Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รายรับ-รายจ่าย

รายรับ-รายจ่าย

Published by ปาริชาต งดงาม, 2021-12-03 08:38:15

Description: 12345

Search

Read the Text Version

ผลของการใชวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตรใ นการเรียนการสอนสงั คมศกึ ษาทม่ี ตี อการคดิ อยา งมีวิจารณญาณของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาตอนตน โรงเรยี นสาธติ สังกดั ทบวงมหาวทิ ยาลยั นางสาวอารยี า ศโิ รดม วิทยานพิ นธน ีเ้ ปนสวนหน่ึงของการศึกษาตามหลักสตู รปรญิ ญาครศุ าสตรมหาบัณฑิต ภาควชิ ามธั ยมศึกษา สาขาวชิ าการสอนสงั คมศกึ ษา บณั ฑิตวิทยาลยั จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปการศึกษา 2545 ISBN 974-17-1695-8 ลขิ สทิ ธ์ขิ องจุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย

EFFECTS OF IMPLEMENTING HISTORICAL METHOD IN SOCIAL STUDIES ON CRITICAL THINKING OF LOWER SECONDARY SCHOOL STUDENTS IN DEMONSTRATION SCHOOLS UNDER THE MINISTRY OF UNIVERSITY AFFAIRS Miss Areeya Sirodom A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Education in Teaching Social Studies Department of Secondary Education Graduate School Chulalongkorn University Academic Year 2002 ISBN 974-17-1695-8

หัวขอ วทิ ยานพิ นธ ผลของการใชว ธิ ีการทางประวัติศาสตรในการเรยี นการสอนสงั คม ศึกษาทมี่ ีตอ การคดิ อยางมวี จิ ารณญาณของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษา โดย ตอนตน โรงเรยี นสาธิต สงั กดั ทบวงมหาวทิ ยาลยั สาขาวชิ า นางสาวอารียา ศโิ รดม อาจารยท ปี่ รกึ ษา การสอนสงั คมศกึ ษา ผชู วยศาสตราจารย ดร. วลยั พานิช คณะครุศาสตร จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั อนุมตั ใิ หนบั วทิ ยานพิ นธฉ บบั น้เี ปนสว น หนง่ึ ของการศกึ ษาตามหลกั สูตรปรญิ ญามหาบณั ฑิต ………………………………… คณบดคี ณะครศุ าสตร (รองศาสตราจารย ดร. ไพฑรู ย สนิ ลารตั น) คณะกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ ………………………………….ประธานกรรมการ (รองศาสตราจารย ดร. สุวฒั นา อทุ ัยรตั น) ………………………………….อาจารยท่ปี รกึ ษา (ผูชว ยศาสตราจารย ดร. วลัย พานชิ ) ………………………………….กรรมการ (ผูชวยศาสตราจารย ดร. อลิศรา ชชู าต)ิ ………………………………….กรรมการ (รองศาสตราจารย ลาวัณย วทิ ยาวฑุ ฒกิ ลุ )

อารยี า ศโิ รดม: ผลของการใชวิธีการทางประวัติศาสตรในการเรียนการสอนสงั คมศึกษาทม่ี ีตอ การคิด อยางมีวิจารณญาณของนกั เรียนระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน โรงเรียนสาธติ สงั กัดทบวงมหาวิทยาลยั (EFFECTS OF IMPLEMENTING HISTORICAL METHOD IN SOCIAL STUDIES ON CRITICAL THINKING OF LOWER SECONDARY SCHOOL STUDENTS IN DEMONSTRATION SCHOOLS UNDER THE MINISTRY OF UNIVERSITY AFFAIRS) อาจารยท่ปี รึกษา : ผศ.ดร.วลัย พานชิ , 162 หนา . ISBN 974-17-1695-8 การวจิ ยั ครั้งนี้ มีจดุ มุงหมายเพอ่ื 1) เปรยี บเทยี บการคิดอยางมวี ิจารณญาณของนักเรียนระดบั มัธยมศึกษา ตอนตน โรงเรยี นสาธติ สังกัดทบวงมหาวทิ ยาลยั ระหวางกลุมทีเ่ รยี นดว ยวธิ ีการทางประวัติศาสตร และกลุมท่ี เรยี นแบบปกติ 2) เพอ่ื เปรยี บเทยี บการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณของนักเรียนกอนและหลังที่เรยี นดว ยวิธีการทาง ประวตั ศิ าสตร กลุมตัวอยางเปนนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาตอนตน โรงเรียนสาธติ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั ภาคเรยี น ที่ 2 ปก ารศกึ ษา 2545 ในการวิจัยไดแ บงนักเรียนเปน 2 กลมุ คือ กลุม ทดลอง และกลุม ควบคมุ กลุมละ 35 คน โดยใชแ ผนการสอน 2 แบบ คอื แผนการสอนโดยใชวิธีการทางประวัติศาสตร และแผนการสอนแบบปกติ จํานวน 18 คาบ ใชเวลาในการทดลอง 9 สัปดาห เครื่องมอื ทีใ่ ชในการเก็บรวบรวมขอมูลคือ แบบวดั การคดิ อยาง มวี ิจารณญาณ ท่ผี วู จิ ยั พฒั นาขึ้น ซึ่งมคี าความเท่ยี งเทากบั 0.85 นาํ ขอมูลที่ไดจ ากการทดลองมาวิเคราะหค วาม แตกตางของคา เฉลยี่ คะแนนความคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณดวยสถิติทดสอบที ( t-test) ผลการวจิ ัยพบวา 1. นกั เรยี นทไ่ี ดรบั การจัดการเรียนการสอนโดยใชวธิ ีการทางประวัติศาสตรม ีการคิดอยางมี วจิ ารณญาณสงู กวา นักเรยี นท่เี รยี นโดยวิธีการสอนแบบปกตอิ ยางมนี ยั สําคัญที่ระดับ .05 2. นกั เรยี นท่ไี ดรบั การจัดการเรียนการสอนโดยใชวิธีการของประวตั ศิ าสตรม ีคะแนนการคิดอยางมี วิจารณญาณสูงขึ้นอยา งมีนยั สําคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05 ภาควิชา มธั ยมศกึ ษา ลายมือชอื่ นิสิต………………………………. สาขาวิชา การสอนสังคมศึกษา ลายมอื ชื่ออาจารยปรกึ ษา……………………. ปก ารศกึ ษา 2545 ลายมอื ช่ืออาจารยที่ปรกึ ษารว ม………………

## 438 3820 327 : MAJOR TEACHING SOCIAL STUDIES KEY WORDS : IMPLEMENTING HISTORICAL METHOD / CRITICAL THINKING AREEYA SIRODOM: EFFECTS OF IMPLEMENTING HISTORICAL METHOD IN SOCIAL STUDIES ON CRITICAL THINKING OF LOWER SECONDARY SCHOOL STUDENTS IN DEMONSTRATION SCHOOLS UNDER THE MINISTRY OF UNIVERSITY AFFAIRS : THESIS ADVISOR: ASST.PROF.WALAI PANICH, ED.D. 162 pp. ISBN 974-17-1695-8 This research was aimed to: 1) compare the critical thinking of lower secondary students between the groups that was taught by the historical method and by the conventional method. 2) compare the critical thinking of the students before and after being taught by the historical method. The sample was lower secondary students in Chulalongkorn University Demonstration School. The sample was divided into two groups: the experimental and the controlled group. Each group consisted of thirty-five students. Two types of lesson plans based on historical method and the conventional method for 18 period of time were used in conducting the research. The research lasted for nine weeks. The test of critical thinking with the reliability of 0.85 constructed by the researcher was used to collect data which then be analyzed with t– test. The finding were as followers: 1. The critical thinking of the students in the group taught by historical method was higher than students taught by conventional method at .05 level of significance. 2. The score of critical thinking posttest of students in the group taught by historical method were higher than pretest score at .05 level of significance. Department Secondary Education Student’s signature……………………. Field of study teaching Social studies Advisor’s signature…………………… Academic year 2002 Co- advisor’s signature………………..

กิตตกิ รรมประกาศ วิทยานิพนธฉบับนีส้ าํ เร็จลลุ วงดวยดี ดว ยความกรณุ าชว ยเหลืออยางดยี ิ่งจาก ผูชว ยศาสตราจารย ดร. วลัย พานิช อาจารยท่ีปรึกษาวทิ ยานิพนธซ ่งึ ไดใ หคําปรกึ ษา คําแนะนาํ กําลังใจและขอเสนอแนะตางๆ ที่มคี ุณคา ท่ีชวยใหงานวจิ ัยสมบรู ณย งิ่ ขน้ึ ดว ยความเมตตาปราณแี ละดวยความเอาใจใสอ ยางดยี ิ่ง ผูวจิ ัยขอกราบ ขอบพระคุณเปนอยางสูง มา ณ โอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคณุ รองศาสตราจารย ดร.สุวฒั นา อุทัยรตั น ประธานกรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ ผชู ว ยศาสตราจารยอลิศรา ชชู าติ และรองศาสตราจารยลาวัณย วิทยาวุฑฒกิ ลุ กรรมการสอบวทิ ยานพิ นธ ที่ไดตรวจสอบและแกไ ขขอ บกพรอ งตางๆ ในวทิ ยานิพนธฉ บบั น้ี และขอกราบขอบพระคณุ ผูท รงคณุ วุฒทิ ัง้ 6 ทา น คือ รองศาสตราจารย ดร.ศริ ิเดช สุชีวะ ผชู ว ยศาสตราจารยช ูพงษ ปญจมะวัต ผูชวยศาสตราจารยพ ิไล แยมงามเหลอื ผูชว ยศาสตราจารยว รรณา วฒุ ฑะกลุ ผูชว ยศาสตราจารยอ มรา รอดดารา และผูชวย ศาสตราจารยสธุ รรมา บลู ภักดิ์ ที่กรณุ าตรวจสอบเคร่ืองมอื ทีใ่ ชใ นการวิจัย ตลอดจนใหข อเสนอแนะ ขอคิดเหน็ ตา งๆ ท่ีเปนประโยชนตอ งานวิจัยในคร้งั นี้ ขอขอบคุณผูบรหิ ารโรงเรยี นสาธติ จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ฝายมธั ยม ตลอดจนคณะครู และนักเรียน ทใ่ี หค วามรวมมืออํานวยความสะดวกในการดาํ เนนิ การในการสุมกลมุ ตัวอยา ง หาประสิทธภิ าพ และการทดลอง เปน อยางดี ขอขอบคณุ คณาจารยห มวดวชิ าสังคมศกึ ษา โรงเรยี นสาธิตจฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ฝายมัธยม อาจารย ชยการ คีรีรตั น และผูชวยศาสตราจารย ดร.สุรชยั พรภคกุลทก่ี รุณาใหค ําปรกึ ษาในการวิจัยคร้ังนี้ ขอขอบคุณพี่ เพื่อน และนองในโรงเรยี นสาธติ จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ฝายมธั ยม ซ่ึงไดแก อาจารย พัชราภรณ พมิ ละมาศ อาจารยวรพร ปณตพงศ อาจารยส มนกึ ปฏิปทานนท และอาจารยวันทนา ทวคี ุณธรรม ทีส่ นนั สนนุ และเปน กาํ ลังใจตลอดการทํางานวจิ ยั ในครง้ั น้ี ขอขอบคณุ ผทู ่มี ีสวนรวมในการใหค าํ ปรกึ ษา ตลอดจนสนบั สนุนและเปนกาํ ลังใจแกผวู ิจยั ท่ีไมได กลาวถึงไว ณ ท่ีน้ี ทกุ ๆ ทาน และผทู ีอ่ ยเู บ้ืองหลงั ของความสําเร็จในคร้งั นี้เปนผทู ีใ่ หช ีวิตและกาํ ลังใจ ซ่ึงผูวจิ ัยขอกราบระลึกถงึ พระคณุ ของคุณพอ คุณแม รวมท้ังคณุ ยาย คุณปา พ่ีและนอ ง ท่ีเปน กําลงั ใจตลอดมา อารียา ศโิ รดม

สารบญั หนา บทคัดยอภาษาไทย…………………………………………………………………….…ง บทคัดยอภาษาองั กฤษ……………………………………………………………………จ กิตติกรรมประกาศ……………………………………………………………………….ฉ สารบัญตาราง……………………………………………………………………………ฌ สารบัญแผนภาพ…………………………………………………………………………ญ บทท่ี 1. บทนาํ …………………………………………………………………………….…...1 ความเปน มาและความสาํ คญั ของปญหา…………………………….……………1 วตั ถปุ ระสงคข องการวิจยั ………………………………………………..……….4 สมมตฐิ านการวิจัย…………………………………………………..……………4 ขอบเขตของการวจิ ยั ……………………………………………..……………….5 คําจาํ กดั ความท่ีใชในการวิจยั ……………………………….…………………….6 2. วรรณคดแี ละงานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วขอ ง………………………………………………………7 แนวคดิ เกย่ี วกบั การเรยี นการสอนประวตั ิศาสตร… ………………………………8 ความหมายและคณุ คาของประวตั ิศาสตร……………………………….…...8 ธรรมชาติของประวตั ศิ าสตร… ……………………………..……………….10 วธิ ีการทางประวัติศาสตร… ……………………………………………..…...13 ประโยชนข องการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร… ………………………….………..17 ครกู ับการเรยี นการสอนประวตั ิศาสตร… ……………………………………21 แนวคดิ เกย่ี วกบั การสอนเพ่อื พัฒนาความคดิ ……………………………….….….23 กรอบความคดิ ของความคดิ …………………………………………………23 ทฤษฎีท่เี กย่ี วของกับการคิด…………………………………………………25 แนวการสอนเพอ่ื พฒั นาความคิด…………………………………………....27 แนวคดิ เกย่ี วกบั การคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ…………………………….……….….28 ความหมายของการคิดอยางมีวจิ ารณญาณ……………………………….…..28 กรอบแนวคิดทฤษฎีทเี่ กยี่ วขอ งกบั การคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ……….………30 กระบวนการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ………………………………………….34 ลกั ษณะของผูท่มี ีความคิดอยางมีวจิ ารณญาณ……………………………......37

สารบัญ (ตอ ) บทท่ี หนา 2 (ตอ ) แบบวดั ความคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ…………………………………………….39 ความสัมพนั ธข องการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณ กบั วธิ ีการทางประวัติศาสตร… ……………………………………………..….. 41 งานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วของ………………………………………………………………43 งานวิจยั ในประเทศ…………………………………………………………43 งานวจิ ยั ในตางประเทศ……………………………………………………..50 3. วิธกี ารดาํ เนนิ การวจิ ยั …………………………………………………………………49 แบบแผนการทดลอง………………………………………………………..49 ศกึ ษาคน ควา …………………………………………………………………50 ประชากรและกลุม ตัวอยาง…………………………………………………..50 เคร่ืองมอื ที่ใชในการวิจยั …………………………………………………….51 การดาํ เนินการวิจัย…………………………………………………………...59 การวเิ คราะหขอ มูล…………………………………………………………..60 4. ผลการวิเคราะหขอมลู …………………………………………………………………62 5. สรปุ ผลการวจิ ยั การอภปิ รายผลและขอ เสนอแนะ……………………………………65 รายการอางอิง………………………………………………………………………………69 ภาคผนวก…………………………………………………………………………………..74 ภาคผนวก ก หนงั สือขอความรวมมอื ………………………………………76 ภาคผนวก ข รายนามผูทรงคณุ วุฒ…ิ ……………………………………….79 ภาคผนวก ค เครือ่ งมอื ที่ใชใ นการเก็บรวบรวมขอ มลู ………………………87 ภาคผนวก ง เครื่องมอื ทใี่ ชในการทดลอง………………………………….103 ภาคผนวก จ คณุ ภาพของเคร่อื งมือท่ีใชใ นการเก็บรวบรวมขอมลู …………151 ภาคผนวก ฉ คะแนนการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณของนกั เรียนกอ นเรียน และหลงั เรียนโดยจาํ แนกตามจุดมงุ หมาย……………………156 ประวัตผิ เู ขียนวิทยานพิ นธ… ………………………………………………………………159

สารบญั ตาราง ตารางที่ หนา 1 ความสัมพนั ธข องวิธกี ารทางประวตั ิศาสตรแ ละการคดิ 2 อยางมวี จิ ารณญาณ…………………………………………………………42 3 จาํ นวนขอสอบในแบบวัดความสามารถทางการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณ 4 ในการทดลองใชคร้งั ที่ 1 จําแนกในแตละดา น……………………………54 5 แสดงเนื้อหาการเรยี นการสอนโดยใชว ธิ ีการทางประวัตศิ าสตร 6 รายวิชา ส 029 ประวตั ิศาสตรค วามสัมพันธร ะหวา งประเทศของไทย……..58 7 แสดงผลการทดสอบความแตกตางระหวา งคา เฉลี่ยคะแนนการคดิ อยาง 8 มวี ิจารณญาณกอ นการทดลองระหวางกลมุ ทดลองและกลมุ ควบคมุ ………60 แสดงผลการทดสอบความแตกตา งระหวา งคาเฉลีย่ คะแนนการคิดอยา ง 9 มวี จิ ารณญาณกอ นและหลงั การทดลองของกลุมควบคมุ …………………..62 แสดงผลการทดสอบความแตกตางระหวางคาเฉลย่ี คะแนนการคดิ อยา ง 10 มีวจิ ารณญาณกอ นและหลังการทดลองของกลมุ ทดลอง…………………..63 แสดงผลการทดสอบความแตกตา งระหวางคาเฉล่ยี คะแนนการคดิ อยาง มวี จิ ารณญาณหลงั การเรียนระหวา งกลมุ ทดลองและกลมุ ควบคุม…………64 คา ความยากงา ย (p) และอํานาจจําแนก (r) เปน รายขอของแบบวัด ความสามารถทางการคิดอยา งมวี ิจารณญาณ จํานวน 40 ขอ กอ นการทดลองของนักเรยี นท่ีไมใชก ลมุ ตวั อยา ง………………………….152 คา ความยากงาย (p) และอํานาจจําแนก (r) เปนรายขอ ของแบบวัด ความสามารถทางการคดิ อยา งมวี ิจารณญาณ จาํ นวน 40 ขอ หลังการทดลองของนกั เรียนท่ีเปนกลมุ ตวั อยา ง………………………..….154 คะแนนการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณของนกั เรียนกลุมทดลอง กอนเรียนและหลงั เรียนโดยจาํ แนกตามจดุ มงุ หมาย………………………..157

สารบัญแผนภาพ แผนภาพท่ี หนา 1 รปู แบบการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ………………………………………..34 2 ความคิดรวบยอดของการจดั การเรียนการสอนโดยวิธีการทาง ประวตั ศิ าสตรเ พื่อพฒั นาความคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ…………………….41 3 ตัวอยา งคําถามแบบวัดความสามารถทางคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ………….55

บทที่ 1 บทนาํ ความเปนมาและความสาํ คญั ของปญ หา สภาพสังคมไทยในปจ จุบันกําลงั ประสบปญ หาทางสงั คมมากมาย ทง้ั นเี้ นื่องจากความเจริญ อยา งรวดเรว็ ทางดานวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยีตา งๆ ตลอดจนการรบั เอาวัฒนธรรมทางตะวนั ตก เขามา ทาํ ใหว ถิ ีการดํารงชวี ิตของบุคคลเปลย่ี นไป คนทวั่ ไปขาดความมั่นคงในชวี ติ ขาดความมี ระเบียบทางใจ เหน็ ประโยชนส ว นตนมากกวา ประโยชนส ว นรวม ไมม ีความซอ่ื สัตยตอกนั ขาด ความเสยี สละและความพรอมใจกัน ความสงบในสงั คมจงึ ไมเกดิ ขึ้น ซึ่งปญหาเหลานจ้ี ําเปน ตอง อาศยั การศึกษาเปน กําลงั สําคญั ในการท่ีจะสรางความเปน ระเบียบใหสงั คม ทั้งทางกายและจิตใจ เพือ่ ใหบ ุคคลไดรูจักตนเอง อนั เปนทางไปสคู วามสขุ นอกจากนกี้ ารศกึ ษายังสง เสรมิ ใหบุคคลเกดิ ปญญา รูจ ักคิด รจู ักตัดสินใจ มีสุขภาพทางรางกายและจติ ใจท่ีสมบูรณ มคี ุณธรรมมีความเสียสละ ตอ สังคมสว นรวม มีความรบั ผิดชอบตอหนาท่ีการงาน มแี นวคดิ ทศั นคติ และหลกั การคิด แกปญหาสังคมดว ยหลักแหง ปญญาและหลกั เหตุผล อกี ทัง้ สามารถปรับตนเองใหเ ขา กบั สังคมได เปน อยางดี (สํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหงชาต,ิ 2540: 1) ประวัตศิ าสตรเ ปน วชิ าหนง่ึ ทม่ี ีความสาํ คัญและเปน รากฐานของวชิ าการทุกสาขา โดยมี กระบวนการทใ่ี หผ เู รียนเกดิ ทกั ษะในการคิด รวมถึงเกิดความภาคภมู ใิ จในความเปน ไทย ดงั ที่ สบื แสง พรหมบญุ (2518: 5) กลาววา วิชาการใดกต็ ามจาํ เปน ตอ งเรียนจากประสบการณใ น อดตี ของมนษุ ยนอกจากจะเปนความรทู สี่ าํ คญั แลว ยงั เปน บทเรยี นท่ีมีคณุ คาตอมนษุ ยใ นสังคม ท้งั นี้เพราะเหตกุ ารณทเี่ กดิ ในอดตี แมว าจะแตกตางกนั ในดานพฤตกิ รรม เวลา สถานท่ีและ ตวั บุคคลแตกส็ ามารถหาสาเหตรุ ว มกนั ของหลายๆ เหตกุ ารณไ ด ซึง่ ชว ยใหสามารถวเิ คราะห เหตุการณตางๆ ท่ีเกดิ ขึ้นไดอยางถูกตอง นอกจากนย้ี งั สามารถนาํ ขอบกพรอ งทเี่ กดิ ขึ้นจาก ประสบการณใ นอดีตมาปรบั ปรุงแกไขใหเหมาะสมกบั สภาพเหตกุ ารณใ นปจ จุบนั และเปน แนวทางสาํ หรับอนาคตไดอ กี ดว ย นอกจากนี้ ชาญวทิ ย เกษตรศิริและสุชาติ สวสั ดศ์ิ รี (2518: 28) ไดก ลาววาวิชาประวตั ศิ าสตรเปนรากฐานทสี่ ําคัญของความเจรญิ กา วหนา ของมนุษย ในสงั คม ไมว า สังคมใดกต็ ามวิวัฒนาการของสงั คมหรือของหมูชนนน้ั ๆ ยอ มขึ้นอยกู บั ความ เปน มาในอดีตของชาตินน้ั ๆ เปน สาํ คญั อกี ทัง้ เปน วิชาหน่งึ ท่ีมคี วามสาํ คญั ยงิ่ ในการทจ่ี ะให การศกึ ษาแกพลเมอื ง (ทัศนีย เรอื่ งธรรม, 2519: 15) เพราะเปน วชิ าที่มีเนื้อหาเกยี่ วขอ งกบั

2 ความสัมพนั ธร ะหวางมนุษยก ับมนุษย มนษุ ยกบั สิง่ แวดลอ มตา งๆ ในสงั คม ทาํ ใหสมาชิกใน สงั คมดํารงชวี ิตอยรู วมกนั อยางมีความสขุ สามารถรักษาอารยธรรมของชนชาตไิ ด การศึกษาประวัตศิ าสตรท ําใหผศู กึ ษาสามารถเขาใจพ้นื ฐานจติ ใจของมนุษยแ ละอาจชว ย ใหสามารถทํานายเหตกุ ารณต างๆ ในอนาคตได เพราะการศกึ ษาประวัติศาสตรเ ปนเสมือนกบั ประสบการณท ่สี องท่ีนอกเหนือไปจากประสบการณจ ริงในชวี ิตของผศู ึกษา ความรคู วามเขา ใจ อดตี ทผี่ านมา ยอมมอี ิทธพิ ลตอ ความคดิ และชวยผศู กึ ษาใหม คี วามเฉลียวฉลาดข้ึน เพราะความ เฉลยี วฉลาดเกดิ จากการเรยี นรูประสบการณในอดตี และสามารถนําประสบการณใ นอดีตนัน้ มา ใชใ หเกิดประโยชนตอปจ จบุ นั และอนาคตได (ดนัย ไชยโยธา, 2534: 45) ปจ จุบันนกั การศกึ ษาไดใ หความสนใจ และตระหนกั ถงึ ความสาํ คัญของการศกึ ษา ประวัติศาสตร พระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง ชาติ พทุ ธศักราช 2542 ไดใหความสาํ คญั ของ ประวัตศิ าสตร ดงั ท่ีกลาวในมาตรา 23 วาการจดั การศึกษาตอ งเนนความสําคญั ทงั้ ความรู คณุ ธรรม และกระบวนการเรยี นรู และบรู ณาการตามความเหมาะสมของแตล ะระดับการศกึ ษาในดา นตางๆ รวมถงึ ความรูในเร่ืองเกยี่ วกบั ประวตั ิศาสตรความเปน มาของสังคมไทย ในขณะท่กี ารสอนประวัตศิ าสตรใ นปจจบุ นั มกั ประสบปญ หาและอปุ สรรคทส่ี าํ คัญ คอื ปญหาเก่ยี วกบั วธิ ีการเรียนการสอนประวัตศิ าสตรทีม่ งุ เนน ในเรอื่ งการถายทอดความรทู ม่ี อี ยู มากกวาการสรางองคความรใู หม ผลทต่ี ามมาก็คือ ครูรับบทบาทเปน ผูถา ยทอดวชิ าใหแ กศ ษิ ย ดังนัน้ การวดั ผลจงึ เนนความสามารถในการทอ งจาํ กระบวนการเรยี นการสอนแบบนีท้ าํ ใหได ความรใู นระดบั การรับเพยี งอยางเดยี วแทนทีจ่ ะนําไป สูความรใู นระดับสรางสรรค ซงึ่ มุงเนน ไป ทก่ี ารดึงศกั ยภาพในการวิเคราะหว จิ ารณข องนักเรยี นในการทจี่ ะใหเ กดิ การวิพากษว จิ ารณได (วนิ ยั พงศศรเี พยี ร, 2543: 5) นอกจากน้ี Fenton (1966: 150) ไดกลา ววาหวั ใจของการเรยี นการ สอนประวตั ิศาสตร ควรสอนใหน ักเรียนตีความขอมลู ทางประวัตศิ าสตรซ ง่ึ เหมาะสมกวาการ สอนใหนกั เรียนรูเน้อื หาประวัติศาสตรเ พียงอยา งเดยี ว จากเหตุผลดงั กลา ว การเรยี นการสอนประวัตศิ าสตรจ ะมปี ระสทิ ธภิ าพได ถา หากผสู อน และผเู รยี นไดเ ปล่ียนทศั นคตแิ ละพฤตกิ รรมการเรียนการสอนเสียใหม ดว ยการต้งั ตน จากการ เรม่ิ ทาํ ความเขา ใจในความหมายความสําคญั และธรรมชาติของวชิ าประวัตศิ าสตร ขั้นตอมากค็ อื การพิจารณาศกึ ษาใหเหน็ คณุ คา และประโยชนข องวิธกี ารทางประวัตศิ าสตร (เฉลมิ มลิลา, 2523: 12) ในดานความหมายของวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตรนั้น ลาวณั ย วิทยาวฑุ ฒกิ ุลและคณะ (2543: 7) ไดใ หความหมายของวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตรว า หมายถงึ วธิ วี จิ ยั เอกสารและหลกั ฐาน ประกอบอื่นๆ เพือ่ ใหไดม าซงึ่ องคความรใู หมท างประวตั ศิ าสตรบ นพน้ื ฐานการวเิ คราะหข อมลู ที่ รวบรวมมาอยา งเปนระบบ และที่เกย่ี วของกบั หลกั ฐานการตั้งประเดน็ ปญ หา หรอื ขอสมมตฐิ าน และการตีความหลักฐานอยา งเปน เหตเุ ปน ผล

3 การเรียนโดยวธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร ครูจะตองสอนใหนกั เรยี นไดร จู ักวเิ คราะหว ิจารณ ประเด็นทางประวัติศาสตรใ นระดบั ตน เพราะวิธกี ารทางประวัตศิ าสตรเกีย่ วขอ งกับการสอนให นกั เรยี นเขา ใจนา้ํ หนกั ความนาเชื่อถอื ของหลกั ฐานประเภทตางๆ และการนาํ หลักฐานนน้ั มาใช ฝกหัดวิเคราะหแ ละอภิปรายกนั (วนิ ยั พงศศ รเี พียร, 2543: 11) นอกจากน้ี Banks (1973: 171) ไดกลาววา ประวตั ศิ าสตร คือกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร เพราะนกั ประวตั ศิ าสตรพ ยายามทจี่ ะ ใชกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรใ นการดําเนินการและสอบสวน แตป ระวตั ศิ าสตรบางอยา งกม็ ี ลักษณะทแ่ี ตกตา ง กบั วทิ ยาศาสตร ดังนนั้ วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร มลี กั ษณะทัง้ เปน วิธกี ารทาง วทิ ยาศาสตรแ ละไมเ ปนวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร คอื ลักษณะการเปน ระบบข้ันตอน สามารถ ตรวจสอบได แตขอมลู หลักฐานทางวทิ ยาศาสตรก บั ประวัติศาสตรแตกตา งกัน จงึ ทําใหก าร ตคี วามและสรปุ ไมเ ปน วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตรโ ดยสมบรู ณ (ลาวณั ย วิทยาวุฑฒิกุลและคณะ, 2543: 7) การเรียนการสอนโดยใชว ธิ กี ารทางประวัตศิ าสตรน ั้นประกอบดว ย 5 ขัน้ ตอน (ลาวัณย วิทยาวุฑฒกิ ลุ และคณะ, 2543: 7) ดังน้ี 1. การกําหนดประเดน็ / ปญ หา / เร่ืองทจี่ ะศกึ ษา 2. การคนควาและรวบรวมขอมลู ทง้ั ท่ีเปนขอ เทจ็ จรงิ และแนวคดิ จากหลกั ฐานตางๆ 3. การตรวจสอบเชงิ ประวตั ศิ าสตร (วิเคราะห ประเมนิ และ ตคี วามหลกั ฐาน) 4. การสังเคราะห / ตคี วาม 5. การนําเสนอขอ มูล จากลาํ ดับขนั้ ตอนของวิธกี ารทางประวัตศิ าสตรด งั กลา วจะเหน็ ไดว า เม่ือนักประวัตศิ าสตร เกิดปญหาหรอื มคี วามสนใจในเรอื่ งใดเร่ืองหนึง่ โดยเรมิ่ ตนดว ยการตง้ั ประเด็นปญ หาแลว แสวงหา รวบรวมขอมลู โดยใชวิธีการประเมินคาและตีความหลกั ฐาน อันจะทาํ ใหเกดิ ความรคู วามเขาใจ เกย่ี วกบั ปญ หานนั้ ๆ หรอื สามารถแกปญหานน้ั ๆ ไดอยา งมรี ะเบยี บแบบแผน ซงึ่ ทัง้ หมดนจ้ี ะ กลายเปนประสบการณก ารเรียนรูของผูเ รยี น ซงึ่ ผูเรยี นและผสู อนไดม กี ารวางแผนและกระทํา อยา งถกู วิธที ุกขน้ั ตอน และครบตามกระบวนการนัน้ สามารถสงเสรมิ การเรียนรแู ละสามารถ พฒั นากระบวนการคดิ อนั นาํ ไปสกู ารคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ การเรยี นการสอนวชิ าประวัตศิ าสตร ใหไ ดผ ลดสี าํ หรับผูเ รยี นนั้น ตอ งรจู ักแสวงหาเหตุผล หดั คิด หดั วเิ คราะหดว ยตนเอง ซง่ึ จะทาํ ใหเ รยี นประวตั ศิ าสตรไ ดส นกุ ขึ้นและไดผลดีมากขน้ึ (เฉลมิ มลิลา, 2522: 14) การจดั การเรยี นการสอนท่สี อดคลอ งและเหมาะสมกับเหตผุ ลดัง กลาวคอื การเรยี นการสอนโดยใชว ิธีการทางประวตั ศิ าสตร นัน่ คอื ตองฝก การใชความเกย่ี วพนั ระหวางรายละเอยี ดกบั แบบสรปุ ความเขา ใจอยา งกวา งโดยสมา่ํ เสมอ ใหประสบการณใ นการ รวบรวม จดั หมวดหมขู อ มลู ที่มากมาย (ธิดา สาระยา, 2520: 19) ดงั นนั้ การเรียนการสอนโดย ใชว ธิ ีการทางประวัติศาสตรจ ึงชว ยใหน กั เรยี นเกดิ การคดิ อยางมีวจิ ารณญาณซงึ่ หมายถงึ

4 กระบวนการคดิ พจิ ารณาไตรต รองอยางรอบคอบเกีย่ วกับขอ มลู หรือสภาพการณท ่ีปรากฏโดยใช ความรู ความคดิ และประสบการณของตนเองในการสาํ รวจหลกั ฐานอยางรอบคอบ เพอื่ นาํ ไปสู ขอสรปุ ท่สี มเหตสุ มผล (เพญ็ พศิ ุทธ์ิ เนคมานรุ ักษ, 2537) การคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณนัน้ ประกอบดว ยกระบวนการตางๆ (Ennis, 1985: 45-48) อัน ไดแก 1) การระบจุ ดุ สําคัญของประเด็นปญ หา การตงั้ คาํ ถามท่เี หมาะสมในแตละสถาน การระบุ เงื่อนไขขอตกลงเบ้ืองตน 2) การตัดสนิ ความนาเชอ่ื ถือของแหลงขอมลู การตัดสินความเกยี่ วของ กับประเดน็ ปญ หา การพิจารณาความสอดคลอ ง 3) การอา งองิ และตัดสินใจในการสรุปแบบอปุ นัย การนิรนยั การทํานายส่งิ ทจ่ี ะเกิดขน้ึ ตามมาอยา งนาเชอ่ื ถอื จะเห็นไดวา กระบวนการการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณนนั้ มีความสอดคลอ งกับวธิ ีการทาง ประวัติศาสตร ทงั้ นีเ้ นื่องจากในขนั้ ตอนของวิธกี ารทางประวตั ิศาสตรดงั ทีก่ ลาวขา งตน นัน้ มี ขั้นตอนทกี่ อ ใหผเู รยี นเกิดการพฒั นากระบวนการคิดอยางมวี ิจารณญาณ ผวู ิจยั ในฐานะเปน ครสู งั คมศึกษา มีความเหน็ วาควรจะนาํ วิธกี ารทางประวัติศาสตรมาใช ในการเรยี นการสอนวชิ าประวตั ิศาสตร เพอ่ื พฒั นาใหผ ูเรยี นมีความสามารถในการคดิ อยางมี วิจารณญาณ ผวู จิ ัยจงึ สนใจทีจ่ ะศึกษาการคิดอยางมีวจิ ารณญาณของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษา ตอนตน ทเ่ี รียนวชิ าประวัติศาสตรโ ดยใชวธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร เพื่อเปนแนวทางสําหรบั ครู ในการจดั การเรียนการสอนวชิ าประวตั ศิ าสตรใหแกนักเรยี นตอ ไป วัตถุประสงคข องการวจิ ยั 1. เพื่อเปรยี บเทยี บการคดิ อยา งมวี ิจารณญาณของนกั เรยี นระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน โรงเรยี นสาธิต สงั กัดทบวงมหาวทิ ยาลยั ระหวางกลุม ทเี่ รียนโดยใชว ธิ กี ารทางประวัติศาสตรแ ละ กลุมทเ่ี รียนโดยวธิ กี ารสอนแบบปกติ 2. เพ่ือเปรยี บเทยี บการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณของนกั เรียนกอ นและหลังการเรียนทเี่ รียน โดยใชว ิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร สมมติฐานการวจิ ัย Berelsonและ Steiner (1964: 6)ไดก ลา ววากระบวนการทางวทิ ยาศาสตรมีลกั ษณะทส่ี าํ คญั คือเปน กระบวนการ มีความแมนยํา มกี ารเก็บรวบรวมขอ มลู สามารถตรวจสอบยอ นหลงั มรี ะบบ และการรวบรวมขอ มลู สามารถคาดการณไ ด ซงึ่ กระบวนการทางประวตั ิศาสตรก อ็ ยบู นพืน้ ฐาน ของกระบวนการดงั กลา วโดยนกั ประวตั ศิ าสตรพ ยายามทใี่ ชกระบวนสืบสวนตามพฤติกรรมของ นักวทิ ยาศาตร ซ่งึ นกั ประวตั ศิ าสตรใชขอมลู เบือ้ งตน ในการต้งั ปญหา บงช้ตี ัวแปร ตง้ั สมมติฐาน และเก็บรวบรวมขอ มูลเพือ่ ทดสอบ และนําไปสกู ารสรปุ โดยอาศยั การอางอิงขอ มลู

5 Krug (1967: 45) กลา ววา ประวัติศาสตรอ ยูพนื้ ฐานของวทิ ยาศาสตร แตแ ตกตางใน ตอนทา ยของกระบวนการซึ่งขน้ึ อยูกบั แนวคิดของแตล ะคนในการสรุป นอกจากนั้น Louis (1963: 17) กลา ววา กระบวนการทางประวตั ศิ าสตรคือการผสมผสานระหวางวิทยาศาสตรแ ละ ศลิ ปะ Yinger (1980: 11-15) ไดก ลาววา การคิดอยางมวี จิ ารณญาณเปน ลักษณะท่ีเปน กจิ กรรม ทางสมอง หรอื เปน การคิดเพื่อใชในการแกป ญ หา ซง่ึ สอดคลองกับ skinner (1972: 292) ที่กลา ววา การคดิ อยางมวี ิจารณญาณวา เปน กระบวนการทางวิทยาศาสตร นพิ นธ นาสมบูรณ (2536) ไดศ ึกษาผลของการสอนกลมุ สรา งเสริมประสบการณช วี ติ ดว ย กระบวนการทางวิทยาศาสตรท่ีมตี อ ความสามารถในการคิดวิเคราะหว จิ ารณของนักเรยี นชั้น ประถมศกึ ษาปท 6ี่ พบวา นกั เรยี นทไี่ ดร บั การสอนดว ยกระบวนการทางวิทยาศาสตรม คี ะแนน ความสามารถในการคิดวิเคราะหวจิ ารณสงู กวากลุมที่เรยี นตามแผนการสอนของ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารอยางมีนยั สาํ คัญทางสถิตทิ ร่ี ะดบั .05 จากขอมลู ดงั กลา วขางตน แสดงใหเ หน็ วา กระบวนการทางประวัตศิ าสตรเปน กระบวนการทางวิทยาศาสตร ซึง่ มลี ําดับข้นั ทท่ี ําใหผูเรยี นเกดิ การพฒั นากระบวนการคดิ อยา งมี วิจารณญาณ ดงั นัน้ ผวู ิจยั จึงตงั้ สมมติฐานดังนี้ 1. นกั เรยี นท่ไี ดร บั การจดั การเรยี นการสอนโดยใชว ิธีการทางประวตั ิศาสตรมีการคิด อยางมวี จิ ารณญาณสูงกวานกั เรียนทเ่ี รียนโดยวธิ กี ารสอนแบบปกติ 2. นักเรยี นทไี่ ดรบั การจัดการเรยี นการสอนโดยใชว ธิ ีการทางประวตั ศิ าสตรม คี ะแนน การคิดอยางมวี ิจารณญาณสูงขน้ึ กวา กอนการจัดการเรยี นการสอน ขอบเขตการวจิ ยั 1. ประชากรที่ใชใ นการวิจัยครงั้ นี้ เปนนกั เรยี นระดับช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 2 โรงเรียน สาธติ สังกดั ทบวงมหาวทิ ยาลัย 2. เนื้อหาท่ใี ชใ นการวจิ ยั เปน เน้ือหาเรือ่ ง ประวัติศาสตรความสัมพันธร ะหวา งประเทศ ของไทย ในวชิ า ส 029 ระดับมธั ยมศกึ ษาปท ่ี 2 ตามหลักสตู รมธั ยมศกึ ษาตอนตน พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2533) 3. ตัวแปรที่ศึกษามี 2 ตัวแปร ไดแ ก 3.1 ตวั แปรจดั กระทํา คือ วิธกี ารสอน ซง่ึ มี 2 วิธี คือการสอนโดยใชว ิธกี าร ทางประวตั ิศาสตร และการสอนแบบปกติ 3.2 ตวั แปรตาม คอื การคดิ อยา งมวี ิจารณญาณ

6 คําจํากัดความท่ีใชในการวจิ ยั 1. วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร หมายถึง วิธกี ารแสวงหาความรอู ยางเปนลาํ ดับขน้ั ตอนใน การวิจยั นไ้ี ดแบง ออกเปน 5 ขัน้ ตอนตามแนวทางของลาวณั ย วทิ ยาวฑุ ฒิกุลและคณะ (2543: 7) ดงั น้ี 1. การกาํ หนดประเดน็ / ปญ หา / เรอ่ื งทจ่ี ะศกึ ษา 2. การคน ควาและรวบรวมขอ มลู ท้ังที่เปนขอเทจ็ จรงิ และแนวคดิ จากหลกั ฐาน ตางๆ 3. การตรวจสอบเชิงประวตั ศิ าสตร (วิเคราะห ประเมนิ คุณคา และตคี วามหลักฐาน) 4. การสังเคราะห / ตคี วาม 5. นําเสนอขอมลู 2. การคิดอยางมีวจิ ารณญาณ (Critical Thinking) หมายถงึ กระบวนการคิดพจิ ารณา ไตรตรองอยา งรอบคอบเกย่ี วกบั ขอ มลู หรอื สภาพการณที่ปรากฏโดยใชความรู ความคิด และประสบการณข องตนเองในการสํารวจหลักฐานอยางรอบคอบ เพ่ือนาํ ไปสขู อสรปุ ที่ สมเหตุสมผลซง่ึ สามารถประเมนิ ไดจ ากคะแนนรวมท่ีไดจากแบบวดั การคิดอยางมวี ิจารณญาณ (Critical Thinking Test) ที่ผูวจิ ยั พฒั นาข้ึนจากแบบวัดการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ ของสพุ รรณี สุวรรณจรัส (2543) ซ่งึ อิงรปู แบบลกั ษณะแบบวดั ของ Ennis และคณะ (Cornell Critical Thinking Test, Level X) เปน แบบวดั ปรนยั แบบเลือกตอบ ประกอบดว ย 4 สวนยอ ย ดงั นี้ 1. ความสามารถในการพิจารณาความนาเชื่อถือของแหลง ขอมูลและการสงั เกต 2. ความสามารถในการนิรนยั 3. ความสามารถในการอปุ นยั 4. ความสามารถในการระบขุ อ ตกลงเบ้อื งตน 3. การสอนแบบปกติ หมายถึง การดาํ เนินการสอนท่ีใชวิธีการอื่นท่ีไมใชว ิธีการ ทางประวตั ศิ าสตร 4. นกั เรียนระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน หมายถงึ นกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปท่ี 2 ของโรงเรียนสาธิตจฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั ฝา ยมัธยม สังกัดทบวงมหาวทิ ยาลัย

บทที่ 2 วรรณคดีและงานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ ง ในการศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกยี่ วของเพ่อื ประกอบการวิจยั เรอื่ ง ผลของการ เรยี นโดยวธิ ีการทางประวตั ิศาสตรที่มีตอความสามารถในการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาตอนตน โรงเรยี นสาธติ สงั กัดทบวงมหาวทิ ยาลยั ผูวจิ ยั ขอนําเสนอรายละเอยี ด โดยแบง เปน 4 ตอน ดังน้ี ตอนที่ 1 แนวคดิ เก่ยี วกับการเรยี นการสอนประวัติศาสตร 1.1 ความหมายและคุณคาของประวัติศาสตร 1.2 ธรรมชาตขิ องประวัติศาสตร 1.3 วิธกี ารทางประวัตศิ าสตร 1.4 ประโยชนของการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร 1.5 ครกู บั การเรยี นการสอนประวตั ศิ าสตร ตอนที่ 2 แนวคิดเก่ียวกบั การสอนเพือ่ พัฒนาความคิด 2.1 กรอบความคดิ ของการคิด 2.2 ทฤษฎีท่ีเกย่ี วขอ งกับการคิด 2.3 แนวการสอนเพ่ือพฒั นาความคิด ตอนท่ี 3 แนวคดิ เก่ียวกับการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ 3.1 ความหมายของการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ 3.2 กรอบแนวคิดทฤษฎที ่เี กี่ยวขอ งกบั การคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ 3.3 กระบวนการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ 3.4 ลักษณะของผูทีม่ คี วามคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณ 3.5 แบบวดั การคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ 3.6 ความสมั พนั ธข องการคดิ อยา งมวี ิจารณญาณกบั วธิ กี ารทางประวัตศิ าสตร ตอนท่ี 4 งานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวของ 4.1 งานวจิ ยั ในประเทศ 4.2 งานวิจยั ในตา งประเทศ

8 ตอนท่ี 1 แนวคดิ เก่ียวกบั การเรียนการสอนประวัตศิ าสตร 1.1 ความหมายและคณุ คา ของประวัติศาสตร ประวัตศิ าสตรต ามความหมายของคาํ ศัพทใ นพจนานุกรมใหค วามหมายวา “ประวัตศิ าสตร เปน วชิ าทีว่ า ดว ยเหตุการณท ีเ่ ปน มาหรอื เรือ่ งราวของประเทศชาติเปน ตนตามท่ี บันทกึ ไวเ ปน หลกั ฐาน” (ราชบัณฑิตยสถาน, 2522: 510) และตรงกบั ภาษาองั กฤษวา History มี รากศัพทมาจากภาษาละตนิ วา Historia ซง่ึ มาจากคาํ ในภาษากรกี วา Histori หรือ Historiai หมายความวา การเรียนรหู รอื ความรูที่ไดจ ากการหาความจริง (ธิติมา พิทกั ษไพรวัน, 2525: 27) การวิเคราะหห ลกั ฐานขอ มลู ตา งๆ เพ่อื หาขอเทจ็ จริงทางประวัติศาสตรเพ่อื ใหว ชิ า ประวตั ศิ าสตรไ ดร ับการยอมรับอยา งกวางขวางยงิ่ ขึ้นน้นั นกั ประวตั ศิ าสตรท้งั หลายตา งยอมรบั วา ตนไมสามารถจะตคี วาม แปลความหมาย วเิ คราะห เรียบเรยี งเรอื่ งราวในอดีตของมนุษยห ลายดา น ใหสมบรู ณถูกตองไดโดยลําพงั แตต องพยายามหาขอเทจ็ จรงิ ใหมๆ มาจากวิชาการสาขาอน่ื ๆ เพราะตระหนกั ดีวา อดีตหรือเหตกุ ารณทง้ั หมดท่ีเกดิ ขนึ้ และผานไปแลวนัน้ อดตี กย็ อ มท้งิ มรดก รองรอยในรูปแบบตางๆ หลายประการ เปนเรื่องของการเปลย่ี นแปลงทางการเมอื งการปกครอง เศรษฐกจิ สังคมและวฒั นธรรม ปรากฏใหเ หน็ ในหลกั ฐานหลายชนดิ เชน นิทานปรัมปรา ศลิ ปวัฒนธรรมพน้ื บาน ความเชอื่ ตาํ นาน จารกึ เอกสารสง่ิ พมิ พห รือตวั เขยี น เครอ่ื งมอื เครื่องใช โบราณสถานโบราณวตั ถุ ศิลปวัตถุ เปนตน เมอื่ มีหลกั ฐานหลายชนดิ หลายประเภท การท่จี ะทาํ ความเขา ใจใหไ ดใ กลเคยี งกบั ขอ เทจ็ จรงิ นกั ประวัติศาสตรจ าํ เปนตอ งอาศยั ความรจู าก ผูเชยี่ วชาญหลายสาขาวิชามาชวยพจิ ารณาวเิ คราะหหลักฐานเชน นกั โบราณคดี นกั มานุษยวิทยา นักสงั คมวทิ ยา นักธรณวี ทิ ยา นักภมู ิศาสตร นกั วิทยาศาสตร ผูเช่ยี วชาญดา นภาษา เปนตน ความ สมบรู ณของการศกึ ษาประวตั ศิ าสตรจึงขนึ้ อยูกบั ความสมบูรณของหลกั ฐานและความสามารถใน การนาํ หลักฐานเหลานั้นมาใช วชิ าประวตั ิศาสตรจึงมคี วามสาํ คัญในฐานะเปน แกนนําไปสูความ เขาใจในพฤตกิ รรมของมนษุ ยหลายดาน ทําหนาท่เี ชอื่ มโยงวชิ าการตา งๆ ใหต ิดตอสัมพันธก นั (ชาญวทิ ย เกษตรศริ ิ และสชุ าติ สวัสดศิ์ รี, 2527: 2) ความหมายดั้งเดิมของวิชาประวัติศาสตร ต้ังแตสมยั กรกี โบราณทีเ่ ปน เพยี งการ เรียนรู หรือการแสวงหาความรู เพราะความอยากรูอยากเหน็ ในสิง่ ตา งๆ ทเี่ กดิ จากพฤติกรรมของ มนุษยใ นอดีต การรูจกั แสวงหาทาํ ใหพบรอ งรอยของพฤติกรรมหลายดา นมากขึ้นและมีความ แตกตางกนั จนตอ งหาวิธกี ารเพื่อแสวงหาคาํ ตอบใหไ ดข อเทจ็ จริงท่ีเปนจรงิ เชือ่ ถอื ไดม ากท่ีสุด และ สามารถนาํ ไปใชไ ด ความหมายของประวตั ิศาสตรจงึ กวา งขวางออกไปมากตามขอบขายและคณุ คา ความสําคญั ของส่งิ ทเ่ี ขา ไปเกี่ยวของ ดังท่มี ผี ูก ลาวถงึ ความหมายและคุณคา ของประวัติศาสตรไว ดงั น้ี

9 สืบแสง พรหมบญุ (2520: 1)ไดสรุปความหมายอยางกวางๆ ของประวัติศาสตร ไว 2 ประการคอื 1. ประสบการณท ้งั มวลในอดตี ของมนุษย 2. การเขียนขอ เทจ็ จรงิ ของเหตกุ ารณแ ละประสบการณใ นอดีตที่นกั ประวตั ศิ าสตร เห็นวามคี ณุ คาขึน้ มาใหมโ ดยอาศยั การคนควา การวเิ คราะหและการตีความจากหลกั ฐานทั้งปวงท่ี มอี ยู แถมสุข นมุ นนท (2523: 29) ใหความหมายของประวตั ศิ าสตรว า ประวัตศิ าสตร หมายถงึ การไตสวนเขาไปใหรถู ึงความจรงิ เกย่ี วกับพฤตกิ รรมของมนุษยท่เี กิดขึ้นในชว งใดชว งหนงึ่ ของอดีต นธิ ิ เอยี วศรวี งศ (2525: 3) อธิบายความหมายประวัติศาสตรว า ประวตั ิศาสตรค อื การศกึ ษาความเปนมาของมนษุ ยชาตหิ รือสงั คมใดสังคมหนง่ึ ตัง้ แตอดตี ปจ จบุ นั ถงึ อนาคต โดย อาศัยวิธีการบางประการทเ่ี ปนท่ีรจู กั กนั วา วธิ ีการทางประวตั ิศาสตร (Historical Method) วินัย พงศศ รเี พยี ร (2543: 18) ใหความหมายของประวัติศาสตรวาประวตั ศิ าสตร หมายถงึ เรื่องราวหรอื เหตกุ ารณเกยี่ วกบั มนษุ ย ซง่ึ ไดเกดิ ขึน้ แลว ในอดีต Carr (1961: 35) ใหค วามเห็นเกยี่ วกบั ประวตั ศิ าสตรว าประวัติศาสตรค อื เร่ืองราว อนั ตอเนือ่ งของการโตต อบกนั ระหวา งประวัตศิ าสตรกบั หลกั ฐานขอ เทจ็ จรงิ เปนเรอื่ งราวถกเถยี ง ระหวางปจ จุบนั กบั อดตี ทีไ่ มม ที ่ีสน้ิ สุด Collingwood (1962 อางในเฉลิม มลิลา, 2522: 3)ใหความหมายของประวตั ศิ าสตร วา ประวตั ิศาสตร คือการคนควา หาความรอู ยา งหนึง่ ซึ่งมที ี่มาจากคําวา การสบื สวนหรอื คน ควา จากความหมายของประวตั ิศาสตรดงั กลาว ผวู จิ ยั สรปุ ไดว า ประวตั ศิ าสตรห มายถึง การบันทึกเหตกุ ารณต างๆ ในอดีต เกยี่ วดวยเร่ืองราวทางสงั คม เศรษฐกจิ การเมอื ง วัฒนธรรม ปรัชญาทมี่ นษุ ยไดคดิ สรางไวตลอดจนขา วสารและเหตกุ ารณต า งๆ ทก่ี อ ใหเ กิดความเปลยี่ นแปลง ในสงั คม ประวตั ศิ าสตรจะชว ยใหมนษุ ยเขาใจในสงั คมและสง่ิ แวดลอม ตลอดจนเหตกุ ารณ ตา งๆ ท่เี กดิ ขึน้ อยา งแจม แจง และยังเปน บทเรยี นท่จี ะชว ยไมใ หผูศกึ ษาทาํ อะไรผดิ พลาด เหมอื นกับเหตกุ ารณที่เกดิ มาแลวอกี ตอไป

10 1.2 ธรรมชาตขิ องประวตั ศิ าสตร เฉลมิ มลลิ า (2523: 5) ไดสรุปถึงธรรมชาติของประวตั ิศาสตร ดังน้ี 1. ประวัติศาสตรเ ปน ทร่ี วมเรื่องนานาชนดิ ไว จงึ พอทีจ่ ะสนองความสนใจของ เดก็ ของคนซึ่งมีความสนใจแตกตางกนั ไดอ ยา งกวา งขวาง 3. นกั ประวัตศิ าสตร (historians) น้ันไมใชผกู อกวนสันติภาพ แตต อ งเปนผทู ่ี ชอบอา นและเขยี นประวัตศิ าสตร อนั เปนทางหนง่ึ ท่ีจะตดั สินชขี้ าดเรอื่ งราวตา งๆ ที่ไดจาก การศึกษาประวัติศาสตร 3. จุดประสงคของการศึกษาประวัตศิ าสตรท ่ดี ี คือ มงุ หวังท่ีจะพัฒนาสังคมของ มนษุ ยใ หถูกตอ งตามกาลเทศะ บคุ คล และเหตกุ ารณ 4. เร่ืองราวในประวัติศาสตรอาจไมเ ปน ทีพ่ อใจของทกุ คน หากเปรยี บเทียบกบั วทิ ยาศาสตรธรรมชาตแิ ลว ประวตั ิศาสตรไ มไ ดใ หประโยชนและใหผลทางการศึกษาในทันทีทนั ใด นอกจากน้นั ยงั ไมไดส นองความตอ งการทางจรยิ ธรรมและสนุ ทรียศาสตรอยา งเตม็ ท่ี ประวตั ิศาสตร ในรปู ลกั ษณะของวิชาการเปน เรื่องราวและคําสอน นอกจากน้นั เราอาจไมไดร บั คุณคา ความซื่อสัตย จากผลงานของนกั ประวัตศิ าสตรม ีชอ่ื มากนักกไ็ ด เพราะทา นมุงคนควา แตข อ เทจ็ จริงเกนิ ไป 5. ในการศึกษาประวตั ศิ าสตร เราอาจไมไ ดร ับคําตอบท่ถี กู ตองในการแกป ญหา ตา งๆ เสมอไป เหมอื นอยา งผลงานที่นกั วิทยาศาสตรห รือวศิ วกรมงุ หวังไว เพราะประวตั ิศาสตร และสงั คมศาสตรส่ิงแวดลอมมตี วั การท่ที าํ ใหเ กดิ การเปล่ยี นแปลง ประวตั ิศาสตรส ามารถทาํ ได อยางดกี ็คอื ใหร ายละเอียดเกยี่ วกบั กรณีตางๆ 6. ประวตั ศิ าสตรยอมมเี ร่ืองซ้ําๆ กนั และเรอ่ื งใหมๆ ซง่ึ มีทงั้ เรอื่ งคลา ยคลึงกันและ แตกตา งกนั ทัง้ นเี้ ปนเพราะประวตั ศิ าสตรเ ปน เพยี งบนั ทกึ เกยี่ วกบั ชวี ิตมนษุ ยจ าํ นวนมหาศาลที่ เหมือนกนั และไมเหมือนกนั เลย 7. บางคนกลา ววา “All we learn from history is that we never learn from history” (สิ่งทง้ั หลายทเี่ ราศึกษาจากประวตั ศิ าสตรก ค็ อื ส่งิ ท่เี ราไมเ คยไดเรียนรจู ากประวตั ิศาสตร เลย) หมายความวา ประวตั ศิ าสตรมไิ ดส อนบทเรียนใหโ ดยตรง แจม ชัด แตสอนพอเปน แนวทาง 8. ประวตั ศิ าสตรส ามารถแสดงใหเ ห็นถงึ เรือ่ งราวประสบการณท ว่ั ๆไปของมนุษย อยา งกวางๆ และสะทอ นใหเห็นพฤตกิ รรมของมนษุ ยซ งึ่ เปนประโยชน และจําเปน ตอการศึกษา คน ควา ของนกั สังคมศาสตร นกั เศรษฐศาสตร นกั สังคมวิทยา และนกั มานษุ ยวทิ ยาประยกุ ต ประวตั ิศาสตรอ าจทํานายอนาคตอยา งสถติ ไิ ด แตจ ะถกู ตอ งแมนยาํ หรอื ไมนนั้ ขน้ึ อยกู ับขอมูลท่ี ไดมา และตองจําไวว าอาจมปี จ จัยอนื่ ๆ มาทําใหก ารพยากรณเปลี่ยนไปไดมากมายเชนกนั

11 9. ประวัติศาสตรอ าจสอนใหเราทราบเก่ยี วกับลักษณะสถาบนั และพฤตกิ รรม ตา งๆ ของมนุษยแ ละสามารถชวยใหเ ราเขาใจมนษุ ยว าทาํ ไมมนษุ ยต อ งเปนดงั ทีเ่ ราเปน อยปู จจุบนั เชน เราจะเขา ใจวา ทาํ ไมคนไทยจงึ มขี นบธรรมเนียมเคารพนับถือบรรพบุรษุ หรือ มนี ํา้ ใจโอบออม อารี เอือ้ เฟอ เผอ่ื แผต อนรับ 10. ประวตั ิศาสตรอาจเปด เผยใหเ ห็นอดตี -ปจจบุ ันและอนาคต และเชอ่ื วา มนษุ ย ไมสามารถพยากรณอ นาคตไดแ มนยาํ ได 11. บนั ทกึ ทางประวัตศิ าสตรเ ปนบนั ทึกทไี่ มสมบรู ณท น่ี ักประวตั ศิ าสตรล งความ เห็นแลว วาประวัตศิ าสตรย ังไมใชความจรงิ ทง้ั หมด แตเ ปน เพยี งเรื่องทไ่ี ดลงความเห็นพองดว ยกนั เทา กนั ดังนนั้ ประวตั ิศาสตรจะมปี ระโยชนใ นการขยายความรู ประสบการณในกาลเทศะท่ี กวางขวางออกไป 12. ประวตั ิศาสตรเ ปนศาสตรป ระเภทสังคมศาสตร (social sciences) มกี ฎหมาย สงั คมวิทยา รัฐศาสตร เศรษฐศาสตร จติ วทิ ยา มานุษยวทิ ยา ปรชั ญา เปน ตน เปนเรอื่ งเกยี่ วกับมนษุ ย ทุกแงทกุ มมุ สลับซบั ซอนเปล่ยี นแปลงอยเู สมอ เราตอ งมี common sense, sympathy, imagination พอ จึงจะเหน็ คุณคาเขาใจเรอ่ื งได 13. ประวัตศิ าสตรเ ปน การเมืองในอดีต (past politics) และมคี วามสําคัญตอ ผมู ี อาชพี สอน ขา ราชการ ผูนาํ ทางการเมอื ง นักหนังสอื พมิ พ นกั การเมอื ง รัฐบุรุษ 14. มีคาํ กลา ววา History never repeats itself. หมายความวา มิไดซํา้ ตัวเองใน รายละเอยี ด เพราะไมม กี าลเทศะ บุคคล และเหตกุ ารณต อนใดเหมอื นกัน แตอ าจมสี ถานการณ ทค่ี ลายคลึงกนั อันนําไปสผู ลซึ่งคลา ยคลงึ กันดว ย 15. ประวัตศิ าสตรส อนส่งิ ตางๆ ใหแ กเ รามากมาย วิชาทกุ สาขาท้งั ทีเ่ กย่ี วกับบคุ คล และสงั คม การเมอื ง เศรษฐกจิ วัฒนธรรม ซง่ึ มีเรอ่ื งราวดําเนนิ ติดตอกนั มาจนทาํ ใหเราไดแ นวทาง ท่เี ปนประโยชนใ นการดําเนนิ งานตอ ไป Kochhar (1979: 2) ไดก ลาวถงึ ธรรมชาติของประวัติศาสตรในมติ ติ า งๆ ดังน้ี 1. ประวตั ศิ าสตรเปน ศาสตรท เี่ ก่ยี วของกบั คนที่เนนความพยายามและการประสบ ความสาํ เรจ็ ของบคุ คลน้นั ๆ เปรยี บเสมอื นกบั การศกึ ษาคนที่เดนิ ทางผจญภัยไปในทตี่ างๆ ท้ังบน ผืนดนิ และแผน นาํ้ มากกวา ท่จี ะไปศกึ ษาคนที่อยกู ับทีไ่ มไ ปไหน รวมทัง้ เกื่ยวของกบั การตอ สดู ้ินรน ของมนุษยทีผ่ า นมาตลอดระยะเวลาอนั ยาวนาน เราสามารถทําความเขา ใจขอบเขตของเหตกุ ารณ ตางๆที่เกิดขึน้ ได โดยใชว ธิ กี ารเลอื กชีวประวัติทมี่ อี ยูอ ยา งมากมายและแสดงถึงเร่อื งราวชีวติ นน้ั ๆ มี สวนเกย่ี วเน่ืองกับบรบิ ททางสังคมและมนษุ ย

12 2. ประวัติศาสตรเ กย่ี วของกบั คนในชว งเวลาอนั ยาวนาน ปจจยั ทางดา นเวลาจึง เปน สว นทสี่ าํ คญั ของประวตั ศิ าสตร ประวัตศิ าสตรเ กี่ยวขอ งกบั ลาํ ดับเร่ืองราวของเหตกุ ารณตา งๆ และแตละเหตกุ ารณยังเกดิ ขนึ้ ในชว งเวลาเฉพาะนั้นๆ เวลายงั สามารถบอกถึงมมุ มองตา งๆทีม่ ตี อ เหตกุ ารณ และทําใหเ กดิ ความกระจางชัดของเหตกุ ารณใ นอดตี ซ่งึ ในความเปน จรงิ แลว ประวตั ศิ าสตรข องมนษุ ยก ็คือกระบวนการของพฒั นาการของมนุษยใ นระยะเวลาที่ยาวนาน ดงั ท่ี Galbraith (1965 อางในKochar, 1979: 2) ไดก ลาวไวว า “ถาเวลาหยุดนงิ่ ประวัติศาสตรก จ็ ะหยดุ อยู กบั ที่ไปดว ย” เวลาจึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลง เปนการเปล่ียนแปลงอยา งตอเนอื่ งท่ีมีตอ สรรพสง่ิ ตางๆในโลกรวมถึงมนุษย ประวัตศิ าสตรจึงเปนวชิ าท่ีซ่งึ แสดงใหเหน็ ถึงการเปล่ียนแปลง ตลอดเวลา 3. ประวตั ศิ าสตรย งั เกีย่ วขอ งกบั คนท่ีอาศยั อยใู นสภาพแวดลอ มตา งๆ อกี ดวย การศกึ ษาผคู นและประเทศในสภาพแวดลอ มทางภมู ศิ าสตร รวมถึงสง่ิ อ่นื ๆ เปน การศกึ ษาการ เปลยี่ นแปลงอกี อยา งหนึ่งดว ย นอกจากนี้ ประวัติศาสตรยังเปนการศึกษากจิ กรรมของคนที่มีความ หลากหลายทางดา นการเมอื ง สังคม เศรษฐกจิ และวัฒนธรรม อกี ทงั้ ยังรวมถงึ การบรรลเุ ปาหมาย และการประสบความสาํ เรจ็ ในสงิ่ ตา งๆ ดวย 4. ประวัติศาสตรชว ยอธิบายปจจบุ นั ปจ จบุ นั น้นั มวี วิ ัฒนาการมาจากอดีต ดงั นนั้ หนา ที่ของประวตั ิศาสตรก ็คอื การเรยี นรวู วิ ฒั นาการความเปนมาของความสมั พนั ธข องเหตกุ ารณท่ี กําหนดไว คน หาส่งิ เหลานน้ั เพือ่ ชว ยไขปริศนาของธรรมชาตขิ องสิง่ ท่เี กดิ ข้นึ และขอบเขตของ กฎเกณฑต างๆ 5. ประวัติศาสตรม ีความตอ เน่ืองและความสัมพันธส อดคลอ ง ไมม เี หตกุ ารณใดที่ เกิดขน้ึ โดยลาํ พงั โดยท่ไี มม สี ิ่งอ่นื มาเก่ยี วของ เหตกุ ารณทเ่ี กิดขน้ึ จะตองมีพนื้ ฐานมาจากเหตกุ ารณ กอนๆ ดังน้ันเหตุการณทีเ่ กดิ ข้นึ อยางตอเน่อื งจากเหตกุ ารณท เ่ี กิดขน้ึ ในอดีต จะทาํ ใหเ กิดเหตกุ ารณ ท่ีสอดคลอ งและเชื่อมโยงกนั เปน เหตกุ ารณใหมๆ ทจ่ี ะถูกถา ยทอดไปจากคนในรนุ หน่งึ สคู นอีกรุน หนึง่ จากสงั คมหน่งึ สูอีกสงั คมหน่ึง ดังนนั้ ความตอเน่อื งนเี้ องจึงเปนสง่ิ ทีส่ าํ คัญของประวตั ิศาสตร Kochhar (1979: 2) ไดส รปุ วาประวัตศิ าสตรนนั้ เปนเรื่องของสง่ิ ทผ่ี ูคนไดทําไว สิง่ ท่ผี คู นไดหลงเหลือไวใ หผ อู ่ืนซง่ึ มที ้ังความทุกขและความสุข ทกุ คนมสี ว นรว มในการสราง ประวตั ิศาสตร จึงเปน มรดกทางอารยธรรมใหแกพวกเรา มรดกเหลานี้มีท้ังดแี ละไมดแี ตโดยรวม แลว นัน่ ก็คอื มกี ารพฒั นาวฒั นธรรมท้งั ทางดานวัตถแุ ละทางดานจติ ใจ จากทกี่ ลา วมาขา งตน ผวู จิ ยั สรุปไดวา ธรรมชาติของประวัติศาสตร มดี งั นี้ 1. ประวตั ิศาสตร มีปจจยั ทส่ี าํ คญั คือ เวลา การลาํ ดบั เรอื่ งราวเหตกุ ารณต า งๆ 2. ประวตั ิศาสตรท ําใหเ ราเขา ใจความหลากหลายของกจิ กรรม เชน ดานการเมือง เศรษฐกิจ สงั คม และวัฒนธรรม ตลอดจน สภาพเหตกุ ารณต า งๆในปจจบุ ันของมนุษยไ ด

13 3. ประวตั ิศาสตรม จี ดุ มงุ หมาย คือ ใหม นษุ ยไ ดพ ฒั นาสงั คมใหเหมาะสมโดย เรยี นรคู วามเปน มาของความสมั พนั ธของเหตกุ ารณใ นอดตี จนถงึ ปจจบุ ัน 1.3 วิธีการทางประวตั ศิ าสตร (Historical Method) 1. ความหมายของวิธีการทางประวตั ศิ าสตร ลาวัณย วทิ ยาวุฑฒกิ ลุ และคณะ (2543: 7) ไดก ลา วถงึ ความหมายของวิธีการ ทางประวัตศิ าสตรวา หมายถงึ วิธวี ิจยั เอกสารและหลกั ฐานประกอบอน่ื ๆเพือ่ ใหไ ดม าซึ่งองคความรู ใหมท างประวตั ศิ าสตร บนพนื้ ฐานการวเิ คราะหขอมูลที่รวบรวมมาอยา งเปน ระบบและที่เกย่ี วขอ ง กบั หลกั ฐาน การต้ังประเด็นปญหาหรอื ขอสมมตฐิ าน และการตีความหลกั ฐานอยางเปน เหตุเปนผล Louis (1956: 8) ไดกลา วถงึ ความหมายของวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตรว า หมายถึง กระบวนการตรวจสอบอยางวพิ ากษว จิ ารณ และวเิ คราะหห ลกั ฐาน และส่งิ ของที่ หลงเหลืออยจู ากอดตี 2. ขนั้ ตอนของวธิ ีการทางประวัตศิ าสตร เฉลมิ มลลิ า (2522: 143) ไดกลา วถึงวธิ ีการทางประวตั ศิ าสตร (Historical Method) วามขี ัน้ ตอนของการสอนดงั นี้ 1. ขัน้ กาํ หนดปญหาหรอื ขอ สมมตฐิ าน (Setting up Problem or Hypothesis) จดุ เรมิ่ ตนของการเรียนรใู นขั้นนี้ อยูท กี่ ารใชก ารสงั เกต (Observation) ของผเู รียนและผูสอน รว มกนั เพอ่ื ใหพ บขอ คิดเกีย่ วกบั เร่อื งราวเหตกุ ารณ หรือพฤตกิ รรมของบคุ คลในประวัตศิ าสตรซึง่ มี รายละเอียดอยใู นเน้อื หาของบทเรยี น ทางทด่ี ีผสู อนควรจะดาํ เนนิ การวางแผนและเตรยี มการ ลวงหนา เพื่อเกดิ ความพรอ มทจี่ ะชว ยใหค ําแนะนาํ แกผูเรยี นไดเ กิดขอคดิ ในขณะเรยี น ซ่ึงจะ นําไปสูการกาํ หนดปญหา หลังจากนน้ั กถ็ งึ ข้นั ดาํ เนนิ การศึกษาขอบเขตและแนวทางของปญ หา เพ่อื ใหไ ดขอ เทจ็ จริงโดยละเอียดซงึ่ ถา ผเู รยี นและผสู อนกระทาํ ดว ยความรอบคอบและระมัดระวงั ผลจะออกมาในรูปคําถามทเ่ี กยี่ วดว ยปญหาเปนจาํ นวนมาก และถา เปน การเรียนการสอนที่ผเู รียนมี ประสบการณม าแลว ก็อาจดําเนนิ การใหผูเรยี นเดาคําตอบหรอื กําหนดแนวทางทคี่ าดวาเปนไปได เกย่ี วกับคําตอบของปญ หาในรปู ของการกาํ หนดสมมติฐาน 2. ขน้ั แสวงหาความรโู ดยการรวบรวมหลกั ฐาน (Data Collection) ในขน้ั น้ผี สู อนจะตองใหคาํ แนะนาํ เก่ยี วกับวธิ ีการคน ควา และบอกแหลงท่ีผู เรยี นจะสามารถแสวงหาและรวบรวมหลกั ฐานได อาจกําหนดใหใ นรูปของการบอกบรรณานุกรม (Bibliography) หรอื หนงั สอื อางอิง (Reference books) และถาเปน ไปได ครูผูสอนอาจจัดเตรยี ม หลักฐานหรอื เอกสารเพ่ือประกอบการเรยี นและคน ควาโดยรวบรวมไวใ นหอ งสมดุ หรือมุมหนงั สือ

14 ภายในหอ งเรียน ก็จะเกดิ ความสะดวกและเปน การสนองตอบความอยากรูอยากเหน็ (Curiosity) ของผเู รยี นใหส ามารถดําเนินการรวบรวมและคัดเลอื กเอกสารหลกั ฐานท่มี คี ุณคา ตรงกบั ปญ หาหรอื ขอ สมมตฐิ าน ไดท นั ทยี ่ิงดี ขอ สําคญั อีกประการหนึ่งทีจ่ ะขาดไมไ ดก ค็ ือ จะตอ งมีการจาํ แนก (Classification) ประเภทของหลักฐานออกเปนหลักฐานชั้นตน (Primary Sources) หลกั ฐานชนั้ รอง (Secondary Source) และหลกั ฐานชัน้ ที่สาม (Tertiary Sources) ทั้งนีก้ ็เพ่ือความสะดวกใน การนาํ ไปใชโดยคํานึงถึงลาํ ดบั ความเชือ่ ได (Reliality) ของหลกั ฐานเปนเกณฑ 3. ขัน้ วิเคราะหแ ละประเมินคุณคาขอ มลู (Data Analysis and Evaluation) ในขน้ั นีผ้ ูสอนจะตอ งใหคําแนะนําและสาธิตวิธกี ารวิเคราะห และการประเมิน คุณคาขอมลู โดยอาศยั หลกั การสําคัญ “Criticism” ซึ่งแยกเปน 2 ข้นั คอื 3.1 การประเมินคุณคาภายนอก (External Criticism) ไดแ กการพิจารณา เปรียบเทยี บกบั หลกั ฐานอืน่ ท่ีกลาวถึงขอ เท็จจริงเดยี วกนั ท้งั น้ีกเ็ พอ่ื ตรวจหาขอบกพรองผดิ พลาด ของหลกั ฐานท่ไี มใชหลกั ฐานชนั้ ตน การคน ควา พจิ ารณาเกย่ี วกับภมู ิหลังของผูเ ขยี นวา มีความ นา เช่อื ถือแคไหน การสํารวจคุณคาจากขอ เสนอใน Book Reviews การพิจารณาเฉพาะสวนท่ี เปนบทคัดยอ (Abstracts) บทนํา บทสรุป และสารบัญ เรอื่ ง จะชว ยใหผเู รยี นหรอื ผวู เิ คราะห สามารถเขา ใจเนอื้ หาทั้งเลม อยางคราวๆ ได 3.2 การประเมนิ คุณคาภายใน (Internal Criticism) หมายถึง การท่ีผวู เิ คราะห พยายามใชค วามเฉลียวฉลาดสามารถและความรอบรูคน หาความมเี หตผุ ล (Rationalit) ความคง เสน คงวา (Consistency) ความเปน จรงิ (Reality) และที่สําคญั คอื สง่ิ ท่ีเปนวตั ถุของหลักฐาน ทั้งนี้ เพื่อใหไ ดขอ เทจ็ จรงิ ในลักษณะทใ่ี กลเคียง ถูกตอง และตรงตามความเปน จรงิ มากทส่ี ดุ ในขนั้ ของ การสงั เคราะห 4. ขนั้ ตีความและสงั เคราะห (Data Interpretation and Synthesis) เปน ขน้ั ทน่ี าํ หลกั ฐานทผ่ี านการวเิ คราะหแ ละประเมนิ คณุ คา แลว มาตคี วามแลว สงั เคราะห เพ่ือใหเกิดความเขาใจขอ เทจ็ จริงในรูปของแนวคดิ รวบยอดหรือมโนทศั น (Concept)เปนเรื่องๆ ซ่งึ จะกระทําไดโดยการนาํ หลกั ฐานหรือขอ เท็จจรงิ มาพิจารณา อธบิ าย วิพากษว จิ ารณแ ละแสดงความคดิ เหน็ ประกอบ แลวจึงดาํ เนนิ การสรุปผสมผสานและสังเคราะหเขา ดวยกนั กลายเปน Concept ของการเรียนรู 4. ขนั้ นําเสนอขอ มูล (Presentation) เปน ขน้ั ของการนาํ เสนอความรู และแนวความคดิ ทผ่ี า นการวเิ คราะหและ สงั เคราะหแ ลว ตอ ผอู ื่นอาจกระทําไดโดยการบรรยาย การอภิปราย การสมั มนา การเขียนบทความ การทํารายงาน(Working paper) และอนื่ ๆซึ่งความสําคญั อยูตรงท่ผี นู ําเสนอจะตองใชค วามสามารถ ในการรา งโครงเร่ืองและแนวทางเขียนอยา งรดั กุม เพ่อื ใหน า สนใจ มคี ณุ คา มคี วามตอ เนอื่ ง และ

15 เราใจผูอ า นหรอื ผฟู ง ใหต ดิ ตามการนําเสนอ ซ่ึงเปนการเรียนรูอ ยางสมบรู ณข ัน้ สดุ ทายครบตาม กระบวนการ ดนัย ไชยโยธา (2522: 176) ไดกลาวถงึ วิธกี ารทางประวตั ศิ าสตรวาแบง เปน 5 ขั้นตอน คอื 1. Identification ขนั้ นส้ี าํ คัญมาก ครจู ะสอนเรอื่ งอะไรก็นําเรอื่ งนัน้ มาพิสูจนก อน โดยใช What, Where, When, Why, และ How ประกอบ 2. Acquisition of Fact ข้นั นีเ้ ปน การคนหาแหลงที่มาของความจริงและความรู ตา งๆ โดยครูตอ งบอกบรรณานกุ รมเกี่ยวกับหนังสอื ตา งๆ ทีจ่ ะคน หาหลักฐานขอ มลู ทัง้ หลกั ฐาน ด้งั เดิมและหลกั ฐานรอง ตอ งแยกแยะใหถ ูกตอ งวาอนั ไหนเปน หลกั ฐานดัง้ เดมิ และหลักฐานรอง 3. Historical Criticism ขัน้ น้เี ปนการนาํ หลกั ฐาน ขอมูลตางๆ ทหี่ ามาไดม า คนหาดวู า อันไหนถูกตอ งหรอื ไมถูกตอง อนั ไหนตรงกับสง่ิ ทเี่ ราตองการการประเมินขอมูลทาง ประวัติศาสตรท าํ ได 2 แบบ คอื External Criticism และ Internal Criticism ถา External Criticism คือ เมอื่ หาหลกั ฐานมาไดแ ลว ก็ประเมนิ วาเปน หลักฐานจริงหรือเปลา ถา Internal Criticism คอื เมอื่ ไดห ลกั ฐานแลวกเ็ อามาประมวลดูธรรมชาติ (Nature) และระยะเวลา (Period) ทีเ่ หตกุ ารณน น้ั ไดเกิดขึ้น ดโู ครงสรา งของสังคม หาขนบธรรมเนียมประเพณี พจิ ารณาถงึ ส่ิงตางๆ เชน พวกภาชนะเครอื่ งประดบั ผมทใี่ สเ ครอ่ื งสาํ อางของผูหญิง ก็จะทาํ ใหไ ดท ราบวา ในสมยั นน้ั มี เครือ่ งใชอ ะไรบาง สรปุ วา เม่อื ไดข อมลู ตา งๆ แลว ก็นํามาวิเคราะหอ ีกทโี ดยประเมนิ จากเหตุการณ แวดลอมและรวบรวมหลกั ฐานทจี่ ะตดั สินเพอ่ื ใหถูกตองตรงตามความจริงมากทสี่ ดุ 4. Synthesis คือการสังเคราะห เมือ่ นําเอาหลกั ฐานตางๆ ท่ีคน หาไดมาวจิ ารณ วจิ ยั และแยกแยะ แลวกน็ ํามารวบรวม พอรวบรวมแลว กน็ ํามาเขยี นใหมเ ปน การสงั เคราะห ครตู อ ง พยายามใหน ักเรยี นมคี วามสามารถและทักษะในการที่จะลงความเห็นเกยี่ วกับขอเทจ็ จริงตา งๆ กอนจะลงความเหน็ ตองเหน็ ความสาํ คัญกอ นแลวจึงจะสรุปได 5. Presentation คอื การนาํ เสนอเพือ่ ใหไดห ลกั ฐานขอเทจ็ จรงิ ทีถ่ กู ตองจากการ สงั เคราะหแลว จงึ นาํ มาเสนอในชนั้ การสอนช้นั ตา งๆ เหลาน้ี ครูผสู อนจะตองมคี วามสามารถและ มีทกั ษะเพราะจะตองตีความและตดั สินวาอันไหนถูกตองหรอื อยา งไร เวลาสอนตองใช What, Where, When, Why, และ How ประกอบเสมอ ทั้งครูและนกั เรยี น วธิ ีการตางๆเหลา น้ีเปน วิธีการ ของนกั ประวตั ิศาสตร เวลาทีส่ อนประวตั ิศาสตร ครูผูสอนควรจะสอนตามหลกั แบบน้ี ธติ มิ า พทิ กั ษไ พรวัน (2525: 33) ไดก ลาวถงึ วิธีการทางประวตั ศิ าสตรวาแบง เปน 4 ข้นั ตอน คือ

16 1. การเลือกเรอื่ งที่จะทาํ การคนควา 2. การรวบรวมขอ มูลทีน่ าเปน ไดเ กีย่ วกบั เรอ่ื งนนั้ 3. การตรวจสอบขอ มูลเหลาน้ันวา เปน ของแทหรือของปลอม (ไมวาจะท้งั หมด หรือบางสวน) 4. การดงึ เอารายละเอียดที่เชื่อถอื ไดจากขอ มลู (หรอื บางสวนของขอ มูล) ท่ี พิสจู นแลว วา เปนของแท มคี วามชดั เจน ณรงค พวงพศิ (2543: 3) ไดกลา วถงึ วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร วา ประกอบดว ย ขัน้ ตอนสําคญั 5 ขั้นตอน ดงั นี้ 1. การต้งั ประเดน็ ปญ หาท่ตี องการคน ควา 2. การรวบรวมหลกั ฐาน 3. การวเิ คราะหป ระเมนิ คา และตคี วามหลักฐาน 4. สรุปผลท่ไี ดจ ากการคนควา 5. นําเสนออยา งมเี หตุผล ลาวณั ย วิทยาวุฑฒกิ ลุ และคณะ (2543: 7) ไดก ลาวถึงวธิ กี ารทางประวตั ิศาสตรวา แบงเปน 5 ข้ันตอน คอื 1. การกําหนดประเดน็ / ปญ หา / เรอ่ื งท่จี ะศึกษา (Identification of the Subject) 1. การคนควาและรวบรวมขอ มลู ทั้งทเ่ี ปนขอ เทจ็ จริงและแนวคิดจากหลกั ฐาน ตางๆ (Acquisition of Facts and Ideas) 2. การตรวจสอบเชงิ ประวตั ศิ าสตร (วิเคราะห ประเมิน และ ตีความหลกั ฐาน) (Historical Criticism) 4. การสังเคราะห / ตคี วาม (Synthesis / Interpretation) 5. การนาํ เสนอ (Presentation) ซ่ึงในแตล ะขนั้ ตอนมกี ารปฏบิ ตั ใิ นรายละเอียด ดังนี้ 1. กําหนดประเด็นทต่ี องการศึกษา ผูเรียนตอ งกําหนดเปาหมายทชี่ ดั เจนวาจะ ศึกษาอะไร สมัยไหน เพราะเหตใุ ด กลาวคือ จะตองมกี ารต้ังคําถาม การตงั้ คาํ ถามทดี่ จี ะนาํ ไปสู การแสวงหาคาํ ตอบดวยเหตผุ ล เชน “ การปฏิรปู ประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 มคี วามสําคัญอยางไร” เปน ตน 2. การคน หาและรวบรวมหลักฐานประเภทตา งๆ ผเู รยี นตอ งเก็บรวบรวม หลกั ฐานท่ีเกย่ี วขอ งกบั เรอ่ื งทต่ี องการศึกษาที่มีอยหู ลากหลายทุกประเภท ท้งั หลกั ฐานชั้นตนและ หลักฐานช้นั รองใหไดมากทส่ี ุด

17 3. ตรวจสอบ วิเคราะห ประเมนิ คุณคา และตีความหลกั ฐาน หมายถึงการ ตรวจสอบหลกั ฐานดว ยวธิ ีการตางๆ เพอื่ ประเมนิ คณุ คาของหลักฐานวา นาเช่อื ถอื เพยี งใด ผเู ขียน ตองแยกประเภทของหลักฐานและทาํ ความเขา ใจหลกั ฐานแตละประเภท โดยใชห ลกั การ ตรวจสอบกวางๆ ไดแก ทาํ ขน้ึ เมอ่ื ใด (ชวงเวลา) ใครเปน ผสู อบหรือเขียนขนึ้ (ผูสรา ง) เขยี น ข้นึ ทาํ ไม (จุดมุงหมายของหลักฐาน) การพิจารณาขอมลู ในหลกั ฐาน ความสอดคลอ งหรอื ขดั แยง กับหลกั ฐานอ่ืนๆ เปนตน แลว จึงเลือกสรรขอเทจ็ จรงิ ตามหลักฐานตา งๆ นั้น 4. ตคี วามเพอื่ ตอบปญ หา เปน ข้ันตอนการวิเคราะห (แยกแยะ) การสงั เคราะห (รวบรวม) ขอเทจ็ จรงิ ในอดตี จากหลักฐานตางๆ เปน การสรางความสมั พนั ธร ะหวา งขอ เท็จจรงิ ตา งๆเขา ดว ยกนั เพอ่ื ที่จะอธบิ ายประเดน็ ปญ หาที่ตั้งไว นบั เปนข้ันตอนของการตอบปญหาโดย สามารถอธบิ ายไดว า เกดิ อะไรขนึ้ อยางไร และทําไม 5. การนาํ เสนอ นับเปน ขน้ั ตอนทย่ี ากท่ีสุด เพราะผูเรียนจะตองจัดระเบยี บ ขอ เทจ็ จรงิ ตา งๆ แลว นําเสนอประเด็นทางประวตั ิศาสตรนัน้ ใหนา สนใจ มีความตอ เนื่อง และมี ความเปน จริงมากทส่ี ดุ การนําเสนอขอ เทจ็ จรงิ ดงั กลา วนี้ อาจอยใู นรปู การเขยี นหรอื การบอกเลา ตองอาศัยทกั ษะทางภาษา ตลอดจนการอา งองิ หลักฐานอยางมเี หตผุ ล ซึง่ จะทําใหเปนผลงาน ประวัติศาสตรท ่มี ีคณุ คา จากประเด็นวธิ ีการทางประวัตศิ าสตรด งั กลา ว พบวาองคป ระกอบที่ ลาวัณย วิทยาวฑุ ฒกิ ุลและคณะ (2543: 7) สรุปไวครอบคลุมประเด็นวิธกี ารทางประวัตศิ าสตรใ นทุกดา นที่ นกั วิชาการทางประวตั ิศาสตรไ ดกลา วไว ดังนน้ั ผวู จิ ยั จึงเลอื กใชเปนแนวทางในการสรางเครือ่ งมอื ในการวิจัย เพ่ือใชก ับนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที่ 2 ซ่ึงเปนกลมุ ตวั อยา ง 1.4 ประโยชนข องการศกึ ษาประวตั ศิ าสตร เฉลมิ มลิลา (2522: 11) ไดกลา วถงึ ประโยชนข องการศกึ ษาประวตั ิศาสตร ดงั นี้ 1. การเรยี นรเู รือ่ งราวประวตั ิศาสตรเ ทา กับเปนความพยายามที่จะทาํ ความเขา ใจ ความจริง เพอ่ื เขาถึงปรัชญาชวี ติ เพราะการศึกษาประวตั ศิ าสตร ก็คอื การศึกษาเกย่ี วกับพฤตกิ รรม ชวี ิตมนุษย ศึกษาความจริงเก่ียวกบั ความจรงิ ตามธรรมชาตแิ ละของโลก และศกึ ษาเกย่ี วกบั ความสัมพันธระหวางมนุษยก บั ความเปนจริง (truth) ท้งั นก้ี เ็ พอ่ื ใหบ รรลุถึงแกนแทแหง ปรัชญา ประวัติศาสตร (Historical Philosophy) ซึง่ กค็ ือความพยายามทจ่ี ะใชสตปิ ญ ญา (Wisdom) ทาํ ความเขาใจ (an attempt to comprehen) ในความจริงของประวตั ิศาสตร เพอื่ ใหพ บความจริงอัน สูงสุดและไมเ ปลีย่ นแปลง (utimate and eternal truth of reality)

18 2. เปนวถิ ีทางกอกาํ เนดิ และพฒั นาปญญา(Intelligence) และสตปิ ญ ญา (Wisdom) เพราะงานศกึ ษาคน ควา ในทางประวตั ศิ าสตร เพื่อสรา งประสบการณในอดตี ทมี่ ีคณุ คา ข้นึ ใหม จําเปน ตอ งอาศยั บคุ คลผมู ีคณุ สมบตั ิที่สาํ คญั หลายประการ ไดแ ก ความมเี หตุผล ความยตุ ิธรรม ความอดทน ความวริ ยิ ะอตุ สาหะ ความมรี ะเบยี บ ความชา งสังเกต ความละเอียดถี่ถว น รอบคอบ ความรอบรูแ ละความเฉลยี วฉลาดสามารถ ประกอบกับการเปนผมู อี ดุ มการณแหง ตน จงึ จะสามารถ ฟนฝาอปุ สรรค และคน พบขอ เทจ็ จริง (Fact) อยางถกู ตอ งเปน ความจริงและมีคณุ คา 3. เปนการเพ่มิ พนู ความรู และประสบการณด วยการตกั ตวงความรูและความจรงิ จากประวตั ศิ าสตรอ าจจะทําไดอยางกวางขวางซงึ่ จะสง ผลใหผูศึกษาเปน คนเฉลียวฉลาด มีไหวพรบิ ทนั คน ทนั เหตุการณแ ละทนั สมยั 4. เปน พนื้ ฐานในการเสาะแสวงหาความรูในแขนงตางๆ เชน สงั คมศาสตร (Social Science) เศรษฐศาสตร (Economics) และรฐั ศาสตร (Political Science) ไดเ ปนอยา งดี 5. ประวัตศิ าสตรส ามารถสนองความตอ งการ (Need) และความอยากรอู ยากเหน็ (Curiosity) อันเปน คณุ ลักษณะทางพฤตกิ รรมตามธรรมชาติของมนุษยไ ด 6. ทําใหผศู ึกษาไดร ับความสนกุ สนานเพลดิ เพลินกับเรอื่ งราวความจริงหลายๆ ประเภทในประวตั ศิ าสตร ซง่ึ ชอบใหค ิดตอบ อา นและเรียนรูเพราะมคี ณุ คา และนา สนใจ ทงั้ อาจ เลือกไดต ามความถนัด ความสนใจ และความตอ งการของแตละคนดวย 7. บรรดาความรูแ ละแบบอยางในประวัติศาสตร เปน ประสบการณส าํ หรบั ผู ศึกษาทีจ่ ะใชเปนแนวทางในการกลาเผชญิ กบั ความเปน จรงิ ในการดาํ เนนิ ชวี ิตและเปน ขอมลู เพยี งพอในการพิจารณา วนิ จิ ฉยั และตดั สินปญหาใดๆ อนั พึงจะมไี ดอ ยา งถูกตอ งและเหมาะสม ซ่งึ เปน คณุ ประโยชนแ กค นทกุ วงการ โดยเฉพาะอยางยง่ิ นักการทตู นกั การเมอื งและรัฐบุรุษ 8. ประวัติศาสตรส อนใหผ ูศกึ ษาเปนคนรกั ความจริง มคี ณุ ธรรม และหลกั ธรรม เปนเคร่ืองยดึ เหนยี่ วจติ ใจเสมอ 9. การสรางจินตนาการ (Imagination)ในขณะศกึ ษาประวตั ศิ าสตรเพอ่ื ใหเ กิดการ เรียนรอู ยางแทจ ริง นบั วามีคณุ ประโยชนแ ละสามารถนาํ ไปใชเปนแนวทางในการฝก การสรา ง ความคดิ รวบยอดหรือมโนทศั น (Concept) อันเปน แกน ของความรู ซึ่งผูศกึ ษาจะสรา งใหเ กดิ ขึ้น ไดแตกตา งกันไปตามขดี ความสามารถทางสติปญ ญาของแตละคน 10. เปนรากฐานนาํ ไปสูการฝกใหมีนสิ ัย ทศั นคติ และคา นยิ มทด่ี ี ท่ถี ูกตองในชีวิต เชน การเปนผมู มี นษุ ยธรรม มีเหตผุ ล รจู ักเสียสละและเออ้ื เฟอ เผ่ือแผตอ เพื่อนมนษุ ย ชอบใฝห า ความรู มีวิจารณญาณ กลาวิพากษว จิ ารณใ นแนวทางริเร่มิ สรางสรรค กลา แสดงออกในทางทถ่ี กู และมเี หตุผล ตลอดจนการเปนผูมีระเบยี บวินยั ความรอบคอบและรูจกั ข้นั ตอนของการทาํ งานอยา ง มีประสิทธิภาพดว ยการองิ และการใชว ธิ กี ารทางประวัตศิ าสตรเ ปน หลัก

19 ดนยั ไชยโยธา (2522: 176) ไดกลา วถงึ ประโยชนของการศึกษาประวตั ิศาสตร ดังนี้ 1. ทาํ ใหร ูจ กั พจิ ารณาส่งิ ตา งๆ ที่ไดเหน็ ไดย ิน ไดฟ ง ทําใหรูอะไรไดกวา งขวาง มีความเขาใจและกลาท่จี ะตดั สนิ ตางๆ วา เทจ็ จริงเพยี งใด เกดิ จินตนาการและรับฟง ส่ิงตางๆ โดย รูจ กั ลาํ ดบั ใจความสาํ คัญๆ บางตอนไดดี ตลอดจนรจู ักคิดและนํามาพูด อา นและเขยี นได 2. ทําใหรูจ กั ศกึ ษาทมี่ าของความสัมพันธ ตองคาํ นึงอยเู สมอวาอดีตตองสัมพนั ธ กับปจจบุ ันและปจ จุบนั ตองสัมพนั ธกับอนาคต 3. ทาํ ใหรจู ักใชเ วลาวา งใหเ หมาะสมโดยการฟง วทิ ยุ ดูโทรทัศน อานหนังสือ และหากระแสขาว 4. เพอ่ื ใหมคี วามรกั ชาติบา นเมืองของตน ภาคภมู ใิ จในเอกราชของชาติ รจู กั เสยี สละสว นตนเพอื่ สวนรวม รูจกั เคารพยกยองเกยี รติคุณของบรรพบรุ ษุ เปนผมู ีความรูสึกและ จติ ใจสงู ตลอดจนการสรา งนสิ ัยท่ดี ี 4. เพอ่ื ใหเกิดความเขาใจอันดีระหวา งชาติ 5. ใหร สู ิ่งใดใหร จู ริง ไมใ ชแ บบกวา งๆ หรือเดาสุม สมคิด ศรสี งิ ห (2523: 2) ไดก ลา วถึงประโยชนของการศึกษาประวัติศาสตร ดังน้ี 1. ไดท ราบเรื่องราวความเปน มาของความเจรญิ กาวหนา ดา นตา งๆ ของนานาชาติ ในโลกทงั้ อดตี และปจ จุบนั 2. มคี วามรู ความคิดอานอยางกวา งขวาง เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ทนั เหตุการณ ทนั สมยั ทันคน 3. เขาใจเหตุการณตา งๆ ทเี่ กิดข้นึ ไดด ี แกไขปญหาตางๆ ได สามารถหลีกเลย่ี ง สงิ่ ทีผ่ ิดพลาดท่ีแลว มา และชว ยแกไขสังคมใหดีขึ้นได โดยเฉพาะนกั ปกครอง นกั การเมอื งจะมี ประโยชนอยางยง่ิ 4. มีความเขา ใจในขา ว เหตกุ ารณ ความเปน อยูป ระจาํ วนั ฯลฯ ดขี ึน้ พอทีจ่ ะอยู ในสงั คมไดอ ยา งดี 5. เกิดความเขาใจดีในมรดก วัฒนธรรมของมนษุ ยชาติ ตลอดจนสิง่ อนื่ ๆ เชน วรรณศิลป วถิ กี ารดาํ รงชวี ติ 6. ชวยฝกความเขาใจในการแสดงออกอยา งถูกตองทางดานวนิ ัยปญ ญา สามารถ หย่ังรเู หตกุ ารณ แยกความสาํ คญั รูจักแยกความผดิ พลาดเลก็ นอ ยออกจากความสําคญั รูจกั การ โฆษณาชวนเชอื่ ออกจากความจรงิ ได 7. ชวยฝก อบรมคนใหม ารถเผชิญกับปญ หาขดั แยง ตา งๆ ดว ยใจท่มี งุ ม่นั เพ่ือ ความจรงิ สนบั สนนุ การอภปิ รายอยา งเสรแี ลว ตกลงกันไดด ว ยการประนีประนอม

20 8. เปนความรูป ระกอบงานอาชพี ของผเู รียน เชน นักหนังสือพมิ พ ครอู าจารย บรรณารักษ นักจัดรายการวทิ ยุ โทรทศั น นกั การเมือง นกั ปกครอง ฯลฯ 9. ใหความรน่ื รมยแกผ ูอาน เพราะประวัตศิ าสตรมเี รอ่ื งหลายรสหลายแบบตาม ความสนใจของแตละคนอยมู าก 10. ประวัติศาสตรม สี วนชวยทาํ ใหค นเปน คนทม่ี มี นษุ ยธรรม Hill (1954 อางในลดาวัลย มาลยะวงศ, 2516: 7)ไดสรปุ ถึงประโยชนข องการศกึ ษา ประวัติศาสตรว า สาํ หรบั ผูใหญ ประวัติศาสตรมคี ณุ คาในการทาํ ใหเกิดความฉลาด ขนั ติธรรมและ ความสามารถทจ่ี ะวพิ ากษว จิ ารณไ ดอยางลกึ ซ้ึง สําหรบั เยาวชน มปี ระโยชน คือ 1. สนองความอยากรูอยากเห็น 2. ทาํ ใหเ กดิ ความเขา ใจในความเจรญิ ทสี่ บื ตอ กนั มา 3. ชวยใหเ กดิ ปญ ญา เขาใจเรอ่ื งราวที่เกิดขนึ้ และแสดงความคดิ เห็นได ถูกตอ ง 4. ชว ยวางมาตรฐานสําหรบั วดั คณุ คาและความสาํ เรจ็ ของมนุษย สามารถ เผชิญปญหาของชมุ ชนสมยั ใหมทง้ั แงก ารเมือง สงั คม เศรษฐกจิ 5. ฝก ใหรูจกั ดาํ เนนิ การกับปญ หาทย่ี ังเปน ที่ถกเถยี งกนั มจี ติ ใจมุงทจ่ี ะ แสวงหาความจรงิ นิยมการอภปิ รายอยางเสรี และรจู ักประนีประนอม 6. มคี วามรักชาติ เขาใจขนบธรรมเนยี มประเพณี และวิถีทางดาํ รงชีวติ นอกจากจะรชู าตติ นเองยงั ควรรูจกั ชาติอืน่ ๆ ดวย จากขอมลู ดังกลา ว ผวู จิ ยั สรุปไดว า การศึกษาประวตั ิศาสตรม ีประโยชน ดงั น้ี 1. เกดิ การเรยี นรู และวธิ กี ารแสวงหาความรดู วยตนเอง มไี หวพริบ ทันเหตกุ ารณ 2. รจู กั พิจารณาแยกแยะขอ เทจ็ จริง หรอื ขอผิดพลาดเพ่อื นํามาปรบั ปรุง และแกไขปญ หาในปจ จบุ นั 3. ฝก ฝนเพื่อใหม ที ักษะการพฒั นาความสามารถทางคดิ อยา งมี วจิ ารณญาณ

21 1.5 ครกู บั การเรียนการสอนประวตั ศิ าสตร สมคดิ ศรีสิงห (2523: 10) ไดกลาวถงึ ขอ ควรระลึกถึงในการสอน ประวตั ศิ าสตรข องครู ดงั นี้ 1. หลกั ฐานตางๆ ทางประวัตศิ าสตรอ าจมีแตกตา งกนั ตอ งนึกอยเู สมอ วา ความจริง (fact) ก็ตองเปนความจริง ขอ สนั นิษฐาน วิจารณ ควรจะตอ งตงั้ อยบู นรากฐานของ ความจริงและเหตผุ ลทถ่ี ูกตอง 2. หลกั ฐานขอ เทจ็ จรงิ บางตอนทมี่ ผี แู สดงความคิดเห็นขัดแยง กนั เมอ่ื จะนําไปใชสอนตองยึดถือแบบเรียนของกระทรวงศกึ ษาธิการ หรือแบบเรยี นท่กี าํ หนดใหเปน หลกั 3. ตาํ ราของผเู รยี นบางทา น เขยี นหรอื บนั ทึกเหตกุ ารณเ กนิ ความจริง แทรกความคิดทางดานชาตนิ ยิ มอยา งรนุ แรงไว ครตู องมเี หตผุ ลในการท่ีเลือกใชโดยยดึ ถอื ขอเทจ็ จรงิ ทถ่ี ูกตอ งเปนหลกั ฐาน 4. เหตุการณด า นตา งๆทเ่ี กดิ ขึน้ ในปจจุบนั เมื่อเน่ินนานไปกจ็ ะกลายเปน ประวัติศาสตร ครูประวตั ิศาสตรจงึ ควรศึกษาไวท นั ที ไมค วรปลอยใหล วงเลยไปนานแลว จงึ คอ ย นํามาศกึ ษา จะเปน การชว ยใหค รูใชเ หตุการณทางประวตั ศิ าสตรในอนาคตไดอ ยางถูกตอ งยงิ่ ข้นึ 5. ประวัตศิ าสตรถา สอนอยางถูกตอง อาจจะทําใหผ เู รียนเปน คนรจู ัก แสดงความคิดเหน็ (Critical) มมี นุษยธรรม แตถา สอนอยา งไมรอบคอบ หรอื สอนผิดๆ จะทําให ผเู รยี นเปน คนใจแคบ (bigots) และเล่ือมใสอดุ มคติอยา งบา คลงั่ (fanatic) 6. ประวตั ิศาสตรเปน เรอ่ื งสัมพันธก ับชวี ติ มนษุ ย ผูเ รยี นอาจจดจํานาํ เอา เหตุการณจ ากประวตั ศิ าสตรม าใชใ นชวี ติ จริงของตนได ผูสอนมีบทบาทสาํ คญั และมอี ทิ ธิพลมากใน การทีจ่ ะปนใหผูเรียนใหเ ปน อยางไรกไ็ ด ดังนัน้ ครปู ระวตั ศิ าสตรจงึ ควรเปน คนทม่ี ีเหตผุ ล ใจเปน ธรรม มมี นษุ ยธรรมใหมากท่สี ุด นอกจากนี้ยังไดก ลา วถึงหนาท่ีของครผู สู อนประวัติศาสตร 3 ขอ ดงั นี้ 1. ตองสามารถชวยพัฒนา และสง เสรมิ ใหเดก็ เกดิ ความรสู ึกรกั ประเทศของตน ตลอดจนเขาใจในขนบธรรมเนียมประเพณี ชีวิตความเปน อยู การดํารงชพี 2. ตอ งสามารถทําใหทําใหผ เู รียนเขาใจวา จาํ เปนตองเรียนรใู นเรื่องการอยอู ยาง เปนสันตสิ ขุ 3. การสอนประวัตศิ าสตรไ ทย อาจจะมกี ารนาํ เอาขอเทจ็ จริงทางประวัติศาสตร มาใชเ พื่อใหเกดิ ความภาคภูมใิ จในชาตขิ องตน (National pride) และมกั จะมบี ดิ เบอื นปลกุ ใจใหเกดิ อารมณรกั ชาติ (Patriotic emotion)ของตนไมคาํ นึงถงึ ชาตอิ น่ื เคียดแคน ชงิ ชงั ศตั รูในอดตี การสอน เชนน้นั นบั วา ผดิ พลาดในการสรางความคิดทผี่ ดิ ใหแ กเ ดก็ ซง่ึ รับความคิดขา งเดยี วไป ครูจึงควรเนน ใหผ ูเรยี นรกั ผูอนื่ หรอื ชาติอน่ื ดว ย

22 วินยั พงศศรเี พียร (2543: 2) ไดกลาวถึงครสู ังคมศึกษาท่ีตองสอนวิชาประวตั ศิ าสตร ไทยในยคุ แหงการปฏิรูปการศึกษาวา ตอ งมีการปรบั ตวั ดงั นี้ 1. การเปลย่ี นทศั นคติ ครูที่ดีตองมีทัศนคติทีด่ ตี อวชิ าท่ีตนเองสอน และตองมี ความภาคภมู ิใจวาการสอนประวัติศาสตรไทยเปน ภารกิจอันย่ิงใหญ นั่นคอื นอกจากจะทาํ ให เยาวชนของชาตมิ ีความผกู พนั ทางดา นจติ ใจและอารมณก บั ประเทศชาติ สงั คม และชุมชนของเขา แลว ความรคู วามเขา ใจประวัติศาสตรไทย ยงั จะทําใหเ กิดความหวงแหน และตอ งการอนรุ ักษ มรดกทางวฒั นธรรมของชาติและชุมชน 2. พ้นื ฐานความรเู ร่ืองไทยและประวตั ิศาสตรไทย ครสู อนประวตั ิศาสตรไ ทยใน อดุ มคติยอ มตอ งมคี ุณสมบตั ทิ ี่สําคญั ท่สี ดุ 2 ประการ คอื 2.1 ครคู วรมพี ้นื ฐานความรเู รื่องไทยและประวัติศาสตรไ ทยทีด่ ี 2.2 ครูควรมีความสามารถในการประยกุ ตใ ชความรูน ั้นกบั การเรยี นการ สอน มคี วามกระตอื รอื รนและกระหายความรใู หมอยตู ลอดเวลา 3. การเรียนการสอน ควรเนนทจ่ี ะใหน กั เรียนเขา ใจชมุ ชน สังคม และประเทศ ของเขา ความเขาใจไดม าจากการศกึ ษาและวพิ ากษข อ มลู ซ่ึงสามารถทาํ ไดในหลายระดบั ทง้ั นี้ ขึ้นอยูกบั วุฒภิ าวะของผเู รียน 4. การฝกหดั และวดั ผล ควรเนนการวัดผลแบบอตั นยั แบบฝก หดั สําหรับนักเรยี น วชิ าประวัตศิ าสตรโดยทั่วไป มีจดุ มงุ หมายทีจ่ ะใหน กั เรยี นไดอ า นเอง เพือ่ ฝกจบั ใจความสาํ คญั ไดค ดิ วเิ คราะหไดเอง และไดเขยี นเอง เพ่อื ฝก ทกั ษะในการแสดงความคดิ ออกมาอยางชัดเจน นอกจากน้ีควรสงเสริมแนวคิดการใหน ักเรยี นแสดงแฟม ผลงานอยา งตอ เนอ่ื ง และการบอก แหลงขอ มลู ใหไ ปอา นหรอื คน ควา โดยไมใ หทํารายงานสง ทง้ั ประเภทบคุ คลหรือเปนกลมุ แตใ ห เตรียมตัวเพื่อเขา มาเขยี นเรยี งความภายใตเงือ่ นไขกาํ หนดเวลา จะทาํ ใหเ ดก็ เกดิ ทกั ษะในการ จัดระบบความคิดไดด ขี ึน้ จากขอมูลดังกลาว ผวู ิจยั สรุปไดวาครูผสู อนประวตั ศิ าสตรต องมที ศั นคติที่ดี มี พื้นฐานความรใู นเรือ่ งประวตั ิศาสตร และมคี วามกระตือรือรน ในการแสวงหาความรใู หมๆ อยเู สมอ โดยยดึ ถอื หลักเหตผุ ล การวเิ คราะห วจิ ารณในการเลือกใชข อเทจ็ จรงิ ทถ่ี กู ตอง เพอ่ื ใหนกั เรยี นเกิด ความภาคภมู ใิ จในชาติรวมทง้ั เขา ใจชาตอิ ืน่ ๆ ดว ย นอกจากนคี้ รูควรจดั การเรยี นการสอนท่เี นนใน นักเรียนเกดิ การพัฒนาทางการคิดในดานตางๆ เชน การคดิ อยา งมเี หตผุ ล การคิดแกปญหา การ คิดวเิ คราะห และการคิดอยา งมวี ิจารณญาณ

23 ตอนที่ 2 แนวคดิ เก่ยี วกบั การสอนเพอื่ พัฒนาความคดิ 2.1 กรอบความคดิ ของการคดิ จากองคค วามรเู กีย่ วกับการคดิ (สาํ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง ชาต,ิ 2540: 11) พบวา มคี ําทแ่ี สดงถึงลกั ษณะของการคิดและคําท่เี กี่ยวขอ งกบั การใชความคิดอยจู าํ นวน มากเชน การตง้ั คําถาม การสังเกต การคดิ วิเคราะห การคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ การตัดสนิ คณุ คา การอา งองิ เปน ตน จะเห็นไดวา คาํ ตางๆ ท่เี ก่ียวของกบั การคิดจาํ นวนมากน้ัน สามารถจัดกลมุ ได 3 กลุมใหญๆ คือ กลมุ ท่ี 1 เปนคําท่ีแสดงออกถึงการกระทาํ หรอื พฤติกรรมซึ่งตองใชความคดิ เชน การสังเกต การเปรยี บเทียบ การจําแนกแยะแยะ การขยายความ การแปลความ การตคี วาม การจัดกลมุ /หมวดหมู คําตา งๆ เหลา นี้แมจ ะเปน พฤตกิ รรมท่ไี มม ีคําวา “คดิ ” อยู แตก ็มคี วามหมาย ของการคิดอยใู นตวั คําในกลมุ นมี้ ลี กั ษณะของพฤตกิ รรม / การกระทําทชี่ ัดเจนซง่ึ หากบุคคล สามารถทําไดอยา งชํานาญ ก็จะเรยี กกันวา ทักษะ ดงั นนั้ ทิศนา แขมมณแี ละคณะจงึ เรยี กชื่อคํา กลมุ น้ีวา ทักษะการคิด กลมุ ที่ 2 เปนคาํ ทีแ่ สดงลกั ษณะของการคดิ ซง่ึ ใชใ นลักษณะเปน คําวิเศษณ เชน คดิ กวา ง คิดถูก คดิ คลอ ง คดิ รอบคอบ ซึง่ ไมไดแสดงออกถงึ พฤติกรรมหรอื การกระทํา โดยตรง แตส ามารถแปลความไปถงึ พฤตกิ รรมหรอื การกระทาํ ประการใดประการหนึ่ง หรอื หลายประการรวมกัน เชน คิดคลอ ง มคี วามหมายถึงพฤตกิ รรม การสามารถบอกความคิดทม่ี ี ลักษณะ/ รปู แบบ / ประเภททีห่ ลากหลาย คําประเภทน้ี ทิศนา แขมมณี และคณะ เรยี กวา ลักษณะ การคดิ กลุม ท่ี 3 เปนคาํ ท่แี สดงลักษณะการคิดเชนเดียวกบั กลมุ ที่ 2 แตเปน คาํ ท่ี ครอบคลมุ พฤติกรรมหรือการกระทําหลายประการที่สัมพันธก นั เปน ลาํ ดับขัน้ ตอน คอื เปน คาํ ที่มี ความหมายถงึ กระบวนการในระดับท่สี ูงกวา หรอื มากกวา หรอื ซับซอนกวา ลกั ษณะการคิด เชน การคดิ รอบคอบ อาจจะหมายถึง การคดิ ใหกวา งรอบดาน รวมทงั้ การคดิ ใหล ึกซ้ึงถึงแกนหรอื สาเหตทุ ีม่ าของสงิ่ ทีค่ ดิ และอาจจะตอ งมกี ารคดิ ไกล พจิ ารณาถึงผลที่จะตามมาและอาจจะตอ งมี การประเมินตดั สินคุณคา และตดั สนิ ลงความเหน็ การคิดทตี่ องอาศัยพฤติกรรมหรอื การกระทาํ หรือ ทักษะจาํ นวนมากน้ี ทศิ นา แขมณแี ละคณะ จัดใหอยใู นกลมุ ของกระบวนการคิด ทกั ษะการคิด นบั เปน ทกั ษะการคิดขนั้ พื้นฐาน เนอ่ื งจากเปนทกั ษะท่ีตอ ง นาํ ไปใชในการคดิ อน่ื ๆ ท่ีมคี วามซบั ซอ นและยากข้นึ หากบคุ คลขาดทักษะการคดิ ข้นั พ้ืนฐานนี้ ยอมจะมปี ญหาในการคดิ ขั้นท่สี งู ข้ึน ลกั ษณะการคิดแตล ะลักษณะ จาํ เปน ตองอาศัยทกั ษะการคดิ ยอ ยๆ มากบาง นอ ยบาง ลกั ษณะการคิดใดทอ่ี าศัยทกั ษะการคิดยอ ยไมม ากนัก ก็ถอื วา เปน การคดิ ขน้ั กลาง

24 สว นกระบวนการคดิ น้ัน ถอื วาเปน การคดิ ขน้ั สงู เนอ่ื งจากตองอาศัยท้ัง ทกั ษะการคดิ ขั้นพนื้ ฐานและข้ันกลาง จากทีก่ ลา วขา งตน จะเห็นไดว า การพัฒนากระบวนการคิดก็คือการพฒั นา ทกั ษะการคิดข้ันสงู ใหเกดิ ขนึ้ โดยอาศยั ทกั ษะการคิดพนื้ ฐานและขนั้ กลาง ซ่ึงกห็ มายความวา หาก ผเู รยี นยงั ไมมที กั ษะการคดิ ขน้ั พ้นื ฐานและข้นั กลางอยา งเพียงพอ ยอ มจะมีปญ หาในการพัฒนาการ คิดข้นั สูงใหเกดิ ข้นึ คาํ จํานวนมากเหลา นี้มใี ชก นั อยทู ัง้ ในชวี ติ ประจําวนั และในวงวชิ าการ นบั เปนหลกั ฐานทแี่ สดงใหเ หน็ วา คนเรามลี ักษณะการคดิ หลายแบบ แตเ ม่อื ตองการศึกษาลกั ษณะ การคิดแตล ะแบบใหก ระจา งวามคี าํ อธบิ ายอยางไร และมีวธิ คี ิดเปน ลําดบั ขนั้ ตอนอยา งไร กพ็ บวา ลักษณะการคดิ บางลักษณะ ไดมีผูศ ึกษาไวมาก เชน การคดิ แกป ญหา การคิดรเิ รมิ่ สรางสรรคแ ละ การคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ ซึง่ เม่ือวเิ คราะหแลว พบวา เปนการคิดท่ีตอ งใชท ักษะการคดิ จาํ นวน มากและการคดิ จาํ เปนตอ งเปน ไปตามลําดบั ขัน้ ตอน มกี ระบวนการที่ชดั เจน แตล กั ษณะการคดิ ท่ี จําเปนอีกจาํ นวนมากยังไมม ผี ูใ ดไดจ ําแนก ขยายความ หรือวิเคราะหใ หเ หน็ อยางชดั เจน ทศิ นา แขมณีและคณะ (2540) จงึ ไดรว มกนั วเิ คราะหถ ึงความสาํ คญั ของการคดิ แตล ะลักษณะ และเลอื ก ลักษณะการคดิ บางประการทีค่ ิดวาเปนพนื้ ฐานที่สาํ คญั และจาํ เปน จะตองสงเสริมและฝกฝนให ผเู รยี นตัง้ แตระดบั การศกึ ษาปฐมวยั ประถมศึกษา และมธั ยมศกึ ษา แลว จึงนําคําเหลา นั้นมา วเิ คราะหใหเ หน็ ถึงจดุ มุง หมาย และวธิ ีการในการคิด รวมทัง้ กําหนดเกณฑตดั สนิ เพอ่ื ใชใ น การประเมินการคิดน้นั ๆ ท้ังน้ดี วยวตั ถปุ ระสงคท่ีจะทําใหค ําทีใ่ ชก นั ในลักษณะทีเ่ ปน นามธรรมมีความเปน รูปธรรมมากขึ้น ซงึ่ จะชวยใหแนวทางที่ชัดเจนแกครใู นการสอน ทาํ ใหค รู สามารถสอนไดอยา งชัดเจน ตรงทาง และบรรลวุ ตั ถุประสงคม ากขึน้ ผลจากการวเิ คราะหส รุปไดว า 1. ลกั ษณะการคิดทีเ่ ปนหวั ใจของการคิด กค็ อื เปา หมายของการคิด ไมวา จะคดิ เก่ียวกับสิง่ ใด การต้ังเปาหมายของการคดิ ใหถกู ทางเปน สง่ิ ทสี่ ําคญั มาก เพราะการคดิ นน้ั หากเปน ไปในทางที่ผิด แมความคดิ จะมคี ณุ ภาพสกั เพยี งใด กอ็ าจจะกอใหเกดิ ความเสยี หาย และ ความเดือดรอ นแกส ว นรวมได ยงิ่ ความคิดมคี ณุ ภาพสงู ความเดอื นรอนเสียหายก็จะยงิ่ สูงตามไป ดวย ดงั น้นั หากไมม ที ิศทางทถี่ ูกตองคอยกํากบั ควบคมุ แลว การคิดนั้นไรป ระโยชน ดว ยเหตนุ ้ี การคิดถกู ทาง ซง่ึ เปนการคิดทคี่ ํานึงถงึ ประโยชนสวนรวมและประโยชนระยะยาว 2. ลักษณะการคิดระดบั พ้นื ฐานทีจ่ ําเปน สาํ หรับผูเ รยี นในทกุ ระดบั โดยเฉพาะ อยางย่งิ ในระดบั การศกึ ษาปฐมวยั และประถมศึกษา ไดแ ก การคดิ คลอง คือใหกลา ท่จี ะคดิ และ มคี วามคดิ หลง่ั ไหลออกมาไดอ ยา งรวดเร็ว การคิดหลากหลาย คอื คดิ ใหไดความคิดในหลายๆ ลักษณะ / ประเภท / ชนิด / รปู แบบ ฯลฯ การคิดละเอียดละออ เพ่ือใหไ ดขอมลู อนั จะสง ผลให ความคิดมคี วามรอบคอบมากข้นึ และการคิดใหช ดั เจน คือ การใหม ีความเขา ใจในสงิ่ ทีค่ ิดสามารถ

25 อธิบายขยายความไดด วยคําพดู ของตนเอง ลกั ษณะการคดิ ทั้ง 4 แบบน้ี เปนคณุ สมบตั ิเบอื้ งตน ของผคู ดิ ทั้งหลาย ซึง่ จะตองนําไปใชใ นการคิดลกั ษณะอ่ืนๆ ทม่ี ีความซบั ซอ นขึน้ 3. ลกั ษณะการคิดระดบั กลาง ไดแก การคดิ กวาง คอื คิดใหไ ดห ลายดาน หลายแงห ลายมุม การคิดลึกซ้ึง คือคดิ ใหเ ขาใจถงึ สาเหตทุ มี่ าและความสมั พันธตา งๆ ที่ซบั ซอ นท่ี สงใหเ กดิ ผลตา งๆ รวมทง้ั คุณคา ความหมายท่ีแทจรงิ ของสง่ิ นั้น การคดิ ไกล คอื การประมวลขอมูล ในระดบั กวางและระดับลึกเพื่อทํานายส่ิงที่จะเกดิ ขน้ึ ในอนาคต และการคิดอยางมเี หตผุ ล คอื การคิด โดยใชห ลกั เหตผุ ลแบบนิรนัย หรืออุปนยั 4. ลกั ษณะการคิดระดบั สงู ไดแก การคิดทีต่ องมีกระบวนการ/ ข้ันตอนที่ มาก และซบั ซอ นขึน้ ซ่ึงในที่นเี้ รียกวา “กระบวนการคดิ ” และกระบวนการคดิ ทีม่ คี วามสําคัญ และจําเปน ทเ่ี ลอื กมาในทนี่ ก้ี ค็ อื กระบวนการคิดอยา งมวี ิจารณญาณ ซึง่ หากบคุ คลสามารถคิดได อยา งมวี จิ ารณญาณแลวกจ็ ะไดค วามคดิ ทกี่ ลนั่ กรองแลว มาดีแลว ซึ่งจะสามารถนาํ ไปใชใ น สถานการณต า งๆ ได เชน นาํ ไปใชในการแกป ญหา การตัดสินใจทจี่ ะทํา / ไมท าํ อะไร การรเิ ร่ิม การสรา งสรรคส ิง่ ใหมๆ หรอื การปฏิบตั กิ ารสรา งและการผลิตสิง่ ตา งๆ รวมทง้ั การทีจ่ ะนําไป ศกึ ษาวจิ ยั ตอไป จากกรอบความคิดดังกลาว ผูวิจยั พบวา หากบุคคลไดรับการพัฒนาการคิด จนมคี วามสามารถทางการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณแลว แสดงวาบคุ คลนนั้ ไดพฒั นาองคประกอบ ตางๆ ดา นการคดิ อยางครอบคลมุ อนั ไดแ ก ทักษะการคิด ลักษณะการคดิ และกระบวนการคดิ ซ่งึ เปนการพฒั นาความคดิ ตงั้ แตการคิดพนื้ ฐานจนถงึ การคิดขน้ั สงู 2.2 ทฤษฎีแนวคิดของ Piaget (Piaget’s Theory of Intellectual Development) Piaget (1964: 70) ไดสรางทฤษฎพี ฒั นาการทางเชาวนป ญ ญา โดยการศึกษา คนควาเกย่ี วกบั เด็กวา มีการปรับตวั และแปลความหมายของส่งิ ของ และเหตุการณในส่ิงแวดลอ ม ของตนดว ยวธิ กี ารใด โดยเพยี เจทมแี นวคดิ วา เชาวนป ญ ญาเปน การปรบั ตัวใหเ ขา กบั สิ่งแวดลอ ม ท้ังทางชวี ภาพและทางสงั คม สวนพฒั นาการทางเชาวนป ญ ญาเปนผลมาจากประสบการณท่ีเดก็ มี ปฏิสัมพนั ธ (interaction) อยางตอเน่อื งกบั สิง่ แวดลอมรอบตวั ตง้ั แตเ กิด การมีปฏิสัมพนั ธน้ที ําให มีการปรบั ตวั (adaption) อยตู ลอดเวลา เพอื่ ใหเกดิ ความสมดุล (equilibrium) ระหวางบุคคลและ ส่งิ แวดลอ มภายนอก รวมทั้งกระบวนการคดิ ของคน กระบวนการปรับตวั ประกอบดว ย กระบวนการยอ ย 2 กระบวนการ ไดแ ก การดูดซึมเขา โครงสราง (assimilation) หมายถึง การ ตคี วามหรอื การรับเอาขอมลู จากภายนอกเขาสโู ครงสรา งทางความคดิ โดยอาศัยความรหู รือวิธกี ารที่ มอี ยแู ลว และการปรับโครงสรา ง (accomodation) หมายถงึ การทเ่ี ราสังเกตคุณสมบตั ติ ามความ เปน จรงิ ของวตั ถหุ รอื สง่ิ แวดลอ มแลว ปรบั โครงสรางทางความคิดของเราใหเขา กับความจรงิ น้ัน เปนการดดู ซึมเขา โครงสรางทางความคิดของเราใหเ ขากบั สิง่ แวดลอ ม

26 ความคิดทเี่ กดิ จากกระบวนการดดู ซึมเขาโครงสรา ง และกระบวนการปรับ โครงสรา งเรียกวา โครงสรา งความคดิ โครงสรา งความคดิ จะมกี ารปรงุ แตงอยูเสมอเพือ่ ใหคนเกดิ ภาวะสมดลุ ทางความคิด ดังนัน้ ถา บคุ คลไดพบกบั ขอ มูลหรอื สถานการณทีก่ อ ใหเกดิ ความขดั แยง คาํ ถาม หรือเกิดปญหาขึน้ บคุ คลก็จะอยใู นสภาวะไมส มดุล (disequilibrium) ขึน้ กระบวนการ ดงั กลาวทาํ ใหบ คุ คลสามารถพัฒนาความสามารถในการคดิ อยางรอบคอบ สมเหตสุ มผล ซึ่ง เปนความสามารถทางสมองของมนุษยท ่ีเกดิ ขึน้ อยางตอเนือ่ ง เรียกวาข้ันพฒั นาการ (stage of development) ซงึ่ จะเปนการเปลี่ยนแปลงอยา งตอเนอ่ื งตามลําดบั และพฒั นาการในขัน้ ตนกจ็ ะเปน พน้ื ฐานของพฒั นาการขน้ั สงู ตอไป Piagetไดเ สนอวา พฒั นาการของความสามารถทางสมองของ มนุษยน นั้ เรมิ่ ตง้ั แตแ รกเกดิ ไปจนถึงขน้ั สงู สดุ ในชว งอายุประมาณ 16 ป ซง่ึ แบง เปน 4 ขั้น ดงั น้ี 1. ขนั้ ประสาทสมั ผัสและการเคลือ่ นไหว (sensorimotor stage) เรม่ิ ตง้ั แต แรกเกดิ ถึงประมาณ 2 ขวบ เปน ขัน้ ท่ีเด็กสามารถแสดงออกทางการเคล่ือนไหวกลามเน้ือ เดก็ มี ปฏิกริ ิยาตอบสนองตอ สิง่ แวดลอมดว ยการกระทํา การคดิ ของเด็กในขัน้ พัฒนาการนใี้ ชสญั ลักษณ นอยมาก เดก็ จะเขา ใจสิ่งตา งๆ จากการกระทําและการเคลอ่ื นไหว และจะเรยี นรจู ากสงิ่ รอบตัว เฉพาะทเี่ ขาสามารถใชป ระสาทสมั ผัสได 2. ข้นั กอนการปฏิบัติการ (preoperational stage) อายุประมาณ 2 ถงึ 7 ป เปน ขั้นทเ่ี ดก็ เริม่ ใชภ าษา และสญั ลักษณอ ยางอ่ืน การเรยี นรูเปน ไปอยา งรวดเร็ว ภาษาเปน เครอ่ื งมอื ทชี่ ว ยใหเ ดก็ สรางมโนทศั นเ กย่ี วกบั สงิ่ ตา งๆ แตเดก็ ในขน้ั น้ีพฒั นาการดา นการคิดยังไม สมเหตุสมผล เด็กยงั ตดิ อยกู บั การรบั รูซ ึง่ เปนขอจาํ กัด 6 ประการของการคิดของเดก็ ในขั้นนี้ คอื 2.1 การยดึ ตดิ อยูก บั สิง่ ที่เปนรูปธรรม 2.2 ไมม ีความสามารถคดิ ยอ นกลบั โดยการใชห ลกั เหตุผล 2.3 การยดึ ตนเองเปน ศูนยก ลาง เขาใจวาคนอน่ื คิดหรือเขา ใจเหมือน ตนเอง 2.4 การมองปญ หา ส่ิงของ หรอื เหตุการณท ีละอยางทลี ะดา นไม สามารถพจิ ารณาหลายๆ ดานพรอมกนั ได 2.5 การตดั สินตา งๆ ตามสภาพที่รบั รูหรือมองไมเห็นในขณะน้นั เทา น้นั 2.6 การเชือ่ มโยงเหตุการณห รอื สงิ่ ของโดยไมใชหลักเหตผุ ล 3. ขั้นปฏิบัติการดว ยรูปธรรม (concrete operational stage) อายปุ ระมาณ 7 ป ถึง 11 ป เปนข้ันทีเ่ ดก็ สามารถคิดดวยการใชสัญลกั ษณและภาษา สามารถสรางภาพแทนในใจ ได การคดิ มีลักษณะของการยึดตนเองเปน ศูนยก ลางนอ ยลง สามารถแกไขปญ หาทเ่ี ปนรูปธรรมได เขาใจหลกั การคงอยขู องสสารวา สสารหรอื สิ่งของน้นั แมจ ะเปลีย่ นสภาพไปก็ยงั คงมีปรมิ าณเทาเดมิ

27 สามารถคดิ ยอนกลบั ไดรวมท้งั สามารถจัดประเภทส่งิ ของไดต ลอดจนเขาใจในเร่อื งของการ เปรยี บเทียบ 4. ขั้นปฏิบตั ดิ ว ยนามธรรม (formal operational stage) อายปุ ระมาณ 12 ป ขน้ึ ไป เปน ขั้นทเี่ ดก็ สามารถเขาใจในสิง่ ที่เปนนามธรรมได มกี ารคดิ อยางสมเหตสุ มผลในการ แกปญ หา สามารถแกปญหาไดห ลายๆ ทาง สามารถคดิ แบบวิทยาศาสตรได รูจักคดิ ดว ยการ สรางภาพแทนข้นึ ในใจ สามารถคิดเกยี่ วกับสง่ิ ทนี่ อกเหนือไปจากสง่ิ ปจ จุบัน มคี วามพอใจที่ จะคิดพจิ ารณาเกย่ี วกบั สิ่งทีเ่ ปน นามธรรม สามารถคดิ สรา งทฤษฎแี ละทดสอบแบบวทิ ยาศาสตรได การคดิ ของเดก็ จะไมยึดตดิ อยกู ับขอ มูลทม่ี าจากการสังเกตเพียงอยางเดยี ว และเปนการคดิ ทีอ่ ยใู นรปู ของการต้ังสมมติฐานหรอื สถานการณท ีย่ ังไมไ ดเ กดิ ขึ้นจริงๆ เดก็ วยั นมี้ ีความคดิ เปนของตนเอง และเขา ใจความคดิ ของผอู ่ืนดวย จากลําดับพัฒนาการของความสามารถทางสมองของมนษุ ยตามทฤษฎขี อง Piaget จะเหน็ ไดว าเดก็ ในชว งอายุ 12-13 ป ซึง่ กาํ ลงั ศกึ ษาอยใู นระดบั มธั ยมศึกษาปท่ี 2 เปน วัยที่ ควรจะไดร บั การสง เสริมใหเกิดการคิดอยางมีวิจารณญาณเพมิ่ ขน้ึ เน่ืองจากเปน ชว งที่เดก็ มี พฒั นาการทางความคิดเกย่ี วกับสง่ิ ท่เี ปน นามธรรมการสงเสรมิ ใหเดก็ ไดมีการคิดอยางมวี จิ ารณญาณ ในชวงน้จี ะเปน รากฐานของการทเี่ ด็กจะเตบิ โตเปนวยั รนุ และ ผูใหญท ม่ี ีการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณ ตอ ไป 2.3 การสอนเพ่ือพฒั นาความคิด เนื่องจากการพฒั นาการคดิ เปนส่ิงสาํ คัญ จึงไดมกี ารคน หาวิธกี ารตางๆ เพื่อ นํามาใชในการพฒั นาความสามารถดงั กลาว ในป ค.ศ. 1984 ไดมกี ารประชมุ ของนกั การศกึ ษาจาก ตางประเทศตา งๆ ที่ The Wingspread Conference Center in Racine, Wisconsin State. เพื่อหา แนวทางในการพัฒนาทกั ษะการคดิ ของเดก็ พบวา แนวทางทีน่ กั การศึกษาใชใ นการดําเนินการวจิ ัย และทดลองเพอื่ พฒั นาการคดิ นัน้ สามารถสรุปได 3 แนว คือ (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษา แหง ชาต,ิ 2530: 63) 1. การสอนเพอื่ ใหค ดิ (Teaching for thinking) เปนการสอนทเ่ี นน ในดา น เน้ือหาวิชาการโดยมกี ารปรบั เปลยี่ นเพือ่ เพ่ิมความสามารถในดานการคิดของเด็ก 2. การสอนการคดิ (Teaching of thinking)เปน กระบวนการทางสมองที่นํามา ใชในการคิด โดยเฉพาะเปน การปลกู ฝงทักษะการคดิ โดยตรง ลกั ษณะของงานทน่ี ํามาใชสอนจะ ไมเ กย่ี วขอ งกบั เนื้อหาวชิ าการทเ่ี รียนในโรงเรียน แนวทางการสอนจะแตกตา งกนั ออกไปตาม ทฤษฎี และความเชือ่ พื้นฐานของแตล ะคนท่ีนํามาพฒั นาเปนโปรแกรมการสอน 3. การสอนเก่ียวกบั การคิด (Teaching about thinking) เปน การสอนท่ีเนน การใชทกั ษะการคิดเปน เน้ือหาสาระของการสอน โดยการชว ยเหลือใหผูเรียนไดรูและเขาใจ

28 กระบวนการคดิ ของตนเองเพ่อื ใหเกดิ ทกั ษะการคดิ ทเ่ี รยี กวา metacognition คือ รวู า ตนเองรอู ะไร ตองการรูอ ะไร และยังไมร อู ะไร ตลอดจนสามารถควบคมุ และตรวจสอบการคิดของตนเองได สาํ หรับโปรแกรมการสอนเพือ่ พัฒนาความสามารถในการคดิ ที่จดั สอนใน โรงเรียน เทา ท่ีปรากฏอยใู นปจ จบุ นั สามารถจาํ แนกออกเปน 2 ลกั ษณะใหญๆ คอื โปรแกรมทม่ี ี ลกั ษณะเฉพาะ (Institutional program to foster critical thinking) กับโปรแกรมทม่ี ลี กั ษณะทวั่ ไป (General program) ซึ่งเปน โปรแกรมทใี่ ชเ น้อื หาวิชาในหลกั สตู รปกตเิ ปน ส่อื ในการพฒั นาทักษะ การคดิ เปน การสอนทักษะการคิดในฐานะทีเ่ ปน ตวั เสริมวตั ถปุ ระสงคของหลักสูตรที่มอี ยโู ดย เชอื่ มโยงกบั วตั ถุประสงคของเน้ือหาวิชา เนอื่ งจากความพรอมและสถานการณใ นการจัดการเรยี นการสอนในประเทศ ไทย มลี กั ษณะท่ีหลากหลาย ซ่งึ สามารถจัดการสอนเพือ่ พัฒนาการคดิ ได 3 แนว ดงั น้ี (สํานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง ชาต,ิ 2540: 64) แนวที่ 1 การสอนเพ่ือพัฒนาการคิดโดยตรงโดยใชโปรแกรมสอื่ สาํ เร็จรปู หรอื บทเรียน / กิจกรรมสําเร็จรูป แนวที่ 2 การสอนเนอ้ื หาสาระตางๆ โดยใชร ปู แบบ หรือกระบวนการสอนที่ เนนการพฒั นาการคดิ ทไี่ ดม ผี ูพัฒนาขนึ้ แนวท่ี 3 การสอนเนื้อหาสาระตา งๆ โดยพยายามสง เสรมิ ใหผูเรียนพฒั นา ลักษณะการคดิ แบบตางๆ รวมทง้ั ทักษะการคิดทั้งทกั ษะยอย และทกั ษะผสมผสานในกจิ กรรมการ เรยี นการสอน ผวู ิจยั เลือกแนวทางที่ 2 เปน แนวทางกําหนดกรอบการวจิ ัย เนือ่ งจากสามารถ ทําไดส ะดวกและดที ส่ี ุด เพราะมีเนือ้ หาสาระตางๆ ตามวตั ถุประสงคข องหลกั การอยแู ลว โดย พัฒนารูปแบบการสอนเพ่อื พฒั นาความสามารถทางการคดิ ของผูเรียนตามแนวทางวธิ ีการทาง ประวัตศิ าสตร ซ่งึ เปน แนวทางท่ีสอดคลองกับข้ันตอนการคิดอยางมวี จิ ารณญาณ และทําใหผ ูวจิ ยั สามารถพฒั นาผเู รียนไดท้งั ดานเนอื้ หาสาระและการคดิ อยางมีวิจารณญาณไปพรอมกัน ตอนท่ี 3 แนวคดิ เกีย่ วกับการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณ 3.1 ความหมายของการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณ นกั จติ วทิ ยา นักการศึกษาและผูเชยี่ วชาญดา นการคดิ หลายทานไดใ หความหมาย ของการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณไวห ลายความหมาย ซึง่ แตกตา งกนั ไปตามมมุ มองของแตละบคุ คล ดงั ท่ี Yinger (1980: 11-15) ไดสรุปจาํ แนกหมวดหมคู ํานยิ ามของการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณไวเปน 2 กลมุ แนวคดิ ดงั น้ี

29 1) คาํ นยิ ามทม่ี คี วามหมายกวา ง หมายถงึ การนยิ ามการคดิ อยา งมวี จิ ารญาณใน ลักษณะทเ่ี ปน กจิ กรรมทางสมอง ซ่ึงเปนกระบวนการคดิ โดยทวั่ ไป (general thinking proces) หรอื เปน การคดิ เพือ่ ใชใ นการแกป ญหา นกั การศกึ ษากลมุ นไ้ี ดแก Watson and Glaser (1964: 10)ไดใ หค วามหมายการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณวาเปน การคดิ ทีป่ ระกอบดวย ทศั นคติ ความรแู ละทักษะ โดยท่ีทัศนคติ หมายถงึ ทศั นคตติ อ การแสวงหา ความรู และยอมรับการแสวงหาหลกั ฐานมาสนบั สนนุ ส่งิ ท่อี างวาเปน จริง แลว ใชค วามรดู า นการ อนมุ านมาสรุปใจความสาํ คญั และการสรปุ เปน กรณที วั่ ไปโดยตัดสนิ จากหลักฐานอยางสมเหตสุ ม สมผลสอดคลองกบั หลกั ตรรกวทิ ยาตลอดจนทกั ษะในการใชทศั นคติและความรูดงั กลาวมา ประเมินความถกู ตอ งของขอ ความ Skinner (1976: 292) ไดใหค วามหมายของการคิดอยางมวี จิ ารณญาณวา ประกอบดว ย กระบวนการของความคิดและความสามารถ กระบวนการของความคดิ หมายถึง วิธกี ารแกป ญ หาแบบวิทยาศาสตรและทศั นคติในการแสวงหาความรู สวนความสามารถหมายถงึ ความรใู นขอ เท็จจริง หลกั การสรุปในกรณีทวั่ ๆไป การอนมุ าน การยอมรับในขอ ตกลงเบอ้ื งตน การนริ นยั การตีความหมาย รวมท้งั ทกั ษะความเขา ใจ การวิเคราะห การสงั เคราะห และการ ประเมินผล John Dewey (1993: 85)ไดใ หความหมายของการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณวาหมายถึง การพจิ ารณา ไตรตรองอยา งรอบคอบตอ ความเชื่อหรอื ความรตู างๆ โดยอาศัยหลกั ฐานมาสนบั สนนุ ความเช่อื หรือความรนู ั้น รวมทัง้ ขอ สรปุ ทีเ่ กี่ยวของ และไดอ ธบิ ายขอบเขตของการคดิ อยางมี วจิ ารณญาณวา มขี อบเขตอยูระหวาง 2 สถานการณ คือการคิดท่ีเร่มิ ตนจากสถานการณท ่มี คี วาม ยงุ ยากและสับสน และส้ินสดุ หรอื จบลงดว ยสถานการณท ม่ี ีความชดั เจน 2) คาํ นิยามในความหมายท่แี คบ หมายถงึ การนยิ ามการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณในลกั ษณะที่ เปนการใชเ หตุผลทางตรรกศาสตร เปนการประเมนิ ผลของความคิด โดยไดม ีผูใหคาํ นิยามไว ดงั น้ี Hillgard (1962: 33 ) ไดใหค วามหมายของการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณวา หมายถึง ความสามารถในการตดั สินขอ ความหรอื ปญหาวา ส่ิงใดเปนจรงิ สง่ิ ใดเปน เหตุเปนผล Ennis (1985: 45) ไดใ หความหมายของการคดิ อยางมวี ิจารณญาณวา เปนการคิด พิจารณา ไตรตรองอยา งมเี หตุผลทม่ี ีจดุ มงุ หมายเพือ่ การตัดสินใจวา สิง่ ใดควรเชอื่ หรอื ควรทํา ชวย ใหตัดสนิ สภาพการณไ ดถูกตอง

30 Hudgins (1988: 26) ไดใ หค วามหมายของการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณวา หมายถงึ การมเี จตคตใิ นการคนควาหาหลกั ฐานเพอ่ื ทาํ การวิเคราะห และประเมินขอ โตแยง ตางๆ การมที ักษะ ในการใชค วามรูจาํ แนกขอ มลู และมกี ารตรวจสอบสมมติฐานเพ่อื หาขอสรปุ อยา งสมเหตุสมผล จากนยิ ามของการคดิ อยางมวี ิจารณญาณดงั กลา วขางตน สรปุ ไดว า การคดิ อยางมี วิจารณญาณ หมายถึง กระบวนการคดิ พจิ ารณาไตรตรองอยางรอบคอบเกย่ี วกบั ขอมลู ท่เี ปนปญ หา หรอื สถาณการณท ป่ี รากฏ โดยใชค วามรู ความคิด และประสบการณของตนเองในการพจิ ารณา หลกั ฐานและขอ มูลทน่ี า เชือ่ ถือไดม าสนบั สนุน เพ่ือนําไปสกู ารสรุปที่สมเหตสุ มผล 3.2 กรอบแนวคดิ ทฤษฎที เ่ี กย่ี วขอ งกับการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ นกั จิตวิทยาและผูเช่ยี วชาญหลายทา น ไดเ สนอแนวคิดทฤษฎที ่นี า สนใจไวหลาย แนว ผวู จิ ยั ขอนาํ เสนอโดยสรปุ ดงั นี้ แนวคดิ ของWatson และ Glaser (1964: 10-15) ไดก ลาววา การคดิ อยา งมี วิจารณญาณ ประกอบดว ย ทศั นคติ ความรู และทกั ษะในเร่ืองตางๆ ดังนี้ 1 ) ทศั นคติในการสืบเสาะคนหาขอ มูล หลกั ฐานมาพสิ ูจน เพือ่ หาขอ เท็จจรงิ 2 ) ความรูใ นการหาแหลง ขอมูลอางองิ และการใชข อมูลอา งอิงอยา งมเี หตผุ ล 3 ) ทกั ษะในการประยกุ ตใชค วามรแู ละทศั นคติดังกลาวมาใชใหเปนประโยชน จากการศึกษา คน ควา การวิจัยตา งๆ Watson และ Glaser ไดผลสรุปวา การวัด ความสามารถทางการคิดอยา งมวี ิจารณญาณ ตอ งวดั ความสามารถยอ ยๆ ซึง่ มอี ยู 5 ดาน ดงั นี้ 1) ความสามารถในการอา งอิงหรอื สรปุ ความ (Inferences) หมายถึง ความสามารถในการจําแนกระดบั ความนาจะเปน ของขอมลู หรือการลงสรุปขอมลู ตา งๆ ท่ีปรากฏ ใน ขอความท่ีกาํ หนดให 2) ความสามารถในการยอมรบั ขอตกลงเบอ้ื งตน (Recognition of assumptions) หมายถึง ความสามารถในการพจิ ารณาจาํ แนกวา ขอความใดเปน ขอตกลงเบอ้ื งตน ขอความใดไม เปนขอ ตกลงเบื้องตน 3) ความสามารถในการนริ นยั (Deductions) หมายถึง ความสามารถในการ จําแนกวาขอสรปุ ใดเปน ผลจากความสัมพนั ธข องสถานการณท ่กี ําหนดใหอ ยางแนนอนและขอสรปุ ใดไมเ ปน ผลของความสัมพนั ธน ั้น 4) ความสามารถในการตคี วาม (Interpretations) หมายถงึ ความสามารถในการ จาํ แนกวาขอ สรปุ ใดเปน หรือไมเปน ความจรงิ ตามทส่ี รปุ ไดจ ากสถานการณท ก่ี ําหนดให

31 5) ความสามารถในการประเมนิ ขอโตแยง (Evaluation of arguments) หมายถึง ความสามารถในการจาํ แนกวา ขอ ความใดเปน การอา งเหตผุ ลทห่ี นักแนน กบั ขอ ความท่อี างเหตุผล ไมห นกั แนน แนวคดิ ของ Dressel และ Mayhew (1957: 179-181) ไดกลา ววา การคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ ประกอบดว ยความสามารถดานตางๆ 5 ดา น คอื 1) ความสามารถในการนยิ ามปญ หา ประกอบดวย 1.1) ความสามารถในการตระหนกั ถึงความเปนไปของปญหา ไดแ ก การรูถ งึ เง่อื นไข ตา งๆ ท่มี ีความสัมพันธกัน การรูถึงความขดั แยง และเร่ืองราวทส่ี ําคญั ในสภาพการณ และ ความสามารถในการระบจุ ุดเช่ือมตอท่ขี าดหายไปของชดุ เหตกุ ารณห รอื ความคิดและการรถู งึ สภาพ ปญ หาท่ียงั ไมม ีคําตอบ 1.2) ความสามารถในการนยิ ามปญหา ไดแก การระบถุ ึงธรรมชาตขิ องปญ หา ความ เขาใจถึงสิง่ ทเ่ี ก่ียวของและความจําเปน ในการแกปญหา สามารถนิยามองคประกอบของปญ หาซ่ึง มีความยงุ ยากและเปน นามธรรมใหเปน รูปธรรม สามารถจาํ แนกแยกแยะองคประกอบของปญหาท่ี มีความซับซอนออกเปน สวนประกอบทส่ี ามารถจดั กระทาํ ได พรอมทั้งสามารถระบอุ งคประกอบ ของปญหาใหเปน ลาํ ดับขนั้ ตอน 2) ความสามารถในการเลอื กขอ มูลทเี่ กี่ยวของกบั การหาคําตอบของปญ หาคือการสามารถ ตดั สินใจวาขอ มูลใดมคี วามจาํ เปน ตอการแก ประกอบดวยความสามารถในการจาํ แนกขอมลู ที่ เช่ือถือไดกบั แหลงขอมลู ที่เชื่อถือไมได ความสามารถในการระบุวาขอมลู ใดควรยอมรบั หรอื ไม การเลือกตัวอยา งของขอ มูลทมี่ คี วามเพยี งพอและเช่ือถอื ได ตลอดจนการจัดระเบยี บระบบของ ขอมูล 3) ความสามารถในการระบุขอตกลงเบอ้ื งตน ประกอบดว ย ความสามารถในการระบุ ขอตกลงเบื้องตน ท่ีผอู า งเหตผุ ลไมไ ดกลา วไว ความสามารถในการระบุขอ ตกลงเบอื้ งตน ทคี่ ดั คา น การอางเหตผุ ลและความสามารถในการระบุขอ ตกลงเบอ้ื งตนทไี่ มเกย่ี วของกับการอา งเหตุผล 4) ความสามารถในการกําหนดและเลือกสมมตฐิ าน ประกอบดว ยการคน หา การชีแ้ นะ หาคําตอบ การกําหนดสมมตฐิ านตางๆ โดยอาศัยขอมลู ขอ ตกลงเบือ้ งตน การเลือกสมมตฐิ านทม่ี ี ความเปนไปไดมากทีส่ ุดพิจารณาเปน อันดบั แรก การตรวจสอบความสอดคลอ งระหวา งสมมตฐิ าน กบั ขอมูล ขอตกลงเบอื้ งตน และการกาํ หนดสมมตฐิ านท่ีเกี่ยวของกบั ขอมลู ทย่ี ังไมทราบ และเปน ขอ มูลท่จี ําเปน 5) ความสามารถในการสรปุ อยา งสมเหตสุ มผลและการตดั สนิ ความสมเหตสุ มผลของการ คดิ หาเหตุผล ประกอบดว ย 5.1) ความสามารถในการลงสรปุ อยา งสมเหตสุ มผล โดยอาศัยขอตกลงเบ้ืองตน สมมติฐานและขอมูลที่เก่ยี วขอ ง ไดแ ก การระบุความสมั พันธร ะหวา งคาํ กบั ประพจน การระบถุ งึ

32 เงอ่ื นไขทีจ่ าํ เปน และเพียงพอ การระบคุ วามสมั พันธเ ชิงเหตผุ ล และความสามารถในการระบุและ กาํ หนดขอ สรปุ 5.2) ความสามารถในการพิจารณาตดั สนิ ความสมเหตุสมผลของกระบวนการท่ี นําไปสขู อสรุป ไดแกก ารจําแนกการสรุปท่สี มเหตสุ มผลจากการสรุปที่อาศัยคานยิ ม ความพึงพอใจ และความลําเอยี ง การจําแนกระหวา งการคดิ หาเหตผุ ลทมี่ ีขอสรุปไดแ นนอน กับการหาเหตผุ ลท่ี ไมส ามารถหาขอสรุปทเ่ี ปนขอ ยุตไิ ด 5.3) ความสามารถในการประเมินขอสรุปโดยอาศัยเกณฑการประยกุ ตใ ช ไดแ ก การระบุเงือ่ นไขทีจ่ าํ เปน ตอ การพสิ ูจนข อ สรปุ การรถู งึ เงอ่ื นไขทท่ี ําใหข อ สรุปไมส ามารถนาํ ไป ปฏิบัตไิ ดแ ละการตัดสนิ ความเพยี งพอของขอ สรุปในลกั ษณะทีเ่ ปน คําตอบของปญ หา ทฤษฎีของ Ennis (1985: 45; Norris and Ennis, 1989) Ennis ไดกลาวถงึ การคิดอยางมี วจิ ารณญาณวา เปน การคิดหาเหตุผล คดิ แบบไตรตรอง (Reflextive Thinking) เนน การตดั สินใจวา อะไรควรเชื่อ หรอื อะไรควรทาํ ซึ่งเปน ประเดน็ ทส่ี ําคัญ ดังนี้ 1) การคดิ อยา งมวี ิจารณญาณเปน ความคดิ ท่ใี ชเ หตุผล นน่ั คอื เปนความคดิ ทดี่ ี เหมาะสม มเี หตผุ ลทดี่ ีรองรบั 2) การคิดอยา งมวี จิ ารณญาณเปน ความคดิ ไตรตรอง ในการตรวจสอบเหตผุ ลท้ังของตน และของผูอ่ืน 3) การคิดอยา งมีวิจารณญาณ เนน ท่ีการคิดอยา งต้ังใจ มสี ติ (consciously) ในการคน หา เหตผุ ลและเปน เหตผุ ลท่ีดี เพือ่ ใหบรรลุวตั ถุประสงคท ่ตี ั้งใจ 4) การคิดอยา งมีวิจารณญาณเนนทก่ี ารตดั สนิ ใจวา อะไรควรเช่อื หรืออะไรควรทาํ ทฤษฎีของ Ennis แบงองคประกอบของการคิดอยางมีวจิ ารณญาณออกเปน 2 ประเภทท่ี สมั พันธก ัน คอื ความสามารถ และคณุ ลักษณะ ในป ค.ศ. 1989 Norris และ Ennis (1989: 14) ไดเ สนอแนวคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณใน รายละเอียดทง้ั ความสามารถ และคุณลักษณะ ดังน้ี ความสามารถของการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณ มดี งั นี้ ก. ความสามารถแสดงกระจางชัดเบือ้ งตน (elementary clarification) คือ 1. ถามไดต รงประเด็น 2. วิเคราะหการอา งเหตุผล 3. ถามและตอบคําถามไดชัดเจนและทา ทาย ข. ความสามารถในการหาขอมลู สนับสนนุ (basic support) คือ 1. พจิ ารณาความนา เชอื่ ถือของแหลง ขอ มลู ได 2. มกี ารสงั เกต

33 ค. ความสามารถในการสรปุ อางอิง (inference) คอื 1. การสรุปอยา งนริ นัย 2. การสรปุ อยา งอุปนยั 3. การสรปุ ทใี่ ชการตดั สินคุณคา เปน พ้ืนฐานสาํ คัญ ง. ความสามารถในการแสดงความกระจา งชดั ขั้นสูง (advanced clarification) คือ 1. สามารถกําหนดปญ หาและอธิบายคาํ จาํ กัดความของปญหาได 2. สามารถระบุขอตกลงเบอื้ งตนได จ. ความสามารถในการใชย ทุ ธวิธีและกลยทุ ธต างๆ (strategies and tactics) คอื 1. สามารถตัดสินใจลงมอื กระทาํ ได 2. มปี ฏิกริ ยิ ากับผูอ น่ื โดยสรุป ทักษะความสามารถคดิ วิเคราะหอยา งมวี จิ ารณญาณจาก 12 ทกั ษะดังกลา ว เมือ่ นาํ มาพิจารณาน้นั สามารถสรุปไดหลกั การ 4 ประการดงั ตอ ไปน้ี 1. สามารถสรุปขอมลู ไดอยางชดั เจน (Clarity) 2. สามารถสรปุ ขอมลู จากแหลงตา งๆอยา งสมเหตสุ มผลเปน ทยี่ อมรบั (Basis) 3. สามารถสรปุ อางอิง (Inference) โดยกระบวนการสรปุ ที่ใชคือ 1) นิรนัย 2) อปุ นยั ซงึ่ ในการสรปุ ตองคํานงึ ถึงการตัดสนิ คณุ คา (Value judgment) ดวย 4. มปี ฏิสัมพนั ธก ับบุคคลอ่ืน ๆ (Interaction) การปฏิสมั พนั ธเ พ่ือใหไ ดขอ มูล ความรู และตองมที ักษะการสื่อสารอยา งมีประสทิ ธภิ าพ Ennis ไดน าํ องคประกอบดานลกั ษณะของผูมีความคิดอยา งมีวจิ ารณญาณ และทกั ษะ ความสามารถคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณ เขียนเปนรูปแบบดงั นี้ (สาํ นักงานคณะกรรมการการศกึ ษา แหงชาติ , 2540: 190)

34 การตัดสินวา ควรเชอ่ื หรือควรทาํ ความชดั เจน การ การ การ ผูมคี วามคดิ อยาง นริ นยั อปุ นัย ตัดสิน มวี ิจารณญาณ คุณค การสรปุ อา งอิง - ความรู ขอมูล จากการสังเกต จากแหลงตาง ๆ ทีเ่ ชอื่ ถือได - ความรู ขอมูลทม่ี ีเหตุผล การปฏสิ ัมพันธก ับผอู ่ืน การแกป ญ หา แผนภาพท่ี 1 รูปแบบการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ สูการแกป ญ หาของ Robert H.Ennis 3.3 กระบวนการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ การคิดอยางมวี จิ ารณญาณเปน ความสามารถทางสมองที่สามารถแสดงใหเหน็ ได ในลักษณะของความสามารถในดานตางๆ ท่ีเรยี กวา องคป ระกอบ ดงั น้นั จงึ มคี วามจําเปน ในการ กาํ หนดวาการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณประกอบดว ยองคป ระกอบใดบาง เม่อื ผูวิจัยไดท ําการศกึ ษาถงึ ความหมายของการคิดอยา งมีวิจารณญาณทไ่ี ดเสนอมาขา งตน พบวาการคดิ อยา งมวี ิจารณญาณ ประกอบดว ยกระบวนการตา งๆทเ่ี ก่ียวของกบั การคดิ โดยเริ่มตน ต้ังแตเ กดิ ปญ หาขน้ึ จนไปถึงการท่ี สามารถหาขอ สรุปเพอื่ การแกปญหานน้ั ได ดงั ที่ Yinger (1980: 11-13) ไดอ ธิบายวา การคิดอยา งมี วจิ ารณญาณประกอบดว ยกจิ กรรมตางๆ ทางสมอง และเปนกระบวนการทีม่ คี วามซับซอน และ Bayer (1983: 44-49) ไดอ ธบิ ายการคดิ อยา งมีวจิ ารณญาณในลักษณะของการปฏิบตั กิ ารทางสมอง (mental operation) ท่ีประกอบดว ยทกั ษะกระบวนการประมวลผลขอ มูล (information processing skill) ซง่ึ ประกอบดว ย การระลึก การแปลความ การตคี วาม การประยุกต การวเิ คราะห การ

35 สังเคราะห การประเมนิ และการใชเหตผุ ล เปน ตน นอกจากนี้ Marzano และคณะ (1988) ได อธบิ ายวา การคิดอยา งมีวจิ ารณญาณเปนลกั ษณะของกระบวนการคิด (thinking processes) ที่มีความ ซับซอน ประกอบดว ยทกั ษะการคิด (thinking skills) หลายอยาง ดงั นนั้ การพจิ ารณากระบวนการ คิดจงึ เปน ส่ิงทสี่ ําคญั ซึง่ มผี เู ช่ยี วชาญไดเ สนอกระบวนการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ ดงั นี้ Dressel and Mayhew (1957: 179-181)ไดเ สนอกระบวนการคิดอยางมวี จิ ารณญาณ ดงั น้ี 1. การนยิ ามปญหา การตระหนักถงึ ความเปน ไปของปญ หา 2. การเลือกขอมูลทเ่ี ก่ยี วของกบั การหาคาํ ตอบของปญ หา ซึ่งประกอบดวยการ พจิ ารณาความนาเชื่อถือของแหลง ขอมลู การพจิ ารณาความเพียงพอของขอมูล รวมทัง้ การจัดระบบ ระเบยี บของขอ มูล 3. การระบุขอ ตกลงเบ้ืองตน 4. การกําหนดและเลอื กสมมติฐานทเ่ี ปนไปไดม ากทส่ี ุด 5. การสรุปอยา งสมเหตสุ มผล โดยอาศัยขอ ตกลงเบือ้ งตน สมมตฐิ านและขอมลู ท่เี กี่ยวของ และการพจิ ารณาตดั สนิ ความสมเหตุสมผลของกระบวนการท่ีนําไปสขู อ สรปุ และการ ประเมนิ ขอ สรุปโดยอาศัยเกณฑการประยกุ ตใช Watson และ Glaser (1964: 15) ไดเ สนอกระบวนการคดิ อยางมีวิจารณญาณ ดังน้ี 1. มเี จตคตใิ นการสบื เสาะ ประกอบดว ย ความสนใจในการแสวงหาความรู ความสามารถในการพจิ ารณาปญ หา ความตองการในการคน หาขอ มูลและหลักฐานมาสนบั สนุน เพ่อื หาขอเท็จจรงิ 2. มีความรใู นการหาแหลงขอ มูลอา งอิงและการใชขอ มูลอา งอิงอยา งมเี หตผุ ล เพื่อการหาขอ สรุป 3. มที กั ษะในการนาํ ความรแู ละเจตคตไิ ปประยุกตใ ชใ นการพจิ ารณาตดั สิน ปญหา หรือหาขอสรปุ ตา งๆ ได Decaroli (1973: 67-68) ไดเ สนอกระบวนการคดิ อยางมวี จิ ารณญาณ ดงั น้ี 1. การนิยาม เปน การกําหนดปญหา การทําความตกลงเก่ยี วกับความหมายของคาํ ขอความ และการกาํ หนดเกณฑ 2. การกาํ หนดสมมติฐาน การคดิ ถงึ ความสมั พันธเชงิ เหตุผล หาทางเลือกและ การพยากรณ

36 3. การประมวลผลขาวสาร เปนการระบุขอ มูลทีจ่ ําเปน มีการรวบรวมขอ มลู และ หาหลกั ฐานท่เี กย่ี วขอ ง ตลอดจนการจัดระบบระเบยี บขอมูล 4. การตีความขอเทจ็ จริงและการสรปุ อา งองิ จากหลักฐาน 5. การใชเ หตผุ ล โดยระบุเหตผุ ล ความสัมพนั ธเชิงตรรกศาสตร 6. การประเมนิ ผลโดยอาศยั เกณฑ ความสมเหตสุ มผล 7. การประยกุ ตใ ชหรือการนําไปปฏบิ ตั ิ Ennis (1985: 45-48) ไดเ สนอกระบวนการคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณ ดังน้ี 1. การนยิ าม ไดแก การระบจุ ุดสําคญั ของประเดน็ ปญ หา ขอ สรุป ระบุเหตุผล ทง้ั ท่ปี รากฏและไมป รากฏผล การตงั้ คาํ ถามที่เหมาะสมในแตล ะสถาน การระบุเงอื่ นไขขอ ตกลง เบอื้ งตน 2. การตดั สนิ ขอมูล ไดแ ก การตัดสินความนา เชือ่ ถือของแหลงขอมูล การตดั สนิ ความเกยี่ วของกับประเดน็ ปญ หา การพจิ ารณาความสอดคลอ ง 3. การอางองิ ในการแกปญ หาและการลงขอ สรุปอยา งสมเหตสุ มผล ไดแก การ อา งอิงและตดั สินใจในการสรุปแบบอปุ นยั การนริ นัย โดยมีความตรง การทํานายสงิ่ ทีจ่ ะเกดิ ขน้ึ ตามมาอยางนา เชื่อถือ เพญ็ พศิ ุทธิ์ เนคมานรุ กั ษ( 2537: 26-27)ไดเสนอกระบวนการคิดอยา งมวี ิจารณญาณ ดงั น้ี 1. ความสามารถในการนิยามปญหา ประกอบดว ย การกาํ หนดปญ หา การทาํ ความกระจา งปญ หา และการตระหนกั ถงึ ความมอี ยูข องปญหา 2. การเลือกขอมูลท่เี กี่ยวกบั การหาคําตอบของปญ หา ประกอบดว ยการพิจารณา ความนาเชอ่ื ถอื ของแหลง ขอ มลู การหาหลกั ฐานการตดั สนิ ระหวา งขอมลู ทชี่ ดั เจนกับขอมูลที่ คลุมเครอื ขอมลู ทเี่ กยี่ วของกับขอ มูลที่ไมเกย่ี วขอ ง ขอมลู ที่จาํ เปนกับไมจ ําเปน การจดั ระบบขอ มลู 3. การกาํ หนดสมมติฐาน การคดิ ถึงความสมั พันธเชงิ เหตุผล และการเลือก สมมตฐิ านท่เี ปนไปไดมากทีส่ ุด 4. การลงสรุปอยา งสมเหตุสมผล โดยใชห ลกั ตรรกศาสตรเ พอ่ื แกป ญหาอยา งมี เหตุผลและการพิจารณาตดั สนิ ความสมเหตสุ มผลของการคิดหาเหตผุ ล ท้ังในดา นการอุปนัยและ การนริ นยั 5. การประเมนิ ผล โดยอาศัยเกณฑก ารประยุกตใ ช การพยากรณผ ลลพั ธท่ีอาจ เปน ไปได การทํานายส่ิงทจี่ ะเกดิ ขนึ้ ตามมาอยางนาเชื่อถอื และการกําหนดความสมเหตุสมผล 6. การประยกุ ตใ ชเปน การทดสอบขอสรปุ การสรปุ อา งอิง การนําไปปฏิบตั ิ

37 จากกระบวนการคิดอยางมีวจิ ารณญาณดังกลา ว ผวู ิจยั สรุปไดว า การคดิ อยางมี วจิ ารณญาณประกอบดว ยกระบวนการ 4 ดาน ดังนี้ 1. ความสามารถในการนิยามปญ หา และการพจิ ารณาความนา เช่ือถอื ของขอ มลู แหลง ท่ีมาของขอ มลู การพิจารณาความเพยี งพอของขอมูล การจัดระบบขอมลู การพจิ ารณาความ สอดคลอ งของขอมูล 2. การระบขุ อตกลงเบ้อื งตนท่ีไมไ ดก ลาวไวในการอา งเหตุผล 3. ความสามารถในการใชข อตกลงเบอ้ื งตนและขอ มลู ทเี่ ก่ยี วขอ งในการลงขอ สรปุ 4. การสรปุ โดยใชห ลกั ตรรกศาสตรเพอื่ การแกป ญหาอยา งมีเหตุผล 3.4 ลกั ษณะของผทู ่มี คี วามคดิ อยา งมีวิจารณญาณ นักวิชาการและผูเช่ยี วชาญหลายทาน ไดอธบิ ายถึงลกั ษณะของผทู ม่ี ีการคิดอยา งมี วิจารณญาณไว ดังน้ี Norris and Ennis (1989: 63) สรุปลกั ษณะของผทู ่มี กี ารคดิ อยา งมวี จิ ารณญาณดังน้ี 1. คน หาขอความทชี่ ดั เจนของประเด็นหรือขอคาํ ถาม 2. คน หาเหตผุ ล 3. พยายามแสวงหา รับรขู อ มูลท่ดี ี 4. ใชแหลง ขอ มลู ทน่ี าเช่อื ถอื ไดและอา งอิงถงึ แหลงขอมูลนั้น 5. คํานึงถงึ สถานการณรวมท้ังหมด 6. คงความสอดคลองของประเด็นสําคัญไว 7. จดจําเรอ่ื งเดิมหรอื ความรูพนื้ ฐาน 8. คน หาทางเลือกตา งๆ 9. เปดใจกวางยอมรบั ฟง ความคิดเห็นของผอู นื่ ใชเหตผุ ลเปน จดุ เร่มิ ตน และเปน ผลทไี่ ดรบั การยอมรบั 10. ตัดสินใจโดยใชขอมลู และเหตผุ ลอยา งเพียงพอ 11. มีจุดยนื และสามารถเปลย่ี นแปลงจดุ ยนื ไดถ ามีหลกั ฐานและมีเหตผุ ลเพยี งพอ 12. คนหาความถกู ตองใหมากทสี่ ดุ 13. จดั เรื่องราวทซ่ี บั ซอ นใหมีลกั ษณะเปน ลาํ ดบั ขนั้ ตอน 14. นาํ ความสามารถในการคิดอยา งมวี จิ ารณญาณมาใช 15. มคี วามไวตอ ความรูสึก ระดบั ความรแู ละการอางเหตผุ ลของผอู ่นื

38 พวงรัตน บญุ ญานุรักษ (2538: 27) สรุปลกั ษณะของผทู ี่มีการคดิ อยางมี วิจารณญาณไว 12 ขอ คอื 1. มองความเปน จริงของชีวิตในแนวทางทม่ี โี อกาสเกิดขนึ้ ไดมาก 2. มองอนาคตกวา งไกล ไมป ดกน้ั และยดึ แนน กบั ปจ จุบนั 3. มีความเชื่อมั่นในตนเองวามศี ักยภาพท่จี ะเปลยี่ นแปลงส่ิงตา งๆ ได 4. เขา ใจถงึ ความแตกตา งของคา นยิ ม และพฤติกรรมของคน 5. มีความถามเกดิ ขึน้ ในใจไดเ สมอเมอ่ื หยดุ นิง่ 6. ใชความคดิ กบั ปญ ญาเหนอื ความรสู กึ และอารมณ 7. สรา งจนิ ตนาการ และหาทางเลือกปฏบิ ัตไิ วห ลายๆ ทางเสมอ 8. มคี วามคดิ ที่ทา ทายเกดิ ข้นึ เสมอ การทา ทายท่ีสําคญั คือการทา ทายตนเอง 9. ความสามารถคิดอยางมีเหตผุ ล 10. สามารถยอ นคดิ 11. มขี อ ตกลงเบ้อื งตนของการคดิ 12. โตแ ยง อยา งมขี อ มลู สนบั สนุน เพ็ญพิศุทธิ์ เนคมานุรกั ษ (2537: 43-44) ไดส รุปลักษณะของผูที่มกี ารคดิ อยา ง มีวิจารณญาณไว ดังนี้ 1. ดานการระบุประเดน็ ปญ หา บคุ คลควรมกี ารแสดงออก ดังน้ี 1.1 ตระหนกั ถงึ ความสาํ คญั ของการระบหุ รือกาํ หนดความหมายของคําที่ ชดั เจน 1.2 ระบุหรือกาํ หนดประเดน็ ปญ หาทชี่ ดั เจนได 2. ดานการรวบรวมขอ มลู บคุ คลควรมีการแสดงออก ดงั นี้ 2.1 สงั เกตปรากฏการณตา งๆ ดว ยความเปน ปรนัย 2.2 วินิจฉยั ตัดสินการรายงานการสังเกตได 2.3 เลอื กขอ มูลท่เี กี่ยวขอ งกบั การแกปญ หาและรจู กั หาขอ มูลท่ถี กู ตอ งชดั เจน มากข้นึ 3. ดานการพจิ ารณาความนา เช่อื ถอื ของขอ มูล บคุ คลควรมีการแสดงออก ดังน้ี 3.1 เห็นความสาํ คญั ของความรูที่เช่ือถือได ไมใชใ นการหาขอเทจ็ จริง 3.2 แสดงถงึ ขอจาํ กัดของขอ มูลได

39 4. ดา นการแยกแยะความแตกตา งของขอ มลู บุคคลควรมีการแสดงออก ดงั น้ี 4.1 จาํ แนกความแตกตา ง / ประเภทของขอ มลู ได 4.2 ช้ีใหเหน็ แนวคิดที่ศอ นอยูเบือ้ งหลังขอตกลงเบ้อื งตนทป่ี รากฏอยูไ ด 5. ดานการตัง้ สมมตฐิ าน บุคคลควรมีการแสดงออกดังตอ ไปนี้ 5.1 ใหความสาํ คัญกับการตง้ั สมมติฐานในการแกป ญ หา 5.2 มองหาทางเลอื กหลายๆ ทาง 6. ดา นการลงขอ สรปุ โดยการใชเหตผุ ลแบบอปุ นัยและนริ นัย บคุ คลควรมกี าร แสดงออกตอ ไปนี้ 6.1 มีความรูท ันสมยั ใจกวาง และแสวงหาเหตุผลอยเู สมอ 6.2 ตดั สนิ ใจลงขอสรปุ เม่อื มีเหตผุ ลพอเพยี ง 6.3 สรุปจากขอ มูลทใ่ี หไวไ ดอ ยา งถกู ตอง สมเหตุสมผล 6.4 มีความสามารถในการสังเกต ควบคมุ และแกไขกระบวนการคิด ของตน 6.5 สามารถคิดอยา งมีเหตผุ ลจากขอ มูลทม่ี อี ยูแลว สรุปเปน ประเดน็ หรือ กฎเกณฑไ ด 7. ดา นการประเมินผล บคุ คลควรมกี ารแสดงออก ดงั ตอ ไปนี้ 7.1 ยืนยนั ขอสรปุ เมื่อมหี ลักฐานและเหตผุ ลเพียงพอ 7.2 พจิ ารณาขอ สรปุ ใหม เมือมีหลักฐานหรอื เหตผุ ลเพิ่มเตมิ จากขอ มูลทเ่ี กยี่ วกับลกั ษณะของผูท่มี กี ารคดิ อยางมวี จิ ารณญาณดังกลา ว ผวู จิ ยั สรปุ ไดว า ลกั ษณะของผทู มี่ ีการคิดอยา งมีวจิ ารณญาณ ควรประกอบดวย 1. คน หาขอมลู ปญหา รวมทง้ั กําหนดประเดน็ หรือปญหาท่ชี ัดเจนไดอ ยางถกู ตอง 2. มคี วามเชอื่ ม่นั ในตนเอง มีความรู ทันสมัย สามารถใชเหตุผลในการอธิบาย เหตุการณต างๆ หรอื การแกป ญหาได 3.รับฟงความคิดเหน็ ของผูอน่ื รวมทั้งตัดสนิ ไดว าขอ มลู ใดเปน ขอเทจ็ จริง สนับสนนุ คดั คา น หรือไมเ ก่ียวขอ งกับขอสรปุ ทคี่ าดไว 3.5 แบบวดั การคิดอยางมีวจิ ารณญาณ ในการวิจัยในครง้ั น้ี ผวู ิจัยไดพัฒนาขึ้นโดยอิงรูปแบบลกั ษณะแบบวดั การคดิ อยาง มีวจิ ารณญาณของสพุ รรณี สวุ รรณจรัส (2543) ซึง่ พฒั นาจากแบบวดั ของ Ennisและคณะ คือ Cornell Critical Thinking Test, Level X (Ennis, 1985 อางในสพุ รรณี สุวรรณจรัส, 2543: 39)

40 เปน แบบสอบที่ใชก บั นกั เรยี นเกรด 4-12 ลกั ษณะของแบบวัด มขี อสอบทงั้ หมด 71 ขอ ใหเวลา ประมาณ 50 นาที เปนแบบวัดปรนยั ชนดิ เลือกตอบ 3 ตวั เลือก แบง ออกเปน 4 ตอน คือ การ อปุ นัย ความนา เชื่อถอื ของแหลงขอมูลและการสงั เกต การนริ นัย การระบุขอ ตกลงเบ้อื งตน ซ่งึ แบบทดสอบระดับนจี้ ะมีบรบิ ทในรปู เนอ้ื เร่อื งท่เี กี่ยวกบั คณะสาํ รวจของโลกชุดทส่ี อง เดนิ ทางไป ดาวเคราะหดวงหนง่ึ มชี อ่ื วา “นโิ คมา ” เพอื่ คน หาวา คณะสํารวจชดุ แรกทส่ี ง ไปศกึ ษาวา ดาวดวงนี้ มนษุ ยสามารถดํารงชวี ิตอยไู ดห รือไม เมอ่ื สองปกอน มีสภาพเปนอยา งไร ทาํ ไมไมส งขา ว กลับมายงั โลก ผูต อบแบบวัดถกู ระบใุ หเ ปน บุคคลหน่งึ ในคณะสาํ รวจชดุ ทีส่ อง ซ่ึงมี รายละเอยี ดของแบบวดั แตละตอน ดงั น้ี ตอนท่ี 1 การอปุ นัย (induction) เปนการพิจารณาเนือ้ ความของขอ มลู ท่ไี ด คนพบโดยคณะสาํ รวจกลุม ยอ ย ลกั ษณะของแบบวัดมีสถานการณม าใหว าตวั ผูสอบและ เจา หนาท่ีสาธารณสขุ ไปพบกระทอ มทค่ี ณะสาํ รวจชุดแรกไดสรางไวแ ลว เจา หนาท่สี าธารณสุขตัง้ ขอ สงั เกตวา “บางทีคณะสํารวจชุดแรกอาจตายหมดแลว ” จะมขี อคําถามซง่ึ เปน เหตุการณห รือขอ มูล ทีค่ นหา ผูต อบตองพิจารณาตัดสนิ วา เหตกุ ารณหรือขอ มลู นน้ั เปน เชน ไร จากตวั เลอื ก 3 ตัว คือ 1. สนบั สนุนขอ สงั เกต 2.คดั คา นขอสงั เกต หรือ 3.ขอมลู ไมเ กีย่ วขอ งกบั ขอ สังเกต จาํ นวน 23 ขอ ตอนที่ 2 ความนาเชื่อถือของแหลง ขอมลู และการสงั เกต (credibility of sources and observation) ขอสอบแตล ะขอ จะใหประโยคท่ีเปน คาํ พดู จากสมาชิกแตล ะคนพูดถงึ สิ่ง เดยี วกันทต่ี า งมุมกนั หรอื มมุ เดียวกัน ผูตอบตองพิจารณาตัดสนิ วา ขอความใดนาเชอื่ ถือกวา กัน หรือทัง้ สองขอความนาเชอื ถอื ไดเทาเทยี มกัน จํานวน 24 ขอ ตอนที่ 3 การนิรนยั (deduction) เปนแบบวดั ที่ผูสํารวจใหเหตุผลในเรื่องตอ งทํา อะไรบาง และควรยกเวน เรอ่ื งใดบา ง ขอสอบในแตละขอ ผูตอบตองพจิ ารณาทางเลือกสามทางที่ ใหมาตดั สินวา ทางเลือกใด มคี วามเปนไปไดตามขอมูลท่ใี หมา จํานวน 14 ขอ ตอนที่ 4 การระบุขอ ตกลงเบอื้ งตน (assumption identification) ขอสอบแตละ ขอจะเปน รายงานของสมาชกิ ในคณะสาํ รวจ ผตู อบจะตองพิจารณาวา ตวั เลือกใดเปน เหตผุ ลท่ี ยอมรับวา เปนไปไดของขอ ความทร่ี ายงาน จํานวน 10 ขอ คุณภาพของแบบวัด การประมาณคาความเท่ียง มพี สิ ยั อยรู ะหวาง .67 ถงึ .90 ในเร่ืองของความตรงของแบบวดั ไดพจิ ารณาขอบเขตของเนอื้ หาของแบบสอบวามคี วามครอบคลมุ บรบิ ทการคดิ อยางมีวจิ ารณญาณ มีความสมั พนั ธก บั แบบวัดท่ีเปน มาตรฐานอ่ืนๆ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook