150 ภาค 4 นามกายในอารมณ์ในภาคสามเราไดพ้ ดู ถึง “รูปกาย ” แลว้ ว่า คืออาการต่าง ๆ ทรี่ ับรู้ไดใ้ นร่างกาย ทเ่ี ราเรียกวา่ “รูปกาย ” เพราะลกั ษณะที่เรารับรู้มนั มีเพยี งอาการต้งั อยทู่ ีเ่ ป็นเพยี ง แบบ หรือ ฟอร์ม (form) ใหร้ ับรู้เฉย ๆ ไม่มีอาการต้งั อยู่ของอารมณ์หรือความรู้สึก ทไ่ี ดแ้ ก่อาการหนกั ๆ หน่วง ๆ ในใจให้รับรู้ลองเปรียบเทียบเวลาเห็นตน้ ไม่ กบั เวลารู้สึกโกรธดูแลว้ จะเห็นไดช้ ดั ถึงความแตกต่าง ถา้ เราลองทบทวนดูชีวิตท่ผี า่ นมา ก่อนท่ีจะไดเ้ รียนรู้เร่ืองน้ีจะเห็นว่า เราแยกไม่ออกเลยวา่ ส่ิงทเี่ รารับรู้อนั ไหนเป็นความคิด ซ่ึงก็คือ“รูปกาย” ทเ่ี ราพดู ถึงในบททแ่ี ลว้ และสิ่งไหนเป็นอารมณห์ รือความรู้สึกซ่ึงก็คือ “นามกาย” ท่ีเราไดเ้ กร่ินไปบา้ งแลว้ ในบทก่อน และกาํ ลงั จะลงในรายละเอียดในบทน้ี เรากล่าวไปก่อนหนา้ น้ีวา่ นามกายคืออารมณ์ ซ่ึงถกู ตอ้ งหากดูเผนิๆ ก็ดเู หมือนกบั วา่ สองสิ่งน้ีเป็นอนั เดียวกนั เช่นเดียวกบั ในกรณีของร่างกายกบั รูปกาย แต่ถา้ สังเกตอยา่ งละเอียดกจ็ ะเห็นเหมือนกบั กรณีของร่างกายกบัรูปกาย คือ นามกายไม่ใช่อารมณ์เสียทเี ดียวแต่เป็นอาการทตี่ ้งั อยใู่ นอารมณ์อีกทหี น่ึง แต่นามกายจะสงั เกตไดย้ ากกว่าเพราะมีความละเอียดมากกวา่
151ตรงน้ีภาษาอาจจะสื่อไดไ้ ม่ตรงนกั เพราะคาํ พดู เป็นภาษาของ “รูปกาย ”อยา่ งหน่ึง เวลาจะใชส้ ื่อถึงนามกายยอ่ มส่ือไดไ้ มท่ ้งั หมด ขอใหเ้ ราใชภ้ าษาของ “นามกาย” คือความรู้สึกเขา้ ช่วย จะทาํ ให้เขา้ ใจไดด้ ีข้ึน ถา้ จะแยกกล่าวไปทีละคาํ ระหว่าง “นาม” กบั “กาย” ก็อาจกล่าวไดว้ ่า นาม คือความรู้สึก กาย คืออาการท่ตี ้งั อยู่ ที่วา่ “นามกาย ” ไม่ใช่อารมณ์ เพราะอารมณไ์ ดย้ กระดบั ไ ปเป็น “รูปกาย ” แลว้ ถา้ จะว่ากนั โดยละเอียด เราลองสงั เกตดูก็ได้ เวลารู้สึกโกรธท่ีคุกกรุ่นอยขู่ า้ งใน ในระดบั ที่เรารับรู้เฉย ๆ อนั น้ียงั เป็นนามกายอยเู่ พราะเรารับรู้แต่เพยี งว่ามอี าการต้งั อยู่ของความโกรธเทา่ น้นั ยงั ไม่แสดงออกมาเป็นรูปความโกรธ แต่พอแสดงอารมณโ์ กรธออกมาทางน้าํ เสียง และใบหนา้ มนั จะชดั เจนจนเป็นรูปเลยใช่ไหม นน่ั แหละในท่นี ้ีจึงกล่าววา่ นามกายอยใู่ นอารมณอ์ ีกทหี น่ึงต่อไปเราจะลงในรายละเอียดวา่ นามกายพอจะจดั กลุ่มไดก้ ี่ประเภท มีอะไรบา้ ง การทาํ งานของนามกายเป็นอยา่ งไร เวลาจะสังเกตนามกายมีวิธีการสังเกตอยา่ งไร แล ะนามกายเช่ือมโยงกบั ตวั ตนระดบั อื่น ๆ อยา่ งไรแต่ก่อนทีจ่ ะลงไปในรายละเอียดท้งั หมดทก่ี ล่าวมา เราจะมาดวู ่า มมุ มองของวทิ ยาศาสตร์แบบเก่าและวิทยาศาสตร์แบบใหม่ ทีม่ ตี ่อเร่ืองน้ีเป็นอยา่ งไร แลว้ เราจึงจะต่อดว้ ย มุมมองของวทิ ยาศาสตร์ทางจิต ซ่ึงเป็นมมุ มองทเ่ี ราจะใชอ้ ธิ บายเรื่อง “นามกายในอารมณ์ ” โปรดติดตามได้ตามลาํ ดบั ดงั น้ีคือ:
152 นามกายในวิทยาศาสตร์กายภาพ นามกายในวิทยาศาสตร์จิตภาพ การรู้จกั ตวั ตนระดบั อารมณ์ ตวั ตนภายในท่ีแทจ้ ริง
153 บทท่ี 13 นามกายในวทิ ยาศาสตร์กายภาพวิทยาศาสตร์เก่า ไมไ่ ดห้ มายความว่าวิทยาศาสตร์เมื่อร้ อยกวา่ ปีทแี่ ลว้ แต่หมายถึงวิทยาศาสตร์ทม่ี ีการปฏิบตั ิอยทู่ กุ วนั น้ีแหละ แต่มมี ุมมองและการปฏิบตั ิแบบวทิ ยาศาสตร์เมือ่ ร้อยกว่าปีท่แี ลว้ โน่น เก่ียวกบั เรื่องชีวิตวทิ ยาศาสตร์เก่ามองร่างกายวา่ เป็นเคร่ืองจกั รทหี่ ัดคิดเท่าน้นั ซ่ึงเราไดพ้ ดู ถึงแลว้ ในบทก่อนหนา้ น้ี มมุ ม องต่อจิตซ่ึงเป็นอีกภาคหน่ึงของชีวิต ไม่ไดร้ ับการยอมรับจากวิทยาศาสตร์แบบเก่าเลยว่ามอี ยดู่ ว้ ยซ้าํ ไป วตั ถุ หรือร่างกายเท่าน้นั เป็นเพยี งส่ิงที่มอี ยจู่ ริงในมมุ มองของวิทยาศาสตร์เก่า ภาคทีไ่ มใ่ ช่ร่างกายของมนุษยท์ ี่ปัจจุบนั น้ีรู้จกั ในชื่อว่า “จิต”ไดร้ ับการยอมรับว่ ามีอยใู่ นมมุ มองของวิทยาศาสตร์เมอื่ ไมน่ านมาน้ีเองก่อนหนา้ ศตวรรษท่ี 20 เรื่องจิตไมไ่ ดร้ ับการยอมรับวา่ เป็นวทิ ยาศาสตร์ แต่การศกึ ษาเรื่องจิตของนกั วิทยาศาสตร์ในปลายศตวรรษที่ 19 ก็ยงั เป็นการศกึ ษาแบบกลไกอยมู่ าก โดยการสมมติใหแ้ ยกกนั เป็นส่วน ๆ แลว้ ใช้กลไกเร่ืองเพศมาอธิบายการทาํ งานของจิต ซ่ึงจะแสดงออกมาให้สงั เกตได้ทางพฤติกรรม พอเขา้ สู่ช่วงตน้ ศตวรรษที่ 20 การศึกษาแบบน้ีก็หมดความนิยมไป
154 อยา่ งไรกต็ าม การศึกษาจิตในตน้ ศตวรรษที่ 20 ก็ยงั ห่างไกลจิตอยู่มาก เพราะวิทยาศาสตร์ตอ้ งมองหาส่ิงที่วดั ไดอ้ นั ใหมม่ าศกึ ษา ส่ิงน้นั คือพฤติกรรมทแ่ี สดงออกมาภายนอก เมอื่ ไดร้ ับการกระตุน้ โดยส่ิงเร้าภายนอกและการวางเง่ือนไข โดยใชก้ ารทดลองในสุนขั และหนู แต่การศกึ ษาแบบน้ีดเู หมอื นว่าจะอธิบายจิตมนุษยไ์ ดน้ อ้ ยมาก เพราะการศกึ ษาจิตจากพฤติกรรม ดเู หมือนวา่ ยง่ิ ศกึ ษายง่ิ ซบั ซอ้ น ขอ้ คน้ พบจากการเฝ้ าสังเกตพฤติกรรม ของมนุษยจ์ ากมุมมองของวทิ ยาศาสตร์แบบกลไก ยง่ิ ห่างไกลจากความจริงของจิตของจิตมากเขา้ ไปอีก ดว้ ยมุมมองของวิทยาศาสตร์แบบเก่าทีเ่ ป็นแบบเหตุผลกลไก ทมี่ ีความเช่ือพ้นื ฐานว่า ทุกสรรพสิ่งแน่นอน คงท่ี ไม่มคี วามเกี่ยวขอ้ งกนั ทาํ ให้การศกึ ษาจิตในยคุ แรกถูกหลอกอยนู่ าน เพราะความเป็นจริงท่ีวทิ ยาศาสตร์เก่ายงั คน้ ไมพ่ บคือ ทุกสรรพส่ิงมีความเช่ือมโยงกนั และปรับตวั เองให้สอดคลอ้ งกบั สิ่งแวดลอ้ มอยตู่ ลอดเวลา เช่นเวลาคนป่ วยกินยากจ็ ะปรับตวัให้ดีข้ึนเพื่อเอาใจหมอ พนกั งานท่ถี กู เฝ้ าสงั เกตโดยนกั วิจยั จะทาํ งานใหด้ ีข้ึนเพราะรู้วา่ ตวั เองมคี วามสาํ คญั เราสงั เกตดเู ราเองก็ได้ เวลามคี นสาํ คญั มาดเู รา เราจะรู้สึกดี แต่ความจริงน้ียงั ไม่เปิ ดเผยแก่วทิ ยาศาสตร์เก่า กลไกการแสดงออกทางพฤติกรรมจึงไดร้ ับความสนใจท่ีจะนาํ มาเป็นเคร่ืองมอื ในการศึกษาจิตนอ้ ยลง เครื่องมือตรวจจบั สญั ญาณไฟฟ้ าไดร้ ับการพฒั นาข้ึน
155 การศกึ ษาจิตในระยะต่อมา ไดเ้ ปลี่ยนจากการศึกษาพฤติกรรม มาสงั เกตสิ่งทอ่ี ยลู่ ึกเขา้ ไปกว่าสิ่งท่ีแสดงออกทางพฤติกรรม คือการศกึ ษาความรู้สึกทางกาย เพอ่ื ศกึ ษาจิตของมนุษย์ เมือ่ นกั วทิ ยาศาสตร์มเี คร่ืองมือตรวจจบั การทาํ งานของสมอง เราอาจจะเคยไดย้ นิ คาํ ว่า “อีอีจี” (EEG ยอ่ มาจากคาํ วา่ Electroencephalography) ก็ขอให้เขา้ ใจวา่ มนั คือเคร่ืองมือที่วา่ น้ีการศกึ ษาในยคุ สมองน้ี ทาํ โดยการกระตุน้ ให้เกิดความรู้สึก ต้งั แต่กระตุน้ให้เกิดความรู้สึกเจบ็ ทางกาย การทาํ ใหร้ ู้สึกรัก ทาํ ให้รู้สึกโกรธ เป็นตน้แลว้ นกั วทิ ยาศาสตร์ก็ไปอ่านค่าที่ไดจ้ ากเครื่องตรวจจบั สัญญ าณไฟฟ้ าที่เกิดข้ึนในสมอง ในยคุ น้ีมนุษยม์ นั่ ใจมากข้ึน จนประกาศว่า “จิตคือสมอง” อยา่ งไรกต็ ามการประกาศว่า “จิตคือสมอง ” กไ็ มเ่ ตม็ ปากเตม็ คาํนกั เม่ือ “โครงการจิตโลก ” ที่เริ่มข้ึนเม่ือปี 1992 (Global ConsciousnessProject) ของมหาวทิ ยาลยั พริ้นตนั (Princeton Univeristy) สหรัฐอเมริกา ได้ต้งั เครื่องตรวจจบั คลื่นความรู้สึกของคนไวท้ ว่ั โลกท่เี รียกว่า “อีจีจี” (EGGยอ่ มาจากคาํ วา่ Electrogaiagram) แลว้ ส่งประมวลผลทมี่ หาวทิ ยาลยั กราฟของเครื่องประมวลผลพงุ่ ข้ึนอยา่ งผดิ ปกติ เม่ือวนั ท่ี 11 กนั ยายน 2001 ซ่ึงเป็นวนั ท่ตี ึกเวิลดเ์ ทรดเซ็นเตอร์ถูกโจมตี เคร่ืองเซ็นเซอร์สามารถตรวจจบัความรู้สึกได้ ท้งั ๆ ทีไ่ ม่ไดเ้ ช่ือมต่อกบั สมองของมนุษยโ์ ดยตรงโครงการวจิ ยั น้ีไดท้ าํ ใหค้ าํ ประกาศว่า “สมองคือจิต” ค่อย ๆ เบาลง ซ่ึงเป็นการยอมรับกลาย ๆ วา่ “สมองไมใ่ ช่ท้งั หมดของจิต”
156 การตรวจจบั คล่ืนไฟฟ้ าในสมองก็ยงั มี ใชอ้ ยทู่ ุกวนั น้ี และมีความกา้ วหนา้ ไปมากท้งั ในการศึกษาตวั สมองเอง และการตีความคล่ืนสมองเพ่ือทาํ ความเขา้ ใจการทาํ งานของจิต แต่ก็ยงั ไม่พอท่จี ะยนื ยนั ได้ท้งั หมดวา่ จิตคือสมอง เพราะยง่ิ ศกึ ษายง่ิ พบวา่ สมองในส่วนต่าง ๆ เป็นทต่ี ้งัของจิตทตี่ ้ืนลึกแตกต่างกนั ไป การศึกษาสมองจึงบอกไดเ้ พยี งวา่ มนั คือส่วนหน่ึงของจิต เหมือนกบั กอ้ นแม่เหลก็ เป็นส่วนหน่ึงของสนามแม่เหลก็เพราะรอบ ๆ กอ้ นแมเ่ หลก็ เราสามารถตรวจจบั สนามแม่เหลก็ ได้ เราสามารถรู้วา่ มีสนามแมเ่ หล็กรอบ ๆ กอ้ นแมเ่ หล็กเมื่อเราเอาลวดเล็ก ๆ เขา้ไปใกล้ ๆ กอ้ นแม่เหลก็ เราจะสังเกตเห็นการดึงดดู ในกรณีของจิต นกั วิทยาศาสตร์รู้สึกประหลาดใจทมี่ นุษยส์ ามารถสื่อถึงกนั ไดโ้ ดยไม่ไดผ้ า่ นการรับรู้ของสมอง ความพยายามศึกษาจิตของนกั วทิ ยาศาสตร์ท่ีตอ้ งการศกึ ษาเชิงประจกั ษจ์ ึงไดม้ าถึงการศกึ ษาดินแดนใหมข่ องจิตที่เรียกว่า “อารมณ์ ” เครื่องมอื ในการสังเกตยงั เป็น เคร่ืองตรวจจบั สัญญาณไฟฟ้ าเช่นกนั แต่แทนท่ีจะตรวจจบั คลื่นไฟฟ้ าในสมองคราวน้ีนกั วทิ ยาศาสตร์เปลี่ยนมาตรวจจบั เคลื่อนไฟฟ้ าในสารเคมที ่ีหลง่ัออกมาจากสมองเวลามนุษยแ์ สดงอารมณ์ หรือความรู้สึกทางใจออกมาแทน สารท่หี ลง่ั ออกมาจากปลายประสาทในสมอง และต่อมไร้ท่อของร่างกายที่ นกั วิทยาศาสตร์คน้ พบแตกต่างกนั ไปตามภาวะอารมณ์ท่ีมนุษย์
157แสดงออกในขณะน้นั เช่นเซโรโทนิน จะหลงั่ เมื่อคนเราความรู้สึกพอใจสารโดปามนี จะหลงั่ เมือ่ ร่างกายคนเราตื่นตวั กระฉบั กระเฉง สมาธิดี สารอะดรีนาลีนจะหลงั่ เม่อื คนเรามอี าการตกใจหรือตื่นเตน้ และเอนโดรฟินส์จะหลง่ั เมอ่ื เวลาเรามีความสุขจากการทาํ กิจกรรม หรือการงาน เป็นตน้ การคน้ พบใหมน่ ้ีแทนท่ีจะทาํ ใหน้ กั วทิ ยาศาสตร์รู้จกั จิตมากข้ึน ในทางตรงกนัยงิ่ กลบั ไปยนื ยนั ความเช่ือด้งั เดิมของวิทยาศาสตร์แบบกลไกวา่ “จิตไม่มีอย”ู่ การคน้ พบรอบน้ีจึงยนื ยนั แต่เพยี งวา่ “จิตเป็นเพียงปฏิกิริ ยาทางเคมีในสมอง” เท่าน้นั อยา่ งไรกต็ ามไรก็ตาม นกั วทิ ยาศาสตร์ทเ่ี ชี่ยวชาญเรื่อง “ต่อมไร้ทอ่ ในสมอง” อยา่ งนายแพทยด์ ีปัค โปชรา ไดอ้ อกมาสรุปว่า “ยงิ่ เรารู้เร่ืองสมองมากข้ึนเท่าไหร่ เรายงิ่ รู้จกั จิตนอ้ ยลงเท่าน้นั ” นายแพทยโ์ ชปรา จึงเปลี่ยนมมุ มองในการศึกษาจิตใจ โ ดยใชม้ ุมมองจากวทิ ยาศาสตร์ใหม่ที่เรียกวา่ “ควนั ตมั ฟิสิกส์ ” ผลจากการเปล่ียนวิธีการศึกษาทาํ ให้นายแพทย์โชปรามคี วามเขา้ ใจเร่ืองจิตดีข้ึน ส่ิงทีย่ นื ยนั วา่ นายแพทยโ์ ชปรารู้จกั จิตดีข้ึน คือคนไขจ้ าํ นวนมากท่มี ารักษากบั นายแพทยโ์ ชปรา นอกจากจะหายจากโรคท่รี ักษาไม่หายดว้ ยกา รแพทยแ์ บบกลไกแลว้ คุณภาพชีวิตยงั ดีข้ึนดว้ ย นอกจากผลลพั ธ์จากการปฏิบตั ิทางการแพทยท์ ีเ่ ป็นรูปธรรมแลว้ส่ิงท่ยี นื ยนั ไดอ้ ีกว่ามุมมองของวิทยาศาสตร์เก่าต่อจิตไมถ่ กู ตอ้ ง ไดแ้ ก่
158งานวิจยั ของด็อกเตอร์รูเพริ ์ด เชลดเร็คทีใ่ ชเ้ วลาหลายปีในการทดลองเพือ่ทดสอบสมมติฐานของวิท ยาศาสตร์แบบกลไก 10 ขอ้ ไดแ้ ก่ 1) ธรรมชาติเป็นเครื่องจกั ร 2) ผลรวมของพลงั งานและสสารคงที่ 3) กฎธรรมชาติไม่เปล่ียน 4) วตั ถุไมส่ ามารถรับรู้ 5) ธรรมชาติไร้จุดมงุ่ หมาย 6) ชีวติ เป็นเพยี งวตั ถุ 7) ความจาํ ท้งั หมดถกู เก็บในสมอง 8) จิตอยใู่ นสมอง 9) ปรากฏการณ์ทางจิตเป็นเพยี งมายาภาพ 10) การรักษาแบบกลไกเป็นส่ิงเดียวทไ่ี ดผ้ ล จากการทดลองของ ดร.เชลดเร็ค ยนื ยนั ว่าขอ้ สมมติฐานดงั กล่าวเป็นเพยี ง ความเขา้ ใจผดิ ท่ีมาจากระบบความเช่ือแบบงมงาย (Dogmatic)ของวทิ ยาศาสตร์ท่มี ีมาต้งั แต่ตน้ หลกั ฐานจากการทดลองของ ดร .เชลดเร็คไดล้ บลา้ งความเชื่ อดงั กล่าวเพราะไม่เป็นความจริงเลยสักขอ้ เมื่อนาํ ไปพิสูจน์ดว้ ยการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ผลงานวิจยั ของทา่ นถกู นาํ มาตีพิมพ์ในหนงั สือช่ือ “ความเขา้ ใจผดิ ของวิทยาศาสตร์ : การรู้สึกถึงจิตวญิ ญาณแห่งการคน้ หาความจริง ” (Science Delusion : Feeling the Spirit ofEnquiry) เมื่อปี 2012 ในประเทศองั กฤษ ส่วนในสหรัฐอเมริกา ถูกตีพมิ พ์ในชื่อ “ปลดปล่อยวิทยาศาสตร์ให้เป็นอิสระ : 10 หนทางสู่การคน้ พบคร้ังใหม่” (Science Set Free : 10 Paths to New Discovery) ในปีเดียวกนั แต่วางตลาดก่อนสามเดือน พอกล่าวมาถึงตอนน้ี เราพอจะนึกออกหรือยงั วา่ ทาํ ไมกา รศึกษาเร่ืองจิตของวิทยาศาสตร์แบบเก่า ที่มมี ุมมองแบบกลไก และแยกส่วนตาม
159ความเขา้ ใจผดิ 10 ประการที่ ดร .เชลดเร็ค ไดล้ บลา้ งไปแลว้ น้นั ไมไ่ ปถึงไหน สาเหตุทเ่ี ราพอจะสรุปไดว้ า่ ทาํ ไมมมุ มองของวทิ ยาศาสตร์เก่าไมช่ ่วยให้เราเขา้ ใจจิตมากข้ึน เม่อื กล่าวมาถึงตอนน้ี นอกจากความเ ขา้ ใจผดิ หรือ“ความหลงผดิ ” 10 ประการที่กล่าวไปแลว้ วทิ ยาศาสตร์เก่ายงั ใชเ้ ครื่องมือผดิ อีกดว้ ย วทิ ยาศาสตร์ทางจิตท่ีเราไดเ้ รียนรู้ในที่น้ีบอกเราว่า เคร่ืองมอื ที่จะใชส้ งั เกตจิตไดต้ อ้ งเป็นจิตเท่าน้นั เห็นหรือยงั วา่ วทิ ยาศาสตร์ทางจิตของเรามจี ุดร่วมเดียวกนั กบั วทิ ยาศาสตร์ใหม่ แต่จุดต่างจะเป็นอยา่ งไร เราจะนาํ เสนอ หลงั จากท่ีไดพ้ ดู ถึง มุมมองของวทิ ยาศาสตร์ใหม่ต่อจิต วา่ เป็นอยา่ งไร ดงั จะนาํ เสนอเป็นลาํ ดบั ต่อไป
160 บทที่ 14 นามกายในวทิ ยาศาสตร์จติ ภาพวทิ ยาศาสตร์ใหมเ่ ร่ิมไม่เห็นดว้ ยกบั วิทยาศาสตร์เก่าที่วา่ วตั ถุคือส่ิงที่ มอี ยู่จริงเพียงอยา่ งเดียว จกั รวาลตอ้ งตอ้ งมีอะไรทีม่ ากไปกวา่ วตั ถุทสี่ ัมผสั ได้ความเช่ือใหมน่ ้ีทาํ ใหน้ กั วทิ ยาศาสตร์เร่ิมเสนอแนวเพื่อนาํ ไปสู่การคน้ หาสิ่งที่นอกเหนือวตั ถุทีอ่ ยใู่ นจกั รวาล ในตอนเริ่มตน้ แนวคิดคิดเร่ือง “สนาม”(Fields) ไดถ้ กู นาํ มาใช้ โดยเช่ือวา่ ในที่ วา่ งมนั น่าจะมสี นามซ่ึงเป็นสถานที่อยขู่ องอะไรสกั อยา่ งท่ีจะนาํ ไปสู่การก่อรูปของวตั ถุ หลงั จากน้นั แนวคิดเรื่อง “ทีว่ า่ ง” ที่เรียกวา่ “อีเธอร์ ” (Ether) ก็ไดร้ ับการนาํ เสนอสู่การพดู คุยในหมนู่ กั วทิ ยาศาสตร์หวั กา้ วหนา้ โดยแนวคิดน้ีเสนอวา่ ทวี่ ่างทเ่ี ราเห็นในอากาศ มั นไม่ไดว้ า่ งเปล่า แต่มนั มสี ิ่งท่ีเรียกว่า “อีเธอร์” ซ่ึงเป็นตวั นาํ สัญญาณต่าง ๆ ให้เช่ือมถึงกนั ได้ แต่แนวคิดน้ีอยไู่ ดไ้ ม่นาน ก็หมดความนิยมไป ความเช่ือทว่ี า่ จกั รวาลตอ้ งมีอะไรมากกว่าวตั ถุยงั ไม่หมดไปแนวความคิดใหม่ ๆ เร่ิมหลง่ั ไหลเขา้ สู่วงการวิทยาศาสตร์ใหม่ หลั งจากแนวคิดเร่ือง “อีเธอร์” กไ็ ปเป็น “ควา๊ ก” ซ่ึงยงิ่ คน้ ก็ยง่ิ พบอยา่ งไม่มีทีส่ ้ินสุดแต่การศึกษาอนุภาคท่ีเลก็ กว่าอะตอมยงั ดาํ เนินต่อไป ยงิ่ คน้ กย็ ง่ิ พบ เทา่ ท่ี
161ติดตามการวิจยั ของนกั วิทยาศาสตร์ทศ่ี นู ยว์ จิ ยั นิวเคลียร์แห่งยโุ รป (CERN)ตอนน้ีดเู หมือนจะมีการคน้ พบอนุภ าคทเี่ ล็กลงไปอีกมากมาย แต่นน่ั ก็ยงัไมใ่ ช่อนุภาคต้งั ตน้ ของจกั รวาล นกั วทิ ยาศาสตร์อีกฝ่ายหน่ึงกเ็ ช่ือวา่ หากสามารถรวมทฤษฎีแรงโนม้ ถ่วงของนิวตนั เขา้ กบั ทฤษฎีสัมพนั ธภาพของไอนสไตน์เขา้ ดว้ ยกนั ก็จะสามารถไขความลบั จกั รวาลได้ ทฤษฎีต่าง ๆ จึงถกู เสนอ แลว้ กถ็ กู ลม้ ไปนบั ต้ังแต่ “ทฤษฎีปึกแผน่ ” (Unified Theory) มาเป็น ทฤษฎีแห่งสรรพส่ิง(Theory of Everything) ทย่ี งั มีนกั วทิ ยาศาสตร์พฒั นาต่ออยเู่ พอื่ พยายามรวมแรงท้งั สี่ในจกั รวาลเขา้ ดว้ ยกนั แต่กย็ งั ไม่สาํ เร็จ ทฤษฎีการส่ัน (StringTheory) ทไี่ ดร้ ับการพฒั นาเป็นทฤษฎีการส่ันสากล (Super String Theory)ในปัจจุบนั และดเู หมอื นว่าทฤษฎีสุดทา้ ยน้ีจะยนื ยนั วา่ สภาพต้งั ตน้ ของจกั รวาลไมใ่ ช่ความว่างท่วี า่ งเปล่า แต่เป็นความวา่ งท่มี กี ารรับรู้โดยการส่ันอยตู่ ลอดเวลาและพร้อมที่จะเปล่ียนสภาพเป็นอะไรกไ็ ดข้ ้ึนอยกู่ บัสภาพแวดลอ้ ม ซ่ึงสภาพแวดลอ้ มท่วี า่ น้นั กค็ ือ “ผสู้ งั เกต ” นน่ั เอง ในควนั ตมั ฟิสิกส์บอกวา่ ทุกสรรพส่ิงลว้ นเกี่ยวโยงซ่ึงกนั และกนั ซ่ึงก็หมายความว่า ทกุ สรรพสิ่งเป็นท้งั “ผสู้ งั เกต ” และ “ผถู้ ูกสังเกต ” ในเวลาเดียวกนั สภาวะรับรู้โดยการสนั่ นี่เอง ทาํ ใหน้ กั วทิ ยาลงความเห็นวา่“จกั รวาลคือสภาวะรับรู้ ” ซ่ึงเป็นสภา วะรับรู้อนั เดียวกนั กบั จิตมนุษยน์ ่ีเองการคน้ พบ “ทฤษฎีการสั่นสากล” ดูเหมือนวา่ เราจะไดค้ าํ ตอบแลว้ ว่า “จกั รวารมีจิตหรือไม่”
162 นอกจากน้ียงั มกี ารทดลองอีกดา้ นหน่ึงทีส่ อดคลอ้ งกบั เรื่องสภาวะการรับรู้ของจกั รวาลคือ นกั วทิ ยาศาสตร์ทดลองเอาอนุภาคเดียวกนั มาแต่แยกกนั อยคู่ นละแห่งพบว่า เวลาเกิดอะไรกบั อนุภาคหน่ึง อนุภาคท่ีอยอู่ ีกท่ีหน่ึงจะรับรู้ได้ เช่นเวลาเปลี่ยนสถานะให้อนุภาคที่อยทู่ หี่ น่ึง อีกอนุภาคหน่ึงก็จะเปล่ียนตามปรากฏการณน์ ้ีนกั วทิ ยาศาสตร์เรียกวา่ “การทาํ งานของคลื่น” (Wave Functions) การคน้ พบน้ีทาํ ให้นกั วทิ ยาศาสตร์ยง่ิ มคี วามเชื่อมนั่ วา่ มีสิ่งทเ่ี ป็นสภาวะรับรู้ทเี่ รียกวา่ “จิต ” อยใู่ นจกั รวาลน้ีดว้ ยนอกเหนือจากวตั ถุ ร่างกาย อนั น้ีไมน่ บั การทดลองในมนุษยแ์ ละสตั ว์ ซ่ึงไดผ้ ลที่ชดั เจนมาก่อนหนา้ น้ีอยแู่ ลว้ ความเช่ือเร่ืองการมอี ยขู่ องจิตน้ี ยง่ิ ไดร้ ับการยนื ยนั อยา่ งหนกั แน่นข้ึน เม่ือนกั วทิ ยาศาสตร์คน้ พบว่า จิตของผสู้ งั เกตเป็นส่ิงทีก่ าํ หนดความจริงทผี่ สู้ ังเกตตอ้ งการเห็น กล่าวคือถา้ นกั วทิ ยาศาสตร์เอาเครื่องมอื ตรวจจบัอนุภาคไปตรวจจบั สิ่งหน่ึงก็จะไดอ้ นุภาค แต่ถา้ เอาเคร่ืองมือตรวจจบัพลงั งาน ไปตรวจจบั สิ่งเดียวกนั น้ี ก็จะเห็นเป็นพลงั งานเช่นเดีย วกนั การคน้ พบน้ีทาํ ให้นกั วิทยาศาสตร์ใหมน่ าํ ไปสู่ขอ้ สรุปเป็นกฎขอ้ ทีส่ องของควนั ตมั ฟิสิกส์วา่ “โลกและจกั รวาลมอี ยเู่ พราะมนุษยไ์ ปสงั เกตมนั ” กฎขอ้ น้ีบอกอะไรแก่เรา กฎขอ้ น้ีบอกว่า ไมม่ คี วามเป็นจริงทีเ่ ป็นอิสระจากการรับรู้ของจิต ความเป็นจริงทีเ่ รารับรู้เป็นผลของปฏิสั มพนั ธ์ระหวา่ งมนุษยแ์ ละจกั รวาล นนั่ หมายความว่า จกั รวาลก็คือจิตในส่วนขยาย
163ในขณะเดียวกนั จิตมนุษยก์ ค็ ือจกั รวาลในขนาดยอ่ คาํ อุปมาของวทิ ยาศาสตร์ใหม่ในเรื่องจิตน้ีไดแ้ ก่ “ในหยดน้าํ คา้ งมีจกั รวาล ” หยดน้าํ คา้ งเปรียบเสมอื นจิตของมนุษย์ ทส่ี ามารถสะทอ้ นภาพของจกั รวาลได้ แ มจ้ ะมีขนาดเท่าหัวเขม็ หมดุ มุมมองต่อจิตของวทิ ยาศาสตร์ใหมย่ งั พฒั นาต่อไปว่า จิตคือสภาพทีเ่ กิดข้ึนใหม่ (Emergence) จากการปฏิสัมพนั ธ์กนั ระหว่างวตั ถุสองชนิดข้ึนไป ยกตวั อยา่ งเช่น เมอ่ื เรามองตน้ ไม้ ส่ิงทเี่ กิดข้ึนใหมค่ ือ “ความหมายของตน้ ไม้ ” ทีไ่ ม่ใช่ตวั ตน้ ไม้ และ ไม่ใช่ตวั เราท่ีมองเห็นตน้ ไม้ แต่เป็นความหมายทจ่ี ิตของมนุษยแ์ ละจิตของตน้ ไมร้ ่วมกนั สร้างข้ึน สิ่งทีเกิดข้ึนใหม่น้ีไม่ไดส้ ูญหายไปไหน แต่จะเขา้ ไปรวมกบั จิตจกั รวาล(Morphorgenetic Field) เพอื่ รอการรับรู้ต่อไป อยา่ งไม่มีท่ีส้ินสุด สาํ หรับความ “กงั ขา ” ต่อแนวคิดของ นกั ปรัชญา “จิตนิยมสุดซอย” จากฝ่าย “วตั ถุนิยมสุดซอย ” ท่ีบอกว่า “ทกุ สรรพส่ิงเกิดจากจิต ” ก็ไดร้ ับความกระจ่างเม่อื นกั วทิ ยาศาสตร์คน้ พบว่า ความคิดสร้างอนุภาคชนิดหน่ึงข้ึนมาทชี่ ่ือว่า “นูโรเปปไทด์ ” (Neuropeptide) ที่สามารถส่งผลต่ออนุภาคอื่น ๆ ในจกั รวาลได้ จากการท ดลองของนกั ชีววิทยาพบวา่ “นูโรเปปไทด”์ คือโมเลกุลโปรตีนท่ถี ูกสร้างข้ึนจากความคิด น่ีเป็นคาํ อธิบายว่า ทาํ ไมเวลาเราเครียดจึงนาํ ไปสู่การสร้างเซลลม์ ะเร็งได้ การคน้ พบน้ีจึงยนื ยนั ไดว้ า่ “จิตมผี ลต่อวตั ถุ” และในขณะเดียวกนั “วตั ถุก็มีผลต่อจิต ” ดว้ ย
164ซ่ึงเราไดก้ ล่าวไปแลว้ ก่อนหนา้ น้ีเร่ืองสารที่หลง่ั ออกมาจากปลายประสาทในสมองมผี ลต่ออารมณ์ของคน และอารมณก์ ็มีผลต่อการหลงั่ สารน้นั ดว้ ยการคน้ พบใหม่น้ีจึงเป็นชยั ชนะของท้งั ฝ่าย “วตั ถุนิยม” และ “จิตนิยม” ดว้ ยแต่ก็ข้ึนอยกู่ บั วา่ “แต่ละฝ่ายจะยอมทง้ิ ความเชื่อเก่าแลว้ มาอยรู่ ่วมกนั อยา่ งสันติกบั ความรู้ใหม่น้ีหรือไม่” สุดทา้ ย สิ่งท่ดี เู หมอื นจะสอดคลอ้ งตอ้ งกนั ท่ีสุดระหวา่ งจกั รวาลและจิตมนุษยก์ ็คือ การคน้ พบสสารมดื (Dark Matter) ซ่ึงเป็นส่ิงทม่ี ีอยแู่ ต่มองไม่เห็น ท่นี กั วิทยาศาสตร์รู้วา่ มอี ยเู่ พราะตรวจจบั ไดว้ า่ มีแรงโนม้ ถ่วงมหาศาลเต็มไปหมดในจกั ร วาล แต่ไม่มอี นุภาคใหต้ รวจจบั และเจา้ สสารมืดน้ีมีจาํ นวนมหาศาลเมอ่ื เทยี บกบั สสารทแี่ สดงตวั ออกมาเป็นอนุภาคคิดเป็นสดั ส่วนถึง 95% ของมวลของจกั รวาลท้งั หมด และเจา้ สสารมืดทค่ี น้ พบกม็ อี ิทธิพลต่อจกั รวาลเกือบท้งั หมดเท่าสัดส่วนที่มนั มี เราคุน้ เคยกบั ตวั เลยน้ีไหม ที่ไดก้ ล่าวไปแลว้ เรื่องมนุษยถ์ กู ควบคุมโดยจิตใตส้ าํ นึกถึง 95% ซ่ึงเป็นตวั เลขทต่ี รงกนั อยา่ งเหลือเช่ือ นี่คงจะพออธิบายไดว้ ่า ทาํ ไมอาํ นาจที่ควบคุมสังคมส่วนใหญ่ในสังคมจึงเป็น “อาํ นาจมืด ” ไม่แน่หากเรามีการศึกษาอาจพบวา่ อาํ นาจมืดในสังคมอาจไดจ้ าํ นวน 95% เหมอื นกบั สสารมืด และจิตใตส้ าํ นึกของมนุษยก์ ็ได้ มาถึงทกุ วนั น้ี ความสงสยั เร่ืองการมอี ยขู่ องจิต ไดร้ ับการแกค้ วามสงสยั จนไมม่ เี หลืออยแู่ ลว้ ในหัวใจของนกั วิทยาศาสตร์ใหม่ แต่
165นกั วิทยาศาสตร์ทมี่ ีมมุ มองแบบเก่า กย็ งั เห็นความเป็นจริงแบบเก่า เพราะยงัมองจากจุดยนื เก่าก็ตอ้ งเห็นภาพเก่าเป็นธรรมดา จ ากการคน้ พบมากมายท่ีนกั วทิ ยาศาสตร์ใหมค่ น้ พบมากข้ึนทกุ วนั ๆ ยงิ่ ทาํ ใหว้ ทิ ยาศาสตร์ใหม่สามารถยนื ยนั ไดอ้ ยา่ งเต็มปากเต็มคาํ วา่ “ยคุ น้ีเป็นยคุ ทว่ี ทิ ยาศาสตร์กบั จิตวญิ ญาณมาบรรจบกนั ” จกั รวาลคือจิตขนาดใหญ่ท่ีสุด รองลงมาคือ กาแล็กซี่ โลก มนุษยชาติ มนุษย์ และเซลล์ ตามลาํ ดั บ แต่ละระดบั เช่ือมโยงเป็นเครือข่ายถึงกนั หมด เราอาจจะเคยไดย้ นิ คาํ กล่าววา่ “เดด็ ดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว” ซ่ึงเป็นคาํ กล่าวท่กี วพี ยายามบอกความเป็นจริงดงั กล่าว อยา่ งไรกต็ าม แมว้ ่ามุมมองเร่ืองจิตของวิทยาศาสตร์ใหมจ่ ะเปิดกวา้ ง และนาํ ความเขา้ ใจอนั ลึกซ้ึงเร่ืองจิตมาสู่ สงั คมมนุษย์ แต่ตอ้ งยอมรับว่า วิธีการทาํ ความเขา้ ใจจิตตามมุมมองของควนั ตมั ฟิสิกส์ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเพราะรากฐานของวทิ ยาศาสตร์คือการใชค้ วามคิด เวลาจะทาํ ใหค้ นเขา้ ใจจิตซ่ึงเป็นภาคความรู้สึก จึงเป็นไปไดย้ ากมาก เราคงจะเคยเห็นนกั วิทยาศาสตร์โตเ้ ถียงกนั หรือพยายามอธิบายให้นกั วิทยาศาสตร์ท่มี ีมุมมองแบบเก่าซ่ึงใช้เหตุผลแบบกลไกเป็นหลกั ในการทาํ ความเขา้ ใจสิ่งต่าง ๆ ใหเ้ ขา้ ใจเร่ืองจิตจึงเหมอื นกบั วา่ พยายามใส่เทา่ ไหร่ หรือพยายามอธิบายเทา่ ไหร่กไ็ ม่เขา้ ไปในใจผฟู้ ังไดเ้ ลย นนั่ เพราะคนท่ีอยแู่ ต่กบั ความคิด เขานึกไมอ่ อกหรอกว่าความรู้สึกมนั มีรูปร่างอยา่ งไร นึกให้ตายกน็ ึกไม่ออก เพราะมนั ไม่มรี ูปร่างแต่มนั เป็นความรู้สึกท่ีมอี ยจู่ ริง ตรงน้ีเองที่นกั วทิ ยาศาสตร์ใหม่พลาดวทิ ยาศาสตร์ทางจิตจึงเขา้ มาเติมเตม็ วทิ ยาศาสตร์ใหมใ่ นจุดน้ี
166 นอกจากความ “ผดิ พลาด ” เรื่องการใชค้ วามคิดไปอธิบายความรู้สึกใหผ้ ทู้ ีไ่ มเ่ คยสัมผสั ความรู้เขา้ ใจ ซ่ึงไม่มีทางเป็นไปไดแ้ ลว้ ความผดิ พลาดอีกประการหน่ึงทีว่ ทิ ยาศาสตร์ใหมพ่ ยายามทาํ แต่ไม่สาํ เร็จคือ การพยายามเขา้ ถึงจิตโดยใชค้ วามคิดก็ไมส่ ามารถทาํ ไดเ้ ช่นกนั จากความพยายามของไอนสไตนท์ พี่ ยายามเขา้ ถึงดินแดนแห่งจิตลว้ น ๆ ที่เขาเรียกว่ า“ที่ซ่ึงเวลาและสถานท่ี (Space-Time) รวมกนั เป็นหน่ึงเดียว ” โดยการคิดทางคณิตศาสตร์ข้นั สูง เหมือนทีเ่ ขาเคยทาํ สาํ เร็จมาแลว้ ในการคิดหาวิธีเปลี่ยนจากสสารเป็นพลงั งาน และเปลี่ยนพลงั งานใหเ้ ป็นสสารทเี่ รียกว่าทฤษฎีสมั พนั ธภาพเมื่อตน้ ศตวรรษท่ี 20 ไอนสไตน์ทุม่ เวลาช่วงสุดทา้ ยของชีวติ เพื่อเขา้ ถึงดินแดนดงั กล่าวถึงแมย้ งั ไมส่ าํ เร็จ แต่เขากไ็ มเ่ ลิกลม้ ความต้งั ใจ กลุ่มเพอื่ นนกั วทิ ยาศาสตร์ดว้ ยกนั มองว่าไอนสไตน์ “เปี๊ยนไป๋ ” บางคนเลิกคบไปเลย เขาตายไปโดยมีกระดาษที่เขียนสูตรทางคณิตศาสตร์กาํ แน่นอยใู่ นมอื เป็นทน่ี ่าเสียดายวา่เป็นเพียงเพ ราะวธิ ีการทไ่ี มถ่ ูกตอ้ ง ทาํ ใหไ้ อนสไตนไ์ ม่สามารถเขา้ ถึงดินแดนทมี่ อี ยจู่ ริงได้ แต่วิทยาศาสตร์ทางจิตทเ่ี รากาํ ลงั จะกล่าวถึง สามารถพาเราไปถึงดินแดนน้นั แน่นอน เพราะเป็นการเล่าจากประสบการณ์ตรงของผทู้ ่เี คยไดส้ มั ผสั มาแลว้ วิทยาศาสตร์ทางจิตมมี มุ มองและวิธีการต่อเร่ืองน้ีอยา่ งไร ขอเชิญทา่ นท้งั หลายติดตามได้ ดงั จะนาํ เสนอในตอนต่อไป
167นามกายในอารมณ์ : วทิ ยาศาสตร์จติ ภาพมองนามกาย ท่ีผา่ นมาเราไดร้ ู้จกั จิตแบบกลไกของวทิ ยาศาสตร์เก่าแลว้ ว่าไม่ใช่จิต เป็นแต่เพียงความคิดเรื่องจิต ต่อมาวทิ ยาศาสตร์ใหมก่ บ็ อกวา่ จิตเป็นสภาวะพ้ืนฐานของธรรม ชาติทกุ ส่ิงต้งั แต่อนุภาคเล็กสุด ไปจนถึงจกั รวาลอนั หาท่สี ุดไม่ได้ นน่ั กห็ มายความวา่ ท้งั ส่ิงท่มี ชี ีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตมีสภาวะรับรู้ท่ีเป็นอนั เดียวกนั วทิ ยาศาสตร์ใหม่บอกว่าสิ่งทีเ่ ป็นสภาวะรู้ไม่ใช่วตั ถุหรือสสาร มนั จึงคาํ นวณไมไ่ ดห้ รือคิดไม่ได้ คือมนั จะไมม่ อี ดี ตอนาคตในสภาวะรับรู้น้นั สภาวะรับรู้น้ีจะต้งั อยแู่ ต่ในปัจจุบนั เทา่ น้นัสภาวะรับรู้และแสดงออกมาในปัจจุบนั น้นั ในวทิ ยาศาสตร์ทางจิตเราเรียกว่า “อารมณ์ ” ซ่ึงในตวั อารมณแ์ ต่ละอารมณ์มนั กม็ อี าการของมนัแตกต่างกนั ไป อาการของอารมณน์ น่ั แหละคือ “นามกาย” ท่เี ราไดเ้ กร่ิน ไปบา้ งแลว้ ในบทก่อนหนา้ น้ี สาํ หรับสภาวะรับรู้ดงั กล่าวน้นั ภาษาทนี่ กั วทิ ยาศาสตร์ใหมใ่ ช้สื่อสารกนั ในภาษาองั กฤษคือคาํ วา่ “คอนเชียสเนส ” (Consciousness) ซ่ึงหมายความวา่ “ความรู้สึกทางใจในปัจจุบนั ขณะ” มคี าํ ทยี่ มื มาจากภาษาบาลีเพอ่ื ใชส้ ่ือถึงสภาวะน้ีไดแ้ ก่คาํ วา่ “สติ” ภาษาสันสกฤตใชค้ าํ วา่ “ศรติ” ในท่นี ้ีเราใชค้ าํ วา่ “นามกาย” เหตุที่วทิ ยาศาสตร์อธิบายสภาวะน้ีใหผ้ อู้ ื่นเขา้ ใจไมไ่ ด้ เพราะใชค้ วามคิดไปอธิบายความรู้สึก และเหตุทีว่ ทิ ยาศาสตร์ใหม่ไม่สามารถหาวธิ ีการเขา้ ถึงสภาวะดงั กล่าวได้ เพราะใชว้ ิธีการทางความคิดใน
168การเขา้ ถึงความรู้สึกอีกเช่นกนั แต่วทิ ยาศาสตร์ทางจิตทีเ่ รากาํ ลงั จะนาํ เสนอต่อไปน้ี เราจะใชค้ วามรู้สึกไปสัมผสั กบั ความรู้ ซ่ึงแมจ้ ะไมม่ เี ครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มาวดั ได้ แต่เราก็สามารถพสิ ูจนไ์ ดด้ ว้ ยตวั เอง สาเหตุอีกประการหน่ึงทคี่ นทว่ั ไปไม่สามรถรับรู้ไดถ้ ึงสภาวะท่ีวิทยาศาสตร์ใหม่พยายามสื่อสารก็เนื่องจากวา่ ส่ิงท่ีวทิ ยาศาสตร์ใหม่กาํ ลงัพดู ถึงท่ีเรียกว่า “คอนเชียสเนส ” น้นั มคี วามละเอียดมาก หากคนท่ี“เครื่องตรวจรับความรู้สึก ” หรือ “จิต” ไม่ละเอียดพอ จะรู้สึกถึงสิ่งน้นัไมไ่ ด้ แต่ถา้ คนทีผ่ า่ นการฝึกฝนมาแลว้ หรือ “จิตตื่น” แลว้ จะสามารถรู้ สึกไดท้ นั ที วา่ ส่ิงท่กี าํ ลงั พดู ถึงน้นั มีสภาวะเป็นอยา่ งไร และไมต่ อ้ งใชภ้ าษามาอธิบายใหเ้ สียเวลา ผพู้ ดู และผฟู้ ังท่ี “จิตต่ืน” แลว้ สามารถสื่อถึงกนั ไดโ้ ดยไมต่ อ้ งใชภ้ าษา เร่ืองน้ีเราไดท้ ราบแลว้ วา่ เป็นจริง กรณีของอนุภาคชนิดเดียวกนั สามารถสื่อถึงกนั ไดแ้ มอ้ ยหู่ ่างไ กลกนั ทเ่ี รากล่าวไปแลว้ ตอนตน้ดงั น้นั ในทเี่ ราจะเริ่มจากสิ่งที่ง่าย ๆ ก่อน เร่ิมจากการทาํ ความรู้จกั นามกายก่อน ตามดว้ ยการทาํ งานของมนั วธิ ีสังเกตนามกายหรือฝึกรับรู้นามกายและสุดทา้ ยการเชื่อมโยงของนามกายกบั รูปกาย
169 บทที่ 15 การรู้จักตวั ตนระดับอารมณ์ทีผ่ า่ นมาเ ราไดฝ้ ึกรับรู้ความรู้สึกท่ีรับรู้ไดง้ ่าย ๆ แลว้ ไดแ้ ก่การรับรู้ความรู้สึกทางร่างกายท่ีเป็นกอ้ น ๆ แทง่ ๆ และต่อมาเรากไ็ ดฝ้ ึกการรับรู้อาการของร่างกายทเ่ี ราเรียกว่า “รูปกาย ” ในบทน้ีเราจะไดฝ้ ึกรับรู้ส่ิงท่ีละเอียดยง่ิ ข้ึนไปอีก ซ่ึงเราไดเ้ กร่ินไปก่อนหนา้ น้ีแลว้ ว่า อาการเบ้ืองตน้ ของ“นามกาย” ไดแ้ ก่ “พอใจ ไมพ่ อใจ” ซ่ึงเป็นอารมณ์ระดบั หยาบ ๆ ทส่ี งั เกตไดง้ ่าย เพราะเป็นอาการที่เรียกว่า “ฝ่ายหนกั ” ส่วนอีกฝ่ายหน่ึงทีเ่ ป็นอาการของนามกายท่มี ีความละเอียดยงิ่ กว่าเราเรียกว่า “ฝ่ายเบา ” เราจะมาดวู ่าอาการของนามกายท้งั ฝ่ ายหนกั และฝ่ายเบาเป็นอยา่ งไรบา้ ง อาการฝ่ายหนกั และฝ่ ายเบา เป็นอาการเดียวกนั กบั แรงท้งั สี่ท่ีนกั วทิ ยาศาสตร์กายภาพที่เรียกว่า “นกั ฟิสิกส์ ” รู้จกั ดี แต่นกั ฟิสิกส์รู้สึกไมไ่ ด้ เพราะใชเ้ ครื่องมอื ทางความคิดเป็นอุปกรณใ์ นการศกึ ษา แต่ถา้ หากนกั ฟิสิกส์เหล่าน้นั อยากจะลองเริ่มมาสั มผสั แรงเหล่าน้นั โดยการใช้“ความรู้สึก” แทนการใชค้ วามคิด อาจเริ่มตน้ โดยการสังเกต “แรงโนม้ ถ่วง”ในร่างกายของเราโดยการใช้ “ความรู้สึก” ไปสงั เกตอาการโคลง ๆ ไหว ๆของร่างกายซ่ึงเราไดก้ ล่าวไปแลว้ ก่อนหนา้ น้ี กจ็ ะเห็นว่า นนั่ แหละคือ “แรง
170โนม้ ถ่วง ” ท่เี รารู้สึกได้ โดยไมต่ อ้ งไปใชภ้ าษาทางความคิดท่เี รียกว่า“คณิตศาสตร์” มาอธิบาย แรงต่อมาท่ีสงั เกตไดจ้ ากร่างกายของเราคือ “แรงแมเ่ หลก็ ไฟฟ้ า ”ซ่ึงกค็ ืออาการของ “รูปกาย” ท่เี รากล่าวไปแลว้ ก่อนหนา้ น้ี อาการของรูปกายน้ีมนั เป็นอาการของ “แรงแมเ่ หล็กไฟฟ้ า” ในร่างกายของเราจริง ๆ ลองสงั เกตดูใหด้ ี ความรู้สึกทีส่ งั เกตไดจ้ ากแรงโนม้ ถ่วง และแรงแมเ่ หล็กไฟฟ้ ายงั มีภาษามาอธิบายไดอ้ ยู่ ไม่วา่ จะเป็นภาษาพดู หรือภาษาทางคณิตศาสตร์แต่อีกสองแรงที่เหลือคือ “แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน ” และ “แรงนิวเคลียร์แบบเขม้ ” ไม่เป็นเช่นน้นั แรงทสี่ ามไดแ้ ก่ “แรงนิวเคลีย ร์แบบอ่อน ” สงั เกตจาก “รูปกาย”ไม่ไดแ้ ลว้ เพราะเป็นความรู้สึกทีล่ ะเอียดยงิ่ กว่าอาการของ “รูปกาย” หลายเทา่ แต่เราสามารถรู้สึกไดถ้ ึงแรงนิวเคลียร์แบบอ่อนไดจ้ ากอาการของ “นามกาย” โดยสงั เกตไดจ้ ากอาการของนามกายระดบั หยาบ ๆ มคี วามพอใจ ไม่พอใจ ทเ่ี ราเรียกว่า อาการฝ่ายหนกั สุดทา้ ย “แรงนิวเคลียร์แบบเขม้ ” ซ่ึงนกั ฟิสิกส์ใชเ้ ลข 1 แทนค่าสมั ประสิทธ์ิของแรงนิวเคลียร์แบบเขม้ ค่าประสิทธิภาพของแรงชนิดน้ีมีค่า1 กห็ มายความวา่ มปี ระสิทธิภาพเต็มร้อย อนั น้ีภาษาความคิด ถา้ ภาษาความรู้สึกมนั ก็คือ สมดุล เป็นหน่ึงเดียว ความรู้สึกทีจะรับรู้ ไดข้ องแรงนิวเคลียร์แบบเขม้ น้ี จะมอี ยใู่ นอาการของ “นามกาย ” ท่ีละเอียดต้งั แต่
171“ความรู้สึกลว้ น ๆ ” ทีน่ กั ควนั ตมั ฟิสิกส์เรียกวา่ “คอนเชียสเนส ” และเราเรียกว่า “ความรู้สึกตวั ” หรือ “สติ” ซ่ึงในท่ีน้ีเราจดั อยใู่ นกลุ่มอาการของนามกาย “ฝ่ายเบา” ซ่ึงอาการของความรู้สึ กตวั แบบสติ จะเบานอ้ ยสุด และจะเบายง่ิ ข้ึนไปเรื่อย ๆ เม่ือสั่งสมความรู้สึกตวั มากข้ึน ๆ ยงิ่ เบามาก น่ีคือเหตุผลวา่ ทาํ ไมเวลานกั ควนั ตมั ฟิสิกส์ไปพดู เรื่อง “คอนเชียสเนส ” ให้นกั วทิ ยาศาสตร์แบบเก่าฟังจึงรับรู้ไมไ่ ด้ นน่ั เป็นเพราะเครื่องรับความถ่ีไม่ถึง เพราะเป็นสภาวะทีล่ ะเอียดมาก เม่อื ความละเอียดของความรู้สึกตวั มากข้ึน อาการก็จะยงิ่ เบามากข้ึนตามไปดว้ ย ความละเอียดในการรับรู้กจ็ ะยงิ่ ตอ้ งละเอียดมากข้ึนเร่ือย ค่าสมั ประสิทธ์ิของความสามารถในการรับรู้ของเราจึงตอ้ งเท่ากบั 1 คือเทา่ กบัความละเอียดของความรู้สึกตวั ในขณะน้นั สภ าวะความสมดุล หรือความเป็นหน่ึงเดียว จึงจะเกิดข้ึน อาการของความรู้สึกทางนามกายท้งั ฝ่ ายหนกัฝ่ ายเบาน้ี เราจะสังเกตเห็นวา่ มนั สามารถรับรู้ได้ แต่ไม่มีภาษาที่จะมาอธิบายตรง ๆ ได้ จึงมกั จะมแี ต่ภาษาของ “กวี” เทา่ น้นั ท่ีสามารถอธิบายใหผ้ ู้ทไ่ี มเ่ คยมีประสบการณส์ มั ผสั ดว้ ยตวั เองไดฟ้ ัง ซ่ึงก็เป็นการเปรียบเทยี บกบัส่ิงภายนอกทส่ี ามารถเห็น ไดย้ นิ ไดก้ ลิ่น ลิ้มรส และสมั ผสั ได้ นี่คงจะเป็นคาํ อธิบายสาํ หรับที่เพียงพอ สาํ หรบการเริ่มตน้ ไปทาํ ความรู้จกั อาการของ“นามกาย” ซ่ึงเราจดั กลุ่มไวเ้ ป็นสามกลุ่ม คือฝ่ายหนกั ฝ่ายเบา และฝ่ายไมร่ ู้ที่เราบอกวา่ “รู้ไดแ้ ต่ไมม่ ภี าษาอธิบาย” เรามาเริ่มจากอาการฝ่ายหนกั ก่อน
172ดกี ห็ นกั ชั่วกห็ นัก : อาการของฝ่ ายหนกั อารมณ์ของคน ในตอนก่อนหนา้ น้ีเราไดก้ ล่าวถึงอารมณข์ องคนไปแลว้ วา่ มีอารมณข์ องอะไรบา้ ง ไล่ต้งั แต่อารมณ์ดี ๆ ทเ่ี ราเรียกวา่ “เทวดา” ไปจนถึงอารมณท์ ่ีหนกั ที่สุดท่ีเราเรียกว่า “สตั วน์ รก ” มาถึงตอนน้ีเราจะพาไปทาํความรู้จกั ในระดบั ท่ลี ึกเขา้ ไปอีก คือไปสังเกตอาการของอารมณเ์ หล่าน้นั วา่มีอาการอยา่ งไร และจะรู้ไดอ้ ยา่ งไร เราเร่ิมจากอารมณฝ์ ่ายดีก่อน อารมณ์ฝ่ ายดีตามสามญั สาํ นึกของเรามนั น่าจะไมห่ นกั นะ แต่ในทนี่ ้ีเราบอกวา่“หนกั ” เรามาดกู นั ต่อไปว่าทาํ ไมความรู้สึกดีจึง “หนกั ” เรามาสังเกตทีค่ วามรู้สึกพอใจก่อน เวลาเรารู้สึกพอใจมนั รู้สึกอยา่ งไรเราเคยสงั เกตไหม ถา้ ในใจตอนน้ีมนั รู้สึกเฉย ๆ เราลองนึกถึงเวลาท่ีเราไดก้ ินอาหารถกู ปากดู มนั รู้สึกใจฟู ๆ ใช่ไหม ฟทู ี่ไหน ลองสังเกตดูหนา้ อกขา้ งซา้ ยดู รู้สึกอยา่ งไรบา้ ง หนา้ อกขา้ งซา้ ยมอี าการพองจริง ๆ ลองสงั เกตดูใหด้ ี แลว้ ลองเปรียบเทียบกบั ความรู้สึกก่อนหนา้ น้ี คือตอนท่มี นั ยงัรู้สึกเฉย ๆ อยดู่ ูว่า อนั ไหนในใจมน่ั โล่งกวา่ กนั ตอนมนั เฉย ๆ มนั จะเบากวา่ ตอนดีใจ เป็นอยา่ งน้นั หรือเปล่า หากจาํ ความรู้สึกน้นั ไม่ได้ ก็ลองไปเริ่มใหมด่ ู โดยเริ่มจากเวลาไหนท่รี ู้สึกเฉย ๆ ให้ลองสังเกตที่หนา้ อกขา้ งซา้ ย จาํ ความรู้สึกน้นั ไว้ แลว้ไปนึกถึงประสบการณ์ท่ีทาํ ใหเ้ กิดความพอใจ แลว้ สงั เกตความรู้สึกดอู ีก
173คร้ัง หากยงั รู้สึกไม่ได้ แสดงว่า เครื่องรับเราความถ่ีไม่ถึง ถา้ ภาษานกั วทิ ยาศาสต ร์ก็ตอ้ งบอกวา่ ความเขม้ ของแรงอยแู่ ค่ระดบั แรงโนม้ ถ่วงหรือแรงแม่เหล็กไฟฟ้ า เท่าน้นั ถา้ เป็นอยา่ งน้ีตอ้ งไปเพิม่ ความถี่หรือเพมิ่ความเขม้ ของแรงโดยการไปสังเกตอาการของร่างกายก่อน แลว้ ค่อยกลบั มาสงั เกตอาการของความพอใจใหม่ อาการพอใจในเบ้ืองตน้ อาจสังเกตยากสักหน่อยสาํ หรับผเู้ ร่ิมตน้และถึงแมร้ ู้สึกไดถ้ ึงความพอใจ แต่อาจจะยงั ไมร่ ู้สึกว่าหนกั เพราะความดีใจจะบงั ไวเ้ สียหมด เพราะอาการทใี่ จพอง ๆ อาจจะไม่รู้สึกว่าหนกั กไ็ ด้ แต่อาการทีพ่ ฒั นาไปจากอาการพอใจ จะแสดงความรู้สึกหนกั ทีห่ นา้ อกขา้ งซา้ ยไดช้ ดั เจนข้ึนเม่ือความพอใจ พฒั นาไปเป็ น “ความอยาก ” ซ่ึงคนส่วนใหญ่จะไปทนั ทีค่ วามอยาก แลว้ ความพอใจทไ่ี ดส้ มอยากรอบแรกจะเร่ิมมีความหนกั ท่ชี ดั เจนข้ึน เราเคยสงั เกตไหมว่า เวลาเราชุดใหม่ เราจะพอใจ แต่เวลาใส่ไปไมก่ ่ีวนั เราจะรู้สึกไมพ่ อใจ นน่ั เป็นเพราะจิตเริ่มชินกบั ชุดน้นัอะไรทเี่ ราเคยชินจะไม่ทาํ ใหเ้ กิ ดความพอใจ เราจะมีความอยากท่มี ากข้ึนเร่ือย ๆ ลองสังเกต ตวั อยา่ งหน่ึงจากประสบการณต์ รงของผเู้ ขียนเม่อื ยสี่ ิบปีท่แี ลว้ตอนน้นั อายุ 20 ปีเศษ ไปเห็นรถรุ่นเก๋งสปอร์ตสองประตรู ุ่นหน่ึงแลว้ เกิดความพอใจในรูปทรง แลว้ เกิดความอยากได้ ตอนน้นั ไมร่ ู้เรื่องหรอกวา่หนกั อกหนกั ใจเป็นอยา่ งไร ยง่ิ เห็นบ่อยยงิ่ พอใจมาก ยงิ่ พอใจมากยง่ิ อยาก
174ไดม้ ากข้ึนทกุ คร้ังท่เี ห็น ผา่ นไปเป็นเดือน ความอยากกไ็ ม่ไดร้ ับการตอบสนอง พอมาเห็นอีกคร้ัง รู้สึกไดเ้ ลยวา่ เหมือนมอี ะไรมีเสียบทีห่ นา้ อกขา้ งซา้ ย เจบ็ ปวด ทรมานมาก และมนั รู้สึกอยา่ งน้นั จริง ๆ ทา่ นเคยมีประสบการณ์อยา่ งน้ีหรือเปล่า หรือลองสงั เกตเหตุการณ์ในปัจจุบนั กไ็ ด้เวลาเห็นอะไรสวย ๆ งาม ๆ ไดย้ นิ เสียงเพราะ ๆ ไดด้ มกลิ่นหอม ๆ ไดล้ ิ้มรสอร่อย ๆ ไดส้ ัมผสั นุ่มนวล มคี วามคิดดี ๆ ผดุ ข้ึนในใจ ลองสังเกตดวู า่ มีความรู้สึกพอใจ เกิดข้ึนหรือเปล่า ความอยากท่เี ริ่มตน้ จาก ความพอใจ หากเราสงั เกตดูในชีวิตของเราก็จะพบว่า มีอยสู่ ามกลุ่มคือ 1) อยากได้ 2) อยากมีอยากเป็น และ 3) ไม่อยากไดไ้ มอ่ ยากมีไมอ่ ยากเป็น ซ่ึงกลุ่มแรกเป็นความอยากในวตั ถุ ส่วนกลุ่มสองและสามเป็นความอยากท้งั วตั ถุและไมใ่ ช่วตั ถุ ลองสังเกตดชู ีวติ ที่ผา่ นมาว่าเรามีความอยากในสามกลุ่มน้ีใช่ไหม ความอยากได้ คืออยากไดม้ าบริโภคใชส้ อยที่เกินกวา่ ความจาํ เป็นพ้นื ฐานของร่างกาย เช่นอยากกินอาหารอร่อย อยากไดเ้ ส้ือผา้ สวย ๆ เป็นตน้เวลาไดก้ ินของอร่อย เวลาไดเ้ ส้ือผา้ สวย ๆ มาใส่ เราเคยสงั เกตไหมว่ามนั มีความหนกั อกหนกั ใจตามมา เช่นเวลาไดก้ ินของ อร่อยแลว้ กอ็ ยากกินอีกความหนกั จะเริ่มจากตรงน้ีแหละ เวลาไดเ้ ส้ือผา้ สวย ๆ มาใส่แลว้ ความกลวัวา่ มนั จะสกปรก จะเสียหาย ก็จะตามมา เห็นไหมว่ามนั เริ่มหนกั แลว้
175 ส่วนความอยากมี คืออยากไดม้ าเกบ็ สะสมไว้ ท้งั ทไี่ ม่ไดใ้ ช้ประโยชนข์ องมนั จริง ๆ เลย เช่น อยากไดว้ ตั ถุเคร่ือ งแกว้ มาประดบั บา้ นอยากไดว้ ตั ถุมงคล สาํ หรับความอยากเป็น คืออยากเป็นสิ่งท่สี งั คมสร้างข้ึนเช่น เป็นพอ่ เป็นแม่ เป็นกาํ นนั เป็นผใู้ หญ่บา้ น เป็นขา้ ราชการ ทหารตาํ รวจ เป็นตวั แทนประชาชน จนไปถึงเป็นผนู้ าํ ประชาชน มนั เป็นความอยากที่ไม่มีวนั สิ้นสุด เราเคยสังเกตดูความอยา กของเราไหมวา่ เวลาไดม้ าแลว้ มนั จะอยากยงิ่ ๆ ข้ึนไป เราคงจะเคยไดย้ นิ ขอ้ อา้ งของความอยากว่า“จะไดท้ ดั เทียมชาวบา้ นชาวเมอื งเขา ” แลว้ เวลาเราไดม้ ี ไดเ้ ป็นแลว้ ความหนกั จะเกิดข้ึน ส่ิงเหล่าน้ีเป็นเร่ืองดี แต่วา่ สิ่งเหล่าน้ียง่ิ มมี าก ยงิ่ เป็นมาก ยงิ่เป็นภาระของชีวิตมาก เราเคยสงเกตไหม นี่แหละทบ่ี อกวา่ “ดีก็หนกั ” หละ หากความอยากของเราเร่ิมเขา้ มาถึงข้นั “อยากมี อยากเป็น ” แลว้มนั เป็นอาการทสี่ ่งสัญญาณบอกวา่ “นามกาย” เราเริ่มมีปัญหา เพราะนามกายกาํ ลงั แสวงหาทีพ่ ่งึ ใหม่ เพราะเมื่อนามกายมีประสบการณใ์ นการ “เสพ”รูป เสียง กล่ิน รส สัมผสั และอารมณ์ จนหมดสิ้นทกุ อยา่ งแลว้ ความพอใจในการเสพสิ่งเหล่าน้นั กน็ อ้ ยลงทกุ คร้ังทีเ่ สพ ความพอใจในส่ิงที่มที เี่ ป็นก็เริ่มลดนอ้ ยลง ความอยากระดบั ที่สามคือ ไมอ่ ยากได้ ไมอ่ ยากมี ไม่อยากเป็นกจ็ ะเกิดข้ึน ความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไมอ่ ยากเป็น คืออยากในความไ ม่อยาก หรือความเบอ่ื นน่ั เอง ซ่ึงเป็นความอยากทีห่ นกั ทีส่ ุด เพราะไมร่ ู้วา่ จะ
176ดบั ไดอ้ ยา่ งไร คนในโลกส่วนใหญ่กาํ ลงั อยใู่ นความอยากกลุ่มน้ีเยอะมากเราจะเห็นวา่ เวลามอี ะไรออกมาใหม่ ๆ ท่ีจะทาํ ใหค้ นหายเบ่อื ได้ ส่ิงน้นั จะไดร้ ับความนิยมอยา่ งรวดเร็ว แต่สักพกั ก็จะหายไป น่ี เป็นเคร่ืองยนื ยนั ได้อยา่ งชดั เจนวา่ คนในโลกกาํ ลงั แบกความหนกั ของความอยากระดบั ทส่ี ามอยู่ ท้งั หมดน้ีเร่ิมตน้ จากความพอใจ อาการหนกั ของความรู้สึกพอใจ จะยงิ่ ชดั เจนมากยง่ิ ข้ึน เมอ่ื มีความรู้สึกพอใจท่ีมาก เราคงเคยไดย้ นิ คาํ กล่าวทว่ี า่ “ดีใจแทบตาย ” มนั เป็นอยา่ งน้นั จริง ๆ เวลาเราดีใจมากจนสุดขีด ก็อาจนาํ ไปสู่อาการหัวใจวายได้โดยเฉพาะคนท่หี ัวใจไมแ่ ขง็ แรง ดงั เราไดก้ ล่าวไปแลว้ ในตอนตน้ ว่าความรู้สึกดี ถา้ มีแต่พอดีกเ็ ป็นประโยชน์ ถา้ ไมม่ ีเลยกเ็ ป็นโทษเช่นเดียวกบั ที่มีมากเกินไป ในตอนน้ีเราไดร้ ู้จกั วธิ ีการสังเกต ในตอนต่อไปเราจะมวี ิธีปฏิบตั ิต่อความรู้สึกพอใจท่ีมากเกินไป และต่อความพอใจทน่ี อ้ ยเกินไป วา่ ทาํ อยา่ งไรจึงจะอยใู่ นจุดท่ีเป็นประโยชนก์ บั ชีวติ ของเรามากที่สุด ทีก่ ล่าวไปแลว้ เป็นเร่ืองของความหนกั ของอาการรู้สึกดี ท่ีมีจุดเร่ิมตน้ มาจากความพอใจ เมื่อพอใจก็อยากได้ อาการอยากไดจ้ ะเป็นความ หนกั ทีส่ งั เกตไดง้ ่ายข้ึน ถา้ ความอยากไดร้ ับการตอบสนอง ความพอใจกจ็ ะมากข้ึน แต่การตอบสนองความอยาก จะดบั ความอยากได้เพยี งชว่ั คราว แลว้ กจ็ ะอยากใหม่ คราวน้ี ความอยากจะหนกั ข้ึนเรื่อย ๆ และไดร้ ับการตอบสนองข้ึนเรื่อย ๆ สุดทา้ ยกจ็ ะไมม่ อี ะไรดบั ความอยากได้ ไม่
177มีอะไรท่ี จะทาํ ใหเ้ กิดความพึงพอใจได้ จุดน้ีเองท่ีคนจะเปลี่ยนไปพ่ึงสารกระตุน้ ให้เกิดความพอใจ ใหม่ ๆ กใ็ ชไ้ ม่มาก ต่อไปก็มากข้ึน ๆ สุดทา้ ยเรากจ็ ะไดย้ นิ ข่าววา่ “ตายเพราะใชย้ าเกินขนาด ” นี่คือเสน้ ทางชีวติ ของคนท่ีพอใจ เกิดความอยาก และสามารถตอบสนองความอยากไดต้ ลอด ลาํ ดบัของความหนกั ทาง “นามกาย” ก็จะมีอาการอยา่ งท่ีไดน้ าํ เสนอไป ถา้ ความอยากไม่ไดร้ ับการตอบสนองหละ ความรู้สึกดี กจ็ ะเปล่ียนไปเป็น“ความรู้สึกชว่ั ” ซ่ึงเป็นความหนกั ทีช่ ดั เจนอีกข้นั หน่ึง เราจะไปสังเกตดกู นัต่อไป ความรู้สึกชวั่ หรือความรู้สึกไมด่ ี เกิดไดส้ องจุด คือ หน่ึง ณ จุ ดสมั ผสั เมื่อตาเห็นรูป หูไดย้ นิ เสียง จมกู ไดก้ ล่ิน ลิ้นรับรส กายรับสัมผสั และใจรู้ความคิดและอารมณ์ แลว้ เกิดความไมพ่ อใจ และสอง คือ เม่อื พอใจแลว้ เกิดความอยาก แต่ความอยากไมร่ ับการตอบสนอง ก็จะเกิดความไม่พอใจเช่นกนั อาการไม่พอใจน้ีจะมีลาํ ดบั ความหนกั เบาแตกต่างกนั และมีช่ือต่างกนั นบั จากไม่พอใจนอ้ ย ๆ เราจะรู้สึกไดถ้ ึงความ “หงุดหงิด ” ไม่พอใจมากข้ึนไปอีกก็เป็น “อึดอดั ” และมากข้ึนไปอีกก็เป็น “ขดั เคือง” เราเคยสังเกตไหม อาการเหล่าน้ี ยงั ไม่ถึง “โกรธ” หนกั ข้ึนไปอีก หากโกรธไม่หายจะรู้สึก “แคน้ ” เวลาแคน้ ใครจะรู้สึก “อิจฉา” และโกรธท่ีฝังลึกกจ็ ะเป็น“พยาบาท” เคยเป็นไหม ถา้ ถึงข้นั น้นั ตอ้ งไปหา “หลวงตา” แลว้ หละ
178 ความหนกั ทเี่ กิดจากความไมพ่ อใจ มนั ท้งั หนกั ท้งั แน่น ท้งั ร้อนท่ีหนา้ อกขา้ งซา้ ย มนั ร้อนไปถึงกระเพาะอาหาร ร้อนไปถึงลาํ ไส้เลก็ โน่นแหนะ ทา่ นลองไปสงั เกตดูกไ็ ด้ หากไม่มีให้สังเกตก็ จะดีกว่า หากดบั ไดต้ ้งั แต่อาการไม่พอใจเล็ก ๆ นอ้ ย ๆ จะดีต่อชีวติ และสุขภาพมาก ท่ีพระทา่ นว่าไว้ว่า “โกรธคนอ่ืนเหมือนจุดไฟเผาตวั เอง ” มนั เป็นอยา่ งน้นั จริง ๆ แต่โดยทว่ั ไปคนส่วนมากจะไมเ่ ห็นว่าตวั เองไมพ่ อใจ หรือโกรธ คนจะเห็นวา่ตวั เอง “ถกู ” เสียมากกว่า สิ่งทอ่ี ยู่ เบ้อื งหลงั เรื่องน้ีลึก ๆ เราจะพดู ถึงในบทต่อ ๆ ไป เราไปดคู วามไม่พอใจท่เี กิดจากความอยากไมไ่ ดก้ ารตอบสนองวา่จะมเี ส้นทางชีวติ เป็นอยา่ งไร เม่ือความไม่พอใจไม่ไดร้ ับการตอบสนอง ก็จะเกิดความไมพ่ อใจเช่นกนั แต่จะแตกต่างกนั ตรงที่ ความไมพ่ อใจทเ่ี กิดจากความอยากไม่ไดร้ ั บการตอบสนองจะนาํ พาไปสู่ความรู้สึกหดหู่ เราเคยสงั เกตไหมเวลาเราอยากไดอ้ ะไรแลว้ ไม่ได้ หรืออยากทาํ อะไรใหส้ าํ เร็จแลว้ ทาํ ไมไ่ ด้ ความซึมเซาหดหู่ จะตามมา ซ่ึงมนั ก็มคี วามหนกั ในใจเช่นเดียวกบั อาการโกรธ แต่ความหนกั น้ีมนั หนกั เหมอื นจะจมน้าํ แต่ความหนกั จากโกรธ มนั หนกั แบบร้อนๆ ลองสงั เกตดกู ไ็ ด้ ซึมเซา หดหู่แลว้ ยงั ไม่พอ ความคิดฟ้ งุ ซ่านก็จะตามมาอีกเป็นระลอก อาการของความคิดฟ้ ุงซ่านน้ีกเ็ ป็นความหนกั แบบกาํ ลงั ด่ิงลงสู่กน้ ทะเล สุดทา้ ยกจ็ ะนาํ ไปสู่การหมดความเชื่อมน่ั ในตวั เอง ซ่ึงจะเป็นการหนกั แบบยกตวั ไม่ข้ึน เหมอื นจมน่ิงอยใู่ ตก้ น้ ทะเลอยา่ งน้นั เลย
179 ทก่ี ล่าวมาเป็นการพดู ถึง “อาการของอารมณ์ ” หรือนามกายในอารมณฝ์ ่ายหนกั ท่ีเราเรียกวา่ เป็นอารมณข์ องคน ซ่ึงเราบอกว่าไมว่ ่าจะรู้สึกดีคือพอใจ หรือรู้สึกไม่ดีคือไมพ่ อใจ มนั ก็จะมีอาการหนกั ๆ ดว้ ยกนั ท้งั น้นัแต่ความหนกั จะแตกต่างกนั ในรายละเอียด ขอใหท้ ่านท้งั หลายอยา่ เช่ือสิ่งท่ีพดู เพราะเช่ือกไ็ มช่ ่วยใหช้ ีวิตดีข้ึน ตอ้ งไปลองสงั เกตดูจนทาํ เป็น แมจ้ ะเห็นเป็นอยา่ งอ่ืนกไ็ มเ่ ป็นไร เพราะทา่ นไดป้ ระโยชน์กบั ชีวติ จากประสบการณต์ รงของท่านแลว้ ต่อไปเราจะพาไปทาํ ความรู้จกั กบั อาการส่วนใหญ่ในชีวิตประจาํ วนั ของเรานนั่ คือ “ความไมร่ ู้”ไม่รู้ดี ไม่รู้ช่ัว : อาการของฝ่ ายไม่รู้ อารมณ์ของอมนุษย์ความรู้สึกพอใจ และความรู้สึกไมพ่ อใจ ไม่ใช่สิ่งทเ่ี กิดข้ึนตลอดในชีวิตประจาํ วนั ของเรา ถา้ เป็นอยา่ งน้นั คนเราคงอายสุ ้นั กว่าน้ีมาก ธรรมชาติช่วยรักษาชีวติ มนุษยไ์ วโ้ ดยทาํ ใหเ้ วลาส่วนใหญ่ในแต่ละวนั มนุษยอ์ ยู่ กบัความรู้สึกเฉย ๆ แต่เฉย ๆ ในทนี่ ้ีไม่ใช่เฉยแบบรู้สึกตวั แต่เป็นการเฉยเพราะจิตใตส้ าํ นึกเขา้ มาควบคุมชีวติ อยา่ งทเี่ ราทราบแลว้ วา่ ร้อยละ 95 ของชีวิตคนทวั่ ไป อยแู่ บบไม่รู้สึกตวั ชีวิตกเ็ ลยเป็นไปตามสัญชาติญาณ อยา่ งทวี่ า่ ไปแลว้ ในบทก่อนหนา้ พอเฉยแบบไม่รู้สึกตั ว อาการก็จะหนกั อีกอยา่ งหน่ึงท่ไี ม่เหมือนกบั อาการของความรู้สึกพอใจ ไมพ่ อใจ เราลองสงั เกตดเู วลาเราหาย
180จากอาการใจลอยใหม่ ๆ หากสงั เกตดูจะรู้สึกมีอาการหนกั ๆ มึน ๆ ในหวัในความเป็นจริงคนทีใ่ จลอย เขา้ ไปในความคิด ความฝัน มกั จะสงั เกตตวั เองไมค่ ่อยไดอ้ ยแู่ ลว้ แต่คนนอกจะดูออกไดง้ ่าย เพราะคนทไ่ี ม่รู้วา่ ตวั เองรู้สึกอยา่ งไร ความหนกั จะแสดงออกมาทางร่างกายอยา่ งชดั เจน สังเกตได้จากการเคล่ือนไหวร่างกาย ที่ไม่คล่องแคล่ว การพดู จา การตอบสนองอืดอาด นี่เป็นหน่ึงในสองของอาการไม่รู้สึกตวั ทีจ่ ะทาํ ใหเ้ กิดอาการหนกั แบบอืดอาด อาการหนกั อีกแบบหน่ึงที่เกิดจากความไม่รู้คือ “ติดสงบ” หลายคนเขา้ ใจวา่ ความสงบคือสมาธิ อาจจะเรียกว่าสมาธิกไ็ ด้ แต่ไมใ่ ช่สมาธิในความหมายของหนงั สือเล่มน้ี สมาธิในหนงั สือเล่มน้ีเป็นสมาธิท่ีนาํ ไปสู่“การรู้สึกตวั ต่ืนตวั และรู้สึกใจต่ืนใจ ” แต่สมาธิแบบสงบ เป็นสมาธิทีไ่ ม่รับรู้อะไร จึงทาํ ใหเ้ กิดความเฉย เพราะปิดการรับรู้ เราเคยเห็นคนท่ีทาํ สมาธิแบบสงบแลว้ ตวั แข็งไหม นน่ั แหละที่เรากาํ ลงั พดู ถึง อาการหนกั ของคนติดสงบ จะเป็นอาการหนกั แบบ “ตวั แข็ง ” ซ่ึงเจา้ ตวั เองกไ็ มร่ ู้เช่นกนั แต่คนภายนอกจะดูออก อาการของคน “ติดสงบ” น่ีเอง ท่ที าํ ใหค้ นส่วนใหญ่เ ขา้ ใจผดิ วา่คนท่เี ดินสู่เส้นทางการหลุดพน้ แลว้ จะไม่สร้างสรรคโ์ ลกและสงั คม ถา้ เป็นการหลุดพน้ แบบไมร่ ับรู้ทเ่ี รียกวา่ “ติดสงบ” กเ็ ป็นไปไดท้ ีจ่ ะไมส่ ร้างสรรค์โลกและสังคม เพราะคนที่ติดสงบจะชอบอยสู่ บาย ๆ คนเดียว ไมอ่ ยาก
181เคลื่อนไหว เพราะกลวั จะหลุดจากความสงบ ไมอ่ ยากพบปะกบั ผคู้ น เพราะเวลาออกมากระทบกบั อารมณ์ ความพอใจ ไมพ่ อใจ จะยงั มอี ยเู่ หมือนเดิมบางคร้ังอาจรุนแรงกว่าเก่าอีก เราลองสังเกตดูคนท่ตี ิดสงบ หรือลองทดสอบวา่ คนน้นั ติดสงบหรือไม่ ก็ลองแหยใ่ ห้โกรธดู ถา้ ฉุนเฉียวรุนแรง ก็มน่ั ใจไดเ้ ลยว่าติดสงบ อนั น้ีก็ลองสงั เกตตวั เองดว้ ยกจ็ ะดี จะไดไ้ มเ่ ดินหลงทางไปไกล เดี๋ยวจะแกไ้ ขลาํ บาก อาการหนกั ของคนท่ีไม่รู้สึกตวั ทก่ี ล่าวมาจึงแบง่ ไดเ้ ป็นสองแบบคือ ไม่รู้สึกตวั เพราะใจลอยเขา้ ไปในความคิด ความรู้สึก จะมีอาการหนกัแบบอืดอาด ส่วนอาการหนกั ของคนที่ติดสงบ จะมอี าการหนกั แบบแข็ง ซ่ึงอาการหนกั ดงั กล่า ว เจา้ ตวั เองจะสังเกตไมเ่ ห็น เพราะเจา้ ตวั ไมม่ ีความรู้สึกตวั อยแู่ ลว้ เราจึงกล่าวว่า อารมณ์แบบน้ีคงจะเขา้ กบั กลุ่มอารมณค์ น ก็ไมไ่ ดเ้ พราะไมไ่ ดเ้ ปล่ียนอารมณบ์ ่อย ๆ เขา้ กบั กลุ่มอารมณม์ นุษยก์ ไ็ มน่ ่าจะไดเ้ พราะอารมณ์กไ็ มไ่ ดส้ ูงข้ึน เราเรียกกลุ่มน้ีวา่ อารมณ์ของอมนุษ ย์ ต่อไปเราจะไปดอู าการของอารมณ์ “ฝ่ายเบา” ที่เราเรียกว่าเป็นอารมณข์ องมนุษย์วา่ เป็นอยา่ งไรเหนอื ดี เหนือช่ัว : อาการของฝ่ ายเบา อารมณ์ของมนุษย์ทผี่ า่ นมาเราคงจะมคี วามเขา้ ใจมากข้ึนวา่ ความรู้สึกดีมนั หนกั อยา่ งไร ไม่ตอ้ งพดู ถึงความรู้สึกไม่ดีวา่ หนกั อยา่ งไร ส่วน ความไม่รู้ว่าตวั เองรู้สึก
182อยา่ งไร มนั กเ็ ป็นความหนกั อีกแบบหน่ึง แมจ้ ะไมช่ ดั เจนเหมอื นความรู้สึกดี และความรู้สึกไมด่ ี เพราะมีเพยี งคนภายนอกทส่ี ังเกตเห็น มาถึงตอนน้ีหลายคนคงจะเริ่มมองหาทางออกแลว้ วา่ แลว้ ชีวิตเราจะเดินเสน้ ทางไหนดีอารมณข์ องคน ก็มีจุดจบไมส่ วยงาม อารมณข์ องอมนุษยก์ ็ไร้อนาคต อยา่ งที่เราไดก้ ล่าวไปแลว้ ในตอนตน้ ทกี่ ล่าวมาขา้ งตน้ ไมไ่ ดต้ อ้ งการนาํ ท่านท้งั หลายไปสู่ความตีบตนัแต่ทตี่ อ้ งกล่าวอยา่ งน้นั เพราะตอ้ งการช้ีให้ทา่ นท้งั หลายเห็นวา่ ท่ีเราตอ้ งไปพบกบั ความตีบตนั หน่ึงเป็นเพราะวา่ เราหลงผดิ วา่ เสน้ ทางน้นั จะนาํ เราไปสู่ความโล่ง โปร่ง สบาย และสองเป็นเพราะเราไม่รู้ว่าหนทางแบบน้นั มีอยู่เพราะคนทเ่ี ดินไปก่อนหนา้ เราต่างกไ็ ม่ยอมพดู ความจริง เพราะถา้ บอกความจริงกก็ ลวั วา่ จะเสียหนา้ ท่ตี วั เองไดห้ ลงทางไปแลว้ เมอ่ื เราเห็นร่วมกนัแลว้ ว่า เสน้ ทางของคนก็ดี เส้นทางของอมนุษยก์ ็ดี เป็ นเส้นทางทน่ี าํ ไปสู่ความตีบตนั ความหนกั อยา่ งท่ีเรากล่าวไปแลว้ ต่อจากน้ีไป เราจะนาํ ทา่ นท้งั หลายไปรู้สึกอารมณ์ “ฝ่ายเบา ” ซ่ึงเป็นอารมณ์ทย่ี งิ่ มีมากยง่ิ เบาสบายโล่ง โปร่ง มากข้ึน เป็นอารมณท์ ีเ่ ราเรียกวา่ “อารมณม์ นุษย์” เราจะมาดูวา่อารมณม์ นุษยเ์ ริ่มตน้ ตรงไหน แ ละจะมีจุดหมายปลายทางรวมท้งั มีวธิ ีการสังเกตอยา่ งไร อารมณแ์ รกคืออารมณ์ “ปกติ ” ซ่ึงเป็นธรรมชาติที่ติดตวั เรามาเป็นอาการทน่ี าํ เรามาปรากฏบนโลกน้ี อาการปกติคือ อาการเฉย ๆ แต่ไมใ่ ช่
183เฉยแบบไมร่ ู้ มนั เป็นอาการเฉยแบบรู้ตวั สมองปลอดโปร่ง ไมม่ คี วามรู้สึกหนกั อกหนกั ใจ จิตใจเบิกบาน อาการแบบน้ีหากเราลองสงั เกตดูในเด็กอายุ2 – 5 ขวบจะเห็นไดช้ ดั แต่ในอายหุ ลงั จากน้นั “อาการปกติ ” จะถูกปิดบงัไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความไม่ปกติที่เป็นฝ่ายหนกั และฝ่ายไมร่ ู้ อยา่ งทเี่ รากล่าวไปแลว้ แต่ผใู้ หญ่บางคนกจ็ ะมี “อาการปกติ ” ให้เห็นอยู่ บางคนเอาความปกติทางกาย วาจา มาเป็นขอ้ ปฏิบตั ิ ซ่ึงจะช่วยป้ องกนั ความไมป่ กติทางใจ และช่วยให้เกิดความปกติทางใจ จนทาํ ใหเ้ ป็นผมู้ ี “อารมณป์ กติ ” ได้บา้ ง แต่ในทนี่ ้ีเราจะใชเ้ ส้นทางตรงไปสู่ความปกติทางอารมณ์ โดยการปฏิบตั ิทางใจ เพ่ือทาํ ใหเ้ กิดความปกติทางอารมณโ์ ดยตรง ความรู้สึกปกติทีเ่ ราจะสังเกตไดจ้ ากตวั เราเองไดแ้ ก่ ความรู้สึกเฉยๆ ว่าง ๆ ทเ่ี กิดข้ึนในปัจจุบนั ขณะ ความรู้สึกน้ีจะค่อย ๆ เกิดข้ึน จากการฝึกทาํ ความรู้สึกตวั โดยการสงั เกตอาการไหวของร่างกายขณะร่างกายเคลื่อนไหว ดงั ทีเ่ รากล่าวไปแลว้ ในบทก่อนหนา้ น้ี ความรู้สึกปกติท่จี ะเกิดข้ึนจะเร่ิมพฒั นาจาก ความไม่รู้ก่อน คือสังเกตไมเ่ ห็นวา่ ร่างกายมนั มีอาการไหวตรงไหน ต่อมากจ็ ะเริ่มสังเกตเห็นอาการไหวของร่างกายได้และต่อมาก็จะเริ่มสังเกตเห็นอาการของ “รูปกาย ” ได้ ต่อมากจ็ ะเร่ิมรู้ว่าตวั เองรู้สึกอยา่ งไรในขณะปัจจุบนั จุดเริ่มตน้ ของความรู้สึกปกติ จะเริ่มจากตรงน้ีแหละ และความเบาสบาย ก็จะเริ่มสังเกตไดจ้ ากจุดน้ี ก่อนหนา้ น้นัมนั มีแต่ความหนกั เสียยงิ่ กว่าอาการของฝ่ายหนกั เสียอีก
184 เมอื่ เร่ิมสงั เกตความรู้สึกของตวั เองได้ และเราเร่ิมแยกแยะออกว่าอารมณ์ไหนคือความปกติ และอารมณ์ไหนคือความไมป่ กติ จุดน้ีแหละที่เราเรียกว่า “รู้สึกตวั ” จุดน้ีแมจ้ ะรู้ว่าอารมณท์ เ่ี ขา้ มาแทรก เป็นอารมณ์ไม่ปกติ แต่ก็อดไมไ่ ดท้ ี่จะเขา้ ไปผสมโรงดว้ ย แต่มนั จะเป็นความรู้สึกตวั คนละอนั กบั อารมณข์ องคน เพราะอารมณข์ องคนแยกแยะไมอ่ อกวา่ อนั ไหนปกติอนั ไหนไม่ปกติเพราะคนใชค้ วามพอใจ ไม่พอใจ และไม่รู้ เป็ นตวั นาํ เมอื่ ฝึกรู้สึกตวั กบั อาการไหวของร่างกายไปเร่ือย ๆ ความรู้สึกตวัแบบเฉย ๆ ว่าง ๆ กจ็ ะมีกาํ ลงั มากข้ึน และต้งั อยไู่ ดน้ านมากข้ึน เวลามีอารมณ์ทีไ่ ม่ปกติเขา้ มาแทรก ก็จะเฉยกบั อารมณน์ ้นั ไดม้ ากข้ึน นานข้ึน แต่อารมณ์เหล่าน้นั กย็ งั มอี ยู่ พอเขา้ สู่ระดบั ทเี่ ฉยกบั อ ารมณ์ไม่ปกติได้ ความเบา ความโล่ง โปร่งสบายกจ็ ะยงิ่ เพ่ิมมากข้ึน คนภายนอกจะสังเกตเห็นได้ถึงความสงบเยอื กเยน็ สุขมุ ของเรา ใบหนา้ จะเริ่มสวา่ งไสว รอยยม้ิ นอ้ ย ๆจะเริ่มปรากฏบนใบหนา้ แต่เรากย็ งั ดาํ เนินชีวติ แบบประคองนามกายไวก้ บัรูปกายไปเรื่อย ๆ เพราะยงั มคี วามเบาสบายยงิ่ กวา่ น้ีรออยขู่ า้ งหนา้ ความเบาก่อนหนา้ น้ีเกิดข้ึนเพราะ เราสามารถเฉยได้ ทนไดก้ บัอารมณ์ไมป่ กติ ทเี่ ป็นตน้ เหตุของความหนกั การทนได้ การเฉยได้หมายความว่ายงั มีการมากระทบอยู่ เราก็ยงั มคี วามรู้สึกวา่ ถูกกระทบอยู่ เช่นก็ยงั มคี วามพอใจ ไม่พอใจอยู่ แต่พอทนไปสักพั ก เฉยไปสกั พกั ความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจก็ดบั ไป ก่อนทีท่ าํ ให้เกิดความหนกั ใจ แต่สิ่งที่จะเกิดข้ึน
185ต่อไปทเี่ ป็นความมหศั จรรยข์ องชีวิตทีท่ กุ คนสามารถทาํ ไดค้ ือ เมือ่ เราใช้ชีวิตแบบรู้สึกตวั อยกู่ บั อาการเคล่ือนไหวของร่างกายโดยไมต่ อ้ งการอะไรถึงวนั หน่ึงอารมณ์ที่ไมป่ กติก็จะไมส่ ามารถเขา้ มากระทบถึงใจเราได้ มนั จะสลายไปก่อนท่ีจะมาถึงใจเรา เพยี งแค่เราชาํ เลืองตาดูเท่าน้นั ถึงจุดน้ีแหละความเป็นมนุษยส์ มบรู ณก์ จ็ ะเกิดข้ึนกบั เรา ชีวิตมแี ต่ความเบา โล่ง โปร่งสบาย บางคนกลวั วา่ หากมาถึงจุดน้ีเราก็หมดความอยาก เมอ่ื ไม่มคี วามอยาก มนุษยก์ จ็ ะไม่ ทาํ การงาน เศรษฐกิจจะไม่เจริญเติบโต สงั คมจะไมพ่ ฒั นา อนั น้ีเป็นการคาดเดาแบบเหตุผลกลไกของนายทนุ ทีก่ ลวั วา่ จะไม่มีคนทาํ งานให้ แต่ถา้ เราลองมองหามนุษยท์ ่ีสมบรู ณ์สักคนบนโลกน้ีดู แลว้ ดูสิ่งท่ีเขาทาํ แบบไมเ่ อา ไมม่ ี ไม่เป็น แลว้ เทียบกบัผลงานทเี่ กิดข้ึนจากการใชค้ วามอยากเป็นตวั กระตุน้ แลว้ จะเห็นว่า เทยี บกนัไม่ไดเ้ ลย แต่ความทา้ ทายคือ “เสน้ ทางสู่ความเป็นมนุษยเ์ ต็มไปดว้ ยขวากหนาม” นี่แหละจึงทาํ ให้เสน้ ทางน้ีน่าสนใจ ทา่ นวา่ ไหม เราไดร้ ู้จกั “นามกายในอารมณ์ ” ตามแนวทางของวิทยาศาสตร์ทางจิตแลว้ ต้งั แต่ ฝ่ายหนกั ฝ่ายเบา และฝ่ายไม่รู้ ว่ ามีอาการอยา่ งไร และสามารถสังเกตไดอ้ ยา่ งไร ต่อไปเราไปเรียนรู้วยิ าศาสตร์ทางจิตในระดบั ที่ลึกเขา้ ไปอีกข้นั หน่ึง นน่ั ก็คือ “การทาํ งานของนามกาย ” ว่ามีอะไรบา้ งตลอดจนวธิ ีการสงั เกตการทาํ งานจากอาการของนามกายดว้ ย
186
187 บทท่ี 16 ตวั ตนภายในทแี่ ท้จริงนกั ปราชญ์ เยอรมนั ในศตวรรษท่ี 19 เคยบอกว่า มนุษยเ์ รามีมีการรู้ก่อนประสบการณ์ และการรู้หลงั ประสบการณ์ ก็เป็นคาํ กล่าวทถี่ ูกตอ้ ง หากมองชีวิตจากมิติของรูปกาย แต่หากมองแบบวยิ าศาสตร์จิตวิญญาณแลว้ คาํ กล่าวน้ีไมถ่ ูกตอ้ ง เพราะถา้ เรายอ้ นไปที่ตน้ กาํ เนิดของจิต หรือนามกาย จะเป็นนามกายว่าง ๆ เปล่า ๆ การทาํ งานของนามกาย คือการรู้ หรือรับรู้ จะเร่ิมเกิดข้ึน เม่อื ไดร้ ับประสบการณผ์ า่ นทางประตูท้งั หกท่ีเรากล่าวไปแลว้ หลงั จากท่ีประตูท้งั หกไดร้ ับประสบการณท์ ่ีเป็น รูป รส กลิ่นเสียง สมั ผสั และความคิดหรืออารมณ์ แลว้ นามกายจะรับรู้เฉย ๆ แลว้ ก็จะผา่ นไป ถา้ ประตทู ่หี กไมเ่ ขา้ ไปผสมสัญญาณประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เราเรียกในบทก่อนหนา้ น้ีว่า สัญญาณทางรูปกาย แต่ถา้ ประตทู ่ีหกเขา้ ไปผสมสญั ญาณ สัญญาณรูปกายกจ็ ะเปล่ียนเป็นสญั ญาณทางนามกาย ทเี่ ราพดู ไปก่อนหนา้ น้ีว่าเร่ิมจาก ความพอใจ ความไม่พอใจ เมือ่ น้นั แหละทสี่ ญั ญาณเหล่ าน้นั จะเกิดการ “ประทบั รอย ” ลงในนามกาย ซ่ึงตรงกนั กบั ส่ิงที่นกั ปราชญข์ องเยอรมนั พดู ไวต้ ้งั แต่ศตวรรษท่ี 19 แลว้ วา่ “ความจาํ จะเกิดข้ึนเมือ่ มคี วามประทบั ใจ”
188 ประทบั ใจในท่ีน้ีไมไ่ ดห้ มายความว่า “พอใจ ” อยา่ งที่เราใชใ้ นภาษาพดู แต่หมายถึงอาการกดลงบนพ้นื ผวิ เช่นอาการท่ี เราประทบั ตายางลงบนกระดาษ เป็นตน้ อาการของนามกายใด จะถกู ประทบั ลงไปลึกเทา่ ใดกข็ ้ึนอยกู่ บั ความหนกั ของอาการทางนามกายน้นั ซ่ึงเราไดเ้ รียนรู้มาแลว้ ว่าอารมณใ์ ดหนกั เบาอยา่ งไร อาการหนกั ๆ ทถี่ ูกฝังไวใ้ นนามกาย จะตกเป็นตะกอนแข็ง รอการผดุ ข้ึนมาเองแบบไม่รู้สึกตวั หรืออาจปะทุข้ึนมาเวลาไปกระทบเช้ือใหมท่ ี่ผา่ นเขา้ มาทางประตทู ้งั หก กไ็ ด้ จึงพอกล่าวไดว้ า่ นามกายทาํ งานโดยรับความรู้สึกผา่ นเขา้ มาทางประตทู ้งั หก แลว้ ประตูที่หกกผ็ สมสัญญาณหรือแปลงสัญญาณใหเ้ ป็นอาการของนามกายเพอื่ ประทบั และฝังไวใ้ นนามกายทีเ่ ราเรียกว่า “ความจาํ ”เพอื่ รอการผดุ ข้ึนมาเองแบบไม่รู้สึกตวั หรืออาจปะทขุ ้ึนมาเม่อื ไปกระทบกบั เช้ือใหม่ แลว้ วนเขา้ ไปอยใู่ นวงจร การรับ การแปลง การจาํ การผดุ การรับ อยา่ งไม่รู้จกั จบสิ้น ตราบใดทป่ี ระตูทห่ี กยงั เปิ ดปิ ดไม่หยดุ ซ่ึงเราจะไปรู้จกั ประตูท่ีหกในบทต่อไป ทผ่ี า่ นมาเราไดร้ ู้จกั นามกาย ในอารมณแ์ ลว้ ว่า เป็นอยา่ งไร มที ้งัฝ่ ายหนกั ฝ่ายเบา และฝ่ ายไมร่ ู้ ต่อไปเราจะไปเรียนรู้ส่ิงท่ีละเอียดยงิ่ กวา่ การรู้จกั นามกายในอารมณว์ า่ เป็นอยา่ งไร เวลาที่นามกายไม่มอี ารมณเ์ จือปนเลยหรือท่เี ราเคยกล่าวไปแลว้ วา่ มนั มแี ต่ความรู้สึกลว้ น ๆ มนั มอี าการอยา่ งไร
189และอะไรท่บี งั เราไม่ให้เห็น “ความรู้สึกตวั ลว้ น ๆ ” ตอนต่อไปจะกล่าวถึงเร่ืองน้ีความรู้สึกล้วน ๆ : วธิ กี ารสังเกตนามกายในบทท่วี า่ ดว้ ย รูปกายในร่างกาย เราไดร้ ู้จกั คาํ วา่ “รู้สึกตวั ลว้ น ๆ ” แลว้ ว่าเป็นความรู้สึกถึงการมอี ยขู่ องรูปกายเปล่า ๆ โดยไม่มีความรู้สึกว่า รูปกายน้ีเป็นอะไร ในความรู้สึกลว้ น ๆ กม็ ลี กั ษณะคลา้ ยกนั แต่ไม่ไดร้ ู้สึกทีร่ ูปกายแต่เป็นความรู้สึกทีน่ ามกาย หรือความรู้สึกทใ่ี จ เพยี งแต่ว่า ความรู้สึกที่ใจน้ีจะมีความเบา ความโล่ง ความโปร่งกวา่ ความรู้สึกท่กี าย ดงั ทเ่ี รากล่าวไปแลว้ ในความรู้สึกฝ่ายเบา วิธีสงั เกตเ รา เราจะมาลงรายละเอียดหลงั จากเราไดร้ ู้ว่า อะไรที่บงั เราไวจ้ ากความรู้สึกตวั ลว้ น ๆ ท่ชี ดั เจน อาการทบี่ งั ความชดั เจนของความรู้สึกลว้ น ๆ สามารถแบง่ ไดเ้ ป็นสองกลุ่ม ไดแ้ ก่อาการของ “นามกาย” ข้นั หยาบ ๆ คือ ความคิด และความง่วง อาการเหล่าน้ีจะเกิดข้ึนเวลาเราฝึกทาํ ความรู้สึกตวั ใหม่ ๆ ในข้นั เร่ิมตน้ทีเ่ ราฝึกทาํ ความรู้สึกตวั อยกู่ บั อาการเคล่ือนไหวของร่างกาย ดงั ท่ีเรากล่าวไปแลว้ ในบทก่อนหนา้ น้ี ความง่วงและความคิดในข้นั การสังเกตความรู้สึกทางนามกายน้ีจะละเอียด และสงั เกตและเห็นไดย้ ากกว่าความง่วงและความคิดเม่ือตอน
190สังเกตดอู าการเคลื่อนไหวของร่างกาย ความง่วงและความคิดในข้นั เร่ิมตน้น้นั มนั ง่วงชดั เจนแสดงออกมาทางร่างกายอยา่ งชดั เจน ต้งั แต่ลืมตาไม่ข้ึนยกแขน ยกขาไมข่ ้ึนเลยดีเดียว ส่วนความคิดกม็ อี าการหนกั จนแน่นหนา้ อกหายใจไมอ่ อก เหง่ือหนาผากไหล ซ่ึงผดิ กบั อาการง่วง และคิดในข้นั การสงั เกตความรู้สึกตวั น้ี ความง่วง ในข้นั การสังเกตความรู้สึกตวั จะมอี าการซึม ๆ สงบ ๆความสว่างสดใส สดชื่น ไม่ชดั เจน หากมอี าการเหล่าน้ีตอ้ งรีบแก้ โดยการขยบั ร่างกายให้ชดั เจน อาจไปทาํ การงาน หรือบริหารร่างกายกไ็ ด้ เพอ่ืกระตุน้ ใหเ้ กิดการต่ืนตวั ความคิดกเ็ ช่นกนั จะไม่ถึ งกบั หนกั แน่น แต่จะมีอาการเพลิน ๆ กบั ความคิดเบา ๆ คิดดี ๆ นี่กส็ ามารถแกไ้ ดด้ ว้ ยการทาํกิจกรรมท่กี ล่าวไปแลว้ ไดเ้ ช่นกนั ที่สาํ คญั ตอ้ งสังเกตดี ๆ เราไดว้ ธิ ีสงั เกตสิ่งทบ่ี งั เราไวไ้ มใ่ ห้เห็นความรู้สึกตวั ลว้ น ๆ แลว้ซ่ึงเป็นอนั เดียวกนั กบั วธิ ีสงั เกตความรู้สึกตวั เพราะมนั เป็นสิ่งที่อยตู่ ิดกนั ถา้เราเห็นความง่วงและความคิดแบบละเอียดเกิดข้ึน แลว้ เราสามารถแกอ้ าการเหล่าน้ีได้ เราก็จะเห็นความรู้สึกตวั ลว้ น ๆ ท่อี ยพู่ น้ ไปจากความง่วงและความคิด การจะประคองความรู้สึกตวั ไดน้ านแค่ไหน ข้ึนอยกู่ บั การฝึกฝนท่ีจะวางเฉยกบั สิ่งทีเ่ ห็น เพราะจิตจะโดดเขา้ ไปควา้ อาการน้ีเพราะมนั เห็นวา่สบาย กวา่ อารมณ์อื่น ๆ ที่ผา่ นมา คาํ แนะนาํ คือ ประคองไว้ เหมือนเราประคองลูกแกว้ ไวบ้ นฝ่ามือ อยา่ เผลอไปกาํ กพ็ อ การกาํ มอื กเ็ หมอื นกบั
191การกาํ มือเปล่า เราจะไมไ่ ดอ้ ะไร แต่การแบมอื ไวเ้ ฉย ๆ อากาศกจ็ ะยงั อยบู่ นฝ่ามือเรา ฉนั ใดก็ฉั นน้นั ต่อไปเราจะไปดูวา่ นามกายเช่ือมโยงกบั รูปกายอยา่ งไรธนาคารอารมณ์ : ความเชื่อมโยงของนามกายกบั รูปกายจากท่กี ล่าวมาถึงการทาํ งานของนามกาย ทาํ ใหเ้ รารู้ว่า นามกายเป็นเพยี งผรู้ ู้อารมณ์ และแหล่งรับฝากอารมณ์ ท่ปี ระตทู ่หี กเป็นผแู้ ปลงสัญญาณจนมาน้าํ หนกั มากพอทีต่ กลงสู่นามกายและฝังอยใู่ นน้นั ตราบนิจนิรันดร์ จนกวา่จะถกู ลา้ งเมื่อนามกายต่ืนข้ึนคร้ังใหญ่ นามกายจะถกู เชื่อมโยงกบั รูปกายโดยประตทู ่หี ก เมอ่ื อารมณท์ ่ีฝากไวผ้ ดุ ข้ึนไปสู่ประตูทีห่ ก ไดแ้ ก่ ภาพ เสียง และความรู้สึกเก่า ๆ ทถ่ี กูประทบั ไวใ้ นนามกาย วนั ดีคืนประตทู หี่ กผอ่ นค ลาย หรือเปิ ดทิ้งไว้ ภาพเสียง และความรูสึกเก่า ๆ กจ็ ะผดุ ข้ึนมา แลว้ ไปแสดงออกทางรูปกาย เช่นน้าํ ลายไหล เมื่อภาพสม้ ตาํ ทีเ่ คยกินผดุ ข้ึนมา เป็นตน้ บางคร้ังอาจเป็นการปะทุที่รุนแรง หากไปกระทบกบั ส่ิงกระตุน้ ทางรูปกายท่เี ขา้ กนั ได้ เช่น ไปเห็นหนา้ หญิงคนหน่ึงท่คี ลา้ ยกั บคนรักเก่าทีเ่ ลิกรากนั ไป อารมณก์ จ็ ะไปแสดงออกทางรูปกายอยา่ งรุนแรงถึงข้นั เจ็บป่ วยก็มี
192 ความสัมพนั ธ์ของนามกายกบั รูปกายจึงพอสรุปไดว้ า่ นามกายเป็นแหล่งรับรู้และรับฝาก รูปกายเป็นแหล่งแสดงบญั ชีอาการโดยมีประตทู ี่หกเป็นผจู้ ดั การธนาคารแห่งอารมณ์น้ี ท้งั หมดน้ีเป็นอาก ารของนามกายในอารมณ์ แต่จะเกิดอะไรข้ึนถา้ เราไม่เห็นอาการเหล่าน้ี เราจะไปเรียนรู้ในตอนต่อไปโรคทางจติ วญิ ญาณ : ผลจากการไม่รู้จักนามกายเราไดร้ ู้แลว้ ว่าผลจากการไม่เห็นอาการของรูปกายจะนาํ ไปสู่โรคท่ไี มไ่ ดเ้ กิดจากเช้ือโรคท้งั หลาย ดงั กล่าวไปแลว้ ในบทก่อนหนา้ น้ี ในบ ทน้ีจะกาํ ลงั จะบอกวา่ หากเราไมเ่ ห็นอาการของนามกาย หรือไมเ่ ห็นอารมณ์ของตวั เองจะเกิดอะไรข้ึน ผลเสียที่จะเกิดข้ึนกบั นามกายเราเรียกว่า “โรคทางจิตวิญญาณ” จะกล่าวใหง้ ่ายก็คือ ความรู้สึกของเราจะไมโ่ ล่ง ไมโ่ ปร่ง ไมส่ ว่างมนั มแี ต่ความพอใจ ไมพ่ อใจ วนเวียนอยอู่ ยา่ งน้ีต ลอดท้งั วนั หากเป็นโรคหนกั เขา้ ก็จะมีอาการ อึดอดั ขดั เคือง โกรธ แคน้ อิจฉา พยาบาท ไล่เลียงกนัข้ึนไป จนถึงเป็นบา้ หนกั เขา้ กก็ ระอกั เลือดตายไปเลย อารมณฝ์ ่ ายหนกั อารมณ์ฝ่ ายไม่รู้ ท่ีเป็นฝ่ ายเช้ือโรค มนั จะเขา้ กนัไม่ไดก้ บั อารมณฝ์ ่ายเบา เม่ือเราเห็นอารมณ์ฝ่ายเช้ือโรค และดบั อารมณฝ์ ่ายเช้ือโรคได้ อารมณ์ฝ่ ายเบาก็จะเขา้ มาแทนท่ี เช่นเดียวกนั ถา้ เราประคอง
193อารมณฝ์ ่ายเบาไวไ้ ด้ ก็เหมือนกบั เรามเี กราะกาํ บงั เช้ือโรคทางจิตวญิ ญาณไมใ่ หเ้ ขา้ มากร้าํ กรายได้ ดงั น้นั ผลจากการไมเ่ ห็นอาการของนามกายคือโรคทางจิตวิญญาณ หรือความรู้สึกไม่โล่ง ไม่ โปร่ง ไมส่ วา่ งในใจ หากอาการหนกั ก็อาจเป็นบา้ และกระอกั เลือดตายได้ การเห็นอาการของนามกายฝ่ายหนกัและฝ่ายไม่รู้ จะช่วยบรรเทาโรคได้ ส่วนการเห็นอาการของนามกายฝ่ายเบาจะช่วยป้ องกนั เราจากเช้ือโรคไม่ใหเ้ ขา้ มากร้ํากรายได้ เม่อื โรคทางจิตวญิ ญาณไมม่ ารบกวน นามกายกจ็ ะมีกาํ ลงั มากพอท่จี ะไปสังเกต “นามรูป”ทท่ี าํ งานอยใู่ นรูปกายและนามกาย ซ่ึงเรารู้จกั ในชื่อ “ประตูที่หก ” ไปแลว้เราจะลงรายละเอียดเรื่องน้ีในภาคต่อไปประตสู ู่ตวั ตนท้งั สามภาคน้ีเราไดร้ ู้จกั ตวั ตนภายในท่เี รียกว่า “นามกาย” ไปแลว้ นามกายทเี่ ป็นตวั ตนภายในน้ี หากอาการของนา มกายอยใู่ น “ฝ่ายหนกั ” ก็จะนาํ เราเขา้ไปสู่ตวั ตนภายในธรรมดา แต่ถา้ อาการของนามกายอยใู่ น “ฝ่ายเบา” ก็จะนาํเราเขา้ ไปสู่ตวั ตนภายในท่ีแทจ้ ริง ภาษากวีอาจใชค้ าํ ว่า “เป็นหน่ึงเดียวกบัจกั รวาล ” หรือเป็นส่ิงทไ่ี อนสไตนพ์ ยายามเขา้ ถึงตลอดชีวติ ท่ีเขาเรียกวา่“ดินแดนท่เี วลาและอวกาศเป็นหน่ึงเดียว” อะไรจะเป็นส่ิงที่จะเปิดประตนู าํเราไปสู่ตวั ตนแต่ละระดบั เราจะไปเรียนรู้กนั ในบทต่อไป
194
195 ภาคห้า นามรูปในกายท้งั สองทผ่ี า่ นมาเราไดร้ ู้จกั รูปกายและนามกายแลว้ และยงั เราไดท้ าํ ความเขา้ ใจเบ้อื งตน้ แลว้ วา่ ท้งั รูปกายและนามกายถูกเชื่อมโย งดว้ ยประตทู ี่ 6 ท่เี ราเรียกว่าประตใู จ ดว้ ยความที่ประตูใจทาํ หนา้ ทรี่ ับสญั ญาณไดท้ ้งั สญั ญาณรูปกายคือ “รูป” เช่น แสง สี เสียง เร่ืองราวความคิด เป็นตน้ และสญั ญาณนามกายคือ “นาม” หรือความรู้สึกทางใจ หรืออารมณ์ เช่น พอใจ ไมพ่ อใจ เฉยๆ เป็นตน้ เราจึงเรียกประตูใจน้ีว่ า “นามรูป ” เพอ่ื ตอ้ งการสื่อใหเ้ ห็นว่าประตใู จน้ีสามารถรับสัญญาณไดท้ ้งั ท่ีเป็นรูปและนาม และทาํ หนา้ ท่ีมากกว่าเป็นช่องทางผา่ นของสญั ญาณเฉย ๆ แต่ประตูใจน้ียงั ทาํ หนา้ ทเี่ ป็นผู้ผสมสัญญาณดว้ ย การผสมสัญญาณกส็ ามารถผสมสญั ญาณประเภทเดียวกนั และขา้ มประเภทไดด้ ว้ ย ผลจากการผสมกเ็ ป็นไดท้ ้งั รูปและนาม เราจึงใชค้ าํ วา่ “นามรูป” เพื่อสื่อถึงคุณสมบตั ิและหนา้ ท่ขี องประตูทห่ี ก หรือประตูใจดงั กล่าว คาํ ว่า “นามรูป” น้ี ถา้ แปลตามภาษานกั ปฏิบตั ิท่านอธิบายว่า มนั ก็คือ “ความคิด” น่ีเอง ซ่ึงตวั ความคิดน้ี เราไดก้ ล่าวมาบา้ งแลว้ ในบทท่ี 2 ว่ามีสี่ระดบั คือ ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม และอุดมการณ์ และเราไดช้ ้ีให้เห็น
196ดว้ ยวา่ ก่อนจะมาเป็นความคิดตอ้ งเกิดการรับสัญญาณจากภายนอกหรือภายในเขา้ มาก่อน แลว้ เกิดการปรุงสัญญาณ หรือผสมสัญญาณ จึงเกิดความคิดข้ึน จากท่ีกล่าวมาเราจะเห็นวา่ ในความคิดท้งั สี่ระดบั มีสองส่วนคือ ส่วนที่เป็นเน้ือหา คือเรื่องราวทีผ่ า่ นการปรุงแลว้ เช่น ถกู ผดิ สวย หล่อเป็นตน้ แต่เร่ืองราวท่นี าํ ไปปรุงต่อกจ็ ะยกฐานะจากรูปเป็นนาม คือ อารมณ์หรือความรู้สึกทางใจ อีกส่วนหน่ึงของความคิดคือ ส่วนที่เป็นกระบวนการหรือการคิด หรือวิธีคิด คือกระบวนการสร้างเร่ืองรา ว หรือกระบวนการสร้างความคิด เช่น เปรียบเทยี บ จบั คู่ เหตุผล เหตุปัจจยั เป็นตน้ ในส่วนทเ่ี ป็นตวั ความคิด หรือเรื่องราวทีผ่ า่ นการปรุงแลว้ ก็สามารถปรุงใหเ้ ป็นไดท้ ้งั รูปและนาม ส่วนการคิดหรือกระบวนการปรุงเป็นกระบวนการรับสัญญาณรูปและนามเขา้ มาเปรียบเทยี บ จบั คู่กนั อยา่ งรวดเร็ว จนเกิดเป็นการเช่ือมโยงเป็นเร่ืองราวหรือความคิด หรือเกิดเป็นส่ิงใหมท่ มี่ นี ้าํ หนกั จนสามารถประทบั รอยลงไปทน่ี ามกายไดท้ ี่เรียกวา่ความรู้สึก น่ีคือนามรูปท่ีเราไดก้ ล่าวถึงไปแลว้ ในบทก่อนหนา้ น้ี ในภาคหา้ ซ่ึงเป็นภาคสุดทา้ ยเรามีประเดน็ ท่จี ะพดู คุยกนัดงั ต่อไปน้ีคือ: นามรูปในวิทยาศาสตร์กายภาพ นามรูปในวทิ ยาศาสตร์จิตภาพ การรู้จกั ตวั ตนระดบั ความคิด
197 การเชื่อมโยงสู่ตวั ตนท้งั สาม
198 บทท่ี 17 นามรูปในวทิ ยาศาสตร์กายภาพในภาคท่ผี า่ นมา เราไดน้ าํ เสนอไปแลว้ ว่า เวลาวิทยาศาสตร์เก่ามองเรื่องน้ี ก็มุง่ ไปแต่ส่วนท่ี เป็นรูปไดแ้ ก่การทาํ งานของสมอง โดยสังเกตจากคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้ าทีต่ รวจจบั ไดจ้ ากสมอง เวลาทเี่ ราคิด และสงั เกตจากสารเคมีที่หลงั่ จากต่อมไร้ทอ่ เวลาทีเ่ รามีความรู้สึกต่าง ๆ วยิ าศาสตร์เก่าจึงเช่ือวา่ประตทู ีห่ ก เป็นเพยี ง “รูป” เทา่ น้นั ความคิดความรู้สึกที่เราใชค้ าํ ว่า “จิตวิญญาณ” เป็นเพียงมายาท่สี มองฉายออกมาเท่าน้นั ในขณะทว่ี ิทยาศาสตร์ใหมบ่ อกว่า ความจริงของชีวิตคือความคิดความรู้สึกภายใน รูปที่แสดงตนออกมาทางกายภาพเป็นเพียงสภาวะชวั่ คราวที่เกิดจากการสร้างของความคิดและความรู้สึกภายในทเี่ ชื่อมโยงกบั ความคิดความรู้ระดบั ทีใ่ หญ่ข้ึนไป วทิ ยาศาสตร์ใหม่ยงั บอกเราอีกวา่ การมาปรากฏข้ึนทางกายภาพของชีวติ ชวั่ คราวน้ี เพราะความคิดความรู้สึกภายในยงั ไมส่ อดคลอ้ งเป็นหน่ึงเดียวกบั ความคิดความรู้สึกระดบั ท่ใี หญ่ข้ึนไป ชีวติ ทางกายภาพ จึงเป็นโอกาสทใ่ี ห้มนุษยไ์ ดเ้ รียนรู้เพื่อพฒั นาตนเอง เพ่ือยกระดบั ค ลื่นความคิดความรู้สึกใหส้ ูงข้ึน จนถึงข้นั ทไี่ มต่ อ้ งใชส้ ่ิงทปี่ รากฏทางกายภาพต่อไป เมือ่
199น้นั รูปของชีวิตกจ็ ะเปล่ียนไปเป็นรูปอ่ืน เม่อื เขา้ เป็นหน่ึงเดียวกบั ความคิดความรู้สึกระดบั ใหญ่ท่ีสุด ทกุ ชีวิตกจ็ ะเขา้ ถึงสภาวะชีวิตท่ีเป็นส่ิงเดียวกนัเหมือนกบั ตอนท่ชี ีวติ เร่ิมตน้ ชีวติ จึงเป็นวงจรใหญ่ที่กินเวลาหลายหม่นื ลา้ นปี ต้งั แต่เกิดจนดบั แลว้ กเ็ กิดดบั วนเวยี นไมร่ ู้จกั จบสิ้น มแี ต่ชีวิตทสี่ อดคลอ้ งเป็นหน่ึงเดียวกบั ชีวิตใหญ่ตลอดกาลเท่าน้นั ทไ่ี มต่ อ้ งมาปรากฏตวั เป็นชีวติเลก็ ทางกายภาพ อยา่ งไรกต็ าม แมว้ า่ มมุ มองของวิทยาศาสตร์ท้งั ใ หม่และเก่าต่อนามรูปน้ี จะใชภ้ าษาที่แตกต่าง และดเู หมือนว่า วิทยาศาสตร์เก่ามองนามรูปในมุมมองทคี่ บั แคบเกินไป ในขณะทว่ี ิทยาศาสตร์ใหม่มมี ุมมองกวา้ งกว่าแต่ก็ไมม่ วี ิธีปฏิบตั ิท่ชี ดั เจน เท่าท่ผี า่ นมาเป็นการใชว้ ธิ ีการสังเกตและปฏิบตั ิไมถ่ กู ดว้ ยซ้าํ ไป และดเู หมอื นวา่ แนว คิดของวทิ ยาศาสตร์ใหมจ่ ะถูกใจคนในฝ่าย “จิตวญิ ญาณ” มากกว่าดว้ ย แต่ท้งั วทิ ยาศาสตร์เก่าและใหม่กพ็ ดู ถูกท้งั คู่ และกผ็ ดิ ท้งั คู่ ในการพดู ถึงนามรูป เราจะมาดปู ระเดน็ น้ีก่อนแลว้ ต่อดว้ ย มุมมองของวิทยาศาสตร์จิตภาพต่อนามรูป การทาํ งาน การเชื่อมโยง และผลจากการทาํ งานของนามรูป ตามลาํ ดบันามหรือรูป : มมุ มองต่อความคดิ ของวทิ ยาศาสตร์เก่าและใหม่มุมมองของวทิ ยาศาสตร์ท้งั เก่าและใหม่ในเรื่อง ความคิดน้ี มีท้งั ถกู และผดิในส่วนถูกของวทิ ยาศาสตร์เก่าคือส่ิงท่วี ทิ ยาศาสตร์เก่าพดู ถึงเกี่ยวกบั
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253