Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore แผนการจัดการเรียนรู้มัธยมศึกษาตอนปลาย

แผนการจัดการเรียนรู้มัธยมศึกษาตอนปลาย

Published by Bang-on Chanal, 2021-08-29 05:26:38

Description: แผนการจัดการเรียนรู้มัธยมศึกษาตอนปลาย

Search

Read the Text Version

แผนการจัดการเรยี นรู้ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ภาคเรยี นท่ี ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๔ ช่ือกลมุ่ กศน.ตาบลวงั โบสถ์ รหสั กลมุ่ ๓๐๐๗ กศน.ตาบลวงั โบสถ์ ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั อาเภอหนองไผ่ สานกั งานสง่ เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั จงั หวดั เพชรบรู ณ์ สานกั งานการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย สานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

บนั ทกึ ขอ๎ ความ สวํ นราชการ กศน.ตาบลวังโบสถ๑ ที่ 172/2564 วันที่ 25 พฤษภาคม 2564 เร่อื ง ขออนมุ ตั ิแผนการจัดการเรยี นร๎ู ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564 เรยี น ผูอ๎ านวยการศูนย๑การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อาเภอหนองไผํ ตามท่ี ศูนย๑การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอหนองไผํ ได๎ อนุญาตให๎ นางบังอร สังข๑ทอง ครู กศน.ตาบล จัดตั้งกลุํมนักศึกษาหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 ดาเนินการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู๎รายวิชา ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย นั้น บัดน้ี ได๎ดาเนินการวิเคราะห๑หลักสูตรรายวิชาเป็นที่เรียบร๎อยแล๎ว จึงอนุมัติวิเคราะห๑หลักสูตรรายวิชา รายละเอยี ดตามเอกสารท่ีแนบมาพร๎อมน้ี จึงเรยี นมาเพอ่ื โปรดทราบและพิจารณาอนุมัติ

แผนการจดั การเรยี นรู๎ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอ สาระความรู๎พน้ื ฐาน รายวชิ า - รห กศน.ตาบลวงั โบสถ๑ กศน.อาเภอหนอง วนั /เดอื น/ปี วชิ า/มาตรฐานการเรยี นร/๎ู ตวั ชว้ี ดั เน้ือหา/สาระ คร้ังท่ี ๑ - หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบ ๑.รแ๎ู ละเขา๎ ใจ ขนั้ นาเขา๎ สบูํ ทเรยี ๑๖ ระดับการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน หลักสตู ร / วิธเี รยี น ครูและผ๎ูเรยี นรํวม มิถุนายน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ /การจดั การเรียน นอกระบบระดับก 25๖๔ - วธิ เี รยี น การสอน ข้นั จดั กจิ กรรมการ - กระบวนการจดั การเรยี นการ ๒.รูแ๎ ละเข๎าใจ การ ๑. ผเ๎ู รยี นใช๎ทักษ สอน ทากจิ กรรม กพช. จากคมํู ือนักศึกษา - การวัดผลประเมินผล ๓. อธบิ าย และสือ่ ตาํ ง ๆ - นโยบาย จดุ เนน๎ ของ กระบวนการการ ๒. ผเู๎ รยี นเรยี นรู๎จ สถานศกึ ษา เรียนร๎ู ตาม ฐานท่ี ๑ -กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต หลักสตู รการศึกษา - การจดั กิจกรรม (กพช.) นอกระบบ ระดบั ระดับการศึกษาขนั้ -วิธกี ารจดั กระบวนการเรยี น การศึกษาขัน้ ฐานที่ ๒ การสอน พ้นื ฐาน - การจัดกิจกรรม - การเทียบโอนผลการเรียน พุทธศักราช๒๕๕๑ ฐานท่ี ๓ - การวดั ผลประเมนิ ผล ๔.มคี วามรู๎ ความ - วธิ กี ารจดั กระบว - การจบหลักสูตร เข๎าใจโครงการ ฐานที่ ๔ จดุ เนน๎ นโยบาย -โครงการ จุดเน๎น ของสถานศกึ ษาได๎ ขนั้ วดั ผลและประเ ๕.อธิบายการ ๑.ประเมนิ ผลการ จดั การเรยี นรูแ๎ บบ ข้นั การเรยี นรต๎ู อํ เน พบกลุํมได๎ ๑. ครูใหน๎ กั ศึกษา

อนปลาย ภาคเรยี นที่ ๑ ปกี ารศึกษา 2564 หสั - จานวน - ชวั่ โมง - หนวํ ยกติ งไผํ สานกั งาน กศน.จงั หวดั เพชรบรู ณ๑ กิจกรรมการเรยี นรู๎ สื่อและแหลงํ เรยี นรู๎ การวดั และประเมนิ ผล ยน - - มกันสร๎างความเข๎าใจหลักสูตรการศึกษา การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ รเรยี นรู๎ ษะการเรียนรู๎ ศึกษาคน๎ คว๎าด๎วยตนเอง า แหลงํ เรียนร๎ู ภูมิปญั ญา อนิ เตอรเ๑ น็ต จากกิจกรรม โดยเขา๎ ฐานการเรียนรู๎ มการเรยี นการสอนหลักสตู รนอกระบบ นพน้ื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มพัฒนาคุณภาพชวี ติ (กพช.) วนการเรียนรแู๎ บบพบกลํุม นโยบายของสถานศกึ ษา ะเมนิ ผล รการจดั กิจกรรมการเรียนร๎ู นอื่ ง (กรต.) าเรียนรจ๎ู ากคูํมอื นักศึกษา

แผนการจัดการเรยี นรู๎ ระดับมธั ยมศกึ ษาตอ สาระความรู๎พนื้ ฐาน รายวชิ า ภาษาไทย รหสั พ กศน.ตาบลวงั โบสถ๑ กศน.อาเภอหนอง ครงั้ ที่ เร่อื ง/สาระสาคัญ ผลการเรยี นรู๎ทค่ี าดหวงั คร้งั ท่ี ๒ ( วตั ถปุ ระสงค๑ ) ๑๗ 1. หลกั การฟงั ดู และพูด 1. เห็นคณุ คําของส่อื ในการฟัง มิถุนายน ๒๕๖๔ 2. สรปุ ความ จับประเด็น การดแู ละการพูด ใจความสาคญั ของเรื่องท่ี 2. วจิ ารณค๑ วามสมเหตุสมผล ฟัง ดแู ละพดู การลาดบั ความและความเปน็ ไป 3. การวิเคราะหข๑ ๎อเทจ็ จรงิ ไดข๎ องเร่อื งที่ฟงั การดูและการพดู ข๎อคดิ เหน็ และสรปุ ความ 3. นาเสนอความร๎ู ความคิดเหน็ 4.หลักการแสดงความคดิ เห็น ท่ีได๎จากการฟงั การดูและการพูด 5.การพดู เปน็ ทางการ 4.ใชศ๎ ิลปะการพูดท่เี ปน็ ทางการ และ ไมํเปน็ ทางการ และไมเํ ป็นทางการได๎อยําง 6.ศลิ ปะการพูดประเภทตําง ๆ เหมาะสมกบั โอกาสและบุคคล - พูดแนะนาตนเอง 5. วเิ คราะห๑ ประเมินคาํ การใช๎ - พดู กลาํ วต๎อนรับ ภาษา - พดู กลําวขอบคุณ พูดจากส่ือ ตําง ๆ - พดู โน๎มนา๎ วใจ/ปฏเิ สธ 6.ปฏบิ ัตติ นเป็นผู๎มีมารยาทในการ - พดู เจรจาตํอรอง ฟัง การดแู ละการพดู และ ไมํ - พูดแสดงความคิดเหน็ เป็นทางการ - พูดอธิบาย 6.ศิลปะการพูดประเภท - พูดสุนทรพจน/๑ โตว๎ าที ตําง ๆ เชนํ 7. มารยาทในการฟัง ดูและ - พดู แนะนาตนเอง การพดู - พดู กลาํ วต๎อนรบั

อนปลาย ภาคเรยี นที่ ๑ ปกี ารศึกษา 2564 พท 3๑๐๐๑ จานวน ๒๐๐ ชว่ั โมง ๕ หนวํ ยกติ งไผํ สานกั งาน กศน.จงั หวัดเพชรบรู ณ๑ กิจกรรมการเรยี นรู๎ ส่อื การวดั ผลและ แหลํงเรยี นรู๎ ประเมนิ ผล ขั้นนาเขา๎ สํบู ทเรยี น ๑. หนังสอื เรยี น วิธีการประเมนิ 1.ขนั้ กาหนดสภาพปัญหาความตอ๎ งการในการเรยี นรู๎ วิชา ภาษาไทย ผเ๎ู รยี นโดยใช๎ 1.1 ครูและผเ๎ู รียนรวํ มกนั พูดคุยแลกเปล่ยี น พท ๓๑๐๐๑ การสังเกต การ ประสบการณ๑ทีม่ ีเกี่ยวกับการฟัง การดูและการพูด ๒. สอื่ Internet สอบถาม ในชวี ิตประจาวัน ๓.ใบงาน และ แบบ 1.2 รวบรวมปัญหาตาํ ง ๆ ท่ีพบจากการฟังการดู ประเมนิ การพดู และการพดู ในชีวติ ประจาวนั ในโอกาสตาํ งๆ 1.3 ผเ๎ู รยี นเลําถงึ นกั พูดหรือการพูดท่ีผ๎ูเรียนชนื่ ชอบประทบั ใจและการพูดทีผ่ ๎ูเรยี นไมปํ ระทบั ใจทั้ง ของตนเองและผูอ๎ ่ืน 1.4 วางแผนการเรียนรู๎ 2. ข้นั แสวงหาข๎อมลู และจดั การเรียนร๎ู 2.1 ครูและผู๎เรยี นรํวมกันศึกษาหาข๎อมลู เก่ยี วกับ การฟัง การดแู ละการพดู รวมถงึ มารยาทในการฟงั การดูและการพูดดว๎ ย 2.2 ครูและผเ๎ู รยี นรวํ มกนั กาหนดคณุ สมบตั นิ ักพูดที่ ดแี ละมารยาทในการพูดในสถานการณต๑ ําง ๆ 2.3 ครมู อบหมายใหผ๎ ู๎เรียนศึกษาโดยเลอื กฟังหรือดู รายการขําว/รายการสารคดีทางวทิ ยหุ รอื โทรทัศน๑ 1 รายการแล๎วให๎สรุปประเด็นจากเร่อื งทฟี่ ังหรอื ดตู าม หลกั การท่ีไดศ๎ ึกษาจากนน้ั ให๎วเิ คราะห๑ข๎อเท็จจริง นาเสนอ

ใบความรู๎ เร่ืองการฟงั และการดู วชิ า พท31001 ภาษาไทย ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 1. ความหมายของการฟงั พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได๎อธิบายความหมายของการฟังไว๎วํา การฟัง หมายถึงการต้ังใจสดับ คอยรบั ฟังดว๎ ยหู ได๎ยิน ขยายความได๎วาํ การฟงั เรม่ิ จากการไดย๎ นิ เสียกอํ น ขั้นท่ี 2 ตดิ ตามเรอ่ื งราวของส่ิงที่ได๎ยินไปด๎วย พอถึงข้ันที่ 3 ต๎องสามารถเข๎าใจส่ิงท่ีได๎ยิน หรือตีความหมายของสิ่งท่ีได๎ยินได๎ และขั้นสุดท๎าย ต๎องเกิดความคิดคล๎อย ตามหรอื โตแ๎ ย๎งสง่ิ ท่ไี ด๎ยินนัน้ เพ่อื นาไปใชป๎ ระโยชนต๑ ํอไป 2. ประโยชนข๑ องการฟงั 2.1 ชํวยให๎มีความรูแ๎ ละสติปญั ญาเฉลียวฉลาด เปน็ ผ๎ูทนั โลก และทันเหตุการณ๑ เพราะฟงั มากยํอมร๎ูมาก ซง่ึ เป็นคุณสมบัติของความเปน็ นักปราชญห๑ รอื ผู๎เป็นพหสู ูต 2.2 ชวํ ยให๎นาสง่ิ ที่ไดส๎ ดบั ฟังน้ัน ไปใช๎ใหเ๎ กิดประโยชนใ๑ นชวี ิตประจาวนั ได๎ เชํน ตัดสนิ ปัญหาได๎ หรอื มีความคิด สร๎างสรรค๑ 2.3 ชํวยให๎เกดิ ทกั ษะในการฟงั คือ สามารถจบั ใจความสาคัญของเร่ืองที่ฟังซึ่งเปน็ เคร่อื งมือสาคัญในการ แสวงหาความร๎ไู ด๎ 2.4 ชวํ ยใหม๎ ีวจิ ารณญาณในการฟัง คอื สามารถพิจารณาไตรํตรองได๎วาํ ส่ิงใดบา๎ งเปน็ ข๎อเทจ็ จรงิ สิง่ ใดบ๎างผิด และสง่ิ ใดบา๎ งถูกตอ๎ ง 3. วตั ถปุ ระสงคข๑ องการฟงั การฟังท่ีดีผ๎ฟู งั จะต๎องตั้งจดุ ประสงคข๑ องการฟังไวใ๎ นใจเสยี กอํ น ซ่งึ ผ๎ูฟังมักมจี ดุ ประสงค๑ใหญํ 3 ประการ คอื 3.1 ฟังเพื่อให๎เกดิ ความร๎แู ละความรอบร๎ู แยกออกไดด๎ ังน้ี 3.1.1 ฟังเพ่ือให๎เกิดความรู๎ การฟงั ชนดิ นเี้ ป็นสิง่ จาเป็นสาหรับนกั เรียน 3.1.2 ฟงั เพื่อให๎เกิดความรู๎ เป็นการฟงั ท่ีชวํ ยสร๎างเสริมเพิ่มพูดความรใู๎ หก๎ ว๎างขวางยงิ่ ขนึ้ เชํน ฟงั ขําวเหตบุ า๎ นการเมือง ฯลฯ การฟงั ต๎องสามารถจับประเดน็ สาคญั ของเรือ่ ง โดยอาศัยหลักการพินิจสารและรูจ๎ กั ประเมิน คุณคาํ ของสาร 3.2 ฟงั เพ่อื หาเหตผุ ลมาโตแ๎ ยง๎ หรอื คล๎อยตามเปน็ การฟังท่มี จี ุดมงํุ หมายให๎ผู๎ฟังมีวจิ ารณญาณในการฟงั เปน็ สาคัญ คือ เม่อื ฟังอะไรแล๎วตอ๎ งเป็นผูร๎ ๎ูจักคดิ รู๎จกั ไตรตํ รองวาํ สง่ิ ที่ตนไดฟ๎ ังมานน้ั มเี หตุผลสมควรเชือ่ ถือหรือไมํ อัน จะเปน็ การฝึกให๎เปน็ คนสขุ ุมรอบคอบ ไมํเช่ือสิ่งใดอยาํ งงมงาย 3.3 ฟังเพื่อความเพลิดเพลิน และซาบซึ้ง เป็นการฟงั ด๎วยความนิยมชมชอบ ผฟู๎ งั จะได๎รับทั้งความ สนุกสนานและความเพลดิ เพลนิ การฟังอยาํ งนี้ถือเป็นการตอบสนองความต๎องการทางอารมณช๑ ํวยผํอนคลายความตึง เครียด 4. ลกั ษณะของการเปน็ ผฟ๎ู งั ทดี่ ี การฟังเป็นส่ิงท่ีมีความสาคญั ตํอชวี ติ ของบุคคลท่วั ไป เราจงึ ควรทราบลักษณะของผู๎ฟงั ทด่ี ี ซึง่ มีดงั น้ี 4.1 มสี มาธิในการฟงั การมีสมาธิเปน็ สง่ิ จาเป็นมากในการฟงั ผฟู๎ งั ตอ๎ งตดั ความวติ กหรือความกังวลใจตําง ๆ ออกจากจิตใจให๎หมด ฉะนนั้ ทกุ ครัง้ ที่ฟงั เรอื่ งใดก็ตาม ผู๎ฟงั ต๎องหม่นั ฝกึ ความมีสมาธิใหแ๎ กํตนเองพยายามพุํงความ สนใจไปในเรื่องทต่ี นกาลงั ฟังนนั้ 4.2 ตงั้ จดุ มงุํ หมายในการฟัง ในการฟังแตํละครงั้ ผ๎ูฟังควรตั้งจดุ มํงุ หมายไว๎วาํ จะฟังเพื่ออะไร เชํน ฟงั เพ่ือจบั ใจความสาคญั ฟงั เพ่อื ความเพลิดเพลนิ เป็นตน๎ การฟงั อยํางไรจ๎ ดุ หมายยํอมเสยี เวลาในการฟัง 4.3 วเิ คราะหเ๑ จตนาของผ๎ูพดู คอื ต๎องรจ๎ู ักวเิ คราะหเ๑ จตนาของผ๎ูพูดวาํ ผ๎ูพดู มคี วามประสงค๑อยาํ งไร มสี ิง่ ใด แอบแฝงซํอนเรน๎ อยใํู นเร่ืองท่ีพูดหรอื ไมํ 4.4 สนใจและจบั ประเดน็ สาคัญเร่อื งที่ฟังให๎ได๎ คือขณะฟังตอ๎ งรจู๎ กั ใช๎สตปิ ัญญาวิเคราะห๑ดวู ําผู๎พูดกาลังพูด เรอ่ื งอะไร ให๎สาระประโยชน๑อะไรบา๎ ง เรือ่ งท่ีฟังนัน้ มีประเดน็ สาคญั อยํางไร แลว๎ พยายามสรปุ ความคดิ รวบยอดให๎ได๎

4.5 ตอ๎ งวางใจเป็นกลางไมมํ ีอคตใิ ด ๆ ตอํ ผพ๎ู ูด การมีอคติ และการจับผดิ ผ๎ูพดู ยํอมมผี ลเสยี มากกวาํ ได๎ ควรหลกี เล่ียง การจบั ผิดเล็ก ๆ นอ๎ ย ๆ เชํน การแตงํ กาย การพูดซ้า ๆ ซาก ๆ ในบางคา ฯลฯ เพราะจะทาใหผ๎ ฟ๎ู งั เกดิ ร๎สู กึ วาํ เร่อื งท่ีกาลงั ฟังน้ันเป็นเรือ่ งท่ีนําตาหนิ ควรสรา๎ งเจตคตทิ ่ีดีตอํ ผพู๎ ดู เสมอ การทาใจไดเ๎ ชนํ นี้ จะทาให๎บรรยากาศการ ฟังเป็นไปอยํางราบรน่ื และเขา๎ ใจดี 4.6 ฟังด๎วยความอดทนและต้งั ใจฟงั ต๎องอดทนและตัง้ ใจฟงั ตงั้ แตํต๎นจนจบ การฟงั อยาํ งครง่ึ ๆ กลาง ๆ หรือฟังเพียงบางตอนยํอมทาให๎ไมํสามารถเข๎าใจเน้ือเร่ืองได๎สมบรู ณ๑ 4.7 ฟงั อยาํ งสารวมให๎เกียรติผ๎ูพูด และมีมารยาทอันดงี าม นับเป็นคณุ สมบัติของผู๎ฟงั ท่ีดี การรู๎วําสิ่งใดควรไมํ ควร เชํน การลกุ เดินเข๎าออก การทาเสยี งเอะอะนบั เปน็ กริ ยิ าทไี่ มํเหมาะสม ถอื วาํ ไมํให๎เกียรติ และเป็นการเสียมารยาท อยํางยง่ิ แสดงความคิดเหน็ ก็ควรทาภายหลัง 4.8 ใชศ๎ ลิ ปะในการฟัง ผู๎ฟงั ท่ีดไี มํควรฟงั อยํางเดียวควรใช๎ไหวพริบในบางโอกาส เพอ่ื ชวํ ยให๎ผู๎พูดสามารถ ถาํ ยทอดความรู๎ ความคิดของตนไปสูํจดุ หมายปลายทางตามทผี่ ูฟ๎ งั ตอ๎ งการ โดยการใช๎คาถามที่ได๎จากการเช่ือถือผูฟ๎ ัง ตอ๎ งการ 4.9 ขณะฟังควรบันทกึ สิง่ สาคญั หากสงสยั ควรซักถาม ใหเ๎ หมาะสม 4.10 หลักการฟงั ผ๎ูฟงั บันทึกวํา เรือ่ งราวตาํ ง ๆ ทฟ่ี งั ไปนน้ั ตรงกบั ข๎อจรงิ และมเี หตุผลนําเชื่อถอื เพยี งใด มสี ่งิ ใด จะนาไปปฏิบตั ิให๎เกดิ ประโยชน๑ไดห๎ รอื ไมํ และรูจ๎ กั นาความรูห๎ รอื ข๎อคิดตาํ ง ๆ ท่ไี ด๎จากการฟังไปใช๎ประโยชน๑ ตาม โอกาสอนั สมควร 5. มารยาทในการเปน็ ผูฟ๎ งั ทดี่ ี ผูฟ๎ ังท่ีดคี วรต๎องระมัดระวังมารยาท ต้งั แตเํ ริ่มเข๎าฟัง ขณะฟงั ไปจนกระทงั่ เลกิ ฟัง คือ 5.1 ควรแตงํ กายสุภาพเรียบรอ๎ ย เชนํ ไมํสวมเสื้อปลอํ ยชายรํมุ ราํ ม หรอื สวมรองเทา๎ แตะฟองนา้ เข๎าฟัง เปน็ ตน๎ 5.2 ผ๎ฟู งั ทไ่ี ปถึงกํอน ควรนัง่ เก๎าอ้ีท่ีเขาจดั ไว๎แถวหน๎า ๆ ผู๎ที่มาทีหลงั จากนั้นก็ควรนัง่ ถัดกนั ลงมาข๎างหลงั ทลี ะ แถวตามลาดบั เพ่อื ผ๎มู าช๎าจะไดไ๎ มํตอ๎ งหลีกคนหลาย ๆ คนเข๎าไปหาที่น่ัง ทาให๎วุํนวายขาดสมาธิในการฟังได๎ ถา๎ ผพู๎ ดู เร่ิม พูดไปบ๎างแลว๎ และไมํมเี กา๎ อ้ีใหน๎ ่งั ก็ควรจะยืนฟงั อยํางสงบ และมรี ะเบยี บไมํบังคบั ผ๎ทู ่นี ่ังอยูํกํอน 5.3 ควรไปถงึ สถานท่ีฟังกํอนผ๎พู ูดเรมิ่ พูด ถ๎าเขา๎ หลังผู๎พูดเรม่ิ พดู แลว๎ ต๎องแสดงความเคารพผ๎ูพูดกํอน และเข๎า ไปนง่ั ฟังอยํางสงบ หากจาเปน็ ต๎องออกจากห๎องประชุมท่ีนัง่ ฟังอยูํกํอนทจี่ ะพดู จบ ก็ต๎องทาความเคารพผพ๎ู ูดกํอนด๎วย 5.4 ควรฟังดว๎ ยความสนใจ ไมํควรแสดงสีหน๎าทําทางใหผ๎ พ๎ู ดู เหน็ วํา ผฟ๎ู ังเกดิ ความเบื่อหนํายเพราะจะทา ใหผ๎ ู๎พูดเสยี กาลงั ใจ ถ๎าเกดิ ไมํอยากฟงั จริง ๆ กค็ วรจะเลิกฟังและออกจากห๎อง ประชุมไปเลย 5.5 ควรใหเ๎ กยี รตผิ ู๎พูดด๎วยลักษณะตําง ๆ ทีท่ าได๎ เชนํ พดู ดี ถูกใจผฟ๎ู ังกค็ วรปรบมือ หรอื พูดชมเชยเม่ือมี โอกาส ขณะฟงั อยคูํ วรมองหน๎าผพ๎ู ูดตลอดเวลาและไมคํ วรคุยกัน ดว๎ ยเร่อื งสวํ นตวั จนเปน็ ท่ีราคาญแกํผ๎อู ่นื ไมํควรลุก เดนิ ขวักไขวํไปมาไมํควรน่ังหลับสัปหงก ฯลฯ 5.6 ถา๎ เกดิ ข๎อสงสยั ต๎องการซักถาม ควรรักษามารยาทดังนี้ 5.6.1 ควรยกมอื ขนึ้ เมอื่ ไดร๎ ับอนุญาตแลว๎ จงึ คํอยถาม 5.6.2 ควรถามอยํางสภุ าพเรยี บร๎อยท้ัง ถอ๎ ยคาและอากปั กริ ิยา 5.6.3 คาถามควรกะทัดรัด ตรงประเด็น เกีย่ วกบั เรื่องที่ฟงั 5.6.4 ถา๎ จะคัดค๎าน ควรคัดค๎านอยาํ งนิ่มนวล และกลําวขอโทษกํอน 5.6.5 เมอื่ ฟงั พูดจบแลว๎ ควรลุกขึ้น และออกไปมรี ะเบยี บ พยายามทาใหเ๎ กิดเสียงนอ๎ ยทีส่ ดุ 6. เรื่อง การฟงั และดเู พอ่ื จบั ประเด็นและสรปุ ความ 6.1 ความหมายของการจบั ประเดน็ หมายถึง การจับข๎อความสาคัญหรือใจความสาคัญของเรื่อง 6.2 ความหมายของการสรุปความ คอื การหยบิ ยกเอาความคดิ หลักหรือประเด็นทส่ี าคญั ของเรอ่ื งมากลําว ยา้ ให๎เดนํ ชัด โดยใชป๎ ระโยคสัน้ ๆแลว๎ เรยี บเรยี งให๎เป็นระเบยี บ 6.3 มารยาทในการฟังและดู

6.3.1 มองสบตาผพู๎ ูด ไมมํ องออกนอกหอ๎ งหรอื มองไปที่อื่น อนั เป็นการแสดงวําไมสํ นใจเรอื่ งที่พดู และไมเํ อา หนงั สือไปอาํ นขณะทฟี่ ังหรือดู 6.3.2 รักษาความสงบ ไมํสงํ เสยี งรบกวนผูอ๎ น่ื ไมเํ อาของขบเค้ยี วเข๎าไปทาลายสมาธขิ องผ๎อู ื่น การชม ภาพยนตร๑ควรปดิ โทรศัพท๑มือถอื จะได๎ไมํรบกวนความสุขของผอ๎ู ่นื ไมํควรพาเด็กเลก็ ๆไปในโรงภาพยนตร๑หรอื ในที่ท่ี ตอ๎ งการความสงบ 6.3.3 แสดงกิรยิ าอาการท่ีเหมาะสม วยั รํุนไมํควรน่ังเก้ยี วพาราสกี ันในท่ีสาธารณชนท่ีต๎องการความสงบในการฟังและ การดู เพราะนอกจากจะรบกวนสายตาคนอนื่ แลว๎ ยังเปน็ การแสดงกิรยิ าท่ีขดั ตํอขนบธรรมเนยี มของไทยอีกดว๎ ย 6.3.4 ในการดภู าพไมํควรขดี เขียนหรอื ฉีกภาพซึ่งแสดงถึงความไมมํ ีวฒั นธรรมท่ีดีงาม 6.4 หลกั การฟังและดเู พื่อสรุปความและจบั ประเด็น การฟังและดเู พ่อื จบั ประเดน็ และสรุปความ เป็นทักษะเบอ้ื งต๎นทีท่ ุกคนจะต๎องฝกึ ฝน เราจะต๎องตดิ ตามฟงั ดเู ร่ืองราว โดยตลอด ดังน้ันจงึ ต๎องมีสมาธิในการฟงั และสามารถแยกแยะไดว๎ ําขอ๎ ความใด เปน็ ใจความสาคัญ และข๎อความใดเป็นพลความ ถา๎ เราเขา๎ ใจเรอ่ื งราวได๎โดยตลอดแลว๎ เรายํอมจดจาเร่ืองราวที่ฟังและ สามารถถํายทอดใหค๎ นอ่ืนฟงั ไดด๎ ๎วย ในการฟังแตลํ ะครง้ั เราตอ๎ งจับประเด็นของเรื่องที่ฟงั ได๎ คือ ร๎ูวําผพ๎ู ูดต๎องการสอ่ื สารอะไร เปน็ ประเดน็ สาคญั และรจ๎ู ักวําอะไรคือประเดน็ รองซ่ึงขยายประเดน็ สาคญั การฟังเชํนน้เี ปน็ การฟงั เพอื่ จบั ใจความสาคญั และใจความรอง และรายละเอยี ดของเร่ือง มีวธิ กี ารฟงั ดงั นี้ 6.4.1 ฟังเร่อื งราวใหเ๎ ข๎าใจ พยายามจบั ใจความสาคัญของเรื่องเปน็ ตอนๆ วาํ เรือ่ งอะไร ใครทาอะไร ที่ไหน เมอื่ ไร อยาํ งไร 6.4.2 ฟังเรอ่ื งราวท่เี ป็นใจความสาคญั แลว๎ หารายละเอียดของเรื่องทีเ่ ปน็ ลกั ษณะปลีกยํอยของใจความสาคัญ หรือท่เี ป็นสวํ นขยายใจความสาคญั 6.4.3 สรปุ ความโดยรวบรวมเนื้อหาสาระสาคญั อยาํ งครบถว๎ น วิธกี ารสรปุ ความจากการฟังน้ัน เราจะต๎องค๎นหาให๎พบวาํ สารใดเปน็ ความคดิ สาคัญในเรื่องนนั้ ๆ แล๎ว สรุปไวเ๎ ฉพาะใจความสาคญั โดยเขียนชอ่ื เรอื่ ง ผู๎พูด โอกาสทีฟ่ งั วนั เวลา และสถานทท่ี ไ่ี ด๎ฟงั หรือดไู ว๎เป็นหลักฐาน เครือ่ งเตือนความทรงจาตํอไป การฟงั และดเู พอ่ื จับประเดน็ และสรุปความ เปน็ การฟงั ในชีวิตประจาวนั เพอ่ื ใหไ๎ ด๎สาระสาคญั ของเรื่องที่ ฟงั เชนํ ฟงั การสนทนา ฟงั เร่อื งราวข๎อมูลขําวสารตาํ งๆ ฟงั โทรศัพท๑ ฟงั ประกาศ ฟงั การบรรยาย ฟังการอภิปราย ฟงั การเลาํ เรื่อง เปน็ ต๎น 7. วธิ สี รปุ ความตามลาดบั ขนั้ 7.1 ขนั้ อําน ฟัง และดู - อําน ฟงั และดูให๎เข๎าใจอยํางน๎อย 2 เทยี่ ว เพ่ือให๎ไดแ๎ นวคิดทส่ี าคัญ 7.2 ขนั้ คิด - คดิ เปน็ คาถามวาํ อะไรเปน็ จุดสาคญั ของเร่ือง - คิดตํอไปวํา จุดสาคัญของเรอ่ื งมคี วามสมั พนั ธ๑กบั ส่ิงใดบ๎าง จดส่งิ น้ันๆไว๎เปน็ ข๎อความสนั้ ๆ - คิดวธิ ที ีจ่ ะเขียนสรุปความให๎กะทัดรัดและชดั เจน 7.3 ขั้นเขยี น - เขียนราํ งขอ๎ ความส้นั ๆที่จดไว๎ - ขดั เกลาและตบแตํงรํางขอ๎ ความทีส่ รปุ ใหเ๎ ป็นภาษาท่ดี ีส่ือความหมายได๎แจํมแจ๎งชดั เจน

ตวั อยาํ งการสรุปความ เร่อื ง เราคือบทเรยี นของเดก็ การศึกษาเป็นเรื่องสาคัญของชีวิต ทุกคนเกิดมาจะโงํ จะฉลาด จะดีจะช่ัวขึ้นอยํูกับการศึกษา พํอแมํทุกคน ปรารถนาจะให๎บุตรหลานของตนเป็นคนดี จนถึงกับยอมทนลาบากตรากตราทาการงานหาทรัพย๑สินเงินทองมาเป็น คําใช๎จําย เพ่ือการศึกษาของบุตรหลาน นับวําเป็นหน๎าท่ีและสิ่งท่ีควรได๎รับการยกยํองในการเสียสละนั้น แตํยังมีส่ิงท่ีมี คุณคาํ ที่สดุ ในชีวติ เด็ก ก็คือบทเรียนอันเป็นจริยศึกษาซึ่งเกิดจากการปฏิบัติตัวของพํอแมํผ๎ูปกครองของเด็ก นั่นคือการ ประพฤติปฏิบัติดีงาม เพราะส่ิงท่ีเด็กได๎ยินได๎ฟัง ได๎รู๎ได๎เห็นจากพํอแมํผู๎ปกครองของตน เชํนการพูดจาไพเราะ การ งานเป็นระเบียบเรียบร๎อยเป็นต๎น ส่ิงเหลํานี้เป็นบทเรียนอยํางสาคัญ ท่ีจะซึมซาบเข๎าไปในจิตใจของเด็กดียิ่งกวํา หนงั สอื บทเรยี นอื่นๆ นั้นเป็นการให๎การศึกษาท่ีมีคํายิ่ง เป็นการปลูกสร๎างนิสัยท่ีดีให๎แกํเด็ก ถ๎าพํอแมํ ผ๎ูปกครองเป็น คนดี มีนิสัยดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผํ มีเมตตา มีความยุติธรรม มีความรัก ความสามัคคีในครอบครัว เป็นแบบอยํางที่ดี ก็จะทาให๎เด็กเอาอยํางในทางดี เป็นคนดีของพํอ แมํ ผู๎ปกครอง สมความปรารถนาทุกประการถ๎าปรารถนาดี หวังดี ตํอบุตรหลาน อยําเพียงแตํจะให๎ทุนการศึกษาอยํางเดียว ต๎องทาตนให๎เป็นตัวอยํางท่ีดี เป็นบทเรียนที่มีคําของบุตร หลานด๎วย แลว๎ ความปรารถนาของเราก็จะสมหวัง จาก “แสงธรรม” ของมูลนิธิ ก.ศ.ม. การสรปุ ความ 1. ข้ันอําน ฟงั และ คิด จบั แนวคิดได๎ดังนี้ “พํอแมํ หาเงินทองมาให๎ลูกเรียนอยํางเดยี วยังไมํพอ ต๎องปฏิบัตติ นเปน็ ตวั อยํางทด่ี ีแกลํ ูกดว๎ ยจึงจะนับวาํ ได๎ให๎การศึกษา ท่ีถกู ต๎องแกํลูก” 2. ขั้นเขียน 2.1 ขอ๎ ความท่ีจดไวช๎ วํ ยจา “การศึกษา เรอ่ื งสาคญั – คนจะดีจะชว่ั โงํ ฉลาดเพราะการศกึ ษา พอํ แมํหาเงินมาให๎ลูกเรียนเสียสละควรยกยํอง ส่ิง ทม่ี คี าํ ตํอเด็ก – บทเรยี นจรยิ ศกึ ษา คุณธรรม การปฏบิ ัติตนดงี าม เป็นตวั อยาํ งท่ดี ี รกั ลูกตอ๎ งทาให๎เป็นตัวอยาํ งท่ีดี ดว๎ ย” 2.2 ขอ๎ ความทีส่ รปุ แล๎ว “การศึกษามคี วามสาคญั ตอํ ชีวติ เดก็ เพราะสามารถทาใหเ๎ ดก็ ฉลาดและเปน็ คนดีได๎ พํอแมํที่รักลกู อยากให๎ลุกเป็นคน ดีนัน้ ไมํควรจะพอใจเพียงการทาหนา๎ ท่ีหาเงินมาใหล๎ กู เรยี นเทาํ นน้ั แตํควรคานึงถงึ บทเรียนจรยิ ศกึ ษาอันมีคุณคํายงิ่ ตํอ ชีวิตของเด็ก อนั ได๎แกํการที่พอํ แมเํ ป็นผ๎มู คี ุณธรรมและปฏิบตั ติ นเป็นแบบอยํางในทางท่ีดีงามแกํลูกด๎วย”

ใบความร๎ู เรื่องการพดู วชิ า พท31001 ภาษาไทย ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย การพดู เปน็ วธิ หี นง่ึ ของการส่ือสาร การถาํ ยทอดความคิด ความร๎ู ความเขา๎ ใจ ความรส๎ู ึก หรือความต๎องการ ด๎วยเสยี ง ภาษา และกิรยิ าทําทาง เพอ่ื ให๎ผ๎ูรับฟังรับร๎ู เข๎าใจได๎ตรงตามจดุ ประสงค๑ของผ๎ูพูด การสื่อสารจึงจะบรรลุผลได๎หลักการพูด ความหมายของการพูด ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 พดู คือ การเปลงํ เสยี งออกเปน็ ถอ๎ ยคา, พดู จา การพดู เปน็ การสือ่ สารด๎วยภาษา จากตัวผ๎พู ูดไปยังผ๎ูฟงั เพอื่ สื่อความหมายให๎ผูอ๎ ่นื ทราบความรู๎สึกนกึ คดิ และความตอ๎ งการของ ตน รวมท้งั เปน็ การแลกเปล่ยี นขําวสาร ความรู๎ ความคดิ เห็น กอํ ให๎เกิดความเข๎าใจซึ่งกันและกนั ชํวยใหก๎ จิ การตํางๆ ดาเนินไปดว๎ ยความเรียบร๎อย องคป๑ ระกอบของการพดู การพดู มอี งคป๑ ระกอบสาคญั อยํู 3 ประการ ดังน้ี ผพู๎ ดู ผูพ๎ ดู เปน็ ผทู๎ ่ีจะต๎องถํายทอดความรส๎ู กึ ความคิดเหน็ ขอ๎ เท็จจรงิ ตลอดจนทศั นคตขิ องตนสูํผ๎ูฟังโดยใช๎ภาษา เสียง อากับกริ ิยาและบุคลิกภาพของตนให๎มีประสทิ ธภิ าพมากทสี่ ุด ผพู๎ ดู จะต๎องคานงึ ถึงมารยาทและคณุ ธรรม ในการ พูดด๎วย ส่ิงสาคัญที่ผู๎พูดจะต๎องยึดไว๎เป็นแนวปฏิบัติคือ ผู๎พูดจะต๎องรู๎จักสะสมความรู๎ ความคิดและประสบการณ๑ท่ีมี คุณคํา มีประโยชน๑ แล๎วรวบรวม เรียบเรียงความรู๎ ความคิดเหลํานี้ ให๎มีระเบียบ เพื่อที่จะได๎ถํายทอดให๎ผู๎ฟังเข๎าใจได๎ โดยงําย แจํมแจ๎ง การสะสมความร๎ู ความคิดและประสบการณ๑ ผู๎พูดสามารถทาได๎หลายทาง เชํน จากการอําน การฟัง การสงั เกต การกระทาหรือปฏิบตั ดิ ๎วยตนเอง การสนทนากับผู๎อื่นนอกจากนี้แล๎ว ผู๎พูดจะต๎องมีทักษะ ในการพูด การคิด การฟงั และมคี วามสนใจทีจ่ ะพัฒนาบุคลกิ ภาพอยูํเสมอ ซง่ึ จะชํวยใหผ๎ ๎พู ูด เกดิ ความมั่นใจในตนเอง สาระหรอื เรื่องราวทีพ่ ดู คือ เนื้อหาสาระทีผ่ ๎ูพูดพดู ออกไป ซ่ึงผู๎พดู จะต๎องคานงึ อยํเู สมอวํา สาระท่ีตนพูดนั้นจะต๎องมีประโยชน๑ตํอผู๎ฟัง อีก ท้ังควรเป็นเร่ืองท่ีใหมํ ทันสมัย เนื้อหาจะต๎องมีความชัดเจน ผู๎พูดต๎องขยายความคือ ความรู๎ที่นาเสนอสํูผู๎ฟังให๎มีความ กระจําง ซ่ึงอาจขยายความด๎วยการยกตัวอยํางแสดงด๎วยตัวเลข สถิติ หรือยกหลักฐานตําง ๆ มาอ๎างอิง การเตรียม เนือ้ หาในการพูดมีขั้นตอน ดงั นี้ 2.1) การเลอื กหัวขอ๎ เรือ่ ง ถ๎าผ๎ูพูดมีโอกาสเลือกเรอื่ งทจ่ี ะพดู เอง ควรยดึ หลักท่ีวาํ ตอ๎ ง เหมาะสมกับผูพ๎ ดู คอื เป็นเร่ืองที่ ผ๎ูพูดมีความรอบร๎ูในเรื่องนั้น และเหมาะสมกับผู๎ฟังเป็นเร่ืองที่ผู๎ฟังมีความสนใจ นอกจากน้ีจะต๎องคานึงถึงโอกาส สถานการณ๑ สถานท่ี และเวลา ทีก่ าหนดให๎พูดด๎วย 2.2) การกาหนดจดุ มงุํ หมายและขอบเขตของเร่อื งทจี่ ะพดู ผู๎พดู จะต๎องกาหนด จุดมงุํ หมายในการพูดแตํละครงั้ ให๎ ชดั เจนวาํ ต๎องการให๎ความร๎ู โน๎มน๎าวใจหรือเพื่อความบันเทิงเพ่ือจะได๎เตรียมเร่ืองใหส๎ อดคล๎องกับจุดมุงํ หมาย นอกจากน้ี ผ๎ูพูดจะต๎องกาหนดขอบเขตเร่ืองทจ่ี ะพูดดว๎ ยวาํ จะครอบคลุมเนอ้ื หาลึกซ้ึงมากน๎อยเพียงใด 2.3) การคน๎ ควา๎ และรวบรวมความรู๎ ผู๎พดู ต๎องประมวลความรู๎ ความคิดทั้งหมดไว๎แล๎วแยกแยะให๎ได๎วาํ อะไรคือ ความคิดหลกั อะไรคือความคิดรอง สิง่ ใดทีจ่ ะนามาใช๎เป็นเหตผุ ลสนบั สนนุ ความคดิ น้นั ๆ และทสี่ าคัญ ผูพ๎ ดู จะต๎อง บันทึกไวใ๎ หช๎ ัดเจนวาํ ข๎อมูลที่ไดม๎ านัน้ มที ี่มาจากแหลงํ ใด ใครเปน็ ผ๎ูพูด หรือผูเ๎ ขยี น ท้ังน้ีผพ๎ู ดู จะได๎ อ๎างองิ ที่มาของ ขอ๎ มูลไดถ๎ ูกตอ๎ งในขณะท่ีพูด 2.4) การจัดระเบยี บเรื่อง คือ การวางโครงเร่อื ง ซง่ึ จะชวํ ยใหก๎ ารพดู ไมํวกวน สับสนเพราะผู๎พดู ได๎จดั ลาดับ ข้นั ตอนการพดู ไวอ๎ ยาํ งเป็นระเบยี บ มีความตํอเนือ่ ง ครอบคลมุ เนอ้ื หาท้งั หมดชวํ ยใหผ๎ ฟ๎ู ังจับประเด็นได๎งาํ ย การ จดั ลาดับเนือ้ เรือ่ งจะแบํงเป็น สามตอน คือ คานา เนอื้ เร่อื งและการสรปุ ผฟ๎ู งั

ผ๎ูพูดกบั ผู๎ฟังมีความสมั พนั ธ๑กัน โดยผ๎พู ดู ตอ๎ งเรา๎ ความสนใจผ๎ูฟงั ด๎วยการใชภ๎ าษา เสียง กริ ิยาทาํ ทางบคุ ลิกภาพ ของตน ในขณะเดยี วกนั ผ๎ูฟังก็มสี ํวนชวํ ยใหก๎ ารพดู ของผพู๎ ดู บรรลุจุดหมายไดโ๎ ดยการตั้งใจฟงั และคดิ ตามอยํางมเี หตุผล กํอนจะพดู ทุกครัง้ ผู๎พดู ต๎องพยายาม ศกึ ษารายละเอียดท่ีเกี่ยวกับผ๎ูฟงั ใหม๎ ากท่ีสุด เชนํ จานวนผูฟ๎ งั เพศ ระดับการศึกษา ความเชือ่ และคํานยิ ม ความสนใจของผู๎ฟัง เป็นตน๎ การวิเคราะห๑ผู๎ฟงั ลวํ งหนา๎ นอกจากจะไดน๎ าข๎อมลู มาเตรียมการพูด ใหเ๎ หมาะสมแลว๎ ผู๎พูดยงั สามารถนาข๎อมลู นน้ั มาใชใ๎ นการแก๎ปญั หาเฉพาะหน๎า ที่อาจจะเกิดขน้ึ ไดเ๎ หมาะสมกบั สถานการณด๑ ว๎ ย จดุ มงุํ หมายของการพูด โดยท่วั ไปแล๎ว การพูดจะมีจดุ มํงุ หมายที่สาคัญ ๆ อยูํ 3 ประการ 1. การพูดเพอื่ ใหค๎ วามรคู๎ วามเขา๎ ใจ การพูดเพ่ือจุดมํุงหมายนี้ เราได๎ฟงั อยูเํ ปน็ ประจาไมวํ าํ จะเป็นขําวสารจากวทิ ยุ โทรทัศน๑ หรือจากวงสนทนาใน ชีวติ ประจาวัน มจี ดุ มุํงหมายท่ีจะให๎ผ๎ฟู ังเกดิ ความร๎ูความเข๎าใจในเร่อื งที่ไมํเคยรู๎ ไมํเคยมีประสบการณห๑ รือมีความร๎ู ประสบการณ๑บ๎าง แตํกย็ งั ไมกํ ระจาํ งชัด การพดู ประเภทน้ี ไดแ๎ กํ การรายงาน การพูดแนะนา การบรรยาย การอธบิ ายการชแ้ี จง ดังตวั อยาํ งหัวข๎อเร่อื งท่ี พูดเพ่ือใหเ๎ กิดความรู๎ ความเข๎าใจ เชํน ทาอยาํ งไรจงึ จะเรยี นเกงํ และประสบความสาเรจ็ ภัยแล๎ง ทาไมราคาพืชผลทางการเกษตรจงึ ตกต่า งามอยาํ งไทย สงิ่ แวดล๎อมเปน็ พษิ 2. การพูดเพื่อโนม๎ นา๎ วใจ การพูดเพื่อโนม๎ นา๎ วใจ เป็นการพดู ทีม่ จี ุดมํุงหมายให๎ผ๎ฟู ังเชอ่ื และมคี วามคิดคล๎อยตาม ทาหรือไมํทาตามทีผ่ ู๎พูด ตอ๎ งการหรอื มีเจตนา ฉะนัน้ ผ๎ูพดู จะต๎องชแ้ี จง ให๎ผ๎ฟู งั เหน็ วํา ถา๎ ไมํเชื่อหรือปฏบิ ัติตาม ท่ีผพ๎ู ดู เสนอแลว๎ จะเกดิ โทษ หรอื ผลเสียอยํางไร การพูดชนิดนจ้ี ะประสบความสาเร็จได๎ดีมากน๎อยเพียงไรนน้ั ข้ึนอยํูกบั ตัวผู๎พดู เองวาํ มีบุคลกิ ภาพดีไหม มกี ารใช๎ ถ๎อยคาภาษาท่งี ํายแกํการเขา๎ ใจของกลุํมผฟ๎ู ังไหม และทีส่ าคัญ คือผู๎พูดจะตอ๎ งมีศิลปะและจติ วิทยาในการจูงใจ ผู๎ฟงั ได๎ เป็นอยาํ งดี การพดู เพ่ือโนม๎ น๎าวใจ จะเห็นตวั อยาํ งไดจ๎ ากการพูดเพ่ือหาเสียงในการเลือกตง้ั ไมํวาํ จะเพ่ือเปน็ หัวหน๎าชน้ั ผ๎แู ทนกลํมุ หรือองค๑การตาํ งๆ สมาชิกสภาผ๎ูแทนราษฎร (สส.) หรอื การพดู เพ่ือรณรงค๑ให๎ผูฟ๎ งั เลิกบุหร่ี หรอื ไมํกระทาส่งิ ใดส่ิงหนงึ่ เชนํ การพดู เพื่อให๎ชํวยกนั ประหยดั การใช๎น้ามัน ไฟฟูา นอกจากนี้การพูด เพ่ือโน๎มน๎าวใจจะนาไปใชม๎ ากใน ด๎านธรุ กิจการขาย การโฆษณาเพื่อใหผ๎ ู๎คนหันมานยิ มใช๎หรอื ซ้ือสนิ คา๎ ตนุ ตวั อยาํ งหวั ขอ๎ เรอื่ งทพ่ี ูดโนม๎ นา๎ วใจ บรจิ าคโลหติ ชํวยชีวิตมนุษย๑ มาเล้ยี งลกู ดว๎ ยนมมารดากันเถอะ ฟงั ดนตรเี ถอะชน่ื ใจ ชวํ ยทาเมอื งไทยให๎เป็นสีเขียวดกี วาํ ออกกาลงั กายวันละนดิ ชวี ติ แจมํ ใส เหรยี ญบาทมคี วามหมายเพื่อเดก็ ยากไรใ๎ นชนบท 3. การพูดเพอื่ ความบนั เทงิ การพดู เพ่ือจุดมํุงหมายนเ้ี ปน็ การพดู ที่มุงํ ให๎ผฟู๎ ัง เกดิ ความเพลิดเพลิน รนื่ เริง สนุกสนานผอํ นคลายความตึงเครียด ในขณะเดียวกันกแ็ ทรกเนอื้ หาสาระ ที่เป็นประโยชนแ๑ กํผูฟ๎ ังดว๎ ยผูพ๎ ูด จะต๎องเปน็ บุคคลท่มี องโลกในแงํดี มีอารมณ๑ขนั

หนา๎ ตาย้ิมแยม๎ แจํมใสไมเํ ป็นคนเครํงเครยี ดเอาจริงเอาจังเกินไป เพราะสงิ่ เหลาํ น้จี ะมีผลตํอการสร๎างบรรยากาศความ เปน็ กันเองให๎เกดิ ขึ้นได๎ ดงั จะเหน็ ได๎จากรายการตํางๆ ทางส่ือมวลชน ไมํวาํ จะเป็นวิทยุโทรทศั น๑ ตวั อยาํ งหวั ขอ๎ เรื่องทพ่ี ดู เพอ่ื ความบนั เทงิ เราจะได๎อะไรจากการฟังเพลงลกู ทงํุ ทาอะไรตามใจคือไทยแท๎ พดู ใครคดิ วําไมสํ าคัญ ทว่ี าํ รกั รกั นน้ั เป็นฉนั ใด หลกั การพูดทด่ี ี ผู๎พดู ทีต่ ๎องการสอ่ื ความเข๎าใจกบั ผ๎ฟู งั ให๎เกดิ ความสาเรจ็ ในการสงํ สารไดด๎ ีนนั้ ตอ๎ งคานงึ ถงึ หลักการพดู ดงั ตํอไปนี้ การออกเสยี งให๎ถกู ตอ๎ งตามหลกั ภาษา ได๎แกํ 1.1 การออกเสยี งสนั้ – ยาว ตาํ งกนั ความหมายก็ตํางกันไปด๎วย เชนํ เก๎า – ก๎าว , เขา๎ – ขา๎ ว , เทา๎ – ท๎าว ตวั อยาํ ง ก๎าวเท๎าไปเก๎าครั้ง เขาเดนิ เข๎าไปรับประทานขา๎ ว เขาบาดเจบ็ ทเ่ี ท๎า 1.2 การออกเสยี งคาหลายพยางคใ๑ หถ๎ กู ต๎องตามหลกั การออกเสยี ง คาบางคาออกเสยี งแบบอกั ษรนา เชนํ ดาริ อํานวํา ดา – หริ กนก อํานวํา กะ – หนก ดารัส อํานวาํ ดา – หรัด ปรอท อํานวาํ ปะ – หรอด ผลติ อํานวาํ ผะ – หลิด บางคาไมใํ ชํ คาสมาส แตอํ าํ นออกเสยี งตอํ เน่อื งแบบคาสมาส เชนํ ผลไม๎ อํานวาํ ผน – ละ – ไม๎ พลเมอื ง อํานวาํ พน – ละ – เมอื ง เทพเจ๎า อํานวาํ เทบ – พะ – เจา๎ ดาษดา อาํ นวํา ดาด – สะ – ดา คาบางคาไมนํ ยิ มออกเสยี งใหม๎ เี สยี งตอํ เนือ่ ง เชนํ ทิวทัศน๑ อาํ นวาํ ทิว – ทดั สัปดาห๑ อํานวํา สบั – ดา ดาษดืน่ อํานวํา ดาด – ดน่ื วติ ถาร อํานวาํ วิด – ถาน รสนยิ ม อาํ นวาํ รด – นิ – ยม คุณคํา อาํ นวาํ คุน – คาํ 1.3 ออกเสยี งใหถ๎ กู ต๎องตามความนยิ ม เชนํ กาเนิด อํานวาํ กา – เหนดิ ยมบาล อํานวํา ยม – มะ – บาน ชักเยอํ อํานวาํ ชกั – กะ – เยํอ เทศบาล อํานวํา เทด – สะ – บาน 1.4 ออกเสยี งคาควบกลา้ ร, ล, ว หรอื เปน็ อักษรนาใหช๎ ดั เจนถกู ตอ๎ ง เชนํ ตราด อาํ นวํา ตราดเป็น อกั ษรควบ

ตลาด อํานวาํ ตะ – หลาดเป็น อกั ษรนา จรงิ อํานวาํ จิงเปน็ อกั ษรควบไมแํ ท๎ ปรักหักพัง อาํ นวํา ปะ – หรกั – หัก – พังเป็นอักษรนา คาตอํ ไปนอี้ อกเสยี งแบบควบแทท๎ ัง้ หมด เชนํ ปรบั ปรุงเปลี่ยนปลง ปลาบปลื้ม ปลอดโปรํง พร๎อมเพรียง เพราะพร้ิง แพรวพราว เพลดิ เพลิน พลุกพลาํ น แกวงํ ไกว กวา๎ งขวาง ไขวคํ ว๎า คลุกเคล๎า คลาดเคล่ือน คลอนแคลน คาบางคาเปน็ คาเรยี งพยางคก๑ นั ไมํออกเสยี งแบบควบกลา้ เชนํ ปริญญา ออกเสียงวาํ ปะ – รนิ – ยา ปราชัย ออกเสยี งวาํ ปะ – รา – ไช ปรัมปราออกเสยี งวํา ปะ – รา – ปะ – รา ปรินิพพาน ออกเสยี งวาํ ปะ – ริ – นบิ – พาน 1.5 ไมคํ วรออกเสียงใหห๎ ว๎ นสน้ั ตดั คา หรอื รวั ลน้ิ จนฟงั ไมชํ ดั เจน โดยเฉพาะ คาหลายพยางค๑ เชนํ มหาวิทยาลัย ไมคํ วรออกเสียงวํา หมา – ลยั วิทยาลัย ไมํควรออกเสียงวาํ วดิ – ลยั ประกาศนยี บัตร ไมํควรออกเสยี งวํา ปะ – กาด – บัด กโิ ลเมตร ไมคํ วรออกเสยี งวาํ กิโล หรือ โล กิโลกรมั ไมคํ วรออกเสียงวํา กโิ ล หรอื โล สวัสดี ไมคํ วรออกเสยี งวํา หวัด – ดี ประธานาธิบดี ไมํควรออกเสียงวาํ ปะ – ธา – นา – ดี เฉลิมพระชนมพรรษา ไมคํ วรออกเสียงวํา ฉะ – เหลิม – ชน – สา 1.6 ไมคํ วรใชภ๎ าษาพดู ภาษาตลาด ภาษาสอื่ มวลชนหรือภาษาโฆษณา ในการพดู กบั คนทวั่ ไป ซงึ่ จะทาใหผ๎ ๎ฟู งั เขา๎ ใจ ยากและไมเํ หมาะสมกบั กาลเทศะและบุคคล เชนํ สาวคนน้ันจัดอยใูํ นวัยเอา๏ ะ ๆ รฐั ธรรมนญู ฉบับนอี้ ยูใํ นวยั ดกึ นายตารวจถูกเตะโดงํ ออกจากพื้นท่ี เขาวิ่งเตน๎ เพื่อขอยา๎ ยไปในทเี่ จริญ นายตารวจเตน๎ ถกู นสพ. คย๎ุ เบอ้ื งหลงั เจ๎าหนา๎ ที่บุกคุกลาปางหาข๎อมูลปรับปรุงเรือนจา 1.7 การออกเสยี งคาแผลง ควรออกเสยี งใหถ๎ กู ต๎องตามหลกั ภาษาและความนิยม เชนํ บาราศ ออกเสียงวํา บา – ราด บาราบ ออกเสียงวาํ บา – หราบ ตารวจ ออกเสียงวํา ตา – หรวด ผนวช ออกเสียงวํา ผะ – หนวด สาเรจ็ ออกเสียงวาํ สา – เหรด็ จาหนาํ ย ออกเสยี งวาํ จา – หนาํ ย แสดง ออกเสียงวาํ สะ – แดง ถลก ออกเสยี งวํา ถะ – หลก จรวด ออกเสยี งวาํ จะ – หรวด

หลกั การพูดทดี่ ีตอ๎ งคานงึ ถงึ การใชภ๎ าษา ต๎องเลือกใชถ๎ อ๎ ยคาทเี่ ข๎าใจงํายเหมาะสมกบั วัยของผ๎ูฟัง ผ๎ูพดู และผู๎ฟงั มจี ุดมุํงหมายตรงกนั ผู๎พูดมจี ุดมงํุ หมายทต่ี ๎องการส่อื ความหมายไปยงั ผ๎ฟู ังเพื่อให๎เข๎าใจเร่ืองราวตําง ๆ ผ๎ูฟัง ก็มคี วามตั้งใจฟังสงิ่ ทผ่ี พู๎ ูดสอื่ ความหมายให๎ ออกเสียงพดู ใหช๎ ดั เจน ดงั พอประมาณ อยาํ ตะโกนหรอื พูดคํอยเกนิ ไป สีหน๎า ทาํ ทางยิม้ แย๎มแจมํ ใส เป็นกันเอง ไมเํ ครงํ เครียด ทําทางในการยนื น่ัง ควรสงําผาํ เผย การใชท๎ าํ ทางประกอบการพูดกม็ คี วามสาคัญ เชํน การใชม๎ อื นิ้ว จะชวํ ยให๎ผู๎ฟัง เข๎าใจเร่ืองราวได๎งาํ ยยิ่งข้ึน ต๎องรกั ษามารยาทการพดู ให๎เครงํ ครัดในเร่ืองเวลาในการพูด พูดตรงเวลาและจบทันเวลา พดู เรอื่ งใกล๎ตวั ใหท๎ ุกคนร๎เู ร่ือง เปน็ เรอื่ งสนุกสนานแตํมสี าระ และพดู ดว๎ ยทําทางและกิรยิ านมุํ นวล เวลาพดู ตอ๎ งสบตา ผ๎ูฟังดว๎ ย ไมํควรพูดเร่อื งเช้ือชาติ ศาสนา การเมือง โดยไมํจาเป็น และไมํควรพูดแตํเร่ืองของตวั เอง ไมพํ ูดคาหยาบ นนิ ทาผ๎ูอ่ืน ไมํพูดแซงขณะผอู๎ ่ืนพดู อยํู และไมํชี้หนา๎ คูสํ นทนา มารยาทในการพดู การพูดทดี่ ีไมวํ าํ จะเป็นการพดู ในโอกาสใด หรอื ประเภทใด ผู๎พูดต๎องคานงึ ถึงมารยาทในการพูด ซ่ึงจะมีสวํ น สงํ เสริมให๎ผู๎พูดไดร๎ ับการชื่นชมจากผฟ๎ู ัง ซง่ึ จะชวํ ยใหป๎ ระสบผลสาเร็จในการพูด มารยาททสี่ าคัญของการพดู สรปุ ได๎ ดังนี้ พูดด๎วยวาจาสภุ าพ แสดงหนา๎ ตาท่ียมิ้ แย๎มแจํมใส ไมพํ ูดอวดตนขํมผ๎ูอ่นื และยอมรับฟงั ความคดิ ของผ๎ูอน่ื เปน็ สาคัญ ไมกํ ลําววาจาเสียดแทง ก๎าวร๎าวหรอื พูดขัดคอบคุ คลอื่น ควรใช๎วธิ ีทีส่ ุภาพเม่อื ต๎องการแสดงความคดิ เห็น รักษาอารมณ๑ในขณะพูดใหเ๎ ป็นปกติ ไมํนาเร่ืองสวํ นตวั ของผ๎ูอ่ืนมาพูด หากนาคากลําวของบคุ คลอ่ืนมากลําว ตอ๎ งระบนุ ามหรือแหลํงทม่ี าเป็นการใหเ๎ กยี รติบุคคลที่กลําวถึง หากพดู ในขณะที่ผ๎ูอื่นยงั พดู ไมํจบ ควรกลาํ วคาขอโทษ ไมพํ ูดคยุ กันข๎ามศีรษะผ๎ูอ่นื

ใบงานท่ี 1 เรอื่ ง การพดู วชิ า พท31001 ภาษาไทย ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย คาสง่ั ใหผ๎ ูเ๎ รียนแบงํ กลุํมละ 3-4 น รํวมกันสืบค๎นตัวอยํางนักพูดท่ีไดร๎ ับการยอมรับในชมุ ชน หรือ พิธกี รรายการทางวทิ ยแุ ละโทรทัศน๑ที่ประสบความสาเร็จ โดยให๎ศึกษาเกีย่ วกับประวตั สิ วํ นตัว ผลงานเดนํ และใหก๎ ลุํมรวํ มกันวิเคราะหว๑ ําบุคคลตวั อยํางท่ีศกึ ษามามีคุณสมบตั ิการพดู ท่ีดีอยํางไรบ๎าง นกั พูดชื่อ …………………………………………………………………………………………… ประวัติสวํ นตวั …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… ผลงานเดนํ …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… คณุ สมบตั นิ ักพูดทดี่ เี ป็นท่ยี อมรบั …………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………

ใบงานท่ี 2 เรอ่ื ง การโตว๎ าที ญัตต…ิ ……………………………………… วชิ า พท31001 ภาษาไทย ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ฝาุ ยเสนอ ประกอบดว๎ ย 1. หวั หน๎าทมี ช่อื ………………………………………………………………………………… 2. ทีมงานช่ือ……………………………………………………………………………………. 3. ทีมงานชอื่ ……………………………………………………………………………………. 4. ทมี งานชอ่ื ……………………………………………………………………………………. ฝาุ ยคา๎ น ประกอบดว๎ ย ………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………. ………………………………………………………………………………………………. ……………………………………………………………………………………………… พิธกี ร …………………………………………………………………………………………………… ผฟู๎ งั 1. ………………………………………………………………………………………………... 2. ………………………………………………………………………………………………... 3. ………………………………………………………………………………………………… 4. ………………………………………………………………………………………………... 5. ………………………………………………………………………………………………... ผส๎ู งั เกตการณ๑ 1. ………………………………………………………………………………………………... 2. ………………………………………………………………………………………………... 3. ………………………………………………………………………………………………… 4. ………………………………………………………………………………………………... 5. ………………………………………………………………………………………………...

เกณฑ๑การประเมนิ การฟงั การดูและการพดู กจิ กรรม…………………………………………………………. ท่ี ชอ่ื -สกลุ คะแนน ความถใี่ น กระบวนการที่ การใชภ๎ าษา การแสดง การจับ รวม การรวํ ม ดี ทีเ่ หมาะสม กิรยิ า ใจความสรปุ แสดงความ ทาํ ทาง ความ คดิ เห็น หมายเหตุ รายละเอียดของเกณฑ๑ให๎คะแนนและอัตราสวํ นคะแนนสามารถปรบั เปล่ยี นได๎

แผนการจดั การเรยี นร๎ู ระดับมธั ยมศกึ ษาตอ สาระความร๎ูพนื้ ฐาน รายวชิ า ภาษาไทย รหสั พ กศน.ตาบลวงั โบสถ๑ กศน.อาเภอหนอง ครงั้ ที่ เรือ่ ง/สาระสาคัญ ผลการเรยี นรู๎ทคี่ าดหวงั ครั้งที่ ๓ ( วตั ถปุ ระสงค๑ ) ๒๔ 1. ตคี วาม แปลความ และขยาย 1. หลกั การตคี วาม แปล 1. ขน้ั กาหนดสภ มถิ นุ ายน ๒๕๖๔ ความเรื่องที่อําน ความและขยายความ 1.1 ครแู ละผ๎ูเร 2. วิเคราะห๑ วจิ ารณ๑ความ 2. การอํานบทประพนั ธ๑ ของวรรณคดี วร สมเหตุสมผล การลาดับ ท่ไี พเราะท้ังรอ๎ ยแก๎ว 1.2 ครูอธิบายถ ความคิดและความเปน็ ไปได๎ รอ๎ ยกรอง รวมทง้ั การวเิ ครา ของเรื่อง ท่ีอําน 3. ความหมายของ - ยกตัวอยาํ งบท 3. อธิบายความหมายของภาษา วรรณคดี วรรณกรรม - จดั ทาเป็นรายง ถนิ่ สานวน สุภาษิตที่ปรากฏ ปัจจบุ ันและวรรณกรรม 2.2 ศึกษาวรรณ ในวรรณคดี วรรณกรรม ทอ๎ งถน่ิ กลํมุ ผเ๎ู รียน 4-6 ปัจจบุ ัน วรรณกรรมท๎องถ่ิน 4. การอาํ นในวรรณคดี เรอ่ื ง ในประเดน็ 4. อธบิ ายคุณคําวรรณคดี เรื่อง ขุนชา๎ ง ขุนแผน - ประวัติและลกั วรรณกรรมปจั จุบนั พระอภยั มณี อิเหนา -วเิ คราะห๑วจิ ารณ และวรรณกรรมทอ๎ งถนิ่ นทิ านเวตาล - ยกตวั อยาํ ง วร นริ าศพระบาท - จัดทาเปน็ รายง 2.3 ศึกษาวรรณ ผ๎ูเรียนไปสบื เสา เก่ยี วพันกับวถิ ชี วี แลว๎ นาเร่ืองเหลาํ นาเสนอหน๎าช้นั เป็นวทิ ยากร บร รางวัล วรรณกร รวมท้ังตรวจสอบ

อนปลาย ภาคเรยี นที่ ๑ ปกี ารศึกษา 2564 พท ๓๑๐๐๑ จานวน ๒๐๐ ชว่ั โมง ๕ หนวํ ยกติ งไผํ สานกั งาน กศน.จงั หวัดเพชรบรู ณ๑ กิจกรรมการเรยี นรู๎ สือ่ การวดั ผลและ แหลํงเรยี นรู๎ ประเมนิ ผล ภาพปัญหาความตอ๎ งการในการเรยี นร๎ู - พจนานกุ รมไทย - สงั เกตการซกั ถาม รียนรํวมกันสร๎างความเขา๎ ใจเกยี่ วกับความสาคญั ฉบับ และการมสี วํ นรวํ ม รรณกรรมปจั จุบันและวรรณกรรมทอ๎ งถน่ิ ราชบัณฑิตยสถาน ในการเรยี นร๎ูของ ถึงหลักการตีความ แปลความและขยายความ - แผนภมู กิ ารอําน ผ๎ูเรียน าะหว๑ จิ ารณ๑เร่ืองที่อาํ น ออกเสยี งท่ีถูกต๎อง - สงั เกตการวาง ทกลอน วรรคทองในวรรณคดที ีช่ อบ - แผนภาพ แผนการทางาน งานพร๎อมนาเสนอหน๎าช้ันเรียน ความคิด รวมกัน ณกรรมทไ่ี ด๎รบั รางวลั เชนํ รางวัลซีไรท๑ และจดั - หนงั สือเรยี น 6 คน เลือกศึกษาวรรณกรรมทช่ี อบจานวน 1 หมวดวชิ า นตําง ๆ ดังน้ี ภาษาไทย มปลาย กษณะของเร่อื งท่อี าํ น - ใบงาน ขอให๎ครู ณต๑ ัวละครสาคญั แนวคดิ คาํ นยิ มและคณุ คําตํางๆ กศน. ตัดขาํ ว รรคทองในวรรณกรรมท่ีชอบ ขอ๎ ความ งานพร๎อมนาเสนอหนา๎ ชน้ั เรียน ณกรรมทอ๎ งถนิ่ และจัดกลุมํ ผูเ๎ รียน 4-6 คน ให๎ าะหาเร่ืองเลาํ นยิ าย นิทาน ตานาน ท่มี ีเน้ือหา วติ ของคนในชุมชน จากผสู๎ ูงอายใุ นชมุ ชน านน้ั มาเรียบเรยี งเปน็ ลายลักษณ๑อกั ษรและ นเรยี น หากเป็นไปได๎อาจเชญิ ผเู๎ ชย่ี วชาญ ผู๎ร๎ู มา รรยายเกย่ี วกับวรรณคดีไทยวรรณกรรมท่ีได๎รับ รรมทอ๎ งถ่นิ ผเ๎ู รยี นฟังวทิ ยากร จดบนั ทกึ ซักถาม บความถูกต๎องของผลงาน

ใบความร๎ู เร่ืองเทคนคิ การอาํ น วชิ า พท 31001 ภาษาไทย ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย การอาํ น คือ การรับร๎ูความหมายจากถ๎อยคาท่ีตีพิมพ๑อยใูํ นสิ่งพิมพห๑ รือในหนงั สือ เป็นการรบั รวู๎ าํ ผู๎เขยี นคิดอะไรและ พูดอะไร โดยเริ่มต๎นทาความเขา๎ ใจถ๎อยคาแตลํ ะคาเขา๎ ใจวลี เขา๎ ใจประโยค ซ่ึงรวมอยใํู นยํอหนา๎ เข๎าใจแตลํ ะยํอหน๎า ซ่ึงรวมเป็นเร่ืองราวเดยี วกัน การอํานเปน็ การบรโิ ภคคาที่ถูกเขียนออกมาเป็นตัวหนังสือหรอื สัญลักษณ๑การอาํ นโดยหลกั วทิ ยาศาสตร๑ เริ่มจากการ ท่ีแสงตกกระทบทีส่ ือ่ และสะท๎อนจากตวั หนังสือผาํ นทางเลนส๑นยั น๑ตาและประสาทตาเข๎าสูํเซลลส๑ มองไปเป็น ความคดิ (Idea) ความรบั รู๎ (Perception) และกํอให๎เกิดความจา (Memory) ทัง้ ความจาระยะสน้ั และความจาระยะ ยาว กระบวนการอาํ น มี 4 ข้นั ตอน คอื ขนั้ แรก การอํานออก อํานได๎ หรอื อํานออกเสยี งไดถ๎ ูกต๎อง ขั้นท่สี อง การอํานแลว๎ เข๎าใจ ความหมายของคา วลี ประโยค สรุปความได๎ ขน้ั ท่ีสาม การอาํ นแล๎วรจ๎ู กั ใช๎ความคดิ วิเคราะห๑ วิจารณ๑และออกความเหน็ ในทางที่ขัดแย๎งหรือเหน็ ด๎วยกับผเ๎ู ขียน อยํางมเี หตผุ ล ข้นั สุดทา๎ ยคือการอาํ นเพอ่ื นาไปใช๎ ประยกุ ตใ๑ ชใ๎ นเชงิ สร๎างสรรค๑ ดังนน้ั ผ๎ูที่อํานไดแ๎ ละอาํ นเป็นจะต๎องใชก๎ ระบวนการ ทัง้ หมดในการอาํ นทีก่ ํอใหเ๎ กดิ ประโยชนส๑ ูงสดุ โดยการถํายทอดความหมายจากตัวอักษรออกมาเปน็ ความคิด และ จากการคิดทีไ่ ดจ๎ ากการอํานผสมผสานกับประสบการณ๑เดมิ และสามารถความคดิ น้ันไปใช๎ประโยชน๑ตอํ ไป คุณคาํ ของการอาํ น วัตถุประสงค๑ในการอํานของแตํละบุคคลยํอมแตกตํางกันออกไป เชํน อํานเพื่อความรู๎ อํานเพ่ือให๎เกิดความคิด อําน เพื่อความเพลิดเพลิน อํานเพ่ือความจรรโลงใจ เป็นต๎น ซึ่งผู๎อํานจาเป็นต๎องทราบจุดมุํงหมายของการอํานน้ันๆ ไว๎ กํอนการอํานทุกคร้ัง อยํางไรก็ตามการอํานมีความสาคัญตํอชีวิตที่ชํวยให๎เกิดการเรียนรู๎ตลอดชีวิต เป็นการชํวยให๎ ได๎รับข๎อมูลขําวสารเพ่ือประกอบการตัดสินใจในชีวิตประจาวัน การอํานมีความจาเป็นตํอการศึกษาเลําเรียน ท้ังใน ระบบและนอกระบบ คนท่ีเรียนหนังสือเกํงมักจะเป็นคนท่ีอํานหนังสือเกํง เพราะการอํานชํวยให๎ได๎รับความร๎ูและ ความเข๎าใจที่จะทาให๎ประสบความสาเร็จ และสามารถศึกษาตํอในระดับสูงได๎ การอํานมีคุณคําตํอมนุษย๑ เน่ืองจาก เป็นการสนองความต๎องการของมนษุ ย๑ ทาใหม๎ นษุ ย๑เกิดความร๎ู ยกระดับสติปัญญาให๎สูงขึ้น ทาให๎มนุษย๑เกิดความคิด สร๎างสรรค๑ พัฒนาความคิดให๎ก๎าวหน๎า สํงผลตํอการพัฒนาในอาชีพ ทาให๎มนุษย๑ทันตํอเหตุการณ๑ ได๎รับความร๎ูเพ่ิม ชวํ ยอานวยความสะดวกในชีวติ ประจาวัน ชํวยให๎มนุษย๑สามารถแก๎ไขปัญหาตํางๆ และสามารถดารงชีวิตในสังคมได๎ ชวํ ยพัฒนาจิตใจให๎งอกงาม ชํวยขจัดความทุกข๑ ความเศร๎าหมอง การอํานทาให๎เกิดความเข๎าใจ ความรํวมมือในการ อยํรู ํวมกันในสังคม เป็นการใชเ๎ วลาวาํ งใหเ๎ ป็นประโยชนไ๑ ดร๎ ับความเพลิดเพลินและพักผํอนหยํอนใจ การเตรียมพรอ๎ มเพอื่ การอาํ น การอํานจะดาเนนิ ไปได๎ดีเพียงใดขึน้ อยํูกับส่ิงแวดลอ๎ มทางกายภาพและองค๑ประกอบทอี่ ยูํ ภายในราํ งกาย การอํานทํามกลางบรรยากาศและสง่ิ แวดล๎อมท่เี หมาะสม จะนามาซึ่งประสิทธแิ ละประสิทธิผลในการ อาํ น ทง้ั น้คี วรคานึงถงึ 1. การจดั สถานที่และสง่ิ แวดล๎อม สถานท่ีทเี่ หมาะกับการอํานควรมคี วามเงียบสงบ ตดั สง่ิ ตํางๆ ที่รบกวนสมาธิ ออกไป มีอณุ หภูมิและแสงสวํางท่ีเหมาะสม มโี ต๏ะทม่ี ีความสงู พอเหมาะและเก๎าอี้ท่ีนงั่ สบายไมํนมุํ หรือแข็งจนเกินไป

2. การจดั ทําของการอาํ น ตาแหนํงของหนังสอื ควรอยหูํ ํางประมาณ 35-45 เซนตเิ มตร และหน๎า หนงั สือจะต๎องตรงอยํูกลางสายตา ควรนงั่ ใหห๎ ลังตรงไมคํ วรนอนอําน ทัง้ น้เี พื่อใหส๎ มองได๎รับเลือดไปหลํอเลี้ยงอยําง เตม็ ท่ี ก็จะทาให๎เกดิ การตนื่ ตัวตํอการรบั รู๎ จดจา และอํานไดน๎ าน 3. การจดั อุปกรณช๑ วํ ยในการอาํ น การอํานอาจมอี ุปกรณ๑ท่ีจาเปน็ เชนํ กระดาษสาหรับบันทึกดินสอ ปากกา ดนิ สอสี 4. การจดั เวลาท่ีเหมาะสม สาหรับนักศึกษาที่ต๎องมีการทบทวนบทเรียนควรอาํ นหนงั สือในชวํ งท่เี หมาะสมคอื ชวํ งที่ท่ี ไมดํ ึกมาก คือ ต้ังแตํ 20.00 - 23.00 น. เน่อื งจากรํางกายยงั ไมํออํ นล๎าเกินไปนัก หรืออาํ นในตอนเช๎า 5.00- 6.30 น. หลังจากทีร่ าํ งกายไดร๎ บั การพักผอํ นอยํางเพยี งพอ ทั้งนใ้ี นการอํานแตํละคร้ังไมคํ วรเกนิ 50 นาทแี ละให๎ เปลี่ยนแปลงอิรยิ าบถสัก 10 นาทกี ํอนลงมอื อํานตํอไป 5. การเตรียมตนเอง ได๎แกํ การทาจิตใจให๎แจํมใส มีความมุํงมั่น มีความตั้งใจ และมีสมาธิในการอําน นอนหลับ พกั ผํอนให๎เพียงพอ มสี ุขภาพสายตาท่ีดี ตดั ปัญหารบกวนจิตใจใหห๎ มด การแบงํ เวลาให๎ถูกต๎อง และมีระเบียบวินัยใน ชีวติ โดยใหเ๎ วลาแตํละวันฝกึ อํานหนงั สอื และพยายามฝึกทักษะใหมํๆ ในการอําน เชํน ทักษะการอํานเร็วอยํางเข๎าใจ เป็นต๎น การเลอื กสรรวสั ดกุ ารอาํ น การเลือกสรรวสั ดุการอําน ข้นึ อยํกู ับจดุ มํงุ หมายหรือวัตถปุ ระสงค๑ของการอําน เชนํ การอํานเพอ่ื การศึกษา การอาํ น เพอ่ื หาขอ๎ มูลประกอบการทางาน การอาํ นเพ่ือความเพลิดเพลิน การอาํ นเพ่ือฆําเวลา การรจ๎ู กั เลอื กวสั ดกุ ารอํานท่ีมี ประโยชนจ๑ ะชวํ ยใหผ๎ อ๎ู ํานได๎รับประโยชน๑ตามเปูาหมาย การเลือกสรรวัสดกุ ารอาํ นมีความสมั พันธ๑กบั การเลอื กใช๎ ทรัพยากรสารนิเทศในห๎องสมุด เชํน การอาํ นเพ่ือความร๎ู เชํน ตาราวิชาการ การอํานเพื่อความบนั เทิงใจ การอํานเพ่ือเป็นกาลังใจ เสริมสรา๎ งปญั ญา เชํน หนังสอื จิตวิทยา หนังสือธรรมะ การอํานเพื่อใชเ๎ วลาวาํ งให๎เป็นประโยชน๑ เมือ่ เลือกวสั ดุการอํานหรอื หนังสือได๎แล๎ว ก็จะต๎องกาหนดวําต๎องการอะไรข๎อมลู ในลักษณะใดจากหนังสือเลํมนั้น ขอบเขตของข๎อมูลในลักษณะกว๎างหรอื แคบแตํลึกซ้ึง ทง้ั น้เี พือ่ กาหนดรูปแบบการอํานเพ่ือความต๎องการตอํ ไป การกาหนดจดุ มงุํ หมายการอาํ น การร๎ูความมุํงหมายในการอํานเปรยี บเหมอื นการร๎ูจดุ หมายปลายทางของการเดนิ ทาง ทาให๎สามารถเตรียมพร๎อม สาหรับสถานการณ๑ตํางๆ และเดนิ ทางไปสูํทห่ี มายได๎ นักอํานที่ดคี วรมจี ุดมงุํ หมายวาํ ตอ๎ งการอํานเพ่ืออะไร เพอ่ื จะได๎ กาหนดวธิ อี ํานไดเ๎ หมาะสม การอาํ นเพ่ือการศึกษาค๎นคว๎าและทารายงาน มีจุดมงุํ หมายดังนี้ 1. อํานเพ่ือความร๎พู น้ื ฐาน เป็นการอาํ นเพ่ือรู๎เรือ่ งโดยสังเขป หรอื เพ่ือลกั ษณะของหนังสือ เชนํ การอํานเพ่ือ รวบรวมสงิ่ พมิ พ๑ทจ่ี ะใช๎ในการค๎นคว๎าและเขียนรายงาน 2. อาํ นเพอ่ื รวบรวมข๎อมลู เป็นการอาํ นใหเ๎ ขา๎ ในเนื้อหาสาระ และจัดลาดับความคิดได๎ เพอ่ื สามารถรวบรวม และ บนั ทึกข๎อมลู สาหรับเขียนรายงาน 3. อํานเพ่ือหาแนวคิด หมายถึง การอาํ นเพื่อรวู๎ าํ ส่งิ ท่ีอํานนั้นมแี นวคดิ หรือสาระสาคัญอยาํ งไร จะนาไปใชป๎ ระโยชน๑ ได๎หรอื ไมํ ในลักษณะใด เชนํ การอาํ นบทความ และสารคดีเพือ่ หาหัวข๎อสาหรับเขยี นโครงราํ งรายงาน 4. อํานเพอ่ื วิเคราะห๑หรือวจิ ารณ๑ คอื การอํานเพื่อให๎เข๎าใจลึกซ้ึงพอทีจ่ ะนาความร๎ูไปใช๎ หรือแสดงข๎อคิดเห็นเกีย่ วกบั เรอ่ื งท่ีอาํ นได๎ เชนํ การอํานบทความที่แสดงความคิดเหน็ การอาํ นตารางและรายงาน

วธิ กี ารอาํ นทเ่ี หมาะสม การอํานมีหลายระดับและมีวิธีการตํางๆ ตามความมํุงหมายของผู๎อําน และประเภทของสื่อการอําน การอํานเพื่อ การศึกษา ค๎นคว๎าและเขียนรายงาน อาจใช๎วิธีอํานตําง ๆ เชํน การอํานสารวจ การอํานข๎าม การอํานผําน การอําน จับประเดน็ การอํานสรุปความ และการอาํ นวเิ คราะห๑ ซึ่งมรี ายละเอยี ดดังนี้ การอํานสารวจ คือ การอํานข๎อเขียนอยํางรวดเร็ว เพื่อร๎ูลักษณะโครงสร๎างของข๎อเขียน สานวนภาษา เนื้อเร่ือง โดยสังเขป เป็นวิธีอํานที่เป็นประโยชน๑อยํางยิ่งในการเลือกสรรส่ิงพิมพ๑ สาหรับใช๎ประกอบการค๎นคว๎า หรือการหา แนวเร่ืองสาหรับเขียนรายงาน และรวบรวมบรรณานุกรมในหัวขอ๎ ทเ่ี ขยี นรายงาน การอํานขา๎ ม เป็นวิธีอํานอยํางรวดเรว็ เพื่อเขา๎ ใจเน้อื หาของข๎อเขยี น โดยเลอื กอํานข๎อความบางตอน เชํน การอํานคา นา สาระสงั เขป บทสรุป และการอาํ นเน้ือหาเฉพาะตอนทตี่ รงกับความต๎องการ เปน็ ตน๎ การอาํ นผาํ น เป็นการอํานแบบกวาดสายตา (Scanning Reading) โดยผูอ๎ าํ นจะทาการกวาดสายตาอยาํ งรวดเรว็ ไป ยังส่งิ ทเ่ี ป็นเปาู หมายในข๎อเขยี น เชํน คาสาคัญ ตวั อักษร หรอื สัญลกั ษณ๑ แล๎วอํานรายละเอยี ดเฉพาะท่ีเกย่ี วกับสิง่ ท่ี ตอ๎ งการ เชนํ การอํานเพือ่ คน๎ หาชื่อในพจนานุกรม และการอาํ นแผนที่ การอาํ นจบั ประเดน็ หมายถึง การอาํ นเรื่องหรือข๎อเขยี นโดยทาความเข๎าใจสาระสาคัญในขณะทอ่ี าํ น มกั ใช๎ในการ อาํ นข๎อเขยี นที่ไมํยาวนกั เชนํ บทความ การอํานเร็วๆ หลายครั้งจะชํวยให๎จบั ประเด็นได๎ โดยการอํานมีเทคนคิ คือ ต๎องสงั เกตคาสาคัญ ประโยคสาคญั ที่มีคาสาคัญ และทาการยํอสรปุ บันทึกประโยคสาคญั ไว๎ เพอื่ ใชป๎ ระโยชน๑ตํอไป การอาํ นสรปุ ความ หมายถึง การอาํ นโดยสามารถตคี วามหมายสิง่ ทีอ่ ํานได๎ถูกต๎องชดั เจนเข๎าใจเร่อื งอยาํ งดี สามารถ แยกสวํ นท่สี าคญั หรือไมสํ าคัญออกจากกัน รูว๎ ําสวํ นใดเปน็ ข๎อเท็จจริง หรือข๎อคิดเห็น สวํ นใดเป็นความคิดหลัก ความคดิ รอง การอํานสรปุ ความมสี องลักษณะคือ การสรุปแตํละยํอหนา๎ หรือแตํละตอน และสรปุ จากท้ังเรื่อง หรือ ทั้งบท การอํานสรปุ ความควรอยาํ งอยาํ งครําว ๆ ครั้งหนึ่งพอใหร๎ ู๎เรอื่ ง แล๎วอํานละเอียดอีกครั้งเพื่อเขา๎ ใจเร่ืองอยํางดี หลักจากนน้ั ต้ังคาถามตนเองในเร่อื งท่ีอาํ นวาํ เก่ียวกบั อะไร มีเรอ่ื งราวอยํางไร แล๎วเรยี บเรียงเนื้อหาเปน็ สานวนภาษา ของผ๎สู รปุ การอาํ นวเิ คราะห๑ การอาํ นเพื่อค๎นคว๎าและเขยี นรายงานโดยท่วั ไปตอ๎ งมกี ารวิเคราะห๑ความหมายของข๎อความ ทง้ั น้ี เพราะผู๎เขียนอาจใชค๎ าและสานวนภาษาในลักษณะตาํ ง ๆ อาจเป็นภาษาโดยตรงมีความชัดเจนเขา๎ ใจงาํ ย ภาษา โดยนัยทีต่ ๎องทาความเขา๎ ใจ และภาษาทมี่ ีความหมายตามอารมณแ๑ ละความร๎สู กึ ของผู๎เขยี น ผอ๎ู ํานทมี่ ีความร๎เู รื่อง คาศัพท๑และสานวนภาษาดี มีประสบการณ๑ ในการ อํานมากและมีสมาธิในการอํานดี ยอํ มสามารถวเิ คราะหไ๑ ดต๎ รง ความหมายทีผ่ เ๎ู ขยี นต๎องการส่ือ และสามารถเข๎าใจเร่ืองที่อํานได๎ดี

ใบงานท่ี 3 เร่อื ง วรรณกรรมปจั จบุ นั วชิ า พท 31001 ภาษาไทย ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย คาสงั่ ใหนักเรยี นรวบรวมขาํ วการเคลือ่ นไหวของวรรณกรรมปจั จุบัน โดยเฉพาะการประกวดวรรณกรรมของ หนํวยงานตาํ ง ๆ แลว๎ ทาปฏทิ ินความเคลือ่ นไหววรรณกรรมนาเสนอตํอกลมุํ ปฏทิ นิ การเคลือ่ นไหววรรณกรรม วัน/เดือน/ปี วรรณกรรม สถานทจ่ี ัดกจิ กรรม ลงชื่อ………………………………………………………ผ๎ูรวบรวมข๎อมูล (…..…………………………………………………..)

ใบงาน 4 สนุกกบั วรรณกรรมไทย วชิ า พท 31001 ภาษาไทย ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 1. ใหผ๎ ๎ูเรยี นแบํงกลมุํ กลํมุ ละ 4- 6 คน 1.1 ศกึ ษา“วรรณคดไี ทย”ท่ีชอบจานวน จานวน 1 เรือ่ ง จากขุนช๎าง ขุนแผน พระอภยั มณี อเิ หนา นิทานเวตาล นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง รํายยาว มหาเวสสันดรชาดก มัทนพาธา พระมหาชนก (ทศชาตชิ าดก) ในประเดน็ ตาํ ง ๆ ดงั นี้ - ประวัตแิ ละลกั ษณะของเร่ืองทีอ่ าํ น - วเิ คราะห๑วิจารณต๑ วั ละครสาคัญของเรอื่ งที่อําน - แนวคิด คาํ นยิ มและคุณคาํ ตําง ๆ - ยกตัวอยํางบทกลอน วรรคทองในวรรณคดีท่ีชอบ - จดั ทาเป็นรายงานพร๎อมนาเสนอหนา๎ ชั้นเรยี น 1.2 ศึกษาวรรณกรรมท่ไี ดร๎ ับรางวัล เชํน รางวลั ซไี รท๑ และจดั กลุมํ ผ๎ูเรยี น 4-6 คน เลอื กศึกษาวรรณกรรมทชี่ อบ จานวน 1 เร่อื ง ในประเด็นตําง ๆ ดงั นี้ - ประวัติและลกั ษณะของเรื่องท่ีอาํ น - วิเคราะห๑วจิ ารณ๑ตัวละครสาคญั ของเรือ่ ง - แนวคิด คาํ นยิ มและคุณคาํ ตําง ๆ - ยกตัวอยาํ ง วรรคทองในวรรณกรรมทีช่ อบ - จดั ทาเปน็ รายงานพร๎อมนาเสนอหน๎าชั้นเรียน 2. ศึกษาวรรณกรรมท๎องถ่ินและจดั กลุํมผ๎ูเรียน 4-6 คน ใหผ๎ ๎เู รยี นไปสืบเสาะหาเร่ืองเลํา นิยาย นิทาน ตานาน ทีม่ ี เนื้อหาเกย่ี วพันกับวถิ ีชวี ติ ของคนในชุมชน จากผ๎ูสูงอายุในชุมชนแลว๎ นาเรอ่ื งเหลาํ น้นั มาเรียบเรยี งเป็นลายลักษณ๑ อกั ษรและนาเสนอหนา๎ ชนั้ เรยี น 3. ให๎ผ๎เู รยี นนาผลงานวรรณคดีไทย วรรณกรรม วรรณกรรมท๎องถน่ิ ที่แตํละกลํุมได๎รับมอบหมายให๎ไปศึกษานามา จดั ทาเปน็ รปู เลมํ ให๎สวยงามเพือ่ เผยแพรํในห๎องสมดุ ประชาชน

เรยี นร๎ู ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย สาระความรพ๎ู นื้ ฐาน รายวชิ า ภาษาไทย รหสั พ กศน.ตาบลวงั โบสถ๑ กศน.อาเภอหนอง ครง้ั ท่ี เรือ่ ง/สาระสาคัญ ผลการเรยี นร๎ทู ค่ี าดหวงั ครั้งที่ ๔ (วัตถปุ ระสงค)๑ ๑ 1. เขยี นแผนภาพความคิด 1. การเขียนแผนภาพความคิด 1. ข กรกฎาคม ๒๕๖๔ เขียนยํอความ เรียงความ 2. การเขียนยํอความ 1.1 จดหมาย เขยี นอธิบาย 3. การเขียนเรียงความ เขยี น ชีแ้ จง โน๎มนา๎ วใจ แสดง 4. การเขยี นจดหมาย 1.2 ทัศนะและการเขยี นเชิง 5. การเขียนอธบิ าย ผลงา สรา๎ งสรรค๑ โดยใช๎หลักการ 6. การเขยี นชแ้ี จง โน๎มน๎าวใจ 2. ข เขียนและโวหารตาํ ง ๆ ได๎ 7. การเขียนแสดงทศั นะ 2.1 ถกู ต๎องตามอกั ขระวิธีและ 8. การเขียนคาขวัญ โครง ระดับภาษา 9. การเขยี นคาโฆษณา กลุมํ 3. การกรอกแบบพิมพ๑ 10. หลักการเขยี นโวหารแบบตาํ ง ๆ กลุํม ประเภทตําง ๆ ไดถ๎ ูกตอ๎ ง 11. การเขียนพรรณนาและการ กลมุํ 4. ปฏิบัตติ นเป็นผมู๎ ี เขยี นบรรยายเหตกุ ารณ๑ กลมุํ มารยาทในการเขยี นและมี 12. หลักการเขียนรายงานทาง กลุํม การจดบันทึกอยําง วิชาการ 1. ให สม่าเสมอ 13. หลักการเขยี นอา๎ งองิ (รูปล 14. การกรอกแบบพิมพ๑ประเภทตาํ ง 2. น ๆ เชํน กรอกใบสมัครงาน กรอกใบ รวํ มก สมคั รเรยี น กรอกใบคาร๎องตําง ๆ ปรับ 15. การปฏิบัตติ นเป็นผ๎มู มี ารยาท 3. เ ในการเขียนและมีนิสัยรักการเขียน วิทย ผลงา

ย ภาคเรยี นท่ี ๑ ปีการศกึ ษา 2564 พท ๓๑๐๐๑ จานวน ๒๐๐ ชว่ั โมง 5 หนวํ ยกติ งไผํ สานกั งาน กศน.จงั หวดั เพชรบรู ณ๑ กิจกรรมการเรยี นรู๎ ส่ือ การวดั ผลและ แหลํงเรยี นรู๎ ประเมนิ ผล ขัน้ กาหนดสภาพปัญหาความตอ๎ งการในการเรยี นร๎ู ๑. หนังสอื วิธกี ารประเมนิ ครูและผูเ๎ รียนรํวมกันสร๎างความเข๎าใจเกย่ี วกับหลักการ เรยี นวชิ า ผเ๎ู รียนโดยใช๎ นประเภทตาํ ง ๆ ภาษาไทย การสงั เกต 2 ครแู ละผูเ๎ รียนรํวมกนั กาหนดวธิ กี ารเรยี นและจัดทา พท ๓๑๐๐๑ การสอบถาม านการเรยี นรูต๎ ามเนื้อหาทก่ี าหนด ๒. สื่อ ใบความรู๎ ขนั้ แสวงหาขอ๎ มูลและจัดการเรียนรู๎ Internet จดั กลุํมผ๎ูเรียนกลุํมละ 4-6 คน ใหผ๎ เ๎ู รียนเลอื กทา ๓.ใบงาน งงานตามความสนใจ บตั รคา มที่ 1 การจัดทาวารสารชมุ ชน มที่ 2 การเขยี นบทความ/สารคดี มที่ 3 การเขยี นคาขวัญ มท่ี 4 การเขียนข๎อความโฆษณาและประชาสมั พนั ธ๑ มที่ 5 การเขยี นแผนภาพความคิด ห๎แตํละกลํุมศึกษาแนวการเขียนลักษณะตาํ ง ๆ ลกั ษณ๑ เนื้อหา กลุมํ เปาู หมาย ฯลฯ) นาเสนอยกรํางผลงานท่จี ดั ทาขน้ึ กับเพ่ือน ๆ แลว๎ ให๎เพ่ือน กันประเมินพร๎อมทัง้ ใหเ๎ หตุผลและแนวทางในการ บปรงุ และพฒั นาให๎ดีขึ้น เชญิ ผู๎เชย่ี วชาญหรือผู๎รม๎ู าเปน็ วทิ ยากรบรรยาย ผ๎เู รยี นฟงั ยากร จดบนั ทึก ซักถามรวมท้ังตรวจสอบความถูกตอ๎ งของ าน

ใบความรู๎ ตวั อยาํ ง เร่ือง เทคนคิ การเขยี น จาก อ.ชมยั ภร วชิ า พท 31001 ภาษาไทย ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 1. มใี จรกั ในการอํานและการเขียน ถา๎ ไมํรักจรงิ ทาไมํได๎ 2. มี จินตนาการในการเขยี น อ.เลาํ วํา มีนวนิยายเรอ่ื งหนง่ึ นางเอกเป็นสาวอกั ษร ผิวเหลืองๆ พอ อาจารย๑เรียนอักษรก็เจอเพื่อนทีม่ ีลกั ษณะคล๎ายๆกบั นางเอกในนิยาย เลยเรียกชื่อเพื่อนด๎วยชื่อนางเอกคนนัน้ ซะ เลย นั่นคอื อาการ \"อนิ \" กบั เนอื้ เร่ืองอยํางหน่งึ การเขยี นนน้ั ตอ๎ งมจี ินตนาการด๎วย 3.ชาํ งสงั เกตจา ไดว๎ าํ เราเคยอําน สวสั ดขี า๎ งถนน ท่ีอาจารย๑เขยี นเรื่องหมา อาจารย๑บอกวาํ สงั เกตวําหมามักจะ ผกู พันกับตัว ง งู (ฮํง โบ๐ง อะไรกว็ าํ ไป เสียงร๎องอะ) เลยให๎หมาในเรอื่ งร๎องวํา \"เงยํ \" เวลาไมํพอใจ (เป็นคาท่ีเรา สะดดุ ตาจนทุกวันน)้ี อาจารย๑บอกวาํ เปน็ \"ฉิบหาย\" ในภาษาหมาไปโนํน (ฮา) การใหร๎ ายละเอยี ดในงานเขยี นก็สาคัญ สงั เกตแลว๎ เอามาเขียน เขยี นโดยใชส๎ มั ผัสท้ัง 5 ให๎ละเอยี ดที่สดุ (ตาดู ดู อะไร หูได๎ยินอะไร ฯลฯ เอาให๎คนอาํ นได๎ดู ได๎ยนิ ดว๎ ยนะ) ตอ๎ งเขยี นใหเ๎ หมือนจริงที่สดุ ผ๎อู ํานจะได๎คล๎อยตามได๎ อาจารย๑ ยกตัวอยํางการบรรยายของ กนกพงศ๑ สงสมพันธ๑ุ เหตกุ ารณ๑ไมเํ ทําไหรํ แตํกผ็ ลาญพน้ื ท่ีไปหลายหนา๎ เรา จะร๎อู ากปั กิริยาของตวั ละครอยํางละเอียดทเี ดยี ว 4.มคี วามรู๎และประสบการณ๑ในการเขยี น ถ๎าเป็นสิ่งท่ีเราร๎ูจรงิ จะเกิดแรงบนั ดาลใจในการเขยี น อาจารย๑ เขยี นเรือ่ งจากเพื่อนลกู ๆ เปน็ บนั ทกึ จากลกู ผ๎ูชาย เขยี นทุกสิ่งที่อาจารย๑พบเห็นรอบๆตัวเป็นนยิ าย (แลว๎ เรากต็ ดิ กนั หนุบหนบั ) นักเขยี นวัยรํนุ นาํ จะหาเร่อื งใกล๎ตวั มาเขยี นบ๎างนะก๏ะ 5. มีความร๎ูพ้นื ฐานด๎านวรรณกรรม ในทีน่ ห้ี มายถึงกลวธิ ีการเขยี นตาํ งๆ เขยี นเร่ืองสั้นเขยี นยังไง เขยี นนวนิยาย เขียนยังไง เขยี นบทความเขยี นยงั ไง เป็นตน๎ เทํากับเป็นใบเบกิ ทางสูปํ ระตูนักเขียนเลยลํะ 6. ฝกึ ฝนอยูํ เสมอ อาจารย๑เคยเลําวําสมยั เรยี นอักษร มีการฝกึ ฝนโดยนง่ั มองคนเดนิ ผาํ นไปมา แลว๎ เขียนกลอน บรรยายลักษณะของคนเหลํานน้ั ใหเ๎ พ่ือนอาํ น อาจารยเ๑ ขยี นมาก เขยี นเยอะ 7. มีความอดทน ในทน่ี ้ีคืออดทนรอคอย อดทนฟังคาวิพากษว๑ จิ ารณ๑ อาจารยฝ๑ ากไวว๎ าํ อยําก๎าวข๎ามขนั้ ในการ เขียนนัน้ ควรเร่มิ จากเรื่องสน้ั กํอน แล๎วคอํ ยเขยี นนวนยิ ายยาวๆทีหลงั เหมอื นกับการขึน้ บันได ถา๎ ไมํไปทลี ะข้ันก็จะ ตกบนั ได คนทขี่ ๎ามขน้ั ตกบนั ไดมานักตอํ นักแลว๎ (เหมือนหลายๆคนในเด็กดี ที่เขียนนยิ ายทันที ไมํมีเร่อื งสั้น อยาก บอกวาํ เร่ืองสัน้ จะทรงพลงั กวํานิยายมาก เพราะมันส้ัน เลยหักมุมได๎ ทาอะไรกบั มนั ก็ได๎ นิยายเขยี นๆไปก็อาจซ้าๆ กนั ได๎อยํ)ู กวาํ ท่จี ะไดล๎ งเรอื่ งส้นั สักเรอ่ื งหนึ่ง อาจารย๑บอกวําในสมัยกํอนเปน็ เร่ืองยากมาก สมัยนเ้ี ราวาํ สํงไปก็คงได๎ ลงงาํ ยๆแลว๎ ละํ การสงํ นยิ ายใหส๎ านกั พิมพพ๑ จิ ารณาด๎วย มันงํายกนั เหลอื เกิน ไมํเหมอื นสมัยอาจารย๑ ท่ีเขียนแทบ ตายกวําจะไดล๎ งหนังสอื ก็ขอฝากนักเขยี นรุนํ ใหมไํ ว๎ดว๎ ยนะคะ ท่ีพมิ พๆ๑ หนังสอื กนั ออกเกรอํ น้นั มีคณุ คาํ ทาง วรรณศิลป์ มีคุณคาํ ตํอสังคมด๎วยหรอื เปลํา? ตามกระแส อยากดงั หรือวําใจรกั กนั แนํ?

ใบงาน 5 พฒั นาการเขยี นเพ่ืองานอาชพี วชิ า พท 31001 ภาษาไทย ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 1. ใหผ๎ ู๎เรียนแบํงกลํมุ กลุมํ ละ 4- 6 คน 1.1 เลอื กศึกษาและทาผลงานตามความสนใจ ดังนี้ กลมํุ ท่ี 1 การจัดทาวารสารชุมชน กลมุํ ท่ี 2 การเขียนบทความ/สารคดี กลมุํ ที่ 3 การเขียนคาขวญั กลํุมท่ี 4 การเขยี นขอ๎ ความโฆษณาและประชาสัมพนั ธ๑ กลมํุ ที่ 5 การเขยี นแผนภาพความคดิ 1.2 ศึกษาแนวการเขียนลักษณะตําง ๆ (รูปลักษณ๑ เน้ือหา แนวการเขยี น กลํุมเปูาหมาย ฯลฯ) และจดั ทาผลงาน เขยี นพร๎อมทงั้ นาเสนอยกราํ งผลงานกบั เพ่ือน ๆ แลว๎ ให๎เพ่ือนรํวมกันประเมิน ให๎เหตผุ ลและแนวทางในการ ปรับปรุงพฒั นาให๎ดีข้ึน 1.3 นาผลงานที่แตลํ ะกลํมุ ได๎รบั มอบหมายให๎ไปศกึ ษามาจัดทาเป็นรปู เลมํ ให๎สวยงามเพ่ือเผยแพรํในห๎องสมุด ประชาชน

ใบงานท่ี 6 รปู แบบการเขยี นยอํ ความ วชิ า พท 31001 ภาษาไทย ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย การยอํ โอวาท ยํอโอวาทของ.................................... เน่ืองในโอกาส..................................................... เม่อื วนั ท่ี.............เดอื น....................พ.ศ. ..................จากหนังสอื .................................................. ความวาํ ........................................................................................................................... การยํอประกาศ ยอํ ประกาศของ ............................................เร่ือง ........................................................... แดํ ...............................................................เน่ืองในโอกาส.......................................................... เมอ่ื วนั ท่ี..............เดอื น..................พ.ศ. ...................จากหนงั สอื .................................................. ความวํา .......................................................................................................................... การยํอบทสัมภาษณ๑ ยอํ บทสัมภาษณเ๑ ร่อื ง........................................................................................................ ผใ๎ู ห๎สมั ภาษณ๑ ..................................................................มอี าชพี ................................................ ความวํา ......................................................................................................................... การยํอบทความ บทความเร่ือง ...........................................................ของ ............................................ จากหนงั สือ ............................................................................................................................. .. ความวาํ .......................................................................................................................

แผนการจดั การเรยี นรู๎ ระดับมธั ยมศกึ ษาตอ สาระความรพ๎ู น้ื ฐาน รายวชิ า วทิ ยาศาสตร๑ รหสั กศน.ตาบลวงั โบสถ๑ กศน.อาเภอหนอง ครง้ั ท่ี เร่ือง/สาระสาคัญ ผลการเรยี นรู๎ทคี่ าดหวงั (วัตถปุ ระสงค)๑ ครง้ั ท่ี ๕ 1. กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร๑และ 1. อธบิ ายธรรมชาตแิ ละ ๘ เทคโนโลยี ความสาคญั ของวิทยาศาสตร๑และ มิถนุ ายน 1.1 ความหมายและความสาคญั ของ เทคโนโลยี ๒๕๖๔ วิทยาศาสตรแ๑ ละเทคโนโลยี 2. อธิบายกระบวนการทาง 1.2 กระบวนการทางวิทยาศาสตร๑ วิทยาศาสตร๑ วธิ ีการทาง 1.2.1 วธิ ีการทางวิทยาศาสตร๑ 5 ขนั้ วิทยาศาสตร๑ ทักษะกระบวนการ 1.2.2 ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร๑ ทางวิทยาศาสตร๑และเจตคติทาง 1.2.3 เจตคติทางวทิ ยาศาสตร๑ วทิ ยาศาสตร๑ 1.2.4 จติ วทิ ยาศาสตร๑ 3. นาความร๎ู และกระบวนการทา 2. เทคโนโลยี วทิ ยาศาสตร๑ไปใช๎แกป๎ ัญหาตํางๆ 2.1 ความหมาย และความสาคญั ของ 4. เกิดเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร๑ เทคโนโลยีท่เี หมาะสม 5. มีจิตวิทยาศาสตร๑ 2.2 ความสัมพนั ธ๑ของวิทยาศาสตร๑ และ 6. อธิบายความหมาย เทคโนโลยีตํอชีวิต และสังคม ความสาคญั และความสัมพนั ธ๑ของ 2.3 ความกา๎ วหนา๎ ของเทคโนโลยีในปจั จุบัน เทคโนโลยีตอํ ชวี ติ และสงั คม 2.4 เทคโนโลยกี บั การประกอบอาชีพ และ 7. นาความรู๎ และเลอื กใช๎ การนาเทคโนโลยไี ปใชใ๎ นการดารงชวี ิต เทคโนโลยไี ด๎อยํางเหมาะสม 2.5 การเลอื กใช๎เทคโนโลยที เี่ หมาะสมใน 8.มีทกั ษะในการเลือกใช๎วัสดุ การประกอบอาชีพกบั การดารงชีวติ อุปกรณ๑ทางวทิ ยาศาสตร๑ และ 2.6 เทคโนโลยีพ้ืนบ๎าน สารเคมีได๎ 3. การใช๎วัสดุ อุปกรณ๑สารเคมี และ หอ๎ งปฏบิ ัติการทางวิทยาศาสตร๑

อนปลาย ภาคเรยี นที่ ๑ ปกี ารศึกษา 2564 ส พว ๓๑๐๐๑ จานวน ๒๐๐ ชว่ั โมง ๕ หนวํ ยกติ งไผํ สานกั งาน กศน.จงั หวดั เพชรบรู ณ๑ กจิ กรรมการเรยี นรู๎ ส่ือ การวดั ผลและ ประเมนิ ผล แหลํงเรยี นร๎ู ใบงาน กระบวนการ ขั้นที่ 1 ขนั้ นาเข๎าสํบู ทเรียน ใบความรเ๎ู รอื่ ง ทาง วิทยาศาสตร๑ ครูและผเ๎ู รียนรํวมกันสร๎างความเขา๎ ใจ ธรรมชาตขิ อง และเทคโนโลยี สมดุ บันทกึ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร๑ เจตคตทิ าง วทิ ยาศาสตรแ๑ ละ ประเมินจาก วิทยาศาสตร๑ และจติ วทิ ยาศาสตร๑ ทักษะทาง แฟูมสะสมงาน ครูและผเู๎ รียนรํวมกันกาหนดความต๎องการ วทิ ยาศาสตร๑ ในการเรียนรเู๎ ทคโนโลยี โดยการนาความรู๎ทาง ใบความรเู๎ รือ่ งวสั ดุ เทคโนโลยมี าใช๎ในชีวิตประจาวนั และนาเสนอใน อปุ กรณ๑ทาง การพบกลุํม วิทยาศาสตร๑ าง ข้นั ท่ี 2 ขั้นดาเนนิ การจัดกิจกรรม 2.1 ผ๎เู รยี นศึกษาคน๎ ควา๎ เกยี่ วกบั ความหมาย และความสาคัญของวทิ ยาศาสตรเ๑ ทคโนโลยี 2.2 ครแู ละผูเ๎ รียนแลกเปลยี่ นเรยี นร๎ู โดยใช๎ คาถามปลายเปิดในการชวนคดิ ชวนคยุ เพอ่ื หา ง ข๎อสรปุ ในการเลอื กใชเ๎ ทคโนโลยีได๎อยาํ ง เหมาะสม 2.3 แบํงกลํุมผเ๎ู รียนออกเป็นกลมํุ

ใบงาน เรื่องกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร๑ และเทคโนโลยี รายวชิ า วทิ ยาศาสตร๑ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ถ๎านักศึกษาอยากเปน็ นกั วิทยาศาสตรจ๑ ะต๎องมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรอ๑ ยํางไรบา๎ ง ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ....................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... 2. ใหน๎ ักศึกษาบอกช่ืออปุ กรณเ๑ ครอื่ งมือทางวิทยาศาสตร๑วํามอี ะไรบา๎ ง พรอ๎ มตดิ ภาพประกอบ ............................................................................................................................. .......................................................... ..................................................................................................................................... .................................................. ....................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ..................................................................................................................................................................... .................. ................................................................................................................ ....................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ....................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................................................. ......................... ......................................................................................................... .............................................................................. ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ....................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... ............................................................................................................................. .......................................................... เกณฑ๑การประเมนิ (10 คะแนน) พจิ ารณาจาก คาตอบตรงประเดน็ ชดั เจน 4 คะแนน การค๎นควา๎ ข๎อมูลจากแหลงํ ที่อ๎างองิ ได๎ 3 คะแนน เขยี นด๎วยลายมือตนเองและอํานงาํ ย 3 คะแนน

เฉลยใบงาน เรือ่ ง กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร๑ และเทคโนโลยี รายวชิ า วทิ ยาศาสตร๑ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 1. ถ๎านักศึกษาอยากเปน็ นักวิทยาศาสตรจ๑ ะตอ๎ งมที ักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร๑อยาํ งไรบ๎าง 1. ทักษะการสงั เกต 2. ทกั ษะการวัด 3. ทกั ษะการจาแนกหรือทักษะการจดั ประเภทสิ่งของ 4. ทกั ษะการหาความสัมพนั ธร๑ ะหวาํ ง สเปสกบั สเปส และ สเปสกบั เวลา 5. ทักษะการคานวณ 6. ทักษะการจดั กระทาและสื่อความหมายข๎อมูล 7. การสือ่ ความหมายข๎อมูล 8. ทักษะการลงความคิดเหน็ จากข๎อมูล 9. ทักษะการพยากรณ๑ 10. ทักษะการต้ังสมมตุ ิฐาน 11. ทกั ษะการกาหนดนิยามเชิงปฏบิ ตั กิ าร 12. ทักษะการกาหนดและควบคุมตัวแปร 13. ทักษะการทดลอง 2. ให๎นักศกึ ษาบอกเครอื่ งใช๎ทางวิทยาศาสตร๑มอี ะไรบา๎ ง พรอ๎ มติดภาพประกอบ - บกี เกอร๑ - หลอดทดลอง - ไพเพท - บวิ เรท - เคร่ืองช่ัง - เวอร๑เนยี - คีม - ตะเกียงแอลกอฮอลล๑ - ขาตัง้ หนีบหลอดทดลอง - ฯลฯ (ท่นี กั ศึกษาคน๎ คว๎าได)๎

ใบงาน เร่อื งเซลล๑ วิชาวทิ ยาศาสตร๑ พว 31001 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย เซลล๑พืชแตกตํางจากเซลลส๑ ตั วอ๑ ยาํ งไร ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ..................................................................................................................................................... .................................... .............................................................................................. ........................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ การแพรํ (diffusion) คือ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................... ............... ................................................................................................................... ...................................................................... การออสโมซสิ คอื ............................................................................................................................. ............................................................ .................................................................................................................................................................................. ...... ............................................................................................................................ ............................................................. ............................................................................................................................. ............................................................ 4. จงบอกความแตกตาํ งของการแบํงเซลลแ๑ บบไมโทซสิ และแบบไมโอซสิ ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................................. ........................................... ....................................................................................... .................................................................................................. ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ..................................................................................................................................................................... .................... .............................................................................................................. ........................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ เกณฑก๑ ารประเมนิ (10 คะแนน) พจิ ารณาจาก 1. คาตอบตรงประเดน็ ชดั เจน 4 คะแนน 2. การคน๎ คว๎าขอ๎ มูลจากแหลํงทอ่ี ๎างอิงได๎ 3 คะแนน เขยี นด๎วยลายมือตนเองและอํานงําย 3 คะแนน

เซลล๑พืชแตกตาํ งจากเซลลส๑ ัตว๑อยํางไร เฉลยใบงาน เร่อื งเซลล๑ เซลลพ๑ ชื เซลลส๑ ตั ว๑ เซลลส๑ ัตวม๑ รี ูปราํ งกลมหรือรี เซลล๑ทร่ี ูปรํางเป็นเหล่ยี ม ไมํมผี นงั เซลล๑ แตํมสี ารเคลอื บเซลล๑อยํดู า๎ นนอก มผี นงั เซลลอ๑ ยูํดา๎ นนอก ไมมํ ีคลอโรพลาส มคี ลอโรพลาสตภ๑ ายในเซลล๑ มีเซนทริโอลใช๎ในการแบงํ เซลล๑ ไมมํ ีเซนทรโิ อล แวคิวโอลมขี นาดเล็ก มองเห็นไดไ๎ มชํ ดั เจน แวคคิวโอลมขี นาดใหญมํ องเห็นไดช๎ ัดเจน มีไลโซโซม ไมมํ ีไลโซโซม การแพรํ (diffusion) คือ การกระจายของอนภุ าคจากสารบรเิ วณทมี่ คี วามเขม๎ ข๎นสูงไปสูํบริเวณท่ีมีความเข๎มขน๎ ตา่ กวําจนกระท่งั อยํสู ภาพสมดุล การออสโมซิส คอื กระบวนการแพรํของเหลวหรือตัวทาลายจากสารละลายทเี่ จือจางกวําเข๎าสูํสารละลายทีเ่ ขม๎ ขน๎ กวํา โดยผาํ นเยื่อบางๆ ท่ีเป็นเย่ือเลือกผําน 4. จงบอกความแตกตํางของการแบงํ เซลลแ๑ บบไมโทซิสและไมโอซิส ไมโทซสิ ไมโอซสิ 1. โดยทัว่ ไป เปน็ การแบํงเซลล๑ของราํ งกาย เพ่ือเพ่มิ จานวน 1. โดยท่ัวไป เกดิ กบั เซลล๑ ที่จะทาหนา๎ ที่ ใหก๎ าเนดิ เซลล๑ เซลล๑ เพอื่ การเจรญิ เติบโต หรือการสบื พันธุ๑ ในสงิ่ มีชีวิตเซลล๑ สืบพันธ๑ุ จึงเปน็ การแบงํ เซลล๑ เพื่อสรา๎ งเซลลส๑ บื พันธ๑ุ เดียว 2. เร่มิ จาก 1 เซลล แ๑ บงํ คร้งั เดยี วไดเ๎ ปน็ 2 เซลลใ๑ หมํ 2. เรมิ่ จาก 1 เซลล๑ แบํง 2 ครัง้ ได๎เปน็ 4 เซลลใ๑ หมํ 3. เซลลใ๑ หมํท่เี กิดข้ึน 2 เซลล๑ สามารถแบํงตัวแบบไมโทซิส 3. เซลลใ๑ หมทํ ี่เกิดขึ้น 4 เซลล๑ ไมสํ ามารถแบงํ ตัวแบบไม ได๎อีก โอซสิ ไดอ๎ ีก แตอํ าจแบงํ ตัวแบบไมโทซิสได๎ 4. การแบงํ แบบไมโทซิส จะเร่ิมเกิดขึ้นตั้งแตํ ระยะไซโกต 4. สํวนใหญจํ ะแบงํ ไมโอซิส เม่ืออวัยวะสบื พันธเ๑ุ จรญิ และสบื เนื่องกนั ไปตลอดชีวติ เตม็ ทีแ่ ลว๎ หรอื เกิดในไซโกตของสาหราํ ย และราบางชนดิ 5. จานวนโครโมโซม หลงั การแบํงจะเทําเดมิ (2n) เพราะไมํ 5. จานวนโครโมโซม จะลดลงครึง่ หนง่ึ ในระยะไมโอซสิ มีการแยกคูํ ของโฮโมโลกสั โครโมโซม เน่ืองจากการแยกคํู ของโฮโมโลกัสโครโมโซม ทาใหเ๎ ซลล๑ ใหมมํ จี านวนโครโมโซมครง่ึ หน่งึ ของเซลล๑เดิม (n) 6. ไมมํ ีไซแนปซิส ไมํมไี คแอสมา และไมํมีครอสซงิ โอเวอร๑ 6. เกดิ ไซแนปซิส ไคแอสมา และมักเกิดครอสซิงโอเวอร๑ 7. ลกั ษณะของสารพนั ธกุ๑ รรม (DNA) และโครโมโซมในเซลล๑ 7. ลักษณะของสารพันธุกรรม และโครโมโซมในเซลลใ๑ หมํ ใหมํ ทง้ั สองจะเหมือนกนั ทกุ ประการ อาจเปลีย่ นแปลง และแตกตํางกนั ถา๎ เกดิ ครอสซงิ โอเวอร๑

ใบงาน เรื่องเดก็ ดักแด๎ รายวชิ าวทิ ยาศาสตร๑ (พว31001) ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย ผู๎เรียนจงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกบั เด็กดกั แดว๎ ําเกิดจากสาเหตใุ ดโดยใชแ๎ ผนผงั ความคดิ (Mind Map) ............................................................................................................................................ .................................. ................................................................................................ .............................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................... ............................................... .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................. เกณฑ๑การประเมนิ (10 คะแนน) พจิ ารณาจาก คาตอบตรงประเด็นชัดเจน 4 คะแนน การค๎นควา๎ ข๎อมูลจากแหลํงท่ีอา๎ งอิงได๎ 3 คะแนน เขียนด๎วยลายมือตนเองและอํานงําย 3 คะแนน

ใบงาน เร่ืองพนั ธุกรรมและความหลากหลายทางชวี ภาพ รายวชิ าวทิ ยาศาสตร๑ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย พันธกุ รรม หมายถึง ............................................................................................................................. .................................................... ............................................................................................................................................. .................................... จงยกตัวอยํางลักษณะที่ไดถ๎ ํายทอดทางพนั ธุกรรมมา 5 อยําง .................................................................................................................................................................... ............. ..................................................................................................................... ............................................................ เพราะเหตุใดตน๎ ถวั่ ลนั เตาที่มียีน TT กบั Tt จึงแสดงลักษณะดนั สงู เหมือนกนั ........................................................................................................................ ......................................................... ............................................................................................................................. .................................................... ยีน คือ ........................................................................................................................................ ......................................... ......................................................................................... ........................................................................................ DNA คอื ............................................................................................................................. .................................................... ................................................................................................................................................................................. การกลายพันธ๑ุ (Mutation) คือ .......................................................................................................................... ....................................................... ............................................................................................................................. .................................................... จงบอกสาเหตุท่ที าใหเ๎ กิดการกลายพนั ธ๑ุ (Mutation) มีอะไรบา๎ ง ............................................................................................................................. .................................................... .......................................................................................................................................................... ....................... จงบอกประโยชนข๑ องอนกุ รมวธิ าน ........................................................................................ ......................................................................................... ............................................................................................................................. .................................................... ความหลากหลายทางชวี ภาพคือ ............................................................................................................................. .................................................... ....................................................................................................................................................................... .......... จงบอกวธิ กี ารอนุรักษค๑ วามหลากหลายทางชวี ภาพ ................................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. .................................................... เกณฑก๑ ารประเมนิ (10 คะแนน) พจิ ารณาจาก 4 คะแนน 1. คาตอบตรงประเดน็ ชดั เจน 3 คะแนน 2. การค๎นควา๎ ขอ๎ มูลจากแหลํงท่อี า๎ งอิงได๎ 3 คะแนน 3. เขยี นดว๎ ยลายมือตนเองและอํานงําย

เฉลยใบงาน เรอ่ื งพนั ธกุ รรมและความหลากหลายทางชีวภาพ พันธกุ รรม หมายถึง การถาํ ยทอดลักษณะตํางๆ เชนํ รูปราํ ง หน๎าตา สีผล ความสูง ความเตีย้ ฯลฯ จากพํอแมํ ไปสูลํ ูกหลาน จงยกตวั อยํางลักษณะที่ไดถ๎ ํายทอดทางพนั ธุกรรมมา 5 อยาํ ง สผี วิ ความสงู หมํเู ลือด สตปิ ัญญา เส๎นผม ลกั ยิ้ม ความถนดั ของมือ เพราะเหตุใดต๎นถัว่ ลนั เตาทีม่ ียีน TT กับ Tt จึงแสดงลักษณะดันสูงเหมือนกัน เพราะในลูกรํุนที่ 1 เมอ่ื ยีน T ท่ีควบคมุ ลักษณะต๎นสูงซึ่งเปน็ ลักษณะเดํนเข๎าคํูกบั ยนี t ท่คี วบคุม ลกั ษณะตน๎ เต้ียซง่ึ เปน็ ลักษณะดอ๎ ย ลักษณะทป่ี รากฏจะเปน็ ลกั ษณะทคี่ วบคุมด๎วยยีนเดนํ ดงั จะเหน็ วาํ ลูกในรุนํ ท่ี 1 มลี ักษณะสูงหมดทุกตน๎ ยนี คือ หนวํ ยพนั ธกุ รรมที่ควบคมุ ลักษณะตํางๆ DNA คือ สารเคมีที่พบภาพในยนี การกลายพันธุ๑ (Mutation) คอื การเปลย่ี นแปลงทางพนั ธกุ รรมในระดบั ยีนหรือโครโมโซม ซงึ่ เป็นผลจากการ เปลี่ยนแปลงทเ่ี กิดขึน้ กบั ดเี อ็นเอ จงบอกสาเหตุท่ที าให๎เกดิ การกลายพนั ธุ๑ (Mutation) มีอะไรบ๎าง การกลายท่ีเกิดข้ึนได๎เองตามธรรมชาติ การกลายพันธท๑ ่เี กดิ จากกการกระตน๎ุ จากรังสี จงบอกประโยชน๑ของอนกุ รมวธิ าน เพ่อื ความสะดวกทจี่ ะนามาศึกษา เพอ่ื สะดวกในการนามาใชป๎ ระโยชน๑ เพือ่ เปน็ การฝกึ ทกั ษะในการจัดจาแนกสงิ่ ตาํ งๆ ออกเป็นหมวดหมํู ความหลากหลายทางชวี ภาพคอื การที่มีส่งิ มีชวี ติ มากมายหลากหลายสายพนั ธ๑ุและชนดิ ในบริเวณใดบริเวณหน่งึ จงบอกวธิ ีการอนุรกั ษ๑ความหลากหลายทางชีวภาพ จดั ระบบนิเวศให๎ใกล๎เคยี งตามธรรมชาติ โดยฟนื้ ฟู พัฒนาพนื้ ที่เสื่อมโทรมให๎มคี วามหลากหลายทางชวี ภาพไวม๎ าก ท่ีสดุ จัดให๎มศี นู ย๑อนุรกั ษ๑หรือพิทักษส๑ ่งิ มชี วี ติ นอกถนิ่ กาเนิด เพ่ือเป็นท่ีพักพิงช่วั คราวทป่ี ลอดภยั กอํ นนากลบั ไปสธูํ รรมชาติ สํงเสรมิ การเกษตรแบบไรนํ าสํวนผสม

ใบงาน เรอ่ื งการสารวจภมู ปิ ญั ญาเทคโนโลยชี วี ภาพ รายวชิ า วิทยาศาสตร๑ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย ให๎ผ๎เู รยี นแบงํ กลมํุ ๆ ละ 5-7 คน ออกสารวจภูมปิ ญั ญาเทคโนโลยีชีวภาพในชุมชนของงทาํ น ภมู ปิ ัญญาเทคโนโลยี ชอ่ื – สกุล............................................................................................................ ที่ตงั้ ............................................................................................................................ .............................. ประวัติภูมิปัญญาเทคโนโลยชี วี ภาพ ......................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... ผลงานของภมู ปิ ญั ญาทางเทคโนโลยชี วี ภาพ ......................................................... ............................................................................................................................. ... ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... .................................................................................... ..................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ .................................................................................... ....................................................................................... ............. ประโยชน๑ของเทคโนโลยีชวี ภาพของชุมชน ............................................................................................................................. ............................................................ ................................................................................................................................................................. ........................ ........................................................................................................... .............................................................................. ............................................................................ ......................................................................................... .................... เกณฑ๑การประเมนิ (10 คะแนน) พจิ ารณาจาก 1. คาตอบตรงประเด็นชัดเจน 4 คะแนน 2. การคน๎ คว๎าขอ๎ มลู จากแหลํงทอ่ี า๎ งองิ ได๎ 3 คะแนน 3. เขยี นด๎วยลายมือตนเองและอํานงําย 3 คะแนน

ใบงาน เร่ืองเทคโนโลยชี วี ภาพ รายวชิ า วิทยาศาสตร๑ ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 1. เทคโนโลยชี วี ภาพคือ ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................... ................ ................................................................................................................... ...................................................................... ......................................................................................................................................................................................... 2. จงบอกความสาคัญของเทคโนโลยีชวี ภาพ ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................................................... .......................... ......................................................................................................... ................................................................................ ................................................................................. ....................................................................................... ................ 3. จงบอกปจั จัยท่มี ผี ลตอํ เทคโนโลยีชีวภาพ ............................................................................................................................. ............................................................ .................................................................................................................................................. ....................................... ............................................................................................ ............................................................................................. ...................................................................................... ............................................................................. ..................... 4. จงยกตวั อยํางเทคโนโลยชี ีวภาพในชีวิตประจาวัน บอกมา 5 อยาํ ง ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ..................................................................................................................................................................................... .... .................................................................................... ..................................................................................................... 5. จงบอกประโยชน๑ของเทคโนโลยชี วี ภาพมอี ะไรบา๎ ง ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ .................................................................................................................................................................. ....................... ......................................................................................................................................................................................... เกณฑก๑ ารประเมนิ (10 คะแนน) พจิ ารณาจาก คาตอบตรงประเดน็ ชัดเจน 4 คะแนน การค๎นควา๎ ขอ๎ มลู จากแหลงํ ที่อา๎ งอิงได๎ 3 คะแนน เขยี นดว๎ ยลายมือตนเองและอํานงําย 3 คะแนน

เฉลยใบงาน เร่อื งเทคโนโลยชี วี ภาพ รายวชิ า วทิ ยาศาสตร๑ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 1. เทคโนโลยชี วี ภาพคือ การใชค๎ วามรูเ๎ ก่ยี วกบั สิง่ มีชีวิตและผลผลติ ของส่งิ มชี วี ติ ใหเ๎ ป็นประโยชนก๑ ับมนษุ ย๑ 2. จงบอกความสาคัญของเทคโนโลยีชวี ภาพ 1. ลดปรมิ าณการใชส๎ ารเคมีในการเกษตรกรรม 2. เพม่ิ พน้ื ที่เพาะปลกู ของโลก ดว๎ ยการปรบั ปรุงพันธุ๑พชื ใหมํ 3. เพ่มิ ผลผลิตทางการเกษตร 4. ผลิตอาหารท่ีให๎คณุ คาํ ทางโภชนาการสงู ซง่ึ เปน็ ประโยชน๑ตํอผ๎ูบริโภค 5. มีการคดิ คน๎ ยาปูองกันและกันและรกั ษาโรคตดิ ตํอหรือโรคร๎ายแรงตาํ งๆ 3. จงบอกปัจจัยท่มี ผี ลตํอเทคโนโลยีชวี ภาพ 1. ตวั เรงํ ทางชวี ภาพ เชนํ เชื้อจุลินทรีย๑ตํางๆ 2. เคร่อื งมอื ท่ีใช๎การควบคมุ สภาพทางกายภาพในระหวาํ งการผลิต เชนํ อณุ หภูมิ คาํ ความเปน็ กรด – เบส 4. จงยกตวั อยาํ งเทคโนโลยชี วี ภาพในชีวิตประจาวนั บอกมา 5 อยาํ ง การผลติ แอลกอฮอล๑ ยารกั ษาโรค การทานา้ ปลา การทาปลารา๎ นา้ ส๎มสายชู นมเปร้ยี ว เตา๎ หูย๎ ี้ ซอี ิ้ว 5. จงบอกประโยชน๑ของเทคโนโลยีชวี ภาพมีอะไรบ๎าง 1. นามาใชก๎ ับการแพทยโ๑ ดยการผลิตเป็นยาปฏชิ ีวนะ และวคั ซีนโรคตํางๆ 2. นามาใช๎กบั การผลติ อาหารเพ่งิ เพ่ิมคุณคําทางอาหาร 3. นามาใชใ๎ นการผลติ พลังงาน เชนํ การผลติ พลงั งานในรูปของแอลกอฮอล๑ 4. นามาใชใ๎ นการกาจัดขยะมูลฝอยของเสียจากโรงงาน

ใบงาน เรอื่ งการสารวจทรพั ยากรและสง่ิ แวดลอ๎ มในชุมชน รายวชิ าวทิ ยาศาสตร๑ (พว 31001) ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย คาชแี้ จง ใหผ๎ ๎ูเรียนแบงํ กลมุํ ออกเปน็ 10 คน เพื่อสารวจชุมชนในหวั ข๎อดงั ตํอไปน้ี 1. ชมุ ชน หมายถึง ...................................................................................................................................................... ช่อื ชุมชนทสี่ ารวจ ........................................................................................................................................................ 2. ปญั หาทรพั ยากรและสิง่ แวดล๎อมของชมุ ชน ............................................................................................. ...................................................................................... ............................................................................................................................. ........................................................ ............................................................................................................................. ........................................................ ............................................................. .................................................................................................. ...................... 3. สาเหตขุ องปญั หาทรัพยากรและสงิ่ แวดล๎อมของชมุ ชน .................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ........................................................ ............................................................................................................................... ........................................................ 4. แนวทางแก๎ไขปัญหาทรัพยากรและส่งิ แวดล๎อมของชุมชน ............................................................................................................................. ............................................................ ................................................................................................................................................ ......................................... .......................................................................................... .................................................................................. ............. 5. จงบอกประโยชน๑ท่ีได๎จากการสารวจชุมชน ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................................................ ............................. ...................................................................................................... ................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ เกณฑ๑การประเมิน (10 คะแนน) พิจารณาจาก คาตอบตรงประเด็นชดั เจน 4 คะแนน การค๎นคว๎าข๎อมลู จากแหลํงท่ีอา๎ งองิ ได๎ 3 คะแนน เขียนดว๎ ยลายมือตนเองและอํานงําย 3 คะแนน

ใบงาน เรอ่ื งทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ๎ ม รายวชิ า วิทยาศาสตร๑ (พว 31001) ระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย 1. ทรพั ยากรธรรมชาตแิ บงํ ออกเป็นกปี่ ระเภทมอี ะไรบ๎าง อธบิ าย ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................................................................. ...... 2. กิจกรรมของมนุษย๑ทส่ี ํงผลกระทบตํอสง่ิ แวดล๎อมและทรัพยากรธรรมชาติ ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... 3. จงบอกสาเหตุ และแนวทางแก๎ไขการเกิดนา้ เสยี ............................................................................................................................. ........................................................ ......................................................................................................................................................... ............................ 4. ภาวะโลกร๎อน คือ ................................................................................. ................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... 5. ปรากฏการณเ๑ รอื นกระจกคือ ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................................................................ ........ 6. จงยกตัวอยํางก๏าซทท่ี าให๎เกดิ ภาวะเรือนกระจก ..................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ........................................................ 7. จงบอกสาเหตุท่ีทาให๎เกดิ ภาวะโลกรอ๎ น ............................................................................................................................. ........................................................ ................................................................................................................................................................ ..................... 8. จงบอกวิธกี ารแก๎ไขปัญหาโลกร๎อน มอี ะไรบ๎าง ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... 9. จงบอกแนวทางท่ปี ฏบิ ัติการปรับเปล่ียนพฤติกรรมการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติ ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... 10. จงบอกแนวทางการอนุรักษท๑ รัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล๎อมในชมุ ชนบอกมา 3 ขอ๎ ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... เกณฑ๑การประเมิน (10 คะแนน) พิจารณาจาก 1. คาตอบตรงประเดน็ ชัดเจน 4 คะแนน 2. การคน๎ คว๎าขอ๎ มูลจากแหลํงที่อา๎ งอิงได๎ 3 คะแนน 3. เขียนด๎วยลายมือตนเองและอาํ นงาํ ย 3 คะแนน

เฉลยใบงาน เร่อื งทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ๎ ม รายวชิ า วิทยาศาสตร๑ ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย 1. ทรพั ยากรธรรมชาตแิ บํงออกเป็นก่ีประเภทมอี ะไรบ๎าง อธิบาย ทรัพยากรธรรมชาติแบํงออกเป็น 4 ประเภท 1. ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ี่ใชแ๎ ล๎วไมํหมดสิ้น เชนํ พลงั งานจากดวงอาทิตย๑ ลม อากาศ ดนิ 2. ทรัพยากรธรรมชาตทิ ใ่ี ช๎แลว๎ ทดแทนได๎ เชํน พืช ปุาไม๎ สตั ว๑ปุา มนษุ ย๑ 3. ทรพั ยากรธรรมชาตสิ ามารถนามาใชใ๎ หมํได๎ เชํน แรํอโลหะ 4. ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ใี่ ชแ๎ ลว๎ หมดสิ้นไป เชนํ น้ามนั ปโิ ตรเลยี ม ก๏าซธรรมชาติ และถาํ นหิน 2. กจิ กรรมของมนษุ ยท๑ ส่ี ํงผลกระทบตํอสง่ิ แวดลอ๎ มและทรพั ยากรธรรมชาติ 1. กจิ กรรมด๎านอุตสาหกรรม มีการใชท๎ รัพยากรธรรมชาติมากมาย และกํอให๎เกิดมลพษิ ตํอสิง่ แวดลอ๎ ม เชํน อุตสาหกรรมเหมืองแรํ น้าทิง้ การพังทลายของดิน 2. กจิ กรรมทางการเกษตร เชํน มกี ารใช๎ยาฆาํ แมลงเพื่อเพิ่มผลผลติ สํงผลใหเ๎ กดิ อันตรายตอํ สิง่ แวดลอ๎ ม 3. กิจกรรมการบริโภคของมนุษย๑ เชํน ปรมิ าณขยะทมี่ มี ากข้นึ จากการบรโิ ภค 3. จงบอกสาเหตุ และแนวทางแก๎ไขการเกิดน้าเสีย สาเหตุ เกิดจาการสลายตวั ของวชั พืช สง่ิ ปฏิกลู ของสัตว๑เมอ่ื ลงสูํแหลํงน้า สลายตัวโดยสารจลุ นิ ทรยี ๑ ทาให๎ปริมาณ ออกซเิ จนในน้าต่าลง จากแหลงํ ชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม เชนํ นา้ เสยี จากอาคารบ๎านเรือน นา้ ทิง้ จากโรงงาน จากการเกษตรกรรม เป็นของเสยี ท่ีเกดิ จากการเพาะปลูกและเล้ยี งสัตว๑ เชํน ปยุ๋ เคมี ยาฆําแมลง แนวทางแก๎ไข สร๎างจิตสานึกในการใช๎นา้ อยํางรค๎ู ุณคํา การชวํ ยกันดแู ลรักษาความสะอาดของแหลํงน้าในชมุ ชน การดูแลรักษาปุาซึง่ เปน็ แหลงํ ตน๎ นา้ ลาธารตามธรรมชาติ ไมํทงิ้ ขยะส่งิ ปฏิกูลตลอดจนของเหลือใชจ๎ ากการผลิตในอุตสาหกรรมลงสแํู มํน้า ลาคลอง 4. ภาวะโลกรอ๎ น คือ การเปลีย่ นแปลงภมู ิอากาศท่ีเกดิ จากการกระทาของมนษุ ย๑ทที่ าให๎อณุ หภมู เิ ฉลี่ยของโลกเพมิ่ สูงขึน้ 5. ปรากฏการณเ๑ รือนกระจกคอื เกดิ จากก๏าซจาพวกคารบ๑ อนไดออกไซดห๑ รือมีเทน กักเกบ็ ความร๎อนบางสํวนไวใ๎ นโลก ไมใํ ห๎สะท๎อนกลบั สูํ บรรยากาศท้ังหมด จะทาให๎ตอนกลางคืนหนาวจดั ตอนกลางวนั รอ๎ นจัด เพราะไมํมีบรรยากาศ กรองพลังงานจาก ดวงอาทติ ย๑ 6. จงยกตวั อยาํ งก๏าซทาใหเ๎ กิดภาวะเรอื นกระจก 1. กา๏ ซคารบ๑ อนไดออกไซด๑ (CO2) 2. ก๏าซมีเทน (CH4) 3. กา๏ ซไนตรสั ออกไซด๑ (N2O) 4. ก๏าซทม่ี ีสํวนประกอบคลอโรฟลอู อไรคารบ๑ อน (CFC) 7. จงบอกสาเหตุทีท่ าใหเ๎ กิดภาวะโลกร๎อน 1. เกดิ จากการตัดไมท๎ าลายปาุ 2. เกิดจากการเผาํ ไหม๎เชื้อเพลิงของโรงงานอตุ สาหกรรม

3. เกดิ จากการใชป๎ ุ๋ย ยาฆาํ แมลงในการเกษตร 4. เกดิ จากการเผาฟางข๎าว 5. เกดิ จากการใช๎พลงั งานไฟฟาู มากเกนิ ความจาเป็น 6. เกดิ จากการเผาไหมท๎ เ่ี กิดจากรถยนต๑ 7. เกดิ จากการใช๎ผลติ ภณั ฑ๑จาพวกโฟม กระป๋องสเปร๑ย 8. จงบอกวิธกี ารแก๎ไขปญั หาโลกรอ๎ น วํามอี ะไรบา๎ ง 1. ไมตํ ัดไม๎ทาลายปาุ 2. ใช๎พลงั ไฟฟูาอยาํ งประหยัด 3. ขบั รถให๎นอ๎ ยลง หากเป็นระยะทางใกล๎ๆ สามารถเดินหรือขี่จักรยาน 4. ควรลดการใช๎ป๋ยุ เคมีและยาฆําแมลงในการเกษตร 5. ไมคํ วรเผาฟางข๎าวจากการทานา 6. ควรหลกี เลยี่ งการใช๎ผลติ ภัณฑจ๑ าพวกโฟม กระป๋องสเปรย๑ 7. ควรปลูกตน๎ ไม๎เพื่อชวํ ยลดภาวะโลกร๎อน 9. จงบอกแนวทางท่ีปฏิบัติการปรบั เปลย่ี นพฤติกรรมการบรโิ ภคทรพั ยากรธรรมชาติ 1. ลดการใช๎พลงั งาน 2. รกั ษาแหลํงทรพั ยากรธรรมชาติ 3. ใชเ๎ ทคโนโลยีอยาํ งชาญฉลาด 4. เปลีย่ นพฤตกิ รรมในการอุปโภค - บริโภค 10. จงบอกแนวทางการอนุรกั ษ๑ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดลอ๎ มในชุมชนมา 3 ข๎อ 1. มีจิตสานกึ ในการอนรุ ักษ๑ทรัพยากรธรรมชาติ 2. รจ๎ู กั นาทรพั ยากรธรรมชาติทใี่ ชแ๎ ล๎วมาผลิตใหมํ 3. รูจ๎ ักฟ้ืนฟทู รพั ยากรธรรมชาติให๎ฟ้นื ตัวและปรบั ปรุงให๎ดีข้นึ 4. รูจ๎ ักใช๎ทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล๎อมใหค๎ ุ๎มคํา

ใบงาน เร่ืองสมการเคมแี ละปฏิกริ ยิ าเคมี จงอธบิ ายในหัวข๎อดงั ตํอไปนี้ จงเขียนสมการดังตอํ ไปนใ้ี หส๎ มดุล N2 + H2 NH3 (2 คะแนน) ............................................................................................................................. ............................................................ ................................................................................................................................................................................. ........ .......................................................................................................................... ............................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ เผาหนิ ปูนด๎วยแคลเซียมคาร๑บอเนต จะไดแ๎ คลเซียมออกไซด๑ และกา๏ ซคาร๑บอนไดออกไซด๑ จงเขยี นเปน็ สมการ ( 2 คะแนน) ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................................................ ............................. ..................................................................................................... .................................................................................... จงบอกปจั จยั ทมี่ ีผลตํอการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี ( 2 คะแนน) ..................................................................................................................... .................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ .............................................................................................................................. ........................................................... จงเขยี นสมการการผลติ สบํู (2 คะแนน) ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................................................... .......................... ........................................................................................................ ................................................................................. ............................................................................................................................. ............................................................ จงอธิบายการเกดิ ฝนกรด มาพอสังเขป (2 คะแนน) ............................................................................................................................. ............................................................ ........................................................................................................................................... .............................................. .................................................................................... ..................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ เกณฑ๑การประเมนิ (10 คะแนน) พจิ ารณาจาก คาตอบตรงประเด็นชัดเจน 4 คะแนน การคน๎ ควา๎ ขอ๎ มูลจากแหลงํ ท่ีอา๎ งอิงได๎ 3 คะแนน เขยี นด๎วยลายมอื ตนเองและอํานงําย 3 คะแนน

เฉลย ใบงาน เรอื่ งสมการเคมแี ละปฏกิ ริ ยิ าเคมี จงอธบิ ายในหัวข๎อดังตํอไปนี้ จงเขียนสมการดงั ตอํ ไปนใ้ี ห๎สมดุล (2 คะแนน) N2 + H2 NH3 ตอบ N2 + 3H2 2NH3 เผาหินปนู ดว๎ ยแคลเซยี มคาร๑บอเนต จะได๎แคลเซยี มออกไซด๑ และกา๏ ซคารบ๑ อนไดออกไซด๑ จงเขียนเป็นสมการ ( 2 คะแนน) ตอบ CaCO3(s) CaO(s) + Co2 (g) จงบอกปัจจัยทีม่ ผี ลตํอการเกิดปฏิกิริยาเคมี ( 2 คะแนน) ตอบ 1. ความเข๎มขน๎ 2. พ้นื ท่ีผวิ 3. อณุ หภมู ิ 4. ตวั เรงํ จงเขียนสมการการผลิตสบูํ (2 คะแนน) สบํู + กลเี ซอรอล ตอบ ไขมัน + NaOH จงอธิบายการเกิดฝนกรด มาพอสังเขป (2 คะแนน) ตอบ เม่อื เกิดฝนตกลงมา นา้ (H2o) จะละลายแก๏สตํางๆ ที่อยํใู นอากาศ ตามธรรมชาติ คือ คารบ๑ อนไดออกไซด๑ (CO2) กับก๏าซซัลเฟอรไ๑ ดออกไซด๑ (SO2) กา๏ ซคารบ๑ อนไดออกไซด๑ (No2) เมอื่ น้าละลายกา๏ ซ คาร๑บอนไดออกไซด๑ในอากาศ จะทาให๎นา้ ฝนมีสภาพเป็นกรดคารบ๑ อนิก (CH2Co2) ดังสมการ H2o(l) + CO2(g) H2CO3(aq)

ใบงาน เรอ่ื ง สารเคมกี บั ชวี ติ และส่ิงแวดลอ๎ ม 1. จงยกตวั อยํางสารเคมีที่ใช๎ในชีวติ ประจาวนั มา 5 อยําง ( 2 คะแนน) ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ...................................................... ...................................................................................................................................................................................... 2. จงตอบคาถามตอํ ไปนี้ ( 3 คะแนน) 2.1 การทดสอบความเปน็ กรด เบส ของสารเคมี ใช๎อปุ กรณใ๑ ด ( 1 คะแนน) ............................................................................................................................. ......................................................... จงยกตวั อยํางสารเคมที ี่ใชใ๎ นชวี ติ ประจาวนั ที่เป็นกรด บอกมา 3 ข๎อ (1 คะแนน) ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ...................................................... …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………. จงยกตัวอยํางสารเคมีท่ีใชใ๎ นชวี ติ ประจาวนั ทีเ่ ปน็ เบส บอกมา 3 ข๎อ (1 คะแนน) ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. .............................................. ................................................................................................................................................................................. จงบอกวธิ ีการใช๎สารเคมใี ห๎ถูกตอ๎ งและปลอดภัย (3 คะแนน) ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................................ ....................................... จงบอกผลกระทบที่เกิดจากการใชส๎ ารเคมี (2 คะแนน) ....................................................................................................................................................................... .................. ................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ..................................................

เฉลยใบงาน เรื่อง สารเคมกี ับชวี ติ และสงิ่ แวดลอ๎ ม 1. จงยกตัวอยํางสารเคมีที่ใช๎ในชวี ิตประจาวัน มา 5 อยําง ( 2 คะแนน) นา้ ปลา ยาสฟี ัน ผงซักฟอก นา้ ส๎มสายชู ผงชูรส น้ายาลา๎ งห๎องนา้ นา้ อดั ลม 2. จงตอบคาถามตํอไปนี้ ( 3 คะแนน) 2.1 การทดสอบความเป็นกรด เบส ของสารเคมี ใชอ๎ ุปกรณ๑ใด ( 1 คะแนน) กระดาษลติ มสั 2.2 จงยกตวั อยํางสารเคมที ่ีใชใ๎ นชวี ิตประจาวันทเี่ ป็นกรด บอกมา 3 ขอ๎ (1 คะแนน) น้ามะพร๎าว น้าสม๎ สายชู ยาลดกรด นา้ มะขามเปยี ก 2.3 จงยกตวั อยํางสารเคมที ่ีใช๎ในชีวติ ประจาวนั ทเ่ี ปน็ เบส บอกมา 3 ขอ๎ (1 คะแนน) ผงซักฟอก นา้ ขี้เถา๎ ผงฟู 3. จงบอกวธิ กี ารใช๎สารเคมใี หถ๎ ูกต๎องและปลอดภยั (3 คะแนน) 1. อํานฉลากใหเ๎ ข๎าใจกํอนนาสารชนิดนัน้ ไปใช๎ประโยชน๑ 2. ใช๎สารอยาํ งถูกต๎องเหมาะสมตามวิธีแนะนา 3. ใช๎สารในปริมาณเทําท่ีจาเปน็ 4. ใชส๎ ารหมดแล๎วต๎องจากัดภาชนะบรรจสุ ารอยํางเหมาะสม 4. จงบอกผลกระทบทเ่ี กดิ จากการใชส๎ ารเคมี (2 คะแนน) 1. ทาใหเ๎ กิดความเส่ียงตํอการเกิดโรคมะเร็ง 2. ทาใหเ๎ กดิ ความเสย่ี งตํอการเกิดโรคอน่ื 3. ทาใหเ๎ กดิ ผลกระทบตอํ ระบบนเิ วศท่ีเจือปนอยํูในของเสียท่ีอนั ตราย 4. ทาให๎เกิดผลสยี หายตอํ ทรัพยส๑ นิ และสงั คม เชํน การเกิดไฟไหม๎ เกิดการกัดกรํอนเสยี หายของวสั ดุ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook