ผลของการใชวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตรใ นการเรียนการสอนสงั คมศกึ ษาทม่ี ตี อการคดิ อยา งมีวิจารณญาณของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาตอนตน โรงเรยี นสาธติ สังกดั ทบวงมหาวทิ ยาลยั นางสาวอารยี า ศโิ รดม วิทยานพิ นธน ีเ้ ปนสวนหน่ึงของการศึกษาตามหลักสตู รปรญิ ญาครศุ าสตรมหาบัณฑิต ภาควชิ ามธั ยมศึกษา สาขาวชิ าการสอนสงั คมศกึ ษา บณั ฑิตวิทยาลยั จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปการศึกษา 2545 ISBN 974-17-1695-8 ลขิ สทิ ธ์ขิ องจุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย
EFFECTS OF IMPLEMENTING HISTORICAL METHOD IN SOCIAL STUDIES ON CRITICAL THINKING OF LOWER SECONDARY SCHOOL STUDENTS IN DEMONSTRATION SCHOOLS UNDER THE MINISTRY OF UNIVERSITY AFFAIRS Miss Areeya Sirodom A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Education in Teaching Social Studies Department of Secondary Education Graduate School Chulalongkorn University Academic Year 2002 ISBN 974-17-1695-8
หัวขอ วทิ ยานพิ นธ ผลของการใชว ธิ ีการทางประวัติศาสตรในการเรยี นการสอนสงั คม ศึกษาทมี่ ีตอ การคดิ อยางมวี จิ ารณญาณของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษา โดย ตอนตน โรงเรยี นสาธิต สงั กดั ทบวงมหาวทิ ยาลยั สาขาวชิ า นางสาวอารียา ศโิ รดม อาจารยท ปี่ รกึ ษา การสอนสงั คมศกึ ษา ผชู วยศาสตราจารย ดร. วลยั พานิช คณะครุศาสตร จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั อนุมตั ใิ หนบั วทิ ยานพิ นธฉ บบั น้เี ปนสว น หนง่ึ ของการศกึ ษาตามหลกั สูตรปรญิ ญามหาบณั ฑิต ………………………………… คณบดคี ณะครศุ าสตร (รองศาสตราจารย ดร. ไพฑรู ย สนิ ลารตั น) คณะกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ ………………………………….ประธานกรรมการ (รองศาสตราจารย ดร. สุวฒั นา อทุ ัยรตั น) ………………………………….อาจารยท่ปี รกึ ษา (ผูชว ยศาสตราจารย ดร. วลัย พานชิ ) ………………………………….กรรมการ (ผูชวยศาสตราจารย ดร. อลิศรา ชชู าต)ิ ………………………………….กรรมการ (รองศาสตราจารย ลาวัณย วทิ ยาวฑุ ฒกิ ลุ )
อารยี า ศโิ รดม: ผลของการใชวิธีการทางประวัติศาสตรในการเรียนการสอนสงั คมศึกษาทม่ี ีตอ การคิด อยางมีวิจารณญาณของนกั เรียนระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน โรงเรียนสาธติ สงั กัดทบวงมหาวิทยาลยั (EFFECTS OF IMPLEMENTING HISTORICAL METHOD IN SOCIAL STUDIES ON CRITICAL THINKING OF LOWER SECONDARY SCHOOL STUDENTS IN DEMONSTRATION SCHOOLS UNDER THE MINISTRY OF UNIVERSITY AFFAIRS) อาจารยท่ปี รึกษา : ผศ.ดร.วลัย พานชิ , 162 หนา . ISBN 974-17-1695-8 การวจิ ยั ครั้งนี้ มีจดุ มุงหมายเพอ่ื 1) เปรยี บเทยี บการคิดอยางมวี ิจารณญาณของนักเรียนระดบั มัธยมศึกษา ตอนตน โรงเรยี นสาธติ สังกัดทบวงมหาวทิ ยาลยั ระหวางกลุมทีเ่ รยี นดว ยวธิ ีการทางประวัติศาสตร และกลุมท่ี เรยี นแบบปกติ 2) เพอ่ื เปรยี บเทยี บการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณของนักเรียนกอนและหลังที่เรยี นดว ยวิธีการทาง ประวตั ศิ าสตร กลุมตัวอยางเปนนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาตอนตน โรงเรียนสาธติ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั ภาคเรยี น ที่ 2 ปก ารศกึ ษา 2545 ในการวิจัยไดแ บงนักเรียนเปน 2 กลมุ คือ กลุม ทดลอง และกลุม ควบคมุ กลุมละ 35 คน โดยใชแ ผนการสอน 2 แบบ คอื แผนการสอนโดยใชวิธีการทางประวัติศาสตร และแผนการสอนแบบปกติ จํานวน 18 คาบ ใชเวลาในการทดลอง 9 สัปดาห เครื่องมอื ทีใ่ ชในการเก็บรวบรวมขอมูลคือ แบบวดั การคดิ อยาง มวี ิจารณญาณ ท่ผี วู จิ ยั พฒั นาขึ้น ซึ่งมคี าความเท่ยี งเทากบั 0.85 นาํ ขอมูลที่ไดจ ากการทดลองมาวิเคราะหค วาม แตกตางของคา เฉลยี่ คะแนนความคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณดวยสถิติทดสอบที ( t-test) ผลการวจิ ัยพบวา 1. นกั เรยี นทไ่ี ดรบั การจัดการเรียนการสอนโดยใชวธิ ีการทางประวัติศาสตรม ีการคิดอยางมี วจิ ารณญาณสงู กวา นักเรยี นท่เี รยี นโดยวิธีการสอนแบบปกตอิ ยางมนี ยั สําคัญที่ระดับ .05 2. นกั เรยี นท่ไี ดรบั การจัดการเรียนการสอนโดยใชวิธีการของประวตั ศิ าสตรม ีคะแนนการคิดอยางมี วิจารณญาณสูงขึ้นอยา งมีนยั สําคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05 ภาควิชา มธั ยมศกึ ษา ลายมือชอื่ นิสิต………………………………. สาขาวิชา การสอนสังคมศึกษา ลายมอื ชื่ออาจารยปรกึ ษา……………………. ปก ารศกึ ษา 2545 ลายมอื ช่ืออาจารยที่ปรกึ ษารว ม………………
## 438 3820 327 : MAJOR TEACHING SOCIAL STUDIES KEY WORDS : IMPLEMENTING HISTORICAL METHOD / CRITICAL THINKING AREEYA SIRODOM: EFFECTS OF IMPLEMENTING HISTORICAL METHOD IN SOCIAL STUDIES ON CRITICAL THINKING OF LOWER SECONDARY SCHOOL STUDENTS IN DEMONSTRATION SCHOOLS UNDER THE MINISTRY OF UNIVERSITY AFFAIRS : THESIS ADVISOR: ASST.PROF.WALAI PANICH, ED.D. 162 pp. ISBN 974-17-1695-8 This research was aimed to: 1) compare the critical thinking of lower secondary students between the groups that was taught by the historical method and by the conventional method. 2) compare the critical thinking of the students before and after being taught by the historical method. The sample was lower secondary students in Chulalongkorn University Demonstration School. The sample was divided into two groups: the experimental and the controlled group. Each group consisted of thirty-five students. Two types of lesson plans based on historical method and the conventional method for 18 period of time were used in conducting the research. The research lasted for nine weeks. The test of critical thinking with the reliability of 0.85 constructed by the researcher was used to collect data which then be analyzed with t– test. The finding were as followers: 1. The critical thinking of the students in the group taught by historical method was higher than students taught by conventional method at .05 level of significance. 2. The score of critical thinking posttest of students in the group taught by historical method were higher than pretest score at .05 level of significance. Department Secondary Education Student’s signature……………………. Field of study teaching Social studies Advisor’s signature…………………… Academic year 2002 Co- advisor’s signature………………..
กิตตกิ รรมประกาศ วิทยานิพนธฉบับนีส้ าํ เร็จลลุ วงดวยดี ดว ยความกรณุ าชว ยเหลืออยางดยี ิ่งจาก ผูชว ยศาสตราจารย ดร. วลัย พานิช อาจารยท่ีปรึกษาวทิ ยานิพนธซ ่งึ ไดใ หคําปรกึ ษา คําแนะนาํ กําลังใจและขอเสนอแนะตางๆ ที่มคี ุณคา ท่ีชวยใหงานวจิ ัยสมบรู ณย งิ่ ขน้ึ ดว ยความเมตตาปราณแี ละดวยความเอาใจใสอ ยางดยี ิ่ง ผูวจิ ัยขอกราบ ขอบพระคุณเปนอยางสูง มา ณ โอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคณุ รองศาสตราจารย ดร.สุวฒั นา อุทัยรตั น ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ ผชู ว ยศาสตราจารยอลิศรา ชชู าติ และรองศาสตราจารยลาวัณย วิทยาวุฑฒกิ ลุ กรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ ที่ไดตรวจสอบและแกไ ขขอ บกพรอ งตางๆ ในวทิ ยานิพนธฉ บบั น้ี และขอกราบขอบพระคณุ ผูท รงคณุ วุฒทิ ัง้ 6 ทา น คือ รองศาสตราจารย ดร.ศริ ิเดช สุชีวะ ผชู ว ยศาสตราจารยช ูพงษ ปญจมะวัต ผูชวยศาสตราจารยพ ิไล แยมงามเหลอื ผูชว ยศาสตราจารยว รรณา วฒุ ฑะกลุ ผูชว ยศาสตราจารยอ มรา รอดดารา และผูชวย ศาสตราจารยสธุ รรมา บลู ภักดิ์ ที่กรณุ าตรวจสอบเคร่ืองมอื ทีใ่ ชใ นการวิจัย ตลอดจนใหข อเสนอแนะ ขอคิดเหน็ ตา งๆ ท่ีเปนประโยชนตอ งานวิจัยในคร้งั นี้ ขอขอบคุณผูบรหิ ารโรงเรยี นสาธติ จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ฝายมธั ยม ตลอดจนคณะครู และนักเรียน ทใ่ี หค วามรวมมืออํานวยความสะดวกในการดาํ เนนิ การในการสุมกลมุ ตัวอยา ง หาประสิทธภิ าพ และการทดลอง เปน อยางดี ขอขอบคณุ คณาจารยห มวดวชิ าสังคมศกึ ษา โรงเรยี นสาธิตจฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ฝายมัธยม อาจารย ชยการ คีรีรตั น และผูชวยศาสตราจารย ดร.สุรชยั พรภคกุลทก่ี รุณาใหค ําปรกึ ษาในการวิจัยคร้ังนี้ ขอขอบคุณพี่ เพื่อน และนองในโรงเรยี นสาธติ จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ฝายมธั ยม ซ่ึงไดแก อาจารย พัชราภรณ พมิ ละมาศ อาจารยวรพร ปณตพงศ อาจารยส มนกึ ปฏิปทานนท และอาจารยวันทนา ทวคี ุณธรรม ทีส่ นนั สนนุ และเปน กาํ ลังใจตลอดการทํางานวจิ ยั ในครง้ั น้ี ขอขอบคณุ ผทู ่มี ีสวนรวมในการใหค าํ ปรกึ ษา ตลอดจนสนบั สนุนและเปนกาํ ลังใจแกผวู ิจยั ท่ีไมได กลาวถึงไว ณ ท่ีน้ี ทกุ ๆ ทาน และผทู ีอ่ ยเู บ้ืองหลงั ของความสําเร็จในคร้งั นี้เปนผทู ีใ่ หช ีวิตและกาํ ลังใจ ซ่ึงผูวจิ ัยขอกราบระลึกถงึ พระคณุ ของคุณพอ คุณแม รวมท้ังคณุ ยาย คุณปา พ่ีและนอ ง ท่ีเปน กําลงั ใจตลอดมา อารียา ศโิ รดม
สารบญั หนา บทคัดยอภาษาไทย…………………………………………………………………….…ง บทคัดยอภาษาองั กฤษ……………………………………………………………………จ กิตติกรรมประกาศ……………………………………………………………………….ฉ สารบัญตาราง……………………………………………………………………………ฌ สารบัญแผนภาพ…………………………………………………………………………ญ บทท่ี 1. บทนาํ …………………………………………………………………………….…...1 ความเปน มาและความสาํ คญั ของปญหา…………………………….……………1 วตั ถปุ ระสงคข องการวิจยั ………………………………………………..……….4 สมมตฐิ านการวิจัย…………………………………………………..……………4 ขอบเขตของการวจิ ยั ……………………………………………..……………….5 คําจาํ กดั ความท่ีใชในการวิจยั ……………………………….…………………….6 2. วรรณคดแี ละงานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วขอ ง………………………………………………………7 แนวคดิ เกย่ี วกบั การเรยี นการสอนประวตั ิศาสตร… ………………………………8 ความหมายและคณุ คาของประวตั ิศาสตร……………………………….…...8 ธรรมชาติของประวตั ศิ าสตร… ……………………………..……………….10 วธิ ีการทางประวัติศาสตร… ……………………………………………..…...13 ประโยชนข องการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร… ………………………….………..17 ครกู ับการเรยี นการสอนประวตั ิศาสตร… ……………………………………21 แนวคดิ เกย่ี วกบั การสอนเพ่อื พัฒนาความคดิ ……………………………….….….23 กรอบความคดิ ของความคดิ …………………………………………………23 ทฤษฎีท่เี กย่ี วของกับการคิด…………………………………………………25 แนวการสอนเพอ่ื พฒั นาความคิด…………………………………………....27 แนวคดิ เกย่ี วกบั การคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ…………………………….……….….28 ความหมายของการคิดอยางมีวจิ ารณญาณ……………………………….…..28 กรอบแนวคิดทฤษฎีทเี่ กยี่ วขอ งกบั การคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ……….………30 กระบวนการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ………………………………………….34 ลกั ษณะของผูท่มี ีความคิดอยางมีวจิ ารณญาณ……………………………......37
สารบัญ (ตอ ) บทท่ี หนา 2 (ตอ ) แบบวดั ความคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ…………………………………………….39 ความสัมพนั ธข องการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณ กบั วธิ ีการทางประวัติศาสตร… ……………………………………………..….. 41 งานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วของ………………………………………………………………43 งานวิจยั ในประเทศ…………………………………………………………43 งานวจิ ยั ในตางประเทศ……………………………………………………..50 3. วิธกี ารดาํ เนนิ การวจิ ยั …………………………………………………………………49 แบบแผนการทดลอง………………………………………………………..49 ศกึ ษาคน ควา …………………………………………………………………50 ประชากรและกลุม ตัวอยาง…………………………………………………..50 เคร่ืองมอื ที่ใชในการวิจยั …………………………………………………….51 การดาํ เนินการวิจัย…………………………………………………………...59 การวเิ คราะหขอ มูล…………………………………………………………..60 4. ผลการวิเคราะหขอมลู …………………………………………………………………62 5. สรปุ ผลการวจิ ยั การอภปิ รายผลและขอ เสนอแนะ……………………………………65 รายการอางอิง………………………………………………………………………………69 ภาคผนวก…………………………………………………………………………………..74 ภาคผนวก ก หนงั สือขอความรวมมอื ………………………………………76 ภาคผนวก ข รายนามผูทรงคณุ วุฒ…ิ ……………………………………….79 ภาคผนวก ค เครือ่ งมอื ที่ใชใ นการเก็บรวบรวมขอ มลู ………………………87 ภาคผนวก ง เครื่องมอื ทใี่ ชในการทดลอง………………………………….103 ภาคผนวก จ คณุ ภาพของเคร่อื งมือท่ีใชใ นการเก็บรวบรวมขอมลู …………151 ภาคผนวก ฉ คะแนนการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณของนกั เรียนกอ นเรียน และหลงั เรียนโดยจาํ แนกตามจุดมงุ หมาย……………………156 ประวัตผิ เู ขียนวิทยานพิ นธ… ………………………………………………………………159
สารบญั ตาราง ตารางที่ หนา 1 ความสัมพนั ธข องวิธกี ารทางประวตั ิศาสตรแ ละการคดิ 2 อยางมวี จิ ารณญาณ…………………………………………………………42 3 จาํ นวนขอสอบในแบบวัดความสามารถทางการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณ 4 ในการทดลองใชคร้งั ที่ 1 จําแนกในแตละดา น……………………………54 5 แสดงเนื้อหาการเรยี นการสอนโดยใชว ธิ ีการทางประวัตศิ าสตร 6 รายวิชา ส 029 ประวตั ิศาสตรค วามสัมพันธร ะหวา งประเทศของไทย……..58 7 แสดงผลการทดสอบความแตกตางระหวา งคา เฉลี่ยคะแนนการคดิ อยาง 8 มวี ิจารณญาณกอ นการทดลองระหวางกลมุ ทดลองและกลมุ ควบคมุ ………60 แสดงผลการทดสอบความแตกตา งระหวา งคาเฉลีย่ คะแนนการคิดอยา ง 9 มวี จิ ารณญาณกอ นและหลงั การทดลองของกลุมควบคมุ …………………..62 แสดงผลการทดสอบความแตกตางระหวางคาเฉลย่ี คะแนนการคดิ อยา ง 10 มีวจิ ารณญาณกอ นและหลังการทดลองของกลมุ ทดลอง…………………..63 แสดงผลการทดสอบความแตกตา งระหวางคาเฉล่ยี คะแนนการคดิ อยาง มวี จิ ารณญาณหลงั การเรียนระหวา งกลมุ ทดลองและกลมุ ควบคุม…………64 คา ความยากงา ย (p) และอํานาจจําแนก (r) เปน รายขอของแบบวัด ความสามารถทางการคิดอยา งมวี ิจารณญาณ จํานวน 40 ขอ กอ นการทดลองของนักเรยี นท่ีไมใชก ลมุ ตวั อยา ง………………………….152 คา ความยากงาย (p) และอํานาจจําแนก (r) เปนรายขอ ของแบบวัด ความสามารถทางการคดิ อยา งมวี ิจารณญาณ จาํ นวน 40 ขอ หลังการทดลองของนกั เรียนท่ีเปนกลมุ ตวั อยา ง………………………..….154 คะแนนการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณของนกั เรียนกลุมทดลอง กอนเรียนและหลงั เรียนโดยจาํ แนกตามจดุ มงุ หมาย………………………..157
สารบัญแผนภาพ แผนภาพท่ี หนา 1 รปู แบบการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ………………………………………..34 2 ความคิดรวบยอดของการจดั การเรียนการสอนโดยวิธีการทาง ประวตั ศิ าสตรเ พื่อพฒั นาความคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ…………………….41 3 ตัวอยา งคําถามแบบวัดความสามารถทางคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ………….55
บทที่ 1 บทนาํ ความเปนมาและความสาํ คญั ของปญ หา สภาพสังคมไทยในปจ จุบันกําลงั ประสบปญ หาทางสงั คมมากมาย ทง้ั นเี้ นื่องจากความเจริญ อยา งรวดเรว็ ทางดานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีตา งๆ ตลอดจนการรบั เอาวัฒนธรรมทางตะวนั ตก เขามา ทาํ ใหว ถิ ีการดํารงชวี ิตของบุคคลเปลย่ี นไป คนทวั่ ไปขาดความมั่นคงในชวี ติ ขาดความมี ระเบียบทางใจ เหน็ ประโยชนส ว นตนมากกวา ประโยชนส ว นรวม ไมม ีความซอ่ื สัตยตอกนั ขาด ความเสยี สละและความพรอมใจกัน ความสงบในสงั คมจงึ ไมเกดิ ขึ้น ซึ่งปญหาเหลานจ้ี ําเปน ตอง อาศยั การศึกษาเปน กําลงั สําคญั ในการท่ีจะสรางความเปน ระเบียบใหสงั คม ทั้งทางกายและจิตใจ เพือ่ ใหบ ุคคลไดรูจักตนเอง อนั เปนทางไปสคู วามสขุ นอกจากนกี้ ารศกึ ษายังสง เสรมิ ใหบุคคลเกดิ ปญญา รูจ ักคิด รจู ักตัดสินใจ มีสุขภาพทางรางกายและจติ ใจท่ีสมบูรณ มคี ุณธรรมมีความเสียสละ ตอ สังคมสว นรวม มีความรบั ผิดชอบตอหนาท่ีการงาน มแี นวคดิ ทศั นคติ และหลกั การคิด แกปญหาสังคมดว ยหลักแหง ปญญาและหลกั เหตุผล อกี ทัง้ สามารถปรับตนเองใหเ ขา กบั สังคมได เปน อยางดี (สํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหงชาต,ิ 2540: 1) ประวัตศิ าสตรเ ปน วชิ าหนง่ึ ทม่ี ีความสาํ คัญและเปน รากฐานของวชิ าการทุกสาขา โดยมี กระบวนการทใ่ี หผ เู รียนเกดิ ทกั ษะในการคิด รวมถึงเกิดความภาคภมู ใิ จในความเปน ไทย ดงั ที่ สบื แสง พรหมบญุ (2518: 5) กลาววา วิชาการใดกต็ ามจาํ เปน ตอ งเรียนจากประสบการณใ น อดตี ของมนษุ ยนอกจากจะเปนความรทู สี่ าํ คญั แลว ยงั เปน บทเรยี นท่ีมีคณุ คาตอมนษุ ยใ นสังคม ท้งั นี้เพราะเหตกุ ารณทเี่ กดิ ในอดตี แมว าจะแตกตางกนั ในดานพฤตกิ รรม เวลา สถานท่ีและ ตวั บุคคลแตกส็ ามารถหาสาเหตรุ ว มกนั ของหลายๆ เหตกุ ารณไ ด ซึง่ ชว ยใหสามารถวเิ คราะห เหตุการณตางๆ ท่ีเกดิ ขึ้นไดอยางถูกตอง นอกจากนย้ี งั สามารถนาํ ขอบกพรอ งทเี่ กดิ ขึ้นจาก ประสบการณใ นอดีตมาปรบั ปรุงแกไขใหเหมาะสมกบั สภาพเหตกุ ารณใ นปจ จุบนั และเปน แนวทางสาํ หรับอนาคตไดอ กี ดว ย นอกจากนี้ ชาญวทิ ย เกษตรศิริและสุชาติ สวสั ดศ์ิ รี (2518: 28) ไดก ลาววาวิชาประวตั ศิ าสตรเปนรากฐานทสี่ ําคัญของความเจรญิ กา วหนา ของมนุษย ในสงั คม ไมว า สังคมใดกต็ ามวิวัฒนาการของสงั คมหรือของหมูชนนน้ั ๆ ยอ มขึ้นอยกู บั ความ เปน มาในอดีตของชาตินน้ั ๆ เปน สาํ คญั อกี ทัง้ เปน วิชาหน่งึ ท่ีมคี วามสาํ คญั ยงิ่ ในการทจ่ี ะให การศกึ ษาแกพลเมอื ง (ทัศนีย เรอื่ งธรรม, 2519: 15) เพราะเปน วชิ าที่มีเนื้อหาเกยี่ วขอ งกบั
2 ความสัมพนั ธร ะหวางมนุษยก ับมนุษย มนษุ ยกบั สิง่ แวดลอ มตา งๆ ในสงั คม ทาํ ใหสมาชิกใน สงั คมดํารงชวี ิตอยรู วมกนั อยางมีความสขุ สามารถรักษาอารยธรรมของชนชาตไิ ด การศึกษาประวัตศิ าสตรท ําใหผศู กึ ษาสามารถเขาใจพ้นื ฐานจติ ใจของมนุษยแ ละอาจชว ย ใหสามารถทํานายเหตกุ ารณต างๆ ในอนาคตได เพราะการศกึ ษาประวัติศาสตรเ ปนเสมือนกบั ประสบการณท ่สี องท่ีนอกเหนือไปจากประสบการณจ ริงในชวี ิตของผศู ึกษา ความรคู วามเขา ใจ อดตี ทผี่ านมา ยอมมอี ิทธพิ ลตอ ความคดิ และชวยผศู กึ ษาใหม คี วามเฉลียวฉลาดข้ึน เพราะความ เฉลยี วฉลาดเกดิ จากการเรยี นรูประสบการณในอดตี และสามารถนําประสบการณใ นอดีตนัน้ มา ใชใ หเกิดประโยชนตอปจ จบุ นั และอนาคตได (ดนัย ไชยโยธา, 2534: 45) ปจ จุบันนกั การศกึ ษาไดใ หความสนใจ และตระหนกั ถงึ ความสาํ คัญของการศกึ ษา ประวัติศาสตร พระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง ชาติ พทุ ธศักราช 2542 ไดใหความสาํ คญั ของ ประวัตศิ าสตร ดงั ท่ีกลาวในมาตรา 23 วาการจดั การศึกษาตอ งเนนความสําคญั ทงั้ ความรู คณุ ธรรม และกระบวนการเรยี นรู และบรู ณาการตามความเหมาะสมของแตล ะระดับการศกึ ษาในดา นตางๆ รวมถงึ ความรูในเร่ืองเกยี่ วกบั ประวตั ิศาสตรความเปน มาของสังคมไทย ในขณะท่กี ารสอนประวัตศิ าสตรใ นปจจบุ นั มกั ประสบปญ หาและอปุ สรรคทส่ี าํ คัญ คอื ปญหาเก่ยี วกบั วธิ ีการเรียนการสอนประวัตศิ าสตรทีม่ งุ เนน ในเรอื่ งการถายทอดความรทู ม่ี อี ยู มากกวาการสรางองคความรใู หม ผลทต่ี ามมาก็คือ ครูรับบทบาทเปน ผูถา ยทอดวชิ าใหแ กศ ษิ ย ดังนัน้ การวดั ผลจงึ เนนความสามารถในการทอ งจาํ กระบวนการเรยี นการสอนแบบนีท้ าํ ใหได ความรใู นระดบั การรับเพยี งอยางเดยี วแทนทีจ่ ะนําไป สูความรใู นระดับสรางสรรค ซงึ่ มุงเนน ไป ทก่ี ารดึงศกั ยภาพในการวิเคราะหว จิ ารณข องนักเรยี นในการทจี่ ะใหเ กดิ การวิพากษว จิ ารณได (วนิ ยั พงศศรเี พยี ร, 2543: 5) นอกจากน้ี Fenton (1966: 150) ไดกลา ววาหวั ใจของการเรยี นการ สอนประวตั ิศาสตร ควรสอนใหน ักเรียนตีความขอมลู ทางประวัตศิ าสตรซ ง่ึ เหมาะสมกวาการ สอนใหนกั เรียนรูเน้อื หาประวัติศาสตรเ พียงอยา งเดยี ว จากเหตุผลดงั กลา ว การเรยี นการสอนประวัตศิ าสตรจ ะมปี ระสทิ ธภิ าพได ถา หากผสู อน และผเู รยี นไดเ ปล่ียนทศั นคตแิ ละพฤตกิ รรมการเรียนการสอนเสียใหม ดว ยการต้งั ตน จากการ เรม่ิ ทาํ ความเขา ใจในความหมายความสําคญั และธรรมชาติของวชิ าประวัตศิ าสตร ขั้นตอมากค็ อื การพิจารณาศกึ ษาใหเหน็ คณุ คา และประโยชนข องวิธกี ารทางประวัตศิ าสตร (เฉลมิ มลิลา, 2523: 12) ในดานความหมายของวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตรนั้น ลาวณั ย วิทยาวฑุ ฒกิ ุลและคณะ (2543: 7) ไดใ หความหมายของวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตรว า หมายถงึ วธิ วี จิ ยั เอกสารและหลกั ฐาน ประกอบอื่นๆ เพือ่ ใหไดม าซงึ่ องคความรใู หมท างประวตั ศิ าสตรบ นพน้ื ฐานการวเิ คราะหข อมลู ที่ รวบรวมมาอยา งเปนระบบ และที่เกย่ี วของกบั หลกั ฐานการตั้งประเดน็ ปญ หา หรอื ขอสมมตฐิ าน และการตีความหลักฐานอยา งเปน เหตเุ ปน ผล
3 การเรียนโดยวธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร ครูจะตองสอนใหนกั เรยี นไดร จู ักวเิ คราะหว ิจารณ ประเด็นทางประวัติศาสตรใ นระดบั ตน เพราะวิธกี ารทางประวัตศิ าสตรเกีย่ วขอ งกับการสอนให นกั เรยี นเขา ใจนา้ํ หนกั ความนาเชื่อถอื ของหลกั ฐานประเภทตางๆ และการนาํ หลักฐานนน้ั มาใช ฝกหัดวิเคราะหแ ละอภิปรายกนั (วนิ ยั พงศศ รเี พียร, 2543: 11) นอกจากน้ี Banks (1973: 171) ไดกลาววา ประวตั ศิ าสตร คือกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร เพราะนกั ประวตั ศิ าสตรพ ยายามทจี่ ะ ใชกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรใ นการดําเนินการและสอบสวน แตป ระวตั ศิ าสตรบางอยา งกม็ ี ลักษณะทแ่ี ตกตา ง กบั วทิ ยาศาสตร ดังนนั้ วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร มลี กั ษณะทัง้ เปน วิธกี ารทาง วทิ ยาศาสตรแ ละไมเ ปนวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร คอื ลักษณะการเปน ระบบข้ันตอน สามารถ ตรวจสอบได แตขอมลู หลักฐานทางวทิ ยาศาสตรก บั ประวัติศาสตรแตกตา งกัน จงึ ทําใหก าร ตคี วามและสรปุ ไมเ ปน วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตรโ ดยสมบรู ณ (ลาวณั ย วิทยาวุฑฒิกุลและคณะ, 2543: 7) การเรียนการสอนโดยใชว ธิ กี ารทางประวัตศิ าสตรน ั้นประกอบดว ย 5 ขัน้ ตอน (ลาวัณย วิทยาวุฑฒกิ ลุ และคณะ, 2543: 7) ดังน้ี 1. การกําหนดประเดน็ / ปญ หา / เร่ืองทจี่ ะศกึ ษา 2. การคนควาและรวบรวมขอมลู ทง้ั ท่ีเปนขอ เทจ็ จรงิ และแนวคดิ จากหลกั ฐานตางๆ 3. การตรวจสอบเชงิ ประวตั ศิ าสตร (วิเคราะห ประเมนิ และ ตคี วามหลกั ฐาน) 4. การสังเคราะห / ตคี วาม 5. การนําเสนอขอ มูล จากลาํ ดับขนั้ ตอนของวิธกี ารทางประวัตศิ าสตรด งั กลา วจะเหน็ ไดว า เม่ือนักประวัตศิ าสตร เกิดปญหาหรอื มคี วามสนใจในเรอื่ งใดเร่ืองหนึง่ โดยเรมิ่ ตนดว ยการตง้ั ประเด็นปญ หาแลว แสวงหา รวบรวมขอมลู โดยใชวิธีการประเมินคาและตีความหลกั ฐาน อันจะทาํ ใหเกดิ ความรคู วามเขาใจ เกย่ี วกบั ปญ หานนั้ ๆ หรอื สามารถแกปญหานน้ั ๆ ไดอยา งมรี ะเบยี บแบบแผน ซงึ่ ทัง้ หมดนจ้ี ะ กลายเปนประสบการณก ารเรียนรูของผูเ รยี น ซงึ่ ผูเรยี นและผสู อนไดม กี ารวางแผนและกระทํา อยา งถกู วิธที ุกขน้ั ตอน และครบตามกระบวนการนัน้ สามารถสงเสรมิ การเรียนรแู ละสามารถ พฒั นากระบวนการคดิ อนั นาํ ไปสกู ารคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ การเรยี นการสอนวชิ าประวัตศิ าสตร ใหไ ดผ ลดสี าํ หรับผูเ รยี นนั้น ตอ งรจู ักแสวงหาเหตุผล หดั คิด หดั วเิ คราะหดว ยตนเอง ซง่ึ จะทาํ ใหเ รยี นประวตั ศิ าสตรไ ดส นกุ ขึ้นและไดผลดีมากขน้ึ (เฉลมิ มลิลา, 2522: 14) การจดั การเรยี นการสอนท่สี อดคลอ งและเหมาะสมกับเหตผุ ลดัง กลาวคอื การเรยี นการสอนโดยใชว ิธีการทางประวตั ศิ าสตร นัน่ คอื ตองฝก การใชความเกย่ี วพนั ระหวางรายละเอยี ดกบั แบบสรปุ ความเขา ใจอยา งกวา งโดยสมา่ํ เสมอ ใหประสบการณใ นการ รวบรวม จดั หมวดหมขู อ มลู ที่มากมาย (ธิดา สาระยา, 2520: 19) ดงั นนั้ การเรียนการสอนโดย ใชว ธิ ีการทางประวัติศาสตรจ ึงชว ยใหน กั เรยี นเกดิ การคดิ อยางมีวจิ ารณญาณซงึ่ หมายถงึ
4 กระบวนการคดิ พจิ ารณาไตรต รองอยางรอบคอบเกีย่ วกับขอ มลู หรือสภาพการณท ่ีปรากฏโดยใช ความรู ความคดิ และประสบการณของตนเองในการสาํ รวจหลกั ฐานอยางรอบคอบ เพอื่ นาํ ไปสู ขอสรปุ ท่สี มเหตสุ มผล (เพญ็ พศิ ุทธ์ิ เนคมานรุ ักษ, 2537) การคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณนัน้ ประกอบดว ยกระบวนการตางๆ (Ennis, 1985: 45-48) อัน ไดแก 1) การระบจุ ดุ สําคัญของประเด็นปญ หา การตงั้ คาํ ถามท่เี หมาะสมในแตละสถาน การระบุ เงื่อนไขขอตกลงเบ้ืองตน 2) การตัดสนิ ความนาเชอ่ื ถือของแหลงขอมลู การตัดสินความเกยี่ วของ กับประเดน็ ปญ หา การพิจารณาความสอดคลอ ง 3) การอา งองิ และตัดสินใจในการสรุปแบบอปุ นัย การนิรนยั การทํานายส่งิ ทจ่ี ะเกิดขน้ึ ตามมาอยา งนาเชอ่ื ถอื จะเห็นไดวา กระบวนการการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณนนั้ มีความสอดคลอ งกับวธิ ีการทาง ประวัติศาสตร ทงั้ นีเ้ นื่องจากในขนั้ ตอนของวิธกี ารทางประวตั ิศาสตรดงั ทีก่ ลาวขา งตน นัน้ มี ขั้นตอนทกี่ อ ใหผเู รยี นเกิดการพฒั นากระบวนการคิดอยางมวี ิจารณญาณ ผวู ิจยั ในฐานะเปน ครสู งั คมศึกษา มีความเหน็ วาควรจะนาํ วิธกี ารทางประวัติศาสตรมาใช ในการเรยี นการสอนวชิ าประวตั ิศาสตร เพอ่ื พฒั นาใหผ ูเรยี นมีความสามารถในการคดิ อยางมี วิจารณญาณ ผวู จิ ัยจงึ สนใจทีจ่ ะศึกษาการคิดอยางมีวจิ ารณญาณของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษา ตอนตน ทเ่ี รียนวชิ าประวัติศาสตรโ ดยใชวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร เพื่อเปนแนวทางสําหรบั ครู ในการจดั การเรียนการสอนวชิ าประวตั ศิ าสตรใหแกนักเรยี นตอ ไป วัตถุประสงคข องการวจิ ยั 1. เพื่อเปรยี บเทยี บการคดิ อยา งมวี ิจารณญาณของนกั เรยี นระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน โรงเรยี นสาธิต สงั กัดทบวงมหาวทิ ยาลยั ระหวางกลุม ทเี่ รียนโดยใชว ธิ กี ารทางประวัติศาสตรแ ละ กลุมทเ่ี รียนโดยวธิ กี ารสอนแบบปกติ 2. เพ่ือเปรยี บเทยี บการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณของนกั เรียนกอ นและหลังการเรียนทเี่ รียน โดยใชว ิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร สมมติฐานการวจิ ัย Berelsonและ Steiner (1964: 6)ไดก ลา ววากระบวนการทางวทิ ยาศาสตรมีลกั ษณะทส่ี าํ คญั คือเปน กระบวนการ มีความแมนยํา มกี ารเก็บรวบรวมขอ มลู สามารถตรวจสอบยอ นหลงั มรี ะบบ และการรวบรวมขอ มลู สามารถคาดการณไ ด ซงึ่ กระบวนการทางประวตั ิศาสตรก อ็ ยบู นพืน้ ฐาน ของกระบวนการดงั กลา วโดยนกั ประวตั ศิ าสตรพ ยายามทใี่ ชกระบวนสืบสวนตามพฤติกรรมของ นักวทิ ยาศาตร ซ่งึ นกั ประวตั ศิ าสตรใชขอมลู เบือ้ งตน ในการต้งั ปญหา บงช้ตี ัวแปร ตง้ั สมมติฐาน และเก็บรวบรวมขอ มูลเพือ่ ทดสอบ และนําไปสกู ารสรปุ โดยอาศยั การอางอิงขอ มลู
5 Krug (1967: 45) กลา ววา ประวัติศาสตรอ ยูพนื้ ฐานของวทิ ยาศาสตร แตแ ตกตางใน ตอนทา ยของกระบวนการซึ่งขน้ึ อยูกบั แนวคิดของแตล ะคนในการสรุป นอกจากนั้น Louis (1963: 17) กลา ววา กระบวนการทางประวตั ศิ าสตรคือการผสมผสานระหวางวิทยาศาสตรแ ละ ศลิ ปะ Yinger (1980: 11-15) ไดก ลาววา การคิดอยางมวี จิ ารณญาณเปน ลักษณะท่ีเปน กจิ กรรม ทางสมอง หรอื เปน การคิดเพื่อใชในการแกป ญ หา ซง่ึ สอดคลองกับ skinner (1972: 292) ที่กลา ววา การคดิ อยางมวี ิจารณญาณวา เปน กระบวนการทางวิทยาศาสตร นพิ นธ นาสมบูรณ (2536) ไดศ ึกษาผลของการสอนกลมุ สรา งเสริมประสบการณช วี ติ ดว ย กระบวนการทางวิทยาศาสตรท่ีมตี อ ความสามารถในการคิดวิเคราะหว จิ ารณของนักเรยี นชั้น ประถมศกึ ษาปท 6ี่ พบวา นกั เรยี นทไี่ ดร บั การสอนดว ยกระบวนการทางวิทยาศาสตรม คี ะแนน ความสามารถในการคิดวิเคราะหวจิ ารณสงู กวากลุมที่เรยี นตามแผนการสอนของ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารอยางมีนยั สาํ คัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05 จากขอมลู ดงั กลา วขางตน แสดงใหเ หน็ วา กระบวนการทางประวัตศิ าสตรเปน กระบวนการทางวิทยาศาสตร ซึง่ มลี ําดับข้นั ทท่ี ําใหผูเรยี นเกดิ การพฒั นากระบวนการคดิ อยา งมี วิจารณญาณ ดงั นัน้ ผวู ิจยั จึงตงั้ สมมติฐานดังนี้ 1. นกั เรยี นท่ไี ดร บั การจดั การเรยี นการสอนโดยใชว ิธีการทางประวตั ิศาสตรมีการคิด อยางมวี จิ ารณญาณสูงกวานกั เรียนทเ่ี รียนโดยวธิ กี ารสอนแบบปกติ 2. นักเรยี นทไี่ ดรบั การจัดการเรยี นการสอนโดยใชว ธิ ีการทางประวตั ศิ าสตรม คี ะแนน การคิดอยางมวี ิจารณญาณสูงขน้ึ กวา กอนการจัดการเรยี นการสอน ขอบเขตการวจิ ยั 1. ประชากรที่ใชใ นการวิจัยครงั้ นี้ เปนนกั เรยี นระดับช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 2 โรงเรียน สาธติ สังกดั ทบวงมหาวทิ ยาลัย 2. เนื้อหาท่ใี ชใ นการวจิ ยั เปน เน้ือหาเรือ่ ง ประวัติศาสตรความสัมพันธร ะหวา งประเทศ ของไทย ในวชิ า ส 029 ระดับมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 2 ตามหลักสตู รมธั ยมศกึ ษาตอนตน พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2533) 3. ตัวแปรที่ศึกษามี 2 ตัวแปร ไดแ ก 3.1 ตวั แปรจดั กระทํา คือ วิธกี ารสอน ซง่ึ มี 2 วิธี คือการสอนโดยใชว ิธกี าร ทางประวตั ิศาสตร และการสอนแบบปกติ 3.2 ตวั แปรตาม คอื การคดิ อยา งมวี ิจารณญาณ
6 คําจํากัดความท่ีใชในการวจิ ยั 1. วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร หมายถึง วิธกี ารแสวงหาความรอู ยางเปนลาํ ดับขน้ั ตอนใน การวิจยั นไ้ี ดแบง ออกเปน 5 ขัน้ ตอนตามแนวทางของลาวณั ย วทิ ยาวฑุ ฒิกุลและคณะ (2543: 7) ดงั น้ี 1. การกาํ หนดประเดน็ / ปญ หา / เรอ่ื งทจ่ี ะศกึ ษา 2. การคน ควาและรวบรวมขอ มลู ท้ังที่เปนขอเทจ็ จรงิ และแนวคดิ จากหลกั ฐาน ตางๆ 3. การตรวจสอบเชิงประวตั ศิ าสตร (วิเคราะห ประเมนิ คุณคา และตคี วามหลักฐาน) 4. การสังเคราะห / ตคี วาม 5. นําเสนอขอมลู 2. การคิดอยางมีวจิ ารณญาณ (Critical Thinking) หมายถงึ กระบวนการคิดพจิ ารณา ไตรตรองอยา งรอบคอบเกย่ี วกบั ขอ มลู หรอื สภาพการณที่ปรากฏโดยใชความรู ความคิด และประสบการณข องตนเองในการสํารวจหลักฐานอยางรอบคอบ เพ่ือนาํ ไปสขู อสรปุ ที่ สมเหตุสมผลซง่ึ สามารถประเมนิ ไดจ ากคะแนนรวมท่ีไดจากแบบวดั การคิดอยางมวี ิจารณญาณ (Critical Thinking Test) ที่ผูวจิ ยั พฒั นาข้ึนจากแบบวัดการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ ของสพุ รรณี สุวรรณจรัส (2543) ซ่งึ อิงรปู แบบลกั ษณะแบบวดั ของ Ennis และคณะ (Cornell Critical Thinking Test, Level X) เปน แบบวดั ปรนยั แบบเลือกตอบ ประกอบดว ย 4 สวนยอ ย ดงั นี้ 1. ความสามารถในการพิจารณาความนาเชื่อถือของแหลง ขอมูลและการสงั เกต 2. ความสามารถในการนิรนยั 3. ความสามารถในการอปุ นยั 4. ความสามารถในการระบขุ อ ตกลงเบ้อื งตน 3. การสอนแบบปกติ หมายถึง การดาํ เนินการสอนท่ีใชวิธีการอื่นท่ีไมใชว ิธีการ ทางประวตั ศิ าสตร 4. นกั เรียนระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน หมายถงึ นกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปท่ี 2 ของโรงเรียนสาธิตจฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั ฝา ยมัธยม สังกัดทบวงมหาวทิ ยาลัย
บทที่ 2 วรรณคดีและงานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ ง ในการศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกยี่ วของเพ่อื ประกอบการวิจยั เรอื่ ง ผลของการ เรยี นโดยวธิ ีการทางประวตั ิศาสตรที่มีตอความสามารถในการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาตอนตน โรงเรยี นสาธติ สงั กัดทบวงมหาวทิ ยาลยั ผูวจิ ยั ขอนําเสนอรายละเอยี ด โดยแบง เปน 4 ตอน ดังน้ี ตอนที่ 1 แนวคดิ เก่ยี วกับการเรยี นการสอนประวัติศาสตร 1.1 ความหมายและคุณคาของประวัติศาสตร 1.2 ธรรมชาตขิ องประวัติศาสตร 1.3 วิธกี ารทางประวัตศิ าสตร 1.4 ประโยชนของการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร 1.5 ครกู บั การเรยี นการสอนประวตั ศิ าสตร ตอนที่ 2 แนวคิดเก่ียวกบั การสอนเพือ่ พัฒนาความคิด 2.1 กรอบความคดิ ของการคิด 2.2 ทฤษฎีท่ีเกย่ี วขอ งกับการคิด 2.3 แนวการสอนเพ่ือพฒั นาความคิด ตอนท่ี 3 แนวคดิ เก่ียวกับการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ 3.1 ความหมายของการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ 3.2 กรอบแนวคิดทฤษฎที ่เี กี่ยวขอ งกบั การคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ 3.3 กระบวนการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ 3.4 ลักษณะของผูทีม่ คี วามคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณ 3.5 แบบวดั การคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ 3.6 ความสมั พนั ธข องการคดิ อยา งมวี ิจารณญาณกบั วธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร ตอนท่ี 4 งานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวของ 4.1 งานวจิ ยั ในประเทศ 4.2 งานวิจยั ในตา งประเทศ
8 ตอนท่ี 1 แนวคดิ เก่ียวกบั การเรียนการสอนประวัตศิ าสตร 1.1 ความหมายและคณุ คา ของประวัติศาสตร ประวัตศิ าสตรต ามความหมายของคาํ ศัพทใ นพจนานุกรมใหค วามหมายวา “ประวัตศิ าสตร เปน วชิ าทีว่ า ดว ยเหตุการณท ีเ่ ปน มาหรอื เรือ่ งราวของประเทศชาติเปน ตนตามท่ี บันทกึ ไวเ ปน หลกั ฐาน” (ราชบัณฑิตยสถาน, 2522: 510) และตรงกบั ภาษาองั กฤษวา History มี รากศัพทมาจากภาษาละตนิ วา Historia ซง่ึ มาจากคาํ ในภาษากรกี วา Histori หรือ Historiai หมายความวา การเรียนรหู รอื ความรูที่ไดจ ากการหาความจริง (ธิติมา พิทกั ษไพรวัน, 2525: 27) การวิเคราะหห ลกั ฐานขอ มลู ตา งๆ เพ่อื หาขอเทจ็ จริงทางประวัติศาสตรเพ่อื ใหว ชิ า ประวตั ศิ าสตรไ ดร ับการยอมรับอยา งกวางขวางยงิ่ ขึ้นน้นั นกั ประวตั ศิ าสตรท้งั หลายตา งยอมรบั วา ตนไมสามารถจะตคี วาม แปลความหมาย วเิ คราะห เรียบเรยี งเรอื่ งราวในอดีตของมนุษยห ลายดา น ใหสมบรู ณถูกตองไดโดยลําพงั แตต องพยายามหาขอเทจ็ จรงิ ใหมๆ มาจากวิชาการสาขาอน่ื ๆ เพราะตระหนกั ดีวา อดีตหรือเหตกุ ารณทง้ั หมดท่ีเกดิ ขนึ้ และผานไปแลวนัน้ อดตี กย็ อ มท้งิ มรดก รองรอยในรูปแบบตางๆ หลายประการ เปนเรื่องของการเปลย่ี นแปลงทางการเมอื งการปกครอง เศรษฐกจิ สังคมและวฒั นธรรม ปรากฏใหเ หน็ ในหลกั ฐานหลายชนดิ เชน นิทานปรัมปรา ศลิ ปวัฒนธรรมพน้ื บาน ความเชอื่ ตาํ นาน จารกึ เอกสารสง่ิ พมิ พห รือตวั เขยี น เครอ่ื งมอื เครื่องใช โบราณสถานโบราณวตั ถุ ศิลปวัตถุ เปนตน เมอื่ มีหลกั ฐานหลายชนดิ หลายประเภท การท่จี ะทาํ ความเขา ใจใหไ ดใ กลเคยี งกบั ขอ เทจ็ จรงิ นกั ประวัติศาสตรจ าํ เปนตอ งอาศยั ความรจู าก ผูเชยี่ วชาญหลายสาขาวิชามาชวยพจิ ารณาวเิ คราะหหลักฐานเชน นกั โบราณคดี นกั มานุษยวิทยา นักสงั คมวทิ ยา นักธรณวี ทิ ยา นักภมู ิศาสตร นกั วิทยาศาสตร ผูเช่ยี วชาญดา นภาษา เปนตน ความ สมบรู ณของการศกึ ษาประวตั ศิ าสตรจึงขนึ้ อยูกบั ความสมบูรณของหลกั ฐานและความสามารถใน การนาํ หลักฐานเหลานั้นมาใช วชิ าประวตั ิศาสตรจึงมคี วามสาํ คัญในฐานะเปน แกนนําไปสูความ เขาใจในพฤตกิ รรมของมนษุ ยหลายดาน ทําหนาท่เี ชอื่ มโยงวชิ าการตา งๆ ใหต ิดตอสัมพันธก นั (ชาญวทิ ย เกษตรศริ ิ และสชุ าติ สวัสดศิ์ รี, 2527: 2) ความหมายดั้งเดิมของวิชาประวัติศาสตร ต้ังแตสมยั กรกี โบราณทีเ่ ปน เพยี งการ เรียนรู หรือการแสวงหาความรู เพราะความอยากรูอยากเหน็ ในสิง่ ตา งๆ ทเี่ กดิ จากพฤติกรรมของ มนุษยใ นอดีต การรูจกั แสวงหาทาํ ใหพบรอ งรอยของพฤติกรรมหลายดา นมากขึ้นและมีความ แตกตางกนั จนตอ งหาวิธกี ารเพื่อแสวงหาคาํ ตอบใหไ ดข อเทจ็ จริงท่ีเปนจรงิ เชือ่ ถอื ไดม ากท่ีสุด และ สามารถนาํ ไปใชไ ด ความหมายของประวตั ิศาสตรจงึ กวา งขวางออกไปมากตามขอบขายและคณุ คา ความสําคญั ของส่งิ ทเ่ี ขา ไปเกี่ยวของ ดังท่มี ผี ูก ลาวถงึ ความหมายและคุณคา ของประวัติศาสตรไว ดงั น้ี
9 สืบแสง พรหมบญุ (2520: 1)ไดสรุปความหมายอยางกวางๆ ของประวัติศาสตร ไว 2 ประการคอื 1. ประสบการณท ้งั มวลในอดตี ของมนุษย 2. การเขียนขอ เทจ็ จรงิ ของเหตกุ ารณแ ละประสบการณใ นอดีตที่นกั ประวตั ศิ าสตร เห็นวามคี ณุ คาขึน้ มาใหมโ ดยอาศยั การคนควา การวเิ คราะหและการตีความจากหลกั ฐานทั้งปวงท่ี มอี ยู แถมสุข นมุ นนท (2523: 29) ใหความหมายของประวตั ศิ าสตรว า ประวัตศิ าสตร หมายถงึ การไตสวนเขาไปใหรถู ึงความจรงิ เกย่ี วกับพฤตกิ รรมของมนุษยท่เี กิดขึ้นในชว งใดชว งหนงึ่ ของอดีต นธิ ิ เอยี วศรวี งศ (2525: 3) อธิบายความหมายประวัติศาสตรว า ประวตั ิศาสตรค อื การศกึ ษาความเปนมาของมนษุ ยชาตหิ รือสงั คมใดสังคมหนง่ึ ตัง้ แตอดตี ปจ จบุ นั ถงึ อนาคต โดย อาศัยวิธีการบางประการทเ่ี ปนท่ีรจู กั กนั วา วธิ ีการทางประวตั ิศาสตร (Historical Method) วินัย พงศศ รเี พยี ร (2543: 18) ใหความหมายของประวัติศาสตรวาประวตั ศิ าสตร หมายถงึ เรื่องราวหรอื เหตกุ ารณเกยี่ วกบั มนษุ ย ซง่ึ ไดเกดิ ขึน้ แลว ในอดีต Carr (1961: 35) ใหค วามเห็นเกยี่ วกบั ประวตั ศิ าสตรว าประวัติศาสตรค อื เร่ืองราว อนั ตอเนือ่ งของการโตต อบกนั ระหวา งประวัตศิ าสตรกบั หลกั ฐานขอ เทจ็ จรงิ เปนเรอื่ งราวถกเถยี ง ระหวางปจ จุบนั กบั อดตี ทีไ่ มม ที ่ีสน้ิ สุด Collingwood (1962 อางในเฉลิม มลิลา, 2522: 3)ใหความหมายของประวตั ศิ าสตร วา ประวตั ิศาสตร คือการคนควา หาความรอู ยา งหนึง่ ซึ่งมที ี่มาจากคําวา การสบื สวนหรอื คน ควา จากความหมายของประวตั ิศาสตรดงั กลาว ผวู จิ ยั สรปุ ไดว า ประวตั ศิ าสตรห มายถึง การบันทึกเหตกุ ารณต างๆ ในอดีต เกยี่ วดวยเร่ืองราวทางสงั คม เศรษฐกจิ การเมอื ง วัฒนธรรม ปรัชญาทมี่ นษุ ยไดคดิ สรางไวตลอดจนขา วสารและเหตกุ ารณต า งๆ ทก่ี อ ใหเ กิดความเปลยี่ นแปลง ในสงั คม ประวตั ศิ าสตรจะชว ยใหมนษุ ยเขาใจในสงั คมและสง่ิ แวดลอม ตลอดจนเหตกุ ารณ ตา งๆ ท่เี กดิ ขึน้ อยา งแจม แจง และยังเปน บทเรยี นท่จี ะชว ยไมใ หผูศกึ ษาทาํ อะไรผดิ พลาด เหมอื นกับเหตกุ ารณที่เกดิ มาแลวอกี ตอไป
10 1.2 ธรรมชาตขิ องประวตั ศิ าสตร เฉลมิ มลลิ า (2523: 5) ไดสรุปถึงธรรมชาติของประวตั ิศาสตร ดังน้ี 1. ประวัติศาสตรเ ปน ทร่ี วมเรื่องนานาชนดิ ไว จงึ พอทีจ่ ะสนองความสนใจของ เดก็ ของคนซึ่งมีความสนใจแตกตางกนั ไดอ ยา งกวา งขวาง 3. นกั ประวัตศิ าสตร (historians) น้ันไมใชผกู อกวนสันติภาพ แตต อ งเปนผทู ่ี ชอบอา นและเขยี นประวัตศิ าสตร อนั เปนทางหนง่ึ ท่ีจะตดั สินชขี้ าดเรอื่ งราวตา งๆ ที่ไดจาก การศึกษาประวัติศาสตร 3. จุดประสงคของการศึกษาประวัตศิ าสตรท ่ดี ี คือ มงุ หวังท่ีจะพัฒนาสังคมของ มนษุ ยใ หถูกตอ งตามกาลเทศะ บคุ คล และเหตกุ ารณ 4. เร่ืองราวในประวัติศาสตรอาจไมเ ปน ทีพ่ อใจของทกุ คน หากเปรยี บเทียบกบั วทิ ยาศาสตรธรรมชาตแิ ลว ประวตั ิศาสตรไ มไ ดใ หประโยชนและใหผลทางการศึกษาในทันทีทนั ใด นอกจากน้นั ยงั ไมไดส นองความตอ งการทางจรยิ ธรรมและสนุ ทรียศาสตรอยา งเตม็ ท่ี ประวตั ิศาสตร ในรปู ลกั ษณะของวิชาการเปน เรื่องราวและคําสอน นอกจากน้นั เราอาจไมไดร บั คุณคา ความซื่อสัตย จากผลงานของนกั ประวัตศิ าสตรม ีชอ่ื มากนักกไ็ ด เพราะทา นมุงคนควา แตข อ เทจ็ จริงเกนิ ไป 5. ในการศึกษาประวตั ศิ าสตร เราอาจไมไ ดร ับคําตอบท่ถี กู ตองในการแกป ญหา ตา งๆ เสมอไป เหมอื นอยา งผลงานที่นกั วิทยาศาสตรห รือวศิ วกรมงุ หวังไว เพราะประวตั ิศาสตร และสงั คมศาสตรส่ิงแวดลอมมตี วั การท่ที าํ ใหเ กดิ การเปล่ยี นแปลง ประวตั ิศาสตรส ามารถทาํ ได อยางดกี ็คอื ใหร ายละเอียดเกยี่ วกบั กรณีตางๆ 6. ประวตั ศิ าสตรยอมมเี ร่ืองซ้ําๆ กนั และเรอ่ื งใหมๆ ซง่ึ มีทงั้ เรอื่ งคลา ยคลึงกันและ แตกตา งกนั ทัง้ นเี้ ปนเพราะประวตั ศิ าสตรเ ปน เพยี งบนั ทกึ เกยี่ วกบั ชวี ิตมนษุ ยจ าํ นวนมหาศาลที่ เหมือนกนั และไมเหมือนกนั เลย 7. บางคนกลา ววา “All we learn from history is that we never learn from history” (สิ่งทง้ั หลายทเี่ ราศึกษาจากประวตั ศิ าสตรก ค็ อื ส่งิ ท่เี ราไมเ คยไดเรียนรจู ากประวตั ิศาสตร เลย) หมายความวา ประวตั ศิ าสตรมไิ ดส อนบทเรียนใหโ ดยตรง แจม ชัด แตสอนพอเปน แนวทาง 8. ประวตั ศิ าสตรส ามารถแสดงใหเ ห็นถงึ เรือ่ งราวประสบการณท ว่ั ๆไปของมนุษย อยา งกวางๆ และสะทอ นใหเห็นพฤตกิ รรมของมนษุ ยซ งึ่ เปนประโยชน และจําเปน ตอการศึกษา คน ควา ของนกั สังคมศาสตร นกั เศรษฐศาสตร นกั สังคมวิทยา และนกั มานษุ ยวทิ ยาประยกุ ต ประวตั ิศาสตรอ าจทํานายอนาคตอยา งสถติ ไิ ด แตจ ะถกู ตอ งแมนยาํ หรอื ไมนนั้ ขน้ึ อยกู ับขอมูลท่ี ไดมา และตองจําไวว าอาจมปี จ จัยอนื่ ๆ มาทําใหก ารพยากรณเปลี่ยนไปไดมากมายเชนกนั
11 9. ประวัติศาสตรอ าจสอนใหเราทราบเก่ยี วกับลักษณะสถาบนั และพฤตกิ รรม ตา งๆ ของมนุษยแ ละสามารถชวยใหเ ราเขาใจมนษุ ยว าทาํ ไมมนษุ ยต อ งเปนดงั ทีเ่ ราเปน อยปู จจุบนั เชน เราจะเขา ใจวา ทาํ ไมคนไทยจงึ มขี นบธรรมเนียมเคารพนับถือบรรพบุรษุ หรือ มนี ํา้ ใจโอบออม อารี เอือ้ เฟอ เผอ่ื แผต อนรับ 10. ประวตั ิศาสตรอาจเปด เผยใหเ ห็นอดตี -ปจจบุ ันและอนาคต และเชอ่ื วา มนษุ ย ไมสามารถพยากรณอ นาคตไดแ มนยาํ ได 11. บนั ทกึ ทางประวัตศิ าสตรเ ปนบนั ทึกทไี่ มสมบรู ณท น่ี ักประวตั ศิ าสตรล งความ เห็นแลว วาประวัตศิ าสตรย ังไมใชความจรงิ ทง้ั หมด แตเ ปน เพยี งเรื่องทไ่ี ดลงความเห็นพองดว ยกนั เทา กนั ดังนนั้ ประวตั ิศาสตรจะมปี ระโยชนใ นการขยายความรู ประสบการณในกาลเทศะท่ี กวางขวางออกไป 12. ประวตั ิศาสตรเ ปนศาสตรป ระเภทสังคมศาสตร (social sciences) มกี ฎหมาย สงั คมวิทยา รัฐศาสตร เศรษฐศาสตร จติ วทิ ยา มานุษยวทิ ยา ปรชั ญา เปน ตน เปนเรอื่ งเกยี่ วกับมนษุ ย ทุกแงทกุ มมุ สลับซบั ซอนเปล่ยี นแปลงอยเู สมอ เราตอ งมี common sense, sympathy, imagination พอ จึงจะเหน็ คุณคาเขาใจเรอ่ื งได 13. ประวัตศิ าสตรเ ปน การเมืองในอดีต (past politics) และมคี วามสําคัญตอ ผมู ี อาชพี สอน ขา ราชการ ผูนาํ ทางการเมอื ง นักหนังสอื พมิ พ นกั การเมอื ง รัฐบุรุษ 14. มีคาํ กลา ววา History never repeats itself. หมายความวา มิไดซํา้ ตัวเองใน รายละเอยี ด เพราะไมม กี าลเทศะ บุคคล และเหตกุ ารณต อนใดเหมอื นกัน แตอ าจมสี ถานการณ ทค่ี ลายคลึงกนั อันนําไปสผู ลซึ่งคลา ยคลงึ กันดว ย 15. ประวัตศิ าสตรส อนส่งิ ตางๆ ใหแ กเ รามากมาย วิชาทกุ สาขาท้งั ทีเ่ กย่ี วกับบคุ คล และสงั คม การเมอื ง เศรษฐกจิ วัฒนธรรม ซง่ึ มีเรอ่ื งราวดําเนนิ ติดตอกนั มาจนทาํ ใหเราไดแ นวทาง ท่เี ปนประโยชนใ นการดําเนนิ งานตอ ไป Kochhar (1979: 2) ไดก ลาวถงึ ธรรมชาติของประวัติศาสตรในมติ ติ า งๆ ดังน้ี 1. ประวตั ศิ าสตรเปน ศาสตรท เี่ ก่ยี วของกบั คนที่เนนความพยายามและการประสบ ความสาํ เรจ็ ของบคุ คลน้นั ๆ เปรยี บเสมอื นกบั การศกึ ษาคนที่เดนิ ทางผจญภัยไปในทตี่ างๆ ท้ังบน ผืนดนิ และแผน นาํ้ มากกวา ท่จี ะไปศกึ ษาคนที่อยกู ับทีไ่ มไ ปไหน รวมทัง้ เกื่ยวของกบั การตอ สดู ้ินรน ของมนุษยทีผ่ า นมาตลอดระยะเวลาอนั ยาวนาน เราสามารถทําความเขา ใจขอบเขตของเหตกุ ารณ ตางๆที่เกิดขึน้ ได โดยใชว ธิ กี ารเลอื กชีวประวัติทมี่ อี ยูอ ยา งมากมายและแสดงถึงเร่อื งราวชีวติ นน้ั ๆ มี สวนเกย่ี วเน่ืองกับบรบิ ททางสังคมและมนษุ ย
12 2. ประวัติศาสตรเ กย่ี วของกบั คนในชว งเวลาอนั ยาวนาน ปจจยั ทางดา นเวลาจึง เปน สว นทสี่ าํ คญั ของประวตั ศิ าสตร ประวัตศิ าสตรเ กี่ยวขอ งกบั ลาํ ดับเร่ืองราวของเหตกุ ารณตา งๆ และแตละเหตกุ ารณยังเกดิ ขนึ้ ในชว งเวลาเฉพาะนั้นๆ เวลายงั สามารถบอกถึงมมุ มองตา งๆทีม่ ตี อ เหตกุ ารณ และทําใหเ กดิ ความกระจางชัดของเหตกุ ารณใ นอดตี ซ่งึ ในความเปน จรงิ แลว ประวตั ศิ าสตรข องมนษุ ยก ็คือกระบวนการของพฒั นาการของมนุษยใ นระยะเวลาที่ยาวนาน ดงั ท่ี Galbraith (1965 อางในKochar, 1979: 2) ไดก ลาวไวว า “ถาเวลาหยุดนงิ่ ประวัติศาสตรก จ็ ะหยดุ อยู กบั ที่ไปดว ย” เวลาจึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลง เปนการเปล่ียนแปลงอยา งตอเนอื่ งท่ีมีตอ สรรพสง่ิ ตางๆในโลกรวมถึงมนุษย ประวัตศิ าสตรจึงเปนวชิ าท่ีซ่งึ แสดงใหเหน็ ถึงการเปล่ียนแปลง ตลอดเวลา 3. ประวตั ศิ าสตรย งั เกีย่ วขอ งกบั คนท่ีอาศยั อยใู นสภาพแวดลอ มตา งๆ อกี ดวย การศกึ ษาผคู นและประเทศในสภาพแวดลอ มทางภมู ศิ าสตร รวมถึงสง่ิ อ่นื ๆ เปน การศกึ ษาการ เปลยี่ นแปลงอกี อยา งหนึ่งดว ย นอกจากนี้ ประวัติศาสตรยังเปนการศึกษากจิ กรรมของคนที่มีความ หลากหลายทางดา นการเมอื ง สังคม เศรษฐกจิ และวัฒนธรรม อกี ทงั้ ยังรวมถงึ การบรรลเุ ปาหมาย และการประสบความสาํ เรจ็ ในสงิ่ ตา งๆ ดวย 4. ประวัติศาสตรชว ยอธิบายปจจบุ นั ปจ จบุ นั น้นั มวี วิ ัฒนาการมาจากอดีต ดงั นนั้ หนา ที่ของประวตั ิศาสตรก ็คอื การเรยี นรวู วิ ฒั นาการความเปนมาของความสมั พนั ธข องเหตกุ ารณท่ี กําหนดไว คน หาส่งิ เหลานน้ั เพือ่ ชว ยไขปริศนาของธรรมชาตขิ องสิง่ ท่เี กดิ ข้นึ และขอบเขตของ กฎเกณฑต างๆ 5. ประวัติศาสตรม ีความตอ เน่ืองและความสัมพันธส อดคลอ ง ไมม เี หตกุ ารณใดที่ เกิดขน้ึ โดยลาํ พงั โดยท่ไี มม สี ิ่งอ่นื มาเก่ยี วของ เหตกุ ารณทเ่ี กิดขน้ึ จะตองมีพนื้ ฐานมาจากเหตกุ ารณ กอนๆ ดังน้ันเหตุการณทีเ่ กดิ ข้นึ อยางตอเน่อื งจากเหตกุ ารณท เ่ี กิดขน้ึ ในอดีต จะทาํ ใหเ กิดเหตกุ ารณ ท่ีสอดคลอ งและเชื่อมโยงกนั เปน เหตกุ ารณใหมๆ ทจ่ี ะถูกถา ยทอดไปจากคนในรนุ หน่งึ สคู นอีกรุน หนึง่ จากสงั คมหน่งึ สูอีกสงั คมหน่ึง ดังนนั้ ความตอเน่อื งนเี้ องจึงเปนสง่ิ ทีส่ าํ คัญของประวตั ิศาสตร Kochhar (1979: 2) ไดส รปุ วาประวัตศิ าสตรนนั้ เปนเรื่องของสง่ิ ทผ่ี ูคนไดทําไว สิง่ ท่ผี คู นไดหลงเหลือไวใ หผ อู ่ืนซง่ึ มที ้ังความทุกขและความสุข ทกุ คนมสี ว นรว มในการสราง ประวตั ิศาสตร จึงเปน มรดกทางอารยธรรมใหแกพวกเรา มรดกเหลานี้มีท้ังดแี ละไมดแี ตโดยรวม แลว นัน่ ก็คอื มกี ารพฒั นาวฒั นธรรมท้งั ทางดานวัตถแุ ละทางดานจติ ใจ จากทกี่ ลา วมาขา งตน ผวู จิ ยั สรุปไดวา ธรรมชาติของประวัติศาสตร มดี งั นี้ 1. ประวตั ิศาสตร มีปจจยั ทส่ี าํ คญั คือ เวลา การลาํ ดบั เรอื่ งราวเหตกุ ารณต า งๆ 2. ประวตั ิศาสตรท ําใหเ ราเขา ใจความหลากหลายของกจิ กรรม เชน ดานการเมือง เศรษฐกิจ สงั คม และวัฒนธรรม ตลอดจน สภาพเหตกุ ารณต า งๆในปจจบุ ันของมนุษยไ ด
13 3. ประวตั ิศาสตรม จี ดุ มงุ หมาย คือ ใหม นษุ ยไ ดพ ฒั นาสงั คมใหเหมาะสมโดย เรยี นรคู วามเปน มาของความสมั พนั ธของเหตกุ ารณใ นอดตี จนถงึ ปจจบุ ัน 1.3 วิธีการทางประวตั ศิ าสตร (Historical Method) 1. ความหมายของวิธีการทางประวตั ศิ าสตร ลาวัณย วทิ ยาวุฑฒกิ ลุ และคณะ (2543: 7) ไดก ลา วถงึ ความหมายของวิธีการ ทางประวัตศิ าสตรวา หมายถงึ วิธวี ิจยั เอกสารและหลกั ฐานประกอบอน่ื ๆเพือ่ ใหไ ดม าซึ่งองคความรู ใหมท างประวตั ศิ าสตร บนพนื้ ฐานการวเิ คราะหขอมูลที่รวบรวมมาอยา งเปน ระบบและที่เกย่ี วขอ ง กบั หลกั ฐาน การต้ังประเด็นปญหาหรอื ขอสมมตฐิ าน และการตีความหลกั ฐานอยางเปน เหตุเปนผล Louis (1956: 8) ไดกลา วถงึ ความหมายของวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตรว า หมายถึง กระบวนการตรวจสอบอยางวพิ ากษว จิ ารณ และวเิ คราะหห ลกั ฐาน และส่งิ ของที่ หลงเหลืออยจู ากอดตี 2. ขนั้ ตอนของวธิ ีการทางประวัตศิ าสตร เฉลมิ มลลิ า (2522: 143) ไดกลา วถึงวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร (Historical Method) วามขี ัน้ ตอนของการสอนดงั นี้ 1. ขัน้ กาํ หนดปญหาหรอื ขอ สมมตฐิ าน (Setting up Problem or Hypothesis) จดุ เรมิ่ ตนของการเรียนรใู นขั้นนี้ อยูท กี่ ารใชก ารสงั เกต (Observation) ของผเู รียนและผูสอน รว มกนั เพอ่ื ใหพ บขอ คิดเกีย่ วกบั เร่อื งราวเหตกุ ารณ หรือพฤตกิ รรมของบคุ คลในประวัตศิ าสตรซึง่ มี รายละเอียดอยใู นเน้อื หาของบทเรยี น ทางทด่ี ีผสู อนควรจะดาํ เนนิ การวางแผนและเตรยี มการ ลวงหนา เพื่อเกดิ ความพรอ มทจี่ ะชว ยใหค ําแนะนาํ แกผูเรยี นไดเ กิดขอคดิ ในขณะเรยี น ซ่ึงจะ นําไปสูการกาํ หนดปญหา หลังจากนน้ั กถ็ งึ ข้นั ดาํ เนนิ การศึกษาขอบเขตและแนวทางของปญ หา เพ่อื ใหไ ดขอ เทจ็ จริงโดยละเอียดซงึ่ ถา ผเู รยี นและผสู อนกระทาํ ดว ยความรอบคอบและระมัดระวงั ผลจะออกมาในรูปคําถามทเ่ี กยี่ วดว ยปญหาเปนจาํ นวนมาก และถา เปน การเรียนการสอนที่ผเู รียนมี ประสบการณม าแลว ก็อาจดําเนนิ การใหผูเรยี นเดาคําตอบหรอื กําหนดแนวทางทคี่ าดวาเปนไปได เกย่ี วกับคําตอบของปญ หาในรปู ของการกาํ หนดสมมติฐาน 2. ขน้ั แสวงหาความรโู ดยการรวบรวมหลกั ฐาน (Data Collection) ในขน้ั น้ผี สู อนจะตองใหคาํ แนะนาํ เก่ยี วกับวธิ ีการคน ควา และบอกแหลงท่ีผู เรยี นจะสามารถแสวงหาและรวบรวมหลกั ฐานได อาจกําหนดใหใ นรูปของการบอกบรรณานุกรม (Bibliography) หรอื หนงั สอื อางอิง (Reference books) และถาเปน ไปได ครูผูสอนอาจจัดเตรยี ม หลักฐานหรอื เอกสารเพ่ือประกอบการเรยี นและคน ควาโดยรวบรวมไวใ นหอ งสมดุ หรือมุมหนงั สือ
14 ภายในหอ งเรียน ก็จะเกดิ ความสะดวกและเปน การสนองตอบความอยากรูอยากเหน็ (Curiosity) ของผเู รยี นใหส ามารถดําเนินการรวบรวมและคัดเลอื กเอกสารหลกั ฐานท่มี คี ุณคา ตรงกบั ปญ หาหรอื ขอ สมมตฐิ าน ไดท นั ทยี ่ิงดี ขอ สําคญั อีกประการหนึ่งทีจ่ ะขาดไมไ ดก ค็ ือ จะตอ งมีการจาํ แนก (Classification) ประเภทของหลักฐานออกเปนหลักฐานชั้นตน (Primary Sources) หลกั ฐานชนั้ รอง (Secondary Source) และหลกั ฐานชัน้ ที่สาม (Tertiary Sources) ทั้งนีก้ ็เพ่ือความสะดวกใน การนาํ ไปใชโดยคํานึงถึงลาํ ดบั ความเชือ่ ได (Reliality) ของหลกั ฐานเปนเกณฑ 3. ขัน้ วิเคราะหแ ละประเมินคุณคาขอ มลู (Data Analysis and Evaluation) ในขน้ั นีผ้ ูสอนจะตอ งใหคําแนะนําและสาธิตวิธกี ารวิเคราะห และการประเมิน คุณคาขอมลู โดยอาศยั หลกั การสําคัญ “Criticism” ซึ่งแยกเปน 2 ข้นั คอื 3.1 การประเมินคุณคาภายนอก (External Criticism) ไดแ กการพิจารณา เปรียบเทยี บกบั หลกั ฐานอืน่ ท่ีกลาวถึงขอ เท็จจริงเดยี วกนั ท้งั น้ีกเ็ พอ่ื ตรวจหาขอบกพรองผดิ พลาด ของหลกั ฐานท่ไี มใชหลกั ฐานชนั้ ตน การคน ควา พจิ ารณาเกย่ี วกับภมู ิหลังของผูเ ขยี นวา มีความ นา เช่อื ถือแคไหน การสํารวจคุณคาจากขอ เสนอใน Book Reviews การพิจารณาเฉพาะสวนท่ี เปนบทคัดยอ (Abstracts) บทนํา บทสรุป และสารบัญ เรอื่ ง จะชว ยใหผเู รยี นหรอื ผวู เิ คราะห สามารถเขา ใจเนอื้ หาทั้งเลม อยางคราวๆ ได 3.2 การประเมนิ คุณคาภายใน (Internal Criticism) หมายถึง การท่ีผวู เิ คราะห พยายามใชค วามเฉลียวฉลาดสามารถและความรอบรูคน หาความมเี หตผุ ล (Rationalit) ความคง เสน คงวา (Consistency) ความเปน จรงิ (Reality) และที่สําคญั คอื สง่ิ ท่ีเปนวตั ถุของหลักฐาน ทั้งนี้ เพื่อใหไ ดขอ เทจ็ จรงิ ในลักษณะทใ่ี กลเคียง ถูกตอง และตรงตามความเปน จรงิ มากทส่ี ดุ ในขนั้ ของ การสงั เคราะห 4. ขนั้ ตีความและสงั เคราะห (Data Interpretation and Synthesis) เปน ขน้ั ทน่ี าํ หลกั ฐานทผ่ี านการวเิ คราะหแ ละประเมนิ คณุ คา แลว มาตคี วามแลว สงั เคราะห เพ่ือใหเกิดความเขาใจขอ เทจ็ จริงในรูปของแนวคดิ รวบยอดหรือมโนทศั น (Concept)เปนเรื่องๆ ซ่งึ จะกระทําไดโดยการนาํ หลกั ฐานหรือขอ เท็จจรงิ มาพิจารณา อธบิ าย วิพากษว จิ ารณแ ละแสดงความคดิ เหน็ ประกอบ แลวจึงดาํ เนนิ การสรุปผสมผสานและสังเคราะหเขา ดวยกนั กลายเปน Concept ของการเรียนรู 4. ขนั้ นําเสนอขอ มูล (Presentation) เปน ขน้ั ของการนาํ เสนอความรู และแนวความคดิ ทผ่ี า นการวเิ คราะหและ สงั เคราะหแ ลว ตอ ผอู ื่นอาจกระทําไดโดยการบรรยาย การอภิปราย การสมั มนา การเขียนบทความ การทํารายงาน(Working paper) และอนื่ ๆซึ่งความสําคญั อยูตรงท่ผี นู ําเสนอจะตองใชค วามสามารถ ในการรา งโครงเร่ืองและแนวทางเขียนอยา งรดั กุม เพ่อื ใหน า สนใจ มคี ณุ คา มคี วามตอ เนอื่ ง และ
15 เราใจผูอ า นหรอื ผฟู ง ใหต ดิ ตามการนําเสนอ ซ่ึงเปนการเรียนรูอ ยางสมบรู ณข ัน้ สดุ ทายครบตาม กระบวนการ ดนัย ไชยโยธา (2522: 176) ไดกลาวถงึ วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตรวาแบง เปน 5 ขั้นตอน คอื 1. Identification ขนั้ นส้ี าํ คัญมาก ครจู ะสอนเรอื่ งอะไรก็นําเรอื่ งนัน้ มาพิสูจนก อน โดยใช What, Where, When, Why, และ How ประกอบ 2. Acquisition of Fact ข้นั นีเ้ ปน การคนหาแหลงที่มาของความจริงและความรู ตา งๆ โดยครูตอ งบอกบรรณานกุ รมเกี่ยวกับหนังสอื ตา งๆ ทีจ่ ะคน หาหลักฐานขอ มลู ทัง้ หลกั ฐาน ด้งั เดิมและหลกั ฐานรอง ตอ งแยกแยะใหถ ูกตอ งวาอนั ไหนเปน หลกั ฐานดัง้ เดมิ และหลักฐานรอง 3. Historical Criticism ขัน้ น้เี ปนการนาํ หลกั ฐาน ขอมูลตางๆ ทหี่ ามาไดม า คนหาดวู า อันไหนถูกตอ งหรอื ไมถูกตอง อนั ไหนตรงกับสง่ิ ทเี่ ราตองการการประเมินขอมูลทาง ประวัติศาสตรท าํ ได 2 แบบ คอื External Criticism และ Internal Criticism ถา External Criticism คือ เมอื่ หาหลกั ฐานมาไดแ ลว ก็ประเมนิ วาเปน หลักฐานจริงหรือเปลา ถา Internal Criticism คอื เมอื่ ไดห ลกั ฐานแลวกเ็ อามาประมวลดูธรรมชาติ (Nature) และระยะเวลา (Period) ทีเ่ หตกุ ารณน น้ั ไดเกิดขึ้น ดโู ครงสรา งของสังคม หาขนบธรรมเนียมประเพณี พจิ ารณาถงึ ส่ิงตางๆ เชน พวกภาชนะเครอื่ งประดบั ผมทใี่ สเ ครอ่ื งสาํ อางของผูหญิง ก็จะทาํ ใหไ ดท ราบวา ในสมยั นน้ั มี เครือ่ งใชอ ะไรบาง สรปุ วา เม่อื ไดข อมลู ตา งๆ แลว ก็นํามาวิเคราะหอ ีกทโี ดยประเมนิ จากเหตุการณ แวดลอมและรวบรวมหลกั ฐานทจี่ ะตดั สินเพอ่ื ใหถูกตองตรงตามความจริงมากทสี่ ดุ 4. Synthesis คือการสังเคราะห เมือ่ นําเอาหลกั ฐานตางๆ ท่ีคน หาไดมาวจิ ารณ วจิ ยั และแยกแยะ แลวกน็ ํามารวบรวม พอรวบรวมแลว กน็ ํามาเขยี นใหมเ ปน การสงั เคราะห ครตู อ ง พยายามใหน ักเรยี นมคี วามสามารถและทักษะในการที่จะลงความเห็นเกยี่ วกับขอเทจ็ จริงตา งๆ กอนจะลงความเหน็ ตองเหน็ ความสาํ คัญกอ นแลวจึงจะสรุปได 5. Presentation คอื การนาํ เสนอเพือ่ ใหไดห ลกั ฐานขอเทจ็ จรงิ ทีถ่ กู ตองจากการ สงั เคราะหแลว จงึ นาํ มาเสนอในชนั้ การสอนช้นั ตา งๆ เหลาน้ี ครูผสู อนจะตองมคี วามสามารถและ มีทกั ษะเพราะจะตองตีความและตดั สินวาอันไหนถูกตองหรอื อยา งไร เวลาสอนตองใช What, Where, When, Why, และ How ประกอบเสมอ ทั้งครูและนกั เรยี น วธิ ีการตางๆเหลา น้ีเปน วิธีการ ของนกั ประวตั ิศาสตร เวลาทีส่ อนประวตั ิศาสตร ครูผูสอนควรจะสอนตามหลกั แบบน้ี ธติ มิ า พทิ กั ษไ พรวัน (2525: 33) ไดก ลาวถงึ วิธีการทางประวตั ศิ าสตรวาแบง เปน 4 ข้นั ตอน คือ
16 1. การเลือกเรอื่ งที่จะทาํ การคนควา 2. การรวบรวมขอ มูลทีน่ าเปน ไดเ กีย่ วกบั เรอ่ื งนนั้ 3. การตรวจสอบขอ มูลเหลาน้ันวา เปน ของแทหรือของปลอม (ไมวาจะท้งั หมด หรือบางสวน) 4. การดงึ เอารายละเอียดที่เชื่อถอื ไดจากขอ มลู (หรอื บางสวนของขอ มูล) ท่ี พิสจู นแลว วา เปนของแท มคี วามชดั เจน ณรงค พวงพศิ (2543: 3) ไดกลา วถงึ วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร วา ประกอบดว ย ขัน้ ตอนสําคญั 5 ขั้นตอน ดงั นี้ 1. การต้งั ประเดน็ ปญ หาท่ตี องการคน ควา 2. การรวบรวมหลกั ฐาน 3. การวเิ คราะหป ระเมนิ คา และตคี วามหลักฐาน 4. สรุปผลท่ไี ดจ ากการคนควา 5. นําเสนออยา งมเี หตุผล ลาวณั ย วิทยาวุฑฒกิ ลุ และคณะ (2543: 7) ไดก ลาวถึงวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตรวา แบงเปน 5 ข้ันตอน คอื 1. การกําหนดประเดน็ / ปญ หา / เรอ่ื งท่จี ะศึกษา (Identification of the Subject) 1. การคนควาและรวบรวมขอ มลู ทั้งทเ่ี ปนขอ เทจ็ จริงและแนวคิดจากหลกั ฐาน ตางๆ (Acquisition of Facts and Ideas) 2. การตรวจสอบเชงิ ประวตั ศิ าสตร (วิเคราะห ประเมิน และ ตีความหลกั ฐาน) (Historical Criticism) 4. การสังเคราะห / ตคี วาม (Synthesis / Interpretation) 5. การนาํ เสนอ (Presentation) ซ่ึงในแตล ะขนั้ ตอนมกี ารปฏบิ ตั ใิ นรายละเอียด ดังนี้ 1. กําหนดประเด็นทต่ี องการศึกษา ผูเรียนตอ งกําหนดเปาหมายทชี่ ดั เจนวาจะ ศึกษาอะไร สมัยไหน เพราะเหตใุ ด กลาวคือ จะตองมกี ารต้ังคําถาม การตงั้ คาํ ถามทดี่ จี ะนาํ ไปสู การแสวงหาคาํ ตอบดวยเหตผุ ล เชน “ การปฏิรปู ประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 มคี วามสําคัญอยางไร” เปน ตน 2. การคน หาและรวบรวมหลักฐานประเภทตา งๆ ผเู รยี นตอ งเก็บรวบรวม หลกั ฐานท่ีเกย่ี วขอ งกบั เรอ่ื งทต่ี องการศึกษาที่มีอยหู ลากหลายทุกประเภท ท้งั หลกั ฐานชั้นตนและ หลักฐานช้นั รองใหไดมากทส่ี ุด
17 3. ตรวจสอบ วิเคราะห ประเมนิ คุณคา และตีความหลกั ฐาน หมายถึงการ ตรวจสอบหลกั ฐานดว ยวธิ ีการตางๆ เพอื่ ประเมนิ คณุ คาของหลักฐานวา นาเช่อื ถอื เพยี งใด ผเู ขียน ตองแยกประเภทของหลักฐานและทาํ ความเขา ใจหลกั ฐานแตละประเภท โดยใชห ลกั การ ตรวจสอบกวางๆ ไดแก ทาํ ขน้ึ เมอ่ื ใด (ชวงเวลา) ใครเปน ผสู อบหรือเขียนขนึ้ (ผูสรา ง) เขยี น ข้นึ ทาํ ไม (จุดมุงหมายของหลักฐาน) การพิจารณาขอมลู ในหลกั ฐาน ความสอดคลอ งหรอื ขดั แยง กับหลกั ฐานอ่ืนๆ เปนตน แลว จึงเลือกสรรขอเทจ็ จรงิ ตามหลักฐานตา งๆ นั้น 4. ตคี วามเพอื่ ตอบปญ หา เปน ข้ันตอนการวิเคราะห (แยกแยะ) การสงั เคราะห (รวบรวม) ขอเทจ็ จรงิ ในอดตี จากหลักฐานตางๆ เปน การสรางความสมั พนั ธร ะหวา งขอ เท็จจรงิ ตา งๆเขา ดว ยกนั เพอ่ื ที่จะอธบิ ายประเดน็ ปญ หาที่ตั้งไว นบั เปนข้ันตอนของการตอบปญหาโดย สามารถอธบิ ายไดว า เกดิ อะไรขนึ้ อยางไร และทําไม 5. การนาํ เสนอ นับเปน ขน้ั ตอนทย่ี ากท่ีสุด เพราะผูเรียนจะตองจัดระเบยี บ ขอ เทจ็ จรงิ ตา งๆ แลว นําเสนอประเด็นทางประวตั ิศาสตรนัน้ ใหนา สนใจ มีความตอ เนื่อง และมี ความเปน จริงมากทส่ี ดุ การนําเสนอขอ เทจ็ จรงิ ดงั กลา วนี้ อาจอยใู นรปู การเขยี นหรอื การบอกเลา ตองอาศัยทกั ษะทางภาษา ตลอดจนการอา งองิ หลักฐานอยางมเี หตผุ ล ซึง่ จะทําใหเปนผลงาน ประวัติศาสตรท ่มี ีคณุ คา จากประเด็นวธิ ีการทางประวัตศิ าสตรด งั กลา ว พบวาองคป ระกอบที่ ลาวัณย วิทยาวฑุ ฒกิ ุลและคณะ (2543: 7) สรุปไวครอบคลุมประเด็นวิธกี ารทางประวัตศิ าสตรใ นทุกดา นที่ นกั วิชาการทางประวตั ิศาสตรไ ดกลา วไว ดังนน้ั ผวู จิ ยั จึงเลอื กใชเปนแนวทางในการสรางเครือ่ งมอื ในการวิจัย เพ่ือใชก ับนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที่ 2 ซ่ึงเปนกลมุ ตวั อยา ง 1.4 ประโยชนข องการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร เฉลมิ มลิลา (2522: 11) ไดกลา วถงึ ประโยชนข องการศกึ ษาประวตั ิศาสตร ดงั นี้ 1. การเรยี นรเู รือ่ งราวประวตั ิศาสตรเ ทา กับเปนความพยายามที่จะทาํ ความเขา ใจ ความจริง เพอ่ื เขาถึงปรัชญาชวี ติ เพราะการศึกษาประวตั ศิ าสตร ก็คอื การศึกษาเกย่ี วกับพฤตกิ รรม ชวี ิตมนุษย ศึกษาความจริงเก่ียวกบั ความจรงิ ตามธรรมชาตแิ ละของโลก และศกึ ษาเกย่ี วกบั ความสัมพันธระหวางมนุษยก บั ความเปนจริง (truth) ท้งั นก้ี เ็ พอ่ื ใหบ รรลุถึงแกนแทแหง ปรัชญา ประวัติศาสตร (Historical Philosophy) ซึง่ กค็ ือความพยายามทจ่ี ะใชสตปิ ญ ญา (Wisdom) ทาํ ความเขาใจ (an attempt to comprehen) ในความจริงของประวตั ิศาสตร เพอื่ ใหพ บความจริงอัน สูงสุดและไมเ ปลีย่ นแปลง (utimate and eternal truth of reality)
18 2. เปนวถิ ีทางกอกาํ เนดิ และพฒั นาปญญา(Intelligence) และสตปิ ญ ญา (Wisdom) เพราะงานศกึ ษาคน ควา ในทางประวตั ศิ าสตร เพื่อสรา งประสบการณในอดตี ทมี่ ีคณุ คา ข้นึ ใหม จําเปน ตอ งอาศยั บคุ คลผมู ีคณุ สมบตั ิที่สาํ คญั หลายประการ ไดแ ก ความมเี หตุผล ความยตุ ิธรรม ความอดทน ความวริ ยิ ะอตุ สาหะ ความมรี ะเบยี บ ความชา งสังเกต ความละเอียดถี่ถว น รอบคอบ ความรอบรูแ ละความเฉลยี วฉลาดสามารถ ประกอบกับการเปนผมู อี ดุ มการณแหง ตน จงึ จะสามารถ ฟนฝาอปุ สรรค และคน พบขอ เทจ็ จริง (Fact) อยางถกู ตอ งเปน ความจริงและมีคณุ คา 3. เปนการเพ่มิ พนู ความรู และประสบการณด วยการตกั ตวงความรูและความจรงิ จากประวตั ศิ าสตรอ าจจะทําไดอยางกวางขวางซงึ่ จะสง ผลใหผูศึกษาเปน คนเฉลียวฉลาด มีไหวพรบิ ทนั คน ทนั เหตุการณแ ละทนั สมยั 4. เปน พนื้ ฐานในการเสาะแสวงหาความรูในแขนงตางๆ เชน สงั คมศาสตร (Social Science) เศรษฐศาสตร (Economics) และรฐั ศาสตร (Political Science) ไดเ ปนอยา งดี 5. ประวัตศิ าสตรส ามารถสนองความตอ งการ (Need) และความอยากรอู ยากเหน็ (Curiosity) อันเปน คณุ ลักษณะทางพฤตกิ รรมตามธรรมชาติของมนุษยไ ด 6. ทําใหผศู ึกษาไดร ับความสนกุ สนานเพลดิ เพลินกับเรอื่ งราวความจริงหลายๆ ประเภทในประวตั ศิ าสตร ซง่ึ ชอบใหค ิดตอบ อา นและเรียนรูเพราะมคี ณุ คา และนา สนใจ ทงั้ อาจ เลือกไดต ามความถนัด ความสนใจ และความตอ งการของแตละคนดวย 7. บรรดาความรูแ ละแบบอยางในประวัติศาสตร เปน ประสบการณส าํ หรบั ผู ศึกษาทีจ่ ะใชเปนแนวทางในการกลาเผชญิ กบั ความเปน จรงิ ในการดาํ เนนิ ชวี ิตและเปน ขอมลู เพยี งพอในการพิจารณา วนิ จิ ฉยั และตดั สินปญหาใดๆ อนั พึงจะมไี ดอ ยา งถูกตอ งและเหมาะสม ซ่งึ เปน คณุ ประโยชนแ กค นทกุ วงการ โดยเฉพาะอยางยง่ิ นักการทตู นกั การเมอื งและรัฐบุรุษ 8. ประวัติศาสตรส อนใหผ ูศกึ ษาเปนคนรกั ความจริง มคี ณุ ธรรม และหลกั ธรรม เปนเคร่ืองยดึ เหนยี่ วจติ ใจเสมอ 9. การสรางจินตนาการ (Imagination)ในขณะศกึ ษาประวตั ศิ าสตรเพอ่ื ใหเ กิดการ เรียนรอู ยางแทจ ริง นบั วามีคณุ ประโยชนแ ละสามารถนาํ ไปใชเปนแนวทางในการฝก การสรา ง ความคดิ รวบยอดหรือมโนทศั น (Concept) อันเปน แกน ของความรู ซึ่งผูศกึ ษาจะสรา งใหเ กดิ ขึ้น ไดแตกตา งกันไปตามขดี ความสามารถทางสติปญ ญาของแตละคน 10. เปนรากฐานนาํ ไปสูการฝกใหมีนสิ ัย ทศั นคติ และคา นยิ มทด่ี ี ท่ถี ูกตองในชีวิต เชน การเปนผมู มี นษุ ยธรรม มีเหตผุ ล รจู ักเสียสละและเออ้ื เฟอ เผ่ือแผตอ เพื่อนมนษุ ย ชอบใฝห า ความรู มีวิจารณญาณ กลาวิพากษว จิ ารณใ นแนวทางริเร่มิ สรางสรรค กลา แสดงออกในทางทถ่ี กู และมเี หตุผล ตลอดจนการเปนผูมีระเบยี บวินยั ความรอบคอบและรูจกั ข้นั ตอนของการทาํ งานอยา ง มีประสิทธิภาพดว ยการองิ และการใชว ธิ กี ารทางประวัตศิ าสตรเ ปน หลัก
19 ดนยั ไชยโยธา (2522: 176) ไดกลา วถงึ ประโยชนของการศึกษาประวตั ิศาสตร ดังนี้ 1. ทาํ ใหร ูจ กั พจิ ารณาส่งิ ตา งๆ ที่ไดเหน็ ไดย ิน ไดฟ ง ทําใหรูอะไรไดกวา งขวาง มีความเขาใจและกลาท่จี ะตดั สนิ ตางๆ วา เทจ็ จริงเพยี งใด เกดิ จินตนาการและรับฟง ส่ิงตางๆ โดย รูจ กั ลาํ ดบั ใจความสาํ คัญๆ บางตอนไดดี ตลอดจนรจู ักคิดและนํามาพูด อา นและเขยี นได 2. ทําใหรูจ กั ศกึ ษาทมี่ าของความสัมพันธ ตองคาํ นึงอยเู สมอวาอดีตตองสัมพนั ธ กับปจจบุ ันและปจ จุบนั ตองสัมพนั ธกับอนาคต 3. ทาํ ใหรจู ักใชเ วลาวา งใหเ หมาะสมโดยการฟง วทิ ยุ ดูโทรทัศน อานหนังสือ และหากระแสขาว 4. เพอ่ื ใหมคี วามรกั ชาติบา นเมืองของตน ภาคภมู ใิ จในเอกราชของชาติ รจู กั เสยี สละสว นตนเพอื่ สวนรวม รูจกั เคารพยกยองเกยี รติคุณของบรรพบรุ ษุ เปนผมู ีความรูสึกและ จติ ใจสงู ตลอดจนการสรา งนสิ ัยท่ดี ี 4. เพอ่ื ใหเกิดความเขาใจอันดีระหวา งชาติ 5. ใหร สู ิ่งใดใหร จู ริง ไมใ ชแ บบกวา งๆ หรือเดาสุม สมคิด ศรสี งิ ห (2523: 2) ไดก ลา วถึงประโยชนของการศึกษาประวัติศาสตร ดังน้ี 1. ไดท ราบเรื่องราวความเปน มาของความเจรญิ กาวหนา ดา นตา งๆ ของนานาชาติ ในโลกทงั้ อดตี และปจ จุบนั 2. มคี วามรู ความคิดอานอยางกวา งขวาง เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ทนั เหตุการณ ทนั สมยั ทันคน 3. เขาใจเหตุการณตา งๆ ทเี่ กิดข้นึ ไดด ี แกไขปญหาตางๆ ได สามารถหลีกเลย่ี ง สงิ่ ทีผ่ ิดพลาดท่ีแลว มา และชว ยแกไขสังคมใหดีขึ้นได โดยเฉพาะนกั ปกครอง นกั การเมอื งจะมี ประโยชนอยางยง่ิ 4. มีความเขา ใจในขา ว เหตกุ ารณ ความเปน อยูป ระจาํ วนั ฯลฯ ดขี ึน้ พอทีจ่ ะอยู ในสงั คมไดอ ยา งดี 5. เกิดความเขาใจดีในมรดก วัฒนธรรมของมนษุ ยชาติ ตลอดจนสิง่ อนื่ ๆ เชน วรรณศิลป วถิ กี ารดาํ รงชวี ติ 6. ชวยฝกความเขาใจในการแสดงออกอยา งถูกตองทางดานวนิ ัยปญ ญา สามารถ หย่ังรเู หตกุ ารณ แยกความสาํ คญั รูจักแยกความผดิ พลาดเลก็ นอ ยออกจากความสําคญั รูจกั การ โฆษณาชวนเชอื่ ออกจากความจรงิ ได 7. ชวยฝก อบรมคนใหม ารถเผชิญกับปญ หาขดั แยง ตา งๆ ดว ยใจท่มี งุ ม่นั เพ่ือ ความจรงิ สนบั สนนุ การอภปิ รายอยา งเสรแี ลว ตกลงกันไดด ว ยการประนีประนอม
20 8. เปนความรูป ระกอบงานอาชพี ของผเู รียน เชน นักหนังสือพมิ พ ครอู าจารย บรรณารักษ นักจัดรายการวทิ ยุ โทรทศั น นกั การเมือง นกั ปกครอง ฯลฯ 9. ใหความรน่ื รมยแกผ ูอาน เพราะประวัตศิ าสตรมเี รอ่ื งหลายรสหลายแบบตาม ความสนใจของแตละคนอยมู าก 10. ประวัติศาสตรม สี วนชวยทาํ ใหค นเปน คนทม่ี มี นษุ ยธรรม Hill (1954 อางในลดาวัลย มาลยะวงศ, 2516: 7)ไดสรปุ ถึงประโยชนข องการศกึ ษา ประวัติศาสตรว า สาํ หรบั ผูใหญ ประวัติศาสตรมคี ณุ คาในการทาํ ใหเกิดความฉลาด ขนั ติธรรมและ ความสามารถทจ่ี ะวพิ ากษว จิ ารณไ ดอยางลกึ ซ้ึง สําหรบั เยาวชน มปี ระโยชน คือ 1. สนองความอยากรูอยากเห็น 2. ทาํ ใหเ กดิ ความเขา ใจในความเจรญิ ทสี่ บื ตอ กนั มา 3. ชวยใหเ กดิ ปญ ญา เขาใจเรอ่ื งราวที่เกิดขนึ้ และแสดงความคดิ เห็นได ถูกตอ ง 4. ชว ยวางมาตรฐานสําหรบั วดั คณุ คาและความสาํ เรจ็ ของมนุษย สามารถ เผชิญปญหาของชมุ ชนสมยั ใหมทง้ั แงก ารเมือง สงั คม เศรษฐกจิ 5. ฝก ใหรูจกั ดาํ เนนิ การกับปญ หาทย่ี ังเปน ที่ถกเถยี งกนั มจี ติ ใจมุงทจ่ี ะ แสวงหาความจรงิ นิยมการอภปิ รายอยางเสรี และรจู ักประนีประนอม 6. มคี วามรักชาติ เขาใจขนบธรรมเนยี มประเพณี และวิถีทางดาํ รงชีวติ นอกจากจะรชู าตติ นเองยงั ควรรูจกั ชาติอืน่ ๆ ดวย จากขอมลู ดังกลา ว ผวู จิ ยั สรุปไดว า การศึกษาประวตั ิศาสตรม ีประโยชน ดงั น้ี 1. เกดิ การเรยี นรู และวธิ กี ารแสวงหาความรดู วยตนเอง มไี หวพริบ ทันเหตกุ ารณ 2. รจู กั พิจารณาแยกแยะขอ เทจ็ จริง หรอื ขอผิดพลาดเพ่อื นํามาปรบั ปรุง และแกไขปญ หาในปจ จบุ นั 3. ฝก ฝนเพื่อใหม ที ักษะการพฒั นาความสามารถทางคดิ อยา งมี วจิ ารณญาณ
21 1.5 ครกู บั การเรียนการสอนประวตั ศิ าสตร สมคดิ ศรีสิงห (2523: 10) ไดกลาวถงึ ขอ ควรระลึกถึงในการสอน ประวตั ศิ าสตรข องครู ดงั นี้ 1. หลกั ฐานตางๆ ทางประวัตศิ าสตรอ าจมีแตกตา งกนั ตอ งนึกอยเู สมอ วา ความจริง (fact) ก็ตองเปนความจริง ขอ สนั นิษฐาน วิจารณ ควรจะตอ งตงั้ อยบู นรากฐานของ ความจริงและเหตผุ ลทถ่ี ูกตอง 2. หลกั ฐานขอ เทจ็ จรงิ บางตอนทมี่ ผี แู สดงความคิดเห็นขัดแยง กนั เมอ่ื จะนําไปใชสอนตองยึดถือแบบเรียนของกระทรวงศกึ ษาธิการ หรือแบบเรยี นท่กี าํ หนดใหเปน หลกั 3. ตาํ ราของผเู รยี นบางทา น เขยี นหรอื บนั ทึกเหตกุ ารณเ กนิ ความจริง แทรกความคิดทางดานชาตนิ ยิ มอยา งรนุ แรงไว ครตู องมเี หตผุ ลในการท่ีเลือกใชโดยยดึ ถอื ขอเทจ็ จรงิ ทถ่ี ูกตอ งเปนหลกั ฐาน 4. เหตุการณด า นตา งๆทเ่ี กดิ ขึน้ ในปจจุบนั เมื่อเน่ินนานไปกจ็ ะกลายเปน ประวัติศาสตร ครูประวตั ิศาสตรจงึ ควรศึกษาไวท นั ที ไมค วรปลอยใหล วงเลยไปนานแลว จงึ คอ ย นํามาศกึ ษา จะเปน การชว ยใหค รูใชเ หตุการณทางประวตั ศิ าสตรในอนาคตไดอ ยางถูกตอ งยงิ่ ข้นึ 5. ประวัตศิ าสตรถา สอนอยางถูกตอง อาจจะทําใหผ เู รียนเปน คนรจู ัก แสดงความคิดเหน็ (Critical) มมี นุษยธรรม แตถา สอนอยา งไมรอบคอบ หรอื สอนผิดๆ จะทําให ผเู รยี นเปน คนใจแคบ (bigots) และเล่ือมใสอดุ มคติอยา งบา คลงั่ (fanatic) 6. ประวตั ิศาสตรเปน เรอ่ื งสัมพันธก ับชวี ติ มนษุ ย ผูเ รยี นอาจจดจํานาํ เอา เหตุการณจ ากประวตั ศิ าสตรม าใชใ นชวี ติ จริงของตนได ผูสอนมีบทบาทสาํ คญั และมอี ทิ ธิพลมากใน การทีจ่ ะปนใหผูเรียนใหเ ปน อยางไรกไ็ ด ดังนัน้ ครปู ระวตั ศิ าสตรจงึ ควรเปน คนทม่ี ีเหตผุ ล ใจเปน ธรรม มมี นษุ ยธรรมใหมากท่สี ุด นอกจากนี้ยังไดก ลา วถึงหนาท่ีของครผู สู อนประวัติศาสตร 3 ขอ ดงั นี้ 1. ตองสามารถชวยพัฒนา และสง เสรมิ ใหเดก็ เกดิ ความรสู ึกรกั ประเทศของตน ตลอดจนเขาใจในขนบธรรมเนียมประเพณี ชีวิตความเปน อยู การดํารงชพี 2. ตอ งสามารถทําใหทําใหผ เู รียนเขาใจวา จาํ เปนตองเรียนรใู นเรื่องการอยอู ยาง เปนสันตสิ ขุ 3. การสอนประวัตศิ าสตรไ ทย อาจจะมกี ารนาํ เอาขอเทจ็ จริงทางประวัติศาสตร มาใชเ พื่อใหเกดิ ความภาคภูมใิ จในชาตขิ องตน (National pride) และมกั จะมบี ดิ เบอื นปลกุ ใจใหเกดิ อารมณรกั ชาติ (Patriotic emotion)ของตนไมคาํ นึงถงึ ชาตอิ น่ื เคียดแคน ชงิ ชงั ศตั รูในอดตี การสอน เชนน้นั นบั วา ผดิ พลาดในการสรางความคิดทผี่ ดิ ใหแ กเ ดก็ ซง่ึ รับความคิดขา งเดยี วไป ครูจึงควรเนน ใหผ ูเรยี นรกั ผูอนื่ หรอื ชาติอน่ื ดว ย
22 วินยั พงศศรเี พียร (2543: 2) ไดกลาวถึงครสู ังคมศึกษาท่ีตองสอนวิชาประวตั ศิ าสตร ไทยในยคุ แหงการปฏิรูปการศึกษาวา ตอ งมีการปรบั ตวั ดงั นี้ 1. การเปลย่ี นทศั นคติ ครูที่ดีตองมีทัศนคติทีด่ ตี อวชิ าท่ีตนเองสอน และตองมี ความภาคภมู ิใจวาการสอนประวัติศาสตรไทยเปน ภารกิจอันย่ิงใหญ นั่นคอื นอกจากจะทาํ ให เยาวชนของชาตมิ ีความผกู พนั ทางดา นจติ ใจและอารมณก บั ประเทศชาติ สงั คม และชุมชนของเขา แลว ความรคู วามเขา ใจประวัติศาสตรไทย ยงั จะทําใหเ กิดความหวงแหน และตอ งการอนรุ ักษ มรดกทางวฒั นธรรมของชาติและชุมชน 2. พ้นื ฐานความรเู ร่ืองไทยและประวตั ิศาสตรไทย ครสู อนประวตั ิศาสตรไ ทยใน อดุ มคติยอ มตอ งมคี ุณสมบตั ทิ ี่สําคญั ท่สี ดุ 2 ประการ คอื 2.1 ครคู วรมพี ้นื ฐานความรเู รื่องไทยและประวัติศาสตรไ ทยทีด่ ี 2.2 ครูควรมีความสามารถในการประยกุ ตใ ชความรูน ั้นกบั การเรยี นการ สอน มคี วามกระตอื รอื รนและกระหายความรใู หมอยตู ลอดเวลา 3. การเรียนการสอน ควรเนนทจ่ี ะใหน กั เรียนเขา ใจชมุ ชน สังคม และประเทศ ของเขา ความเขาใจไดม าจากการศกึ ษาและวพิ ากษข อ มลู ซ่ึงสามารถทาํ ไดในหลายระดบั ทง้ั นี้ ขึ้นอยูกบั วุฒภิ าวะของผเู รียน 4. การฝกหดั และวดั ผล ควรเนนการวัดผลแบบอตั นยั แบบฝก หดั สําหรับนักเรยี น วชิ าประวัตศิ าสตรโดยทั่วไป มีจดุ มงุ หมายทีจ่ ะใหน กั เรยี นไดอ า นเอง เพือ่ ฝกจบั ใจความสาํ คญั ไดค ดิ วเิ คราะหไดเอง และไดเขยี นเอง เพ่อื ฝก ทกั ษะในการแสดงความคดิ ออกมาอยางชัดเจน นอกจากน้ีควรสงเสริมแนวคิดการใหน ักเรยี นแสดงแฟม ผลงานอยา งตอ เนอ่ื ง และการบอก แหลงขอ มลู ใหไ ปอา นหรอื คน ควา โดยไมใ หทํารายงานสง ทง้ั ประเภทบคุ คลหรือเปนกลมุ แตใ ห เตรียมตัวเพื่อเขา มาเขยี นเรยี งความภายใตเงือ่ นไขกาํ หนดเวลา จะทาํ ใหเ ดก็ เกดิ ทกั ษะในการ จัดระบบความคิดไดด ขี ึน้ จากขอมูลดังกลาว ผวู ิจยั สรุปไดวาครูผสู อนประวตั ศิ าสตรต องมที ศั นคติที่ดี มี พื้นฐานความรใู นเรือ่ งประวตั ิศาสตร และมคี วามกระตือรือรน ในการแสวงหาความรใู หมๆ อยเู สมอ โดยยดึ ถอื หลักเหตผุ ล การวเิ คราะห วจิ ารณในการเลือกใชข อเทจ็ จรงิ ทถ่ี กู ตอง เพอ่ื ใหนกั เรยี นเกิด ความภาคภมู ใิ จในชาติรวมทง้ั เขา ใจชาตอิ ืน่ ๆ ดว ย นอกจากนคี้ รูควรจดั การเรยี นการสอนท่เี นนใน นักเรียนเกดิ การพัฒนาทางการคิดในดานตางๆ เชน การคดิ อยา งมเี หตผุ ล การคิดแกปญหา การ คิดวเิ คราะห และการคิดอยา งมวี ิจารณญาณ
23 ตอนที่ 2 แนวคดิ เก่ยี วกบั การสอนเพอื่ พัฒนาความคดิ 2.1 กรอบความคดิ ของการคดิ จากองคค วามรเู กีย่ วกับการคดิ (สาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง ชาต,ิ 2540: 11) พบวา มคี ําทแ่ี สดงถึงลกั ษณะของการคิดและคําท่เี กี่ยวขอ งกบั การใชความคิดอยจู าํ นวน มากเชน การตง้ั คําถาม การสังเกต การคดิ วิเคราะห การคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ การตัดสนิ คณุ คา การอา งองิ เปน ตน จะเห็นไดวา คาํ ตางๆ ท่เี ก่ียวของกบั การคิดจาํ นวนมากน้ัน สามารถจัดกลมุ ได 3 กลุมใหญๆ คือ กลมุ ท่ี 1 เปนคําท่ีแสดงออกถึงการกระทาํ หรอื พฤติกรรมซึ่งตองใชความคดิ เชน การสังเกต การเปรยี บเทียบ การจําแนกแยะแยะ การขยายความ การแปลความ การตคี วาม การจัดกลมุ /หมวดหมู คําตา งๆ เหลา นี้แมจ ะเปน พฤตกิ รรมท่ไี มม ีคําวา “คดิ ” อยู แตก ็มคี วามหมาย ของการคิดอยใู นตวั คําในกลมุ นมี้ ลี กั ษณะของพฤตกิ รรม / การกระทําทชี่ ัดเจนซง่ึ หากบุคคล สามารถทําไดอยา งชํานาญ ก็จะเรยี กกันวา ทักษะ ดงั นนั้ ทิศนา แขมมณแี ละคณะจงึ เรยี กชื่อคํา กลมุ น้ีวา ทักษะการคิด กลมุ ที่ 2 เปนคาํ ทีแ่ สดงลกั ษณะของการคดิ ซง่ึ ใชใ นลักษณะเปน คําวิเศษณ เชน คดิ กวา ง คิดถูก คดิ คลอ ง คดิ รอบคอบ ซึง่ ไมไดแสดงออกถงึ พฤติกรรมหรอื การกระทํา โดยตรง แตส ามารถแปลความไปถงึ พฤตกิ รรมหรอื การกระทาํ ประการใดประการหนึ่ง หรอื หลายประการรวมกัน เชน คิดคลอ ง มคี วามหมายถึงพฤตกิ รรม การสามารถบอกความคิดทม่ี ี ลักษณะ/ รปู แบบ / ประเภททีห่ ลากหลาย คําประเภทน้ี ทิศนา แขมมณี และคณะ เรยี กวา ลักษณะ การคดิ กลุม ท่ี 3 เปนคาํ ท่แี สดงลักษณะการคิดเชนเดียวกบั กลมุ ที่ 2 แตเปน คาํ ท่ี ครอบคลมุ พฤติกรรมหรือการกระทําหลายประการที่สัมพันธก นั เปน ลาํ ดับขัน้ ตอน คอื เปน คาํ ที่มี ความหมายถงึ กระบวนการในระดับท่สี ูงกวา หรอื มากกวา หรอื ซับซอนกวา ลกั ษณะการคิด เชน การคดิ รอบคอบ อาจจะหมายถึง การคดิ ใหกวา งรอบดาน รวมทงั้ การคดิ ใหล ึกซ้ึงถึงแกนหรอื สาเหตทุ ีม่ าของสงิ่ ทีค่ ดิ และอาจจะตอ งมกี ารคดิ ไกล พจิ ารณาถึงผลที่จะตามมาและอาจจะตอ งมี การประเมินตดั สินคุณคา และตดั สนิ ลงความเหน็ การคิดทตี่ องอาศัยพฤติกรรมหรอื การกระทาํ หรือ ทักษะจาํ นวนมากน้ี ทศิ นา แขมณแี ละคณะ จัดใหอยใู นกลมุ ของกระบวนการคิด ทกั ษะการคิด นบั เปน ทกั ษะการคิดขนั้ พื้นฐาน เนอ่ื งจากเปนทกั ษะท่ีตอ ง นาํ ไปใชในการคดิ อน่ื ๆ ท่ีมคี วามซบั ซอ นและยากข้นึ หากบคุ คลขาดทักษะการคดิ ข้นั พ้ืนฐานนี้ ยอมจะมปี ญหาในการคดิ ขั้นท่สี งู ข้ึน ลกั ษณะการคิดแตล ะลักษณะ จาํ เปน ตองอาศัยทกั ษะการคดิ ยอ ยๆ มากบาง นอ ยบาง ลกั ษณะการคิดใดทอ่ี าศัยทกั ษะการคิดยอ ยไมม ากนัก ก็ถอื วา เปน การคดิ ขน้ั กลาง
24 สว นกระบวนการคดิ น้ัน ถอื วาเปน การคดิ ขน้ั สงู เนอ่ื งจากตองอาศัยท้ัง ทกั ษะการคดิ ขั้นพนื้ ฐานและข้ันกลาง จากทีก่ ลา วขา งตน จะเห็นไดว า การพัฒนากระบวนการคิดก็คือการพฒั นา ทกั ษะการคิดข้ันสงู ใหเกดิ ขนึ้ โดยอาศยั ทกั ษะการคิดพนื้ ฐานและขนั้ กลาง ซ่ึงกห็ มายความวา หาก ผเู รยี นยงั ไมมที กั ษะการคดิ ขน้ั พ้นื ฐานและข้นั กลางอยา งเพียงพอ ยอ มจะมีปญ หาในการพัฒนาการ คิดข้นั สูงใหเกดิ ข้นึ คาํ จํานวนมากเหลา นี้มใี ชก นั อยทู ัง้ ในชวี ติ ประจําวนั และในวงวชิ าการ นบั เปนหลกั ฐานทแี่ สดงใหเ หน็ วา คนเรามลี ักษณะการคดิ หลายแบบ แตเ ม่อื ตองการศึกษาลกั ษณะ การคิดแตล ะแบบใหก ระจา งวามคี าํ อธบิ ายอยางไร และมีวธิ คี ิดเปน ลําดบั ขนั้ ตอนอยา งไร กพ็ บวา ลักษณะการคดิ บางลักษณะ ไดมีผูศ ึกษาไวมาก เชน การคดิ แกป ญหา การคิดรเิ รมิ่ สรางสรรคแ ละ การคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ ซึง่ เม่ือวเิ คราะหแลว พบวา เปนการคิดท่ีตอ งใชท ักษะการคดิ จาํ นวน มากและการคดิ จาํ เปนตอ งเปน ไปตามลําดบั ขัน้ ตอน มกี ระบวนการที่ชดั เจน แตล กั ษณะการคดิ ท่ี จําเปนอีกจาํ นวนมากยังไมม ผี ูใ ดไดจ ําแนก ขยายความ หรือวิเคราะหใ หเ หน็ อยางชดั เจน ทศิ นา แขมณีและคณะ (2540) จงึ ไดรว มกนั วเิ คราะหถ ึงความสาํ คญั ของการคดิ แตล ะลักษณะ และเลอื ก ลักษณะการคดิ บางประการทีค่ ิดวาเปนพนื้ ฐานที่สาํ คญั และจาํ เปน จะตองสงเสริมและฝกฝนให ผเู รยี นตัง้ แตระดบั การศกึ ษาปฐมวยั ประถมศึกษา และมธั ยมศกึ ษา แลว จึงนําคําเหลา นั้นมา วเิ คราะหใหเ หน็ ถึงจดุ มุง หมาย และวธิ ีการในการคิด รวมทัง้ กําหนดเกณฑตดั สนิ เพอ่ื ใชใ น การประเมินการคิดน้นั ๆ ท้ังน้ดี วยวตั ถปุ ระสงคท่ีจะทําใหค ําทีใ่ ชก นั ในลักษณะทีเ่ ปน นามธรรมมีความเปน รูปธรรมมากขึ้น ซงึ่ จะชวยใหแนวทางที่ชัดเจนแกครใู นการสอน ทาํ ใหค รู สามารถสอนไดอยา งชัดเจน ตรงทาง และบรรลวุ ตั ถุประสงคม ากขึน้ ผลจากการวเิ คราะหส รุปไดว า 1. ลกั ษณะการคิดทีเ่ ปนหวั ใจของการคิด กค็ อื เปา หมายของการคิด ไมวา จะคดิ เก่ียวกับสิง่ ใด การต้ังเปาหมายของการคดิ ใหถกู ทางเปน สง่ิ ทสี่ ําคญั มาก เพราะการคดิ นน้ั หากเปน ไปในทางที่ผิด แมความคดิ จะมคี ณุ ภาพสกั เพยี งใด กอ็ าจจะกอใหเกดิ ความเสยี หาย และ ความเดือดรอ นแกส ว นรวมได ยงิ่ ความคิดมคี ณุ ภาพสงู ความเดอื นรอนเสียหายก็จะยงิ่ สูงตามไป ดวย ดงั น้นั หากไมม ที ิศทางทถี่ ูกตองคอยกํากบั ควบคมุ แลว การคิดนั้นไรป ระโยชน ดว ยเหตนุ ้ี การคิดถกู ทาง ซง่ึ เปนการคิดทคี่ ํานึงถงึ ประโยชนสวนรวมและประโยชนระยะยาว 2. ลักษณะการคิดระดบั พ้นื ฐานทีจ่ ําเปน สาํ หรับผูเ รยี นในทกุ ระดบั โดยเฉพาะ อยางย่งิ ในระดบั การศกึ ษาปฐมวยั และประถมศึกษา ไดแ ก การคดิ คลอง คือใหกลา ท่จี ะคดิ และ มคี วามคดิ หลง่ั ไหลออกมาไดอ ยา งรวดเร็ว การคิดหลากหลาย คอื คดิ ใหไดความคิดในหลายๆ ลักษณะ / ประเภท / ชนิด / รปู แบบ ฯลฯ การคิดละเอียดละออ เพ่ือใหไ ดขอมลู อนั จะสง ผลให ความคิดมคี วามรอบคอบมากข้นึ และการคิดใหช ดั เจน คือ การใหม ีความเขา ใจในสงิ่ ทีค่ ิดสามารถ
25 อธิบายขยายความไดด วยคําพดู ของตนเอง ลกั ษณะการคดิ ทั้ง 4 แบบน้ี เปนคณุ สมบตั ิเบอื้ งตน ของผคู ดิ ทั้งหลาย ซึง่ จะตองนําไปใชใ นการคิดลกั ษณะอ่ืนๆ ทม่ี ีความซบั ซอ นขึน้ 3. ลกั ษณะการคิดระดบั กลาง ไดแก การคดิ กวาง คอื คิดใหไ ดห ลายดาน หลายแงห ลายมุม การคิดลึกซ้ึง คือคดิ ใหเ ขาใจถงึ สาเหตทุ มี่ าและความสมั พันธตา งๆ ที่ซบั ซอ นท่ี สงใหเ กดิ ผลตา งๆ รวมทง้ั คุณคา ความหมายท่ีแทจรงิ ของสง่ิ นั้น การคดิ ไกล คอื การประมวลขอมูล ในระดบั กวางและระดับลึกเพื่อทํานายส่ิงที่จะเกดิ ขน้ึ ในอนาคต และการคิดอยางมเี หตผุ ล คอื การคิด โดยใชห ลกั เหตผุ ลแบบนิรนัย หรืออุปนยั 4. ลกั ษณะการคิดระดบั สงู ไดแก การคิดทีต่ องมีกระบวนการ/ ข้ันตอนที่ มาก และซบั ซอ นขึน้ ซ่ึงในที่นเี้ รียกวา “กระบวนการคดิ ” และกระบวนการคดิ ทีม่ คี วามสําคัญ และจําเปน ทเ่ี ลอื กมาในทนี่ ก้ี ค็ อื กระบวนการคิดอยา งมวี ิจารณญาณ ซึง่ หากบคุ คลสามารถคิดได อยา งมวี จิ ารณญาณแลวกจ็ ะไดค วามคดิ ทกี่ ลนั่ กรองแลว มาดีแลว ซึ่งจะสามารถนาํ ไปใชใ น สถานการณต า งๆ ได เชน นาํ ไปใชในการแกป ญหา การตัดสินใจทจี่ ะทํา / ไมท าํ อะไร การรเิ ร่ิม การสรา งสรรคส ิง่ ใหมๆ หรอื การปฏิบตั กิ ารสรา งและการผลิตสิง่ ตา งๆ รวมทง้ั การทีจ่ ะนําไป ศกึ ษาวจิ ยั ตอไป จากกรอบความคิดดังกลาว ผูวิจยั พบวา หากบุคคลไดรับการพัฒนาการคิด จนมคี วามสามารถทางการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณแลว แสดงวาบคุ คลนนั้ ไดพฒั นาองคประกอบ ตางๆ ดา นการคดิ อยางครอบคลมุ อนั ไดแ ก ทักษะการคิด ลักษณะการคดิ และกระบวนการคดิ ซ่งึ เปนการพฒั นาความคดิ ตงั้ แตการคิดพนื้ ฐานจนถงึ การคิดขน้ั สงู 2.2 ทฤษฎีแนวคิดของ Piaget (Piaget’s Theory of Intellectual Development) Piaget (1964: 70) ไดสรางทฤษฎพี ฒั นาการทางเชาวนป ญ ญา โดยการศึกษา คนควาเกย่ี วกบั เด็กวา มีการปรับตวั และแปลความหมายของส่งิ ของ และเหตุการณในส่ิงแวดลอ ม ของตนดว ยวธิ กี ารใด โดยเพยี เจทมแี นวคดิ วา เชาวนป ญ ญาเปน การปรบั ตัวใหเ ขา กบั สิ่งแวดลอ ม ท้ังทางชวี ภาพและทางสงั คม สวนพฒั นาการทางเชาวนป ญ ญาเปนผลมาจากประสบการณท่ีเดก็ มี ปฏิสัมพนั ธ (interaction) อยางตอเน่อื งกบั สิง่ แวดลอมรอบตวั ตง้ั แตเ กิด การมีปฏิสัมพนั ธน้ที ําให มีการปรบั ตวั (adaption) อยตู ลอดเวลา เพอื่ ใหเกดิ ความสมดุล (equilibrium) ระหวางบุคคลและ ส่งิ แวดลอ มภายนอก รวมทั้งกระบวนการคดิ ของคน กระบวนการปรับตวั ประกอบดว ย กระบวนการยอ ย 2 กระบวนการ ไดแ ก การดูดซึมเขา โครงสราง (assimilation) หมายถึง การ ตคี วามหรอื การรับเอาขอมลู จากภายนอกเขาสโู ครงสรา งทางความคดิ โดยอาศัยความรหู รือวิธกี ารที่ มอี ยแู ลว และการปรับโครงสรา ง (accomodation) หมายถงึ การทเ่ี ราสังเกตคุณสมบตั ติ ามความ เปน จรงิ ของวตั ถหุ รอื สง่ิ แวดลอ มแลว ปรบั โครงสรางทางความคิดของเราใหเขา กับความจรงิ น้ัน เปนการดดู ซึมเขา โครงสรางทางความคิดของเราใหเ ขากบั สิง่ แวดลอ ม
26 ความคิดทเี่ กดิ จากกระบวนการดดู ซึมเขาโครงสรา ง และกระบวนการปรับ โครงสรา งเรียกวา โครงสรา งความคดิ โครงสรา งความคดิ จะมกี ารปรงุ แตงอยูเสมอเพือ่ ใหคนเกดิ ภาวะสมดลุ ทางความคิด ดังนัน้ ถา บคุ คลไดพบกบั ขอ มูลหรอื สถานการณทีก่ อ ใหเกดิ ความขดั แยง คาํ ถาม หรือเกิดปญหาขึน้ บคุ คลก็จะอยใู นสภาวะไมส มดุล (disequilibrium) ขึน้ กระบวนการ ดงั กลาวทาํ ใหบ คุ คลสามารถพัฒนาความสามารถในการคดิ อยางรอบคอบ สมเหตสุ มผล ซึ่ง เปนความสามารถทางสมองของมนุษยท ่ีเกดิ ขึน้ อยางตอเนือ่ ง เรียกวาข้ันพฒั นาการ (stage of development) ซงึ่ จะเปนการเปลี่ยนแปลงอยา งตอเนอ่ื งตามลําดบั และพฒั นาการในขัน้ ตนกจ็ ะเปน พน้ื ฐานของพฒั นาการขน้ั สงู ตอไป Piagetไดเ สนอวา พฒั นาการของความสามารถทางสมองของ มนุษยน นั้ เรมิ่ ตง้ั แตแ รกเกดิ ไปจนถึงขน้ั สงู สดุ ในชว งอายุประมาณ 16 ป ซง่ึ แบง เปน 4 ขั้น ดงั น้ี 1. ขนั้ ประสาทสมั ผัสและการเคลือ่ นไหว (sensorimotor stage) เรม่ิ ตง้ั แต แรกเกดิ ถึงประมาณ 2 ขวบ เปน ขัน้ ท่ีเด็กสามารถแสดงออกทางการเคล่ือนไหวกลามเน้ือ เดก็ มี ปฏิกริ ิยาตอบสนองตอ สิง่ แวดลอมดว ยการกระทํา การคดิ ของเด็กในขัน้ พัฒนาการนใี้ ชสญั ลักษณ นอยมาก เดก็ จะเขา ใจสิ่งตา งๆ จากการกระทําและการเคลอ่ื นไหว และจะเรยี นรจู ากสงิ่ รอบตัว เฉพาะทเี่ ขาสามารถใชป ระสาทสมั ผัสได 2. ข้นั กอนการปฏิบัติการ (preoperational stage) อายุประมาณ 2 ถงึ 7 ป เปน ขั้นทเ่ี ดก็ เริม่ ใชภ าษา และสญั ลักษณอ ยางอ่ืน การเรยี นรูเปน ไปอยา งรวดเร็ว ภาษาเปน เครอ่ื งมอื ทชี่ ว ยใหเ ดก็ สรางมโนทศั นเ กย่ี วกบั สงิ่ ตา งๆ แตเดก็ ในขน้ั น้ีพฒั นาการดา นการคิดยังไม สมเหตุสมผล เด็กยงั ตดิ อยกู บั การรบั รูซ ึง่ เปนขอจาํ กัด 6 ประการของการคิดของเดก็ ในขั้นนี้ คอื 2.1 การยดึ ตดิ อยูก บั สิง่ ที่เปนรูปธรรม 2.2 ไมม ีความสามารถคดิ ยอ นกลบั โดยการใชห ลกั เหตุผล 2.3 การยดึ ตนเองเปน ศูนยก ลาง เขาใจวาคนอน่ื คิดหรือเขา ใจเหมือน ตนเอง 2.4 การมองปญ หา ส่ิงของ หรอื เหตุการณท ีละอยางทลี ะดา นไม สามารถพจิ ารณาหลายๆ ดานพรอมกนั ได 2.5 การตดั สินตา งๆ ตามสภาพที่รบั รูหรือมองไมเห็นในขณะน้นั เทา น้นั 2.6 การเชือ่ มโยงเหตุการณห รอื สงิ่ ของโดยไมใชหลักเหตผุ ล 3. ขั้นปฏิบัติการดว ยรูปธรรม (concrete operational stage) อายปุ ระมาณ 7 ป ถึง 11 ป เปนข้ันทีเ่ ดก็ สามารถคิดดวยการใชสัญลกั ษณและภาษา สามารถสรางภาพแทนในใจ ได การคดิ มีลักษณะของการยึดตนเองเปน ศูนยก ลางนอ ยลง สามารถแกไขปญ หาทเ่ี ปนรูปธรรมได เขาใจหลกั การคงอยขู องสสารวา สสารหรอื สิ่งของน้นั แมจ ะเปลีย่ นสภาพไปก็ยงั คงมีปรมิ าณเทาเดมิ
27 สามารถคดิ ยอนกลบั ไดรวมท้งั สามารถจัดประเภทส่งิ ของไดต ลอดจนเขาใจในเร่อื งของการ เปรยี บเทียบ 4. ขั้นปฏิบตั ดิ ว ยนามธรรม (formal operational stage) อายปุ ระมาณ 12 ป ขน้ึ ไป เปน ขั้นทเี่ ดก็ สามารถเขาใจในสิง่ ที่เปนนามธรรมได มกี ารคดิ อยางสมเหตสุ มผลในการ แกปญ หา สามารถแกปญหาไดห ลายๆ ทาง สามารถคดิ แบบวิทยาศาสตรได รูจักคดิ ดว ยการ สรางภาพแทนข้นึ ในใจ สามารถคิดเกยี่ วกับสง่ิ ทนี่ อกเหนือไปจากสง่ิ ปจ จุบัน มคี วามพอใจที่ จะคิดพจิ ารณาเกย่ี วกบั สิ่งทีเ่ ปน นามธรรม สามารถคดิ สรา งทฤษฎแี ละทดสอบแบบวทิ ยาศาสตรได การคดิ ของเดก็ จะไมยึดตดิ อยกู ับขอ มูลทม่ี าจากการสังเกตเพียงอยางเดยี ว และเปนการคดิ ทีอ่ ยใู นรปู ของการต้ังสมมติฐานหรอื สถานการณท ีย่ ังไมไ ดเ กดิ ขึ้นจริงๆ เดก็ วยั นมี้ ีความคดิ เปนของตนเอง และเขา ใจความคดิ ของผอู ่ืนดวย จากลําดับพัฒนาการของความสามารถทางสมองของมนษุ ยตามทฤษฎขี อง Piaget จะเหน็ ไดว าเดก็ ในชว งอายุ 12-13 ป ซึง่ กาํ ลงั ศกึ ษาอยใู นระดบั มธั ยมศึกษาปท่ี 2 เปน วัยที่ ควรจะไดร บั การสง เสริมใหเกิดการคิดอยางมีวิจารณญาณเพมิ่ ขน้ึ เน่ืองจากเปน ชว งที่เดก็ มี พฒั นาการทางความคิดเกย่ี วกับสง่ิ ท่เี ปน นามธรรมการสงเสรมิ ใหเดก็ ไดมีการคิดอยางมวี จิ ารณญาณ ในชวงน้จี ะเปน รากฐานของการทเี่ ด็กจะเตบิ โตเปนวยั รนุ และ ผูใหญท ม่ี ีการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ ตอ ไป 2.3 การสอนเพ่ือพฒั นาความคิด เนื่องจากการพฒั นาการคดิ เปนส่ิงสาํ คัญ จึงไดมกี ารคน หาวิธกี ารตางๆ เพื่อ นํามาใชในการพฒั นาความสามารถดงั กลาว ในป ค.ศ. 1984 ไดมกี ารประชมุ ของนกั การศกึ ษาจาก ตางประเทศตา งๆ ที่ The Wingspread Conference Center in Racine, Wisconsin State. เพื่อหา แนวทางในการพัฒนาทกั ษะการคดิ ของเดก็ พบวา แนวทางทีน่ กั การศึกษาใชใ นการดําเนินการวจิ ัย และทดลองเพอื่ พฒั นาการคดิ นัน้ สามารถสรุปได 3 แนว คือ (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษา แหง ชาต,ิ 2530: 63) 1. การสอนเพอื่ ใหค ดิ (Teaching for thinking) เปนการสอนทเ่ี นน ในดา น เน้ือหาวิชาการโดยมกี ารปรบั เปลยี่ นเพือ่ เพ่ิมความสามารถในดานการคิดของเด็ก 2. การสอนการคดิ (Teaching of thinking)เปน กระบวนการทางสมองที่นํามา ใชในการคิด โดยเฉพาะเปน การปลกู ฝงทักษะการคดิ โดยตรง ลกั ษณะของงานทน่ี ํามาใชสอนจะ ไมเ กย่ี วขอ งกบั เนื้อหาวชิ าการทเ่ี รียนในโรงเรียน แนวทางการสอนจะแตกตา งกนั ออกไปตาม ทฤษฎี และความเชือ่ พื้นฐานของแตล ะคนท่ีนํามาพฒั นาเปนโปรแกรมการสอน 3. การสอนเก่ียวกบั การคิด (Teaching about thinking) เปน การสอนท่ีเนน การใชทกั ษะการคิดเปน เน้ือหาสาระของการสอน โดยการชว ยเหลือใหผูเรียนไดรูและเขาใจ
28 กระบวนการคดิ ของตนเองเพ่อื ใหเกดิ ทกั ษะการคดิ ทเ่ี รยี กวา metacognition คือ รวู า ตนเองรอู ะไร ตองการรูอ ะไร และยังไมร อู ะไร ตลอดจนสามารถควบคมุ และตรวจสอบการคิดของตนเองได สาํ หรับโปรแกรมการสอนเพือ่ พัฒนาความสามารถในการคดิ ที่จดั สอนใน โรงเรียน เทา ท่ีปรากฏอยใู นปจ จบุ นั สามารถจาํ แนกออกเปน 2 ลกั ษณะใหญๆ คอื โปรแกรมทม่ี ี ลกั ษณะเฉพาะ (Institutional program to foster critical thinking) กับโปรแกรมทม่ี ลี กั ษณะทวั่ ไป (General program) ซึ่งเปน โปรแกรมทใี่ ชเ น้อื หาวิชาในหลกั สตู รปกตเิ ปน ส่อื ในการพฒั นาทักษะ การคดิ เปน การสอนทักษะการคิดในฐานะทีเ่ ปน ตวั เสริมวตั ถปุ ระสงคของหลักสูตรที่มอี ยโู ดย เชอื่ มโยงกบั วตั ถุประสงคของเน้ือหาวิชา เนอื่ งจากความพรอมและสถานการณใ นการจัดการเรยี นการสอนในประเทศ ไทย มลี กั ษณะท่ีหลากหลาย ซ่งึ สามารถจัดการสอนเพือ่ พัฒนาการคดิ ได 3 แนว ดงั น้ี (สํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง ชาต,ิ 2540: 64) แนวที่ 1 การสอนเพ่ือพัฒนาการคิดโดยตรงโดยใชโปรแกรมสอื่ สาํ เร็จรปู หรอื บทเรียน / กิจกรรมสําเร็จรูป แนวที่ 2 การสอนเนอ้ื หาสาระตางๆ โดยใชร ปู แบบ หรือกระบวนการสอนที่ เนนการพฒั นาการคดิ ทไี่ ดม ผี ูพัฒนาขนึ้ แนวท่ี 3 การสอนเนื้อหาสาระตา งๆ โดยพยายามสง เสรมิ ใหผูเรียนพฒั นา ลักษณะการคดิ แบบตางๆ รวมทง้ั ทักษะการคิดทั้งทกั ษะยอย และทกั ษะผสมผสานในกจิ กรรมการ เรยี นการสอน ผวู ิจยั เลือกแนวทางที่ 2 เปน แนวทางกําหนดกรอบการวจิ ัย เนือ่ งจากสามารถ ทําไดส ะดวกและดที ส่ี ุด เพราะมีเนือ้ หาสาระตางๆ ตามวตั ถุประสงคข องหลกั การอยแู ลว โดย พัฒนารูปแบบการสอนเพ่อื พฒั นาความสามารถทางการคดิ ของผูเรียนตามแนวทางวธิ ีการทาง ประวัตศิ าสตร ซ่งึ เปน แนวทางท่ีสอดคลองกับข้ันตอนการคิดอยางมวี จิ ารณญาณ และทําใหผ ูวจิ ยั สามารถพฒั นาผเู รียนไดท้งั ดานเนอื้ หาสาระและการคดิ อยางมีวิจารณญาณไปพรอมกัน ตอนท่ี 3 แนวคดิ เกีย่ วกับการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณ 3.1 ความหมายของการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณ นกั จติ วทิ ยา นักการศึกษาและผูเชยี่ วชาญดา นการคดิ หลายทานไดใ หความหมาย ของการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณไวห ลายความหมาย ซึง่ แตกตา งกนั ไปตามมมุ มองของแตละบคุ คล ดงั ท่ี Yinger (1980: 11-15) ไดสรุปจาํ แนกหมวดหมคู ํานยิ ามของการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณไวเปน 2 กลมุ แนวคดิ ดงั น้ี
29 1) คาํ นยิ ามทม่ี คี วามหมายกวา ง หมายถงึ การนยิ ามการคดิ อยา งมวี จิ ารญาณใน ลักษณะทเ่ี ปน กจิ กรรมทางสมอง ซ่ึงเปนกระบวนการคดิ โดยทวั่ ไป (general thinking proces) หรอื เปน การคดิ เพือ่ ใชใ นการแกป ญหา นกั การศกึ ษากลมุ นไ้ี ดแก Watson and Glaser (1964: 10)ไดใ หค วามหมายการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณวาเปน การคดิ ทีป่ ระกอบดวย ทศั นคติ ความรแู ละทักษะ โดยท่ีทัศนคติ หมายถงึ ทศั นคตติ อ การแสวงหา ความรู และยอมรับการแสวงหาหลกั ฐานมาสนบั สนนุ ส่งิ ท่อี างวาเปน จริง แลว ใชค วามรดู า นการ อนมุ านมาสรุปใจความสาํ คญั และการสรปุ เปน กรณที วั่ ไปโดยตัดสนิ จากหลักฐานอยางสมเหตสุ ม สมผลสอดคลองกบั หลกั ตรรกวทิ ยาตลอดจนทกั ษะในการใชทศั นคติและความรูดงั กลาวมา ประเมินความถกู ตอ งของขอ ความ Skinner (1976: 292) ไดใหค วามหมายของการคิดอยางมวี จิ ารณญาณวา ประกอบดว ย กระบวนการของความคิดและความสามารถ กระบวนการของความคดิ หมายถึง วิธกี ารแกป ญ หาแบบวิทยาศาสตรและทศั นคติในการแสวงหาความรู สวนความสามารถหมายถงึ ความรใู นขอ เท็จจริง หลกั การสรุปในกรณีทวั่ ๆไป การอนมุ าน การยอมรับในขอ ตกลงเบอ้ื งตน การนริ นยั การตีความหมาย รวมท้งั ทกั ษะความเขา ใจ การวิเคราะห การสงั เคราะห และการ ประเมินผล John Dewey (1993: 85)ไดใ หความหมายของการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณวาหมายถึง การพจิ ารณา ไตรตรองอยา งรอบคอบตอ ความเชื่อหรอื ความรตู างๆ โดยอาศัยหลกั ฐานมาสนบั สนนุ ความเช่อื หรือความรนู ั้น รวมทัง้ ขอ สรปุ ทีเ่ กี่ยวของ และไดอ ธบิ ายขอบเขตของการคดิ อยางมี วจิ ารณญาณวา มขี อบเขตอยูระหวาง 2 สถานการณ คือการคิดท่ีเร่มิ ตนจากสถานการณท ่มี คี วาม ยงุ ยากและสับสน และส้ินสดุ หรอื จบลงดว ยสถานการณท ม่ี ีความชดั เจน 2) คาํ นิยามในความหมายท่แี คบ หมายถงึ การนยิ ามการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณในลกั ษณะที่ เปนการใชเ หตุผลทางตรรกศาสตร เปนการประเมนิ ผลของความคิด โดยไดม ีผูใหคาํ นิยามไว ดงั น้ี Hillgard (1962: 33 ) ไดใหค วามหมายของการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณวา หมายถึง ความสามารถในการตดั สินขอ ความหรอื ปญหาวา ส่ิงใดเปนจรงิ สง่ิ ใดเปน เหตุเปนผล Ennis (1985: 45) ไดใ หความหมายของการคดิ อยางมวี ิจารณญาณวา เปนการคิด พิจารณา ไตรตรองอยา งมเี หตุผลทม่ี ีจดุ มงุ หมายเพือ่ การตัดสินใจวา สิง่ ใดควรเชอื่ หรอื ควรทํา ชวย ใหตัดสนิ สภาพการณไ ดถูกตอง
30 Hudgins (1988: 26) ไดใ หค วามหมายของการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณวา หมายถงึ การมเี จตคตใิ นการคนควาหาหลกั ฐานเพอ่ื ทาํ การวิเคราะห และประเมินขอ โตแยง ตางๆ การมที ักษะ ในการใชค วามรูจาํ แนกขอ มลู และมกี ารตรวจสอบสมมติฐานเพ่อื หาขอสรปุ อยา งสมเหตุสมผล จากนยิ ามของการคดิ อยางมวี ิจารณญาณดงั กลา วขางตน สรปุ ไดว า การคดิ อยางมี วิจารณญาณ หมายถึง กระบวนการคดิ พจิ ารณาไตรตรองอยางรอบคอบเกย่ี วกบั ขอมลู ท่เี ปนปญ หา หรอื สถาณการณท ป่ี รากฏ โดยใชค วามรู ความคิด และประสบการณของตนเองในการพจิ ารณา หลกั ฐานและขอ มูลทน่ี า เชือ่ ถือไดม าสนบั สนุน เพ่ือนําไปสกู ารสรุปที่สมเหตสุ มผล 3.2 กรอบแนวคดิ ทฤษฎที เ่ี กย่ี วขอ งกับการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ นกั จิตวิทยาและผูเช่ยี วชาญหลายทา น ไดเ สนอแนวคิดทฤษฎที ่นี า สนใจไวหลาย แนว ผวู จิ ยั ขอนาํ เสนอโดยสรปุ ดงั นี้ แนวคดิ ของWatson และ Glaser (1964: 10-15) ไดก ลาววา การคดิ อยา งมี วิจารณญาณ ประกอบดว ย ทศั นคติ ความรู และทกั ษะในเร่ืองตางๆ ดังนี้ 1 ) ทศั นคติในการสืบเสาะคนหาขอ มูล หลกั ฐานมาพสิ ูจน เพือ่ หาขอ เท็จจรงิ 2 ) ความรูใ นการหาแหลง ขอมูลอางองิ และการใชข อมูลอา งอิงอยา งมเี หตผุ ล 3 ) ทกั ษะในการประยกุ ตใชค วามรแู ละทศั นคติดังกลาวมาใชใหเปนประโยชน จากการศึกษา คน ควา การวิจัยตา งๆ Watson และ Glaser ไดผลสรุปวา การวัด ความสามารถทางการคิดอยา งมวี ิจารณญาณ ตอ งวดั ความสามารถยอ ยๆ ซึง่ มอี ยู 5 ดาน ดงั นี้ 1) ความสามารถในการอา งอิงหรอื สรปุ ความ (Inferences) หมายถึง ความสามารถในการจําแนกระดบั ความนาจะเปน ของขอมลู หรือการลงสรุปขอมลู ตา งๆ ท่ีปรากฏ ใน ขอความท่ีกาํ หนดให 2) ความสามารถในการยอมรบั ขอตกลงเบอ้ื งตน (Recognition of assumptions) หมายถึง ความสามารถในการพจิ ารณาจาํ แนกวา ขอความใดเปน ขอตกลงเบอ้ื งตน ขอความใดไม เปนขอ ตกลงเบื้องตน 3) ความสามารถในการนริ นยั (Deductions) หมายถึง ความสามารถในการ จําแนกวาขอสรปุ ใดเปน ผลจากความสัมพนั ธข องสถานการณท ่กี ําหนดใหอ ยางแนนอนและขอสรปุ ใดไมเ ปน ผลของความสัมพนั ธน ั้น 4) ความสามารถในการตคี วาม (Interpretations) หมายถงึ ความสามารถในการ จาํ แนกวาขอ สรปุ ใดเปน หรือไมเปน ความจรงิ ตามทส่ี รปุ ไดจ ากสถานการณท ก่ี ําหนดให
31 5) ความสามารถในการประเมนิ ขอโตแยง (Evaluation of arguments) หมายถึง ความสามารถในการจาํ แนกวา ขอ ความใดเปน การอา งเหตผุ ลทห่ี นักแนน กบั ขอ ความท่อี างเหตุผล ไมห นกั แนน แนวคดิ ของ Dressel และ Mayhew (1957: 179-181) ไดกลา ววา การคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ ประกอบดว ยความสามารถดานตางๆ 5 ดา น คอื 1) ความสามารถในการนยิ ามปญ หา ประกอบดวย 1.1) ความสามารถในการตระหนกั ถึงความเปนไปของปญหา ไดแ ก การรูถ งึ เง่อื นไข ตา งๆ ท่มี ีความสัมพันธกัน การรูถึงความขดั แยง และเร่ืองราวทส่ี ําคญั ในสภาพการณ และ ความสามารถในการระบจุ ุดเช่ือมตอท่ขี าดหายไปของชดุ เหตกุ ารณห รอื ความคิดและการรถู งึ สภาพ ปญ หาท่ียงั ไมม ีคําตอบ 1.2) ความสามารถในการนยิ ามปญหา ไดแก การระบถุ ึงธรรมชาตขิ องปญ หา ความ เขาใจถึงสิง่ ทเ่ี ก่ียวของและความจําเปน ในการแกปญหา สามารถนิยามองคประกอบของปญ หาซ่ึง มีความยงุ ยากและเปน นามธรรมใหเปน รูปธรรม สามารถจาํ แนกแยกแยะองคประกอบของปญหาท่ี มีความซับซอนออกเปน สวนประกอบทส่ี ามารถจดั กระทาํ ได พรอมทั้งสามารถระบอุ งคประกอบ ของปญหาใหเปน ลาํ ดับขนั้ ตอน 2) ความสามารถในการเลอื กขอ มูลทเี่ กี่ยวของกบั การหาคําตอบของปญ หาคือการสามารถ ตดั สินใจวาขอ มูลใดมคี วามจาํ เปน ตอการแก ประกอบดวยความสามารถในการจาํ แนกขอมลู ที่ เช่ือถือไดกบั แหลงขอมลู ที่เชื่อถือไมได ความสามารถในการระบุวาขอมลู ใดควรยอมรบั หรอื ไม การเลือกตัวอยา งของขอ มูลทมี่ คี วามเพยี งพอและเช่ือถอื ได ตลอดจนการจัดระเบยี บระบบของ ขอมูล 3) ความสามารถในการระบุขอตกลงเบอ้ื งตน ประกอบดว ย ความสามารถในการระบุ ขอตกลงเบื้องตน ท่ีผอู า งเหตผุ ลไมไ ดกลา วไว ความสามารถในการระบุขอ ตกลงเบอื้ งตน ทคี่ ดั คา น การอางเหตผุ ลและความสามารถในการระบุขอ ตกลงเบอ้ื งตนทไี่ มเกย่ี วของกับการอา งเหตุผล 4) ความสามารถในการกําหนดและเลือกสมมตฐิ าน ประกอบดว ยการคน หา การชีแ้ นะ หาคําตอบ การกําหนดสมมตฐิ านตางๆ โดยอาศัยขอมลู ขอ ตกลงเบือ้ งตน การเลือกสมมตฐิ านทม่ี ี ความเปนไปไดมากทีส่ ุดพิจารณาเปน อันดบั แรก การตรวจสอบความสอดคลอ งระหวา งสมมตฐิ าน กบั ขอมูล ขอตกลงเบอื้ งตน และการกาํ หนดสมมตฐิ านท่ีเกี่ยวของกบั ขอมลู ทย่ี ังไมทราบ และเปน ขอ มูลท่จี ําเปน 5) ความสามารถในการสรปุ อยา งสมเหตสุ มผลและการตดั สนิ ความสมเหตสุ มผลของการ คดิ หาเหตุผล ประกอบดว ย 5.1) ความสามารถในการลงสรปุ อยา งสมเหตสุ มผล โดยอาศัยขอตกลงเบ้ืองตน สมมติฐานและขอมูลที่เก่ยี วขอ ง ไดแ ก การระบุความสมั พันธร ะหวา งคาํ กบั ประพจน การระบถุ งึ
32 เงอ่ื นไขทีจ่ าํ เปน และเพียงพอ การระบคุ วามสมั พันธเ ชิงเหตผุ ล และความสามารถในการระบุและ กาํ หนดขอ สรปุ 5.2) ความสามารถในการพิจารณาตดั สนิ ความสมเหตุสมผลของกระบวนการท่ี นําไปสขู อสรุป ไดแกก ารจําแนกการสรุปท่สี มเหตสุ มผลจากการสรุปที่อาศัยคานยิ ม ความพึงพอใจ และความลําเอยี ง การจําแนกระหวา งการคดิ หาเหตผุ ลทมี่ ีขอสรุปไดแ นนอน กับการหาเหตผุ ลท่ี ไมส ามารถหาขอสรุปทเ่ี ปนขอ ยุตไิ ด 5.3) ความสามารถในการประเมินขอสรุปโดยอาศัยเกณฑการประยกุ ตใ ช ไดแ ก การระบุเงือ่ นไขทีจ่ าํ เปน ตอ การพสิ ูจนข อ สรปุ การรถู งึ เงอ่ื นไขทท่ี ําใหข อ สรุปไมส ามารถนาํ ไป ปฏิบัตไิ ดแ ละการตัดสนิ ความเพยี งพอของขอ สรุปในลกั ษณะทีเ่ ปน คําตอบของปญ หา ทฤษฎีของ Ennis (1985: 45; Norris and Ennis, 1989) Ennis ไดกลาวถงึ การคิดอยางมี วจิ ารณญาณวา เปน การคิดหาเหตุผล คดิ แบบไตรตรอง (Reflextive Thinking) เนน การตดั สินใจวา อะไรควรเชื่อ หรอื อะไรควรทาํ ซึ่งเปน ประเดน็ ทส่ี ําคัญ ดังนี้ 1) การคดิ อยา งมวี ิจารณญาณเปน ความคดิ ท่ใี ชเ หตุผล นน่ั คอื เปนความคดิ ทดี่ ี เหมาะสม มเี หตผุ ลทดี่ ีรองรบั 2) การคิดอยา งมวี จิ ารณญาณเปน ความคดิ ไตรตรอง ในการตรวจสอบเหตผุ ลท้ังของตน และของผูอ่ืน 3) การคิดอยา งมีวิจารณญาณ เนน ท่ีการคิดอยา งต้ังใจ มสี ติ (consciously) ในการคน หา เหตผุ ลและเปน เหตผุ ลท่ีดี เพือ่ ใหบรรลุวตั ถุประสงคท ่ตี ั้งใจ 4) การคิดอยา งมีวิจารณญาณเนนทก่ี ารตดั สนิ ใจวา อะไรควรเช่อื หรืออะไรควรทาํ ทฤษฎีของ Ennis แบงองคประกอบของการคิดอยางมีวจิ ารณญาณออกเปน 2 ประเภทท่ี สมั พันธก ัน คอื ความสามารถ และคณุ ลักษณะ ในป ค.ศ. 1989 Norris และ Ennis (1989: 14) ไดเ สนอแนวคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณใน รายละเอียดทง้ั ความสามารถ และคุณลักษณะ ดังน้ี ความสามารถของการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณ มดี งั นี้ ก. ความสามารถแสดงกระจางชัดเบือ้ งตน (elementary clarification) คือ 1. ถามไดต รงประเด็น 2. วิเคราะหการอา งเหตุผล 3. ถามและตอบคําถามไดชัดเจนและทา ทาย ข. ความสามารถในการหาขอมลู สนับสนนุ (basic support) คือ 1. พจิ ารณาความนา เชอื่ ถือของแหลง ขอ มลู ได 2. มกี ารสงั เกต
33 ค. ความสามารถในการสรปุ อางอิง (inference) คอื 1. การสรุปอยา งนริ นัย 2. การสรปุ อยา งอุปนยั 3. การสรปุ ทใี่ ชการตดั สินคุณคา เปน พ้ืนฐานสาํ คัญ ง. ความสามารถในการแสดงความกระจา งชดั ขั้นสูง (advanced clarification) คือ 1. สามารถกําหนดปญ หาและอธิบายคาํ จาํ กัดความของปญหาได 2. สามารถระบุขอตกลงเบอื้ งตนได จ. ความสามารถในการใชย ทุ ธวิธีและกลยทุ ธต างๆ (strategies and tactics) คอื 1. สามารถตัดสินใจลงมอื กระทาํ ได 2. มปี ฏิกริ ยิ ากับผูอ น่ื โดยสรุป ทักษะความสามารถคดิ วิเคราะหอยา งมวี จิ ารณญาณจาก 12 ทกั ษะดังกลา ว เมือ่ นาํ มาพิจารณาน้นั สามารถสรุปไดหลกั การ 4 ประการดงั ตอ ไปน้ี 1. สามารถสรุปขอมลู ไดอยางชดั เจน (Clarity) 2. สามารถสรปุ ขอมลู จากแหลงตา งๆอยา งสมเหตสุ มผลเปน ทยี่ อมรบั (Basis) 3. สามารถสรปุ อางอิง (Inference) โดยกระบวนการสรปุ ที่ใชคือ 1) นิรนัย 2) อปุ นยั ซงึ่ ในการสรปุ ตองคํานงึ ถึงการตัดสนิ คณุ คา (Value judgment) ดวย 4. มปี ฏิสัมพนั ธก ับบุคคลอ่ืน ๆ (Interaction) การปฏิสมั พนั ธเ พ่ือใหไ ดขอ มูล ความรู และตองมที ักษะการสื่อสารอยา งมีประสทิ ธภิ าพ Ennis ไดน าํ องคประกอบดานลกั ษณะของผูมีความคิดอยา งมีวจิ ารณญาณ และทกั ษะ ความสามารถคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ เขียนเปนรูปแบบดงั นี้ (สาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษา แหงชาติ , 2540: 190)
34 การตัดสินวา ควรเชอ่ื หรือควรทาํ ความชดั เจน การ การ การ ผูมคี วามคดิ อยาง นริ นยั อปุ นัย ตัดสิน มวี ิจารณญาณ คุณค การสรปุ อา งอิง - ความรู ขอมูล จากการสังเกต จากแหลงตาง ๆ ทีเ่ ชอื่ ถือได - ความรู ขอมูลทม่ี ีเหตุผล การปฏสิ ัมพันธก ับผอู ่ืน การแกป ญ หา แผนภาพท่ี 1 รูปแบบการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ สูการแกป ญ หาของ Robert H.Ennis 3.3 กระบวนการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ การคิดอยางมวี จิ ารณญาณเปน ความสามารถทางสมองที่สามารถแสดงใหเหน็ ได ในลักษณะของความสามารถในดานตางๆ ท่ีเรยี กวา องคป ระกอบ ดงั น้นั จงึ มคี วามจําเปน ในการ กาํ หนดวาการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณประกอบดว ยองคป ระกอบใดบาง เม่อื ผูวิจัยไดท ําการศกึ ษาถงึ ความหมายของการคิดอยา งมีวิจารณญาณทไ่ี ดเสนอมาขา งตน พบวาการคดิ อยา งมวี ิจารณญาณ ประกอบดว ยกระบวนการตา งๆทเ่ี ก่ียวของกบั การคดิ โดยเริ่มตน ต้ังแตเ กดิ ปญ หาขน้ึ จนไปถึงการท่ี สามารถหาขอ สรุปเพอื่ การแกปญหานน้ั ได ดงั ที่ Yinger (1980: 11-13) ไดอ ธิบายวา การคิดอยา งมี วจิ ารณญาณประกอบดว ยกจิ กรรมตางๆ ทางสมอง และเปนกระบวนการทีม่ คี วามซับซอน และ Bayer (1983: 44-49) ไดอ ธบิ ายการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณในลักษณะของการปฏิบตั กิ ารทางสมอง (mental operation) ท่ีประกอบดว ยทกั ษะกระบวนการประมวลผลขอ มูล (information processing skill) ซง่ึ ประกอบดว ย การระลึก การแปลความ การตคี วาม การประยุกต การวเิ คราะห การ
35 สังเคราะห การประเมนิ และการใชเหตผุ ล เปน ตน นอกจากนี้ Marzano และคณะ (1988) ได อธบิ ายวา การคิดอยา งมีวจิ ารณญาณเปนลกั ษณะของกระบวนการคิด (thinking processes) ที่มีความ ซับซอน ประกอบดว ยทกั ษะการคิด (thinking skills) หลายอยาง ดงั นนั้ การพจิ ารณากระบวนการ คิดจงึ เปน ส่ิงทสี่ ําคญั ซึง่ มผี เู ช่ยี วชาญไดเ สนอกระบวนการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ ดงั นี้ Dressel and Mayhew (1957: 179-181)ไดเ สนอกระบวนการคิดอยางมวี จิ ารณญาณ ดงั น้ี 1. การนยิ ามปญหา การตระหนักถงึ ความเปน ไปของปญ หา 2. การเลือกขอมูลทเ่ี ก่ยี วของกบั การหาคาํ ตอบของปญ หา ซึ่งประกอบดวยการ พจิ ารณาความนาเชื่อถือของแหลง ขอมลู การพจิ ารณาความเพียงพอของขอมูล รวมทัง้ การจัดระบบ ระเบยี บของขอ มูล 3. การระบุขอ ตกลงเบ้ืองตน 4. การกําหนดและเลอื กสมมติฐานทเ่ี ปนไปไดม ากทส่ี ุด 5. การสรุปอยา งสมเหตสุ มผล โดยอาศัยขอ ตกลงเบือ้ งตน สมมตฐิ านและขอมลู ท่เี กี่ยวของ และการพจิ ารณาตดั สนิ ความสมเหตุสมผลของกระบวนการท่ีนําไปสขู อ สรปุ และการ ประเมนิ ขอ สรุปโดยอาศัยเกณฑการประยกุ ตใช Watson และ Glaser (1964: 15) ไดเ สนอกระบวนการคดิ อยางมีวิจารณญาณ ดังน้ี 1. มเี จตคตใิ นการสบื เสาะ ประกอบดว ย ความสนใจในการแสวงหาความรู ความสามารถในการพจิ ารณาปญ หา ความตองการในการคน หาขอ มูลและหลักฐานมาสนบั สนุน เพ่อื หาขอเท็จจรงิ 2. มีความรใู นการหาแหลงขอ มูลอา งอิงและการใชขอ มูลอา งอิงอยา งมเี หตผุ ล เพื่อการหาขอ สรุป 3. มที กั ษะในการนาํ ความรแู ละเจตคตไิ ปประยุกตใ ชใ นการพจิ ารณาตดั สิน ปญหา หรือหาขอสรปุ ตา งๆ ได Decaroli (1973: 67-68) ไดเ สนอกระบวนการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ ดงั น้ี 1. การนิยาม เปน การกําหนดปญหา การทําความตกลงเก่ยี วกับความหมายของคาํ ขอความ และการกาํ หนดเกณฑ 2. การกาํ หนดสมมติฐาน การคดิ ถงึ ความสมั พันธเชงิ เหตุผล หาทางเลือกและ การพยากรณ
36 3. การประมวลผลขาวสาร เปนการระบุขอ มูลทีจ่ ําเปน มีการรวบรวมขอ มลู และ หาหลกั ฐานท่เี กย่ี วขอ ง ตลอดจนการจัดระบบระเบยี บขอมูล 4. การตีความขอเทจ็ จริงและการสรปุ อา งองิ จากหลักฐาน 5. การใชเ หตผุ ล โดยระบุเหตผุ ล ความสัมพนั ธเชิงตรรกศาสตร 6. การประเมนิ ผลโดยอาศยั เกณฑ ความสมเหตสุ มผล 7. การประยกุ ตใ ชหรือการนําไปปฏบิ ตั ิ Ennis (1985: 45-48) ไดเ สนอกระบวนการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณ ดังน้ี 1. การนยิ าม ไดแก การระบจุ ุดสําคญั ของประเดน็ ปญ หา ขอ สรุป ระบุเหตุผล ทง้ั ท่ปี รากฏและไมป รากฏผล การตงั้ คาํ ถามที่เหมาะสมในแตล ะสถาน การระบุเงอื่ นไขขอ ตกลง เบอื้ งตน 2. การตดั สนิ ขอมูล ไดแ ก การตัดสินความนา เชือ่ ถือของแหลงขอมูล การตดั สนิ ความเกยี่ วของกับประเดน็ ปญ หา การพจิ ารณาความสอดคลอ ง 3. การอางองิ ในการแกปญ หาและการลงขอ สรุปอยา งสมเหตสุ มผล ไดแก การ อา งอิงและตดั สินใจในการสรุปแบบอปุ นยั การนริ นัย โดยมีความตรง การทํานายสงิ่ ทีจ่ ะเกดิ ขน้ึ ตามมาอยางนา เชื่อถือ เพญ็ พศิ ุทธิ์ เนคมานรุ กั ษ( 2537: 26-27)ไดเสนอกระบวนการคิดอยา งมวี ิจารณญาณ ดงั น้ี 1. ความสามารถในการนิยามปญหา ประกอบดว ย การกาํ หนดปญ หา การทาํ ความกระจา งปญ หา และการตระหนกั ถงึ ความมอี ยูข องปญหา 2. การเลือกขอมูลท่เี กี่ยวกบั การหาคําตอบของปญ หา ประกอบดว ยการพิจารณา ความนาเชอ่ื ถอื ของแหลง ขอ มลู การหาหลกั ฐานการตดั สนิ ระหวา งขอมลู ทชี่ ดั เจนกับขอมูลที่ คลุมเครอื ขอมลู ทเี่ กยี่ วของกับขอ มูลที่ไมเกย่ี วขอ ง ขอมลู ที่จาํ เปนกับไมจ ําเปน การจดั ระบบขอ มลู 3. การกาํ หนดสมมติฐาน การคดิ ถึงความสมั พันธเชงิ เหตุผล และการเลือก สมมตฐิ านท่เี ปนไปไดมากทีส่ ุด 4. การลงสรุปอยา งสมเหตุสมผล โดยใชห ลกั ตรรกศาสตรเ พอ่ื แกป ญหาอยา งมี เหตุผลและการพิจารณาตดั สนิ ความสมเหตสุ มผลของการคิดหาเหตผุ ล ท้ังในดา นการอุปนัยและ การนริ นยั 5. การประเมนิ ผล โดยอาศัยเกณฑก ารประยุกตใ ช การพยากรณผ ลลพั ธท่ีอาจ เปน ไปได การทํานายส่ิงทจี่ ะเกดิ ขนึ้ ตามมาอยางนาเชื่อถอื และการกําหนดความสมเหตุสมผล 6. การประยกุ ตใ ชเปน การทดสอบขอสรปุ การสรปุ อา งอิง การนําไปปฏิบตั ิ
37 จากกระบวนการคิดอยางมีวจิ ารณญาณดังกลา ว ผวู ิจยั สรุปไดว า การคดิ อยางมี วจิ ารณญาณประกอบดว ยกระบวนการ 4 ดาน ดังนี้ 1. ความสามารถในการนิยามปญ หา และการพจิ ารณาความนา เช่ือถอื ของขอ มลู แหลง ท่ีมาของขอ มลู การพิจารณาความเพยี งพอของขอมูล การจัดระบบขอมลู การพจิ ารณาความ สอดคลอ งของขอมูล 2. การระบขุ อตกลงเบ้อื งตนท่ีไมไ ดก ลาวไวในการอา งเหตุผล 3. ความสามารถในการใชข อตกลงเบอ้ื งตนและขอ มลู ทเี่ ก่ยี วขอ งในการลงขอ สรปุ 4. การสรปุ โดยใชห ลกั ตรรกศาสตรเพอื่ การแกป ญหาอยา งมีเหตุผล 3.4 ลกั ษณะของผทู ่มี คี วามคดิ อยา งมีวิจารณญาณ นักวิชาการและผูเช่ยี วชาญหลายทาน ไดอธบิ ายถึงลกั ษณะของผทู ม่ี ีการคิดอยา งมี วิจารณญาณไว ดังน้ี Norris and Ennis (1989: 63) สรุปลกั ษณะของผทู ่มี กี ารคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณดังน้ี 1. คน หาขอความทชี่ ดั เจนของประเด็นหรือขอคาํ ถาม 2. คน หาเหตผุ ล 3. พยายามแสวงหา รับรขู อ มูลท่ดี ี 4. ใชแหลง ขอ มลู ทน่ี าเช่อื ถอื ไดและอา งอิงถงึ แหลงขอมูลนั้น 5. คํานึงถงึ สถานการณรวมท้ังหมด 6. คงความสอดคลองของประเด็นสําคัญไว 7. จดจําเรอ่ื งเดิมหรอื ความรูพนื้ ฐาน 8. คน หาทางเลือกตา งๆ 9. เปดใจกวางยอมรบั ฟง ความคิดเห็นของผอู นื่ ใชเหตผุ ลเปน จดุ เร่มิ ตน และเปน ผลทไี่ ดรบั การยอมรบั 10. ตัดสินใจโดยใชขอมลู และเหตผุ ลอยา งเพียงพอ 11. มีจุดยนื และสามารถเปลย่ี นแปลงจดุ ยนื ไดถ ามีหลกั ฐานและมีเหตผุ ลเพยี งพอ 12. คนหาความถกู ตองใหมากทสี่ ดุ 13. จดั เรื่องราวทซ่ี บั ซอ นใหมีลกั ษณะเปน ลาํ ดบั ขนั้ ตอน 14. นาํ ความสามารถในการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณมาใช 15. มคี วามไวตอ ความรูสึก ระดบั ความรแู ละการอางเหตผุ ลของผอู ่นื
38 พวงรัตน บญุ ญานุรักษ (2538: 27) สรุปลกั ษณะของผทู ี่มีการคดิ อยางมี วิจารณญาณไว 12 ขอ คอื 1. มองความเปน จริงของชีวิตในแนวทางทม่ี โี อกาสเกิดขนึ้ ไดมาก 2. มองอนาคตกวา งไกล ไมป ดกน้ั และยดึ แนน กบั ปจ จุบนั 3. มีความเชื่อมั่นในตนเองวามศี ักยภาพท่จี ะเปลยี่ นแปลงส่ิงตา งๆ ได 4. เขา ใจถงึ ความแตกตา งของคา นยิ ม และพฤติกรรมของคน 5. มีความถามเกดิ ขึน้ ในใจไดเ สมอเมอ่ื หยดุ นิง่ 6. ใชความคดิ กบั ปญ ญาเหนอื ความรสู กึ และอารมณ 7. สรา งจนิ ตนาการ และหาทางเลือกปฏบิ ัตไิ วห ลายๆ ทางเสมอ 8. มคี วามคดิ ที่ทา ทายเกดิ ข้นึ เสมอ การทา ทายท่ีสําคญั คือการทา ทายตนเอง 9. ความสามารถคิดอยางมีเหตผุ ล 10. สามารถยอ นคดิ 11. มขี อ ตกลงเบ้อื งตนของการคดิ 12. โตแ ยง อยา งมขี อ มลู สนบั สนุน เพ็ญพิศุทธิ์ เนคมานุรกั ษ (2537: 43-44) ไดส รุปลักษณะของผูที่มกี ารคดิ อยา ง มีวิจารณญาณไว ดังนี้ 1. ดานการระบุประเดน็ ปญ หา บคุ คลควรมกี ารแสดงออก ดังน้ี 1.1 ตระหนกั ถงึ ความสาํ คญั ของการระบหุ รือกาํ หนดความหมายของคําที่ ชดั เจน 1.2 ระบุหรือกาํ หนดประเดน็ ปญ หาทชี่ ดั เจนได 2. ดานการรวบรวมขอ มลู บคุ คลควรมีการแสดงออก ดงั นี้ 2.1 สงั เกตปรากฏการณตา งๆ ดว ยความเปน ปรนัย 2.2 วินิจฉยั ตัดสินการรายงานการสังเกตได 2.3 เลอื กขอ มูลท่เี กี่ยวขอ งกบั การแกปญ หาและรจู กั หาขอ มูลท่ถี กู ตอ งชดั เจน มากข้นึ 3. ดานการพจิ ารณาความนา เช่อื ถอื ของขอ มูล บคุ คลควรมีการแสดงออก ดังน้ี 3.1 เห็นความสาํ คญั ของความรูที่เช่ือถือได ไมใชใ นการหาขอเทจ็ จริง 3.2 แสดงถงึ ขอจาํ กัดของขอ มูลได
39 4. ดา นการแยกแยะความแตกตา งของขอ มลู บุคคลควรมีการแสดงออก ดงั น้ี 4.1 จาํ แนกความแตกตา ง / ประเภทของขอ มลู ได 4.2 ช้ีใหเหน็ แนวคิดที่ศอ นอยูเบือ้ งหลังขอตกลงเบ้อื งตนทป่ี รากฏอยูไ ด 5. ดานการตัง้ สมมตฐิ าน บุคคลควรมีการแสดงออกดังตอ ไปนี้ 5.1 ใหความสาํ คัญกับการตง้ั สมมติฐานในการแกป ญ หา 5.2 มองหาทางเลอื กหลายๆ ทาง 6. ดา นการลงขอ สรปุ โดยการใชเหตผุ ลแบบอปุ นัยและนริ นัย บคุ คลควรมกี าร แสดงออกตอ ไปนี้ 6.1 มีความรูท ันสมยั ใจกวาง และแสวงหาเหตุผลอยเู สมอ 6.2 ตดั สนิ ใจลงขอสรปุ เม่อื มีเหตผุ ลพอเพยี ง 6.3 สรุปจากขอ มูลทใ่ี หไวไ ดอ ยา งถกู ตอง สมเหตุสมผล 6.4 มีความสามารถในการสังเกต ควบคมุ และแกไขกระบวนการคิด ของตน 6.5 สามารถคิดอยา งมีเหตผุ ลจากขอ มูลทม่ี อี ยูแลว สรุปเปน ประเดน็ หรือ กฎเกณฑไ ด 7. ดา นการประเมินผล บคุ คลควรมกี ารแสดงออก ดงั ตอ ไปนี้ 7.1 ยืนยนั ขอสรปุ เมื่อมหี ลักฐานและเหตผุ ลเพียงพอ 7.2 พจิ ารณาขอ สรปุ ใหม เมือมีหลักฐานหรอื เหตผุ ลเพิ่มเตมิ จากขอ มูลทเ่ี กยี่ วกับลกั ษณะของผูท่มี กี ารคดิ อยางมวี จิ ารณญาณดังกลา ว ผวู จิ ยั สรปุ ไดว า ลกั ษณะของผทู มี่ ีการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณ ควรประกอบดวย 1. คน หาขอมลู ปญหา รวมทง้ั กําหนดประเดน็ หรือปญหาท่ชี ัดเจนไดอ ยางถกู ตอง 2. มคี วามเชอื่ ม่นั ในตนเอง มีความรู ทันสมัย สามารถใชเหตุผลในการอธิบาย เหตุการณต างๆ หรอื การแกป ญหาได 3.รับฟงความคิดเหน็ ของผูอน่ื รวมทั้งตัดสนิ ไดว าขอ มลู ใดเปน ขอเทจ็ จริง สนับสนนุ คดั คา น หรือไมเ ก่ียวขอ งกับขอสรปุ ทคี่ าดไว 3.5 แบบวดั การคิดอยางมีวจิ ารณญาณ ในการวิจัยในครง้ั น้ี ผวู ิจัยไดพัฒนาขึ้นโดยอิงรูปแบบลกั ษณะแบบวดั การคดิ อยาง มีวจิ ารณญาณของสพุ รรณี สวุ รรณจรัส (2543) ซึง่ พฒั นาจากแบบวดั ของ Ennisและคณะ คือ Cornell Critical Thinking Test, Level X (Ennis, 1985 อางในสพุ รรณี สุวรรณจรัส, 2543: 39)
40 เปน แบบสอบที่ใชก บั นกั เรยี นเกรด 4-12 ลกั ษณะของแบบวัด มขี อสอบทงั้ หมด 71 ขอ ใหเวลา ประมาณ 50 นาที เปนแบบวัดปรนยั ชนดิ เลือกตอบ 3 ตวั เลือก แบง ออกเปน 4 ตอน คือ การ อปุ นัย ความนา เชื่อถอื ของแหลงขอมูลและการสงั เกต การนริ นัย การระบุขอ ตกลงเบ้อื งตน ซ่งึ แบบทดสอบระดับนจี้ ะมีบรบิ ทในรปู เนอ้ื เร่อื งท่เี กี่ยวกบั คณะสาํ รวจของโลกชุดทส่ี อง เดนิ ทางไป ดาวเคราะหดวงหนง่ึ มชี อ่ื วา “นโิ คมา ” เพอื่ คน หาวา คณะสํารวจชดุ แรกทส่ี ง ไปศกึ ษาวา ดาวดวงนี้ มนษุ ยสามารถดํารงชวี ิตอยไู ดห รือไม เมอ่ื สองปกอน มีสภาพเปนอยา งไร ทาํ ไมไมส งขา ว กลับมายงั โลก ผูต อบแบบวัดถกู ระบใุ หเ ปน บุคคลหน่งึ ในคณะสาํ รวจชดุ ทีส่ อง ซ่ึงมี รายละเอยี ดของแบบวดั แตละตอน ดงั น้ี ตอนท่ี 1 การอปุ นัย (induction) เปนการพิจารณาเนือ้ ความของขอ มลู ท่ไี ด คนพบโดยคณะสาํ รวจกลุม ยอ ย ลกั ษณะของแบบวัดมีสถานการณม าใหว าตวั ผูสอบและ เจา หนาท่ีสาธารณสขุ ไปพบกระทอ มทค่ี ณะสาํ รวจชุดแรกไดสรางไวแ ลว เจา หนาท่สี าธารณสุขตัง้ ขอ สงั เกตวา “บางทีคณะสํารวจชุดแรกอาจตายหมดแลว ” จะมขี อคําถามซง่ึ เปน เหตุการณห รือขอ มูล ทีค่ นหา ผูต อบตองพิจารณาตัดสนิ วา เหตกุ ารณหรือขอ มลู นน้ั เปน เชน ไร จากตวั เลอื ก 3 ตัว คือ 1. สนบั สนุนขอ สงั เกต 2.คดั คา นขอสงั เกต หรือ 3.ขอมลู ไมเ กีย่ วขอ งกบั ขอ สังเกต จาํ นวน 23 ขอ ตอนที่ 2 ความนาเชื่อถือของแหลง ขอมลู และการสงั เกต (credibility of sources and observation) ขอสอบแตล ะขอ จะใหประโยคท่ีเปน คาํ พดู จากสมาชิกแตล ะคนพูดถงึ สิ่ง เดยี วกันทต่ี า งมุมกนั หรอื มมุ เดียวกัน ผูตอบตองพิจารณาตัดสนิ วา ขอความใดนาเชอื่ ถือกวา กัน หรือทัง้ สองขอความนาเชอื ถอื ไดเทาเทยี มกัน จํานวน 24 ขอ ตอนที่ 3 การนิรนยั (deduction) เปนแบบวดั ที่ผูสํารวจใหเหตุผลในเรื่องตอ งทํา อะไรบาง และควรยกเวน เรอ่ื งใดบา ง ขอสอบในแตละขอ ผูตอบตองพจิ ารณาทางเลือกสามทางที่ ใหมาตดั สินวา ทางเลือกใด มคี วามเปนไปไดตามขอมูลท่ใี หมา จํานวน 14 ขอ ตอนที่ 4 การระบุขอ ตกลงเบอื้ งตน (assumption identification) ขอสอบแตละ ขอจะเปน รายงานของสมาชกิ ในคณะสาํ รวจ ผตู อบจะตองพิจารณาวา ตวั เลือกใดเปน เหตผุ ลท่ี ยอมรับวา เปนไปไดของขอ ความทร่ี ายงาน จํานวน 10 ขอ คุณภาพของแบบวัด การประมาณคาความเท่ียง มพี สิ ยั อยรู ะหวาง .67 ถงึ .90 ในเร่ืองของความตรงของแบบวดั ไดพจิ ารณาขอบเขตของเนอื้ หาของแบบสอบวามคี วามครอบคลมุ บรบิ ทการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ มีความสมั พนั ธก บั แบบวัดท่ีเปน มาตรฐานอ่ืนๆ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169