Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore เล่มที่ 4_ระบบการแนะแนวในโรงเรียน

เล่มที่ 4_ระบบการแนะแนวในโรงเรียน

Published by waleewan, 2020-06-14 21:42:00

Description: เล่มที่ 4_ระบบการแนะแนวในโรงเรียน

Search

Read the Text Version

ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 137 2.2 ลกั ษณะทางสังคม 2.2.1 กลุมเพ่ือนมีอิทธิพลตอพฤติกรรมของเด็กวัยน้ีมาก เด็กตองการ เปนคนดังในหมูเพ่ือนมากกวาจะเช่ือฟงครู ซึ่งตางจากเด็กประถมศึกษาตอนตน มีการขัดแยงกัน ระหวางกลมุ 2.2.2 นยิ มกีฬาท่เี ลนเปน ทมี มากขนึ้ มคี วามรักพวกพองมากข้นึ 2.3 ลกั ษณะทางอารมณ 2.3.1 สามารถยอมรับกฎเกณฑต าง ๆ เพ่อื เปน แนวทางในการปฏบิ ตั ิตวั ได มีเหตุผล รูจักพิจารณาสงิ่ ตาง ๆ ดว ยใจเปน ธรรมมากขน้ึ 2.3.2 มคี วามขัดแยงกนั ระหวา งขอ ตกลงของกลุมตาง ๆ และกฎของผใู หญ ทไ่ี มสอดคลอ งกับความคดิ ของเด็กวัยนี้อาจกอใหเกิดปญ หาได 2.3.3 จะนยิ มคนดงั คนเกง มีการติดใจแบบหวอื หวา ซึง่ อาจเปนการตดิ ใจ ครู นักกฬี า หรอื ดารา 2.4 ลกั ษณะทางสตปิ ญญา 2.4.1 มีความอยากรูอ ยากเหน็ ในทุก ๆ เรอ่ื ง และสนใจชว่ั ระยะเวลาส้ัน ๆ ซึ่งการที่เด็กเปลี่ยนความสนใจจากเรื่องหนึ่งไปสูอีกเรื่องหนึ่งเปนเรื่องธรรมดา ไมไดหมายความวา เดก็ มคี วามคดิ สับสน 2.4.2 ตอ งการความเปน อสิ ระ แตใ นขณะเดยี วกนั กย็ งั ตอ งการความชว ยเหลอื 2.4.3 ตั้งความหวังในการทำงานสูง และตองทำใหไดผลสมบูรณท่ีสุด แตไ มส ามารถทำตามความคาดหวงั จะเกิดความคบั ขอ งใจ และรูสึกละอาย 3. ชัน้ มัธยมศึกษาปท ี่ 1-3 (อายุ 12-15 ป) 3.1 ลกั ษณะทางรา งกาย 3.1.1 เด็กสวนใหญเร่ิมเขาสูวัยหนุมสาว โดยเฉพาะเด็กหญิงเขาสูวัยรุนเร็ว กวาเดก็ ชาย เด็กในวยั น้จี งึ มกั มีปญ หาเรื่องการปรับตัว 3.1.2 มีลักษณะเกงกาง ทำอะไรดูขัดตาไปหมด ท้ังน้ี เพราะเด็กคำนึงถึง การเปลี่ยนแปลง เรื่องรูปราง หนา ตาของตนเองมากเกินไป 3.2 ลกั ษณะทางสังคม 3.2.1 ตองการเปนอิสระและยอมปฏิบัติตามขอตกลงของกลุมมากกวา พอแมหรือผใู หญ 3.2.2 เปนวัยท่กี ลมุ เพอ่ื นมอี ิทธพิ ลอยา งยิง่ จะไววางใจเพ่ือนยง่ิ กวาพอแม 3.2.3 เปนวัยท่ีขาดความม่ันใจ เด็กจึงมักทำอะไรคลาย ๆ กับกลุมเพื่อน เพื่อใหเปนที่ยอมรบั เชน การแตง กาย การแสดงพฤติกรรมตา ง ๆ 3.2.4 เด็กหญิงมพี ฒั นาการทางสงั คมเรว็ กวาเดก็ ชาย

138 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 3.3 ลักษณะทางอารมณ 3.3.1 คอนขางเจาอารมณ และมีอารมณไมแนนอน สวนหนึ่งมาจาก การเปล่ียนแปลงทางรา งกาย มคี วามสับสนในบทบาทของตนเองวาเปนเดก็ หรอื ผใู หญกนั แน 3.3.2 ขาดความมน่ั ใจในตนเองและมกั แสดงพฤตกิ รรมออกมาในลกั ษณะตา ง ๆ เชน ทำเสียงดงั แสดงทา เปน ผูน ำหรือยดึ ความเหน็ ของตัวเองเปนสำคัญ 3.3.3 การแสดงอารมณโกรธเปนเรื่องธรรมดาของเด็กวัยนี้ ซ่ึงจะมี ความเครียดทางจติ และความไมส มดลุ ทางชวี ภาพ 3.4 ลักษณะทางสติปญ ญา 3.4.1 ชวงความสนใจนานข้นึ สามารถทำกิจกรรมที่ยาก ๆ ได 3.4.2 สามารถเขาใจสิ่งท่ีเปนนามธรรมไดดีข้ึนโดยเฉพาะในเรื่องศีลธรรม จรรยาตาง ๆ 4. ช้ันมธั ยมศึกษาปท ่ี 4-6 (อายุ 15-18 ป) 4.1 ลกั ษณะทางรา งกาย 4.1.1 มีความเจริญเติบโตเปนผูใหญเต็มที่และสนใจรางกายของตนเอง หมกมนุ อยูกบั การแตงตัว 4.1.2 สุขภาพของเด็กโดยทั่วไปจะสมบูรณเต็มท่ี เริ่มมีพัฒนาการทางเพศ ตอ มตา ง ๆ เจรญิ เติบโตเตม็ ท่ี 4.2 ลกั ษณะทางสังคม 4.2.1 มลี กั ษณะชอบทำตามกลมุ มกี ารขดั แยง กบั ผใู หญม ากขน้ึ มคี วามนยิ ม หรอื คล่งั ไคลอ ะไรเหมือน ๆ กัน ซึ่งบางครั้งอาจมากเกนิ ไป 4.2.2 เดก็ ผหู ญงิ มคี วามกา วหนา ในดา นสงั คม มากกวา เดก็ ผชู ายในวยั เดยี วกนั เริ่มมคี วามสนใจเพศตรงขาม มีความคดิ เรือ่ งการมีคนรักและการแตง งาน 4.3 ลกั ษณะทางอารมณ 4.3.1 ตองการความอิสระมากขึ้น จึงมีปญหาขัดแยงกับพอแมอยูเสมอ ทำใหเ กดิ ชองวางระหวา งวัย 4.3.2 มีการแสดงออกที่แข็งกราว ซ่ึงเปนลักษณะของการเปลี่ยนแปลง จากวัยเดก็ สวู ัยผใู หญ 4.3.3 เปนวยั จินตนาการโดยเฉพาะเรอ่ื งอนาคต 4.4 ลักษณะทางสตปิ ญญา 4.4.1 พัฒนาการทางสมองสงู เกอื บเทาผูใ หญเ พยี งแตขาดประสบการณ 4.4.2 เปนวัยท่ีคำนึงถึงปรัชญาชีวิต โดยมุงเก่ียวกับศีลธรรม จรรยา ศาสนา แตยงั มีความสบั สนอยู

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 139 สำหรับเด็กวัยรุนมีความตองการหรือพฤติกรรมสำคัญที่ครูควรศึกษา ทำความเขาใจ เพือ่ การสง เสรมิ พฒั นานกั เรยี นไดอ ยางมีประสิทธิภาพ ดังนี้ ความตองการท่สี ำคญั ของวัยรนุ 1) อยากรูอยากเห็น 2) ความรกั 3) ความปลอดภัย 4) เปนท่ยี อมรบั ในสังคม 5) อสิ ระ 6) หาเลีย้ งตนเอง 7) มีปรัชญาชีวติ ท่ีนา พอใจ ความสนใจทีส่ ำคญั ของวัยรนุ 1) สุขภาพ รา งกาย รปู รา ง หนาตา 2) การปรบั ตัว/การวางตวั กบั เพ่อื นตางเพศ/ความรเู รอ่ื งเพศศึกษา 3) การเลือกอาชีพ 4) สนั ทนาการ การบันเทงิ 5) การคนควา 6) การสรา งนิสยั การเรียนดี 7) เรอื่ งคณุ สมบตั สิ ว นตวั 8) เรือ่ งปรชั ญาชีวติ 9) เทคโนโลยี 10) การเลน กฬี า ปญหาพฤติกรรมของนกั เรียนวัยรนุ 1) ปญหาทางดา นการเรียน เชน 1.1) ความไมเ ขา ใจบทเรยี นของนักเรยี น 1.2) วางแผนการเลือกสาขาวิชาที่จะเรียนไมเหมาะสมกับสติปญญาและ ความถนัดของเดก็ 1.3) ปญหาสว นตัว พฤติกรรมทแี่ สดงออกทมี่ ีผลตอการเรยี น เชน นสิ ยั เกียจคราน การไมอยนู งิ่ ความไมซ ่อื สตั ย ลกั ขโมย เปน ตน

140 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 2) ปญ หาการบีบค้นั ทางจิตใจ อันเกดิ จากสาเหตุตา ง ๆ เชน 2.1) ลกั ษณะอาการทางดา นประสาท 2.2) อาการเฉอ่ื ยชา เหมอ ลอย 2.3) อาการชา งกงั วล 2.4) ลักษณะความไมมั่นใจดวยการยำ้ คิด อาการยำ้ ทำ 3) ปญหาทางดานบคุ ลิกภาพ เชน 3.1) ความกังวลเรอื่ งบคุ ลกิ ลักษณะของตน 3.2) การแสดงความเปนคนข้ีอาย ไมก ลา แสดงออก 3.3) การแสดงพฤตกิ รรมทีไ่ มเหมาะสมกับวยั 3.4) การแสดงพฤตกิ รรมไมส มกบั เพศ 7. °“√™à«¬‡À≈Õ◊ π°— ‡√¬’ π∑’Ë¡ª’ ≠í À“ เพือ่ ความสำเร็จในการชว ยเหลือนักเรยี น ครูที่ปรึกษาควรมีความรูความเขาใจในปญ หา และแนวทางการชวยเหลือในดานตาง ๆ เชน ปญหาดานการเรียน ปญหาดานพฤติกรรมกาวราว รุนแรง ปญหาดานเพศ ปญหาดานสิ่งแวดลอม ดังตัวอยางปญหา เพ่ือการชวยเหลือนักเรียน ตามกระบวนการแนะแนว ดังตอไปนี้ 7.1 ปญ หาการเรียน นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 1 ท่ีเขาเรียนในโรงเรียนใหมอาจไมสามารถปรับตัว เขากับส่ิงแวดลอมใหมได ตองปรับตัวหลาย ๆ ดาน เชน ระบบการเรียนการสอนที่แตกตางกันกับ ระดับชั้นประถมศึกษา ความเคยชินกับความสนใจ ดูแลเอาใจใสของครูระดับช้ันประถมศึกษา การเลือกคบเพ่ือนใหม การสรางสัมพันธภาพกับเพ่ือนใหม การทำงานกลุมกับเพื่อน ๆ การวางตัว กับเพ่ือนตางเพศ ปญหาตาง ๆ ดังกลาวน้ี อาจเปนสาเหตุใหนักเรียนมีปญหาดานการเรียน และ หากไมไดรับการแกไข อาจทำใหเกิดปญหาตาง ๆ ตามมาอีกมากมาย ครูที่ปรึกษาท่ีใหความสนใจ เมตตา ใกลช ิดกบั นักเรียนก็จะพบปญหาของนกั เรียนและสามารถชวยเหลือ แกไขปญหาของนกั เรียน ไดทันเหตุการณ ซ่ึงครูอาจสังเกตพฤติกรรมนักเรียนที่มีปญหาดานการเรียนจากตัวอยางแบบสังเกต พรอมดว ยตวั อยา งกรณีศึกษาดา นการเรยี น ดงั นี้

ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 141 ตวั อยางแบบสังเกต : แบบสงั เกตพฤตกิ รรมนักเรยี นท่มี ปี ญ หาดา นการเรียน ❑ เลน กอ กวน พดู คุยในชน้ั เรยี นขณะครสู อน ❑ น่ังหลบั ฟบุ หลับขณะครูสอน ❑ เหมอลอย ไมม ีสมาธ/ิ ความสนใจส้ัน ❑ ทำงานชา ไมส งงานตามท่ไี ดรบั มอบหมาย ❑ ไมเ ขา หอ งเรยี น/เขาหองเรียนชา ❑ อา นการตนู /เลนเกม/ทำงานอนื่ ขณะเรียน ❑ ขาดเรียนบอ ย/หนเี รยี น ❑ ผลการเรยี นต่ำมาก ❑ เรยี นตามเพอื่ นไมท นั /เรียนไมรเู รือ่ ง เวลาที่สังเกต....................................ลงช่ือ....................................ผสู งั เกต กรณศี ึกษา แบงค เปนนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปท่ี 1 ในโรงเรยี นทม่ี ีชอื่ เสยี งแหงหนง่ึ ตอนที่เรียน ช้ันประถมศึกษา มีความต้ังใจเรียนดีผลการเรียน 4.00 สามารถสอบเขาเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปท่ี 1 ไดในลำดับท่ี 31 จากผูสอบเขาเรียน 1,500 คน ทำใหคุณพอคุณแมมีความภูมิใจ ในตัวแบงคมาก หลังสอบปลายภาคเรียนที่ 1 ปรากฏวา ผลการเรียนของแบงคต่ำลงอยางมาก ไดเกรดเฉล่ีย 1.78 ติด 0 จำนวน 2 รายวิชา คือ วิชาภาษาอังกฤษ และวิชาคณิตศาสตร ตดิ ร วชิ าสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ผปู กครองไมส บายใจอยา งมาก กลวั แบงคจ ะสอบซอ ม ไมผ า น และไมม สี ทิ ธเ์ิ รยี นตอ จงึ มาพบครทู ปี่ รกึ ษาเพอ่ื ขอความชว ยเหลอื ครทู ป่ี รกึ ษาจงึ ดำเนนิ การ ตามข้นั ตอน 5 ขั้น ดงั น้ี 7.1.1 รจู กั นกั เรียน ครูที่ปรึกษาพูดคุยกับนักเรียนถึงสาเหตุของรายวิชาท่ีไดคะแนน 0 และ ติด ร จากการพูดคยุ กบั นักเรียนพบวา สาเหตุทตี่ ิด 0 วชิ าคณิตศาสตร เพราะนกั เรียนขาดการสง งาน ไมไดท ำแบบฝกหัดสง สวนวิชาภาษาอังกฤษ เนือ่ งจากไมไ ดส งคำศพั ทและขาดสงแบบฝก หัด 3 ครั้ง ทีต่ ิด ร วชิ าสงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม เพราะขาดสงรายงาน ซึง่ เปน กลุม ครูท่ีปรึกษาไดสอบถามเพ่ือน ๆ ในหองพบวา แบงคทำงานสงไมทัน เพราะชอบพูดคุยในหองเรียนเปนประจำ เวลาวาง ๆ มักจะเลนกับเพื่อน ๆ และเร่ิมมีเพ่ือนหญิง ทเี่ ปนรนุ พ่ี ม.2 มาสนใจ มาคุยดวยเวลาพกั กลางวันท่ีโรงอาหารเปนประจำ

142 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น ครูที่ปรึกษาไดสอบถามขอมูลกับผูปกครองนักเรียน พบวา ผูปกครอง มารับสง ทุกวนั ดูแลนักเรียนเปน อยางดี เวลากลบั ถึงบานตอนเย็นเมอ่ื ทานขาวเรียบรอ ยแลว นักเรียน ก็จะใชเวลาอยูในหองสวนตัว มักพูดโทรศัพทกับเพื่อน ๆ เม่ือคุณพอคุณแมถามเร่ืองการบาน นักเรียนก็จะตอบวา “ทำท่ีโรงเรียนเรียบรอยแลว” (ครูที่ปรึกษาอาจจะใชแบบสังเกตพฤติกรรม นักเรียน ท่ีมีปญ หา) 7.1.2 เพียรใหปญญา ค รู ที่ ป รึ ก ษ า ส อ น ใ ห นั ก เ รี ย น ห า จุ ด เ ด น แ ล ะ จุ ด อ อ น ข อ ง ต น เ อ ง หาขอ บกพรอ งของการเรยี นแตล ะรายวชิ า เมอื่ นกั เรยี นไดจ ดุ เดน ของตนเองแลว ครพู ยายามใหก ำลงั ใจ และเสริมแรงนักเรียน สวนขอบกพรองหรือจุดออนใหนักเรียนพยายามแกไขดวยตนเองหรือครูให นักเรียนเขียนสัญญาใจในการแกไขปญหาของตนเอง ครูท่ีปรึกษาสรางเจตคติท่ีดีตอการเรียนแตละ รายวิชาใหนักเรียนเห็นความสำคัญของแตละรายวิชา และใหขอมูลเกณฑในการศึกษาตอในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนเดิม หากนักเรียนมีผลการเรียนไมเปนไปตามเกณฑท่ีโรงเรียน กำหนดนักเรียนก็ตองหาที่เรียนใหม 7.1.3 ปรึกษาอุนใจ นักเรียนที่ผลการเรียนตกต่ำมีปญหาทางการเรียน อาจจะไมมีปญหา การเรียนเพียงอยางเดียว อาจจะมีปญหาอื่น ๆ ตามมาดวย ดังน้ัน การใหคำปรึกษาพูดคุย สรางสัมพันธภาพกับนักเรียนในเร่ืองตาง ๆ และเรื่องสวนตัวจะทำใหนักเรียนไววางใจ สามารถ เลา ความไมสบายใจของนักเรียนได ในการพดู คยุ กับแบงคครูท่ีปรกึ ษาพบวา ตอนอยชู ้นั ประถมศึกษา แบงคเ รยี นดี แตพ ออยชู น้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 1 แบงคต อ งปรบั ตวั กบั เพอื่ นใหม กบั ครู กบั สถานที่ กบั การเรยี น การสอนที่จำนวนวิชามากกวาตอนอยูช้ันประถมศึกษา และการเปลี่ยนแปลงจากวัยเด็กสูวัยรุน ทำใหแ บงคส บั สนกบั ตนเองอยา งมาก ครทู ป่ี รกึ ษาจงึ ใหก ารปรกึ ษาเกยี่ วกบั พฒั นาการ การเปลยี่ นแปลง ของรางกายและจิตใจ อารมณ การวางตัวในเร่ืองเพ่ือนตางเพศ ซ่ึงเปนเรื่องท่ีนักเรียนกังวลใจ และท่ีสำคัญครูใหการปรึกษาในเรื่องท่ีจะทำใหนักเรียนรูจักแบงเวลาในเรื่องการเรียนและการใชเวลา ใหเ ปน ประโยชน การเรยี นรสู งิ่ ใหม ๆ ทจ่ี ะใหน กั เรยี นไดค น หาศกั ยภาพของตนเอง การฝก ความรบั ผดิ ชอบ การอดทนในเรื่องการเรียน การชวยเหลอื ภาระงานของครอบครัว 7.1.4 ใหความชวยเหลือ หลังจากนักเรียนไดลงมือแกไขปญหาแตละรายวิชาจนประสบ ความสำเรจ็ แลว ครทู ปี่ รกึ ษาตอ งใหก ำลงั ใจในการทจ่ี ะเรยี นตอ ในภาคเรยี นตอ ไปใหป ระสบความสำเรจ็ เต็มตามศกั ยภาพของนักเรียน จดั กิจกรรมซอมเสริมหรอื จดั กลมุ เพ่ือนทเ่ี รยี นดีชว ยเพ่ือนที่เรียนออน ครูท่ีปรึกษาเยี่ยมบานนักเรียนหรือสื่อสารกับผูปกครองเพื่อดูทัศนคติ ของผูปกครองตอการเลย้ี งดูลูกวาไปในทิศทางใด

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 143 7.1.5 เอ้ือเฟอ ตดิ ตาม ในขณะที่นักเรียนกำลังดำเนินการสอบซอมหรือรับงานมาทำเปนระยะ ๆ ครู ท่ีปรึกษาติดตามใหกำลังใจ หากนักเรียนมีปญหาอะไรก็สามารถปรึกษาได นักเรียนที่มีปญหาทาง การเรียนจะขาดความเช่ือม่ัน และไมกลาพบครูโดยเฉพาะครูท่ีปรึกษาและครูประจำวิชา ดังนั้น ครทู ่ปี รกึ ษา จึงควรใหกำลังใจเพอื่ ใหน กั เรยี นผา นอปุ สรรคไปใหไ ด 7.2 ปญ หาตดิ ตามเกม การเลย้ี งดู ทไี่ มฝ ก ใหเ ดก็ มวี นิ ยั ในตวั เอง ขาดกฎระเบยี บ กตกิ าในบา น ตามใจเดก็ หรือครอบครัวที่ไมมีเวลาควบคุมเด็ก ไมมีกิจกรรมสนุกสนานที่ทำรวมกัน หรือใชเกมเสมือนพี่เล้ียง ดูแลเด็กแทนตน สังคมยุคไฮเทคที่เราความตื่นเตนแกเด็กอยางมหาศาล สังคมขาดแคลนกิจกรรม หรอื สถานทที่ เี่ ดก็ จะไดใ ชป ระโยชนห รอื เรยี นรู โดยไดร บั ความสนกุ สนานไปดว ย เหลา นเี้ ปน แรงผลกั ดนั ใหเด็กหันไปใชเกมเปนทางออก ตัวเกมเองก็เปนเหตุใหเด็กติดเกม เพราะเด็กไดอิสระในโลก จินตนาการ ไดสรางบุคลิกภาพของตนเอง ไดแสดงอำนาจ ไดสรางความสำเร็จ ทาทาย ไดเพ่ือน ในเกมออนไลน ไดความรูสึกพึงพอใจจากรางวัลหรือคะแนนในเกม ดังมีตัวอยางกรณีศึกษาเพ่ือการ ชวยเหลือ ดงั นี้ กรณีศกึ ษา สิชลเปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ในระยะหลังครูสังเกตพบวา สิชล ขาดเรยี นบอ ย วนั ไหนทมี่ าโรงเรยี นมกั จะนอนฟบุ หลบั ครผู สู อนหลายวชิ าบอกวา สชิ ลไมส ง การบา น และช้ินงานท่ีมอบหมาย ซ่ึงมีผลใหผลการเรียนติดคางหลายวิชา ครูที่ปรึกษาติดตอทางบาน ถึงการขาดเรียน ผูปกครองแจงวาสิชลมาโรงเรียนทุกวัน ภายหลังครูท่ีปรึกษาสืบทราบวา สิชล ไมเขาโรงเรียนแตแอบไปเลนเกมที่รานใกลโรงเรียน ผูปกครองบอกวาสิชลเลนเกมท่ีบานจนดึก และไมส ามารถหา มลกู ไมใ หเลน เกมได การดำเนินการดูแลชวยเหลือนักเรียนท่ีมีพฤติกรรมติดเกม ครูท่ีปรึกษาอาจ ดำเนินการตามขัน้ ตอน ดงั นี้ 7.2.1 รจู ักนักเรียน ครูท่ีปรึกษาอาจใชการสังเกตโดยใชแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน ทม่ี ปี ญหาติดเกม ดงั ตัวอยางรายการสังเกตตอไปนี้ • ใชเวลาในการเลนเกมมาก/ไมสามารถควบคุมตนเองใหเลนเกม ในเวลาที่กำหนด • ไมม ีสมาธิในการเรียน/การทำงาน • แสดงอารมณไมพ อใจ หงดุ หงดิ เม่ือถูกสั่งใหห ยดุ เลนเกม • มาสาย หรือหยดุ เรยี นบอ ยเน่อื งจากเลนเกมจนไมไดนอน • ผลการเรยี นลดลงเนอื่ งจากใชเ วลาในการเลน เกมแทนการทำการบา น หรอื ทบทวนบทเรยี น

144 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน • การเลน เกมรบกวนชีวติ ประจำวนั เชน ไมนอน ไมทำการบาน • ไมสนใจกิจกรรมท่ีเคยชอบหรือเคยทำเปนกิจวัตร เชน เลนกีฬา ไปเที่ยวกบั พอ แม • ใชเ งนิ ในการเลน เกม จนเกดิ ผลกระทบตอ การใชจ า ย อาจมพี ฤตกิ รรม ขโมย ครูที่ปรึกษา จึงควรมีความรูความเขาใจเก่ียวกับลักษณะของเด็กติดเกม เพือ่ ประโยชนในการชวยเหลอื นักเรยี น ดังมลี ักษณะสำคัญตอ ไปน้ี ลกั ษณะของเด็กติดเกม • ไมส ามารถควบคมุ ตวั เองใหเ ลน เกมในเวลาทกี่ ำหนด ทำใหใ ชเ วลาเลน ติดตอกนั นานหลาย ๆ ช่วั โมง หรือเลนนานขน้ึ เร่ือย ๆ จากเดมิ ไมก ช่ี ว่ั โมงตอ วนั เพม่ิ เปน หลายชว่ั โมง ตอ วนั บางคนเลน ขา มวนั ขา มคนื • หากถูกบังคับใหเลิกหรือหยุดเลนจะตอตาน หรือมีปฏิกิริยาหงุดหงิด ไมพอใจอยา งรนุ แรง บางคนถงึ ขน้ั กา วรา ว อาละวาด • การเลนของเด็กมีผลกระทบตอหนาที่ความรับผิดชอบของเด็ก เชน เดก็ ไมส นใจการเรยี น ไมส นใจทจี่ ะทำการบา น งานบา นทเี่ ปน หนา ท่ี หนเี รยี นหรอื แอบหนอี อกจากบา น เพอื่ ที่จะไปเลนเกม ผลการเรยี นต่ำลงอยา งมาก ละเลยการเขา สงั คม หรอื ขาดการทำกิจกรรมรวมกบั ครอบครวั • บางรายอาจมีปญหาพฤติกรรมอื่น ๆ รวมดวย เชน โกหก ลักขโมย เพ่ือนำเงินไปเลนเกม ละเลยการเขา สงั คมหรือทำกิจกรรมรว มกับครอบครัว 7.2.2 เพยี รใหปญ ญา ครูที่ปรึกษาสามารถดำเนินการเพ่ือใหนักเรียนไดเรียนรูถึงผลกระทบ ทีเ่ กดิ ขน้ึ ตอตนเอง ตอ ครอบครวั และตอ บคุ คลรอบขางเก่ียวกบั ปญหาการติดเกมในกจิ กรรม ดังน้ี 1) กิจกรรมในชั้นเรียน ปรับเทคนิคการสอนและสอดแทรกเน้ือหา การชวยเหลือนกั เรยี นท่ีตดิ เกม 2) กจิ กรรมโฮมรมู วเิ คราะหข า ว คณุ และโทษของเกม ผลของการตดิ เกม ตอ ตนเอง และผลกระทบตอคนรอบขา ง 3) กจิ กรรมเสรมิ หลกั สตู ร สรา งกจิ กรรมทช่ี ว ยเบนความสนใจ ใชเ วลาวา ง ใหเปนประโยชน กิจกรรมเสริมความภาคภูมิใจในตัวเอง หรือใหนักเรียนเปนแกนนำชวยเหลือเพื่อน ท่ตี ดิ เกม 7.2.3 ปรึกษาอุน ใจ กิจกรรมการใหการปรึกษาเบื้องตน ครูที่ปรึกษาควรสรางสัมพันธภาพ และการส่อื สารที่มีประสิทธิภาพกับนักเรียน โดย 1) ทำความเขา ใจสาเหตทุ ีท่ ำใหนกั เรียนตดิ เกม

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 145 2) พูดคุยกับนักเรียนถึงความตระหนักตอปญหา และสรางแรงจูงใจ ในการเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรม หากนกั เรยี นปฏเิ สธหรอื ขาดแรงจงู ใจในการเปลย่ี นแปลง ใหค รทู ปี่ รกึ ษา คอ ย ๆ พดู คยุ ใหน กั เรยี นเหน็ ความแตกตา งระหวา งการคงพฤตกิ รรมปญ หาเดมิ ตอ กบั การหยดุ พฤตกิ รรม ทเี่ ปนปญหา ใหนักเรยี นรวมเสนอแนะขอคิดเห็น 3) รวมกำหนดกติกาอยางเปนรูปธรรม และบังคับใชอยางเขมแข็ง หนักแนนในการรกั ษากตกิ า แตออ นโยน ไมฉ นุ เฉยี ว ประชด เสยี ดสี 4) ช่ืนชมใหกำลังใจ มองใหเห็นดานดีหรือดานบวกในตัวนักเรียน อาจพูดชื่นชมหรือแสดงออกใหนักเรียนรับรู การที่นักเรียนรูวามีคนเห็นคุณคาในตัวเขา จะทำใหเขา เหน็ คุณคา ในตวั เอง มีกำลังใจทำดตี อไป 7.2.4 ใหค วามชวยเหลอื ครูทีป่ รกึ ษา สามารถดำเนนิ การชว ยเหลือนักเรียนที่ติดเกมไดดงั น้ี 1) ใชศักยภาพของนักเรียนใหเปนประโยชน สนับสนุนใหนักเรียน ทำกิจกรรมที่เหมาะสม และเปนไปได ใหทำประโยชนจากความสามารถดาน IT เชน สรางเกม ชว ยเฝา ระวงั IT สอนคนดอยโอกาสใชค อมพิวเตอร 2) กิจกรรมเพ่ือนคูหู จับคูกับเพ่ือนหรือกลุมเพ่ือน ที่ทำใหมีกิจกรรม สรา งสรรคอยา งตอเนอื่ ง เพื่อเบยี่ งเบนออกจากการเลน เกม 3) กิจกรรมส่ือสารกับครอบครัว/เยี่ยมบาน ครูที่ปรึกษาเตรียมพรอม การเย่ยี มบานและใหคำแนะนำขอปฏิบัตใิ นการชวยเหลอื เชน • จัดกจิ กรรมสรา งสรรคในครอบครัว • แปลงพลังของนักเรียนไปในทางสรางสรรค โดยจัดโอกาสใหลูก ทำกิจกรรมอื่น ๆ ทลี่ กู ถนัดและสนใจ • ลดโอกาสการเขาถึงคอมพิวเตอรและอินเทอรเน็ต โดยกำหนด ท่ีตั้งของคอมพิวเตอรในหองโถงหรือพื้นท่ีท่ีใชรวมกันในบาน และกำหนดช่ัวโมงการเลนเกม กำหนด ช่ัวโมงการเขา ถึงอินเทอรเนต็ เชน ซอ้ื อนิ เทอรเน็ตเปน ชว่ั โมง เปนตน • ใชมาตรการทางการเงิน โดยใชการจำกัดจำนวนและความถ่ี ของการใหเ งนิ ไดแ ก ไมใ หเ งนิ แกล กู มากเกนิ ไป ใหเ งนิ วนั ตอ วนั หรอื ถา ลกู ถอื เงนิ ไมไ ดเ ลย ใชห มดตลอด ก็ตองใหเปนอาหารหรือขนม หรือใหเปนขาวของเคร่ืองใชอ่ืน ๆ โดยตรง แทนการใหถือเงิน ใหลูก รับรูคาใชจายในบาน ใหลูกรวมรับผิดชอบคาใชจายของการเลนเกมหรืออินเทอรเน็ต เชน ใหลูก ออกเงินคาช่ัวโมงอินเทอรเน็ตเอง หรือออกคาโทรศัพทเอง กรณีที่ลูกขอเงินเพ่ิมพิเศษ หากขอเงิน เพ่ิมบอยจนผิดสังเกต พอแมควรใหศิลปะในการหาขอมูลและจัดการ เชน อาจใหเงินเพ่ิมพิเศษน้ัน กับผรู บั โดยตรงโดยไมผ า นลกู หรอื ใหข องแทนเงินสด

146 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 4) กิจกรรมซอมเสริม กรณีนักเรียนมีปญหาการเรียนรวมดวย ใหครู จับคูกับเพื่อนท่ีเรียนดี โดยเตรียมความพรอมความเขาใจเพื่อนกอน รวมท้ังครูที่ปรึกษาประสาน ขอความรวมมอื กับครูประจำรายวชิ าทเ่ี กย่ี วขอ ง 7.2.5 เอ้ือเฟอ ตดิ ตาม การตดิ ตามผล การชว ยเหลอื ทำไดโ ดยการสงั เกตพฤตกิ รรม การสมั ภาษณ ผูปกครอง เพ่ือนสนิท ครูผูสอน และผูปกครอง หรือการติดตามผลโดยการพบกลุมและใหนักเรียน รายงานพฤตกิ รรมการเลน เกม และความสามารถในการควบคมุ ตนเองในการเลน เกมอยา งสรา งสรรค 7.3 ปญหากาวราว/รนุ แรง ความรุนแรงในโรงเรียนมักถูกมองขาม เพราะคิดวาเปนเรื่องของวัย เมื่อพูดถึง ความรุนแรง ครูอาจคิดวาเปนเรื่องของการชกตอย ใชกำลัง มาตรการสวนใหญที่นำมาใช จึงเปนแค การลงโทษทางวินยั อีกทง้ั ครกู ม็ ักจะมองวา นกั เรียนท่ีเขากบั เพือ่ นไมไ ด ถกู ลอ และถูกแกลงบอ ย ๆ เปนเพราะนิสัยท่ีเก็บตัว ปรับตัวยาก ทัศนคติเชนน้ี ทำใหครูมองขามเร่ืองความรุนแรงในรูปแบบ ตาง ๆ ทีน่ ักเรยี นแสดงตอกัน ความรุนแรงไมใชเ รือ่ งเลก็ นอย การจัดการกับนกั เรียนทีใ่ ชค วามรนุ แรง จงึ ควรไดร ับการพจิ ารณาชว ยเหลอื ตามสาเหตุท่มี าของความรนุ แรง ดงั กรณีศกึ ษาตอไปน้ี กรณีศกึ ษาที่ 1 สุชาติอยูในกลุมที่เปนกลุมนักเรียนขาใหญในโรงเรียน สุชาติจะตามเพื่อน ในกลุมไปหาเร่ืองทะเลาะวิวาทกับนักเรียนตางโรงเรียนเปนประจำ ทำใหสุชาติถูกเรียกเขาพบ ท่หี องปกครองบอย ๆ บางคร้ังสุชาติและกลมุ เพื่อนจะดักไถเงนิ รุนนอ ง เม่อื เงินในกระเปา ขาดมือ สชุ าตเิ คยถกู รบิ อาวธุ เชน มดี พก เหลก็ ขดู ชารบ เปน ตน ทตี่ ดิ กระเปา มาไวป อ งกนั ตวั ตอ มาสชุ าติ จึงฝากอาวธุ ใสกระเปาเพอ่ื นนกั เรียนหญิงเขา มาในโรงเรยี น กรณศี กึ ษาที่ 2 รินทรเปนลูกคนกลางท่ีเติบโตมาจากครอบครัวที่พอทำงานเปนกรรมกร กอสราง แมรับจางซักรีดเส้ือผา พอติดเหลา สูบบุหรี่ และมักมีเรื่องทะเลาะทุบตีกับแม และมกั ลามมาถงึ ลกู ทกุ ครงั้ ทเี่ มา รนิ ทรเ คยเขา โรงพยาบาล เพราะถกู พอ ทำรา ยหลายครงั้ รนิ ทรจ งึ มกั ใชค วามรุนแรงในการตอบโตเมื่อเกดิ ปญหา และมกั จะมเี รือ่ งชกตอ ยกบั เพ่อื นเปน ประจำ กรณศี กึ ษาที่ 3 ชานนทเ ปน เดก็ อารมณร อ น เกบ็ อารมณไ มอ ยเู มอ่ื โกรธ ชานนทจ ะมอี าการเกรง็ หนา แดง หายใจเร็วอะไรท่ีอยูใกลต ัวก็จะทำลาย ขวา งปาใหเ สียหาย ชานนทเ คยทมุ เกาอีใ้ สเ พ่อื น จนไดรบั บาดเจ็บเม่ือถูกยัว่ ใหโ กรธ แมแ ตก ับครู ชานนทก ็เคยตอ ยหนา มาแลว

ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 147 การดำเนินการดูแลชวยเหลือนักเรียนมีพฤติกรรมกาวราว ใชความรุนแรง ท้ัง 3 กรณตี วั อยาง ครทู ่ีปรกึ ษา ควรดำเนินการตามข้นั ตอน ดงั น้ี 7.3.1 รูจ กั นักเรียน ครูท่ีปรึกษาควรพูดคุยเพื่อคนหาสาเหตุที่นักเรียนมีพฤติกรรมกาวราว ซ่ึงอาจมสี าเหตุมาจากส่ิงตอ ไปน้ี 1) ความคึกคะนองตามวัย พฤติกรรมเลียนแบบกลุมเพ่ือนที่ชอบใช ความรุนแรง 2) ตองการการยอมรับ อยากเหนือกวา ตองการอำนาจ และความ มน่ั ใจ จงึ มักเลือกขม เหงนกั เรียนท่ีดูออนแอ ตวั เลก็ ไมมเี พอ่ื น ไมโ ดดเดน และยอมคลอยตาม 3) มีประวัติทางครอบครัวท่ีชอบใชความรุนแรง มีการใชสุราและ สารเสพตดิ การอบรมส่ังสอนใชความรุนแรงอยเู สมอ เด็กซมึ ซับความรนุ แรง คุน เคยกับการแกปญหา โดยใชความรุนแรง เคยมีประสบการณ ถูกทารุณจากคนในครอบครัวหรือนอกครอบครัว จึงแสดง พฤตกิ รรมกา วราวกบั เพอื่ น เพอื่ ชดเชย กลบเกลอ่ื นความรสู กึ ท่ีขาดและตองการความใสใจ 4) อาจมีความผิดปกติทางระบบประสาท โรคหรือภาวะทางสมอง บางอยา ง เชน โรคสมาธสิ ั้น ภาวะปญ ญาออน ออทซิ ึม เปนตน ซง่ึ มกั มีอาการกา วราวรว มดวย หากครทู ป่ี รกึ ษาคน หาสาเหตคุ วามตอ งการทแ่ี ทจ รงิ ของนกั เรยี นกลมุ นไี้ ด การแกป ญ หาจะไมใชเ ร่ืองยาก 7.3.2 เพยี รใหปญ ญา ครูท่ีปรกึ ษาควรดำเนนิ การดงั นี้ 1) ปลูกฝงทัศนคติท่ีเหมาะสมใหแกนักเรียนทุกคนในหอง โดยอาจใช ช่ัวโมงกิจกรรมโฮมรูมในเร่ืองของการใชความรุนแรงของนักเรียนในรูปแบบตาง ๆ ตัวอยางตอไปนี้ เปนวธิ ีการอธิบายทอ่ี าจชว ยใหนกั เรียนเขา ใจได ก) ใหน กั เรยี นใหค ำจำกดั ความของคำวา “ความรนุ แรง” “การรงั แก” “การกล่ันแกลง” ในรูปแบบตาง ๆ แลวครูอาจสรุปใหฟงเพ่ือใหนักเรียนเขาใจและเห็นวา เปนพฤติกรรมที่ไมเหมาะสม เชน “ความรุนแรง คือ การที่กลุมหน่ึง หรือคนหน่ึง ทำรายอีกฝาย ดว ยเจตนา ไมวาจะเปนทางคำพดู ทำรายรา งกาย หรอื ทำลายทรพั ยสิน” เปน ตน ข) ใหนักเรียนเรียนรูวา ความรุนแรงเปนภัยตอนักเรียนทุกคน ในโรงเรยี น และทกุ คนควรมสี ว นรบั ผดิ ชอบในการปอ งกนั และชว ยเหลอื ใหน กั เรยี นทง้ั หอ งชว ยกนั คดิ กฎและมาตรการที่จะชวยปอ งกนั ความรุนแรงในรปู แบบตาง ๆ และใหล องปฏิบัติ เชน ไมพ ดู จาดูถกู ลอเลียนคนอื่น ปฏิบัติตอเพ่ือนแบบที่เราอยากใหเขาทำกับเรา (เอาใจเขามาใสใจเรา) ไมทำใหเพ่ือน รสู ึกดอ ยหรอื กีดกันเพอ่ื นบางคน ชว ยเหลือเพอ่ื นที่ถกู รังแกหรอื กลน่ั แกลง เปน ตน

148 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน ค) ใหนักเรียนรูจักการพบครูหรือผูใหญ เพื่อรายงานหรือแจงขาว เมือ่ พบเพื่อนหรอื นกั เรยี นคนอ่นื ถูกรังแก หรือตกเปนเหยอื่ ของความรุนแรง หรอื มีภัย ง) แนะนำใหนักเรียนรูจักครูหรือบุคลากรในโรงเรียนที่รับผิดชอบ ดูแลนักเรียนในดานตาง ๆ อาจเชิญใหตัวแทนครูที่รับผิดชอบมาพูดคุยกับนักเรียนในหอง เพ่ือสราง ความสนิทสนม นักเรยี นจะไดร ูวาควรพบครทู า นใด ในเร่ืองใด จ) ใหนักเรียนเรียนรูการวางตัวเปนกลาง ไมเขาขางพฤติกรรม ทีร่ ุนแรงตอ นักเรยี นอ่นื หรอื รสู กึ สะใจ และใหนักเรียนเรยี นรวู า ทกุ คนมหี นา ที่รบั ผดิ ชอบตอ งชวยเหลอื ฝายที่โดนรังแก หากอยูในภาวะท่ีทำได ไมเปนภัยตอตัวเอง หรือแจงใหครูทราบทันที หากเปน เรื่องรุนแรงและหากเขาไปชวยเหลือเองไมได เพราะอาจมีอันตราย เพื่อใหผูใหญเขามาชวยเหลือ ตอไป หากพบการนนิ ทา ลอเลียน หรือใชคำพดู เสยี ดสีตอ งไมเขาไปมสี วนรว มดวย และควรชว ยหา ม หรอื หากเหน็ วาฝายที่ตกเปนเหย่อื รูสกึ แย และไดรบั ผลกระทบอยางหนัก ควรแจง ใหครูรบั ทราบ ฉ) ชวยกันคิดหาวิธีการท่ีเหมาะสมที่จะโตตอบ เมื่อพบเห็นการใช ความรุนแรงในรูปแบบตา ง ๆ อาจใหนักเรยี นจดั บอรด ในหวั ขอนี้ และมีการรณรงคเรอื่ งนใ้ี นโรงเรียน 2) ครูท่ีปรึกษาควรพูดคุยกับนักเรียนที่เปนผูใชความรุนแรงถึง ผลกระทบที่เกิดข้ึนตอตนเอง ตอบุคคลที่นักเรียนใชความรุนแรง ตอครอบครัว ซ่ึงนักเรียนจะตอง รับผิดชอบกบั สิง่ ทนี่ กั เรยี นทำขน้ึ ดว ย 7.3.3 ปรกึ ษาอุนใจ เม่ือเผชิญหนากับนักเรียนท่ีกาวราว โกรธจัด และควบคุมอารมณไมได หากนักเรยี นแสดงกบั ครอู ยางเปด เผย ครูตองเมตตากับนกั เรยี นใหมาก มคี วามต้งั ใจทจี่ ะชวยนักเรียน ใหได ตองคิดเชน นใี้ หไ ดเสยี กอน จากน้ันดำเนินตามขนั้ ตอนดงั ตอไปน้ี 1) ถามนกั เรยี นอยา งสงบ ใจเยน็ อยา งเขา ใจ และหลกี เลยี่ งการปะทะกนั ใหมากท่ีสุด เชน “มีอะไรหรือวิธีไหนท่ีเราจะชวยกันได เพ่ือใหเธออยูในหองและเรียนตอไปไดดวยดี บางไหม” การถามเชนนี้ จะแสดงใหเห็นวาครูสนใจ และไมคิดขับไลนักเรียนออกไป ท้ังยังแสดง ความหว งใยในตัวนักเรียนและรักษาผลประโยชนข องนักเรียน 2) จงเตรยี มรบั คำพดู เสยี ดสจี ากนกั เรยี น (เชน “ปลอ ยใหผ ม/หนอู ยคู นเดยี ว และเลิกบังคับใหเรียนไดแลว”) อยาไปสนใจ ถามซ้ำอีกครั้งวา มีทางใดบางท่ีนักเรียนจะยอมรวมมือ การถามซ้ำจะทำใหนักเรียนไดคิดอีกครั้งและอาจใหคำตอบที่ดีกวาครั้งแรก แตหากนักเรียนยังคง ขัดขืน ไมรวมมือ ก็ตองใชมาตรการแกปญหาตามที่เห็นสมควรตอไป เชน เชิญออกจากหอง สงให ครูแนะแนวหรือฝายปกครอง แตจำไววา การตอบสนองทุกอยางของครู ตองสงบ สั้นกระชับ ไมใชอารมณ และเปนกลาง

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 149 3) ในกรณีท่ีนักเรียนมีปญหาทางอารมณ โกรธ ไมพอใจ เสียใจ หงุดหงิดในหอง ไมวาจะเปนเพราะเพ่ือน ครู หรือปญหาจากภายนอก หากครูสังเกตเห็น ควรพา นักเรียนผูนั้นหลบไปพักสงบอารมณสักครู อาจเปนมุมเงียบ ๆ ในหองเรียนหรือนอกหองเรียน (แตควรมีผูใหญอยูดวย) ระหวางน้ันอาจใหนักเรียนคนอื่น ๆ ไดพักสักครูเชนกัน กอนจะกลับมาสู บทเรียนตอไป ครูขอพูดคุยกับนักเรียนที่มีปญหา แตตองหลังจากท่ีนักเรียนไดพักสงบอารมณแลว และครูเองก็ตองสำรวจใหจิตใจของตนสงบและเยือกเย็นเชนกัน ตัวอยางคำพูด : ครูอยากคุยกับเธอ วาอะไรทำใหเธอโกรธ/หงุดหงิด/เสียใจ ฯลฯ หลังจากที่พักใหใจเย็นลงแลวสักหานาที ตามไปพบครู ท่โี ตะ แลวเราคอยคยุ กนั ) 4) วิธกี ารใหคำปรกึ ษานกั เรยี นที่มีปญหาพฤตกิ รรมกาวราว ควรทำดังนี้ ก) ใหค วามเขา ใจ สนใจ รบั ฟง คำพดู ความคดิ ความรสู กึ ในการกระทำ ข) ใหป ระเมนิ ผลทเ่ี กิดขน้ึ ตอ ตนเองและผูอื่น และชี้ใหเ หน็ ถึงผลเสยี ของการกระทำ ค) ใหทางเลอื กในการระบายความโกรธ กา วรา ว ไมพอใจ ในวธิ ีการ ที่เหมาะสม เชน การเลน กีฬา ดนตรี งานศิลปะอืน่ ๆ ตามความสามารถ ง) ใหคนหาศักยภาพของตนเอง สงเสริม เปดโอกาสใหแสดงออก เชน เปน ผูนำ หรอื สมาชิกกลมุ กจิ กรรมตาง ๆ ชมรมโตว าที ชมรมกีฬา เปน ตน จ) ใชหลกั การปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรมโดยใชแรงเสรมิ ทางบวก 7.3.4 ใหความชว ยเหลือ ในความเปน จรงิ นกั เรยี นทเี่ ปน อนั ธพาลและกา วรา ว กเ็ พราะมคี วามทกุ ขใ จ ตาง ๆ แลวปรากฏออกมาเปนพฤติกรรมภายนอก ดังน้ัน การชวยเหลือดานจิตใจจึงเปนสิ่งสำคัญ และไมควรใชการลงโทษท่ีรุนแรง หากจะคาดโทษ ควรทำดวยความเขาใจ แมการคุยกับนักเรียน ท่กี าวราวจะยาก แตน กั เรียนกลมุ นกี้ ็ตอ งการความชวยเหลือเชนกัน 1) การปรับพฤติกรรม หากเปนกลุมที่มีพฤติกรรมกาวราว รุนแรง กลุมน้ีอาจตองการการยอมรับ ในกรณีเชนน้ี ครูที่ปรึกษาอาจจัดกิจกรรมใหนักเรียนเลือกทำ ตามความถนัด เชน สงเสริมใหเลนกีฬาหรือทำกิจกรรมท่ีชอบ อีกวิธีคือ ฝกใหนักเรียนกลุมนี้ ชวยดูแลนักเรียนคนอื่น ๆ เปนหูเปนตาแทนครู เปนวิธีที่ทำใหนักเรียนไดรับการยอมรับ มีอำนาจ และไดใ ชกำลังของตนไปในทางที่ถูกตอ ง แตครทู ป่ี รกึ ษาตอ งรูจกั ใหแรงเสริมใหเหมาะสมดวย 2) ขอความชว ยเหลอื หากเปน กลมุ ทชี่ อบรงั แก ทำรา ยรา งกาย ขดู รดี เงนิ เพราะทางครอบครัวมีปญหา กลุมนี้มักไมมาพบครู จึงควรขอความรวมมือจากคณะครูที่ดูแลกิจการ นกั เรยี น ซง่ึ มกั ดแู ลเรื่องความรนุ แรงโดยตรง เพ่ือปรบั พฤตกิ รรม ครูที่ปรึกษาอาจตอ งคยุ กบั นกั เรียน เพื่อทำความเขาใจพฤติกรรมของนักรียนวามีแรงจูงใจจากอะไร และใหความชวยเหลือท่ีเหมาะสม ซ่ึงหากครูแสดงความต้ังใจท่ีจะชวยรับฟง จะทำใหความสัมพันธดีขึ้น นักเรียนสวนใหญก็มักจะให ความรว มมือ

150 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 3) เยย่ี มบาน ความสัมพนั ธท ดี่ รี ะหวา งครูกับผูป กครองจะชวยใหปญ หา คลี่คลายลง การเย่ียมบานจะไดผลดีที่ครูท่ีปรึกษาจะใชในการขอความรวมมือจากผูปกครองในการ ดูแลชวยเหลือลูกรวมกับทางโรงเรียน แตอยาใหผูปกครองรูสึกวากำลังถูกตำหนิ อาจนำไปสูการ ตอตานและทำใหปญ หาซับซอ นย่ิงขน้ึ 4) สงตอผูเช่ียวชาญ หากมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางสมอง ครู ที่ปรึกษาควรสงตอครูแนะแนวหรือครูจิตวิทยาโรงเรียน และใหผูปกครองนำเด็กไปรับการรักษา จากจิตแพทยและนำเขาสูกระบวนการชวยเหลือที่ครูผูสอนทุกคนจะตองรับทราบเพื่อชวยเหลือเด็ก เมือ่ เกดิ ปญ หาในชนั้ เรยี น 7.3.5 เออื้ เฟอตดิ ตาม การตดิ ตามผล การชว ยเหลอื ทำไดโ ดยการสงั เกตพฤตกิ รรม การสมั ภาษณ ผูปกครอง เพ่ือนสนิท ครูผูสอนและผูปกครอง หรือใหนักเรียนบันทึกพฤติกรรมเมื่อมีอารมณโกรธ วธิ ีการจดั การกบั อารมณโกรธ 7.4 ปญ หาทางเพศ ปญหาทางเพศเปนเรื่องสำคัญที่มักเกิดขึ้นในกลุมวัยรุน ดังน้ัน นักเรียนระดับช้ัน ประถมศึกษาตอนปลาย และชั้นมัธยมศึกษา จึงมีภาวะเสี่ยงตอการเกิดปญหาเร่ืองเพศ โดยเฉพาะ ในวัยรุนเปนวัยที่อยากรูอยากลอง ตองการประสบการณแปลกใหมตองการไดรับจากกลุมเพ่ือน มคี า นยิ มทางเพศทผ่ี ดิ และปญ หาสอื่ มวลชนทน่ี ำเสนอเรอ่ื งเพศอยา งไมไ ตรต รอง อกี ทง้ั สอื่ ลามกอนาจาร ทส่ี ามารถหาซอื้ ไดง า ย จะทำใหว ยั รนุ เกดิ ปญ หา เชน การมเี พศสมั พนั ธก อ นวยั อนั ควร การมเี พศสมั พนั ธ ท่ีเส่ียงตอการติดโรคและต้ังครรภอันไมพึงประสงค ปญหาเรื่องเพศจึงเปนปญหาสำคัญที่อยูกับวัยรุน มาทุกยคุ ทกุ สมัย ครูที่ปรกึ ษาควรใหค วามใสใจนกั เรยี นทรี่ บั ผดิ ชอบ กรณีศกึ ษา เขียวเปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่มีรูปรางหนาตาดี เรียนหนังสือพอใช แตม พี ฤตกิ รรมสอ ไปในทางชสู าว กลา วคอื เขยี วมกั จะชอบไปนง่ั คยุ กบั เพอื่ นหญงิ จบั มอื โอบกอดกนั ท่ีหลังโรงเรียนเปนประจำ เพื่อนในหองชอบลอวาเปนคาสโนวาหนาหยกประจำหอง ม.3/2 ชว งหลังคณะครูในโรงเรยี นมักเหน็ เขยี วกลบั บานมดื เปน ประจำ จนหลายคนเริ่มเปนหวง

ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 151 การดำเนินการดูแลชวยเหลือนักเรียนท่ีมีพฤติกรรมทางเพศไมเหมาะสม ครู ทป่ี รกึ ษาควรดำเนนิ การตามขนั้ ตอน ดงั น้ี 7.4.1 รจู ักนกั เรียน ครูที่ปรึกษาควรพูดคุยเพื่อคนหาสาเหตุท่ีนักเรียนมีปญหาพฤติกรรม ทางเพศ โดยใชเทคนคิ วธิ กี ารดังน้ี 1) การสัมภาษณเขียว เพื่อคนหาขอมูลที่แทจริงเก่ียวกับการแสดงออก ถงึ พฤติกรรมเชน น้ี ผลการศึกษาขอ มูลอาจไดค ำตอบดังน้ี - ความตองการทางเพศตามลักษณะพัฒนาการของวัยรุน พฤติกรรมน้อี าจเกิดจากความตอ งการทางเพศของเขียว - ตอ งการการยอมรบั อยากเหนอื กวา ตอ งการอำนาจ และความมน่ั ใจ เน่ืองจากวัยน้ีเปนวัยท่ีตองการการยอมรับจากสังคมโดยเฉพาะเพื่อน ๆ การท่ีเพ่ือนยกยองวา เขียวเปนคาสโนวาหนา หยก ทำใหเขยี วพอใจ จึงอาจทำใหแ สดงพฤติกรรมนี้ - ความอยากรูอยากลองของวัยรุน ธรรมชาติของเด็กวัยนี้มักจะ อยากรู อยากรูในเร่ืองแปลกใหมโดยเฉพาะประสบการณทางเพศ จึงทำใหแสดงพฤติกรรมดังกลาว โดยอาจไมรวู าไมเหมาะสม - มีประวัติทางครอบครัว เขียวอาจมีความตองการความรัก ความอบอนุ จากเพือ่ นหญิง หรอื ครอบครวั ของเขยี วอาจเล้ียงดูหรือปลูกฝง คานิยมทไี่ มเหมาะสม 2) การสมั ภาษณเ พ่อื นของเขยี ว เพ่ือหาขอ มลู เพ่มิ เตมิ 3) การเย่ียมบานของเขียว เพ่ือสอบถามและศึกษาความสัมพันธของ ครอบครัวเขียว รวมถึงสอบถามทางบา นวา ทราบพฤตกิ รรมของเขียวหรือไม หากครูที่ปรึกษาคนหาสาเหตุความตองการท่ีแทจริงของนักเรียนกลุมน้ี ไดแลว การแกปญ หาก็ไมใ ชเ รื่องยาก 7.4.2 เพียรใหปญ ญา ครทู ป่ี รกึ ษาควรดำเนินการดงั น้ี 1) ปลูกฝงทัศนคติท่ีเหมาะสมใหแกนักเรียนทุกคนในหอง โดยอาจใช ช่วั โมงกจิ กรรมโฮมรมู ในเร่อื งของการรูจกั การวางตัวใหส มกบั วยั 2) ชวยใหเขียวตระหนักถึงปญหาที่จะเกิดขึ้นจากพฤติกรรมของเขียว โดยการนำเสนอปญหาวัยรุนเกี่ยวกับพฤติกรรมทางเพศ อาจใหเขียวไดพูดคุยกับเพ่ือนนักเรียน ทีป่ ระสบปญ หาน้ีแลว 3) ใหขอมูลเก่ียวกับโรคติดตอทางเพศสัมพันธ รวมถึงภาวะผลกระทบ ตา ง ๆ ท่เี กดิ จากการมีเพศสัมพันธก อนวัยอนั ควร

152 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 7.4.3 ปรกึ ษาอุนใจ เพอื่ ใหเ กดิ ประโยชนต อ การปอ งกนั และแกไ ขปญ หาของเขยี ว ครทู ป่ี รกึ ษา ควรเรียกเขียวมาพูดคุย เพ่อื รว มกันปองกนั แกไ ขปญหา โดยมีแนวปฏิบัตดิ ังน้ี 1) ไวใจครู ครทู ่ีปรึกษาตอ งทำใหเ ขยี วไวใ จ เช่ือวาครเู ปน มิตร มีเจตนาดี ท่ีจะชวยเหลอื เขยี ว ครูที่ปรึกษาตองสรา งสัมพนั ธภาพที่ดกี บั เขยี ว 2) คนหาสาเหตุ ครูท่ีปรึกษากับเขียวชวยกันระบุปญหาใหชัดเจน ใหเขยี วไดอ ธิบายเหตุของพฤติกรรม ใหเ ขียวคิดเหน็ ตอพฤติกรรมน้ี 3) รวมกันวิเคราะหปญหา ครูและเขียวชวยกันวิเคราะหปญหาที่เกิดข้ึน พูดคุยใหเ ห็นวา ปญ หานส้ี ง ผลกระทบตอ เขียวและผูอ ืน่ อยางไร 4) วางแผนแกไ ขปญ หา เมอ่ื ครทู ีป่ รึกษาชว ยใหเ ขียวพรอ มทป่ี รับเปล่ยี น พฤติกรรม ก็ใหเขียวลองวางแผนแกไขปญหา ขั้นน้ีครูที่ปรึกษาควรใหกำลังใจเขียว กลาวคำชมเชย ทั้งบอกวาครูเช่ือวาเขยี วทำได เปลยี่ นแปลงตนเองได 5) จบการพูดคุย ขั้นนี้เปนการยุติการพูดคุย โดยครูเนนย้ำใหเขียว ตระหนักถึงการพูดคุยของครูท่ีปรึกษากับเขียวในวันนี้ หากเขียวมีปญหาหรือไมสบายใจอยางไร สามารถกลบั มาคยุ กบั ครไู ด จากท่ีกลาวมาท้ัง 5 ขั้น อาจไมสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเขียว ไดทันที ครูควรใสใจชวยเหลือตอไป นอกจากน้ีหากปญหาของเขียวมีความรุนแรงมากก็ตองสงตอ ผูเ ชย่ี วชาญ อยาแกปญหาดวยตนเอง 7.4.4 ใหค วามชวยเหลอื ภายหลังการพดู คยุ กับเขยี วแลว ครทู ี่ปรกึ ษาควรใหค วามชว ยเหลอื ดังน้ี 1) การปรับพฤติกรรม ครูควรปรับพฤติกรรมทางปญญาของเขียว โดยมีแนวคดิ วา ใหเขยี วคดิ ถึงผลที่จะเกิดขึน้ หากเขยี วไมเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรม 2) ขอความชวยเหลือ ครูควรขอความรวมมือจากกลุมของเขียว ใหช วนเขียวเขากลุม กลบั บา นพรอมกัน หรอื อยูก ับเขยี วเมือ่ เขยี วอยกู บั เพอ่ื นหญิง 3) เยยี่ มบาน ความสัมพันธท ดี่ รี ะหวางครูกับผปู กครองจะชว ยใหปญ หา คล่ีคลายลง การเยี่ยมบานจะทำใหครูท่ีปรึกษามีโอกาสขอความรวมมือจากผูปกครองในการดูแล ชวยเหลือลูกรวมกับทางโรงเรียน แตอยาใหผูปกครองรูสึกวากำลังถูกตำหนิ อาจนำไปสูการตอตาน และทำใหป ญ หาซบั ซอนยงิ่ ขนึ้ 4) สงตอผูเช่ียวชาญ หากมีความรุนแรงหรือเกิดการตอตานจากเขียว ครคู วรสงตอผเู ช่ยี วชาญ เชน ครแู นะแนว เปนตน

ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 153 7.4.5 เออื้ เฟอ ตดิ ตาม การตดิ ตามผล การชว ยหลอื ทำไดโ ดยการสงั เกตพฤตกิ รรม การสมั ภาษณ ผปู กครอง เพื่อนสนิท ครผู ูสอน 7.5 ปญหาตดิ บหุ ร่ี/สารเสพตดิ วัยรนุ สวนใหญมกั จะเริม่ ตน เขาไปเก่ียวกับยาเสพตดิ ดวยความอยากลอง อยากรู แตหากวัยรุนคนใดมีบุคลิกภาพที่ออนแอ หวั่นไหวงาย ขาดความเชื่อม่ันใจตนเอง หรือมีปญหา ความกดดันในชีวิต จากปญหาสวนตัว ปญหาการเรียน ปญหาครอบครัว ความไมสบายใจและ คับของใจเหลาน้ี จะผลักดันใหวัยรุนใชสารเสพติดตอเน่ืองไปเรื่อย ๆ เพ่ือตองการผอนคลาย ความเครียดชั่วครูช่ัวยาม แตเน่ืองจากปญหาความไมสบายใจยังไมไดรับการแกไข ในท่ีสุดก็จะเกิด “ภาวะเสพติด” ข้นึ โดยท่อี าการติดสารเสพตดิ นน้ั จะมีอาการดงั ตอ ไปนี้ • มีความตองการอยางรุนแรงทีจ่ ะใชส ารนัน้ ๆ • มคี วามยากลำบากในการควบคมุ การใชท ้งั ปริมาณ และความถ่ี • ยงั คงใชส ารน้ันตอไป ท้งั ๆ ทรี่ ูวา เปน อันตรายตอ รางกาย • ใชส ารเสพตดิ ในจำนวนและระยะเวลามากกวาทีต่ งั้ ใจไวเ ดมิ • หมกมนุ กบั การใชสารเสพตดิ มากกวาการอยากทำกจิ กรรมอื่น ๆ ที่สำคญั กวา • มีอาการดื้อยา เกิดอาการขาดยา หรืออยากยาทางกาย (Physical Withdrawal Stage) • การเรยี น การงาน สงั คมหรอื กจิ กรรมทสี่ รา งสรรค เสอื่ มถอยไปหรอื สญู เสยี ไป กรณศี กึ ษา แพรเปนลูกคนโต มีนองสาว 1 คน พอมีอาชีพคาขาย พอเปนคนเจาอารมณ และมักใชกำลังกับลูก ในขณะที่แมเปนคนใจเย็นและเปนตัวกลางประสานความเขาใจระหวาง พอกับลูก อุปนิสัยเปนเด็กเจาอารมณเหมือนพอ พูดนอย เก็บกด เมื่อถูกตีจะน้ำตาไหล แตไมคร่ำครวญ แพรชอบกีฬาหนัก ๆ เชน ฟุตบอล ชกมวย ยูโด ตะกรอ แพรเรียนอยู ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 1 และเรม่ิ ใชย าบา เมอ่ื เดอื นมถิ นุ ายน วนั ละ 1 เมด็ ปลายเดอื นกรกฎาคมเพม่ิ เปน วนั ละ 3 เม็ด แมสังเกตวาแพรเปลีย่ นไปโดยมสี ีหนาหมองคลำ้ กา วรา ว ตอนเย็นจะงว ง แตต กดึก จะนอนไมหลับ แพรเคยพยายามเลิกใชยาแตมีอุปสรรค เนื่องจากมีเพื่อนตางโรงเรียนมาหา ถงึ บานและชวนเสพ สว นใหญจะเสพยาบา ท่ีบานเพือ่ นและบา นตัวเองเวลาพอ แมไมอยู

154 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 7.5.1 รจู กั นกั เรยี น ครทู ่ีปรกึ ษาสามารถสงั เกตพฤติกรรมนักเรียนท่ีใชส ารเสพตดิ /บุหรี่ ดังนี้ 1) สหี นาคล้ำ ไมส ดชืน่ มีกลิ่นตดิ ตามตวั และเสื้อผา 2) หงดุ หงดิ งา ย มพี ฤตกิ รรมกาวรา วขน้ึ กวาเดิม 3) มักหายไปจากหองเรียนบอย ๆ เชน ไปเขาหองน้ำ แอบเสพยา ในที่ลับตาคน 4) จะคบหรืออยใู นกลุม เพือ่ นทส่ี ูบบุหรี่หรอื เสพยาดวยกนั 7.5.2 เพยี รใหปญญา 1) การใหความรูในเร่ืองสารเสพติดจะประสบความสำเร็จมากขึ้น หากเนนผูเรียนเปนหลัก โดยใชการเรียนการสอนท่ีใหนักเรียนมีสวนรวมในการแสดงความคิดเห็น พูดคุย แลกเปลยี่ นประสบการณอยางทว่ั ถึงทกุ คน 2) โรงเรียนควรกำหนดมาตรการลงโทษและจัดการกับนักเรียนท่ีใช และมีสารเสพติดในครอบครองอยางเหมาะสม มีเหตุผลและชัดเจน มาตรการดังกลาวเปนสิ่งจำเปน เพื่อใหนักเรียนรูวาโรงเรียนไมยอมรับพฤติกรรมที่เปนภัยตอสุขภาพของนักเรียนและชุมชน ในโรงเรยี นโดยเดด็ ขาด แตม าตรการดงั กลา วตอ งใหโ อกาสนกั เรยี นทจี่ ะแกไ ข ปรบั ตวั ดว ยความชว ยเหลอื และประคับประคองของครู 7.5.3 ปรกึ ษาอนุ ใจ สำหรับนักเรียนท่ีใชสารเสพติด ครูท่ีปรึกษาอาจพูดคุยเพื่อชวยเหลือ นกั เรียน ดงั น้ี 1) ขน้ั สรา งสัมพนั ธภาพ ไมต ำหนิ วิจารณใ หน กั เรยี นรสู กึ หมดกำลงั ใจ แตควรชนื่ ชมทนี่ กั เรียน ตองการเลกิ ยา 2) ข้นั สำรวจปญหา สำรวจวานักเรียนมีปญหาเพียงแคการใชหรือไม เพราะโดยสวนใหญ แลวนักเรียนท่ีใชสารเสพติดมักจะมีปญหาการเรียน การโกหกและลักขโมยตามมาดวย หรือบางคน อาจเปน ผขู ายอีกดว ย ประเมนิ สาเหตขุ องการใชย า และเหตกุ ระตนุ ทท่ี ำใหน กั เรยี นเลกิ ยาไมไ ด ประเมนิ ความสัมพนั ธใ นครอบครัว 3) ขั้นแกไขปญหา ใหค วามเชอื่ มน่ั วา การเลกิ ยาไมใ ชเ รอ่ื งนา กลวั และรกั ษาไดห ากมงุ มน่ั คนหาศักยภาพของตนเองเพื่อใหนักเรียนเกิดความภาคภูมิใจ ในตนเองและลมื ปญหาที่ไมใ ชเรอ่ื งของนักเรียน

ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 155 หากนักเรียนกลับไปใชยาซ้ำอยาทาทายวานักเรียนไมแนจริง แตให ประเมินวา คร้ังน้ันเกิดอะไรขึ้นท่ีทำใหตองกลับไปใชอีก เพ่ือประเมินภาวะเส่ียงและวางแผน หลกี เลีย่ งจากสถานการณดังกลา ว สอนการควบคุมตัวเองเมื่อตองการสารเสพตดิ สอนการปฏิเสธเม่อื เพอ่ื นมาชวนไปใชส ารเสพติด ชวยใหนักเรียนตั้งเปาหมายในชีวิต ซ่ึงเปนเปาหมายที่เปนไปได เหมาะสมกบั ความสามารถของนักเรียน หากนักเรียนมีเปาหมายชัดเจนและตั้งใจจริง ก็จะเลิกได แตปญหา คอื นกั เรียนสวนใหญย งั ไมพ รอมเลกิ และถึงอยากเลิก หากกลุม เพอ่ื นยังไมเ ลิก ก็เลิกยาก 7.5.4 ใหความชวยเหลือ 1) พบผูปกครอง/เยี่ยมบานเพ่ือขอความรวมมือในการดูแลชวยเหลือ รว มกบั ทางโรงเรยี น 2) ครอู าจจดั ใหม เี พอ่ื นคหู ู (บดั ด)ี้ มาคอยดแู ลนกั เรยี นทต่ี อ งการเลกิ บหุ รี่ ซ่ึงครจู ะตองอบรมใหนักเรยี นมีทกั ษะในการดูแลและใหความชวยเหลอื เพอื่ น 3) สง ตอผูเช่ียวชาญ ซ่ึงอาจเปนครแู นะแนวหรือสงตอแพทย เพอ่ื ใหการ บำบัดรกั ษาถา มีอาการมาก 7.5.5 เอ้อื เฟอติดตาม 1) การตดิ ตามผล การชว ยเหลอื ทำไดโ ดยการสงั เกตพฤตกิ รรม การสมั ภาษณ ผูปกครอง เพือ่ นสนิท ครผู ูสอน 2) การติดตามโดยกระบวนการ Matrix พบกลุมสัปดาหละ 1 ครั้ง หรอื วธิ ีการอื่น ๆ เพอื่ ใหค ำปรกึ ษาและตดิ ตามผลการเลิกใชสารเสพตดิ บทบาทครูท่ีปรึกษาท่ีมีตอระบบการแนะแนวในโรงเรียน คือ การประสานรวมมือกัน ดแู ลนกั เรยี น และเมอ่ื ครทู ป่ี รกึ ษาพจิ ารณาวา นกั เรยี นในความรบั ผดิ ชอบสมควรตอ งไดร บั การชว ยเหลอื สามารถสงครูแนะแนวและรวมกันดูแล หากนักเรียนสามารถปรับตัวไดเปนปกติครูแนะแนวสงกลับ ใหครูที่ปรึกษาดูแลตอไป แตหากครูแนะแนวไมสามารถชวยเหลือนักเรียนไดตองจัดใหมีการประชุม ปรึกษาเปนรายกรณี พิจารณาสงตอใหผูเชี่ยวชาญภายนอก เม่ือนักเรียนไดรับการชวยเหลือจาก ผูเชี่ยวชาญภายนอกจนหาย ครูแนะแนวจะรับกลับแลวรวมมือกับครูที่ปรึกษา ผูปกครอง เฝาระวัง พฒั นานกั เรียนและรายงานเปนระยะ ๆ ตอไป

156 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น บรรณานกุ รม กฎกระทรวง กำหนดหลกั เกณฑ วธิ กี าร และเงอ่ื นไขในการจดั ระบบงานและกจิ กรรมในการแนะแนว ใหคำปรึกษาและฝกอบรมแกนักเรียน นักศึกษา และผูปกครอง พ.ศ. 2548. ราชกิจจานุเบกษา. สืบคนเม่ือ 12 เมษายน 2554. จาก http://www.kormor. obec.go.th/kod/kodo43.pdf. กมลรัตน หลาสุวงษ. (2529). การศึกษารายกรณี. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมติ ร. กรกฎา นักค้ิม. (2553). หลักการแนะแนว. คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. (เอกสารอัดสำเนา). กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). คมู อื ครูประจำช้นั และครูทีป่ รึกษา. กรงุ เทพมหานคร : ครุ ุสภาลาดพรา ว. กรมสุขภาพจิต. (2546). คูมือการจัดกิจกรรมโฮมรูมเพ่ือสงเสริมสุขภาพจิตนักเรียนระดับ ชนั้ มธั ยมศกึ ษา สำหรบั ครทู ปี่ รกึ ษา “มหศั จรรย. ..วยั ใส”. กรงุ เทพมหานคร : สถาบนั สุขภาพจิตเดก็ และวัยรุน ราชนครนิ ทร. กระทรวงศึกษาธิการ. (2552). ขอเสนอการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษท่ีสอง (พ.ศ. 2552- 2561). กรงุ เทพมหานคร : พรกิ หวานกราฟฟค . . (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร : ชมุ นุมสหกรณก ารเกษตรแหง ประเทศไทย. . 2554). ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ใหใชมาตรฐานการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เพื่อการประกนั คณุ ภาพภายในของสถานศกึ ษา. ณ วนั ท่ี 16 กมุ ภาพนั ธ 2554. กาญจนา สุพรรณคง. (2550). การใชกิจกรรมแนะแนวเพ่ือสงเสริมความฉลาดทางอารมณ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 3 โรงเรียนอัสสัมชัญลำปาง. การคนควาอิสระ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั เชียงใหม. คณะครุศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. (2553). คูมือฝกอบรมแนะแนว โครงการยกระดับ คุณภาพครทู ัง้ ระบบตามแผนปฏิบตั ิการไทยเขม แข็ง. กรงุ เทพมหานคร : จฬุ าลงกรณ มหาวิทยาลยั .

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 157 โครงการคลังปญญาไทย. (2551). ความหมายขอสนเทศ. สืบคนเม่ือ 17 เมษายน 2554. จาก http://www.panyathai.or.th. โครงการยกระดับคุณภาพครูทั้งระบบตามแผนปฏิบัติการไทยเขมแข็ง. (2553). คูมือฝกอบรม แนะแนว. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. จนี แบรี.่ (2549). การใหก ารปรกึ ษา. กรงุ เทพมหานคร : เจริญวทิ ยการพิมพ. เจษฎา บุญมาโฮม. (2549). “กิจกรรมพัฒนาผูเรียน.” ใน คูมือการปฏิบัติงานวิชาชีพครู 1 (PROF 101). นครปฐม : คณะครศุ าสตร มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครปฐม. . (2552). หลักการแนะแนวและการพัฒนาผูเรียน. คณะครุศาสตร มหาวิทยาลัย ราชภัฏนครปฐม. เจียรนัย ทรงชัยกุล. (2544). “หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับบริการสนเทศ.” ใน ประมวลสาระ ชดุ วชิ าหลกั การและแนวคดิ ทางการแนะแนว. หนว ยท่ี 7-11. นนทบรุ ี : บณั ฑติ ศกึ ษา สาขาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทยั ธรรมาธริ าช. นงนุช จงเจริญทรัพย. (2541). ผลการจัดบริการสนเทศดานอาชีพท่ีมีตอการรับรูดานอาชีพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนวัดราษฎรบำรุง อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี. ปริญญานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการแนะแนว บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร. นภาพร ปรีชามารถ. (2544). หลักการแนะแนว. กรุงเทพมหานคร : คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร. นิรันดร จลุ ทรัพย. (2551). การแนะแนวเบ้อื งตน. (พมิ พคร้ังที่ 3). สงขลา : มหาวิทยาลยั ทกั ษณิ . เนตรนภิส แปงณีวงศ. (2540). ผลการใหบริการสนเทศดานอาชีพโดยใชโปรแกรมคอมพิวเตอร ที่มีตอความรูความเขาใจเกี่ยวกับอาชีพของนักเรียน. วิทยานิพนธศึกษาศาสตร มหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เชียงใหม. ปนัดดา มณีจักร. (2547). กิจกรรมพัฒนาผูเรียนดวยการแนะแนวชีวิตและสังคมเพื่อสงเสริม ทักษะทางสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนนวมินทรานูทิศ พายัพ จังหวัดเชียงใหม. การคนควาอิสระศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษา และการแนะแนว บัณฑติ วิทยาลัย มหาวิทยาลยั เชยี งใหม. ประพนั ธศ ริ ิ สเุ สารจั . “กระบวนการกลมุ .” ใน ทฤษฎกี ารเรยี นรแู บบมสี ว นรว ม : ตน แบบการเรยี นรู ทางดานหลกั ทฤษฎีและแนวปฏิบัติ. สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหงชาติ. ปราโมทย พลศกั ด.์ิ (2548). ผลของการใชโ ปรแกรมพัฒนาการวางแผนทางอาชพี สำหรบั นกั เรยี น ช้ันมัธยมศึกษาปที่ 3 โรงเรียนบานแดง จังหวัดสุรินทร. วิทยานิพนธศิลปศาสตร มหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร.

158 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน แผนงานสรา งเสรมิ สขุ ภาพจติ เพอ่ื สขุ ภาวะสงั คมไทย. (2553). ครแู นะแนวภาคปฏบิ ตั ปิ ระสบการณจ รงิ มากกวา ทฤษฎี. นนทบรุ ี : คิดดมี ีดจี ำกัด. พนม ลิ้มอารยี . (2548). การแนะแนวเบอื้ งตน. (พิมพคร้ังท่ี 2). กรงุ เทพมหานคร : โอเดียนสโตร. พรศักด์ิ คงอยู. (2539). ผลการจัดบริการสนเทศแบบทัศนศึกษาทางอาชีพท่ีมีตอความสนใจ อาชีพอิสระของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6. วิทยานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต สาขาจติ วทิ ยาการแนะแนว บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยนเรศวร. พระราชบัญญัติคุมครองเด็ก พ.ศ. 2546. ราชกิจจานุเบกษา. สืบคนเม่ือ 12 เมษายน 2554. จาก http://www.ffc.or.th/deficient_form/children2546.pdf. พัชราภรณ รักชวย. (2546). ผลการใชชุดกิจกรรมแนะแนวท่ีมีตอการพัฒนาความรับผิดชอบ ในการเรยี นของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 4 โรงเรยี นปากพนงั จงั หวดั นครศรธี รรมราช. วิทยานิพนธศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต แขนงวิชาการแนะแนว สาขาศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธริ าช. พชั รินทร พลู เพ็ชรพนั ธ.ุ (2545). การแนะแนว. เพชรบุรี : มหาวิทยาลัยราชภฏั เพชรบรุ .ี พิชญมณฑน ลีกำเนิดไทย. (2545). รายงานการจัดระบบการดูแลชวยเหลือนักเรียนในโรงเรียน สังกัดกรมสามญั ศกึ ษา. (เอกสารอัดสำเนา). ทิศนา แขมมณี. (2550). ศาสตรการสอน : องคความรูเพ่ือการจัดกระบวนการเรียนรูที่มี ประสทิ ธภิ าพ. พมิ พค รั้งท่ี 6. กรุงเทพมหานคร : ดานสุทธาการพิมพ. มัลลวีร อดุลวฒั นศิริ. (2552). เทคนคิ การใหคำปรึกษา : การนำไปใช. ขอนแกน : คลงั นานาวทิ ยา. มาโนช หลอ ตระกูล และ ปราโมทย สคุ นชิ ย. (2549). จิตเวชศาสตรร ามาธิบดี. กรงุ เทพมหานคร : บียอนด เอ็นเทอรไ พรซ. ยุพดี ปดตะคุ. (2537). ผลของการใชชุดการแนะแนวที่มีตอความขยันหม่ันเพียรในการเรียน ของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปท ่ี 6 โรงเรยี นศรเี อย่ี มอนสุ รณ สงั กดั กรงุ เทพมหานคร. ปริญญานิพนธการศึกษามหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมติ ร. รสสุคนธ ชัยศรีมา. (2547). การพัฒนาชุดฝกอบรมทางการแนะแนวดานบริการสารสนเทศ สำหรับครูท่ีปรึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนตน โรงเรียนบานแปนพิทยาคม จังหวัด ลำพนู . วทิ ยานพิ นธศ กึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ แขนงวชิ าการแนะแนว สาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช. วรางคณา รัชตะวรรณ. (2545). การใชกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาทัศนคติตอพฤติกรรมทางเพศ ของวัยรุนหญิง. วิทยานิพนธศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลัยขอนแกน .

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 159 วิภารัตน หินเธาว. (2552). แผนการจัดกิจกรรมแนะแนว. สืบคนเม่ือ 1 มิถุนายน 2552. จาก http://www.kruthailand.net/forum/index.zphp?topic=135.0;prev_next=prev). ศรีเรอื น แกวกงั วาน. (2552). จติ วิทยาพฒั นาการชีวติ ทกุ ชวงวัย. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร. ศิประไพ ติยะบุตร. (2549). การใชกิจกรรมกลุมในชั่วโมงโฮมรูมเพื่อเสริมสรางความฉลาด ทางจรยิ ธรรมของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5. การคน ควา อสิ ระศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาจิตวิทยาการศกึ ษาและการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม. ศุภนิตย ทองหยิบ. (2538). ผลของการใชชุดการสอนกิจกรรมแนะแนวที่มีตอจริยธรรม ดานความมีวินัยในตนเองของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที่ 1. วิทยานิพนธการศึกษา มหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการแนะแนว บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยนเรศวร. ศูนยแนะแนวการศึกษาและอาชีพ กรมวิชาการ. (2538). คูมือการจัดกิจกรรมแนะแนว. กรุงเทพมหานคร : ชุมนมุ สหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย. สกลุ รตั น พง่ึ ประดษิ ฐ. (2550). การสรา งโปรแกรมการวางแผนการศกึ ษาและอาชพี เพอื่ พฒั นาการ ประเมินตนเองและการวางแผนการศึกษาและอาชีพสำหรับนักเรียนระดับ ช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 5 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา. วิทยานิพนธ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร. สมใจ ปราบพล. (2544). การจดั กระบวนการเรยี นรทู เ่ี นน ผเู รยี นเปน สำคญั “การสอนแบบทกั ษะชวี ติ แบบมีสวนรวม”. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ สำนกั นายกรัฐมนตร.ี สุนันทา พลับแดง. (2552). “คูมือการจัดทำรายงาน การศึกษารายกรณี” โรงเรียนสาธิต มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ ประสานมติ ร (ฝายมธั ยม). (เอกสารอัดสำเนา). สุมณฑา พรหมบุญ. (2540). ทฤษฎีการเรียนรูแบบมีสวนรวม. กรุงเทพมหานคร : สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาแหง ชาติ. สมุ ณฑา พรหมบญุ และ อรพรรณ พรสมี า. (2549). “การเรยี นรแู บบมสี ว นรว ม.” ใน ทฤษฎกี ารเรยี นรู แบบมสี ว นรว ม : ตน แบบการเรยี นรทู างดา นหลกั ทฤษฎแี ละแนวปฏบิ ตั .ิ กรงุ เทพมหานคร : สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง ชาติ. สวุ รี ศวิ ะแพทย. (2551). จติ วิทยาทวั่ ไป. กรงุ เทพมหานคร : สำนักพิมพโ อเดียน.

160 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน. (2550). การศึกษานักเรียนเปนรายกรณี. กรุงเทพมหานคร : ชมุ นมุ สหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย. . (2553). จดุ เนน สูการพัฒนาคุณภาพผูเ รียนเพอื่ การขับเคลอ่ื นหลกั สตู ร การจัดการ เรียนรู การวัดและประเมินผล. กรุงเทพมหานคร : ชุมนุมสหกรณการเกษตร แหงประเทศไทย. . (2550). คูมือการจัดอบรมยุวชนแนะแนวสำหรับวิทยากร. กรุงเทพมหานคร : ชุมนุมสหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย. . (2553). จดุ เนนสกู ารพัฒนาคุณภาพผเู รียนเพ่อื การขับเคลอ่ื นหลกั สูตร การจดั การ เรียนรู การวัดและประเมินผล. กรุงเทพมหานคร : ชุมนุมสหกรณการเกษตร แหงประเทศไทย. . (2553). แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผูเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551. กรงุ เทพมหานคร : ชุมนุมสหกรณก ารเกษตรแหง ประเทศไทย. . (2554). แนวทางการประเมินคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เพ่ือ การประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา. กรุงเทพมหานคร : สำนักงาน พระพทุ ธศาสนาแหง ชาต.ิ . (2553). หลักสูตรฝกอบรมนักเรียน : เพื่อนท่ีปรึกษา. กรุงเทพมหานคร : ชุมนุม สหกรณการเกษตรแหง ประเทศไทย. สำนักงานปฏริ ปู การศึกษา. (2545). พระราชบญั ญัติการศึกษาแหง ชาติ พ.ศ. 2542 แกไ ขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพมหานคร : พริกหวานกราฟฟค. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องคการมหาชน). คูมือการประเมิน คุณภาพภายนอกรอบสาม (พ.ศ. 2554-2558) ระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ฉบบั สถานศึกษา พ.ศ. 2554. กรงุ เทพมหานคร : แมทซพ อยท. อมรรัตน อุนจิตร. (2547). ผลของการใชโปรแกรมแนะแนวการศึกษาและอาชีพตามแบบ พุทธิปญญา สารสนเทศตอการพัฒนาการรูคิดแหงตนและความสามารถในการ ตัดสินใจเลือกอาชีพของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 5 โรงเรียนสระบุรี วิทยาคม. วิทยานิพนธศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและ การแนะแนว บณั ฑติ วทิ ยาลยั มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร. อิษยา นาคนาวา. (2550). การใชโปรแกรมการเรียนรูแบบมีสวนรวมเพ่ือพัฒนาวินัยในตนเอง ทางการเรียนของนักเรียนโรงเรียนสุเหรามอเซ จังหวัดฉะเชิงเทรา. วิทยานิพนธ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. Gibson. L.R. & Mitchell, H.M. (2003). Introduction to Counseling and Guidance. (6th ed.) New Jersey : Merrill Prentice Hall.

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 161 ภาคผนวก 1. µ«— Õ¬à“ß·ºπ°“√®¥— °‘®°√√¡·π–·π«„π™È—π‡√¬’ π 2. µ«— Õ¬“à ߇§√Ë◊Õß¡Õ◊ ∑’Ë„™√â «∫√«¡·≈–»÷°…“¢Õâ ¡≈Ÿ π°— ‡√¬’ π

162 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน ภาคผนวก 1. µ—«Õ¬“à ß·ºπ°“√®¥— °‘®°√√¡·π–·π«„π™È—π‡√’¬π (√Ÿª·∫∫À√◊ÕÕß§åª√–°Õ∫¢Õß·ºπ°“√®—¥°‘®°√√¡ª√—∫µ“¡∫√‘∫∑ ¢Õß‚√߇√’¬π¥ß— µ—«Õ¬“à ß∑ªË’ √“°Ø) µ«— Õ¬à“ß·ºπ°“√®¥— °®‘ °√√¡·π–·π«„π™Èπ— ‡√¬’ π หนว ยการจดั กจิ กรรมการศกึ ษาตอ เรอ่ื ง ประโยชนข องการเรยี น* ระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปท ี่ 2 เวลา 1 ชัว่ โมง 1.  “√– ”§—≠ การเห็นคุณคาของการเรียน จะนำไปสูแรงจูงใจใหนักเรียนพัฒนาการเรียนของตนเอง สคู วามสำเร็จที่มุงหวังในอนาคต 2. º≈°“√‡√¬’ π√⟠2.1 บอกประโยชนข องการเรยี น 2.2 บอกแนวทางในการปฏบิ ตั ติ นเพื่อใหไดป ระโยชนจ ากการเรียน 3.  “√–°“√‡√¬’ π√⟠3.1 ประโยชนข องการเรยี นในรายวิชาตาง ๆ 3.2 วิธกี ารเรียนทมี่ ีประสิทธิภาพ 4. «‘∏°’ “√®¥— °‘®°√√¡ ขน้ั นำเขา สูบ ทเรียน 4.1 นกั เรียนบอกเหตผุ ลของการมาโรงเรียน ขน้ั สอน 4.2 นักเรยี นชวยกันบอกประโยชนของการเรยี นในรายวชิ าตาง ๆ 4.3 นักเรียนแบงกลุม จำนวนกลุมเทากับรายวิชาท่ีเรียน เพื่อสรุปประโยชนของ การเรยี นในรายวชิ านน้ั ๆ ซงึ่ อาจทำโดยการเขียนหรอื วาดภาพ หรือผสมผสานกัน 4.4 นักเรยี นแตล ะกลมุ นำเสนอผลงาน *โดย พชิ ญมณฑน ลีกำเนดิ ไทย และ ธญั สมร คเชนทรเดชา สำนกั งานเขตพ้นื ที่การศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 2

ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 163 4.5 นักเรียนชวยกันตอบคำถาม “ทำอยางไรนักเรียนจึงจะไดรับประโยชนจาก การเรียนในรายวิชาตา ง ๆ มากท่สี ุด ซง่ึ จะสงผลดีตอ ผลการเรียนของนกั เรียนดว ย” ขัน้ สรปุ 4.6 นักเรียนและครูสรปุ แนวทางการปฏิบัติตนเพื่อใหไ ดร ับประโยชนจ ากการเรยี น 5. ™‘Èπß“π/¿“√–ß“π การสรุปประโยชนข องการเรียนในแตล ะรายวชิ า 6. °“√ª√–‡¡π‘ º≈ 6.1 วธิ ีการประเมิน 1) การบอกประโยชนของการเรียนและแนวทางปฏิบัติตนเพ่ือใหประโยชน จากการเรยี น 2) สงั เกตการปฏิบตั กิ ิจกรรม 6.2 เกณฑก ารประเมนิ ระดับ ขอ ความบงช้ีคุณภาพ ผาน สามารถบอกประโยชนของการเรียน และแนวทางการปฏิบัติตนเพ่ือใหไดประโยชน จากการเรยี นได ไมผ าน ไมสามารถบอกประโยชนของการเรียน หรือแนวทางการปฏิบัติตนเพ่ือใหไดประโยชน จากการเรยี นได

164 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน µ«— Õ¬à“ß·ºπ°“√®¥— °®‘ °√√¡·π–·π«„π™πÈ— ‡√¬’ π หนว ยการจดั กจิ กรรมสวนตวั และสงั คม เรือ่ ง กอนฉนั จบ ป.6* ระดบั ชัน้ ประถมศึกษาปท ี่ 6 เวลา 2 ชว่ั โมง 1.  “√– ”§≠— นักเรียนท่ีกำลังจะจบระดับชั้นประถมศึกษาปท่ี 6 นับไดวาประสบความสำเร็จดาน การเรียนในระดับหนึ่งแลว กอนท่ีจะกาวสูการศึกษาในระดับช้ันสูงข้ึน ซ่ึงปจจัยที่ทำใหนักเรียน ประสบความสำเรจ็ นอกเหนอื จากการปฏบิ ตั โิ ดยตวั นกั เรยี นเองแลว ยงั ตอ งอาศยั บคุ คลและสงิ่ ตา ง ๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ ในสวนของบุคคลซึ่งเปนผูใหญท่ีใกลตัวนักเรียน และเห็นชัดเจนก็คือ พอแม ผปู กครอง ท่ีเลีย้ งดสู นบั สนนุ จนนกั เรียนสำเร็จการศึกษา ในขณะท่คี รทู กุ คนทเี่ คยสอนนักเรยี น ดแู ล นักเรียนตั้งแตเขาเรียนจนจบระดับช้ันประถมศึกษาก็ลวนมีสวนทำใหชีวิตของนักเรียนเติบโต และ กาวไปสูการเรยี นท่สี งู สดุ ดังนั้น การแสดงความรูสึกสำนึกในบุญคุณ ดวยการขอบคุณตอผูใหญเหลาน้ัน จงึ เปน สง่ิ ทคี่ วรทำ โดยเฉพาะเดก็ วยั เรยี นทจี่ ำเปน ตอ งเรยี นรแู ละฝก ฝนความมจี ติ ใจทดี่ งี าม เพอ่ื รากฐาน ของการเปนผใู หญที่มีคุณภาพในอนาคต 2. º≈°“√‡√¬’ π√Ÿâ 2.1 นกั เรยี นบอกบคุ คลทมี่ สี ว นทำใหน กั เรยี นเรยี นจนจบระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปท ี่ 6 ได 2.2 นักเรียนบอกความรูสึกที่มีตอบุคคลตาง ๆ ท่ีทำใหนักเรียนเรียนจนจบระดับชั้น ประถมศึกษาปที่ 6 และการแสดงออกตอบุคคลเหลา นัน้ ได 3.  “√–°“√‡√’¬π√⟠3.1 การรูจ ักแสดงออกถงึ ความรูสกึ ขอบคณุ 3.2 บคุ คลทม่ี สี ว นทำใหน กั เรยี นไดเ รยี นหนงั สอื และเรยี นจนจบระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษา ปที่ 6 4. «∏‘ ’°“√®¥— °®‘ °√√¡ ชว่ั โมงที่ 1 ขั้นนำเขาสูบ ทเรียน 4.1 นักเรียนชวยกันบอกบุคคลที่มีสวนทำใหนักเรียนไดเรียนหนังสือและ สามารถเรียนจนจบระดับช้ันประถมศึกษาปที่ 6 โดยครูเขียนบนกระดาน เรียงเปนลำดับลงมา จากนนั้ ใหน ักเรยี นแตล ะคนออกมาขดี รอยคะแนนในชอ งทตี่ รงกบั บุคคลทนี่ ักเรยี นเหน็ ดวย *โดย พชิ ญม ณฑน ลีกำเนดิ ไทย สำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 165 ตวั อยา งการขีดรอยคะแนนบนกระดาน พอแม ผปู กครอง IIII IIII IIII II ครปู ระจำช้ัน IIII IIII IIII ครูวชิ า.................................. IIII IIII I ............................................. II ............................................. 4.2 ครแู สดงใหน กั เรยี นเหน็ วา บคุ คลทน่ี กั เรยี นบอกมใี ครบา ง และลำดบั ตน ๆ คอื ใครบา ง ซึ่งในท่นี ค้ี รกู ำหนดการทำกจิ กรรมทเ่ี ก่ยี วของกบั พอ แม ผปู กครอง และครูเทาน้ัน ขั้นสอน 4.3 นักเรียนตอบคำถาม “นักเรียนรูสึกอยางไรกับพอแม ผูปกครอง และครู” โดยครูเปนผูเอ้ือใหนักเรียนบอกถึงความรูสึกท่ีเปนเชิงบวกดวยความสำนึกในบุญคุณของบุคคล เหลาน้ัน จากการเรียนรูจากครูวาผูใหญเหลานั้น ไดทำตามบทบาทหนาท่ีของตนเพ่ือนักเรียน ไมวา จะเปน การเงิน การใหเวลารบั -สง นกั เรยี น การดูแลเมื่อนักเรยี นเจบ็ ปวย การหาอาหารใหรบั ประทาน การสอนใหหัดเขียนหัดอาน และสอนใหมีความรูมากขึ้น ๆ รวมท้ังการสอนใหรูจักใชชีวิตประจำวัน หรอื อนื่ ๆ จนกระทง่ั ถงึ ปจ จบุ นั กำลงั จะจบระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปท ่ี 6 ซงึ่ นบั ไดว า บคุ คลเหลา นนั้ เปน ผมู ีพระคุณตอ นกั เรียน 4.4 นักเรียนแตละคนเขียนและ/หรือวาดภาพเก่ียวกับความรูสึก และสิ่งท่ีอยากบอก กบั พอ แม ผูปกครอง ลงในกระดาษ A4 พบั คร่ึง (ช่วั โมงตอไปจึงเปนการบอกกบั ครู) 4.5 นักเรียนชวยกันคิดวา จะนำกระดาษที่ทำน้ันไปใหพอแม ผูปกครอง เม่ือใด และวธิ ใี ด โดยครมู สี ว นรว มชว ยหาแนวทางทเี่ หมาะสมทสี่ ดุ ทจี่ ะทำใหพ อ แม ผปู กครอง ทกุ คนไดร บั ชน้ิ งานของนักเรียน ข้นั สรุป 4.6 นกั เรยี นชว ยกนั บอกประโยชนท ่ีนักเรียนไดร บั จากการทำกิจกรรมครัง้ นี้ ช่วั โมงที่ 2 ขน้ั นำเขา สบู ทเรียน 4.7 ใหน กั เรยี นทบทวนสงิ่ ทไ่ี ดเ รียนรูแ ละกิจกรรมทท่ี ำในครงั้ กอน

166 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน ขนั้ สอน 4.8 นักเรียนชวยกันคิดวา จะเขียนบอกคุณครูทานใดบางทั้งหมดกี่คน แลวให แบงกลุมทำงาน โดยใหก ระดาษ A4 คนละ 1 ใบ ซงึ่ ทำในนามของนักเรยี นทั้งหอง 4.9 นักเรียนชวยกันคิดวา ช้ินงานที่นักเรียนทำจะนำไปใหครูเหลานั้นอยางไร วิธีใด เชน นำไปใหท่ีหองพักครู โดยไปพรอมกันทั้งหองหรือสงตัวแทน หรือใหตอนที่ครูเขามาสอน หรอื ใหใ นวนั ปจ ฉิมนเิ ทศ หรือวันประชุมทั้งระดับช้นั เปนตน โดยใหเ ปน ขอตกลงรวมกันของหอง ข้นั สรปุ 4.10 นักเรียนบอกประโยชน/สิ่งที่ไดเรียนรู แลวครูชวยสรุปอีกครั้ง และชวยให นักเรียนไดเรียนรูวา ขณะท่ีนักเรียนกำลังคิดและทำกิจกรรม เปนการทำส่ิงที่ดีใหกับคนอื่น ๆ นักเรียนก็ไดรับสิ่งตอบแทนท่ีดี ๆ โดยไมรูตัว เปนตนวา นักเรียนมีความสุขยิ้มแยมในขณะทำงาน เมื่อไดช้ินงานนักเรียนก็ภูมิใจ นั่นคือการให ยอมไดรับสิ่งตอบแทนไมจำเปนตองเปนวัตถุสิ่งของ แคจ ิตใจทมี่ ีความสขุ ก็มีคุณคา ทยี่ ่ิงใหญ 5. ™πÈ‘ ß“π/¿“√–ß“π ใบแสดงความรูส กึ ของนกั เรียนตอ พอแม ผปู กครอง และครู 6. °“√ª√–‡¡‘πº≈ 6.1 วิธีการประเมนิ 1) จากจำนวนชิน้ งานของนักเรยี นทคี่ รอบคลุมทัง้ พอแม ผูป กครอง และครู 2) จากขอความหรือภาพท่สี ือ่ ถึงความรูส ึกขอบคุณตอ พอ แม ผปู กครอง และครู 6.2 เกณฑการประเมนิ ระดับ ขอ ความบง ชคี้ ณุ ภาพ ผา น 1. ชน้ิ งานท่ีนกั เรยี นแตละคนทำใหกับพอแม ผูปกครอง 1 ชนิ้ 2. ชิน้ งานทนี่ กั เรยี นรว มกันทำเปน กลุมใหก บั ครู 1 ชน้ิ 3. ช้ินงานท้ัง 2 ช้ิน มีขอความหรือภาพท่ีส่ือถึงความรูสึกขอบคุณตอพอแม ผูปกครอง และครู ไมผาน ปฏบิ ัติไมค รบตามเกณฑก ารผานทง้ั 3 ขอ

ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 167 7.  ËÕ◊ ·≈–·À≈ßà °“√‡√’¬π√⟠7.1 กระดาษ A4 สตี า ง ๆ หรอื สขี าว 7.2 ปากกาเมจิกสตี าง ๆ หรอื ดนิ สอสีไม ฯลฯ 8. ∫π— ∑°÷ À≈—ß°“√®—¥°®‘ °√√¡ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ แผนการจัดกิจกรรมนี้ สามารถประยกุ ตใ ช. .. - ในชั่วโมงโฮมรมู ทัง้ โฮมรมู สน้ั และโฮมรูมยาว - ในทกุ ระดบั ชนั้ ทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

168 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน µ—«Õ¬à“ß·ºπ°“√®—¥°®‘ °√√¡·π–·π«„π™—πÈ ‡√¬’ π หนวยการจัดกจิ กรรมทกั ษะชวี ิต เร่อื ง ภัยทางเพศ* ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ 2 เวลา 1 ชวั่ โมง 1.  “√– ”§≠— ภัยทางเพศ สามารถเกิดขึ้นไดจากหลายสถานการณ หลายสถานที่ และจากบุคคล รอบขางท้ังในและนอกครอบครัว จึงเปนเร่ืองสำคัญท่ีทุกคนควรตระหนักรูเทาทันและระมัดระวังตัว อยูเ สมอ เพอ่ื ใหปลอดภัยจากภัยทางเพศ 2. º≈°“√‡√¬’ π√⟠2.1 นักเรียนบอกวิธีแกป ญหาเมอื่ พบภยั ทางเพศได 2.2 นักเรียนกลาท่ีจะปกปองสิทธิและความปลอดภัยของตนเองเมื่อถุกคุกคาม จากภัยทางเพศ 3.  “√–°“√‡√’¬π√⟠แนวทางปอ งกนั ภัยทางเพศ 4. «‘∏’°“√®¥— °®‘ °√√¡ ข้ันนำเขาสบู ทเรียน 4.1 ครูชวนสนทนาเรือ่ งภยั ทางเพศทน่ี กั เรยี นเคยไดยินไดฟงมา ขัน้ สอน 4.2 แบงนักเรียนออกเปน 3 กลุม สมาชิกในกลุมรวมกันระดมความคิดเห็นเก่ียวกับ ภัยทางเพศทีเ่ กิดขน้ึ ในสถานทตี่ าง ๆ ดังน้ี กลมุ ที่ 1 ภัยทางเพศทีม่ ีโอกาสเกดิ ท่บี าน กลุมท่ี 2 ภัยทางเพศที่มโี อกาสเกดิ ขน้ึ ทโี่ รงเรียน กลมุ ท่ี 3 ภัยทางเพศท่ีมีโอกาสเกิดข้ึนในสังคม เชน โรงหนัง สถานที่จอดรถ สนามเด็กเลน เปน ตน 4.3 ตัวแทนกลุม นำเสนอผลการระดมความคิดเห็นเก่ียวกับภัยทางเพศท่ีเกิดข้ึน ในสถานที่ตา ง ๆ ขนั้ สรปุ 4.4 ครูนำอภิปรายวา ถาจะไมใหเกิดภัยทางเพศเหลาน้ี ควรทำอยางไร นักเรียน ศึกษาใบความรูเพ่ิมเติม ครูและนักเรียนรวมกันสรุปภัยทางเพศในสถานที่ตาง ๆ และวิธีการปองกัน ใหนกั เรียนสรุปแบบประเมินผลกิจกรรม *โดย อิม่ ใจ ดไี สว โรงเรยี นกาญจนาภิเษกวิทยาลยั นครปฐม (พระตำหนักสวนกหุ ลาบมธั ยม)

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 169 5. ™È‘πß“π/¿“√–ß“π ผลการสรปุ การระดมความคิดเหน็ 3 กลุม กลมุ ท่ี 1 ภยั ทางเพศท่มี โี อกาสเกิดทบ่ี าน กลุมท่ี 2 ภัยทางเพศที่มีโอกาสเกดิ ข้ึนทโี่ รงเรยี น กลมุ ท่ี 3 ภัยทางเพศท่ีมีโอกาสเกิดข้ึนในสังคมทั่วไป เชน โรงหนัง สถานท่ีจอดรถ สนามเด็กเลน เปนตน 6. °“√ª√–‡¡π‘ º≈ 6.1 วิธกี ารประเมิน สงั เกตการปฏบิ ตั ิงานกลุม 6.2 เคร่ืองมอื แบบสังเกตพฤตกิ รรมการปฏบิ ัติงานกลุม 7.  ÕË◊ ·≈–·À≈à߇√’¬π√⟠7.1 ใบความรสู ำหรบั นักเรียน เรอ่ื ง “ภยั ทางเพศ” แนวการปอ งกันภัยทางเพศ 7.2 ใบงาน เรือ่ ง แนวทางปองกนั ภยั ทางเพศ 7.3 ใบความรสู ำหรบั ครู เร่ือง วิธแี กปญ หาเมื่อเผชิญหนา กบั เหตรุ า ย 8. ∫—π∑÷°À≈—ß°“√®¥— °®‘ °√√¡ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................ ........................................................................................................................................................

170 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น „∫ß“π ‡√◊ËÕß ·π«∑“ߪÕÑ ß°π— ¿—¬∑“ß‡æ» π°— ‡√’¬πªØ∫‘ —µ‘µ“¡¢—πÈ µÕπµÕà ‰ªπÈ’ 1. แบงนักเรียนออกเปน 3 กลุม เลือกประธานและเลขานุการกลุม ใหแตละกลุม ชวยกนั ระดมความคิดเห็นเกยี่ วกบั ภัยทางเพศท่ีเกดิ ขึ้นในสถานที่ตา ง ๆ ดงั น้ี กลุมที่ 1 ภยั ทางเพศทม่ี ีโอกาสเกิดที่บาน กลมุ ที่ 2 ภัยทางเพศท่มี ีโอกาสเกิดขน้ึ ท่โี รงเรยี น กลุม ที่ 3 ภัยทางเพศที่มีโอกาสเกิดขึ้นในสังคมทั่วไป เชน โรงหนัง สถานที่จอดรถ สนามเดก็ เลน เปนตน 2. สงตัวแทนนำเสนอผลการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับภัยทางเพศที่เกิดข้ึน ในสถานท่ตี าง ๆ 3. ศกึ ษาใบความรสู ำหรบั นักเรียน เรื่อง “ภยั ทางเพศ” แนวทางปอ งกนั ภัยทางเพศ 4. สรปุ แบบประเมินผลกิจกรรมสำหรับนักเรียน

ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 171 ·∫∫ —߇°µæƒµ‘°√√¡°“√ªØ‘∫—µ‘ß“π°≈¡àÿ °®‘ °√√¡·π–·π« ผลการประเมินอยใู นระดบั ........................................................... ลงชอื่ ................................. รายการประเมิน ความเหมาะสม หมายเหตุ 54321 เกณฑการให 1. ความรับผิดชอบ คะแนน 2. ความตรงตอเวลา 5 ดีมาก 3. ความใสใ จและความกระตอื รอื รน ในการทำงาน 4 ดี 3 ปานกลาง 4. การดำเนินการอยางมีขนั้ ตอน 2 พอใช 5. การนำเสนอขอ มูลถกู ตองมีเหตผุ ล 1 ปรับปรุง 6. กลุม นำสรปุ และแสดงความคิดเห็นไดต รงประเด็น 7. สมาชกิ กลุมยอมรับซึ่งกันและกนั 8. สมาชกิ กลุม มีการประสานงานที่ดี 9. สมาชิกกลมุ เกดิ ความรูความเขาใจในเนอ้ื หา 10. การทำงานกลมุ เปนระบบที่มีประสิทธภิ าพ รวม (................................) ผปู ระเมิน เกณฑก ารประเมนิ ดมี าก คะแนน 40-50 ดี คะแนน 30-39 พอใช คะแนน 20-29 ปรับปรุง คะแนน 10-19

172 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น „∫§«“¡√ âŸ ”À√∫— π°— ‡√¬’ π ‡√Õ◊Ë ß ç¿—¬∑“߇æ»é ·π«∑“ߪÕÑ ß°—π¿—¬∑“ß‡æ» ภัยทางเพศ เปนภัยสังคมอันหนึ่ง ท่ีสงผลกระทบตอเด็กและวัยรุน อาทิ การถูก ลวนลาม ลวงละเมิดทางเพศ ถูกขมขืน หรือแมแตการถูกทารุณกรรมจากพวกวิปริตทางเพศ หรอื แมแ ตค นใกลชดิ 1. ∑”‰¡®÷ßµÕâ ߪÑÕß°π— µ—« ปจ จบุ นั ภยั อนั ตรายทเี่ กดิ ขนึ้ มมี ากมายหลายรปู แบบ หากมคี วามรเู กยี่ วกบั การปอ งกนั ตวั ก็เทากับมีเพ่ือนแทไวเคียงขาง จะไปที่ใด เพื่อนแทนี้จะติดตามไปดวยเสมอ และเมื่อตกอยู ในสภาวะคบั ขนั ก็จะชว ยคล่ีคลายเหตกุ ารณจากหนักเปนเบา หรอื ทำใหแ คลวคลาดปลอดภัยได การปองกันตัว หมายถึง การเตรียมพรอมทั้งกายและใจ การหลีกหนีจากสถานการณ อันตราย หรือการตอ สกู บั เหตุเลวรา ยอยา งเหมาะสม เพ่ือใหตนเองพนภัย 2. ¿—¬Õ—πµ√“¬‡°‘¥¢÷πÈ ‰¥âÕ¬“à ߉√ การละเมดิ สทิ ธทิ เ่ี ปน ภยั อนั ตรายตอ ผหู ญงิ และเดก็ มหี ลายกรณี เชน การละเมดิ ทางเพศ การลวนลามอนาจาร การทำรายรา งกาย การหนว งเหนย่ี วกกั ขงั การขม ขูด าวา อยา งรุนแรง เปนตน แตที่เกิดข้ึนบอย คือ การทำรายรางกายและการขมขืน โดยผูกระทำอาจเปนไดทั้งคนแปลกหนา และคนคุนเคย 3. ‡µ√’¬¡µ«— Õ¬à“߉√‡æ◊ËÕÀ≈°’ ‡≈¬’Ë ß°“√∂°Ÿ ∑”√⓬ 1) ฝกตนเองใหเปนผูมีมนุษยสัมพันธดี ไมดูถูกเหยียดหยามศักด์ิศรีเพื่อนมนุษย ท้ังดว ยกรยิ าและวาจา 2) มีจิตสำนกึ ในเร่ืองความปลอดภัย 3) ระมดั ระวัง ไมป ระมาท และฝกความมสี ติใหส ม่ำเสมอทกุ วนั 4) ดแู ลสขุ ภาพและสมรรถนะรา งกายใหแข็งแรงและเตรียมพรอ มอยเู สมอ 5) สนใจ ตดิ ตามปญ หาความรนุ แรงและภัยอนั ตรายในรปู แบบตา ง ๆ ตอ สตรแี ละเด็ก 6) ฝกทกั ษะการรักษาตัวรอด โดยเรียนรเู ร่อื งตาง ๆ ตอ ไปนี้ 4. ‡√¬’ π√Ÿ«â “à  ∂“π„¥∑Ë’‰¡àπ“à ‰«â«“ß„® 1) สถานท่ีเปลย่ี วหา งไกลบานคน 2) สถานทท่ี ไี่ มร จู กั และไมเคยไป

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 173 3) สถานท่ีท่ีมิจฉาชีพอาศัยเปนแหลงประทุษราย เชน มุมตึก มุมมืด ลานจอดรถ ตึกราง สถานีขนสง สวนสาธารณะ ทางรถไฟ หอ งสุขาตามหา งสรรพสินคา ฯลฯ 5. ™à«ß‡«≈“∑ÕË’ “®‡°‘¥Õ—πµ√“¬‰¥ßâ à“¬ 1) ยามวกิ าล ยามค่ำคนื 2) เชา มืด 3) คืนวนั ศกุ ร เสาร ขณะฝนตก 6. ‡æËÕ◊ §«“¡‰¡àª√–¡“∑ §«√·µßà °“¬Õ¬“à ߉√ ตระหนักรูวาการแตงกายอาจนำไปสูอันตราย หรือเปนอุปสรรคตอการหนี ฉะนั้น ควรเลอื กสวมใสเสื้อผาใหเหมาะสม ทะมดั ทะแมง 7. §«√ªØ‘∫—µµ‘ πÕ¬“à ߉√‡¡Ë◊Õ®–‡¥π‘ ∑“ß เลือกใชพ าหนะเดินทาง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยดวย 1) ถาเดินทางดวยรถโดยสาร 1.1) ไมค วรบอกคนแปลกหนาวาจะไปไหน 1.2) ต่นื ตวั และเตรยี มพรอ มตลอดเวลา 1.3) เตรยี มพรอ มทจี่ ะเปลี่ยนแปลงแผนเสน ทางไดเ สมอ 1.4) ไมน ำทรพั ยส ินมีคา ออกมาแสดงใหคนอ่นื เห็น 1.5) หากสังเกตพบวามีคนติดตามหลังจากลงรถ ใหเดินทางตรงไปที่มีคนอยู จำนวนมาก 2) ถา เดินทางดว ยรถสว นตวั 2.1) การจอดรถ ควรจอดในท่ีมีแสงไฟสวางหรือมีรถว่ิงผาน เชน ใกลทางข้ึนลง เปน ตน 2.2) ตรวจสอบภายในรถและรอบ ๆ รถ กอนเปดประตูเขาไปขางใน เพื่อให แนใ จวา ไมม ใี ครซอ นตัวในรถ 2.3) ปด ประตู ลอ็ กประตู และคาดเขม็ ขดั นริ ภยั ทุกครัง้ กอนสตารทรถ 2.4) อยา รบั คนโบกรถขางถนนหรือคนแปลกหนา ขน้ึ รถ 2.5) ไมควรทิง้ ของมีคา ไวในรถ 2.6) ในกรณีนำรถเขาซอม ควรใหเ ฉพาะกุญแจสตารทรถ 2.7) เรียนรเู ร่อื งเคร่อื งยนตเบือ้ งตน 2.8) ควรวางแผนและศึกษาแผนท่กี อ นออกเดนิ ทาง

174 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 2.9) หากถูกจ้ใี นรถ ควรขบั รถใหเ ฉีย่ วชนรถคันอ่ืนท่วี ่งิ ในทางเดยี วกัน 2.10) ส่ิงท่ีควรมีประจำรถ ไดแก ไฟฉาย ชุดปฐมพยาบาล แผนท่ี ถังดับเพลิง ผา ขาวสำหรบั ทำสัญญาณ เคร่ืองมือประจำรถ เชอื กสำหรบั ลาก 3) ถาเดินทางโดยรถแทก็ ซ่ี 3.1) กอ นข้นึ รถ ถา รูส กึ วา คนขับไมน าไวว างใจ ควรเลิกโดยสารทนั ที 3.2) กอนขึ้นควรสังเกตชนิดของรถ ลักษณะรถและจดหมายเลขขางรถ และทะเบยี นรถ 3.3) ทกุ ครงั้ ทข่ี ้นึ รถ ควรจดชื่อ-นามสกลุ คนขบั รถทต่ี ดิ ปายอยูใ นรถ 3.4) ตรวจสอบวา ท่ลี อ็ กประตูอยทู ไี่ หน และเปดออกอยา งไร 3.5) ระมดั ระวังและดอู ยเู สมอวา รถวง่ิ ในเสนทางท่คี วรจะไปหรอื ไม 3.6) ถาผิดสังเกตวาจะมีสถานการณไมดี แสรงโทรศัพทถึงเพ่ือนที่เปนตำรวจ โดยพดู วา ขอสายตำรวจ ใหอ างยศและชอ่ื โดยขอนดั ในเสน ทางทีร่ ถกำลงั มุง ไปขา งหนา 3.7) ฉกุ เฉนิ ใหเ ปดประตรู ถ และลงจากรถทันที 3.8) ไมร บั เครื่องดมื่ และของกนิ อยา งเด็ดขาด 3.9) เม่ือเขาน่ังในรถแลว ใหโทรศัพทบอกทะเบียนรถ สี และชนิดของรถให พอ แม ผูปกครอง หรอื เพ่ือน ๆ ทราบในทันที 8. §«√ªØ‘∫µ— µ‘ πÕ¬“à ߉√„π ∂“π∑’˵“à ß Ê „π∑Ë’ “∏“√≥– ·≈–∫π∑Õâ ß∂ππ 1) ถาสังเกตวามีคนติดตามอยางมีพิรุธ อยาเขาบานตนเอง (ผูรายจะรูวาเราอยูท่ีไหน) ใหไปหาเพื่อนบานที่ไวใจได หรือสถานท่ีชุมชนที่มีคนมาก และโทรเรียกตำรวจหรือมุงตรงไปยัง สถานีตำรวจ 2) พงึ ระมัดระวงั การใช ATM ในตอนกลางคืน หรอื สถานท่ีท่เี ราไมคุนเคย 3) ไมควรเดินบนถนนเปล่ียวหรือซอยเปล่ียว หรือสถานท่ีเปลี่ยวทุกแหงคนเดียว โดยเฉพาะในเวลากลางคนื 4) บอกใครสักคนใหรูวาคุณจะไปไหน และเม่ือไรจะกลับ หรือเดินทางไปกับใคร โดยเฉพาะคนที่ไมรจู ักดี 5) ไมควรขนสัมภาระมากเกินไป ถาถือของมากควรวางไว เพ่ือใหมือตัวเองวาง และพรอ มปองกันตวั 6) ไมควรสวมหฟู งวิทยุ เทป ขณะเดินหรือออกกำลงั กาย 7) ไมควรอา นหนังสอื /โทรศพั ทข ณะเดนิ ยืนรอรถเมล หรือยืนขางถนน 8) ถาหากมีคนเขา มาถามทาง ควรยืนหาง ๆ อยางนอ ย 2 กาว และพรอมระมดั ระวัง 9) หากบรเิ วณน้ันไมนา ไวใจ ควรหลีกเลีย่ งการยนื คนเดียว

ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 175 10) การรอรถเมล ถาหากปายน้ันไมมีคนเลย ควรข้ึนรถสายอ่ืนไป เพ่ือเปล่ียนปาย ทม่ี ีคนจำนวนมาก 11) การสงใครกต็ ามกลับบาน ควรแนใจวาเขาเขาบานเรยี บรอ ยแลว จงึ ออกรถ 9. „π∫â“π 1) ประตู และรอบ ๆ บาน ควรเปด ไฟไวเ สมอ 2) กอ นนอนตรวจตราวา ประตูและหนา ตาง ล็อกเรยี บรอ ย 3) ไมใชชื่อจริงพรอมนามสกุลติดหนากลองไปรษณียหนาบาน หรือในเคร่ืองตอบรับ โทรศัพท 4) ไมค วรบอกในเครือ่ งตอบรับโทรศพั ทอัตโนมัตวิ าทา นไปสถานทใ่ี ด 5) ไมค วรใหค นแปลกหนา รวู า เราอยูค นเดยี ว 6) ควรมีเพ่ือนบานท่ีสนทิ และสามารถไววางใจได 7) กอนเปดประตูทุกครั้งควรแนใจกอนวาผูมาหาเปนใคร และอยาเปดประตู ถาไมแนใ จ 8) กุญแจพเิ ศษควรซอ นในทมี่ ดิ ชดิ 9) ไมอ นญุ าตใหค นแปลกหนาเขา มาใชโทรศพั ทภายในบาน 10. „π≈‘øµå 1) หลีกเล่ียงการขึน้ หรอื อยใู นลิฟตส องตอสองกบั คนแปลกหนา 2) ใหส ังเกตทาทีของคนท่ีขึ้นลฟิ ตม าดว ยกนั 3) ควรยนื บรเิ วณใกลป ุมบงั คบั ลิฟต

176 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น „∫§«“¡√â Ÿ ”À√—∫§√Ÿ ‡√◊ËÕß «‘∏’·°ªâ ≠í À“‡¡Õ◊Ë ‡º™≠‘ Àπ“â °—∫‡Àµ√ÿ ⓬ 1. ‡¡◊ÕË ‡º™≠‘ ‡Àµÿ√⓬ §«√ªØ∫‘ —µ‘Õ¬à“߉√ การเผชิญเหตุราย เปนเรื่องท่ีเกิดไดโดยไมรูลวงหนา เชน การโดนจี้ การถูกทำราย รางกาย หรอื การถูกคกุ คามทางเพศ สงิ่ สำคญั ทคี่ วรคำนงึ ถงึ คอื 1) การแกป ญ หาอยา งมีสติ 1.1) หยุดคิด และควบคมุ อารมณต นเองใหม ่ันคง 1.2) สงบน่ิง เพ่ือพจิ ารณาเหตกุ ารณท่เี กิดขน้ึ และสถานการณแ วดลอ ม 1.3) คดิ หาวิธกี ารแกไ ขปญ หาหลาย ๆ ทาง 1.4) คดิ ถงึ ผลท่ีจะเกิดข้นึ จากวธิ กี ารตาง ๆ เหลานั้น 1.5) ปฏบิ ัติวิธแี กป ญหาที่คิดวาดีทสี่ ดุ 2) ถว งเวลา นอกจากการแกป ญ หาอยา งมสี ติ การถว งเวลาเปน กลยทุ ธอ ยา งหนงึ่ ในการปอ งกนั ตวั ประวิงเวลาไมใหถูกทำราย เพื่อใหคนมาพบเห็นและชวยเหลือ มีวิธีการถวงเวลาที่นาสนใจและ ควรนำไปปฏบิ ตั ิ คอื 2.1) การใชคำพูดท่ีมใิ ชคำพูดทาทายหรือดูถูก 2.2) การโอนออ นผอ นตาม หรือหลอกลอใหต ายใจเพือ่ ฉวยโอกาส 2.3) การใชม ารยาหญงิ การใชวิธีการอยางใดอยางหนึ่ง ตองอยูในดุลยพินิจของเราวาจะปฏิบัติอยางไร ในเหตุการณน ั้น ๆ เพอ่ื ความปลอดภัย 2. ∑”Õ¬“à ߉√∂â“∂Ÿ°∫—ß§—∫„À¡â ’‡æ» —¡æ—π∏Àå √Õ◊ ¢à¡¢◊π 1) ตั้งสติ รวบรวมความคิด สงบน่ิง และคิดหาทางเลือกในการจะหลีกหนี หรอื ตอตานทต่ี ัวเองจะปลอดภยั 2) พดู อยา งหนักแนน วา “ไม” โดยไมต องเกรงใจ 3) มองหาหนทางหนี 4) หนีจากสถานการณอยางรวดเร็ว ถาเปนไปได อยาอยูในสถานการณน้ันนาน เพราะจะทำใหมโี อกาสพน อันตรายนอ ยลง แหลงท่ีมา : คูมือการจัดกิจกรรมโฮมรูม เพื่อสงเสริมสุขภาพจิตนักเรียนระดับมัธยมศึกษา สำหรับครูที่ปรึกษา “มหศั จรรย. ..วยั ใส” กรมสุขภาพจติ , 2546.

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 177 5) ถามตัวเองวา “ถาตอบโตแลวจะปลอดภัยหรือไม” ถาปลอดภัยและมีโอกาส กต็ อบโตก ลบั ทนั ทตี ามวิธีทแี่ นะนำ แตถ า คดิ วา อาจเกิดอันตรายใหห าวิธใี หม เชน - ว่งิ หนีทันที - พดู ถว งเวลา พรอมหาทางหนี - รอ งวา “ไฟไหม” และขอความชว ยเหลอื - บอกวาเปน โรคเอดส กามโรค หรอื มีประจำเดอื น พูดหวา นลอ มขอความเหน็ ใจ - ทำอยางไรก็ไดเ พือ่ ใหเ ขาเผลอและฉวยโอกาสหนี - หากคนรายมอี าวุธ ตอ งคิดถึงการรกั ษาชีวิตไวกอ น

178 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน µ«— Õ¬“à ß·ºπ°“√®¥— °‘®°√√¡·π–·π«„π™È—π‡√¬’ π หนวยการจดั กิจกรรมการศึกษาตอ เรอ่ื ง แนวทางการศกึ ษาตอ เมอ่ื จบชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 3* ระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ี่ 3 เวลา 1 ชั่วโมง 1.  “√– ”§—≠ เมอ่ื นกั เรยี นจบระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 3 นกั เรยี นตอ งตดั สนิ ใจเลอื กแนวทางในอนาคต ของตนวาจะออกไปประกอบอาชีพหรือศึกษาตอในระดับสูงข้ึนตอไป การใหขอมูลในการศึกษาตอ จึงเปนแนวทางใหนักเรียนวางแผนชีวิตในอนาคตของตนเอง และนอกจากน้ียังทำใหนักเรียนเล็งเห็น ความสำคญั ในการศกึ ษา ซง่ึ จะทำใหน กั เรยี นสามารถไดร บั ความรแู ละเพมิ่ พนู ทกั ษะตา ง ๆ ในชวี ติ มากขนึ้ 2. º≈°“√‡√¬’ π√⟠2.1 นักเรียนสามารถบอกแนวทางการศกึ ษาตอของตนเองได 2.2 นักเรียนสามารถนำขอมูลเรื่องแนวทางการศึกษาตอ มาใชในการวางแผน การศึกษาตอของตนเอง ทสี่ อดคลอ งกับอาชพี ในอนาคตได 3.  “√–°“√‡√¬’ π√⟠แนวทางการศึกษาตอ ของนักเรยี นระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปที่ 3 4. «‘∏’°“√®—¥°®‘ °√√¡ ขน้ั นำเขาสูบทเรียน 4.1 ครูถามนักเรียนวา “สัปดาหท่ีผานมา นักเรียนไดเรียนรูเรื่องอาชีพเสรีในกลุม ประชาคมอาเซยี น แลว นกั เรยี นไดก ลบั ไปศกึ ษาเพมิ่ เตมิ บา งหรอื เปลา ใครไดข อ มลู อะไรเลา สกู นั ฟง บา ง” 4.2 ครูถามนักเรียนตอวา “แลวนักเรียนไดวางแผนการศึกษาตอของตนเอง ตามความสนใจหรือแนวทางอาชีพของตนเองอยา งไร” ขนั้ สอน 4.3 ครูขออาสาสมัครนักเรียน 1-2 คน เพ่ือออกมาดำเนินรายการในการเลนเกม ตอบคำถาม “เรยี นแบบนีไ้ ปทางไหน” 4.4 ใหน กั เรยี นผดู ำเนนิ รายการถามคำถามในการเลน เกม และใหเ พอ่ื น ๆ ในหอ งตอบ ซง่ึ จะมบี ตั รอาชพี 20 ใบ ตวั แทนกลมุ จะตอ งยกมอื ตอบ กลมุ ใดตอบไดค ะแนนมากทสี่ ดุ จะไดข องรางวลั ใหน กั เรยี นตอบจนครบทุกคำถาม * โดย อิ่มใจ ดีไสว โรงเรยี นกาญจนาภิเษกวทิ ยาลัย นครปฐม (พระตำหนกั สวนกุหลาบมธั ยม)

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 179 4.5 ครูอธิบายแนวทางในการศึกษาตอของนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 3 และแจกใบความรูเกี่ยวกับแนวทางการศึกษาตอของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 ใหนักเรียน ศกึ ษาและนำไปใหผ ูปกครองศกึ ษาดวย ขั้นสรปุ 4.6 ครูสุมถามนักเรียนวาไดทราบแนวทางในการศึกษาของนักเรียนระดับช้ัน มัธยมศึกษาปที่ 3 แลว ไดวางแผนการศึกษาตอของตนเองอยางไร มีความสนใจในสถาบันใด เปน พิเศษหรอื ไม และตรงกับท่ตี นเองไดว างแผนไวใ นตอนแรกหรอื ไม 4.7 นักเรียนสรุปสาระสำคัญของการศึกษาตอระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สายสามญั และสายอาชีพ 4.8 ครสู รปุ เพมิ่ เตมิ วา เมอ่ื จบระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ 3 แลว นกั เรยี นเลอื กทเี่ รยี นตอ ระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญหรือสายอาชีพ และใหนักเรียนไปศึกษาคนควาเพิ่มเติม เกี่ยวกับขอมูลการศึกษาตอเมื่อจบระดับชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 3 จาก Website ทรูปลูกปญญา/ แนะแนว (http://www.trueplookpanya.com/news/) 5. °“√ª√–‡¡‘πº≈ 5.1 วิธีการประเมนิ โดยการสังเกตความรวมมือในการทำกิจกรรมของนกั เรยี น - การรว มกจิ กรรมในหองเรียน - สงั เกตจากความสนใจของนกั เรยี น 5.2 เคร่ืองมือ แบบสังเกตพฤตกิ รรมการปฏบิ ัตงิ านกลมุ 6.  Õ◊Ë ·≈–·À≈ßà °“√‡√¬’ π√⟠6.1 เกมตอบคำถาม “เรยี นแบบนไี้ ปทางไหน” 6.2 ใบความรเู กยี่ วกบั แนวทางการศึกษาตอ ของนักเรยี นระดับช้ันมธั ยมศกึ ษาปที่ 3 7. ∫π— ∑°÷ À≈—ß°“√®¥— °®‘ °√√¡ .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................

180 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น ‡°¡µÕ∫§”∂“¡ ç‡√¬’ π·∫∫πÈ’‰ª∑“߉Àπé 1. เรียนเกี่ยวกับการใช/ซอมเคร่ืองกลทุกชนิด เมื่อจบไปแลวจะสามารถปฏิบัติงาน ตามโรงงานอุตสาหกรรมตาง ๆ เปนชา งเทคนิค นกั เรยี นคดิ วา การเรยี นสาขาน้คี อื สาขาใด (สาขาวชิ าชา งกลโรงงาน) 2. เรียนเก่ียวกบั วชิ านาฏศิลป มที ้งั นาฏศิลปไ ทย เชน โขน ละคร และนาฏศิลปสากล เชน ระบำปลายเทา ระบำพื้นเมือง เปนตน เม่ือจบไปแลวสามารถประกอบอาชีพครูสอนนาฏศิลป ศิลปน นักเรียนคิดวาสามารถเขาศกึ ษาสาขาวชิ านี้ไดจากท่ใี ด (วทิ ยาลัยนาฏศลิ ป กรมศิลปากร) 3. เปนการเรียนท่ีสอดคลองกับระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย สายวิทย-คณิต เพิ่มบางวิชาที่เหมาะสมกับการไฟฟา เมื่อจบแลวสามารถเขาทำงานท่ีการไฟฟาสวนภูมิภาคได นักเรียนคดิ วา เราจะไดเรียนไดจากสถาบันใด (โรงเรียนชา งการไฟฟาสว นภูมิภาค) 4. เรียนเกี่ยวกบั การทำอาหารและประดษิ ฐวสั ดุตา ง ๆ เชน เยบ็ ปกถักรอ ย จัดดอกไม เปนตน เมื่อจบไปแลวสามารถประกอบอาชีพอิสระของตนเองได เปดรานอาหาร ปฏิบัติงาน ตามบริษทั ผลิตอาหาร นกั เรยี นคดิ วา จะตอ งเรียนสาขาใด (สาขาวชิ าคหกรรมศาสตร) 5. เรยี นเกย่ี วกบั การตดั เยบ็ การออกแบบเสอ้ื ผา ธรุ กจิ ดา นเครอ่ื งแตง กาย เมอ่ื จบแลว ก็สามารถปฏิบัติงานตามโรงงานหรือบริษัทผลิตเส้ือผา สามารถเปดรานตัดเย็บหรือออกแบบเส้ือผา เปนของตนเองได นกั เรยี นคดิ วาควรเรยี นสาขาใด (สาขาวิชาผา และเครือ่ งแตง กาย) 6. เรียนเกี่ยวกับวิชาหลักตาง ๆ ไดแก วิชาดุริยางค วิชาทหารที่จำเปนแกการเปน ทหารเรอื และวชิ าตามหลกั สตู รการศกึ ษาสายอาชพี เมอ่ื จบแลว สามารถบรรจเุ ขา รบั ราชการและแตง ตง้ั ยศเปนจา ตรี เทยี บเทาวุฒิ ปวช. นกั เรียนคดิ วาเราจะไปเรียนไดที่ใด (โรงเรยี นดรุ ยิ างคทหารเรือ) 7. มที ง้ั หมด 7 แผนก เกยี่ วกบั งานชา ง เปน นกั เรยี นประจำ มเี บยี้ เลย้ี งใหใ นระหวา งเรยี น เมื่อจบแลวบรรจุเขารับราชการในกองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพเรือ/บก/อากาศ นักเรียนคิดวา จะสามารถเรยี นไดท ี่ใด (โรงเรียนชางฝม ือทหาร)

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 181 8. เรียนเกี่ยวกับทฤษฎีและปฏิบัติในวิชาเครื่องรับวิทยุ/โทรทัศน ความรูเบื้องตน ทางคอมพิวเตอร วงจรอิเลกทรอนิกส เม่ือจบแลวสามารถปฏิบัติงานตามโรงงานอุตสาหกรรม ผลิตอุปกรณดานอิเล็กทรอนิกส รัฐวิสาหกิจ (องคการโทรศัพทแหงประเทศไทย การไฟฟาฝายผลิต แหง ประเทศไทย) นักเรียนคดิ วาเราจะตองเรยี นสาขาใด (สาขาวชิ าชา งอิเล็กทรอนกิ ส) 9. เรียนเกี่ยวกับหลักการคอมพิวเตอร การประมวลผลโปรแกรมตาง ๆ เมื่อจบแลว ทำงานดา นคอมพวิ เตอรต าง ๆ หรอื บริษัทผลติ ซอฟตแ วร นกั เรียนคดิ วาจะตอ งเรียนสาขาใด (สาขาวิชาคอมพวิ เตอรธรุ กจิ ) 10. เรียนเกี่ยวกับงานการตลาด การขาย งานจัดซื้อ และขอมูลการตลาด เม่ือจบแลว สามารถปฏิบัติงานเปนเจาหนาที่การตลาด พนักงานขาย พนักงานคลังสินคาได นักเรียนคิดวา ควรเรยี นสาขาใด (สาขาวิชาการตลาด) 11. เรียนเกี่ยวกับเทคนิคการทำอาหารตาง ๆ ธุรกิจดานอาหารและหลักโภชนาการ เมอื่ จบแลว สามารถปฏบิ ตั งิ านตามบรษิ ทั ผลติ อาหาร ประกอบอาชพี อสิ ระ เปน ทป่ี รกึ ษาโภชนาการได นกั เรียนคดิ วาเราจะตองเรียนสาขาใด (สาขาวชิ าอาหารและโภชนาการ) 12. เรียนเก่ียวกับการคำนวณออกแบบโครงสราง การเขียนแบบ การทดสอบ วัสดุ กอ สรา ง และควบคมุ ดแู ลงานกอ สรา ง เมอื่ จบแลว สามารถทำงานเกย่ี วกบั อตุ สาหกรรมดา นการกอ สรา ง หรอื รับเหมากอ สรา ง นกั เรียนคิดวา ควรเรยี นสาขาใด (สาขาวิชาชางกอ สรา ง) 13. เรียนเก่ียวกับวิชาการถายภาพ การบันทึกภาพ การใชกลองถายรูป กลองวีดิโอ ทฤษฎีแสงและสี เมื่อจบแลวสามารถปฏิบัติงานตามสำนักพิมพ บริษัทโฆษณา เปนตากลองได นักเรียนคิดวา ควรเรียนสาขาใด (สาขาวชิ าเทคโนโลยกี ารถายภาพ) 14. เรยี นเกย่ี วกบั การจดั ทำบญั ชี งบการเงนิ ของธรุ กจิ ทกุ รปู แบบ การทำรายรบั รายจา ย จบแลว สามารถประกอบอาชพี พนกั งานบญั ชี ผชู ว ยผตู รวจสอบบัญชี นักเรียนคดิ วา ควรเรียนสาขาใด (สาขาวชิ าบญั ช)ี 15. เรียนเก่ียวกับการตรวจซอม บำรุงรักษา รถยนต ระบบเคร่ืองยนตทั้งหมด เมื่อจบแลว สามารถประกอบธุรกิจเกี่ยวกบั ยานยนต เปดอู ดูแลเคร่ืองยนตตา ง ๆ ได นักเรียนคดิ วา ควรเรยี นสาขาใด (สาขาวชิ าชา งยนต)

182 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 16. เรียนเก่ียวกับการไฟฟาทั่วไป ติดตั้งไฟฟา ระบบควบคุมไฟฟา ระบบการทำงาน ของเครื่องไฟฟาหรือวงจรไฟฟา เม่ือจบแลวทำงานตามรัฐวิสาหกิจ บริษัทประกอบการเก่ียวกับ อปุ กรณไ ฟฟา พนกั งานตอ วงจรไฟฟา พนกั งานซอ มอปุ กรณไ ฟฟา เปน ตน นกั เรยี นจะตอ งเรยี นสาขาใด (สาขาชางไฟฟา ) 17. เรียนเกี่ยวกับการเดินเรือ เครื่องยนตเรือ เมื่อจบแลวสามารถทำงานเกี่ยวกับเรือ สงสินคา เปนนายทายเรือกลเดินทะเล ทำงานบนเรือสินคาเดินทะเล ชางเครื่องเรือเดินทะเล นักเรียนคดิ วาจะเรียนไดจ ากท่ใี ด (ศนู ยฝ ก พานิชยนาวี) 18. เรียนเกี่ยวกับงานศิลปะไทยโบราณ ท้ังดานจิตรกรรมไทย ประติมากรรมไทย สถาปตยกรรมไทย แบงงานชางออกเปน 10 หมูดวยกัน เชน ชางปน ชางเขียน ชางแกะ เปนตน เมือ่ จบแลว สามารถประกอบอาชีพอสิ ระ หรอื เปนชา งฝมือไทย รวมท้งั เปนครูสอนเกย่ี วกับศิลปะไทย ไดอีกดวย นกั เรยี นคิดวา เราจะเรยี นไดจากทีใ่ ด (ศูนยก ารศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภเิ ษก (วทิ ยาลยั ในวัง)) 19. อยากจะเปนแพทย ท้ังทันตแพทย จิตแพทย หรือแพทยรักษาโรคทั่วไป นักเรียน คดิ วา จบระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปท ี่ 3 จะเรียนตออะไรดี (ระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย สายวิทย- คณติ ) 20. เรียนเกี่ยวกับงานตา ง ๆ การบริการตา ง ๆ ในโรงแรม ทงั้ การจัดหอง การทำอาหาร (พอครัว เชฟ) การจัดครัวและภัตตาคาร การจัดเล้ียง พนักงานตอนรับในโรงเรียน นักเรียนคิดวา จะเรยี นสาขาใดดี (สาขาวชิ าการโรงแรม)

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 183 „∫§«“¡√‡Ÿâ °Ë¬’ «°—∫·π«∑“ß°“√»÷°…“µÕà ¢Õßπ°— ‡√’¬π√–¥—∫™π—È ¡—∏¬¡»°÷ …“ª∑ï Ë’ 3 1. °“√»°÷ …“„𠓬 “¡—≠ การศกึ ษาในระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนปลายสายสามญั เปน การศกึ ษาทเ่ี นน ฝก ฝนทกั ษะ ความชำนาญในวิชาสามัญตาง ๆ เชน ภาษาตางประเทศ ภาษาไทย สังคมศึกษา วิทยาศาสตร คณิตศาสตร เพื่อใชวิชาสามัญเหลาน้ีเปนพ้ืนฐานการศึกษาในระดับอุดมศึกษาตอไป การศึกษา ในระดับน้ีใชเวลาในการศึกษา 3 ป ตอจากนั้นจึงจะไปศึกษาในระดับอุดมศึกษาตอไปอีก 4 ป ผเู รยี นจงึ จะไดร บั ปรญิ ญาตรีเปนวุฒิบตั รเพื่อประกอบอาชพี การศึกษาในสายสามัญจะแบงออกเปนแผนการเรียน แตละแผนการเรียนจัดรายวิชา เพ่ือเสริมสรางทักษะและความถนัดของผูเรียนเฉพาะสาขา ในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย สายสามัญ โรงเรยี นมักจะจดั แผนการเรียนดังน้ี 1. แผนการเรียนวิทยาศาสตร-คณิตศาสตร เปนแผนการเรียนที่มุงฝกทักษะในวิชา วิทยาศาสตรสาขาตาง ๆ และคณิตศาสตร ซ่ึงจะเหมาะกับผูท่ีเกงทางดานการคำนวณ ชอบการคิด คำนวณ ทดลอง คิด วิเคราะห ใชสูตรตาง ๆ ไดด ี 2. แผนการเรียนคณิตศาสตร-ภาษาอังกฤษ หรือแผนศิลปคำนวณ แผนการเรียนนี้ จะเรียนคณิตศาสตรเชนเดียวกันกับแผนวิทย-คณิต แตจะเนนไปทางดานภาษาอังกฤษมากยิ่งข้ึน ไมไดเนนวิชาทางวิทยาศาสตร ไมตองเรียนเกี่ยวกับวิชาทางฟสิกส เคมี ชีววิทยา เชนเดียวกับ สายวทิ ย- คณิต 3. แผนการเรียนภาษาตางประเทศ หรือแผนศิลปภาษา นักเรียนจะเรียนเกี่ยวกับ ภาษา ซึ่งอาจเปนภาษาอังกฤษเปนหลัก และจะตองเรียนภาษาตางประเทศที่ 2 เชน ภาษาฝร่ังเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาบาลี ภาษาญ่ีปนุ เปน ตน แลวแตทางโรงเรียนจะเปด สอน 4. แผนการเรียนภาษาไทย-สังคมศึกษา หรือแผนศิลปท่ัวไป เปนแผนการเรียน ท่ีจัดใหนักเรียนเรียนรายวิชาคณิตศาสตร ก. ซึ่งมีเน้ือหาวิชาซับซอนนอยกวาคณิตศาสตร กข. ที่นักเรียนสายวิทย-คณิต และสายศิลปคำนวณเรียนกัน และเรียนเนนภาษาไทยมากกวาภาษา ตางประเทศ นอกจากยังมีการศึกษานอกระบบโรงเรียน ซ่ึงเปดโอกาสใหกับผูท่ีไมสามารถ เขา ศกึ ษาในสถาบนั การศกึ ษาได ไมว า จะดว ยภาวะปญ หาใด คอื 1. การศกึ ษานอกโรงเรียน (กศน.) ซึ่งจะมกี ารเรยี นทงั้ ในตอนเยน็ และค่ำ เปนการเรียน ในชั้นเรยี น 2. การศกึ ษาแบบทางไกล เปน การเรยี นทางวทิ ยุชุมชน การเรียนผานดาวเทยี ม 3. การศึกษาดวยตนเอง เปดโอกาสใหเรียนรูดวยตัวเอง แตจะตองมาพบกลุม และรวมกิจกรรม และเขา รับการทดสอบตามท่ีกำหนด

184 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 2. °“√»÷°…“„π “¬Õ“™’æ การศึกษาในสายอาชีพ เปนการศึกษาดานอาชีพศึกษาที่มุงเนนฝกทักษะเฉพาะดาน เพ่ือใหผูเรียนมีความรู ความชำนาญ สามารถนำไปเปนแนวทางในการประกอบอาชีพเฉพาะดาน ตอ ไป ในปจ จบุ ันการศึกษาในสายอาชพี สามารถแบง ระดับการศกึ ษาออกไดหลายระดบั ดังน้ี 1. ระดับวุฒิบัตร (หลักสูตรระยะสั้น) เปนหลักสูตรท่ีจัดขึ้นเพื่อผลิตคนงานระดับ กึ่งฝมือและพัฒนาฝมือแรงงาน ใหบุคคลมีความรู ความชำนาญในการปฏิบัติงานเฉพาะอยางได โดยใชเวลาในการศึกษาอบรมมากนอยข้ึนอยูกับความยุงยากซับซอนของงาน โดยมีหนวยงานตาง ๆ รบั ผดิ ชอบ เชน โรงเรียนสารพดั ชา ง สถาบนั พฒั นาฝม อื แรงงาน เปน ตน เพอื่ ยกระดับกำลังคนระดับ ไรฝมอื ใหมีคณุ ภาพ 2. ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) เปนหลักสูตรที่ใชเวลาศึกษาในสถาบัน การศกึ ษาเปน เวลา 3 ป ตอ จากการศกึ ษาระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนตน เพอื่ ผลติ กำลงั คนระดบั ชา งฝม อื 3. ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เปนหลักสูตรที่ใชเวลาศึกษาในสถาบัน การศกึ ษาเปนเวลา 2 ป ตอจากหลกั สตู รประกาศนียบตั รวชิ าชพี (ปวช.) หรือ 4 ป ตอจากการศกึ ษา ในระดบั ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท ี่ 4 สายสามญั เพ่อื ผลติ กำลงั คนในระดับกึ่งวชิ าชีพ 4. ระดับปริญญาตรี เปนหลักสูตรที่ใชเวลาศึกษาในสถาบันการศึกษาเปนเวลา 2 ป ตอจากหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง (ปวส.) หรือ 4 ป ตอจากหลักสูตรประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวช.) เพือ่ ผลิตกำลังคนในระดบั วิชาชีพ สาขาการศกึ ษาในสายอาชีพ เนื่องจากการศึกษาในสายอาชีพมุงเนนที่จะฝกทักษะเพ่ือพัฒนาความรู ความชำนาญ ในสาขาวิชาชีพที่จะสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อประกอบอาชีพไดจริง จึงจำแนกเฉพาะสาขาที่ตองการ ฝก ฝนทกั ษะออก เปน 5 สาขา ดังนี้ 1. สาขาวิชาชางอุตสาหกรรม ไดแก การศึกษาในสาขาชางยนต ชางอิเล็กทรอนิกส คอมพิวเตอร ชางกลโรงงาน ชางเช่ือม ชางโลหะ ชางกอสราง ชางโยธา ชางสำรวจ ชางตอเรือ ชางเคหภัณฑ การพิมพ การถายภาพและภาพยนตร อุตสาหกรรมส่ิงทอ ชางเทคนิคอุตสาหกรรม ชา งเทคนคิ แวนตาและเลนส 2. สาขาวิชาเกษตรกรรม ไดแก การศึกษาในสาขาเกษตรกรรมท่ัวไป เชน สัตวบาล พชื ชางกลเกษตร สหกรณ ประมง

ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 185 3. สาขาวิชาพาณิชยกรรม ไดแก การศึกษาในสาขาการบัญชี การขาย เลขานุการ การประชาสัมพันธ อุตสาหกรรมการทองเที่ยว ธุรกิจหนังสือพิมพและสิ่งพิมพ ภาษาตางประเทศ ธุรกิจพยาบาล 4. สาขาวิชาคหกรรม ไดแก การศึกษาในสาขาคหกรรมศาสตร ผา และเครอ่ื งแตงกาย อาหารและโภชนาการ 5. สาขาวิชาศิลปกรรม ไดแก การศึกษาในสาขาศิลปหัตถกรรม ศิลปะประยุกต วจิ ติ รศลิ ป จติ รกรรมลายรดนำ้ ศลิ ปะไทย สถาปต ยกรรม ประตมิ ากรรม ภาพพมิ พ เครอ่ื งเคลอื บดนิ เผา ออกแบบผลติ ภณั ฑ ผลติ ภณั ฑเ ครอื่ งหนงั สาขานาฏศลิ ปท งั้ ไทยและสากล ดรุ ยิ างคส ากล คตี ศลิ ปส ากล 3. °“√»÷°…“µàÕ “¬Õ◊Ëπ Ê นักเรียนท่ีสำเร็จการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 แลวมีทางเลือกในการศึกษาตอ นอกเหนือจากการศึกษาสายสามัญในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน หรือสายอาชีพในโรงเรียนอาชีวศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สามารถศึกษา ตอ ในสถานบนั การศกึ ษาตา ง ๆ เชน โรงเรยี นเตรยี มทหาร โรงเรยี นจา อากาศ โรงเรยี นดรุ ยิ างคท หารเรอื โรงเรียนชางฝมือทหาร วิทยาลัยนาฏศิลป วิทยาลัยในวังชาย วิทยาลัยในวังหญิง โรงเรียนชาง การไฟฟาสวนภูมิภาค ซึ่งรายละเอียดเพ่ิมเติมนั้น นักเรียนสามารถศึกษาขอมูลเพิ่มเติมได ที่ Website ของทรปู ลูกปญ ญา/แนะแนว (http://www.trueplookpanya.com/news/)

186 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น ·∫∫ —߇°µæƒµ°‘ √√¡°“√ªØ∫‘ —µß‘ “π°≈¡ÿà °®‘ °√√¡·π–·π« กลุมท่ี......................ชอ่ื กลมุ ..................................................................................... ผลการประเมนิ อยูใ นระดบั ........................................................... รายการประเมนิ ความเหมาะสม หมายเหตุ 54321 เกณฑก ารให 1. ความรับผดิ ชอบ คะแนน 2. ความตรงตอ เวลา 5 ดีมาก 3. ความใสใ จและความกระตอื รอื รน ในการทำงาน 4 ดี 3 ปานกลาง 4. การดำเนนิ การอยางมขี น้ั ตอน 2 พอใช 5. การนำเสนอขอ มูลถกู ตอ งมเี หตุผล 1 ปรับปรงุ 6. กลุมนำสรุปและแสดงความคิดเหน็ ไดตรงประเดน็ 7. สมาชกิ กลมุ ยอมรบั ซง่ึ กนั และกนั 8. สมาชกิ กลมุ มกี ารประสานงานทีด่ ี 9. สมาชิกกลมุ เกดิ ความรูความเขา ใจในเนือ้ หา 10. การทำงานกลุมเปนระบบที่มีประสิทธภิ าพ รวม ลงชอ่ื ................................. (................................) ผูป ระเมนิ เกณฑการประเมิน ดีมาก คะแนน 40-50 ดี คะแนน 30-39 พอใช คะแนน 20-29 ปรบั ปรงุ คะแนน 10-19


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook