90 อนชุ ยั ณ วชั รเจรญิ การรบั ต.น.ด. ใหไ้ ดร้ ับตามหลักเกณฑ์ดังนี้ (๑) การทาการใต้น้าในปีหน่ึงให้แบ่งออกเป็นสองภาคๆ ละหกเดือน นับแต่เดือนตุลาคม ถงึ เดอื นมีนาคม และนบั แตเ่ ดอื นเมษายน ถึง เดือนกนั ยายน (๒) ในภาคทไ่ี ด้รบั การแตง่ ตง้ั เข้าประจาตาแหนง่ ใหไ้ ดร้ บั ตลอดท้ังภาคแต่งตั้งในภาคใด ให้นับภาคนัน้ เป็นภาคแรก (๓) ภาคถดั ไปให้ไดร้ ับตามเวลาทาการใตน้ ้าของภาคกอ่ นหน้าน้นั คือ เวลาทาการใตน้ า้ ตง้ั แต่ยสี่ ิบสช่ี ว่ั โมงขึน้ ไป ใหไ้ ดร้ ับตลอดภาค เวลาทาการใตน้ ้าตง้ั แตย่ ่ีสบิ ช่ัวโมง แตไ่ มถ่ ึงยีส่ บิ สชี่ ่ัวโมง ให้ไดร้ บั ส่เี ดือนตน้ ของภาค เวลาทาการใตน้ า้ ตั้งแต่แปดชั่วโมง แต่ไม่ถงึ สิบสช่ี ั่วโมง ให้ไดร้ บั สามเดอื นตน้ ของภาค เวลาทาการใตน้ า้ ไม่ถงึ แปดชั่วโมง ใหไ้ ด้รับสองเดือนตน้ ของภาค ไม่มีเวลาทาการใตน้ า้ ไม่ใหไ้ ดร้ ับเลย การนับเวลารวมในการทาการใต้น้าในภาคหนึ่งๆ ถ้ามีเศษน้อยกว่าครึ่งชั่วโมงให้ตัดออก ถ้ามีเศษต้ังแต่ครึ่งชั่วโมงข้ึนไป ให้นับเป็นหน่ึงช่ัวโมง ให้คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยแพทย์จากโรงพยาบาลตารวจไม่น้อยกว่าหนึ่งนาย และกรรมการจากกองบังคับการตารวจน้า สานักงานตารวจแห่งชาติไม่น้อยกว่าสองนายมีหน้าที่ ตรวจสอบสมรรถภาพของรา่ งกายและจิตใจของนกั ประดานา้ หรือผูท้ ่ีขอรับการแต่งตง้ั เปน็ นักประดาน้า การตรวจสอบสมรรถภาพของร่างกายและจติ ใจของนกั ประดาน้า ให้ทาการตรวจสอบดงั น้ี (๑) อายุไม่เกนิ สส่ี บิ หา้ ปี ปลี ะหนงึ่ ครั้ง (๒) อายเุ กินสสี่ บิ ห้าปี ภาคละหน่งึ ครงั้ นักประดาน้าที่ได้รับ ต.น.ด. อยู่แล้ว ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับ การปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบหรือการปราบปรามผู้ก่อการร้าย หรือการปราบปรามโจรผู้ร้าย หรือการปูองกันอธิปไตยของชาติจนไม่สามารถทาการใต้น้าได้ ให้สานักงานตารวจแ ห่งชาติ ใช้ดุลยพินิจผ่อนผันให้ได้รับเงิน ต.น.ด. ได้ตามที่เห็นสมควรเป็นกรณีพิเศษ แต่ต้องไม่เกินหกเดือน เว้นแต่กรณีได้รับบาดเจ็บจนถึงทุพพลภาพไม่สามารถทาการใต้น้าต่อไปได้ให้มีสิทธิได้รับเงิน ต.น.ด. ไดอ้ กี สบิ สองเดือนนบั แตว่ ันท่ีแพทย์ของทางราชการรับรองว่าทพุ พลภาพ ภาคใดของทางราชการไม่สามารถจัดหาเครื่องอุปกรณ์ในการทาการใต้น้าหรือสภาพ ลมฟูาอากาศไม่อานวยให้ทาการใต้น้าได้เป็นบางเวลาในระหว่างภาค สานักงานตารวจแห่งชาติ อาจลดหรอื งดเวลาทาการใต้นา้ ในภาคนั้นตามทีเ่ ห็นสมควร เพ่ือผลในการรบั เงนิ ต.น.ด. สาหรับภาคถัดไป นักประดาน้าพน้ จากตาแหนง่ เมอ่ื (๑) ครบกาหนดอายุตามท่ีกาหนด และไม่ได้รับการต่ออายุ ให้พ้นจากตาแหน่งนับแต่ วันถัดจากวันสน้ิ ภาคทีม่ อี ายคุ รบห้าสบิ ปหี รือสสี่ ิบห้าปีแล้วแตก่ รณี (๒) ครบกาหนดการต่ออายุ และไม่ได้รับการต่ออายุ ให้พ้นจากตาแหน่งนับแต่วันถัดจาก วนั ครบกาหนดการตอ่ อายุ (๓) สมรรถภาพของร่างกายและจิตใจไม่สมบูรณ์พอที่จะทาหน้าที่นักประดาน้าได้ ให้พ้นจากตาแหน่งนับจากวันถัดจากวันส้ินภาคท่ีคณะกรรรมการมีความเห็นว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าท่ี นักประดาน้าต่อไปได้
คาอธบิ ายการบริหารงานกาลงั พล สานกั งานตารวจแห่งชาติ 91 ในกรณีทไ่ี มไ่ ดร้ ับการตรวจสอบสมรรถภาพของร่างกายและจติ ใจให้พน้ จาก ตาแหน่งเช่นเดยี วกับวรรคแรก (๔) พน้ จากหน้าที่ราชการสานักงานตารวจแหง่ ชาตไิ มว่ ่ากรณใี ด (๕) ไดร้ ับการแตง่ ตัง้ ให้ดารงตาแหน่งอน่ื หรอื ดารงตาแหนง่ ในสังกดั อ่นื (๖) มคี วามประพฤติไมเ่ หมาะสม ให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดรายงานสานักงานตารวจแห่งชาติ สงั่ ให้พ้นจากตาแหน่งนบั จากวนั ถัดจากวนั ส้ินภาค สทิ ธใิ นการรบั ต.น.ด. ส้ินสุดลงเม่ือพ้นจากตาแหน่งนักประดาน้า เว้นแต่กรณีพ้นจากตาแหน่ง นักประดาน้าเพราะร่างกายไม่สมบูรณ์เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิบัติการใต้น้า ให้ได้รับเงิน ต.น.ด. อีกได้ตามที่สานักงานตารวจแห่งชาติเห็นสมควร แต่ต้องไม่เกินหกเดือนนับแต่ วันพ้นจากตาแหน่งนกั ประดานา้ ผู้ใดมีตาแหน่งหน้าที่ที่จะได้รับเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษหลายตาแหน่ง ใหไ้ ด้รบั เงินเฉพาะตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษเพยี งตาแหน่งเดียว ให้ผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้สั่งเล่ือนเงินเดือนหรือผู้บังคับบัญชาซ่ึงผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ มอบหมายให้มีอานาจพิจารณาหรือสั่งเล่ือนเงินเดือน เป็นผู้ออกคาส่ังให้ข้าราชการตารวจท่ีอยู่ใน บงั คับบัญชาได้รบั หรอื หมดสทิ ธิรบั เงินเพ่มิ สาหรบั ตาแหน่งท่มี ีเหตพุ เิ ศษนี้ เงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งนักประดาน้า เป็นเงินที่มีกาหนดจ่าย เป็นรายเดือนเช่นเดียวกับเงินเดือน ในกรณีท่ีถูกสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟัง ผลการสอบสวนซ่งึ เปน็ ไปตามกฎหมายว่าดว้ ยการนนั้ ให้งดจ่าย ในกรณที ีก่ ลบั เข้ารบั ราชการให้จ่ายเงินเพิม่ สาหรบั ตาแหน่งทม่ี เี หตุพิเศษตามส่วนสัมพันธ์ของเงินเดือนที่ไดร้ ับ ผทู้ าการในอากาศ ระเบียบ ก.ตร. ว่าดว้ ยเงนิ เพ่ิมสาหรบั ตาแหนง่ ทม่ี เี หตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาการในอากาศ พ.ศ. ๒๕๔๙ ลงวันท่ี ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๙ กาหนดไว้เงินเพ่ิมสาหรับตาแหน่งท่ีมีเหตุพิเศษ ตาแหน่งผู้ทาการในอากาศนั้น คาว่า “ต.ศ.ถ.” หมายความว่า เงินเพ่ิมสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตาแหนง่ ผู้ทาการในอากาศซง่ึ เป็นศษิ ยก์ ารบนิ ชน้ั ประถม “ต.ศ.ม.” หมายความว่า เงินเพ่ิมสาหรับตาแหน่งท่ีมีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาการในอากาศ ซึ่งเป็นศิษยก์ ารบินชัน้ มัธยม “ต.น.ก.” หมายความว่า เงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาการในอากาศ ซง่ึ เปน็ นกั บินประจากอง \"ต.ค.บ.” หมายความว่า เงินเพ่ิมสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาการในอากาศ ซงึ่ เป็นครกู ารบินหรือนกั บนิ ลองเครือ่ ง “ต.น.ส.” หมายความว่า เงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งท่ีมีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาการในอากาศ ซง่ึ เปน็ นกั บนิ สารอง “ต.น.อ.” หมายความว่า เงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งท่ีมีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาการในอากาศ ซง่ึ เป็นตนั หนอากาศ ช่างอากาศ พนักงานวิทยุ หรือพนกั งานต้อนรับบนอากาศยาน
92 อนชุ ัย ณ วัชรเจรญิ ผทู้ าการในอากาศของสานกั งานตารวจแหง่ ชาติ หมายถึง (๑) ศิษย์การบิน (๒) นกั บนิ ประจากอง (๓) ครูการบนิ หรือนกั บนิ ลองเครื่อง (๔) นักบนิ สารอง (๕) ตน้ หนอากาศ ชา่ งอากาศ พนกั งานวทิ ยุ หรือพนกั งานตอ้ นรบั บนอากาศยาน นอกจากศิษย์การบินแล้ว ให้คณะกรรมการมีหน้าที่ตรวจสอบสมรรถภาพของร่างกาย และจิตใจ ความรู้และความสามารถของผู้มีตาแหน่งผู้ทาการในอากาศ เพ่ือความเหมาะสมของ ตาแหน่งนนั้ ๆ อยา่ งนอ้ ยปลี ะหน่งึ ครงั้ ศษิ ย์การบนิ ต้องเปน็ ผู้ซ่ึงสานักงานตารวจแห่งชาติแต่งต้ังจากผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็น ศิษย์การบินในโรงเรียนการบินกองทัพอากาศ กองทัพบก กองทัพเรือ ศูนย์ฝึกการบินพลเรือน ในประเทศไทยขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศหรือสถาบันการบินต่างประเทศที่ ก.ตร. รับรองในหลักสตู รทีจ่ ะทาการขบั ขี่เครอื่ งบินประเภทใดประเภทหนึ่งของสานักงานตารวจแห่งชาติได้ และโรงเรียนการบินหรือสถาบันการบินดังกล่าวได้ส่ังให้เป็นศิษย์การบินชั้นประถม ศิษย์การบินชั้นมัธยม หรอื เปน็ ผ้รู ับการฝกึ ระดับชน้ั ท่ี ก.ตร.รบั รองว่าเทียบเท่าศิษย์การบินช้ันประถมหรือศิษย์การบินช้ันมัธยม แลว้ แต่กรณี คอื (๑) ผู้ซึ่งเขา้ ศกึ ษาหลักสูตรการบินชัน้ ประถมหรอื เทยี บเท่าเป็นศิษย์การบินชั้นประถม (๒) ผ้ซู ง่ึ เขา้ ศกึ ษาหลักสตู รการบินชัน้ มัธยมหรอื เทียบเทา่ เป็นศิษยก์ ารบนิ ชน้ั มัธยม ผู้ได้รับการแต่งต้ังในตาแหน่งดังกล่าว ให้ได้รับ ต.ศ.ถ. หรือ ต.ศ.ม. แล้วแต่กรณี ต้ังแต่วันท่ี ไดร้ บั การแตง่ ตง้ั และเขา้ ปฏิบัตหิ นา้ ทใ่ี นตาแหนง่ ศษิ ย์การบนิ ตามอัตราดังนี้ (๑) ศิษย์การบนิ ช้ันประถม ชัน้ สัญญาบัตร เดือนละ ๒,๘๐๐ บาท ช้ันประทวน เดอื นละ ๒,๑๐๐ บาท (๒)ศิษย์การบนิ ชน้ั มัธยม ช้นั สญั ญาบตั ร เดือนละ ๕,๕๐๐ บาท ชน้ั ประทวน เดอื นละ ๔,๒๐๐ บาท ให้สานกั งานตารวจแหง่ ชาตมิ ีคาสงั่ ในกรณดี งั ตอ่ ไปน้ี (๑) แต่งตั้งศิษย์การบินซึ่งสาเร็จการศึกษาตามหลักสูตรศิษย์การบินชั้นประถม เปน็ ศิษย์การบินชน้ั มธั ยม (๒) แต่งตั้งศิษย์การบินซึ่งสาเร็จการศึกษาตามหลักสูตรศิษย์การบินชั้นมัธยม ให้ดารงตาแหน่งนักบินประจากองตามอตั ราที่มีอยู่ ให้ศิษย์การบินซ่ึงไม่อาจศึกษาฝึกอบรมในโรงเรียนการบินด้วยประการใดๆ พ้นจาก ตาแหนง่ ศษิ ยก์ ารบนิ สิทธิในการรับ ต.ศ.ถ. หรือ ต.ศ.ม. ส้ินสุดลงเม่ือสานักงานตารวจแห่งชาติส่ังให้พ้นจาก ตาแหน่งศษิ ย์การบิน นักบินประจากองต้องเป็นผู้มีตาแหน่งที่ทาการบินกับเครื่องบินประเภทใดประเภทหนึ่ง ของสานกั งานตารวจแห่งชาติ
คาอธบิ ายการบริหารงานกาลังพล สานกั งานตารวจแห่งชาติ 93 ให้สานักงานตารวจแห่งชาติสั่งแต่งต้ังข้าราชการตารวจที่สาเร็จวิชาการบินตามหลักสูตร โรงเรียนการบินของกองทัพอากาศ กองทัพบก กองทัพเรือ ศูนย์ฝึกการบินพลเรือนในประเทศไทย ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือสถาบันการบินต่างประเทศที่ ก.ตร.รับรอง ดารงตาแหนง่ นักบนิ ประจากอง นักบินประจากอง มีสิทธิได้รับ ต.น.ก. ตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งและเข้าปฏิบัติหน้าที่ ในตาแหน่งนักบินประจากอง ตามอัตราดังนี้ ชั้นสญั ญาบัตร ระดบั รอ้ ยตารวจตรี - ร้อยตารวจเอก เดือนละ ๑๑,๐๐๐ บาท ระดบั พนั ตารวจตรีข้ึนไป เดอื นละ ๑๓,๒๐๐ บาท การรบั ต.น.ก. ให้ไดร้ บั ตามหลักเกณฑ์ดังนี้ (๑) ปีแรกท่ีได้รับการแต่งตั้งเข้าประจาตาแหน่ง ให้ได้รับทุกเดือนนับแต่วันแต่งตั้ง จนถึงส้ินปแี ตง่ ตั้งในปีใดให้รบั ปนี ั้นเปน็ ปแี รก (๒) ปีถดั ไปให้ไดร้ บั ตามเวลาบินของปกี ่อนหนา้ น้ัน คอื เวลาบนิ ตัง้ แตส่ ส่ี บิ แปดชว่ั โมงข้ึนไป ให้ได้รบั ตลอดปี เวลาบนิ ตั้งแตย่ ีส่ ิบส่ีชว่ั โมง แตไ่ ม่ถึงสส่ี ิบแปดช่วั โมง ใหไ้ ด้รับเก้าเดอื นต้นของปี เวลาบินไม่ถงึ ยีส่ บิ สีช่ ั่วโมง ให้ไดร้ ับเจด็ เดอื นตนั ของปี ไมม่ เี วลาบิน ไมใ่ ห้ได้รบั เลย ปีใดทางราชการไม่สามารถจัดหาเครื่องอุปกรณ์ในการบินหรือสภาพดินฟูาอากาศไม่อานวย ให้ทาการบินได้เป็นบางเวลาในระหว่างปี สานักงานตารวจแห่งชาติอาจลดหรืองดเวลาบินในปีนั้น ตามท่เี หน็ สมควรเพอ่ื ผลในการรับ ต.น.ก. สาหรบั ปถี ดั ไป นักบินประจากองพน้ จากตาแหนง่ เมื่อเขา้ กรณีใดกรณหี นง่ึ ดังตอ่ ไปนี้ (๑) พน้ จากหน้าทรี่ าชการสานักงานตารวจแห่งชาติไมว่ ่าในกรณใี ด (๒) สานักงานตารวจแห่งชาตสิ ั่งแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งอ่ืน หรือตารงตาแหน่งในสังกัดอ่ืน หรือตารงตาแหน่งผูท้ าการในอากาศประเภทอ่นื (๓) สมรรถภาพของร่างกายและจิตใจไม่สมบูรณ์พอท่ีจะทาหน้าท่ีนักบินได้ โดยต้องได้รับ การพิจารณาจากคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยแพทย์จากโรงพยาบาลตารวจไม่น้อยกว่าหนึ่งนาย และกรรมการจากกองบินตารวจ สานักงานตารวจแห่งชาติไม่น้อยกว่าสองนาย ให้พ้นจากตาแหน่ง นับจากวันถัดจากวนั สิน้ ปที ีค่ ณะกรรมการมีความเหน็ วา่ ไมส่ ามารถปฏิบตั ิหนา้ ทน่ี ักบินได้ ในกรณีท่ีไมไ่ ด้รบั การตรวจสอบสมรรถภาพของร่างกายและจิตใจ ความรู้ความสามารถ ประจาปี ให้พ้นจากตาแหนง่ เช่นเดยี วกับวรรคแรก (๔) มีความประพฤตไิ ม่เหมาะสม ให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดรายงานสานักงานตารวจแห่งชาติ สั่งให้พน้ จากตาแหน่ง สิทธิในการได้รับ ต.น.ก. ส้ินสุดลง เมื่อพ้นจากตาแหน่งนักบินประจากอง เว้นแต่กรณีพ้นจาก ตาแหน่งนกั บินประจาากอง เพราะร่างกายไม่สมบรู ณเ์ นื่องจากปฏิบัติหน้าท่ีนักบิน ให้ได้รับ ต.น.ก. อีกได้ ตามท่ีสานักงานตารวจแห่งชาติเห็นสมควร แต่ต้องไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันพ้นจากตาแหน่ง นกั บนิ ประจากอง
94 อนชุ ัย ณ วชั รเจรญิ ครูการบินหรือนักบินลองเครื่อง ต้องเป็นนักบินประจากองที่สานักงานตารวจแห่งชาติ ไดแ้ ต่งตั้งไห้ดารงตาแหนง่ ครูการบินหรอื ฝึกบินลองเครอื่ ง ครูการบินหรือนักบินลองเครื่อง มีสิทธิได้รับ ต.ค.บ. ตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งและ เขา้ ปฏิบัติหน้าท่ีในตาแหนง่ ครูการบนิ หรอื ฝึกบนิ ลองเครื่อง ตามอัตราดังนี้ ชั้นสัญญาบตั ร เดอื นละ ๑๔,๖๐๐ บาท นักบินสารองต้องเปน็ นักบนิ ประจากองซึ่งมสี มรรถภาพของร่างการด้อยลงแต่ยังทาการบินได้ และมีอายุอยู่ในเกณฑ์ที่เป็นนักบินประจากองได้ และสานักงานตารวจแห่งชาติได้ส่ังให้พ้นจากตาแหน่ง นักบนิ ประจากอง มาดารงตาแหน่งนกั บนิ สารอง นักบินสารองตอ้ งมีเวลาบินไมน่ ้อยกวา่ หนึ่งในสามของนักบินประจากอง จึงมีสิทธิได้รับ ต.น.ส. เปน็ รายเดอื น ในอัตรากง่ึ หน่ึงของนกั บนิ ประจากอง ต้นหนอากาศ ช่างอากาศ พนักงานวิทยุ หรือพนักงานต้อนรับบนอากาศยาน ต้องเป็น ข้าราชการตารวจประจาการ ซ่ึงคณะกรรมการไดค้ ดั เลือกจากผ้มู ีคุณสมบัติดังต่อไปน้ี (๑) ตาแหน่งต้นหนอากาศ ตอ้ งเปน็ ผทู้ ส่ี อบไลไ่ ดต้ ามหลกั สตู รต้นหนอากาศยาน ตาแหน่งช่างอากาศ ต้องเป็นผู้ทสี่ อบไลไ่ ดต้ ามหลักสตู รชา่ งอากาศยาน ตาแหน่งพนักงานวิทยุ ต้องเปน็ ผู้ที่สอบไล่ได้ตามหลักสูตรวิชาส่ือสารพนักงานวิทยุ ประจาอากาศยาน ตาแหน่งพนักงานต้อนรับบนอากาศยาน ต้องเป็นผู้ท่ีสอบไล่ได้ตามหลักสูตร พนักงานต้อนรับบนอากาศยาน หรือหลักสูตรอ่ืนที่ ก.ตร.รับรอง ผ่านการทดสอบภาคปฏิบัติแล้ว และเป็นข้าราชการตารวจชน้ั ประทวน (๒) สมรรถภาพของร่างกายและจิตใจสมบูรณ์พร้อมที่จะทาหน้าที่ในตาแหน่งได้ และสานักงานตารวจแห่งชาตไิ ดส้ ่งั แตง่ ต้งั ใหท้ าหน้าท่ดี ังกลา่ วในอากาศยานเป็นประจา ต้นหนอากาศ มีสิทธิได้รับ ต.น.อ. ต้ังแต่วันที่ได้รับการแต่งต้ังและเข้าปฏิบัติหน้าท่ีใน ตาแหน่งต้นหนอากาศ ตามอตั ราดงั นี้ ชน้ั สัญญาบตั ร เดือนละ ๗,๐๐๐ บาท ช่างอากาศ พนักงานวิทยุ หรือพนักงานต้อนรับบนอากาศยานมีสิทธิได้รับ ต.น.อ. ต้ังแต่วันท่ี ได้รับการแต่งตั้งและเข้าปฏิบัติงานในตาแหน่งช่างอากาศ พนักงานวิทยุ หรือพนักงานต้อนรับ บนอากาศยาน ตามอตั ราดงั น้ี ช้นั สัญญาบัตร เดือนละ ๕,๕๐๐ บาท ช้นั ประทวน เดือนละ ๔,๒๐๐ บาท การรับ ต.น.อ. ใหไ้ ด้รบั ตามหลกั เกณฑด์ ังนี้ (๑) ปแี รกทีไ่ ดร้ ับการแตง่ ต้ังเข้าประจาตาแหน่ง ใหไ้ ด้รบั ทุกเดอื นนบั แต่วันแต่งต้ังจนถึง ส้นิ ปีแต่งตั้งในปใี ดให้นบั ปนี ้นั เปน็ ปีแรก (๒) ปีถัดไปใหไ้ ด้รบั ตามเวลาบนิ ของปีก่อนหน้านั้น คอื เวลาบินต้งั แต่ยีส่ บิ สี่ช่ัวโมงขน้ึ ไป ใหไ้ ด้รบั ตลอดปื เวลาบินตงั้ แต่สิบสองชว่ั โมงขึ้นไป แตไ่ ม่ถงึ ย่ีสบิ สชี่ ัว่ โมง ให้ไดร้ บั เกา้ เดือนต้นของปี เวลาบินไมถ่ ึงสิบสองชัว่ โมง ให้ไดร้ ับเจด็ เดอื นต้นของปี ไม่มีเวลาบนิ ไมใ่ ห้ไดร้ ับเลย
คาอธบิ ายการบริหารงานกาลงั พล สานกั งานตารวจแห่งชาติ 95 พนักงานต้อนรับบนอากาศยานท่ีได้รับ ต.น.อ. แล้ว และอยู่ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เป็นผทู้ าการในอากาศ จะตอ้ งมีคุณสมบัติดงั น้ี (๑) อายุไม่เกนิ ๓๕ ปีบริบรู ณ์ (๒) น้าหนักไมเ่ กิน ๕๕ กิโลกรัม หรือนา้ หนักอย่ใู นเกณฑม์ าตรฐานทางการแพทย์ (๓) ขณะมีครรภ์ให้ออกคาส่ังงดปฏิบัติหน้าท่ีเป็นผู้ทาการในอากาศเป็นการชั่วคราว แล้วให้ยา้ ยไปปฏบิ ตั ิหน้าทอ่ี ่นื และใหง้ ดรับ ต.น.อ. (๔) การออกคาสั่งให้กลับมาปฏิบัติหน้าท่ีเป็นผู้ทาการในอากาศยานหลังงดปฏิบัติหน้าท่ี จะต้องได้รับการตรวจสอบสมรรถภาพของร่างกายและจิตใจจากแพทย์ สานักงานแพทย์ใหญ่ สานักงานตารวจแห่งชาติ ก่อนว่าเป็นผู้มีสมรรถภาพของร่างกายและจิตใจสมบูรณ์พร้อมที่จะ ทาหนา้ ที่ได้ ผู้ใด มีตาแ หน่ง หน้าที่ที่จะ ได้รับ เงิน เพิ่มสา หรับตาแ หน่ง ที่มีเห ตุพิเ ศษ หล ายตาแ หน่ง ให้ไดร้ บั เงินเฉพาะตาแหน่งที่มเี หตุพิเศษเพยี งตาแหนง่ เตียว ใหผ้ ู้บงั คับบัญชาในฐานะผสู้ ่ังเลือ่ นเงินเดือนหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ มอบหมายให้มีอานาจพิจารณาหรือสังเล่ือนเงินเดือนเป็นผู้ออกคาสั่งให้ข้าร าชการตารวจท่ีอยู่ใน บงั คบั บัญชาได้รบั หรือหมดสิทธิรับเงินเพิม่ สาหรบั ตาแหน่งทม่ี ีเหตพุ ิเศษตามระเบยี บนี้ เงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาการในอากาศเป็นเงินที่มีกาหนดจ่าย เป็นรายเดือนเช่นเดียวกับเงินเดือน ในกรณีที่ถูกสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพื่อรอฟังผลการสอบสวนซึ่งเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการน้ันให้งดจ่าย ในกรณีที่กลับเข้ารับราชการ ใหจ้ ่ายเงินเพ่มิ สาหรบั ตาแหนง่ ทมี่ ีเหตพุ ิเศษตามส่วนสมั พนั ธข์ องเงินเดือนท่ีไดร้ บั นักโดดรม่ ระเบยี บ ก.ตร. ว่าด้วยเงนิ เพ่มิ สาหรบั ตาแหนง่ ท่มี ีเหตุพเิ ศษตาแหน่งนักโดดร่ม พ.ศ.๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๐ ตลุ าคม พ.ศ.๒๕๔๙ กาหนดไวเ้ งนิ เพ่มิ สาหรับตาแหน่งท่ีมีเหตุพิเศษตาแหน่งนักโดดร่มไว้ว่า “ต.ด.ร.” หมายความวา่ เงนิ เพิ่มสาหรับตาแหนง่ ทมี่ ีเหตพุ เิ ศษตาแหน่งนักโดดร่ม นกั โดดร่มตอ้ งผา่ นการคัดเลือกจากคณะกรรมการแล้ว ปรากฏว่าเป็นผู้มคี ุณสมบัติดงั ต่อไปน้ี (๑) อายุไม่เกินส่ีสิบห้าปี เวันแต่นักโดดร่มสังกัดกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ ตารวจตระเวนชายแดน (๒) สาเรจ็ วชิ าการโดดร่มตามหลกั สูตรของสานักงานตารวจแห่งซาติหรือหลักสูตรอ่ืนที่ ก.ตร.รับรอง (๓) สมรรถภาพของรา่ งกายและจติ ใจสมบูรณ์พร้อมท่ีจะทาหนา้ ท่นี กั โดดรม่ ได้ นักโดดร่มมีสิทธิได้รับ ต.ด.ร. ตั้งแต่วันท่ีสานักงานตารวจแห่งชาติมีคาสั่งแต่งตั้งให้ ดารงตาแหนง่ นักโดดรม่ แต่ทัง้ น้ไี มก่ อ่ นวนั ทีผ่ า่ นการตรวจสอบจากคณะกรรมการ ตามอัตราดังน้ี ช้นั สัญญาบัตร เดอื นละ ๗,๐๐๐ บาท ช้ันประทวน เดอื นละ ๕,๓๐๐ บาท
96 อนชุ ัย ณ วัชรเจรญิ การรับ ต.ด.ร. ตามข้อ ๔ ใหไ้ ด้รบั ตามหลกั เกณฑ์ดังน้ี (๑) ปแี รกท่ีได้รับการแตง่ ต้ังเข้าประจาตาแหนง่ ให้ได้รับทุกเดือนนับแต่วันแต่งต้ังจนถึงส้ินปี แต่งตั้งในปีใดให้นบั ปีน้นั เปน็ ปีแรก (๒) ปีถัดไปใหไ้ ด้รับตามผลการโดดร่มของปกี ่อนหนา้ น้ัน คือ ทาการโดดร่มต้งั แต่สีค่ รงั้ ขนึ้ ไป ให้ได้รบั ตลอดปี ทาการโดดร่มสามครง้ั ใหไ้ ด้รับเก้าเดือนต้นของปี ทาการโดดร่มสองคร้ัง ให้ได้รบั หกเดอื นต้นของปี ทาการโดดรม่ หนง่ึ ครั้ง ใหไ้ ดร้ บั สามเดอื นตน้ ของปี ไมท่ าการโดดร่ม ไม่ใหไ้ ด้รบั เลย (๓) นักโดดร่มที่ได้รับ ต.ด.ร. อยู่แล้ว ได้รับบาดเจ็บเนื่องจากการปฏิบัติหน้าท่ีเกี่ยวกับ การปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบ หรือการปราบปรามผู้ก่อการร้าย หรือการปราบปรามโจรผู้ร้าย หรือการปูองกันอธิปไตยของชาติ จนไม่สามารถทดสอบความรู้ความสามารถประจาปีได้ ให้สานักงาน ตารวจแห่งชาติใช้ดุลพินิจผ่อนผันให้ได้รับ ต.ด.ร. ได้ตามท่ีเห็นสมควรเป็นกรณีพิเศษ แต่ต้องไม่เกิน หกเดือนนับแต่วันครบกาหนดระยะเวลา เว้นแต่กรณีได้รับบาดเจ็บจนถึงทุพพลภาพ ไม่สามารถ เป็นนักโดดร่มต่อไปได้ ให้มีสิทธิรับ ต.ด.ร. ได้อีกสิบสองเดือนนับแต่วันที่แพทย์ของทางราชการ รับรองว่าทุพพลภาพ ปีใดทางราชการไม่สามารถจัดหาเครื่องอุปกรณ์ในการโดดร่มหรือเครื่องบินสาหรับใช้ ในการโดดร่มได้เป็นบางเวลาในระหว่างปี สานักงานตารวจแห่งชาติอาจลดจานวนคร้ังหรืองดการโดดร่ม ในปีนั้นได้ตามท่เี ห็นสมควรเพอื่ ผลในการรับ ต.ด.ร. สาหรบั ปีถัดไป เม่ือมีสถานการณ์ไม่ปกติซึ่งจะต้องใช้กาลังนักโดดร่มไปปฏิบัติการเป็นประจาที่หนึ่งที่ใด จนไมอ่ าจมาทดสอบความรูค้ วามสามารถประจาปีได้ ให้สานักงานตารวจแห่งชาติใช้ดุลพินิจในการท่ีจะ กาหนด ต.ด.ร. ให้นักโดดร่มได้ตามทีเ่ หน็ สมควรเปน็ กรณีพิเศษ ใหก้ องบญั ชาการตารวจตระเวนชายแดนและกองบินตารวจจัดทาบันทึกประจาตัวนักโดดร่ม ในสงั กัดทกุ คนเพื่อบันทึกอายุ ความรู้ความสามารถในการโดดร่ม สมรรถภาพของร่างกาย ตลอดจน ประวัติในการโดดรม่ ของนักโดดร่มไวเ้ ป็นหลักฐาน ให้คณะกรรมการมีหน้าท่ีตรวจสอบความรู้ความสามารถในการโดดร่มและสมรรถภาพ ของร่างกายและจติ ใจของนกั โดดร่มอย่างน้อยปลี ะครั้ง ให้เป็นหน้าท่ีของกองบัญชาการตารวจตระเวนชายแดน หรือกองบินตารวจ แล้วแต่กรณี เสนอสานักงานตารวจแห่งชาติเพื่อขออนุมัติแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งนักโดดร่ม หรือสั่งให้นักโดดร่ม ท่ีขาดคุณสมบัติ หรือผู้ท่ีคณะกรรมการตรวจสอบเห็นว่าไม่สามารถจะเป็นนักโดดร่มได้ พ้นจากตาแหน่ง นกั โดดรม่ ใหน้ ักโดดรม่ พน้ จากตาแหน่ง เมอ่ื (๑) อายุเกินส่ีสิบห้าปี ให้พ้นจากตาแหน่งนักโดดร่ม นับแต่วันถัดจากวันสิ้นปีท่ีมีอายุ ครบสส่ี ิบห้าปบี รบิ ูรณ์ เวันแต่นกั โดดร่มสังกดั กองบังคับการสนับสนนุ ทางอากาศตารวจตระเวนชายแดน (๒) ไม่เข้ารับการตรวจสอบหรือไม่ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการให้พ้นจาก ตาแหน่งนกั โดดร่มนบั แตว่ ันถัดจากวันสิน้ ปกี ารสอบทบทวน
คาอธบิ ายการบริหารงานกาลังพล สานกั งานตารวจแหง่ ชาติ 97 (๓) ได้รบั การแต่งตั้งให้ไปดารงตาแหนง่ อน่ื หรือดารงตาแหน่งในสังกดั อ่ืน (๔) พน้ จากหนา้ ทร่ี าชการสานักงานตารวจแห่งชาตไิ มว่ ่ากรณีใด (๕) มีความประพฤติไม่เหมาะสม ให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดรายงานสานักงาน ตารวจแห่งชาตสิ ง่ั ใหพ้ ้นจากตาแหนง่ สทิ ธใิ นการไดร้ ับ ต.ด.ร. สิ้นสุดลง เม่ือพ้นจากตาแหน่งนักโดดร่ม เว้นแต่กรณีพ้นจากตาแหน่ง นักโดดร่มเพราะร่างกายไม่สมบูรณ์เนื่องจากปฏิบัติหน้าท่ีเกี่ยวกับการโดดร่ม ให้ได้รับ ต.ด.ร. อีกได้ ตามท่ีสานักงานตารวจแห่งชาติเห็นสมควร แต่ต้องไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันพ้นจากตาแหน่ง นักโดดรม่ ผู้ใดมีตาแหน่งหน้าที่ที่จะไต้รับเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษหลายตาแหน่ง ให้ไดร้ ับเงนิ เฉพาะตาแหน่งท่ีมเี หตุพิเศษเพยี งตาแหนง่ เดียว ให้ผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้สั่งเลื่อนเงินเดือนหรือผู้บังคับบัญชาซ่ึงผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ มอบหมายให้มีอานาจพิจารณาหรือส่ังเล่ือนเงินเดือน เป็นผู้ออกคาสั่งให้ข้าราชการตารวจที่อยู่ใน บังคับบัญชาไดร้ ับหรือหมดสทิ ธิรับเงนิ เพ่มิ สาหรับตาแหนง่ ทมี่ เี หตุพิเศษตามระเบียบนี้ เงินเพ่มิ สาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งนักโดดร่ม เป็นเงินท่ีมีกาหนดจ่ายเป็นรายเดือน เช่นเดียวกับเงินเดือน ในกรณีที่ถูกสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผล การสอบสวนซงึ่ เป็นไปตามกฎหมายวา่ ด้วยการนัน้ ให้งดจา่ ย ในกรณีที่กลับเข้ารับราชการให้จ่ายเงินเพ่ิม สาหรับตาแหน่งทม่ี เี หตุพิเศษตามสว่ นสัมพนั ธข์ องเงนิ เดอื นท่ไี ดร้ ับ ผ้ปู ฏิบตั ิงานดา้ นนติ วิ ิทยาศาสตร์ ระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ปฏิบัติงาน ด้านนิติวิทยาศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ลงวันที่ ๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ กาหนดไว้ว่าเงินเพ่ิมสาหรับ ตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ คาว่า “บริหารและด้านวิทยาศาสตร์” หมายถึง ลักษณะงานที่ต้องใช้ผู้มีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสาหรับตาแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าท่ี ดา้ นนิติวทิ ยาศาสตร์และบรหิ ารด้านวิทยาศาสตร์ “ด้านวิทยาศาสตร์” หมายถึง ลักษณะงานท่ีต้องใช้ผู้มีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะ สาหรับตาแหน่งผปู้ ฏิบัตหิ นา้ ท่ีดา้ นวทิ ยาศาสตร์ “ด้านวิทยาการ” หมายถึง ลักษณะงานที่ต้องใช้ผู้มีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะ สาหรับตาแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าท่ีด้านวิทยาการ วิทยาการด้านลายพิมพ์น้ิวมือ หรือวิทยาการด้านทะเบียน ประวตั ิอาชญากร “ตาแหน่งผู้ปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์” หมายถึง ตาแหน่งที่ ก.ตร. กาหนด เพอ่ื ทาหน้าทบ่ี รหิ ารและด้านนิตวิ ทิ ยาศาสตร์ ดา้ นวทิ ยาศาสตร์ และด้านวิทยาการ “ปฏิบัตงิ านดา้ นนิติวิทยาศาสตร์” หมายถึง การนาหลักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ มาใช้ ในการรวบรวมและการเก็บพยานหลักฐาน การบันทึกข้อมูล การศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ ประมวลผล และแปรผลเกีย่ วกบั การตรวจพิสจู น์เพื่อสนบั สนนุ กระบวนการยตุ ธิ รรม
98 อนุชยั ณ วัชรเจรญิ “ประกาศนียบัตร” หมายถึง หลักฐานรับรองความสามารถข้ันพื้นฐานท่ีสานักงาน ตารวจแห่งชาติ หรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากสานักงานตารวจแห่งชาติออกให้แก่ผู้ผ่าน การฝกึ อบรมหลกั สตู รนติ วิ ิทยาศาสตร์ ซงึ่ เปน็ หลักสตู รการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ สาหรับข้าราชการตารวจชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวน ซึ่งมีระยะเวลาการฝึกอบรมไม่น้อยกว่า ๑ เดือน “ต.ว.ท.” หมายถึง เงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งท่ีมีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ปฏิบัติงานด้าน นิติวทิ ยาศาสตร์ ข้าราชการตารวจที่มีสทิ ธไิ ด้รับ ต.ว.ท. เมอ่ื ครบองค์ประกอบดงั นี้ (๑) ไดร้ บั การแตง่ ต้งั ใหด้ ารงตาแหนง่ ผ้ปู ฏิบัติงานด้านนิติวทิ ยาศาสตร์ (๒) ปฏบิ ัติงานดา้ นนิตวิ ิทยาศาสตร์ (๓) ไดร้ ับประกาศนยี บัตร โดยกาหนดอัตราดงั น้ี ผู้กากบั การหรอื เทยี บเทา่ ให้ไดร้ บั เดือนละ ๕,๖๐๐ บาท รองผ้กู ากบั การหรือเทยี บเท่า ใหไ้ ดร้ ับเดอื นละ ๔,๗๐๐ บาท สารวัตรหรอื เทยี บเท่า ให้ไดร้ ับเดอื นละ ๔,๐๐๐ บาท รองสารวตั รหรือเทยี บเทา่ ให้ได้รบั เดอื นละ ๓,๕๐๐ บาท ผู้บงั คับหมูห่ รอื เทียบเท่า ให้ได้รบั เดอื นละ ๓,๐๐๐ บาท ข้าราชการตารวจผู้ได้รับการแต่งต้ังและเข้าปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ไม่เต็มเดือน ในเดอื นใดให้มีสิทธ์ิได้รับ ต.ว.ท. สาหรับเดือนนั้นตามส่วนจานวนวันที่ได้ดารงตาแหน่งและปฏิบัติหน้าท่ี ดังกล่าว ถ้าเดือนใดไม่ได้ปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการแต่งตั้งไม่มีสิทธิได้รับ ต.ว.ท. สาหรับเดอื นนน้ั เวน้ แต่เปน็ กรณดี ังต่อไปน้ี ก. ไปราชการหรือไปชว่ ยราชการ ขา้ ราชการตารวจผใู้ ดไปราชการหรือไปช่วยราชการ โดยไม่ได้ปฏิบัติหน้าท่ีในตาแหน่ง ที่มีสิทธิได้รับ ต.ว.ท. รวมแล้วเกิน ๗ วันใน ๑ เดือน ให้ตัดเงินเพิ่มตามจานวนวันที่ไปราชการ หรือไปชว่ ยราชการในเดอื นนนั้ ข. เจบ็ ปวุ ยจากการปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีราชการ ข้าราชการตารวจผู้ใดเจ็บปุวยเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการจนเป็นเหตุให้ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้และได้รับอนุญาตให้ลาให้ยังคงมีสิทธิได้รับ ต.ว.ท. แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน ๑๘๐ วัน ค. ได้รบั อนุญาตใหล้ า (๑) ไดร้ บั อนุญาตให้ลาปวุ ยใหม้ ีสิทธิไดร้ บั ต.ว.ท. ระหว่างลาได้ในปีหน่ึงไม่เกิน ๖๐ วัน ทาการ (๒) ได้รับอนุญาตให้ลาคลอดบุตรให้มีสิทธิได้รับ ต.ว.ท. ระหว่างลาได้ในปีหน่ึงไม่เกิน ๙๐ วนั (๓) ได้รับอนุญาตให้ลากิจส่วนตัวให้มีสิทธิได้รับ ต.ว.ท. ระหว่างลาได้ในปีหน่ึงไม่เกิน ๔๕ วนั ทาการ แต่ในปีทีเ่ ร่มิ รบั ราชการใหม้ ีสิทธิไดร้ บั ต.ว.ท. ระหว่างลาไดไ้ ม่เกนิ ๑๕ วันทาการ
คาอธบิ ายการบรหิ ารงานกาลังพล สานกั งานตารวจแห่งชาติ 99 (๔) ได้รับอนุญาตให้ลาพักผ่อนประจาปีให้มีสิทธิได้รับ ต.ว.ท. ระหว่างลาได้ไม่เกิน ระยะเวลาทผี่ ูน้ น้ั มีสิทธิลาพักผ่อนประจาปีตามทกี่ าหนดไว้ในระเบียบว่าดว้ ยการลาของขา้ ราชการ (๕) ได้รับอนุญาตให้ลาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาหรือลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งมิใช่การลาภายในระยะเวลา ๑๒ เดือนแรกท่ีเข้ารับราชการ และตั้งแต่เริ่มรับราชการยังไม่เคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือยังไม่เคยประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมอื งเมกกะ ให้มีสิทธิไดร้ ับ ต.ว.ท. ระหว่างลาได้ไม่เกนิ ๖๐ วนั (๖) ได้รับอนุญาตให้ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัยท่ีไม่เกี่ยวกับ การปฏิบัตงิ านด้านนิตวิ ิทยาศาสตร์ ใหม้ สี ทิ ธิไดร้ ับ ต.ว.ท. ระหว่างลาไดไ้ มเ่ กนิ ๖๐ วนั ง. ข้าราชการตารวจผู้ใดที่ทางราชการส่งไปเข้ารับการศึกษาอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติ งานวิจยั ที่ไม่เกย่ี วกบั การปฏบิ ัตงิ านดา้ นนิติวทิ ยาศาสตร์ให้มสี ิทธไิ ด้รบั ต.ว.ท. ต่อไปไดไ้ มเ่ กนิ ๙๐ วนั สิทธิในการไดร้ บั ต.ว.ท. ส้ินสุดลงเมอื่ (๑) พ้นจากตาแหน่งท่ีมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่ง ผู้ปฏบิ ัตงิ านด้านนิตวิ ิทยาศาสตร์ (๒) พ้นจากหนา้ ที่ราชการสานกั งานตารวจแหง่ ชาติไม่วา่ กรณใี ด ผู้ใดมีตาแหน่งหน้าที่ที่จะได้รับเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศ ษหลายตาแหน่ง หรือเงนิ ประจาตาแหน่งอนื่ ใด ให้เลือกรับได้เพยี งตาแหน่งเดียว ให้ผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้ส่ังเลื่อนเงินเดือนหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ มอบหมายให้มีอานาจพิจารณาหรือสั่งเล่ือนเงินเดือน เป็นผู้ออกคาส่ังให้ข้าราชการตารวจท่ีอยู่ใน บังคบั บญั ชาไดร้ ับหรอื หมดสิทธิรบั เงินเพ่มิ สาหรบั ตาแหน่งทมี่ เี หตุพเิ ศษตามระเบียบน้ี เงนิ เพม่ิ สาหรบั ตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์เป็นเงินที่มี กาหนดจ่ายเปน็ รายเดอื นเช่นเดียวกับเงินเดือน ในกรณีที่ถูกส่ังพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน เพ่ือรอฟังผลการสอบสวนซ่ึงเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นให้งดจ่าย ในกรณีที่กลับเข้ารับราชการ ใหจ้ ่ายเงนิ เพิม่ สาหรบั ตาแหนง่ ที่มเี หตุพเิ ศษตามส่วนสัมพันธ์ของเงนิ เดือนที่ได้รับ เงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ปฏิบัติงานด้านนิติวิทยาศาสตร์เป็นเงินท่ีจ่าย ควบกับเงนิ เดอื นแตไ่ มน่ าไปรวมเพือ่ คานวณบาเหน็จบานาญ ผ้ปู ฏบิ ัตงิ านก้ภู ยั ระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ปฏิบัติงานกู้ภัย พ.ศ. ๒๕๕๓ ลงวันท่ี ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ กาหนดไว้ว่าเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตาแหน่งผู้ปฏิบัติงานกู้ภัย “ผู้ปฏิบัติงานกู้ภัย” หมายความว่า ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่ง ผู้ปฏิบัติงานกู้ภัยและเป็นผู้ทาการระงับอัคคีภัย หรือดับเพลิง กู้ภัย บรรเทาสาธารณภัย ช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ อันเกิดขึ้นทั้งทางบก ทางน้า และทางอากาศ ซ่ึงอยู่ในสภาพท่ีจะก่อให้เกิด อันตรายหรือความเสียหายต่อบุคคลหรือทรัพย์สิน ตั้งแต่ตาแหน่งรองผู้กากับการหรือเทียบเท่า รองผกู้ ากับการลงมา ซงึ่ ดารงตาแหน่งในระดับผ้ปู ฏิบัติงานหรือผคู้ วบคมุ การปฏิบัตงิ านโดยใกล้ชดิ “ต.ก.ภ.” หมายความว่า เงินเพมิ่ สาหรบั ตาแหน่งที่มีเหตุพเิ ศษตาแหน่งผู้ปฏิบัติงานกู้ภัย
100 อนุชยั ณ วชั รเจริญ ผู้ปฏิบัติงานกู้ภัยซ่ึงมีสิทธิได้รับ ต.ก.ภ. จะต้องเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ แลว้ และปรากฏวา่ เปน็ ผูม้ ีคณุ สมบัตดิ ังตอ่ ไปนี้ (๑) สาเร็จหลักสตู รบรรเทาสาธารณภัยและดับเพลิง หรือหลักสูตรนักกู้ภัย ซ่ึงมีระยะเวลา การฝึกอบรมไม่น้อยกว่า ๑๐ สปั ดาห์ ของสานกั งานตารวจแหง่ ชาติ หรอื หลักสตู รอื่นที่ ก.ตร.รับรอง (๒) สมรรถภาพของรา่ งกายและจิตใจสมบูรณพ์ ร้อมทีจ่ ะปฏิบัติหน้าทีใ่ นตาแหน่งได้ ผู้ปฏิบัติงานกู้ภัยมีสิทธิได้รับ ต.ก.ภ. ต้ังแต่วันที่ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการ และสานักงานตารวจแห่งชาติมีคาสั่งแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งและเข้าปฏิบัติหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกู้ภัย ตามอตั ราดงั น้ี ชนั้ สญั ญาบตั ร เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ประทวน เดอื นละ ๒,๓๐๐ บาท ท้ังนี้ ไม่กอ่ นวันทรี่ ะเบยี บนม้ี ีผลใช้บงั คับ ผู้ปฏิบัติงานกู้ภัยผู้ใดที่ไปราชการซึ่งมิได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในตาแหน่งที่มีสิทธิได้รับ ต.ก.ภ. หรือลาเกิน ๑๕ วันในหน่ึงเดือน ให้งดจ่าย ต.ก.ภ. ในเดือนน้ัน เว้นแต่เป็นการลาปุวยเน่ืองจาก ได้รับการปุวยเจ็บเพราะเหตุปฏบิ ัตงิ านกู้ภยั ตามคาส่งั ของผบู้ ังคับบัญชา ผู้ปฏิบัติงานกู้ภัยผู้ใดที่ทางราชการส่งไปเข้ารับการศึกษา อบรม ดูงาน หรือปฏิบัติงานวิจัย ท่ีไม่เกีย่ วกับการปฏบิ ัติงานกภู้ ยั ใหม้ สี ิทธิไดร้ บั ต.ก.ภ. ต่อไปไดไ้ ม่เกิน ๙๐ วนั กรณที ี่สานักงานตารวจแห่งชาตจิ ดั อบรมหรอื พิจารณาคัดเลือก ให้ผู้ปฏิบัติงานกู้ภัยไปราชการ เพ่ือเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่างๆ ท้ังในและต่างประเทศเพ่ือเป็นการพัฒนาความรู้ ความสามารถ ในการปฏิบตั ิงานกภู้ ยั ให้มีสทิ ธิไดร้ บั ต.ก.ภ. เตม็ จานวน ผู้ปฏบิ ัติงานกภู้ ัยพ้นจากตาแหน่งเม่อื (๑) สมรรถภาพของรา่ งกายและจติ ใจไม่สมบูรณ์พอที่จะทาหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานกู้ภัยได้ ให้ พ้นจากตาแหน่งนับแต่วันถัดจากวันสิ้นปีท่ีคณะกรรมการมีความเห็นว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ ผปู้ ฏิบตั งิ านกู้ภยั ต่อไปได้ ในกรณีท่ีไม่ได้รับการตรวจสอบสมรรถภาพของร่างกายและจิตใจ ให้พ้นจากตาแหน่ง เช่นเดียวกบั วรรคแรก (๒) พน้ จากหนา้ ทีร่ าชการสานักงานตารวจแหง่ ชาติไมว่ า่ กรณใี ด (๓) ไดร้ บั การแตง่ ตั้งใหด้ ารงตาแหนง่ อืน่ หรอื ดารงตาแหนง่ ในสงั กัดอืน่ (๔) มีความประพฤติไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอานาจออกคาส่ัง ส่ังให้ พน้ จากตาแหนง่ สิทธิในการได้รับ ต.ก.ภ. สิ้นสุดลง เมื่อพ้นจากตาแหน่งผู้ปฏิบัติงานกู้ภัย เว้นแต่กรณีพ้นจาก ตาแหน่งหน้าท่ีผู้ปฏิบัติงานกู้ภัย เพราะร่างกายไม่สมบูรณ์เนื่องจากปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงาน กู้ภัย ให้ได้รับ ต.ก.ภ. อีกได้ตามที่สานักงานตารวจแห่งชาติเห็นสมควร แต่ต้องไม่เกินสบิ สองเดอื น นับแตว่ นั พน้ จากตาแหนง่ หน้าท่ผี ปู้ ฏิบตั งิ านกภู้ ยั ผู้ใดมีตาแหน่งหน้าท่ีท่ีจะได้รับเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษหลายตาแหน่ง หรือเงินประจาตาแหนง่ อ่นื ใด ใหเ้ ลอื กรับได้เพยี งตาแหน่งเดียว
คาอธิบายการบรหิ ารงานกาลังพล สานักงานตารวจแห่งชาติ 101 ให้ผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้ส่ังเลื่อนเงินเดือนหรือผู้บังคับบัญชาซ่ึงผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ มอบหมายให้มีอานาจพิจารณาหรือส่ังเล่ือนเงินเดือน เป็นผู้ออกคาส่ังให้ข้าราชการตารวจที่อยู่ใน บังคบั บญั ชาได้รบั หรือหมดสิทธริ บั เงินเพิม่ สาหรบั ตาแหนง่ ทมี่ ีเหตุพเิ ศษตามระเบยี บน้ี ต.ก.ภ. เป็นเงินที่มีกาหนดจ่ายเป็นรายเดือนเช่นเดียวกับเงินเดือน ในกรณีท่ีถูกส่ังพักราชการ หรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนเพื่อรอฟังผลการสอบสวนซ่ึงเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นให้งดจ่าย ในกรณีท่ีกลับเข้ารับราชการให้จ่ายเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามส่วนสัมพันธ์ของเงินเดือน ทไี่ ดร้ ับ ผทู้ าหน้าที่ปกครองโรงเรยี น ระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งท่ีมีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาหน้าท่ีปกครอง โรงเรียน พ.ศ. ๒๕๕๔ ลงวันท่ี ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ กาหนดไว้ว่าเงินเพ่ิมสาหรับตาแหน่งท่ีมี เหตุพิเศษตาแหนง่ ผู้ทาหน้าที่ปกครองโรงเรียน คาว่า “ผู้ทาหน้าที่ปกครองโรงเรียน” หมายความว่า ข้าราชการตารวจชั้นสัญญาบัตร หรือชั้นประทวน ตั้งแต่ตาแหน่งรองผู้กากับการหรือเทียบ รองผู้กากับการลงมา ท่ีทาหน้าที่ปกครองนักเรียน นักศึกษา หรือผู้เข้ารับการฝึกอบรมในโรงเรียน ตามที่ ก.ตร. กาหนด “พ.ร.ต.” หมายความว่า เงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาหน้าที่ปกครอง โรงเรียน “โรงเรยี น” หมายความวา่ สถาบนั การศกึ ษาของสานกั งานตารวจแหง่ ชาติ และใหห้ มายความ รวมถึงสถาบันการศกึ ษาทเ่ี รียกชือ่ อย่างอนื่ ทมี่ ตี าแหนง่ ผทู้ าหน้าที่ปกครองโรงเรียนปฏิบัติหนา้ ท่ี ผูท้ าหน้าท่ีปกครองโรงเรยี นซ่ึงมสี ทิ ธไิ ด้รบั พ.ร.ต. จะต้องประพฤติตนให้เป็นตัวอย่าง หรือ เป็นแบบอย่างให้แก่ผู้เข้ารับการศึกษาอบรม และเป็นผู้ท่ีผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการแล้ว ยังต้องเปน็ ผมู้ คี ุณสมบตั ดิ งั ตอ่ ไปน้ี (๑) สาเรจ็ หลกั สูตรท่กี าหนดไวเ้ พื่อผทู้ าหนา้ ท่ีปกครองโรงเรยี น (๒) สมรรถภาพของร่างกายและจิตใจสมบูรณ์พร้อมท่ีจะปฏิบัติหน้าท่ีในตาแหน่งได้ตามที่ สานักงานตารวจแห่งชาตกิ าหนด ใหผ้ ูท้ าหนา้ ท่ีปกครองโรงเรียนได้รบั พ.ร.ต. เมอื่ ครบองคป์ ระกอบดงั ตอ่ ไปน้ี (๑) ดารงตาแหนง่ ผูท้ าหน้าท่ีปกครองโรงเรยี น (๒) ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการ (๓) มคี าสงั่ แตง่ ตง้ั ให้ทาหน้าทป่ี กครองโรงเรยี น (๔) ปฏิบัตหิ น้าทผี่ ู้ทาหน้าทปี่ กครองโรงเรียน ใหผ้ ทู้ าหนา้ ที่ปกครองโรงเรียนได้รับ พ.ร.ต. ในอตั ราดังต่อไปนี้ (๑) รองผู้กากับการหรือเทียบรองผกู้ ากบั การ ใหไ้ ดร้ ับเดอื นละ ๒,๐๐๐ บาท (๒) สารวตั รหรอื เทียบสารวัตร ใหไ้ ด้รับเดือนละ ๑,๙๐๐ บาท (๓) รองสารวัตรหรือเทยี บรองสารวัตร ให้ได้รบั เดอื นละ ๑,๓๐๐ บาท (๔) ผู้บงั คบั หมหู่ รือเทียบผู้บงั คับหมู่ ให้ได้รับเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท
102 อนุชัย ณ วชั รเจริญ ให้ผู้ที่ทาหน้าที่ปกครองโรงเรียนได้รับ พร.ต. ตั้งแต่วันท่ีได้รับแต่งต้ังเป็นผู้ทาหน้าท่ี ปกครองโรงเรียน และต้องปฏบิ ตั ิหน้าที่หลกั ของตาแหน่งทไ่ี ด้รบั การแตง่ ตั้ง เว้นแต่ในกรณดี งั ตอ่ ไปนี้ ก. ไปราชการหรือไปชว่ ยราชการ ผู้ทาหน้าที่ปกครองโรงเรียนผู้ใดไปราชการหรือไปช่วยราชการ โดยไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ในตาแหนง่ ทม่ี ีสิทธไิ ดร้ ับ พ.ร.ต. รวมแลว้ เกิน ๗ วนั ในเดือนหนึ่ง ให้ตัดเงนิ เพ่มิ ตามจานวนวันทีไ่ ปราชการ หรือไปชว่ ยราชการในเดอื นน้นั ข. เจ็บปุวยจากการปฏิบตั ิหนา้ ทีร่ าชการ ผู้ทาหน้าท่ีปกครองโรงเรียนผู้ใดท่ีเจ็บปุวยอันเน่ืองมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ เป็นเหตุให้ไม่สามารถทาหน้าที่ได้และได้รับอนุญาตให้ลาให้ยังคงมีสิทธิได้รับ พ.ร.ต. แต่ท้ังน้ีต้องไม่เกิน ๑๘๐ วนั ค. ได้รับอนญุ าตให้ (๑) ลาปุวย ใหม้ ีสิทธิได้รบั พ.ร.ต. ระหว่างลาไดใ้ นปีหนง่ึ ไมเ่ กนิ ๖๐ วนั ทาการ (๒) ลาคลอดบุตรให้มีสิทธไิ ด้รับ พ.ร.ต. ระหวา่ งลาไดไ้ มเ่ กนิ ๙๐ วนั (๓) ลากิจส่วนตัว ให้มีสิทธิได้รับ พ.ร.ต. ระหว่างลาได้ในปีหนึ่งไม่เกิน ๔๕ วันทาการ แต่ในปีท่ีเร่ิมรับราชการให้มสี ทิ ธิไดร้ บั พ.ร.ต. ระหวา่ งลาได้ไม่เกนิ ๑๕ วนั ทาการ (๔) ลาพักผ่อนประจาปี ให้มีสิทธิได้รับ พ.ร.ต. ระหว่างลาได้ไม่เกินระยะเวลาท่ีผู้นั้น มีสทิ ธลิ าพักผอ่ นประจาปีตามท่ีกาหนดไวใ้ นระเบียบว่าดว้ ยการลาของขา้ ราชการ (๕) ลาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งมิใช่เป็นการลาภายในระยะเวลา ๑๒ เดือนแรกที่เข้ารับราชการ และต้ังแต่ เร่ิมรับราชการยังไม่เคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือยังไม่เคยประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ให้มสี ิทธไิ ดร้ ับ พ.ร.ต. ระหวา่ งลาได้ไมเ่ กนิ ๖๐ วัน (๖) ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย ให้มีสิทธิได้รับ พ.ร.ต. ได้ ไม่เกิน ๖๐ วัน ง. ทางราชการสั่งให้ไปเข้ารับการฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติงานวิจัยที่ไม่เกี่ยวกับ การทาหน้าที่ปกครองโรงเรียน ให้มีสิทธิได้รับ พ.ร.ต. ต่อไปได้ไม่เกิน ๙๐ วัน โดยการพิจารณาว่า หลักสูตรการฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติงานวิจัยหลักสูตรใดเป็นหลักสูตรที่เก่ียวข้อง หรือไม่เก่ียวข้อง กับการทาหน้าท่ปี กครองโรงเรยี น ให้เปน็ ไปตามทีส่ านักงานตารวจแหง่ ชาตกิ าหนด กรณีท่ีสานักงานตารวจแห่งชาติจัดอบรม หรือพิจารณาคัดเลือกให้ผู้ทาหน้าท่ี ปกครองโรงเรียนไปราชการเพ่ือเช้ารับการอบรมในหลักสูตรต่างๆ ท้ังในและต่างประเทศ เพ่ือเป็นการ พัฒนาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ปกครองโรงเรียนตามที่สานักงานตารวจแห่งชาติกาหนด ให้มสี ิทธิไดร้ บั พ.ร.ต. เต็มจานวน สิทธิในการไดร้ บั พ.ร.ต. ส้นิ สดุ เมอื่ (๑) ไม่ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการ (๒) จงใจหรือละเว้นไม่เข้ารบั การตรวจสอบจากคณะกรรมการ (๓) พ้นจากหน้าทรี่ าชการสานกั งานตารวจแห่งชาตไิ ม่วา่ กรณีใดๆ (๔) พน้ จากตาแหน่งทีม่ สี ิทธไิ ด้รบั พ.ร.ต. ตามระเบียบน้ี หรอื
คาอธบิ ายการบรหิ ารงานกาลงั พล สานักงานตารวจแหง่ ชาติ 103 (๕) มีความประพฤติไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นแบบอย่างอันดีในฐานะผู้ทาหน้าท่ี ปกครองโรงเรียน หรือไม่มีความวิริยะ อุตสาหะ อุทิศตนต่อหน้าที่เป็นเหตุให้ผู้มีอานาจออกคาส่ัง ระงบั การทาหนา้ ที่ หรอื พ้นจากหนา้ ที่ ผู้ใดมีตาแหน่งหน้าที่ที่จะได้รับเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษหลายตาแหน่ง ใหเ้ ลือกรบั เงนิ เฉพาะตาแหนง่ ท่ีมีเหตุพิเศษเพียงตาแหน่งเดยี ว ให้ผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้ส่ังเล่ือนเงินเดือนหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ มอบหมายให้มีอานาจพิจารณาหรือส่ังเลื่อนเงินเดือน เป็นผู้ออกคาสั่งให้ข้าราชการตารวจอยู่ใน บังคบั บัญชาไดร้ ับหรือหมดสิทธริ ับเงนิ เพิ่มสาหรบั ตาแหนง่ ทม่ี เี หตุพเิ ศษตามระเบยี บน้ี พ.ร.ต. เป็นเงินท่ีกาหนดจ่ายเป็นรายเดือน ลักษณะจ่ายควบกับเงินเดือน แต่ไม่นาไปคานวณ บาเหนจ็ บานาญ ในกรณีท่ีถกู ส่งั พกั ราชการหรือให้ออกจากราชการไวก้ อ่ นให้งดจา่ ยนับแต่วันท่ีถูกส่ังพักราชการ หรือให้ออกจากราชการไว้กอ่ น ในกรณที ่ีกลับเขา้ รบั ราชการ ใหจ้ า่ ยเงินเพ่ิมสาหรับตาแหน่งท่ีมีเหตุพิเศษตามส่วนสัมพันธ์ ของเงนิ เดอื นท่ีไดร้ ับ ผู้ปฏบิ ตั ิงานดา้ นอารกั ขาบคุ คลสาคัญ ระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ปฏิบัติงาน ด้านอารักขาบคุ คลสาคัญ พ.ศ. ๒๕๕๕ ลงวันท่ี ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕ กาหนดไว้ว่าเงินเพิ่ม สาหรับตาแหน่งท่ีมีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ปฏิบัติงานด้านอารักขาบุคคลสาคัญ คาว่า “ผู้ปฏิบัติงาน ด้านอารักขาบุคคลสาคัญ” หมายความว่า ผู้ที่ดารงตาแหน่งหัวหน้านายตารวจราชสานักประจา รองหัวหน้านายตารวจราชสานักประจา นายเวรหัวหน้านายตารวจราชสานักประจา ผู้ช่วยนายเวร หัวหน้านายตารวจราชสานักประจา นายเวรรองหัวหน้านายตารวจราชสานักประจา ผู้ช่วยนายเวร รองหัวหน้านายตารวจราชสานักประจา และผู้ที่ดารงตาแหน่งในสังกัดสานักงานนายตารวจ ราชสานักประจา ตามที่ ก.ตร. กาหนด “การปฏิบัติงานด้านอารักขาบุคคลสาคัญ” หมายความว่า การปฏิบัติการ การระวัง การปอู งกนั การวางแผน อานวยการ ประสานงาน ดาเนินการ รวมท้ังการพิจารณาและให้คาแนะนา หรือมีส่วนร่วมในการรักษาความปลอดภัยสาหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระรัชทายาท ผ้สู าเรจ็ ราชการแทนพระองค์ พระบรมวงศานุวงศ์ ผู้แทนพระองค์ และพระราชอาคันตกุ ะ “ต.อ.บ.” หมายความว่า เงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งท่ีมีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ปฏิบัติงาน ดา้ นอารกั ขาบคุ คลสาคญั ผปู้ ฏบิ ัตงิ านด้านอารกั ขาบุคคลสาคญั มีสิทธไิ ด้รับ ต.อ.บ. ในอตั ราดังตอ่ ไปนี้ (๑) ระดับชัน้ สญั ญาบตั ร เดอื นละ ๗,๐๐๐ บาท (๒) ระดับชั้นประทวน เดอื นละ ๕,๓๐๐ บาท
104 อนชุ ัย ณ วัชรเจรญิ ให้ผู้ปฏิบัติงานด้านอารักขาบุคคลสาคัญ ได้รับ ต.อ.บ. ตั้งแต่วันที่ได้รับการแต่งต้ังเป็น ผู้ปฏิบัติงานด้านอารักขาบุคคลสาคัญและต้องปฏิบัติหน้าที่หลักของตาแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้ง เว้นแต่ในกรณดี ังตอ่ ไปน้ี ก. ไปราชการหรือไปช่วยราชการ โดยไม่ได้ปฏิบัติงานในตาแหน่งที่มีสิทธิได้รับ ต.อ.บ. รวมแล้วเกนิ ๗ วันในหนึง่ เดอื น ใหต้ ดั ต.อ.บ. ตามจานวนวนั ทไ่ี ปราชการหรือไปช่วยราชการในเดือนนนั้ ข. เจ็บปุวยอันเน่ืองมาจากการปฏิบัติหน้าท่ีราชการเป็นเหตุให้ไม่สามารถทาหน้าที่ได้ และไดร้ บั อนุญาตใหล้ า ให้ยังคงมีสิทธิไดร้ บั ต.อ.บ. แต่ท้งั นี้ต้องไม่เกิน ๑๘๐ วัน ค. ได้รับอนญุ าตให้ (๑) ลาปุวย ให้มีสิทธิไดร้ บั ต.อ.บ. ระหว่างลาไดใ้ นปหี นง่ึ ไม่เกิน ๖๐ วันทาการ (๒) ลาคลอดบตุ ร ให้มสี ทิ ธิไดร้ ับ ต.อ.บ. ระหว่างลาได้ในปหี นง่ึ ไม่เกนิ ๙๐ วนั (๓) ลากิจส่วนตัว ให้มีสิทธิได้รับ ต.อ.บ. ระหว่างลาได้ในปีหนึ่งไม่เกิน ๔๕ วันทาการ แตใ่ นปที ่เี ร่มิ รบั ราชการให้มีสทิ ธไิ ด้รับ ต.อ.บ. ระหวา่ งลาได้ไมเ่ กนิ ๑๕ วนั ทาการ (๔) ลาพกั ผอ่ นประจาปี ให้มสี ทิ ธไิ ด้รับ ต.อ.บ. ระหว่างลาได้ไม่เกินระยะเวลาที่ผู้นั้น มีสิทธิลาพักผ่อนประจาปตี ามทก่ี าหนดไวใ้ นระเบยี บว่าดว้ ยการลาของขา้ ราชการ (๕) ลาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซ่ึงมิใช่เป็นการลาภายในระยะเวลา ๑๒ เดือนแรกที่เข้ารับราชการ และตั้งแต่ เริ่มรับราชการยังไม่เคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือยังไม่เคยประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ใหม้ สี ทิ ธิได้รับ ต.อ.บ. ระหว่างลาไดไ้ มเ่ กนิ ๖๐ วัน (๖) ลาไปศกึ ษา ฝกึ อบรม ดงู าน หรือปฏิบตั กิ ารวิจยั ให้มีสิทธิได้รับ ต.อ.บ. ระหว่างลาได้ ไมเ่ กิน ๖๐ วนั ง. ทางราชการส่ังให้ไปเข้ารับการฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติงานวิจัยที่ไม่เกี่ยวกับ การปฏิบตั งิ านดา้ นอารักขาบุคคลสาคญั ใหม้ ีสิทธไิ ดร้ บั ต.อ.บ. ต่อไปได้ไม่เกิน ๙๐วัน โดยการพิจารณาว่า หลักสูตรการฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติงานวิจัยหลักสูตรได้เป็นหลักสูตรท่ีเก่ียวข้องกับการปฏิบัติงาน ดา้ นอารักขาบุคคลสาคัญ ให้เป็นอานาจของสานักงานตารวจแห่งชาตทิ ่ีจะพิจารณากาหนดหรอื เห็นชอบ จ. กรณีที่สานักงานตารวจแห่งชาติจัดอบรม หรือพิจารณาคัดเลือกให้ผู้ปฏิบัติงาน ด้านอารักขาบุคคลสาคัญไปราชการเพื่อเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพือ่ เป็นการพฒั นาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ด้านอารักขาบุคคลสาคัญ ให้มีสิทธิได้รับ ต.อ.บ. เต็มจานวน โดยใหเ้ ปน็ ไปตามที่สานกั งานตารวจแห่งชาติเห็นชอบในหลกั สูตรนั้นๆ สทิ ธิในการได้รับ ต.อ.บ. ส้นิ สุดเมอื่ (๑) พน้ จากตาแหน่งทม่ี สี ทิ ธไ์ิ ดร้ บั ต.อ.บ. ตามระเบียบน้ี หรือ (๒) พน้ จากหน้าท่ีราชการสานักงานตารวจแหง่ ชาติไมว่ ่ากรณีใดๆ ผใู้ ดมตี าแหน่งหน้าทที่ ีจ่ ะไดร้ บั เงนิ เพ่ิมสาหรบั ตาแหนง่ ทม่ี ีเหตุพิเศษหลายตาแหน่งให้เลือก รบั เงินเฉพาะตาแหน่งท่ีมเี หตุพเิ ศษเพียงตาแหน่งเดียว
คาอธบิ ายการบรหิ ารงานกาลงั พล สานักงานตารวจแห่งชาติ 105 ให้ผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้ส่ังเลื่อนเงินเดือนหรือผู้บังคับบัญชาซ่ึงผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ มอบหมายให้มีอานาจพิจารณาหรือส่ังเล่ือนเงินเดือน เป็นผู้ออกคาส่ังให้ข้าราชการตารวจท่ีอยู่ใน บงั คับบัญชามีสิทธไิ ดร้ ับหรอื หมดสิทธริ ับเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มเี หตุพเิ ศษตามระเบียบนี้ ต.อ.บ. เป็นเงนิ ทม่ี กี าหนดจ่ายเปน็ รายเดอื น ลกั ษณะจ่ายควบกับเงินเดือน แต่ไม่นาไปรวม คานวณบาเหน็จบานาญ ในกรณีท่ีถูกสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนให้งดจ่าย นับแต่วันที่ถูกสั่ง พกั ราชการ หรอื ใหอ้ อกจากราชการไวก้ ่อน ในกรณีที่กลบั เขา้ รบั ราชการ ใหจ้ ่ายเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตามส่วนสัมพันธ์ ของเงนิ เดอื นทไ่ี ด้รบั ตาแหน่งทีป่ ระจาอยู่ในต่างประเทศ ระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพ่ิมสาหรับตาแหน่งท่ีประจาอยู่ในต่างประเทศ พ.ศ.๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๔ กนั ยายน พ.ศ. ๒๕๕๗ กาหนดไว้วา่ “ตาแหน่งที่ประจาอย่ใู นตา่ งประเทศ” หมายความว่า ตาแหน่งที่ ก.ตร. กาหนดให้เป็น ตาแหนง่ ทป่ี ระจาอยใู่ นต่างประเทศ “พ.ข.ต.” หมายความว่า เงินเพิ่มสาหรับข้าราชการซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่ง ที่ประจาอยูใ่ นตา่ งประเทศ “บุตร” หมายความว่า บุตรชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่หมายความรวมถึงบุตรบุญธรรม หรอื บุตรซึ่งไดย้ กใหเ้ ปน็ บุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นแล้ว ข้าราชการตารวจที่จะได้รับ พ.ข.ต. ตามระเบียบน้ีจะต้องได้รับแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่ง ทปี่ ระจาอยู่ในต่างประเทศ และได้ไปปฏิบัติหน้าทใ่ี นตาแหนง่ ดังกล่าว ในกรณีท่ีคู่สมรสหรือบุตรของข้าราชการตารวจได้อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นการประจากับ ข้าราชการตารวจในประเทศท่ีข้าราชการตารวจผู้น้ันประจาการ ก็ให้ข้าราชการตารวจผู้นั้นได้รับ พ.ข.ต. สาหรบั กรณดี ังกลา่ วตามระเบียบนดี้ ้วย ขา้ ราชการตารวจอาจได้รับ พ.ข.ต. ตามระเบยี บนีด้ ังต่อไปน้ี (๑) พ.ข.ต. สาหรบั ตนเองในกรณที ไ่ี ดร้ บั แตง่ ตัง้ ให้ดารงตาแหน่งที่ประจาอยู่ในต่างประเทศ โดยใหไ้ ดร้ บั ตามอัตราท่กี ระทรวงการคลงั กาหนด (๒) พ.ข.ต. สาหรับคสู่ มรส โดยให้ไดร้ บั ในอัตราร้อยละสามสิบของอัตรา พ.ข.ต. ตาม (๑) (๓) พ.ข.ต. สาหรับบุตร โดยให้ได้รับสาหรับบุตรจานวนไม่เกินสามคน ในอัตราคนละ ร้อยละห้าของอตั รา พ.ข.ต. ตาม (๑) ให้ข้าราชการตารวจไดร้ บั พ.ข.ต. ตามหลกั เกณฑแ์ ละเงอ่ื นไขดงั ต่อไปนี้ (๑) ให้ได้รับตง้ั แตว่ นั ทีผ่ ู้น้นั เข้ารับหนา้ ท่ีจนถึงวันท่ีพ้นจากหน้าที่ในกรณีท่ีต้องส่งมอบงาน ในหน้าท่ี ให้ได้รับจนถึงวันที่ส่งมอบงานเสร็จ แต่ไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่พ้นจากหน้าท่ี ในกรณีที่ จาเปน็ ตอ้ งส่งมอบงานเกนิ กวา่ สบิ ห้าวนั ให้ไดร้ ับสาหรบั วันทเ่ี กินกว่านนั้ เมือ่ ได้รบั อนุมตั จิ ากนายกรัฐมนตรี แต่เม่อื รวมกนั แล้วตอ้ งไม่เกนิ สามสบิ วนั
106 อนุชยั ณ วชั รเจริญ (๒) ในกรณีท่ีได้รับคาส่ังให้เดินทางไปรักษาการในตาแหน่งหรือรักษาราชการแทน ในตา่ งประเทศซ่ึงมใิ ชป่ ระเทศท่ีข้าราชการตารวจผู้นนั่ ได้รบั แตง่ ต้งั ให้ไปประจาการ ในระหว่างเวลาที่ เดินทางไปปฏิบัติหน้าท่ีตามคาสั่งดังกล่าว ให้ได้รับ พ.ข.ต. ในอัตราของประเทศที่ข้าราชการตารวจ ผนู้ ้นั ไปปฏบิ ัตริ าชการ โดยใหไ้ ด้รบั ในอัตราตามระดบั ตาแหน่งของขา้ ราชการตารวจผ้นู ้นั แต่ถา้ เป็นกรณีท่ี ได้รับคาสั่งให้เดินทางมาช่วยราชการ รักษาราชการในตาแหน่ง หรือรักษาราชการแทนในประเทศไทย ไมใ่ หไ้ ดร้ ับ พ.ข.ต. นบั แตว่ นั ท่เี ดนิ ทางกลับถงึ ประเทศไทย (๓) ในกรณีท่ีประเทศไทยตัดสมั พนั ธ์ทางการทูตหรอื ลดระดับความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศ กับประเทศที่ประจาการ ถ้าผู้นั้นต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าท่ีในประเทศอื่นในระหว่างเวลาดังกล่าว ให้ไดร้ บั พ.ข.ต. ในอัตราของประเทศที่ผู้นั้นไปปฏิบัติราชการโดยให้ได้รับในอัตราตามระดับตาแหน่ง ของข้าราชการตารวจผู้นั้น แต่ถ้าผู้นั้นได้เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว แต่ยังไม่ได้รับแต่งตั้งให้ ดารงตาแหน่งอื่น ใหค้ งไดร้ บั พ.ข.ต. ตามท่ไี ด้รับอยู่เดิมต่อไปอีกไต้ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่เดินทาง กลบั ถึงประเทศไทย (๔) ในกรณีที่ได้รับคาสั่งหรือได้รับอนุญาตให้ฝึกอบรมภายในประเทศที่ประจาการ ให้คงได้รบั พ.ข.ต. ตามทไ่ี ด้รบั อยู่ แตถ่ ้ากรณที ่ีได้รบั คาสั่งหรือได้รับอนุญาตให้ฝึกอบรมนอกประเทศ ท่ีประจาการให้ได้รับ พข.ต. สาหรับระยะเวลาดังกล่าวไม่เกินปีงบประมาณละสามสิบวันทาการ นบั ตง้ั แต่วนั ทผ่ี ้นู ้ันเดินทางออกจากประเทศทปี่ ระจาการ (๕) ในกรณีที่ผู้นั้นลาปุวย ลาคลอดบุตร ลากิจส่วนตัว หรือลาพักผ่อน โดยได้รับเงินเดือน ระหว่างการลาและอยู่ภายในประเทศท่ีประจาการ ให้คงได้รับ พ.ข.ต. ตามท่ีได้รับอยู่ แต่ถ้ากรณีผู้นั้น ลาปุวย ลาคลอดบุตร ลากิจส่วนตัว หรือลาพักผ่อนโดยได้รับเงินเดือนระหว่างการลาและได้เดินทาง ออกนอกประเทศท่ีประจาการ ให้ได้รับ พ.ข.ต. สาหรับกรณีดังกล่าวไม่เกินปีงบประมาณละสามสิบวัน ทาการนับต้ังแต่วันท่ีผู้น้ันเดินทางออกจากประเทศท่ีประจาการ กรณีการลาอ่ืนๆ นอกเหนือจากนี้ ไมใ่ หไ้ ด้รบั พ.ข.ต. (๖) ในกรณีที่ผู้นั้นละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควรไม่ให้ได้รับ พ.ข.ต. สาหรับระยะเวลาดงั กล่าว ใหข้ ้าราชการตารวจได้รบั พ.ข.ต. ตามหลกั เกณฑ์และเง่ือนไขดังต่อไปน้ี (๑) คสู่ มรสนัน้ ตอ้ งไมเ่ ป็นผซู้ ่งึ ไดร้ บั เงินเดอื นหรือคา่ จ้างจากทางราชการ (๒) ในกรณีที่คู่สมรสเดินทางเป็นคร้ังคราวออกนอกประเทศที่ข้าราชการตารวจผู้น้ัน ประจาการ ถ้าปหี น่ึงมีเวลารวมกนั ไม่เกนิ เก้าสิบวนั ให้คงไดร้ บั พ.ข.ต. ตามอัตราท่ีได้รับอยู่ แต่ถ้าปีหน่ึง มีเวลารวมกันเกินเก้าสิบวัน ไม่ให้ได้รับ พ.ข.ต. สาหรับวันที่เกินเก้าสิบวันนั้น แต่ถ้าปีหน่ึงมีระยะเวลา รวมกันเกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ไม่ให้ได้รับ พ.ข.ต. ตลอดปีนั้น ยกเวันเป็นการเดินทางออกนอกประเทศ เพ่ือติดตามไปอยู่ร่วมกับข้าราชการตารวจในต่างประเทศ ให้ได้รับ พ.ข.ต. ในอัตราร้อยละสามสิบ ของอตั รา พ.ข.ต. ทีข่ ้าราชการตารวจไดร้ บั (๓) ในกรณีท่ีข้าราชการตารวจไม่ได้รับ พ.ข.ต. ไม่ให้ได้รับ พ.ข.ต. ตามข้อน้ีด้วยตลอดเวลา ทขี่ า้ ราชการตารวจไม่ไดร้ ับ พ.ข.ต. ดงั กลา่ ว
คาอธิบายการบรหิ ารงานกาลงั พล สานกั งานตารวจแห่งชาติ 107 ใหข้ า้ ราชการตารวจไดร้ บั พ.ข.ต. ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (๑) เพ่ือประโยชน์ในการนับจานวนบุตร ให้นับเรียงตามลาดับการเกิดก่อนหลัง ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นบุตรท่ีเกิดจากการสมรสครั้งใด และไม่ว่าบุตรนั้นจะอยู่ในอานาจปกครองของ ข้าราชการตารวจหรือไม่ เว้นแต่ในกรณีที่ยังไม่มีบุตรหรือมีบุตรยังไม่ถึงสามคน ต่อมามีบุตรแฝด ซึง่ ทาใหจ้ านวนบุตรเกินสามคน ข้าราชการตารวจผู้นั้นจะได้รับ พ.ข.ต. สาหรับบุตรแฝดดังกล่าวทุกคน เมือ่ บตุ รแฝดดังกล่าวเป็นบตุ รท่ีเกดิ จากการจดทะเบียนสมรสในกรณที ขี่ า้ ราชการตารวจผูน้ น้ั เป็นชาย หรอื เป็นบตุ รของตนเองในกรณีที่ข้าราชการตารวจผู้น้นั เป็นหญงิ (๒) ในกรณีท่ีบุตรคนที่อยู่ในลาดับที่ได้รับ พ.ข.ต. ถึงแก่ความตายก่อนที่จะบรรลุนิติภาวะ และมีผลทาให้บุตรคนที่ได้รับ พ.ข.ต. อยู่ มีจานวนไม่ถึงสามคน ให้เล่ือนบุตรคนท่ีอยู่ในลาดับถัดไป ขึ้นมาแทนแตถ่ า้ บุตรทอี่ ย่ใู นลาดับถัดไปนน้ั เป็นบตุ รแฝด ให้เลอื่ นบตุ รแฝดมาแทนไดท้ ีละคน (๓) บุตรน้ันตอ้ งยังไมเ่ คยสมรส (๔) บตุ รนนั้ ตอ้ งไม่ไดป้ ระกอบอาชพี (๕) บุตรน้ันต้องยังไม่บรรลุนิติภาวะ ในกรณีที่บรรลุนิติภาวะในขณะที่กาลังศึกษาอยู่ ไม่เกนิ ระดบั ปริญญาตรีหรือเทยี บเทา่ เป็นครั้งแรก ให้ได้รบั พ.ข.ต. ต่อไปแตไ่ มเ่ กนิ อายุยสี่ บิ หา้ ปีบรบิ รู ณ์ (๖) ในกรณีทีบ่ ตุ รเดินทางเป็นคร้ังคราวออกนอกประเทศที่ข้าราชการตารวจผู้นั้นประจาการ ถ้าปีหนึ่งมีเวลารวมกันไมเ่ กินเกา้ สิบวนั ให้คงได้รบั พ.ข.ต. ตามอัตราทไี่ ดร้ บั อยู่ แต่ถ้าปีหนึ่งมีเวลารวมกัน เกินเก้าสิบวันไม่ให้ได้รับ พ.ข.ต. สาหรับวันที่เกินเก้าสิบวันนั้น แต่ถ้าปีหนึ่งมีระยะเวลารวมกัน เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันไม่ให้ได้รับ พ.ข.ต. ตลอดปีนั้น ยกเว้นเป็นการเดินทางออกนอกประเทศ เพ่อื ติดตามไปอยรู่ ว่ มกับข้าราชการตารวจในตา่ งประเทศ ใหไ้ ดร้ ับ พ.ข.ต. สาหรับบุตรในอัตราคนละ ร้อยละหา้ ของอตั รา พ.ข.ต. ท่ีข้าราชการตารวจได้รบั (๗) ในกรณีทีข่ ้าราชการตารวจไมไ่ ดร้ บั พ.ข.ต. ไม่ให้ได้รับ พ.ข.ต. ตามข้อน้ีด้วยตลอดเวลา ท่ขี า้ ราชการตารวจไม่ได้รบั พ.ข.ต. ดังกลา่ ว (๘) ในกรณีท่คี ู่สมรสเปน็ ขา้ ราชการซ่ึงไดร้ บั พ.ข.ต. ดว้ ย และประจาการอยู่ในประเทศ เดยี วกัน ให้เลือกว่าฝาุ ยใดจะเปน็ ผูร้ ับ พ.ข.ต. สาหรบั บตุ ร ขา้ ราชการตารวจซ่งึ ประจาการในเมืองหรือประเทศทมี่ ภี าวะความเป็นอยู่ไม่ปกติ อาจได้รับเงิน อกี จานวนหนึ่งเพ่ิมจาก พ.ข.ต. ท่ีได้รับ เพื่อเป็นค่าพาหนะในการเดินทางระหว่างประเทศปีละหน่ึงครั้ง โดยให้ได้รับเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินอัตราค่าบัตรโดยสารเคร่ืองบินไปและกลับระหว่างประเทศ ที่ประจาการกับประเทศไทย ในกรณีท่ีคู่สมรสหรือบุตรได้อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นการประจากับ ขา้ ราชการตารวจผูน้ นั้ ในเมอื งหรอื ประเทศน้นั ด้วย กอ็ าจไดร้ ับเงนิ เพม่ิ น้ีด้วย หลกั เกณฑก์ ารได้รับเงนิ ตามวรรคหนง่ึ ให้เป็นไปตามท่ีกระทรวงการคลงั กาหนด การนับปีตามระเบียบน้ีให้นับตั้งแต่วันท่ีข้าราชการตารวจผู้นั้นเข้ารับหน้าที่ เว้นแต่ ระเบยี บนีจ้ ะกาหนดไว้เป็นอย่างอื่น การเบกิ จ่าย พ.ข.ต. และเงนิ ตามระเบยี บน้ี ให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจา่ ยเงินเพม่ิ สาหรบั ตาแหน่งที่ประจาอยใู่ นต่างประเทศ
108 อนุชยั ณ วัชรเจริญ ในกรณีที่ผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติมีเหตุผลเป็นพิเศษท่ีเห็นสมควรให้ข้าราชการตารวจ ไดร้ ับ พ.ข.ต. นอกจากทกี่ าหนดไวใ้ นระเบียบนี้ ให้ผ้บู ัญชาการตารวจแหง่ ชาติ เสนอ ก.ตร. พจิ ารณาอนุมตั ิ โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง ผทู้ าหน้าทตี่ รวจสอบสานวนอัยการและใหค้ วามเห็นทางกฎหมาย ระเบยี บ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาหน้าที่ตรวจสอบ สานวนอัยการและให้ความเหน็ ทางกฎหมาย พ.ศ.๒๕๕๗ ลงวันท่ี ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๗ กาหนดไว้ วา่ เงินเพม่ิ สาหรบั ตาแหน่งท่มี ีเหตุพเิ ศษตาแหน่งผทู้ าหน้าที่ตรวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็น ทางกฎหมาย คาวา่ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการท่ีสานักงานตารวจแห่งชาติแต่งตั้งขึ้น เพ่อื กาหนดแนวทางและวธิ ีการประเมินผลงานพร้อมทง้ั มอี านาจหนา้ ท่ีในการประเมนิ ผลงานตามระเบยี บน้ี “การประเมินผลงาน” หมายความว่า ระบบการประเมินผลการปฏิบัติและความรู้ ด้านวชิ าการของผทู้ าหนา้ ทตี่ รวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็นทางกฎหมาย ก่อนและระหว่าง การปฏบิ ตั งิ านในแต่ละปี เพอื่ ให้มีสทิ ธไิ ด้รับเงนิ เพิม่ สาหรับตาแหน่งท่ีมีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาหน้าที่ ตรวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็นทางกฎหมาย “ผู้ทาหน้าท่ีตรวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็นทางกฎหมาย” หมายความว่า ข้าราชการตารวจช้ันสัญญาบัตรผู้มีคุณสมบัติตรงตามคุณสมบัติเฉพาะสาหรับตา แหน่งที่ทาหน้าที่ ตรวจสอบสานวนอัยการและใหค้ วามเห็นทางกฎหมาย “ทาหน้าที่ตรวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็นทางกฎหมาย” หมายความว่า การทาหน้าท่ีตรวจสอบและพิจารณาให้ความเห็นทางคดีในสานวนคดีอาญาตามมาตรา ๔๕ แห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวง และวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ การพิจารณาให้ความเห็นทางกฎหมาย หรือทางคดีในสานวนคดีอาญาแก่สานักงานตารวจแห่งชาติ และการพิจารณาให้ความเห็นหรือ ให้คาปรกึ ษาดา้ นกฎหมายและวชิ าการตามท่ีสานกั งานตารวจแหง่ มอบหมาย “ต.พ.ต.” หมายความว่า เงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งท่ีมีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาหน้าท่ี ตรวจสอบสานวนอยั การและให้ความเหน็ ทางกฎหมาย ผู้ทาหน้าท่ีตรวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็นทางกฎหมายมีสิทธิได้รับ ต.พ.ต. เมอื่ ครบองคป์ ระกอบดังน้ี (๑) ได้รับการแต่งตั้งให้ตารงตาแหน่งผู้ทาหน้าท่ีตรวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็น ทางกฎหมาย (๒) ทาหน้าที่ตรวจสอบสานวนอยั การและให้ความเห็นทางกฎหมายไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ ๘๐ (๓) ผ่านการอบรมหลักสูตรสาหรับผู้ทาหน้าที่ตรวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็น ทางกฎหมาย ที่ ก.ตร.กาหนด (๔) ผา่ นการประเมนิ ผลงานจากคณะกรรมการ
คาอธบิ ายการบรหิ ารงานกาลังพล สานักงานตารวจแห่งชาติ 109 ผู้ทาหนา้ ท่ตี รวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็นทางกฎหมาย ให้ได้รับ ต.พ.ต. ดงั น้ี (๑) ดารงตาแหน่งรองสารวัตร ซึ่งทาหน้าที่ตรวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็น ทางกฎหมายไม่น้อยกว่า ๑ ปีย้อนหลังสาหรับผู้มีวุฒิปริญญาเอก ไม่น้อยกว่า ๒ ปีย้อนหลังสาหรับ ผู้มวี ฒุ ิปรญิ ญาโท หรือไม่น้อยกว่า ๔ ปียอ้ นหลงั สาหรับผูม้ วี ุฒปิ ริญญาตรี ใหไ้ ด้รับเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท (๒) ดารงตาแหน่งสารวัตร หรือรองผู้กากับการ ซ่ึงทาหน้าท่ีตรวจสอบสานวนอัยการ และใหค้ วามเหน็ ทางกฎหมายไม่น้อยกวา่ ๒ ปีย้อนหลงั ให้ไดร้ บั เดอื นละ ๔,๕๐๐ บาท (๓) ดารงตาแหน่งผู้กากับการ หรือรองผู้บังคับการ ซ่ึงทาหน้าที่ตรวจสอบสานวนอัยการ และใหค้ วามเห็นทางกฎหมายไม่นอ้ ยกว่า ๒ ปยี ้อนหลงั ใหไ้ ดร้ ับเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ผู้ทาหน้าที่ตรวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็นทางกฎหมาย ผู้ใดได้รับแต่งตั้ง ให้ปฏิบัติหน้าท่ีในตาแหน่งที่มีสิทธิได้รับ ต.พ.ต. ในระดับสูงขึ้น ให้ผู้นั้นได้รับ ต.พ.ต. ในอัตราเดิม ไปจนกว่าจะมีคุณสมบัตคิ รบถ้วน ใหผ้ ู้ทาหนา้ ท่ตี รวจสอบสานวนอยั การและให้ความเห็นทางกฎหมายต้องปฏิบัติหน้าท่ีหลัก ของตาแหนง่ ทไ่ี ดร้ ับการแต่งตั้ง จึงจะมีสทิ ธิได้รบั ต.พ.ต. เวน้ แต่ในกรณดี งั ตอ่ ไปนี้ ก. ไปราชการหรือไปช่วยราชการ ผู้ทาหน้าที่ตรวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็นทางกฎหมาย ผู้ใดไปราชการ หรือไปช่วยราชการ โดยไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในตาแหน่งที่มีสิทธิได้รับ ต.พ.ต. รวมแล้วเกิน ๗ วัน ในหนึ่งเดือน ให้ตดั เงินเพิ่มตามจานวนวันที่ไปราชการหรือไปชว่ ยราชการในเดือนนั้น ข. เจ็บปวุ ยจากการปฏิบัตหิ นา้ ที่ราชการ ผู้ท า ห น้า ท่ี ต ร วจ ส อบส า น ว นอั ย ก า รแ ล ะให้ ค ว า มเ ห็ น ท าง ก ฎ หม า ย ที่ เจ็ บ ปุ ว ย อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นเหตุให้ไม่สามารถทาหน้าท่ีได้และได้รับอนุญาตให้ลา ใหย้ ังคงมีสิทธิได้รับ ต.พ.ต. แต่ทง้ั นตี้ อ้ งไมเ่ กิน ๑๘๐ วัน ค. ได้รบั อนุญาตให้ (๑) ลาปุวย ใหม้ สี ิทธไิ ดร้ บั ต.พ.ต. ระหว่างลาได้ในปีหน่งึ ไมเ่ กิน ๖๐ วันทาการ (๒) ลาคลอดบุตร ให้มีสิทธิไดร้ บั ต.พ.ต. ระหว่างลาไดไ้ ม่เกิน ๙๐ วัน (๓) ลากิจสว่ นตัว ใหม้ ีสิทธิไดร้ บั ต.พ.ต. ระหว่างลาได้ในปีหน่ึงไม่เกิน ๔๕ วันทาการ แตใ่ นปที ี่เริม่ รบั ราชการใหม้ สี ทิ ธไิ ดร้ ับ ต.พ.ต. ระหวา่ งลาได้ไม่เกิน ๑๕ วนั ทาการ (๔) ลาพกั ผ่อนประจาปี ใหม้ สี ทิ ธไิ ด้รบั ต.พ.ต. ระหวา่ งลาได้ไม่เกินระยะเวลาที่ผู้น้ัน มสี ทิ ธิลาพกั ผอ่ นประจาปตี ามที่กาหนดไวใ้ นระเบียบวา่ ดว้ ยการลาของข้าราชการ (๕) ลาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซ่ึงมิใช่เป็นการลาภายในระยะเวลา ๑๖ เดือนแรกที่เข้ารับราชการ และต้ังแต่ เริม่ รบั ราชการ ยังไม่เคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือยังไม่เคยประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ให้มสี ทิ ธไิ ด้รบั ต.พ.ต. ระหว่างลาได้ไม่เกนิ ๖๐ วนั (๖) ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัย ให้มีสิทธิได้รับ ต.พ.ต. ได้ไม่เกิน ๖๐ วนั
110 อนุชยั ณ วัชรเจริญ ง. ทางราชการสั่งให้ไปเข้ารับการฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติงานวิจัยที่ไม่เกี่ยวกับ การทาหน้าที่ตรวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็นทางกฎหมายให้มีสิทธิได้รับ ต.พ.ต. ต่อไปได้ ไม่เกิน ๙๐ วัน โดยการพิจารณาว่าหลักสูตรการฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติงานวิจัยหลักสูตรใด เป็นหลักสูตรที่เก่ียวข้อง หรือไม่เกี่ยวข้องกับการทาหน้าท่ีตรวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็น ทางกฎหมายใหเ้ ป็นไปตามทส่ี านักงานตารวจแหง่ ชาตกิ าหนด กรณีท่ีสานักงานตารวจแห่งชาติจัดอบรมหรือพิจารณาคัดเลือกให้ผู้ทาหน้าที่ตรวจสอบ สานวนอยั การและให้ความเหน็ ทางกฎหมายไปราชการเพ่ือเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่างๆ เพ่ือให้ มีคุณสมบัติครบตามคุณสมบัติเฉพาะสาหรับตาแหน่งท่ีจะได้รับการแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งสูงขึ้น หรอื เพอื่ เปน็ การพฒั นาความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าท่ีตรวจสอบสานวนอัยการและให้ความเห็น ทางกฎหมาย ให้มสี ทิ ธิไดร้ บั ต.พ.ต. เตม็ จานวน สิทธใิ นการได้รับ ต.พ.ต. ส้ินสุดเมื่อ (๑) พ้นจากตาแหนง่ ทีม่ สี ทิ ธิได้รบั ต.พ.ต. ตามระเบยี บนี้ หรือ (๒) พน้ จากหนา้ ทีร่ าชการสานักงานตารวจแห่งชาติไม่ว่ากรณีใดๆ หรอื (๓) ไม่ผา่ นการประเมนิ ผลงานจากคณะกรรมการ ผู้ใดมีตาแหน่งหน้าที่ที่จะได้รับเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษหลายตาแหน่ง ให้เลือกรบั เงินเฉพาะตาแหนง่ ทมี่ ีเหตพุ เิ ศษเพียงตาแหนง่ เดียว ให้ผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้ส่ังเลื่อนเงินเดือนหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งผู้บัญชาการตารวจแห่งชาติ มอบหมายให้มีอานาจพิจารณาหรือสั่งเลื่อนเงินเดือน เป็นผู้ออกคาสั่งให้ข้าราชการตารวจท่ีอยู่ใน บงั คับบัญชาได้รบั หรอื หมดสทิ ธริ ับเงนิ เพมิ่ สาหรับตาแหนง่ ทม่ี ีเหตุพิเศษตามระเบียบนี้ ต.พ.ต. เป็นเงินที่กาหนดจ่ายเป็นรายเดือน ลักษณะจ่ายควบกับเงินเดือน แต่ไม่นาไปคานวณ บาเหน็จบานาญ ในกรณีท่ีถูกสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนให้งดจ่าย นับแต่วันที่ถูกสั่ง พกั ราชการหรอื ให้ออกจากราชการไวก้ ่อน ในกรณีทกี่ ลับเข้ารับราชการ ให้จ่ายเงินเพ่ิมสาหรับตาแหน่งท่ีมีเหตุพิเศษตามส่วนสัมพันธ์ ของเงนิ เตือนท่ไี ดร้ ับ ผู้ทาหนา้ ท่ตี ่อตา้ นการก่อการร้าย ระเบียบ ก.ตร. วา่ ด้วยเงินเพ่มิ สาหรบั ตาแหนง่ ที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาหน้าที่ต่อต้าน การก่อการร้าย พ.ศ. ๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๗ กาหนดไว้ว่าเงินเพ่ิมสาหรับตาแหน่ง ท่ีมีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาหน้าท่ีต่อต้านการก่อการร้าย คาว่า “ผู้ทาหน้าที่ต่อต้านการก่อการร้าย” หมายความว่า ข้าราชการตารวจผู้ดารงตาแหน่งและทาหน้าท่ีปฏิบัติการท้ังปวงในการปูองกันและ ปราบปรามการก่อการร้ายสากล ทั้งในสถานการณ์ปกติซ่ึงต้องเตรียมความพร้อมและเมื่อเกิดเหตุการณ์ การก่อความไม่สงบหรือการก่อการร้ายขึ้น ในสังกัดกองกากับการ ๓ กองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตารวจตระเวนชายแดน (หน่วยปฏิบัติการพิเศษนเรศวร ๒๖๑) และกองกากับการ ตอ่ ต้านการก่อการร้าย กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตารวจนครบาล (หน่วยปฏบิ ัติการพิเศษอรนิ ทราช ๒๖)
คาอธบิ ายการบรหิ ารงานกาลงั พล สานกั งานตารวจแห่งชาติ 111 “ต.ต.ก.” หมายความว่า เงินเพ่ิมสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาหน้าที่ ตอ่ ต้านการกอ่ การร้าย ผู้ทาหน้าทต่ี ่อตา้ นการกอ่ การร้าย มีสทิ ธไิ ดร้ บั ต.ต.ก. เม่อื ครบองคป์ ระกอบดังน้ี (๑) ไดร้ บั แตง่ ต้งั เป็นผูท้ าหนา้ ที่ตอ่ ต้านการก่อการรา้ ย (๒) ปฏบิ ตั ิงานในตาแหน่งผทู้ าหน้าทต่ี อ่ ต้านการก่อการรา้ ย (๓) ผ่านการทดสอบร่างกายและทดสอบมาตรฐานการปฏิบตั จิ ากคณะกรรมการ ผู้ทาหน้าทตี่ อ่ ต้านการกอ่ การรา้ ย ใหไ้ ดร้ บั ต.ต.ก. ในอตั ราดังนี้ (๑) ชั้นสัญญาบัตร เดือนละ ๘,๐๐๐ บาท (๒) ช้ันประทวน เดือนละ ๖,๐๐๐ บาท การทดสอบร่างกาย และการทดสอบมาตรฐานการปฏบิ ัติของผู้ทาหน้าที่ต่อต้านการก่อการร้าย มีหลักเกณฑด์ งั น้ี (๑) การทดสอบรา่ งกาย ใหผ้ ทู้ าหน้าทีต่ ่อต้านการกอ่ การรา้ ยทดสอบร่างกายอย่างน้อย ปีละสามคร้ัง โดยมีเกณฑ์ผ่านการทดสอบร่างกายไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ และรายงานผลให้สานักงาน ตารวจแห่งชาตทิ ราบ (๒) การทดสอบมาตรฐานการปฏบิ ตั ิ ให้ผ้ทู าหน้าทต่ี อ่ ต้านการกอ่ การร้ายทดสอบมาตรฐาน การต่อต้านการก่อการร้ายอย่างน้อยปีละสองคร้ัง ท้ังน้ีการดาเนินการอื่นใดเก่ียวกับการปฏิบัติการ ตอ่ ตา้ นการก่อการร้าย รวมทั้งการฝึกเพื่อตรียมความพร้อมของหน่วยให้ถือเป็นการทดสอบมาตรฐาน การปฏบิ ัติดว้ ย และใหร้ ายงานใหส้ านักงานตารวจแหง่ ชาตทิ ราบ ผไู้ ม่ผ่านการทดสอบรา่ งกาย หรอื ไมผ่ ่านการทดสอบมาตรฐานการปฏิบัติให้ทาการ ทดสอบซ้าไม่เกินสองครั้งภายในหนึ่งเดือน หากยังไม่ผ่านการทดสอบให้หน่วยต้นสังกัดรายงาน ของดรับ ต.ต.ก. จนกว่าจะผ่านการทดสอบ และให้หน่วยต้นสังกัดรายงานขอรับ ต.ต.ก. ตามปกติ เมื่อผา่ นการทดสอบแลว้ ให้หน่วยต้นสังกัดของผู้ทาหน้าที่ต่อต้านการก่อการร้าย จัดให้มีการทดสอบร่างกาย และทดสอบมาตรฐานการปฏิบตั ิ กรณีมีเหตุจาเป็นไม่สามารถทาการทดสอบร่างกายและทดสอบมาตรฐานการปฏิบัติ ตามวงรอบได้ ให้สานักงานตารวจแห่งชาติใช้ดุลยพินิจในการที่จะกาหนดให้ผู้ทาหน้าที่ต่อต้าน การกอ่ การร้ายมสี ิทธิได้รบั ต.ต.ก. ตามทเี่ ห็นสมควรและเหมาะสม ผู้ทาหน้าท่ีต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งมีคุณสมบัติครบองค์ประกอบ หากทาหน้าที่ต่อต้าน การก่อการร้ายไม่เต็มเดือนในเดือนใด ให้มีสิทธิได้รับ ต.ต.ก. สาหรับเดือนน้ันตามส่วนของจานวนวันที่ ปฏบิ ตั ิหน้าท่ี ถา้ เดือนใดไมไ่ ด้ทาหนา้ ท่ตี ่อต้านการกอ่ การรา้ ย ไม่มีสิทธิได้รับ ต.ต.ก. สาหรับเดือนนั้น เวน้ แตเ่ ป็นกรณีดังต่อไปน้ี (๑) ไปราชการหรือไปช่วยราชการผู้ทาหน้าที่ต่อต้านการก่อการร้ายผู้ใดไปราชการ หรอื ไปชว่ ยราชการ โดยไม่ไดท้ าหน้าทใ่ี นตาแหน่งที่มีสิทธิได้รับ ต.ต.ก. รวมแล้วเกินเจ็ดวันในหน่ึงเดือน ใหต้ ัด ต.ต.ก. ตามจานวนวันทไ่ี ปราชการหรอื ไปช่วยราชการ
112 อนุชยั ณ วัชรเจรญิ (๒) เจบ็ ปุวยจากการปฏิบตั ิหน้าทรี่ าชการ ผู้ทาหน้าท่ีต่อต้านการก่อการร้ายผู้ใดเจ็บปุวยอันเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ราชการ จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่และได้รับอนุญาตให้ลา ให้ผู้นั้นยังคงมีสิทธิได้รับ ต.ต.ก. แตท่ ง้ั น้ี ไมเ่ กนิ หน่ึงร้อยแปดสบิ วัน (๓) ไดร้ บั อนญุ าตให้ (ก) ลาปุวยใหม้ สี ิทธิได้รับ ต.ต.ก.ระหวา่ งลาได้ในหน่ึงปไี ม่เกินหกสบิ วันทาการ (ข) ลาคลอดบุตร ให้มีสิทธไิ ดร้ บั ต.ต.ก. ระหวา่ งลาไดใ้ นหน่งึ ปีไม่เกนิ เกา้ สบิ วนั (ค) ลากิจส่วนตัว ให้มีสิทธิได้รับ ต.ต.ก. ระหว่างลาได้ในหนึ่งปีไม่เกินส่ีสิบห้าวัน ทาการ แต่ในปที ี่เร่มิ รับราชการ ใหม้ สี ทิ ธิไดร้ ับ ต.ต.ก. ระหวา่ งลาไดไ้ ม่เกินสบิ ห้าวันทาการ (ง) ลาพักผ่อนประจาปีให้มีสิทธิได้รับ ต.ต.ก. ระหว่างลาได้ไม่เกินระยะเวลาที่ผู้น้ัน มสี ิทธลิ าพักผอ่ นประจาปีตามทกี่ าหนดไวใ้ นระเบียบวา่ ตัวยการลาของขา้ ราชการ (จ) ลาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งมีใช่เป็นการลาภายในระยะเวลาสิบสองเดือนแรกที่เข้ารับราชการ และตั้งแต่เร่ิมรับราชการยังไม่เคยลาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือยังไม่เคยลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ใหม้ ีสทิ ธไิ ด้รับ ต.ต.ก. ระหว่างลาได้ไมเ่ กินหกสบิ วนั (ฉ) ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดงู าน หรือปฏิบัติการวิจัยให้มีสิทธิได้รับ ต.ต.ก. ระหว่างลาได้ ไมเ่ กินหกสิบวัน (ช) ลาไปช่วยเหลอื ภริยาที่คลอดบุตร ให้มีสิทธิได้รับ ต.ต.ก. ระหว่างลาเฉพาะวันลา ทม่ี ีสทิ ธิได้รับเงินเดอื นระหวา่ งลาตามกฎหมาย (ซ) ลาไปฟ้ืนฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ ให้มีสิทธิได้รับ ต.ต.ก. ระหว่างลาได้ไม่เกิน หกสิบวัน ผู้ทาหน้าที่ต่อต้านการก่อการร้ายท่ีทางราชการส่งไปเข้ารับการฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติ การวิจัยท่ีไม่เก่ียวกับการทาหน้าท่ีต่อต้านการก่อการร้ายให้มีสิทธิได้รับ ต.ต.ก. ต่อไปได้ไม่เกินเก้าสิบวัน โดยการพิจารณาว่าหลักสูตรการฝึกอบรม ดูงานหรือปฏิบัติการวิจัยหลักสูตรใดเป็นหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง กบั การทาหน้าท่ตี ่อตา้ นการกอ่ การรา้ ย ใหเ้ ป็นไปตามท่สี านกั งานตารวจแห่งชาติเห็นชอบ กรณีที่สานกั งานตารวจแห่งชาติจดั ฝึกอบรม ดูงานหรือปฏิบัติการวิจัย เพื่อเป็นการพัฒนา ความรู้ ความสามารถในการปฏิบตั ิงานในหนา้ ทข่ี องขา้ ราชการตารวจ ให้มีสิทธไิ ด้รบั ต.ต.ก. เต็มจานวน สิทธิในการไดร้ บั ต.ต.ก. ส้ินสุดเมอื่ (๑) พน้ จากตาแหนง่ ทีม่ ีสิทธิได้รบั ต.ต.ก. ตามระเบียบนี้ (๒) พ้นจากหน้าทร่ี าชการสานักงานตารวจแห่งชาติไม่ว่ากรณีใดๆ ผู้ทาหน้าที่ต่อต้านการก่อการร้ายผู้ใดมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษ หลายตาแหน่ง ใหผ้ ูน้ ั้นเลือกรับเงินเฉพาะตาแหนง่ ทีม่ เี หตพุ ิเศษเพยี งตาแหน่งเดียว ต.ต.ก. เป็นเงินท่ีมีกาหนดจ่ายเป็นรายเดือนลักษณะจ่ายควบกับเงินเดือน แต่ไม่ให้นาไปรวม คานวณบาเหน็จบานาญ
คาอธิบายการบรหิ ารงานกาลงั พล สานกั งานตารวจแหง่ ชาติ 113 ในกรณีที่ถกู ส่ังพกั ราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อน ให้งดจ่าย ต.ต.ก. นับแต่วันที่ถูกส่ัง พักราชการหรอื ให้ออกจากราชการไวก้ ่อน ในกรณีที่กลบั เขา้ รบั ราชการ ให้จ่าย ต.ต.ก. ตามสว่ นสมั พันธข์ องเงินเดือนท่ไี ดร้ บั ให้ผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้มีอานาจส่ังเล่ือนเงินเดือน หรือผู้บังคับบัญชาซึ่งผู้บัญชาการ ตารวจแหง่ ชาติมอบหมายให้มอี านาจพจิ ารณาหรือส่ังเล่ือนเงินเดือน เป็นผู้ออกคาส่ังให้ข้าราชการตารวจ ทอี่ ยใู่ นบงั คับบญั ชาไดร้ บั หรอื หมดสทิ ธิรับเงินเพ่ิมสาหรับตาแหน่งท่ีมเี หตพุ ิเศษตามระเบยี บน้ี ผู้ทาหน้าท่ีนติ กิ ร ระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพ่ิมสาหรับตาแหน่งทีมีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาหน้าท่ีนิติกร พ.ศ. ๒๕๕๘ ลงวันที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ กาหนดไว้ว่าเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งทีมีเหตุพิเศษ ตาแหน่งผูท้ าหนา้ ท่นี ติ ิกร คาว่า “การประเมนิ ผลงาน” หมายความวา่ การประเมินผลการปฏิบัติงาน และความรู้ด้านวิชาการของผู้ทาหน้าท่ีนิติกรเม่ือได้รับการแต่งต้ังเข้าสู่ตาแหน่ง และหมายความ รวมถึงเมอื่ ได้รบั การแต่งตัง้ ใหด้ ารงตาแหนง่ สงู ขนึ้ เพ่ือใหม้ ีสิทธิไดร้ บั เงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มเี หตพุ ิเศษ ตาแหนง่ ผู้ทาหน้าท่นี ติ กิ ร “นิติกร” หมายความว่า ข้าราชการตารวจที่ได้รับการแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่งผู้ทาหน้าท่ี นิตกิ ร “ทาหน้าท่ีนิติกร” หมายความว่า การปฏิบัติงานด้านกฎหมายตามท่ีกาหนดไว้ในกฎหมาย และระเบยี บเกย่ี วกับการกาหนดอานาจหน้าทข่ี องส่วนราชการในสานักงานตารวจแห่งชาติ และมีลักษณะ งานเฉพาะอยา่ งใดอย่างหน่งึ หรอื หลายอย่างตามที่กาหนดในระเบียบน้ี “เงนิ เพิ่ม” หมายความวา่ เงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาหน้าที่นิติกร ตามระเบยี บนี้ เรยี กโดยยอ่ วา่ “พ.ต.ก.” ใหส้ านักงานตารวจแห่งชาตปิ ระกาศกาหนดตาแหน่งและหน่วยงานที่มีลักษณะงานเฉพาะ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างในลักษณะดังต่อไปน้ี เป็นตาแหน่งท่ีมีเหตุพิเศษตามกฎหมายว่าด้วย ตารวจแห่งชาติและมสี ทิ ธิไดร้ บั เงินเพ่ิมตามหลักเกณฑ์และเง่ือนไขทก่ี าหนดในระเบยี บน้ี (๑) การตรวจและปรับยกรา่ งกฎหมาย (๒) การพฒั นาและวิจัยกฎหมาย (๓) การให้คาปรกึ ษาและความเห็นทางกฎหมาย (๔) การรา่ งสัญญาและการบริหารสัญญา (๕) การดาเนนิ การทางวนิ ยั (๖) การทาสานวนการไตส่ วน สานวนการสอบสวนหรือสานวนการสืบสวน จากการร้องเรียน รอ้ งทกุ ข์ การตรวจสอบหรือสืบสวน และการสอบสวน (๗) การดาเนนิ คดีอาญา คดีแพง่ คดีในศาลปกครอง คดีในศาลรัฐธรรมนูญ หรือคดีอื่น (๘) การพจิ ารณาและตรวจสอบคาอุทธรณห์ รือคาโต้แย้ง (๙) การเผยแพรใ่ ห้ความรู้ทางด้านกฎหมาย (๑๐) การบงั คับคดตี ามคาพิพากษาหรือคาส่ัง
114 อนชุ ยั ณ วัชรเจรญิ (๑๑) การดาเนินมาตรการทางปกครอง (ยกเว้นการดาเนินการเกย่ี วกบั การอทุ ธรณ์) (๑๒) การดาเนินการเก่ยี วกบั การเปรียบเทยี บคดี (๑๓) การเตรยี มการระงับข้อพพิ าท ผู้ทาหน้าทน่ี ติ ิกรทีม่ สี ทิ ธิได้รบั พ.ต.ก. ต้องมีคุณสมบตั เิ ฉพาะดังน้ี (๑) สาเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยตารวจ หรือสาเร็จการศึกษาระดับปริญญา สาขาวชิ านติ ศิ าสตร์ (๒) ได้รับการแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งผู้ทาหน้าที่นิติกร ซึ่งเป็นตาแหน่งที่กาหนด คณุ สมบัติเฉพาะสาหรบั ตาแหน่งทใ่ี ช้วฒุ ิการศกึ ษาทส่ี าเร็จการศึกษาตาม (๑) เพยี งอยา่ งเดยี ว (๓) ผ่านการอบรมหลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐหรือหลักสูตรอ่ืนที่เทียบเท่า ท่ี ก.ตร. ใหค้ วามเหน็ ชอบ ซงึ่ มมี าตรฐานไมต่ า่ กวา่ หลักสูตรการพัฒนานักกฎหมายภาครัฐ หรือหลักสูตรอื่น ทเ่ี ทยี บเทา่ ท่ี ก.พ. กาหนดหรอื รับรอง (๔) ปฏิบตั ิหนา้ ทีห่ ลกั ในตาแหน่งและหนว่ ยงานตามประกาศไมน่ ้อยกวา่ ร้อยละ ๘๐ (๕) ผ่านการประเมินผลงานและกระบวนการพิจารณาให้ได้รับเงินเพิ่มตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวธิ ีการ ตามที่ ก.ตร. กาหนด ทัง้ นี้ หลักเกณฑ์ เง่ือนไขและวิธีการดังกล่าวต้องมีมาตรฐาน ไม่ตา่ กว่าตาแหนง่ นิตกิ รของขา้ ราชการพลเรือน ความในวรรคหน่ึง (๓) ให้ใช้บังคับกับผู้ทาหน้าท่ีนิติกรก่อนได้รับสิทธิ พ.ต.ก. ตามอัตรา เงินเพมิ่ ของแตล่ ะระดบั สาหรับผู้ท่ีผ่านการอบรมตามวรรคหนึ่ง (๗) แล้วก่อนวันที่ระเบียบน้ีใช้บังคับให้ถือว่า ผา่ นการอบรมหลกั สูตรตามวรรคหนึ่ง (๓) แล้ว ผู้ทาหน้าที่นิติกรเมื่อผ่านการประเมินผลงานและกระบวนการพิจารณาให้ได้รับเงินเพ่ิม ตามหลกั เกณฑ์ เงือ่ นไข และวธิ ีการ และไดร้ ับการพิจารณาให้ “ผา่ น” แลว้ ใหไ้ ดร้ ับ พ.ต.ก. ในอัตราดังน้ี (๑) ดารงตาแหน่งรองสารวัตร ซ่ึงทาหน้าท่ีนิติกรไม่น้อยกว่า ๑ ปีย้อนหลังสาหรับผู้มี วุฒิปริญญาเอก ไม่น้อยกวา่ ๒ ปยี อ้ นหลงั สาหรับผู้มีวุฒิปริญญาโท ไม่น้อยกว่า ๔ ปีย้อนหลังสาหรับ ผมู้ ีวฒุ ปิ ริญญาตรใี ห้ไดร้ บั เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท (๒) ดารงตาแหน่งสารวัตร หรือรองผู้กากับการ ซึ่งทาหน้าท่ีนิติกรไม่น้อยกว่า ๒ ปี ยอ้ นหลัง ใหไ้ ด้รบั เดอื นละ ๔,๕๐๐ บาท (๓) ดารงตาแหน่งผู้กากับการ หรือรองผู้บังคับการ ซ่ึงทาหน้าที่นิติกรไม่น้อยกว่า ๒ ปี ย้อนหลงั ใหไ้ ดร้ ับเดือนละ ๖,๐๐๐ บาท ผู้ทาหน้าท่ีนิติกรซึ่งได้รับ พ.ต.ก. ผู้ใดจะรับเงินเพ่ิมในอัตราท่ีสูงข้ึนตามระดับตาแหน่ง ผู้ทาหน้าทน่ี ิตกิ รผู้น้ันตอ้ งมีคุณสมบัติดงั น้ี (๑) ปฏิบัติหน้าที่หลักในตาแหน่งและหน่วยงานตามประกาศแห่งระเบียบน้ี ไม่น้อยกว่า รอ้ ยละ ๘๐ (๒) ผ่านการประเมินผลงานและกระบวนการพิจารณาให้ได้รับเงินเพ่ิมตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการ ตามท่ี ก.ตร. กาหนด ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการดังกล่าวต้องมีมาตรฐาน ไมต่ ่ากวา่ ตาแหน่งนิตกิ รของข้าราชการพลเรือน
คาอธิบายการบริหารงานกาลงั พล สานกั งานตารวจแหง่ ชาติ 115 ในระหว่างที่ผู้ทาหน้าที่นิติกรผู้ใดได้รับการแต่งต้ังให้มีระดับตาแหน่งสูงขึ้น แต่ยังไม่ได้รับ การประเมินผลงานและกระบวนการพิจารณาให้ได้รับเงินเพิ่มให้ผู้ทาหน้าท่ีนิติกรผู้นั้นมีสิทธิ์ ได้รับ พ.ต.ก. ในระดบั ตาแหนง่ เดิมไปก่อน ผทู้ าหน้าทนี่ ิตกิ รผูใ้ ดปฏิบตั ิงานไม่เต็มเดอื นในเดอื นใด ให้ผู้ทาหน้าที่มีนิติกรผู้นั้นได้รับเงินเพ่ิม สาหรบั เดอื นนน้ั ตามส่วนของจานวนวนั ท่ีได้ปฏิบตั ิงาน แต่ถ้าเดือนใดผู้ทาหน้าที่นิติกรผู้ใดมิได้ปฏิบัติงาน ผ้ทู าหน้าทนี่ ิติกรผูน้ ้นั ไมม่ ีสทิ ธไิ ด้รับเงนิ เพมิ่ สาหรบั เดอื นน้ัน เวน้ แต่ในกรณดี งั ต่อไปน้ี (๑) ลาปุวย ใหไ้ ดร้ บั พ.ต.ก. ระหวา่ งลาไดใ้ นปีหนงึ่ ไม่เกินหกสิบวันทาการ เว้นแต่เป็นการปุวย อันเกดิ จากการปฏบิ ัตหิ นา้ ที่ ก.ตร. อาจกาหนดให้ได้รับเงนิ เพิ่มเกินหกสิบวันทาการไดต้ ามควรแก่กรณี (๒) ลาคลอดบุตร ให้ได้รับ พ.ต.ก. ระหวา่ งลาได้ในปีหน่งึ ไม่เกินเก้าสบิ วนั (๓) ลากิจส่วนตัว ให้ไดร้ บั พ.ต.ก. ระหว่างลาไดใ้ นปหี นง่ึ ไม่เกินส่ีสิบห้าวันทาการ แต่ในปีท่ี เร่มิ รับราชการ ใหไ้ ดร้ ับ พ.ต.ก. ระหวา่ งลาไดไ้ ม่เกนิ สิบหา้ วนั ทาการ (๔) ลาพักผ่อนประจาปีให้ได้รับ พ.ต.ก. ระหว่างลาได้ไม่เกินระยะเวลาที่ผู้นั้นมีสิทธิ ลาพักผอ่ นประจาปตี ามที่กาหนดไวใ้ นระเบียบว่าดว้ ยการลาของขา้ ราชการ (๕) ลาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรือลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซ่ึงมีใช่เป็นการลาภายในระยะเวลาสิบสองเดือนแรกท่ีเข้ารับราชการ และตั้งแต่ เร่ิมรบั ราชการยังไม่เคยลาอุปสมบท หรือยังไม่เคยลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ให้ได้รับ พ.ต.ก. ระหว่างลาได้ ไม่เกินหกสบิ วัน (๖) กรณีการอุปสมบทที่คณะรัฐมนตรีมีมติเป็นกรณีพิเศษโดยไม่ให้ถือเป็นวันลา ของขา้ ราชการ ใหไ้ ดร้ บั พ.ต.ก. ระหว่างลาไม่เกนิ หกสบิ วัน (๗) ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติงานวิจัย ให้ได้รับพ.ต.ก. ระหว่างลาได้ไม่เกิน หกสิบวัน (๘) ลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตรให้ได้รับ พ.ต.ก. ระหว่างลาเฉพาะวันลาที่มีสิทธิ ไดร้ ับเงนิ เดอื นระหวา่ งลาตามกฎหมาย (๙) ลาไปพ้ืนฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ ให้ไดร้ ับ พ.ต.ก. ระหวา่ งลาไดไ้ มเ่ กินหกสิบวนั กรณีที่สานักงานตารวจแห่งชาติจัดอบรม หรือพิจารณาคัดเลือกผู้ทาหน้าที่นิติกรไปราชการ เพ่ือเข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่างๆ เพื่อให้มีคุณสมบัติครบตามคุณสมบัติเฉพาะสาหรับตาแหน่ง ที่จะรบั การแตง่ ตงั้ ให้ดารงตาแหนง่ สูงขน้ึ หรือเพือ่ เป็นการพัฒนาความรคู้ วามสามารถในการปฏิบัติหน้าท่ี นิตกิ ร ให้มีสทิ ธิได้รับ พ.ต.ก. เต็มจานวน ผู้ทาหน้าท่ีนิติกรซ่ึงมีสิทธิได้รับ พ.ต.ก. ผู้ใดมีสิทธิได้รับเงินเพ่ิมสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ประเภทอน่ื อยู่ด้วย ให้ผ้ทู าหน้าทนี่ ติ กิ รผู้น้ันเลอื กรับเงินเฉพาะตาแหนง่ ท่มี ีเหตพุ เิ ศษเพียงตาแหน่งเดยี ว พ.ต.ก. เป็นเงนิ ทม่ี กี าหนดจา่ ยเปน็ รายเดือนลักษณะจ่ายควบกับเงินเดือน แต่ไม่นาไปรวมกับ เงนิ เดอื นเพื่อคานวณบาเหน็จบานาญ ในกรณีที่ถูกส่ังพักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนให้งดจ่ายนับแต่วันที่ถูกส่ัง พักราชการหรือส่ังให้ออกจากราชการไว้ก่อน หรือกรณีที่กลับเข้ารับราชการ ให้จ่ายเงินเพิ่มตาม สว่ นสมั พนั ธ์ของเงนิ เดอื นทไ่ี ด้รับ
116 อนุชัย ณ วัชรเจรญิ ให้ผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้มีอานาจส่ังเล่ือนเงินเดือนหรือผู้บังคับบัญชาซ่ึงผู้บัญชาการ ตารวจแหง่ ชาติมอบหมายใหม้ อี านาจพจิ ารณาหรือสง่ั เลอ่ื นเงินเดอื น เปน็ ผู้ออกคาส่ัง ให้ข้าราชการตารวจ ที่อยู่ในบงั คับบญั ชาได้รบั หรอื หมดสทิ ธริ ับเงนิ เพิม่ ตามระเบยี บนี้ ผทู้ าหน้าที่ด้านสอบสวน ระเบียบ ก.ตร.ว่าด้วยเงินเพิ่มเป็นกรณีพิเศษสาหรับตาแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าท่ีด้านสอบสวน พ.ศ. ๒๕๕๙ ลงวนั ท่ี ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ กาหนดไว้ว่าเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งทีมีเหตุพิเศษ สาหรับตาแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านสอบสวน คาว่า “ผู้ปฏิบัติหน้าท่ีด้านสอบสวน” หมายความว่า ขา้ ราชการตารวจซึง่ ดารงตาแหนง่ รองสารวตั ร สารวตั ร และรองผู้กากบั การหรือเทียบเท่าตาแหนง่ ดงั กล่าว ที่มีอานาจและหน้าทที่ าการสอบสวนและอยใู่ นสายงานสอบสวน “ปฏิบตั หิ น้าที่ดา้ นสอบสวน” หมายความว่า การรวบรวมพยานหลกั ฐานและการดาเนนิ การ ทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านสอบสวนได้ทาไปเกี่ยวกับความผิด ท่ีกลา่ วหาเพอื่ ทีจ่ ะทราบขอ้ เท็จจริง หรือพิสจู น์ความผิด หรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาและเพื่อจะเอาตัว ผกู้ ระทาผดิ มาฟอู งลงโทษ “หลกั สตู รการฝึกอบรม” หมายความว่า หลักสูตรการฝึกอบรมท่ีสานักงานตารวจแห่งชาติ กาหนดขึน้ เพ่อื ทาการฝึกอบรมผู้ปฏบิ ัตหิ น้าทด่ี ้านสอบสวนในแต่ละระดบั “ประกาศนยี บตั รด้านการสอบสวน” หมายความว่า หลักฐานการรับรองความสามารถ ทส่ี านักงานตารวจแห่งชาติหรือหน่วยงานที่ได้รบั มอบหมายจากสานักงานตารวจแห่งชาติ ออกให้แก่ ผปู้ ฏิบัตหิ นา้ ทด่ี า้ นการสอบสวนหรอื บุคคลท่เี ก่ียวขอ้ งกับการสอบสวน “ต.ด.ส.” หมายความวา่ เงนิ เพ่มิ เปน็ กรณพี เิ ศษสาหรบั ตาแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าท่ีด้านการ สอบสวน ผปู้ ฏิบัตหิ นา้ ทดี่ ้านสอบสวน มสี ิทธไิ ดร้ ับ ต.ด.ส. เม่ือครบองค์ประกอบดังนี้ (๑) ไดร้ ับการแตง่ ต้ังไห้ตารงตาแหน่งผปู้ ฏบิ ตั ิหน้าที่ดา้ นสอบสวน (๒) ปฏบิ ตั หิ น้าท่ีดา้ นสอบสวน (๓) สาเรจ็ หลกั สตู รการฝกึ อบรม (๔) มีประกาศนียบตั รด้านการสอบสวน ผู้ปฏิบัติหน้าท่ีด้านสอบสวน ใหไ้ ดร้ บั ต.ด.ส. ในอัตราดังน้ี (๑) รองสารวัตร หรอื เทียบเท่า เดือนละ ๑๒,๐๐๐ บาท (๒) สารวัตร หรือเทยี บเท่า เดอื นละ ๑๔,๔๐๐ บาท (๓) รองผกู้ ากับการหรือเทยี บเท่า เดือนละ ๑๓๗,๓๐๐ บาท ในกรณีท่ีผปู้ ฏิบตั ิหน้าท่ีด้านสอบสวนผใู้ ดไดร้ ับการแต่งตั้งในระดับสูงข้ึน แต่ยังไม่สาเร็จหลักสูตร การฝึกอบรมในระดับตาแหนง่ ท่ีไดร้ ับแต่งตั้ง ให้ผนู้ ั้นมสี ทิ ธไิ ด้รับ ต.ด.ส. ในระดบั ตาแหน่งเดมิ ไปก่อน ตาแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าท่ีด้านสอบสวนท่ีเรียกชื่ออย่างอื่นตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการกาหนด ชอ่ื ตาแหน่งขา้ ราชการตารวจท่เี รียกช่อื อย่างอื่นและการเทียบตาแหนง่ ขา้ ราชการตารวจท่ีเรียกชื่ออยา่ งอืน่ กับตาแหนง่ ขา้ ราชการตารวจท่อี อกตามกฎหมายว่าด้วยตารวจแห่งชาติ ใหม้ ีสิทธไิ ด้รับ ต.ด.ส.
คาอธิบายการบริหารงานกาลังพล สานักงานตารวจแหง่ ชาติ 117 ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านสอบสวน ซึ่งมีคุณสมบัติครบองค์ประกอบ ปฏิบัติหน้าที่ด้านสอบสวน ไมเ่ ต็มเดอื นในเดอื นใด ให้มสี ทิ ธิได้รับ ต.ด.ส. สาหรับเดือนน้ันตามส่วนของจานวนวันที่ปฏิบัติหน้าท่ี ถ้าเดือนใดไม่ได้ปฏิบัติหน้าท่ีด้านสอบสวน ไม่มีสิทธิได้รับ ต.ด.ส. สาหรับเดือนนั้น เว้นแต่เป็นกรณี ดังตอ่ ไปนี้ (๑) ไปราชการหรือไปชว่ ยราชการ ผู้ปฏิบัติหน้าท่ีด้านสอบสวนผู้ใดไปราชการหรือไปช่วยราชการโดยไม่ได้ปฏิบัติหน้าท่ี ในตาแหนง่ ท่มี สี ิทธิได้รบั ต.ด.ส. รวมแล้วเกินเจ็ดวันในหน่งึ เดือน ใหต้ ัดเงินเพิ่มตามจานวนวันที่ไปราชการ หรอื ไปช่วยราชการในเดือนน้นั (๒) เจบ็ ปุวยจากการปฏบิ ตั หิ น้าทรี่ าชการ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านสอบสวนผู้ใดเจ็บปุวยจากการปฏิบัติหน้าท่ีราชการจนเป็นเหตุให้ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่และได้รับอนุญาตให้ลา ให้ยังคงมีสิทธิได้รับ ต.ด.ส. แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน หนงึ่ รอ้ ยแปดสบิ วนั (๓) ไดร้ บั อนุญาตให้ (ก) ลาปุวยให้มสี ิทธิไดร้ บั ต.ด.ส. ระหว่างลาไดใ้ นปหี นึ่งไม่เกนิ หกสิบวนั ทาการ (ข) ลาคลอดบุตร ให้มสี ทิ ธไิ ด้รบั ต.ด.ส. ระหว่างลาไดไ้ ม่เกินเกา้ สิบวนั (ค) ลากจิ ส่วนตัว ให้มีสิทธิไดร้ บั ต.ด.ส. ระหวา่ งลาไดใ้ นปีหน่งึ ไม่เกนิ สสี่ ิบห้าวันทาการ แตใ่ นปีที่เริ่มรบั ราชการใหม้ ีสิทธไิ ดร้ บั ต.ด.ส. ระหวา่ งลาได้ไม่เกนิ สิบหา้ วนั ทาการ (ง) ลาพกั ผอ่ นประจาปใี หม้ ีสทิ ธิไดร้ ับ ต.ด.ส. ระหว่างลาได้ไม่เกินระยะเวลาท่ีผู้น้ัน มสี ทิ ธลิ าพกั ผอ่ นประจาปตี ามทีก่ าหนดไว้ในระเบยี บว่าดว้ ยการลาของขา้ ราชการ (จ) ลาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาหรือไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอดุ อิ าระเบีย ซึ่งมิใช่การลาภายในระยะเวลาสิบสองเดือนแรกท่ีเข้ารับราชการ และต้ังแต่ เรม่ิ รับราชการยังไม่เคยอปุ สมบทในพระพุทธศาสนาหรือยังไม่เคยไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ใหม้ สี ิทธิไดร้ ับ ต.ด.ส. ระหวา่ งลาไดไ้ ม่เกนิ หกสบิ วัน (ฉ) ลาไปศกึ ษา ฝึกอบรมดูงาน หรือปฏิบัติการวจิ ยั ให้มีสิทธิได้รับ ต.ด.ส. ระหว่างลาได้ ไม่เกินหกสิบวัน (ช) ไปอปุ สมบทในโครงการท่คี ณะรัฐมนตรมี มี ตอิ นุมตั ิเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่ให้ถือเป็น วันลาของขา้ ราชการ ให้มีสิทธไิ ดร้ บั ต.ด.ส. ในระหว่างนั้นไดไ้ ม่เกนิ หกสบิ วัน (ซ) ลาไปช่วยเหลือภริยาท่ีคลอดบุตร ให้มีสิทธิได้รับ ต.ด.ส. ระหว่างลาเฉพาะวันลา ทมี่ ีสทิ ธไิ ด้รับเงนิ เดือนระหว่างลาตามกฎหมาย (ฌ) ลาไปพืน้ ฟสู มรรถภาพด้านอาชีพให้มสี ิทธไิ ดร้ บั ต.ด.ส. ระหวา่ งลาได้ไมเ่ กินหกสบิ วนั (ญ) ไปถอื ศลี และปฏิบตั ิธรรมตามมติคณะรฐั มนตรใี นสถานปฏิบัติธรรมที่ได้รับการรับรอง จากสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ใหม้ สี ิทธิไดร้ ับ ต.ด.ส. ในระหวา่ งนั้นได้ไม่เกนิ หกสิบวัน (๔) ผู้ปฏิบตั ิหนา้ ท่ดี า้ นสอบสวนผู้ใดทท่ี างราชการสง่ ไปเข้ารับการฝึกอบรม ดูงาน หรือ ปฏิบตั งิ านวิจัยที่ไม่เก่ียวกับการปฏิบัติหน้าท่ีด้านสอบสวน ให้มีสิทธิได้รับ ต.ด.ส. ต่อไปได้ไม่เกินเก้า สิบวนั
118 อนชุ ยั ณ วชั รเจริญ (๕) กรณีสานักงานตารวจแห่งชาติจัดอบรม หรือพิจารณาคัดเลือกให้ผู้ปฏิบัติหน้าท่ี ดา้ นสอบสวนไปราชการเพ่อื เขา้ รบั การอบรมในหลักสตู รต่างๆ หรือดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัยเพ่ือเป็นการ พฒั นาความร้คู วามสามารถในการปฏบิ ัติหนา้ ทีด่ ้านสอบสวน ใหม้ ีสทิ ธิไดร้ ับ ต.ด.ส. เตม็ จานวน สิทธิในการได้รบั ต.ด.ส. สนิ้ สุดเมอื่ (๑) พน้ จากตาแหนง่ ทีม่ ีสิทธไิ ด้รับ ต.ด.ส. ตามระเบียบนี้ (๒) พน้ จากหน้าท่ีราชการสานกั งานตารวจแหง่ ชาตีไม่วา่ กรณีใดๆ (๓) ถกู พกั ใช้หรือเพกิ ถอนประกาศนยี บัตรดา้ นการสอบสวน ผปู้ ฏบิ ตั ิหนา้ ทด่ี า้ นสอบสวนผใู้ ดมีสทิ ธไิ ด้รบั เงนิ เพ่มิ เป็นกรณีพเิ ศษหรือเงนิ เพม่ิ สาหรบั ตาแหน่ง ทม่ี ีเหตุพเิ ศษหลายประเภท ให้ผนู้ ้นั เลือกรบั เงนิ เพยี งประเภทเดียว ต.ด.ส. เป็นเงินท่ีมีกาหนดจ่ายเป็นรายเดือนลักษณะจ่ายควบกับเงินเดือน แต่ไม่ให้นาไปรวม คานวณบาเหน็จบานาญ ในกรณีท่ีถูกสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนให้งดจ่าย ต.ด.ส. นับแต่วันที่ถูกส่ัง พักราชการหรือใหอ้ อกจากราชการไว้ก่อน ในกรณีทก่ี ลบั เขา้ รบั ราชการใหจ้ ่าย ต.ด.ส. ตามสว่ นสมั พันธ์ของเงนิ เดือนท่ไี ดร้ ับ ให้ผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้มีอานาจสั่งเลื่อนเงินเดือนหรือผู้บังคับบัญชาซึ่ งผู้บัญชาการ ตารวจแห่งชาติมอบหมายให้มีอานาจพิจารณาหรือสั่งเลื่อนเงินเดือน เป็นผู้ออกคาสั่งให้ข้าราชการตารวจ ที่อยใู่ นบังคับบญั ชาไดร้ ับหรือหมดสิทธริ ับ ต.ด.ส. ตามระเบยี บน้ี ในกรณีทมี่ ีปัญหาเกีย่ วกบั การปฏิบตั ติ ามระเบียบน้ีใหเ้ สนอ ก.ตร. วินิจฉยั คาวนิ ิจฉยั ของ ก.ตร. ใหเ้ ปน็ ท่สี ุด ข้าราชการตารวจที่ดารงตาแหน่งพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนผู้ชานาญการ พนักงานสอบสวนผู้ชานาญการพิเศษหรือเทียบเท่า ท่ีมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มเป็นกรณีพิเศษสาหรับ ตาแหน่งพนักงานสอบสวน ตามระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพิ่มเป็นกรณีพิเศษสาหรับตาแหน่ง พนักงานสอบสวน พ.ศ. ๒๕๕๔ อยู่ก่อนแล้ว และได้รับการแต่งตั้งให้ดารงตาแหน่งรองสารวัตร สารวัตร และรองผู้กากับการหรือเทียบเท่าตาแหน่งดังกล่าว ที่มีอานาจและหน้าที่ทาการสอบสวน และอยูใ่ นสายงานสอบสวน ให้มีสทิ ธิไดร้ ับ ต.ด.ส. ตามระเบียบน้ี ในวันทต่ี าแหน่งดงั กล่าวมีผลใช้บังคบั ให้นาหลักสูตรการฝึกอบรมตามระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพ่ิมเป็นกรณีพิเศษสาหรับตาแหน่ง พนกั งานสอบสวน พ.ศ. ๒๕๕๔ มาใช้เป็นหลักสูตรตามระเบียบนี้โดยอนุโลม จนกว่าจะมีการกาหนด หลกั สตู รตามระเบียบนขี้ นึ้ ใหม่ ผูท้ าหนา้ ท่สี อบสวนคดี ระเบยี บ ก.ตร. ว่าดว้ ยเงนิ เพ่ิมสาหรบั ตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษตาแหน่งผู้ทาหน้าท่ีสอบสวนคดี พ.ศ. ๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ กาหนดไว้ว่าเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษ ตาแหน่งผู้ทาหน้าที่สอบสวนคดี คาว่า “ตาแหน่งที่มีเหตุพิเศษผู้ทาหน้าที่สอบสวนคดี” หมายความว่า ตาแหน่งผ้กู ากับการ และรองผู้บังคับการหรือเทยี บเทา่ ตาแหนง่ ดงั กล่าว ในสายงานสอบสวน
คาอธิบายการบริหารงานกาลังพล สานักงานตารวจแหง่ ชาติ 119 “ผู้ทาหน้าท่ีสอบสวนคดี” หมายความว่า ข้าราชการตารวจซึ่งดารงตาแหน่งผู้กากับการ และรองผบู้ งั คบั การหรอื เทียบเทา่ ตาแหนง่ ดังกล่าว ทที่ าหนา้ ท่สี อบสวนคดีและอยู่ในสายงานสอบสวน “ทาหนา้ ที่สอบสวนคดี” หมายความว่า การทาหน้าท่ีสอบสวนคดีอาญาตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดอาญา สอบสวนคดีอาชญากรรมที่มีลักษณะ เป็นองค์กรหรือผู้มีอิทธิพลท่ีคาบเกี่ยวระหว่างหลายพื้นที่ในเขตอานาจการรับผิดชอบ หรืองานสอบสวน ท่ผี ู้บังคบั บญั ชามอบหมาย “หลกั สูตรการฝึกอบรม” หมายความว่า หลักสูตรการฝึกอบรมที่สานักงานตารวจแห่งชาติ กาหนดขึน้ เพือ่ ทาการฝกึ อบรมผู้ทาหน้าทส่ี อบสวนคดใี นแตล่ ะระดบั “ประกาศนยี บัตรดา้ นการสอบสวน” หมายความว่า หลักฐานรับรองความสามารถท่ีสานักงาน ตารวจแห่งชาติหรือหน่วยงานท่ีได้รับมอบหมายจากสานักงานตารวจแห่งชาติออกให้แก่ผู้ทาหน้าที่ สอบสวนคดี หรือบคุ คลทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั การสอบสวน “ต.ส.ค.” หมายความว่า เงินเพ่ิมสาหรับตาแหนง่ ทม่ี ีเหตพุ เิ ศษตาแหนง่ ผทู้ าหนา้ ที่สอบสวนคดี ผูท้ าหนา้ ทสี่ อบสวนคดี มีสิทธิไดร้ ับ ต.ส.ค. เมอื่ ครบองค์ประกอบดังนี้ (๑) ได้รบั การแต่งต้ังใหด้ ารงตาแหนง่ ผ้ทู าหน้าทส่ี อบสวนคดี (๒) ทาหนา้ ทีส่ อบสวนคดี (๓) สาเร็จหลกั สูตรการฝกึ อบรม (๔) มปี ระกาศนยี บตั รดา้ นการสอบสวน ผทู้ าหนา้ ท่ีสอบสวนคดี ให้ได้รับ ต.ส.ค. ในอัตราดังนี้ (๑) ผกู้ ากับการหรือเทยี บเทา่ เดือนละ ๒๐,๘๐๐ บาท (๒) รองผบู้ งั คบั การหรอื เทยี บเทา่ เดอื นละ ๒๕,๐๐๐ บาท ในกรณีทผ่ี ทู้ าหนา้ ทส่ี อบสวนคดผี ู้ใดได้รบั การแต่งต้ังในระดบั สงู ข้ึนแต่ยังไม่สาเร็จหลักสูตร การฝึกอบรมในระดบั ตาแหนง่ ที่ไดร้ ับแตง่ ตงั้ ใหผ้ ้นู น้ั มีสทิ ธิได้รบั ต.ส.ค. ในระดับตาแหนง่ เดมิ ไปกอ่ น ตาแหน่งผู้ทาหนา้ ทีส่ อบสวนคดีท่ีเรียกชือ่ อย่างอื่นตามกฎ ก.ตร. ว่าดว้ ยการกาหนดชื่อตาแหนง่ ข้าราชการตารวจที่เรียกชื่ออย่างอื่นและการเทียบตาแหน่งข้าราชการตารวจที่เรียกชื่ออย่างอื่น กบั ตาแหน่งข้าราชการตารวจที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยตารวจแห่งชาติให้มีสิทธิได้รับ ต.ส.ค. โดยมี องคป์ ระกอบและกาหนดอัตราให้ได้รับโดยอนุโลม ผทู้ าหนา้ ท่ีสอบสวนคดี ซ่ึงมีคุณสมบัตคิ รบองคป์ ระกอบ หากทาหนา้ ทสี่ อบสวนคดีไม่เต็มเดือน ในเดือนใด ให้มีสทิ ธไิ ด้รบั ต.ส.ค. สาหรับเดอื นนนั้ ตามสว่ นของจานวนวันที่ทาหน้าที่ ถ้าเดือนใดไม่ได้ ทาหนา้ ท่ีสอบสวนคดี ไม่มสี ทิ ธิไดร้ บั ต.ส.ค. สาหรบั เดือนนน้ั เว้นแตเ่ ป็นกรณีดงั ต่อไปนี้ (๑) ไปราชการหรือไปชว่ ยราชการ ผทู้ าหน้าท่ีสอบสวนคดีผู้ใดไปราชการหรือไปช่วยราชการโดยไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ใน ตาแหน่งที่มีสิทธิได้รับ ต.ส.ค. รวมแล้วเกินเจ็ดวันในหนึ่งเดือน ให้ตัดเงินเพิ่มตามจานวนวันที่ไป ราชการหรอื ไปช่วยราชคารในเดือนน้ัน
120 อนชุ ัย ณ วชั รเจริญ (๒) เจ็บปุวยจากการปฏบิ ตั ิหนา้ ทร่ี าชการ ผู้ทาหน้าที่สอบสวนคดีผู้ใดเจ็บปุวยจากการปฏิบัติหน้าท่ีราชการจนเป็นเหตุให้ไม่ สามารถปฏิบัติหนา้ ทแ่ี ละไดร้ ับอนุญาตให้ลา ให้ยังคงมีสิทธิได้รับ ต.ส.ค. แต่ท้ังนี้ต้องไม่เกินหนึ่งร้อย แปดสิบวนั (๓) ไดร้ ับอนญุ าตให้ (ก) ลาปุวยไหม้ สี ิทธไิ ด้รับ ต.ส.ค. ระหวา่ งลาได้ในปหี นงึ่ ไม่เกนิ หกสิบวนั ทาการ (ข) ลาคลอดบุตร ให้มีสทิ ธไิ ดร้ ับ ต.ส.ค. ระหวา่ งลาไดไ้ ม่เกินเก้าสบิ วัน (ค) ลากจิ สว่ นตวั ให้มีสิทธไิ ด้รบั ต.ส.ค. ระหวา่ งลาไดใ้ นปีหนึ่งไมเ่ กินส่ีสิบห้าวันทาการ แตใ่ นปที ่ีเร่มิ รบั ราชการใหม้ ีสทิ ธไิ ด้รบั ต.ส.ค. ระหว่างลาได้ไม่เกนิ สบิ ห้าวนั ทาการ (ง) ลาพักผ่อนประจาปี ให้มีสิทธิได้รับ ต.ส.ค. ระหว่างลาได้ไม่เกินระยะเวลาท่ีผู้น้ัน มสี ิทธิลาพกั ผอ่ นประจาปีตามทก่ี าหนดไว้ในระเบียบว่าดว้ ยการลาของขา้ ราชการ (จ) ลาอุปสมบทในพระพุทธศาสนาหรือไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอดุ ิอาระเบีย ซึ่งมิใช่การลาภายในระยะเวลาสิบสองเดือนแรกที่เข้ารับราชการ และต้ังแต่ เรมิ่ รบั ราชการยังไม่เคยอุปสมบทในพระพุทธศาสนาหรือยังไม่เคยไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ให้มสี ิทธไิ ดร้ ับ ต.ส.ค. ระหว่างลาได้ไม่เกินหกสบิ วนั (ฉ) ลาไปศึกษา ฝึกอบรมดูงาน หรอื ปฏิบตั ิการวจิ ยั ใหม้ ีสทิ ธไิ ด้รบั ต.ส.ค. ระหว่างลาได้ ไมเ่ กนิ หกสิบวนั (ช) ไปอุปสมบทในโครงการท่คี ณะรัฐมนตรมี มี ติอนมุ ตั ิเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่ให้ถือเป็น วนั ลาของขา้ ราชการ ใหม้ ีสิทธิได้รบั ต.ส.ค. ในระหว่างนน้ั ไดไ้ ม่เกนิ หกสบิ วนั (ซ) ลาไปช่วยเหลือภริยาท่ีคลอดบุตร ให้มีสิทธิได้รับ ต.ส.ค. ระหว่างลาเฉพาะวันลา ทมี่ ีสิทธไิ ด้รับเงนิ เดือนระหวา่ งลาตามกฎหมาย (ฌ) ลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ ให้มีสิทธิได้รับ ต.ส.ค. ระหว่างลาได้ไม่เกิน หกสบิ วนั (ญ) ไปถอื ศีลและปฏบิ ัติธรรมตามมติคณะรัฐมนตรีในสถาพปฏิบัติธรรมที่ได้รับการ รบั รองจากสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้มีสิทธไิ ด้รบั ต.ส.ค. ในระหว่างนัน้ ไดไ้ มเ่ กินหกสบิ วัน (๔) ผู้ทาหน้าท่ีสอบสวนคดีผู้ใดท่ีทางราชการส่งไปเข้ารับการฝึกอบรม ดูงาน หรือ ปฏบิ ัตงิ านวจิ ัยทีไ่ มเ่ กย่ี วกับการปฏิบัติหน้าทงี่ านสอบสวน ใหม้ ีสิทธิไดร้ บั ต.ส.ค. ต่อไปได้ไม่เกินเกา้ สบิ วนั (๕) กรณสี านักงานตารวจแหง่ ชาตจิ ดั อบรม หรือพิจารณาคัดเลือกให้ผู้ทาหน้าท่ีสอบสวนคดี ไปราชการเพอ่ื เข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่างๆ หรอื ดูงาน หรอื ปฏิบตั กิ ารวจิ ัย เพ่ือเป็นการพัฒนาความรู้ ความสามารถในการทาหนา้ ท่ีสอบสวนคดี ใหม้ ีสิทธไิ ดร้ บั ต.ส.ค. เตม็ จานวน สิทธิในการไดร้ ับ ต.ส.ด. ส้ินสดุ เมอื่ (๑) พน้ จากตาแหนง่ ท่ีมสี ิทธิได้รบั ต.ส.ค. ตามระเบียบน้ี (๒) พน้ จากหน้าท่รี าชการสานกั งานตารวจแห่งชาติไม่วา่ กรณใี ดๆ (๓) ถกู พกั ใช้หรอื เพิกถอนประกาศนยี บัตรดา้ นการสอบสวน
คาอธิบายการบรหิ ารงานกาลังพล สานกั งานตารวจแห่งชาติ 121 ผู้ทาหน้าทีส่ อบสวนคดีผู้ใดมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มเป็นกรณีพิเศษหรือเงินเพิ่มสาหรับตาแหน่ง ทมี่ เี หตพุ เิ ศษหลายประเภท ใหผ้ ู้น้นั เลือกรบั เงนิ เพยี งประเภทเดียว ต.ส.ค. เป็นเงินท่ีมีกาหนดจ่ายเป็นรายเดือนลักษณะจ่ายควบกับเงินเดือน แต่ไม่ให้นาไปรวม คานวณบาเหนจ็ บานาญ ในกรณีท่ีถูกส่ังพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนให้งดจ่าย ต.ส.ค. นับแต่วันท่ีถูกส่ัง พกั ราชการหรอื ใหอ้ อกจากราชการไวก้ ่อน ในกรณที ี่กลับเข้ารับราชการ ให้จ่าย ต.ส.ค. ตามส่วนสมั พนั ธ์ของเงินเดือนทไ่ี ดร้ บั ให้ผู้บังคับบัญชาในฐานะผู้มีอานาจสั่งเล่ือนเงินเดือน หรือผู้บังคับบัญชาซึ่งผู้บัญชาการ ตารวจแหง่ ชาตมิ อบหมายใหม้ ีอานาจพิจารณาหรือส่ังเลื่อนเงินเดือน เป็นผู้ออกคาส่ังให้ข้าราชการตารวจ ที่อย่ใู นบงั คบั บัญชาไดร้ ับหรอื หมดสทิ ธริ บั ต.ส.ค. ตามระเบียบนี้ ในกรณีทม่ี ีปญั หาเก่ียวกบั การปฏบิ ัติตามระเบียบน้ี ให้เสนอ ก.ตร. วินิจฉัย คาวินิจฉัยของ ก.ตร. ใหเ้ ป็นที่สดุ ข้าราชการตารวจที่ดารงตาแหน่งพนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิหรือเทียบเท่า ท่ีมีสิทธิได้รับ เงนิ เพ่ิมเป็นกรณีพเิ ศษสาหรับตาแหนง่ พนกั งานสอบสวนตามระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงนิ เพม่ิ เป็นกรณพี ิเศษ สาหรับตาแหน่งพนักงานสอบสวน พ.ศ. ๒๕๕๔ อยู่ก่อนแล้ว และได้รับการแต่งต้ังให้ดารงตาแหน่ง ผู้กากับการหรือเทียบเท่าตาแหน่งดังกล่าวที่ทาหน้าที่สอบสวนคดีและอยู่ในสายงานสอบสวน ให้มีสิทธิได้รับ ต.ส.ค. ตามระเบียบนี้ในวันท่ีตาแหน่งดังกล่าวมีผลใช้บังคับสาหรับข้าราชการตารวจ นอกเหนือจากกรณีดังกล่าว ซ่ึงดารงตาแหน่งผู้กากับการหรือเทียบเท่าตาแหน่งดังกล่าว ที่ทาหน้าท่ี สอบสวนคดีและอยู่ในสายงานสอบสวนก่อนวันท่ีระเบียบน้ีจะมีผลใช้บังคับ ให้มีสิทธิ์ได้รับ ต.ส.ค. ในวันท่ีตาแหน่งดงั กลา่ วมีผลใชบ้ ังคับ แตไ่ มก่ อ่ นวนั ที่มีคุณสมบตั คิ รบองคป์ ระกอบ ให้นาหลักสูตรการฝึกอบรมตามระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพ่ิมเป็นกรณีพิเศษสาหรับตาแหน่ง พนักงานสอบสวน พ.ศ. ๒๕๕๔ มาใช้เป็นหลักสูตรตามระเบียบนี้โดยอนุโลม จนกว่าจะมีการกาหนด หลักสตู รตามระเบียบน้ีข้ึนใหม่ ใหถ้ ือวา่ ใบอนญุ าตประกอบวิชาชีพสอบสวนตามระเบียบ ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ สาหรบั ตาแหนง่ พนกั งานสอบสวน พ.ศ. ๒๕๕๔ เปน็ ประกาศนียบตั รด้านการสอบสวนตามระเบยี บนี้ ผบู้ งั คับอากาศยาน สานกั งานตารวจแหง่ ชาติ ระเบยี บกระทรวงการคลัง วา่ ดว้ ยเงนิ เพิ่มพเิ ศษผูบ้ ังคบั อากาศยาน สานกั งานตารวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ กาหนดไว้วา่ เงินเพม่ิ พเิ ศษผู้บังคับอากาศยาน สานักงาน ตารวจแหง่ ชาติ คาว่า “เงนิ เพ่มิ พิเศษผู้บังคับอากาศยาน” หมายความว่า เงินเพ่ิมพิเศษที่สานักงาน ตารวจแห่งชาติจ่ายให้กับนักบินประจากองตามที่สานักงานตารวจแห่งชาติกาหนดเป็นรายเ ดือน นอกเหนอื จากเงนิ เดือนและเงนิ เพ่มิ คา่ ฝาุ อนั ตรายท่ไี ดร้ ับอย่เู ดิม
122 อนชุ ัย ณ วชั รเจริญ “นักบินประจากอง” หมายความว่า ผู้ท่ีสอบความรู้ความสามารถได้สาเร็จตามหลักสูตร โรงเรียนการบินของกองทัพอากาศ กองทัพบก หรือสถาบันการบินพลเรือนในประเทศไทยขององค์การ การบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือสถาบันการบินต่างประเทศ ท่ี ก.พ. รับรองวิทยฐานะในหลักสูตร กับข้าราชการตารวจผู้มีตาแหน่งท่ีทาการบินเป็นประจากับเคร่ืองบินประเภทใดประเภทหน่ึงของ สานักงานตารวจแหง่ ชาติ ผู้มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มพิเศษผู้บังคับอากาศยาน ได้แก่ ข้าราชการตารวจท่ีมีชั้นยศไม่เกิน พนั ตารวจเอกและเปน็ นักบนิ ประจากองตามท่สี านกั งานตารวจแหง่ ชาติกาหนด ใหน้ กั บนิ ประจากอง ไดร้ บั เงินเพ่มิ พิเศษผู้บังคับอากาศยาน ในอตั ราเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ในกรณีท่ีมีสิทธิได้รับเงินเพ่ิมพิเศษหลายอัตรา ให้ได้รับเงินเพ่ิมพิเศษในอัตราท่ีสูงท่ีสุด เพยี งอัตราเดยี ว เงินเพิ่มพิเศษผู้บังคับอากาศยาน เป็นเงินท่ีจ่ายควบกับเงินเดือนแต่ไม่นามาคานวณ บาเหน็จบานาญ และสิทธิในการรับเงินเพ่ิมพิเศษผู้บังคับอากาศยานส้ินสุดลงเมื่อพ้นจากตาแหน่ง นกั บินประจากอง การเบิกจ่ายเงินเพ่ิมพิเศษผู้บังคับอากาศยานให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกับการเบิกจ่ายเงินเดือน โดยอนโุ ลม เงินเพ่ิมพิเศษผู้บังคับอากาศยานสาหรับนักบินประจากอง เป็นเงินที่จ่ายควบกับเงินเดือน ในกรณีทถี่ กู สัง่ พกั ราชการตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการส่ังพักราชการใหง้ ดจ่าย และในกรณีกลับเข้ารับราชการ ให้จา่ ยเงินเพมิ่ พิเศษผูบ้ ังคบั อากาศยานตามสว่ นสัมพันธ์ของเงนิ เดือนท่ีได้รบั ในกรณีที่มีความจาเป็นและต้องปฏิบัตินอกเหนือจากที่กาหนดไว้ในระเบียบน้ีให้ขอทา ความตกลงกับกระทรวงการคลงั ก่อน
คาอธบิ ายการบรหิ ารงานกาลังพล สานกั งานตารวจแห่งชาติ 123 บทท่ี ๕ การดาเนินการทางวินัย การดาเนินการทางวนิ ัย การสบื สวนข้อเท็จจริง ตาม กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๕๖ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๐ ตอนที่ ๔๘ ก วันที่ ๕ มิถนุ ายน ๒๕๕๖) ซ่ึงมสี าระสาคญั ดังนี้ ๑. วันใช้บังคับ ได้แก่ วันท่ี ๖ มิถุนายน ๒๕๕๖ (กฎ ก.ตร. นี้ให้ใช้บังคับต้ังแต่วันถัดจาก วนั ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป) ๒. ให้ยกเลกิ กฎ ก.ตร. วา่ ด้วยการสืบสวนข้อเท็จจรงิ พ.ศ.๒๕๔๗ เนื่องจากกฎ ก.ตร. ว่าด้วย การสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ. ๒๕๔๗ มีข้อขัดข้องบางประการอันอาจทาให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เชน่ ประเด็นการสืบสวนขอ้ เท็จจริงกรณีไม่รู้ตัวผู้ถูกสืบสวน การขอขยายเวลาการสืบสวน หรือกรณี เมื่อมีการกล่าวหา หรือมีกรณีเป็นท่ีสงสัยว่าข้าราชการตารวจผู้ใดกระทาผิดวินัย ซ่ึงผู้บังคับบัญชา ได้พจิ ารณาในเบ้อื งต้นแล้วไม่มีมูลที่ควรจะกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัย จึงสั่งยุติเรื่อง จะถือว่าเป็นการ สบื สวนข้อเท็จจริงหรือไม่ เป็นต้น เพ่ือให้การสืบสวนข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สัมฤทธิ์ผล และเป็นธรรม จึงจาเปน็ ต้องออกกฎ ก.ตร. น้ี ๓. เมื่อมีการกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการตารวจผู้ใดกระทาผิดวินัย หากผู้บังคับบัญชาได้พิจารณาในเบ้ืองต้นแล้วไม่มีมูลหรือมีมูลเพียงพอที่จะแต่งต้ังคณะกรรมการ สอบสวนวินยั อย่างร้ายแรงหรือมพี ยานหลักฐานฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทาผิดวินัยและสามารถส่ังการได้ ในกรณีเป็นความผิดท่ีปรากฏชัดแจ้ง ก็ให้ผู้บังคับบัญชาผู้มีอานาจพิจารณาสั่งการไปภายในอานาจ โดยไม่ต้องสืบสวนข้อเท็จจริง แต่ถ้าจะต้องสืบสวนข้อเท็จจริงก็ให้ดาเนินการตามหลักเกณฑ์และ วธิ กี ารสืบสวนขอ้ เท็จจรงิ ที่กาหนดในกฎ ก.ตร. นี้ ๔. การสืบสวนข้อเท็จจริง หมายถึง การแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ซ่ึงผู้มี หน้าท่ีสืบสวนข้อเทจ็ จริงได้ปฏิบตั ไิ ปตามอานาจและหนา้ ทเ่ี พอื่ ทจี่ ะทราบรายละเอียดแห่งพฤติการณ์ และการกระทาของข้าราชการตารวจผู้ถูกร้องเรียนกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นท่ีสงสัยว่ากระทาผิดวินัย วา่ กรณีมีมลู ทค่ี วรกล่าวหาวา่ ผู้นนั้ กระทาผิดวนิ ัยหรือไม่ หรือผู้นั้นได้กระทาผิดวินัยตามท่ีถูกกล่าวหา หรือไม่อย่างไร ๕. ภายใต้บังคับขอ้ ๓ กรณที ีค่ วรทาการสืบสวนข้อเทจ็ จริง ไดแ้ ก่ (๑) ผู้บงั คับบญั ชามเี หตุอนั ควรสงสัยว่าข้าราชการตารวจในบังคบั บัญชาผู้ใดกระทา ผดิ วนิ ัย
124 อนุชยั ณ วัชรเจริญ (๒) มีผู้ร้องเรียนกล่าวหาว่าข้าราชการตารวจในบังคับบัญชาผู้ใดกระทาผิดวินัย โดยผู้ร้องเรียนนั้นได้แจ้งชื่อและที่อยู่ของตนเองเป็นท่ีแน่นอน พร้อมทั้งระบุพฤติการณ์แห่งกรณี ทก่ี ล่าวหาว่าขา้ ราชการตารวจกระทาผิดวนิ ยั นน้ั (๓) สว่ นราชการอืน่ หรอื หนว่ ยงานอ่นื แจง้ มาให้ทราบวา่ ขา้ ราชการตารวจในบังคับบัญชา ผูใ้ ดกระทาผิดวนิ ยั หรือสงสยั วา่ กระทาผิดวินยั (๔) มีบัตรสนเท่ห์กล่าวหาว่าข้าราชการตารวจในบังคับบัญชาผู้ใดกระทาผิดวินัย ตามปกตกิ ารรอ้ งเรียนกล่าวหาข้าราชการตารวจว่ากระทาผิดวินัยในลักษณะเป็นบัตรสนเท่ห์ห้ามมิให้รับฟัง เวน้ แต่บัตรสนเทห่ น์ น้ั ระบขุ ้อเทจ็ จริง พยานหลักฐานกรณีแวดล้อม และหรือระบุพยานบุคคล พยานวัตถุ หรือพยานเอกสารชแ้ี นะแนวทางเพยี งพอทจ่ี ะดาเนนิ การสืบสวนได้ (๕) กรณีปรากฏเปน็ ขา่ วในส่ือสารมวลชนใดๆ ว่าข้าราชการตารวจในบังคับบัญชา ผู้ใดกระทาผิดวินัยตามปกติหากไม่มีชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องเรียนกล่าวหาห้ามมิให้รับฟัง เว้นแ ต่ ข่าวในส่ือมวลชนนั้นระบุข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน กรณีแวดล้อม และหรือระบุพยานบุคคล พยานวัตถุ หรอื พยานเอกสารชแ้ี นะแนวทางเพยี งพอที่จะดาเนินการสบื สวนได้ (๖) กรณอี ืน่ ๆ ที่ผูบ้ ังคับบญั ชาเหน็ ควรใหม้ ีการสืบสวนขอ้ เท็จจรงิ ๖. เมือ่ ผบู้ ังคบั บัญชาผมู้ ีอานาจได้สั่งแตง่ ต้ังคณะกรรมการสืบสวนหรือสั่งให้ผใู้ ดดาเนินการ สบื สวนเรื่องหน่ึงเรอ่ื งใดไปแล้ว ห้ามมิใหส้ งั่ ใหส้ บื สวนในเรือ่ งเดยี วกันนน้ั อกี ๗. กรณีผู้ร้องเรียนหรือส่วนราชการอ่ืนหรือหน่วยงานอ่ืนแจ้งมาตามข้อ ๕ (๒) และ (๓) ให้ผู้บังคับบัญชาท่ีรับเร่ืองดังกล่าวแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ร้องหรือส่วนราชการหรือหน่วยงานน้ันๆ ทราบทกุ กรณีโดยมชิ ักชา้ ๘. ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สั่งให้สืบสวน ยกเว้นนายกรัฐมนตรี และ คณะกรรมการสืบสวนหรอื ผสู้ บื สวน จะต้องไม่เปน็ บคุ คลดงั ตอ่ ไปนี้ ๙. เมื่อมีกรณีตามข้อ ๕ เกิดขึ้น ให้ผู้บังคับบัญชาต้ังแต่ระดับสารวัตรหรือเทียบเท่าข้ึนไป ดาเนินการสืบสวนด้วยตนเองหรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือจะส่ังให้ผู้หนึ่งผู้ใดทาการสืบสวน หรืออาจสง่ ประเด็นไปให้เจ้าพนกั งานอน่ื ช่วยสบื สวนก็ได้ (๑) รูเ้ หน็ เหตุการณ์ในเรือ่ งทส่ี ืบสวน (๒) มสี ่วนได้เสยี ในเรอื่ งทส่ี ืบสวน (๓) มสี าเหตุโกรธเคอื งกบั ผ้ถู กู สืบสวน (๔) เปน็ ผรู้ อ้ งเรยี นกลา่ วหาหรอื เปน็ คู่สมรส บพุ การี ผู้สืบสันดาน หรือพ่ีน้องร่วมบิดา มารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดากบั ผ้รู ้องเรยี นกล่าวหา (๕) มีเหตอุ ย่างอื่นซง่ึ น่าเชื่ออยา่ งยิ่งว่าจะทาให้การสบื สวนเสียความเปน็ ธรรม ข้อความใน (๑) ให้ใชบ้ งั คบั กบั ผสู้ ัง่ แต่งตง้ั คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สั่งให้สืบสวน เฉพาะในกรณที ่ผี ู้น้นั รเู้ หน็ เหตกุ ารณใ์ นลักษณะมสี ่วนรว่ มกบั การกระทาความผิด ๑๐. การแต่งต้ังคณะกรรมการสืบสวนหรือส่ังให้ผู้ใดทาการสืบสวน ประธานกรรมการ หรือผู้สืบสวนต้องเป็นข้าราชการตารวจชั้นสัญญาบัตรมีตาแหน่งและยศ ไม่ต่ากว่าผู้ถูกกล่าวหา กรณีผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการตารวจช้ันสัญญาบัตร คณะกรรมการสืบสวนซ่ึงเป็นข้าราชการตารวจ ตอ้ งเป็นข้าราชการตารวจช้นั สญั ญาบตั รเท่านน้ั
คาอธิบายการบรหิ ารงานกาลงั พล สานักงานตารวจแหง่ ชาติ 125 ในกรณีแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน ให้มีคณะกรรมการซ่ึงเป็นข้าราชการประจา อยา่ งน้อยสามคน ประกอบด้วยข้าราชการตารวจอย่างน้อยก่ึงหนึ่ง โดยให้มีเลขานุการหน่ึงคน เลขานุการ อาจจะแตง่ ต้ังจากกรรมการสืบสวนคนใดคนหนึ่งกไ็ ด้ ในกรณีจาเป็นจะใหม้ ีผ้ชู ว่ ยเลขานกุ ารก็ได้ ใหน้ าขอ้ ๑๓ ข้อ ๒๒ และข้อ ๒๓ มาใช้บังคับกับเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ โดยอนุโลม ๑๑. การแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือสั่งให้ผู้ใดทาการสืบสวนให้ทาเป็นคาสั่ง โดยระบุชื่อและตาแหน่งของผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกร้องเรียนเร่ืองที่กล่าวหา ช่ือและตาแหน่งของผู้ที่ได้รับ การแต่งต้ังเป็นคณะกรรมการสืบสวน เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการ (ถ้ามี) หรือชื่อและตาแหน่ง ของผู้สบื สวน ท้งั นี้ ใหม้ สี าระสาคญั ตามแบบ สส.๑ ที่ ก.ตร. กาหนด การเปลี่ยนแปลงตาแหน่งของกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนไม่กระทบถึงการที่ได้รับ การแต่งต้ังหรือสงั่ ให้ทาการสืบสวนตามวรรคหนึง่ ๑๒. เม่ือมีคาสั่งตามข้อ ๑๑ แล้ว ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้ส่ังให้สืบสวน ดาเนินการดังน้ี (๑) แจง้ คาสงั่ ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและ วันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน ในการนี้ให้มอบสาเนาคาสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับด้วย ในกรณีท่ี ผู้ถูกกล่าวหาไมย่ อมรับทราบคาส่ังหรือไม่อาจแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบได้ให้ส่งสาเนาคาส่ังทางไปรษณีย์ ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ ท่ีอยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ ในกรณเี ช่นน้ีเมื่อล่วงพ้นสบิ ห้าวันนับแต่วันท่ีส่งสาเนาคาสั่งดังกล่าวให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบ คาสงั่ แต่งตงั้ คณะกรรมการสืบสวนหรอื คาสั่งใหส้ ืบสวนแลว้ การแจง้ คาส่งั ตามวรรคหนึ่ง ให้แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาช้ีแจงข้อเท็จจริงในเรื่องที่ ถูกกล่าวหาต่อประธานกรรมการสบื สวนหรือผสู้ ืบสวนภายในสบิ ห้าวันนับแตว่ นั ที่รบั ทราบคาส่ังไปด้วย (๒) ส่งสาเนาคาส่ังให้คณะกรรมการสืบสวนทราบ ส่วนประธานกรรมการหรือ ผ้สู ืบสวนนอกจากส่งสาเนาคาส่งั ใหแ้ ล้วให้สง่ เอกสารหลักฐานท่ีเกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาไปให้ด้วย และใหป้ ระธานกรรมการหรือผูส้ ืบสวนลงลายมอื ชอ่ื และวันเดอื นปีที่รับทราบไว้เป็นหลกั ฐาน ๑๓. เมือ่ มกี ารแต่งต้งั คณะกรรมการสบื สวนหรอื สงั่ ให้ผ้ใู ดทาการสืบสวนแล้ว ถ้าผู้สั่งแต่งต้ัง คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สั่งให้สืบสวนเห็นว่ามีเหตุอันสมควรหรือจาเป็นที่จะต้องเปล่ียน เพ่ิมหรือลด จานวนผูไ้ ดร้ ับการแตง่ ตัง้ เป็นกรรมการสบื สวนหรือเปลย่ี นผู้สบื สวน ให้ดาเนินการได้โดยให้แสดงเหตุ แห่งการส่ังนั้นไวด้ ว้ ย และให้นาข้อ ๑๐ และข้อ ๑๒ มาใช้บงั คับโดยอนุโลม การเปล่ียนแปลงตามวรรคหน่งึ ไม่กระทบถึงการสบื สวนทไี่ ดด้ าเนินการไปแล้ว ๑๔. คณะกรรมการสืบสวนหรือผสู้ บื สวนมีหน้าท่ี (๑) สบื สวนตามหลักเกณฑ์ วธิ กี ารและระยะเวลาที่กาหนดในกฎ ก.ตร. นี้ เพื่อแสวงหา ความจรงิ ในเรอื่ งทีก่ ล่าวหาและดแู ลให้บังเกดิ ความยุตธิ รรมตลอดการสืบสวน (๒) รวบรวมประวัติของผู้ถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาเท่าที่จาเป็น เพอ่ื ประกอบการพิจารณา (๓) จัดทาบนั ทึกการปฏบิ ัติงานท่ีมกี ารสืบสวนไวท้ กุ ครง้ั (๔) หา้ มมใิ ห้บุคคลอน่ื เขา้ ร่วมทาการสืบสวน
126 อนชุ ยั ณ วัชรเจรญิ ๑๕. กรณีแต่งต้ังคณะกรรมการสืบสวน นอกจากดาเนินการตามข้อ ๑๔ แล้ว ให้ดาเนินการ ดังต่อไปน้ดี ้วย (๑) เมื่อประธานกรรมการได้รับเรื่องตามข้อ ๑๒ แล้ว ให้ดาเนินการประชุม คณะกรรมการสบื สวนเพ่ือพิจารณาวางแนวทางการสืบสวนตอ่ ไป (๒) การประชุมคณะกรรมการสืบสวนตามข้อ ๑๙ และข้อ ๓๑ ต้องมีกรรมการสืบสวน มาประชุมไม่น้อยกวา่ สามคนและไมน่ ้อยกว่าก่ึงหนึ่งของจานวนกรรมการสบื สวนทั้งหมด (๓) การประชมุ คณะกรรมการสบื สวนต้องมีประธานกรรมการอยู่ร่วมประชุมด้วย แตใ่ นกรณจี าเปน็ ที่ประธานกรรมการไมส่ ามารถเข้าประชมุ ไดใ้ หก้ รรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการ คนหนึ่งทาหน้าที่แทน (๔) การลงมตขิ องท่ีประชุมคณะกรรมการสืบสวนให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียง เท่ากนั ให้ประธานในทีป่ ระชมุ ออกเสยี งเพ่ิมข้ึนอีกเสียงหน่งึ เป็นเสียงชี้ขาด การประชุมตามวรรคหน่ึง ให้จัดทาบันทึกการประชุมเป็นหนังสือไว้เป็น หลักฐานด้วย ๑๖. ในกรณีที่ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนเห็นว่าตนเองมีเหตุอันอาจ ถูกคัดค้านตามข้อ ๓๓ วรรคหน่ึง ให้ผู้นั้นรายงานต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สั่ง ใหส้ บื สวนและให้นาขอ้ ๓๓ วรรคสอง วรรคสาม วรรคส่ี และวรรคห้า มาใช้บงั คับโดยอนุโลม ๑๗. การสืบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนต้องดาเนินการตาม กาหนดเวลาดงั น้ี (๑) สืบสวนให้แล้วเสร็จโดยเร็วท่ีสุดแต่ท้ังนี้ต้องไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ ประธานกรรมการหรือผู้สืบสวนได้รับทราบคาสั่ง หากครบกาหนดหกสิบวันแล้วยังไม่แล้วเสร็จ ให้ขออนุมัติขยายระยะเวลาต่อผู้ส่ังแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สั่งให้สืบสวน ให้ผู้สั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้ส่ังให้สืบสวนพิจารณาอนุมัติได้ตามความจาเป็น แต่ท้ังนี้ห้ามมิให้ขยาย ระยะเวลาสืบสวนต่อไปอีกเกินหกสิบวัน หากมีการขยายระยะเวลาแล้วการสืบสวนไม่แล้วเสร็จ ภายในหกสิบวันให้ประธานกรรมการหรือผู้สืบสวนรายงานเหตุให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน หรือผู้ส่ังให้สืบสวนทราบและให้เป็นหน้าท่ีของผู้ส่ังแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้ส่ังให้สืบสวน ติดตามเรง่ รัดการสืบสวนต่อไป (๒) ในการสืบสวนเพิ่มเติมตามข้อ ๓๖ (๒) ให้ดาเนินการสืบสวนให้แล้วเสร็จ ภายในสามสิบวันนับแต่วันรับทราบคาส่ัง หากครบกาหนดสามสิบวันแล้วยังสืบสวนไม่แล้วเสร็จ ให้ขออนุมัติขยายระยะเวลาต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้ส่ังให้สืบสวน ให้ผู้ส่ังแต่งต้ัง คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้ส่ังให้สืบสวนพิจารณาอนุมัติได้ตามความจาเป็น แต่ทั้งนี้ห้ามมิให้ขยาย ระยะเวลาสืบสวนตอ่ ไปอกี เกนิ กว่าสามสบิ วัน หากมีการขยายระยะเวลาแล้วการสืบสวนไม่แล้วเสร็จ ภายในสามสิบวันใหป้ ระธานกรรมการหรือผู้สืบสวนรายงานเหตุให้ผู้ส่ังแต่งต้ังคณะกรรมการสืบสวน หรือผู้ส่ังให้สืบสวนทราบและให้เป็นหน้าท่ีของผู้ส่ังแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้ส่ังให้สืบสวน ตดิ ตามเรง่ รัดการสืบสวนตอ่ ไป
คาอธบิ ายการบริหารงานกาลังพล สานักงานตารวจแห่งชาติ 127 ๑๘. การนาเอกสารหรอื วัตถมุ าใชเ้ ปน็ พยานหลักฐานในสานวนการสืบสวนให้บันทึกไว้ ดว้ ยวา่ ไดม้ าอย่างไร จากผใู้ ด และเมือ่ ใด เอกสารที่ใชเ้ ป็นพยานหลักฐานในสานวนการสืบสวนให้ใช้ต้นฉบับ แต่ถ้าไม่อาจนาต้นฉบับ มาได้จะใช้สาเนาทกี่ รรมการสบื สวนหรอื ผู้สืบสวนหรือผมู้ ีหนา้ ทร่ี บั ผิดชอบรบั รองวา่ เปน็ สาเนาถูกต้องกไ็ ด้ ถ้าหาต้นฉบับไม่ได้เพราะสูญหายหรือถูกทาลายหรือโดยเหตุประการอ่ืนจะให้นา สาเนาหรือพยานบุคคลอื่นมาสืบก็ได้ ๑๙. เม่ือคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับ ข้อกล่าวหาแล้วให้พิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทาการใด เม่ือใด อย่างไร และถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูล ท่ีควรกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัยก็ให้มีความเห็นควรยุติเร่ือง แล้วทารายงานการสืบสวนเสนอผู้สั่งแต่งต้ัง คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สั่งให้สืบสวน ถ้ากรรมการสืบสวนผู้ใดมีความเห็นแย้งให้ทาความเห็นแย้ง แนบไว้กับรายงานการสืบสวนโดยถือเปน็ สว่ นหนง่ึ ของรายงานการสืบสวนดว้ ย ในกรณีมีมูลท่ีควรกล่าวหาว่ากระทาผิดวินัย ให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวน เรียกผถู้ กู กลา่ วหามาพบเพ่อื แจง้ เรอ่ื งท่ีถูกกลา่ วหาหรือถกู รอ้ งเรยี นให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าได้กระทา การใด เมื่อใด อย่างไร และเป็นความผิดวินัยกรณีใด และให้สรุปพยานหลักฐานเท่าที่มีให้ทราบ โดยระบวุ นั เวลา สถานท่ี และการกระทาที่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหา สาหรับพยานบุคคล จะระบุหรือไม่ระบุชอื่ พยานก็ไดโ้ ดยให้คานงึ ถึงหลักการคุ้มครองพยาน การแจ้งตามวรรคสองให้ทาบันทึกมีสาระสาคัญตามแบบ สส.๒ ท่ี ก.ตร. กาหนด โดยทาเป็นสองฉบับเพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหน่ึงฉบับ เก็บไว้ในสานวนการสืบสวนหนึ่งฉบับ และ ใหผ้ ถู้ ูกกลา่ วหาลงลายมือชือ่ และวนั เดือนปที ่ีรับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย เม่อื คณะกรรมการสืบสวนหรอื ผ้สู บื สวนได้ดาเนินการตามวรรคสองและวรรคสามแล้ว ใหส้ อบถามผู้ถูกกลา่ วหาวา่ ไดก้ ระทาการตามทถ่ี ูกกลา่ วหาหรอื ไม่ อย่างไร ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคารับสารภาพว่าได้กระทาการตามที่ถูกกล่าวหา ให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนแจ้งผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าการกระทาของผู้ถูกกล่าวหา เป็นความผิดวินัยกรณีใดตามมาตราใด หากผู้ถูกกล่าวหายังคงรับสารภาพให้บันทึกถ้อยคารับสารภาพ รวมทั้งเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี) และสาเหตุแห่งการกระทาไว้ด้วย ในกรณีเช่นนี้คณะกรรมการ สืบสวนหรือผู้สืบสวนจะไม่ทาการสืบสวนต่อไปก็ได้ หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรท่ีจะได้ทราบข้อเท็จจริง และพฤติการณ์อันเกี่ยวกับเร่ืองท่ีถูกกล่าวหาหรือถูกร้องเรียนโดยละเอี ยดจะทาการสืบสวนต่อไป ตามสมควรแกก่ รณกี ไ็ ด้ แล้วดาเนินการตามขอ้ ๓๑ และข้อ ๓๒ ต่อไป ในกรณีท่ผี ้ถู ูกกล่าวหามไิ ด้ใหถ้ ้อยคารับสารภาพหรือรับสารภาพบางส่วน ให้สอบถาม ผู้ถูกกล่าวหาว่าจะยื่นคาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือหรือไม่ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาประสงค์จะย่ืนคาช้ีแจง เป็นหนังสือให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาย่ืนคาช้ีแจงภายในเวลาอันควร แต่อย่างช้าไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งเร่ืองที่ถูกกล่าวหาหรือถูกร้องเรียน และให้โอกาส ผู้ถกู กลา่ วหาทีจ่ ะใหถ้ ้อยคาเพมิ่ เตมิ รวมทั้งนาสืบแก้ข้อกล่าวหาด้วย ในกรณีท่ีผู้ถูกกล่าวหาไม่ประสงค์ จะยื่นคาช้ีแจงเป็นหนังสือให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนดาเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคา และนาสืบแกข้ ้อกล่าวหาโดยเร็ว เมื่อคณะกรรมการสืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เสร็จแล้ว ให้ดาเนนิ การตามข้อ ๓๑ และขอ้ ๓๒ ตอ่ ไป
128 อนุชัย ณ วัชรเจริญ ในกรณีท่ีผู้ถูกกล่าวหามาแล้วแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบหรือไม่มารับทราบ เร่ืองท่ีถูกกล่าวหาหรือถูกร้องเรียน ให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนส่งบันทึกมีสาระสาคัญ ตามแบบ สส.๒ ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏ ตามหลักฐานของทางราชการหรือสถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งมีหนังสือ ขอให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงนัดมาให้ถ้อยคาและนาสืบแก้ข้อกล่าวหา การแจ้งในกรณีนี้ให้ทาบันทึก มีสาระสาคัญตามแบบ สส.๒ เป็นสามฉบับ เพื่อเก็บไว้ในสานวนการสืบสวนหนึ่งฉบับ ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหา สองฉบับ โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือช่ือและวันเดือนปีที่รับทราบ ส่งกลับคืนมารวมไวใ้ นสานวนการสบื สวนหน่งึ ฉบบั เม่ือลว่ งพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ดาเนินการดังกล่าว แม้จะไม่ได้รับบันทึกตามแบบ สส.๒ คืน หรือไม่ได้รับคาชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา ไม่มาให้ถ้อยคาตามนัดให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบเรื่องที่ถูกกล่าวหาหรือถูกร้องเรียนแล้วและ ไมป่ ระสงค์ทีจ่ ะแกข้ ้อกลา่ วหา ในกรณเี ช่นนี้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนจะไม่ทาการสืบสวน ต่อไปกไ็ ดห้ รอื ถ้าเหน็ เปน็ การสมควรท่ีจะได้ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจะสืบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้ แล้วดาเนินการตามข้อ ๓๑ และข้อ ๓๒ ต่อไป แต่ถ้าผู้ถูกกล่าวหามาให้ถ้อยคาหรือยื่นคาชี้แจง แก้ข้อกลา่ วหาหรือขอนาสบื แก้ข้อกลา่ วหาก่อนท่คี ณะกรรมการสบื สวนหรือผู้สืบสวนจะเสนอสานวน การสืบสวนตามข้อ ๓๒ โดยมีเหตุผลอันสมควรให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนให้โอกาส แกผ่ ู้ถูกกลา่ วหาตามท่ผี ู้ถกู กล่าวหารอ้ งขอ ๒๐. การสอบปากคาผูถ้ ูกกล่าวหาและพยานของคณะกรรมการสืบสวนต้องมีกรรมการสืบสวน ไมน่ ้อยกว่าสองคนจงึ จะสบื สวนได้ ๒๑. ก่อนเริ่มสอบปากคาพยานให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนแจ้งให้พยาน ทราบว่ากรรมการสืบสวนหรือผู้สบื สวนมีฐานะเป็นเจา้ พนกั งานตามประมวลกฎหมายอาญา การให้ถ้อยคา อนั เปน็ เท็จตอ่ คณะกรรมการสืบสวนหรอื ผ้สู ืบสวนอาจเป็นความผดิ ตามกฎหมาย ๒๒. ในการสอบปากคาผู้ถูกกล่าวหาและพยาน ห้ามมิให้คณะกรรมการสืบสวนหรือ ผู้สบื สวนทาการลอ่ ลวง ขู่เข็ญ ใหส้ ญั ญาหรอื กระทาการใดเพ่อื จูงใจใหบ้ คุ คลน้ันใหถ้ ้อยคาอย่างใดๆ ๒๓. ในการสอบปากคาผู้ถูกกลา่ วหาและพยาน ให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวน เรียกผู้ซึ่งจะถูกสอบปากคามาในที่สืบสวนคราวละหน่ึงคน ห้ามมิให้บุคคลอ่ืนอยู่ในท่ีสืบสวนเว้นแต่ ทนายความหรอื ท่ีปรึกษาของผู้ถูกกล่าวหาหรือบุคคลซ่ึงคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนอนุญาต ใหอ้ ยใู่ นทส่ี ืบสวนเพ่ือประโยชนแ์ ห่งการสบื สวน การสอบปากคาผู้ถูกกล่าวหาและพยานให้บันทึกถ้อยคามีสาระสาคัญตามแบบ สส.๓ หรือแบบ สส.๔ ที่ ก.ตร. กาหนด แล้วแตก่ รณี เม่ือไดบ้ นั ทกึ ถอ้ ยคาเสร็จแล้วให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคาฟัง หรอื จะใหผ้ ู้ให้ถอ้ ยคาอ่านเองกไ็ ด้ เมือ่ ผใู้ หถ้ ้อยคารับว่าถกู ต้องแล้วให้ผู้ให้ถ้อยคา ผู้ร่วมเข้าฟังตามวรรคหนึ่ง ท่ีอยู่ในที่สืบสวนและผู้บันทึกถ้อยคาลงลายมือช่ือไว้เป็นหลักฐาน และให้คณะกรรมการสืบสวนทุกคน ที่ร่วมสืบสวนหรือผู้สืบสวนลงลายมือชื่อรับรองไว้ในบันทึกถ้อยคานั้นด้วย ถ้าบันทึกถ้อยคามีหลายหน้า ใหก้ รรมการสืบสวนอยา่ งน้อยหนง่ึ คนหรือผ้สู ืบสวนกบั ผูใ้ หถ้ ้อยคาลงลายมือชื่อกากับไวท้ ุกหนา้ ในการบันทึกถ้อยคา ห้ามมิให้ขูดลบหรือบันทึกข้อความทับ ถ้าจะต้องแก้ไขข้อความ ที่ได้บันทึกไว้แล้วให้ใช้วิธีขีดฆ่าหรือตกเติมและให้กรรมการสืบส วนผู้ร่วมสืบสวนอย่างน้อยหน่ึงคน หรือผ้สู ืบสวนกบั ผ้ใู หถ้ อ้ ยคาลงลายมอื ชอื่ กากบั ไว้ทุกแห่งที่ขดี ฆา่ หรอื ตกเตมิ
คาอธบิ ายการบรหิ ารงานกาลงั พล สานกั งานตารวจแหง่ ชาติ 129 ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคาหรือผู้ร่วมเข้าฟังตามวรรคหนึ่งที่อยู่ในที่สืบสวนไม่ยอม ลงลายมือชื่อ ให้บันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกถ้อยคาน้ันและให้กรรมการสืบสวนทุกคนที่ร่วมสืบสวน หรอื ผ้สู ืบสวนลงลายมือชือ่ รับรองไว้ดว้ ย ในกรณที ี่ผูใ้ ห้ถอ้ ยคาไมส่ ามารถลงลายมอื ชื่อได้ ใหน้ ามาตรา ๙ แห่งประมวลกฎหมาย แพง่ และพาณิชยม์ าใชบ้ งั คบั โดยอนุโลม ๒๔. ในกรณีทค่ี ณะกรรมการสบื สวนหรือผู้สืบสวนแจ้งให้บุคคลใดมาเป็นพยาน ให้บุคคลนั้น มาชแ้ี จงหรือให้ถ้อยคาตามวนั เวลา และสถานทีท่ ค่ี ณะกรรมการสืบสวนหรือผ้สู บื สวนกาหนด ในกรณที ่ีพยานมาแต่ไมใ่ หถ้ ้อยคาหรอื ไม่มา หรือตดิ ตามพยานไม่ได้ภายในเวลาอนั ควร คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนจะไม่สืบพยานน้ันก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุน้ันไว้ในบันทึกประจาวัน ทมี่ กี ารสืบสวนตามข้อ ๑๔ (๓) และรายงานการสบื สวนตามข้อ ๓๒ ๒๕. ในกรณีทค่ี ณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนเห็นว่าการสืบสวนพยานหลักฐานใด จะทาให้การสืบสวนล่าช้าโดยไม่จาเป็นหรือไม่ใช่พยานหลักฐานในประเด็นสาคัญจะงดการสืบสวน พยานหลักฐานนั้นก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในบันทึกประจาวันท่ีมีการสืบสวนตามข้อ ๑๔ (๓) และรายงานการสืบสวนตามขอ้ ๓๒ ๒๖. ในกรณีมีเหตุจาเป็นประธานกรรมการหรือผู้สืบสวนจะส่งประเด็นไปให้หัวหน้า หน่วยงานที่เห็นว่าเกี่ยวข้องดาเนินการสืบสวนแทนก็ได้ ในกรณีเช่นนี้หัวหน้าหน่วยงานดังกล่าว จะดาเนนิ การสืบสวนเองหรอื จะส่งั ผ้ใู ตบ้ งั คบั บัญชาท่ีเห็นสมควรทาการสบื สวนก็ได้ ในการปฏบิ ตั ิหนา้ ทต่ี ามวรรคหนึ่ง ให้ผ้ทู ่ไี ด้รบั มอบหมายมฐี านะเป็นผู้สืบสวนหรือ คณะกรรมการสืบสวนตามกฎ ก.ตร. นี้ และให้นาข้อ ๑๔ (๔) ข้อ ๒๑ ข้อ ๒๒ ข้อ ๒๓ และข้อ ๒๔ มาใช้บังคับโดยอนโุ ลม ๒๗. ในกรณีท่ีคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนเห็นเป็นที่สงสัยว่าผู้ถูกกล่าวหา กระทาผดิ วนิ ัยในเรือ่ งอ่ืนนอกจากที่ระบุไว้ในคาส่ังแต่งต้ังคณะกรรมการสืบสวนหรือคาส่ังให้สืบสวน ใหป้ ระธานกรรมการหรือผ้สู บื สวนรายงานไปยงั ผู้ส่ังแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สั่งให้สืบสวน โดยเร็ว ถ้าผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้ส่ังให้สืบสวนเห็นว่ามีกรณีเป็นที่สงสัยว่ามีการ กระทาผิดวินัยก็ให้สั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสืบสวนหรือส่ังให้ผู้ใดทาการสืบสวน โดยจะแต่งตั้ง คณะกรรมการสืบสวนคณะเดิมหรือผู้สืบสวนคนเดิมเป็นผู้ทาการสืบสวนหรือจะแต่งตั้งคณะกรรมการ สืบสวนหรือผู้สบื สวนใหม่ก็ได้ ท้ังน้ี ใหด้ าเนินการตามหลักเกณฑ์และวธิ ีการท่ีกาหนดในกฎ ก.ตร. นี้ ๒๘. ในกรณีทกี่ ารสืบสวนพาดพงิ ไปถงึ ข้าราชการตารวจผอู้ ่ืนวา่ มีสว่ นรว่ มหรือมีส่วนเก่ียวข้อง ในการกระทาในเรื่องท่ีทาการสืบสวนน้ันด้วย ให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนพิจารณาในเบ้ืองต้น ว่าข้าราชการตารวจผู้นั้นมีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทาในเร่ืองที่สืบสวนน้ันด้วยหรือไม่ ถ้าเหน็ ว่าผนู้ ้ันมีส่วนร่วมหรอื มีส่วนเกีย่ วข้องในการกระทาในเร่อื งทีส่ ืบสวนนัน้ อยดู่ ว้ ยให้ประธานกรรมการ หรือผู้สืบสวนรายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้ส่ังให้สืบสวนเพื่อพิจารณาดาเนินการ ตามควรแกก่ รณโี ดยเร็ว
130 อนชุ ัย ณ วชั รเจรญิ เม่ือผู้มีอานาจสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือสั่งให้สืบสวนได้รับรายงาน ตามวรรคหน่งึ แล้วเห็นวา่ มีกรณเี ป็นท่ีสงสัยว่ามีการกระทาผิดวินัยก็ให้ส่ังแต่งต้ังคณะกรรมการสืบสวน หรือส่ังให้ผู้ใดทาการสืบสวน โดยจะแต่งต้ังคณะกรรมการสืบสวนคณะเดิมหรือผู้สืบสวนคนเดิม เป็นผู้ทาการสืบสวนหรือจะแต่งต้ังคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนใหม่ก็ได้ ทั้งน้ี ให้ดาเนินการ ตามหลักเกณฑ์และวิธกี ารที่กาหนดในกฎ ก.ตร. น้ี กรณเี ชน่ น้ีให้ใชพ้ ยานหลกั ฐานทไี่ ด้สืบสวนมาแล้ว ประกอบการพจิ ารณาได้ ในกรณีท่ีคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนดาเนินการสืบสวนโดยแยกเป็น สานวนการสืบสวนใหม่ ให้นาสาเนาพยานหลักฐานที่เห็นว่าเกี่ยวข้องในสานวนการสืบสวนเดิม มารวมในสานวนการสืบสวนใหม่และให้บันทึกให้ปรากฏด้วยว่านาพยานหลักฐานน้ันมาจากสานวน การสบื สวนเดมิ ๒๙. ในกรณีท่มี ีคาพพิ ากษาถงึ ที่สดุ ว่าผถู้ กู กลา่ วหากระทาผดิ หรือต้องรับผิดในคดีที่เก่ียวกับ เรื่องที่สืบสวน ถ้าคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามคาพิพากษา ได้ความประจักษ์ชัดอยู่แล้วให้ถือเอาคาพิพากษานั้นเป็นพยานหลักฐานโดยไม่ต้องสืบสวนต่อไปก็ได้ แต่ตอ้ งแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบและแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนข้อกล่าวหา ตามที่ปรากฏในคาพิพากษาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ทั้งน้ี ให้นาข้อ ๑๙ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ วรรคหา้ วรรคหก และวรรคเจ็ด มาใช้บังคับโดยอนโุ ลม ๓๐. ในระหวา่ งสบื สวนแม้จะมีการส่งั ใหผ้ ้ถู ูกกล่าวหาไปอยู่นอกบังคับบญั ชาของผสู้ งั่ แต่งต้งั คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สั่งให้สืบสวน ให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนทาการสืบสวนต่อไป จนเสร็จ แล้วทารายงานการสืบสวนและเสนอสานวนการสืบสวนต่อผู้สั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสืบสวน หรือผู้สั่งให้สืบสวนเพื่อตรวจสอบความถูกต้องตามข้อ ๓๗ ข้อ ๓๘ และข้อ ๓๙ และให้ผู้สั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสบื สวนหรอื ผู้สง่ั ให้สบื สวนส่งเรอ่ื งให้ผบู้ ังคับบัญชาคนใหม่ของผู้ถูกกล่าวหาเพื่อดาเนินการ ตามขอ้ ๓๖ ต่อไป ในกรณีมีผู้ถูกกล่าวหาบางคนหรือทั้งหมดไปอยู่นอกบังคับบัญชาของผู้สั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้ส่ังให้สืบสวน ในกรณีเช่นน้ีเมื่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือ ผู้สัง่ ใหส้ บื สวนไดร้ บั สานวนการสืบสวนจากคณะกรรมการสืบสวนหรอื ผูส้ บื สวนและตรวจสอบความถูกต้อง ตามข้อ ๓๗ ข้อ ๓๘ และข้อ ๓๙ แล้ว ให้ผู้ส่ังแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สั่งให้สืบสวนส่งเร่ืองให้ ผู้บังคับบัญชาผู้มีอานาจพิจารณาสง่ั การสาหรบั ผ้ถู ูกกลา่ วหาทุกคนดาเนนิ การตามขอ้ ๓๖ ต่อไป ๓๑. เม่ือคณะกรรมการสบื สวนหรอื ผูส้ ืบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เสร็จแล้ว ใหค้ ณะกรรมการสบื สวนประชุมพิจารณาลงมตหิ รือผู้สบื สวนพจิ ารณาดังน้ี (๑) กรณีมมี ูลกระทาผดิ วนิ ยั อย่างรา้ ยแรงหรอื ไม่ ถ้ามมี ูลกระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้เสนอแตง่ ต้งั คณะกรรมการสอบสวนวนิ ัยอย่างร้ายแรง (๒) กรณีมีมูลกระทาผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง เป็นความผิดกรณีใด ตามมาตราใด และควรได้รบั โทษสถานใด (๓) การสืบสวนมีมูลอันเป็นการกระทาความผิดอาญาหรือมีกรณีต้องรับผิดชอบ ทางแพง่ อย่ดู ว้ ยหรอื ไม่
คาอธิบายการบรหิ ารงานกาลงั พล สานกั งานตารวจแหง่ ชาติ 131 ๓๒. เมื่อได้ดาเนินการตามข้อ ๓๑ แล้ว ให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนทารายงาน การสืบสวนโดยมีสาระสาคัญตามแบบ สส.๕ ท่ี ก.ตร. กาหนด เสนอผู้สั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสืบสวน หรือผู้ส่ังให้สืบสวน ถ้ากรรมการสืบสวนผู้ใดมีความเห็นแย้งให้ทาความเห็นแย้งแนบไว้กับรายงาน การสืบสวนโดยถอื เป็นสว่ นหนงึ่ ของรายงานการสบื สวนดว้ ย รายงานการสบื สวนอย่างนอ้ ยตอ้ งมสี าระสาคญั ดังนี้ (๑) สรปุ ขอ้ เท็จจริงและพยานหลักฐานว่ามีอย่างไรบ้าง ในกรณีที่ไม่ได้สืบสวน พยานหลกั ฐานตามข้อ ๒๔ และข้อ ๒๕ ให้รายงานเหตุท่ีไม่ได้สืบสวนนน้ั ใหป้ รากฏไว้ ในกรณที ี่ผถู้ ูกกล่าวหา ใหถ้ อ้ ยคารับสารภาพให้บันทึกเหตผุ ลในการรับสารภาพ (ถ้าม)ี ไว้ด้วย (๒) วินิจฉัยเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานหลักฐาน ท่ีหักล้างข้อกลา่ วหา (๓) ความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนหรือผ้สู บื สวนวา่ การกระทาของผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดวินัยหรือไม่ ถ้ามีมูลกระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้เสนอความเห็นให้ตั้งคณะกรรมการ สอบสวนวนิ ยั อยา่ งรา้ ยแรง ถา้ มมี ูลกระทาผิดวนิ ยั อย่างไมร่ ้ายแรงเป็นความผิดกรณีใด ตามมาตราใด และควรได้รับโทษสถานใด ถ้าการสืบสวนเร่ืองนั้นมีมูลอันเป็นการกระทาความผิดอาญาหรือมีกรณี ต้องรบั ผิดชอบทางแพง่ อยู่ดว้ ยกใ็ หเ้ สนอความเหน็ มาในคราวเดียวกัน เมื่อคณะกรรมการสืบสวนหรอื ผู้สบื สวนได้ทารายงานการสืบสวนแล้ว ให้เสนอสานวน การสืบสวนพร้อมท้ังบัญชีเอกสารต่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สั่งให้สืบสวนเพื่อพิจารณา ส่ังการตอ่ ไปและให้ถือวา่ การสบื สวนแล้วเสรจ็ ๓๓. ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิคัดค้านผู้ส่ังแต่งต้ังคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้ส่ังให้สืบสวน และกรรมการสบื สวนหรอื ผสู้ บื สวน ถา้ ผู้น้ันมีเหตอุ ย่างใดอย่างหนึ่งตามข้อ ๙ การคดั ค้านให้ทาเป็นหนังสือแสดงข้อเท็จจริงท่ีเป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในหนังสือ คัดค้านด้วยว่าจะทาให้การสืบสวนไม่ได้ความจริงและความยุติธรรมอย่างไร การคัดค้านผู้ส่ังแต่งต้ัง คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้ส่ังให้สืบสวนให้ยื่นต่อผู้บังคับบัญชาเหนือผู้ส่ังแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน หรือผู้สั่งให้สืบสวนขึ้นไปชั้นหนึ่ง การคัดค้านกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนให้ยื่นต่อผู้ส่ังแต่งตั้ง คณะกรรมการสบื สวนหรอื ผสู้ ่งั ใหส้ บื สวนภายในเจ็ดวนั นับแตว่ นั รับทราบคาสั่งแต่งต้งั คณะกรรมการสืบสวน หรือคาสงั่ ใหส้ ืบสวนหรอื ทราบเหตุแห่งการคัดค้าน ในการนี้ให้ผู้ที่รับหนังสือคัดค้านส่งสาเนาหนังสือ คัดคา้ นและแจ้งวนั ทไ่ี ดร้ ับหนังสือคัดค้านให้ประธานกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนทราบและรวมไว้ ในสานวนการสบื สวนด้วย การพจิ ารณาการคัดค้าน ผ้ทู ไ่ี ด้รับหนังสือคัดค้านอาจตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตาม ความเหมาะสมและให้พิจารณาส่ังการโดยไม่ชกั ชา้ ท้ังน้ี ไมเ่ กินสามสิบวันนบั แตว่ ันทีไ่ ดร้ ับหนงั สือคัดคา้ น หากเห็นวา่ การคดั ค้านมีเหตุผลรบั ฟงั ได้ กรณีคัดคา้ นผู้ส่งั แต่งตง้ั คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้ส่ังให้สืบสวน ให้ส่ังให้ผู้นั้นพ้นจากผู้มีอานาจพิจารณาตามข้อ ๓๖ และสั่งให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาท่ีมีอานาจ ในการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือสั่งให้สืบสวนเป็นผู้พิจารณาแทนหรือจะเป็นผู้พิจารณาเองก็ได้ กรณคี ัดค้านกรรมการสืบสวนหรือผสู้ ืบสวนใหส้ ง่ั ใหผ้ ู้ถกู คดั คา้ นพน้ จากการเปน็ กรรมการสืบสวนหรือ ผู้สืบสวน ถ้าเห็นว่าการคัดค้านไม่มีเหตุผลที่จะรับฟังได้ให้ส่ังยกคาคัดค้านน้ัน การส่ังยกคาคัดค้าน ให้เป็นท่ีสุดในการพิจารณาการคัดค้านให้แสดงเหตุผลในการพิจารณาสั่งการไว้ด้วยพร้อมทั้งแจ้งให้ ผู้คัดค้านทราบแลว้ ส่งเรอ่ื งใหค้ ณะกรรมการสบื สวนหรือผสู้ ืบสวนรวมไวใ้ นสานวนการสบื สวน
132 อนุชัย ณ วัชรเจริญ ในกรณีผู้พิจารณาคัดค้านไม่พิจารณาสั่งการอย่างหน่ึงอย่างใดภายในสามสิบวัน นบั แต่วันทไ่ี ด้รบั หนังสือคัดคา้ นให้ถอื ว่าผ้ทู ่ถี ูกคัดค้านพ้นจากการเป็นผู้มีอานาจพิจารณาตามข้อ ๓๖ หรือพ้นจากการเป็นกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนแล้วแต่กรณี การพ้นจากการเป็นกรรมการ สืบสวนหรือผู้สืบสวนให้ประธานกรรมการหรือผู้สืบสวนรายงานไปยังผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ สืบสวนหรอื ผู้ส่ังให้สบื สวนเพ่อื ดาเนินการตามขอ้ ๑๓ ตอ่ ไป การพ้นจากการเป็นกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนไม่กระทบถึงการสืบสวนท่ีได้ ดาเนนิ การไปแลว้ ๓๔. ผู้ถูกกลา่ วหามีสิทธิทจ่ี ะได้รบั แจ้งเร่ืองทถ่ี ูกกล่าวหาหรอื ถูกร้องเรียนตามข้อ ๑๙ วรรคสอง ๓๕. ในการสอบปากคาผถู้ ูกกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาจะนาทนายความหรือท่ีปรึกษาของตน จานวนไมเ่ กินหน่งึ คนเขา้ ร่วมฟงั กไ็ ด้ ทนายความหรือท่ปี รึกษาทีเ่ ข้าร่วมฟังจะให้ถ้อยคาแทนผู้ถูกกล่าวหา ไม่ได้ ๓๖. เมื่อผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สั่งให้สืบสวนได้รับความเห็นและ ผลการสบื สวนข้อเทจ็ จริงจากคณะกรรมการสืบสวนหรอื ผ้สู ืบสวนแลว้ ใหพ้ ิจารณาดาเนินการดังน้ี (๑) ตรวจสอบความถูกต้องของสานวนการสบื สวนตามขอ้ ๓๗ ข้อ ๓๘ และขอ้ ๓๙ (๒) สั่งให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนดาเนินการสืบสวนเพิ่มเติมได้ หากปรากฏวา่ การสบื สวนเรอ่ื งนัน้ ๆ ยังไมค่ รบถว้ นสมบรู ณ์เพยี งพอท่จี ะพจิ ารณาสง่ั การได้ (๓) สง่ั ยุติเรื่องถ้าเห็นว่าผลการสืบสวนไม่มีมูล (๔) ส่ังลงโทษไปภายในอานาจ ในกรณีที่พยานหลักฐานรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหา กระทาผิดวินยั อยา่ งไมร่ า้ ยแรงและผูส้ ั่งแตง่ ตงั้ คณะกรรมการสบื สวนหรอื ผสู้ ง่ั ให้สบื สวนเป็นผู้บังคับบัญชา ผ้ถู ูกกลา่ วหาท่ีมีอานาจสัง่ ลงโทษตามมาตรา ๘๙ แต่ถ้าเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาควรได้รับโทษเกินอานาจ ที่จะส่งั ลงโทษไดใ้ หร้ ายงานตอ่ ผบู้ ังคบั บัญชาเหนอื ข้นึ ไปเพ่ือพจิ ารณาส่ังการตามควรแกก่ รณี (๕) ดาเนินการไปภายในอานาจหรือมีความเห็นเสนอผู้บังคับบัญชาตามลาดับชั้น จนถงึ ผมู้ อี านาจเพ่อื พจิ ารณาดาเนนิ การตอ่ ไปในกรณมี ีมลู อันเปน็ การกระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรง (๖) ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดาเนินคดีตามกฎหมายต่อไปในกรณีท่ีเห็นว่ามีมูล เป็นการกระทาผิดอาญา การพจิ ารณาดาเนนิ การตามวรรคหน่งึ และการพิจารณาส่ังการตามผลการสืบสวน ท่ีดาเนินการเสร็จสนิ้ แลว้ ให้ผูม้ อี านาจพิจารณาสั่งการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ทั้งน้ีต้องไม่เกินสองร้อยส่ีสิบวัน นับแต่วันได้รับสานวน เว้นแต่มีเหตุจาเป็นตามท่ีกาหนดไว้ในระเบียบ ก.ตร. ซึ่งทาให้การพิจารณา ไมแ่ ลว้ เสร็จภายในกาหนดระยะเวลาดังกลา่ วก็ใหข้ ยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองคร้ัง โดยแต่ละครั้ง จะต้องไมเ่ กินหกสิบวนั ในการน้ีหากยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จให้ข้าราชการตารวจผู้ถูกกล่าวหากลับคืน สู่ฐานะเดิมและให้ถือว่าไม่เป็นผู้ท่ีอยู่ระหว่างถูกสืบสวนนับแต่วันครบกาหนดเวลาดังกล่าวจนกว่า การพิจารณาสงั่ การในเรอ่ื งนั้นจะเสรจ็ ส้ินและมคี าสั่ง ๓๗. ในกรณีปรากฏว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหรือส่ังให้ผู้ใดทาการสืบสวน ไม่ถกู ต้องตามขอ้ ๑๐ เว้นแต่กรณไี มม่ ีเลขานกุ าร ให้ผ้มู ีอานาจส่ังแกไ้ ขใหถ้ กู ตอ้ ง การแกไ้ ขตามวรรคหน่ึงไม่ทาให้การสืบสวนที่ดาเนนิ การไปแล้วเสยี ไป
คาอธบิ ายการบรหิ ารงานกาลงั พล สานักงานตารวจแหง่ ชาติ 133 ๓๘. ในกรณีท่ีปรากฏว่าการสืบสวนตอนใดทาไม่ถูกต้อง ให้การสืบสวนตอนนั้นเสียไป เฉพาะในกรณีดงั ตอ่ ไปน้ี (๑) การประชุมของคณะกรรมการสืบสวนมีกรรมการสืบสวนมาประชุมไม่ครบ ตามทีก่ าหนดไวใ้ นข้อ ๑๕ (๒) (๒) การสอบปากคาบคุ คลดาเนนิ การไม่ถกู ต้องตามทีก่ าหนดไว้ในข้อ ๑๔ (๔) ข้อ ๒๐ ข้อ ๒๒ ขอ้ ๒๓ วรรคหนึ่ง และขอ้ ๒๖ (๓) ในกรณที ค่ี ณะกรรมการสบื สวนหรือผูส้ ืบสวนไม่เรยี กผ้ถู ูกกลา่ วหามารับทราบ ข้อกล่าวหาและให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อเท็จจริงตามข้อ ๑๙ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า วรรคหก และวรรคเจด็ ในกรณีเช่นน้ีให้ผู้สั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สั่งให้สืบสวนผู้มีอานาจ ตามมาตรา ๘๖ วรรคสอง หรือมาตรา ๙๑ วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี สั่งให้คณะกรรมการสืบสวน หรือผสู้ บื สวนดาเนินการใหมใ่ หถ้ กู ต้องโดยเร็ว ๓๙. ในกรณีท่ีปรากฏว่าการสืบสวนตอนใดทาไม่ถูกต้องตามกฎ ก.ตร. นี้ นอกจากที่ กาหนดไว้ในข้อ ๓๘ ถ้าการสืบสวนตอนน้ันเป็นสาระสาคัญอันจะทาให้เสียความเป็นธรรมให้ผู้ส่ังแต่งต้ัง คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้ส่ังให้สืบสวนผู้มีอานาจตามมาตรา ๘๖ วรรคสอง หรือมาตรา ๙๑ วรรคหน่ึง แล้วแต่กรณี ส่งั ใหค้ ณะกรรมการสืบสวนหรือผสู้ ืบสวนแกไ้ ขหรือดาเนินการตอนน้ันให้ถูกต้องโดยเร็ว แตถ่ า้ การสืบสวนตอนน้นั มิใช่สาระสาคัญอนั จะทาให้เสียความเป็นธรรม ผู้มีอานาจดังกล่าวจะสั่งให้แก้ไข หรอื ดาเนนิ การใหถ้ ูกตอ้ งหรอื ไมก่ ็ได้ ๔๐. การนบั ระยะเวลาตามกฎ ก.ตร. นี้ สาหรับเวลาเรม่ิ ตน้ ใหน้ ับถัดจากวันแรกแหง่ เวลานั้น เป็นวันเริ่มต้นนับระยะเวลา แต่ถ้าเป็นกรณีขยายเวลาให้นับต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิม เป็นวันเรมิ่ ระยะเวลาท่ีขยายออกไป ส่วนเวลาสิ้นสุดถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาตรงกับวันหยุดราชการ ให้นบั วันเร่มิ เปดิ ทาการใหม่เป็นวนั สดุ ทา้ ยแหง่ ระยะเวลา ๔๑. ในกรณที ีม่ กี ารแต่งตง้ั คณะกรรมการสบื สวนหรือส่ังให้ผู้ใดทาการสืบสวนอยู่ก่อนท่ี กฎ ก.ตร. นี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการสืบสวนหรือผู้สืบสวนดาเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่ใช้อยู่ในขณะนั้นจนกว่าจะแล้วเสร็จ ในกรณีมีมูลท่ีจะพิจารณาส่ังการตามมาตรา ๘๙ ให้ดาเนินการ ตามกฎ ก.ตร. นี้ กรณีทเี่ ป็นความผดิ ท่ปี รากฎชัดแจ้ง พระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตร ๘๗ วรรคสาม กาหนดไว้ว่าในกรณี ที่เป็นความผิดท่ีปรากฏชัดแจ้งตามท่ีกาหนดในกฎ ก.ตร. จะดาเนินการทางวินัยโดยไม่ต้องสืบสวน หรือสอบสวนก็ได้ ซึ่งตาม กฎ ก.ตร. ว่าด้วยกรณีที่เป็นความผิดที่ปรากฎชัดแจ้ง พ.ศ. ๒๕๔๗ (ราชกิจจานเุ บกษา เลม่ ๑๒๑ ตอนที่ ๕๙ ก วนั ท่ี ๑๓ กันยายน ๒๕๔๗) ซ่งึ มีสาระสาคญั ดงั น้ี ๑. กฎ ก.ตร. น้ีให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (๑๓ กันยายน ๒๕๔๗) ๒. ข้าราชการตารวจผู้ใดกระทาผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงในกรณีดังต่อไปนี้ ถือเป็นกรณี ความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ซ่ึงผู้บังคับบัญชาจะดาเนินการทางวินัยตามมาตรา ๘๙ หรือมาตรา ๙๑ โดยไม่ตอ้ งสบื สวนข้อเท็จจริงหรืองดการสบื สวนข้อเทจ็ จริงก็ได้
134 อนุชัย ณ วชั รเจริญ (๑) กระทาผิดตอ่ หนา้ ผ้บู งั คบั บญั ชาผ้มู ีอานาจลงโทษ (๒) กระทาความผดิ อาญาจนต้องคาพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้น้ันกระทาผิดและผู้บังคับบัญชา เหน็ ว่าข้อเท็จจริงทปี่ รากฏตามคาพิพากษานนั้ ไดค้ วามประจักษช์ ดั แล้ว (3) กระทาผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงและได้รับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชา หรือให้ถ้อยคารับสารภาพต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนข้อเท็จจริง หรือคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ตามกฎหมายว่าด้วยตารวจแหง่ ชาติ และได้มกี ารบันทกึ ถ้อยคารบั สารภาพเป็นหนังสอื ๓. ข้าราชการตารวจผู้ใดกระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรงในกรณีดังต่อไปนี้ ถือเป็นกรณี ความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะดาเนินการทางวินัยตามมาตรา ๙๐ หรือมาตรา ๙๑ โดยไมต่ อ้ งสอบสวนหรืองดการสอบสวนกไ็ ด้ (๑) กระทาความผิดอาญาจนไดร้ บั โทษจาคกุ หรือโทษท่ีหนักกว่าจาคุก โดยคาพิพากษา ถึงท่ีสุดให้จาคุกหรือให้ลงโทษท่ีหนักกว่าจาคุก เว้นแต่เป็นโทษสาหรับความผิดท่ีได้กระทาโดยประมาท หรอื ความผิดลหโุ ทษ (๒) ละท้ิงหน้าท่ีราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่าสิบห้าวันและ ผู้บังคับบัญชาได้ดาเนินการสืบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือมีพฤติการณ์อันแสดงถึง ความจงใจไม่ปฏิบัตติ ามระเบยี บของทางราชการ (๓) กระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรงและได้รับสารภาพเป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชา หรือให้ถ้อยคารับสารภาพต่อผู้มีหน้าที่สืบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง หรอื คณะกรรมการสอบสวนตามกฎหมายว่าด้วยตารวจแห่งชาติ และได้มีการบันทึกถ้อยคารับสารภาพ เป็นหนงั สอื การสอบสวนพิจารณา พระราชบัญญัติตารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๘๗ วรรคหนึ่ง กาหนดไว้ว่าหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาเกี่ยวกับการสืบสวน และการสอบสวนท่ีต้องดาเนินการตามมาตรา ๘๔ และ มาตรา ๘๖ ให้เป็นไปตามที่กาหนดในกฎ ก.ตร. และ มาตรา ๑๐๑ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ ตารวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้บัญญัติไว้ว่าหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสอบสวนพิจารณา ให้เปน็ ไปตามที่กาหนดในกฎ ก.ตร. ซง่ึ ตาม กฎ ก.ตร. ดงั กลา่ ว ไดแ้ ก่ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสอบสวน พิจารณา พ.ศ. ๒๕๔๗ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑ ตอนท่ี ๗๕ ก วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๗) ซึง่ มสี าระสาคัญดังน้ี ๑. กฎ ก.ตร. นี้ให้ใช้บังคับต้ังแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (วนั ที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๗) ๒. เพ่ือให้ได้ความจริงและยุติธรรม การสอบสวนพิจารณาข้าราชการตารวจซ่ึงถูกกล่าวหา ว่ากระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา ๘๖ วรรคหน่ึง หรือมีกรณีถูกกล่าวหา หรือมีเหตุอันควรสงสัย ว่าหย่อนความสามารถในอันท่ีจะปฏิบัติหน้าที่ราชการ บกพร่องในหน้าท่ีราชการหรือประพฤติตน ไม่เหมาะสมกับตาแหน่งในอันท่ีจะปฏิบัติหน้าที่ราชการ ตามมาตรา ๑๐๑ วรรคหน่ึง ให้เป็นไปตาม หลกั เกณฑ์และวธิ กี ารที่กาหนดในกฎ ก.ตร. นี้
คาอธิบายการบริหารงานกาลงั พล สานกั งานตารวจแห่งชาติ 135 ๓. ผสู้ ่ังแตง่ ตงั้ คณะกรรมการสอบสวนและคณะกรรมการสอบสวนจะต้องไม่เป็นบุคคล ดังต่อไปนี้ (๑) รูเ้ หน็ เหตกุ ารณ์ในเร่อื งท่สี อบสวน (๒) มสี ว่ นไดเ้ สียในเร่ืองทีส่ อบสวน (๓) มสี าเหตุโกรธเคอื งกับผูถ้ กู กล่าวหา (๔) เป็นผู้กล่าวหาหรือเป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพ่ีน้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมบดิ า หรือมารดากับผกู้ ล่าวหา (๕) มเี หตอุ ่ืนซงึ่ นา่ เชอื่ อย่างย่ิงวา่ จะทาใหก้ ารสอบสวนเสยี ความเปน็ ธรรม ข้อความใน (๑) ให้ใช้บังคับกับผู้สั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนเฉพาะในกรณีที่ผู้น้ัน ร้เู หน็ เหตุการณ์ในลักษณะมสี ่วนร่วมกับการกระทาความผิด ๔. การแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนให้มีคณะกรรมการเป็นข้าราชการประจาอย่างน้อย สามคน ประกอบด้วยข้าราชการตารวจอย่างน้อยก่ึงหนึ่ง โดยประธานกรรมการต้องดารงตาแหน่ง ระดับไม่ต่ากว่าหรือเทียบได้ไม่ต่ากว่าผู้ถูกกล่าวหาโดยให้มีเลขานุการหน่ึงคน เลขานุการอาจจะแต่งต้ัง จากกรรมการสอบสวนคนใดคนหนึ่งกไ็ ด้ ในกรณีจาเปน็ จะให้มผี ชู้ ว่ ยเลขานุการดว้ ยก็ได้ ให้นาข้อ ๗ ข้อ ๑๔ ข้อ ๒๒ ข้อ ๒๓ และข้อ ๓๗ มาใช้บังคับกับเลขานุการและ ผูช้ ่วยเลขานกุ าร โดยอนโุ ลม คณะกรรมการสอบสวนต้องมีผู้เป็นหรือเคยเป็นพนักงานสอบสวน หรือนิติกร หรือผู้ได้รับปริญญาทางกฎหมาย หรือผู้ได้รับการฝึกอบรมตามหลักสูตรการดาเนินการทางวินัย หรอื ผ้มู ปี ระสบการณ์ด้านการดาเนินการทางวนิ ัยอย่างนอ้ ยหน่ึงคน เมอ่ื มีการแตง่ ต้งั คณะกรรมการสอบสวนแลว้ แมภ้ ายหลงั ประธานกรรมการจะดารง ตาแหน่งระดับต่ากว่าหรือเทียบได้ต่ากว่าผู้ถูกกล่าวหาก็ไม่กระทบถึงการท่ีได้รับแต่งต้ังเป็น ประธาน กรรมการ ๕. คาสั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนต้องระบุชื่อและตาแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา เรื่องท่ีกล่าวหา ชื่อและตาแหน่งของผู้ที่ได้รับแต่งต้ังเป็นคณะกรรมการสอบสวน เลขานุการและ ผู้ช่วยเลขานกุ าร (ถ้าม)ี ใหม้ ีสาระสาคัญตามแบบ สว. ๑ ท่ี ก.ตร. กาหนด การเปลี่ยนแปลงตาแหน่งของผู้ท่ีได้รับแต่งตั้ง ไม่กระทบถึงการที่ได้รับแต่งต้ังตาม วรรคหนึ่ง ๖. เม่ือมีคาส่ังแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ให้ผู้สั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวน ดาเนินการดังตอ่ ไปน้ี (๑) แจ้งคาสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือช่ือและวันที่ รบั ทราบไวเ้ ป็นหลักฐาน ในการนใ้ี ห้มอบสาเนาคาสัง่ ใหผ้ ู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับด้วย ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหา ไม่ยอมรบั ทราบคาสั่งหรอื ไมอ่ าจแจง้ ใหผ้ ถู้ กู กลา่ วหาทราบได้ ให้ส่งสาเนาคาสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ตอบรบั ไปให้ผูถ้ ูกกล่าวหา ณ ทีอ่ ยู่ของผู้ถกู กล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ ในกรณีเช่นนี้ เมือ่ ล่วงพน้ สิบห้าวันนบั แต่วนั ท่สี ่งสาเนาคาสั่งดังกล่าว ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบคาส่ังแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนแลว้
136 อนุชัย ณ วัชรเจรญิ (๒) ส่งสาเนาคาส่ังแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนให้คณะกรรมการสอบสวนทราบ สาหรบั ประธานกรรมการใหส้ ่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหาไปให้ด้วยและให้ประธานกรรมการ สอบสวนลงลายมอื ชอ่ื และวนั เดอื นปที รี่ ับทราบไวเ้ ปน็ หลกั ฐาน ๗. ภายใต้บังคับข้อ ๔ เม่ือได้มีการแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนแล้ว ถ้าผู้ส่ังแต่งต้ัง คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีเหตุอันสมควรหรือจาเป็นที่จะต้องเปลี่ยน เพิ่ม หรือลดจานวนผู้ได้รับ แต่งตง้ั เปน็ กรรมการสอบสวน ให้ดาเนินการได้โดยให้แสดงเหตุแห่งการสั่งนั้นไว้ด้วยและให้นาข้อ ๖ มาใช้บงั คับโดยอนุโลม การเปลี่ยนแปลงผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวนตามวรรคหนึ่ง ไม่กระทบถึง การสอบสวนท่ไี ดด้ าเนนิ การไปแล้ว ๘. คณะกรรมการสอบสวนมีหน้าท่ีสอบสวนตามหลักเกณฑ์ วธิ ีการ และระยะเวลาท่กี าหนด ในกฎ ก.ตร. นี้ เพือ่ แสวงหาความจรงิ ในเรื่องที่กลา่ วหาและดูแลให้บังเกดิ ความยุติธรรมตลอดกระบวนการ สอบสวน ๙. ให้คณะกรรมการสอบสวนรวบรวมประวตั ิและความประพฤติของผู้ถูกกล่าวหาท่ีเก่ียวข้อง กบั เรื่องทีก่ ลา่ วหาเท่าทจี่ าเป็นเพือ่ ประกอบการพิจารณา ๑๐. ใหค้ ณะกรรมการสอบสวนจัดทาบนั ทึกการปฏิบตั งิ านท่มี ีการสอบสวนไวท้ ุกครงั้ ด้วย ๑๑. ในการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวน ห้ามมใิ หบ้ คุ คลอ่ืนเข้าร่วมทาการสอบสวน ๑๒. เมื่อประธานกรรมการไดร้ ับเร่ืองตามข้อ ๖ (๒) แลว้ ให้ดาเนินการประชุมคณะกรรมการ สอบสวนเพอ่ื พิจารณาวางแนวทางการสอบสวนต่อไป ๑๓. การประชมุ คณะกรรมการสอบสวนต้องมกี รรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่า ก่ึงหนึ่งของจานวนกรรมการสอบสวนทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม เว้นแต่การประชุมตามข้อ ๑๘ และขอ้ ๓๑ ต้องมกี รรมการสอบสวนมาประชมุ ไม่นอ้ ยกวา่ สามคนและไม่น้อยกว่าก่ึงหน่ึงของจานวน กรรมการสอบสวนทง้ั หมด การประชุมคณะกรรมการสอบสวนต้องมีประธานกรรมการอยู่ร่วมประชุมด้วย แต่ในกรณีจาเป็นท่ีประธานกรรมการไม่สามารถเข้าประชุมได้ ให้กรรมการท่ีมาประชุมเลือกกรรมการ คนหนงึ่ ทาหน้าท่แี ทน การลงมติของที่ประชุมคณะกรรมการสอบสวนให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียง เทา่ กันใหป้ ระธานในที่ประชุมออกเสยี งเพ่ิมข้ึนอีกเสียงหนงึ่ เป็นเสียงช้ขี าด ๑๔. ในกรณีท่ีผู้ได้รับแต่งต้ังเป็นกรรมการสอบสวนเห็นว่าตนมีเหตุอันอาจถูกคัดค้าน ตามข้อ ๓๗ วรรคหน่ึง ให้ผู้นั้นรายงานต่อผู้สั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนและให้นาข้อ ๓๗ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคหา้ มาใชบ้ ังคับโดยอนุโลม ๑๕. ให้คณะกรรมการสอบสวนดาเนินการสอบสวนภายในกาหนดระยะเวลาดงั นี้ (๑) การประชมุ ตามข้อ ๑๒ และการแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ตามข้อ ๑๗ ให้ดาเนินการภายในสิบห้าวันนับแต่วันท่ีประธานกรรมการได้รับทราบคาสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวน (๒) การรวบรวมพยานหลกั ฐานท่ีเกี่ยวข้องกับเร่ืองท่ีกล่าวหาเท่าที่มี ให้ดาเนินการ ภายในหกสิบวันนบั แตว่ นั ท่ไี ดด้ าเนินการตาม (๑) แลว้ เสร็จ
คาอธบิ ายการบรหิ ารงานกาลังพล สานักงานตารวจแหง่ ชาติ 137 (๓) การแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนข้อกล่าวหาให้ผู้ถูก กล่าวหาทราบตามขอ้ ๑๘ ให้ดาเนนิ การภายในสบิ ห้าวนั นับแต่วนั ท่ไี ด้ดาเนินการตาม (๒) แล้วเสร็จ (๔) การรวบรวมพยานหลักฐานท่ีผู้ถูกกล่าวหาอ้าง ให้ดาเนินการภายในหกสิบวัน นบั แต่วันท่ไี ด้ดาเนนิ การตาม (๓) แล้วเสรจ็ (๕) การประชุมพิจารณาลงมติและทารายงานการสอบสวนเสนอต่อผู้สั่งแต่งต้ัง คณะกรรมการสอบสวน ให้ดาเนินการภายในสามสิบวันนับแตว่ ันทไี่ ด้ดาเนินการตาม (๔) แล้วเสร็จ ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนไม่สามารถดาเนินการให้แล้วเสร็จภายในกาหนด ระยะเวลาตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๕) ได้ ให้คณะกรรมการสอบสวนรายงานเหตุท่ีทาให้การสอบสวน ไมแ่ ล้วเสร็จต่อผูส้ ง่ั แต่งต้งั คณะกรรมการสอบสวนเพื่อขอขยายระยะเวลาการสอบสวน ในกรณีเช่นนี้ ใหผ้ ้สู ่ังแตง่ ต้ังคณะกรรมการสอบสวนสั่งขยายระยะเวลาดาเนินการได้ตามความจาเป็นคร้ังละไม่เกิน หกสบิ วัน การสอบสวนเรื่องใดที่คณะกรรมการสอบสวนดาเนินการไม่แล้วเสร็จภายใน สองร้อยเจด็ สิบวัน ให้ประธานกรรมการรายงานเหตุให้ผ้สู ง่ั แต่งต้งั คณะกรรมการสอบสวนทราบ และ ให้ผสู้ ่งั แต่งตง้ั คณะกรรมการสอบสวนตดิ ตามเรง่ รัดการสอบสวนตอ่ ไป ๑๖. การนาเอกสารหรือวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐานในสานวนการสอบสวนให้กรรมการ สอบสวนบันทึกไว้ด้วยว่าไดม้ าอย่างไร จากผใู้ ด และเม่ือใด เอกสารทใี่ ช้เปน็ พยานหลักฐานในสานวนการสอบสวนให้ใช้ต้นฉบับ แต่ถ้าไม่อาจนา ตน้ ฉบบั มาไดจ้ ะใช้สาเนาทีก่ รรมการสอบสวนหรือผู้มีหนา้ ทรี่ ับผิดชอบรับรองว่าเป็นสาเนาถูกต้องก็ได้ ถา้ หาต้นฉบับเอกสารไม่ได้เพราะสญู หาย หรือถูกทาลาย หรือโดยเหตุประการอ่ืน จะใหน้ าสาเนาหรือพยานบุคคลอื่นมาสบื ก็ได้ ๑๗. เมื่อได้พิจารณาเร่ืองท่ีกล่าวหาและวางแนวทางการสอบสวนตามข้อ ๑๒ แล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพ่ือแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ทราบว่าผู้ถูกกล่าวหา ได้กระทาการใด เม่ือใด อย่างไร และให้แจ้งด้วยว่าผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิท่ีจะได้รับแจ้งสรุปพยานหลักฐาน ท่ีสนับสนุนข้อกล่าวหาและจะให้ถ้อยคาหรือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตลอดจนอ้างพยานหลักฐานหรือ นาพยานหลกั ฐานมาสบื แกข้ ้อกลา่ วหาได้ตามทกี่ าหนดไวใ้ นข้อ ๑๘ การแจง้ ตามวรรคหน่ึงใหท้ าบนั ทกึ มสี าระสาคัญตามแบบ สว. ๒ ท่ี ก.ตร. กาหนด โดยทาเป็นสองฉบับ เพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ เก็บไว้ในสานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย การแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหา ให้แจ้งเฉพาะพฤติการณ์เทา่ ทปี่ รากฏตามเร่ืองท่ีกล่าวหา และตามพยานหลักฐานโดยไม่ต้องแจ้งฐาน และมาตราความผิด เมื่อได้ดาเนินการตามวรรคหน่ึงและวรรคสองแล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวน ถามผูถ้ ูกกล่าวหาวา่ ไดก้ ระทาการตามทถ่ี ูกกลา่ วหาหรอื ไม่ อยา่ งไร ในกรณีท่ีผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคารับสารภาพว่าได้กระทาการตามท่ีถูกกล่าวห า ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าการกระทาตามท่ีถูกก ล่าวหาดังกล่าวเป็น ความผิดวินัยกรณีใด หรือหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ บกพร่องในหน้าที่ราชการ หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตาแหน่งในอันที่จะปฏิบัติหน้าท่ีราชการ ตามมาตรา ๑๐๑ อย่างไร
138 อนุชยั ณ วัชรเจริญ หากผู้ถูกกล่าวหายังคงยืนยันตามท่ีรับสารภาพ ให้บันทึกถ้อยคารับสารภาพรวมทั้งเหตุผลในการ รับสารภาพ (ถ้ามี) และสาเหตุแห่งการกระทาไว้ด้วย ในกรณีเช่นนี้คณะกรรมการสอบสวนจะไม่ทาการ สอบสวนต่อไปก็ได้หรือถ้าเห็นเป็นการสมควรที่จะได้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์อันเกี่ยวกับ เรื่องที่กล่าวหาโดยละเอยี ดจะทาการสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณีก็ได้ แล้วดาเนินการตามข้อ ๓๑ และขอ้ ๓๒ ต่อไป ในกรณีทผ่ี ู้ถกู กลา่ วหามไิ ดใ้ ห้ถ้อยคารบั สารภาพหรือรับสารภาพบางส่วนให้คณะกรรมการ สอบสวนดาเนินการสอบสวนเพ่ือรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาแล้วดาเนินการ ตามข้อ ๑๘ ตอ่ ไป ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามาแล้วแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา หรือไม่ มารับทราบข้อกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนส่งบันทึกมีสาระสาคัญตามแบบ สว. ๒ ทางไปรษณีย์ ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ ท่ีอยู่ของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ หรือสถานท่ีติดต่อท่ีผู้ถูกกล่าวหาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งมีหนังสือสอบถามผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทาการ ตามทถ่ี ูกกลา่ วหาหรือไม่ การแจ้งข้อกล่าวหาในกรณีเช่นนี้ให้ทาบันทึกมีสาระสาคัญตามแบบ สว. ๒ เปน็ สามฉบับ เพอ่ื เก็บไวใ้ นสานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหาสองฉบับโดยให้ผู้ถูกกล่าวหา เก็บไว้หน่ึงฉบับและให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบส่งกลับคืนมารวมไว้ในสานวน การสอบสวนหนงึ่ ฉบับ เม่อื ลว่ งพน้ สบิ หา้ วนั นับแต่วันท่ไี ด้ดาเนนิ การดังกล่าว แม้จะไม่ได้รับแบบ สว. ๒ คืน ให้ถอื วา่ ผู้ถกู กลา่ วหาได้ทราบข้อกล่าวหาแลว้ และให้คณะกรรมการสอบสวนดาเนินการตามวรรคห้า ตอ่ ไป ๑๘. เมื่อได้ดาเนินการตามข้อ ๑๗ แล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนดาเนินการประชุม เพื่อพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานใดสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทาการใด เม่ือใด อย่างไร และถ้าเห็นว่ายังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวกระทาการตามท่ีถูกกล่าวหา ก็ให้มีความเห็นควรยุติเร่ือง แลว้ ดาเนินการตามขอ้ ๓๑ และข้อ ๓๒ โดยอนโุ ลม ถา้ เหน็ ว่าเปน็ ความผิดวนิ ยั ฐานใด ตามมาตราใด หรือหย่อนความสามารถในอันท่ีจะ ปฏิบัติหน้าที่ราชการ บกพร่องในหน้าที่ราชการหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับตาแหน่งในอันท่ีจะ ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ตามมาตรา ๑๐๑ อย่างไร ก็ใหค้ ณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าท่ีมีให้ทราบ โดยระบุ วัน เวลา สถานท่ี และการกระทาที่มีลักษณะเป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหา สาหรับพยานบุคคลจะระบุ หรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้ โดยให้คานึงถึงหลักการคุ้มครองพยาน ทั้งนี้ การแจ้งสรุปพยานหลักฐาน ที่สนับสนุนข้อกล่าวหา ให้แจ้งพยานหลักฐานฝุายกล่าวหาเท่าที่มีตามที่ปรากฏไว้ในสานวนให้ ผถู้ ูกกล่าวหาทราบแม้พยานหลักฐานจะฟังได้เพียงวา่ เป็นการกระทาผิดวนิ ัยอยา่ งไมร่ า้ ยแรง การแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามวรรคสอง ให้ทาบันทึกมีสาระสาคญั ตามแบบ สว. ๓ ท่ี ก.ตร. กาหนด โดยทาเป็นสองฉบับ เพ่ือมอบให้ผู้ถูกกล่าวหา หน่ึงฉบับเก็บไว้ในสานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือช่ือและวันเดือนปี ทร่ี บั ทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย
คาอธบิ ายการบรหิ ารงานกาลงั พล สานกั งานตารวจแหง่ ชาติ 139 เมื่อดาเนินการตามวรรคสองและวรรคสามแล้ว ให้คณะกรรมการสอบสวนถาม ผู้ถูกกล่าวหาว่าจะยื่นคาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือหรือไม่ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาประสงค์จะยื่นคาช้ีแจง เป็นหนังสือให้คณะกรรมการสอบสวนให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหายื่นคาชี้แจงภายในเวลาอันสมควร แตอ่ ยา่ งชา้ ไม่เกินสิบหา้ วนั นบั แต่วนั ทไี่ ด้ทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะให้ถ้อยคาเพิ่มเติมรวมทั้งนาสืบแก้ข้อกล่าวหาด้วย ในกรณีท่ี ผู้ถูกกล่าวหาไม่ประสงค์จะย่ืนคาชี้แจงเป็นหนังสือ ให้คณะกรรมการสอบสวนดาเนินการให้ผู้ถูกกล่าวหา ให้ถอ้ ยคาและนาสืบแกข้ ้อกลา่ วหาโดยเรว็ เมอ่ื คณะกรรมการสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เสร็จแล้ว ให้ดาเนินการ ตามขอ้ ๓๑ และขอ้ ๓๒ ต่อไป ในกรณีท่ีผู้ถูกกล่าวหามาแล้วแต่ไม่ยอมลงลายมือช่ือรับทราบหรือไม่มารับทราบ ข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนข้อกล่าวหา ให้คณะกรรมการสอบสวนส่งบันทึก มีสาระสาคญั ตามแบบ สว.๓ ทางไปรษณียล์ งทะเบียนตอบรบั ไปใหผ้ ถู้ ูกกล่าวหา ณ ท่ีอยู่ของผู้ถูกกล่าวหา ซ่ึงปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ หรือสถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้ง มีหนงั สอื ขอให้ผู้ถูกกลา่ วหาชแี้ จงนัดมาให้ถ้อยคาและนาสืบแก้ข้อกล่าวหา การแจ้งในกรณีนี้ให้ทาบันทึก มสี าระสาคัญตามแบบ สว.๓ เปน็ สามฉบับ เพื่อเก็บไว้ในสานวนการสอบสวนหน่ึงฉบับ ส่งให้ผู้ถูกกล่าวหา สองฉบับ โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือช่ือและวันเดือนปีท่ีรับทราบ ส่งกลับคืนมารวมไว้ในสานวนการสอบสวนหนึ่งฉบับ เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ดาเนินการ ดังกล่าว แม้จะไม่ได้รับแบบ สว.๓ คืน หรือไม่ได้รับคาชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวหา ไม่มาให้ถ้อยคาตามนัด ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานท่ีสนับสนุน ข้อกล่าวหาแล้ว และไม่ประสงค์ที่จะแก้ข้อกล่าวหาในกรณีเช่นนี้ คณะกรรมการสอบสวนจะไม่สอบสวน ต่อไปกไ็ ด้ หรือถา้ เห็นเปน็ การสมควรท่ีจะได้ทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจะสอบสวนต่อไปตามควรแก่กรณี ก็ได้ แล้วดาเนินการตามข้อ ๓๑ และข้อ ๓๒ ต่อไป แต่ถ้าผู้ถูกกล่าวหามาขอให้ถ้อยคาหรือยื่นคาชี้แจง แก้ข้อกล่าวหา หรือขอนาสืบแก้ข้อกล่าวหาก่อนท่ีคณะกรรมการสอบสวนจะเสนอสานวนการสอบสวน ตามขอ้ ๓๒ โดยมเี หตผุ ลอนั สมควรให้คณะกรรมการสอบสวนใหโ้ อกาสแก่ผถู้ กู กลา่ วหาตามที่ผถู้ กู กล่าวหา ร้องขอ ๑๙. เม่อื คณะกรรมการสอบสวนไดร้ วบรวมพยานหลักฐานตามข้อ ๑๘ เสร็จแล้วก่อนเสนอ สานวนการสอบสวนต่อผู้ส่ังแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามข้อ ๓๒ ถ้าคณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า จาเป็นจะต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมก็ให้ดาเนินการได้ ถ้าพยานหลักฐานที่ได้เพ่ิมเติมมานั้น เป็นพยานหลักฐานท่ีสนับสนุนข้อกล่าวหาให้คณะกรรมการสอบสวนสรุปพยานหลั กฐานดังกล่าว ให้ผถู้ กู กล่าวหาทราบ และให้โอกาสผ้ถู กู กลา่ วหาท่ีจะให้ถ้อยคาหรือนาสืบแก้เฉพาะพยานหลักฐานเพ่ิมเติม ทสี่ นับสนุนข้อกลา่ วหานนั้ ท้งั นี้ ให้นาขอ้ ๑๘ มาใชบ้ ังคับโดยอนุโลม ๒๐. ในการสอบปากคาผถู้ ูกกลา่ วหาและพยาน ตอ้ งมีกรรมการสอบสวนไม่น้อยกว่าก่ึงหนึ่ง ของจานวนกรรมการสอบสวนทั้งหมดจึงจะสอบสวนได้ ๒๑. ก่อนเร่ิมสอบปากคาพยาน ให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งให้พยานทราบว่า กรรมการสอบสวนมฐี านะเป็นเจ้าพนกั งานตามประมวลกฎหมายอาญา การให้ถ้อยคาอันเป็นเท็จต่อ กรรมการสอบสวนอาจเปน็ ความผิดตามกฎหมาย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252