วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 143 1. ประวัติศาสตรและศาสนาพ้ืนบานในคาบสมุทรเกาหลี คาบสมทุ รเกาหลีหรือ Korean Peninsula คือบริเวณอาณาเขตปลายสดุ ดา นตะวนั ออกของผนื ทวปี ใหญเ อเชยี (Asia Continental) ดว ยปญ หาความขดั แยง ทางการเมืองท่ีสืบเนื่องมาอยางยาวนานสงผลใหในปจจุบันคาบสมุทรเกาหลี ไดถูกแบงออกเปนสองรัฐดวยระบบการเมืองการปกครองที่ตางกันกลาวคือ สาธารณรฐั เกาหลี (Republic of Korea) และ สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชน เกาหลี หรือเกาหลีเหนือ (Democratic People’s Republic of Korea) ซึ่งมี การกั้นเขตในทางทฤษฎีตามหลักสากลดวยเสนละติจูดท่ี 38 องศาเหนือ การพิจารณาในเชิงภูมิศาสตรพบวาคาบสมุทรเกาหลีมีลักษณะที่เปนดินแดนยื่น ลงสบู รเิ วณทะเลใหญจ นกลายเปน แผน ดนิ แบง กน้ั ระหวา งทะเลเหลอื (Yellow Sea) ทางดานซายของคาบสมุทรซ่ึงเปนพรมแดนธรรมชาติระหวางคาบสมุทรเกาหลี และอาณาจักรจีน และทะเลตะวันออก (East Sea) ในดานขวาของคาบสมุทร ซ่ึงเปน พรมแดนธรรมชาตริ ะหวางหมูเกาะญ่ปี นุ และคาบสมุทรเกาหลี เมื่อพิจารณาลักษณะทางภูมิศาสตรในลักษณะดังกลาวพิจารณาไดวา คาบสมทุ รเกาหลถี อื เปน ชยั ภมู ทิ ตี่ งั้ ซงึ่ มคี วามเปราะบางสงู ในทางการเมอื งเนอื่ งดว ย เปน ดนิ แดนทต่ี งั้ อยนู น้ั กลางระหวา งอาณาจกั รทส่ี าํ คญั ทงั้ สองกลา วคอื อาณาจกั รจนี และจักรวรรดิญ่ีปุน ในแงนี้คาบสมุทรเกาหลีจึงถือวาเปนพรมแดนกันชนหรือรัฐ กนั ชน (Border State) ระหวา งสองอาณาจักรดังกลา วมาอยางยาวนาน ดวยขอ ได เปรยี บทางภมู ิศาสตรก ารเมืองทาํ ใหค าบสมทุ รเกาหลกี ลายเปนทห่ี มายปองในการ เขา ครอบครองของอาณาจกั รทง้ั สองเพอื่ ชว งชงิ ความไดเ ปรยี บในการศกึ สงครามมา แตค รงั้ อดตี ดว ยเหตนุ จี้ งึ พบวา ในประวตั ศิ าสตรท างการเมอื งของอาณาจกั รเกาหลี จึงเต็มไปดวยศึกสงครามทั้งจากศัตรูผูรุกรานเพื่อการแยงชิงชัยภูมิทางการเมืองท่ี สาํ คญั และจากความขดั แยง ทางการเมอื งภายในอาณาจกั รเพอ่ื การแยง ชงิ อาํ นาจใน การปกครอง ดว ยความเปราะบางทางภมู ศิ าสตรด งั กลา วสง ผลใหอ าณาจกั รเกาหลี จงึ กลายเปน ดนิ แดนทตี่ อ งเผชญิ หนา การสรู บอยา งตอ เนอ่ื งมาจนกระทง่ั ถงึ ปจ จบุ นั
144 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 นักประวัติศาสตรผูศึกษาประวัติศาสตรของคาบสมุทรเกาหลีเห็นวา ประวัติศาสตรของอาณาจักรเกาหลีนับแตโบราณสามารถสืบถอยข้ึนไปไดถึงชวง ยคุ กอ นประวตั ศิ าสตร (Pre Historical Age) โดยสามารถแบง ยคุ ทางประวตั ศิ าสตร ของอาณาจักรเกาหลอี อกเปนทง้ั สน้ิ 7 ชว ง กลา วคือ (Hatada 1969, p. 37) 1. ยคุ กอ นประวตั ศิ าสตรข องอาณาจักรเกาหลี 1.1 อาณาจกั รโชซอนโบราณหรอื (E: Gojoseon, Kr: 고조선: 2223 BC-108 BC)1 2. ยุคประวตั ิศาสตรของอาณาจกั รเกาหลี 2.1 ยุคสามอาณาจักร (The Period of Three Kingdoms) 2.1.1 อาณาจกั รโคกรู ยอ (Goguryeo, Kr: 고구려: 37 BC.- 668 A.D.) 2.1.2 อาณาจกั รแพ็กเจ (Baekje, Kr: 백제 : 18 BC–660 A.D.) 2.1.3 อาณาจกั รชิลลา (Silla, Kr: 신라 : 57 BC. – 935 A.D.) 2.2 ยคุ รวมสามอาณาจักร (The Unified Period) 2.2.1 อาณาจักรรวมชิลลา (New Silla/ Unified Silla, Kr: 후신라: 668 A.D.–935 A.D.) 2.3 ยคุ อาณาจักรโครยอ (Goryeo, Kr: 고려: 918A.D.-1392A.D.) 2.4 ยุคอาณาจักรโชซอน (Kingdom of Joseon, Kr: 대조선국; 1392-1897 A.D.) 2.5 ยุคจกั รวรรดเิ กาหลี (Great Korean Empire, Kr: 대한제국: 1897-1910 A.D.) 1 อาณาจักรเกาหลีโบราณ “โคโชซอน” หรือ Gojoseon( Kr. 고조선 :2333 BC-108 BC) เปนคนละอาณาจักรกับ “อาณาจักรโชซอน” หรือ Joseon (K. 조선) หรือ ราชอาณาจกั โชซอน (Kingdom of Great Joseon, Kr .대조선국 : 1392 A.D.-1897 A.D.) ดังน้ันในภาษาเกาหลีจึงใชคําวา “โก” หรือ สะกดตามอักษรเกาหลีวา “고” ซ่งึ แปลวา โบราณเปน ตวั นาํ หนาชอ่ื ของอาณาจักรโบราณดังกลา ว
วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 145 2.6 ยคุ อาณานคิ มญีป่ นุ (Japanese Colonial, Kr: 일제강점기: 1910-1945 A.D.) 2.7 ยคุ สาธารณรัฐ (Republic of Korea, Kr: 대한민국: 1948- Now)2 ถึงแมดวยตําแหนงที่ต้ังในบริเวณดังกลาวของคาบสมุทรเกาหลีจะสงผล ตอ ความวนุ วายทางการเมอื งและการสงครามตอ คาบสมทุ รเกาหลแี ตอ ยา งไรกต็ าม ดว ยการมที ต่ี งั้ อยชู ดิ ใกลก บั อารยธรรมทย่ี ง่ิ ใหญโ ดยเฉพาะอยา งยง่ิ กบั อารยธรรมจนี จึงเปนปจจัยหลักที่สําคัญในการเอ้ืออํานวยใหเกิดการถายทอดวัฒนธรรมหรือ ความรูตา ง ๆ ทั้งในเชิงความเช่ือ ปรชั ญา ศาสนา ระบบการเมืองและวัฒนธรรม การดําเนินชีวิตใหเขาสูคาบสมุทรเกาหลีผานทางความสัมพันธในระดับผูปกครอง ไปถึงผานทางความสัมพันธทางการคาพานิชยกลาวคือการติดตอคาขายระหวาง ประชาชนในท้ังสองอาณาจักรจนสงผลใหคาบสมุทรเกาหลีไดรับอิทธิพลทาง วัฒนธรรมอันเจริญรุงเรืองและไดนําองคความรูท่ีไดรับมาเหลานั้นพัฒนาตอยอด และประสานเขากับความรูและอารยธรรมเดิมของตนจนสามารถสรางอัตลักษณ ท่ีโดดเดนและกลายมาเปนรูปแบบของอารยธรรมและวัฒนธรรมที่สําคัญบงชี้ถึง ความยิ่งใหญของอารยธรรมแหงน้ีในดินแดนตะวันออกไกลตลอดชวงสองพันปท่ี ผานมาจนถึงปจ จุบนั เมื่อพิจารณาในมิติเชิงจิตวิญญาณ “ศาสนาและความเชื่อ” คือตัวแทน ของวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณที่สําคัญในคาบสมุทรเกาหลีซ่ึงดํารงอยูคูกับ คาบสมทุ รเกาหลมี าอยา งยาวนานนบั ตงั้ แตย คุ กอ นประวตั ศิ าสตร ในชว งระยะเวลา อันยาวนานกอนท่ีพระพุทธศาสนาจะไดรับการเผยแพรมาจากอารยธรรมจีนน้ัน คาบสมุทรเกาหลีรวมไปถึงตอนเหนือของรัสเซีย กลาวคือ แถบไซบีเรีย, 2 การถอดคําจากภาษาเกาหลีเปนภาษาอังกฤษและภาษาไทยในงานบทความนี้ ผูวิจัย ใชการอางอิงจาก ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรีเรื่อง “หลักเกณฑการทับศัพทภาษา เกาหล”ี ราชกจิ จานเุ บกษา เลม ท่ี 129 ตอนพเิ ศษ 112 ง เม่ือวนั ที่ 12 กรกฎาคม พทุ ธศักราช 2555
146 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 มองโกลเลีย ไลข้ึนไปถึงตอนเหนือของญ่ีปุนตางมีชุดของความเชื่อด้ังเดิมหรือ ความเช่ือพื้นถิ่นหรือศาสนาพื้นถ่ิน (Indigenous Religious) นักวิชาการเชน Lee Jung Young อธิบายบทบาทและความสําคัญของศาสนาดงั กลาววา ศาสนาหรือความเชื่อเหลาน้ีมักจะอยูในรูปแบบของ ความเชื่อในลักษณะเหนือธรรมชาติ ส่ิงลึกลับ วิญญาณ พลัง เหนือธรรมชาติ และคําสอนในเชิงพิธีกรรมตางๆ ที่สามารถ เปนสื่อกลางระหวางมนุษยและส่ิงศักด์ิสิทธ์ิในธรรมชาติเพ่ือ ดลบันดาลกอใหเกิดความสมบูรณของพืชพรรณธัญญาหาร อันเปนเง่ือนไขสําคัญของความเจริญรุงเรืองของสังคม หรือ แมก ระทงั่ เพอื่ การปด เปา ความชวั่ รา ยและนาํ มาซงึ่ ความสมบรู ณ ของสุขภาพรางกายเพ่ือปราศจากโรคภัยไขเจ็บ (Lee, 1981, pp. 17-18) ในประวัติศาสตรของศาสนาและความเช่ือในคาบสมุทรเกาหลี “ลัทธิชา แมน” (Shamanism) ถือเปนศาสนาพ้ืนถิ่นท่ีสําคัญท่ีสุด ศาสนาชาแมนน้ันเปน ศาสนาโบราณในกลุมศาสนาเชิงเทวนิยมที่มีความเช่ือวาสรรพสิ่งทั้งหลายไมวาจะ เปนวัตถุ สิ่งของ ภูเขา แมน้ําลําธาร สัตวรวมถึงมนุษยลวนแตมี “จิตวิญญาณ” (Spirit) ดว ยกันทงั้ ส้นิ ระบบความคดิ ของศาสนาชาแมนมองวา ในบรรดาวิญญาณ ทงั้ หลายนน้ั วญิ ญาณหรอื จติ ทสี่ าํ คญั อนั เปน ทเ่ี คารพบชู าสงู สดุ นน้ั ประกอบไปดว ย “วิญญาณยิ่งใหญทั้งสาม” คือ วิญญาณแหงภูเขาหรือเทพแหงภูเขา (sanshin, Kr. 산신, The Mountain Spirit) เทพแหง ความสนั โดษ (Toksong , Kr. 독성, The Recluse) และเทพแหงดวงดาว (Ch’ilsong ,Kr. 칠성 The seven stars Spirit) (Eui-hyun, 1988, p. 12) นกั วชิ าการทศ่ี กึ ษาระบบความเชอ่ื หรอื วฒั นธรรม ทางความคดิ ดงั กลา วเชน Lee Jang Young ไดอ ธบิ ายแนวคดิ ในลักษณะดงั กลาว เอาไวอ ยา งนาสนใจวา
วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 147 แนวคิดเกี่ยวกับเรื่องราวเหนือธรรมชาติในลักษณะเชนนี้ พบไดแพรหลายในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกไกลจนกระท่ังถึง ทรี่ าบสูงในไซบเี รยี แนวคดิ ลกั ษณะดงั กลา วมรี ากฐานความคิด เรื่องส่ิงศักด์ิสิทธิ์ หรือเทพเจาในรูปแบบของเทพเจาแหง ธรรมชาติหรือ Natural God การส่ือสารกับเทพเจาสามารถ ทาํ ไดผ า นรา งทรงหรอื ผทู รงหรอื “มดู งั ” (E: Mudang, K: 무당) หรือเพกซู หากรางทรงเปนเพศชาย การติตตอสื่อสารกับ เทพเจาหรือส่ิงล้ีลับทางธรรมชาตินี้จะกระทําการผานพิธีกรรม ท่ีสาํ คัญทีเรยี กวา “กตุ ” หรือ Gut (K: 굿) ซึ่งถือเปน แกนหลกั ของแนวคิดท่ีสามารถเชื่อมโยงเปนสวนหนึ่งของวิถีชีวิตของ บุคคลไดอยางกลมกลืน แนวคิดหรือความเช่ือทางศาสนา ในลักษณะเชน นี้อาจจะสามารถเรยี กไดอีกชอ่ื หนงึ่ วา “ลัทธมิ ู” (K: 무교) หรือลทั ธชิ าแมน (Shaman) (Lee, 1981, p. 18) ลัทธิชาแมนน้ีถือวาเปนแนวคิดทางศาสนาพ้ืนถ่ินของคาบสมุทรเกาหลี มาอยางยาวนานกอนการเผยแพรของพระพุทธศาสนาในคาบสมุทรดังกลาวดวย ลัทธิชาแมนอาจจะถูกสามารถพิจารณาไดวาเปนสวนหนึ่งในระบบวัฒนธรรมที่ สาํ คญั ของคาบสมทุ รเกาหลเี นอ่ื งดว ยเพราะศาสนาดงั กลา วมลี กั ษณะทสี่ าํ คญั ในการ เปนศาสนาเชิงสังคมเพราะแนวคิดหลักของศาสนาเชนเร่ืองวิญญาณหรือทวยเทพ นนั้ ไดถ กู ประยกุ ตใ หเ ขา เปน สว นหนงึ่ ของเงอื่ นไขแหง การมชี วี ติ ทดี่ ที ง้ั ในรปู แบบของ การดํารงชีพหรือในเชิงพลานามัยที่สมบูรณ ความสัมพันธระหวางศาสนาชาแมน และประชาชนดังกลาวดํารงอยูในฐานะท่ีเปนศาสนาที่ผูกพันกับคติความเชื่อและ เกี่ยวพันกับพิธีกรรมทางศาสนาที่เกี่ยวของกับการดําเนินชีวิตเชนการเกษตรกรรม อันมีอิทธิพลตอความคิดความเช่ือ,วัฒนธรรมและประเพณีของชนพื้นถิ่นอยาง เดนชัด จนแมกระท่ังถึงในปจจุบันแนวคิดหรือความเชื่อดังกลาวยังถือไดวา เปนหน่ึงในชุดความเชื่อที่สําคัญของประชาชนในคาบสมุทรเกาหลี และยังคง ไดรับความเคารพจากประชาชนบนคาบสมุทรดังกลาวดังเห็นไดจากในปจจุบัน
148 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ศาลเจาของเทพในศาสนาชาแมนก็ยังคงพบไดทั่วไปในบริเวณใกลเขตอารามของ ศาสนาพทุ ธ และไดร บั การเคารพบชู าจากประชาชนในทอ งถ่นิ ในลกั ษณะเดยี วกนั กับพระพทุ ธศาสนาเชนกนั 2. การเผยแพรพระพุทธศาสนาในคาบสมุทรเกาหลี จากการวเิ คราะหโ ดยขอ เทจ็ จรงิ ทางประวตั ศิ าสตรต ามทไ่ี ดก ลา วไปพบวา พระพทุ ธศาสนานนั้ มไิ ดเ ปน ศาสนาดงั้ เดมิ ของคาบสมทุ รเกาหลใี นลกั ษณะเดยี วกบั ลทั ธชิ าแมน พระพทุ ธศาสนาไดเ ผยแพรเ ขา สคู าบสมทุ รเกาหลใี นชว งศตวรรษที่ 4 ซง่ึ เปน ชว งทค่ี าบสมทุ รเกาหลปี ระกอบรวมอยดู ว ยอาณาจกั รทสี่ าํ คญั สามอาณาจกั รคอื อาณาจักรโกคูรยอ อาณาจักรแพ็กเจ และอาณาจักรชิลลา จุดเริ่มตนของ พระพุทธศาสนาในคาบสมุทรเกาหลีเกิดขึ้นอยางเปนทางการในป ค.ศ. 372 ที่อาณาจักรโกคูรยอซึง่ ตรงกบั รัชสมัยของพระเจา โซซูรมิ มหาราช (371-384 A.D.) ดว ยพระราชประสงคข องพระเจา โซซรู มิ ในการสรา งความสมั พนั ธท ดี่ กี บั รฐั ฉนิ (Qin) อนั มีกษตั ริยฟ ูเจียน (Fu-jian, 357-385)3 เปนผูนาํ คนสําคัญ กษัตรยิ ฟ ูเจยี นจงึ ได ทรงตอบรบั ความตอ งการในการเจรญิ พระราชไมตรดี งั กลา วโดยทรงสง พระสมณทตู นาม ฉนุ เตา (Shundao) พรอ มดว ยคมั ภรี แ ละคาํ สอนตา ง ๆ จาํ นวนมากเดนิ ทางมาสู คาบสมุทรเกาหลีและตอมาในราวปคศ 384 พระสมณทูตนาม มาลานันทะ (Marananta) ไดเดินทางเขาสูอาณาจักรเพ็กเจ และในราวศตวรรษที่ 5 พระพทุ ธศาสนาจงึ ไดเ ผยแพรเ ขา สอู าณาจกั รชลิ ลาเปน อาณาจกั รสดุ ทา ย ภายหลงั จากการตอบรับการเจรญิ พระราชไมตรีดังกลา ว พฒั นาการท่ีสําคัญในเชงิ รปู ธรรม ของพระพุทธศาสนาในคาบสมุทรเกาหลีปรากฏชัดในราวป ค.ศ. 375 ภายหลัง ราชสํานักแหงอาณาจักรโกคูรยอไดอุปถัมภและสนับสนุนการกอสรางอาราม 3 จากหลักฐานทางประวัติศาสตรพบวาพระพุทธศาสนานั้นไดรับการเผยแพรเขาสู ดินแดนจีนในสมัยราชวงศฮั่น (206 BC.-220 CE.) แตการเผยแพรแนวคิดทาง พระพุทธศาสนาเขาสูคาบสมุทรเกาหลีน้ันปรากฏขึ้นอยางเปนทางการในราว ศรสิ ตวรรษทสี่ ่ีในสมัยของอาณาจักรโคกรู ยอ
วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 149 แหงแรกของพระพุทธศาสนาบนคาบสมุทรเกาหลีคืออาราม “ซองมุนซา” (Seongmunsa) เพ่อื ถวายเปนทีจ่ าํ พรรษาแดสมณะสงฆ ฉนุ เตา และตามมาดว ย อาราม “อบิ ลู ลนั ซา” (Ibullansa) กถ็ กู สรา งขน้ึ เพอื่ ถวายเปน ทพ่ี าํ นกั แดส มณะสงฆ คณะตาง ๆ ที่เดินทางเขาสูคาบสมุทรเกาหลีในระยะเวลาตอมา ดวยการตอบรับ และการสนับสนุนของราชอาณาจักรท่ีมีตอพระพุทธศาสนาในคาบสมุทรเกาหลี ดังกลาวจึงเปนสาเหตุหลักท่ีทําใหพระพุทธศาสนาในคาบสมุทรเกาหลีจึงเร่ิมมี บทบาทในมิติเชิงความคิดของประชาชนในฐานะที่เปนผูวางกรอบเง่ือนไขของ การมีชีวิตท่ีดีทั้งในโลกน้ีและโลกหนาและเร่ิมขยายบทบาทไปสูการเปนพื้นฐาน ทางวัฒนธรรมรวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีตางๆท้ังท่ีเก่ียวของกับประชาชน และประเพณีที่เกี่ยวของกับราชสํานักหรือราชอาณาจักร จนในทายท่ีสุด พระพุทธศาสนาจึงไดพัฒนาตัวข้ึนเปนศาสนาที่สําคัญของรัฐ (State Religion) ทไ่ี ดร บั การยอมรบั และการเคารพจากประชาชนและพระราชวงศช น้ั สงู และสามารถ ดํารงความสาํ คญั สบื เนอ่ื งมาไดถึง 1700 ปม าจนถงึ ปจ จบุ ัน ในชวงแรกเร่ิมของพัฒนาการของพระพุทธศาสนาในคาบสมุทรเกาหลี น้ันนิกายสําคัญท่ีไดรับการเผยแพรจากอารยธรรมจีนเขาสูคาบสมุทรเกาหลีนั้น ประกอบดวยนิกายมาธยกะ, นิกายวินัย, นิกายนิรวารณ, นิกายโยคาจาระ, และ นกิ ายอวตมั สกะ ซง่ึ ในจารตี ของพระพทุ ธศาสนาฝา ยเกาหลนี กิ ายทงั้ หา นค้ี อื ตวั แทน ของกลมุ นกิ ายฝาย “เนน การศกึ ษาคัมภีร” หรอื Textual Studies School /The Doctrinal School (Kyo/Gyo, Kr. 교)4 กลาวคือกลุมแนวคิดท่ีใหความสําคัญ ในการศึกษาแนวคิดหรือหลักการของพระพุทธศาสนาเชนแนวคิดทางปรัชญา อนั ลกึ ซง้ึ ซงึ่ ปรากฏอยใู นฐานะเนอ้ื หาหลกั หรอื ขอ คาํ สอนหลกั ทไี่ ดร บั การบนั ทกึ อยู ในพระสูตรหรอื คมั ภีรท ่สี าํ คัญทางศาสนา โดยพจิ ารณาความหมายของขอ คําสอน ในคัมภีรในฐานะท่เี ปนสงิ่ แสดงถงึ ขอ คําสอนทแ่ี ทจ ริงของพระพุทธศาสนา คําสอน ในรูปแบบดังกลาวคือตัวอยางแนวคิดในการสนับสนุนบทบาทของตัวบท (Text) 4 ในภาษาเกาหลีออกเสียงเรยี กชือ่ นกิ ายน้วี า “Kyo” หรือ “Gyo” หรอื “교” ในภาษา เกาหลี
150 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 และคาํ สอนทางศาสนาทป่ี รากฏในรปู แบบของขอ เขยี นทางภาษาหรอื คมั ภรี ว า เปน เครื่องมือหรือสื่อกลางหลักท่ีสําคัญในการสรางความเขาใจตอความหมายแหง พุทธธรรมใหเกิดแกผูศึกษา โดยมองวาการใหความสําคัญกับการมุงม่ันศึกษา ความหมายของคมั ภรี ท สี่ าํ คญั ตา งๆเปน หนทางทสี่ าํ คญั ในการนาํ พาบคุ คลใหเ ขา ถงึ ความจริงแหงพุทธธรรมไดในที่สุด การใหความสําคัญแนวคิดเร่ืองการศึกษาหลัก การหรือทฤษฎีทางปรัชญาท่ีลึกซึ้งของพระพุทธศาสนาของนิกายฝายการศึกษา คัมภีรผานในลักษณะดังกลาวในคาบสมุทรเกาหลีสงผลใหเกิดการรจนางานเขียน ในเชิงอรรถาธิบายคัมภีรซ่ึงในสํานักความคิดไดยอมรับวาเปนคัมภีรที่ส่ือแสดง ไดถ งึ ความจริงแหงพทุ ธธรรมไดจ ริงแทท ี่สดุ 5 ดว ยเหตผุ ลเชน นจ้ี งึ พบวา พระพทุ ธศาสนาในคาบสมทุ รเกาหลชี ว งแรกนนั้ มีการผลิตคัมภีรชั้นอรรถกถาท่ีสําคัญออกมาเปนจํานวนมากตัวอยางเชน อรรถา ธบิ ายมหายานศรทั โธตปาศาสตร (The Awakening of Faith) และอรรถาธบิ าย มหายานมหาปรินิรวารณสูตร (Mahayana Mahaparinirvana Sutra) ของ พระภกิ ษใุ นสมยั อาณาจกั รรวมชลิ ลา นาม วอนฮโย (Wonhyo : Kr. 원효 617- 686 A.D.) ซงึ่ ไดร บั การยอมรบั ในวงการศกึ ษาพทุ ธศาสนาฝา ยตะวนั ออกไกลในปจ จบุ นั การใหความสําคัญกับการศึกษาเลาเรียนเพื่อเขาใจในความหมายของคัมภีรทั้งใน ชน้ั ตน และชนั้ รองดงั กลา วกย็ งั คงคอื เปน แนวทางหลกั ในการศกึ ษาพระพทุ ธศาสนา ของนิกายท้ังหา ท่ีปรากฏข้ึนในคาบสมุทรเกาหลีในชวงเวลาดังกลาว ดวยเหตุน้ี พระพุทธศาสนาของคาบสมุทรเกาหลีนั้นจึงลวนแตไดรับแนวคิดพื้นฐานท่ีสําคัญ มาจากพระพทุ ธศาสนาฝา ยการศกึ ษาคมั ภรี น ท้ี ง้ั สนิ้ พระพทุ ธศาสนาสายนถ้ี อื ไดว า เปน นกิ ายฝายกระแสหลกั (Orthodox School) แตเ พยี งฝายเดยี วของพระพทุ ธ ศาสนาที่กระจายอยูในคาบสมุทรเกาหลีนับต้ังแตท่ีพระพุทธศาสนาไดแพรหลาย เขาสคู าบสมุทรเกาหลตี ั้งแตศตวรรษท่ี 4 เปนตน มา 5 ตัวอยางเชน นิกายเทียนไท ใหความสําคัญกับสัทธรรมปุณฑริกสูตร ในขณะที่ นิกายอวตมั สกะใหความสําคัญอยางเปนทสี่ ุดกับอวตัมสกะสตู ร
วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 151 ภายหลังจากที่พระพุทธศาสนาไดรับการเผยแพรเขาสูคาบสมุทรเกาหลี พระพุทธศาสนาไดพัฒนาตัวขึ้นอยางตอเนื่องดวยการสรางความสัมพันธกับ ประชาชนและผปู กครองในทกุ ระดบั ชน้ั ดงั นน้ั ดว ยมมุ มองเชงิ บวกซงึ่ ประกอบดว ย ความศรทั ธาทผี่ ปู กครองและประชาชนในทกุ ชนชน้ั มตี อ พระพทุ ธศาสนาจงึ สง ผลอ ยางสาํ คัญท่ที ําใหพ ระพทุ ธศาสนาในสมยั รวมชลิ ลาหรือในราวศตวรรษที่ 7 นัน้ ได แพรห ลายและแผอ ิทธิพลครอบคลมุ คาบสมทุ รเกาหลไี ดอ ยางสมบูรณ สํานกั ความ คดิ ทางพระพุทธศาสนาดังกลา วโดยสามารถจดั แบง ออกเปน 5 สาย หรอื 5 สํานกั ท่สี าํ คญั ไดแ ก (Shim, 1999, p. 40) ตารางที่ 1 พระพุทธศาสนาหานกิ ายแรกในคาบสมทุ รเกาหลี นกิ าย ผกู อตัง้ อาราม นกิ ายนิรวารณ โพดอ ก (Podok) มรณะภาพ คยอนบคุ ซา (Kyonboksa) ค.ศ. 650 นกิ ายวินยั ฉาจงั ( Chajang) ทงโดซา(T’ongdosa) ค.ศ. 608-677 นกิ ายมาธยมิกะ วอนฮโย( Wonhyo) พนุ ฮวางซา (Punhwangsa) ค.ศ. 617-686 นิกายอวตัมสกะ อึยซงั (Uisang) พูซกซา (Pusoksa) ค.ศ. 625-702 นกิ ายโยคาจาร ชนิ พโย (Chinpyo) : มรณะภาพ กมึ ซานซา (Kumansa) ค.ศ. 740 ภายใตก ารเผยแพรข องพระพทุ ธศาสนาทงั้ หา สาํ นกั ดงั กลา ว นกิ ายอวตมั สกะ และนิกายโยคาจาร เปนสองนิกายท่ีมีอิทธิพลทางความคิดมากที่สุดตอพระพุทธ ศาสนาในคาบสมุทรเกาหลีโดยเฉพาะนิกายอวตัมสกะ (นิกายฮวาออมในการ ออกเสียงตามภาษาเกาหลี , Hua-Yen Sect ,Ch.華嚴 ,Kr. 화엄 : Hwa-om) เนอ่ื งดว ยการไดร บั พระราชอปุ ถมั ภจ ากพระราชวงศแ ละการคาํ้ ชจู ากชนชนั้ ปกครอง
152 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ในสมัยรวมชิลลา คําสอนที่ปรากฏเปนหลักการพื้นฐานของนิกายอวตัมสกะจึงมี อิทธิพลตอการวางรากฐานทางความคิดของพระพุทธศาสนาในคาบสมุทรเกาหลี อยา งมนี ัยท่สี ําคัญ ดว ยเหตนุ ้ี “อวตัมสกะสตู ร” ซง่ึ เปน พระสูตรทส่ี าํ คัญของนิกาย นี้จึงไดรับความสนใจและศึกษาเลาเรียนอยางกวางขวางในหมูชนชั้นสูงและผูมี การศึกษาในคาบสมุทรเกาหลี อีกท้ังแนวคิดทางปรัชญาท่ีลึกซ้ึงและซับซอนซ่ึง ปรากฏอยูในอวตัมสกะสูตรเชนแนวคิดเร่ืองธรรมธาตุท้ังส่ี (The Principles of four Dharmmadhatu) ซง่ึ เปน ทมี่ าของแนวคดิ เรอ่ื งความสมั พนั ธร ะหวา งหลกั การ และปรากฏการณท ั้งส่ีรูปแบบของธรรมธาตุ หรือ The four relations of Li and Shin ไดกลายเปนแกนหลักในบริบทการศึกษาแนวคิดทางพระพุทธศาสนาและมี อิทธิพลเปนอยางสูงตอการสรางกรอบความเขาใจของนักคิดในคาบสมุทรเกาหลี ทีม่ ีตอ คําสอนของพระพทุ ธศาสนาอยางชัดเจน นบั จากชว งเวลาทพี่ ระพทุ ธศาสนาไดร บั การเผยแพรเ ขา สคู าบสมทุ รเกาหลี ต้ังแตศ ตวรรษที่ 4 เปน ตนมา พระพุทธศาสนากไ็ ดห ยั่งรากลึกในสังคมและวิถีชีวติ ของคาบสมทุ รเกาหลอี ยา งมนั่ คง จนเขา สยู คุ สมยั แหง ความเจรญิ สงู สดุ ของพระพทุ ธ ศาสนาในคาบสมุทรเกาหลีในชวงแหงการ “การรวมอาณาจักรท้ังสาม” (The Three Kingdoms) ใหกลายมาเปนอาณาจักรเดียวกันภายใตชื่อวา “ยุครวม สามอาณาจักรชลิ ลา” หรือ The Unified Silla (668 A.D..–935 A.D.) ซงึ่ เปนท่ี ยอมรับกันวาชวงรัชสมัยของอาณาจักรรวมชิลลานี้นับเปนยุคทองทางวัฒนธรรม ของคาบสมทุ รเกาหลี (The Golden Age) โดยแทจริง ในยุคนีค้ วามเจริญรุงเรือง ของพระพุทธศาสนาประจักษไดชัดทั้งในแงมุมของผูนับถือศรัทธาท่ีแพรหลายไป ยังทุกชนชนั้ ของอาณาจกั ร อนั ประกอบไปดวยชนช้ันลาง เชน ชาวบาน กระท่ังถึง ชนช้นั สูง เชน ขา ราชการ รวมไปถงึ องคพระมหากษตั ริยแ ละพระบรมวงศานุวงศ ในยคุ สมยั ดงั กลา วสถานภาพทางสงั คมของพระพทุ ธศาสนาในคาบสมทุ ร เกาหลวี างอยบู นความสมั พนั ธอ นั ใกลช ดิ กบั สถาบนั การปกครองและราชสาํ นกั อยา ง มนี ัยท่ีสําคญั นักวชิ าการเชน Kim Young Tae ใหคาํ อธบิ ายเกยี่ วกบั บทบาทของ พระพุทธศาสนาในลกั ษณะดังกลาววา
วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 153 พระพุทธศาสนาเปนสถาบันซึ่งมีบทบาทหนาที่ในการ ชว ยเหลอื และบรรเทาความทกุ ขร อ นของประชาชนใน “โลกแหง ความเปน จรงิ ” ผานทางการปลอบโยนทางจิตใจดว ยเปาหมาย ปลายทางแหงโลกหนารวมถึงพระพุทธศาสนายังถูกใชเปน สถาบันที่สําคัญในการสรางความรูสึกอันเปนหนึ่งเดียวกันของ ประชาชนในอาณาจักรตางๆบนคาบสมุทรเกาหลี เพ่ือทําให การรวมอาณาจักรทั้งสามของคาบสมุทรเกาหลีเขาสูอาณาจักร รวมชิลลาน้ันเกิดความราบร่ืนและปราศจากการตอตานจาก ประชาชน (Kim, 2014, p. 60) การยอมรับในความสําคัญของพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะจากชนชั้น ปกครองน้ันปรากฏไดชัดเจนภายใตแนวคิดของอาณาจักรรวมชิลลาท่ีใหความ สําคญั กับพระพทุ ธศาสนาในฐานะทีเ่ ปน “ศาสนาแหง รัฐ” หรอื State Religion ในแงน ช้ี นชนั้ ปกครองของอาณาจกั รรวมชลิ ลา ยกยอ งศาสนาพทุ ธใหเ ปรยี บเสมอื น พลังอํานาจอันศักด์ิสิทธิ์ท่ีชวยปกปกษรักษาใหอาณาจักรดํารงอยูไดอยางผาสุก โดยเฉพาะอยางย่ิงการปกปกรักษาจากการรุกรานของอาณาจักรอ่ืนเปนสําคัญ ความสําคัญของพระพุทธศาสนาเชนน้ีสะทอนใหเห็นวาความเช่ือเรื่องการเคารพ บูชาและพิธีกรรมทางศาสนาจะสงผลใหเกิดความรุงเรืองในรัฐยังคงฝงแนนใน แนวคิดของผูปกครอง6 ซึ่งเปนแนวคิดพ้ืนฐานทางศาสนาและความเช่ือของ 6 ผวู จิ ยั มองวา แนวคดิ เกย่ี วกบั พระพทุ ธศาสนาในลกั ษณะทเี่ ปน พลงั หรอื อาํ นาจศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ ที่สงผลตอความอยูรอดของรัฐและผูปกครอง จนนําไปสูการสรางกรอบความเขาใจ ในเชงิ พธิ กี รรมและการเคารพบชู าใหเ กดิ ขน้ึ แกศ าสนาพทุ ธนนั้ มคี วามเชอ่ื ไดว า อาจจะ เกิดจากอิทธิพลของศาสนาดั้งเดิมกลาวคือลัทธิชาแมนท่ีมีความเชื่อเรื่องการบูชา เทพเจาหรืออํานาจศักดิสิทธ์ิซ่ึงเปนความเชื่อท่ีฝงรากลึกอยูในแนวคิดของชุมชน บาทคาบสมุทรเกาหลีมายาวนานกวาศาสนาพุทธ จนถึงแมในปจจุบันนักวิชาการ บางคนยังมองวาลัทธิชามันน้ันยังคงมีอิทธิพลตอความเชื่อทางศาสนาของคาบสมุทร เกาหลแี มก ระทง่ั ศาสนาพทุ ธทป่ี ฏเิ สธแนวคดิ เรอ่ื งเหนอื ธรรมชาตกิ ย็ งั คงไดร บั อทิ ธพิ ล ทางความคิดจากลัทธิชาแมนจนกอใหเกิดพิธีกรรมทางศาสนาที่แปลกแยกไปจาก
154 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 คาบสมทุ รเกาหลีเชนศาสนาชาแมนนับตั้งแตอดตี มา อยางไรก็ตามเมือ่ เขา สศู ตวรรษท่ี 12 ซึ่งตรงกับสมัยราชอาณาจักรโครยอ สภาวะทางสงั คมการเมอื งในชว งเวลาดงั กลา วอยใู นชว งยคุ เวลาทถี่ อื วา ไรเ สถยี รภาพ ทางการเมืองอยางรุนแรง7 ในยุคดังกลาวไดเกิดการปฏิวัติโดยคณะทหารเพื่อ แยง ชงิ อาํ นาจในการปกครองราชอาณาจกั รจากฝา ยพระราชวงศ และภายหลงั จาก การปฏวิ ตั สิ าํ เรจ็ จงึ เกดิ การเปลย่ี นแปลงระบบการปกครองของราชอาณาจกั รโครยอ ใหกลายเปนรัฐเผด็จการทหาร (Military State) พระมหากษัตริยอยูในสภาวะท่ี เปนหุนเชิดทางการเมือง สภาวะทางการเมืองเชนน้ีสงผลโดยตรงตอไปยังบทบาท และสถานะภาพทางสังคมของพระพุทธศาสนา เนื่องจากความสัมพันธที่ลึกซ้ึง ระหวา งสถาบนั ทางการเมอื งและสถาบนั ทางศาสนาในแงท วี่ า ราชอาณาจกั รโครยอ โดยเฉพาะอยางยิง่ ฝายพระราชวงศไ ดใ ชพ ระพทุ ธศาสนาในเชงิ ทเี่ ปน “ศาสนาเชิง พิธีกรรม”8 ท่ีมุงเนนการประกอบพิธีกรรมเพื่อการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง คําสอนของพระพุทธศาสนาดั้งเดิม โปรดดู Sung-Eun T. Kim. (2018). Korean Buddhist adoption of Shamanic Religious Ethos: Healing, Fortune Seeking, and the Afterlife. International Journal of Buddhist Thought and Culture, Vol 28, 60-85 7 ซึ่งเปน แรงกระตุน ให โบโจ จนิ ลู เกิดความคดิ ในการ “ปฏริ ปู ศาสนา”อยางจรงิ จงั ของ เขาในอีกราวหน่งึ รอยปถ ัดไป 8 นักวิชาการบางคนมองวาราชสํานักโครยอนั้นพยายามแบงแยกศาสนาพุทธออกจาก ความสัมพันธทางการเมืองของราชอาณาจักร และยอมรับในแนวคิดของลัทธิขงจื๋อ (Confucianism) ในฐานะทเ่ี ปน หลกั การพนื้ ฐานของแนวคดิ ทางการเมอื ง (Kim, 2014, p. 79) แตผูวิจัยมีความเห็นวาศาสนาพุทธน้ันยังคงสามารถแทรกซึมเขาไปมีบทบาท ทสี่ าํ คญั ในทางการเมอื งผา นทางความศรทั ธาและความเชอื่ ของชนชน้ั สงู ชนชน้ั ปกครอง หรือแมแตเหลา พระราชวงศทมี่ ีความศรทั ธาในพระพทุ ธศาสนา รวมถึงพระสงฆผทู รง สมณศักดิ์ท้ังหลายสวนใหญก็มาจากเหลาเช้ือสายราชสกุลหรือเหลาขุนนางชนชั้น ปกครองหรือแมแตเหลาพระบรมวงศานุวงษของราชอาณาจักรโครยอเอง ดวยเหตุน้ี พระพุทธศาสนาจึงเปนสถาบนั ทมี่ อี ทิ ธิพลตอราชอาณาจกั รโครยออยา งมีนยั ท่สี าํ คญั
วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 155 หรือเพื่อเปนอํานาจศักดิ์สิทธิ์ปกปองความสงบสุขของราชอาณาจักรโดยเฉพาะ ความรูสึกปลอดภัยในสถานะภาพทางการเมืองของพระราชวงศเอง ความวุนวาย ทางการเมืองท่ีมีสถาบันกษัตริยเปนจุดศูนยกลางนั้นยอมสงผลกระทบตอสถาบัน ทางศาสนาอยางหลกี เลี่ยงไมได ดวยปญหาความวุนวายในสังคมการเมืองในลักษณะดังกลาวเชนน้ีท้ัง ราชสํานักและราชอาณาจักรจึงมีความประสงคท่ีจะแสวงหาสิ่งยึดเหน่ียวทางใจ และการแสวงหาอํานาจศักด์ิสิทธิ์ในการดลบันดาลความสงบรมเย็นใหเกิดข้ึน แกราชอาณาจักร ความประสงคในขอดังกลาวจึงสงผลใหพระพุทธศาสนาจึง กลายเปนสถาบันหลักทร่ี าชอาณาจกั รมอบความมงุ หมายใหใ นฐานะทีเ่ ปน สถาบัน อนั ทรงอาํ นาจ (อาํ นาจในทางเหนอื ธรรมชาต)ิ ในการดลบนั ดาลใหเ กดิ ความสงบสขุ ดังกลาว และเนื่องดวยพระราชประสงคของราชสํานักในลักษณะดังกลาวนี้เอง จึงเปนจุดเร่ิมตนของการเหนี่ยวโนมใหพระพุทธศาสนา (อันหมายรวมถึงพระสงฆ ผูปฏิบัติ) เขามีสวนรวมสัมพันธกับมรรควิถีทางโลก (โลกิยะมรรค) หรือเร่ืองราว ทางโลกในเชิงลบเชนการเมืองหรือความขัดแยงตางๆทางการเมืองซ่ึงเปนปจจัย ที่สําคัญในการชักพาใหพระพุทธศาสนาในชวงเวลาดังกลาวเริ่มถอยหางจากวัตร ปฏบิ ตั อิ นั งดงามบรสิ ทุ ธเิ์ ขา สกู ารมบี ทบาทในทางอาํ นาจและทางการเมอื ง นอกจาก นนั้ การทร่ี าชอาณาจกั รรวมถงึ ราชสาํ นกั มมี มุ มองตอ พระพทุ ธศาสนาในฐานะทเี่ ปน ศาสนาเชงิ พธิ กี รรมอนั ทรงไวซ ง่ึ อาํ นาจลล้ี บั เหนอื ธรรมชาตนิ นั้ นบั ไดว า เปน อกี หนง่ึ ปจจัยที่สําคัญในการโนมนําใหพระพุทธศาสนาเร่ิมออกหางจากคําสอนเดิมแท อันเนนซ่ึงความสงบและการมุงสูวิถีแหงธรรม (โลกุตรมรรค) อันแนวทางเดิมแท ทไ่ี ดร บั การถา ยทอดมาแตเ ดมิ ทาํ ใหใ นชว งเวลาดงั กลา วพระพทุ ธศาสนาเรมิ่ ถดถอย ตวั ตนออกจากอารามอนั เงียบสงบเขา สคู วามวนุ วายของบทบาททางการเมืองและ การแยงชิงอํานาจซ่ึงเปนมรรควิถีแหงความไรซึ่งความเรียบงายและงดงามอันเปน พ้ืนฐานคําสอนของพระพุทธศาสนาเอง ดวยมุมมองอัน“บิดเบ้ียว” ที่มีตอความ หมายที่แทจริงของขอเท็จจริงแหงพุทธธรรมทางศาสนาและการ “เบี่ยงเบน” ของวตั รปฏบิ ตั แิ ละการวางบทบาทหรอื สถานะภาพของนกั บวชในพระพทุ ธศาสนา
156 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 คือพลวัตปจจยั ทส่ี ําคัญในการชักพาใหพระพุทธศาสนาเรม่ิ หันเหออกจากแนวทาง ท่ีถูกตองและสมบูรณ ปญหาของพระพุทธศาสนาในลักษณะดังกลาวนี้ คือวิกฤติ อนั สาํ คญั ในการสน่ั คลอนความมน่ั คงและความถกู ตอ งสมบรู ณข องพระพทุ ธศาสนา ในคาบสมทุ รเกาหลีนับตง้ั แตศ ตวรรษที่ 12 เปน ตน มา 3. พระพุทธศาสนานกิ ายเซนในคาบสมุทรเกาหลี ภายใตบ รบิ ททางสงั คมศาสนาทพี่ ระพทุ ธศาสนานกิ ายฝา ยเนน การศกึ ษา (Textual Studies) เชนนิกายอวตัมสกะไดแพรหลายและพัฒนาเติบโตข้ึนใน คาบสมุทรเกาหลอี ยางเขม แขง็ นน้ั พระพทุ ธศาสนานิกายเซน (Zen School, Kr. 선 : Seon)9 ซ่ึงเปนสํานักท่ีใหความสําคัญกับหลักการเร่ืองการปฏิบัติหรือ Meditation school น้ันกลับไดรับการเผยแพรเขาสูคาบสมุทรเกาหลีลาชากวา กวาสํานักการศึกษาเลาเรียนถึงราว 400 ป ในชวงราวปลายสมัยอาณาจักรรวม ชลิ ลา (The Unified Silla, 668–935 A.D.) หรอื ในราวศตวรรษที่ 9 การเทยี บเคยี ง กบั เหตกุ ารณท ส่ี าํ คญั ในประวตั ศิ าสตรข องอารยธรรมจนี พบวา การเผยแพรพ ระพทุ ธ ศาสนานิกายเซนเขาสูคาบสมุทรเกาหลีเกิดข้ึนภายหลังการปราบปรามพระพุทธ ศาสนาคร้ังใหญในจีน (Hui ch’ang presecution) ในป คศ 842-845 ตรงกับ รัชสมัยราชวงศถัง (Tang Dynasty : 618-907 A.D.) ของอารยธรรมจีน10 9 การออกเสียงในภาษาเกาหลีน้ันคาํ วา เซน (Zen) จะออกเสยี งวา “ซอน” (선) หรือ “seon” ในภาษาองั กฤษ 10 ชวงเวลาในการเผยแพรแนวคิดของนิกายเซนเขาสูคาบสมุทรเกาหลีนั้นถือเปนชวง สถานการณหัวเลี้ยวหัวตอของพระพุทธศาสนาในอารยธรรมจีนเนื่องดวยเกิดการ กอ กวนพระพทุ ธศาสนาครงั้ ใหญใ นประเทศจนี (Hui-ch’ang Persecution) ในราวป ค.ศ. 814-845 ซง่ึ สง ผลอยา งใหญห ลวงตอ สาํ นกั ทางศาสนาทม่ี คี วามเกยี่ วขอ งสมั พนั ธ อยางใกลชดิ กบั สถาบันทางการเมือง ตวั อยา งเชน นิกายหัวเหยนิ เทียนไท ตางไดรบั ผลกระทบจากการกอกวนพระพุทธศาสนาครั้งใหญนี้อยางถวนหนากัน จะยกเวนก็ เสียแตพระพุทธศาสนานิกายเซนท่ีไดรับผลกระทบจากการปญหาในคร้ังนี้นอยกวา สํานักพุทธศาสนาอื่นๆ ดวยการรักษาพรหมจรรยโดยไมของเก่ียวกับการเมือง, เนนการปฏิบัติในสถานท่ีหางไกลเงียบสงบและการพ่ึงพาตนเองในเร่ืองปากทองใน ระบบเศรษฐกิจแบบปด
วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 157 (Ch’en, 1964, p. 226) ตามประวัติศาสตร พระพุทธศาสนานิกายเซนแพรเขาสูคาบสมุทร เกาหลีผานทางพระสงฆผูเดินทางไปศึกษาแนวคิดทางพระพุทธศาสนาจาก อารยธรรมจนี แลว นาํ คาํ สอนและหลกั การความคดิ ของนกิ ายเซนจากอารยธรรมจนี กลับเขามาเผยแพรและสั่งสอนในคาบสมุทรเกาหลี แตดวยบริบททางการเมือง โดยเฉพาะอยา งย่ิงดว ยโครงสรา งทางอาํ นาจและความสัมพันธท ศ่ี าสนาพุทธนิกาย อวตัมสกะซ่ึงเปนพระพุทธศาสนากระแสหลักในคาบสมุทรเกาหลีที่มีตอราชสํานัก และสถาบันทางการเมือง รวมถึงความแตกตางทางความคิดท่ีสําคัญโดยเฉพาะ ในหลักการเรื่องการศึกษาและปฏิบัติของทั้งสองนิกาย ปจจัยท่ีสําคัญท้ังสอง ประการดงั กลา วสง ผลใหน กั บวชนกิ ายเซนกลมุ แรกมองวา การเผยแพรแ นวคดิ ของ พระพุทธศาสนานิกายเซนนี้ไปในเขตภูมิภาคดินแดนท่ีหางไกลจากเมืองหลวงของ อาณาจักรน้ันคือหนทางในการรักษาเสถียรภาพและความม่ันคงของนิกายเซนใน คาบสมุทรเกาหลี ดวยเหตุนี้นิกายเซนจึงไดบายหนาสูทองถิ่นในชนบทที่หางไกล จากจดุ ศนู ยก ลางของอารยธรรมและจดั ไดต ง้ั อารามซงึ่ เปน ศนู ยก ลางแหง การปฏบิ ตั ิ ของนิกายเซนสายตาง ๆ ขนึ้ ในบริเวณชนบททว่ั ทงั้ คาบสมทุ รเกาหลี การเลือกท่ีจะรักษา “ระยะหาง” ระหวางนิกายเซนกับราชอาณาจักร หรอื ราชสาํ นกั นนั้ อาจจะสามารถพจิ ารณาไดว า เปน การสะทอ นปญ หาทสี่ าํ คญั ของ สถาบันศาสนาในคาบสมุทรเกาหลีในชวงเวลาดังกลาวไดอยางนอยสองประการ กลาวคือ ประการที่หนึ่งปญหาในเชิงโครงสรางทางอํานาจและสภาวะทางสังคม การเมืองของราชอาณาจักร และประการที่สองปญหาในเชิงขอขัดแยงในเชิง โครงสรางทางความคิดของพระพทุ ธศาสนาทงั้ สองนกิ าย กลาวคือ ประการทหี่ นง่ึ ดว ยการพจิ ารณาบรบิ ทของปญ หาทางสงั คมในอาณาจกั ร รวมชลิ ลา พบวา ในชวงปลายสมยั ของอาณาจักรกลาวคือในชวงราวศตวรรษที่ 10 ราชสํานักรวมชิลลาตองประสบปญหาทางการเมืองท่ีสําคัญอันสืบเนื่องมากจาก ปญหาเรื่องการสืบราชสมบัติและการแยงชิงราชบัลลังก จนนําไปสูการแบงขั้ว
158 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ทางการเมืองและปญหาความขัดแยงอยางรุนแรงในสังคมทางการเมืองภายใน จดุ ศนู ยก ลางของราชอาณาจกั ร ซง่ึ ปญ หาความขดั แยง อนั รนุ แรงภายในเมอื งหลวง หรือจุดศูนยกลางของอาณาจักรน้ีสงผลใหความสามารถในการควบคุมอํานาจ อันเด็ดขาดในจุดศูนยกลางของอาณาจักรของราชวงศน้ันเริ่มเสื่อมถอยลง ความ ระสา่ํ ระสายทางการเมอื งนส้ี ง ผลเปน วงกวา งออกไปถงึ ดนิ แดนหา งไกลหรอื ดนิ แดน ในชนบทของอาณาจักรรวมชิลลา อยา งมีนัยสาํ คัญ กลาวคอื ดว ยความระสํา่ ระสาย ทางการเมืองท่ีเกิดข้ึนในจุดศูนยกลาง สงผลใหความสามารถในการควบคุมผูนํา ทางการเมืองในทอ งถ่นิ (Local Warlord) เสอ่ื มถอยลงดวยอยา งชดั เจน ในแงน ้ี การจัดการกับปญหาความขัดแยงในจุดศูนยกลางที่ดูไมมีทีทาที่จะสงบลงไดอยาง งายได สงผลใหผูนําทางการเมืองหรือผูมีอํานาจทางการเมืองในเขตหัวเมืองที่หาง ไกลเร่ิมมีบทบาทและอํานาจในการแข็งขืนตออํานาจการปกครองของสวนกลาง อันออนแอมากข้ึนในทุกขณะ ดวยจํานวนผูนําทางการเมืองในทองถิ่นที่กระจาย อยูท่ัวท้ังคาบสมุทรเกาหลีประกอบกับความสามารถในการเพิ่มพูนอํานาจในการ ปกครองทองถ่ินของตนท่ีมีมากขึ้นโดยปราศจากการแทรกแซงหรือควบคุมโดยรัฐ ซ่ึงเผชิญปญหาทางการเมืองภายในอยู จึงสงผลใหรูปแบบการความคุมอํานาจ ทางการเมืองของอาณาจักรชิลลาน้ันเร่ิมเขาสูสภาวะแหงการกระจายอํานาจ (Decentralization) ผูน ําทอ งถน่ิ ตา งตง้ั ตนเปนผถู อื อาํ นาจเดด็ ขาดในการควบคมุ แวนแควนหรอื ทองถิ่นนั้นๆอยางชัดเจน ประการที่สอง ประเด็นเรื่องความขัดแยงที่สําคัญในเชิงโครงสรางทาง ความคิดของพระพุทธศาสนาท้ังสองฝายคือปจจัยหน่ึงท่ีสําคัญในการวางรูปแบบ ของความสัมพันธระหวางนิกายเซนและราชอาณาจักรหรือราชสํานักใหวางอยูบน ความสมั พนั ธใ นลกั ษณะดงั กลา ว ในแงน ด้ี เู หมอื นวา พระพทุ ธศาสนาทงั้ สองกลมุ ใน คาบสมุทรเกาหลีนั้นมีพื้นฐานใน “การใหความสําคัญ” กับการเขาใจแนวคิดของ พระพทุ ธศาสนาในลกั ษณะทแี่ ตกตา งกนั กลา วคอื พระพทุ ธศาสนานกิ ายอวตมั สกะ ซึ่งทรงอํานาจและอิทธิพลในฐานะพระพุทธศาสนากระแสหลัก (Orthodox School) บนคาบสมุทรเกาหลีคือตัวแทนของสํานักคิดในฝายท่ีเนนรูปแบบ
วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 159 การศึกษาความหมายที่แทจริงของพุทธธรรมที่ปรากฏในรูปแบบของขอคําสอน หรอื เนอื้ หาอนั สาํ คญั ของคมั ภรี (Textual Studies) ในฐานะทเี่ ปน วถิ ที างอนั สาํ คญั ในการสรางความ “เขาใจ” ท่ีมีตอความหมายท่ีแทจริงของพุทธธรรมในขณะ “ผูมาใหม” หรือพระพุทธศาสนานิกายเซนเนนการใหความสําคัญกับรูปแบบของ การปฏบิ ตั ิ กลาวคือการใหความสาํ คัญกับการปฏบิ ตั สิ มาธิ (Meditation) ในฐานะ ที่เปนรากฐานสูการพุงตรงเขาสูความหมายที่แทจริงของพุทธธรรมอันปรากฏข้ึน อยา งฉบั พลนั ในฐานะทเ่ี ปน “ประสบการณเ ดมิ แทแ หง การรบั ร”ู กลา วคอื การเขา ถงึ ความหมายท่ีแทจริงของขอคําสอนแหงพุทธธรรมซ่ึงปรากฏข้ึนในรูปแบบของ “ประสบการณเดิมแท”ซ่ึงดํารงอยูกอนการคิดแยกแยะหรือแบงแยก (Discriminative Thinking) ที่มนุษยมีตอสรรพส่ิงซ่ึงเปนการรับรูที่ “บิดเบี้ยว” ไปจากขอเท็จของสรรพสิ่งในแบบที่มันเปนพฤติกรรมทางความคิดในลักษณะ ดงั กลา วสะทอ นถงึ การปราศจากการเขา ใจโลกและสรรพสงิ่ ในแนวทางทถี่ กู ตอ งใน ทศั นะของนกิ ายเซน ดวยความคิดเห็นที่แตกตางทั้งในเชิงหลักการและการปฏิบัติของ พระพุทธศาสนาทั้งสองนิกายในคาบสมุทรเกาหลีจึงเปนสาเหตุท่ีสําคัญที่ทําให นักบวชในนิกายเซนซึ่งพึ่งจะไดรับการเผยแพรเขาสูคาบสมุทรเกาหลีและยังคง ปราศจากความม่ันคงทั้งในทางสังคมและทางการยอมรับจากประชาชนจึงเลือก ที่จะเผยแพรแนวคิดเชิงการปฏิบัติในลักษณะดังกลาวในดินแดนชนบทที่หางไกล จากอิทธิพลของพระพุทธศาสนากระแสหลักในเมืองหลวง ภายใตสังคมชนบท ซ่ึงความคิดความอานทางพระพุทธศาสนาฝายศึกษาคัมภีรที่มีพื้นฐานอยูบน การคดิ วเิ คราะหใ นระบบปรชั ญาอนั ซบั ซอ นเชน อวตมั สกะสตู รนน้ั ยงั ไมฝ ง รากลงใน ระบบความเชอื่ ของประชาชน ซง่ึ แตกตา งกบั วฒั นธรรมและความนยิ มในการศกึ ษา พระพุทธศาสนาของเหลาพระราชวงศหรือชนช้ันสูงในเมืองหลวงท่ีใหความสําคัญ กบั การศกึ ษาแนวคดิ เรอื่ งระบบพทุ ธปรชั ญาอนั ซบั ซอ น การเลอื กแนวทางดงั กลา ว ซ่ึงยอมที่จะสงผลใหการเผยแพรธรรมของนิกายเซนน้ันคอนขางท่ีจะเปนไปได อยางราบร่ืนโดยปราศจากความขัดแยงกับฝายกระแสหลักดงั กลา ว
160 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 บริบทของความขัดแยงระหวางผูนําทางการเมืองในทองถ่ินและอํานาจใน การปกครองในเชิงการรวมอํานาจจากสวนกลาง ประกอบกับความขัดแยงทาง ความคดิ ทสี่ าํ คญั ของพระพทุ ธศาสนาทงั้ สองนกิ ายสง ผลผลกั ดนั ใหพ ระพทุ ธศาสนา นิกายเซนนั้นจึงเร่ิมไดรับการสนับสนุนอยางชัดเจนจากผูนําหรือผูปกครอง ทองถ่ิน (Local Warlord) ซึ่งมีแนวโนมในการปฏิเสธอํานาจจากสวนกลาง เปนพ้ืนฐานเดิม แตอยางไรก็ตามพัฒนาการและความเขมแข็งของนิกายเซนซ่ึง เจริญข้ึนอยางตอเนื่องในดินแดนอันหางไกลนั้นก็มิอาจจะหลุดรอดสายตาของ ราชสํานักในเมืองหลวงได ในแงน้ีราชสํานักเร่ิมตระหนักไดถึงบทบาทสําคัญของ พระพุทธศาสนานิกายเซน และพยายาม “สนับสนนุ ภายใตก ารควบคุม” กจิ กรรม ทางศาสนาโดยเฉพาะของฝายนิกายเซนเพื่อสรางสมดุลแหงอํานาจทางการเมือง ใหกลับเขาสูการควบคุมของราชอาณาจักรอันเปนการลดทอนบทบาทของเหลา ผูนําทองถิ่นซึ่งอาจจะนําไปสูความขัดแยงทางการเมืองภายในราชอาณาจักรไดใน อนาคต การ “สนบั สนนุ ภายใตก ารควบคมุ ” พระพทุ ธศาสนาจากฝา ยราชอาณาจกั ร แสดงออกอยา งชดั เจนภายใตก ารประกาศพระราชกาํ หนดเรอ่ื งการควบคมุ กจิ กรรม ทางศาสนาจากฝายราชอาณาจักร เชน การติดตามและตรวจสอบระบบการเงิน ของเหลา อารามตา ง ๆ เพอ่ื มใิ หเ ปน แหลง สงั่ สมความมงั่ คง่ั จนนาํ ไปสคู วามสามารถ ในการพงึ่ พาตวั เองอยา งมากเกนิ ไปจนสามารถปฏเิ สธการชว ยเหลอื หรอื การพง่ึ พา จากราชอาณาจักร ในขณะเดียวกันก็พยายามสนับสนุนกิจกรรมทางศาสนาของ พระพทุ ธศาสนาเพอ่ื เปน การเชอื่ มโยงความสมั พนั ธร ะหวา งฝา ยราชอาณาจกั รและ ศาสนาใหประสานกลมกลืนกันผานทางการมอบความเคารพนับถือท่ีมีตอนักบวช ในพระพุทธศาสนารวมถึงการมอบอํานาจหรอื สิทธิพเิ ศษบางประการใหก ับอาราม ในชนบทหางไกลเชนขอยกเวนทางภาษีและความสามารถในการถือครองที่ดิน อันเปนอภิสิทธิ์จากราชอาณาจักร ถึงแมการควบคุมของราชอาณาจักรท่ีมีตอ พระพุทธศาสนาในดินแดนอันหางไกลจากเมืองหลวงจะไดรับผลตอบสนองอยาง นาพอใจแตการไดรับความเคารพและสิทธิพิเศษบางประการจากราชสํานักก็นํา ไปสูการส่ังสมอํานาจท้ังในทางเศรษฐกิจและสถานะทางสังคมของเหลานักบวช
วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 161 และอารามตาง ๆ ในเขตทองถ่ินหางไกลอยางตอเนื่อง ในชวงระยะเวลาดังกลาว พระพทุ ธศาสนานกิ ายเซนจงึ เรม่ิ มบี ทบาททส่ี าํ คญั มากขน้ึ ในปรมิ ณฑลทห่ี า งไกลจาก จดุ ศนู ยก ลางของอารยธรรม และเรม่ิ สรา งความเขม แขง็ มากยงิ่ ขนึ้ ภายใตค วามมงั่ คงั่ ทางการเงินของอาราม จงึ สง ผลใหในชว งปลายของอาณาจักรรวมชิลลา พระพทุ ธ ศาสนานกิ ายเซนนน้ั ดไู ดพ ฒั นาขนึ้ เปน สถาบนั ทางศาสนาทม่ี คี วามสาํ คญั ซงึ่ มอี าํ นาจ ท้ังตอความคิดของบุคคลและอํานาจในทางเศรษฐกิจที่อาจจะเทียบเทาราชสํานัก หรอื ชนชน้ั นาํ ในราชอาณาจกั รอยางชัดเจน อยางไรก็ตามดวยปจจัยเก้ือหนุนทางอํานาจ เศรษฐกิจและดวยบริบท ทางความเชื่อความศรัทธาของประชาชนในทองถ่ินที่มีตอพุทธศาสนานิกายเซน สงผลใหในชวงราวศตวรรษที่ 9 พระพุทธศาสนานิกายเซนสามารถวางรากฐาน อยา งมั่นคงในคาบสมทุ รเกาหลแี ละกระจายตวั อยูท่วั คาบสมุทรเกาหลถี งึ 9 สํานัก ภายใตชอื่ “นิกายเซน 9 ขุนเขา” หรือ “Nine Mountains Seon” นักวิชาการ เชน Shim Jae-ryong อธบิ ายวา “สายสกลุ ทางความคดิ ของพระพทุ ธศาสนานกิ าย เซนในคาบสมุทรเกาหลีทั้ง 9 สํานักน้ันสืบสายธารทางความคิดมาจากนิกายเซน ทงั้ สองสายในอารยธรรมจีน กลา วคือ สาํ นกั เซนฝา ยเหนือหรอื ฝายสํานกั คอ ยเปน คอยไปไดรับการสงผานมาสูสํานักฮุยยางเพียงสํานักเดียวในคาบสมุทรเกาหลี” (Shim, 1999, p. 43) แตในทางกลับพระพุทธศาสนานิกายเซนอีกท้ัง 8 สํานัก ท่ีเหลือน้ันรับอิทธิพลทางความคิดมาจากพระพุทธศาสนาสายฉับพลันหรือสายใต และไดพัฒนาข้ึนเปน นิกายเซนกระแสหลกั ในคาบสมุทรเกาหลี
162 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ตารางท่ี 2 รายชอ่ื ของนิกายเซนท้งั 9 สายในคาบสมทุ รเกาหลี ผูกอตั้ง ช่อื ภูเขาอันเปน ที่ต้งั ของ อาราม อาราม 1 โทอ้ี( Toui) : ภูเขา กาจิ (Mt.Kaji) อารามโพรมิ (Porimsa) มรณะภาพ ค.ศ. 825 2 เฮชอย (Hyech’ol) : ภูเขาทงนิ (MT. Tongni) อารามแทอัน (T’aeansa) ค.ศ.748-861 3 โฮงชก(Hongchok) : ภเู ขาซลิ ซัง (Mt. Silsang) อารามชลิ ซัง (Shilsangsa) มรณะภาพ 862 4 โพมีล ( Pomil) : ภูเขาซากลู (Mt Sagul) อารามกลู ซาน (Gulsansa) ค.ศ. 810-889 5 ฮยอนุก (Hyonuk) : ภูเขาพงนิม (Mt.Pongnim) อารามพงนมิ (Pongnimsa) ค.ศ. 787-869 6 โทยูน(Toyun) : ภเู ขาซาจา (Mt.Saja) อารามฮงั นยอน ค.ศ. 797-868 (Hungnyonsa) 7 มยู อม ( Muyeom) : ภูเขาซอนจู (Mt. Songju) อารามซองจู (Songjusa) ค.ศ. 799-888 8 โทโฮน (Tohon) : ภูเขาฮุยยาง (Mt. Huiyang) อารามพงกมั (Pongamsa) ค.ศ. 824-882 9 อยี ม (Iom) : ภูเขาซูมิ (Mt.Sumi) อารามกวางโจ ( Kwangjosa) ค.ศ. 870-936 นกั วชิ าการทางพระพทุ ธศาสนา เชน Kim Yong -tae มองวา แนวคดิ เรอ่ื ง การแบงสายสกุลทางความคิดของพระพุทธศาสนานิกายเซนในคาบสมุทรเกาหลี ออกเปน 9 สํานักที่สําคัญดังกลา วนน้ั คอ นขา งมีลกั ษณะท่แี ตกตางจากแนวคิดของ พระพทุ ธศาสนานกิ ายเซนในอารยธรรมจนี โดยเฉพาะในสมยั ราชวงศถ งั ซงึ่ ใหค วาม สําคัญในการแบงแยกสายสกุลทางความคิดจากลักษณะของพื้นฐานในการเขาใจ
วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 163 หลักคําสอนของพระพุทธศาสนาจากมุมท่ีตางกันจนนําไปสูการมีรูปแบบของ การปฏิบัติของแตละสายสกุลทแ่ี ตกตา งกนั 11 และดว ยความแตกตางในเชงิ มมุ มอง และรูปแบบของความหมายของการปฏิบัติที่มีลักษณะท่ีแตกตางกันเชนนี้ของ พระพุทธศาสนานิกายเซนในอารยธรรมจีนในทายท่ีสุดไดเปนรากฐานที่สําคัญใน การพฒั นาแนวคดิ ของพระพทุ ธศาสนานกิ ายเซนในสมยั ราชวงศซ ง ใหแ บง แยกออก เปน หาสายสกลุ ทางความคิด หรือ “The Five School of Chan” ในกรณีของคาบสมุทรเกาหลีน้ัน Kim มองวาแนวคิดและหลักการเชิง ปฏิบัติของนักบวชในพระพุทธศาสนานิกายเซนบนคาบสมุทรเกาหลีน้ันมีจุดเนน อยูบนรูปแบบของความสัมพันธระหวางครูและศิษย (master-disciple relationships) ในความหมายของการถา ยทอดธรรมภายใตค าํ ช้แี นะของอาจารย และการฝกฝนปฏิบัติของผูปฏิบัติโดยปราศจากการตีกรอบแตเพียงการถายทอด ธรรมะในสายสกุลหรือในสายสํานักของตนเองแตเพียงเทาน้ัน แนวคิดเชนนี้คือ ปจจัยหลักท่ีสําคัญในการพัฒนาความรูความเขาใจและการปฏิบัติของนักบวชใน นิกายเซนในคาบสมุทรเกาหลี อาจารยและศิษยในสายสํานักเดียวกันอาจจะมี แนวคิดและการปฏิบัติที่แตกตางกันยอมเปนส่ิงท่ีเกิดขึ้นไดในบริบททางความคิด ในลกั ษณะดงั กลาว (Kim, 2014, pp.91-92) นอกจากน้นั นักวชิ าการทางพระพทุ ธ ศาสนาเซนสายเกาหลี เชน Robert E Buswell มีแนวคดิ ท่ีสอดคลองกบั แนวคดิ ของ Kim ดังกลาวโดยมองวา “การเขาเปนสมาชิกของสังคมสงฆโดยผานทาง การอุปสมบทในสายสกลุ ตา งๆหน่ึงใน 9 สายนน้ั เปน เพยี งจดุ เรมิ่ ตนในการดาํ เนนิ ชีวิตในทางธรรมในรูปแบบประเพณี หากแตการแสวงหาความรูท่ีแทจริงหรือ 11 ทัศนะเชนนี้ปรากฏเดนชัดในฐานะท่ีเปนขอวิจารณหลักของ Tsung mi (780-841 A.D.) ที่มีตอ การอธิบายความหมายของหลกั การเร่อื งจติ เดิมแท (True Mind) ของ นิกายเซนในสํานักตางๆที่ปรากฏในสมัยราชวงศถัง (Tang Dynasty) ซ่ึง แนวการ อธิบายในลักษณะดังกลาวมีอิทธิพลเปนอยางสูงตอการวางกรอบทางความคิดของ โบโจ จินูล ในประเด็นเร่ือง ญาณวิทยาหรือประเด็นเรื่อง “การตื่นรูอยางฉับพลัน” (Sudden Awakening)
164 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ประสบการณท างศาสนาอนั เปน เนอื้ หาหลกั ของชวี ติ แหง ธรรมนนั้ เปน เรอ่ื งทผ่ี ปู ฏบิ ตั ิ พึงจะตอ งแสวงหาและเขาถึงไดโ ดยตนเอง” (Buswell Jr, 1983, p. 42) ความเห็นของนักวิชาการท้ังสองทานดังกลาวนับวาเปนสิ่งที่นาสนใจ โดยเฉพาะอยางย่ิงเมอ่ื นํามาพิจารณาภายใตบริบทของ “โบโจ จินูล” ซึ่งมีทัศนคติ ในเชิงบวกตอแนวคิดหรือรูปแบบทางคําสอนที่แตกตางจากสายสกุลทางความคิด ของตน รวมถึงยังมองวาความแตกตางทางความคิดดังกลาวมิไดถือเปนอุปสรรค ทส่ี าํ คญั ตอ การทาํ ความเขา ใจคาํ สอนทางศาสนาหากแตก ารเขา ใจคาํ สอนทแ่ี ตกตา ง กันของฝายตางๆ “อยางถูกตอง” กลับเปรียบเสมือนการมองเห็นขอคําสอนแหง พทุ ธธรรมจากมมุ มองหรอื ทศั นะทแ่ี ตกตา งกนั ซงึ่ สามารถถกู ใชเ ปน ขอ สนบั สนนุ ซง่ึ กันและกนั ในการสรางภาพความเขา ใจที่ “สมบรู ณ” ใหเกิดขึ้นนนั่ เองในแงน คี้ วาม ขัดแยงที่ปรากฏข้ึนจากการพิจารณาขอคําสอนแหงพุทธธรรมจึงเปนสิ่งท่ีควรถูก ศึกษาเพ่ือความเขาใจและการปฏิบัติอยางถูกตองในฐานะท่ีเปนการเปดเผยความ จรงิ แทแ หง พทุ ธธรรมในฐานะวถิ ชี วี ติ อนั เปน การยนื ยนั ความถกู ตอ งและสมบรู ณข อง ธรรมทง้ั ปวงในประสบการณ มากกวา เพอ่ื การถกเถยี งในเพอ่ื การเอาชนะทางปญ ญา
วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 165 3.1 การสบื สายสกลุ ทางความคดิ และทม่ี าของปญ หาความขดั แยง ในคาบสมทุ ร เกาหลี ภาพท่ี 1 แผนผังการสืบสายสกุลทางความคิดของพระพุทธศาสนาจากจีนสูคาบสมุทร เกาหลี
166 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ทามกลางสายสกุลทางความคิดของพระพุทธศาสนานิกายเซนใน อารยธรรมจีนดังกลาว “Hung Chou School” (Ch: 洪州宗, pinyin: Hong Zhou Zong ) ถือไดวาเปนหน่ึงในนิกายหลักท่ีสําคัญของเซนในสมัยราชวงศถัง และเปนเพียงพระพุทธศาสนานิกายเซนกลุมหลักเพียงกลุมเดียวที่มีอิทธิพลเปน อยางสูงตอพัฒนาการของพระพุทธศาสนานิกายเซนในคาบสมุทรเกาหลีในยุค สมัยปลายอาณาจักรชิลลาและตอเน่ืองถึงสมัยอาณาจักรโครยอ พระพุทธศาสนา นิกายเซน สํานัก Hung Chou จัดอยูในสายสกุลของนิกายเซนฝายใตหรือ The Southern School of Zen ซง่ึ มแี นวคดิ และการปฏบิ ัตทิ ตี่ รงขามกบั แนวคิดของ พระพทุ ธศาสนานกิ ายเซนฝา ยเหนือหรือ The Northern School of Zen ความ แตกตางระหวางนิกายเซนทั้งสองดังกลาวเกิดปรากฏขึ้นอยางชัดเจนภายหลังจาก บันทึกประวัติศาสตรเรื่องขอโตแยงเรื่องบทโศลกตนโพธิอันเลื่องชื่อของ เฉินชิว (Shen hsiu: 650-706 A.D.) และ ฮยุ เนง หรอื เวย หลาง (Hui Neng: 638-713 A.D.) จากเหตุผลดังกลาวพระพุทธศาสนานิกายเซนในอารยธรรมจีนสมัย ราชวงศถังจึงแยกสายออกเปนสองฝายโดยในฝายเหนือซ่ึงเจริญในแถบทิศเหนือ ของดินแดนจีน เชน นครลั่วหยาง (Loyang) และนครฉางอัน (Chang an) ได ยอมรบั เฉนิ ชวิ ใหด าํ รงตาํ แหนง เปน สงั ฆปรนิ ายกองคท ่ี 6 และสนบั สนนุ แนวคดิ เรอื่ ง การปฏิบัติอยางคอยเปนคอยไป นิกายฝายเหนือน้ีไมปรากฏวาสามารถพัฒนา ตอ ยอดไดใ นอารยธรรมจีนภายหลังจากชวงศตวรรษท่ี 9 ดว ยเพราะความสมั พนั ธ ระหวางนิกายเซนฝายเหนือและราชสํานักแหงนครล่ัวหยาง สงผลใหเม่ือเกิด ความวุนวายทางการเมืองและการกวาดลางพระพุทธศาสนาคร้ังใหญในสมัย ราชวงศถัง หรือ Hui-ch’ang Persecution ในราวป คศ 814-845 นิกายเซน ฝา ยเหนอื ซง่ึ มจี ดุ ศนู ยก ลางอยใู นเมอื งหลวงจงึ รบั ผลกระทบอยา งหนกั และภายหลงั จากเหตุการณดังกลาวการสืบทอดสายสกุลทางความคิดของนิกายเซนฝายเหนือ จึงไดจบส้ินลงต้ังแตบัดน้ันเปนตนมา ในขณะที่นิกายเซนในฝายใตซึ่งก็ไดรับผล กระทบจากเหตุการณดังกลาวแตไมเทียบเทากับนิกายในฝายเหนือ ดวยเพราะ การมจี ดุ ศนู ยก ลางอยหู า งไกลจากเขตการปกครองของนครหลวงและความสมั พนั ธ
วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 167 กับราชสํานักท่ีมีนอยกวา การไดรับผลกระทบทางการเมืองที่นอยกวาในแงน้ี จึงสงผลใหนิกายเซนฝายใตจึงไดขยายตัวและพัฒนาแตกสายสกุลยอยออกไปถึง สามสายหลักจนพัฒนาตอมาเปนนิกายเซนหาสํานักหลักในสมัยราชวงศซงตอมา สายสกลุ ของนกิ ายเซนฝา ยใตทง้ั สามนัน้ ประกอบดว ย 1. สาย Hotse School หรอื สายของ เฉนิ หยุ ซงึ่ นบั ตนเองเปน สงั ฆปรนิ ายก องคท ี่ 7 ตอจากฮุยเนง และมกี ารสืบสายทางความคิดตอมาจนถงึ สุงม่ี (ค.ศ.780- 841) แตภ ายหลงั จากการมรณะภาพของสงุ มแ่ี นวคดิ ของสายนไ้ี มไ ดร บั การยอมรบั จากนิกายเซนในฝายใตดวยเหตุท่ีมีแนวคําสอนท่ีคอนขางจะแปลกตางออกไปจาก นิกายในฝายใตหลายประการ จนทายท่ีสุดสายน้ีจึงถือวาขาดชวงไปอยางสมบูรณ ภายหลงั จากการมรณภาพของสุงม่ี 2. สายที่พัฒนาขึ้นในนครเจียงซี (Kiangsi) ยอมรับ “หนานเหยว” (Nan yueh :677-744 A.D.) และ “มาซือ เตาอ”้ี (Matsu Taoi : 709-788 A.D.) เปนคณาจารยที่สําคัญไลตามลําดับลงมา รวมถึงเปนสายที่สนับสนุนแนวคิดเร่ือง การบรรลธุ รรมอยางฉบั พลนั ของทา นสงั ฆปรนิ ายกองคท ี่ 6 อยางชัดเจน นกิ ายเซน สายนี้เองท่ีไดรับการเผยแพรเขาสูคาบสมุทรเกาหลีแนวคิดของนิกายเซนสายน้ี จงึ และกลายเปนแนวคิดกระแสหลักในคาบสมทุ รเกาหลี 3. สายท่ีพัฒนาขึ้นในนครหูหนาน (Hunan) ยอมรับ ฉิงหยวน (Ching yuan: d.740) และชนิ เตา (Shin tou: 707-790 A.D.) เปนคณาจารยที่สําคัญตอ มาจากฮยุ เนง ในฐานะสงั ฆปรนิ ายกองคท่ี 6
168 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ตารางที่ 3 สาํ นกั เซนฝา ยใตใ นอารยธรรมจีน สังฆปรนิ ายกองคท ี่ 6 : เวย หลาง (ค.ศ. 638- 713) ราชวงศถ งั ➤1 สายโฮเซ2 สายเจียงซี3 สายหหู นาน ค.ศ. 618-907 เฉนิ หยุ ( Shenhui) หนานเหยว ฉิงหยวน ➤(Nan Yeuh) (Ching Yuan): ➤สงุ มี่ (Tsung Mi) มาซือ เตาอี้ ชนิ เตา (Shintou) ➤ (Matsu Taoi “สาํ นักหังโจว” ➤ สืบเนื่องตอถึง - สํานักกยุ หยวน สาํ นักฟาเหยิน ราชวงศซ ง (Guiyuan School) (Fayen School) ค.ศ. 960–1279 - สาํ นกั ลนิ ชิ (Linchi สาํ นักยุนเหมิน School) (Yumen School) สํานกั เซาทง (Caodong chool) ผูวิจัยมีความเห็นวา การพิจารณาตารางการสืบสายสกุลทางความคิด ดังกลาวแสดงใหเห็นวา การจบส้ินซ่ึงการสืบทอดความคิดของสํานัก Ho tse School ภายหลังจากการมรณะภาพของ Tsung Mi12 ซึง่ เปนคณาจารยคนสาํ คัญ 12 Tsung mi ถือเปนสังฆปรินายกหรืออาจารยใหญลําดับท่ีหาของนิกายอวตัมสกะ ในจีนและถือเปนสังฆปรินายกองคสุดทายของนิกายอวตัมสกะกอนการเกิดความ วุนวายทางการเมืองและการกวาดลางพระพุทธศาสนาคร้ังใหญจนไมปรากฏวา นิกายอวตัมสกะน้ันสามารถกลับข้ึนมามีบทบาทท่ีสําคัญอีกครั้งหน่ึงและไดสิ้นสุด การสืบชว งในอารยธรรมจนี ภายหลังจากการมรณะภาพของ Tsung Mi น่งั เอง
วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 169 นน้ั อาจจะสะทอ นใหเ หน็ ถงึ ทศั นะคตแิ ละแนวคดิ หลกั ของพระพทุ ธศาสนานกิ ายเซน ในชวงระยะเวลาดังกลาวไดอยางมีนัยท่ีสําคัญ กลาวคือแนวคิดหลักที่สําคัญของ Tsung Mi และสาํ นัก Ho tse school นนั้ มพี น้ื ฐานอยบู นการยอมรบั วา แนวทาง ของพระพุทธศาสนาที่เนนการศึกษาทฤษฏีหรือทําความเขาใจคําสอนที่ปรากฏอยู ในคมั ภรี หรอื Textual School น้นั เปนรากฐานในเชิงหลักการท่สี ามารถใชในการ สนบั สนนุ แนวคดิ เรอื่ งการปฏบิ ตั ขิ องนกิ ายเซนใหด าํ เนนิ ไปอยา งถกู ตอ งและสมบรู ณ ในแงนี้แนวคิดของ Tsung Mi และสํานัก Ho tse school จึงมีลักษณะที่มิใช คําสอนที่ตกอยูในฝายสุดโตง (Radicalism) ท่ีใหความสําคัญกับแนวคิดฝายใด ฝายหนึ่งโดยปราศจากการยอมรับแนวคิดอื่นๆที่ดํารงอยูขางเคียง นักวิชาการ ทางพระพุทธศาสนาเกาหลีเชน Shim ใหความเหน็ ไวอ ยา งนาสนใจวาการขาดชว ง ทางความคิดของสาํ นัก Ho tse School นอกจากจะเปน ผลกระทบมาจากปญ หา ทางการเมืองที่สําคัญของอารยธรรมจีนแลว การขาดชวงดังกลาวยังสะทอน ใหเห็นถึงทาทีหรือทัศนะคติของนิกายเซนชวงเวลาดังกลาวท่ีมีทาทีในการไม ยอมรับแนวคิดเรื่องการประสานหรือการสรางความสอดคลองระหวางนิกายฝาย การเนนศึกษา (Kyo) และนิกายเซนซ่ึงเนนการใหความสําคัญกับรูปแบบของ การปฏิบัติ ในแงนี้ทาทีในเชิงการปฏิเสธความสัมพันธในเชิงสอดคลองโดยเฉพาะ อยางย่ิงกับสํานักฝายที่เนนการศึกษาคัมภีรน้ันเปนทาทีหลักของนิกายเซนสํานัก Hung Chou School ที่เนนการ“ชต้ี รงสจู ิตของบุคคล ตระหนักถึงธรรมชาตแิ ละ กลายเปน พทุ ธะและการสง ผา นความจรงิ แทแ หง พทุ ธธรรมจากจติ สจู ติ อนั ปราศจาก คําสอน” ซึ่งมีอิทธิพลครอบงําความคิดของพระพุทธศาสนาในชวงเวลาดังกลาว อยา งคอ นขา งชดั เจน ในชว งเวลาดงั กลา วนกิ ายเซนในฝา ยทอี่ าจจะสามารถเรยี กวา ฝา ยสดุ โตง (Radicalism) ทซี่ ง่ึ ปฏเิ สธแนวคดิ ของฝา ยสาํ นกั การศกึ ษาหรอื Textual School เชน นิกายเซนสาย Kiangsi และสาย Hunan น้ันไดร บั ความนยิ มในบรบิ ท ของพระพุทธศาสนาในอารยธรรมจีนจนกระทั่งสามารถสืบทอดตอมาจนพัฒนา ขึ้นมาเปนนิกายเซนท้ัง 5 สํานักที่สําคัญในสมัยราชวงศซงในเวลาตอมา และ
170 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 Hung Chou School ของ Matsu Taoi นี้เองท่ีเปนสายสกุลหลักท่ีไดรับ การเผยแพรเขาสคู าบสมทุ รเกาหลี ในราวศตวรรษท่ี 8 และไดกลายเปนพระพทุ ธ ศาสนานิกายเซนกระแสหลกั ท่ปี รากฏในคาบสมทุ รเกาหลนี ับแตบ ัดนัน้ เปนตน มา 3.2 ปญ หาความขดั แยง ระหวา งของพระพทุ ธศาสนาในคาบสมุทรเกาหลี ภายหลงั จากการเผยแพรแ นวคดิ ของพระพทุ ธศาสนานกิ ายเซนโดยเฉพาะ จากสายสกุล Hung Chou School ของ Matsu Tao-I เขาสูคาบสมุทรเกาหลีใน ราวศตวรรษที่ 8 น้ันปญหาความตึงเครียดขัดแยงระหวางพระพุทธศาสนา กระแสหลกั (Orthodox school) และพระพุทธศาสนานิกายเซนจงึ เรม่ิ กอตัวขนึ้ บนคาบสมุทรเกาหลี พระพุทธศาสนากระแสหลักที่ไดรับการสนับสนุนจาก ราชอาณาจักรและราชสํานักหรือฝายอวตัมสกะน้ันมุงเนนใหความสําคัญกับ การศึกษาในตัวบทหรือคัมภีรทางศาสนาและระบบความคิดทางปรัชญาที่ซับซอน ซงึ่ ถกู พรรณนาไวใ นพระสตู รขนาดใหญเ ชน อวตมั สกะสตู ร และมองวา แนวคาํ สอน ที่ปรากฏอยูในพระสูตรน้ันเปนเพียงคําสอนท่ีเท่ียงแทหน่ึงเดียวที่สมบูรณสูงสุด (ในความหมายคอื การเปน คาํ สอนทอ่ี ธบิ ายและเปด เผยหมายทแ่ี ทจ รงิ ของพทุ ธธรรม ไดอยางสมบูรณและถูกตองที่สุด) ในขณะที่พระพุทธศาสนาฝายเนนการปฏิบัติ (Meditation school) สายสุดโตง (Radicalism) เชน สํานกั Hung chou school ซ่งึ มีทัศนะในการใหความสําคัญกบั การปฏิบัติเพือ่ การพงุ ตรงเขา สู “ประสบการณ แหงการตื่นรู” ในฐานะท่ีเปนการต่ืนรูสูภววิทยาเดิมแทของมนุษยในฐานะที่เปน กระแสแหงการรับรูอันปราศจากการแยกแยะในเชิงมโนทัศน ประสบการณ ดงั กลา วนนั้ เองคอื การปรากฏขนึ้ ของความจรงิ แทแ หง พทุ ธธรรมในกระบวนการแหง การรับรูของมนุษย และสมบูรณ ซ่ึงอยูพนออกไปจากการติดยึดในขอเขียนตํารา หรือการครุนคิดทางปรัชญาท่ีลึกซึ้งซับซอน (Special transmission outside the scriptural teaching) (Shim, 1998, p.11) ในแงน้นี กิ ายเซนมองวา ดวยการ ใหค วามสาํ คญั กบั ปรากฏการณด งั กลา ว จงึ สง ผลใหส าํ นกั คดิ ของพระพทุ ธศาสนาใน อาณาจักรซิลลาใหมน้ันแตกแยกออกเปนสองฝายซ่ึงขัดแยงกันอยางชัดเจน
วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 171 กลาวคือสํานักฝายการศึกษาคัมภีร (Textual Studies School / Scholastic School) ซ่ึงมีนิกาย อวตัมสกะเปนหลัก และสํานักฝายการปฏิบัติ (Meditative School) ซงึ่ มีนิกายเซนเปน หลกั ทส่ี ําคัญ ภายใตบริบทความขัดแยงทางความคิดในลักษณะดังกลาว จึงสงผลให สาํ นกั คดิ ของพระพทุ ธศาสนาในอาณาจกั รซลิ ลา ใหมน นั้ แตกแยกออกเปน สองฝา ย ซึ่งขัดแยงกันอยางชัดเจน ความขัดแยงดังกลาวน้ันในภายหลังไดถูกพัฒนาจนนํา ไปสูขอโตแยงทางศาสนาท่ีสําคัญเรื่อง “วิถีแหงการเขาถึงความจริงแทแหง พุทธธรรม”ของท้ังสองฝาย กลาวคือการเนนการศึกษาอยางเปนระบบของนิกา ยอวตัมสกะเพื่อกอใหเกิดความเขาใจในความหมายแหงพุทธธรรมและการปฏิบัติ ในฐานะทเ่ี ปน ขอ ฝก ฝนหรอื กจิ กรรมทางศาสนาซงึ่ ดาํ เนนิ อยา งตอ เนอ่ื งไปอยา งเปน ข้ันตอน ซ่ึงทอดยาวไปสูเปาหมายแหงการบรรลุธรรม ในขณะท่ีนิกายเซนกระแส หลักในคาบสมุทรเกาหลีใหความสําคัญกับการขับดวยการเขาถึงความจริงแท แหงธรรมดวยการตื่นรูอยางฉับพลันในธรรมชาติแหงพุทธะท่ีมีในตนและ “การปฏิบัติอยางฉับพลัน” (Sudden Cultivation) กลาวคือพฤติกรรมหรือ การปฏิบัติในฐานะที่เปน “การตื่นรู” (Awakening) ถึงธรรมชาติท่ีแทจริงแหง พทุ ธะของตนซง่ึ เปน กระบวนการทปี่ รากฏขนึ้ ไดอ ยา งฉบั พลนั การปฏบิ ตั ใิ นลกั ษณะ นี้จึงมิไดเปนพฤติกรรมท่ีตอบสนองตอกฎเกณฑหรือขอหามเชน “การไมทําส่ิงใด สิ่งหน่ึง” หรือเปนพฤติกรรมเพื่อการตอบสนองขอเรียกรองตอกฎเกณฑบาง ประการเชน “การตอ งทําสงิ่ ใดส่ิงหนง่ึ ” หากแตก ารปฏบิ ัติในความหมายดังกลาว ดํารงอยูในฐานะท่ีเปน “พฤติกรรมแหงการตระหนักรูถึงความจริงแหงพุทธธรรม ซึ่งจะปรากฏขึ้นไดก็แตเพียงภายใตประสบการณของมนุษยแตเพียงเทาน้ัน” การปฏบิ ตั ใิ นลกั ษณะดงั กลา วคอื ขอ ปฏบิ ตั ทิ สี่ ะทอ นใหเ หน็ ถงึ พน้ื ฐานทแ่ี ทจ รงิ ของ ตัวตนซ่ึงดํารงอยูกอนการเกิดขึ้นของการคิดแบงแยกในเชิงมโนทัศนท้ังหลาย ในจารีตของพระพุทธศาสนานิกายเซนฝายเกาหลีเรียกการปฏิบัติในลักษณะ ดังกลาววาการปฏิบัติท่ีแทจริงหรือ “True Cultivation” หรือการปฏิบัติอัน ปราศจากควาพยายาม “Effortless Cultivation”
172 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ภายใตความขัดแยงดังกลาวพระพุทธศาสนานิกายเซนในคาบสมุทร เกาหลีจึงไดแสดงทาทีในการตอตานแนวคิดของพระพุทธศาสนาฝายศึกษาคัมภีร อยางชัดเจนดวยการกลาวอางวาพระพุทธศาสนาสํานักฝายการศึกษาคัมภีรนั้น เปนแนวทางหรือวิถีทางในการศึกษาท่ี “ลุมหลงและยึดติดอยูดวยภาษา, และอักษร”กลาวคือการมุงใหความสําคัญคัมภีรหรือขอเขียนทางศาสนา โดย ปราศจากการ “เขา ถงึ ” ความจรงิ แทอ นั สมบรู ณซ ง่ึ อยพู น ออกไปจากความสามารถ ของภาษาและอกั ษรเหลา นนั้ ทงั้ นกิ ายเซนและอวตมั สกะตา งใชก ระบวนการในการ “สรา งความชอบธรรม” (Legitimization) เพอื่ การปฏเิ สธหรอื ชใี้ หเ หน็ วา หลกั การ และแนวคิดของฝายอ่ืนนั้นเปนหลักการที่ไมสามารถสะทอนความหมายที่แทจริง ของพุทธธรรมและไมสามารถนําบุคคลเขาถึงพุทธธรรมอันสมบูรณได ขอโตแยง (Argument) หลกั ทส่ี าํ คญั ของนกิ ายเซนทม่ี ตี อ ฝา ยเนน การศกึ ษาคมั ภรี ใ นลกั ษณะ ดงั กลา วนน้ั วางอยบู นคาํ สอนทวี่ า “ชตี้ รงสจู ติ ของบคุ คล ตระหนกั ถงึ ธรรมชาตแิ ละ กลายเปนพุทธะ” รวมถึง “การสงผานความจริงแทแหงพุทธธรรมจากจิตสูจิต อนั ปราศจากคาํ สอน” และ “ทอนการใหค วามสาํ คญั ของการศกึ ษาคมั ภรี ห รอื ตาํ รา และใหความสําคัญกับวิธีการหรือรูปแบบการปฏิบัติพิเศษบางประการท่ีมุงเนนสู การมีประสบการณในจิตเดิมแทอยางฉับพลัน”13 รวมไปถึงการปฏิเสธรูปแบบ การปฏบิ ตั ทิ เ่ี ปน ขน้ั เปน ตอนและยาวนานเชน ทปี่ รากฏในขอ คาํ สอนของคณาจารย ฝายอวตัมสกะ เชน ฝาซงั Fazang (634-712 A.D.) แนวคดิ ทีส่ าํ คญั ของ Hung Chou School ในลักษณะดังกลา วถงึ แมจ ะ พิจารณาไดวาเปนแบบแผนทางความคิดท่ีสืบเนื่องมาจากสายสกุลของนิกายเซน 13 de-emphasis textual studies and strong inclination for the extraordinary performatory technique of directly imparting the Chan experience
วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 173 ฝา ยใตห รือ The Southern Line of Zen14 โดยเฉพาะเร่ืองการตืน่ รสู ูค วามจรงิ อยางฉับพลัน (The Concept of Sudden Awakening) ซึ่งไดรับอิทธิพลมาก จากพระสูตรที่สําคัญของนิกายเซนฝายใตเชน The Platform Sutra ของ สังฆปรินายกองคท่ี 6 หรือ ฮุยเนง แตกระน้ันก็ตามภายใตหวงระยะเวลา แหงการสงผานทางความคิดในชวงราวศตวรรษท่ี 7 จนกระทั่งเขาสูศตวรรษที่ 9 ซง่ึ พระพทุ ธศาสนาฝา ยเซนสายนไี้ ดเ ผยแพรเ ปน นกิ ายหลกั บนคาบสมทุ รเกาหลนี นั้ การเปลี่ยนแปลงในเชิงความคิดอยางมีนัยท่ีสําคัญบางประการไดกอตัวขึ้นภายใน กระบวนการเคลื่อนไหวอยางเปนพลวัติของพระพุทธศาสนานิกายเซน กลาวคือ การที่ Hung Chou School โดยเฉพาะในชวงศตวรรษที่ 8 ในสมัยของ มาซือ เตาอ้ี ไดพัฒนาแนวคิดของสํานักฉับพลันของสังฆปรินายกองคที่ 6 น้ีใหมีความ “เขมขนและแข็งกราว” มากขึ้นดวยการย้ําเนนถึงความสําคัญอันเปนที่สุด ของ ตัวสภาวะแหงการบรรลุธรรมโดยฉับพลันซึ่งตองเปนกระบวนการท่ีเกิดข้ึนโดย “ปราศจาก” การหลงติดอยูใน “กับดักแหงภาษา” หรือความรูเชิงเหตุผลหรือ ความรูทางปญ ญา (Intellectual Knowledge) “เซนคือการพงุ ตรงสจู ติ ตระหนัก ในธรรมชาตแิ ละตน่ื รสู พู ทุ ธภาวะ” ซง่ึ เปน การตระหนกั รทู ี่ “ไมพ งึ่ พงิ อยดู ว ยอกั ษร” และเปนการต่ืนรูซ่ึง “สงผานโดยตรงจากจิตสูจิต” อันเปนขอคําสอนท่ีสําคัญ ของนิกายเซน 14 ภายหลงั จากการไดรับมอบตาํ แหง จากสงั ฆปรนิ ายกองคท ่ี 5 แลว ฮยุ เนง ไดเดนิ ทาง ลงไปทางใตและเผยแพรแนวคิดเรื่องการบรรลุธรรมโดยฉับพลันน้ี ตรงขามกับ เฉินฉิวซึ่งมีแนวคิดเรื่องการปฏิบัติเพื่อเขาสูการบรรลุธรรมอยางเปนระบบ และคอย เปนคอยไปตามศักยภาพของผูปฏิบัติซ่ึงไดเดินทางขึ้นไปยังทิศเหนือเพื่อทําการ เผยแพรแนวคิดและคําสอนดังกลาว ดวยเหตุน้ีจึงมีการเรียกคําสอนของฮุยเนนวา คาํ สอนฝา ยใตห รอื คาํ สอนแบบฉบั พลนั (Southern Chan/Sudden Teaching) และ คําสอนของเฉินฉิว วาคําสอนฝายเหนือหรือคําสอนแบบเปนขั้นตอน (Northern Chan/Gradual Teaching)
174 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ความหมายเร่ือง “ความเขมขน” ที่ผูวิจัยไดกลาวมานั้นอาจจะสามารถ ขยายความไดใ นอีกมุมหนึ่งวา ถงึ แมฮยุ เนง จะมงุ เนน ใหค วามสาํ คัญกบั การพงุ ตรง เขาสูประสบการณเดิมแทแหงธรรมเปนหลัก แตกระนั้นก็ตามแนวคิดของฮุยเนง ยังคงสะทอนใหเห็นถึงการยอมรับในความสําคัญของภาษาและคัมภีร ก็ยังคงให ความสําคัญ ตอแนวคิดเรื่องภาษาที่มีผลตอการเขาใจในความจริงแหงพุทธธรรม ตัวอยางเชนโดย การลุกโผลซ่ึงดวงตาแหงธรรมของฮุยเนงนั้นเกิดขึ้นครั้งแรกจาก การไดย นิ การทองบน “วัชรสูตร” ซง่ึ เปนพระสตู รท่สี ําคญั ในฝายมหายาน อีกทง้ั ทานเองยังรจนา “สูตรของฮุยเนง” หรือ The Sutra of Hui Neug / The Platform Sutra และใชเปนส่ิงสําคัญในการเรียนการสอนของนักเรียนและ ผูฝกปฏิบัติธรรม ทัศนะคติในลักษณะดังกลาวของฮุยเนงผูวิจัยมองวาเปนทาที ที่ผอนปรนตอการใชภาษาเพื่อการสรางความเขาใจ อันส่ือแสดงถึงความเขาใจ ซงึ่ ขอบเขตและขอ จาํ กดั ของภาษาทมี่ ตี อ ความจรงิ อนั นาํ ไปสกู ารตระหนกั ถงึ ระยะ หางอยางถูกตองระหวาง “ผูใช”และ“ภาษา”เพ่ือกอใหเกิดความเขาใจอยาง ถูกตองตอ “ความจริง”15 15 เปนท่ีนา สนใจวาอัตชวี ประวตั ิของฮยุ เนง น้ันลว นแตมีความเก่ยี วขอ งสัมพันธก ับตาํ รา คัมภีรและขอคําสอนทางศาสนาเชนพระสูตรตางๆ ในแงน้ีผูวิจัยมีความเห็นวาใน ทศั นะของฮยุ เนง “การไมพ ง่ึ พงิ อยดู ว ยตวั อกั ษร” อาจจะมไิ ดห มายความถงึ การปฏเิ สธ การความจําเปนของตัวอักษรตามท่ีบุคคลทั่วไปเขาใจโดยพิจารณาตามรูปศัพทและ ความหมายที่ปรากฏ แตในทางกลับกันเปนการเรียกรองใหผูปฏิบัติใหความสําคัญ เปนอยางยิ่งตอการเขาใจความหมายและบทบาทอันแทจริงของ “ภาษา” ในฐานะ ท่ีเปนหน่ึงในเงื่อนไขหนึ่งที่สําคัญของการบรรลุเปาหมายอันสูงสุดทางศาสนา การ พิจารณาในแงนี้จะเห็นไดวาปญหาเร่ืองภาษาและความจริงในทัศนะของพระพุทธ ศาสนานกิ ายเซนนน้ั มไิ ดต งั้ อยบู นประเดน็ เรอื่ งการปฏเิ สธหรอื การยอมรบั ความจาํ เปน ของภาษาในการเขาถึงความจริงหากแตปญหาเรื่องภาษาดังกลาววางอยูบนกรอบ เร่ืองการเขาใจบทบาท และขอบเขตหนาท่ีของภาษาที่มีผลตอการสะทอนถึง ความจริงในเชิงพุทธธรรม แนวคิดในลักษณะดังกลาวคอนขางมีทาทีที่แตกตางกับ แนวคดิ ของนกิ ายเซนโดยเฉพาะ Hung Chuo School ในศตวรรษท่ี 8 อยา งมีนัย
วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 175 ในขณะท่ี ฮยุ เนง วางหลกั การของเซนอยบู นแนวคดิ ความสมั พนั ธร ะหวา ง ขอบเขตของภาษาและการเขา ถงึ ความจรงิ แตส าํ หรบั มาซอื เตา อแี้ ละ Hung Chou School นั้นถึงแมแนวคิดเรื่องการบรรลุธรรมอยางฉับพลันนั้นจะเปนมรดกทาง ความคิดที่รับมาจากอทิ ธพิ ลของ ฮยุ เนง แตก ระนน้ั กต็ ามทัศนะของ มาซือ เตาอี้ ในเชิงปฏิบัติและเร่ืองขอบเขตและขอจํากัดของภาษานั้นมีลักษณะที่แตกตาง ออกไปจากแนวคิดของฮุยเนง อยางสําคัญ มาซือ เตาอี้ มองวาหากภาษามี ขอจํากัดในการเขาถึงความจริงแลวการหลุดพนออกจากกรอบของการใชภาษา ในแบบธรรมดาสามญั ซงึ่ วางอยบู นแนวคดิ เรอื่ งทศั นะคตใิ นการแบง แยกและตรรกะ คือมรรควิธีท่ีเที่ยงแทท่ีสามารถพุงตรงสูเปาหมายแหงธรรม มรรควิธีอันหลุดพน จากกับดักของภาษาดังกลาวของ มาซือ เตาอ้ี ไดรับการอธิบายหลักการท่ีสําคัญ 3 ประการ กลา วคือ 1. บทสนทนาอันขามพนเหตุผล หรือ Illogical Conversation between Master and Disciple. 2. ปรศิ นาปฏิทัศน/ปริศนาธรรม หรอื Koan 3. พฤติกรรมแปลกประหลาด หรือ Bizarre Performances เชนการ กระทําพฤติกรรมบางอยางโดยตรงเชนการทุบ หรือฟาดตีตอรางกายเพ่ือผล แหงการบรรลธุ รรม (Shim, 1999, p. 37) ผูวิจัยมองวาแนวคิดดังกลาวของ มาซือ เตาอี้ นั้นเปรียบเสมือนการ สนบั สนุน “วถิ ีตรง” (direct approach) ท่ีสามารถเปดเผยถงึ บงชีถ้ ึงความหมาย ที่แทจริงของพุทธธรรมในประสบการณของมนุษย ซ่ึงแตกตางกับ “วิถีแหง มโนทัศน” (conceptual approach) เชนการอรรถาธิบายในเชิงหลักการหรือ ความเขาใจในแตเพียงในเชิงทฤษฏี ซ่ึงจะกอใหเกิดการสรางกรอบมโนทัศนชุด ที่สําคัญในแงน้ีผูวิจัยคอนขางมีความเห็นวา ทัศนะในเรื่องการยอมรับและการให ความสําคัญกับภาษาหรือการใหความสําคัญกับการศึกษาคัมภีรของจินูลนั้นนาจะมี ลักษณะท่ใี กลเคียงกบั แนวคดิ ของฮยุ เนงมากกวา มาซือ เตา อ้ี
176 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ตาง ๆ ขนึ้ ซอนทับจนไมสามารถเขา ถึงความหมายที่แทจริงแหงพทุ ธธรรมไดอยาง สมบูรณ16 ดวยเหตุผลดังกลาวน้ีทําใหพบวาในชวงศตวรรษที่ 8 เปนตนมา ภายหลังจากที่พระพุทธศาสนานิกายเซนไดรับการเผยแพรเขาสูคาบสมุทรเกาหลี นั้น แนวคิดเร่ืองการประสานความขัดแยงหรือการสรางหลักการเพื่ออยูรวมกัน ของท้ังสองฝายน้ันจึงเปนสิ่งท่ีคอนขางหาพบไดยากมากทามกลางขอคําสอนของ พระพทุ ธศาสนานกิ ายเซน แตใ นทางกลบั กนั แนวคดิ เรอื่ งการตอ ตา นหรอื การปฏเิ สธ แนวคิดคูตรงขามทางความคิดกลับพบไดอยางชัดเจนในชวงระยะเวลาดังกลาว ตัวอยางที่สําคัญที่แสดงใหเห็นถึงความขัดแยงตึงเครียดดังกลาวปรากฏชัดท่ีสุด ในทัศนคติของคณาจารยเซนรุนแรกในคาบสมุทรเกาหลีเชน ในสํานักของ Toui (Toui: d 825 /Mt. Kaji / Porimsa Monastery) ซึง่ รับแนวคิดเรือ่ งการเนนให ความสําคัญกับแนวคิดเร่ืองการตื่นรูสูจิตโดยยํ้าเนนใน “การปราศจากความ ของเกี่ยว” กับคําสอนในเชิงตําราโดยเฉพาะอยางย่ิงพระสูตรหรือคัมภีรของ นกิ ายอวตมั สกะกลา วคืออวตมั สกะสูตร ดวยการปฏิเสธขอคําสอนในรูปแบบตําราของ Toui แนวคิดท่ีสําคัญ ตางๆที่ปรากฏในอวตัมสกะสูตรจึงถูกแทนที่ดวยคําสอนของนิกายเซน เชน แนวคดิ เรอื่ ง “ธรรมธาต”ุ ซงึ่ เปน แนวคดิ ทสี่ าํ คญั ของนกิ ายอวตมั สกะถกู แทนทดี่ ว ย คาํ สอนเรอ่ื ง “สญุ ญตา” ของนกิ ายเซน ในขณะทอ่ี ทิ ธพิ ลทางความคดิ ของคณาจารย คนสําคัญของนิกายอวตัมสกะเชน Fazang เร่ืองการปฏิบัติอันยาวนานอยางเปน ขัน้ ตอน (grA.D.ual cultivation) ซึ่งปรากฏเปน แกน คําสอนที่สาํ คัญในอวตมั สกะ สูตร ผานทางมโนทัศนเร่ือง ความเช่ือ (Faith) ความเขาใจ (Understanding) การปฏบิ ตั ิ (Practice) และการเขา ถงึ ความจรงิ แท( Realization) น้นั ไดถ กู ทอน ความสําคัญลงในฐานะ “กระบวนการแหงการทอดยาวในเชิงเวลาอันไรความ จําเปน” และถูกแทนที่ดวยแนวคิดเรื่อง “การต่ืนรูสูธรรมชาติและพุงตรงตอจิต 16 แนวคดิ ทสี่ ําคัญของ มาซือ เตาอี้ เชนน้ีภายหลังไดรบั การพัฒนาข้นึ สูจ ดุ สูงสุดในสมยั ของ Linji Yixuan (d. 866) จนกลายเปนท่ีมาของนิกาย Rinzai Zen ในประเทศ ญ่ีปุนในเวลาตอมา
วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 177 เดมิ แทอ ยา งฉบั พลนั ”และแนวคดิ เรอื่ ง “การปฏบิ ตั อิ ยา งปราศจากความคดิ ” หรอื Sudden awakening to true mind and cultivation without cultivation (Shim, 1999, p. 43) จากการศึกษาในประวัติศาสตรทางความคิดของพระพุทธศาสนาบน คาบสมทุ รเกาหลี ยงั คงพบวา ขอ โตแ ยง ทส่ี าํ คญั ในการปฏเิ สธความสาํ คญั ของคมั ภรี หรือขอเขียนทางศาสนาท่ีนิกายเซนมีตอนิกายอวตัมสกะ นอกจากอยูในรูปแบบ ของการโตแ ยง ในเชงิ หลักการหรือทฤษฏีตามทีก่ ลา วมาแลว เรายงั พบวา นิกายเซน ในคาบสมทุ รเกาหลยี งั คงพยายามสรางความชอบธรรมใหเ กดิ ข้นึ กับ “วิถีแหงการ สงผานความจริงแหงพุทธธรรมระหวางครูและศิษย” ซ่ึงเปนกระบวนการที่อยู นอกเหนือและไมเกี่ยวของกับการศึกษาผานทางคัมภีรหรือขอเขียนทางศาสนาซ่ึง เปนรูปแบบท่ีนิกายอวตัมสกะใหความสําคัญ ในแงน้ีการสราง “ความชอบธรรม ของวิถีทาง” ในลักษณะดังกลาวโดยแทจริงก็คือความพยายามในการสรางความ ชอบธรรมแหงสถานะของคําสอนที่ถูกตองแทจริงและสมบูรณของนิกายเซนที่มี เหนือกวานิกายฝายศึกษาคัมภีรน่ันเอง การใหความสําคัญกับแนวคิดในลักษณะ ดงั กลา วนน้ั เปน ทมี่ าของปรากฏการณใ นการสรา งคาํ อธบิ ายหลกั การเรอ่ื งการบรรลุ ธรรมของพระพทุ ธเจา ขน้ึ มาในรปู แบบใหมเ พอ่ื ใชใ นการสนบั สนนุ ความจรงิ แทข อง นกิ ายเซนภายใตแนวคดิ ของ โพมีล ( Pomil: 810-889/ Mt. Sagul/ Gulsansa Monastery) โดยกลา ววา ภายหลังจากท่ีพระองคทรงละท้ิงชีวิตแหงความเปน กษัตริย พระองคทรงเขาถึงธรรมอันสูงสุดในขณะที่ทรงทอด พระเนตรดวงดาวอันแวววาว แตกระน้ันก็ตามพระองคทรง ตระหนักไดวาสิ่งนี้มิไดเปนการบรรลุถึงธรรมเปนสมบูรณเปน ความจริงแทสูงสุดดังนั้นพระองคจึงทรงเสด็จไปพบกับ ฉินกว๋ี (Ching’wi) เพ่ือรับการถายทอดธรรมอันสมบูรณ สิ่งน้ีคือการ ถายทอดธรรมแบบพิเศษซึ่งขามพนออกไปจากขอคําสอนใน ตํารา (Shim, 1999, p. 46)
178 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 คําอธิบายของ โพมีล นั้นเปรียบด่ังการเติมเช้ือไฟแหงความขัดแยงให ครุกรุนมากขึ้นอีกเปนเทาทวี เน่ืองดวยคําอธิบายเชนนี้คือการสรางขอสนับสนุน (อยางไรหลักฐาน) ตอความสําคัญของแนวคิดเร่ืองการยืนยันความถูกตองของ หลักธรรมอันวางอยูบนพ้ืนฐานความสัมพันธระหวางผูสงมอบและผูรับมอบ (Subjective Approval Transmitted from Master to Disciple) ทีม่ ีเหนือกวา แนวคดิ เรอื่ งการเขา ถงึ ความจรงิ หรอื สจั ธรรมอนั ปรากฏอยใู นขอ คาํ สอนและคมั ภรี ท่ีสําคัญสงู สุดของนิกาย (The Perception of Objective Truth Embodied in the Teaching of Scared Scriptures)อันเปนพื้นฐานแนวคิดซึ่งแสดงออกถึง ความสําคัญอันเปนที่สุดของหลักการของนิกายเซนที่มีเหนือกวาหลักการของ ฝายศึกษาคัมภีร และอาจจะเกินเลยไปถึงการอธิบายวาวิธีการศึกษาหาความรู โดยวางพ้ืนฐานอยูท่ีการศึกษาในคัมภีรน้ันโดยแทที่จริงแลวเปนเพียงวิธีที่เขาถึง ความจรงิ แหง พทุ ธธรรมไดเ พยี งสว นหนงึ่ สว นเดยี วเทา นนั้ การสรา งคาํ อธบิ ายเรอ่ื ง การยืนยันความรูที่แทจริงดังกลาวหากพิจารณาในอีกมุมหนึ่งสามารถสะทอนให เหน็ ไดว า แนวทางดงั กลา วเปน ความพยายามของคณาจารยใ นฝา ยเซนทมี่ งุ ลดทอน ความสาํ คญั ของการแสวงหาความจรงิ ของพทุ ธธรรมซง่ึ วางอยบู นการวเิ คราะหแ ละ ศึกษาอยางลึกซึ้งในคัมภีรตําราหรือขอเขียนทางศาสนา มาสูการใหความสําคัญ กับ “การถา ยทอดแบบพิเศษนอกตาํ รา”หรอื “การสงผา นจากจิตสูจติ ” กลา วคอื “ความสัมพันธระหวางศิษยและอาจารยในการกระตุนใหศิษยเกิดประสบการณ เดิมแทแหงการรับรูโลกและสรรพส่ิงกอนการแยกแยะในเชิงมโนทัศนใด ๆ และ การยืนยันในความเขาใจที่แทจริงดังกลาวของศิษยยอมตองเกิดข้ึนภายใต ประสบการณที่อาจารยนั้นมีตอการปรากฏข้ึนของประสบการณในการรับรูและ การเขา ใจโลกและสรรพสง่ิ ของศิษยน ั่นเอง” (Hee, 1981, pp. 203-204) 4. แนวคิดในการจัดการความขัดแยงของพระพุทธศาสนาในคาบสมุทร เกาหลี ณ จุดเริ่มตนในป ค.ศ. 372 ซึ่งพระพุทธศาสนาไดถูกเผยแพรเขาสู คาบสมุทรเกาหลีอยางเปนทางการ เปนตนมาพระพุทธศาสนาไดกลายเปนหน่ึง
วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 179 ในสถาบบันทางสังคมท่ีสําคัญและมีบทบาทตอคาบสมุทรเกาหลีอยางชัดเจน แนวคิดของพระพุทธศาสนาไดฝงรากลึกลงในจิตใจของประชาชนนับต้ังแต ราชสํานัก ขุนนางอํามาตยชั้นสูงเรื่องลงมาถึงประชาชนในทองถ่ินหางไกล ดว ยความคนุ ชนิ กบั ศาสนาพน้ื ถน่ิ ทมี่ งุ เนน เรอ่ื งพลงั ลกึ ลบั สง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธหิ์ รอื พธิ กี รรม ท่ีมีตอพลังธรรมชาติท่ีมีมาอยางยาวนานในคาบสมุทรเกาหลีสงผลใหมุมมองของ ชนชั้นปกคองท่ีมีตอพระพุทธศาสนาจึงถูกวางพื้นฐานไวดวยกรอบความคิดใน ลักษณะดังกลาว พระพุทธศาสนาในคาบสมุทรเกาหลีในชวงแรกจึงเปนศาสนา ทผี่ สมผสานกนั ระหวา งแนวคดิ เรอื่ งการแสวงหาความจรงิ หรอื การเขา ถงึ ความจรงิ แทแหงพุทธธรรมและการเปนศาสนาในเชิงพิธีกรรมเพ่ือตอบสนองตอความม่ันคง หรือความเจรญิ รุงเร่อื งของอาณาจักรซ่งึ เปนความตอ งการของชนชัน้ ปกครอง พระพทุ ธศาสนาทแ่ี พรเ ขา สคู าบสมทุ รเกาหลใี นชว งแรกนนั้ จาํ แนกออกได เปน หา สาํ นกั ไดแ ก สาํ นกั มาธยมกิ ะ สาํ นกั โยคาจาร สาํ นกั วนิ ยั สาํ นกั นริ วาณ และ สํานกั อวตัมสกะ ในบรรดาสํานกั เหลา นี้ สาํ นกั อวตัมสกะมีอทิ ธพิ ลมากทส่ี ดุ เนื่อง ดว ยความสมั พนั ธก บั ราชสาํ นกั และกลมุ ทางการเมอื ง พระพทุ ธศาสนากระแสหลกั ในคาบสมทุ รเกาหลใี นชว งศตวรรษที่ 4-7 จงึ ถกู ควบคมุ ดว ยแนวคดิ และหลกั การทาง ปรัชญาท่ีสําคญั ของสํานักดงั กลาว อยางไรก็ตามในราวศตวรรษท่ี 8 เม่ือพระพุทธ ศาสนานกิ ายเซนไดร บั การเผยแพรเ ขา สคู าบสมทุ รเกาหลแี ละเรมิ่ ฝง รากลกึ ลงอยา ง ตอเนือ่ งจนในราวศตวรรษท่ี 9 ก็สามารถเผยแพรข ยายตัวออกไปครอบคลุมท่วั ท้ัง ดินแดนของคาบสมุทรเกาหลี และพัฒนาข้ึนจนสามารถจัดตั้งเปนเครือขายของ นิกายเซนทง้ั 9 สาย ซ่งึ รจู กั กันในนามสํานักเซนท้ัง 9 ขุนเขา (Nine Mountains Zen) ในชวงตน รัชสมัยของราชอาณาจกั รโครยอ การเผยแพรอยางรวดเรว็ รวมถงึ การสงั่ สมความเขม แขง็ ทมี่ มี ากขนึ้ อยา งมนี ยั สาํ คญั ของนกิ ายเซนสง ผลใหบ รรยากาศ ทางสงั คมศาสนาของอาณาจกั รโครยอเรมิ่ เขา สสู ภาวะตงึ เครยี ดอยา งชดั เจน มลู เหตุ ที่สาํ คญั ของสภาวะดงั กลา วอาจจะสามารถพจิ ารณาไดเ ปน สองประเดน็ คอื หนึ่ง ความเสื่อมถอยของสังคมศาสนาในอาณจักรโครยออันเนือ่ งมาจาก ความเกี่ยวขอสัมพันธกับเรื่องราวในทางโลก (โลกิยมรรค) ของพระพุทธศาสนา
180 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 จนเกนิ ขอบเขตวตั รปฏบิ ตั ขิ องสงั คมสงฆท คี่ วรจะเปน สงั คมสงฆใ นชว งเวลาดงั กลา ว จงึ เกย่ี วขอ งสมั พนั ธก บั เรอื่ งราวของการชว งชงิ อาํ นาจทางการเมอื ง ในขณะทอี่ าราม ตางก็มีความเกี่ยวของสัมพันธกับปญหาในเชิงทรัพยสิน เชน การเก็บภาษีหรือ การส่ังสมความรํ่ารวยดวยทรัพยสมบัติและเงินทองตางๆมากมาย รวมกระท่ังถึง เหลา สงฆเ องกม็ ไิ ดใ หค วามสาํ คญั กบั การศกึ ษาแนวคดิ ทสี่ าํ คญั ของพระพทุ ธศาสนา หากแตการเขาสูเพศบรรพชิตน้ันเปนเพียงเพราะความตองการในการหลุดพน จากการมีสถานะทางสังคมที่ตอยตํ่าเชนการเปนชนช้ันกรรมกร หรือการตองถูก เกณฑเพื่อเปนทหารในการศึกสงคราม ปญหาดังกลา วมาน้ีสง ผลใหสงั คมสงฆแ ละ พระพุทธศาสนาน้ันตกอยูในสภาวะไรแกนสาร ซึ่งมีความสวยงามแตเพียง เปลอื กนอก แตภ ายในนน้ั เปรยี บเสมอื นของเนา เสยี ทร่ี อวนั ทรดุ โทรมและพงั ทลาย สอง ความขัดแยงระหวางพระพุทธศาสนากระแสหลักซ่ึงใหความสําคัญ กับการมุงเนนในการศึกษาเลาเรียนในระบบความคิดทางปรัชญาท่ีซับซอนลึกซึ้ง โดยวางพ้ืนฐานอยูบนการศึกษาตํารา พระสูตร หรือเอกสารท่ีสําคัญทางศาสนา ในฐานะทเ่ี ปน ศาสนาแหงการเนนการศกึ ษาเลา เรยี น (The Scholastic School/ The Textual Study School) เชน นิกายอวตมั สกะ กบั พระพุทธศาสนาสายใหม ทข่ี ยายตวั เขา สคู าบสมทุ รเกาหลใี นภายหลงั ซงึ่ เนน การใหค วามสาํ คญั กบั การปฏบิ ตั ิ (Meditative School) ในฐานะท่ีเปนการตระหนักรูถึงความหมายท่ีแทจริงของ พุทธธรรมผานทางการมีประสบการณโ ดยตรงตัวอยางเชน นิกายเซน ความขดั แยง ดงั กลา วถอื เปน ประเดน็ หลกั ทส่ี าํ คญั ประการหนงึ่ ของพระพทุ ธศาสนาในคาบสมทุ ร เกาหลี ความขัดแยงทางความคิดนําไปสูการอางความชอบธรรมอันสมบูรณของ ฝายตนท่มี ตี อการเขา ถงึ ความหมายทแี่ ทจ รงิ ของพุทธธรรมซ่ึงโดยนัยมีความหมาย ถึงการปฏิเสธแนวคิดของฝายตางใหกลายไปเปนเพียง เครื่องมือ หรืออุบายหรือ หนทางช่วั คราว หรอื แมก ระทงั่ เปน ความคิดที่ผดิ พลาด (มิจฉาทฐิ )ิ ที่มตี อการเขา ถึงความหมายของพุทธธรรมท่ีสมบูรณ ดวยเหตุน้ีในสมัยโครยอซึ่งหากพิจารณา โดยผวิ เผนิ อาจจะดเู หมือนเปนชว งแหงความเฟอ งฟขู องพระพทุ ธศาสนาเน่ืองดว ย ความแพรหลายของความคิดทางศาสนาที่มีมากมายกวาในรัชสมัยอ่ืน ๆ หากแต
วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 181 ในความเปน จรงิ แลว สภาวะทางสงั คมศาสนาของราชอาณาจกั รโครยอนน้ั กลบั กลาย เปนยคุ แหงความเสอื่ มถอยของศาสนา (Degeneration Age) ความขอ งเกย่ี วกบั สถาบันทางการเมืองสงผลใหการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสงผลกระทบตอความ มน่ั คงของศาสนา ในขณะทคี่ วามขัดแยงทางความคิดในพระพทุ ธศาสนาเองสงผล ใหค วามสามารถในการศกึ ษาและการปฏบิ ตั ธิ รรมของเหลา สงฆน นั้ เปน ไปไดย ากยงิ่ เนอ่ื งดว ยการทมุ เทเวลาสว นใหญไ ปกบั การถกเถยี งในเชงิ ทฤษฏเี พอื่ การสรา งความ ชอบธรรมใหกับหมูคณะของตน หรือการสรางขอโตแยงในเชิงปรัชญาท่ีลึกซ้ึงเพื่อ แสดงออกถงึ ความเหนือชั้นทางความคดิ ระหวา งนกิ ายตางๆในศาสนาพทุ ธ ภายใตสภาวะทางสังคมศาสนาในลักษณะดังกลาว โบโจ จินูล (ค.ศ. 1158-1210) ในฐานะนักบวชนิกายเซนเร่ิมเล็งเห็นวาปญหาของพระพุทธศาสนา ในลกั ษณะดงั กลา วเปรยี บเสมอื นโรครา ยทจี่ าํ เปน ตอ งไดร บั การรกั ษาอยา งเรง ดว น โบโจ จินูลมองวาปญหาเชิงสังคมของพระพุทธศาสนากลาวคือความเก่ียวของกับ สังคมทางการเมืองของเหลาสงฆจําเปนตองไดรับการแกไขดวยการถอยหางสังคม สงฆออกจากความของเกี่ยวทางการเมืองและใหความสําคัญกับการศึกษาความ หมายท่ีแทจริงของพุทธธรรมภายใตสังคมสงฆอันสมบูรณ ดวยความคิดเชนน้ี จนิ ลู จงึ มคี วามประสงคใ นการจดั ตง้ั “สมาคมแหง สมาธแิ ละปญ ญา” (The Society for Samadhi and Prajna) เพื่อเปน ศูนยกลางในการศกึ ษาเรยี นรแู ละฝกพฒั นา ตนตามหนทางที่แทจริงของพระพุทธศาสนา ในขณะที่ปญหาเร่ืองความขัดแยง ระหวางพระพุทธศาสนาท้ังสองฝาย กลาวคือฝายการศึกษาเลาเรียนและฝาย การปฏิบัติสมาธินั้น โบโจ จินูลมองวาปญหาความขัดแยงดังกลาวนั้นโดยแทจริง เปนเพียงการเขาถึงความหมายของพุทธธรรมอยางไมสมบูรณ หากตระหนักไดถึง ความจริงแทแกนพุทธธรรมอันสมบูรณแลวยอมพบวา “ส่ิงซึ่งตถาคตไดตรัสดวย พระโอษฐน้ันคือเหลาคําสอนทั้งหลาย ส่ิงซ่ึงคณาจารยท้ังหลายไดสงมอบดวย จิตของทานนั้นคือเซน วาจาแหงตถาคตและจิตแหงคณาจารยน้ันมิไดเปนส่ิงท่ี ขัดแยงตรงขามกัน” โบโจ จินูล มองวาเหลาสงฆทั้งหลายควรที่จะขุดลึกใหถึง แกนรากท่ีแทจริงของคําสอน แทนที่จะเพียงพึงพอใจในเพียงรูปแบบการปฏิบัติ
182 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ของฝายตนเองและปลุกปนสรางขอโตแยงอันไรซึ่งประโยชนและเสียเปลาเวลาไป โดยไรค า หากสามารถทาํ ไดเ ชน นยี้ อ มจะพบวา โดยแทจ รงิ นนั้ ความแตกตา งทงั้ หลาย นน้ั โดยแทจ รงิ คอื ภาพพจนข องพทุ ธธรรมในลกั ษณะตา งๆทสี่ ามารถนาํ มาประกอบ กันเขา เปนความเขาใจทีส่ มบรู ณใหเกิดขึ้นแกผ ศู ึกษา การยอมรบั ความแตกตา งใน ฐานะท่ีเปนองคประกอบของความสมบูรณจึงเปนหนทางในการแกไขปญหาเรื่อง ความขัดแยงในสงั คมสงฆของราชอาณาจกั รโครยอในทศั นะของ โบโจ จนิ ูล ภายใตกระบวนทัศนในลักษณะดังกลาวนําไปสูแนวคิดเรื่องการสราง แนวทางในการเขาถึงความหมายท่ีแทจริงของพุทธธรรมผานทางแนวคิดเร่ือง “การตื่นรูอยางฉับพลันและการปฏิบัติอยางตอเนื่อง” หรือ หรือ Sudden Awakening and Gradual Cultivation (Kr. 돈오점수: tono chomsu, Ch.頓悟漸修 : dùnwù jiànxiu) อันเปนเปนเอกลักษณที่สําคัญของพระพุทธ ศาสนานิกายเซนในคาบสมุทรเกาหลี แนวคิดดังกลาวของ โบโจ จินูล วางอยูบน พื้นฐานที่วาการมีความเขาใจในความหมายที่แทจริงของพุทธธรรมเปนรากฐาน ท่ีสําคัญในการสรางความหมายที่ถูกตองใหเกิดขึ้นกับหลักการเรื่องการปฏิบัติ ในแงน้ีหลักการเรื่องการปฏิบัติท่ีถูกตองนั้นจะตองเกิดขึ้นโดยสืบเน่ืองตอจากการ ตื่นรูโดยฉับพลันแตพียงเทาน้ัน กลาวคือการตื่นรูโดยฉับพลันตอความหมายท่ี แทจริงตอภววิทยาพื้นฐานของตัวตนในฐานะที่เปนเพียงกระแสแหงการรับรูอัน บริสุทธท่ีปราศจากจากการคิดแยกแยะในเชิงมโนทัศน รวมถึงความสัมพันธ ที่มนุษยมีตอโลกและสรรพสิ่ง เปนพ้ืนฐานที่สําคัญในการพัฒนาเปนการจัด ความหมายของการปฏิบัติใหถูกตอง ในขณะที่การปฏิบัติท่ีถูกตองคือรูปแบบของ การแสดงออกในเชิงพฤติกรรมทางศาสนาที่สะทอนถึงความหมายที่แทจริงของ พุทธธรรม อยา งไรกต็ ามผวู จิ ยั มองวา ภายใตก ารวเิ คราะหแ นวคดิ ในลกั ษณะดงั กลา ว ของโบโจ จนิ ลู ไดแ ฝงทา ทที างปรชั ญาทส่ี าํ คญั ประการหนง่ึ วา แนวคดิ ดงั กลา วของ โบโจ จินูล คือขอ “ทักทวง”ที่สําคัญท่ีมีตอแนวคิดเรื่องวิมุติวิทยาของพระพุทธ ศาสนานิกายเซนกระแสหลักในคาบสมุทรเกาหลีในชวงเวลาดังกลาวซ่ึงวางอยู
วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 183 บนความสัมพันธระหวาง “การตื่นรู” และ “การปฏิบัติ” โดยมีแนวคิดวาเม่ือ ประสบการณแหงการตระหนักรูหรือประสบการณแหงการต่ืนรูอยางฉับพลันได เกดิ ขน้ึ (Sudden Awakening) เมอ่ื นน้ั สภาวะแหง ความเขา ใจดงั กลา วจงึ ไดก ลายมา เปน แนวทางใน “การปฏบิ ตั ”ิ หรอื การดาํ เนนิ ชวี ติ ของบคุ คลผซู งึ่ ไดร บั ประสบการณ ดงั กลาวไดโ ดยสมบรู ณ (Sudden Cultivation) กลา วคือ “การรแู ละการปฏบิ ัตไิ ด ดงั่ ทรี่ ”ู ไดกลายมาเปน ส่งิ ทมี่ ีความสัมพันธกันอยา งสมบูรณ แนวคิดทางวมิ ตุ ิวิทยา ของพระพุทธศาสนานิกายเซนกระแสหลักดังกลาวน้ันถูกอธิบายภายใตหลักการ เรื่อง การต่ืนรูอยางฉับพลันและการปฏิบัติอยางฉับพลัน (Sudden Awakening and Sudden Cultivation ) หากแตในทัศนะของโบโจ จินูล หลักการทางวิมุติวิทยาในลักษณะ ดังกลาวนั้นอาจจะสามารถเกิดขึ้นไดจริงภายใตเงื่อนไขของบุคคลผูซ่ึงมีความ สามารถท่ีสูงหรือผูที่มีสิ่ง “อุปสรรคผูกมัด”17 ที่นอยหรือเบาบาง หากแตเมื่อ พจิ ารณาดับ “ปถุ ชุ น” โดยทวั่ ไปในสังคมกลบั พบวา ถึงแมการต่ืนรูสจู ติ เดิมแทน้ัน จะสามารถปรากฏขึ้นไดอยางฉับพลัน หากแต “ปุถุชน” น้ันกลับไมสามารถที่จะ ปฏบิ ตั หิ รอื ดาํ เนนิ ชวี ติ โดยสอดคลอ งไปกบั ความเขา ใจดงั กลา วไดอ ยา งฉบั พลนั ทนั ที โบโจ จนิ ลู เรยี กปญ หาเชน นว้ี า ปญ หาเรอ่ื ง “ชอ งวา งระหวา งการรแู ละการปฏบิ ตั ไิ ด ดงั่ ท่รี ู” หรอื The Gap Between Knowing and Doing” ดวยเหตุนใ้ี นทัศนะของ โบโจ จนิ ลู ปถุ ชุ นจงึ จาํ เปน ตอ งใชค วามเขา ใจทถี่ กู ตอ งทม่ี นษุ ยม ตี อ ธรรมชาตเิ ดมิ แท หรือจิตเดิมแทของตนอันเกิดจากการตื่นรูอยางฉับพลัน (Sudden Awakening) ดังกลาวมาเปนพ้ืนฐานในการปฏิบัติซ่ึงยังคงตองดําเนินไปอยาง “ตอเนื่อง” (Gradual Cultivation) จนกวา “การต่ืนรู” ดังกลาวจะสามารถกลายมาเปน กระบวนการในการรับรูและการเขาใจที่มีตอตัวตน โลกและสรรพสิ่ง ที่ดําเนิน 17 ในมีศนะของโบโจ จินูล อุปสรรคดังกลาวถูกอธิบายในฐานะที่เปน “พลังแหงนิสัย สัง่ สม” หรอื Habit energy, Ch. 習氣: Xi qi, Kr. 습기: Sup Ki ซึง่ มอี ยมู ากนอย แตกตา งกนั ไปในแตล ะบุคคล
184 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ตอ เนอ่ื งไปอยา งเปน ธรรมชาตภิ ายใตก ารดาํ รงชวี ติ อยใู นโลกเชงิ ประจกั ษข องมนษุ ย นั้นเอง ในทัศนะของโบโจ จินูล การแสดงออกอยางเปนธรรมชาติของกระบวน การในการรับรูและการปฏิบัติท่ีสอดคลองไปกับการตื่นรูเชนนี้เองคือความหมาย ท่ีแทจริงของการบรรลุธรรมซ่ึงอาจจะไมสามารถปรากฏขึ้นไดอยางสมบูรณ โดยฉับพลนั แตอ ยา งไรกต็ ามถงึ แมแ นวคดิ ดงั กลา วอาจจะสามารถตอบสนองตอ เงอื่ นไข ในชีวิตของ “ปุถุชน” ไดอยางมีนัยที่สําคัญ แตแนวคิดนี้ก็ใหเกิดขอโตแยงในทาง ปรัชญาขึ้นอยางมากมายตัวอยาง เชน หากการตื่นรูอยางฉับพลันเกิดขึ้นแลว เหตุใดการปฏิบัติอยางตอเน่ืองภายหลังยังถือเปนสิ่งท่ีจําเปน และหากการปฏิบัติ อยางตอเนื่องในภายหลังนั้นถือไดวาเปนสิ่งที่จําเปนน่ันยอมแสดงใชหรือไมวา การตื่นรูที่เกิดขึ้นดังกลาวมิไดเปนการต่ืนรูโดยแทจริง หรือแมกระท่ังขอโตแยงวา แนวคดิ เรอ่ื งการปฏบิ ตั อิ ยา งตอ เนอ่ื งของโบโจ จนิ ลู นนั้ มคี วามแตกตา งจากแนวคดิ เรื่องการปฏิบัติอยางตอเน่ืองของพระพุทธศาสนานิกายเซนฝายเหนือ (The Northern School of Zen) ซงึ่ โบโจ จนิ ลู ไดว จิ ารณว า เปน แนวทางแหง การปฏบิ ตั ิ ทผ่ี ดิ พลาด (Defiled Cultivation) อยา งไร ในแงน กี้ ารศกึ ษาวเิ คราะหค วามสมั พนั ธ ระหวา ง “การต่ืนรอู ยางฉับพลนั ” และ “การปฏบิ ตั ิอยางตอเน่ือง” จงึ เปนเง่อื นไข พ้ืนฐานท่ีสําคัญในการเขาใจวิมุติวิทยาของโบโจ จินูล ซึ่งเปนแนวคิดทางปรัชญา ปรากฏขึ้นเพื่อตอบสนองตอกระแสแหงความขัดแยงระหวางพระพุทธศาสนา ทง้ั สองฝา ยในอาณาจักรโครยอ 5. บทสรุป สภาวะทางสังคมศาสนาของคาบสมุทรเกาหลีในอาณาจักรโครยอ อาจจะเปนสิ่งสะทอนถึงปญหาความขัดแยงของพระพุทธศาสนาทั้งในเชิงคติ ความเช่ือ, หลักการ, ทฤษฏีและการปฏิบัติ ที่ชัดเจนท่ีสุดในพระพุทธศาสนาสาย ตะวันออกไกล ภาพลักษณแหงความขัดแยงดังกลาวยิ่งปรากฏขึ้นอยางชัดเจน ภายหลังจากท่ีพระพุทธศาสนาในดินแดนจีนไดรับผลกระทบทางการเมืองจน
วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 185 นาํ มาสกู ารกระจายตวั เขา สคู าบสมทุ รเกาหลี สภาวะความวนุ วายทางสงั คมการเมอื ง และสงครามที่เกิดข้ึนอยางตอเน่ืองบนคาบสมุทรเกาหลีนับวาเปนอีกหนึ่งปจจัย ที่กระตุนใหเกิดความเส่ือมถอยของสังคมศาสนาอันเนื่องมาจากความเก่ียวของ สัมพันธกับเรื่องราวในทางโลก (โลกิยมรรค) ของพระพุทธศาสนาจนเกินขอบเขต วัตรปฏิบัติของสังคมสงฆที่ควรจะเปน สังคมสงฆในชวงเวลาดังกลาวจึงเกี่ยวของ สมั พนั ธก บั เรอ่ื งราวของการชว งชงิ อาํ นาจทางการเมอื ง ในขณะทอี่ ารามตา งกม็ คี วาม เก่ียวของสัมพันธกับปญหาในเชิงทรัพยสิน เชน การเก็บภาษีหรือการส่ังสม ความรํ่ารวยดวยทรพั ยสมบตั แิ ละเงินทองตาง ๆ มากมาย แมก ระทงั่ เหลา พระสงฆ เองก็มิไดใหความสําคญั ตอการศกึ ษาแนวคิดที่สาํ คัญของพระพทุ ธศาสนา หากแต การเขาสูเพศบรรพชิตนั้นเปนเพียงเพราะความตองการหลุดพนจากสถานะ ทางสังคมท่ีตอยตํ่า เชน การเปนชนช้ันกรรมกร หรือการตองถูกเกณฑเพื่อเปน ทหารในการศกึ สงคราม ปญ หาดงั กลา วมานส้ี ง ผลใหส งั คมสงฆแ ละพระพทุ ธศาสนา นนั้ ตกอยใู นสภาวะไรแ กน สาร ซง่ึ สวยงามแตเ พยี งเปลอื กนอก แตภ ายในนนั้ เนา เสยี ท่ีรอวันทรุดโทรมและพังทลาย ในขณะที่การยอมรับและสนับสนุนคําสอนของนิกายอวตัมสกะจาก ราชสํานักและชนชั้นปกครองในเมืองหลวงเปนสาเหตุท่ีทําใหนิกายเซนสามารถ พฒั นาอาํ นาจและเรมิ่ มบี ทบาททา มกลางอาณาเขตแหง ขนุ เขาอนั หา งไกล การสงั่ สม อํานาจในทางความเช่ือและในทางเศรษฐกิจของอารามตาง ๆ จนทําใหพระพุทธ ศาสนานิกายเซนมีฐานอํานาจที่ม่ันน้ันถือวาเปนปจจัยหลักที่สําคัญที่กระตุนให ความขัดแยงในเชิงหลักการน้ันพัฒนาเปนความขัดแยงระหวางนิกายและนําไปสู การตอสูถดถอยของพระพุทธศาสนาอยางชัดเจนนับตั้งแตศตวรรษที่ 10 เปนตน ความขัดแยงทางความคิดดังกลาวนําไปสูการอางความชอบธรรมอันสมบูรณของ ฝา ยตนทมี่ ีตอการเขา ถงึ ความหมายท่ีแทจ ริงของพุทธธรรมซ่ึงโดยนยั มีความหมาย ถึงการปฏิเสธแนวคิดของฝายตางใหกลายไปเปนเพียง เครื่องมือ หรืออุบายหรือ หนทางช่วั คราวหรือแมก ระทง่ั เปน ความคดิ ทผี่ ิดพลาด (มจิ ฉาทิฏฐ)ิ ท่มี ตี อการเขา ถงึ ความหมายของพุทธธรรมทีส่ มบูรณ ดว ยเหตุนใี้ นชว งรัชสมยั ของราชอาณาจักร
186 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 โครยอซึ่งหากพิจารณาโดยผิวเผินอาจจะดูเหมือนเปนชวงแหงความเฟองฟูของ พระพทุ ธศาสนาเนอื่ งดว ยความแพรห ลายของความคดิ ทางศาสนาทม่ี มี ากมายกวา ในรชั สมยั อน่ื ๆ หากแตใ นความเปน จรงิ แลว สภาวะทางสงั คมศาสนาของราชอาณา จักรโครยอน้ันกลับกลายเปนยุคแหงความเสื่อมถอยของศาสนา (Degeneration Age) ความของเกี่ยวกับสถาบันทางการเมืองไดสงผลใหการเปล่ียนแปลงทาง การเมืองเกิดผลกระทบตอความม่ันคงของศาสนา ในขณะที่ความขัดแยงทาง ความคิดในพระพุทธศาสนาเองสงผลใหความสามารถในการศึกษาและการปฏิบัติ ธรรมของเหลาสงฆนั้นเปนไปไดยากยิ่งเนื่องเพราะการทุมเทเวลาสวนใหญไปกับ การถกเถียงในเชิงทฤษฏีเพื่อการสรางความชอบธรรมใหกับหมูคณะของตน หรือ การสรางขอโตแยงในเชิงปรัชญาที่ลึกซึ้งเพื่อแสดงออกถึงความเหนือชั้นทาง ความคดิ ระหวา งนิกายตา ง ๆ ในศาสนาพุทธ ความวุนวายทางการเมืองและขอโตแ ยงของหลักการทางศาสนาดงั กลา ว น้ันยังคงดําเนินเรื่อยมาจนกระท่ังผานเขาสูยุคสมัยของอาณาจักรโครยอในราว ศตวรรษที่ 10 สภาวะทางสังคมของคณะสงฆก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเส่ือมถอยลง เนอื่ งดว ยความสมั พนั ธร ะหวา งราชอาณาจกั รทมี่ มี ากขนึ้ รวมถงึ การสรา งขอ ถกเถยี ง ในเชงิ ปรัชญาทงั้ จากพระพทุ ธศาสนาทัง้ สองฝา ยในคาบสมทุ รเกาหลี และรว มดวย ขอ ปญ หาของแนวคดิ ในเชงิ วมิ ตุ วิ ทิ ยาของพระพทุ ธศาสนานกิ ายเซนกระแสหลกั ทดี่ ู เหมอื นวา ไมส ามารถตอบสนองตอ เงอื่ นไขพน้ื ฐานในชวี ติ ของปถุ ชุ นไดอ ยา งสมบรู ณ ขอ ปญ หาทางสงั คม การเมอื งและความขดั แยง ทางศาสนาเองนน้ั ไดร วมกนั กลายเปน ปจจัยสงผลใหสังคมสงฆในหวงระยะเวลาดังกลาวนั้นเขาสูสภาวะแหงการเปน “ยุคเสื่อมถอย” (Degeneration Age) ของพระพุทธศาสนาโดยแทจริง ในชวง เวลาแหง ความสบั สนวนุ วายทางสงั คมการเมอื งและความแตกแยกเชงิ ความคดิ ทาง ศาสนาของพระพทุ ธศาสนาดงั กลา ว โบโจ จนิ ลู นกั คดิ คนสาํ คญั ของพระพทุ ธศาสนา นิกายเซน ไดถือกําเนิดข้ึนในชนบทนครหลวงแกซองและภายหลังไดกลายมาเปน นกั บวชนกิ ายเซนคนสาํ คญั ทเ่ี ขา มาจดั การกบั ปญ หาเรอ่ื งความไรซ งึ่ เสถยี รภาพของ พระพุทธศาสนาในชวงเวลาดังกลาวภายใตการยอมรับความสําคัญของการศึกษา
วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 187 พระสูตรหรอื ขอเขยี นทางศาสนาเพือ่ เปน พื้นฐานในการตื่นรสู คู วามหมายทแ่ี ทจ ริง ของตัวตน และความสําคัญของการปฏิบัติอยางตอเน่ืองเพื่อพัฒนาประสบการณ แหง การตนื่ รดู งั ลา วนน้ั ใหก ลายมาเปน แบบแผนในการดาํ เนนิ ชวี ติ ของปถุ ชุ นไดอ ยา ง สมบูรณแนวคิดดังกลาวน้ีไดรับการยอมรับในฐานะที่เปนโครงสรางการศึกษา แกนกลางของอารามนิกายเซนในคาบสมุทรเกาหลีตราบจนปจจุบัน ทัศนะทาง ปรชั ญาของโบโจ จินลู ดังกลาวน้ถี ูกอธิบายในฐานะทเ่ี ปน หลักการทางวิมตุ ิวิทยา เรอื่ ง “การตน่ื รอู ยา งฉบั พลนั และการปฏบิ ตั อิ ยา งตอ เนอื่ ง” หรอื The Soteriology of Sudden Awakening and Gradual Cultivation (Kr. 돈오점수 : tono chomsu, Ch. 頓悟漸修 : dùnwù jiànxiu)
188 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 บรรณานกุ รม Buswell Jr, R. E. (1983). The Korean Approach to Zen: The Collected Works of Chinul. Hawaii: University of Hawaii Press. Ch’en, K. (1964). Buddhism in China : A Historical Survey. New Jersey: Princeton University Press. Eui-hyun, V. (1988). Korean Buddhism. Seoul: Korean Buddhist Chogye Order. Hatada , T. (1969). A History of Korea (S. W. J. Warren & H. H. Benjamin, Trans.). Califoria: American Bibilographical Center. Hee, S. K. (1981). How does one know a Zen Monk has achieved satori? an epistemological study of enlightenment in Zen. Korean Journal of Philosophy, 15, 201-210. Kim, Y.-T. (2014). Glocal History of Korean Buddhism. Seoul: Dongguk University Press. Lee, J. Y. (1981). Korean shamanistic rituals: Walter de Gruyter GmbH & Co KG. Shim, J.-r. (1999). Korean Buddhist Tradition and Transformation. Seoul: Jimoondang Publish Company.
วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 189 พุ ทธศิลปไ ทยในบรบิ ท อาเซยี น* ศกั ด์ิชัย สายสงิ ห* * บทคัดยอ บทบาทของงานพทุ ธศลิ ปไทยในอาเซยี นน้นั แบงเปน 2 สว น คอื สว นที่ 1 งานพุทธศิลปไทยทร่ี บั มาจากประเทศอาเซียน บทบาทของพุทธศาสนาจากประเทศเพื่อนบานท่ีมีตองานศิลปกรรมไทย มากท่ีสุดไดแกจากประเทศพมา ศูนยกลางทางพทุ ธศาสนา แบบเถรวาทรองลงมา จากศรลี งั กา ศลิ ปะทมี่ ีบทบาทมาก คือศลิ ปะพุกาม มตี อ ศิลปะลานนาและสุโขทัย สวนศลิ ปะจากประเทศอื่นๆ ปรากฏอยนู อยมาก เชน ศลิ ปะชวาภาคกลางซึ่งเปน มหายานปรากฏตอ สมยั ศรีวิชัย สวนศิลปะเขมรมีบทบาทตอรูปแบบศลิ ปกรรมกับ คติความเชื่อที่ปรากฏในงานสถาปตยกรรม เชน เจดียทรงปรางค พุทธศิลปจาก เวียดนามมีปรากฏหลักฐานเพยี งเล็กนอยเทาน้ัน * จากบทสรุปงานวิจัยเร่ือง “พุทธศิลปไทยในบริบทอาเซียน” โดยไดรับทุนสนับสนุน การวจิ ยั ศนู ยจ ากศนู ยพ ทุ ธศาสนศ กึ ษาจฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ประจาํ ป พ.ศ. 2560. ** ศาสตราจารย ดร.ประจําภาควชิ าประวัตศิ าสตรศ ลิ ปะ คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร E-mail: [email protected] วันท่ีรับบทความ 5 สิงหาคม 2563 วันท่ีแกไขบทความ 16 กันยายน 2563 วนั ทต่ี อบรบั บทความ 12 ตุลาคม 2563
190 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 สว นท่ี 2 บทบาทของงานพทุ ธศลิ ปไทยตอ ประเทศอาเซยี น งานพทุ ธศลิ ปไ ทยมบี ทบาทอยา งมากตอ พทุ ธศลิ ปล าวและพทุ ธศลิ ปเ ขมร ดวยเหตุที่เปนประเทศท่ีรับพุทธศาสนาแบบเถรวาทดวยกัน มีอาณาเขตติดตอกัน และมีความสมั พันธท างดา นภาษา วฒั นธรรมและการเมือง สว นบทบาทตอพมามี อยูนอยมาก ปรากฏอยูในสมัยอยุธยาตอนปลายตอรัตนโกสินทรตอนตน จาก ชาวไทยที่ถูกกวาดตอนไปในสมัยสงครามเสียกรุงคร้ังที่ 2 ซึ่งเหลือหลักฐานอยู เพยี งเล็กนอ ยเทา นั้น คาํ สําคัญ: พระพุทธศาสนา พทุ ธศลิ ปไ ทย อาเซียน
วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 191 Thai Buddhist Art in the ASEAN Context* Sakchai Saising** Abstract The role of Thai Buddhist art in ASEAN is twofold: I. As the recipient of Buddhist art influences from other SEA countries The main artistic influence from Thailand’s neighboring countries on Thai Buddhist art was from Myanmar, an important center of Buddhism, second only to Sri Lanka. The most influential Burmese art style is Pagan art, especially on the Lanna and Sukhothai art. Art influences from other SEA countries are rarely found, except, for example, traces of Central Javanese art discovered in the Mahayana Buddhist art works of Srivijaya. Khmer art influenced Thai Buddhist architecture in terms of styles and concepts, as seen in the prang-style chedi or stupa. Buddhist art from Vietnam was also rare. * This article is revised from a research titled \"Thai Buddhist Art in the Southeast Asian Context\" funded by the Centre for Buddhist Studies, Chulalongkorn University, in 2017. ** Professor, Department of History of Art, Faculty of Archaeology, Silpakorn University. E-mail: [email protected] Received August 5, 2020, Revised September 16, 2020, Accepted October 12, 2020
192 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 II. As the influencer of Buddhist art on other SEA countries Thai Buddhist art had a major influence on the Buddhist art of Laos and Cambodia, probably due to the fact that all practice Theravada Buddhism, share borders, and have linguistic, cultural, and political affinities. The influence of Thai Buddhist art is rarely found in Myanmar, except for the little that remains from the Siamese settlement after the second invasion of Ayutthaya during the late Ayutthaya and early Rattanakosin period. Keywords: Buddhism, Thai Buddhist art, ASEAN
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260