ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 137 2.2 ลกั ษณะทางสังคม 2.2.1 กลุมเพ่ือนมีอิทธิพลตอพฤติกรรมของเด็กวัยน้ีมาก เด็กตองการ เปนคนดังในหมูเพ่ือนมากกวาจะเช่ือฟงครู ซึ่งตางจากเด็กประถมศึกษาตอนตน มีการขัดแยงกัน ระหวางกลมุ 2.2.2 นยิ มกีฬาท่เี ลนเปน ทมี มากขนึ้ มคี วามรักพวกพองมากข้นึ 2.3 ลกั ษณะทางอารมณ 2.3.1 สามารถยอมรับกฎเกณฑต าง ๆ เพ่อื เปน แนวทางในการปฏบิ ตั ิตวั ได มีเหตุผล รูจักพิจารณาสงิ่ ตาง ๆ ดว ยใจเปน ธรรมมากขน้ึ 2.3.2 มคี วามขัดแยงกนั ระหวา งขอ ตกลงของกลุมตาง ๆ และกฎของผใู หญ ทไ่ี มสอดคลอ งกับความคดิ ของเด็กวัยนี้อาจกอใหเกิดปญ หาได 2.3.3 จะนยิ มคนดงั คนเกง มีการติดใจแบบหวอื หวา ซึง่ อาจเปนการตดิ ใจ ครู นักกฬี า หรอื ดารา 2.4 ลกั ษณะทางสตปิ ญญา 2.4.1 มีความอยากรูอ ยากเหน็ ในทุก ๆ เรอ่ื ง และสนใจชว่ั ระยะเวลาส้ัน ๆ ซึ่งการที่เด็กเปลี่ยนความสนใจจากเรื่องหนึ่งไปสูอีกเรื่องหนึ่งเปนเรื่องธรรมดา ไมไดหมายความวา เดก็ มคี วามคดิ สับสน 2.4.2 ตอ งการความเปน อสิ ระ แตใ นขณะเดยี วกนั กย็ งั ตอ งการความชว ยเหลอื 2.4.3 ตั้งความหวังในการทำงานสูง และตองทำใหไดผลสมบูรณท่ีสุด แตไ มส ามารถทำตามความคาดหวงั จะเกิดความคบั ขอ งใจ และรูสึกละอาย 3. ชัน้ มัธยมศึกษาปท ี่ 1-3 (อายุ 12-15 ป) 3.1 ลกั ษณะทางรา งกาย 3.1.1 เด็กสวนใหญเร่ิมเขาสูวัยหนุมสาว โดยเฉพาะเด็กหญิงเขาสูวัยรุนเร็ว กวาเดก็ ชาย เด็กในวยั น้จี งึ มกั มีปญ หาเรื่องการปรับตัว 3.1.2 มีลักษณะเกงกาง ทำอะไรดูขัดตาไปหมด ท้ังน้ี เพราะเด็กคำนึงถึง การเปลี่ยนแปลง เรื่องรูปราง หนา ตาของตนเองมากเกินไป 3.2 ลกั ษณะทางสังคม 3.2.1 ตองการเปนอิสระและยอมปฏิบัติตามขอตกลงของกลุมมากกวา พอแมหรือผใู หญ 3.2.2 เปนวัยท่กี ลมุ เพอ่ื นมอี ิทธพิ ลอยา งยิง่ จะไววางใจเพ่ือนยง่ิ กวาพอแม 3.2.3 เปนวัยท่ีขาดความม่ันใจ เด็กจึงมักทำอะไรคลาย ๆ กับกลุมเพื่อน เพื่อใหเปนที่ยอมรบั เชน การแตง กาย การแสดงพฤติกรรมตา ง ๆ 3.2.4 เด็กหญิงมพี ฒั นาการทางสงั คมเรว็ กวาเดก็ ชาย
138 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 3.3 ลักษณะทางอารมณ 3.3.1 คอนขางเจาอารมณ และมีอารมณไมแนนอน สวนหนึ่งมาจาก การเปล่ียนแปลงทางรา งกาย มคี วามสับสนในบทบาทของตนเองวาเปนเดก็ หรอื ผใู หญกนั แน 3.3.2 ขาดความมน่ั ใจในตนเองและมกั แสดงพฤตกิ รรมออกมาในลกั ษณะตา ง ๆ เชน ทำเสียงดงั แสดงทา เปน ผูน ำหรือยดึ ความเหน็ ของตัวเองเปนสำคัญ 3.3.3 การแสดงอารมณโกรธเปนเรื่องธรรมดาของเด็กวัยนี้ ซ่ึงจะมี ความเครียดทางจติ และความไมส มดลุ ทางชวี ภาพ 3.4 ลักษณะทางสติปญ ญา 3.4.1 ชวงความสนใจนานข้นึ สามารถทำกิจกรรมที่ยาก ๆ ได 3.4.2 สามารถเขาใจสิ่งท่ีเปนนามธรรมไดดีข้ึนโดยเฉพาะในเรื่องศีลธรรม จรรยาตาง ๆ 4. ช้ันมธั ยมศึกษาปท ่ี 4-6 (อายุ 15-18 ป) 4.1 ลกั ษณะทางรา งกาย 4.1.1 มีความเจริญเติบโตเปนผูใหญเต็มที่และสนใจรางกายของตนเอง หมกมนุ อยูกบั การแตงตัว 4.1.2 สุขภาพของเด็กโดยทั่วไปจะสมบูรณเต็มท่ี เริ่มมีพัฒนาการทางเพศ ตอ มตา ง ๆ เจรญิ เติบโตเตม็ ท่ี 4.2 ลกั ษณะทางสังคม 4.2.1 มลี กั ษณะชอบทำตามกลมุ มกี ารขดั แยง กบั ผใู หญม ากขน้ึ มคี วามนยิ ม หรอื คล่งั ไคลอ ะไรเหมือน ๆ กัน ซึ่งบางครั้งอาจมากเกนิ ไป 4.2.2 เดก็ ผหู ญงิ มคี วามกา วหนา ในดา นสงั คม มากกวา เดก็ ผชู ายในวยั เดยี วกนั เริ่มมคี วามสนใจเพศตรงขาม มีความคดิ เรือ่ งการมีคนรักและการแตง งาน 4.3 ลกั ษณะทางอารมณ 4.3.1 ตองการความอิสระมากขึ้น จึงมีปญหาขัดแยงกับพอแมอยูเสมอ ทำใหเ กดิ ชองวางระหวา งวัย 4.3.2 มีการแสดงออกที่แข็งกราว ซ่ึงเปนลักษณะของการเปลี่ยนแปลง จากวัยเดก็ สวู ัยผใู หญ 4.3.3 เปนวยั จินตนาการโดยเฉพาะเรอ่ื งอนาคต 4.4 ลักษณะทางสตปิ ญญา 4.4.1 พัฒนาการทางสมองสงู เกอื บเทาผูใ หญเ พยี งแตขาดประสบการณ 4.4.2 เปนวัยท่ีคำนึงถึงปรัชญาชีวิต โดยมุงเก่ียวกับศีลธรรม จรรยา ศาสนา แตยงั มีความสบั สนอยู
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 139 สำหรับเด็กวัยรุนมีความตองการหรือพฤติกรรมสำคัญที่ครูควรศึกษา ทำความเขาใจ เพือ่ การสง เสรมิ พฒั นานกั เรยี นไดอ ยางมีประสิทธิภาพ ดังนี้ ความตองการท่สี ำคญั ของวัยรนุ 1) อยากรูอยากเห็น 2) ความรกั 3) ความปลอดภัย 4) เปนท่ยี อมรบั ในสังคม 5) อสิ ระ 6) หาเลีย้ งตนเอง 7) มีปรัชญาชีวติ ท่ีนา พอใจ ความสนใจทีส่ ำคญั ของวัยรนุ 1) สุขภาพ รา งกาย รปู รา ง หนาตา 2) การปรบั ตัว/การวางตวั กบั เพ่อื นตางเพศ/ความรเู รอ่ื งเพศศึกษา 3) การเลือกอาชีพ 4) สนั ทนาการ การบันเทงิ 5) การคนควา 6) การสรา งนิสยั การเรียนดี 7) เรอื่ งคณุ สมบตั สิ ว นตวั 8) เรือ่ งปรชั ญาชีวติ 9) เทคโนโลยี 10) การเลน กฬี า ปญหาพฤติกรรมของนกั เรียนวัยรนุ 1) ปญหาทางดา นการเรียน เชน 1.1) ความไมเ ขา ใจบทเรยี นของนักเรยี น 1.2) วางแผนการเลือกสาขาวิชาที่จะเรียนไมเหมาะสมกับสติปญญาและ ความถนัดของเดก็ 1.3) ปญหาสว นตัว พฤติกรรมทแี่ สดงออกทมี่ ีผลตอการเรยี น เชน นสิ ยั เกียจคราน การไมอยนู งิ่ ความไมซ ่อื สตั ย ลกั ขโมย เปน ตน
140 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 2) ปญ หาการบีบค้นั ทางจิตใจ อันเกดิ จากสาเหตุตา ง ๆ เชน 2.1) ลกั ษณะอาการทางดา นประสาท 2.2) อาการเฉอ่ื ยชา เหมอ ลอย 2.3) อาการชา งกงั วล 2.4) ลักษณะความไมมั่นใจดวยการยำ้ คิด อาการยำ้ ทำ 3) ปญหาทางดานบคุ ลิกภาพ เชน 3.1) ความกังวลเรอื่ งบคุ ลกิ ลักษณะของตน 3.2) การแสดงความเปนคนข้ีอาย ไมก ลา แสดงออก 3.3) การแสดงพฤตกิ รรมทีไ่ มเหมาะสมกับวยั 3.4) การแสดงพฤตกิ รรมไมส มกบั เพศ 7. °“√™à«¬‡À≈Õ◊ π°— ‡√¬’ π∑’Ë¡ª’ ≠í À“ เพือ่ ความสำเร็จในการชว ยเหลือนักเรยี น ครูที่ปรึกษาควรมีความรูความเขาใจในปญ หา และแนวทางการชวยเหลือในดานตาง ๆ เชน ปญหาดานการเรียน ปญหาดานพฤติกรรมกาวราว รุนแรง ปญหาดานเพศ ปญหาดานสิ่งแวดลอม ดังตัวอยางปญหา เพ่ือการชวยเหลือนักเรียน ตามกระบวนการแนะแนว ดังตอไปนี้ 7.1 ปญ หาการเรียน นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 1 ท่ีเขาเรียนในโรงเรียนใหมอาจไมสามารถปรับตัว เขากับส่ิงแวดลอมใหมได ตองปรับตัวหลาย ๆ ดาน เชน ระบบการเรียนการสอนที่แตกตางกันกับ ระดับชั้นประถมศึกษา ความเคยชินกับความสนใจ ดูแลเอาใจใสของครูระดับช้ันประถมศึกษา การเลือกคบเพ่ือนใหม การสรางสัมพันธภาพกับเพ่ือนใหม การทำงานกลุมกับเพื่อน ๆ การวางตัว กับเพ่ือนตางเพศ ปญหาตาง ๆ ดังกลาวน้ี อาจเปนสาเหตุใหนักเรียนมีปญหาดานการเรียน และ หากไมไดรับการแกไข อาจทำใหเกิดปญหาตาง ๆ ตามมาอีกมากมาย ครูที่ปรึกษาท่ีใหความสนใจ เมตตา ใกลช ิดกบั นักเรียนก็จะพบปญหาของนกั เรียนและสามารถชวยเหลือ แกไขปญหาของนกั เรียน ไดทันเหตุการณ ซ่ึงครูอาจสังเกตพฤติกรรมนักเรียนที่มีปญหาดานการเรียนจากตัวอยางแบบสังเกต พรอมดว ยตวั อยา งกรณีศึกษาดา นการเรยี น ดงั นี้
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 141 ตวั อยางแบบสังเกต : แบบสงั เกตพฤตกิ รรมนักเรยี นท่มี ปี ญ หาดา นการเรียน ❑ เลน กอ กวน พดู คุยในชน้ั เรยี นขณะครสู อน ❑ น่ังหลบั ฟบุ หลับขณะครูสอน ❑ เหมอลอย ไมม ีสมาธ/ิ ความสนใจส้ัน ❑ ทำงานชา ไมส งงานตามท่ไี ดรบั มอบหมาย ❑ ไมเ ขา หอ งเรยี น/เขาหองเรียนชา ❑ อา นการตนู /เลนเกม/ทำงานอนื่ ขณะเรียน ❑ ขาดเรียนบอ ย/หนเี รยี น ❑ ผลการเรยี นต่ำมาก ❑ เรยี นตามเพอื่ นไมท นั /เรียนไมรเู รือ่ ง เวลาที่สังเกต....................................ลงช่ือ....................................ผสู งั เกต กรณศี ึกษา แบงค เปนนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปท่ี 1 ในโรงเรยี นทม่ี ีชอื่ เสยี งแหงหนง่ึ ตอนที่เรียน ช้ันประถมศึกษา มีความต้ังใจเรียนดีผลการเรียน 4.00 สามารถสอบเขาเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปท่ี 1 ไดในลำดับท่ี 31 จากผูสอบเขาเรียน 1,500 คน ทำใหคุณพอคุณแมมีความภูมิใจ ในตัวแบงคมาก หลังสอบปลายภาคเรียนที่ 1 ปรากฏวา ผลการเรียนของแบงคต่ำลงอยางมาก ไดเกรดเฉล่ีย 1.78 ติด 0 จำนวน 2 รายวิชา คือ วิชาภาษาอังกฤษ และวิชาคณิตศาสตร ตดิ ร วชิ าสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ผปู กครองไมส บายใจอยา งมาก กลวั แบงคจ ะสอบซอ ม ไมผ า น และไมม สี ทิ ธเ์ิ รยี นตอ จงึ มาพบครทู ปี่ รกึ ษาเพอ่ื ขอความชว ยเหลอื ครทู ป่ี รกึ ษาจงึ ดำเนนิ การ ตามข้นั ตอน 5 ขั้น ดงั น้ี 7.1.1 รจู กั นกั เรียน ครูที่ปรึกษาพูดคุยกับนักเรียนถึงสาเหตุของรายวิชาท่ีไดคะแนน 0 และ ติด ร จากการพูดคยุ กบั นักเรียนพบวา สาเหตุทตี่ ิด 0 วชิ าคณิตศาสตร เพราะนกั เรียนขาดการสง งาน ไมไดท ำแบบฝกหัดสง สวนวิชาภาษาอังกฤษ เนือ่ งจากไมไ ดส งคำศพั ทและขาดสงแบบฝก หัด 3 ครั้ง ทีต่ ิด ร วชิ าสงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม เพราะขาดสงรายงาน ซึง่ เปน กลุม ครูท่ีปรึกษาไดสอบถามเพ่ือน ๆ ในหองพบวา แบงคทำงานสงไมทัน เพราะชอบพูดคุยในหองเรียนเปนประจำ เวลาวาง ๆ มักจะเลนกับเพื่อน ๆ และเร่ิมมีเพ่ือนหญิง ทเี่ ปนรนุ พ่ี ม.2 มาสนใจ มาคุยดวยเวลาพกั กลางวันท่ีโรงอาหารเปนประจำ
142 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น ครูที่ปรึกษาไดสอบถามขอมูลกับผูปกครองนักเรียน พบวา ผูปกครอง มารับสง ทุกวนั ดูแลนักเรียนเปน อยางดี เวลากลบั ถึงบานตอนเย็นเมอ่ื ทานขาวเรียบรอ ยแลว นักเรียน ก็จะใชเวลาอยูในหองสวนตัว มักพูดโทรศัพทกับเพื่อน ๆ เม่ือคุณพอคุณแมถามเร่ืองการบาน นักเรียนก็จะตอบวา “ทำท่ีโรงเรียนเรียบรอยแลว” (ครูที่ปรึกษาอาจจะใชแบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียน ท่ีมีปญ หา) 7.1.2 เพียรใหปญญา ค รู ที่ ป รึ ก ษ า ส อ น ใ ห นั ก เ รี ย น ห า จุ ด เ ด น แ ล ะ จุ ด อ อ น ข อ ง ต น เ อ ง หาขอ บกพรอ งของการเรยี นแตล ะรายวชิ า เมอื่ นกั เรยี นไดจ ดุ เดน ของตนเองแลว ครพู ยายามใหก ำลงั ใจ และเสริมแรงนักเรียน สวนขอบกพรองหรือจุดออนใหนักเรียนพยายามแกไขดวยตนเองหรือครูให นักเรียนเขียนสัญญาใจในการแกไขปญหาของตนเอง ครูท่ีปรึกษาสรางเจตคติท่ีดีตอการเรียนแตละ รายวิชาใหนักเรียนเห็นความสำคัญของแตละรายวิชา และใหขอมูลเกณฑในการศึกษาตอในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเดิม หากนักเรียนมีผลการเรียนไมเปนไปตามเกณฑท่ีโรงเรียน กำหนดนักเรียนก็ตองหาที่เรียนใหม 7.1.3 ปรึกษาอุนใจ นักเรียนที่ผลการเรียนตกต่ำมีปญหาทางการเรียน อาจจะไมมีปญหา การเรียนเพียงอยางเดียว อาจจะมีปญหาอื่น ๆ ตามมาดวย ดังน้ัน การใหคำปรึกษาพูดคุย สรางสัมพันธภาพกับนักเรียนในเร่ืองตาง ๆ และเรื่องสวนตัวจะทำใหนักเรียนไววางใจ สามารถ เลา ความไมสบายใจของนักเรียนได ในการพดู คยุ กับแบงคครูท่ีปรกึ ษาพบวา ตอนอยชู ้นั ประถมศึกษา แบงคเ รยี นดี แตพ ออยชู น้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1 แบงคต อ งปรบั ตวั กบั เพอื่ นใหม กบั ครู กบั สถานที่ กบั การเรยี น การสอนที่จำนวนวิชามากกวาตอนอยูช้ันประถมศึกษา และการเปลี่ยนแปลงจากวัยเด็กสูวัยรุน ทำใหแ บงคส บั สนกบั ตนเองอยา งมาก ครทู ป่ี รกึ ษาจงึ ใหก ารปรกึ ษาเกยี่ วกบั พฒั นาการ การเปลยี่ นแปลง ของรางกายและจิตใจ อารมณ การวางตัวในเร่ืองเพ่ือนตางเพศ ซ่ึงเปนเรื่องท่ีนักเรียนกังวลใจ และท่ีสำคัญครูใหการปรึกษาในเรื่องท่ีจะทำใหนักเรียนรูจักแบงเวลาในเรื่องการเรียนและการใชเวลา ใหเ ปน ประโยชน การเรยี นรสู งิ่ ใหม ๆ ทจ่ี ะใหน กั เรยี นไดค น หาศกั ยภาพของตนเอง การฝก ความรบั ผดิ ชอบ การอดทนในเรื่องการเรียน การชวยเหลอื ภาระงานของครอบครัว 7.1.4 ใหความชวยเหลือ หลังจากนักเรียนไดลงมือแกไขปญหาแตละรายวิชาจนประสบ ความสำเรจ็ แลว ครทู ปี่ รกึ ษาตอ งใหก ำลงั ใจในการทจ่ี ะเรยี นตอ ในภาคเรยี นตอ ไปใหป ระสบความสำเรจ็ เต็มตามศกั ยภาพของนักเรียน จดั กิจกรรมซอมเสริมหรอื จดั กลมุ เพ่ือนทเ่ี รยี นดีชว ยเพ่ือนที่เรียนออน ครูท่ีปรึกษาเยี่ยมบานนักเรียนหรือสื่อสารกับผูปกครองเพื่อดูทัศนคติ ของผูปกครองตอการเลย้ี งดูลูกวาไปในทิศทางใด
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 143 7.1.5 เอ้ือเฟอ ตดิ ตาม ในขณะที่นักเรียนกำลังดำเนินการสอบซอมหรือรับงานมาทำเปนระยะ ๆ ครู ท่ีปรึกษาติดตามใหกำลังใจ หากนักเรียนมีปญหาอะไรก็สามารถปรึกษาได นักเรียนที่มีปญหาทาง การเรียนจะขาดความเช่ือม่ัน และไมกลาพบครูโดยเฉพาะครูท่ีปรึกษาและครูประจำวิชา ดังนั้น ครทู ่ปี รกึ ษา จึงควรใหกำลังใจเพอื่ ใหน กั เรยี นผา นอปุ สรรคไปใหไ ด 7.2 ปญ หาตดิ ตามเกม การเลย้ี งดู ทไี่ มฝ ก ใหเ ดก็ มวี นิ ยั ในตวั เอง ขาดกฎระเบยี บ กตกิ าในบา น ตามใจเดก็ หรือครอบครัวที่ไมมีเวลาควบคุมเด็ก ไมมีกิจกรรมสนุกสนานที่ทำรวมกัน หรือใชเกมเสมือนพี่เล้ียง ดูแลเด็กแทนตน สังคมยุคไฮเทคที่เราความตื่นเตนแกเด็กอยางมหาศาล สังคมขาดแคลนกิจกรรม หรอื สถานทที่ เี่ ดก็ จะไดใ ชป ระโยชนห รอื เรยี นรู โดยไดร บั ความสนกุ สนานไปดว ย เหลา นเี้ ปน แรงผลกั ดนั ใหเด็กหันไปใชเกมเปนทางออก ตัวเกมเองก็เปนเหตุใหเด็กติดเกม เพราะเด็กไดอิสระในโลก จินตนาการ ไดสรางบุคลิกภาพของตนเอง ไดแสดงอำนาจ ไดสรางความสำเร็จ ทาทาย ไดเพ่ือน ในเกมออนไลน ไดความรูสึกพึงพอใจจากรางวัลหรือคะแนนในเกม ดังมีตัวอยางกรณีศึกษาเพ่ือการ ชวยเหลือ ดงั นี้ กรณีศกึ ษา สิชลเปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ในระยะหลังครูสังเกตพบวา สิชล ขาดเรยี นบอ ย วนั ไหนทมี่ าโรงเรยี นมกั จะนอนฟบุ หลบั ครผู สู อนหลายวชิ าบอกวา สชิ ลไมส ง การบา น และช้ินงานท่ีมอบหมาย ซ่ึงมีผลใหผลการเรียนติดคางหลายวิชา ครูที่ปรึกษาติดตอทางบาน ถึงการขาดเรียน ผูปกครองแจงวาสิชลมาโรงเรียนทุกวัน ภายหลังครูท่ีปรึกษาสืบทราบวา สิชล ไมเขาโรงเรียนแตแอบไปเลนเกมที่รานใกลโรงเรียน ผูปกครองบอกวาสิชลเลนเกมท่ีบานจนดึก และไมส ามารถหา มลกู ไมใ หเลน เกมได การดำเนินการดูแลชวยเหลือนักเรียนท่ีมีพฤติกรรมติดเกม ครูท่ีปรึกษาอาจ ดำเนินการตามขัน้ ตอน ดงั นี้ 7.2.1 รจู ักนักเรียน ครูท่ีปรึกษาอาจใชการสังเกตโดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน ทม่ี ปี ญหาติดเกม ดงั ตัวอยางรายการสังเกตตอไปนี้ • ใชเวลาในการเลนเกมมาก/ไมสามารถควบคุมตนเองใหเลนเกม ในเวลาที่กำหนด • ไมม ีสมาธิในการเรียน/การทำงาน • แสดงอารมณไมพ อใจ หงดุ หงดิ เม่ือถูกสั่งใหห ยดุ เลนเกม • มาสาย หรือหยดุ เรยี นบอ ยเน่อื งจากเลนเกมจนไมไดนอน • ผลการเรยี นลดลงเนอื่ งจากใชเ วลาในการเลน เกมแทนการทำการบา น หรอื ทบทวนบทเรยี น
144 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน • การเลน เกมรบกวนชีวติ ประจำวนั เชน ไมนอน ไมทำการบาน • ไมสนใจกิจกรรมท่ีเคยชอบหรือเคยทำเปนกิจวัตร เชน เลนกีฬา ไปเที่ยวกบั พอ แม • ใชเ งนิ ในการเลน เกม จนเกดิ ผลกระทบตอ การใชจ า ย อาจมพี ฤตกิ รรม ขโมย ครูที่ปรึกษา จึงควรมีความรูความเขาใจเก่ียวกับลักษณะของเด็กติดเกม เพือ่ ประโยชนในการชวยเหลอื นักเรยี น ดังมลี ักษณะสำคัญตอ ไปน้ี ลกั ษณะของเด็กติดเกม • ไมส ามารถควบคมุ ตวั เองใหเ ลน เกมในเวลาทกี่ ำหนด ทำใหใ ชเ วลาเลน ติดตอกนั นานหลาย ๆ ช่วั โมง หรือเลนนานขน้ึ เร่ือย ๆ จากเดมิ ไมก ช่ี ว่ั โมงตอ วนั เพม่ิ เปน หลายชว่ั โมง ตอ วนั บางคนเลน ขา มวนั ขา มคนื • หากถูกบังคับใหเลิกหรือหยุดเลนจะตอตาน หรือมีปฏิกิริยาหงุดหงิด ไมพอใจอยา งรนุ แรง บางคนถงึ ขน้ั กา วรา ว อาละวาด • การเลนของเด็กมีผลกระทบตอหนาที่ความรับผิดชอบของเด็ก เชน เดก็ ไมส นใจการเรยี น ไมส นใจทจี่ ะทำการบา น งานบา นทเี่ ปน หนา ท่ี หนเี รยี นหรอื แอบหนอี อกจากบา น เพอื่ ที่จะไปเลนเกม ผลการเรยี นต่ำลงอยา งมาก ละเลยการเขา สงั คม หรอื ขาดการทำกิจกรรมรวมกบั ครอบครวั • บางรายอาจมีปญหาพฤติกรรมอื่น ๆ รวมดวย เชน โกหก ลักขโมย เพ่ือนำเงินไปเลนเกม ละเลยการเขา สงั คมหรือทำกิจกรรมรว มกับครอบครัว 7.2.2 เพยี รใหปญ ญา ครูที่ปรึกษาสามารถดำเนินการเพ่ือใหนักเรียนไดเรียนรูถึงผลกระทบ ทีเ่ กดิ ขน้ึ ตอตนเอง ตอ ครอบครวั และตอ บคุ คลรอบขางเก่ียวกบั ปญหาการติดเกมในกจิ กรรม ดังน้ี 1) กิจกรรมในชั้นเรียน ปรับเทคนิคการสอนและสอดแทรกเน้ือหา การชวยเหลือนกั เรยี นท่ีตดิ เกม 2) กจิ กรรมโฮมรมู วเิ คราะหข า ว คณุ และโทษของเกม ผลของการตดิ เกม ตอ ตนเอง และผลกระทบตอคนรอบขา ง 3) กจิ กรรมเสรมิ หลกั สตู ร สรา งกจิ กรรมทช่ี ว ยเบนความสนใจ ใชเ วลาวา ง ใหเปนประโยชน กิจกรรมเสริมความภาคภูมิใจในตัวเอง หรือใหนักเรียนเปนแกนนำชวยเหลือเพื่อน ท่ตี ดิ เกม 7.2.3 ปรึกษาอุน ใจ กิจกรรมการใหการปรึกษาเบื้องตน ครูที่ปรึกษาควรสรางสัมพันธภาพ และการส่อื สารที่มีประสิทธิภาพกับนักเรียน โดย 1) ทำความเขา ใจสาเหตทุ ีท่ ำใหนกั เรียนตดิ เกม
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 145 2) พูดคุยกับนักเรียนถึงความตระหนักตอปญหา และสรางแรงจูงใจ ในการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรม หากนกั เรยี นปฏเิ สธหรอื ขาดแรงจงู ใจในการเปลย่ี นแปลง ใหค รทู ปี่ รกึ ษา คอ ย ๆ พดู คยุ ใหน กั เรยี นเหน็ ความแตกตา งระหวา งการคงพฤตกิ รรมปญ หาเดมิ ตอ กบั การหยดุ พฤตกิ รรม ทเี่ ปนปญหา ใหนักเรยี นรวมเสนอแนะขอคิดเห็น 3) รวมกำหนดกติกาอยางเปนรูปธรรม และบังคับใชอยางเขมแข็ง หนักแนนในการรกั ษากตกิ า แตออ นโยน ไมฉ นุ เฉยี ว ประชด เสยี ดสี 4) ช่ืนชมใหกำลังใจ มองใหเห็นดานดีหรือดานบวกในตัวนักเรียน อาจพูดชื่นชมหรือแสดงออกใหนักเรียนรับรู การที่นักเรียนรูวามีคนเห็นคุณคาในตัวเขา จะทำใหเขา เหน็ คุณคา ในตวั เอง มีกำลังใจทำดตี อไป 7.2.4 ใหค วามชวยเหลอื ครูทีป่ รกึ ษา สามารถดำเนนิ การชว ยเหลือนักเรียนที่ติดเกมไดดงั น้ี 1) ใชศักยภาพของนักเรียนใหเปนประโยชน สนับสนุนใหนักเรียน ทำกิจกรรมที่เหมาะสม และเปนไปได ใหทำประโยชนจากความสามารถดาน IT เชน สรางเกม ชว ยเฝา ระวงั IT สอนคนดอยโอกาสใชค อมพิวเตอร 2) กิจกรรมเพ่ือนคูหู จับคูกับเพ่ือนหรือกลุมเพ่ือน ที่ทำใหมีกิจกรรม สรา งสรรคอยา งตอเนอื่ ง เพื่อเบยี่ งเบนออกจากการเลน เกม 3) กิจกรรมส่ือสารกับครอบครัว/เยี่ยมบาน ครูที่ปรึกษาเตรียมพรอม การเย่ยี มบานและใหคำแนะนำขอปฏิบัตใิ นการชวยเหลอื เชน • จัดกจิ กรรมสรา งสรรคในครอบครัว • แปลงพลังของนักเรียนไปในทางสรางสรรค โดยจัดโอกาสใหลูก ทำกิจกรรมอื่น ๆ ทลี่ กู ถนัดและสนใจ • ลดโอกาสการเขาถึงคอมพิวเตอรและอินเทอรเน็ต โดยกำหนด ท่ีตั้งของคอมพิวเตอรในหองโถงหรือพื้นท่ีท่ีใชรวมกันในบาน และกำหนดช่ัวโมงการเลนเกม กำหนด ช่ัวโมงการเขา ถึงอินเทอรเนต็ เชน ซอ้ื อนิ เทอรเน็ตเปน ชว่ั โมง เปนตน • ใชมาตรการทางการเงิน โดยใชการจำกัดจำนวนและความถ่ี ของการใหเ งนิ ไดแ ก ไมใ หเ งนิ แกล กู มากเกนิ ไป ใหเ งนิ วนั ตอ วนั หรอื ถา ลกู ถอื เงนิ ไมไ ดเ ลย ใชห มดตลอด ก็ตองใหเปนอาหารหรือขนม หรือใหเปนขาวของเคร่ืองใชอ่ืน ๆ โดยตรง แทนการใหถือเงิน ใหลูก รับรูคาใชจายในบาน ใหลูกรวมรับผิดชอบคาใชจายของการเลนเกมหรืออินเทอรเน็ต เชน ใหลูก ออกเงินคาช่ัวโมงอินเทอรเน็ตเอง หรือออกคาโทรศัพทเอง กรณีที่ลูกขอเงินเพ่ิมพิเศษ หากขอเงิน เพ่ิมบอยจนผิดสังเกต พอแมควรใหศิลปะในการหาขอมูลและจัดการ เชน อาจใหเงินเพ่ิมพิเศษน้ัน กับผรู บั โดยตรงโดยไมผ า นลกู หรอื ใหข องแทนเงินสด
146 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 4) กิจกรรมซอมเสริม กรณีนักเรียนมีปญหาการเรียนรวมดวย ใหครู จับคูกับเพื่อนท่ีเรียนดี โดยเตรียมความพรอมความเขาใจเพื่อนกอน รวมท้ังครูที่ปรึกษาประสาน ขอความรวมมอื กับครูประจำรายวชิ าทเ่ี กย่ี วขอ ง 7.2.5 เอ้ือเฟอ ตดิ ตาม การตดิ ตามผล การชว ยเหลอื ทำไดโ ดยการสงั เกตพฤตกิ รรม การสมั ภาษณ ผูปกครอง เพ่ือนสนิท ครูผูสอน และผูปกครอง หรือการติดตามผลโดยการพบกลุมและใหนักเรียน รายงานพฤตกิ รรมการเลน เกม และความสามารถในการควบคมุ ตนเองในการเลน เกมอยา งสรา งสรรค 7.3 ปญหากาวราว/รนุ แรง ความรุนแรงในโรงเรียนมักถูกมองขาม เพราะคิดวาเปนเรื่องของวัย เมื่อพูดถึง ความรุนแรง ครูอาจคิดวาเปนเรื่องของการชกตอย ใชกำลัง มาตรการสวนใหญที่นำมาใช จึงเปนแค การลงโทษทางวินยั อีกทง้ั ครกู ม็ ักจะมองวา นกั เรียนท่ีเขากบั เพือ่ นไมไ ด ถกู ลอ และถูกแกลงบอ ย ๆ เปนเพราะนิสัยท่ีเก็บตัว ปรับตัวยาก ทัศนคติเชนน้ี ทำใหครูมองขามเร่ืองความรุนแรงในรูปแบบ ตาง ๆ ทีน่ ักเรยี นแสดงตอกัน ความรุนแรงไมใชเ รือ่ งเลก็ นอย การจัดการกับนกั เรียนทีใ่ ชค วามรนุ แรง จงึ ควรไดร ับการพจิ ารณาชว ยเหลอื ตามสาเหตุท่มี าของความรนุ แรง ดงั กรณีศกึ ษาตอไปน้ี กรณีศกึ ษาที่ 1 สุชาติอยูในกลุมที่เปนกลุมนักเรียนขาใหญในโรงเรียน สุชาติจะตามเพื่อน ในกลุมไปหาเร่ืองทะเลาะวิวาทกับนักเรียนตางโรงเรียนเปนประจำ ทำใหสุชาติถูกเรียกเขาพบ ท่หี องปกครองบอย ๆ บางคร้ังสุชาติและกลมุ เพื่อนจะดักไถเงนิ รุนนอ ง เม่อื เงินในกระเปา ขาดมือ สชุ าตเิ คยถกู รบิ อาวธุ เชน มดี พก เหลก็ ขดู ชารบ เปน ตน ทตี่ ดิ กระเปา มาไวป อ งกนั ตวั ตอ มาสชุ าติ จึงฝากอาวธุ ใสกระเปาเพอ่ื นนกั เรียนหญิงเขา มาในโรงเรยี น กรณศี กึ ษาที่ 2 รินทรเปนลูกคนกลางท่ีเติบโตมาจากครอบครัวที่พอทำงานเปนกรรมกร กอสราง แมรับจางซักรีดเส้ือผา พอติดเหลา สูบบุหรี่ และมักมีเรื่องทะเลาะทุบตีกับแม และมกั ลามมาถงึ ลกู ทกุ ครงั้ ทเี่ มา รนิ ทรเ คยเขา โรงพยาบาล เพราะถกู พอ ทำรา ยหลายครงั้ รนิ ทรจ งึ มกั ใชค วามรุนแรงในการตอบโตเมื่อเกดิ ปญหา และมกั จะมเี รือ่ งชกตอ ยกบั เพ่อื นเปน ประจำ กรณศี กึ ษาที่ 3 ชานนทเ ปน เดก็ อารมณร อ น เกบ็ อารมณไ มอ ยเู มอ่ื โกรธ ชานนทจ ะมอี าการเกรง็ หนา แดง หายใจเร็วอะไรท่ีอยูใกลต ัวก็จะทำลาย ขวา งปาใหเ สียหาย ชานนทเ คยทมุ เกาอีใ้ สเ พ่อื น จนไดรบั บาดเจ็บเม่ือถูกยัว่ ใหโ กรธ แมแ ตก ับครู ชานนทก ็เคยตอ ยหนา มาแลว
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 147 การดำเนินการดูแลชวยเหลือนักเรียนมีพฤติกรรมกาวราว ใชความรุนแรง ท้ัง 3 กรณตี วั อยาง ครทู ่ีปรกึ ษา ควรดำเนินการตามข้นั ตอน ดงั น้ี 7.3.1 รูจ กั นักเรียน ครูท่ีปรึกษาควรพูดคุยเพื่อคนหาสาเหตุที่นักเรียนมีพฤติกรรมกาวราว ซ่ึงอาจมสี าเหตุมาจากส่ิงตอ ไปน้ี 1) ความคึกคะนองตามวัย พฤติกรรมเลียนแบบกลุมเพ่ือนที่ชอบใช ความรุนแรง 2) ตองการการยอมรับ อยากเหนือกวา ตองการอำนาจ และความ มน่ั ใจ จงึ มักเลือกขม เหงนกั เรียนท่ีดูออนแอ ตวั เลก็ ไมมเี พอ่ื น ไมโ ดดเดน และยอมคลอยตาม 3) มีประวัติทางครอบครัวท่ีชอบใชความรุนแรง มีการใชสุราและ สารเสพตดิ การอบรมส่ังสอนใชความรุนแรงอยเู สมอ เด็กซมึ ซับความรนุ แรง คุน เคยกับการแกปญหา โดยใชความรุนแรง เคยมีประสบการณ ถูกทารุณจากคนในครอบครัวหรือนอกครอบครัว จึงแสดง พฤตกิ รรมกา วราวกบั เพอื่ น เพอื่ ชดเชย กลบเกลอ่ื นความรสู กึ ท่ีขาดและตองการความใสใจ 4) อาจมีความผิดปกติทางระบบประสาท โรคหรือภาวะทางสมอง บางอยา ง เชน โรคสมาธสิ ั้น ภาวะปญ ญาออน ออทซิ ึม เปนตน ซง่ึ มกั มีอาการกา วราวรว มดวย หากครทู ป่ี รกึ ษาคน หาสาเหตคุ วามตอ งการทแ่ี ทจ รงิ ของนกั เรยี นกลมุ นไี้ ด การแกป ญ หาจะไมใชเ ร่ืองยาก 7.3.2 เพยี รใหปญ ญา ครูท่ีปรกึ ษาควรดำเนนิ การดงั นี้ 1) ปลูกฝงทัศนคติท่ีเหมาะสมใหแกนักเรียนทุกคนในหอง โดยอาจใช ช่ัวโมงกิจกรรมโฮมรูมในเร่ืองของการใชความรุนแรงของนักเรียนในรูปแบบตาง ๆ ตัวอยางตอไปนี้ เปนวธิ ีการอธิบายทอ่ี าจชว ยใหนกั เรียนเขา ใจได ก) ใหน กั เรยี นใหค ำจำกดั ความของคำวา “ความรนุ แรง” “การรงั แก” “การกล่ันแกลง” ในรูปแบบตาง ๆ แลวครูอาจสรุปใหฟงเพ่ือใหนักเรียนเขาใจและเห็นวา เปนพฤติกรรมที่ไมเหมาะสม เชน “ความรุนแรง คือ การที่กลุมหน่ึง หรือคนหน่ึง ทำรายอีกฝาย ดว ยเจตนา ไมวาจะเปนทางคำพดู ทำรายรา งกาย หรอื ทำลายทรพั ยสิน” เปน ตน ข) ใหนักเรียนเรียนรูวา ความรุนแรงเปนภัยตอนักเรียนทุกคน ในโรงเรยี น และทกุ คนควรมสี ว นรบั ผดิ ชอบในการปอ งกนั และชว ยเหลอื ใหน กั เรยี นทง้ั หอ งชว ยกนั คดิ กฎและมาตรการที่จะชวยปอ งกนั ความรุนแรงในรปู แบบตาง ๆ และใหล องปฏิบัติ เชน ไมพ ดู จาดูถกู ลอเลียนคนอื่น ปฏิบัติตอเพ่ือนแบบที่เราอยากใหเขาทำกับเรา (เอาใจเขามาใสใจเรา) ไมทำใหเพ่ือน รสู ึกดอ ยหรอื กีดกันเพอ่ื นบางคน ชว ยเหลือเพอ่ื นที่ถกู รังแกหรอื กลน่ั แกลง เปน ตน
148 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน ค) ใหนักเรียนรูจักการพบครูหรือผูใหญ เพื่อรายงานหรือแจงขาว เมือ่ พบเพื่อนหรอื นกั เรยี นคนอ่นื ถูกรังแก หรือตกเปนเหยอื่ ของความรุนแรง หรอื มีภัย ง) แนะนำใหนักเรียนรูจักครูหรือบุคลากรในโรงเรียนที่รับผิดชอบ ดูแลนักเรียนในดานตาง ๆ อาจเชิญใหตัวแทนครูที่รับผิดชอบมาพูดคุยกับนักเรียนในหอง เพ่ือสราง ความสนิทสนม นักเรยี นจะไดร ูวาควรพบครทู า นใด ในเร่ืองใด จ) ใหนักเรียนเรียนรูการวางตัวเปนกลาง ไมเขาขางพฤติกรรม ทีร่ ุนแรงตอ นักเรยี นอ่นื หรอื รสู กึ สะใจ และใหนักเรียนเรยี นรวู า ทกุ คนมหี นา ที่รบั ผดิ ชอบตอ งชวยเหลอื ฝายที่โดนรังแก หากอยูในภาวะท่ีทำได ไมเปนภัยตอตัวเอง หรือแจงใหครูทราบทันที หากเปน เรื่องรุนแรงและหากเขาไปชวยเหลือเองไมได เพราะอาจมีอันตราย เพื่อใหผูใหญเขามาชวยเหลือ ตอไป หากพบการนนิ ทา ลอเลียน หรือใชคำพดู เสยี ดสีตอ งไมเขาไปมสี วนรว มดวย และควรชว ยหา ม หรอื หากเหน็ วาฝายที่ตกเปนเหย่อื รูสกึ แย และไดรบั ผลกระทบอยางหนัก ควรแจง ใหครูรบั ทราบ ฉ) ชวยกันคิดหาวิธีการท่ีเหมาะสมที่จะโตตอบ เมื่อพบเห็นการใช ความรุนแรงในรูปแบบตา ง ๆ อาจใหนักเรยี นจดั บอรด ในหวั ขอนี้ และมีการรณรงคเรอื่ งนใ้ี นโรงเรียน 2) ครูท่ีปรึกษาควรพูดคุยกับนักเรียนที่เปนผูใชความรุนแรงถึง ผลกระทบที่เกิดข้ึนตอตนเอง ตอบุคคลที่นักเรียนใชความรุนแรง ตอครอบครัว ซ่ึงนักเรียนจะตอง รับผิดชอบกบั สิง่ ทนี่ กั เรยี นทำขน้ึ ดว ย 7.3.3 ปรกึ ษาอุนใจ เม่ือเผชิญหนากับนักเรียนท่ีกาวราว โกรธจัด และควบคุมอารมณไมได หากนักเรยี นแสดงกบั ครอู ยางเปด เผย ครูตองเมตตากับนกั เรยี นใหมาก มคี วามต้งั ใจทจี่ ะชวยนักเรียน ใหได ตองคิดเชน นใี้ หไ ดเสยี กอน จากน้ันดำเนินตามขนั้ ตอนดงั ตอไปน้ี 1) ถามนกั เรยี นอยา งสงบ ใจเยน็ อยา งเขา ใจ และหลกี เลยี่ งการปะทะกนั ใหมากท่ีสุด เชน “มีอะไรหรือวิธีไหนท่ีเราจะชวยกันได เพ่ือใหเธออยูในหองและเรียนตอไปไดดวยดี บางไหม” การถามเชนนี้ จะแสดงใหเห็นวาครูสนใจ และไมคิดขับไลนักเรียนออกไป ท้ังยังแสดง ความหว งใยในตัวนักเรียนและรักษาผลประโยชนข องนักเรียน 2) จงเตรยี มรบั คำพดู เสยี ดสจี ากนกั เรยี น (เชน “ปลอ ยใหผ ม/หนอู ยคู นเดยี ว และเลิกบังคับใหเรียนไดแลว”) อยาไปสนใจ ถามซ้ำอีกครั้งวา มีทางใดบางท่ีนักเรียนจะยอมรวมมือ การถามซ้ำจะทำใหนักเรียนไดคิดอีกครั้งและอาจใหคำตอบที่ดีกวาครั้งแรก แตหากนักเรียนยังคง ขัดขืน ไมรวมมือ ก็ตองใชมาตรการแกปญหาตามที่เห็นสมควรตอไป เชน เชิญออกจากหอง สงให ครูแนะแนวหรือฝายปกครอง แตจำไววา การตอบสนองทุกอยางของครู ตองสงบ สั้นกระชับ ไมใชอารมณ และเปนกลาง
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 149 3) ในกรณีท่ีนักเรียนมีปญหาทางอารมณ โกรธ ไมพอใจ เสียใจ หงุดหงิดในหอง ไมวาจะเปนเพราะเพ่ือน ครู หรือปญหาจากภายนอก หากครูสังเกตเห็น ควรพา นักเรียนผูนั้นหลบไปพักสงบอารมณสักครู อาจเปนมุมเงียบ ๆ ในหองเรียนหรือนอกหองเรียน (แตควรมีผูใหญอยูดวย) ระหวางน้ันอาจใหนักเรียนคนอื่น ๆ ไดพักสักครูเชนกัน กอนจะกลับมาสู บทเรียนตอไป ครูขอพูดคุยกับนักเรียนที่มีปญหา แตตองหลังจากท่ีนักเรียนไดพักสงบอารมณแลว และครูเองก็ตองสำรวจใหจิตใจของตนสงบและเยือกเย็นเชนกัน ตัวอยางคำพูด : ครูอยากคุยกับเธอ วาอะไรทำใหเธอโกรธ/หงุดหงิด/เสียใจ ฯลฯ หลังจากที่พักใหใจเย็นลงแลวสักหานาที ตามไปพบครู ท่โี ตะ แลวเราคอยคยุ กนั ) 4) วิธกี ารใหคำปรกึ ษานกั เรยี นที่มีปญหาพฤตกิ รรมกาวราว ควรทำดังนี้ ก) ใหค วามเขา ใจ สนใจ รบั ฟง คำพดู ความคดิ ความรสู กึ ในการกระทำ ข) ใหป ระเมนิ ผลทเ่ี กิดขน้ึ ตอ ตนเองและผูอื่น และชี้ใหเ หน็ ถึงผลเสยี ของการกระทำ ค) ใหทางเลอื กในการระบายความโกรธ กา วรา ว ไมพอใจ ในวธิ ีการ ที่เหมาะสม เชน การเลน กีฬา ดนตรี งานศิลปะอืน่ ๆ ตามความสามารถ ง) ใหคนหาศักยภาพของตนเอง สงเสริม เปดโอกาสใหแสดงออก เชน เปน ผูนำ หรอื สมาชิกกลมุ กจิ กรรมตาง ๆ ชมรมโตว าที ชมรมกีฬา เปน ตน จ) ใชหลกั การปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรมโดยใชแรงเสรมิ ทางบวก 7.3.4 ใหความชว ยเหลือ ในความเปน จรงิ นกั เรยี นทเี่ ปน อนั ธพาลและกา วรา ว กเ็ พราะมคี วามทกุ ขใ จ ตาง ๆ แลวปรากฏออกมาเปนพฤติกรรมภายนอก ดังน้ัน การชวยเหลือดานจิตใจจึงเปนสิ่งสำคัญ และไมควรใชการลงโทษท่ีรุนแรง หากจะคาดโทษ ควรทำดวยความเขาใจ แมการคุยกับนักเรียน ท่กี าวราวจะยาก แตน กั เรียนกลมุ นกี้ ็ตอ งการความชวยเหลือเชนกัน 1) การปรับพฤติกรรม หากเปนกลุมที่มีพฤติกรรมกาวราว รุนแรง กลุมน้ีอาจตองการการยอมรับ ในกรณีเชนน้ี ครูที่ปรึกษาอาจจัดกิจกรรมใหนักเรียนเลือกทำ ตามความถนัด เชน สงเสริมใหเลนกีฬาหรือทำกิจกรรมท่ีชอบ อีกวิธีคือ ฝกใหนักเรียนกลุมนี้ ชวยดูแลนักเรียนคนอื่น ๆ เปนหูเปนตาแทนครู เปนวิธีที่ทำใหนักเรียนไดรับการยอมรับ มีอำนาจ และไดใ ชกำลังของตนไปในทางที่ถูกตอ ง แตครทู ป่ี รกึ ษาตอ งรูจกั ใหแรงเสริมใหเหมาะสมดวย 2) ขอความชว ยเหลอื หากเปน กลมุ ทชี่ อบรงั แก ทำรา ยรา งกาย ขดู รดี เงนิ เพราะทางครอบครัวมีปญหา กลุมนี้มักไมมาพบครู จึงควรขอความรวมมือจากคณะครูที่ดูแลกิจการ นกั เรยี น ซง่ึ มกั ดแู ลเรื่องความรนุ แรงโดยตรง เพ่ือปรบั พฤตกิ รรม ครูที่ปรึกษาอาจตอ งคยุ กบั นกั เรียน เพื่อทำความเขาใจพฤติกรรมของนักรียนวามีแรงจูงใจจากอะไร และใหความชวยเหลือท่ีเหมาะสม ซ่ึงหากครูแสดงความต้ังใจท่ีจะชวยรับฟง จะทำใหความสัมพันธดีขึ้น นักเรียนสวนใหญก็มักจะให ความรว มมือ
150 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 3) เยย่ี มบาน ความสัมพนั ธท ดี่ รี ะหวา งครูกับผูป กครองจะชวยใหปญ หา คลี่คลายลง การเย่ียมบานจะไดผลดีที่ครูท่ีปรึกษาจะใชในการขอความรวมมือจากผูปกครองในการ ดูแลชวยเหลือลูกรวมกับทางโรงเรียน แตอยาใหผูปกครองรูสึกวากำลังถูกตำหนิ อาจนำไปสูการ ตอตานและทำใหปญ หาซับซอ นย่ิงขน้ึ 4) สงตอผูเช่ียวชาญ หากมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางสมอง ครู ที่ปรึกษาควรสงตอครูแนะแนวหรือครูจิตวิทยาโรงเรียน และใหผูปกครองนำเด็กไปรับการรักษา จากจิตแพทยและนำเขาสูกระบวนการชวยเหลือที่ครูผูสอนทุกคนจะตองรับทราบเพื่อชวยเหลือเด็ก เมือ่ เกดิ ปญ หาในชนั้ เรยี น 7.3.5 เออื้ เฟอตดิ ตาม การตดิ ตามผล การชว ยเหลอื ทำไดโ ดยการสงั เกตพฤตกิ รรม การสมั ภาษณ ผูปกครอง เพ่ือนสนิท ครูผูสอนและผูปกครอง หรือใหนักเรียนบันทึกพฤติกรรมเมื่อมีอารมณโกรธ วธิ ีการจดั การกบั อารมณโกรธ 7.4 ปญ หาทางเพศ ปญหาทางเพศเปนเรื่องสำคัญที่มักเกิดขึ้นในกลุมวัยรุน ดังน้ัน นักเรียนระดับช้ัน ประถมศึกษาตอนปลาย และชั้นมัธยมศึกษา จึงมีภาวะเสี่ยงตอการเกิดปญหาเร่ืองเพศ โดยเฉพาะ ในวัยรุนเปนวัยที่อยากรูอยากลอง ตองการประสบการณแปลกใหมตองการไดรับจากกลุมเพ่ือน มคี า นยิ มทางเพศทผ่ี ดิ และปญ หาสอื่ มวลชนทน่ี ำเสนอเรอ่ื งเพศอยา งไมไ ตรต รอง อกี ทง้ั สอื่ ลามกอนาจาร ทส่ี ามารถหาซอื้ ไดง า ย จะทำใหว ยั รนุ เกดิ ปญ หา เชน การมเี พศสมั พนั ธก อ นวยั อนั ควร การมเี พศสมั พนั ธ ท่ีเส่ียงตอการติดโรคและต้ังครรภอันไมพึงประสงค ปญหาเรื่องเพศจึงเปนปญหาสำคัญที่อยูกับวัยรุน มาทุกยคุ ทกุ สมัย ครูที่ปรกึ ษาควรใหค วามใสใจนกั เรยี นทรี่ บั ผดิ ชอบ กรณีศกึ ษา เขียวเปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่มีรูปรางหนาตาดี เรียนหนังสือพอใช แตม พี ฤตกิ รรมสอ ไปในทางชสู าว กลา วคอื เขยี วมกั จะชอบไปนง่ั คยุ กบั เพอื่ นหญงิ จบั มอื โอบกอดกนั ท่ีหลังโรงเรียนเปนประจำ เพื่อนในหองชอบลอวาเปนคาสโนวาหนาหยกประจำหอง ม.3/2 ชว งหลังคณะครูในโรงเรยี นมักเหน็ เขยี วกลบั บานมดื เปน ประจำ จนหลายคนเริ่มเปนหวง
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 151 การดำเนินการดูแลชวยเหลือนักเรียนท่ีมีพฤติกรรมทางเพศไมเหมาะสม ครู ทป่ี รกึ ษาควรดำเนนิ การตามขนั้ ตอน ดงั น้ี 7.4.1 รจู ักนกั เรียน ครูที่ปรึกษาควรพูดคุยเพื่อคนหาสาเหตุท่ีนักเรียนมีปญหาพฤติกรรม ทางเพศ โดยใชเทคนคิ วธิ กี ารดังน้ี 1) การสัมภาษณเขียว เพื่อคนหาขอมูลที่แทจริงเก่ียวกับการแสดงออก ถงึ พฤติกรรมเชน น้ี ผลการศึกษาขอ มูลอาจไดค ำตอบดังน้ี - ความตองการทางเพศตามลักษณะพัฒนาการของวัยรุน พฤติกรรมน้อี าจเกิดจากความตอ งการทางเพศของเขียว - ตอ งการการยอมรบั อยากเหนอื กวา ตอ งการอำนาจ และความมน่ั ใจ เน่ืองจากวัยน้ีเปนวัยท่ีตองการการยอมรับจากสังคมโดยเฉพาะเพื่อน ๆ การท่ีเพ่ือนยกยองวา เขียวเปนคาสโนวาหนา หยก ทำใหเขยี วพอใจ จึงอาจทำใหแ สดงพฤติกรรมนี้ - ความอยากรูอยากลองของวัยรุน ธรรมชาติของเด็กวัยนี้มักจะ อยากรู อยากรูในเร่ืองแปลกใหมโดยเฉพาะประสบการณทางเพศ จึงทำใหแสดงพฤติกรรมดังกลาว โดยอาจไมรวู าไมเหมาะสม - มีประวัติทางครอบครัว เขียวอาจมีความตองการความรัก ความอบอนุ จากเพือ่ นหญิง หรอื ครอบครวั ของเขยี วอาจเล้ียงดูหรือปลูกฝง คานิยมทไี่ มเหมาะสม 2) การสมั ภาษณเ พ่อื นของเขยี ว เพ่ือหาขอ มลู เพ่มิ เตมิ 3) การเย่ียมบานของเขียว เพ่ือสอบถามและศึกษาความสัมพันธของ ครอบครัวเขียว รวมถึงสอบถามทางบา นวา ทราบพฤตกิ รรมของเขียวหรือไม หากครูที่ปรึกษาคนหาสาเหตุความตองการท่ีแทจริงของนักเรียนกลุมน้ี ไดแลว การแกปญ หาก็ไมใ ชเ รื่องยาก 7.4.2 เพียรใหปญ ญา ครทู ป่ี รกึ ษาควรดำเนินการดงั น้ี 1) ปลูกฝงทัศนคติท่ีเหมาะสมใหแกนักเรียนทุกคนในหอง โดยอาจใช ช่วั โมงกจิ กรรมโฮมรมู ในเร่อื งของการรูจกั การวางตัวใหส มกบั วยั 2) ชวยใหเขียวตระหนักถึงปญหาที่จะเกิดขึ้นจากพฤติกรรมของเขียว โดยการนำเสนอปญหาวัยรุนเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ อาจใหเขียวไดพูดคุยกับเพ่ือนนักเรียน ทีป่ ระสบปญ หาน้ีแลว 3) ใหขอมูลเก่ียวกับโรคติดตอทางเพศสัมพันธ รวมถึงภาวะผลกระทบ ตา ง ๆ ท่เี กดิ จากการมีเพศสัมพันธก อนวัยอนั ควร
152 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 7.4.3 ปรกึ ษาอุนใจ เพอื่ ใหเ กดิ ประโยชนต อ การปอ งกนั และแกไ ขปญ หาของเขยี ว ครทู ป่ี รกึ ษา ควรเรียกเขียวมาพูดคุย เพ่อื รว มกันปองกนั แกไ ขปญหา โดยมีแนวปฏิบัตดิ ังน้ี 1) ไวใจครู ครทู ่ีปรึกษาตอ งทำใหเ ขยี วไวใ จ เช่ือวาครเู ปน มิตร มีเจตนาดี ท่ีจะชวยเหลอื เขยี ว ครูที่ปรึกษาตองสรา งสัมพนั ธภาพที่ดกี บั เขยี ว 2) คนหาสาเหตุ ครูท่ีปรึกษากับเขียวชวยกันระบุปญหาใหชัดเจน ใหเขยี วไดอ ธิบายเหตุของพฤติกรรม ใหเ ขียวคิดเหน็ ตอพฤติกรรมน้ี 3) รวมกันวิเคราะหปญหา ครูและเขียวชวยกันวิเคราะหปญหาที่เกิดข้ึน พูดคุยใหเ ห็นวา ปญ หานส้ี ง ผลกระทบตอ เขียวและผูอ ืน่ อยางไร 4) วางแผนแกไ ขปญ หา เมอ่ื ครทู ีป่ รึกษาชว ยใหเ ขียวพรอ มทป่ี รับเปล่ยี น พฤติกรรม ก็ใหเขียวลองวางแผนแกไขปญหา ขั้นน้ีครูที่ปรึกษาควรใหกำลังใจเขียว กลาวคำชมเชย ทั้งบอกวาครูเช่ือวาเขยี วทำได เปลยี่ นแปลงตนเองได 5) จบการพูดคุย ขั้นนี้เปนการยุติการพูดคุย โดยครูเนนย้ำใหเขียว ตระหนักถึงการพูดคุยของครูท่ีปรึกษากับเขียวในวันนี้ หากเขียวมีปญหาหรือไมสบายใจอยางไร สามารถกลบั มาคยุ กบั ครไู ด จากท่ีกลาวมาท้ัง 5 ขั้น อาจไมสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเขียว ไดทันที ครูควรใสใจชวยเหลือตอไป นอกจากน้ีหากปญหาของเขียวมีความรุนแรงมากก็ตองสงตอ ผูเ ชย่ี วชาญ อยาแกปญหาดวยตนเอง 7.4.4 ใหค วามชวยเหลอื ภายหลังการพดู คยุ กับเขยี วแลว ครทู ี่ปรกึ ษาควรใหค วามชว ยเหลอื ดังน้ี 1) การปรับพฤติกรรม ครูควรปรับพฤติกรรมทางปญญาของเขียว โดยมีแนวคดิ วา ใหเขยี วคดิ ถึงผลที่จะเกิดขึน้ หากเขยี วไมเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรม 2) ขอความชวยเหลือ ครูควรขอความรวมมือจากกลุมของเขียว ใหช วนเขียวเขากลุม กลบั บา นพรอมกัน หรอื อยูก ับเขยี วเมือ่ เขยี วอยกู บั เพอ่ื นหญิง 3) เยยี่ มบาน ความสัมพันธท ดี่ รี ะหวางครูกับผปู กครองจะชว ยใหปญ หา คล่ีคลายลง การเยี่ยมบานจะทำใหครูท่ีปรึกษามีโอกาสขอความรวมมือจากผูปกครองในการดูแล ชวยเหลือลูกรวมกับทางโรงเรียน แตอยาใหผูปกครองรูสึกวากำลังถูกตำหนิ อาจนำไปสูการตอตาน และทำใหป ญ หาซบั ซอนยงิ่ ขนึ้ 4) สงตอผูเช่ียวชาญ หากมีความรุนแรงหรือเกิดการตอตานจากเขียว ครคู วรสงตอผเู ช่ยี วชาญ เชน ครแู นะแนว เปนตน
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 153 7.4.5 เออื้ เฟอ ตดิ ตาม การตดิ ตามผล การชว ยหลอื ทำไดโ ดยการสงั เกตพฤตกิ รรม การสมั ภาษณ ผปู กครอง เพื่อนสนิท ครผู ูสอน 7.5 ปญหาตดิ บหุ ร่ี/สารเสพตดิ วัยรนุ สวนใหญมกั จะเริม่ ตน เขาไปเก่ียวกับยาเสพตดิ ดวยความอยากลอง อยากรู แตหากวัยรุนคนใดมีบุคลิกภาพที่ออนแอ หวั่นไหวงาย ขาดความเชื่อม่ันใจตนเอง หรือมีปญหา ความกดดันในชีวิต จากปญหาสวนตัว ปญหาการเรียน ปญหาครอบครัว ความไมสบายใจและ คับของใจเหลาน้ี จะผลักดันใหวัยรุนใชสารเสพติดตอเน่ืองไปเรื่อย ๆ เพ่ือตองการผอนคลาย ความเครียดชั่วครูช่ัวยาม แตเน่ืองจากปญหาความไมสบายใจยังไมไดรับการแกไข ในท่ีสุดก็จะเกิด “ภาวะเสพติด” ข้นึ โดยท่อี าการติดสารเสพตดิ นน้ั จะมีอาการดงั ตอ ไปนี้ • มีความตองการอยางรุนแรงทีจ่ ะใชส ารนัน้ ๆ • มคี วามยากลำบากในการควบคมุ การใชท ้งั ปริมาณ และความถ่ี • ยงั คงใชส ารน้ันตอไป ท้งั ๆ ทรี่ ูวา เปน อันตรายตอ รางกาย • ใชส ารเสพตดิ ในจำนวนและระยะเวลามากกวาทีต่ งั้ ใจไวเ ดมิ • หมกมนุ กบั การใชสารเสพตดิ มากกวาการอยากทำกจิ กรรมอื่น ๆ ที่สำคญั กวา • มีอาการดื้อยา เกิดอาการขาดยา หรืออยากยาทางกาย (Physical Withdrawal Stage) • การเรยี น การงาน สงั คมหรอื กจิ กรรมทสี่ รา งสรรค เสอื่ มถอยไปหรอื สญู เสยี ไป กรณศี กึ ษา แพรเปนลูกคนโต มีนองสาว 1 คน พอมีอาชีพคาขาย พอเปนคนเจาอารมณ และมักใชกำลังกับลูก ในขณะที่แมเปนคนใจเย็นและเปนตัวกลางประสานความเขาใจระหวาง พอกับลูก อุปนิสัยเปนเด็กเจาอารมณเหมือนพอ พูดนอย เก็บกด เมื่อถูกตีจะน้ำตาไหล แตไมคร่ำครวญ แพรชอบกีฬาหนัก ๆ เชน ฟุตบอล ชกมวย ยูโด ตะกรอ แพรเรียนอยู ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 และเรม่ิ ใชย าบา เมอ่ื เดอื นมถิ นุ ายน วนั ละ 1 เมด็ ปลายเดอื นกรกฎาคมเพม่ิ เปน วนั ละ 3 เม็ด แมสังเกตวาแพรเปลีย่ นไปโดยมสี ีหนาหมองคลำ้ กา วรา ว ตอนเย็นจะงว ง แตต กดึก จะนอนไมหลับ แพรเคยพยายามเลิกใชยาแตมีอุปสรรค เนื่องจากมีเพื่อนตางโรงเรียนมาหา ถงึ บานและชวนเสพ สว นใหญจะเสพยาบา ท่ีบานเพือ่ นและบา นตัวเองเวลาพอ แมไมอยู
154 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 7.5.1 รจู กั นกั เรยี น ครทู ่ีปรกึ ษาสามารถสงั เกตพฤติกรรมนักเรียนท่ีใชส ารเสพตดิ /บุหรี่ ดังนี้ 1) สหี นาคล้ำ ไมส ดชืน่ มีกลิ่นตดิ ตามตวั และเสื้อผา 2) หงดุ หงดิ งา ย มพี ฤตกิ รรมกาวรา วขน้ึ กวาเดิม 3) มักหายไปจากหองเรียนบอย ๆ เชน ไปเขาหองน้ำ แอบเสพยา ในที่ลับตาคน 4) จะคบหรืออยใู นกลุม เพือ่ นทส่ี ูบบุหรี่หรอื เสพยาดวยกนั 7.5.2 เพยี รใหปญญา 1) การใหความรูในเร่ืองสารเสพติดจะประสบความสำเร็จมากขึ้น หากเนนผูเรียนเปนหลัก โดยใชการเรียนการสอนท่ีใหนักเรียนมีสวนรวมในการแสดงความคิดเห็น พูดคุย แลกเปลยี่ นประสบการณอยางทว่ั ถึงทกุ คน 2) โรงเรียนควรกำหนดมาตรการลงโทษและจัดการกับนักเรียนท่ีใช และมีสารเสพติดในครอบครองอยางเหมาะสม มีเหตุผลและชัดเจน มาตรการดังกลาวเปนสิ่งจำเปน เพื่อใหนักเรียนรูวาโรงเรียนไมยอมรับพฤติกรรมที่เปนภัยตอสุขภาพของนักเรียนและชุมชน ในโรงเรยี นโดยเดด็ ขาด แตม าตรการดงั กลา วตอ งใหโ อกาสนกั เรยี นทจี่ ะแกไ ข ปรบั ตวั ดว ยความชว ยเหลอื และประคับประคองของครู 7.5.3 ปรกึ ษาอนุ ใจ สำหรับนักเรียนท่ีใชสารเสพติด ครูท่ีปรึกษาอาจพูดคุยเพื่อชวยเหลือ นกั เรียน ดงั น้ี 1) ขน้ั สรา งสัมพนั ธภาพ ไมต ำหนิ วิจารณใ หน กั เรยี นรสู กึ หมดกำลงั ใจ แตควรชนื่ ชมทนี่ กั เรียน ตองการเลกิ ยา 2) ข้นั สำรวจปญหา สำรวจวานักเรียนมีปญหาเพียงแคการใชหรือไม เพราะโดยสวนใหญ แลวนักเรียนท่ีใชสารเสพติดมักจะมีปญหาการเรียน การโกหกและลักขโมยตามมาดวย หรือบางคน อาจเปน ผขู ายอีกดว ย ประเมนิ สาเหตขุ องการใชย า และเหตกุ ระตนุ ทท่ี ำใหน กั เรยี นเลกิ ยาไมไ ด ประเมนิ ความสัมพนั ธใ นครอบครัว 3) ขั้นแกไขปญหา ใหค วามเชอื่ มน่ั วา การเลกิ ยาไมใ ชเ รอ่ื งนา กลวั และรกั ษาไดห ากมงุ มน่ั คนหาศักยภาพของตนเองเพื่อใหนักเรียนเกิดความภาคภูมิใจ ในตนเองและลมื ปญหาที่ไมใ ชเรอ่ื งของนักเรียน
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 155 หากนักเรียนกลับไปใชยาซ้ำอยาทาทายวานักเรียนไมแนจริง แตให ประเมินวา คร้ังน้ันเกิดอะไรขึ้นท่ีทำใหตองกลับไปใชอีก เพ่ือประเมินภาวะเส่ียงและวางแผน หลกี เลีย่ งจากสถานการณดังกลา ว สอนการควบคุมตัวเองเมื่อตองการสารเสพตดิ สอนการปฏิเสธเม่อื เพอ่ื นมาชวนไปใชส ารเสพติด ชวยใหนักเรียนตั้งเปาหมายในชีวิต ซ่ึงเปนเปาหมายที่เปนไปได เหมาะสมกบั ความสามารถของนักเรียน หากนักเรียนมีเปาหมายชัดเจนและตั้งใจจริง ก็จะเลิกได แตปญหา คอื นกั เรียนสวนใหญย งั ไมพ รอมเลกิ และถึงอยากเลิก หากกลุม เพอ่ื นยังไมเ ลิก ก็เลิกยาก 7.5.4 ใหความชวยเหลือ 1) พบผูปกครอง/เยี่ยมบานเพ่ือขอความรวมมือในการดูแลชวยเหลือ รว มกบั ทางโรงเรยี น 2) ครอู าจจดั ใหม เี พอ่ื นคหู ู (บดั ด)ี้ มาคอยดแู ลนกั เรยี นทต่ี อ งการเลกิ บหุ รี่ ซ่ึงครจู ะตองอบรมใหนักเรยี นมีทกั ษะในการดูแลและใหความชวยเหลอื เพอื่ น 3) สง ตอผูเช่ียวชาญ ซ่ึงอาจเปนครแู นะแนวหรือสงตอแพทย เพอ่ื ใหการ บำบัดรกั ษาถา มีอาการมาก 7.5.5 เอ้อื เฟอติดตาม 1) การตดิ ตามผล การชว ยเหลอื ทำไดโ ดยการสงั เกตพฤตกิ รรม การสมั ภาษณ ผูปกครอง เพือ่ นสนิท ครผู ูสอน 2) การติดตามโดยกระบวนการ Matrix พบกลุมสัปดาหละ 1 ครั้ง หรอื วธิ ีการอื่น ๆ เพอื่ ใหค ำปรกึ ษาและตดิ ตามผลการเลิกใชสารเสพตดิ บทบาทครูท่ีปรึกษาท่ีมีตอระบบการแนะแนวในโรงเรียน คือ การประสานรวมมือกัน ดแู ลนกั เรยี น และเมอ่ื ครทู ป่ี รกึ ษาพจิ ารณาวา นกั เรยี นในความรบั ผดิ ชอบสมควรตอ งไดร บั การชว ยเหลอื สามารถสงครูแนะแนวและรวมกันดูแล หากนักเรียนสามารถปรับตัวไดเปนปกติครูแนะแนวสงกลับ ใหครูที่ปรึกษาดูแลตอไป แตหากครูแนะแนวไมสามารถชวยเหลือนักเรียนไดตองจัดใหมีการประชุม ปรึกษาเปนรายกรณี พิจารณาสงตอใหผูเชี่ยวชาญภายนอก เม่ือนักเรียนไดรับการชวยเหลือจาก ผูเชี่ยวชาญภายนอกจนหาย ครูแนะแนวจะรับกลับแลวรวมมือกับครูที่ปรึกษา ผูปกครอง เฝาระวัง พฒั นานกั เรียนและรายงานเปนระยะ ๆ ตอไป
156 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น บรรณานกุ รม กฎกระทรวง กำหนดหลกั เกณฑ วธิ กี าร และเงอ่ื นไขในการจดั ระบบงานและกจิ กรรมในการแนะแนว ใหคำปรึกษาและฝกอบรมแกนักเรียน นักศึกษา และผูปกครอง พ.ศ. 2548. ราชกิจจานุเบกษา. สืบคนเม่ือ 12 เมษายน 2554. จาก http://www.kormor. obec.go.th/kod/kodo43.pdf. กมลรัตน หลาสุวงษ. (2529). การศึกษารายกรณี. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมติ ร. กรกฎา นักค้ิม. (2553). หลักการแนะแนว. คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. (เอกสารอัดสำเนา). กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คมู อื ครูประจำช้นั และครูทีป่ รึกษา. กรงุ เทพมหานคร : ครุ ุสภาลาดพรา ว. กรมสุขภาพจิต. (2546). คูมือการจัดกิจกรรมโฮมรูมเพ่ือสงเสริมสุขภาพจิตนักเรียนระดับ ชนั้ มธั ยมศกึ ษา สำหรบั ครทู ปี่ รกึ ษา “มหศั จรรย. ..วยั ใส”. กรงุ เทพมหานคร : สถาบนั สุขภาพจิตเดก็ และวัยรุน ราชนครนิ ทร. กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). ขอเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษท่ีสอง (พ.ศ. 2552- 2561). กรงุ เทพมหานคร : พรกิ หวานกราฟฟค . . (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : ชมุ นุมสหกรณก ารเกษตรแหง ประเทศไทย. . 2554). ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ใหใชมาตรฐานการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เพื่อการประกนั คณุ ภาพภายในของสถานศกึ ษา. ณ วนั ท่ี 16 กมุ ภาพนั ธ 2554. กาญจนา สุพรรณคง. (2550). การใชกิจกรรมแนะแนวเพ่ือสงเสริมความฉลาดทางอารมณ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 3 โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง. การคนควาอิสระ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั เชียงใหม. คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. (2553). คูมือฝกอบรมแนะแนว โครงการยกระดับ คุณภาพครทู ัง้ ระบบตามแผนปฏิบตั ิการไทยเขม แข็ง. กรงุ เทพมหานคร : จฬุ าลงกรณ มหาวิทยาลยั .
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 157 โครงการคลังปญญาไทย. (2551). ความหมายขอสนเทศ. สืบคนเม่ือ 17 เมษายน 2554. จาก http://www.panyathai.or.th. โครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบตามแผนปฏิบัติการไทยเขมแข็ง. (2553). คูมือฝกอบรม แนะแนว. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. จนี แบรี.่ (2549). การใหก ารปรกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร : เจริญวทิ ยการพิมพ. เจษฎา บุญมาโฮม. (2549). “กิจกรรมพัฒนาผูเรียน.” ใน คูมือการปฏิบัติงานวิชาชีพครู 1 (PROF 101). นครปฐม : คณะครศุ าสตร มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครปฐม. . (2552). หลักการแนะแนวและการพัฒนาผูเรียน. คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครปฐม. เจียรนัย ทรงชัยกุล. (2544). “หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับบริการสนเทศ.” ใน ประมวลสาระ ชดุ วชิ าหลกั การและแนวคดิ ทางการแนะแนว. หนว ยท่ี 7-11. นนทบรุ ี : บณั ฑติ ศกึ ษา สาขาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช. นงนุช จงเจริญทรัพย. (2541). ผลการจัดบริการสนเทศดานอาชีพท่ีมีตอการรับรูดานอาชีพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนวัดราษฎรบำรุง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี. ปริญญานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการแนะแนว บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร. นภาพร ปรีชามารถ. (2544). หลักการแนะแนว. กรุงเทพมหานคร : คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. นิรันดร จลุ ทรัพย. (2551). การแนะแนวเบ้อื งตน. (พมิ พคร้ังที่ 3). สงขลา : มหาวิทยาลยั ทกั ษณิ . เนตรนภิส แปงณีวงศ. (2540). ผลการใหบริการสนเทศดานอาชีพโดยใชโปรแกรมคอมพิวเตอร ที่มีตอความรูความเขาใจเกี่ยวกับอาชีพของนักเรียน. วิทยานิพนธศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เชียงใหม. ปนัดดา มณีจักร. (2547). กิจกรรมพัฒนาผูเรียนดวยการแนะแนวชีวิตและสังคมเพื่อสงเสริม ทักษะทางสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนนวมินทรานูทิศ พายัพ จังหวัดเชียงใหม. การคนควาอิสระศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษา และการแนะแนว บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั เชยี งใหม. ประพนั ธศ ริ ิ สเุ สารจั . “กระบวนการกลมุ .” ใน ทฤษฎกี ารเรยี นรแู บบมสี ว นรว ม : ตน แบบการเรยี นรู ทางดานหลกั ทฤษฎีและแนวปฏิบัติ. สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหงชาติ. ปราโมทย พลศกั ด.์ิ (2548). ผลของการใชโ ปรแกรมพัฒนาการวางแผนทางอาชพี สำหรบั นกั เรยี น ช้ันมัธยมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานแดง จังหวัดสุรินทร. วิทยานิพนธศิลปศาสตร มหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร.
158 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน แผนงานสรา งเสรมิ สขุ ภาพจติ เพอ่ื สขุ ภาวะสงั คมไทย. (2553). ครแู นะแนวภาคปฏบิ ตั ปิ ระสบการณจ รงิ มากกวา ทฤษฎี. นนทบรุ ี : คิดดมี ีดจี ำกัด. พนม ลิ้มอารยี . (2548). การแนะแนวเบอื้ งตน. (พิมพคร้ังท่ี 2). กรงุ เทพมหานคร : โอเดียนสโตร. พรศักด์ิ คงอยู. (2539). ผลการจัดบริการสนเทศแบบทัศนศึกษาทางอาชีพท่ีมีตอความสนใจ อาชีพอิสระของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6. วิทยานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต สาขาจติ วทิ ยาการแนะแนว บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยนเรศวร. พระราชบัญญัติคุมครองเด็ก พ.ศ. 2546. ราชกิจจานุเบกษา. สืบคนเม่ือ 12 เมษายน 2554. จาก http://www.ffc.or.th/deficient_form/children2546.pdf. พัชราภรณ รักชวย. (2546). ผลการใชชุดกิจกรรมแนะแนวท่ีมีตอการพัฒนาความรับผิดชอบ ในการเรยี นของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 4 โรงเรยี นปากพนงั จงั หวดั นครศรธี รรมราช. วิทยานิพนธศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต แขนงวิชาการแนะแนว สาขาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช. พชั รินทร พลู เพ็ชรพนั ธ.ุ (2545). การแนะแนว. เพชรบุรี : มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรุ .ี พิชญมณฑน ลีกำเนิดไทย. (2545). รายงานการจัดระบบการดูแลชวยเหลือนักเรียนในโรงเรียน สังกัดกรมสามญั ศกึ ษา. (เอกสารอัดสำเนา). ทิศนา แขมมณี. (2550). ศาสตรการสอน : องคความรูเพ่ือการจัดกระบวนการเรียนรูที่มี ประสทิ ธภิ าพ. พมิ พค รั้งท่ี 6. กรุงเทพมหานคร : ดานสุทธาการพิมพ. มัลลวีร อดุลวฒั นศิริ. (2552). เทคนคิ การใหคำปรึกษา : การนำไปใช. ขอนแกน : คลงั นานาวทิ ยา. มาโนช หลอ ตระกูล และ ปราโมทย สคุ นชิ ย. (2549). จิตเวชศาสตรร ามาธิบดี. กรงุ เทพมหานคร : บียอนด เอ็นเทอรไ พรซ. ยุพดี ปดตะคุ. (2537). ผลของการใชชุดการแนะแนวที่มีตอความขยันหม่ันเพียรในการเรียน ของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 6 โรงเรยี นศรเี อย่ี มอนสุ รณ สงั กดั กรงุ เทพมหานคร. ปริญญานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมติ ร. รสสุคนธ ชัยศรีมา. (2547). การพัฒนาชุดฝกอบรมทางการแนะแนวดานบริการสารสนเทศ สำหรับครูท่ีปรึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนตน โรงเรียนบานแปนพิทยาคม จังหวัด ลำพนู . วทิ ยานพิ นธศ กึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ แขนงวชิ าการแนะแนว สาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช. วรางคณา รัชตะวรรณ. (2545). การใชกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาทัศนคติตอพฤติกรรมทางเพศ ของวัยรุนหญิง. วิทยานิพนธศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยขอนแกน .
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 159 วิภารัตน หินเธาว. (2552). แผนการจัดกิจกรรมแนะแนว. สืบคนเม่ือ 1 มิถุนายน 2552. จาก http://www.kruthailand.net/forum/index.zphp?topic=135.0;prev_next=prev). ศรีเรอื น แกวกงั วาน. (2552). จติ วิทยาพฒั นาการชีวติ ทกุ ชวงวัย. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร. ศิประไพ ติยะบุตร. (2549). การใชกิจกรรมกลุมในชั่วโมงโฮมรูมเพื่อเสริมสรางความฉลาด ทางจรยิ ธรรมของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5. การคน ควา อสิ ระศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาจิตวิทยาการศกึ ษาและการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม. ศุภนิตย ทองหยิบ. (2538). ผลของการใชชุดการสอนกิจกรรมแนะแนวที่มีตอจริยธรรม ดานความมีวินัยในตนเองของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 1. วิทยานิพนธการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการแนะแนว บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยนเรศวร. ศูนยแนะแนวการศึกษาและอาชีพ กรมวิชาการ. (2538). คูมือการจัดกิจกรรมแนะแนว. กรุงเทพมหานคร : ชุมนมุ สหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย. สกลุ รตั น พง่ึ ประดษิ ฐ. (2550). การสรา งโปรแกรมการวางแผนการศกึ ษาและอาชพี เพอื่ พฒั นาการ ประเมินตนเองและการวางแผนการศึกษาและอาชีพสำหรับนักเรียนระดับ ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 5 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา. วิทยานิพนธ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. สมใจ ปราบพล. (2544). การจดั กระบวนการเรยี นรทู เ่ี นน ผเู รยี นเปน สำคญั “การสอนแบบทกั ษะชวี ติ แบบมีสวนรวม”. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ สำนกั นายกรัฐมนตร.ี สุนันทา พลับแดง. (2552). “คูมือการจัดทำรายงาน การศึกษารายกรณี” โรงเรียนสาธิต มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร (ฝายมธั ยม). (เอกสารอัดสำเนา). สุมณฑา พรหมบุญ. (2540). ทฤษฎีการเรียนรูแบบมีสวนรวม. กรุงเทพมหานคร : สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาแหง ชาติ. สมุ ณฑา พรหมบญุ และ อรพรรณ พรสมี า. (2549). “การเรยี นรแู บบมสี ว นรว ม.” ใน ทฤษฎกี ารเรยี นรู แบบมสี ว นรว ม : ตน แบบการเรยี นรทู างดา นหลกั ทฤษฎแี ละแนวปฏบิ ตั .ิ กรงุ เทพมหานคร : สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง ชาติ. สวุ รี ศวิ ะแพทย. (2551). จติ วิทยาทวั่ ไป. กรงุ เทพมหานคร : สำนักพิมพโ อเดียน.
160 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน. (2550). การศึกษานักเรียนเปนรายกรณี. กรุงเทพมหานคร : ชมุ นมุ สหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย. . (2553). จดุ เนน สูการพัฒนาคุณภาพผูเ รียนเพอื่ การขับเคลอ่ื นหลกั สตู ร การจัดการ เรียนรู การวัดและประเมินผล. กรุงเทพมหานคร : ชุมนุมสหกรณการเกษตร แหงประเทศไทย. . (2550). คูมือการจัดอบรมยุวชนแนะแนวสำหรับวิทยากร. กรุงเทพมหานคร : ชุมนุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย. . (2553). จดุ เนนสกู ารพัฒนาคุณภาพผเู รียนเพ่อื การขับเคลอ่ื นหลกั สูตร การจดั การ เรียนรู การวัดและประเมินผล. กรุงเทพมหานคร : ชุมนุมสหกรณการเกษตร แหงประเทศไทย. . (2553). แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. กรงุ เทพมหานคร : ชุมนุมสหกรณก ารเกษตรแหง ประเทศไทย. . (2554). แนวทางการประเมินคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เพ่ือ การประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา. กรุงเทพมหานคร : สำนักงาน พระพทุ ธศาสนาแหง ชาต.ิ . (2553). หลักสูตรฝกอบรมนักเรียน : เพื่อนท่ีปรึกษา. กรุงเทพมหานคร : ชุมนุม สหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย. สำนักงานปฏริ ปู การศึกษา. (2545). พระราชบญั ญัติการศึกษาแหง ชาติ พ.ศ. 2542 แกไ ขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพมหานคร : พริกหวานกราฟฟค. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องคการมหาชน). คูมือการประเมิน คุณภาพภายนอกรอบสาม (พ.ศ. 2554-2558) ระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ฉบบั สถานศึกษา พ.ศ. 2554. กรงุ เทพมหานคร : แมทซพ อยท. อมรรัตน อุนจิตร. (2547). ผลของการใชโปรแกรมแนะแนวการศึกษาและอาชีพตามแบบ พุทธิปญญา สารสนเทศตอการพัฒนาการรูคิดแหงตนและความสามารถในการ ตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 5 โรงเรียนสระบุรี วิทยาคม. วิทยานิพนธศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและ การแนะแนว บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร. อิษยา นาคนาวา. (2550). การใชโปรแกรมการเรียนรูแบบมีสวนรวมเพ่ือพัฒนาวินัยในตนเอง ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนสุเหรามอเซ จังหวัดฉะเชิงเทรา. วิทยานิพนธ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. Gibson. L.R. & Mitchell, H.M. (2003). Introduction to Counseling and Guidance. (6th ed.) New Jersey : Merrill Prentice Hall.
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 161 ภาคผนวก 1. µ«— Õ¬à“ß·ºπ°“√®¥— °‘®°√√¡·π–·π«„π™È—π‡√¬’ π 2. µ«— Õ¬“à ߇§√Ë◊Õß¡Õ◊ ∑’Ë„™√â «∫√«¡·≈–»÷°…“¢Õâ ¡≈Ÿ π°— ‡√¬’ π
162 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน ภาคผนวก 1. µ—«Õ¬“à ß·ºπ°“√®¥— °‘®°√√¡·π–·π«„π™È—π‡√’¬π (√Ÿª·∫∫À√◊ÕÕß§åª√–°Õ∫¢Õß·ºπ°“√®—¥°‘®°√√¡ª√—∫µ“¡∫√‘∫∑ ¢Õß‚√߇√’¬π¥ß— µ—«Õ¬“à ß∑ªË’ √“°Ø) µ«— Õ¬à“ß·ºπ°“√®¥— °®‘ °√√¡·π–·π«„π™Èπ— ‡√¬’ π หนว ยการจดั กจิ กรรมการศกึ ษาตอ เรอ่ื ง ประโยชนข องการเรยี น* ระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปท ี่ 2 เวลา 1 ชัว่ โมง 1. “√– ”§—≠ การเห็นคุณคาของการเรียน จะนำไปสูแรงจูงใจใหนักเรียนพัฒนาการเรียนของตนเอง สคู วามสำเร็จที่มุงหวังในอนาคต 2. º≈°“√‡√¬’ π√⟠2.1 บอกประโยชนข องการเรยี น 2.2 บอกแนวทางในการปฏบิ ตั ติ นเพื่อใหไดป ระโยชนจ ากการเรียน 3. “√–°“√‡√¬’ π√⟠3.1 ประโยชนข องการเรยี นในรายวิชาตาง ๆ 3.2 วิธกี ารเรียนทมี่ ีประสิทธิภาพ 4. «‘∏°’ “√®¥— °‘®°√√¡ ขน้ั นำเขา สูบ ทเรียน 4.1 นกั เรียนบอกเหตผุ ลของการมาโรงเรียน ขน้ั สอน 4.2 นักเรยี นชวยกันบอกประโยชนของการเรยี นในรายวชิ าตาง ๆ 4.3 นักเรียนแบงกลุม จำนวนกลุมเทากับรายวิชาท่ีเรียน เพื่อสรุปประโยชนของ การเรยี นในรายวชิ านน้ั ๆ ซงึ่ อาจทำโดยการเขียนหรอื วาดภาพ หรือผสมผสานกัน 4.4 นักเรยี นแตล ะกลมุ นำเสนอผลงาน *โดย พชิ ญมณฑน ลีกำเนดิ ไทย และ ธญั สมร คเชนทรเดชา สำนกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 2
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 163 4.5 นักเรียนชวยกันตอบคำถาม “ทำอยางไรนักเรียนจึงจะไดรับประโยชนจาก การเรียนในรายวิชาตา ง ๆ มากท่สี ุด ซง่ึ จะสงผลดีตอ ผลการเรียนของนกั เรียนดว ย” ขัน้ สรปุ 4.6 นักเรียนและครูสรปุ แนวทางการปฏิบัติตนเพื่อใหไ ดร ับประโยชนจ ากการเรยี น 5. ™‘Èπß“π/¿“√–ß“π การสรุปประโยชนข องการเรียนในแตล ะรายวชิ า 6. °“√ª√–‡¡π‘ º≈ 6.1 วธิ ีการประเมิน 1) การบอกประโยชนของการเรียนและแนวทางปฏิบัติตนเพ่ือใหประโยชน จากการเรยี น 2) สงั เกตการปฏิบตั กิ ิจกรรม 6.2 เกณฑก ารประเมนิ ระดับ ขอ ความบงช้ีคุณภาพ ผาน สามารถบอกประโยชนของการเรียน และแนวทางการปฏิบัติตนเพ่ือใหไดประโยชน จากการเรยี นได ไมผ าน ไมสามารถบอกประโยชนของการเรียน หรือแนวทางการปฏิบัติตนเพ่ือใหไดประโยชน จากการเรยี นได
164 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน µ«— Õ¬à“ß·ºπ°“√®¥— °®‘ °√√¡·π–·π«„π™πÈ— ‡√¬’ π หนว ยการจดั กจิ กรรมสวนตวั และสงั คม เรือ่ ง กอนฉนั จบ ป.6* ระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปท ี่ 6 เวลา 2 ชว่ั โมง 1. “√– ”§≠— นักเรียนท่ีกำลังจะจบระดับชั้นประถมศึกษาปท่ี 6 นับไดวาประสบความสำเร็จดาน การเรียนในระดับหนึ่งแลว กอนท่ีจะกาวสูการศึกษาในระดับช้ันสูงข้ึน ซ่ึงปจจัยที่ทำใหนักเรียน ประสบความสำเรจ็ นอกเหนอื จากการปฏบิ ตั โิ ดยตวั นกั เรยี นเองแลว ยงั ตอ งอาศยั บคุ คลและสงิ่ ตา ง ๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ ในสวนของบุคคลซึ่งเปนผูใหญท่ีใกลตัวนักเรียน และเห็นชัดเจนก็คือ พอแม ผปู กครอง ท่ีเลีย้ งดสู นบั สนนุ จนนกั เรียนสำเร็จการศึกษา ในขณะท่คี รทู กุ คนทเี่ คยสอนนักเรยี น ดแู ล นักเรียนตั้งแตเขาเรียนจนจบระดับช้ันประถมศึกษาก็ลวนมีสวนทำใหชีวิตของนักเรียนเติบโต และ กาวไปสูการเรยี นท่สี งู สดุ ดังนั้น การแสดงความรูสึกสำนึกในบุญคุณ ดวยการขอบคุณตอผูใหญเหลาน้ัน จงึ เปน สง่ิ ทคี่ วรทำ โดยเฉพาะเดก็ วยั เรยี นทจี่ ำเปน ตอ งเรยี นรแู ละฝก ฝนความมจี ติ ใจทดี่ งี าม เพอ่ื รากฐาน ของการเปนผใู หญที่มีคุณภาพในอนาคต 2. º≈°“√‡√¬’ π√Ÿâ 2.1 นกั เรยี นบอกบคุ คลทมี่ สี ว นทำใหน กั เรยี นเรยี นจนจบระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 6 ได 2.2 นักเรียนบอกความรูสึกที่มีตอบุคคลตาง ๆ ท่ีทำใหนักเรียนเรียนจนจบระดับชั้น ประถมศึกษาปที่ 6 และการแสดงออกตอบุคคลเหลา นัน้ ได 3. “√–°“√‡√’¬π√⟠3.1 การรูจ ักแสดงออกถงึ ความรูสกึ ขอบคณุ 3.2 บคุ คลทม่ี สี ว นทำใหน กั เรยี นไดเ รยี นหนงั สอื และเรยี นจนจบระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษา ปที่ 6 4. «∏‘ ’°“√®¥— °®‘ °√√¡ ชว่ั โมงที่ 1 ขั้นนำเขาสูบ ทเรียน 4.1 นักเรียนชวยกันบอกบุคคลที่มีสวนทำใหนักเรียนไดเรียนหนังสือและ สามารถเรียนจนจบระดับช้ันประถมศึกษาปที่ 6 โดยครูเขียนบนกระดาน เรียงเปนลำดับลงมา จากนนั้ ใหน ักเรยี นแตล ะคนออกมาขดี รอยคะแนนในชอ งทตี่ รงกบั บุคคลทนี่ ักเรยี นเหน็ ดวย *โดย พชิ ญม ณฑน ลีกำเนดิ ไทย สำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 165 ตวั อยา งการขีดรอยคะแนนบนกระดาน พอแม ผปู กครอง IIII IIII IIII II ครปู ระจำช้ัน IIII IIII IIII ครูวชิ า.................................. IIII IIII I ............................................. II ............................................. 4.2 ครแู สดงใหน กั เรยี นเหน็ วา บคุ คลทน่ี กั เรยี นบอกมใี ครบา ง และลำดบั ตน ๆ คอื ใครบา ง ซึ่งในท่นี ค้ี รกู ำหนดการทำกจิ กรรมทเ่ี ก่ยี วของกบั พอ แม ผปู กครอง และครูเทาน้ัน ขั้นสอน 4.3 นักเรียนตอบคำถาม “นักเรียนรูสึกอยางไรกับพอแม ผูปกครอง และครู” โดยครูเปนผูเอ้ือใหนักเรียนบอกถึงความรูสึกท่ีเปนเชิงบวกดวยความสำนึกในบุญคุณของบุคคล เหลาน้ัน จากการเรียนรูจากครูวาผูใหญเหลานั้น ไดทำตามบทบาทหนาท่ีของตนเพ่ือนักเรียน ไมวา จะเปน การเงิน การใหเวลารบั -สง นกั เรยี น การดูแลเมื่อนักเรยี นเจบ็ ปวย การหาอาหารใหรบั ประทาน การสอนใหหัดเขียนหัดอาน และสอนใหมีความรูมากขึ้น ๆ รวมท้ังการสอนใหรูจักใชชีวิตประจำวัน หรอื อนื่ ๆ จนกระทง่ั ถงึ ปจ จบุ นั กำลงั จะจบระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี 6 ซงึ่ นบั ไดว า บคุ คลเหลา นนั้ เปน ผมู ีพระคุณตอ นกั เรียน 4.4 นักเรียนแตละคนเขียนและ/หรือวาดภาพเก่ียวกับความรูสึก และสิ่งท่ีอยากบอก กบั พอ แม ผูปกครอง ลงในกระดาษ A4 พบั คร่ึง (ช่วั โมงตอไปจึงเปนการบอกกบั ครู) 4.5 นักเรียนชวยกันคิดวา จะนำกระดาษที่ทำน้ันไปใหพอแม ผูปกครอง เม่ือใด และวธิ ใี ด โดยครมู สี ว นรว มชว ยหาแนวทางทเี่ หมาะสมทสี่ ดุ ทจี่ ะทำใหพ อ แม ผปู กครอง ทกุ คนไดร บั ชน้ิ งานของนักเรียน ข้นั สรุป 4.6 นกั เรยี นชว ยกนั บอกประโยชนท ่ีนักเรียนไดร บั จากการทำกิจกรรมครัง้ นี้ ช่วั โมงที่ 2 ขน้ั นำเขา สบู ทเรียน 4.7 ใหน กั เรยี นทบทวนสงิ่ ทไ่ี ดเ รียนรูแ ละกิจกรรมทท่ี ำในครงั้ กอน
166 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน ขนั้ สอน 4.8 นักเรียนชวยกันคิดวา จะเขียนบอกคุณครูทานใดบางทั้งหมดกี่คน แลวให แบงกลุมทำงาน โดยใหก ระดาษ A4 คนละ 1 ใบ ซงึ่ ทำในนามของนักเรยี นทั้งหอง 4.9 นักเรียนชวยกันคิดวา ช้ินงานที่นักเรียนทำจะนำไปใหครูเหลานั้นอยางไร วิธีใด เชน นำไปใหท่ีหองพักครู โดยไปพรอมกันทั้งหองหรือสงตัวแทน หรือใหตอนที่ครูเขามาสอน หรอื ใหใ นวนั ปจ ฉิมนเิ ทศ หรือวันประชุมทั้งระดับช้นั เปนตน โดยใหเ ปน ขอตกลงรวมกันของหอง ข้นั สรปุ 4.10 นักเรียนบอกประโยชน/สิ่งที่ไดเรียนรู แลวครูชวยสรุปอีกครั้ง และชวยให นักเรียนไดเรียนรูวา ขณะท่ีนักเรียนกำลังคิดและทำกิจกรรม เปนการทำส่ิงที่ดีใหกับคนอื่น ๆ นักเรียนก็ไดรับสิ่งตอบแทนท่ีดี ๆ โดยไมรูตัว เปนตนวา นักเรียนมีความสุขยิ้มแยมในขณะทำงาน เมื่อไดช้ินงานนักเรียนก็ภูมิใจ นั่นคือการให ยอมไดรับสิ่งตอบแทนไมจำเปนตองเปนวัตถุสิ่งของ แคจ ิตใจทมี่ ีความสขุ ก็มีคุณคา ทยี่ ่ิงใหญ 5. ™πÈ‘ ß“π/¿“√–ß“π ใบแสดงความรูส กึ ของนกั เรียนตอ พอแม ผปู กครอง และครู 6. °“√ª√–‡¡‘πº≈ 6.1 วิธีการประเมนิ 1) จากจำนวนชิน้ งานของนักเรยี นทคี่ รอบคลุมทัง้ พอแม ผูป กครอง และครู 2) จากขอความหรือภาพท่สี ือ่ ถึงความรูส ึกขอบคุณตอ พอ แม ผปู กครอง และครู 6.2 เกณฑการประเมนิ ระดับ ขอ ความบง ชคี้ ณุ ภาพ ผา น 1. ชน้ิ งานท่ีนกั เรยี นแตละคนทำใหกับพอแม ผูปกครอง 1 ชนิ้ 2. ชิน้ งานทนี่ กั เรยี นรว มกันทำเปน กลุมใหก บั ครู 1 ชน้ิ 3. ช้ินงานท้ัง 2 ช้ิน มีขอความหรือภาพท่ีส่ือถึงความรูสึกขอบคุณตอพอแม ผูปกครอง และครู ไมผาน ปฏบิ ัติไมค รบตามเกณฑก ารผานทง้ั 3 ขอ
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 167 7. ËÕ◊ ·≈–·À≈ßà °“√‡√’¬π√⟠7.1 กระดาษ A4 สตี า ง ๆ หรอื สขี าว 7.2 ปากกาเมจิกสตี าง ๆ หรอื ดนิ สอสีไม ฯลฯ 8. ∫π— ∑°÷ À≈—ß°“√®—¥°®‘ °√√¡ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ แผนการจัดกิจกรรมนี้ สามารถประยกุ ตใ ช. .. - ในชั่วโมงโฮมรมู ทัง้ โฮมรมู สน้ั และโฮมรูมยาว - ในทกุ ระดบั ชนั้ ทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
168 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน µ—«Õ¬à“ß·ºπ°“√®—¥°®‘ °√√¡·π–·π«„π™—πÈ ‡√¬’ π หนวยการจัดกจิ กรรมทกั ษะชวี ิต เร่อื ง ภัยทางเพศ* ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ 2 เวลา 1 ชวั่ โมง 1. “√– ”§≠— ภัยทางเพศ สามารถเกิดขึ้นไดจากหลายสถานการณ หลายสถานที่ และจากบุคคล รอบขางท้ังในและนอกครอบครัว จึงเปนเร่ืองสำคัญท่ีทุกคนควรตระหนักรูเทาทันและระมัดระวังตัว อยูเ สมอ เพอ่ื ใหปลอดภัยจากภัยทางเพศ 2. º≈°“√‡√¬’ π√⟠2.1 นักเรียนบอกวิธีแกป ญหาเมอื่ พบภยั ทางเพศได 2.2 นักเรียนกลาท่ีจะปกปองสิทธิและความปลอดภัยของตนเองเมื่อถุกคุกคาม จากภัยทางเพศ 3. “√–°“√‡√’¬π√⟠แนวทางปอ งกนั ภัยทางเพศ 4. «‘∏’°“√®¥— °®‘ °√√¡ ข้ันนำเขาสบู ทเรียน 4.1 ครูชวนสนทนาเรือ่ งภยั ทางเพศทน่ี กั เรยี นเคยไดยินไดฟงมา ขัน้ สอน 4.2 แบงนักเรียนออกเปน 3 กลุม สมาชิกในกลุมรวมกันระดมความคิดเห็นเก่ียวกับ ภัยทางเพศทีเ่ กิดขน้ึ ในสถานทตี่ าง ๆ ดังน้ี กลมุ ที่ 1 ภัยทางเพศทีม่ ีโอกาสเกดิ ท่บี าน กลุมท่ี 2 ภัยทางเพศที่มโี อกาสเกดิ ขน้ึ ทโี่ รงเรียน กลมุ ท่ี 3 ภัยทางเพศท่ีมีโอกาสเกิดข้ึนในสังคม เชน โรงหนัง สถานที่จอดรถ สนามเด็กเลน เปน ตน 4.3 ตัวแทนกลุม นำเสนอผลการระดมความคิดเห็นเก่ียวกับภัยทางเพศท่ีเกิดข้ึน ในสถานที่ตา ง ๆ ขนั้ สรปุ 4.4 ครูนำอภิปรายวา ถาจะไมใหเกิดภัยทางเพศเหลาน้ี ควรทำอยางไร นักเรียน ศึกษาใบความรูเพ่ิมเติม ครูและนักเรียนรวมกันสรุปภัยทางเพศในสถานที่ตาง ๆ และวิธีการปองกัน ใหนกั เรียนสรุปแบบประเมินผลกิจกรรม *โดย อิม่ ใจ ดไี สว โรงเรยี นกาญจนาภิเษกวิทยาลยั นครปฐม (พระตำหนักสวนกหุ ลาบมธั ยม)
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 169 5. ™È‘πß“π/¿“√–ß“π ผลการสรปุ การระดมความคิดเหน็ 3 กลุม กลมุ ท่ี 1 ภยั ทางเพศท่มี โี อกาสเกิดทบ่ี าน กลุมท่ี 2 ภัยทางเพศที่มีโอกาสเกดิ ข้ึนทโี่ รงเรยี น กลมุ ท่ี 3 ภัยทางเพศท่ีมีโอกาสเกิดข้ึนในสังคมทั่วไป เชน โรงหนัง สถานท่ีจอดรถ สนามเด็กเลน เปนตน 6. °“√ª√–‡¡π‘ º≈ 6.1 วิธกี ารประเมิน สงั เกตการปฏบิ ตั ิงานกลุม 6.2 เคร่ืองมอื แบบสังเกตพฤตกิ รรมการปฏบิ ัติงานกลุม 7. ÕË◊ ·≈–·À≈à߇√’¬π√⟠7.1 ใบความรสู ำหรบั นักเรียน เรอ่ื ง “ภยั ทางเพศ” แนวการปอ งกันภัยทางเพศ 7.2 ใบงาน เรือ่ ง แนวทางปองกนั ภยั ทางเพศ 7.3 ใบความรสู ำหรบั ครู เร่ือง วิธแี กปญ หาเมื่อเผชิญหนา กบั เหตรุ า ย 8. ∫—π∑÷°À≈—ß°“√®¥— °®‘ °√√¡ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................
170 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น „∫ß“π ‡√◊ËÕß ·π«∑“ߪÕÑ ß°π— ¿—¬∑“ß‡æ» π°— ‡√’¬πªØ∫‘ —µ‘µ“¡¢—πÈ µÕπµÕà ‰ªπÈ’ 1. แบงนักเรียนออกเปน 3 กลุม เลือกประธานและเลขานุการกลุม ใหแตละกลุม ชวยกนั ระดมความคิดเห็นเกยี่ วกบั ภัยทางเพศท่ีเกดิ ขึ้นในสถานที่ตา ง ๆ ดงั น้ี กลุมที่ 1 ภยั ทางเพศทม่ี ีโอกาสเกิดที่บาน กลมุ ที่ 2 ภัยทางเพศท่มี ีโอกาสเกิดขน้ึ ท่โี รงเรยี น กลุม ที่ 3 ภัยทางเพศที่มีโอกาสเกิดขึ้นในสังคมทั่วไป เชน โรงหนัง สถานที่จอดรถ สนามเดก็ เลน เปนตน 2. สงตัวแทนนำเสนอผลการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับภัยทางเพศที่เกิดข้ึน ในสถานท่ตี าง ๆ 3. ศกึ ษาใบความรสู ำหรบั นักเรียน เรื่อง “ภยั ทางเพศ” แนวทางปอ งกนั ภัยทางเพศ 4. สรปุ แบบประเมินผลกิจกรรมสำหรับนักเรียน
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 171 ·∫∫ —߇°µæƒµ‘°√√¡°“√ªØ‘∫—µ‘ß“π°≈¡àÿ °®‘ °√√¡·π–·π« ผลการประเมินอยใู นระดบั ........................................................... ลงชอื่ ................................. รายการประเมิน ความเหมาะสม หมายเหตุ 54321 เกณฑการให 1. ความรับผิดชอบ คะแนน 2. ความตรงตอเวลา 5 ดีมาก 3. ความใสใ จและความกระตอื รอื รน ในการทำงาน 4 ดี 3 ปานกลาง 4. การดำเนินการอยางมีขนั้ ตอน 2 พอใช 5. การนำเสนอขอ มูลถกู ตองมีเหตผุ ล 1 ปรับปรุง 6. กลุม นำสรปุ และแสดงความคิดเห็นไดต รงประเด็น 7. สมาชกิ กลุมยอมรับซึ่งกันและกนั 8. สมาชกิ กลุม มีการประสานงานที่ดี 9. สมาชิกกลมุ เกดิ ความรูความเขาใจในเนอ้ื หา 10. การทำงานกลมุ เปนระบบที่มีประสิทธภิ าพ รวม (................................) ผปู ระเมิน เกณฑก ารประเมนิ ดมี าก คะแนน 40-50 ดี คะแนน 30-39 พอใช คะแนน 20-29 ปรับปรุง คะแนน 10-19
172 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น „∫§«“¡√ ⟠”À√∫— π°— ‡√¬’ π ‡√Õ◊Ë ß ç¿—¬∑“߇æ»é ·π«∑“ߪÕÑ ß°—π¿—¬∑“ß‡æ» ภัยทางเพศ เปนภัยสังคมอันหนึ่ง ท่ีสงผลกระทบตอเด็กและวัยรุน อาทิ การถูก ลวนลาม ลวงละเมิดทางเพศ ถูกขมขืน หรือแมแตการถูกทารุณกรรมจากพวกวิปริตทางเพศ หรอื แมแ ตค นใกลชดิ 1. ∑”‰¡®÷ßµÕâ ߪÑÕß°π— µ—« ปจ จบุ นั ภยั อนั ตรายทเี่ กดิ ขนึ้ มมี ากมายหลายรปู แบบ หากมคี วามรเู กยี่ วกบั การปอ งกนั ตวั ก็เทากับมีเพ่ือนแทไวเคียงขาง จะไปที่ใด เพื่อนแทนี้จะติดตามไปดวยเสมอ และเมื่อตกอยู ในสภาวะคบั ขนั ก็จะชว ยคล่ีคลายเหตกุ ารณจากหนักเปนเบา หรอื ทำใหแ คลวคลาดปลอดภัยได การปองกันตัว หมายถึง การเตรียมพรอมทั้งกายและใจ การหลีกหนีจากสถานการณ อันตราย หรือการตอ สกู บั เหตุเลวรา ยอยา งเหมาะสม เพ่ือใหตนเองพนภัย 2. ¿—¬Õ—πµ√“¬‡°‘¥¢÷πÈ ‰¥âÕ¬“à ߉√ การละเมดิ สทิ ธทิ เ่ี ปน ภยั อนั ตรายตอ ผหู ญงิ และเดก็ มหี ลายกรณี เชน การละเมดิ ทางเพศ การลวนลามอนาจาร การทำรายรา งกาย การหนว งเหนย่ี วกกั ขงั การขม ขูด าวา อยา งรุนแรง เปนตน แตที่เกิดข้ึนบอย คือ การทำรายรางกายและการขมขืน โดยผูกระทำอาจเปนไดทั้งคนแปลกหนา และคนคุนเคย 3. ‡µ√’¬¡µ«— Õ¬à“߉√‡æ◊ËÕÀ≈°’ ‡≈¬’Ë ß°“√∂°Ÿ ∑”√⓬ 1) ฝกตนเองใหเปนผูมีมนุษยสัมพันธดี ไมดูถูกเหยียดหยามศักด์ิศรีเพื่อนมนุษย ท้ังดว ยกรยิ าและวาจา 2) มีจิตสำนกึ ในเร่ืองความปลอดภัย 3) ระมดั ระวัง ไมป ระมาท และฝกความมสี ติใหส ม่ำเสมอทกุ วนั 4) ดแู ลสขุ ภาพและสมรรถนะรา งกายใหแข็งแรงและเตรียมพรอ มอยเู สมอ 5) สนใจ ตดิ ตามปญ หาความรนุ แรงและภัยอนั ตรายในรปู แบบตา ง ๆ ตอ สตรแี ละเด็ก 6) ฝกทกั ษะการรักษาตัวรอด โดยเรียนรเู ร่อื งตาง ๆ ตอ ไปนี้ 4. ‡√¬’ π√Ÿ«â “à ∂“π„¥∑Ë’‰¡àπ“à ‰«â«“ß„® 1) สถานท่ีเปลย่ี วหา งไกลบานคน 2) สถานทท่ี ไี่ มร จู กั และไมเคยไป
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 173 3) สถานท่ีท่ีมิจฉาชีพอาศัยเปนแหลงประทุษราย เชน มุมตึก มุมมืด ลานจอดรถ ตึกราง สถานีขนสง สวนสาธารณะ ทางรถไฟ หอ งสุขาตามหา งสรรพสินคา ฯลฯ 5. ™à«ß‡«≈“∑ÕË’ “®‡°‘¥Õ—πµ√“¬‰¥ßâ à“¬ 1) ยามวกิ าล ยามค่ำคนื 2) เชา มืด 3) คืนวนั ศกุ ร เสาร ขณะฝนตก 6. ‡æËÕ◊ §«“¡‰¡àª√–¡“∑ §«√·µßà °“¬Õ¬“à ߉√ ตระหนักรูวาการแตงกายอาจนำไปสูอันตราย หรือเปนอุปสรรคตอการหนี ฉะนั้น ควรเลอื กสวมใสเสื้อผาใหเหมาะสม ทะมดั ทะแมง 7. §«√ªØ‘∫—µµ‘ πÕ¬“à ߉√‡¡Ë◊Õ®–‡¥π‘ ∑“ß เลือกใชพ าหนะเดินทาง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยดวย 1) ถาเดินทางดวยรถโดยสาร 1.1) ไมค วรบอกคนแปลกหนาวาจะไปไหน 1.2) ต่นื ตวั และเตรยี มพรอ มตลอดเวลา 1.3) เตรยี มพรอ มทจี่ ะเปลี่ยนแปลงแผนเสน ทางไดเ สมอ 1.4) ไมน ำทรพั ยส ินมีคา ออกมาแสดงใหคนอ่นื เห็น 1.5) หากสังเกตพบวามีคนติดตามหลังจากลงรถ ใหเดินทางตรงไปที่มีคนอยู จำนวนมาก 2) ถา เดินทางดว ยรถสว นตวั 2.1) การจอดรถ ควรจอดในท่ีมีแสงไฟสวางหรือมีรถว่ิงผาน เชน ใกลทางข้ึนลง เปน ตน 2.2) ตรวจสอบภายในรถและรอบ ๆ รถ กอนเปดประตูเขาไปขางใน เพื่อให แนใ จวา ไมม ใี ครซอ นตัวในรถ 2.3) ปด ประตู ลอ็ กประตู และคาดเขม็ ขดั นริ ภยั ทุกครัง้ กอนสตารทรถ 2.4) อยา รบั คนโบกรถขางถนนหรือคนแปลกหนา ขน้ึ รถ 2.5) ไมควรทิง้ ของมีคา ไวในรถ 2.6) ในกรณีนำรถเขาซอม ควรใหเ ฉพาะกุญแจสตารทรถ 2.7) เรียนรเู ร่อื งเคร่อื งยนตเบือ้ งตน 2.8) ควรวางแผนและศึกษาแผนท่กี อ นออกเดนิ ทาง
174 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 2.9) หากถูกจ้ใี นรถ ควรขบั รถใหเ ฉีย่ วชนรถคันอ่ืนท่วี ่งิ ในทางเดยี วกัน 2.10) ส่ิงท่ีควรมีประจำรถ ไดแก ไฟฉาย ชุดปฐมพยาบาล แผนท่ี ถังดับเพลิง ผา ขาวสำหรบั ทำสัญญาณ เคร่ืองมือประจำรถ เชอื กสำหรบั ลาก 3) ถาเดินทางโดยรถแทก็ ซ่ี 3.1) กอ นข้นึ รถ ถา รูส กึ วา คนขับไมน าไวว างใจ ควรเลิกโดยสารทนั ที 3.2) กอนขึ้นควรสังเกตชนิดของรถ ลักษณะรถและจดหมายเลขขางรถ และทะเบยี นรถ 3.3) ทกุ ครงั้ ทข่ี ้นึ รถ ควรจดชื่อ-นามสกลุ คนขบั รถทต่ี ดิ ปายอยูใ นรถ 3.4) ตรวจสอบวา ท่ลี อ็ กประตูอยทู ไี่ หน และเปดออกอยา งไร 3.5) ระมดั ระวังและดอู ยเู สมอวา รถวง่ิ ในเสนทางท่คี วรจะไปหรอื ไม 3.6) ถาผิดสังเกตวาจะมีสถานการณไมดี แสรงโทรศัพทถึงเพ่ือนที่เปนตำรวจ โดยพดู วา ขอสายตำรวจ ใหอ างยศและชอ่ื โดยขอนดั ในเสน ทางทีร่ ถกำลงั มุง ไปขา งหนา 3.7) ฉกุ เฉนิ ใหเ ปดประตรู ถ และลงจากรถทันที 3.8) ไมร บั เครื่องดมื่ และของกนิ อยา งเด็ดขาด 3.9) เม่ือเขาน่ังในรถแลว ใหโทรศัพทบอกทะเบียนรถ สี และชนิดของรถให พอ แม ผูปกครอง หรอื เพ่ือน ๆ ทราบในทันที 8. §«√ªØ‘∫µ— µ‘ πÕ¬“à ߉√„π ∂“π∑’˵“à ß Ê „π∑Ë’ “∏“√≥– ·≈–∫π∑Õâ ß∂ππ 1) ถาสังเกตวามีคนติดตามอยางมีพิรุธ อยาเขาบานตนเอง (ผูรายจะรูวาเราอยูท่ีไหน) ใหไปหาเพื่อนบานที่ไวใจได หรือสถานท่ีชุมชนที่มีคนมาก และโทรเรียกตำรวจหรือมุงตรงไปยัง สถานีตำรวจ 2) พงึ ระมัดระวงั การใช ATM ในตอนกลางคืน หรอื สถานท่ีท่เี ราไมคุนเคย 3) ไมควรเดินบนถนนเปล่ียวหรือซอยเปล่ียว หรือสถานท่ีเปลี่ยวทุกแหงคนเดียว โดยเฉพาะในเวลากลางคนื 4) บอกใครสักคนใหรูวาคุณจะไปไหน และเม่ือไรจะกลับ หรือเดินทางไปกับใคร โดยเฉพาะคนที่ไมรจู ักดี 5) ไมควรขนสัมภาระมากเกินไป ถาถือของมากควรวางไว เพ่ือใหมือตัวเองวาง และพรอ มปองกันตวั 6) ไมควรสวมหฟู งวิทยุ เทป ขณะเดินหรือออกกำลงั กาย 7) ไมควรอา นหนังสอื /โทรศพั ทข ณะเดนิ ยืนรอรถเมล หรือยืนขางถนน 8) ถาหากมีคนเขา มาถามทาง ควรยืนหาง ๆ อยางนอ ย 2 กาว และพรอมระมดั ระวัง 9) หากบรเิ วณน้ันไมนา ไวใจ ควรหลีกเลีย่ งการยนื คนเดียว
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 175 10) การรอรถเมล ถาหากปายน้ันไมมีคนเลย ควรข้ึนรถสายอ่ืนไป เพ่ือเปล่ียนปาย ทม่ี ีคนจำนวนมาก 11) การสงใครกต็ ามกลับบาน ควรแนใจวาเขาเขาบานเรยี บรอ ยแลว จงึ ออกรถ 9. „π∫â“π 1) ประตู และรอบ ๆ บาน ควรเปด ไฟไวเ สมอ 2) กอ นนอนตรวจตราวา ประตูและหนา ตาง ล็อกเรยี บรอ ย 3) ไมใชชื่อจริงพรอมนามสกุลติดหนากลองไปรษณียหนาบาน หรือในเคร่ืองตอบรับ โทรศัพท 4) ไมค วรบอกในเครือ่ งตอบรับโทรศพั ทอัตโนมัตวิ าทา นไปสถานทใ่ี ด 5) ไมค วรใหค นแปลกหนา รวู า เราอยูค นเดยี ว 6) ควรมีเพ่ือนบานท่ีสนทิ และสามารถไววางใจได 7) กอนเปดประตูทุกครั้งควรแนใจกอนวาผูมาหาเปนใคร และอยาเปดประตู ถาไมแนใ จ 8) กุญแจพเิ ศษควรซอ นในทมี่ ดิ ชดิ 9) ไมอ นญุ าตใหค นแปลกหนาเขา มาใชโทรศพั ทภายในบาน 10. „π≈‘øµå 1) หลีกเล่ียงการขึน้ หรอื อยใู นลิฟตส องตอสองกบั คนแปลกหนา 2) ใหส ังเกตทาทีของคนท่ีขึ้นลฟิ ตม าดว ยกนั 3) ควรยนื บรเิ วณใกลป ุมบงั คบั ลิฟต
176 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น „∫§«“¡√â Ÿ ”À√—∫§√Ÿ ‡√◊ËÕß «‘∏’·°ªâ ≠í À“‡¡Õ◊Ë ‡º™≠‘ Àπ“â °—∫‡Àµ√ÿ ⓬ 1. ‡¡◊ÕË ‡º™≠‘ ‡Àµÿ√⓬ §«√ªØ∫‘ —µ‘Õ¬à“߉√ การเผชิญเหตุราย เปนเรื่องท่ีเกิดไดโดยไมรูลวงหนา เชน การโดนจี้ การถูกทำราย รางกาย หรอื การถูกคกุ คามทางเพศ สงิ่ สำคญั ทคี่ วรคำนงึ ถงึ คอื 1) การแกป ญ หาอยา งมีสติ 1.1) หยุดคิด และควบคมุ อารมณต นเองใหม ่ันคง 1.2) สงบน่ิง เพ่ือพจิ ารณาเหตกุ ารณท่เี กิดขน้ึ และสถานการณแ วดลอ ม 1.3) คดิ หาวิธกี ารแกไ ขปญ หาหลาย ๆ ทาง 1.4) คดิ ถงึ ผลท่ีจะเกิดข้นึ จากวธิ กี ารตาง ๆ เหลานั้น 1.5) ปฏบิ ัติวิธแี กป ญหาที่คิดวาดีทสี่ ดุ 2) ถว งเวลา นอกจากการแกป ญ หาอยา งมสี ติ การถว งเวลาเปน กลยทุ ธอ ยา งหนงึ่ ในการปอ งกนั ตวั ประวิงเวลาไมใหถูกทำราย เพื่อใหคนมาพบเห็นและชวยเหลือ มีวิธีการถวงเวลาที่นาสนใจและ ควรนำไปปฏบิ ตั ิ คอื 2.1) การใชคำพูดท่ีมใิ ชคำพูดทาทายหรือดูถูก 2.2) การโอนออ นผอ นตาม หรือหลอกลอใหต ายใจเพือ่ ฉวยโอกาส 2.3) การใชม ารยาหญงิ การใชวิธีการอยางใดอยางหนึ่ง ตองอยูในดุลยพินิจของเราวาจะปฏิบัติอยางไร ในเหตุการณน ั้น ๆ เพอ่ื ความปลอดภัย 2. ∑”Õ¬“à ߉√∂â“∂Ÿ°∫—ß§—∫„À¡â ’‡æ» —¡æ—π∏Àå √Õ◊ ¢à¡¢◊π 1) ตั้งสติ รวบรวมความคิด สงบน่ิง และคิดหาทางเลือกในการจะหลีกหนี หรอื ตอตานทต่ี ัวเองจะปลอดภยั 2) พดู อยา งหนักแนน วา “ไม” โดยไมต องเกรงใจ 3) มองหาหนทางหนี 4) หนีจากสถานการณอยางรวดเร็ว ถาเปนไปได อยาอยูในสถานการณน้ันนาน เพราะจะทำใหมโี อกาสพน อันตรายนอ ยลง แหลงท่ีมา : คูมือการจัดกิจกรรมโฮมรูม เพื่อสงเสริมสุขภาพจิตนักเรียนระดับมัธยมศึกษา สำหรับครูที่ปรึกษา “มหศั จรรย. ..วยั ใส” กรมสุขภาพจติ , 2546.
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 177 5) ถามตัวเองวา “ถาตอบโตแลวจะปลอดภัยหรือไม” ถาปลอดภัยและมีโอกาส กต็ อบโตก ลบั ทนั ทตี ามวิธีทแี่ นะนำ แตถ า คดิ วา อาจเกิดอันตรายใหห าวิธใี หม เชน - ว่งิ หนีทันที - พดู ถว งเวลา พรอมหาทางหนี - รอ งวา “ไฟไหม” และขอความชว ยเหลอื - บอกวาเปน โรคเอดส กามโรค หรอื มีประจำเดอื น พูดหวา นลอ มขอความเหน็ ใจ - ทำอยางไรก็ไดเ พือ่ ใหเ ขาเผลอและฉวยโอกาสหนี - หากคนรายมอี าวุธ ตอ งคิดถึงการรกั ษาชีวิตไวกอ น
178 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน µ«— Õ¬“à ß·ºπ°“√®¥— °‘®°√√¡·π–·π«„π™È—π‡√¬’ π หนวยการจดั กิจกรรมการศึกษาตอ เรอ่ื ง แนวทางการศกึ ษาตอ เมอ่ื จบชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 3* ระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ี่ 3 เวลา 1 ชั่วโมง 1. “√– ”§—≠ เมอ่ื นกั เรยี นจบระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 3 นกั เรยี นตอ งตดั สนิ ใจเลอื กแนวทางในอนาคต ของตนวาจะออกไปประกอบอาชีพหรือศึกษาตอในระดับสูงข้ึนตอไป การใหขอมูลในการศึกษาตอ จึงเปนแนวทางใหนักเรียนวางแผนชีวิตในอนาคตของตนเอง และนอกจากน้ียังทำใหนักเรียนเล็งเห็น ความสำคญั ในการศกึ ษา ซง่ึ จะทำใหน กั เรยี นสามารถไดร บั ความรแู ละเพมิ่ พนู ทกั ษะตา ง ๆ ในชวี ติ มากขนึ้ 2. º≈°“√‡√¬’ π√⟠2.1 นักเรียนสามารถบอกแนวทางการศกึ ษาตอของตนเองได 2.2 นักเรียนสามารถนำขอมูลเรื่องแนวทางการศึกษาตอ มาใชในการวางแผน การศึกษาตอของตนเอง ทสี่ อดคลอ งกับอาชพี ในอนาคตได 3. “√–°“√‡√¬’ π√⟠แนวทางการศึกษาตอ ของนักเรยี นระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ 3 4. «‘∏’°“√®—¥°®‘ °√√¡ ขน้ั นำเขาสูบทเรียน 4.1 ครูถามนักเรียนวา “สัปดาหท่ีผานมา นักเรียนไดเรียนรูเรื่องอาชีพเสรีในกลุม ประชาคมอาเซยี น แลว นกั เรยี นไดก ลบั ไปศกึ ษาเพมิ่ เตมิ บา งหรอื เปลา ใครไดข อ มลู อะไรเลา สกู นั ฟง บา ง” 4.2 ครูถามนักเรียนตอวา “แลวนักเรียนไดวางแผนการศึกษาตอของตนเอง ตามความสนใจหรือแนวทางอาชีพของตนเองอยา งไร” ขนั้ สอน 4.3 ครูขออาสาสมัครนักเรียน 1-2 คน เพ่ือออกมาดำเนินรายการในการเลนเกม ตอบคำถาม “เรยี นแบบนีไ้ ปทางไหน” 4.4 ใหน กั เรยี นผดู ำเนนิ รายการถามคำถามในการเลน เกม และใหเ พอ่ื น ๆ ในหอ งตอบ ซง่ึ จะมบี ตั รอาชพี 20 ใบ ตวั แทนกลมุ จะตอ งยกมอื ตอบ กลมุ ใดตอบไดค ะแนนมากทสี่ ดุ จะไดข องรางวลั ใหน กั เรยี นตอบจนครบทุกคำถาม * โดย อิ่มใจ ดีไสว โรงเรยี นกาญจนาภิเษกวทิ ยาลัย นครปฐม (พระตำหนกั สวนกุหลาบมธั ยม)
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 179 4.5 ครูอธิบายแนวทางในการศึกษาตอของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 3 และแจกใบความรูเกี่ยวกับแนวทางการศึกษาตอของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 ใหนักเรียน ศกึ ษาและนำไปใหผ ูปกครองศกึ ษาดวย ขั้นสรปุ 4.6 ครูสุมถามนักเรียนวาไดทราบแนวทางในการศึกษาของนักเรียนระดับช้ัน มัธยมศึกษาปที่ 3 แลว ไดวางแผนการศึกษาตอของตนเองอยางไร มีความสนใจในสถาบันใด เปน พิเศษหรอื ไม และตรงกับท่ตี นเองไดว างแผนไวใ นตอนแรกหรอื ไม 4.7 นักเรียนสรุปสาระสำคัญของการศึกษาตอระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สายสามญั และสายอาชีพ 4.8 ครสู รปุ เพมิ่ เตมิ วา เมอ่ื จบระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 3 แลว นกั เรยี นเลอื กทเี่ รยี นตอ ระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญหรือสายอาชีพ และใหนักเรียนไปศึกษาคนควาเพิ่มเติม เกี่ยวกับขอมูลการศึกษาตอเมื่อจบระดับชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 จาก Website ทรูปลูกปญญา/ แนะแนว (http://www.trueplookpanya.com/news/) 5. °“√ª√–‡¡‘πº≈ 5.1 วิธีการประเมนิ โดยการสังเกตความรวมมือในการทำกิจกรรมของนกั เรยี น - การรว มกจิ กรรมในหองเรียน - สงั เกตจากความสนใจของนกั เรยี น 5.2 เคร่ืองมือ แบบสังเกตพฤตกิ รรมการปฏบิ ัตงิ านกลมุ 6. Õ◊Ë ·≈–·À≈ßà °“√‡√¬’ π√⟠6.1 เกมตอบคำถาม “เรยี นแบบนไี้ ปทางไหน” 6.2 ใบความรเู กยี่ วกบั แนวทางการศึกษาตอ ของนักเรยี นระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปที่ 3 7. ∫π— ∑°÷ À≈—ß°“√®¥— °®‘ °√√¡ .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................
180 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น ‡°¡µÕ∫§”∂“¡ ç‡√¬’ π·∫∫πÈ’‰ª∑“߉Àπé 1. เรียนเกี่ยวกับการใช/ซอมเคร่ืองกลทุกชนิด เมื่อจบไปแลวจะสามารถปฏิบัติงาน ตามโรงงานอุตสาหกรรมตาง ๆ เปนชา งเทคนิค นกั เรยี นคดิ วา การเรยี นสาขาน้คี อื สาขาใด (สาขาวชิ าชา งกลโรงงาน) 2. เรียนเก่ียวกบั วชิ านาฏศิลป มที ้งั นาฏศิลปไ ทย เชน โขน ละคร และนาฏศิลปสากล เชน ระบำปลายเทา ระบำพื้นเมือง เปนตน เม่ือจบไปแลวสามารถประกอบอาชีพครูสอนนาฏศิลป ศิลปน นักเรียนคิดวาสามารถเขาศกึ ษาสาขาวชิ านี้ไดจากท่ใี ด (วทิ ยาลัยนาฏศลิ ป กรมศิลปากร) 3. เปนการเรียนท่ีสอดคลองกับระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย สายวิทย-คณิต เพิ่มบางวิชาที่เหมาะสมกับการไฟฟา เมื่อจบแลวสามารถเขาทำงานท่ีการไฟฟาสวนภูมิภาคได นักเรียนคดิ วา เราจะไดเรียนไดจากสถาบันใด (โรงเรียนชา งการไฟฟาสว นภูมิภาค) 4. เรียนเกี่ยวกบั การทำอาหารและประดษิ ฐวสั ดุตา ง ๆ เชน เยบ็ ปกถักรอ ย จัดดอกไม เปนตน เมื่อจบไปแลวสามารถประกอบอาชีพอิสระของตนเองได เปดรานอาหาร ปฏิบัติงาน ตามบริษทั ผลิตอาหาร นกั เรยี นคดิ วา จะตอ งเรียนสาขาใด (สาขาวชิ าคหกรรมศาสตร) 5. เรยี นเกย่ี วกบั การตดั เยบ็ การออกแบบเสอ้ื ผา ธรุ กจิ ดา นเครอ่ื งแตง กาย เมอ่ื จบแลว ก็สามารถปฏิบัติงานตามโรงงานหรือบริษัทผลิตเส้ือผา สามารถเปดรานตัดเย็บหรือออกแบบเส้ือผา เปนของตนเองได นกั เรยี นคดิ วาควรเรยี นสาขาใด (สาขาวิชาผา และเครือ่ งแตง กาย) 6. เรียนเกี่ยวกับวิชาหลักตาง ๆ ไดแก วิชาดุริยางค วิชาทหารที่จำเปนแกการเปน ทหารเรอื และวชิ าตามหลกั สตู รการศกึ ษาสายอาชพี เมอ่ื จบแลว สามารถบรรจเุ ขา รบั ราชการและแตง ตง้ั ยศเปนจา ตรี เทยี บเทาวุฒิ ปวช. นกั เรียนคดิ วาเราจะไปเรียนไดที่ใด (โรงเรยี นดรุ ยิ างคทหารเรือ) 7. มที ง้ั หมด 7 แผนก เกยี่ วกบั งานชา ง เปน นกั เรยี นประจำ มเี บยี้ เลย้ี งใหใ นระหวา งเรยี น เมื่อจบแลวบรรจุเขารับราชการในกองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพเรือ/บก/อากาศ นักเรียนคิดวา จะสามารถเรยี นไดท ี่ใด (โรงเรียนชางฝม ือทหาร)
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 181 8. เรียนเกี่ยวกับทฤษฎีและปฏิบัติในวิชาเครื่องรับวิทยุ/โทรทัศน ความรูเบื้องตน ทางคอมพิวเตอร วงจรอิเลกทรอนิกส เม่ือจบแลวสามารถปฏิบัติงานตามโรงงานอุตสาหกรรม ผลิตอุปกรณดานอิเล็กทรอนิกส รัฐวิสาหกิจ (องคการโทรศัพทแหงประเทศไทย การไฟฟาฝายผลิต แหง ประเทศไทย) นักเรียนคดิ วาเราจะตองเรยี นสาขาใด (สาขาวชิ าชา งอิเล็กทรอนกิ ส) 9. เรียนเกี่ยวกับหลักการคอมพิวเตอร การประมวลผลโปรแกรมตาง ๆ เมื่อจบแลว ทำงานดา นคอมพวิ เตอรต าง ๆ หรอื บริษัทผลติ ซอฟตแ วร นกั เรียนคดิ วาจะตอ งเรียนสาขาใด (สาขาวิชาคอมพวิ เตอรธรุ กจิ ) 10. เรียนเกี่ยวกับงานการตลาด การขาย งานจัดซื้อ และขอมูลการตลาด เม่ือจบแลว สามารถปฏิบัติงานเปนเจาหนาที่การตลาด พนักงานขาย พนักงานคลังสินคาได นักเรียนคิดวา ควรเรยี นสาขาใด (สาขาวิชาการตลาด) 11. เรียนเกี่ยวกับเทคนิคการทำอาหารตาง ๆ ธุรกิจดานอาหารและหลักโภชนาการ เมอื่ จบแลว สามารถปฏบิ ตั งิ านตามบรษิ ทั ผลติ อาหาร ประกอบอาชพี อสิ ระ เปน ทป่ี รกึ ษาโภชนาการได นกั เรียนคดิ วาเราจะตองเรียนสาขาใด (สาขาวชิ าอาหารและโภชนาการ) 12. เรียนเก่ียวกับการคำนวณออกแบบโครงสราง การเขียนแบบ การทดสอบ วัสดุ กอ สรา ง และควบคมุ ดแู ลงานกอ สรา ง เมอื่ จบแลว สามารถทำงานเกย่ี วกบั อตุ สาหกรรมดา นการกอ สรา ง หรอื รับเหมากอ สรา ง นกั เรียนคิดวา ควรเรยี นสาขาใด (สาขาวิชาชางกอ สรา ง) 13. เรียนเก่ียวกับวิชาการถายภาพ การบันทึกภาพ การใชกลองถายรูป กลองวีดิโอ ทฤษฎีแสงและสี เมื่อจบแลวสามารถปฏิบัติงานตามสำนักพิมพ บริษัทโฆษณา เปนตากลองได นักเรียนคิดวา ควรเรียนสาขาใด (สาขาวชิ าเทคโนโลยกี ารถายภาพ) 14. เรยี นเกย่ี วกบั การจดั ทำบญั ชี งบการเงนิ ของธรุ กจิ ทกุ รปู แบบ การทำรายรบั รายจา ย จบแลว สามารถประกอบอาชพี พนกั งานบญั ชี ผชู ว ยผตู รวจสอบบัญชี นักเรียนคดิ วา ควรเรียนสาขาใด (สาขาวชิ าบญั ช)ี 15. เรียนเก่ียวกับการตรวจซอม บำรุงรักษา รถยนต ระบบเคร่ืองยนตทั้งหมด เมื่อจบแลว สามารถประกอบธุรกิจเกี่ยวกบั ยานยนต เปดอู ดูแลเคร่ืองยนตตา ง ๆ ได นักเรียนคดิ วา ควรเรยี นสาขาใด (สาขาวชิ าชา งยนต)
182 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 16. เรียนเก่ียวกับการไฟฟาทั่วไป ติดตั้งไฟฟา ระบบควบคุมไฟฟา ระบบการทำงาน ของเครื่องไฟฟาหรือวงจรไฟฟา เม่ือจบแลวทำงานตามรัฐวิสาหกิจ บริษัทประกอบการเก่ียวกับ อปุ กรณไ ฟฟา พนกั งานตอ วงจรไฟฟา พนกั งานซอ มอปุ กรณไ ฟฟา เปน ตน นกั เรยี นจะตอ งเรยี นสาขาใด (สาขาชางไฟฟา ) 17. เรียนเกี่ยวกับการเดินเรือ เครื่องยนตเรือ เมื่อจบแลวสามารถทำงานเกี่ยวกับเรือ สงสินคา เปนนายทายเรือกลเดินทะเล ทำงานบนเรือสินคาเดินทะเล ชางเครื่องเรือเดินทะเล นักเรียนคดิ วาจะเรียนไดจ ากท่ใี ด (ศนู ยฝ ก พานิชยนาวี) 18. เรียนเกี่ยวกับงานศิลปะไทยโบราณ ท้ังดานจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทย สถาปตยกรรมไทย แบงงานชางออกเปน 10 หมูดวยกัน เชน ชางปน ชางเขียน ชางแกะ เปนตน เมือ่ จบแลว สามารถประกอบอาชีพอสิ ระ หรอื เปนชา งฝมือไทย รวมท้งั เปนครูสอนเกย่ี วกับศิลปะไทย ไดอีกดวย นกั เรยี นคิดวา เราจะเรยี นไดจากทีใ่ ด (ศูนยก ารศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภเิ ษก (วทิ ยาลยั ในวัง)) 19. อยากจะเปนแพทย ท้ังทันตแพทย จิตแพทย หรือแพทยรักษาโรคทั่วไป นักเรียน คดิ วา จบระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท ี่ 3 จะเรียนตออะไรดี (ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย สายวิทย- คณติ ) 20. เรียนเกี่ยวกับงานตา ง ๆ การบริการตา ง ๆ ในโรงแรม ทงั้ การจัดหอง การทำอาหาร (พอครัว เชฟ) การจัดครัวและภัตตาคาร การจัดเล้ียง พนักงานตอนรับในโรงเรียน นักเรียนคิดวา จะเรยี นสาขาใดดี (สาขาวชิ าการโรงแรม)
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 183 „∫§«“¡√‡Ÿâ °Ë¬’ «°—∫·π«∑“ß°“√»÷°…“µÕà ¢Õßπ°— ‡√’¬π√–¥—∫™π—È ¡—∏¬¡»°÷ …“ª∑ï Ë’ 3 1. °“√»°÷ …“„𠓬 “¡—≠ การศกึ ษาในระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนปลายสายสามญั เปน การศกึ ษาทเ่ี นน ฝก ฝนทกั ษะ ความชำนาญในวิชาสามัญตาง ๆ เชน ภาษาตางประเทศ ภาษาไทย สังคมศึกษา วิทยาศาสตร คณิตศาสตร เพื่อใชวิชาสามัญเหลาน้ีเปนพ้ืนฐานการศึกษาในระดับอุดมศึกษาตอไป การศึกษา ในระดับน้ีใชเวลาในการศึกษา 3 ป ตอจากนั้นจึงจะไปศึกษาในระดับอุดมศึกษาตอไปอีก 4 ป ผเู รยี นจงึ จะไดร บั ปรญิ ญาตรีเปนวุฒิบตั รเพื่อประกอบอาชพี การศึกษาในสายสามัญจะแบงออกเปนแผนการเรียน แตละแผนการเรียนจัดรายวิชา เพ่ือเสริมสรางทักษะและความถนัดของผูเรียนเฉพาะสาขา ในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย สายสามัญ โรงเรยี นมักจะจดั แผนการเรียนดังน้ี 1. แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร เปนแผนการเรียนที่มุงฝกทักษะในวิชา วิทยาศาสตรสาขาตาง ๆ และคณิตศาสตร ซ่ึงจะเหมาะกับผูท่ีเกงทางดานการคำนวณ ชอบการคิด คำนวณ ทดลอง คิด วิเคราะห ใชสูตรตาง ๆ ไดด ี 2. แผนการเรียนคณิตศาสตร-ภาษาอังกฤษ หรือแผนศิลปคำนวณ แผนการเรียนนี้ จะเรียนคณิตศาสตรเชนเดียวกันกับแผนวิทย-คณิต แตจะเนนไปทางดานภาษาอังกฤษมากยิ่งข้ึน ไมไดเนนวิชาทางวิทยาศาสตร ไมตองเรียนเกี่ยวกับวิชาทางฟสิกส เคมี ชีววิทยา เชนเดียวกับ สายวทิ ย- คณิต 3. แผนการเรียนภาษาตางประเทศ หรือแผนศิลปภาษา นักเรียนจะเรียนเกี่ยวกับ ภาษา ซึ่งอาจเปนภาษาอังกฤษเปนหลัก และจะตองเรียนภาษาตางประเทศที่ 2 เชน ภาษาฝร่ังเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาบาลี ภาษาญ่ีปนุ เปน ตน แลวแตทางโรงเรียนจะเปด สอน 4. แผนการเรียนภาษาไทย-สังคมศึกษา หรือแผนศิลปท่ัวไป เปนแผนการเรียน ท่ีจัดใหนักเรียนเรียนรายวิชาคณิตศาสตร ก. ซึ่งมีเน้ือหาวิชาซับซอนนอยกวาคณิตศาสตร กข. ที่นักเรียนสายวิทย-คณิต และสายศิลปคำนวณเรียนกัน และเรียนเนนภาษาไทยมากกวาภาษา ตางประเทศ นอกจากยังมีการศึกษานอกระบบโรงเรียน ซ่ึงเปดโอกาสใหกับผูท่ีไมสามารถ เขา ศกึ ษาในสถาบนั การศกึ ษาได ไมว า จะดว ยภาวะปญ หาใด คอื 1. การศกึ ษานอกโรงเรียน (กศน.) ซึ่งจะมกี ารเรยี นทงั้ ในตอนเยน็ และค่ำ เปนการเรียน ในชั้นเรยี น 2. การศกึ ษาแบบทางไกล เปน การเรยี นทางวทิ ยุชุมชน การเรียนผานดาวเทยี ม 3. การศึกษาดวยตนเอง เปดโอกาสใหเรียนรูดวยตัวเอง แตจะตองมาพบกลุม และรวมกิจกรรม และเขา รับการทดสอบตามท่ีกำหนด
184 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 2. °“√»÷°…“„π “¬Õ“™’æ การศึกษาในสายอาชีพ เปนการศึกษาดานอาชีพศึกษาที่มุงเนนฝกทักษะเฉพาะดาน เพ่ือใหผูเรียนมีความรู ความชำนาญ สามารถนำไปเปนแนวทางในการประกอบอาชีพเฉพาะดาน ตอ ไป ในปจ จบุ ันการศึกษาในสายอาชพี สามารถแบง ระดับการศกึ ษาออกไดหลายระดบั ดังน้ี 1. ระดับวุฒิบัตร (หลักสูตรระยะสั้น) เปนหลักสูตรท่ีจัดขึ้นเพื่อผลิตคนงานระดับ กึ่งฝมือและพัฒนาฝมือแรงงาน ใหบุคคลมีความรู ความชำนาญในการปฏิบัติงานเฉพาะอยางได โดยใชเวลาในการศึกษาอบรมมากนอยข้ึนอยูกับความยุงยากซับซอนของงาน โดยมีหนวยงานตาง ๆ รบั ผดิ ชอบ เชน โรงเรียนสารพดั ชา ง สถาบนั พฒั นาฝม อื แรงงาน เปน ตน เพอื่ ยกระดับกำลังคนระดับ ไรฝมอื ใหมีคณุ ภาพ 2. ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เปนหลักสูตรที่ใชเวลาศึกษาในสถาบัน การศกึ ษาเปน เวลา 3 ป ตอ จากการศกึ ษาระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน เพอื่ ผลติ กำลงั คนระดบั ชา งฝม อื 3. ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เปนหลักสูตรที่ใชเวลาศึกษาในสถาบัน การศกึ ษาเปนเวลา 2 ป ตอจากหลกั สตู รประกาศนียบตั รวชิ าชพี (ปวช.) หรือ 4 ป ตอจากการศกึ ษา ในระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ี่ 4 สายสามญั เพ่อื ผลติ กำลงั คนในระดับกึ่งวชิ าชีพ 4. ระดับปริญญาตรี เปนหลักสูตรที่ใชเวลาศึกษาในสถาบันการศึกษาเปนเวลา 2 ป ตอจากหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง (ปวส.) หรือ 4 ป ตอจากหลักสูตรประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวช.) เพือ่ ผลิตกำลังคนในระดบั วิชาชีพ สาขาการศกึ ษาในสายอาชีพ เนื่องจากการศึกษาในสายอาชีพมุงเนนที่จะฝกทักษะเพ่ือพัฒนาความรู ความชำนาญ ในสาขาวิชาชีพที่จะสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อประกอบอาชีพไดจริง จึงจำแนกเฉพาะสาขาที่ตองการ ฝก ฝนทกั ษะออก เปน 5 สาขา ดังนี้ 1. สาขาวิชาชางอุตสาหกรรม ไดแก การศึกษาในสาขาชางยนต ชางอิเล็กทรอนิกส คอมพิวเตอร ชางกลโรงงาน ชางเช่ือม ชางโลหะ ชางกอสราง ชางโยธา ชางสำรวจ ชางตอเรือ ชางเคหภัณฑ การพิมพ การถายภาพและภาพยนตร อุตสาหกรรมส่ิงทอ ชางเทคนิคอุตสาหกรรม ชา งเทคนคิ แวนตาและเลนส 2. สาขาวิชาเกษตรกรรม ไดแก การศึกษาในสาขาเกษตรกรรมท่ัวไป เชน สัตวบาล พชื ชางกลเกษตร สหกรณ ประมง
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 185 3. สาขาวิชาพาณิชยกรรม ไดแก การศึกษาในสาขาการบัญชี การขาย เลขานุการ การประชาสัมพันธ อุตสาหกรรมการทองเที่ยว ธุรกิจหนังสือพิมพและสิ่งพิมพ ภาษาตางประเทศ ธุรกิจพยาบาล 4. สาขาวิชาคหกรรม ไดแก การศึกษาในสาขาคหกรรมศาสตร ผา และเครอ่ื งแตงกาย อาหารและโภชนาการ 5. สาขาวิชาศิลปกรรม ไดแก การศึกษาในสาขาศิลปหัตถกรรม ศิลปะประยุกต วจิ ติ รศลิ ป จติ รกรรมลายรดนำ้ ศลิ ปะไทย สถาปต ยกรรม ประตมิ ากรรม ภาพพมิ พ เครอ่ื งเคลอื บดนิ เผา ออกแบบผลติ ภณั ฑ ผลติ ภณั ฑเ ครอื่ งหนงั สาขานาฏศลิ ปท งั้ ไทยและสากล ดรุ ยิ างคส ากล คตี ศลิ ปส ากล 3. °“√»÷°…“µàÕ “¬Õ◊Ëπ Ê นักเรียนท่ีสำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 แลวมีทางเลือกในการศึกษาตอ นอกเหนือจากการศึกษาสายสามัญในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน หรือสายอาชีพในโรงเรียนอาชีวศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สามารถศึกษา ตอ ในสถานบนั การศกึ ษาตา ง ๆ เชน โรงเรยี นเตรยี มทหาร โรงเรยี นจา อากาศ โรงเรยี นดรุ ยิ างคท หารเรอื โรงเรียนชางฝมือทหาร วิทยาลัยนาฏศิลป วิทยาลัยในวังชาย วิทยาลัยในวังหญิง โรงเรียนชาง การไฟฟาสวนภูมิภาค ซึ่งรายละเอียดเพ่ิมเติมนั้น นักเรียนสามารถศึกษาขอมูลเพิ่มเติมได ที่ Website ของทรปู ลูกปญ ญา/แนะแนว (http://www.trueplookpanya.com/news/)
186 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น ·∫∫ —߇°µæƒµ°‘ √√¡°“√ªØ∫‘ —µß‘ “π°≈¡ÿà °®‘ °√√¡·π–·π« กลุมท่ี......................ชอ่ื กลมุ ..................................................................................... ผลการประเมนิ อยูใ นระดบั ........................................................... รายการประเมนิ ความเหมาะสม หมายเหตุ 54321 เกณฑก ารให 1. ความรับผดิ ชอบ คะแนน 2. ความตรงตอ เวลา 5 ดีมาก 3. ความใสใ จและความกระตอื รอื รน ในการทำงาน 4 ดี 3 ปานกลาง 4. การดำเนนิ การอยางมขี น้ั ตอน 2 พอใช 5. การนำเสนอขอ มูลถกู ตอ งมเี หตุผล 1 ปรับปรงุ 6. กลุมนำสรุปและแสดงความคิดเหน็ ไดตรงประเดน็ 7. สมาชกิ กลมุ ยอมรบั ซง่ึ กนั และกนั 8. สมาชกิ กลมุ มกี ารประสานงานทีด่ ี 9. สมาชิกกลมุ เกดิ ความรูความเขา ใจในเนือ้ หา 10. การทำงานกลุมเปนระบบที่มีประสิทธภิ าพ รวม ลงชอ่ื ................................. (................................) ผูป ระเมนิ เกณฑการประเมิน ดีมาก คะแนน 40-50 ดี คะแนน 30-39 พอใช คะแนน 20-29 ปรบั ปรงุ คะแนน 10-19
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229