148 คำอธบิ ายรายวชิ า รหสั วชิ า ว ๒๓๑๐๒ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๓ ภาคเรยี นท่ี ๒ เวลาเรียน ๖๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน (๓ ชั่วโมง/สัปดาห)์ จำนวน ๑.๕ หนว่ ยกิต ............................................................................................................................................................................ ศึกษา วิเคราะห์สืบค้นข้อมูล และอธิบายการเกิดคลื่นและส่วนประกอบของคลื่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและ สเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ประโยชน์และอันตรายของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ปรากฏการณ์เกี่ยวกับแสง การสะท้อน ของแสงและการหักเหของแสง การทํางานของทัศนอุปกรณ์ความสว่างและการมองเห็น การวัดปริมาณทางไฟฟ้า ความสมั พันธ์ระหวา่ งความต่าง ศักยไ์ ฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และความตา้ นทานไฟฟ้า วงจรไฟฟา้ แบบอนุกรมและขนาน การ ทํางานของ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์พื้นฐาน พลังงานไฟฟ้าและกําลังไฟฟ้า ค่าไฟฟ้า การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด และปลอดภัยและอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดจากการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ด้วยแรง โน้มถ่วง การเกิดฤดู การเคลื่อนท่ปี รากฏของดวงอาทติ ย์การเกิดข้างข้นึ ขา้ งแรม การเปลีย่ นแปลงเวลาข้นึ และตกของดวงจนั ทรก์ ารเกิดน้ำข้ึน น้ำลง เทคโนโลยอี วกาศ โครงการสาํ รวจอวกาศ โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมลู บนั ทึกจดั กลุม่ ขอ้ มูล เพอ่ื ให้เกดิ ความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ สามารถนำเสนอข้อมลู สอ่ื สารสิ่งทีเ่ รยี นรู้ มคี วามสามารถในการตดั สนิ ใจ เหน็ คณุ ค่าของการนำความร้ไู ปใช้ในชีวิตประจำวนั มจี ิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมท่ีเหมาะสม และมี ความซอื่ สตั ยส์ ุจรติ รบั ผดิ ชอบต่อการกระทำของตนเอง มีความเป็นธรรมทางสงั คม มจี ิตสาธารณะ อยู่อย่างพอเพยี ง มกี าร คิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ ส่วนตนกบั ผลประโยชน์สว่ นรวม รหัสตัวชี้วดั ว 2.3 ม.๓/๑ วเิ คราะห์ความสัมพันธร์ ะหวา่ งความต่าง ศักย์กระแสไฟฟา้ และความต้านทานและ คำนวณปริมาณท่ี เกี่ยวข้องโดยใช้สมการ������ = ������������ จากหลักฐาน เชงิ ประจกั ษ์ ว 2.3 ม.๓/๒ เขียนกราฟความสมั พันธร์ ะหวา่ ง กระแสไฟฟ้าและความต่างศักยไ์ ฟฟ้า ว 2.3 ม.๓/๓ ใชโ้ วลต์มเิ ตอร์ แอมมเิ ตอร์ ในการวดั ปรมิ าณทางไฟฟา้ ว 2.3 ม.๓/๔ วิเคราะหค์ วามตา่ งศักย์ไฟฟ้าและ กระแสไฟฟ้าในวงจรไฟฟ้าเมื่อต่อตัวต้านทานหลายตัว แบบอนุกรมและ แบบขนาน จากหลักฐานเชิงประจักษ์ ว 2.3 ม.๓/๕ เขยี นแผนภาพวงจรไฟฟ้าแสดงการตอ่ ตวั ตา้ นทานแบบอนุกรมและขนาน ว 2.3 ม.๓/๖ บรรยายการทำงานของชิ้นสว่ นอเิ ลก็ ทรอนิกส์อย่างง่ายในวงจรจากข้อมลู ท่รี วบรวมได้ ว 2.3 ม. ๓/๗ เขยี นแผนภาพและต่อชิ้นสว่ นอเิ ลก็ ทรอนิกสอ์ ย่างงา่ ยในวงจรไฟฟา้ ว 2.3 ม.๓/๘ อธิบายและคำนวณพลงั งานไฟฟา้ โดยใชส้ มการ ������ = ������������รวมท้ังคำนวณค่าไฟฟ้าของเครอ่ื งใชไ้ ฟฟา้ ในบ้าน
149 ว 2.3 ม.๓/๙ ตระหนักในคุณคา่ ของการเลือกใช้ เครื่องใช้ไฟฟา้ โดยนำเสนอแนะวิธกี ารใช้ เครือ่ งใชไ้ ฟฟ้าอยา่ งประหยัด และปลอดภัย ว 2.3 ม.๓/๑๐ สร้างแบบจำลองท่ีอธิบายการเกดิ คลนื่ และบรรยายสว่ นประกอบของคลื่น ว 2.3 ม.๓/๑๑ อธิบายคลื่นแม่เหล็กไฟฟา้ และสเปกตรมั คลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้าจากข้อทรี่ วบรวมได้ ว 2.3 ม.๓/๑๒ ตระหนกั ถงึ ประโยชน์และอันตรายจาก คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้ โดยนำเสนอใชป้ ระโยชนใ์ นดา้ น ตา่ ง ๆ และ อันตรายจากคลื่น แมเ่ หล็กไฟฟ้าชีวิตประจำวนั ว 2.3 ม.๓/๑๓ ออกแบบการทดลอง และดำเนินการ ทดลองด้วยวธิ ที ี่เหมาะสมในการ อธบิ าย กฎการสะท้อนของแสง ว 2.3 ม.๓/๑๔ เขยี นแผนภาพการเคลือ่ นที่ของแสง แสดงการเกดิ ภาพจากกระจกเงา ว 2.3 ม.๓/๑๕ อธิบายการหกั เหของแสงเมื่อผา่ นตัวกลางโปร่งใสทแ่ี ตกตา่ งกันและอธิบายการกระจายแสงของแสงขาว เม่อื ผา่ นปริซมึ จากหลกั ฐาน เชงิ ประจักษ์ ว 2.3 ม. ๓/๑๖ เขียนแผนภาพการเคลอื่ นท่ีของแสงแสดงการเกดิ ภาพจากเลนส์บาง ว 2.3 ม.๓/๑๗ อธบิ ายปรากฏการณท์ ่เี กยี่ วกับแสง และการทำงานของทัศนอุปกรณจ์ ากขอ้ มูลทร่ี วบรวมได้ ว 2.3 ม. ๓/๑๘ เขยี นแผนภาพการเคล่อื นท่ีของแสงแสดงการเกดิ ภาพของทัศนอุปกรณ์ และเลนส์ตา ว 2.3 ม. ๓/๑๙ อธิบายผลของความสว่างท่ีมตี ่อดวงตา จากข้อมลู ที่ได้จากการสบื คน้ ว 2.3 ม. ๓/๒๐ วดั ความสวา่ งของแสงโดยใชอ้ ปุ กรณว์ ัดความสวา่ งของแสง ว 2.3 ม.๓/๒๑ ตระหนักในคุณค่าของความร้เู รอื่ ง ความสวา่ งของแสงท่ีมีต่อดวงตา โดยวิเคราะห์ สถานการณ์ปัญหาและ เสนอแนะการจัด ความสว่างให้ เหมาะสมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ว 3.1 ม.๓/๑ อธิบายการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวง อาทิตย์ด้วยแรงโนม้ ถ่วงจากสมการ F=(Gm1m2) / r2 ว 3.1 ม.๓/๒ สรา้ งแบบจำลองที่อธิบายการเกดิ ฤดู และการเคล่อื นที่ปรากฏของดวงอาทติ ย์ ว 3.1 ม.๓/๓ สรา้ งแบบจำลองท่ีอธิบายการเกิดข้างขน้ึ ข้างแรมการเปลยี่ นแปลงเวลาการขึ้น และตก ของดวงจนั ทร์และ การเกดิ นำ้ ขนึ้ นำ้ ลง ว 3.1 ม. ๓/๔ อธิบายการใช้ประโยชนข์ องเทคโนโลยี อวกาศ และยกตวั อย่างความกา้ วหน้าของ โครงการสำรวจอวกาศ จากข้อมลู ทีร่ วบรวมได้ รวมทั้งหมด ๒๕ ตวั ช้ีวัด
150 คำอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม รหัสวิชา ว ๒1๒๐๑ วิชาวิทยาศาสตร์เพมิ่ เตมิ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๑ ภาคเรียนท่ี 1 จำนวน 8๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน (2 ชั่วโมง/สัปดาห)์ จำนวน 2.๐ หนว่ ยกิต ............................................................................................................................................................................ ศึกษา การใชท้ กั ษะวิทยาศาสตร์ มีทกั ษะทางวิทยาศาสตรเ์ กี่ยวกับการจำแนก การหาความสัมพันธ์ระหวา่ ง สเปสกบั สเปส และสเปสกับเวลา การคำนวณ การพยากรณ์ การตั้งสมมติฐาน กำหนดนิยามเชิงปฏบิ ตั กิ าร การ กำหนดควบคุมตัวแปร การทดลอง การสงั เกต และการเลอื กใชเ้ ครื่องมือ การจัดกระทำและสือ่ ความหมายข้อมลู การลงความคิดเหน็ จากขอ้ มูล การตีความหมายข้อมูล และลงข้อสรปุ มคี วามคดิ รเิ ร่ิมสร้างสรรค์ในการออกแบบ ดดั แปลงและ/หรือคดิ ประดิษฐส์ ง่ิ ใหม่ ๆ และมเี จตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ ผลการเรียนรู้ ๑. มีความรคู้ วามเขา้ ใจในการใช้ทักษะวทิ ยาศาสตร์ ๒. มที ักษะทางวทิ ยาศาสตร์เกยี่ วกบั การจำแนก ๓. มีทักษะทางวทิ ยาศาสตรเ์ กย่ี วกบั การหาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสเปสกบั สเปส และ สเปสกบั เวลา ๔. มีทกั ษะทางวทิ ยาศาสตร์เกย่ี วกบั การคำนวณ ๕. มที กั ษะทางวิทยาศาสตรเ์ กย่ี วกับการพยากรณ์ การต้งั สมมตฐิ านได้ ๖. มีทกั ษะทางวิทยาศาสตรเ์ ก่ียวกับการกำหนดนยิ ามเชิงปฏิบัติการ การกำหนดควบคุมตวั แปรได้ ๗. มที กั ษะทางวทิ ยาศาสตร์เกีย่ วกับการทดลอง การสังเกต และการเลือกใช้เครือ่ งมอื ๘. มีทกั ษะทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการจดั กระทำและสื่อความหมายข้อมลู การลงความคิดเห็น จากข้อมูล การตีความหมายขอ้ มลู และลงข้อสรุปได้ ๙.มคี วามคิดริเร่มิ สร้างสรรค์ในการออกแบบดดั แปลงและ/หรอื คดิ ประดิษฐ์สิง่ ใหม่ ๆ รวมท้ังหมด ๙ ผลการเรยี นรู้
151 คำอธิบายรายวชิ าเพมิ่ เติม รหัสวิชา ว ๒1๒๐2 วิชาวิทยาศาสตร์เพิม่ เตมิ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๑ ภาคเรยี นที่ 2 จำนวน 8๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน (2 ช่วั โมง/สปั ดาห)์ จำนวน 2.๐ หนว่ ยกติ ............................................................................................................................................................................ ศึกษา วเิ คราะห์ ความหมายวิทยาศาสตร์ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสรา้ งคำถาม การกำหนดตัวแปร การสร้างสมมติฐาน การวางแผนเพื่อสำรวจตรวจสอบ การเลือกใช้วัสดุและเครื่องมือที่เหมาะสม การรวบรวมข้อมูล การจัดกระทำข้อมลู เชงิ ปริมาณและคุณภาพ การวเิ คราะหข์ ้อมูล การนำเสนอข้อมูลและอภิปรายผล โดยใช้กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ การสืบค้นข้อมูลและการอภิปราย เพื่อให้เกิดควา มรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ มีการคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี นำความรู้ไปใช้ใน ชวี ิตประจำวนั มีจติ วทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรมและค่านิยมท่เี หมาะสม ผลการเรียนรู้ ๑. นกั เรียนอธิบายความหมายของวทิ ยาศาสตร์ ๒. นกั เรียนมีความรู้ ความเขา้ ใจในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสร้างคำถาม การกำหนดตัวแปร การสรา้ งสมมตฐิ าน การวางแผนเพื่อสำรวจตรวจสอบ การเลือกใช้วัสดแุ ละเครื่องมือที่เหมาะสม การรวบรวมขอ้ มลู การจดั กระทำข้อมลู เชงิ ปรมิ าณและคณุ ภาพ การวิเคราะหข์ อ้ มูล การนำเสนอ ข้อมลู และอภิปรายผล ๓. นักเรยี นสามารถทำการสบื เสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ การสบื คน้ ข้อมลู และการอภปิ ราย โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ รวมทั้งหมด ๓ ผลการเรยี นรู้
152 คำอธบิ ายรายวิชาเพม่ิ เติม รหัสวชิ า ว 21205 รายวิชา เทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรยี นท่ี 1 เวลาเรียน 20 ชวั่ โมง/ภาคเรยี น(1 ชว่ั โมง/สปั ดาห์) จำนวน 0.5 หนว่ ยกิต ............................................................................................................................................................................ ศึกษาแนวคิดหลักของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน วิเคราะห์สาเหตุหรือปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยี ระบุปัญหาหรือความต้องการในชีวิตประจำวัน รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา การ ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา เลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ กลไก ไฟฟ้า หรืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมและปลอดภัย การเลือกคณุ ลักษณะทจี่ ำเป็นต่อการแก้ปัญหา ฝกึ กระบวนการเรียนรูโ้ ดยใช้ปญั หาเป็นฐาน ฝกึ ทักษะการคิดวิเคราะห์ การจำแนก การเผชญิ สถานการณ์ ทักษะ กระบวนการแกป้ ัญหา วางแผนการเรียนร้แู ละนำเสนอ เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงคุณค่าและประโยชน์ของความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนา เทคโนโลยี และการพัฒนาเทคโนโลยีส่งผลต่อชีวิต สังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการนำความรู้ความเข้าใจไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อสังคมและการดำรงชีวิต สามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิด คุณธรรม มคี วามรักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ มคี วามซอ่ื สตั ย์สุจริต มีวนิ ัย ใฝเ่ รียนรู้ มคี วามมุ่งมนั่ ในการทำงาน มีจติ สาธารณะ รักความเปน็ ไทย มคี วามรบั ผิดชอบและอยอู่ ย่างพอเพยี ง ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายแนวคิดหลกั ทางเทคโนโลยีและระบบเทคโนโลยีได้ 2. ยกตัวอย่างและอธิบายการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยมี จี ากอดีตจนถงึ ปจั จุบันได้ 3. บอกสาเหตุหรือปจั จยั ทส่ี ่งผลตอ่ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยไี ด้ 4. ระบุปญั หาหรอื ความต้องการในชีวติ ประจำวันได้ 5. ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา โดยวเิ คราะห์เปรียบเทยี บ และตัดสินใจเลอื กข้อมูลที่จำเป็น นำเสนอแนวทางการ แก้ปัญหาให้ผู้อ่ืนเข้าใจ วางแผนและดำเนนิ การแกป้ ัญหา 6. ทดสอบ ประเมนิ ผล และระบุขอ้ บกพร่องท่เี กดิ ขึ้น พรอ้ มทั้งหาแนวทางการปรับปรุงแก้ไข และนำเสนอผล การแก้ปัญหา 7. ใชค้ วามร้แู ละทักษะเกี่ยวกับวัสดุ อปุ กรณ์ เคร่ืองมอื กลไก ไฟฟ้า หรืออเิ ล็กทรอนิกสเ์ พ่ือแก้ปญั หาได้อยา่ ง ถกู ต้อง เหมาะสมและปลอดภัย 8. การเลอื กใช้วัสดุ เครอื่ งมือ และอุปกรณ์ ในการสรา้ งสรรค์เทคโนโลยีได้ รวม 8 ผลการเรยี นรู้
153 คำอธบิ ายรายวชิ าเพ่ิมเติม รหัสวิชา ว 21206รายวิชา สารสนเทศ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลาเรียน 20 ช่วั โมง /ภาคเรียน(1 ชวั่ โมง/สปั ดาห์) จำนวน 0.5 หนว่ ยกติ ............................................................................................................................................................................ อธิบายหลักการทำงาน บทบาท และประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ อภิปรายลักษณะสำคัญและผลกระทบของ เทคโนโลยีสารสนเทศ อธิบายวิธกี ารประมวลข้อมลู ให้เป็นสารสนเทศ และอธิบายระดบั ของสารสนเทศ เขียนแผนภาพแสดงหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ แผนภาพบทบาทและประโยชน์ของ คอมพิวเตอร์ แผนภาพลักษณะสำคัญและผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ แผนภาพวิธีการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ แสดงวิธีการใช้คอมพิวเตอร์ในการอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน สนองตอบความต้องการเฉพาะบุคคล สนองตอบความตอ้ งการของสงั คม แก้ปญั หา สรา้ งงาน สร้างความบันเทิง ตดิ ตอ่ ส่อื สาร คน้ หาข้อมูล และประมวลผล ข้อมูลให้เป็นสารสนเทศโดยใช้ทักษะการแสวงหาความรู้ ทักษะการทำงานร่วมกัน และทักษะการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี สารสนเทศ เพ่อื ใหผ้ เู้ รยี นเกิดเจตคตทิ ี่ดีในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสบื คน้ ข้อมูล เรียนรู้ ส่อื สาร แกป้ ญั หา ทำงานอย่าง มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้ผู้เรยี นเกิดคุณธรรม มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีความซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มี ความมุ่งมนั่ ในการทำงาน มจี ติ สาธารณะ รกั ความเป็นไทย มคี วามรบั ผิดชอบและอยอู่ ย่างพอเพยี ง ผลการเรียนรู้ 1. อธบิ ายหลกั การทำงานและบทบาทของคอมพวิ เตอร์ได้ 2. สามารถแยกอปุ กรณค์ อมพิวเตอร์ตามหลักการทำงานของคอมพวิ เตอร์ได้ 3. เหน็ ความสำคัญของอปุ กรณ์ที่ทำหนา้ ทีต่ า่ ง ๆ ตามหลกั การทำงานของคอมพวิ เตอร์ 4. อภปิ รายลกั ษณะสำคัญ และผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ 5. อธิบายความหมายและประโยชน์ของข้อมูลและสารสนเทศ 6. อธบิ ายวิธีการและประมวลผลขอ้ มลู ใหเ้ ป็นสารสนเทศ รวม 6 ผลการเรยี นรู้
154 คำอธบิ ายรายวชิ าเพิ่มเติม รหัสวชิ า ว22201 รายวิชาวทิ ยาศาสตร์เพ่มิ เติม กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 ภาคเรียนท่ี 1 เวลาเรยี น 80 ช่วั โมง/ภาคเรียน (4 ชั่วโมง/สัปดาห์) จำนวน 2.0 หน่วยกิต ............................................................................................................................................................................ ศึกษา วิเคราะห์ ทดลอง ตรวจสอบ เกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล และ พลังงานนิวเคลียร์ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการทางวิทยาศาสตร์ของพลังงานดังกล่าว และการนำมาใช้เป็น พลังงานทดแทน และตระหนักในบทบาทและผลกระทบของพลงั งานเหลา่ นน้ั ท่มี ีต่อมนุษย์และสิง่ แวดล้อม โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล สำรวจตรวจสอบ วิเคราะห์ และ สรุป เพอื่ ให้ผู้เรยี นเกดิ ความคดิ ความเขา้ ใจ สามารถสือ่ สารสิง่ ทีเ่ รยี นรู้ มีความสามารถในการตดั สนิ ใจ นำความรู้ไปใช้ ในชีวติ ประจำวัน มจี ติ วิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรมและค่านิยมทเ่ี หมาะสม ผลการเรียนรู้ 1. เขยี นบรรยายและยกตัวอยา่ งความสำคญั ของพลังงานทดแทน 2. เขียนสรุปหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการนำพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล และ พลังงานนิวเคลียร์ ไปใชป้ ระโยชน์ 3. เขียนบรรยายและยกตัวอย่างการใช้ประโยชน์ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล และ พลังงานนิวเคลียร์ในประเทศไทย 4. เขียนสรุปข้อดี ข้อจำกัดและแนวทางการพัฒนาในการนำพลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล และพลังงาน นวิ เคลียรไ์ ปใชป้ ระโยชน์ รวมทง้ั หมด 4 ผลการเรียนรู้
155 คำอธิบายรายวชิ า รหสั วชิ า ว 22202 รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์เพมิ่ เติม กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 2 ภาคเรียนท่ี 2 เวลาเรยี น 80 ช่วั โมง/ภาคเรยี น (4 ช่ัวโมง/สัปดาห)์ จำนวน 2.0 หนว่ ยกิต ............................................................................................................................................................................ ศกึ ษา วิเคราะห์ ทดลอง องค์ประกอบและประเภทของปโิ ตรเลยี ม หนิ ต้นกำเนิดและแหลง่ กกั เกบ็ ปิโตรเลียม การ สำรวจและแหล่งปิโตรเลียม ผลกระทบและแนวทางแก้ไขที่เกิดจากการสำรวจและการผลิตปิโตรเลียม การแยกก๊าซ ธรรมชาติ การกลั่นนำ้ มันดิบ ผลิตภัณฑ์จากกา๊ ซธรรมชาติและจากการกล่นั น้ำมันดิบและการใช้ประโยชน์ ผลกระทบจาก กระบวนการผลติ ผลิตภณั ฑจ์ ากปิโตรเลียม และแนวทางแกไ้ ข สถานการณพ์ ลงั งานของโลกและของประเทศไทย การใช้ พลังงานด้านการคมนาคมของประเทศไทยการกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ผลกระทบและแนวทางการแก้ไขผลจากการ ใช้เชื้อเพลิงเพื่อการคมนาคมเชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานทดแทน การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นอย่าง คมุ้ ค่า และการอนุรักษ์พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยงั่ ยืน และการใชป้ ระโยชนจ์ ากทรพั ยากรธรรมชาติในท้องถิ่นอย่าง คมุ้ ค่า และการอนุรักษ์พฒั นาทรพั ยากรธรรมชาติอยา่ งย่ังยืนในอาเซยี น โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูลการออกแบบการทดลอง สร้าง สถานการณจ์ ำลอง สำรวจตรวจสอบ ทดลอง วเิ คราะห์ อภิปราย และสรปุ เพอ่ื ให้เกดิ ความรู้ ความคิด ความเขา้ ใจ มคี วามสามารถสื่อสารการคิด การแกป้ ัญหา การตัดสินใจ การใช้ทักษะ ชีวิต และการใช้เทคโนโลยี นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มี วนิ ัยใฝเ่ รียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มงุ่ มัน่ ในการทำงาน รักความเป็นไทย มจี ติ สาธารณะ ดูแลรักษาสง่ิ มชี วี ิตอน่ื เฝ้าระวังและ พฒั นาสงิ่ แวดล้อมอย่างย่งั ยืน มีจิตวทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม ผลการเรยี นรู้ ๑. ศึกษา วเิ คราะห์ ทดลอง องค์ประกอบและประเภทของปโิ ตรเลยี ม หนิ ต้นกำเนิดและแหลง่ กกั เก็บปิโตรเลียม การสำรวจและแหลง่ ปโิ ตรเลยี ม ๒. ศกึ ษา วิเคราะห์ ผลกระทบและแนวทางแก้ไขท่ีเกิดจากการสำรวจและการผลติ ปิโตรเลยี ม การแยกก๊าซธรรมชาติ การกล่ันน้ำมนั ดิบ ๓. ศึกษา วเิ คราะห์ ผลิตภณั ฑจ์ ากก๊าซธรรมชาตแิ ละจากการกลัน่ น้ำมันดบิ และการใช้ประโยชน์ ๔. ศึกษา วเิ คราะห์สถานการณ์พลังงานของโลกและของประเทศไทยและของอาเซียน ๕. ศึกษา วิเคราะห์ผลกระทบและแนวทางการแก้ไขผลจากการใช้เชื้อเพลิงเพื่อการคมนาคมเชื้อเพลิงที่เป็น พลังงานทดแทนตามแนวทางหลกั เศรษฐกจิ หลักเศรษฐกจิ พอเพียง รวมทัง้ หมด 5 ผลการเรยี นรู้
156 คำอธบิ ายรายวชิ าเพิ่มเติม รหสั วชิ า ว ๒2๒๐5 รายวชิ า เทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 ภาคเรยี นท่ี ๑ เวลาเรยี น 2๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน (1 ชั่วโมง/สัปดาห์) จำนวน 0.5 หนว่ ยกติ ............................................................................................................................................................................ ศึกษาและอธิบายหลักการทำงานเบื้องต้นของการสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ นำกระบวนการ เทคโนโลยีสารสนเทศมาเปน็ แนวทางในการแก้ปัญหาอยา่ งเป็นข้นั ตอน มีทกั ษะในการคน้ หาข้อมลู และตดิ ต่อส่ือสารผ่าน เครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้อย่างมีคุณธรรมและมีจริยธรรม เลือกใช้ซอฟต์แวร์ในการทำงานให้มีความเหมาะสมกับลกั ษณะ งานและประสทิ ธภิ าพของงานทจ่ี ะไดร้ บั ฝึกกระบวนการเรยี นรโู้ ดยใช้ปญั หาเปน็ ฐาน ฝกึ ทักษะการคดิ วิเคราะห์ การจำแนก การเผชิญสถานการณ์ ทักษะ กระบวนการแก้ปัญหา วางแผนการเรียนรู้และนำเสนอ โดยใช้กระบวนการการทำงาน กระบวนการสืบค้น กระบวนการ ปฏิบตั ิ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ เห็นคุณค่า และใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบค้นข้อมูล การเรียนรู้ การสอ่ื สาร การแกป้ ัญหา และการทำงานได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ ประสทิ ธิผล และมีคณุ ธรรม ตลอดจนการนำ ความรู้ความเข้าใจไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและการดำรงชีวิต สามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ รวมทั้งส่งเสริมใหผ้ เู้ รยี นเกิดคณุ ธรรม มคี วามรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีความซือ่ สัตย์สจุ ริต มวี ินัย ใฝ่เรียนรู้ มีความมุ่งม่ัน ในการทำงาน มีจิตสาธารณะ รักความเป็นไทย มคี วามรบั ผดิ ชอบและอยอู่ ย่างพอเพยี ง ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายหลักการเบื้องตน้ ของการสอื่ สารขอ้ มูลและเครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์ 2. อธิบายหลกั การ และวิธีการแก้ปญั หาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ 3. ค้นหาขอ้ มลู และตดิ ต่อสือ่ สารผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์อยา่ งมีคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม 4. ใชซ้ อฟต์แวร์ในการทำงาน รวม 4 ผลการเรยี นรู้
157 คำอธิบายรายวิชาเพมิ่ เติม รหัสวชิ า ว ๒2๒๐6 รายวชิ า สารสนเทศ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 ภาคเรยี นที่ 2 เวลาเรียน 2๐ ชัว่ โมง/ภาคเรียน (1 ช่ัวโมง/สัปดาห)์ จำนวน 0.5 หน่วยกติ ............................................................................................................................................................................ ศึกษาความรู้ความรู้เบ้ืองตน้ เกี่ยวกับโปรแกรม Adobe PhotoShopCS6 เข้าใจในทฤษฎแี ละหลักการใชส้ ี สร้าง ภาพใหมโ่ ดยการใช้บางสว่ นจากภาพอ่ืน และการใชเ้ อฟเฟ็กต์ในการผสมภาพ ตกแตง่ แกไ้ ข ภาพ ใชเ้ คร่ืองมือพื้นฐานของ โปรแกรมคอมพิวเตอรก์ ราฟกิ ในการรังสรรค์ภาพใหม่ ฝึกทักษะกระบวนการเรียนรู้จากการปฏิบัติด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟิก โดยใช้เครื่องมือมาสร้าง ตกแต่ง สร้างสรรค์ผลงานคอมพิวเตอร์กราฟิก สามารถแก้ไขภาพโดยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟิกตามจินตนาการและ ความคิดสรา้ งสรรค์ สามารถนาเอาคอมพวิ เตอร์กราฟิกไปประยกุ ต์ใช้กบั งานด้านต่างๆ ไดจ้ รงิ อยา่ งถกู ต้องเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะในการทำงาน มีความมุ่งมั่นในการทำงาน ใฝ่เรียนรู้ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความ รับผิดชอบ มคี วามสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี ผลการเรยี นรู้ 1. อธบิ ายความร้เู บือ้ งตน้ เกีย่ วกับโปรแกรม Adobe PhotoShopCS6 ได้ 2. มคี วามรู้ความเขา้ ใจในทฤษฎีและหลักการใช้สี 3. มีความรู้ในการสร้างภาพใหม่โดยการใช้บางสว่ นจากภาพอน่ื และการใชเ้ อฟเฟ็กต์ในการผสมภาพ 4. มคี วามรู้ในการใช้เอฟเฟก็ ตต์ กแต่ง แกไ้ ข ภาพ 5. มคี วามรู้ในการใชเ้ คร่ืองมือพ้นื ฐานของโปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟกิ ในการรงั สรรค์ภาพใหม่ รวม 5 ผลการเรียนรู้
158 คำอธบิ ายรายวิชาเพิม่ เติม รหสั วชิ า ว ๒๓๒๐๑ วิชาวิทยาศาสตร์เพ่มิ เติม กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๓ ภาคเรียนที่ ๑ เวลาเรียน ๘๐ ช่ัวโมง/ภาคเรยี น (๔ ช่ัวโมง/สัปดาห์) จำนวน ๒.๐ หนว่ ยกติ ............................................................................................................................................................................ ศึกษาวิเคราะห์ ทดลอง และอธิบาย เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ปริมาณทางกายภาพ การใชห้ นว่ ยในระบบเอสไอ หนว่ ยอนุพันธ์ และหนว่ ยฐาน ปรมิ าณสเกลาร์ ปรมิ าณเวกเตอร์ ความ แตกต่างระหว่างปริมาณสเกลาร์ และปริมาณเวกเตอร์ การหาเวกเตอร์ลัพธ์ การบวกเวกเตอร์ การหาเวกเตอร์ลัพธ์ โดย การเขยี นรูป โดยใชก้ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ การสบื ค้นขอ้ มูล บันทึกจดั กลมุ่ ขอ้ มูล เพื่อใหเ้ กิดความรู้ ความคดิ ความเข้าใจ สามารถนำเสนอข้อมูลส่ือสารส่ิงทเี่ รยี นรมู้ ีความสามารถใน การตัดสินใจ เห็นคุณค่าของการนำความรูไ้ ปใชใ้ นชีวติ ประจำวนั มีจิตวทิ ยาศาสตร์ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นยิ มท่เี หมาะสม การวัดและประเมินผล วัดทั้งด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์โดยการสังเกต พฤติกรรม การปฏิบัติ การถาม การทดสอบ การประเมนิ ผลงานกล่มุ และรายบคุ คล และเคร่อื งมือท่ีหลากหลายตามสภาพ ความเป็นจรงิ ผลการเรยี นรู้ 1. อธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ฟสิ กิ ส์ วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยไี ด้ 2. อธบิ ายปริมาณทางกายภาพ การใช้หนว่ ยในระบบเอสไอ หนว่ ยอนพุ นั ธ์ และหนว่ ยฐานได้ 3. อธบิ ายปรมิ าณสเกลาร์ ปริมาณเวกเตอร์ ความแตกต่างระหว่างปริมาณสเกลาร์ และปรมิ าณเวกเตอรไ์ ด้ 4. การหาเวกเตอรล์ พั ธ์ การบวกเวกเตอร์ การหาเวกเตอรล์ พั ธ์ โดยการเขยี นรูได้ รวมทั้งหมด 4 ผลการเรียนรู้
159 คำอธิบายรายวิชาเพมิ่ เติม รหัสวชิ า ว๒๓๒๐๒ วทิ ยาศาสตร์เพ่ิมเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๓ ภาคเรยี นท่ี ๒ เวลาเรยี น ๘๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น (๔ ช่ัวโมง/สัปดาห์) จำนวน ๒.๐ หนว่ ยกิต ............................................................................................................................................................................ ศึกษา วิเคราะห์ ทดลอง และอธิบาย เกี่ยวกับ อธิบายความหมายของการกระจัด ระยะทาง อัตราเร็ว อัตราเร็ว เฉล่ยี ความเรว็ ความเรว็ เฉลี่ย ความเรง่ ความเรง่ เฉล่ีย สรปุ เกยี่ วกบั การเคล่ือนทใี่ นหน่ึงมิติท่ีมีความเร่งคง ความสัมพันธ์ ระหว่างกราฟความเร็วกับเวลาสำหรับการเคลื่อนที่แนวตรง สมการสำหรับคำนวณหาปริมาณต่างๆ ของการเคลื่อนที่ใน แนวเส้นตรงดว้ ยความเร่งคงตวั โดยใช้กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การสำรวจตรวจสอบ การสืบคน้ ขอ้ มลู บนั ทึกจัดกลุม่ ข้อมูล เพ่อื ให้เกดิ ความรู้ ความคดิ ความเข้าใจ สามารถนำเสนอข้อมูลสอื่ สารสิ่งท่ีเรยี นรมู้ ีความสามารถใน การตัดสินใจ เห็นคุณคา่ ของการนำความรไู้ ปใชใ้ นชีวติ ประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ มท่เี หมาะสม การวัดและประเมินผล วัดทั้งด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์โดยการสังเกต พฤติกรรม การปฏบิ ัติ การถาม การทดสอบ การประเมนิ ผลงานกลมุ่ และรายบคุ คล และเคร่อื งมือท่หี ลากหลายตามสภาพ ความเปน็ จริง ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายความหมายของระยะทาง การกระจัด และสามารถคำนวณการหาระยะทาง การกระจัดได้ 2. อธบิ ายความหมายของ อัตราเรว็ ความเรว็ และสามารถคำนวณการหาอตั ราเร็ว ความเรว็ ได้ 3. อธบิ ายความหมายของความเรง่ ความเร่งเฉลย่ี และสามารถคำนวณการหาความเรง่ และความเร่งเฉลีย่ ได้ ๔. อธบิ ายความหมายของการเคลื่อนทใ่ี นหน่ึงมิติและ สามารถคำนวณสตู รการเคลือ่ นท่ใี นหน่ึงมติ ิได้ รวมทั้งหมด ๔ ผลการเรียนรู้
160 คำอธบิ ายรายวิชาเพ่ิมเติม รหัสวชิ า ว ๒3๒๐5 รายวิชา เทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นท่ี ๑ เวลาเรียน 2๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น (1 ช่ัวโมง/สัปดาห)์ จำนวน 0.5 หน่วยกติ ............................................................................................................................................................................ อธิบายหลักการทำโครงงานที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ หลักการพื้นฐานในการเขียนโปรแกรม (HTML) ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองานในรูปแบบที่เหมาะสมกับลักษณะงาน สร้างชิ้นงานจากจินตนาการหรืองานที่ทำใน ชีวติ ประจำวัน ตามหลกั การทำโครงงานอย่างมจี ิตสำนึกและความรับผดิ ชอบ เขียนโปรแกรมภาษาขั้นพื้นฐาน (HTML) เลือกใช้ซอฟต์แวร์ได้เหมาะสมกับลักษณะของงาน ใช้ซอฟต์แวร์และ อุปกรณ์ดิจิทัลช่วยในการนำเสนองาน ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสร้างหนังสือ-อิเล็กทรอนิกส์ตามหลักการทำโครงงาน โดย เรยี งลำดบั ขัน้ ตอนการทำงานและสรุปความรู้ในรปู แบบแผนภาพ ฝกึ การวางแผนและปฏิบัติงานตา่ งๆ อย่างมีหลักการและใช้ ทักษะการจัดการ ทักษะการทำงานร่วมกัน ทักษะกระบวนการแก้ปัญหาตามที่วางแผนไว้ และประเมินผลการปฏิบัติงาน ร่วมกัน เพือ่ ปรับปรุงแกไ้ ขผลงานให้ดขี ึ้น เพื่อให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าและใช้กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบค้นข้อมูล การเรียนรู้ การสื่อสาร การ แก้ปัญหา การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ตลอดจนการนำความรู้ความเข้าใจไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และการดำรงชีวิต สามารถพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดคุณธรรม มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มีความซ่ือสตั ยส์ ุจรติ มีวินยั ใฝ่เรยี นรู้ มีความมุง่ มน่ั ในการทำงาน มีจติ สาธารณะ รักความเป็นไทย มีความ รบั ผิดชอบและอยูอ่ ย่างพอเพียง ผลการเรยี นรู้ ๑. อธิบายหลักการทำโครงงานทม่ี ีการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ ๒. เขียนโปรแกรมภาษาข้นั พ้ืนฐาน (HTML) ๓. ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศนำเสนองานในรปู แบบทีเ่ หมาะสมกบั ลักษณะงาน ๔. ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสร้างชิน้ งานจากจนิ ตนาการหรอื งานทท่ี ำในชวี ติ ประจำวัน ตามหลักการทำโครงงานอย่าง มีจิตสำนกึ และความรบั ผดิ ชอบ รวม 4 ผลการเรียนรู้
161 คำอธบิ ายรายวชิ าเพ่มิ เติม รหสั วชิ า ว ๒3๒๐6 รายวิชา สารสนเทศ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลาเรียน 2๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน (1 ชั่วโมง/สัปดาห์) จำนวน 0.5 หนว่ ยกิต ............................................................................................................................................................................ ศึกษาและอธิบายความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการสร้างเว็บไซต์ ความหมายและส่วนประกอบของโปรแกรม Adobe Dreamweaver CS 6 เตรียมความพร้อมก่อนการสร้างเว็บไซต์และการสร้าง Site การสร้างตาราง อธิบายหลักการ สรา้ งเว็บเพจ อธิบายโครงสรา้ งและขนั้ ตอนการสร้างเวบ็ เพจ การจัดและการตกแต่งข้อความ สร้างขอ้ ความและใส่ลูกเล่น ข้อความบนเว็บเพจ การแทรกรูปภาพลงในเว็บเพจ เปลี่ยนพื้นหลังเว็บเพจและการใส่กรอบให้รูปภาพ สร้างปุ่มใน โปรแกรม Adobe Dreamweaver CS 6 แทรกสื่อแบบมัลติมีเดียในเวบ็ ไซต์ สร้างลิงค์จากข้อความ รูปภาพ และลิงค์ไป ยังเว็บไซต์อื่น ตกแต่งและแก้ไขเว็บไซต์ด้วยเทมเพลต (Template) นำเสนอและการออกแบบเว็บไซต์ และบรรยาย เนอื้ หาของงานนำเสนอ ปฏิบัติการและประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในการวางแผนและปฏิบัติงานต่างๆ อย่างมีหลักการและใช้ทักษะการ จัดการ ทักษะการทำงานร่วมกัน ทักษะกระบวนการแก้ปัญหาตามที่วางแผนไว้ และประเมินผลการปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อปรับปรงุ แก้ไขผลงานใหด้ ขี ้นึ เพอ่ื ให้ผูเ้ รียนเกิดเจตคตทิ ี่ดีในการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศสบื ค้นข้อมูล เรียนรู้ ส่ือสาร แกป้ ญั หา มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ในการนำผลงาน ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดคุณธรรม มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ มี ความซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มีความมุ่งมั่นในการทำงาน มีจิตสาธารณะ รักความเป็นไทย มีความรับผิดชอบและ อยอู่ ย่างพอเพยี ง ผลการเรยี นรู้ 1. อธบิ ายเก่ยี วกบั ความร้เู บื้องต้นเกีย่ วกบั การสรา้ งเว็บไซต์ได้ 2. อธบิ ายความหมายและส่วนประกอบของโปรแกรม Adobe Dreamweaver CS 6 ได้ 3. สามารถเตรียมความพรอ้ มกอ่ นการสรา้ งเว็บไซต์และการสร้าง Site ได้ 4. สามารถสร้างตารางและการปรับแตง่ ตารางได้ 5. รู้ เข้าใจและสามารถสรา้ งขอ้ ความและใสล่ ูกเล่นข้อความบนเวบ็ เพจได้ 6. รู้ เขา้ ใจและสามารถแทรกรปู ภาพและการจดั การรูปภาพได้ 7. สามารถเปลี่ยนพ้ืนหลังเวบ็ เพจและการใสก่ รอบใหร้ ปู ภาพได้ 8. รู้ เข้าใจและสามารถสร้างป่มุ ในโปรแกรม Adobe Dreamweaver CS 6 ได้ 9. สามารถแทรกส่ือแบบมลั ติมีเดยี ในเวบ็ ไซต์ได้ 10. สามารถสรา้ งลิงคจ์ ากข้อความ รปู ภาพ และลงิ ค์ไปยังเวบ็ ไซต์อ่นื ได้ 11. รู้ เขา้ ใจและสามารถตกแต่งและแก้ไขเวบ็ ไซตด์ ้วยเทมเพลต (Template) ได้ 12. รู้ เข้าใจและสามารถเตรียมนำเสนอและการออกแบบเวบ็ ไซต์ได้ 13. สามารถบรรยายเน้ือหาของงานนำเสนอได้ รวม 13 ผลการเรียนรู้
162 โครงสรา้ งหนว่ ยการเรียนรู้ รหสั วิชาว 22101รายวิชาวทิ ยาศาสตรพ์ นื้ ฐาน กลมุ่ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 2 เวลาเรียน 60 ชัว่ โมง/ภาคเรียน (3 ช่ัวโมง/สัปดาห)์ สดั ส่วนคะแนน 70:30 หน่วยการ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน สาระสำคญั เวลาเรียน เรียนรู้ที่ การเรยี นรู้/ 29 ระบบ ระบบหายใจมอี วยั วะทเ่ี ป็นทางเดินของอากาศ 1 ร่างกาย ตัวช้ีวดั ได้แก่ จมูก ท่อลม และปอด และมีอวยั วะท่ี มนุษย์ เก่ยี วข้อง ไดแ้ ก่ กะบังลม และกระดูกซี่โครง โดย ว 1.2 ม.2/1 อากาศจะเคลอ่ื นทีเ่ ขา้ และออกจากปอดเปน็ ผล ว 1.2 ม.2/2 จากการเปลี่ยนแปลง ปริมาตรและความดันภายใน ว 1.2 ม.2/3 ช่องอก ซึง่ เก่ียวข้องกบั การทำงานของ กะบังลม ว 1.2 ม.2/4 และกระดูกซโ่ี ครง เมอื่ มนุษย์หายใจนำอากาศเขา้ สู่ ว 1.2 ม.2/5 ร่างกาย อากาศจะเดนิ ทางผา่ นจมกู ทอ่ ลม และ ว 1.2 ม.2/6 เข้าสปู่ อด ซึง่ เปน็ บริเวณท่เี กิด การแลกเปลย่ี นแก๊ส ว 1.2 ม.2/7 ออกซิเจนกบั แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ โดยแกส๊ ว 1.2 ม.2/8 ออกซิเจนแพรจ่ ากถุงลมเข้าสหู่ ลอดเลอื ดฝอย สว่ น ว 1.2 ม.2/9 แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์แพร่จากหลอดเลอื ดฝอย ว 1.2 ม.2/10 เขา้ ส่ถู งุ ลมเพ่ือกำจดั ออกจาก รา่ งกายผา่ นการ ว 1.2 ม.2/11 หายใจออก และเกิดการแลกเปลย่ี นแกส๊ ขน้ึ โดย ว 1.2 ม.2/12 แกส๊ ออกซเิ จนจากหลอดเลือดฝอยแพร่เข้าสู่ ว 1.2 ม.2/13 เน้อื เยอ่ื สว่ นแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์แพร่จาก ว 1.2 ม.2/14 เนือ้ เย่อื เขา้ สหู่ ลอดเลือดเพ่อื ลำเลียงไปยัง ปอด ว 1.2 ม.2/15 และกำจัดออกจากร่างกาย ซ่ึงการสบู บุหรี่ การสูด ว 1.2 ม.2/16 อากาศทม่ี ีสาร ปนเปื้อนอาจเป็นสาเหตุของโรค ว 1.2 ม.2/17 ระบบทางเดนิ หายใจ เชน่ โรคถุงลมโป่ง พอง ดงั นั้น จึงควรดแู ลรกั ษาอวัยวะในระบบหายใจให้ ทำงานอย่างปกติ ระบบขบั ถ่ายมีอวัยวะท่เี กี่ยวข้อง ไดแ้ ก่ ไต ท่อ ไต กระเพาะปัสสาวะ และทอ่ ปัสสาวะ ภายในไตมี หน่วยไตทำหนา้ ที่กำจัดของเสีย ตา่ ง ๆ ออกจาก เลอื ด และดูดกลับสารที่มปี ระโยชน์เข้าสเู่ ลือด ของเหลว ตา่ ง ๆ ทีผ่ ่านการทำงานของหนว่ ยไตจะ ผา่ นไปยงั ท่อไตไปเกบ็ ใน กระเพาะปัสสาวะเพ่ือ กำจัดออกจากรา่ งกายผ่านท่อปัสสาวะ ซึ่งการ เลอื กรับประทานอาหารที่ไมม่ ีรสจดั
163 หนว่ ยการ ช่อื หน่วย มาตรฐาน สาระสำคญั เวลาเรียน เรยี นรทู้ ี่ การเรยี นรู/้ ระบบหมุนเวียนเลอื ดประกอบด้วยหัวใจแบง่ 29 1 ระบบ ตัวช้วี ดั ออกเปน็ 4 หอ้ ง ได้แก่ ห้องบน 2 หอ้ ง และหอ้ ง (ต่อ) ร่างกาย ล่าง 2 ห้อง โดยมลี ิน้ กัน้ ระหว่างหอ้ งบนและ หอ้ ง ว 1.2 ม.2/1 ลา่ ง หัวใจทำหนา้ ท่ีสบู ฉดี เลอื ดไปยังอวัยวะตา่ ง ๆ มนุษย์ ว 1.2 ม.2/2 หลอดเลือดแบ่ง ออกเป็นหลอดเลือดแดงทำหนา้ ท่ี ว 1.2 ม.2/3 ลำเลียงเลอื ดทม่ี ีแกส๊ ออกซเิ จนสูงไปยัง เซลล์ ว 1.2 ม.2/4 หลอดเลือดดำทำหนา้ ท่ลี ำเลียงเลือดท่มี ีแกส๊ ว 1.2 ม.2/5 คาร์บอนไดออกไซด์ สูงจากเซลล์มายงั ปอดเพื่อ ว 1.2 ม.2/6 กำจัดออกจากร่างกาย และเลือดประกอบ ดว้ ย ว 1.2 ม.2/7 เซลล์เม็ดเลือดแดงทำหน้าทีล่ ำเลียงแกส๊ ออกซเิ จน ว 1.2 ม.2/8 ไปหล่อเลีย้ งเซลล์ เซลล์เมด็ เลือดขาวทำหนา้ ที่ ว 1.2 ม.2/9 กำจัดเช้อื โรคและสงิ่ แปลกปลอม และเกลด็ เลือด ว 1.2 ม.2/10 ทำหนา้ ท่ชี ว่ ยในการแขง็ ตัวของเลือด ระบบ ว 1.2 ม.2/11 หมนุ เวียนเลือดจะมี การหมุนเวยี นอย่างเป็นระบบ ว 1.2 ม.2/12 โดยเลือดทม่ี แี กส๊ ออกซิเจนตำ่ แต่แกส๊ ว 1.2 ม.2/13 คารบ์ อนไดออกไซด์สูงเขา้ สู่หัวใจห้องบนขวาผ่าน ว 1.2 ม.2/14 ลงสหู่ วั ใจหอ้ งล่างขวา แลว้ ลำเลียงไปยังซ่ึงการออก ว 1.2 ม.2/15 กำลงั กาย การเลือกรับประทานอาหาร และการ ว 1.2 ม.2/16 รักษา สภาวะทางอารมณจ์ ะช่วยให้ระบบ ว 1.2 ม.2/17 หมุนเวียนเลือดทำงานปกติ ระบบประสาทส่วนกลางประกอบดว้ ยสมองทำ หน้าทค่ี วบคมุ การ ท างานของรา่ งกาย ไขสนั หลงั ทำหน้าทีส่ ง่ ผ่านกระแสประสาท และ เส้นประ สาทท าหน้าที่รบั สง่ กระแสประสาท ซงึ่ มเี ซลล์ ประสาทจำนวน มาก การท างานของระบบ ประสาทจะสง่ กระแสประสาทจากอวัยวะรับ ความรสู้ ึกไปยังไขสนั หลัง และส่งต่อไปยังสมอง ซงึ่ สมองจะสง่ กระแส ประสาทผ่านไขสันหลงั ไปยัง หน่วยปฏบิ ัติการตา่ ง ๆ โดยระบบประสาท จะ เกยี่ วขอ้ งกับการท างานของทกุ ระบบจึงควรปูอง กันการกระทบ กระเทอื นของสมองและไขสันหลงั หลกี เล่ยี งการใชส้ ารเสพติด และ ภาวะเครยี ด เพื่อ ดแู ลรักษาระบบประสาทให้ทำงานอย่างเป็นปกติ
164 หนว่ ยการ ช่ือหน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลาเรียน เรยี นรทู้ ี่ การเรยี นร้/ู 1 ระบบ (ต่อ) รา่ งกาย ตวั ช้วี ดั มนษุ ย์ ระบบสบื พันธแุ์ บง่ ออกเป็นระบบสืบพันธเุ์ พศชายมี 29 2 การแยก การสรา้ งเซลล์ อสจุ จิ ากอัณฑะทำหนา้ ที่เป็นเซลล์ สารผสม สืบพันธเ์ พศชายซ่งึ ถกู ควบคมุ โดย ฮอรโ์ มนเทสโท สเทอโรน และระบบสบื พนั ธ์เุ พศหญงิ มกี ารสร้าง เซลลไ์ ข่ จากรงั ไข่ ทำหนา้ ท่ีเปน็ เซลล์สืบพนั ธเุ์ พศ หญิงซึ่งถูกควบคุมโดยฮอรโ์ มน โพรเจสเทอโรน และฮสี โตรเจน และจะมีการตกไข่ เดอื นละ 1 เซลล์ และหากไม่ไดร้ บั การผสมจาก อสุจจิ ะกลายประจำเดือน แต่หากเซลลไ์ ข่ ได้รับ การผสมจากอสจุ ิ จะแบ่งเซลลเ์ ปน็ ไซโกต เอ็มบริโอ และเจริญเปน็ ทารกในครรภ์ ซ่งึ ทารกจะอยู่ใน ครรภ์ประมาณ 9 เดือน อย่างไรก็ตาม มวี ธิ ีการ คมุ กำเนิดหากไม่พรอ้ มสำหรับการมบี ุตร เชน่ การ คมุ กำเนิดโดย วิธที างธรรมชาติ การใชอ้ ปุ กรณ์ การใชส้ ารเคมี การทำหมนั สอบกลางภาคเรยี น 1 การระเหยแหง้ ใช้แยกสารละลายท่ี 13 ประกอบดว้ ยตวั ละลายท่ี เป็นของแขง็ ในตวั ทำ ละลายท่เี ป็นของเหลว โดยใชค้ วามรอ้ น ซ่งึ ตวั ทำ ละลายจะระเหยกลายเปน็ ไอ จงึ เหลอื เฉพาะตวั ละลายที่เป็น ของแขง็ เช่น การผลิตเกลอื สมทุ ร การตกผลกึ ใช้แยกสารละลายท่ปี ระกอบดว้ ย ตัวละลายที่เป็น ของแข็งในตัวทำละลายท่เี ป็น ของเหลว โดยทำใหเ้ ป็นสารละลายอิม่ ตวั แล้วจงึ ปลอ่ ยให้ตวั ทำละลายระเหยออกไปบางส่วน ตวั ละลายจะตกผลึก แยกออกมา เชน่ การผลิต นำ้ ตาลทราย การกล่ัน แบง่ ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.การกล่ันแบบธรรมดาใช้แยกสารละลายที่ ประกอบดว้ ยตวั ทำละลายทเ่ี ปน็ สาร ระเหยง่าย และมจี ุดเดือดตำ่ ออกจากตวั ละลายที่เป็นสาร ระเหยยากและมีจุดเดือดสงู ซ่งึ จดุ เดือดควรตา่ งกนั ต้ังแต่ 30 องศาเซลเซยี ส ขนึ้ ไป เชน่ การกลนั่ แยก เกลอื ออกจากนำ้ ทะเล
165 หนว่ ยการ ช่ือหน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลาเรียน เรยี นรทู้ ี่ การเรยี นร/ู้ 2 การแยก ตวั ช้ีวัด (ตอ่ ) สารผสม 2.การกลน่ั แบบไอน้ำใชแ้ ยกสารท่ี มจี ดุ เดือด ตำ่ ระเหยงา่ ย และไม่ละลายน้ำออกจากสารที่ ระเหยยาก โดยอาศยั ความดันไอน้ำทำใหส้ ารเดือด กลายเป็นไอ และถกู กล่ันออกมา พรอ้ มกบั ไอน้ำซ่ึง สารที่ถกู กลนั่ ออกมาจะแยกชัน้ กบั น้ำเชน่ การกล่ัน นำ้ มันหอมระเหย 3.การกลน่ั ลำดับส่วนใชแ้ ยกสารละลายท่ีมี สว่ นประกอบเปน็ สารที่มีจุดเดือดใกล้เคียงกนั หรอื แยกสารละลายท่ีมี ตัวทำละลายและตวั ละลายเป็น สารท่รี ะเหยง่าย เชน่ การกล่ันน้ำมนั ดิบ โครมาโทกราฟีแบบกระดาษใช้แยกสารละลายที่ ประกอบด้วยสาร มากกวา่ 1 ชนิด ออกจากกัน โดยอาศยั ความสามารถในการละลายของ สารใน ตัวทำละลาย และการถูกดดู ซับบนตวั ดดู ซบั ที่ แตกตา่ งกนั ทำให้ สารแต่ละชนดิ ถกู แยกออกจาก กัน ซึ่งระยะทางท่สี ารแตล่ ะชนิดเคลอื่ นที่ บนตัว ดูดซบั สามารถนำมาหาอัตราการเคล่ือนที่ของสาร (Rf) ไดจ้ ากสตู ร Rf = ระยะทางท่ีสารเคล่ือนท่ี ระยะทางทีต่ ัวทำละลายเคล่ือนท่ี การสกัดด้วยตวั ทำละลายใชแ้ ยกสารออกจาก สารผสมโดยอาศยั สมบัตกิ ารละลายในตัวทำ ละลายของสาร ตัวทำละลายทีเ่ หมาะต้อง ละลาย สารทต่ี ้องการจะแยก ไม่ละลายสารท่ไี ม่ต้องการ ไม่ทำปฏิกริ ิยา กับสารท่ีต้องการจะแยก มีจุดเดือด ตำ่ ระเหยงา่ ย แยกออกจาก สารละลายได้ง่าย เชน่ การสกดั น้ำมันจากเมล็ดพชื ความรู้ดา้ น วิทยาศาสตร์เกีย่ วกบั การแยกสารสามารถนำไป บรู ณาการกับคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี โดยใช้ กระบวนการทางวศิ วกรรม เพ่ือนำไปแกป้ ัญหาใน ชวี ติ ประจำวันต่อไป
166 หนว่ ยการ ช่อื หน่วย มาตรฐาน สาระสำคญั เวลาเรยี น เรียนรทู้ ่ี การเรยี นร้/ู 3 สารละลาย ตัวชี้วดั สารละลาย หมายถงึ สารเนอ้ื เดยี วท่ี ประกอบดว้ ยธาตุ หรือ สารประกอบตัง้ แต่ 2 ชนดิ ข้นึ ไปรวมตวั กนั โดยธาตุหรือสารประกอบ ชนดิ หน่งึ เป็นตัวทำละลาย สว่ นธาตุหรอื สารประกอบ อีกชนดิ หนงึ่ เปน็ ตัวละลาย ซ่ึงมหี ลักการพิจารณา ตวั ละลายและตัวทำละลายใน สารละลาย ดงั นี้ - หากสารอยใู่ นสถานะเดียวกนั สารท่ีมี ปรมิ าณมากกว่าเปน็ ตวั ทำละลาย สารทีม่ ีปริมาณ น้อยกว่าเป็นตวั ละลาย - หากสารอยใู่ นสถานะต่างกัน เมือ่ ผสมกันแลว้ มสี ถานะเหมือนกบั สารชนดิ ใด จะถือว่าสารน้ัน เปน็ ตัวทำละลาย ส่วนสารอีกชนดิ หนงึ่ เป็นตวั ละลาย สภาพละลาย หมายถงึ ความสามารถในการ ละลายได้ของตวั ละลายในตวั ทำละลายจนเปน็ สารละลายอมิ่ ตวั ณ อณุ หภูมิหน่ึง ๆ การละลาย ของตวั ละลายขึ้นอยู่กบั ปัจจยั ตา่ งๆ ได้แก่ อุณหภูมิ ซง่ึ เมอื่ อุณหภมู สิ ูงขน้ึ ตัวละลายทเี่ ปน็ ของแข็งและ ของเหลวจะละลายได้มาก ข้ึน แต่ตวั ละลายท่เี ป็น แก๊สจะละลายไดน้ ้อยลง ชนดิ ของตวั ทำละลาย ซ่ึง ตวั ทำละลายแตล่ ะชนดิ จะสามารถละลายตวั ละลายแต่ละชนิดได้ แตกต่างกนั ขนาดของตวั ละลายซึง่ ตัวละลายที่มขี นาดเลก็ จะละลายไดเ้ ร็ว กวา่ ตัวละลายท่ีมีขนาดใหญเ่ พราะมพี นื้ ทผ่ี ิวสัมผสั มากกว่า ความดัน จะมผี ลต่อตัวละลายทเ่ี ป็นแกส๊ ซงึ่ หากความดันสูงขน้ึ จะทำให้แก๊ส ละลายได้ดขี น้ึ และการคน การเขย่า หรือการปนั่ เหว่ียง ซ่งึ จะทำ ให้ อนุภาคเคลื่อนทีเ่ ร็ว จงึ เกิดการละลายไดเ้ ร็ว ความเขม้ ขน้ ของสารละลายเป็นค่าท่แี สดง ปรมิ าณของตวั ละลายท่ี ละลายอย่ใู นตวั ทำละลาย หรือในสารละลาย ดังน้ี
167 หน่วยการ ชอื่ หน่วย มาตรฐาน สาระสำคญั เวลาเรียน เรียนร้ทู ่ี การเรียนรู้/ 1 60 ตัวชว้ี ดั - ร้อยละโดยมวล เป็นหนว่ ยทบ่ี อกถึงปรมิ าณ ตวั ละลายเปน็ กรมั ที่ ละลายในสารละลาย 100 กรมั นยิ มใช้กบั สารละลายที่เปน็ ของแข็ง มสี ตู ร ดังน้ี รอ้ ยละโดยมวล = มวลของตัวละลาย X 100 มวลของสารละลาย - รอ้ ยละโดยปรมิ าตร เปน็ หน่วยทบ่ี อกถึง ปริมาตรของตวั ละลาย เป็นลูกบาศก์เซนติเมตร ท่ี ละลายในสารละลาย 100 ลกู บาศก์ เซนตเิ มตร นิยมใชก้ บั สารละลายทเี่ ปน็ ของเหลว หรอื แกส๊ มี สตู ร ดงั น้ี รอ้ ยละโดยปริมาตร =ปรมิ าตรของตัวละลายX 100 ปรมิ าตรของสารละลาย - รอ้ ยละโดยมวลต่อปรมิ าตร เปน็ หนว่ ยที่บอก ถงึ ปริมาณของตัว ละลายเป็นกรมั ท่ลี ะลายใน สารละลาย 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร นยิ มใชก้ บั ตัวละลายท่เี ปน็ ของแข็งในตวั ทำละลายทเี่ ปน็ ของเหลว มีสูตร ดงั น้ี ร้อยละโดยมวลตอ่ ปริมาตร = มวลของตัวละลาย X 100 ปริมาตรของสารละลาย สารละลายถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ซ่งึ จะใชท้ ่ี ความเขม้ ขน้ แตกตา่ งกัน เช่น นำ้ สม้ สายชมู คี วาม เขม้ ขน้ ของกรดแอซตี ิก รอ้ ยละ 4-18 โดย ปริมาตร แอลกอฮอล์ลา้ งแผลมีความเข้มขน้ ของ เอทิลแอลกอฮอล์ รอ้ ยละ 70 โดยปรมิ าตร นำ้ เกลอื มีความเข้มขน้ ของโซเดียมคลอไรด์ ร้อยละ 0.9 หรือรอ้ ยละ 15 โดยมวลต่อปรมิ าตร น้ำยา ลา้ งเลบ็ มีความ เข้มข้นของแอซีโตนรอ้ ยละ 80 โดยปรมิ าตร สำหรับสารทำความสะอาด และ สารเคมีกำจดั ศัตรูพืชจะถูกนำมาทำใหเ้ จือจางก่อน นำไปใช้ สอบปลายภาคเรยี นที่ 1 รวมเวลาเรียนภาคเรยี นที่ 1
168 โครงสรา้ งหน่วยการเรยี นรู้ รหัสวชิ า ว 22102 รายวชิ าวทิ ยาศาสตร์พ้ืนฐาน กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 เวลาเรยี น 60 ชัว่ โมง/ภาคเรียน (3 ชั่วโมง/สัปดาห)์ สดั ส่วนคะแนน 70:30 หน่วยการ ชื่อหน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลาเรียน เรียนรทู้ ่ี การเรียนรู้/ 15 แรงและ แรงเป็นปรมิ าณเวกเตอร์ทม่ี ีทั้งขนาดและ 4 การ ตัวชว้ี ดั ทศิ ทาง มหี นว่ ยเปน็ นิวตัน ซ่งึ เมื่อมแี รงหลายแรง เคล่อื นท่ี กระทำตอ่ วัตถุ แล้วแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุมคี ่า ว 2.2 ม.2/1 เป็นศูนย์ วัตถจุ ะไมเ่ คลื่อนท่ี แตห่ ากแรงหลายแรง ว 2.2 ม.2/2 กระทำตอ่ วตั ถุ แล้ว แรงลัพธ์ทกี่ ระทำต่อวัตถุมีค่า ว 2.2 ม.2/3 ไมเ่ ป็นศนู ย์ วตั ถจุ ะไม่เคล่ือนท่ี ว 2.2 ม.2/4 ว 2.2 ม.2/5 แรงดันในของเหลวเปน็ แรงท่ขี องเหลวกระทำ ว 2.2 ม.2/6 ตัง้ ฉากกับผวิ ของวตั ถุ ตอ่ หนง่ึ หนว่ ยพน้ื ที่ เรยี กวา่ ว 2.2 ม.2/7 ความดนั ของของเหลว ซึง่ มีความสัมพันธ์กับ ความ ว 2.2 ม.2/8 ลกึ จากระดับผวิ หนา้ ของของเหลว โดยบริเวณทลี่ ึก ว 2.2 ม.2/9 ลงไปจาก ผิวหน้าของของเหลวมากขน้ึ จะทำให้ ว 2.2 ม.2/10 ความดันของเหลวเพิม่ ขน้ึ เนื่องจาก ของเหลวที่อยู่ ว 2.2 ม.2/11 ลกึ กวา่ จะมนี ้ำหนักของของเหลวด้านบนกระทำ ว 2.2 ม.2/12 มากกว่า และเม่ือวัตถุอยู่ในของเหลวจะมี ว 2.2 ม.2/13 ว 2.2 ม.2/14 แรงพยุง ซึง่ เป็นแรงที่ของเหลวกระทำ ต่อ ว 2.2 ม.2/15 วตั ถทุ ่ีอยู่ในของเหลว มที ิศข้นึ ในแนวด่ิง โดยขนาด ของแรงพยุงมีคา่ เท่ากับขนาดของน้ำหนักของ ของเหลวท่ถี ูกวตั ถุแทนท่ี หากนำ้ หนักของ วตั ถุ และแรงพยงุ ของของเหลวมีค่าเท่ากัน วัตถจุ ะลอย นิ่งอย่ใู นของเหลว แต่หากวัตถมุ นี ้ำหนักมากกว่า แรงพยุงของของเหลว วัตถุจะจม แรงเสียดทานเปน็ แรงทีเ่ กิดขนึ้ ระหว่างที่ ผวิ สัมผสั ของวตั ถเุ พื่อตา้ น การเคลื่อนท่ีของวัตถุนั้น มีทศิ ทางตรงข้ามกับการเคล่ือนทข่ี องวตั ถุ แรง เสยี ดทานมี 2 ประเภท ได้แก่ แรงเสยี ดทานสถติ และแรงเสยี ดทานจลน์ โมเมนตข์ องแรงเป็นแรงท่ีกระทำตอ่ วัตถโุ ดยไม่ ผา่ นศูนย์กลางมวล ของวตั ถุ ซ่งึ ทำให้วัตถุหมุนรอบ ศูนยก์ ลางมวลของวตั ถุ โดยโมเมนตข์ อง แรงในทศิ ทวนเขม็ นาฬิกาจะมคี ่าเท่ากับโมเมนต์ของแรงใน ทิศตามเขม็ นาฬิกา
หนว่ ยการ ช่ือหน่วย มาตรฐาน สาระสำคญั 169 เรียนรทู้ ี่ การเรียนรู้/ ในธรรมชาติจะมีแรง 3 แรง ไดแ้ ก่ แรงจาก เวลาเรียน 4 แรงและ ตัวชี้วดั สนามโนม้ ถว่ งเปน็ แรงที่ กระทำตอ่ วัตถุในทศิ ทาง 15 (ต่อ) การ พุ่งเข้าหาวตั ถทุ ่ีเป็นแหล่งของสนามโนม้ ถว่ ง ส่งผล ให้วตั ถุตกจากท่สี งู ลงมาสู่ทต่ี ำ่ 14 เคลื่อนท่ี แรงจากสนามแม่เหลก็ เป็นแรงท่ีเกดิ กับวตั ถุท่ี 5 งานและ ว 2.3 ม.2/1 มปี ระจุไฟฟา้ ซงึ่ ประจุไฟฟ้าจะมีทิศพุ่งเขา้ หาหรือ พลงั งาน ว 2.3 ม.2/2 ออกจากวตั ถุ ที่มีประจเุ ปน็ แหลง่ ของสนามไฟฟ้า ว 2.3 ม.2/3 และแรงจากสนามแม่เหล็กเป็นแรงที่ เกิดจากวัตถุ ว 2.3 ม.2/4 ที่เปน็ แมเ่ หลก็ การเคลื่อนทขี่ องวัตถเุ ป็นการ ว 2.3 ม.2/5 เปล่ยี นตำแหนง่ ของวัตถเุ ทยี บกับ ตำแหน่งอา้ งองิ ว 2.3 ม.2/6 โดยมีปริมาณทีเ่ กย่ี วข้องกบั การเคล่ือนท่ี มีทง้ั ปรมิ าณสเกลาร์ซึ่งเปน็ ปรมิ าณท่มี ีขนาด เชน่ ระยะทาง อัตราเรว็ การกระจัด ความเร็ว และ ปรมิ าณเวกเตอร์ซึ่งเป็นปริมาณท่ีมีท้ังขนาดและ ทิศทาง เช่น การกระจดั ความเร็ว เคล่ือนทไ่ี ปตามแนวแรง โดยงานทที่ ำในหน่งึ หน่วยเวลาจะเรียกวา่ กำลัง หลักการของงานถกู นำมาอธิบายการทำงานของเครือ่ งกลซงึ่ เปน็ อุปกรณ์ ทช่ี ่วยใหก้ ารทำงานเปน็ ไปอยา่ งสะดวกขึ้น โดยมีแรงพยายาม หรือแรงที่ ให้กบั เครื่องกล และ แรงตา้ นทาน หรือแรงท่ีวัตถุกระทำต่อเคร่ืองกลเขา้ มาเกี่ยวข้อง โดยเครื่องกลอย่างง่ายมี 6 ประเภท ไดแ้ ก่ คาน รอก พ้ืน เอยี ง สกรู ลมิ่ ลอ้ และเพลา พลงั งาน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ พลังงานจลนเ์ ป็นพลังงานท่ีสะสมอยู่ในวัตถุที่ เคลื่อนท่ี และพลังงานศักยโ์ น้มถว่ งเป็นพลงั งานท่ี สะสมอยู่ในวตั ถทุ ี่อย่สู ูงจากพื้นผิวโลก ซึง่ มี มวล และอตั ราเรว็ เป็นปัจจยั ที่มีผลต่อพลงั งานศักย์โน้ม ถ่วง ถา้ วัตถุทงั้ สองอยู่ในระดับความสูงท่ีเทา่ กัน วตั ถทุ ม่ี มี วลมากกว่าจะมีพลังงานศักย์ โน้มถ่วง มากกว่า และถ้ามวลของวัตถุทัง้ สองเท่ากนั วัตถุที่ อยใู่ นตำแหน่ง ระดับความสูงที่มากกว่าจะมี พลังงานศักย์โน้มถว่ งท่ีมากกวา่
หนว่ ยการ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ 170 เรียนรทู้ ี่ การเรยี นร้/ู เวลาเรียน 5 งานและ 14 (ตอ่ ) พลังงาน ตัวช้ีวัด 1 6 โลกและ พลังงานเป็นส่ิงท่ีไมส่ ามารถสร้างข้ึนใหม่ และไม่ 29 การเปล่ียน แปลง สามารถทำ ใหส้ ูญหาย หรือทำลายได้ แตจ่ ะเกิด การเปลีย่ นรปู พลงั งานจากรูปหนงึ่ ไป เปน็ อีกรปู หนงึ่ ไดแ้ ก่ พลังงานศักย์โน้มถ่วงเปลยี่ นเปน็ พลังงานจลน์ เชน่ การกักเกบ็ น้ำไวใ้ นทีส่ งู พลงั งาน จลน์เปล่ียนเปน็ พลังงานความรอ้ น เชน่ การทำงาน ของเครอื่ งจักรในอุตสาหกรรม พลังงานจลน์ เปล่ยี นเปน็ พลังงานไฟฟา้ เช่น การผลติ กระแสไฟฟา้ จากพลังงานน้ำพลงั งานแสง เปลีย่ นเปน็ พลังงานเคมี เช่น การสังเคราะหด์ ว้ ย แสงของพืช พลังงาน เคมเี ปลี่ยนเป็นพลงั งานความ ร้อนและแสง เช่น การเผาซากเชอื้ เพลงิ ดึกดำบรรพ์ และพลงั งานเคมีเปลี่ยนเปน็ พลงั งานท่ใี ชท้ ำ กจิ กรรมตา่ ง ๆ เช่น กระบวนการเผาผลาญอาหาร ในรา่ งกายมนุษยแ์ ละสัตว์ สอบกลางภาค เชือ้ เพลิงซากดกึ ดำบรรพ์เกดิ จากการเปลยี่ นแปลง สภาพของซาก สง่ิ มชี วี ติ ในอดีตโดยกระบวนการ ทางเคมีและธรณีวทิ ยา ได้แก่ ถ่านหิน เปลีย่ น สภาพเปน็ ถา่ นหินประเภทตา่ งๆ หนิ นำ้ มนั เปน็ เช้ือเพลงิ ธรรมชาติซึง่ เกิดจากการทบั ถมของซาก พืชและ ซากสตั วภ์ ายใต้แหล่งน้ำเป็นเวลานาน มี สมบัติจุดตดิ ไฟได้ และ ปโิ ตรเลยี มเป็นเชือ้ เพลิง ชนิดหน่งึ ทเี่ กดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาตซิ ึ่งเป็น สารประกอบไฮโดรคาร์บอนมี 2 ประเภท คอื นำ้ มนั ดิบและแก๊ส ธรรมชาติ การเผาไหม้เชื้อเพลิง ซาก ดึกดำบรรพใ์ นกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษยจ์ ะ ทำให้เกดิ มลพิษทางอากาศ เชน่ แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ ไนตรสั ออกไซด์ ก่อใหเ้ กดิ ฝน กรด ภาวะ โลกรอ้ น และส่งผลใหเ้ กิดการ เปลี่ยนแปลงภมู อิ ากาศของโลก พลงั งานทดแทนเปน็ พลังงานทส่ี ามารถนำ กลบั มาใช้ใหม่ได้ มหี ลาย ประเภท ได้แก่ พลังงาน แสงอาทติ ย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ
171 หนว่ ยการ ชอื่ หน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลาเรียน เรยี นร้ทู ี่ การเรียนร/ู้ 6 โลกและ (ตอ่ ) การเปลีย่ น ตัวชีว้ ดั แปลง พลงั งานชีวมวล พลงั งานความรอ้ นใต้พิภพเกิดจาก การ 29 เคล่อื นตัวของเปลือกโลกทำใหเ้ กิดแนวรอยเล่ือน น้ำทอ่ี ยู่บน ดินจะ ไหลผ่านตามแนวรอยแยก ภายใต้ความร้อนและความ ดนั สงู ส่งผลใหไ้ อ น้ำแทรกข้ึนมาบนผวิ ดนิ สามารถนำมาผลิต กระแสไฟฟ้าได้ และพลังงาน ไฮโดรเจนถูกใชเ้ ป็นเชอื้ เพลิงใน การเผาไหม้และให้ความร้อนเพ่อื ใช้ใน การผลติ กระแสไฟฟ้า และขบั เคลอ่ื นรถยนต์ได้ โครงสรา้ งแบ่งตามองคป์ ระกอบทาง เคมีได้ 3 ชน้ั ไดแ้ ก่ เปลอื กโลก ประกอบด้วยธาตุซิลกิ อนและ อะลมู ิเนียม เนอ้ื โลกประกอบดว้ ยธาตุ ซิลิกอน แมกนเี ซยี ม และเหลก็ และแกน่ โลกประกอบด้วยธาตเุ หลก็ และ นิกเกลิ - การเปล่ียนแปลงของโลก ได้แก่ การผุพังอยู่กับท่ี การกร่อน และ การสะสมตวั ของตะกอน ซึง่ เป็นกระบวนการ เปลยี่ นแปลงทางธรณวี ิทยา ท่ีทำใหโ้ ลกเกดิ การเปลี่ยนแปลง เป็นภูมลิ กั ษณ์แบบต่าง ๆ เช่น นำ้ ลม ธารน้ำ แข็ง แรงโน้ม ถ่วงของโลก ส่ิงมชี วี ิต สภาพอากาศ และปฏกิ ริ ิยา เคมี ดนิ เกิดจากหินที่ผุผงั ตามธรรมชาติผสมคลุกเคลา้ กับอนิ ทรยี วตั ถุ จากการเน่าเปื่อยของซากพชื ซากสตั ว์ แบ่งออกเป็น 6 ชนั้ ไดแ้ ก่ O A E B C และ R แต่ละชั้นมีลักษณะแตกตา่ งกัน ซึ่ง ปัจจยั ทที่ ำใหด้ ินแตล่ ะ ท้องถ่ินมีลกั ษณะและสมบตั แิ ตกต่าง กนั ได้แก่ วตั ถตุ น้ กำเนิด ภมู ิอากาศ ส่งิ มชี วี ติ ในดนิ สภาพภูมิ ประเทศ และระยะเวลาในการเกดิ ดนิ แหล่งน้ำแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่ นำ้ บนดินเกิดจากน้ำใน บรรยากาศกลน่ั ตัว เป็นนำ้ ฝนตกลงมาไหลจากที่สงู ลงสทู่ ่ตี ำ่ ซง่ึ การไหล ของน้ำ ทำให้เกิดการกดั เซาะเป็นรอ่ งน้ำ เช่น ลำธาร คลอง แมน่ ำ้ และ นำ้ ใตด้ นิ เกดิ จากน้ำบนดินซึมลงไปสะสมตวั อยู่ใตพ้ นื้ โลก แบง่ ออกเป็น น้ำในดินและน้ำบาดาล ซงึ่ แหลง่ น้ำถูกนำมาใช้ ประโยชนต์ ่างๆ เชน่ ใช้ สำหรบั การบรโิ ภคและอุปโภค ใช้ เพาะปลูกพชื เลีย้ งสตั ว์ และเป็นแหล่ง ที่อยู่อาศัยของปลา และสตั วน์ ้ำ อื่น ๆ ใชใ้ นดา้ นอุตสาหกรรมต่าง ๆ และ ยัง สามารถก่อใหเ้ กิดภัยพิบตั ติ า่ งๆ เชน่ นำ้ ท่วม การกัดเซาะ ดิน ถล่ม หลุมยบุ แผ่นดินทรุด สอบปลายภาคเรียนที่ 2 1 รวมเวลาเรียนภาคเรยี นที่ 2 60
172 โครงสร้างหนว่ ยการเรยี นรู้ รหัสวชิ า ว๒๓๑๐๑วิทยาศาสตร์ กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓ ภาคเรยี นที่ ๑เวลาเรียน ๓ ช่ัวโมง/สัปดาหจ์ ำนวน ๑.๕ หน่วยกิต สัดสวนคะแนน๗๐:๓๐ หน่วยการ ชื่อหน่วย มาตรฐาน สาระสำคญั เวลา เรียนรทู้ ี่ การเรียนรู้ ตวั ชวี้ ดั เรยี น ๑ ระบบนเิ วศ ว.๑.๑ - ระบบนิเวศประกอบด้วยองค์ประกอบที่มีชีวิตเช่น ๑๒ ม.๓/๑ พืช สัตว์ จุลินทรีย์ และองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต เชน่ ม.๓/๒ แสง น้ำ อุณหภูมิ แร่ธาตุ แก๊สองค์ประกอบเหล่านี้มี ม.๓/๓ ปฏิสัมพันธ์กัน เช่น พืชต้องการแสง น้ำ และแก๊ส ม.๓/๔ คาร์บอนไดออกไซด์ในการสร้างอาหาร สัตว์ต้องการ ม.๓/๕ อาหาร และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการ ม.๓/๖ ดำรงชีวิต เช่นอุณหภูมิ ความชื้น องค์ประกอบท้ัง สองส่วนนี้จะต้องมีความสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสม ระบบนิเวศจึงจะสามารถคงอยู่ตอ่ ไปได้ - สิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตมีความสัมพันธ์กันในรูปแบบ ตา่ งๆ เชน่ ภาวะพ่งึ พากนั ภาวะอิงอาศัย ภาวะเหย่อื กับผู้ลา่ ภาวะปรสิต - สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่อาศัยอยู่ร่วมกันในแหล่งท่ี อยู่เดยี วกนั ในชว่ งเวลาเดยี วกัน เรยี กวา่ ประชากร - กลุ่มสิ่งมีชีวิตประกอบด้วยประชากรของสิ่งมีชีวิต หลาย ๆ ชนิด อาศัยอยู่รว่ มกันในแหล่งที่อยู่เดยี วกนั - กลุม่ สง่ิ มีชีวติ ในระบบนิเวศแบง่ ตามหน้าท่ีไดเ้ ปน็ 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย สารอนิ ทรยี ์ สิง่ มชี วี ิตทงั้ 3 กลุ่มนี้ มคี วามสัมพันธ์กัน ผผู้ ลิตเป็นสิง่ มีชวี ิตทีส่ รา้ งอาหารไดเ้ อง - โดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ผู้บริโภค เป็น สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง และต้องกิน ผู้ผลิตหรือสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นอาหาร เมื่อผู้ผลิตและ ผู้บริโภคตายลง จะถูกย่อยโดยผู้ย่อยสลาย สารอินทรีย์เปลี่ยนสารอินทรีย์เป็นสารอนินทรีย์ กลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการหมุนเวียนสาร เป็น วัฏจักร จำนวนผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อย- สลายสารอินทรีย์จะต้องมีความเหมาะสมจึงทำให้ กลุ่มส่งิ มีชีวิตอยู่ได้อย่างสมดลุ
173 หนว่ ยการ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน สาระสำคญั เวลา เรยี นรทู้ ี่ การเรยี นรู้ ตวั ช้ีวัด เรยี น ๒ พันธกุ รรม ว.๑.๓ - พลังงานถูกถ่ายทอดจากผู้ผลิตไปยังผูบ้ รโิ ภคลำดบั ม.๓/๑ ต่าง ๆ รวมทั้งผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ในรูปแบบ ม.๓/๒ สายใยอาหารที่ประกอบด้วยโซ่อาหารหลายโซ่ที่ ม.๓/๓ สัมพันธ์กัน ในการถ่ายทอดพลังงานในโซ่อาหาร ม.๓/๔ พลังงานที่ถูกถ่ายทอดไปจะลดลงเรื่อย ๆ ตามลำดับ ม.๓/๕ ของการบรโิ ภค ม.๓/๖ ม.๓/๗ - การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ อาจทำให้มี ม.๓/๘ สารพิษสะสมอยู่ในสิ่งมีชีวิตได้ จนอาจก่อให้เกิด ม.๓/๙ อนั ตรายต่อสงิ่ มีชวี ติ และทำลายสมดลุ ในระบบนิเวศ ม.๓/๑๐ ม.๓/๑๑ ดังนั้นการดูแลรักษาระบบนิเวศให้เกิดความสมดุล และคงอยูต่ ลอดไปจงึ เป็นสิง่ สำคัญ - ลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตสามารถ ๑๙ ถา่ ยทอดจากรุ่นหนงึ่ ไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้ โดยมียีนเป็น หน่วยควบคมุ ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม - โครโมโซมประกอบด้วยดีเอ็นเอและโปรตีนขดอยู่ ในนิวเคลียส ยีน ดีเอ็นเอ และโครโมโซมมี ความสัมพันธ์กัน โดยบางส่วนของดีเอ็นเอทำหน้าที่ เปน็ ยนี ทก่ี ำหนดลักษณะของสงิ่ มีชีวติ - สิ่งมีชีวิตท่ีมีโครโมโซม 2 ชุด โครโมโซมที่เปน็ คู่กนั มีการเรียงลำดับของยีนบนโครโมโซมเหมือนกัน เรียกว่า ฮอมอโลกัสโครโมโซม ยีนหนึ่งที่อยู่บนคู่ฮ อมอโลกัสโครโมโซม อาจมีรูปแบบแตกต่างกนั เรียก แต่ละรูปแบบของยีนที่ต่างกันนี้ว่า แอลลีล ซึ่งการ เข้าคูก่ นั ของแอลลลี ตา่ ง ๆ อาจสง่ ผลทำให้ส่ิงมีชีวิตมี ลกั ษณะท่ีแตกตา่ งกนั ได้ - สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีจำนวนโครโมโซมคงที่ มนุษย์ มจี ำนวนโครโมโซม 23 คู่ เปน็ ออโตโซม 22 คู่ และ โครโมโซมเพศ 1 คู่ เพศหญิงมีโครโมโซมเพศเป็น XX เพศชายมีโครโมโซมเพศเปน็ XY
174 หนว่ ยการ ชื่อหน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา เรียนรทู้ ี่ การเรยี นรู้ ตัวช้ีวัด เรียน - เมนเดลได้ศึกษาการถ่ายทอดลักษณะทาง พันธุกรรมของต้นถั่วชนิดหนึ่ง และนำมา สู่หลักการพื้นฐานของการถ่ายทอดลักษณะทาง พนั ธกุ รรมของสงิ่ มชี วี ติ - สิง่ มชี ีวติ ทมี่ ีโครโมโซมเปน็ 2 ชดุ ยีนแตล่ ะตำแหน่ง บนฮอมอโลกัสโครโมโซมมี 2แอลลีล โดยแอลลีลห น ึ ่ ง ม า จ า ก พ ่ อ แ ล ะ อ ี ก แ อ ล ลี ล มาจากแม่ ซ่ึงอาจมรี ูปแบบเดียวกัน หรอื แตกต่างกัน แ อ ล ล ี ล ท ี ่ แ ต ก ต ่ า ง ก ั น น ี ้ แ อ ล ลี ล หนึ่งอาจมีการแสดงออกข่มอีกแอลลีลหนึ่งได้ เรียก แอลลีลนั้นว่าเป็นแอลลีลเด่น ส่วนแอลลีลที่ถูกข่ม อยา่ งสมบรู ณเ์ รยี กว่าเป็นแอลลีลดอ้ ย - เมื่อมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ แอลลีลที่เป็นคู่กันใน แต่ละฮอมอโลกัสโครโมโซมจะแยกจากกันไปสู่เซลล์ สืบพันธุ์แต่ละเซลล์ โดยแต่ละเซลล์สืบพันธุ์จะได้รับ เพียง 1แอลลีล และจะมาเข้าคู่กับแอลลีลที่ตำแหน่ง เดียวกันของอีกเซลลส์ ืบพันธ์หุ นึง่ เม่ือเกิดการปฏิสนธิ จนเกิดเป็นจโี นไทป์และแสดงฟีโนไทป์ในรุ่นลูก - กระบวนการแบง่ เซลล์ของสิ่งมชี ีวิตมี 2 แบบ คอื ไมโท ซสิ และไมโอซิส - ไมโทซสิ เป็นการแบง่ เซลล์เพ่อื เพมิ่ จำนวนเซลล์ร่างกาย ผลจากการแบ่งจะได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์ที่มีลักษณะและ จำนวนโครโมโซมเหมอื นเซลล์ตง้ั ตน้ - ไมโอซิส เป็นการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ผล จากการแบ่งจะได้เซลล์ใหม่ 4 เซลล์ ที่มีจำนวน โครโมโซมเป็นครึ่งหนึ่งของเซลล์ตั้งต้น เมื่อเกิดการ ปฏิสนธิของเซลล์สืบพันธุ์ ลูกจะได้รับการถ่ายทอด โครโมโซมชุดหนึ่งจากพ่อและอีกชุดหนึ่งจากแม่ จึงเป็น ผลให้รุ่นลูกมีจำนวนโครโมโซมเท่ากับรุ่นพ่อแม่และจะ คงทใ่ี นทุกๆ รุ่น
175 หน่วยการ ชื่อหน่วย มาตรฐาน สาระสำคญั เวลา เรียนรูท้ ่ี การเรียนรู้ ตวั ช้ีวัด เรยี น - การเปลีย่ นแปลงของยีนหรือโครโมโซมส่งผลให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมขอ สิ่งมีชีวิต เช่น โรคธาลัสซีเมียเกิดจากการ เปลี่ยนแปลงของยีน กลุ่มอาการดาวน์เกิดจาก การเปลี่ยนแปลงจำนวนโครโมโซม - โรคทางพันธุกรรมสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ ไปสู่ลูกได้ ดังนั้นก่อนแต่งงานและมีบุตรจึงควร ป้องกันโดยการตรวจและวินิจฉัยภาวะเสี่ยงจาก การถ่ายทอดโรคทางพนั ธุกรรม - มนุษย์เปลีย่ นแปลงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตตาม ธรรมชาติ เพื่อให้ได้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะตาม ต้องการ เรียกสิ่งมีชีวิตนี้ว่า สิ่งมีชีวิตดัดแปร พันธกุ รรม -ในปัจจุบันมนุษย์มีการใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวติ ดัดแปรพันธุกรรมเป็นจำนวนมาก เช่น การผลิต อาหาร การผลิตยารักษาโรค การเกษตร อย่างไร ก็ดี สังคมยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ สิ่งมีชีวิตดัดแปรพันธุกรรมที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม ซึ่งยังทำการติดตามศึกษาผลกระทบ ดังกลา่ ว - ความหลากหลายทางชีวภาพ มี 3 ระดับ ได้แก่ ความหลากหลายของระบบนิเวศความ หลากหลายของชนิดสิ่งมีชีวิต และความ หลากหลายทางพันธกุ รรม - ความหลากหลายทางชีวภาพน้ีมีความสำคัญต่อ การรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ระบบนิเวศที่มี ความหลากหลายทางชวี ภาพสงู จะรักษาสมดุลได้ ดกี วา่ ระบบนิเวศท่ีมีความหลากหลายทางชีวภาพ ต่ำกว่า
176 หนว่ ยการ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา เรียนรทู้ ี่ การเรยี นรู้ ตัวชี้วดั เรียน ๓ วัสดใุ น ว.๒.๑ - พอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุผสม เป็นวัสดุที่ใช้ ๑๑ ชวี ติ ประจำวนั ม.๓/๑ ม.๓/๒ มากในชีวติ ประจำวนั - พอลิเมอร์เป็นสารประกอบโมเลกุลใหญ่ที่เกิด จากโมเลกุลจำนวนมากรวมตัวกันทางเคมี เช่น พลาสติก ยาง เส้นใย ซึ่งเป็นพอลิเมอร์ที่มีสมบัติ แตกต่างกัน โดยพลาสติกเป็นพอลิเมอร์ที่ขึ้นรูป เป็นรูปทรงต่างๆ ได้ ยางยืดหยุ่นได้ ส่วนเส้นใย เปน็ พอลิเมอร์ทส่ี ามารถดงึ เป็นเสน้ ยาวได้ - พอลเิ มอรจ์ ึงใชป้ ระโยชน์ได้แตกต่างกัน - พอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุผสมเป็นวัสดุที่ใช้ มากในชวี ิตประจำวนั - เซรามิกเป็นวัสดุที่ผลิตจาก ดิน หิน ทราย และ แร่ธาตุต่าง ๆ จากธรรมชาติและส่วนมากจะผ่าน การเผาที่อุณหภูมิสูง เพื่อให้ได้เนื้อสารที่แข็งแรง เซรามิกสามารถทำเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้สมบัติ ทั่วไปของเซรามิกจะแข็ง ทนต่อการสึกกร่อน และเปราะ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ภาชนะที่เป็นเครื่องปั้นดินเผา ชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์พอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุผสม เป็นวสั ดุที่ใชม้ ากในชีวิตประจำวัน - วสั ดผุ สมเป็นวสั ดทุ ี่เกิดจากวัสดุตงั้ แต่ 2 ประเภท ที่มีสมบัติแตกต่างกันมารวมตัวกัน เพื่อนำไปใช้ ประโยชน์ได้มากขึ้น เช่น เสื้อกันฝนบางชนิดเป็น วัสดุผสมระหว่างผ้ากับยาง คอนกรีตเสริมเหล็ก เปน็ วสั ดผุ สมระหว่างคอนกรตี กับเหลก็ - วสั ดบุ างชนิดสลายตัวยาก เชน่ พลาสติก การใช้ วัสดุอย่างฟุ่มเฟือยและไม่ระมัดระวังอาจก่อ ปญั หาตอ่ สงิ่ แวดล้อม ๔ ปฏกิ ิรยิ าเคมี ว.๒.๑ - การเกิดปฏิกิริยาเคมีหรือการเปลี่ยนแปลงทาง ม.๓/๓ ม.๓/๔ เคมีของสารเป็นการเปลี่ยนแปลงทีท่ ำให้เกิดสาร ม.๓/๕ ม.๓/๖ ใหม่ โดยสารที่เข้าทำปฏิกิริยาเรียกว่าสารตั้งต้น ม.๓/๗ ม.๓/๘ สารใหมท่ เ่ี กดิ ขึ้นจากปฏกิ ริ ยิ า เรียกวา่ ผลิตภณั ฑ์ การเกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถเขียนแทนได้ด้วย สมการข้อความ
177 หน่วยการ ชื่อหน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา เรียนรูท้ ่ี การเรียนรู้ ตวั ช้ีวัด เรยี น - การเกิดปฏิกิริยาเคมีอะตอมของสารตั้งต้นจะมี ๑๓ การจัดเรียงตัวใหม่ ได้เป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งมีสมบัติ แตกต่างจากสารตั้งต้น โดยอะตอมแต่ละชนิด กอ่ นและหลงั เกิดปฏกิ ิริยาเคมมี ีจำนวนเท่ากัน เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมีมวลรวมของสารตั้งต้น เท่ากับมวลรวมของผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นไปตามกฎ ทรงมวล - เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมีมีการถ่ายโอนความร้อน ควบคูไ่ ปกับการจัดเรียงตวั ใหม่ของอะตอมของสาร ปฏกิ ิริยาทมี่ ีการถา่ ยโอนความร้อนจากส่ิงแวดล้อม เขา้ สู่ระบบเป็นปฏิกิริยาดูดความร้อน ปฏิกิริยาที่มี การถ่ายโอนความร้อนจากระบบออกสู่สิ่งแวดล้อม เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน โดยใช้เครื่องมือท่ี เหมาะสมในการวัดอุณหภูมิ เช่น เทอร์มอมิเตอร์ หัววัดที่สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของ อุณหภูมิไดอ้ ยา่ งต่อเนื่อง - ปฏิกริ ยิ าเคมีที่พบในชีวิตประจำวันมีหลายชนิด เช่น ปฏิกิริยาการเผาไหม้ การเกิดสนมิ ของเหลก็ ปฏิกิริยาของกรดกับโลหะ ปฏิกิริยาของกรดกับ เบส ปฏิกิริยาของเบสกับโลหะ การเกิดฝนกรด การสังเคราะห์ด้วยแสง ปฏิกิริยาเคมีสามารถ เขียนแทนได้ด้วยสมการขอ้ ความ ซ่ึงแสดงช่ือของ สารตัง้ ตน้ และผลติ ภัณฑ์ เช่นเชอื้ เพลิง + ออกซิเจน →คารบ์ อนไดออกไซด์ + นำ้ ปฏิกิริยาการเผาไหม้เป็นปฏิกิริยาระหว่างสารกบั แก๊สออกซิเจน สารที่เกิดปฏิกิริยาการเผาไหม้ ส่วนใหญ่เป็นสารประกอบที่มีคาร์บอนและ ไฮโดรเจนเปน็ องคป์ ระกอบ ซ่งึ ถ้าเกิดการเผาไหม้ อย่างสมบรู ณป์ ฏกิ ริ ิยาเคมีที่พบในชีวิตประจำวัน จะได้ผลิตภัณฑ์เป็นคารบ์ อนไดออกไซด์และน้ำ - การเกิดสนิมของเหลก็ เกิดจากปฏกิ ริ ิยาเคมี ระหว่างเหลก็ น้ำ และแก๊สออกซิเจน ได้ผลิตภัณฑ์ เป็นสนิมของเหล็ก - ปฏิกิริยาการเผาไหม้และการเกิดสนิมของเหล็ก เป็นปฏกิ ิรยิ าระหวา่ งสารต่าง ๆ กบั แกส๊ ออกซิเจน
178 หน่วยการ ชือ่ หน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา เรียนรูท้ ่ี การเรียนรู้ ตัวชวี้ ัด เรียน - ปฏิกริ ิยาของกรดกบั โลหะกรดทำปฏิกริ ยิ ากับ โลหะได้หลายชนดิ ไดผ้ ลิตภณั ฑเ์ ป็นเกลือของ โลหะและแกส๊ ไฮโดรเจน - ปฏิกริ ิยาของกรดกบั สารประกอบคาร์บอเนต ไดผ้ ลิตภัณฑเ์ ป็นแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ เกลอื ของโลหะ และนำ้ - - ปฏกิ ิริยาของกรดกับเบส ได้ผลิตภัณฑ์เปน็ เกลือ ของโลหะและนำ้ หรืออาจไดเ้ พยี งเกลือของโลหะ - - ปฏิกริ ิยาของเบสกบั โลหะบางชนดิ ได้ ผลิตภณั ฑเ์ ป็นเกลือของเบสและแก๊สไฮโดรเจน - การเกิดฝนกรด เป็นผลจากปฏิกิริยาระหว่าง น้ำฝนกบั ออกไซดข์ องไนโตรเจน หรอื ออกไซด์ ของซลั เฟอร์ทำใหน้ ้ำฝนมสี มบตั ิเปน็ กรด - การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช เป็นปฏิกิริยา ระหว่างแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์กับนำ้ โดยมีแสง ช่วยในการเกิดปฏิกิริยา ได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำตาล กลโู คสและแกส๊ ออกซเิ จน - ปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจำวันมีทั้ง ประโยชน์และโทษต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม จึงต้องระมัดระวังผลจากปฏิกิริยาเคมีตลอดจน รู้จักวิธีป้องกันและแก้ปัญหาที่เกิดจากปฏิกิริยา เคมีที่พบในชีวติ ประจำวัน - ความรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี สามารถนำไป ประยุกต์ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และ สามารถบูรณาการกับคณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวศิ วกรรมศาสตร์ เพอ่ื ปรบั ปรุงผลิตภัณฑ์ให้มี คุณภาพตามต้องการหรืออาจสร้างนวัตกรรมเพือ่ ป้องกัน และแก้ปัญหาที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมี โดยใชค้ วามรู้เก่ยี วกับปฏิกริ ยิ าเคมี เช่น การเปลี่ยนแปลงพลังงานความร้อน อัน เนื่องมาจากปฏกิ ริ ยิ าเคมี เพ่อื เพมิ่ ปรมิ าณผลิต สอบปลายภาคเรียนท่ี ๒ ๑ รวมเวลาเรยี นภาคเรียนที่ ๒ ๖๐
179 โครงสร้างหนว่ ยการเรียนรู้ รหสั วิชา ว๒๓๑๐2 วทิ ยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ ๓ ภาคเรยี นท่ี ๒ เวลาเรียน ๓ ชั่วโมง/สปั ดาหจ์ ำนวน ๑.๕ หน่วยกติ สัดสวนคะแนน๗๐:๓๐ หน่วยการ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา เรยี นรู้ที่ การเรียนรู้ ตัวช้ีวดั เรียน ๑ ไฟฟ้า และ ว 2.3 - เมื่อต่อวงจรไฟฟ้าครบวงจรจะมีกระแสไฟฟ้าออกจาก ๑๙ อิเล็กทรอนิกส์ ม.๓/๑ ม.๓/๒ ขว้ั บวกผา่ นวงจรไฟฟ้าไปยังขั้วลบของแหล่งกำเนิดไฟฟ้า ม.๓/๓ ม.๓/๔ ซง่ึ วัดค่าไดจ้ ากแอมมิเตอร์ ม.๓/๕ ม.๓/๖ - ค่าที่บอกความแตกต่างของพลังงานไฟฟ้าต่อหน่วย ม.๓/๗ ม.๓/๘ ประจุระหว่างจุด 2 จุด เรียกว่า ความต่างศักย์ซึ่งวัดค่า ม.๓/๙ ไดจ้ ากโวลตม์ ิเตอร์ - ขนาดของกระแสไฟฟ้ามีค่าแปรผันตรงกับความต่าง ศักย์ระหว่างปลายทั้งสองของตัวนำ โดยอัตราส่วน ระหว่างความต่างศักย์และกระแสไฟฟ้ามีค่าคงที่ เรียก คา่ คงท่นี ้วี ่า ความตา้ นทาน - ในวงจรไฟฟ้าประกอบด้วยแหล่งกำเนิดไฟฟ้า สายไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่ละ ชิ้นมีความต้านทาน ในการต่อตัวต้านทานหลายตัวมีทั้ง ตอ่ แบบอนุกรมและแบบขนาน - การต่อตัวต้านทานหลายตัวแบบอนุกรมในวงจรไฟฟ้า ความต่างศักย์ที่คร่อมตัวต้านทาน แต่ละตัวมีค่าเท่ากับ ผลรวมของความต่างศักย์ที่คร่อมตัวต้านทานแต่ละตัว โดยกระแสไฟฟา้ ทีผ่ ่านตวั ตา้ นทานแต่ละตวั มีค่าเทา่ กนั - การต่อตัวต้านทานหลายตัวแบบขนานในวงจรไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าที่ผ่านวงจรมีค่าเท่ากับผลรวมของ กระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวต้านทานแต่ละตัว โดยความต่าง ศกั ยท์ ค่ี รอ่ มตวั ตา้ นทานแต่ละตวั มีคา่ เท่ากนั - การต่อตัวต้านทานหลายตัวแบบขนานในวงจรไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าที่ผ่านวงจรมีค่าเท่ากับผลรวมของ กระแสไฟฟ้าที่ผ่านตัวต้านทานแต่ละตัว โดยความต่าง ศักยท์ คี่ รอ่ มตัวต้านทานแต่ละตวั มคี า่ เทา่ กัน
180 หนว่ ยการ ชื่อหน่วย มาตรฐาน สาระสำคญั เวลา เรียนรทู้ ่ี การเรยี นรู้ ตวั ช้วี ดั เรียน - ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีหลายชนิด เช่น ตัวต้านทาน ไดโอด ทรานซิสเตอร์ ตัวเก็บประจุ โดยชิ้นส่วนแต่ละ ชนิดทำหน้าที่แตกต่างกันเพื่อให้วงจรทำงานได้ตาม ตอ้ งการ - ตัวต้านทานทำหน้าที่ควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้าใน วงจรไฟฟา้ ไดโอดทำหน้าท่ใี ห้กระแสไฟฟา้ ผา่ นทางเดียว ทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ปิดหรอื เปดิ วงจรไฟฟ้า และควบคุมปริมาณกระแสไฟฟ้า ตัวเก็บประจุทำหน้าท่ี เก็บและคายประจไุ ฟฟา้ - เครื่องใช้ไฟฟ้าจะมีค่ากำลังไฟฟ้าและความต่างศักย์ กำกับไว้ กำลังไฟฟ้ามีหน่วยเป็นวัตต์ ความต่างศักย์มี หน่วยเป็นโวลต์ ค่าไฟฟ้าส่วนใหญ่คิดจากพลังงานไฟฟ้า ที่ใชท้ ัง้ หมด ซึ่งหาได้จากผลคณู ของกำลังไฟฟ้า ในหนว่ ย กิโลวัตต์ กับเวลาในหน่วยชั่วโมง พลังงานไฟฟ้ามีหน่วย เปน็ กโิ ลวัตต์ ช่วั โมง หรือหนว่ ย - วงจรไฟฟ้าในบ้านมีการต่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบขนาน เพื่อให้ความต่างศักย์เท่ากัน การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าใน ชีวิตประจำวันต้องเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความต่าง ศักย์และกำลังไฟฟ้าให้เหมาะกับการใช้งาน และการใช้ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าต้องใช้อย่างถูกต้อง ปลอดภยั และประหยดั
181 หนว่ ยการ ช่อื หน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา เรียนรู้ที่ การเรยี นรู้ ตัวช้วี ัด เรยี น ๒ คลื่น ว 2.3 - คล่นื เกิดจากการสง่ ผ่านพลังงานโดยอาศยั ตวั กลางและ ๖ ม.๓/๑๐ ม.๓/๑๑ ไม่อาศัยตัวกลาง ในคลื่นกล พลังงานจะถูกายโอนผ่าน ม.๓/๑๒ ตัวกลางโดยอนุภาคของตัวกลางไม่เคลื่อนที่ไปกับคล่ืน คลื่นที่แผ่ออกมาจากแหล่งกำเนดิ คล่นื อย่างต่อเนื่องและ มีรูปแบบที่ซ้ำกัน บรรยายได้ด้วยความยาวคลื่น ความถี่ แอมพลิจูด - คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นคลื่นที่ไม่อาศัยตัวกลางในการ เคลื่อนที่ มีความถี่ต่อเนื่องเป็นชว่ งกว้างมากเคลื่อนทีใ่ น สุญญากาศด้วยอัตราเร็วเท่ากัน แต่จะเคลื่อนที่ด้วย อัตราเร็วต่างกันในตัวกลางอื่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบ่ง ออกเป็นช่วงความถี่ต่าง ๆ เรียกว่า สเปกตรัมของคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า แต่ละช่วงความถี่มีชื่อเรียกต่างกัน ได้แก่ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ อินฟราเรด แสงที่มองเห็น อัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์และรังสีแกมมา ซึ่งสามารถ นำไปใช้ประโยชน์ได้ - เลเซอร์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นเดียว เปน็ ลำแสงขนานและมคี วามเขม้ สูง นำไปใช้ประโยชน์ใน ด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการสื่อสารมีการใช้เลเซอร์สำหรับ ส่งสารสนเทศผ่านเส้นใยนำแสง โดยอาศัยหลักการการ สะท้อนกลบั หมดของแสง ดา้ นการแพทยใ์ ช้ในการผ่าตัด - คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านอกจากจะสามารถนำไปใช้ ประโยชน์แล้ว ยังมีโทษต่อมนุษย์ด้วย เช่น ถ้ามนุษย์ ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตมากเกินไปอาจจะทำให้เกิด มะเร็งผิวหนัง หรือถ้าได้รังสีแกมมาซึ่งเป็นคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้าที่มีพลังงานสูงและสามารถทะลุผา่ นเซลล์ และอวัยวะได้ อาจทำลายเนอื้ เย่ือหรืออาจทำให้เสียชีวิต ได้เมอื่ ได้รับรงั สีแกมมาในปรมิ าณสูง
182 หนว่ ยการ ชอื่ หน่วย มาตรฐาน สาระสำคญั เวลา เรียนรทู้ ่ี การเรยี นรู้ ตวั ชว้ี ัด เรยี น ๓ แสง และการ ว 2.3 - เม่อื แสงตกกระทบวัตถุจะเกิดการสะท้อนซ่ึงเป็นไป ๑๘ มองเห็น ม.๓/๑๓ ม.๓/๑๔ ตามกฎการสะท้อนของแสง โดยรังสีตกกระทบ ม.๓/๑๕ ม.๓/๑๖ เส้นแนวฉาก รังสีสะท้อนอยู่ในระนาบเดียวกัน และ ม.๓/๑๗ ม.๓/๑๘ มุมตกกระทบเท่ากับมุมสะท้อน ภาพจากกระจกเงา ม.๓/๑๙ ม.๓/๒๐ เกดิ จากรงั สีสะท้อนตดั กันหรอื ต่อแนว ม.๓/๒๑ - รังสีสะท้อนให้ตัดกัน โดยถ้ารังสีสะท้อนตัดกันจริง จะเกดิ ภาพจริง แต่ถ้าตอ่ แนวรงั สีสะท้อนให้ไปตัดกัน จะเกดิ ภาพเสมอื น - เมื่อแสงเดินทางผ่านตัวกลางโปร่งใสที่แตกต่างกัน เชน่ อากาศและน้ำ อากาศและแกว้ จะเกิดการหกั เห หรืออาจเกิดการสะท้อนกลับหมดในตัวกลางที่แสง ตกกระทบ การหักเหของแสงผ่านเลนส์ทำให้เกิด ภาพทม่ี ชี นิดและขนาดต่าง ๆ - แสงขาวประกอบดว้ ยแสงสีต่าง ๆ เม่ือแสงขาวผ่าน ปริซึมจะเกิดการกระจายแสงเป็นแสงสีต่าง ๆ เรียกว่า สเปกตรัมของแสงขาว เมื่อเคลื่อนที่ใน ตัวกลางใด ๆ ที่ไม่ใชอ่ ากาศ จะมอี ัตราเรว็ ต่างกัน จึง มีการหกั เหต่างกัน - การสะท้อนและการหักเหของแสงนำไปใช้อธิบาย ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับแสง เช่น รุ้ง มิราจ และ อธิบายการทำงานของทัศนอุปกรณ์ เช่น แว่นขยาย กระจกโค้งจราจร กล้องโทรทรรศน์ กล้องจุลทรรศน์ และแวน่ ขยาย - ในการมองวัตถุ เลนส์ตาจะถูกปรับโฟกัส เพื่อให้ เกิดภาพชัดที่จอตา ความบกพร่องทางสายตา เช่น สายตาสั้น และสายตายาว เป็นเพราะตำแหน่งที่เกดิ ภาพไม่ได้อยู่ท่ีจอตาพอดี จึงต้องใชเ้ ลนสใ์ นการแก้ไข เพื่อช่วยให้มองเห็นเหมือนคนสายตาปกติ โดยคน สายส้นั ใช้เลนสเ์ ว้า สว่ นคนสายตายาวใช้เลนส์นนู
183 หนว่ ยการ ชอื่ หน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา เรียนรู้ที่ การเรียนรู้ ตวั ช้ีวดั เรียน ๔ ปฏิสัมพันธ์ใน ว ๓.๑ - ความสว่างของแสงมีผลต่อดวงตามนุษย์ การใช้ ร ะ บ บ ส ุ ร ิ ย ะ ม.๓/๑ และเทคโนโลยี ม.๓/๒ สายตาในสภาพแวดล้อมที่มีความสว่างไม่เหมาะสม อวกาศ ม.๓/๓ ม.๓/๔ จะเปน็ อนั ตรายต่อดวงตา เช่น การดูวตั ถใุ นที่มีความ สว่างมากหรือน้อยเกินไป การจ้องดูหน้าจอภาพเป็น เวลานานความสว่างบนพื้นท่ีรบั แสงมีหน่วยเป็นลักซ์ ความรู้เกี่ยวกับความสว่างสามารถนำมาใช้จัดความ สว่างใหเ้ หมาะสมกับการทำกิจกรรมตา่ ง ๆ เช่น การ จดั ความสวา่ งท่เี หมาะสมสำหรบั การอ่านหนังสอื - ในระบบสุริยะมดี วงอาทิตย์เป็นศนู ย์กลางโดยมดี าว ๑๖ เคราะห์และบรวิ าร ดาวเคราะหแ์ คระ ดาวเคราะห์ น้อย ดาวหาง และอื่น ๆ เช่น วัตถุคอยเปอรโ์ คจรอยู่ โดยรอบ ซึ่งดาวเคราะห์ และวตั ถเุ หลา่ นี้โคจรรอบ ดวงอาทิตยด์ ้วยแรงโนม้ ถว่ ง แรงโน้มถว่ งเปน็ แรง ดึงดูดระหว่างวัตถุสองวตั ถุ โดยเป็นสัดสว่ นกับผลคณู ของมวลทั้งสอง และเปน็ สดั ส่วนผกผนั กับกำลังสอง ของระยะทางระหวา่ งวตั ถทุ ้ังสอง แสดงได้โดย สมการF = (Gm1m2)/r2 เม่ือ F แทนความโนม้ ถ่วง ระหว่างมวลท้ังสอง G แทนค่านจิ โน้มถ่วงสากล m1 แทนมวลของวตั ถุแรก m2 แทนมวลของวัตถุที่สอง และ r แทนระยะหา่ งระหวา่ งวัตถทุ ้ังสอง - การที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ในลักษณะที่แกน โลกเอียงกับแนวตั้งฉากของระนาบทางโคจร ทำให้ ส่วนต่าง ๆ บนโลกได้รับปริมาณแสงจากดวงอาทิตย์ แตกต่างกันในรอบปี เกิดเป็นฤดูกลางวันกลางคืน ยาวไม่เท่ากัน และตำแหน่งการขึ้นและตกของดวง อาทิตย์ที่ขอบฟ้าและเส้นทางการขึ้นและตกของดวง อาทติ ยเ์ ปลย่ี นไปในรอบปี ซ่งึ ส่งผลตอ่ การดำรงชีวติ
184 หน่วยการ ชื่อหน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลา เรียนรูท้ ่ี การเรียนรู้ ตัวชี้วัด เรยี น - ดวงจันทร์โคจรรอบโลก โลกและดวงจันทร์โคจร รอบดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์รับแสงจากดวงอาทิตย์ ครึ่งดวงตลอดเวลา เมื่อดวงจันทร์โคจรรอบโลกได้ หันส่วนสว่างมายังโลกแตกต่างกัน จึงทำให้คนบน โลกสังเกตส่วนสว่างของดวงจันทร์แตกต่างไปในแต่ ละวนั เกดิ เป็นขา้ งขึน้ ข้างแรม - ดวงจันทรโ์ คจรรอบโลกในทศิ ทางเดยี วกันกับที่โลก หมุนรอบตัวเอง จึงทำให้เห็นดวงจันทร์ขึ้นช้าไป ประมาณวนั ละ 50 นาที - แรงโน้มถ่วงที่ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์กระทำต่อโลก ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง ซึ่งส่งผลต่อ สิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตบนโลก วันที่น้ำมีระดับการ ขน้ึ สูงสดุ และลงตำ่ สดุ เรียก วันน้ำเกิด สว่ นวนั ทร่ี ะดบั น้ำมีการขึ้นและลงน้อยเรียก วันน้ำตาย โดยวันน้ำ เกดิ นำ้ ตาย มีความสมั พันธ์กบั ขา้ งข้นึ ข้างขา้ งแรม - เทคโนโลยีอวกาศได้มีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของ มนุษย์ในปัจจุบันมากมาย มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีอวกาศ เช่น ระบบนำทางด้วยดาวเทียม (GNSS) การติดตามพายุ สถานการณ์ไฟป่า ดาวเทียม ชว่ ยภยั แล้ง การตรวจคราบน้ำมนั ในทะเล - โครงการสำรวจอวกาศต่าง ๆ ได้พัฒนาเพิ่มพูน ความรู้ความเข้าใจต่อโลก ระบบสุริยะและเอกภพ มากขึ้นเป็นลำดับ ตัวอย่างโครงการสำรวจอวกาศ เช่น การสำรวจสิ่งมีชีวิตนอกโลก การสำรวจดาว เคราะห์นอกระบบสุริยะ การสำรวจดาวอังคาร และ บรวิ ารอืน่ ของดวงอาทติ ย์ สอบปลายภาคเรยี นท่ี ๒ ๑ รวมเวลาเรยี นภาคเรียนที่ ๒ ๖๐
185 โครงสร้างหนว่ ยการเรยี นรู้ รายวิชาเพม่ิ เตมิ รหสั วิชา ว 21205 รายวิชา เทคโนโลยี กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรช์ ัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 เวลาเรียน 20 ชัว่ โมง /ภาคเรียน(1 ชว่ั โมง/สปั ดาห์) จำนวน 0.5 หนว่ ยกิตสัดส่วนคะแนน 80:20 หนว่ ยการ ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา เรยี นร้ทู ี่ 1,2,3 (ชัว่ โมง) 1. เทคโนโลยี เปน็ สงิ่ ท่ีมนษุ ยส์ ร้างหรอื 1 เทคโนโลยรี อบตัว 7,8 พฒั นาขน้ึ ซึ่งอาจเป็นได้ทงั้ ช้ินงาน 6 หรอื วิธกี าร เพื่อใช้แก้ปญั หา สนองความ 2 วัสดแุ ละอุปกรณน์ ่ารู้ ตอ้ งการ หรอื เพิ่มความ 3 สามารถในการทำงานของมนุษย์ 1 2. ระบบทางเทคโนโลยี เป็นกล่มุ ของ สว่ นต่าง ๆ ตงั้ แต่สองสว่ นขึ้นไป ประกอบเขา้ ดว้ ยกันและทำงานร่วมกัน เพอ่ื ให้บรรลุวัตถปุ ระสงค์ โดยในการทำงานของระบบทาง เทคโนโลยีจะประกอบไปด้วย ตวั ปอ้ น (input) กระบวนการ (process) และผลผลติ (output) ทส่ี มั พันธ์กัน นอกจากนร้ี ะบบทาง เทคโนโลยีอาจมขี ้อมูลย้อนกลับ (feedback) เพ่ือใชป้ รับปรงุ การทำงาน รวมถึงสามารถปรับปรุงให้เทคโนโลยี ทำงานได้ตามต้องการ 3. เทคโนโลยีมกี ารเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลาต้งั แต่อดตี จนถึงปัจจบุ ัน ซงึ่ มีสาเหตุหรอื ปจั จยั มาจากหลายดา้ น 1. วสั ดุแตล่ ะประเภทมสี มบัติแตกตา่ ง กัน เชน่ ไม้ โลหะ พลาสตกิ จึงต้อง มีการวเิ คราะห์สมบัติเพือ่ เลือกใช้ให้ เหมาะสมกบั ลักษณะของงาน 2. อุปกรณ์ในการสรา้ งผลงานมหี ลาย ประเภท ต้องเลือกใช้ให้ถกู ต้อง เหมาะสม และปลอดภยั รวมท้งั รู้จกั เกบ็ รกั ษา สอบกลางภาคเรยี นท่ี 1
186 3 การแกป้ ัญหาตาม 4,5,6 1. ปัญหาหรอื ความต้องการใน 9 กระบวนการ ชวี ิตประจำวันพบไดจ้ ากหลายบริบทข้ึน ออกแบบเชิง กับสถานการณท์ ปี่ ระสบ เช่น 1 วศิ วกรรม การเกษตร การอาหาร 20 2. การแกป้ ญั หาจำเป็นต้องสืบค้น รวบรวมขอ้ มูล ความรจู้ ากศาสตร์ ต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง เพื่อสร้างทางเลือกที่ หลากหลายและตดั สนิ ใจเลือก แนวทางทีเ่ หมาะสม 3. การออกแบบและนำเสนอแนว ทางการแก้ปญั หา ทำไดห้ ลากหลาย วิธี เชน่ การรา่ งภาพ การเขียนแผนภาพ 4. การกำหนดขน้ั ตอนและระยะเวลาใน การทำงานจะชว่ ยให้การทำงาน สำเรจ็ ตามเป้าหมาย 5. การทดสอบและประเมินเปน็ การ ตรวจสอบผลงานว่าสามารถ แก้ปญั หาไดต้ ามวัตถปุ ระสงค์เพ่อื หา ข้อบกพร่อง และปรบั ปรงุ 6. การนำเสนอผลงานเป็นการถ่ายทอด แนวคิดเพ่ือให้ผอู้ ื่นเข้าใจเกย่ี วกับ กระบวนการทำงานและผลงานที่ได้ ซงึ่ สามารถทำได้หลายวธิ ี เชน่ การเขยี นรายงาน การทำแผน่ นำเสนอ ผลงาน 7. วัสดแุ ต่ละประเภทมีสมบัติแตกต่าง กัน เช่น ไม้ โลหะ พลาสตกิ จึงตอ้ ง มีการวเิ คราะห์สมบัติเพ่อื เลือกใช้ 8. อุปกรณใ์ นการสร้างผลงานมีหลาย ประเภท ต้องเลือกใช้ให้ถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภัย รวมทัง้ รูจ้ กั เก็บ รกั ษา สอบปลายภาคเรยี นท่ี 1 รวม
187 โครงสร้างหนว่ ยการเรยี นรู้ รายวชิ าเพ่มิ เติม รหัสวชิ า ว 21206รายวิชา สารสนเทศ 1กลมุ่ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1 เวลาเรยี น 20 ชวั่ โมง /ภาคเรยี น(1 ชว่ั โมง/สปั ดาห์) จำนวน 0.5 หนว่ ยกติ สดั ส่วนคะแนน 80:20 หน่วยการ ช่ือหน่วยการ ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลาเรยี น เรียนรทู้ ่ี เรียนรู้ (ชว่ั โมง) 1 คอมพวิ เตอร์ 1, 2, 3 คอมพิวเตอรเ์ ป็นอุปกรณ์เทคโนโลยี 8 สารสนเทศท่อี ำนวยความสะดวกในการ ดำเนินกจิ กรรมต่าง ๆ ตอบสนองความ ตอ้ งการเฉพาะบุคคลและสงั คมในการ แกป้ ญั หาสรา้ งงาน สร้างความบนั เทิง ตดิ ตอ่ ส่อื สารและค้นหาข้อมลู บทบาทและ ประโยชน์ของคอมพวิ เตอรด์ งั กล่าวน้ี เกิด จากการทำงานประสานเกี่ยวเนือ่ งกนั ของ หน่วยรับเข้า หนว่ ยประมวลผลกลาง หนว่ ยความจำหลัก หน่วยความจำรอง และหน่วยสง่ ออก 2 ข้อมูลและ 5, 6 การนำข้อมูลไปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์หรอื 1 สารสนเทศ การทำข้อมูลให้เปน็ สารสนเทศเพ่ือท่ีจะ นำไปใชป้ ระโยชน์ได้ จำเปน็ ต้องมีการ ประมวลผลก่อนซ่ึงทำให้ 2 วิธี คือการ ประมวลผลแบบเชือ่ มตรง และการ ประมวลผลแบบกลุ่มตามขัน้ ตอน สอบกลางภาคเรียนที่ 2 1 ข้อมลู และ ระดบั สารสนเทศแบ่งตามจำนวนควนท่ี 7 สารสนเทศ เกีย่ วขอ้ งเปน็ 3 ระดบั ไดแ้ ก่ ระดับบคุ คล ระดบั กลุ่ม และระดบั องคก์ รซ่ึงแต่ละระดับ ต่างก็ใช้เทคโนโลยีคอมพวิ เตอรใ์ นการ จัดการสารสนเทศทั้งสน้ิ 3 ลกั ษณะสำคญั 4 เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคญั ตอ่ 2 และผลกระทบ การทำงาน การดำเนนิ งานในหนว่ ยงาน ของ ต่าง ๆ สนับสนนุ และสง่ เสริมให้การบริการ เทคโนโลยี กวา้ งขวางขน้ึ และช่วยอำนวยความสะดวก สารสนเทศ ในชวี ิตประจำวนั ซึ่งเทคโนโลยสี ารสนเทศ นีม้ ผี ลกระทบในด้านคุณภาพชีวติ สังคม และการเรียนการสอน สอบปลายภาคเรยี นที่ 2 1 รวมเวลาเรียนภาคเรยี นท่ี 2 20
188 โครงสรา้ งหน่วยการเรยี นรู้ รายวิชาเพิ่มเติม รหสั วิชา ว22201รายวชิ าวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 2 เวลาเรียน 80 ชั่วโมง/ภาคเรียน (4 ช่ัวโมง/สัปดาห์) สดั ส่วนคะแนน 70:30 หน่วยการ ช่อื หน่วย มาตรฐาน สาระสำคญั เวลาเรียน เรยี นรู้ท่ี การเรียนร/ู้ 14 พลงั งานนำ้ สามารถทำใหว้ ัตถตุ า่ งๆ เคลื่อนทหี่ รือ 1 พลงั งาน ตัวชีว้ ดั หมนุ ได้ จงึ มีการนำพลงั งานน้ำมาใชใ้ นการผลติ 12 น้ำ กระแสไฟฟ้า พลังงานนำ้ เป็นพลังงานสะอาด นำมาใช้ประโยชนไ์ ด้ โดยไมก่ ่อใหเ้ กิดมลพิษต่อ 2 พลงั งาน สิ่งมชี ีวิตและส่งิ แวดลอ้ ม ลม พลังงานน้ำช่วยทดแทนเช้อื เพลิงตา่ งๆ ในการ การผลิตกระแสไฟฟา้ และสามารถผลติ กระแสไฟฟ้าในช่วงท่ีมีความต้องการใช้พลังงาน ไฟฟ้าสูงสุดได้ทันที การนำพลงั งานน้ำมาใชใ้ นการผลิต กระแสไฟฟ้าให้เกดิ ประโยชน์สูงสุด ต้องคำนงึ ถงึ ความเหมาะสมในดา้ นการใช้งานตอ้ งมีการศึกษา ข้อมูลและพิจารณาถึงปัจจยั ในด้านตา่ งๆ พลงั งานลมเปน็ พลงั งานทเี่ กิดจากการเคลอื่ นท่ีของ อากาศ อากาศทีก่ ำลังเคลอ่ื นที่มพี ลังงานจลน์เมอ่ื ปะทะกับวตั ถุใดๆ สามารถทำใหว้ ัตถนุ ัน้ เคลื่อนที่ หรอื หมุนได้ ปัจจุบนั มกี ารนำเอาพลงั งานลมมาใช้ เปน็ พลังงานทดแทนในการผลิตกระแสไฟฟ้า พลงั งานลมเปน็ พลงั งานทเี่ กดิ ขน้ึ หมนุ เวียนใน ธรรมชาติ สามารถนำมาใชท้ ดแทนเชอื้ เพลิงชนดิ ต่างๆ ในการผลติ กระแสไฟฟ้า ชว่ ยลดปญั หาการ ขาดแคลนพลงั งานไฟฟา้ ในบริเวณทไี่ ม่มสี ายสง่ ไฟฟ้าได้ การนำพลงั งานลมมาใช้ประโยชนไ์ มท่ ำ ให้เกิดมลพษิ ต่อสิ่งมีชวี ติ และส่ิงแวดลอ้ ม บรเิ วณทีเ่ หมาะสมในการนำพลังงานลมไปใช้ ผลติ กระแสไฟฟ้า ควรเป็นบริเวณท่ีมศี ักยภาพ พลงั งานท่ดี ี คอื เปน็ บริเวณที่มคี วามเร็วลมสูง มี ความเร็วลมสม่ำเสมอและลมทีเ่ กดิ ขน้ึ มีความ ต่อเน่ืองยาวนาน และต้องออกแบบลกั ษณะของ กังหนั ลมท่ีจะติดต้งั ให้มีลกั ษณะที่สอดคล้องกบั ศกั ยภาพพลงั งานลมในพน้ื ที่
189 หนว่ ยการ ชือ่ หน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลาเรยี น เรยี นรู้ที่ 14 การเรียนรู/้ 3 พลงั งาน 1 แสง ตวั ชี้วดั อาทติ ย์ พลังงานแสงอาทิตย์ เปน็ พลงั งานจากดวงอาทติ ย์ ทส่ี ่งมายังโลก ความเขม้ รังสีดวงอาทิตย์ทส่ี ่งผา่ นมา จะมคี า่ เปล่ียนแปลงไปตามเส้นละตจิ ูด ชว่ งเวลา ของวัน ฤดูกาล สภาพอากาศ และมลพิษทาง อากาศ ถา้ พ้ืนทใี่ ดๆ ไดร้ ับความเขม้ รังสีดวงอาทติ ย์ สูง อุณหภูมิอากาศบรเิ วณนนั้ จะสูงตามไปด้วย บรเิ วณเสน้ ศนู ยส์ ูตรของโลกและบรเิ วณใกลเ้ คียง เป็นบริเวณท่มี ีความเข้มรังสีดวงอาทิตย์สงู เพราะ เป็นบรเิ วณท่ีอยู่ในแนวตัง้ ฉากหรอื ใกล้เคียงกับ แนวตง้ั ฉากกบั ดวงอาทติ ย์ จงึ เป็นบริเวณที่มคี วาม เหมาะสมในการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ ประโยชน์ วตั ถใุ ดๆ บนพื้นโลกเม่ือได้รบั พลงั งาน จากดวงอาทติ ย์ วัตถุนั้นจะกลืนรงั สแี ละเปลยี่ นเป็น พลงั งานความร้อน และถา่ ยโอนพลังงานความร้อน ออกมาให้กับสิ่งแวดลอ้ ม ปัจจุบนั จึงมีการประดิษฐ์ อปุ กรณห์ รือเครื่องมือตา่ งๆ เพ่อื นำพลงั งาน แสงอาทติ ย์มาใชป้ ระโยชน์ ทัง้ การเปลี่ยนเปน็ พลงั งานความร้อน และการใช้เซลลแ์ สงอาทิตยใ์ น การเปลีย่ นพลงั งานแสงอาทติ ย์เปน็ พลงั งานไฟฟา้ การนำพลงั งานแสงอาทติ ยม์ าใช้ประโยชน์ทำใหม้ ี พลงั งานใชอ้ ย่างต่อเน่ือง เพราะเป็นพลงั งานที่มี พลังงานมหาศาล การนำมาใช้ประโยชน์ไม่ ก่อให้เกิดมลพษิ ต่อสิง่ มีชวี ติ และสิง่ แวดล้อม และ ยังมสี ว่ นช่วยทดแทนเชอ้ื เพลิงต่างๆ ในการผลิตน้ำ ร้อน การอบแหง้ อาหาร การกลั่นน้ำ การหงุ ต้ม อาหาร รวมถงึ การนำมาใชผ้ ลติ ไฟฟ้า และช่วยลด ปัญหาการขาดแคลนพลงั งานไฟฟา้ ในบริเวณท่ีสาย สง่ ไฟฟา้ เขา้ ไปไมถ่ ึง เช่นในเขตอุทยาน หรือปา่ สงวนการใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตยต์ ้อง คำนงึ ถึงความเหมาะสมในการใช้งานในแต่ละพ้ืนท่ี ไดแ้ ก่ การไดร้ ับความเข้มรังสีดวงอาทติ ยใ์ นพนื้ ท่ี ช่วงเวลา ฤดกู าล สภาพอากาศ ลักษณะภูมิ ประเทศและการใชเ้ ทคโนโลยี สอบกลางภาคเรยี นที่ 1
190 หน่วยการ ชื่อหน่วย มาตรฐาน สาระสำคญั เวลาเรียน เรยี นรู้ที่ 18 การเรียนร้/ู 4 พลังงาน 20 ชีวมวล ตวั ช้ีวดั 1 5 พลังงาน พลงั งานชีวมวล ชวี มวลเป็นพลงั งานท่ีได้จากสารอินทรีย์ของ 80 นวิ เคลยี ร์ สิ่งมชี วี ติ ทีผ่ ่านการย่อยสลายตามธรรมชาติ ซง่ึ มีองคป์ ระกอบ พนื้ ฐาน เป็นธาตคุ าร์บอนและธาตไุ ฮโดรเจน แหลง่ ของชวี มวลได้แก่ เศษวัสดุ และของเสยี จากการเกษตร ภาคชมุ ชน และภาคอุตสาหกรรม ชวี มวลถกู นำมาใชเ้ ป็นเชอื้ เพลงิ โดยตรง และใช้แรงดันของไอน้ำ ไปหมุนกังหันท่ีเช่ือมตอ่ กับ แหล่งกำเนิดไฟฟ้า การเลือกใชพ้ ลังงานทดแทนเช้อื เพลงิ จาก ปิโตรเลยี ม สามารถใชเ้ ป็นพลังงานได้ท้ังแบบท่ีเผาใหค้ วาม รอ้ นโดยตรง หรือหรอื ผา่ นการแปรรูปเสียก่อน เชน่ การหมัก และการกลัน่ การสกดั หรือการเปล่ยี นสถานะ เป็นก๊าซ เป็น ตน้ ความร้อนท่ีไดจ้ ากชีวมวลสามารถนำมาผลิตไฟฟา้ ได้ พลงั งานนิวเคลยี ร์ เป็นพลังงานที่เกิดข้ึนจากการเปลีย่ นแปลง ของนวิ เคลียสของอะตอม ซ่ึงอาจจะโดยการรวมตวั หรือแตก ตวั หรอื สลายตวั แลว้ ใหพ้ ลงั งานออกมา พลังงานนิวเคลียร์ที่ เกดิ ขนึ้ สามารถนำมาใช้ไดโ้ ดยตรง เช่น ในรปู ของรงั สีตา่ งๆ หรอื สามารถนำไปเปล่ยี นเป็นพลังงานความร้อน พลังงานกล ซึ่งมนุษย์สามารถนำไปใช้ประโยชนใ์ นด้านต่างๆ มากมาย ปจั จบุ ันมีการนำพลังงานนวิ เคลยี รม์ าใช้เป็นเชือ้ เพลงิ ในการ ผลิตกระแสไฟฟา้ แทนเช้ือเพลิงจากปโิ ตรเลยี ม ถา่ นหนิ กา๊ ซ ธรรมชาติ สอบปลายภาคเรียนท่ี 1 รวมเวลาเรยี นภาคเรียนที่ 1
191 โครงสร้างหน่วยการเรยี นรู้ รายวิชาเพ่ิมเตมิ รหัสวิชา ว22202 รายวิชาวิทยาศาสตร์เพิม่ เติม กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 เวลาเรยี น 80 ชว่ั โมง/ภาคเรยี น (4 ชั่วโมง/สัปดาห์) สดั สว่ นคะแนน 70:30 หน่วยการ ช่อื หน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ เวลาเรยี น เรยี นรทู้ ี่ การเรียนร้/ู ตัวชี้วัด 12 ๑ องค์ประกอ ๑. ศกึ ษา องคป์ ระกอบและประเภทของปโิ ตรเลยี ม หนิ ต้น 14 บและ วิเคราะห์ ทดลอง กำเนิดและแหล่งกักเกบ็ ปโิ ตรเลียม การสำรวจ 13 ประเภทของ องค์ประกอบและ และแหล่งปิโตรเลยี ม ๑ 20 ปิโตรเลยี ม ประเภทของ ปิโตรเลยี ม หินตน้ กำเนิดและแหล่งกัก เกบ็ ปิโตรเลียม การ สำรวจและแหล่ง ปิโตรเลยี ม ๒ การสำรวจ ๒. ศกึ ษา วิเคราะห์ ผลกระทบและแนวทางแกไ้ ขท่ีเกดิ จากการสำรวจ และการผลิต ผลกระทบและแนว และการผลิตปโิ ตรเลียม การแยกกา๊ ซธรรมชาติ ปโิ ตรเลยี ม ทางแก้ไขทเี่ กิดจาก การกลั่นน้ำมนั ดิบ การแยกกา๊ ซ การสำรวจและการ ธรรมชาติ ผลิตปโิ ตรเลยี ม การกลน่ั การแยกก๊าซ น้ำมันดิบ ธรรมชาติ การกล่ัน นำ้ มันดบิ ๓ ผลิตภณั ฑ์ ๓. ศกึ ษา วเิ คราะห์ ผลติ ภัณฑจ์ ากกา๊ ซธรรมชาติและจากการ จากกา๊ ซ ผลิตภัณฑ์จากก๊าซ กล่ันน้ำมนั ดิบและการใชป้ ระโยชน์ ธรรมชาติ ธรรมชาติและจาก และการ การกลน่ั น้ำมนั ดิบ ปิโตรเลยี ม และการใช้ ประโยชน์ สอบกลางภาคเรยี นท่ี 2 ๔ พลังงานของ ๔. ศึกษา วเิ คราะห์ สถานการณพ์ ลังงานของโลกและของประเทศไทย และของอาเซียน โลก สถานการณ์ พลังงานของ พลงั งานของโลก ประเทศไทย และของประเทศ และพลังงาน ไทย และของ ของ อาเซียน อาเซยี น
หนว่ ยการ ชอ่ื หน่วย มาตรฐาน สาระสำคัญ 192 เรยี นรูท้ ี่ การเรียนรู้/ตัวชี้วัด เวลาเรียน 18 ๕ ผลกระทบ ๕. ศกึ ษา วเิ คราะห์ ผลกระทบและแนวทางการแกไ้ ขผลจากการใช้ 1 และแนว ผลกระทบและแนว เชอื้ เพลงิ เพ่ือการคมนาคมเชอ้ื เพลงิ 40 ทางการ ทางการแกไ้ ขผล ท่ีเป็นพลงั งานทดแทน แก้ไขผลจาก จากการใช้เชื้อเพลิง ตามแนวทางหลักเศรษฐกิจหลกั เศรษฐกิจพอเพยี ง การใช้ เพ่ือการคมนาคม เชอ้ื เพลิง เช้อื เพลงิ ทเี่ ปน็ เพ่อื การ พลังงานทดแทน คมนาคม ตามแนวทางหลกั เช้อื เพลงิ ท่ี เศรษฐกจิ หลกั เป็นพลงั งาน เศรษฐกจิ พอเพียง ทดแทน ตามแนวทาง หลัก เศรษฐกจิ หลัก เศรษฐกจิ พอเพยี ง สอบปลายภาคเรยี นท่ี 2 รวมเวลาเรียนภาคเรียนที่ 2
193 โครงสรา้ งหน่วยการเรียนรู้ (วิชาเพม่ิ เติม) รหสั วิชา ว ๒2205 รายวิชา เทคโนโลยี 2 กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 2 ภาคเรยี นท่ี ๑ เวลาเรียน 2๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น (1 ชั่วโมง/สัปดาห)์ จำนวน 0.5 หนว่ ยกติ สัดสว่ นคะแนน 80 : 20 หน่วยการ ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา เรียนรู้ที่ (ชว่ั โมง) 1 ซอฟตแ์ วร์และการ ๔. ใชซ้ อฟตแ์ วร์ ซอฟต์แวร์ต่างๆ มีจุดประสงค์ในการ 5 เลือกใช้ ในการทำงาน ใช้งานที่แตกต่างกัน จึงต้องเลือกใช้ให้ เ ห ม า ะ ส ม ก ั บ ก า ร ท ำ ง า น เ พื่ อ ประสิทธิภาพของงานซอฟต์แวร์แบ่ง ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ซอฟต์แวร์ ระบบ ประกอบด้วย ระบบปฏิบัติการ โปรแกรมแปลภาษา และโปรแกรม อรรถประโยชน์และ ซอฟต์แวร์ ประยุกต์ ประกอบด้วย ซอฟต์แวร์ ประยกุ ต์ทั่วไป และซอฟตแ์ วร์ประยุกต์ เฉพาะงาน 2 การสอ่ื สารข้อมูลและ ๑. อธบิ าย คอมพิวเตอร์สามารถติดต่อสื่อสารเป็น 4 เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หลกั การเบือ้ งตน้ เครือข่ายได้ จะต้องมีอุปกรณ์สื่อสาร 3 อนิ เทอร์เนต็ และการใช้ งาน ของการสอ่ื สาร ชนิดของเครือข่าย และเทคโนโลยีการ ข้อมูลและ รบั ส่งข้อมลู ทเี่ หมาะสม เครือข่าย คอมพวิ เตอร์ สอบกลางภาคเรยี นท่ี 1 1 ๓. ค้นหาข้อมลู การค้นหาข้อมูลและติดต่อสื่อสารผ่าน 5 และติดต่อสื่อสาร เครือข่ายอินเทอร์เน็ตต้องมีคุณธรรม ผา่ นเครอื ข่าย จริยธรรม และปฏิบัติตามข้อบังคับใน คอมพิวเตอร์ การใชอ้ ินเทอรเ์ น็ตอยา่ งเคร่งครัด อยา่ งมีคณุ ธรรม และจรยิ ธรรม
194 หน่วยการ ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา เรยี นร้ทู ่ี (ชว่ั โมง) ๒. อธบิ าย 4 หลักการและวิธกี าร หลักการและ การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการ 4 วธิ ีการแกป้ ัญหา แก้ปญั หาดว้ ยเทคโนโลยี ด้วยกระบวนการ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นการ เทคโนโลยี สารสนเทศ สารสนเทศ แ ก ้ ป ั ญ ห า อ ย ่ า ง ม ี ข ั ้ น ต อ น โ ด ย ใ ช้ กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ มาช่วย และใช้คอมพิวเตอร์ในการ แกป้ ัญหาในการเขยี นโปรแกรม สอบปลายภาคเรยี นที่ 1 1 รวมเวลาเรียนภาคเรียนท่ี 1 20
195 โครงสรา้ งหนว่ ยการเรยี นรู้ (วิชาเพมิ่ เติม) รหัสวชิ า ว ๒2๒๐6 รายวชิ าสารสนเทศ กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลาเรียน 2๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น (๒ ช่ัวโมง/สัปดาห)์ จำนวน 0.5 หน่วยกติ สดั ส่วนคะแนน 80 : 20 หน่วยการ ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระสำคญั เวลา เรยี นรทู้ ่ี (ช่ัวโมง) 1 รจู้ กั กบั Photoshop ๑. อธบิ ายความรู้ ภาพกราฟิกเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ 3 เบื้องต้นเกยี่ วกบั เราต่างได้พบเห็นอยู่ในรูปแบบของ โปรแกรม แผ่นโฆษณางานพรีเซนเตชั่นกล่อง Adobe สินค้าและเว็บไซต์ต่างๆทำให้ผู้ชมเกิด PhotoShop ได้ ความสนใจในสิ่งที่นำเสนอพร้อมกับ 2. มีความรูค้ วาม เขา้ ชมและใช้บรกิ ารเหล่าน้นั และที่ใกล้ ตัวมากขึ้นคือการตกแต่งภาพถ่ายที่เรา เขา้ ใจในทฤษฎี สามารถตกแต่งภาพในโอกาสและ และหลักการใช้สี บรรยากาศต่างๆให้ออกมาอย่าง น่าสนใจดังนั้นเนื้อหาในบทแรกนี้จะ เริ่มต้นนำเสนอให้รู้จักกับภาพกราฟิก การทำงานกับกราฟิกบนคอมพิวเตอร์ และความสามารถในการสร้างงาน กราฟิกของโปรแกรมยอดนิยม อย่าง Photoshop 2 การสรา้ งภาพ 3. ความรใู้ นการ การตดั และต่อภาพเปน็ กิจกรรมสำคญั 4 สร้างภาพใหม่โดย อยา่ งหน่ึงของงานคอมพิวเตอร์กราฟิก เพราะในทุกชิน้ งานจะต้องมีการตัด การใชบ้ างสว่ น ภาพและต่อภาพเสมอ จากภาพอน่ื และ เครือ่ งมือ photomerge ถอื เปน็ การใชเ้ อฟเฟ็กต์ เครื่องมอื สำเรจ็ รูปในการตดั -ตอ่ ภาพที่ ในการผสมภาพ มีคุณภาพท่ี photoshop เตรียมไว้ให้ 4. มคี วามรใู้ น ใชแ้ ต่ท้ังนี้กลไกการทำงานภายในของ การใชเ้ อฟเฟ็กต์ photomerge กค็ ือ “Layer mask” ตกแตง่ แก้ไขภาพ
196 หนว่ ยการ ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ สาระสำคัญ เวลา เรยี นรู้ที่ (ชวั่ โมง) 5. มคี วามรู้ใน 2 การสร้างภาพ (ต่อ) การใช้เครือ่ งมือ พ้ืนฐานของ โปรแกรม คอมพิวเตอร์ กราฟิกในการ รงั สรรคภ์ าพใหม่ 3 การใช้เอฟเฟ็กต์ตกแต่ง 4. มีความรใู้ น การตกแต่งแก้ไขภาพบุคคลด้วย 2 แก้ไขภาพ การใช้เอฟเฟ็กต์ เครื่องมือพื้นฐานเป็นกิจกรรมสำคัญ ตกแต่งแกไ้ ขภาพ อย่างหนึ่งของงานคอมพิวเตอร์กราฟิก 5. มคี วามรู้ใน เพราะในทุกชิ้นงานจะต้องมีการ การใชเ้ ครื่องมือ ตกแต่งแก้ไขภาพบุคคลเสมอๆด้วย พ้นื ฐานของ เครื่องมือพื้นฐานภาพในโปรแกรม photoshop มีเครื่องมือพื้นฐานด้านสี โปรแกรม การเลือกพื้นที่การคัดลอกภาพการ คอมพวิ เตอร์ สร้าง effect ให้ layer ที่หลากหลาย กราฟิกในการ แตใ่ นการสรา้ งงานหนงึ่ ช้นิ ขัน้ มาก็ไม่จา เป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือทั้งหมดซ่ึง รงั สรรค์ภาพใหม่ ขนึ้ อยู่กับเปา้ หมายของงานชิน้ นน้ั สอบกลางภาคเรียนที่ 1 1 4 การใช้เครื่องมือพื้นฐาน 4. มคี วามรใู้ น การสรา้ งภาพตามจิตนาการเป็น 5 ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การใชเ้ อฟเฟ็กต์ กิจกรรมสำคัญเพราะภาพบางอย่างหา กราฟกิ ในการรังสรรค์ภาพ ตกแตง่ แกไ้ ขภาพ ไดย้ ากในชวี ติ ประจาวนั ดงั น้นั การใช้ ใหม่ 5. มีความรใู้ น โปรแกรมคอมพวิ เตอรก์ ราฟิกสร้างงาน ทตี่ อ้ งการขึ้นมาจงึ เปน็ ทีน่ ยิ มใชใ้ นงาน การใชเ้ คร่อื งมือ ออกแบบต่างๆไม่วา่ จะเปน็ บัตรเชญิ พ้ืนฐานของ โปสเตอร์หรอื เวบ็ ไซต์ โปรแกรม ในโปรแกรม photoshop มีเครื่องมือ คอมพวิ เตอร์ พน้ื ฐานด้านสีการเลือกพ้ืนท่ีการใช้ภาพ กราฟิกในการ สาเร็จรูปการสร้าง effect ให้ layer ท่ี หลากหลายแต่ในการสร้างงานหนึ่งชิ้น รังสรรคภ์ าพใหม่ ขั้นมาก็ไม่จาเป็นที่จะต้องใช้เครื่องมือ ทั้งหมดซึ่งขึ้นอยู่กับเป้าหมายของงาน ชน้ิ น้นั
197 หน่วยการ ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ เวลา เรียนร้ทู ่ี (ชัว่ โมง) 5. มคี วามรูใ้ น ศึกษาเนื้อหาและใช้งานเครื่องมือใน 5 การปรบั แต่งภาพ การใช้เครอื่ งมือ โปรแกรม Photoshop สามารถปรับ 4 พ้นื ฐานของ ตกแต่งรูปภาพการใส่เส้นกรอบให้กับ โปรแกรม ภาพ คอมพวิ เตอร์ กราฟิกในการ รงั สรรคภ์ าพใหม่ สอบปลายภาคเรียนที่ 2 1 รวมเวลาเรียนภาคเรียนท่ี 2 20