Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วารสารพุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 27 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2563

วารสารพุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 27 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2563

Published by MBUISC.LIBRARY, 2020-12-02 02:25:38

Description: วารสารพุทธศาสน์ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 27 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2563

Search

Read the Text Version

วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 93 กับอดีตภรรยา คือ คุปตาภิกษุณี พระอุทายินจึงเดินทางสูเมืองสาวัตถี17 ภิกษุณี คุปตาเม่ือทราบวาภิกษุอดีตสามีเดินทางมา จึงไปหาพระอุทายินท่ีกุฏิ ในระหวาง การเทศนาธรรมน้ันเองท่ีพระอุทายินเกิดความกําหนัดข้ึนมา ภิกษุณีคุปตาจึงว่ิง หนีโดยมีพระอุทายินวิ่งไลตามไปและจับตัวเธอไว ตัวบทพระวินัยกลาววาเมื่อ เขาไดส มั ผสั ขาออ นของเธอทาํ ใหน าํ้ อสจุ เิ คลอื่ น เธออาสาซกั จวี รให ในหว งเวลานนั้ ทค่ี ปุ ตาภกิ ษณุ โี หยหาความสมั พนั ธใ นอดตี จงึ นาํ อสจุ ขิ องพระอทุ ายนิ เขา ในกายของ เธอ เรื่องเลาระบุวาบรรดาภิกษุณีสงฆไดตําหนิวาคุปตาวาไมไดปกปองตัวเอง หากแตก ลบั ปกปอ งอทุ ายนิ ภกิ ษดุ ว ยการกลา ววา พระอทุ ายนิ ไมเ คยแตะตอ งกายของ เธอ ขณะที่บรรดาภิกษุณีอ่ืนไมเชื่อคําอธิบายน้ีโดยกลาววาหากพระอุทายินไม แตะตองกายของเธอแลวเหตุใดเธอจึงต้ังครรภไดเลา (Clarke, 2014, p. 102) สําหรับ Shayne Clarke ประเด็นปญหาไมใชอยูที่ภิกษุณีต้ังครรภ ปญหาคือ ภกิ ษณุ ถี กู ทาํ ใหต ง้ั ครรภโ ดยภกิ ษซุ ง่ึ การตงั้ ครรภข องภกิ ษณุ คี ปุ ตานต้ี วั บทพระวนิ ยั ระบุไวชัดเจนวาเปนการตั้งครรภภายหลังจากที่เธอเปนภิกษุณีแลว ทวาตัวบท พระวินัยยืนยันการตั้งครรภน้ีวาไมไดเกิดจากการมีเพศสัมพันธระหวางสมาชิก ในชุมชนสงฆซึ่ง Shayne Clarke กลาวถึงเร่ืองเลานี้วาการต้ังครรภในลักษณะนี้ เปนการเบ่ียงเบนประเด็นของผูประมวลพระวินัย (the tale of artificial insemination is in fact a red herring) (Clarke, 2014, p.103) สําหรับ นักวิชาการผูน้ีสิกขาบทจํานวนหน่ึงแสดงถึงทาทีของพุทธศาสนาตอการจัดการ 17 เร่ืองเลาน้ีปรากฏต้ังแตความสัมพันธอันซอนเรนระหวางอุทายินผูเปนบุตรชาย มหาอํามาตยแหงพระเจาสุทโธทะนะกับคุปตาผูเปนภรรยาของคุปตะ อํามาตยแหง พระเจาปเสนทิโกศล ดวยความท่ีรัฐท้ังสองมีสัมพันธอันดีตอกัน อํามาตยในตระกูล ท้ังสองจึงไปมาหาสูกัน เมื่ออุทายินพบกับนางคุปตาจึงแอบมีความสัมพันธกับเธอ เม่ือคุปตะไดทราบเรื่องน้ีจึงคิดสังหารอุทายิน กลับกลายเปนตัวเขาเองท่ีเสียชีวิตใน เวลาตอมา ดว ยไรบุตรชายสบื ตระกลู สมบตั ิท้งั ปวงของตระกูลจึงเขาสพู ระคลังหลวง ตามกฎหมาย อุทายินไดออกอุบายเพ่ือใหพระเจาปเสนทิโกศลมอบนางคุปตาและ สมบตั ิทัง้ ปวงแกเขา (โปรดดู Shayne, 2014, pp.99-100.)

94 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ความสมั พนั ธระหวางภกิ ษุอดีตสามกี บั ภกิ ษุณอี ดตี ภรรยาดวยการบัญญัตพิ ระวนิ ยั เพอ่ื จดั การความสัมพันธด ังกลาวนี้ (Clarke, 2014, pp.102 - 103) บทความนี้มีความเห็นตอการตั้งครรภท่ีถูกระบุวาไมใชเกิดจากการรวม ประเวณีในชุมชนสงฆวาไดยืนยันถึงการอนุญาตใหมีภิกษุณีต้ังครรภในชุมชนสงฆ ผานตัวบทพระวินัย โดยแมวาเปนการต้ังครรภหลังจากที่บวชแลวก็ตาม หากแต เปน การตง้ั ครรภท ไ่ี ดร บั รตู รงกนั วา ไมใ ชก ารตง้ั ครรภท เี่ กดิ จากการจงใจรว มประเวณี ซ่ึงอาจจะมคี วามเปน ไปไดอ ่ืน กลาวคอื ภกิ ษณุ ีตง้ั ครรภจ ากการถกู ขมขนื (Clarke, 2014, p. 148) ภาพภกิ ษณุ ตี งั้ ครรภหรอื ภกิ ษุณีแมล กู ออนจงึ นาจะไมใ ชข อ ยกเวน สําหรับสตรีผูบวชโดยที่ไมรูวาตนต้ังครรภเทาน้ัน หากแตตัวบทคัมภีรพระวินัยได ใหภาพความเปนไปไดและความยืดหยุนตอกรณีภิกษุณีต้ังครรภในชุมชนสงฆ สมยั พุทธกาล ตวั บท มหาวภิ ังค ซงึ่ ระบถุ งึ การใชใ หซักจวี รของพระอทุ ายกี ับอดีต ภรรยาก็ไมไดระบุถึงการลงโทษภิกษุณีแตประการใด ทวากลับบัญญัติสิกขาบท หา มภกิ ษเุ รยี กใชภ กิ ษณุ ผี ไู มใ ชญ าตใิ หซ กั ยอ มหรอื ใหท บุ จวี รเกา โดยใหป รบั อาบตั ิ นสิ สัคคยิ ปาจติ ตีย (พระไตรปฎก เลม 2 ขอ 504 หนา 27) อาจกลาวไดวา ท้ังสิกขาบทของภิกษุณีสงฆและสิกขาบทของภิกษุสงฆ จํานวนหนึ่งบัญญัติข้ึนเพ่ือจัดการความสัมพันธระหวางภิกษุณีกับภิกษุในฐานะ อดีตคูสมรสในอารามแหงคณะสงฆ ซึ่งสิกขาบทของภิกษุณีสงฆมุงเพิกถอน ความเคยชนิ ของภกิ ษณุ อี ดตี ภรรยาในการปรนนบิ ตั ติ อ ภกิ ษอุ ดตี สามตี ามธรรมเนยี ม แตเดิม และสิกขาบทของภิกษุสงฆที่บัญญัติเพื่อจัดการกับความสัมพันธระหวาง ภิกษุกับภิกษุณีในฐานะอดีตคูสมรสรวมทั้งกับภิกษุณีอ่ืนหรือกับสตรีอ่ืนก็เพื่อ มุงปองปรามภิกษุไมใหเอารัดเอาเปรียบภิกษุณีในกรณีตางๆ จากโครงสรางทาง สังคมปตาธิปไตยท่ีจัดวางความสัมพันธใหผูชายอยูเหนือผูหญิง ท้ังน้ี นักวิชาการ ใหขอสังเกตตอพระวินัยของภิกษุในฐานะคําส่ังวามุงควบคุมภิกษุซ่ึงแตกตางจาก การคาํ สง่ั ทางสังคมที่มุงควบคมุ สตรีไวอยางนา สนใจ ดงั นี้

วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 95 “คาํ ส่ัง” ของพระพุทธเจาที่เรียกวา “พระวนิ ัย” นี้มีเพ่อื ไวสั่งพระสาวกทั้งที่เปนภิกษุ และภิกษุณีของพระองคน้ัน... “คําสั่ง” ของพระองคที่ได “ออกคําส่ัง” ใหพระภิกษุยึดถือ ปฏิบตั ใิ นสวนทเ่ี ก่ยี วขอ งโดยตรงกบั “ผูหญิง” และ “ภิกษณุ ี” นนั้ ลว นแตเ ปน การ “ออกคาํ สง่ั ” ทเี่ ปน การ “ควบคมุ พฤตกิ รรม ของพระภกิ ษ”ุ ทง้ั สนิ้ ไมใ ช “ควบคมุ ภกิ ษณุ ”ี เลยซงึ่ มนั จะตา ง กบั เวลาในสงั คมทสี่ งั คมตอ งการควบคมุ พฤตกิ รรมใดหนงึ่ ๆ ของ คนในสังคมในเรือ่ งของศลี ธรรม สังคมมกั จะควบคุม “ผูหญิง” มากกวา “ผชู าย” เชน ในกรณขี องการประพฤตผิ ดิ ประเวณี หรอื ประพฤติผิดในกาม สังคมมักจะ“ควบคุม” ผูหญิงใหประพฤติ ปฏบิ ตั ติ นใหส งบเรยี บรอ ยเปน กลุ สตรี “รกั นวลสงวนตวั ” (สธุ าดา เมฆรุง เรอื งกลุ , 2557, หนา 150) มขี อ สงั เกตวา แมใ นตวั บทพระวนิ ยั ภกิ ษณุ สี งฆก แ็ สดงถงึ หนา ทขี่ องภกิ ษณุ ี ตอ ชุมชนสงฆ เชน การกวาดอาราม การตั้งนาํ้ ฉนั และจัดหานํ้าไวใช (พระไตรปฎ ก เลม 3 ขอ 1022 หนา 265) โดยทไี่ มไ ดแสดงนัยวา ภกิ ษุณอี ยใู นฐานะผรู บั ใชภิกษุ แตป ระการใด ตวั บท มหาวภิ งั ค ทปี่ ระมวลวนิ ยั ของภกิ ษกุ ไ็ ดร ะบหุ า มภกิ ษเุ รยี กใช ภิกษุณีผูไมใชญาติเปนการสวนตัว สืบเน่ืองจากมีภิกษุกลุมหน่ึงมักเรียกใชภิกษุณี อยเู สมอ ๆ จนเบยี ดเบยี นเวลาในการปฏบิ ตั ธิ รรมของภกิ ษุณี เร่ืองนีป้ รากฏขน้ึ เมือ่ พระพุทธองคไถถามถึงความมุงมั่นในการปฏิบัติธรรมของเหลาภิกษุณีกับพระนาง มหาปชาบดีโคตมี โคตมี พวกภิกษุณีไมประมาท ยังมีความเพียร มีความ มงุ มนั่ อยหู รอื พระนางกราบทลู วา พระพทุ ธเจา ขา ภกิ ษณุ ที ง้ั หลายจะมี ความไมป ระมาท แตท ไี่ หน พวกภกิ ษฉุ พั พคั คยี ใ ชพ วกภกิ ษณุ ใี ห ซักบาง ใหยอมบาง ใหสางบาง ซ่ึง ขนเจียม พวกภิกษุณีนั้น

96 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ซกั ยอ ม สาง ซงึ่ ขนเจียมอยู จึงละเลยอทุ เทส ปรปิ จุ ฉาอธิศีล อธจิ ิต อธปิ ญ ญา (พระไตรปฎ ก เลม 2 ขอ 576 หนา 101) หลังจากเรื่องราวดังกลาวเปนที่รับรูพระพุทธองคทรงเรียกประชุมสงฆ แลวสอบถามภิกษุฉัพพัคคียวาเหตุท่ีเรียกใชภิกษุณีเหลานี้เพราะเปนญาติกันหรือ เม่ือพระพุทธองคทรงทราบวาไมมีความสัมพันธฉันญาติจึงตําหนิภิกษุกลุมนี้ แลว มพี ระบญั ญตั ิ “หา มภกิ ษใุ ชภ กิ ษณุ ผี ไู มใ ชญ าตใิ หซ กั ใหย อ ม หรอื ใหส างขนเจยี ม ภกิ ษผุ ลู วงละเมิดใหอาบัตนิ ิสสัคคิยปาจิตตีย” (พระไตรปฎก เลม 2 ขอ 577 หนา 102) ในประเด็นนี้ธัมมนันทาวิเคราะหวาเปนเรื่องของคานิยมในสังคมที่ชายเปน ใหญ พระภิกษุนี้สวนใหญเปนพราหมณมาจากสังคมอินเดีย เพราะฉะนั้นเปน ธรรมดาอยเู องเขาจะมาพรอ มกบั คา นยิ มของสงั คมสมยั นนั้ จงึ คนุ กบั การใชผ หู ญงิ ให ทํางานบาน (สุธาดา, 2557, หนา 116) และยืนยันจุดยืนของพุทธศาสนาวา “และพระพทุ ธเจากช็ ดั เจนวาท่ใี หผหู ญงิ บวชนั้นนะ ก็เพ่ือผหู ญิงจะไดปฏบิ ัตธิ รรม ไมใ ชใ หเ ขา มารบั ใชพ ระผชู าย” (สธุ าดา, 2557, หนา 168) การถกู เอารดั เอาเปรยี บ จากบรบิ ททางสงั คมวฒั นธรรมไมใ ชม แี ตก ารเรยี กรบั ใชเ ทา นน้ั ตวั บทพระวนิ ยั กลา ว ถึงกรณีภิกษุณีชราถูกภิกษุหนุมเอาเปรียบเร่ืองบิณฑบาตโดยใหบิณฑบาตอาหาร มาให ธัมมนันทาเลานไี้ วด ังน้ี คณุ ยายคนนี้อายุ 120 แลว มาออกบวชเปนภกิ ษุณี กไ็ ป บิณฑบาตในเมอื งเดนิ ไปไกล ไปตง้ั 3-4 กิโล กลับมาก็จะมาฉัน อาหารทอี่ าราม กเ็ หน็ ภกิ ษหุ นมุ ยนื ดกั อยทู หี่ นา ประตู พระรปู นนั้ ในบาตรยังไมมีอาหารเลย นี่ก็ดวยศรัทธา ในบริบทของสังคม อินเดีย เม่ือภิกษุไมมีก็ตองถวาย เราเปนผูหญิงเราก็ตองถวาย ผูชายกอน แลวอาหารท่ีไดมามันก็แคมื้อเดียวก็ถวายหมด ตวั เองก็อด ...แตวันท่ีสองเร่ิมฉลาด เพราะวาไมตองไปก็ไดเด๋ียวก็มี ภิกษุณีมาใสบาตร คุณยายก็ใสบาตรใหจริงดวย พอวันที่สาม

วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 97 คุณยายไปรับบาตร ก็มีราชรถของเศรษฐีแลนสวนมา คุณยาย กเ็ ลยหลบ พอหลบคณุ ยายกล็ ม เปน ลมเลย... ความกเ็ ลยแดงขน้ึ มาวา รบั บาตรไปจรงิ แตว า ไมไ ดฉ นั เพราะวา เอาไปถวายภกิ ษ.ุ ... พระพทุ ธเจา ทรงวางกฎวนิ ยั วา นบั แตน ต้ี อ ไปหา มภกิ ษรุ บั อาหาร บณิ ฑบาตของภกิ ษณุ ี นคี่ อื ปกปอ งชดั เจนเลย เราจะไปโทษพระ กไ็ มไ ดเ พราะวา พระกม็ าจากวธิ คี ดิ ของสงั คม... คณุ ยายกโ็ ดยเหตุ แหง วธิ ีการถูกลอ มกรอบความคดิ โดยสงั คมในเวลานั้น (สธุ าดา, 2557, หนา 117, โปรดเทียบเคยี งกับ พระไตรปฎ ก เลม 2 ขอ 552-553 หนา 627 - 629) ตัวบทพระวินัยกลาวถึงเหตุการณนี้ไววา หลังจากที่เศรษฐีนิมนตภิกษุณี ไปฉันที่เรือนของตนแลวไดตําหนิภิกษุวา “ไฉนพระคุณเจาท้ังหลาย จึงรับอามิส จากมือของภิกษุณีเลา มาตุคามหาลาภไดยาก” (พระไตรปฎก เลม 2 ขอ 552 หนา 628) การตาํ หนิของคหบดีตอ ภิกษุสะทอ นภาพวถิ ีชวี ิตภิกษุณวี า ภิกษุณไี ดร บั ภัตรและปจจัยแตนอยแลวยังถูกเบียดเบียนจากภิกษุ ภายหลังจึงมีพระบัญญัติ ใหป รบั อาบตั ภิ กิ ษผุ รู บั ของเคย้ี วหรอื ของฉนั ดว ยมอื ตนเองจากมอื ของภกิ ษณุ ผี ไู มใ ช ญาติ ในละแวกบา น (พระไตรปฎ ก เลม 2 ขอ 553 หนา 629) ถึงแมว า การบัญญตั ิ สกิ ขาบทนม้ี มี ลู เหตจุ ากการตาํ หนขิ องฆราวาส แตก ส็ ามารถปอ งปรามภกิ ษไุ มใ หเ อา เปรียบภิกษุณีในการบิณฑบาตท่ีอาจจะเกิดขึ้นไดใ นชมุ ชนสงฆ กลาวโดยสรุป สิกขาบทของภิกษุณีสงฆจํานวนหน่ึงบัญญัติขึ้นเพ่ือขจัด ความเคยชินของสตรีจากขนบธรรมเนียมที่คุนเคยแตเดิมท่ีอาจจะเปนอุปสรรคตอ การปฏิบัติธรรมของสตรี อาทิ การปรนนิบัติรับใชสามี ดังที่วิเคราะหไว ขณะท่ี สิกขาบทของภิกษุสงฆบัญญัติข้ึนเพ่ือปกปองภิกษุณีจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ จากภิกษุ อาทิ หามการเรยี กใชกนั โดยไมใ ชญ าติเพอ่ื ใหก ารปฏบิ ัตธิ รรมของสตรใี น

98 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ชุมชนภิกษุณีสงฆดําเนินไดอยางราบร่ืน18 ดังนั้น อาจกลาวไดวาเจตนารมณของ สิกขาบทในวินัยภิกษุณีสงฆแสดงถึงการมุงขจัดอุปสรรคที่มีตอกายเชิงบริบททาง สังคมและวัฒนธรรมดวยร้ือถอนความเคยชินแตเดิมของสตรี แมพระวินัยไมไดมี หา มการฉนั รว มกนั หรอื การไปมาหาสกู นั ของอดตี คสู ามภี รรยาในชมุ ชนสงฆ ทวา เมอ่ื อดีตคูสมรสตกลงตัดสินใจสละชีวิตครอบครัวออกมาแสวงหาชีวิตทางศาสนารวม กันโดยมีเปาหมายสําคัญคือการปฏิบัติธรรมเพ่ือการหลุดพน พระวินัยจึงบัญญัติ ขนึ้ เพอ่ื ขจดั อปุ สรรคตอ กายเชงิ บรบิ ททางสงั คมวฒั นธรรม หรอื เพอื่ ขจดั ความเคยชนิ แตเดิมของสตรีนั้นเอง ที่อาจจะเปนอุปสรรคตอการปฏิบัติธรรมดวยมุงปรนนิบัติ ภิกษุอดีตสามีหรือถูกภิกษุอื่นๆ เรียกใช ขณะท่ีสิกขาบทของภิกษุสงฆแสดงนัยวา มุงปองปรามไมใหเกิดพฤติกรรมที่ลอแหลมตอความสัมพันธเชิงชูสาวตอภิกษุณี รวมท้ังการเอารัดเอาเปรียบภกิ ษุณีในลกั ษณะตางๆ เพ่ือไมใหช ุมชนสงฆกลายเปน อุปสรรคตอ การปฏบิ ัตธิ รรมของภิกษุณเี สียเอง 7. บทสรุป พุทธศาสนามีความเขาใจตอความทุกขเฉพาะทั้งหาประการของสตรีท่ี แตกตา งจากบรุ ษุ กเ็ นอ่ื งดว ยกายเชงิ ชวี วทิ ยาและกายเชงิ บรบิ ททางสงั คมวฒั นธรรม ท่ีสตรีมีแตกตางจากบุรุษ ดวยความเขาใจท่ีพุทธศาสนามีตอกายสตรีที่แตกตาง 18 อนึง่ แมมคี วามเขา ใจโดยทัว่ ไปวา ครธุ รรม 8 คอื บญั ญตั ิท่ีกํากบั ความสมั พนั ธระหวา ง ภิกษุณีสงฆใหอยูภายใตภิกษุสงฆ ทวาก็มีขอยกเวนดวยเชนกัน ใน วินัยมุข ระบุถึง ขอ ยกเวน ไวว า “แตภ กิ ษณุ ไี ดพ ระพทุ ธานญุ าตไวอ ยา งหนงึ่ วา ภกิ ษรุ ปู ใด แสดงอาการ โลน ดวยกายก็ดี ดว ยวาจากด็ ี แกพ วกภกิ ษุณี ใหภกิ ษณุ สี งฆประกาศนดั หมาย ไมให พวกภกิ ษณุ ไี หวภ กิ ษนุ นั้ สว นภกิ ษณุ เี อง แสดงอาการอยา งนนั้ แกภ กิ ษบุ า ง ใหภ กิ ษสุ งฆ ทําทัณฑกรรมแกภิกษุณีดวยกักไมใหเขาในเขตท่ีกําหนดไว เชนนี้ยังไมหลาบ ใหหามมิใหฟงโอวาท ภิกษุณีผูถูกหามโอวาทอยางน้ัน เปนอันถูกหามอุโบสถใน พวกของตนดวย” (สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, 2498, หนา 248)

วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 99 จากบุรุษสงผลใหมีการบัญญัติวินัยภิกษุณีสงฆในฐานะกระบวนการปฏิบัติท่ีนําสู การบรรลุธรรมของภิกษุณีแตกตางจากวินัยของภิกษุ สิกขาบทของภิกษุณีสงฆ จาํ นวนหนงึ่ บญั ญตั ขิ น้ึ เพอ่ื จดั การกบั ความทกุ ขเ ฉพาะอนั เนอ่ื งดว ยกายเชงิ ชวี วทิ ยา ของสตรี อาทิ การใชผาซับระดู การอนุญาตภิกษุณีต้ังครรภดําเนินชีวิตในพระ ศาสนาตอไป ทั้งมีการแตงต้ังเพื่อนภิกษุณีชวยกันเล้ียงดูทารกจนกระท่ังเด็กน้ัน เติบใหญในอารามแหงคณะสงฆ สิกขาบทตาง ๆ น้ีแสดงขอยืนยันวาพุทธศาสนา ไมไดมีความเขาใจวากายเชิงชีววิทยาของสตรีเปนอุปสรรคในการปฏิบัติธรรม โดยท่ีตัวบทพระวินัยของภิกษุณีสงฆก็ระบุวา ภิกษุณีสามารถดําเนินชีวิตทาง ศาสนาของตนควบคกู บั การเลยี้ งดบู ตุ รจนบตุ รเตบิ ใหญ ขณะทสี่ กิ ขาบทของภกิ ษณุ ี สงฆจํานวนหน่ึงบัญญัติขึ้นเพ่ือขจัดอุปสรรคท่ีมีตอกายเชิงบริบททางสังคมและ วัฒนธรรมของสตรี อาทิ สิกขาบทเพ่ือปกปองภิกษุณีจากภัยคุกคามทางเพศคือ การถูกขมขืน สิกขาบทเพื่อเพิกถอนความเคยชินตามขนบธรรมเนียมและจารีต ทางสังคมแตเดิมของอดีตคสู มรสท่ีดาํ เนนิ ชีวติ ทางศาสนารวมกนั ในคณะสงฆ อาทิ สิกขาบทการหามภิกษุณีปรนนิบัติภิกษุผูฉันดวยนํ้าดื่มและดวยการพัด ในสวน สิกขาบทของภิกษุสงฆมีการบัญญัติหามภิกษุเรียกใชภิกษุณีผูไมใชญาติใหซักจีวร นอกจากนพ้ี ทุ ธศาสนาบญั ญตั สิ กิ ขาบทเพอื่ รกั ษาสมั พนั ธภาพอนั ดกี บั ฆราวาส ไดแ ก หามภิกษุณีบวชใหสิกขมานาผูไมไดรับอนุญาตจากบิดามารดาหรือสามี ทวาในแง หน่ึงพุทธศาสนาก็ไดบัญญัติสิกขาบทที่แสดงถึงการสนับสนุนการดําเนินชีวิตทาง ศาสนาของสตรี ไดแก การใหพระอุปชฌายพาหรือใหผูอื่นพาศิษยผูบวชใหมให หลีกไกลจากสิง่ แวดลอ มเดิมเพอ่ื ไมใ หสามตี ามมาจับตัวเธอกลบั ไป สกิ ขาบทตา งๆ นไ้ี ดแ สดงถงึ เจตนารมณใ นการจดั การกบั ทง้ั ความทกุ ขอ นั เนอื่ งดว ยกายเชงิ ชวี วทิ ยา และทง้ั ขจดั อปุ สรรคจากกายในบรบิ ทเชงิ สงั คมวฒั นธรรมทม่ี ตี อ การดาํ เนนิ ชวี ติ ทาง ศาสนาในฐานะภิกษุณีและในชุมชนภิกษุณีสงฆเพ่ือเอ้ือใหสตรีไดบรรลุเปาหมาย ในพระศาสนาคือการดบั ทกุ ขไ ดใ นที่สุด บทความนม้ี ขี อ เสนอแนะวา การศกึ ษาวเิ คราะหต วั บทพระวนิ ยั ดว ยกรอบ คดิ อน่ื เชน การวเิ คราะหตัวบทพระวินัยผา นกรอบคิดเรื่องครอบครัวในงานศกึ ษา

100 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ของ Shayne Clarke หรือการวิเคราะหตัวบทพระวินัยภิกษุณีสงฆผานกรอบคิด เร่ืองกายสตรี นาจะเอื้อใหไดแลเห็นมิติอ่ืนๆ ท่ีแฝงอยูในตัวบทพระวินัยและคง ความหมายตอ การเขา ใจวถิ แี หง การสละเรอื นของพทุ ธศาสนา รวมทง้ั วธิ จี ดั การกบั ความสัมพันธเชิงวิถีโลกในวิถีธรรมของพุทธศาสนาผานการบัญญัติพระวินัยซึ่ง นาจะเอื้อตอการเขา ใจเจตนารมณข องพระวินัยในมติ ทิ ่หี ลากหลายยิ่งขน้ึ

วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 101 บรรณานกุ รม ฉัตรสุมาลย กบลิ สิงห ษัฏเสน. (2011). สัทธรรมปณุ ฑรีกสตู ร. กรุงเทพมหานคร: บจก. สอ งศยาม. ฉตั รสมุ าลย กบลิ สงิ ห. (2559). ธรรมลลี า. ฉตั รสมุ าลย : สมมตสิ มี ารกั ษาพระศาสนา. มตชิ นสดุ สปั ดาห (ฉบับวันท่ี 28 ต.ค. – 3 พ.ย. 59). สืบคนจาก https:// www.matichonweekly.com/ column/article_13625 ธมั มนันทา ภิกษณุ .ี (2547). เรื่องของภกิ ษณุ สี งฆ รวบรวมขอมลู จากการบรรยาย และขอ เขียน ของ ธัมมนันทาภกิ ษุณ.ี กรงุ เทพฯ: สองศยาม จาํ กดั . พนอม บุญเลิศ. (2547). ความสัมพันธระหวางจิตกับกายในพุทธปรัชญาเถรวาท (วทิ ยานพิ นธอ กั ษรศาสตรมหาบัณฑิต, จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย). พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจาสิริกิต์ิพระบรมราชินีนาถ พุทธศักราช 2539. พิมพ คร้ังแรก. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพม หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย. พระมหาธรี วฒั น ธีรวฑฒฺ เนเมธี (พนั ธศ รี). (2544). การศึกษาเปรียบเทียบแนวคิด เรื่องจิตกับกายในปรัชญาของเรเนเดสการตสกับพุทธปรัชญาเถรวาท (วิทยานิพนธพุทธศาสตรมหาบณั ฑติ , มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย). พลเผา เพ็งวิภาศ. (2561). การวิเคราะหบทบาทของภิกษุณีในพระพุทธศาสนา (พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย). สบื คน จาก file:///C:/Users/Asus/Downloads/บทบาท ภกิ ษณุ กี บั การ เผยแผศ าสนา.pdffile มหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ. (2525). พระสูตรและอรรถกถา แปล เลมท่ี 29. พมิ พค รัง้ ท่ี 4. กรงุ เทพฯ : มหามกฎุ ราชวิทยาลัย. มหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ. (2525). พระสูตรและอรรถกถา แปล เลม ท่ี 41. พิมพค รงั้ ที่ 4. กรงุ เทพฯ : มหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั . มหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ. (2525). พระสูตรและอรรถกถา แปล เลม ที่ 43. พิมพครง้ั ท่ี 4. กรุงเทพฯ : มหามกุฎราชวิทยาลัย.

102 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 รตั น นามะสนธ.ิ (2501). คัมภีรโ หราศาสตร สตรีชาฎก. พระนคร: ร.พ. ศิลปอ ักษร. สนั ติ เมตตาประเสริฐ. (2531). การศกึ ษาเชงิ วเิ คราะหเรื่องความบริสทุ ธิ์ในคัมภรี  ธรรมศาสตร (วทิ ยานิพนธป ริญญาอักษรศาสตรมหาบณั ฑิต, จฬุ าลงกรณ มหาวทิ ยาลยั ). สมเด็จพระมหาสมณเจา กรมพระยาวชิรญาณวโรรส. (2498). วินัยมุข เลม 3 [หลกั สูตรนักธรรมช้ันเอก]. กรงุ เทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย. สุธาดา เมฆรุงเรืองกุล. (2557). ผูหญิงในพุทธศาสนา บทสนทนาจะลึกกับภกิ ษุณี สายเถรวาทรูปแรกของไทย: หลวงแมธ ัมมนันทา. กรงุ เทพฯ : สํานกั พิมพ บรษิ ัท พลงั แม จํากัด. สุมาลี มหณรงคช ยั . (2560). “รปู ปรมัตถ” กับ “รางกาย” ในพุทธศาสนาเถรวาท. ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม. 6 (1). เสฐยี รพงษ วรรณปก. (2556). 40 พระอรหนั ต บรรลุธรรมพทุ ธสมยั . กรงุ เทพฯ: สาํ นักพิมพมติชน. เสมอ บญุ มา. (2521). ภกิ ษณุ ใี นพระพทุ ธศาสนา (วทิ ยานพิ นธป รญิ ญาอกั ษรศาสตร มหาบณั ฑติ , จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั ). หลวงเทพดรณานุศิษฏ (ทวี ธรมธัช ป. 9 ), (2540). ธาตุปฺปทีปกา หรือพจนานกุ รม บาลี - ไทย. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพม หามกุฎราชวทิ ยาลัย. หอพระสมุดวชิรญาณ. (2457). หนังสือสาวกนิพพาน เลม 2 พิมพแจกในงาน พระศพ พระเจานองยาเธอ กรมหมนื่ สรรควไิ สยนรบดี พ.ศ. 2457. อดิศกั ดิ์ ทองบุญ. (2533). คมู ืออภิปรัชญา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพม หาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย. Clarke, Shayne. (2014). Family Matters in Indian Buddhist Monasticisms. Honolulu: University of Hawaii Press. Grünhagen, C. (2011). The female body in early Buddhist literature. Religion and the Body, 23, pp. 100-114. doi: https://doi. org/ 10.30674/ scripta.67383

วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 103 Schopen, Gregory. (2014). Buddhist Nuns, Monks, and Other Worldly Matters: Recent Papers on Monastic Buddhism in India. Honolulu :University of Hawaii Press. Blackstone, K. R. (2000). Women in the Footsteps of the Buddha: Struggle for Liberation in the Therigatha. Delhi: Motilal Banarsidass Publishers Private Limited. Paul, D. (1981). Buddhist Attitudes toward Women’s Bodies. Buddhist- Christian Studies, 1, pp. 63-71. doi:10.2307/1390100. https:// www. jstor.org/ stable/pdf/1390100.pdf Engelmajer, P. (2014). Women in Pāli Buddhism: walking the spiritual paths in mutual Dependence. New York: Routledge. Wilkinson, R. (Ed.). (2007). “The Buddhist Body: From Object of Desire to Subject of Mindfulness”, New essays in comparative aes thetics. Newcastle, UK.: Cambridge Scholars Pub. Mittal, S., & Thursby, G. (Eds.). (2008). Studying Hinduism: Key Concepts and Methods, New York: Routledge.

104 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ชี วประวัตพิ ระคงั เซงิ ฮยุ * ในคมั ภรี เ กาเซงิ จว น** แปล (1): การอัญเชญิ พระบรมสารรี กิ ธาตุ ของพระคงั เซงิ ฮุย ในรัชสมยั พระเจาซุนกวน ยคุ สามกก เมธี พิทกั ษธรี ะธรรม*** ปยาภรณ วองวรางกูร**** พรพมิ ล ศรีหมอก***** บทคัดยอ คัมภีร เกาเซิงจวน หรือเรียกวา บันทึกชีวประวัติพระผูมีคุณูปการ อันสูงสงตอพระพุทธศาสนาจีน รจนาโดยพระสมณะฮุยเจ่ียว (慧皎, Huìjiǎo) ในราวปค รสิ ตศ กั ราชที่ 530 ถอื เปน คมั ภรี ส าํ คญั ในการศกึ ษาเกยี่ วกบั ประวตั ศิ าสตร พระพุทธศาสนาจนี ในชวงปครสิ ตศักราชที่ 67-519 ในคมั ภรี ไ ดร วบรวมชวี ประวัติ * พระคังเซิงฮุย (康僧會, Kāng Sēnghuì) ** คมั ภรี เกาเซงิ จวน (高僧傳, Gāosēng zhuàn) *** หวั หนาศนู ยพ ทุ ธธรรมศึกษา Email: [email protected] **** ผูชว ยวิจยั ศนู ยพ ทุ ธธรรมศึกษา ***** ผูช วยวิจัย ศูนยพุทธธรรมศกึ ษา วันที่รับบทความ 1 เมษายน 2562 วันทีแ่ กไ ขบทความ 26 กนั ยายน 2562 วนั ที่ตอบรบั บทความ 12 ตุลาคม 2563

วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 105 พระสมณะท่เี ปนหลกั นับได 257 รูป และยงั แทรกชวี ประวัติพระและอบุ าสกเสริม เขามากวา 200 รูป/ทาน ทั้งหมดจัดแบงไวเปน 10 หมวด หมวดท่ีพระสมณะ ฮยุ เจ่ียวใหค วามสําคญั เปน อยา งมากคอื หมวดแรก เปน หมวดทีเ่ กย่ี วกบั พระสมณะ ผูมีคณุ ปู การในการแปลพระสูตร โดยรวบรวมชีวประวตั ิพระสมณะท้งั หมด 35 รูป ผูเขียนไดทําการศึกษาพระรูปหนึ่งในหมวดนี้คือ พระคังเซิงฮุย ซึ่งมีชีวิตอยู ในยุคสามกก ชีวประวัติของทานคังเซิงฮุยนั้น มีบันทึกไวอยู 2 ชวงคือ ชวงชีวิต ในสมัยพระเจา ซนุ กวน และชวงชวี ิตในสมยั พระเจาซุนโฮ บทความนี้ ผเู ขยี นจะมงุ เนน ไปในชว งชวี ติ ในสมยั พระเจา ซนุ กวน โดยแปล และศึกษาชวี ประวตั ิพระคังเซิงฮุยในรัชสมยั ของพระเจา ซนุ กวน จากการแปลและ ศึกษาชีวประวัติของทานพบวา กอนท่ีจะเริ่มงานแปลพระคัมภีรและเผยแผ พระพทุ ธธรรมนน้ั พระคงั เซงิ ฮยุ เปน พระสมณะทม่ี คี วามมงุ มั่นอยางมากทต่ี องการ ปกหลักสรางวัดในพระพุทธศาสนาวัดแรก ณ เมืองเจ้ียนเย (建鄴, Jiànyè) โดยทุมเทชีวิตไปกับการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุใหปรากฏ เพื่อใหไดรับอนุมัติ ในการสรางวัด สถูป และการเผยแผพระพุทธธรรมจากพระเจาซุนกวนอยาง เปน ทางการ คําสําคญั : คงั เซิงฮยุ เกาเซงิ จวน ซุนกวน

106 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 The Thai Translation of Biography of Kāng Sēnghuì* in Gāosēng zhuàn** (1): Invoking on the Relics of Buddha in the Time of Sūn Quán During the Three Kingdoms Period Maythee Pitakteeradham*** Piyaphon Wongwarangkool**** Phonpimol Srimork***** Abstract The Gāosēng zhuàn, or Lives of Eminent Monks, written around 530 A.D. by the monk Huìjiǎo (慧皎), is one of the most important works dealing with the history of Chinese Buddhism from 67-519 A.D. The scripture contains 257 biographies of prominent monks as well as more than 200 biographies of subordinate monks and upāsakas. These biographies are divided into ten categories, the first of which – the one that contains 35 biographies of great contributors to translating the Sutra – Huìjiǎo placed great emphasis on. The * 康僧會 ** 高僧傳 *** Head of Center for Buddhadharma Studies Email: [email protected] **** Research Assistant, Center for Buddhadharma Studies ***** Research Assistant, Center for Buddhadharma Studies Received April 1, 2019, Revised September 26, 2019, Accepted October 12, 2020

วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 107 authors attempt to study one of the figures in this category, i.e. Kāng Sēnghuì, who lived in the Three Kingdoms period. Kāng Sēnghuì’s biography was detailed in the periods of two different rulers: during the reign of Sūn Quàn, and during the reign of Sūn Hào In this paper, the authors focus on the study and translation of Kāng Sēnghuì’s biography during the reign of Sūn Quàn. The study found that before Kāng Sēnghuì began translating the scripture to diffuse the Buddha’s teachings, he was determined to found the first Buddhist temple in Jiànyè (建鄴), and devoted his life to invoking the Buddha’s relics to gain official ermission from Sūn Quán to construct the temple, stupa, and to propagate the Buddhist teachings. Keywords : Kāng Sēnghuì, Gāosēng zhuàn, Sūn Quàn

108 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 1. บทนํา พระคงั เซงิ ฮยุ เปน หนงึ่ ในพระสมณะทไี่ ดร บั การบนั ทกึ ในคมั ภรี  เกาเซงิ จว น1 คณุ ูปการในการเผยแผพ ระศาสนาทงั้ ดานปรยิ ัติ ปฏบิ ัติ รวมไปถงึ การสรางวดั พทุ ธ เพื่อปกหลักเผยแผพระพุทธธรรมโดยการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ถือวาเปน คุณูปการท่ีโดดเดนที่สุดในหมูพระสมณะในยุคสามกก ซ่ึงเปนเรื่องท่ีนาอัศจรรย ระคนกบั ความนา แปลกใจทใี่ นยคุ สามกก นน้ั มกี ารเผยแผพ ระพทุ ธศาสนา แตไ มค อ ย พบเห็นเน้ือหาเหลาน้ีปรากฏในบทความวิชาการหรือตําราภาษาไทย เพราะหาก กลา วถงึ สามกก มกั จะพบแตเ รอ่ื งราวในดา นการศกึ สงครามมากกวา ในดา นศาสนา แมในปจจุบันก็ยังไมมีบทแปลภาษาไทยของชีวประวัติพระรูปนี้ ดังนั้น ผเู ขยี นจงึ เลง็ เหน็ วา เปน โอกาสอนั ดที จ่ี ะนาํ เสนอบทแปลชวี ประวตั ขิ องพระคงั เซงิ ฮยุ ในคมั ภรี  เกาเซงิ จว น โดยแบง ตามเนอื้ หาไดด งั นี้ ชาตกิ าํ เนดิ การบรรพชาอปุ สมบท ชีวประวัติอุบาสกจือเซียน การจาริกเผยแผธรรมที่เมืองของพระเจาซุนกวน การอญั เชญิ พระบรมสารรี กิ ธาตุ ชว งชวี ติ ในยคุ พระเจา ซนุ โฮ ผลงานแปลพระคมั ภรี  มรณภาพ ปกิณกะ และขอกังขาเร่อื งใครเปน ผสู ัง่ ทบุ ทําลายพระบรมสารีริกธาตุ เนื่องจากเน้ือหามีความยาวพอสมควร จึงแบงตีพิมพเปน 2 ตอน บทความน้ีเปนตอนแรก ในที่น้ไี ดสรปุ ชวี ประวตั อิ บุ าสกจอื เซยี น ไวพ อเปนสังเขป ในหัวขอที่ 3) ซ่ึงเปนเร่ืองภาพรวมของพระพุทธศาสนาในยุคสามกก เร่ืองชาติ กําเนิดและการบรรพชาอุปสมบท ไดกลาวไวในหัวขอที่ 4) ชีวประวัติของพระ คังเซิงฮุย สวนการจาริกเผยแผธรรมที่เมืองของพระเจาซุนกวนและการอัญเชิญ พระบรมสารรี กิ ธาตุ อยใู นบทแปลชีวประวัตพิ ระคังเซงิ ฮยุ แหงวัดเจ้ยี นชู ตอนการ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระคังเซิงฮุยในรัชสมัยพระเจาซุนกวน ซ่ึงอยูใน 1 การอานภาษาจีนใชระบบพินอินและทับศัพทเปนภาษาไทยตามเกณฑการถอดเสียง เปนภาษาไทยของราชบัณฑิตยสถาน แตตัวบุคคลหรือช่ือสถานท่ีในสามกกจะใชช่ือ เรยี กตามทใี่ ชใ นหนงั สอื สามกก ฉบบั เจา พระยาพระคลงั (หน) (เจา พระยาพระคลงั (หน) ผแู ปล, 2559)

วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 109 สว นสดุ ทา ยของบทความน้ี สว นทเ่ี หลอื คอื ชว งชวี ติ ในยคุ พระเจา ซนุ โฮ ผลงานแปล พระคัมภีร มรณภาพ ปกิณกะ และขอกังขาเรื่องใครเปนผูส่ังทุบทําลายพระบรม สารรี ิกธาตุ จะนาํ เสนอในบทความถัดไป วตั ถปุ ระสงคข องผเู ขยี นนอกจากจะมงุ หวงั ดา นวชิ าการแลว ในฐานะทเี่ ปน พุทธศาสนกิ ชน ก็ปรารถนาวา ชีวประวตั ขิ องพระสมณะคังเซิงฮยุ จะสรางกาํ ลังใจ ใหไมมากกน็ อยแดพระสมณะผูท าํ หนาทเี่ ผยแผพระพทุ ธธรรมทั้งหลาย 2. โครงสรางของคมั ภรี เกาเซิงจว นและหมวดพระผูม ีคณุ ปู การในการแปล พระสูตร คมั ภรี  เกาเซงิ จว น (高僧傳, Gāosēng zhuàn) เปน คมั ภรี ห นง่ึ ทมี่ คี วาม สําคัญในการศึกษาประวัติศาสตรพระพุทธศาสนาโดยภาพรวม ไมใชมีประโยชน เฉพาะผูศึกษาพระพุทธศาสนาในประเทศจีนเทานั้น พระสมณะฮุยเจ่ียว (慧皎, Huìjiǎo) ผรู จนาไดร วบรวมชวี ประวตั พิ ระสมณะทสี่ รา งคณุ ปู การตอ พระพทุ ธศาสนา ในประเทศจีน เร่ิมตั้งแตพระพุทธศาสนาไดเขาสูประเทศจีนเปนคร้ังแรก เม่ือป หยง ผิง (永平, Yǒngpíng) ที่ 10 แหง ราชวงศฮ ั่นตะวนั ออก (คริสตศ กั ราช 67) โดยพระสมณะตา งดินแดน คอื ทานกาศฺยปะ-มาตังคะ จนถงึ ปเ ทยี นเจียน (天監, Tiānjiān) ที่ 18 แหงราชวงศเหลยี ง (ครสิ ตศกั ราช 519) เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของคัมภีร เกาเซิงจวน พบวา ชีวประวัติ พระสมณะรปู สาํ คญั ทไ่ี ดร บั การบนั ทกึ มี 257 รปู และยงั มชี วี ประวตั ทิ เี่ สรมิ เพมิ่ เตมิ เขามารวมทั้งพระและอบุ าสกกวา 200 รปู /ทาน โดยจดั แบง ตามความสามารถไว 10 หมวด เรยี งลําดับไดด ังน้ี 1. หมวดพระสมณะผมู ีคณุ ปู การในการแปลพระสตู ร 2. หมวดพระสมณะผมู คี วามแตกฉานในหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา 3. หมวดพระสมณะผูมอี ิทธปิ าฏหิ าริย 4. หมวดพระสมณะผูมีความเชย่ี วชาญในดา นการเจรญิ ภาวนา 5. หมวดพระสมณะผทู รงพระวนิ ัย

110 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 6. หมวดพระสมณะผูอุทิศชีวิตใหพระพุทธศาสนาโดยใชรางกายสราง คุณความดี เชน การใชตัวเองเปนประทีปถวายบูชาแดพระพุทธองค 7. หมวดพระสมณะผูมีมนตร 8. หมวดพระสมณะผูม ากความสามารถในการบริหารจดั การวดั 9. หมวดพระสมณะผมู ีความชาํ นาญดา นเคร่อื งดนตรี 10. หมวดพระสมณะผมู ีความสามารถในดานการเทศนสอน ในบรรดา 10 หมวดขางตน ทานฮุยเจี่ยวใหความสําคัญกับหมวดแรก มากที่สดุ กลา วคอื หมวดพระสมณะผมู คี ุณปู การในการแปลพระสตู ร โดยมีบันทึก ไวด ังนี้ กระแสแหงพุทธธรรมไดไหลบาเขาสูดินแดนตะวันออก (ประเทศจีน) ซึ่งแผคลุมไปดวยผลงานท่ีสรางคุณูปการ [ตอพระพุทธศาสนาจีนของนัก] แปลคัมภีรพระพุทธศาสนา ท้ังหลาย บางก็เดินทางขามทองทะเลทรายซึ่งเต็มไปดวย ภยันตราย บางก็ทองทะเลทาฝาคลื่นพายุ [กวาจะเดินทาง จารกิ มาสแู ผน ดนิ เรา] ทา นทง้ั หลายเหลา นน้ั [ทมุ ทาํ หนา ทอี่ ยา ง] ไมคิดคํานึงถึงชีวาตม เพ่ือแผวถางเสนทาง [แหงการประกาศ พระศาสนา] โดยมอบทั้งชีวิต อุทิศแดการเผยแผพุทธธรรม การบังเกิดขึ้น [ของพระพทุ ธศาสนาใน] แผนดินจีนมปี ฐมบทได ก็เพราะความชวยเหลือ [ของทานทั้งหลายเหลาน้ัน] ดังนั้น จึงนับเปนคุณงามความดีท่ีควรคาแกการยกยองเทิดทูน ดวย เหตุน้ี [อาตมาภาพขอแสดงความคารวะแดทานทั้งหลาย เหลาน้ันในคัมภีรท่ีไดประพันธข้ึนนี้] จึงจัดลําดับ [เชิดชู ยอยกเกียรติ ‘พระสมณะผูมีคุณูปการในการแปลพระสูตร’] ไวเปนลําดับแรก [ในฐานะเปนมงกุฎเพชรยอดเศียรเหนือ

วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 111 พระสมณะในหมวดอ่นื ทงั้ หลาย]2 จากขา งตน หมวดพระสมณะผูมคี ณุ ูปการในการแปลพระสูตร มจี ํานวน ชีวประวัติของพระสมณะที่เปนหลักท้ังส้ิน 35 รูป ยังไมนับรวมชีวประวัติของ พระและอุบาสกที่ถูกบันทึกเสริมเขามาอีกจํานวนหนึ่ง ในท่ีน้ีจะนําเสนอรายชื่อ พระสมณะและอบุ าสกของหมวดดงั กลา วทงั้ หมดพรอ มรายละเอยี ดของพระสมณะ บางรปู โดยสังเขปดงั นี้ รายช่ือพระสมณะผูมคี ุณปู การในการแปลพระสตู ร 1. พระกาศฺยปะ-มาตังคะ (攝摩騰, 迦葉摩騰) เปนชาวอินเดียโดย กําเนิด ภูมิลําเนาอยูที่ภาคกลางของอินเดียโบราณ3 มีรูปและจริยาวัตรท่ีงดงาม แตกฉานพระสตู รท้ังพระพุทธศาสนาฝา ยหนิ ยานและมหายาน มบี างตาํ นานกลา ว วา ไดแ ปลคมั ภรี  42 บท เกบ็ รกั ษาไวท ว่ี ดั มา ขาว แตท า นฮยุ เจย่ี วเหน็ วา พระสมณะ ธรรมรตั นะแปลคัมภรี  42 บท 2. พระธรรมรัตนะ (竺法蘭)4 ก็เปนชาวอินเดียภาคกลางเชนเดียวกัน 2 然法流東土。蓋由傳譯之勳。或踰越沙險。或泛漾洪波。皆忘 形殉道。委命弘法。震旦開明一焉是頼。茲徳可崇。故列之篇首 (พระไตรปฎ กไทโชชนิ ชู เลมที่ 50 หนา 418c26-419a3). 3 ดรู ายละเอยี ดในภาคผนวกขอ 1 4 มชี อ่ื เรยี กอืน่ อกี เชน โคภรณะ (หรอื โคภรนะ) ธรรมรกั ษะ ธรรมอรัญญะ (หรือเขยี น วา โคภรณ โคภรน ธรรมรกั ษ) ดรู ายละเอยี ดที่ Kumar (2005, p. 37) บทความไทย เก่ียวกับพระพุทธศาสนาจีนก็จะใชชื่อเรียกขางตนแตกตางกันไป อาทิ ฉัตรสุมาลย กบลิ สงิ ห (8 กมุ ภาพนั ธ 2562) ใชช อ่ื เรยี กวา ธรรมรตั นะ วดั โพธแ์ิ มนคณุ าราม (ม.ป.ป.) ใชช อื่ เรยี กวา ธรรมรกั ษ สว นผาสขุ อนิ ทราวธุ (2543, หนา 179) กลา ววา \"ภกิ ษรุ ปู หนงึ่ ชือ่ โคภรณ หรือ ภารณั \" และเพช็ รี สมุ ติ ร (2545, หนา 474) ใชช่ือเรยี กวา ธรรมปาละ ซึ่งแตกตางจากช่ือเรียกขางตนทั้งหมด หรือบางแหงเรียกแบบผสมวา ธรรมรัตน โคภรณ ก็มีปรากฏอยู

112 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ตัวทานทรงจํา ทองสวดพระสูตรและศาสตร (ศาสตร หมายถึง คัมภีรประเภท อรรถาธบิ าย อาทิ พระอภธิ รรม คมั ภรี อธบิ ายพระสูตร เปน ตน ) ไดก วา หม่นื วรรค มีฐานะเปนอาจารยของบัณฑิตทั้งหลายแหงอินเดียประเทศ ทานฮุยเจี่ยวมีความ เหน็ วา พระสมณะธรรมรตั นะรปู น้ีเปน ผแู ปลคมั ภรี  42 บท 3. พระอนั ซอ่ื เกา (安世高) เปน รชั ทายาทแหง ปารเ ธยี แตไ ดส ละตาํ แหนง กษตั รยิ ยกใหก บั พระปต ลุ า แลว จึงออกผนวชเปน พระสมณะ มคี วามเช่ียวชาญทง้ั พระสตู รและพระอภธิ รรม รวมท้งั เรื่องการเจริญภาวนา ดงั น้นั จึงไดแปลคัมภรี เปน จํานวนมาก อาทิ อานาปานสติ โยคาจารภูมิ 4. พระโลกเกษม (支樓迦讖) ในชวี ประวตั ทิ านโลกเกษม มชี ีวประวัติ ท้ังพระและอุบาสกทานอื่นแทรกเสริม ไดแก ชีวประวัติทานจูฝวฉ้ัว (竺佛朔) ชีวประวัติอุบาสกอันเสวียน (安玄) ชีวประวัติทานเหยียนฝวเถียว (嚴佛調) ชีวประวัติทานจือเหยา (支曜) ชีวประวัติทานคังจฺวี้ (康巨) และชีวประวัติทาน คังเมงิ่ เสยี ง (康孟詳) 5. พระธรรมกาล (曇柯迦羅) ในชวี ประวตั ิทา นธรรมกาล มชี วี ประวตั ิ พระสมณะทา นอนื่ แทรกเสรมิ ไดแ ก ชวี ประวตั ทิ า นสงั ฆวรมนั (康僧鎧) ชวี ประวตั ิ ทา นธรรมสัตย (曇帝) และชวี ประวัติทา นปว เหยียน (帛延) (ดรู ายละเอยี ดจาก ตารางในหัวขอ ที่ 3 ประกอบ) 6. พระคังเซิงฮุย (康僧會, สังฆปาละ) (ดูรายละเอียดในบทแปลของ บทความน)้ี 7. พระวิฆนะ (維祇難) เปนชาวอินเดีย โดยรวมกับพระสมณะชาว อินเดียจูลฺว่ีเหยียน (竺律炎หรือบางแหงเรียกวา จูเจียงเหยียน 竺將炎) และ อุบาสกจือเซียนทํางานแปลคาถาธรรมบท5 ในชีวประวัติพระสมณะวิฆนะ มีชีวประวัติทานอื่นแทรกเสริมในตอนที่ทําการแปลคัมภีรคาถาธรรมบทแตอยู คนละสมยั ไดแ ก ชวี ประวตั ทิ า นฝา ล่ี (法立) อยใู นรชั สมยั ของพระจกั รพรรดจิ น้ิ ฮนุ 5 ดูรายละเอียดในภาคผนวกขอ 2

วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 113 ราชวงศจ้ินตะวันตก (290-307) และชีวประวัติทานฝาจฺว้ี (法巨) อยูในรัชสมัย ของพระจักรพรรดิจนิ้ ฮนุ ราชวงศจ ิ้นตะวันตก 8. พระธรรมรกั ษ (竺曇摩羅刹) ในชวี ประวตั ทิ า นธรรมรกั ษ มชี วี ประวตั ิ อุบาสกทานอ่ืนแทรกเสริม ไดแก ชีวประวัติทานเนเฉิงยฺเหว่ียน (聶承遠) และ ชีวประวตั ทิ า นเนเ ตา เจนิ (聶道眞) 9. พระปว ยเฺ หวย่ี น(帛遠)ในชวี ประวตั ทิ า นปว ยเฺ หวย่ี นมชี วี ประวตั ทิ า นอน่ื แทรกเสรมิ ไดแก ชีวประวตั ทิ านปว ฝา จัว้ (帛法祚) และชีวประวัตทิ า นเวยช่ือตู (衞士度) 10. พระศรมี ิตร (帛尸梨密多羅) 11. พระสงั ฆภตู ิ หรอื อาจเรยี กวา สังฆภทั ร (僧伽跋澄) ในชวี ประวตั ิ ทานสังฆภูติ มีชีวประวัติพระสมณะทานอื่นแทรกเสริม ไดแก ชีวประวัติทาน พุทธรกั ษ (佛圖羅刹) 12. พระธรรมนันทิน หรืออาจเรียกวา ธรรมนันทะ (曇摩難提) ใน ชีวประวัติทานธรรมนันทิน มีชีวประวัติทานอ่ืนแทรกเสริม ไดแก ชีวประวัติทาน เจา เจ้งิ (趙正) 13. พระสงั ฆเทวะ (僧伽提婆) ในชวี ประวตั ทิ านสังฆเทวะ มีชวี ประวัติ พระสมณะทานอน่ื แทรกเสรมิ ไดแ ก ชวี ประวัตทิ า นสงั ฆรักษ (僧伽羅叉) 14. พระจูฝ วเนี่ยน (竺佛念) 15. พระธรรมยศ (曇摩耶舍) ในชีวประวัติทานธรรมยศ มีชีวประวัติ ทา นอน่ื แทรกเสรมิ ไดแก ชวี ประวัติทา นจฝู าตู (竺法度) 16. พระกุมารชวี ะ (鳩摩羅什) 17. พระปญุ ญตาระ (弗若多羅) 18. พระธรรมรจุ ิ (曇摩流支) 19. พระวิมลากษะ (卑摩羅叉) 20. พระพทุ ธยศ (佛陀耶舍) 21. พระพุทธภัทร (佛馱跋陀羅)

114 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 22. พระธรรมเกษม (曇無讖) ในชีวประวตั ทิ า นธรรมเกษม มีชีวประวัติ ทานอื่นแทรกเสริม ไดแก ชีวประวัติทานอันหยางโหว (安陽矦) ชีวประวัติทาน เตา ผู (道普) ชวี ประวตั ทิ า นฝา เซง่ิ (法盛) ชวี ประวตั ทิ า นจฝู า เหวย (竺法維) และ ชีวประวัติทานซื่อเซงิ เปยว (釋僧表) 23. พระฝาเส่ยี น (釋法顯) เปนพระชาวจนี จารกิ เดนิ ทางไปอนิ เดยี เพือ่ อัญเชิญพระวินัยกลับมาสูมาตุภูมิ ไดสรางตํานานบทใหมใหกับพระชาวจีนผูท่ีจะ เดนิ ทางจารกิ ไปยงั อนิ เดยี สถาน ดว ยการออกเดนิ ทางในวยั ราว 60 ป และรอดชวี ติ กลับมาสูแผนดินเกิดไดอยางอัศจรรย ไดแปลพระวินัย อีกทั้งยังเขียนบันทึกการ เดินทางจาริกไปยังอินเดียของตนเอง เปนมรดกตกทอดมาถึงปจจุบัน ซ่ึงมีคุณคา และเปนประโยชนในการศึกษาอยา งย่งิ 24. พระธรรโมคตะ (釋曇無竭) 25. พระพทุ ธชวี ะ (佛馱什) 26. พระพุทธวรมัน (浮陀跋摩) 27. พระซ่อื จ้ือเหยยี น (釋智嚴) 28. พระซือ่ เปา ยหฺ วิน (釋寶雲) 29. พระคณุ วรมนั (求那跋摩) 30. พระสังฆวรมนั (僧伽跋摩) 31. พระธรรมมิตร (曇摩密多) 32. พระซือ่ จ้ือเหมิ่ง (釋智猛) 33. พระกาลยศ (畺良耶舍) ในชีวประวัติทานกาลยศ มีชีวประวัติ พระสมณะทานอ่นื แทรกเสรมิ ไดแ ก ชีวประวตั ทิ านสงั ฆทัตตะ (僧伽達多) และ ชวี ประวตั ทิ านสงั ฆตราตะ (僧伽羅多哆? ควรจะแกไ ขเปน 僧伽多羅哆)6 6 คาํ วา 僧伽羅多哆 ควรจะแกไ ขเปน 僧伽多羅哆 หรอื 僧伽多羅 เน่อื งจาก ในคัมภีร เกาเซิงจวน ไดแปลเปนภาษาจีนวา 衆済 ซ่ึงตรงกับคําสันสกฤตวา สังฆตฺราตะ ในทีน่ ีจ้ ะเขยี นวา สังฆตราตะ

วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 115 34. พระคณุ ภัทร (求那跋陀羅) ในชวี ประวัติทา นคุณภทั ร มีชวี ประวัติ พระสมณะทา นอ่ืนแทรกเสริม ไดแ ก ชวี ประวตั ิทา นรตั นมติ (阿那摩低)7 35. พระคณุ วฤทธิ (求那毘地) ในชวี ประวัติทา นคุณวฤทธิ มชี วี ประวตั ิ พระสมณะทานอ่ืนแทรกเสริม ไดแก ชีวประวัติทานสังฆปาละ หรืออาจเรียกวา สงั ฆวรมนั (僧伽婆羅) จากขอ มลู ขา งตน แมจ ะกลา ววา เปน หมวดพระสมณะผมู คี ณุ ปู การในการ แปลพระสูตร แตกม็ ิไดห มายความวา ความสามารถดานอื่น ๆ จะไมม ีเลย ดังเชน พระสมณะคงั เซงิ ฮยุ แมจ ะไดร บั การจดั อยใู นหมวดดงั กลา วกต็ าม แตห ากพจิ ารณา ตามชวี ประวตั ใิ นบนั ทกึ จะเหน็ ไดว า มที ง้ั การสรา งวดั ในพระพทุ ธศาสนา การอญั เชญิ พระบรมสารีริกธาตุ การเทศนาอบรม งานแปลคัมภีรพระพุทธศาสนา ซึ่งอาจมี บางทานต้ังคําถามวา พระสมณะคังเซิงฮุยสําคัญเพราะงานแปลหรืองานสรางวัด สําหรับประเด็นน้ีผูเขียนพิจารณาวา หากอางตามความเห็นของผูประพันธคือ ทานฮุยเจี่ยว ก็จะเห็นไดชัดวา ทานผูประพันธจัดใหพระสมณะคังเซิงฮุยอยูใน หมวดพระสมณะผมู คี ณุ ปู การในการแปลพระสตู ร ดงั นน้ั จงึ ใหค วามสาํ คญั กบั ผลงาน ดานการแปลคัมภีรพระพุทธศาสนาของพระสมณะคังเซิงฮุยมากกวาผลงานดาน อ่นื ๆ หรอื ไม ดงั ท่ที า นฮยุ เจย่ี วไดก ลา วสดุดี แสดงเหตุและชใี้ หเ ห็นความสาํ คัญใน หมวดพระสมณะผูมีคุณูปการในการแปลพระสูตร และยกใหเปนหมวดแรกตามที่ ไดกลาวมาแลวขางตน หรือแมแตทานฮุยเจี่ยวซึ่งเปนผูประพันธถึงทานจะเปน พระนักการศึกษามุงดา นปรยิ ัติ แตกท็ าํ หนา ทีเ่ ปน พระนักเผยแผพ ระศาสนาควบคู กนั ไป โดยพจิ ารณาจากประวตั ิของทา นท่ีมีบันทกึ ดังน้ี มคี วามรทู งั้ ในและนอกพระพทุ ธศาสนา ไดศ กึ ษาพระสตู ร และพระวินัยอยางแตกฉาน... เม่ือถึงฤดูกาลแหงวสันตและ คิมหันต ทานไดออกเผยแผพระสัทธรรม ชวงสารทฤดูและ 7 ในคัมภีร เกาเซิงจวน แปลคําวา 阿那摩低 เปนภาษาจีนวา 宝意 ซึ่งจะตรงกับ คําสนั สกฤตวา รตั นมติ

116 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 เหมนั ต ทานทํางานดานการประพนั ธ รจนาคมั ภีรอรรถาธิบาย พระสตู ร [อาท]ิ คมั ภรี อรรถาธิบายมหาปรนิ ิรวาณสูตร 10 ผูก และคัมภีรอ รรถาธิบายพรหมชาลสตู ร8 ดังนั้นแมจะกลาววาเปนหมวดพระสมณะผูมีคุณูปการในการแปล พระสูตรก็ตาม แตท านฮุยเจี่ยวก็มไิ ดละเลยในการบันทกึ เรอ่ื งราวหรือผลงานอนื่ ๆ ตามขอ มลู ทีส่ ามารถรวบรวมได เพราะนี้เปน บันทกึ “ชีวประวัติ” ของพระสมณะ ก็ตองรวบรวมเรื่องราวทั้งชีวิตของพระสมณะรูปน้ัน ๆ รวมถึงผลงานของทาน เหลานั้นดว ยเชน กนั 3. ภาพรวมของพระพทุ ธศาสนาในยุคสามกก สามกกเปนช่ือวรรณกรรมอิงประวัติศาสตรจีนท่ีบานเรารูจักกันอยาง แพรห ลาย หากกลาวถงึ สามกก คนสว นใหญมักจะนกึ ไปถงึ การทําสงคราม ยทุ ธวิธี การรบ ดงั นัน้ เม่ือกลา วถงึ ตัวละครท่ีเปน เจากก คือ โจโฉ เลา ป ซุนกวน คงไมมีภาพ ใด ๆ เกยี่ วกบั พระพทุ ธศาสนาอยใู นความคดิ คาํ นงึ แตใ นความเปน จรงิ ตามหลกั ฐาน ที่บันทึกไดพบวามีขอมูลเก่ียวกับการเผยแผพระพุทธศาสนาในยุคสามกกปรากฏ อยูใ นคัมภีร เกาเซิงจว น ยุคสามกกนั้นเปนยุคที่มีชวงเวลาส้ันมาก หากคํานวณเวลาแลว นับได เพียง 60 ป โดยเริ่มตั้งแตปที่พระเจาโจผี ลมลางราชวงศฮ่ันตะวันออก แลว ปราบดาภิเษกตนเองเปนพระจักรพรรดิองคแรกแหงวุยกก ตรงกับปคริสตศักราช 220 จนถงึ ปแ หง การลม สลายของงอ กก ซง่ึ เปน กก สดุ ทา ยแหง ยคุ สามกก โดยกองทพั 8 學通内外博訓經律... 春夏弘法秋冬著述。撰涅槃義疏十卷及梵網 經疏行世 (พระไตรปฎ กไทโชชินชู เลมท่ี 50 เลขที่ 2060 หนา 471b14-16).

วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 117 ของพระเจาสุมาเอ๋ียนแหงราชวงศจ้ินในปคริสตศักราช 2809 อยางไรก็ตาม หากพิจารณาในแงการแบงชวงประวัติศาสตรพระพุทธศาสนาในจีน ก็ไมไดมี การแบงแบบแยกขาดกันระหวางยุคฮ่ันตะวันออกและยุคสามกก แตนับรวมเปน ชวงตน ในยคุ แรกของประวัตศิ าสตรพระพุทธศาสนาในจีน เปนท่ที ราบกันดวี า สามกก ประกอบไปดว ยวยุ กก ผูนําคอื โจโฉ, จก กก ผูนําคือ เลาป และงอกก ผูนําคือ ซุนกวน ซ่ึงเปนปฏิปกษตอกัน แตก็มีการ รวมมือกันบางใหเห็นเปนคราไป ถึงจํานวนรวมของกกจะนับไดเพียง 3 ซึ่งเปน จาํ นวนตวั เลขทไี่ มม ากกต็ าม แตก ม็ ไิ ดห มายความวา การไปเผยแผพ ระพทุ ธศาสนา ยงั กก ทงั้ 3 จะประสบความสาํ เรจ็ ทงั้ หมด ในความเปน จรงิ ตามบนั ทกึ พบวา มเี พยี ง 2 กกเทาน้ัน ไดแก วุยกก และงอกก ท่ีบุคลากรทางพระพุทธศาสนาเดินทางไป เผยแผแ ละมผี ลงานของการเผยแผพ ระศาสนาเกดิ ขน้ึ อยา งเปน รปู ธรรม โดยเฉพาะ ดา นการแปลคมั ภรี พ ระพทุ ธศาสนา สว นจก กก ทเี่ ปน กกของเลาปน้ัน แทบจะเรยี ก ไดว า เปน ศนู ย เนอ่ื งจากไมม ขี อ มลู เกย่ี วกบั พระพทุ ธศาสนาปรากฏใหเ หน็ อยา งเปน รูปธรรมเลย ถงึ แมจะพบหลกั ฐานคาํ วา “จก ” ปรากฏในบันทกึ วา “คัมภรี  ศูรงั คม สมาธสิ ตู ร 2 ผกู จก ไมป รากฏผแู ปล”10 แตค าํ วา “จก ” ในทน่ี ี้ กไ็ มไ ดใ หค วามหมาย ชัดเจนวา คอื อะไร ดังนัน้ ในชวง 60 ป ของยุคสามกก นี้ กระแสธารแหงพุทธธรรม ไดหล่ังไหลเขาสูวุยกกทอ่ี ยทู างตอนเหนือ มีลั่วหยางเปนเมอื งหลวง และงอกกทอ่ี ยู ทางตอนใตของแมนํ้าแยงซี มีเจี้ยนเย (หนานจิง หรือช่ือเรียกที่คนไทยคุนหูคือ นานกงิ ) เปน เมอื งหลวง ทง้ั 2 กก น้ี ถอื เปน แหลง ชมุ นมุ ปราชญบ ณั ฑติ ทางพระพทุ ธ 9 ตามบันทึกประวัติศาสตรจีน จะนับไดเพียง 45 ป (ปคริสตศักราชท่ี 220-265) โดยเริ่มคํานวณจากปคริสตศักราช 220 เปนปท่ีพระเจาโจผีลมลางราชวงศฮ่ัน ตะวันออก แลวปราบดาภิเษกตนเองเปนพระจักรพรรดิองคแรกแหงวุยกก จนถึง ปครสิ ตศ กั ราช 265 เปน ปท ส่ี มุ าเอยี๋ นบีบใหพระเจา โจฮวนสละราชสมบัติ แลว ตงั้ ตน เปนปฐมจักรพรรดแิ หง ราชวงศจ ิ้น พระนามวา พระจักรพรรดจิ ิ้นอู 10 出三藏記集, 舊録有蜀首楞嚴二卷未詳誰出 (พระไตรปฎกไทโชชินชู เลม ท่ี 55 หนา 14a16)

118 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ศาสนาทง้ั ในประเทศและตา งประเทศ โดยเฉพาะผเู ชยี่ วชาญทางดา นการแปลคมั ภรี  พระพุทธศาสนา เพ่ือใหเห็นภาพรวมในการเดินทางของพระพุทธศาสนาสูกกท้ัง 2 ขางตน จะกลา วโดยสงั เขปดังนี้ วุยกก กก นม้ี อี าณาเขตครอบคลมุ ดา นเหนอื และไดแ ผข ยายอาณาจกั รไปรอบทศิ โดยทางตะวันออกเฉียงเหนือ ไดม บี ันทกึ เกีย่ วกับการทําสงครามระหวา งวุยกก กับ โคกูรยอ (高句麗) ซึ่งเปนจักรวรรดิเกาหลีโบราณ นอกจากน้ันยังกลาวถึงราชินี ฮิมิโกะ (卑弥呼) แหงอาณาจักรวะ (倭国 หรือเรียกวา ยามาไตหรือยามาโต 邪馬台) ซ่ึงในปจจุบันก็คือประเทศญี่ปุน ทรงสงเครื่องบรรณาการมาถวายแด พระเจาโจฮอง (เฉาฟาง) ในปเจงิ้ จอ่ื (正始) ท่ี 4 (ราวคริสตศ ักราชท่ี 243)11 ทางดานตะวันตก ประเทศแถบเสนทางสายไหมกไ็ ดสงเครอ่ื งบรรณาการ มาถวายแดพระเจาโจผี (พระเจาเฉาพี, พระจักรพรรดิเหวินแหงเวย) ในปแรก ของหวงชู (黄初 คริสตศักราชท่ี 220) ซ่ึงตรงกับปขึ้นครองราชยของพระเจา โจผี อาทิ ประเทศอคั นิ (焉耆 เอยี นฉี ภาษาไทยคือ อคั คี หรือ อัคนี, ในบันทกึ ของทานฝาเสี่ยนและถังซําจั๋งก็มีบันทึกเก่ียวกับประเทศน้ีไว โดยทานฝาเสี่ยน ใชค าํ วา 烏夷 สว นพระถงั ซาํ จงั๋ ใชค าํ วา 阿耆尼 ซงึ่ เปน คาํ ถอดเสยี งของชอื่ ประเทศ นท้ี ง้ั 2 ศพั ท) โขตาน (于闐, มปี รากฏในบนั ทกึ ของทา นฝา เสยี่ น) (Kamata, 1982, p. 169) ตอมาในรัชศกหวงชูปท ี่ 3 (ครสิ ตศกั ราชที่ 222) ก็เปน ประเทศซานซาน (鄯善, มปี รากฏในบันทึกของทา นฝาเส่ียน) กฉุ ะ (亀茲, มีปรากฏในบนั ทกึ ของ พระถังซําจั๋ง) และโขตาน ไดสงเครื่องบรรณาการมาถวาย (Kamata, 1982, p. 169) อีกทั้งยังมีบันทึกวา วสุเทวะ (波調) จักรพรรดิแหงราชวงศกุษานท่ีมี 11 三国志 魏書 少帝紀.

วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 119 อาณาจักรอยไู กลโพนถงึ อนิ เดยี โบราณ ทรงสง ทตู มาเจรญิ สมั พนั ธไมตรีกบั พระเจา โจยอย (ซึ่งก็คือพระจักรพรรดิหมิงแหงเวย, เฉารุย) ในปไถเหอ (太和) ที่ 3 (ครสิ ตศ กั ราช 229)12ดงั นน้ั การมสี มั พนั ธภาพระหวา งกก วยุ กบั แควน อนื่ ทางอนิ เดยี และเอเชียกลาง ไดนํามาซ่ึงการพัฒนาเสนทางคมนาคมดานตะวันตก ทําใหการ เดนิ ทางเผยแผข องพระสมณะจากอนิ เดยี และเอเชยี กลางทเ่ี ขา มาในกก วยุ ในสมยั นน้ั ก็ใชเสนทางนี้ อาทิ พระธรรมกาลชาวอินเดีย พระสังฆวรมันชาวซอกเดียน และ พระธรรมสัตยช าวปารเ ธยี น (Kamata, 1982, p. 170) งอกก งอกกเปนศูนยกลางของดินแดนเจียงหนาน มีเจ้ียนเยเปนเมืองหลวง แผคลุมลงไปถึงตอนเหนือของทางเวียดนาม เมื่อเปรียบเทียบกับวุยกกและจกกก ถอื เปน กกที่มีสงครามการรบนอ ยกวา 2 กก ดงั กลา ว ตามบันทกึ ตา ง ๆ ไดอ างวา มีการใชเสนทางคมนาคมทางน้ําในการติดตอกับประเทศตาง ๆ โดยสมัยพระเจา ซุนกวนทรงสงคังไถและจูยิงออกไปยังดินแดนตาง ๆ และไดมีการจดบันทึก เรื่องราวของประเทศตา ง ๆ ทีไ่ ดยินไดฟ ง มา หรอื กอนหนานนั้ ในสมัยฮนั่ ตะวนั ออก ทง้ั โรมและอนิ เดยี กไ็ ดใ ชเ สน ทางคมนาคมทางนา้ํ เพอ่ื ตดิ ตอ กบั ทางประเทศจนี ดว ย (Kamata, 1982, p. 170)13 ในการเดินทางมาของพระพุทธศาสนา ก็มีพระสมณะคังเซิงฮุยท่ีมาจาก เจยี วจือ่ (交趾, Jiāozhǐ ใกลกับกรุงฮานอย เวยี ดนาม) เดินทางมาถงึ ณ เจีย้ นเย 12 三國志 卷三 魏書三 明帝紀第三, 大月氏王波調遣使奉獻, 以調 爲親魏大月氏王. 13 สวนในตําราแปลภาษาไทยท่ีมีบันทึกเรื่องราวของจูยิงและคังไถ (แตมีการถอดเสียง ตางกันโดยถอดเสียงวา คังไถและชยู งิ ) ไดแก หนังสือประวัตศิ าสตรเอเชยี ตะวันออก เฉียงใต : สุวรรณภูมิ-อุษาคเนยภาคพิสดาร เลม 1 หนา 42 โดยแปลจากหนังสือ A History of South-East Aisa ของ ดี.จี.อี. ฮอลล มีคณะทํางานการแปล โดย ศ.(พเิ ศษ) ดร.ชาญวิทย เกษตรศิริ เปน บรรณาธิการ

120 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ในกรณีพระรูปนมี้ ีประเด็นที่นาสนใจหลายประเดน็ ดังน้ี 1. บรรพบุรุษของทานคังเซิงฮุยเปนชาวซอกเดียน (Sogdian) ซึ่งมี การคาอยูที่อินเดีย แตเน่ืองจากความจําเปนของการทําธุรกิจ จึงทําใหบิดาของ ทา นไดเดินทางมาทเ่ี จยี วจอ่ื 14 ตรงจดุ นี้กไ็ มปรากฏขอ มูลวา ใชเสนทางอะไรในการ เดนิ ทางจากอนิ เดยี มาถงึ เจยี วจอื่ ซง่ึ เปน ไปไดห รอื ไมว า อาจเดนิ ทางโดยใชเ สน ทาง คมนาคมทางนาํ้ 2. ทา นคงั เซงิ ฮยุ บรรพชาอปุ สมบททเี่ จยี วจอ่ื 15 โดยในปค รสิ ตศ กั ราช 247 ไดเดินทางไปที่เจ้ียนเย16 จากขอมูลการเขาสูเพศภาวะแหงการเปนบรรพชิตของ ทา นคงั เซงิ ฮยุ แสดงใหเ หน็ วา พระพทุ ธศาสนาไดม กี ารลงหลกั ปก ฐานมากอ นแลว ที่ เจยี วจอื่ หรอื ไม สวนบุคลากรท่ีมีความรูทางพระพุทธศาสนาอีกทานคือ อุบาสกจือเชียน (支謙) เดินทางจากล่ัวหยางที่อยูทางตอนเหนือ หลบความวุนวายทางการเมือง ลงทางใตในชวงส้ินสุดของยุคฮั่นตะวันออกรัชสมัยของพระเจาเหี้ยนเต (พระจักรพรรดิฮั่นเซ่ียน) โดยจือเชียนไดเขามารับราชการอยูกับพระเจาซุนกวน กอ นหนา ทา นคงั เซงิ ฮยุ จะเดนิ ทางมาถงึ งอ กก ทาํ หนา ทถี่ วายความรแู กเ ชอ้ื พระวงศ และไดแปลคัมภีรพระพุทธศาสนา17 แตเนื่องจากไมใชพระสงฆและมีหนาที่ใน พระราชสาํ นกั ดงั นน้ั อาจเปน เหตทุ าํ ใหท า นฮยุ เจย่ี วมคี วามเหน็ ดงั ทปี่ รากฏในคมั ภรี  14 康僧會。其先康居人。世居天竺。其父因商賈。移于交趾. (พระไตรปฎกไทโชชินชู เลมท่ี 50 หนา 325a13-14). 15 二親並終。至孝服畢出家. (พระไตรปฎ กไทโชชนิ ชู เลมที่ 50 หนา 325a14- 15). 16 僧會欲使道振江左興立圖寺。乃杖錫東遊。以呉赤烏十年。 (พระไตรปฎ กไทโชชินชู เลม ท่ี 50 หนา 325b4-6). ดรู ายละเอียดในบทแปลประกอบ ดว ยในหัวขอ 4. การอัญเชญิ พระบรมสารรี ิกธาตุของพระคังเซิงฮยุ 17 ดูรายละเอียดในภาคผนวกขอ 3

วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 121 เกาเซิงจวน วา “ในเวลานั้น พระพุทธศาสนาพึ่งจะเร่ิมเขาสูแผนดินอู (งอกก) การเผยแผ [พระศาสนา] ยังไมสมบูรณพรอม”18 ตองรอจนกระทั่งพระคังเซิงฮุย เดนิ ทางมางอ กก เพ่อื ทาํ หนา ทเ่ี ผยแผพ ระศาสนาใหสาํ เร็จลลุ วง ดังน้ันหากพิจารณาตามขอมูลขางตน อุบาสกจือเชียน (支謙) อาจถือ ไดวาเปนผูบุกเบิก แตที่ไดช่ือวาเปนผูนําพระพุทธศาสนามาปกหลักท่ีเจียงหนาน อยา งแทจ ริงคือ พระคงั เซงิ ฮยุ (อน่ึง ในคัมภีร เกาเซิงจวน ไมไดกลาวถึงอุบาสกจือเชียนในฐานะเปน ชีวประวัติหลัก เปนเพยี งชีวประวตั ทิ ีแ่ ทรกอยใู นชวี ประวตั พิ ระคงั เซิงฮยุ อาจเปน เพราะวาวัตถุประสงคของคัมภีร เกาเซิงจวน เปนการรวบรวมชีวประวัติของ พระสมณะ ลําดับตามยุคสมัย และมีชีวประวัติพระและฆราวาสอื่น ๆ แทรกใน ชวี ประวตั ิพระสมณะทีเ่ ปนหลักท้ังหลาย) ทกี่ ลา วมาขา งตน เปน ภาพรวมในการเดนิ ทางของพระพทุ ธศาสนาสวู ยุ กก และงอกก สวนขอมูลดานบุคลากรของพระพุทธศาสนาท่ีอยูในสมัยสามกกตาม คัมภีร เกาเซงิ จว น สามารถสรปุ เปนตารางขอ มลู ไดดังนี้ 18 時孫權已制江左。而佛教未行. (พระไตรปฎกไทโชชินชู เลมท่ี 50 หนา 325a17-18).

122 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ตารางขอ มลู บคุ ลากรทางพระพทุ ธศาสนาสมยั สามกก ทปี่ รากฏในคมั ภรี เ กาเซงิ จว น ปท ่ีเดินทางมาถงึ กก ชื่อบคุ คล ผลงาน ครสิ ตศ กั ราช 222 ครสิ ตศักราช 224 งอ กก จอื เชียน แปลคมั ภรี  วิมลเกียรตินริ เทศสูตร (支謙) มหาปรนิ ริ วาณสตู ร คาถาธรรมบทเปน ตน คริสตศักราช 247 งอ กก วิฆนะ รวมกบั จูลวฺ เ่ี หยียน (竺律炎 หรอื ชว งปค รสิ ตศักราช (維祇難) บางแหงเรยี กวา จูเจยี งเหยยี น 竺將炎 249-252 เปน ชาวอนิ เดยี แตการถอดเสียงจาก ชวงปคริสตศ ักราช ชื่ออนิ เดียเดมิ เปนภาษาจนี มีการเพ้ียน 249-252 เสียง ทาํ ใหไมสามารถทราบชอื่ อินเดยี ชวงปครสิ ตศ ักราช เดมิ ได จงึ เรียกตามคําจีนทถี่ อดเสียงมา) 254-256 และอบุ าสกจือเซยี น แปลคัมภรี คาถา ชว งปค รสิ ตศกั ราช ธรรมบท 256-260 งอกก คงั เซงิ ฮุย สรางวัดและสถูปที่เจยี้ นเยแ ปลคัมภรี  (康僧會) อัษฏสาหสั รกิ าปรัชญาปารมิตา ลวิ่ ตูจ๋จี ิง (六度集経) เปนตน วุยกก ธรรมกาล แปลคมั ภรี  พระวนิ ยั ของนิกายมหาสังฆิกะ (曇柯迦羅) วยุ กก สงั ฆวรมนั แปลคัมภีร อคุ รทัตตปรปิ ฤจฉา และ (康僧鎧) อน่ื ๆ อีกจาํ นวน 4 คมั ภรี  วยุ กก ธรรมสตั ย แปลคัมภีร พระวนิ ยั ของนกิ ายธรรม (曇帝) คุปตกะ วยุ กก ปว เหยียน แปลคมั ภรี  สขุ าวดีวยูหะ (仏説無量 (帛延) 清浄平等覚経) และอนื่ ๆ อีกจํานวน 6 คัมภีร

วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 123 4. ชีวประวตั ขิ องพระคงั เซิงฮุย บรรพบุรุษของทานคังเซิงฮุยเปนชาวซอกเดียน ทําการคาอยูท่ีอินเดีย เน่ืองดวยธุรกิจการคา บิดาของทานจึงไดยายไปที่เจียวจื่อ (交趾, Jiāozhǐ กรุงฮานอย เวียดนาม) ไมปรากฏขอมูลเกี่ยวกับวันเดือนปเกิดของทานวาเปน เมื่อใด ทราบแตเพียงวาเม่ือทานคังเซิงฮุยอายุได 10 ป ก็ไดพบความสูญเสีย ครง้ั ย่งิ ใหญค อื ทง้ั บดิ ามารดาไดล ะโลกไป หลงั จากนน้ั ทา นไดเขาสูรม กาสาวพสั ตร ศึกษาพระธรรมวินัย จนแตกฉานในพระไตรปฎก สามารถสรุปสาระสําคัญและ รจนาคมั ภรี อรรถาธบิ ายตา ง ๆ ออกมา นอกจากนัน้ ยงั รอบรูในคัมภีรทงั้ 6 ไดแก 1. ซือจิง (詩 經) 2. ซจู ิง (書經) 3. หล่ี (礼) 4. เยฺวจ ิง (樂經) 5. อจี้ งิ (易經) 6. ชุนชิว (春秋)19 รวมถึงวิชาดาราศาสตรและคัมภีรโบราณอื่น ๆ อีกมาก ฉายแววใหเห็นความโดดเดนในดานการศึกษาท้ังในและนอกพระพุทธศาสนา ตั้งปณิธานจะเผยแผพระศาสนาในดินแดนเจียงหนาน จึงไดออกเดินทางมุงสู เจ้ยี นเย2 0 ทานคังเซิงฮุยพํานักอยูท่ีเจ้ียนเยตั้งแตสมัยของพระเจาซุนกวนจนถึง สมยั ของพระเจา ซนุ โฮ ซงึ่ หากไลเรยี งลําดบั และเวลาการครองราชยจ ะไดดงั นี้ 1) ซนุ กวน (孫権) ระยะเวลาครองราชยค อื ชว งปค รสิ ตศ กั ราช 229-252 2) ซนุ เหลยี ง (孫亮) ระยะเวลาครองราชยค อื ชว งปค รสิ ตศ กั ราช 252-258 3) ซนุ ฮวิ (孫休) ระยะเวลาครองราชยคือ ชว งปคริสตศักราช 258-264 4) ซุนโฮ (孫晧) ระยะเวลาครองราชยคอื ชวงปค รสิ ตศักราช 264-280 ตามบันทึกคมั ภีร เกาเซิงจวน กลา วถึงประวัติของทา นคังเซงิ ฮยุ ในสมยั พระเจาซุนกวนและพระเจาซุนโฮเทาน้ัน แมจะไมไดบันทึกทุกรายละเอียดก็ตาม แตก ็ทาํ ใหเหน็ และคดิ ตามไดว า พระนักเผยแผทา นน้ีตอ งมีกาํ ลังใจและความตั้งใจ อยางมาก เพราะไมใชเรื่องงายในการเผยแผพระพุทธศาสนาในยุคสมัยที่มีแต 19 ดรู ายละเอียดในภาคผนวกขอ 4 20 ดูรายละเอียดในภาคผนวกขอ 5

124 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ความกระหายสงคราม ยง่ิ ไปกวา นนั้ เมอื งเจยี้ นเยท ไ่ี ปเผยแผพ ระศาสนากย็ งั ไมม วี ดั ในพระพทุ ธศาสนาปรากฏขึน้ ทา นคงั เซิงฮุย เปน ผทู ม่ี ปี ณิธานแนว แนในการเผยแผพระศาสนา ดาํ รงตน ในเพศสมณะปฏิบตั ิศาสนกิจ ผา นอปุ สรรคนานัปการท่เี ขา มาบนั่ ทอนกําลังใจและ บางคร้ังก็หมายเอาถึงชีวิต แตก็มิไดทอถอย โดยทุมเทท้ังชีวิตสรางคุณูปการจน กระทงั่ ในปค ริสตศ ักราช 280 เดอื น 9 ไดเกิดอาพาธและมรณภาพลง ณ วัดเจีย้ นชู (建初寺 ทั้งหมดนีเ้ ปน ชวี ประวตั ขิ องทานโดยสังเขป 5. บทสรุป เรอ่ื งราวการอญั เชญิ พระบรมสารรี กิ ธาตขุ องพระคงั เซงิ ฮยุ ในสมยั พระเจา ซุนกวนยุคสามกก (อานบทแปลทอ่ี ยใู นสวนสดุ ทา ยของบทความประกอบ) จบลง ดวยความสําเร็จในการสรางท้ังวัดและสถูปแหงแรกของพระพุทธศาสนาขึ้นที่ เจ้ยี นเย ซ่งึ เปน เมืองหลวงของงอ กก ในรชั สมัยของพระเจาซนุ กวน โดยการเอาชวี ติ เปนเดิมพันของทานคังเซิงฮุยที่มุงมั่นในการเผยแผพระพุทธศาสนา ถือเปนกาว สาํ คญั ในการปก หลกั พระพทุ ธศาสนาในดนิ แดนเจยี งหนาน ดนิ แดนอนั อดุ มสมบรู ณ มากดวยนักปราชญบัณฑิต แมกระนั้นก็ยังมีอุปสรรคคร้ังใหญตอการเผยแผ พระพุทธธรรมในกาลตอมา เม่ือมีการเปล่ียนผานมาถึงรัชสมัยของพระเจาซุนโฮ ผูซ่ึงไมไดใหความนับถือพระพุทธศาสนาเลย มีความคิดที่จะทําลายลางและ ไดท าํ การลบหลดู ว ยวธิ กี ารตา ง ๆ นานา จนเกดิ เหตกุ ารณส าํ คญั ทถ่ี อื เปน จดุ เปลยี่ น ในการเขามานบั ถอื พระพุทธศาสนาของพระเจาซุนโฮทจ่ี ะกลา วในตอนตอไป

วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 125 ชีวประวตั พิ ระคงั เซิงฮยุ แหงวดั เจย้ี นชู (บทแปล)21 ตอน การอญั เชญิ พระบรมสารรี ิกธาตุของพระคังเซงิ ฮยุ ในรัชสมยั พระเจา ซุนกวน ในเวลาน้นั พระพทุ ธศาสนาเพ่งิ จะเริม่ เขาสูแ ผนดินอู (งอ กก) การเผยแผ [พระศาสนา] ยังไมสมบูรณพรอม [ดังนั้น] ทานคังเซิงฮุย (康僧會) จึงมีความ ปรารถนาท่ีจะทําใหพระพุทธธรรมเจริญรุงเรืองในดินแดนเจียงหนาน โดยมี เปาหมายจะสรางวัด [และสถูป เพื่อปกหลักเผยแผ] ทานจึงควาไมเทาขักขระ22 ออกจารกิ ไปยงั ทศิ บรู พา จนกระทงั่ ในปช อ่ื อู (赤烏, Chìwū) ท่ี 10 (ปค รสิ ตศ กั ราช ท่ี 247) เมื่อทานเดนิ ทางมาถงึ เจย้ี นเย (建鄴, Jiànyè) ไดสรา งกุฏิ ประดิษฐาน พระพุทธรูป ประพฤติปฏิบัติจริยาวัตรตามมรรคาแหงพระศาสนา ประชาชน เมืองอู (ชาวเมืองของงอกก) จึงไดเห็นพระสมณะเปนครั้งแรก ก็รูแตเพียงเทาท่ี ตาเห็นในรูปแบบภายนอกเทานั้น ไมไดมีความเขาใจวา วิถีปฏิบัติของพระพุทธ ศาสนา [คอื อะไร] ทําใหมีความระแวงสงสัยใน [พฤตกิ รรมของทานคังเซิงฮยุ ท่ดี ูม]ี ความผิดแผกแปลกประหลาด จนขุนนางไดนําความไปกราบทูลพระเจาซนุ กวนวา “มคี นเถอ่ื นเขา มาอยูในแควน เขาเรียกตัวเองวา ‘สมณะ’ พฤติกรรมและ การแตง กายไมสอดคลองกับจารีตประเพณีเรา [ดังนน้ั ] ควรเฝาสบื ติดตามเรื่องน”ี้ พระเจาซุนกวนตรัสวา 21 ดรู ายละเอยี ดในภาคผนวกขอ 6 22 ไมเ ทาที่ทําใหเ กิดเสยี ง ตัวไมเ ทา ทําจากโลหะหรือไม หวั ไมเทาจะมรี ูปทรงคลายสถูป ทรงโอควา่ํ มที ่แี ขวนหวงเหล็กสามหวงบาง สีห่ ว งบาง เพอ่ื ทาํ ใหเกิดเสียงดัง เปนหน่งึ ในเคร่อื งใชของพระ ดรู ายละเอียดที่ Amano (1988, pp. 286-287).

126 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 “เมอื่ นานมาแลว พระจกั รพรรดฮิ น่ั หมงิ ไดฝ น ถงึ เทพเจา นามวา “พทุ ธะ”23 สมณะรปู นอ้ี าจปฏิบตั ิตามสายจารตี สบื ตอ จากพุทธะผนู ั้นหรือไม” จากนั้น จึงมีรับสั่งใหทานคังเซิงฮุยเขาเฝา แลวตรัสถามวา “[พุทธะ] มีคณุ วเิ ศษอะไรบา ง” ทานคงั เซงิ ฮยุ กราบทูลดังน้วี า “‘พระตถาคต’ (พุทธะ) พระศาสดาของเราไดป รนิ พิ พานนานแลว แตไม วาดนิ แดนแหงใดก็ตาม หากมีพระบรมสารีริกธาตุ [ของพระศาสดา] ประดษิ ฐาน อยู ณ ทแี่ หง นั้นจะมคี วามสวา งไสวเจรญิ รงุ เรือง ในอดีตกาลนานมาแลว พระเจา อโศกไดสรางสถูป 84,000 องค [เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ] การสราง สถปู และวดั เหลา นเี้ ปน สญั ลกั ษณท แี่ สดงใหเ หน็ ถงึ การเผยแผพ ระศาสนาทส่ี บื ทอด กนั มา” [เมื่อไดฟงดังนั้น] พระเจาซุนกวนทรงเห็นวา ที่กลาวมา [ท้ังหมด] เปน การโออ วดเกนิ จริง จึงตรสั กบั ทานคังเซงิ ฮุย วา “หากทานสามารถนําสรีรธาตุของพุทธะ [มาอยูในมือทานได เราจะให ทาน] สรางสถูปเพ่ือเก็บรักษาสิ่งนั้น แตหากวาสิ่งที่ทานพูด ถูกพิสูจนแลววาเปน เร่ืองโปป ดมดเท็จ บานเมอื งกจ็ ะมบี ทลงโทษตามกฎหมายทบ่ี งั คบั ใชกนั เปนปกติ” ทานคังเซิงฮุย [ไดฟงดังน้ัน] จึงขอเวลา 7 วัน [จากนั้นไดเรียกประชุมและ] กลาวกบั ศิษยท้ังหลายวา “พระพทุ ธศาสนาจะเจรญิ รงุ เรอื งหรอื ลม สลายขน้ึ อยกู บั โอกาสนี้ หากพวก เราไมเ อาชวี ติ เปนเดิมพนั [ในการอัญเชญิ พระสารรี กิ ธาตุของพระบรมศาสดา เพ่อื 23 พระจักรพรรดิฮ่ันหมิงเปนพระราชาองคที่สองของราชวงศฮ่ันตะวันออก ครองราชย ชวงครสิ ตศักราช 57-75 (58-75) ตาํ นานเรอื่ งพระสุบนิ ของพระราชาองคนมี้ ีบนั ทกึ ในคมั ภรี ต าง ๆ อาทิ 1) 弘明集 (พระไตรปฎ กไทโชชินชู เลม ที่ 52 หนา 4c26-5a8) 2) 出三藏記集 (พระไตรปฎ กไทโชชนิ ชู เลมที่ 55 หนา 42c18-28) 3) 後漢書 4) 後漢紀 5) 魏書 釈老志 6) 真誥 7) 水経注 8) 洛陽伽藍記 9) 冥祥記

วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 127 ปก หลักพระศาสนาในดนิ แดนนี้] ตอ แตน้ีไปก็ไมม อี ะไรตอ งทาํ อกี แลว [คงตอ งตาย ตกตามกันดว ยโทษทณั ฑจ ากบา นเมอื ง]” หลังจากนั้น จึงพรอมใจกันเขาหองปฏิบัติภาวนา ชําระกายวาจาใจให บริสุทธ์ิ นําโถสัมฤทธิ์ [ท่ีจะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ] วางบนโตะบูชา ทําการ จุดเคร่อื งหอมสักการะ แลวจงึ สวดอธิษฐานอัญเชญิ [พระบรมสารรี กิ ธาตุ] จนกระท่ังวนั ท่ี 7 ไดสน้ิ สดุ ลง ปรากฏวา ... ไมมกี ารเสดจ็ ของพระธาตหุ รอื อานภุ าพใด ๆ เกิดขึน้ เลย จงึ ขอรองเปน ครัง้ ท่ี 2 ใหขยายเวลาไปอีก 7 วัน ...แตก็อกี เชนเคย ไมมีผลลัพธใด ๆ เกิดขึ้นเลยเหมือนดังครั้งแรก [เม่ือทราบเชนนั้น] พระเจาซุนกวนตรัส [อยางเกร้ียวกราด] วา “เรื่องราวน้ีเปนเลหเพทุบาย” มี พระราชประสงคใหลงโทษ แตทา นคังเซิงฮุยขอรองอีกครั้งเปน ครง้ั ท่ี 3 ขอยืดเวลา ออกไปอีก 7 วัน พระเจาซุนกวนทรงใหการรับฟง อนุโลมใหเปนกรณีพิเศษ [ในคร้งั น้นั ] ทานคังเซิงฮุย จงึ กลา วกับศิษยข องทานวา “ขงจอื่ 24เคยกลา วไวว า ‘หลงั จากพระเจา โจวเหวนิ สวรรคตแลว อารยธรรม [แหงราชวงศโจว] ก็ฝากฝงไวท่ีเรา (ขงจ่ือ) [ใหแบกรับภาระหนาท่ีสืบตอไปเพ่ือ บา นเมอื ง] มิใชฤ า’25 [เม่ือพระบรมศาสดาปรินิพพานไปแลว หลงเหลือไวเพียงพระธรรมวินัย และพระบรมสารีริกธาตุของทาน ภาระในการประกาศพระศาสนาสืบไปคือพวก 24 คําวา 宣尼 เปนคาํ เรียกขงจอ่ื โดยพระเจา ฮน่ั ผงิ มีปรากฏอยูในคมั ภีร 漢書 (Hirai, 1993, p. 29) 25 มปี รากฏในคัมภีรหลุนอ่ีว บทท่ี 9:5:2 (子罕 第九) เน้ือความตนฉบบั มีดังน้ี 文王 既沒,文不在茲乎 คัมภีรหลุนอ่ีว มีฉบับแปลไทย โดย ศาสตราจารย ดร.สวุ รรณา สถาอานนั ท สามารถดรู ายละเอยี ดคาํ แปลและการวเิ คราะหค าํ แปลไดท ่ี สวุ รรณา สถาอานันท (2555, หนา 252, 396)

128 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 เราเหลา สาวกทัง้ หลาย] ท้งั ๆ ที่อานภุ าพแหง [พระบรมสารีรกิ ธาตุมกี ลาวอยูใน] พระพุทธธรรม แตพวกเราก็ไมมีคุณวิเศษอันใดท่ีจะอัญเชิญใหมาปรากฏได หากจะตองตายจากโทษทัณฑในคราน้ี ก็ขอสละชีวิต ยอมตายไปกับการอัญเชิญ [พระสารีริกธาตขุ องพระมนุ ]ี ท่เี หลือ 7 วันสุดทา ยน้ีของเรา” จนกระท่ังถึงวันที่ 7 ในคราวที่ 3 เมื่อดวงอาทิตยอัสดงคต แตก็ยังไมมี ปรากฏการณใด ๆ เกิดข้ึนเลย ถึงจะเปนเชนน้ัน ก็ไมมีผูใดประหว่ันพร่ันพรึง [ในโทษตายทีจ่ ะมขี ้ึนตอ หนา ] แลว เวลากล็ วงเลยเขาสยู าม 526 ทนั ใดน้นั ... [ทุกคน] ไดยินเสียงกองกังวาน เหมือนวัสดุโลหะใดสักอยางกระทบถูก ดังมาจากขางในโถ [สัมฤทธ์ิ] ทานคังเซิงฮุยรีบลุกจากท่ี เขาไปพิสูจนดูดวยตา ตนเอง ในท่ีสดุ ... พระบรมสารรี ิกธาตุ [ไดเสด็จมา] อยู [กบั พวกทานคังเซงิ ฮุย ] เปน ผลสาํ เร็จ เชาวนั ตอ มา ทานคงั เซิงฮยุ [และคณะ] เดินทางไปเขาเฝา พระเจา ซุนกวน พรอมขุนนางที่มาเขารวมประชุม เพ่ือจะพิสูจนดู [ในขณะนั้น ทามกลางผูคนทั้ง หลาย พระบรมสารีริกธาตุ] ไดเปลงรัศมีเปนเปลวแสง 5 สี สองประกายเจิดจา อยเู หนอื โถ พระเจา ซนุ กวนเสดจ็ เขา ไปใกล และยกโถขน้ึ ดว ยพระหตั ถข องพระองค เอง จากนั้นทรงเทลงในถาดสมั ฤทธ์ิ เม่ือพระบรมสารรี กิ ธาตุไดต กกระทบ ตัวถาด 26 ยาม 5 หมายถึง ชวงเวลา 3.00-5.00 น. การนับเวลาแบบจีนสมัยโบราณถือวา ชว งเวลา 19.00-5.00 น. เปน ยามคา่ํ โดยแบงออกเปน หา ชว งดงั นี้ ยามแรก หมายถงึ ชวงเวลา 17.00-21.00 น. ยาม 2 หมายถึง ชวงเวลา 21.00-23.00 น. ยาม 3 หมายถงึ ชว งเวลา 23.00-1.00 น. ยาม 4 หมายถงึ ชว งเวลา 1.00-3.00 น. ยาม 5 หมายถงึ ชว งเวลา 3.00-5.00 น. (Hirai, 1993, p. 29)

วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 129 สัมฤทธิ์พลันแตกออกเปนเส่ียง ๆ27 พระเจาซุนกวนทอดพระเนตรเห็นดังนั้น พระวรกายพลันแข็งท่ือดวยความตกใจ เม่ือไดพระสติจึงต้ังพระวรกายข้ึนและ ตรสั วา “เปนเหตุอัศจรรยย ิ่งนกั ” ทา นคังเซงิ ฮุยสบื เทา มาดา นหนา แลว กราบทลู วา “พระบรมสารีริกธาตุทรงฤทธานุภาพ ไมใชมีคุณลักษณะแคเพียงเปลง รศั มไี ดเ ทา นน้ั ยงั เปน สงิ่ ทย่ี ากจะทาํ ลาย แมไ ฟบรรลยั กลั ปท ส่ี ามารถเผาไดท กุ อยา ง จนมอดไหมเปน จุณ ก็ไมส ามารถเผาไหมท าํ ลายได หากนาํ อาวธุ ท่แี ข็งแกรงและทรงพลังดงั่ วชิราวุธ ซง่ึ มีอานภุ าพตดั ทําลาย สรรพส่งิ ซดั ขวางใส กไ็ มสามารถตัดเปน ช้นิ เลก็ ช้ินนอ ยได” พระเจาซุนกวนจึงรับส่ังใหนํา [พระบรมสารีริกธาตุเหลา] นี้ ไปทดสอบ ทา นคงั เซิงฮยุ [เห็นดงั นนั้ ] จึงตั้งจติ อธิษฐาน [ตอพระบรมสารรี กิ ธาตุ] วา “เมฆแหงธรรมครอบคลมุ ทองนภา ทุกหยอ มหญา ตา งวอนขอรอหยาดฝน พทุ ธธรรมจงปรากฏสาํ แดงตน บันดาลดลคุณฤทธิ์พลกิ ศรทั ธา” จากน้ัน [พระเจาซุนกวน] ทรงส่ังใหวางพระบรมสารีริกธาตุลงบนพาน ท่ีต้งั อยูบนท่งั เหลก็ และใหผ ูท รงพลงั [ใชคอ นเหล็กเหว่ียง] ทบุ ลงไป ทนั ใดน้นั ทงั้ พานและทัง่ ไดยบุ บุบลงไป แตไ มปรากฏความเสยี หายใด ๆ ตอพระบรมสารรี ิกธาตุ เลย พระเจา ซนุ กวนทรงยนิ ดปี ลาบปลมื้ เกดิ ความศรทั ธาเลอ่ื มใสอยา งมาก จงึ รบั สงั่ ใหส ราง [วดั และ] สถูป [สาํ หรบั ประดิษฐานพระบรมสารรี กิ ธาตุ] ในทันที 27 舍利所衝盤即破碎。ในประโยคตน ฉบบั นี้ หากเราพิจารณาเกี่ยวกับตํานานหรือ เรื่องเลาที่กลาววาพระบรมสารีริกธาตุสามารถแบงพระองคเพ่ือเพ่ิมจํานวน จาก มุมมองนี้เราอาจจะแปลไดอีกอยางวา \"เมื่อพระบรมสารีริกธาตุตกกระทบลงบน ตวั ถาดสมั ฤทธ์ิ [พระบรมสารรี กิ ธาต]ุ พลนั แบง พระองคอ อกแตกเปน องคเ ลก็ องคน อ ย\"

130 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 นี้เปนจุดเริ่มตนการสรางวัดพุทธ [ในเจี้ยนเย] โดยต้ังชื่อวัดวา เจ้ียนชู (建初寺, Jiànchū Sì แปลตามรปู ศพั ทไ ดว า วัดทสี่ รางขึ้นเปน คร้ังแรก หมายถึง วัดพุทธวัดแรกน่ันเอง) เน่ืองจากชื่อของวัดแหงนี้ทําใหเปนที่รูจักวา ดินแดน [นอ้ี ยใู นรม เงา] ของพระพทุ ธศาสนาแลว เพราะฉะนน้ั [ถอื เปน ศภุ นมิ ติ วา ] พระพทุ ธ ศาสนากาํ ลงั จะเบงบานในดินแดนเจียงหนาน28 บรรณานุกรม ฉตั รสมุ าลย กบิลสงิ ห. (8 กุมภาพนั ธ 2562). เยอื นวัดมา ขาว. มติชนสุดสัปดาห. สืบคน จาก https://www.matichonweekly.com/column/article_ 169100 ซิว ซูหลุน. (2549). ถังซําจั๋ง จดหมายเหตุการเดินทางสูดินแดนตะวันตกของ มหาราชวงศถัง (พิมพคร้งั ที่ 2). กรงุ เทพฯ: สํานักพิมพม ตชิ น. ผาสขุ อนิ ทราวธุ . (2543). พทุ ธปฏิมาฝา ยมหายาน. กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศลิ ปากร. พระคลงั (หน), เจา พระยา. (ผแู ปล). (2559). สามกก ฉบบั เจา พระยาพระคลงั (หน). กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ อมรนิ ทร. เพ็ชรี สมุ ติ ร. (2545). เสนทางสายไหม. วารสารราชบัณฑิตยสถาน, 27(2), 467- 476. สืบคนจาก http://www.royin.go.th/wp-content/uploads/ royin-ebook/94/FileUpload/94_1309.PDF ยง องิ คเวทย. (2532). วิวัฒนาการกวีนพิ นธจ ีน (ซอื จงิ : ฉฉู ือ). กรุงเทพฯ: มลู นธิ ิ เสฐียรโกเศศ-นาคะประทปี . วรศักด์ิ มหัทธโนบล. (4 กันยายน 2558). จนี ยุคบรุ าณรฐั รอ ยสาํ นักเปลง ภมู ิ (3). มติชนสุดสัปดาห. สืบคน จาก https://www.matichonweekly.com/ column/article_1670 28 ดูรายละเอยี ดในภาคผนวกขอ 7

วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 131 วรศกั ดิ์ มหทั ธโนบล. (18 กนั ยายน 2558 ก). จนี ยคุ บรุ าณรัฐ รอยสาํ นักเปลง ภูมิ (4). มติชนสุดสัปดาห. สืบคนจาก https://www.matichonweekly. com/column/article_1667 วรศักด์ิ มหัทธโนบล. (18 กันยายน 2558 ข). จนี ยคุ บุราณรฐั รอ ยสํานกั เปลงภูมิ (5). มติชนสุดสัปดาห. สืบคนจาก https://www.matichonweekly. com/column/article_1665 วรศกั ดิ์ มหัทธโนบล. (25 กนั ยายน 2558). จีนยคุ บุราณรฐั รอ ยสาํ นกั เปลง ภมู ิ (6). มตชิ นสุดสปั ดาห. สบื คน จาก https://www.matichonweekly.com/ column/article_2825 วรศักด์ิ มหทั ธโนบล. (2 ตลุ าคม 2558). จีนยุคบุราณรัฐ รอยสาํ นักเปลง ภูมิ (7). มตชิ นสดุ สปั ดาห. สืบคน จาก https://www.matichonweekly.com/ column/article_1662 วดั โพธิ์แมนคุณาราม. (ม.ป.ป.). พระพุทธศาสนาในจนี . สืบคน จาก http://www. pumenbaoensi.com/main/budhainchina.html สวุ รรณา สถาอานันท. (2555). หลุนอว่ี : ขงจือ่ สนทนา (พมิ พค ร้ังที่ 2). กรุงเทพฯ: สาํ นกั พิมพ openbooks. Mizuno, Kogen. (1981). 法句経の研究. 東京: 春秋社. Mizutani, Shinjo. (2006). 大唐西域記I. 東京: 東洋文庫. Nagasawa, Kazutoshi. (2009). 法顕伝. 東京: 東洋文庫. Robert, Shih. (1968). Biographies des moines éminents (Kao seng tchouan) de Houei-kiao, Traduites et annotées. Louvain: Institut Orientaliste, Université de Louvain. Tsuchiya, Hiroshi. (2011). 当官所蔵漢箱の宋版及び元版の解題 1. Kitanomaru Kokuritsu Kobunshokanpo 43, 53-71. Tsuchiya, Hiroshi. (2012). 当官所蔵漢箱の宋版及び元版の解題 2. Kitanomaru Kokuritsu Kobunshokanpo 44, 65-86.

132 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 Yoshikawa, Tadao., and Toru, Funayama. (2009). 高僧伝I. 東京: 岩波 文庫 กิตติกรรมประกาศ เอกสารขอมูลตาง ๆ ในบทความฉบับนี้ ตองขอขอบคุณ คุณจารุวรรณ สงั ขก รม นกั ศกึ ษามหาวทิ ยาลยั โคมาซาวะทชี่ ว ยหยบิ ยมื และถา ยสาํ เนาหนงั สอื เปน ไฟลด จิ ทิ ัล เนื่องจากบทความบางช้ินไมสามารถหาไดภ ายในประเทศ และหนังสือ วิชาการพุทธของญี่ปุนที่ตองการนํามาอางอิงมีราคาสูงมากจนผูเขียนไมสามารถ ซอื้ ได จงึ ขอขอบคณุ คุณจารุวรรณ สังขกรม ท่เี หน็ คณุ คาในงานวชิ าการและยอม สละเวลาเพื่อสนับสนุนเรื่องขอมูลเอกสารมา ณ ที่นี้ นอกจากนี้ ขอขอบคุณ คณุ ปรชั ญา สพั พญั วู ทิ ย ทช่ี ว ยแนะนาํ ในเรอื่ งภาษาจนี อกี ทง้ั ชว ยตรวจสอบคาํ อา น ภาษาจีน คุณประพัฒน จําปาไทย ทีใ่ หค ําแนะนําเรือ่ งภาษาและชว ยตรวจตนฉบบั และขอกราบขอบพระคุณอยางสูงตอ ผศ.ดร.ประทุม อังกูรโรหิต ผูมีความเปน ครบู าอาจารยเ ตม็ เปยมในดวงใจ ทา นไดเมตตาสละเวลาอันมีคา กรณุ าใหคําชแ้ี นะ ตาง ๆ พรอ มทงั้ ใหกําลังใจในการปรับแกไ ขงานเขยี นฉบับน้จี นเสร็จสมบรู ณ ภาคผนวก 1. 中天竺 เปนคาํ เรยี กอินเดียโบราณภาคกลาง คําวา 天竺 เปน ช่อื ของ ประเทศอนิ เดยี ในยคุ สมยั โบราณ ซง่ึ ชาวจนี ในสมยั นน้ั เรยี กขาน แตป ระเดน็ เกย่ี วกบั อาณาเขตของประเทศอินเดียปจจุบันกับประเทศอินเดียสมัยโบราณน้ันมีความ แตกตา งกนั เรอ่ื งชอื่ ของประเทศอนิ เดยี สมยั โบราณนน้ั สนั นษิ ฐานวา มกี ารปรากฏ ขน้ึ เปน ครงั้ แรกในคมั ภรี บ นั ทกึ ประวตั ศิ าสตร 史記 โดยใชค าํ วา 身毒 ซง่ึ ถอดเสยี ง มาจากคําวา สินธุ ตอมาคัมภีรประวัติศาสตรราชวงศฮ่ันตะวันออก โฮวฮ่ันซู (後漢書) บันทกึ วา 天竺国 เปน ช่ือเรียกอกี ช่ือหนง่ึ ของ 身毒 (天竺国一名身 毒) หลงั จากนน้ั จดหมายเหตกุ ารเดนิ ทางไปทางทศิ ตะวนั ตกของมหาราชวงศถ งั (大唐西域記) รจนาโดยพระเสวียนจ้ังมีบันทึกวา ในสมัยกอนใชคําวา 身毒 บาง 天竺บาง แตคิดวา ไมถ ูกตองนกั จงึ ถอดเสียงใหถูกตองวา 印度 รายละเอยี ด

วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 133 จากบนั ทกึ มีดังน้ี 詳夫天竺之稱。異議糺紛。舊云身毒。或曰賢豆。今從正 音。宜云印度...印度者。唐言月。月有多名。斯其一稱。 (พระไตรปฎ กไทโชชนิ ชู เลมท่ี 51 หนา 875b16-875b20) คาํ แปลไทย หากจะกลา วถึงการเรียกขานคาํ วา 天竺 อยา งละเอียดแลว มีการเรยี กท่ี แตกตา งจนแยกแยะไมถ กู สมยั โบราณเรยี กวา 身毒 บา งกเ็ รยี กวา 賢豆 แตป จ จบุ นั ควรจะเรยี กแบบถอดเสยี งใหถ ูกตองวา 印度... คําวา 印度 ในสมัยถงั หมายถึง พระจันทร ซ่ึงคําวาพระจนั ทรม ีช่อื เรียก มากมาย 印度 น้ีก็เปนหนึ่งในช่ือเรียกนั้น (ดูรายละเอียดคําแปลไทยเพิ่มเติมที่ ซิว ซูหลุน, 2549, หนา 72-73) คําวา 中天竺 ในภาษาสนั สกฤตคอื มัธยมเทศ (มัธยม-เทศ) ภาษาบาลี คือ มัชฌิมชนปท ในจดหมายเหตุของทานฝาเสี่ยนบันทึกวา คําวา 中天竺 หมายถึง中国 ซ่ีงอินเดียภาคกลางที่กลาวถึงน้ี มีขอบเขตแตกตางตามสมัย และขอมูลที่บันทึกในแตละคัมภีร เชน คัมภีร มนุสฺมฺฤติ โศลกท่ี 2.21 มีบันทึก ถึงขอบเขตของ \"มัธยมเทศ\" (himavadvindhyayor madhyaṃ yat prāg vinaśanād api / pratyag eva prayāgāc ca madhyadeśaḥ prakīrtitaḥ) แตขอมูลดังกลาวแตกตางกับขอมูลของพระฝาเส่ียน (ดูราย ละเอียดขอมูล ดังกลา วไดทพ่ี ระไตรปฎกไทโชชนิ ชู เลม ท่ี 51 หนา 858a, 859b) หากกลาวถึงคําวา 中国 ในคัมภีรพุทธท่ีแปลเปนภาษาจีนโบราณ ในความหมายแคบมักจะหมายถึง พื้นที่อินเดียโบราณในสมัยพระพุทธเจาท่ีทาน จารกิ เผยแผ ในความหมายกวางจะหมายถึง ประเทศอนิ เดียโบราณ สวนการแบง ภาคของอินเดยี มีทั้งหมดหา ภาคคือ อินเดียตะวันออก อนิ เดียใต อนิ เดียตะวนั ตก อินเดียเหนอื และอนิ เดยี กลาง (Yoshikawa & Funayama, 2009, p. 26)

134 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 2. ไมม ขี อ มลู ปรากฏในคมั ภรี  เกาเซงิ จว น วา ทา นวฆิ นะ ทา นจลู วฺ เ่ี หยยี น รวมกับจือเซียนแปลคาถาธรรมบท เม่ือตรวจสอบคํานําคาถาธรรมบทสํานวนนี้ ปรากฏวา มีขอมูลรายละเอียดตาง ๆ ทั้งผูแปลและกระบวนการแปล แตไมมีช่ือ ของผูประพันธคํานําคาถาธรรมบท ซ่ึงเปนประเด็นสําคัญ เพราะวาผูประพันธ ทา นนกี้ ไ็ ดรวมทํางานแปลคาถาธรรมบทดวยนักวชิ าการญี่ปนุ ชือ่ Mizuno เหน็ วา จอื เซยี นเปน ผปู ระพนั ธโ ดยอา งจากงานวจิ ยั ของนกั วชิ าการรนุ กอ นพรอ มวเิ คราะห เนื้อหาในคํานาํ คาถาธรรมบท อีกทงั้ ในคมั ภรี  出三蔵記集 กม็ ีบนั ทึกไว หากอา ง ตามความเหน็ ของ Mizuno จะสรปุ ในเบอื้ งตน ไดว า ทา นวฆิ นะเดนิ ทางมาประเทศ จีนพรอมคัมภีรคาถาธรรมบทท่ีกลาววามีจํานวน 500 คาถา จือเซียนไดรับมอบ สิ่งน้ี และขอรองใหทานจูลฺวี่เหยียนรวมกันแปลคาถาธรรมบท ดูรายละเอียด เพ่ิมเตมิ ที่ Mizuno (1981, 265-260). 3. 時孫權已制江左。而佛教未行。先有優婆塞支謙。字恭 明。一名越。本月支人。來遊漢境。初漢桓靈之世有支讖。譯出 衆經。有支亮字紀明。資學於讖。謙又受業於亮。博覽經籍莫不精 究。世間伎藝多所綜習。遍學異書通六國語。其爲人細長黒痩。 眼多白而睛黄。時人爲之語曰。支郎眼中黄。形躯雖細是智嚢。 漢獻末亂避地于呉。孫權聞其才慧。召見悦之。拜爲博士。使輔 導東宮。與韋曜諸人共盡匡益。但生自外域。故呉志不載。而經 多梵文未盡翻譯。已妙善方言。乃收集衆本譯爲漢語。從呉黄武元 年至建興中。所出維摩大般泥洹法句瑞應本起等四十九經。曲得聖 義。辭旨文雅又依無量壽中本起。製菩提連句梵唄三契。并注了本 生死經等。皆行於世. (พระไตรปฎ กไทโชชนิ ชู เลม ที่ 50 หนา 325a17-b4). 4. คัมภรี ท ั้ง 6 นี้ ถือเปนปกรณสาํ คญั ของลทั ธขิ งจือ่ ไดแก 4.1 ซือจิง หมายถึง คัมภีรที่รวบรวมกวีนิพนธจีนสมัยโบราณสมัย ราชวงศซาง ราชวงศโจวตะวันตกและโจวตะวันออก ในสมัยนั้นเรียกวา ซือ (ยง องิ คเวทย, 2532, หนา 36-37) หากอา งตามคมั ภรี 史 記 มบี นั ทกึ เรอ่ื งราวของขงจอื่

วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 135 กลาวไววา ขงจอื่ ไดท าํ การชําระบทกวีจาก 3000 บท จนเหลอื 311 บท ในจาํ นวน น้มี ี 6 บท ทีม่ ีเพียงชอื่ ของบทกวี ไมม ีคาํ กวี ดังนั้นหากนับจํานวนที่มคี ํากวอี ยูจ ริง ๆ มเี พียง 305 บท แตก ม็ ีความเหน็ จากฝายท่ีมคี วามกงั ขาวา คัมภีรก วนี ิพนธนอ้ี าจไม ใชข งจอื่ เรยี บเรยี งขนึ้ มา อยา งไรกต็ าม ในคมั ภรี ห ลนุ อวี่  2:2 (สวุ รรณา สถาอานนั ท, 2555, หนา 187) ขงจื่อไดอางคัมภีรก วีนิพนธ โดยเรยี กวา ซือซนั ปา ย หมายความ วา กวี 300 บท จากขอ มูลทกี่ ลา วมานี้ อยางนอยท่ีสดุ ก็ทาํ ใหเ ราทราบวา กวี 300 บทท่ีอางน้ีมีปรากฏในสมัยนั้นแลว ดูรายละเอียดเพ่ิมเติมท่ี วรศักดิ์ มหัทธโนบล (18 กนั ยายน 2558 ก). 4.2 ซูจิง หมายถึง คัมภีรที่บันทึกประวัติศาสตรจีนโบราณ คําแถลง การณ มชี ่อื เรยี กขานอืน่ อีกวา ชางซู 尚書 นักวิชาการมคี วามเห็นตอ การตีความ หมายคําวา ชาง และการเปล่ียนไปของชือ่ เรยี กคมั ภีร อาทิ ก) คาํ วา ชาง มคี วาม หมายเดยี วกับคาํ วา 上 ท่อี อกเสียงเหมอื นกัน แปลวา บน เบอื้ งบน โดยตีความวา เปนคนรุนกอน หรือวา นักปราชญรุนกอน ข) หมายถึง แตกาลกอน ค) เคารพ บูชา หมายความวา คมั ภีรทคี่ วรเคารพบูชา ดูรายละเอียดท่ี วรศักดิ์ มหัทธโนบล (18 กันยายน 2558 ก), Tsuchiya (2011, pp. 58-59) 4.3 หล่ี เปนคัมภีรท่ีวาดวยขนบธรรมเนียมประเพณีและจารีต สวนใหญห ากนักวิชาการกลา วถึง หล่ี ท่นี ับรวมอยใู นอจู ิง (คมั ภีรท้งั 5) หรอื ลิ่วจิง (คัมภีรท้ัง 6) ในสํานักขงจ่ือ จะหมายถึง หลี่จี้ เม่ือไปรวมกับคัมภีรเก่ียวกับเรื่อง “หล”ี่ อกี สองคมั ภรี  ไดแ ก อห๋ี ลี่ และโจวหล่ี จะเรยี กวา “ซานหล”่ี หมายความวา 3 คัมภีรที่วาดวยขนบธรรมเนียมประเพณีและจารีต (Tsuchiya, 2011, p. 65). ดูรายละเอียดเพ่ิมเติมเกี่ยวกับคัมภีรนี้ไดที่ วรศักด์ิ มหัทธโนบล (18 กันยายน 2558 ข). 4.4 เยฺวจิง หมายถึง คัมภีรท่ีรวบรวมคีตดนตรีสมัยโบราณ แตก็ไม พบคัมภีรนี้แลว บางก็กลาววาไดถูกทําลายไปต้ังแตคร้ังท่ีพระจักรพรรดิฉินส่ือ ทรงส่ังใหเผาตําราของสํานักขงจื่อแลว บางก็วารวมเขาไปปะปนอยูใน หลี่และ ซือจิง (วรศักด์ิ มหัทธโนบล, 4 กันยายน 2558) ดูรายละเอียดเพ่ิมเติมเกี่ยวกับ

136 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 คมั ภีรนีไ้ ดท ่ี Tsuchiya (2012, pp. 67-68) 4.5 อี้จงิ หมายถงึ คัมภรี ทว่ี าดว ยเร่อื งทาํ นายทายทกั โชคชะตา และ เร่ืองอภิปรัชญา มีชื่อเรียกขานอ่ืนไดแก อี้ และ โจวอี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติม เกีย่ วกับคมั ภีรน้ไี ดท ่ี Tsuchiya (2011), วรศกั ด์ิ มหทั ธโนบล (25 กนั ยายน 2558) วรศักดิ์ มหทั ธโนบล (2 ตุลาคม 2558) 4.6 ชุนชิว แปลวา วสนั ต-ศารท (สารท) เปนบันทกึ เหตุการณท ี่อยูใน ระดับสําคัญซ่ึงเกิดข้ึนในรัฐตาง ๆ รวมท้ังในราชอาณาจักรโจว ตามลําดับเดือน และป โดยใชศักราชของรัฐหลู เน่ืองจากขงจ่อื เคยเปนขา ราชการรัฐหลู แตไ มเคย เปน ขาราชการราชวงศโจว คมั ภีร ชนุ ชิว ไดเริม่ บันทกึ ต้ังแตปท ห่ี นึ่งแหง การครอง รัฐของเจาหลอู นิ กง ตรงกบั ปท่ี 49 ในรัชกาลของพระราชาโจวผิง (ยง อิงคเวทย, 2532, หนา 36) 5. 康僧會。其先康居人。世居天竺。其父因商賈。移于交 趾。會年十餘歳。二親並終。至孝服畢出家。勵行甚峻。爲人弘雅 有識量。篤至好學。明解三藏。博覽六經。天文圖緯多所綜渉。辯 於樞機頗屬文翰...僧會欲使道振江左興立圖寺。(พระไตรปฎ กไทโชชนิ ชู เลม ท่ี 50 หนา 325a13-b5). 6. ในตอนแรกน้ี ขอมลู ทงั้ หมดมาจากตนฉบับปฐมภูมิคือ คัมภรี  เกาเซิง จวน ซึ่งจัดอยูในหมวดประวัติศาสตรของพระไตรปฎกฉบับไทโชชินชู เลมท่ี 50 เลขที่ 2059 หนา 325b4-c6 ตัวบทภาษาจีนไดแยกออกไปไวที่เชิงอรรถเพื่อให ผอู า นไดอ านอยางไมเ สยี อรรถรส แมอ าจจะมคี วามเห็นทว่ี า การแยกตัวบทออกไป จะทําใหไมส ะดวกในการสอบทานกต็ าม แตหากพจิ ารณาตามความเปน จริง แมจ ะ นาํ ตวั บทมาไวโ ดยไมแ ยกออกไป กจ็ ะสอบทานไมส ะดวกอยดู ี ตอ งพลกิ กลบั ไปกลบั มาในการสอบทานเชนเดิม หรือหากกลาว ถึงในกรณีทําเปนหนาคู หมายถึง ตัวบทภาษาจีนหนึ่งหนา แปลไทยหน่ึงหนา เพ่ือสะดวกในการสอบทาน กรณี ดังกลาวนี้ จะตองมีการประสานงานกันอยางดีในหลายขั้นตอนของการพิมพ

วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 137 ซ่ึงตองมีความละเอียดระหวางผูเขียนกับฝายจัดหนาหนังสือ ไมเชนนั้นจะทําให คลาดเคล่ือนกลายเปนขอผิดพลาดท่ีทําใหงานแปลชิ้นน้ัน ๆ ดอยคุณคาลง เพ่ือ อาํ นวยความสะดวกใหแ กผ อู า นไดเ ขา ใจเนอื้ หามากยงิ่ ขน้ึ จงึ ขออธบิ ายเครอื่ งหมาย ตา ง ๆ ดงั น้ี [ ] เปน เครื่องหมายท่ผี เู ขียนเสรมิ ความเขา มา ไมมอี ยูในตน ฉบับ ( ) เปนเครื่องหมายแสดงถึงคําอธิบายความหมาย คําศัพทเดียวกันแต ตา งภาษา คําท่ีปริวรรต เปน ตน 7. 時呉地初染大法。風化未全。僧會欲使道振江左興立圖 寺。乃杖錫東遊。以呉赤烏十年。初達建鄴營立茅茨設像行道。 時呉國以初見沙門。覩形未及其道。疑爲矯異。有司奏曰。有胡 人入境。自稱沙門。容服非恒。事應檢察。權曰。昔漢明帝夢神 號稱爲佛。彼之 所事豈非其遺風耶。即召會詰問。有何靈驗。會 曰。如來遷迹忽逾千載。遺骨舍利神曜無方。昔阿育王。起塔乃 八萬四千。夫塔寺之興以表遺化也。權以爲誇誕。乃謂會曰。若 能得舍利當爲造塔。如其虚妄國有常刑。會請期七日。乃謂其屬 曰。法之興廢在此一擧。今不至誠後將何及。乃共潔齋靜室。以 銅瓶加凡燒香禮請。七日期畢寂然無應。求申二七亦復如之。權 曰。此寔欺誑將欲加罪。會更請三七。權又特聽。會謂法屬曰。 宣尼有言曰。文王既沒文不在茲乎。法靈應降而吾等無感。何假 王憲。當以誓死爲期耳。三七日暮猶無所見。莫不震懼。既入五 更。忽聞瓶中鎗然有聲。會自往視果獲舍利。明旦呈權。擧朝集 觀。五色光炎照耀瓶上。權自手執瓶瀉于銅盤。舍利所衝盤即破 碎。權大肅然驚起而曰。希有之瑞也。會進而言曰。舍利威神豈 直光相而已。乃劫燒之火不能焚。金剛之杵不能碎。權命令試 之。會更誓曰。法雲方被蒼生仰澤。 願更垂神迹以廣示威靈。乃 置舍利於鐵砧磓上。使力者撃之。於是砧磓倶陷舍利無損。權大

138 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 歎服。即爲建塔。以始有佛寺故號建初寺。因名其地爲佛陀里。 由是江左大法遂興。

วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 139 ก ระแสแหง พทุ ธะในคาบสมทุ รเกาหล*ี ถาปกรณ กาํ เนดิ ศิร*ิ * บทคดั ยอ พระพุทธศาสนามหายานไดรับการเผยแพรเขาสูคาบสมุทรเกาหลีอยาง เปน ทางการในราวคริสตศ ตวรรษท่สี ่ี พระพุทธศาสนากลุมแรกทีไ่ ดร บั การเผยแพร เขา สคู าบสมทุ รเกาหลคี อื พระพทุ ธศาสนากลมุ ทเ่ี นน การใหค วามสาํ คญั กบั การศกึ ษา คัมภีรหรือ Textual Studies ในกลุมดังกลาวสํานักอวตัมสกะถือเปนสํานักคิดท่ี มีอิทธิพลตอแนวคิดของพระพุทธศาสนาในคาบสมุทรเกาหลีมากที่สุด ดวยเหตุน้ี * บทความวิจัยน้ีเปนสวนหน่ึงของวิทยานิพนธระดับดุษฏีบัณฑิต สาขาปรัชญา คณะอักษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยเร่ือง “วิมุติวิทยาวาดวยการต่ืนรูอยาง ฉับพลันและการปฏิบัติอยางตอเนื่องของโบโจ จินูล” โดยมุงเนนการศึกษาประเด็น เร่ืองความเปนมาและพัฒนาการของพระพุทธศาสนาในคาบสมุทรเกาหลีรวมถึง มูลเหตุท่ีมาและปญหาที่เกิดข้ึนกับพระพุทธศาสนา ซึ่งมีความเก่ียวของกับบริบท ทางสังคมวัฒนธรรมและประวัติศาสตร อันเปนพ้ืนฐานในการสรางความเขาใจ แนวคิดทางปรัชญาของโบโจ จนิ ลู ซ่ึงเปนนกั คิดคนสาํ คัญของพระพุทธศาสนานิกาย เซนในอาณาจกั โครยอ ** นิสิตระดับดุษฏีบัณฑิตสาขาปรัชญา คณะอักษรศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, Email: [email protected] วันที่รับบทความ 29 มกราคม 2563 วันที่แกไขบทความ 9 กรกฎาคม 2563 วนั ท่ีตอบรับบทความ 12 ตลุ าคม 2563

140 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 แนวคดิ ทางปรชั ญาทสี่ าํ คัญซง่ึ ปรากฏเปนเนือ้ หาในอวตมั สกะสตู รอนั เปน พระสูตร หลักของนิกาย เชน หลักการเรื่องธรรมธาตุทั้งส่ี หรือหลักการเร่ืองความสัมพันธ ระหวางหลักการ (Principle, Ch.理) และปรากฏการณ (Phenomena, Ch.事) จึงเปนหลักการพ้ืนฐานที่สําคัญของการศึกษาพระพุทธศาสนากระแสหลักใน คาบสมทุ รเกาหลนี บั ตง้ั แตศ ตวรรษทส่ี เ่ี ปน ตน มา และภายหลงั ในราวครสิ ตศ ตวรรษ ทแี่ ปดเมอื่ พระพทุ ธศาสนาฝายเนนการปฏิบตั ิหรอื Meditative School กลา วคอื พระพุทธศาสนานิกายเซนไดเผยแพรเขาสูคาบสมุทรเกาหลี ความขัดแยงในเชิง หลักการระหวางพระพุทธศาสนาท้ังสองฝายจึงเกิดขึ้น ขอโตแยงท่ีสําคัญของทั้ง สองนิกายดังกลาวครอบคลุมความแตกตางในเชิงมิติทางภววิทยา อภิปรัชญา ญาณวิทยาและวิมุติวิทยา การเขาใจท่ีมาและความหมายของประวัติศาสตรแหง ความขัดแยงของพระพุทธศาสนาในคาบสมุทรเกาหลีเปนปจจัยหลักท่ีสําคัญใน การสรางความเขาใจทถ่ี กู ตอ งตอแนวทางการแกไ ขปญ หาของพระพุทธศาสนา คําสําคญั : พระพุทธศาสนามหายาน นิกายเซนเกาหลี นิกายอวตัมสกะ ความขดั แยงของพระพทุ ธศาสนา

วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 141 Streams of Buddhism in the Korean Peninsula* Thapakorn Kamnerdsiri** Abstract Mahayana Buddhism was officially propagated in the Korean Peninsula in the fourth century (4thA.D.). The first school of Buddhism that spread into the Korean peninsula was one that emphasized the importance of textual studies, of which the Avatamsaka school was the most influential. Thus, main philosophical concepts in the Avatamsaka Sutra, the main sutra of this sect, such as the principles of four Dharmmadhatu or the doctrine of relationships between principles (Principle, Ch. 理) and phenomena (Phenomena, Ch. 事), became important bases for the study of mainstream Buddhism in the * This article is a part of the Ph.D.’s dissertation entailed “The Soteriology of Sudden Awakening and Gradual Cultivation of Bojo Jinul, Ph.D. program in Philosophy, Department of Philosophy, Faculty of Arts, Chulalongkorn University. This article focuses on studying the history and development of Buddhism in the Korean Peninsula including the causes and problems that arise with Buddhism which are relevant to the social, cultural and historical context which is the basis for understanding of Bojo Jinul's philosophy who was the important thinker of Zen Buddhism in the Goryeo Kingdom. ** Ph.D. candidate in Philosophy Faculty of Arts Chulalongkorn University, Email: [email protected] Received January 29, 2020, Revised July 9, 2020, Accepted October 12, 2020

142 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 Korean Peninsula from the fourth century onward. In the eighth century, when the practice-based school of Buddhism (Meditative School) or Zen Buddhism had spread into the Korean peninsula, theoretical conflicts between the two school arose. The points of contention were ontological, epistemological, as well as soteriological. A thorough insight of both origin and meaning of the conflict between different schools of Buddhism in the Korean Peninsula is essential for a proper understanding of solution to Buddhism-related problems. Keywords: Mahayana Buddhism, Korean Zen, Avatamsaka Sect, Conflict of Buddhism.