100ของเรา จนกระทง่ั ไปลา้ งจิตใจของเราจนไร้ตวั ตนนนั่ เอง ธรรมารมณ์ท้งั เจ็ดประการที่จะเราจะตอ้ งเดินไปตาลาํ ดบั คือ 1) รู้สึกตวั คือความรู้สึกตวั ลว้ น ไมม่ ีความคิดมาเจือปน 2) เห็นคือความสามารถแยกแยะความรู้สึกไดอ้ ยา่ งชดั เจน 3) กลา้ คือเมื่อสามารถแยกแยะความรู้สึกได้ ความกลา้ หาญที่จะ ฝ่าฟันอารมณ์ทีห่ นกั ๆ กจ็ ะเกิดข้ึน 4) อิ่มใจ คือเม่ือกลา้ ก็จะทาํ ได้ พอทาํ ไดจ้ ิตก็จะเอิบอิ่ม 5) สงบใจ คือเม่ือจิตเอิบอิ่ม ความเร่าร้อนดิ้นรนกไ็ มม่ ใี นจิต จิตจึงสงบเยน็ 6) ต้งั มน่ั คือเมือ่ จิตไมเ่ ร่าร้อน สงบเยน็ เวลามีอารมณ์มากระทบ กส็ ามารถต้งั มน่ั ไดไ้ ม่หวน่ั ไหว และ 7) วางเฉย คือ เมือ่ จิตต้งั กส็ ามารถกระทบกบั อารมณอ์ ยา่ งวางเฉยได้ ทา่ นผอู้ ่านเห็นอยา่ งน้ีแลว้ กอ็ ยา่ พ่ึงคิดต่อไปว่า ธรรมารมณเ์ หล่าน้ีมนั เป็นกอ้ น ๆ แยกกนั อยา่ งเดด็ ขาด หากเราคิดอยา่ งน้นั หรือเขา้ ใจอยา่ งน้นัหรือเคยไดย้ นิ ไดฟ้ ังมาอยา่ งน้นั หรืออยา่ งอื่น ๆ เราขอใหท้ า่ นวางไวก้ ่อนแลว้ ลองสงั เกตความรู้สึกในใจของทา่ นตามไปดว้ ย ธรรมารมณด์ งั กล่าวเป็นอารมณห์ รือความรู้สึกทางใจ มนั เป็นอาการเดียวกนั รู้สึกตวั กบั วางเฉยเป็นอาการเดียวกนั แต่ต่างกนั ทค่ี วามเขม้ ขน้ ของความรู้สึกโดยอารมณ์ “วางเฉย” จะมีความเขม้ ขน้ สูงสุด ถา้ เปรียบเทียบธรรมารมณก์ บั สี ก็จะคลา้ ยกบั ทส่ี ีทเี่ ราเห็นเป็นเขียว เหลือง แดง ต่างกนั แต่เป็นคล่ืนเหมอื นกนั แต่เพราะมีความถ่ีต่างกนั
101เราก็เลยเห็นสีทีต่ ่างกนั คาํ อธิบายน้ีคงพอจะทาํ ใหเ้ ราเขา้ ใจมากข้ึน อยา่ งไรก็ตาม การอ่านฉลากยาไมท่ าํ ให้โรคหายฉนั ใด ความเขา้ ใจจากการอ่ านก็ไม่สามารถลา้ งตวั ตนเราไดฉ้ นั น้นั เราตอ้ งกินยาน้นั ดว้ ยตนเอง เราตอ้ งสัมผสักบั ธรรมารมณ์น้นั ดว้ ยตวั เอง เช้ือโรคทางกาย และโรคทางจิตจึงจะตาย แต่ตอ้ งย้าํ ตรงน้ีว่า ความรู้สึกน้นั ตอ้ งเป็นความรู้สึกท่เี ป็นเองในใจ จึงจะเขา้ข่าย “ธรรมารมณ์” ในความหมายน้ี “หลวงตา” ตีความใหฟ้ ังเทา่ น้ี ผเู้ ขียนเลยต้งั เป็นขอ้ สนั นิษฐานว่าน่ีกระมงั อารมณ์ท่ีจะนาํ เราไปสู่ “ตวั ตนภายในทแี่ ทจ้ ริง” ของเราหากเราจะเดินทางไปบนเส้นทางที่พน้ ไปจากโลก ขอ้ สนั นิษฐานน้ีจะจริงหรือไม่อยา่ งไร ทา่ นท้งั หลายคงตอ้ งไปพสิ ูจน์เอาเอง ในทีน่ ้ีเราจะไปทาํ ความรู้จกักบั วิธีการสงั เกตความรู้สึกแบบโลก ๆ ก็พอ เพราะอยใู่ นวิสัยทที่ าํ ได้ และผเู้ ขียนก็เชื่อว่า ผอู้ ่านน่าจะยงั ตอ้ งการแสวงหาความสุขแบบโลก ๆ หากเรารู้จกั สงั เกตอารมณ์แบบโลก ๆ ไปก่อน มนั น่าจะเป็นการปพู ้ืนฐานที่ดีสาํ หรับการไปสงั เกตอารมณเ์ หนือโลกเมื่อถึงเวลา เราไปดกู นั ว่า จะสงั เกตอารมณท์ ่ีว่าน้นั ไดอ้ ยา่ งไรฟังเสียงหัวใจ : การทาความรู้จกั ตวั ตนภายในสุด “ขณะน้ีเรารู้สึกอยา่ งไร” คาํ ถามน้ีหากถามก่อนท่ีเราผา่ นบทเรียน“เกลือเคม็ ไหม” หลายคนคงไม่รู้แมก้ ระทง่ั วา่ ตอนน้ีตวั เองคิดหรือรู้สึก แต่
102มาถึงตอนน้ี เราไดผ้ า่ นบทเรียนน้นั มาแลว้ จน มาถึงตอนน้ี เราทกุ คนแยกออกแลว้ ว่า อะไรคือความคิด อะไรคือความรู้สึก ถา้ ในใจของเราไม่มีภาพนิ่ง หรือภาพเคล่ือนไหวว่ิงอยู่ ไม่มเี สียงต่าง ไมม่ ีความรู้สึกที่ผา่ นมาแลว้ ผดุ ข้ึนมา แสดงวา่ เราไมไ่ ดค้ ิด แสดงว่าเรากาํ ลงั อยใู่ นความรู้สึกเฉยๆ แต่เป็นความเฉย ๆ ท่แี ตกต่างกบั อารมณ์ “วางเฉย” ในธรรมารมณ์ทเ่ี จด็ ที่เรากล่าวไปแลว้ มนั เป็นความเฉย ๆ แบบหนกั ๆ หน่วง ๆ เรารู้สึกไหม น่ีคือความแตกต่างระหว่างอารมณ์ท่ีเป็นความรู้สึกแบบโลก ๆ กบั อารมณ์ท่ีเป็นธรรมารมณ์ เรามาเริ่มทาํ ความรู้จกั ตวั ตนของเราท่ีเป็นตวั ตนภายในแบบโลก ๆ กนั ก่อน ในชีวิตประจาํ วนั ของเรา ขอให้เราลองสังเกตว่า ทกุ คร้ังท่ีเกิดการกระทบไมว่ ่าทางกายหรือทางใจ ใหส้ งั เกตใจตวั เองว่า พอใจ ไม่พอใจ หรือเฉย ๆ ใหม่ ๆ มนั อาจจะยงั ไม่ชดั เพราะจิตใจมนุษยต์ ามสญั ชาตญาณ คือการป้ องกนั ตวั ตนของตวั เอง จิตมนุษยจ์ ะไมย่ อมรับ “ความรู้สึก ” ทเี่ กิดข้ึนตรง ๆ ยงิ่ บางสังคมที่ส่งั สอนกนั มาวา่ “การแสดงความรู้สึก ” เป็นเรื่องของคนอ่อนแอ หรือเป็นเร่ืองผดิ ความรู้สึกทีเ่ กิดข้ึนตรง ๆ จะถูก “บิดเบือน ”หากยงั มอี าการอยา่ งน้ีอยู่ เราจะรู้จกั ตวั ตนทแี่ ทจ้ ริงแมใ้ นระดบั ตวั ตนก็เป็นไปไดย้ าก ไม่ตอ้ งไปพดู ถึงตวั ตนทแี่ ทจ้ ริงระดบั ไร้ตวั ตน แลว้ จะทาํ อยา่ งไร คาํ แนะนาํ คือ ฝึกยอมรับความรู้สึกอยา่ งที่มนัเป็น หากจิตยงั ไม่ยอมรับ อาจตอ้ งใชเ้ หตุผลเขา้ ช่วยเช่น “มนั เป็นแค่
103ความรู้สึก” หากการรับรู้ความรู้สึกตรง ๆ ทาํ ให้เรากลวั เกินกว่าจะรับรู้เฉยๆ ได้ ก็อยา่ พ่งึ ไปสังเกต ใหก้ ลบั ไปทาํ ความรู้จกั ตวั ตนในระดบั ร่างกายก่อนอยา่ งทีเ่ ราแนะนาํ ไปแลว้ แต่สาํ หรับคนท่ีเขม้ แข็งพอก็เดินหนา้ ต่อไปได้ เร่ิมจากความรู้สึกเฉย ๆ เวลาเรารู้สึกเฉย ๆ เราจะรู้สึกไม่หนกั แต่ก็ไมถ่ ึงกบั เบา บริเวณหนา้ อกดา้ นซา้ ย จริงไหม ลองสงั เกตดตู อนน้ีก็ได้ ถา้เฉยเปลี่ยนเป็นไม่พอใจ มนั จะมีความรู้ สึกแน่น ๆ หนกั ๆ บริเวณหนา้ อกดา้ นซา้ ย ความรู้สึกจะเป็นอาการเดียวคืออาการแน่น อาการหนกั ถา้ แน่นข้ึน หนกั ข้ึน ความไม่พอใจจะเริ่มเปลี่ยนสถานะไปเป็นอารมณอ์ ่ืนท่หี นกัเขา้ ไปอีก ต้งั แต่ หงุดหงิด โกรธ โกรธหนกั เขา้ กฝ็ ังลึกเขา้ ไปเป็นพยาบาทซ่ึงจะไปคนละทางกบั อารมณ์พอใจ เวลาพอใจ จะสงั เกตเห็นความโล่ง ความสบายบริเวณหนา้ อกดา้ นซา้ ย เราอาจจะเคยไดย้ นิ คนพดู วา่ สบายใจ นนั่ เป็นผลของความพอใจความโล่ง แต่ไมไ่ ดโ้ ล่งแบบว่าง มนั โล่งแต่ก็มอี าการ “ดีใจ ” แทรกอยู่อาการดีใจจะเพ่ิมมากข้ึนเม่ือความรู้สึกพอใจมีมากข้ึน ยงิ่ พฒั นาไปเป็นความพอใจในระดบั ทีส่ ูงข้ึนไปท่มี ชี ่ือเรียกต่าง ๆ กนั อาการดีใจก็จะยงิ่ มากข้ึนตามไปดว้ ย แต่อยา่ ลืมว่า อารมณท์ างโลกไมว่ า่ จะเป็นฝ่ังความพอใจหรือฝ่ังความไม่พอใจ มมี ากไปหรือมนี อ้ ยไปก็เป็นอนั ตรายท้งั น้นั ฝ่ังความรู้สึกพอใจ หากไมม่ เี ลยชีวติ ก็หมดพลงั หากมีมากเกินไปก็อาจทาํ อะไรนาํ ไปสู่การทาํ อะไรทีไ่ ม่ทนั ย้งั คิด หรือดีใจมากจนชอ็ คไปเลย
104ฝ่ังความรู้สึกไม่พอใจก็เช่นกนั หากไมม่ ีเลย ชีวติ กข็ าดความกระตือรือร้นหากมมี ากเกินไปกจ็ ะเหมือนกบั ตกนรกท้งั เป็น ดงั น้นั เมือ่ เรารู้จกั สงั เกตความรู้สึกของตวั เองเป็นแลว้ เราตอ้ งประคองอารมณ์ทางโล กน้ีใหอ้ ยใู่ นระดบั พอดี เพื่อเราจะไดม้ ีชีวิตท่มี ีความสุขและความสาํ เร็จ ตามวถิ ีของชาวโลกธรรมดา แต่หากวนั หน่ึงเม่ือเวลามาถึง ถา้ ตอ้ งการเดินพน้ ไปจากวถิ ีชาวโลก เรามีคาํ แนะนาํ ส้ัน ๆ สาํ หรับการสงั เกตธรรมารมณท์ ี่จะเกิดข้ึนเม่ือเราสังเกตจิตใจของตวั เอง ในชีวิตประจาํ วนั ในการทาํ กิจวตั รประจาํ วนั การทาํ การงาน การเดินไปมา ให้เรารู้ทีอ่ าการเคล่ือนไหวของร่างกายส่วนต่าง ๆ ต้งั แต่ตื่นนอนจนเขา้ นอน ทาํ ไปเรื่อย ๆ โดยไม่ตอ้ งคาดหวงั ว่าจะเกิดอะไรข้ึน พอจุดท่ีท่านฝืนความง่วง และฝืนความคิดได้ จนไมม่ คี วามง่วง คือรู้สึกสดชื่นโล่งโปร่งในหวั ในหัวไมม่ ีความคิด มีแต่อาการรู้เฉย ๆ จะรู้สึกว่าใจดี ใจวา่ ง ๆไมเ่ หมอื นอาการ “ดีใจ” เหมือนอารมณท์ างโลก นนั่ แสดงวา่ ท่านเริ่มรู้จกั“ความรู้สึกตวั ” ซ่ึงเป็นธรรมารมณท์ ่หี น่ึงแลว้ ท่ีเหลือมนั จะเกิดข้ึนกบั ท่านเอง โดยทา่ นไมต่ อ้ งทาํ อะไร เพียงแต่รู้ทอี่ าการเคล่ือนไห วของร่างกายไปเร่ือย จนมนั รู้เองแบบอตั โนมตั ิ เม่ือน้นั ทา่ นจะรู้เองวา่ ชีวติ “มหศั จรรย์ ”เพยี งใด และทา่ นจะรู้เองวา่ “ตวั ตนภายในท่ีแทจ้ ริง ” ของมนุษยช์ าติเป็นอยา่ งไร
105การกระทา พฤตกิ รรม นิสัย อปุ นสิ ัย : เคร่ืองตรวจสอบภายนอก ท่กี ล่าวมาเป็นการพดู ถึงการสงั เกตร่างก าย ความคิด และอารมณ์การสังเกตร่างกายไมน่ ่าจะมปี ัญหา เพราะเป็นสิ่งท่ีรับรู้ไดง้ ่าย และร่างกายเป็นส่ิงท่ีแสดงออกอยา่ งตรงไปตรงมาทีส่ ุดในบรรดาตวั ตนท้งั สาม แต่ความคิดกบั อารมณ์ เป็นสิ่งทีซ่ บั ซอ้ น และแสดงออกไมค่ ่อยตรงไปตรงมาเทา่ ไหร่ แต่เราก็มวี ิธีการตรวจสอบ ความ คิด ความเช่ือ ค่านิยม และอุดมการณ์ของเราเอง หรือของผอู้ ่ืนจากการกระทาํ พฤติกรรม นิสยั และอุปนิสยั ได้ ตวั อยา่ งเช่น หากเราคิดว่า “น้าํ ตาลมีผลเสียต่อสุขภาพ ” และเราก็บอกใคร ๆ วา่ เราเชื่อว่าน้าํ ตาลมผี ลเสียต่อสุขภาพ แต่คาํ พดู หรือการกระทาํกบั ไม่สอดคลอ้ งกนั เช่นพดู กบั เพ่อื นว่า “ไปกินไอติมกนั ไหม ” หรือ เวลากินกาแฟกใ็ ส่น้าํ ตาลส่ีชอ้ น เป็นตน้ นี่แสดงว่า เราไม่ไดค้ ิดอยา่ งน้นั จริง ๆเราไมไ่ ดเ้ ช่ืออยา่ งน้นั จริง ๆ หรือหากเป็นค่านิยม และอุดมการณ์ ก็เป็นค่านิยมและอุดมการณจ์ อมปลอม เพราะการกระทาํ ไม่สอดคลอ้ งกบั ความเชื่อ ค่านิยม หรืออุดมการณน์ ้นั ๆ ยง่ิ เป็นการกระทาํ ในระดบั ทีเ่ ป็น พฤติกรรม คือทาํ บอ่ ยข้ึน หรือทาํ บอ่ ย ๆ จนติดเป็นนิสยั หรือทาํ จนเป็นอตั โนมตั ิท่เี รียกวา่ อุปนิสยั หรือสันดาน กย็ งิ่ สังเกตไดง้ ่ายยงิ่ ข้ึนไปอีกว่า เรามคี วามคิด ความเชื่อ ค่านิยมอุดมการณ์ เป็นอยา่ งไร ดงั น้นั แค่ “คาํ พูด” ทีบ่ อกว่ามีความคิด ความเช่ือ
106ค่านิยม อุดมการณ์ และตวั ตนท่แี ทจ้ ริงเป็นอยา่ งไร ยงั ไม่พอ ตอ้ งดกู ารกระทาํ พฤติกรรม นิสัย และอุปนิสยั ประกอบดว้ ยจะไดไ้ มถ่ กู ตวั เองหลอกหรือถกู คนอ่ืนหลอกการทางานและการเช่ือมโยงกนั ของตวั ตนท้งั สามระดบั ในภาคน้ีเราไดน้ าํ เสนอการถกเถียงกนั ของมนุษยเ์ ร่ืองจิตวญิ ญาณระหว่างฝ่ ายเหตุผลและฝ่ ายความรู้สึกมาตลอดหลายร้อยปี ของประวตั ิศาสตร์มนุษยชาติ จนกระทงั่ ความเห็นทสี่ อดคลอ้ งกนั เริ่มจิตวิญญาณไดเ้ กิดข้ึนอยา่ งชดั เจนในศตวรรษน้ี แมจ้ ะมีคนเห็นต่างอยบู่ า้ ง แต่นน่ั เป็นเพราะเขาไม่ยอมเปลี่ยนจุดยนื ไมย่ อมเปล่ียนมุมมอง ต่อจากน้นั เราไดพ้ าท่านท้งั หลายไปทาํ ความรู้จกั กบั จิตวิญญาณ ท่ีทุกฝ่ายเห็นร่วมกนั วา่ มนั คือตวั ตนทแ่ี ทจ้ ริงของมนุษย์ โดยเราไดแ้ บ่งตวั ตนที่แทจ้ ริงออกเป็นสามระดบั คือร่างกาย ความคิด และอารมณ์ ในตวั ตนแต่ละระดบั เราก็ไดบ้ รรยายใหท้ า่ นเขา้ ใจวา่ มนั คืออะไร พร้อมกบั บอกวิธีการสงั เกตตวั ตนแต่ละระดบั ว่า จะสงั เกตไดจ้ ากอะไร และสงั เกตอยา่ งไร ถึงตอนน้ี เราก็เดินมาไดส้ องกา้ วแลว้ กบั การเดินทาง “การวางรากฐานชีวติ ใหม่” หลงั จากเราไดร้ ู้แลว้ ว่าเกิดอะไรข้ึนกบั โลกและชีวติเราไดร้ ู้แลว้ ว่า จิตวญิ ญาณคือทางรอด และมนุษยชาติ และเราก็รู้แลว้ ว่า จิตวญิ ญาณคืออะไร ต่อไปเราจะลงลึกในรายละเอียดเกี่ยวกบั ตวั ตนทแ่ี ทจ้ ริงของเรา เร่ิมจากร่างกาย อารมณ์ และความคิด วา่ มนั มกี ารทาํ งานอยา่ งไร
107และเช่ือมโยงกบั ตวั ตนในระดบั อ่ืน ๆ อยา่ งไร โดยจะนาํ เสนอใน ภาค 3ภาค 4 และภาค 5 ขอเชิญทา่ นติดตามไดต้ ามลาํ ดบั
108 ภาค 3 รูปกายในร่างกายในภาค 2 เราไดร้ ู้จกั ร่างกาย โดยการสงั เกตอาการของร่างกายจากอาการของธาตุทีม่ าประกอบเป็นร่างกายของเรา ท่ไี ดแ้ ก่อาการของธาตุดิน น้าํ ไฟลม โดยเราสามารถสังเกตอาการของธาตุเหล่าน้นั ไดแ้ ก่ อาการเยน็ ร้อนของธาตุไฟ อาการอ่อน แขง็ ของธาตุดิน อาการพดั โบก ของธาตุลม และอาการเอิบอาบ ของธาตุน้าํ นี่คือส่ิงทเ่ี ราไดร้ ู้มาแลว้ ในบทท่ีแลว้ ในบทน้ีเราจะมาทาํ ความรู้จกั ร่างกายของเราในระดบั ทล่ี ึก ท่ีละเอียดเขา้ ไปอีก แน่นอนไม่ใช่การทาํ ความรู้จกั ในมุมมองนกั วทิ ยาศาสตร์ไม่วา่ จะเป็นมมุ มองของนกั วทิ ยาศาสต ร์กายภาพท่เี รียกว่านกั ฟิสิกส์ หรือนกั วิทยาศาสตร์ชีวภาพที่เรียกวา่ นกั ชีววทิ ยา แต่เป็นการรู้จกั ร่างกายของเราจากมมุ มองใหม่ เป็นการมองเขา้ มาภายในตวั ของเราเอง ดว้ ยตวั ของเราเองซ่ึงแตกต่างจากมุมมองของวทิ ยาศาสตร์ทีเ่ ป็นการมองไปทรี่ ่างกายของคนผอู้ ื่นเพยี งอยา่ งเดียว แต่ก่อนทีจ่ ะไปถึงตรงน้นั เราไปทาํ ความรู้ร่างกายของเราจากมุมมองของวิทยาศาสตร์เก่า และมมุ มองของวทิ ยาศาสตร์ใหมก่ ่อน เพือ่ เป็นการอธิบายวา่ ทาํ ไมเราจึงกล่าววา่ “ร่างกายที่เรารู้จกั แต่ร่างแต่ไม่รู้จกั กาย ”
109ในบทน้ีเราจึงจะเริ่มดว้ ย มุมมองของวทิ ยาศาสตร์เก่าต่อร่างกาย แลว้ ต่อดว้ ยมุมมองของวิทยาศาสตร์ใหมต่ ่อร่างกาย ต่อจากน้นั จะเป็นการนาํ เสนอของเราเพอ่ื จะอธิบายว่า “รูปกายในร่างกาย ” เป็นอยา่ งไร มีการทาํ งานอยา่ งไรตลอดจนอธิบายว่า ตวั ตนภายนอกท่อี ยใู่ นร่างกายน้ี เช่ือมโยงกบั ตวั ตนภายใน และตวั ตนภายในสุดอยา่ งไร ในภาค 3 มีหวั ขอ้ ที่จะพดู คุยกนั ต่อไปน้ีคือ : รูปกายในวทิ ยาศาสตร์กายภาพ รูปกายในวิทยาศาสตร์จิตภาพ การรู้จกั ตวั ตนระดบั ร่างกาย ตวั ตนภายนอกทแ่ี ทจ้ ริง
110 บทท่ี 9 รูปกายในวทิ ยาศาสตร์กายภาพวิทยาศาสตร์เก่า เป็นการมองโลกแบบกลไก โดยเช่ือวา่ มีโลกทเ่ี ป็นอิสระจากการรับรู้ของมนุษย์ และร่างกายของมนุษยก์ เ็ ป็นส่วนหน่ึงของโลกน้นัดว้ ย ในส่วนของร่างกายมนุษยเ์ อง วิทยาศาสตร์แบบกลไกมองวา่ ร่างกายประกอบดว้ ยกองของวตั ถุที่แยกขาดจากกนั ในมติ ิของเวลาและสถานท่ีนอกจากน้นั วิทยาศาสตร์แบบกลไกยงั มองว่าร่างกายกบั จิตใจ แยกจากกนัและไม่ข้ึนต่อกนั และกนั ยงิ่ ไปกว่าน้นั วทิ ยาศาสตร์แบบกลไกยงั มองวา่ร่างกายเป็นองคป์ ระกอบหลกั ของชีวติ จิตใจเป็นเรื่องรอง ถา้ ร่างกายไดร้ ับการดแู ลดี จิตใจก็จะมคี วามสุขเอง ดว้ ยความเชื่อดงั กล่าว วทิ ยาศาสตร์เก่าจึงมองร่างกายไมต่ ่างจากวตั ถุสิ่งของ กลไกการทาํ งานของร่างกายจึงเป็นกลไกของวตั ถุลว้ น ๆ ในยคุแรก ๆ นกั วิทยาศาสตร์ไม่เช่ือดว้ ยซ้าํ ไปวา่ มนุษยม์ คี วามรู้สึกนึกคิด หรือความรู้สึกนึกคิดไม่เก่ียวกบั ร่างกาย มนุษยเ์ ป็นเพยี งเครื่องจกั รทเ่ี รียนรู้การคิดเทา่ น้นั เอง จากความรู้ทีเ่ ราไดว้ ทิ ยาศาสตร์แบบเก่า ทาํ ใหเ้ ราทราบวา่ ร่างกายของมนุษยน์ อกจากเป็นตวั มีแขน มขี า มอี วยั วะที่เรามองเห็น เรายงั ไดร้ ู้จากวทิ ยาศาสตร์แบบกลไกวา่ ร่างกายภายในประกอบข้ึนจากหน่วยทเ่ี ล็กที่สุด
111คือ อะตอมยดึ กนั เป็นโมเลกลุ และโมเลกลุ มีการจดั โครงสร้างเรียกวา่ เซลล์เซลลช์ นิดเดียวกนั เมอ่ื รวมกนั เขา้ เป็นกลุ่มและทาํ หนา้ ทอี่ ยา่ งใดอยา่ งหน่ึงเราเรี ยกวา่ เน้ือเยอื่ และเน้ือเยอ่ื ต่างๆยงั ประกอบกนั เขา้ เป็นกลา้ มเน้ือและอวยั วะอ่ืนๆไดอ้ ีกมากมาย อะตอมในมุมมองของวิทยาศาสตร์แบบกลไก หลายคนอาจเคยได้ทราบมาแลว้ ว่า มโี ปรตรอน และอิเล็กตรอนวิ่งรอบใจกลางที่เรียกว่านิวเคลียส เป็นอยอู่ ยา่ งน้นั แน่นอน ไมเ่ ปลี่ยนแปลง โครง สร้างของอะตอมในร่างกายมนุษย์ ไม่แตกต่างกนั เลยกบั โครงสร้างของอะตอมในวตั ถุและสิ่งมีชีวติ ทกุ ชนิดในจกั รวาล ชีวติ จึงเปรียบเสมอื นนาฬิกาไขลาน และจกั รวาลกเ็ ป็นเหมอื นเครื่องจกั รขนาดใหญ่ วทิ ยาศาสตร์เก่าจึงมองการทาํ งานของร่างกายมนุษยว์ า่ เป็นกลไกการทาํ งานโดยอตั โนมตั ิที่ข้ึนอยกู่ บั ส่ิงแวดลอ้ มนอ้ ยมาก แต่กอ็ ธิบายไมไ่ ด้วา่ อะไรควบคุมระบบอตั โนมตั ิน้นั เช่น การหายใจของปอดหรือการเตน้ของหัวใจ เป็นตน้ กลไกการทาํ งานของร่างกายตอ้ งใชพ้ ลงั งาน ซ่ึงพลงั งานต่างๆ เหล่าน้ี ร่างกายไดร้ ับมาจากการเผาผลาญอาหารภายในเซลลข์ องร่างกายโดยตลอดเวลา ในร่างกายของมนุษยม์ ีกลไกการทาํ งานของระบบต่าง ๆ ไดแ้ ก่ระบบผวิ หนงั หรือระบบห่อหุ้มร่างกาย ระบบกระดกู ระบบกลา้ มเน้ือระบบยอ่ ยอาหาร ระบบขบั ถ่ายปัสสาวะ ระบบหายใจ ระบบไหลเวยี นโลหิต ระบบประสาท ระบบสืบพนั ธุ์ และระบบต่อมไร้ท่อ ซ่ึงจะไม่ลง
112รายละเอียดในทีน่ ้ี เพราะไ มใ่ ช่จุดมุ่งหมายของหนงั สือเล่มน้ี แต่ทนี่ าํ มาเสนอกเ็ พยี งเพอื่ ให้เห็นภาพกวา้ ง ๆ เทา่ น้นั ความรู้เรื่องร่างกายและการทาํ งานของร่างกายจากวิทยาศาสตร์เก่า แมว้ ่าจะยงั มีหลายอยา่ งทอ่ี ธิบายไม่สามารถไดว้ ่ามนั ทาํ งานอยา่ งไร เช่นอะไรควบคุมเซลล์ หรือทาํ ไมมนุษยจ์ ึงร้องไห้ หั วเราะ เป็นตน้ แต่วทิ ยาศาสตร์แบบกลไกก็สามารถเอาชนะโรคท่เี กิดจากเช้ือโรคไดอ้ ยา่ งเด็ดขาดเกือบทุกโรค ก็ตอ้ งขอบคุณนกั วิทยาศาสตร์ผบู้ กุ เบิกความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ในยคุ แรกไว้ ณ ทน่ี ้ี แต่เมื่อปัญหาของร่างกายไดร้ ับการแกไ้ ข ร่างกายไดร้ ับการดูแลอยา่ งอุดมสมบรู ณ์ ส่ิงอาํ นวยความสะดวกทางวตั ถุครบครันนกั วิทยาศาสตร์กลบั พบว่า ชีวติ มนุษยไ์ ม่เป็นไปอยา่ งที่วิทยาศาสตร์เก่าคาดไวค้ ือ “มนุษยจ์ ะมีความสุข” ยงิ่ ประเทศทีม่ คี วามกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาศาสตร์แบบกลไก การฆ่าตวั ตายยงิ่ เพิ่มข้ึน การอยา่ ร้าง อาชญากรรม ยาเสพติดรวมท้งั ความเจ็บป่ วยที่ไม่ไดเ้ กิดจากเช้ือโรค เช่นโรคหัวใจ มะเร็ง ลว้ นเป็นเครื่องยนื ยนั ว่า การมองมนุษยว์ า่ เป็นเพียงเครื่องจกั รท่หี ดั คิด เป็นมุมมองท่ีไมส่ อดคลอ้ งกบั ความเป็นจริงของธรรมชาติ อยา่ งไรกต็ าม ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์เกี่ยวกบั ร่างกายและชีวิตมนุษยก์ ไ็ ดพ้ ฒั นาไปอยา่ งไมห่ ยดุ ย้งั จา กการศกึ ษาร่างกายท่เี ป็นกอ้ น ๆ ท่ีปราศจากชีวิต ไดพ้ ฒั นาไปศกึ ษาสารเคมีในร่างกาย ศึกษาไฟฟ้ าในร่างกายจนขยายขอบเขตไปไปศกึ ษาร่างกายในฐานะชีวติ ทมี่ คี วามเชื่อมโยงกบั ทุก
113สรรพส่ิง วทิ ยาศาสตร์จึงกา้ วสู่ยคุ “วิทยาศาสตร์ใหม่ ” ทีม่ ีมมุ มองที่กวา้ งไกลกว่าวิทยาศาสตร์เก่าเป็ นอนั มากจักรวาลคอื ส่วนขยายของรูปกาย : วทิ ยาศาสตร์ใหม่มองร่างกาย วิทยาศาสตร์ใหม่มองว่า ร่างกายคือการยอ่ ส่วนของจกั รวาล หรือในร่างกายกม็ ีจกั รวาลอยดู่ ว้ ย คาํ กล่าวน้ีไมใ่ ช่คาํ กล่าวในเชิงเปรียบเทยี บ แต่เป็นขอ้ เทจ็ จริงทางวิทยาศาสตร์ เพราะความกา้ วหนา้ ในการศกึ ษาขอ งวิทยาศาสตร์ใหม่ ทาํ ให้เราสามารถสืบยอ้ นไปถึงจุดกาํ เนิดของจกั รวาล ทาํให้ทราบวา่ เราและทกุ สรรพสิ่งในจกั รวาลมาจากธุลีดาวเหมอื นกนั เม่ือคร้ังเกิดการระเบดิ คร้ังใหญ่ข้ึนเมอ่ื 14,300 ลา้ นปีมาแลว้ นอกจากน้นั วิทยาศาสตร์ใหมย่ งั มองว่า ร่างกายน้ีไม่ไดม้ ีเพยี งร่างกายท่ี เป็นกอ้ น ๆ น้ีเทา่ น้นั แต่ร่างกายน้ียงั เป็นสิ่งทแ่ี ยกกนั ไมอ่ อกกบัความรู้สึกหรือทีเ่ รียกว่า “วญิ ญาณ” หรือ “จิต” ซ่ึงก็คือสภาพการรับรู้ที่ติดอยกู่ บั ร่างกาย รวมกนั เป็นชีวติ มแี ต่ร่างกายแต่ไมม่ ีสภาวะการรับรู้ก็ไมม่ ีชีวิต และในทางกลบั กนั สภาวะการรับรู้กต็ ้งั อยู่ ไม่ไดถ้ า้ ไมม่ รี ่างกายวิทยาศาสตร์ใหม่จึงศกึ ษาร่างกายในฐานะส่ิงมชี ีวิต ไมไ่ ดม้ องว่าเป็นกลไกการทาํ งานของวตั ถุเหมือนวทิ ยาศาสตร์เก่า
114 จุดเร่ิมตน้ ของร่างกายมนุษยใ์ นมมุ มองของวิทยาศาสตร์ใหม่ ก็ยงั คงเป็น “อะตอม ” เหมือนกนั แต่แตกต่างกนั ตรงที่ “อะตอม ” ในวทิ ยาศาสตร์ใ หม่ ไมไ่ ดม้ โี ครงสร้างแบบตายตวั ทมี่ ีโปรตรอนและอิเล็กตรอนวิ่งรอบนิวเคลียส อะตอมในวิทยาศาสตร์ใหม่เป็นความวา่ ง แต่ไม่ใช่ความวา่ งท่ีวา่ งเปล่า แต่เป็นความวา่ งท่ีมีศกั ยภาพบริสุทธ์ิซ่ึงพร้อมที่จะแสดงตนออกมาให้สอดคลอ้ งกบั สภาพแวดลอ้ มท่ีรับรู้โดย “จิต” อยู่ตลอดเวลา นอกจากน้นั วทิ ยาศาสตร์ใหมย่ งั สามารถอธิบายการทาํ งานของร่างกายไดม้ ากข้ึน กล่าวคือ วทิ ยาศาสตร์ใหม่คน้ พบวา่ “ยนี ” ไม่ไดค้ วบคุมเซลลอ์ ยา่ งทเ่ี คยเชื่อกนั มา แต่เป็นความเชื่อต่างหากทคี่ วบคุมเซลล์นอกจากน้นั วทิ ยาศาสตร์ใหมย่ งั ยนื ยนั ว่า ความปรารถนาดีต่อกนั จะส่งผลให้มนุษยม์ ีความสุขแมว้ ่าผรู้ ับรู้ความปรารถนาดีน้นั จะไมร่ ู้ตวั กต็ าม ยงิ่ ผทู้ ่มี ีความปรารถนาดีมีเพ่อื นทเี่ ป็นผทู้ ี่มีความปรารถนาดี ความสุขกจ็ ะยงิ่ เพิ่มข้ึนตามไปดว้ ย การคน้ พบน้ีกาํ ลงั ยนื ยนั วา่ ร่างกายของมนุษยไ์ มใ่ ช่เพยี งสิ่งท่ีเป็นเน้ือเทา่ น้นั แต่เป็นการยนื ยนั วา่ “สรรพสิ่งรอบตวั มนุษยเ์ ป็นส่วนขยายของร่างกายมนุษย”์ ดงั ทก่ี ล่าวไปแลว้ ตอนตน้ มมุ มองของวิทยาศาสตร์ใหมต่ ่อร่างกาย เป็นการมองแบบองค์รวมที่เรียกว่าชีวติ คือมองว่าร่างกายไม่ไดต้ ้งั อยโู่ ดด ๆ แต่เชื่อมโยงอยา่ งแยกกนั ไมไ่ ดก้ บั สภาวะรับรู้ทเ่ี รียกวา่ “วิญญาณ” หรือ “จิต” นอกจากน้นั
115วิทยาศาสตร์ใหมย่ งั มองว่าชีวิตมนุษย์ กไ็ มอ่ ยอู่ ยา่ งโดดเด่ียว แต่เป็นเครือข่ายของชีวติ ท่ีเชื่อมโยงกนั ท้งั หมด นบั แต่ภายในร่างกายของมนุษยเ์ องก็เป็นเคร่ืองข่ายของชีวติ เลก็ ๆ ท่ีเรียกว่าเซลลน์ บั ร้อยลา้ นเซลล์ รวมกนั เป็นมนุษย์ เครือข่ายของมนุษยน์ บั พนั ล้ านคนลนโลก รวมกนั เป็นมนุษยชาติเครือข่ายของมนุษยชาติและส่ิงมีชีวิตนบั ลา้ น ๆ บนโลกรวมกนั เป็นโลกและเครือข่ายของดวงดาวนบั ไมถ่ ว้ นรวมกนั เป็นจกั รวาล ซ่ึงท้งั หมดมี “จิตวญิ ญาณ” เดียวกนั น่ีเป็นความรู้ทีเ่ ราไดจ้ ากวทิ ยาศาสตร์ใหม่ท่ีมีมมุ มองต่อร่างกาย การคน้ พบของวทิ ยาศาสตร์ใหม่ นบั วนั จะยนื ยนั หนกั แน่นข้ึนทกุวนั ๆ วนั ว่า ชีวิตท่แี ทจ้ ริงของมนุษยไ์ มใ่ ช่ “ร่างกาย” น้ี ร่างกายน้ีเป็นเพียงการเดินทางส้ัน ๆ เท่าน้นั การหยดุ ทาํ งานของร่างกาย ซ่ึงเรียกวา่ “ความตาย” ที่มนุษยก์ ลวั กนั นกั หนา ไมใ่ ช่การส้ินสุดของชีวิต ชีวิตทีแ่ ทจ้ ริงคื อ“จิตวิญญาณ” ซ่ึงเป็นการเดินทางที่ไม่รู้จบ เกิด แก่ เจ็บ ภาย ในภาษาของจิตวญิ ญาณ เป็นวงจรท่หี มุนวนไม่มที ี่สิ้นสุด ตราบใดทยี่ งั มี “การปรุงแต่ง ”ความคิดอยู่ ตราบน้นั การเดินทางก็ยงั ดาํ เนินต่อไป เม่ือการปรุงแต่งส้ินสุดลง “จิตวิญญาณ” กไ็ ม่ไดด้ บั สูญไปไหน แต่จะกลายเป็นสภาวะสุขนิรันดร์ที่ไมม่ ีเกิด ไมม่ ีดบั ตลอดกาล ความรู้ของวทิ ยาศาสตร์ใหม่น้ี ช่างสอดคลอ้ งกบั วิทยาศาสตร์ทางจิต จนดูราวกบั ว่าท้งั สองศาสตร์ไดม้ าถึงจุดร่วมกนั แลว้
116
117 บทที่ 10 รูปกายในวทิ ยาศาสตร์จติ ภาพการจะทาํ ความเขา้ ใจเร่ืองน้ี เราจะเร่ิมจากการทาํ ความความเขา้ ใจจากส่ิงที่สงั เกตไดง้ ่าย ๆ ก่อน แมว้ า่ ตวั อยา่ งทยี่ กมาจะไม่เหมอื นกนั เสียทเี ดียว แต่มนั ก็ช่วยให้เราเทยี บเคียงความเขา้ ใจเร่ือง “กายในร่าง” ไดด้ ีกว่าการอธิบายในส่ิงทีไ่ ม่สามารถนึกภาพออก เพราะเราไมเ่ คยเห็นสิ่งน้นั มาก่อน แต่พอเรานึกภาพออก สงั เกตเป็ น ต่อไปกไ็ มต่ อ้ งใชก้ ารเปรียบเทยี บกบั ส่ิงอ่ืนทเ่ี ราเรียกวา่ “การอุปมาอุปไม” อีกต่อไป เราจะเริ่มเปรียบเทยี บกบั หนงั สือก่อน หนงั สือคืออะไร เราเคยต้งั ขอ้ สังเกตไหม หนงั สือไมใ่ ช่ตวั เล่มไม่ใช่กระดาษ ไม่ใช่ตวั หนงั สือฉนั ใด กายก็ไม่ใช่ร่างกาย ไมใ่ ช่แขนขาไมใ่ ช่ตบั ไต หวั ใจ ไมใ่ ช่กลา้ มเน้ือ ไมใ่ ช่เน้ือเยอ่ื ไม่ใช่เซลล์ ฉนั น้นั แต่เราก็ไม่สามารถเขา้ ถึงหนงั สือโดยปราศจากตวั หนงั สือ โดยปราศจากกระดาษโดยปราศจากตวั เล่มฉนั ใด เราก็ไม่สามารถเขา้ ถึงร่างกายโดยปราศจากส่วนต่าง ๆ ทปี่ ระกอบกนั ข้ึนเป็นร่างกายฉนั น้นั เวลาเราอ่านหนงั สื อเราเคยต้งั คาํ ถามกบั ตวั เองหรือเปล่าวา่หนงั สือคืออะไร เรารู้สึกไหมวา่ หนงั สือคือ “ส่ิงท่เี กิดข้ึนใหมจ่ ากการเชื่อมโยงกนั ระหว่างส่ิงต่าง ๆ ทป่ี ระกอบกนั เป็นตวั เล่มหนงั สือกบั คนอ่าน
118หนงั สือและคนเขียนหนงั สือ ” เวลาเราอ่านหนงั สือแลว้ เราแค่จาํ ไดว้ า่หนงั สือมถี อ้ ยคาํ อะไรบา้ ง เราก็เห็นแค่ตวั เล่ม แต่เรายงั ไม่เห็นหนงั สือ แต่ถา้ เราอ่านหนงั สือแลว้ เขา้ ถึงความหมายของหนงั สือที่ไมไ่ ดเ้ ขียนออกมาเป็นตวั หนงั สือ ถึงตอนน้ีเราคงจะรู้แลว้ ว่า “หนงั สือ” คือความหมายทีต่ วั หนงั สือตอ้ งการจะส่ือความ ความหมายมนั มลี กั ษณะประกอบกนั เป็นหน่ึงเดียวเป็น“รูปกาย” เรารู้สึกไดไ้ หมเวลาเราอ่านหนงั สือ มนั เป็นตวั ตนของหนงั สือเล่มน้นั เวลาเราอ่านหนงั สือเล่มต่อไป ลองใส่ใจอีกสักนิด เราจะเห็นหนงั สือแตกต่างไปจากทีเ่ ราเคยอ่านแบบผา่ น ๆ อยา่ งท่ีผา่ นมา เราจะรักหนงั สือและปฏิบตั ิต่อหนงั สือเหมือนส่ิงมชี ีวิตชนิดหน่ึง ตวั อยา่ งน้ีอาจจะไม่ชดั เจนเพราะเราไม่สามารถสมั ผสั กบั ความเป็น “รูปกาย ” ของหนงั สือไม่ชดั เจนนกั เพราะมนั ค่อนไปในทางจิตใจมากกว่าร่างกาย เราลองมาดูคาํ ถามทวี่ า่ “รถยนต์” คืออะไร คาํ ถามน้ีน่าจะเขา้ ใจไดด้ ีกว่า เพราะรถยนตม์ คี วามคลา้ ยคลึงกบั ร่างกายของเรามากกว่าหนงั สือ รถยนต์ ไมใ่ ช่ตวั รถ ไมใ่ ช่ตวั ถงั ไมใ่ ช่ลอ้ ไม่ใช่เบาะ ไมใ่ ช่เครื่องยนต์ แต่เราก็ไมส่ ามารถเขา้ ถึงรถยนตไ์ ดโ้ ดยปราศจากส่วนต่าง ๆของรถยนต์ ดว้ ยการประกอบกนั ขา้ วของทกุ ส่วนและมีการทาํ งานร่วมกนัอยา่ งลงตวั เราจึงไดไ้ ดร้ ถยนต์ ทา่ นเห็นดว้ ยไหม แมป้ ระกอบกนั แลว้ ตอ้ งมี
119การทาํ งานร่วมกนั ของทุกส่วนดว้ ย จึงจะเรียกวา่ รถยนต์ ทนี ้ีท่านเห็นหรือยงั วา่ รถยนตค์ ืออะไร “ความเป็นรถยนตค์ ือความต่ืนตวั ความพร้อมในการเคล่ือนที่” ใช่ไหม เวลาท่านสตาร์ทเครื่อง ท่านรับรู้ไดถ้ ึงศกั ยภาพของรถยนต์ รับรู้ไดถ้ ึงการประกอบกนั เขา้ เป็นรถยนต์ มนั เป็นสิ่งห น่ึงทเี่ กิดข้ึนใหม่จากการเชื่อมโยงกนั ระหวา่ งวตั ถุที่ประกอบกนั เขา้ เป็นรถยนตจ์ นสามารถทาํ งานเดินเครื่องไดก้ บั ตวั ทา่ นทเ่ี ป็นผสู้ ตาร์ทเครื่องยนต์ ถา้ จะเรียกส่ิงที่เกิดข้ึนใหม่วา่ “รูปกาย ” ของรถยนตก์ พ็ อจะได้ แต่มนั เป็นภาษาคนละระบบกนัในทางวศิ วกรรมเขากม็ ีภาษาของเขา ถึงตอนน้ี ทา่ นน่าจะนึกออกแลว้ ว่า “รูปกาย” ไมใ่ ช่ร่างกาย ไมใ่ ช่แขนขา ไมใ่ ช่ตบั ไต หวั ใจ ไม่ใช่กลา้ มเน้ือ ไมใ่ ช่เน้ือเยอ่ื ไม่ใช่เซลล์ แต่เราก็ไม่สามารถเขา้ ถึงกายโดยปราศจากส่วนต่าง ๆ ทปี่ ระกอบกนั เขา้ เป็นร่างกายไดเ้ ช่นกนั เหมอื นเช่นรถยนตท์ ไี่ ม่ใช่แค่การประก อบแลว้ จะเป็นรถยนต์ เครื่องยนตต์ อ้ งทาํ งานไดด้ ว้ ยจึงจะเป็นรถยนต์ ร่างกายกเ็ ช่นกนัส่วนต่าง ๆ มาประกอบกนั แลว้ ตอ้ งมีชีวิตดว้ ยจึงจะเรียกวา่ ร่างกายไมอ่ ยา่ งน้นั คงเป็นแค่ซากศพ เม่ือส่วนต่าง ๆ มาประกอบกนั เป็นร่างกายแลว้ ความเป็น “รูปกาย” เป็นส่ิงที่เกิดข้ึนใหม่จากก ารเชื่อมโยงกนั ของร่างกายกบั ผสู้ ังเกตร่างกาย เวลาเราสังเกตร่างกายเราจะเห็นความเป็น “รูปกาย” ท่ีมลี กั ษณะ
120ประกอบกนั เขา้ เป็นหน่ึงเดียว แยกออกจากกนั ไม่ได้ มีความต่ืนตวั มีศกั ยภาพทจ่ี ะเคลื่อนท่ี เราจะรู้สึกถึงพลงั ของกาย อยา่ งไรกต็ าม หากสงั เกตไมเ่ ห็นรับรู้ไม่ได้ ก็ ไมต่ อ้ งไปคิดหา หรือสร้างให้มนั เกิดข้ึนในความคิดเพราะมนั มอี ยแู่ ลว้ โดยธรรมชาติ เราเพียงแต่ไปเพ่มิ ความละเอียดในการรับรู้ท่ีประสาทสมั ผสั เทา่ น้นั ก็พอ แลว้ เรากจ็ ะเห็น “รูปกายในร่างกาย ” ได้โดยการตรวจจบั สัญญาณรูปกายที่ส่งออกมาทางร่างกายตรวจจบั สัญญาณ : วธิ ีการดูรูปกายในร่างกาย เวลาเราอ่าหนงั สือแลว้ มองไม่เห็น เรามวี ธิ ีทจี่ ะมองเห็นไดส้ องวธิ ีคือ หน่ึงคือให้เขาเขียนใหมใ่ ห้ตวั ใหญ่ข้ึน หรือสองเพมิ่ ความสามารถในการมองเห็นของเราโดยการใชแ้ ว่นขยายช่วย หรือในกรณีเราจะรับสญั ญาณวิทยกุ เ็ ช่นเดียวกนั เราอาจรับ “รูปกาย” ของคล่ืนวทิ ยไุ ดโ้ ดยการเพิม่ กาํ ลงัส่ง หรือเพ่ิมกาํ ลงั เครื่องรับ เรากจ็ ะได้ “คลื่นวิทยุ” ในความเขม้ ท่ีเพยี งพอสาํ หรับเครื่องแปลงสัญญาณท่ีจะนาํ แปลเป็นเสียงไดเ้ ราฟังไดอ้ ยา่ งชดั เจนได้ สาํ หรับในกรณีของร่างกายเราก็สามารถเห็นรูปกายเราไดส้ องทางเช่นเดียวกนั การเปรียบเทยี บกบั การรั บคลื่นวทิ ยุ ช่วยให้เราเห็นภาพได้ชดั เจนกวา่ การเปรียบเทยี บดว้ ยการมองตวั หนงั สือ เพราะ “รูปกาย” มคี วาม
121คลา้ ยคลึงกบั “คลื่นวิทย”ุ มากกวา่ รูปตวั หนงั สือ แต่การเร่ิมตน้ ทีต่ วั หนงั สือกช็ ่วยให้เราเริ่มตน้ ทาํ ความเขา้ ใจจากสิ่งรู้ไดง้ ่ายก่อนจะไปสู่สิ่งทร่ี ู้ไดย้ าก ทวี่ า “รูปกาย” มีความคลา้ ยคลึงกบั “คล่ืนวทิ ย”ุ น้นั เพราะท้งั สองเป็น “พลงั งาน” เหมือนกนั เราลองฝ่าเอามือของเรามอื ของเรามาถูกนั จนรู้สึกวา่ ร้อนดู แลว้ ลองเอาเขา้ ไปใกล้ ๆ ผมยาว ๆ ดู จะเห็นว่า เส้นผมถกู มอืดูดข้ึนมา น่ีเป็นการแสดงให้เห็นวา่ “ร่างกาย” มีไฟฟ้ าอยู่ จริงแลว้ กม็ ไี ฟฟ้ าอยใู่ นทกุ ชีวติ นนั่ แหละ แต่จะมากหรือนอ้ ยเท่าน้นั เอง ทีน้ีเราลองเอามีมาถูที่แขนหลายรอบ เราจะรู้สึกถึงความมีอยขู่ องแขนเป็นแท่ง ๆ ทอ่ น โดยไม่ตอ้ งมองไปทแี่ ขน การเห็นรูปกายในร่างกายกม็ ีลกั ษณะเดียวกนั แต่เป็นการรู้สึกถึงการมีอยแู่ บบท้งั ตวั รูปกายที่เราจะสงั เกตได้ ก็คือสังเกตหรือรับรู้พลงั งานไฟฟ้ าของร่างกายที่กระจายออกมารอบร่างกายน่ีเอง แต่อุปสรรคทที่ าํ ให้เรารับรู้ไม่ได้มสี องอยา่ งคือ สญั ญาณไมแ่ รงพอ และเครื่องตรวจจบั สัญญาณไมล่ ะเอียดพอ วิธีการแรกท่ีเราพบบ่อยคือการเพิม่ สัญญาณไฟฟ้ าในร่างกาย แต่เขาไมไ่ ดท้ าํ เ พ่อื ดรู ูปกาย แต่เป็นการทาํ เพอ่ื ประโยชน์อยา่ งอ่ืน เช่น เพอ่ื การแข่งขนั กีฬา เพ่อื ทาํ ใหร้ ่างกายต่ืนตวั ก่อนการแสดง เป็นตน้ วิธีการเรารู้กนัอยแู่ ลว้ จะไมน่ าํ มาพดู อีก แต่วธิ ีท่ีเราจะนาํ มาพดู ในทีน่ ้ีคือ การเพ่มิ ความถี่ของเคร่ืองรับสญั ญาณ
122 ก่อนท่ีจะไปเพ่มิ ความละเอียดให้ กบั เครื่องตรวจจบั สญั ญาณรูปกาย หลายคนอาจจะสงสัยวา่ แลว้ จะเห็นรูปกายให้มนั เกิดประโยชนอ์ ะไรอนั น้ีจะไม่ตอบตรง ๆ เพียงแต่ใหท้ า่ นลองเปรียบเทยี บกบั นกั กีฬาทีเ่ ขากระตุน้ ร่างกายให้ตื่นตวั หรือนกั แสดงหรือผนู้ าํ ท่จี ะออกไปพบปะผคู้ นจาํ นวนมาก ยงั ไดป้ ระโยชน์จากการต่ืนตวั ของร่างกายเพียงชวั่ คราวเลย น่ีถา้เราสามารถเพิม่ ความละเอียดของเคร่ืองตรวจจบั สญั ญาณรูปกาย แลว้ เห็นรูปกายทต่ี ่ืนตวั อยตู่ ลอดเวลา เรากเ็ ป็นยอดมนุษยด์ ี ๆ นี่เอง การเปรียบเทียบน้ีคงจะพอให้พวกเราต้งั ใจอ่านต่อไป
123 บทที่ 11 การรู้จักตวั ตนระดับร่างกายเมอื่ พดู ถึงคาํ ว่า “ทาํ ความรู้สึกตวั ” เกือบจะทุกคนคงจะแยง้ ว่า ไม่เห็นตอ้ งทาํ เลย เรายงั ไม่ตายก็แสดงว่าเรายงั รู้สึกตวั อยู่ การโตแ้ ยง้ น้ีถกู ตอ้ งในประเด็นว่า เรายงั มคี วามรู้สึกตวั อยู่ แต่ความรู้สึกตวั ทเ่ี รามีอยตู่ ามสัญชาตญาณน้ี ไม่เพียงพอทจ่ี ะตรวจจบั สญั ญาณ “รูปกาย” ได้ ก็อยา่ งทีเ่ ราไดร้ ู้จากนกั วทิ ยาศาสตร์ทีเ่ รากล่าวไปแลว้ ขา้ งตน้ วา่ในชีวติ เรารู้ตวั วา่ เราทาํ อะไรเพยี ง 5% เทา่ น้นั ทเ่ี หลือเป็นการกระทาํ ท่ีเป็นไปตามสัญชาตญาณท่ตี ิดตวั มาต้งั แต่เรามชี ีวติ คร้ังแรกเมื่อ 3,500 ลา้ นปีมาแลว้ สมยั เราเป็นสัตวเ์ ซลลเ์ ดียวท่ีเรียกวา่ “อะมบี า้ ” โน่น สญั ชาตญาณทีว่ า่ คือ กิน นอน สืบพนั ธุ์ ระวงั ภยั แสวงหาทอี่ ยู่อาศยั เราเคยสงั เกตดูจิตใจเราบา้ งไหม หากเราพอใจกบั ความรู้สึกตวั แค่ 5%ชีวติ เราก็ไม่ต่างอะไรกบั สตั วเ์ ดรัจฉาน ท่ีจริงแลว้ “คน” กบั “เดรัจฉาน” อยู่ในระนาบเดียวกนั ถา้ คนไมย่ กระดบั จิตใจใหส้ ูงข้ึ นกว่าระดบั สญั ชาตญาณเราไปดูว่า ทาํ ไมคนจึงอยใู่ นระนาบเดียวกบั กบั เดรัจฉาน เราเกิดมามีรูปร่างหนา้ ตาแบบท่ีเป็นอยทู่ กุ วนั น้ี พอจาํ ความไดเ้ ราก็ไดย้ นิ เขาบอกต่อ ๆ กนั มาวา่ “เราเป็นคน” คาํ วา่ “คน” ท่ใี ชเ้ รียกส่ิงมีชีวติ
124เดินสองขา หนา้ ตาอยา่ งเราทุกวนั น้ี เป็นคาํ ที่ใชเ้ รี ยกเพ่ือสื่ออาการในจิตของส่ิงมีชีวิตชนิดน้ีทีม่ นั คน คือการกวนไปกวนมา จนสับสนปนเปไปหมดและเป็นการคนที่ไม่หยดุ เลยต้งั แต่เกิดจนตาย แลว้ ในจิตของเรามนั คนอะไรกนั นกั กนั หนา ท่านวา่ มนั เป็นการคนความรู้สึกหา้ หกประเภทเทา่ น้นั เองแต่วนเวยี นไมส่ ิ้นสุดคนไม่รู้จกั จบสิ้น : ผลจากการไม่ตรวจจับสัญญาณ มาถึงตอนน้ี ขอให้เราสังเกตดจู ิตใจของเราไปดว้ ยวา่ เราเคยมีความรู้สึกทก่ี าํ ลงั จะกล่าวต่อไปอยหู่ รือเปล่า เคยไหมบางคราวเรามีความรู้สึกดีใจ อาจจะเป็นเวลาไดง้ านใหมเ่ งินเดือนดีกวา่ งานเก่า อนั น้ีเราอาจจะเคยไดย้ นิ นกั ปราชญโ์ บราณเรียกวา่ “เกิดเป็นเทวดา” น่ีแหละเทวดาท่ีท่านพดู ถึง ไมใ่ ช่เทวดาทีแ่ ต่งตวั เหมือนพระยาแรกนา อนั น้นั นกั ปราชญ์ทา่ นแสดงออกทางรูปธรรมเพ่อื สื่อถึงคุณธรรมทอี่ ยใู่ นจิตใจ ลองสังเกตดูความรู้สึกเรากไ็ ดว้ ่าเวลาใจดี ใจเรารู้สึกราวกบั วา่ มีเครื่องทรงครบหรือเปล่ากอ็ ยา่ งท่บี อกไปแลว้ ใ นตอนตน้ ว่า “ภาษาโบราณเป็นภาษาช้นั สูง ตอ้ งตีความและถอดรหสั หลายช้นั ” จึงจะเขา้ ใจไดถ้ ูกตอ้ ง หากเราสงั เกตต่อไปจะพบวา่ อาการดีใจ มกั จะอยไู่ มน่ าน เคยเป็นไหม ดีใจสักครู่กม็ าทกุ ขใ์ จแลว้ หากอาการทุกขใ์ จเกิดจากความกลวั เช่นกลวั วา่ จะไมผ่ า่ นการทดลองงาน แสดงวา่ ตกจากสวรรคไ์ ปเป็น “อสุรกาย”
125แลว้ อสุรกายคืออาการของจิตท่ีกลา้ ๆ กลวั พวกวิตกกงั วลท้งั หลายนี่แหละทา่ นเรียกวา่ อสุรกาย เวลาศลิ ปินนาํ เสนอเป็นรูปธรรม ทา่ นก็พยายามแสดงความรู้สึกของจิตท่ีกลา้ ๆ กลวั ๆ ออกมาทางใบหนา้ ของภาพวาด เราลองไปสงั เกตดกู ็ได้ นี่ความเป็น “คน” เร่ิมเกิดแลว้ ดตู ่อไปวา่ จะมีอะไรใหค้ นอีก หากอาการดีใจเปลี่ยนไปเป็นร้อนรุ่ม เพราะไปทะเลากบั เพอ่ื นร่วมงาน หรือเจา้ นาย จากสวรรคก์ จ็ ะกลายเป็นนรกทนั ที เราเคยเป็นไหมอนั น้ีทา่ นก็เรียกว่า “สตั วน์ รก” หรือพอไดง้ านใหมแ่ ลว้ ปล่อยตวั ตามสบายจนไมม่ รี ะเบยี บวินยั ในตนเอง บงั คบั ตนเองไมไ่ ด้ ตอ้ งไหลไปตามความคิดความอยาก อตั ตาตวั ตนเร่ิมพอกพดู บอกไม่ไดส้ อนไมไ่ ด้ อนั น้ีท่านก็เรียกว่า “สัตวเ์ ดรัจฉาน ” อยา่ งที่เราพดู ไปแลว้ วา่ ชีวติ ของพวกสัตว์เดรัจฉาน เป็นไปตามสญั ชาติญาณฝ่ ายต่าํ ทา่ นว่าพวกน้ีตอ้ งวนเวยี นอยอู่ ยา่ งน้นั ถึง 500 ชาติ จึงจะข้ึนมาเป็นมนุษยไ์ ด้ บางคนอาจนึกไปว่า “พวกหมาแมวนี่กด็ ีนะ มนั ไมม่ ีทุกข์ ” นนั่เป็นการเขา้ ใจผดิ มนั ทุกขแ์ ต่มนั ไม่รู้วา่ มนั ทุกขต์ ่างหาก ซ่ึงเป็นทุกขส์ องช้นัทห่ี นกั หนาสาหสั กวา่ เราท่ที กุ ขแ์ ละรู้วา่ ทกุ ขต์ ้งั สองเท่า อยา่ ไปนอ้ มเอาความเช่ือแบบน้นั เขา้ มาในใจเป็นอนั ขาด นั กวิทยาศาสตร์บอกเราแลว้ วา่ความเชื่อท่ีฝังอยใู่ นจิตใตส้ าํ นึก มนั จะหาหนทางทาํ ใหเ้ กิดเป็นจริง
126 ในจิตเรามีอะไรใหค้ นไปแลว้ ส่ีอยา่ งคือ เทวดา อสุรกาย สตั วน์ รกสตั วเ์ ดรัจฉาน ตอ้ งย้าํ อีกคร้ังวา่ มนั เป็นความรู้สึกท่ีเกิดข้ึนวนไปวนมาในจิตเราจึงถกู เรียกว่า “คน” อยา่ งทีห่ ้าคือ “ความรู้สึกอยากไม่รู้จกั พอ” ทา่ นเรียกจิตแบบน้ีวา่ “เปรต” เราเคยมีความรู้สึกอยา่ งน้ีไหม อยากได้ อยากมี อยากเป็น วนเวยี นอยแู่ ถวน้ีแหละ ออกไม่ไดส้ ักที ท้งั ๆ ทกี่ พ็ อคิดไดใ้ นเชิงเหตุผล แต่ความรู้สึกอยาก มนั ก็ยงั ติดอยใู่ นใจ เราเคยสังเกตไหม ศิลปินทา่ นจึงสื่อคนที่มจี ิตแบบเปรตให้เป็นรูปคนทอ้ งโต แต่ปากเท่ารูเข็ม ต่อไปถา้ เราไดย้ นิ คาํ วา่ “ภพภมู ิ” กใ็ ห้เขา้ ใจว่า ท่านหมายถึงท่ีอยขู่ องจิตเวลามนัเกิดความรู้สึกต่าง ๆ ท่กี ล่าวมานนั่ เอง เวลามีใครมาเล่าให้เราฟังเป็นตุเป็นตะว่าไปเห็นนรก สวรรคม์ า ก็ให้รู้วา่ เขาเห็นมาจริง แ ต่เป็นการเห็นจากภาพทจี่ ิตสร้างข้ึนและเขาเช่ือวา่มนั จริง มนั ก็เลยจริงในจิตของผเู้ ชื่อ พอเชื่อชีวิตก็เลยเปล่ียนไปตามความเช่ือ แต่ให้รู้ว่ามนั ไม่มอี ยจู่ ริงในทางกายภาพ จะไดไ้ มต่ อ้ งไปเที่ยวคน้ หาและจะไดไ้ ม่ตอ้ งไปเถียงกนั ใหเ้ สียเวลาเหมือนทีน่ กั วทิ ยาศาสตร์ และนกั การเมอื งทกี่ าํ ลงั เถียงกนั อยทู่ ุกวนั น้ี วา่ อะไรมอี ยจู่ ริง อะไรถูกอะไรผดิใหเ้ สียเวลาทาํ การงานที่สร้างสรรคก์ ว่า สุดทา้ ยหากหลุดออกจากวงเวียนของคนมาได้ อาจจะเป็นเพราะไดเ้ กิดเรียนรู้จากการวนเวยี นอยใู่ นความรู้สึกสี่ห้าประเภททก่ี ล่าวมา หรือเพราะมคี นมาช่วยฉุดให้พน้ จ ากวงเวียนเหล่าน้นั แลว้ เขา้ มายกระดบั จิตใจ
127ของตวั เองให้พน้ จากความเป็น “คน” โดยการ “ทาํ ความรู้สึกตวั ” อยา่ งท่ีเรากาํ ลงั จะพดู ถึงอยนู่ ้ี เราก็มโี อกาสเป็น “มนุษย์” ซ่ึงทา่ นใชค้ าํ น้ีเรียกคนท่ีมีจิตใจสูงจากอารมณ์ของ “คน” ที่เรากล่าวไปแลว้ ตรงมนุษยน์ ี่แหละ ทีเ่ ป็นจุด เริ่มตน้ ของ “การสร้างผลลพั ธ์มหศั จรรยใ์ นชีวิต ” และ “การลิขิตทกุ ส่ิงทุกอยา่ งในชีวติ ” ดว้ ยตวั เราเองหากทา่ นเป็นคนจริงจงั เรายนิ ดีที่จะเดินไปกบั ท่าน แต่หากคิดวา่ ลองอ่านดูเล่น ๆ ขาํ ๆ เราขอแนะนาํ ว่า ยงั ไม่สายทจ่ี ะวางหนงั สือลง แลว้ ไปทาํ ตามสญั ชาตญาณเดิม ๆ ซะ เพราะมั นจะไม่ไดผ้ ลสาํ หรับท่าน และเสียเวลาในการหาความสนุกสนานเพลิดเพลินของท่านเปล่า จากน้ีไป เราตอ้ งการแต่คนทมี่ คี วามจริงจงั ทจี่ ะ “สร้างผลลพั ธ์มหัศจรรยใ์ นชีวติ ” และ “ลิขิตทุกสิ่งทกุ อยา่ งในชีวติ ” ดว้ ยตวั เราเอง เทา่ น้นัรู้ตวั บ่อย ๆ : วธิ เี พิ่มความถ่ี ความถ่ีทีว่ ่าน้ี มนั เป็นความถี่จริง ๆ ไมใ่ ช่คาํ ท่ใี ชเ้ ปรียบเทียบ แต่เป็นความถี่ของความรู้สึกตวั อยา่ งทกี่ ล่าวไปแลว้ วา่ คนทใี่ ชช้ ีวิตตามสญั ชาตญาณนาน ๆ จะรู้ตวั ทีหน่ึง ส่วนใหญ่ก็จะจมอยใู่ นความคิดแบบไม่รู้ตวั ทเ่ี รียกวา่ “เดรัจฉาน ” นนั่ แหละ และการ “รู้ตวั ” กห็ มายถึงรู้ทตี่ ั วของเราท่เี ป็นกอ้ น ๆ เป็นแท่ง ๆ น่ีแหละ การกลบั มารู้ท่ตี วั บ่อย ๆ จะทาํ ให้จิต
128ค่อย ๆ มกี าํ ลงั ท่จี ะฝืนความคิดได้ แรก ๆ จะตอ้ งฝืนมาก ทาํ บอ่ ย ๆความรู้สึกว่าจะตอ้ งฝืนจะลดนอ้ ยลง ทาํ ไปเร่ือยจนรู้สึกตวั ไดเ้ องจนเป็นอตั โนมตั ิ ถึงตอนน้นั จะเบาเหมอื นการทวนกระแสน้าํ แบบอยเู่ หนือน้าํ เมื่อเวลาน้นั มาถึง เคร่ืองรับสญั ญาณของเรากพ็ ร้อมแลว้ ทีจ่ ะรับสัญญาณรูปกายไดอ้ ยา่ งชดั เจน แต่ชา้ ก่อน เวลาปฏิบตั ิจริงมนั มอี ะไรมากกว่าน้นั เยอะ เรามาเร่ิมตน้ จากง่าย ๆ ก่อน การฝึกรู้สึกตวั สามารถทาํ ไดส้ องวิธีใหญ่ ๆ คือ การฝึกในรูปแบบและการฝึกในชีวติ ประจาํ วั นหรือการฝึกนอกรูปแบบ การฝึกในรูปแบบไดแ้ ก่การสร้างรูปแบบการเคล่ือนไหวของร่างกายข้ึนมาโดยเฉพาะทีไ่ ม่เก่ียวขอ้ งกบั การเคล่ือนไหวร่างกายในการทาํ งาน มรี ูปแบบท่ีฝึกกนั อยา่ งแพร่หลายในบา้ นเราไดแ้ ก่การนง่ั ยนื หรือนอน เคล่ือนไหวมือโดยไม่หลบั ตาท่เี รียกวา่ “การสร้างจงั หวะ” ซ่ึงคิดคน้ ข้ึนโดย “หลวงพ่อเทยี น จิตตสุโภ” สาํ หรับคนใหม่ท่ายนื และนงั่ จะเหมาะมากกว่า เพราะท่านอนอาจทาํให้ผฝู้ ึกหลบั ไปเสียก่อนทจี่ ะรู้สึกตวั ได้ จึงไม่แนะนาํ รูปแบบการสร้างจงั หวะดงั กล่าวสามารถฝึ กไดโ้ ดย ใหผ้ ฝู้ ึกนง่ั ในทา่ ทีส่ บายปานกลาง พอใหม้ ีความต่ืนตวั ปาน กลาง อาจบทเบาะรองนง่ัหรือบนเกา้ อ้ีก็ได้ ท่านงั่ ท่ีสบายเกินไปจะทาํ ให้ง่วงไดง้ ่าย ท่านงั่ ที่ลาํ บากเกินไปจะทาํ ให้จิตใจต้งั มนั่ ไดย้ ากสาํ หรับคนใหม่ เวลาฝึกใหม่ ๆ กต็ อ้ ง
129สงั เกตเรียนรู้เอาเอง วา่ ทา่ ไหนเหมาะกบั ตนเอง เวลาถึงตอ้ งเปล่ียนท่า ก็เปลี่ยนตามความเหมาะสม หลงั จากไดศ้ ึกษาเรียนรู้ส่ิงทีเ่ กิดข้ึน เมื่อไดท้ า่ นงั่ ท่สี บายสาํ หรับตนเองแลว้ กเ็ ริ่มไดโ้ ดยการ วางมอื ท้งัสองไวบ้ นหัวเข่าคว่าํ ฝ่ามือ เป็นการเตรียม จงั หวะท่หี น่ึง ตะแคงฝ่ามือขวาข้ึน ให้รู้สึก จงั หวะทสี่ อง ยกมอื ขวาข้ึนโดยไม่ตอ้ งยกศอก ให้รู้สึก จงั หวะที่สาม เอามือขวามาวางไวท้ สี่ ะดือ ให้รู้สึก จงั หวะทสี่ ่ี ตะแคงมือซา้ ยข้ึน ให้รู้สึก จงั หวะท่ีหา้ ยกมอื ขวาข้ึนโดยไมต่ อ้ งยกศอก ใหร้ ู้สึก จงั หวะท่หี ก เอามือซา้ ยไปทบั มือขวาทสี่ ะดือ ใหร้ ู้สึก จงั หวะทเ่ี จด็ ลบู มอื ขวาผา่ นลาํ ตวั มาหยดุ ทหี่ นา้ อก ใหร้ ู้สึก จงั หวะทแ่ี ปด เอามอื ขวาออกไปข้ างลาํ ตวั ให้รู้สึกจงั หวะท่เี กา้ เอามือขวาวางตะแคงลงไปทห่ี ัวขวาเข่า ให้รู้สึก จงั หวะทีส่ ิบคว่าํ ฝ่ามอื ขวาลงไปทีห่ วั เข่าใหร้ ู้สึก จงั หวะที่สิบเอ็ด ลบู มอื ซา้ ยผา่ นลาํ ตวั มาหยดุ ที่หนา้ อก ใหร้ ู้สึก จงั หวะทส่ี ิบสอง เอามอื ซา้ ยออกไปขา้ งลาํ ตวั ให้รู้สึก จงั หวะทส่ี ิบสาม เอามอื ซา้ ยวางตะแคงลงไปทห่ี วั เข่าซา้ ย ให้รู้สึกจงั หวะทสี่ ิบสี่ ควา่ํ มอื ซา้ ยลง ใหร้ ู้สึก เมอ่ื ครบแลว้ ก็เร่ิมจงั หวะทหี่ น่ึงใหม่วนไปเร่ือย ๆ(ดภู าพเคล่ือนไหวไดท้ ี่ :www.youtube.com/watch?v=qcvzrGcCBrQ) ส่วนการสร้างรูปแบบโดยการเดิน สามารถทาํ ไดโ้ ดยการเดินอยา่ งรู้สึกตวั ที่เรามกั จะไดย้ นิ กนั ว่า “เดินจงกรม ” เป็นการเดินกลบั ไป
130กลบั มาในบริเวณทีม่ ีความสงบพอสมควร สาํ หรับมอื ใหม่ หากเป็นผู้ชาํ นาญแลว้ เดินตรงไหนกไ็ ด้ สาํ หรับมอื ใหม่ การเดินกลบั ไปกลบั มา ควรมีระยะทางประมาณ 10-12 กา้ ว เป็นการเดินกลบั ไปกลบั มาโดยทบั เสน้ ทางเดิม ไมใ่ ช่การเดินวนเป็นวงกรม เดินสบาย ๆ ไมต่ อ้ งจอ้ งท่ีเทา้ หรือจอ้ งจุดใดจุดหน่ึง ไม่ตอ้ งกม้ หนา้ แต่ให้มองไปขา้ งหนา้ ขนานกบั พ้ืน(ดภู าพเคล่ือนไหวไดท้ ี่ :www.youtube.com/watch?v=Gd--HtM2SNQ) ส่วนการรู้สึกตวั นอกรูปแบบ ก็คือการฝึกใหใ้ จรู้ท่ีการเคลื่อนไหวของร่างกายทกุ การเคล่ือนไหวในชีวิตประจาํ วนั ต้งั แต่ตื่นเชา้ จนเขา้ นอนเวลาทไ่ี มไ่ ดเ้ คล่ือนไหวไปไหน เช่นนงั่ อยเู่ ฉย ๆ ร่างกายเรากย็ งั มีส่วนที่เคล่ือนไหวตลอดเวลานนั่ คือ ลมหายใจ เราจึงสามารถรู้การเคลื่อนไหวของร่างกายไดต้ ลอด จนกระทงั่ หลบั เคลด็ ลบั สาํ หรับการฝึกคือ กลบั มารู้สึกตวั บ่อย ๆ ใหม่ ๆ อาจจะเผลอคิดไปคร่ึงวนั จึงกลบั มารู้สึกตวั ดงั น้นั สาํ หรับคนใหม่ การฝึ กนอกรูปแบบเป็นไปไดย้ ากมากท่ีจะกา้ วหนา้ คนใหม่จึงควรหาโ อกาสไปฝึกในรูปแบบสกั คร้ังหน่ึง พอจิตมกี าํ ลงั จึงจะพอฝึกนอกรูปแบบเองทบี่ า้ นได้ ฝึกบอ่ ย ๆ จะพบวา่ สดั ส่วนระหวา่ งการรู้ตวั และการเผลอไปคิดจะเปลี่ยนไปโดยความคิดส้ันเขา้ ในขณะทร่ี ู้สึกตวั ถี่ข้ึน ต่อไปเราจะไปดวู ่า “การรู้ตวั ”เขารู้ตรงไหน และมจี ุดสังเกตอยา่ งไร
131สังเกตอาการไหวของร่างกาย : การเพิม่ ความถ่ีเบอื้ งต้น เราเคยเป็นไหม เวลาอ่านคาํ แนะนาํ ในการทาํ อะไรสักอยา่ ง เวลาไปทาํ เขา้ จริง ๆ กลบั ทาํ ไมไ่ ด้ เรื่องการกระทาํ ทางกายอาจไม่ยากเท่าไหร่พยายามสักสองสามคร้ังก็ทาํ ไดแ้ ลว้ แต่การทาํ ความรู้สึกตวั น่ี ตอ้ งถือวา่ เป็นขอ้ ยกเวน้ เพราะยงิ่ พยายามยง่ิ ผดิ ทาง จากประสบการณ์ของผเู้ ขียนพบว่า ผู้ทไ่ี ปฝึกปฏิบตั ิส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่ไดย้ นิ ไดฟ้ ังมามาก อ่านมามาก ยงิ่ทาํ ความรู้สึกตวั ไดล้ าํ บาก เพราะการรู้สึกตวั ตรง ๆ กบั การคิดว่ารู้สึกตวัหรือสร้างภาพว่าตวั เองรู้สึกตวั ข้ึนในจิต ทาํ ไดแ้ นบเนียนมากสาํ หรับ คนท่ีอ่านหนงั สือมาเยอะ แต่ตอ้ งยกเวน้ หนงั สือเล่มน้ี เพราะเราไม่ไดเ้ นน้ ให้คิดเราเนน้ ใหล้ งมือทาํ และสังเกตจากการกระทาํ ของตวั เองตรง ๆ เราไดเ้ รียนรู้มาแลว้ ก่อนหนา้ น้ีเรื่องการสงั เกตอาการของธาตุดินน้าํ ไฟ ลม ว่ามอี าการอยา่ งไร ความรู้ทจี่ ะนาํ มาใชต้ รงน้ี เราจะใชค้ วา มรู้เร่ืองการสังเกตอาการของธาตุดิน คือ อาการตึง- หยอ่ น เราเร่ิมจากการสงั เกตอาการตึง- หยอ่ นจากการเคลื่อนไหวมอื ก่อน เวลาเราพลิกมือข้ึนสงั เกตว่าต้งั แต่เร่ิมหงายฝ่ ามอื ข้ึนมา จนสันมอื ต้งั บนเข่า ช่วงแรกจะมีอาการตึง แต่พอฝ่ ามือใกลต้ ้งั ฉาก จะมีอาการหยอ่ น ลองทาํ และก็ สังเกตดู ถา้ ไม่รู้สึกถึงอาการตึงหยอ่ น แสดงว่าร่างกายเรายงั ไม่ผอ่ นคลายพอ ให้เคลื่อนไหวมอื ไปเรื่อย ๆ นาน ๆ ค่อยกลบั มาสงั เกตอีกที
132 การเคล่ือนไหวในทา่ ต่อไปทจ่ี ะแนะนาํ ใหส้ งั เกตคือ จงั หวะการยกมอื ข้ึนมาขา้ งลาํ ตวั จะมีอาการเดียวกนั กบั การหงายฝ่ามือ คือคร่ึงแรกจะรู้สึกตึง พอผา่ นคร่ึงทาไปแลว้ จะรู้สึกหยอ่ น ลองทาํ แลว้ สังเกตดู ถา้ ยงั ไม่รู้สึกกท็ าํ ตามคาํ แนะนาํ ตอนแรก คือทาํ ไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ แลว้ ค่อยมาสังเกตอาการตึงหยอ่ นใหม่ จงั หวะทปี่ ล่อยมอื ให้ตกไปวางท่ีหนา้ สะดือก็เช่นเดียวกนั ปล่อยใหแ้ รงโนม้ ถ่วงของโลกดึงมือเราลงไปเลย แลว้ สงั เกตอาการตึงหยอ่ น หลกั การสังเกตอาการตึงหยอ่ นของการเคล่ือนไหวมอื ก็ใช้หลกั การเดียวกนั คือคร่ึงแรกจะมอี าการตึงคร่ึงหลงั จะมอี าการหยอ่ น จากจุดเร่ิมตน้ ไปถึงจุดสิ้นสุดของทุกทา่ หากจบั ความรู้สึกตึง-หยอ่ นไมไ่ ด้ ก็ไม่ตอ้ งไปเพง่ ไปจอ้ งหาความรู้สึก สังเกตไมไ่ ดก้ ไ็ ม่เป็นไร แสดงว่า ประสาทรับรู้เรายงั ไมต่ ่ืนตวั ให้เปลี่ยนไปสังเกตจุดทส่ี งั เกตไดง้ ่ายกว่า ไดแ้ ก่ จุดท่ีฝ่ามือ หรือสันมอื ตกกระทบ เช่น เวลาวางสันมือลงบนหัวเข่า หรือวางฝ่ามอืลงบนสะดือ หรือหนา้ อก จุดน้ีจะสังเกตไดง้ ่ายกวา่ เวลาเริ่มรู้สึกว่าเคลื่อนไหวไดเ้ ป็นธรรมชาติแลว้ ค่อยลองมาสงั เกตอาการตึง- หยอ่ น ดอู ีกคร้ัง ทาํ แบบน้ีไปเร่ือย ๆ การรับรู้ของเราจะค่อย ๆ ไวข้ึน ขอ้ พงึ สงั เกตอีกประการหน่ึงท่ีสาํ คญั คือ ตอ้ งสงั เกตดว้ ยวา่ เราทาํถูกหรือเปล่าโดยสังเกตจากอาการโล่งโปร่งในหัว เบาสบาย แสดงว่าเราทาํถกู แต่ถา้ ทาํ ไปแลว้ มนั หัว แน่นหนา้ อก แสดงวา่ เราทาํ ไม่ถูก อาจจะทาํ ดว้ ย
133ความอยาก ต้งั ใจมากเกินไป หรือเพ่งจอ้ งหนกั จนเกินไป จะทาํ ให้เกิดอาการต่าง ๆ ท่กี ล่าวมาได้ วิธีแกค้ ือ คลายออกมา อาจจะไปเดินเล่นในที่โล่ง มองไกล ๆ ถา้ รู้สึกโล่งโปร่งในหวั ในอก แลว้ ค่อยกลบั มาทาํ ต่อ แต่ถา้มนึ หวั เพราะง่วงตอ้ งหาวิธีแกค้ วามง่วงให้ได้ อยา่ หลบอยา่ หนี ข้นั ตอนน้ีถา้ เป็นการฝึกในรูปแบบตอ้ งใชเ้ วลาช่วง 2-3 วนั แรกกวา่ จะผา่ นไปได้ พอฝืนความง่วง ฝืนความคิดทจี่ ะถล่มเราราวกบั พายไุ ดแ้ ก่คิดเบอ่ื คิดข้ีเกียจ คิดถึงคนโนน้ คนน้ี คิดดี สารพดั ความคิด หากฝื นจนเฉยกบั ความคิดได้ แสดงว่าจิตเริ่มมีกาํ ลงั แลว้ ถึงตอนน้ีกพ็ อทจี่ ะทาํ แบบฝึกหัดทีห่ นกั ข้ึนไปกว่าน้ีอีกข้นั หน่ึง นนั่ คือ การสงั เกตความรู้สึกทางกายสังเกตความรู้สึกทางร่างกาย : การเพม่ิ ความถี่ข้ันก้าวหน้า การสงั เกตอาการตึง- หยอ่ นของร่างกาย ทาํ ไดไ้ มย่ าก เพราะไม่ตอ้ งทนทุกขท์ รมานอะไรมากมาย แต่การสังเก ตความรู้สึกท่จี ะเกิดข้ึนกบัร่างกาย ตอ้ งใชค้ วามอดทนและจิตใจท่เี ด็ดเดี่ยวมากกว่า ความรู้สึกทางร่างกายก็ไดแ้ ก่ อาการเมื่อยเหมอื นกบั ว่าตวั จะละลาย อาการปวดเหมอื นจะขาด อาการตึงเหมอื นจะแตกออกจากกนั อาการเหล่าน้ีเราจะสังเกตเฉย ๆโดยไม่ตอ้ งเขา้ ไปยงุ่ กบั ร่างกายไดห้ รือเปล่า เราตอ้ งลองดใู ห้เห็นดว้ ยตวั เอง
134ประสบการณ์ตรง จะช่วยให้จิตเราปล่อยวางบางส่ิงบางอยา่ งได้ โดยไม่ตอ้ งใชค้ าํ อธิบายหรือเหตุผล วิธีการอาจทาํ ไดโ้ ดย การต้งั จิตใหแ้ น่วแน่ ยกตวั อยา่ งเช่น “วนั น้ีจะเดินโดยไมน่ งั่ ต้งั แต่บดั น้ีจนไดย้ นิ เสียงระฆงั ไม่ว่าจะเกิดอะไรข้ึ น ตายเป็นตาย” ตอ้ งเอาปานน้ีแหละ จึงจะผา่ นไปได้ มีโอกาสก็ลองไปทาํ ดู เราจะไดร้ ู้ไดด้ ว้ ยตนเองว่า “ความเจ็บ” เป็นอยา่ งไร ที่ทา่ นบอกวา่ ไมม่ ีอยจู่ ริง มนัเป็นอยา่ งไร คาํ เตือนในการสังเกตความรู้สึกทางกายคือ เวลาผา่ นความรู้สึกเจบ็ ปวดไปแลว้ กใ็ ห้เปลี่ยนทา่ นงั่ หากเป็น การฝึกในทา่ นง่ั ไมอ่ ยา่ งน้นั จะเป็นอมั พาต เอา เพราะธรรมชาติของร่างกายมนั ก็ตอ้ งการไหลเวียนพลงั งานเป็นธรรมดา แต่ท่ีเราไมร่ ู้สึกเจบ็ หรืออาจรู้สึกเบาสบายดว้ ยซ้าํ ไป นนั่ เพราะจิตเราเขม้ แข็ง อยเู่ หนือกาย แต่ธรรมชาติของร่างกายมนั ตอ้ งไดร้ ับการผอ่ นคลายแมเ้ ราจะไมร่ ู้สึ กอะไร อนั น้ีตอ้ งสังเกตให้ดี ฝึ กต่อไปเรื่อย ๆ เราจะแยกออกไดช้ ดั เจนวา่ อนั ไหนเป็นอาการของ “รูปกาย” ก็แกด้ ว้ ยรูปกาย เช่นการเปลี่ยนทา่ นง่ั ท่ายนื เป็นตน้ ส่วนอนั ไหนเป็นอาการของ “นามกาย” ก็แกด้ ว้ ยนามกาย ซ่ึงเราจะพดู ถึงเร่ืองนามกายในรายละเอียดในตอนต่อไป
135 บทที่ 12 ตวั ตนภายนอกทแี่ ท้จริงการฝึกทาํ ความรู้สึกตวั โดยการรู้ทอ่ี าการกายเพยี งอยา่ งเดียว ก็เพียงพอแลว้ท่จี ะทาํ ใหก้ ารรับสัญญาณ “รูปกาย” ไดอ้ ยา่ งชดั เจนได้ ต่อไปเราจะพาไปสงั เกตวา่ สัญญาณ “รูปกาย” ท่ีเรารับรู้ไดท้ ่วี า่ “รู้สึกตวั ลว้ น ๆ ” เป็นรูปกายลว้ น ๆ ว่ามนั เป็นอยา่ งไร ก่อนจะไปรู้จกั กบั “รูปกายลว้ น ๆ ” วา่ มนั เป็นอยา่ งไร เราจะไปดูก่อนว่าอะไรบงั “รูปกาย ” ของเราไวห้ รือมีคลื่นอะไรมาแทรก ทาํ ไมจึงมองไม่เห็น ขอใหล้ องสังเกตดใู นความรู้สึกของเราเองดวู ่า เรามีความรู้สึกวา่ เราเป็น “นายสมชาย” หรือ “นางสาวสมหญิง ” ไหม เรารู้สึกวา่ ช่ือท่เี ขาต้งั ใหเ้ ราเป็นเราไหม มนั มีความรู้สึกวา่ เป็นเราใช่ไหม เวลามใี ครเอ่ยช่ือเรามนั มคี วามรู้สึกว่าเป็นเราใช่ไหม ถา้ ยงั มคี วามรู้สึกอยา่ งน้ีอยู่ กย็ งั ไม่เห็น“รูปกาย” ลว้ น หรือ “ความรู้สึกตวั ลว้ น ๆ” นอกจากน้ีแลว้ ยงั มอี ะไรอีกไหมที่ปิดบงั อีก นอกจากความรู้สึกว่าช่ือทเ่ี ขาต้งั ใหเ้ ป็นเราแลว้ ความรู้สึกทบ่ี งั รูปกายไมใ่ หเ้ ราเห็นอีกไดแ้ ก่ความรู้สึกวา่ ร่างกายน้ีเป็นเรา เรามีความรู้สึกไหม นอกจากความรู้สึกวา่ ร่างกายน้ีเป็นเราแลว้ เรายงั มีความรู้สึกวา่ งานท่ี
136เราทาํ เป็นเราอีก เช่น เรามีความรู้สึกวา่ เราเป็นผจู้ ดั การ รู้สึกว่าเราเป็นลกู นอ้ ง รู้สึกวา่ เป็นนกั กฎหมาย นกั บญั ชี พนกั งานตอ้ นรับ พนกั งานบริการเป็นครู เรารู้สึกไหม ลองสงั เกตดู เราอยกู่ บั มนั จนเคยชิน จนรู้สึกว่าเป็นเราจริง ๆ นอกจากงานแลว้ สถานะทางสังคมเราก็มคี วามรู้สึกวา่ “เป็นเรา”เคยสังเกตไหม มนั จะมีความรู้สึกว่า เราเป็นพอ่ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นพี่ เป็นนอ้ ง เป็นผใู้ หญ่ กาํ นนั สิ่งเหล่าน้ียง่ิ จะบงั รูปกายหนกั เขา้ ไปอีก ส่ิงเหล่าน้ีแหละที่จะบงั ไม่ให้เราเห็น “รูปกายลว้ น ๆ ” ทนี ้ีกไ็ ปดวู า่ อาการ “รู้สึกตวัลว้ น ๆ” หรือเห็น “รูปกายลว้ น ๆ” เป็นอยา่ งไร นอกจากความรู้สึกวา่ ช่ือ การงาน บทบาทในสงั คม “เป็นเรา” จนทาํ ให้เรามองไมเ่ ห็น “รูปกายเปล่า ๆ ” “รูปกายว่าง ๆ ” แลว้ ความรู้สึกวา่“เป็นของเรา” ยงั มาบงั ให้เรามองไมเ่ ห็นรูปกายแบบน้นั ดว้ ย ความรู้สึกยดึในขา้ วของเงินทอง บา้ นเรือน สมบตั ิพสั ถานท้งั หลายแหล่ รถยนต์โทรศพั ท์ เด๋ียวน้ีเขามโี ทรศั พทฉ์ ลาดออกมาขายใหเ้ รา โทรศพั ทฉ์ ลาดข้ึนทุกแต่เรากลบั โง่ลง เพราะติดจนวางไม่ลง ความรู้สึกวา่ “เป็นของเรา ” น้ีตอ้ งตดั ใหไ้ ด้ จึงจะเห็น “รูปกาย” ลว้ น ๆ เปล่า ๆ วา่ ง ๆ ได้ เวลาเราเห็นรูปกาย คือการรู้สึกถึงการต้งั อยขู่ องรูปกายเปล่า ๆโดยไม่มีความรู้สึกท่กี ล่าวมา ขา้ งตน้ ปนอยเู่ ลย เพราะจิตทงิ้ ความรู้สึกที่กล่าวมาขา้ งตน้ เอง เพราะเห็นธรรมชาติลว้ น ๆ ของรูปกายน้ีวา่ เป็นเพียงรูป
137กายเปล่า ๆ สิ่งต่าง ๆ ทก่ี ล่าวมา ไมว่ ่าเป็นช่ือ ตาํ แหน่ง หรือหนา้ ท่ที างสงั คม เป็นส่ิงทม่ี าทหี ลงั แลว้ เกิดการหลงไปยดึ ติด ความรู้สึกน้ีตอ้ งเป็นความรู้สึกท่เี ป็นเอง ไมใ่ ช่การคิดเอา จึงจะเรียกวา่ เห็น “รูปกายลว้ น ๆ” ส่วนความรู้สึกวา่ เป็นนน่ั เป็นนี่ เปรียบเสมอื นคล่ืนแทรกทที่ าํ ให้เรารับสญั ญาณรูปกายไดไ้ มค่ ่อยชดั การรับสัญญาณรูปกายไดล้ ว้ น ๆ โดยไมม่ คี ล่ืนแทรก เกิดจากการทเ่ี ราฝึกทาํ ความรู้สึกตวั ไปเร่ือย ๆ จนถึงจุ ดหน่ึง จิตจะต่ืนข้ึนมา แลว้ เห็นความเป็นจริงตามธรรมชาติของรูปกาย จิตจะสลดั สิ่งทไ่ี ม่ใช่ความจริงตามธรรมชาติท้งิ จนเหลือแต่ธรรมชาติของรูปกายลว้ น ๆ ไม่มชี ื่อ ไม่มยี ศ ไม่มีตาํ แหน่ง ติดอยใู่ นความรู้สึก ปรากฏการณเ์ หล่าน้ีบางคนสามารถสมั ผสั ได้ในการทาํ ความรู้สึกตวั โดยการเคล่ือนไหวในรูปแบบในวนั ที่ 5 หรือวนั ท่ี 6ถา้ ทาํ ถกู แต่ถา้ ทาํ ไมถ่ ูก ท้งั ชีวติ กส็ ัมผสั ไมไ่ ด้ เรื่องการรับรู้สญั ญาณรูปกายลว้ น ๆ เอาไวเ้ ทา่ น้ีก่อน เพราะยง่ิ รู้มาก การปฏิบตั ิยง่ิ นอ้ ย รู้แบบนึกคิดเอา ไม่ช่วยสร้างความมหัศจรรยก์ บัชีวติ ได้ เรื่องน้ีตอ้ งปฏิบตั ิจึ งจะรู้ไดเ้ อง เราจะรู้เองวา่ ทาํ อยา่ งไรถึงเรียกว่าทาํ ถกู ก็ต่อเม่ือเราลงมอื ทาํ และสังเกตผลทเี่ กิดจากการปฏิบตั ิดงั ทไี่ ด้แนะนาํ ไปแลว้ วา่ ถา้ ทาํ แลว้ โล่งโปร่งสบาย กแ็ สดงว่าทาํ ถกู ให้ทาํ ต่อไปเร่ือย ๆ โดยไมต่ อ้ งไปต้งั ตารอวา่ “เมอ่ื ไหร่จะเห็นรูปกายอยา่ งท่อี ่านมาจากหนงั สื อ” เพราะยง่ิ ต้งั ตารอจะยงิ่ ไมเ่ ห็น เพราะความรู้สึกว่า “เราเป็นผู้
138ปฏิบตั ิ” ยงั มีอยู่ ตอ้ งปฏิบตั ิแบบทีร่ ู้สึกในใจวา่ ไม่เอา ไมเ่ ป็นอะไรสกั อยา่ งจริง ๆ ความมหศั จรรยจ์ ึงจะเกิดข้ึน ต่อไปเราจะไปดูช่องทางการเช่ือมต่อรูปกายกบั นามกายว่ามกี ารเช่ือมต่อกนั อยา่ งไร เพอื่ เ ตรียมความพร้อมสาํ หรับการรู้นามกายในอารมณใ์ นบทต่อไปประตูท้งั หก : การเช่ือมต่อรูปกายกบั นามกาย ในการทาํ ความเขา้ ใจการทาํ งานของรูปกาย เราตอ้ งแยกใหอ้ อกว่า“รูปกาย” ไมใ่ ช่ “ร่างกาย” แต่อาศยั อยใู่ นร่างกาย และขอใหเ้ ราอยา่ เอาไปปนกบั การทาํ งานของ “ร่างกาย” ในทนี่ ้ีเรากาํ ลงั จะพดู ถึงการทาํ งานของส่ิงที่อยภู่ ายในทเี่ รียกวา่ “รูปกาย” ความเป็นรูปกายเราคงจะพอสังเกตเป็นแลว้อยา่ งท่พี ดู กนั ไปแลว้ ก่อนหนา้ น้ีวา่ อาการของรูปกายคือความรู้สึกถึงการประกอบกนั เขา้ เป็นแท่ง ๆ บางคนอาจรับรู้ไดถ้ ึงความหน่วงเป็นกอ้ น ๆบางคนท่ีเคร่ืองรับสญั ญาณไว กจ็ ะรับรู้ไดถ้ ึงความต่ืนตวั ในความรู้สึกหน่วงเป็นกอ้ น ๆ น้นั ดว้ ย “รูปกาย” โดยตวั ของมนั เอง มนั เป็นเพียงแหล่งแสดงผลทีเ่ กิดจากเหตุปัจจยั ต่าง ๆ ส่ิงที่พอจะเปรียบเทยี บไดใ้ หเ้ ห็นเป็นภาพไดแ้ ก่ “จอทีวี”จอทวี ีมนั กแ็ สดงภาพไปตามท่ีไดร้ ับสัญญาณภาพมา แต่จอทวี่ ีไมร่ ู้ เรื่องราวของภาพท่ีแสดง “รูปกาย ” กม็ ีลกั ษณะคลา้ ย ๆ อยา่ งน้นั แต่ไม่เหมือนทเี ดียว เพราะสิ่งทีร่ ูปกายแสดงมนั เป็นความรู้สึก อยา่ งทเ่ี รากล่าวไปแลว้
139ก่อนหนา้ น้ีว่าไดแ้ ก่ความรู้สึกทางกาย เช่น เยน็ -ร้อน อ่อน-แขง็ เป็นตน้ หากจะพดู ตามตาํ รา ทา่ นว่ามนั มีถึง 28 อาการโน่ น แต่ในทเ่ี ป็นการเขียนเพ่อืนาํ ไปสู่การปฏิบตั ิ จึงหยบิ มาเท่าทจี่ าํ เป็น เพื่อใหป้ ฏิบตั ิไดง้ ่าย จึงนาํ เสนอในจาํ นวน และภาษาทต่ี ่างออกไป ส่ิงทีจ่ ะมารับรู้ “ความรู้สึกทางกาย” ท่แี สดงออกมาทาง “รูปกาย”คือ “นามกาย ” ในทนี่ ้ีเราหลีกเลี่ยงไมใ่ ชค้ าํ วา่ “จิต” เพือ่ ป้ องกนั ความสับสนเพราะแต่ละคนกพ็ ยายามอธิบายไปต่าง ๆ นานา ภาษาท่ใี ชก้ ต็ ่างกนัหรือภาษาเหมอื นกนั แต่คนฟังคนอ่านกเ็ ขา้ ใจไปคนละทศิ ละทาง หากไม่มีประสบการณด์ ว้ ยตนเอง กไ็ มส่ ามารถฝ่ ากาํ แพงภาษาไปดว้ ย ในท่ีน้ีเราจะไปทาํ ความรู้จกั การทาํ งาน และวิธีการสงั เกต “นามกาย ” เพอื่ หาประสบการณ์ตรงในบทต่อไป อยา่ งท่กี ล่าวไปแลว้ ว่ารูปกายเป็นเพียงแหล่งแสดงผลเท่าน้นั ถา้ไม่ไดร้ ับสญั ญาณใด ๆ มนั ก็เหมอื นจอทีวีเปล่า ๆ ธรรมชาติไดส้ ร้างช่องทางรับสญั ญาณจากภายนอกไวห้ กช่องทาง อนั น้ีเรารู้จกั ดีไดแ้ ก่ ตา หูจมกู ลิ้น กาย และใจ เพื่อรับรู้สญั ญาณ แสง เสียง กล่ิน รส สัมผสั และอารมณค์ วามคิด ถึงตอนน้ีก็ตอ้ งย้าํ เตือนอีกคร้ังวา่ อยา่ เอาไปปนกบั ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์กายภาพ ชีวภาพท่เี ราเคยรู้มา ไม่เช่นน้นั จะเกิดความขดั แยง้ในตวั เอง เพราะเรากาํ ลงั อธิบายตามหลกั วทิ ยาศาสตร์จิตภาพ ซ่ึงมสี อนใน
140มหาวิทยาลยั เพยี งไมก่ ี่แห่งในโลก เ ทา่ ท่ีทราบกม็ ีสอนที่มหาวทิ ยาลยั “นาโรปะ” อยแู่ ห่งหน่ึง เราไปดูกนั ต่อวา่ ช่องทางท้งั หกทาํ งานอยา่ งไร แต่ก่อนท่จี ะไปถึงตรงน้นั ขอช้ีแจงเพิม่ เติมอีกนิดหน่ึงวา่ ประตูและสัญญาณท้งั หก ไม่ไดห้ มายถึงส่ิงท่ีเป็นกอ้ น ๆ ของอวยั วะเหล่าน้นั แต่หมายถึงอาการรับรู้ของประตรู ับสญั ญาณไดแ้ ก่ การเห็นในกรณีของตา การไดย้ นิ ในกรณีของหู การล้ิมรสในกรณีของล้ิน การสัมผสั ในกรณีของผวิ หนงั การรู้สึกในกรณีของใจ เพอื่ ไม่ใหบ้ างคนอาจจะเกิดความคิดแยง้ ข้ึนในใจวา่ “ตารับรูปแลว้ ไมเ่ ห็นมนั ส่งไปไปยงั ใจเลย รูปกต็ ้งั โทนโทอ่ ยทู่ ่ีเดิม” ถา้ เป็นอยา่ งน้ีละก้อคุยกนั ไม่รู้เรื่องแน่นอน ทอ่ งไวใ้ นใจวา่ เรากาํ ลงัเรียนเรื่องวทิ ยาศาสตร์ทางจิต หรือวิทยาศาสตร์จิตภาพ ไมใ่ ช่วทิ ยาศาสตร์กายภาพ ชีวภาพทีเ่ ราคุน้ เคย เม่ือเขา้ ใจตรงกนั แลว้ กเ็ ดินหนา้ ต่อได้ สาํ หรับสญั ญาณภายนอกทีเ่ ขา้ มาทางประตูท้งั หก จะเขา้ มาในอาการของรูปกายห้าอาการ ไดแ้ ก่รูปกายของสี แสง เราสามารถนึกออกได้เพราะมนั มีการประกอบกนั เขา้ ส่วนรูปกายของรส กล่ิน เสียง สัมผสั ก็มีลกั ษณะเดียวกนั ยกเวน้ อาการของอารมณ์ ทจ่ี ะเขา้ มาทางอาการรับรู้ของใจจะไมเ่ ขา้ มาในอาการของรูปกาย แต่จะเขา้ มาในอาการของ “นามกาย” แทนคือนึกไม่ออกวา่ มนั มีอาการอยา่ งไร แต่รู้สึกไดว้ า่ มนั มีอยู่ สาํ หรับรายละเอียดเราจะไดร้ ู้ในบททส่ี ่ีต่อไป
141 ช่องทางท้งั หกน้ี ต่อไปเราจะเรียกว่า “ประตู ” ทาํ หนา้ ท่รี ับ“สญั ญาณรูปกาย” คือสญั ญาณรูปท่จี ะไปปรากฏในรูปกายน้นั เราจะมาดวู ่าสัญญาณแต่ละอยา่ งมอี าการอยา่ งไรบา้ ง เริ่มดว้ ยการเห็น จะรับรู้อาการเป็นอาการของแสง ท่อี าการออกมาเป็นสีต่าง ๆ ไล่จากแดงไปจนถึงมว่ ง อนั น้ีไม่ตอ้ งอธิบายเพราะนกั วิทยาศาสตร์กายภาพไดพ้ ิสูจนใ์ หเ้ ราเห็นแลว้ต่อมากก็ ารไดย้ นิ หูจะรับรู้อาการของเสียงท่แี สดงออกมาเป็นเสียงสูง ๆ ต่าํ ช่วงการไดย้ นิ ของมนุษยก์ ม็ เี ฉพาะของมนุษ ย์ อนั น้ีนกั วิทยาศาสตร์ก็พิสูจนแ์ ลว้ เช่นกนั ส่วนอาการรับรู้ของจมกู กร็ ับรู้รูปของลมทม่ี ีความตึงหยอ่ นต่างกนั เทา่ น้นั สาํ หรับการลิ้มรส ซ่ึงอาการของรสกม็ ีเพยี งเปร้ียว หวาน มนั เค็ม ขม เท่าน้นั การลิ้มรสของลิ้นแต่ละจุดกแ็ ตกต่างกนั ไป ซ่ึงจะไมล่ งรายละเอียด เพราะมี คนพดู ไวม้ ากแลว้ สุดทา้ ยการรับรู้อาการของรูปกาย ทรี่ ับรู้ผา่ นทางผวิ หนงั คือการสัมผสั อาการของการสัมผสั ทีผ่ วิ หนงั รับรู้คืออาการอ่อนแข็งเท่าน้นั เอง ส่วนการรับรู้อาการความรู้สึกอื่น ๆ เกี่ยวกบั ช่องทางการรับรู้ท้งัหา้ น้นั เป็นสิ่งทีเ่ กิดข้ึนทหี ลงั จากการผสมสัญญาณโดยช่องทางทหี่ ก เพราะช่องทางท้งั หกทเ่ี ราเรียกว่า “ประตู” น้นั นอกจากทาํ หนา้ ทรี่ ับสญั ญาณวตั ถุภายนอกใหม้ าแสดงผลที่รูปกายแลว้ หน่ึงในประตทู ้งั หกท่ีเรียกวา่ ใจ หรือ“ประตทู ี่หก ” ยงั ทาํ หนา้ ทอ่ี ีกสองอยา่ งคือ การผสมสัญญาณท่แี สดงออก
142ทางรูปกาย แลว้ แปลงสญั ญาณทางรูปกายใ หเ้ ป็นสัญญาณทางนามกายเพอ่ื ใหน้ ามกายนาํ ไปใชไ้ ด้ หากจะเปรียบเทยี บใหเ้ ห็นภาพ ก็พอจะเปรียบไดก้ บั อาหารทีเ่ รากินเขา้ ไปคร้ังแรกเรากินเป็นของแขง็ ของเหลวเขา้ ไปเพ่ือให้รู้สึกอ่ิมทอ้ งบรรเทาความหิวของร่างกาย แต่สิ่งทเ่ี ขา้ ไปหล่อเล้ียงชีวิต กระเพาะอาหารและลาํ ไส้เล็กตอ้ งยอ่ ยเพอื่ ใหไ้ ดส้ ารอาหารท่ีร่างกายสามารถดดู ซึมผา่ นผนงัลาํ ไส้เพือ่ นาํ สารอาหารไปหล่อเล้ียงชีวิตต่อไป ใจก็หนา้ ท่ีคลา้ ย ๆ กบั ลาํ ไส้เลก็ อยา่ งน้นั แหละ แต่ก็ไมเ่ หมือนกนั เสียทีเดียว เพราะใจรับความรู้สึก แต่ลาํ ไสเ้ ล็กรับวตั ถุ คงจะเหมือนกนั เสียทเี ดียวคงไม่ได้ เจา้ “ประตทู ่หี ก ” น่ีแหละสาํ คญั นกั ทีเ่ ราร่ายยาวมาถึงตอนน้ี ก็เพือ่ ให้เรารู้จกั กบั ประตทู ่ีหกน้ีแหละ เราจะมอบพ้นื ท่ีหน่ึงบทเตม็ ๆ ในบทที่ 5 เพอื่ ทาํ ความรู้จกั สิ่งน้ีอยา่ งละเอียดทกุ แง่ทุกมุม เพราะที่เราตอ้ งทาํประการแรกเพอ่ื ให้ภาระกิจการสร้างผลลพั ธม์ หัศจรรยใ์ นชีวติ และก ารสร้างทุกส่ิงทกุ อยา่ งดว้ ยตวั ของเราเอง ก็คือการจดั การกบั ประตทู ีห่ กนี่แหละ ซ่ึงเราก็ไดเ้ ร่ิมทาํ ไปแลว้ ในการดู “รูปกาย” ดงั ที่เราไดฝ้ ึกสังเกตไปบา้ งแลว้ เพอ่ื ให้เรามคี วามพร้อมมากข้ึนสาํ หรับภาระกิจการสร้างผลลพั ธ์มหศั จรรยใ์ นชีวติ และการสร้างทกุ ส่ิงทุกอยา่ งดว้ ยตวั ของเราเอง หลงั จากเราไดร้ ู้จกั ช่องทางหรือประตทู รี่ ูปกายใชส้ าํ หรับติดต่อกบั รูปกายภายนอก
143ร่างกายแลว้ เราจะมาเรียนรู้กนั ต่อว่า ประตดู งั กล่าวจะช่วยใหร้ ูปกายเชื่อมโยงนามกายอยา่ งไร เพอื่ เราจะไดส้ งั เกตเป็น และนาํ ไปใชไ้ ดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งเม่อื ถึงเวลาตอ้ งสร้างผลลพั ธม์ หศั จรร ยใ์ นชีวิต และการสร้างทุกส่ิงทกุ อยา่ งดว้ ยตวั ของเราเองจริง ๆในภาคปฏิบตั ิทางผ่านสู่นามกาย : การเชื่อมโยงรูปกายกบั นามกาย ก่อนท่ีจะเดินหนา้ ต่อไป เรามาทบทวนส่ิงท่เี ราไดเ้ รียนรู้มาก่อนเพราะสิ่งทเี่ ราเรียนรู้ช่วงน้ี เป็นความรู้ทอี่ าจจะหนกั มากสาํ หรับบางคน ยง่ิคนท่ีพยายามใชค้ วามคิดเพ่ือทาํ ความเขา้ ใจยงิ่ จะรู้สึกหนกั เพราะความรู้ท่ีเรากาํ ลงั พดู กนั อยนู่ ้ี ไม่สามารถเขา้ ใจดว้ ยการคิดของสมอง แต่สามารถเขา้ ใจไดด้ ว้ ยการสัมผสั โดยตรง ท้งั ทางกายและทางใจ ดงั น้นั เรามาพกั ยกดว้ ยการทบทวนส่ิงทผ่ี า่ นมาก่อน จะช่วยใหเ้ ราไดผ้ อ่ นคลายลง เพ่ื อเตรียมพร้อมสาํ หรับการเรียนรู้ส่ิงทีม่ ีความหนกั หน่วงข้ึนไปอีก มาถึงตอนน้ี เราไดร้ ู้จกั ตวั ตนท่ีแทจ้ ริงในระดบั ที่ละเอียดที่ลึกเขา้ไปอีก หลงั จากที่เราไดร้ ู้จกั ตวั ตนท่แี ทจ้ ริงในระดบั หยาบ ๆ ทเ่ี รียกว่าร่างกาย ความคิด และอารมณใ์ นบทก่อนหนา้ น้ี ในบทน้ีเราไดเ้ รียนรู้ ตวั ตนในระดบั ท่ลี ะเอียดของร่างกาย ทเี่ รียกว่า “รูปกาย ” ดงั ไดก้ ล่าวไปแลว้ วา่เป็นอาการท่ีรับรู้และนึกออกวา่ มีอาการอยา่ งไร เช่นมีสีมีแสง มีเสียงสูง ๆ
144ต่าํ ๆ มีกลิ่น มีรส มีอ่อน ๆ แข็ง ผา่ นช่องทางการรับรู้หรือประตู ที่เป็นอาการรับรู้ของตา หู จมกู ล้ิน และกายตามลาํ ดบั ท่นี ้ี เรากพ็ ร้อมแลว้ ที่จะไปทาํ ความรู้จกั กบั ความเชื่อมโยงของรูปกายกบั นามกายวา่ เป็นอยา่ งไร ดงั ทีเ่ ราไดก้ ล่าวไปแลว้ ในตอนตน้ ว่า ในรูปกายมชี ่องทางหรือประตูอยหู่ กประตู ซ่ึงทาํ หนา้ ที่รับสัญญาณภายนอกเพื่อมาแสดงเป็นสัญญาณรูปกายภายใน และเราก็รู้แลว้ ว่า รูปกาย เป็นเพยี งแหล่งแสดงสัญญาณเฉย ๆ ซ่ึงรูปกายไมร่ ู้ดว้ ยซ้าํ ไปวา่ สัญญาณทีแ่ สดงบนจอของรูปกายน้นั เป็นอะไร ทนั ทที ่ีสญั ญาณแสดงท่จี อรูปกาย นามกายกเ็ ขา้ มารับรู้ทนั ทีขณะเดียวกนั ประตใู จกห็ ยบิ ไปเทียบเคียงกบั ขอ้ มลู เก่า พอเจอขอ้ มลู ทเ่ี ขา้กนั ไดพ้ อดี จึงส่งไปแสดงทจ่ี อรูปกาย เพอ่ื ใหน้ ามกายไปรับรู้ จากน้นั ประตูใจก็หยบิ ไปเทียบเคียงกบั ขอ้ มลู เก่าจากประสบการณ์ในอดีตวา่ รูปกายน้ีผกูอารมณอ์ ะไรไวด้ ว้ ย พอใจ ไม่พอใจ หรือเฉย ๆ เมือ่ สัญญาณถกู ยกระดบั จากอาการที่แสดงทางรูปกายไปเป็นความรู้สึกทางอารมณ์นี่แหละ กระบวนการฝังสญั ญาณก็จะเกิดข้ึนโ ดยอตั โนมตั ิ อารมณน์ ้นั จะตกลงไปฝังในนามกาย รอการหยบิ มาใชโ้ ดยประตูใจรอบใหม่ วนเวยี นอยอู่ ยา่ งน้ีไมร่ ู้จกั จบสิ้น ตราบใดท่ปี ระตูใจยงั ทาํ งานอยู่แต่เราอยา่ เขา้ ใจผดิ วา่ กระบวนการเหล่าน้ีค่อยเกิดข้ึนอยา่ งชา้ ๆ เหมอื นการ
145บรรยายดว้ ยตวั หนงั สือ ในทางตรงกนั ขา้ ม กระบวนการทาํ งานน้ีเกิดไวมากบางคนไมร่ ู้ตวั ดว้ ยซ้าํ ไป ลองดูตวั อยา่ งน้ีประกอบจะไดเ้ ขา้ ใจมากข้ึน เม่ือแสงหน่ึงตกมากระทบตา การทาํ งานอยา่ งรวดเร็วของประตใู จโดยการเทยี บกบั ขอ้ มลู เก่าทาํ ให้นามกายรับรู้วา่ แสงน้นั เป็นรูปของ “ไก่ทอด ” ประตูใจหยบิ รูปไก่ทอดไปเทียบเคียงกบั ขอ้ มลู เก่าอีก นามกายกร็ ับรู้ว่า ไก่ทอดมรี สอยา่ งไร มีกล่ินอยา่ งไร เวลาเค้ียวมคี วามอ่อนนุ่มอยา่ งไร การผสมสัญญาณของประตูใจจึงเกิดข้ึนเป็น “พอใจ” แลว้ นามกายกเ็ ขา้ มารับรู้ หากความรู้สึกพอใจน้ีไม่ถกู ดบั กจ็ ะถกู ผสมสัญญาณไปเป็นการเคล่ือนไหวทางร่างกาย เพอ่ื หา “ไก่ทอด ” มาตอบส นองความอยาก พอความอยากไดร้ ับการตอบสนอง ความเพลิดเพลินในขณะกินไก่ทอดก็เกิดข้ึน เม่อื ไดร้ ับรส ดมกลิ่น สมั ผสั ทางปาก ความรู้สึกเหล่าน้ีจะถกู แปลงสัญญาณ ผสมสญั ญาณ แลว้ ไปฝังสัญญาณไวใ้ นนามกาย เพื่อรอประตใู จหยบิ มาใชร้ อบใหม่ อยา่ งไมส่ ิ้นสุด ในกรณี เสียง กลิ่น รส สัม ผสั และอารมณ์ ความคิด ทีผ่ ดุ ข้ึนมาจากความจาํ กม็ ีลกั ษณะการทาํ งานเช่นเดียวกนั จากที่กล่าวมา เราจะเห็นวา่ “รูปกาย ” ดว้ ยตวั มนั เอง เป็นเพยี งแหล่งแสดงสญั ญาณท่ีรับเขา้ มาจากภายนอก ผา่ นประตูตา หู จมกู ลิ้น กายและใจเพ่ือใหน้ ามกายรับรู้ หลงั จากน้นั จะเป็นการทาํ งานร่วมกั นไปมาระหว่างนามกายกบั ประตใู จ โดยประตูใจจะเป็นผทู้ าํ หนา้ ท่แี ปลงสัญญาณ
146ผสมสญั ญาณ และส่งสัญญาณ นามกายเป็นผรู้ ับรู้และรับสญั ญาณน้นั มาฝังไว้ รอประตใู จหยบิ มาใชร้ อบใหม่ เราสามารถสังเกตการทาํ งานรูปกาย ประตใู จ และนามกาย ในข้นัเริ่มตน้ ให้ลองสังเกตอาการของรูปกายทีผ่ ่ านมาทางประตทู ้งั หกก่อน โดยการฝึ กรู้เฉย ๆ พอรู้ว่าเป็น รูป เสียง กลิ่น รส สมั ผสั อารมณห์ รือความคิดอะไร แลว้ ฝึ กทง้ิ อาการของรูปกายเหล่าน้นั ไป อาจใชก้ ารทาํ ใจเฉย ๆ ไม่คิดต่อ หรือเปล่ียนไปรับรู้ส่ิงอื่นแทน การฝึ กแบบน้ีจะมปี ระโยชนเ์ ม่ือถึงบทที่วา่ ดว้ ย “ทุกสิ่งทกุ อ ยา่ งในชีวติ คุณลิขิตได้ ” ฝึกไวใ้ ห้เกิดความชาํ นาญเวลาเจอสัญญาณหนกั ๆ เราจะไดไ้ มเ่ ป็นบา้ ไปเสียก่อนทีจ่ ะพบกบั ความมหศั จรรยข์ องชีวติ การฝึ กข้นั ตน้ น้ี จะทาํ ใหเ้ ราเขม้ แข็งพอท่จี ะฝึ กสงั เกตความพอใจ ไม่พอใจได้ เมอ่ื เราสามารถเฉยกบั ความรู้สึกพอใจ ไมพ่ อใจ ไดบ้ า้ งแลว้ เรา ก็สามารถฝึ กปฏิบตั ิในข้นั สูงข้ึน คือการสงั เกตความรู้สึกพอใจ ไมพ่ อใจ การฝึ กสามารถทาํ ไดโ้ ดยเมอ่ื รับรู้ว่าสิ่งทีไ่ ดเ้ ห็น ไดย้ นิ ดมกลิ่น ลิ้มรส สมั ผสัหรือรู้อารมณ์ ว่าเป็นรูป เสียง กล่ิน รส สมั ผสั อารมณอ์ ะไรแลว้ หากสงั เกตไมท่ นั กแ็ ลว้ ไป เอาใหม่ เวลาพอใจกใ็ ห้รู้ว่ าพอใจ ไม่พอใจก็รู้วา่ ไมพ่ อใจไม่ตอ้ งไปคิดต่อ สังเกตดูต่อไปวา่ ความพอใจ ไมพ่ อใจ เกิดข้ึน ต้งั อยู่ ดบัไป อยา่ งไร ตอนไหน ฝึ กเทา่ น้ีกพ็ อ ค่อย ๆ ฝึก แลว้ เราจะเร่ิมมีความชาํ นาญเครื่องตรวจรับสัญญาณจะเร่ิมละเอียดข้ึน จนสามารถสงั เกตอาการของรูป
147กายที่ละเอียดยง่ิ ข้ึน ไปอีก จนสามารถสงั เกตอาการของอารมณท์ ่เี รียกวา่“นามกาย” ได้ ถึงข้นั น้นั เราก็พร้อมแลว้ ที่จะสร้างผลลพั ธ์มหัศจรรยใ์ นชีวติซ่ึงเราจะพดู ถึงในบทต่อไปโรคทไี่ ม่ได้เกดิ จากเชื้อโรค : ผลจากการไม่รู้จกั รูปกาย แมเ้ ราจะยงั ไมร่ ู้วา่ จะเกิดผลดีอยา่ งไร ถา้ เรารู้จกั รูปกาย ดีแลว้ มีแต่บอกว่า มนั เป็นส่วนหน่ึงท่ีจะทาํ ให้เรานาํ ไปสู่การสร้างผลลพั ธ์มหศั จรรยใ์ นชีวิตเทา่ น้นั เอง ในทน่ี ้ีตอ้ งขอบอกวา่ เร่ืองผลดีขอใหใ้ จเยน็ ๆมนั เกิดข้ึนแน่นอนข้ึนอยกู่ บั ว่าเราจะทาํ ไดห้ รือเปล่า แต่ที่อยากจะบอกในตอนน้ีคือ ถา้ ไม่รู้จกั รูปกายแลว้ จะเกิดอะไรข้ึน เผอื่ ว่าทา่ นท้งั หลายจะได้ต้งั ใจฝึกหดั มากข้ึน โรคท่ีไมไ่ ดเ้ กิดจากเช้ือโรคท่ีเราเคยไดย้ นิ ท้งั หลายนบั ต้งั แต่มะเร็ง เบาหวาน ความดนั ดว้ น โรคหวั ใจ หากไปดสู าเหตุลึก ๆ ลว้ นมาจากการไม่ไดส้ งั เกตอาการของรูปกายท้งั น้นั เพราะโรคเหล่าน้ีส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการใชช้ ีวติ โดยเฉพาะการกิน รองลงมาคือการใชร้ ่างกายอยา่ งไมบ่ นั ยะบนั ยงั ลองดทู ก่ี ารกินจะเห็นไดช้ ดั ว่า ถา้ ไม่รู้จกั สงั เกตอาการของรูปกายจะทาํ ให้เป็นโรคเหล่าน้ีไดอ้ ยา่ งไร
148 คนเราเวลากิน ส่วนใหญ่จะกินเพราะความอยาก ไมไ่ ดก้ ินเพราะความตอ้ งการของร่างกาย ไม่ตอ้ งไปเปรียบเทยี บกั บคนหาเชา้ กินค่าํ เพราะคนเหล่าน้นั โชคดีเพราะเขาไมค่ ่อยเป็นโรคเหล่าน้นั กนั มากนกั ส่วนใหญ่คนท่มี ีรายไดพ้ อทจ่ี ะซ้ือน้าํ อดั ลมกิน ก็สามารถเป็นโรคพวกน้ีไดแ้ ลว้ เม่อืเรากินเพราะความอยาก ก็จะไม่สังเกตเห็นอาการของรูปกายท่แี สดงออกมาทางทอ้ งวา่ ตึงแลว้ แน่นแลว้ พอแลว้ เมื่อยงั อร่อยอยู่ ก็ยดั เขา้ ไปจนกลืนไม่ลง ถึงจะหยดุ ทาํ อยา่ งน้ีบอ่ ย ๆ เขา้ ร่างกายกต็ อ้ งขยายกระเพาะให้ใหญ่ข้ึนเพือ่รองรับปริมาณทเี่ พมิ่ ข้ึนทกุ วนั ๆ เพราะยงิ่ กินยง่ิ อยากมากข้ึน แลว้ ส่วนเกินจะเอาไวไ้ หน ถา้ ไม่ใช่ในรูปของไขมนั สะสม เมอื่ สะสมมาก อวยั วะกย็ ง่ิเสื่อม ยิ่งตอ้ งทาํ งานหนกั เมอื่ อวยั วะเสื่อม โรคต่าง ๆ ทกี่ ล่าวมา ก็จะเริ่มแสดงอาการ น่ีเป็นคาํ อธิบายอยา่ งส้ัน ๆ ว่า ทาํ ไมถา้ เราไมร่ ู้จกั สังเกตอาการของรูปกาย จึงจะนาํ มาซ่ึงโรคท่ไี มไ่ ดเ้ กิดจากเช้ือโรคท้งั หลาย เมอื่ สังเกตอาการของรูปกายเป็นแลว้ ต่อไปก็จะไดส้ งั เกตอาการของน ามกายเป็น จะไดด้ บั ความอยากเป็น เพอื่ เป็นการตดั ไฟแต่ตน้ ลมของโรคปราสาทแห่งอารมณ์ ในบทน้ีเราไดร้ ู้จกั ตวั ตนทแ่ี ทจ้ ริงภายนอกแลว้ วา่ คือ “รูปกาย ”ไมใ่ ช่ร่างกายท่เี ป็นกอ้ น ๆ แทง่ ๆ น้ี ไมเ่ พียงแต่รู้จกั เท่าน้นั เรายงั ไดว้ ธิ ี
149ปฏิบตั ิต่อรูปกายดว้ ยโดยการเคล่ือนไหว เพื่อสังเกตอาการของรูปกาย เพื่อพฒั นารูปกายให้ต่ืนตวั เป็นการเตรียมความพร้อมหน่ึงในสามข้นั ตอนเพ่อืนาํ ไปใชส้ าํ หรับการสร้างผลลพั ธม์ หัศจรรยใ์ นชีวิต และการลิขิตทุกส่ิงทุกอยา่ งในชีวิตดว้ ยตวั ของเราเอง ในบทต่อไปเตรียมความพร้อมในข้นั ทีส่ องคือ อารมณ์ ที่เราไดแ้ ยม้ ไปบ้ างแลว้ ว่า “นามกาย ” เป็นตวั ตนทแ่ี ทจ้ ริงภายในของเรา ซ่ึงเป็นส่วนหน่ึงท่จี ะขาดเสียไมไ่ ดใ้ นชีวิตของเราเช่นกนั กบั“รูปกาย ” นามกายจะเป็นอยา่ งไร ขอเชิญท่านท้งั หลายติดตามไดใ้ นบทต่อไป
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253