Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore รวมเล่มรายงาน8บท

รวมเล่มรายงาน8บท

Published by beam.pichaya, 2021-02-28 12:47:28

Description: รวมเล่มรายงาน8บท

Search

Read the Text Version

91 4. ำนกวิทยา ิกา และเทคโนโลยี า นเทศ ภาพท่ี 2.12 โครงสรา้ งสำนักวิทยบรกิ าร ท่ีมา : http://lib.vru.ac.th/?p=132 10 ตุลาคม 2561 ปรับเปล่ียนโครงสร้างหน่วยงานตามประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฎวไลย อลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เร่ือง การแบ่งส่วนราชการเป็นงานภายในมหาวิทยาลัย เป็นส่วน ราชการที่จัดตั้งโดยกฎกระทรวงศึกษาธิการ และแบ่งส่วนราชการเป็นหน่วยงานที่มีฐานะเทียบเท่า กอง จำนวน 1 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ และให้แบง่ สว่ นราชการเป็นงาน จำนวน 5 งาน ไดแ้ ก่ 1. งานบริหารทัว่ ไป 2. งานบรกิ ารสารสนเทศเพ่อื การเรียนรูแ้ ละวจิ ัย 3. งานจดั การทรัพยากรสารสนเทศ 4. งานพฒั นาและวิเคราะห์ทรพั ยากรสารสนเทศ 5. งานเทคโนโลยีสารสนเทศและส่อื นวตั กรรม เพ่ือพัฒนาสำนักวิทยบริการฯ ให้มีความก้าวหน้ารองรับความต้องการของผู้ใช้บริการและ เทคโนโลยีต่างๆ ท่ีทันสมัย ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงของรูปแบบความต้องการของผู้ใช้ท่ี หลากหลาย จึงได้ทำการปรับปรุงอาคารหอสมุดในพ้นื ท่ีชนั้ 2 โดยทำการขนย้ายทรัพยากรสารสนเทศ ท้ังหมด กระจายไปจัดเก็บตามจุดต่างๆ เพ่ือเตรียมการปรับพื้นที่ต้ังแต่เดือนธันวาคม 2561 และ ดำเนินการปรบั ปรงุ อาคารเม่อื มีนาคม 2562

92 4. ถา นวิจยและพฒนา ภาพท่ี 2.13 โครงสร้างของสถาบนั วิจยั และพฒั นา ทมี่ า : http://rd.vru.ac.th/?page_id=59 มหาวิทยาลัยได้มีการแบ่งหน่วยปฏิบัติงานเพิ่ม โดยตั้งสำนักฝึกอบรมและบริการวิชาการ และศูนย์การพัฒนาการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นข้ึน และพัฒนาเป็นสำนักส่งเสริม การเรียนรู้และบริการวิชาการ ในช่วงปี พ.ศ.2546 และแยกบทบาทออกจากสำนักวิจัยและบริการ วิชาการ และได้เปลี่ยนช่ือสำนักวิจัยและบริการวิชาการ เป็น “สถาบันวิจัยและพัฒนา” ตาม กฎกระทรวง เม่ือวันท่ี 1 มีนาคม 2548 เพื่อทำหน้าท่ีส่งเสริม ประสานงานวิจัยของมหาวิทยาลัยกับ หนว่ ยงานทงั้ ภายในและภายนอก เพอ่ื ใหบ้ รรลุพันธกจิ นโยบายการพัฒนามหาวิทยาลัย 5. ำนกงาน ภามหาวิทยาลย ภาพท่ี 2.14 โครงสรา้ งสำนักงานสภามหาวทิ ยาลยั ท่มี า : http://council.vru.ac.th/structure.php

93 สำนักงานสภามหาวิทยาลัย ดำเนินงานเพื่อการประสานงานอำนวยความสะดวกแก่ คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย และคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ตามพันธกิจหลักของสภามหาวิทยาลัย และอื่น ๆ ที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย โดยกำหนดโครงสร้างการบริหารงานภายใน ออกเป็น 4 ฝ่ายงาน ได้แก่ ฝ่ายงานบริหารทั่วไป ฝ่ายงานการประชุม ฝ่ายงานติดตามและประเมินผล และฝ่าย งานพฒั นากิจการสภามหาวิทยาลยั ูปแ กา หิ า โ งเ ยี น ูความเปน็ เลิศข ง ถานศึกษา รูปแบบการบริหารสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา มัธยมศึกษา จากการค้นพบรูปแบบการบริหารสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 7 องค์ประกอบคือ 1) ผู้บริหาร 2) ครู 3) นักเรียน 4) แหล่งเรียนรู้ 5) การบริหารจัดการ 6) เครือข่ายร่วมพัฒนา และ 7) การพัฒนาระบบ สารสนเทศ ซึ่งสามารถอภปิ รายผลไดว้ า่ 1. ผู้บริหาร เป็นองค์ประกอบท่ีมีความสำคัญต่อรูปแบบการบริหารสู่ความเป็นเลิศของ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา ท้ังน้ีเน่ืองจากคุณภาพของสถานศึกษา เป็นประเด็นปัญหาหนึ่งที่สังคมไทยกำลังให้ความสำคัญ กระทรวงศึกษาธิการกำลังพยายามที่จะ ปรับปรุงคุณภาพของสถานศึกษาด้วยการปฏิรูปการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทท่ีจะช่วยพัฒนาคุณภาพโรงเรียน และเพ่ือหาแนวทางหรือวิธีการ แก้ไขวิกฤตในเรื่องคุณภาพการศึกษาโดยรวม ซึ่งผู้ท่ีมีบทบาทสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนา สถานศึกษาก็คือผู้บริหารน่ันเอง ดังน้ันผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ มีความรู้ความสามารถในงาน วิชาการและการบริหารสถานศึกษา ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดของ Grady (1992: 17-24) ท่ีได้ ศึกษาวิจัยเก่ียวกับภาวะผู้นำตอ้ งมีความคิดรเิ ริม่ ในด้านภาวะผู้นำตอ้ งมีความคิดรเิ ริ่ม สร้างสรรค์ชอบ ทำส่ิงใหม่ๆ เป็นผู้รักการเปลี่ยนแปลง มีความสามารถในการจูงใจ กระตุ้นให้ผู้อน่ื มีการเปลี่ยนได้ต้อง มีการเรียนรู้การเป็นผู้นำในการตัดสนิ ใจการปกครองโดยผูอ้ ่ืนมสี ่วนร่วม สรา้ งเครือข่ายและการจัดรูป องค์กร นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ Davis (2010: 121-126) ที่ได้ศึกษาวิจัยเก่ียวกับพฤติกรรมผู้นำ ทางวิชาการของครูใหญ่ในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาที่มีประสิทธิผล ในด้านของพฤติกรรมผู้นำทาง วิชาการของครใู หญ่มคี วามสัมพันธส์ ูงกับประสิทธิผลของโรงเรียน และยังสอดคล้องกับการศึกษาวิจัย ของ Kinkade (1996:442) พบว่า การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเป็นการบริหารท่ีดีรูปแบบหนึ่ง แต่มีผลต่อภาวะผู้นำของโรงเรียน วัฒนธรรมของโรงเรียนมีอิทธิพลสูงต่อความสำเร็จของโรงเรียน ความสอดคล้องกันระหว่างโครงสร้างท่ีเป็นทางการ ภาวะผู้นำและองค์ประกอบอื่นๆ ของการปรับ โครงสร้างมีความเก่ียวข้องกับวัฒนธรรมของโรงเรียนสูง ความสำเร็จของการปฏิรูปเป็นผลลัพธ์ของ การมีปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นพลวัตรระหว่างโครงสร้างที่เป็นทางการภาวะผู้นำและวัฒนธรรม สิ่งท่ีต้อง คำนึงมากที่สุดในการใช้การบริหารรูปแบบนี้คือต้องพยายามประสานและเช่ือมโยงภาวะผู้นำของ

94 โรงเรียนเข้ากับวัฒนธรรมของโรงเรียน อีกทั้งยังสอดคล้องกับ Blasé (2000: 109) ที่ได้ศึกษาวิจัย เกี่ยวกับภาวะผู้นำทางวิชาการที่มีประสิทธิผลเกี่ยวกับการส่งเสรมิ การสอนและการเรียนรู้ในโรงเรียน โดยใช้มิติการมองของครู ซ่ึงพบว่า ผู้บรหิ ารทีม่ ีภาวะผู้นำทางวิชาการที่มีประสิทธิผล มีลักษณะพิเศษ 2 อย่างคือ การพูดคุยกับครูเพ่ือส่งเสริมการมีปฏิกิริยาย้อนกลับและการส่งเสริมความก้าวหน้าทาง วชิ าชพี 2. ครู เป็นองค์ประกอบท่ีมคี วามสำคัญตอ่ รปู แบบการบริหารสถานศึกษาสูค่ วามเป็นเลิศของ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา ท้ังนี้เนื่องจากปัจจุบันมีการกล่าวถึงกัน มาก เร่อื งคุณภาพนักเรียนซึ่งเป็นเสมือนกระจกเงาทสี่ ะท้อนให้เห็นถงึ คุณภาพของครแู มว้ ่าการพัฒนา นกั เรียนให้เกิดคุณภาพสูงสุดจะมีปัจจยั หลายประการ ทง้ั ความพร้อมของนกั เรียน ความพร้อมของครู สภาพแวดล้อมรอบตวั สังคม และประเทศชาติ รวมถึงการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ดังนั้นครูต้อง มที ักษะในการจดั การเรียนการสอนอย่างมีประสิทธภิ าพ มกี ารพฒั นาตนเองอย่างสม่ำเสมอและใชว้ จิ ัย เพ่ือพัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง สามรถใช้ภาษาต่างประเทศในการส่ือสาร อีกทั้งต้องรู้จักใช้สื่อ อิเล็กทรอนิกส์ (ICT) ในการจัดการเรยี นรปู้ ระกอบกับให้นักเรียนไดเ้ รียนรู้จากการสืบค้นข้อมูลจากส่ือ หรือแหล่งเรียนรู้ท่ีหลากหลาย ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของพริ้มเพรา วราพันธุ์พิพิธ (2556: 211- 223) ที่ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อความเป็นเลิศของสถานศึกษาข้ันพื้นฐานสังกัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพบว่า จุดเด่นที่สำคัญ คือ มีอำนาจตามกฎหมายในการจัดการศึกษา ครอบคลุมทุกระดับการกำหนดภาระงานในสถานศึกษามีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจนส่งเสริมให้ บคุ ลากรเรียนต่อในระดับสูงขึ้น มีนโยบายการสร้างค่านิยมของบุคลากรในสถานศึกษา สนับสนุนให้มี ระบบการเรียนการสอนแบบอิเล็กทรอนิกส์จุดด้อยท่ีสำคัญ คือขาดการนานโยบายไปปฏิบัติท่ีเป็น รูปธรรมขาดระบบการบริหารจัดการท่ีดี การสรรหาบุคคลเข้าปฏิบัติงานยังไม่มีประสิทธิภาพ ขาด ความชัดเจนในการกำหนดวัฒนธรรมองค์การ ความไม่พร้อมในการใช้เทคโนโลยีของครู โอกาสท่ี สำคัญ คือ มีกฎหมายการกระจายอำนาจการจัดการศึกษา มีขอบเขตความรับผิดชอบต่อ กลุ่มเป้าหมายชัดเจนมีนโยบายการให้ทุนพัฒนาบุคลากรโดยทำ MOUกับมหาวิทยาลัยในการพัฒนา บุคลากรสถานศึกษาเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรม บริบท สถานศึกษาเป็นสังคมก่ึงเมืองและสังคมเมือง ภาวะคุกคามท่ีสำคัญคือ มีกฎ ระเบียบ หรือกฎหมายที่ เป็นอุปสรรคต่อการบริหาร บทบาทหน้าท่ีในการจัดการศึกษาไม่ชัดเจน ความไม่พร้อมของบุคลากร ฝ่ายต่างๆ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีทัศนคติแบบอนุรักษ์นิยมปฏิเสธหรือต่อต้าน เทคโนโลยีมขี ้อเสนอแนะแนวทางของนโยบายที่สำคญั คอื ควรส่งเสริมการจัดรปู แบบการจัดการศึกษา ท้องถ่ินแบบบูรณาการท่ีเน้นการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ส่งเสริมสนับสนุนให้ สถานศึกษาในสังกัดให้ความสำคัญกับการวางแผนพัฒนาสถานศึกษากระจายอำนาจการส รรหา บุคลากรเขา้ ปฏิบัติงานไปยังสถานศึกษา สร้างวัฒนธรรมการแลกเปล่ียนเรียนรูน้ าเทคโนโลยีมาใช้เพิ่ม

95 ประสิทธิภาพการทางาน และมีข้อเสนอแนะกลไกของนโยบายที่สำคัญ คือ สร้างความเข้มแข็งของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพน้ื ฐาน จดั หลกั สูตรการศึกษาในระบบให้มีโปรแกรมอย่างหลากหลายมี แผนพัฒนาศักยภาพและวิชาชีพของบุคลากรอย่างเป็นระบบ สร้างวัฒนธรรมท้องถ่ินให้มีการเรียนรู้ ตลอดชีวิต และจัดต้ังศูนย์พัฒนาทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมสาหรับเป็นแหล่งเรียนรู้ อบรม และ พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแนวโน้มหรือกระบวน ทัศน์ใหม่ในการจัดการศึกษาในศตวรรษท่ี 21 และควรจัดต้ังกรมการศึกษาขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นเป็นการเฉพาะ และยังสอดคล้องกับนงลักษณ์ เรือนทอง (2550: 162-174) ที่ได้ศึกษาวิจัย เกี่ยวกับรูปแบบการบริหารโรงเรียนท่ีมีประสิทธิผล ในด้านเน้นการเรียนการสอน การสอนท่ีมี วตั ถุประสงค์มีความคาดหวังต่อนักเรยี นสูง รูปแบบการบริหารโรงเรียนที่มปี ระสิทธิผล เป็นรูปแบบที่ ประกอบด้วยองค์ประกอบท่ีสำคัญ 8 องค์ประกอบ ซึ่งมีความเหมาะสมถูกต้อง เป็นไปได้ และ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้สอดคล้องกับกรอบแนวคิดทฤษฎีของการวิจัยเช่นเดียวกัน แล้ วยัง สอดคล้องกับทรงพล เจริญคำ (2552: 293-295) ซ่ึงได้ศึกษาวิจัยเก่ียวกับรูปแบบความเป็นเลิศของ โรงเรียนสงั กดั กรุงเทพมหานคร ในดา้ นครูและบุคลากรทางการศกึ ษา 3. นักเรียน เป็นองค์ประกอบท่ีมีความสำคัญต่อรูปแบบการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็น เลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ท้ังนี้เนื่องจากการมุ่งพัฒนาให้ ผู้เรียนมีศักยภาพเป็นพลโลก นอกเหนือจากการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นเลิศทางความรู้ ความสามารถและตอบสนองความถนัดความสนใจของผู้เรียนแล้ว โรงเรียนจำเป็นต้องเสริมสร้าง สมรรถนะท่ีจำเป็นสำหรับผู้เรียน เพ่ือให้ได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ในการพัฒนาตนเองมีทักษะการ ดำรงชีวิตและเป็นสมาชิกท่ีมีคุณค่าและรับผิดชอบต่อสังคม การเสริมสร้างสมรรถนะท่ีจำเป็นในการ เสรมิ สร้างศกั ยภาพผ้เู รยี น เพ่ือส่งเสรมิ ให้เป็นเยาวชนทพี่ รอ้ มเป็นพลโลกในอนาคต มปี ระเด็นที่สำคัญ คือนักเรียนเป็นผู้มีความรู้ ความสามรถรอบด้านหรือมีความสามารถพิเศษ และมีผลสัมฤทธ์ิทางการ เรียนโดยรวมผ่านการประเมินในระดับชาติ อีกท้ังสามารถใช้ภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษและ ภาษาตา่ งประเทศอ่ืนๆ ในการสือ่ สารไดด้ ี มีคุณธรรม จริยธรรมมีความคิดริเรมิ่ สรา้ งสรรค์ สามารถนำ ความรู้และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินการให้สำเร็จอย่างเหมาะสม มีความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักในคุณค่าของภูมิปัญญาไทยและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณที งั้ ของไทยและนาๆ ชาติ ซ่งึ สอดคล้องกับทรงพล เจริญคำ (2552: 293-295) ที่ได้ศกึ ษาวจิ ัย เก่ียวกับรูปแบบความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ในด้านปัจจัยนักเรียน แล้วยัง สอดคล้องกับสมยงค์ แก้วสพุ รรณ (2552: 25-31) 4. แหล่งเรียนรู้ เป็นองค์ประกอบท่ีมีความสำคัญต่อรูปแบบการบริหารสถานศึกษาสู่ความ เป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษา ท้ังน้ีเน่ืองจากสภาพสังคม ปัจจุบันท่ีผลักดันให้สถานศึกษาต้องพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลาและต้องปรับเปล่ียนกระบวนทัศน์

96 ปรับสภาพแวดล้อมให้เอ้อื ยอำนวยต่อการศึกษาของผู้เรียนและเพื่อจะให้เกิดภาพรวมของสถานศึกษา เพ่ือผลสำเร็จในการพัฒนาให้เป็นสถานศึกษาท่ีมีคุณภาพและได้มาตรฐานการเปลี่ยนแปลงของ สภาพแวดล้อมมีอยู่ตลอดเวลาเพ่ือทำให้สถานศึกษามีประสิทธิภาพหรือประสบความสำเร็จได้ ต้องมี การปรับตัวหรือมีความคล่องตัว ทำความเข้าใจเก่ียวกับการเปล่ียนแปลงของสภาพแวดล้อมและการ เปลี่ยนแปลงภายในสถานศึกษาให้เร็วท่ีสุด ดังน้ันสถานศึกษาควรท่ีจะปรับปรุงและพัฒนาบริเวณ อาคารสถานท่ี รวมถึงห้องเรียนและแหล่งเรียนรู้ สะอาด ร่มรื่น ปลอดภัยบรรยากาศอบอุ่นและ ส่งเสริมให้นักเรียนอยากมาเรียน รักโรงเรียน ห้องสมุดมีสภาพแวดล้อมบรรยากาศเอ้ือต่อการใช้ บริการ มีปริมาณหนังสือสื่อเทคโนโลยีท่ีทันสมัย เพียงพอเหมาะสมและมีกิจกรรมส่งเสริมให้นักเรยี น รักการอ่าน การเรียนรู้และการค้นคว้าอย่างหลากหลาย มีห้องเรียนอิเล็กทรอนิกส์มัลติมิเดีย ห้องทดลอง ห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัย เน้นความเป็นเลิศของนักเรียนตามกลุ่ม สาระอย่างเพียงพอและสามารถเช่ือมโยงเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้และสืบค้นข้อมูลอย่างรวดเร็ว ซึ่ง สอดคล้องกับนงลักษณ์ เรือนทอง (2550: 162-174) ในด้านการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ สภาพแวดล้อมที่เอ้ือต่อการเรียนรู้ และยังสอดคล้องกับนิภา อุตรา (2553: 123-143) นอกจากน้ียัง สอดคล้องกับโสภา วงษ์นาคเพ็ชร์ (2553: 131-132) การพัฒนาส่ือ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพ่ือ การศกึ ษาการพฒั นาแหล่งเรยี นรู้ 5. การบริหารจัดการ เป็นองค์ประกอบท่ีมีความสำคัญต่อรูปแบบการบริหารสถานศึกษาสู่ ความเป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ทั้งนี้เนื่องจากการ บรหิ ารจัดการศึกษาท่ีมีคณุ ภาพของสถานศึกษาโดยมเี ป้าหมายสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศกึ ษา ให้กับเด็กและเยาวชนให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นบ้านท่ีมีคุณภาพได้มาตรฐานทางการศึกษาของชาติ และสอดคล้องกับความต้องการของท้องถ่ิน เป็นท่ียอมรับและศรัทธาของนักเรียนผู้ปกครองและ ชุมชน โดยมีผลมาจากแนวทางการบริหารการจัดการสถานศึกษาสู่คุณภาพ ดังน้ันสถานศึกษาควร จะต้องดำเนินการให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ประสานความช่วย เหลือและหรือได้ แลกเปล่ียนเรียนรู้จากบุคลากร สถาบันหน่วยงานด้านการศึกษา สามารถแสวงหา ระดมทรัพยากร ด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาความเป็นเลิศในการจัดการศึกษา โดยสามารถบริหารจัดการได้อย่างคล่องตัว ตามสภาพ และนำวิธีปฏิบัติท่ีเป็นเลิศมาใช้ในการบริหารจัดการครอบคลุมภารกิจทุกด้านของ สถานศึกษาซ่ึงสอดคล้องกับขัตติยา ด้วงสำราญ (2552: 248-251) ซึ่งได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบ การบริหารเชิงกลยุทธ์สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก ในด้าน องค์ประกอบของรูปแบบ การบริหารเชิงกล ยุทธ์สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ 1) วางแผนกลยุทธ์ 2) ประเมินกล ยุทธ์ของโรงเรียน 3) กำหนดทศิ ทางของโรงเรียน 4) กำหนดกลยุทธ์ของโรงเรียน 5) การปฏิบัติตาม กลยทุ ธ์ของโรงเรียน และ 6) ประเมินกลยทุ ธ์ของโรงเรยี นและสอดคล้องกับชยั พร สกุลพนารกั ษ์

97 (2552:171-175) ในด้าน 1. องค์ประกอบการบริหารโรงเรียนสองภาษาสำหรับประเทศไทย ประกอบดว้ ย องค์ประกอบ 7 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) การประเมนิ ผล 2) การบรหิ ารจดั การนกั เรยี น 3) การบริหารบุคคล 4) การบริหารวิชาการ 5) การบริหารแบบมีส่วนร่วม 6) การประกันคุณภาพ การศึกษา และ 7) การบริหารงานทั่วไปแล้วยงั สอดคล้องกบั สอดคล้องกบั Kinkade (1996: 442) ซ่ึง ได้ศึกษาวิจัยเก่ียวกับโครงสร้างภาวะผู้นำ และวัฒนธรรมในโรงเรียนท่ีบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน พบว่า การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เป็นการบริหารท่ีดีรูปแบบหน่ึงแต่มีผลต่อภาวะผู้นำของ โรงเรียน วัฒนธรรมของโรงเรียนมีอิทธิพลสูงต่อความสำเร็จของโรงเรียนความสอดคล้องกันระหว่าง โครงสร้างท่ีเป็นทางการ ภาวะผู้นำและองค์ประกอบอื่นๆ ของการปรับโครงสร้างมีความเกี่ยวข้องกับ วัฒนธรรมของโรงเรียนสูง ความสำเร็จของการปฏิรูปเป็นผลลัพธ์ของการมีปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นพล วัตรระหว่างโครงสร้างที่เป็นทางการภาวะผู้นำและวัฒนธรรมสิ่งที่ต้องคำนึงมากที่สุดในการใช้การ บริหารรูปแบบนี้คือต้องพยายามประสานและเชื่อมโยงภาวะผู้นำของโรงเรียนเข้ากับวัฒนธรรมของ โรงเรียน นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ Buytendijk (2006: 295) ที่ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับองค์กร สมรรถนะสูง (high performance organization)ในด้านมีการต้ังเป้าหมายท่ีท้าทายและแสวงหา แนวทางในการบรรลุเป้าหมายน้ัน (setting ambitious targets and achieving them) การมุ่งเน้น ยุทธศาสตร์และทำให้ทั่วทั้งองค์กรดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน (strategic focus and alignment) การแปลงยุทธ์ศาสตร์ไปสู่สิ่งที่สามารถเข้าใจและปฏิบัติได้ (translating strategy into operational terms) เป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่น (business agility) เป็นองค์การที่สามารถเข้าใจ และเข้าถึงตลาดก่อนองค์การอื่นสามารถรักษาพนักงานที่มี ความสามารถสูง และสามารถรับมือกับ แรงกดดนั ตา่ งๆ ได้จากภายในและภายนอกองค์การไดด้ ี 6. เครือข่ายร่วมพัฒนา เปน็ องค์ประกอบท่ีมีความสำคัญต่อรูปแบบการบริหารสถานศึกษาสู่ ความเปน็ เลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่กี ารศึกษามัธยมศึกษา ท้ังน้เี นื่องจากการสร้าง เครือข่ายร่วมพัฒนาเพื่อพัฒนาในการระดมสรรพกำลังเพ่ือสรา้ งความร่วมมือกับองค์กรและเครือข่าย ให้ร่วมกันขับเคล่ือนมุ่งไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ดังน้ันสถานศึกษา จำเป็นอย่างย่งิ ที่จะต้องมีเครือข่ายสนับสนุนจาก สมาคม ชมรม สถาบันอดุ มศึกษาและองค์กรอ่ืนๆ ท่ี เกี่ยวข้องท้ังภาครัฐและเอกชนมีสถานศึกษาท่ีจัดการศึกษาในระดับเดียวกันเป็นเครือข่ายร่วมพัฒนา ทุกๆ ระดับ สถานศึกษาเป็นแหล่งวิทยาการในการให้ความรู้และบริการชุมชนและการมีส่วนร่วมของ ผู้ปกครองและชุมชนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งสอดคล้องกับชัยพร สกุลพนารักษ์ (2552: 171-175) ซึ่งได้ศึกษาวิจัยเก่ียวกับรูปแบบการบริหารโรงเรียนสองภาษาสำหรับประเทศไทย การ บริหารแบบมีส่วนร่วม และยังสอดคล้องกับทรงพล เจริญคำ (2552: 293-295) ที่ได้ศึกษาวิจัย เก่ียวกับรูปแบบความเป็นเลิศของโรงเรียนสังกดั กรุงเทพมหานครผู้ปกครอง ชุมชนและสังคม ครูและ บุคลากรทางการศึกษา แล้วยังสอดคล้องกับสมยงค์ แก้วสุพรรณ (2552: 25 -31) ในด้าน

98 คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน ผู้ปกครอง และชุมชนนอกจากนี้ยังสอดคลอ้ งกับโสภา วงษ์นาค เพ็ชร์ (2553: 131-132) ในการส่งเสริมความรู้ทางวิชาการแก่ชุมชน การส่งเสริมและสนับสนุนงาน วิชาการแก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงานและสถาบันอ่ืนๆ ที่จัดการศึกษาและการประสาน ความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอ่ืนๆ แล้วยังสอดคล้องกับ Grady (1992: 17-24) ในการปกครองโดยผู้อื่นมีส่วนร่วมสร้างเครือข่ายและการจัดรูปองค์กร อีกท้ังยัง สอดคล้องกับ Brown (1998: 321) ในการมีสวนร่วมของชุมชนแล้วยังสอดคล้องกับ Shannon & Bylsma (2007: 322) ในด้านการมีความร่วมมือและการส่ือสารในระดับสูง (high levels of collaboration & communication) การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชนอยู่ในระดับสูง (high levels of family & community involvement) 7. การพัฒนาระบบสารสนเทศ เป็นองค์ประกอบท่ีมีความสำคัญต่อรูปแบบการบริหาร สถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา ทั้งน้ี เน่ืองจากในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าข้อมูลสารสนเทศเป็นทรัพยากรที่จำเป็นอย่างยิ่งผู้ใดได้ข้อมูล สารสนเทศที่ถูกต้อง รวดเร็วกว่าจะเป็นผู้ได้เปรียบเพราะสามารถใช้สารสนเทศเหล่านั้นในการ ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ดังน้ันข้อมูลสารสนเทศจึงมีความสำคัญต่อการตัดสินใจ ดำเนินการต่างๆ โดยเฉพาะการวางแผนการศึกษาและการกำหนดนโยบายต้องมีระบบข้อมู ล สารสนเทศที่มีคณุ ภาพ มคี วามละเอียด ครบถ้วนถกู ต้อง ตรงตามความต้องการ และทนั สมัยจงึ ช่วยให้ การวางแผนการบริหารจัดการและการตัดสินใจดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพในทางตรงกันข้ามหาก หนว่ ยงานใดไม่ได้มีการนำขอ้ มูลสารสนเทศไปใช้ในการปฏิบัติงานก็ยอ่ มเส่ยี งต่อความผดิ พลาดสูงและ ผลการดำเนินงานก็จะไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การบริหารสู่คว ามเป็นเลิศของ สถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาน้ันต้องมีการจัดระบบข้อมูลและ สารสนเทศพื้นฐานที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ จัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศอย่างเป็นระบบ ทันสมัยทัน ต่อการใช้งาน นำข้อมูลและสารสนเทศไปใช้ในการบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอน เผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศ เก่ียวกับกิจกรรมในสถานศึกษาและผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาซ่ึง สอดคล้องกับการศึกษาวิจัยของโสภา วงษ์นาคเพ็ชร์ (2553: 131-132) ในด้านการพัฒนาส่ือ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ และยังสอดคล้องกับปริชาติ ชมช่ืน การพฒั นาสือ่ นวตั กรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้รูปแบบการบริหารสู่ความเป็นเลิศของสถานศึกษาสังกัด สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษามัธยมศึกษาเป็นรูปแบบท่ีมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาเพ่ือให้ เกดิ การพฒั นาสูค่ วามเป็นเลศิ ทยี่ ง่ั ยืนอย่างแท้จรงิ

99 ณานุก ม กระทรวงศึกษาธิการ. (2562). คมู ื กา หิ า งานวชิ ากา โ งเ ียนวดค ุน ก( า าจ-ดิษฐเจ ิ วทิ ยาคา ). สำนกั งานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 1. กลมุ่ งานนโยบายและแผน. (2550). แนวทาง/ขน้ นกา วม ถานศกึ ษาขน้ พืน้ ฐาน าม ะเ ีย ก ะท วงศึกษาธิกา วาด้วยกา จด ้ง วมห ื เลิก ถานศึกษาข้นพื้นฐาน พ.ศ. 2550. สบื คน้ ออนไลน์จาก; yutthaya2.go.th/download/ เม่อื วันที่ 11 ธันวาคม 2563. จีรวทิ ย์ มน่ั คงวฒั นะ. (2555). กา ิหา วิชากา สบื คน้ ออนไลน์ จาก;https://www.gotoknow.org/posts/344746 เมอ่ื วันที่ 12 มกราคม 2564. จนั ทรเ์ พ็ญ มีนคร. (2557). กา พฒนาทางด้านวิชากา ข ง าจา ย์. มหาวิทยาลยั ปทมุ ธานี. สืบค้นออนไลน์จาก; http://mis.ptu.ac.th/journal/data/6-3/6-3-4. เมื่อวันท่ี 11 ธันวาคม 2563. ดร. สรรเสริญ สุวรรณ์. กา ะดมท พยาก เพื่ กา ศึกษาก ณี ว ยางข ง ถานศกึ ษาข้นพ้ืนฐาน ูกา ุดมศึกษา. สืบค้นออนไลน์จาก; https://grade.rmutr.ac.th/wpcontent/.pdf เมือ่ วนั ที่ 11 ธันวาคม 2563. สุริยา ห้าวหาญ และคณะ. (2559). ูปแ กา ิหา ูความเป็นเลิศข ง ถานศึกษา งกด ำนกงานเข พืน้ ท่ีกา ศกึ ษามธยมศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร,์ ฉบับท่ี 4 (น. 143-148). มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา. (2560). คูมื ิหา งาน 4 ฝ่าย โ ง เ ี ย น ้ า น ช้ า ง . สื บ ค้ น อ อ น ไ ล น์ จ า ก ; https://data.boppobec.info/emis/news/news. เมื่อวันท่ี 10 ธนั วาคม 2563 สำนกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษา ประถมศึกษาราชบุรี เขต 1. มา ฐานกา ิกา งาน า ณและ า นเทศ โ งเ ยี นวดทา้ ยเมื ง. หน้า 1-115 สบื คน้ ออนไลน์จาก http://www.thaischool.in.th/_files_school.pdf เมื่อวนั ที่ 11 ธนั วาคม 2563 อนุรักษ์ ลาวลิ าศ. (2562). ข ขายและ ท าทหน้าที่ข งกลมุ งาน หิ า งานกจิ กา นกเ ยี นโ งเ ียน ำนาจเจ ิ . สืบคน้ ออนไลน์จาก http://rule.anc.ac.th/bthbath- hna?fbclid=IwAR3 เม่ือวนั ท่ี 11 ธันวาคม 2563 เรณมุ าศ มาอุ่น. 2559. กา จดกา เ ยี นกา นใน ะด ดุ มศกึ ษา ยางมปี ะ ทิ ธิภาพ. วารสารเทคโนโลยภี าคใต้. สบื คน้ จาก file:///C:/Users/Acer/Downloads/. โรงเรียนบา้ นเขาตลาด. 2560. คูมื กา ปฏิ งิ าน คุ คล. สืบค้น 12 ธนั วาคม 2563, จาก http://personnel.buu.ac.th/document/Person3281.

100 บทที่ 3 การบรหิ ารจัดการช้นั เรียน ความหมายข งกา หิ า จดกา ช้นเ ยี น การสร้างเสริมให้ผู้เรียนมีความสนใจในบทเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี และมี คุณลักษณะทีพ่ ึงประสงค์ การบรหิ ารจัดการช้ันเรียนเป็นส่วนสำคัญท่ีจะจูงใจใหผ้ ู้เรียนสามารถเรียนรู้ ได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ ศศิธร ขันติธรางกูร (2551 : 9) กล่าวไว้ว่า ความหมายของการบริหารจัดการชั้นเรียนว่า หมายถึง การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพในชั้นเรียน การจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของ ผูเ้ รียน การสร้างวินัยในชัน้ เรียน ตลอดจนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของผสู้ อนและการพัฒนา ทักษะการสอนของผู้สอนให้สมารถกระตุ้นพร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจในการเรียนเพ่ือให้ผู้เรียนสามารถ เรยี นรู้ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกุลนิษฐชา รานอก (2554 : 9) และ สุรางค์ โค้วตระกูล (2556 : 470) กล่าวไว้ ว่า ความหมายของการบริหารจัดการชั้นเรียนว่า เป็นการสร้างและการรักษาสิ่งแวดล้อม การจัด สภาพแวดล้อมทางกายภาพและจิตวิทยา เพ่ือสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการ เรียนรู้ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับผู้สอนและเพื่อนอย่างมีความสุข การสร้างกฎระเบียบ วินัยในชั้นเรียนกลวิธีในการจัดการพฤติกรรมของผู้เรียน การจตั กิจกรรมการเรียนการสอนของผู้สอน ที่จะช่วยให้การสอนมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการพัฒนาทักษะการสอนของผู้สอนให้สามารถกระตุ้น พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจในการเรียน เพ่ือให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผู้เรียนมี ผลสัมฤทธใ์ิ นการเรียนรตู้ ามวัตถปุ ระสงค์ทตี่ ั้งไว้ ความห มายข้างต้น ยังห มายรวมถึงกิจกรรมทุกอย่ างท่ีผู้ สอน ทำเพื่อจะช่วย ให้ การสอน มี ประสิทธิภาพและนักเรียนผลสัมฤทธ์ิในการเรียนตามวัตถุประสงค์ท่ีตั้งไว้สำหรับบทเรียนหน่ึง ๆ นอกจากน้ี การจัดการชั้นเรียนยังรวมถึงการที่ผู้สอนสามารถที่จะใช้เวลาท่ีกำหนดไว้ในตารางสอนได้ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและการจัดที่นั่งของนักเรียน และอุปกรณ์ที่ผู้สอนจะใช้ในการสอนให้อยู่ใน สภาพทจ่ี ะชว่ ยผสู้ อนไดใ้ นเวลาสอน และสามารถดำเนินการเป็นกระบวนการอย่างเป็นระบบ สันติ บุญภิรมย์ (2557 : 114) กลา่ วไวว้ ่า ได้ให้ความหมายของการบริหารจัดการชั้นเรียนว่า หมายถึงกระบวนการดำเนินการในช้ันเรียนประกอบด้วย 1) การเตรียมการ 2) การวางแผนจัดการ และ 3) การดำเนนิ การในช้ันเรียน ดังรายละเอียดต่อไปน้ี 1. การเตรียมการ หมายถึง การจัดเตรียมการชั้นเรยี นไว้ให้พร้อมท่ีจะมีการเรียนการสอนใน ปีการศกึ ษานัน้ ๆ ซึง่ เปน็ การเตรียมความพร้อมในด้านกายภาพ 2. การวางแผนจัดการ หมายถึง การวางแผนการเรียนการสอนในช้ันเรียนและการวาง แผนการเลือกใช้กิจกรรมต่าง ๆ มาใช้ประกอบการเรียนการสอนท่ีคาดว่านจะบรรลุผลสำเร็จตาม วตั ถุประสงค์ของรายวิชาน้ัน ๆ 3. การดำเนินการในช้ันเรียน หมายถึง การดำเนินการเรียนการสอนให้เป็นไปตาม กระบวนการที่ได้กำหนดไว้มีวัตถุประสงค์เพื่อผู้เรียนได้มีความรู้ ความสามารถตามสมรรถนะของ

101 รายวิชา พร้อมทั้งปฏิกิริยาร่วมระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน เพ่ือให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์สูงสุดต่อการ ดำเนินการเรียนการสอในแต่ละครั้ง ก่อให้เกิดความพึงพอใจทั้ง 2 ฝ่ายในระดับท่ียอมรับได้เพ่ือมุ่งสู่ ความเปน็ เลศิ ในชนั้ เรยี น จากการศกึ ษาความหมายท่ีนกั วชิ าการต่างประเทศได้ใหไ้ ว้โดย โบรฟิ (Brophy, 1996, p. 5) เบอร์เดน (Burden, 1999, p. 3) อเี วอรส์ ตนั และไวนิสทีน (Everston and Weinstein, 2006. P. 4) ได้ให้ความหมายของการบริหาจัดการชั้นเรียนที่สอดคล้องกันว่าเป็นการดำเนินงานของผู้สอน ท่ีจะ สร้าง และคงสภาพส่ิงแวดล้อมในการเรียนรู้ที่นำไปสู่การจัดการเรียนการสอนที่ประสบผลสำเร็จ ทั้ง ในด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ การสร้างกฎระเบียบ ยุทธศาสตร์ และการปฏิบัติท่ีผู้สอนใช้เพี่อคง สภาพความเป็นระเบียบเรียบร้อยในช้ันเรียน และการดำเนินการท่ีทำให้บทเรียนน่าสนใจอย่าง ตอ่ เน่ืองรวมท้ังการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวิชาการในชั้นเรยี น หรือการดำเนินงานของผู้สอนในการ สร้างสรรค์สภาพแวดล้อมเพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกทั้งในด้านการเรียนรู้เชิงวิชาการและ การเรียนรดู้ า้ นปฏิสัมพันธแ์ กผ่ ู้เรียน กล่าวโดยสรุปว่า การบริหารจัดการช้ันเรียน หมายถึง การดำเนินงานของผู้สอนในการ สร้างสรรค์สภาพแวดล้อมทั้งในเชิงกายภาพและจิตวทิ ยา สร้างกฎระเบียบวินัยในชั้นเรียน มีกลวิธีใน การจัดการพฤติกรรมของผู้เรียน โดยอาศัยหลักการและแนวคิดโดยยึดหลักกระบวนการบริหาร จัดการ ประกอบด้วย 1) การเตรียมการ 2) การวางแผนจัดการ และ 3) การดำเนินการในช้ันเรียน เพ่ือสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ และสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมเพื่อ สนับสนุนและอำนวยความสะดวกทั้งในด้านการเรียนรู้เชิงวิชาการและการเรียนรู้ด้านปฏิสัมพันธ์แก่ ผ้เู รยี น เพอ่ื ให้ผสู้ อนไดส้ ามารถบรหิ ารจัดการชัน้ เรยี นไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ ความ ำค ข งกา หิ า จดกา ช้นเ ียน การบริหาจัดการชั้นเรียน มีความสำคัญต่อการเรียนการสอนของผู้เรียน เพราะจะทำให้ ผู้เรยี นไดร้ ับการพัฒนาศกั ยภาพไดต้ ามวตั ถปุ ระสด์การเรียนรู้ และชว่ ยส่งเสริมพฤติกรรมทพ่ี ึงประสงค์ ของผู้เรียนเพ่ือการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมในอนาคต ดังท่ีนักวิชาการศึกษาได้กล่าวถึงความสำคัญ ของการบรหิ ารจดั การชนั้ เรียนไว้ ดงั นี้ ศศิธร ขันติธรางกร (2551 : 2-3) กล่าวว่า การบริหารจัดการชั้นเรียนมีความสำคัญด้วย เหตผุ ลหลายประการ คอื 1. การเรียนรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้หรือเกิดได้น้อยถ้ามีส่ิงรบกวนในช้ันเรียนอยู่ตลอดเวลาด้วย ปัญหาทางพฤตกิ รรมของผ้เู รียน 2. ผู้เรียนที่อยูในชั้นเรียนท่ีไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย สิ่งแวดล้อมในชั้นเรียนมีเสียงดังและ สิ่งรบกวน หรือการจัดท่ีนั่งไม่เหมาะสมอาจเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาทางวินัย นำไปสู่การแสดง พฤติกรรมที่กา้ วร้าว หรอื ทำใหผ้ ู้เรียนไม่สมารถช่วยเหลือตนเองได้ ส่งผลใหผ้ ้เู รียนไม่สามารถ 3. การกำหนดคุณลักษณะพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ของผู้เรียนไว้ล่วงหน้าจะมีประโยชน์อย่าง ยิ่งต่อการบริหารจัดการช้ันเรียน เพราะจะทำให้ผู้เรียนมีแนวทางในการควบคุมพฤติกรรมของตนเอง โดยไมแ่ สดงอาการหรอื พฤติกรรมท่ีจะเปน็ การรบกวนการเรียนของผู้อื่น

102 4. ชั้นเรียนที่มีกาจัดการกับพฤติกรรมของผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม จะทำให้ผู้สอนสามารถ ดำเนินการสอนไดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ีโดยไมเ่ สยี วลากับการแก้ไขปญั หาพฤติกรรมของผู้เรยี น 5.การบหารจัดการชัน้ เรยี น ทำให้ผู้เรียนมีวินยั ในการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกันด้วยความเอ้ือ อากร โดยคำนึงถึงกฎระเบียบของช้ันเรียนอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้แล้ว ยงั มีผลในระยะยาวคือเปน็ การปลูกฝงั ลักษณะนสิ ัยเพือ่ การเป็นพลเมืองดใี นอนาคตอกี ดว้ ยไพรภ รัตน ชูวงศ์ (2556, ออนไลน์) กล่าววา่ การบรหิ ารจดั การชนั้ เรยี นมคี วามสำคญั ดงั น้ี 1. ช่วยสง่ เสรมิ ให้การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างราบรื่น 2. ช่วยสรา้ งเสรมิ ลกั ษณะนสิ ยั ที่ดีงมและความมรี ะเบยี บวินยั ให้แก่ผู้เรยี น 3. ช่วยส่งเสรมิ สขุ ภาพทด่ี ใี หแ้ ก่ผู้เรยี น 4. ชว่ ยส่งเสรมิ การเรยี นรู้และสรา้ งความสนใจบทเรียนมากยิง่ ขึน้ 5. ช่วยส่งเสริมการเปน็ สมาชิกทดี่ ีของสงั คม 6. ช่วยสรา้ งเจตคติตอ่ การเรียน ความ ำค ผู้ น ฆนัท ธาตุทอง (2552) กล่าวไว้ว่า ความสำคัญและประโยชน์ของการจัดการช้ันเรียนที่มีกับ ครูผ้สู อน ดังนี้ 1. ทำให้ครตู ระหนกั แหง่ ความหมายของวิชาชีพครู 2. ครเู หน็ คณุ คา่ อนั แท้จรงิ ของความเปน็ ผู้นำครเู ห็นค่าอนั แท้จริงของความเปน็ ผูน้ ำ โดยครู จะตระหนักว่าส่ิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดท่ีครูสามารถมอบให้ลูกศิษย์ได้คือ ความก้าวหน้าของผู้เรียนและการ เป็นผู้นำพาลกู ศษิ ย์ของตนให้ประสบความสำเร็จในการเรียนตามศกั ยภาพ 3. ครูได้รับการพัฒนาและเพ่ิมพูนทักษะ ขณะที่ครูกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และ ประสบความสำเรจ็ ในการพฒั นาน้นั ครูจะไดร้ บั แนวคิดใหมๆ่ และมคี วามเข้าใจกบั ผูเ้ รยี นอยา่ งลกึ ซ้ึง 4. ครูได้เพ่มิ พนู ความเขา้ ใจในวิชาชพี ครู 5. ครูไดช้ ว่ ยให้ผเู้ รยี นประสบความสำเรจ็ ความ ำค ผูเ้ ยี น สันติ บุญภิรมย์ (2557, หน้ 115) กล่าวไว้ว่า ความสำคัญของการบริหารจัดการชั้นเรียนมี ความสำคญั ต่อผเู้ รยี น ดงั นี้ 1. ช่วยให้ผู้เรียนได้เกิดความอบอุ่นในขณะอยู่ในชั้นเรียน และมีความสุขในขณะท่ีมกี ารเรียน การสอน 2. ช่วยให้ส่งเสริมสนับสนุนบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดท้ังในเวลาเรียน ปกติและนอกเวลาเรยี น 3.ชว่ ยให้ผ้เู รยี นและผ้สู อนไดม้ ปี ฏิสัมพันธร์ ะหว่างกนั ตามธรรมชาติของรายวิชานั้น ๆ 4. ชว่ ยสง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เรียนไดต้ ระหนกั ในเรื่องของวนิ ยั ในช้นั เรียน 5. ช่วยป้องกันสิ่งรบกวนท่ีเป็นสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีต่อการเรียนการสอนและการ กระทำกิจกรรมต่าง ๆ ของผเู้ รยี น สรุปได้ว่า การบริหารหารจัดการช้ันเรียนนั้น ครู คือ ผู้มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของ การจัดการห้องเรียน ครูต้องเห็นความสำคัญของการจัดการช้ันเรียนแล้วเห็นประโยชน์สูงสุดท่ีจะ

103 ได้รับคือ จะช่วยส่งเสริมและสร้างเสริมผู้เรียนในด้านสติปัญญา ร่างกาย อารมณ์ และสังคม ทำให้ นักเรยี นเรียนดว้ ยความสุข รกั การเรยี น และเปน็ คนใฝเ่ รียนใฝ่รู้ในทสี่ ุด และความสำคัญตอ่ ผเู้ รียนเป็น อย่างมาก เพราะเป็นการจัดกระบวนการต่าง ๆ ที่จะส่งผลต่อการเรียนรู้และพฤติกรมของผู้เรียน ทำ ให้ผู้เรียนมีวินัยในการอยู่ร่วมกัน ผู้สอนจะสามารถจัดการกับพฤติกรรมของผู้เรียนได้ การเรียนการ สอนดำเนินไปอย่างราบร่ืน สร้างความสนใจบทเรียนและส่งเสริมบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ให้ผู้เรียน มากย่ิงข้ึน เกิดความอบอุ่นและมีความสุขในขณะท่ีมีการเรียนการสอน ผู้เรียนและผู้สอนได้มี ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันตามธรรมชาติของรายวิชานั้น ๆ และสามารถส่งเสริมสุขภาพที่ตีให้แก่ผู้เรียน หากช้ันเรียนที่ไมเ่ ป็นระเบียบเรยี บรอ้ ย สิง่ แวดล้อมในช้นั เรยี นมเี สียดงั และสง่ิ รบกวน หรอื การจดั ที่นั่ง ไม่เหมาะสมอาจเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาทางวินัย นำไปสู่การแสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวหรือทำให้ ผเู้ รยี นไมส่ ามารถชว่ ยเหลอื ตนเองได้ ว ถปุ ะ งค์ข งกา ิหา จดกา ชน้ เ ยี น การบริหารจัดการเรียนการสอนให้บรรลุวัตถุประสงค์ ย่อมมีปัจจัยหลายอย่างเป็น องค์ประกอบ รวมถึงทักษะของผู้สอนในการจัดกระบวนการเรียนการสอนในช้ันเรียนที่มุ่งประโยชน์ ตอ่ ตัวผู้เรยี นเป็นสำคัญ ดังที่ ฆนัท ธาตุทอง (2552 : 87 อ้างถึงใน ณิรดา เวชญาลักษณ์, 2561 : 27) ได้กล่าวถึงเป้าหมายในการบริหารจัดการชั้นเรียนว่าเป็นการมุ่งหวังผลประโยชน์ท่ีจะเกิดกับผู้เรียน ดงั น้ี 1. จัดระเบียบช้ันเรียนเพ่ือให้ผู้เรียนได้รู้ที่จะรักษาวินัย ควบคุมตัวเองได้มากขึ้น เช่น เวลา ต้องการสิ่งใด จะอดทนรอได้ แสดงกิริยาโต้ตอบด้วยอารมณ์ที่สมเหตุสมผล ลดการกระทำตามใจ ตวั เองทที่ ำให้เกดิ ปฏกิ ิรยิ าตอบโตท้ ร่ี ุนแรงลงได้ 2. พัฒนาพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจและยอมรับผลการกระทำ ของตัวเอง ผู้เรยี นต้องเรียนรู้วา่ ถ้าตัวเองกระทำเชน่ นั้นแล้วจะเกดิ ผลตามมาอย่างไร เชน่ การลกุ จากที่ บ่อย ๆ จะไมม่ งี านของตวั เองสง่ ผู้สอน หรอื การพดู จาไมส่ ภุ าพ เพื่อนจะไม่พูดดว้ ย 3. ใหผ้ ู้เรียนมสี มาธิ รับผิดชอบตัวเองตามความสามารถแห่งตนและพ่ึงพาคนอนื่ ตามความจำ เป็นได้อย่างเหมาะสม ผเู้ รียนท่ีมคี วามต้องการพิเศษอาจมีสงิ่ ท่ีต้องพงึ่ พิงหรือขอใหค้ นอื่นช่วยในหลาย กรณี เชน่ ผู้เรียนทห่ี ูตงึ อาจจะให้เพอื่ นทีอ่ ยู่ใกล้บอกสง่ิ ท่ีผ้สู อนพูดให้ฟงั 4. สร้างบรรยากาศการเรยี นรู้ที่ดี เพ่ือให้ผเู้ รียนได้รับการสนับสนุนและกระตุ้นความสนใจใน การเรียน ทำให้เกิดความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ โดยในการสอนอาจมอบหมายงานให้ผู้เรียนทำในช้ัน เรยี น สร้างสัมพันธภาพทด่ี รี ะหว่างผสู้ อนและผู้เรียน ทำใหผ้ ู้เรยี นมีทัศนคติที่ดตี อ่ การเรียน สรุปได้ว่า เป้าหมายในการบริหารจัดการช้ันเรียน เป็นการจัดกระบวนการมุ่งผลประโยชน์ท่ี จะเกิดกับผู้เรียนท่ีจะรักษาวินัย ควบคุมตัวเองได้มากข้ึน เข้าใจและยอมรับผลการกระทำของตัวเอง ทำให้ผู้เรียนมีสมาธิ สามารถรบั ผิดชอบตัวเองตามความสามารถแห่งตน สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ท่ี ดี และมีทศั นคติท่ีดตี อ่ การเรียน

104 ปู แ กา หิ า จดกา ชน้ เ ียน การบรหิ ารจัดการชั้นเรียนนั้นสามารถจัดได้หลายรูปแบบ เป็นการบรหิ ารจัดการโดยผู้สอนที่ จะออกแบบหรือวางรูปแบบชนั้ เรียนให้เหมาะสมกบั บทเรยี น พฤตกิ รรมผู้เรยี น กิจกรรมการเรียนการ สอน จำนวนผูเ้ รียน สภาพแวดลอ้ มในชัน้ เรียน และขนาดของห้องเรียน ผสู้ อนควรปรบั เปลีย่ นรปู แบบ ของการจัดโต๊ะเก้าอ้ี มุมวิชาการและมุมต่าง ๆในห้องเรียนเพ่ือสร้างบรรยากาศของห้องเรียนให้ นา่ สนใจ ไม่ซำ้ สาก จำเจ ไม่นา่ เบ่ือหายเพื่อใหผ้ ู้เรียนเกิดความกระตือรือรน้ และกระฉับกระเฉงในการ เรยี นมากขนึ้ ดงั นักวิชาการได้กลา่ วถึงการจัดชั้นเรียนไวห้ ลากหลายรปู แบบ ดังนี้ เจนภพ วัฒนธเนศ (2553 : 22-23) กล่าวไว้ว่า รูปแบบการบริหารจัดการชั้นเรียน โดยแบ่ง ตามวิธีการสอนทส่ี อดคล้องกันวา่ สามารถบริหารจัดการให้ช้ันเรยี นมคี วามเหมาะสมกับการเรียนการ สอน แบ่งได้ 2 รปู แบบ คอื 1 ชัน้ เรียนแบบธรรมดา 2) ชัน้ เรยี นแบบนวตั กรรม ดงั รายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี 1. ชน้ เ ียนแ ธ มดา ช้ันเรียนแบบธรรมดา เป็นชั้นเรียนท่ีมีผู้สอนเป็นศูนย์กลาง เป็นผู้นำการเรียนรู้ โดยมี ผ้เู รียนเป็นผรู้ ับความรู้จากผ้สู อน การจดั ชน้ั เรยี นแบบนจี้ ะมีโต๊ะผู้สอนอย่หู นา้ ชั้นเรียน และมีโต๊ะเรยี น วางเรียงกนั เปน็ แถวโดยหนั หนา้ เข้าหาผ้สู อน 1.1 ลักษณะการจดั ช้ันเรียน การจัดช้ันเรียนแบบธรรมดาน้ี โต๊ะเรียนอาจเป็นโต๊ะเดี่ยวหรือโต๊ะคู่ก็ได้ ผนัง ห้องเรียนอาจจะมีกระดาน ป้ายนิเทศ หรือสื่อการสอน เช่น แผนภูมิ รูปภาพ แผนที่ติดไว้ ซ่ึงสื่อการ สอนเหล่านี้จะไม่เปล่ียนบ่อยนัก การตกแต่งผนังห้อเรียนจะแตกต่างกันออกไปตามแต่สถานท่ีต้ังของ โรงเรียน โรงเรียนที่อยู่ในตัวเมืองอาจจะมีการตกแต่มากกว่าโรงเรียนท่ีอยู่ห่าไกลหรือโรงเรียนตาม ชนบทเพราะหาส่ือการสอนได้ยกกว่า บางหอ้ งเรยี นอาจจะมีมุมความสนใจ แต่ก็ไม่ไดถ้ ือเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการเรียนการสอน 1.2 บทบาทของผู้สอนและผเู้ รยี น ในชั้นเรียนแบบธรรมดาผู้สอนจะเป็นผู้รอบรู้ในด้านต่าง ๆ วิธีการสอนแบบปัน ความรู้ให้แก่ผเู้ รยี นโดยการบรรยายและอธบิ ายให้ผ้เู รียนฟังอยู่ตลอดเวลาสอนจะเป็นผู้แสดงกิจกรรม ต่าง ๆ ด้วยตนอง แมก้ ระทั่งการทดลองอย่างงา่ ย ๆ ไม่เปิดเรียนไดห้ ยิบจบั หรือแตะต้องส่ือการสอนที่ ผู้สอนนำมาแสดง ผู้เรียนจึงต้องฟังผู้สอน มีโอกาสทำงานเป็นกลุ่มเพื่อค้นหาคำตอบใด สื่อการสอนท่ี ใช้ส่วนมาก ได้แก่ ชอล์ก กระดานแบบเรียน การจัดชั้นเรียนแบบนี้ ไม่เอ้ือต่อการสอนตามหลักสูตร ใหม่ นักการศึกษาจึงไม่แนะนำให้ใช้ อาจให้ได้เป็นบางครั้งเท่นั้นถ้าจำเป็นต่อวิธีการสอนวิธีใดวิธีหนึ่ง แตไ่ ม่ควรยืดถอื เปน็ ตลอดไป 2. ชน้ เ ียนแ นว ก ม ช้ันเรียนแบบนวัตกรรม เป็นช้ันเรียนท่ีเอื้ออำนวยต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เทคนิควิธีสอนใหม่ ๆ เช่น การเรียนรู้แบบร่วมมือ แบบโพร์แมท แบบสตอริไลน์ แบบโครงเรียนจะมี อิสระในการเรียน อาจเรียนเป็นกลุ่มหรือเป็นรายบุคคลโดยมีผู้สอนเป็นผู้ให้คำการจัดช้ันเรียนจึงมี รูปแบบการจัดโต๊ะ เก้าอี้ ในลักษณะต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องเรียงแถว หันหน้าเช่น จัดเป็นรูปตัวท่ี ตัวยู วงกลม หรือจดั เป็นกลมุ่ ลักษณะการจัดชนั้ เรยี นแบบนวัตรกรรม

105 2.1 ลกั ษณะการจดั ช้ันเรียนแบบนวัตกรรม การจัดช้ันเรียนแบนี้ โต๊ะผู้สอนไม่จำเป็นต้องอยู่หน้าชั้น อาจคล่ือนย้ายไปตามมุม ต่าง ๆ การจัดโต๊ะผเู้ รียนจะเปลีย่ นรูปแบบไปตามลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของผู้สอน ส่วนใหญ่นิมจัดโต๊ะเป็นกลุ่มเพ่ือให้ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมร่วมกัน มีการจัดศูนย์สนใจ มีสื่อการสอนใรู ปของชุดการสอน หรอื เครื่องช่วยสอนตา่ ง ๆ ไวใ้ หผ้ เู้ รียนศกึ ษาด้วยตนเองหรอื ศึกษา รว่ มกบั เพ่ือน มีการตกแต่ผนังห้องและเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับเร่ืองท่ีผู้เรียนกำลัง เรียน 2.2 บทบาทของผสู้ อนและผเู้ รียน บทบาทของผู้สอนจะเป็นผู้กำกับและแนะแนว ส่วนผู้เรียนเป็นผู้แสดงบทบาท ผู้สอนจะพูดน้อยลงให้ผู้เรียนได้คิด ได้ถาม ได้แก้ปัญหา และได้ทำกิจกรรมด้วยตนเอง ผู้เรียนอาจจะ เรยี นดว้ ยตนเองจากส่ือประสม เช่น บทเรยี นแบบโปรแกรม ชุดการสอน คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน ผ้สู อน จะเป็นผู้ให้คำแนะนำและช่วยเหลือเม่ือจำเป็น ดังนั้น การจัดช้ันเรียนแบบน้ีจึงเป็นการจัดช้ันเรียนท่ี สอดคล้องกับเจตนามณ์ของหลักสูตรที่ต้องการให้ผู้เรียนได้คิด คันคว้า วิเคราะห์ วิจารณ์ และลงมือ ปฏบิ ตั ิจรงิ ทุกขัน้ ตอน จนสามารถเรียนรูไ้ ด้ด้วยตนเอง การบริหารจัดการห้องเรียนมีความสำคัญย่ิงกว่าระเบียบวินัยหรือการบังคับนักเรียนให้ ประพฤติกรรมตัวให้ดีเป็นอันมากการบริหารจัดการห้องเรียนมีความสำคัญว่าครู คือ ผู้นำครูสร้าง สถานการณ์ขึ้นทำให้เหตุการณ์ดำเนินไปช่วยคุ้มครองให้นักเรียนปลอดภัยส่ิงสำคัญ คือ การบริหาร จัดการห้องเรียนเชิงบวกเป็นเร่ือสร้างสรรค์นักเรียนได้เรียนและครูได้สอนจัดรูปแบบที่เลวทีสุดก็จะ เกิดการบริหารจดั การห้องเรียนในทางบวกและทำให้ครูเป็นศตั รูกับนักเรยี นดังนั้นรูปแบบการบริหาร จดั การหอ้ งเรียนท่ีมกี ารจดั การแบบออื้ สังคมการเรียนรพู้ ฤติกรรม รปู แบบการบรหิ ารจัดการห้องเรียนมี 3 รูปแบบ คือ (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2545 : 33 - 49) กล่าวไว้วา่ 1. รูปแบบพฤตกิ รรม (Behaviorist Model) 2. รปู แบบจติ วิทยา (Psychological Model) 3. รปู แบบการจดั การแบบกลุ่ม (Group Management Model) 1. ูปแ พฤ กิ ม (Behaviorist Model) การใช้ทฤษฎีการปรับพฤติกรรมในการบริหารจัดการห้องเรียน ตั้งอยู่บนพื้นฐานความ เชื่อและว่าความสามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นทุก ๆอย่างในห้องเรียนด้วยการใช้วิธีการเสริมแรง ครูให้ ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขน้ึ ภายในหอ้ งเรียนว่าเป็นผลจากการกระทำของเด็กแทนท่ีจะคน้ หาสาเหตุว่า อาจเป็นผลจากที่บ้านหรือชุมชน ครูจะดูเฉพาะพฤติกรรมเด็กท่ีเกิดขึ้นในห้องเรียนเท่าน้ันครูจะ แยกแยะพฤติกรรมท่ีต้องการให้เด็กเปลี่ยนและสังเกตพฤติกรรมที่ครูต้องการให้เด็กประพฤติแล้วจึง วางแผนขั้นตอนเพ่ือควบคุมพฤติกรรมเด็กโดยเด็กจะได้รับการบอกอย่างชัดเจน ถึงพฤติกรรมที่เป็น ประสงค์และทำตามอย่างเครง่ ครัดเมอื่ ครูและเดก็ รวู้ ่าพฤตกิ รรมท่ีพงึ ประสงค์เป็นเช่นใดครูจะไม่สนใจ พฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสมและพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสม หรรษานิลวิเชียร (2535 อ้างถึงใน อุทุมพร พรายอินทร์, 2542 : 31) ให้ข้อเสนอแนะว่า เน่ืองจากครูไม่อาจเมินเฉยต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทุกพฤตกิ รรมไดจ้ งึ ควรใชเ้ ทคนคิ 4 ประเภทต่อไปนี้

106 1. ถ้าเกดิ ปัญหาขึ้นเปน็ สิ่งทีเ่ กิดข้ึนชว่ั คราวและหยดุ ไปแลว้ ครูไมค่ วรให้ความสนใจอีกตอ่ ไป 2. ถา้ ปัญหาน้ันไมร่ า้ ยแรงและไม่มีอันตรายครูควรเมินเฉยเสียแตค่ วรใชเ้ วลา และพลงั งานกับ พฤติกรรมทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับความปลอดภยั ท่ีไมส่ ามารถมือถือได้ 3. ถ้าปฏิกิริยาของครูที่มีต่อเด็กทำให้ดึงความสนใจของเด็กอ่ืน ๆ และทำให้บรรยากาศการ เรยี นหยดุ ชะงักก็ไมน่ า่ จะ ให้ความสนใจต่อพฤติกรรมน้นั 4. ถ้าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับเด็กซ่ึงปกติเป็นผู้ประพฤติดีอยู่แล้ว และไม่มีท่าทีว่าเด็กจะ กระทำผิดอีกต่อไปครูควรจะเมินเฉยเสีย อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่าการเมินเฉยต่อพฤติกรรมที่ไม่พึง ประสงค์จะไม่ช่วยแก้ปัญหาการประพฤติผิดจึงจำเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องใช้วิธีให้แรงเสริมพฤติกรรมท่ี นำไปส่พู ฤตกิ รรมท่พี งึ ประสงค์ 2. ูปแ จิ วิทยา (Psychological Model) แนวคิดการบริหารจัดการห้องเรียนตามรูปแบบจิตวิทย ตั้งอยู่บนพ้ืนฐานความคิดท่ีว่าการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจะเกิดข้ึนก็ต่อเม่ือ ครูเข้าใจถึงสาเหตุของพฤติกรรมเด็กเข้าใจว่าอะไรเป็น แรงจูงใจทำให้เด็มีพติกรมชนน้ัน เข้าใจถึงความคิด ความต้องการ และความต้ังใจ (หรรษานิลวิเซียร, 2535 อ้างถงึ ใน อทุ มุ พร พรายอนิ ทร์, 2542 : 33) กล่าววา่ การแก้ปญั หาพฤติกรรมใน ห้องเรียนด้วยความร่วมมือกันระหว่างครูและนักเรียนซึ่งต้องอาศัยความจำเป็นพ้ื นฐาน ทางด้านจิตวิทยาสองประการ คอื ดวามรกั และความรูส้ ึก มีคำหมายถึง ครูจะต้องช่วยขจัดปัญหาทาง อารมณ์ของเด็กที่มีปัญหาต้นการปกครองอันจะส่งผลต่อความประพฤติของเด็ก คือ ทำให้เด็กมีความ รบั ผดิ ชอบและได้รบั การศึกษาดขี ึน้ 3. ปู แ กา จดแ กลุม (Group Management Model) ห้องเรียนจะเปรียบเสมือนตัวอย่างกลุ่มเพาะกลุ่มหน่ึงท่ีเด็กมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและ เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ของชวี ิตของคนในห้องเรยี น พรรณี ช. เจนจิต (2541 : 35) ได้ศึกษา การบริหารจัตการห้องเรียนและได้เสนอแนะ แนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการมองระบบสังคมในห้องเรียนพบว่าพฤติกรรม 4 ชนิดของครูท่ีสัมพันธ์ กับประสทิ ธภิ าพในการบรหิ ารจัดการหอ้ งเรียนมดี งั ตอ่ ไปน้ี 1. ความรู้รอบ (Wittiness) คือ คผู้ที่เปรียบเสมือนมีตาอยู่ข้างหลังจะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ท่ีเกิดข้ึนภายในห้องเรียนตลอดเวลาใครจะทำอะไรเม่ือไรกับใครท่ีไหนครูรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น และ นกั เรยี นกร็ วู้ ่าไม่มอี ะไรจะรอดสายตาของครูได้ 2. ความคาบเก่ียว (Overlappingness) คือ ความสามารถของครูท่ีจะให้ความสนใจต่อ เหตุการณ์มากกว่าหน่ึงอย่างในเวลาเดียวกันคุณสมบัติของการกระทำพฤติกรรมสองสิ่งในเวลา เดียวกันเปน็ สิ่งจำเปน็ มากพราะความสามารถมองเห็นหรอื รบั ร้ถู า้ หากมีการประพฤตผิ ิดเกดิ ข้ึนในส่วน ใดส่วนหนง่ึ ของห้องเรยี น 3. ความราบร่ืน (Transition Smoothness) คือ กรเปลี่ยนกิจกรรมแต่ละกิจกรรมมี ความสำคัญมากในกระบวนการบริหารจัดการห้องเรียนความราบร่ืน หมายถึง ประสิทธิผลในการ เร่มิ ต้นและการดำรงสภาพการทำกจิ กรรมจนกระทง่ั เสรจ็ สน้ิ

107 4. ความหลากหลาย (Learning-related Variety) คือ ข้อคิดในการจัดเตรียมกิจกรรม หลายๆอย่างมาให้เด็กทำก็คือ ประการแรกกิจกรรมเหล่าน้ันเหมาะกับระดับความสามารถทาง สติปัญญาของเด็กหรือไม่ประการที่สอง รูปแบบการสอนของครมู ีการอนุญาตให้เด็กทำกิจกรรมอิสระ ตามความสนใจหรือเเปล่ารวมทั้งเด็กได้มีโอกาสเลือกทำกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมคือ มีวัสดุ อุปกรณท์ ่เี ขาสามารถสัมผัสได้ ดังนั้นกล่าวโดยยสรุป การจัตห้องเรียนที่ให้เต็มีปฏิสัมพันธ์ทางสังมและการเปล่ียนแปลงไป ตามสถานการณ์ของคนในห้องเรียนนั้นขึ้นอยู่กับการจัดกิจกรรมอย่างมีประสิทธิภาพของครูที่จะต้อง ทำหนท้ ี่เป็นผู้วาแผนในการจัดเตรียมกิจกรมหาเทนิควิธีการจตั กิจกรรมที่หลากหลายใช้สอื่ ท่ีเหมาะสม ทำใหผ้ ูเ้ รยี นมคี วามสขุ สนกุ สนานกระตือรือร้นในการเรยี นและเกดิ การเรยี นรู้ เทคนคิ กา จดกา ชน้ เ ียน ณรงค์ กาญจนะ (2553 : 112) กล่าวว่า การจัดการช้ันเรียนเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการ เรียนการสอนของครู ซึ่งเช่นเดียวกันกับการสอนหรือการจดั การเรยี นรู้ “การจัดการชั้นเรียน” เป็นท้ัง ศาสตร์และศิลป์ “ศาสตร์” คือ มีหลักการและเทคนิคเก่ียวกับการจัดการช้ันเรียนที่ครตู ้องเรียนรู้และ นำไปประยุกต์ใช้ ส่วน “ศิลป์” น้ัน ครูแต่ละคนจะไปประยุกต์อย่างไรในชั้นเรียนของตนเพื่อให้เกิด ความเป็นระเบียบเรยี บร้อย และเป็นบรรยากาศที่นา่ เรียนรู้กเ็ ป็นเทคนิคที่เหมาะสมของครูแต่ละท่าน เทคนิคการจัดการชนั้ เรยี น มดี ังน้ี มิลเลอร์ (Miller, 2009 : 75-76 อา้ งถงึ ใน ณรงค์ กาญจนะ, 2553 : 112-113) แนะนำเทคนิคหน่ึง ในการจัดการช้ันเรียนก็คือ การทำให้ครูนักเรยี นมีความรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ ครูสามารถทำได้โดย การแสดงพฤติกรรมที่เป็นการส่งสารในเชิงบวก เชน่ พดู ว่า “นักเรียนมีความสำคัญ” “ส่ิงท่ีนักเรียนได้ นำเสนอมีคุณค่ามาก” “ครูเห็นและยอมรับว่านักเรียนมีจุดเด่นที่น่าสนใจ” และ “นกั เรียนเป็นบคุ คลท่ี สำคญั ในช้นั เรยี นของเรา” นอกจากนี้ยงั มีแนวทางอืน่ ๆ อกี ได้แก่ 1. สบตากบั นกั เรียน 2. ให้ความสนใจกบั นักเรยี นทว่ั ทั้งห้องไม่เพยี งแตน่ ักเรียนท่อี ยู่ใกลค้ รู 3. ครูควรเดนิ และไปยนื อยู่ใกลน้ ักเรยี น 4. ครแู สดงออกถึงการยอมรบั ในความสำเรจ็ ของนักเรียนโดยใชค้ ำพดู หรือทา่ ทาง 5. ครูชื่นชมคำตอบของนักเรียน 6. ครูควรให้เวลาแก่นักเรียนในการคิดหรือตอบคำถามมากกว่าที่จะไปถามนักเรียนคนอ่ืน ทันทที ันใด 7. ในบางครั้งครจู ำเป็นตอ้ งบอกใบ้ (บอกเป็นนยั ) เพื่อชว่ ยใหน้ ักเรียนคน้ คำตอบทีถ่ กู ตอ้ ง เคลลาฟ (Kellough, 2007 : 115-120 อ้างถึงใน ณรงค์ กาญจนะ, 2553 : 113-114) แนะนำเกย่ี วกับการจดั การช้ันเรยี นที่เอ้อื ตอ่ การเรยี นรู้ ดังนี้ 1. พจิ ารณาถึงการจัดห้องเรียนทางกายภาพ ควรจัดห้องเรยี นให้มีความยืดหยนุ่ เหมาะสมกับ แต่ละกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น หากต้องการกระตุ้นให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันก็ใช้จัดที่น่ัง เปน็ กล่มุ และหากตอ้ งการให้นักเรียนไดท้ ำกิจกรรมด้วยตนเองก็ให้น่ังเรยี นที่น่งั ห่างกนั เป็นตน้ 2. สร้างสภาพแวดล้อมเชงิ บวก คำแนะนำในการสร้างสภาพแวดลอ้ มเชงิ บวก มดี ังนี้

108 2.1 แนะนำพฤติกรรมของบคุ คลที่ควรปรบั ปรุงไม่ใช่ตำหนิบคุ คล 2.2 ไม่มกี ารแบ่งแยกพวกของนักเรยี น 2.3 จดั หอ้ งเรยี นใหน้ า่ เรยี นและมีความสะดวกสบาย 2.4 ในการกระตุน้ ให้นักเรยี นแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม ควรใชค้ ำว่า “ให้ปฏิบัตดิ ีกวา่ การ ใชค้ ำว่า “อยา่ (ปฏิบตั )ิ ” 2.5 ครูตอ้ งเปน็ คนทีน่ า่ สนใจ มองโลกในแง่ดแี ละมคี วามกระตือรือร้น 2.6 กระตนุ้ ให้นกั เรียนตัง้ เป้าหมายให้สูงและมคี วามเป็นไปได้ และแสดงให้นักเรียนเห็นถึง ความก้าวหน้าของตนเอง เพ่ือให้เป้าหมายของเขาบรรลุผลสำเร็จ รวมท้ังครูต้องแสดงให้นักเรียนทุก คนเห็นวา่ ครูมคี วามเช่ือม่นั ในความสามารถของนกั เรียนทีจ่ ะประสบผลสำเรจ็ 2.7 ชว่ ยเหลอื นักเรียนในการพฒั นาทกั ษะทจ่ี ำเปน็ สำหรบั การเรยี นแบบร่วมมือ 2.8 ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในทุกด้านท่ีเก่ียวกับการเรียนรู้ของพวกเขา รวมท้ังการวางแผน กิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของและมีความรับผิดชอบในการเรียนรู้ ของตนเอง 2.9 สง่ ข้อความเชิงบวกและง่ายต่อการเข้าใจไปยงั พ่อแม่หรือผู้ปกครองของนกั เรียน 2.10 รับทราบและให้รางวัลแก่นักเรียนท่ีมีพฤติกรรมเชิงบวกและนักเรียนที่ประสบ ผลสำเร็จ 2.11 สง่ ข้อความเชงิ บวกและงา่ ยตอ่ การเข้าใจไปยงั พอ่ แม่หรือผู้ปกครองของนักเรียน 2.12 ใชก้ ิจกรรมการเรียนรทู้ ห่ี ลากหลายน่าสนใจและมีความเหมาะสม 3. พฤติกรรมที่ครูควรหลกี เลี่ยงในการกระตุ้นนกั เรียน 3.1 หลกี เลยี่ งการเปรยี บเทียบระหว่างนกั เรียนดว้ ยกันหรือระหว่างหอ้ ง 3.2 หลีกเล่ยี งการแขง่ ขันระหว่างนักเรียน ยกเว้นในกรณีท่ีนักเรียนมีโอกาสเท่าเทียมกันท่ี จะชนะในการแข่งขันครูควรคำนึงถึงหรือต้ังเกณฑ์เก่ียวกับความพยายามของนักเรียนมากกว่าระดับ ความสามารถและแสดงความชน่ื ชมในความพยายามของนกั เรยี นท้ังชน้ั ไมว่ า่ จะเปน็ ผชู้ นะหรอื ผแู้ พ้ 3.3 กระตุ้นนักเรียนทุกคนไม่ให้ยอมแพ้กลางคันในระหว่างการแข่งขัน ให้นักเรียนทำให้ สำเร็จแมไ้ มใ่ ช่เปน็ คนแรกหรอื ทีมแรก 4. ทำความรู้จักนักเรยี น 4.1 เพ่ือให้กิจกรรมการเรียนการสอนดำเนินการไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิผล ครูต้อง จัดกิจกรรมโดยคำนึงถึงรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียน ความสามารถในการเรียนรู้ รวมท้ังความ ต้องการทีจ่ ะพฒั นาและความสนใจของนักเรียน 4.2 เพ่ือให้เป็นการเรียนรู้ที่มีความหมาย มีคุณค่าต่อนักเรียนและเป็นการเรียนรู้ท่ีคงทน ยาวนานท่ีสุด ครูต้องสร้างหลักสูตรให้สอดคลอ้ งความสนใจ ความสามารถ การรับรู้ และทัศนคติของ นกั เรยี น จากท่ีกล่าวมา ครูจึงต้องรู้จักนักเรียนของตนเองดีเพียงพอท่ีจะจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ น่าสนใจ มีคุณคา่ ก่อให้เกิดแรงจูงใจภายในท่ีจะเรียนของนักเรียนเอง รวมท้ังมีความท้าทายและการ เสรมิ กำลงั ใจ 5. จำชื่อและเรยี กชื่อนักเรียนให้ได้โดยเรว็ ท่ีสดุ

109 นักเรียนจะประทับใจหากครูสามารถจำช่ือของพวกเขาได้ การจำชื่อนักเรียนและเรียกช่ือได้ ถูกต้อง เปน็ กลยุทธข์ องการจูงใจที่สำคัญ เทคนิคการจำชอ่ื นกั เรียนที่น่าสนใจ ไดแ้ ก่ 5.1 ถา่ ยรูปนักเรยี นในวันแรกทเ่ี จอกนั 5.2 วนั ต่อมาให้นักเรยี นใช้รูปาภพติดบนปกของแฟ้มสะสมงาม หรือบรเิ วณมุมทำงานของ นักเรยี น 5.3 ใช้แผนผังการน่ัง ซง่ึ ใช้ได้ผลดโี ดยเฉพาะในตอนเร่ิมตน้ บทเรียนก่อนที่จะทำกิจกรรมท่ี ต้องมีการเคลื่อนไหว 5.4 เรยี กช่ือนักเรียนทุกครั้งที่ครพู ูดกับนักเรียนและออกเสยี งชื่อของนักเรียนให้ถูกต้องจะ สร้างความประทบั ใจได้เปน็ อย่างดี 5.5 ขณะคืนงานแก่นักเรียน ให้ครูเรียกช่ือแล้วนำผลงานไปคืนนักเรียนด้วยตัวครูเอง และ พยายามตั้งใจมองนักเรยี นแต่ละคน พรอ้ มท้งั เชือ่ มโยงช่อื ของนกั เรียนและใบหน้าของพวกเขา สุรางค์ โค้วตระกูล (2548 : 438-439 อ้างถึงใน ณรงค์ กาญจนะ, 2553 : 119) กล่าววา่ ครู สามารถจัดการเรียนไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ ควรคำนงึ ถึงสง่ิ ต่อไปนี้ 1. การจัดท่ีนั่งของนักเรียน ถ้าเป็นไปได้ ครูควรจัดท่ีน่ังในตำแหน่งท่ีครูสามารถเห็นนักเรียน ได้ทุกคนว่ากำลังทำอะไรอยู่ ถ้าเป็นไปได้การจัดที่น่ังต้องจัดให้ตรงกับความต้องการของบทเรียนและ เทคนิคท่ีครใู ช้สอน เช่น ถ้าครูตอ้ งการให้นักเรยี นมกี ารอภปิ รายออกความคิดเห็นการจดั ท่ีน่ังกค็ วรจะ จัดใหน้ ง่ั เปน็ วงกลม เป็นตน้ 2. ควรสร้างบรรยากาศของห้องเรียนที่ช่วยให้นักเรียนมีความรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของ หอ้ งเรียน หรือเป็นสมาชกิ คนหน่งึ ของห้องเรียน และมีแรงจูงใจภายในที่จะเรยี นรู้ 3. ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนอภิปรายกฎระเบียบต่าง ๆ ของห้องเรียนท่ีครูท้ังโรงเรียนตั้งขึ้น และส่งเสริมให้นักเรียนออกความคิดเห็นว่ากฎระเบียบอันใดควรจะปรับหรือเปลี่ยน ผสมกับการ เสนอแนะกฎระเบียบใหม่ ทั้งนี้เพ่ือนักเรียนจะได้รู้สึกว่าตนมีส่วนร่วมในการต้ังกฎเกณฑ์และนักเรียน มหี น้าที่ทจ่ี ะรกั ษาและประพฤตติ ามกฎระเบยี บที่มีไว้โดยดี 4. ในการเตรียมการสอนของครูนั้น ครูต้องจัดกิจกรรมที่นักเรียนทุกคนจะมีงานทำอยู่เสมอ เพราะการวา่ งงานเปน็ เหตุหน่งึ ที่ส่งเสริมให้นักเรยี นมพี ฤติกรรมทผ่ี ดิ 5. ครูจะต้องตระหนักเสมอว่าหน้าที่ท่ีสำคัญของครูอย่างหน่ึงก็คือ การดูแลนักเรียนท้ังช้ัน ทุกชั่วโมง ทกุ นาที ครูจะตอ้ งตระหนักรูว้ า่ นักเรียนแตล่ ะคนกำลงั ทำอะไรอยู่ อินทิรา บุณยาทร (2542 : 305-306 อ้างถงึ ใน ณรงค์ กาญจนะ, 2553 : 123-124) กล่าวว่า การจัดการชนั้ เรยี น ครคู วรยดึ หลักดังน้ี 1. หลักประชาธปิ ไตย ครูควรใหค้ วามสำคัญแก่นกั เรียนอยา่ งเทา่ เทียมกัน และฝึกให้นักเรียน ร้จู ักปฏิบัตติ นตามสทิ ธิและหนา้ ทแี่ ละเคารพสทิ ธิของผู้อ่นื 2. หลกั ความยตุ ิธรรม ครใู หค้ วามยตุ ิธรรมแกน่ กั เรียนทกุ คนโดยทั่วถงึ 3. หลักพรหมวิหารส่ี ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ถ้าครูหยึดหลักพรหมวิหารสี่ ในการจัดการช้ันเรียนจะทำให้นักเรียนเคารพศรัทธาและมีความสุขในการเรยี น ทัง้ ยังเป็นการปลูกฝัง คุณธรรม จรยิ ธรรมให้แก่นกั เรียนไดอ้ ีกส่วนหน่งึ

110 4. หลักความใกล้ชิด ครูต้องแสดงความเอาใจใส่นักเรียน ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการสร้าง บรรยากาศทางด้านจิตวิทยา วิธีการแสดงความใกล้ชิดทำได้หลายวิธี ดังที่ จิตรา วสุวานิช (2531 : 135 อ้างถงึ ใน ณรงค์ กาญจนะ, 2553 : 123) เสนอแนะไว้ ดงั นี้ 4.1 ครูต้องรู้จักนักเรียนทุกคน รู้จักช่ือจริง ชื่อเล่น ความสนใจของนักเรียนแต่ละคน รวมถึงจุดดี จดุ ด้อย และความสามารถพเิ ศษอีกดว้ ย 4.2 ครูแสดงความสนใจความเป็นอยู่ของนักเรียนแต่ละคน เช่น ถามถึงความเป็นไปของพี่ น้อง หรอื ความกา้ วหนา้ ในการเรียนและการทำกิจกรรมต่าง ๆ เปน็ ตน้ 4.3 มอบเวลาให้นักเรียน เวลาที่นอกเหนือจากงานสอน เช่น เวลาเย็นหลังเลิกเรียนหรือ ช่วงพักระหว่างการเรียน ครูควรช่วยนักเรียนท่ีต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น ต้องการ คำปรกึ ษา เป็นตน้ 4.4 คำสอนและการกระทำของครูจะต้องสอดคล้องกัน เช่น จะอบรมส่ังสอนเร่ืองความ ซ่อื สัตย์ ครกู ็ตอ้ งปฏบิ ัติตนเปน็ คนซอ่ื สตั ยด์ ้วย 5. หลักการจัดบรรยากาศในช้ันเรยี น หากครูจัดสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับการเรียนการ สอน จะช่วยส่งเสริมกระบวนการเรียนการสอนให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยสร้างความ สนใจใฝร่ ู้ ใฝศ่ ึกษา ความมีระเบยี บวนิ ยั ของนักเรยี น รวมทัง้ ทำให้นักเรียนไม่เบื่อหนา่ ยต่อการเรียน สุปราณี จิราณรงค์ (2551 : 52 อ้างถึงใน ณรงค์ กาญจนะ, 2553 : 124-125) แนะนำว่าใน การปกครองช้ันเรียน ครูจะต้องจัดบรรยากาศในการเรียนการสอนท่ีเอื้อให้ผู้เรียนมีความม่ันคงทาง อารมณ์ รู้สึกปลอดภัย ได้รับความรัก ความอบอุ่น มีความสุขที่ได้มาโรงเรียน ได้รับการดูแลเอาใจใส่ อย่างเท่าเทียม ยุติธรรม ไม่เลือกที่รักมักท่ีชัง เป็นต้น ซ่ึงห้องเรียนที่มีบรรยากาศน่าเรียน ประกอบด้วย 1. ครูและนักเรียนร่วมกันสร้างข้อตกลงในการสร้างบรรยากาศห้องเรียนท่ีเอ้ือต่อการเรียนรู้ ทุกคนรู้หน้าท่ีของตน คือ นักเรียนมีหน้าท่ีเรียน ครูมีหน้าที่สอน ห้องเรียนเปรียบเหมือนบ้าน ทุกคน ต้องช่วยเหลือกันทำงาน ช่วยกันทำความสะอาด ช่วยกันดูแลความเรียบร้อย ทุกคนมีความจริงใจ มี มนษุ ยสมั พันธท์ ด่ี ตี อ่ กัน มคี วามรับผิดชอบ ยอมรับผ้อู นื่ เป็นต้น 2. ครูและนักเรียนมีความเอ้ืออาทรต่อกัน มีความห่วงใย เม่ือนักเรียนไม่สบายก็ได้รับการ ดูแลเอาใจใส่จากครู จากเพื่อน ๆ เมื่อนักเรียนขาดเรียนด้วยเหตุผลใดก็ตามก็จะได้รับการดูแลเอาใจ ใส่ชว่ ยเหลือกันอย่างเต็มที่ 3. ครใู ช้เทคนิคการปรับพฤตกิ รรมทีก่ ่อใหเ้ กิดแรงเสริมอย่างเหมะสม เชน่ การชมเชย การให้ กำลังใจ การใหร้ างวลั การให้ความสนใจ การให้การยอมรบั จากครแู ละเพื่อน ๆ ไม่ควรกดดนั นักเรียน ด้วยวิธีใด ๆ ท่ีจะทำให้นักเรียนเกิดความทุกข์ในการเรียน และแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น แสดงอาการก้าวร้าวเม่ือถูกครูตำหนบิ ่อย ๆ หรือแกลง้ เพือ่ น เป็นตน้ โดยครจู ะตอ้ งพยายามนึกถึงจดุ ดี ของนักเรยี นมาเสนอใหเ้ พ่ือน ๆ เหน็ เพอ่ื ใหน้ ักเรียนคนน้นั ปรบั พฤติกรรมไปในทางทด่ี ขี ึ้น 4. ประสานความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน เพื่อให้การปรับพฤติกรรมของนักเรียนไป ในทางเดียวกัน เช่น ครูสอนวิธีคิดเลขแบบหน่ึง ผู้ปกครองกลับสอนอีกอย่าง ทำให้นักเรียนสับสน ดังน้ันการประสานความร่วมมือท่ีดีก็จะช่วยให้บรรยากาศการเรียนการสอนในห้องเรียนดำเนินไป ด้วยดี

111 จากที่กลา่ วมาขา้ งต้นสรปุ เทคนิคการจดั การชั้นเรียนเปน็ 6 กลมุ่ ดงั นี้ 1. เทคนิคกา เ ียม วข งค ู เทคนิคการเตรยี มตัวเพือ่ การจัดการห้องเรยี นท่ีมีประสิทธิภาพ ดังนี้ 1.1 แสดงให้นักเรียนเห็นถึงความเช่ือม่ันในตนเองของครู ตลอดจนการเตรียมพร้อม สำหรบั การเร่ิมบทเรียนในวนั แรก 1.2 แสดงให้นักเรียนเห็นว่าครูเป็นผู้มีความสามารถ มีการเตรียมตัวดีและพร้อมที่จะให้ ความชว่ ยเหลือ 1.3 ให้คิดว่าจะวางแผนอย่างไรกับการจัดการชั้นเรียนในแต่ละวัน และจะพูดอะไรกับ นกั เรียนในชว่ งเวลา 2 – 3 นาทขี องวันแรก 1.4 ครูมเี จตคตทิ ด่ี ตี ่อการปฏิบตั ิหน้าท่ใี นการสอน 1.5 จัดเตรียมกิจกรรมการเรียนรู้ ทดลองใช้อุปกรณ์การสอนที่ได้จัดเตรียมไว้และอุปกรณ์ อน่ื ๆ เพื่อหลกี เลย่ี งปัญหาท่อี าจจะเกิดขึน้ 1.6 ศึกษาทฤษฎี หลกั การ และวิธกี ารจิตวทิ ยาเพอื่ นำมาประยุกต์ใช้ในการจดั การชัน้ เรียน 2. เทคนิคกา ใช้กฎ ะเ ีย เทคนคิ การใช้กฎ ระเบยี บท่ีมีประสทิ ธภิ พ มดี งั นี้ 2.1 ก่อนการกำหนดกฎ ระเบียบ และวิธีปฏิบัติตนในช้ันเรียน ครูต้องพิจารณาความ จำเปน็ ในการมกี ฎ ระเบียบดงั กล่าว 2.2 เลือกกฎ ระเบียบ และวธิ ีปฏบิ ตั ทิ ่เี หมาะสมกับนักเรียน 2.3 แจ้งให้นักเรียนทราบล่วงหน้า ถ้าเขาปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบจะได้รับ รางวัลหรือการลงโทษอยา่ งไร 2.4 สอนกฎ ระเบียบ และวิธีปฏิบัติในชั่วโมงแรกของการเรียนการสอน ครูต้องอธิบาย เหตุผลของกฎ ระเบยี บแต่ละขอ้ สาธิตการปฏิบัติและทบทวนการปฏบิ ตั บิ อ่ ย ๆ 2.5 เปิดโอกาสให้นักเรียนอภิปรายกฎ ระเบียบ และวิธีปฏิบัติตนในชั้นเรียน เพ่ือเป็นการ แสดงวา่ พวกเขาเข้าใจกฎ ระเบยี บ และวธิ ีปฏบิ ัตเิ หล่าน้ันจรงิ และเตม็ ใจทจี่ ะยอมปฏิบตั ติ าม 2.6 ปลกู ฝังให้นักเรยี นเหน็ คุณค่าและประโยชน์ของการมรี ะเบียบวินัย ซง่ึ จะทำใหน้ ักเรยี น พยายามท่จี ะรักษาระเบยี บวินัย 3. เทคนคิ กา จด ภาพแวดล้ มทดี่ ใี นชน้ เ ียน เทคนคิ การจัดสภาพแวดลอ้ มทีด่ ใี นชั้นเรียนท่สี ำคัญ มีดงั น้ี 3.1 จัดที่น่ังนักเรียนในตำแหน่งที่ครูสามารถเห็นนักเรียนทุกคนว่ากำลังทำอะไรอยู่ โดย คำนงึ ถงึ ลักษณะของกจิ กรรมการเรียนการสอนด้วย 3.2 ควรสร้างบรรยากาศของห้องเรยี นที่ช่วยให้นักเรียนมีความรู้สกึ ว่าตนเป็นส่วนหน่งึ ของ ห้องเรียน หรือเปน็ สมาชกิ คนหน่งึ ของหอ้ งเรียน และมแี รงจงู ใจภายในที่จะเรยี นรู้ 3.3 ขจดั สิง่ รบกวนจิตใจของนกั เรยี น เช่น ของเล่นที่นกั เรยี นนำมาจากบ้าน เปน็ ต้น 3.4 ควรจัดห้องเรียนให้มคี วามยดื หย่นุ เหมาะสมกบั แตล่ ะกจิ กรรมการเรียนการสอน เช่น หากต้องการกระตุ้นให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันก็ใช้จัดที่น่ังเป็นกลุ่ม หากต้องการให้นักเรียนได้ทำ กจิ กรรมด้วยตนเองกใ็ ห้นัง่ เรยี นทน่ี ่งั หา่ งกนั เป็นตน้

112 4. เทคนิคกา จดกจิ ก มกา เ ยี น ูท้ ่ีนา นใจ เทคนิคการจัดกจิ กรรมการเรียนรทู้ ่นี ่าสนใจมีหลายประการ ดงั น้ี 4.1 ต้องไม่ปล่อยให้นักเรียนคนหนึ่งคนใดไม่มีงานทำ และครูต้องสามารถทำส่ิงและ ควบคุมงานหลาย ๆ อย่างไดใ้ นเวลาเดียวกัน 4.2 ใช้กิริยาท่าทางท่ีส่ือความหมายในการควบคุมช้ันเรียนให้อยู่ในระเบียบวินั ย ตวั อยา่ งเช่น ถ้าครเู ห็นนกั เรยี นสองคนคุยกัน ครูอาจจะเดินไปใกล้ ๆ ตัวของนักเรียน ซ่ึงทำใหน้ กั เรียน หยดุ คุยได้ 4.3 เร่ิมต้นช่วั โมงแรกด้วยการใหง้ านที่มีความชดั เจน ซงึ่ สามารถปฏิบตั ิได้ 4.4 แจ้งกำหนดกจิ วัตรประจำวนั ให้นกั เรยี นทราบ พร้อมกับจดั หาสิ่งสนบั สนุนใหเ้ พยี งพอ 4.5 ถา้ สังเกตเหน็ ว่านกั เรียนเริ่มเบื่อหน่าย ครตู ้องจัดกิจกรรมท่ีเรา้ ความสนใจ 4.6 ดัดแปลงหรอื ปรบั บทเรียน บางครั้งการสอนของครูไม่เป็นไปตามแผนท่ีวางไว้นกั เรียน อาจจะไม่สนใจบทเรียน ครูจึงต้องดดั แปลงหรอื ปรับบทเรียนบ้าง เช่น ปรับเปลี่ยนกิจกรรมโดยใช้การ อภปิ รายกลุ่มยอ่ ย หรอื เลน่ เกมทสี่ ง่ เสริมการทำงานร่วมกัน เป็นต้น 4.7 ดูแลและเอาใจใส่นกั เรียนระหว่างดำเนินกจิ กรรม 4.8 กระต้นุ ความสนใจของนกั เรยี นเป็นระยะ ๆ 4.9 พยายามให้นกั เรียนมีส่วนรว่ มในกิจกรรมการเรยี นการสอน 4.10 กำหนดกิจกรรมการเรียนรใู้ นบทเรียนให้พอดีกับระยะความสนใจของนักเรยี น 5. เทคนิคกา ้างความ มพนธท์ ด่ี ีก นกเ ียน เทคนคิ การสรา้ งความสัมพนั ธท์ ีด่ กี ับนักเรยี น มีดังน้ี 5.1 ครูควรศกึ ษาความประพฤติและรู้จกั นักเรยี นจากระเบียนนกั เรียนของโรงเรียน ไม่ควร มีอคตกิ ับนกั เรียน โดยการฟังคำบอกเลา่ จากครคู นอืน่ 5.2 พยายามจดจำชื่อของนักเรียนในชั้นให้ได้โดยเร็ว รู้จักกลุ่มของนักเรียนแต่ละกลุ่มว่า ใครเป็นเพื่อนสนิทของใคร อยู่กลุ่มใด มีความเหมือนกันในด้านใน และจัดนักเรียนให้น่ังเรียนตาม ความเหมาะสม แยกนักเรียนทชี่ อบคยุ กัน โดยจัดให้นั่งหน้าห้องเรียนหรือดา้ นขา้ งของหอ้ งเรยี น 5.3 หลีกเลี่ยงการโต้เถียงกับนักเรียน ไม่ควรตะโกน หรือพูดเสียงดังกับนักเรียนโดยใช้ อารมณ์ ควรใช้วิธีการอย่างสงบ เช่น หยุดการพูด หรือหยุดการสอนชั่วคราวและคอยจนกว่า เหตกุ ารณ์ต่าง ๆ จะดขี ้นึ 5.4 ในบางคร้ังการปรับความเข้าใจกันระหว่างครูกับนักเรียน หรือเพ่ือนนักเรียนด้วยกัน และความเห็นอกเห็นใจกนั จะช่วยปรับพฤติกรรมของนักเรียนไปในทางทด่ี ขี น้ึ ได้ 5.5 ให้ความสำคัญแก่นักเรียนเท่าเทียมกัน และฝกึ ให้นักเรยี นรู้จักปฏิบัติตนตามสิทธิและ หน้า และเคารพสิทธขิ องผู้อ่ืน 5.6 ใหค้ วามยุตธิ รรมแกน่ กั เรยี นทกุ คนโดยทั่วถึงกนั 5.7 ใช้หลักพรหมวิหารสี่ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ถ้าครูยึดหลักพรหม วิหารสี่ในการจดั การชัน้ เรียน จะทำใหน้ ักเรียนเคารพศรทั ธาและมีความสุขใจการเรยี น ทั้งยังเป็นการ ปลูกฝังคณุ ธรรม จริยธรรมให้แกน่ กั เรียนไดอ้ กี สว่ นหนึ่ง 5.8 ตอ้ งเอาใจใส่นักเรยี นอย่างใกลช้ ิด โดยการ

113 5.8.1 รจู้ ักนักเรยี นทุกคน 5.8.2 สนใจความเป็นอยู่ของนกั เรยี นแตล่ ะคน 5.8.3 มอบเวลาให้นกั เรียน ชว่ ยเหลอื และให้คำปรึกษา แมจ้ ะเป็นเวลาหลังเลกิ เรยี น หรือช่วงพักระหว่างเรียน 5.9 ต้องเป็นแบบอยา่ งทดี่ ีในการปฏบิ ัติตนของครูเอง 5.10 ครคู วรศกึ ษาการใชอ้ ารมณข์ ันในช้นั เรียน และนำมาประยกุ ต์ใชใ้ หเ้ กิดบรรยากาศท่ดี ี 5.11 สร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกหรอื มองโลกในแง่ดี 6. เทคนิคกา เ มิ กำลงใจและกา แก้ไขปั หาพฤ ิก มทไี่ มเหมาะ ม เทคนิคการเสริมกำลงั ใจและการแก้ไขปญั หาทีม่ ีประสิทธิภาพ มดี ังนี้ 6.1 ควรสือ่ สารให้นักเรียนทราบว่าครมู งุ่ หวงั พฤติกรรมอะไรจากนักเรียน พร้อมท้ังบอกผล ท่เี กิดขนึ้ เมอ่ื นกั เรยี นมีพฤติกรรมผิดไปจากท่ีครมู ุ่งหวัง 6.2 ใช้ตัวชี้นำหรือสัญญาณบอกนักเรียนว่าต้องการให้นักเรียนมีพฤติกรรมอะไร เช่น ครู ปดิ ประตหู ้องเมื่อต้องการเริ่มสอน เป็นต้น 6.3 ใช้เทคนคิ วิธีการหา้ มพฤติกรรมทไี่ ม่เหมาะสมโดยคำนึงถึงวัยและวุฒภิ าวะของนักเรียน 6.4 สง่ เสริมพฤตกิ รรมท่เี หมาะสมโดยการยกยอ่ งชมเชย 6.5 ให้กำลังใจ เสนอความช่วยเหลือ รวมทั้งจัดหาวัสดุอุปกรณ์เพ่ิมเติมให้กับนักเรียนท่ีมี ปัญหาอปุ สรรคในการเรียน 6.6 ให้เวลานอกท่ีไม่ใช่การลงโทษ นักเรียนบางคนอาจจะรู้สึกหงุดหงดิ หรือเหน่ือยล้า ทำ ให้ไม่สนใจเรียน ครูควรจัดเวลานอกที่ไม่ใช่การลงโทษให้นักเรียนคนน้ันทันที การให้เวลานอกก็คือ การให้นะยะเวลาแกน่ ักเรยี นไดพ้ ักอยเู่ ฉย ๆ สักระยะเวลาหนง่ึ 6.7 การมอบหมายงานให้นักเรียนหรือการให้การบ้าน ควรจะดูความเหมาะสม ความยาก งา่ ย รวมท้ังช้ีแจงวิธกี ารทำงานให้ชัดเจน ไมค่ วรมอบหมายงานใหท้ ำเพอ่ื เปน็ การลงโทษนกั เรียน 6.8 การที่นักเรียนได้รับการชมเชย และเป็นที่ยอมรับของเพื่อน ๆ นักเรียนด้วยกัน จะทำ ใหน้ กั เรียนมพี ฤติกรรมทด่ี ีมากกว่าการท่ีถกู ครดู ุ กลา่ วใหอ้ าย และถูกลงโทษ 6.9 ไม่ควรลงโทษนักเรียนท้ังช้ัน เนื่องจากนักเรียนเพียงกลุ่มเดียวหรือนักเรียนเพียงคน เดยี วทำความผิด 6.10 ไม่ควรกล่าวติเตียนนักเรียนให้ได้อาย เพราะจะทำให้นักเรียนที่ไวต่อความรู้สึกมี ความเสียใจ 6.11 ครแู สดงออกถงึ การยอมรบั ในความสำเร็จของนักเรียนโดยใช้คำพูดหรือทา่ ทาง 7. เทคนคิ กา ้างความ ู้ กึ ทาง วก จิรกรณ์ ศริ ิประเสริฐ (2543 : 154-155 อ้างถึงใน ณรงค์ กาญจนะ, 2553 : 138-140) ได้ให้ คำแนะนำในการสร้างความรู้สึกทางบวกในรายวิชาพลศึกษาไว้หลายประการ ซ่ึงครูสามารถนำมา ประยกุ ต์ใชก้ บั ชั้นเรียนของตนได้ คำแนะนำดังกลา่ ว ไดแ้ ก่ 7.1 ชว่ ยให้นักเรียนเขา้ วา่ การเรยี นทกั ษะทางกลไมส่ ามารถเรียนได้อย่างรวดเร็วอย่างท่ีเรา ตอ้ งการ การปฏิบัตไิ ดไ้ ม่ดใี นคร้งั แรก ๆ จงึ ไมใ่ ช่เรือ่ งแปลก

114 7.2 การทำผิดพลาดเป็นสง่ิ ปกตแิ ละสิ่งสำคัญในการเรียนรู้ นักเรียนต้องยอมรบั และเขา้ ใจ ไมม่ ีการหวั เราะเมอื่ นักเรียนคนใดคนหน่ึงทำผิด 7.3 จดั เตรยี มทางเลอื กไว้หลาย ๆ ทาง 7.4 สร้างส่ิงแวดลอ้ มไมใ่ ห้นักเรียนรู้สึกว่าตนเองเป็นคนเดยี วที่ยนื อยู่หน้าช้ันเรียนและรูส้ ึก อับอายเนื่องจากความงุ่มง่ามของตนเอง เช่น ในการฝึกตีลูกบอลให้นักเรียนได้ปฏิบัติไปพร้อม ๆ กัน หลายคน 7.5 ใชน้ ้ำเสยี งทฟ่ี งั ดนู มุ่ นวลและจริงใจ อาจใช้การอดั เทปมาฟังเพอ่ื การปรับปรงุ แกไ้ ข 7.6 ไมช่ ้ไี ปที่เรียนคนปฏิบตั ิไมไ่ ด้ เพราะจะทำใหน้ กั เรยี นผูน้ ้ันเกิดความอับอาย 7.7 เม่ือนักเรียนผู้หนึ่งผู้ใดปฏิบัติพลาด แล้วนักเรียนคนอ่ืน ๆ หัวเราะ ครูต้องสั่งให้ นกั เรยี นทงั้ หมดหยดุ หวั เราะทนั ที พร้อมอธิบายวา่ การหวั เราะเมอ่ื ผูอ้ ่ืนทำผดิ พลาดเปน็ สงิ่ ท่ีไมด่ ี 7.8 ระลึกอยู่เสมอว่าการแบ่งกลุ่มอาจมีผลต่อความรู้สึกของนักเรียน ดังน้ันควรเลือกใช้ วธิ ีการที่เหมาะสม การเลือกหัวหน้าทีมแล้วให้หัวหน้าทีมเลือกลูกทีมเองน้ันไม่ควรนำมาใช้ เพราะจะ ทำให้นักเรียนที่ถูกเลือกคนท้าย ๆ อาจคิดว่าที่ตนถูกเลือกเป็นคนหลัง ๆ เพราะเพื่อผู้เป็นหัวหน้าทีม ไม่ชอบตนหรือว่าตนไม่เป็นท่ีนิยมช่ืนชอบ เป็นคนไม่ดี เป็นการยอมรับที่เจ็บปวดท่ีต้องยืนรอให้ถูก เลือก 8. เทคนิคกา จดห้ งเ ียนให้เป็น น้ แ ข ง งคมป ะชาธปิ ไ ย ห้องเรียนทุกห้องเป็นชุมชนเล็ก ๆ แห่งหน่ึงท่ีมีครูเป็นผู้นำ ดังนั้นบทบาทครูในฐานะเป็น ผู้จัดการห้องเรียนจึงมีความสำคัญมาก ข้อสำคัญที่สุดครูต้องเป็นผู้ท่ีนักเรียนนับถือและเป็นผู้ที่ นักเรียนมีความไว้วางใจว่าเป็นผู้ที่มีความหวังดีและเอื้ออาทรต่อนักเรียนจริง ๆ ดังกล่าว การสร้าง บรรยากาศในห้องเรียนท่ีนักเรียนและครูอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ร่วมกันทำงานเพื่อวัตถุประสงค์ อย่างเดียวกัน ทุกคนมีความรับผิดชอบในการทำงานและทำตามกฎระเบียบท่ีครูและนักเรียนร่วมกัน ตง้ั ไว้ และทุกคนเคารพนับถือสิทธิของกนั และกัน จะเป็นบรรยากาศท่ีอบรมนักเรียนให้เป็นพลเมืองดี ในสังคมประชาธิปไตย ลักษณะของผู้นำห้องเรียนแบบนี้เรียกว่า Lead-manager ซึ่งมีคุณลักษณะ ดงั นี้ 8.1 ครูให้นกั เรียนร่วมมือและออกความคดิ เห็นเก่ียวกับงานหรือกิจกรรมที่นักเรียนต้องทำ เริ่มด้วยวัตถุประสงค์ เกณฑ์สำหรับคุณภาพของงาน เวลาท่ีจะต้องทำงานให้เสร็จ รวมปัจจัยท่ีสำคัญ เช่น พื้นความรู้ ทกั ษะที่จำเป็นสำหรบั การทำงานให้สมั ฤทธ์ผิ ล 8.2 ครูจะต้องเป็นตัวอย่างว่านักเรียนควรจะทำอย่างไร เพื่อนักเรียนจะได้มีความเข้าใจว่า ครูมีความมุ่งหวังอย่างไรในผลงาน ถ้านักเรียนมีความคดิ ใหมเ่ กยี่ วกบั วิธีทำแตกต่างจากครกู ็ควรจะให้ นักเรียนลองทำ 8.3 ส่งเสริมให้นักเรียนตรวจและประเมินผลงานท่ีนักเรียนทำว่ามีคุณภาพตามเกณฑ์ท่ีได้ ตกลงไว้หรือไม่ ทงั้ น้ีครตู อ้ งยอมรับวา่ นักเรยี นมคี วามรแู้ ละความสามารถทีจ่ ะผลิตงานทีม่ ีคุณภาพ 8.4 ครูควรจะพยายามท่ีจะสร้างบรรยากาศของห้องเรียนท่ีนักเรียนสามารถออกความ คิดเหน็ และกล้าท่จี ะแสดงโดยไมก่ ลัวครู ขณะเดียวกนั ก็เคารพสิทธขิ องเพื่อนนักเรียนในช้ัน เปน็ ผู้ฟังที่ ดีในขณะท่คี นอน่ื แสดงความคิดเหน็

115 จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า เทคนิคการจัดการช้ันเรียนที่สำคัญสามารถแบ่งได้เป็น 8 กลุ่ม ประกอบด้วย เทคนิคการเตรียมตัวของครู เทคนคิ การใช้กฎ ระเบียบ เทคนิคการจัดสภาพแวดล้อมท่ี ดี เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีน่าสนใจ เทคนิคการสร้างความสัมพันธ์ท่ีดีกับนักเรียน เทคนิค การเสริมกำลังใจและการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสม เทคนิคการสร้างความรู้สึกทางบวก และเทคนิคการจัดหอ้ งเรียนให้เป็นต้นแบบของสังคมประชาธิปไตย กา หิ า จดกา ภาพแวดล้ มและ ยากาศเพ่ื กา เ ียน ู้ ความหมายข ง ภาพแวดล้ มเพ่ื กา เ ียน ู้ แอสติน (Astin 1968: 3; อ้างถึงใน นฤมล ก้อนขาว, 2558) ได้อธิบายความหมายของ สภาพแวดล้อมทางการเรียนไว้ว่า ลักษณะใด ๆ ก็ตามของสถานศึกษาที่เป็นส่ิงเร้า ที่มีศักยภาพและ อิทธพิ ลตอ่ นักศกึ ษา วอลเบอร์ร่ี (Walberry 1987: 533; อ้างถงึ ใน นฤมล ก้อนขาว, 2558) ได้อธิบายความหมาย ของสภาพแวดลอ้ มทางการเรียนไว้ว่า สภาพแวดล้อมทเี่ ป็นนามธรรมหรือสภาพแวดลอ้ มทางจิตวิทยา หากมองกันให้แคบลงในระดับห้องเรียน สภาพแวดล้อมทางด้านจิตวิทยา คอื บรรยากาศของชัน้ เรยี น ซ่งึ เปรยี บเสมือนกลุ่มของสังคมท่ีมอี ิทธิพลต่อสงิ่ ที่ผู้เรียนเรียนรูน้ ั่นเอง อาจส่งผลต่อผู้เรียนทั้งทางบวก และทางลบมผี ลกระทบตอ่ ประสิทธิภาพและประสทิ ธิผลการเรยี นรู้ของผ้เู รยี น อีเบย์ (Eby 1998: 26; อ้างถึงใน ณิรดา เวชญาลักษณ์, 2561) ได้อธิบายความหมายของ สภาพแวดล้อมทางการเรียนไว้วา่ เป็นการรวมเอาลักษณะการจัดการช้ันเรยี นที่เป็นระเบยี บเรยี บร้อย การตกแต่งช้ันเรียน การควบคุมดูแลการเคล่ือนไหวและการส่งเสียงดังของผู้เรียน ตลอดจนการจัด สภาพแวดล้อมทางกายภาพอื่น ๆ ได้แก่ แสงสว่าง กล่ิน การจัดสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยาเพื่อ สง่ เสรมิ การเรยี นรู้ สร้างความพงึ พอใจและความสนใจให้ผ้เู รยี นอยากรู้อยากเหน็ สุภัชรินทร์ เที่ยงธรรม (2545: 15; อ้างถึงใน นฤมล ก้อนขาว, 2558) ได้อธิบายความหมาย ของสภาพแวดล้อมทางการเรียนไวว้ ่า ลักษณะใด ๆ ในโรงเรยี นท่ีเป็นสง่ิ เร้าทมี่ ีศกั ยภาพและมีอทิ ธิพล ต่อนักเรียน ซึ่งส่งผลต่อการเรียนของนักเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อมท่ีเป็นรูปธรรมและนามธรรม โดยเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือที่มนุษย์สร้างขึ้นทำให้นักเรียนเกิดความรับรู้มีความประทับใจต่อ ลักษณะสภาพแวดล้อมต่างๆ ของโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นด้านบริหาร บรรยากาศการเรียนการสอน อาคารสถานท่ี ครูผู้สอนกบั นักเรียนและกลมุ่ เพือ่ น ราตรี ลภะวงศ์ (2548: 10; อ้างถึงใน สุภาวดี เจริญจิต, 2558) ได้อธิบายความหมายของ สภาพแวดล้อมทางการเรียนไว้ว่า ลักษณะใด ๆ ในสถานศึกษาท่ีเป็นส่ิงเร้าท่ีมีศักยภาพและมีอิทธิพล ต่อนักเรียน ซึ่งส่งผลต่อการเรียนของนักเรียนทั้งทางตรงและทางอ้อมท่ีเป็นรูปธรรมและนามธรรม โดยเกิดข้ึนเองตามธรรมชาติหรือท่ีมนุษย์สร้างข้ึนทำให้นักเรียนเกิดความรับรู้มีความประทับใจต่อ ลักษณะสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ของโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นด้านบริหาร บรรยากาศการเรียนการสอน อาคารสถานที่ ครูผู้สอนกับนักเรยี น นกั เรยี นกับนักเรยี นและบคุ ลากรในกลุ่มต่าง ๆ ซ่ึงลักษณะต่าง ๆ เหล่าน้สี ามารถตรวจสอบไดโ้ ดยการสงั เกต สอบถามหรือวิธอี ่ืน ๆ ทเ่ี หมาะสม

116 วินัย วีระวัฒนานนท์ (2546: 77; อ้างถึงใน สุภาวดี เจริญจิต, 2558) ได้อธิบายความหมาย ของสภาพแวดล้อมทางการเรียนไว้ว่า สิ่งท่ีเป็นอยู่โดยรอบหรือการปะปนกันของสภาพภายนอกและ ภายในทีม่ ผี ลกระทบตอ่ ชวี ิต อรพันธ์ุ ประสิทธิรัตน์ (2533; อ้างถึงใน นฤมล ก้อนขาว, 2558) ได้อธิบายความหมายของ สภาพแวดล้อมทางการเรียนไว้ว่า สภาวะใด ๆ ที่มีผลตอ่ การเรียนรู้ของมนุษย์ทัง้ ทางตรงและทางอ้อม ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม สภาพแวดล้อมที่เป็นรูปธรรมหรือสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ได้แก่ สภาพต่าง ๆ ทม่ี นุษย์ทำขนึ้ เช่น อาคาร สถานท่ี โตะ๊ เก้าอี้ วัสดุ อุปกรณ์หรือสื่อต่าง ๆ รวมท้ังส่ิงต่าง ๆ ท่ีอยตู่ ามธรรมชาติ อันได้แก่ ต้นไม้ พืช ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ส่วนสภาพแวดล้อมทเ่ี ป็นนามธรรม หรือสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยา ได้แก่ ระบบคุณค่าที่ยึดถือซึ่งเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรม กลุ่ม สังคมข่าวสาร ความรู้ ความคิด ตลอดจนความรู้สึกนึกคิดและเจตคติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นของตัวเอง หรือคนอ่นื กต็ าม สรุปได้ว่า สภาพแวดล้อมทางการเรียน หมายถึง สิ่งท่ีมีอยู่โดยรอบที่ส่งผลกระทบต่อการ เรยี นร้ขู องมนษุ ยท์ ั้งทางตรงและทางอ้อมทเ่ี ปน็ รูปธรรมและนามธรรม ซึ่งส่ิงที่เป็นรูปธรรมคือส่ิงต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น โต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นต้น และนามธรรมคือบรรยากาศในช้ันเรียนซึ่ง เปรยี บเสมือนกลุ่มของสังคมที่มีอิทธิพลต่อสงิ่ ทีผ่ ู้เรยี นเรียนรู้ ความ ำค ข ง ภาพแวดล้ มในชน้ เ ียน ชั้นเรียนที่มีสภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยความอบอุ่น ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและความเห็น อกเห็นใจกันจะเปน็ แรงจูงใจภายนอกที่กระตนุ้ ให้ผู้เรยี นรักการเรยี น รักการอยู่รว่ มกนั เปน็ การปลูกฝัง คุณธรรม จริยธรรม ความประพฤติอันดีงามให้แก่ผู้เรียน ชั้นเรียนที่มีสภาพแวดล้อมแจ่มใส สะอาด สว่าง กว้างขวางพอเหมาะ มีโต๊ะเก้าอ้ีท่ีเป็นระเบียบเรียบร้อย มีมุมวิชาการส่งเสริมความรู้ มีการ ตกแต่งห้องท่ีสดใส ดึงดูดให้ผู้เรียนเกิดความพอใจที่จะเข้าเรียนพร้อมที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมการ เรยี นการสอน ดังนั้นผู้สอนควรมีความรู้ความเขา้ ใจเก่ียวกับความหมาย ความสำคัญและประเภทของ สภาพแวดล้อม หลกั การจัดสภาพแวดลอ้ มในชั้นเรียนและการจัดการเรียนรอู้ ยา่ งมคี วามสุขเพ่อื พัฒนา ผู้เรียนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ (ณิรดา เวชญาลักษณ์ , 2561: 90) ดังนักวิชาการได้ให้ ความสำคัญดงั ตอ่ ไปนี้ ยุวดี ยางสวย (2550: 38-39; อ้างถึงใน ณิ รดา เวชญ าลักษณ์ , 2561) ได้กล่าวว่า ความสำคญั ของสภาพแวดลอ้ มในชัน้ เรยี นท่ีมีต่อประสิทธผิ ลของการเรียนรู้ของผเู้ รยี น ดังน้ี 1. สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอน สภาพการเรียนรู้ท่ีเหมาะสม เช่น ช้นั เรียนท่ีมีความสะดวกสบาย มีอุปกรณ์และส่ือการเรียนการสอนครบครัน ทำให้ผเู้ รียนมีความสุขใน การเรียน ผู้สอนก็มีความสุขในการสอน ส่ิงต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมให้การเรียน การสอนดำเนนิ ไปด้วยความราบร่ืน สะดวก รวดเรว็ ตามแผนที่วางไว้ 2. สนับสนุนการเรียนรหู้ ลายด้าน เช่น ทำให้ผู้เรียนเกิดความประทับใจเป็นตัวกระตุ้นผู้เรียน ให้มีความสนใจและเกิดแรงจูงใจในการเรียน เปลี่ยนเจตคติไปในทางที่ดี มีความพึงพอใจในการเรียน ชว่ ยใหเ้ กิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปัจจัยสำคัญในกระบวนการเรียนการสอนก็คือ ความรู้สึกพึงพอใจ สนใจใฝ่รู้ อยากเรียนอยากรซู้ ึ่งจะเป็นตัวการนำไปสู่การเรียนรู้อย่างมีประสทิ ธิภาพ ดังนั้นถา้ ผู้เรียนอยู่

117 ในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ทีส่ มบูรณ์ทั้งทางด้ายกายภาพ จิตภาพและทางดา้ นสังคมภาพแลว้ จะชว่ ย กระตนุ้ ให้ผู้เรียนเกิดความรูส้ กึ และเจตคตเิ ชงิ บวก ไชยยศ เรืองสวุ รรณและปรีชา วิหคโต (2537: 9-10; อ้างถึงใน ณิรดา เวชญาลักษณ์, 2561) ได้กล่าวว่า ความสำคัญของสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนที่มีต่อประสิทธิผลของการเรียนรู้ของผู้เรียน ดงั นี้ 1. สนับสนุนและอำนวยความสะดวกต่อการจัดการเรียนการสอนให้หลากหลายรปู แบบด้วย การใชว้ ิธกี ารและเครือ่ งมอื ต่าง ๆ 2. จูงใจผู้เรียนใฝ่หาความรู้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมทางการเรียนเป็นสภาวการณ์หรือสิ่งต่าง ๆ ที่อยโู่ ดยรอบระหวา่ งผู้เรียนและผู้สอน สภาพแวดล้อมทางการเรียนท่ีดีจะสามารถสร้างแรงจูงใจให้ ผ้เู รียนเกดิ ความอยากรูอ้ ยากเรียนและสามารถเรียนรู้ได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพ 3. ทำใหก้ ารเรียนมีพลงั มากข้ึน สภาพแวดล้อมทางการเรยี นการสอนดว้ ยทรัพยากรการเรียน ที่ทันสมัยทำให้เกิดเป็นวิธีการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่เรียกว่านวัตกรรมทางการเรียน สามารถจัดการเรียนได้ อย่างไม่มีขีดจำกัด ทำให้เกิดการขยายโอกาสทางการเรียน เรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องและดำเนินการ อย่างเสมอภาคและทัดเทียมกัน ศศิธร ขันติธรางกูร (2551: 2-3; อ้างถึงใน ณิรดา เวชญาลักษณ์, 2561) ได้กล่าวว่า ความสำคัญของสภาพแวดล้อมในชนั้ เรยี นดว้ ยเหตุผลหลายประการ ดังน้ี 1. การเรยี นรู้จะเกิดไม่ได้หรือเกิดได้น้อย ถ้ามีส่ิงรบกวนในช้ันเรียนอยู่ตลอดเวลาด้วยปัญหา ทางดา้ นพฤติกรรมของผู้เรยี น 2. ผู้เรียนท่ีอยู่ในชั้นเรียนที่ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย สภาพแวดล้อมในชั้นเรียนท่ีมีเสียงดัง และสิ่งรบกวนหรือการจัดท่ีนั่งไม่เหมาะสมอาจเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาทางวินัยทำไปสู่การแสดง พฤติกรรมที่ก้าวร้าวหรือทำให้ผู้เรียนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ส่งผลให้ผู้เรียนไม่สามารถเรียนรู้ ไดอ้ ยา่ งเตม็ ที่ 3. การกำหนดคุณลักษณะพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ของผู้เรียนไว้ล่วงหน้าจะมีประโยชน์อย่าง ย่ิงต่อการจัดการช้ันเรียนเพราะจะทำให้ผู้เรียนมีแนวทางในการควบคุมพฤติกรรมของตนเองโดยไม่ แสดงอาการหรอื พฤติกรรมทีจ่ ะเปน็ การรบกวนการเรียนของผู้อื่น 4. การจดั การชนั้ เรียนให้ผเู้ รียนมวี นิ ัยในการเรียนรู้และการอยู่ร่วมกันด้วยความเอือ้ อาทรโดย คำนึงถึงกฎระเบียบของช้ันเรียนอย่างต่อเน่ือง นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้แล้วยังมีผลใน ระยะยาวคือ เป็นการปลกู ฝงั ลกั ษณะนสิ ยั เพ่ือการเปน็ พลเมอื งทีด่ ใี นอนาคตอีกดว้ ย สรุปได้ว่า ความสำคญั ของสภาพแวดล้อมในชั้นเรียน คอื การจัดสภาพแวดล้อมในชั้นเรยี นท่ี สนบั สนุน และอำนวยความความสะดวกต่าง ๆ เพอ่ื ส่งเสรมิ การเรียนรู้หรือความอยากรู้อยากเหน็ ของ เดก็ ให้มีประสิทธภิ าพทางการเรียนการสอนมากยง่ิ ข้ึน โดยการจดั สภาพแวดล้อมภายในชน้ั เรยี นต้องมี ความเป็นระเบียบเรียบร้อยและความมีการกำห นดคุณ ลักษ ณ ะที่พึงประสงค์ในชั้น เรียนเพ่ือเป็น แนวทางในการควบคุมพฤตกิ รรมตา่ ง ๆ ของเด็ก

118 กา จด ยากาศที่ งเ ิมกา เ ียน ู้ 1. ยากาศทางจิ วิทยา เป็นการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนสำคัญท่ีสุด ควรเริ่มต้นจากส่ิงใกล้ตัวผู้ เรียนรู้มากที่สุด คือความรู้สึกภายใน ทั้งน้ีจะต้องไม่มีบรรยากาศของความกลัว ความหวาดระแวง ความดูหมิ่นเหยียดหยาม ติเตียน บรรยากาศของการเรียนรู้ที่เน้นตัวผู้เรียนเป็นสำคัญจะต้องให้ อิสรภาพแก่ผู้เรียน โดยเฉพาะอิสรภาพจากความหวาดกลัว ซึ่งจากความเห็นดังกล่าวแสดงให้เห็นถึง ความสำคัญของบรรยากาศทาง จิตวิทยาที่มีผลต่อความรู้สึก และการกระทำของผู้เรียน การจัดการ ชั้นเรียนทางด้านจิตวิทยา หมายถึง การจัดการเกี่ยวกับความรู้สึก เจตคติและพฤติกรรมของนักเรียน มีความอบอุ่น ความสบายใจ ความเป็นกันเอง ความสัมพันธ์อันดีต่อกันมีความรักความศรัทธาต่อ ผ้สู อน มีความกล้า มคี วามอสิ ระ ในการแสดงออก อย่างมรี ะเบียบวินัยในชั้นเรียน โดยปราศจากความ กลัว ความวิตกกังวล มีบรรยากาศของการเรียนรู้สร้างสรรค์เร้าความสนใจ ให้กิจกรรมการเรียนการ สอนเป็นไปด้วยความสุข ซึ่งนักเรียนจะเกิดบรรยากาศความรู้สึกอย่างน้ีก็ต้องขึ้นกับครูเป็นสำคัญ ซ่ึง ในแต่ละชั้นเรียนจะขึ้นอยู่กับแนวคิด หรือความเช่ือในการจัดการศึกษาของครูหรอื ของสังคมในแต่ละ ยุคสมยั วา่ มุง่ ใหน้ ักเรียนมกี ารเรยี นร้เู พ่อื พัฒนาตนอยา่ งไร เช่น ต้องการให้หอ้ งเรียนเงยี บสงบ เพือ่ ให้ นักเรียนทุกคนตั้งใจเรียน และมุ่งอยู่กับการทำงานตรงหน้าให้สำเร็จ ซึ่งบางครั้งห้องเรียนสงบ เรียบร้อยอาจทำให้นักเรียนบางคนไม่มีความสุขและอาจเกิดปัญหาการหนีโรงเรียน เป็นต้น หรือครู บางคนอาจมุ่งให้นักเรียนมีการเรียนรู้ร่วมกัน มีการสนทนาแลกเปลี่ยนความรคู้ วามคิดเห็นซ่ึงกันและ กัน มีการทำงานในลักษณะ ของการร่วมมือกันภายในกลุ่ม หรือแลกเปล่ียนกันระหว่างกลมุ่ ห้องเรียน ลักษณะเช่นน้ีย่อมมีความคลื่นไหวมีเสียงพูดคุยกันดัง พอสมควร จึงแตกต่างจากห้องเรียนประเภท แรก ดังน้ันการตัดสินใจว่าจะดำเนินการจัดการชั้นเรียนอย่างไรนั้น ครูมืออาชีพควรสำรวจหรือ พิจารณาความเช่ือของตนเองว่ามุ่งให้นักเรียนอยู่ในชั้นเรียน ด้วยความรู้สึก เจตคติ ค่านิยม และการ เรยี นรู้ในรปู แบบใด และมีแนวทางการดำเนินการในชั้นเรียนของตนอย่างไรบรรยากาศทางจติ วทิ ยาท่ี ชว่ ยสนบั สนนุ การเรียนรู้ของผู้เรียนสามารถดำเนนิ การได้ดังนี้ 1.1 การสร้างบรรยากาศท่ีท้าทายกระตุ้นและสนับสนุนให้ผู้เรียนมีความอยากรู้ อยากเห็น อยากแก้ปัญหา อยากแสวงหาคำตอบ ซึ่งบรรยากาศดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนมี ความรู้สึกวา่ ตนเองมีความสามารถที่จะแก้ปัญหาหรือทำกิจกรรมนนั้ ๆ ได้ และให้กำลังใจ เม่ือผู้เรียน ได้ลงมือทำหรือตอบสนอง รวมท้ังการยกตัวอย่างความสำเร็จ หรือสิ่งท่ีผู้เรียนเคยทำมาก่อนทำให้ ผู้เรียนเกิดความมั่นใจในความสามารถ และเกิดความภูมิใจทำให้ไม่มีความกลัวท่ีจะทำกิจกรรมอ่ืน ๆ ต่อไป 1.2 การสร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ปลอดภัย มีความเป็นมิตร ปราศจากความ หวาดกลัวที่จะแสดงออก ซง่ึ บรรยากาศดงั กล่าวจะทำให้เด็กเป็นคนกล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าท่ีจะคิด ลองทำสิ่งต่าง ๆ ไม่วา่ ผลที่ไดน้ ั้นจะเป็นไปตามทคี่ ดิ หรอื ไมก่ ็ตาม การสรา้ งบรรยากาศดงั กลา่ วสามารถ ทำได้โดยครูทำหน้าที่ในการช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดความราบร่ืนในการทำกิจกรรมต่าง ๆโดยอาจเข้า ไปช่วยเป็นผู้ร่วมคิดในการทำปัญหาท่ียากให้ง่ายหรือลดความซับซ้อนลง แต่ยังคงให้เด็กได้ใช้ ความสามารถของเขาในการเรยี นรู้ โดยมกี ารสนบั สนนุ เสริมแรง และใหค้ ำปรึกษาจากครู 1.3 บรรยากาศท่ีเป็นอิสระในการทำส่ิงต่าง ๆ ด้วยตนเอง บรรยากาศดังกล่าวนี้จะ ทำให้เด็กพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ลดการพึ่งพิงผู้อ่ืน กล้าคิด กล้าแสดงออก มีความม่ันใจใน

119 ตนเอง กล้าริเร่ิม มีความคิดสร้างสรรค์ มีภาวะผู้นำ และกล้าที่จะเรียนรู้ส่ิงใหม่ ๆ บรรยากาศท่ีเป็น อิสระนี้ทำได้โดยครูให้โอกาส และสนับสนุนให้เด็กได้ทำส่ิงต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ครูเป็นเพียงผู้ให้ คำปรึกษา ให้การช่วยเหลอื เม่อื เดก็ ต้องการเท่านั้น ขณะเดียวกันต้องให้โอกาสแก่เด็กแตล่ ะคนในการ ท่ีจะเลือกวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตน และให้เวลาอย่างพอเพียงตามความสนใจของผู้เรียน เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีวิธีการเรียนรู้และใช้เวลาในการเรียนรู้ท่ีแตกต่างกัน แต่แม้ว่าเด็กจะได้รับ อิสระดังกล่าว ครูก็ต้องสอนให้เด็กคำนึงถึงการอยู่ร่วมกัน ความเป็นอิสระของแต่ละคนจะต้องไม่ รบกวนหรอื ทำใหผ้ ู้อื่นมีความสะดวกนอ้ ยลง 1.4 บรรยากาศท่ีให้ได้รับความสำเร็จและเรียนรู้ผลที่เกิดจากการทำสิ่งต่าง ๆ บรรยากาศดังกล่าวจะทำให้ผู้เรียนเป็นผู้ท่ีมีกำลังใจเข้มแข็ง มีความม่ันใจในการทำส่ิงต่าง ๆ อย่างมี เหตุผล มีการกำหนดจุดมุ่งหมายของการทำส่ิงต่าง ๆ และยอมรับผลจากการกระทำทั้งความสำเร็จ และผลท่ีไม่เป็นไปตามท่ีคาดหวังไว้ ครูสามารถสร้างบรรยากาศดังกล่าวได้โดยการให้เด็กกำหนด จุดมุ่งหมายและวางแผนที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ และลงมือปฏิบัติตามที่วางแผนไว้ ให้เวลาอย่างเพียง พอท่ีจะทำตามแผนงาน ครูคอยสนับสนุนให้กำลังใจ คอยแก้ปัญหาเมื่อเด็กต้องการ ให้ได้รับข้อมูล ยอ้ นกลบั หลังการปฏบิ ัติ ใหก้ ารเสริมแรงช่นื ชมยินดตี ่อผลสำเร็จ แต่ถ้าหากผลไมเ่ ปน็ ไปตามที่คาดหวัง ไว้ ก็อธบิ ายให้ผ้เู รยี นเขา้ ใจถึงการหาความร้จู ากความล้มเหลว ใหก้ ำลงั ใจและให้ทดลองแก้ปัญหาด้วย วิธที ตี่ ่างออกไป 1.5 บรรยากาศแห่งการยอมรบั นับถือซ่งึ กันและกัน โดยการเร่ิมจากการที่ครูยอมรับ ผู้เรียนให้ความสำคัญต่อการคิดและการกระทำของผู้เรียน รับฟังและให้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ จัดให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มและ ระหว่างกลุ่มให้ได้รับความสำเร็จจากการทำกิจกรรมร่วมกัน ทำให้เกิดการยอมรับระหว่างเด็กกับ เพ่ือน และเกิดความร้สู ึกว่าได้รับการยอมรับจากครู เห็นความสำคัญของกลุ่ม บรรยากาศดังกล่าวทำ ให้เกิดการพัฒนาวุฒิภาวะ ได้รับประสบการณ์ทางบวกในการพัฒนาตนเอง เกิดการ นับถือระหว่าง กัน ทำให้เกิดความเป็นอิสระ ไม่ต้องพ่ึงพาผู้อื่น สามารถที่จะคิด เลือกและตัดสินใจเข้าใจถึง ความสามารถของตนเอง ยอมรับผลการกระทำท้ังท่ีสำเร็จและทำความเข้าใจได้เมื่อทำผิดหรือ ล้มเหลว รู้จักนำอุปสรรคหรือความล้มเหลวมาเป็นประสบการณ์การเรียนรู้และแนวทางแก้ปัญหา เน่ืองจากเชอ่ื ว่าตนมีความสามารถทีจ่ ะทำส่งิ ตา่ ง ๆ ไดห้ ลากหลายวิธเี พ่ือให้ไดผ้ ลตามท่ตี ้องการ 1.6 บรรยากาศแห่งความใกล้ชิด สนิทสนมและมีความรักใคร่กลมเกลียวกัน เนื่องจากเด็กทุกคนต้องการความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัยทางจิตใจ ต้องการการเอาใจใส่ และความรัก ใคร่ การจัดให้ผู้เรียนอยู่ร่วมกัน ได้เล่น ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยขจัดหรือลดความขัดแย้งลงให้มาก ทส่ี ุด หรือไมใ่ หเ้ กิดขน้ึ เลย การสอนให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักการให้อภัย และช่วยเหลือกัน ทำ ให้เกิดความรสู้ ึกรักใคร่ กลมเกลียวกัน นอกจากนค้ี รูตอ้ งแสดงความรู้สึกท่ีดตี ่อผู้เรยี น แสดงใหผ้ ู้เรียน รบั รูว้ ่าตนเปน็ ท่ยี อมรับของครู ท้ังการคิดและการกระทำ การแสดงออกของครู ได้แก่ การแสดงท่าทที ่ี แสดงถึงการเอาใจใส่ทางบวกต่อผู้เรียนอย่างจริงใจที่สอดคล้องกับการแสดงออกทางบวกของผู้เรียน เช่น การสัมผัสทางกาย การมอง การสบตา การใช้คำพูด การแสดงสีหน้าท่าทาง การได้รับการเอาใจ ใส่ดังกล่าว ทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าเป็นท่ีต้องการของครู มีความสำคัญเป็นคนหนึ่งที่มีความหมาย ทำให้

120 เกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และต่อผู้อื่น บรรยากาศการอยู่ร่วมกันอย่างรักใคร่ ทำให้เกิดความสุขใน การทำส่งิ ต่าง ๆ และเกดิ การเรียนรู้โดยงา่ ย แนวคิดกา จดกา ช้นเ ยี นข งคูนนิ ไดท้ ำการวิจัยเกี่ยวกับการจัดการชั้นเรยี นต้ังแต่ระดบั ช้ันอนุบาลจนถึงระดบั มหาวทิ ยาลัยจาก การสังเกตชั้นเรียน เปรียบเทียบพฤติกรรมของการจัดชั้นเรียนบันทึกภาพกิจกรรมในชั้นเรียนที่มีการ จัดการที่ดี ท้ังท่ีมองเห็นได้ เช่น ความมีระเบียบเรียบร้อยสวยงาม หรือมีการวางแผนท่ีดี การแบ่ง สัดส่วนของการใช้ประโยชน์ของช้ันเรียนอย่างชัดเจนการใช้วัสดุอุปกรณ์ท่ีหยิบใช้ได้อย่างสะดวก มี การเคล่ือนที่อย่างเป็นระเบียบ ส่วนการจัดการชั้นเรียนท่ีไม่มีประสิทธิภาพนั้น ได้แก่ ห้องเรียนท่ีครู ต้องคอยวุ่นวายกับการจดั ระบบช้ันเรียนหรอื การเรียนของนักเรียนถูกรบกวนตลอดเวลาหรือช้ันเรียน ท่ีได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของการสอนที่เน้นเนื้อหาทางวิชาการ ในตอนแรกคูนิน วิเคราะห์โดยให้ ความสำคัญกับ ความสามารถของครู ในการจัดการกับเหตุการณ์ท่ีเข้าขัดขวางการดำเนินงานในช้ัน เรียน ผลการวิเคราะห์ ไม่พบปัจจัยท่ีมี ความแตกต่างชัดเจนระหว่างครูท่ีมีการจัดการที่มี ประสิทธิภาพและไม่มีประสิทธิภาพ ทัง้ ในด้านวธิ ีการตอบสนองตอ่ นักเรยี นท่ีมีพฤติกรรมทเี่ ป็นปัญหา หรือวิธีการดำเนินงานที่เป็นระบบ อย่างไรก็ตามจากวิจัย คูนินได้วิเคราะห์ติดตามผลและพบว่าครูที่ สามารถจดั การช้นั เรยี นทด่ี ีนัน้ แสดงออกถึงพฤติกรรมท่สี ำคัญดงั นี้ 1. Withitness ครูจะต้องตระหนักและรับรู้ถึงส่ิงท่ีเกิดข้ึนในทุกส่วนของห้องเรียนอยู่ ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง แม้กระท่ังในขณะท่ีครูทำงานกับนักเรียนกลุ่มย่อยหรือรายบุคคลและแสดง ให้เห็นถึงการติดตามพฤติกรรมของนักเรียน โดยการเข้าไปมีส่วนแก้ไขสถานการณ์ในทันทีและอย่าง เหมาะสมเมื่อเกิดเหตุการณ์หรือเมื่อนักเรียนแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น นับเป็นพฤติกรรม สำคัญที่ครูจะสามารถจัดการกับส่ิงผิดปกติท่ีกำลังจะเกิดข้ึนในช้ันเรียนโดยการสังเกตและเข้าไปอยู่ ระหว่างความขัดแย้งน้ันได้ก่อน แม้จนกระท่ังเหตุการณ์ท่ีมีปัญหาเกิดข้ึนแล้ว ครูก็จะสามารถแก้ไข ปญั หาไดท้ ันทวนที 2. Overlapping เป็นการจัดการท่ีครูสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าหนึ่งอย่างในเวลา เดยี วกนั โดยเฉพาะอยา่ งยิ่ง การรับผิดชอบต่อความตอ้ งการของนกั เรยี นแต่ละคนในขณะเดยี วกนั กย็ ัง ตอ้ งสนับสนุนดูแลการทำงานของนักเรยี นเป็นกลุ่มโดยการใช้สายตาในการสื่อสาร หรือใช้การใกล้ชิด ทางกายเพื่อดึงความสนใจของนักเรียนให้กลับมาอยู่กับบทเรียนในขณะท่ีครูยังคงดำเนินการสอนไป อยา่ งต่อเนื่องโดยไม่สะดุดหรือขัดจังหวะแต่อยา่ งใด 3. Signal continuity and momentum during lessons เป็นการส่งสัญญาณอย่าง ต่อเนื่องและการเปล่ียนกิจกรรมในระหว่างบทเรียน การสอนท่ีมีการเตรียมการอย่างดีและการ ดำเนินการสอนตามบทเรียนท่ีเน้นนักเรียนเป็นสำคัญน้ัน ครูจะมีความต้ังใจในการจัดการเรียน เน้ือหาวิชาอย่างต่อเนื่องมากกว่าการบังคับให้เกิดการแข่งขัน ครูจึงมีทักษะในการส่งสัญญาณให้ นักเรียนท่ีกำลังแสดงพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ (เช่นการเดินเข้าไปยืนใกล้ๆ นักเรียนท่ีไม่สนใจ บทเรียน หรือถามนักเรยี นคนน้ันในเรื่องที่ครูกำลังสอนอยู่) เพ่ือดึงความสนใจของเด็กให้กลับมาอยู่ท่ี บทเรียนโดยไมร่ บกวนนักเรยี นคนอ่ืนท่ีกำลังต้ังใจเรียน นอกจากนั้นครจู ะสามารถเปลย่ี นหวั ข้อเรื่องท่ี จะสอนหรือเปลยี่ นกิจกรรมการเรยี นในระหว่างบทเรยี นดว้ ยความราบรื่นและต่อเนือ่ งโดยไมส่ ะดุด

121 4. Challenge and variety in assignment เป็นการมอบหมายงานท่ีหลากหลายท้า ทายเป็นการกระตุ้นนักเรียนให้สนใจบทเรยี นไดแ้ ก่ การมอบหมายงานในชนั้ เรียนอย่างเหมาะสมโดยมี ความยากง่ายพอเหมาะ คือง่ายพอท่ีจะแน่ใจว่านักเรียนจะได้ใช้ความพยายามในการทำงานและควร เป็นสิ่งใหม่หรือยากพอท่ีจะท้าทายความสามารถของนักเรียนโดยมีความหลากหลายเพื่อที่จะทำให้ นักเรียนสนใจตลอดเวลา คู นิ น เ ชื่ อ ว่ า ค รู ที่ ส า ม า ร ถ จั ด ก า ร ช้ั น เรี ย น ที่ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ น้ั น ไม่ ใช่ เป็ น เพี ย ง เพ ร า ะ ความสามารถในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเท่านั้น หากแต่เพราะเป็นความสามารถในการป้องกันเกิด ปญั หาตั้งแตแ่ รกนอกจากน้ี ครูเหล่าน้ียังเน้นการสร้างห้องเรียนให้มีส่ิงแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ท่ี มีประสิทธิภาพ โดยการเตรียมการสอนและการจัดการเรียนการสอนท่ีเหมาะสมและการให้นักเรียน ทำงานตามท่ีครูกำหนดให้ดีท่ีสุดการจัดการชน้ั เรียนทางด้านจิตวิทยาเป็นการจดั การชน้ั เรยี นที่มคี วาม เขา้ ใจ การเรยี นรู้การส่งเสรมิ ในจิตใจของนักเรยี น เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้ประสบความสำเร็จ ลุล่วงไปด้วยดีโดยจัดการสิ่งต่าง ๆ ที่มีผลต่อการส่งเสริมความเข้าใจ ความกระตือรือร้นในการเรียน รวมถึงขจัดสิ่งต่างที่เป็นสง่ิ รบกวนออก ซึ่งสิ่งเหล่าน้ีเป็นหน้าท่ีของครูที่ต้องจัดการสิ่งเหล่านี้เพื่อให้สม กับการเปน็ ครมู อื อาชีพ ซึง่ การจัดการช้ันเรียนทางดา้ นจติ วทิ ยาประกอบด้วย 2. กา จด ยากาศทางกายภาพ เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมด้านอาคาร สถานท่ี ส่ือ วัสดุอุปกรณ์ และแหล่งความรู้ท่ีเกื้อกูลต่อการเรียนรู้และการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้เรียน โดย เน้นความสะดวกสบาย สามารถเคล่ือนไหวได้อย่างอิสระ มีเคร่ืองมือและแหล่งความรู้ สอดคล้องกับ กิจกรรมและความต้องการ สำหรับการจัดบรรยากาศทางกายภาพที่ส่งเสริมการเรียนรู้สามารถ ดำเนนิ การได้ ดงั น้ี 2.1 การจัดสถานท่ีและบริเวณในห้องเรียนท่ีอำนวยความสะดวกและตอบสนอง การทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยมีการกำหนดพ้ืนที่ในการจัดเก็บอุปกรณ์ เครอื่ งเล่น ที่เด็กต้องการใช้อย่าง เป็นระบบสะดวกในการนำมาใช้ การทำความสะอาดและการจัดเก็บจัดบริเวณการทำกิจกรรมท่ี สะดวกตอ่ การทำกจิ กรรมเป็นกลุ่ม มีบริเวณทว่ี า่ งพอที่จะเคลอ่ื นไหวไดอ้ ย่างอสิ ระ สามารถเตรยี มยา้ ย ไปสู่การทำกิจกรรมอ่ืนได้โดยไม่รบกวนทำกิจกรรมของผู้อ่ืน มีการจัดบริเวณสำหรับการจัดแสดงหรือ เก็บผลงานที่เกดิ จากการทำกิจกรรมของเด็ก 2.2 การจัดส่ือวัสดุ อุปกรณ์ที่สอดคล้องกับกิจกรรม ทั้งนี้เน่ืองจากเด็กปฐมวัย เรียนรู้จากการกระทำ การมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อ วัสดุต่าง ๆ ทำให้เกิดความเข้าใจและแสดงผลการ เรียนรู้ผ่านการแสดงออกและจากผลงาน ดังนั้นจะต้องจัดหาส่ือ อุปกรณ์ท่ีสอดคล้องกับรูปแบบ กิจกรรมท่ีได้ออกแบบไว้ การมีส่ือ วัสดุอย่างหลากหลาย พอเพียง สะดวกในการนำมาใช้ จะช่วย สนับสนุนให้ผู้เรยี นเกิดการเรยี นรู้ตามที่กำหนดวตั ถุประสงคไ์ ว้ 2.3 การจัดแหล่งความรู้ท่ีสอดคล้องกับกิจกรรมและความสนใจของผู้เรียน ซึ่ง แหล่งความรู้เหล่าน้ี ได้แก่ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งที่สอดคล้องกับหน่วยประสบการณ์ท่ีผู้เรียนเลือก เรียน และแหล่งความรู้ที่จัดประจำไว้ เพื่อตอบสนองความสนใจที่หลากหลาย การจัดแหล่งความรู้ ควรคำนึงถึงลักษณะการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยและใช้ไดอ้ ย่างสะดวก ขณะเดียวกันแหลง่ ความรู้ก็ต้อง น่าสนใจ เปน็ เครอื่ งเรา้ กระตุ้น สนับสนุนและสง่ เสริมใหผ้ ้เู รียนอยากสืบเสาะ ค้นหา และลงมือ

122 การจัดบรรยากาศทางด้านกายภาพ เป็นการจัดวัสดุอุปกรณ์ส่ิงอำนวยความสะดวกต่าง ๆท่ี เกย่ี วกับการเรยี นการสอน รวมตลอดไปถงึ สิ่งต่าง ๆ ท่เี สริมความรู้ เช่น ป้ายนเิ ทศ มมุ วิชาการ ชัน้ วาง หนังสือ โต๊ะวางส่ือการสอน ฯลฯ ให้เป็นระเบยี บเรียบรอ้ ย ทำใหเ้ กดิ ความสบายตา สบายใจ แกผ่ ู้พบ เห็น ถา้ จะกลา่ วโดยละเอียดแลว้ การจัดบรรยากาศทางด้ายกายภาพ ไดแ้ ก่ การจัดส่งิ ต่อไปนี้ 1. กา จดโ ๊ะเ ยี นและเก้า ีข้ งนกเ ยี น - ให้มขี นาดเหมาะสมกับรปู ร่างและวัยของนักเรยี น - ให้มชี ่องว่างระหวา่ งแถวท่นี ักเรยี นจะลุกน่งั ไดส้ ะดวก และทำกจิ กรรมไดค้ ลอ่ งตัว - ให้มคี วามสะดวกตอ่ การทำความสะอาดและเคลอื่ นยา้ ยเปลีย่ นรปู แบบที่นัง่ เรยี น - ให้มีรูปแบบท่ีไม่จำเจ เช่น อาจเปล่ียนเป็นรูปตัวที ตัวยู รูปคร่ึงวงกลม หรือ เข้ากลุ่มเป็น วงกลมได้ อยา่ งเหมาะสมกบั กจิ กรรมการเรียนการสอน - ให้นักเรยี นท่นี งั่ ทุกจุดอ่านกระดานดำไดช้ ดั เจน - แถวหน้าของโต๊ะเรียนควรอยู่ห่างจากกระดานดำพอสมควร ไม่น้อยกว่า 3 เมตร ไม่ควรจัด โต๊ะตดิ กระดานดำมากเกินไป ทำให้นักเรียนต้องแหงนมองกระดานดำ และหายใจเอาฝุ่นชอล์กเขา้ ไป มาก ทำให้เสียสุขภาพ 2 .กา จดโ ๊ะค ู - ให้อยู่ในจุดท่ีเหมาะสม อาจจัดไว้หน้าห้อง ข้างห้อง หรือหลังห้องก็ได้ งานวิจัยบางเร่ือง เสนอแนะให้จัดโต๊ะครูไวด้ ้านหลังห้องเพื่อให้มองเห็นนักเรียนไดอ้ ย่างทั่วถึง อย่างไรก็ตาม การจัดโต๊ะ ครูนั้นขนึ้ อยูก่ ับรปู แบบการจดั ทนี่ งั่ ของนักเรยี นดว้ ย - ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ท้ังบนโต๊ะและในล้ินชักโต๊ะ เพื่อสะดวกต่อการทำงานของ ครู และการวางสมุดงานของนักเรยี น ตลอดจนเพอื่ ปลกู ฝังลักษณะนสิ ัยความเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ยแก่ นกั เรียน 3. กา จดปา้ ยนิเทศ ป้ายนเิ ทศ ไว้ท่ีฝาผนังของห้องเรยี น สว่ นใหญ่จะติดไว้ทีข่ ้างกระดานดำ ท้ัง 2 ขา้ ง ครคู วรใช้ป้ายนิเทศทเี่ ปน็ ประโยชน์ตอ่ การเรยี นการสอน โดย - จัดตกแต่งออกแบบให้สวยงาม นา่ ดู สรา้ งความสนใจให้แกนักเรยี น - จดั เนอื้ หาสาระใหส้ อดคล้องกบั บทเรียน อาจใช้ติดสรุปบทเรยี น ทบทวนบทเรียน หรือเสริม ความร้ใู หแ้ กน่ กั เรยี น - จัดให้ใหม่อยู่เสมอ สอดคล้องกับเหตกุ ารณ์สำคัญ หรือวันสำคัญต่าง ๆ ที่นักเรียนเรียนและ ควรรู้ - จัดติดผลงานของนักเรียนและแผนภูมิแสดงความก้าวหน้าในการเรียนของนักเรียนจะเป็น การใหแ้ รงจูงใจทน่ี ่าสนใจวิธีหน่ึง 4. กา จด ภาพห้ งเ ียน ้ งให้ถกู ุขลกษณะ กลา่ วคอื - มอี ากาศถา่ ยเทไดด้ ี มหี น้าตา่ งพอเพยี ง และมีประตเู ขา้ ออกได้สะดวก - มีแสงสว่างพอเหมาะ เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนอ่านหนังสือได้ชัดเจน เพ่ือเป็นการถนอมสายตา ควรใชไ้ ฟฟ้าช่วย ถ้ามแี สงสวา่ งนอ้ ยเกนิ ไป - ปราศจากสง่ิ รบกวนต่าง ๆ เช่น เสียง กลิ่น ควนั ฝุน่ ฯลฯ

123 - มีความสะอาด โดยฝึกให้นักเรียนรับผิดชอบช่วยกนั เก็บกวาด เช็ดถู เปน็ การปลูกฝังนิสัยรัก ความสะอาด และฝกึ การทำงานรว่ มกนั 5. กา จดมมุ าง ๆ ในห้ งเ ียน ไดแ้ ก่ - มุมหนังสือ ควรมีไว้เพื่อฝึกนิสัยรักการอ่าน ส่งเสริมให้นักเรียนอ่านคล่อง ส่งเสริม การ ค้นคว้าหาความรู้ และการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ครูควรหาหนังสือหลาย ๆ ประเภท ที่มีความ ยากง่าย เหมาะสมกับวัยของนักเรียนมาให้อ่าน และควรหาหนังสือชุดใหม่มาเปล่ียนบ่อย ๆ การจัด มุมหนังสือควรจดั ใหเ้ ปน็ ระเบียบเรยี บร้อยเพื่อสะดวกต่อการหยิบอา่ น - มุมเสริมความรู้กลุ่มประสบการณ์ต่าง ๆ ควรจัดไว้ให้น่าสนใจ ช่วยเสรมความรู้ ทบทวน ความรู้ เชน่ มุมภาษาไทย คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศกึ ษา มุมความรู้ข่าว เหตกุ ารณ์ ฯลฯ - มุมแสดงผลงานของนักเรียน ครูควรติดบนป้ายนิเทศ แขวนหรือจัดวางไว้บนโต๊ะ เพ่ือให้ นักเรียนเกิดความภูมิใจในความสำเร็จ และมีกำลังใจในการเรียนต่อไป อีกท้ังยังสามารถแก้ไขพัฒนา ผลงานของนกั เรียนให้ดขี ้ึนโดยลำดบั ได้อีกด้วย - ตู้เก็บส่ือการเรียนการสอน เช่น บตั รคำ แผนภูมิ ภาพพลิก กระดาษ สี กาว ฯลฯ ควรจัดไว้ ให้เป็นระเบียบ เป็นสัดส่วน สะดวกต่อการหยบิ ใช้ อปุ กรณ์ชิ้นใดที่เก่าเกินไปหรือไม่ใช้แล้วไม่ควรเก็บ ไว้ในตใู้ ห้ดูรกรงุ รงั - การประดับตกแตง่ ห้องเรยี น ครสู ่วนใหญ่มกั นิยมประดับตกแตง่ หอ้ งเรียนดว้ ยสงิ่ ตา่ ง ๆ เช่น ม่าน มู่ล่ี ภาพ ดอกไม้ คำขวัญ สุภาษิต ควรตกแต่งพอเหมาะไม่ให้ดูรกรุงรัง สีสันท่ีใช้ไม่ควรฉูดฉาด หรือใช้สีสะท้อนแสง อาจทำให้นักเรียนเสียสายตาได้ การประดับตกแต่งห้องเรียน ควรคำนึงถึงหลัก ความเรยี บง่าย เป็นระเบยี บ ประหยัด มงุ่ ประโยชน์ และสวยงาม - มุมเก็บอปุ กรณ์ทำความสะอาด ตลอดจนช้ันวางเครือ่ งมือเคร่ืองใช้ของนกั เรยี น เชน่ แปรงสี ฟัน ยาสีฟัน แก้วน้ำ กล่องอาหาร ปิ่นโต ฯลฯ ควรจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ และหม่ันเช็ดถูให้ สะอาดเสมอ 3. ยากาศทาง งคม เป็นบรรยากาศทเี่ กิดจากการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลท่ีอยรู่ ่วมกัน การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข จะทำให้ผู้เรียนรู้สึกรักที่จะเรียนรู้และเกิดการเรียนรู้ได้โดยง่าย การ เรียนรู้ดังกล่าว ได้แก่ การเรียนรู้ด้านความรู้ และการเรียนรู้ทางสังคม ท้ังนี้เนื่องจากเป้าหมายสำคัญ ของการจัดการศึกษา คือ การให้ผู้เรียนมีความรู้ และสามารถนำความรู้น้ันไปใช้ในการอยู่ร่วมกันใน สังคมได้อย่างราบรื่นมีความสุข สำหรับการจัดบรรยากาศทางสังคมที่สนับสนุนการเรียนรู้ สามารถ ดำเนนิ การไดด้ ังน้ี 3.1 การสร้างบรรยากาศประชาธิปไตย ให้ผู้เรียนรู้สึกว่ามีความเท่าเทียมกัน โดยครูต้องกำหนดให้มีอิทธพิ ลในห้องให้น้อยที่สุด สร้างระบบการอยู่ร่วมกันแบบประชาธิปไตย ให้ได้ ทำกจิ กรรมร่วมกัน มีการสรา้ งความสัมพันธเ์ ชิงบวกระหวา่ งครูกบั ผเู้ รยี นด้วยกนั ฝึกการเป็นสมาชกิ ที่ ดีของสังคม 3.2 การสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือร่วมใจ โดยจัดกิจกรรมให้เกิดการ ปฏสิ ัมพนั ธก์ บั กลุม่ สนับสนนุ ให้ผเู้ รยี นไดเ้ ล่น ทำงานและเรยี นรู้จากกลุ่มเพื่อน ครูคอยปรับปรงุ การใช้ ภาษา มารยาทและพัฒนาพฤติกรรมที่พึงประสงค์ เพื่อให้เด็กสามารถทำงานกับกลุ่มเพื่อนได้อย่างดี เป็นที่ยอมรับของกลุ่ม มีการจัดกิจกรรมเพ่ือให้ผู้เรียนได้ทำส่ิงต่าง ๆ ในบรรยากาศร่วมมือร่วมใจกัน

124 ซ่ึงแม้จะมีการแข่งขันกันบ้าง แต่ควรเป็นการแข่งขันกันอย่างเป็นมิตร ได้มีโอกาสได้รับผลแห่งการ ทำงานรว่ มกัน การปฏิสมั พันธก์ ับกลุ่มจะทำใหเ้ กิดการแลกเปล่ียนเรียนรูซ้ ่ึงกนั และกนั ท้ังดา้ นความคิด และการกระทำอันส่งผลต่อการเรียนรู้ทักษะทางสังคม ซึ่งจะเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนท่ีจะนำไปใช้ใน การอยู่ร่วมกับผอู้ ื่นตอ่ ไป 3.3 สร้างบรรยากาศแห่งการมีสัมพันธภาพท่ีดีระหว่างกันท้ังครูกับผู้เรียน ใน หมู่ผู้เรียนด้วยกัน และกับบุคคลอ่ืน ๆ การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เร่ิมด้วยการส่ือสารท่ีดี ซึ่งการสื่อสาร ระหว่างกันนั้นสามารถทำได้ท้ังการใช้วาจา ภาษาท่าทาง และการปฏิบัติต่อกัน ครูมีหน้าท่ีในการ กระตุ้นให้ผู้เรียนปฏิบัติต่อกันด้วยดี ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ครูมีหน้าที่ในการลดความขัดแย้งท่ี เกิดข้นึ และจะต้องเป็นแบบฉบบั ของการมปี ฏิสมั พนั ธ์ท่ีดรี ะหว่างตนเองกับผอู้ ่ืน 3.4 สร้างบรรยากาศที่ไม่กดดัน โดยลดกิจกรรมท่ีต้องมีการแข่งขัน เพื่อให้ เกิดผลแพ้ ชนะหรือการเป็นท่ีหน่ึงเหนือผอู้ ื่น ให้ทกุ คนมโี อกาสได้แสดงออกเท่าเทียมกันและได้รับการ ยกย่องเหมือนกัน สำหรับการประเมินผลการเรียนรู้ ควรประเมินผลที่แสดงถึงพัฒนาการแห่งความ เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข ให้ผู้เรียนได้รู้ผลของการกระทำของตนเอง และมีการพัฒนาตนเอง โดยไม่ตอ้ งแขง่ ขันกับผู้อนื่ บรรยากาศทางสังคม คือ สภาพแวดล้อมท่ีเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เช่น คาม สัมพันธร์ ะหว่างนกั เรียนกับนักเรยี นด้วยกัน นักเรียนกับครูผู้สอน รวมถึงกฎ ระเบยี บและขอ้ บังคับตา่ ง ๆ ของโรงเรียน องค์ประกอบของ สภาพแวดลอ้ มทางการเรียนดา้ นสังคม เช่น - การสร้างบรรยากาศในช้ันเรียน จากงานวิจัยพบว่า บรรยากาศในช้ันเรียน มีความสัมพันธ์ ในทางบวกกับ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน - การสร้างแรงจูงใจ หากนักเรียนเกิดแรงจูงใจที่จะเรียน จะทำให้ผลการเรียนดีข้นึ แรงจูงใจ จะมีทั้งภายนอกและ ภายใน สำหรับแรงจูงใจภายนอกน้ันผู้สอนสามารถกระตุ้นเพื่อให้นักเรียน สามารถ แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งใดอย่างหนึง่ ตามทีต่ อ้ งการได้ - ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ความสำเร็จด้านวิชาการและพฤติกรรมของนักเรียนมี ผลมาจากความ สัมพันธ์ ที่มีระหว่างครูและนักเรียน กล่าวคือ คุณภาพของความสัมพันธ์และการให้ ความสนับสนุน ร่วมมือกันส่วนบุคคล ในช้ันเรียน มีผลต่อระดับความต้องการของนักเรียนแต่ละคน เน่ืองมาจนสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ และความ สัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และมีผล โดยตรงตอ่ ความสำเรจ็ ในการทำกจิ กรรมดา้ นการเรียน ดังนั้น จะเห็นวา่ การจดั การบริหารช้ันเรยี นเป็นสว่ นหนึ่งทท่ี ำให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรอื ร้น ในการเรียนและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ โดยมีครูเป็นผู้วางแผนและกระบวนการส่งเสริมท้ังทางด้าน กายภาพ จิตวิทยา และสังคม โดยมีสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ของมาสโลว์ (Maslow)ที่กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนมีความต้องการพื้นฐานอย่างเป็นลำดับข้ัน เร่ิมตั้งแต่ข้ันความต้องการทางด้านร่างกาย ข้ันความต้องการความม่ันคง ขนั้ ความต้องการการยอมรับและยกย่องจากสังคมและข้ันความต้องการ พฒั นาศักยภาพของตนอย่างเต็มท่ี ทำใหต้ อ้ งการพัฒนาตนเองไปสคู่ วามเป็นมนษุ ย์ท่สี มบรู ณ์ ทำให้ครู ต้องเป็นผู้ช่างสังเกตว่านักเรียนมีความต้องการพื้นฐานในระดับใด และพยายามช่วยเหลือตอบสนอง ความต้องการของนักเรียน ให้ความเป็นอิสระและเสรี รวมท้ังจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอ้ือต่อการ เรียน เพอ่ื ให้นกั เรียนเกิดการเรียนรู้และรู้จกั ตนเอง

125 ปั หาในกา จด ยากาศกา เ ียน ู้ 1. ข้อจำกัดทางดา้ นงบประมาณ ไม่มีงบประมาณในการส่งเสริมการจัดบรรยากาศการเรยี นรู้ เน่ืองจากการจัดการตกแต่งห้องเรียนในแต่ละครั้งอาจจะต้องอาศัยงบประมาณในการจัดซ้ืออุปกรณ์ ตกแตง่ ต่าง ๆ 2. ขาดความร่วมมือของบุคลากรและผู้เรียน ในบางห้องเรียนครผู ู้สอนและนักเรยี นเกดิ ความ ขัดแย้งและมองไม่เห็นความสำคญั ของการจัดการบรหิ ารชั้นเรียน 3. ครูไม่มีเวลา ไม่มีความรู้ ครูบางท่านมีภาระการสอนในหลายชั้นเรียน ทำให้ไม่มีเวลาใน การปรับปรุงหรือตกแต่งภายในหอ้ งเรยี น อีกทั้งขาดประสบการณ์ในการจดั การบริหารห้องเรยี น 4. ผู้บริหารไม่สนับสนุน ผู้บริหารในบางโรงเรียนไม่เห็นความสำคัญและขาดความเข้าใจใน การจัดการบริหารชน้ั เรยี น

126 ณานกุ ม กุลสินี เครือสุคนธ์. (2558). กา จดกา เ ียน ู้และกา จดกา ช้นเ ียน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://instructional27.blogspot.com/2019/?fbclid=IwAR0OVH6KQLC6t7cklI9W3 2iudzE d (2563, 11 ธนั วาคม). ครูเชยี งราย. (2563). กา หิ า จดกา ชน้ เ ียน. [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก: http/08makapan11.multiply.com. (2563, 10 ธนั วาคม). ณรงค์ กาญจนะ. (2553). เทคนิคและทกษะกา นเ ื้ ง น้ . กรงุ เทพฯ: จรัลสนทิ วงศก์ ารพิมพ.์ ณิรดา เวชญาลักษณ์. (2561). หลกกา ิหา จดกา ช้นเ ียน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่ง จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั . นฤมล ก้อนขาว. (2558). กา ศกึ ษา ภาพแวดล้ มทางกา เ ียนข งนกเ ียนโ งเ ยี นศ ทธา มทุ งกด ำนกงานเข พ้ืนที่กา ศึกษามธยมศึกษา เข 10. ปริญญานิพนธ์ การศึกษา มหาบณั ฑิต มหาวทิ ยาลัยบูรพา. บทท่ี 9 กา ิหา จดกา ในห้ งเ ียน. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http/wordPress.files.wordprss.com. (2563, 10 ธนั วาคม). สุภาวดี เจริญจิตร. (2558). กา จดกา ภาพแวดล้ มและ ยากาศกา เ ียนกา นที่ มพนธ์ ก กา พฒนาพฤ ิก มด้านจิ พิ ยข งนกเ ียนโ งเ ียน ้านชุมนุมป กฟ้า งกด ำนกงานเข พื้นท่ี กา ศึกษาป ะถมศึกษาชล ุ ี เข 2. ปริญญานิพนธ์ การศึกษา มหาบณั ฑติ มหาวิทยาลยั บรู พา.

127 ทที่ 4 เทคนคิ กา พฒนา งค์กา ด้านกา ื่ า การส่ือสารภายในองคก์ รท่ดี ี ที่จะช่วยสร้างความเข้าใจในนโยบายของผู้บรหิ าร และเป็น ส่ิงเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรในองค์กร และเพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อ องค์กรในทางบวก เพราะนโยบายการบริหารงานการจัดการขององค์กรเป็นส่วนสำคัญ และเพ่ือให้ การดาเนินงานบรรลุเป้าหมาย ที่วางไว้ การสื่อสารภายในองค์กร จึงเป็นส่ิงจาเป็นยิ่งสาหรับกิจกรรม และการดาเนินงานต่างๆ ท่ีจะเกิดขึ้นในองค์กร ท้ังน้หี ากการส่ือสารภายในองค์กรดีชัดเจน ก็จะส่งผล ให้การปฏิบัติงานตามนโยบายเป็นไปในทิศทางเดียวกัน บุคลากรในองค์กรเกิดความพึงพอใจ และ เข้าใจนโยบายได้อย่างชัดเจน และส่งผลต่อประสิทธิภาพ ในการทางาน ดังน้ัน กระบวนการทางาน ขององค์กรเพ่ือให้บรรลุเป้าหมายจะต้องทาให้การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคลากรในฝ่ายต่างๆ ท้ัง ภายใน และภายนอกองค์กรเป็นไปอย่างคลองตัว เพ่ือให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันเกิดความ ร่วมมือ และการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การทำงานขององค์กรสามารถบรรลุ เปา้ หมาย และประสบผลสำเรจ็ ดว้ ยดี กา ื่ า ความหมายข งกา ่ื า นักวชิ าการไดใ้ ห้ความหมายของการสอื่ สารไว้หลายประการ เชน่ แดเนียล และสไปเกอร์ (Daniels and Spiker, 1994) กล่าวว่า การสอ่ื สารคือ ความหมายที่ บุคคลสองคนหรือมากกว่าสองข้ึนไปสร้างขึ้นร่วมกันโดยใช้วัจนภาษาและอวัจนภาษา และเกิดการ รบั รู้และแปลความหมายนั้น วิลเบอร์ แชรมป์ (Wibur Schramm, 1971) กล่าวว่า การส่ือสารหมายถึง การแลกเปลี่ยน สญั ญาณข่าวสารระหวา่ งบคุ คลโดยตง้ั อยูบ่ นพื้นฐานของความสัมพันธร์ ะหวา่ งมนุษย์ ดังน้ัน การสือ่ สาร หมายถึง การแลกเปล่ยี นข่าวสารระหวา่ งผู้ส่งสาร และผรู้ ับสาร โดยใช้สื่อ หรือช่องทาง ต่าง ๆ เพื่อมุ่งหมายโน้มน้าวจิตใจให้เกิดผลในการให้เกิดการรับรู้ หรือเปลี่ยน ทัศนคติ หรอื เพือ่ ให้เปลี่ยน พฤติกรรมอยา่ งใดอยา่ งหนงึ่ หรอื หลายอย่าง ความ ำค ข งกา ื่ า การสือ่ สารมคี วามสำคัญตอ่ มนษุ ย์ 5 ประการ สรุปได้ดงั น้ี 1. ความสำคญั ตอ่ ชวี ติ ประจำวนั การสื่อสารมีบทบาทท่ีสำคญั ย่ิงตอ่ ชีวิตประจำวัน ในวันหนึ่งเราใช้การสื่อสารตลอดเวลา ทั้งการสื่อสารกับตนเอง การส่ือสารกับผู้อ่ืน ตั้งแต่บุคคลในครอบครัว กลุ่มเพ่ือนผู้ร่วมงาน และทุก กจิ กรรมในการดำรงชวี ิต กต็ อ้ งใช้การสอ่ื สารทง้ั น้ัน จึงสรปุ ได้ดังน้ี 1) การส่ือสารทำให้เราสามารถรับรู้ความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของบุคคลอื่น ได้

128 2) การส่ือสารทำให้เกิดความสัมพันธ์ทดี่ ีต่อกัน เพราะการสื่อสารเป็นส่วนหน่ึงในการ สร้างความสัมพันธก์ ับบคุ คลอน่ื ต้ังแตก่ ารสรา้ งความสัมพันธ์ในครอบครัว และบุคคลต่าง ๆ ในสงั คม 3) การส่ือสารทำให้เกิดการพักผ่อนหย่อนใจ ความสุนทรี การผ่อนคลายอารมณ์และ เกิดความเพลดิ เพลินทางจติ ใจ และความสขุ ในชวี ติ 4) การส่ือสารช่วยในการสรา้ งเอกลักษณ์ของบุคคล ทำให้เข้าใจตนเองและผู้อนื่ รู้จัก แสดงออกพฤติกรรมในดา้ นต่าง ๆ รวมท้ังทำใหร้ จู้ ักบทบาทของตนเองและผูอ้ ื่น 5) การส่ือสารทำให้เกิดการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ ส่งผลต่อการพัฒนาด้าน สติปญั ญา ความถนัด ความสนใจ ทักษะตา่ ง ๆ ในการดำเนนิ ชวี ิต และมีโลกทัศน์มากขนึ้ 6) การสื่อสารช่วยใหเ้ กิดแรงจูงใจ ทำให้เกดิ ความหวงั การสรา้ งกำลงั ใจและการสร้าง เปา้ หมายในชวี ิต 7) การสื่อสารช่วยสอดส่องดูแลส่ิงแวดล้อมและทำให้ทราบถึงการเปล่ียนแปลงต่างๆ ที่เกิดข้ึน ซ่ึงเป็นข้อมูลหรือข่าวสาร แล้วมีการนำมาเผยแพร่หรือแลกเปลี่ยนกัน ซึ่งทำให้เกิดการรับรู้ ข้อมูล และปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม รวมท้ังยังเป็นการร่วมช่วยกันดูแล และอนรุ ักษ์สง่ิ แวดล้อมดว้ ย 2. ความสำคัญตอ่ ความเปน็ สงั คม มนุษย์รวมตัวกันเป็นกลุ่มสังคมได้ตั้งแต่สังคมเล็กระดับครอบครัว จนถึงสังคมท่ีใหญ่ ระดับประเทศและระดับโลกได้ กเ็ พราะอาศัยการส่ือสารเป็นพืน้ ฐาน เมื่อมนุษย์อยู่รวมกันและดำเนิน ชวี ิตร่วมกัน ก็ย่อมต้องมีข้อตกลงกัน โดยกำหนดเป็นระเบียบ กติกาต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นกฎเกณฑ์ต่างๆ ของสังคม ทำให้สังคมนั้นๆ ดำรงอยู่ได้ และมนุษย์ก็ใช้การสื่อสารทำให้เกิดความเข้าใจกันอันดีต่อกัน และการท่ีสังคมมนุษย์ได้รับการพัฒนามาตลอดเวลาและอย่างต่อเน่ือง ก็เพราะใช้การส่ือสารเป็น สายใยแห่งการสบื ทอดวฒั นธรรม ประเพณี ความรสู้ กึ นกึ คดิ ของคนรุ่นหน่ึงมาสู่คนอีกรนุ่ หนึง่ 3. ความสำคญั ตอ่ อุตสาหกรรมและธุรกจิ ภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจ ต้ังแต่ข้ันตอนการตลาด การขาย การจัดหาวัตถุดิบ การ วางแผนการผลิต การผลติ การเงิน การบัญชี และการบริหารงานบุคคล ต้องใช้การสอื่ สารทุกข้ันตอน นับต้ังแต่การส่ือสารกันระหว่างบุคคล จนกระทั่งถึงการส่ือสารกับมวลชน เช่น การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะในปัจจุบันการสื่อสารได้เข้ามามีบทบาทสำคัญและกลายเป็นเร่ืองจำเป็น มากดา้ นธรุ กจิ รวมทงั้ ได้มกี ารนำเทคโนโลยใี หม่ ๆ มาใชใ้ นการสื่อสารมากมาย 4. ความสำคัญต่อการปกครอง การปกครองไม่ว่าจะเป็นการปกครองระดับใด หรือการปกครองระบอบใดก็ตาม ผ้ปู กครองและผู้ถูกปกครอง จะต้องมีการตกลงร่วมกันในกฎเกณฑ์หรือระเบียบต่าง ๆ ผู้ปกครองต้อง เผยแพร่ข่าวสารเหล่าน้ีให้ผู้ถูกปกครองทราบท้ังทางตรงและทางอ้อม รวมท้ังประชาชนหรือผู้ถูก ปกครองก็จะตอ้ งสื่อสารเรอ่ื งตา่ ง ๆ ไปยังผ้ปู กครองดว้ ย เพ่ือความสงบสุขของบา้ นเมอื งเปน็ สำคัญ 5. ความสำคัญต่อการเมืองและเศรษฐกจิ ทุกประเทศมีการติดต่อสื่อสารกันทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ และปัจจุบันมี หน่วยงานหรือองค์กรของแต่ละประเทศ ที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารข่าวการเมืองและเศรษฐกิจทั้งใน

129 ประเทศและระหว่างประเทศ เพ่ือการสร้างเครือข่ายหรือพันธมิตร ซึ่งการสื่อสารมวลชนก็เข้ามามี บทบาทรว่ มดว้ ยเชน่ กนั ว ถุป ะ งค์ข งกา ดิ ่ื า 1) เพ่ือแจ้งให้ทราบ คือ การรับและส่งข่าวสารด้านต่างๆ การนำเสนอเรื่องราว ความรู้สึกนึก คดิ ความรู้ หรือสิ่งอน่ื ใด ท่ีต้องการให้ผรู้ ับสารรแู้ ละเข้าใจข้อมูลน้ันๆ โดยมุ่งให้ความรแู้ ละสร้างความ เขา้ ใจทีถ่ ูกต้อง 2) เพ่ือความบันเทิงใจ คือ การรับส่งความรู้สึกท่ีดี และมุ่งรักษามิตรภาพต่อกัน เป็นการ นำเสนอเรอ่ื งราวหรอื ส่ิงอื่นใดทีจ่ ะทำให้ผรู้ บั สารเกดิ ความพึงพอใจ 3) เพื่อชักจูงใจ คือ การนำเสนอเรื่องราวหรือสิ่งอื่นใดเพื่อจูงใจให้เกิดความร่วมมือ สร้าง กำลังใจ เพ่ือให้ผู้รับสารเกิดความคิดคล้อยตาม หรือปฏิบัติตามท่ีผู้ส่งสารต้องการ และนำไปสู่การ ปรบั ปรงุ แก้ไข ก ะ วนกา ิด ื่ า กระบวนการสื่อสารน้ันจะต้องประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๆ 4 ส่วนเป็นอย่างน้อย คือ ผู้ส่งสาร (Sender) สาร (Message) ช่องสาร (Channel) และผู้รับสาร (Receiver) ซ่ึงจะกล่าวถึงรายละเอียด ขององค์ประกอบตา่ งๆ ดังต่อไปนี้ 1.) ผ้สู ง่ สาร (Sender) ผสู้ ่งสารเป็นองค์ประกอบท่ีสำคัญในกระบวนการสื่อสาร มีนักวิชาการได้ให้คำนิยามของผู้ส่ง สารไว้ว่า ผู้ส่งสาร หมายถึง บุคคลหรือกลุ่มบุคคลท่ีมีความคิดมีความต้องการมีความตั้งใจท่ีจะส่ง ข้อมูลข่าวสาร อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด ความคิดเห็น ทัศนคติ ความเช่ือและอ่ืนๆไปยังผู้รับสารเพื่อ ก่อให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งต่อผู้รับสาร ดังนั้น ผู้ส่งสารจึงเป็นองค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์ต่อ องค์ประกอบอ่ืนๆ ทั้งในแง่ของการเป็นผู้เลือกข้อมูลข่าวสารท่ีจะถ่ายทอดไป การเลือกวิธีการ และ ช่องทางที่จะทำให้สารไปถึงผู้รับสาร รวมทั้งการเลือกและพยายามกำหนดตัวผู้ท่ีจะเป็นผู้รับข้อมูล ข่าวสาร โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับใดระดับหนึ่ง หรือในด้านใด ด้านหนึ่งกับบุคคลที่เป็นผู้รับสาร เช่น ความต้องการในการเปล่ียนแปลงการรับรู้หรือความรู้ การ เปลย่ี นแปลงความเชอื่ ทศั นคติ และพฤตกิ รรมของบคุ คล ของกลมุ่ คน หรือของสังคม เปน็ ตน้ 2.) สาร (Message) สารเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในกระบวนการสื่อสาร สารหมายถึงเรื่องราวอันมี ความหมายและถูกแสดงออกมาโดยอาศัยภาษาหรือสัญลักษณ์ใดๆ ก็ตามที่สามารถทำให้เกิดการรับรู้ ต่อความหมายและมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความหมายท่ีได้รับ ซ่ึงโดยท่ัวไปแล้วสารประกอบด้วย 3 ส่วนที่สำคัญ คือ รหัสสาร (Message Code) คือ ภาษา(Language) หรือสัญลักษณ์ (Symbol) หรือ สัญญาณ (Signal) ท่ีมนุษย์คิดค้นข้ึนเพื่อแสดงออกทางความคิด ความรู้สึก ความเชื่อ ค่านิยม และ วัตถุประสงค์ต่างๆ ของผู้ส่งสาร ซ่ึงรหัสอาจถูกแสดงออกมาเป็นสารท่ีเป็นท้ังภาษาพูด ภาษาเขียน

130 (Verbal Message Codes) และรหัสของสารท่ีไม่ใช่ ภาษาพูดหรือภาษาเขียน (Nonverbal Message Codes) เช่น กริยาท่าทาง อากัปกริยาอาการภาพ ฯลฯอย่างไรก็ตาม การที่ผู้ส่งสารจะ เลือกใช้รหัสสารแบบใดน้นั ขึน้ อยูก่ ับระบบ สังคม วัฒนธรรมสภาพถ่ินที่อยู่อาศัยทั้งของบคุ คลผู้ส่งสาร และผู้รบั สารว่าจะสามารถเข้าใจความหมายจากรหัสสารร่วมกนั ไดม้ ากน้อยเพียงใด 2.1 เนอื้ หาของสาร (Message Content) หมายถึง เรอ่ื งราวส่ิงตา่ งๆ ที่ผสู้ ง่ ตอ้ งการ จะถ่ายทอดหรือส่งไปยังผู้รับสาร ซึ่งเนื้อหาของสารน้ันอาจแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทหลาย ลักษณะตามเนื้อหาของสารในรูปแบบต่างๆ เช่น เน้ือหาโดยท่ัวไป และเนื้อหาโดยเฉพาะเน้ือหาเชิง วิชาการต่างๆ และเนื้อหาท่ีไม่ใช่เนื้อหาเชิงวิชาการ หรืออาจเป็นเน้ือหาประเภทบอกเล่ากับเน้ือหา ประเภทความคิดเห็น เนื้อหาประเภทข่าว เน้ือหาประเภทบันเทิง รวมทั้งเน้ือหาเก่ียวกับการชักจูงใจ เป็นต้น 2.2 การจัดเรียงลำดับสาร (Message Treatment) หมายถึง รูปแบบวิธีการในการ นำรหัสสารมาเรียบเรียงเพ่ือให้ได้ใจความตามเนื้อหาท่ีต้องการ ซ่ึงมักข้ึนอยกู่ ับลักษณะโครงสร้างของ ภาษา และบุคลิกลักษณะของแต่ละบุคคล ซึง่ ส่วนใหญ่การจัดเรียงลำดับสารจะออกมาในรูปแบบลีลา (Styles) สว่ นตัว หรือบุคลิกลกั ษณะ (Personalities) ของผสู้ ่ง 3.) ช่องทางการสื่อสารหรือส่ือ (Channel or Media) หมายถึง พาหนะท่ีนำหรือพาข่าวสาร จากผู้สง่ สารไปยังผูร้ บั สาร เป็นองค์ประกอบท่ีสำคัญอกี ประการหน่ึงในการส่อื สาร ผูส้ ง่ สารต้องอาศัย สื่อหรอื ชอ่ งทางทำหน้าทน่ี ำสารไปสู่ผู้รับสาร การแบ่งประเภทของสื่อมีหลากหลายต่างกันออกไป ดังน้ี (สถาบันราชภัฏสวนดุสิต, 2542: 6) เกณฑ์กา แ งป ะเภทข ง ่ื 1. แบง่ ตามวิธกี ารเขา้ และถอดรหัส ส่ือวจั นะ (verbal) ไดแ้ ก่ คำพดู ตวั เลข หนงั สือพมิ พ์ รปู ภาพ สื่ออวจั นะ (nonverbal) ไดแ้ ก่ สีหนา้ ท่าทาง นำ้ เสยี ง 2. แบ่งตามประสาทการรับรู้ สอื่ ที่รบั รดู้ ว้ ยการเหน็ เชน่ นติ ยสาร ส่อื ทีร่ ับร้ดู ว้ ยการฟัง เช่น เทป วทิ ยุ ส่อื ทรี่ ้ดู ว้ ยการเห็นและการฟงั เชน่ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ วีดทิ ัศน์ 3. แบ่งตามระดับการสื่อสาร หรือจำนวนผรู้ บั สาร สอ่ื ระหวา่ งบุคคล เชน่ โทรศัพท์ จดหมาย สอ่ื ในกลมุ่ เช่น ไมโครโฟน สื่อสารมวลชน เช่น โทรทัศน์ วทิ ยุ หนังสอื พมิ พ์

131 4. แบง่ ตามยุคสมัย สอ่ื ดั้งเดิม เช่น เสียงกลอง ควนั ไฟ สื่อร่วมสมยั เช่น โทรศพั ท์ โทรทัศน์ เคเบลิ ส่อื อนาคต เชน่ วีดิโอเทกซ์ 5. แบ่งตามลกั ษณะของสอ่ื สื่อธรรมชาติ เชน่ อากาศ แสง เสยี ง ส่อื มนุษย์หรือสื่อบุคคล เช่น คนสง่ ของ ไปรษณยี ์ โฆษก สื่อสง่ิ พิมพ์ เชน่ หนงั สือ นิตยสาร ใบปลิว สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เชน่ วิทยุ วดี ทิ ศั น์ สื่อระคน เช่น ศิลาจารึก สอื่ พื้นบา้ น หนังสือ ใบข่อย 6. แบ่งตามการใช้งาน สอ่ื สำหรบั งานท่วั ไป เชน่ จดหมายเวียน โทรศพั ท์ สื่อเฉพาะกิจ เชน่ วารสาร จดุ สาร วดี ทิ ศั น์ 7. แบง่ ตามการมสี ว่ นร่วมของผูร้ บั สาร สอ่ื ร้อน เชน่ การพูด สือ่ เย็น เช่น การอ่าน 4.) ผู้รับสาร (Receiver) มีคำใช้เรียกผู้รับสารหลายคำ เช่น ผู้รับ (Receiver) ผู้ถอดรหัส (Decoder) ผู้ฟัง (Listener) ผู้ฟังผู้ชม (Audience) การส่ือสารจะมีความหมายอย่างไรจะประสบ ความสำเร็จหรอื ไมข่ ้ึนอยู่กบั ผู้รับสารว่าจะเลือกรับสาร หรือเลือกท่ีจะตีความ และเข้าใจต่อข่าวสารท่ี ตนเองได้รับน้ันอย่างไร ดังนั้น แม้การสื่อสารจะเริ่มต้นจากผู้ส่งสารแต่บุคคลที่จะแสดงว่าการสื่อสาร ประสบความสำเร็จหรือไม่น้ันก็คือผู้รับสาร เช่น ถ้าผู้รับสารต้องการรับสารตามที่ผู้ส่งสารส่งใน ขณะนั้น หรือผู้รบั สารมคี วามร้ใู นการทจ่ี ะทำความเขา้ ใจต่อ สาร ก็จะทำให้การส่ือสารสำเร็จโดยง่ายในทางตรงกันข้ามหากผู้รบั สารขาดความสนใจ ปิดก้ันการรับ ข่าวสาร หรือผู้รับไม่สามารถทำความเข้าใจในสารที่ผู้ส่งส่งให้ได้ก็จะทำให้การส่ือสารน้ันล้มเหลว ดังน้ัน ในการส่ือสารทุกครั้งส่ิงท่ีผู้ส่งจะต้องพิจารณาและคำนึงถึงอย่างมากคือผู้รับสาร (กิติมา สุ รสนธิ, 2541 : 7-18) ป ะเภทข งกา ื่ า การแบ่งประเภทของการสื่อสารน้ันสามารถกระทำได้หลากหลายมุมมอง เช่น แบ่งตาม วิธีการส่ือสาร แบ่งตามระดับของการส่ือสาร อันที่จริงแล้ว การแบ่งประเภทของการส่ือสารนั้นเป็น การแบ่งที่ไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะการสื่อสารมีลักษณะเป็นกลุ่มหรือประเภทท่ีต่อเน่ืองกัน

132 (continuum) มากกว่าท่ีจะเป็นกลมุ่ ทแ่ี ยกจากกันเด็ดขาด (separate) ซง่ึ การสื่อสารตามจำนวนหรือ ลกั ษณะของผูร้ บั สาร แบ่งออกเปน็ 7 ประเภท ไดแ้ ก่ 1. การส่ือสารภายในบุคคล ( Intra-personal Communication ) คือ การส่ือสารของ บคุ คลคนเดียว อาจเปน็ การพดู กบั ตนเอง การมปี ฏิกริ ิยาของบคุ คลในสถานการณต์ ่าง ๆ เช่น การคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ การรอ้ งเพลงฟังคนเดียว การเขียนแล้วอ่านคนเดยี ว เปน็ ตน้ 2. การสื่อสารระหว่างบุคคล ( Inter-personal Communication ) คือ การส่ือสารที่ ประกอบ ด้วยบุคคลตั้งแต่สองคนส่ือสารกันในลักษณะบุคคลต่อบุคคลอย่างมีวัตถุประสงค์หรือเพื่อ ความ สัมพันธ์ระหว่างบคุ คล 3. การสื่อสารกลุ่มย่อย ( Small-group Communication ) คือ การส่ือสารระหว่างบุคคล ตั้งแต่สองคนข้ึนไป แต่ไม่เกิน 25 คนมารวมกัน เพื่อการประชุม หรือทำกิจกรรมใด ๆ มีการแสดง กรยิ าโต้ตอบกนั การลงมตเิ ห็นดว้ ยหรือไมเ่ หน็ ดว้ ยและเกดิ การมีส่วนรว่ มในการสื่อสาร 4. การส่ือสารกลุ่มใหญ่ ( Large-group Communication ) คือ การส่ือสารระหว่างคน จำนวนมาก ซึ่งอยู่ในท่ีเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น การอภิปรายในห้องประชุม การพูดหาเสียง การสอนนักศึกษา การเข้าชมการแสดงต่าง ๆ เป็นต้น การสื่อสารกลุ่มใหญ่โอกาสท่ีผู้ส่งสารและผู้รับ สารจะแลกเปล่ยี นความคิดเหน็ กนั โดยตรงมีน้อย 5. การสอื่ สารในองค์กร ( Organization Communication ) คอื การสือ่ สารระหว่างบุคคลที่ เป็นสมาชิกขององคก์ รหรอื หน่วยงาน ใหบ้ รรลเุ ป้าหมายขององค์กรหรอื หน่วยงาน 6. การสื่อสารมวลชน ( Mass Communication ) คือ การส่ือสารกับมวลชนจำนวนมากใน ขณะเดียวกันพร้อม ๆ กัน โดยมีสมาชิกของมวลชนแต่ละคนอยู่ในที่ต่างกันเพ่ือให้ข่าวสารไปถึง มวลชนได้พร้อมกัน จงึ ต้องอาศยั ส่ือท่ีเข้าถงึ ประชาชนจำนวนมากได้ในเวลาอันรวดเรว็ 7. การส่ือสารระหว่างประเทศ ( International Communication ) คือการส่ือสารระหว่าง บุคคลที่มีความแตกต่างกันในเร่ือง เชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม การเมือง หรือสังคมระหว่างประเทศ ตา่ ง ๆ เม่ือเราอยู่คนเดียวการส่ือสารภายในบุคคลจะทำงานมากกว่าส่วนอ่ืน เพราะเราต้องนึกคิด พูดคนเดียว มีความคิด มีจินตนาการต่าง ๆ แม้แต่การนึกถึงเร่ืองราวต่าง ๆ จะเป็นไปตามการสั่งการ ของสมองหรือประสาทส่วนกลาง แต่เม่ือเราต้องพบปะกับผู้คน ต้องมีความสัมพันธ์กับคนอ่ืนต้ังแต่ สองคนขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ตาม ฝ่ายหน่ึงเป็นผู้ส่งสารอีกฝ่ายจะเป็น ผู้รับสาร การส่ือสารอาจเป็นไปเพื่อการแลกเปล่ียนข้อมูล ข่าวสาร หรือถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก เพือ่ สร้างความสมั พันธ์ เม่อื น้นั การสือ่ สารระหว่างบคุ คลจึงเปน็ ส่ิงทีต่ ้องนำมาใช้ ดังน้ันเราควรใหค้ วาม สนใจและรู้จักเลอื กใช้การสอ่ื สารในรูปแบบตา่ ง ๆ ใหเ้ กดิ ประสิทธิภาพ สงู สดุ และมีข้อควรระมัดระวัง

133 ในเรื่องการสื่อสาร เช่น “อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับหมู่มิตร ต้องระวังคำพูด” หรือ “ควรคิด ก่อนพดู ไมใ่ ช่พูดแลว้ คอ่ ยมาคดิ ภายหลงั ” ทศิ ทางข งกา ื่ า ในการติดต่อสื่อสารเพื่อส่งข้อมูลระหว่างผู้รับและผู้ส่งโดยผ่านตัวกลางน้ัน สามารถแบ่งทิศ ทางการสอ่ื สารของข้อมูลไดเ้ ป็นแบ่งเปน็ 4 ประเภท 1. การสื่อสารจากบนลงล่าง ( Up-Low ) ได้แก่ การสื่อสารจากบุคคลที่มีตำแหน่งหรือ สถานภาพสูงกว่า ไปยังบุคคลท่ีมีตำแหน่งหรือสถานภาพต่ำกว่า เช่น มีคำสั่งหรือข่าว แจ้งให้ทราบ จากพอ่ แมไ่ ปยงั ลูก หรอื จากหัวหน้างานไปยงั ลูกน้อง เป็นต้น 2. การสื่อสารจากล่างข้ึนบน ( Down-Flow ) ได้แก่ การส่ือสารจากบุคคลที่มีตำแหน่งหรือ หรือสถานภาพต่ำกว่า ไปยังบุคคลที่มีตำแหน่งหรือสถานภาพสูงกว่า เช่น ลูกขอเงินหรือขอ อนุญาต ไปเที่ยวจากพ่อแม่ นักศึกษาทำบันทึกเรื่อง ลงทะเบียนเรียนเสนอขออนุญาตจากอาจารย์ท่ีปรึกษา พนักงานทำบนั ทึกเรือ่ งงานเสนอขออนมุ ตั ิผา่ นหัวหนา้ ฝา่ ย และผู้จดั การตามลำดบั เปน็ ต้น 3. การส่ือสารในแนวราบ ( Horizontal Flow ) ได้แก่ การส่ือสารในระดับ เดียวกัน จาก บุคคลท่ีมีตำแหน่งหรือสถานภาพในระดับ เดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เช่น นักศึกษาคุยกับเพ่ือน ก่อน เข้าห้องเรียน สามีบอกภรรยาว่าวันน้ีจะกลับบ้านค่ำ พนักงานปรึกษาเร่ืองส่วนตัวกับเพื่อนพนักงาน เป็นตน้ 4. การสื่อสารแบบผสม ( Mix Flow ) ได้แก่ การส่ือสารทางโทรศัพท์หลายสาย หรือการจัด ประชุมทางวีดีทัศน์ ( Video Teleconference ) ซึ่งเป็นการสื่อสารหลายทิศทางและนำส่ือที่ทันสมัย มาใช้ในการสอ่ื สารดว้ ย วธิ ีกา ข งกา ่ื า การสื่อสารในปัจจุบันนจ้ี ำเป็นต้องหาขอ้ มูลข่าวสารให้ได้รวดเรว็ กว่าในอดตี สำหรับการแกไ้ ข ปัญหาได้ทันท่วงทีและเพื่อใชใ้ นการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสน้ ทางของการสื่อสารในองค์กร ทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพ ซึ่งสามารถแบง่ เปน็ 3 ประเภท ดังนี้ 1. การส่ือสารทางเดียว ( One - way Communication ) ได้แก่ การออก คำสั่งหรือแจ้งให้ ทราบจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร โดยผู้รับสารไม่มีโอกาสสอบถามหรือตอบโต้กลับ เช่น หัวหน้างาน ส่งั งานลูกน้อง ผู้จัดการมีประกาศห้ามสบู บหุ รใี่ นท่ที ำงาน เปน็ ตน้ 2. การส่ือสารสองเดียว ( Two - way Communication ) ได้แก่ การแจ้งข่าวและข้อมูลให้ ทราบจากผู้ส่งสารไปยงั ผูร้ ับสาร และเปดิ โอกาสให้ผ้รู บั สารซกั ถามได้ เช่น ประธานรุ่นพไ่ี ดเ้ รยี กน้อง ๆ ทุกชน้ั ปีประชมุ เพื่อแจ้งข่าวคราวเกี่ยวกบั กิจกรรมของคณะฯ และเปดิ โอกาสใหน้ ้องๆ ไดซ้ กั ถาม หรือ

134 อาจารย์ได้ชี้แจงมอบหมายงานกลุ่ม และให้สมาชิกกลุ่มได้ซักถามข้อ สงสัยต่าง ๆ หรือหัวหน้างาน ประชุมร่วมกบั ลกู นอ้ งเพื่อปรึกษาหารือเร่ืองงาน เป็นต้น 3. การสื่อสารแบบผสม ( Mix - way Communication ) ได้แก่ การออกคำสั่งหรือแจ้งข่าว และข้อมูลให้ทราบจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร โดยใช้ส่ือหรือมีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูล ได้ เช่น อาจารย์ ส่ังงานทางอินเทอร์เน็ตและให้นักศกึ ษาส่งงานผ่านอินเทอรเ์ น็ต มหาวิทยาลัย แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ ผา่ นเสียงตามสาย โทรทัศนว์ งจรปิด หรอื เว็บของมหาวทิ ยาลัย เป็นตน้ ูปแ ข งกา ื่ า การส่อื สารสามารถแบ่งได้หลายประเภทดงั รายละเอียดข้างตน้ และถ้าจัดแบ่งตามสัญลักษณ์ ก็สามารถแบง่ ไดเ้ ปน็ 2 รูปแบบ ดังน้ี 1. การสื่อสารท่ีใช้ถ้อยคำหรือการส่ือสารเชิงวัจนะ ( Verbal Communication)คือ ภาษา พูดและภาษาเขียนที่เป็นถ้อยคำของมนุษย์ในแต่ละกลุ่ม สังคม หรือชาติ สร้างข้ึนโดยมีข้อตกลง ร่วมกันเพ่ือว่าภาษาเหล่านั้นแทนมโนภาพของสิ่งต่าง ๆ ภาษาพูดพูดจะใช้เสียงผูกเป็นถ้อยคำและ ภาษาเขียนจะใชต้ วั อกั ษรประสมเป็นถ้อยคำ “ภาษาถอ้ ยคำจึงเปน็ ภาษาท่มี นุษย์สรา้ งข้ึนอย่างมีระบบ มหี ลักเกณฑท์ างภาษาหรอื ไวยกรณ์ ซึ่งคนในสงั คมน้ันต้องเรยี นรทู้ ี่จะเข้าใจและใช้ภาษาในการฟงั พูด อา่ น เขียนและคิด (อวยพร พานิช และคณะ ,2539 อ้างถึงใน มัลลิกา คณานุรักษ์,2547 : 5 ) การใช้ การส่ือสารเชิงอวัจนะ หรือภาษาถ้อยคำดังที่ เปล้ือง ณ นคร ( 2515 : 4 )กล่าวว่า “เม่ือเราพูดกับ เพ่ือน พูดกับลูก พูดกับเมีย พูดกับนาย พูดกับครู เราย่อมใช้คำพูดไม่เหมือนกัน การวางตัวต่อบุคคล น้ันก็ไม่เหมือนกัน ถ้าใครไปพูดกับนายเหมือนพูดกับเพ่ือน คนน้ันเห็นจะไม่มีความเจริญแน่” ดังนั้น การสื่อสารจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะภาษาพูดดังคำที่ว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี” และ “คารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง” การสื่อสารท่ีประกอบด้วยการใช้อารมณ์และ แสดงความรู้สึกออกมาในการพูด อ่าน และการเขียนก็ตามเช่น พูดเสียงสั้นหรือยาว ดังหรือเบา การ เน้นเสียง หรือพดู แบบมหี างเสียงหรอื ไม่มี เปน็ การแสดงถึงความสภุ าพหรือก้าวรา้ วของผพู้ ดู ไดเ้ ชน่ กัน 2. การส่ือสารที่ ไม่ใช้ภ าษ าถ้อยคำ ห รือการส่ือสารเชิงอวัจน ะ ( Non –verbal Communication ) ได้แก่ การใช้อากัปกิริยาท่าทางท่ีเรียกว่า“ภาษากาย” ซึ่งเป็นการแสด ง พฤติกรรมต่าง ๆ ออกมาให้เห็น ส่วนวัตถแุ ละสัญลักษณ์ตา่ ง ๆ นั้น เรียกว่า “ภาษาวัตถุ” ซ่งึ เป็นการ สื่อสารเพอ่ื ความเขา้ ใจทีต่ รงกนั แบง่ ออกเป็น 1. ภาษากาย หรอื ภาษาท่าทาง 2. ภาษาวตั ถุ 3. ภาษาธรรมเนยี มและมารยาท โดยมรี ายละเอยี ดดงั นี้ 1. ภาษากาย ( Physical Language ) ประกอบดว้ ย

135 1.1 สายตา ( Eye Contact ) ได้แก่ การมอง การสบตา การจ้องการทำตาเช่ือม หรือตาขวาง เป็นการสะท้อนถึงความรู้สึกของผู้พูดได้ ดังคำท่ีว่า “ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจ” เช่น บุคคลท่ีพูดโกหกมกั จะพูดแล้วไมส่ บตากบั ผู้ทต่ี นพูดด้วย บุคคลท่มี ีความรู้สึกผิดปกติ อาจจะสังเกตได้ จากดวงตาของบุคคลน้ัน 1.2 การแสดงสหี น้า ( Facial Expression ) ไดแ้ ก่ การแสดงออกทางสีหนา้ อันแสดง ถึงลักษณะอารมณ์ เช่น บุคคลที่มีอารมณ์ดีใจ สบายใจ จะแสดงสีหน้าเป็นบวก หากมีอารมณ์ โกรธ ไมพ่ อใจ กจ็ ะแสดงสหี นา้ เป็นลบ เป็นตน้ 1.3 การแสดงอากัปกิริยาท่าทาง ( Gestures ) ได้แก่ การใช้ส่วนของอวัยวะของ ร่างกายเคล่อื นไหวในลักษณะต่าง ๆ เช่น การกวักมือ การชสู องนว้ิ การพยกั หนา้ 1.4 ระยะหา่ งของบุคคล ( Personal Space ) ได้แก่ การรักษาระยะห่างของร่างกาย ระหว่างบุคคล ซ่ึงแสดงถึงระดับความสัมพันธ์ของบคุ คลได้ เช่น ถ้าบุคคลใดชอบพอกันหรือสนิทสนม กนั ก็จะนั่งใกลช้ ิดกัน เปน็ ตน้ ภาษากายอาจเรียกอีกอย่างหน่ึงว่า ภาษาท่าทาง ( Body Language ) ในการ สื่อสารกบั บคุ คลอน่ื ภาษากายควรสอดคลอ้ งกับกับภาษาถ้อยคำด้วย อย่างไรก็ตามการทำความเขา้ ใจ บุคคลอื่น ถ้าพิจารณาจากภาษาท่าทางเพียงอย่างเดียวก็อาจเข้าใจบุคคลผิดพลาดได้เพราะบางคนมี ความชำนาญในการปั้นสีหน้า ปกปิดความรู้สึกของตนเองไว้ คิดอีกอย่างพูดอีกอย่างหรืออาจหลอก ผู้อื่นไดเ้ สมอๆ ดังนนั้ ในการสือ่ สารกับบคุ คลควรพจิ ารณาภาษากายและภาษาถ้อยคำควบคกู่ ันไปดว้ ย ว ยาง ภาษากายในลกษณะ างๆ ื่ ความหมายได้ดงน้ี กา ใช้ าย า - ทำตาเศร้า ละห้อย แสดงว่า เศร้า หมดหวัง เสียใจ - ทำตาหวาน ตาซึ้ง ตาเจา้ ชู้ แสดงถงึ อารมณ์รกั - ทำตาล่อกแลก่ ไม่หยุดนิ่ง แสดงถงึ มเี ลห่ เ์ หลีย่ ม - ทำตาถมงึ ทงึ จอ้ งตา แสดงวา่ กำลังโกรธ - ไม่สบตาคน แสดงว่า กำลงั ทำความผิด กา แ ดง ีหนา้ - ขมวดค้วิ แสดงวา่ ไม่พอใจ สงสยั ไม่เข้าใจ - ยักค้วิ แสดงว่า ยั่วเยา้ ลอ้ เลียน - เม้มริมฝีปาก แสดงวา่ ใชค้ วามคดิ ใจจอใจจอ่ โกรธ ากปก ิยาทาทาง - สนั่ ขา ไมว่ ่าจะน่ังหรือยนื แสดงวา่ ไม่มนั่ ใจในตนเอง - ผดุ ลุกผดุ น่งั แสดงว่า วติ กกังวล ตดั สนิ ใจไม่ได้ รอคอยเป็นเวลานาน

136 - เกาศรี ษะ แสดงว่า ทำสิ่งใดพลาด ไม่ถกู ใจ หงดุ หงิด - คอตก หอ่ ไหล่ แสดงวา่ ท้อแท้ หมดกำลงั ใจ รสู้ ึกสำนึกผดิ - มืออยไู่ มน่ ง่ิ (จบั โน่น-จบั นี)่ แสดงว่า เก้อเขิน กระดากอาย วา้ เหว่ เหงา - การลูบหลงั โอบไหล่ กอด แสดงถึง ความสนทิ สนม เอาใจช่วย ห่วงใย รกั - การจับมือ แสดงถงึ ความเขา้ ใจดตี อ่ กนั ะยะหาง ะหวาง ุคคล - ระยะใกลช้ ดิ แสดงถงึ ความสมั พันธ์ทีใ่ กล้ชิด สนทิ สนม - ระยะหา่ งกัน แสดงถึง ความเกรงใจ ไม่ค้นุ เคย โค ง ้างข งกา ดิ ่ื า สามารถเรียกอีกอย่างว่า “สายใยของการติดต่อส่ือสาร” หรือ “ตาข่ายของการ ตดิ ตอ่ สือ่ สาร” มหี ลายแบบด้วยกัน คอื 1. เครือข่ายการสื่อสารแบบลูกโซ่ (Chain Network) เป็นรูปแบบท่ีมีการติดต่อสื่อสารไป หรอื มา ขึ้นหรอื ลงไปทางเดยี วแลว้ จงึ ย้อนกลบั สวนทางกนั เป็นลกั ษณะของการส่ือสารหลายระดับ จึง มกั เกิดความลา่ ช้า 2. เครือขา่ ยแบบวงล้อ (Wheel Network) เปน็ การสอ่ื สารท่ีมีผู้นำอยตู่ รงกลาง ดังนนั้ สมาชิก ทุกคนจึงสามารถติดต่อส่ือสารกับผู้นำได้โดยตรง การติดต่อส่ือสารในลักษณะน้ีกิจกรรมต่างๆ ถูกสั่ง ออกจากสว่ นกลางและหากสมาชิกจะติดต่อกันก็จะติดต่อผา่ นสว่ นกลาง 3. เครือข่ายรูปแบบตัววาย (Y Network) เป็นเครือข่ายที่มีบุคคลหนึ่งทำหน้าท่ี ติดต่อสื่อสารไปยังสมาชิกในระดับถัดไป โดยที่สมาชิกลำดับถัดไปมีโอกาสติดต่อส่ือสารกันเองได้ บางส่วน สมาชิกคนกลางจะทำหน้าท่ีรับและส่งข่าวสารให้กับสมาชิกคนอ่ืนๆซ่ึงจะติดต่อสื่อสารแบบ ลกู โซ่กบั สมาชกิ ท่ีอยู่ถัดไป 4. เครือข่ายการสื่อสารแบบวงกลม (Circle Network) เป็นการส่ือสารท่ีสมาชิกแต่ละคน สามารถติดตอ่ ส่ือสารกับสมาชกิ ขา้ งเคยี งกับตนโดยตรงได้ แต่ละคนในกลุ่มจะมฐี านะเท่าเทียมกนั 5. เครือข่ายการสื่อสารรูปดาว (Star Network) เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนได้ ติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วถึงและเป็นอิสระ ไม่เข้มงวด ไม่มีศูนย์กลางที่เป็นทางการ เครือข่ายประเภทน้ี จะรวดเรว็ และเกดิ ประสิทธภิ าพของงานสงู ป ะโยชน์ข งกา ื่ า 1. การสื่อสารมบี ทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้เพ่ือใหเ้ กดิ การพัฒนาสติปัญญาและ ทกั ษะในวชิ าชีพดา้ นตา่ ง ๆ 2. การสือ่ สารทำใหม้ นษุ ย์เข้าใจซ่ึงกนั และกนั ลดข้อขัดแยง้ ทเี่ กดิ จากความไม่เขา้ ใจกัน 3. การสือ่ สารมีประโยชน์ตอ่ มนษุ ยท์ ั้งทางร่างกายและจติ ใจเชน่ ลดความตึงเครียด 4. การสื่อสารทำให้มีความคิดสร้างสรรค์ผ่านการแลกเปล่ียนความคิดเห็นและการ แสวงหาความรู้จากแหลง่ ข้อมูลตา่ ง ๆ

137 ปั หาห ื ุป คในกา ื่ า ปัญหาหรอื อุปสรรคทพี่ บในการสือ่ สาร อาจเกดิ ไดจ้ ากหลายสาเหตุ ซ่งึ สรุปได้ดงั น้ี 1. ปั หาจาก ว คุ คล ะหวางผู้ า – ผู้ ง า ได้แก่ 1.1 ความบกพร่องของอวัยวะที่ใช้ในการส่ือสาร เช่น ล้ินไก่สั้น ทำให้พูดไม่ชัดเจน หู ตงึ ทำให้ปัญหาในการฟัง เป็นต้น 1.2 ขาดทักษะในการส่ือสาร เช่น ไม่มีมารยาทในการพูดหรือพูดไม่ถูกกาลเทศะและ บุคคล 1.3 ใชภ้ าษาหรอื ถอ้ ยคำท่ียากเกนิ ไป 1.4 ใชภ้ าษาต่างประเทศปนภาษาไทย 1.5 ผสู้ ่งสารไมเ่ ขา้ ใจเรอ่ื งท่ีจะสื่อสารดพี อ 1.6 ผู้ส่งสารมเี จตนาบิดเบอื นข่าวสารเพือ่ ผลประโยชน์บางอย่าง 1.7 มีอคติ ความละเอยี งเพราะชอบ รกั หรอื ไม่ชอบ ไมร่ กั 1.8 ขาดศรัทธาในการฟงั ทำให้ไมส่ นใจและขาดสมาธใิ นการฟัง 1.9 พดู ผดิ โดยไมเ่ จตนา 2. ปั หาดา้ นข้ มลู ขาว า 2.1 ขอ้ มลู บิดเบอื น ข้อมลู ข่าวสารอาจถกู บิดเบือนได้ เพราะผ้สู ่งสารมีเจตนาบิดเบอื น ขอ้ มูล หรอื อาจเพราะขอ้ มลู ถกู สง่ ผ่านบุคคลหลายคนมีผลใหข้ อ้ มลู บิดเบอื นได้ 2.2 ข้อมลู ไม่ชัดเจนคลุมเครือ 2.3 ข้อมลู ทำให้มีความเข้าใจยาก ( ไม่เหมาะสมกบั ผู้รบั ฟัง ) 3. ปั หาดา้ น ื่ 3.1 ภาษา ทั้งการพูด การเขียน กิริยาท่าทาง ย่อมมีข้อบกพรอ่ ง ได้แก่ คำพูดคำเดียว มหี ลายความหมาย ภาษาถ่ิน ข่าวลอื คำพดู ทเ่ี คลอื บแฝง 3.2 ภาษาทา่ ทางทไี่ ม่สอดคล้อง 3.3 สัญลักษณ์ของกลมุ่ 3.4 สื่อมวลชน เช่น การพาดหัวข่าวท่ีต้องการเร้าความสนใจ จึงใช้ข้อความที่เกิน ความจรงิ สัญญาณไม่ดีหรือขาดหายทำให้เปน็ อปุ สรรคต่อการส่งสารและรับสาร 4. ปั หาด้าน ิง่ แวดล้ ม 4.1 เสยี งรบกวน 4.2 แสงท่ไี มเ่ หมาะสม 4.3 อุณหภูมิ ทร่ี ้อนหรือเยน็ เกินไป 4.4 ระยะทางของการสื่อสาร

138 กา ่ื า ภายใน งค์ก ความหมายข งกา ื่ า ใน งค์ก ซาแรมบ้า (Zaramba, 2003 : 5) กล่าวถึงการสื่อสารในองค์การว่า การสื่อสารในองค์การเป็น องค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จขององค์การและช่วยให้บุคลากรในองค์การได้รับทราบ กจิ กรรมตา่ ง ๆ ด้วย กริช สืบสนธ์ (2538) ให้ความหมายของการสือ่ สารในองค์การวา่ การส่ือสารใน องค์การ คือ กระบวนการแลกเปล่ียนข่าวสารระหว่างบุคคลทุกระดับ ทุกหน่วยงาน โดยมีความสัมพันธ์กันภายใต้ สภาพแวดล้อม บรรยากาศขององคก์ าร ซ่ึงสามารถปรบั เปล่ียนไปตามกาลเทศะบคุ คล ตลอดจนสาระ เรือ่ งราวและวัตถปุ ระสงคข์ องการสอื่ สาร ศุภมน อนุศาสนนันท์ (2549) ได้สรุปว่า การสื่อสารในองค์กร เป็นการถ่ายทอดข้อมูล ข่าวสารตา่ ง ๆ ระหว่างบุคลากรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ภายในองค์กร ผ่านรปู แบบวิธีการส่ือสารต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการรับรู้และความเข้าใขร่วมกันในการปฏิบัติตน ซ่ึงจะเป็นผลให้องค์การและ บุคลากรใน องค์การบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายท่ีได้ต้ังไว้ เพ่ือให้เกิดประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลในการ ปฏิบตั ิงาน การส่ือสารองค์กร (Organizational Communication) หมายถึง กระบวนการถ่ายทอด ข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ประสบการณ์ ความรู้สึก ความคิดเห็น ความต้องการเพื่อสร้างความรู้ ความ เข้าใจ เสริมสร้างเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันเพ่ือให้บรรลุผลสำเร็จขององค์กร ซึ่งในการส่ือสาร องคก์ รอาจจะใช้กระบวนการสอ่ื สารหลายรูปแบบทแ่ี ตกต่างกันไปตามความเหมาะสม ความ ำค ข งกา ิด ่ื า ภายใน งค์ก 1. เป็นเคร่ืองมือของผู้บริหารในการบริหารงาน เพราะการส่ือสารภายในองค์กรจะช่วย ทำให้สามารถทำงานได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เนื่องจากการทำงานต้องอาศัยหลายฝ่าย หลายส่วนงาน เขา้ มาช่วยเสริมสรา้ งศกั ยภาพใหก้ ับองคก์ ร 2. เป็นเคร่ืองมือที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับบุคลากรต่างๆ ภายใน องค์กรเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจท่ีตรงกัน และสร้างความไว้วางใจต่อกัน โดยเฉพาะการเปิด โอกาสใหบ้ คุ ลากรในระดบั ต่างๆได้มีส่วนรว่ มในการบริหารงานของผูบ้ ริหาร 3. การช่วยกันปฏิบัติภารกิจขององค์กรและมีการประสานงานระหว่างกัน พร้อมท้ัง ทำงานสอดคล้องกันแม้ว่าจะต่างฝ่ายกันก็ตาม แต่เพื่อองค์กรเดียวกัน ผู้บริหารสามารถใช้การสื่อสาร ใหเ้ ปน็ การส่ือสารเพอื่ สรา้ งความเปน็ หนึ่งเดียวภายในองค์กรให้ได้ 4. การช่วยให้เกิดการพัฒนาและการทำงานที่มีประสิทธิภาพ จากปัจจัยต่างๆ ข้างต้น เมื่อผสมผสานเข้ากันแล้ว สามารถช่วยทำให้เกิดการพัฒนาองค์กรได้ โดยเฉพาะพลังขับเคลื่อนที่นำ โดยผ้บู รหิ ารทร่ี จู้ ักการส่อื สารภายในองค์กรเปน็ อยา่ งดี อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า การส่ือสารคือเครื่องมืออย่างหน่ึงของผู้บริหาร ท่ีจะทำให้เกิด ความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร ถ้าผู้บริหารเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับบริหารมีส่วนในการ

139 บรหิ าร ถ้าขาดการสื่อสารก็ไมส่ ามารถทจ่ี ะทำให้การงานมีประสทิ ธิภาพและก่อให้เกิดคณุ ภาพชีวติ ท่ดี ี แกบ่ คุ ลากรได้ ว ถปุ ะ งค์ข งกา ดิ ่ื า ภายใน งคก์ 1. เพือ่ ใหเ้ กดิ ความร้คู วามเขา้ ใจ สรา้ งทัศนะใหเ้ ป็นไปในทศิ ทางเดยี วกนั 2. เพื่อให้เกิดความพยายามเข้าด้วยกัน เกิดการสร้างเป้าหมายแล้วทำให้เกิดการทำงาน ร่วมกัน (Team Work) ได้อย่างดี 3. เพื่อคงไว้ซึ่งความสมบูรณ์ขององค์กร ทำให้เกิดความไว้วางใจซ่ึงกันและกันระหว่าง ผู้บริหารและพนกั งาน 4. เพ่ือการตดั สินใจที่ถกู ต้อง การสือ่ สารท่ีดีควรจะเปน็ การส่อื สารแบบสองทาง (Two Ways Communication) การที่ผู้บริหารได้รับข้อมูลจากระดับพนักงาน แบบล่างขึ้นบน (Upward Communication) ด้วยวิธตี ่างๆ จะทำให้ผู้บริหารมีข้อมูลท่ีครบถ้วนและอยู่บนพ้ืนฐานความเป็นจริง มากขึ้น ก ะ วนกา ่ื า ใน งคก์ การสื่อสารในองค์กรจะมีลักษณะเป็นกระบวนการ (process) อย่างหนึ่ง ซ่ึงเป็นการผ่าน ขอ้ มูลข่าวสารและความเข้าใจเพื่อทจ่ี ะให้ผใู้ ตบ้ ังคับบัญชาหรือบุคคลอ่ืนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามที่ ตอ้ งการ สว่ นประกอบสำคัญของกระบวนส่ือสารประกอบดว้ ย (ระวีวรรณ ประกอบผล. 2540) 1. ผูส้ ่งขอ้ มูลข่าวสาร (sender) 2. ผู้รับขอ้ มลู ข่าวสาร (receiver) 3. ชอ่ งทางการสอื่ สาร (communication channel) 4. สญั ลักษณ์ต่าง ๆ (symbols) ลกษณแ์ ละช งทางกา ื่ า ที่ใช้ การถอดความ ข้ มูล การแปลงความ ผู้ ง ผู้ ความเข้าใจ พฤ กิ มที่ ขอ้ มูลยอ้ นกลบั แ ดง ก ภาพท่ี 4.1 สญั ลกั ษณ์และชอ่ งทางการสอ่ื สารที่ใช้ในกระบวนการส่ือสารในองคก์ ร (ท่ีมา: ระววี รรณ ประกอบผล. 2540)

140 ก ร ะ บ ว น ก า ร ส่ื อ ส า ร จ ะ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ได้ ดี เพี ย ง ใด ย่ อ ม ขึ้ น อ ยู่ กั บ ก า ร ท ำ ห น้ า ท่ี ข อ ง ส่วนประกอบที่สำคัญ ได้แก่ ผู้ส่งข้อมูลข่าวสาร ผู้รับข้อมูลข่าวสาร ช่องทางการสื่อสาร และ สัญลักษณ์ต่าง ๆ ป ะเภทกา ื่ า ภายใน งคก์ า การสื่อสารภายในองค์การสามารถแบ่งประเภทออกเป็น 4 ประเภท คือตามทิศทางการ สอื่ สาร ตามลักษณะของการใช้ ตามสัญลักษณ์ทีใ่ ชใ้ นการส่ือสารและตามช่องทางเดนิ ของข่าวสาร (เร วัตร สมบตั ิทพิ ย.์ 2543:23) 1. จำแนกตามทศิ ทางการส่ือสาร แบ่งออกเปน็ 2 แบบ คอื 1.1 การสื่อสารทางเดียว (One – Way Communication) หมายถึง การส่ือสารที่ผู้ส่ง สารหรือผู้บังคับบัญชา ถ่ายทอดข่าวสารหรือคำสั่ง สู่ผู้รับสารหรือผู้ใต้บังคับบัญชามีลักษณะเป็น เส้นตรง ไม่มีการย้อนกลับหรือดูปฏิกิริยาของผู้รับสารซ่ึงการส่ือสารแบบน้ีจะมีลักษณะเป็นไปในรูป ของนโยบายคำสั่ง ของผู้บริหารระดับสูงสู่ผู้ใต้บังคับบัญชาท่ีอาจจะผ่านส่ือในประกาศต่างๆหรือ สื่อมวลชนเสนอข่าวสารสู่ประชาชนหรือรายงานข่าวสารขององค์การต่างๆ เป็นต้น ผู้สง่ สารมีบทบาท ในฐานะเป็นผู้กระทำ (active) การถ่ายทอดสารและความคิดไปยังผู้รับสาร โดยมีความต้ังใจท่ีจะ กระทำการเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมและความคิดบางอย่างของผรู้ ับสารใหเ้ ป็นไปตามความต้องการของ ตน ผูร้ บั สารจึงอย่ใู นสถานะของผูถ้ ูกบงั คับให้รบั สาร 1.2 การสื่อสารสองทาง (Two – Way Communication) หมายถึง การสื่อสารที่ผู้ส่ง สารและผู้รับสารสามารถส่งข่าวสาร และแลกเปล่ียนความคิดเห็นระหว่างกันและกัน การส่ือสารสอง ทาง ผู้ส่งสารจะให้ความสนใจกับปฏิกิริยาโต้กลับของผู้รับสาร (Feedback)ซ่ึงนับว่าเป็นส่ิงท่ีจำเป็น มาก สำหรับการบริหารเปรียบเสมือนหัวหน้า ท่ีทำหน้าท่ีเป็นทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารจากลูกน้องใน ขณะเดียวกันน้ันเอง การเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้แสดงความคิดเห็นและความเข้าใจในเรื่อง ต่างๆ นับเป็นการลดช่องว่างของการส่ือสารท่ีตีความหมายเป็นคนละทิศคนละทาง ประการสำคัญ การส่ือสารสองทางสามารถสร้างขวัญและการมีส่วนร่วมในงาน ความรู้สึกเป็นเจ้าของงานของ ผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งรูปแบบการส่ือสารสองทางระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเพื่อน รว่ มงาน จะออกมาในลักษณะของการประชุมหรอื ปรกึ ษาหารือผู้ร่วมกระทำการสื่อสารจะแสดงกิริยา สลบั ผลดั เปล่ียนกนั (transaction) อยูต่ ลอดเวลา ลีนวิท (ดาริกา จารุวัฒ นกิจ. 2539:25 ; อ้างอิงจาก Leavitt. 1964. Managerial Psychology.) กล่าวถึงการทดลองเปรียบเทียบระหว่างการส่ือสารแบบทางเดียวกับแบบสองทาง ปรากฏผลการทดลองว่าการสื่อสารทางเดียวรวดเร็วกว่าการสื่อสารสองทาง การส่ือสารสองทางมี ความถูกต้องแม่นยำกว่าการส่ือสารทางเดียว การส่ือสารสองทางสามารถสร้างความมั่นใจแก่ผู้รับ


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook