Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore วิทยาศาสตร์จิตภาพ : วิธีการตรีกายา

วิทยาศาสตร์จิตภาพ : วิธีการตรีกายา

Published by bshrati, 2018-07-02 02:18:08

Description: รู้จัก กายทั้งสาม
เข้าถึงกายทั้งสาม
ด้วยวิธีการตรีกายา

Keywords: ตรีกายา, ร่างกาย, จิตใจ, จิตวิญญาณ

Search

Read the Text Version

50พร้อมแลว้ เราพร้อมหรือยงั ทจ่ี ะทาํ ลายลา้ งกรอบความรู้แบบเหตุผลกลไกเพ่อื สร้างสรรคส์ ิ่งใหมใ่ นยคุ ความรู้หลงั สมยั ใหมข่ องมนุษย์

51 บทท่ี 4 วทิ ยาศาสตร์จิตภาพมนุษยด์ ึกดาํ บรรพอ์ ยดู่ ว้ ยความกลวั มนุษยส์ มยั ใหม่อยดู่ ว้ ยความสงสัย เมอ่ืความกลวั ความสงสัย หมดไป การเร่ิมตน้ ของยคุ หลงั สมยั ใหมก่ เ็ กิดข้ึน เราจะเป็นมนุษยใ์ นยคุ ใด ไม่ไดด้ จู ากวตั ถุภายนอก แต่ขอให้สาํ รวจดภู ายในจิตใจของเรา หากเราอยดู่ ว้ ยความกลวั ในจิตใจ เรากย็ งั เป็นมนุษยด์ ึกดาํบรรพท์ ี่ใชว้ ิธีการทาํ ลายลา้ งผอู้ ื่นทค่ี ิดต่าง หรือทาํ อะไรที่แตกต่างไปจากตนและเผา่ พนั ธุ์ของตน หากเราเตม็ ไปดว้ ยความสงสยั ในจิตใจ เรากเ็ ป็นเพียงแค่มนุษยส์ มยั ใหม่ ท่ีตอ้ งการเพยี งแค่ความสะดวกสบายทางร่างกายของตนโดยไมส่ นใจว่า คนอ่ืน สังคม สิ่งแวดลอ้ ม โลกและธรรมชาติจะเป็นอยา่ งไร มนุษยท์ ่ตี อ้ งการครอบครองทุกอยา่ งบนโลกใบน้ีเพียงเพ่อื จะรู้ ว่าเมื่อไดท้ กุ อยา่ งแลว้ สุดทา้ ยก็เหลือเพียงความว่างเปล่า และความขดั แยง้ ในจิตใจของตน สัญลกั ษณท์ างวตั ถุที่บอกวา่ มนุษยห์ ลงั สมยั ใหม่รับไมไ่ ดก้ บัเหตุผลกลไกของความรู้สมยั ใหม่คือ การทาํ ลายลา้ งตึกที่อยอู่ าศยั แห่งหน่ึงท่ีมคี วามสมเหตุสมผลตามความรู้แบบวทิ ยาศาสตร์อยา่ งหาทีต่ ิไมไ่ ด้ ตึกแห่งน้ีออกแบบไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งตามเหตุผลทางเรขาคณิตอยา่ งสมบรู ณแ์ บบ

52ประโยชนใ์ ชส้ อยสูงสุด ประหยดั พลงั งานสูงสุด แต่ส่ิงทีเ่ กิดข้ึนคือ มนั ทาํใหผ้ คู้ นท่ไี ดพ้ บเห็นรู้สึกอึดอดั ถึงข้นั ตอ้ งขวา้ งปาสิ่งของใส่เพ่ือทาํ ลายตึกน้ีจนสุดทา้ ยหน่วยงานที่รับผิ ดชอบตอ้ งตดั สินใจทาํ ลายตึกน้ีลง เหตุการณน์ ้ีเกิดข้ึนเมือ่ วนั ท่ี 15 กรกฎาคม 1972 และถือกนั วา่ เป็นจุดส้ินสุดของยคุสมยั ใหม่ และกา้ วเขา้ สู่ยคุ หลงั สมยั ใหม่ ในสังคมโลกมกั จะนบั เอาศตวรรษท่ี 21 คือต้งั แต่ปี 2000 เป็นตน้ มา ให้เป็นจุดเร่ิมตน้ ของยคุ หลงั สมยั ใหม่เพราะมกี ารเปล่ียนแปลงทางสังคมทีเ่ ร่ิมสังเกตไดช้ ดั เจน สาํ หรับในทนี่ ้ี เราไม่ไดย้ ดึ เอาวตั ถุเป็นตวั แบ่ง แต่เราจะใหส้ ังเกตจิตใจของเราเองวา่ จิตใจเราใชค้ วามรู้ในยคุ ใดเป็นเคร่ืองนาํ ทางชีวิต อยา่ งท่ีกล่าวไปแลว้ วา่ ยคุ ดึกดาํ บรรพม์ ีความกลวั เป็นเครื่องนาํ ทาง ยคุ สมยั ใหมม่ ีความสงสยั เป็นเคร่ืองนาํ ทาง แต่ถา้ เราสงั เกตจิตใจของเราเองแลว้ รู้สึกว่าในจิตใจเราเตม็ ไปดว้ ยความรู้สึกศรัทธา เรากม็ ีโอกาสท่จี ะสัมผสั กบั ความรู้แจง้ เมื่อจิตใจสมั ผสั กบั ความรู้แจง้ วิธีการต่าง ๆ ที่จะนาํ ไปชีวิตไปสู่จุดมุ่งหมายก็จะเปิดออกแก่ใจเราโดยไม่ตอ้ งพยายามไปแสวงห า เม่อื น้นัชีวิตของเรากจ็ ะเต็มไปดว้ ยความสร้างสรรค์ อยา่ งไม่มีส้ินสุด เราจะมาดกู นัว่าส่ิงทีก่ ล่าวมาน้ีมีอาการเป็นอยา่ งไร เพ่ือว่าเราจะไดส้ ังเกต และเรียนรู้จิตใจของเราไดด้ ว้ ยตนเอง

53ศรัทธา : ประตสู ู่จิตวญิ ญาณ ศรัทธาเป็นคาํ ทเี่ ราไดย้ นิ กนั บอ่ ย ๆ เราหลายคนอาจรู้ แลว้ วา่หมายถึงความเชื่อ แต่ความเชื่อทจี่ ะนบั ว่าเป็นศรัทธาในทน่ี ้ี เราไม่ไดร้ วมความเช่ือทเ่ี กิดจากความกลวั วา่ จะถูกลงโทษแบบความเชื่อของคนยคุ ดึกดาํบรรพไ์ วใ้ นความหมายน้ี และกไ็ ม่ไดร้ วมเอาความเชื่อของคนสมยั ใหม่ท่ีเพอื่ เพราะใชเ้ หตุผล เราลองสังเกตจิตใจเราตามไปขณะอ่านความหมายของศรัทธาทีจ่ ะบรรยายต่อไปน้ี ศรัทธาท่จี ะเปิดประตูสู่อาณาจกั รแห่งจิตวญิ ญาณ เป็นความรู้สึกในใจของเรา เป็นความรู้สึกทเี ปิดกวา้ ง ยอมรับความเป็นไปไดท้ ุกอยา่ ง เป็นความรู้สึกอ่อนนอ้ มถ่อมตน หากเราบอกว่าเราศรัทธาต่อสิ่งใด แต่ในใจแหง้แลง้ วา่ งเปล่าจากความรู้สึกเหล่าน้ี มนั กเ็ ป็นเพียงศรัทธาในระดบั ความคิดมนั ไม่ผดิ อะไรทจี่ ะศรัทธาในระดบั ความคิด เพียงแต่ว่า ศรัทธาระดบัความคิดไมม่ พี ลงั เพยี งพอท่ีจะเปิดประตู ซ่ึงกค็ ือประตูใจของเราน่ีแหละเพือ่ ทีจ่ ะทมุ่ เท แมจ้ ะแลกดว้ ยชีวิตกย็ อม เพอ่ื เปิดประตูสู่อาณาจกั รแห่งจิตวิญญาณ ผทู้ ่ีเขา้ ถึงดินแดนแห่งจิตวญิ ญาณท้งั หลาย มศี รัทธาระดบั น้ีท้งั ส้ินประตสู ู่ดินแดนน้ีเป็นประตูที่ไร้ประตู มนั จะเปิ ดออกเมื่อเรายอมสละชีวิตซ่ึงเป็นทมี่ นั่ สุดทา้ ยของอตั ตา ความรู้สึกท่ีว่ายอมสละไดแ้ มแ้ ต่ชีวติหมายถึงอตั ตาของเราไดถ้ ูกทาํ ลายลง เมื่อน้นั เราจึ งจะสามารถผา่ นประตูท่ี

54ไร้ประตเู พ่ือไปสู่ดินแดนอนั เป็นนิรันดร์ได้ ณ ดินแดนแห่งน้ี เราจะไดพ้ บกบั ความมหศั จรรยข์ องชีวิตท่อี ยตู่ ่อหนา้ ต่อตาเรามาตลอด แต่เรามองไม่เห็น ศรัทธาทาํ งานอยา่ งไร เราลองสงั เกตดูจิตใจของเราสิ เม่อื มนั เปิดกวา้ ง ความกลา้ หาญจะตามมา ไมก่ ลวั ลาํ บ าก ไม่กลวั เจ็บ ไมก่ ลวั ตาย ตอ้ งกลา้ หาญถึงขนาดน้ี เราจึงจะรู้จกั ความรู้สึกตวั ท่ีเป็นความรู้สึกตวั จริง ๆไม่ใช่คิดว่ารู้สึกตวั เม่ือความรู้สึกตวั เกิดข้ึนอยา่ งต่อเน่ือง มนั จะมีกาํ ลงัพอที่จะเฉยกบั ความรู้สึกอื่น ๆ ท่ีแทรกเขา้ มาได้ และสุดทา้ ยเมอ่ื เฉยไดอ้ ยา่ งต่อเนื่อง ความรู้สึกทแ่ี รกเขา้ มาก็จะดบั ไป เม่อื ชาํ นาญมากข้ึน เพยี งแค่รู้ว่ามีความรู้สึกอื่นแทรกเขา้ มา ความรู้สึกน้นั ก็จะดบั ไป เมอื่ ความมดื ดบั แสงสว่างกจ็ ะปรากฏข้ึนตามธรรมดา ทสี่ าํ คญั คือจุดเร่ิมตน้ ตอ้ งปลกู ศรัทธา ดแู ลรักษาศรัทธาให้เจริญเติบโต และมกี าํ ลงั ท่เี พยี งพอสาํ หรับความกลา้ หาญทจ่ี ะเป็นตอ้ งใชใ้ นการเอาชนะความกลวั และความสงสยั การปลูกศรัทธาหากจะให้ไดผ้ ลจาํ เป็นตอ้ งมีครูบาอาจารยค์ อยดแู ล ทา่ นจะคอยขดั เกลาตวั ตนใหเ้ บาบาง ขดัเกลาจิตใจใหอ้ ่อนนอ้ ม เพอื่ เตรียมพร้อมสาํ หรับการเบง่ บานของจิตใจที่เรียกวา่ “การรู้แจง้ ”

55รู้แจ้ง : เมอื่ ผู้รู้และสิ่งทถ่ี ูกรู้เป็ นหนึง่ เดียว เราอาจเคยไดย้ นิ บางคนพดู ว่า ยงั ไมอ่ ยากรู้แจง้ หรอก ยงั อยากสนุกกบั โลกอยู่ ถา้ หมดกิเลสแลว้ มนุษยก์ ส็ ูญพนั ธุส์ ิ ถา้ ไดย้ นิ อยา่ งน้ีก็อยา่ ไดไ้ ปตาํ หนิเขาเลย นน่ั เป็นเพราะเขาพยายามทาํ ความเขา้ ในการรู้แจง้ดว้ ยการคิดเอาเชิงเหตุผล มนั เหมอื นกบั เดก็ ทกี่ าํ ลงั สนุกกบั การเล่นรถเด็กเล่นอยู่ เด็กจะเห็นประโยชนข์ องรถทใี่ ชส้ าํ หรับเดินทางจริง ๆ ไดอ้ ยา่ งไรอธิบายไปกเ็ สียเวลา แมแ้ ต่เราจบั เดก็ มานง่ั บนรถแลว้ ขบั ไปถึงจุดหมาย เด็กกย็ งั ตอ้ งการสนุกกบั การเล่นรถเดก็ เล่นอยดู่ ี ถา้ เจอแบบน้ีก็ปล่อยวางเสียเถิดรอใหเ้ ด็กพร้อมแลว้ เขาจะเขา้ ใจเอง เราลองมาดวู ่าจิตใจเราเป็นผใู้ หญ่เพยี งพอทจี่ ะฟังเรื่องการรู้แจง้ หรือเปล่า รู้แจง้ กเ็ ป็นความรู้สึกเช่นเดียวกบั ศรัทธา จะว่าไปแลว้ โลกของจิตวญิ ญาณเป็นเร่ืองของความรู้สึกลว้ น ๆ เพียงแต่วา่ เป็นความรู้สึกฝ่ายหนกัหรือฝ่ายเบา เป็นความรู้สึกฝ่ายทึบหรือฝ่ายโปร่ง ความรู้แจง้ เป็นความรู้สึกฝ่ายเบา เป็นความรู้สึกฝ่ายโปร่ง เบาแค่ไหน โปร่งแค่ไหน ขอให้เราสังเกตตรงทวี่ ่า โปร่ง เบา แมก้ ระทง่ั ความรู้สึกวา่ “ตวั เรา” และ “ของเรา” ก็ไม่มีมนั มีแต่ความรู้สึกลว้ น ๆ บางแห่งอาจจะใชค้ าํ วา่ “ความเป็นหน่ึงเดียว” การใชภ้ าษาคงอธิบายเร่ืองน้ี หากใชม้ ากยงิ่ เป็นอุปสรรค เพราะเราจะไปคิดหา หรือสร้างความรู้สึกใหเ้ กิดข้ึน ซ่ึงเป็นวธิ ีการทผี่ ดิ ความรู้สึกตวั ลว้ น ๆ ไมม่ ีความรู้สึกว่า “ตวั เรา” “เป็นเรา” ปนอยู่ ตอ้ งเกิดข้ึนเอง

56จากการทาํ ความรู้สึกตวั ให้ต่อเนื่อง จนเกิดความรู้สึกโปร่ง เบา ทใี่ จ ข้ึนเองจนเป็นอตั โนมตั ิ ตอ้ งปฏิบตั ิดว้ ยตนเอง แลว้ จะเห็นดว้ ยตนเองพธิ ีทา : การกระทาทไี่ ม่ต้องกระทา ในความรู้ดึกดาํ บรรพ์ และความรู้สมยั ใหม่ เขามพี ธิ ีกรรมและพธิ ีการ เป็นเครื่องมอื ในการเขา้ ถึงความรู้แบบเทพเจา้ และแบบเหตุผลกลไกตามลาํ ดบั ซ่ึงท้งั สองเหมือนกนั คือเป็นการกระทาํ ในความรู้หลงั สมยั ใหม่ทเี่ ป็นความรู้แบบจิตวญิ ญาณ ใชพ้ ิธีทาํ เป็นเคร่ืองมอื ในการเขา้ ถึงความรู้แบบจิตวิญญาณ ซ่ึงกเ็ หมอื นกบั พิธีกรรมและพธิ ีการตรงท่ีเป็นการกระทาํเหมือนกนั แต่การกระทาํ เพือ่ เขา้ ถึงความรู้แบบจิตวิญญาณน้นั เป็นการกระทาํ แบบไม่กระทาํ เราเคยสังเกตตวั เราเองหรือไม่ว่า เวลาเราทาํ อะไรสักอยา่ ง ในใจมนั มีความรู้สึกวา่ จะเอาผลท่จี ะเกิดข้ึนทนั ที หรือบางทีมนั จะมคี วามรู้สึกว่าเราเป็นผกู้ ระทาํ ถา้ เป็นอยา่ งน้ีจะเป็นการกระทาํ ที่ไม่ถือว่าเป็น “พิธีทาํ ”เพอ่ื เขา้ ถึงความรู้แบบจิตวญิ ญาณ การกร ะทาํ เพอ่ื เขา้ ถึงความรู้แบบจิตวิญญาณคือ การทาํ เฉย เช่น เดินกเ็ ดินใหร้ ู้สึกตวั ในปัจจุบนั ขณะเฉย ๆไมไ่ ดเ้ ดินเพ่อื เอา เพ่ือมี เพื่อเป็นอะไร การทาํ การงาน ก็ทาํ ให้รู้สึกว่ามกี ารเคล่ือนไหวร่างกายเฉย ๆ ไม่ไดท้ าํ เพอ่ื เอา เพ่ือมี เพอื่ เป็นอะไร เวลาเกิดความรู้สึกระหว่างทาํ งาน ระหวา่ งเดิน กร็ ู้เฉย ๆ ไม่ไดต้ ้งั ช่ือ หรือตดั สินใด

57ๆ การกระทาํ แบบน้ีแหละจึงจะถือว่าเป็น “พิธีทาํ ” เพ่ือเขา้ ถึงความรู้แบบจิตวญิ ญาณ การกระทาํ แบบไมเ่ อา ไม่มี ไมเ่ ป็น จะก่อให้เกิดการขดั เกลาจิตใจตวั ตน เพราะการไม่เอา ไมม่ ี ไม่เป็น เป็นการกระทาํ ท่ีขดั ใจตนเอง เม่ื อขดัไปนาน ๆ เขา้ โดยไมเ่ ปิดช่องใหต้ วั ตนใหมม่ โี อกาสพอกพนู ได้ เม่อื ถึงเวลาใจท่ถี กู ขดั จนตวั ตนไม่มีเหลือ ธรรมชาติเดิม ๆ ของจิตใจท่เี ป็นความสร้างสรรคก์ ็จะเปิดออกสร้างสรรค์ : ความเป็ นเช่นน้นั เองของชีวติ ความสร้างสรรคแ์ บบน้ี ตอ้ งเป็นความสร้างสรรคท์ ่เี ป็นธรรมช าติเป็นความสร้างสรรคท์ ่ีเป็นเอง ไม่ใช่ความสร้างสรรคท์ ปี่ รุงแต่งข้ึนจากจิตใจทเ่ี ตม็ ไปดว้ ยอตั ตาของมนุษย์ เราเคยเห็นศิลปินทีว่ าดรูปโดยการลากพ่กู นั คราวเดียวไหม แบบน้นั แหละท่ีเรียกว่าความสร้างสรรค์ และจิตใจท่ีสร้างสรรคน์ ้ี ไมม่ แี มแ้ ต่ความคิดทวี่ ่าจะสร้างสรรคส์ ่ิงใด เขาเพียงแต่กระทาํไปเทา่ น้นั เอง เม่อื มาถึงจุดน้ี ถือวา่ เราไดม้ าถึงจุดหมายปลายทางของความรู้แบบจิตวิญญาณแลว้ ดินแดนแห่งน้ีมีความอุดมสมบรู ณ์ทุกอยา่ ง จิตใจที่เขา้ ถึงดินแดนแห่งน้ีจะเป็นจิตใจทีเ่ ต็มเปี่ ยม มีแต่ความสดใส เบกิ บาน ชีวิต

58ท่มี ีจิตใจแบบน้ีแหละ จึงจ ะเป็นชีวติ ท่ีพร้อมสาํ หรับการสร้างผลลพั ธ์มหศั จรรย์ ดงั ชื่อของหนงั สือชุดน้ีว่า “สร้างผลลพั ธ์มหัศจรรยใ์ นชีวิตดว้ ยจิตวิญญาณ ” เราจึงอยากเชิญชวนทา่ นท้งั หลายมาร่วมเดินทางเพ่อื พสิ ูจน์ความจริง และเพอื่ สร้างชีวิตที่มหัศจรรยไ์ ปพร้อมกบั เราในโอกาสน้ีการเดนิ ทางสู่การวางรากฐานชีวติ ใหม่ ในภาคน้ีเราไดก้ ล่าวถึงมหันภยั ของมนุษยชาติในศตวรรษท่ี 21 ที่เกิดจากการทาํ ลายโลกและสิ่งแวดลอ้ มของมนุษย์ ความขดั แยง้ ในสังคมและความขดั แยง้ ในจิตใจของมนุษยเ์ อง ต่อจากน้นั เราไดก้ ล่าวถึงความรู้ยคุดึกดาํ บรรพแ์ ละความรู้ยคุ สมยั ใหมว่ า่ ยคุ แรกเป็นความรู้ แบบเทพเจา้ ยคุต่อมาเป็ นความรู้แบบเหตุผล ความรู้ท้งั สองยคุ นาํ ไปสู่การทาํ ลายลา้ งท้งั คู่ เพยี งแต่ยคุ แรกทาํ ลายลา้ งกนั เอง ยคุ หลงั ทาํ ลายลา้ งธรรมชาติ ส่ิงแวดลอ้ ม และความเป็นมนุษย์ ทาํ ใหใ้ นศตวรรษที่ 21 มนุษยต์ อ้ งเผชิญกบั มหนั ตภยั ท้งั สามทางคือความขดั แยง้ ระหว่างมนุษย์ ทีเ่ ป็นผลมาจากมนุษยย์ ดึ ติดในเทพเจา้ และพธิ ีกรรมซ่ึงส่งต่อมาจากความรู้ยคุ ดึกดาํ บรรพ์ การทาํ ลายลา้ งธรรมชาติของมนุษยท์ ี่เป็นผลมาจากมนุษยเ์ ชื่อวา่ สามารถควบคุมธรรมชาติได้ และมนุษย์ถกู ลดคุณค่าเป็นแค่เครื่องจกั ร เพราะมนุษยถ์ ูกแยกออกจากธรรมชาติซ่ึง

59เป็นความรู้ท่ีส่งต่ อมาจากความรู้สมยั ใหม่ ทาํ ใหม้ นุษยต์ อ้ งประสบกบัวกิ ฤติการณ์ทางจิตวิญญาณไปทว่ั โลก ในตอนทา้ ยของบทน้ีไดเ้ สนอความรู้แบบวทิ ยาศาสตร์จิตภาพ ซ่ึงเป็นความรู้แบบจิตวญิ ญาณ เพ่อื เป็นทางออกสาํ หรับวกิ ฤติการณท์ ้งั หมดท้งั ความขดั แยง้ ระหวา่ งมนุษย์ การทาํ ลายธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มตลอดจนความขดั แยง้ ในใจของมนุษยเ์ อง นอกจากน้ีความรู้แบบจิตวญิ ญาณยงั จะช่วยใหม้ นุษยส์ ร้างชีวติ ที่มหศั จรรยไ์ ดด้ ว้ ย รายละเอียดจะได้นาํ เสนอในภาคต่อ ๆ ไป

60 ภาค 2 รากฐานของชีวติในภาคหน่ึง เราไดเ้ ห็นคาํ ที่ต่างคนต่างเขา้ ใจไปคนละทศิ ละทางนนั่ คือคาํ ว่า“จิตวิญญา ณ” ก่อนทเี่ ราจะเดินหนา้ ต่อไป เราจะหาคาํ ทง่ี ่ายกว่าคาํ น้ีที่หมายถึงสิ่งเดียวกบั คาํ ว่า “จิตวญิ ญาณ” กาํ ลงั พยามยามสื่อความหมายถึงเราอยู่ และเป็นคาํ ท่คี นธรรมดาสามญั ท่ีไมใ่ ช่นกั ปรัชญา นกั วทิ ยาศาสตร์ และนกั ปฏิบตั ิธรรม สามารถเขา้ ใจได้ และสามารถสังเกตไดง้ ่าย ๆ ในชีวิตข องเราเองก่อน เราจึงจะเดินหนา้ ต่อไป แต่ก่อนที่จะไปถึงตรงน้นั เรามาดูเจตนาในการเขียนบทน้ี หรือแมแ้ ต่หนงั สือเล่มน้ี ตลอดจนถึงหนงั สือชุดน้ีก่อน บทน้ีไม่ไดเ้ ขียนข้ึนเพื่อโตเ้ ถียงว่าอะไรถูก หรืออะไรผดิ แบบท่ีนกั ปรัชญาทาํ กนั โดยการใชว้ ิธีการนึกคิดแบบเหตุผลเพ่อื เก็ง ความจริงโดยไมม่ ีการพิสูจนใ์ หเ้ ห็นประจกั ษ์หรือแบบท่ีนกั วทิ ยาศาสตร์ทาํ กนั โดยใชก้ ารเกง็ ความจริงเหมือนนกั ปรัชญาแต่นกั วทิ ยาศาสตร์เพม่ิ วิธีการพิสูจน์ให้เห็นประจกั ษเ์ ขา้ ไปอีก แต่เราเขียนข้ึนเพ่ือใหค้ นธรรมดาสามญั อยา่ งเราท้งั หลายสามารถเขา้ ใจชีวติ ไดโ้ ดยสามารถสังเกตได้ และปฏิบตั ิไดด้ ว้ ยตนเอง

61 ในภาคน้ีเป็นการพดู ถึงรากฐานของชีวิตในมุมมองของวทิ ยาศาสตร์จิตภาพ หัวขอ้ ที่จะเสวนากนั ประกอบดว้ ย :  ความขดั แยง้ ทีป่ รองดอง  ตวั ตนภายนอกสุด  ตวั ตนภายใน  ตวั ตนภายในสุด

62 บทที่ 5 ความขดั แย้งทปี่ รองดองก่อนที่จะไปถึงคาํ ที่เราจะใชส้ ื่อความหมายถึงจิตวิญญาณ เรามาดูกนั ก่อนว่ามนุษยเ์ ราไดถ้ กเถียงกนั เร่ืองชีวติ มาอยา่ งไรบา้ ง แต่ก่อนทจี่ ะไปดูวา่ คนอ่ืนถกเถียงกนั อยา่ งไร ขอใหเ้ ราลองสงั เกตดูชีวิตของเราก่อน ในชีวติ เรา เราคิดวา่ อะไรทาํ ให้เรามีชีวิตอยมู่ าถึงทกุ วนั น้ี ชีวติ เราอยไู่ ดเ้ พราะอาหาร หรือวา่รสชาติของอาหาร บางคนอาจจะตอบว่าอาหาร บางคนอาจจะตอบวา่ ท้งัอาหารทเี่ ป็นของแข็งหรือเหลวหรือสารอาหาร และอาหารทีเ่ ป็นรสชาติของอาหาร เราเคยรู้สึกบา้ งไหมวา่ เวลากินอาหารเดิม ๆ เรารู้สึกอยา่ งไร เรารู้สึกเบอื่ ไหม หนกั เขา้ อาจรู้สึกเครียด หรือนาน ๆ เขา้ อาจรู้สึกวา่ จ ะตายให้ไดใ้ ช่ไหม เคยมีเร่ืองเล่าว่า นกั ปฏิบตั ิธรรมจากประเทศหน่ึงเขา้ มาปฏิบตั ิธรรมในสาํ นกั ปฏิบตั ิธรรมแห่งหน่ึงทางภาคอิสาน สาํ นกั แห่งน้ีมีขอ้ ตกลงว่า หากจะปฏิบตั ิธรรมท่นี ่ี ตอ้ งอยใู่ นหอ้ งออกไปไหนไม่ได้ เพราะล็อกกญุ แจ อาหารและเส้ือผา้ ทางสาํ นกั จะจดั การให้ ผปู้ ฏิบั ติธรรมตอ้ งอยใู่ นห้องตลอด สามปีจึงจะไดอ้ อกมา ผา่ นไปเพียงหกเดือน ปรากฏวา่ นกั ปฏิบตั ิธรรมคนน้นั ตาย

63 เราคิดว่านกั ปฏิบตั ิธรรมคนน้นั ตายเพราะอะไร คาํ ตอบน้ีสาํ คญัเพราะมนั จะอธิบายว่า อะไรทาํ ใหค้ นเรามีชีวิตอยู่ เวลาเราไปฟังส่ิงท่เี ขาโตเ้ ถียงกนั มาตลอดว่าชีวติ คือร่างกาย หรือจิตใจ เราจะไดเ้ ขา้ ใจไดด้ ว้ ยการสังเกตชีวติ ของเราเอง จะไดไ้ มต่ อ้ งไปคิดตามเชิงเหตุผล เพราะคิดตามไปก็ไมเ่ กิดประโยชน์อะไร มนั เหมือนกบั เราอ่านรายการอาหารจนข้ึนใจแต่ก็ไม่ไดช้ ่วยใหห้ ายหิวแต่อยา่ งไร สูเ้ รากินอาหารโดยไม่ตอ้ งไปสนใจช่ืออาหารไม่ได้ อนั น้ีกเ็ ช่นกนั หากเราสามารถรู้ไดโ้ ดยการสังเกตชีวิตของเราเองเราจะไดร้ ับอาหารสาํ หรับชีวติ ทนั ที กลบั ไปที่เรื่องการกินอาหารต่อ เวลาเรากินอาหารซ้าํ ๆ ความรู้สึกเบือ่ จะเกิดข้ึน ส่วนหน่ึงก็เป็นธรรมชาติของร่างกายทส่ี ่งสญั ญาณบอกว่าไม่เอาอีกแลว้ โดยการไม่ผลิตน้าํ ยอ่ ยออกมา ทาํ ให้ความ อยากอาหารไมม่ ีน้าํ ลายกไ็ ม่ออก เวลาเค้ียวก็ฝืดปากฝื ดคอ รสชาติก็ไม่มี ท้งั ๆ ท่ีวนั ก่อน ๆ ก็กินอยา่ งเอร็ดอร่อย สุดทา้ ยก็กลืนไม่ลง เราเคยมีประสบการณ์อยา่ งน้ีหรือเปล่า นอกจากน้ี เรายงั จะเห็นต่อไปว่า หากเกิดอาการกลืนอาหารไมล่ งจิตใจมนั สูส้ ึกห่อเห่ียวอยา่ งไรไม่รู้ใช่ไหม เหตุการณอ์ ยา่ งน้ี แสดงวา่ ชีวิตเรานอกจากจะเล้ียงดว้ ยอาหารทีเป็นกอ้ น ๆ เหลว ๆ และสารอาหารแลว้ ยงัตอ้ งเล้ียงดว้ ยความพอใจในรสชาติอาหารดว้ ยใช่หรือเปล่า แสดงว่าชีวติ เรากม็ ที ้งั ส่วนทีเ่ ป็นร่างกายและส่วนท่ีเป็นความรู้สึกใช่ไหม และส่วนหน่ึงตาย

64ส่วนหน่ึงกจ็ ะตายไปดว้ ย ไม่ว่าจะเป็นส่วนร่างกายหรือส่วนความรู้สึก เราเห็นดว้ ยไหม ลองไปสงั เกตดกู ็ได้ ทีน้ีเรากพ็ ร้อมแลว้ ที่จะไปฟังส่ิงทม่ี นุษย์โตเ้ ถียงกนั มาตลอดหลายร้อยปีว่าชีวิตคืออะไรชีวติ คอื ร่างกาย : ตวั ตนแรกของมนุษย์ ก่อนทม่ี นุษยจ์ ะเร่ิมต้งั ขอ้ สงสัยกบั ธรรมชาติและชี วิต มนุษยไ์ มร่ ู้เลยวา่ ตวั เองคืออะไรหรือคือใคร มนุษยอ์ ยดู่ ว้ ยความไมร่ ู้และหวาดกลวั มาหลายหม่ืนปี ชีวิตจึงตอ้ งข้ึนอยกู่ บั เทพเจา้ ตวั ตนของมนุษยไ์ มม่ เี ลย หรือจะวา่ ตวั ตนของมนุษยค์ ือเทพเจา้ กไ็ ด้ จนมาถึงเม่อื สองพนั ห้าร้อยกว่าปีทผี่ า่ นมา มนุษยเ์ ริ่มสร้างตวั ตนข้ึนโดยการทา้ ทายความรู้เก่า เพ่อื สน่ั คลอนอาํ นาจของเทพเจา้ ดว้ ยการต้งั คาํ ถาม เช่นถามว่า “เทพเจา้ คืออะไร ” “ความดีคืออะไร” เป็นตน้ หากใครเคยอ่านหนงั สือปรัชญากรีก กจ็ ะทราบวา่ สุดทา้ ยคนทเ่ี ท่ียวไปถามชาวบา้ นชาวเมืองแบบน้ี ก็ตอ้ งโดนขอ้ หา “ทาํ ให้คนหนุ่มสาวเสียคน ” และถูกสภา เมืองบงั คบั ให้ดื่มยาพิษ คนท่ีโดนขอ้ หาน้ีในคร้ังน้นั มีนามวา่ “โสเครตีส” นนั่ เป็นความพยายามแรกของมนุษยท์ ี่อยากจะส่งเสียงบอกวา่มนุษยม์ ีชีวติ มีความคิดเป็นของตวั เอง มนุษยส์ ามารถลิขิตชีวติ ตวั เองได้ แต่ก็ยงั ไมป่ ระสบความสาํ เร็จนกั ในยคุ แรกของการเริ่มตน้ แต่ถึงแมว้ ่ าจะไม่เห็นผลทนั ที “ตวั ตน” ของมนุษยก์ ไ็ ดห้ ยง่ั รากลงดินและเริ่มแตกใบอ่อน

65แลว้ เมอื่ สองพนั หา้ ร้อยกว่าปีทแี่ ลว้ และมนั กไ็ ดพ้ ยายามออกผลอีกคร้ังเมอ่ื500 กวา่ ปีท่ีผา่ นมา แต่สุดทา้ ยผลอ่อนทีอ่ อกมาก็ตอ้ งถูกเดด็ ทิ้งอีกคร้ัง หากเราเคยอ่านประวตั ิศาสตร์วิทยาศาสตร์เราก็จะ ทราบวา่ ผลอ่อนที่วา่ น้ีคือ “จิออดาโน บรูโน ” เขาเป็นนกั วิทยาศาสตร์ท่กี ลา้ ประกาศความจริงทีค่ น้ พบมานานแลว้ วา่ “โลกไม่ใช่ศนู ยก์ ลางของจกั รวาล” เขาจึงถูกจบั เผาท้งั เป็นในคร้ังน้นั ในขอ้ หา “ไม่เชื่อฟังพระเจา้ ” อยา่ งไรกต็ าม กว่าทสี่ ุดเมล็ดพนั ธุ์ท่ีลงดินไวเ้ มอ่ื สองพนั ห้าร้อยกว่าปี ก่อน ไดเ้ ร่ิมใหผ้ ลและสุกงอมจนร่วงหล่นแตกเป็นใหม่ และกระจายไปทวั่ โลกก็ตอ้ งรอเวลาถึงกว่าสองพนั ปี เมอื่ มีอดีตนกั บวชทเ่ี กิดความสงสยัใน “พระเจา้ ” แลว้ ต้งั คาํ ถามอีกคร้ัง คราวน้ีเขาไมไ่ ดเ้ ที่ยวไปถามชาวบา้ นชาวเมอื งเหมอื นคนแรก แต่เขาถามตวั เองว่า “เราคือใคร” เขาใชว้ ิธีการไปนง่ั เงียบ ๆ แลว้ คิดหาคาํ ตอบพร้อม ๆ กบั สงั เกตความคิดของตวั เองไปดว้ ยจนในทีส่ ุดกอ็ ุทานออกมาวา่ “อา... เราคือความคิดนี่เอง ” ณ จุดน้ีเอง“ตวั ตน” ของมนุษยส์ มยั ใหมจ่ ึงไดอ้ ุบตั ิข้ึน เหตุการณ์น้ีเกิดข้ึนเม่ือ 300 กว่าปีมาน่ีเอง หลายคนทราบแลว้ วา่ ผสู้ ร้างประวตั ิศาสตร์หนา้ ใหมใ่ หม้ นุษย์คนน้ีมชี ื่อวา่ “เรอเน่ เดส์การตส์” จากจุดเร่ิมตน้ ท่ีวา่ “ตวั ตนเรามอี ยเู่ พราะเราคิด ” นาํ ไปสู่การต้งัคาํ ถามต่อไปวา่ “เมื่อเราคือความคิด แลว้ ร่างกายน้ีคืออะไร” คาํ ถามน้ีทาํ ให้ไดข้ อ้ สรุปว่า ร่างกายไมเ่ กี่ยวขอ้ งกบั ส่วนท่เี ป็น “ฉนั ” ในความคิด ขอ้ สรุป

66ยงิ่ ไปไกลข้ึนเร่ือย ๆ เช่นส่วนทเี่ ป็นความคิด ไมใ่ ช่สิ่งทม่ี อี ยจู่ ริง สิ่งที่มีอยู่จริงของชีวิตคือร่างกายท่เี ป็นกอ้ น ๆ น้ีเทา่ น้นั ชีวติ จึงเป็นเหมอื นนาฬิกาไขลาน ท่มี ีความแน่นอน สามารถควบคุมได้ ความรู้แบบเหตุผลกลไกดงั กล่าวจึงถูกนาํ ไปใช้ กบั ทกุ ส่ิงทุกอยา่ งต้งั ธรรมชาติรอบตวั มนุษย์ โลก และจกั รวาล ต้งั แต่น้นั เป็นตน้ มา นกั วทิ ยาศาสตร์บางคนพยายามอธิบายถึงสาเหตุทวี่ ิทยาศาสตร์ไม่ไดศ้ กึ ษาชีวิตภาคท่ไี ม่ใช่ร่างกายวา่ “ถา้ เราเขา้ ใจชีวิตและจกั รวาลไดจ้ ากการศกึ ษาทางกายภาพ การศกึ ษาทางส่ิงท่ไี มใ่ ช่กายภาพก็ไม่จาํ เป็น” “ชีวติ คือร่างกาย ” ดเู หมือนวา่ เป็นชยั ชนะท่ีเปล่ียนชะตากรรมชีวติ มนุษยอ์ ยา่ งที่ไมม่ ีใครในยคุ น้นั คิดเลยวา่ จะเกิดอะไรตามมา ฝ่ายที่พยายามบอกว่าชีวิตไม่ใช่มีเพยี งแค่ร่างกายน้ีเทา่ น้นั ตอ้ งเกบ็ ตวั เงียบ ชยั ชนะของฝ่ายท่ีเชื่อว่า “ชีวติ คือร่างกาย” ทาํ ให้ฝ่ายน้ีสามารถทาํ อะไรไดท้ กุ อยา่ งตามความเชื่อของตนเอง จนไดค้ วามรู้ใหมม่ ากมายท้งั ท่ีเกี่ยวกบั ร่างกายและเก่ียวกบั วตั ถุภายนอก ทาํ ให้มนุษยม์ คี วามสุขไมน่ อ้ ย มนุษยม์ ีความสะดวกสบายมากข้ึน มนุษยเ์ อาชนะส่ิงที่คร่าชีวติ มนุษยท์ ่มี นุษยไ์ ม่เคยเอาชนะไดเ้ ลยอยา่ งเด็ดขาด

67เทคโนโลยี : ผลผลติ จากร่างกาย อยา่ งไรกต็ าม กว่าท่มี นุษยจ์ ะนาํ ความรู้มาใชไ้ ดก้ ต็ อ้ งรอไปอีกกวา่ สองร้อยปี เมอ่ื ยา่ งเขา้ สู่ศตวรรษที่ 20 เทคโนโลยจี ากความรู้แบบเหตุผลกลไกสมยั ใหม่เริ่มออกมาสร้างความสะดวกสบาย ความเจริญกา้ วหนา้ทางดา้ นวตั ถุแก่สังคมมนุษยอ์ ยา่ งไม่เคยมมี าก่อ น นบั ต้งั แต่กลไกแบบแกนหมุนท่มี นุษยใ์ ชส้ ร้างลอ้ เล่ือนท่ีตอ้ งใชแ้ รงคนหรือสัตวข์ บั เคล่ือนในอดีตไดถ้ กู พฒั นาเป็นการขบั เคลื่อนดว้ ยพลงั งานไอน้าํ ท่ีมาจากการตม้ น้าํ ให้เดือดดว้ ยฟืนเพอ่ื ไปทาํ ใหล้ อ้ หมุนไปบนรางเหล็ก เราจึงเรียกรถลอ้ ลอ้ เหลก็ชนิดน้ีวา่ “รถไฟ” เพราะมนั มกี อง ไฟในตวั มนั จริง ๆ รถชนิดน้ีเกิดข้ึนเม่อืร้อยกวา่ ปีมาแลว้ ที่ประเทศองั กฤษ ต่อมา มนุษยก์ ็สร้างกลไกท่ซี บั ซอ้ นมากข้ึนเพอ่ื เอาการไหลของน้าํ ไปผลกั ดนั ลอ้ อีกชนิดหน่ึงท่เี รียกว่า “กงั หันน้าํ ” เพอ่ื ไปขบั เคลื่อนลอ้หมนุ อีกนบั ไม่ถว้ นโดยใชส้ ายพานเป็นตวั ส่งการหมุนไปยงั ลอ้ อื่ น ๆเพ่อื ใหล้ อ้ อื่น ๆ ไปทาํ ให้กลไกการส่งเส้นดา้ นประสานกนั เป็นผนื ผา้ เรารู้จกั กลไกประเภทน้ีวา่ “เครื่องทอผา้ พลงั งานน้าํ ” การสร้างเทคโนโลยนี ้ีข้ึนมา ทาํ ใหม้ นุษยส์ ามารถผลิตเคร่ืองนุ่งห่มไดอ้ ยา่ งเพียงพอ ความกา้ วหนา้ทางเทคโนโลยยี งั ไม่หยดุ อยเู่ พียงแค่น้ี เม่ือแหล่ง พลงั งานใหม่ไดเ้ ขา้ มาแทนท่พี ลงั งานจากน้าํ ท้งั ท่ีเป็นสายน้าํ และไอน้าํ

68 การคน้ พบน้าํ มนั และไฟฟ้ าในตน้ ศตวรรษที่ 20 ไดเ้ ปล่ียนสังคมมนุษยจ์ ากหนา้ มือเป็นหลงั มอื คาํ ที่เราไดย้ นิ จนคุน้ เคยคือคาํ วา่ “การปฏิวตั ิ ”เฉพาะในศตวรรษที่ 20 เพยี งศตวรรษเดียว เกิดการปฏิวตั ิอยา่ งนอ้ ย 3 คร้ังในชีวติ มนุษย์ หลงั จากที่มนุษยเ์ คยปฏิวตั ิการผลิตอาหารคร้ังหน่ึงเม่ือหลายร้อยปีมาแลว้ คร้ังน้นั มนุษยน์ าํ ความรู้แบบกลไกมาใชส้ ามารถสร้างเคร่ืองมอื ง่าย ๆ เพอ่ื ช่วยในการเพาะปลูก ซ่ึงมนั กช็ ่วยใหม้ นุษยค์ ลายความกงั วลเร่ืองอาหารการกินลงไปไดบ้ า้ งแมจ้ ะไม่ท้งั หมด แต่การปฏิวตั ิคร้ังน้นัก็เทยี บไมไ่ ดเ้ ลยกบั การปฏิวตั ิอุตสาหกรรมในศตวรรษท่ี 20 ที่มนั กาํ ลงั จะเปล่ียนโฉมหนา้ ของสังคมมนุษยต์ ลอดไป การปฏิวตั ิคร้ังแรกในตน้ ศตวรรษที่ 20 เป็นการปฏิวตั ิอุตสาหกรรม เม่อื มนุษยส์ ามารถเอาน้าํ มนั มาเป็นแหล่งพลงั งานใหมใ่ นการตม้ น้าํ มนุษยจ์ ึงไดไ้ อน้าํ ไปใชข้ บั เคล่ือนกลไกการผลิตอยา่ งมากมาย ทาํ ให้การผลิตทาํ ไดเ้ ร็วข้ึน ทาํ ไดม้ ากข้ึน ในขณะท่ีใชเ้ วลาลดลง ยง่ิ ไปกวา่ น้นั เม่อืมนุษยร์ ู้ว่าจะสร้างไฟฟ้ าไดอ้ ยา่ งไร นบั แต่น้นั มาเคร่ืองยนตก์ ลไกต่าง ๆ ก็ถูกสร้างข้ึน จากจุดเร่ิมตน้ ที่เผาไหมโ้ ดยใชฟ้ ืนในเตา เราไดเ้ ห็น เคร่ืองยนต์ทใี่ ชก้ ารจุดระเบดิ ในกระบอกสูบ เคร่ืองยนตท์ ่ใี ชก้ ารจุดระเบดิ นอกกระบอกสูงเพือ่ ไปขบั เคลื่อนกลไกต่าง ๆ การปฏิวตั ิอุตสาหกรรมในคร้ังน้นั ทาํ ให้การผลิตทางการเกษตรไดพ้ ลิกโฉมหนา้ ตามดว้ ย ผลพลอยไดอ้ ยา่ งหน่ึงจากการกลนั่ น้าํ มนั เพ่ือไป

69ใชใ้ นการจุดระเบิด ทาํ ให้ได้ สารเคมที มี่ นุษยส์ ามารถนาํ ไปใชก้ บั การเพาะปลูกได้ นบั แต่น้นั มา รูปแบบการเพาะปลกู ก็ไดเ้ ปล่ียนไปตลอดกาลเราคงเคยไดย้ นิ คาํ วา่ “การปฏิวตั ิเขียว” นนั่ เป็นชื่อของการปฏิวตั ิการเกษตรในรอบทสี่ อง นอกจากสารเคมีแลว้ เคร่ืองยนตก์ ลไกต่าง ๆ ก็ไดร้ ับการพฒั นาข้ึนเพ่อื ใหก้ ารเพา ะปลูกสามารถทาํ ไดเ้ ร็วข้ึน มากข้ึน ในขณะที่ใช้เวลาและแรงงานคนและสัตวน์ อ้ ยลง เราเห็นหรือยงั ว่า ความรู้สมยั ใหมท่ าํให้มนุษยส์ ะดวกสบายมากข้ึนแค่ไหน แต่การปฏิวตั ิอุตสาหกรรมกไ็ มไ่ ด้หยดุ เพียงเท่าน้นั การปฏิวตั ิรอบใหม่เกิดข้ึนเม่ือมนุษยค์ น้ พบว่า แสงทม่ี นุษยเ์ ช่ือมาตลอดวา่ เป็นคล่ืน สามารถแปลงเป็นส่ิงท่ีอนุภาคได้ ถา้ พดู ง่าย ๆ อยา่ งทเ่ี ราสามารถเขา้ ใจไดก้ ็คือ “มนุษยส์ ามารถเสกสิ่งของข้ึนจากความว่างเปล่าได้ ”ส่ิงน้ีเพงิ่ เกิดข้ึนเมื่อไมก่ ่ีสิบปี ในช่วงปลายศตวรรษท่ี 20 น่ีเอง หลงั จากที่ตอ้ งรอกวา่ หา้ สิบปีนบั ต้งั แต่คน้ พบความรู้น้ี หลงั จากน้นั การปฏิวตั ิการผลิตในอุตสาหกรรมรอบใหมก่ ็เกิดข้ึน อยา่ งทีเ่ ราเห็นอยใู่ นทุกวนั น้ี มนั ไม่เกินเลยที่เราจะใชค้ าํ ว่า “มนุษยส์ ามารถแสกสิ่งของได้ ” เทคโนโลยที ี่กา้ วพน้การทาํ งานแบบกลไก มนั มหศั จรรยจ์ ริง ๆ ยง่ิ ไปกว่าน้นั ความสามารถการเปล่ียนแสงเป็นวตั ถุของมนุษย์ ทาํให้มนุษยส์ ามารถสร้างสมองเทยี มได้ ทาํ ให้มนุษยป์ ฏิวตั ิการติดต่อส่ือสารอยา่ งรวดเร็ว ลองคิดดูว่า “อินเตอร์เน็ต” ซ่ึงเพิง่ มใี ชใ้ นเชิงอุตสาหกรรมเม่ือ

70ปี 1995 สิบกวา่ ปี มาน่ีเอง ทกุ วนั น้ีเรากไ็ ดเ้ ห็นความสามารถของมนั แลว้ ว่าเป็นอยา่ งไร นอกจากสร้างสมองเทียมไดแ้ ลว้ มนุษยก์ าํ ลงั จะทาํ ในสิ่งทีค่ นยคุ ก่อนเตือนวา่ “มนุษยก์ าํ ลงั จะเป็นพระเจา้ เสียเอง” หรือเปล่า เพราะมนุษย์กาํ ลงั พยายามสร้างชีวิตมนุษยข์ ้ึนมาใหม่ หลงั จากที่ทาํ แผนที่พนั ธุกรรมมนุษยเ์ สร็จในปี 2003 อนั น้ีไมน่ บั ชีวติ พชื และสตั ว์ ท่มี นุษยท์ าํ มาหลายปีแลว้ เรามาถึงจุดสูงสุดหรือกาํ ลงั มาถึงจุดจบของตวั ตนสมยั ใหม่ อนั น้ีคือส่ิงที่เรายงั ไมร่ ู้ล่มสลาย : ผลจากการใช้เทคโนโลยเี พ่อื ร่างกาย ดา้ นหน่ึงเรากเ็ ห็นว่าแลว้ วา่ เทคโนโลยใี ห้ประโยชนม์ ากมายต่อร่างกายของเรา ต่อสงั คมของเรา แต่การพฒั นาเทคโนโลยเี พ่อื ตอบสนองความตอ้ งการของร่างกายเพยี งดา้ นเดียว การใชเ้ ทคโนโลยเี พ่ือตอบสนองความตอ้ งการทางร่างกายเพยี งอยา่ งเดียว กาํ ลงั ส่งผลสะทอ้ นกลบั อยา่ งรุนแรงแก่มนุษย์ สงั คม สิ่งแวดลอ้ ม และโลกทีม่ นุษยอ์ าศยั อยู่ ในช่วงแรกมนุษยไ์ มไ่ ดฉ้ ุกคิด และไมไ่ ดใ้ ส่ใจเลย มนุษยย์ งั เชื่อมนั่ ใจความรู้ที่ไดม้ าเม่อืสามร้อยกว่ าปีทแ่ี ลว้ วา่ “ชีวติ มีแต่ร่างกายน้ีเทา่ น้นั ” มนุษยจ์ ึงพยายามคน้ ควา้ และทดลอง เพอื่ แกป้ ัญหาที่เกิดจากการใชเ้ ทคโนโลยที ีเ่ ขาไดส้ ร้างข้ึนมา แต่ดเู หมอื นว่า ยง่ิ แกป้ ัญหา ปัญหากย็ ง่ิ มขี นาดใหญ่ข้ึน

71 ลองดตู วั อยา่ งทเ่ี ราสามารถเห็นไดง้ ่าย ๆ ใกลต้ วั เราแกป้ ัญหาน้าํเซาะชายฝ่ังดว้ ยการสร้างเข่ือนคอนกรีตป้ องกนั คล่ืน แต่คลื่นกลบั ไปเซาะท่ีอ่ืน และเซาะชายฝ่ังกวา้ งข้ึนกว่าเดิม เราสร้างเข่ือนเพื่อป้ องกนั น้าํ ทว่ มและน้าํ แลง้ เรากลบั ตอ้ งเจอปัญหาน้าํ ทว่ มและน้าํ แลง้ ท่ีใหญ่ข้ึนกว่าเดิม เราเคยต้งั ขอ้ สงั เกตไหม นอกจากน้นั ปัญหาท่ีเราอาจจะไม่ส ามารถอธิบายได้เพราะความเชื่อมโยงไมแ่ สดงตวั ให้เห็นชดั นกั เช่น ปัญหาภยั ธรรมชาติทมี่ ีขนาดใหญ่ข้ึนทกุ วนั ลองมาดูปัญหาสงั คมเลก็ ๆ ระดบั ครอบครัวดูบา้ ง ยงิ่ เราสะดวกสบายมากข้ึน เราใชเ้ วลาในการผลิตนอ้ ยลง แต่ผลิตไดม้ ากข้ึน เราก็คิดวา่ เราจะมีเวลาให้กบั ครอบครัว มากข้ึน แต่ส่ิงท่เี กิดข้ึนกบั สังคมของเราทุกวนั น้ี เราก็เห็นแลว้ ว่า ยงิ่ เรามเี วลาว่างมากข้ึน เวลาใหก้ บั ครอบครัวกลบัไม่เพ่ิมข้ึนเลย ยงิ่ เราสามารถติดต่อสื่อสารกนั ไดเ้ ร็วข้ึน สะดวกข้ึน เรายงิ่ห่างไกลกนั มากข้ึนลองสังเกตดใู นใจเราสิวา่ ความผกู พนั ระหว่างเรากบั คนใกลช้ ิดเพ่มิ ข้ึนหรือลดลง ลองไปถามป่ ยู า่ ตายายเราดูสิ หรือหากมองไปทส่ี ังคมระดบั ใหญ่ เราเคยเจอไหมวา่ บางส่ิงบางอยา่ งไม่เป็นไปตามเหตุผลกลไกทเ่ี ราคิดเลย เช่นเราคิดว่าเราอยากจะให้จาํ นวนคนทีย่ ากไร้ลดลง เรากเ็ ลยเอาเงินไปให้เขา โดยคิดว่าถา้ คนมเี งินมากข้ึน เขาจะไดเ้ อาเงินไปใชจ้ ่ายในสิ่งท่จี าํ เป็น แลว้ ชีวติ เขาจะดีข้ึน จาํ นวนคน

72ยากไร้ก็จะลดลง แต่พอเอาเขา้ จริง ๆ ยง่ิ มเี งินไปช่วยเหลือคนยากไร้ จาํ นวนผคู้ นท่ยี ากไร้ยงิ่ เพ่ิมข้ึน เราเคยเห็นไหม แลว้ ชีวิตเราหละ เคยสังเกตบา้ งไหมว่า ในใจเรารู้สึกอ่ิมเอม หรือว่ารู้สึกอา้ งวา้ งเปล่าเปลี่ยน เคยสังเกตไหมวา่ เราแทบจะอยคู่ นเดียวเงียบ ๆไมไ่ ดเ้ ลย หรือหนกั เขา้ เราไม่รู้ดว้ ยซ้าํ ไปวา่ เรารู้สึกอยา่ งไร หนกั เขา้ เราไม่รู้ดว้ ยซ้าํ ไปวา่ ชีวิตน้ีเราตอ้ งการอะไร เราเคยสังเกตไหม ท้งั ๆ ที่ชีวติ เราเตม็ไปดว้ ยส่ิงอาํ นวยความสะดวกมากมาย แต่จิตใจของเรากลบั อ่อนแอลงทกุวนั เราอดทนรอไดน้ อ้ ยลงทกุ วนั ในขณะท่ีเราเบอื่ เร็วข้ึนเร่ือย ๆ หรือว่านี่คือผลสะทอ้ นกลบั สุดทา้ ยทส่ี ่งมาถึงเรา หลงั จากที่เราละเลยดา้ นที่ไม่ใช่ร่างกายของชีวิตมากวา่ สามร้อยปี หรือว่าถึงเวลาแลว้ ท่ีเราตอ้ งมาใส่ใจอีกดา้ นหน่ึงของชีวติ เก่ียวกบั ผลสะทอ้ นกลบั ต่อโลก ส่ิงแวดลอ้ ม สังคม และมนุษยเ์ องนกั วิทยาศาสตร์เองก็ออกมายอมรับวา่ ที่มนุษยไ์ ดห้ ลงทางมากว่าสามร้อยปีที่ผา่ นมาทาํ ให้เราไดบ้ ทเรียนท่ียงิ่ ใหญ่ ทาํ ใหเ้ ราอวดดีนอ้ ยลง ถ่อมตวั มากข้ึน เราตอ้ งทาํ ตวั ใหส้ อดคลอ้ งกบั ธรรมชาติแทนท่จี ะเอาชนะธรรมชาติ เราตอ้ งหันมาใส่ใจกบั อีกดา้ นหน่ึ งของชีวิตท่เี รียกวา่ “จิตวญิ ญาณ ” ก่อนท่ีธรรมชาติจะ “ลบ” ส่ิงมชี ีวิตทเ่ี รียกวา่ “มนุษย์” ออกไปจากธรรมชาติดงั เช่นท่ธี รรมชาติเคยทาํ มาแลว้ กบั สิ่งมชี ีวติ ท่ตี วั โตตะกละตะกรามเมื่อ 65ลา้ นปี มาแลว้ บนโลกใบเดียวกนั น้ี

73ชีวติ คอื จิตวญิ ญาณ : ตวั ตนทแี่ ท้จริงของมนุษย์ กว่าทน่ี กั วิทยาศาสตร์จะออกคน้ หาอีกดา้ นหน่ึงของชีวติ ทใ่ี นที่น้ีเราเรียกว่าจิตวญิ ญาณ เขากต็ อ้ งรอจนกระทงั่ เขาคน้ เขา้ ไปจนถึงดินแดนสุดทา้ ยของวตั ถุที่ตอ้ งใชเ้ วลาหลายสิบปีกวา่ จะไดค้ าํ ตอบ นกั วทิ ยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องกายภาพทเ่ี รียกว่า “นกั ฟิสิกส์ ” ตอ้ งแปลกในมากเมื่อทาํ การทดลองซ้าํ แลว้ ซ้าํ อีก จนมนั่ ใจว่า “สสารกบั พลงั งานสามารถเปล่ียนสถานะสลบั กนั ไปมาได้ ” ถา้ พดู ภาษาของเราก็คือว่า วตั ถุเกิดจากความว่าง การคน้ พบน้ีทาํ ใหน้ กั ฟิ สิกส์ชาวออสเตรียคนหน่ึงออกคนหาประสบการณ์ทางจิตวิญญาณจนกระทง่ั เขาสามารถสัมผสั ไดด้ ว้ ยตนเอง เขาจึงเริ่มเห็นด้ วยวา่“จิตวญิ ญาณคือตวั ตนอีกดา้ นหน่ึง ” ทีม่ ีอยจู่ ริง เขามนี ามวา่ “ด็อกเตอร์ฟริตจอ๊ ฟ คาปร้า” ซ่ึงต่อไปจะเรียกส้ัน ๆ ว่า ดร.คาปร้าในวนั ข้ึนปี ใหม่ปี 1975 ดร.คาปร้า ไดอ้ อกมาเล่าประสบการณ์และนาํ เสนอดา้ นท่เี ป็นจิตวญิ ญาณของฟิ สิกส์แก่ผคู้ นทวั่ โลกในหนงั สือช่ือ“เต๋าแห่งฟิสิกส์” เพ่ือประกาศใหผ้ คู้ นทวั่ โลกรู้วา่ “สิ่งมชี ีวิตทกุ อยา่ งมดี า้ นท่ีเป็นจิตวิญญาณดว้ ย” ต่อมาในปี 1982 ดร.คาปร้า ไดอ้ อกมาบอกแก่วงการวทิ ยาศาสตร์วา่ โลกของเราถึงจุดตอ้ งเปล่ียนแลว้ ในหนงั สือ “จุดเปล่ียนแปลงศตวรรษ ” ของเขาไดบ้ อกถึงความเสียหายท่ีเกิดข้ึน ต่อโลกส่ิงแวดลอ้ ม สงั คม เศรษฐกิจ และชีวติ มนุษย์ อนั เป็นผลมาจากการใช้ความรู้แบบกลไก ที่เชื่อวา่ ชีวิตมีเพยี งร่างกาย อยา่ งไรบา้ ง

74 นอกจากน้นั เขาไดเ้ สนอความรู้ใหม่ ท่บี อกว่า ชีวติ ไมไ่ ดม้ เี พยี งแค่ร่างกายน้ี แต่ชีวติ มสี ่วนท่ีเป็นจิตวิญญาณ และเป็นระบบเดียวกนั ยิ่ งไปกว่าน้นั แต่ละระบบของสิ่งมชี ีวิตยงั เชื่อมโยงกบั ระบบยอ่ ยและระบบใหญ่ พดูใหง้ ่ายก็คือ ชีวติ มนุษยเ์ ชื่อมโยงกบั สิ่งมชี ีวติ อ่ืน ๆ ในส่ิงแวดลอ้ ม และส่ิงแวดลอ้ มก็เช่ือมโยงกบั โลกซ่ึงเป็นส่ิงมีชีวติ เช่นกนั โลกกเ็ ช่ือมโยงกบัดวงดาว และจกั รวาลอ่ืน ๆ ดว้ ย แมแ้ ต่ในตวั มนุษยเ์ อง กเ็ ชื่อมโยงกบั ชีวิตภายในร่างกายของมนุษยเ์ อง คือเชื่อมโยงกบั เซลล์ ซ่ึงแต่ละเซลลก์ ็มชี ีวิตเป็นของตวั เอง การปฏิวตั ิทางความคิดของนกั วิทยาศาสตร์คร้ังทาํ ให้นกั วทิ ยาศาสตร์แขนงอื่น ๆ เร่ิมมาศกึ ษาเพื่อพสิ ูจน์ความคิดของ ดร .คาปร้าอยา่ งกวา้ งขวาง และมีหลายคนที่ออกมายนื ยนั ความคิดของ ดร.คาปร้า คนแรกเป็นนายแพทยท์ ่ีเรียนมาทางดา้ นการทาํ งานของสมองของมนุษยท์ เ่ี รียกวา่ “ประสาทวทิ ยา ” และการหลงั่ ของสารเคมีในสมองของมนุษย์ นายแพทยโ์ ชปราออกมายอมรับว่า “ยง่ิ เรารู้เร่ืองสมองมากเทา่ ไหร่เรายงิ่ รู้จกั จิตวิญญาณนอ้ ยลงเทา่ น้นั ” นายแพทยโ์ ชปราจึงเปลี่ยนแนววิธีการรักษาคนไขม้ าเป็นแนวทางดา้ นจิตวิญญาณแทน หนงั สือ “กฎทางจิตวิญญาณท้งั เจด็ ของชีวิต ” ท่ตี ีพมิ พใ์ นปี 1994 ไดย้ นื ยนั ว่า “จิตวญิ ญาณคือตวั ตนที่แทจ้ ริง ร่างกายเป็นเพยี งการแสดงตวั ตนชว่ั คราวของชีวติ ”

75 นกั วทิ ยาศาสตร์คนต่อมาทีม่ ารยนื ยนั แนวคิ ดของนายคาปร้า เป็นนกั วิทยาศาสตร์ทีเ่ รียนมาทางดา้ นการทาํ งานของสารเคมใี นร่างกายของส่ิงมชี ีวิตท่เี รียกว่า “ชีววทิ ยา” ช่ือว่า “ด็อกเตอร์บรู๊ซ ลิปตนั ” เราจะเรียกส้ันๆ ว่า ดร .ลิปตนั ดร .ลิปตนั เป็นคนแรกทอ่ี อกมาประกาศวา่ ตาํ ราแพทยท์ ี่สอนกนั มาที่บอกว่า “ยนี ควบคุมเซลล์ ” น้นั ผดิ แมจ้ ะมีคาํ ยนื ยนั จากโครงการสร้างแผนท่พี นั ธุกรรมของมนุษยท์ ท่ี าํ เสร็จในปี 2003 มาค้าํ คออยู่ก็ตาม ดร.ลิปตนั เผยแพร่งานวิจยั ของเขาในหนงั สือช่ือ “ชีววทิ ยาของความเช่ือ” ในปี 2005 โดยประกาศวา่ “ความเชื่อ ” ต่างหากทีค่ วบคุมเซลลห์ รือควบคุมชีวิต และความเชื่อกม็ าจากส่วนทเ่ี ป็นจิตใตส้ าํ นึก ซ่ึงเป็นอาณาบริเวณเดียวกนั กบั จิตวญิ ญาณตามความหมายที่เรากล่าวถึงในที่น้ี ดร.ลิปตนั อธิบายต่อว่า “ความคิด ” หรือ จิตสาํ นึกกไ็ มส่ ามารถควบคุมชีวติ ได้ นี่เป็นเหตุผลวา่ คิดบวกอยา่ งเดียวใชเ้ ปลี่ยนชีวติ ไมค่ ่อยไดผ้ ล แต่เป็นความเช่ือที่อยใู่ นจิตใตส้ าํ นึกต่างหากที่ควบคุมชีวิต และชีวิตมนุษยอ์ ยภู่ ายใตก้ ารควบคุมของจิตใตส้ าํ นึกถึง 95% ท่ีเหลือเป็นการควบคุมโดยจิตสาํ นึก นี่คงจะพอเป็นคาํ อธิบายไดว้ า่ ทาํ ไมเราสามารถขบั รถกลบับา้ นไดโ้ ดยไม่รู้ตวั เพราะสมยั เราหัดขบั รถ การขบั รถและเสน้ ทางขบั รถกลบั บา้ นถูกฝังเขา้ ไปใ นจิตใตส้ าํ นึกแลว้ แมเ้ ราไมร่ ู้ตวั ว่ากาํ ลงั ขบั รถอยู่หรือกาํ ลงั จะไปไหน จิตใตส้ าํ นึกกพ็ าเรากลบั บา้ นได้ เพราะเราส่งั จิตใต้สาํ นึกไปแลว้ ต้งั แต่ตดั สินใจวา่ จะกลบั บา้ น ลองคิดดูว่าชีวิตจะไปทางไหนถา้ ไมส่ นใจดา้ นท่ีเป็นจิตใตส้ าํ นึกหรือทีเ่ ราเรียกว่าจิต

76 ทนี่ ่าสนใจไปกวา่ น้นั คือ นกั วิทยาศาสตร์ท่ศี กึ ษาเร่ืองสสารและพลงั งานลว้ น ๆ อยา่ งนกั ฟิสิกส์ยงั หันมาให้ความสนใจเร่ืองจิตวญิ ญาณ ในปีเดียวกนั กบั ท่ี ดร .ลิปตนั ไดต้ ีพิมพห์ นงั สือเรื่อง “ชีววิทยาของความเช่ือ ”นกั วิทยาศาสตร์ท่ีศึกษาเรื่องพลงั งานนิวเคลียชื่อ ดอกเตอร์โทมสั แคมป์เบลล์ ไดต้ ี พมิ พห์ นงั สือช่ือ “ทฤษฎีทุกสรรพส่ิงหลกั ๆ ของขา้ พเจา้ ” ในหนงั สือน้ี เล่าถึงผลการศกึ ษาของ ดร .แคมป์ เบลลต์ ลอดสามสิบปีในชีวิตการทาํ งาน และยนื ยนั ว่า เมือ่ รวมทุกสรรพสิ่งเขา้ ดว้ ยกนั คาํ ท่ีจะใชแ้ ทนสิ่งน้นั ไดด้ ีท่สี ุดคือคาํ ว่า “จิตวญิ ญาณ” ซ่ึงท้งั นายแพทยโ์ ชปรา ดร.ลิปตนั และดร.แคมป์ เบลล์ ใชค้ าํ ในภาษาองั กฤษว่า “Consciousness” (คอนเชียสเนส )บางคร้ังอาจใชส้ ลบั กบั คาํ ว่า “Spirituality” (สปิ ริทชวลลิต้ี ) ซ่ึงหมายถึงสิ่งเดียวกนั นอกจากน้ี ยงั มนี กั วทิ ยาศาสตร์อีกจาํ นวนมากทเี่ ห็นดว้ ยกบั ดร .คาปร้า แต่ยกตวั อยา่ งมาสองสามทา่ นคงพอจะทาํ ใหเ้ รามน่ั ใจไดแ้ ลว้ ว่า“มนุษยไ์ ดเ้ ดินทางมาถึงยคุ จิตวิญญาณ ” แลว้ นอกจากน้ีนกั ปรัชญาก็ได้ออกมาเห็นดว้ ยวา่ มีสิ่งทีเ่ รียกวา่ “จิตวิญญาณ” อยจู่ ริง แต่นกั ปรัชญาอาจใช้คาํ อ่ืน หากหาคาํ ไทยมาใชส้ ื่อแทนคาํ ว่า “Qualia” (ควาลีอา) ก็อาจจะใชค้ าํว่า “คุณลกั ษณ์” ก็ได้ ซ่ึงก็ตอ้ งแปลไทยเป็นไทยต่อไปว่า “มนั คือสภาวะต่ืนรู้ของจิต” นนั่ เอง ซ่ึงนกั ปรัชญาเขามองไปทตี่ วั ตนที่แทจ้ ริงข้นั ลึก ๆ ของชีวิตเลยทีเดียว หรือนกั ฟิสิกส์ใหม่ท่ีศึกษาหน่วยพลงั งานทเ่ี ล็กท่ีสุดท่ีเรียกวา่ “ควนั ตมั ฟิสิกส์” อาจใชค้ าํ วา่ “สนามควนั ตนั ” (Quantum Vacuum)

77แทน ซ่ึงหม ายถึงส่ิงเดียวกนั เพราะหน่วยพลงั งานท่เี ลก็ ทส่ี ุดทีน่ กั ฟิสิกส์สาขาน้ีกาํ ลงั ศึกษา คือส่ิงทเ่ี รากาํ ลงั เรียกว่า “จิตวิญญาณ” นน่ั เอง อยา่ งไรก็ตาม ไม่ใช่นกั วทิ ยาศาสตร์ทกุ คนที่ยอมรับวา่ อาณาจกั รที่เรียกวา่ จิตวญิ ญาณมอี ยู่ นกั วทิ ยาศาสตร์ทีไ่ มย่ อมรับวา่ จิตวิญญาณมีอยู่ เห็นว่า ความรู้สึกที่เกิดข้ึนทางใจเป็นเพยี งปฏิกิริยาทางเคมที เี่ กิดข้ึนในสมองของมนุษย์ แมว้ ่านกั วทิ ยาศาสตร์เหล่าน้นั จะยอมรับเขามีความรู้สึกรักครอบครัวของเขา การถกเถียงกนั ระหว่างนายแพทยโ์ ชปรา และดอ็ กเตอร์ริชาร์ด ดอวก์ ินส์ นกั วิทยาศาสตร์ท่ศี ึกษาเร่ืองพฒั นาการ ของส่ิงมชี ีวติ เม่ือวนั ท่ี 9 พฤศจิกายน 2013 จดั ข้ึนท่ามกลางผฟู้ ังหลายพนั คนทป่ี ระเทศเมก็ ซิโก เป็นเคร่ืองยนื ยนั ใหเ้ ห็นว่า ความเห็นต่างในเร่ืองจิตวญิ ญาณยงั มอี ยู่ผลจากการโตเ้ ถียงคร้ังน้นั ดูเหมอื นวา่ การศึกษาจิตใจของมนุษยจ์ ากสมองเพยี งอยา่ งเดียว ดเู หมอื นว่าจะไม่สามารถพาเราไปถึงดินแดนจิตวญิ ญาณได้ มาถึงตอนน้ี เราคงเห็นแลว้ ว่ากว่าจะเกิดความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั ว่า“จิตวิญญาณ” คือตวั ตนท่ีแทจ้ ริงของชีวิต มนุษยเ์ ราไดถ้ กเถียงกนั มานานแค่ไหน เราตอ้ งซึมซบั ตวั ตนจากยคุ วญิ ญาณของเทพเจา้ จากยคุ เหตุผลบริสุทธ์ิของนกั ปรัชญา เหตุผลเชิงป ระจกั ษข์ องนกั วทิ ยาศาสตร์ จนกระทงั่ เราได้ตวั ตนท่ีแทจ้ ริงของมนุษย์ ท่ีตกผลึกจากการเรียนรู้ของมนุษยม์ านานนบั พนัปี เป็นตวั ตนทม่ี าจากความเห็นพอ้ งตอ้ งกนั ของนกั ปราชญท์ กุ สาขาบนโลก

78ที่ไม่ตอ้ งนบั นกั ปราชญด์ า้ นศาสนา เพราะทา่ นเหล่าน้นั อยกู่ บั ชีวติ ดา้ นจิตวิญญาณมาตลอดอยแู่ ลว้ ต่อไปน้ีก็ถึงเวลาแลว้ ทเ่ี ราจะไดร้ ู้จกั “จิตวญิ ญาณ ” ในภาษาที่เขา้ ใจง่าย และนาํ ไปใชส้ งั เกตชีวติ ของตวั เราเองไดจ้ ริง อยา่ งไรกต็ าม เราไม่ไดป้ ฏิเสธภาษาโบราณของยคุ วญิ ญาณ และภาษาของศาสนาต่าง ๆ ยง่ิไปกวา่ น้นั เรายงั เชื่อวา ภาษาเหล่าน้นั ไดส้ ื่อถึงส่ิงที่เรากาํ ลงั จะพดู ถึงเช่นกนัแต่ภาษาเหล่าน้นั เป็นภาษาข้นั สูง เป็นภาษากวี เช่นคาํ ว่า “พระเจา้ ” “เต๋า”“พทุ ธะ” เป็นตน้ คาํ เหล่าน้ีตอ้ งใชก้ ารตีความ ตอ้ งใชก้ ารถอดรหัสหลายช้นัจึงจะสามารถเขา้ ใจได้ ในที่น้ีเราจึงเลือกใชภ้ าษาง่าย ๆ สาํ หรับคนในยคุ น้ีท่ีสามารถเขา้ ใจไดเ้ ลยโดยไมต่ อ้ งตีความ อยา่ งคาํ ว่า ร่างกาย ความคิด อารมณ์หรือความรู้สึก อยา่ งทก่ี าํ ลงั จะนาํ เสนอต่อไปร่างกาย ความคดิ อารมณ์ : ประตูสู่จิตวญิ ญาณ อยา่ งท่เี รากล่าวในตอนตน้ วา่ “จิตวญิ ญาณคือตวั ตนที่แทจ้ ริงของมนุษย”์ เวลาเราไดย้ นิ คาํ ว่า “ตวั ตนท่ีแทจ้ ริง ” ทีไร หลายคนอาจคิดว่าเป็ นเรื่องไกลตวั เป็นเร่ืองยากเกินทาํ ความเขา้ ใจ เป็นเร่ืองสูงส่งเกินความคนธรรมดาอยา่ งเราจะเขา้ ใจ ซ่ึงไม่ผดิ ทคี่ ิดอยา่ งน้นั เพราะคาํ วา่ ตวั ตนที่แทจ้ ริงท่ีปรากฏในทอ่ี ่ืน หรือท่ีเราเคยไดย้ นิ มาจากท่ีอ่ืน ๆ ผเู้ ขียนหรือผพู้ ดู มเี จตนาหมายถึงตวั ตนท่ีแทจ้ ริงในส่วนลึกทีส่ ุดของจิตใจ ลึกจนเราไมส่ ามารถหยงั่

79ถึงได้ แต่สาํ หรับในหนงั สือเล่มน้ี จะเริ่มจากตวั ตนในระดบั เบ้ืองตน้ ก่อนเพ่ือใหท้ ุกคนสามารถเขา้ ใจได้ และสามารถสังเกตไดด้ ว้ ยตนเอง จริง ๆ แลว้ การเขา้ ถึงตวั ตนทแี่ ทจ้ ริงในทางปฏิบตั ิไมใ่ ช่เรื่องยากเลย แต่ทีเ่ ราไมเ่ ขา้ ใจ และเขา้ ไม่ถึงสกั ที เป็นเพราะเราอยากคน้ พบตวั ตนท่ีแทจ้ ริง หรืออยากรู้จกั ตวั ตนท่แี ทจ้ ริงของเราเองดว้ ยการฟัง และผรู้ ู้ส่วนใหญ่กช็ อบบรรยาย เพราะมนั ง่ายดี ซ่ึงนนั่ อาจเป็นไปไดส้ าํ หรับผทู้ ีส่ ง่ั สมกาํ ลงั สติปัญญามานาน เราอาจเคยไดย้ นิ เร่ืองราววา่ บางคนกเ็ ขา้ ถึงตวั ตนท่ีแทจ้ ริงดว้ ยตนเอง บางคนกแ็ ค่ฟังประโยคเดียวกบั เขา้ ถึงแลว้ และเป็นการเขา้ ถึงตวั ตนทแ่ี ทจ้ ริงในระดบั ทล่ี ึกทส่ี ุดดว้ ย ซ่ึงนน่ั กไ็ ม่ใช่จุดมุง่ หมายของหนงั สือเล่มน้ีเช่นเดียวกนั ตอ้ งย้าํ อีกคร้ังวา่ หนงั สือเล่มน้ีสาํ หรับผเู้ ร่ิมตน้คน้ หาตวั ตนทีแ่ ทจ้ ริง แบบง่าย ๆ ปฏิบตั ิง่าย ๆ เร าลองมาดวู ่า จะง่ายจริงหรือเปล่า อยา่ งที่เราพาดหัวเร่ืองไวใ้ นตอนน้ีว่า ร่างกาย ความคิด อารมณ์เป็นประตสู ู่จิตวญิ ญาณ ซ่ึงนอกจากจะหมายความตามน้นั แลว้ ร่างกายความคิด อารมณ์ ยงั เป็นจิตวญิ ญาณในตวั ของมนั เองดว้ ย ซ่ึงกค็ ือตวั ตนท่ีจริงของเรานน่ั เอง แต่เป็นตวั ตนในร ะดบั ท่ตี ้ืนลึกแตกต่างกนั ไป ข้ึนอยกู่ บัวา่ เราจะสามารถเขา้ ถึงไดล้ ึกแค่ไหน ต่อไปน้ีเวลาเราพบคาํ ว่า “จิตวิญญาณ ” ในหนงั สือเล่มน้ี กข็ อใหเ้ ขา้ ใจว่าหมายถึงตวั ตนท่แี ทจ้ ริงเช่นเดียวกบั เวลาเราพบคาํ ว่า “ตวั ตนท่แี ทจ้ ริง” ก็ขอใหเ้ ขา้ ใจว่ามนั ก็คือ “จิต

80วญิ ญาณ” เราจะไดไ้ ม่ สบั สน ส่วนคาํ อื่น ๆ ไดแ้ ก่ ร่างกาย ความคิด และอารมณ์ น้นั จะเป็นจิตวิญญาณ หรือตวั ตนทแี่ ทจ้ ริงไดอ้ ยา่ งไร โปรดติดตามต่อไป

81 บทที่ 6 ตวั ตนภายนอกสุดการใชช้ ีวิตของเราทุกวนั น้ี ทาํ ให้เราเขา้ ใจว่า เรารู้จกั “ร่างกาย ” ซ่ึงเป็นตวั ตนภายนอกสุดน้ีดีแลว้ เรา แสวงหาอาหารอร่อย มาเล้ียงร่างกาย เราหาเส้ือผา้ ทสี่ วยงามมาห่มใหร้ ่างกาย เราหาบา้ นหลงั ใหญ่มาให้ร่างกายอยอู่ าศยัเราหายามาบาํ รุงรักษาร่างกายใหแ้ ขง็ แรง และเราทาํ กิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายเพอื่ ใหร้ ่างกายสมบรู ณ์แขง็ แรง สวยงาม ชีวติ เราเป็นอยา่ งน้ีหรือเปล่า เราคิดวา่ เรารู้จกั ร่างกายเราดีทส่ี ุด เราอาจกาํ ลงั เขา้ ใจผดิ ก็ได้ เราไดท้ ราบมาจากตอนตน้ จากการศกึ ษาของนกั วิทยาศาสตร์แลว้วา่ เราทาํ สิ่งต่าง ๆ โดยรู้ตวั เพยี งร้อยละหา้ เท่าน้นั ทเ่ี หลือเราทาํ ไปโดยไม่รู้ตวั ยกตวั อยา่ งง่าย ๆ เช่น วนั ท้งั วนั เราอาจไมร่ ู้ตวั เลยวา่ เรากาํ ลงั หายใจเขา้หรือหายใจออก เราไม่ไดต้ ้งั ใจหายใจใช่ไหม แต่เรากไ็ ม่ตายเพราะร่างกายมนั ก็หายใจของมนั เอง เราเคยสงั เกตไหม แต่ถา้ เราไปจอ้ งการหายใจมากเกินไป หรือต้งั ใจหายใจมากเกินไป เราจะรู้สึกอึดอดั ทาํ ไดไ้ ม่นานกเ็ บอ่ืเคยสงั เกตไหม หากไม่เคย ทดลองทาํ ดกู ไ็ ด้ เราจะไดร้ ู้วา่ เรารู้ จกั ร่างกายของเราเองหรือเปล่า

82 นอกจากน้นั เรายงั ทราบจากนกั วิทยาศาสตร์อีกว่า ร่างกายเราเป็นความมหศั จรรยส์ ูงสุดที่ธรรมชาติสร้างมา ร่างกายรักษาตวั เอง ร่างกายซ่อมตวั เอง ร่างกายเปลี่ยนตวั เอง ร่างกายปรับตวั เอง อยตู่ ลอดเวลาโดยท่เี จา้ ของร่างกายไม่รู้เลย ทีจ่ ริงเราคิดไปเองว่า “ร่างกายน้ีเป็นของเรา” และทจี่ ริงเราก็คิดไปเองว่า “เรามอี ยู่” อนั น้ีเดี๋ยวค่อยพดู กนั ในตอนตวั ตนภายในสุด ส่ิงท่ีเราพอสังเกตเห็นไดว้ า่ ร่างกายรักษาตวั เองคือ เวลาเราเป็นแผนถลอกเลก็ ๆทแ่ี ขนหรือขา เราไมต่ อ้ งทาํ อะไรเลยแผลกห็ ายเองได้ แต่กระบวนการทาํ งานข องร่างกายภายในเราไม่รู้เลย แมว้ า่ ทกุ วนั น้ีเราจะมเี คร่ืองมอื ที่ทนั สมยั แต่ยงั มีหลายอยา่ งทีเ่ คร่ืองมอื กต็ รวจจบั ไมไ่ ด้ มาถึงตอนน้ี เราคงเริ่มเห็นดว้ ยแลว้ ว่า ท่ีผา่ นมาเรารู้จกั ตวั ตนภายนอกทเี่ รียกว่า “ร่างกาย ” น้ีนอ้ ยมาก บางคนอาจแยง้ ว่า แลว้ ที่เราหาอาหารอร่อย ๆ เส้ือผา้ สวย ๆ บา้ นหลงั โต ๆ ยาบาํ รุง มาใหร้ ่างกาย มนั ไม่ใช่เพราะเรารู้จกั ร่างกายเราดีหรือ สาํ หรับประเดน็ น้ี ขอให้เราลองสงั เกตเวลาเรากินอาหารคร้ังต่อไปว่าอาหารม้อื น้ี เรากินเพราะ “หิว” หรือเรากินเพราะ“อยาก” เราแยกออกหรือเปล่าระหว่างอาการ “หิว” และ “อยาก” หากแยกไม่ออก เราจะมารู้จกั การฟังเสียงร่างกายกนั เพื่อมาเร่ิมตน้ ทาํ ความรู้จกัร่างกายของเราแบบง่าย ๆ ก่อน

83ฟังเสียงร่างกาย : การทาความรู้จักตวั ตนภายนอกสุด พอเราเห็นคาํ วา่ “เสียงร่างกาย” เราอาจจะนึกวา่ คงจะเหมือนเสียงท่อี อกจากปากของเรา หรือเสียงในความคิดของเรา หากเรามคี วามคิดอยา่ งน้ี ขอให้ลา้ งความคิดน้ีออกไปให้หมด เสียงของร่างกายท่ีเราจะไปหัดฟังในทนี่ ้ี ก็คือ “อาการของร่างกาย” นน่ั เอง ก่อนท่เี ราจะไปดวู ่าเราจะรู้จกั ร่างกายของเราโดยผา่ นการสงั เกตอาการของร่างกาย หรือทเ่ี ราเรียกว่า “ฟังเสียงร่างกาย ” ไดอ้ ยา่ งไร เรามารู้ จกั ร่างกายของเราก่อนวา่ ร่างกายของเราประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง เพราะส่ิงท่ีประกอบเป็นร่างกายของเรา มีอาการท่ีแสดงออกไมเ่ หมอื นกนั ส่ิงทก่ี าํ ลงั จะพดู ถึงต่อไปน้ี เป็นการบอกกล่าวเพอื่ ให้พวกเราสามารถสังเกตอาการของร่างกายดว้ ยตวั เอง ดงั น้นั จึงอาจจะไมเ่ หมอื นกบัความรู้ที่เราไดเ้ คยเรียนมาจากทางอื่น เช่นเราอาจเคยไดร้ ู้มาว่า ร่างกายของเราเกิดจากเซลลเ์ ดียวท่ีแบ่งตวั อยา่ งรวดเร็ว แลว้ สร้างเป็นเน้ือเยอ่ื อวยั วะต่าง ๆ จนเป็นร่างกายของเราอยา่ งทเ่ี ราเห็นอยู่ อนั น้นั เป็นความรู้ทางการแพทย์ ทีเ่ ราตอ้ งไปพ่งึ แพทย์ ซ่ึงกเ็ ป็นการพดู ถึงร่างกายเดียวกนั กบั ทีเ่ รากาํ ลงั จะพดู ถึง แต่ใชภ้ าษาคนละภาษา เรามาลองดภู าษาง่าย ๆ ของเราดวู า่จะเป็นอยา่ งไร เราตอ้ งเขา้ ใจก่อนว่า ภาษาท่เี ราจะใชเ้ ราหมายถึงอาการหรือคุณลกั ษณะของมนั ไม่ไดห้ มายถึงสิ่งทเ่ี ราเห็นเป็นวตั ถุ ในทน่ี ้ีเรากาํ ลงั จะ

84บอกว่า ร่างกายของเราประกอบข้ึ นดว้ ย ดิน น้าํ ไฟ ลม จะว่าไปแลว้ ทุกสรรพสิ่งบนโลกลว้ นประกอบข้ึนมาก ธาตุดิน ธาตุน้าํ ธาตุไฟ ธาตุลมท้งั ส้ิน แต่ในสดั ส่วนที่แตกต่างกนั คาํ ว่า “ธาตุ” ก็บอกชดั ในตวั มนั เองวา่เป็นอาการหรือคุณลกั ษณะของดิน น้าํ ไฟ ลม ไม่ใช่ส่ิงท่เี ราเขา้ ใจวา่ เป็นดิน น้าํ ไฟ ลม ท่ีเราสัมผสั อยทู่ ุกวนั เพราะในแผน่ ดินเอง แผน่ น้าํ เปลวไฟและกระแสลมก็มคี ุณลกั ษณะหรืออาการของ ธาตุดิน ธาตุน้าํ ธาตุไฟ ธาตุลม เป็นส่วนประกอบเช่นกนั ต่อไปเราจะมาดูว่า ธาตุดิน ธาตุน้าํ ธาตุไฟธาตุลม มคี ุณลกั ษณะหรืออาการท่ีเราจะสงั เกตไดอ้ ยา่ งไร คุณลกั ษณะหรืออาการของธาตุดิ นคือ ความอ่อน- แขง็ เม่อื เรารู้อยา่ งน้ีแลว้ เรากจ็ ะไดไ้ มต่ อ้ งไปมองหากอ้ นดินในร่างกาย แต่ใชก้ ารสงั เกตความอ่อนแข็ง หรือตึงหยอ่ นของร่างกายเราเอง เราก็จะรู้ว่าร่างกายกาํ ลงั จะบอกอะไรเรา แต่ขอให้เรารู้ไวว้ ่า ธรรมชาติของร่างกายคือการอยใู่ นสภาพที่สมดุลท่สี ุด เราจะรู้ ว่าร่างกายเราอยใู่ นสภาพทส่ี มดุลโดยการสังเกตจากร่างกายว่า มีความผอ่ นคลาย เบาตวั สบายตวั หรือไม่ บางคนเคร่งเครียดกบัการใชช้ ีวิตมาตลอด สมั ผสั ไปตรงไหนของร่างกาย ก็มอี าการแขง็ เกร็งไปหมด บางคนไม่รู้ตวั ดว้ ยซ้าํ ไปวา่ ปากเบ้ยี วไปต้งั แต่เมื่อไหร่ นี่เพราะไม่เคยฟังเสียงร่างกายของตวั เองเลย ไปดอู าการของธาตุน้าํ กนั บา้ ง คุณลกั ษณะหรืออาการของธาตุน้าํคือ ความอ่ิม-เอิบ อนั น้ีจะสังเกตไดง้ ่ายหน่อย เพราะอาการน้ีแสดงออกให้

85เห็นทางผวิ หนงั อาจสัมผสั หรือมองดว้ ยตากจ็ ะเห็นความอ่ิมเอิบของผวิ หนงั ได้ เช่นผวิ แห้งแตกกร้าน กแ็ สดงให้เห็นว่ าร่างกายมนี ้าํ นอ้ ยเกินไปส่วนอาการท่เี กิดภายในร่างกายท่สี งั เกตไดก้ เ็ ช่น ร้อนใน กระหายน้าํ ตาแดงปากแดง ก็ให้รู้เลยว่าน้าํ ในร่างกายไมพ่ อ ซ่ึงกาํ ลงั ผสมโรงกบั อาการไฟเกินอยู่ บางคนไม่ยอมฟังเสียงร่างกาย บุกใชร้ ่างกายอยา่ งไมบ่ นั ยะบนั ยงั มารู้ตวัอีกทกี อ็ าการหนกั แลว้ นี่เพราะเราไม่รู้จกั ฟังเสียงร่างกายโดยผา่ นอาการของธาตุน้าํ ต่อไปลองไปทาํ ความรู้จกั กบั คุณลกั ษณะของธาตุไฟหรืออาการของธาตุไฟกนั บา้ ง คุณลกั ษณะของไฟคือร้อน- เยน็ จริง ๆ แลว้ ก็มแี ต่ร้อนถา้ ร้อนนอ้ ยกว่าร่างกายของเราเราก็รู้วา่ เยน็ เท่าน้นั เอง สภาพทไี่ มม่ ีความร้อนเลย เราอาจจะไมเ่ คยสัมผสั เพราะเราเคยไดย้ นิ แต่นกั วทิ ยาศาสตร์พดูกนั อนั น้นั เราไมต่ อ้ งสนใจ ในทน่ี ้ีเราจะสงั เกตเพยี งความร้อนท่ีเกิดข้ึนในร่างกายเราเท่าน้นั กพ็ อ อาการของธาตุไฟในร่างกายของเราน่าจะเป็นอาการที่สงั เกตง่ายท่สี ุดจากประสบการณ์ของผเู้ ขียน จุดที่สามารถสัมผั สความร้อนไดง้ ่ายที่สุดคือหนา้ ผาก อยา่ ลืมวา่ ร้อนมากเกินไปก็ไม่สบาย ก็ไม่สบายร้อนนอ้ ยเกินไปกไ็ มส่ บายเช่นกนั ขอใหเ้ ราสังเกตจุดสบายของตวั เองเป็นหลกั เวลาร้อนเกิน ธาตุดิน น้าํ และลม ก็จะป่ันป่ วนไปดว้ ย เราลองสังเกตดูกไ็ ด้

86 สุดทา้ ยกค็ ือคุณลกั ษณะของธาตุลมหรืออาการของลมคือ การพดัโบก แต่เป็นการพดั โบกภายในร่างกาย เราจะรู้ว่าในร่างกายเรามีลมพอดีหรือลมมกี ารพดั โบกปกติ เราสามารถสงั เกตไดจ้ ากความตึง- หยอ่ นของร่างกาย อนั น้ีจะไม่เหมอื นกบั ความอ่อน- แขง็ ของธาตุดิน เราลองไปจบัลูกโป่ งทีส่ ูบลมดู เปรียบเทียบกบั การไปจบั ดินเหนียว เรา กจ็ ะรู้วา่ ความตึงหยอ่ นของลม กบั ความอ่อนแขง็ ของดินต่างกนั อยา่ งไร จุดสังเกตอาการของลมในร่างกายไดง้ ่ายที่สุดคือสงั เกตความตึงหยอ่ นในช่องทอ้ งของเรารวมไปถึงความโล่งโปร่งในช่องอกดว้ ย ฝึ กดอู าการของธาตุท้งั สี่บ่อย ๆ เราจะมคี วามชาํ นาญในการสงั เกตเราจะฟังเสียงร่างกายเป็น รู้จกั ตวั ตนที่แทจ้ ริงของร่างกายอยา่ งถูกตอ้ ง เราจะรู้วา่ ร่างกายกาํ ลงั บอกอะไรกบั เรา เราจะรู้ว่าร่างกายกาํ ลงั จะเจบ็ ป่ วยก่อนท่ีจะเกิดอาการเจบ็ ป่ วยทีแ่ สดงให้เห็นภายนอกเสียอีก ท่ีกล่าวมา คงพอจะทาํ ให้เราฟังเสียงของร่างกายไดแ้ ลว้ ฝึกบอ่ ย ๆ เราจะรู้จกั ตวั ตนที่แทจ้ ริงในระดบั ร่างกาย และส่ือสารกบั ร่างกายไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง แลว้ เราจะสามารถสร้างผลลพั ธม์ หศั จรรยใ์ นชีวติ ไดจ้ ริง ต่อไป เราจะไปทาํ ความรู้จกักบั ตวั ตนท่แี ทจ้ ริงในระดบั ความคิดกนั บา้ ง

87 บทที่ 7 ตวั ตนภายในอนั น้ีกน็ กั วทิ ยาศาสตร์บอกเราอีกเช่นกนั วา่ วนั หน่ึง ๆ เรามคี วาม คิดถึงห้าหม่นื บางคนก็บอกว่าหกหมนื่ เรื่อง ท่ียกคาํ พดู ของนกั วทิ ยาศาสตร์มาอา้ งไม่ไดอ้ า้ งเพอ่ื ใหเ้ ราพสิ ูจนว์ า่ จริงหรือไม่จริง แต่อยากจะบอกเราว่า วนั หน่ึงๆ เราคิดเยอะมาก บากคนอาจจะโตแ้ ยง้ อีกเช่นกนั กบั เร่ืองร่างกาย ว่าไม่จริงวนั หน่ึงคิดไมก่ ่ีเร่ืองเอง ท่เี ราบอกเช่นน้ีเพราะว่า การคิดส่วนใหญ่เป็นการคิดโดยที่เราไม่รู้ตวั เหตุทีเ่ ราไมร่ ู้ตวั เพราะเรากระโดดเขา้ ไปเป็นส่ิงทเี่ ราคิดแทบจะทนั ทที นั ใดท่ีความคิดผดุ ข้ึนมา เราเคยสังเกตไหมวา่ เวลาความคิดเกิดข้ึนมนั เป็นอยา่ งไร ตอ้ งขอเตือนไวก้ ่อนว่า สาํ หรับผเู้ ร่ิมตน้ ไม่แนะนาํ ให้ สงั เกตความคิด เพราะมนั จะเหมือนกบั การใหเ้ ดก็ ไปยงั น้าํ หนกั 100 กิโลกรัมฉะน้นั อนั น้ีเทยี บกบั วตั ถุภายนอกคงจะทาํ ใหเ้ ห็นภาพไดง้ ่าย ลองคิดดูก็แลว้ กนั วา่ เวลาความคิดมนั แน่นเตม็ อก มนั สามารถทาํ ให้คนฆ่าตวั ตายไดก้ ็แลว้ กนั เอาเป็นว่า เราคอยดูกแ็ ลว้ กนั วา่ ภาพ หรือเสียง มนั ผดุ ข้ึนในใจตอนไหนก็แลว้ กนั เอาเท่าน้ีก็พอ ไม่ตอ้ งไปหา้ มมนั ไม่ให้ผดุ ข้ึน แลว้ คอยสงั เกต

88ต่อไปว่า เวลาความคิดเปลี่ยนจากเร่ืองหน่ึงไปเป็นอีกเร่ืองหน่ึง อะไรเป็นจุดเปล่ียน สงั เกตเท่าน้ีพอ ส่ิงท่เี ราอยากจะใหร้ ู้จากการสังเกตความคิดคือ เราคิดอยใู่ นความคิดระดบั ไหน โดยดูจากระดบั ของการยดึ ติดเป็นตวั แบง่ เราจะไดร้ ู้ว่าตวั ตนภายในของเรายดึ ติดในระดบั ใด อยา่ ลืมวา่ “ยง่ิ ยดึ ติดมาก ยง่ิ ทกุ ข์มาก” ความคิดไมเ่ หมอื นร่างกาย การรู้ตวั ตนระดบั ร่างกายกเ็ พื่อฟังเสียงจากร่างกาย เพอ่ื จะไดป้ รับการใชช้ ีวิตใหร้ ่างกายอยใู่ นสภาวะสมดุลท่ีสุด แ ต่การรู้ตวั ตนในระดบั ความคิด กเ็ พือ่ ทจ่ี ะปล่อยวางความคิดเป็น จนควบคุมความคิดได้ เพ่ือจะไดเ้ ห็นความรู้สึก ทีเ่ ป็นตวั ตนทีแ่ ทจ้ ริงภายในสุดของเราเราจะไดร้ ู้ว่า ชีวิตน้ีตอ้ งการอะไร ชีวติ จะไดไ้ ม่ขดั แขง้ ในตวั เอง เรามาดกู นัว่า เราติดอยใู่ นความคิดระดบั ใดความคดิ : กระทบแล้วปรุงแต่ง เราเคยสงั เกตไหมว่า เวลาเห็นภาพ ไดย้ นิ เสียง ดมกลิ่นน้าํ หอมลิ้มรสอาหาร สมั ผสั ผา้ ไหม และเห็นภาพหรืออารมณ์ท่ีผดุ ข้ึนในใจเรื่องราวต่าง ๆ ทเี่ ป็นความคิดในระดบั ท่ลี ึกลงไป ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อค่านิยม หรืออุดมการณ์ มนั จะวิ่งเขา้ มาผสมโรง ทเ่ี ราใชค้ าํ ว่า “ปรุงแต่ง” กบัส่ิงทกี่ ระทบใหม่แทบจะทนั ทีทนั ใด ตวั อยา่ งเช่น ความคิดอาจจะเกิดข้ึนในลกั ษณะน้ีกไ็ ด้ พอตาไปเห็นสถานที่ร่มร่ืน ภาพตวั เองไปเดินเล่น หาเสื่อมา

89ปู มสี ม้ ตาํ มาวาง มีคนรู้ใจมานงั่ เคียงขา้ ง เห็นไหมวา่ มนั ปรุงไปไกลแค่ไหนและความคิดประเภทน้ีเป็นความคิดทม่ี ากทส่ี ุด ยงิ่ โลกเราทุกวนั น้ี มสี ่ิงท่ีมากระทบตลอดเวลา ถา้ เราคิดเรื่องเดิมบ่อย ๆ จนเราเห็นเป็นจริงเป็นจงัความคิดจะฝังกลายเป็ นความเชื่อ สาํ หรับเรื่องความคิด คาํ แนะนาํ ที่กล่าวไปแลว้ คือ “ไม่ปรุงแต่ง ”ได้ เป็นดีท่สี ุด แต่สาํ หรับคนธรรมดาอยา่ งเราท้งั หลาย ถ้ ากาํ ลงั จิตยงั ไม่เขม้ แขง็ พอ ไมส่ ามารถหยดุ การปรุงแต่งได้ และถา้ กาํ ลงั จิตยงั ไม่เขม็ แข็งพอ ถา้ ไปพยายามหยดุ การปรุงแต่งไมถ่ กู วิธี อาจถกู ความคิดเล่นงานได้เหมอื นทอ่ี ธิบายไปแลว้ ขา้ งตน้ ดงั น้นั สาํ หรับผเู้ ร่ิมตน้ ถา้ หยดุ การปรุงแต่งไม่ได้ กใ็ ห้ปรุงแต่งในทางท่ดี ี ที่เป็ นประโยชนก์ บั ชีวิตจิตใจของตวั เอง เช่นถา้ ปรุงแต่งเป็น “ทาํ ไม่ได้ ” กเ็ ปลี่ยนเป็น “ทาํ ได้ ” ถา้ “ไมม่ น่ั ใจ ” ก็เปล่ียนเป็น “มน่ั ใจ” เป็นตน้ เราตอกย้าํ ความคิดดา้ นดีไปบ่อย ๆ เราจะได้ความเชื่อท่เี ป็นประโยชนก์ บั ชีวติ เรา และทุกวนั น้ีนกั วทิ ยาศาสตร์กอ็ อกมายนื ยนั แลว้ วา่ “เราเชื่ออยา่ งไร ชีวิตเรากจ็ ะเป็นอยา่ งน้นั ” ท้งั ในเร่ืองร่างกายและจิตใจ ลองไปทาํ ความรู้จกั ความเช่ือกนั ดวู ่าเป็นอยา่ งไรความเชื่อ : ปรุงแล้วเห็นด้วย ขยบั เขา้ ไปลึกอีกนิดหน่ึง ลึกเขา้ ไปกว่าการปรุงแต่งความคิดอีกข้นั หน่ึง เราจะสังเกตเห็นวา่ ความคิดบางเรื่องทีเ่ กิด ข้ึนในใจเรา ถา้ เราเห็นดว้ ยเรากจ็ ะเชื่อ เม่อื เราเช่ือมนั จะฝังอยใู่ นใจเรา แต่ถา้ เราไมเ่ ชื่อมนั จะค่อย ๆ

90เลือนหายไปจากชีวติ เรา เราเคยสังเกตไหม เช่นเวลาเราเห็นคนทท่ี าํ งานจนประสบความสาํ เร็จในชีวิต ถา้ เราปรุงแต่งไปวา่ “อา...เขาก็เป็นคนเหมอื นเรา ถา้ เขาทาํ ไดเ้ ราก็ทาํ ไ ด”้ เราปรุงแบบน้ี และเรากช็ อบความคิดแบบน้ีแลว้ เรากจ็ ะเช่ือว่า “เราทาํ ไดจ้ ริง ๆ” แต่ถา้ เราปรุงในทางตรงกนั ขา้ ม ซ่ึงไม่ตอ้ งบอกวา่ อะไรเรากจ็ ะเชื่อวา่ “เราทาํ ไมไ่ ดจ้ ริง ๆ ” ซ่ึงท้งั สองดา้ นไม่ได้เกิดข้ึนจริง แต่เรากเ็ ช่ือเพราะมาจากการปรุงแต่งความคิดของเราเอง เราอาจจะเคยไดย้ นิ คาํ ทฟ่ี ังแลว้ เขา้ ใจยากคือคาํ ว่า “วิธีคิด” ซ่ึงมนั กค็ ือการปรุงแต่งความคิดนนั่ เอง แต่ภาษาไมส่ าํ คญั ทส่ี าํ คญั กค็ ือ “มนั จะเป็นจริงตามที่เราเช่ือ ” น่ีสิ ฉะน้นั เราคงจะรู้แลว้ ว่า “จะปรุงความคิด อยา่ งไร ” ให้เป็นประโยชนก์ บั ชีวิต เม่อื ไดค้ วามเช่ือทีเ่ ป็นประโย ชน์ยกระดบั ใหก้ ลายเป็นค่านิยม ส่วนคาํ แนะนาํ สาํ หรับความเช่ือคือ ตอ้ งตรวจสอบบอ่ ย ๆ วา่ความเช่ือทเี่ ราใชน้ าํ ทางชีวิตยงั ใชไ้ ดอ้ ยหู่ รือไม่ เพราะเมื่อเวลาเปล่ียนขอ้ เทจ็ จริงอาจเปลี่ยนตามไปดว้ ย ตวั อยา่ งทพี่ ดู กนั บ่อย ๆ กค็ ือ แต่ก่อนคนเราเช่ือวา่ โลกแบบ แต่พอมคี นหน่ึงสา มารถเดินทางไปสาํ รวจรอบโลกได้ ทาํ ให้รู้ว่าโลกกลม คนท่ีเคยเช่ือวา่ โลกแบนก็ตอ้ งเปลี่ยน ไม่อยา่ งน้นั จะเป็นโทษกบั ชีวติ มากกวา่ เป็นประโยชน์ หรือเราเคยเช่ือบางอยา่ งทไ่ี มเ่ ป็นประโยชน์ เช่นเช่ือวา่ เป็นคนไม่แข็งแรง ซ่ึงเป็นโทษกบั ตวั เอง กต็ อ้ งเปล่ียนความเชื่อใหมเ่ ป็น “เราเป็นคนแข็งแรง ” แมข้ อ้ เทจ็ จริงจะยงั ไมเ่ กิด แต่การเปล่ียนความเชื่อ สามารถเปลี่ยนร่างกายเราได้ เมอ่ื เห็นดว้ ยกบั ความเช่ือ

91ใหม่จนเกิดผลในทางทีด่ ี ความเชื่อจะพฒั นาเป็น “ค่านิยม ” ซ่ึงมพี ลงัมากกว่า “ความเช่ือ” ไปอีกระดบัค่านยิ ม : เห็นด้วยแล้วชอบ เมือ่ เราชื่นชอ บ หรือนิยมชมชอบ และใหค้ วามสาํ คญั หรือให้คุณค่า แก่ความเช่ือใด ความเช่ือน้นั จะยกระดบั เป็นค่าที่นิยม ความคิดประเภทน้ี จะมพี ลงั กว่าความคิดประเภท “ความเช่ือ” และ “การปรุงแต่ง” ที่มนั มีพลงั กบั ชีวติ ของเรา เพราะเราเร่ิมติดความเชื่อประเภทน้ีแลว้ เช่น เราไปเห็นชุดสูทสีดาํ ชุดหน่ึง กเ็ กิดการปรุงแต่งไปวา่ “เน้ือผา้ ดี ออกแบบสวย ”พอปรุงแต่งไปแบบน้ีกเ็ ชื่อวา่ ถา้ ใส่ชุดน้ีไปทาํ งานจะทาํ ให้ดูดีข้ึน เมื่อเชื่อว่าใส่แลว้ ดดู ี ก็จะใหค้ วามสาํ คญั ชุดสูทสีดาํ ชุดน้ี เริ่มยดึ เป็นค่านิยมในการแต่งตวั ค่านิยมจะมผี ลต่อการนาํ ไปปฏิบตั ิมากกวา่ ควา มเชื่อ และความคิด เราจึงกล่าวว่า ค่านิยมมีพลงั มากกว่า ความคิดและความเชื่อในขณะท่เี พียงแค่คิดว่าดี อาจจะใส่หรือไม่ใส่ก็ไดไ้ มแ่ น่นอนวา่ จะเกิดข้ึนหรือเปล่า เราจะสงั เกตว่าความคิดบางอยา่ งแวบข้ึนมาครู่เดียวเดี๋ยวเรากล็ ืมแลว้ เราเคยเป็นไหม แต่พอเช่ือวา่ ดี เราตอ้ งใส่ชุดน้ีสักวนั หน่ึงในอนาคตแน่นอน แต่ถา้ เราใหค้ วามสาํ คญั กบั ความเชื่อวา่ ชุดสูทน้ีดี เราจะใส่มนั ทกุ

92คร้ังทมี่ ีโอกาส เหมือนกบั วา่ มนั เป็นส่วนหน่ึงของตวั ตนของเรา ขอให้เราลองสังเกตดชู ีวิตท่ีผา่ นมาวา่ เป็นอยา่ งน้นั หรือเปล่า ถา้ ตอ้ งการให้ส่ิงท่ดี ี ๆ เกิดข้ึนจริงในชีวิต ลองยกระดบั ความคิดดีๆ ทเี่ ราคิดข้ึนใหเ้ ป็นระดบั “ค่านิยม” เราจะเห็นความมหศั จรรยข์ องมนั แต่ถา้ ความคิดน้นั ไดก้ ลายเป็น ตวั ตนภายในของเราเพียงสิ่งเดียวท่เี รียกว่า“อุดมการณ์” เราจะไมม่ ที างยอมแมจ้ ะมีอุปสรรคขวางหนามสักเทา่ ไรกไ็ ม่ยอ่ ทอ้ ไมย่ อมแพ้ เราจะเดินตา มความคิดความฝัน ที่เป็นอุดมการณน์ ้นัจนกว่าจะประสบความสาํ เร็จ เราลองมาทาํ ความรู้จกั ความคิดประเภทน้ีกนัอดุ มการณ์ : ชอบแล้วตดิ เมือ่ ค่านิยมมคี วามสาํ คญั มากพอ มีขนาดใหญ่มากพอ ตอ้ งใชเ้ วลาท้งั ชีวติ จึงจะบรรลุได้ และเมือ่ บรรลุไดแ้ ลว้ จะสร้างผลกระทบขนาดใหญ่ต่อสงั คม โลก หรือมนุษยชาติ และท่สี าํ คญั เราตอ้ งชื่นชอบถึงขนาดยดึ ติดเป็นตวั เป็นตนของเรา ค่านิยมน้นั ก็พอจะเรียกวา่ “อุดมการณ์” ได้ จุดน้ีเป็นจุดที่ตอ้ งระมดั ระวงั เพราะหากเริ่มปรุงแต่งมาไม่ดี ไปปรุงเป็นโกรธแคน้อิจฉา พยาบาทเขา้ แลว้ ละกอ้ โอกาสทจ่ี ะไดอ้ ุมดการณ์ในทางทาํ ลายล้ างก็เป็นไปไดส้ ูง แต่ถา้ ปรุงแต่งในทางทด่ี ีอยา่ งท่เี ราแนะนาํ อุดมการณ์ท่ีจะเกิดข้ึน กม็ ีโอกาสทจ่ี ะสร้างสรรคส์ งั คม โลก และมนุษยชาติไดม้ ากกวา่ อุดมการณ์จึงมพี ลงั ท่ีจะทาํ ใหเ้ กิดผลลพั ธ์สูงทสี่ ุดในบรรดาความคิดท้งั สี่ประเภทท่ีกล่าวมา เรียงจาก ความเชื่อ และค่านิยม ก ารเปลี่ยน

93อุดมการณก์ ็ไมใ่ ช่เร่ืองผดิ หากเราเห็นว่าอุดมการณน์ ้นั ทาํ ใหเ้ ราเป็นทุกข์แต่บางคนหากหลงเขา้ ไปในอุดมการณ์ในทางทาํ ลายลา้ งแลว้ การจะลา้ งสิ่งทต่ี ิดแน่นในความคิด ไม่ใช่เร่ืองง่าย วิธีการลา้ งความคิดท่ตี ิดแน่นเช่นน้ีตอ้ งใชส้ ่ิงทีม่ พี ลงั มากกว่า สิ่งน้นั คือ “ความรู้สึก ” ก่อนทเ่ี ราจะไปทาํ ความรู้จกั กบั ความรู้สึก เรามาดกู ่อนว่า ความคิดกบั ความรู้สึกต่างกนั อยา่ งไร เราจะสังเกตง่าย ๆ ไดอ้ ยา่ งไรฟังเสียงหัวคดิ : การทาความรู้จกั ตวั ตนภายใน จากประสบการณ์ท่ีไดส้ อบถามผทู้ ี่เขา้ ร่วมสัมมนากบั ผเู้ ขียนพบว่า เกือบ 100 % แยกความคิดกบั ความรู้สึกไม่ออก หรือคนส่วนใหญ่เขา้ ใจผดิ มาตลอดว่า ตวั เองรู้จกั ความรู้สึก น่ีจึงไม่น่าแปลกใจเลยวา่ เหตุใดคนจาํ นวนมากในสมยั น้ีจึงไม่ค่อยมีความสุข หมดกาํ ลงั ใจ และสิ้นหวงั กบัชีวิต เพราะการติดอยใู่ นโลกของความคิด จะทาํ ให้เรายง่ิ ห่างจากโลกแห่งความเป็นจริงไปเรื่อย ๆ โลกแห่งความเป็นจริงคือโลกในปัจจุบนั ขณะ ในขณะที่โลกแห่งความคิดเป็นโลกของอดีต และอนาคต แต่ชีวติ เราต้งั อยใู่ นปัจจุบนั ขณะความรู้สึกสุขทกุ ขก์ เ็ กิดข้ึนจริงในปัจจุบนั ขณะ จิตจะไดล้ ้ิมรสอาหารของจิตคือความรู้สึกจริง ๆ ไดอ้ ยา่ งไร มนั กเ็ หมอื นคนท่ีนึกถึงแต่อาห ารท่ีเคยกินในอดีต และอาหารท่ีอยากกินในอนาคต แต่ไมเ่ คยกินอาหารทตี่ ้งั อยู่ตรงหนา้ เลย ไม่นานร่างกายกแ็ หง้ ตาย จิตทีไ่ มไ่ ดอ้ ยกู่ บั ความรู้สึกใน

94ปัจจุบนั กเ็ ช่นกนั แลว้ เราจะรู้ไดอ้ ยา่ งไรว่า อะไรคือความคิด อะไรคือความรู้สึก ผเู้ ขียนชอบใชบ้ ทเรียนน้ีเพอ่ื ช้ีใหผ้ ฟู้ ังแ ยกความคิดกบั ความรู้สึกออก ผเู้ ขียนสามารถสงั เกตเป็นว่าอะไรคือความคิดอะไรคือความรู้สึกก็จากบทเรียนน้ี บทเรียนน้ีไดร้ ับการสืบทอดมาจาก “พระอาจารยป์ ่ ทู วด” คือเป็นพระอาจารย์ ของพระอาจารย์ ของพระอาจารยข์ องผเู้ ขียนเองอีกทีหน่ึง เห็นไหมว่า ถา้ นบั ผเู้ ขียนเขา้ ไปดว้ ย เคลด็ วชิ าน้ีกไ็ ดร้ ับการสืบทอดมาเป็นรุ่นที่สี่แลว้ ท่านจะไดร้ ับการถ่ายทอดเป็นรุ่นท่หี ้า โปรดต้งั ใจฟังและสังเกตตามให้ดี เป็นบทเรียนท่ีเรียบง่ายแต่ไดผ้ ลดีมาก “เกลือเคม็ ไหม” ผเู้ ขียนถามผเู้ ขา้ ร่วมสมั มนา คาํ ตอบของทา่ นคืออะไร “ไหนใครตอบว่าเคม็ ยกมือข้ึน ” ผเู้ ขียนถามต่อ ผคู้ นท้งั ห้องสมั มนายกมือพรึบ ทา่ นเป็นคนหน่ึงท่ยี กมอื ดว้ ยหรือเปล่า แน่นอนใคร ๆ กร็ ู้วา่เกลือเค็ม ถามมาได้ นี่อาจจะเป็นความคิดของคนท้งั หอ้ งก็ได้ หรือบางคนอาจจะคิดในใจว่า ถามแปลก ๆ “ท่ีตอบว่าเคม็ เป็นความคิดหรือความรู้สึก ”คือคาํ ถามต่อไป บางคนชกั ไม่แน่ใจ แต่ท้งั หมดกต็ อบวา่ เป็นความรู้สึก เพือ่ป้ องกนั การเบ้ยี ว “ไหนใครตอบวา่ เป็นความรู้สึกยกมือข้ึน ” ผเู้ ขียนถามต่อเช่นเดียวกนั บางรุ่นก็ยกมือท้งั หอ้ ง บางรุ่นกม็ คี นสองคนท่ีไม่ยก “ทีต่ อบว่าเกลือเคม็ ในปากเรามีเกลืออยหู่ รือ ” แน่นอนไมม่ ี “แลว้ เคม็ มาจากไหน ” ผู้

95เขา้ สั มมนาร้องอ๋อ ... ท้งั ห้องวา่ “รู้แลว้ วา่ ความคิดกบั ความรู้สึกต่างกนัอยา่ งไร บทเรียนน้ีเชื่อวา่ คงจะทาํ ให้ทา่ นสามารถสังเกตเป็นแลว้ ว่าความคิดกบั ความรู้สึกต่างกนั อยา่ งไร การสงั เกตแบบน้ีสามารถใชไ้ ดก้ บัความรู้สึกท่เี ป็นการรับรู้ทางกาย เช่น เยน็ ร้อน อ่อน แข็ง อ่ิมเอิบ พดั โบก ท่ีเราพดู ถึงแลว้ ในเรื่องร่างกาย หรือการรับรู้ รส กล่ิน เสียง สมั ผสั และความรู้สึกทีเ่ กิดข้ึนกบั ใจโดยใชห้ ลกั ว่า “ตอ้ งเป็นความรู้สึกทีร่ ับรู้ไดใ้ นปัจจุบนั เท่าน้นั ” และความรู้สึกน้ีก็ต้งั อยไู่ มน่ าน แต่ท่ีเราคิดวา่ เราคิดวา่ เรารู้สึก เพราะมนั ดึงมาจาก ความจาํ นน่ั เอง ตรงน้ีแหละทเี่ ป็นปัญหา เพราะความรู้สึกที่ไมไ่ ดเ้ กิดข้ึนจริง มนั ใหผ้ ลเช่นเดียวกบั ความรู้สึกทีเ่ กิดข้ึนจริงๆ เหมอื นกบั ที่เรานึกถึงสม้ ตาํ แลว้ น้าํ ลายไหนนน่ั แหละ ความรู้สึกท่ีมาจากความคิดความจาํ ถา้ เป็นความรู้สึกดีก็ดีไป แต่ถา้ เป็นความรู้สึกไม่ดี เร าคงจะพอเดาออกนะว่าชีวิตเราจะเป็นอยา่ งไร ต่อไปเราจะไปทาํ ความรู้จกั กบัความรู้สึก ซ่ึงในที่น้ีใชค้ าํ ว่า “อารมณ์ ” บา้ ง วา่ นอกจากต่างจากความคิดแลว้ มนั เก่ียวขอ้ งกนั อยา่ งไร

96

97 บทที่ 8 ตวั ตนภายในสุดอารมณค์ ือความรู้สึกทางใจ เช่น พอใจ ไมพ่ อใจ ดีใจ เสี ยใจ รัก สงสารโกรธ เป็นตน้ อารมณ์ทางใจเป็นส่ิงเดียวกนั ในมนุษยท์ กุ คน เพราะมนุษยม์ ีจิตใจอนั เดียวกนั เวลาเสียใจกร็ ู้สึกแบบน้ีแหละ ไมว่ า่ จะเป็นคนชาติใด ไม่จาํ กดั เพศ อายุ หรือศาสนา อารมณก์ บั ความคิดส่งผลกระทบซ่ึงกนั และกนัคือ พอคิดป๊ ุป อารมณก์ ็เกิดป๊ัป ยงิ่ เกิดอารมณ์ก็ยงิ่ คิด ถา้ ดบั ไม่เป็น ก็อาจทาํใหเ้ ป็นบา้ ได้ ไมเ่ พียงแต่จิตใจเป็นบา้ เทา่ น้นั ร่างกายกจ็ ะเป็นบา้ ตามไปดว้ ยเคยเห็นคนทดี่ ีใจมาก ๆ จนหัวใจวายตายหรือเปล่า หรือเสียใจมาก ๆ จนเจบ็ ป่ วยหรือเปล่า นี่แหละเราเรียกว่าร่างกายเป็นบา้ หละ ความรู้สึกทางใจหรืออารมณน์ ้ี จึงมพี ลงั รุนแรงมากกวา่ ความคิดหลายเท่า ท่านผรู้ ู้ผเู้ ชี่ยวชาญเรื่องน้ี จึงใชอ้ ารมณ์ในการลา้ งความคิดทตี่ ิดแน่นฝังลึก หรือใชอ้ ารมณ์ในระดบั ทส่ี ูงกว่าลา้ งอารมณใ์ นระดบั ท่ีต่าํ กว่าแลว้ กใ็ ส่อารมณ์ในใหมท่ เี่ ป็นประโยชน์แก่ชีวิตเขา้ ไปใหม่ คนผนู้ ้นั ก็จะเหมือนมีชีวติ ให ม่ สดใสมพี ลงั ชีวติ เป็นคนละคนไปเลย อารมณจ์ ึงเป็นตวั กาํ หนดชะตาชีวิตของเรามากกวา่ ส่ิงใดท้งั หมด นอกจากน้นั อารมณย์ งัเป็นลายแทงที่จะพาเราไปรู้จกั ตวั ตนภายในที่แทจ้ ริงของเราดว้ ย เรามาลอง

98ทาํ ความรู้จกั กบั อารมณ์ดบู า้ งว่ามอี ะไรบา้ ง เราจะไดส้ งั เกตอารมณข์ องตวั เองได้ และจะสามารถรู้ไดว้ า่ ตวั ตนภายในกาํ ลงั จะบอกอะไรกบั เราความรู้สึก : ตวั ตนทมี่ ตี วั ตน ดงั ทีเ่ รากล่าวไปแลว้ ว่า อารมณ์คือความรู้สึกทางใจ ความรู้สึกทางใจของคนธรรมดาทย่ี งั มีตวั ตนอยู่ กเ็ ร่ิมตน้ ทคี่ วามรู้สึกสามอยา่ งน้ีเทา่ น้นัเวลามีอะไรมากระทบ ไมว่ ่ากระทบทางกาย หรือกระ ทบทางใจ ความรู้สึกสามอยา่ งทวี่ า่ น้นั คือ พอใจ ไมพ่ อใจ และเฉย ๆ แต่ส่วนใหญ่เราจะไมท่ นัความรู้สึกต้งั ตน้ น้ีหรอก เราจะไปทนั กต็ ่อเม่อื ดีใจจนตวั ลอย หรือโกรธจนเป็นฟืนเป็นไฟนน่ั แหละ บางคนหนกั ไปกว่าน้นั มารู้สึกตวั อีกที ก็ดีใจจนยอมยกของรักของหวงให้เขาไปแลว้ หรือโกรธจนทาํ สิ่งทไี่ ม่คาดคิดไปแลว้จึงรู้ตวั ว่าทาํ อะไรลงไป อารมณ์ไม่ว่าฝ่ายดี หรือฝ่ายไมด่ ี หากเราเขา้ ไปในอารมณ์ คาํ ว่า“เขา้ ไปในอารมณ์ ” อนั น้ีอาจจะเขา้ ใจยากสักหน่อย เขา้ ไปในอารมณ์กค็ ือเมอ่ื มีความดีใจ หรือเสียใจเกิดข้ึน ถา้ เรามีความรู้สึกวา่ เราเป็นผดู้ ีใจ หรือเราเป็นผเู้ สียใจ อาการอยา่ งน้ีท่านเรียกว่า “เขา้ ไปในอารมณ์” ทีค่ ือเหตุผลที่อธิบายว่า ทาํ ไมเวลาเราดีใจ หรือเสียใจ เราจะทาํ อะไรลงไปโดยไมร่ ู้สึกตวัเพราะอนั ตรายของการเขา้ ไปในอารมณก์ ค็ ือ เราจะไมร่ ู้สึกตวั เพราะเราเขา้ไปเป็นตวั อารมณท์ กี่ าํ ลงั เกิดข้ึนเสียเอง

99 การใชช้ ีวิ ตในโลกก็จะวนเวียนอยใู่ นความรู้สึกพอใจ ไมพ่ อใจเฉย ๆ น่ีแหละ และอยา่ งที่กล่าวไปแลว้ ว่า ความคิดกบั ความรู้สึกทาํ งานประสานกนั คิดวา่ เช่ือกบั รู้สึกว่าเช่ือ กม็ ีพลงั ต่างกนั คิดว่าชอบและรู้สึกว่าชอบ กเ็ ช่นเดียวกนั และยงิ่ ความคิดในระดบั อุดมการณ์ ถา้ สามารถรู้สึกได้วา่ ความคิดน้นั เป็นตวั ตนของเราจริง ๆ กเ็ ท่ากบั เราไดค้ น้ พบตวั ตนภายในของเรา ตามวถิ ีของชาวโลกแลว้ และมนั ก็เพยี งพอท่ีจะทาํ ให้เราประสบความสาํ เร็จ และมคี วามสุขแบบโลก ๆ ไดแ้ ลว้ แต่ถา้ จุดมงุ่ หมายของชีวิตเราคือแสวงหาตวั ตนทพ่ี น้ ไปจากโลก เราลองมาทาํ ความรู้จกั กบั อารมณ์อีกประเภทหน่ึงทีเ่ รียกวา่ “ธรรมารมณ์” ดูวา่ เป็นอยา่ งไร เผอ่ื เราจะไดท้ บทวนจุดมุ่งหมายของชีวติ เราอีกคร้ังวา่ เราคิดดีแลว้ หรือท่ีจะเดินบทเสน้ ทางสายน้ีธรรมารมณ์ : ตวั ตนทไี่ ร้ตวั ตน สิ่งท่ีจะกล่าวต่อไปน้ี ผเู้ ขียนไดย้ นิ ไดฟ้ ังมาจาก “หลวงตา” พระอาจารยท์ ี่ผเู้ ขียนไ ปฝึกปฏิบตั ิอยกู่ บั ท่านร่วมสามปี ท่านถามวา่“พระพุทธเจา้ ประสูติแลว้ เดินไดเ้ จ็ดกา้ วหมายความวา่ อยา่ งไร ” ไม่มีใครตอบได้ ท่านจึงเฉลยว่า พทุ ธะคือพทุ ธสภาวะท่ีเกิดข้ึนในจิตใจของเราน่ีแหละ การเดินไปเจด็ กา้ ว คือธรรมารมณเ์ จด็ ประการทจี่ ะเกิดข้ึนกบั จิตใจ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook