หลักธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนา กับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti – Corruption Education) มหาเถรสมาคม ส�ำ นกั งานพระพทุ ธศาสนาแห่งชาติ สำ�นกั งานคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ค�ำ นิยม หนังสอื “หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลักสตู รต้านทจุ รติ ศึกษา (Anti – Corruption Education)” เกดิ จากความรว่ มมอื ของมหาเถรสมาคม ส�ำ นกั งานพระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาติ และส�ำ นกั งาน ป.ป.ช. ที่ต้องการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมาอย่างช้านาน และมีแนวโน้มที่จะทวี ความรนุ แรงมากข้ึนเร่อื ย ๆ หลกั สูตรตา้ นทจุ ริตศึกษา :Anti–CorruptionEducationมเี นือ้ หาท่สี ำ�คญั ๔เรื่องประกอบด้วย ๑) การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลและผลประโยชนส์ ว่ นรวม ๒) ความอายและความไมท่ น ตอ่ การทจุ ริต ๓) STRONG : จติ พอเพยี งต้านทุจริต และ ๔) พลเมอื งและความรับผดิ ชอบต่อสงั คม เมื่อนำ�มาเป็นกรอบมโนทัศน์ในการพิจารณา ผนวกเข้าด้วยกันกับกรอบแนวคิดด้านพุทธธรรม ซึ่งเป็นหลักธรรม ทั้ง ๔ ประการ ได้แก่ สังวรสูตร คือ การเรียงลำ�ดับบทตามหลักปธาน ๔ หรือ ความเพยี ร ๔ ประการ ไดด้ ังน้ี ๑) สังวรปธาน หมายถงึ เพยี รระวงั หรอื เพยี รปิดกั้น คือ เพยี รระวังยับยงั้ บาปอกศุ ลธรรมทยี่ ังไม่เกิดมใิ ห้เกิดขึน้ ๒) ปหานปธาน หมายถงึ เพยี รละหรอื เพียรก�ำ จดั คือ เพยี รละบาป อกศุ ลธรรมทเี่ กดิ ขึ้นแลว้ ๓) ภาวนาปธาน หมายถึง เพยี รเจรญิ หรือเพยี รก่อให้เกดิ คือ เพียรทำ�กศุ ลธรรม ทย่ี งั ไมเ่ กดิ ใหเ้ กดิ มขี น้ึ มาและ ๔) อนรุ กั ขนาปธาน หมายถงึ เพยี รรกั ษา คอื เพยี รรกั ษากศุ ลธรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ให้ตั้งมั่นและให้เจริญยิ่งขึ้นไปจนไพบูลย์ ย่อมส่งผลดีต่อกลุ่มเป้าหมายนักเรียนและประชาชนทั่วไป เพื่อให้พระสอนศีลธรรมในสังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) และมหาวิทยาลัย มหามกฏุ ราชวิทยาลัย (มมร) มีส่วนรว่ มในการถ่ายทอดองคค์ วามรทู้ ่เี กีย่ วขอ้ งกับการป้องกันการทจุ ริต โดยประยกุ ตใ์ ชห้ ลกั ธรรมค�ำ สอนทางพระพทุ ธศาสนา อาศยั หลกั การ“บวร”บา้ นวดั และโรงเรยี น (ราชการ) เผยแผใ่ หแ้ กพ่ ทุ ธศาสนกิ ชนทกุ ชว่ งวยั ทว่ั ประเทศ (อนบุ าล/ประถม/มธั ยม ตน้ -ปลาย/อดุ มศกึ ษา/ วยั ท�ำ งาน/ผสู้ งู อาย)ุ เพอ่ื ประชาชน (บา้ น) และหนว่ ยงานของรฐั (โรงเรยี น หรอื ราชการ) เกดิ ความเกรงกลวั ละอายตอ่ การกระท�ำ ทจุ รติ สง่ ผลใหเ้ กดิ ความตระหนกั รู้ มสี ว่ นรว่ มในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ และเกดิ การเปลย่ี นแปลงทางโครงสร้างของสงั คมไทยให้เป็นสงั คมท่ีไมท่ นต่อการทุจรติ การผนวกเขา้ ดว้ ยกนั ขา้ งตน้ ลว้ นเปน็ การน�ำ หลกั ธรรมขอ้ ส�ำ คญั ทจ่ี �ำ เปน็ ตอ่ การปลกู ฝงั คนในชาติ (เยาวชน และพลเมอื ง) ใหเ้ ปน็ คนดี โดยใชห้ ลักค�ำ สอนทางธรรม เป็นแนวทางหลกั ในการพัฒนาชวี ติ บ่มเพาะอุปนิสัย อัธยาศัยให้รักชาติ มีความรับผิดชอบและประพฤติตนอยู่ในกฎกติกาของบ้านเมือง เป็นคนที่มรี ะเบยี บวนิ ัยทดี่ งี าม และเปน็ คนทพี่ งึ ประสงคท์ ีส่ ังคมตอ้ งการ พรอ้ มขออนโุ มทนาไว้ ณ ท่ีนี้ (สมเด็จพระมหาวรี วงศ)์ กรรมการมหาเถรสมาคม วัดราชบพิธสถติ มหาสีมารามราชวรวิหาร ทป่ี รกึ ษาคณะอนกุ รรมการการขบั เคลือ่ นยุทธศาสตร์ชาติวา่ ดว้ ยการป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ เพ่ือสรา้ งสังคมทีไ่ ม่ทนต่อการทุจรติ โดยใชก้ ลไกทางพระพุทธศาสนา
ค�ำ นยิ ม หนงั สอื “หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สตู รตา้ นทจุ รติ ศกึ ษา(Anti–Corruption Education)” เป็นการนำ�กรอบศีลธรรมในหลักธรรมคำ�สอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในหลกั ปธาน ๔ ประกอบด้วย สงั วรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน และอนุรักขนาปธาน มาประยุกต์ กบั หลักสูตรต้านทจุ ริตศึกษา : Anti - Corruption Education ของส�ำ นกั งาน ป.ป.ช. เมอ่ื พจิ ารณาการน�ำ หลกั ปธาน ๔ ในพระพทุ ธศาสนามาประยกุ ตเ์ ขา้ กบั หลกั สตู รตา้ นทจุ รติ ศกึ ษาแลว้ จะพบวา่ มีกระบวนการใหญ่ ๆ อยู่ ๒ กระบวนการ ดังน้ี ๑. กระบวนการระงับดับปัญหาทุจริตด้วยหลักสังวรปธานและปหานปธาน กล่าวคือ เป็นกระบวนการจัดการกับสารพันปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้น ให้สงบระงับไปโดยการยึดหลักประโยชน์ ๓ การยดึ หลกั “ธมมฺ ํ จเร สจุ รติ ”ํ การยดึ หลกั เพม่ิ อ�ำ นาจคนดี บฑี าคนชว่ั และการยดึ หลกั ใหม้ คี วามละอายชว่ั และเกรงกลัวต่อการท�ำ บาป ไม่ยอมทนกบั ปัญหาทุจรติ ตา่ ง ๆ อยา่ งนงิ่ เฉย ๒. กระบวนการสร้างวัฒนธรรมแห่งความสุจริตด้วยการใช้หลักภาวนาปธานและ อนรุ กั ขนาปธานกลา่ วคอื เปน็ กระบวนการของการสรรสร้างวฒั นธรรมแบบใหมท่ ่ยี งั ไมเ่ กิดขน้ึ ใหเ้ กิดมีข้ึน และต้องรักษาวัฒนธรรมแบบใหม่นี้ให้เกิดขึ้นตลอดไป เพื่อทำ�ให้เกิดสังคมเข้มแข็งที่อุดมปัญญาโดยใช้ หลักจิตพอเพียงต้านทุจริตร่วมกับพัฒนาจิตใจโดยการนำ�รูปแบบความเข้มแข็ง หรือ STRONG Model มาใชใ้ นสังคม และยึดหลักสุจรติ ๓ คอื กายสุจรติ วจีสจุ รติ และมโนสุจรติ เพือ่ สรา้ งเปน็ เครือขา่ ยของ วัฒนธรรมแห่งความสจุ รติ อยา่ งต่อเนอ่ื งและสรา้ งพลเมอื งดที มี่ คี วามรบั ผิดชอบต่อสังคมใหม้ ากที่สุด การสร้างสังคมสุจริต จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม เพราะอาศัยกระบวนการ ๒ ประการ หากทำ�ได้เช่นนี้สังคมก็จะปราศจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เพราะผู้คนในสังคมจะเป็นคนเสียสละ เพอ่ื ประโยชนส์ ว่ นรวมมากกวา่ ค�ำ นงึ ถงึ ประโยชนส์ ว่ นบคุ คล เปน็ ผมู้ คี วามละอายและไมท่ นตอ่ ปญั หาทจุ รติ เป็นผู้มีจิตพอเพียงต้านทุจริต และเป็นผู้มีสุจริตทั้งทางกาย วาจา และใจ ส่งเสริมให้เกิดสังคมอุดมสุข และอุดมปัญญาตามหลกั คำ�สอนท่ีวา่ “สอนให้รู้ ทำ�ให้ดู อยู่ให้เห็น เยน็ ใหส้ ัมผสั ” เพอ่ื รว่ มกันสร้างสรรค์ ให้ผ้คู นในสังคมเกิดความตระหนักร้นู ำ�หลักธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนามาเป็นหลักในการดำ�เนินชีวิต สามารถแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวมได้อย่างถูกต้องอันจะเกิด ประโยชน์ตอ่ ชาตบิ า้ นเมืองสืบไปพร้อมขออนุโมทนาไว้ ณ ท่นี ี้ (พระพรหมบัณฑิต) กรรมการมหาเถรสมาคม เจา้ อาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวหิ าร ประธานอนุกรรมการเฉพาะกจิ จัดทำ�รายละเอยี ดในการดำ�เนนิ งาน ของคณะอนุกรรมการการขบั เคล่อื นยุทธศาสตรช์ าตวิ า่ ด้วยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริต เพื่อสรา้ งสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจรติ โดยใช้กลไกทางพระพุทธศาสนา
ค�ำ นยิ ม หลักธรรมคำ�สอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเพียรพยายาม ไปสู่ความสำ�เร็จนั้น มีหลายคำ�สอน นอกเหนือจากอิทธิบาท ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) แล้ว ยงั มพี ระธรรมค�ำ สอนอกี เรอ่ื งหนง่ึ คอื สมั มปั ปธาน ๔ หรอื ปธาน ๔ (ความเพยี รชอบ หรอื ความเพยี รใหญ)่ ประกอบด้วย ๑. สังวรปธาน คอื เพยี รระวงั ยับย้ังบาปอกุศลธรรมทยี่ ังไม่เกดิ มใิ หเ้ กิดข้นึ ๒. ปหานปธาน คอื เพยี รละบาปอกศุ ลธรรมที่เกดิ ขึ้นแลว้ ๓. ภาวนาปธาน คือ เพยี รท�ำ กุศลธรรมทีย่ งั ไมเ่ กดิ ใหเ้ กดิ มี ๔. อนุรกั ขนาปธาน คอื เพยี รรกั ษากศุ ลธรรมทเ่ี กิดข้นึ แล้วใหต้ ัง้ มนั่ และใหเ้ จรญิ ยิ่ง ความเชื่อในผลกรรมของความดี และการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ผลของกรรมดีอาจต้องใช้ ระยะเวลายาวนานกต็ าม แตจ่ �ำ เปน็ อยา่ งยง่ิ ทจ่ี ะตอ้ งเพยี รพยายามทจ่ี ะยบั ยง้ั และละในอกศุ ลธรรมทง้ั หลาย ประกอบกับเพียรทำ�และรักษาในกุศลกรรม เช่นการทำ�หน้าที่ด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ต้องอาศัยความเห็นพ้องต้องกัน ตระหนักถึงพิษภัยของอกุศลธรรมในการทุจริตและประพฤติมิชอบ และต้องส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส ตลอดจนเสริมสร้างทัศนคตแิ ละคา่ นิยมเกย่ี วกบั ความซือ่ สัตยส์ จุ ริต การร่วมกันจัดทำ�หนังสือหลักธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti – Corruption Education) ขึ้นเพื่อเผยแพร่ให้กับพุทธศาสนิกชนให้เกิดการขับเคลื่อนพลัง แหง่ กศุ ลธรรมรว่ มกนั ความรว่ มมอื รว่ มใจกนั ของหนว่ ยงานภาครฐั องคก์ รทางศาสนา และภาคสว่ นตา่ ง ๆ ที่จะได้นำ�หลักธรรมคำ�สอนข้างต้น ไปขยายผลในบริบทต่าง ๆ ที่ตนมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะได้ส่งผลบุญ ไปยังปจั เจกชน ชุมชน และชาตบิ ้านเมอื งสืบไป ขออนุโมทนาสาธุชนท่ีพรอ้ มเพรียงกันขับเคลอื่ นพลังแหง่ ความดรี ่วมกนั รวมตัวกันสง่ เสรมิ คนดี ให้คนดมี กี �ำ ลังใจกำ�ลงั กายในการทำ�ความดี พึงยกย่องคนทคี่ วรยกย่อง และพฒั นาความร่วมมือ ระหวา่ ง ภาครฐั ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยอาศยั กลไกทางศาสนาเป็นอกี กลไกท่สี �ำ คัญในการปอ้ งกนั การทจุ ริตของบา้ นเมอื งต่อไป (พระเทพปริยัติมุนี) เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม เจา้ คณะภาค ๑ ประธานคณะทำ�งานยกร่างคูม่ ือ แนวทางการสอน การบรรยาย และการเทศนา โดยประยกุ ต์หลักธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนา กับหลักสตู รตา้ นทจุ ริตศกึ ษา : Anti – Corruption Education
คำ�น�ำ รฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจักรไทยพทุ ธศักราช๒๕๖๐มาตรา ๖๓ได้กำ�หนดให้เป็นหน้าทขี่ องรฐั ต้องส่งเสริมสนับสนุนและให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากการทุจริตและประพฤติมิชอบ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัด การทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวด ประกอบกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๓๓ ไดก้ �ำ หนดใหค้ ณะกรรมการ ป.ป.ช. กำ�หนดมาตรการและกลไกที่จำ�เป็นต่อการดำ�เนินการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกัน เพื่อมีส่วนร่วม ในการรณรงค์ให้ความรู้ต่อต้านหรือชี้เบาะแส ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สอดคล้องกับ ยทุ ธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐ (๖) ด้านการปรบั สมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจดั การ ภาครัฐ และแผนแม่บทภายใตย้ ทุ ธศาสตรช์ าติ (๒๑) ประเด็นการตอ่ ตา้ นการทจุ รติ และประพฤตมิ ชิ อบ พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐ ซ่ึงได้ใหค้ วามส�ำ คัญกบั การมสี ว่ นรว่ มของหน่วยงานและองคก์ รตา่ ง ๆ ทุกภาคสว่ น ในการบูรณาการร่วมกนั คิดและรว่ มมอื กันปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริต ในการด�ำ เนนิ การตามภารกิจดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไดจ้ ดั ทำ�หลักสตู รตา้ นทจุ ริตศกึ ษา ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและให้หน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และภาคเอกชน แปลงเปน็ แนวทางไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิ จงึ เปน็ ที่มาของการท�ำ งานรว่ มกนั ระหวา่ งคณะกรรมการ ป.ป.ช. มหาเถรสมาคมและสำ�นักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมหาเถรสมาคมมีมติให้องค์กรปกครอง คณะสงฆ์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร) และพระสงฆ์ ดำ�เนินการส่งเสริม สนับสนุน และร่วมดำ�เนินการประยุกต์หลักธรรมคำ�สอนกับหลักสูตร ต้านทจุ ริตศกึ ษา : Anti – Corruption Education เผยแพรใ่ หพ้ ุทธศาสนิกชน ซึ่งบัดนี้ได้จัดทำ�หนังสือ “หลักธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti – Corruption Education)” โดยการน�ำ หลกั สมั มปั ปธาน อนั ประกอบดว้ ย ศรทั ธา โยนโิ สมนสกิ าร หิริโอตัปปะ อินทรียสังวร และสุจริต ๓ มาประยุกต์กับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เพื่อให้คนไทย สรา้ งความเพยี ร เมอ่ื สรา้ งความเพยี รไดแ้ ลว้ สงั คมไทยจะลด ละ เลกิ การทจุ รติ ดว้ ยศรทั ธาตอ่ ความซอ่ื สตั ย์ สุจริต มีสติรู้ถูกผิด มีความละอายในการทุจริต ระมัดระวังตน ไม่ไปในทางเสื่อม ร่วมกันนำ�พาสู่ “ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทงั้ ชาตติ ้านทจุ รติ ” คณะกรรมการ ป.ป.ช. หวังเปน็ อยา่ งยง่ิ ว่าหนงั สือเล่มนี้ จะเปน็ กลไกหนง่ึ ทจ่ี ะชว่ ยแกไ้ ขปญั หาการทจุ รติ ทเ่ี กดิ ขน้ึ มาอยา่ งชา้ นาน โดยการปรบั เปลย่ี นฐานความคดิ เสรมิ สรา้ งวฒั นธรรมสจุ รติ มงุ่ สรา้ งประเทศไทยใหม้ คี วามมน่ั คง มง่ั คง่ั ยง่ั ยนื เปน็ ประเทศพฒั นาแลว้ ตอ่ ไป พลต�ำ รวจเอก (วัชรพล ประสารราชกจิ ) ประธานกรรมการ ป.ป.ช.
สารบญั เรือ่ ง หน้า บทที่ ๑ บทนำ� ๑ บทที่ ๒ สงั วรปธาน เพยี รระวงั ยับย้งั การทจุ ริตทย่ี งั ไม่เกิด มใิ หเ้ กิดข้ึน : หลกั การคดิ แยกแยะ ๑๘ ระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลและผลประโยชน์ส่วนรวม ๑๘ ๑. ความนำ� ๑๘ ๒. อวชิ ชาสูตร รากเหงา้ ของการทจุ ริตทงั้ ปวงทีไ่ ม่ควรให้เกดิ ข้นึ ๑๙ ๓. สงั วรปธาน การเพยี รระวังยับยง้ั การทจุ ริตที่ยงั ไม่เกดิ มใิ ห้เกิดขึน้ ๑๙ ๓.๑ ธรรมสายหลกั น�ำ แนวทาง (สงั วรปธาน) ๒๓ ๓.๒ ธรรมสง่ เสรมิ เพิม่ เติมคุณธรรม ๒๗ ๔. หลกั การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนบุคคลและผลประโยชน์สว่ นรวม ๓๐ ๕. กรณีศึกษาเรื่องสงั วรปธาน ๓๐ ๕.๑ ตัวอยา่ งการแยกแยะประโยชน์สว่ นบุคคลและประโยชน์สว่ นรวมในทางธรรม ๓๐ ๕.๒ ตัวอย่างการแยกแยะประโยชนส์ ่วนบคุ คลและประโยชน์สว่ นรวมในทางโลก ๓๑ ๖. สรปุ ความ บทที่ ๓ ปหานปธาน เพียรละการทุจรติ ท่ีเกิดขึน้ แลว้ : ความอายและความไมท่ นตอ่ การทจุ รติ ๓๒ ๑. ความน�ำ ๓๒ ๒. หริ ิโอตตัปปะสตู ร ว่าดว้ ยผลแหง่ ความละอายชั่วกลัวบาป ๓๓ ๓. ปหานปธาน การเพียรละการทจุ รติ ท่ีเกดิ ขนึ้ แลว้ ๓๓ ๓.๑ ปหานปธาน : หิริโอตตปั ปะ หลกั ธรรมน�ำ แนวทาง ๓๔ ๓.๒ ธรรมสง่ เสริมเพ่มิ เติมคุณธรรม ๓๘ ๔. ความอายและความไม่ทนต่อการทุจรติ ๓๙ ๔.๑ การไหว้พระสวดมนต ์ ๓๙ ๔.๒ การรักษาศีล ๔๐ ๔.๓ การเจรญิ จิตตภาวนา ๔๑ ๕. กฎหมายและกรณีศึกษาการกระท�ำ ผดิ ทุจริต ๔๒ ๕.๑ โทษจากการทุจรติ ในชาติน้ี ๔๒ ๕.๒ โทษจากการทจุ รติ ท่ีสง่ ผลข้ามภพขา้ มชาต ิ ๔๔ ๖. สรุปความ ๔๕
สารบัญ (ตอ่ ) เรือ่ ง หน้า บทที่ ๔ ภาวนาปธาน เพยี รท�ำ สจุ รติ ธรรมทย่ี ังไม่เกดิ ให้เกิดมขี นึ้ มา : พัฒนาจติ พอเพยี ง ๔๖ ต้านทจุ รติ ด้วยโมเดล STRONG ๔๖ ๑. ความน�ำ ๔๖ ๒. ภาวนาปธาน การเพียรท�ำ สจุ ริตธรรมท่ียังไมเ่ กดิ ใหเ้ กิดมขี นึ้ มา ๔๖ ๒.๑ ธรรมสายหลกั น�ำ แนวทาง (สุจริตธรรม) ๕๐ ๒.๒ ธรรมสง่ เสริมเพิ่มเติมคุณธรรม (สตไิ มม่ า จงึ หาสุจริตไมเ่ จอ) ๕๐ ๓. พฒั นาจติ พอเพียงต้านทจุ รติ ดว้ ยโมเดล STRONG ๕๘ ๔ วงล้อสุจรติ ธรรมแหง่ STRONG Modal ๖๑ ๕. สรุปความ บทที่ ๕ อนุรักขนาปธาน เพียรรักษาสุจริตธรรมที่เกิดขึ้นแลว้ ไมใ่ ห้เสื่อมและบ�ำ เพญ็ ๖๓ ให้เจริญย่ิงข้นึ ไปจนไพบูลย์ : พลเมืองและความรับผิดชอบต่อสังคม ๑. ความนำ� ๖๓ ๒. อนุรักขนาปธาน การเพยี รรกั ษาสจุ รติ ธรรมท่ีเกิดข้ึนแล้วไม่ใหเ้ สื่อมและบำ�เพ็ญ ใหเ้ จริญยง่ิ ข้ึนไปจนไพบลู ย์ ๖๓ ๒.๑ ธรรมสายหลักนำ�แนวทาง (สจุ รติ ธรรมกถา) ๖๔ ๒.๒ ธรรมส่งเสริมเพิ่มเตมิ คณุ ธรรม ๖๘ ๓. อนุรกั ขนาปธาน : การสรา้ งพลเมืองดีและความรับผิดชอบต่อสังคม ๗๓ ๓.๑ การใชห้ ลักอนุรกั ขนาปธานตามหลักเศรษฐกิจพอเพยี ง ๗๓ ๓.๒ การใชห้ ลกั อนรุ กั ขนาปธานเพอ่ื สรา้ งพลเมอื งดแี ละใหเ้ กดิ ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม ๗๕ ๔. สรุปความ ๗๘ บทท่ี ๖ บทสรปุ ๘๐ บรรณานกุ รม ๘๗
สารบญั (ตอ่ ) เรอ่ื ง ภาคผนวก ๑. หลักสตู รต้านทุจริตศกึ ษา : สรา้ งวิทยากรผ้นู ำ�การเปล่ียนแปลงสู่สงั คมท่ไี ม่ทนต่อการทจุ รติ ๒. ค�ำ สง่ั คณะกรรมการสง่ เสรมิ และสนบั สนนุ ใหป้ ระชาชนและหนว่ ยงานของรฐั มสี ว่ นรว่ มในการ ป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ ท่ี ๑/๒๕๖๓ สง่ั ณ วนั ที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๓ เรอื่ ง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการการขบั เคลื่อนยทุ ธศาสตรช์ าติวา่ ดว้ ยการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ เพอ่ื สรา้ งสงั คมทไ่ี มท่ นตอ่ การทจุ รติ โดยใชก้ ลไกทางพระพทุ ธศาสนา ๓. ค�ำ ส่งั คณะกรรมการสง่ เสรมิ และสนับสนนุ ให้ประชาชนและหน่วยงานของรัฐมสี ว่ นรว่ ม ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ท่ี ๔/๒๕๖๓ สัง่ ณ วันท่ี ๒๗ สงิ หาคม ๒๕๖๓ เรอื่ ง แต่งต้ังคณะอนกุ รรมการเฉพาะกิจจัดท�ำ รายละเอยี ดในการดำ�เนินงาน ของคณะอนกุ รรมการการขับเคลือ่ นยทุ ธศาสตรช์ าตวิ า่ ดว้ ยการป้องกันและปราบปราม การทจุ ริต เพ่ือสร้างสงั คมท่ไี มท่ นต่อการทจุ ริตโดยใช้กลไกทางพระพทุ ธศาสนา ๔. คำ�สงั่ คณะกรรมการสง่ เสรมิ และสนบั สนนุ ใหป้ ระชาชนและหน่วยงานของรฐั มีส่วนรว่ ม ในการป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ ท่ี ๖/๒๕๖๓ สั่ง ณ วันที่ ๒๗ ตลุ าคม ๒๕๖๓ เรือ่ ง หน้าทีแ่ ละอำ�นาจของคณะอนกุ รรมการเฉพาะกิจจัดท�ำ รายละเอียดในการดำ�เนนิ งาน ของคณะอนกุ รรมการการขบั เคลอื่ นยุทธศาสตร์ชาติวา่ ดว้ ยการป้องกนั และปราบปราม การทุจริต เพือ่ สรา้ งสังคมทไ่ี มท่ นตอ่ การทุจริตโดยใช้กลไกทางพระพทุ ธศาสนา ๕. คำ�สง่ั คณะอนกุ รรมการเฉพาะกจิ จัดท�ำ รายละเอียดในการดำ�เนินงาน ของคณะอนุกรรมการการขบั เคลอ่ื นยุทธศาสตรช์ าติว่าด้วยการปอ้ งกนั และปราบปราม การทุจริต เพื่อสรา้ งสังคมท่ไี ม่ทนต่อการทจุ ริตโดยใช้กลไกทางพระพทุ ธศาสนา ท่ี ๑/๒๕๖๓ สั่ง ณ วนั ที่ ๒๘ ตลุ าคม ๒๕๖๓ เร่ือง แตง่ ต้งั คณะท�ำ งานยกรา่ งคูม่ ือ แนวทางการสอน การบรรยาย และการเทศนา โดยประยุกตห์ ลักธรรมคำ�สอน ในพระพุทธศาสนากบั หลักสูตรตา้ นทุจริตศกึ ษา : Anti - Corruption Education ๖. รายช่อื ผูร้ บั ผิดชอบในแต่ละบทของหนังสอื หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สตู ร ต้านทุจริตศึกษา (Anti – Corruption Education) ๗. สอ่ื ประกอบแนวทางการสอน การบรรยายและการเทศนาโดยประยุกต์หลักธรรมคำ�สอน ในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สูตรต้านทุจริตศกึ ษา (Anti – Corruption Education)
หลักธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลักสูตรตา้ นทุจรติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) 1 บบททนทำ�่ี ๑ การทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาท่ีเกิดข้ึนในสังคมไทยมาอย่างช้านานตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มแี นวโนม้ ทจ่ี ะทวคี วามรนุ แรงและซบั ซอ้ นมากขน้ึ เรอ่ื ย ๆ มที ง้ั การคอรร์ ปั ชนั ในรปู แบบสว่ นบคุ คลและสถาบนั เช่น การให้และการรับสินบน การขู่เข็ญบังคับและให้สิ่งของล่อใจ การยอมรับของขวัญ การไม่กระทำ� ตามหนา้ ทแ่ี บบตรงไปตรงมา การใชอ้ �ำ นาจหนา้ ทใ่ี นทางทผ่ี ดิ การทจุ รติ การเลอื กตง้ั การมผี ลประโยชนท์ บั ซอ้ น การรณรงคท์ ผี่ ิดกฎหมาย นอกจากน้ียังมีการคอรร์ ัปชันในรูปแบบเชิงนโยบาย เชน่ การใช้นโยบายบังคับ การออกกฎหมาย กฎเกณฑ์และข้อบังคับต่าง ๆ อย่างมีอคติ การใช้นโยบายประชานิยมของผู้บริหาร การนำ�เสนอช่องทางและโครงการที่มีงบประมาณสูงมากขึ้น การแปรรูปเป็นรัฐวิสาหกิจเพื่อให้มีผู้ได้รับ ผลประโยชน์เข้ามาควบคุมกิจการ การใช้ทรัพยากรของรัฐไปในทางที่มิชอบ การมีมติกรรมการ ให้ดูเหมือนว่าเป็นการกระทำ�ถูกต้องแล้วฉกฉวยเอาผลประโยชน์ไปเป็นของตัวเองหรือพวกพ้อง โดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย ซง่ึ พฤตกิ รรมการคอรร์ ปั ชนั ทม่ี คี วามซบั ซอ้ นดงั กลา่ วนเ้ี กดิ ขน้ึ จากความรว่ มมอื กนั ระหว่างนกั การเมอื ง ข้าราชการและนักธรุ กจิ ที่มผี ลประโยชน์รว่ มกันทั้งส้ิน ปัญหาเรื่องการทุจริตที่เกิดขึ้นในสังคมไทยปัจจุบันนั้น หากพิจารณาดูแล้วจะพบว่า ปัญหา ในลักษณะเช่นนี้มิใช่จะเกิดขึ้นแต่ในปัจจุบันเท่านั้น แต่ในอดีตกาลแม้แต่ในสมัยพุทธกาลก็เคยเกิดเรื่อง ในลกั ษณะเชน่ นม้ี าแลว้ ดงั เชน่ ตวั อยา่ งจากเรอ่ื ง“ธนญั ชานสิ ตู ร”ทพ่ี ระสารบี ตุ รไดฟ้ งั ขา่ วสารจากหมภู่ กิ ษสุ งฆว์ า่ ธนัญชานพิ ราหมณ์แหง่ กรงุ ราชคฤห์เปน็ ผใู้ ช้ชวี ิตดว้ ยความประมาทและประกอบทจุ รติ โดยอาศยั อำ�นาจ ของพระราชาเที่ยวเบียดเบียนประชาชน (ฉ้อราษฎร์) อาศัยอำ�นาจของประชาชนเที่ยวเบียดเบียนรัฐ (บังหลวง) เพื่อนำ�ผลประโยชน์ส่วนรวมมาเป็นของตัวเอง เมื่อได้ยินเช่นนั้น พระสารีบุตรจึงเดินทาง ไปพบธนัญชานิพราหมณ์เพื่อโปรดแสดงธรรมด้วยตัวเอง เมื่อสอบถามเป็นที่แน่ชัดแล้วพบว่า ธนญั ชานพิ ราหมณท์ �ำ เชน่ นน้ั จรงิ แตท่ ท่ี �ำ เชน่ นน้ั เพราะมขี อ้ อา้ งวา่ ทต่ี วั ตอ้ งท�ำ เบยี ดเบยี นประชาชน (ฉอ้ ราษฎร)์ และเบยี ดเบยี นรฐั (บงั หลวง) เพราะตอ้ งเลย้ี งดบู ดิ ามารดา ตอ้ งดแู ลบตุ รภรรยา ตอ้ งดแู ลญาตมิ ติ รอ�ำ มาตย์ และคนรับใช้ตลอดไปจนถึงต้องคอยทำ�บุญอุทิศให้เหล่าบรรพชนผู้ล่วงลับและทำ�การบวงสรวงเทวดา อกี ทง้ั ยงั ตอ้ งสนองพระราชกรณยี กจิ ของพระราชาดว้ ย ภารกจิ มากมายเชน่ นม้ี คี วามจ�ำ เปน็ ตอ่ คนหมมู่ าก จงึ จำ�เปน็ ต้องเบียดบงั ทรัพย์จากประชาชนและจากรฐั มาคอยชว่ ยเหลือเจือจานใหท้ านแก่คนของตัวเอง อย่างไรก็ดี พระสารบี ุตร ได้กลา่ วแยง้ โดยใหเ้ หตผุ ลว่า การท�ำ ความผดิ ด้วยการเบยี ดบังทรัพย์ จากประชาชนและจากรัฐมาเป็นของตัวเองแล้วอ้างว่า จะนำ�ไปช่วยเหลือดูแลบิดามารดา บุตรภรรยา และญาติมิตรของตัวเองนั้นเป็นความเห็นแก่ตัวโดยอ้างเหตุผลถึงคนอื่นแท้จริงแล้วความผิดที่เกิดขึ้นมา จากตวั ของธนญั ชานพิ ราหมณท์ เ่ี ปน็ ผเู้ รม่ิ ตน้ ในการฉอ้ ราษฎรบ์ งั หลวงเอง ท�ำ เชน่ นไ้ี มช่ อ่ื วา่ เปน็ การท�ำ บญุ แม้จะท�ำ ไปเพอื่ พวกพอ้ งของตวั แตก่ ต็ ้องไปเบียดเบียนผู้คนจ�ำ นวนมากใหไ้ ด้รับความเดือดรอ้ น ท�ำ เชน่ น้ี เรยี กว่า “เห็นแก่ประโยชน์ส่วนบคุ คลมากกวา่ ประโยชน์ส่วนรวม” เมือ่ ธนญั ชานิพราหมณไ์ ด้พจิ ารณา ฟังเหตุผลของพระสารีบุตรอย่างรอบคอบแล้วเห็นว่า ตัวควรเลิกทำ�กรรมชั่วที่เป็นประโยชน์ส่วนบุคคล แลว้ หนั มาท�ำ กรรมดที เี่ ป็นประโยชน์สว่ นรวมเพอื่ ประเทศชาติบา้ นเมืองต่อไป
2 หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากับหลกั สตู รตา้ นทุจริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) จากพฤติกรรมของพระสารีบุตรดังกล่าวที่ได้ไปเทศน์แสดงธรรมแก่ธนัญชานิพราหมณ์ให้เลิก เหน็ แกป่ ระโยชนส์ ว่ นบคุ คลดว้ ยการฉอ้ ราษฎรบ์ งั หลวง ใหห้ นั กลบั มาท�ำ ความดเี พอ่ื ประเทศชาตบิ า้ นเมอื ง ที่เป็นประโยชน์ส่วนรวม จะพบว่า การเทศนาแสดงธรรมให้ชาวบ้านเป็นคนดีในสังคมนั้น เป็นหน้าที่ โดยแท้ของพระสงฆใ์ นพระพทุ ธศาสนา ท่ีจะต้องอบรมสัง่ สอนและแนะน�ำ ให้ชาวบ้านเปน็ คนดขี องสังคม โดยเฉพาะการอบรมให้งดเว้นจากการลักทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่เรียกว่า “อทินนาทานา เวรมณี” ซ่ึงเปน็ ต้นเหตุสำ�คญั ของประพฤติทุจรติ คอร์รัปชนั ตา่ ง ๆ ท่เี กดิ ข้ึนในปัจจุบนั การผิดศลี ข้อท่ี ๒ นี้ ถอื เปน็ การประพฤตผิ ดิ ทางจริยธรรมทด่ี งี าม เพราะค�ำ วา่ “จรยิ ธรรม” หมายถึงหลกั ความประพฤติท่ีดงี าม หรือการแสดงออกทางพฤติกรรมที่สามารถวัดได้และประเมินได้ท้ังทางกายและทางวาจาซ่ึงตรงกับ ค�ำ วา่ “ศีล” ท่หี มายเอาการควบคุมความประพฤติทางกายและวาจาใหเ้ รียบรอ้ ย นับว่าเปน็ การควบคุม สิ่งที่เรียกว่ารูปธรรมคือกายและวาจาของผู้คนในสังคมให้เรียบร้อยดีงาม แต่ในส่วนของการควบคุม ความประพฤตทิ างใจนน้ั ตรงกบั ค�ำ วา่ “ธรรม” ซง่ึ ค�ำ นม้ี าจากค�ำ วา่ “คณุ ธรรม” ทเ่ี ปน็ การควบคมุ นามธรรม หรือจิตใจและความคิดของผู้คนในสังคมให้ประกอบไปด้วยคุณงามความดีในการจรรโลงโลกและสังคม ใหน้ า่ อยมู่ ากยง่ิ ขน้ึ ดงั นน้ั ค�ำ วา่ “ศลี ธรรม” จงึ มคี วามหมายทค่ี รอบคลมุ ไปถงึ จรยิ ธรรมและคณุ ธรรมดว้ ย ยิ่งผู้คนในสังคมมีศีลธรรมมากเท่าใด โลกก็ยิ่งสงบสุขมากเท่านั้น ดังคำ�ที่ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวไว้ว่า “ศีลธรรมไมก่ ลับมา โลกาจะวินาศ” การฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ มิได้เกิดขึ้นแต่ในสมัยพุทธกาลเท่านั้น แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ก็ยังมี การกระทำ�เช่นนี้อยู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำ�ให้ทางรัฐบาลออกแบบระบบกลไกในการตรวจสอบการทำ�หน้าที่ ของขา้ ราชการในระดบั ตา่ ง ๆ วา่ มคี วามซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ และรกั ษาประโยชนข์ องประเทศชาตบิ า้ นเมอื งหรอื ไม่ หนว่ ยงานทท่ี �ำ หนา้ ทใ่ี นดา้ นนโ้ี ดยเฉพาะ ไดแ้ ก่ ส�ำ นกั งานคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ หรือ สำ�นักงาน ป.ป.ช. ที่ทำ�หน้าที่ในการพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำ�หน้าที่ ของขา้ ราชการ โดยการตรวจสอบการกระท�ำ ความผดิ ฐานทจุ รติ ตอ่ หนา้ ทห่ี รอื กระท�ำ ความผดิ ตอ่ ต�ำ แหนง่ หนา้ ทร่ี าชการหรอื ความผดิ ตอ่ ต�ำ แหนง่ ในการยตุ ธิ รรม การกระท�ำ ดงั กลา่ วจ�ำ เปน็ ตอ้ งอาศยั ความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ และมีความเสียสละเป็นอย่างยิ่งในการทำ�หน้าที่เช่นนี้ ดังมีตัวอย่างจากข่าวสารที่ปรากฏว่าในวันที่ ๑๕ ตลุ าคม ๒๕๖๓ ส�ำ นกั งาน ป.ป.ช. ไดว้ างแผนจบั กมุ รองนายกองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นในข้อหา เรยี กเงนิ รบั สนิ บนค่าโยกย้ายตำ�แหน่ง ขา่ วสารดา้ นการฉอ้ ราษฎรแ์ ละบงั หลวงดงั กลา่ วขา้ งตน้ น้ี มรี ายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ ไดว้ า่ ส�ำ นกั งาน ป.ป.ช. ประจำ�จังหวัดสกลนคร ได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐ สังกัดองค์กรปกครอง สว่ นทอ้ งถน่ิ (อปท.) แหง่ หนง่ึ ในจงั หวดั สกลนคร มพี ฤตกิ รรมเรยี กรบั เงนิ คา่ ตอบแทนเพอ่ื โยกยา้ ยต�ำ แหนง่ ในการโยกยา้ ยข้าราชการไปเปน็ ต�ำ แหน่งนกั จดั การงานทวั่ ไป อยู่อกี อปท.หนึ่ง เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท หากมีการจ่ายเงินคา่ ตอบแทนให้ แตแ่ บง่ เปน็ งวด โดยให้งวดแรก ๑๐,๐๐๐ บาท ทางเจ้าหน้าท่ี ป.ป.ช. ประจำ�จังหวัดสกลนคร และตำ�รวจ ได้วางแผนเข้าจับกุมและพบว่ามีการกระทำ�ความผิดสำ�เร็จแล้ว จึงได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์มิควรได้โดยชอบ ดว้ ยกฎหมาย และขอ้ กฎหมายทเ่ี กย่ี วขอ้ งเตรยี มขยายผล เนอ่ื งจากคาดวา่ มกี ารท�ำ เปน็ ขบวนการ เพอ่ื ด�ำ เนนิ คดี ตามกฎหมายต่อไป การทำ�หน้าที่ของ สำ�นักงาน ป.ป.ช. ในการตรวจสอบพฤติกรรมของข้าราชการ
หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลักสูตรตา้ นทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 3 ทม่ี คี วามประพฤตใิ นท�ำ นองเรยี กเงนิ รบั สนิ บนคา่ โยกยา้ ยต�ำ แหนง่ ซง่ึ เปน็ การฉอ้ ราษฎรบ์ งั หลวงนน้ั เปน็ การ ทำ�หน้าที่ที่ต้องอาศัยความซื่อสัตย์สุจริตซึ่งเป็นพื้นฐานของคนดี การเติมเต็มความซื่อสัตย์สุจริตเช่นนี้ ใหแ้ กข่ า้ ราชการ จงึ เปน็ หนา้ ทข่ี องพระพทุ ธศาสนาทจ่ี ะไดน้ อ้ มน�ำ หลกั ธรรมของพระพทุ ธเจา้ มาเปน็ แนวทาง ในการดำ�เนนิ ชวี ติ ให้ทุกคนเปน็ คนดยี ิ่งข้ึนตอ่ ไป พระพุทธศาสนามีจุดมุ่งหมายให้ทุกคนเป็นคนดีในสังคม ทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ การทำ�ความดที ัง้ ๓ ทางเชน่ นี้ เรยี กว่า การประพฤตสิ ุจริต ๓ ได้แก่ กายสจุ รติ เปน็ ความสุจรติ ทางกาย, วจสี จุ รติ เปน็ ความสุจรติ ทางวาจา และมโนสุจรติ เปน็ ความสุจรติ ทางใจ การประพฤติสุจริตทัง้ ๓ ทางนี้ ถือเป็นกุศลกรรมหรือความดีที่มนุษย์พึงปฏิบัติต่อกัน ดังที่ปรากฏในจูฬราหุโลวาทสูตรว่า พระพุทธเจ้า ตรัสกับพระราหุลว่า บุคคลควรพิจารณาให้ดีแล้วจึงทำ�กรรมทางกาย ทางวาจา และทางใจ จะต้อง พิจารณาว่า กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมที่เราปรารถนาจะทำ�นี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตัวเอง หรอื เป็นไปเพอ่ื เบยี ดเบยี นผ้อู นื่ หรือเป็นไปเพอ่ื เบียดเบียนทงั้ ๒ ฝ่ายถ้าเปน็ เชน่ น้ี กายกรรม วจกี รรม และมโนกรรมนน้ั เปน็ อกศุ ล มที กุ ขเ์ ปน็ ก�ำ ไร มที กุ ขเ์ ปน็ วบิ าก กข็ อใหอ้ ยา่ ท�ำ กรรมเชน่ นน้ั ในทางตรงกนั ขา้ ม หากพจิ ารณาแล้ววา่ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมท่เี ราปรารถนาจะท�ำ นี้ ไมเ่ ป็นไปเพือ่ เบียดเบียน ตวั เอง หรือไมเ่ ปน็ ไปเพอ่ื เบยี ดเบยี นผอู้ นื่ หรือไม่เป็นไปเพ่ือเบยี ดเบียนทง้ั ๒ ฝ่าย ถา้ เป็นเชน่ น้ี กายกรรม วจกี รรม และมโนกรรมนน้ั เปน็ กศุ ล มสี ขุ เปน็ ก�ำ ไร มสี ขุ เปน็ วบิ าก กรรมเชน่ นน้ั สมควรทจ่ี ะท�ำ เปน็ อยา่ งยง่ิ เพราะการไม่เบียดเบยี นตวั เอง ไม่เบยี ดเบียนผ้อู ื่น และไมเ่ บยี ดเบยี นท้ัง ๒ ฝา่ ยเชน่ น้ี ถอื เปน็ สง่ิ ท่ีน�ำ ความสขุ มาให้ตรงกับพุทธศาสนสุภาษิตทวี่ ่า “อพฺยาปชฌฺ ํ สขุ ํ โลเก”แปลความว่า “ความไมเ่ บยี ดเบยี น เป็นสขุ ในโลก” ด้วยเหตนุ ้ี ส�ำ นักสง่ เสรมิ และบรู ณาการการมีส่วนรว่ มตา้ นทุจริต ส�ำ นกั งาน ป.ป.ช. จงึ จัดทำ� หลกั สตู รหรอื ชดุ การเรยี นรแู้ ละสอ่ื ประกอบการเรยี นรดู้ า้ นการปอ้ งกนั ทจุ รติ โดยการประยกุ ตห์ ลกั ค�ำ สอน ทางพระพุทธศาสนากบั หลักสูตรตา้ นทุจรติ ศกึ ษาเขา้ ดว้ ยกัน เรยี กว่า “Anti – Corruption Education” เป็นการนำ�กรอบศีลธรรมตามแนวทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์เข้ากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา โดยแบ่งเป็นวิธกี าร ๒ ประการ ได้แก่ ๑) การเปรียบเทยี บ ๒) การบรู ณาการ การเปรียบเทยี บ (Comparison) หมายถึง การพิจารณาเทยี บเคียงใหเ้ หน็ ลักษณะทเี่ หมือนกัน และต่างกัน สว่ นบรู ณาการ (Integration) หมายถงึ การท�ำ สิ่งท่บี กพรอ่ งให้สมบูรณ์แบบ โดยการเพ่ิมเติม บางส่วนที่ขาดอยู่ให้สมบูรณ์ หรือการนำ�ส่วนประกอบย่อยมารวมกันตั้งแต่สองส่วนเพื่อทำ�ให้เป็น สว่ นประกอบใหญข่ องทง้ั หมด ดงั นน้ั การบรู ณาการเปน็ การเชอ่ื มสง่ิ หนง่ึ หรอื หลายสง่ิ เขา้ มาเปน็ สว่ นประกอบ กับอีกสิ่งหนึ่งให้มีความสมบูรณ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของแกนหลักหรือส่วนประกอบที่ใหญ่กว่า ด้วยเหตุนี้ จะเห็นได้ว่าการเปรียบเทียบทำ�ให้เห็นความเหมือนและความต่าง กล่าวคือ อะไรที่เหมือนกันจะทำ�ให้ เข้าใจงา่ ยขึ้น ส่วนความแตกต่างกนั จะท�ำ ให้เกดิ การบรู ณาการ เพื่อเช่ือมโยงหรือเตมิ เต็มบางสิง่ ทขี่ าดไป ให้มีความสมบรู ณม์ ากย่ิงข้นึ
4 หลักธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากับหลกั สูตรตา้ นทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) หากอธิบายด้วยแนวคิดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาในกรอบของพุทธธรรม พบว่ามีจุดมุ่งหมาย เพอ่ื มงุ่ เนน้ สอนพระภกิ ษแุ ละเณรใหส้ ามารถอธบิ ายเนอ้ื หาในกรอบของพทุ ธธรรมไดอ้ ยา่ งเดน่ ชดั และพรอ้ มกนั นน้ั ก็สามารถเทศน์ส่ังสอนฆราวาสโดยใช้วิธีการสอดแทรกเอากรอบแนวคิดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เป็นตัวตั้งแล้วใช้หลักพุทธธรรมสอดแทรกเข้าไป ที่เรียกว่าการบูรณาการ (Integration) ซึ่งจะใช้เป็น เครอื่ งมือกระตุ้นความคิดในระดบั วิทยากรตอ่ ไป เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงต้องพิจารณาจากกรอบแนวคิดทั้ง ๒ ด้านผนวกเข้าด้วยกัน กล่าวคือ กรอบ แนวคิดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา และกรอบแนวคิดด้านพุทธธรรม ในที่นี้จะขอเสนอถึงกรอบแนวคิด หลักสตู รต้านทุจรติ ศกึ ษา มหี วั ข้อวิชา ๔ วชิ า ประกอบด้วย ๑) การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นบุคคลกับผลประโยชนส์ ว่ นรวม ๒) ความอายและความไม่ทนตอ่ การทุจริต ๓) STRONG - จิตพอเพยี งต้านทุจรติ ๔) พลเมืองและความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม โดยนำ�มาเป็นกรอบมโนทัศน์ในการพิจารณาผนวกเข้าด้วยกันกับกรอบแนวคิดด้านพุทธธรรม กล่าวคือ สงั วรสูตร คือ การเรียงล�ำ ดับบทตามหลกั ปธาน ๔ หรือความเพยี ร ๔ ประการ ได้แก่ ๑) สงั วรปธาน หมายถงึ เพยี รระวงั หรอื เพยี รปดิ กน้ั คอื เพยี รระวงั ยบั ยง้ั บาปอกศุ ลธรรม ทยี่ ังไมเ่ กิดมใิ หเ้ กิดขน้ึ ๒) ปหานปธาน หมายถงึ เพยี รละหรอื เพยี รก�ำ จดั คอื เพยี รละบาปอกศุ ลธรรมทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ๓) ภาวนาปธาน หมายถึง เพียรเจริญหรือเพียรก่อให้เกิด คือ เพียรทำ�กุศลธรรม ที่ยังไมเ่ กิดใหเ้ กดิ มขี ้นึ มา ๔) อนุรักขนาปธาน หมายถึง เพียรรักษา คือ เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ใหต้ งั้ ม่นั และใหเ้ จริญยิ่งขน้ึ ไปจนไพบูลย์ หลักปธาน ๔ หรือความเพียร ๔ นี้มีความสำ�คัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นหลักธรรม ที่มีส่วนสำ�คัญในการทำ�ให้กงล้อขององค์แห่งมรรคทั้ง ๘ ขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะ หลกั ปธาน ๔ น้ี มชี อ่ื เรยี กอกี อยา่ งหนง่ึ วา่ สมั มปั ปธาน หรอื สมั มาวายามะ ซง่ึ เปน็ ขอ้ ท่ี ๖ ของมรรคมอี งค์ ๘ ที่มีความสำ�คัญเป็นอย่างย่งิ ส�ำ หรบั พระพทุ ธศาสนา นอกจากนี้ ยังสามารถนำ�หลักโกศล ๓ มาพิจารณาร่วมด้วย กล่าวคือ นำ�หลักการไตร่ตรอง ด้วยกระบวนการทางปญั ญาท่เี กดิ ข้นึ จากความฉลาดหรือความเช่ยี วชาญ ๓ ด้าน ได้แก่ ๑) อายโกศล หมายถึง ความฉลาดในความเจริญ รอบรู้ทางเจริญ และเหตุของ ความเจรญิ กลา่ วคอื ความฉลาดในการคดิ เชงิ บวก มองโลกในแงด่ ี พรอ้ มทง้ั คน้ หาสาเหตทุ ท่ี �ำ ใหค้ วามเจรญิ ต้ังมน่ั อยไู่ ด้นานดว้ ย ๒) อปายโกศล หมายถึง ความฉลาดในความเสื่อม รอบรู้ทางเสื่อม และเหตุของ ความเส่อื มกลา่ วคอื ความฉลาดในการคิดมุมกลับ มองโลกดว้ ยสายตาทปี่ ระกอบด้วยเหตุผลถึงทมี่ าของ ความเส่ือมท้งั หลายพร้อมทง้ั ค้นหาแนวทางที่จะไมท่ ำ�ให้ความเส่อื มนนั้ เกิดข้นึ แก่ตัวเองและองคก์ ร
หลักธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากับหลกั สูตรตา้ นทุจริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 5 ๓) อุปายโกศล หมายถึง ความฉลาดในอุบาย รอบรู้วิธีแก้ไขเหตุการณ์ และวิธีที่จะ ทำ�ให้ประสบความสำ�เร็จ กล่าวคือ ความฉลาดในการใช้ปัญญาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นกระบวนการขบคิดหาแนวทางการแก้ปัญหาด้วยปัญญาโดยชอบ พร้อมทั้งหาอุบายในการ สร้างความเจริญให้ดำ�รงอยู่ได้นานและหาหนทางในการป้องกันมิให้ความเสื่อมเกิดข้ึนแก่ตัวเอง และองค์กรต่อไปในอนาคต เมื่อพิจารณาถึงความสำ�คัญของกรอบแนวคิดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา มีหัวข้อวิชา ๔ วิชา ผนวกรวมเข้ากับกรอบแนวคิดด้านพุทธธรรมที่นำ�หลักปธาน ๔ มาประยุกต์ร่วมกัน กรอบมโนทัศน์นี้ จงึ เปน็ แนวทางของการพจิ ารณาหนงั สอื หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สตู รตา้ นทจุ รติ ศกึ ษา : Anti – Corruption Education จ�ำ นวน ๖ บท โดยเรยี งตามลำ�ดับ ดังน้ี บทที่ ๑ บทนำ� หลักสตู รต้านทุจรติ ศกึ ษา : Anti – Corruption Education นี้ ไดร้ ับการสนับสนุนจากส�ำ นกั งาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำ�นักงาน ป.ป.ช.) โดยได้ดำ�เนินการเสนอ หลักสูตรต้านทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) ให้คณะรัฐมนตรพี จิ ารณา ซงึ่ คณะรัฐมนตรี ไดม้ มี ตเิ มอ่ื วนั ท่ี ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ใหค้ วามเหน็ ชอบดว้ ยตามทค่ี ณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปราม การทุจริตแห่งชาติเสนอ และมีการดำ�เนินการรับความเห็นของกระทรวงศึกษาธิการ สำ�นักงาน ก.พ. สำ�นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ นโยบายและพัฒนาการศึกษาไปพิจารณาดำ�เนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยโดยให้ประสานงาน กับสำ�นักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลงั กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศกึ ษาธิการ ส�ำ นกั งาน ก.พ. สำ�นักงานตำ�รวจแห่งชาติ และหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องหารือร่วมกับสำ�นักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แหง่ ชาติ เพอ่ื พจิ ารณาน�ำ หลกั สตู รไปปรบั ใชใ้ นโครงการฝกึ อบรมของขา้ ราชการ บคุ ลากรภาครฐั หรอื พนกั งาน รฐั วิสาหกจิ ทบ่ี รรจใุ หม่ บคุ ลากรทางการศกึ ษา เชน่ ครู อาจารย์ หรือ ผทู้ ท่ี �ำ หนา้ ท่เี ป็นผถู้ ่ายทอดความรู้ ในหลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน และหลกั สตู รอดุ มศกึ ษา พรอ้ มทง้ั ใหก้ ระทรวงศกึ ษาธกิ ารเตรยี มความพรอ้ ม ในดา้ นตา่ งๆ เชน่ ต�ำ ราเรยี น ครู อาจารย์ เพอ่ื น�ำ หลกั สตู รตา้ นทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) หลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐานและหลกั สตู รอดุ มศกึ ษาไปปรบั ใชใ้ นการจดั การเรยี นการสอนของสถานศกึ ษา โดยมุ่งเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเก่ียวกับความหมายและขอบเขตของการกระทำ�ทุจริต ในลกั ษณะตา่ ง ๆ ทง้ั ทางตรงและทางออ้ ม ความเสยี หายทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการทจุ รติ ความส�ำ คญั ของการตอ่ ตา้ น การทุจรติ รวมท้งั จัดใหม้ กี ารประเมนิ ผลสัมฤทธข์ิ องการจดั หลกั สตู รในแตล่ ะชว่ งวยั ของผูเ้ รียนดว้ ย ต่อมาสำ�นักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำ�นักงาน ป.ป.ช.) ไดม้ กี ารรายงานผลการขบั เคล่อื นหลกั สูตรตา้ นทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ประจ�ำ ปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้คณะรัฐมนตรีได้รับทราบ ซึ่งสำ�นักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ นร๐๕๐๕/๒๕๕๖๔ลงวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๓ แจ้งว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่
6 หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากับหลักสตู รต้านทจุ ริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ๑๘ สิงหาคม ๒๕๖๓ เรือ่ ง หลกั สูตรตา้ นทจุ ริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ดังนี้ (๑) รับทราบรายงานผลการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ประจำ�ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ ตามท่ีคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติเสนอและให้สำ�นักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติประสาน ในรายละเอียดกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม กระทรวงมหาดไทย (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น)กระทรวงศึกษาธิการ สำ�นักงานตำ�รวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานท่ีเกีย่ วข้องเพ่อื นำ�หลกั สตู รทไี่ ด้ปรับปรงุ ใหมไ่ ปปรับใช้ให้บรรลวุ ัตถปุ ระสงคต์ อ่ ไป (๒) ให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และกระทรวง ศึกษาธิการรายงานผลสัมฤทธิ์ของการนำ�หลักสูตรต้านทุจริตศึกษาไปปรับใช้ ไปยังสำ�นักงาน คณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาตติ อ่ ไป (๓) ใหค้ ณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาตแิ ละหนว่ ยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ ง รบั ความเหน็ ของส�ำ นกั งบประมาณ ส�ำ นกั งานสภาพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ และส�ำ นกั งาน ก.พ. ไปพิจารณาดำ�เนินการในส่วนท่ีเก่ียวขอ้ งต่อไปด้วย ซง่ึ ส�ำ นกั เลขาธกิ ารคณะรฐั มนตรไี ดแ้ จง้ ใหร้ องนายกรฐั มนตรี รฐั มนตรปี ระจ�ำ ส�ำ นกั นายกรฐั มนตรี กระทรวง กรม และกรุงเทพมหานครทราบด้วยแล้ว และในบญั ชีเวยี นแนบทา้ ยหนงั สือ ยังได้มกี ารแจ้ง ไปยงั ผอู้ ำ�นวยการส�ำ นักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาตทิ ราบอีกด้วย บทที่ ๒ สังวรปธาน สงั วรปธาน คอื การรวบรวมหลักพุทธธรรมเพือ่ จะปอ้ งกนั ปญั หา และไม่ใหเ้ กิดปญั หาการทจุ ริต ทำ�ใหค้ นในสงั คมคิดดี มีมโนสจุ รติ ไม่ไปฉกฉวยผลประโยชน์ของสว่ นรวมมาเป็นของตน เปรียบเสมอื น การมวี คั ซนี ไวใ้ ชเ้ พอ่ื ปอ้ งกนั โรคทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ ท�ำ ใหค้ นสามารถคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คล กบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวมไดแ้ ละคำ�นึงถึงผลประโยชน์สว่ นรวมมากกว่าผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คล ในทน่ี ้ี พระพทุ ธศาสนาใหค้ วามส�ำ คญั กบั อตั ถะ ๓ หมายถงึ ประโยชนห์ รอื ผลทม่ี งุ่ หมาย ๓ ประการ ได้แก ่ (๑) อตั ตัตถะ หมายถึง ประโยชน์ตน (๒) ปรัตถะ หมายถึง ประโยชนผ์ อู้ นื่ (๓) อุภยัตถะ หมายถึง ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย คือ ประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น รวมกันหรือทีเ่ รยี กวา่ ประโยชนส์ ่วนรวม เรื่องการให้ความสำ�คัญกับประโยชน์ส่วนรวมนี้ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผเู้ ป็นพระบดิ าแห่งการแพทยแ์ ผนปัจจุบันของไทย เปน็ พระบรมราชชนกในพระบาท สมเด็จพระบรมชนกาธเิ บศร มหาภูมพิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร รชั กาลท่ี ๙ และเป็นพระราช อัยกาในพระบาทสมเดจ็ พระวชริ เกลา้ เจ้าอยูห่ วั รชั กาลท่ี ๑๐ ได้มพี ระราชด�ำ รัสวา่
หลักธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากบั หลักสตู รตา้ นทุจรติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 7 “ขอให้ถือประโยชนส์ ่วนตัวเป็นทส่ี อง ประโยชนข์ องเพอ่ื นมนุษยเ์ ป็นกจิ ที่หนงึ่ ลาภ ทรัพย์ และเกยี รตยิ ศจะตกแก่ทา่ นเอง ถา้ ทา่ นทรงธรรมแหง่ อาชีพไวใ้ ห้บรสิ ทุ ธ์”ิ อธิบายได้ว่า การเป็นข้าราชการที่ดีนั้น จะต้องคำ�นึงถึงประโยชน์ส่วนรวมให้มาก ทำ�งานเพื่อ ประโยชนข์ องเพอ่ื นมนษุ ยม์ คี วามส�ำ คญั มากทส่ี ดุ เมอ่ื ท�ำ เชน่ นด้ี ว้ ยจติ ใจทเ่ี สยี สละเพอ่ื สว่ นรวมเปน็ อยา่ งดแี ลว้ ต่อไปในภายภาคหน้า ประโยชน์ส่วนบุคคลจะตามมาเป็นลำ�ดับต่อไป ไม่ว่าจะเป็นลาภผล ทรัพย์สิน และเกียรติยศจะมาถึงแก่ท่านเอง ขอให้ทำ�หน้าที่ของตัวให้สมบูรณ์ที่สุดและทำ�อย่างเต็มความสามารถ ประกอบไปดว้ ยคณุ ธรรม โดยมงุ่ หวงั ประโยชนแ์ ก่ชาตบิ ้านเมืองเป็นสำ�คัญ อยา่ เหน็ แกต่ วั เองเปน็ สำ�คัญ ตามแนวทางแหง่ อตั ตาธปิ ไตย โดยใหค้ �ำ นงึ ทค่ี ตธิ รรมค�ำ คมทว่ี า่ “ถา้ ท�ำ งานเพราะเหน็ แกต่ วั อาจหมองมวั ชัว่ ชวี ติ ถา้ ทำ�งานเพ่อื อทุ ิศ ส้นิ ชีวิตแลว้ ยังคงอย่”ู การคำ�นึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนบุคคลนี้ เป็นแนวทางป้องกันการทุจริต ในรปู แบบผลประโยชนท์ บั ซอ้ นหรอื การขดั กนั ของผลประโยชน์ (Conflict of interests) คอื สถานการณ์ ที่บุคคลผู้ดำ�รงตำ�แหน่งอันเป็นที่ไว้วางใจ เช่น ทนายความ นักการเมือง ผู้บริหาร หรือผู้อำ�นวยการ ของบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานรัฐ เกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับผลประโยชน์ ทางวชิ าชพี (Professional interests) อนั สง่ ผลใหเ้ กดิ ปญั หาทเ่ี ขาไมส่ ามารถปฏบิ ตั หิ นา้ ทไ่ี ดอ้ ยา่ งเปน็ กลาง โดยไม่ลำ�เอียง ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้น อาจส่งผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจที่มีต่อบุคคลนั้นว่า เขาจะสามารถปฏบิ ตั งิ านตามต�ำ แหนง่ ใหอ้ ยใู่ นครรลองของคณุ ธรรมจรยิ ธรรมไดม้ ากนอ้ ยเพยี งใด นบั เปน็ ปญั หาทางปรัชญาที่เกดิ ข้นึ จากประโยชน์สว่ นบคุ คลและประโยชน์ส่วนรวมท่ีขดั แยง้ กนั ตวั อยา่ งเชน่ ในสมยั สงครามโลกครง้ั ทส่ี อง ชายคนหนง่ึ มหี นา้ ทไ่ี ปเปน็ ทหารเพอ่ื รบั ใชช้ าติ ซง่ึ เปน็ การท�ำ หนา้ ทเ่ี พอ่ื ประโยชนส์ ว่ นรวมของบา้ นเมอื ง แตเ่ ขามแี มน่ อนปว่ ยอยทู่ บ่ี า้ นโดยไมม่ คี นดแู ล ถา้ เขาไป รบั ใชช้ าตแิ มท่ ไ่ี มม่ คี นดแู ลกอ็ าจจะตายและไมไ่ ดเ้ หน็ หนา้ กนั อกี กลา่ วคอื ถา้ อยกู่ บั แมก่ ไ็ มไ่ ดไ้ ปรบั ใชช้ าติ ถ้าไปรับใช้ชาติก็ไม่ได้ดูแลตอบแทนคุณของแม่ ถือว่าไม่กตัญญูรู้คุณมารดา เกณฑ์ตัดสินทางจริยธรรม เช่นนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “ธมฺมํ จเร สุจริตํ” แปลความว่า “พึงประพฤติธรรมให้สุจริต” หมายถึง พึงทำ�หน้าที่อย่างสุจริต ทง้ั ทางกาย วาจา และใจ โดยยดึ หลกั ประโยชนส์ ว่ นรวมเขา้ ไวใ้ นทน่ี ต้ี รงกบั พทุ ธศาสนสภุ าษติ บทหนง่ึ ทว่ี า่ “ นรชนพงึ สละทรัพยเ์ พราะเหตแุ หง่ อวยั วะ เมือ่ จะรกั ษาชีวติ กพ็ งึ สละอวัยวะ เมือ่ ระลกึ ถงึ ธรรม พึงสละทงั้ อวยั วะ ทรัพย์ และแมแ้ ต่ชีวติ ท้งั หมด” อธิบายได้ว่า การรักษาธรรมนี้หมายถึง การทำ�หน้าที่อย่างสุจริตและบริสุทธิ์ยุติธรรม ถือเป็น ความถกู ตอ้ งดงี ามทต่ี อ้ งรกั ษาไวใ้ หด้ ี โดยเลง็ เหน็ แกป่ ระโยชนส์ ว่ นรวมของบา้ นเมอื งแลว้ จงึ ลงมอื ท�ำ เชน่ นน้ั ต้องทำ�หน้าที่โดยคำ�นึงถึงประเทศชาติบ้านเมืองและสังคมมาก่อนส่วนอื่น มุ่งเอาประโยชน์ของชาติ มาเป็นที่ตั้งหากทำ�หน้าที่โดยคำ�นึงถึงประโยชน์ของชาติบ้านเมืองซึ่งเป็นประโยชน์สูงสุดมาก่อน
8 หลักธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลักสูตรต้านทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) เรื่องอื่นแล้ว ไม่ว่าจะต้องเสียสละทรัพย์ อวัยวะ หรือชีวิต ก็จะไม่เสียดายเลย เพราะประโยชน์ส่วนรวม มาเหนือกว่าประโยชน์ส่วนบุคคลแน่นอน ในที่นี้ขอยกตัวอย่างพระพุทธเจ้าในอดีตที่เสวยพระชาติ เป็นพระเวสสันดรมาพอสังเขป พระเวสสันดรนั้นเป็นผู้บำ�เพ็ญทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ เป็นมืออาชีพแห่ง การเสยี สละตวั เพอ่ื ผอู้ น่ื ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากการบรจิ าคทรพั ยส์ มบตั ขิ องตวั เพอ่ื ชว่ ยเหลอื ชาวบา้ นอยเู่ นอื ง ๆ บรจิ าคชา้ งปจั จยั นาเคนทร์ ซง่ึ เปน็ ชา้ งเผอื กคบู่ า้ นคเู่ มอื งของตวั ใหแ้ กเ่ จา้ เมอื งอน่ื จนในทส่ี ดุ สละไดแ้ มแ้ ตช่ วี ติ ของตวั เพอ่ื บ�ำ เพญ็ บารมที ย่ี ง่ิ ขน้ึ ไป การเสยี สละเชน่ นถ้ี อื เปน็ แบบอยา่ งทด่ี ที ค่ี วรประพฤตติ ามเปน็ อยา่ งยง่ิ เพราะมุ่งถึงประโยชน์สุขที่ยิ่งใหญ่ของผู้อื่น จึงยอมเสียสละประโยชน์สุขที่เล็กน้อยของตัว ด้วยเหตุนี้ นักปราชญ์จึงเสียสละประโยชน์สุขเล็กน้อยเพื่อประโยชน์สุขที่ยิ่งใหญ่ ประโยชน์ของมวลมนุษยชาติ และประเทศชาตติ ้องมาก่อนประโยชน์ของตวั เสมอ บทท่ี ๓ ปหานปธาน ปหานปธาน คือ การช่วยแกป้ ญั หาทุจริตคอร์รปั ชนั เพอ่ื ใหส้ งั คมอยู่ได้ โดยชว่ ยกนั เปน็ หเู ปน็ ตา คอยสอดสอ่ งปญั หาทจุ รติ ตา่ ง ๆ ในบา้ นเมอื งและคอยแจง้ เหตเุ ภทภยั ทอ่ี าจจะเกดิ ขน้ึ ในชมุ ชนเพอ่ื อ�ำ นวย ความสะดวกแก่เจา้ หนา้ ท่ี เชน่ เมื่อเกดิ เหตไุ ม่พึงประสงคต์ ่าง ๆ ขนึ้ ในชุมชน ไม่ว่าจะเปน็ การประทว้ ง หรือการทำ�ผิดกฎหมายนานปั การ เม่ือเราทราบปญั หาแลว้ จะต้องแจ้งให้เจ้าหนา้ ท่ที ราบ ไมใ่ ช่ไปจบั เอง เพราะไมใ่ ชห่ นา้ ทข่ี องประชาชน เมอ่ื เกดิ ปญั หาในบา้ นเมอื งจะตอ้ งไมน่ ง่ิ ดดู าย ไมน่ ง่ิ เฉยวา่ ไมใ่ ชธ่ รุ ะของตวั แตต่ อ้ งชว่ ยกนั แกป้ ญั หาไมย่ อมทนและนง่ิ เฉยตอ่ สรรพปญั หา ชว่ ยกนั แกไ้ ขปญั หาทจุ รติ เพอ่ื ใหค้ นในสงั คม ยึดม่ันในสิง่ ที่ถูกต้องอันจะเป็นการป้องปรามตามหลักปหานปธาน หัวใจหลกั ของปหานปธาน คือ ตอ้ งรจู้ กั ป้องปรามและควบคมุ คนไม่ดี ไมใ่ ห้มีอ�ำ นาจไปข่มเหง คนอื่นและต้องรู้จักยกย่องและชื่นชมคนทำ�ดี เพื่อให้มีกำ�ลังใจทำ�ความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป หลักการนี้ตรงกับ พุทธศาสนสุภาษิตบทหนึ่งที่ว่า “นิคฺคณฺเห นิคฺคหารหํ ปคฺคณฺเห ปคฺคหารหํ” แปลความว่า “พึงข่มคนที่ควรข่ม พึงยกย่องคนที่ควรยกย่อง” ดังคำ�กล่าวที่ว่า “เพิ่มอำ�นาจคนดี บีฑาคนชั่ว” ซงึ่ ในทนี่ ี้สามารถพิจารณาแยกออกได้เป็น ๒ ประเด็น ดังนี้ ๑. กระบวนการปอ้ งปรามคนไมด่ ี ดว้ ยการควบคมุ คนไมด่ ไี มใ่ หม้ อี �ำ นาจไปขม่ เหงคนอน่ื ซึ่งกระบวนการน้ีเป็นการรู้จักสอดส่องและกำ�กับดูแลสุขทุกข์ของผู้คนในสังคมโดยใช้กระบวนการ กลมุ่ ของคนในสงั คมเอง ตามปกตแิ ลว้ ในแตล่ ะชมุ ชนนน้ั ใครเปน็ คนดหี รอื คนไมด่ ี ในชมุ ชนนน้ั ๆ ยอ่ มทราบ และรจู้ ักกันเปน็ อย่างดี เม่อื มคี นไม่ดอี ยู่ในชุมชนเราในฐานะส่วนหนง่ึ ของชมุ ชน จะตอ้ งคอยเปน็ หเู ป็นตา ช่วยสอดส่องดูแลไม่ให้เขาทำ�กรรมไม่ดีในชุมชน เมื่อรู้จักควบคุมดูแลเป็นอย่างดีแล้ว ยังจะต้องรู้จักว่า ควรมอบอำ�นาจในการดูแลชุมชนให้แก่ใคร หากมอบอำ�นาจไว้ในมือคนไม่ดี ย่อมทำ�ให้ชุมชนได้รับ ความเดอื ดรอ้ นวุ่นวายใจและอาจกอ่ ภัยร้ายแรงข้นึ แก่คนในชุมชนด้วย ๒. กระบวนการสง่ เสริมคนดี ให้มกี ำ�ลังใจทำ�ความดีเรอ่ื ยไป ซ่งึ กระบวนการน้ีเป็นการ รู้จักยกย่องสนับสนุนคนทำ�ดีให้มีอำ�นาจในการดูแลสุขทุกข์ของผู้คนในสังคม เมื่อควบคุมคนทำ�ไม่ดี ในชมุ ชนไดแ้ ลว้ ตอ่ ไปจะเปน็ ยกยอ่ งสง่ เสรมิ คนท�ำ ดี ใหม้ บี ทบาทหนา้ ทใ่ี นการดแู ลรบั ใชช้ มุ ชนตอ่ ไป เปน็ การ สรา้ งขวญั และก�ำ ลงั ใจใหแ้ กค่ นท�ำ ความดใี นชมุ ชน การยกยอ่ งและใหก้ �ำ ลงั ใจคนท�ำ ดนี น้ั เปน็ กระบวนการ
หลักธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากบั หลักสูตรตา้ นทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) 9 เสริมแรงจูงใจทางบวกให้เกิดขึ้นแก่ผู้คนในชุมชน ทำ�ให้ชุมชนตื่นตัวและสร้างพลังด้านบวกให้เกิดขึ้น อยา่ งสม�่ำ เสมอ การรจู้ กั ควบคมุ คนไมด่ ี ไมใ่ หม้ อี �ำ นาจ และการรจู้ กั ยกยอ่ งคนดี ใหม้ กี �ำ ลงั ใจท�ำ งานเพอ่ื รบั ใชส้ งั คมน้ี สอดคล้องต้องกันกับพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ ๙ ที่ว่า “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำ�ให้ ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมดการทำ�ให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำ�ให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยูท่ ี่การสง่ เสรมิ คนดี ใหค้ นดไี ดป้ กครองบา้ นเมือง และควบคุมคนไมด่ ี ไมใ่ หม้ อี �ำ นาจ ไม่ใหก้ อ่ ความเดือดรอ้ นวุ่นวายได”้ เม่ือพิจารณาดงั น้ี จะเห็นวา่ หัวใจหลกั ของปหานปธานท่ีวา่ ดว้ ยการรจู้ กั ปอ้ งปรามและควบคุม คนไมด่ ี ไมใ่ ห้มอี ำ�นาจไปขม่ เหงคนอน่ื และการรูจ้ ักยกย่องและช่ืนชมคนท�ำ ดี เพื่อใหม้ ีก�ำ ลงั ใจทำ�ความดี ยิ่ง ๆ ขึ้นไปนั้นประกอบไปด้วยองค์แห่งคุณธรรม ๒ ประการ คือ ความละอายและความไม่อดทน หรอื ท่ีเรยี กวา่ หิรแิ ละโอตตัปปะ หริ ิ หมายถงึ ความละอายใจตอ่ การทำ�ความช่ัว ความอายช่ัวเกิดจากการนกึ ถงึ ความเปน็ คนดี และศักด์ิศรีของวงศ์ตระกูลเป็นต้นแล้วเกิดความละอายใจที่จะกระทำ�การทุจริตและประพฤติมิชอบ และโอตตัปปะหมายถึง ความเกรงกลัวต่อความชั่ว ความกลัวบาปเกิดจากการนึกถึงภัย หรือความทุกข์ ที่เป็นผลจากการกระทำ�บาป เชน่ กฎหมายรนุ แรง การลงโทษ ทณั ฑภยั และสงั คมต�ำ หนิตเิ ตยี น องค์แห่ง คุณธรรมทั้ง ๒ ประการนมี้ ชี ื่อเรียกวา่ “ธรรมคุ้มครองโลก” คอื ธรรมที่ช่วยใหโ้ ลกมีความเป็นระเบยี บ เรยี บร้อย ไมเ่ ดือดรอ้ นและสับสนว่นุ วาย นอกจากน้ียังมีชื่อเรียกอกี อย่างหนึ่งว่า “เทวธรรม” หมายถงึ ธรรมสำ�หรับเทวดา หรือธรรมสำ�หรับทำ�บุคคลให้เป็นดั่งเทวดาเพราะบุคคลผู้มีความละอายชั่ว และเกรงกลัวต่อบาปทุจริตทั้งปวง ทำ�ให้เป็นคนดีงามและเป็นคนมีคุณธรรมประจำ�ใจ ซึ่งความดีเช่นนี้ ถือว่าเปน็ ธรรมท่คี ้มุ ครองโลกใหส้ งบร่มเยน็ โดยท�ำ คนธรรมดาให้เป็นเทวดาบนโลกนไ้ี ด้ เพราะมรี ากฐาน ของหริ โิ อตตปั ปะเปน็ ทต่ี ง้ั ประจ�ำ ใจนน่ั เอง ดงั นน้ั ความละอายและความไมอ่ ดทนน้ี จงึ เปน็ ธรรมคมุ้ ครองโลก และเป็นธรรมสำ�หรับทำ�คนให้เป็นเทวดา ส่งเสริมให้เป็นคนรู้จักความอดทนในการพึ่งพาตัวเอง และมีความมน่ั คงในการท�ำ ความดีย่ิง ๆ ข้นึ ไป ดังบทประพนั ธท์ ี่วา่ “ ถงึ จนทนสกู้ ดั กินเกลือ อย่าเท่ียวแลเ่ นอื้ เถือ พวกพอ้ ง อดอยากเยย่ี งอยา่ งเสือ สงวนศักดิ์ โซกเ็ สาะใส่ท้อง จับเน้อื กินเอง”
10 หลักธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากบั หลกั สตู รต้านทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) บทท่ี ๔ ภาวนาปธาน ภาวนาปธาน คือ การพัฒนาบุคคลทุกหมู่เหล่าให้มีจิตพอเพียงที่พร้อมในการต้านทุจริต อย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างวิถีชีวิตและวัฒนธรรมสุจริตในสังคมไทย โดยการนำ�รูปแบบความเข้มแข็ง หรอื STRONG Model (พฒั นาโดย รศ.ดร.มาณี ไชยธรี านุวัฒศริ ิ, ๒๕๖๒) มาใชใ้ นสังคม ประกอบไปดว้ ย (๑) S (Sufficient) พอดี พอเหมาะ พอใจ (๒) T (Transparent) สุจรติ (๓) R (Realise) สัมมาทิฎฐิ ค่านยิ ม (๔) O (Onward) จกั ขมุ า วิสัยทัศน์ (๕) N (Knowledge) วิธรุ ะ (๖) G (Generosity) นิสยั ดี มจี ิตอาสา รูปแบบความเขม้ แข็ง หรอื STRONG Model (จิตพอเพยี งตา้ นทจุ รติ ) นั้น เป็นรูปแบบท่มี าจาก ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ได้มกี ารวิเคราะห์ภาพอนาคตของประชาชนและสังคมในระยะ ๕ ปีข้างหน้าไว้ว่า หากยุทธศาสตร์ชาติ ว่าด้วยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) ไดร้ บั ความร่วมมอื ร่วมใจ จากทกุ ภาคสว่ นของสงั คมไทยในการน�ำ ไปปฏบิ ตั จิ รงิ ประชาชนชาวไทยจะมคี วามตน่ื ตวั ตอ่ การทจุ รติ มากขน้ึ ให้ความสนใจต่อข่าวสารและตระหนักถึงผลกระทบของการทุจริตที่มีต่อประเทศมากขึ้น การแสดงออก ของประชาชนที่ต่อต้านการทุจริต ทั้งในชีวิตประจำ�วัน ผ่านสื่อสาธารณะและสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ มาจากการตื่นรู้ว่า นอกจากจะผิดกฎหมายและทำ�ให้เกิดความเสียหายต่อประเทศแล้วยังเป็นพฤติกรรม ที่ผิดจริยธรรม น่ารังเกียจ ประชาชนจะเริ่มเรียนรู้การปรับเปลี่ยนวิธีคิดที่สามารถแยกแยะระหว่าง ผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวม พฒั นาวฒั นธรรมทางสงั คมบนหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง ไม่กระทำ�การทุจริตเนื่องจากมีพื้นฐานจิตพอเพียง ละอายในการทำ�ทุจริตประพฤติมิชอบ รวมทง้ั ไม่ยอมใหผ้ ู้อืน่ กระทำ�การทจุ รติ อันสง่ ผลให้เกิดความเสียหายต่อสังคมส่วนรวม เพื่อให้ภาพอนาคตดังกล่าวสามารถบรรลุผลได้จริง หน่วยงานทุกภาคส่วนต้องให้ความสำ�คัญ อย่างแท้จริงกับการปรับประยุกต์หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ประกอบกับหลักการต่อต้าน การทุจริตอน่ื ๆ เพ่อื สร้างฐานคดิ จติ พอเพยี งต่อต้านการทุจริตให้เกิดขน้ึ โดยประยุกต์โมเดล “STRONG - จิตพอเพยี งต้านทจุ รติ ” ซง่ึ พฒั นาโดย รองศาสตราจารย์ ดร.มาณ ี ไชยธีรานุวฒั ศิริ ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกอบด้วย ๑) S (Sufficient) : พอเพียง ผ้นู �ำ ผู้บริหาร บคุ คลทุกระดบั องคก์ รและชุมชนน้อมนำ�ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งมาปรับ ประยุกต์เป็นหลักความพอเพียงในการทำ�งาน การดำ�รงชีวิต การพัฒนาตัวเองและส่วนรวม รวมถึง การปอ้ งกันการทจุ ริตอยา่ งย่งั ยนื
หลักธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สตู รตา้ นทุจรติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) 11 ความพอเพียงต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งของมนุษย์ แม้ว่าจะแตกต่างกันตามพื้นฐาน แต่การตัดสินใจว่า ความพอเพียงของตัวเองต้องตั้งอยู่บนความมีเหตุมีผล ที่ไม่เบียดเบียนตัวเอง ผู้อื่น และส่วนรวม วธิ คี ดิ แยกแยะผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลและผลประโยชนส์ ว่ นรวม จะเปน็ กลไกส�ำ คญั หนง่ึ ทจ่ี ะไปสคู่ วามพอเพยี ง ของปจั เจกบุคคล ในมุมมองของพระพุทธศาสนา หลักพอเพียงอันเกิดจากการแยกแยะประโยชน์ส่วนบุคคล และประโยชนส์ ว่ นรวมดงั กลา่ ว สอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรม เรอ่ื ง “ประโยชน์ ๓ (อตั ถะ ๓)” อนั ประกอบไปดว้ ย (๑) อตั ตัตถะ – ประโยชนต์ น (๒) ปรัตถะ – ประโยชน์ผ้อู ่นื (๓) อุภยัตถะ – ประโยชน์รว่ มกัน, ประโยชน์ส่วนรวม ๒) T (Transparent) : โปรง่ ใส ผู้นำ� ผู้บริหาร บุคคลทุกระดับ องค์กรและชุมชนต้องปฏิบัติงานบนฐานของความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทีม่ ีปรากฏในหลักปฏบิ ัติ ระเบยี บ ขอ้ ปฏิบัติ กฎหมายด้านความโปร่งใส ในมุมมองของพระพุทธศาสนา ค่านิยมของความโปร่งใส สอดคล้องกับหลักธรรมที่ชื่อว่า “อนวัชชสุข” อนั เป็นหน่งึ ในสุขของคฤหัสถ์ ๔ ประการ ซ่ึง อนวชั ชสุข น้ี หมายเอา สุขอนั เกิดจาก การประกอบการงานที่ปราศจากโทษสุขอันเกิดจากความสุจริต คือ การประกอบกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันหาโทษมิได้ บุคคลผู้นั้นย่อมได้รับความสุขโสมนัสว่าเราประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อนั หาโทษมิได้ ๓) R (Realise) : ต่ืนรู้ ผ้นู ำ� ผบู้ รหิ าร บุคคลทกุ ระดับ องค์กรและชมุ ชน มคี วามรู้ความเข้าใจและตระหนักรถู้ งึ รากเหงา้ ของปญั หาและภยั รา้ ยของการทจุ รติ ประพฤตมิ ชิ อบภายในชมุ ชนและประเทศ ความตน่ื รจู้ ะท�ำ ใหเ้ ฝา้ ระวงั และไมย่ ินยอมใหเ้ กิดการทจุ รติ ขน้ึ ในมมุ มองของพระพทุ ธศาสนา การตน่ื รู้ สอดคลอ้ งกบั หลกั ธรรมทช่ี อ่ื วา่ “สมั มาทฏิ ฐ”ิ อนั เปน็ หนง่ึ องค์ธรรมของมรรคมีองค์ ๘ โดยสัมมาทิฏฐิ คือปัญญาอันเห็นชอบตามความเป็นจริง ตามครรลอง คลองธรรมปจั จยั ให้เกดิ สมั มาทฏิ ฐิ คอื ทางเกดิ แหง่ แนวคิดท่ีถูกต้อง, ตน้ ทางของความดีงามทงั้ ปวงมี ๒ ประการ ไดแ้ ก่ (๑) ปรโตโฆสะ คอื การหมัน่ รบั ฟงั ค�ำ แนะน�ำ ขา่ วสาร สนทนาซักถาม ฟังคำ�บอกเล่า จากผูอ้ ื่น ผูเ้ ปน็ กัลยาณมิตร(การกระตุน้ จากภายนอก) (๒) โยนิโสมนสิการ คือ กระทำ�ในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้น ๆ หรือปัญหานั้น ๆ ออก ใหเ้ ห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธแ์ ห่งเหตุปัจจยั (การใชค้ วามคิดถูกวธิ ี ความรูจ้ กั คิด คิดเปน็ ) ๔) O (Onward) : มงุ่ ไปข้างหน้า ผู้น�ำ ผู้บริหาร บุคคลทกุ ระดบั องคก์ รและชุมชน มงุ่ พฒั นาและปรับเปลย่ี นตวั เองและส่วนรวม ให้มีความเจรญิ กา้ วหนา้ อยา่ งยั่งยนื บนฐานความโปร่งใส ความพอเพียง และรว่ มสรา้ งวฒั นธรรมสุจรติ ใหเ้ กิดขึ้นอยา่ งไมย่ ่อท้อ
12 หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลักสูตรตา้ นทจุ ริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ในมุมมองของพระพุทธศาสนา การมุ่งไปข้างหน้า สอดคล้องกับหลักธรรมที่ชื่อว่า “จักขุมา” อันเป็นหนึ่งองค์ธรรมของ “ปาปณิกธรรม ๓” ที่ประกอบไปด้วย จักขุมา, วิธูโร และนิสสยสัมปันโน ซึ่งจักขุมานี้ หมายเอา การมีปัญญามองการณ์ไกล รู้ว่าต้องทำ�อย่างไรถึงจะบรรลุตามเป้าหมาย สามารถวางแผนและฉลาดในการอา่ นคน จักขมุ า (ปาปณิกธรรม) และมงุ่ ไปข้างหน้า (Onward) จึงเชอื่ มโยงสอดคลอ้ งกนั ในความท่ีวา่ เปน็ ความเพียรพยายามอยา่ งต่อเน่อื ง มปี ญั ญา มศี รทั ธา มองการณไ์ กล มวี สิ ยั ทัศน์ ม่งุ พัฒนาให้เกดิ ความเจริญ โดยการต่อสทู้ จุ ริตไปส่เู ปา้ หมายอย่างไม่ยอ่ ท้อ ตามความที่กลา่ วขา้ งตน้ น้นั เอง ๕) N (Knowledge) : ความรู้ ผนู้ �ำ ผบู้ รหิ าร บคุ คลทกุ ระดบั องคก์ รและชมุ ชน ตอ้ งมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจสามารถน�ำ ความรไู้ ปใช้ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินได้อย่างถ่องแท้ ในเรื่องสถานการณ์การทุจริต ผลกระทบที่มี ต่อตัวเองและสว่ นรวม ในมมุ มองของพระพุทธศาสนา ความรู้ สอดคล้องกับหลักธรรมทชี่ ่อื วา่ “วิธูโร” อันเปน็ หนึง่ องค์ธรรมของ “ปาปณิกธรรม ๓” ที่ประกอบไปด้วย จักขุมา, วิธูโร และนิสสยสัมปันโน ซึ่ง วิธูโรนี้ หมายเอาการจดั การธุระไดด้ ี มคี วามเช่ยี วชาญ มีความชำ�นาญดา้ นเทคนิค วธิ โู ร (ปาปณกิ ธรรม) และความรู้ (Knowledge) ตามโมเดล STRONG นน้ั จงึ เชอ่ื มโยงสอดคลอ้ งกนั ในแง่ทว่ี ่า มคี วามเพยี รพยายาม มคี วามรู้ ความเชี่ยวชาญ และแสวงหาความรู้อย่างตอ่ เนื่อง ๖) G (Generosity) : ความเออื้ อาทร คนไทยมคี วามเอ้ืออาทร มีเมตตาน�ำ้ ใจตอ่ กันบนฐานของจติ พอเพียงตา้ นทุจริต โดยไม่รับหรือให้ ผลประโยชน์ต่อพวกพ้อง ในมมุ มองของพระพุทธศาสนา เอือ้ อาทร สอดคล้องกับหลักธรรมทชี่ ือ่ วา่ “นสิ สยสัมปันโน” อนั เป็นหน่งึ องค์ธรรมของ “ปาปณกิ ธรรม ๓” ทีป่ ระกอบไปดว้ ย จกั ขมุ า, วิธโู ร และนสิ สยสัมปันโน ซึ่ง นิสสย-สัมปันโน หมายเอา การเป็นที่พึ่งได้ การพร้อมถึงความเชื่อถือ ไว้วางใจ ในหมู่คณะ การมีมนุษยสัมพนั ธท์ ด่ี ี นิสสยสัมปันโน (ปาปณิกธรรม) และเอื้ออาทร (Generosity) ตามโมเดล STRONG นั้น จึงเชือ่ มโยงสอดคลอ้ งกนั ในความหมายท่วี า่ การมีมนษุ ยสมั พนั ธด์ ี เปน็ ท่ีพ่ึงพิงได้ นิสยั ดี มีความเออ้ื อาทร ตอ่ กันบนพน้ื ฐานจรยิ ธรรมและความพอเพยี งน่ันเอง
หลักธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลักสตู รตา้ นทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 13 บทท่ี ๕ อนรุ ักขนาปธาน อนุรักขนาปธาน คือ การรักษาความดีที่ทำ�มาทั้งหมด ให้มีความตั้งมั่นยาวนานมากที่สุด เมื่อทำ�แล้วต้องมีความยั่งยืนและเกิดเครือข่าย (Networking) การรักษาความดีนี้ก็เปรียบเหมือนเกลือ ที่รักษาความเค็ม ทำ�อย่างไรให้เป็นวัฒนธรรมที่ต่อเนื่อง เป็นพลเมืองดีที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ในสังวรสตู รมเี กณฑ์ทำ�ความดี โปรง่ ใสและสุจริต ตามหลกั ธรรมท่วี ่า “ธมฺมํ จเร สจุ รติ ”ํ แปลความวา่ “พงึ ประพฤตธิ รรมใหส้ จุ รติ ” หมายถงึ ควรปฏบิ ัติหน้าทใี่ หส้ ุจรติ ๓ ประการ คือ ๑) มโนสจุ ริต (คดิ ด)ี สมั มาทิฏฐิ คอื คุณธรรม ๒) วจีสจุ รติ (พูดดี) สมั มาวาจา ๓) กายสุจริต (ท�ำ ด)ี สมั มากมั มันตะ อธบิ ายความวา่ มโนสจุ รติ คอื คณุ ธรรม เพราะเปน็ สว่ นทอ่ี ยใู่ นจติ ใจของมนษุ ย์ จงึ มชี อ่ื เรยี กดว้ ย คำ�คุ้นเคยว่า คุณธรรมประจำ�ใจ ส่วนวจีสุจริตและกายสุจริตนั้น ทั้ง ๒ ส่วนนี้รวมกัน คือ จริยธรรม เป็นการควบคมุ ความประพฤติทางกายและวาจาให้เรยี บรอ้ ยดงี าม หรือท�ำ ให้เป็นคนดีนนั่ เอง คนดีสามารถบำ�เพญ็ ประโยชนท์ ัง้ ๓ ประการใหบ้ รบิ รู ณ์แก่คนเป็นอันมาก เพราะเขาท�ำ หนา้ ท่ี ได้อย่างไมข่ าดตกบกพรอ่ ง ถา้ สมาชกิ ในสังคมใดพร้อมใจกนั ทำ�หนา้ ทไี่ ด้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ สงั คมนัน้ กจ็ ะมคี วามมน่ั คง มง่ั คง่ั ยง่ั ยนื ดงั นน้ั การปฏบิ ตั หิ นา้ ทใ่ี หส้ มบรู ณจ์ งึ เปน็ สง่ิ ส�ำ คญั ส�ำ หรบั การพฒั นาสงั คม และประเทศชาติ แทท้ จ่ี รงิ การปฏบิ ตั หิ นา้ ทก่ี ค็ อื การปฏบิ ตั ธิ รรม ใครมธี รรมคอื หนา้ ทอ่ี ะไร ควรท�ำ หนา้ ทน่ี น้ั ให้สุจริตด้วยลักษณะ ๓ ประการได้แก่ ๑) ไม่บกพร่องต่อหน้าที่ ๒) ไม่ละเว้นหน้าที่ และ ๓) ไม่ทุจริต ต่อหน้าที่ นอกจากนี้ ยังมีหลักธรรมที่ส่งเสริมเพิ่มเติมคุณธรรมประจำ�ใจให้เกิดขึ้นแก่พลเมืองดีในสังคม และเพิ่มเติมความรับผิดชอบต่อสังคมให้มากยิ่งขึ้นนี้ ประกอบหลักธรรม ๓ แนวทาง ได้แก่ หลักการ เพม่ิ อ�ำ นาจคนดบี ฑี าคนชว่ั , หลกั อปรหิ านยิ ธรรม สรา้ งสงั คมไทยหา่ งไกลความเสอ่ื ม และหลกั สาราณยี ธรรม น�ำ ไทยมั่นคง มงั่ คั่งย่งั ยืน หลกั การเพม่ิ อ�ำ นาจคนดี บฑี าคนชว่ั ถอื เปน็ การสง่ เสรมิ เพม่ิ คณุ ธรรมใหเ้ กดิ ขน้ึ แกผ่ คู้ นในสงั คมนน้ั จ�ำ เปน็ ตอ้ งน�ำ หลกั การเพม่ิ อ�ำ นาจคนดี และบฑี าคนชว่ั ไปใช้ เพราะเปน็ หลกั ทร่ี จู้ กั ปอ้ งกนั และควบคมุ คนไมด่ ี ไมใ่ หม้ ีอ�ำ นาจไปขม่ เหงรงั แกคนอ่ืนในสงั คม และท�ำ การยกย่องเชิดชูคนดี ให้ท�ำ หนา้ ท่เี พ่อื สว่ นรวมตอ่ ไป อยา่ งยง่ั ยนื หลกั การนต้ี รงกบั พทุ ธศาสนสภุ าษติ บทหนง่ึ ทว่ี า่ “นคิ คฺ ณเฺ ห นคิ คฺ หารหํ ปคคฺ ณเฺ ห ปคคฺ หารห”ํ แปลความว่า “พึงข่มคนที่ควรข่ม พึงยกย่องคนที่ควรยกย่อง” หลักการนี้มีความสอดคล้องตรงกับ แนวคิดทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีการจูงใจที่พัฒนามาจาก ทฤษฎกี ารเรียนรขู้ องสกินเนอร์ (B.F. Skinner) ท่มี หี ลักคดิ ว่า เราสามารถควบคมุ พฤติกรรมของคนได้ โดยวิธีการเสริมแรงทางบวก เช่น การมอบอำ�นาจ มอบหมายหน้าที่ให้ การให้รางวัลในการทำ�ความดี และวธิ เี สรมิ แรงทางลบ เชน่ การท�ำ โทษ หรอื การออกขอ้ บงั คบั เพอ่ื เปน็ แนวทางแหง่ การจ�ำ กดั อ�ำ นาจหนา้ ท่ี หรือขอบเขตการทำ�งานของคนชั่ว ให้อยู่ในกรอบแห่งความดีงามที่สังคมกำ�หนดร่วมกัน ถือเป็นการร่วม แสดงความรับผดิ ชอบตอ่ สังคมในทางออ้ มดว้ ย
14 หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากบั หลกั สตู รตา้ นทจุ ริตศึกษา (Anti-Corruption Education) หลักอปริหานิยธรรม เป็นหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงความเข้มแข็งของชาวแคว้นวัชชีที่ประพฤติ ปฏิบัติตามคำ�สอนที่พระพุทธองค์ทรงประทานไว้ให้อย่างแข็งขัน เมื่อชาวแคว้นวัชชีปฏิบัติตามหลัก อปรหิ านยิ ธรรมนย้ี อ่ มไดช้ อ่ื วา่ มแี ตค่ วามเจรญิ ไมม่ คี วามเสอ่ื มเลย เปน็ หลกั การทส่ี ง่ เสรมิ ใหป้ ระชาชนมสี ว่ นรว่ ม ในความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คม แมต้ นเองจะเปน็ เพยี งพลเมอื งคนหนง่ึ ทถ่ี อื เปน็ หนว่ ยยอ่ ยทส่ี ดุ ในสงั คม แตเ่ มอ่ื ตนเองเป็นผู้ปฏิบัติตามหลักการนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมโดยภาพรวม ให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เมื่อสังคมเกิดความเข้มแข็งในการดูแลปกป้องขอบเขตขันธสีมาของตนเอง เปน็ อยา่ งดแี ลว้ ยอ่ มสง่ ผลใหเ้ กดิ การพฒั นาสงั คมอยา่ งรอบดา้ น เปน็ การพฒั นาทส่ี รา้ งมน่ั คง มง่ั คง่ั ยง่ั ยนื ใหเ้ กิดแก่สงั คมโดยภาพรวมอีกด้วย หลักสาราณยี ธรรม เปน็ หลักธรรมอนั เปน็ ทีต่ ั้งแหง่ ความใหร้ ะลึกถึงกัน เป็นหลกั การแหง่ การอยู่ ร่วมกันด้วยบารมีแห่งเมตตาและความรักที่มีให้ต่อกันและกันของผู้คนในสังคม เป็นหลักธรรมที่ทำ�ให้ เปน็ ทร่ี ะลกึ ถงึ กนั ท�ำ ใหเ้ ปน็ ทร่ี กั และทเ่ี คารพตอ่ กนั และกนั เปน็ ไปเพอ่ื ความสงเคราะห์ ไมก่ อ่ ความววิ าท ต่อกัน เสริมสรา้ งความสามคั คีและความเปน็ น้ำ�หนงึ่ ใจเดยี วกันใหเ้ กิดขึ้นแก่หม่คู ณะ หากท�ำ ไดต้ ามหลักการดงั กลา่ วข้างตน้ ย่อมส่งผลให้มีพลเมอื งดีและมีความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม ตามหลกั อนุรักขนาปธาน กลา่ วคือ หนา้ ทข่ี องพลเมอื งดตี ามหลกั อนรุ กั ขนาปธาน จะสง่ ผลใหเ้ กดิ การชว่ ยกนั เปน็ หเู ปน็ ตาคอยระแวด ระวงั ภยั ทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ แกผ่ คู้ นในสงั คม เมอ่ื ท�ำ หนา้ ทอ่ี ยา่ งสจุ รติ ดว้ ยการรว่ มกนั ท�ำ ความดแี ละคอยปอ้ งกนั ความชว่ั ทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ แกห่ มคู่ ณะแลว้ ยงั นบั ไดว้ า่ ท�ำ หนา้ ทร่ี ว่ มกนั ตา้ นโกงดว้ ย การท�ำ หนา้ ทข่ี องพลเมอื งดี เชน่ น้เี ปน็ ส่วนหนึ่งของการแสดงความรบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมท่ีนา่ ยกย่อง การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การประพฤติจริยธรรมเพื่อสังคม เพราะการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นการบ่งบอกถึงการแสดงเจตนารมณ์ท่ีจะอยู่ร่วมกับผู้อ่ืน ในสังคมอย่างสันติสุขต้องการที่จะได้รับการยอมรับจากผู้คนในสังคม เป็นการควบคุมความประพฤติ ของตนเองให้เข้ากับหมคู่ ณะอื่นในสังคม เม่อื ควบคุมความประพฤติตนเองได้แล้ว ยังแสดงออกตอ่ สงั คม ดว้ ยการท�ำ หนา้ ทค่ี อยระแวดระวงั ภยั ใหค้ นอน่ื ในสงั คมดว้ ย ถอื วา่ เปน็ ผมู้ จี รยิ ธรรมเพอ่ื ตนเองเปน็ เบอ้ื งตน้ และมจี รยิ ธรรมเพื่อสังคมในเบื้องปลายได้ดว้ ย การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการเป็นพลเมืองดีน้ีถือเป็นการทำ�หน้าท่ีเสมือนหนึ่ง การสรา้ งภมู คิ มุ้ กนั ภยั ใหเ้ กดิ แกห่ มคู่ ณะ (Herd Immunity) ดว้ ย ซง่ึ เรม่ิ ตน้ ดว้ ยการฉดี วคั ซนี ใหแ้ กต่ นเองกอ่ น เมื่อตนเองมีภูมิคุ้มกันที่ดีแล้ว ก็เริ่มสร้างภูมิคุ้มกันภัยให้แก่ผู้อื่นตามไปด้วย แนวคิดเช่นนี้จึงเข้ากับ หลกั อนรุ กั ขนาปธานเปน็ อยา่ งยง่ิ เพราะการรกั ษาความดใี หค้ งอยตู่ ราบนานเทา่ นานโดยไมย่ อมใหเ้ สอ่ื มสลาย ไปนนั้ กเ็ พ่ือความเปน็ อยูอ่ ย่างผาสกุ ของประชาชนนนั่ เอง
หลักธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สูตรต้านทจุ ริตศึกษา (Anti-Corruption Education) 15 บทที่ ๖ บทสรุป ด้วยเหตุท่ีมีการนำ�กรอบแนวคิดหลักสูตรต้านทุจริตศึกษาและกรอบแนวคิดด้านพุทธธรรม มาผนวกเข้าด้วยกัน ทำ�ให้สามารถผลิตเนื้อหาหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้ด้านการป้องกันการทุจริต โดยไดแ้ บง่ กลมุ่ ตามการเรยี นรกู้ ารสอนในแตล่ ะชว่ งชน้ั และการฝกึ อบรมในแตล่ ะกลมุ่ เปา้ หมาย ๕ กลมุ่ ดงั น้ี กลุ่มที่ ๑ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ระดับปฐมวัยและ ป.๑ – ม.๖) มีชื่อหลักสูตรว่า “รายวิชาเพิม่ เติม การปอ้ งกนั การทจุ ริต” กลมุ่ ท่ี ๒ หลกั สตู รอดุ มศกึ ษา มชี อ่ื หลกั สตู รวา่ “วยั ใส ใจสะอาด : Youngster with good heart” กลุ่มที่ ๓ หลักสูตรกลุ่มทหารและตำ�รวจ มีชื่อหลักสูตรว่า “หลักสูตรตามแนวทางรับราชการ กลมุ่ ทหารและต�ำ รวจ” กลมุ่ ที่ ๔ หลกั สตู รวทิ ยากร มีชอื่ หลกั สูตรว่า “สรา้ งวทิ ยากรผู้นำ�การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมทีไ่ ม่ทน ตอ่ การทุจริต” กลุ่มที่ ๕ หลกั สูตรโคช้ มชี อ่ื หลกั สูตรวา่ “โคช้ เพ่ือการรคู้ ิดตา้ นทุจริต” โดยท้ัง ๕ กลมุ่ ขา้ งตน้ น้ี จะไดร้ บั การฝกึ อบรมเพอื่ พฒั นาแนวคดิ ตา้ นทจุ รติ ใหแ้ ก่ผูค้ นในแต่ละ ช่วงวัยเพื่อเป็นการบ่มเพาะและพัฒนาความคิดท่ีดีมีความเสียสละเพ่ือประโยชน์ส่วนรวมเป็นท่ีต้ังให้แก่ ผ้คู นในกลมุ่ ตา่ ง ๆ เมอื่ เปน็ เช่นนี้ยอ่ มเป็นการเสริมแรงให้เห็นไดว้ า่ สังคมทเ่ี ราอาศยั อยู่จะมคี วามสงบสุข รม่ เย็นได้อยา่ งแน่นอน อยา่ งไรกด็ ี ส�ำ นกั งานคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติ (ส�ำ นกั งาน ป.ป.ช.) ร่วมกับสำ�นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำ�เนินการ จัดทำ�หลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ด้านการป้องกันการทุจริต สำ�หรับนำ�ไปใช้ ตามความเหมาะสม ดังนี้ (๑) นำ�ไปจดั เป็นรายวิชาเพมิ่ เติมในโรงเรยี น (๒) นำ�ไปจัดในชว่ั โมงลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ (๓) นำ�ไปบูรณาการกับการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม (สาระหนา้ ที่พลเมือง) หรอื นำ�ไปบรู ณาการกับกล่มุ สาระการเรียนร้อู ่ืน ๆ โดยมจี ุดม่งุ หมายของรายวชิ า เพ่อื ให้นักเรียนได้รับประโยชนใ์ นแงม่ ุมตา่ ง ๆ อย่างละเอียด ดังนี้ (๑) มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกย่ี วกบั การแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลกบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวม (๒) มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกับความอายและความไม่ทนต่อการทุจรติ (๓) มคี วามรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกบั STRONG - จติ พอเพยี งต้านการทุจริต (๔) มคี วามรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพลเมืองและมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม (๕) สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นบุคคลกับผลประโยชนส์ ว่ นรวมได้ (๖) ปฏบิ ตั ิตวั เปน็ ผ้ลู ะอายและไมท่ นต่อการทุจริตทกุ รูปแบบ (๗) ปฏิบตั ติ วั เป็นผูท้ ี่ STRONG - จติ พอเพียงต่อต้านการทจุ รติ (๘) ปฏบิ ัติตวั ตามหนา้ ทพี่ ลเมอื งและมีความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม
16 หลักธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลักสตู รตา้ นทจุ ริตศึกษา (Anti-Corruption Education)
หลผกั ังธโรครมรคงำสสอรนา้ ใงนเพนรือ้ะพหุทาธหศลำสักนธำกรับรหมลคกั าสสตู รอตนำ้ นใทนุจพรติรศะึกพษทุำ (ธAศntาi-สCนorาruกpบั tioหnลEักdสuตูcaรtตioา้n)นทจุ ริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ๑๗ เนื้อหาหลักสตู ร 1. หลกั การคดิ แยกแยะระหว่าง 2. ความอายและความไม่ทน 3. STRONG–จิตพอเพยี งต้านทุจริต 4. พลเมอื งและความรบั ผิดชอบ ตา้ นทุจรติ ผลประโยชนส์ ่วนบคุ คล ตอ่ การทจุ ริต (Sufficient, Transparent, Realise, ตอ่ สังคม ศึกษา และผลประโยชน์สว่ นรวม Onward, kNoledge, Generosity) เนอ้ื หา สงั วรปธาน: เพียรระวงั ยบั ย้ังการทุจริต ปหานปธาน: เพียรละการทจุ รติ ภาวนาปธาน: เพยี รทาสุจริตธรรมทยี่ ัง อนรุ กั ขนาปธาน: เพยี รรักษา หลกั ธรรม ที่ยังไม่เกิด มิใหเ้ กิดขน้ึ ทเี่ กิดขึน้ แล้ว ไม่เกดิ ใหเ้ กดิ ขึ้น สจุ รติ ธรรมทเ่ี กิดข้ึนใหเ้ จรญิ ยง่ิ ขึ้นไป ปธาน 4 จนไพบูลย์ หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากบั หลกั สตู รต้านทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) อวิชชาสูตร สังวร 5 หิริโอตตัปปสูตร “ธมมฺ ํ จเร สุจริตํ น ตํ ทจุ จฺ ริตํ จเร” ปัญญา “บุคคลควรประพฤติธรรมให้สจุ รติ ไม่ควรประพฤตธิ รรมนน้ั ให้ทจุ ริต” สมาธิ สลี สังวร ปญั ญา สตสิ งั วร สมาธิ ธรรม หมายถึง หนา้ ท่ี สจุ ริต 3 ญาณสงั วร ขนั ติสังวร ศีล - สุจรติ นสิ สยสมั ปันโน ประโยชน์ 3 อนวัชชสขุ วฒั นธรรม กาย วาจา ใจ วิรยิ สงั วร อนิ ทรยี ส์ ังวร สนั โดษ T แหง่ ความสุจริต อินทรีย์ G S สังวร อนิ ทรีย์สงั วร หิริ โอตตัปปะ 1. ไม่บกพรอ่ งต่อหน้าท่ี เนอ้ื หา สจุ รติ ธรรม หลกั ธรรมนา สติสัมปชัญญะ แยกแยะ 2. ไมล่ ะเวน้ หน้าที่ ประโยชน์ 3 N R 3. ไม่ทจุ ริตตอ่ หนา้ ที่ แนวทาง โยนิโส สัมมาทิฏฐิ มนสกิ าร แยบคาย วิธูโร O ศรทั ธา จกั ขมุ า “นิคคฺ ณเฺ ห นคิ คฺ หารหํ ปคคฺ ณเฺ ห ปคคฺ หารหํ” ฟงั สัทธรรม โยนิโสมนสกิ าร “พงึ ขม่ คนท่ีควรขม่ พึงยกยอ่ งคนท่ีควรยกยอ่ ง คบ ละบาปอกศุ ลทจุ รติ 3 เมื่อพจิ ารณาอยา่ งแยบคายแล้ว พฒั นาอยา่ งเปน็ ระบบให้ต่อเนอื่ งใน อปรหิ านยิ ธรรม สาราณียธรรม 17 สตั บรุ ุษ ดว้ ยอนิ ทรียส์ ังวร และ หริ ิ ความอายบาป STRONG ใหเ้ กดิ ข้นึ มาเป็นวฒั นธรรม น้อมใจพิจารณาด้วย แหง่ ความสุจรติ เปน็ วถิ ชี ีวิตท่ีสจุ รติ รักษาความดีทท่ี ามาให้มน่ั คงยนื ยาวจน โอตตปั ปะ ความกลวั บาป เกิดเป็นเครอื ข่าย เป็นวฒั นธรรมทต่ี อ่ เนือ่ ง โยนิโสมนสิการ เปน็ ภมู คิ ้มุ กนั อันจะนาไปสู่การละ เกิดความเขม้ แข็งตอ่ แรงย่ัวยุ ไมท่ นตอ่ การทจุ ริตสรา้ งความเป็นพลเมอื งดี แยกแยะประโยชน์ 3 อยา่ งเปน็ อัตโนมัติ การทจุ ริตไมท่ นตอ่ การทุจริต ให้ยั่งยนื
18 หลักธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลักสูตรตา้ นทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) สบงัทวทร่ี ป๒ธาน เพยี รระวงั ยับยง้ั การทจุ ริตที่ยังไม่เกิดมใิ หเ้ กดิ ขึน้ : หลกั การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลและผลประโยชน์สว่ นรวม ๑. ความนำ� ปัจจัยสำ�คัญที่ทำ�ให้มนุษย์มีพฤติกรรมติดสินบนและเบียดเบียนสาธารณะประโยชน์นำ�มาเป็น ประโยชน์ส่วนบุคคล มาจากรากเหง้าของความคิดที่ไม่สามารถแยกแยะผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผล ประโยชนส์ ว่ นรวมออกจากกนั ได้ จึงจำ�เปน็ ต้องปรับวิธคี ิด ซงึ่ เปน็ กระบวนการสำ�คัญในการเปลยี่ นแปลง ทัศนคติและพฤติกรรม โดยการปลูกฝังวิธีคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ ส่วนรวม จนถึงขั้นสามารถคิดได้และทำ�ได้อย่างอัตโนมัติ ซึ่งสามารถปลูกฝังได้จากหลักธรรมคำ�สอน ทางพทุ ธศาสนาวา่ ดว้ ยการปอ้ งกนั ปญั หา ไมใ่ หเ้ กดิ ปญั หาการทจุ รติ ดว้ ยมโนสจุ รติ ไมไ่ ปฉกฉวยประโยชน์ ส่วนรวมด้วยการมีวัคซีนคุ้มครองใจให้ไม่ประพฤติทุจริต ซึ่งต้นตอของปัญหาทุจริตที่เกิดขึ้นนี้ มีสาเหตุ มาจากอวิชชา กล่าวคอื ความไมร่ ทู้ ่ีเป็นสาเหตุส�ำ คญั ของการทุจรติ ทง้ั ปวง ๒. อวชิ ชาสูตร รากเหงา้ ของการทจุ ริตทง้ั ปวงท่ีไมค่ วรให้เกิดขึน้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสอวิชชาสูตรว่าด้วย ทุจริต ๓ มีเหตุปัจจัยเกิดจากความไม่สำ�รวมอินทรีย์ ความไม่สำ�รวมอินทรีย์ มีเหตุปัจจัยเกิดจากความไม่มีสติสัมปชัญญะ ความไม่มีสติสัมปชัญญะ มีเหตุ ปัจจัยเกิดจากการมนสิการโดยไม่แยบคาย การมนสิการโดยไม่แยบคาย มีเหตุปัจจัยเกิดจากความไม่มี ศรัทธา ความไม่มีศรทั ธามเี หตุปจั จยั เกดิ จากการไม่ฟังสัทธรรม การไม่ฟงั สทั ธรรม มีเหตุปจั จัยเกดิ จาก การไม่คบสตั บุรษุ ดว้ ยเหตุดงั กลา่ วข้างตน้ จะเหน็ ได้ว่า อวชิ ชามีก�ำ ลงั แรงกลา้ ได้ กเ็ พราะมสี าเหตุเบื้องตน้ มาจาก ไมค่ บสตั บรุ ุษ เมื่อไม่ไดค้ บสัตบรุ ุษ ยอ่ มท�ำ ใหไ้ มไ่ ดฟ้ งั พระสัทธรรมอันเป็นหลกั ธรรมในการขดั เกลาจติ ใจ ให้ดีงาม เมื่อไม่ได้ฟังสัทธรรม ส่งผลให้ไม่เกิดความศรัทธาที่ตั้งมั่นในการทำ�ความดี เมื่อไม่มีศรัทธา จงึ สง่ ผลใหไ้ มเ่ กดิ การมนสกิ ารโดยแยบคาย เมอ่ื ไมไ่ ดม้ นสกิ ารโดยแยบคาย จงึ ไมม่ สี ตสิ มั ปชญั ญะ เมอ่ื ไมม่ ี สติสัมปชัญญะ จึงส่งผลให้ไม่มีความจำ�เป็นต้องสำ�รวมระวังอินทรีย์ เมื่อไม่สำ�รวมระวังอินทรีย์ให้ดีงาม จงึ สง่ ผลใหเ้ กดิ ทุจริตทัง้ ทางกาย วาจา และใจ เมอื่ ประกอบทุจรติ ทั้ง ๓ ทาง จึงส่งผลใหเ้ กดิ นิวรณ์ธรรมเป็นเครอ่ื งขวางกนั้ คณุ งามความดไี มใ่ ห้ เกิดขึ้น และเมื่อนิวรณ์ธรรมเกิดขึ้น จึงส่งผลให้เกิดอวิชชาคือความไม่รู้ที่เป็นรากเหง้าของอกุศลทั้งปวง ทไ่ี มค่ วรใหเ้ กดิ ขน้ึ เมอ่ื เปน็ เชน่ น้ี จงึ ควรท�ำ ความเขา้ ใจอวชิ ชาใหด้ ี เพอ่ื เปน็ การก�ำ จดั ตน้ เหตหุ รอื รากเหงา้ ของทุจริตนานัปการทั้งปวงให้ขาดสูญไป พระพุทธศาสนาให้ความสำ�คัญต่อการจัดการกับต้นเหตุ ของปญั หา (สมุทัย) หากสามารถแก้ตน้ เหตขุ องปญั หาได้ ย่อมสามารถดับทกุ ข์ได้ ดังน้นั อกุศลทง้ั ปวง ทเี่ กดิ ขน้ึ ในชีวติ ของเรา จึงมตี น้ เหตุหรอื รากเหงา้ มาจากอวชิ ชาน่นั เอง
หลักธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สูตรตา้ นทุจรติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 19 ๓. สงั วรปธาน การเพียรระวงั ยับยัง้ การทจุ ริตที่ยังไม่เกิด มใิ ห้เกดิ ขึ้น สงั วรปธาน หมายถงึ การเพยี รระวงั ยบั ยง้ั บาปอกศุ ลทย่ี งั ไมเ่ กดิ มใิ หเ้ กดิ ขน้ึ หมายถงึ การปอ้ งกนั ไมใ่ หเ้ กิดการทุจริตคอร์รัปชนั โดยสร้างภูมิคมุ้ กนั ทางจิตใจ มใิ ห้ความโลภ ความโกรธ ความหลง เกดิ ขึ้น ดงั นนั้ จงึ ขอเสนอหลักธรรมนำ�แนวทางไว้ ๒ ประการ ได้แก่ ธรรมสายหลกั นำ�แนวทาง คือ สังวรปธาน และธรรมส่งเสริมเพ่มิ เตมิ คณุ ธรรม มีรายละเอยี ดดังน ้ี ๓.๑ ธรรมสายหลักนำ�แนวทาง (สงั วรปธาน) สังวรปธานนี้ถือเป็นธรรมสายหลักนำ�แนวทางที่ควรค่าแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็น จดุ เริ่มต้นของการท�ำ ลายอวิชชาทกุ ประการใหด้ บั ไป ด้วยเหตนุ ี้พระพุทธองค์จึงตรัสไว้วา่ “ภกิ ษทุ งั้ หลาย กส็ งั วรปธานเปน็ ไฉนภกิ ษใุ นพระธรรมวนิ ยั นย้ี อ่ มยงั ฉนั ทะใหเ้ กดิ พยายาม ปรารภความเพยี ร ประคองจติ ตงั้ จิตไว้ เพื่อใหอ้ กศุ ลกรรมที่ยังไม่เกิดมิใหเ้ กิดขึ้น” สงั วรปธานจะเกิดขึน้ ได้ ด้วยสงั วร ๕ ดังน้ี (๑) สลี สงั วร หมายถงึ การส�ำ รวมในการรกั ษาศลี อนั ไดแ้ ก่ ปาฏโิ มกสงั วรศลี อนั เปน็ ศลี ของบรรพชติ ส�ำ หรับฆราวาสผู้ครองเรอื นจะหมดจดได้ดว้ ยสมาทานวริ ตั ิ คอื มเี จตนางดเวน้ ดว้ ยวธิ รี บั สมาทานเบญจศลี มกี ารเปล่งวาจา เป็นต้น หรือตง้ั สตั ยาธิษฐานตอ่ หน้าสมาคมว่า ข้าพเจา้ จักประพฤตหิ น้าที่ใหเ้ ปน็ สุจรติ เป็นตน้ บางท่านมีคณุ ธรรมสูงอนั นบั เนื่องด้วยมหี ิริโอตปั ปะ ละอายชั่ว กลัวตอ่ บาป เมอื่ ประสบกับโลภะ ที่บังเกิดเฉพาะหน้าสามารถหักห้ามใจ ไม่ประพฤติไปตามอำ�นาจกิเลสได้ เรียกว่า มีสัมปัตตวิรัติ ปฎเิ สธไดเ้ มื่อเผชญิ กับอารมณ์ท่ีน่าใคร่ (๒) สตสิ ังวร หมายถึง การมสี ติในการส�ำ รวมระมัดระวงั ตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจ เม่ือมีรปู ารมณ์ เป็นต้น มากระทบ โดยนัยนี้ สติ เป็นองค์คุณสำ�คัญในการควบคุมมิให้อารมณ์ที่เป็นข้าศึกเกิดขึ้น “ยานิ โสตานิ โลกสมฺ ึ สตเิ ตสํ นวิ ารณํ โสตานํ สวํ รํ พรฺ มู ”ิ กระแสเหลา่ ใดมอี ยใู่ นโลก สตเิ ปน็ เครอ่ื งกน้ั กระแส เหล่านน้ั เรากล่าวว่า สตเิ ป็นเครอ่ื งก้นั กระแส คำ�วา่ กระแส ในท่นี ี้ หมายถึง ตณั หา ความทะยานอยาก ดังนั้น ปุถุชน จึงต้องใช้สติ ในการสำ�รวมระมัดระวัง จักขุนทรีย์ เป็นต้น เพื่อเป็นเครื่องกั้นกระแส คือ ตัณหาความทะยานอยากนน้ั
20 หลักธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรต้านทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) (๓) ญาณสังวร หมายถึง ความสำ�รวมด้วยญาณ คือ ตัดกระแสกิเลสมีตัณหา เป็นต้น เสียได้ ดว้ ยใชป้ ญั ญาพจิ ารณาแยกแยะถงึ ทรพั ยส์ นิ ของตวั ทรพั ยส์ นิ ของผอู้ น่ื ได้ มสี มั มาทฏิ ฐิ รบู้ าป บญุ คณุ โทษ ตลอดถึงรู้จักประมาณในการพึ่งพาตัวเอง อยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่ลักขโมย ไมค่ ดโกง ขยนั ซือ่ สตั ย์ประหยดั อดทน ส่งผลให้ตัวเองและผู้อืน่ ไมเ่ ดือดรอ้ น (๔) ขนั ตสิ งั วร หมายถงึ การส�ำ รวมดว้ ยขนั ติ คอื อดทนตอ่ หนาว รอ้ น หวิ กระหาย ถอ้ ยค�ำ แรงรา้ ย และทุกขเวทนาต่าง ๆ ได้ ไม่แสดงความวิการ ณ ที่นี้ หมายถึง อดทนไม่ให้ความอยากได้ครอบงำ� แมจ้ ะมอี ามิส สินจ้างเข้ามานำ�เสนอให้ปลมื้ ใจ ต้องมีความอดทน ไมเ่ รยี ก ไมร่ บั ไม่สนบั สนนุ การคดโกง จะทำ�ให้เป็นคนดีได้ (๕) วริ ยิ สงั วร หมายถงึ ความส�ำ รวมดว้ ยความเพยี ร คอื พยายามขบั ไล่ บรรเทา ก�ำ จดั อกศุ ลวติ ก ทเ่ี กดิ ขน้ึ แลว้ ใหห้ มดไป เปน็ ตน้ ตลอดจนละมจิ ฉาชพี เพยี รแสวงหาปจั จยั สเ่ี ลย้ี งชวี ติ ดว้ ยสมั มาชพี ทเ่ี รยี กวา่ สัมมาอาชวี ะ นำ�ธรรมะท่ีพระพทุ ธองคต์ รสั ไว้ว่า “วริ ิเยน ทุกฺขมจฺเจติ คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพยี ร” จงคำ�นงึ ถงึ ศักดศิ์ รขี องตวั เองว่า คนที่เกดิ มาแลว้ ใชค้ วามเพยี รจะไม่เป็นหนพ้ี ระคุณพ่อแม่ อยา่ งไรกด็ ี นอกจากนส้ี งั วร ๕ ประการอนั เปน็ สว่ นอธบิ ายขยายความใหส้ งั วรปธานมคี วามชดั เจน ยิ่งขึ้นแล้ว สังวรปธานมีความหมายถึงการเฝ้าสำ�รวมระวังยับยั้งอกุศลธรรมนั้น ยังมีสิ่งที่สำ�รวมระวัง ใหด้ ที ส่ี ดุ อกี ๑ ประการ ซง่ึ ตรงตามองคธ์ รรมทป่ี รากฏในอวชิ ชาสตู ร กลา่ วคอื จ�ำ เปน็ ตอ้ งมกี ารส�ำ รวมระวงั อนิ ทรยี ์ใหด้ ี หรือมอี ินทรียสังวรนัน่ เอง ดว้ ยเหตุนี้ จงึ ควรทำ�ความเขา้ ใจอนิ ทรยี สงั วรให้มากยิ่งขึน้ ต่อไป อินทรียสังวร คือ การสำ�รวมระมัดระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นการป้องกันการทุจริต ทางตรงดงั พุทธด�ำ รัสสรปุ ความไดว้ ่า “สงั วรปธาน หมายถึง การท่ีบคุ คลเหน็ รูป ฟงั เสยี ง ดมกล่ิน ล้ิมรส ถูกต้องสัมผัสรับรู้อารมณ์แล้ว สำ�รวมระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ถูกอกุศลธรรม คือ อภิชฌา (โลภอยากได)้ และโทมนสั (ไมช่ อบใจ) เข้าครอบงำ�” ผู้ใดขาดความสำ�รวมระมัดระวังอินทรีย์ ปล่อยใจไปตามกระแสแห่งความโลภ ผู้นั้นจัดว่า เป็นผู้ประมาทสบโอกาสไดช้ อ่ งจึงฉกฉวยประโยชนส์ ว่ นรวมมาเปน็ ของตวั และพรรคพวกได้ พระพุทธองค์ทรงตอบท้าวสักกะจอมเทพที่มาเข้าเฝ้าทูลถามถึงวิธีการปฏิบัติเพื่อสำ�รวมอินทรีย์ สรปุ ความไดว้ า่ “จอมเทพ เรากลา่ วรปู ทพ่ี งึ รแู้ จง้ ทางตาไว้ ๒ อยา่ ง คอื รปู ทค่ี วรเสพและรปู ทไ่ี มค่ วรเสพ กล่าวเสยี งทพี่ ึงร้แู จ้งทางหูไว้ ๒ อยา่ ง คอื เสียงทค่ี วรเสพและเสียงท่ไี ม่ควรเสพ กลา่ วกล่นิ ทพี่ งึ รู้แจ้ง ทางจมูกไว้ ๒ อย่างคอื กลิน่ ท่ีควรเสพและกล่ินทีไ่ มค่ วรเสพ กล่าวรสที่พึงรูแ้ จ้งทางลิ้นไว้ ๒ อยา่ งคือ รสทค่ี วรเสพและรสทไี่ ม่ควรเสพ กล่าวโผฏฐัพพะที่พงึ รูแ้ จ้งทางกายไว้ ๒ อย่างคอื โผฏฐัพพะที่ควรเสพ และโผฏฐัพพะที่ไม่ควรเสพ กล่าวธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจไว้ ๒ อย่างคือ ธรรมารมณ์ที่ควรเสพ และธรรมารมณ์ท่ไี ม่ควรเสพ” พระพุทธองค์ทรงตอบกุณฑลิยปริพาชกท่ีมาเข้าเฝ้าทูลถามถึงแนวทางทำ�ให้ชีวิตมีแต่สุจริต (การทำ�ด)ี ไมข่ ้องเกย่ี วกับทุจริต (การท�ำ ช่ัว) โดยอาศยั การสำ�รวมอนิ ทรยี ์ สรปุ ความไดว้ ่า “กณุ ฑลยิ ะ อินทรียสังวรที่บุคคลเจริญ ทำ�ให้มากแล้ว ทำ�สุจริต ๓ ประการ (กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต) ใหบ้ รบิ รู ณ์ คอื ภกิ ษใุ นธรรมวนิ ยั นเ้ี หน็ รปู ฟงั เสยี ง ดมกลน่ิ ลม้ิ รส ถกู ตอ้ งสมั ผสั รแู้ จง้ อารมณ์ ทน่ี า่ ชอบใจ ทางตา หู จมกู ลิ้น กาย ใจแลว้ ไม่หลงใหล ไม่เพลดิ เพลนิ รูป เสยี ง กลิน่ รส สัมผัส อารมณ์ ทน่ี า่ ชอบใจ ไมใ่ หเ้ กดิ ความกำ�หนดั กายของเธอกค็ งท่ีและจิตท่ีคงท่ีในภายในก็มัน่ คงดี หลุดพน้ ดแี ลว้
หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรตา้ นทุจริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 21 อนง่ึ เธอเหน็ รปู ฟงั เสยี ง ดมกลน่ิ ลม้ิ รส ถกู ตอ้ งสมั ผสั รแู้ จง้ อารมณ์ ทไ่ี มน่ า่ ชอบใจทางตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจแล้ว กไ็ มเ่ ก้อเขิน มีจติ ไมต่ ิดอยู่ ไม่เสยี ใจ มใี จไม่พยาบาท ท้งั กายของเธอกค็ งท่ี และจติ ที่คงท่ี ในภายในกม็ ัน่ คงดี หลุดพน้ ดีแลว้ เพราะเหตทุ ่ีภกิ ษุเห็นรปู ทางตา ฟงั เสยี งทางหู ดมกลิน่ ทางจมูก ลมิ้ รส ทางลิ้น ถูกต้องสัมผัสทางกาย รู้แจ้งอารมณ์ทางใจแล้ว มีกายคงที่ และมีจิตที่คงที่ในภายในมั่นคงดี หลดุ พน้ ดแี ลว้ ในรปู เสยี งกลน่ิ รส สมั ผสั อารมณ์ ทง้ั ทน่ี า่ ชอบใจและไมน่ า่ ชอบใจ อนิ ทรยี สงั วรทบ่ี คุ คลเจรญิ อย่างน้ีแล ทำ�ให้มากแลว้ อย่างนจ้ี ึงทำ�สจุ รติ ๓ ประการใหบ้ ริบรู ณ์” ในที่นี้ มีตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำ�เร็จเพราะสำ�รวมอินทรีย์ได้และบุคคลที่ไม่ประสบ ความสำ�เรจ็ เพราะสำ�รวมอนิ ทรยี ไ์ ม่ได้ ดังนี้ (๑) ตวั อย่างผ้สู ำ�รวมอินทรยี ไ์ ด้ในสมยั พุทธกาล (ปอ้ งกนั ทจุ รติ ได้) ผู้สำ�รวมอินทรยี ์ได้ในสมยั พทุ ธกาลนม้ี ีตัวอยา่ งหลายท่าน จงึ ขอนำ�เสนอเป็นตวั อย่างพอสงั เขปไว้ ๓ ท่าน มรี ายละเอียดดังน้ี (๑.๑) พระวงั คสี ะ สมยั ทา่ นบวชใหม่ ๆ ไดร้ บั มอบหมายจากพระอปุ ชั ฌายใ์ หท้ �ำ หนา้ ทเ่ี ฝา้ วหิ าร ในชว่ งทเ่ี ฝา้ วหิ ารนน้ั มีหญิงสาวจำ�นวนมากล้วนแต่งตัวสวยงามเดินเที่ยวชมบริเวณวิหารอยู่ พลันท่านเกิดความกำ�หนัดขึ้น จงึ ส�ำ รวมจติ ใจดว้ ยการกลา่ วสอนตวั เอง สรปุ ความไดว้ า่ “ไมใ่ ชล่ าภของเราเลย เราไดช้ ว่ั หนอเราไมไ่ ดด้ หี นอ ทเ่ี กดิ ความก�ำ หนดั รบกวนจติ ใจ การทเ่ี ราจะใหค้ นอน่ื ชว่ ยบรรเทาความก�ำ หนดั ใหเ้ บาบางไดน้ น้ั เปน็ การยาก ทางทด่ี เี ราควรบรรเทาความก�ำ หนดั ท�ำ ความยนิ ดใี นการปฏบิ ตั ธิ รรมใหเ้ กดิ ขน้ึ แกต่ วั ดว้ ยตวั เอง” เมอ่ื ส�ำ รวมระวงั จติ ใจใหเ้ ปน็ ปกตแิ ลว้ จงึ กลา่ วค�ำ สรา้ งพลงั ใจใหต้ วั เอง สรปุ ความไดว้ า่ “ความคดิ คกึ คะนองก�ำ หนดั น้ี เขา้ จโู่ จมครอบง�ำ เราผสู้ ละเรอื นออกมาบวช เราเปน็ บตุ รของคนสงู ศกั ด์ิ ฝกึ วชิ ายงิ ธนู มาอย่างเชี่ยวชาญ ยิงธนูคราวละ ๑,๐๐๐ ลูกไปทุกทิศ ต่อให้มีหญิงสาวมากกว่าลูกธนูจู่โจมถาโถมมา ก็ไม่อาจทำ�ร้ายเราผู้ตั้งมั่นในธรรมได้” ท่านพระวังคีสะสำ�รวมอินทรีย์ได้ด้วยตัวเองเช่นนี้ ทำ�ให้ประสบ ความสำ�เร็จในชีวิตคือได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมา เรียกได้ว่า สามารถป้องกันปัญหา ไม่ให้เกดิ การทจุ ริต (ประพฤติไมด่ )ี ได้ต้ังแต่ตน้ ทางด้วยตวั ของตวั เอง (๑.๒) พระนันทะ สมัยท่านบวชใหม่ ๆ ยังมีความอาลัยในอดีตภรรยา (ซึ่งไม่มีโอกาสได้อยู่ร่วมกันตั้งแต่วันแรก ทแ่ี ตง่ งานเพราะหลงั จากเขา้ พธิ สี มรสแลว้ ไดอ้ มุ้ บาตรไปสง่ พระพทุ ธองค์ และไดร้ บั พทุ ธานญุ าตใหบ้ วชเลย) จนได้รับการขนานนามจากพระพุทธองค์ว่า “นันทะ ผู้มีราคะจัด” โดยพระพุทธองค์ทรงให้ภิกษุเรียก ทา่ นพระนันทะว่าอยา่ งนนั้ จนกวา่ ทา่ นจะสำ�รวมอินทรีย์ได้ โดยทรงแนะวธิ ีสำ�รวมอนิ ทรยี ์แก่พระนนั ทะ สรุปความได้ว่าหากพระนันทะจำ�เป็นต้องมองดูทิศแต่ละทิศ พระนันทะต้องสำ�รวมระวังจิตใจในขณะ มองดดู ว้ ยการคดิ ทก่ี �ำ กบั สตไิ ปดว้ ยวา่ เมอ่ื มองดทู ศิ แตล่ ะทศิ แลว้ จติ ใจของตวั จะไมถ่ กู อกศุ ลธรรมคอื อภชิ ฌา (โลภอยากได้) และโทมนัส(ไม่ชอบใจ) เข้าครอบงำ� พร้อมกันทรงแนะวิธีกำ�จัดราคะอีกหลายวิธี เช่น การรจู้ กั ประมาณในการบรโิ ภค การหมน่ั เพยี รใหม้ กี ารตน่ื ตวั อยเู่ สมอ การมสี ตสิ มั ปชญั ญะก�ำ กบั ตลอดเวลา พระนนั ทะส�ำ รวมอนิ ทรยี ์ ปฏบิ ตั ติ ามค�ำ สอนของพระพทุ ธองคไ์ ดเ้ ชน่ น้ี ท�ำ ใหป้ ระสบความส�ำ เรจ็ ในชวี ติ คอื ไดบ้ รรลธุ รรมเปน็ พระอรหนั ตใ์ นเวลาตอ่ มา และไดร้ บั ยกยอ่ งเปน็ เอตทคั คะ (เลศิ กวา่ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย)
22 หลักธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลักสตู รต้านทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ด้านผู้คมุ้ ครองทวารในอินทรยี ์ดว้ ย เรยี กได้ว่า สามารถปอ้ งกันปญั หาไม่ใหเ้ กิดการทจุ รติ (ประพฤติไมด่ )ี ได้ดว้ ยการปฏิบตั ิตามคำ�แนะน�ำ ของพระพทุ ธองค์ (๑.๓) พระอนรุ ุทธะ สมยั ทย่ี งั ไมม่ บี ทบญั ญตั หิ า้ มนอนรว่ มกบั มาตคุ าม ไดเ้ ดนิ ทางไปกรงุ สาวตั ถี ระหวา่ งทางไดพ้ กั แรม ในเรือนพักแรมของหญิงคนหนึ่ง ต่อมามีคนเดินทางกลุ่มอื่นมาขอพักด้วยเหมือนกัน หญิงเจ้าของเรือน พักแรมเกรงว่าพระเถระจะไม่สะดวกถ้าอยู่ปะปนกับพวกคนเดินทางกลุ่มนี้ จึงบอกให้ท่านย้ายไปพัก ขา้ งในแทน (แทจ้ รงิ แลว้ นางมจี ติ รกั ใครใ่ นทา่ นพระอนรุ ทุ ธะตง้ั แตแ่ รกเหน็ ) เมอ่ื ทา่ นพระอนรุ ทุ ธะรบั นมิ นต์ โดยดษุ ณีภาพ (ไม่พูดจา) แล้วนางจงึ จัดเตียงขา้ งในห้องถวายด้วยตัวเองแลว้ แตง่ ตวั ประพรมเคร่อื งหอม เขา้ ไปหาพระเถระถงึ ที่พกั แล้วกล่าวว่า“พระคุณเจ้า พระคุณเจา้ รูปงาม นา่ ดู นา่ ชม ส่วนดิฉันกร็ ูปงาม น่าดนู า่ ชม ทางที่ดี ดิฉันควรเป็นภรรยาของพระคณุ เจ้า”นางกลา่ วอยา่ งน้ถี ึง ๓ คร้งั ทา่ นพระอนรุ ทุ ธะ ก็นิ่งเฉยถึง ๓ ครั้งเหมือนกัน นางจึงเปลื้องผ้าออก เดินบ้าง ยืนบ้าง นั่งบ้างนอนบ้างต่อหน้าพระเถระ พระเถระส�ำ รวมอนิ ทรยี ์ ไมแ่ ลดไู มพ่ ดู กบั นางเลย นางคดิ ไดว้ า่ “นา่ อศั จรรย์ ไมเ่ คยมี คนสว่ นมากสง่ ทรพั ยม์ า ให้เรา ๑๐๐ กหาปณะบ้าง ๑,๐๐๐ กหาปณะบ้าง แต่พระสมณะรูปนี้เราอ้อนวอน ก็ยังไม่ปรารถนา ที่จะรับตัวเราและสมบัติทั้งปวง” จึงนุ่งผ้าแล้วน้อมศีรษะลงแทบเท้าท่านพระอนุรุทธะ ขอขมาว่า “พระคณุ เจา้ ดฉิ นั ไดก้ ระท�ำ ความผดิ เพราะความโงเ่ ขลาเบาปญั ญา ทไ่ี ดก้ ระท�ำ อยา่ งน้ี ขอพระคณุ เจา้ จงให้ อภยั โทษแกด่ ิฉันเพื่อส�ำ รวมต่อไป” พระเถระกลา่ ววา่ “นอ้ งหญงิ เอาเถิด การทเ่ี ธอได้ทำ�ความผดิ ไปเพราะความโงเ่ ขลาเบาปญั ญา ที่ได้กระทำ�อย่างนี้เพราะเหตุที่เห็นความผิดเป็นความผิด แล้วแก้ไขให้ถูกต้อง ข้อนั้นอาตมายอมรับ เพราะการทบ่ี คุ คลเหน็ ความผดิ เปน็ ความผดิ แลว้ แกไ้ ขใหถ้ กู ตอ้ งและส�ำ รวมตอ่ ไป นเ้ี ปน็ ความเจรญิ ในวนิ ยั ของพระอริยะ” เมื่อรุ่งสาง นางได้ถวายอาหารเป็นของเคี้ยวของฉันอย่างดีและประเคนด้วยตัวเอง กระทั่งท่านพระอนุรุทธะฉันเสร็จละมือจากบาตร นางจึงอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร รับฟังธรรมจาก พระเถระแลว้ กลา่ วปวารณาตวั เป็นอุบาสกิ า ผถู้ งึ พระรตั นตรยั เปน็ สรณะตลอดชีวิต ทา่ นพระอนรุ ทุ ธะส�ำ รวมอนิ ทรยี อ์ ยา่ งเดด็ ขาดไดเ้ ชน่ น้ี จงึ ไมพ่ ลาดจากความส�ำ เรจ็ ในชวี ติ คอื บรรลธุ รรม เปน็ พระอรหันต์ เรยี กไดว้ า่ สามารถปอ้ งกันปญั หาไมใ่ ห้เกิดการทุจรติ (ประพฤติไมด่ ี) ไดด้ ว้ ยตัวเอง (๒) ตวั อยา่ งผู้สำ�รวมอินทรยี ไ์ ม่ได้ในสมัยพุทธกาล (ไหลไปตามกระแสทจุ ริต) ผู้สำ�รวมอินทรีย์ไม่ได้ในสมัยพุทธกาลนี้มีตัวอย่างหลายท่าน เพราะท่านที่ไม่หักห้ามใจให้ตั้งมั่น ต่อการทำ�ความดี แต่กลับปล่อยจิตใจให้ไหลไปตามกระแสแห่งทุจริตนั้นยิ่งมีจำ�นวนมากมายยิ่งนัก ดังน้นั จึงขอนำ�เสนอเปน็ ตวั อย่างพอสังเขปไว้ ๓ ท่าน มีรายละเอยี ดดงั น้ี (๒.๑) หรติ จดาบส หรติ จดาบส เปน็ อดตี ชาตหิ นง่ึ ของพระพทุ ธเจา้ ในชาตนิ น้ั ทา่ นออกบวชเปน็ ดาบสบ�ำ เพญ็ พรตอยู่ ในปา่ กระทงั่ ไดฌ้ านเหาะเหินเดนิ อากาศได้ เปน็ ที่เคารพของพระราชาและชาวเมอื ง พระราชาเชิญใหม้ า พักอาศยั ในพระราชอทุ ยาน และมอบหมายใหพ้ ระมเหสนี �ำ ขา้ วปลาอาหารไปถวายขณะทพ่ี ระราชาเสด็จ ราชการตา่ งเมอื งจนเกดิ เหตกุ ารณผ์ ดิ ประเวณขี น้ึ เพราะหรติ จดาบสไมส่ �ำ รวมระวงั อนิ ทรยี ์ ปลอ่ ยใหจ้ ติ ใจ ไหลไปตามพลงั อารมณส์ ง่ ผลใหฌ้ านเสอ่ื ม และยอมรบั สารภาพกบั พระราชาวา่ “ขอถวายพระพรมหาบพติ ร เปน็ จรงิ ตามทพ่ี ระองคไ์ ดท้ รงสดบั มา อาตมภาพหมกมนุ่ อยใู่ นกามคณุ อนั ท�ำ ใหล้ มุ่ หลง ไดเ้ ดนิ ทางผดิ ไปแลว้ ” พร้อมทั้งกล่าวต่อไปว่า “ขอถวายพระพรมหาบพิตร ในโลกนี้มีสิ่งที่หยาบ มีกำ�ลังอย่างยิ่งที่ปัญญา หยง่ั ไมถ่ งึ ๔ ประการ คอื ๑) ราคะความก�ำ หนดั ๒) โทสะความโกรธ ๓) มทะความเมา ๔) โมหะความหลง”
หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) 23 สดุ ทา้ ยกต็ อ้ งออกจากเมอื งไปบ�ำ เพญ็ พรตในปา่ ตอ่ ไป ตอ้ งใชเ้ วลาพอสมควรจงึ กลบั ไดฌ้ านคนื หรติ จดาบส ส�ำ รวมอนิ ทรยี ์ไมไ่ ด้ ทำ�ให้ช่วงหนง่ึ ของชีวิตตอ้ งประสบกับความล้มเหลวคอื เส่อื มจากฌาน แตด่ ว้ ยที่เป็น พระโพธิสตั ว์ไม่ละแนวทางการบ�ำ เพ็ญตบะจงึ สามารถกลับไดฌ้ านใหม่ (๒.๒) ภิกษุรูปหน่งึ ผู้ไม่ปรากฏนาม ลงไปยังสระน�้ำ สูดดม ภกิ ษุรูปหนึ่งกลบั จากบิณฑบาตแล้วไม่ส�ำ รวมระวังฆานะอนิ ทรยี ค์ ือจมูก กลิ่นดอกบัว ทจันงึ กใดลา่นวั้นวเา่ ท “วทดา่านตสัวดูหดนมึ่งกลหน่ิ วดังอดกีตบ่อวัเธทอเ่ี กดิ ปใรนะนส�ำ้ งซคง่ึ ์จใคะรใหๆ้เธไอมมไ่ ดีสถ้ ตวิราู้ตยัวแวล่าว้ ทนี่ทเ้ี ปำ�ไน็ ปอเงปค็นอ์ ทนั ุจหรนิตง่ึ (ท�ำ ไมถ่ กู ตอ้ ง) แห่งความเป็นขโมย ท่านผ้นู ิรทกุ ข์ ท่านเป็นผขู้ โมยกลิน่ ” เมอ่ื เธอไดส้ ติจึงกล่าวทำ�นองขอบคุณเทวดาวา่ “ยกั ษ์ ท่านตอ้ งรจู้ ักเราแนแ่ ละทา่ นคงอนุเคราะห์เรา ยักษ์ ท่านเหน็ กรรมเชน่ นใี้ นกาลใด ขอทา่ นพึงกลา่ ว ในกาลนน้ั อกี เถดิ ” ภกิ ษรุ ปู หนง่ึ นไ้ี มส่ �ำ รวมระวงั อนิ ทรยี ค์ อื จมกู ปลอ่ ยใหจ้ ติ ใจไหลไปตามกระแสของอารมณ์ ทำ�ให้เป้าหมายที่ตั้งใจคือการบรรลุธรรมขั้นสูงเกือบจะพลาดไป ดีที่มีเทวดากล่าวเตือนสติ จึงกลับมา เดนิ ทางตรงมงุ่ สพู่ ระนพิ พานตอ่ เรยี กไดว้ า่ เกอื บจะปอ้ งกนั ปญั หาไมใ่ หเ้ กดิ การทจุ รติ (ประพฤตไิ มด่ )ี ไมไ่ ด้ (๒.๓) ภิกษุ ๕ รปู ผู้ไมป่ รากฏนาม จมกู เปน็ ตน้ รปู ละอยา่ ง ๆ ไมซ่ �ำ้ กนั แลว้ กเ็ ถยี งกนั วา่ ภกิ ษุ ๕ รปู พากนั ส�ำ รวมระวงั อนิ ทรยี ม์ ตี า หู ตวั เปน็ ผสู้ �ำ รวมระวงั อนิ ทรยี ท์ ท่ี �ำ ไดย้ ากกวา่ แลว้ พากนั ไปทลู ถามพระพทุ ธองคใ์ หท้ รงตดั สนิ พระพทุ ธองค์ ทรงตัดสนิ ว่าอินทรยี ์นรี้ ักษายากเหมือนกนั ท้ังหมด แลว้ ทรงยกเรื่องในอดตี ของภกิ ษุ ๕ รปู นี้เองทเ่ี คยเปน็ นักรบ มีอาวุธครบมือเดนิ ทางไปกบั พระโพธิสตั ว์เพ่ือครองราชสมบัตใิ นเมอื งตักกสลิ า แตไ่ ม่สำ�รวมระวัง อินทรีย์ คอื ตา หู เปน็ ต้น จงึ ตกเปน็ เหยอ่ื ของปศี าจทจ่ี ำ�แลงกายมาหลอกในระหวา่ งทางกระท่งั ส้นิ ชีวิต มาเปน็ ตวั อยา่ งแลว้ ทรงสรปุ เปน็ ค�ำ คมวา่ “การส�ำ รวมตาเปน็ การดี การส�ำ รวมหู เปน็ การดี การส�ำ รวมจมกู เปน็ การดี การสำ�รวมล้นิ เปน็ การดี การส�ำ รวมกาย เปน็ การดี การสำ�รวมวาจา เปน็ การดี การสำ�รวมใจ เปน็ การดี การส�ำ รวมทวารทัง้ ปวง เป็นการดี ภิกษุผู้ส�ำ รวมทวารทง้ั ปวงยอ่ มพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได”้ ภกิ ษุ ๕ รูปนี้ ทง้ั ในพุทธกาลและในภพอดตี ไม่ส�ำ รวมระวังอนิ ทรีย์ให้ดี ปล่อยให้จติ ใจไหลไป ตามกระแสของอารมณ์ที่มากระทบทางตา หู จมูก เป็นต้น ทำ�ให้ในอดีตต้องพลาดเป้าหมายที่ตั้งใจ คอื การรว่ มครองราชสมบตั แิ ละถงึ กบั สน้ิ ชวี ติ เรยี กไดว้ า่ ปอ้ งกนั ปญั หาไมใ่ หเ้ กดิ การทจุ รติ (ประพฤตไิ มด่ )ี ไมไ่ ด้ จากตัวอย่างทั้งหมดข้างต้นนี้ จะเห็นได้ว่า ตัวอย่างบุคคลในสมัยพุทธกาลนั้นมีทั้งคนดี และคนไมด่ คี นดจี ะพยายามเฝา้ ระวงั ไมใ่ หบ้ าปทจุ รติ เกดิ ขน้ึ สว่ นคนไมด่ กี จ็ ะปลอ่ ยจติ ใจใหไ้ หลไปตามกเิ ลส โดยไมค่ �ำ นงึ วา่ สง่ิ ทต่ี นท�ำ นน้ั เปน็ การประพฤตทิ จุ รติ ตอ่ ผอู้ น่ื หรอื ไม่ ซง่ึ ทง้ั คนดแี ละคนไมด่ นี ้ี มไิ ดม้ เี ฉพาะ ในสมัยพุทธกาลเท่านั้น แม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังมีทั้งคนดีและคนไม่ดีคละเคล้าปะปนกันไปในสังคม ดังนั้น จึงควรยกย่องส่งเสริมคนดีให้มีกำ�ลังใจในการทำ�ความดียิ่งขึ้นไป และควรกำ�ราบคนไม่ดีไม่ให้ทำ� ความชว่ั ปรากฏแกผ่ ูค้ นในสังคมดว้ ย ๓.๒ ธรรมสง่ เสรมิ เพมิ่ เติมคณุ ธรรม พระพุทธเจ้าทรงให้แนวทางการแยกแยะปญั หาไว้ ๔ อยา่ ง คอื (๑) เอกงั สพยากรณียปญั หา ปญั หาทสี่ ามารถแยกแยะถกู ผิดได้ คือ กศุ ล กบั อกศุ ล ซ่ึงเปน็ เกณฑ์แหง่ ความดี อนั นด้ี หี รอื ไม่ดี อนั นเ้ี ปน็ บญุ หรอื เปน็ บาป ฆา่ สตั วบ์ าปหรอื ไมบ่ าปกต็ อ้ งบาป ไปโกงเงนิ มาแลว้ มาถวายวดั จะไดบ้ ญุ สกั เทา่ ไร
24 หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากับหลักสูตรตา้ นทจุ ริตศึกษา (Anti-Corruption Education) พระนาคเสนเถระอธบิ ายการตอบปญั หานแ้ี กพ่ ระเจา้ มลิ นิ ท์ สรปุ ความวา่ เอกงั สพยากรณยี ปญั หา คือ เมื่อเขาถามมาต้องกล่าวแก้พยากรณ์ไปอย่างเดียวโดยแท้ ได้แก่ ปัญหาที่ถามถึงสิ่งที่ควรจะแก้ได้ โดยสะดวกไมย่ ากเย็นอะไร เชน่ ถามวา่ นามรปู ไม่เทย่ี งหรอื เวทนาไมเ่ ทีย่ งหรอื สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ ไม่เท่ียงหรอื ก็ต้องตอบวา่ ไมเ่ ท่ียง ฟันธงไปเลย พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) อธบิ ายการตอบปญั หาน้ี สรปุ ความวา่ เอกงั สพยากรณยี ปญั หา คือ ปัญหาที่ควรตอบอย่างเดียวเด็ดขาด เช่น ถามว่า จักษุไม่เที่ยงใช่ไหม? พึงตอบได้ทีเดียวแน่นอน ลงไปว่า ใช่ ได้แกป่ ัญหาซง่ึ ไมม่ แี งท่ จ่ี ะตอ้ งช้ีแจง หรือไมม่ ีเงอ่ื นง�ำ จึงตอบแน่นอนลงไปอย่างใดอยา่ งหนงึ่ ไดท้ นั ที อีกตัวอยา่ งหน่ึงว่า คนทุกคนตอ้ งตาย ใชไ่ หม? กต็ อบได้ทันทวี า่ ใช่ พระพุทธเจา้ ตรสั กับทา้ วสักกะ (ที่ถามวา่ อารมณอ์ นั เปน็ ท่ีรักและไม่เปน็ ท่รี กั มอี ะไรเป็นต้นเหตุ มอี ะไรเปน็ เหตเุ กดิ มอี ะไรเปน็ ก�ำ เนดิ มอี ะไรเปน็ แดนเกดิ เมอ่ื มอี ะไรจงึ มอี ารมณอ์ นั เปน็ ทร่ี กั และไมเ่ ปน็ ทร่ี กั เมอ่ื ไมม่ อี ะไรจงึ ไมม่ อี ารมณอ์ นั เปน็ ทร่ี กั และไมเ่ ปน็ ทร่ี กั ) สรปุ ความวา่ “อารมณอ์ นั เปน็ ทร่ี กั และไมเ่ ปน็ ทร่ี กั มฉี นั ทะ (ความพอใจ) เปน็ ตน้ เหตุ มฉี นั ทะเปน็ เหตเุ กดิ มฉี นั ทะเปน็ ก�ำ เนดิ มฉี นั ทะเปน็ แดนเกดิ เมอ่ื มฉี นั ทะ จึงมีอารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก เมื่อไม่มีฉันทะจึงไม่มีอารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก ท่ีรักและอารมณอ์ นั ไม่เปน็ ท่รี ักจึงไมม่ ”ี (๒) ปฏิปุจฉาพยากรณียปัญหา เช่น ฟันพระตกน้ำ�บาปไหม อันนี้ต้องย้อนถาม เพราะว่าเป็น ฟ นั ปลอมปตัญกหนา�ำ้ ทหีร่ตอื้อไงมย่ ้อนถามแล้วจึงแก้ พระนาคเสนเถระอธบิ ายการตอบปญั หานแ้ี กพ่ ระเจา้ มลิ นิ ท์ สรปุ ความวา่ ปฏปิ จุ ฉาพยากรณยี ปญั หา คือ ต้องอนุโยคย้อนถามเสียก่อนแล้วจึงกล่าวแก้พยากรณ์ ได้แก่ ปัญหาที่ควรซักไซ้ไล่เลียงเสียก่อน แล้วจึงจะกล่าวแก้เช่นถามว่า บุคคลย่อมรูแ้ จ้งซงึ่ อารมณท์ ง้ั ปวงด้วยจักขแุ ลหรอื เป็นปัญหาที่ต้องอนโุ ยค ย้อนถามใหไ้ ดค้ วามแจ่มแจง้ เสยี กอ่ น แล้วจึงกลา่ วแกพ้ ยากรณ์ต่อภายหลงั พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) อธบิ ายการตอบปญั หาน้ี สรปุ ความวา่ ปฏปิ จุ ฉาพยากรณยี ปญั หา ปญั หาทคี่ วรตอบโดยยอ้ นถาม เช่น ถามว่า จกั ษุฉันใด โสตะกฉ็ นั น้ัน โสตะฉันใด จกั ษุก็ฉันนนั้ ใช่ไหม? พึงยอ้ นถามวา่ มุง่ ความหมายแง่ใด ถ้าถามโดยหมายถงึ แง่ใชด้ ูหรือเห็น ก็ไมใ่ ช่ แต่ถ้าม่งุ ความหมายแงว่ ่า ไมเ่ ทย่ี ง กใ็ ช่ พงึ ยอ้ นถามท�ำ ความเขา้ ใจกนั กอ่ น จงึ ตอบ หรอื ตอบดว้ ยการยอ้ นถาม หรอื สอบถามไป ตอบไป อาจใช้ประกอบไปกับการตอบแบบท่ี ๓ คือ ควบกับวิภชั ชพยากรณ์ พระพุทธเจา้ ทรงใชว้ ิธีย้อนถามบ่อย และดว้ ยการทรงยอ้ นถามนน้ั ผถู้ ามจะคอ่ ย ๆ เขา้ ใจสง่ิ ทเ่ี ขาถามไปเอง หรอื ชว่ ยใหเ้ ขาตอบปญั หาของเขาเอง โดยพระองคเ์ พยี งทรงชีแ้ นะแงค่ ิดต่อให้ ไม่ตอ้ งทรงตอบ พระพุทธเจ้าตรสั กับภทั ทวคั คีย์ ๓๐ คน สรปุ ความได้วา่ ภทั ทวคั คยี ์ประมาณ ๓๐ คน ตามหา หญิงแพศยาคนหนึ่งที่พวกตัวจ้างมาให้ดูแลเพื่อนคนหนึ่ง เมื่อหญิงนั้นขโมยของหนีไป จึงพากันตามหา กระทง่ั ไดพ้ บพระพทุ ธเจา้ จงึ เขา้ ไปเฝา้ แลว้ ทลู ถามวา่ “พระองคท์ รงเหน็ หญงิ คนหนง่ึ บา้ งไหม พระพทุ ธเจา้ ขา้ ” พระพุทธองค์ทรงย้อนถามว่า “กุมารทั้งหลาย การที่พวกเธอจะแสวงหาหญิงหรือแสวงหาตัว อย่างไหน จะประเสริฐกว่ากัน” เมื่อพวกเขาทูลตอบว่า “การที่พวกข้าพระองค์แสวงหาตัวนี่แหละ ประเสริฐกว่า พระพุทธเจ้าข้า” จึงตรัสให้นั่งลงฟังธรรมอนุปุพพิกถา คือ ๑) ทานกถา เรื่องทาน ๒) สีลกถา เรื่องศีล ๓) สัคคกถา เรื่องสวรรค์ ๔) กามาทีนวกถา เรื่องโทษของกาม ๕) เนกขัมมานิสังสกถา เรื่องอานิสงส์ ของการออกบวช เม่ือฟงั จบพวกเขาไดบ้ รรลุธรรมและขอบวชท้งั หมด
หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลกั สูตรต้านทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 25 (๓) วภิ ัชชพยากรณียปญั หา ปัญหาที่จะต้องจำ�แนก แล้วจึงแก้ เป็นการคิดแบบ Analog Thinking เช่น เวลาแผ่เมตตา ต้องมองในแง่ดีเช่น แผ่เมตตาให้ศัตรูที่ด่าเรา เราต้องมองแง่ดีเขา เพราะเขามีทั้งดีและไม่ดี ไปนึกถึง แง่ดีค�ำ ของพระพทุ ธทาส “เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงถอื เอาสว่ นทด่ี เี ขามีอยู่ เปน็ ประโยชน์โลกบ้าง ยังน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลยการจะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย เหมอื นเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปลา่ เลยฝึกให้เคยมองแต่ดีมคี ุณจริง” พระนาคเสนเถระอธบิ ายการตอบปญั หานแ้ี กพ่ ระเจา้ มลิ นิ ท์ สรปุ ความวา่ วภิ ชั ชพยากรณยี ปญั หา คอื ตอ้ งหยบิ แยกแจกออกกลา่ วแกพ้ ยากรณเ์ ปน็ สว่ น ๆ ไดแ้ ก่ ปญั หาทถ่ี ามกลบั ลกั ษณะถอ้ ยค�ำ เชน่ ถามวา่ สิ่งทีไ่ มเ่ ท่ียงไดแ้ กร่ ูป หรือ ได้แกเ่ วทนา สัญญา สงั ขาร วญิ ญาณ หรือ เปน็ ปญั หาทตี่ ้องหยิบแยกออก กล่าวแกพ้ ยากรณ์ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยตุ โฺ ต) อธบิ ายการตอบปญั หาน้ี สรปุ ความวา่ วภิ ชั ชพยากรณยี ปญั หา ปัญหาทีค่ วรแยกแยะ หรอื จ�ำ แนกตอบ เช่น ถามว่า ส่ิงทไ่ี ม่เทีย่ ง ไดแ้ ก่ จักษุใชไ่ หม? พงึ แยกแยะตอบว่า ไมเ่ ฉพาะจกั ษุเทา่ น้นั แมโ้ สตะ ฆานะ เปน็ ต้น กไ็ มเ่ ท่ยี ง ไดแ้ ก่ เร่ืองซึง่ มีแงท่ ่ีต้องชแ้ี จง โดยใช้วธิ ีวิภัชชวาท แบบตา่ ง ๆ ที่กลา่ วมาแลว้ พระพทุ ธเจา้ ตรสั กบั พระสารบี ตุ ร สรปุ ความไดว้ า่ “สารบี ตุ ร เรากลา่ วรปู ทพ่ี งึ รแู้ จง้ ทางตาไว้ ๒ ประการ คอื ๑) รปู ทค่ี วรเสพ ๒) รปู ทไ่ี มค่ วรเสพ เพราะเมอ่ื บคุ คลเสพรปู ทพ่ี งึ รแู้ จง้ ทางตาเชน่ ใด อกศุ ลธรรมเจรญิ ขน้ึ กุศลธรรมเสื่อมลง รูปที่พึงรู้แจ้งทางตาเช่นนี้ไม่ควรเสพ และเมื่อบุคคลเสพรูปที่พึงรู้แจ้งทางตาเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น รูปที่พึงรู้แจ้งทางตาเช่นนี้ควรเสพ (เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธมั มารมณ์ ก็เหมือนกัน)” พระพุทธเจ้าตรัสกับพระสารีบุตร สรุปความได้ว่า “สารีบุตร เรากล่าวจีวรไว้ ๒ ชนิด คือ ๑) จีวรที่ควรเสพ ๒) จีวรที่ไม่ควรเสพ เพราะเมื่อภิกษุเสพจีวรเช่นใด อกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรม เสื่อมลง จีวรเช่นนี้ไม่ควรเสพและเมื่อภิกษุเสพจีวรเช่นใด อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น จีวรเช่นนีค้ วรเสพ (บิณฑบาต เสนาสนะ หม่บู ้าน นคิ ม ชนบท บุคคล ก็เหมอื นกนั )” พระพทุ ธเจา้ ตรสั กบั อภยั ราชกมุ าร (ทถ่ี กู นคิ รนถน์ าฏบตุ รแตง่ ค�ำ ถามสองเงอ่ื นใหม้ าถาม โดยถามถงึ การตรัสถ้อยค�ำ ท่คี นอ่ืนไม่ชอบใจวา่ มีบา้ งไหม หากตอบวา่ มี (เงือ่ นที่ ๑) กจ็ ะว่าพระพุทธเจ้าไมต่ า่ งกับ ปถุ ชุ น หากตอบวา่ ไมม่ ี (เงอ่ื นท่ี ๒) กจ็ ะวา่ แลว้ ค�ำ พดู ทท่ี �ำ นายวา่ พระเทวทตั จะตกนรกนน้ั เลา่ จะวา่ ยงั ไง ท�ำ ใหพ้ ระพทุ ธเจา้ แพก้ ารโตว้ าทะครง้ั น)้ี สรปุ ความไดว้ า่ “ราชกมุ าร ในปญั หาขอ้ น้ี จะวสิ ชั นาโดยสว่ นเดยี ว มิได้ (ต้องแยกตอบ) ๑) วาจาทไ่ี มจ่ รงิ ไมแ่ ท้ ไมป่ ระกอบดว้ ยประโยชน์ และวาจานน้ั ไมเ่ ปน็ ทร่ี กั ไมเ่ ปน็ ทช่ี อบใจของคนอน่ื ตถาคตไมก่ ลา่ ว ๒) วาจาทจ่ี รงิ ทแ่ี ท้ แตไ่ มป่ ระกอบดว้ ยประโยชน์ และวาจานน้ั ไมเ่ ปน็ ทร่ี กั ไมเ่ ปน็ ทช่ี อบใจของคนอน่ื ตถาคตไม่กลา่ ว ๓) วาจาทจ่ี รงิ ทแ่ี ท้ และประกอบดว้ ยประโยชน์ แตว่ าจานน้ั ไมเ่ ปน็ ทร่ี กั ไมเ่ ปน็ ทช่ี อบใจของคนอน่ื ตถาคตรกู้ าลทจี่ ะกล่าว ๔) วาจาท่ไี มจ่ ริง ไมแ่ ท้ ไมป่ ระกอบด้วยประโยชน์ แตว่ าจานนั้ เป็นท่ีรัก เป็นท่ชี อบใจของคนอืน่ ตถาคตไม่กล่าว
26 หลักธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลักสูตรต้านทจุ ริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ๕) วาจาที่จริง ที่แท้ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของคนอื่น ตถาคตไม่กล่าว ๖) วาจาที่จริง ที่แท้ ที่ประกอบด้วยประโยชน์ และวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของคนอื่น ตถาคตร้กู าลท่ีจะกล่าว เพราะตถาคตมีความเอน็ ดใู นหมสู่ ัตว์ทง้ั หลาย” (๔) ฐปนียปัญหา ปัญหาที่ไม่ต้องตอบ เชน่ เจา้ คณุ เดย๋ี วน้ยี ังฉันขา้ วเย็นหรือเปล่า หรอื นักการเมือง ไม่รู้ ไมท่ ราบ ไมไ่ ดย้ ิน พดู แล้วเรือ่ งมากไปดกี วา่ หรอื มาถามวา่ โลกหนา้ มีหรือไม่ พระนาคเสนเถระอธบิ ายการตอบปญั หานแ้ี กพ่ ระเจา้ มลิ นิ ท์ สรปุ ความวา่ ฐปนยี ปญั หา คอื ปญั หาอนั ใด ถ้าพยากรณ์ไป มีแต่โทษหาประโยชน์มิได้ ก็ต้องงดเสีย ไม่พยากรณ์ ได้แก่ ปัญหาที่ถามถึงเหตุภายนอก พระศาสนา อันหาประโยชน์มิได้ ไม่ควรจะกล่าวแก้ เช่น ถามว่า โลกเที่ยงหรือ โลกไม่เที่ยงหรือ โลกมีในระหว่างหรือ โลกมีในอากาศอันมิใช่ระหว่างหรือ โลกมีในระหว่างและโอกาสมิใช่ระหว่างหรือ โลกจะมใี นระหว่างก็ใชใ่ นโอกาสอนั มใิ ชร่ ะหวา่ งก็มใิ ช่หรือ ชีวิตเปน็ อยา่ งอืน่ หรอื สรรี ะเป็นอย่างอ่ืนหรอื เบื้องหน้าแต่นิพพานแล้วพระตถาคตมีอยู่หรือ พระตถาคตไม่มีหรือ พระตถาคตมีหรือไม่มี พระตถาคต จะมีก็มใิ ช่ จะไม่มีก็มใิ ช่ เชน่ นนั้ หรือปัญหาท้ังหลายทกี่ ล่าวมานี้แล ควรงดเสีย ไมค่ วรจะกลา่ วแกพ้ ยากรณ์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) อธิบายการตอบปัญหานี้ สรุปความว่า ฐปนียปัญหา ปญั หาทพ่ี งึ ยบั ยง้ั หรอื พบั เสยี ไมค่ วรตอบ เชน่ ถามวา่ ชวี ะ กบั สรรี ะ คอื สง่ิ เดยี วกนั ใชไ่ หม? พงึ ยบั ยง้ั เสยี ไมต่ อ้ งตอบ นเ้ี ปน็ เพยี งตวั อยา่ งสน้ั ๆ งา่ ย ๆ เพอ่ื ความเขา้ ใจเบอ้ื งตน้ เมอ่ื วา่ โดยใจความ ควรยบั ยง้ั ไมต่ อบ ได้แก่ คำ�ถามเหลวไหลไร้สาระจำ�พวกหนวดเต่า เขากระต่ายบ้าง ปัญหาที่เขายังไม่พร้อมที่จะเข้าใจ จึงยับยั้งไว้ก่อนหันไปทำ�ความเข้าใจเรื่องอื่น ที่เป็นการเตรียมพื้นของเขาก่อน แล้วจึงค่อยมาพูดกันใหม่ หรือให้เขาเข้าใจได้เองบ้างที่ลึกลงไป ก็คือ ปัญหาที่ตั้งขึ้นมาไม่ถูก โดยคิดขึ้นจากความเข้าใจผิด ไม่ตรง ตามสภาวะ หรือไม่มีตัวสภาวะอย่างนั้นจริง เช่นตัวอย่างในบาลีมีผู้ถามว่า ใครผัสสะ หรือผัสสะของใคร ใครเสวยอารมณ์ หรอื เวทนาของใคร เปน็ ตน้ ซง่ึ ไมอ่ าจตอบตามทเ่ี ขาอยากฟงั ไดจ้ งึ ตอ้ งยบั ยง้ั หรอื พบั เสยี อาจชแ้ี จงเหตุผลในการไมต่ อบ หรือใหเ้ ขาตง้ั ปัญหาเสียใหมใ่ ห้ถกู ตอ้ ง ตรงตามสภาวะ พระพทุ ธเจา้ ตรสั กบั พระมาลงุ กยบตุ ร (ผสู้ งสยั ในอพั ยากตปญั หา (ปญั หาทพ่ี ระพทุ ธองคไ์ มท่ รงตอบ) ๑๐ ประการ โดยต้ังเงื่อนไขว่า ถา้ พระพุทธองค์ตรัสตอบ กจ็ ะประพฤติพรหมจรรย์ต่อไป ถ้าพระพทุ ธองค์ ไม่ตรัสตอบก็จะลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์) สรุปความได้ว่า มาลุงกยบุตร ได้ยินว่า เรามิได้พูดไว้กับเธอว่า ‘เธอจงมาประพฤติพรหมจรรย์ในเราเถิด’ เราจักตอบเธอว่า ‘โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง ฯลฯ หลังจาก ตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่จะว่าไม่เกิดอีกก็มิใช่’ฯลฯ ได้ยินว่า แม้เธอก็มิได้พูดกับเราว่า ‘ขา้ แตพ่ ระองคผ์ เู้ จรญิ ขา้ พระองคจ์ กั ประพฤตพิ รหมจรรยใ์ นพระผมู้ พี ระภาค ถา้ พระผมู้ พี ระภาคจกั ตรสั ตอบ ข้าพระองค์ว่า ‘โลกเที่ยงโลกไม่เที่ยง ฯลฯ หลังจากตายแล้วตถาคตจะว่าเกิดอีกก็มิใช่ จะว่าไม่เกิดอีก ก็มิใช’่ โมฆบรุ ุษ เมือ่ เปน็ อยา่ งน้ันเธอเป็นใคร จะมาทวงอะไรกับใครเลา่ มาลงุ กยบตุ ร เพราะเหตนุ น้ั เธอจงจ�ำ ปญั หาทเ่ี ราไมต่ อบวา่ เปน็ ปญั หาทเ่ี ราไมต่ อบและจงจ�ำ ปญั หา ทเ่ี ราตอบว่า เป็นปัญหาทเ่ี ราตอบเถดิ ปญั หาทีเ่ ราไมต่ อบ คอื ปัญหาว่า ‘โลกเท่ียง โลกไมเ่ ที่ยง โลกมีทีส่ ุด โลกไม่มีที่สุด ชีวะ กับสรีระเป็นอย่างเดียวกัน ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน หลังจากตายแล้ว ตถาคตเกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตไม่เกิดอีก หลังจากตายแล้วตถาคตเกิดอีกและไม่เกิดอีก หลงั จากตายแลว้ ตถาคตจะวา่ เกดิ อกี กม็ ใิ ช่ จะวา่ ไมเ่ กดิ อกี กม็ ใิ ช’่ เราไมต่ อบเพราะปญั หานน้ั ไมม่ ปี ระโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายเพื่อคลายกำ�หนัด เพื่อดับ เพื่อสงบระงับ
หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สูตรตา้ นทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) 27 เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้และเพื่อนิพพานปัญหาที่เราตอบ คือ ปัญหาว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นท้ี กุ ขนโิ รธคามนิ ปี ฏปิ ทา’ เพราะปญั หานน้ั มปี ระโยชน์ เปน็ เบอ้ื งตน้ แหง่ พรหมจรรย์ เปน็ ไปเพอ่ื ความเบอ่ื หนา่ ย เพื่อคลายก�ำ หนดั เพ่อื ดับ เพ่อื สงบระงบั เพือ่ รู้ย่ิงเพอ่ื ตรสั รู้ และเพ่อื นิพพานมาลุงกยบตุ ร เพราะเหตุน้นั เธอจงจ�ำ ปญั หาทเ่ี ราไมต่ อบวา่ เปน็ ปญั หาทเ่ี ราไมต่ อบ และจงจ�ำ ปญั หาทเ่ี ราตอบวา่ เปน็ ปญั หาทเ่ี ราตอบเถดิ ๔. หลักการคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม การมคี วามคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลและผลประโยชนส์ ว่ นรวมนม้ี คี วามจ�ำ เปน็ ต่อผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก หากผู้คนในสังคมคำ�นึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลประโยชน์ สว่ นบุคคลจะส่งผลให้ประเทศชาตเิ กดิ ความสงบสขุ มากยิ่งข้นึ สืบไป พระพทุ ธองคต์ รัสหลกั การปฏิบัตติ วั ในเรอ่ื งประโยชนไ์ ว้ ๓ อยา่ งน้ี คือ ๑) อัตตตั ถะ ประโยชน์ตัว ๒) ปรตั ถะ ประโยชนค์ นอน่ื ๓) อภุ ยตั ถะ ประโยชนส์ ว่ นรวม คอื ประโยชนต์ วั และประโยชนค์ นอน่ื รวมกนั สรุปความไดว้ า่ “บคุ คลพิจารณาเหน็ ประโยชนข์ องตัว สมควรแท้ เพื่อทีจ่ ะทำ�กจิ ของตวั ให้ถงึ พรอ้ มด้วย ความไม่ประมาท หรือว่าบุคคลผู้พิจารณาเห็นประโยชน์ของผู้อื่น สมควรแท้ เพื่อที่จะทำ�กิจของผู้อื่น ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท หรือบคุ คลผู้พิจารณาเห็นประโยชน์ทั้ง ๒ ฝา่ ย สมควรแท้ที่จะทำ�กิจ ของทัง้ ๒ ฝา่ ย ใหถ้ งึ พรอ้ มดว้ ยความไม่ประมาท” สมดังพระราชปณิธานของสมเดจ็ พระมหติ ลาธเิ บศร อดุลยเดชวกิ รมพระบรมราชชนก (พระบรมราชชนกใน ร.๙) ว่า ขอใหถ้ อื ประโยชน์ส่วนบุคคลเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรม แหง่ อาชีพให้บรสิ ทุ ธ์ิ ประโยชน์ส่วนบุคคล (Private Interests) หมายถึง การที่บุคคลทั่วไปในสถานะเอกชน หรอื เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในสถานะเอกชนไดท้ �ำ กจิ กรรมหรอื ไดก้ ระท�ำ การตา่ ง ๆ เพอ่ื ประโยชนส์ ว่ นบคุ คล ครอบครวั เครือญาติ พวกพอ้ ง หรือของกลุ่มในสงั คมทมี่ ีความสัมพนั ธ์กันในรูปแบบตา่ ง ๆ เชน่ การประกอบอาชีพ การท�ำ ธุรกิจการค้าการลงทนุ เพอ่ื หาประโยชน์ในทางการเงนิ หรอื ในทางธรุ กจิ เป็นตน้ ประโยชนส์ ่วนรวมหรือประโยชนส์ าธารณะ (Public Interests) หมายถงึ การท่ีบุคคลใด ๆ ในสถานะทเ่ี ปน็ เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั (ผดู้ �ำ รงต�ำ แหนง่ ทางการเมอื ง ขา้ ราชการ พนกั งานรฐั วสิ าหกจิ หรอื เจา้ หนา้ ท่ี ของรฐั ในหนว่ ยงานของรฐั ) ไดก้ ระท�ำ การใด ๆ ตามหนา้ ทห่ี รอื ไดป้ ฏบิ ตั หิ นา้ ทอ่ี นั เปน็ การด�ำ เนนิ การในอกี สว่ นหนง่ึ ทแ่ี ยกออกมาจากการด�ำ เนนิ การตามหนา้ ทใ่ี นสถานะของเอกชน การกระท�ำ การใด ๆ ตามหนา้ ท่ี ของเจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั จงึ มวี ตั ถปุ ระสงคห์ รอื มเี ปา้ หมายเพอ่ื ประโยชนข์ องสว่ นรวม หรอื การรกั ษาประโยชน์ ส่วนรวมท่ีเป็นประโยชน์ของรัฐการทำ�หน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงมีความเก่ียวเนื่องเชื่อมโยงกับอำ�นาจ หนา้ ทต่ี ามกฎหมายและจะมรี ปู แบบของความสมั พนั ธห์ รอื มกี ารกระท�ำ ในลกั ษณะตา่ ง ๆ กนั ทเ่ี หมอื นหรอื คลา้ ยกบั การกระท�ำ ของบคุ คลในสถานะเอกชน เพยี งแตก่ ารกระท�ำ ในสถานะทเ่ี ปน็ เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั กบั การกระท�ำ ในสถานะเอกชนจะมคี วามแตกตา่ งกนั ทว่ี ตั ถปุ ระสงค์ เปา้ หมายหรอื ประโยชนส์ ดุ ทา้ ยทแ่ี ตกตา่ งกนั การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interests) หมายถึง การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำ�การใด ๆ หรือดำ�เนินการในกิจการ สาธารณะทเ่ี ปน็ การด�ำ เนนิ การตามอ�ำ นาจหนา้ ท่ี หรอื ความรบั ผดิ ชอบในกจิ การของรฐั หรอื องคก์ รของรฐั เพอ่ื ประโยชนข์ องรฐั หรอื เพอ่ื ประโยชนข์ องสว่ นรวม แตเ่ จา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ไดม้ ผี ลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลเขา้ ไป แอบแฝง หรอื เปน็ ผทู้ ม่ี สี ว่ นไดเ้ สยี ในรปู แบบตา่ ง ๆ หรอื น�ำ ประโยชนส์ ว่ นบคุ คลหรอื ความสมั พนั ธส์ ว่ นบคุ คล เขา้ มามอี ทิ ธพิ ล หรอื เกย่ี วขอ้ งในการใชอ้ �ำ นาจหนา้ ท่ี หรอื ดลุ ยพนิ จิ ในการพจิ ารณาตดั สนิ ใจในการกระท�ำ
28 หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลักสตู รตา้ นทุจรติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) การใด ๆ หรอื ด�ำ เนนิ การดงั กลา่ วนน้ั เพอ่ื แสวงหาประโยชนใ์ นการทางเงนิ หรอื ประโยชนอ์ น่ื ๆ ส�ำ หรบั ตวั เอง หรอื บุคคลใดบคุ คลหนึ่ง วิธีคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม หมายถึง การคิด แยกแยะว่า “เรื่องใดเป็นประโยชน์ส่วนบุคคล เรื่องใดเป็นประโยชน์ส่วนรวม” ได้อย่างเด็ดขาด จะรับ ผลประโยชนเ์ ฉพาะสว่ นของตวั อยา่ งแทจ้ รงิ เทา่ นน้ั ไมน่ �ำ เอาผลประโยชนส์ ว่ นรวมทไ่ี มใ่ ชข่ องตวั มาเพม่ิ พนู ผลประโยชนส์ ่วนบุคคล เหนอื ไปกวา่ การคดิ แยกแยะไดอ้ ยา่ งเดด็ ขาด บคุ คลยงั ควรยดึ ประโยชนส์ ว่ นรวมเหนอื กวา่ ประโยชน์ สว่ นบคุ คล โดยเฉพาะอย่างยิง่ “เจ้าหนา้ ท่ีของรัฐ” ซ่งึ มีอำ�นาจหนา้ ทที่ ่จี ะตอ้ งกระท�ำ การหรอื ใชด้ ุลยพนิ จิ ในการตดั สนิ ใจทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ผลประโยชนข์ องสว่ นรวม แตผ่ ลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลหรอื พวกพอ้ งมอี ทิ ธพิ ล เหนือกว่าทำ�ให้เกิดการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม หรือเกิดผลประโยชน์ ทับซอ้ น (Conflict of Interests) ขน้ึ ความเสียหายกจ็ ะตกอยกู่ ับประชาชนและประเทศชาติ การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมมีได้หลายรูปแบบไม่จำ�กัดอยู่ เฉพาะในรูปแบบของตัวเงิน หรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่รวมถึงผลประโยชน์อื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบ ของตัวเงินหรือทรัพย์สินด้วย ทั้งนี้ John Langford และ Kenneth Kernaghan ได้จำ�แนกรูปแบบ ของการขดั กนั ระหว่างประโยชนส์ ว่ นบคุ คลและประโยชนส์ ่วนรวม ออกเป็น ๗ รูปแบบ คือ (๑) การรับผลประโยชนต์ ่างๆ (Accepting benefits) ซงึ่ ผลประโยชนต์ า่ ง ๆ ไมว่ ่าจะเปน็ ทรัพยส์ นิ ของขวัญ การลดราคา การรับความบนั เทงิ การรับบรกิ าร การรบั การฝึกอบรม หรือสิ่งอื่นใด ในลกั ษณะเดยี วกนั นแ้ี ละผลจากการรบั ผลประโยชนต์ า่ ง ๆ นน้ั ไดส้ ง่ ผลตอ่ การตดั สนิ ใจของเจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ในการดำ�เนินการตามอำ�นาจหน้าที่ เช่น นายสุจริต ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้เดินทางไปปฏิบัติราชการ ในพน้ื ทจ่ี งั หวดั ราชบุรี ซงึ่ ในวันดังกลา่ ว นายรวย นายก อบต. แห่งหนง่ึ ได้มอบงาชา้ งจำ�นวนหน่ึงคู่ใหแ้ ก่ นายสจุ รติ เพ่อื เปน็ ของท่รี ะลกึ เป็นต้น (๒) การทำ�ธุรกิจกับตัวเอง (Self - dealing) หรือเป็นคู่สัญญา (Contracts) เป็นการที่ เจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะผู้มีอำ�นาจในการตัดสินใจเข้าไปมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำ�กับหน่วยงาน ทต่ี วั สงั กดั โดยอาจจะเปน็ เจา้ ของบรษิ ทั ทท่ี �ำ สญั ญาเอง หรอื เปน็ ของเครอื ญาติ สถานการณเ์ ชน่ นเ้ี กดิ บทบาท ทขี่ ัดแยง้ หรือเรยี กได้ว่าเปน็ ทั้งผู้ซอื้ และผู้ขายในเวลาเดยี วกัน เช่น การทีเ่ จา้ หน้าท่ใี นกระบวนการจัดซื้อ จดั จา้ งท�ำ สญั ญาใหห้ นว่ ยงานตน้ สงั กดั ซอ้ื คอมพวิ เตอรส์ �ำ นกั งานจากบรษิ ทั ของครอบครวั ตวั เอง หรอื บรษิ ทั ทต่ี วั เองมีหุน้ ส่วนอยู่ เป็นต้น (๓) การท�ำ งานหลงั จากออกจากต�ำ แหนง่ หนา้ ทส่ี าธารณะหรอื หลงั เกษยี ณ (Post - employment) เปน็ การทเ่ี จา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ลาออกจากหนว่ ยงานของรฐั และไปท�ำ งานในบรษิ ทั เอกชนทด่ี �ำ เนนิ ธรุ กจิ ประเภท เดยี วกนั หรอื บรษิ ทั ทม่ี คี วามเกย่ี วขอ้ งกบั หนว่ ยงานเดมิ โดยใชอ้ ทิ ธพิ ลหรอื ความสมั พนั ธจ์ ากทเ่ี คยด�ำ รงต�ำ แหนง่ ในหนว่ ยงานเดมิ นน้ั หาประโยชนจ์ ากหนว่ ยงานใหแ้ กบ่ รษิ ทั และตวั เอง เชน่ อดตี ผอู้ �ำ นวยการโรงพยาบาล แหง่ หนง่ึ เพง่ิ เกษยี ณอายรุ าชการไปท�ำ งานเปน็ ทป่ี รกึ ษาในบรษิ ทั ผลติ หรอื ขายยา โดยใชอ้ ทิ ธพิ ลจากทเ่ี คย ด�ำ รงตำ�แหน่งในโรงพยาบาลดังกลา่ ว ให้โรงพยาบาลซ้ือยาจากบริษทั ที่ตัวเองเป็นท่ปี รึกษาอยู่ พฤติการณ์ เชน่ นม้ี มี ลู ความผดิ ทง้ั ทางวนิ ยั และทางอาญา ฐานเปน็ เจา้ หนา้ ทข่ี องรฐั ปฏบิ ตั หิ รอื ละเวน้ การปฏบิ ตั อิ ยา่ งใด ในพฤติการณ์ที่อาจทำ�ให้ผู้อื่นเชื่อว่าตัวมีตำ�แหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตัวมิได้มีตำ�แหน่งหรือหน้าที่นั้น เพอ่ื แสวงหาประโยชน์ทีม่ คิ วรได้โดยชอบดว้ ยกฎหมายส�ำ หรับตวั เองหรือผอู้ ่ืน
หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากับหลกั สตู รตา้ นทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) 29 (๔) การทำ�งานพิเศษ (Outside employment or Moonlighting) ในรูปแบบนี้มีได้ หลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งบริษัทดำ�เนินธุรกิจ ที่เป็นการแข่งขันกับหน่วยงาน หรอื องคก์ ารสาธารณะทต่ี วั สงั กดั หรอื การรบั จา้ งพเิ ศษเปน็ ทป่ี รกึ ษาโครงการ โดยอาศยั ต�ำ แหนง่ ในราชการ สร้างความน่าเชื่อถือว่าโครงการของผู้ว่าจ้างจะไม่มีปัญหาติดขัดในการพิจารณาจากหน่วยงานท่ี ที่ปรึกษาสังกัดอยู่ เช่น การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ทำ�งานที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานอย่างเต็มที่ แต่เอาเวลาไปรบั งานพิเศษอืน่ ๆ ท่อี ยนู่ อกเหนอื อำ�นาจหน้าทท่ี ไ่ี ดร้ บั มอบหมายจากหนว่ ยงาน เป็นต้น (๕) การร้ขู ้อมูลภายใน (Inside information) เปน็ สถานการณท์ ่ีเจา้ หน้าท่ีของรัฐใชป้ ระโยชน์ จากการทต่ี วั เองรบั รขู้ อ้ มลู ภายในหนว่ ยงาน และน�ำ ขอ้ มลู นน้ั ไปหาผลประโยชนใ์ หก้ บั ตวั เองหรอื พวกพอ้ ง อาจจะไปหาประโยชน์โดยการขายขอ้ มูลหรือเข้าเอาประโยชนเ์ สียเอง เชน่ เจา้ หน้าที่พัสดขุ องหน่วยงาน เปิดเผยหรอื ขายขอ้ มูลท่ีส�ำ คญั ของฝา่ ยท่มี าย่ืนประมลู ไวก้ ่อนหน้าใหแ้ กผ่ ู้ประมลู รายอืน่ ทใี่ ห้ผลประโยชน์ ท�ำ ใหฝ้ ่ายทม่ี าย่ืนประมลู ไวก้ ่อนหนา้ เสยี เปรียบ เป็นตน้ (๖) การใช้ทรัพย์สินของราชการเพ่อื ประโยชน์ธรุ กจิ สว่ นบุคคล (Using your employer’s property for private advantage) เปน็ การทเ่ี จา้ หนา้ ทข่ี องรฐั น�ำ เอาทรพั ยส์ นิ ของราชการซง่ึ จะตอ้ งใช้ เพอ่ื ประโยชนข์ องทางราชการเทา่ นน้ั ไปใชเ้ พอ่ื ประโยชนข์ องตวั เองหรอื พวกพอ้ ง หรอื การใชใ้ หผ้ ใู้ ตบ้ งั คบั คบ่าัญนช้ำ�ามไันปเทชื้อำ�งเพานลสิงน่ว�ำนรบถุคยคนลต์ขเชอ่นงส่วกนารราทชี่เจก้าาหรไนป้าใทช้ใี่รนัฐกผจิ ธู้มุรีอะำ�สน่วานจบอุคนคุมลัตเิใปห็น้ใชต้ร้นถราชการหรือการเบิกจ่าย (๗)การน�ำ โครงการสาธารณะลงในเขตเลอื กตง้ั เพอ่ื ประโยชนท์ างการเมอื ง(Pork-barreling) เป็นการที่ผู้ดำ�รงตำ�แหน่งทางการเมืองหรือผู้บริหารระดับสูงอนุมัติโครงการไปลงพื้นท่ีหรือบ้านเกิด ของตวั เองหรอื การใชง้ บประมาณสาธารณะเพอ่ื หาเสยี ง เชน่ การทน่ี กั การเมอื งในจงั หวดั ขอเพม่ิ งบประมาณ เพอ่ื น�ำ โครงการตดั ถนน สรา้ งสะพานลงในจงั หวดั โดยใชช้ อ่ื หรอื นามสกลุ ของตวั เองเปน็ ชอ่ื สะพาน เปน็ ตน้ ทงั้ น้ี เม่อื พจิ ารณา “รา่ งพระราชบัญญตั วิ า่ ด้วยความผิดเกีย่ วกบั การขดั กนั ระหวา่ งประโยชนส์ ่วนบุคคล กับประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. ....” ท�ำ ใหม้ รี ปู แบบเพิม่ เติมจาก ทกี่ ล่าวมาแล้วข้างตน้ อีก ๒ กรณี คือ (๘) การใชต้ �ำ แหนง่ หนา้ ทแ่ี สวงหาประโยชนแ์ กเ่ ครอื ญาตหิ รอื พวกพอ้ ง (Nepotism) หรอื อาจ จะเรยี กวา่ ระบบอุปถมั ภพ์ ิเศษ เป็นการทีเ่ จา้ หน้าทขี่ องรฐั ใช้อิทธพิ ลหรอื ใชอ้ �ำ นาจหนา้ ทีท่ �ำ ใหห้ นว่ ยงาน ของตัวเข้าทำ�สัญญากับบริษัทของพี่น้องของตัว เช่น พนักงานสอบสวนละเว้นไม่นำ�บันทึกการจับกุม ที่เจ้าหน้าที่ตำ�รวจชุดจับกุมทำ�ขึ้นในวันเกิดเหตุรวมเข้าสำ�นวน แต่กลับเปลี่ยนบันทึกและแก้ไขข้อหา ในบันทึกการจับกุมเพื่อช่วยเหลือผู้ต้องหาซึ่งเป็นญาติของตัวให้รับโทษน้อยลง คณะกรรมการ ป.ป.ช. พจิ ารณาแลว้ มีมลู ความผิดทางอาญาและทางวินัยอย่างร้ายแรง เป็นตน้ (๙) การใช้อิทธิพลเข้าไปมีผลต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานของรัฐอื่น (Influence) เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเองหรือพวกพ้อง โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำ�แหน่งหน้าที่ข่มขู่ ผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชาใหห้ ยดุ ท�ำ การตรวจสอบบรษิ ทั ของเครอื ญาตขิ องตวั เชน่ นายเอ เปน็ หวั หนา้ สว่ นราชการ แห่งหนึ่งในจังหวัดรู้จักสนิทสนมกับ นายบี หัวหน้าส่วนราชการอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดเดียวกัน นายเอ จงึ ใช้ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลฝากลูกชาย คอื นายซเี ขา้ รับราชการภายใต้สงั กัดของนายบี เปน็ ต้น
30 หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลกั สตู รต้านทุจรติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ๕. กรณศี กึ ษาเรือ่ งสังวรปธาน การบูรณาการหรือประยุกต์หลักธรรมเข้ากับหลักการคิดแยกแยะผลประโยชน์ส่วนบุคคล และผลประโยชน์ส่วนรวมสามารถทำ�ได้โดยการนำ�หลักธรรมการสำ�รวมอินทรีย์ตามหลักสังวรปธาน ผนวกเขา้ กบั หลกั การแยกแยะปญั หาแนวพทุ ธ และหลกั การปฏบิ ตั ติ วั แนวพทุ ธโดยใชส้ ตสิ งั วรเปน็ ตวั ก�ำ กบั ใหร้ ตู้ วั และใชญ้ าณสงั วรพจิ ารณาแยกแยะผลประโยชนส์ ว่ นบคุ คลและผลประโยชนส์ ว่ นรวมแยกกนั เดด็ ขาด ไมท่ ับซ้อนกัน ๕.๑ ตวั อยา่ งการแยกแยะประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชนส์ ว่ นรวมในทางธรรม (๑) การส�ำ รวมอินทรยี ์ของพระเถระในสมัยพทุ ธกาล พระวังคีสะเห็นพวกหญิงสาวแต่งตัวสวยงามเดินเท่ียวชมบริเวณวิหารอยู่เกิดความกำ�หนัดข้ึน จงึ ส�ำ รวมจติ ใจดว้ ยการกลา่ วสอนตวั เองวา่ “ความคดิ คกึ คะนองก�ำ หนดั น้ี เขา้ จโู่ จมครอบง�ำ เราผสู้ ละเรอื น ออกมาบวชเราเปน็ บตุ รของคนสงู ศกั ด์ิ ฝกึ วชิ ายงิ ธนมู าอยา่ งเชย่ี วชาญ ยงิ ธนคู ราวละ ๑,๐๐๐ ลกู ไปทกุ ทศิ ตอ่ ใหม้ หี ญงิ สาวมากกวา่ ลกู ธนจู โู่ จมถาโถมมา กไ็ มอ่ าจท�ำ รา้ ยเราผตู้ ง้ั มน่ั ในธรรมได”้ ท�ำ ใหเ้ อาชนะความก�ำ หนดั และประสบความส�ำ เรจ็ ในชวี ติ คอื ไดบ้ รรลธุ รรมเปน็ พระอรหนั ตใ์ นเวลาตอ่ มา สามารถปอ้ งกนั ปญั หาไมใ่ ห้ เกิดการทุจริต (ประพฤติไม่ดี) ได้ด้วยตัวเอง เรียกได้ว่า ปฏิบัติตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเหนือกว่า ส่วนบุคคล (๒) การสละทรัพยส์ นิ สว่ นบคุ คลเพื่อออกบวชของพระโพธิสัตว์ พระเตมยี โ์ พธสิ ตั วท์ รงท�ำ ตวั เปน็ คนใบจ้ นไดร้ บั ขนานพระนามวา่ พระเตมยี ใ์ บ้ เพอ่ื ทรงสละราชสมบตั แิ ลว้ ออกผนวช ทรงพรอ้ มเสยี สละทรพั ยภ์ ายนอกเพอ่ื แสวงหาทรพั ยภ์ ายในอนั ประเสรฐิ มงุ่ ประโยชนเ์ พอ่ื แสวงหา ทางหลดุ พ้นแลว้ น�ำ แนวปฏบิ ตั ิที่ถูกต้องมาโปรดชาวโลก เรียกไดว้ ่า อทุ ศิ พระชนม์เพ่ือประโยชน์สว่ นรวม เหนือกว่าส่วนบคุ คล (๓) การท�ำ บุญเพือ่ เอาหนา้ มหาเศรษฐมี หาศาลตอ้ งการใหผ้ คู้ นยกยอ่ งนบั ถอื ตวั จงึ แสรง้ สละทรพั ยส์ มบตั ติ ระเวนท�ำ บญุ เฉพาะ ในแหลง่ ทม่ี คี นเยอะ ๆ และเหตกุ ารณบ์ ญุ ทส่ี �ำ คญั และเดน่ ดงั ในจงั หวดั เรยี กไดว้ า่ มงุ่ ประโยชนส์ ว่ นบคุ คล เปน็ หลกั (๔) การปฏบิ ัติเครง่ เพื่อใหโ้ ยมศรัทธาของพระ พระ ก. ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดโดยเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ มีเจตนาให้ญาติโยมศรัทธา เลื่อมใสในตัวเพื่อมุ่งลาภสักการะ เรียกได้ว่า ไม่สำ�รวมอินทรีย์คือใจ ปล่อยให้อภิชฌาความโลภอยากได้ ลาภสักการะครอบงำ�เพ่อื ประโยชน์ส่วนบุคคล ๕.๒ ตัวอย่างการแยกแยะประโยชนส์ ว่ นบคุ คลและประโยชน์ส่วนรวมในทางโลก (๑) การทำ�มาหากิน ค้าขาย เช่น เกษตรกร มีรายได้จากการถ่ายทอดความรู้เรื่องการปลูกผักปลอดสารพิษเผยแพร่ทางช่องยูทูป โดยมุ่งให้ชาวบ้านเรียนรู้วิธีปลูกผักปลอดภัยไว้กินเองและจำ�หน่ายอาหารปลอดภัยให้แก่ลูกค้า ดว้ ยราคาปกติ เปน็ ผ้ทู แี่ สวงหาผลประโยชนส์ ่วนบคุ คล โดยสุจรติ พ่อค้าแม่ค้าขายอาหารสดที่แช่ด้วยสารบางอย่างเพื่อให้สด เป็นผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนบุคคล มากกวา่ สว่ นรวม การทำ�ธุรกิจด้วยการโฆษณาชวนเชอ่ื การทำ�ธุรกจิ ผูกขาด เหน็ แก่ประโยชน์สว่ นบุคคลเป็นหลัก
หลักธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลักสูตรต้านทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 31 การนำ�เสนอข่าวเอาใจกระแสสงั คมเพ่อื เรยี กเรตต้ิง โดยไมค่ ดิ ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกบั สงั คม ม่งุ แตป่ ระโยชนส์ ่วนบุคคล (๒) การใชท้ ่ีสาธารณะเพ่อื ประโยชน์สว่ นบุคคล เช่น หลังฤดูกาลเกบ็ เกย่ี วขา้ วแล้ว ชาวนาตากข้าวเปลอื กไว้บนถนนเพอื่ ใหข้ ้าวเปลือกแหง้ เป็นการใช้ แพฉื้นลทบี่สลางคธานู ร้ำ�ณสระ้างเคพวืา่อมปเรสะียโหยาชยนให์สแ้ ่วกนผ่ บู้อุคนื่ คล และยังทำ�ให้รถที่สัญจรเกิดอุบัติเหตุรถหลบกองข้าว การใช้ที่สาธารณะ ในการสร้างรายได้ให้แก่ตัวเอง เช่น การขายของบนทางเท้าสาธารณะ การใช้ที่ดินสาธารณะอยา่ งผิดกฎหมาย เพ่อื หารายได้จากการปลกู ต้นไม้ เล้ยี งสัตว์ (๓) การเพกิ เฉย การรับสนิ บนและการเลอื กปฏบิ ตั ิ ของเจ้าหน้าทีร่ ัฐ เป็นการเห็นแก่ประโยชน์ สว่ นบุคคล เชน่ การปล่อยใหแ้ รงงานต่างดา้ วเขา้ เมอื งมาโดยผดิ กฎหมาย การปลอ่ ยให้รถบรรทกุ เกินกำ�หนดทำ�ให้ถนนยุบและเสียหาย การลัดคิวพเิ ศษในการติดตอ่ งานราชการให้กบั ผูท้ ต่ี วั เกรงใจ ๖. สรปุ ความ ปจั เจกชนทม่ี ีวธิ ีปดิ กนั้ มิให้เกิดทจุ รติ ภายในไดอ้ ยา่ งเข้มแข็ง จะต้องมสี มั มาทฏิ ฐิ มกี ลั ยาณมติ ร และมีวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการเป็นตัวปลุกเร้า มีภูมิคุ้มกันมิให้กระทำ�ทุจริต พ้นจากการถูกตำ�หนิ และถูกลงโทษ ดังที่ พระรักเกียรติ รกฺขิตธมฺโม (สุขธนะ) ครั้งดำ�รงตำ�แหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสขุ ตอ้ งถกู จ�ำ คกุ เพราะคดที จุ รติ และเกดิ ความทกุ ขม์ ากทส่ี ดุ ในชวี ติ หลงั พน้ โทษไดต้ ดั สนิ ใจบวช จนไดพ้ บสจั ธรรมเป็นอุทาหรณส์ อนใจว่า “ถ้ารูธ้ รรมะของพระพุทธเจ้า อาตมาคงไม่ตดิ คกุ ” การที่บคุ คล มคี วามเพยี รในการปดิ ชอ่ งทางมใิ หก้ ารทจุ รติ เกดิ ขน้ึ โดยวธิ ที ไ่ี ดก้ ลา่ วไวแ้ ลว้ นน้ั จะเปน็ ตน้ ทนุ ทางจรยิ ธรรม เมื่อผู้นนั้ ไดเ้ ผชิญหนา้ กบั ทรพั ย์เครอื่ งปลมื้ ใจ สามารถจะยบั ย้ัง สามารถคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ ส่วนบุคคลและผลประโยชน์สว่ นรวมได้อยา่ งถกู ต้อง ภาพที่ ๑ : ชาวนาตากขา้ วเปลอื กไว้บนถนนสาธารณะ ภาพท่ี ๒ : การปลอ่ ยใหแ้ รงงานต่างดา้ วเขา้ เมอื งมาโดยผดิ กฎหมาย
32 หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลกั สตู รต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) บปทหทาน่ี ๓ปธาน เพยี รละการทจุ รติ ท่เี กดิ ขน้ึ แลว้ : ความอายและความไมท่ นตอ่ การทจุ รติ ๑. ความน�ำ สง่ิ เลวรา้ ยทง้ั หลายทเ่ี กดิ ขน้ึ ในทกุ สงั คมทว่ั โลกทม่ี าจากฝมี อื มนษุ ยท์ ไ่ี มม่ คี วามละอายใจ ไมเ่ กรงกลวั ตอ่ ผลของการกระท�ำ ผดิ และกฎหมาย สง่ ผลกระทบทางลบ สรา้ งความเดอื ดรอ้ นความเสยี หายใหแ้ กผ่ คู้ น และประเทศชาติ ดงั ท่ีองคก์ ารเพ่ือความโปรง่ ใสนานาชาติ (Transparency International) เผยแพร่ผล CPI คา่ ดชั นีรบั รกู้ ารทจุ รติ ประจำ�ป ี ๒๐๒๐ พบว่า ประเทศไทย ถูกจดั อย่ใู นอันดับที่ ๑๐๔ จากจำ�นวน ท้ังหมด ๑๘๐ ประเทศและไดค้ า่ เฉลย่ี ดชั นีท่ี ๓๖ (จากคะแนนเต็ม ๑๐๐) แสดงวา่ ประเทศไทย มีการ ทุจรติ เกิดขึ้นจ�ำ นวนมากและในการวเิ คราะห์รายละเอยี ด พบวา่ การรับการใหส้ ินบนเปน็ ปัจจัยส�ำ คัญ นอกจากความไมอ่ ายในการกระท�ำ ความผดิ และกระท�ำ ทจุ รติ ของบคุ คลหรอื กลมุ่ บคุ คล ซง่ึ สง่ ผล ความเสียหายแกส่ ่วนรวมแล้ว พฤติกรรมการไมส่ นใจ ไมเ่ ดือดร้อนตอ่ การกระท�ำ ทุจริต หรตี่ าข้างเดยี ว หลับตาสองข้างเอาหไู ปนาเอาตาไปไร่ เร่อื งของเขาเราไม่เก่ียว เสมือนการส่งเสรมิ ใหเ้ กิดการกระท�ำ ผิด และการทจุ รติ เป็นเร่ืองปกติทีน่ บั วันย่งิ เพ่มิ ขน้ึ การนำ�หลักปหานปธาน เพอื่ ให้เพียรละทจุ รติ ทเี่ กิดขน้ึ แล้ว โดยปลูกฝังให้คนไทยมจี ิตสำ�นึกอาย ในการทำ�ผิดทุจริต และเมื่อพบปรากฏการณ์หรือแนวโน้มจะมีการกระทำ�ทุจริต คนไทยจะไม่ทน และไมย่ อมให้เกดิ การทจุ ริตในสังคมไทย ดว้ ยหลักธรรม หิริโอตตัปปะ หวั ใจหลักของปหานปธาน คอื การปอ้ งปรามและควบคมุ คนไมด่ ี ไมใ่ หม้ ีอ�ำ นาจไปขม่ เหงคนอนื่ และยกยอ่ งและชน่ื ชมคนท�ำ ดี เพอ่ื ใหม้ กี �ำ ลงั ใจท�ำ ความดยี ง่ิ ๆ ขน้ึ ไป หลกั การนต้ี รงกบั พทุ ธศาสนสภุ าษติ วา่ “นคิ คฺ ณเฺ ห นคิ คฺ หารหํ ปคคฺ ณเฺ ห ปคคฺ หารห”ํ แปลความวา่ “พงึ ขม่ คนทค่ี วรขม่ พงึ ยกยอ่ งคนทค่ี วรยกยอ่ ง” ดงั ค�ำ กลา่ วทว่ี า่ “เพม่ิ อ�ำ นาจคนดี บฑี าคนชว่ั ” ซง่ึ ในทน่ี ้ี สามารถพจิ ารณาแยกออกไดเ้ ปน็ ๒ ประเดน็ ดงั น้ี (๑) กระบวนการป้องปรามคนไม่ดี ด้วยการควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำ�นาจไปข่มเหงคนอื่น โดยใช้กระบวนการกลุ่มของคนในสังคมเอง ตามปกติแล้วในแต่ละชุมชนนั้น ใครเป็นคนดีหรือคนไม่ดี ในชมุ ชนนั้น ๆ ย่อมทราบและรจู้ ักกันเปน็ อยา่ งดี เมอ่ื มีคนไม่ดอี ยใู่ นชมุ ชน เราในฐานะสว่ นหนง่ึ ของชุมชน จะตอ้ งสอดสอ่ งดแู ลไมใ่ หค้ นไมด่ มี อี �ำ นาจหนา้ ท่ี เพราะจะท�ำ ใหช้ มุ ชนไดร้ บั ความเดอื ดรอ้ นและอาจกอ่ ภยั รา้ ยแรงข้ึนแกค่ นในชมุ ชนดว้ ย (๒) กระบวนการสง่ เสรมิ คนดี ใหม้ กี �ำ ลงั ใจท�ำ ความดี โดยการยกยอ่ งสนบั สนนุ คนท�ำ ดใี หม้ อี �ำ นาจ หนา้ ทใ่ี นการดแู ลสขุ ทกุ ขข์ องผคู้ นในสงั คม การยกยอ่ งและใหก้ �ำ ลงั ใจคนท�ำ ดนี น้ั เปน็ กระบวนการเสรมิ แรง จงู ใจทางบวกใหเ้ กดิ ขน้ึ แกผ่ คู้ นในชมุ ชน ท�ำ ใหช้ มุ ชนตน่ื ตวั และสรา้ งพลงั ดา้ นบวกใหเ้ กดิ ขน้ึ อยา่ งสม�ำ่ เสมอ
หลักธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลกั สตู รต้านทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 33 ๒. หริ โิ อตตัปปสตู ร วา่ ดว้ ยผลแห่งความละอายชวั่ กลวั บาป พระพุทธเจ้าได้ตรัสหิริโอตตัปปสูตรว่าด้วยความละอายชั่วเกรงกลัวบาปท่ีส่งผลต่อกันและกัน ตามลำ�ดบั มใี จความโดยยอ่ ดังน้ี เมอ่ื หริ ิโอตตัปปะไมม่ ี อินทรยี สังวรของบุคคลผมู้ หี ริ ิโอตตัปปะวบิ ตั ิ ชือ่ วา่ มีเหตุถกู ขจดั แลว้ เมื่ออนิ ทรยี สังวรไมม่ ี ศลี ของบุคคลผมู้ ีอินทรยี สังวรวิบตั ิ ชื่อวา่ มีเหตุถกู ขจดั แล้ว เมอื่ ศีลไม่มี สมั มาสมาธขิ องบุคคลผมู้ ีศีลวิบัติ ชื่อวา่ มเี หตถุ กู ขจดั แลว้ เมอ่ื ไม่มีหิริโอตตัปปะทเี่ ปน็ ความละอายช่วั กลัวบาปแลว้ อินทรยี สังวรหรือความส�ำ รวมระวงั อนิ ทรยี ์ทางตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจ ก็เป็นเหตใุ หถ้ ูกขจัดทง้ิ ไปดว้ ย เมอื่ ไมม่ อี นิ ทรยี สงั วรทางตา หู จมูก ลน้ิ กาย ใจแลว้ ศลี หรอื การควบคมุ ความประพฤตทิ างกายและวาจาทด่ี งี าม กเ็ ปน็ เหตใุ หถ้ กู ขจดั ทง้ิ ไป ดว้ ยเมอ่ื ไมม่ ศี ลี ทค่ี วบคมุ ความประพฤตทิ างกายและวาจาทด่ี งี ามแลว้ สมั มาสมาธคิ อื ความตง้ั มน่ั ชอบ แห่งจิตใจทดี่ งี าม กเ็ ป็นเหตใุ ห้ถูกขจดั ทิง้ ไปด้วย รวมความว่า หากไมม่ ีหิรโิ อตตปั ปะ ก็ยอ่ มควบคมุ อินทรยี สงั วรให้ดงี ามทางตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจได้อยา่ งครบถ้วน เมอ่ื ควบคุมอนิ ทรยี สังวรใหด้ งี ามไม่ได้ ก็สง่ ผลตอ่ ศีลทคี่ วบคุมความประพฤติ ที่ดีงามทางกายและวาจาไม่ได้ เมื่อควบคุมศีลที่ควบคุมความประพฤติทางกายและวาจาไม่ได้ ก็ส่งผลให้ไม่สามารถดำ�รงสัมมาสมาธิที่เป็นความตั้งใจมั่นในทางที่ชอบประกอบด้วยคุณธรรมได้ เมื่อไม่สามารถควบคุมความประพฤติทางกาย วาจา และใจ ใหท้ ำ�ในสงิ่ ทถี่ กู ตอ้ งดงี ามได้ จึงส่งผล ให้เกดิ การกระทำ�ทจุ ริตในรปู แบบต่าง ๆ ทั้งทางกาย วาจา และใจต่อไป ซ่งึ มีการเปรยี บเทยี บไว้วา่ เหมอื นกับตน้ ไม้ที่มกี ิง่ และใบไม่สมบูรณม์ าต้ังแต่ตน้ สะเกด็ เปลือก กระพ้ี และแก่นของตน้ ไม้นั้น ก็ย่อมไม่สมบูรณ์ไปด้วย เมื่อต้นไม้ไม่สมบูรณ์เพราะเหตุต่าง ๆ ดังกล่าว ก็ส่งผลให้ต้นไม้นี้ผลิดอก ออกผลไม่ได้ เป็นเหตใุ หต้ น้ ไมน้ ีต้ ้องลม้ ตายไปในเวลาไมช่ ้า ดังนัน้ หากบคุ คลมีหริ โิ อตตัปปะในจติ ใจ ตง้ั แตต่ น้ กย็ อ่ มสง่ ผลใหค้ วบคมุ ความประพฤตใิ หด้ งี ามไดท้ ง้ั กาย วาจา และจติ ใจ เมอ่ื แสดงพฤตกิ รรมตา่ ง ๆ ออกมาต่อบุคคลอื่น ๆ ที่อยู่รอบข้าง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นความประพฤติที่ถูกต้องดีงาม ทำ�ให้สังคม มีความสงบสุขรม่ เย็นไดโ้ ดยการเริ่มตน้ ท่ตี นเองมหี ริ โิ อตตปั ปะนั่นเอง ๓. ปหานปธาน การเพยี รละการทุจรติ ที่เกดิ ข้นึ แล้ว ปหานปธาน หมายถึง การเพียรพยายามละการทุจริตซึ่งมีอยู่แล้วภายในจิตใจ โดยอาศัย การพจิ ารณาเหน็ โทษของการทจุ รติ ทม่ี อี ยภู่ ายในจติ แหง่ ตนแลว้ ปลกู ฝงั ความพอใจในอนั ทจ่ี ะละการทจุ รติ เหลา่ นน้ั ไปจากจิต และใช้ความพยายาม ความเพียร การกระทำ�ต่อเนื่อง จนสามารถละการทุจริตหรือบาปได้ จะมากหรอื นอ้ ยกต็ าม ก็พยายามรักษาคุณภาพจติ เอาไวใ้ นจดุ นัน้ ค�ำ ว่า “บาป” ในทางพระพทุ ธศาสนานัน้ มีความหมายกว้าง หมายถงึ ความช่ัว เป็นธรรมที่นำ�ไป ส่หู นทางแหง่ ความเสอ่ื ม ยังผู้กระทำ�นนั้ ให้ได้รบั ความเดอื ดรอ้ นและเปน็ ทกุ ข์ อนึง่ บุคคลผกู้ ระท�ำ บาปน้นั ได้ชอ่ื วา่ เป็นคนบาป คนชั่ว คนพาล เป็นตน้ ทงั้ น้ีรวมความถงึ สง่ิ ท่ไี มด่ ีตา่ งๆ การกระทำ�ทไ่ี มด่ ที ุกชนดิ วิบากหรอื ผลในทางที่ไม่ดีหรือทางเสอ่ื ม ตลอดถึงเหตแุ ละผลในทางทไ่ี มด่ ีทั้งมวล เหตุน้ี “บาป” ตามนัย คำ�สอนของพระพุทธศาสนาจงึ มคี วามหมายแยกได้เปน็ ๒ ประการ ดงั น้ี (๑) บาปธรรม คือ สภาวธรรมฝ่ายไม่ดีหรือฝ่ายชั่ว เลว ทราม ลามก เศร้ามอง ที่มีอยู่แล้ว ในธรรมชาตจิ ิตของมนษุ ย์ท่กี ิเลส ได้แก่ อวชิ ชา ตณั หา อปุ าทาน โลภะ โทสะ เป็นตน้
34 หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลักสตู รต้านทุจรติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) (๒) บาปกรรม คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำ�ที่ประกอบด้วยอกุศลเจตนาของบุคคล ซ่ึงมีพ้ืนฐานมาจากจิตท่ีถูกบาปธรรมคือกิเลสครอบงำ�อยู่ภายในเป็นเหตุชักนำ�ให้กระทำ�บาปกรรมนั้น โดยอาศยั ทางไตรทวาร คอื กายทวาร วจีทวาร และมโนทวาร อันเป็นไปในจิตของมนษุ ยป์ ุถชุ น ทเ่ี รียกว่า ทจุ ริตและอกุศลกรรม เปน็ ตน้ สว่ นคำ�วา่ “ความอาย” หมายถงึ ความรสู้ กึ ไม่สบายใจ ไม่ตอ้ งการท�ำ สิ่งที่ไม่ถกู ต้อง ไม่ถูกไม่ควร ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจจะเกรงว่าจะมีคนล่วงรู้ จะเดือดร้อน ถูกจับได้ ถูกลงโทษ หรือแม้จะไม่มีผู้ล่วงรู้ ก็ไม่ทำ�เพราะเกรงจะเสื่อมเสียชื่อเสียงของตนเองและวงศ์ตระกูล และคำ�ว่า “ความไม่ทน” หมายถึง ไมอ่ ดกลน้ั ไม่อดทน ไม่ยอมเม่อื ไดพ้ บเห็นการทุจรติ และพรอ้ มจะแสดงออกในทางหน่ึงทางใด ด้วยเหตุนี้ จึงขอเสนอหลักธรรมนำ�แนวทางไว้ ๒ ประการ ได้แก่ หิริโอตตัปปะ หลักธรรม นำ�แนวทางและธรรมสง่ เสริมเพิ่มเตมิ คุณธรรม มีรายละเอยี ดดงั น้ี ๓.๑ ปหานปธาน : หิริโอตตปั ปะ หลักธรรมนำ�แนวทาง หริ โิ อตตปั ปะ สามารถสรา้ งภูมิคุ้มกันพฤติกรรมฝ่ายดีได้ ดังปรากฏในองั คตุ ตรนกิ าย ทุกนบิ าต มีพระสูตรช่ือวา่ สุกกสตู ร หรอื สกุ กธรรม ไดอ้ ธิบายถึงองคป์ ระกอบของธรรมฝา่ ยขาววา่ “ภิกษุท้ังหลาย ธรรมฝา่ ยขาว ๒ ประการน้ี คอื หริ ิ (ความอายบาป) โอตตปั ปะ (ความกลวั บาป) ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ธรรมฝา่ ยขาว ๒ ประการนแ้ี ล” นอกจากนน้ั หริ โิ อตตปั ปะยงั มคี วามส�ำ คญั ตอ่ มนษุ ยท์ จ่ี ะเปน็ พน้ื ฐานในการรกั ษาธรรมอน่ื ๆ อกี ดงั ต่อไปนี้ (๑) หิริโอตตัปปะเป็นปทัฏฐานแห่งการรักษาศีล ๕ คัมภีร์วิสุทธิมรรคสีลนิเทศกล่าวว่า “อะไรชอ่ื วา่ ศลี ทช่ี อ่ื วา่ ศลี มวี สิ ชั นาวา่ ธรรมทง้ั หลายมเี จตนาเปน็ ตน้ ของบคุ คลผเู้ วน้ ขาดจากอกศุ ลธรรม มีปาณาตบิ าต เป็นต้น หรอื ของบุคคลผบู้ �ำ เพ็ญขอ้ วตั รปฏบิ ัติ (ชอ่ื วา่ ศีล) สมจริงดงั ค�ำ ทท่ี ่านพระสารบี ุตร เถระกล่าวไว้ในคมั ภรี ์ปฏิสมั ภทิ ามรรค ดังนวี้ ่า “สองบทว่า อะไรช่ือวา่ ศีล ไดแ้ ก่ เจตนาชอื่ วา่ ศลี เจตสกิ ชอื่ ว่าศลี สังวรชอื่ วา่ ศลี อวีติกกมะ (ความไม่ล่วงละเมิด) ช่ือวา่ ศลี ” บรรดาสภาวธรรมมีเจตนาเป็นต้นเหล่านั้น เจตนาชื่อว่าศีล ได้แก่ เจตนาของบุคคลผู้เว้นขาด จากอกุศลธรรมมีปาณาติบาต เป็นต้น หรือของบุคคลผู้บำ�เพ็ญข้อวัตรปฏิบัติอยู่ เจตสิกชื่อว่าศีล ได้แก่ การงดเวน้ ของบุคคลผู้เว้นขาดจากอกศุ ลธรรมมีปาณาติบาต เปน็ ตน้ อีกอย่างหน่งึ เจตนาชื่อวา่ ศีล ได้แก่ เจตนาในกรรมบถ ๗ ประการ ของบคุ คลผู้ละอกุศลธรรมมปี าณาติบาต เปน็ ต้น เจตสกิ ช่ือว่าศีล ได้แก่ สภาวธรรม คือ อนภิชฌา อัพยาบาท และสัมมาทิฏฐิ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยนัยว่า “บุคคลละ อภชิ ฌาในโลกมใี จปราศจากอภิชฌาอย”ู่ เป็นตน้ ในค�ำ น้ีว่า สงั วรช่ือวา่ ศีล พึงทราบสังวร ๕ ประการ คือ (๑) ปาตโิ มกขสงั วร (๒) สตสิ งั วร (๓) ญาณสังวร (๔) ขันตสิ ังวร (๕) วริ ยิ สงั วร การใช้หลักศีล ๕ โดยเฉพาะข้ออทินนาทาน ซึ่งเป็นหลักการป้องกัน ความมั่นคงของมนุษย์ ในดา้ นทรัพยส์ ิน ทีจ่ ะไมถ่ กู ละเมดิ จากผใู้ ด คณะใด หรอื กลุม่ ใด ต่อทรัพย์สนิ สว่ นบุคคล ส่วนรวมสาธารณะ และส่วนรวมของประเทศชาติ ย่อมจะไม่ถูกคุกคามเบียดบัง หรือให้ได้มาด้วยวิธีการไม่ถูกต้อง ดงั นน้ั ศลี ขอ้ นจ้ี ะเปน็ สว่ นสนบั สนนุ ใหเ้ กดิ การหวงแหนทรพั ยส์ นิ ของตนเอง รคู้ ณุ คา่ ของทรพั ยส์ นิ สว่ นตนทถ่ี กู ท�ำ ให้เป็นสว่ นรวม (ภาษี) ในระบบรฐั การบริจาค (องคก์ รการกศุ ล) ผู้เสียภาษี หรือผ้บู ริจาค ยอ่ มมีสิทธ์ิ ทจ่ี ะหวงแหนภาษี หรอื ผลประโยชนใ์ นนามรฐั สว่ นรวม โดยมบี ทบาทรว่ มตรวจสอบ คณะ บคุ คลทจ่ี ะมาใช้ งบประมาณของแผน่ ดินกระตุน้ ให้เขาเหลา่ นน้ั จะต้องตระหนักว่า จะไมล่ ะเมดิ หรอื ใชใ้ นทางทเ่ี ปน็ การ เบียดบงั หรอื เอาเปรียบแผ่นดินและประชาชนด้วยการ “ฉอ้ ราษฎรบ์ ังหลวง” เมอ่ื เงินภาษไี ปอยู่ในรปู เงนิ รวมของแผน่ ดนิ ทค่ี วรเปน็ ประโยชนข์ องประชาชนทง้ั ประเทศอยา่ งเสมอภาคเทา่ เทยี ม ตอ้ งไมถ่ กู เบยี ดบงั
หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลักสตู รต้านทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) 35 ด้วยผู้บริหารภาครัฐ/เอกชน ข้าราชการนักการเมือง ที่ไม่ได้บริหารให้เป็นไปโดยสุจริต กระบวนการ ของศลี ต้องครอบคลุมไปถึงการเบยี ดบังมิใช่แคก่ ารรกั ษาทรัพยใ์ นกระเปา๋ ของตัวเองทหี่ ามาได้ ดังนั้นชาวพุทธ ชาวไทยหรือชาวโลกต้องตระหนักเห็นความสำ�คัญของความสุจริตและหาทาง ช่วยป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน หรือการเบียดบังทรัพย์สินส่วนรวม ดังแนวคิดของพระพรหมบัณฑิต (ประยรู ธมมฺ จติ โฺ ต) ไดใ้ หท้ ศั นะของศลี ใชป้ อ้ งการคอรร์ ปั ชนั ไวว้ า่ “...เวลาทเ่ี ราจะตอ่ ตา้ นทจุ รติ คอรร์ ปั ชนั ไม่นำ�หลักธรรมศีล ๕ เข้าไปได้อย่างไร โดยเฉพาะในข้ออทินนาทาน ธรรมมาภิบาลจะต้องมี ความ Transparency เป็นข้อหนึ่งในนั้นก็คือความโปร่งใส ทำ�อย่างไรให้คนโปร่งใสก็ให้คนมีศีลมีธรรม เบญจศลี เบญจธรรมตอ้ งเขา้ มา...” ดงั นน้ั กฎทางศลี ธรรมจะตอ้ งเขา้ มามสี ว่ นรว่ มอยา่ งชดั เจน ในฐานะเปน็ หลกั ปฏบิ ตั สิ ากลของชาวพทุ ธพรอ้ มสง่ เสรมิ สนบั สนนุ ใหเ้ ปน็ กลไกขบั เคลอ่ื นใหเ้ กดิ ผลในทางปฏบิ ตั ิ เมอ่ื น�ำ มา ประยกุ ตใ์ ชท้ รพั ยส์ นิ ตอ้ งชดั เจนแยกใหอ้ อกระหวา่ งสว่ นรฐั สว่ นตนและสว่ นองคก์ รและไมล่ ะเมดิ เบยี ดบงั เบยี ดเบยี น โดยประการทง้ั ปวง โดยมหี ลักศาสนาเปน็ เครอื่ งกระตุ้นเตอื น หลักกฎหมายของรฐั ชว่ ยควบคมุ ป้องกัน หิริโอตตัปปะ เป็นหลกั ธรรมขั้นพ้นื ฐานต่อการรักษาศลี ๕ ทจี่ �ำ เปน็ ต่อการด�ำ เนนิ ชีวติ ของมนษุ ย์ เป็นอยา่ งมาก ท�ำ ให้มนษุ ยไ์ มไ่ ปในท่ชี ัว่ ไมท่ �ำ บาปอกศุ ล ทุจรติ (๒) หริ ิโอตตัปปะ เปน็ อริยทรัพย์อนั ประเสรฐิ ของมนษุ ย์ หริ โิ อตตัปปะเปน็ หลักธรรมของเทวดา พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญว่าเปน็ ทรัพย์อนั ประเสรฐิ คือ เป็นอริยทรัพย์ซ่ึงเป็นทรพั ย์ท่อี ยภู่ ายในจติ ใจ ท่ดี กี ว่าทรพั ย์สนิ เงินทองภายนอก ซึง่ โจรหรือใคร ๆ ไมส่ ามารถแยง่ ชิงไปได้ ไมส่ ูญหายไปด้วยภัยอนั ตราย ต่าง ๆ ทำ�ใจให้ไม่อ้างว้างยากจน และเป็นทุนสร้างทรัพย์ภายนอกได้ด้วย ทำ�ให้เป็นคนมีอริยทรัพย์ มี ๗ ประการ คอื ๑) ทรพั ย์ คอื ศรทั ธา หมายถึง ความเช่ือในส่ิงทเ่ี ปน็ จรงิ เชอ่ื อย่างมเี หตุผล ๒) ทรัพย์ คือ ศีล หมายถงึ การตงั้ ใจรกั ษากาย วาจา ใหเ้ ปน็ ปกติ ๓) ทรพั ย์ คือ หิริ หมายถึง ความละอายต่อบาปทจุ ริต ไมเ่ หน็ แก่ประโยชน์สว่ นตวั ๔) ทรัพย์ คือ โอตตัปปะ หมายถงึ ความเกรงกลัวตอ่ บาปทจุ รติ ๕) ทรพั ย์ คอื พาหสุ จั จะ หมายถึง การได้ยนิ ได้ฟงั มาก จนร้แู จง้ เห็นจริง ๖) ทรพั ย์ คอื จาคะ หมายถึง การเสยี สละส่งิ ของภายนอกเพอ่ื รักษาธรรมใหด้ �ำ รงอยไู่ ด้ ๗) ทรพั ย์ คือ ปญั ญา หมายถงึ ความร้เู หตุแหง่ ความเสื่อมเหตแุ ห่งความเจริญและรู้ทง้ั เหตแุ ละผลทกุ อยา่ ง ก�ำ จัดอวชิ ชา ความไม่รู้ ความเขลาให้หมดไป (๓) หิริโอตตัปปะท�ำ ใหม้ กี ัลยาณมติ รธรรม เป็นธรรมสำ�หรบั คุม้ ครองโลกใหอ้ ยกู่ ันด้วยความรัก ความสามคั คี ไมม่ คี วามอาฆาต พยาบาท ปองรา้ ยกนั และกนั ท�ำ ใหก้ ารเปน็ อยรู่ ว่ มกนั มคี วามสงบสขุ รม่ เยน็ แต่เนื่องจากมนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียวตามลำ�พัง จำ�เป็นจะต้องมีกัลยาณมิตรไว้ผูกสัมพันธ์เพื่ออยู่รวมกัน พง่ึ พาอาศยั กนั ดงั นน้ั ผทู้ เ่ี ปน็ กลั ยาณมติ รจะตอ้ งนอ้ มน�ำ คณุ ธรรมขอ้ นเ้ี ขา้ มาในใจ เพราะในขณะท�ำ หนา้ ท่ี กัลยาณมิตร จะทำ�ให้เราสามารถพิชิตเป้าหมายได้อย่างงดงาม โดยไม่มีบาปอกุศลที่ทำ�ให้นึกถึงแล้ว ทุกข์ใจตนเองกัลยาณมิตรมิได้หมายถึงเพื่อนที่ดีในความหมายสามัญเท่านั้น แต่หมายถึงบุคคลที่เพียบ พรอ้ มดว้ ยคุณสมบตั ิท่ีจะสง่ั สอน แนะน�ำ ชีแ้ จง ชักจูงช่วยบอกช่องทางหรอื เปน็ ตวั อย่างใหผ้ ู้อ่ืนด�ำ เนินไป ในมรรคาแห่งการฝึกฝนอบรมอย่างถูกต้อง บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นกัลยาณมิตรนั้น ในพระพุทธศาสนาได้ หมายเอาพระพทุ ธเจา้ พระอรหนั ตสาวก ครู อาจารย์ และท่านผู้เปน็ พหสู ตู ทรงปัญญา สามารถสัง่ สอน แนะน�ำ เปน็ ท่ีปรกึ ษาได้แมจ้ ะออ่ นวยั กวา่
36 หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลักสูตรตา้ นทุจรติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) (๔) การมีหิริโอตตัปปะทำ�ให้ชีวิตมีแต่ความโชคดี เป็นธรรมซึ่งนำ�มาซึ่งความสุข ความเจริญ ความเปน็ มงคล และความเจริญรุ่งเรืองแหง่ ชีวติ ผใู้ ดปฏิบัติไดต้ ามล�ำ ดับของหลกั การในมงคลสตู รยอ่ มมี การพัฒนาทั้งสองด้าน คือ ด้านกายและด้านจิต ไม่ว่าจะเป็นเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแล้วย่อมเป็น ผไู้ มป่ ราชยั ในขา้ ศกึ ทกุ หมเู่ หลา่ ยอ่ มถงึ ความสวสั ดใี นทท่ี กุ สถาน เปน็ อดุ มมงคลของเทวดาและมนษุ ยเ์ หลา่ นน้ั ดังน้ัน การพัฒนาตนตามแนวแห่งมงคลสตู รน้มี ลี �ำ ดบั ท่ีชดั เจนมาก เริม่ จากการเลอื กคบคน จนกระทั่งถงึ การบ�ำ เพญ็ ทางจติ เพอ่ื ใหจ้ ติ เกษม เปน็ ล�ำ ดบั ทพ่ี ฒั นาบคุ คลจากปถุ ชุ น เปน็ กลั ยาณชนและเปน็ อรยิ บคุ คล ในท่สี ุดตามหลกั มงคล ๓๘ ประการ สามารถแบ่งออกเปน็ ๓ สว่ น คือ ส่วนท่ี ๑ ได้แก่ ความเจริญกา้ วหนา้ ในโลกนี้ เช่น เมอื่ ประสบความสำ�เร็จในหน้าทชี่ ีวิตการงาน และครอบครัว ก็สามารถตั้งฐานะได้ มีทรัพย์สมบัติมาก มีชื่อเสียง มีการงานที่ดี เป็นต้น สัมพันธ์กับ บุคคลภายนอก สว่ นท่ี ๒ ความเจรญิ กา้ วหนา้ ในโลกหนา้ หมายถงึ เปน็ ผสู้ ง่ั สมบญุ กศุ ลไวด้ เี ปน็ สว่ นของการยบั ยง้ั จิตของตนจากสิง่ ที่ชวั่ ส่วนที่ ๓ การบรรลุมรรคผลนิพพาน ซึ่งเป็นความเจริญก้าวหน้า ในระดับที่สูงสุด เป็นส่วน ของการบำ�เพ็ญทางปัญญาหรือการบำ�เพ็ญ ทางจิตเพื่อให้พ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตอันจะเป็น เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้มนุษย์มีความละอายชั่ว และไม่คิดจะกระทำ�บาปอกุศล ทุจริต กระทำ�แต่ ส่งิ ท่ีเปน็ มงคลต่อชีวิต เพอ่ื เป็นหนทางแห่งความดับทกุ ขส์ บื ไป (๕) การมีหิริโอตตัปปะทำ�ให้เกิดความสามัคคี มนุษย์ทั้งหลายเมื่อมีความละอายชั่วเกรงกลัว ต่อบาป ย่อมมีจิตระลึกถึงแต่สิ่งที่ดีงามทั้งต่อตนเองและผู้อื่น หวังที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข มีความรัก ความสามัคคี ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกันตามหลักสาราณียธรรม ๖ ซึ่งหมายถึง ธรรมเปน็ ที่ต้ังแห่งความระลึกถึงกัน ถือวา่ เป็นธรรมทเ่ี ป็นพลงั ในการสร้างความสามคั คที งั้ ๖ ประการ คือ ๑) กายกรรม อนั ประกอบดว้ ยเมตตา คือ การกระท�ำ ทางกายทปี่ ระกอบดว้ ยเมตตา ๒) วจกี รรม อนั ประกอบด้วยเมตตา คอื การมีวาจาทีด่ ี สภุ าพ อ่อนหวาน พดู มเี หตผุ ล ไม่พดู ให้ร้ายผ้อู ่ืนใหผ้ ้อู ื่นเดอื ดร้อน ๓) มโนกรรม อันประกอบด้วยเมตตา คือ ความคิดที่ประกอบด้วยเมตตาทั้งต่อหน้า และลับหลงั ๔) สาธารณโภคี คอื การรูจ้ ักแบ่งสิง่ ของให้กนั และกันตามโอกาสอันควร ๕) สลี สามัญญตา คอื ความรกั ใคร่สามัคคี ไมเ่ อารดั เอาเปรยี บผู้อื่น ๖) ทิฏฐิสามัญญตา คือ การมีความเห็นร่วมกันไม่เห็นแก่ตัว รู้จักเคารพและรับฟัง ความคิดเห็นของผอู้ ่ืน (๖) หิริโอตตปั ปะ นับเปน็ หลกั ของเทวธรรมและเปน็ ธรรมทมี่ าพรอ้ มกบั องค์ธรรมอ่ืนๆ ทสี่ ำ�คญั ได้แก่ อปัสเสนธรรม หมายถงึ ธรรมทีเ่ ป็นท่ีพ่ึง ทพี่ ำ�นัก ดุจพนักพงิ มี ๔ อยา่ ง คอื ๑) พจิ ารณาแลว้ เสพ ไดแ้ ก่ สง่ิ ของมปี จั จยั ๔ คอื จวี ร บณิ ฑบาต เสนาสนะ คลิ านเภสชั เป็นต้นก็ดี บุคคลและธรรมเป็นต้นก็ดี ที่จำ�เป็นจะต้องเกี่ยวข้องและมีประโยชน์ พึงพิจารณาแล้ว จึงใช้สอยและเสวนาให้เปน็ ประโยชน์
หลักธรรมคำ�สอนในพระพุทธศาสนากับหลกั สตู รตา้ นทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 37 ๒) พจิ ารณาแลว้ อดกลนั้ ไดแ้ ก่ อนฏิ ฐารมณ์ต่างๆ มีหนาว ร้อน และทกุ ขเวทนา เปน็ ตน้ พงึ รจู้ ักพิจารณาอดกลัน้ ๓) พิจารณาแล้วเว้นเสีย ได้แก่ สิ่งที่เป็นโทษก่ออันตรายแก่ร่างกายก็ตาม จิตใจก็ตาม เชน่ ชา้ งรา้ ย คนพาล การพนนั สุราเมรัย เป็นตน้ พงึ รูจ้ ักพิจารณาหลีกเวน้ เสยี ๔) พจิ ารณาแล้วบรรเทาเสีย ไดแ้ ก่ สิง่ ที่เป็นโทษก่ออนั ตรายเกิดขึน้ แล้ว เช่น อกศุ ลวิตก มีกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตก เป็นต้น และความชั่วร้ายทั้งหลาย พึงรู้จัก พิจารณาแก้ไข บ�ำ บดั หรือขจัดใหส้ ้นิ ไป อปัสเสน ๔ น้ี เรยี กอีกอย่างวา่ อปุ นิสัย ๔ (ธรรมเป็นที่พง่ึ พงิ หรือธรรมช่วยอดุ หนุน) เมอ่ื รจู้ ัก พิจารณาปฏิบตั ิตอ่ สง่ิ ตา่ ง ๆ ใหถ้ กู ต้องดว้ ยปญั ญาตามหลกั อปสั เสนหรืออปุ นสิ ัย ๔ อยา่ งนี้ ยอ่ มเป็นเหตุ ให้อกุศลหรือการทุจริตที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมสิ้นไป และกุศลหรือสุจริตธรรมที่ยัง ไม่เกิดย่อมเกดิ ขนึ้ ทเ่ี กิดขนึ้ แลว้ กเ็ จริญย่งิ ขึน้ ไป ภิกษุผ้พู ร้อมดว้ ยธรรม ๔ ประการนี้ ด�ำ รงอย่ใู นธรรม ๕ คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วริ ยิ ะ ปัญญา ท่านเรยี กว่า นิสสยสัมบัน (ผถู้ งึ พร้อมดว้ ยท่ีพึง่ อาศัย) หิริคือความอายชั่วเกิดจากการนึกถึงศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูล การศึกษาตำ�แหน่งฐานะในสังคม เป็นตน้ แล้วเกดิ ความละอายใจท่จี ะกระท�ำ การทจุ รติ และประพฤตมิ ชิ อบ ดังบทประพันธท์ ่ีว่า ถงึ จนทนสกู้ ัด กนิ เกลือ อย่าเท่ียวแล่เนือ้ เถอื พวกพอ้ ง อดอยากเย่ยี งอย่างเสือ สงวนศักด์ิ โชกเ็ สาะใสท่ อ้ ง จบั เนือ้ กินเอง โอตตปั ปะ ความกลวั บาป เกดิ จากการนกึ ถงึ ภยั หรอื ความทกุ ขท์ เ่ี ปน็ ผลจากท�ำ บาปความกลวั บาป ท่คี วรนกึ ถึงมี ๔ ประการ คอื ๑) อัตตานุวาทภัย ความกลัวถูกตนเองตำ�หนิติเตียน หมายถึง กลัวการมีวิปปฏิสาร หรือความส�ำ นกึ ผดิ ท่ีจะคอยตดิ ตามเผาลนจติ ใจ ๒) ปรานุวาทภัย ความกลัวผู้อื่นติเตียน หมายถึง กลัวการถูกสังคมประณาม หรือกลัวการถกู สอ่ื มวลชนประจาน เป็นต้น ๓) ทัณฑภัย ความกลัวถูกลงอาญา หมายถึง กลัวโทษปรับจองจำ�หรือประหารชีวิต รวมทงั้ การถูกยึดทรพั ย์ตามทกี่ ฎหมายกำ�หนด ๔) ทุคติภัย ความกลัวทุคติ หมายถึง กลัวการรับโทษในนรก เป็นต้น ภายหลังจาก สน้ิ ชีวิตไปแล้ว ความละอายและความไมอ่ ดทนน้ี เปน็ ธรรมคมุ้ ครองโลกและเปน็ ธรรมส�ำ หรบั ท�ำ คนใหเ้ ปน็ เทวดา ส่งเสริมให้เป็นคนรู้จักอดทนต่อแรงจูงใจให้ทำ�ความชั่วและให้มีความมั่นคงในการทำ�ความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ที่สำ�คญั คอื ธรรมท้ังสองประการน้คี อยกระตุ้นให้ละเลกิ การทุจริต
38 หลกั ธรรมคำ�สอนในพระพทุ ธศาสนากับหลักสูตรตา้ นทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ๓.๒ ธรรมส่งเสริมเพ่ิมเติมคณุ ธรรม ในท่นี ี้ มีธรรมส่งเสริมเพม่ิ เติมคุณธรรมอกี ๒ ประการ คอื การสมาคมกับสัตบรุ ุษ และการยดึ หลักสัมมาอาชวี ะ มรี ายละเอียดดังน้ี (๑) การสมาคมกบั สตั บุรุษ สตั บุรษุ แปลว่า คนดี คนสงบ คนที่พรอ้ มมูลดว้ ยธรรม ซง่ึ หมายถงึ คนท่ีมีคณุ ธรรม คนท่ีเปน็ สมั มาทฐิ ิ คนทีป่ ระพฤติธรรมเปน็ ปกติ ไม่เบียดเบยี นตนและผูอ้ ื่น ไม่คดิ อะไรเพ่ือเบยี ดเบียนตนและผอู้ ื่น ไม่พูดอะไรเพ่ือเบยี ดเบยี นตนและผู้อื่น ใหท้ านโดยความเคารพ สตั บุรษุ มีลักษณะ ดังน้ี ๑) สัทธัมมสมนั นาคโต ประกอบด้วยสัทธรรม ๗ ประการ คือ มศี รัทธา มีหริ ิ มีโอตตัปปะ เปน็ พหสู ตู มีความเพียรอนั ปรารภแล้ว มีสติม่นั คง มปี ญั ญา ๒) สัปปุริสภัตตี ภักดีสัตบุรุษ คือ คบหาสมณพราหมณ์ ท่านผู้ประกอบด้วยสัทธรรม ๗ ประการขา้ งต้นเปน็ มิตรสหาย ๓) สปั ปรุ ิสจนิ ตี คิดอยา่ งสัตบรุ ุษ คอื จะคดิ สิง่ ใด กไ็ ม่คิดเพอ่ื เบยี ดเบยี นตนและผู้อืน่ ๔) สัปปุรสิ มนั ตี ปรึกษาอย่างสัตบุรุษ คอื จะปรกึ ษาการใด ก็ไมป่ รึกษาเพื่อเบยี ดเบียน ตนและผอู้ น่ื ๕) สัปปรุ ิสวาโจ พดู อยา่ งสัตบุรุษ คือ พูดแตค่ ำ�ทถ่ี กู ตอ้ งตามวจสี ุจริต ๖) สัปปุรสิ กมั มันโต ท�ำ อยา่ งสตั บุรษุ คือ ท�ำ การทถี่ ูกตอ้ งตามกายสจุ รติ ๗) สปั ปรุ สิ ทิฏฐิ มคี วามเห็นอยา่ งสตั บรุ ษุ คอื มีสมั มาทฏิ ฐิ เช่นวา่ ทำ�ดีไดด้ ี ท�ำ ช่ัวได้ชว่ั เปน็ ตน้ ๘) สัปปุริสทานัง เทติ ให้ทานอย่างสัตบุรุษ คือ ให้ตามหลักสัปปุริสทาน เช่น ให้โดยเอื้อเฟื้อทั้งแต่ของที่ตัวให้ทั้งแก่ผู้รับทาน ให้ของบริสุทธิ์ ให้โดยเข้าใจถึงผล ที่จะมีตามมา บางทีเรียกว่า สัปปุรสิ ธรรม ๗ การคบหาสมาคมกับสัตบรุ ษุ น้ัน เปน็ เหตุใหช้ วี ิตดำ�เนนิ ไปสคู่ วามเจรญิ รงุ่ เรือง ทง้ั หนา้ ทกี่ ารงาน ตำ�แหนง่ ชอ่ื ว่ารกั ษาตนเอง วงศต์ ระกลู ทรพั ย์สิน สมบตั ิ ความดีทุกประการ กเ็ กิดจากการคบบณั ฑติ เปน็ เพอ่ื นหรอื เปน็ กลั ยาณมติ ร เพราะเมอ่ื คบทา่ นผเู้ ปน็ บณั ฑติ แลว้ ผลดกี ค็ อื จะไดร้ บั ค�ำ แนะน�ำ ทด่ี มี ปี ระโยชน์ เม่อื น�ำ มาพจิ ารณาตรติ รองตามแลว้ กน็ ำ�มาปฏบิ ัตใิ ห้เกดิ ผลสมั ฤทธิ์ไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง ไม่ประมาททำ�ทพ่ี ่งึ แกต่ นเอง ดเพัง่อืพขรา้ะมพโุทอฆธศะคาสือนหส้วงุภนา้าษใิตหวญ่า่ “ขคยนนั มหีปมัญ่ันเญพาียพรึงสทำ�ำ�รทวี่พมอึ่งนิ ดทุจรเียก์ า๖ะทอี่นยเู่้ำ�นทอื ่วงมๆไมฝ่ถึกึงดฝ้นวยอคบวรามมตขนยใัหน้ เป็นคนดี ดว้ ยความไม่ประมาท ด้วยการสำ�รวมและดว้ ยการฝึกฝน” บคุ คลมคี วามจ�ำ เปน็ มากในการคบหาเพอ่ื นทด่ี หี รอื เพอ่ื นทค่ี วรคบหา ในพระพทุ ธศาสนาไดก้ ลา่ วถงึ เพื่อน ๒ ประเภทนี้ วา่ เป็นเพ่อื นท่มี แี ตค่ วามเจรญิ เหมือนคนชขี้ ุมทรัพย์ให้ ดังพทุ ธศาสนสภุ าษิตวา่ “บคุ คลพงึ เหน็ ผ้มู ีปัญญามกั ชี้โทษ มกั พดู ปรามไว้ เหมือนผ้ชู ้บี อกขมุ ทรัพย์ พึงคบผู้ท่ีเป็นบณั ฑติ เชน่ นั้น เพราะเมื่อคบคนเช่นนั้น ย่อมมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อมเลย” บุคคลจำ�พวกแรกคือสัตบุรุษ สว่ นจ�ำ พวกทส่ี องคอื บณั ฑติ ซง่ึ มคี ณุ สมบตั เิ ปน็ กลั ยาณมติ รคอื ผทู้ ค่ี วรคบหาสมาคม อนั จะน�ำ มาแตค่ วามสขุ เพยี งฝา่ ยเดียว เพราะปราศจากผลประโยชน์ท่ีซอ่ นเรน้ ปิดบัง และไม่มีภยั ใดๆ มาสูต่ นเอง (๒) การยึดหลกั สมั มาอาชวี ะ หลกั สมั มาอาชีวะ สอนให้ประกอบอาชีพท่สี จุ ริต มคี ำ�สอนว่า “ชาวพุทธตอ้ งไมป่ ระกอบอาชพี มิจฉาวาณิชชา” อันหมายถึงอาชีพที่ต้องไม่เบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนชีวิตคนอื่น เบียดเบียนสังคม ในภาพรวม ในการทจ่ี ะปอ้ งกนั แกไ้ ขการคดโกงตามหลกั พทุ ธธรรม คอื ตอ้ งสง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ การยงั ชพี ประกอบ อาชีพที่สุจริตเป็นไปตามครรลองที่สุจริตชนพึงกระทำ�ที่เรียกว่า “สัมมาชีพ” อันเนื่องด้วยวิถีการปฏิบัติ
หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพุทธศาสนากับหลักสตู รตา้ นทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) 39 และหลกั คณุ ธรรมทางศาสนาทจ่ี ะยดึ สมาทานถอื ไวว้ า่ ถกู ตอ้ ง จะยงั คงเปน็ ความถกู ตอ้ งรฐั ตอ้ งเขา้ ไปสรา้ งอาชพี สร้างงานสร้างรายได้เพือ่ ส่งเสรมิ ให้ประชาชน ในภาพรวมยงั ชพี ดว้ ยคณุ ภาพชีวติ ที่เป็นปกติสุข ก็คือการ ใช้หลกั ปฏิบตั ติ ามหลกั สจุ ริต ซึง่ หมายถึงความประพฤติดี ความประพฤตชิ อบ ประพฤตติ รง และจริงใจ ไมค่ ดิ คดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง คนจะไดช้ ่ือวา่ มคี วามสตั ย์ ตอ้ งมคี วามจรงิ ๕ ประการ ดังนี้ ๑) จรงิ ตอ่ การงาน คอื ท�ำ อะไรท�ำ จรงิ มงุ่ ใหง้ านส�ำ เรจ็ เกดิ ประโยชนส์ ว่ นตนหรอื สว่ นรวม ได้จรงิ ๆ ๒) จรงิ ตอ่ หนา้ ท่ี คือ ท�ำ จริงในงานท่ีไดร้ ับมอบหมาย ซ่งึ เรียกวา่ หนา้ ท่ี ทำ�งานเพอื่ งาน ทำ�งานให้ดีที่สุด ไม่เลินเล่อ ไม่หละหลวม ไม่หลีกเลี่ยงบิดพลิ้ว คือ หลีกเลี่ยง ไม่ปฏบิ ัติตามหน้าที่ ต้องเอาใจใสห่ น้าทใี่ หง้ านส�ำ เรจ็ เกดิ ผลดี ๓) จริงต่อวาจา คือ การพูดความจริง ไม่กลับกลอก รักษาวาจาสัตย์อย่างเคร่งครัด พูดจรงิ ท�ำ จริงตามท่ีพดู ๔) จริงต่อบคุ คล คอื มีความจรงิ ใจตอ่ คนท่เี ก่ยี วขอ้ ง ต่อมติ รและผู้ร่วมงาน จงรกั ภักดี จรงิ ใจตอ่ ผ้มู ีพระคุณ เรยี กว่า มคี วามกตญั ญูกตเวที ๕) จริงตอ่ ความดี คือ ม่งุ ประพฤติแต่ความดีจนตดิ เป็นนิสยั เป็นบุคคลท่ปี ระกอบดว้ ย คณุ ธรรม คอื หริ ิ ความละอายบาป ละอายใจตอ่ การท�ำ ชว่ั โอตตปั ปะ ความกลวั บาป เกรงกลัวตอ่ ความชั่ว ความสุจริต จึงหมายถึง การกระทำ�ที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา เป็นพฤติกรรมและการกระทำ� ทตาส่ี มจุ หรติ ลักทพค่ี ุทวธรศใหาเ้สกนดิ สขุภน้ึ ากษบั ิตกวา่าร บ“รนหิ ตาฺถรใิ นตทณกุ ฺหอางสคมก์ าร นดทงั ที”พ่ี แรมะพ่นร�ำ้ หเสมมบอณั ดฑว้ ยติ ต(ัณปหระาย หรู าธมมีไมฺมจ่ แติ มโฺ ตน่ )้�ำ เยคงั ยมกีวลันา่ เวตไ็มว้ แตต่ ัณหาไมม่ วี ันเตม็ เปยี่ ม อยูท่ ี่ไหนในระบบเศรษฐศาสตร์ และชาวพุทธวา่ อยา่ งไร มันจะเกิดกระตุน้ ตณั หาเขาเรียกวา่ บรโิ ภคนยิ ม ตอ้ งการกำ�ไรสงู สุด โฆษณาใหเ้ กดิ อปุ สงค์ กระตนุ้ ตณั หาไม่รูจ้ บ ม่งุ บริโภค มากกว่าผลิต ไม่ไดด้ ว้ ยเล่หก์ ็เอาดว้ ยกล ไม่ได้ด้วยมนต์กเ็ อาดว้ ยคาถา อยากจะมี IPHONE ขึน้ มาเอาเงนิ มาจากไหน งานกย็ งั ไมม่ ที ำ�ลกั ขโมยคอร์รัปชนั เยอะแยะไปหมด เพราะตอ้ งการสินค้า ต้องการบรโิ ภค มากกว่าผลิตและมองเห็นการผลติ เปน็ หนา้ ท่ี คอื การทำ�งานให้สจุ ริต มาใชใ้ นระบบเศรษฐศาสตร์ ไมไ่ ด้ มองเห็นการทำ�งานเปน็ การปฏบิ ตั ิธรรม ประพฤตหิ นา้ ท่ี คือ การทำ�งานใหส้ ุจรติ ไมอ่ ยูใ่ นความคิด…” ๔. ความอายและความไมท่ นต่อการทจุ ริต ความอายและความไมท่ นตอ่ การทจุ รติ น้ี ในเบอ้ื งตน้ สามารถท�ำ ไดด้ ว้ ยการปฏบิ ตั ติ ามหลกั ปหานปธาน หรือการน�ำ แนวทางแหง่ หิรโิ อตตปั ปะมาปฏิบตั ิเพื่อควบคมุ ความประพฤติทางกาย วาจา และใจ ใหอ้ ยู่ ในแนวทางท่ถี กู ตอ้ ง ดงั น้ัน จึงควรพิจารณาถึงกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาท่ีเสรมิ สร้างให้เกิดความอาย และไม่ทนต่อการทจุ ริตเพิ่มเติม มรี ายละเอยี ดดงั นี้ ๔.๑ การไหว้พระสวดมนต์ การสวดมนตไ์ หวพ้ ระ ไดน้ ิยมมาแลว้ ตัง้ แตโ่ บราณกาล แมใ้ นศาสนาพราหมณ์ ก็ได้นิยมสวดดังที่ เรียกกนั ว่า สาธยายมนต์ ร่ายมนต์ เพ่อื ความทรงจำ�พระเวทบ้าง เพื่อสิริมงคลบ้าง ในทางพระพุทธศาสนา กม็ กี ารสวดสาธยายเชน่ เดยี วกนั ในชน้ั ตน้ เพง่ เพยี งสวดสาธยาย เพอ่ื ทรงจ�ำ หลกั ค�ำ สอนทเ่ี ปน็ พระพทุ ธวจนะ เทา่ นน้ั เมอ่ื ชาวบา้ นไดย้ นิ พระสงฆส์ วดสาธยายกพ็ ากนั อนโุ มทนา และไดถ้ อื กนั วา่ การไดย้ นิ ไดฟ้ งั พระสงฆ์ สวดสาธยายเช่นนั้นเป็นสิริมงคล ในสมัยนั้น ยังไม่มีตำ�ราที่จดจารึกเอาไว้ ต้องท่องจำ�ให้ได้ด้วยวาจา บทสวดในพระพุทธศาสนามีมากพระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกา ถือเป็นหลักสำ�คัญอย่างหนึ่ง ในพระพุทธศาสนา ประโยชนข์ องการสวดมนต์ไหวพ้ ระทเ่ี ห็นไดช้ ัด มี ๓ ประการ คอื เปน็ ปริตรป้องกัน เหตุเภทภัยต่างๆ เป็นการทรงจำ�คำ�สั่งสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้และเป็นกัมมัฏฐานอบรมจิตใจของตน
40 หลกั ธรรมค�ำ สอนในพระพทุ ธศาสนากบั หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ทง้ั ทเ่ี ปน็ สมถะและวปิ สั สนา การสวดมนต์ เปน็ อกี หนง่ึ วธิ สี รา้ งบญุ กศุ ลคณุ งามความดตี า่ ง ๆ ใหเ้ กดิ แกช่ วี ติ ได้ เพราะขณะสวดมนต์ทุกครั้ง สามารถสร้างพลังแห่งความดีงามต่าง ๆ มาหล่อเลี้ยงจิตใจของผู้สวดให้มี ความสุขสดใส เบง่ บานในธรรมของพระพุทธศาสนา พลงั ความงามท่ีเกดิ จากการสวดมนต์ท่วี า่ น้นั คอื (๑) พลังศรัทธา เป็นพลังแห่งความเชื่อ ซึ่งเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย ว่าเป็นที่พึ่งที่กำ�จัดภัย ไดจ้ รงิ การตระหนกั ในคณุ คา่ นม้ี ผี ลใหเ้ กดิ พลงั ศรทั ธา ทภ่ี าษาพระเรยี กวา่ “สทั ธาพละ” เมอ่ื มคี วามศรทั ธา ในพระรตั นตรยั จะท�ำ ให้ไม่เบ่ือหน่ายการสวดมนต์ ยิ่งคนใดสวดบ่อยเขา้ จิตของเขากจ็ ะตั้งม่ันเป็นสมาธิ จิตที่เป็นสมาธิน่เี องจะเปน็ ผลบญุ ทสี่ ่งผลใหพ้ บความส�ำ เร็จได้อย่างน่าอัศจรรย์ หลกั ธรรม(๒ค)�ำ สพอลนังอปยญั า่ งญหาน ่ึงเปกน็ าพรทล่องั แงบห่นง่ คอวยา่ซู ม้�ำ รู้แๆจง้จเนหจ็นำ�จไรดงิ ้ เพราะการสวดมนต์กค็ อื การบรกิ รรมภาวนา จะทำ�ให้เราน�ำ ขอ้ ธรรมนน้ั ไปคิดพจิ ารณาเป็น การพฒั นาพลงั ปญั ญาใหเ้ กดิ มใี นตน จนสามารถน�ำ ไปประยกุ ตใ์ ชไ้ ดใ้ นวถิ ชี วี ติ ประจ�ำ วนั ภาษาพระเรยี กวา่ “ปญั ญาพละ” มีผลท�ำ ให้เราเกิดทกั ษะในการแก้ปัญหาตา่ ง ๆ ได้อยา่ งมเี หตมุ ีผล จงึ ดำ�รงตนในสังคมได้ อยา่ งปลอดภยั ความศรทั ธาในการท�ำ สง่ิ ดงี าม มผี ลชว่ ยใหเ้ กดิ แรงบนั ดาลใจในการด�ำ รงชวี ติ อยา่ งมคี ณุ คา่ และทำ�ให้เกิดปัญญา ช่วยขจัดปัญหาที่เกิดแก่ชีวิตได้อย่างถูกต้องเหมาะสม การสวดมนต์ไหว้พระ จึงเปน็ อีกวธิ กี ารหน่งึ ซงึ่ สามารถป้องกนั การทุจริตอยา่ งไดผ้ ล ๔.๒ การรกั ษาศีล พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต) ได้แบง่ ศีลเป็น ๒ ระดับ คือ ระดบั ทั่วไป ไดแ้ ก่ ระดบั ธรรม หรอื ระดบั ทย่ี ังเป็นธรรม คอื เปน็ ข้อแนะนำ�สง่ั สอน หรอื หลักความประพฤตทิ ีแ่ สดงและบญั ญัตไิ ปตาม กฎธรรมดาแห่งความดีความชวั่ ทเ่ี รียกว่ากฎแหง่ กรรม ผทู้ �ำ ดที �ำ ชวั่ หรือรักษาศลี ละเมิดศลี ยอ่ มได้รบั ผลดี ผลชวั่ เองตามธรรมดาของเหตุปจั จัยหรือตามกฎแหง่ กรรมน่ัน ระดับเฉพาะ ไดแ้ ก่ ระดับวนิ ยั หรอื ระดับ ทเ่ี ปน็ วนิ ยั คอื เปน็ แบบแผนขอ้ บงั คบั ทบ่ี ญั ญตั คิ อื วางหรอื ก�ำ หนดขน้ึ ไว้ เปน็ ท�ำ นองประมวลกฎหมายส�ำ หรบั กำ�กับความประพฤติของสมาชิกในหมู่ชนหรือชุมชนหนึ่ง โดยสอดคล้องกับความมุ่งหมายของหมู่คณะ หรอื ชมุ ชนนน้ั โดยเฉพาะผลู้ ะเมดิ บทบญั ญตั แิ หง่ ศลี ประเภทวนิ ยั น ้ี มคี วามผดิ ตามอาญาของหมซู่ อ้ นเขา้ มาอกี ข้ันหน่ึง เพิ่มจากอกศุ ลเจตนาที่จะได้รบั ผลตามกฎแหง่ กรรมของธรรมชาติ ศลี ๕ ไดเ้ ปน็ กฎระเบยี บอยคู่ กู่ บั สงั คมพทุ ธของไทยมากอ่ นทจ่ี ะมกี ารรา่ งกฎหมายขน้ึ มาเพอ่ื บงั คบั ใช้ ซึ่งตัวศีลเอง นอกจากจะเป็นพื้นฐานธรรมของปัจเจกบุคคลแล้ว ศีลยังถือได้ว่าเป็นหมวดธรรมที่ว่าด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคลกับสังคมอีกด้วย ดังนั้น ศีลจึงครอบคลุมเรื่องการจัดระเบียบชีวิต ดา้ นนอกทง้ั หมดเทา่ ทจ่ี ะชว่ ยท�ำ สภาพความเปน็ อยโู่ ดยทว่ั ไป กจิ การทง้ั หลายของหมชู่ นความสมั พนั ธก์ บั สภาพแวดล้อมและสภาพแวดล้อม ที่ควรจัดได้ใหม้ สี ภาวะท่เี กื้อกูลแกค่ วามเจรญิ งอกงามของชีวิตด้านใน จงึ สอดคลอ้ งกบั การทช่ี วี ติ ดา้ นในทเ่ี จรญิ งอกงามนน้ั จะสะทอ้ นผลดงี ามออกมาแกช่ วี ติ ดา้ นนอกคอื เหมาะแก่ การที่ทุก ๆ คนจะพากันปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญาโดยเฉพาะ จะได้สามารถฝึกจิตและปัญญา ใหเ้ จรญิ เพอ่ื จะไดป้ ระสบชวี ติ ทม่ี คี วามสขุ แทจ้ รงิ พรอ้ มดว้ ยจติ ใจทเ่ี ปน็ อสิ ระผอ่ งใสเบกิ บาน ในทา่ มกลาง สังคมและสภาพแวดล้อมทีส่ งบเรียบรอ้ ยร่นื รมยแ์ ละรม่ เย็นเปน็ สขุ การประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามศลี ธรรมจงึ เปน็ การประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ เพอ่ื ลดชอ่ งวา่ งระหวา่ งชนชน้ั ในสงั คม ลงไดแ้ ละสามารถแกไ้ ขปญั หาตา่ ง ๆ ทเ่ี กดิ ขน้ึ กบั คนรอบขา้ งตลอดถงึ สงั คมทต่ี นเองอาศยั อยู่ ดว้ ยศลี ขน้ั สงู คอื สมั มาวาจา สมั มากมั มนั ตะ และสมั มาอาชวี ะ ซง่ึ เปน็ องคข์ องมรรคไดแ้ กก่ ารพดู การกระท�ำ การประกอบ อาชีพทม่ี เี จตนาปราศจากความทุจริตหรอื ความคดิ ทเ่ี บยี ดเบยี น ฉะนนั้ เพอื่ ควบคมุ บคุ คลในสงั คมให้อยู่
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208