191 1.ความรู้สำหรับการสร้างระบบบริหารคุณภาพซึ่งถูกพบในการปรับปรุงจากพนักงานระดับ ปฏิบตั กิ าร ของบรษิ ัท 2.การรบั รองมาตรฐานเป็นข้อกำหนดข้นั ต่ำในการประกวดราคา 3.เปน็ ภาพลักษณ์ขององคก์ ร 4.เพอื่ ปรับปรุงจริยธรรมของพนกั งาน 5.ลกู คา้ ได้รับประโยชนโ์ ดยตรงเนื่องจากองคก์ รไดป้ รับปรุงผลิตภัณฑ์และบรกิ ารขององค์กร 2.3.6 ป ะเภทข งมา ฐาน ะ หิ า งานคณุ ภาพ ISO 9000 ISO 9000 ออกเปน็ 5 ฉบับหลกั ไดแ้ ก่ ฉบับท่ี 1 ISO 9000 มาตรฐานการบริการบริหารและการประกันคุณภาพเป็นแนวทางการ เลอื กและการใช้ ฉบับน้ีใช้เป็นแนวทางในการเลือกและกรอบการเลือกมาตรฐานการบริหารและการประกันคุณภาพ เพ่ือเป็นแนวทางการเลือกและการใช้ ฉบับท่ี 2 ISO 9001 ระบบคุณภาพแบบประกันคุณภาพในการออกแบบและการพัฒนาการ ผลติ การติดต้งั และการบริหาร ฉบับนี้เป็นมาตรฐานระบบคุณภาพที่กำกับดูแลตั้งแต่การออกแบบ พัฒนาการผลิตการติดต้ังและการ บรกิ าร เหมาะสำหรับผู้ผลติ หรือผสู้ ง่ มอบ ที่ตอ้ งการความม่นั ใจในขดี ความสามารถว่าสามารถทำตาม ข้อกำหนดต่าง ของมาตรฐานได้ถ้าเลือกประกันคุณภาพแบบน้ีองค์การหรือบริษัทจะต้องเป็น ผู้ออกแบบพัฒนาการผลติ ตดิ ต้ัง และบรกิ ารในธรุ กิจน้ันอย่างครบวงจร ฉบับที่ 3 ISO 9002 ระบบคุณภาพแบบประกันคณุ ภาพในการผลิตและการตดิ ตงั้ ฉบับน้ีจะกำกับดูแลเฉพาะการผลิต การติดต้ัง และการบริการเท่านั้นเหมาะสำหรับผู้ผลิตหรือผู้ส่ง มอบในลักษณะเดยี วกับผู้ท่ีจะขอรับรอง ISO 9001 ยกเวน้ เฉพาะดา้ นการออกแบบมีข้อกำหนดและมี ความเข้มงวดน้อยกว่า ISO9001 อุตสาหกรรมในประเทศไทย มักจะเป็นฐานการผลิตของบริษัท ตา่ งประเทศ มกี ารออกแบบเองน้อยโดยรับแบบจากบรษิ ัทแมแ่ บบ หรือรับใบส่ังจากลูกค้าโดยตรง จึง มักจะขอรับรอง ISO 9002 มากกว่าแบบประกนั คุณภาพแบบอ่ืน ฉบับที่ 4 ISO 9003 ระบบคุณภาพแบบประกันคุณภาพในการตรวจสอบและการทดสอบ ผลิตภณั ฑข์ ้ันสุดทา้ ย ฉบับนี้จะกำกับดูแลเฉพาะในเรื่องการตรวจและการทดสอบขั้นสุดท้ายเท่านั้นจงเหมาะสำหรับผู้ผลิต หรอื ผู้ส่งมอบท่ีต้องการแสดงให้เห็นว่ามีความสามารถในการตรวจและทดสอบผลิตภัณฑ์เท่านั้น เช่น การรับตรวจ การทดสอบ การวิเคราะห์สินค้าหรือการตรวจทดสอบเครื่องมือและเครื่องทดสอบเป็น ตน้ ฉบบั ที่ 5 ISO 9004 การบริหารงานคณุ ภาพและหัวขอ้ ตา่ ง ๆ ในระบบคุณภาพ ฉบับน้ีจะให้คำอธิบายรายละเอียดของหัวต่าง ๆ ในระบบคุณภาพให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นองค์การท่ีจะนำเอาระบบบริหารงานคุณภาพแบบนี้มาใช้จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจอย่าง ละเอียดทั้งน้ี เพื่อให้สามารถเลือกองค์ประกอบต่าง ๆ และขั้นตอนการดำเนินงานที่เหมาะสม ซึ่ง จุดประสงค์ก็เพื่อลดค่าใช้จ่ายและในขณะเดียวกนั ก็จะเป็นการเพ่ิมผลกำไรดว้ ย นอกจากน้ันแลว้ ยังมา
192 มาตรฐานฉบับอื่น ๆ ท่ีเก่ียวข้องในการบริหารระบบคุณภาพ นอกจากน้ียังมีการบริหารระบบ คณุ ภาพอีกดังน้ี ISO 8402 เปน็ ฉบบั ทีก่ ล่าวถึงคำนิยามและศัพท์ต่าง ๆ ท่ีใช้ในมาตรฐานระบบคณุ ภาพ ISO 10011 เป็นฉบบั ทเี่ ก่ยี วกบั การตรวจสอบระบบคุณภาพ ISO 10012 เป็นฉบบั ท่ีเก่ยี วขอ้ กำหนดด้านเคร่ืองมือวัดคุณภาพ ISO 10013 เปน็ ฉบบั เกีย่ วกับการจดั ทำคูม่ อื คณุ ภาพ ISO 14000 เป็นฉบับเก่ียวกบั มาตรฐานระบบการจดั การด้านสงิ่ แวดล้อม ISO Guide 18 เปน็ ฉบับเก่ยี วกบั มาตรฐานการวเิ คราะหส์ ารเคมี ISO/IEC Guide 25 เป็นฉบับเกี่ยวขอ้ กำหนดท่วั ไปว่าด้วยความสามารถของห้องปฏิบัติ การสอบ เทยี บ และห้องปฏบิ ัตกิ ารทดสอบ 2.4 กจิ ก ม 5 2.4.1 ความหมายข งกจิ ก ม 5 5 ส เป็นเทคนิคที่ใช้เพื่อจัดและรักษาสภาพแวดล้อมด้านคุณภาพในองค์การ เทคนิคเป็นคำ ย่อมาจากภาษาญี่ปุ่น 5 คำ คือ เซริ (Seiri) เซตง (Seiton) เซโซ (Seiso) เซเก็ตสึ (Seiketsu) และ ชิตสุเกะ (Shisuke) (เรืองวทิ ย์ เกษสวุ รรณ, 2545) ภาษาญป่ี ่นุ ภาษาอังกฤษ ความหมาย ตวั อยา่ งทวั่ ไป เซริ (Seiri) Structurize ก าร จั ด อ งค์ ก าร ห รื อ ส ะ ส าง โยนขยะทงิ้ (Organization) เซตง (Seiton) Systematise ความเป็นระเบียบ หรือ สะดวก ดึงเอ กส ารออ ก ม าได้ (neatness) ภายใน 30 วนิ าที เซโซ (Seiso) Sanitise ค ว า ม ส ะ อ า ด ห รื อ ส ะ อ า ด แต่ละคนรับผิดชอบเร่ือง (Cleaning) ความสะอาด เ ซ เ ก็ ต สึ Standardise ค ว า ม เป็ น ม า ต ร ฐ า น ห รื อ ความโปร่งใสในการเก็บ (Seiketsu) สขุ ลกั ษณะ(standardization) ของ ชิ ต สุ เ ก ะ Self- ความมีวินัยในตนเอง หรือ สร้าง (Shisuke) discripline นิสัย ทำ 5 ส ทกุ ๆ วนั (self-discipline) า างท่ี 6.1 ตารางความหมาย 5 ส ท่ีมา: (Ho, 1999 อ้างอิงจาก เรืองวทิ ย์ เกษสุวรรณ, 2545) 1.การจัดองค์การ หรือ สะสาง (Organization) การแยกระหว่างของท่ีจำเป็นต้องใช้กับของ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ขจัดของท่ีไม่จำเป็นต้องใช้ท้ิงไปนอกจากท้ิงแล้วยังต้องจัการองค์การในลักษณะ ต่าง ๆ รวมถึงให้ความสำคัญกับหลัก “หนึ่งดีท่ีสุด” เส้นจัดให้มีเคร่ืองมือหรือเคร่ืองเขียนชุดเดียว มี แบบฟอร์มหรือบันทึกที่ใช้กระดาษแผ่นเดียว มีขั้นตอนการทำงานที่เสร็จสิ้นวันเดียว ให้บริการลูกค้า ในจดุ เดยี ว และมที ่ีวางแฟม้ อยู่ที่เดียว 2.ความเป็นระเบียบ หรือ สะดวก (neatness) ความเป็นระเบียบเป็นการศึกษาเกี่ยวกับ ประสิทธภิ าพ เป็นคำถามที่ว่า “ได้สิ่งท่ีต้องการเร็วแค่ไหนและจับสิ่งของได้เร็วแค่ไหน” ซ่ึงตรงกับสิน
193 ใจว่าสิ่งของตรงไหนบ้างท่ีเป็นอุปสรรคต่อความรวดเร็ว แต่แทนที่จะวิเคราะห์ส่วนของตนเองอย่าง เดียวก็ต้องวิเคราะห์ส่วนของคนอ่ืนด้วยท้ังคนที่ใช้บ่อยและไม่ค่อยได้ใช้โดยต้องจัดระบบให้ทุกคน เขา้ ใจ 3.ความสะอาด หรือ สะอาด (Cleaning) ทุกคนเป็นภารโรงเพราะทุกคนต้องสามารถทำ ความสะอาดไม่ว่าจะอยู่ในสำนักงานหรือโรงงาน อาจเริ่มจากการวาดภาพพ้ืนที่ซึ่งต้องรับผิดชอบงบ ออกมาให้ชัดจนกระทัง่ แน่ใจวา่ ไมม่ ีพ้ืนทใ่ี ดไม่มคี นรบั ผิดชอบ 4.ความเป็นมาตรฐาน หรือ สุขลักษณะ (standardization) การบำรุงรักษาองค์การอย่าง ต่อเน่ืองและสม่ำเสมอ รวมไปถึงการทำความสะอาดท่ีทำงาน และสภาพแวดล้อมให้มีทัศนียภาพท่ีดี และเปน็ ไปตามมาตรฐานของ 5 สตลอดจนนำส่งิ ใหม่ ๆ และการสร้างทัศนียภาพโดยรวมมาใช้เพ่ือให้ บรรลเุ งอื่ นไขท่ีสามารถทำงานได้รวดเร็ว 5.ความมวี นิ ัยในตนเอง หรือ สร้างนิสยั (self-discipline) การค่อย ๆ ซมึ ซบั ความสามารถใน การสิ่งต่าง ๆ มีการที่กำหนดเป็นการเน้นที่การสร้างนิสัยที่ดีในการทำงาน สอนทุกคนให้รู้ว่าสิ่งที่ต้อง ทำคืออะไรให้ทุกคนฝึกหัดนิสัยไม่ดี และสร้างนิสัยที่ดีซึ่งเป็นวิธีท่ีช่วยให้คนสร้างนิสัยการทำตาม กฎเกณฑ์ (เรืองวิทย์ เกษสวุ รรณ, 2545) 2.4.2 ความเป็นมาข งกิจก ม 5 กิจกรรม 5 ส เป็นกิจกรรมท่ีติดตัวมนุษย์มาโดยหลักแห่งธรรมชาติ หากแต่ไม่ปรากฏเด่นชัด เพราะส่ิงที่มนุษย์ดำรงชีวิตมาได้ก็ด้วยการจัดระบบของมนุษย์เอง เมื่อสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้นก็ ทำให้มนษุ ยจ์ ดั ระบบสงั คมมากข้ึนอย่างไรกต็ ามหากศกึ ษาความเป็นมาของกิจกรรม 5 ส พบวา่ เรม่ิ ต้น ที่กลุ่มประเทศตะวันตกมาก่อน เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศท่ีมีการพัฒนามาก่อนมีความซับซ้อนของ สังคมสูงจึงมีการจัดระบบสังคมขึ้น แต่กิจกรรม 5 ส กย็ ังไม่เด่นชดั กระทั่งเมื่อญ่ีปนุ่ ได้นำระบบควบคุม คุณภาพมาใช้ในการฟ้ืนฟูเศรษฐกิจช่วงหลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 กิจกรรม 5 ส จึงเด่นชัดขึ้นแต่ ผลิตภัณฑ์ระยะแรกของญ่ีปุ่นคุณภาพค่อนข้างต่ำจึงเกิดการท้วงติงเรื่องคุณภาพจากประเทศ สหรัฐอเมริกาทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ดีเท่าที่ควรทำให้ญ่ีปุ่นตระหนักถึงเร่ืองคุณภาพมากจึง ได้นำแนวคิดกิจกรรม 5 ส มาใช้กับระบบควบคุมคุณภาพซึ่งปรากฏว่าได้ผลดีเพราะกิจกรรม 5 ส มีความสอดคล้องกับอุปนิสัยของชาวญี่ปุ่นอยู่แล้วในท่ีสุดญ่ีปุ่นก็สามารถพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์สู่ ตลาดโลกไดก้ จิ กรรม 5 สจึงเปน็ รากฐานของชาวญี่ปุ่นที่องคก์ ารขนาดเล็กและขนาดใหญ่ไดน้ ำมาใชใ้ น การพัฒนาคนและสภาพแวดล้อมได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพและบัญญัติศัพทก์ จิ กรรมนี้วา่ 5 S สำหรับประเทศไทยนั้นไดน้ ำกิจกรรม 5 ส มาใช้ครง้ั แรกเมื่อ พ.ศ.2522 โดยบริษัท เอ็น เอช เค สปริง (ประเทศไทย) จำกัด โดยนำมาใช้เฉพาะ 3 ส แรก คือ สะสาง สะอาด และสะดวก จากนั้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 ก็ได้ประกาศใช้ 5 ส เป็นนโยบายการบริหารงานของบริษั ท ต่อมา พ.ศ.2526 บริษัทสยามคูโบต้าอุตสาหกรรม จำกัด ซ่ึงเป็นบริษัทในกลุ่มเครือซีเมนต์ไทยได้นำ กิจกรรม 5 ส มาใช้และได้แปลความหมายของ 5 S มาเป็น 5 ส เพ่ือให้ง่ายต่อการจดจำและได้ เผยแพร่กิจกรรมไปยังบริษัทในเครือข่ายอ่ืน ๆ ขณะเดียวกันบริษัทการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จำกัด ก็ได้นำกิจกรรม 5 ส มาใช้อย่างจริงจัง และประสบผลสำเร็จทำให้บริษัทขยายกิจการอย่าง กว้างขวางและเป็นต้นแบบของกิจกรรม 5 ส ซ่ึงสามารถใช้เป็นกรณีศึกษาถึงความสำเร็จของกิจกรรม 5 ส ได้เป็นอยา่ งดี (ความแม่ของกิจกรรม 5 ส, 2553 อ้างองิ จาก ณฐปกรณ์ จันทะปดิ ตา, 2556)
194 2.4.3 ความสำคญั ของกจิ กรรม 5 ส กิจกรรม 5 สเป็นรากฐานของการดำรงชีวิต และการทำงานที่ดีเป็นปัจจัยพื้นฐานของการ พัฒนาคนและสภาพแวดล้อมช่วยสร้างทศั นคตทิ ่ดี ีแก่บุคลากร ทำใหบ้ ุคลากรใชศ้ ักยภาพของตนเองได้ เต็มที่ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างส่ิงแวดล้อมให้สะอาด เรียบร้อย และถูกสุขลักษณะ ลดความสูญ เปล่าท่ีจะเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น มีนักวิชาการด้านบริหารกล่าวว่า การบริหารที่ประสบผลสำเร็จมี ประสิทธิภาพ และประสิทธผิ ลนั้นต้องเปน็ การบรหิ ารอยบู่ นพ้ืนฐานของ “รากฐาน” ซ่ึงรากฐานในท่ีนี้ ก็คือกิจกรรม 5 ส นี่เองหากแต่ต้องนำไปใช้ให้เหมาะสมกับพื้นฐานทางสังคมขององค์การหรือ หน่วยงานน้ันนั้นก็จะเกิดประโยชน์สูงสุดดังนั้นกิจกรรม 5 ส จึงเป็นกิจกรรมที่สร้างคน สร้างสิ่งแวดล้อมโดยเร่ิมที่ตัวเราเองขยายวงกว้างไปสู่ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติได้ องค์การ หรือหน่วยงานใดนำกิจกรรม 5 ส ไปใช้ก็จะทำให้องค์การหรือหน่วยงานน้ันประสบผลสำเร็จมี ประสทิ ธภิ าพและประสิทธิผล (ณฐปกรณ์ จันทะปดิ ตา, 2556) 2.4.4 ข้น นกา ทำกจิ ก ม 5 เนื่องจากกิจกรรม 5 ส เป็นกิจกรรมท่ีจะต้องปฏิบัติร่วมกัน และเกิดจากความสมัครใจของ บุคลากรทุกฝ่ายทุกระดับนอกจากน้ียังจะต้องได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารเป็นอย่างดีดังน้ันการ ดำเนนิ งานกจิ กรรม 5 ส จึงมีข้ันตอนการดำเนนิ งานดังนี้ 1. จัดทำโครงการ 5 ส ข้ึนในองค์การ หรือหน่วยงานแต่งต้ังผู้รับผิดชอบโครงการที่มีความรู้ ความเขา้ ใจในกิจกรรม 5 ส กำหนดแผนงานและการดำเนินงานใหบ้ รรลุวัตถุประสงค์ 2. แต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมส่งเสริม 5 ส จากบุคลากรภายในหน่วยงานกำหนดวันทำ ความสะอาดครงั้ ใหญ่ (Big cleaning day) ใหก้ ารอบรมประชาสมั พนั ธ์และติดตามประเมินผล 3. กำหนดกลุ่มทำกิจกรรม 5 ส โดยแบ่งเขตพื้นที่รับผิดชอบตามหน่วยงานหรือพ้ืนที่ ปฏบิ ัตงิ านประจำ 4. ใหก้ ลมุ่ กจิ กรรม 5 ส ประชุมวางแผนและกำหนดเป้าหมายการทำกจิ กรรมใหช้ ดั เจน 5. จดั ทำประกาศการทำกจิ กรรม 5 ส ณ สถานทที่ ี่รับผดิ ชอบ 6. จัดทำคำขวัญ 5 ส ไว้ ณ บริเวณทำกจิ กรรมอย่างชดั เจนเพอ่ื ใหส้ มาชกิ กลุ่มไดร้ ่วมประกวด คำขวญั เช่น 5 ส สดใสใสใ่ จพฒั นา เปน็ ต้น 7. ปฏิบัติกิจกรรม 5ส ตามแผนงานที่กำหนด เช่น มีการทำความสะอาดคร้ังใหญ่ทุก หน่วยงานพร้อมกันมีการประชุม 5 ส ทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละหน่ึงคร้ังมีการถ่ายภาพสถานท่ีก่อนและ หลังทำกจิ กรรมเป็นตน้ 8. จัดทำรายงานผลการดำเนินกิจกรรม 5 ส ของหน่วยงานเช่นสรุปผลการทำงานก่อนทำ กจิ กรรม 5 ส โดยการถา่ ยภาพสถติ ิการใช้อปุ กรณ์ยอดผลติ สินค้า เป็นตน้ 9. ให้คณะกรรมการสง่ เสรมิ กจิ กรรม 5 สแต่งตั้งคณะผู้ตรวจประเมินซึง่ ควรเป็นบุคลากรจาก หน่วยงานต่าง ๆ มาตรวจประเมินกิจกรรม 5 ส โดยการเดินตรวจสภาพความเรียบร้อยของสถานที่ ตามเกณฑ์ประเมนิ เดียวกัน การตรวจตอ้ งกอ่ ใหเ้ กดิ ทศั นคตทิ างบวกเพ่ือการพฒั นาหนว่ ยงาน 10. ผู้ตรวจประเมินสรุปผลกิจกรรม 5 ส ให้แต่ละหน่วยงานรับทราบผลความสำเร็จ และ แก้ไขเพือ่ นำไปเปน็ ขอ้ คดิ ในการทำกจิ กรรม 5 ส ต่อไป
195 2.4.5 ป ะโยชน์ข งกา ทำกิจก ม 5 ด้านบุคลากร ทำให้บุคลากรเกิดแนวคิดในการพัฒนาว่าสถานที่ทำงานควรจะจัดวางอย่างไร ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สถานท่ีทำงานสะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยมีความปลอดภัยน่าทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงานเพมิ่ ขึ้นโดยท่ีเกิดความสะดวกในการทำงาน และลดอบุ ัติเหตุในการทำงาน เกิดการสร้างนิสัยให้บุคลากร มีความรักในองค์การความขัดแย้งและเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างแผนก ให้ดยี ิ่งขน้ึ ด้านองค์การและหน่วยงาน เป็นการสร้างภาพลักษณ์และความประทับใจที่ดีต่อลูกค้าและ องค์การหรือหน่วยงานพรุ่งการหรือหน่วยงานสามารถผลิตสินค้าได้มากย่ิงข้ึนโดยท่ีคุณภาพสินค้าดี ข้ึนต้นทุนการผลิตก็ลดลงสร้างความน่าเชื่อถือต่อลูกค้าทำให้องค์การหรือหน่วยงานมีความก้าวหน้า และเติบโตอีกท้ังยังสามารถแข่งขันกับบริษัทอื่น ๆ ได้และสามารถพบปัญหาหรือสิ่งผิดปกติได้ง่าย เช่น การขาดแคนวัตถุดิบ ความไม่สมดลุ ยใ์ นสายงานผลิต เครอ่ื งจักรหยุดการทำงาน และการส่งมอบ ทล่ี ่าชา้ หรอื อุบตั ิภัยในอตุ สาหกรรมโดยที่สามารถปอ้ งกันและแกไ้ ขได้อย่างรวดเร็ว เปน็ ต้น 2.5 THE MALCOLM BALDRIGE NATIONAL QUALITY AWARD (MBNQA) 2.5.1 ความหมายข ง างวล MBNQA THE MALCOLM BALDRIGE NATIONAL QUALITY AWARD (MBNQA) เป็ น รา งวั ล ท่ี รัฐบาลอเมริกันมอบให้แก่องค์กรที่ได้รับการยอมรับว่ามีผลการดําเนินงานท่ีดีเย่ียมในปัจจัย 7 ประการ ผู้มอบรางวัลคือประธานาธิบดีสหรัฐโดยกาหนดการมอบรางวัลจะมีข้ึนในเดือนพฤศจิกายน ของทุกปี เริ่มต้นต้ังแต่ปี พ.ศ.2530 เป็นต้นมา รางวัลท่ีมอบน้ีจะมีจํานวน 6 รางวัลทุก ๆ ปี แต่เท่าท่ี ผ่านมาจะมีเพียง 2-4 องค์กรเท่านั้นท่ีได้รับเกียรติยศรับรางวัล เช่นท่ีว่าน้ีเนื่องจากหลาย ๆ องค์กร อาจไม่มคี ณุ สมบตั ิสูงพอ รางวัล MBNQA สามรางวัลสามารถมอบได้ทุกปีในหกประเภท ได้แก่ การผลิต บริษัทท่ี ใหบ้ รกิ าร ธุรกจิ ขนาดเล็ก การศกึ ษา การดแู ลสขุ ภาพ และองคก์ รไมแ่ สวงหาผลกำไร มีการเพ่ิมหมวดการศึกษา และการดูแลสุขภาพในปี พ.ศ.2542 ในขณะที่มีการเพิ่มหมวดหมู่ของ รัฐบาล และองคก์ รไมแ่ สวงหากำไรในปี พ.ศ.2550 รางวัล MBNQA ได้รับการตั้งช่ือตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ Malcolm Baldrige ซ่ึงเป็นผู้ เสนอการจัดการคุณภาพ สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของกระทรวงพาณิชย์แห่ง สหรัฐอเมรกิ าเปน็ ผูจ้ ัดการรางวลั และ ASQ เปน็ ผบู้ ริหารจัดการรางวัล ในประเทศอ่ืนก็มีการมอบรางวัลเกยี รติยศในลักษณะน้ีเช่นเดียวกัน โดยในประเทศญี่ปุ่นมี Deming Prize แ ล ะJapan Quality Control Prize ใน ยุ โรป มี European Quality Award ใน ออสเตรเลียมี Australian Quality Award องค์กรที่ได้รับMalcolm Baldrige National Quality Award ได้แก่บริษัท Xerox แผนกผลิตรถยนต์ Cadillac ของบริษัท General Motors สาขาบริษัท IBM ท่ีเมือง Rochester มลรัฐ Minnesota บริษัท Milliken ฝ่ายเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของบริษัท Westinghouse และบริษัท Wallace,Inc. ซ่งึ เปน็ ผจู้ ําหน่ายเหลก็ และพลาสติกในสหรัฐ 2.5.2 ความเปน็ มาข ง างวล MBNQA ในช่วงต้นและกลางทศวรรษท่ี 1980 ผู้นำในอุตสาหกรรมและรัฐบาลของสหรัฐฯหลายคน เห็นว่าการเน้นย้ำเร่ืองคุณภาพเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำธุรกิจในตลาดโลกที่ขยายตัวและมีการ
196 แข่งขันสูง พระราชบัญญัติการปรับปรุงคุณภาพแห่งชาติ Malcolm Baldrige ปี 2530 ซึ่งลงนามใน กฎหมายเมอื่ วันที่ 20 สิงหาคม 2530 ไดร้ ับการพัฒนาผ่านการดำเนนิ การของคณะกรรมการท่ปี รึกษา ด้านการเพ่ิมผลผลิตแห่งชาติซึ่งมีแจ็คเกรย์สันเป็นประธาน APQC ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยที่ไม่แสวงหาผล กำไรซ่ึงก่อต้ังโดย Grayson ได้จัดการประชุม White House Conference on Productivity คร้ัง แรกโดยเป็นหัวหอกในการสร้าง Malcolm Baldrige National Quality Award ในปี 1987 รางวัล Baldrige ได้รับการมองว่าเป็นมาตรฐานแห่งความเป็นเลิศที่จะช่วยให้องค์กรในสหรัฐฯมีคุณภาพใน การแขง่ ขนั ในช่วงปลายฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงปี 2530 ดร. Curt Reimann ผู้อำนวยการคนแรกของ โครงการคุณภาพแห่งชาติ Malcolm Baldrige และเจ้าหน้าท่ีของเขาท่ีสถาบันมาตรฐานและ เทคโนโลยีแห่งชาติได้พัฒนากรอบการดำเนินงานด้านรางวัลรวมถึงโครงการประเมินผลและข้อเสนอ ข้ันสูง สำหรับรางวัล Baldrige คืออะไร ในสามปีแรกรางวัล Baldrige ได้รับการบริหารร่วมกันโดย APQC และ American Society for Quality ซึ่งยังคงให้ความช่วยเหลือในการบริหารโปรแกรม รางวลั ภายใต้สัญญากับ NIST 2.5.3 เกณฑข์ ง างวล MBNQA องค์กรที่สมัคร MBNQA จะถูกตัดสินโดยคณะกรรมการอิสระของผู้ตรวจสอบ ผู้รับจะถูก เลือกโดยพิจารณาจากความสำเร็จ และการปรับปรุงในเจ็ดด้านที่เรียกว่า Baldrige Criteria for Performance Excellence ดงั น้ี 1. ความเปน็ ผนู้ ำ ผู้บรหิ ารระดบั สงู นำองคก์ รอยา่ งไรและองค์กรนำไปสู่ชมุ ชนอยา่ งไร 2. กลยุทธ์ องค์กรกำหนดและวางแผนทีจ่ ะดำเนินการตามทิศทางกลยุทธ์อย่างไร 3. ลูกคา้ องค์กรสรา้ งและรักษาความสมั พนั ธท์ ี่แข็งแกรง่ และยงั่ ยนื กบั ลูกคา้ ได้อยา่ งไร 4. การวัดการวิเคราะห์และการจัดการความรู้ องค์กรใช้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนกระบวนการ สำคัญ และจดั การประสิทธภิ าพอยา่ งไร 5. พนักงาน องคก์ รให้อำนาจและเกย่ี วข้องกับพนักงานอย่างไร 6. การดำเนนิ งาน วิธีทอี่ งค์กรออกแบบจดั การและปรับปรุงกระบวนการสำคัญ 7. ผลลัพธ์ วิธีการที่องค์กรดำเนินการในแง่ของความพึงพอใจของลูกค้าการเงินทรัพยากร บคุ คลประสทิ ธภิ าพของซพั พลายเออร์และพนั ธมิตรการดำเนินงานการกำกบั ดูแลและความรับผิดชอบ ตอ่ สังคมและวธิ ที ่ีองคก์ รเปรยี บเทยี บกับคู่แข่ง Baldrige Excellence Framework ปี 2019-2020 มีให้บริการสำหรับธุรกิจ องค์กรไม่ แสวงหาผลกำไร การดูแลสุขภาพ และอุตสาหกรรมการศึกษา เกณฑ์มุ่งเน้นไปท่ีการจัดการ องค์ประกอบท้ังหมดขององค์กรโดยรวมความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และการทำความ เข้าใจบทบาทของการจัดการความเส่ียงภายในมุมมองของระบบของการจัดการประสิทธิภาพของ องคก์ ร
197 ปุ การประกันคุณภาพ หมายถึง กระบวนการตรวจสอบ และควบคุมคุณภาพของสินค้า และ บริการ มุ่งวิเคราะห์จุดบกพร่องเพื่อป้องกันความบ่กพร่องท่ีจะเกิดขึ้นกับสินค้า และบริการ เพื่อให้ สินค้า และบริการเป็นไปตามาตรฐานที่กำหนด และตรงตามความต้องการของลูกค้าสูงสุด นอกจากน้ันยังเป็นการสร้างความม่ันใจในสินค้า และบริการให้แก่ลูกค้า ซ่ึงมีแนวคิดที่สำคัญ ดังน้ี การควบคุมคุณภาพ QC เป็นระบบที่ใช้เพ่ือรักษาระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการให้เป็นไป ตามรายละเอียดที่กำหนด, การบริหารคุณภาพแบบองค์รวม TQM ระบบการทำงานขององค์การท่ี สมาชิกทุกคนต่างให้ความสำคัญ และมีส่วนร่วม ในการพัฒนาการดำเนินงานขององค์การอย่าง ต่อเน่ือง, มาตรฐานระบบบริหารงานคุณภาพ ISO เป็นองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการมาตรฐาน เป็นองค์กรท่ีออกมาตรฐานต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับธุรกิจ และอุตสาหกรรม, กิจกรรม 5 ส 5S เป็นการ จัดสภาพแวดล้อมในองค์กรให้ดีเพื่อเสริมสร้างการทำงานของบุคลากรในองค์กร 5 ส ประกอบด้วย สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ และสรา้ งนิสัย, รางวัล THE MALCOLM BALDRIGE NATIONAL QUALITY AWARD (MBNQA) ซึ่งเป็นรางวัลที่รัฐบาลอเมริกันมอบให้แก่องค์กรท่ีได้รับการยอมรับว่า มีผลการดําเนนิ งานทีด่ ีเยี่ยมในปจั จัย 7 ประการ
198 ณานุก ม ณฐปกรณ์ จนั ทะปิดตา. (2556). การบริหารคณุ ภาพในงานอุตสาหกรรมและเพมิ่ ผลผลิต. (พมิ พ์ คร้ังท่ี 1). มหาสารคาม: โรงพิมพม์ หาวิทยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม. ดนยั ปัตตพงศ.์ (2563). Malcolm Baldrige National Quality Award. [ออนไลน์], เข้าถึงได้ จาก: http://it.nation.ac.th/faculty/danai/download/mbamadeeasy1.pdf. (2563, 30 พฤศจิกายน). บรรจง จันทมาศ. (2545). ระบบบรหิ ารคณุ ภาพ ISO 9000 : 2000. (พมิ พ์ครงั้ ที่ 18). กรุงเทพฯ: สมาคมเทคโนโลยี (ไทย-ญ่ีปนุ่ ). ยทุ ธ ไกยวรรณ์. (2548). การบริหารคณุ ภาพในงานอตุ สาหกรรม. (พิมพค์ รงั้ ท่ี 1). กรงุ เทพฯ: สุวีริยาสาสน.์ เรืองวทิ ย์ เกษสุวรรณ. (2545). การจัดการคุณภาพ:จากTQCถงึ TQM,ISO 9000 และการประกนั คุณภาพ. (พมิ พ์ครัง้ ท่ี 2). กรุงเทพฯ: บริษัท บพิธการพมิ พ์ จำกดั . วิกพิ ีเดยี สารานุกรมเสรี. (2563). Malcolm Baldrige National Quality Award. [ออนไลน์], เขา้ ถงึ ได้จาก: https://en.wikipedia.org/wiki/Malcolm_Baldrige_National_Quality_ Award (2563, 30 พฤศจิกายน). สถิตทิ างการประเทศไทย. (2563). การจดั การคณุ ภาพแบบองคร์ วม. [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก: https://std.smp.nso.go.th/framework/appendixA/TQM2#8. (2563, 30 พฤศจิกายน).
199 บทท่ี 7 การประกนั คุณภาพการศึกษาและบทบาทครใู นการประกนั คณุ ภาพ ความหมายข งกา ป ะกนคุณภาพกา ศึกษา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 81 ได้กำหนดให้รัฐต้องจัด การศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิด “ความรู้คู่คุณธรรม” และจัดให้มี กฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ซ่ึงนำไปสู่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ก่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาคร้ังใหญ่ที่มุ่งเน้นคุณภาพการศึกษา คือ ได้กำหนดให้มีระบบการ ประกันคุณภาพการศึกษาเพ่ือพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ (พระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542: มาตรา 47) การประกันคุณภาพการศึกษา (Educational Quality Assurance) หมายถึง การสร้าง มาตรฐานคุณภาพของการบริหารจัดการและดําเนินกิจกรรมตามภารกิจของสถานศึกษาเพ่ือพัฒนา คุณภาพของผู้เรียนอย่างต่อเนื่องสร้างความม่ันใจให้ผู้รับบริการทางการศึกษาทั้งผู้รับบริการโดยตรง ไดแ้ ก่ผ้เู รียนผูป้ กครองและผู้รับบริการทางอ้อมได้แกส่ ถานประกอบการประชาชนและสังคมโดยรวม จากข้างต้นสรุปได้ว่า การประกันคุณภาพการศึกษา หมายถึง การบริหารจัดการและการ ดำเนินกิจกรรมตามภารกิจปกติของสถานศึกษา เพ่ือพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนอย่างต่อเน่ือง สร้าง ความม่ันใจให้ผู้รับบริการทางการศึกษา ท้ังผู้รับบริการโดยตรง ได้แก่ ผู้เรียน ผู้ปกครอง และ ผู้รับบริการทางอ้อม ไดแ้ ก่ สถานประกอบการ ประชาชน และสงั คมโดยรวม ป ะโยชน์ข งกา ป ะกนคุณภาพกา ศกึ ษา นกเ ยี น ผปู้ กค งและชุมชน 1. ผู้เรียนและผู้ปกครองมีหลักประกันและความม่ันใจว่าสถานศึกษาจะจัดการศึกษาที่มี คณุ ภาพเป็นไปตามมาตรฐานท่ีกำหนด 2. เพ่ิมความม่ันใจ และคุ้มครองประโยชน์ให้ผู้รับบริการทาง การศึกษาให้ม่ันใจ ได้ว่า สถานศึกษาจัดการศึกษามุ่งสู่คุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาท่ีเน้นให้ผู้เรีย นเป็น คนดี มี ความสามารถ และมคี วามสุขเปน็ สมาชกิ ที่ดีของสังคม 3. ชมุ ชนและสังคมประเทศชาติไดเ้ ดก็ เยาวชนทจี่ ะเตบิ โตในวันหนา้ เปน็ คนทด่ี มี คี ุณภาพและ ศักยภาพทจี่ ะช่วยพฒั นาองคก์ ร ชุมชนและสังคมในอนาคตได้ ถานศกึ ษา 1. ผู้บริหารได้ใช้ภาวะผู้นำและความรู้ความสามารถในการบริหารงานอย่างเป็นระบบและมี ความโปร่งใสเพ่ือพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับและนิยมชมชอบของผู้ปกครองและ ชุมชนตลอดจนหน่วยงานทีเ่ กย่ี วข้องก่อให้เกิดความภาคภูมใิ จและเปน็ ประโยชน์ต่อสังคม 2. กรรมการสถานศึกษาไดท้ ำงานตามบทบาทหน้าท่ีอย่างเหมาะสมเป็นผูท้ ่ีทาประโยชน์และ มีส่วนพัฒนาสถานศึกษาและคุณภาพทางการศึกษาให้แก่เยาวชนและชุมชนร่วมกับผู้บริหารและครู สมควรที่ไดร้ ับความไวว้ างใจใหม้ าเป็นกรรมการสถานศึกษา
200 3. หน่วยงานที่กำกับดูแลได้สถานศึกษาท่ีมีคุณภาพและศักยภาพในการพัฒนาตนเองซึ่งจะ ชว่ ยแบ่งเบาภาระในการกำกับดูแลสถานศกึ ษาและก่อให้เกดิ ความมั่นใจในคุณภาพทางการศกึ ษาและ คณุ ภาพของสถานศึกษา 4. ทำให้สถานศึกษาพัฒนาเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐาน และพัฒนาตนเอง ให้เต็มตามศักยภาพ อย่างตอ่ เนอื่ ง 5. สถานศึกษาและหน่วยงานท่ีกำกับดูแล เช่น คณะกรรมการสถานศึกษา หน่วยงานต้น สังกัด สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศกึ ษา รวมท้ังหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง และ ชุมชนท้องถ่ินมีข้อมูลที่จะช่วย ตัดสินใจในการวางแผน และดำเนินการเพื่อพัฒนา คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปใน ทิศทางที่ต้องการและบรรลเุ ปา้ หมาย ตามท่ีกำหนด 6. หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องในระดับนโยบายมีข้อมูลสำคัญในภาพรวมเก่ียวกับ คุณภาพและ มาตรฐานของสถานศึกษาทุกระดับทุกสังกัดเพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนด นโยบายทางการศึกษา และการจดั สรรงบประมาณเพ่อื การศกึ ษาอย่างมีประสิทธภิ าพ ผู้ น 1.ครไู ดท้ ำงานอย่างมืออาชีพมีการทางานท่ีเป็นระบบโปร่งใสมีความรับผดิ ชอบทต่ี รวจสอบได้ มีประสิทธิภาพและเน้นคุณภาพ ได้พัฒนาตนเองและผู้เรียนอย่างต่อเนื่องทาให้เป็นที่ยอมรับของ ผปู้ กครองและชมุ ชน 2. ครูได้ศึกษาเรื่องมาตรฐานการศึกษาและหลักสูตรให้เข้าใจ และนำมาพัฒนาหลักสูตร รายวชิ าท่ีตนสอนอยู่ 3. ครูได้มีการวางแผนการสอน ควรจะสอนอย่างไร รวมท้ังจะต้องสามารถกำหนดส่ิงท่ีจะ บรรลุผลหรือส่ิงท่ีจะเกิดข้ึนหรือพฤติกรรมของนักเรียนท่ีจะเกิดขึ้นหลังจากได้รับการศึกษา โดยเน้น การจัดกจิ กรรมและการใชส้ ่อื ท่ีส่งเสริมการเรยี นรู้ 4. ครูมีกานำกระบวนการวิจัยเข้ามาใช้ในการสอน และการเรียนของนักเรียนเพื่อสร้างสรรค์ ความรคู้ วบคู่การเรยี นรู้ 5. ได้มีดำเนินการสอนโดยทำงานร่วมกับผู้เรียน โดยครูเป็นช้ีแนะและทำงานร่วมกับผู้เรียน โดยอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้มบี ทบาทในการเรียนมากขึน้ 6. ครูได้มีการประเมินผลการสอน ว่าสิ่งท่ีครูสอนไปน้ันบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้มาก น้อยเพยี งใด โดยวัดจากผลการเรยี นรู้ของผเู้ รยี น พิจารณาเป็นรายบคุ คลและรายชน้ั เรยี น 7. ครูได้มีการบันทึกสรุปผลการสอน ว่าในคาบหรือหน่วยน้ันมีความสำเร็จ บรรลุตาม เป้าหมายมากน้อยเพยี งใด มีปัญหาและอุปสรรคที่ต้องแก้ไขอย่างไร มีคำแนะนำเพื่อจะนำไปปรับปรุง ตอ่ ไปอย่างไร โดยบันทึกทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งเอาไวเ้ ปน็ หนงึ่ หน่วย
201 หนวยงานท่ีเกี่ยวข้ งก กา ป ะกนคุณภาพกา ศกึ ษา ำนกงาน งมา ฐานและป ะเมินคุณภาพกา ศกึ ษา ( มศ.) พระราชกฤษฏีกาจัดตั้งสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การ มหาชน) (ฉบับท่ี 3) พ.ศ.2561 ในมาตรา 14 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า \"คณะกรรมการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา\" ประกอบด้วย (1) ประธานกรรมการ ซึ่ง คณะรัฐมนตรีแต่งต้ังจากผู้ทรงคุณวุฒิท่ีมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูงในด้านการ บริหาร มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2) กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนสามคน ได้แก่ ประธานกรรมการการศึกษาช้ันพื้นฐาน ประธานกรรมการการอาชีวศึกษา และ ประธานกรรมการการอุดมศึกษา (3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินหกคน ซึ่งคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเช่ียวชาญ และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านการบริหาร มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและ เลขานกุ ารโดยตำแหน่ง ำนาจหน้าท่ขี ง ำนกงาน งมา ฐานและป ะเมินคณุ ภาพกา ศกึ ษา ( มศ.) พระราชกฤษฎีกาจัดต้ังสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การ มหาชน) พ.ศ. 2543 และพระราชกฤษฏีกาจัดต้ังสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา (องค์การมหาชน) (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 ในมาตรา 8 กำหนดให้สำนกั งานฯ มีอำนาจหน้าท่ี หลกั ดงั นี้ 1. พัฒนาระบบการประเมินคุณภาพภายนอก กำหนดกรอบแนวทางและวิธีการประเมิน คุณภาพภายนอกท่ีมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับระบบการประกันคุณภาพของสถานศึกษาและ หน่วยงานตน้ สงั กดั 2. พฒั นามาตรฐานและเกณฑส์ ำหรบั การประเมินคุณภาพภายนอก 3. ใหก้ ารรับรองผู้ประเมนิ ภายนอก 4. กำกับดูแลและกำหนดมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอกที่ดำเนินการโดยผู้ประเมิน ภายนอก รวมท้ังให้การรับรองมาตรฐาน ท้ังน้ี ในกรณีจำเป็นหรือเพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยเพ่ือ พฒั นาระบบการประเมนิ คณุ ภาพภายนอก สำนกั งานอาจดำเนินการประเมนิ คุณภาพภายนอกเองก็ได้ 5. พัฒนาและฝึกอบรมผู้ประเมินภายนอก จัดทำหลักสูตรการฝึกอบรม และสนับสนุนให้ องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพหรือวิชาการ เขา้ มามีสว่ นร่วมในการฝึกอบรมผู้ประเมินภายนอกอย่างมี ประสทิ ธภิ าพ 6. เสนอรายงานการประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาประจำปีต่อคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรี รัฐมนตรีซ่ึงมีหน้าท่ีควบคุมกำกับหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดการศึกษา และสำนักงบประมาณ เพ่ือประกอบการพิจารณาในการกำหนดนโยบายทางการศึกษา และการจัดสรรงบประมาณเพื่อ การศึกษา รวมท้งั เผยแพร่รายงานดงั กล่าวตอ่ หน่วยงานทเ่ี ก่ยี วขอ้ งและสาธารณชน
202 โค ง า้ ง ำนกงาน งมา ฐานและป ะเมนิ คณุ ภาพกา ศกึ ษา ( มศ.) นายกรฐั มนตรี คณะกรรมการติดตามและ ประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิงาน คณะกรรมการการ บรหิ าร ( 11 คน ) ผตู้ รวจสอบภายใน คณะกรรมการพฒั นาระบบการ คณะกรรมการพฒั นาระบบการ ประเมินคณุ ภาพการศกึ ษาขนั้ ประเมนิ คณุ ภาพการศกึ ษา ระดบั อดุ มศกึ ษา( 11 คน ) พนื้ ฐาน( 11 คน ) ท่ปี รกึ ษา ผอู้ านวยการ รองผอู้ านวยการ ( มหี ลายคน) กลมุ่ งาน กล่มุ งานประเมิน กลมุ่ งาน กลมุ่ งาน กลุม่ งาน ประเมนิ การศกึ ษา สง่ เสรมิ และ สารสนเทศ / อานวยการ การศกึ ษา พฒั นาการ ขน้ั พนื้ ฐาน ระดบั อดุ มศกึ ษา ระบบ - งานบรหิ าร ประกนั คอมพิวเตอร์ ท่วั ไป คณุ ภาพ การศกึ ษา - งานบคุ คล - งานการเงินและ กฏหมาย - งานพฒั นา
203 กา ป ะกนคณุ ภาพกา ศกึ ษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 มาตรา 47 กล่าวว่า ให้มีระบบ การประกันคุณภาพการศึกษาเพ่ือพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา ของการศึกษาข้ันพื้นฐาน และการศึกษาระดับอดุ มศึกษา ประกอบด้วย ระบบการประกนั คณุ ภาพภายใน และระบบการประกัน คุณภาพภายนอก แนวคิดและหลกกา เกย่ี วก กา ป ะกนคณุ ภาพกา ศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา เป็นกระบวนการดำเนินงานตามภารกิจของสถานศึกษา เพื่อ สร้างความมั่นใจให้กับนกั เรียน ผู้ปกครอง ชุมชนและสังคมโดยรวมวา่ การดำเนินงานของสถานศึกษา จะมีประสิทธิภาพและทำให้ผู้เรียนมีคุณภาพ หรือคณุ ลักษณะพงึ ประสงค์ตามมาตรฐานการศึกษาท่ีได้ กำหนดไว้องค์ประกอบของระบบการประกันคุณภาพการศึกษา ประกอบด้วยการพัฒนาคุณภาพ การศึกษา การติดตามตรวจสอบเพื่อควบคุมคุณภาพการศึกษาการประเมินคุณภาพการศึกษาซ่ึง รวมถึงการใช้ผลประเมนิ เป็นฐานเพอื่ การพฒั นาคุณภาพในวงจรการพฒั นาใหมต่ ่อเน่ือง ภาพที่ 7.1 แสดงองคป์ ระกอบของระบบการประกันคณุ ภาพการศึกษา จากแผนภาพที่ 1 จะเห็นได้ว่า การพัฒนาคุณภาพการศึกษา เป็นกระบวนการกำหนด มาตรฐานคุณภาพของผู้เรียนที่เป็นเป้าหมาย รวมทั้งมาตรฐานกระบวนการการดําเนินงานและปัจจัย ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาท่ีเชื่อว่าจะสามารถส่งผลให้การจัดการศึกษาบรรลุเป้าหมาย ท้ังนี้ใน ระหว่างดําเนินงานจัดการศึกษาสู่เป้าหมาย สถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัด จําเป็นต้องมีการ พัฒนากลไกในการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษาด้านกระบวนการบริหารและการจัดการ ด้าน กระบวนการจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสําคัญและด้านคุณภาพผู้เรียน โดยบุคคลภายใน สถานศึกษาและภายนอกสถานศึกษาเพ่ือให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถพัฒนาผู้เรียนท่ีมีคุณภาพตาม เปา้ หมายที่กําหนดได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
204 ทงั้ น้ีสถานศึกษาต้องมีการประเมินคุณภาพการศึกษา เพ่ือรวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานที่ สะท้อนคุณภาพของผู้เรียนและกระบวนการบริหารและการจัดการ และนําผลไปเปรียบเทียบกับ เป้าหมายทีก่ าํ หนดไว้นาํ ไปส่กู ารปรับปรุงพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ยั่งยนื ต่อไป ก ะ วนกา กา ป ะกนคุณภาพภายใน ามแนวคิดข งกา ป ะกนคุณภาพ มี 3 ข้น นคื ( ำนกงานคณะก มกา กา ศึกษาแหงชา ิ 2543 :7) 1. กา คว คุมคุณภาพ (Quality Control) เป็นกระบวนการดำเนินการของหน่วยงานต้น สังกัดและสถาบันการศึกษาในการกำหนด มาตรฐานการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษา ของชาติ หลังจากน้ันหน่วยงานต้นสังกัดและสถาบันการศึกษาจัดทำแผน เพื่อใช้เป็นแนวทางในการ ดำเนินงานพัฒนาคุณภาพเข้าสู่มาตรฐานท่ีกำหนดไว้ใน ด้านการพัฒนาหลัก สูตร สื่อการพัฒนาครู และบุคลากร ธรรมนญู สถานศึกษา ระเบยี บการสอน การแนะแนว การจัดการเรยี นการสอน และการ ประเมินผล ทั้งนี้จะเน้นระบบและกลไกการปฏิบัติงานตามแผน ติดตาม กำกับการดำเนินงานอย่าง จรงิ จังและตอ่ เน่ือง 2. กา วจ (Quality Audit) เป็นการดำเนินการของสถาบันการศึกษาและหน่วยงาน ต้นสงั กดั ในการยืนยนั เป้าหมาย ท่ีกำหนด มุง่ ไปสมู่ าตรฐานที่ต้องการ โดยการดำเนินการดังน้ี ▪ การตรวจสอบและทบทวนการดำเนินงานทั้งระบบดว้ ยตนเองของสถาบันการศึกษา เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงและพัฒนาการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ และ รายงานผลต่อผู้ปกครองและผู้รบั ผิดชอบการจัดการศกึ ษา ▪ การ ตรวจสอบและทบทวนคุณภาพการศึกษาของสถาบันการศึกษา โดยหน่วยงาน ต้นสังกัด เพื่อส่งเสริมสนับสนุนและ/หรือใช้มาตรการในการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพ การศึกษา ใหเ้ ปน็ ไปตามมาตรฐานการศกึ ษาท่กี ำหนดไว้ 3. กา ป ะเมินคุณภาพ (Quality Assessment) เป็นการประเมินค่าระดับคุณภาพของ กิจกรรมเฉพาะอย่างในหน่วยงาน เช่น คุณภาพการจัดการศึกษา คุณภาพของงานวิจัย คุณภาพของ การสอน เปน็ ต้น ▪ การประเมินคุณภาพภายในจะใช้วิธีการศึกษาตนเอง (Self Study) และการ ประเมนิ ตนเอง (Self Assessment) ▪ การระเมินคุณภาพภายนอกเป็นการดำเนินงานโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและ ประเมิน คุณภาพการศึกษา เพื่อประเมินผลและรับรองว่า สถาบันการศึกษาจัดการ ศึกษาไดค้ ณุ ภาพตามมาตรฐานการศึกษาท่ีกำหนด กา ป ะกนคณุ ภาพภายใน กฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561 ข้อ 3 กล่าวว่า ให้สถานศึกษาแต่ละ แห่งจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา โดยการกําหนดมาตรฐาน การศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาแต่ละระดับและ ประเภทการศึกษาที่ รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงศึกษาธิการประกาศกําหนด พร้อมท้ังจัดทาํ แผนพฒั นา การจดั การศึกษาของ สถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาและดําเนินการตามแผนท่ีกําหนดไว้ จัดให้มีการ ประเมนิ ผลและตรวจสอบคณุ ภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ติดตามผลการดําเนนิ การ เพือ่ พฒั นา
205 ระบบการประกันคุณภาพภายใน หมายถึง ระบบการประเมินผล และการติดตามตรวจสอบ คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายในโดยบุคลากรของสถานศึกษาน้ันเองหรือ โดยหน่วยงานต้นสังกัดท่ีมีหน้าท่ีกำกับดูแลสถานศึกษาน้ัน (พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 : มาตรา 4) กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีนโยบายปฏิรูประบบการประเมินและการประกันคุณภาพ การศึกษา ปรับเปล่ียนระบบประกันคุณภาพการศึกษา โดยให้มี การประกันคุณภาพภายในและการ ประเมินคุณภาพภายนอกตามแนวคิด หลักการว่า สถานศึกษาสามารถออกแบบระบบการประกัน คุณภาพภายในท่ี เหมาะสม เป็นไปได้และสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษาได้ด้วยตนเอง การ ประเมินคุณภาพภายนอกเป็นการยืนยันระบบการประกันคุณภาพภายใน ของสถานศึกษา ผลที่ได้ จากการประกันคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพ ภายนอกน้ัน จะต้องสามารถนำไปใช้พัฒนา คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาได้ด้วย รายละเอียดการจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายใน สถานศกึ ษา ตามกฎกระทรวงการประกนั คุณภาพการศกึ ษา พ.ศ. 2561 ประกอบด้วย 1. กำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศกึ ษา 2. จดั ทำแผนพฒั นาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มงุ่ คุณภาพตาม มาตรฐานการศึกษา 3. ดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา 4. ประเมนิ ผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศกึ ษา 5. ติดตามผลการดำเนินงานเพ่ือพัฒนาสถานศึกษาใหม้ ีคุณภาพตาม มาตรฐานการศึกษา 6. จดั ทำรายงานผลการประเมินตนเอง รายละเอียดแต่ละเร่ืองสรปุ ดงั น้ี ะ ป ะกนคุณภาพกา ศึกษาภายใน ถานศึกษา ามกฎก ะท วงกา ป ะกนคณุ ภาพกา ศกึ ษา พ.ศ. 2561 1. กำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา สถานศึกษาประกาศใช้มาตรฐานและเป้าหมายการดำเนินงานตาม มาตรฐานการศึกษาให้ ครอบคลุมทุกระดับการศึกษาท่ีสถานศึกษาจัดการศึกษา ให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา เป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง ด้วยการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับครู บุคลากร คณะกรรมการ สถานศึกษา ตัวแทน ผู้ปกครอง ชุมชน และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ดำเนินการวิเคราะหม์ าตรฐานการศึกษา หลกั สูตรสถานศกึ ษา จุดเนน้ บรบิ ท ความต้องการ ทิศทางการจัดการศกึ ษา อตั ลักษณ์และเอกลักษณ์ ของสถานศึกษา นำมากำหนดเป็นมาตรฐานการศึกษา ของสถานศึกษาและประกาศใช้มาตรฐาน การศึกษาโดยผ่านความเห็นชอบ ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษา ท้ังนี้ สถานศึกษา สามารถกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาเพิ่มเติมได้พิจารณากำหนด เป้าหมายความสำเร็จทั้งเชิงปริมาณ หรือเชิงคุณภาพในปีการศึกษาปัจจุบัน โดยใช้ข้อมูลสารสนเทศ ผลการดำเนินงานของปีการศึกษาท่ีผ่านมาอยา่ งเหมาะสม และเป็นไปได้ 2. จดั ทำแผนพัฒนาการจัดการศกึ ษาของสถานศึกษาท่มี งุ่ คุณภาพ ตามมาตรฐานการศึกษา แผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ต้องสอดคล้องกับ สภาพปัญหาและความ ต้องการจำเป็นของสถานศึกษาและมีการจัดทำอย่างเป็น ระบบ สถานศึกษาต้องจัดทำแผน 2 ประเภท ดงั นี้
206 2.1 แผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา เป็นแผนระยะกลาง 3 – 5 ปีโดย สถานศึกษาสามารถนำแนวคิดการบริหารเชิงกลยุทธ์มาใช้ในการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษา ด้วยการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อนของปัจจัย ภายในสถานศึกษา วิเคราะห์โอกาส และอุปสรรคของ ปัจจัยภายนอกสถานศึกษา (swot) ประเมินสถานภาพของสถานศึกษา กำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ กำหนดกรอบกลยุทธ์/กลยุทธ์การพัฒนา กำหนดแผนงาน โครงการ กิจกรรม รองรับ พรอ้ มประมาณการงบประมาณ ทรพั ยากรท่ใี ช้สนับสนนุ การดำเนนิ งาน ของสถานศกึ ษา 2.2 แผนปฏิบัติการประจำปี(Action Plan) เป็นการนำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาไปสู่ การปฏิบัติด้วยการวิเคราะห์ทิศทางการจัดการศึกษาของ สถานศึกษา วิเคราะห์ประมาณ การงบประมาณรายรับ รายจ่าย จัดลำดับความ สำคัญของโครงการ พร้อมกับจัดทำรายละเอียดของ โครงการ กิจกรรม ที่ครอบคลุมมาตรฐานของสถานศึกษาด้านคุณภาพของผู้เรียน กระบวนการ บริหารและจัดการ กระบวนการจัดประสบการณ์/จัดการเรียนการสอน นโยบาย และจุดเน้นของ หนว่ ยงานต้นสงั กัด เพือ่ ให้การดำเนนิ งานของสถานศกึ ษาบรรลุ ตามวิสัยทัศน์ตามมาตรฐานการศกึ ษา ของสถานศึกษา และเพื่อแก้ไขปัญหาหรือ ปรับปรุงจุดอ่อนของสถานศึกษา ท้ังน้ีสถานศึกษาต้องนำ แผนพัฒนาการจัดการศึกษาและแผนปฏิบัติการ ประจำของสถานศึกษา เสนอต่อคณะกรรมการ สถานศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐานใหค้ วาม เห็นชอบก่อนนำไปใชจ้ ริง 3. ดำเนนิ การตามแผนพฒั นาการจดั การศกึ ษาของสถานศึกษา การพัฒนาสถานศึกษาให้บรรลุตามมาตรฐานการศึกษาท่ีกำหนดนั้น สถานศึกษาต้องมีระบบ กลไกการบริหารและจัดการที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสถานศึกษา ไม่เป็นภาระกับครูหรือ ผู้เกย่ี วข้องมากเกินไป สถานศึกษาตอ้ งดำเนินงานตามแผนพฒั นาการจัดการศึกษาและแผนปฏบิ ัตกิ าร ประจำปี มีการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของแผนงาน โครงการ กจิ กรรมต่าง ๆ เปน็ ไปตามระยะเวลาที่กำหนด บรรลุเปา้ หมายระดับใด โดยสามารถใช้แนวคิด ทฤษฎี หรือผลงานวิจัยที่เน้นความร่วมมือของผู้เก่ียวข้อง ทุกฝ่าย เช่น การใช้วงจรการพัฒนาคุณภาพ (PDCA) 1. Plan (กา วางแผน) หมายถึง ทักษะในการกำหนดเป้าหมาย การวิเคราะห์และสังเคราะห์ หาวิธีการและ กระบวนการให้บรรลุเป้าหมายนั้นๆ โดยจะต้องมกี ารกำหนดตวั บ่งชี้กำกบั ไว้ เพอื่ จะไดน้ ำไปใช้ในการ ประเมนิ ผลดำเนินการ - การกำหนดมาตรฐานการศกึ ษาของสถานศกึ ษา - การจดั ทำแผนพฒั นาการจดั การศึกษา - การจดั ระบบบริหารและสารสนเทศ 2. Do (กา ดำเนนิ งาน) หมายถึง ทักษะในการปฏิบัติตามแผน ตามข้ันตอนและเงื่อนไขต่างๆ ท่ีกำหนดไว้ กรณีที่ ไม่สามารถดำเนินการได้ เน่ืองจากมกี ารเปลย่ี นแปลงปัจจยั สง่ิ แวดล้อมทั้งภายในและภายนอก จะตอ้ ง มีการปรับแผนในระหว่างดำเนนิ การโดยมคี ำอธิบายและเหตผุ ลประกอบ
207 3. Check (กา ป ะเมินผล) หมายถงึ ทักษะในการรวบรวมข้อมูลของผลการดำเนินงานทสี่ อดคลอ้ งกบั ประเด็นตวั บ่งชี้ ท่ีสร้างไว้ เพื่อนำมาใช้เปรียบเทียบกับเป้าหมายของแผนในข้ันตอนที่ 1 ในการประเมินนี้จะต้อง พิจารณาในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพของผลงานด้วย คือ 1. การจัดให้มีการติดตามตรวจสอบ คุณภาพการศึกษา 2. การประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษา 3. การจัดทำรายงาน ประจำปีที่เปน็ รายงานประเมนิ คณุ ภาพภายใน 4. Act (กา ป ป งุ ) หมายถึง ทักษะที่ต้องการให้นำผลการประเมินมาใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงผลการ ดำเนินงานในคร้ังต่อไปให้มีคุณภาพมากย่ิงขึ้น คือ การจัดให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่าง ตอ่ เน่ือง ภาพที่ 7.2 วงจรการพฒั นาคุณภาพ (PDCA) หรือสถานศึกษาสามารถสร้าง และพัฒนารูปแบบการบริหารและจัดการของตนเองก็ได้ นอกจากน้ีสถานศึกษา ควรจัดระบบอืน่ ๆ ท่ีเกี่ยวขอ้ ง เช่น ระบบพัฒนาวิชาการ ระบบพัฒนาครูและ บุคลากรระบบการจัดการสภาพแวดล้อม ระบบเทคโนโลยีและสารสนเทศระบบ การนิเทศภายใน ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เป็นต้น ซ่ึงเป้าหมายสำคัญ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ สถานศกึ ษา คอื วฒั นธรรมคณุ ภาพทเ่ี กดิ ขนึ้ ในสถานศึกษา 4. ประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศกึ ษา การประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา เป็นระบบและกลไก ใน การควบคุม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานตาม มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาที่ ดำเนินงานอยา่ งเป็นระบบและต่อเนื่อง ถอื วา่ เปน็ สว่ นหน่ึงของการบรหิ ารจดั การ กระทำโดยบุคลากร ในหน่วยงานหรือ ผทู้ ่เี ก่ยี วขอ้ ง กา คว คุมคุณภาพ (Quality Control) เป็นการกำหนดมาตรฐานคุณภาพและการพัฒนา สถานศกึ ษาให้เขา้ สมู่ าตรฐาน ซง่ึ ประกอบด้วย • การกำหนดมาตรฐานด้านผลผลติ ปจั จยั และกระบวนการ
208 • การพัฒนาเข้าสู่มาตรฐาน หมายถึง การพฒั นาปัจจยั ต่าง ๆ ท่ีส่งเสริมการจัดการศึกษาของ สถานศึกษา กา วจ คุณภาพ (Quality Audit) เป็นการตรวจสอบและติดตามผลการดดำเนินงานให้ เปน็ ไปตามมาตรฐานทก่ี ำหนด ประกอบดว้ ย • การประเมนิ ความก้าวหน้าของการจดั การศกึ ษา • การตดิ ตามและตรวจสอบจากหนว่ ยงานท่ีเกีย่ วขอ้ ง • การปรับปรงุ คณุ ภาพสถานศึกษาทม่ี คี ณุ ภาพไมถ่ ึงเกณฑ์มาตรฐานของหน่วยงานทเี่ กีย่ วข้อง กา ป ะเมินคุณภาพ (Quality Assessment) เป็นการประเมินคุณภาพของสถานศึกษา โดย หน่วยงานท่กี ำกบั ดูแลในเขตพืน้ ที่ และหนว่ ยงานตน้ สงั กดั ในส่วนกลาง ประกอบด้วย • การทบทวนคุณภาพการศกึ ษาของสถานศกึ ษา • การประเมนิ เพอื่ รองรบั มาตรฐานการศกึ ษาของสถานศกึ ษา • การประเมินผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในภาพรวมหรือการาประเมินคุณภาพ การศกึ ษา สถานศึกษาต้องใหค้ วามสำคัญกับการประเมินเชิงคุณภาพ ซงึ่ จะสะท้อน ใหเ้ ห็นถึงจุดเด่น และจุด ควรพัฒนาท่ีเกิดขึ้นจากการการดำเนินงาน ผสมผสานกับ การประเมินเชิงปริมาณควบคู่กันไป สถานศึกษาต้องกำหนดหรือมอบหมาย ผู้รับผิดชอบในการประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพ การศึกษาการปฏิบัติงานของครูและบุคลากรในสถานศึกษาตามบทบาทและหน้าท่ีที่ได้รับ มอบหมาย และระดับสถานศึกษาให้ชัดเจน วิเคราะห์มาตรฐานและเป้าหมายตามมาตรฐาน การศึกษาของ สถานศึกษาท่ีประกาศใช้กำหนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลและ เคร่ืองมือที่หลากหลายและเหมาะสม โดยดำเนินการประเมินผลและตรวจสอบ คุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา อย่างน้อยภาคเรียน ละ 1 คร้ัง พร้อมทั้ง สรุปรายงานผลการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา เพ่ือนำผล การ ประเมินคณุ ภาพภายในไปจัดทำรายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา ต่อไป 5. ติดตามผลการดำเนนิ การให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา เป็นการติดตามผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาและ แผนปฏิบัติการ ประจำปีของสถานศึกษา เพ่ือให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ไปใช้ปรับปรุงหรือพัฒนาการดำเนินงานตาม มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ประเดน็ ท่สี ถานศกึ ษาตดิ ตามผล ได้แก่ 1. กระบวนการบริหารจัดการศึกษาของสถานศึกษา เช่น การพัฒนาหลักสูตรของ สถานศึกษา กระบวนการจัดการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้การวัดผลประเมินผลการ เรียนรู้การพัฒนา บุคลากร กระบวนการบริหารและจัดการ การจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ เป็นตน้ 2. การดำเนินงานตามแผนปฏิบตั ิการประจำปีของสถานศึกษา ว่าดำเนินงานได้บรรลุตาม เปา้ หมาย ตัวชีว้ ัดความสำเร็จทก่ี ำหนดหรอื ไม่ อย่างไร สถานศึกษาสามารถติดตามผลระหว่างและเม่ือเสร็จส้ินการดำเนินงานได้ สถานศึกษาควร กำหนดผูร้ บั ผดิ ชอบในการตดิ ตามผล กำหนดปฏิทนิ ปฏิบัติงาน ตดิ ตามผล วิเคราะหแ์ ละกำหนดกรอบ พร้อมกับสร้างเครื่องมือติดตามผล จัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศ และรายงานผลการติดตามอย่าง น้อยภาคเรียนละ 1 คร้ัง
209 6. จดั ทำรายงานผลการประเมินตนเอง รายงานผลการประเมินตนเอง (Self - Assessment Report : SAR) ตามมาตรฐาน การศึกษาของสถานศึกษาที่ดีต้องสะท้อนคุณภาพของผู้เรียนและ ผลสำเร็จของการบริหารจัด การศึกษา สถานศึกษาต้องนำผลการประเมินคุณภาพ ภายในมาจัดทำรายงานผลการประเมินตนเอง โดยรวบรวมข้อมูลสารสนเทศ ข้อมูลท่ัวไปและผลการประเมินตามมาตรฐานการศึกษาของ สถานศึกษาแต่ละมาตรฐานไปจัดทำรายงานผลการประเมินตนเองตามรูปแบบรายงานที่สถานศึกษา กำหนด อาจเสนอเป็นความเรยี ง การบรรยายประกอบแผนภูมิรูปภาพหรือกราฟ ฯลฯ ตามบริบทของ สถานศึกษา โดยใช้ภาษาท่ีอ่านเข้าใจง่าย กระชับ ชัดเจน นำเสนอ ข้อมูลท้ังเชิงปริมาณและเชิง คณุ ภาพ สาระสำคัญรายงานผลการประเมนิ ตนเอง แบ่งเป็น 2 สว่ น คือ สว่ นท่ี 1 บทสรุปสำหรบั ผ้บู ริหาร สว่ นที่ 2 ผลการ ประเมินตนเองของสถานศึกษา โดยแต่ละมาตรฐานนำเสนอใน 3 ประเด็น 1) คณุ ภาพในแต่ละมาตรฐานอยู่ในระดบั ใด 2) มีหลักฐานในการอ้างอิงผลการ ประเมินตามประเด็นพิจารณาของแต่ละมาตรฐาน อยา่ งไร 3) สถานศึกษาจะมี กระบวนการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ให้ดีขนึ้ กว่าเดมิ ไดอ้ ยา่ งไร สถานศึกษาอาจแนบภาคผนวกท่ีนำเสนอหลกั ฐานข้อมูลสำคัญ หรือเอกสารอ้างองิ ต่าง ๆ ได้ ตามความเหมาะสม นำเสนอรายงานผลการประเมินตนเอง ต่อคณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพื้นฐาน ให้ความเห็นชอบ และจัดส่งรายงานดังกล่าว ต่อหน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยงานท่ีกำกับดูแลเป็น ประจำทุกปีเผยแพร่รายงาน ต่อสาธารณชนและหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง และเตรียมรับการประเมิน คณุ ภาพ ภายนอกต่อไป *ท้ังนี้สถานศึกษาแต่ละแห่งและหน่วยงานต้นสังกัด ต้องนำข้อมูลจาก รายงานผลการ ประเมินตนเองและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประเมินคุณภาพภายนอกจากสำนั กงานรับรอง มาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การ มหาชน) ไปใช้ปรับปรุงหรือพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของสถานศกึ ษาให้มีคุณภาพ และต่อเน่อื ง ยังยนื ตอ่ ไป กา ป ะเมนิ คุณภาพภายน ก (External Quality Assessment : EQA) การประเมินคุณภาพภายนอก เปน็ บทบาทหนา้ ท่ีของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน คุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบและให้ข้อมูลย้อนกลับเพ่ือพัฒนา คุณภาพสถานศึกษา ดังน้ันระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษาและการประเมิน คุณภาพภายนอก จึงเป็นกลไกที่มีเป้าหมายเพ่ือทำให้สถานศึกษามีความเข้มแข็งและสร้างความ เช่อื มนั่ ตอ่ สังคม หลกกา ําค ข งกา ป ะเมินคณุ ภาพภายน ก ตามที่กําหนดในกฎกระทรวงว่าด้วยระบบหลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2553 หมวด 3 ท่ีได้ระบุว่าการประกันคุณภาพภายนอกให้คํานึงถึงจุดมุ่งหมายและหลักการ ดังตอ่ ไปนี้
210 1. เพ่อื ใหม้ ีการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา 2. ยึดหลักความเท่ียงตรงเป็นธรรมและโปร่งใสมีหลักฐานข้อมูลตามสภาพความเป็นจริง และมีความรบั ผดิ ชอบท่ีตรวจสอบได้ 3. สร้างความสมดุลระหวา่ งเสรีภาพทางการศึกษากับจุดมุ่งหมายและหลักการศึกษาของ ชาติโดยให้มีเอกภาพเชิงนโยบายซึ่งสถานศึกษาสามารถกําหนดเป้าหมายเฉพาะและพัฒนาคุณภาพ การศกึ ษาให้เตม็ ศักยภาพของสถานศกึ ษาและผู้เรียน 4. ส่งเสริมสนับสนุนและร่วมมือกับสถานศึกษาในการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพ ภายในของสถานศึกษา 5. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการประเมินคุณภาพและพัฒนาการจัดการศึกษาของรัฐ เอกชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบุคคลครอบครัวองค์กรชุมชนองค์กรวิชาชีพสถาบันศาสนาสถาน ประกอบการและสถาบนั สงั คมอ่นื 6. คํานึงถึงความเป็นอิสระเสรีภาพทางวิชาการเอกลักษณ์ปรัชญาปณิธานวิสัยทัศน์พันธ กจิ และเปา้ หมายของสถานศึกษา ท าท ำค ข งกา ป ะเมนิ คุณภาพภายน ก ในการประเมินคุณภาพภายนอก ผู้ประเมินภายนอกจะต้องปฏิบัติงานอย่างมืออาชีพโดย ยึดถือบทบาทในลักษณะ “เพ่ือนร่วมวิชาชีพ” และเป็น “กัลยาณมิตร” กับสถานศึกษาและชุมชนที่ ต่างฝา่ ยต่างเรียนรจู้ ากกนั และกัน หนา้ ทสี่ ำคญั ของคณะผู้ประเมินภายนอก มดี งั นี้ 1. ตรวจเย่ยี มสถานศกึ ษา สรา้ งความเขา้ ใจและเจตคตทิ ่ีถูกต้องเก่ยี วกับการประเมินเพื่อ พฒั นาคุณภาพ ใหก้ บั บุคลากรของสถานศกึ ษาและผู้เกย่ี วข้อง 2. ขอ้ มูลและตรวจสอบหลักฐานขอ้ มูลเพื่อยืนยนั สภาพความเป็นจริงในการพฒั นา คุณภาพการศึกษาตามทส่ี ถานศกึ ษาไดร้ ายงานไว้ในรายงานการประเมนิ ตนเอง และตามหลกั ฐานท่ี สะทอ้ นสภาพความเป็นจรงิ ท่ีไมไ่ ด้อย่ใู นรายงานการประเมินตนเอง 3. ตรวจสอบกระบวนการและวธิ กี ารที่สถานศกึ ษาใชใ้ นการได้มาซึง่ ข้อมลู รวมทัง้ หลกั ฐาน ที่ระบใุ นรายงานการประเมินตนเองมีความเหมาะสม ครอบคลมุ และน่าเชื่อถือเพียงใด 4. ตรวจสอบผลการพฒั นาเทียบเคยี งกับเปา้ หมาย/แผนพัฒนาของสถานศกึ ษาและ มาตรฐานการศึกษาท่ี สมศ. กำหนดเพื่อการประเมนิ ภายนอก รวมทัง้ ตรวจสอบเป้าหมาย/แผนพฒั นา ทส่ี ถานศึกษาจะดำเนินการต่อไป เพื่อดูความสอดคลอ้ งกับผลการประเมนิ 5. ประมวล วเิ คราะหข์ ้อมูล และประเมนิ คณุ ภาพการศึกษาตามมาตรฐานประเมนิ ภายนอก พร้อมทงั้ ให้ข้อเสนอแนะแก่สถานศึกษา เพ่อื นำไปสกู่ ารพัฒนาการจดั การศึกษาให้มีคณุ ภาพ ยิ่งขึ้น 6. รายงานผลการประเมนิ คุณภาพสถานศึกษาต่อ สมศ. แนวคดิ ำค ข งกา ป ะเมนิ คณุ ภาพภายน ก การประเมินคุณภาพภายนอก มแี นวคิดสำคญั คือ ใช้กลไกการประเมินคุณภาพภายนอกเพื่อ กระตุ้นและจูงใจให้เกิดการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาตามนโยบายปฏิรูปการศึกษา ถือ ปฏบิ ัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยการประกนั คณุ ภาพการศึกษา พ.ศ. 2561 ตามบรบิ ทของสถานศึกษา
211 ลดการประเมิน ท่ียุ่งยากกับสถานศึกษา ลดการจัดทำเอกสารเพ่ิมระบบเทคโนโลยีในการประเมิน และพัฒนาคุณภาพของผู้ประเมินคุณภาพภายนอกเน้นการประเมินเพ่ือยืนยันคุณภาพของระบบการ ประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาว่า ดำเนินการเหมาะสม เป็นไปได้/เป็นระบบ เชื่อถือได้และ เกิดประสิทธิผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามเป้าหมายมีพัฒนาการต่อเนื่อง มีนวัตกรรมหรือเป็นแบบอย่างที่ดีหรือไม่ส่งเสริมให้สถานศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัดรับผิดชอบใน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาชาติตามจุดหมายของหลักสูตรและมี ความพร้อมในการแข่งขันในระดับสากล ให้ความสำคัญกับการประเมินที่มุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและ เปิดโอกาสให้สถานศึกษาสร้างความโดดเด่นหรือเป็นต้นแบบในการพัฒนาในระดับท้องถิ่น/ภูมิภาค ระดับชาติและระดับนานาชาติดังนั้นการประเมินคุณภาพภายนอกจึงสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันกับ การประกันคุณภาพการศกึ ษาภายในของสถานศกึ ษา การประเมินแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการประเมินเพื่อยืนยันคุณภาพโดย สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) โดยใช้วิธีการประเมิน โดยอาศัยร่องรอยหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidences Based Assessment) ครอบคลุมองค์ประกอบ ทั้งระบบแบบองค์รวม(Holistic Assessment) โดยไม่แยกส่วนหรือแยกองค์ประกอบการประเมินใน การประเมินผลงานหรือกระบวนการ แต่เป็นการประเมินในภาพรวมของผลงานหรือภาพรวมของ กระบวนการดําเนินงาน ตรวจทานผลการประเมนิ โดยคณะกรรมการในระดับเดยี วกนั และสะท้อนผล การดำเนินงานโดยการประเมินและตัดสินผลการประเมินคุณภาพการศึกษาโดยอาศัยความเชี่ยวชาญ (Expert Judgment) และระยะที่ ๒ เป็นการติดตามเพ่ือพัฒนาโดยหน่วยงานต้นสังกัดหรือหน่วยท่ี กำกับดูแลสถานศึกษา ตามข้อเสนอแนะของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา (องค์การมหาชน) ดังน้ัน การประเมินคุณภาพภายนอกจึงสอดคล้องเป็นหน่ึงเดียวกันกับ การประกันคณุ ภาพการศกึ ษาภายในของสถานศกึ ษา วธิ ีกา ป ะเมนิ คุณภาพภายน ก ะด กา ศกึ ษาขน้ พ้นื ฐาน กระบวนการประเมินคณุ ภาพภายนอกเป็นกระบวนการที่คณะผู้ประเมินภายนอกจะรวบรวม และศึกษาข้อมลู จากรายงานผลการประเมนิ ตนเองของสถานศึกษาซง่ึ เสนอตอ่ สำนักงานรับรอง มาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องคก์ ารมหาชน) แล้วเขา้ ไปตรวจสอบและประเมนิ คุณภาพ ของสถานศึกษา รวมท้ังใหข้ อ้ คดิ เห็นและข้อเสนอแนะจากการประเมนิ เพ่ือให้สถานศกึ ษาใชเ้ ปน็ แนวทางในการปรับปรงุ และพัฒนาคณุ ภาพของสถานศึกษาอย่างต่อเนือ่ ง และจัดทำรายงานผลการ ประเมนิ เผยแพรต่ อ่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน การประเมนิ คุณภาพภายนอกประกอบด้วย ข้ันตอนใหญๆ่ 3 ขัน้ ตอน คือ 1. ขนั้ ตอนก่อนการตรวจเย่ยี มสถานศึกษา 2. ระหวา่ งการตรวจเยย่ี มสถานศึกษา 3. หลงั การตรวจเยยี่ มสถานศึกษา ซงึ่ มรี ายละเอียดในการดำเนนิ งาน ดงั นี้ 1. ข้ันตอนก่อนการตรวจเย่ียมสถานศึกษา เมื่อคณะผปู้ ระเมินภายนอกได้รับมอบหมายใหป้ ระเมินสถานศกึ ษาแตล่ ะแห่งจะทำการศึกษา รายงานการประเมินตนเอง (SSR,SAR) ของสถานศึกษา ซ่ึงสถานศึกษาจัดส่งมาให้สำนักงานรับรอง
212 มาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ล่วงหน้า แล้วนัดวันที่จะไปตรวจเย่ียม และแจ้ง กำหนดการตรวจเยี่ยมต่อสถานศึกษา พร้อมท้ังขอเอกสารข้อมูลท่ีเก่ียวข้องเพิ่มเติม ในกรณี รายงานการประเมินตนเองไม่ชดั เจน หรอื ไมส่ มบรู ณ์แลว้ ส่งคืนเมอื่ ศกึ ษาข้อมูลเสรจ็ แล้ว ค ณ ะ ผู้ ป ร ะ เมิ น ภ า ย น อ ก ท ำ ก า ร ศึ ก ษ า แ ล ะ วิ เค ร า ะ ห์ ร า ย ง า น ก า ร ป ร ะ เมิ น ต น เอ ง ข อ ง สถานศึกษาและเอกสารข้อมูลอ่ืนๆ ประกอบแล้วกำหนดประเด็น และรายการข้อมูลท่ีจะตรวจสอบ โดยใช้มาตรฐานเพื่อการประเมินภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษาเป็นกรอบ เพ่ือกำหนดว่าระหวา่ งการตรวจเยี่ยมจะต้องรวบรวมข้อมลู อะไรบ้าง จากแหล่ง ใด ด้วยวธิ ีอะไร เพอ่ื ให้มีหลักฐานครบถ้วนเพยี งพอในการสรุปผลการประเมินอยา่ งถูกต้องชัดเจน หลังจากนั้นร่วมกันวางแผนการตรวจเยี่ยมและแผนการประเมิน กำหนดตารางการ ปฏิบัติงานและมอบหมายภาระงานให้ผู้ประเมินภายนอกแต่ละคนให้ชัดเจน แล้วแจ้งกำหนดการ ตรวจเย่ียมต่อสถานศึกษาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ล่วงหน้า โดยขอให้สถานศึกษาช่วยเตรียมสถานท่ีใน สถานศึกษาท่ีคณะผู้ประเมินภายนอกจะสามารถทำงานและมโี อกาสประชุมปรกึ ษาหารอื กันอย่างเป็น อิสระและไม่รบกวนผู้อื่นในระหว่างตรวจเย่ียม รวมท้ังจัดเตรียมเอกสารต่างๆ ท้ังในส่วนท่ีได้แจ้งไว้ ล่วงหน้าและส่วนท่ีอาจขอเพ่ิมเติม ตลอดจนนัดหมายผู้ท่ีเก่ียวข้อง เช่น ผู้บริหาร ครู บุคลากรใน สถานศกึ ษา คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการนกั เรียน ผู้ปกครอง ผแู้ ทนชมุ ชน เพ่ือใหค้ ณะผู้ ประเมินภายนอกได้พบปะหรือสัมภาษณ์ตามกำหนดการ ในตารางการปฏิบัติงานของคณะผู้ประเมิน ภายนอก 2. ระหว่างการตรวจเยี่ยมสถานศกึ ษา ระหว่างการตรวจเยี่ยมซึ่งมีกำหนดเวลาประมาณ 3 วัน คณะผู้ประเมินภายนอกจะทำการ ประเมินคุณภาพสถานศึกษา ทั้งด้านการบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอ นและอ่ืนๆ ตามรายมาตรฐานการศึกษา เพื่อการประเมินคุณภาพภายนอก ทั้งนี้การตรวจเย่ียมมิใช่การสร้าง แรงกดดันให้กับสถานศึกษา คณะผู้ประเมินจะเข้าไปยังสถานศึกษาในลักษณะผู้ร่วมงานกับ สถานศึกษาในการค้นหาสภาพความเป็นจริงของการพัฒนา รวมท้ังให้คำแนะนำมากกว่าที่จะเข้าไป ในลักษณะผู้ตัดสินช้ีขาด ส่ิงท่ีคณะผู้ประเมินตรวจสอบไม่ใช่ส่ิงที่เป็นความลับของสถานศึกษา เน่อื งจากจะใชร้ ายงานการประเมินตนเองทส่ี ถานศึกษาส่งให้ สมศ. เปน็ เอกสารหลักในการตรวจเยี่ยม ตลอดเวลา ในระหว่างที่คณะผู้ประเมินอยู่ที่สถานศึกษา สถานศึกษาจะจัดเตรียมห้องให้ 1 ห้องเป็นห้อง ทำงานของคณะประเมิน รวมท้ังจัดเตรียมเอกสารต่างๆ ท้ังในส่วนท่ีได้แจ้งไว้ล่วงหน้าและส่วนที่ขอ เพิ่มเติม ตลอดจนจะต้องให้โอกาสแก่คณะประเมินในการพบปะหรือสัมภาษณ์บุคลากรและผู้ที่ เกี่ยวข้อง ความ มพนธ์ ะหวางกา ป ะกนคุณภาพภายในและกา ป ะเมนิ คุณภาพภายน ก การประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา (Internal Quality Assurance : IQA) จึง เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเน่ือง นอกจากจะเป็นการพัฒนาการจัด การศึกษาของสถานศึกษาโดยตรงแล้ว ผลการประเมินคุณภาพการจัดการศึกษายังใช้เป็นหลักฐาน เชื่อมโยงในการรองรับการประเมินคุณภาพภายนอก จากหน่วยงานภายนอกคือ สำนักงาน รับรอง
213 มาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) โดยใช้มาตรฐานการศึกษาของ สถานศึกษาท่ีมีความครอบคลุม ชัดเจน และสอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาชาติและมาตรฐาน การศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน และสามารถสะท้อนคณุ ภาพของการบรหิ ารจดั การศึกษาและการจัดการศึกษาที่ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อเป็นหลักประกันให้ผู้มีส่วนเก่ียวข้องและสาธารณชนเกิด ความม่ันใจว่า นักเรียนจะได้รับการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา และบรรลุเป้าประสงค์ของ หนว่ ยงานต้นสงั กัดหรอื หน่วยงานที่กำกบั ดูแล การประเมินคุณภาพภายนอก (External Quality Assessment : EQA) เป็นการประเมิน ติดตามตรวจสอบกระตุ้นและจูงใจให้เกิดการพัฒนาและยกระดับ คุณภาพการศึกษา มีความท้าทาย และส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาและยกระดับ คุณภาพสู่สากล และยังมีความเชื่อมโยงกับการประกัน คุณภาพการศึกษาภายใน สถานศึกษา (Internal Quality Assurance : IQA) ในการร่วมรับผิดชอบ (Accountability) ต่อผลการจัดการศึกษา และใช้ยืนยันคุณภาพของระบบ การประกันคุณภาพ ภายในสถานศึกษาเพ่ือการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ สร้างความโดดเด่นเฉพาะทาง ทั้งนี้ โดยมีแผนภาพแสดงความสัมพันธ์ของ การประกันคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ดังแสดง ในภาพที่ 2 ภาพท่ี 7.3 แสดงความสัมพันธข์ องการประกนั คุณภาพภายใน และการประเมินคุณภาพ ภายนอก ระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา (Internal Quality Assurance : IQA) สถานศึกษาจะตอ้ งจัดให้มรี ะบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา เพื่อสรา้ งความมั่นใจให้แกผ่ ู้ท่ี เกี่ยวข้องว่าผู้เรียนทุกคนจะได้รับ การศึกษาที่มีคุณภาพ เพ่ือพัฒนาความรู้ความสามารถและ คุณลักษณะ ท่ีพึงประสงค์ตามมาตรฐานท่ีสถานศึกษากำหนด ระบบการประกันคุณภาพ การศึกษา ภายในสถานศึกษา เป็นส่วนหน่ึงของการบริหารการศึกษา ซึ่งเป็นกระบวน การพัฒนาคุณภาพ การศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยให้สถานศึกษายึดหลักการ ส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง
214 โดยการส่งเสริม สนับสนุนและกำกับ ดูแลของหน่วยงานต้นสังกัด โดยมีกระบวนการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาดงั น้ี 1. กำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา สถานศึกษากำหนดมาตรฐานการศึกษาและ เป้าหมายความสำเร็จท่ีสะท้อนคุณภาพการบริหารและการจัดการศึกษา ซึ่งเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับ คุณลักษณะ คุณภาพท่ีพึงประสงค์ท่ีต้องการให้เกิดขึ้น ในสถานศึกษา มาตรฐานการศึกษาและ เปา้ หมายความสำเร็จกำหนดขึน้ จะเป็น หลกั เทียบเคียงสำหรบั การส่งเสริม กำกับดแู ล ตรวจสอบและ ประเมนิ ผล และการประกนั คณุ ภาพการศึกษาของสถานศกึ ษานน้ั ๆ 2. พัฒนาเข้าสู่มาตรฐาน สถานศึกษาจัดทำแผนพัฒนาการศึกษา ซ่ึงเป็น แผนที่กำหนด เป้าหมายและแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาน้นั ในชว่ งระยะเวลาที่กำหนด โดย จัดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อให้เกิดความมั่นใจ ว่าสถานศึกษาจะดำเนินการตามข้อตกลงที่กำหนด ร่วมกัน เพ่ือให้บรรลุตามเป้า หมายของแต่ละกิจกรรมท่ีกำหนดอย่างสอดคล้องกับมาตรฐาน การศึกษา ข้ันพ้ืนฐาน และมกี ารดำเนินงานตามแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยการกำกบั ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องให้บรรลุ เป้าหมายตามแผนพัฒนาคุณภาพ สถานศึกษาที่กำหนดไว้โดยจัดทำแผนปฏิบัติ การประจำปีท่ีชัดเจนครอบคลุมงาน/โครงการของ สถานศึกษา 3. จัดทำรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (Self-Assessment Report : SAR) เป็นการนำข้อมูลผลการประเมินตามมาตรฐานของสถานศึกษา จากติดตาม ตรวจสอบและ ประเมินผลและจัดทำเป็นรายงานการประเมินตนเอง เพ่ือสะท้อนภาพความสำเร็จของการพัฒนา คุณภาพสถานศึกษาในรอบปีการศึกษาท่ีผ่านมาภายใต้บริบทของสถานศึกษา ดังนั้นการประกัน คุณภาพภายในสถานศึกษาจึงเป็นกระบวนการท่ีต้อง ดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเน่ือง ท้ัง กำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา การจัดทำแผนพัฒนาการศึกษา การดำเนินการตาม แผนพัฒนาการจัดการศึกษา การประเมินผล ติดตาม ตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ท้ังด้าน การบริหารการจัดการศึกษา การจัดการเรียนการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพ่ือพัฒนา สถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา และจัดทำรายงานผล การประเมินตนเองของ สถานศึกษา (SAR) เสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัด เพ่ือเตรียมการรองรับการประเมินคุณภาพภายนอก ต่อไป การประเมินคุณภาพภายนอก (External Quality Assessment : EQA) การประเมิน คุณภาพภายนอก โดยสำนกั งานรบั รองมาตรฐานและประเมิน คณุ ภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) มี บทบาทสำคัญ ดงั นี้ 1. ประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพ และมาตรฐาน การศึกษาของสถานศึกษา โดยวิเคราะห์SAR เยี่ยมชมสถานศึกษา (Site Visit) ติดตามและตรวจสอบ เพื่อสะท้อนถึงผลการจัด การศึกษาแต่ละระดับ ท้งั ด้านคุณภาพของผู้เรยี น ด้านกระบวนการบริหารและจดั การศึกษา และด้าน กระบวนการจดั การเรยี นการสอนที่เนน้ ผ้เู รยี นเปน็ สำคัญ โดยคำนงึ ถึง ความเหมาะสม ความเปน็ ไปได้ ความเชื่อถือได้และประสิทธิผลการจัดการศึกษา ของสถานศึกษาน้ัน ๆ โดยใช้มาตรฐานของ สถานศึกษา สร้างความเชื่อมั่น ให้แก่ ผู้มีส่วนเก่ียวข้องและสาธารณชนว่าสถานศึกษานั้นว่าสามารถ
215 จัดการศึกษาได้ อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา และบรรลุเป้าประสงค์ของหน่วยงานต้น สังกดั หรือหน่วยงานท่กี ำกับดูแล 2. รายงานผลการประเมินภายนอก ผู้ประเมินคุณภาพภายนอกสรุปผล การประเมิน ตรวจสอบคุณภาพและจัดทำรายงาน นำส่งผลการประเมิน พร้อมเอกสารท่ีเก่ียวข้องให้หน่วยงานต้น สงั กัดทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง เพ่ือให้หน่วยงาน ได้ติดตามและพฒั นาใน ๓ ประเดน็ ได้แก่ 2.1 การแก้ไขประเด็นต่าง ๆ ท่ีไม่เป็นไปตามนโยบาย และมาตรฐานของสถานศึกษา (Internal Correction) 2.2 การปรบั ปรงุ ประเดน็ ตา่ ง ๆ ใหด้ ขี ้ึน (Improvement) 2.3 การพัฒนานวตั กรรม จากประเดน็ ต่าง ๆ (Innovation) การประเมินคุณภาพภายนอก มีแนวคิดสำคัญ คือ ใช้กลไกการประเมิน คุณภาพภายนอก เพ่ือกระตุ้นและจูงใจให้เกิดการพัฒนาและยกระดับคุณภาพ การศึกษาตามนโยบายปฏิรูปการศึกษา ถือปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วย การประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561 ตามบริบทของ สถานศึกษา ลดการประเมิน ท่ียุ่งยากกับสถานศึกษา ลดการจัดทำเอกสารเพิ่มระบบ เทคโนโลยีใน การประเมิน และพัฒนาคุณภาพของผู้ประเมินคุณภาพภายนอก เน้นการประเมินเพ่ือยืนยันคุณภาพ ของระบบการประกันคุณภาพภายใน ของสถานศึกษาว่า ดำเนินการเหมาะสม เป็นไปได้/เป็นระบบ เช่ือถือได้และเกิดประสิทธิผลต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามเป้าหมาย มี พฒั นาการตอ่ เน่อื ง มีนวัตกรรมหรือเป็นแบบอยา่ งที่ดหี รอื ไม่ส่งเสริมให้สถานศึกษา และหน่วยงานต้น สังกัดรับผิดชอบในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปตาม มาตรฐานการศึกษาชาติตามจุดหมาย ของหลักสูตรและมีความพรอ้ มในการ แข่งขันในระดับสากล ให้ความสำคัญกับการประเมนิ ท่ีมุ่งสู่การ พัฒนาท่ีย่ังยืน และเปิดโอกาสให้สถานศึกษาสร้างความโดดเด่นหรือเป็นต้นแบบในการพัฒนา ใน ระดับท้องถิ่น/ภูมิภาค ระดับชาติและระดับนานาชาติดังนั้นการประเมินคุณภาพภายนอกจึง สอดคล้องเป็นหน่ึงเดียวกันกับการประกันคุณภาพการศึกษา ภายในของสถานศึกษา การประเมิน แบ่งเป็น 2 ระยะ คอื ระยะท่ี 1 เป็นการประเมินเพื่อยืนยัน คุณภาพโดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและ ประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การ มหาชน) โดยใช้วิธีการประเมินโดยอาศัยร่องรอยหลักฐานเชิง ประจักษ์ (Evidences Based Assessment) ครอบคลุมองค์ประกอบทั้งระบบแบบองค์รวม (Holistic Assessment) โดยไม่แยกส่วนหรือแยกองค์ประกอบการประเมิน ในการประเมินผลงาน หรือกระบวนการ แต่เป็นการประเมินในภาพรวมของ ผลงานหรือภาพรวมของกระบวนการ ดำเนินงาน ตรวจทานผลการประเมินโดยคณะกรรมการในระดับเดียวกัน และสะท้อนผลการ ดำเนินงานโดยการประเมิน และตัดสินผลการประเมินคุณภาพการศึกษาโดยอาศัยความเชี่ยวชาญ (Expert Judgment) ระยะท่ี 2 เป็นการติดตามเพ่ือพัฒนาโดยหน่วยงานต้นสังกัดหรือ หน่วยท่ีกำกับดูแล สถานศึกษา ตามข้อเสนอแนะของสำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) ดังนั้น การประเมินคุณภาพ ภายนอกจึงสอดคล้องเป็นหน่ึงเดียวกันกับการประกัน คุณภาพการศกึ ษา ภายในของสถานศึกษา
216 ท าทข งค ใู นกา ป ะกนคณุ ภาพกา ศึกษา หัวใจของการประกันคุณภาพการศึกษาคือการประกันคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้เต็มตามศักยภาพ ซึ่งต้องเริ่มต้นที่การประกันคุณภาพภายใน โดยการปฏิรูปการสอน ของครู ท าทข งค ใู นกา ป ะกนคุณภาพภายใน รุ่ง แก้วแดง (2544) กล่าวถึง บทบาทสำคัญของครูในการประกันคุณภาพภายใน คือ การ ประกันคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ซ่ึงต้องมีการปฏิรูปการสอน เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมี คณุ ภาพตามมาตรฐานการศกึ ษา การปฏิรปู การสอนของครูเพื่อประกันคุณภาพการเรียนรูข้ องผูเ้ รียน ประกอบด้วยบทบาทหน้าทส่ี ำคญั 3 ประการ คือ 1. การปฏิบตั งิ านปกติของครอู ย่างมรี ะบบและกระบวนการ 2. การประเมนิ ตนเอง 3. การรายงานผลการประเมินตนเอง ซึ่งครูแต่ละคนสามารถกำหนดกระบวนการทำงานของตนเองได้อาจจำแนกเป็นขั้นตอนได้ ดงั น้ี ขั้นตอนท่ี1ศึกษาเรื่องมาตรฐานการศึกษาและหลักสูตรให้เข้าใจ ถ้าเป็นไปได้ควรศึกษา ให้ครบทั้งหน่วยการเรียนท่ีอาจจะกำหนดเป็นภาคเรียนหรือท้ังปีการศึกษาและนำมาพัฒนาหลักสูตร รายวชิ าท่ีตนสอนอยู่ ขั้นตอนท่ี 2 วางแผนการสอน ว่าควรจะสอนอย่างไรรวมท้ังจะต้องสามารถกำหนดสิ่งท่ี จะบรรลุผลหรอื สงิ่ ท่ีจะเกดิ ขึ้นหรือพฤติกรรมของนักเรยี นท่ีจะเกิดขน้ึ หลงั จากไดร้ ับการศกึ ษา โดยเน้น การจดั กจิ กรรมและการใช้สื่อทสี่ ง่ เสริมการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 3 นำกระบวนการวิจัยเข้ามาใช้ในการสอนของครู และการเรียนของนักเรียน เพอ่ื สร้างสรรค์ความรคู้ วบคู่การเรยี นรู้ ขั้นตอนท่ี 4 ดำเนินการสอน โดยทำงานร่วมกับผู้เรียนหมายความว่า ต้องลดบทบาท การบอกของครมู าเป็นการทำงานร่วมกับผูเ้ รียน โดยอำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนได้มีบทบาทในการ เรยี นมากขึ้น ข้ันตอนที่5ประเมินผลการสอน ว่าส่งิ ท่ีครูสอนไปน้ันบรรลตุ ามเป้าหมายที่กำหนดไวม้ าก นอ้ ยเพียงใด โดยวัดจากผลการเรียนรู้ของผู้เรยี น พิจารณาเปน็ รายบคุ คลและรายช้นั เรียน ขน้ั ตอนท่ี 6 วเิ คราะห์ เพือ่ ปรับปรุงการเรยี นการสอนในวงจรต่อไป ข้ันตอนท่ี 7 บันทึกสรุปผลการสอน ว่าในคาบหรือหน่วยนั้นมีความสำเร็จ บรรลุตาม เป้าหมายมากนอ้ ยเพยี งใด มปี ัญหาและอุปสรรคที่ต้องแก้ไขอย่างไร มีคำแนะนำเพ่ือจะนำไปปรับปรุง ตอ่ ไปอย่างไร โดยบนั ทกึ ทุกสิ่งทกุ อยา่ งเอาไว้เป็นหน่งึ หน่วย เขยี นเป็นแผนภูมิได้ดังน้ี
217 ภาพท่ี 7.4 บทบาทของครูในการประกนั คณุ ภาพภายใน (พฒั นาจากกรอบการประกนั คุณภาพ ภายในสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศึกษา 2544 : 6) ท าทหนา้ ที่ข งค ูในกา ป ะกนคณุ ภาพภายในทง้ ะ คว เป็นดงน้ี 1. มีการเตรียมความพร้อมของตนเองโดยทำการศึกษาให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ หลักการ วิธีการ ขั้นตอนในการประเมินผลภายใน รวมท้ังพยายามสร้างเจตคติท่ีดีต่อการประเมิน ภายใน 2. ให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาในการให้ข้อมูลพ้ืนฐานท่ัวไปที่คณะกรรมการประเมินผล ภายในต้องการ 3. ให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาเมื่อได้รับการแต่งต้ังให้เป็นคณะกรรมการในกิจกรรมใด กิจกรรมหน่ึงของการประเมินผลภายใน เช่น เข้าร่วมพิจารณาจัดทำปฏิทินการปฏิบัติงานด้านการ ประเมนิ ผลภายในสถานศกึ ษา ร่วมกันพิจารณาจัดสร้างเครือ่ งมือในการจดั เกบ็ ข้อมลู ลักษณะต่างๆ ใน กระบวนการประเมินผลภายใน รว่ มกันทำการสำรวจเก็บข้อมูลที่คณะกรรมการสำรวจ ร่วมกันทำการ วิเคราะห์ขอ้ มูล (หากมีความร้ดู ้านการวเิ คราะห)์ รว่ มกนั สรปุ ผลการประเมนิ เปน็ ตน้ 4. ให้ความร่วมมือกับสถานศกึ ษา ในการร่วมกนั กำหนดจดุ ประสงค์ กำหนดมาตรฐานและตัว บ่งชี้ในการประเมินด้านตา่ ง ๆ ของสถานศึกษาเอง และร่วมกันกำหนดเกณฑก์ ารตดั สนิ มาตรฐานและ ตัวบ่งชีใ้ นดา้ นตา่ ง ๆ 5. ปฏิบัติหน้าที่หลักหรือหน้าท่ีประจำท่ีรับผิดชอบอย่างมีระบบ ตามกระบวนการและ สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษา เช่น ในหนา้ ท่ีการสอนตอ้ งมกี ารพัฒนาหลักสูตรและแผนการสอนท่ี เน้นนักเรียนเป็นสำคัญ จัดเตรียมเนื้อหาสาระท่ีถูกต้องเหมาะสมกับจุดประสงค์การเรียนการสอน จดั ทำส่ือการสอนที่มีประสิทธิภาพตรงตามจุดประสงค์การเรียนการสอน จัดกิจกรรม วิธีการเรียนรู้ท่ี สร้างให้ผู้เรียนเกิดการค้นคว้าหาความรู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง เลือกวิธีการประเมินผลการเรียน หลากหลายและเหมาะสมรวบรวมผลสรุปผลประเมินการเรียนการสอน พฤติกรรมของผู้เรียน นำผล การประเมินมาปรบั ปรงุ การจัดการเรียนการสอนอยา่ งต่อเน่ือง เป็นต้น
218 ท าทข งค ูในกา กา วจ และป ะเมินจากภายน ก การประกันคุณภาพภายนอกเป็นงานที่ต่อเนื่องจากการประกันคุณภาพภายในซึ่งสถานศกึ ษา จะต้องจัดทำรายงานการประเมินตนเองเป็นประจำทุกปีเพื่อเสนอส ำนักงานรับรองมาตรฐานและ ประเมินคุณภาพการศึกษา เพ่ือรับการประเมินคุณภาพภายนอก (สำนักงานรับรองมาตรฐานและ ประเมนิ คุณภาพการศึกษา 2544: 7) บทบาทของครูในการรับการตรวจสอบและการประเมินคุณภาพ จากภายนอก มี 3บทบาท คือ 1. รว่ มจัดทำรายงานการศึกษาตนเอง (SSR) ของสถานศึกษา 2. รับการตรวจเย่ยี มของผ้ปู ระเมนิ จากภายนอก 3. รับข้อเสนอแนะจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษามา ดำเนนิ การใหม้ กี ารปรับปรุงแก้ไข บทบาทของครูในการประกันคุณภาพภายนอกจึงมีความสัมพันธ์กับบทบาทของครูในการ ประกันคุณภาพภายใน ดงั ภาพตอ่ ไปน้ี ภาพที่ 7.5 ความสมั พนั ธ์กบั บทบาทของครใู นการประกันคุณภาพภายใน จากข้างต้นสรุปได้ว่า บทบาทของครูในการประกันคุณภาพภายใน คือ การประกันคุณภาพ การเรียนรู้ของผู้เรยี น ประกอบด้วยบทบาทหน้าท่ี 3 ประการ คือ 1. การปฏิบัติงานปกติของครูอย่าง มีระบบและกระบวนการ 2. การประเมินตนเอง และ 3. การรายงานผลการประเมินตนเอง ส่วน บทบาทของครใู นการประกันคุณภาพภายนอก เป็นบทบาทที่ต่อเน่ืองจากการประกันคุณภาพภายใน อีก 3 ประการ คือ 1. ร่วมจัดทำรายงานการศึกษาตนเองของสถานศึกษา 2. รับการตรวจเย่ียมของผู้ ประเมนิ ภายนอก และ 3. รับข้อเสนอแนะจากผปู้ ระเมนิ ภายนอกมาดำเนนิ การให้มีการปรบั ปรงุ แกไ้ ข
219 ณานกุ ม คูม่ ือการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสาม (พ.ศ. 2554-2558) ระดับอดุ มศึกษาฉบับสถานศึกษาพ.ศ. 2554 พระราชบญั ญตั ิระเบียบบรหิ ารราชการกระทรวงศกึ ษาธกิ าร พุทธศักราช 2562. (2562, 26 เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. หนา้ 43-46 พระราชบัญญตั ริ ะเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดนิ พทุ ธศักราช 2534. (2534, 21 สงิ หาคม). ราชกิจจา- นเุ บกษา. หนา้ 3-12 มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สุราษฎร์ธานี. (2559). ศูนย์เค ื ขาย มศ. วนั ท่ี 12 ธนั วาคม 2563. สบื คน้ จากเวบ็ :http://onesqa.sru.ac.th. [ออนไลน์]. โรงเรยี นดุสติ พณชิ ยการ. (ม.ป.ป). ท าทข งค ใู นกา ป ะกนคุณภาพกา ศกึ ษา. วนั ที่ 12 ธันวาคม 2563. สืบค้นจากเวบ็ : http://www.dcc.ac.th/th/ web/teachertoqa.pdf สถาบันทดสอบทางการศกึ ษาแห่งชาติ. (ม.ป.ป.). “ ำนาจหน้าท่ี”. วันท่ี 14ธนั วาคม 2563. สบื ค้น จาก : https://www.niets.or.th/th/catalog/view/113. [ออนไลน์]. สถาบนั สง่ เสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย.ี (มป.ป.). “วิ ยทศน์ พนธกิจและภา กิจ าม ก ฎ ห ม า ย ”. วั น ที่ 1 4 ธั น ว าค ม 2 5 6 3 . สื บ ค้ น จ า ก : http://www.ipst.ac.th/ index.php/ipst/about-ipst/vision-and-mission. [ออนไลน์]. สำนักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา. (ม.ป.ป.). “ ำนาจหน้าท่ี ามกฎหมายข ง ำนกงาน คณะก มกา กา าชวี ศกึ ษา”. วันที่ 14 ธนั วาคม 2563. สืบคน้ จาก : http://www.vec.go.th/th-th/ [ออนไลน์]. สำนักงานคณะกรรมการสง่ เสริมสวสั ดิการและสวัสดิภาพครูและบคุ ลากรทางการศึกษา. (ม.ป.ป.) “ ำนาจหน้าที่”. วันท่ี 14 ธันวาคม 2563. สืบค้นจาก : http://www.otep.go.th /?p=otep-page&id=9 [ออนไลน์]. สำนักงานประกันคุณภาพ. (ม.ป.ป.).หนวยงานทเ่ี กย่ี วข้ งก QA. วันท่ี 12 ธนั วาคม 2563. สบื ค้นจากเวบ็ :http://onesqa.sru.ac.th https://qa.rmutr.ac.th. [ออนไลน์]. สำนกั ทดสอบทางการศึกษาและคณะ. (2563). แนวทางกา พฒนา ะ กา ป ะกนคณุ ภาพ กา ศกึ ษา. 30 จ ามกฎก ะท วงกา ป ะกนคณุ ภาพกา ศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๑ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศกึ ษา (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). “ความ เป็นมา/หนา้ ทีแ่ ละ ำนาจ”. วนั ที1่ 4 ธนั วาคม 2563. สบื ค้นจาก : แอป [ออนไลน์]. สำนกั งานเลขาธิการครุ ุสภา. (ม.ป.ป.). “ ำนาจหนา้ ที่ข งคุ ุ ภา”. วนั ท่ี 14 ธนั วาคม 2563. สืบคน้ จาก : https://www.ksp.or.th/ksp2018/objectives/ [ออนไลน์]. อภิธานศพั ท์การประกันคุณภาพการศึกษา (QA Glossary) โดยสาํ นักงานรบั รองมาตรฐานและ ประเมนิ คณุ ภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.)
220 บทท่ี 8 การบริหารโครงการศกึ ษา ะ โค ง ้างแผนงาน ระบบโครงสร้างแผนงาน (Program Structure) เป็นการจัดระบบการวางแผน เพ่ืออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของหน่วยงาน โดยแบ่งแผนออกเป็นส่วนย่อยของแผน ตามลำดับชน้ั ส่วนย่อย ๆ เหลา่ นั้นจะเปน็ กรอบกำกับในการจดั กลุ่มงาน กลมุ่ กจิ กรรมและโครงการไว้ อย่างเป็นระบบ ซ่ึงการจัดกลุ่มงานตามระบบน้ีเพื่อช่วยให้การวางแผนสัมพันธ์กับงานปกติ อำนวย ความสะดวกในการดำเนินงานด้านการเงิน การงบประมาณ การจัดโครงสร้างแผนงานในแต่ละ หน่วยงาน หรือแต่ละระบบนั้นจะมีลักษณะการจัดที่อาจแตกต่างกันแต่โครงสร้างพื้นฐานในงานการ วางแผนโดยท่ัวไปจะประกอบด้วย แผน (Plan) แผนงาน (Program) โครงการ/งาน (Project / Task) และกจิ กรรม (Activity) เปน็ ลำดับลดหลัน่ กนั ไปตามลำดบั ชนั้ ดังภาพประกอบที่ 1 ภาพท่ี 8.1 ระบบโครงสร้างแผนงาน (Program Structure) (ทม่ี า: อำนาจ พนั ธ์ผูก, 2555) แผน (Plan) เป็นแผนรวมขององค์การท้ังองค์การ เป็นแผนรวมของสถาบันท้ังสถาบันหรือ แผนรวมของหน่วยงานน้ันโดยเฉพาะท้ังหน่วย หรือแผนเฉพาะในระดับต่าง ๆ เช่น แผนการศึกษา แห่งชาติ แผนของกระทรวง แผนของกรม แผนของกอง แผนของสำนักงานแผนของฝ่าย แผนของ แผนกหรืออาจเป็นแผนเฉพาะเร่ืองเฉพาะด้านก็ได้ เช่น แผนพัฒนาชนบท แผนเตรียมสู่กีฬาโอลิมปิค แผนการปฏิรูปที่ดิน เป็นต้น แผนจะมีลักษณะเฉพาะท่ีสำคัญ คือ เป็นแหล่งรวมเร่ืองทั้งหมดไว้ ด้วยกัน เป็นที่พิจารณาโดยรวมท้ังหมดของเร่ืองน้ัน ส่วนน้ันท้ังหมด ไม่ว่าจะเป็นแผนมหภาคซึ่งเป็น ระดับส่วนรวมของชาติ เป็นแผนแห่งชาติ หรือแผนระดับจุลภาคซึ่งเป็น ที่รวมท้ังหมดเฉพาะเร่ือง เฉพาะจุด เช่น แผนของหน่วยงาน กระทรวง กรม กอง ฝ่าย รายละเอียด ที่สำคัญของแผน คือ วัตถุประสงค์ นโยบาย เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ มาตรการ ซ่ึงในแต่ละแผนส่ิงที่จะขาดไม่ได้ก็คือ วัตถปุ ระสงค์ และนโยบาย
221 แผนงาน (Program) โดยปกติแล้วหน่วยงานหรือองค์การแต่ละแห่ง จะประกอบด้วยส่วน งานหรือกลุ่มงานที่สำคัญๆ ซึ่งเป็นกลุ่มงานหลัก เม่ือใช้แผนเป็นกรอบกำกับการจัดกลุ่มงาน โดย ระบบโครงสร้างแผนงาน จะมีสภาพท่ีเรียกว่าใกล้เคียงกับระดับแผนงาน ซ่ึงตัวแผนเป็นแผนรวมของ ระบบใหญ่ท้ังหมด แผนงานเป็นส่วนท่ีเป็นกลุ่มงานสำคัญๆ ตัวแผนเป็นรวมของโครงการต่าง ๆ เพื่อดำเนินงานให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของแผนงานนั้น สิ่งท่ีปรากฏอยู่ในแผน คือ วัตถุประสงค์ นโยบาย เป้าหมาย สำหรบั รายแผนงานน้ันและในบ้างที่อาจมียทุ ธศาสตร์ หรือมาตรการ สำหรับการ ดำเนินงานเพ่ิมเติมประกอบไปด้วยก็ได้ ตามรูปแบบระบบแผนงาน ท่ีหน่วยงานนั้นกำหน ดใช้ หรือตามทีห่ นว่ ยงานผูม้ ีอำนาจเปน็ ผู้กำหนดได้กำหนดไว้ โครงการ/งาน (Project / Task) จะเป็นท่ีรวมของกิจกรรมต่าง ๆ (Activity) เป็นส่ิงท่ีแสดง ให้เห็นชัดเจนถึงกิจกรรมท่ีต้องปฏิบัติและการใช้ทรพั ยากรหรืองบประมาณ กับการควบคุมกำกับการ ทำงานให้เป็นไปตามเค้าโครงการทำงาน ตามลำดับข้ันตอนของกิจกรรมท่ีกำหนดไว้ ผลสำเร็จที่เป็น ผลรวมของโครงงานและงานต่าง ๆ แต่ละแผนงาน จะนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ นโยบาย และเป้าหมายของแผนงานนั้น ๆ โดยตรง และในทำนองเดียวกันผลรวม ของแต่ละแผนงานทุก แผนงานในแผน ก็จะนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์และนโยบายของแผนตามลำดับรายละเอียดส่วน ใหญ่ที่ปรากฏในโครงการ ก็จะนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์และนโยบายของแผนตามลำดับ รายละเอียดส่วนใหญ่ที่ปรากฏในโครงการ มักจะประกอบด้วย ชื่อโครงการ ผู้รับผิดชอบโครงการ เวลาที่ใช้ในการดำเนินการโครงการ เหตุผล-ความสำคัญ-ความเป็นมาของโครงการ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย วิธีดำเนินงาน งบประมาณ วิธีการติดตามกับโครงการและวิธีการประเมินสัมฤทธ์ิผลของ โครงการหรือการประเมินผล ผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการหรือผลประโยชน์พลอยได้ท่ีคาดว่าจะ ได้รับจากโครงการ นอกจากน้ันยังอาจมีรายละเอียดอ่ืน ๆ เพ่ิมเติมได้อีกตามความเหมาะสม หรือตามที่กำหนดไว้ในแบบฟอร์มมาตรฐานการเสนอโครงการ ซงึ่ หน่วยงานนนั้ ต้องยึดถือปฏิบัติความ แตกต่างระหว่างโครงการและงาน คือ งานเป็นที่รวมของกิจกรรมประจำ ต่อเน่ืองเปน็ ส่ิงท่ีต้องปฏิบัติ ตลอดไป ตามภาระหน้าที่ของหน่วยงาน ส่วนโครงการจะมีลักษณะเป็นงานใหม่ท่ีแตกต่างจากงาน ประจำตามปกติ หรือเป็นงานเฉพาะพิเศษท่ีแตกต่างจากการทำงานตามปกติประจำทั่วไป สามารถ แยกออกจากงานประจำใหเ้ หน็ ความแตกต่างชดั เจน ลกษณะข งแผนโดยทว่ ไป ลักษณะของแผนโดยทัว่ ไป จะต้องประกอบด้วยสง่ิ ต่อไป 1. วัตถุประสงค์ เป็นการกำหนดไว้ล่วงหน้าจะมีการปฏิบัติอะไรและอย่างไร เป็นการช้ี ทางให้เห็นและเป็นการป้องกันการเข้าใจผิดและหลงทาง วัตถุประสงค์จะต้องกำหนดไว้แจ่มแจ้ง ชัดเจน โดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ต้องมีการจัดเรียงลำดับวัตถุประสงค์ และมีการปรับปรุงแก้ไขเป็น ระยะ ๆ ไป
222 2. มาตรฐานในการบริหาร เป็นการกำหนดความต้องการ ความสมดุลและความสัมพันธ์ ระหว่างทรัพยากรท้ังหลาย มาตรฐานเป็นเคร่ืองกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการควบคุม การกำหนด อาจเขยี นเปน็ คำอธบิ าย หรอื โดยการบอกกล่าวด้วยคำพดู ให้ถือปฏบิ ัติตาม 3. งบประมาณ ได้แก่ แผนกการรับและแผนการจ่าย ซึ่งกำหนดข้ึนสำหรับสิ่งท่ีจะ เกิดข้ึนในอนาคตและเป็นสิ่งที่ช่วยกำหนดเป็นเป้าหมายของแต่ละกิจกรรม และใช้เป็นแผนการ ควบคุมได้ 4. แผนงาน เป็นแผนเบด็ เตลด็ ซ่งึ รวมการใชท้ รพั ยากรตา่ ง ๆ และการจดั เรยี งลำดบั ของ กจิ กรรมซ่ึงจะตอ้ งทำตามกำหนดระยะเวลาเพ่ือใหบ้ รรลวุ ัตถปุ ระสงค์ 5. นโยบาย หมายถึง การตกลงขั้นต้นในการกำหนดแนวทางอย่างกว้างใน การ ปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ นโยบายท่ีดีจะต้องกำหนดไว้อย่างกว้างๆ และสอดคล้องกันและ แสดงใหเ้ ห็นถงึ การพฒั นาองค์การในที่สดุ 6. วิธีปฏิบัติ หมายถงึ กระบวนการของงานท้ังหลายซึง่ เกี่ยวข้องกนั มกี ารจดั เรียงลำดับ พรอ้ มท้ังกำหนดวิธีปฏิบัติ ตลอดจนจัดสายทางเดนิ ของงานไว้ด้วย วิธีปฏิบัติควรจะแน่นอนมั่นคง จะ เปลี่ยนแปลงตอ่ เมือ่ มเี หตุการณก์ ระทบต่อการดำเนินงานเกิดขนึ้ เทา่ นนั้ 7. วิธีการ หมายถึง ข้ันตอนของวิธีปฏิบัติงานอย่างหน่ึง และเป็นการกำหนดว่า งานขนั้ นจี้ ะต้องปฏิบัตอิ ย่างใด โดยพจิ ารณาถงึ วตั ถปุ ระสงค์ คา่ ใชจ้ ่าย เวลา เงิน และกำลงั สำหรับหลักการวางแผนโดยท่ัวไป จะระบุถึงเป้าหมายที่ต้ังอยู่บนบทบาทขององค์การ ในสังคมนั้น มีการกำหนดสถานะในปัจจุบัน พิจารณาถึงความต้องการและเป้าหมายในอนาคต มีการ กำหนดวิธีดำเนินการ หรือหนทางท่ีจะทำให้เป้าหมายสัมฤทธิ์ผล ตลอดจนกระบวนการวางแผน จะต้องพิจารณาถึงสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ใน ระหว่างการดำเนินงานจะมีการประเมินหรือวิเคราะห์ผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูว่าเป้าหมายประสบ ผลสำเรจ็ หรือไม่ และจะตอ้ งแก้ไขปรับแผนเพ่อื การปรับปรุงอย่างไร ความหมายข งกา วางแผน อุทัย บุญประเสริฐ (2538 : 19) ได้ให้ความหมายว่า การวางแผนเป็นกิจกรรมที่คาดหวังว่า จะตอ้ งปฏิบัติ ซ่ึงเป็นผลจากการค้นหาและกำหนดวิธีทำงานในอนาคตเพ่ือใหบ้ รรลุจุดมุ่งหมาย บรรลุ วัตถุประสงค์ และเป้าหมายท่ีกำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานและองค์กร มากที่สุด แสดงให้เห็นว่าจะมีการทำอะไร ทำที่ไหน เม่ือใด ให้ใครทำ ทำอย่างไร และให้รายละเอียด อน่ื ๆ ทจี่ ำเปน็ ชว่ ยให้การปฏบิ ตั ิงานลุลว่ งไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ วิโรจน์ สารรัตนะ (2539 : 35-36) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การวางแผนเป็นกระบวนการ ตัดสินใจเพ่ือกำหนดวัตถุประสงค์และแนวทางการกระทำไว้ล่วงหน้า เพื่อให้บุคคลในองค์การปฏิบัติ ตามให้บรรลุตามวตั ถปุ ระสงค์ทกี่ ำหนดไว้
223 อนนั ต์ เกตวุ งศ์ (2541 : 3-4) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การวางแผนก็คอื การตดั สินใจลว่ งหนา้ ใน การเลอื กทางเลอื กเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวตั ถุประสงค์หรือวิธีการกระทำ โดยท่ัวไปจะเป็นการ ตอบคำถามต่อไปนี้ คอื จะทำอะไร (What) ทำไมจึงต้องทำ (Why) ใครบ้าง ที่จะเป็นผู้กระทำ (Who) จะกระทำเมื่อใด (When) จะกระทำกันทไ่ี หนบา้ ง (Where) และจะทำกนั อยา่ งไร (How) W.W Simmons (อ้างถึงใน ธงชัย สันติวงษ์. 2540 : 138) ได้ให้ความหมายว่า การวางแผน หมายถงึ (1) ความหมายในแงข่ องงานท่ีตอ้ งปฏิบตั ิของผ้บู ริหารแต่ละคน คือ การกำหนดวัตถุประสงค์ การจูงใจและสื่อความ การวัดผลงาน และการพัฒนาบุคคล (2) ความหมายท่ีมีขอบเขตกว้างกว่าท่ี คลุมถึงการบรหิ ารท้ังหมด คอื กระบวนการบริหารท่ีต่อเนอื่ ง ครอบคลมุ ถงึ ทกุ กจิ กรรมของงานและมุ่ง ส่อู นาคต Elbert Wohlstetter (อ้างถึงใน อนันต์ เกตุวงศ์. 2541 : 2) ให้คำอธิบายความหมายของ การวางแผนไว้แตกต่างออกไปจากท่านอ่ืน ๆ โดยให้ความหมายถึงวิธีการท่ีจำเป็นของการทำให้การ ตัดสินใจก้าวหน้า และเป็นสิ่งท่ีจะตอ้ งมีอยู่ก่อนการกระทำ การวางแผนจะต้องหาคำตอบ 2 ประการ นี้ให้ได้คือ (1) ความมุ่งหมายขององค์การหรือแผนงานคืออะไร (2) อะไรคือวิธีการที่ดีท่ีสุดจะทำให้ บรรลุผลสำเร็จของความมุ่งหมายนน้ั ยิ่งกว่าน้ันยังเน้นอกี ต่อไปว่าการวางแผนเป็นเรอ่ื งท่ีต้องทำอย่าง ต่อเนอื่ ง ตอ้ งมกี ารปรบั เปลีย่ นอยเู่ สมอ และสามารถทำนาย การเปล่ียนแปลงในอนาคตได้ จากความหมายของการวางแผน สรปุ ไดว้ ่า การวางแผน (Planning) หมายถึง กระบวนการที่องคก์ ารหรือหนว่ ยงานดำเนินการเพอ่ื ให้ได้ผลท่ีต้องการในอนาคต โดยการตัดสนิ ใจ ลว่ งหนา้ ในการเลอื กวิธที ำงานทดี่ ีทสี่ ดุ มีประสิทธภิ าพมากท่ีสุด ให้บรรลผุ ลตามท่ีตอ้ งการภายในเวลา ทีก่ ำหนด และเป็นกระบวนการทีต่ อ้ งดำเนนิ การอยา่ งต่อเน่ือง ตลอดจนสามารถปรับปรงุ แก้ไขได้อยู่ เสมอ ความ ำค ข งกา วางแผน ถ้าจะเปรียบเทยี บระบบการศึกษากบั คน การวางแผนก็เปรียบเสมอื นสมองของคน ซึ่งถา้ มอง ในลักษณะน้ีแล้ว การวางแผนก็มีความสำคัญไม่น้อยทีเดียว เพราะถ้าสมองไม่ทำงานส่วนอ่ืนๆของ ร่างกาย เช่น แขน ขา ก็จะทำอะไรไม่ได้ หรือถ้าคนทำงานไม่ใช้สมอง คือทำงานแบบไม่มีหัวคิดก็ลอง นกึ ภาพดูก็แล้วกันวา่ จะเป็นอย่างไร คนทุกคนตอ้ งใชส้ มองจึงจะทำงานได้ ระบบการศกึ ษาหรือการจัด การศึกษาก่็เช่นเดียวกัน ต้องมีการวางแผน คือ อย่างน้อยต้องมีความคิด การเตรียมการว่าจะจัด การศึกษาเพอ่ื อะไร เพ่ือใคร อยา่ งไร ป ะโยชนข์ งกา วางแผน 1. การวางแผนเป็นเครือ่ งช่วยให้มีการตัดสินใจอย่างมีหลักเกณฑ์ เพราะได้มีการศึกษาสภาพ เดิมในปัจจุบันแล้ว กำหนดสภาพใหม่ในอนาคต ซ่ึงได้แก่การตั้งวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมาย แล้วหา ลู่ทางท่ีจะทำให้สำเร็จตามท่ีมุ่งหวัง นักวางแผนมีหน้าที่จัดทำรายละเอียดของงานจัดลำดับ ความสำคญั พรอ้ มทง้ั ขอ้ เสนอแนะทคี่ วรจะเป็นตา่ ง ๆ เพือ่ ใหผ้ ู้มีหนา้ ทตี่ ัดสนิ ใจพิจารณา
224 2. การวางแผนเป็นศนู ยก์ ลางประสานงานเช่น ในการจดั การศกึ ษาเราสามารถใช้การวางแผน เพ่ือประสานงานการศึกษาทกุ ระดบั และทุกสาขาใหส้ อดคล้องกันได้ 3. การวางแผนทำให้การปฏิบัติงานต่าง ๆ เป็นไปโดยประหยัดมีประสิทธิภาพและ ประสิทธผิ ล เพราะการวางแผนเปน็ การคิดและคาดการณ์ไวล้ ว่ งหน้าและเสนอทางเลือกท่ีจะกอ่ ใหเ้ กิด ผลทดี่ ีท่ีสดุ 4. การวางแผนเป็นเคร่ืองมือในการควบคุมงานของนักบริหารเพ่ือติดตามตรวจสอบการ ปฏิบตั ิงานของฝ่ายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายทตี่ อ้ งการ ป ะเภทข งแผน เม่ือกล่าวมาถึงตอนนี้น่าจะพูดถึงประเภทของแผนเสียเล็กน้อยเพ่ือความเข้าใจลักษณะของ แผนแตล่ ะอย่าง ถ้าจะมองในแง่ของระยะเวลาอาจจะแบง่ แผนออกเป็น 4 ประเภทใหญๆ่ ดงั นี้คอื 1. แผนพัฒนาระยะยาว (10 - 20 ปี) กำหนดเค้าโครงกว้างๆ ว่าประเทศชาติของเราจะมี ทิศทางพัฒนาไปอย่างไร ถ้าจะดึงเอารัฐธรรมนูญ และ/หรือแผนการศึกษาแห่งชาติมาเป็นแผน ประเภทนกี้ ็พอถไู ถไปได้แต่ความจรงิ แผนพัฒนาระยะยาวของเราไมม่ ี 2. แผนพัฒนาระยะกลาง (4 - 6 ปี) แบ่งช่วงของการพัฒนาออกเป็น 4 ปี หรือ 5 ปี หรือ 6 ปี โดยคาดคะเนว่าในช่วง 4 - 6 ปี น้ี จะทำอะไรกันบ้าง จะมีโครงการพัฒนาอะไร จะงบประมาณใช้ ทรัพยากรมากน้อยเพียงไร แผนดังกล่าวได้แก่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั่นเองในส่วน ของการศึกษาก็มแี ผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ(ไม่ใช่แผนการศึกษาแห่งชาติ)ในเร่ืองของการเกษตรก็ มีแผนพฒั นาเกษตร เปน็ ต้น 3. แผนพัฒนาประจำปี (1 ปี) ความจริงในการจัดทำแผนพัฒนาระยะกลาง เช่น แผนพัฒนา การศึกษาได้มีการหนดรายละเอียดไว้เป็นรายปีอยู่แล้ว แต่เนื่องจากการจัดทำแผนพัฒนาระยะกลาง ได้จัดทำไว้ล่วงหน้า ข้อมูลหรือความต้องการท่ีเขียนไว้อาจไม่สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงในปัจจุบัน จึงต้องจัดทำแผนพัฒนาประจำปีข้ึน นอกจากน้ัน วิธีการงบประมาณของเราไม่ใช้แผนพัฒนาระยะ กลางขอต้ังงบประมาณประจำปี เพราะมีรายละเอียดน้อยไป แต่จะต้องใช้แผนพัฒนาประจำปี เป็น แผนขอเงนิ 4. แผนปฏิบัติการประจำปี (1 ปี) ในการขอต้ังงบประมาณตามแผนพัฒนาประจำปีในข้อ 3 ปกติมักไม่ได้ตามท่ีกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ขอไป สำนักงบประมาณหรือคณะกรรมาธิการของ รัฐสภามักจะตัดยอดเงินงบประมาณที่ส่วนราชการต่าง ๆ ขอไปตามความเหมาะสมและจำเป็นและ สภาวการณ์การเงินงบประมาณของประเทศท่ีจะพึงมีภายหลังทีส่วนราชการต่าง ๆ ได้รับงบประมาณ จริง ๆ แล้ว จำเป็นที่จะตอ้ งปรับแผนพัฒนาประจำปีท่ีจัดทำข้ึนเพอื่ ขอเงินให้สอดคล้องกับเงินที่ได้รับ อนมุ ัติ ซ่งึ เรยี กวา่ แผนปฏิบตั ิการประจำปขี ้นึ
225 ความ ้เู ื้ ง ้นเกี่ยวก โค งกา การบริหารโครงการเป็นหัวใจของความสำเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการ ซ่ึงนอกจาก จะต้องดำเนินการโดยคณะบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจโครงการน้ันอย่างดีพอแล้ว การบริหาร โครงการย่อมต้องการระบบและมีขั้นตอนของการดำเนินงาน ท่ีสำคัญการบริหารโครงการเป็นงาน ชนิดหนึ่งท่ีผู้เก่ียวข้อง ทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติงานนั้นให้บรรลุถึงความสำเร็จ หรือตาม เป้าหมายที่บุคคลเหล่าน้ัน ต้องการความสำเรจ็ จะเกิดข้ึนได้ย่อมตอ้ งอาศัยกระบวนการในการบริหาร นำเสนอความรเู้ บื้องเกี่ยวกับโครงการ ดงั ตอ่ ไปน้ี ความหมายข งโค งกา คลีแลนด์ (Cleland, 1995) ให้ความหมายว่า โครงการเป็นงานประเภทหน่ึงท่ีถูกกำหนดข้ึน ในองค์กร เพื่อท่ีแปลงเจตารมณ์ในเชิงกลยุทธ์ (strategic intent) ของผู้บริหารระดบั สูง ให้กลายเป็น กลวิธี (tactics) ท่ีจะนำไปสู่การจัดการในระดับปฏิบัติการให้ได้ผลตามความต้องการของลูกค้าหรือ ผรู้ บั บริการ ไวซอคกี บีค และ เครน (Wysocki, Beck, & Crane, 2000) ให้ความหมายว่า โครงการเป็น ชุดของส่ิงมีที่มีลักษณะเฉพาะ ซับซ้อน และเช่ือมโยงกิจกรรมต่าง ๆ ไปสู่หนึ่งเป้าหมายหรือ จดุ มุ่งหมาย ซึ่งต้องสร้างภายในเวลา งบประมาณ และไดผ้ ลงานที่มลี กั ษณะเฉพาะ ประจักร บัวผัน (2550) ได้กล่าวถึงความหมายของโครงการว่า หมายถึง ชุดของกิจกรรมท่ี เป็นส่วนหน่ึงของแผนงานมีการดำเนินการอย่างต่อเน่ือง ซึ่งมีระยะเวลาเร่ิมต้นและส้ินสุดแน่นอน โดยแต่ละกิจกรรมต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ท่ีต้ังไว้ โดยชุดของ กิจกรรมเป็นส่วนหน่ึงของโครงการ โครงการเป็นส่วนหน่ึงของแผนงานและแผนงานเป็นส่วนหน่ึงของ นโยบาย เชาว์ อินใย (2553) ได้ให้ความหมายของ โครงการว่า หมายถึง ส่วนย่อยส่วนหนึ่งของ แผนงานท่ีประกอบด้วยชุดของกิจกรรมท่ีจัดข้ึนอย่างเป็นระบบ มีการกำหนดทรัพยากรในการ ดำเนนิ งาน ระยะเวลาดำเนนิ งานไว้อยา่ งชดั เจน โดยออกแบมาเพอ่ื ให้บรรลุเปา้ หมายทตี่ อ้ งการ สรุปได้ว่า โครงการ หมายถึง กิจกรรมหรือแผนงานที่เป็นหน่วยอิสระหนึ่งท่ีสามารถทำการ วิเคราะห์วางแผน และนำไปปฏิบัติ พร้อมทั้งมีลักษณะแจ้งชัดถึงจุดเร่ิมต้นและจุดสิ้นสุด โดยแผน สำหรับกจิ การตา่ ง ๆ ต้องระบวุ ัตถปุ ระสงคต์ ามระยะเวลาท่กี ำหนด ความหมายข งกา ิหา โค งกา การบรหิ ารโครงการ (Project management) หมายถึง การจัดการ การใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ทีม่ อี ยู่อย่างเหมาะสม เพื่อวตั ถุประสงคท์ ่ีตง้ั ไว้ การบริหารโครงการ (Project management) คือ การจัดการและกำกับทรัพยากร (เวลา วัสดุ บุคลากร และค่าใช้จ่าย) เพ่ือความสำเร็จของโครงการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บรรลตุ ามวัตถุประสงค์ของโครงการ ลกษณะข งโค งกา 1. มีวัตถปุ ระสงค์ชัดเจน (เน้นผลลัพธ์) 2. มกี ำหนดเวลาเรมิ่ ต้นและสิ้นสุด
226 3. ดำเนนิ งานอย่ภู ายใต้ขอ้ จำกดั เวลาต้นทุนคณุ ภาพ (Kathy, 2002, p.2-3) 1. มีจดุ มงุ่ หมายเฉพาะหน่ึงจดุ หมาย 2. เป็นการปฏิบตั งิ านช่ัวคราว มีเวลาเริ่มต้นและเวลาส้ินสดุ 3. ตอ้ งการทรัพยากรหลายประเภท ได้แก่ บคุ ลากร วสั ดุ อุปกรณ์ เปน็ ตน้ 4. ควรมผี ูส้ นบั สนนุ งบประมาณหรือลูกคา้ 5. เกีย่ วข้องกบั ความไม่แนน่ อน ยาเบ็น เรืองจรูญศร.ี (2552) 1. มรี ายละเอยี ด วัตถปุ ระสงคเ์ ป้าหมายต่าง ๆ ชัดเจนสามารถดำเนินงานไดม้ ีความเปน็ ไปได้ 2. กำหนดขึ้นอย่างมีข้อมูลความจริง (มีสถิติ ตัวเลข ข้อมูลจากองค์กรดังกล่าว) และเป็น ข้อมลู ทีไ่ ด้รบั การวิเคราะหอ์ ยา่ งรอบคอบ 3. อ่านแล้วเข้าใจว่านี้คือโครงการอะไร มีประโยชน์อยา่ งไร ทำไปเพื่ออะไร มีขอบเขตการทำ แค่ไหน 4. มรี ะยะเวลาในการดำเนินงานแน่นอน ระบวุ ัน เวลา เริม่ ตน้ และส้นิ สุด 5. สามารถตดิ ตามประเมนิ ผลได้ อำนาจ พันธ์ผูก กล่าวว่า โครงการที่ดีเป็นการจัดกิจกรรมที่เป็นระบบ เพ่ือการปฏิบัติหน้าท่ี องค์การให้บรรลุถึงเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงโครงการท่ีดีย่อมทำให้ประสิทธิภาพของการ ดำเนินงาน และผลตอบแทนที่องค์การหรือหน่วยงานจะได้รับอย่างคุ้มค่า อันจะนำมาซ่ึงการพัฒนา ของหน่วยงานนนั้ ๆ ซึ่งลักษณะของโครงการทดี่ ี มดี ังตอ่ ไปน้ี 1. สามารถตอบสนองความตอ้ งการหรือแก้ปญั หาขององค์การหรือหน่วยงานได้ 2. มีวัตถปุ ระสงค์และเป้าหมายท่ีชดั เจน สามารถดำเนนิ งานและปฏิบตั ไิ ด้ 3. รายละเอียดของโครงการต้องสอดคล้องและสัมพันธ์กัน กล่าวคือ วัตถุประสงค์ของ โครงการตอ้ งสอดคลอ้ งกับหลกั การและเหตผุ ล และวิธกี ารดำเนนิ งานตอ้ งสอดคลอ้ งกบั วัตถุประสงค์ 4. รายละเอียดของโครงการสามารถเขา้ ใจไดง้ ่าย สะดวกต่อการดำเนนิ งานตามโครงการ 5. เป็นโครงการท่ีสามารถนำไปปฏิบัติได้ สอดคล้องกับแผนงานหลักขององค์การและ สามารถตดิ ตามประเมินผลได้ 6. โครงการต้องกำหนดข้ึนจากข้อมูลที่มีความเป็นจริง และเป็นข้อมูลที่ได้รับการวิเคราะห์ อย่างรอบคอบ 7. โครงการตอ้ งได้รับการสนับสนุนในด้านทรัพยากร และการบรหิ ารอยา่ งเหมาะสม 8. โครงการต้องมีระยะเวลาในการดำเนินงาน กล่าวคือต้องระบุถึงวันเวลาที่เริ่มต้น และสิ้นสดุ โครงการ 9. สามารถติดตาม ประเมนิ ผลได้ ป ะเภทข งโค งกา ประเภทของโครงการสามารถแบง่ ได้หลากหลาย เชน่ 1. แบ่งตามลักษณะของสถานการณ์ที่จะเผชิญ สามารถแบ่งได้เป็นโครงการปรับปรุงงาน โครงการนวัตกรรม โครงการวิจยั และพัฒนา
227 2. แบ่งตามขนาดของโครงการ แบง่ ไดเ้ ป็น โครงการขนาดเล็ก โครงการขนาดใหญ่ 3. แบ่งตามระยะเวลาของโครงการ แบง่ ไดเ้ ป็นโครงการระยะสั้น โครงการระยะยาว 4. แบ่งตามโครงการเดิมและโครงการใหม่ ได้แก่ โครงการเดิมหรือโครงการต่อเนื่อง และโครงการใหม่ 5. แบ่งตามระดับการบริหาร ได้แก่ โครงการของหน่วยงานระดับนโยบาย ระดับกลางและ ระดบั ปฏบิ ตั ิ 6. แบ่งตามแผนงาน ได้แก่ โครงการของแผนงานตา่ ง ๆ ตามภารกิจของหน่วยงาน ความ ำค ข งกา หิ า โค งกา 1. ทราบวัตถปุ ระสงคแ์ ละหนา้ ที่ของการปฏบิ ัติงาน 2. เกิดการประสานงาน 3. เกิดการใช้ทรพั ยากรอยา่ งมีประสิทธภิ าพ 4. เกิดผลลพั ธ์หรือเกดิ ประสิทธิผลสงู สดุ ป ะโยชน์จากกา หิ า โค งกา 1. ลดความเสีย่ งจากโครงการ 2. การดำเนินงานเป็นไปตามแผนทีว่ างไว้ 3. เช่อื มั่นวา่ กจิ กรรมดำเนินไปตามทศิ ทางทกี่ ำหนดไว้ 4. เกิดระบบประสานงานและความร่วมมือ 5. สามารถปรับแผนหรือแกป้ ัญหาได้ทันทว่ งที 6. ทราบผลการดำเนนิ งานว่าประสบผลสำเร็จเพียงใด ก ะ วนกา หิ า โค งกา กระบวนการการบริหารโครงการ (Project initiation process) แบ่งเป็นลำดับขั้นตอนใน การบรหิ ารโครงการ 4 ขน้ั ตอน ดังนี้ 1. การวางแผนโครงการ (Project Planning) 1.1 การเกิดและท่ีมาโครงการ (Project conception) 1.2 การออกแบบหรอื การจดั ทำรา่ งโครงการ (Project formulation) 1.3 การวิเคราะหแ์ ละประเมินโครงการ (Project analysis and appraisal) 2. การปฏบิ ตั ิตามโครงการ (Project implementation) 2.1 การเตรยี มการ (Project implementation preparation) 2.2 การดำเนนิ การ (Project implementation) 3. การควบคุมโครงการ (Project control) 3.1 การติดตามโครงการ (Project monitoring) 3.2 การประเมนิ โครงการ (Project evaluation) 4. การยตุ โิ ครงการ (Project termination)
228 กา เขียนโค งกา ความหมาย “การเขียนโครงการ” หมายถึง กิจกรรมการส่ือสารของหน่วยงาน เป็นวิธีการท่ีช่วยให้เกิด การส่ือสารอย่างเป็นระบบ เป็นการสง่ เสริมการส่อื สารจากล่างขนึ้ บน น่ันคือ ผู้ใตบ้ งั คับบญั ชาสามารถ ที่จะใช้ความคดิ สร้างสรรค์ เพอื่ เขยี นโครงการเสนอไปยงั ผบู้ งั คับบัญชาหรอื ผู้บรหิ ารเพื่อพจิ ารณา “การเขียนโครงการ” หมายถึง การส่อื ความหมายซึ่งต้องเขียนให้ถกู ต้องด้วยการใช้ภาษาให้ ถูกต้อง รู้จักประมวลความคิดในการเรียงลำดับเร่ืองราวให้สัมพันธ์กันและถ่ายทอดเป็นภาษาเขียนที่ กะทดั รัดเพื่อใหผ้ ู้อา่ นเขา้ ใจได้ชัดเจน วิธีกา เขยี นโค งกา โครงการแบง่ ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. กา เขียน โค งกา แ ป ะเพ ณี นิยม หรือการเขียนโครงการแบ บด้ังเดิม (Conventional Method) เป็นโครงการท่ีนำมาใช้ต้ังแต่แรกจนถึงปัจจุบัน รายละเอียดของโครงการ จะแจกแจงตามหัวข้อท่ีกำหนดไว้ ได้แก่ ชื่อโครงการ ช่ือบุคคลหรือหน่วยงานท่ีรับผิดชอบ หลักการ และเหตุผล วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ระยะเวลาดำเนินการ สถานที่ดำเนินการ วิธีดำเนินการ งบประมาณ ผลที่คาดวา่ จะไดร้ ับ และการประเมินผล การจัดทำโครงการแบบประเพณีนิยม (Conventional Method) การเขียนโครงการใน รูปแบบนี้เป็นรูปแบบดั้งเดิมที่ทำกันมานานแล้ว ปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมเขียนกันอยู่ แต่การเขียน โครงการในรปู แบบนม้ี ีขอ้ จำกัดที่สำคัญอยู่หลายประการอันไดแ้ กล่ ักษณะของโครงการมีความยาวเกิน ความจำเป็นมุ่งเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทำให้ผู้เขียนโครงการพยายามอธิบายถึงหลักการและ เหตุผลในการเขียนโครงการอย่างมากมาย พร้อมท้ังตั้งวัตถุประสงค์ไว้อย่างเลิศเลอ จนกระทั่งไม่ สามารถจะดำเนินงานบรรลุถึงวัตถุประสงค์ได้ท้ังหมดผลที่ตามมาคือไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่าง แท้จริง ผลของงานมักขาดประสทิ ธิภาพและการพิจารณาเห็นชอบโครงการมักพิจารณาแบบแยกส่วน เป็นลักษณะรายการ (Item analysis) โดยไม่คำนึงถึงการวิเคราะห์แบบองค์รวม ถึงแม้ว่า การเขียน โครงการในรูปแบบประเพณนี ิยม จะมีข้อบกพรอ่ งดังที่ไดก้ ล่าวมาแล้วแตก่ ารเขียนโครงการในรปู แบบ นกี้ ็ยงั มผี ู้นิยมเขยี นอยู่เปน็ จำนวนมาก เนอ่ื งจากความคุน้ เคยของทั้งผเู้ ขียนและผอู้ ่านโครงการและเม่ือ มอบหมายให้เขียนโครงการจึงสามารถเขียนได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันผู้มีอำนาจในการอนุมัติ โครงการก็คุ้นชินกับโครงการในลักษณะนี้ จึงสามารถพิจารณาโครงการได้อย่างรวดเร็ว การเขียน โครงการแบบประเพณนี ิยมมีรูปแบบ (Form) หรอื โครงสร้าง (Structure) ในการเขียนโดยทว่ั ไป ดงั นี้ 1. ช่อื โครงการ 2. หลกั การและเหตผุ ล 3. วตั ถุประสงค์ 4. การกำหนดเป้าหมาย 5. วธิ กี ารดำเนนิ การ 6. การกำหนดระยะเวลาในการดำเนนิ การ 7. การกำหนดงบประมาณการดำเนินการโครงการ
229 8. การประเมนิ ผล 9. การกำหนดผลทีค่ าดวา่ จะได้รับ 10. ผ้รู บั ผดิ ชอบโครงการ 11. การบรหิ ารความเสย่ี งของโครงการ รปู แบบหรอื หัวข้อในการเขียนโครงการขา้ งต้น อาจจะมหี ัวข้อและรายละเอียดแตกต่างกันไป ตามลักษณะหรือประเภทของโครงการ บางโครงการมีรายละเอียดมาก บางโครงการมีรายละเอียด น้อย บางโครงการอาจต้องเพ่ิมเติมหัวข้อที่มีความสำคัญเข้าไป เช่น โครงการทางด้านวิชาการ อาจต้องมีการเพิ่มหัวข้อเอกสารอ้างอิง เป็นต้น ท้ังน้ีแล้วแต่ผู้เขียนโครงการจะพยายามจัดทำขึ้นหรือ ยึดถอื โดยมุ่งหวังให้ผอู้ ่านโครงการหรือผู้ปฏบิ ัติตามโครงการมีความชัดเจนและเข้าใจโดยง่ายทสี่ ุดเพื่อ ความเข้าใจทช่ี ดั เจนในเรอ่ื งของรปู แบบ หรือโครงสร้างในการเขียนโครงการโดยละเอยี ด 1. ช่ื โค งกา การต้ังช่อื โครงการตอ้ งมคี วามชัดเจน เหมาะสม และเฉพาะเจาะจง เปน็ ท่ีเข้าใจได้โดยง่ายสำหรบั ผู้นำโครงการไปใชห้ รือผูม้ ีสว่ นเก่ียวขอ้ งกบั โครงการ ชื่อโครงการจะบอก ใหท้ ราบวา่ จะทำสง่ิ ใดบ้าง โครงการท่ีจัดทำข้ึนน้ันทำเพ่อื อะไร ช่ือโครงการโดยทวั่ ไปควรจะต้องแสดง ลักษณะงานท่ีต้องปฏิบัติ ลักษณะเฉพาะของโครงการ และจุดมุ่งหมายของโครงการ เช่น โครงการ ประชุมเชิงปฏิบัติการการวางแผนเขียนโครงการ โครงการขยายพันธ์ุพืชเชิงธุรกิจ เป็นต้น นอกจากน้ี การเขียนโครงการบางโครงการ นอกจากจะมีชื่อโครงการแล้ว ผู้เขียนโครงการอาจระบุชื่อแผนงาน ไว้ด้วย ทั้งน้ีเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเป็นการแสดงให้เห็นว่าโครงการท่ีกำหนดข้ึนอยู่ใน แผนงานอะไร สามารถสนับสนุนและสอดคล้องกับแผนงานนั้นได้หรือไม่ มากน้อยเพียงใด การระบุ ระดับแผนงานทำให้มองเห็นภาพในมุมกว้างมากขึ้น และช่วยปอ้ งกันปญั หาการทำโครงการท่ีคิดแบบ แยกส่วนไดใ้ นระดบั หนึง่ 2. หลกกา และเห ุผล หลักการและเหตุผลเป็นส่วนที่สำคัญของโครงการมาก เป็นสิ่งท่ีระบุถึงความเป็นมาหรือภูมิหลัง (Background) และสภาพปัญหา (Problem) หรือความ ตอ้ งการ (Need) ของโครงการ เป็นส่วนท่ีต้องอธิบายให้ผู้อ่านโดยเฉพาะผู้อนุมัตไิ ด้ทราบถึงเหตุผลว่า ทำไมถึงต้องทำโครงการนี้ ประเด็นหลักๆ ได้แก่ ท่ีมาของโครงการ สภาพปัญหา และความต้องการ หรือความเป็นท่ีต้องดำเนินงานโครงการในการเขียนหลักการและเหตุผลน้ีจะมีอยู่ 2 ส่วนที่ต้องเขียน คือ ส่วนหลักการ และส่วนเหตุผล การเขียนในส่วนหลักการน้ีเป็นการเขียนอธิบายความหมายหรือ ความคิดรวบยอดของโครง ที่มา สภาพปญั หา มขี ้อมูลสนับสนุนให้ปรากฏโดยชัดเจน ความสอดคลอ้ ง กับแผนหรือนโยบายขององค์การหรือหน่วยงานในส่วนเหตุผลจะเป็นการเขียนเพื่ออธิบายบอกว่า โครงการท่ีเขียนน้นั มีความจำเป็นอย่างไร มีเบื้องหลังความเป็นมาอย่างไรจึงตอ้ งจัดให้มโี ครงการน้ีขึ้น ต้องแสดงถึงปัญหาและความจำเป็นหรือความเป็นมาท่ีจะต้องมีโครงการในการปฏิบัติงานข้ึนผู้เขียน และผเู้ สนอโครงการจะต้องระบวุ ธิ ีการรวมทั้งเหตุผลแสดงให้เห็นว่าโครงการท่ีเขียนข้นึ นสี้ ามารถแก้ไข ปัญหา หรือเป็นการเตรียมการไปสู่สภาพที่ต้องการในอนาคตขององค์การหรือหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง กับโครงการท่ีกำหนดข้ึนได้อย่างไรก็ดีผู้เขียนโครงการจะต้องพยายามหาเหตุผลหลักการและทฤษฎี ต่าง ๆ สนับสนุนโครงการอย่างสมเหตุสมผลเพ่ือให้ผู้บริหารหรือที่มีหน้าที่อนุมัติโครงการให้การ สนับสนนุ หรอื อนุมตั โิ ครงการ
230 3. ว ถุป ะ งค์ วัตถุประสงค์ของโครงการจะบอกให้เราทราบว่าโครงการทำเพ่ือ อะไรมีความสำคัญอย่างไร วัตถุประสงค์เป็นเคร่ืองชี้แนวทางในการดำเนินงานของโครงการโดย วัตถุประสงค์จะเป็นข้อความท่ีแสดงถึงความต้องการท่ีจะกระทำสิ่งใดส่ิงหน่ึงให้ปรากฏผลขึ้นเป็น ขอ้ ความท่ีชดั เจนไม่คลุมเครือและสามารถประเมินผลและวัดผลไดโ้ ครงการหน่ึงๆ อาจมีวัตถุประสงค์ มากกว่า 1 ข้อก็ได้และวัตถปุ ระสงค์อาจจำแนกออกไดเ้ ปน็ 2 ลกั ษณะ คอื วัตถุประสงค์ท่ัวไป (General Purpose) เป็นการเขียนบอกความต้องการใน ภาพรวมทง้ั หมดของโครงการ มักเป็นขอ้ ความกวา้ งๆ วัตถุประสงค์เฉพาะ (Specific Purpose) เป็นการเขียนบอกความต้องการของ โครงการท่ีเฉพาะเจาะจงของโครงการว่าต้องการอะไรบ้าง เป็นข้อความท่ีมีความ เฉพาะเจาะจงโดยระบุในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพของการดำเนินงานที่ต้องการให้เกิดข้ึน วัต ถุป ระส งค์เฉพาะจะต้ องมีความสอดคล้ องสั มพั น ธ์กับ วัต ถุป ระส งค์ทั่วไป และสามารถ ตรวจสอบไดว้ า่ โครงการประสบความสำเรจ็ หรอื ไม่ การเขียนวัตถุประสงค์จะต้องคำนึงถงึ ลกั ษณะท่ีดี 5 ประการหรอี SMART ดงั นี้ S = Specific (เฉพาะเจาะจง)/Sensible (เป็นไปได้) : วัตถุประสงค์ท่ีดีจะต้องมี ความเฉพาะเจาะจงไม่ความเป็นไปไดใ้ นการดำเนนิ งานโครงการ M = Measurable (วดั ได)้ : วัตถปุ ระสงคท์ ี่ดจี ะต้องสามารถวัดและประเมินผลได้ A = Attainable (บรรลไุ ด)้ : วัตถุประสงคท์ ด่ี ีจะตอ้ งสามารถปฏบิ ัติจนสำเร็จได้ R = Reasonable (เปน็ เหตุเป็นผล) : วตั ถปุ ระสงค์ทด่ี จี ะต้องมีความเปน็ เหตุเป็นผล ในการปฏิบตั ิงาน T = Time (เวลา)/Target (เป้าหมาย) : วตั ถุประสงคท์ ่ีดจี ะต้องมีขอบเขตของเวลา/ เปา้ หมายทแ่ี นน่ อนในการปฏบิ ัตงิ าน สรุปได้ว่าวัตถุประสงค์ของโครงการเป็นทิศทางในการดำเนินงานของโครงการ เป็นการบอกถึงสิ่งท่ีโครงการต้องจัดทำเพ่ือแก้ปัญหา หรือเพ่ือตอบสนองความต้องการของ โครงการโดยมีจดุ หมายสุดทา้ ยคอื ความสำเรจ็ ของโครงการท่ีมีปริมาณและคุณภาพ 4. กา กำหนดเป้าหมาย เป้าหมายของโครงการแสดงถึงผลผลิตขั้นสุดท้ายในแง่ จำนวน หรือการวดั ผลสำเรจ็ ในระยะเวลาหนึ่ง หรือกล่าวได้ว่าเป็นวัตถปุ ระสงค์ท่ีสามารถกำหนดเป็น ตัวเลขได้แน่นอนในช่วงระยะเวลาของการดำเนินงานตามกิจกรรมของโครงการหรืออาจจะกลา่ วได้ว่า การกำหนดเป้าหมายในโครงการจะเป็นการอธิบายหรือบอกถึงรายละเอียดที่ระบุเป็นจำนวน หรือ คุณลักษณะเฉพาะที่ระบุไว้ในวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนมากย่ิงข้ึน เช่น ลักษณะของกลุ่มเป้าหมาย จำนวน คุณลกั ษณะเฉพาะ หรือพ้นื ที่ดำเนนิ งานเป็นตน้ 5. วธิ กี า ดำเนนิ กา ประจักร บัวผัน (2550) ได้อธิบายถึงวิธีการดำเนินการโครงการไว้ว่า หมายถึง วิธดี ำเนนิ การเป็นงานหรือภารกิจซ่ึงจะตอ้ งปฏิบตั ิใหบ้ รรลวุ ัตถุประสงค์ของโครงการวธิ ีการดำเนินงาน มักจ ำแน กกิจ กรรม ย่ อย ออกเป็ น ห ล าย กิจ กรรม โดย จ ะแ ส ดงให้ เห็ น อย่ างชัดเจ น ต้ังแต่ต้ น จ น จ บ กระบวนการว่ามีกิจกรรมใดท่ีจะต้องทำ ทำเม่ือใดผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบและจะทำอย่างไรโดยปกติ วธิ ีการดำเนินการจะมีปฏิทินปฏิบัติงานซ่ึงมีลักษณะเปน็ แผนภูมิแท่ง (Bar Chart) หรือแผนภูมิแกนท์
231 (Gantt Chart) ควบคู่กันไปรวมท้ังแสดงให้ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมและระยะเวลาที่ ต้องใชใ้ นการดำเนินงานของกจิ กรรมนนั้ ๆ เชาว์ อินใย (2553) กล่าวไว้ว่าวิธีการดำเนินการ คือ การเขียนงานหรือกิจกรรม จะต้องเขียนจากวัตถุประสงค์โครงการ และให้มีการเรียงลำดับขั้นตอนของการดำเนินงานที่ ต่อเนื่องกันไปกล่าวได้ว่าการเขียนวิธีการดำเนินการโครงการ ผู้เขียนจะต้องยึดวัตถุประสงค์และ เป้าหมายของโครงการเป็นหลัก เรียงลำดับการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มโครงการจนเสร็จสิ้นโครงการ จะต้องอธิบายขั้นตอนวิธีการดำเนินงานต้องระบุให้ชัดเจนว่า ทำอะไร (What) กับใคร (Who) เพื่ออะไร (Why) ที่ไหน (Where) เม่ือไหร่ (When) และจำนวนเท่าไร (How) ซ่ึงในกำหนดวิธีการ ดำเนินการจะต้องเป็นวิธีที่ถูกต้องตามหลักวชิ าการ ประหยัด และได้ผลและในข้นั ตอนการดำเนินการ น้ีจะต้องมีการกำหนดกระบวนการตามวงจรคุณภาพ (Demming Cycle) ไว้ด้วยคือ การวางแผน (Plan) ปฏิบัติ (Do) ตรวจสอบ (Check) ปรับปรุง (Action) เราสามารถกำหนดวิธีการดำเนิน โครงการ ไดด้ งั น้ี คือ 1) การทบทวนจากโครงการลักษณะเดียวกนั ท่ีไดด้ ำเนินการท่ีผ่านมาหากวิธกี ารเดิม นั้นได้ผลก็สามารถนำมาใช้ได้อีก และสามารถท่ีจะพัฒนาปรับปรุงให้เป็นวิธีการท่ีดียิ่งข้ึนได้ หากวิธีการดังกล่าวดำเนินการแล้วไม่ได้ผลตามท่ีคาดหวังไว้มปี ัญหาในการปฏิบัติก็ไม่สมควร ท่จี ะนำมาใชเ้ ปน็ วธิ ีการดำเนนิ การ 2) ศึกษาทบทวนเอกสารวิชาการหรืองานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง เพื่อหาวธิ กี ารดำเนินงานท่ี น่าจะไดผ้ ลมากทสี่ ุด เปน็ ทางเลือกทีด่ ที ่สี ดุ 3) ปรึกษาผู้มีความเชีย่ วชาญเกี่ยวกับโครงการ เพื่อมากำหนดวิธีการดำเนินการท่ดี ี 4) ศึกษาข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือกลุ่มเป้าหมายเพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีเป็น ประโยชน์แก่การกำหนดวิธีการดำเนินการ ตรงกับความต้องการ สร้างการมีส่วนร่วม และสามารถลดความขัดแย้งได้โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบกับประชาชนใน ด้านต่าง ๆ โดยตรง 6. กา กำหนด ะยะเวลาในกา ดำเนนิ กา ประจักร บัวผัน (2550) กล่าวไว้ว่าการกำหนดระยะเวลาการดำเนินการโครงการ คือระยะเวลาในการดำเนินโครงการเป็นการระบุระยะเวลาต้ังแต่เริ่มโครงการจนกระท่ังถึงเสร็จส้ิน โครงการว่าใช้เวลาท้ังหมดเท่าใดโดยมักแสดงให้เห็นว่าเวลาที่ใชเ้ ร่ิมต้ังแต่วันเดือนปีอะไร และจะแล้ว เสรจ็ ในวันเดือนปอี ะไรเช่นเดยี วกนั ถ้าโครงการเป็นโครงการระยะยาวและมีหลายข้ันตอนจะต้องแสดง ชว่ งเวลาในแตล่ ะข้นั ตอนน้นั ดว้ ยท้ังนีเ้ พอ่ื ประกอบการพจิ ารณาเพื่ออนุมตั โิ ครงการ เชาว์ อินใย (2553) ได้อธิบายการเขยี นกำหนดระยะเวลาในการดำเนนิ การโครงการ ไว้ว่า ระยะเวลาการดำเนินโครงการและการปฏิบัติงาน เป็นการเขียนบอกช่วงเวลาในการดำเนินงาน ตั้งแต่เร่ิมต้นดำเนินงานจนกระทั่งสิ้นสุดการดำเนินงานโครงการ ลักษณะการเขียนอาจบอกเป็น ช่วงเวลา เทคนิคที่นิยมใช้ในการประมาณค่าเวลา คือ การวิเคราะห์ข่ายงาน PERT (Program Evaluation and Review) เป็นการประมาณค่าเวลาในแต่ละกิจกรรม โดยใช้ค่าเวลา 3 ค่า มา คำนวณเพ่อื หาคา่ ประมาณของการทำกิจกรรม โดย 3 คา่ คอื 1) ค่าเวลาทเี่ ร็วท่ีสดุ ทส่ี มารถดำเนินกจิ กรรมให้แลว้ เสร็จ
232 2) ค่าเวลาที่นา่ จะทำให้เสร็จภายในเวลาปกติ 3) ค่าเวลาช้าทสี่ ดุ ในการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมนานท่ีสุด ปฏิทินการปฏิบตั ิงาน คือ การนำเอากิจกรรมต่าง ๆ ของการดำเนินการโครงการ มา ระบุให้ชัดเจนว่าจะทำอะไร ที่ไหน เม่ือไหร่ ในปัจจุบันนิยมเขียนเป็นแกนท์ชาร์ท (Gantt Chart) ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 คอลัมน์ คือ คอลัมน์แรกเป็นส่วนของ งาน/กิจกรรม คอลัมน์ที่สองเป็น ระยะเวลา หรืออาจจะมีการปรับปรุงเพิ่มเติมส่วนอ่ืนเข้าไปด้วยได้ตามความเหมาะสม ได้แ ก่ เป้าหมาย สถานที่ และผรู้ ับผิดชอบงาน ดังตวั อยา่ งที่แสดงในตารางที่ 1 ลำดบั รายการ พ.ศ.2563 หมายเหตุ งาน/กจิ กรรม ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. 1 เสนอโครงการ 2 การดำเนินงานระยะที่ 1 3 การดำเนินงานระยะท่ี 2 4 สรุปผลการดำเนินงาน า างที่ 8.1 ตวั อย่าง แกนท์ชาร์ท (Gantt Chart) 7. กา กำหนดง ป ะมาณกา ดำเนินกา โค งกา สิ่งท่ีมีความสำคัญในการที่จะ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ท่ีได้กำหนดไว้ได้แก่ทรัพยากรทางด้านการบริหาร คือ งบประมาณบุคลากร และวัสดุอุปกรณ์ การเขียนโครงการต้องมีการระบุทรัพยากรท่ีจะใช้ให้ครอบคลุมอย่างครบถ้วนและ เพยี งพอ 1) งบประมาณ ตอ้ งระบุแหล่งงบประมาณท่ีใช้ว่ามาจากงบประมาณหมวดอะไรบาง โครงการอาจจะมีการใช้งบประมาณมากกว่าหน่ึงหมวดก็ต้องระบุและแยกรายละเอียดให้ ชัดเจน การคำนวณงบประมาณในการดำเนินการให้พิจารณาจากกิจกรรมต่าง ๆ ท่ีต้อง ดำเนินการท่ีมีความจำเป็นในการใช้งบประมาณว่าใช้จ่ายแยกเป็นหมวดรายจ่าย เช่น ค่าตอบแทน ค่าวัสดุ ค่าจ้างเหมา ค่าสาธารณูปโภค หรือค่าครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง ตาม ระเบียบข้อบังคับขององค์การ หากเป็นหน่วยงานทางราชการก็ให้ปฏิบัติตามระเบียบ คา่ ใช้จา่ ยของกระทรวงการคลัง 2) บุคลากร หมายถึง จำนวนบุคคลที่ใช้ในการดำเนินกรรมต่าง ๆ ตามโครงการ ประกอบด้วยหลายกลุ่มได้แก่ กลุ่มที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการเป็นกลุ่มท่ีเข้าร่วม โครงการหรือได้รบั ผลประโยชนโ์ ดยตรงจากโครงการ กลมุ่ ที่เป็นบุคลากรดำเนินงานโครงการ ได้แก่ ผู้บริหารโครงการและเจ้าหน้าที่ท่ีเกี่ยวข้อง และกลุ่มผู้ท่ีได้รับผลกระทบจากโครงการ โดยอ้อมในการเขียนโครงการต้องมีการระบุไว้อย่างชัดเจนและครอบคลุม เพราะจะมี ความสมั พันธก์ บั การประมาณการงบประมาณในการดำเนนิ การโครงการ 3) วัสดุอุปกรณ์ หมายถึง วัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ เคร่ืองมือท่ีมีความจำเป็นต้องใช้ใน การดำเนินกิจกรรมตา่ ง ๆ ของโครงการ ในการจัดหาวสั ดอุ ุปกรณ์หรอื ครุภณั ฑ์อาจจะมาจาก
233 ส่ิงท่ีองค์การมีอยู่เดิมแล้ว และหากมีความจำเป็นในการที่จะจัดหาใหม่ก็ต้องมีการระบุไว้ใน โครงการ และกำหนดราคาในเพื่อการจดั หาในทุกรายการต่อไป 4) ปัจจัยอื่น ๆ ท่ีจำเป็นเช่น อาคารสถานท่ี ห้องประชุม ห้องปฏิบัติการสถานท่ีพัก อุปกรณ์โสตทัศนอุปกรณ์ เครื่องเสียง ฯลฯ เป็นส่ิงท่ีจำเป็นท่ีต้องในการดำเนินกิจกรรมของ โครงการ เราตอ้ งมีการเตรียมการไว้ใหพ้ ร้อมและเพยี งพอ ประจักร บวั ผนั (2550) ได้นำเสนอไว้วา่ ในการกำหนดงบประมาณและทรัพยากรใน การดำเนินงานโครงการผู้วางแผนโครงการควรต้องคำนึงถึงหลักสำคัญ 4 ประการในการจัดทำ โครงการโดยจะต้องจัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอและจะต้องใช้อย่างประหยัดหลักในการจัดทำ งบประมาณและจัดสรรทรพั ยากรโครงการคือหลัก 4 E’s ได้แก่ 1) Economy (ความประหยัด) : การเสนองบประมาณโครงการตอ้ งเปน็ ไป ด้วยความประหยัดคอื ใชท้ นุ และทรพั ยากรตามสมควร 2) Efficiency (ความมีประสิทธิภาพ) : โครงการทุกโครงการจะต้องมี คุณคา่ เป็นที่ยอมรบั และทุกคนมีความพึงพอใจในผลงานทเี่ กดิ ข้นึ 3) Effectiveness (ความมีประสิทธิผล) : โครงการทุกโครงการจะต้อง ดำเนินไปตามวตั ถุประสงคแ์ ละเป้าหมายท่ีกำหนดไว้ 4) Equity (ความยุติธรรม) : การจัดสรรทรัพยากรทุกชนิดหรือการใช้จ่าย ทรัพยากรจะต้องเป็นไปตามเกณฑ์ท่ีกำหนดไวท้ ้ังน้ีเพื่อให้ทุกฝ่ายปฏิบัติงานได้อย่าง ต่อเนอ่ื งคล่องตวั และมีประสทิ ธิภาพสูงสดุ การเขียนโครงการในส่วนของการกำหนดงบประมาณ ผู้เขียนจะต้องเขียนและ กำหนดรายละเอียดการใชง้ บประมาณให้ครบทุกกิจกรรม คือ งบดำเนนิ การงบบุคลากร วัสดุอุปกรณ์ ค่าสาธารณูปโภค ค่าครุภัณฑ์หรือสิ่งก่อสร้าง และค่าใช้สอยอ่ืน ๆ โดยยึดหลัก 4 E’s ได้แก่ Economy (ความประหยัด) Efficiency (ความมีประสิทธิภาพ) Effectiveness (ความมีประสิทธิผล) และ Equity (ความยตุ ิธรรม) และในประการทีส่ ำคัญตอ้ งมคี วามพอเพียงเพอื่ ท่ีจะให้โครงการนนั้ ได้ 8. กา ป ะเมินผล การประเมินผลโครงการ (Project Evaluation) ส่วนนี้จะเป็น การเขียนเพ่ือแสดงถึงการติดตามการควบคุมการกำกับและการประเมินผลโครงการโดยจะแสดงให้ ทราบว่าโครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วจะมีวิธีการในการควบคุมอย่างไรเพ่ือให้โครงการบรรลุถึง วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพบางท่ีเรียกข้ันตอนนี้ว่าการบริหารโครงการการ ประเมินผลโครงการจะต้องระบุบุคคลหรือหน่วยงานท่ีรับผิดชอบดำเนินการและต้องระบุวิธีหรือ เครื่องมอื ท่ีใช้ประเมนิ รวมถึงบอกระยะเวลาในการประเมินไว้ด้วย การประเมนิ ผลโครงการท่ีเหมาะสม ควรจะประเมินผลตามช่วงเวลา มี 3 ประเภท คือ 1) การประเมินก่อนการดำเนินการเป็นการประเมินผลก่อนการดำเนินกิจกรรมต่าง ของโครงการเพ่อื ประเมินว่าโครงการมีความสอดคล้องและสัมพันธก์ ันในแต่ละส่วนหรือไม่ มี ความเป็นไปได้ คุ้มทุน เพียงพอหรือไม่ มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรท่ีจะทำให้โครงการไม่สม รถดำเนินการได้หรือไม่ การประเมินผลก่อนการดำเนินการโครงการจะเป็นการนำมาซึ่ง ข้อมลู การตดั สนิ ใจวา่ จะดำเนนิ การโครงการหรอื ล้มเลิกโครงการ
234 2) การประเมินระหว่างการดำเนินการเป็นการประเมินระหว่างการประเมินควบคู่ไป กับการดำเนินการโครงการ เป็นการประเมินความก้าวหน้าของการดำเนินการโครงการ ว่ามี ความก้าวหน้าอย่างไร เป็นไปตามแผนที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ มีส่ิงใดท่ีต้องมีการปรับปรุง เปล่ียนแปลงส่วนใด อีกทั้งรวบรวมปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ สำหรับการปรับปรุงแก้ไข ทำ ใหก้ ารดำเนินการโครงการเปน็ ไปอยา่ งมีประสิทธิภาพ 3) การประเมินหลังการดำเนินการการประเมินผลเม่ือโครงการส้ินสุดลง เป็นการ ประเมินผลเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ เพ่ือตรวจสอบว่าการ ดำเนนิ การโครงการมีผลผลพั ธเ์ ปน็ อยา่ งไร เราอาจสามารถใช้การประเมินผลโครงการตามวตั ถุประสงค์ของการประเมินได้ คือ 1) การประเมินความก้าวหน้าโครงการ (Formative Evaluation) การประเมนิ แบบ น้ี เป็ น ก า ร ป ร ะ เมิ น ร ะ ห ว่ า ง ก า ร ป ร ะ เมิ น ผ ล ซึ่ ง ค ว บ คู่ ไป กั บ ก า ร ด ำ เนิ น ก า ร โค ร ง ก า ร โดยพิจารณาความก้าวหน้าของสง่ิ ท่ีประเมินว่าจำเป็นต้องมีการปรบั ปรุงเปลี่ยนแปลงส่วนใด อีกทั้งรวบรวมปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ สำหรับการปรับปรุงแก้ไข ทำให้การดำเนินการ โครงการเปน็ ไปอย่างมีประสทิ ธิภาพ 2) การประเมินสรุป (Summative Evaluation) เป็นการประเมินผลเมื่อการ ดำเนินการโครงการส้ินสุดลง แล้วตรวจสอบว่าโครงการได้บรรลุตามจุดหมายท่ีต้ังไว้หรือไม่ เพียงใด ผลท่ีเกิดข้ึนได้ใช้ทรัพยากรไปอย่างเพียงพอคุ้มค่าหรือไม่ และทรัพยากรเพียงพอกับ ความต้องการของผู้รับบริการหรือไม่ มีผลกระทบ (Impact)หรือผลที่ไม่ได้คาดหวังหรือผล พลอยได้ (Side Impact) อะไรบ้างการเขียนโครงการในสว่ นของ “การประเมนิ ผลโครงการ” เราสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมทั้งวิธีการประเมินผลตามช่วงเวลา คือ ก่อนการ ดำเนินการระหว่างการดำเนินการ และหลังการดำเนินการโครงการ แต่หากองค์การมีการ จัดทำแผนยุทธศาสตร์ท่ีดีแล้ววิธีการประเมินผลโครงการท่ีเหมาะสมคือการประเมินผลตาม วัตถุประสงค์ คือ การประเมินความก้าวหน้าโครงการ และการประเมินสรุปเพราะมีการ กลน่ั กรองและวิเคราะหข์ ้อมลู มาเป็นอย่างดแี ลว้ 9. กา กำหนดผลที่คาดวาจะได้ การเขียนโครงการในส่วนนี้จะแสดงถึง ประโยชน์ที่พึงจะได้รับจากความสำเร็จของโครงการเมื่อโครงการสิ้นสุดลงซึ่งจะหมายถึงผลกระทบ ในทางท่ีดีท่ีคาดว่าจะเกิดข้ึนโดยตรงและโดยอ้อมนอกจากนี้จะระบุไวช้ ัดเจนว่าใครจะได้รับประโยชน์ และได้รับประโยชน์ในลักษณะอย่างไรท้ังในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยจะเป็นการคาดคะเน ภาพรวมของโครงการท่ีจะเกิดขึ้นเม่ือดำเนินโครงการเสร็จสิ้น เป็นผลที่เกิดข้ึนตามวัตถุประสงค์ที่ กำหนดได้การเขียนผลที่คาดว่าจะได้รับ ไม่เพียงแต่เป็นแค่การเขียนบอกผลผลิต (Output) เท่าน้ัน ควรระบุถึงผลสำเร็จท่ีเป็นผลลัพธ์ (Outcome) และผลกระทบ (Impact) ที่คาดว่าจะได้รับ โดยสอดคล้องตามแผนยุทธศาสตรข์ ององค์การอนั เป็นผลสำเรจ็ ตามเป้าประสงค์ (Goal Results) 10. ผู้ ผิดช โค งกา เป็นการเขียนท่ีบอกให้ทราบถึงหน่วยงาน องค์การ หรือ บุคคล ที่เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ควรระบุให้ชัดเจน ระบุผู้รับผิดชอบหลักและผู้ท่ีรับผิดชอบรอง เพื่อที่จะได้แสดงถึงความรับผิดชอบและความร่วมมือกันในการดำเนินโครงการ ซึ่งการเขียน
235 ผู้รับผิดชอบโครงการเป็นการระบุเพื่อให้ทราบว่าหน่วยงานใดหรือบุคคลใดเป็นผู้รับผิดชอบในการ ดำเนินโครงการเพื่อให้ผพู้ จิ ารณาสามารถตรวจสอบได้อย่างแนช่ ดั วา่ - โครงการท่ีจัดทำขึ้นเป็นงานในหน้าท่ีความรับผิดชอบและเป็นภารกิจของ หนว่ ยงานหรือบคุ คลนัน้ หรอื ไม่ - ผู้รับผิดชอบโครงการมีประสบการณ์และคุณสมบัติท่ีเหมาะสมและน่าเช่ือถือมาก น้อยเพียงใดบางกรณีผู้รับผิดชอบโครงการจะต้องแสดงคุณวุฒิความสามารถและตำแหน่ง ประกอบในการเสนอโครงการดว้ ย 11. กา ิหา ความเ ่ียงข งโค งกา การบริหารความเสี่ยงของโครงการนี้เป็น การวิเคราะห์เหตุการณ์หรือกิจกรรมของโครงการ ว่ามีกิจกรรมใดบ้างท่ีมีความเส่ียงต่อการเป็น อปุ สรรคของการดำเนนิ การโครงการ ประจักร บัวผนั (2550) ไดก้ ลา่ วไว้วา่ การบริหารความเส่ียงของ โครงการจะเป็นการบันทึกบทเรียน (Lesson Learn) ท่ีได้จากการแก้ปัญหาอุปสรรคและ ข้อเสนอแนะท่ีเกิดจากทั้งประสบการณ์ของผู้บริหารโครงการในลักษณะเดียวกันหรือโครงการใน ลักษณะใกล้เคียงกันในครั้งก่อนที่ได้เคยเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาและการป้องกันปัญหาท่ีอาจจะ เกิดข้ึนหรอื ประสบการณ์ทไี่ ด้จากการบริหารโครงการของคนอื่นท่ีมีผู้เขียนไว้ (Explicit Knowledge) ซ่ึงสามารถนำมาเป็นแนวทางในการป้องกันปัญหาอุปสรรคและความเสี่ยงที่อาจเกิดข้ึนระหว่างการ ดำเนินงานตามโครงการได้ 2. กา เขียนโค งกา เชิงเห ุผล หรือการจัดทำโครงการแบบเหตุผลเชิงตรรกวิทยา (Logical Framework Method) เป็นโครงการท่ีมีรายละเอียดเป็นข้ันตอนเป็นเหตุเป็นผลสัมพนั ธ์กัน และประสานกนั ทง้ั ในแนวตัง้ และแนวนอน ขององคป์ ระกอบท่ีเปน็ โครงสรา้ งพ้ืนฐานขององคประกอบ ที่เปนโครงสรางพื้นฐานของโครงการ โดยกําหนดเปนรายละเอียดซ่ึงแสดงในรูปของตาราง 16 ชอง (4 X 4 Matrix) ในกรณีที่รวมเอากิจกรรมและปจจัยไวในชองเดียวกัน หรือในรูปของตาราง 20 ชอง (5 X 4 Matrix) ในกรณีที่แยกกิจกรรมและปจจัยไวคนละชอง มีตัวช้ีวัดความสําเร็จท่ีเปนรูปธรรม สามารถวัดไดและสามารถนําไปสูการบรรลุผลสัมฤทธ์ิได ซึ่งทุกคนที่เกี่ยวของกับโครงการดังกลาว จะเขาใจภาพรวมของโครงการท้ังหมดไดงายและสะดวกสําหรับผูบริหารหรือผูพิจารณาตัดสินใจ อนุมัติโครงการตลอดจนผูทจี่ ะนําโครงการไปปฏบิ ตั ิ กลาวโดยสรุป การวางแผนโครงการแบบ Log Frame หมายถึง การวางแผนโครงการอย่าง เปนระบบ ยึดหลักตรรกะ โดยมีการเช่ือมโยงใหเห็นถึงความสัมพันธเชิงสาเหตุและผลในดานตาง ๆ ขององคประกอบโครงการ อาทิ การกําหนดจุดมุงหมาย (Goal) วัตถุประสงค (Purpose) ผลงาน (Outputs) กิจกรรมตาง ๆ (Activities) ท่ีตองกระทําตลอดจนทรพั ยากรตาง ๆ (Input) ทตี่ องใช ความ มพนธเชิงเห ุผลข ง Log Frame โครงสรางหรือองคประกอบหลักของโครงการในตารางเหตุผลสัมพันธ ประกอบดวยองค ประกอบในแนวต้ัง (Vertical Logic) และองคประกอบในแนวนอน (Horizontal Logic) โดยอาศัย หลักการงาย ๆ คือ หลักการแสดงความสัมพันธในเชิงที่เปนเหตุเปนผลแบบตอเนื่องประสานทั้ง แนวนอนและแนวต้ัง แลวนาํ มาบรรจุในตารางสีเ่ หลยี่ ม ดงั แสดงในภาพท่ี 1
236 ภาพท่ี 8.2 แสดงความสัมพนั ธเชงิ เหตุผลของ Log Frame (ทีม่ า: สมพิศ สขุ แสน, ม.ป.ป) 1. องคประกอบในแนวต้ัง เปนองคประกอบที่แบงระดับในการดําเนินงานออกเปน ระดับจุด มุงหมายของแผนงาน (Goal) ระดับวัตถุประสงคของโครงการ (Purpose) ระดับผลงานหรือผลผลิต (Output) ระดับกจิ กรรมและทรพั ยากร (Activities & Input) จากภาพแสดงความสัมพันธขององคประกอบทั้งในแนวต้ังและแนวนอนจะมีความสัมพันธที่ เก่ียวเนื่องกัน คือ ตามแนวต้ังจะพิจารณาจากบนสูลาง (Downward) และจากลางสูบน (Upward ) และมเี ครือ่ งชว้ี ดั ตามแนวนอนในแตละระดับ โดยมีรายละเอียด ดงั ภาพที่ 2 ภาพที่ 8.3 องคประกอบตามแนวตง้ั ของ Log Frame (ท่มี า: สมพิศ สุขแสน, ม.ป.ป) การกําหนดองคประกอบในแนวตั้ง โดยทั่วไปอาจจะเห็นไดใน 2 แบบ คือแบบท่ีไมไดมีการ กําหนดกิจกรรม หรือบางโครงการตองการรายละเอียด ในสวนน้ีจะกําหนดกิจกรรมไวเพ่ือใหการ พิจารณารอบคอบมากข้ึน การบรรจุรายละเอียดจะเริ่มต้ังแตสวนบนสุดท่ีแสดงถึงภาพในระดับกวาง คือ จดุ มุงหมาย ( Goal ) ท่ถี ูกกําหนดเปนขอ ๆ แตละขอก็จะนํามาแตกรายละเอียดเปนวัตถุประสงค (Purpose ) ในแตละขอของวัตถุประสงค ก็ถูกกําหนดออกมาในสิ่งท่ีตองการ (Output) ในแตละ Output จะตองทํากิจกรรม( Activities) อะไรบาง และในแตละกิจกรรมจําเปนจะตองใชปจจัยการ ดาํ เนินงาน (Input) อะไรบาง และท้ังหมดของ แตละหัวขอก็จะถกู รวบรวมอยูในลักษณะท่ีตรวจสอบ ไดงาย
237 2. องคประกอบในแนวนอน เปนองคประกอบท่แี สดงสาระสําคัญตาง ๆ เชน สาระสาํ คญั โดย สรุป ตวั บงช้คี วามสาํ เร็จ หลักฐานหรอื แหลงพิสูจน และเงอ่ื นไขแหงความสําเรจ็ ดงั ภาพที่ 3 ภาพที่ 8.4 แสดงความสัมพนั ธเชิงเหตผุ ลของ Log Frame (ที่มา: สมพิศ สุขแสน, ม.ป.ป) ูปแ ข งกา วางโค งกา แ Log Frame รูปแบบของการเขียนโครงการแบบ Log Frame ที่นิยมกันจะเปนแบบตาราง 4 X 4 หรือ ตาราง 16 ชอง และ 5 X4 หรือ 20 ชอง (วัฒนา พัฒนพงศ. 2545 : 68) โดยจะเรียงลําดับจากแถว บนสดุ ของตารางในแนวนอน ซ่ึงเร่ิมตั้งแตคอลมั น ทางดานซายมือ ดังน้ี 1. สาระสําคัญ / คําสรุป (NS = Narrative Summary) คือการช้ีใหเห็นวาโครงการจะ ดําเนินไปไดตองมีรายละเอียดสรุปเปนขอ ๆ และในสาระท่ีสรุปควรตรวจนบั ไดในเชงิ ปริมาณ หวั ขอต าง ๆ จะปรากฏในองคประกอบแนวตั้งคือ จุดมุงหมายของแผน วัตถุประสงคของโครงการ ผลงาน หรือผลผลิตของโครงการ กจิ กรรมของโครงการ และปจจยั หรือทรพั ยากรท่จี าํ เปนตองใช 2. ตัวชี้วัดความสําเร็จ (OVI หรือ KPI = Objectively Verifiable Indicators หรือ Key Performance Indicators) คือการชี้ใหเห็นวา รายการในแตละแถวในคอลัมน ท่ี 1 (NS) มตัวช้ีวัด ความสําเร็จกํากับอยูดวย เชน ตัวช้ีวัดความสําเร็จของจุดมุงหมายของแผน ตัวช้ีวัดความสําเร็จของ วัตถุประสงคโครงการ ตัวช้ีวัดความสําเร็จของผลงาน และตัวช้ีวัดความสําเร็จของกิจกรรมและ ทรัพยากรในโครงการ 3. แหลงขอมูลหรือวิธีพิสูจนความสําเร็จ (MOV = Means of Verification) คือการช้ีให เห็นวารายการในแตละแถวในคอลัมนที่ 3 มีวิธีการตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลอยูดวยโดย แสดงใหเห็นวาตัวบงชี้ความสําเร็จดังกลาววาจะมีวิธีการตรวจวัดไดอยางไร หรือระบุแหลงที่จะให ไดม้ าซึ่งขอมลู ดงั กลาว 4. เงื่อนไขสําคัญของความสําเร็จ (IA = Important Assumption) คือการช้ีใหเห็นวรายการ แตละแถวในคอลัมนท่ี 4 มีวิธีพิจารณาเงื่อนไขแหงความสําเร็จที่สําคัญของรายการตาง ๆ เชน เง่ือนไขสําคัญแหงความสําเร็จของจุดมุงหมายของแผน เง่ือนไขสําคัญแหงความสําเร็จของวัตถุประ สงคโครงการ เงื่อนไขสําคัญแหงความสําเร็จของผลงานหรือผลผลิตของโครงการเมื่อนําองคประกอบ แนวต้ังและแนวนอนของ Log Frame มาบรรจุในตาราง 5 X 4 จะไดคําอธิบายในเชิงเหตุและผล (Logic) พอสรปุ ได ดงั ภาพท่ี 4
238 ภาพท่ี 8.5 สรปุ สาระในแตละชองของ Log Frame (ทีม่ า: สมพิศ สุขแสน, ม.ป.ป) กา วจ ความ มพนธเชิงเห แุ ละผลในแนว ้งข ง Log Frame เพื่อใหแนใจวาการระบุสาระสําคัญในแตละสวน ทั้งแนวต้ัง และแนวนอนของ Log Frame ดําเนินการอยางสมเหตุสมผล สามารถตรวจสอบได 2 รูปแบบคอื 1. วธิ ีใชเหตุผลทางตรรกวิทยาตรวจสอบในแนวตัง้ ซึ่งอธิบายได 2 ลักษณะดังนี้ 1.1 การตรวจสอบจากบนลงลาง โดยต้ังคาํ ถามวา “ทาํ อยางไร\" (How) ไลลงไปเปนทอดๆจากแถวบนสดุ ใหตอเน่อื งกัน ดังนี้ - ทําอยางไรจึงจะบรรลุผลตามจุดมุงหมายของแผน ? คําตอบท่ีไดจะเปนส่ิงกําหนด “วัตถปุ ระสงคของโครงการ” - ทําอยางไรจึงจะบรรลุผลตามวัตถุประสงคของโครงการ ? คําตอบท่ีไดคือ“สิ่งที่ กําหนดผลงาน / ผลผลิตของโครงการ” - ทําอยางไรที่จึงจะไดผลผลิตหรือผลงานของโครงการ ? จะเปนสิ่งท่ีกําหนดการใช ทรัพยากร/ กิจกรรมในโครงการน้นั - ทาํ อยางไรจงึ จะไดทรพั ยากรท่จี ําเปนในการดําเนนิ โครงการ ? 1.2 การตรวจสอบจากลางขึน้ บน โดยตัง้ คําถามวา “ทาํ ไม\" (Why) ตอ่ เนอ่ื งกนั โดย ไลจากแถวลางสุดขน้ึ ไปขางบนเปนทอดๆ ดังน้ี - ทําไมตองใชทรัพยากรในการทํากิจกรรมน้ัน ? คําตอบที่ไดจะเป็นสิ่งท่ีกําหนด “ผลงาน / ผลผลิตของโครงการ”
239 - ทําไมตองกําหนดผลผลิต/ผลงาน ของโครงการเชนนั้น ? คําตอบท่ีไดจะเปนสิ่งท่ี กาํ หนด “วัตถุประสงคของโครงการ” - ทําไมตองกําหนดวัตถุประสงคของโครงการอยางน้ัน ? คําตอบที่ไดจะเปนส่ิงที่ กําหนด “จดุ มงุ หมายของแผน /แผนงาน” 2. วิธีใชเหตุผลทางตรรกวทิ ยาตรวจสอบในแนวนอน ซึง่ อธบิ ายได 2 ลักษณะดังน้ี 2.1 ใชคําถามวา \"ทําไม\" (Why) โดยไลไปทางดานซายเปนทอด ๆ จากคอลมั นขวา สดุ เชน - ทําไมจึงตองมีเงื่อนไขความสําเร็จของการได มาซ่ึงทรัพยากรท่ีจําเป น สำหรบั โครงการ - ทําไมตองมีแหลงขอมูลและการประเมินความสาํ เร็จของการไดมาซ่งึ ทรพั ยากรทจ่ี ํา เปนสาํ หรับโครงการ - ทาํ ไมตองมตี ัวชวี้ ดั ความสาํ เร็จของแหลงทรพั ยากรในโครงการ - ทาํ ไมตองมกี ารระบุกจิ กรรมและทรัพยากรที่จาํ เปนสําหรับโครงการ 2.2 ใชคําถามวา \"ทาํ อยางไร\" (How) ไลไปดานขวาเปนทอดๆ จากคอลมั นดานซาย สดุ เชน - ทาํ อยางไรจงึ จะบรรลุวตั ถุประสงคของแผนงาน - ทาํ อยางไรจึงจะเช่อื ไดวาตวั ช้วี ดั ความสาํ เร็จของแผนงานนน้ั เช่ือถือได - ทาํ อยางไรจึงจะเชอื่ ไดวาแหลงขอมูล และการประเมินความสําเร็จของแผนงานน้ัน เชื่อถือได - ทาํ อยางไรจึงจะเช่อื ถอื ไดวาเงื่อนไขสําคญั แหงความสาํ เรจ็ นน้ั เชอื่ ถอื ได จากการที่อธิบายความสัมพันธเชิงเหตุและผลซ่ึงกันและกันท้ังในแนวต้ัง (Vertical Logic) จากบนลงลาง และจากลางขึ้นบน และในแนวนอน (Horizontal Logic) ทั้งจากซายไปขวา และจาก ขวาไปซาย จึงทําใหการเขียนโครงการแบบ Log Frame เปนวิธีที่มีเหตุผล นาเชื่อถือ สามารถ ประเมินผลโครงการไดงาย ความสัมพันธเชิงเหตุผลในแนวต้ัง (Vertical Logic) ดังกลาวขางตน สามารถสรุปได ข้น นกา เขียนโค งกา 1. วิเคราะหป์ ัญหาหรือความตอ้ งการ ดำเนนิ การโดย 1.1 ศกึ ษาสภาพแวดลอ้ มเพือ่ คน้ หาปญั หา 1.2 กำหนดสภาพแหง่ การหมดปัญหา 1.3 กำหนดแนวทางแกไ้ ข
240 2. เขียนโครงการ โดยมีเทคนคิ ดงั นี้ 2.1 กอ่ นลงมอื ตอ้ งต้งั คำถามและตอบคำถาม 6 W 1 H 2.1.1 W1 = WHO หมายถงึ คำถาม “ใครเปน็ ผ้ดู ำเนนิ โครงการ” 2.1.2 W2 = WHAT หมายถึง คำถาม “จะทำอะไรบ้าง” 2.1.3 W3 = WHEN หมายถงึ คำถาม “จะทำเมอื่ ไหร”่ 2.1.4 W4 = WHERE หมายถึง คำถาม “จะดำเนนิ โครงการท่ไี หน” 2.1.5 W5 = WHY หมายถงึ คำถามทเี่ กย่ี วกับ “จะทำโครงการนีไ้ ปทำไม” 2.1.6 W6 = TO WHOM หมายถงึ คำถาม “ใครเป็นผู้ไดร้ ับประโยชน์” 2.1.7 H1 = HOW หมายถึง คำถาม “จะดำเนนิ โครงการอยา่ งไร” 2.2 ศึกษาเกณฑก์ ารคัดเลือกโครงการ 2.3 ลงมือเขียนโครงการ โดยใชภ้ าษาเขียนท่ีกระชบั สื่อความหมายไดช้ ดั เจน ข แ ก าง ะหวางกา วางแผนโค งกา แ Log Frame ก กา วางแผนโค งกา แ ป ะเพณนี ยิ ม (Conventional Method) 1. ในสาระสําคัญของโครงการ การวางแผนโครงการแบบประเพณีนิยม(Conventional Method) น้ันจะมีรายละเอียดมากกวาการวางแผนโครงการแบบ Log Frame เพราะมีรายละเอียด ของโครงการต้ังแต หลักการและเหตุผล วัตถุประสงค เปาหมาย วิธีดําเนินงาน ระยะเวลา งบประมาณและทรัพยากร ผูรับผิดชอบ สถานท่ีดําเนินการ ผลที่คาดวาจะไดรับ และวิธีการ ประเมนิ ผลโครงการ ฯลฯ แตการวางแผนโครงการแบบ Log Frame จะมเี พียงการกาํ หนด จุดมุงมาย วตั ถุประสงค ผลงานหรือผลผลิตของโครงการ ปจจยั นาํ เขา หรือกจิ กรรมและทรพั ยากรที่ใชเทาน้ัน 2. การวางแผนโครงการแบบ Log Frame เนน จุดมุงหมายของแผนและวัตถุประสงคของ โครงการเปนสําคัญ ในขณะที่การวางแผนโครงการแบบประเพณีนิยมเนนการบรรลุเปาหมายเชิง ปริมาณ และเชิงคณุ ภาพ และการบรรลวุ ัตถุประสงคของโครงการ 3. การวางแผนโครงการแบบ Log Frame เนนความเปนตรรกวิทยาหรือความสัมพันธเชิง เหตผุ ลอยางตอเน่อื งเชือ่ มโยงกนั ตลอด 4. การวางแผนโครงการแบบ Log Frame น้ันการพิจารณางบประมาณจะงายกวาการ วางแผนโครงการแบบประเพณีนิยม เพราะจะทราบวากจิ กรรมใดใชทรัพยากรอะไร มีคาใชจายเทาใด
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253