วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 193 1. ความสําคญั และท่ีมาของปญ หาการวจิ ยั ประเทศในภมู ภิ าคอาเซยี นมเี สาหลกั หนง่ึ รว มกนั คอื สงั คมและวฒั นธรรม ความรวมมือกันระหวางประเทศอาเซียนในเร่ืองดังกลาวเปนจุดประสงคหลักของ กลมุ ประชาคมอาเซยี น ซงึ่ ตา งกม็ คี วามสมั พนั ธท างสงั คมและวฒั นธรรมหลายดา น ทงั้ ในดานศลิ ปะ ศาสนา การทอ งเท่ียว พทุ ธศิลป อนั เปนมิตวิ ัฒนธรรมทส่ี ําคญั มติ ิ หนง่ึ ซึ่งรวมทัง้ ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร และหนง่ึ ในวฒั นธรรม ที่โดดเดนเปนเอกลักษณเฉพาะของภูมิภาคนี้ คือ งานพุทธศิลป เพราะเหตุวาใน ชว งระยะเวลาหนงึ่ กลมุ ประเทศในแถบนม้ี กี ารรบั วฒั นธรรมทางศาสนาจากอนิ เดยี รวมกันทั้งพุทธศาสนาแบบเถรวาทและแบบมหายาน โดยเฉพาะพุทธศาสนา แบบเถรวาทมีบทบาทอยางมาก จึงมีการติดตอสัมพันธและแลกเปลี่ยนกันซึ่ง สะทอนออกมาทางงานศิลปกรรม เราอาจศึกษาพุทธศิลปทั้งในเชิงความสัมพันธ ทางศาสนา สัมพันธไมตรีระหวางประเทศ วัฒนธรรม วิถีชีวิต สภาพแวดลอม ความคิดความเช่ือ และการออกแบบเชิงศิลปะ ซึ่งมีทั้งการรับและใหแหลง บันดาลใจทางศิลปะระหวางประเทศอาเซียน แสดงถึงการเผยแผวัฒนธรรม พระพุทธศาสนาในดานพุทธศิลประหวางกัน เชน พุทธศิลปแบบพมาแผเขามาใน สมยั ลา นนาและสมัยสโุ ขทัย แบบลาวหรือลานชางแผเขามาทางภาคอีสานในสมัย ลานชาง และในทางกลับกันพุทธศิลปไทยก็แผไปในประเทศอาเซียนเหลาน้ัน เชน กัน เชนในสมยั เสียกรุงศรอี ยธุ ยาคร้งั ท่ี 2 ชา งไทยไดไปสรา งผลงานจิตรกรรม ไวในประเทศพมา หรือบทบาทของงานศิลปกรรมไทยที่ใหไปยังประเทศลาว และกัมพูชาในสมัยรัตนโกสินทร เปนตน การวิจัยในเร่ืองน้ีจึงแสดงใหเห็นถึง ความสัมพันธของงานศิลปกรรมท่ีกอใหเกิดความเขาใจเก่ียวกับพุทธศาสนาใน ประเทศไทยและในอาเซยี นไดดียง่ิ ขน้ึ
194 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 2. บทสรุปงานวิจยั การเขามาของพระพุทธศาสนาในดนิ แดนเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต พระพุทธรปู สมยั อมราวดี พบท่ี จ. นครราชสมี า พิพธิ ภณั ฑสถานแหง ชาติ พระนคร ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใตเม่ือแรกรับวัฒนธรรมทางศาสนาน้ัน เรมิ่ ตน ขนึ้ พรอ มๆ กนั คอื การไดร บั อารยธรรมอนิ เดยี จากการเดนิ ทางตดิ ตอ คา ขาย และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกันระหวางจีนกับอินเดีย จากหลักฐานเอกสาร
วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 195 การติดตอกันอาจเริ่มตนมาแลวตั้งแตราวพุทธศตวรรษที่ 4 แตเทาท่ีพบหลักฐาน รปู เคารพทางศาสนาท่ีนาํ เขามาจากอนิ เดียตามดินแดนตา งๆ นน้ั ท่เี กา สุดมีทง้ั รูป เคารพในศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ โดยหลักฐานในพุทธศาสนาที่เกาสุดและ พบอยทู ว่ั ภมู ภิ าค ไดแ ก พระพทุ ธรปู ในสมยั อมราวดี มอี ายอุ ยใู นราวพทุ ธศตวรรษท่ี 8-9 หรือ 10 สว นหลักฐานในศาสนาฮนิ ดู ไดแก รูปพระนารายณ มีอายเุ กาสดุ ราว พทุ ธศตวรรษที่ 9 แสดงใหเ หน็ วา ในการเรม่ิ ตน ของการรบั วฒั นธรรมทางศาสนานนั้ มีทง้ั พุทธศาสนาและศาสนาฮินดทู เ่ี ร่ิมเผยแผเขามาพรอ มๆ กนั เพียงแตว าดนิ แดน ตา งๆ เหลา นน้ั จะเลอื กรบั ศาสนาใด ทงั้ นน้ี า จะขน้ึ อยกู บั บทบาทของผปู กครองทจี่ ะ เลือกรับใหเหมาะสมกับภูมิประเทศ สภาพแวดลอมและคติความเชื่อท่ีสอดคลอง กบั ธรรมชาติของผูคนในดนิ แดนนั้นๆ ดวยเหตุน้ีในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใตจึงมีพื้นฐานความเชื่อท่ี แตกตา งกนั โดยกลมุ ทเ่ี ลือกรบั ศาสนาฮนิ ดู ไดแก ชวา (อินโดนเี ซีย) กัมพูชา และ เวียดนาม (จาม) อยางไรก็ตามมีศาสนาพุทธแบบมหายานแทรกอยูบางเปนบาง ชว งในระยะท่ศี าสนาพุทธมหายานเจรญิ รงุ เรือง เชน ในชว งพุทธศตวรรษที่ 13-15 เปนตน สวนดินแดนที่เลือกรับนับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาทมาต้ังแตยุคแรกเร่ิม วัฒนธรรมทางศาสนา ไดแก พมา ไทย และลาว ดังนั้นในสวนของงานพุทธศิลป คือ ศิลปกรรมเนื่องในพุทธศาสนาใน อาเซยี น จงึ มคี วามสมั พนั ธอ ยใู นกลมุ ของประเทศทเี่ ลอื กรบั พทุ ธศาสนาแบบเถรวาท ดวยกัน คือ ไทย พมา ลาว และกัมพูชา (ในระยะหลัง) รวมท้ังเปนประเทศท่ีมี ชายแดนติดตอกันดวย จึงมีความสัมพันธท้ังทางประวัติศาสตร ศาสนา และงาน ศิลปกรรม สวนประเทศที่นับถือศาสนาฮินดูและดินแดนไมติดตอกัน ไดแก ชวา (อินโดนเิ ชยี ) และเวยี ดนาม จึงมีงานศลิ ปกรรมทม่ี คี วามสัมพนั ธกนั นอ ยมาก เปนเพียงอิทธิพลทางศิลปะและความสัมพันธทางประวัติศาสตรในชวงเวลาส้ันๆ และเลก็ นอยมาก
196 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 สว นที่ 1 บทบาทของพุทธศิลปอาเซยี นทม่ี ตี อไทย อทิ ธพิ ลศิลปะจากอินโดนีเซยี (ชวา) ที่มตี อ พทุ ธศิลปไทย พระบรมธาตไุ ชยา จ.สรุ าษฎรธ านี บทบาทของศิลปะจากประเทศอินโดนเี ซยี ทม่ี ตี อพทุ ธศลิ ปไทยปรากฏอยู นอยมาก ดวยเหตทุ ่มี คี วามแตกตา งกันดา นศาสนาและพ้ืนทที่ อ่ี ยูหางไกล ในชวงท่ี มีความสมั พันธกัน คือ ศิลปะชวาภาคกลางนนั้ สว นใหญเปนศาสนาฮินดูและพุทธ มหายาน และภายหลงั ตง้ั แตพ ทุ ธศตวรรษที่ 18 เปน ตน มาชาวอนิ โดนเิ ชยี สว นใหญ ไดเ ปลย่ี นศาสนาเปน ศาสนาอสิ ลาม เหลอื เฉพาะในหมเู กาะบาหลที ยี่ งั คงเปน ศาสนา ฮินดู ในสว นทน่ี า จะมีความสมั พันธท างดา นศาสนาและศิลปกรรมกับไทยบาง คอื ในสมัยที่พุทธศาสนามหายานเจริญรุงเรืองในหมูเกาะชวา ในชวงพุทธศตวรรษท่ี 13-15 ซง่ึ ตรงกนั สมยั ศรวี ชิ ยั ทางภาคใตข องประเทศไทย บทบาทสาํ คญั คอื กษตั รยิ ราชวงศไศเลนทรที่ปกครองดินแดนแถบนี้และอาจรวมมาถึงดินแดนในคาบสมุทร มลายูและภาคใตของไทย ในชวงหน่ึงอาจมีศูนยกลางที่ภาคใตของไทย โดย พบจารกึ ทกี่ ลา วถงึ พระเจา กรงุ ศรวี ชิ ยั ทส่ี นั นษิ ฐานวา คอื อาณาจกั รศรวี ชิ ยั นนั่ เอง
วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 197 พระโพธิสัตวอ วโลกเิ ตศวร พพิ ิธภณั ฑสถานแหง ชาติ พระนคร งานพุทธศิลปไทยที่มีความสัมพันธกับศิลปะชวาจึงนาจะเกิดขึ้นในชวง เวลานี้ คอื สว นหนงึ่ ทเี่ รียกวา ศลิ ปะศรวี ิชยั งานศิลปกรรมสาํ คัญท่มี ีรปู แบบเหมอื น กับศิลปะชวาภาคกลาง คือ งานสถาปตยกรรมที่เปน ปราสาท ซ่ึงในศิลปะชวา เรยี กวา จันทิ คืออาคารทที่ ําหลงั คาซอนชนั้ และมีการประดบั ปราสาทจําลองหรือ สถูปกะทัง้ ทีด่ านและทม่ี ุม เชน พระบรมธาตุไชยา ปราสาทวดั แกว วดั หลง เปน ตน สวน งานประติมากรรม ไดแก รูปเคารพที่สรางขึ้นเนื่องในพุทธศาสนามหายาน ทชี่ ดั เจนทสี่ ดุ คอื พระโพธสิ ตั วอ วโลกเิ ตศวร ทม่ี รี ปู แบบเดยี วกบั ศลิ ปะชวาภาคกลาง ทัง้ ลกั ษณะพระพักตรและเครื่องทรงทเี่ ปน อิทธิพลศลิ ปะปาละ เปนตน นอกจากนี้ งานศิลปกรรมสว นหนึง่ ไดใ หอ ทิ ธิพลมายังศลิ ปะสมยั ทวารวดี แตพ บอยเู พยี งเลก็ นอ ยและไมค อ ยชดั เจนนกั สว นหนง่ึ ปรากฏในลกั ษณะของแผนผงั และสวนฐานอาคาร เชน ลักษณะการทาํ ผังระบบยกเกจ็ ท่สี ลับซับซอน มสี วนฐาน
198 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ที่เปนแบบบัววลัย จนทําใหมีขอสันนิษฐานวารูปแบบหนึ่งของเจดียสมัยทวารวดี นา จะมคี วามสมั พันธก บั ศิลปะชวาภาคกลาง เชน กลมุ เจดยี วดั พระเมรุ เจดยี พระ ประโทน และจุลประโทน เปนตน อิทธิพลศิลปะเขมรทมี่ ตี อพุทธศิลปไ ทย ปรางคป ระธาน วดั พระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี ศิลปะของประเทศอาเซียนท่ีใหอิทธิพลตองานศิลปกรรมไทยรองลงมา จากพมา ไดแ ก กัมพชู า แตใหในฐานะของงานศิลปกรรม เพราะเหตุวาเขมรนับถือ ศาสนาฮนิ ดูเปน หลกั แตดวยเหตทุ เี่ ขมรและไทยมดี ินแดนตดิ ตอกัน และชวงเวลา ที่อาณาจักรกมั พูชาโบราณมคี วามเจรญิ รุง เรืองสงู สดุ ในชว งพุทธศตวรรษท่ี 16-18 ไดแพรขยายอาณาเขตเขามาถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางของ ประเทศไทย งานศลิ ปกรรมเขมรจงึ มบี ทบาทตอ งานศิลปกรรมไทย ทงั้ ในเรือ่ งของ รปู แบบ คตกิ ารสรา ง รวมทง้ั ดา นภาษา วฒั นธรรม ไดแ ก แนวความคดิ ทางดา นการ ปกครองท่ีสงผลตอความเช่ือมายังสุโขทัยและอยุธยา แมวาดินแดนทั้งสองแหงจะ เลือกรับศาสนาพุทธแบบเถรวาท แตความเช่ือของฮินดูก็ยังปรากฏแทรกอยูใน
วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 199 ราชสํานัก เชนเดียวกับงานศิลปกรรม ไดมีการนํารูปแบบของปราสาทเขมรมา ดดั แปลงเปน เจดยี ท รงปรางคใ นวฒั นธรรมพทุ ธศาสนา คอื รปู แบบเปน ปราสาทแต นาํ มาทาํ หนา ทเี่ ปน เจดยี ใ นพทุ ธศาสนา รวมทงั้ รปู แบบพระพทุ ธรปู กไ็ ดแ รงบนั ดาล ใจมาจากศลิ ปะเขมรเชน เดียวกัน พระพทุ ธรูปปางมารวชิ ยั แบบอูทองรนุ ท่ี 2 ศิลปะอยธุ ยาตอนตน พิพธิ ภณั ฑสถานแหงชาติ พระนคร อิทธิพลศิลปะเขมรปรากฏอยูอยางมากในสมัยอยุธยาตอนตนที่เปนงาน ชา งทส่ี บื ทอดมาจากสมยั ลพบรุ ี เชน ระบบแผนผงั วดั ทใ่ี ชป รางคเ ปน ประธานและมี ระเบยี งคดลอ มรอบ รปู แบบของปรางคแ ละลวดลายประดบั ทพ่ี ฒั นามาจากปราสาท เขมร มกี ารสรางพระพทุ ธรูปแบบอูท องรุนท่ี 2 ทม่ี ีรปู แบบใกลเคยี งกับสมยั ลพบรุ ี มลี วดลายทม่ี รี ปู แบบทสี่ บื ตอ มาจากเขมรและลพบรุ ี แตพ อถงึ สมยั อยธุ ยาตอนกลาง ศลิ ปะเขมรกจ็ ะคอ ยๆ หมดไป เมอื่ มกี ระแสวฒั นธรรมสโุ ขทยั และศลิ ปะลา นนาเขา มาแทนท่ี และศิลปะอยุธยาก็พัฒนางานชางของตัวเองอยางสมบูรณจนเกิดเปน รปู แบบเฉพาะของตนเอง
200 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 เมอื่ อาณาจกั รกมั พชู าโบราณลม สลายลงภายหลงั รชั กาลพระเจา ชยั วรมนั ที่ 7 อันมีสาเหตมุ าจากกษัตรยิ องคตอ มา คอื พระเจาชยั วรมนั ที่ 8 ทรงออ นแอ พระองคไดเปล่ียนศาสนากลับไปเปนฮินดู เกิดการแยงชิงราชสมบัติ ในขณะท่ี อาณาจักรอยุธยาไดเจริญรุงเรืองขึ้นบนท่ีราบภาคกลางและเร่ิมแผขยายอํานาจ ไปยังอาณาจักรกัมพูชา ต้ังแตสมัยของขุนหลวงพะงั่ว ไดยกทัพไปตีอาณาจักร กัมพูชา จนถึงในสมยั เจา สามพระยาสามารถตเี มอื งพระนครไดทําใหเขมรตอ งยา ย เมืองหลวงจากเมืองพระนครไปยงั เมอื งละแวก และตกอยูภ ายใตการปกครองของ อยุธยา ท่ีสาํ คัญประการหนง่ึ คอื ดวยอํานาจทางการเมอื งของอยุธยาไดนาํ ศาสนา พุทธเถรวาทเขาไปยังดินแดนกัมพูชา ทําใหชาวเขมรหันมายอมรับนับถือเถรวาท แทนฮินดู รวมทั้งยังไดสงอิทธิพลงานศิลปกรรมกลบั ไปยงั ดนิ แดนกมั พูชาอกี ดวย อิทธพิ ลศิลปะเวียดนามทีม่ ีตอพุทธศิลปไ ทย บทบาทของศิลปะจากเวียดนามที่มีตอไทยปรากฏอยูนอยมากเชนเดียว กับจากประเทศอินโดนีเชีย ดวยเหตุผลเดียวกัน คือ เปนดินแดนที่ไมมีเขตแดน ติดตอ กันและความตางทางดา นศาสนา กลา วคอื ชาวเวยี ดนามเดมิ คอื ชนชาตจิ าม ในสมัยอาณาจักรจัมปานั้นนับถือศาสนาฮินดู มีพุทธศาสนาแบบมหายานที่แทรก เขา มาเปน ชวงเวลาสน้ั ๆ ในชว งพทุ ธศตวรรษที่ 14 เทานั้น และหลังจากน้ันชนชาติ เวยี ดนามไดเ ขา ครอบครองดนิ แดนเวยี ดนาม ซงึ่ ชนชาตเิ วยี ดนามเปน ผนู บั ถอื ศาสนา พทุ ธมหายานทส่ี บื ทอดมาจากจนี จงึ ทาํ ใหง านศลิ ปกรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณี และวัฒนธรรมเปลี่ยนไปจากวิถีดั้งเดิม จึงนับวามีความแตกตางทางศาสนาและ วัฒนธรรม ทําใหบทบาทตอพุทธศิลปไทยมีอยูนอยมากหรือเกือบไมปรากฏ หลักฐานเลย
วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 201 พระธาตุพนม ภาพสลักบนอฐิ พระธาตพุ นม ในสวนทีพ่ อจะสันนิษฐานวาเปนอทิ ธพิ ลศิลปะจาม (ศิลปะในยคุ โบราณ) จึงมีเพียงแหงเดียว คือ ท่ีพระธาตุพนม ซ่ึงก็เหลือรองรอยอยูเล็กนอยเทานั้น แตก็ถือเปนหลักฐานสําคัญของความสัมพันธทางดานพุทธศิลป ในสวนที่เปน งานศลิ ปกรรมชองชนชาตเิ วยี ดนาม คอื ศลิ ปะญวน มาปรากฏอยใู นสมยั กรงุ ธนบรุ ี และสมยั รตั นโกสินทร โดยแบง งานศลิ ปกรรมออกเปน 2 สวน คอื วดั อนมั นิกายาราม (วดั ญวนบางโพ) กรงุ เทพฯ
202 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 สว นแรก เกดิ จากภาวะสงครามในประเทศเวียดนาม ทาํ ใหชาวเวยี ดนาม อพยพเขามาพ่ึงพระบรมโพธิสมภารพระมหากษัตริยไทยและขอตั้งบานเรือนอยู ในกรงุ เทพฯและบริเวณใกลเ คียง ในชว งนจี้ งึ เกิดการสรา งงานศลิ ปกรรมแบบญวน ข้ึนตามความเชื่อทางศาสนาพุทธ มหายาน ศิลปะญวนที่เกิดข้ึนในสมัยกรุงธนบุรี หรอื สมยั รตั นโกสนิ ทรไ มใ ชเ รอื่ งของอทิ ธพิ ลทางศลิ ปกรรม แตเ ปน รปู แบบของงาน ศิลปกรรมท่ีเกิดข้ึนเปนกรณีพิเศษเนื่องจากการเมือง การสงคราม และงาน ศลิ ปกรรมกเ็ ปน ชา งไทยทอ่ี อกแบบสรา งหรอื รว มสรา งให จงึ เปน งานในลกั ษณะของ การผสมผสานรปู แบบ แบบเกงจีน หรือมีการผสมผสานวิหารอยา งไทยแตต กแตง แบบศิลปะญวน เปนตน วัดพุทธสมี า จ. นครพนม สรา ง พ.ศ. 2468
วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 203 สว นท่ี 2 คอื งานสถาปต ยกรรมทเ่ี รยี กวา สมิ ญวน ทเ่ี กดิ ขน้ึ ทางภาคอสี าน ของไทย ซึ่งท้ังรูปแบบและลวดลายเปนงานชางญวน เปนงานท่ีเกิดขึ้นเปนกรณี พิเศษเชนเดยี วกัน ไมใ ชเรอื่ งของอทิ ธิพลทางศิลปะแบบทวั่ ไป แตเ ปน เร่ืองของชาง ญวนทเ่ี ขามารับงานสรา งสมิ (โบสถ)ตามวดั ตา งๆ ในภาคอีสาน โดยนาํ รปู แบบของ สถาปต ยกรรมแบบตะวนั ตก ทเี่ รยี กวา ศลิ ปะยคุ โคโลเนยี ล และเทคนคิ การกอ สรา ง แบบกอ อฐิ ถอื ปนู อนั เปน รปู แบบและเทคนคิ ทเ่ี กดิ ขนึ้ ใหมใ นยคุ นน้ั ทาํ ใหเ กดิ กระแส นิยมในการสรางสิมแบบญวนข้ึนทั่วภาคอีสานทดแทนสิมแบบพ้ืนเมืองเดิมท่ีสวน ใหญเ ปน งานไม สมิ ญวนมีรปู แบบใหม ทนั สมยั ม่ันคงแข็งแรง และประการสาํ คญั คอื แรงงานถูก จงึ ทาํ ใหไ ดร ับความนยิ มอยางแพรห ลาย อทิ ธิพลพุทธศลิ ปพ มาท่ีมตี อ ไทย เจดยี วัดปา สกั เมอื งเชยี งแสน จ. เชยี งราย
204 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 พุทธศิลปของประเทศอาเซียนท่ีมีบทบาทตอพุทธศิลปะไทยมากท่ีสุด ไดแ ก พมา โดยปรากฏหลกั ฐานจาํ นวนมาก และกินระยะเวลาอยา งยาวนานเกอื บ ทกุ ยคุ ทกุ สมยั ดว ยเหตทุ ด่ี นิ แดนทง้ั สองรบั วฒั นธรรมทางศาสนาพทุ ธเถรวาทเหมอื น กันตั้งแตยุคแรกเร่ิมมีวัฒนธรรมทางศาสนาเขามา และเจริญรุงเรืองอยางมาก เทียบเทาศูนยกลางทางศาสนาท่ีสําคัญ ตั้งแตวัฒนธรรมมอญทางตอนใตของพมา วัฒนธรรมปยูหรือศรีเกษตรท่ีรวมสมัยกับทวารวดีของไทย จนมาถึงยุคท่ีเจริญ รงุ เรอื งสงู สดุ ในสมยั อาณาจกั รพกุ ามทมี่ ฐี านะเปน ศนู ยก ลางทางศาสนาพทุ ธเถรวาท แหงหน่ึงของโลกในชวงพุทธศตวรรษท่ี 16-18 จึงนาจะเปนศูนยกลางการเรียนรู ทางพุทธศาสนาท่ีสําคัญสําหรับพระสงฆที่เดินทางไปสืบศาสนา ประกอบกับท้ัง ชาวมอญและพมา มคี วามศรทั ธาตอ พระพทุ ธศาสนาอยา งมาก สงั เกตจากหลกั ฐาน ทางประวัติศาสนาในเร่ืองของการอุปถัมภพระพุทธศาสนา การสรางวัดวาอาราม ขนาดใหญ การอทุ ศิ สว นกศุ ลแดพ ระพทุ ธศาสนา เชน ในสมยั พกุ ามมกี ารสรา งเจดยี ขนาดใหญม าก และมจี าํ นวนมาก เจดยี ม กี ารปด ทองทง้ั องค มกี ารถวายสง่ิ ของมคี า เพอ่ื เปน พุทธบูชา เปนตน พระพุทธรปู ปางมารวิชัย พิพธิ ภัณฑสถานแหงชาติ เชยี งใหม
วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 205 พทุ ธศิลปพ มา มบี ทบาทชัดเจนมากในศลิ ปะพกุ าม ทเี่ ปน แหลง บนั ดาลใจ มายังพุทธศิลปในลานนา สุโขทัยและอยุธยา โดยเฉพาะในศิลปะลานนา ซ่ึงเปน ดินแดนท่ีใกลชิดกับพมา ดวยเหตุท่ีอาณาจักรพุกาม เปนศูนยกลางทางศาสนาท่ี สาํ คัญแหงหนึง่ ไดใหอ ทิ ธิพลมาในทุกๆ ดา นท้งั เจดยี พระพทุ ธรูป ลวดลายและ งานจิตรกรรม สวนในสมัยสุโขทัยน้ันบทบาทของศิลปะพุกามเหลือเพียงแรง บันดาลใจเพยี งบางสว น เชน เจดียทรงยอดดอกบัวตูม พระพทุ ธรปู ขดั สมาธิเพชร และในงานจิตรกรรม ซึ่งพบอยูไมมากนัก เพราะหลักใหญของสุโขทัยนาจะรับ อิทธิพลทางศิลปะท่ีมากับศาสนาจากลังกามากกวา สวนในสมัยอยุธยาปรากฏ หลงเหลอื อยเู ลก็ นอ ยเทา นนั้ ดว ยเหตทุ ดี่ นิ แดนหา งไกลกนั และประกอบกบั ในสมยั อยุธยาน้ัน อาณาจักรพุกามไดลมสลายลงแลว จะมีพบบางในชวงสมัยอยุธยา ตอนตน ทมี่ แี ทรกอยเู พยี งเลก็ นอ ยเทา นนั้ เชน ในงานจติ รกรรมฝาผนงั แนวคดิ และ รปู แบบเจดีย เชน เจดยี ย อด ท่ีรบั รปู แบบและคติจากเจตยิ วหิ าร สวนท่ี 2 บทบาทของพทุ ธศิลปไทยตอ อาเซียน บทบาทของานพุทธศิลปไทยท่ีมีตอประเทศเพ่ือนบานนั้นเร่ิมตนข้ึน อยางแทจริงตั้งแตพุทธศตวรรษที่ 19 เปนตนมา โดยมีปจจัยท่ีสําคัญหลายอยาง โดยเฉพาะดา นการเมอื งและศาสนา ดว ยเหตทุ ด่ี นิ แดนไทยตง้ั แตพ ทุ ธศตวรรษท่ี 19 เปนตน มานั้น มีอาณาจกั รท่ีม่นั คงเขม แข็งเกิดขึน้ พรอ มๆ กนั 3 อาณาจกั ร ไดแก อาณาจกั รสโุ ขทยั ลา นนา และอยธุ ยา และทงั้ 3 แหง เปน ศนู ยก ลางทางศาสนาพทุ ธ แบบเถรวาทท่ีมีความเจริญรุงเรืองอยางมาก อีกทั้งสถาปนาขึ้นในขณะที่ประเทศ เพื่อนบานท่เี คยเปน ศูนยกลางทางอํานาจและศาสนาลมสลายลง ไดแก อาณาจกั ร พกุ ามทถี่ กู กองทพั ของชาวมองโกลบกุ เขา ทาํ ลายจนลม สลาย สว นอาณาจกั รกมั พชู า ภายหลังจากรัชกาลของพระเจาชัยวรมันที่ 7 อํานาจทางการเมืองของเขมรท่ีมตี อ ดนิ แดนตา งๆ กส็ น้ิ สดุ ลงพรอ มกบั ศาสนาพทุ ธแบบมหายานกส็ น้ิ สดุ ลงไปพรอ มๆ กนั ดว ยเหตนุ จ้ี งึ ทาํ ใหอ าณาจกั รตา งๆ ทเี่ คยอยภู ายใตก ารปกครองหรอื ดนิ แดนใกลเ คยี ง ไดส ถาปนาอาณาจกั รของตวั เองขน้ึ โดยเฉพาะอาณาจกั รทงั้ 3 ของไทย ซง่ึ ไดก ลาย เปนศนู ยกลางทางศาสนาและการปกครองของภูมภิ าคนใ้ี นเวลาตอมา
206 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 การท่ีอาณาจักรทั้ง 3 เปนศูนยกลางทางศาสนาพุทธแบบเถรวาทและ นาจะเปนศูนยกลางการเรียนรูทางพุทธศาสนาดวย งานพุทธศิลปที่สรางข้ึนจึง กลายเปนตนแบบใหแกดินแดนใกลเคียงที่ยอมรับนับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาท และสวนหนึ่งนาจะมาจากอิทธิพลทางการเมืองดวย โดยปรากฏชัดเจนมากใน สมยั อยธุ ยา ทมี่ อี าํ นาจทางการเมอื งสามารถปกครองดนิ แดนอน่ื ๆ โดยเฉพาะกมั พชู า จงึ ทาํ ใหช าวกมั พชู าหนั มานบั ถอื พทุ ธศาสนาแบบเถรวาทจากอยธุ ยา งานพทุ ธศลิ ป แบบอยุธยาจงึ สะทอนกลบั ไปยังดินแดนกัมพชู า เปน ตน อิทธพิ ลพุทธศิลปไ ทยที่มีตอลาว พระพทุ ธรปู ยืน พิพิธภณั ฑห อพระแกว นครเวยี งจันทน
วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 207 ดวยเหตุท่ีลาวกับไทยมีดินแดนติดตอกัน มีขนบธรรมเนียม ประเพณี วฒั นธรรมและภาษาทใ่ี กลเ คยี งกนั สามารถสอื่ สารกนั ได และเปน ดนิ แดนทยี่ อมรบั พุทธศาสนาแบบเถรวาทมาต้ังแตยุคแรกเร่ิมเมื่อมีวัฒนธรรมทางศาสนาเขามา พทุ ธศิลปไทยจึงมบี ทบาทตอ พุทธศลิ ปลาวเปนอยางมากตัง้ แตส มยั สุโขทยั ลา นนา อยุธยา จนมาถึงสมัยรัตนโกสนิ ทร พระบาง ประดิษฐานทห่ี อพระบาง พระราชวังหลวงพระบาง อทิ ธพิ ลพทุ ธศลิ ปไ ทยไดเ รมิ่ ตน ปรากฏในพทุ ธศลิ ปล าวโดยรบั จากทวารวดี ภาคกลาง ราวพุทธศตวรรษท่ี 13-14 หลังจากน้ันจึงมีความสัมพันธกับทวารวดี ในภาคอีสาน ในราวพุทธศตวรรษที่ 14-16 ตัวอยางเชนพระพุทธรูปท่ีมีลักษณะ เดียวกัน และท่ีสําคัญ คือ วัฒนธรรมการใชใบสีมาซ่ึงพบอยูเฉพาะอีสานเหนือ พบในศิลปะลาวทัง้ แถบเวยี งจันทนแ ละสวุ รรณเขต
208 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 พระพทุ ธรปู ปางมารวิชัย วดั สีสะเกด นครเวียงจันทน พทุ ธศลิ ปไ ทยมาปรากฏในสมยั ตอ มาในยคุ เรมิ่ ตน เขา สอู าณาจกั รลา นชา ง ราวพุทธศตวรรษท่ี 18-19 เริ่มจากหลกั ฐานทีน่ าจะมคี วามสมั พนั ธกบั ศลิ ปะลพบุรี จากภาคกลางของประเทศไทย หลังจากการสถาปนาอาณาจักรลานชางจึงไดพบ หลักฐานที่แสดงใหเห็นการรับรูปแบบศิลปกรรมมาจากศิลปะสุโขทัย ในชวงพุทธ ศตวรรษท่ี 19-20 ซึ่งนาจะแสดงใหเห็นวาในยุคเริ่มตนอาณาจักรลานชางที่เมือง หลวงพระบางน้ันมีการรับศาสนาพุทธแบบลังกาวงศมาจากสุโขทัยโดยนาจะรับ ผานมาทางเมอื งนาน
วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 209 ธาตุนอย วัดมหาธาตุ เมอื งหลวงพระบาง บทบาทของงานพุทธศิลปไทยท่ีมีตอลาวมาปรากฏอยางชัดเจนมากใน ชวงพุทธศตวรรษท่ี 21-22 ในสมัยท่ีอาณาจักรลานชางไดเจริญรุงเรืองข้ึนและมี ความสัมพนั ธกบั อาณาจักรลา นนาดานเครือญาติ งานศลิ ปกรรมสว นใหญใ นชว งน้ี จึงมีอิทธิพลของศิลปะลานนา กษัตริยลานชางทรงขอพระสงฆและพระไตรปฎก มีการอัญเชิญพระพุทธรูปลานนามายังลานชาง และเหตุการณคร้ังสําคัญที่งาน พุทธศิลปจากลานนาไปสลู านชา ง คอื ในสมัยพระเจา ไชยเชษฐา ไดม ีการอัญเชญิ พระแกวมรกตและพระพุทธรูปศักดิ์สิทธ์ิจากลานนาไปยังลานชาง จึงมีงาน ศิลปกรรมที่เปนอทิ ธพิ ลศลิ ปะลา นนาในลา นชา งปรากฏอยู
210 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 เปนจํานวนมาก เชน เจดียทรง ระฆังและเจดียทรงปราสาทแบบลานนา พระพุทธรูปขัดสมาธิเพชร และขัดสมาธิ ราบแบบลานนา เปน ตน พระธาตศุ รสี องรัก จังหวดั เลย พระพุทธรปู ปางมารวชิ ัย วดั ธาตุหลวง เมอื งหลวงพระบาง เมื่ออาณาจักรลานนาสิ้นสุดลง อาณาจักรลานชางไดยายเมืองหลวงจาก หลวงพระบางมายังนครเวียงจันทน ใน ชวงตนพุทธศตวรรษที่ 22 ลานชางจึงมี ความสัมพันธกับอาณาจักรอยุธยา งาน พุทธศิลปลาวจึงมีการรับอิทธิพลของ ศลิ ปะอยธุ ยาแทน ปรากฏตวั อยา งชดั เจน ในเจดียทรงระฆังสี่เหล่ียม (หรือดอกบัว เหลี่ยม) รวมทั้งเจดียทรงปราสาทยอดที่ มียอดเปนทรงระฆงั เหลีย่ มหรอื ทรงระฆัง เพ่ิมมุม ท่ีนาจะเปนการปรับปรุงรูปแบบ มาจากเจดยี เ พมิ่ มมุ สมยั อยธุ ยาตอนกลาง และการใชฐานสิงหของศิลปะอยุธยามา เปนฐานเจดียแ ละฐานพระพุทธรูป
วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 211 หอพระแกว นครเวยี งจนั ทน อิทธิพลพุทธศิลปไทยในสมัยรัตนโกสินทร มีสาเหตุสําคัญจากการท่ี อาณาจักรลาวมาขน้ึ ตอ อาณาจักรไทย จนถงึ สมัยรัชกาลท่ี 5 ราชสาํ นกั ลาวไดร บั ขนบธรรมเนยี มประเพณสี ว นหนง่ึ ไปจากจากราชสาํ นกั ไทย การทม่ี พี ระสงฆแ ละชา ง จากลาวมาศกึ ษาทกี่ รงุ เทพฯ จงึ ทาํ ใหง านพทุ ธศลิ ปล าวไดร บั อทิ ธพิ ลทางศลิ ปกรรม ทั้งรูปแบบและแนวความคดิ ไปใช และไดพ บ จิตรกรรมภายในสิมวัดปาแค (ศรีพทุ ธบาท) เมืองหลวงพระบาง แสดงภาพท่ไี ดร บั อทิ ธพิ ลจากจิตรกรรมสมยั รตั นโกสนิ ทร
212 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 หลักฐานวาบางชวงเวลาพระมหากษัตริยไทยทรงสงชางไปชวยกอสราง ดวย ไดพ บหลักฐานงานศิลปกรรมแบบรัตนโกสนิ ทร เชน สิม ท่มี ีชอฟา ใบระกา หางหงสและงานประดับตกแตงลวดลายที่เรียกวาลายอยางเทศ เจดียทรงเคร่ือง และงานจิตรกรรมเขียนแบบรัตนโกสินทรท้ังรูปแบบและเร่ืองราว เชน เร่ือง รามเกียรติ์ เปนตน อิทธิพลพุทธศิลปไทยยังปรากฏมาจนถึงยุคปจจุบัน เชน การเขยี นภาพจติ รกรรมฝาผนงั ทม่ี ตี น แบบจากภาพพมิ พข อง ส. ธรรมภกั ดี เปน ตน อิทธพิ ลพุทธศิลปไทยท่มี ตี อเขมร บทบาทของพุทธศิลปไทยที่มีตอเขมรเร่ิมตนข้ึนภายหลังจากอาณาจักร กมั พชู าโบราณลม สลายลงภายหลงั รชั สมยั ของพระเจา ชยั วรมนั ที่ 7 วฒั นธรรมเขมร ก็เส่ือมลงอยางรวดเร็ว ท้ังอํานาจทางการเมืองก็หมดลงพรอมกับศาสนาฮินดูและ พทุ ธศาสนามหายาน อาณาจกั รกัมพูชาเรมิ่ ถกู รกุ รานโดยกรงุ ศรอี ยุธยา ตัง้ แตพทุ ธ ศตวรรษที่ 19 เปนตนมา และตกเปนเมืองข้ึนบางชวงเวลา ชาวเขมรตองท้ิง เมืองหลวง คือ เมืองพระนคร และยา ยราชธานี ไปยังเมอื งอุดงคม ีชยั เมอื งละแวก และทายที่สุดไปอยูท่ีกรุงพนมเปญ ชาวเขมรไดยอมรับนับถือพุทธศาสนาแบบ เถรวาททร่ี ับไปจากอยุธยา พระพทุ ธรปู ยนื ท่ีแสดงอทิ ธิพลศิลปะอยุธยา พิพิธภณั ฑสถานแหงชาติ กรงุ พนมเปญ
วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 213 ดวยเหตุน้ีเองจึงเริ่มมีการรับรูปแบบศิลปกรรมจากอยุธยาไปใชในศิลปะ เขมร ที่เรียกวาศิลปะสมัยหลังเมืองพระนคร อันเปนรูปแบบของพระพุทธรูปท่ี ไดร บั อทิ ธพิ บไปจากศลิ ปะอยธุ ยาตอนตน ซง่ึ รปู แบบนอ้ี ยธุ ยากพ็ ฒั นามาจากศลิ ปะ เขมรและลพบุรี จึงแสดงใหเห็นถึงการรับ และเปล่ียนวัฒนธรรมกลับไปยังเขมร อกี คร้ังหนึง่ ท้งั น้นี าจะมาจากการรบั พุทธศาสนาแบบเถรวาทเปน สําคญั พระเจดยี บรรจพุ ระบรมอัฐสิ มเดจ็ พระมหนิ ทราชา (นักพระสัตถาหรอื พระยาละแวก) เมอื งอุดงคม ีชัย อิทธิพลทางศิลปกรรมอยุธยาท่ีมีตอเขมรปรากฏชัดอยางมากในสมัย อยธุ ยาตอนกลาง ทที่ างเขมรเกดิ ภยั สงครามกบั เวยี ดนาม จนทาํ ใหพ ระมหากษตั รยิ เขมรและเหลาขนุ นางมาขอขน้ึ ตอกรงุ ศรีอยธุ ยาในฐานะเมืองขึ้น โดยมธี รรมเนียม ของการสงเจานายมาพํานักในราชสํานักกรุงศรีอยุธยา เจานายหลายพระองคมา ประทบั แลว ทรงกลบั ไปครองอาณาจกั รกมั พชู า จงึ มกี ารนาํ แบบอยา งราชประเพณี สยามกลับไปใชในราชสํานักเขมร ไดแก การสรางเจดียแบบเพิ่มมุมและพระพุทธ รูปแบบอยุธยา โดยเฉพาะเจดียเพิ่มมุมที่เปนงานศิลปะสมัยอยุธยาตอนกลางและ
214 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ใชเปนเจดียสําคัญบรรจุอัฐิเจานาย กษัตริยกัมพูชาจึงนํารูปแบบและคติความเช่ือ ดงั กลา วไปใชใ นราชสาํ นกั เขมร ดงั ปรากฏหลกั ฐานการสรา งเจดยี เ พอื่ บรรจอุ ฐั พิ ระ มหากษัตริยข้ึนที่เขาราชทรัพย เมืองอุดงค ประเพณีนี้กับรูปแบบเจดียยังนิยมสืบ มาจนถงึ สมยั รัตนโกสินทรด ว ยเชนกัน พุทธศิลปไทยมามีบทบาทอยางมากอีกคร้ังในสมัยรัตนโกสินทรต้ังแต รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 ในยุคท่ีอาณาจักรกัมพูชามาขอขึ้นตอราชสํานักสยาม กอ นท่กี ัมพชู าจะตกเปน อาณานิคมของฝรง่ั เศส ดวยเหตผุ ลเดยี วกบั ในสมัยอยธุ ยา คือ เจานายและพระบรมวงศานวุ งศ ไดเสด็จมาประทบั ในราชสํานกั ไทย และบาง พระองคไดเ สด็จกับไปครองราชย จึงมที รงนําแบบอยางในราชสํานักสยาม รวมทั้ง งานชา ง นาฏศิลปต างๆ ไปใชในราชสาํ นกั กัมพชู า กับอีกสวนหน่งึ คือกลุมเมืองใน ปกครองของสยาม ไดแ ก เมอื งพระตะบอง เสยี มราฐ และศรโี สภณ ทมี่ กี ารสง ขนุ นาง ไทยไปปกครอง จึงมกี ารสรางวัดอยางไทยขึน้ เปนจํานวนมากเชน กนั วดั ปราบปรามปจ จามติ ร (วดั กดุลโดนเตยี ว) รูปแบบศิลปกรรมท่ีปรากฏ เชน รูปแบบแผนผัง เจดียเจดียทรงเครื่อง โบสถ วหิ าร ทีม่ รี ะบบหลงั คาซอ นชั้น การประดบั เครื่องลาํ ยองแบบไทยประเพณี เชน ชอ ฟา ใบระกา หางหงสและรวยระกาเปน แบบนาคสะดุง รวมทงั้ งานประดับ ตกแตง เชน ลวดลายอยางเทศที่เปนศิลปะแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 และ
วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 215 สบื ตอ มาจนถงึ สมยั รชั กาลที่ 5 และงานจติ รกรรมฝาผนงั ทท่ี งั้ รปู แบบ เรอื่ งราวและ เทคนิคการเขียน รวมท้ังประเพณกี ารประดบั ตราพระบรมราชสญั ลกั ษณ ทเ่ี กิดขน้ึ ในสมยั รชั กาลที่ 4 และเปลยี่ นเปน ตราแผน ดินในสมัยรัชกาลท่ี 5 จติ รกรรมฝาผนัง เรอ่ื งรามเกียรติ์ รอบระเบียงคด วดั พระแกว พระราชวงั จตมุ ขุ มงคล อยางไรกต็ าม เขมรเปนชนชาติทม่ี อี ารยธรรมท่ยี งิ่ ใหญมาแตโบราณ มีคติ ความเชื่อและพื้นฐานทางศิลปวัฒนธรรมท่ีแข็งแกรง งานศิลปกรรมหลายสวนจึง มลี กั ษณะของศลิ ปะเขมรแทรกอยดู ว ย เชน เจดียทม่ี รี ปู แบบและสดั สวนตางออก ไปจากตน แบบของไทย มกี ารปรบั เปลยี่ นสวนยอดผสมผสานระหวางเจดยี เ พม่ิ มมุ แบบอยธุ ยาและแบบเจดยี ท รงเครอ่ื งสมยั รตั นโกสนิ ทร สว นของอาคารมกี ารนาํ รปู แบบศิลปกรรมแบบเขมรและคติความเชอ่ื มาปรบั ใชแ ทนบางสวน เชน การทาํ เสา พาไลกลมขนาดเลก็ รบั ชายคา การเปลยี่ นคนั ทวยทเี่ ปน ตวั นาคในศลิ ปะไทยมาเปน รูปครุฑ ซงึ่ ถอื เปนแบบแผนของงานชางเขมรอยางแทจรงิ อทิ ธพิ ลพุทธศิลปไทยทีม่ ตี อพมา บทบาทพุทธศิลปไทยตอพมาน้ันมีอยูนอยมากหรือแทบไมปรากฏเลย อาจมาจากไทยกับพมาจะมีความสัมพันธระหวางประเทศกันในดานการสงคราม
216 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 เปนหลัก โดยเฉพาะในสมัยอยุธยาที่มีการรบกันอยูตลอดเวลาจนถึงเปนประเทศ คูสงครามกัน แตบทบาททางดานศาสนาท่ีถายทอดมาในงานศิลปกรรมกลับพบ นอ ยมาก ดว ยเหตทุ พี่ มา เปน ประเทศทมี่ คี วามเขม แขง็ ทางวฒั นธรรม เปน ศนู ยก ลาง ทางศาสนาพทุ ธแบบเถรวาทมายาวนาน มงี านศลิ ปกรรมทเี่ ปน แบบแผนเฉพาะของ ตัวเอง มีชางท่ีชํานาญงาน รวมท้ังพมามีอํานาจทางการเมืองท่ีเขมแข็ง สามารถ ปกครองดนิ แดนไทยไดใ นบางชว งเวลา จิตรกรรมฝมือชางชาวอยุธยา วัดมหาเตง็ ดอจี เมืองสะกาย ประเทศพมา อยา งไรกต็ ามเราไดพ บหลกั ฐานงานศลิ ปกรรมไทยในประเทศพมา อยบู า ง แตไมมากนัก และเหลือหลักฐานอยูเฉพาะงานจิตรกรรมฝาผนัง ที่เขียนโดยฝมือ ชางไทย ตรวจสอบแลวเปรียบเทียบไดกับงานชางในสมัยอยุธยาตอนปลาย จึง สนั นษิ ฐานวา นา จะเปน กลมุ ชา งทถ่ี กู กวาดตอนไปเปน เชลยสงครามในคราวเสยี กรงุ ครงั้ ท่ี 2 ทไี่ ดม กี ารจบั เชลย คอื สมเดจ็ พระเจา อทุ มุ พรและขา ราชสาํ นกั รวมทงั้ ชา ง และนกั แสดงในราชสํานักไปยังราชสํานักพมา มหี ลกั ฐานกลา ววา พระมหากษตั รยิ พมา โปรดการแสดงโขน และนาฏศลิ ปอ ยางไทย และใหมกี ารรวบรวมวรรณกรรม เร่ืองรามเกียรติ์ ไดพบงานพุทธศิลปที่หลงเหลือหลักฐานอยูสวนหนึ่งตามบริเวณ
วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 217 ที่มีประวัติวาชุมชนไทยไปอยูในพมาและสวนหนึ่งนาจะเกิดจากชางไทยในพมา ที่รับเขียนตามวัดตางๆ ไดแก เมืองสะกาย เมืองมนยวา เมืองอมรปุระและเมือง มนิ บู เปน ตน งานจิตรกรรมไทยในพมาที่เหลืออยูสวนหน่ึงแสดงใหเห็นวามีชางไทย ทเี่ ปน ชา งในสมยั อยธุ ยาตอนปลายไดเ ขยี นภาพไว กบั สว นหนง่ึ อาจเปน ชนั้ ลกู หลาน ทย่ี งั สบื ทอดงานเขยี นและรบั งานเขยี นตามวดั ตา งๆ ซงึ่ รปู แบบศลิ ปกรรมแลว จดั เปน ฝมือชางในสมัยอยธุ ยาตอนปลาย เชน การวางองคประกอบภาพ ภาพพระพทุ ธรปู ภาพสถาปตยกรรม เชน ปรางค เครื่องทรงเทวดา และลวดลายเครือซ่ึงเปน แบบ อยุธยาตอนปลาย รวมถึงการจําหลักภาพเลา เรอื่ งรามเกียรต์ิ กน็ า จะไดรับรูปแบบ ไปจากชางไทยหรือชา งไทยเปนคนจําหลัก 3. สรุป ในชวงกอนพุทธศตวรรษท่ี 19 บทบาทของพุทธศิลปไทยสวนใหญเปน ผูรับอิทธิพลทางศิลปะจากภายนอกมากกวาที่จะสงใหกับดินแดนอ่ืนๆ ดวยเหตุท่ี ในชว งกอ นพทุ ธศตวรรษที่ 19 นน้ั อาณาจกั รทเี่ กดิ ขนึ้ ในดนิ แดนไทย ทมี่ วี ฒั นธรรม หลัก คือ ทวารวดี น้ันยงั ไมม คี วามชดั เจนนกั ในเร่อื งของความเปน อาณาจักรระบบ การปกครอง อาจเปนชุมชน บานเล็กเมืองนอย บางชวงเวลาอาจมีเมืองหลวง เปนศูนยกลาง แตบางชวงเวลาอาจไมมีความชัดเจน และประการสําคัญ คือ ใน วัฒนธรรมทวารวดีสวนใหญนับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่มีความสมถะ เรยี บงาย การสรา งศาสนสถาน จึงไมใ หญโตมากนกั สรา งข้ึนเพือ่ ใชในชุมชน เชน เจดีย วหิ าร มีขนาดเลก็ สอดคลอ งกบั ความเช่ือทางเถรวาททีจ่ ดุ สงู สดุ คอื นิพพาน และวัสดุในการกอสรางท่ีเปนวัฒนธรรมของกลุมชนที่อยูบนพ้ืนท่ีราบลุมใชอิฐใน การกอสราง จงึ สรา งศาสนสถานไดไ มใ หญโตมากนกั ตางจาก ชวา จามและเขมร ทน่ี บั ถอื ศาสนาฮนิ ดู เปน หลกั มคี วามเชอ่ื เรอ่ื งเทวราชา จงึ มกี ารสรา งศาสนสถานที่ ใหญโ ต ม่ันคงแข็งแรง เพ่ือความเช่ือเร่อื งอาํ นาจและโลกหนา เปน ตน อาจรวมไป ถึงระบบผปู กครองทีไ่ มมอี ํานาจทางการเมืองมากนัก
218 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ดังนั้นเม่ือวัฒนธรรมเขมรเจริญรุงเรืองข้ึนอยางมากในระหวางพุทธ ศตวรรษที่ 15-18 จงึ มบี ทบาทอยเู หนอื ดนิ แดนไทย หลกั ฐานทางศลิ ปกรรมสว นหนง่ึ จงึ แสดงใหเ หน็ ถงึ งานศลิ ปกรรมเขมรและคงรวมถงึ ความเชอ่ื ทางศาสนาและอาํ นาจ ทางการเมือง โดยเฉพาะในสมัยพระเจา ชัยวรมนั ที่ 7 ท่แี ผอิทธิพลทัง้ ทางการเมอื ง ศาสนาและงานศลิ ปกรรมเขามาถึงภาคกลางของประเทศไทย บทบาทของพุทธศิลปไทยเร่ิมปรากฏชัดเจนขึ้นตั้งพุทธศตวรรษที่ 19 เปน ตนมา ดวยเหตุทใี่ นชวงพทุ ธศตวรรษที่ 18 อารยธรรมโบราณ 2 แหง ในเอเชยี ตะวันออกเฉยี งใตไดลมสลายลงพรอมๆ กนั คือ อาณาจกั รกมั พูชาภายหลังรัชกาล พระเจาชัยวรมันท่ี 7 และอาณาจักรพุกามภายหลังจากกองทัพมองโกลบุกเขา ทําลาย อาณาจักรตางตา งๆ ในดนิ แดนไทยจึงเกิดขึ้น ไดแก สุโขทยั ลา นนา และ อยุธยา และเจริญรุงเรืองขึ้นอยางรวดเร็ว และประการสําคัญ คือ มีศาสนาพุทธ แบบเถรวาทเปนหลักของความเชือ่ กลายเปน ศูนยก ลางทางศาสนาและศลิ ปกรรม ทส่ี าํ คญั คกู บั พมา และเรม่ิ มบี ทบาทตอ ประเทศเพอ่ื นบา น โดยเฉพาะในสมยั อยธุ ยา จนถึงสมัยรัตนโกสินทรไดปกครองอาณาจักรกัมพูชาและลาว จึงไดแผอิทธิพล ทางศาสนาและงานศิลปะสะทอนกลับไปยังประเทศเพื่อนบาน ท่ีปรากฏชัดเจน มาก คือ สงใหแกพุทธศิลปลาวและเขมร สวนที่มีตอศิลปะพมานั้นปรากฏอยู นอยมาก ดวยเหตุท่ีทั้งสองวัฒนธรรมมีพ้ืนฐานทางศาสนาพุทธเถรวาทมาตั้งแต ยุคแรกเริ่ม และพมามีพ้ืนฐานทางวัฒนธรรมทางศาสนาและศิลปกรรมท่ีเขมแข็ง มากจงึ ไมไ ดร บั ไปจากไทยมากนกั มอี ยบู า งเปน ชว งสนั้ ๆ ทช่ี า งไทยไปสรา งไวใ นชว ง ที่เปน เชลยสงครามเทานัน้ เอง
วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 219 บรรณานกุ รม กรมศิลปากร, (2517). ราชพงษาวดารกรงุ กัมพชู า, กรุงเทพฯ : แพรพิทยา. จารึกในประเทศไทย. เลม 1, (2529). กรุงเทพฯ : หอสมดุ แหง ชาติ กรมศิลปากร. เจา พระยาทพิ ากรวงศ, (2504). พระราชพงศาวดารกรงุ รัตนโกสินทร รัชกาลท่ี 1. กรงุ เทพฯ: ครุ สุ ภา. มาดแลน จิโต (Madeleine Giteau). ศาสตราจารย หมอ มเจา สภุ ัทรดศิ ดิศกุล ทรงแปล, (2546). ประวัติเมืองพระนครของขอม, พิมพครั้งที่ 3. กรงุ เทพฯ : มตชิ น. ศกั ด์ชิ ยั สายสิงห, (2555). เจดีย พระพุทธรปู สมิ ศลิ ปะลาวและอสี าน, กรุงเทพฯ: มิวเซียมเพรส. ศักด์ิชัย สายสิงห, (2556). พระพุทธรูปในประเทศไทย รูปแบบ พัฒนาการและ ความเชื่อของคนไทย, ภาควิชาประวัติศาสตรศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวทิ ยาลัยศิลปากร. ศักดิช์ ยั สายสงิ ห, (2556). ศิลปะลา นนา. กรงุ เทพฯ : มติชน, 2556. สนั ติ เล็กสุขมุ , (2540). ศิลปะสโุ ขทัย. กรงุ เทพฯ : สาํ นกั พิมพ เมอื งโบราณ สนั ติ เล็กสขุ มุ , (2542). ศิลปะอยธุ ยา งานชางหลวงแหง แผน ดิน. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ. สุรศกั ด์ิ ศรสี าํ อาง., (2545). เร่ืองของพอ และรวมบทความทางวิชาการ ลา นชาง : ลานนา. จัดพิมพเปนอนุสรณในงานพระราชทานเพลิงศพ นายประสม ศรีสําอาง. หมอ มเจา สภุ ทั รดศิ ดศิ กลุ , (2534). ศลิ ปะในประเทศไทย, พมิ พค รง้ั ที่ 9. กรงุ เทพฯ: อมรนิ ทร พรน้ิ ตง้ิ กรพุ จาํ กัด. หอสมดุ แหง ชาติ, (2545). คาํ ใหก ารขนุ หลวงหาวดั (ฉบบั หลวง). นนทบุรี : พี.เค. พริ้นต้ิงเฮาส. อรวินท ลิขิตวิเศษกุล. (2553). ชางอยุธยาในเมืองพมารามัญ. กรุงเทพฯ : อิโคโมสไทย.
220 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 Boisseler, Jean. (1974). La Sculpture en Thaïlande, Fribourg: Office du Livre. Giteau, Madeleine. (2001). Art et Archéologie du Laos. Paris : A. et J. Picard.
วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 221 บทวิจารณห นงั สอื (Book Review) ชวนมวนชน่ื : ธรรมะบันเทงิ หลายเรอ่ื งเลา จตพุ ร เพชรบรู ณ* * อาจารย ภาควิชาสารัตถศึกษา คณะศิลปศาสตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตหาดใหญ (Lecturer in Department of Educational Foundation, Faculty of Liberal Arts, Prince of Songkla University, Hat Yai) E-mail: [email protected]
222 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ชือ่ หนังสอื : ชวนมว นช่ืน : ธรรมะบนั เทงิ หลายเร่อื งเลา ช่ือหนังสอื : Opening the Door of Your Heart : And Other Buddhist Tales of Happiness ผูเขียน: พระอาจารยพ รหม ผูแปล: ศรวี รา อิสสระ สาํ นักพิมพ: ควิ พริ้นท แมเนจเมนท จาํ กัด (ประเทศไทย) สํานักพิมพ: Thomas C. Lothian Pty Ltd (Australia) พมิ พค ร้ังแรก: เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2549 ฉบับที่วิจารณพิมพครั้งท่ี 14 เดือน ธนั วาคม พ.ศ. 2550 จํานวนหนา : 260 หนา พระวสิ ุทธิสังวรเถร (ปเ ตอร พรหมวํโสภกิ ฺขุ) หรือ พระพรหมวังโส หรือ ตามท่ีรูจักในหมูลูกศิษยวา อาจารยพรหม เปนพระภิกษุในพุทธศาสนา ทานเปน หนึ่งในศิษยชาวตางประเทศของพระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท) ปจจุบันเปน เจาอาวาสวัดโพธิญาณ เมืองเซอรเพนไทน รัฐเวสเทิรนออสเตรเลีย ประเทศ ออสเตรเลยี ซง่ึ เปน อดีตวัดสาขาของวดั หนองปา พง จงั หวัดอบุ ลราชธานี Opening the Door of Your Heart: And Other Buddhist Tales of Happiness เปนหนังสือท่ีพระอาจารยพรหมเรียบเรียงข้ึนโดยรวบรวมนิทาน และเร่ืองเลาที่ทานไดยินไดฟงมาขณะบวชเปนพระ รวมถึงเรื่องราวจาก ประสบการณข องทา นและคนทท่ี า นรจู กั หนงั สอื เรอื่ งนไ้ี ดร บั การแปลเปน ภาษาไทย โดย ศรวี รา อสิ สระ โดยมีทานอาจารยชยสาโร เปนผตู รวจสอบการแปล ใหช่ือใน พากยไ ทยวา ชวนมว นชน่ื : ธรรมะบนั เทงิ หลายเรอ่ื งเลา ชวนมวนช่ืน เปนหนังสือธรรมะท่ีเขียนเลาดวยภาษาเปนกันเอง จะ อานแยกเปน เร่อื ง ๆ ก็ไดเนื่องจากแตล ะเรอ่ื งเปนนทิ านหรอื เรอื่ งเลาที่จบในตวั เอง ถาหากจะอานเรียงไปตั้งแตตนจนจบก็ไดเชนกัน เนื่องจากบางคร้ังในนิทานหรือ เร่ืองเลา เรื่องหลัง ๆ จะมีการอางถึงนทิ านหรือเรื่องเลา ทเ่ี คยเลาไปแลวในตอนตน
วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 223 นทิ านหรอื เรอื่ งเลา ทป่ี ระมวลมาไวใ นหนงั สอื ชวนมว นชน่ื นล้ี ว นแลว แตเ ปน เรอ่ื งเลา ท่แี ฝงขอ คดิ และใหประโยชนกบั ผอู า นท้งั สิ้น ในหนงั สือ ชวนมวนช่ืน แบงเน้ือหาออกเปน 11 กลุมเรื่อง ประกอบดว ย ความสมบรู ณแ บบและความรสู กึ ผดิ ความรกั และการอทุ ศิ ตน ความหวาดกลวั และ ความเจ็บปวด ความโกรธกบั การใหอภยั สรางความสุข ปญหาวิกฤตแิ ละการแกไ ข ดว ยเมตตา ปญ ญาและความสงบภายใน จติ กบั สจั ธรรม คณุ คา และการปฏบิ ตั ธิ รรม อสิ รภาพและความออนนอ มถอ มตน และความทกุ ขและการปลอยวาง แตล ะกลมุ เรอ่ื งจะมนี ทิ านหรือเร่อื งเลา สัน้ ๆ ทม่ี แี กน เรอื่ งรวมกนั กับกลุมเร่อื ง วิธีการนําเสนอเรื่องซึ่งเปนจุดเดนของ ชวนมวนช่ืน คือนําเสนอเรื่อง ผานนิทาน เรอ่ื งเลา จากประสบการณ ทั้งจากประสบการณของพระอาจารพรหม เองและของผอู ื่น นิทานจากชาดก รวมถงึ นิทานจากแหลงอนื่ พระอาจารยพรหม จะบอกแหลงที่มาของนิทานไวตอนเริ่มเร่ืองวาทานนํามาจากแหลงใด บางเร่ือง ทีม่ เี ชงิ อรรถบอกแหลง ที่มาไวใ นตอนทา ยของหนังสอื อีกดว ย เร่ืองเลา “กอนอิฐที่ไมเขาที่เขาทางสองกอน” เปนเรื่องแรกของกลุม เร่อื งความสมบรู ณแบบและความรสู กึ ผดิ เร่อื งนี้เปนประสบการณส ว นตัวของพระ อาจารยพ รหมเอง เรอื่ งมอี ยวู า เมอ่ื ครง้ั ทเ่ี รม่ิ ตน กอ สรา งวดั ทป่ี ระเทศออสเตรเลยี นนั้ พระอาจารยพรหมไดรับมอบหมายจากเจา อาวาสใหก อ กาํ แพงอิฐ แมพ ระอาจารย พรหมจะไมเคยทํางานกอสรางมากอนแตทานก็ใสใจและต้ังใจทํางานเปนอยางดี หากเม่อื กอกําแพงแลวเสรจ็ ทานถอยหลังออกมาดกู ลับพบวา กําแพงท่ีทานกอนัน้ มีอิฐที่ไมเขาที่เขาทางอยูสองกอน พระอาจารยพรหมทุกขใจมากที่กําแพงน้ันไม สมบูรณแบบ ทานจึงขออนุญาตทานเจาอาวาสร้ือกําแพงเพื่อสรางใหมหาก เจาอาวาสไมอนุญาต นับแตน้ันมาเมื่อมองกําแพงครั้งใดทานก็มองเห็นแตกอนอิฐ ที่ไมเขาท่ีเขาทางสองกอน เม่ือมีผูมาเยี่ยมชมวัดที่เพ่ิงสรางใหมทานก็เลี่ยงที่จะ นําใครตอใครไปชมกําแพงอิฐที่ไมสมบูรณนี้ แตแลววันหน่ึงพระอาจารยพรหม ไดต อ นรบั ผทู ม่ี าเยย่ี มชมวดั คนหนง่ึ เมอ่ื ชายคนนนั้ เหน็ กาํ แพงทพ่ี ระอาจารยพ รหม
224 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 กอเขาเปรยกับทานวากําแพงน่ีสวยดี พระอาจารยพรหมแยงวา คุณไมเห็นรึวา มีอิฐถึงสองกอนท่ีวางไมดีจนทําใหกําแพงนี้เสียหายหมด หากชายผูนั้นบอกวา ผมเหน็ อฐิ ทว่ี างไมด สี องกอ นนนั้ แตผ มกไ็ ดเ หน็ ดว ยวา มอี ฐิ อกี 998 กอ น กอ ไวอ ยา ง สวยงามเปนระเบียบ คําพูดของชายคนดังกลาวเปล่ียนทัศนคติท่ีมีตอกําแพงน้ี ตลอดจนทศั นคตติ อ การมองโลกของพระอาจารยพ รหมไปโดยสนิ้ เชงิ วา หากเปรยี บ ชวี ติ คนกบั กาํ แพงแลว ไซร ในชวี ติ ของทกุ คนลว นมกี อ นอฐิ ทไี่ มเ ขา ทเี่ ขา ทางสองกอ น หากกอนอิฐที่เหลืออีก 998 ลวนแลวแตดีอยางไมมีท่ีติ เราจึงควรยอมรับความ ไมสมบูรณแบบของตัวเราเอง ตลอดจนความไมสมบูรณแบบของคนอ่ืน การมอง เห็นขอดีของผูอ่ืนมาก ๆ มองเห็นขอบกพรองของผูอ่ืนแตนอยจะทําใหเราใชชีวิต รว มกันกบั ผูอ ื่นไดอยางราบรนื่ มากขน้ึ “ดม่ื ชาเมื่อไมม ีทางออก” เปนเร่ืองเลา ในกลุมปญหาวิกฤตแิ ละการแกไข ดวยเมตตา เรื่องนี้เปนเร่ืองจริงที่เพื่อนของพระอาจารยพรหมเลาใหทานฟง เพ่ือนคนนี้เคยเปนทหารในกองทัพอังกฤษท่ีไปรบในพมาสมัยสงครามโลกครั้งที่ สอง เขาเลาวาครั้งหนง่ึ ขณะกองทพั อังกฤษซ่ึงเปนกองกําลงั เลก็ ๆ ลาดตระเวนอยู ในพมา สายสืบรายงานผูบังคับบัญชาวาพบกองทหารญ่ีปุนหลายกอง เขาคิดวา ผูบังคับบัญชาตองสั่งใหตีฝาวงลอมออกไปใหได หากผูบังคับบัญชากลับสั่งให กองทหารทงั้ หมดดม่ื ชา ทหารทกุ คนทาํ ตามคาํ สง่ั อยา งเครง ครดั เขาดมื่ ชายงั ไมท นั จะหมดถวย ผบู งั คบั บญั ชาไดร ับรายงานวากองทหารญปี่ นุ เคล่อื นยายแลว ผูบังคบั บัญชาไดส่ังใหทหารทุกคนเก็บของและออกมาอยางเงียบ ๆ การตัดสินใจของ ผบู ังคับบญั ชาทาํ ใหน ายทหารทุกคนอยรู อดปลอดภัยมาได เพ่ือนของพระอาจารย พรหมเลา ตอ ไปวา เขาเปน หนส้ี ตปิ ญ ญาของผูบ ญั ชาการ และนําแนวทางดงั กลาว มาปรับใชในชีวิต บางคร้ังหากตองเผชิญหนากับศัตรูซ่ึงอาจหมายถึงความเจ็บไข อุปสรรค หรือความวิบัติ ขณะท่ียังทําอะไรไมไดก ็ยังไมต องทาํ อะไร อยูน่งิ ๆ สงวน พลังงานเอาไว เม่ือถึงเวลาท่ีเหมาะสมจงึ คอยดําเนนิ การ “ความเชือ่ อันงมงาย” เปน เรอ่ื งเลาในกลุมเร่อื งจิตกบั สจั ธรรม เรอ่ื งมวี า พระราชาตองการจะสอนบทเรียนใหกับบรรดาเสนาบดีท่ีถกเถียงกันวาความเห็น
วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 225 ของตนเทานั้นถูกตองท่ีสุด ความคิดเห็นของผูอ่ืนนั้นผิด พระราชาไดจัดงาน เฉลิมฉลองข้ึนในเมือง มีมหรสพมากมาย ผูคนแหแหนเขามาชมรวมถึงเสนาบดี เหลาน้ันดวย พระราชาจูงชางเขามาในสนามและมีชายตาบอด 7 คนเดินตามมา พระราชาจบั มอื ชายตาบอดคนแรกจบั งวงชา งและบอกวา นคี่ อื ชา ง จากนนั้ พระองค จูงมือใหชายตาบอดคนที่สองจับงา ชายตาบอดคนท่ีสามจับหู ชายตาบอดคนที่สี่ จบั หวั ชา ง ชายตาบอดคนทห่ี า จบั ลาํ ตวั ชายตาบอดคนทหี่ กจบั ขา และชายตาบอด คนท่ีเจ็ดจับหางชาง โดยบอกชายตาบอดแตละคนวาน่ีคือชางจากน้ันพระองคให ชายตาบอดแตล ะคนบอกดงั ๆ วา ชา งคอื อะไร ชายคนแรกยนื ยนั วา ชา งคอื งเู หลอื ม พันธุหน่ึง ในขณะที่ชายตาบอดคนที่สองบอกวาชางคือ คันไถของชาวนา ชายตาบอดทุกคนเถียงกันไมมีใครยอมใครวาชางตองเปนอยางที่ตนสัมผัส ไมมี ใครยอมใคร จนถึงขั้นตะลุมบอนกัน จนกระทั่งทหารตองมาแยกชายตาบอด เหลาน้ันออกจากกัน ประชาชนในที่นั้นเขาใจดีวาแทจริงแลวพระราชากําลังให บทเรียนเหลาเสนาบดีวาอยาเพิ่งดวนสรุปวามีแตความคิดเห็นของตนเทาน้ันท่ี ถูกตอง หากรีบดวนสรุปอาจจะไดความจริงท่ีไมสมบูรณ เร่ืองเลาดังกลาวนี้ พระอาจารยพรหมระบุในเชิงอรรถทายเลมวามีเคาโครงเร่ืองมาจากขุททกนิกาย อทุ าน และขทุ ทกนิกาย ชาดก เรอ่ื ง “คําถามสามขอ ของจกั รพรรด”ิ เปนเรื่องเลา ทีอ่ ยูภายใตก ลุม เรอื่ ง ปญหาวิกฤติและการแกไขดวยเมตตา พระอาจารยพรหมดัดแปลงมาจากเรื่องสั้น ของลีโอ ตอลสตอย ซง่ึ ทานอา นเม่อื สมยั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษา เรอื่ งมวี าจักรพรรดิ ตองการทราบถึงปญหา 3 ขอ วา เวลาสําคัญท่ีสุดคือเวลาใด บุคคลสําคัญที่สุด คือใคร และสิ่งสําคัญที่สุดท่ีตองทําคืออะไร ทายท่ีสุดพระองคไดคําตอบวา เวลา สาํ คัญทส่ี ดุ คือปจ จบุ ัน บคุ คลสาํ คัญทสี่ ดุ คอื ผูที่เราอยูด วย และสงิ่ สาํ คัญท่ีสุดทีต่ อง ทําคือเมตตากรุณาและเอาใจใส พระอาจารยพรหมไดเลาเร่ืองคําถามสามขอของ จกั รพรรดใิ หก ลมุ บคุ ลากรทางการศกึ ษาฟง มผี ฟู ง คนหนง่ึ เปน ครใู หญ เธอไดร บั แรง บนั ดาลใจจากเรอื่ งเลา ดงั กลา ว เธอลาออกจากงานเพอื่ จดั ตง้ั โครงการสาํ หรบั เดก็ ท่ี อยนู อกระบบทงั้ เดก็ ขา งถนน โสเภณที ไี่ มบ รรลนุ ติ ภิ าวะ เดก็ ตดิ ยา โดยใชห ลกั บคุ คล
226 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 สําคัญที่สุดคือบุคคลที่เราอยูดวย เธอรับฟงเด็กเหลานั้นอยางตั้งใจโดยไมตัดสิน เพอื่ หาแนวทางท่เี หมาะสมในการแกไขปญ หาใหเหมาะกับเดก็ แตละคน ปรากฏวา เดก็ ทเ่ี ขา รวมโครงการน้ีสว นใหญเ ปล่ยี นแปลงชีวิตไปในทางทีด่ ขี ้ึน พระอาจารยพรหมกลาวไวในคํานําวา “พระพุทธองคมักทรงสอนดวย เรอ่ื งราวตา ง ๆ ทา นอาจารยข องอาตมา หลวงพอ ชาแหง ภาคอสี านของประเทศไทย ก็ไดใชเรื่องราวตาง ๆ ในการสอนเชนกัน หลังจากที่ไดฟงหลวงพอบรรยายธรรม สงิ่ ทอี่ าตมาจดจาํ ไดมากท่ีสดุ กค็ อื เรอ่ื งราวตาง ๆ ทที่ านเลา โดยเฉพาะเรื่องตลก ไมใชเ พียงแคจ าํ ไดงายเทาน้ัน หากเร่อื งราวเหลาน้ยี งั ส่ือคําชแ้ี นะทีล่ ึกซึ้งย่ิงสาํ หรับ ทางไปสูความสุขที่แทจริง เร่ืองราวน้ันจึงนับไดวาเปน “ธรรมทูต” พระอาจารย พรหมไดเลาไววาพระธิเบตองคหนึ่งเคยอธิบายถึงความสําคัญของการทําใหผูฟง หัวเราะขณะฟงเทศน ทานบอกวา “เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาอาปาก เมื่อนั้นเราจะ สามารถโยนเม็ดยาแหง ปญญาใสป ากเขาได” หนังสอื ชวนมวนชน่ื พิมพดว ยตวั อักษรตวั ใหญ ใชก ระดาษถนอมสายตา หนา ปกเปน รปู วาดการต นู ลายเสน ของชยั ราชวตั ร เปน รปู พระนงั่ ใตต น ไมใ หญก าํ ลงั สั่งสอนฆราวาสสี่คน ฆราวาสทั้งสี่มีท้ังเด็กและผูใหญ ลวนแลวแตยิ้มแยมแจมใส ภาพวาดหนาปกหนังสือชวนใหนกึ ถงึ บรรยากาศน่ังฟงพระเทศนสบาย ๆ ใตรม ไม ใหญใ บหนาที่แสนสงบ หนังสอื ชวนมว นช่นื เปนหนังสือทีพ่ ิมพแจกเปน ธรรมทาน นอกจากอยูในรูปเลม ของหนังสือแลวน้นั พบวา มไี ฟลห นงั สอื ชวนมว นช่ืนเปน ไฟล PDF ซ่ึงดาวโหลดอานไดจากอินเทอรเน็ตอีกดวย นอกจากน้ียังมีไฟลเสียงอาน หนังสือชวนมวนชื่นเปนหนังสือเสียงท่ีใหดาวโหลดไดทางอินเทอรเน็ตโดย ไมเสียคาใชจาย ไฟลเสียงอานหนังสือชวนมวนชื่นเปนไฟลเสียงที่ชัดเจน มีดนตรี ประกอบไพเราะ ชวยอํานวยความสะดวกแกผูท่ีไมสะดวกจะอานหนังสือ อาทิ ผูพิการทางสายตา หรอื ผทู ่ฟี ง ขณะเดนิ ทางไดเ ปน อยา งดี ชวนมวนช่นื เปนหนังสอื ธรรมะทอ่ี านงา ย อา นสนุก เขาใจงาย ไดขอ คิด ชวนให “มวนช่ืน” สมช่ือหนังสือ นิทานและเร่ืองเลาที่หลากหลายในหนังสือ
วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 227 ชวนมวนชื่น อาจชวยเปลี่ยนมุมมองของผูท่ีอาจคิดวา ธรรมะเปนเรื่องนาเบ่ือ เปลี่ยนมาเปนธรรมะเปนเรื่องสนุก เพลิดเพลิน มีประโยชน ทั้งยังปรับใชในชีวิต ประจาํ วนั ได เปนหนงั สอื ท่ีเดก็ ก็อา นได ผูใ หญก ็อา นดี
228 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ขอ แนะนาํ ในการสง บทความเพื่อตีพมิ พ ในวารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั 1. การจัดเตรยี มตน ฉบบั • บทความที่จะเสนอวารสารพุทธศาสนศึกษาเพ่ือพิจารณาตีพิมพเปน บทความวิชาการทุกประเภทท่ีเก่ียวของกับพระพุทธศาสนา ทั้ง บทความวิจัย บทความสรุปรายงานการวิจัย บทความวิชาการ งานแปลจากภาษาตางประเทศ บทวิจารณหนังสือ และบทความ ประเภทอนื่ ๆ • บทความเขยี นเปน ภาษาไทยหรอื ภาษาองั กฤษ • ความยาวของตน ฉบบั ประมาณ 10-30 หนา กระดาษ A4 ใชแ บบอกั ษร TH Sarabun New ขนาด 16 กั้นขอบดานละ 1 นิ้ว ใชต วั เลขอารบกิ (รายละเอียด ดูทายวารสาร) • ระบชุ ื่อบทความ (ทัง้ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) บทคัดยอ (ทงั้ ภาษา ไทยและภาษาองั กฤษ) ความยาวประมาณ 10-15 บรรทดั คาํ สาํ คัญ (ทัง้ ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ) 3-5 คํา • ระบุชื่อผูนิพนธทุกคน พรอมตําแหนงทางวิชาการ อีเมลของผูนิพนธ หลัก และชื่อหนวยงานตนสังกัดในเชิงอรรถทายหนา (ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ) ในกรณีของบทความจากวิทยานิพนธที่มีการระบุ ช่ืออาจารยที่ปรึกษา โดยอาจารยที่ปรึกษามิใชผูนิพนธ ขอใหระบุ คาํ วา “อาจารยท ปี่ รกึ ษา” พรอ มทงั้ ชอ่ื หลกั สตู รและหนว ยงานตน สงั กดั ในเชงิ อรรถทายหนา ดว ย • การอางอิงในบทความตองทําตามระบบ APA ทั้งการอางอิงใน เนอ้ื หาและการอา งองิ ตอนทา ย (สามารถดรู ายละเอยี ดไดท ่ี American Psychological Association. (2010). Publication manual of the American Psychological Association (6th ed.) Washington,
วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 229 DC: Author.) ซ่ึงเผยแพรบนเว็บไซต http://www.apastyle.org/ learn/index.aspx • หรือ ดูรายละเอียดวิธีการเขียนอางอิงในเนื้อหา และวิธีการเขียน บรรณานุกรมท่ีไดปรับใชตามแบบแผนการอางอิงจาก Publication manual of the American Psychological Association (APA) ฉบบั พิมพค รง้ั ที่ 6 (6th ed.) จัดทาํ โดย ผศ.ดร.อรนุช เศวตรัตนเสถียร และเผยแพรบนเว็บไซตของภาควิชาบรรณารักษศาสตร คณะอักษร ศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (http://www.arts.chula.ac.th/ libsci/research/libraryscienceseries/referencestyle2019/) • ในการสงตนฉบับ ขอใหระบุในจดหมายถึงบรรณาธิการวา “ขาพเจา ขอยืนยันวาบทความนี้ไมเคยตีพิมพเผยแพรมากอน ไมไดสงวารสาร อนื่ เพอ่ื พจิ ารณาในขณะเดยี วกนั และไมไ ดม กี ารลกั ลอกหรอื การละเมดิ ลขิ สทิ ธ”ิ์ (ผเู ขยี นบทความสามารถ upload ไฟลจ ดหมายไดใ นขนั้ ตอน การ submission พรอ มกบั ไฟลบ ทความ) • นักวิชาการท่ีสนใจลงพิมพบทความ กรุณาสงตนฉบับทางเว็บไซต ของวารสารพุทธศาสนศ ึกษาในระบบ Thai Journal Online ไดท่ี https://www.tci-thaijo.org/index.php/jbscu หากมขี อ สงสยั โปรดตดิ ตอ สอบถามไดท ศ่ี นู ยพ ทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณ มหาวทิ ยาลยั อาคารบรมราชกุมารี ช้ัน 13 ถนนพญาไท แขวงวังใหม เขตปทุมวนั กรงุ เทพมหานคร 10330 โทรศัพท 0-2218-4654, 0-2218-4656 ในเวลาทําการ E-mail: [email protected] 2. การอา งอิงและการเขยี นเอกสารอางอิง 2.1 การอา งองิ ในเน้ือหาของบทความ การอา งองิ ในเนอ้ื หาของบทความมที งั้ แบบการเขยี นอา งองิ ในเนอ้ื หาทว่ั ไป และการเขียนอางอิงคัมภีรทางพระพุทธศาสนา สวนการใชเชิงอรรถอธิบายเสริม
230 วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 การอา งอิงแบบนามปใหใสเ ชิงอรรถ (footnote) ในแตละหนา ไมใ ส end note ทายบทความ 2.1.1 การเขยี นอา งอิงในเนื้อหาทวั่ ไป ใชวธิ ีการอางอิงแบบนาม-ป (Author-date) โดยระบุชื่อ ผแู ตง ตามดว ย ปพ ิมพ และ เลขหนาไวในวงเล็บ ถา ผแู ตง เปน ชาวไทย ใหร ะบุ ชื่อ และ นามสกลุ ถาเปน ชาวตางประเทศ ใหร ะบุเฉพาะนามสกลุ ตวั อยางเชน (สมเด็จกรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ, [ม.ป.ป.], หนา 16) (สมเด็จกรมพระวชิรญาณวโรรส, 2514, หนา 147) (ม.ล. จารพุ นั ธ ทองแถม, 2545, หนา 43) (พระมหาสนอง ปจฺโจปการี, 2550, หนา 13-14) (วสษิ ฐ เดชกญุ ชร, 2545, หนา 6) (ปยนาถ บนุ นาค, การส่อื สารสวนบุคคล, 3 กรกฎาคม 2548) (Currie, 2010, p. 155) (Wolf, 2008, pp. 417-418) (Angurarohita, [n.d], pp. 10-12) 2.1.2 การเขียนอางอิงคัมภรี ท างพระพุทธศาสนา การเขยี นอา งองิ คมั ภรี ท างพระพทุ ธศาสนาในบทความ ใหร ะบใุ นเชงิ อรรถ (อธิบาย) คร้ังแรกท่ีมีการอางอิงคัมภีรวาเปนฉบับของท่ีใด (เชน ฉบับมหาจุฬา ลงกรณราชวทิ ยาลัย หรือ ฉบบั อ่ืน ฯลฯ) และภาษาใด (เชน ภาษาไทย หรอื บาลี ฯลฯ) การเขียนรายละเอียดอางอิงคัมภีรในเน้ือหาใชตามวิธีเขียนอางอิงแบบ นามป (APA) ดังตัวอยา งตอไปน้ี
วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 231 1. การอา งพระไตรปฎ ก (ภาษาไทย-ภาษาบาล)ี 1.1 (ภาษาไทย) พระไตรปฎ ก เลม ขอ หนา เชน (พระไตรปฎ ก เลม 1 ขอ 1 หนา 1) 1.2 (ภาษาบาล)ี พระไตรปฎก (บาลี) เลม ขอ หนา เชน (พระไตรปฎ ก (บาลี) เลม 1 ขอ 1 หนา 1) 2. การอางอรรถกถา (ภาษาไทย-ภาษาบาลี) 2.1 (ภาษาไทย) ช่อื อรรถกถา เลม (ถามี) ขอ (ถามี) หนา เชน (สมันตปาสาทิกาอฏั ฐกถา เลม 1 ขอ 1 หนา 1) (กังขาวิตรณีอฏั ฐกถา ขอ 1 หนา 1) (สมุ งั คลวลิ าสินอี ัฏฐกถา เลม 1 ขอ 1 หนา 1) (ปญ จปกรณอัฏฐกถา เลม 1 ขอ 1 หนา 1) 2.2 (ภาษาบาล)ี ช่ืออรรถกถา (บาลี) เลม (ถา ม)ี ขอ หนา เชน (สมันตปาสาทิกาอัฏฐกถา (บาลี) เลม 1 ขอ 1 หนา 1) (กงั ขาวิตรณอี ฏั ฐกถา (บาลี) ขอ 1 หนา 1) (สุมังคลวลิ าสนิ อี ฏั ฐกถา (บาล)ี เลม 1 ขอ 1 หนา 1) (ปญจปกรณอัฏฐกถา (บาลี) เลม 1 ขอ 1 หนา 1) หมายเหตุ* สําหรับผูที่ใชคัมภีรฉบับของมหามกุฏราชวิทยาลัย ใหอางอรรถกถา เลม… หนา … 3. การอา งฎีกา (ภาษาไทย-ภาษาบาลี) 3.1 (ภาษาไทย) ชอ่ื ฎีกา เลม (ถา ม)ี ขอ (ถา มี) หนา เชน (สารัตถทีปนีฎีกา เลม 1 ขอ 1 หนา 1) (ลีนัตถปั ปกาสินฎี กี า เลม 1 ขอ 1 หนา 1) (ปญจปกรณมูลฎีกา เลม 1 ขอ 1 หนา 1) 3.2 (ภาษาบาล)ี ช่ือฎีกา (บาลี) เลม (ถามี) ขอ (ถาม)ี หนา เชน (สารตั ถทีปนฎี กี า (บาลี) เลม 1 ขอ 1 หนา 1)
232 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 (ลีนตั ถปั ปกาสนิ ีฎกี า (บาลี) เลม 1 ขอ 1 หนา 1) (ปญ จปกรณมลู ฎกี า (บาลี) เลม 1 ขอ 1 หนา 1) 4. การอา งปกรณวเิ สสและคมั ภีรอ นื่ ๆ (ภาษาไทย-ภาษาบาลี) 4.1 (ภาษาไทย) ช่ือคัมภีร เลม (ถาม)ี ขอ (ถาม)ี หนา เชน (วิสุทธมิ รรค เลม 1 ขอ 1 หนา 1) (อภธิ มั มตั ถสังคหะ ขอ 1 หนา 1) 4.2 (ภาษาบาล)ี ช่อื คัมภีร (บาล)ี เลม (ถา ม)ี ขอ (ถา ม)ี หนา เชน (วสิ ทุ ธมิ รรค (บาล)ี เลม 1 ขอ 1 หนา 1) (อภิธัมมัตถสังคหะ (บาลี) ขอ 1 หนา 1) 2.2 การอา งองิ ตอนทาย (Reference Citation) การอา งองิ ตอนทา ยงานวชิ าการมสี องแบบคอื รายการอา งองิ (Reference) หมายถึงรายการทรัพยากรสารสนเทศเฉพาะท่ีใชอางอิงในเน้ือความ และ บรรณานุกรม (Bibliography) หมายถึงรายการทรัพยากรสารสนเทศทั้งหมด ท่ีผูเขียนบทความไดใชประกอบการคนควาในการเขียนบทความเพื่อลงพิมพใน วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา ผูเขยี นสามารถแสดงทง้ั รายการอา งอิงและบรรณานุกรม โดยจัดเรียงตามลําดับตามตัวอักษร ในกรณีที่อางผูแตงคนเดิมแตมีเอกสาร สารสนเทศหลายรายการ ใหใสช่ือผูแตงซ้ําในทุกรายการ และแสดงรายการ เอกสารภาษาไทยกอ นรายการเอกสารภาษาองั กฤษ ดังน้ี • หนังสือ วจิ ารณ พานชิ . (2550). ผบู รหิ ารองคก รอจั ฉรยิ ะ ฉบบั นกั ปฏบิ ตั .ิ กรงุ เทพมหานคร: สถาบันสง เสริมการจดั การความรเู พอ่ื สงั คม. นราศรี ไววนิชกุล, และชศู ักด์ิ อดุ มศรี. (2552). ระเบยี บวธิ ีวิจัย ธรุ กจิ (พมิ พค รงั้ ที่ 19). กรงุ เทพมหานคร: สาํ นักพมิ พแ หง จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตโต). (2543). กรณีเง่ือนงํา: พระพุทธเจาปรินิพพาน ดวยโรคอะไร? กรงุ เทพมหานคร: มลู นิธิพทุ ธธรรม.
วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 233 พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตโต). (2545). ภัยแหงพระพุทธศาสนาในประเทศไทย. กรงุ เทพมหานคร: มลู นิธพิ ทุ ธธรรม. พระมหาสนอง ปจฺโจปการ. (2550). ความรูเบ้ืองตนทางการบริหารรัฐกิจ. นครปฐม: โรงพิมพร ุง ศลิ ปก ารพิมพ. มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัย เลม 1. กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย. ว.วชริ เมธี. (2554). คมคาํ ธรรมออนไลน (พมิ พค รงั้ ที่ 4). นนทบุรี: ปราณ. อากาศดําเกิง รพีพัฒน, ม.จ. (2553). ละครแหงชีวิต. กรุงเทพมหานคร: เอพี ครีเอทฟี . กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. คณะกรรมการธุรกรรมทาง อเิ ลก็ ทรอนกิ ส. (2550). กลโกงออนไลน. กรงุ เทพมหานคร: คณะกรรมการ ธรุ กรรมทางอิเล็กทรอนกิ ส. Moody, J. (2007). Illegitimate theatre in London. Cambridge, England: Cambridge University Press. • หนงั สือแปล สตีเฟน, ดับเบิลยู. (2536). นายอินทรผูปดทองหลังพระ (พระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัวภูมิพลอดุลยเดชฯ, ผูแปล). กรุงเทพมหานคร: อมรินทร พร้ินตง้ิ แอนดพ ับลิชชง่ิ . Badiou, A. (2005). Handbook of inaesthetics (A. Toscano, Trans). Standford, CA: Standford University Press. • บทความหรอื บทในหนังสอื อุบลรัตน ศิริยุวศักด์ิ, และเมธา เสรีธนาวงศ. (2547). วิทยุ. ใน สื่อสารมวลชน เบ้ืองตน: สอ่ื มวลชน วัฒนธรรม และสังคม (พมิ พคร้ังท่ี 4 ฉบับปรับปรุง
234 วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปที่ 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 เพมิ่ เตมิ , หนา 385-441). กรงุ เทพมหานคร: คณะนเิ ทศศาสตร จฬุ าลงกรณ มหาวทิ ยาลัย. • บทความในวารสาร ชตุ มิ า สจั จานันท. (2554). การพัฒนามาตรฐานการรสู ารสนเทศสาํ หรับนักเรียน ไทย. วารสารวิจัย สมาคมหองสมุดแหง ประเทศไทยฯ, 4(1), 13-22. Mackey, T. P., & Jacobson, T. (2011). Reframing information literacy as a metaliteracy. College & Research Libraries, 72(1), 62-78. • บทความในหนังสือพิมพ ประเวศ วะส.ี (18 ตลุ าคม 2554). นา้ํ ทว ม รวมนาํ้ ใจ ไทยพน วบิ ตั .ิ ไทยโพสต, หนา 4. Sachs, A. (2016, October 2). In L.A., a grown-up show and tell of unhappy endings: Museum displays bittersweet artifacts of broken hearts and dreams, while anonymity is paramount. The Nation, p. 12. • บทวจิ ารณหนังสือ เทอดศักดิ์ ไมเทาทอง. (2559). [บทวิจารณหนังสือ Handbook of semantic web technologies, by J. Domingue, D. Fensel, & J. A. Hendler (Eds.)]. วารสารสารสนเทศศาสตร, 34(2), 130-132. • วทิ ยานพิ นธ ยุทธนา แซพ่ัว. (2555). บทบาทการเกี้ยวในการแสดงโขนเร่ืองรามเกียรติ์ (วทิ ยานิพนธปรญิ ญามหาบัณฑติ , จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลยั ). Walker, D. (2015). Towards the collaborative museum?: Social media, participation, disciplinary experts and the public in the
วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 235 contemporary museum (Ph.D. dissertation, University of Cambridge, England). • ส่ืออเิ ล็กทรอนิกส (Electronic media) สาํ นกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง ชาต.ิ คณะอนกุ รรมการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง. (2550). ประมวลคําในพระบรมราโชวาท พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู ัวภมู พิ ลอดุลยเดช ต้ังแตพทุ ธศักราช 2493- 2549 ท่ีเกี่ยวของกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง. สืบคนจาก http:// www.sufficiencyeconomy.org/ebook/ebook202/#1 Zafarani, R., Abbasi, M. A., & Liu, H. (2014). Social media mining: An introduction. Retrieved from http://dmml. asu.edu/smm/ • เอกสารจดหมายเหตุ ตาํ ราธรรมชาติ เงนิ ดํา, เงนิ ขาว, ทอง, นาก. (ม.ป.ป.). [ใบลาน]. หนังสอื สมดุ ไทย (เลขทะเบยี น 55). สํานกั หอสมุดแหงชาต,ิ กรุงเทพมหานคร. War poster collection. (1914-1946). [Poster]. Manuscripts and Archives (MS671). Yale University Library, New Haven, CT. • การสัมภาษณ ใหอ า งองิ ในเนอื้ หา แตไ มต อ งเขยี นรายการบรรณานกุ รมสาํ หรบั การอา งองิ ตอนทา ย 3. การนําเสนอขอมูลดว ยตาราง (table) ขอ ความในตารางใชรปู แบบตวั อกั ษร ThSarabun New ขนาด 14 หรือ ปรับใหเหมาะสมกับขอมูล ใสเลขลําดับตารางและชื่อตารางไวดานบนตาราง จัดระยะชิดซาย เลขลําดับตารางใชอักษรปกติ และช่ือตารางใชอักษรตัวเอียง (italic) ดงั ตัวอยา งตอ ไปนี้
236 วารสารพุทธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ตารางท่ี 2 ชื่อเรือ่ งนทิ านชาดก 20 เรอื่ งทีเ่ ลาในครอบครวั ในแตล ะสัปดาห ลาํ ดบั เรอ่ื ง เรอ่ื งเลา ในนบิ าตชาดก ชอ่ื เรอื่ งนทิ านตง้ั ขน้ึ ในงานวจิ ยั เรอ่ื งท่ี 215 ชอื่ บทเรอื่ ง คณุ ชาดก มติ รธรรม หนา 444 สงิ โตกบั สนุ ขั จง้ิ จอก เรอื่ งที่ 438 ชอื่ บทเรอื่ งมหาอกุ กสุ ชาดก สตั วส สี่ หาย หนา 866 นา้ํ ใจของเพอื่ น 4. การนําเสนอขอมูลดวยรูปภาพ (figure) ไดแกกราฟ (graph) แผนผัง/ ผังภูมิ (chart) แผนท่ี (map) ภาพวาด (drawing) ภาพถาย/รูปภาพ (photograph/picture) ใหระบุหมายเลขรูปภาพและช่ือรูปภาพไวใตรูปภาพ โดยใชรูปแบบตัว อักษรเชนเดียวกับตาราง จัดระยะแบบกลางหนาหรือกลางรูปภาพ จัดเลขลําดับ ภาพใชอ ักษรตัวเอยี ง (italic) ชื่อภาพใชอักษรปกติ เชน ภาพท่ี 1 ตราศูนยพ ทุ ธศาสนศ ึกษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย 5. การแบงหวั ขอ ในบทความ ตนฉบับในบทความแบงเปนหัวขอหลักและหัวขอยอย กํากับหัวขอหลัก และหัวขอยอยดว ยระบบตวั เลขดังนี้ 1. หัวขอ ลาํ ดับที่ 1 พมิ พด ว ยอักษรตวั หนา (bold) ขนาด 16 จดั ชดิ ซาย เวน บรรทัดดานบน และดานลางอยางละ 1 บรรทัด
วารสารพทุ ธศาสนศ กึ ษา จฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 237 1.1 หัวขอลาํ ดับท่ี 1.1 หัวขอลําดับท่ี 1.1 พิมพดวยอักษรตัวหนา (bold) ขนาด 16 จัด ชิดซาย เวนบรรทดั ดานบนและดานลา งอยางละ 1 บรรทัด 1.1.1 หัวขอลาํ ดับที่ 1.1.1 หัวขอลําดับท่ี 1.1.1 พิมพดวยอักษรตัวหนา (bold) ขนาด 16 จัด ชดิ ซา ย เวน บรรทดั ดา นบน 1 บรรทดั สว นบรรทดั ดา นลางพมิ พต ามดว ยเนื้อความ ทนั ที ตัวอยา งการเขียนบทคัดยอ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ชอ่ื เรอ่ื งพมิ พด ว ยอกั ษร TH Sarabun New ตวั หนา (bold) ขนาด 18 (บรรณาธกิ าร จะปรับขนาดตัวหนังสืออีกคร้ังใหเหมาะสมกับหนากระดาษวารสารฯ) เน้ือหาตัว อักษรขนาด 16 เชิงอรรถตวั อักษรขนาด 14 ความยาวของบทคัดยอ ประมาณ 15 บรรทดั คาํ สาํ คญั 3-5 คาํ
238 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ช่อื เรื่องบทความภาษาไทย* ชอื่ ผูเ ขยี นบทความคนท่ี 1** (ถา มี)ชอ่ื ผเู ขียนบทความคนท่ี 2*** บทคดั ยอ เน้อื ความของบทคดั ยอ ............................................................................ ................................................................................................................................. ................................................................................................................................. คาํ สาํ คญั : ................................................................................................................ ________________________ * บทความนี้เปนสวนหน่ึงของ/ปรับปรุงจาก/มีฐานความคิดจากวิทยานิพนธ ปริญญาเอก/วิทยานิพนธปริญญาโท/งานวิจัย เร่ือง “................” ไดรับทุน สนบั สนุนจาก..... ** ตําแหนงทางวชิ าการ สังกัด/ท่ที าํ งาน และอีเมล (ของผูเขียนหลกั ) *** ตําแหนง ทางวิชาการ สงั กดั /ท่ีทาํ งาน (ของผเู ขียนคนที่สอง)
วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบบั ท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 239 ชอ่ื เรอ่ื งบทความภาษาอังกฤษ* Author คนท่ี 1** (ถามี) Author คนท่ี 2*** Abstract Content ................................................................................................. ................................................................................................................................. ................................................................................................................................. Key words: ................................................................................................ ________________________ * This article is a part of/revised from/based on the dissertation/ thesis/research entitled “…………,” funded by………. ** Academic position, workplace, E-mail (of the first author) *** Academic position, workplace (of the other author)
240 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั ปที่ 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 ตัวอยา งหนา แรกของบทวจิ ารณห นงั สือ บทวจิ ารณหนงั สอื (Book Review) ชื่อเรอื่ งหนงั สอื ชอื่ ผวู จิ ารณ* ปกหนงั สือ (ภาษาไทย) ปกหนงั สือ (ภาษาอังกฤษ (ที่ไมม ีเลขหนังสือ ถา เปน หนงั สอื แปล) ของหองสมดุ ปรากฏ) (ที่ไมมเี ลขหนงั สือของ หองสมดุ ปรากฏ) ชอื่ หนงั สือ (ภาษาไทย) : ……...............................…………………………………………….. ชอ่ื หนงั สือ (ภาษาองั กฤษ) : …ถาเปน หนังสอื แปล……...............................…………… ผูเ ขยี น: ……………………………………………………….................................……………….. ผูแ ปล: ……ถาเปน หนงั สอื แปล………………....................................……………………… สาํ นกั พิมพ: ................................. (ประเทศไทย) สํานกั พิมพ: ………….......………….…(ชื่อประเทศ) ถา เปนหนังสือแปล พมิ พครัง้ แรก:……เดอื น พ.ศ… (ฉบับท่วี ิจารณ พมิ พค ร้ังท่…ี ..) จํานวนหนา: ……………………….หนา ___________________________ * ตาํ แหนงทางวิชาการ สงั กัด/ที่ทํางาน และอีเมล (ของผวู ิจารณ)
วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลยั ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 241 Publication Ethics มาตรฐานทางจริยธรรมของการตพี มิ พ วารสารพทุ ธศาสนศกึ ษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลยั ปรบั ปรุงจาก COPE – COMMITTEE ON PUBLICATION ETHICS หนาท่ี และความรบั ผดิ ชอบของบรรณาธกิ าร บรรณาธกิ ารควรรับผดิ ชอบทุกสิง่ ทม่ี ีการตีพิมพเ ผยแพรในวารสาร • ดําเนินการใหตรงตามวัตถุประสงคแ ละขอบเขตของวารสาร • รับรองคุณภาพของผลงาน (รวมงานทุกประเภทท่ีไดรับการตีพิมพใน วารสารฯ ไดแก บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความรับเชิญ ผลงานแปล บทวจิ ารณห นงั สอื ) • ดาํ รงไวซ ึง่ ความถูกตอ งทางวิชาการของผลงาน • สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความคดิ เห็นของผนู พิ นธ • ปกปอ งมาตรฐานของทรพั ยส นิ ทางปญ ญาจากความตอ งการทางธรุ กจิ • แกไ ขขอ ผดิ พลาดในการตพี มิ พ การถอด-ถอนผลงาน และการขออภยั หากจําเปน • ปรบั ปรงุ วารสารอยางสมา่ํ เสมอ หนา ทขี่ องบรรณาธิการตอผูอ าน • ควรแจง ใหผ อู า นทราบเกย่ี วกบั สถานภาพของผใู หท นุ สนบั สนนุ ผลงาน ที่ไดรบั การตพี ิมพ หนา ท่ีของบรรณาธกิ ารตอผูน ิพนธ • บรรณาธกิ ารควรดาํ เนนิ การทกุ อยา งเพอ่ื ดาํ รงไวซ งึ่ คณุ ภาพของผลงาน ที่ไดร ับการตีพิมพ • การตัดสินใจของบรรณาธิการในการยอมรับหรือปฏิเสธผลงานเพ่ือ การตีพิมพ ขึ้นอยูกับคุณภาพ ความใหม ความชัดเจนของผลงาน และตรงตามวตั ถุประสงคข องวารสาร
242 วารสารพุทธศาสนศ กึ ษา จุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย ปท่ี 27 ฉบับท่ี 2 พฤษภาคม – สงิ หาคม 2563 • บรรณาธกิ ารสามารถชแ้ี จงหรอื ใหข อ มลู เกย่ี วกบั กระบวนการตรวจสอบ ประเมินบทความ (peer review) และมีความพรอมในการชี้แจง ความเบยี่ งเบนตา งๆ จากกระบวนการตรวจสอบที่ไดระบุไว • บรรณาธิการควรจัดพิมพคําแนะนําสําหรับผูนิพนธทุกประเด็นท่ี บรรณาธกิ ารคาดหวงั จากผลงาน และในทกุ เรอ่ื งทผ่ี นู พิ นธค วรรบั ทราบ และควรมีการปรับปรุงคําแนะนําใหทันสมัยอยูเสมอ พรอมท้ัง การอางองิ หรือการเช่ือมโยงกบั ระเบยี บดังกลา ว • บรรณาธิการไมควรเปล่ียนแปลงการตัดสินใจในการตอบรับผลงานท่ี ถูกปฏิเสธการตีพิมพไปแลว ยกเวนมีปญหารายแรงท่ีอาจเกิดขึ้นใน ระหวา งการรับ-สง ผลงานน้นั มาใหว ารสารพจิ ารณา • วารสารควรมชี อ งทางใหผ นู พิ นธอ ทุ ธรณไ ด หากผนู พิ นธม คี วามคดิ เหน็ แตกตางจากการตัดสนิ ใจของบรรณาธิการ หนาทข่ี องบรรณาธกิ ารตอผปู ระเมนิ บทความ • บรรณาธกิ ารควรจดั พมิ พค าํ แนะนาํ แกผ ปู ระเมนิ บทความในทกุ ประเดน็ ท่ีบรรณาธิการคาดหวัง และควรมีการปรับปรุงคําแนะนําใหทันสมัย อยเู สมอ พรอ มทงั้ ควรมกี ารอา งองิ หรอื การเชอื่ มโยงกบั ระเบยี บดงั กลา ว นดี้ วย • บรรณาธกิ ารควรมรี ะบบทปี่ กปอ งขอ มลู สว นตวั ของผปู ระเมนิ บทความ กระบวนการพิจารณาประเมนิ บทความ • บรรณาธกิ ารควรมรี ะบบทท่ี าํ ใหม น่ั ใจไดว า ผลงานทส่ี ง เขา มายงั วารสาร จะไดรับการปกปดเปนความลับในระหวางขั้นตอนการพิจารณา ประเมิน
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260