ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 37 ขนั้ ที่ 1 การวิเคราะหนกั เรยี นรายบคุ คล/กลุม เปน การวเิ คราะห นักเรียนในลักษณะตาง ๆ เชน ธรรมชาติและพัฒนาการของนักเรียน ความตองการของนักเรียน คุณลักษณะตาง ๆ จุดเดน จุดดอยท่ีตองปรับปรุงพัฒนา สภาพความตองการของครอบครัว ชุมชน และสงั คม ขอ มลู นจี้ ะทำใหไดแ นวทางในการจัดกจิ กรรมโฮมรูม ข้ันที่ 2 การกำหนดจุดมุงหมายของการจัดกิจกรรมโฮมรูม วาตองการใหนกั เรยี นไดร บั ประโยชนอ ะไร หรอื ไดอะไรจากการเขา รวมกิจกรรมโฮมรูม ขั้นที่ 3 การกำหนดเนื้อหาและสารสนเทศของการจัดกิจกรรม โฮมรูม เปนการวิเคราะหความจำเปนและความสำคัญของเน้ือหา/สารสนเทศเพื่อใหนักเรียน เกิดการเรียนรู โดยคำนึงวาปญหาหรือคุณลักษณะใดที่มีความจำเปนเรงดวน หรือสำคัญมากเพียงใด และเน้ือหา/สารสนเทศใหมีความยากงาย ความทันสมัย หรือตรงกับความตองการ ความสนใจ ของนักเรียน ตรงตามจุดมุงหมายของการจัดกิจกรรมโดยเน้ือหา/สารสนเทศตองครอบคลุมหลักการ จดั การเรียนรูท้งั 3 ดา น คอื พทุ ธิพิสัย ทักษะพิสยั และจติ พิสยั ข้ันท่ี 4 ข้ันวางแผนการจัดกิจกรรมโฮมรูม เปนการนำเน้ือหา มาวิเคราะหวา ควรนำเสนอประสบการณการเรียนรูในลักษณะใด ไดแก เทคนิควิธีการจัด กระบวนการเรียนรู สื่อการเรียนรู ตลอดจนการวัดประเมินผล และใหตรวจสอบพิจารณาวา แผนการจัดกจิ กรรมทจ่ี ัดทำน้ีมีความสมบูรณเหมาะสมมากนอ ยเพยี งใด จดุ ประสงค เนอื้ หา กิจกรรม ส่ือ และการวัดประเมินผลสอดคลองกันหรือไม ระยะเวลาการจัดกิจกรรมเพียงพอหรือไม เปนตน จากนน้ั ดำเนนิ การปรบั ปรงุ แกไ ขกอนการนำไปใช ข้ันที่ 5 ขั้นการเตรียมการจัดกิจกรรม เปนการเตรียมการจัดหา อุปกรณ ส่ือตาง ๆ สรางเครื่องมือแบบวัด/ประเมินผล ซักซอมความเขาใจ จินตนาการถึงการ จัดกิจกรรม คิดทบทวน แกไขขอบกพรอง จุดออนของแผนการจัดกิจกรรม คิดทบทวน แกไข ขอ บกพรอง จุดออ นของแผนการจดั กิจกรรม วเิ คราะหป ญ หาอปุ สรรคท่จี ะเกิดข้นึ โดยเตรียมหาทาง แกไ ขไวล ว งหนา ข้ันที่ 6 ข้ันดำเนินการจัดกิจกรรม เปนการจัดกิจกรรมตาม แผนท่ีวางไวอยางเปนขั้นตอน มีการจดบันทึก เก็บขอมูลตาง ๆ ขณะดำเนินการจัดกิจกรรม และ คำนึงสัมพันธภาพท่ีดีระหวางครูกับศิษย และเพ่ือนนักเรียนกับเพื่อนนักเรียนดวยกัน ในขั้นนำ หรือข้นั สรุปตอ งมกี ารดแู ลนักเรียนในเรอ่ื งตา ง ๆ เชน การแตงกาย พฤตกิ รรม มกี ารอบรมคุณธรรม จริยธรรมเสรมิ แทรกในการจัดกิจกรรมแตละครัง้ อกี ทั้งตอ งแจง ขาวสารและสารสนเทศตาง ๆ ทเ่ี ปน ประโยชนตอนักเรียน โดยไมจำเปนตองใชวิธีบอกกลาวทุกครั้งไป อาจนำเสนอเปนปายนิเทศ ประชาสมั พันธ หรือฝากขอ ความใหแ กหัวหนาชน้ั หรือตวั แทนไวบอกตอกนั ไปกไ็ ด
38 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น ข้ันที่ 7 ขัน้ ประเมินผล ขน้ั นีเ้ ปน ข้ันของการพจิ ารณาวา การจัด กิจกรรมมีความสำเร็จ และเกิดประโยชนตอนักเรียนเพียงใด โดยพิจารณาจากวิธีการวัดผลที่กำหนด ไวในแผนการจัดกิจกรรม สวนใหญมักจะนิยมใชการสังเกตพฤติกรรมการมีสวนรวม การซักถาม การใชแ บบสอบถาม/แบบทดสอบการเขียนรายงาน การเรยี นรู เปน ตน โดยวิเคราะหเ ปรยี บเทยี บกบั จุดประสงคการเรียนรูแ ลว สรปุ รวบรวมเพ่อื นำขอ มูลดังกลาวมาพัฒนาปรบั ปรงุ การจดั กิจกรรมตอ ไป ข้ันที่ 8 ขนั้ การใหข อ มลู ยอ นกลบั แกน กั เรยี น ภายหลงั การประเมนิ ผล การจัดกิจกรรมเปนการนำเสนอผลการจัดกิจกรรมและขอมูลอันเปนประโยชนตอการพัฒนานักเรียน ตามวัตถุประสงคและประสทิ ธภิ าพ ประสทิ ธผิ ลของการจดั กจิ กรรม ท้ัง 8 ข้ันของการจัดกิจกรรมโฮมรูม ครูแนะแนว หรือครู ทปี่ รกึ ษาทรี่ บั ผิดชอบการจัดกจิ กรรมอาจพจิ ารณาประยุกตใชใ หเหมาะสมกบั บริบทของโรงเรียน 2) การจดั ปายนิเทศ นอกจากการจัดกิจกรรมโฮมรูมท่ีสามารถเขาถึงนักเรียนโดยตรง แลวนั้น การจัดปายนิเทศก็เปนวิธีการจัดบริการสนเทศอีกวิธีการหน่ึงท่ีนักเรียนสามารถเขาถึงขอมูล ไดสะดวก ก) ความหมายของปา ยนิเทศ ปายนเิ ทศ คอื แผนปา ยท่ีใชจ ัดแสดงทางการศึกษา หรือเปน สอ่ื การเรยี นการสอนใชถายทอดความรู เรอื่ งราว ความคดิ ขา วสารโดยรปู ภาพ แผนภาพ แผนภูมิ สถติ ิ ของจริง ของจำลอง และอื่น ๆ เสนอเรื่องราวดวยรูปแบบท่ีนาสนใจ ซ่ึงนักเรียนสามารถเรียนรูได ตามลำพงั และเรยี นรไู ดงาย ข) วัตถปุ ระสงคข องการจัดปายนเิ ทศ • เพ่ือใหนักเรียนไดรับขอมูลขาวสารท่ีเปนประโยชน ทราบความเคลือ่ นไหวตา ง ๆ ของโรงเรียนหรอื กิจกรรมตา ง ๆ ท่มี ีความสำคัญตอนกั เรียน • เพื่อฝกใหนักเรียนรูจักแสวงหาขาวสารความรูใหทันตอ เหตุการณตา ง ๆ • เพ่ือสรางบรรยากาศการเรยี นรูทีด่ ีในโรงเรียน ค) แนวการจดั ปายนเิ ทศ ปายนิเทศเปนสวนหนึ่งของการเรียนรู ดังน้ัน โรงเรียนจึงควร ใหความสำคัญตอการจัดปายนิเทศ ไมควรปลอยปละละเลยการจัดปายนิเทศ นอกจากน้ีควรมี การวางแผนการจัดปายนิเทศอยางเปนระบบ มีผูรับผิดชอบการจัดชัดเจน อีกทั้งควรใหนักเรียน มีสวนรวมในการรับผิดชอบปายนิเทศในรูปแบบตาง ๆ เชน การจัดตกแตง การดูแลรักษา เปนตน โดยมีหลกั การเพื่อยดึ เปนแนวทางปฏิบัตดิ งั นี้
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 39 • เนื้อหาการจัดปายนิเทศควรเปนเรื่องนาสนใจ อาจจัดให สอดคลองกับวิชาเรียน เหตุการณวันสำคัญ หรือเร่ืองจำเปนเรงดวน โดยยึดหลักสอดคลองกับ ความตอ งการและพฒั นาการของนักเรียน • ปายนิเทศควรติดต้ังอยูในสถานท่ีซ่ึงนักเรียนสามารถพบเห็น อานไดส ะดวก มสี สี นั การตกแตง ทีส่ วยงาม เหมาะสม และเปน ปจ จบุ นั • เนือ้ หาบนปายนิเทศตอ งมคี วามถูกตอ ง • ยดึ หลักความประหยัด ใชว สั ดอุ ุปกรณใ หค ุมคา • ควรนำหลกั การออกแบบสอื่ การเรยี นรมู าใช เชน การออกแบบ โครงราง สสี นั และความเปน มติ ิ เปน ตน เพื่อใหป า ยนเิ ทศมีความสวยงาม นาสนใจ ดงึ ดูดใหน ักเรียน มาศกึ ษาคน ควา 3) ศนู ยสนเทศ ปจจุบันโรงเรียนสวนใหญใหความสำคัญตอเทคโนโลยีและ สารสนเทศ ทัง้ มีแนวคิดที่จะพัฒนานกั เรยี นใหม ีความรคู วามสามารถในการจัดการสารสนเทศ ดังน้ัน จึงมีการจัดตั้งหนวยงานเกี่ยวกับขอมูลสารสนเทศข้ึนโดยใชชื่อหนวยงานแตกตางกันไป เชน หอง แหลงการเรยี นรู หอ งคลงั ปญญา หอ งสารสนเทศ ศูนยก ารเรยี นรู เปนตน ในทีน่ ใ้ี ชช่อื วา ศูนยส นเทศ ก) ความหมายของศูนยสนเทศ ศูนยสนเทศ คือ สถานที่ท่ีจัดขึ้น ในรปู แบบตา ง ๆ โดยมวี ตั ถปุ ระสงคห ลกั เพอ่ื เปน แหลง ใหน กั เรยี นไดร บั ความร/ู ขอ สนเทศทมี่ ปี ระโยชน โดยทว่ั ไปโรงเรยี นมักจะรวบรวมเอกสาร หนังสอื แผนปลวิ แหลง สบื ขอ มูลตา ง ๆ ไวใ หแ กน กั เรียน ข) วัตถปุ ระสงคของการจัดศนู ยส นเทศ • เพ่ือรวบรวมขอมูลดานการศึกษา อาชีพ และการดำเนินชีวิต ใหเ ปนระบบ สะดวกตอการใชง านของนกั เรียน • เพื่อใหนักเรียนมีแหลงคนควาขอมูลท่ีสอดคลองกับ ความตอ งการของตนเอง สามารถนำขอ มลู นน้ั มาใชใ นการวางแผนตดั สนิ ใจศกึ ษาตอ การประกอบอาชพี ตลอดจนการดำเนนิ ชวี ติ ในสงั คมไดอ ยา งมคี ุณภาพ • เพื่อเปนแหลงขอมูลคนควาแกครู และผูที่สนใจในการนำ ขอ สนเทศมาพฒั นาตนเอง และพฒั นานกั เรียน • เพ่ือฝกนิสัยการคนควาการจัดการความรู ซึ่งเปนคุณลักษณะ สำคญั ของนกั เรยี นยุคปจจุบนั ตลอดจนฝกการสรา งนสิ ยั การใชเ วลาวา งใหเ กิดประโยชน ค) แนวการจัดศูนยสนเทศ การจัดศูนยสนเทศอาจดำเนินการ ไดแตกตางกันไปตามบริบทของโรงเรียน เชน อาจจัดเปนมุมหนึ่งของหองเรียนหรือหองปฏิบัติการ จัดเปนสวนหน่ึงของหองสมุด หรือจัดเปนหองศูนยสนเทศโดยเฉพาะ ทั้งนี้ มีหลักการเพ่ือยึดเปน แนวทางดำเนนิ การ ดงั น้ี
40 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น • การจัดศูนยสนเทศควรดำเนินการในลักษณะคณะกรรมการ ซ่ึงประกอบดวยบุคลากรจากหลายฝาย เพอ่ื ใหไ ดความรว มมอื ในการดำเนนิ งานมากทีส่ ดุ • ศูนยสนเทศควรต้ังอยูในสถานที่เหมาะสม เพื่อสะดวกตอการ ใชง านของนักเรียน/ผูร บั บริการ • การดำเนนิ งานนน้ั ตอ งมกี ารกำหนดขอบขา ยของการปฏบิ ตั งิ าน และขอ สนเทศทีต่ อ งการรวบรวม • ขอสนเทศภายในศูนยควรมีการจัดหมวดหมูอยางเปนระบบ เพื่อสะดวกตอการใชงาน อาจจัดหมวดประเภทขอสนเทศตามประเภทของการแนะแนว คือ ขอสนเทศดานการศึกษา ขอ สนเทศดา นอาชพี และขอสนเทศดานสว นตัวและสงั คม • ควรใหนักเรียนและผูที่เกี่ยวของมีสวนรวมรับผิดชอบ และใหขอ เสนอแนะ • ขอสนเทศภายในศูนยสนเทศควรมีจำนวนเพียงพอกับจำนวน นกั เรยี น และมีความทันสมัย ทง้ั ควรมโี สตทศั นูปกรณไวบ รกิ ารแกน ักเรยี นดว ย • ควรมีมาตรการที่ทำใหนักเรียนและบุคลากรในโรงเรียน เห็นความสำคัญของศูนยสนเทศ โดยเฉพาะผูบริหารโรงเรียน เพ่ือจะไดใหการสนับสนุน เชน งบประมาณ เปนตน 4) การจดั วนั งานอาชีพ วันงานอาชีพเปนกิจกรรมท่ีจัดขึ้นโดยเนนการใหขอสนเทศดาน อาชีพแกนักเรียน โดยจัดระยะเวลาระหวาง 1-7 วัน ปจจุบันอาจเรียกช่ือวันงานอาชีพใหสอดคลอง กบั ระยะเวลาการจัดกจิ กรรมวา การจดั งานสปั ดาหอ าชพี ก) ความหมายของวนั งานอาชีพ วนั งานอาชพี หมายถงึ กจิ กรรมทจ่ี ดั ขน้ึ เพอื่ เนน การใหข อ สนเทศ ดานอาชีพแกนักเรียน กิจกรรมในวันงานอาชีพไดออกแบบเพ่ือชวยใหนักเรียนไดคิด และไดรับ ประสบการณเก่ียวกับความสนใจและความสามารถของตนเองในดานอาชีพ การจัดกิจกรรมมักนิยม จัดเปนนิทรรศการ การเชญิ วิทยากร และการออกรา นงานอาชพี ตา ง ๆ ข) วตั ถปุ ระสงคของการจดั วนั งานอาชพี • เพื่อใหนักเรียนไดรับประสบการณเก่ียวกับขอมูลอาชีพตาง ๆ ทั้งทางตรงจากผูประกอบการและทางออมจากสื่อตา ง ๆ • เพื่อใหนักเรียนไดทราบขอสนเทศเกี่ยวกับอาชีพตาง ๆ เชน ความกาวหนาในอาชีพ คา ตอบแทน ความเสยี่ งหรือขอ ดอ ยตา ง ๆ • เพื่อใหนักเรียนเขาใจถึงคุณสมบัติและความสามารถของ ตนเองกับคณุ ลกั ษณะของอาชพี ตาง ๆ
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 41 • เพือ่ ปลูกฝงเจตคตทิ ี่ดตี อการประกอบอาชพี สจุ รติ • เพื่อเปนการกระตุนใหนักเรียนไดวางแผนการคิดตัดสินใจ ประกอบอาชีพและการศกึ ษาเลา เรยี น • เพื่อปลูกฝงใหนักเรียนตระหนักถึงความสำคัญของการ วางแผนชวี ติ ตนเอง ซงึ่ จะชวยใหสามารถดำเนนิ ชีวิตไดอยางมคี ณุ ภาพ ค) แนวการจดั วันงานอาชีพ • สำรวจความตอ งการของนกั เรยี นเพอื่ จดั หมวดหมู ความตอ งการ เกยี่ วกบั อาชีพ • กำหนดแนวทางและประเด็นหลักของการจัดวันงานอาชีพ เชน สาระสำคัญและแนวโนมการประกอบอาชีพ การศึกษาเลาเรียน การกำหนดรูปแบบวิธีการ การกำหนดวันเวลาจดั กิจกรรม • ควรดำเนินการในรูปแบบคณะกรรมการเพ่ือวางแผนและ แบงภาระการปฏบิ ตั งิ าน • ดำเนินการจัดกิจกรรมตาง ๆ โดยเนนความหลากหลาย ของกิจกรรม เชน การเชญิ วทิ ยากรมาบรรยาย การอภปิ รายเก่ยี วกับอาชพี การสนทนากลมุ เกยี่ วกับ อาชพี และผปู ระกอบการหรอื ผูมีประสบการณ จดั นทิ รรศการ จัดฉายภาพยนตรหรอื ภาพนงิ่ เกย่ี วกับ อาชพี การแจกเอกสาร การแสดงผลงานตา ง ๆ ของนกั เรยี น การออกรา นดา นอาชพี การสำรวจความถนดั และความสามารถของนักเรียน เปนตน ท้ังน้ี การจัดกิจกรรมที่กลาวมาขางตนควรเนนใหนักเรียน มีสวนรวมในการปฏิบัติกจิ กรรมอยางทัว่ ถึง เพ่อื ใหนักเรยี นไดรับประสบการณมากทสี่ ดุ • การประเมนิ ผลการจดั กจิ กรรมวนั งานอาชพี วา การดำเนนิ งาน ประสบความสำเร็จหรือไม มากนอยเพียงใด เชน การสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม ประโยชนท่ไี ดรบั หรืออาจใหนกั เรียนเขยี นบนั ทึกการเรียนรทู ี่ไดเ ขารว มกจิ กรรม 1.3 บริการใหการปรึกษาเชิงจิตวทิ ยา 1.3.1 ความหมาย เปนกระบวนการใหความชวยเหลือบุคคลดวยการสนทนา หรือการ พูดคุยกันอยางมีเปาหมาย โดยผูใหคำปรึกษาเปนผูชวยสรางบรรยากาศของสัมพันธภาพที่ดี ตลอดจนใชทักษะ ข้ันตอนและทฤษฎีของการใหคำปรึกษา เพ่ือใหผูมีปญหาหรือผูรับคำปรึกษา มีความรูสึกอบอุนใจวาไดรับการยอมรับและเกิดความรูสึกไววางใจ พรอมท่ีจะเปดเผยความรูสึก หรือปญหาของตน เกิดการเรียนรูสาเหตุของปญหาที่กำลังเผชิญอยูจนสามารถตัดสินใจและแกไข ปญ หาในเร่อื งตาง ๆ ดวยตนเองอยา งเหมาะสม
42 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 1.3.2 วัตถุประสงค เพื่อชวยใหน ักเรียนที่ประสบปญหา หรอื มีความทกุ ขใจ 1) รูสึกดีข้ึนหรืออยางนอยสบายใจข้ึนและรูสึกวาตนเองไมโดดเด่ียว ยงั มผี ทู ี่ยนิ ดีและเตม็ ใจใหความชว ยเหลอื 2) สำรวจตนเอง เขา ใจตนเอง เขา ใจปญ หาและสง่ิ แวดลอ มไดอ ยา งถกู ตอ ง 3) รูจักใชความคิดและสติปญญาที่มีอยูทั้งหมดในการตัดสินใจ แกไข ปญ หา ไมใชอ ารมณใ นการแกไ ขปญหา 4) เกิดความกระจางข้ึนในใจ มองเห็นลูทางในการแกไขปญหา ดว ยตนเอง 5) ลดระดับความเครียดและความไมสบายใจท่ีเกิดจากการมีปฏิสัมพันธ กบั สงิ่ แวดลอมหรอื เกดิ จากความคิด ความรูส ึกของตนเอง 6) สามารถปรบั ตัวเขา กบั สภาพแวดลอมไดแ ละดำเนินชีวิตอยา งเปน สขุ 7) สามารถปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตนเองไปในทิศทาง ที่พึงประสงค เชน มีความรับผิดชอบมากขึ้น มีพฤติกรรมที่เหมาะสม สรางสัมพันธภาพกับผูอื่นได ยอมรับความจริงและกลาเผชิญกับความจริง ยอมรับตอสภาวการณที่แทจริง และสามารถ เผชิญปญหาทีห่ ลีกเลยี่ งไมได 8) มกี ารพัฒนาการและเจรญิ งอกงามไปถึงขีดสูงสุด จากวัตถุประสงคของการใหการปรึกษาท่ีกลาวมานั้น อาจแบง เปา หมายของการใหก ารปรึกษาออกเปน 3 ระยะ คอื ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ระยะสั้น เปนการชวยใหนักเรียนที่ประสบปญหารูสึกอบอุนใจ และมีความหวัง จากการไดรับรวู า มีผูทเ่ี ห็นอก เห็นใจ เขา ใจและพรอ มที่จะรับฟงและชว ยเหลอื ระยะกลาง เปน การชว ยใหน กั เรยี นทป่ี ระสบกบั ปญ หาลดความเครยี ด หรือความทุกขจากการเขาใจปญหาและส่ิงแวดลอม มองเห็นลูทางในการแกไขปญหาและ เปล่ยี นแปลงพฤติกรรม ระยะยาว เปนการชวยใหนักเรียนท่ีประสบกับปญหาสามารถพัฒนา ตนเองใหเจริญเติบโตเต็มตามศกั ยภาพ 1.3.3 หลักการ 1) ผูใหการปรึกษาจำเปนตองไดเรียนรู ไดรับการฝกอบรมใหมีความรู ความเขาใจ และความสามารถในการชวยเหลือ แกไขปญหา รวมท้ังการมีเจตคติท่ีดีตอผูรับ การปรกึ ษาและเหตกุ ารณตา ง ๆ 2) ผมู ารับบริการ มคี วามเตม็ ใจที่จะรับความชวยเหลือ คลคี่ ลายปญ หา 3) การมสี ัมพนั ธภาพทด่ี ี ระหวางผใู หการปรึกษาและผรู ับการปรึกษา 4) การมจี รรยาบรรณในการใหการปรึกษา
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 43 1.3.4 วธิ ีการ/แนวทางการใหคำปรกึ ษา สามารถจดั เปนกลมุ แนวทางใหญ ๆ ได 3 แนวทาง คือ - การใหการปรกึ ษาแบบนำทาง (Directed Counseling) - การใหก ารปรึกษาแบบไมน ำทาง (Non-directed Counseling) - การใหก ารปรกึ ษาแบบผสมผสานหรอื สายกลาง (Eclectic Counseling) 1) การใหคำปรึกษาแบบนำทาง มกี ระบวนการใหก ารปรึกษาอยู 5 ขน้ั คอื ขัน้ ที่ 1 การสรา งความสนทิ สนมคนุ เคยกบั ผรู ับคำปรึกษา ขัน้ ที่ 2 การหาทางใหผรู ับคำปรึกษาเกดิ ความเขาใจตนเอง จากการ วเิ คราะหหรือวินิจฉยั ปญ หาและทำนายปญ หา ขน้ั ที่ 3 การวางแผนการปฏิบัติการแกไขปญหารวมกันระหวาง ผูใ หก ารปรึกษาและผรู ับการปรึกษา ขัน้ ท่ี 4 การกระตุนและใหกำลังใจแกผูรับคำปรึกษาใหปฏิบัติ ตามแผนและติดตามผล ขั้นท่ี 5 การสงตัวผูรับคำปรึกษาไปขอความชวยเหลือจาก แหลงอ่นื ๆ เม่อื ปญ หาเกินความสามารถของผูใ หคำปรกึ ษาท่จี ะชว ยแกไขได การใหคำปรึกษาแบบนำทาง เปน ที่นิยมใชมากในโรงเรยี น เนอ่ื งจาก ใชไดผลดีกับการชวยเหลือนักเรียนที่มีปญหาดานการเรียน และการปรับตัว ซ่ึงนักเรียนสวนใหญ เมื่อประสบปญหามักจะไมสามารถแกไขปญหาดวยตนเองได ตองอาศัยครูซ่ึงทำหนาท่ีเปนผูให การปรกึ ษา เปน ผรู วบรวมขอ มลู วนิ จิ ฉยั ปญ หา เสนอแนะแนวทางแกไ ข รวมทง้ั การวางแผนแกไ ขปญ หา กระตุนใหนักเรียนปฏิบัติตามแผนและติดตามผล อยางไรก็ดี การใหการปรึกษาแบบนำทางก็นับวา มีประโยชนและสามารถชวยเหลือแกไขปญหาไดอยางดีวิธีหน่ึง แมวาจะถูกวิจารณวาเปนการให คำปรึกษาท่ีช้ีนำเกินไป เพราะผูใหการปรึกษามักจะเปนผูวินิจฉัยปญหาในขั้นสุดทาย และเลือกวิธี แกไ ขปญหาเองก็ตาม ผูใหการปรึกษาแบบนำทางจะตองเปนผูที่ไดรับการศึกษาดานการ ใหคำปรึกษามาอยางดี มีทักษะอยูในขั้นสูงและพรอมที่จะใหคำปรึกษาไดอยางมีประสิทธิภาพ มคี วามสนใจใฝหาความรูอยเู สมอ มองปญ หาไดอ ยา งทะลปุ รโุ ปรง 2) การใหการปรกึ ษาแบบไมนำทาง การใหคำปรึกษาแบบไมนำทางใชไดผลดีกับปญหาที่เก่ียวพันกับ อารมณ เน่ืองจากเปนแนวทางการใหคำปรึกษาท่ีใหโอกาสแกผูรับคำปรึกษาไดเลาระบายเร่ืองราว ตาง ๆ ไดอยางอิสระ จนผูรับคำปรึกษาเกิดความเขาใจในปญหาของตนอยางแทจริง อันจะนำมา ซ่ึงแนวทางในการแกไขปญหาในทีส่ ดุ
44 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน ผูใหการปรึกษาแบบไมนำทางควรเปนผูท่ีมีความรูความเขาใจในชีวิต พดู คุยอยา งเปน กนั เองกบั ผูรบั การปรกึ ษาเสมือนหน่ึงเปน เพ่อื นสนทิ ทคี่ อยกระตนุ และจงู ใจใหเ ขาพูด ระบายความรูสึกออกมาและชวยสะทอนความคิดเห็นในแงมุมตาง ๆ เพ่ือใหเกิดการรับรู เขาใจ ในตวั เอง และพรอ มที่จะแกไ ขปญหาดวยตวั เองไดใ นท่สี ดุ 3) การใหก ารปรกึ ษาแบบผสมผสานหรือแบบสายกลาง การใหการปรึกษาแบบผสมผสานหรือแบบสายกลาง เปนการนำเอา วิธีการใหการปรึกษาทั้งแบบนำทาง และไมนำทางมาผสมผสานกัน โดยเลือกกลวิธีท่ีเห็นวาดี และเหมาะสมกับปญหาของผูรับการปรึกษามาใชในการแกปญหา เชน ใชการใหการปรึกษา แบบไมนำทางในชวงตนของการใหการปรึกษาแกผูรับการปรึกษาที่มีปญหาดานการปรับตัว เพ่ือให โอกาสในการเลาระบายความคับของใจ จนผูรับการปรึกษารูสึกผอนคลายและเขาใจปญหา แลวจึง เริ่มใชการใหการปรึกษาแบบนำทางเพ่ือชวยหาสาเหตุ และวินิจฉัยปญหา เพื่อนำไปสูการทำนาย และการแกไ ขปญหาตอ ไป การใหก ารปรึกษาแบบสายกลางหรือแบบผสมผสานถอื วาผรู ับการปรกึ ษา มีความสามารถทีจ่ ะแกป ญหาของตนได ถา ไดรับการใหก ารปรกึ ษาทีถ่ กู ตอ ง การใหก ารปรกึ ษาแบบผสมผสานหรอื แบบสายกลางจะใชว ธิ กี ารตา ง ๆ ท้ังการใหการปรึกษาแบบนำทาง และแบบไมนำทางรวมกัน การใหการปรึกษาแบบผสมผสาน ใหความสำคัญกับการที่ผูรับการปรึกษามีบทบาทในการพูดมากกวาผูใหการปรึกษาและรับผิดชอบ ในการตดั สินใจเลือกแนวทางในการดำเนินชวี ติ ของตนเอง กระบวนการใหการปรึกษาแบบผสมผสานหรือแบบสายกลาง มีรายละเอยี ดดงั นี้ ก) เปด โอกาสใหผ รู บั การปรกึ ษาระบายความรสู กึ และทำความเขา ใจ ความรสู กึ ของตนเอง ข) ผรู ับการปรกึ ษาเสนอวธิ แี กป ญ หาของตนเองและผใู หก ารปรึกษา เสนอแนวทางหรือวิธีแกปญหาอ่ืน ๆ เพ่ิมเติม สวนการตัดสินใจเลือกวาวิธีใดเหมาะสมเปนของ ผูรบั การปรึกษา ค) ผูใหการปรึกษากำหนดงานหรือกิจกรรมบางอยางใหผูรับ การปรึกษาทำเพื่อใหเขา ใจตนเองหรอื พฒั นาตน ง) ผใู หแ ละผรู บั การปรกึ ษาอภปิ รายรว มกนั เพอ่ื ใหไ ดข อ สรปุ เกย่ี วกบั แนวทางท่ีสามารถเผชิญกับปญหาไดอยางแทจริง ซ่ึงอาจเปนแนวทางการใหการปรึกษาแบบ ไมนำทาง หรือแบบนำทางกไ็ ด หากเหมาะสมกับลักษณะของแตละปญหา 1.3.5 คณุ ลกั ษณะของผูใหก ารปรกึ ษา การใหการปรึกษาจะประสบความสำเร็จหรือไม มากหรือนอยเพียงใด ครูที่ทำหนาท่ีใหการปรึกษาเปนองคประกอบที่มีความสำคัญท่ีสุด และปจจัยที่เก่ียวของโดยตรง กับประสทิ ธิภาพของผใู หการปรกึ ษา คอื
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 45 1) มบี คุ ลกิ ภาพทอ่ี บอนุ และเปนมติ ร 2) มีลักษณะนาไววางใจ นาเคารพ นาเชือ่ ถือและรกั ษาความลบั ได 3) มคี วามสนใจในการชว ยเหลอื ผอู น่ื มคี ณุ ธรรม เมตตาธรรม และเสยี สละ 4) รูจักพูดเพ่ือใหผูรับการปรึกษารับทราบปญหาท่ีแทจริง และชวยให ผรู บั การปรกึ ษาสามารถแกปญ หาไดดวยตนเอง 5) รูจักฟง ฟงเปน จบั ประเด็นไดไ วและกระจางชัด 6) สามารถอธบิ ายและคลคี่ ลายปมประเดน็ ตา ง ๆ ไดช ดั เจนและเขา ใจงา ย 7) สามารถชวยใหผูรับการปรึกษารับผิดชอบตอการตัดสินใจของตนเอง โดยผูใหก ารปรกึ ษาจะไมตัดสินใจแทน 8) มีสขุ ภาพจติ ดี มอี ารมณมนั่ คง 1.3.6 ทฤษฎีการใหการปรกึ ษา ทฤษฎีการใหการปรึกษามีความสำคัญอยางยิ่งตอความสำเร็จของการ ใหก ารปรกึ ษา ทฤษฎกี ารใหก ารปรกึ ษาชว ยใหผ ใู หก ารปรกึ ษาเขา ใจระบบและกระบวนการใหก ารปรกึ ษา อยางแทจริงและยังเปนกรอบหรือหลักสำหรับผูใหการปรึกษาไดยึดถือเปนแนวทางในการปฏิบัติ ขณะใหก ารปรกึ ษาอกี ดวย ปจ จบุ นั มที ฤษฎกี ารใหก ารปรกึ ษาเปน จำนวนมาก สำหรบั ทฤษฎที สี่ ำคญั และใชก ันอยางแพรห ลายมี 6 ทฤษฎี คอื 1) ทฤษฎผี รู บั การปรกึ ษาเปน ศนู ยก ลาง (Person-Centered Counseling) 2) ทฤษฎีจิตวเิ คราะห (Psychoanalytic Counseling) 3) ทฤษฎีวิเคราะหบุคคลและองคประกอบส่ิงแวดลอม (Trait-Factor Counseling) 4) ทฤษฎเี กสตอลท (Gestalt Counseling) 5) ทฤษฎีการรูคิด (Cognitive Counseling) 6) ทฤษฎีพฤตกิ รรมนยิ ม (Behavioral Counseling) แตละทฤษฎีมรี ายละเอียดดังน้ี
46 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน ทฤษฎี ปรัชญาและเปาหมาย กระบวนการ เทคนิค 1. ผูรบั การปรึกษา ปรชั ญา 1. สรางบรรยากาศ 1. การฟงอยางใสใ จ เปนศนู ยก ลาง ท่ีเปน มติ รและปลอดภัย และแปลความหมาย (Person-Centered - มนุษยเ ปน ผทู มี่ ีคณุ คา เออ้ื อำนวยใหผ รู บั ในสิ่งท่ีผูรบั การปรึกษา Counseling) มศี กั ดศิ์ รี มีความ การปรกึ ษา ไดแ สดงออก ตองการส่อื ปรารถนาที่จะพฒั นา ตอไปนี้ 2. การใชภ าษาทาทาง ตนใหเจรญิ สงู สดุ ก. สำรวจชีวติ / ที่แสดงถงึ ความใสใ จ - มนุษยม เี หตุผล เหตกุ ารณที่ทำให เชน การสบตา มคี วามสามารถในการ ตอ ตานหรือหลอก 3. แสดงการยอมรบั ตนเอง การแสดงออกทาง แกไ ขปญ หา และ ข. ยอมรบั ความ อารมณของผรู ับ สามารถตัดสนิ ใจ การปรึกษาอยา งไมม ี ดวยตนเอง หากเขา แตกตา งของการ เง่อื นไข รับรูของตนกับ ไดรบั การยอมรบั ความเปนจรงิ ที่ตน 4. การสะทอนผล และความไววางใจ เผชญิ อยู เพ่อื กระตุนใหผ รู บั ค. แสดงอารมณ/ การปรกึ ษาเปด เผย เปาหมาย ความรสู กึ ผดิ กลวั และยอมรับความรูสกึ เพอื่ ใหผรู บั การปรกึ ษา วติ กกงั วล และ ท่แี ทจรงิ ของตน 1. คนหาความหมายทีน่ า อารมณ/ความรสู กึ พงึ พอใจในชวี ติ ของตนเอง ดา นลบอ่นื ๆ 2. พฒั นาตนในดา นอน่ื 2. ใสใจ/ใหค วามสำคญั กับ ควบคไู ปกบั การชว ยแก การรับรตู นเองและการ รับรูโลกของผรู บั ปญหาทก่ี ำลงั เผชญิ อยู การปรึกษา 3. ยอมรับอารมณแ ละ 3. ไมกำหนดเปา หมาย ความรสู ึกทุกข กังวล ท่ีเฉพาะเจาะจงใหแ ก สับสนและขดั แยง ของ ผูรับการปรึกษา ตนเองไดม ากขน้ึ 4. ยอมรบั และเหน็ คุณคา ในตวั เองรวมทง้ั ตง้ั ความคาดหวังจาก ท้ังคนอนื่ และตนเอง ท่เี ปนจรงิ ได
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 47 ทฤษฎี ปรชั ญาและเปา หมาย กระบวนการ เทคนคิ 2. จติ วิเคราะห ปรัชญา 1. การพูดคุยอยา งอิสระ 1. การตคี วามหมาย (Psychoanalytic เพ่ือสำรวจสภาพการณ 2. การวเิ คราะหความฝน Counseling) - พฤตกิ รรมของมนุษย ของปญหาทเ่ี ก่ยี วพนั 3. การวเิ คราะหค ำพูด เกิดจากแรงจูงใจ กับความคดิ ความรูสกึ ท่พี ล้งั เผลอ ในระดบั จติ สำนกึ และเหตุการณที่เจบ็ ปวด 4. การเชือ่ มโยงเสรี และจิตไรส ำนกึ ขัดแยง ท่ีเกบ็ กดไว - มนษุ ยก ำจดั ความทุกข 2. การกระตุน ใหผรู บั การปรึกษาขจดั หรือ ความผดิ หวังและ แกไ ขประสบการณ ทเ่ี จ็บปวด หรอื ความ ความเจบ็ ปวดทร่ี นุ แรง ขัดแยงท่ีอยใู น ท่ีไมส ามารถทนไดไ ป จติ ไรสำนกึ ดว ย ไวใ นจติ ไรสำนกึ โดยใช กลวธิ ปี องกนั จติ ใจ ตนเอง เชน การเกบ็ กด เพอ่ื ใหพ น จากการ ตระหนกั รู โดยทสี่ าเหตุ ของความทุกขห รือ ความผิดหวังยงั ไมไ ดร ับ การแกไข เปา หมาย เพ่ือใหผ รู ับคำปรกึ ษา 1. เขา ใจสาเหตุของ พฤตกิ รรมตนเองท่เี กิด จากความขัดแยงใน จติ ใจ ความวิตกกังวล และลดการใชก ลวิธี ปอ งกันจิตใจตนเอง 2. ใชเ หตผุ ลในการพจิ ารณา สง่ิ ตา ง ๆ ตามขอ เทจ็ จรงิ 3. ปรับเปลยี่ นพฤตกิ รรม ใหม
48 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น ทฤษฎี ปรชั ญาและเปาหมาย กระบวนการ เทคนิค 3. วเิ คราะหบคุ คล ปรัชญา ใชวิธกี ารแกป ญหาดวย 1. การรวบรวมขอมูล และองคประกอบ - มนษุ ยม สี ตปิ ญญา กระบวนการทาง 2. การแนะนำ สง่ิ แวดลอม วทิ ยาศาสตร 6 ขั้นตอน คอื 3. การอภิปราย (Trait-Factor สามารถพฒั นาความคดิ 1. การวเิ คราะหข อ มลู 4. การทำขอ ความให Counseling) ทกั ษะพเิ ศษ ความสนใจ กระจา ง โดยการรวบรวมและ และทศั นคตทิ จี่ ะนำไปใช ตรวจสอบขอมูล ในการตดั สนิ ใจไดเ อง ของผรู ับการปรึกษา - การรูจกั วิเคราะห 2. การสงั เคราะหข อมูล เปนการสรุปขอ มลู คณุ ลกั ษณะของตนเอง ทีร่ วบรวมไดเพอื่ ใหเ ห็น และความตองการ ภาพโดยรวมของผรู บั ของโลก จะทำใหมนษุ ย การปรกึ ษา สามารถวางแผน 3. การวินิจฉัยเพื่อหา สาเหตขุ องปญหา และมีชีวิตทีด่ ี 4. การทำนายพัฒนาการ ในอนาคตเกย่ี วกับ และเปนประโยชน ความเจรญิ งอกงาม เปา หมาย ของผูร ับการปรกึ ษา เพอ่ื ใหผูร ับการปรึกษา 1. รูจกั วธิ ีสำรวจตนเอง 5. การใหคำปรึกษา 2. รูจ ักแสวงหาขอมลู จาก เพอื่ พัฒนาและชว ยให ผรู บั การปรกึ ษากำหนด สิง่ แวดลอม แนวทางการปรับตวั 3. ไดเรียนรูกระบวนการ การเปลี่ยนแปลง สิ่งแวดลอม การพฒั นา ตัดสนิ ใจ แกป ญหา ทกั ษะใหม ๆ รวมถงึ และการวางแผน โครงการอนาคต การปรบั เปลี่ยนเจตคติ 6. การตดิ ตามผลเพื่อเฝา ดู อยา งมีระบบผาน การเจรญิ งอกงามของ การคดิ วเิ คราะห ผูร บั การปรกึ ษาและให อยา งถี่ถว น ความชว ยเหลือเพ่ิมเติม ในกรณที ผี่ รู บั การปรกึ ษา ไมสามารถพัฒนา ตอไปได
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 49 ทฤษฎี ปรชั ญาและเปาหมาย กระบวนการ เทคนิค 4. เกสตอลท ปรชั ญา 1. การใหผูรบั การปรกึ ษา 1. การเผชญิ หนา (Gestalt Counseling) - มนษุ ยไมส ามารถจดั การ สนใจความรสู กึ 2. กลวิธที น่ี ่แี ละเดี๋ยวน้ี ของตนเอง 3. การแสดงบทบาทสมมติ กับอดตี และอนาคตได 2. การใหผ รู บั การปรึกษา 4. กลวิธเี กา อว้ี างเปลา แตส ามารถจดั การ 5. การแสดงพฤตกิ รรม ปรบั เปล่ยี นพฤติกรรม กบั ปจจบุ นั ได 3. การใหผรู บั การปรกึ ษา ทเี่ หมาะสม - มนุษยมคี วามสามารถ ตระหนกั ถึงจุดแข็ง 6. การใชส รรพนาม ของตนเอง และใช สว นบุคคล “ฉนั ” ที่จะรบั ผดิ ชอบตวั เองได จดุ แข็งนนั้ ใหเ ปน และ “เธอ” เปาหมาย ประโยชนใ นการดำเนิน เพื่อใหผ ูรับการปรึกษา ชวี ติ 1. กระตนุ ใหผรู ับ คำปรกึ ษาพฒั นาตน 2. กระตนุ ใหผรู ับคำ ปรกึ ษาพิจารณา ความแตกตา งท่ีเกิดขึ้น ในการคิดและความรูสึก เก่ยี วกบั ชีวิตท่นี ำไปสู ประสบการณ และ ความกาวหนา ท่ถี ูก สกัดกนั้ 3. กระตนุ ใหผ รู บั การปรกึ ษา ตระหนักในภาวะ ปจ จุบันของตนเอง และพ่ึงตนเอง
50 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน ทฤษฎี ปรชั ญาและเปาหมาย กระบวนการ เทคนิค 5. การรคู ดิ ปรัชญา 1. การมอบหมายงาน 1. มงุ ท่คี วามเช่ือ (Cognitive - ความคิด อารมณและ เก่ยี วกับการคิด ทีไ่ รเ หตุผลวา เปน เหตุ Counseling) และการกระทำ ของพฤตกิ รรมทเ่ี ปน ทกุ ข การกระทำของมนุษย 2. ใชจนิ ตนาการ 2. การทาทายผรู ับ มคี วามสัมพนั ธและ 3. การแสดงบทบาทสมมติ คำปรกึ ษาใหคิด เปน เหตเุ ปน ผลกัน 4. การสอนใหค ิดอยาง เปนเหตเุ ปนผล - มนษุ ยเกดิ มาพรอ มกับ มีเหตผุ ล 3. ใชคำถามปลายเปด ความคิดทมี่ แี ละไมมี 5. การไมสนใจพฤติกรรม 4. การสอนใหค ิด ในอดีตและการแสดง อยา งเปน เหตเุ ปนผล เหตุผล อารมณ การวางเงื่อนไข - ความเชือ่ ท่ีไมมเี หตผุ ล 6. การยอมรบั ผูร บั พฤติกรรม เปน เหตุใหม นษุ ยเกดิ การปรึกษาและตอตาน 5. มอบหมายงาน/ ความทกุ ข ความเชอ่ื ท่ไี มม ีเหตผุ ล การบา นใหท ำ - มนุษยมีความสามารถ 6. ใชก ารจนิ ตนา สถานการณ ท่ีจะเปลย่ี น และบทบาทสมมติ กระบวนการคดิ 7. การสาธติ ใหผรู ับการ อารมณ และพฤติกรรม ปรึกษาเขา ใจธรรมชาติ เพ่ือลดความทุกข ของการคิดท่เี ปนเหตุ เปาหมาย เปน ผล เพ่ือใหผูร ับการปรกึ ษา 1. เปลี่ยนความเช่อื ทไ่ี มมี เหตผุ ลซง่ึ เปนเหตุของ การเกดิ อารมณท างลบ 2. ยอมรับความไม สมบรู ณแบบของตนเอง และการทำสงิ่ ทผี่ ดิ พลาด ของตนได 3. เรยี นรทู ่จี ะมีชีวติ อยู อยา งสงบดว ยตนเอง 4. คดิ อยา งมเี หตุผล
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 51 ทฤษฎี ปรัชญาและเปา หมาย กระบวนการ เทคนิค 6. พฤติกรรมนิยม ปรัชญา 1. สำรวจเพื่อทำความ 1. การนำเสนอตวั แบบ (Behavioral เขา ใจสภาพการณ 2. การวางเงอ่ื นไข Counseling) - พฤตกิ รรมสวนใหญ ทที่ ำใหเกิดพฤตกิ รรม การเรยี นรใู หม ของมนุษยเ กิดจาก ทีเ่ ปน ปญ หา โดยกลวธิ ีเสรมิ แรง การเรยี นรแู ละมนุษย 2. กำหนดเปาหมาย สามารถควบคุม การปรับเปลีย่ น 3. การฝก พฤตกิ รรม กลาแสดงออก พฤตกิ รรมได พฤติกรรมของผรู ับ 4. การใชกลวิธีขจัด - พฤติกรรมทไ่ี มเหมาะสม การปรึกษา ความรสู ึกวิตกกังวล 3. กำหนดกลยุทธใ นการ อยางเปนระบบ เกิดจากการเรียนรู ปรับเปลย่ี นพฤตกิ รรม แบบผิด ๆ รวมกันระหวางผใู ห เปา หมาย และผรู ับการปรึกษา เพ่อื ใหผูรบั การปรกึ ษา 4. ประเมินผลการให 1. ปรบั เปลีย่ นพฤติกรรม คำปรกึ ษา เพอ่ื ให ความชว ยเหลือเพิม่ เติม ที่ไมเหมาะสม และยตุ กิ ารใหก ารปรกึ ษา 2. คิดอยา งมีเหตผุ ล และสามารถวิเคราะห ความสมั พันธของ สถานการณห รือ เหตุการณที่เกิดกอน หรือหลงั การเกิด พฤติกรรมทีเ่ หมาะสม และไมเหมาะสม นักจิตวิทยาการปรึกษาใหขอคิดไววา ไมมีทฤษฎีใดที่สมบูรณและสามารถแกไขปญหา ไดทุกเร่ือง ดังน้ัน ในหลายกรณีจึงตองผสมผสานหลายทฤษฎี เพื่อใหเกิดประสิทธิภาพในการให ความชว ยเหลอื ผูรบั การปรกึ ษา โดยพจิ ารณาใหเหมาะสมกับลักษณะของปญหาและผูรบั การปรึกษา นอกจากน้ี ประสิทธิภาพของการปรึกษายังข้ึนอยูกับทักษะที่ใช และความเขาใจ ความสามารถในการดำเนินการอยางเปนข้ันตอนอีกดวย ดังมีรายละเอียด และตัวอยางการ ใหก ารปรึกษา ที่จะกลา วตอไป
52 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 1.3.7 ทกั ษะการใหก ารปรกึ ษา ทกั ษะการใหก ารปรกึ ษา คอื ความสามารถหรอื ความชำนาญในการสอ่ื สาร ทั้งการใชภาษาทาทางและภาษาพูด ซึ่งเปนเครื่องมือสำคัญของผูใหการปรึกษาในการชวยเหลือ บคุ คลทม่ี คี วามทกุ ขห รอื ผรู บั การปรกึ ษา ใหม คี วามไวว างใจและมที ศั นคตทิ ดี่ ตี อ ผใู หก ารปรกึ ษา และให ผูรับการปรึกษาเขาใจปญหา สาเหตุของปญหา และความตองการของตัวเอง แสวงหาแนะแนวทาง การปรบั เปลย่ี นการคดิ การรสู กึ และการปฏบิ ตั ติ นเพอ่ื ใหม ชี วี ติ ทดี่ ขี นึ้ ซงึ่ ทกั ษะการใหก ารปรกึ ษานนั้ ประกอบไปดว ยทกั ษะขั้นพื้นฐานและทกั ษะขั้นสงู ทกั ษะการใหก ารปรกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน (Basic Skills) ไดแก ทกั ษะการใสใจ (Attending Skill) ความหมาย การใสใจ เปนพฤติกรรมของผูใหการปรึกษา ท่ีแสดงออก ดวยภาษาพูดหรือภาษาทาทางที่บง บอกถงึ ความกระตือรือรนทจี่ ะชว ยเหลือผูรบั การปรึกษา โดยการ แสดงความสนใจ การเห็นความสำคัญ และการใหเ กียรตผิ ูรบั การปรึกษา เพ่ือชวยใหผรู ับการปรกึ ษา เกดิ ความอบอนุ ใจและไมร สู ึกหา งเหนิ วตั ถปุ ระสงค 1. เพ่ือแสดงความสนใจ เหน็ ความสำคัญ และใหเ กยี รติผูร ับการปรึกษา 2. เพอ่ื เปนการแสดงความกระตอื รอื รน ที่จะใหค วามชว ยเหลือ 3. เพื่อชว ยเพิ่มพูนความอบอุน ใจใหผรู ับการปรึกษา การใสใจ แบง ออกไดด งั นี้ 1. การใสใจโดยการแสดงออกดวยภาษาพูด เปนการพูดตอเนื่องในเรื่อง เดียวกันกับที่ผูรับการปรึกษากำลังพูดในขณะนั้น แสดงการรับรูและเขาใจในทัศนะและแนวคิด ของผรู ับการปรึกษา 2. การใสใ จโดยการแสดงออกดว ยภาษาทา ทาง เปน การแสดงพฤตกิ รรม ตาง ๆ ที่ไมใชคำพูด แตมีความหมายท่ีสื่อถึงความเขาใจและการยอมรับความคิด ความรูสึกของ ผูรับการปรึกษา ภาษาทาทางมีความหมายและมีน้ำหนักมากกวาภาษาพูด ภาษาทาทางที่ผูให การปรกึ ษาควรแสดงออกขณะใหก ารปรกึ ษา ไดแ ก 2.1 การประสานสายตากบั ผรู บั การปรกึ ษา เปน การแสดงความสนใจ ในสง่ิ ทผี่ รู บั การปรกึ ษากำลงั พดู แตไ มค วรจอ งมองมากเกนิ ไป เพราะจะทำใหผ รู บั การปรกึ ษารสู กึ อดึ อดั ได 2.2 การแสดงออกทางสีหนา ทาทาง การเคล่ือนไหว และระยะหาง ดงั รายละเอียดตอไปน้ี 2.2.1 การแสดงออกทางสหี นา ทอ่ี บอุน เปน มิตร 2.2.2 การวางตัวที่โนมตัวเขาหาผูรับการปรึกษา เปนการแสดง ความต้ังใจและใสใ จ
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 53 2.2.3 การแสดงออกทางสีหนาและทาทางที่มีความสอดคลอง กับเรอื่ งราวของผรู บั การปรกึ ษา 2.2.4 การน่ังหรือยืนใหมีระยะหางระหวางผูใหและผูรับ การปรกึ ษาท่พี อเหมาะ 2.3 นำ้ เสยี งการพดู จงั หวะการพดู ความดงั หรอื เบาของเสยี ง ระดบั เสยี ง ความมีชีวิตชวี าของนำ้ เสยี ง การเนนคำตองมีความสัมพนั ธกับสิ่งที่ผูรบั การปรึกษากำลงั พดู ถงึ ทกั ษะการนำ (Leading Skill) ความหมาย การนำเปนการที่ผูใหการปรึกษาพูดนำผูรับการปรึกษาไป ในทิศทางที่ผูใหการปรึกษาคิดวาจะทำใหผูรับการปรึกษาไดประโยชนสูงสุดในการมาขอรับ การปรกึ ษา วัตถุประสงค 1. เพื่อกระตนุ ใหผ รู บั การปรกึ ษากลา ทจ่ี ะพดู คยุ มากข้นึ 2. เพ่อื เปด ประเด็นปญ หาของผรู ับการปรกึ ษา 3. เพือ่ ใหผรู ับการปรกึ ษาเลอื กประเด็นปญหาท่ตี องการปรึกษา 4. เพื่อกระตุนใหผูรับการปรึกษาสำรวจปญหา และนำเสนอความรูสึก ของตัวเองมากขึ้น ตวั อยา ง ตัวอยา งการนำดว ยการใชประโยคบอกเลา “หนจู ะเรมิ่ ตน เลาสาเหตุของการทห่ี นูมาพบฉันในตอนน้ีไดเ ลยนะ” “ขอรายละเอยี ดเกี่ยวกบั เรอื่ ง...เพิม่ เติมอีกสกั หนอ ยซิ” “ลองบอกความรสู กึ ของเธอท่ีมีตอแมของเธอใหค รฟู ง ซ”ิ “เมือ่ กีห้ นพู ดู วา ...” “ลองยกตวั อยา งการกระทำของแมท ที่ ำใหเ ธอรสู กึ เสยี ใจ สกั 1-2 ตวั อยา ง ซคิ รบั ” ตวั อยา งการนำดว ยการถาม “วนั นหี้ นอู ยากคุยเร่ืองอะไรคะ” “เราจะเรม่ิ ทเี่ ร่อื งไหนกอ นด”ี “มีอะไรอีกไหมที่คณุ อยากพูดถงึ ” “เธอกำลงั รูส ึกอยางไรในตอนน”ี้ “คุณคดิ วาทเ่ี คา พดู อยา งนน้ั หมายความวา อยา งไร” “คุณบอกวามีเร่ืองกังวลอยูหลายเรื่อง แลวเร่ืองไหนที่คุณกังวลมากที่สุด และอยากพูดถึงกอนเปน อนั ดบั แรก”
54 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน ทักษะการถาม (Question Skill) ความหมาย การถาม เปนการใหผูรับการปรึกษาไดเลาเร่ืองราว ท่ตี องการปรกึ ษา รวมท้ังความรูสกึ นึกคิด ตลอดจนความเชื่อของผรู ับการปรึกษา วัตถุประสงค 1. เพ่ือใหโ อกาสผรู บั การปรกึ ษาไดบอกถงึ ความรสู กึ และเรือ่ งราวตาง ๆ ท่ตี องการจะปรกึ ษา 2. เพื่อใหผูรับการปรึกษาไดสำรวจและคิดถึงเรื่องราวของตัวเอง เพ่ือใหเขาใจตวั เองมากข้ึน 3. เพอื่ ใหไ ดข อ มลู แนวทางแกไ ขปญ หา และแผนการปฏบิ ตั ติ ามแนวทาง ดงั กลาว ตวั อยาง การถามแบบปด การถามแบบเปด “วนั นี้เราคุยกันเรอ่ื งเรยี นของหนกู อนดไี หม” “วันนี้หนอู ยากคยุ เร่ืองอะไร” “หลงั จากคุยกนั ครงั้ กอน หนไู ดท ำแลวหรอื ยงั ” “หลังจากคยุ กนั วันกอ น หนทู ำอะไรไปบา งแลว” “เธอไมช อบเคาเหรอ” “เธอรูส กึ อยางไรกบั เคา ” “เธอไมต องการใหเคา ทำแบบนั้นใชไ หม” “เธอตองการใหเ คา ทำอยา งไร” “เธอจะต้งั ใจเรียนใหมากขึ้นไดไ หม เพอื่ ให “เธอจะทำอะไรบาง เพื่อใหเกรดของเธอดขี ้นึ ” เกรดดีข้ึน” “หลงั จากรูคะแนนวิชาแลว เธอโกรธอาจารย “หลงั จากรูค ะแนนวชิ าแลว การเรยี นวิชานี้ และกไ็ มตั้งใจเรียนใชไหม” ของเธอเปน อยางไรบา ง” ตวั อยางการถามคำถาม “ทำไม” ผูรับคำปรกึ ษา : ผมโกรธมากจนทนไมไหว ผมกเ็ ลยผลกั เคา ลมลง ผใู หค ำปรกึ ษา : ทำไมเธอไมเดินหนีไป (เธอเปนคนผิด ที่ไมหาวิธี แกป ญหาอยา งอ่ืนที่สรางสรรค) ผรู ับคำปรกึ ษา : ก็เคาทำ...(แกตวั )
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 55 ทกั ษะการเงียบ (Silence Skill) ความหมาย การเงียบ เปนชวงระยะเวลาระหวางการปรึกษาที่ไมมี การส่ือสารดวยวาจาระหวางผูใหการปรึกษากับผูรับการปรึกษา แตยังคงมีการสื่อสารทางอารมณ และความรสู ึก วตั ถปุ ระสงค 1. เพ่ือใหผูรับการปรึกษาไดคิดทบทวนเรื่องราวของตัวเอง และ ทำความเขาใจในสิง่ ทเี่ ขาพดู หรอื รูส ึก 2. เพื่อใหผูรับการปรึกษาไดหยุดพัก หลังจากแสดงอารมณโกรธ เสียใจ เชน บน รอ งไห 3. เพ่ือแสดงความใสใจ และรวมรับรูและเขาใจในอารมณและ ความรสู ึกของผูรับการปรกึ ษาท่ีเกิดขน้ึ ในขณะนน้ั ตัวอยาง ผรู ับการปรึกษา : ผมไมแนใจวา ผมจะมีโอกาสตอบแทนบุญคุณ ของแมไหม...เพราะ... ผใู หการปรึกษา : (เงียบ)... ผูร บั การปรึกษา : ...หมอบอกวา...แม. ..แม...อาจจะ...(นำ้ ตาไหล) ผใู หการปรึกษา : (เงียบ)...(สง กระดาษซับน้ำตาให) ... ผรู บั การปรกึ ษา : แม แมอ าจจะ...อยูก บั พวกเรา...ไดไ มน าน...(รองไห) ผใู หการปรกึ ษา : (เงียบ)...ฉันเขาใจความรูสึกของคุณคะ...ในเม่ือ ตอนน้ีแมของคุณยังอยู คุณคิดวาคุณจะทำอะไร ใหแ มช ่ืนใจไดบา งละ ทกั ษะการสะทอนกลับ (Reflection Skill) ความหมาย การสะทอ นกลบั เปน การบอกความเขา ใจของผใู หก ารปรกึ ษา ทม่ี ตี อ สงิ่ ทผ่ี รู บั การปรกึ ษารสู กึ รบั รู หรอื สนใจ ทเ่ี ปน ปจ จบุ นั ขณะใหก ารปรกึ ษา การสะทอ นกลบั จะรวม ความรูสึกของผูรบั การปรกึ ษาและเนอื้ หาทีผ่ ูรบั การปรึกษาพดู ถึง หรอื สง่ิ ทผี่ ใู หก ารปรึกษาสงั เกตเห็น จากกริยาทาทางของผูรับการปรึกษา และเนื้อหาท่ีผูรับการปรึกษาใหความสำคัญ โดยใชคำพูดของ ผใู หก ารปรกึ ษาทช่ี ัดเจนเขาใจไดง า ยขึน้ วัตถุประสงค 1. เพื่อกระตุนใหผูรับการปรึกษาแสดงความรูสึกและเปดเผยเร่ืองราว ของตนเองใหมากขน้ึ หรอื ชดั เจนข้ึน 2. เพ่ือใหผูรับการปรึกษาเขาใจปญหา รวมทั้งสาเหตุและผลกระทบ ทเ่ี กิดขึ้น ตลอดจนเขาใจความรสู ึกของตัวเองมากขน้ึ
56 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 3. เพ่ือแสดงความสนใจและเขาใจความรูสึกและเรื่องราวของผูรับ การปรกึ ษา ตวั อยาง ผรู ับการปรกึ ษา : พอกับแมทะเลาะกันตลอด ผมไมรูวาเม่ือไหร ค ร อ บ ค รั ว ข อ ง ผ ม จ ะ อ ยู กั น อ ย า ง ส ง บ สุ ข แ บ บ ครอบครัวอืน่ เคา บา ง ผใู หการปรึกษา 1 : เธอไมมีความสุขท่ีตองอยูในทามกลางความขัดแยง ของพอแม (สะทอ นความรสู ึกกอน) ผูใ หการปรึกษา 2 : การที่พอแมไมปรองดองกัน ทำใหเธอไมมีความสุข (สะทอ นเน้ือหากอน) ทกั ษะการซ้ำความ/การทวนความ (Paraphrasing Skill) ความหมาย การซ้ำความ/การทวนความ เปนการท่ีผูใหการปรึกษา พูดซ้ำในเรื่องท่ีผูรับการปรึกษาบอกอีกคร้ังหน่ึง โดยคงสาระสำคัญของเนื้อหาหรือความรูสึกไว ตามเดิม และใชคำพดู นอ ยลง แตไมไดหมายถึงการทวนซำ้ ตลอดเวลาเหมือนนกแกวนกขนุ ทอง วัตถปุ ระสงค 1. เพื่อแสดงถึงความใสใจ ความเขาใจของผูใหการปรึกษาท่ีมีตอผูรับ การปรกึ ษา 2. เพื่อใหผ รู บั การปรกึ ษาเปดเผยตัวเองมากข้นึ 3. เพื่อย้ำใหผูรับการปรึกษาเขาใจในสิ่งที่ตัวเองพูดไดชัดเจนยิ่งข้ึน จากการฟง สิง่ ทตี่ ัวเองพูดอีกคร้งั 4. เพอ่ื ชว ยใหผ รู บั การปรกึ ษาชดั เจนและตรงประเดน็ ในสง่ิ ทเี่ ขาตอ งการพดู 5. เพื่อตรวจสอบความเขา ใหต รงกันระหวางผูใ หและผูร บั การปรกึ ษา ตัวอยา ง ผูรบั การปรกึ ษา : ผมไมรูวาจะจัดการกับชีวิตของผมตอไปอยางไรดี บางครงั้ อยากจะออกไปหางานทำใหไ ดป ระสบการณ กอน ขณะเดียวกันก็คิดวา...นาจะเรียนใหจบ ๆ ไป แต...ก็ไมแนใจวา จะเรยี นจบไหม ผใู หก ารปรกึ ษา 1 : เธอไมรูวาจะตัดสินใจอยางไรดี ระหวางออกไป ทำงานเพื่อหาประสบการณ กับเรยี นตอจนจบ แตก็ ไมแนใจวาจะเรียนจบไหม (ซ้ำความ/ทวนความ ทง้ั หมด เปลย่ี นความเฉพาะสรรพนาม)
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 57 ผใู หก ารปรกึ ษา 2 : เธอทั้งอยากออกไปทำงานและเรียนตอไปจนจบ (ซำ้ ความ/ทวนความ เฉพาะประเด็นสำคญั ) ผูใหก ารปรึกษา 3 : เธอตัดสินใจไมไดวาทางเลือก 2 ทางน้ัน ทางไหน เหมาะกบั ตวั เธอ (ซำ้ ความ/ทวนความ โดยสรปุ แตค ง สาระสำคญั ไว) ทักษะการใหกำลังใจ (Encouragement Skill) ความหมาย การใหกำลังใจ เปนการแสดงความสนใจ เขา ใจในสง่ิ ทผี่ ูรบั การปรึกษาพูด และสนบั สนนุ ใหเ ขาพูดตอไปโดยใชค ำพดู หรอื ทา ทาง วตั ถุประสงค 1. เพ่ือกระตุนใหผูรับการปรึกษากระตือรือรนและมั่นใจในตนเอง รวมท้ังตระหนักในความสามารถและคณุ คาในตัวเอง 2. เพ่ือกระตุนใหผูรับการปรึกษากลาท่ีจะคิดและทำในสิ่งท่ีไมเคยคิด หรือทำมากอน ตวั อยา ง “นอยคนนักจะคิดไดอยางเธอ ครูเช่ือวาเธอจะสามารถจัดการกับ เรือ่ งยงุ ๆ นี้ไดอยา งแนน อน” “ทำตอไปเถอะ แมผลจะออกมาไมดีอยางที่หวังท้ังหมด แตทุกอยาง กค็ ลี่คลายไปมากแลว” ทกั ษะการสรปุ ความ (Summarizing Skill) ความหมาย การสรุปความ เปนการรวบรวมใจความสำคัญทั้งหมด ของความคดิ อารมณ ความรสู กึ ของผรู บั การปรกึ ษา ทเ่ี กดิ ขนึ้ ในระหวา งใหก ารปรกึ ษาหรอื ในแตล ะครงั้ โดยใชค ำพดู ส้ัน ๆ ใหไดใจความสำคญั ท้งั หมด วัตถุประสงค 1. เพ่ือย้ำประเด็นสำคัญใหมีความชัดเจนในกรณีท่ีมีการพูดคุยกัน หลายประเดน็ 2. เพือ่ ใหผรู ับการปรึกษาเขาใจเร่ืองราวและความรูสกึ ของตวั เอง 3. เพอื่ ใหการใหการปรึกษาแตล ะครั้งมคี วามตอ เน่อื งกัน 4. เพื่อชวยใหผูรับการปรึกษาและผูใหการปรึกษาเขาใจเรื่องราวท่ีกำลัง สนทนาไดอ ยางถกู ตอ งตรงกัน และไดใจความทช่ี ัดเจน
58 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น ตัวอยา งท่ี 1 ผูใ หการปรกึ ษาสรปุ : จากท่ีเราคุยกันมาประมาณ 40 นาที เธอกังวล เรื่อง...เพราะ...และเธออยาก (ตองการ) ให... เรากำลังชวยกันคิดวิธีการเพื่อใหเปนไปอยาง ทเ่ี ธอตอ งการ เพงิ่ จะคดิ ไดว ธิ เี ดยี ว คอื ...แตเ วลา ที่เราจะพูดคุยกันหมดลงเสียกอน เพราะฉะน้ัน ฉันจะขอ ใหเธอมาพบฉันอีก ในวัน...เวลา... เพอ่ื เราจะไดม าชวยกันคดิ หาวิธกี ารอ่นื ๆ ตอไป ตวั อยา งที่ 2 ผูใหการปรึกษาขอใหผูรับการปรึกษาสรุป : กอนที่จะหมดเวลาคุยกัน ในวันน้ี ครูจะขอใหคุณสรุปวาเราคุยอะไรกันไปบาง โดยครูจะชวยเสริม ในสวนทขี่ าดให ทักษะการใหการปรึกษาขัน้ สูง (Advanced Skills) เปน ทกั ษะทจ่ี ะชว ยใหผ รู บั การปรกึ ษาเปลย่ี นพฤตกิ รรม เพอื่ นำไปสเู ปา หมาย ท่ตี ัง้ ไวรวมกนั กับผูใ หการปรกึ ษา ไดแ ก ทกั ษะการทำใหก ระจาง (Clarifying Skill) ความหมาย การทำใหกระจาง เปนการที่ผูใหการปรึกษากลาวถึง ส่ิงที่คิดวาผูรับการปรึกษาพยายามจะพูดถึง โดยไมเปลี่ยนเน้ือหาของคำพูดนั้น แตใชภาษาท่ีชัดเจน เพ่ือใหเขา ใจไดง า ยขน้ึ วัตถปุ ระสงค 1. เพื่อใหผูรับการปรึกษาไดเขาใจความคิด ความรูสึกของตนเอง ซ่ึงเปนสาเหตุของปญหาหรอื สาระสำคญั ของประสบการณใ นชวี ติ 2. เพื่อเอื้ออำนวยใหผูรับการปรึกษาใหขอมูลเพ่ิมเติมหรือขยาย ความมากยง่ิ ขน้ึ 3. เพ่ือแสดงใหเห็นวาผูใหการปรึกษามีความเขาใจท่ีถูกตองในปญหา ของผูร ับการปรึกษา ตวั อยาง ผรู บั การปรึกษา : อาจารยพรรณทิพยนะ ทาทางจะไมชอบหนู เอาซะเลย เขาจะจกิ หนโู ดยการแกลง เรยี กหนใู หต อบ ตลอด...แทบจะทุกชั่วโมงทสี่ อนเลยคะ ผใู หก ารปรกึ ษา : เธอกำลังพูดวา อาจารยพรรณทิพยถามเธอ เพราะ ไมชอบเธออยางนี้ใชไหม
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 59 ทกั ษะการตคี วาม (Interpretation Skill) ความหมาย การตีความ เปนการทีผ่ ูใหการปรกึ ษาทำความเขาใจปญหา ของผูรับการปรึกษาในประเด็นตาง ๆ จากการสังเกตและแปลความหมายท่ีผูรับการปรึกษามิได แสดงออกโดยตรง แลวอธิบายพฤติกรรม ความรูสึก และอารมณของผูรับการปรึกษาเปนคำพูด ของผรู ับการปรกึ ษา วัตถปุ ระสงค 1. เพื่อขยายความใหผูรับการปรึกษามองปญหาในแงมุมใหมที่ตางจาก การรบั รูเ ดมิ 2. เพอ่ื ชว ยใหผ ูร บั การปรึกษามองโลกกวางขึ้น 3. เพอ่ื ชว ยใหผ รู บั การปรกึ ษาเขา ใจตนเองในระดบั ทล่ี กึ และถกู ตอ งมากขนึ้ 4. เพอ่ื ใหผรู บั การปรกึ ษาเขา ใจปญ หาและสาเหตุของปญหา ตวั อยา งที่ 1 ผูรบั การปรึกษา : เคาหมดรักหนูแลว หนูต้ังใจวาจะหยากับเคา ใหหมดเรื่องไป แตหนู...ก็...ก็คงตองทำใจ หนูจะทำ ไงดี บางที...หนูอดท่ีจะนึกถึง...ความหลังท่ีดี ๆ ของเราสองคนไมได แลวก็คิดถึง...วันนึงท่ีตองอยู คนเดยี ว... ผใู หก ารปรึกษา : ดเู หมือนวา หนยู งั รักและผูกพันกบั เคา อยู ตัวอยา งที่ 2 ผูรบั การปรกึ ษา : เกรดของทุกวิชาเลขออกมาไมดีเลย หนูไมรูวา ทำไม...ก็เลย ไมอยากเรียนแผนนี้แลว อยากเปล่ียน แผน...หรือวา ...ผหู ญิงไมเ หมาะกับการเรียนวิชาเลข ผูใหการปรึกษา : เปน ไปไดไหมที่หนกู ำลังจะใชเหตผุ ลความเปน ผูหญิง กับความถนัดในการเรียนวิชาเลข เปนเหตุผลท่ีจะ เปลีย่ นแผนการเรยี น ทกั ษะการเปดเผยตนเอง (Self-disclosure Skill) ความหมาย การเปด เผยตนเอง เปน การทผ่ี ใู หก ารปรกึ ษาเลา ถงึ ขอ มลู เกย่ี วกบั ตนเองใหผูรับการปรึกษาฟง อาจเปนขอมูลท่ีเปนขอสังเกต ความคิด ความรูสึก หรือประสบการณ การเปด เผยตนเองอาจเปน ไปในทางลบหรอื ทางบวก ผใู หก ารปรกึ ษาจะตอ งสำนกึ อยเู สมอวา นอกจาก การเปดเผยตนเองดวยคำพูดแลว ทาทางกิริยาและวิธีการตาง ๆ ท่ีไมใชการพูดนั้น ก็เปนการ เปดเผยตนเองดวยเชนกัน ถึงแมวาจะไมไดตั้งใจที่จะเปดเผย ผูรับการปรึกษาจะรับรูส่ิงเหลานี้ได มากกวาคำพูด
60 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน วัตถุประสงค 1. เพือ่ เปน การใหก ำลังใจใหแกผรู ับการปรกึ ษา 2. เพอ่ื สรางความไววางใจใหแกผรู ับการปรกึ ษา 3. เพื่อสรางความเสมอภาคระหวา งผรู ับและผูใ หการปรึกษา 4. เพ่ือกระตุนใหผูรับการปรึกษาเปดเผยตนเองมากขึ้น เม่ือรับรูวา ผูใ หการปรึกษาก็มีลักษณะหรือปญหาบางอยางคลาย ๆ กับตน ขอควรระวัง 1. ถาผูใหการปรึกษาเปดเผยตัวเองมากเกินไป จะทำใหจุดสนใจ กระบวนการใหการปรึกษาเนน ไปทผี่ ูใหการปรึกษา แทนทจ่ี ะเจาะจงถึงปญหาของผรู ับการปรกึ ษา 2. การเปด เผยตวั เองถึงความรสู ึกที่ลกึ เกินไป อาจทำใหผูร ับการปรกึ ษา ตกใจ กลัว และเปนอปุ สรรคในการดำเนนิ การใหการปรกึ ษาตอ ไป 3. ผูใหการปรึกษาควรสำนึกวา ประสบการณของตนเองจะมีสวน เหมอื นกบั ประสบการณข องผรู ับการปรกึ ษา แตก็มหี ลาย ๆ สง่ิ ท่ีแตกตางกนั ในแตบรบิ ท ความหมาย และส่ิงแวดลอม ทกั ษะการเผชิญหนา (Confrontation Skill) ความหมาย การเผชิญหนา เปนการที่ผูใหการปรึกษาแสดงออกดวย วาจาถึงความขัดแยง ความไมสอดคลอง ความสับสนระหวางพฤติกรรม ความคิด ความรูสึก และ การรับรูของผูรบั การปรึกษา วัตถปุ ระสงค 1. เพ่อื ใหผรู บั การปรกึ ษาเขาใจตนเองมากย่งิ ขน้ึ 2. เพอื่ ชว ยใหผ รู บั การปรกึ ษาเขา ใจถงึ ปญ หาสำคญั ๆ ของตนเองไดเ รว็ ขนึ้ 3. เพ่ือเปนการสนับสนุนและใหกำลังใจผูรับการปรึกษาในการเผชิญกับ ปญหาและความจริงเกี่ยวกับตนเอง 4. เพื่อกระตนุ ใหผ รู บั การปรึกษาเปด เผยตนเองมากขน้ึ 5. เพื่อใหผูรับการปรึกษายอมรับความจริง สามารถจัดการใหเกิด ความสอดคลอ งในตนเอง ซงึ่ จะนำไปสชู วี ติ ที่มีศักยภาพมากข้นึ ตัวอยาง ผรู ับการปรึกษา : หนูคิดวา...ไมโกรธเพ่ือน ไมเคยโกรธใครเลย (หลบสายตาและกำมอื แนน) ผูใหก ารปรึกษา : หนูบอกวาไมโกรธเพื่อน แตหนูกำมือแนน หนูลอง ทบทวนความรสู ึกของหนใู หมอ กี ทีซิ
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 61 ทักษะการใหขอมูลและการใหคำแนะนำ (Giving Information and Advising Skill) ความหมาย การใหขอมูล เปนการส่ือสารทางวาจาเก่ียวกับขอมูล หรือรายละเอียดตา ง ๆ ท่ีจำเปนแกผรู บั การปรึกษา การใหคำแนะนำ เปนการช้ีแนะแนวทางปฏิบัติในการแกไขปญหาใหแก ผรู ับการปรึกษา วัตถปุ ระสงค 1. เพ่ือใหความรู ขอมูล และรายละเอียดตาง ๆ ที่จำเปนแกผูรับ การปรึกษา 2. เพือ่ ใหผ ูร ับการปรึกษาเขา ใจปญหาของตนเองและใชคำแนะนำ 3. เพอ่ื ใหผ รู บั การปรึกษามีขอมลู ประกอบการตดั สินใจ 4. เพื่อใหผูรับการปรึกษามีทางเลือกและแนวทางปฏิบัติท่ีเขาอาจจะ นกึ ไมถงึ ตัวอยาง “กอนที่ครูจะใหรายละเอียดเก่ียวกับเรื่อง...ครูอยากทราบวานักเรียนรู/ เขาใจเก่ยี วกบั เรื่องน้วี าอยางไรบางครบั ” “ในสวนไหนของเรอื่ ง...ทห่ี นูคิดวายงั ไมร ูและตอ งการรายละเอยี ดเพิม่ ” “สำหรบั แนวทางทจ่ี ะจดั การเรอื่ ง...ครคู ดิ วา ควรจะ...หนคู ดิ วา อยา งไรคะ” “เทาท่ีครูนึกออกในตอนน้ีนะ ครูวา นักเรียนนาจะ...นักเรียนคิดอยางไร กบั ขอ เสนอแนะของคร”ู ขอ ควรระวัง การใหคำแนะนำมีขอเสียอยูหลายประการ เชน หากผูรับการปรึกษา ไมชอบก็จะปฏิเสธ และมีทัศนคติทางลบตอการใหการปรึกษาและผูใหการปรึกษา หรือถาผูรับ การปรึกษาไดรับคำแนะนำแลวนำไปปฏิบัติและไมไดรับผล ก็จะโทษผูใหการปรึกษา หากไดรับผลดี ผรู บั การปรกึ ษา ก็จะมาใหมอีก เปน การสรา งความรสู ึกผกู พนั และพึง่ พิง นอกจากนีก้ ารใหค ำแนะนำ มีโอกาสท่ีจะเกิดความเขาใจไมตรงกันได แมผูใหการปรึกษาจะเปนผูมีบทบาทมากในการแนะนำ ผใู หการปรกึ ษาตอ งตระหนกั ไวเ สมอวา ในท่สี ุดแลวผรู ับการปรึกษาจะตอ งเปน ผตู ดั สินใจเลือกเอง ทกั ษะการช้ผี ลทตี่ ามมา (Pointing Outcome Skill) ความหมาย การช้ีผลท่ีตามมา เปนการเนนใหผูรับการปรึกษาไดเ ห็นผล ที่อาจตามมาจากการคิดการตัดสินใจ การวางแผน และการปฏิบัติของเขาเองท้ังในทางลบและ ทางบวก ผลที่ตามมานี้ อาจเปนไดท้ังเหตุการณท่ีเกิดข้ึนในใจเขาหรือเหตุการณภายนอก ซ่ึงทำให พฤตกิ รรมทเ่ี ปน ปญ หาคงอยรู นุ แรงขน้ึ หรอื ลดลง เชน ดา นอารมณค วามรสู กึ ไดแ ก รสู กึ ดี ไมด ี กลมุ ใจ
62 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น สับสน ไมม่ันใจ ฯลฯ ดานรางกาย เชน ใจเตน ปวดศีรษะ ทองผูก เจ็บปวย ฯลฯ ดานพฤติกรรม การปฏิบตั ติ ัว กิจกรรมที่ทำ ฯลฯ ดานความคดิ เชน ทัศนคติ ความเชือ่ ฯลฯ ดา นสิง่ แวดลอ ม เชน เวลา เหตุการณ สถานท่ี เงนิ ทรพั ยส นิ ฯลฯ ดา นความสมั พนั ธก บั ผอู นื่ เชน ทำใหม ปี ญ หากบั เพอื่ น ญาติ เพอื่ นรว มงาน ฯลฯ การชีผ้ ลท่ตี ามมา อาจทำได 2 ทาง คือ 1. การชี้ผลที่ตามมาในทางบวก เปนการช้ีใหผูรับการปรึกษาเห็นขอดี และประโยชนท่จี ะไดรับ การสนับสนุนใหผรู ับการปรึกษากลา ตัดสนิ ใจหรอื ปฏิบตั ิตามแผนท่ีวางไว 2. การช้ีผลท่ีตามมาในทางลบ เปนการบอกถึงผลที่ไมดีหรือโทษท่ีอาจ จะตามมาจากการตัดสินใจหรอื การปฏบิ ัติ วตั ถปุ ระสงค 1. เพ่ือใหผูรับการปรึกษารับรูถึงผลดีและผลเสียของการคิด การตัดสิน ใจ การวางแผน และการปฏบิ ัตขิ องเขาเองทัง้ ในทางลบและทางบวก 2. เพือ่ ใหผ รู บั การปรึกษาตดั สินใจไดอยางมีประสทิ ธภิ าพมากขน้ึ ตวั อยาง ผรู บั การปรกึ ษา : ผมไมเรียนแลว ผมเบ่ือ...เบ่ือทุกอยางเลย... ผมจะไปจากทุกคน ไปตามทางของผม แลวผม ก็จะไมติดตอกับใครเลย...และก็ไมไปที่บานดวย อาจารยค อยดูนะ ผูใ หก ารปรึกษา 1 : ถาเธอทำอยางท่ีบอก ลองคิดสิวา พอกับแมเธอ จะเปน อยา งไร (ใหผ รู บั การปรกึ ษา ชผี้ ลลบทตี่ ามมา) ผูใหก ารปรกึ ษา 2 : ถาเธอทำอยางที่บอก พอกับแมเธอคงจะผิดหวัง และเสยี ใจมาก (ใหผ รู บั การปรกึ ษา ชผี้ ลลบทต่ี ามมา) ทักษะการจัดการ (Verbal Setting Operation Skill) ความหมาย การจัดการ เปนคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะ ขอบขาย กระบวนการ หรือกลวิธีในการใหการปรึกษา ที่ผูใหการปรึกษาอธิบายหรือชี้แจงใหผูรับการปรึกษา เกดิ ความเขา ใจเกี่ยวกบั บริการใหก ารปรกึ ษา วัตถปุ ระสงค 1. เพื่อชวยใหผูรับการปรึกษาเกิดความเขาใจเกี่ยวกับกระบวนการ และองคป ระกอบท่ีสำคัญของการใหการปรกึ ษามากขน้ึ 2. เพื่อใหผูรับการปรึกษาเขาใจบทบาทหนาท่ีของผูใหการปรึกษาและ ตัวเขาเอง 3. เพื่อใหผ รู บั การปรกึ ษาแสดงบทบาทไดเหมาะสมข้นึ 4. เพ่ือจูงใจใหผูรับการปรึกษาเกิดความไววางใจและมั่นใจในการใช บรกิ ารใหก ารปรึกษา
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 63 ตวั อยา ง “การพูดคุยกันของเราในวันนี้ ก็เพ่ือชวยใหเธอสบายใจข้ึน ท่ีไดเลา ไดร ะบายความรูสกึ ตาง ๆ ออกมา แลวยงั ชว ยใหเ ธอเขาใจตวั เองมากข้ึน” “เราอาจตอ งคยุ กนั หลายครงั้ เพอื่ ทำความเขา ใจปญ หาและความตอ งการ ท่แี ทจ รงิ ของหนู เพ่อื ชวยกนั หาแนวทางใหไ ดใ นส่งิ ทหี่ นูตองการ หนูมีความเหน็ วา อยางไรบาง” “ในการปรึกษากันน้ี ครูมีหนาท่ีชวยวิเคราะหเพื่อใหหนูเขาใจตัวเอง มากข้นึ การตดั สินใจวา จะแกไ ข/ปรบั ปรงุ ตัวเองหรือไมนนั้ เปนการตัดสนิ ใจของหนเู อง” “แมเธอตัดสินใจวาจะทำตามแนวทางท่ีเราชวยกันคิดไว แตถาเธอ ไมลงมือทำอยางจริงจงั มันก็คงไมเกิดผลอะไร เพราะฉะน้ันถาไดแ นวทางแกไขแลว เธอตองลงมือทำ การปรึกษาจึงจะเปน ประโยชนตอตวั เธอ ไดขอ มูลแบบนีแ้ ลวรูส กึ อยางไรบาง” 1.3.8 ข้นั ตอนการใหการปรกึ ษาเชงิ จิตวทิ ยา ขั้นตอนการใหการปรึกษา เปนตัวกำหนดแนวทางปฏิบัติท่ีทำใหการ ใหก ารปรึกษาเชงิ จิตวิทยาดำเนินไปอยางมีระบบและมีทิศทางท่ชี ดั เจน แบงไดเปน 5 ขนั้ ตอน ไดแก ขัน้ ท่ี 1 ขั้นสรางสัมพันธภาพ การเร่ิมตนการใหการปรึกษาที่เปนไปดวย ความอบอุนเปน กันเองจะชวยใหผ ูรบั การปรกึ ษาเกดิ ความรูสกึ ประทับใจและไวว างใจ ขนั้ ที่ 2 ข้ันสำรวจทำและความเขาใจปญหา ผลกระทบ ความตองการ ของผูรับการปรึกษาและกำหนดเปาหมายท่ีเปนจริงได ซึ่งในบางกรณีอาจตองใชเวลาเพ่ือดำเนินการ ในข้นั นม้ี ากกวา 1 ครง้ั ขน้ั ท่ี 3 ขน้ั หาแนวทางแกไขปญหา ในข้นั นี้ผใู หการปรกึ ษาควรสนับสนุน ใหผรู บั การปรกึ ษาคิดและตดั สนิ ใจเลือกวธิ แี กไขปญ หาท่ีเหมาะสมกบั ตวั ของเขาดว ยตัวเอง ขั้นท่ี 4 ข้ันวางแผนเพื่อไปนำสูการปฏิบัติ เปนการกำหนดแนวทาง ปฏิบัติที่เปนระบบและทำขอตกลงรวมกันระหวางผูใหและผูรับการปรึกษาวา ผูรับการปรึกษาจะ ปฏิบัตติ ามแผน ข้ันท่ี 5 ข้ันยุติการใหการปรึกษา เม่ือการใหการปรึกษาดำเนินไปจน หมดเวลาทก่ี ำหนดไวในแตละครง้ั ในแตละราย หรอื ในกรณที ่ผี ูร บั การปรกึ ษามที า ทีตอ ตา น ไมรว มมือ ในการปรึกษา ก็ใหยุติการใหการปรึกษาดวยความนุมนวล อบอุนเปนมิตร แสดงความพรอมในการ ใหความชวยเหลือในโอกาสตอไป แตทุกคร้ังของการใหการปรึกษาจะตองเร่ิมตนข้ันที่ 1 และจบลง ทีข่ ้นั ท่ี 5 เสมอ สวนในขน้ั ที่ 2 3 และ 4 ขึน้ อยกู ับสถานการณข องปญหาในขณะนน้ั 1.3.9 ตวั อยางการใหก ารปรึกษาเชงิ จิตวทิ ยา ตวั อยา งการใหก ารปรกึ ษาทแี่ สดงขนั้ ตอนและทกั ษะการใหก ารปรกึ ษา สถานการณ อาจารยประจำชั้นสังเกตพบวา นักเรียนในหองคนนึง มพี ฤตกิ รรมเปล่ยี นไป คือ ขาดเรยี นบอย ไมสงงาน และผลการเรยี นตกลง จึงเรียกนักเรียนพบ
64 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน ข้นั สรางสัมพันธภาพ นักเรียน : สวสั ดีคะ อาจารย อาจารย : จะ นั่งกอนสิ (ยิ้ม ชีท้ ี่เกา อ้ี : ทักษะการใสใ จ) นกั เรยี น : อาจารย ใหเพื่อนไปตามหนูมา มอี ะไรหรอื คะ อาจารย : ครูอยากคุยดวยนะ เปน ยงั ไงบา งชวงนี้ สบายดหี รือเปลา (ทกั ษะการใสใ จและการถาม) นักเรียน : ก็สบายดีคะ อาจารย อาจารย : อือ ครูนึกวาหนูไมสบาย เห็นไมคอยมาโรงเรียน (ทักษะ การใสใ จ) นักเรียน : เออ ...ทจ่ี ริงก็...ไมค อยสบายคะ... อาจารย : ไมคอยสบาย เปนอะไรหรือ (ทักษะซ้ำความ/การทวน ความและการถาม) นักเรียน : คอื ...ก็ไมไดปวยอะไรคะ...แคตอนน้ี...หน.ู .. อาจารย : ...(ทกั ษะการเงียบ)... นักเรยี น : คอื ...หนู... อาจารย : เธออาจจะกำลังลังเลวาควรเลาหรือไม แลวแตเธอนะ แตถาเธอกลัวเร่ืองการรักษาความลับ ครูรับรองวา จะไมนำเร่ืองของเธอไปเปดเผยใหใครฟงอยางแนนอน แ ล ะ ก า ร ไ ด เ ล า เ ร่ื อ ง ที่ เ ร า ไ ม ส บ า ย ใ จ ใ ห ใ ค ร สั ก ค น ท่ีเปนหวงและหวังดีตอเรา มันจะทำใหเรารูสึกดีข้ึน เพราะอยางนอยก็มีคนรับฟงและยินดีใหการชวยเหลือ (ทักษะการจดั การ) นกั เรยี น : หน.ู ..ก.็ ..มีเรอื่ งไมค อ ยสบายใจนิดหนอ ยนะ คะ อาจารย : ที่วามีเรื่องไมคอยสบายใจ มีอะไรที่ครูพอจะชวยได ครูก็ยินดีนะ (ทักษะการซ้ำความ/การทวนความและ ทักษะการใสใ จ) ขั้นสำรวจและทำความเขาใจปญหา ผลกระทบ ความตองการของ ผรู บั คำปรกึ ษา และกำหนดเปาหมายทเี่ ปน จริงได นกั เรียน : คอื วา ...ตอนนี้ หนู...ไมค อยสบายใจเรอ่ื งทางบานคะ อาจารย : ไมสบายใจเรื่องที่บาน มีอะไรเหรอ (ทักษะการซ้ำความ/ การทวนความและทกั ษะการถาม)
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 65 นักเรยี น : คือวา...คุณพอของหนูตองไปทำงานท่ีตางจังหวัดนะคะ หนเู ลยตอ งอยบู า นกบั คณุ แม 2 คน แตท นี ี้ คณุ แมเ ปน คน อาจารย : ทชี่ อบออกสงั คม ไมค อ ยไดอ ยบู า น เวลาตอนเยน็ หนกู ลบั บา น นักเรยี น : ก็ไมคอยไดเจอคุณแมเลย ขาวเย็นหนูก็ตองหากินเอง อาจารย : คนเดยี ว เชา มาคุณแมก ไ็ ปทำงาน นักเรยี น : แลว หนูรสู กึ อยางไร (ทักษะการถาม) อาจารย : หนูก็...เหงา เซ็ง เบื่อ ก็เลยออกไปขางนอก ไปอยูที่หอ นกั เรียน : เพื่อนจะไดมเี พอ่ื นคยุ มเี พอ่ื นกนิ ขาว ที่คุณแมไมคอยอยูบาน หนูตองกินขาวคนเดียวบอย ๆ อาจารย : มันทำใหหนูเหงา ก็เลยตองออกไปหาเพื่อน (ทักษะ นักเรยี น : การสะทอนกลับ) คะ อาจารย : ไปอยกู บั เพ่อื นแลว เปน อยางไรบาง (ทักษะการถาม) นักเรียน : ก็ดีคะ แตบางทีหนูก็...เกรงใจเคา แบบวาบางทีแฟนเคา ก็มาหา หนูคิดวาเคาอาจจะอยากมีความเปนสวนตัวบาง แลวเคาก็ชอบออกไปเท่ียวกลางคืนกับแฟนเคาดวย เวลาเคาไป เคาก็ชอบชวนหนูไปดวย หนูก็ไมอยากไป แตไมรูวาจะปฏิเสธเคายังไง จะอยูคนเดียวก็เหงา ก็เลย...ไปก็ไป พอตอนเชา หนูก็ต่ืนมาโรงเรียนไมไหว... แ ล ว เ ค า ก็ ยั ง แ น ะ น ำ เ พ่ื อ น ข อ ง แ ฟ น ใ ห รู จั ก กั บ ห นู เคา บอกหนวู า ...ใหห นรู บี มแี ฟน จะไดไ มต อ งเหงาอยคู นเดยี ว แลวหนูมีความคิดวายังไงกับคำแนะนำของเขาจะ (ทกั ษะการถาม) ก็ดีนะคะอาจารย หนูเห็นเวลาเคาอยูดวยกัน เคาก็มี ความสุขดี แตอีกใจนึงหนูก็วาไมดีเวลาเคาทะเลาะกัน ก็นากลัว แบบวา...เคาโดนแฟนตีดวยนะคะอาจารย แลวเพื่อนเคาแตละคนท่ีแนะนำใหหนูรูจักเน่ีย นากลัว กวา แฟนเพือ่ นหนอู ีก หนูไมแ นใจวา จะมีแฟนดไี หม จากทห่ี นเู ลา มาทง้ั หมด หนคู ดิ วา ถา หนใู ชช วี ติ อยา งนต้ี อ ไป จะเปน ยงั ไงจะ (ทักษะการช้ีผลท่ีตามมา) ก.็ ..
66 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน อาจารย : (ทกั ษะการเงียบ) นักเรยี น : ก็คง...จะตองเขาไปอยูในกลุมเท่ียว กินเหลา สูบบุหรี่ ความจริงแลวเพ่ือนหนู...แตกอนเคาก็ไมไดเปนแบบนี้ หรอกคะ เคาพง่ึ มาเปน ตอนคบกบั แฟนคนนีแ้ หละ อาจารย : น่ันสิ ถาหนูยังไปหาเพื่อนคนนี้ ไปเท่ียวตอนกลางคืน แลวก็ยังอยูในกลุมนี้บอย ๆ...(ทักษะการซ้ำความ/ การทวนความ) นักเรียน : หนู...คง...แย...เพราะต้ังแตหนูไปเที่ยวกับพวกเคา โรงเรยี น...กไ็ มค อ ยไดม า มกี ารบา น มงี านคา งเยอะไปหมด คะแนนของหนกู แ็ ยลงแทบจะทกุ วชิ า อาจารย : ครูดีใจนะที่หนูคิดไดแบบน้ี แลวหนูคิดวาหนูจะทำ อยางไรตอ ไป (ทกั ษะการใหก ำลังใจและการถาม) นักเรียน : หนูวาจะเลกิ ไปหาเคาทหี่ อ แลว ก็...อยบู านแทน อาจารย : เปนความคิดท่ีดีมากเลย เออ...แตวา หนูบอกครูวา.. ท่ีออกไปหาเพ่ือน เพราะวาเหงา ตองอยูบานคนเดียว แลวถาหนูไมออกไปหาเคา...จะอยูบาน หนูจะเปนยังไง (ทกั ษะการสรปุ ความและการถาม) นักเรียน : กค็ งจะเหงา...แลวก็เหงามาก... ข้ันหาแนวทางแกไ ขปญ หา อาจารย : นั้นสิ อยูบานก็เหงา ไปหาเพ่ือนก็ดูจะอันตราย แลวหนู คิดวา จะทำอยา งไร (ทักษะการสรปุ ความและการถาม) นักเรียน : ก็คงดูทีวี ฟง เพลงไปตามภาษา เรอ่ื ยเปอย อาจารย : ดูทีวี ฟงเพลง แลวหนูคิดวาจะหายเหงาไหม (ทักษะ การทวนซำ้ และการถาม) นกั เรยี น : มันก็...ไมหายเหงาหรอกคะอาจารย ที่หนูไปเที่ยวผับ กับเพ่ือน ๆ ความจริงก็ดี หายเหงา เพ่ือนเยอะดี อยบู า นแลวเซง็ ไปคางหอเพื่อนบางกด็ ี อาจารย : ไปเที่ยวผับ แลวก็ไปคางหอเพ่ือนตอ ถาพอแมกลับมา แลวรูวาหนูไมอยูบาน หนูคิดวาจะเกิดอะไรข้ึน (ทักษะ การซ้ำความ/การทวนความและการชผี้ ลทตี่ ามมา) นกั เรยี น : ...(เงียบ)...พอกับแมคงโมโหมาก เพราะเคยบอกวา อยาไปไหนตอนกลางคืน ไมใหไปคางบานคนอ่ืน...หาก ไมไดขออนญุ าต อา ...ทำไงดีคะ
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 67 อาจารย : นน่ั สิ ทำไงดี (ทักษะการถาม) นกั เรียน : ชางเหอะ จะไดร มู ัง่ วา คนเราก็เหงา กก็ ลัวเปน เหมือนกัน ทต่ี อ งอยคู นเดยี ว อาจารย : ฟง เหมือนกับวา ทีห่ นไู ปเทย่ี วกบั เพ่ือนดกึ ๆ ดน่ื ๆ เนี้ยะ นอกจากจะเหงาแลว หนูยังกลัวที่ตองอยูคนเดียว ตอนกลางคืน แลวก็จะประชดคุณแมดวย (ทักษะ การตีความ) นักเรยี น : ...(เงยี บ กม หนา นำ้ ตาไหล) อาจารย : สงกระดาษซบั นำ้ ตาให. ..(ทกั ษะการเงียบและการใสใ จ) นักเรียน : หนเู หงา...(สะอ้นื ) หนูอยากให. ..แมมีเวลาใหหนบู าง อาจารย : ...สงกระดาษซับน้ำตาให...(ทักษะการเงียบและ การใสใจ) หนูเคยบอกหรือทำอะไรใหคุณแมรูบางวา ...หนูเหงาแลวก็อยากใหเขาอยูกินขาวดวยในตอนเย็น (ทักษะการถาม) นกั เรยี น : ไมคะ... อาจารย : ทไ่ี มบ อก เพราะอะไรเหรอ (ทกั ษะการซำ้ ความ/ทวนความ และการถาม) นกั เรยี น : ทำไมตองใหบอกดวย แมก็ตองรูสิวา ลูกท่ีไหน ๆ เขาก็ อยากใหแ มอ ยดู ว ยทั้งนน้ั แหละ อาจารย : เปนไปไดไหมท่ีคุณแมจะคิดวาหนูอยูเองคนเดียวได เขาจึงออกงานสังคมบอย ๆ แลวอีกอยาง...ตัวหนูเองก็ ไมเคยบอกหรือทำใหเคารูวาอยากใหเขาอยูดวย (ทักษะ การตีความ) นกั เรยี น : หนู...ไมรู อาจารย : แลวหนูคิดยังไง ถาจะบอกความตองการใหคุณแมรู (ทกั ษะการถาม) นักเรยี น : ก็...นาจะ...ดเี หมือนกันคะ ขั้นวางแผนเพื่อนำไปสูก ารปฏิบัติ อาจารย : ถาดี...หนูจะลองบอกคุณแมดูไหม แลวก็จะถามหนู อยากจะบอกคุณแมวายังไงดีละ (ทักษะการซ้ำความ/ ทวนความและการถาม)
68 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น นักเรียน : ก็บอกวา...หนูอยากใหคุณแมออกงานตอนเย็นใหนอยลง และมเี วลาใหห นบู า ง กนิ ขา วเยน็ กบั หนบู า ง แคอ าทติ ยล ะ 2-3 วัน ก็พอแลว อาจารย : ดีคะ...(ยิ้ม ผงกศีรษะ)...แลวความรูสึกของหนูท่ีตองอยู คนเดยี วละ จะบอกไหม (ทกั ษะการใหก ำลงั ใจและการถาม) นักเรยี น : บอกดีไหมคะ...บอกดีกวา หนูจะบอกวา...หนูเหงา แลวก็กลวั ดว ยทตี่ อ งอยคู นเดยี ว อาจารย : ออื ...ถา หนพู ดู แบบนกี้ บั คณุ แม หนคู ดิ วา คณุ แมจ ะวา ยงั ไง (ทกั ษะการถาม) นกั เรยี น : คุณแมก็คง...จะอยูบานกับหนูมากขึ้น เพราะหนูก็ไมได เรียกรอ งอะไรมากมาย อาจารย : อื้ม...ครูก็คิดอยางนั้นแหละ แลวตอนน้ีรูสึกยังไงบาง (ทักษะการใหกำลังใจและการถาม) นักเรยี น : ก็ดคี ะ โลง ๆ ดี ขอบคณุ มากนะคะอาจารย อาจารย : ครูวาถาหนูทำตามอยางที่หนูคิด ทุกอยางนาจะดีขึ้น แลวจะพูดกับคุณแมวันไหนดีละ (ทักษะการใหกำลังใจ และการถาม) นกั เรยี น : เยน็ น้ีเลยคะ อาจารย คุณแมกลบั ดกึ ยงั ไง หนกู ็จะรอ ขัน้ ยตุ กิ ารใหคำปรกึ ษา อาจารย : ดีแลวคะ รีรอไปก็ไมมีประโยชนอะไร ไดผลเปนยังไง ก็มาเลา ใหครฟู ง นะ (ทักษะการใหก ำลงั ใจและการใสใจ) นักเรียน : คะ...อาจารย ขอบคณุ มากนะคะ สวัสดคี ะ อาจารย : ไมเ ปน ไรจะ ครูยินดี
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 69 ตัวอยา ง แบบบันทึกการใหการปรึกษา วนั ท่ี...............เดอื น.........................พ.ศ. ............... เริ่มเวลา..............................น. ถงึ เวลา..............................น. การใหการปรกึ ษา คร้ังท.ี่ .............. 1. ขอมลู สวนตัวของนกั เรยี น ชื่อ-สกุล...............................................................................(ชื่อจริงหรือแฝงตามความเหมาะสม และตองเก็บเปน ความลบั ) เพศ ( ) ชาย ( ) หญงิ อายุ.....................ป ศกึ ษาอยูในชน้ั ................................................... 2. สาเหตุ/ความตอ งการท่มี าขอรับการปรึกษา................................................................................... .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. 3. ปญ หาท่พี บ.................................................................................................................................... .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. 4. ผลกระทบท่เี กิดจากปญหาดังกลา ว................................................................................................ .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. 5. แนวทางการใหความชวยเหลือ....................................................................................................... .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. 6. การนดั หมายครงั้ ตอ ไป (ถา ม)ี ......................................................................................................... ลงช่ือ........................................... (.........................................) ผใู หก ารปรกึ ษา หมายเหต.ุ ............................................................................................................................................. ..............................................................................................................................................................
70 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น ตัวอยาง แบบบนั ทึกการติดตามดแู ลผลการใหการปรึกษา (ฉบับครแู นะแนว) นักเรียน ชอ่ื -สกลุ ...........................................................ช้นั ...........................เลขที.่ .............................. ที่อย.ู ...................................................................................................................................................... โทรศพั ท................................................................................................................................................ ผูปกครองชื่อ-สกลุ .............................................................โทรศัพทท่ีทำงาน........................................ โทรศพั ททบ่ี าน........................................ วัน เดือน ป/ เร่ืองทตี่ ดิ ตามดแู ล วิธกี ารติดตามดแู ล ผลการติดตามดแู ล ชอ่ื ผตู ิดตามดูแล จำนวนครั้ง ครัง้ ท่ี 1 ครง้ั ที่ 2 ครงั้ ที่ 3 ครัง้ ท่ี 4 สรปุ ผลการติดตามดูแลผลใหการปรกึ ษา .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ลงช่ือ............................................ (.......................................) ผบู นั ทึก
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 71 ตวั อยาง แบบบนั ทึกบรกิ ารใหการปรึกษา (ฉบบั ครูแนะแนว) วัน เดอื น ช่ือ-สกุลนักเรียน ปญ หา แนวทาง/วธิ ีการชว ยเหลือแกไ ข หมายเหตุ ป สรปุ ปริมาณของผมู าขอรับการปรึกษา .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. .............................................................................................................................................................. ลงชื่อ............................................ (.......................................) ผบู ันทกึ
72 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน ตวั อยาง แบบบนั ทกึ ผลการประสานความรวมมอื กบั ผูท่เี กยี่ วของ ในการชวยเหลือนกั เรียน (ฉบับครูแนะแนว) นกั เรยี น ชอ่ื -สกลุ .......................................................................ชนั้ ..........................เลขท.ี่ ................... ลักษณะของปญ หา c การเรียน c การปรบั ตัว c บุคลิกภาพ c พฤตกิ รรม c อน่ื ๆ (ระบุ)...................................... วนั ผทู ่เี กย่ี วขอ ง แนวทาง/วิธีการชวยเหลอื แกไ ข หมายเหตุ เดอื นป ลงช่อื ............................................ (.......................................) ผบู ันทกึ
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 73 1.4 บรกิ ารจัดวางตัวบคุ คล 1.4.1 ความหมาย บริการจัดวางตัวบุคคล เปนบริการที่ชวยใหนักเรียนรับรูเกี่ยวกับ ตนเองทางดานความสนใจและความถนัด สามารถวางแผนชีวิตและดำเนินการตามที่นักเรียนได ตดั สนิ ใจเก่ียวกบั การศกึ ษาและอาชีพ โดยไดรบั ความรว มมอื จากบคุ ลากรภายในและนอกโรงเรียน 1.4.2 วัตถุประสงค บริการจัดวางตัวบุคคล มีวัตถุประสงคเพื่อชวยใหนักเรียนไดพัฒนา ตนเอง และวางแผนชีวิตสูอนาคต ท้ังดานการศึกษา การประกอบอาชีพที่สอดคลองกับความสนใจ ความถนดั ความสามารถของตน รวมทง้ั การพฒั นาตนเองทง้ั ดา นสว นตวั และสงั คม เพอ่ื การดำเนนิ ชวี ติ ท่ีเปน สุข ประสบความสำเร็จ 1.4.3 หลกั การ 1) คำนึงถึงความแตกตา งของนักเรยี นแตละคน 2) ใหโอกาสแกนักเรียนไดเลือกในสิ่งที่ตองการตามความเหมาะสม เชน การเลือกวิชาเรยี น การเลอื กทำกจิ กรรม เปน ตน 3) จัดกิจกรรม/โครงการที่ใหนักเรียนไดพัฒนาตนเองอยางรอบดาน หรอื มปี ระสบการณ ท้งั ความรู วชิ าการ ทักษะชวี ติ การปรับตวั การศึกษา และอาชีพ 4) มีความเช่ือวาการเปลี่ยนแปลงของเวลาและสังคม ยอมมีผลกระทบ ตอ ความคิด ความตองการ หรือคา นิยมของนกั เรียน 1.4.4 ประเภทของบริการจัดวางตัวบุคคล แบง ออกเปน 2 ประเภท ดงั น้ี 1) บริการจัดวางตัวบุคคลแกนักเรียนที่อยูในโรงเรียน ครอบคลุมงาน หลายดาน ซึ่งอาจมีเนื้อหาแตกตางกันในแตละโรงเรียน เชน การเลือกวิชาเรียนตามความตองการ ความถนัด ความสามารถ การคัดเลือกนักเรียนรับทุนการศึกษาท่ีเหมาะสมตามเง่ือนไขหรือ ตามความเปน จรงิ การจดั กจิ กรรมทเี่ สรมิ พฒั นาการดา นสงั คมของนกั เรยี น การทำงานในชว งปด เทอม หรอื ในเวลาวา งหลงั จากเลกิ เรยี นแลว เปนตน 2) บรกิ ารจดั วางตวั บคุ คลแกน กั เรยี นทอี่ อกจากโรงเรยี นไปแลว นกั เรยี น ทอี่ อกจากโรงเรยี นไปแลว อาจดว ยสาเหตตุ า ง ๆ ไมว า จะลาออกกลางคนั เพราะไมส ามารถจะเรยี นตอ ได หรือออกเพราะจบชั้นสูงสุดของโรงเรียน ครูแนะแนวอาจชวยเหลือนักเรียนกลุมน้ีได เชน การใหขอมลู เก่ยี วกบั การศกึ ษา ไดแ ก หลกั สูตร คา ใชจ า ย และสว นอื่น ๆ เกยี่ วกบั สถานศึกษาตา ง ๆ การแนะแนวในการประกอบอาชพี หรอื ศกึ ษาตอ เพอ่ื ใหน กั เรยี นไดพ จิ ารณาสถาบนั การศกึ ษาใหเ หมาะ กบั ตนเอง และแหลงงานตา ง ๆ
74 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 1.4.5 วิธกี ารจัดวางตัวบุคคล 1) จัดกิจกรรมพัฒนาบุคลิกภาพหรือปรับพฤติกรรม เพื่อวางตัวบุคคล ใหเหมาะสม ทั้งดานการศึกษาและอาชีพ สวนใหญจัดในชั่วโมงกิจกรรมแนะแนว เพื่อใหครูรูขอมูล ของนักเรียน และนักเรียนรูจักตนเอง ครูแนะแนวจะเปนผูกำหนดเนื้อหาหลักท่ีเลือกมาสอน เพื่อใหสอดคลองกับความสนใจและชวงวัยของนักเรียน โดยมีเนื้อหาหลัก คือ การศึกษาตอ อาชีพ และทักษะทจ่ี ำเปนตอการดำเนนิ ชีวติ 2) มีสวนรวมในการพิจารณาจัดวิชาเลือกของนกั เรียน เพือ่ ใหส อดคลอง กับความสามารถ ความถนัด และความสนใจ ซ่ึงอาจทำไดในช่ัวโมงกิจกรรมแนะแนว หรือระหวาง การใหบ ริการปรึกษารายบคุ คลและกลุม 3) มีสวนรวมในการจัดกิจกรรมเพ่ือเตรียมความพรอมในการวางแผน เลือกอาชีพ เชน การใหคำปรึกษาแกผูปกครอง ครูแนะแนวอาจบรรยายใหความรูแกผูปกครอง โดยเฉพาะผูปกครองนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษาปท่ี 3 ในเรื่องโอกาสการเรียนตอ ความสามารถ ของนักเรียน โอกาสท่ีนักเรียนจะประสบความสำเร็จในดานท่ีเลือก ครูแนะแนวอาจทำเอกสาร แจกผปู กครอง 4) มีสวนรวมในการชวยใหนักเรียนไดรับความชวยเหลือดาน ทนุ การศึกษา รวมถึงการหารายไดระหวา งเรียน 5) มีสวนรวมในการจัดกิจกรรมเพ่ือสงเสริมสุขภาพของนักเรียน โดยเฉพาะสุขภาพจิต ครูแนะแนวอาจติดตอประสานงานกับผูเช่ียวชาญภายนอก เชน แพทย จิตแพทย หรือนักจิตวิทยา นอกจากนี้อาจเชิญบุคคลเหลาน้ันเปนที่ปรึกษาประจำโรงเรียน เพ่อื ขอคำปรึกษาในกรณีท่ซี ับซอน และตองการความรเู ฉพาะดา น เมื่อครูแนะแนวจัดวางตัวบุคคลไดอยางเหมาะสมแลว ผลดีจะเกิดแก นักเรียน คือ 1) เรียนอยางมปี ระสทิ ธิภาพ 2) ทำงานอยางมีประสทิ ธิภาพ 3) ไมเ กดิ การสูญเปลา 4) อยใู นสังคมไดดี และมคี วามสขุ 1.5 บริการตดิ ตามผล 1.5.1 ความหมาย บริการติดตามผล เปนการติดตามผลของการจัดบริการแนะแนว ซ่ึงรวมถึงกิจกรรม/โครงการท่ีเกี่ยวของกับการแนะแนววาประสบผลสำเร็จหรือไม อยางไร และมีคณุ ภาพอยา งไร โดยใชว ธิ ีการทีห่ ลากหลาย
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 75 1.5.2 วตั ถุประสงค บริการติดตามผล มีวตั ถุประสงคด ังน้ี 1) เพื่อประเมินปจจัยที่เกี่ยวของกับการแนะแนวและกระบวนการ ดำเนนิ งาน ซึ่งจะทำใหท ราบขอ ดี ขอท่คี วรพฒั นา ปญหาอปุ สรรคในการดำเนินงาน 2) เพื่อใหไดขอมูลสารสนเทศท่ีเปนประโยชนตอการพัฒนาคุณภาพ ของนกั เรียน และปจจยั ที่เกย่ี วของท่สี ง ผลดีตอคณุ ภาพการศกึ ษาของโรงเรียน 1.5.3 หลักการ 1) ใหทุกคนท่ีมีสวนเก่ียวของกับการแนะแนว รวมทั้งนักเรียนและ ผูปกครอง หรือชุมชน มสี วนรว มในการติดตามประเมนิ ผล 2) มเี ครอ่ื งมอื และตวั ชวี้ ดั ความสำเรจ็ สำหรบั การประเมนิ ผลทคี่ รอบคลมุ ทัง้ ดานคุณภาพของนักเรยี น กระบวนการทำงาน และปจจัยท่ีเกยี่ วของ 3) มีแผนพัฒนาคุณภาพการแนะแนว/ปฏิบัติงานแนะแนว และการ ติดตาม ตรวจสอบ ประเมนิ ผล โดยผูเก่ยี วขอ งมีสว นรว มคิดรวมดำเนนิ การ 4) ใชว ธิ ีการ/เครื่องมือการติดตามประเมนิ ผลทหี่ ลากหลาย 5) นำผลการประเมินมาจัดทำเปนสารสนเทศและใชในการพัฒนางาน ตอไป 1.5.4 วธิ ีการตดิ ตามผล การติดตามผลสามารถทำไดห ลายวิธี ครแู นะแนวอาจทดลองใชวิธตี าง ๆ เพื่อพิจารณาความเหมาะสม ความสะดวก และประสิทธิภาพ ใหสอดคลองกับสถานการณ การทำงาน โรงเรยี น และนกั เรยี น ตวั อยางวิธกี ารตดิ ตามผล เชน - การสัมภาษณบ ุคคลที่มคี วามสมั พันธก บั นกั เรยี นทีต่ อ งการติดตามผล - การสมั ภาษณนักเรียนทตี่ องการติดตามผลโดยตรง - การสังเกตพฤติกรรมของนักเรยี นที่ตอ งการติดตามผล - การทำสังคมมติ ในกรณีการปรับปรงุ พฤติกรรมทางสังคม - การศึกษารายกรณี - การประชุมปรึกษารายกรณีรวมกัน ระหวางครู ผูปฏิบัติงาน และ ผูเ ช่ียวชาญ - การใชป ระโยชนจาก Social Network 1.5.5 ขอบขา ยของบริการตดิ ตามผล บริการติดตามผล เปนบริการที่ตองการใหครอบคลุมบริการทั้ง 4 ดาน ท่ีกลา วมากอนหนา น้ี มีรายละเอียดของแตละบริการดงั น้ี
76 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 1) บริการสำรวจขอมูลนักเรียนรายบุคคล เปนการติดตามผลนักเรียน ทเี่ ลอ่ื นไปสรู ะดบั ชน้ั ทส่ี งู ขนึ้ เชน จากมธั ยมศกึ ษาตอนตน ไปสมู ธั ยมศกึ ษาตอนปลาย จากประถมศกึ ษา ข้ึนสูมัธยมศึกษา เปนตน เพ่ือจะไดศึกษาพัฒนาการของนักเรียนอยางตอเน่ืองในเชิงปฏิบัติ การสง ตอ ขอมูลรายบุคคลของนักเรียนจะทำภายใตร ะบบการดแู ลชว ยเหลือนกั เรียน โดยครทู ี่ปรกึ ษา ของนักเรียนในระดับช้ันที่ต่ำกวาจะสงมอบแฟมขอมูลนักเรียน (แฟมระบบการดูแลชวยเหลือ นกั เรยี น) ใหค รทู ีป่ รกึ ษาในระดบั ชั้นทสี่ ูงขน้ึ กอนปการศึกษาตอไป 2) บริการสนเทศ ภายหลังการใหขอสนเทศแกนักเรียนแลว ควรมี การติดตามผลวานักเรียนไดรับขาวสารโดยทั่วกันหรือไม มีปญหาอุปสรรคในการส่ือสาร หรือจำเปน ตองเปล่ียนวิธีการสื่อสารหรือไม ขอมูลทันตอเหตุการณหรือไม ขอมูลบางอยางมีกำหนดระยะเวลา ในการทำงาน เชน การสงทนุ การศกึ ษา โควตาการศกึ ษาตอ เปนตน และตดิ ตามผลวา ไดดำเนินการ ลลุ วงตามเวลาทก่ี ำหนดหรือไม 3) บริการใหการปรึกษาเชิงจิตวิทยา เปนงานท่ีละเอียดออนและ จำเปนตองมีการติดตามผลอยางยิ่ง เพราะครูแนะแนวตองติดตามพัฒนาการของผูรับบริการปรึกษา โดยจัดทำบันทึกการใหการปรึกษาของแตละบุคคลแลวแตรายกรณี โดยปกติแลวการใหคำปรึกษา ในทุกกรณีตองมีการติดตามผล เพื่อตรวจสอบผลของการใหการปรึกษาวา นักเรียนท่ีมารับบริการ มีพัฒนาการเปนที่นาพอใจหรือไม สวนมากการใหการปรึกษาจำเปนตองทำหลายครั้ง เพ่ือชวยให นักเรียนคอย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติ สรางความเขมแข็งในการดำเนินชีวิต และสามารถ ดำเนินชีวิตตอไปไดอยา งเปนสขุ การติดตามผลการใหการปรึกษาเชิงจิตวิทยา ตองพิจารณาวา นักเรยี นไดท ำตามขอ ตกลงในการใหค ำปรกึ ษาหรอื ไม ไดผ ลเปน อยา งไร ครแู นะแนวสามารถตดิ ตามผล จากนกั เรยี นผขู อรับการปรึกษาโดยตรงหรอื จากบคุ คลอืน่ ๆ ที่เก่ียวขอ ง เชน เพอ่ื นรว มชัน้ ครูผสู อน ครูที่ปรึกษา ผูปกครอง ในกรณีที่เปนการใหการปรึกษาโดยนักเรียนที่ครูทานอื่นสงมา ครูแนะแนว ควรรายงานความคบื หนา ใหค รทู า นนั้นทราบ เพือ่ รว มกนั ดูแลชวยเหลือตอ ไป 4) บริการจัดวางตัวบุคคล คือ บริการท่ีชวยใหนักเรียนไดเรียนหรือ ทำหนาท่ีตาง ๆ ตามท่ีนักเรียนตองการ โดยแบงเปนการศึกษาตอ บริการจัดหาอาชีพ และ การใหท นุ การศกึ ษา ดงั นี้ ก) การศึกษาตอ ครูแนะแนวตองติดตามผลนักเรียนที่จบหลักสูตร เกี่ยวกับสถาบันที่ไปศึกษาตอ การทำงาน ฯลฯ เพ่ือเปนสารสนเทศในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตอไป ข) บริการจัดหาอาชีพ สวนใหญแลวจะเก่ียวของกับการหางาน พเิ ศษใหนกั เรียน เชน การสงนกั เรยี นไปทำงานในหา งสรรพสินคา รานอาหาร โรงแรม โดยแตละงาน ตองการนักเรียนที่มีคุณลักษณะตางกันไป กอนท่ีจะสงนักเรียนไปทำงาน ครูแนะแนวตองใหขอมูล
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 77 ท่ีจำเปนแกนักเรียน รวมทั้งใหผูปกครองของนักเรียนรับทราบและยอมรับ หลังจากท่ีสงนักเรียน ไปทำงานแลว จะตอ งตดิ ตามผลทงั้ จากตวั นกั เรยี นและผจู า งงาน วา มอี ปุ สรรคใดหรอื ไม ไดค า ตอบแทน ตามท่แี จงไวหรือไม เพอ่ื ใชเ ปน ขอมูลในการประสานงานในปต อ ไป ค) บรกิ ารทนุ การศึกษา จำเปน ตอ งตดิ ตามผลนกั เรียนท่ไี ดรับทุนวา หลังจากท่ีไดรับทุนไปแลว ไดนำเงินไปใชเพ่ือการเรียนหรือไม ท้ังยังตองติดตามผลการเรียน และ ความประพฤติของนักเรียนที่ไดรับทุน วาเหมาะสมในการรับทุนคร้ังตอไปหรือไม เม่ือติดตามผลแลว ตองแจง ใหผมู อบทนุ ทราบเปน รายกรณีไป จากการดำเนินงานท้ัง 5 บริการของงานแนะแนวขางตน ซงึ่ ประกอบดว ย 1. บรกิ ารสำรวจขอ มลู นกั เรยี นรายบคุ คล 2. บรกิ ารสนเทศ 3. บรกิ ารปรกึ ษาเชงิ จติ วทิ ยา 4. บรกิ ารจดั วางตวั บุคคล และ 5. บริการตดิ ตามผล สามารถสรปุ เปนตารางแนวทางการดำเนินงาน จดั บริการแนะแนว ไดด งั น้ี
78 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน ตาราง แสดงแนวทางการดำเนินงานการจัดบรกิ ารแนะแนวและประเมนิ ผล บริการแนะแนว/ข้นั ตอน ตัวช้ีวดั แนวทางการประเมนิ ผล หลักฐานประกอบ เครอื่ งมือ การพิจารณา 1. บรกิ ารสำรวจขอ มูล การใชเครื่องมอื ตา ง ๆ 1. เครอื่ งมอื ทางจติ วทิ ยา บันทกึ รองรอยการใช นกั เรียนรายบุคคล ในการศึกษาและรวบรวม ทไ่ี มใ ชแ บบทดสอบ (Non-Test) เคร่ืองมอื ตา ง ๆ มีแนวทาง ขอ มูลนักเรยี น - แบบสงั เกต การดำเนนิ งาน ดงั นี้ - แบบเยยี่ มบาน 1.1 จดั หาและใช - แบบสอบถาม เครือ่ งมอื ในการ - สังคมมิติ รจู กั และเขาใจ - แบบสำรวจพหปุ ญ ญา นกั เรียน - แบบบนั ทกึ พฤตกิ รรม ท่ีหลากหลาย - การเขยี นบนั ทกึ ประจำวนั จัดเปนหมวดหมู - ระเบยี นสะสม และสามารถใช - การเขยี นอัตชีวประวตั ิ ไดจ รงิ - แบบบันทกึ สขุ ภาพ - แบบสมั ภาษณ - แบบบนั ทึกขอมูลนักเรียน เพอ่ื การศกึ ษาตอ และอาชพี - แบบสำรวจบคุ ลกิ ภาพ ฯลฯ 2. เครอ่ื งมอื ทางจติ วทิ ยา และการแนะแนวทีเ่ ปน แบบทดสอบ (Test) - แบบสำรวจความสนใจ ในอาชพี (SDS) - แบบประเมนิ SDQ - แบบประเมินความฉลาด ทางอารมณ (EQ) - แบบคดั กรองซมึ เศรา ในวยั รนุ - แบบคัดกรองปญหา ยาเสพติด - แบบประเมนิ เดก็ ตดิ เกม
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 79 แนวทางการประเมินผล บริการแนะแนว/ข้ันตอน ตวั ชี้วัด เครือ่ งมือ หลกั ฐานประกอบ การพิจารณา 1.2 รวบรวมขอ มูล มกี ารรวบรวมขอ มลู - แบบคัดกรองนกั เรยี น ใหเปน ปจจบุ ัน นกั เรยี นทเี่ ปน ปจจุบนั รายบคุ คล ดวยวธิ กี าร และเปนระบบ หลากหลาย - แบบประเมินพฤตกิ รรม เดก็ สมาธสิ ้ัน 1.3 วเิ คราะหแ ละ มีการจดั ทำ (วิเคราะห/ สงั เคราะหข อมลู สังเคราะห) ขอ มูล - แบบประเมินความเสย่ี ง เพอ่ื การรูจัก อยา งเหมาะสมสอดคลอง ตอ การฆาตวั ตาย นกั เรยี นทเ่ี หมาะสม กบั ลกั ษณะของนกั เรยี น แตล ะคน - แบบสำรวจคานิยม - แบบทดสอบ VISA 1.4 นำขอมลู ท่ไี ดมา มกี ารจัดเกบ็ ขอมลู - แบบประเมนิ ความสขุ รวบรวมเกบ็ ไว อยางเปน ระบบ - แบบประเมนิ ความเครียด อยา งเปนระบบ - แบบทดสอบ สะดวกตอการ นำมาใช ความสามารถ/ความสนใจ - แบบทดสอบบุคลกิ ภาพ ฯลฯ แบบบันทึกขอมลู ทชี่ ดั เจน ขอมูลนักเรยี น เขา ใจงาย และเปน ปจ จุบัน วิธี/สตู รที่ใชวเิ คราะห บนั ทกึ ผลการวเิ คราะห และสังเคราะห และสังเคราะหข อ มลู นักเรยี น - แฟม ขอมูล - ขอ มูลของนักเรยี น - ระบบ IT ท่เี ปนหมวดหมู - ขอ มูลภาพรวม ของนกั เรียนเปน รายบุคคล
80 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน แนวทางการประเมนิ ผล บรกิ ารแนะแนว/ข้นั ตอน ตัวชว้ี ัด เครือ่ งมือ หลักฐานประกอบ การพิจารณา 1.5 นำขอ มลู ไปใช ใหน กั เรียนนำขอมูล แบบบนั ทกึ การใหบ ริการขอมูล รองรอย หลักฐาน แบบบรู ณาการ ไปใชพฒั นาตนเอง แกผ ทู เี่ กย่ี วของ เพือ่ พฒั นา ทแี่ สดงถงึ การนำขอ มลู และครูนำไปใช นักเรียนหรอื ชว ยเหลอื นกั เรียน ไปใชเ พอื่ ใหน ักเรยี น เพ่ือพัฒนาชว ยเหลือ นักเรียน รูจกั และเขา ใจตนเอง ในดา นตา ง ๆ และครู นำไปใช เพือ่ พฒั นา ชว ยเหลอื นักเรยี น เชน แบบบันทึก การวางแผนศกึ ษาตอ เอกสารการสง ตอ นักเรยี น เปนตน 2. บรกิ ารสนเทศ 2.1 สง เสริมใหน ักเรียน มกี ารสนบั สนุนสง เสรมิ รปู แบบ/วิธีการ/กจิ กรรม รอ งรอย หลักฐาน แสวงหา และ ใหน ักเรียนแสวงหา ในการสง เสริมใหผูเรียนแสวงหา ทแ่ี สดงถงึ การสนบั สนนุ แลกเปลี่ยนขอ มูล และแลกเปล่ยี นขอ มูล ขอมลู สารสนเทศในดานตา ง ๆ สง เสริมใหน กั เรยี น สารสนเทศดา น สารสนเทศดา นการศึกษา แสวงหา และ การศกึ ษา อาชีพ อาชพี สวนตัวและสงั คม แลกเปลีย่ นขอ มูล สวนตัวและสังคม เพอ่ื ใหน กั เรียนนำไป สารสนเทศดา น เพ่อื ใหน กั เรยี น วางเแผน และตัดสินใจ การศึกษา อาชีพ นำไปวางแผน ไดอ ยางเหมาะสม สวนตัวและสงั คม เชน และตัดสนิ ใจได ใบงาน ผลงาน อยา งเหมาะสม นักเรยี น เปน ตน 2.2 รวบรวมขอ มลู มกี ารรวบรวมขอมูล รปู แบบ/วธิ กี ารรวบรวมขอ มูล รองรอย หลักฐาน ทค่ี รอบคลมุ ที่ครอบคลุมทนั สมยั ทีค่ รอบคลมุ ทนั สมัย ที่แสดงถึงการรวบรวม ทันสมัย และเปน ประโยชน และตรง และเปนประโยชน และตรง ขอมลู ทคี่ รอบคลุม เปนประโยชน ตามความสนใจของนกั เรยี น ตามความสนใจของนกั เรยี น ทนั สมยั เปน ระบบ เชน และตรงความสนใจ แฟม ศนู ยส นเทศ ของนักเรียน เอกสาร เปน ตน
ระบบการแนะแนวในโรงเรียน 81 แนวทางการประเมนิ ผล บรกิ ารแนะแนว/ขนั้ ตอน ตวั ช้ีวัด เครื่องมอื หลกั ฐานประกอบ การพิจารณา 2.3 วเิ คราะหแ ละ มขี อมูลท่ีเปน หมวดหมู วิธีการวิเคราะหแ ละสังเคราะห รอ งรอย หลกั ฐาน สงั เคราะหขอมลู ขอ มูลใหเ ปน ระบบ ท่ีแสดงหมวดหมู รวมทงั้ จดั เกบ็ ขอ มลู ของขอมลู ตา ง ๆ เชน อยางเปนระบบ แฟมขอ มลู ตา ง ๆ เชน แฟม ขอมลู ศนู ยส นเทศ ระบบ IT ระบบ IT 2.4 การนำเสนอขอ มลู มีการนำเสนอขอ มูลดว ยวธิ ี รูปแบบ/วิธีการ/กิจกรรมตา ง ๆ - รองรอยบนั ทกึ ดว ยวิธกี าร ทห่ี ลากหลาย ในการนำเสนอขอมูล การจัดกจิ กรรม ทห่ี ลากหลาย เชน ตาง ๆ ศนู ยข อ มลู แผน พบั - เอกสารสรปุ ประเมนิ เสยี งตามสาย และรายงานผล นิทรรศการ การจดั บริการ ปฐมนิเทศ แนะแนว การจดั ปจ ฉมิ นเิ ทศ การจดั กจิ กรรมตา ง ๆ กิจกรรมแนะแนว - หลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ ในชัน้ เรยี น การใช เชน เอกสาร ประโยชนจาก ปา ยนเิ ทศ Social Network ศูนยสนเทศ ฯลฯ 2.5 การตดิ ตาม มีการติดตาม ประเมินผล - แบบสำรวจความพงึ พอใจ - หลักฐาน รองรอย ประเมินผลบรกิ าร และรายงานผลอยา งเปน ของผใู ชบ ริการ การใชบ รกิ าร สนเทศและ ระบบ - แบบบนั ทกึ การใชบ ริการ - เอกสาร รายงาน รายงานผล - แบบตดิ ตาม ประเมนิ ผล สรุป ประเมนิ ผล และรายงานผล การใหบ รกิ าร สนเทศ - เอกสารสรปุ ผลสำรวจ ความพงึ พอใจ และขอเสนอแนะ
82 ระบบการแนะแนวในโรงเรียน บริการแนะแนว/ขัน้ ตอน ตัวชีว้ ัด แนวทางการประเมนิ ผล หลกั ฐานประกอบ เคร่ืองมือ การพจิ ารณา 3. บริการปรกึ ษา - แบบบนั ทึกการให เชิงจิตวทิ ยา การปรกึ ษา 3.1 ใหก ารปรกึ ษา ความพึงพอใจของนักเรยี น แบบบนั ทึกใหก ารปรึกษา แกนักเรยี น ทีม่ ารับการปรึกษา - แบบสรุปผล (การศกึ ษา อาชพี การประเมนิ ความ สว นตวั สงั คม) พงึ พอใจของนกั เรยี น ทัง้ รายบุคคล ฯลฯ และเปนกลมุ 3.2 เปน ทป่ี รกึ ษา ความพึงพอใจของผูรับ - แบบประเมินความพงึ พอใจ - แบบบนั ทกึ ปรมิ าณ แกผูเ ก่ียวของ บรกิ ารและผูเ กย่ี วของ - แบบบันทึกการใหบ รกิ าร ผมู าขอรบั บริการ ในการดแู ล ชวยเหลือนักเรยี น - ขอ มลู ผลการสำรวจ 3.3 ประสานความ มกี ารประสานความรวมมือ - แบบประเมินความพึงพอใจ ความพึงพอใจ รว มมอื กบั ผทู ่ี ผูเก่ียวของในการชวยเหลอื ของผเู กย่ี วของ เก่ียวของในการ แกไขปญ หาท่ีเหมาะสม - แบบบนั ทึกการประสาน - รอ งรอยหลักฐาน ชว ยเหลือ แกไ ข ความรว มมอื ผูเ ก่ียวขอ ง ทแี่ สดงถึงการ ปญหาของนกั เรียน ประสานสงตอ เชน (เครือขา ย) เชน บนั ทึกขอ ความ จัดสภาพแวดลอ ม แบบสงตอบันทกึ ใหเ หมาะสม การประชมุ จดั เพอื่ นท่ีปรึกษา เปนตน - แบบบนั ทกึ ผล 3.4 การตดิ ตาม ความพงึ พอใจของผรู ับ แบบบันทึกการใหการปรกึ ษา การประเมนิ ประเมินผล บริการ - แบบสรุปผลเชิงปริมาณ กจิ กรรม บรกิ าร และคุณภาพ ปรกึ ษาและ - แบบสำรวจความพงึ พอใจ - สรุปรายงานผล รายงานผล การประเมิน ความพึงพอใจ - สรปุ รายงาน การตดิ ตามผล การใหการปรึกษา
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 83 บริการแนะแนว/ขนั้ ตอน ตวั ชวี้ ัด แนวทางการประเมนิ ผล หลักฐานประกอบ เครือ่ งมอื การพิจารณา 4. บริการจัดวางตวั บคุ คล - เอกสารบันทกึ / บรกิ ารจดั วางตวั บคุ คล ติดตอกับฝาย เปนบริการชว ยเหลือ ตา ง ๆ ทเ่ี ก่ียวของ นักเรียนใหส ามารถ ดำเนินตามแผนหรือ - ทำเนียบทุน โครงการท่ตี นไดเ ลอื กแะ การศึกษา ตัดสินใจไว 4.1 วางแนวทางในการ - จำนวนนักเรียนท่รี บั - แบบคัดกรองนักเรยี น - ระเบียนสะสม จัดวางตัวบคุ คล บริการตาง ๆ ที่มปี ญหาทางการเรยี น ของนกั เรียน ดา นศกึ ษาอาชพี - ความพงึ พอใจของผรู ับ - คะแนนผลสัมฤทธิท์ าง และสว นตวั สงั คม บรกิ าร การเรยี น - สรปุ รายงาน ใหแ กนักเรียน ดงั นี้ - พัฒนาการของผรู ับ - แบบทดสอบความถนดั การติดตามผล 4.1.1 การจดั วางตวั บรกิ าร - แบบบันทึกการเลอื กวชิ า การศึกษาตอ ดา นการ - นักเรียนสามารถเลอื ก เรียน/แผนการเรยี น และอาชพี ศกึ ษา ศกึ ษาตอ /ประกอบอาชพี - แบบทดสอบความสนใจ - การเลอื ก ไดเ หมาะสมสอดคลอง เพอ่ื บอกทิศทางอาชีพ - แฟม สะสมภาพ วชิ าเรียน กบั คุณลักษณะของ - แบบสำรวจกิจนสิ ัยใน ของนกั เรียน และแผน ตนเอง การเรยี น การเรยี น - แบบสำรวจการรูจักตนเอง - สรุป รายงานผล - การรับ (การวางเปา หมายชีวติ ) การดำเนินกจิ กรรม บรกิ ารใน - แบบบนั ทกึ การเลอื กคณะ/ ตา ง ๆ โครงการ สาขาวิชา เพ่ือศกึ ษาตอ ฯลฯ พเิ ศษ ในระดับอดุ มศึกษา - การจัดเขา - แบบสำรวจความสนใจ ชนั้ เรียน ในอาชีพ SDS ฯลฯ ฯลฯ
84 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น บริการแนะแนว/ขัน้ ตอน ตวั ชวี้ ดั แนวทางการประเมินผล หลักฐานประกอบ 4.1.2 การจดั วางตวั เคร่ืองมอื การพิจารณา ดานการ ศึกษาตอ - แบบสำรวจคา นิยมในอาชพี และอาชพี - แบบสำรวจวุฒภิ าวะทาง - การเลือก อาชีพและ อาชพี สถาน - แบบสำรวจจุดเดน ของ ศกึ ษาตอ - การฝก ตนเอง ประสบ- - แบบสำรวจบุคลกิ ภาพ การณ อาชีพ ฯลฯ - การทำงาน ระหวาง - แบบคำรองขอทุนการศกึ ษา เรียน - แบบคำรองขอทุนอาหาร 4.1.3 การจดั วางตวั ดานสงั คม กลางวนั และสวนตวั - แบบคำรองจัดท่พี กั ระหวาง - ทุนการ ศกึ ษา เรียน ประเภท - ใบสมัครเขารวมโครงการ ตา ง ๆ - การหาทอ่ี ยู สง เสรมิ การหารายได อาศัย ระหวา งเรยี น - การใช ฯลฯ เวลาวา ง - การเขา รว ม กิจกรรม ตา ง ๆ - การหา รายได พิเศษ - กองทุน ใหก ยู มื
ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น 85 บรกิ ารแนะแนว/ข้ันตอน ตวั ช้วี ัด แนวทางการประเมนิ ผล หลกั ฐานประกอบ เคร่อื งมือ การพิจารณา 4.2 มีการตดิ ตามผล - จำนวนผูรับบรกิ าร - แบบสมั ภาษณ การใหบ ริการ - ความพงึ พอใจของผรู ับ - แบบสอบถาม บรกิ าร - เอกสารบันทึกและติดตามผล - พัฒนาการของผูรับ การใหบรกิ ารตาง ๆ บรกิ าร 5. บรกิ ารตดิ ตามผล 5.1 ติดตามผลตาม - จำนวนผรู บั บรกิ าร 1. เครื่องมอื ทใี่ ช - เอกสารรองรอย ขอบขา ยการ - ความพึงพอใจของผรู บั 1.1 แบบสังเกต การบนั ทกึ การ แนะแนว (ดานการ บรกิ าร 1.2 แบบสมั ภาษณ สงั เกต สัมภาษณ ศกึ ษา อาชพี - พฒั นาการของผรู ับ - สมั ภาษณต ัว และสอบถาม สวนตัวและสังคม) บริการ นกั เรียนเอง เพอ่ื ติดตามผล 5.2 ตดิ ตามผลงาน - สมั ภาษณครอบครัว - เอกสารและรอ ง บริการแนะแนว เชน พอ แม พ่ี นอ ง รอยการติดตามผล (5 บริการ) ญาติ ผูปกครอง การศึกษา และ 5.3 ติดตามผลตามแผน - สมั ภาษณบ คุ ลากร ประกอบอาชพี ดำเนนิ งานของงาน ทเ่ี กย่ี วของ เชน เชน ติดตาม แนะแนว (แผนงาน เพ่ือน ครู บุคลากร ผลสัมฤทธท์ิ าง ประจำป) ในโรงเรยี น แพทย การเรยี น 5.4 รวบรวมขอมลู พยาบาล และชมุ ชน - เอกสาร สรุป เร่ืองราว และผล เปน ตน ประเมินรายงานผล การดำเนินการ 1.3 แบบสอบถาม/ การจดั บรกิ ารและ 5.4.1 รวบรวม แบบสำรวจ กจิ กรรมโครงการ ขอมูล 1.4 การตดิ ตอสือ่ สาร ตา ง ๆ เรือ่ งราวสถิติ ดวยวธิ ีตา ง ๆ เชน - เอกสารรายงานผล ของนักเรียน โทรศพั ท Social การดำเนินงานให ท่ีจบการ Network เปน ตน ผเู กย่ี วขอ งรบั ทราบ ศึกษาไปแลว ฯลฯ
86 ระบบการแนะแนวในโรงเรยี น แนวทางการประเมนิ ผล บริการแนะแนว/ขัน้ ตอน ตัวชวี้ ัด เครอ่ื งมือ หลกั ฐานประกอบ 5.4.2 ประเมินผล การพจิ ารณา การจดั กิจกรรม 2. ตัวอยา งเครอ่ื งมือท่ใี ช บรกิ าร ตดิ ตามผลในโรงเรยี น แนะแนว 2.1 แบบบนั ทึกผลการเรยี น ตาง ๆ ท่ี ผลการทำแบบทดสอบ ดำเนนิ การ ความถนดั ความสามารถ ไปแลว และความสนใจในอาชพี 5.4.3 ศกึ ษาขอ ดี แบบทดสอบคานยิ ม ขอ ที่ควร แบบทดสอบบคุ ลิกภาพ พฒั นา ปญ หา กบั อาชพี และกระบวนการ อุปสรรค ตดั สนิ ใจเลือกศกึ ษาตอ ท่ีเกดิ ขึ้นจาก และประกอบอาชีพ การดำเนนิ การ ในระดบั ชน้ั ม.3 และ ม.6 5.4.4 เสนอแนะ 2.2 แบบติดตามผลการ แนวทาง ศกึ ษาตอของนักเรียน การดำเนนิ การ ม.3 และ ม.6 ใหมี 2.3 แบบประเมนิ ผลการ ประสิทธภิ าพ จดั งาน/โครงการของ ยงิ่ ข้ึน งานแนะแนว 2.4 แบบสรปุ จำนวนและ ประเภทของนักเรยี น ท่มี ารับการปรกึ ษา 2.5 แบบประเมนิ ผลการจัด บริการแนะแนว 2.6 แบบสรุปจุดเดน จดุ ท่ี ตอ งพฒั นา ปญหา อปุ สรรคในการจดั กจิ กรรม แนะแนวและขอ เสนอแนะ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229