโจทย์ แต่ละคนจะได้รับความท้าทาย และฝึกฝน แก้ไขปัญหาที่เหมาะสมกับทักษะท่ีมี หากนักเรียนสามารถท�ำโจทย์ได้อย่าง ถกู ต้อง ครจู ึงจะเพิ่มระดับความยากใหก้ บั เขาในครัง้ ถดั ไป สุดท้ายแล้วนักเรียน ก็จะพฒั นาทกั ษะได้เหมาะสมกับกระบวนการเรยี นรู้ของแตล่ ะคน เม่ือน�ำความคิดน้ีกลับมาปรับแก้ไขแผนการเรียนรายคาบ เราจึงจัดวาง ระดับความยากในการแก้ปัญหาโจทย์ในคาบเรียน ออกเป็น ๔ ระดับ ตั้งแต่ ระดับที่ง่ายไปถึงยากท่ีสุด เรียงตามล�ำดับดังน้ีคือ โจทย์เด็กเด็ก โจทย์ใจสู้ โจทย์ใจกล้า และ โจทย์ข้ันเทพ เร่ิมจากตอนต้นคาบเรียนคุณครูแจกโจทย์เด็ก เด็กให้กับนักเรียนทุกคน หากนักเรียนคนใดท�ำโจทย์ครบตามที่ก�ำหนดไว้แล้ว ใหก้ ลับมาหาครูเพอื่ ตรวจสอบความถูกต้องและรับโจทย์ในระดบั ข้ันถดั ไปไปท�ำ กติกาข้อเดียวที่มีก็คือ ก่อนหมดคาบเรียน นักเรียนแต่ละคนควรจะ ท�ำโจทย์ให้ผ่านระดับใจสู้ไปให้ได้ ดังน้ันการท�ำโจทย์ตามระดับความยากนี้ จงึ เปน็ เสน้ ทางสำ� หรบั นกั เรยี นแตล่ ะคนไดฝ้ กึ ฝนทกั ษะตามสมรรถนะของตนเอง • 209 •

อย่างแท้จริง นักเรียนคนใดท่ีใช้เวลาท�ำโจทย์นาน เพราะยังไม่แม่นย�ำในทักษะ น้ันๆ ก็จะค่อยๆ พาตัวเองเดินไปอย่างช้าๆ โดยมีครูช่วยก�ำกับเป็นระยะๆ ในขณะที่คนใดมีความคล่องแคล่วสูง ก็จะพาตัวเองไปพบกับความท้าทาย ในระดบั ทม่ี ากขน้ึ ไปเรือ่ ยๆ ในระหว่างท่ีทุกคนก�ำลังแก้ปัญหาในระดับความสามารถของตัวเองอยู่นั้น ครูจะเขียนตัวเลขแสดงจ�ำนวนนักเรียนท่ีแก้ปัญหาอยู่ในระดับข้ันต่างๆ เพ่ือท่ี แต่ละคนจะได้ทราบสถานะของตนเองและมองเห็นภาพรวมของทั้งห้องไปใน เวลาเดยี วกันด้วย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ นักเรียนทุกคนมีความพยายามท่ีจะฝ่าฟันโจทย์ ปัญหา สอบถามสถานะกบั เพ่ือนๆ วา่ อยทู่ ่โี จทย์ระดบั ใดกนั บ้าง และมกี ารแลก เปลย่ี นวธิ กี ารคดิ กนั เปน็ กลมุ่ เลก็ ๆ บา้ ง พวกเขากำ� ลงั เรยี นรรู้ ว่ มกนั ในบรรยากาศ ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกท้าทายกับโจทย์ท่ีแต่ละคนก�ำลังเผชิญหน้าอยู่ จนกระท่ัง ในท่สี ุดทุกคนต่างกร็ สู้ ึกว่าตนเองประสบความส�ำเร็จในการเรียนรู้ เร่ืองราวท้ังหมดน้ีเกิดขึ้นได้เพราะทีมคุณครูคณิตศาสตร์ ร่วมแรงร่วมใจ กันมาวางแผนล�ำดับการท�ำโจทย์ให้มีความยากง่ายตามระดับความสามารถ ของผู้เรียนน่ันเอง ปัจจัยความสสำเร็จ ครูรับฟังนักเรียนอย่างลึกซึ้ง สังเกตข้อจ�ำกัด หรือ อุปสรรคที่นักเรียนแต่ละคนที่มีความแตกต่างกันออกไป จากนั้นจึงน�ำข้อมูลกลับมาพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้ มีความเหมาะสมกบั สมรรถนะของผเู้ รยี น • 210 •

๑๑ภาค สรา้ งการเปลย่ี นแปลงในระบบ (Making System Changes) ขจดั หรอื ลดปจั จัยลบ เพิ่มปัจจยั บวก ใหแ้ ก่การจัดการเรยี นร้แู นวใหมข่ องครู ๔๔บทท่ี สรา้ งระบบทมี่ ั่นใจวา่ มกี ารพัฒนาครู ๔๕บทท่ี ให้ม่ันใจว่าหลกั สูตรเอาใจใสท่ กั ษะการคดิ (cognitive) และทักษะ ควบคุมการคิด (meta-cognitive skills) ๔๖บทท่ี ค่อยๆ ปรบั ส่รู ะบบพัฒนาสมรรถนะของนกั เรียน (competency-based) ๔๗บทท่ี สรุป

๔๔บทที่ สรา้ งระบบท่ีมนั่ ใจว่ามกี ารพัฒนาครู การเปล่ียนแปลงระบบท่ีชัดเจนและส�ำคัญท่ีสุดคือระบบการพัฒนาครู ซ่ึงผมตีความว่า เป็นระบบพัฒนาครูท่ีเน้นให้ครูพัฒนาตนเอง และพัฒนา กันเอง (PLC) ซ่ึงเป็นการพัฒนาจากการท�ำงาน โดยมุ่งม่ันพัฒนาศิษย์ ตามทก่ี ลา่ วไว้ในภาค ๑ - ๑๐ รวม ๔๓ ประเดน็ ยทุ ธศาสตร์ คอื เปน็ Learning by Doing ของครูน่ันเอง เครื่องมือในการพัฒนาครูใช้ ๒ เครื่องมือประกอบกันคือ สเกลบอก ระดบั การพฒั นา (developmental scale) และการประเมนิ ตนเอง (self-audit) สเกลบอกระดบั การพฒั นาของแต่ละประเด็น (element) จาก ๐ - ๔ แสดงในตาราง ๔ ครปู รบั พฤตกิ รรมและสรา้ งยทุ ธศาสตรส์ ำ� หรบั สนองความตอ้ งการ และสถานการณท์ จ่ี ำ� เพาะ สรา้ งนวตั กรรม ของนักเรยี น ครูใชย้ ุทธศาสตรแ์ ละพฤตกิ รรมตามประเดน็ น้ี และครตู ิดตามผลวา่ การดำ� เนินการ ก่อผล ๓ ต่อการเรยี นรขู้ องนกั เรยี นอยา่ งไรบ้าง ประยกุ ต์ ครูใช้ยุทธศาสตร์และพฤติกรรมตามประเด็นนี้ แตไ่ มไ่ ด้ติดตามตรวจสอบผลตอ่ นกั เรยี น ๒ ครูใชย้ ุทธศาสตร์และพฤตกิ รรมตามประเด็นน้ี แต่ยงั ไมถ่ ูกต้อง และขาดไปบางส่วน พฒั นา ครูไมร่ จู้ ักยุทธศาสตร์และพฤตกิ รรมตามในยทุ ธศาสตร์นี้ ๑ เริ่มต้น ๐ ไมไ่ ดใ้ ช้ • 212 •

เขาแนะนำ� กระบวนการ ๕ ขน้ั ตอนสำ� หรับครูด�ำเนนิ การพฒั นาตนเอง ๑. เร่มิ ดว้ ยการประเมนิ ตนเอง (self-audit) ๒. ตดิ ตามความก้าวหน้าของตนเอง ๓. ได้เขา้ สังเกตการณก์ ารสอนทดี่ ี และร่วมอภิปรายท�ำความเขา้ ใจ ๔. เข้าร่วมทมี ครรู ว่ มมือพัฒนาซ่งึ กันและกัน (PLC) ๕. ไดร้ ับโค้ชชิ่ง เริ่มด้วยการประเมินตนเอง ตอนต้นปีการศึกษาครูประเมินตนเองใน ๔๓ ยุทธศาสตร์ (element) ท่ี ระบุในตอนก่อนๆ โดยใชส้ เกลบอกระดบั การพัฒนาข้างบน แล้วเลือก ๓ - ๔ ประเดน็ ยทุ ธศาสตร์ สำ� หรบั ดำ� เนนิ การพฒั นาตนเองในปนี น้ั เกณฑใ์ นการเลอื ก คอื ผลการประเมนิ อยทู่ ร่ี ะดบั ๐ - ๒ และตง้ั เปา้ ผลการประเมนิ ซำ�้ ตอนปลายปี การศกึ ษาซึง่ ควรกำ� หนดไว้ไม่ต่�ำกว่าระดับ ๓ ติดตามความก้าวหน้า หลงั จากด�ำเนนิ การพัฒนาตนเอง ครตู ดิ ตามความก้าวหนา้ ของตนเองโดย การจัดท�ำบันทึกกิจกรรม ในท�ำนองเดียวกับท่ีครูแนะน�ำให้นักเรียนท�ำ (ตอนที่ ๑๐) และครทู ำ� “ตารางบอกความกา้ วหนา้ ของคร”ู (Teacher Progress Chart - http://soltreemrls3.s3-website-us-west-2.amazonaws.com/marzanoresearch. com/media/documents/reproducibles/becoming_reflective/teacherprogress- chart.pdf) ลงคะแนนประเมนิ ตนเองเป็นรายเดอื น • 213 •

เข้าสังเกตการณ์การสอนท่ีดี และร่วมอภิปรายท�ำความเข้าใจ ครแู ตล่ ะคนควรไดเ้ ขา้ รว่ มกจิ กรรม เขา้ สงั เกตการณช์ นั้ เรยี นทส่ี อนโดยครู ทเ่ี ก่ง และรว่ มอภิปรายทำ� ความเข้าใจอย่างนอ้ ยปีละ ๒ ครงั้ เพอื่ ท�ำความเขา้ ใจ การสอนทด่ี จี ากภาคปฏบิ ตั ิ ตามดว้ ยการอภปิ รายทฤษฎเี บอื้ งหลงั วธิ กี ารเหลา่ นน้ั เข้าร่วมทีมครูร่วมมือพัฒนาซ่ึงกันและกัน (PLC) รายละเอยี ดของกระบวนการ PLC อยใู่ นหนังสอื บนั เทงิ ชวี ติ ครู ส่ชู ุมชน การเรียนรู้ (https://www.scbfoundation.com/publishing.php?project_ id=292#publishing/292/14508) ในทางปฏิบัติครูควรรวมกลุ่มกันตาม เป้าหมายการพัฒนาท่ีต้ังไว้ตอนต้นปี เช่น ท�ำวง PLC ด้านเทคนิคสื่อสาร เป้าหมายการเรียนรู้ด้วยการเฉลิมฉลองผลส�ำเร็จ (บทที่ ๓) ท�ำวง PLC ดา้ นเทคนคิ ตงั้ คำ� ถามเชิงลึกตอ่ นักเรยี นทีข่ าดความม่ันใจในตนเอง (บทท่ี ๔๒) เป็นต้น PLC เหลา่ นอี้ าจรวมตวั กนั แลกเปลยี่ นเรยี นรอู้ ยา่ งเขม้ ขน้ เปน็ เวลา ๑ เดอื น เชน่ ใชเ้ วลา ๑ ชวั่ โมงในตอนเยน็ ของทกุ วนั มาประเมนิ ตนเองวา่ บรรลเุ ปา้ หมาย การพัฒนาตนเองแค่ไหนจนกระท่ังครบหมดทุกคนแล้วก็สลายตัวได้ หรือจะ ตอ่ ยอดพฒั นาให้เกดิ นวตั กรรมย่ิงขนึ้ และใช้เวลายาวเป็นปีกย็ อ่ มได้ ได้รับโค้ชช่ิง โค้ชชิ่งท่ีได้รับมีเป้าหมายจ�ำเพาะเพื่อยกระดับสเกลการพัฒนาตามเป้า หมายการพัฒนาประเด็นยุทธศาสตร์ท่ีก�ำหนดไว้ตอนต้นปี โดยมีแนวทางการ ให้โค้ชช่งิ ตามระดับการพัฒนาตอ่ ไปน้ี • 214 •

๔ โคช้ ชว่ ยใหค้ รปู รบั ยทุ ธศาสตร์ หรอื สรา้ งยทุ ธศาสตรใ์ หม่ สำ� หรบั ใชก้ บั นกั เรยี นทใี่ ชย้ ทุ ธศาสตร์ สร้างนวัตกรรม เดิมๆ แลว้ ไม่ได้ผล โค้ชช่วยให้ครูเข้าใจผลต่อนักเรียนที่ต้องการของยุทธศาสตร์น้ันๆ และช่วยให้ครูพัฒนาวิธี ๓ การวดั ผลต่อนกั เรยี นในชน้ั ตามท่ตี ้องการ ประยกุ ต์ โค้ชช่วยให้ครูไมใ่ ชย้ ทุ ธศาสตรน์ นั้ ๆ อยา่ งผิดๆ โคช้ ชว่ ยใหค้ รเู ขา้ ใจยทุ ธศาสตรแ์ ละกำ� หนดขนั้ ตอนของยทุ ธศาสตรน์ น้ั ได้ และชว่ ยการทดลอง ๒ ใชใ้ นขัน้ ตน้ พฒั นา โคช้ ชว่ ยอธบิ ายความสำ� คัญของยทุ ธศาสตร์ และแนวทางดำ� เนินการโดยท่ัวไป ๑ เรม่ิ ตน้ ๐ ไม่ไดใ้ ช้ โปรดสังเกตว่า หนังสือ The New Art and Science of Teaching ไม ได้แนะน�ำการพัฒนาครูโดยการก�ำหนดให้เข้ารับการอบรมระยะส้ันตามที่ใช้ กันในกระทรวงศึกษาไทย และโปรดสังเกตว่าเป้าหมายของการพัฒนาครูคือ ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนที่ดีข้ึน ไม่ใช่พัฒนาครูลอยๆ อย่างท่ีระบบการ ศึกษาไทยดำ� เนนิ การกันอยู่ การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาที่ส�ำคัญท่ีสุดส�ำหรับประเทศไทย คือ เปลีย่ นแปลงระบบพัฒนาครูประจำ� การ ตดิ ตามอา่ นบนั ทึกฉบบั เตม็ ได้ที่ : https://www.gotoknow.org/posts/633454 • 215 •

๔๕บทที่ ให้มน่ั ใจวา่ หลักสูตรเอาใจใสท่ ักษะ การคิด (cognitive) และทักษะควบคมุ การคดิ (meta-cognitive skills) ทกั ษะการคดิ (cognitive skills) คอื กลมุ่ ทกั ษะสำ� หรบั ใชป้ ระมวลขอ้ มลู และทำ� กจิ กรรมใหส้ ำ� เรจ็ โดยมรี ายละเอยี ดแตล่ ะทักษะย่อยดงั นี้ cognitive skill นยิ าม สร้างข้อสรปุ เชอ่ื มโยงสารสนเทศเพื่อสรา้ งแนวความคิดใหม่ ตรวจหาตรรกะทผ่ี ิดพลาด วิเคราะหข์ ้อสรปุ หรือข้อโต้แย้ง เพื่อหาความจริงหรือความนา่ เชอ่ื ถอื บอ่ ยๆ นำ� เสนอข้อเสนอพรอ้ มขอ้ ใชเ้ หตุผลและหลักฐานสนบั สนุนแนวคดิ ใหม่ สนบั สนนุ คน้ หาความรจู้ ากแหลง่ หาความรูท้ ต่ี ้องการจากแหล่งดิจทิ ลั หรอื ออนไลน์ พรอ้ มตรวจสอบความนา่ เชือ่ ถือ ดจิ ทิ ัล แกป้ ญั หา ตรวจสอบปัญหาหรอื ข้อจ�ำกดั เพอื่ บรรลเุ ป้าหมาย ตดั สินใจ เลือกทางเลอื กทเี่ หมาะสมทส่ี ุดจากทางเลอื กดีๆ จำ� นวนหนึง่ ทดลอง สร้างค�ำอธิบายต่อเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ และทดสอบความแม่นย�ำของ คำ� อธบิ ายนนั้ สอบสวน หาค�ำถามส�ำหรบั ประเด็น เหตกุ ารณ์ หรือแนวคดิ และค้นหาคำ� ตอบ วิธีแกป้ ัญหา หรือคำ� ทำ� นาย ตรวจสอบความสมั พันธ์ เข้าใจและตระหนักว่าแนวความคิดสองแนวความคิดเชื่อมโยงกันอย่างไรโดยเวลา พน้ื ฐานระหวา่ งแนวความคดิ สาเหตเุ สรมิ กันหรอื แยง้ กนั สร้างและจดั การมโนภาพ สร้างภาพ สัญลักษณ์ หรือจินตนาการเหตุการณ์ข้ึนในใจ แล้วใช้ทดสอบแนว ความคดิ หรือแนวทางแกป้ ัญหา • 216 •

ทักษะก�ำกับการคิด (metacognitive skills) คือกลุ่มทักษะส�ำหรับใช้ก�ำกับจิตใจตนเอง ในการท�ำกจิ กรรมที่ซับซ้อนจนลุล่วงและมีทกั ษะยอ่ ยดงั ต่อไปน้ี metacognitive skill นยิ าม วางแผนสู่เป้าหมายและปรบั แผน กำ� หนดเปา้ หมายระยะยาว หรอื ระยะสนั้ กำ� หนดแผนเพอ่ื บรรลเุ ปา้ หมายนนั้ และปรับแผนตามที่เหมาะสม ด�ำรงความใสใ่ จต่อเน่ืองเมอ่ื ในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ตระหนักในความอึดอัดขัดข้อง และด�ำรง ค�ำตอบหรอื ทางออกยังไมช่ ัด ความเอาใจใส่ในกจิ กรรมนน้ั ไปพน้ ขอ้ จ�ำกัดของความรู้ ปรับเป้าหมายให้ต้องใช้ความรู้และทักษะใหม่ ไม่ใช่อยู่ในพ้ืนที่สบายใจ และทกั ษะของตน (comfort zone) ของตน สรา้ งมาตรฐานความเป็นเลิศ เม่ือท�ำงานสร้างผลงาน ก�ำหนดผลงานท่ีดีกว่าเดิมๆ เพื่อสร้างความส�ำเร็จ ทีเ่ ป็นเลิศ แสวงหาขน้ั ตอนทีย่ กระดบั ขน้ึ เรียนความรู้ หรือฝกึ ทกั ษะ ทลี ะน้อยเพือ่ ไมใ่ ห้หนกั เกนิ ก�ำลัง แล้วตรวจสอบ ความสมั พันธ์เชื่อมโยงของแต่ละส่วนเข้าเปน็ ภาพรวม แสวงหาความแม่นย�ำ วิเคราะห์แหล่งข้อมูลเพ่ือตรวจสอบความน่าเช่ือถือ ยืนยันข้อมูลด้วยการ ตรวจสอบจากหลายแหลง่ แสวงหาความชัดเจน เมือ่ ได้รับข้อมูลใหม่ให้สงั เกตความสับสนทต่ี นร้สู กึ และหาทางแกไ้ ข ยบั ย้งั ความววู่ าม มสี ตยิ งั้ คดิ สอบหาขอ้ มูลใหม่ คอ่ ยๆ คดิ เพ่อื หาทางออกใหม่ท่รี อบคอบกว่า แสวงหาความต่อเนือ่ งเชอ่ื มโยง ตรวจสอบความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสว่ นยอ่ ยของระบบและความสมั พนั ธ์ ระหวา่ ง (cohesion & coherence) ส่วนย่อยกบั ภาพรวมและปรับปรุงหากยังไม่ได้ผลทพี่ อใจ • 217 •

หนังสือ The New Art and Science of Teaching เสนอรายการและ ลำ� ดบั การสอน cognitive skills ของนกั เรยี นอนบุ าลถงึ เกรด ๘ เอาไวเ้ ปน็ รายปี และเสนอรายการและสาระวชิ าทมี่ กี ารสอน cognitive skills ของนกั เรยี นมธั ยม ปลายไว้ ทน่ี า่ สนใจคอื เขาเสนอวา่ ทกั ษะทคี่ วรเรมิ่ ฝกึ ตงั้ แตช่ นั้ อนบุ าลคอื ทกั ษะ ตรวจสอบความสมั พนั ธพ์ นื้ ฐานระหวา่ งแนวความคดิ และทกั ษะสรา้ งและจดั การ มโนภาพ ชนั้ ป. ๑ เรมิ่ ฝกึ ทกั ษะสรา้ งขอ้ สรปุ แกป้ ญั หาและทดลอง ชน้ั ป. ๒ เรม่ิ ฝึกทักษะตรวจหาตรรกะท่ีผิดพลาดบ่อยๆ น�ำเสนอข้อเสนอพร้อมข้อสนับสนุน และทักษะตดั สินใจ ช้ัน ป. ๓ เริม่ ฝึกทกั ษะสอบสวน ทักษะท่แี นะน�ำให้เรมิ่ ช้า ทส่ี ดุ (ป. ๕) คอื ทักษะค้นหาความรจู้ ากแหลง่ ดิจทิ ลั ส่วน metacognitive skills ในชั้นอนุบาลเขาแนะน�ำทักษะแสวงหาความ ชดั เจน และทกั ษะยบั ยง้ั ความววู่ าม ทกั ษะทแี่ นะนำ� ใหเ้ รม่ิ ชน้ั ป. ๑ มี ๓ ทกั ษะ คอื วางแผนสู่เปา้ หมายและปรบั แผน ดำ� รงความใสใ่ จต่อเน่อื ง เมื่อค�ำตอบหรอื ทางออกยังไม่ชัดและแสวงหาความแม่นย�ำ ทักษะที่แนะน�ำให้เร่ิมชั้น ป. ๒ มี ๒ ทกั ษะคอื แสวงหาขน้ั ตอนทย่ี กระดบั ขนึ้ และแสวงหาความตอ่ เนอ่ื งเชอื่ มโยง (cohesion & coherence) ในช้ัน ป. ๔ แนะนำ� ให้เรมิ่ ฝกึ ทกั ษะสรา้ งมาตรฐาน ความเป็นเลิศ ส่วนทักษะท่ีเริ่มฝึกหลังสุด (ป.๕.) คือ ไปพ้นข้อจ�ำกัดของ ความรแู้ ละทกั ษะของตน อา่ นรายละเอยี ดของ metacognition skills แลว้ ผมคดิ วา่ เปน็ เรอ่ื งเดยี วกนั กบั Executive Functions and Self-Regulation (http://www.gotoknow.org/ posts/617539) ตดิ ตามอา่ นบนั ทกึ ฉบบั เต็มไดท้ ่ี : https://www.gotoknow.org/posts/634181 • 218 •

๔๖บทท่ี ค่อยๆ ปรับสู่ระบบพัฒนาสมรรถนะ ของนักเรยี น (competency-based) หัวใจของข้อเสนอน้ี คือให้ค่อยๆ เปลี่ยนจากห้องเรียนแบบจารีต (conventional) ไปเป็นห้องเรียนท่ีใช้ระบบพัฒนาสมรรถนะ (competency – based) ซง่ึ หมายความวา่ มีลกั ษณะส�ำคัญ ๓ อยา่ ง ๑. นักเรียนจะไม่เลื่อนไปเรียนสาระที่สูงข้ึน หากยังไม่บรรลุสมรรถนะ ของสาระระดบั ล่าง ๒. นกั เรยี นแต่ละคนเรียนแต่ละสาระเรว็ หรือช้าตามทต่ี นต้องการ ๓. ครูมีมมุ มองต่อช้ันเรียนแตกตา่ งไปจากช้นั เรียนแบบจารีต ช้ันเรียนแบบพัฒนาสมรรถนะของนักเรียน (เป็นรายคน) แตกต่างจาก ช้ันเรียนแบบจารตี ในเชิงโครงสรา้ ง ๔ ประการ ๑. การสอนทง้ั ชน้ั (whole-class instruction) การสอนทงั้ ชนั้ ไมใ่ ชส่ งิ่ เลวรา้ ย และยงั คงใชอ้ ยใู่ นหอ้ งเรยี นแบบพฒั นาสมรรถนะ แตม่ สี ดั สว่ นในการใช้ ลดลงไปซึ่งจะใช้ต่อเมื่อครูสังเกตเห็นว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ สาระนั้นๆ ในขณะที่ในห้องเรียนแบบจารีตครูสอนสาระต่อนักเรียน ทง้ั ชนั้ ในทุกสาระ ๒. การสอนกลุ่มย่อย (small-group instruction) การสอนกลุ่มย่อยเป็น วธิ กี ารมาตรฐาน ในชนั้ เรยี นแบบพฒั นาสมรรถนะของนกั เรยี น ทสี่ ามารถ ทำ� ไดโ้ ดยครตู อ้ งออกแบบการเรยี นรโู้ ดยใหน้ กั เรยี นไดท้ ำ� กจิ กรรมรว่ มกนั เปน็ กลมุ่ เลก็ ๆ ในขณะทห่ี อ้ งเรยี นแบบจารตี จะใชก้ ารสอนกลมุ่ ยอ่ ยบา้ ง เหมือนกัน แตม่ กั ใช้กับนกั เรียนกลุ่มท่ยี งั เรยี นไมท่ นั เพือ่ น • 219 •

๓. การสอนเฉพาะตวั (individual instruction) เปน็ การสอนแบบตวั ตอ่ ตวั (one – to – one) ในห้องเรียนแบบจารีตการสอนแบบน้ีเกิดขึ้น โดยบงั เอญิ มกั เกดิ ขน้ึ เมอื่ ครไู ปพบวา่ มนี กั เรยี นคนใดคนหนง่ึ ยงั ไมเ่ ขา้ ใจ บทเรยี น แตใ่ นหอ้ งเรยี นแบบพฒั นาสมรรถนะของนกั เรยี น ครจู ะวางแผน การเรยี นแบบสอนเฉพาะตวั ไวล้ ว่ งหนา้ เพราะครมู ตี ารางระดบั ความเขา้ ใจ ในเรือ่ งนนั้ ของนักเรียนเป็นรายคนอย่กู บั ตวั ๔. เพ่ือนสอนเพ่ือน (peer to peer instruction) ในห้องเรียนแบบจารีต กล่าวได้ว่าเกือบไม่มีหรือไม่มีการสอนแบบน้ี เพราะสภาพความเข้าใจ หรอื ไมเ่ ขา้ ใจสาระนนั้ เปน็ เรอื่ งสว่ นตวั นกั เรยี นแตล่ ะคน แตใ่ นหอ้ งเรยี น แบบพฒั นาสมรรถนะครจู ะมขี อ้ มลู ระดบั ความเขา้ ใจของนกั เรยี นแตล่ ะคน และครใู หน้ กั เรยี นจบั คเู่ พอื่ ชว่ ยเหลอื กนั ซง่ึ การทำ� กจิ กรรมในลกั ษณะน้ี นอกจากนักเรียนจะได้รับเน้ือหาสาระแล้ว ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรม ความรว่ มมอื และการชว่ ยเหลอื ซงึ่ กนั และกนั ใหเ้ กดิ ขนึ้ ในชน้ั เรยี นอกี ดว้ ย สรปุ เปรยี บเทยี บวธิ กี ารจดั การเรยี นการแบบจารตี กบั การเรยี นการสอนแบบพฒั นาสมรรถนะ ไดด้ งั น้ี วิธีสอน แบบจารีต แบบพัฒนาสมรรถนะ สอนท้งั ชน้ั • เป็นวธิ ีการสอนหลักของทุกสาระ • เกิดขึ้นเฉพาะบางสถานการณ์ เช่น ใช้พัฒนา • อาจใช้สอนสาระใหม่ ฝึกปฏิบัติเพ่ือให้รู้ลึก ทักษะการเรยี น หรือทกั ษะเปล่ยี นแปลงวธิ เี รยี น สอนกลมุ่ ยอ่ ย ฝึกประยุกต์ใช้ความรู้และใช้ในยุทธศาสตร์ เมอ่ื นกั เรยี นสว่ นใหญม่ ปี ญั หา การเรยี นเดยี วกนั สอนเฉพาะตวั ทีม่ ลี ักษณะร่วมของการสอนทุกแบบ หรือเม่ือนักเรียนส่วนใหญ่เรียนเรื่องที่มีการวัด เพอ่ื นสอนเพ่อื น ทจ่ี �ำเพาะ • ใช้เมื่อมีนักเรียนมีปัญหาการเรียนแยกได้ • เป็นวิธีสอนตามปกติ เปน็ กลุ่มๆ • มกี ารวางแผนในการสอนประจำ� วนั • ใช้เพื่อสนองนักเรียนเฉพาะบุคคลตามความ • ใชเ้ พอ่ื สนองนกั เรยี นเฉพาะบคุ คลตามความจำ� เปน็ จำ� เป็น • มีการวางแผนเป็นประจ�ำ • เกิดขึ้นโดยบังเอญิ • เกดิ น้อยมากหรือแทบไมม่ เี ลย • เป็นวิธีสอนตามปกติ ตดิ ตามอา่ นบันทึกฉบบั เตม็ ได้ที่ : https://www.gotoknow.org/posts/635152 • 220 •

๔๗บทที่ สรปุ หนังสือเล่มนี้เสนอมุมมองใหม่ในเร่ืองศาสตร์และศิลป์ของการสอน โดยเปล่ียนไปมุ่งความชัดเจนท่ีสภาพจิตใจและกระบวนการท่ีเกิดขึ้นในสมอง ของนักเรียน ไม่ใช่ท่ีตัวครู ความส�ำคัญของครูอยู่ที่การสร้างสภาพแวดล้อม และบรรยากาศท่ีกระตุ้นสภาพจิตใจ และกระบวนการในสมองของนักเรียน ใหพ้ ร้อมตอ่ การเรียนรู้ สาระส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มน้ี รวม ๔๓ บท ว่าด้วยเร่ืองยุทธศาสตร์ การท�ำหน้าท่ีครูเพ่ือสร้างสภาพจิตใจและกระบวนการท่ีเกิดขึ้นในสมองของ นกั เรียนใหเ้ อื้อต่อการเรยี นรู้ จุดเน้นอีกประการหนึ่งคือพลังเสริมของการประเมินในห้องเรียน เพื่อใช้ เป็นการให้ข้อมูลป้อนกลับ (feedback) ต่อนักเรียนและครู ต่อการสร้างสภาพ จิตใจและกระบวนการในสมองของนักเรียนให้เอ้ือต่อการเรียนรู้ ซ่ึงสอดคล้อง อย่างย่ิงกับสาระในหนังสือ ประเมินเพื่อมอบอ�ำนาจการเรียนรู้ (https://www. gotoknow.org/posts/tags/ประเมนิ เพอื่ มอบอำ� นาจ) ทเี่ นน้ เปลย่ี นแปลงกระบวน ทัศนว์ ่าดว้ ยการประเมินทางการศึกษา ข้อเสนอส�ำคัญในเชิงนโยบายและระบบ ที่อยู่ในบทท่ี ๔๔ – ๔๖ ของหนังสือที่ทุกท่านก�ำลังถืออยู่ในมือเล่มน้ี เป็นข้อเสนอเพ่ือให้ระบบเอ้ือ ต่อการเรียนรู้แบบรู้จริง รู้ลกึ และเกดิ การพฒั นาตวั นกั เรียนอยา่ งรอบดา้ น ติดตามอา่ นบันทึกฉบับเต็มได้ท่ี : https://www.gotoknow.org/posts/635485 • 221 •



ภาคผนวก ตวั อยา่ งการจัดการเรียนรู้แนวใหมข่ องครู ทีโ่ รงเรยี นเพลนิ พฒั นา ท่ีใช้ระบบพฒั นาครู โดยเนน้ ให้ครูพัฒนาตนเองและพฒั นากันเอง

ตวั อยา่ งการจดั การเรยี นรแู้ นวใหมข่ องครทู โ่ี รงเรยี นเพลนิ พฒั นาทใี่ ชร้ ะบบพฒั นาครโู ดยเนน้ ให้ครูพัฒนาตนเอง และพัฒนากนั เอง (PLC) ซง่ึ เป็นการพฒั นาจากการทำ� งาน มงุ่ มนั่ พัฒนาศิษย์ โดยอาศยั งานการยกระดับไตรยางค์การศกึ ษา (OLE) เปน็ เป้าหมายสำ� คัญ จุดเริ่มต้น ...สร้างชุมชนการเรียนรู้ครู (PLC)* ด้วยการจัดการความรู้ (KM)** “เปลี่ยนกระบวนทัศน์ พฒั นาวัฒนธรรมการเรยี นร”ู้ (๒๕๕๐) สร้าง PLC ด้วย KM + Lesson Study “วิถสี รา้ งการเรยี นรู้เพ่ือศิษยใ์ นศตวรรษท่ี ๒๑” (๒๕๕๕) • 224 •

สร้าง PLC ด้วย KM + Lesson Study + OLE งานชน่ื ใจ...ได้เรยี นรู้ (ภาคครเู พลิน) คร้ังที่ ๙ : กิจกรรมเปดิ ช้นั เรียน แผนการเรียนรู้ “การถ่ายเท ความรอ้ น” หนว่ ยวชิ าธรรมชาตศิ กึ ษาและประยกุ ตว์ ิทยา ชน้ั ๔ (๒๕๕๙) (ตอนท่ี ๑) (ตอนที่ ๒) • 225 •

สร้าง PLC ด้วย KM + Lesson Study + OLE งานช่ืนใจ...ได้เรยี นรู้ (ภาคครเู พลิน) คร้ังท่ี ๑๐ : กจิ กรรมถอดรหัส “ความสำ� เร็จในการจดั การ เรียนรโู้ ครงงานวดั สวุ รรณาราม” หนว่ ยวชิ าภมู ิปญั ญาภาษาไทย ช้ัน ๓ (๒๕๕๙) สร้าง PLC ด้วย KM + Lesson Study + OLE งานช่ืนใจ...ไดเ้ รียนรู้ (ภาคครูเพลนิ ) คร้งั ท่ี ๑๒ : กจิ กรรมถอดรหัสความส�ำเรจ็ ในการสร้างและ พฒั นาครดู ้วยหนา้ งานประจำ� “ห้องเรียนดีๆ มีขึ้นได้อยา่ งไร” (๒๕๖๐) • 226 •

สร้าง PLC ด้วย KM + Lesson Study + OLE งานชื่นใจ...ไดเ้ รยี นรู้ (ภาคครูเพลิน) คร้ังที่ ๑๒ : กจิ กรรมเปดิ ชั้นเรียน แผนการเรยี นรู้ “กลโคลง ประดดิ เดกเหล้น” หนว่ ยวิชาภูมปิ ัญญาภาษาไทย ชนั้ ๕ (๒๕๖๐) * PLC - Professional Learning Community ** KM – Knowledge Management • 227 •

ปัจจัยความสสำเร็จ ประเด็นหลักๆ ที่ครูทุกคนต้องตระหนัก คือ ครูไม่ได้มีหน้าท่ีส่งต่อความรู้ แต่เมือ่ ครรู กั ในความรู้กจ็ ะรวู้ า่ จะทำ� อยา่ งไรใหเ้ ดก็ รักในความรทู้ ี่ครรู ัก • 228 •


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook