46 ท่ี หวั เรอื่ ง ตัวชว้ี ดั เน้ือหา จานวน (ชัว่ โมง) การแกป้ ัญหาอย่างคนคิดเป็น 2.2 ศพั ทเ์ ฉพาะ 2. อธิบายลักษณะของข้อมูล 2.3 การเช่อื มโยงของความเชือ่ วิชาการ ตนเอง และสงั คม พน้ื ฐานทางการศึกษาผู้ใหญ/่ กศน. ส่ิงแวดลอ้ ม โดยเปรยี บเทยี บให้ สู่ปรัชญา คดิ เป็น เห็นความแตกตา่ งของข้อมูลทั้ง 3 3. ลกั ษณะของข้อมูล 3 ด้าน ทจ่ี ะ ประการ นามาใช้ประกอบการคดิ ในการตดั สินใจ 10 3. อธบิ ายและฝกึ ปฏิบตั ิการคิด คอื ข้อมูลทางวิชาการ ตนเอง และสังคม เปน็ จากกรณีตัวอยา่ งต่าง ๆ ถงึ สิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปรียบเทียบ กระบวนการแกป้ ัญหาอยา่ งคนคดิ เพอ่ื ให้เหน็ ความแตกต่างของขอ้ มูล เป็น ทง้ั 3 ประการดงั กลา่ ว ได้อย่างเป็นระบบ 4. กระบวนการคิดการแก้ปญั หาอยา่ งคน คิดเป็นในรายละเอยี ดพรอ้ มตัวอย่างการ 9 นาไปปฏบิ ัตใิ นวถิ ีการดาเนนิ ชีวติ จรงิ 5. กรณตี ัวอย่างทห่ี ลากหลายเพือ่ การฝกึ ทักษะการปฏิบัติ 9 5 การวิจัย 1. อธิบายความหมาย 1. ความหมาย ความสาคัญการวิจัยอย่าง 8 อยา่ งงา่ ย 8 ความสาคัญการวจิ ยั อย่างง่าย งา่ ย กระบวนการและข้ันตอนของการ 18 กระบวนการและขนั้ ตอนของการ ดาเนนิ งาน ดาเนินงาน 2. มีทกั ษะในการใช้สถิตงิ ่าย ๆ 2. ฝกึ ทักษะ สถิตงิ ่าย ๆ เพ่ือการวจิ ยั เพอ่ื การวจิ ยั และจดั ทาเคร่ืองมอื ใน เครอื่ งมอื การวิจยั การเก็บรวบรวมข้อมลู 3. มที กั ษะในการเขยี น 3. ฝกึ ทกั ษะในการเขยี นโครงการวิจยั อย่าง โครงการวจิ ยั อยา่ งง่าย ๆ งา่ ย ๆ 6 ทกั ษะการ 1. บอกความหมาย ตระหนักและ 1. ความหมาย ความสาคัญ ของทักษะ 2 เรยี นรู้และ เห็นความสาคญั ของทักษะการ การเรยี นร้แู ละศกั ยภาพหลักของพนื้ ท่ี 3 ศักยภาพ เรยี นรู้ และศักยภาพหลักของพน้ื ท่ี 2. ทักษะการเรยี นรู้พ้นื ฐาน และเทคนิค 10 หลักของ 2. มีทักษะการเรยี นรู้พนื้ ฐาน และ วธิ ที างศึกษาหาความรู้ พืน้ ทใ่ี นการ เทคนคิ วิธใี นการแสวงหาความรู้ 3. การเขา้ ถึงและการเลือกใช้ศักยภาพ
47 ท่ี หวั เรอื่ ง ตวั ช้ีวัด เนือ้ หา จานวน (ชั่วโมง) พัฒนาอาชีพ 3. สามารถบอกอาชีพในกลมุ่ หลกั ของพื้นที่ อาชีพใหม่ ได้แก่ ก ลุ่มอาชีพดา้ น 4. ตวั อย่างอาชพี ในกลุ่มอาชีพดา้ น 15 เกษตรกรรม อตุ สาหกรรม พาณิชยกรรม ความคดิ 4.1 การเกษตรกรรม สร้างสรรค์ การบรหิ ารจดั การ 4.2 อุตสาหกรรม และการบริการ 4.2 พาณิชยกรรม 4. สามารถบอกและยกตัวอย่าง 4.3 ความคิด สรา้ งสรรค์ ทกั ษะการเรียนรูเ้ พื่อพฒั นา 4.4 บริหารจัดการ และการบรกิ าร ศักยภาพ 5 กลุ่มอาชีพใหม่ ทส่ี อดคล้องกบั ศักยภาพหลักของพน้ื
48 สาระความรู้พนื้ ฐาน สาระความร้พู น้ื ฐาน เปน็ สาระเก่ยี วกบั ภาษาและการสอ่ื สาร คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตรแ์ ละ เทคโนโลยี สาระความรู้พ้นื ฐาน ประกอบดว้ ย 2 มาตรฐาน ดงั นี้ มาตรฐานท่ี 2.1 มีความรู้ความเขา้ ใจ และทกั ษะพ้ืนฐานเกีย่ วกับภาษาและการสอ่ื สาร มาตรฐานที่ 2.2 มีความรู้ความเข้าใจ และทักษะพืน้ ฐานเก่ียวกบั คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาตรฐานการเรียนร้รู ะดบั และผลการเรยี นร้ทู ่ีคาดหวัง ในแต่ละมาตรฐาน มาตรฐานที่ 2.1 มคี วามรู้ความเขา้ ใจ และทกั ษะพนื้ ฐานเก่ยี วกบั ภาษาและการสอ่ื สาร รายวชิ า ภาษาไทย มาตรฐาน การฟัง การดู การเรียนรู้ระดบั 1. สามารถสรปุ ความ จับประเดน็ สาคัญของเร่ืองที่ฟัง และดู 2. วิเคราะห์ แยกแยะข้อเทจ็ จริง ขอ้ คิดเห็นและจดุ ประสงค์ของ เรอ่ื งที่ฟงั และดู 3. สามารถแสดงทรรศนะและความคิดเห็นต่อผพู้ ูด อย่างมีเหตผุ ล 4. มมี ารยาทในการฟัง และดู ผลการเรียนรู้ 1. สรปุ ความ จับประเดน็ สาคัญของเร่ืองทีฟ่ ัง และดู ที่คาดหวงั 2. วเิ คราะห์ความน่าเชื่อถือจากการฟงั และดูส่ือโฆษณาและข่าวสารประจาวนั อย่างมเี หตุผล 3. วิจารณ์การใช้น้าเสยี ง กิริยาท่าทาง ถ้อยคาของ ผู้พูดอย่างมีเหตุผล 4. ปฏิบัตติ นเป็นผู้มมี ารยาทในการฟัง และดู มาตรฐาน การพดู การเรียนรรู้ ะดับ 1. สามารถพดู นาเสนอความรู้ แสดงความคดิ เห็น สร้างความเข้าใจ โน้มนา้ วใจ ปฏเิ สธเจรจาต่อรองด้วยภาษากริ ยิ าท่าทางท่ีสุภาพ ในโอกาสต่างๆ ได้อยา่ ง เหมาะสม 2. มีมารยาทในการพูด ผลการเรยี นรู้ 1. พดู นาเสนอความรู้ ความคิดเหน็ สรา้ งความเข้าใจ โนม้ น้าวใจ ปฏเิ สธ เจรจา ทีค่ าดหวงั ตอ่ รอง ดว้ ยภาษากิริยาทา่ ทางทสี่ ภุ าพ 2. ปฏบิ ตั ติ นเป็นผู้มมี ารยาทในการพูด
49 มาตรฐาน การอา่ น การเรียนรรู้ ะดบั 1. สามารถอ่านไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ 2. จับใจความสาคญั แยกข้อเท็จจรงิ และข้อคิดเหน็ จากเรื่องท่ีอ่าน 3. สามารถอ่านหนงั สือและส่ือสารสนเทศไดอ้ ย่างกว้างขวาง เพ่อื พัฒนาตนเอง 4. มีมารยาทในการอา่ นและนิสยั รกั การอา่ น ผลการเรียนรู้ 1. อา่ นในใจได้คลอ่ ง และเรว็ ทคี่ าดหวัง 2. อ่านออกเสียงและอา่ นทานองเสนาะได้อย่าง ถูกต้องตามลกั ษณะ คาประพนั ธ์ 3. วิเคราะห์ แยกแยะข้อเท็จจรงิ ขอ้ คิดเห็น และจุดมุ่งหมายของเร่ืองที่อา่ น 4. เลอื กอ่านหนงั สือ และสอ่ื สารสนเทศ เพ่ือพัฒนาตนเอง 5. ปฏบิ ัตติ นเป็นผู้มีมารยาทในการอ่านและมีนิสัยรักการอ่าน มาตรฐาน การเขียน การเรียนร้รู ะดับ 1. สามารถเลือกใช้ภาษาในการนาเสนอตามรปู แบบของงานเขียนประเภทต่างๆ ได้ อยา่ งสรา้ งสรรค์ 2. สามารถใชแ้ ผนภาพความคดิ จดั ลาดับความคิด เพ่ือพัฒนา งานเขยี น 3. สามารถแตง่ บทร้อยกรองตามความสนใจไดถ้ ูกต้องตามหลักไวยากรณ์และ ลกั ษณะคาประพนั ธ์ 4. สามารถเขยี นสือ่ สารเรื่องราวตา่ งๆ ได้ 5. มีมารยาทในการเขยี นและนิสัยรักการเขยี น ผลการเรียนรู้ 1. เลือกใชภ้ าษาในการนาเสนอตามรปู แบบของงานเขียนประเภทรอ้ ยแก้วและร้อย ท่ีคาดหวงั กรองไดอ้ ย่างสร้างสรรค์ 2. ใชแ้ ผนภาพความคิด จัดลาดบั ความคดิ ก่อนการเขียน 3. แต่งบทรอ้ ยกรอง ประเภทกลอนส่ี กลอนสุภาพ 4. เขยี นบทร้อยแก้วประเภทประวตั ิตนเอง อธบิ ายความ ยอ่ ความข่าว 5. เขียนรายงานการคน้ คว้าสามารถอ้างอิงแหล่งความรู้ไดถ้ ูกต้อง 6. กรอกแบบรายการต่างๆ 7. ปฏบิ ตั ิตนเป็นผ้มู มี ารยาทในการเขียน และมกี ารจดบนั ทึกอย่างสมา่ เสมอ
50 มาตรฐาน หลกั การใช้ภาษา การเรยี นรู้ระดบั 1. รู้และเข้าใจชนิด และหน้าท่ขี องคา พยางค์ วลี ประโยค และสามารถอ่าน เขียนได้ ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ของภาษา 2. สามารถใช้เครื่องหมาย วรรคตอน อักษรย่อ คาราชาศัพท์ 3. สามารถวเิ คราะห์ความแตกตา่ งระหวา่ งภาษาพูดและภาษาเขียน 4. รู้และเข้าใจสานวน สุภาษิต คาพงั เพย ในการพดู และเขียน ผลการเรียนรู้ 1. อธิบายความแตกต่างของคา พยางค์ วลี ประโยค ได้ถูกต้อง ทค่ี าดหวัง 2. ใช้เครื่องหมายวรรคตอน อักษรยอ่ คาราชาศัพท์ไดถ้ ูกตอ้ ง 3. อธบิ ายความแตกตา่ งระหวา่ งภาษาพดู และภาษาเขียนได้ 4. อธิบายความแตกตา่ งความหมายของสานวน สุภาษติ คาพงั เพย และนาไปใชใ้ น ชวี ิตประจาวัน ไดถ้ ูกต้อง มาตรฐาน วรรณคดี วรรณกรรม การเรยี นร้รู ะดบั 1. รแู้ ละเขา้ ใจความแตกตา่ งของวรรณคดี วรรณกรรมปจั จุบนั และวรรณกรรม ทอ้ งถิ่น ตลอดจนเห็นคุณค่า ผลการเรียนรู้ 1. อธบิ ายความแตกต่างและคุณคา่ ของวรรณคดี วรรณกรรมปัจจบุ ันและวรรณกรรม ที่คาดหวงั ทอ้ งถิน่ มาตรฐาน ภาษาไทยกบั การประกอบอาชพี การเรยี นรรู้ ะดบั 1. ใช้ความรดู้ า้ นการพดู ภาษาไทยเพือ่ การประกอบอาชพี 2. ใชค้ วามรู้ดา้ นการเขียนภาษาไทยเพ่ือการประกอบอาชพี ผลการเรียนรู้ 1. ใช้ความรู้การพดู ภาษาไทยเปน็ ช่องทางในการประกอบอาชพี ท่ีคาดหวัง 2. ใช้ความรู้การเขยี นภาษาไทยเปน็ ชอ่ งทางการประกอบอาชพี รายวิชา ภาษาต่างประเทศ มาตรฐาน มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ ทักษะและเจตคตเิ กยี่ วกับ ภาษาท่าทาง การฟงั พดู อ่าน เขยี น การเรียนรู้ระดับ ภาษาต่างประเทศ ด้วยประโยคที่ซบั ซ้อนในชีวิตประจาวัน และงานอาชีพของตน ได้ ถูกต้องตาม หลักภาษาวัฒนธรรม และกาลเทศะของเจ้าของภาษา ผลการเรียนรู้ 1. เขา้ ใจเก่ยี วกบั ภาษา ท่าทาง ฟงั พดู อา่ น เขียน ดว้ ยประโยคท่ีซับซ้อนใน ทีค่ าดหวัง ชวี ติ ประจาวนั และงานอาชพี 2. จัดระบบความสัมพนั ธข์ องการตดิ ต่อส่ือสารดว้ ยประโยคทีซ่ บั ซ้อนในชวี ติ ประจาวัน และงานอาชพี 3. มีทกั ษะท่ีถูกต้องตามหลักภาษา วัฒนธรรม และกาลเทศะของเจา้ ของภาษา
51 มาตรฐานท่ี 2.2 มีความรูค้ วามเขา้ ใจ และทกั ษะพื้นฐานเก่ียวกบั คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์และ เทคโนโลยี รายวิชา คณติ ศาสตร์ มาตรฐาน มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเก่ยี วกับจานวนและการดาเนินการ เศษสว่ นและทศนิยม เลขยกกาลงั การเรยี นรู้ อัตราส่วนสัดสว่ น และร้อยละ การวดั ปริมาตรและพื้นท่ีผวิ ค่อู นั ดับและกราฟ ระดบั ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งรปู เรขาคณิตสองมติ แิ ละเรขาคณติ สามมิติ สถิตแิ ละ ความนา่ จะเปน็ เช่ือมโยงกบั งานอาชีพในสงั คมได้ ผลการ 1. ระบุ หรือยกตัวอยา่ งเกี่ยวกับจานวนและการดาเนนิ การ เศษส่วน และทศนยิ ม เลขยกกาลงั เรียนรู้ อตั ราสว่ น สัดสว่ น และรอ้ ยละ การวัด การหาปริมาตรและพน้ื ทีผ่ วิ คอู่ ันดับและกราฟ ทค่ี าดหวงั ความสัมพันธ์ ระหว่างรปู เรขาคณติ สองมิติและเรขาคณิตสามมิติ สถติ ิและ ความนา่ จะเปน็ 2. สามารถคดิ คานวณและแก้โจทยป์ ญั หาทใี่ ชใ้ นชีวติ ประจาวัน 3. มีความสามารถในการเช่ือมโยงความรตู้ า่ ง ๆ ทางคณิตศาสตร์กบั งานอาชีพได้ สามารถ วเิ คราะหง์ านอาชพี ในสังคมที่ใช้ทักษะทางคณิตศาสตรไ์ ด้ มาตรฐานที่ 2.2 มคี วามรคู้ วามเข้าใจและทกั ษะพนื้ ฐานเกยี่ วกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี รายวชิ า วิทยาศาสตร์ มาตรฐาน มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และเห็นคณุ คา่ เก่ยี วกบั กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี การเรียนรู้ระดับ สง่ิ มีชีวิต ระบบนิเวศทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในท้องถน่ิ และประเทศ สาร แรง พลังงาน กระบวนการเปลยี่ นแปลงของโลก และดาราศาสตร์ มจี ติ วิทยาศาสตร์และนาความรไู้ ป ใชป้ ระโยชน์ในการดาเนนิ ชวี ิต ผลการเรียนรู้ 1. ใช้ความรู้และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะ ท่คี าดหวงั กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เจตคติทางวิทยาศาสตร์ และทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ได้ 2. อธบิ ายเกย่ี วกับเซลล์ กระบวนการดารงชวี ิตของพชื และระบบต่างๆ ของสตั ว์ 3. อธบิ ายเกย่ี วกบั ความสัมพันธ์ระหว่างส่งิ มชี วี ติ กบั สิ่งแวดลอ้ ม ในระบบนิเวศการ ถ่ายทอดพลงั งาน การแก้ปญั หา การดูแลรักษา และการอนรุ กั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอ้ มของท้องถ่ินและประเทศ 4. อธิบายเก่ยี วกบั โลก และบรรยากาศปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ การกระทาของ มนุษยท์ ี่มีผลต่อการเปล่ยี นแปลงของโลกในปจั จบุ ัน การปอู งกนั ภัยทีเ่ กดิ จาก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ 5. อธบิ ายเกี่ยวกบั สมบตั ิทางกายภาพและทางเคมขี องสาร การจาแนกสารกรด เบส ธาตุ
52 สารประกอบ สารละลาย และของผสม และใชส้ ารและผลติ ภณั ฑ์ ในชีวติ ประจาวันได้ อยา่ งถูกต้องและปลอดภัยตอ่ ชวี ิต 6.อธบิ ายเกี่ยวกบั แรง และการใชป้ ระโยชน์ ของแรง 7. อธบิ ายเกยี่ วกบั พลงั งานไฟฟูา การต่อวงจรไฟฟาู เคร่อื งใช้ไฟฟูาในชีวติ ประจาวัน แสงและสมบัติของแสง เลนส์ ประโยชน์และโทษ จากแสง การเปลย่ี นรปู พลงั งาน พลังงานความร้อนและแหล่งกาเนิด การนาพลงั งานไปใช้ประโยชน์ในชีวติ ประจาวนั และการอนุรักษ์พลังงานได้ 8. อธบิ ายเกีย่ วกับดวงดาว และการใช้ประโยชน์ 9. อธบิ าย ออกแบบ วางแผน ทดลอง ทดสอบ ปฏบิ ัติการเรื่องไฟฟูาได้อยา่ งถกู ต้อง และปลอดภยั คิด วเิ คราะห์ เปรียบเทียบข้อดี ข้อเสยี ของการต่อวงจรไฟฟูาแบบ อนุกรม แบบขนาน แบบผสม ประยุกต์และเลอื กใช้ความรู้และทักษะอาชีพชา่ งไฟฟูา ให้เหมาะสม กับด้านบรหิ ารจัดการและการบริการ เพื่อนาไปสู่การจดั ทาโครงงาน วิทยาศาสตร์ สาระความรูพ้ น้ื ฐาน (รายวชิ าบงั คบั )
53 มาตรฐานท่ี ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น 2.1 2.1 รายวิชาบังคบั รหัสรายวิชา รายวชิ า หน่วยกิต 2.2 ภาษาไทย 4 2.2 พท 21001 ภาษาไทย 4 ภาษาต่างประเทศ มาตรฐานที่ พต 21001 ภาษาอังกฤษใน 4 2.2 คณติ ศาสตร์ 4 2.2 วทิ ยาศาสตร์ ชีวิตประจาวนั 16 พค 21001 คณิตศาสตร์ พว 21001 วทิ ยาศาสตร์ รวม สาระความร้พู ้นื ฐาน (รายวชิ าเลือก) ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้ รายวชิ าเลอื ก รหสั รายวิชา รายวชิ า หนว่ ยกิต 3 เลอื กบงั คบั พว 22002 การใช้พลงั งานไฟฟูาใน 3 ชวี ติ ประจาวนั เลือกบังคับ พว 22003 วสั ดุศาสตร์ 2 รวม 6
54 คาอธิบายรายวชิ า และรายละเอียดคาอธิบายรายวิชา คาอธิบายรายวชิ า พท 21001 ภาษาไทย จานวน 4 หน่วยกิต
55 ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น มาตรฐานการเรยี นรูร้ ะดับ การฟัง การดู 1. สามารถสรุปความ จบั ประเดน็ สาคัญของเร่อื งท่ฟี ังและดู 2. วเิ คราะห์ แยกแยะข้อเท็จจรงิ ข้อคดิ เห็นและจดุ ประสงคข์ องเร่อื งทฟ่ี ังและดู 3. สามารถแสดงทรรศนะ และความคดิ เหน็ ต่อผู้พูดอย่างมีเหตุผล 4. มมี ารยาทในการฟงั และดู การพูด 1. สามารถพูดนาเสนอความรู้ แสดงความคดิ เหน็ สร้างความเข้าใจ โนม้ นา้ วใจ ปฏเิ สธ เจรจาตอ่ รองด้วยภาษากริ ยิ าท่าทางทีส่ ภุ าพในโอกาสต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม 2. มีมารยาทในการพดู การอา่ น 1. สามารถอ่านได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ 2. จบั ใจความสาคญั แยกข้อเท็จจริงและข้อคดิ เหน็ จากเรือ่ งที่อ่าน 3. สามารถอ่านหนงั สือและส่ือสารสนเทศไดอ้ ย่างกว้างขวางเพอื่ พัฒนาตนเอง 4. มมี ารยาทในการอา่ นและนิสัยรกั การอา่ น การเขยี น 1. สามารถเลือกใช้ภาษาในการนาเสนอตามรปู แบบของงานเขียนประเภทต่างๆ ได้ อย่างสร้างสรรค์ 2. สามารถใชแ้ ผนภาพความคดิ จดั ลาดับความคดิ เพื่อพฒั นางานเขียน 3. สามารถแตง่ บทร้อยกรองตามความสนใจได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และลกั ษณะ คาประพนั ธ์ 4. สามารถเขียนส่อื สารเรื่องราวต่างๆ ได้ 5. มมี ารยาทในการเขียนและนิสัยรักการเขยี น หลกั การใช้ภาษา 1. รแู้ ละเขา้ ใจชนิด และหนา้ ที่ของคา พยางค์ วลี ประโยค และสามารถอา่ น เขยี นได้ ถกู ต้องตามหลักเกณฑ์ของภาษา 2. สามารถใช้เครือ่ งหมายวรรคตอน อักษรย่อ คาราชาศัพท์ 3. สามารถวเิ คราะหค์ วามแตกต่างระหวา่ งภาษาพูดและภาษาเขียน 4. รแู้ ละเข้าใจสานวน สุภาษิต คาพังเพยในการพูดและเขียน วรรณคดี วรรณกรรม
56 รู้และเขา้ ใจความแตกตา่ งของวรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบันและวรรณกรรมทอ้ งถนิ่ ตลอดจนเห็นคุณค่า ภาษาไทยกับการประกอบอาชีพ 1. ใชค้ วามรดู้ า้ นการพูดภาษาไทยเพอ่ื การประกอบอาชีพ 2. ใช้ความรดู้ า้ นการเขยี นภาษาไทยเพื่อการประกอบอาชพี ศึกษาและฝกึ ทักษะเก่ียวกบั เรอื่ งดงั ต่อไปนี้ การฟัง การดู การสรปุ ความ จบั ประเด็นสาคัญของเร่ืองที่ฟงั และดู ตลอดจนการมีมารยาทในการฟังและดู การพดู การพูดนาเสนอความรู้ ความคดิ เห็น โนม้ น้าวใจ ปฏเิ สธ เจรจาตอ่ รอง และมารยาทในการพูด การอ่าน การอา่ นออกเสยี งและอ่านในใจท้ังร้อยแกว้ และร้อยกรอง การแยกแยะข้อเทจ็ จริง ข้อคิดเหน็ และจุดมุง่ หมายของเร่ืองท่ีอา่ น ตลอดจนมารยาทในการอ่าน การเขียน การใช้แผนภาพความคดิ จัดลาดับความคดิ กอ่ นการเขียน การแตง่ บทร้อยกรองประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ การเขยี นสื่อสารเรอื่ งราวต่างๆ และการเขยี นรายงาน การค้นคว้า อา้ งอิง ตลอดจนมารยาท ในการเขยี น หลักการใช้ภาษา ชนดิ และหน้าที่ของคา พยางค์ วลี ประโยค การใชเ้ ครอ่ื งหมายวรรคตอน อกั ษรย่อ พจนานกุ รม คาราชาศพั ท์ ความแตกตา่ งและความหมายของสานวน สุภาษิต คาพงั เพย วรรณคดีและวรรณกรรม ความแตกต่างและคณุ คา่ ของวรรณคดี วรรณกรรมปัจจุบันและวรรณกรรมทอ้ งถิ่น ภาษาไทยกับการประกอบอาชพี การใชค้ วามร้ดู ้านการพูด การเขยี นภาษาไทยเปน็ ช่องทางในการประกอบอาชพี การจัดประสบการณก์ ารเรยี นรู้ จดั ประสบการณห์ รอื สถานการณใ์ นชวี ิตประจาวนั ให้ผู้เรยี นไดศ้ ึกษา ค้นคว้าโดยการฝึกปฏิบัตจิ รงิ เปน็ รายบุคคลหรือกระบวนการกลุ่มเก่ียวกับทักษะการฟัง การดู การพูด การอ่าน การเขียน และหลักการ ใช้ภาษา การวดั และประเมินผล การสงั เกต การฝึกปฏิบัติ การทดสอบ (แบบทดสอบ) และการประเมินช้ินงานในแต่ละกิจกรรม รายละเอียดคาอธบิ ายรายวิชา พท21001 ภาษาไทย จานวน 4 หนว่ ยกิต
57 ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ มาตรฐานการเรยี นรรู้ ะดบั การฟัง การดู 1. สามารถสรปุ ความ จับประเด็นสาคญั ของเรือ่ งท่ีฟังและดู 2. วเิ คราะห์ แยกแยะข้อเทจ็ จริง ข้อคดิ เห็นและจดุ ประสงค์ของเร่อื งทฟ่ี ังและดู 3. สามารถแสดงทรรศนะและความคดิ เหน็ ตอ่ ผู้พดู อยา่ งมเี หตผุ ล 4. มมี ารยาทในการฟัง และดู การพดู 1. สามารถพูดนาเสนอความรู้ แสดงความคดิ เห็น สรา้ งความเขา้ ใจ โน้มน้าวใจ เหมาะสม ปฏิเสธ เจรจาตอ่ รองด้วยภาษากริ ิยาทา่ ทางที่สภุ าพในโอกาสตา่ งๆ ได้อย่าง 2. มมี ารยาทในการพดู การอา่ น 1. สามารถอา่ นไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ 2. จบั ใจความสาคญั แยกข้อเทจ็ จริงและข้อคดิ เห็นจากเรอ่ื งท่ีอา่ น 3. สามารถอา่ นหนังสือและส่ือสารสนเทศไดอ้ ย่างกว้างขวาง เพอื่ พฒั นาตนเอง 4. มมี ารยาทในการอา่ นและนสิ ยั รกั การอา่ น การเขยี น 1. สามารถเลือกใชภ้ าษาในการนาเสนอตามรูปแบบของงานเขียนประเภทตา่ งๆ ประพันธ์ ไดอ้ ย่างสร้างสรรค์ 2. สามารถใชแ้ ผนภาพความคดิ จัดลาดับความคดิ เพื่อพฒั นางานเขียน 3. สามารถแต่งบทร้อยกรองตามความสนใจไดถ้ ูกต้องตามหลกั ไวยากรณ์และลักษณะคา 4. สามารถเขียนสอื่ สารเรื่องราวต่างๆ ได้ 5. มมี ารยาทในการเขียนและนสิ ยั รักการเขียน หลกั การใช้ภาษา 1. รแู้ ละเขา้ ใจชนดิ และหนา้ ท่ขี องคา พยางค์ วลี ประโยค และสามารถอ่าน เขียนได้ถูกต้อง ตามหลกั เกณฑข์ องภาษา 2. สามารถใช้เครอ่ื งหมายวรรคตอน อักษรย่อ คาราชาศพั ท์ 3. สามารถวเิ คราะหค์ วามแตกตา่ งระหว่างภาษาพูดและภาษาเขยี น 4. รแู้ ละเขา้ ใจสานวน สภุ าษติ คาพังเพยในการพูดและเขียน วรรณคดี วรรณกรรม รู้และเข้าใจความแตกตา่ งของวรรณคดี วรรณกรรมปจั จุบันและวรรณกรรม ท้องถน่ิ ตลอดจนเห็นคุณคา่
58 ภาษาไทยกบั การประกอบอาชีพ 1. ใช้ความรดู้ ้านการพดู ภาษาไทยเพื่อการประกอบอาชีพ 2. ใช้ความรูด้ ้านการเขยี นภาษาไทยเพ่ือการประกอบอาชีพ ท่ี หัวเรื่อง ตัวช้ีวัด เน้ือหา จานวน (ชัว่ โมง) 1. การฟงั การดู 1. สรปุ ความ จับประเดน็ สาคญั ของ 1. สรุปความ จับประเด็นสาคญั 2 เรอ่ื งที่ฟังและดู ของเรื่องท่ีฟงั และ ดู 2. วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือจากการ 2. หลักการจับใจความสาคัญ 2 ฟงั และดสู ื่อโฆษณาและขา่ วสาร ของเรื่องที่ฟังและดู ประจาวันอย่างมีเหตผุ ล 3. วเิ คราะห์ วิจารณ์การใช้น้าเสียง 3. การวเิ คราะห์ วจิ ารณ์ 4 กริ ิยาท่าทางถ้อยคาของผพู้ ูด ข้อเท็จจริง ข้อคิดเหน็ อย่างมเี หตผุ ล และสรปุ ความ 4. ปฏบิ ตั ติ นเปน็ ผู้มีมารยาท 4. การมีมารยาทในการฟัง 2 ในการฟังและดู และดู 2. การพดู 1. พดู นาเสนอความรู้ ความ 1. สรปุ ความ จับประเดน็ สาคัญ 2 คดิ เห็น สรา้ งความเข้าใจ ของเรอ่ื งท่ีพดู ได้ โนม้ นา้ วใจ ปฏิเสธ 2. การพูดนาเสนอความรู้ 4 เจรจาต่อรองดว้ ยภาษา ความคดิ เห็น และการพดู กิรยิ าทา่ ทางทส่ี ภุ าพ ในโอกาสต่างๆ เช่น - พูดแนะนาตนเอง - พูดกลา่ วต้อนรับ - พดู กล่าวขอบคุณ - พดู โนม้ น้าวใจ - พดู ปฏเิ สธ - พดู เจรจาตอ่ รอง - พูดแสดงความคิดเหน็ 2. ปฏิบัตติ นเปน็ ผมู้ ีมารยาท 3. การมีมารยาทในการพดู 2 ในการพูด
59 ที่ หัวเร่อื ง ตัวชีว้ ัด เนอ้ื หา จานวน (ชว่ั โมง) 3. การอา่ น 1. อ่านในใจไดค้ ล่องและเรว็ 1. หลักการอ่านในใจจากส่ือ 5 ประเภทต่างๆ 2. อา่ นออกเสียงและอ่านทานอง 2. หลักการอา่ นออกเสยี ง 5 เสนาะไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งตาม ทเี่ ปน็ ท้ังร้อยแกว้ และ ลกั ษณะคาประพนั ธ์ ร้อยกรอง 3. เลอื กอา่ นหนังสือและส่ือ 3. หลกั การเลือกอา่ นหนงั สอื 3 สารสนเทศ เพื่อพฒั นาตนเอง และสอ่ื สารสนเทศ 4. หลกั การอา่ นจับใจความ 10 สาคญั 4. วเิ คราะห์ วิจารณ์ แยกแยะ 5. หลักการวิเคราะห์ วิจารณ์ 15 ข้อเทจ็ จรงิ ขอ้ คดิ เห็นและ จดุ มงุ่ หมายของเรื่องที่อา่ น 5. ปฏิบตั ติ นเป็นผ้มู มี ารยาทใน 6. มารยาทในการอา่ นและ 2 การอ่านและมีนิสยั รักการอา่ น นิสัยรักการอา่ น 4. การเขียน 1. เลอื กใช้ภาษาในการนาเสนอ 1. หลักการเขยี น การใช้ 4 ตามรูปแบบของงานเขยี น ภาษาในการเขียน ประเภทร้อยแกว้ และ ร้อยกรองได้อย่างสรา้ งสรรค์ 2. ใช้แผนภาพความคดิ จัดลาดับ 2. หลักการเขียนแผนภาพ 14 ความคดิ กอ่ นการเขยี น ความคดิ 3. แตง่ บทร้อยกรอง ประเภท 3. หลกั การเขยี นเพื่อการ 18 กลอนสี่ กลอนสภุ าพ สื่อสารประเภทต่าง ๆ 4. เขียนบทรอ้ ยแก้วประเภทประวตั ิ เชน่ การเขียนเรียงความ ตนเอง อธบิ ายความ ยอ่ ความ ข่าว ย่อความ เขยี นชีแ้ จง 5. เขยี นรายงานการค้นคว้า เขยี นแสดงความคดิ เห็น คา สามารถอ้างอิงแหลง่ ความรู้ ได้ ขวญั คาคม คาโฆษณา ถกู ตอ้ ง เขียนรายงานการค้นควา้ 6. กรอกแบบรายการต่างๆ การกรอกแบบพิมพแ์ ละใบ สมัครงาน 4. การปฏิบตั ติ นเปน็ ผู้มี 2 7. ปฏบิ ัตติ นเป็นผู้มีมารยาทใน มารยาทในการเขียน
60 ท่ี หัวเร่อื ง ตัวช้ีวดั เนือ้ หา จานวน (ชั่วโมง) การเขียน และมกี ารจดบนั ทกึ และมนี ิสัยรกั การเขียน อยา่ งสม่าเสมอ 5. หลกั การใช้ภาษา 1. อธิบายความแตกตา่ งของคา 1. ความหมายของคา พยางค์ 3 พยางค์ วลี ประโยค วลี ประโยค และการ การสะกดคาได้ถูกตอ้ ง สะกดคา 2. ใช้เคร่อื งหมายวรรคตอน 2. หลักในการสะกดคา 3 อักษรย่อ คาราชาศพั ท์ 3. การใชเ้ ครื่องหมายวรรค 4 ได้ถูกต้อง ตอน อักษรย่อ คาราชา 3. อธิบายความแตกต่างระหวา่ ง ศัพท์ และการใช้เลขไทย ภาษาพดู และภาษาเขยี น 4. การใช้คาและการสรา้ งคา 9 ในภาษาไทย - การสร้างคาไทย - คาประสม - คาซ้อน - คาซ้า - คาสมาส คาสนธิ - หลักการสงั เกตคาภาษา อืน่ ๆ ทีใ่ ช้ในภาษาไทย 5. ชนิดของประโยค 8 6. การใช้ระดับภาษาท่ีเปน็ 4 ทางการและไม่เป็นทางการ 4. อธบิ ายการใช้ ความแตกต่าง 7. การใชส้ านวน สุภาษติ และความหมายของสานวน คาพงั เพย สุภาษติ คาพังเพย และนาไปใช้ ในชีวติ ประจาวนั ได้ถูกต้อง 5
61 ที่ หัวเรอ่ื ง ตวั ชี้วดั เนอ้ื หา จานวน (ชวั่ โมง) 5. อธบิ ายหลักการและสามารถ 8. หลกั การแต่งคาประพันธ์ 4 แต่งคาประพันธป์ ระเภทต่างๆ ประเภทตา่ ง ๆ เช่น - กาพยย์ านี 11 - กาพย์ฉบงั 16 - กลอน - ฯลฯ 6. วรรณคดี วรรณกรรม อธบิ ายความแตกตา่ ง 1. หลกั การพจิ ารณาวรรณคดี 5 และคุณคา่ ของวรรณคดี 2. หลักการพนิ จิ วรรณกรรม 5 วรรณกรรมปจั จบุ นั และ 3. ประวัตคิ วามเปน็ มา 5 วรรณกรรมท้องถ่นิ ลักษณะและคุณค่า 5 ของเพลงพนื้ บ้าน เพลงกล่อมเด็ก 4. หลักการพนิ ิจวรรณคดี ดา้ นวรรณศิลป์ และดา้ น สงั คม - สามกก๊ - ราชาธริ าช - กลอนเสภาขนุ ช้าง ขุนแผน - กลอนบทละครเรื่อง รามเกยี รต์ิ 7. ภาษาไทยกบั การ 1. ใชค้ วามรูก้ ารพูดภาษาไทย 1. ภาษาไทยดา้ นการพูดกบั 2 ประกอบอาชีพ เป็นชอ่ งทางในการประกอบ ชอ่ งทางการประกอบอาชีพ
62 ที่ หวั เร่ือง ตัวชวี้ ดั เนือ้ หา จานวน (ชว่ั โมง) อาชีพ 2. ใช้ความรู้การเขยี นภาษาไทย 2. ภาษาไทยดา้ นการเขยี นกับ 2 เปน็ ชอ่ งทางการประกอบอาชีพ ช่องทางการประกอบอาชพี คาอธิบายรายวิชา พต21001 ภาษาอังกฤษในชีวิตประจาวัน จานวน 4 หน่วยกิต ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ มาตรฐานการเรยี นรู้ระดับ มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และเจตคติเกี่ยวกับ ภาษาท่าทาง การฟงั พดู อ่าน เขยี น ภาษาตา่ งประเทศ ดว้ ยประโยคทีซ่ ับซ้อนในชีวติ ประจาวนั และงานอาชพี ของตนไดถ้ ูกต้องตามหลักภาษา วัฒนธรรม และกาลเทศะของเจ้าของภาษา ศกึ ษาและฝกึ ทกั ษะเกย่ี วกบั เรอื่ งดังต่อไปนี้ 1. การใช้ภาษาท่าทางในการสอื่ ความหมาย วธิ กี ารรับ-ตอบโทรศัพท์อย่างง่าย ๆ การแสดง ความรูส้ ึก ดใี จ เสียใจ เขา้ ใจ พอใจ ไม่พอใจ ใหก้ าลังใจ สนใจ และไมส่ นใจ วิธีการพูดแทรก พดู ขอบคุณ และการตอบรบั วธิ ีการพดู แสดงความคิดเหน็ ความต้องการ และการเสนอใหค้ วามชว่ ยเหลือผู้อืน่ พร้อม กับการตอบรบั รวมท้งั ลกั ษณะของประโยคบอกเลา่ ประโยคคาถาม ประโยคปฏเิ สธ ประโยคคาสั่ง และ ประโยคอุทาน ซึง่ ใชใ้ นชวี ิตประจาวันในสถานการณ์ต่าง ๆ
63 2. ลกั ษณะและการใช้ ประโยคความรวม (Compound Sentence) Past Tense ในรปู ต่าง คากรยิ า คากรยิ าวเิ ศษณ์ คาสันธาน และคาอุทาน โดยสามารถนาไปใชใ้ นการเลา่ เร่ืองราวเกย่ี วกับ ชวี ิตประจาวนั และการประกอบอาชพี การอา่ นขา่ วสารข้อมูลจากสอ่ื ประเภทตา่ ง ๆ การอ่านสลากสนิ คา้ และ การตคี วามหมายของสญั ลกั ษณต์ ่าง ๆ ได้อย่างถกู ต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทง้ั เขา้ ใจการใช้ Internet เพือ่ สืบค้นข้อมลู การจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ 1. ฝึกฟงั พดู อา่ น เขียน ภาษาองั กฤษในสถานการณต์ ่าง ๆ โดยใชส้ ถานการณจ์ าลอง และ/หรือ สอ่ื ทเี่ หมาะสม 2. ฝึกฟัง พูด อา่ น เขียน จากสถานการณจ์ าลองโดยใช้สอื่ ต่าง ๆ ที่เหมาะสม และสอดคล้องกบั สถานการณ์ การวัดและประเมนิ ผล 1. ตรวจสอบจากการนาไปใช้ได้ถูกตอ้ งและเหมาะสมตามสถานการณ์ 2. สามารถใช้ภาษาในการสอ่ื สารไดถ้ กู ต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ รายละเอยี ดคาอธบิ ายรายวิชา พต21001 ภาษาอังกฤษในชีวิตประจาวัน จานวน 4 หน่วยกติ ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น มาตรฐานทกี่ ารเรยี นรูร้ ะดบั มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ ทักษะและเจตคตเิ กย่ี วกบั ภาษาทา่ ทาง การฟงั พูด อ่าน เขียน ภาษาต่างประเทศ ดว้ ยประโยคท่ซี ับซ้อนในชีวิตประจาวนั และงานอาชพี ของตนไดถ้ ูกต้องตามหลักภาษา วฒั นธรรม และกาลเทศะของเจ้าของภาษา ท่ี หัวเรอื่ ง ตวั ชวี้ ดั เนื้อหา จานวน (ช่วั โมง) 1 ภาษาท่าทาง เข้าใจและใชภ้ าษาใน 1. ภาษาตามมารยาทสงั คมเพ่ือสร้างความสมั พันธ์ ในการส่ือสารใน การสื่อสารใน ระหวา่ งบคุ คลในสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนี้ 6 ชวี ิตประจาวนั ชวี ติ ประจาวัน 1.1 การทกั ทาย การกลา่ วลา เชน่
64 ที่ หวั เรอ่ื ง ตวั ช้วี ัด เนอื้ หา จานวน (ชั่วโมง) (Language in - Good morning. daily life) - Good afternoon. - Good evening. - Hi / Hello. - How are you? - How are you today? - I’m fine, thank you and you? - Nice to see you. - Nice to see you too. - Glad to see you. - Glad to see you too. - Good bye. Bye. - See you soon. - See you on…(Day)… 1.2 การแนะนาตนเองและผู้อื่น เชน่ 2 Pat : Hello, I’m Pat. Suda : Hi, my name is Suda. How do you do? หรือ A : Bob, this is John, my friend from New Zealand. B : How do you do? Nice to meet you. John : How do you do? Nice to meet you, too. etc. 2. ภาษาทา่ ทางทใ่ี ช้ในโอกาสตา่ ง ๆ ดงั น้ี
65 ท่ี หัวเรอ่ื ง ตวั ช้ีวัด เนื้อหา จานวน (ชัว่ โมง) 2.1 ท่าทางที่ส่ือความหมายทางภาษา เช่น กวกั มือ = Come here. 2 โบกมอื = Bye-bye. ชู 2 น้วิ = Victory ผายมอื = This way, please. etc. 2.2 ทา่ ทางการปฏบิ ัตติ ามวัฒนธรรมของ เจ้าของ ภาษา เชน่ - Hand Shaking. - Waving good-bye. 2 - Good-bye hug/kiss - Good night hug/kiss etc. 2.3 คาศัพท์ สานวน ประโยคและท่าทางท่ีใช้ ส่ือสารในโอกาสต่าง ๆ เช่น - Merry Christmas. - Happy New Year. - Happy Valentine’s. - Happy Birthday.
66 ท่ี หัวเรอื่ ง ตวั ช้ีวัด เนื้อหา จานวน (ช่ัวโมง) 2 การโต้ตอบ โทรศัพท์ - Congratulations on your (Telephone Conversation) graduation. 3 การแสดง - Thanks. ความร้สู ึกต่าง ๆ (Expression - Thank you very much. of feelings) - The same to you. - Many happy returns. etc. รับ-ตอบ โทรศพั ทอ์ ย่าง 1. คาศัพท์ สานวน ประโยคตา่ ง ๆ ท่ีใชใ้ นการ 8 งา่ ย ๆ สื่อสารในการรบั โทรศัพท์อยา่ งงา่ ยรวมกัน การ รับฝากข้อความทางโทรศัพท์ - Is Miss/Mrs./Mr. Robert home? - I’m speaking. - He / She is out. - He / She will be back soon. Would you like to wait? etc. 2. การรับฝากข้อความทางโทรศัพท์ A : Hello, may I speak to Mrs. Wanida? B : Sorry, she’s not here now. Would you like to leave her a massage? A : My name is Somsri. Please tell her to call me to 02-281- 3732. etc. ใช้ภาษาองั กฤษในการ 1. คา วลี ประโยค บทสนทนาที่แสดงอารมณ์ 8 แสดงความรสู้ กึ ความรู้สึกตา่ งๆ (ดใี จ/เสยี ใจ/เขา้ ใจ/ 1.1 พอใจ/ไม่พอใจ พอใจ/ - That’s great./ That’s bad. ไมพ่ อใจ/ - How wonderful! ใหก้ าลงั ใจ/สนใจ/ - How awful!
67 ท่ี หัวเร่อื ง ตัวช้ีวัด เนือ้ หา จานวน (ช่วั โมง) - I am so pleased to hear that. ไมส่ นใจ) - I am afraid I don’t like it. - I love/like/enjoy it. - I am disappointed to see that. etc. 1.2 สนใจ/ไมส่ นใจ - I’m interested in....................... - I’m not interested in....................... - I don’t care (about that).................... - I have no idea. etc. 1.3 ให้กาลงั ใจ/เหน็ ใจ/ปลอบใจ - Don’t worry. - Cheer up. - Take it easy. - Relaxed. - You will be fine. - Well done. - You did a good job. etc. 1.4 ดใี จ/เสยี ใจ - I’m glad that you can come. - I’m so pleased to see you. - I’m glad to hear from you. - I’m so sorry to hear that………………… - I’m so sorry for being late. - I’m terrible sorry
68 ที่ หัวเรื่อง ตัวชว้ี ดั เนอื้ หา จานวน (ชั่วโมง) for................................ - It’s my sympathy to hear that……………. - I’m deeply regret about..................... - Please pass my sympathy to.................... etc. 4 การพูดแสดง พดู แสดงความคิดเห็น ภาษาเพือ่ แสดงความคดิ เห็นความตอ้ งการ 20 ความคิดรูปแบบ และแสดงความ 1. การแสดงความคิดเห็น (เหน็ ด้วย/ไม่เหน็ ด้วย/ ตา่ ง ๆ ต้องการในสถานการณ์ ยอมรับ/ ไม่ยอมรับ) (Expression of ต่าง ๆ A : The weather in Bangkok is hotter than opinion, ideas / Singapore. wishes / B : I think so./ I don’t think so./ I agree offering helps, with etc.) you. A : Living in Bangkok is not so pleasant, don’t you think that? B : Yes, but living in rural areas is less convenient. etc. 2. การแสดงความต้องการและตอบรับ เช่น - I’d like some more coffee. - I want to go to........................ - I wish you should go with me. - I need........................ - Yes, .................please do. / Sure. etc. 3. การแสดงความช่วยเหลือและบริการผู้อ่นื รวมทั้ง ตอบรบั เช่น - What can I do for you?
69 ท่ี หัวเร่อื ง ตวั ช้ีวัด เนอ้ื หา จานวน (ชั่วโมง) - Can I help you? - Need some help? - If you need anything, please tell me./ let me know. - Certainly. - Yes, of course. - I’m afraid.......................... - Sorry, but............................. etc. 4. การกลา่ วขอบคุณและตอบรบั เชน่ - Thank you for your help. - Thank you every much for your kindness. - Thank you for your invitation. etc. 5. การพูดขออนญุ าตและตอบรับ - May I interrupt you for a moment? - May I come in? - Can I borrow your pen? - (It’s) my pleasure. - Don’t mention it. - Yes, you can. etc. 6. การพดู ขอโทษและตอบรบั - I’m very sorry to be late. - I’m lost your box, I’m so sorry. - I’m terrible sorry for.....................
70 ที่ หัวเรอ่ื ง ตวั ชว้ี ัด เนื้อหา จานวน (ชั่วโมง) - Sorry, it’s my fault. - Please forgive me for being late. - Forget it. - Don’t worry. - It doesn’t matter. etc. 7. การพดู แทรกอย่างสุภาพ เชน่ - Excuse me, sir. Could you speak louder? - Excuse me, madam. - Could you show me that book? etc. 5 ประโยคตา่ ง ๆ ใน รู้จกั ลักษณะของ 1. ประโยคคาถาม 18 ภาษาองั กฤษ ประโยคใน คาทใี่ ช้ในการตั้งคาถาม ได้แก่ Who, When, (Different ภาษาอังกฤษ (ประโยค Where, Why, What, Whom, How เช่น Types of บอกเล่า/ประโยค - What is your name? English คาถาม/ประโยค - Where do you teach? Sentences) ปฏิเสธ/ประโยคคาสั่ง/ - When did he leave school? ประโยคอุทาน) และ สามารถนาไปใชใ้ น - How do you like it? ชวี ติ ประจาวนั etc. 2. ประโยคปฏิเสธ รปู แบบประโยคปฏเิ สธและคากริยาท่ีใช้ เช่น - They are not farmer. - He doesn’t like Bobby. - I don’t want to go with him. etc. 3. ประโยคคาสั่ง รูปแบบประโยคคาสง่ั /กลุ่มคาทใี่ ชแ้ ละตัวอย่าง ประโยค เชน่
71 ที่ หวั เร่อื ง ตัวชีว้ ัด เนือ้ หา จานวน (ชั่วโมง) - Come here. - Let’s go now. - Open the door, please. - Please sit down. - Come hear right now. etc. 6 ประโยคความรวม รจู้ ักลักษณะของ 4. ประโยคอุทาน 40 (Compound Compound รปู แบบประโยคอุทานและตัวอย่างประโยค เชน่ Sentence) Sentence และ - Oh! My god. สามารถนาไปใชใ้ น - Oh, my god! ชวี ติ ประจาวัน - How marvelous! - What a wonderful party! etc. 1. ส่วนประกอบของ Compound Sentence 2. ประโยค 2 ประโยคมารวมกนั ด้วยคาเชื่อมที่ เหมาะสม คือ and, but, or เชน่ - We tried our best but we lost the game. - Both they and we tried hard. - I’ll go to the cinema or visit my parent. 3. การเชือ่ มประโยคใหเ้ ป็น Compound Sentence โดยใช้เครือ่ งหมาย/คาเช่อื ม ต่อไปน้ี 3.1 , (Comma) + คาสนั ธาน เชน่ - They tried their best, yet they didn’t succeed. 3.2 ; (Semicolon) ใชใ้ นกรณีทม่ี ี เครอื่ งหมายอื่น ๆ อยูด่ ้วยหลายแหง่ เช่น - I also bought her a new car ; I have not yet, nowhere, given it to her.
72 ที่ หวั เร่ือง ตัวช้วี ัด เนือ้ หา จานวน 7 Past Tense (ชั่วโมง) ใช้ Past Tense ใน Correlative Conjunction ไดแ้ ก่ คา รปู แบบ ต่อไปน้ี 38 ตา่ ง ๆ ได้ both……..and……… either…….or………. neither…..nor……… not only...........but also......... เชน่ - Neither did he listen, nor did he improve. - Not only the English teacher get him a bad grade, but also the social teacher did so. Past Tense ในรปู แบบต่างๆ 1. Past Simple Tense Subject + V2 Subject +wwearse +V3 1.1 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดตี และจบลงไปแล้ว ก่อนพดู ประโยคนนั้ เชน่ - He spoke. - She came here yesterday. 1.2 แสดงการกระทาทีก่ ระทาเปน็ ประจาในอดีต โดยมีคาที่แสดงความบ่อย ความเป็นประจา อยู่ดว้ ย เช่น - He always got up late when he was young. 2. Past continuous tense wwearse
73 ท่ี หัวเร่อื ง ตัวชี้วดั เนอ้ื หา จานวน + V ing + conj. + (ช่ัวโมง) Subject + Subject + V2 กล่าวถงึ เหตุการณ์ 2 อย่าง ในอดีต โดยขณะท่ี เหตุการณ์หนึ่งดาเนนิ อยู่มีอีกเหตุการณ์แทรก เข้ามา - เหตุการณท์ ี่ดาเนินอยู่ ใช้ Past continuous tense - เหตุการณท์ เ่ี กดิ ใหมแ่ ทรกเขา้ มาใช้ Past simple tense - คาทีเ่ ช่อื มเหตุการณ์ท่ีสองเขา้ ดว้ ยกนั คือ when หรือ while เชน่ - I was reading a book when she came in. - While I was reading a book, she came in. 8 ภาษาอังกฤษ ใช้ภาษาองั กฤษตาม - การพูดภาษาองั กฤษตามมารยาทสังคมและ 5 สาหรบั อาชีพ มารยาท สังคมและ 5 เหมาะสมกับสถานการณ์ พนักงานขับรถ เหมาะสมกบั - การพูดแสดงความร้สู ึกและแสดงความคิดเหน็ รับจ้าง สถานการณ์ พูดแสดง - การพดู แสดงความช่วยเหลอื ความรู้สึก แสดงความ - การขออนุญาต คิดเห็น แสดงความ - การพูดแทรกอย่างสภุ าพ ช่วยเหลอื ขออนญุ าต พูดแทรกอยา่ งสภุ าพใน อาชพี พนกั งานขบั รถ รับจา้ ง 9 ภาษาองั กฤษ 1. ใช้ประโยคตอ้ นรับ - การกล่าวต้อนรับทักทายลกู ค้าของพนักงาน สาหรบั พนกั งาน ลูกค้าในสถาน บริการ บรกิ ารในสถานท่ี บริการต่าง ๆ - ประโยคการใหบ้ ริการความช่วยเหลือ และ ตา่ ง ๆ 2. ใช้ประโยค/สานวน บริการในสถานบริการตา่ ง ๆ เช่น ที่ทาการ เสนอความ ไปรษณีย์ สถานรี ถไฟ โรงแรม เป็นตน้ เชน่
74 ท่ี หัวเร่ือง ตัวช้วี ดั เนอ้ื หา จานวน (ชั่วโมง) ชว่ ยเหลือ/ใหข้ อ้ มลู What can I do for you? May I help you? แก่ลูกค้าในสถาน etc. บริการต่าง ๆ คาอธบิ ายรายวชิ า พค21002 คณิตศาสตร์ จานวน 4 หนว่ ยกิต ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้ มาตรฐานการเรยี นรูร้ ะดบั มคี วามรู้ ความเข้าใจเกีย่ วกับจานวนและการดาเนนิ การ เศษส่วนและทศนยิ ม เลขยกกาลงั อัตราสว่ น สดั สว่ น และร้อยละ การวัด ปริมาตรและพื้นทีผ่ วิ คู่ อันดบั และกราฟ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งรูปเรขาคณิตสองมติ ิและเรขาคณิตสามมติ ิ สถติ ิและความนา่ จะเป็น ศกึ ษาและฝึกทกั ษะเกีย่ วกบั เรื่องดังต่อไปนี้ จานวนและการดาเนนิ การ จานวนเตม็ บวก จานวนเต็มลบ และศนู ย์ การเปรียบเทยี บจานวนเต็ม การบวก ลบ คูณและหารจานวนเตม็ สมบัติของจานวนเตม็ และการนาไปใช้ เศษส่วนและทศนยิ ม ความหมายของเศษส่วนและทศนยิ ม การเขียนเศษสว่ นและทศนยิ ม และ เขียนทศนิยมซา้ เป็นเศษส่วน การเปรียบเทยี บเศษส่วนและทศนยิ ม การบวก ลบ คูณ หาร เศษสว่ น และทศนยิ ม โจทยป์ ญั หาหรือสถานการณเ์ ก่ียวกับเศษสว่ นและทศนยิ ม เลขยกกาลงั ความหมายของเลขยกกาลงั การเขยี นแสดงจานวนในรูปสัญกรณว์ ทิ ยาศาสตร์ การคณู และการหารเลขยกกาลังที่มีฐานเดียวกัน และเลขช้ีกาลังเป็นจานวนเต็ม อตั ราสว่ น สดั ส่วน และร้อยละ การแกโ้ จทยป์ ญั หาเก่ียวกับอตั ราส่วน สัดส่วนและรอ้ ยละ
75 การวัด หนว่ ยความยาว พ้นื ที่ การหาพื้นทขี่ องรปู เรขาคณติ การแก้ปัญหา หรือสถานการณ์ใน ชวี ิต ประจาวัน โดยใช้ความรู้เก่ยี วกับพ้ืนที่และการคาดคะเน ปริมาตรและพนื้ ทผ่ี ิว การหาพ้ืนทีผ่ ิว และปริมาตรของปริซึมทรงกระบอก การหาปรมิ าตรของ พีระมิด กรวย และทรงกลม การเปรียบเทียบหนว่ ยปรมิ าตร การแก้โจทย์ปญั หาเก่ยี วกบั พื้นทผ่ี ิว และ ปริมาตร คู่อันดับและกราฟ ค่อู นั ดบั และกราฟ การนาไปใช้ ความสมั พนั ธข์ องรปู เรขาคณติ สองมติ ิและสามมติ ิ ภาพของรปู เรขาคณิตสองมติ ทิ ่ีเกดิ จากการคลี่ รูปเรขาคณติ สามมิติ ภาพทีไ่ ด้จากการมองทางดา้ นหน้า ดา้ นขา้ งหรือด้านบนของรูปเรขาคณิตสามมติ ิ การวาด หรือประดษิ ฐร์ ปู เรขาคณิตทีป่ ระกอบขนึ้ จากลูกบาศก์ สถติ ิ การเก็บรวบรวมข้อมูล การนาเสนอข้อมลู การหาคา่ กลางของข้อมลู การเลือกใชค้ ่ากลาง ของข้อมลู การอา่ น การแปลความหมายและการวเิ คราะห์ข้อมูล การใชข้ อ้ มูลสารสนเทศ ความนา่ จะเป็น การทดลองสุ่มและเหตุการณ์ การหาความนา่ จะเปน็ ของเหตุการณแ์ ละการ นาไปใช้ การใช้ทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์ในงานอาชีพ การนาทักษะทางคณติ ศาสตร์ไป ประยกุ ต์ ใชใ้ นการประกอบอาชีพในสังคม การจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ จัดประสบการณ์หรอื สถานการณใ์ นชวี ิตประจาวนั ให้ผู้เรียนไดศ้ ึกษาค้นคว้า โดยการปฏิบัติจริง ทดลอง สรุป รายงาน เพ่ือพัฒนาทกั ษะ/กระบวนการในการคดิ คานวณ การแกป้ ัญหา การใหเ้ หตผุ ล การส่อื ความหมายทางคณิตศาสตรแ์ ละนาประสบการณด์ ้านความรู้ ความคิด ทกั ษะกระบวนการท่ไี ด้ไป ใช้ในการเรยี นรู้สิง่ ต่าง ๆ และใช้ในชีวติ ประจาวนั อย่างสรา้ งสรรค์ รวมทั้งเหน็ คุณคา่ และมเี จตคติทด่ี ตี ่อ คณิตศาสตร์ สามารถทางานอย่างเป็นระบบระเบียบ มีความรอบคอบ มีความรบั ผิดชอบ มี วจิ ารณญาณและมคี วามเชื่อม่ันในตนเอง การวัดและประเมนิ ผล ใชว้ ิธกี ารทห่ี ลากหลายตามสภาพความเป็นจรงิ ให้สอดคลอ้ งกับเนอื้ หาและทักษะท่ีต้องการวดั
76 รายละเอียดคาอธบิ ายรายวิชา พค21001 คณติ ศาสตร์ จานวน 4 หน่วยกติ ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้ มาตรฐานการเรยี นร้รู ะดับ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับจานวนและการดาเนินการ เศษส่วนและทศนิยม เลขยกกาลงั อตั ราสว่ นสดั สว่ น และร้อยละ การวัด ปรมิ าตรและพน้ื ทีผ่ วิ คู่ อันดบั และกราฟ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งรปู เรขาคณิตสองมิติและเรขาคณิตสามมติ ิ สถติ ิและความน่าจะเป็น ท่ี หัวเรอื่ ง ตัวช้วี ัด เนอื้ หา จานวน (ชัว่ โมง) 1 จานวนและ 1. ระบุหรือยกตวั อย่างจานวนเตม็ 1. จานวนเตม็ บวก จานวนเตม็ ลบ 3 การดาเนินการ บวก จานวนเตม็ ลบ และศนู ย์ และศนู ย์ 2. เปรียบเทียบจานวนเต็ม 2. การเปรียบเทียบจานวนเตม็ 3 3. บวก ลบ คณู หาร จานวนเตม็ 3. การบวก ลบ คณู และหาร 13 และอธบิ ายผลทเ่ี กิดขึ้น จานวนเตม็ 4. บอกสมบัติของจานวนเต็มและ 4. สมบัติของจานวนเต็มและการ 6 นาความรู้เกีย่ วกับสมบตั ขิ อง นาไปใช้ จานวนเต็มไปใช้
77 ท่ี หัวเร่อื ง ตัวชี้วัด เนื้อหา จานวน 2 เศษสว่ นและ (ชวั่ โมง) ทศนยิ ม 1. บอกความหมายของเศษส่วน 1. ความหมายของเศษสว่ นและ 1 3 เลขยกกาลัง และทศนยิ ม ทศนยิ ม 4 อัตราส่วนและ 2. เขียนเศษสว่ นในรูปทศนิยม 2. การเขยี นเศษส่วนด้วยทศนิยม 2 ร้อยละ และเขียนทศนยิ มซ้าในรปู และการเขียนทศนิยมซา้ เป็น 5 การวัด เศษส่วน เศษสว่ น 3. เปรยี บเทียบเศษส่วนและ 3. การเปรยี บเทยี บเศษสว่ นและ 2 ทศนยิ ม ทศนยิ ม 4. บวก ลบ คณู หาร เศษส่วน 4. การบวก ลบ คูณ หาร 6 และทศนิยมได้ และอธิบายผล เศษส่วนและทศนิยม ท่ีเกดิ ขนึ้ 5. นาความรเู้ กยี่ วกบั เศษสว่ นและ 5. โจทยป์ ัญหาหรอื สถานการณ์ 6 ทศนยิ มไปใชแ้ กโ้ จทยป์ ญั หา เก่ียวกบั การบวก ลบ คูณ หาร รวมทง้ั สถานการณ์เกยี่ วกับความ เศษส่วนและทศนยิ ม น่าจะเปน็ 1. บอกความหมายและเขยี นเลข 1. ความหมายและการเขียนเลข 2 ยกกาลงั ที่มีเลขชี้กาลังเปน็ ยกกาลงั จานวนเตม็ แทนจานวนที่ กาหนดให้ 2. บอกและนาเลขยกกาลงั มาใช้ 2. การเขียนแสดงจานวน ใน 4 ในการเขียนแสดงจานวน รูปสญั กรณ์วิทยาศาสตร์ ในรปู สญั กรณว์ ิทยาศาสตร์ 3. คูณและหารของเลขยกกาลัง 3. การคูณและการหารเลขยก 7 ท่มี ีฐานเดียวกนั และเลขช้ีกาลงั กาลงั ทม่ี ฐี านเดียวกนั และเลขชี้ เปน็ จานวนเต็ม กาลงั เปน็ จานวนเตม็ 1. กาหนดอัตราส่วน 1. อตั ราสว่ น 5 2. คานวณสัดสว่ น 2. สัดส่วน 3 3. หาคา่ ของร้อยละ 3. ร้อยละ 5 4. แก้โจทย์ปัญหาในสถานการณ์ 4. การแก้โจทย์ปญั หาเกยี่ วกับ 7 ต่างๆ เกีย่ วกบั อตั ราส่วน อตั ราสว่ น สดั สว่ นและรอ้ ยละ สัดส่วน และร้อยละ 1. เปรยี บเทียบหน่วยความยาว 1. การเปรียบเทียบหนว่ ยความ 1
78 ที่ หัวเรื่อง ตัวชวี้ ัด เนอ้ื หา จานวน ยาวพ้ืนท่ี (ชั่วโมง) 6 ปริมาตรและ พนื้ ท่ีในระบบเดยี วกันและ ตา่ ง พน้ื ท่ีผิว ระบบ 2. การเลือกใช้หนว่ ยการวดั เก่ียวกบั 1 2. เลอื กใชห้ นว่ ยการวัดเกีย่ วกับ ความยาวและพ้นื ท่ี ความยาวและพื้นที่ได้อย่าง 2 เหมาะสม 3. การหาพ้ืนท่ีของรปู เรขาคณิต 4 3. หาพืน้ ทข่ี องรปู เรขาคณติ 4. การแก้โจทย์ปัญหาเกย่ี วกับพื้นที่ 4. แกโ้ จทย์ปัญหาเก่ียวกบั พื้นท่ี 2 สถานการณ์ต่างๆ ใน ในสถานการณต์ ่างๆ ชีวติ ประจาวนั 5. อธิบายวิธีการคาดคะเนและนา 5. การคาดคะเนเวลา ระยะทาง วิธีการไปใช้ในการคาดคะเน ขนาด น้าหนัก เวลา ระยะทาง ขนาด น้าหนัก 1. อธิบายลกั ษณะและสมบตั ิของ 1. ลักษณะสมบัติและการหาพ้นื ที่ 3 ปริซึม พีระมิด ทรงกระบอก ผวิ และปรมิ าตรของ กรวย ทรงกลม หาปรมิ าตร ปริซึม 2 และพน้ื ทผี่ ิวของปริซมึ 5 2. การหาปริมาตรและพน้ื ทผี่ ิว 2 2. หาปริมาตรและพื้นท่ผี วิ ของ ของทรงกระบอก ทรงกระบอก 2 3. การหาปรมิ าตรของพรี ะมิด 2 3. หาปริมาตรของพีระมิด กรวย กรวยและทรงกลม และทรงกลม 4. การเปรยี บเทยี บหน่วยปรมิ าตร 4. เปรยี บเทียบหน่วย ความจุ หรือหนว่ ยปริมาตรในระบบ 5. การแก้โจทยป์ ัญหาเก่ยี วกับ เดยี วกนั หรอื ตา่ งระบบ และ ปรมิ าตรและพนื้ ทผี่ วิ เลอื กใชห้ น่วยการวัดเกยี่ วกับ ความจหุ รอื ปริมาตรได้อย่าง 6. การคาดคะเนปริมาตรและ เหมาะสม 5. ใช้ความรู้เกีย่ วกบั ปริมาตรและ พื้นที่ผิว แกป้ ัญหาใน สถานการณต์ ่างๆ 6. ใชก้ ารคาดคะเนเกยี่ วกับ
79 ท่ี หัวเร่ือง ตัวช้ีวัด เน้ือหา จานวน พื้นท่ีผวิ (ชัว่ โมง) 7 คู่อนั ดับและ ปรมิ าตรและพืน้ ทผ่ี ิวใน กราฟ สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่าง 1. คอู่ ันดับ 2 เหมาะสม 3 8 ความสัมพันธ์ 1. อา่ นและอธิบายความหมายคู่ 2. กราฟ 3 ระหวา่ งรปู อนั ดับ 4 เรขาคณิตสอง 2. อา่ นและแปลความหมายกราฟ 3. การนาค่อู นั ดับและกราฟไปใช้ 4 มติ ิและสามมิติ บนระนาบพิกัดฉากท่ีกาหนดให้ 3. เขียนกราฟแสดงความ 1. ภาพของรปู เรขาคณติ สองมติ ทิ ่ี 2 เกีย่ วข้อง ของปริมาณสองชุดท่ี เกิดจากการคล่รี ปู เรขาคณติ กาหนดให้ สามมิติ 1. อธิบายลักษณะของรปู เรขาคณติ สามมติ ิจากภาพสอง 2. ภาพของมติ ิท่ีไดจ้ ากการมอง มิตทิ ก่ี าหนดให้ ดา้ นหนา้ ดา้ นขา้ ง หรือด้านบน 2. ระบภุ าพสองมิติท่ีได้จากการ ของรูปเรขาคณิตสามมติ ิ มองด้านหนา้ ดา้ นข้าง ด้านบน ของรูปเรขาคณติ 3. การวาดหรอื ประดิษฐ์รูป สามมติ ิ ที่กาหนดให้ เรขาคณิตทีป่ ระกอบขน้ึ จาก 3. วาดหรอื ประดษิ ฐ์รปู เรขาคณิต ลกู บาศก์ ท่ีประกอบข้ึนจากลูกบาศก์ เมือ่ กาหนดภาพสองมติ ิท่ไี ด้ จากการมองทางดา้ นหนา้ ดา้ นขา้ ง หรือด้านบน 9 สถติ ิ 1. เก็บรวบรวมขอ้ มลู ทเ่ี หมาะสม 1. การรวบรวมขอ้ มลู 2 2. นาเสนอขอ้ มูลในรูปแบบท่ี 2. การนาเสนอข้อมลู 5 เหมาะสม 3. การหาคา่ กลางของข้อมลู 5 3. การหาคา่ กลางของข้อมลู ท่ี 4. การเลือกใช้ค่ากลางของข้อมลู 2 ไม่แจกแจงความถี่ 4. เลอื กและใช้คา่ กลางของข้อมูล 5. การอ่าน การแปลความหมาย 2 ที่กาหนดให้ไดอ้ ย่างเหมาะสม 5. อา่ น แปลความหมาย และ
80 ท่ี หวั เร่อื ง ตัวชว้ี ดั เนอ้ื หา จานวน (ชว่ั โมง) วเิ คราะห์ข้อมูล จากการ และการวเิ คราะห์ข้อมลู นาเสนอข้อมลู ท่ีกาหนดให้ 6. อภิปรายและใหข้ ้อคิดเหน็ 6. การใช้ขอ้ มูลสารสนเทศ 2 เกย่ี วกับข้อมลู ข่าวสารทางสถิติ ทีส่ มเหตุสมผล 10 ความนา่ จะเปน็ 1. อธบิ ายเกี่ยวกับการทดลองสมุ่ 1. การทดลองส่มุ และเหตุการณ์ 3 และเหตุการณ์ได้ 2. หาค่าความนา่ จะเป็นของ 2. การหาความนา่ จะเปน็ ของ 5 เหตุการณ์ได้ เหตุการณ์ 3. ใชค้ วามรู้เก่ียวกบั ความน่าจะ 3. การนาความน่าจะเป็นของ เปน็ ในการคาดการณ์ได้อยา่ ง เหตกุ ารณ์ตา่ งๆ ไปใช้ 5 สมเหตุสมผล 11 การใช้ทักษะ 1. สามารถวเิ คราะห์งานอาชีพใน 1. ลกั ษณะประเภทของงานอาชีพ 2 กระบวนการ สงั คมทใ่ี ชท้ ักษะทาง ทใี่ ชท้ ักษะทางคณติ ศาสตร์ ทางคณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์ ในงานอาชีพ 2. มีความสามารถในการเชือ่ มโยง 2. การนาความรู้ทาง คณิตศาสตร์ 2 ความรู้ต่าง ๆ ทางคณติ ศาสตร์ ไป เชอ่ื มโยงกับงานอาชีพ กบั งานอาชพี ได้ ในสังคม
81 คาอธบิ ายรายวชิ า พว21001 วิทยาศาสตร์ จานวน 4 หน่วยกิต ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้ มาตรฐานการเรียนรรู้ ะดับ มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และเห็นคุณคา่ เก่ยี วกับกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี ส่งิ มชี ีวติ ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม ในท้องถิน่ และประเทศ สาร แรง พลังงาน กระบวนการเปลย่ี นแปลงของโลก และดาราศาสตร์ มีจติ วทิ ยาศาสตร์และนาความร้ไู ปใช้ ประโยชน์ในการดาเนินชวี ติ ศึกษาและฝกึ ทกั ษะเกย่ี วกบั เรือ่ งตอ่ ไปน้ี 1. กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และโครงงานวิทยาศาสตร์ 2. สิง่ มีชีวติ และส่ิงแวดล้อม เซลล์ กระบวนการดารงชีวติ ของพชื และสัตว์ ระบบนเิ วศ โลก บรรยากาศ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม 3. สารเพ่ือชวี ิต การจาแนกสาร ธาตุและสารประกอบ สารละลาย กรด-เบส สารและผลติ ภัณฑ์ในชีวิต 4. แรงและพลงั งานเพ่ือชีวิต แรงและการใช้ประโยชน์ของแรง งานและพลงั งาน
82 5. ดาราศาสตร์เพือ่ ชีวติ ดวงดาวกบั ชีวิต 6. อาชีพชา่ งไฟฟา้ ความรเู้ กยี่ วกับชา่ งไฟฟาู การบริหารจัดการและการบรกิ าร โครงงานวิทยาศาสตรส์ ู่ อาชพี คาศัพท์ทางไฟฟาู เพื่อใหผ้ ้เู รยี นเกดิ ความรู้ ความเข้าใจ ความคดิ และทักษะ มีความสามารถในการตัดสนิ ใจ นา ความรู้ไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั มจี ิตวทิ ยาศาสตร์ คุณธรรม จริยธรรม และค่านยิ มท่เี หมาะสม การจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ ให้ผ้เู รียน ศึกษา คน้ คว้า สารวจ ตรวจสอบ ทดลอง จาแนก อธิบาย อภิปราย นาเสนอดว้ ย การจดั กระบวนการเรียนรู้ด้วยการพบกลุ่ม การสอนเสริม การเรียนรดู้ ้วยตนเอง การรายงาน การศึกษา จากแหล่งเรยี นรู้ ประสบการณ์ตรงโดยใชส้ ถานการณจ์ รงิ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และ ประสบการณจ์ ากผเู้ รยี น การวัดและประเมินผล การ ประเมินจากการสังเกต การอภปิ ราย การสมั ภาษณ์ ทักษะปฏบิ ัติ รายงานการทดลอง มสี ่วนร่วมในกจิ กรรมการเรียนรู้ ผลงาน การทดสอบ การประเมนิ การนาไปใชป้ ระโยชน์ใน ชีวิตประจาวัน
83 รายละเอียดคาอธบิ ายรายวิชา พว21001 วทิ ยาศาสตร์ จานวน 4 หนว่ ยกติ ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้ มาตรฐานทีก่ ารเรียนรู้ระดับ มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ ทักษะ และเหน็ คุณค่าเกยี่ วกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ส่งิ มีชีวิต ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม ในท้องถนิ่ และประเทศ สาร แรง พลงั งาน กระบวนการเปล่ียนแปลงของโลก และดาราศาสตร์ มีจิตวิทยาศาสตร์และนาความรไู้ ปใชป้ ระโยชนใ์ นการ ดาเนนิ ชีวิต ท่ี หัวเรอื่ ง ตัวช้ีวัด เนือ้ หา จานวน (ช่วั โมง) 1 กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ และ 1. อธิบายธรรมชาติและ 1. กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 5 เทคโนโลยี 1.1 กระบวนการ ความสาคัญของวทิ ยาศาสตร์และ 1.1 ความหมายและ ทางวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เทคโนโลยี ความสาคัญของวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 1.2 กระบวนการทาง 2. อธบิ ายกระบวนการทาง วทิ ยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วธิ กี ารทาง 1.2.1วิธกี ารทาง วทิ ยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการ วิทยาศาสตร์ 5 ข้ัน ทางวิทยาศาสตร์และเจตคติทาง 1.2.2 ทกั ษะกระบวน วิทยาศาสตร์ การทางวทิ ยาศาสตร์ 13 ทักษะ 3. นาความรู้ และกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้แก้ปญั หา ต่างๆ 1.2.3 เจตคตทิ าง 4. เกดิ เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ 6 ลกั ษณะ 1.2.4 จติ วิทยาศาสตร์ 5. มจี ิตวทิ ยาศาสตร์ 2. เทคโนโลยี 6. อธิบายความหมาย ความสาคญั 2.1 ความหมาย และ และความสัมพนั ธข์ องเทคโนโลยี ความสมั พันธข์ องวิทยาศาสตร์และ ตอ่ ชีวิตและสงั คม เทคโนโลยตี ่อชีวิตและสังคม
84 ท่ี หัวเรอ่ื ง ตัวช้ีวดั เนื้อหา จานวน (ชว่ั โมง) 1.2 โครงงาน 7. นาความรู้ และเลือกใช้ 2.2 ความกา้ วหนา้ ของ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยไี ด้อย่างเหมาะสม เทคโนโลยใี นปัจจบุ ัน 5 2 ส่ิงมชี ีวิตและ 8. เลือกใช้วัสดุ และอปุ กรณ์ทาง 2.3 เทคโนโลยกี ับการ ส่งิ แวดล้อม วทิ ยาศาสตร์ได้อยา่ งถูกต้องและ ประกอบอาชีพ และการนา 2.1 เซลล์ เหมาะสม เทคโนโลยีไปใช้ในชีวิต 3. วสั ดุ และอปุ กรณ์ทาง 1. อธบิ ายประเภท เลอื กหวั ข้อ วทิ ยาศาสตร์ วางแผน วธิ ีทา นาเสนอและ ประโยชนข์ องโครงงาน 3.1 ประเภทของวสั ดแุ ละ 2. วางแผนการทาโครงงาน อปุ กรณ์ 3. ทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ 4. อธบิ ายและบอกแนวได้ในการ 3.2 วิธใี ชว้ ัสดุ และอปุ กรณ์ นาผลจากโครงงานไปใช้ได้ 1. ประเภทของโครงงาน 5. นาความรเู้ กี่ยวกบั วิทยาศาสตร์ 2. การเลอื กหัวข้อโครงงาน กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และ โครงงานไปใช้ 3. การวางแผนการกระทา โครงงาน 4. การนาเสนอโครงงาน 5. ประโยชน์ของโครงงานเพ่ือ การพฒั นาคณุ ภาพชวี ิต 1. อธบิ ายลักษณะ โครงสร้าง 1. ลักษณะ รปู รา่ งของเซลลพ์ ืช 10 องคป์ ระกอบ และหน้าที่ของเซลล์ และสัตว์ 1.1 สง่ิ มีชีวิตเซลล์เดียว 2. เปรียบเทยี บความแตกตา่ ง 1.2 ส่ิงมชี วี ิตหลายเซลล์ ระหวา่ งเซลล์พชื และเซลลส์ ัตว์ 2. องค์ประกอบโครงสรา้ ง และ หนา้ ทีข่ องเซลลพ์ ชื และ เซลล์สตั ว์ 3. กระบวนการทสี่ ารผ่านเซลล์ 3.1 การแพร่ 3.2 การออสโมซิส
85 ที่ หัวเร่อื ง ตัวช้วี ดั เนอื้ หา จานวน (ชั่วโมง) 2.2 กระบวนการ 1. อธบิ ายกระบวนการแพร่และ 1. การดารงชวี ติ ของพชื ดารงชวี ิตของพชื 20 และสตั ว์ ออสโมซิส 1.1 ระบบการลาเลยี งน้า อาหาร และแร่ธาตุของพืช 2. อธบิ ายโครงสร้างและการ 1.2 โครงสร้างและการ ทางานของระบบลาเลยี งในพชื ทางานของระบบลาเลยี งนา้ ในพืช 1.3 โครงสร้างและการ ทางานของระบบลาเลยี งอาหาร ในพชื 1.4 กระบวนการสงั เคราะห์ ดว้ ยแสง 3. อธบิ ายความสาคัญและปัจจยั ที่ 1.4.1ความสาคัญของ จาเป็นสาหรับกระบวนการ กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง สังเคราะห์ดว้ ยแสง 1.4.2 ปจั จยั ท่ีจาเป็น สาหรบั กระบวนการสงั เคราะห์ ด้วยแสง 1.5 ระบบสบื พนั ธุ์ในพืช 4. อธิบายโครงสรา้ งและการ 1.5.1 โครงสรา้ งและการ ทางานของระบบสืบพันธุใ์ นพืชใน ทางานของระบบสบื พันธ์ขุ องพชื ทอ้ งถนิ่ ไรด้ อก 1.5.2 โครงสรา้ งและการ ทางานของระบบสบื พนั ธุข์ องพืช มีดอก 2. การดารงชีวิตของสตั ว์ 5. อธบิ ายการทางานของระบบ 2.1 โครงสร้างและการ ตา่ งๆ ในสตั ว์ ทางานของระบบต่างๆ ของสัตว์ 2.1.1 ระบบหายใจ 2.1.2 ระบบยอ่ ยอาหาร 2.1.3 ระบบขบั ถา่ ย 2.1.4 ระบบสืบพันธ์ ฯลฯ
86 ที่ หัวเร่ือง ตัวชี้วดั เนือ้ หา จานวน (ชัว่ โมง) 2.3 ระบบนเิ วศ 1. อธบิ ายเก่ียวกับความสัมพันธ์ 1. ความสมั พันธ์ของสงิ่ มีชีวติ 10 ของส่ิงมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศ ตา่ งๆ ในระบบนเิ วศ ในทอ้ งถน่ิ และการถ่ายทอด 2. การถ่ายทอดพลังงาน พลังงาน 2. อธิบายและเขียนแผนภูมิ แสดง 3. สายใยอาหาร สายใยอาหารของระบบนิเวศต่างๆ ในทอ้ งถิ่น 3. อธบิ ายวัฏจกั รของน้าและ 4. วัฏจักรของน้า คารบ์ อน 5. วัฏจักรคารบ์ อน 2.4 โลก บรรยากาศ 1. บอกสว่ นประกอบและวธิ กี าร 1.โลก 20 ปรากฏการณ์ทาง แบง่ ชน้ั ของโลก 1.1โลก สว่ นประกอบและ ธรรมชาติ ส่งิ แวด 2. อธิบายการเปลย่ี นแปลงของ การแบง่ ชั้นของโลก ลอ้ ม และทรพั ยากร เปลือกโลกโดยกระบวนการต่างๆ 1.2 ทรัพยากรธรณีในท้องถ่นิ ธรรมชาติ และประเทศ 1.3 การเปล่ียนแปลงของ เปลือกโลก 1.3.1 กระบวนการยกตัว และการยุบตัว 1.3.2 การผุพงั อยู่กบั ที่ 1.3.3 การกรอ่ น 1.3.4 การพดั พา 1.3.5 การทับถม 1.3.6 กรณีศึกษาภัยจาก การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก เช่น แผน่ ดินไหว การเกดิ ปรากฏการณส์ ึนามิ 3. บอกองคป์ ระกอบและการแบง่ 2. บรรยากาศ ชั้นบรรยากาศ 2.1 ช้นั บรรยากาศ องคป์ ระกอบและการแบ่งช้ัน บรรยากาศ 4. บอกความหมายและ 2.2 อณุ หภูมิ ความชืน้ และ
87 ท่ี หัวเร่ือง ตวั ชี้วัด เนือ้ หา จานวน (ชวั่ โมง) ความสาคญั ของอณุ หภูมิ ความกดอากาศในทอ้ งถิ่น ความชืน้ และความกดอากาศ 5. อธิบายความสมั พนั ธ์ของ 2.3 ความสัมพนั ธข์ อง อุณหภมู ิ ความชื้นและความกด อุณหภมู ิ ความชืน้ และความกด อากาศตอ่ ชีวติ ความเป็นอยู่ อากาศ ทีม่ ีผลกระทบต่อชวี ิต ความเปน็ อยู่ 6. บอกชนิดของลม 3. ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ 3.1 ชนิดของลม 3.1.1 ลมมรสมุ 3.1.2 ลมพายุหมุน เขตร้อน ฯลฯ 3.1.3 กรณีศึกษาการ เกดิ พายนุ ากีส พายุงวงช้าง พายุนาคเลน่ น้า ฯลฯ 7. อธบิ ายอิทธิพลของลมต่อ 3.2 อิทธิพลของลมต่อ มนษุ ยแ์ ละสิ่งแวดลอ้ ม มนุษยแ์ ละส่งิ แวดลอ้ ม 8. บอกวธิ กี ารปูองกันภัยทเ่ี กิดจาก 3.3 การปอู งกันภัยทเ่ี กิดจาก ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ 9. บอกประโยชน์ของการ 3.4 ความสาคญั และ พยากรณ์อากาศ ประโยชนข์ องการพยากรณ์ อากาศ 4. ทรพั ยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม 10. อธิบาย เกีย่ วกับสภาพ ปัญหา 4.1 การใช้และปญั หา การใช้และการแก้ไขส่ิงแวดลอ้ ม เก่ียวกบั ทรัพยากรธรรมชาติของ และทรัพยากรธรรมชาตใิ นท้องถ่นิ ทอ้ งถ่นิ และประเทศ และประเทศ 11.อธิบาย สรปุ แนวคดิ ในการ 4.2 การดแู ลรกั ษา รกั ษาสมดลุ ของระบบนเิ วศ การ ทรพั ยากรธรรมชาติในทอ้ งถน่ิ อนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมและการใช้ 4.2.1 ขยะ ทรัพยากรธรรมชาติอยา่ งยัง่ ยืน 4.2.2 นา้ เสยี
88 ที่ หัวเรอ่ื ง ตัวชวี้ ัด เนือ้ หา จานวน (ชัว่ โมง) 3 สารเพื่อชวี ติ 3.1 สารและการ 4.2.3 ดนิ ถลม่ จาแนกสาร 4.2.4 การกัดเซาะชายฝ่ัง 3.2 ธาตุและ สารประกอบ ฯลฯ 4.3 สภาพส่งิ แวดลอ้ มใน ทอ้ งถิน่ และประเทศ 4.4 ปัญหาและการแก้ไข สิง่ แวดลอ้ มในท้องถ่นิ และ ประเทศ 4.5 การอนรุ กั ษส์ ิง่ แวด ลอ้ มและการใชท้ รัพยากร ธรรมชาตอิ ยา่ งย่ังยนื 4.6 สภาวะโลกรอ้ น สาเหตแุ ละ ผลกระทบ การปูองกันและแกไ้ ข ปัญหาโลกรอ้ น 1. อธบิ ายสมบตั ิทางกายภาพและ 1.สมบตั ิของสาร 10 สมบัติทางเคมี 1.1สมบัติทางกายภาพ 10 2. อธบิ ายความแตกต่าง และ ของสาร จาแนกธาตุ สารประกอบ 1.2สมบัติทางเคมขี องสาร สารละลาย และสารผสม 3. จาแนกสารโดยใช้เน้ือสารและ 2. เกณฑ์ในการจาแนกสาร สถานะเป็นเกณฑ์ 2.1 ใชส้ ถานะ 1. อธบิ ายและจาแนกธาตุ 2.2 ใชเ้ นือ้ สาร สารประกอบ โลหะ อโลหะ และ โลหะกึ่งอโลหะ 3. สมบตั ขิ องธาตุ สารประกอบ สารละลาย สารผสม 2. บอกผลกระทบทเ่ี กิดจากธาตุ 1. ความหมายและสมบัติ กัมมันตรังสี ของธาตุ กัมมันตรังสี 3. อธบิ ายการเกดิ สารประกอบ 2. สมบตั ขิ องโลหะ อโลหะ และ โลหะกึง่ อโลหะ 3. ธาตกุ ัมมนั ตรังสี 4. สารประกอบ
89 ที่ หวั เรอื่ ง ตัวชีว้ ัด เน้ือหา จานวน 3.3 สารละลาย (ชัว่ โมง) 4.1 ความหมาย 3.4 สารและ 10 ผลติ ภณั ฑ์ในชีวติ 4.2 การเกิดสารประกอบ 10 4. บอกธาตุและสารประกอบที่ใช้ 4.3 ธาตุและสารใน ในชวี ติ ประจาวนั ชวี ติ ประจาวนั 1. อธิบายสมบตั ิและองคป์ ระกอบ 1. สารละลาย ของสารละลาย 1.1 สมบตั ิของสารละลาย และองค์ประกอบของ สารละลาย 1.2 ความสามารถในการ ละลายของสาร 2. อธิบายปัจจยั ท่มี ีผลต่อการ 1.3 ปจั จัยทีม่ ผี ลต่อการ ละลายของสาร ละลายของสาร 3. หาความเข้มข้นของสารละลาย 1.4 ความเข้มข้นของ 4. อธบิ ายและเตรยี มสารละลาย สารละลาย บางชนดิ 1.5 การเตรยี มสารละลาย 5. อธบิ ายและจาแนกกรด เบส 2. กรด-เบส และเกลือ 2.1 ความหมายและสมบตั ิ ของกรด-เบส และเกลือได้ 6. อธิบายและตรวจสอบความเปน็ 2.2 ความเปน็ กรด-เบสของ กรด-เบส ของสาร สาร 7. อธิบายการใชก้ รด-เบส บาง 2.3 กรด – เบส ของสารใน ชนิดในชวี ติ ชีวิตประจาวัน 2.4 กรณศี ึกษากรด-เบสท่ีมี ผลตอ่ คณุ สมบัติของดนิ 1. อธิบายสารและสารสังเคราะห์ 1. สาร 1.1 สารอาหาร 1.2 สารปรงุ แต่ง 1.3 สารปนเป้ือน 1.4 สารเจอื ปน 1.5 สารพษิ 2. สารสังเคราะห์
90 ที่ หัวเร่ือง ตวั ชีว้ ัด เนือ้ หา จานวน (ช่ัวโมง) 2.1 ประเภท และการเกิด 2.2 สมบตั แิ ละประโยชน์ 2. อธบิ ายการใช้สารและ 3. สารและผลติ ภณั ฑ์ที่ใช้ ผลิตภัณฑ์ของสารบางชนิดใน ในชีวิต ชีวิตประจาวนั และเลอื กใช้ 4. การเลอื กใชส้ ารในชีวิต 3. อธิบายผลกระทบทีเ่ กดิ จากการ 5. ผลกระทบท่เี กิดจากการใช้ ใช้สาร และผลิตภัณฑท์ มี่ ีต่อชีวิต สารต่อชวี ติ และสิ่งแวดลอ้ ม และสิ่งแวดลอ้ ม 4 แรงและพลงั งาน เพ่ือชวี ิต 4.1 แรงและการใช้ 1. ระบปุ ระเภทและความหมาย 1. แรง 20 ประโยชน์ ของแรงประเภทต่างๆ 1.1 ความหมายและหนว่ ย ของแรง 1.2ผลการกระทาของแรง 2. อธิบายการกระทาของแรงและ 2.โมเมนต์ โมเมนต์ของแรง 1.2 ความหมายและ ชนดิ 3. บอกระบปุ ระโยชนข์ องแรงใน ของโมเมนต์ ชวี ิตประจาวัน 2.2 การหาคา่ โมเมนต์ 4. การหาคา่ ผลจากการกระทบ 2.3 การใชโ้ มเมนต์ใน ของแรง และโมเมนต์ ชวี ติ ประจาวนั 5. ใหค้ วามร้ใู นเรื่องโมเมนตใ์ น ชวี ิตประจาวนั 4.2 งานและ 1. อธบิ ายความหมายของงานและ 1. ความหมายของงานและ 10-20 พลังงาน พลังงานในรปู แบบต่างๆ พลังงาน 2. รูปของพลงั งาน 2. การตอ่ วงจรไฟฟูาอย่างงา่ ย 3.ไฟฟูา 3.1 พลังงานไฟฟาู 3. ใชก้ ฎของโอห์มในการคานวณ 3.2 กฎของโอห์ม 3.3 การต่อความต้านทาน แบบต่างๆ 3.4 การหาคา่ ความตา้ นทาน
91 ที่ หัวเร่อื ง ตัวชี้วดั เนอื้ หา จานวน (ชัว่ โมง) 3.5 ไฟฟาู ในชวี ติ ประจาวนั 4. บอกวธิ ีการอนุรักษ์และ 3.6 การอนรุ ักษ์พลังงาน ประหยัดพลงั งาน ไฟฟาู 5. อธิบายสมบัติของแสง พลัง 4. แสง งานความร้อน และนาประโยชน์ 4.1 แสง และสมบัตขิ องแสง ไปใช้ในชีวิตประจาวนั ได้ 4.2 เลนส์ 4.3 ประโยชน์ และโทษ ของแสง 5. พลงั งานความร้อน และ แหล่งกาเนดิ 5.1 พลงั งานความร้อน และ แหลง่ กาเนดิ 5.2 อุณหภมู ิ และการวัด การขยายตัวของวัตถุ 5.3 การนาไปใช้ประโยชน์ 6.อธิบายพลงั งานทดแทน และ 5.4 พลงั งานทดแทนและ เลือกใช้ได้ การใชป้ ระโยชน์ เช่น เอททานอล ไบโอดเี ซล พลงั งานนวิ เคลยี ร์ฯลฯ 5 ดาราศาสตร์เพ่ือ 1. ระบุช่ือของกลุ่มจักราศี 1. กลุม่ ดาวจักราศี 10 ชีวติ 2. การสังเกตตาแหน่งของ ดวงดาวกับชวี ติ ดาวฤกษ์ 2. อธบิ ายวิธกี ารหาดาวเหนือ 3. วธิ กี ารหาดาวเหนอื 3. อธบิ ายการใชแ้ ผนทีด่ าว 4. แผนทีด่ าว 4. อธิบายประโยชนจ์ ากกลุ่มดาว 5. การใช้ประโยชนจ์ ากกลุม่ ดาว ฤกษ์ต่อการดารงชีวิตประจาวัน ฤกษ์ 6 อาชีพชา่ งไฟฟูา อธบิ าย การออกแบบ วางแผน 1. ประเภทของไฟฟูา 10 (หมายเหตุ : บูรณา ทดลอง ทดสอบ ปฏบิ ัติการเรื่อง 2. วสั ดุอุปกรณเ์ คร่ืองมือช่าง การใชเ้ วลาการเรยี น ไฟฟูาไดอ้ ย่างถกู ตอ้ งและปลอดภยั ไฟฟูา การสอนใน คดิ วเิ คราะห์ เปรียบเทยี บข้อดี 3. วัสดอุ ปุ กรณ์ทีใ่ ช้ใน มาตรฐานการเรยี นรู้ ข้อเสยี ของการต่อวงจรไฟฟูาแบบ วงจรไฟฟูา
92 ที่ หัวเรื่อง ตวั ช้ีวัด เนือ้ หา จานวน (ชวั่ โมง) เรือ่ ง แรงและ อนุกรม แบบขนาน แบบผสม การตอ่ วงจรไฟฟาู อยา่ งง่าย พลงั งานเพ่อื ชวี ติ ใน ประยกุ ตแ์ ละเลอื กใช้ความรู้ และ 4. กฎของโอห์ม หัวข้อ พลงั งาน ทักษะอาชพี ชา่ งไฟฟูา ให้ 5. การเดินสายไฟฟูาอย่างง่าย ไฟฟูา 10 ชง่ั โมง) เหมาะสมกบั ด้านบริหารจดั การ 6. การใชเ้ คร่อื งใชไ้ ฟฟูาอย่าง และการบริการ งา่ ย 7. ความปลอดภัยและอบุ ตั ิเหตุ จากอาชีพชา่ งไฟฟูา 8. การบรหิ ารจัดการและการ บรกิ าร 9. โครงงานวิทยาศาสตรส์ อู่ าชพี 10. คาศัพท์ทางไฟฟาู
93 คาอธิบายรายวชิ า พว22002 การใชพ้ ลังงานไฟฟา้ ในชวี ิตประจาวนั 2 จานวน 3 หนว่ ยกิต ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้ มาตรฐานการเรียนร้รู ะดบั มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และเห็นคุณค่าเก่ียวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ส่ิงมีชีวิต ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมในท้องถิ่นและประเทศ สาร แรง พลังงาน กระบวนการเปลย่ี นแปลงของโลกและดาราศาสตร์ มีจิตวทิ ยาศาสตร์ และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการ ดาเนนิ ชวี ติ ศกึ ษาและฝึกทักษะเกย่ี วกับเรอื่ งตอ่ ไปน้ี 1. พลังงานไฟฟ้า การกาเนดิ ของไฟฟาู สถานการณพ์ ลังงานไฟฟาู ของประเทศไทย และประเทศในอาเซยี น 2. ไฟฟา้ มาจากไหน หน่วยงานที่เก่ียวข้องด้านพลังงานไฟฟูาในประเทศไทย เชื้อเพลิงและพลังงานที่ใช้ในการผลิต ไฟฟูา 3. อุปกรณไ์ ฟฟา้ และวงจรไฟฟา้ 4. การใชแ้ ละการประหยัดพลังงานไฟฟา้ โรงไฟฟาู กบั การจดั การด้านส่ิงแวดลอ้ ม การจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ ใหผ้ เู้ รยี น ศึกษา คน้ ควา้ สารวจ ตรวจสอบ ทดลอง จาแนก อธิบาย อภปิ ราย นาเสนอด้วยการ จดั กระบวนการเรียนรู้ดว้ ยการพบกลุ่ม การสอนเสรมิ การเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง การรายงาน การศกึ ษาจาก แหล่งเรียนรู้ ประสบการณ์ตรงโดยใชส้ ถานการณ์จริง ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และประสบการณ์จาก ผู้เรยี น การวัดและประเมนิ ผล ประเมินจากการสังเกต การอภปิ ราย การสมั ภาษณ์ ทักษะปฏบิ ตั ิ รายงานการทดลอง การมสี ว่ น รว่ ม ในกิจกรรมการเรียนรู้ ผลงาน การทดสอบ การประเมิน การนาไปใช้ประโยชน์ในชวี ิตประจาวนั
94 รายละเอียดคาอธบิ ายรายวิชา พว22002 การใช้พลงั งานไฟฟ้าในชีวิตประจาวัน 2 จานวน 3 หน่วยกิต ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น มาตรฐานการเรยี นร้รู ะดับ มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ ทักษะ และเหน็ คุณค่าเกย่ี วกบั กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี สง่ิ มีชีวิต ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อมในทอ้ งถนิ่ และประเทศ สาร แรง พลังงาน กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก และดาราศาสตร์ มีจิตวิทยาศาสตร์ และนาความร้ไู ปใช้ ประโยชน์ในการดาเนนิ ชวี ติ ที่ หวั เรือ่ ง ตวั ชี้วัด เน้อื หา จานวน 1 การกาเนดิ ของไฟฟูา (ชว่ั โมง) บอกการกาเนดิ ของไฟฟูา การกาเนิดของไฟฟาู 2 สถานการณ์พลงั งาน 1. ไฟฟูาท่ีเกิดจากการเสียดสี 2 ไฟฟาู ของประเทศ 1. บอกสดั ส่วนเชอ้ื เพลงิ ท่ใี ช้ใน ของวัตถุ ไทย และประเทศใน การผลติ ไฟฟูาของประเทศไทย 2. ไฟฟูาที่เกิดจากการทา 10 อาเซียน 2. ตระหนักถงึ สถานการณข์ อง ปฏิกิริยาทางเคมี เชื้อเพลงิ ที่ใช้ในการผลิตไฟฟูา 3. ไฟฟูาที่เกิดจากความร้อน ของประเทศไทย 4. ไฟฟูาทเ่ี กิดจากพลงั งาน 3. วิเคราะหส์ ถานการณ์พลงั งาน แสงอาทติ ย์ ไฟฟูาของประเทศไทย 5. ไฟฟูาท่ีเกิดจากพลงั งาน 4. เปรยี บเทยี บสถานการณ์ แมเ่ หล็กไฟฟาู พลังงานไฟฟาู ของไทยและ ประเทศในอาเซยี น 1. สถานการณ์พลังงานไฟฟูาของ ประเทศไทย 1.1 สดั สว่ นการผลติ ไฟฟูา จากเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ของประเทศไทย 1.2 ความตอ้ งการใชไ้ ฟฟูาใน แต่ละชว่ งเวลาในหน่ึงวันของ ประเทศไทย 1.3 สภาพปจั จุบนั และ แนวโน้มการใช้พลงั งานไฟฟูา 2. สถานการณ์พลงั งานไฟฟาู ของ
95 ท่ี หวั เร่อื ง ตัวชี้วัด เนือ้ หา จานวน ประเทศในอาเซียน (ชว่ั โมง) 3 หน่วยงานท่เี กย่ี วข้อง 1. ระบชุ ือ่ และสังกัดของ หนว่ ยงานที่เก่ียวข้องดา้ น 3 ด้านพลงั งานไฟฟูาใน หนว่ ยงานท่เี กย่ี วข้องด้าน พลงั งานไฟฟาู ในประเทศไทย 10 25 ประเทศไทย พลังงานไฟฟาู ในประเทศไทย 1. คณะกรรมการกากับ 2. บอกบทบาทหนา้ ท่ีของ กจิ การพลงั งาน (กกพ.) หน่วยงานทเ่ี กยี่ วข้องด้าน 2. การไฟฟูาฝุายผลิตแห่ง พลงั งานไฟฟูา ประเทศไทย (กฟผ.) 3. การไฟฟาู สว่ นภูมภิ าค (กฟภ.) 4. การไฟฟูานครหลวง (กฟน.) 4 เชือ้ เพลิงและพลังงาน 1. บอกประเภทเช้อื เพลงิ และ 1. เช้อื เพลงิ ฟอสซิล ท่ีใช้ในการผลิตไฟฟาู 1.1 ถา่ นหนิ พลงั งานที่ใช้ในการผลติ ไฟฟาู 1.2 น้ามนั 2. เปรยี บเทียบข้อดี ข้อจากัด 1.3 กา๊ ซธรรมชาติ ของเช้ือเพลิงและพลังงานทใ่ี ช้ใน 2. พลังงานทดแทน การผลติ ไฟฟาู 2.1 ความสาคัญของพลงั งาน 3. ยกตัวอยา่ งพลังงานทดแทนท่ี มใี นชุมชนของตนเอง ทดแทน 2.2 ประเภทของพลงั งาน ทดแทน 2.3 หลกั การทางานของ พลงั งานทดแทน 2.3.1 พลังงานลม 2.3.2 พลังงานนา้ 2.3.3 พลังงานแสงอาทติ ย์ 2.3.4 พลงั งาน ชีวมวล 2.3.5 พลังงานความร้อน ใต้พภิ พ 2.3.1 พลังงานนิวเคลียร์
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210