145 “ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย เม่ือปีใหมํข๎าพเจ๎าได๎แจ๎งให๎ทราบ แล๎ววํา ประเทศ ตําง ๆ ได๎เชิญให๎ไปเย่ียมเป็นราชการ บัดนี้ถึงกาหนดที่ข๎าพเจ๎าและพระราชินีจะไป ประเทศเหลําน้ัน พรํุงน้ีจะออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังสหรัฐอเมริกากํอน แล๎วจะ ไปประเทศอื่น ๆ ในยุโรปอกี 13 ประเทศด๎วยกัน” “การไปตํางประเทศคราวนี้ ก็ไปเป็นราชการแผํนดิน เป็นการทาตามหน๎าท่ีของ ข๎าพเจ๎า ในฐานะเป็นประมุขของประเทศ เป็นที่ทราบกันอยํูแล๎ววํา ในสมัยน้ีประเทศ ตําง ๆ ไมํวําใหญํหรือเล็กตํางต๎องพ่ึงพาอาศัยกันอยูํเสมอ จะวําชนทุกชาติเป็นญาติ พนี่ อ๎ งกนั กว็ ําได๎ จงึ ควรพยายามใหร๎ จู๎ ักนสิ ัยใจคอกนั ทั้งตอ๎ งผกู นา้ ใจกนั ไวใ๎ ห๎ดีดว๎ ย” “การผูกน้าใจกันไว๎น้ัน ธรรมดาญาติพ่ีน๎องก็ไปเย่ียมเยียนถามทุกข๑สุขซ่ึงกัน และกนั แตสํ าหรับประเทศไทยนนั้ ประชาชนนับแสนนับล๎านจะไปเย่ียมเยียนกันก็ยาก เขาจึงยกให๎เป็นหน๎าที่ของประมุขของประเทศในการเย่ียมเยียนประเทศตําง ๆ ข๎าพเจ๎าก็จะแสดงตํอประชาชนของประเทศเหลํานั้นวํา ประชาชนชาวไทยมีมิตรจิต มิตรใจตํอเขา และข๎าพเจ๎าจะพยายามเต็มที่เพื่อให๎ฝุายเขารู๎จักเมืองไทย และเกิดมี น้าใจท่ีดตี ํอชาวไทย” “ข๎าพเจ๎าจะลาทํานไปเป็นเวลาราว 6 เดือน ก็เป็นธรรมดาที่นึกหํวงใยบ๎านเมือง จงึ ใครํตักเตือนทํานท้ังหลายวํา ขอให๎ตั้งหน๎าทาการงานของทํานให๎เต็มที่ในทางที่ชอบ ท่ีควร ต้ังตัวต้ังใจให๎อยูํในความสงบจะได๎เกิดผลดีแกํตัวทํานเอง และแกํบ๎านเมืองซ่ึง เปน็ ของเราดว๎ ยกันทุกคน ขออวยพรให๎มีความสุขสวัสดที ่วั กัน” พระราชดารสั ของพระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช พระราชทานไว๎เกย่ี วกบั การเสดจ็ พระราชดาเนินไปทรงเยอื นตาํ งประเทศ วนั ท่ี 13 มิถุนายน พ.ศ. 2503
146 “ข๎าพเจา๎ ขอขอบใจทําน ขอขอบใจทาํ นมากทเี ดยี ว ทาํ นประธานาธบิ ดี พวกเราทุกคนร๎ูสึกเป็นพระคุณเหมือนกันท่ีได๎เช้ือเชิญเรามา และกํอนจะออกเดินทาง มาที่นี้ ข๎าพเจ๎าก็ได๎แจ๎งให๎ประชาชนของข๎าพเจ๎าทราบแล๎ววํา การมาเย่ียมครั้งนี้เป็น กจิ การบ๎านเมอื ง คอื เม่อื เราคบกันเป็นมิตร หรือตามธรรมดาระหวํางมิตรและญาติก็ดี เรากม็ นั ไปมาหาสํกู นั เป็นการสมานมิตรภาพน้ันไว๎ แตํคร้ังน้ีเป็นเร่ืองระหวํางชาติหนึ่ง ไปมาหาสํูกับอีกชาติหนึ่งน้ันยํอมทาไมํได๎ประชาชนของข๎าพเจ๎ามี 24 ล๎านคน ประชาชนของทาํ นกม็ ีถึง 190 ล๎านคน เพราะฉะนั้น ข๎าพเจ๎าในฐานะที่เป็นประมุขของ ชาติไทยจึงต๎องมาแทน วันท่ีเราเดินทางออกจากกรุงเทพฯ มาประชาชนไทยก็ตามมา สํงกันอยํางคับค่ัง ทั้งน้ียํอมแสดงให๎เห็นวํา เขามีความยินดีด๎วย และขอสํงความระลึก ถึงมาด๎วย ฉะนั้น บัดนี้ในฐานะที่เป็นผู๎แทนของประชาชนของข๎าพเจ๎าจึงขออวยพรใน นามประชาชน ขอให๎ทํานในฐานะที่เป็นผู๎แทนของประชาชนของทํานมีความเจริญสุข สวัสดี ประเทศทั้งสองของเรามีความสัมพันธ๑กันอยํางดียิ่งมานานแล๎ว ซึ่งท้ังนี้เป็น เพราะวาํ เรามีหลักใจอยํางเดียวกัน เราพูดกันวํา เมื่อไมํมีเสรีภาพแล๎วจะมีความสุขได๎ อยํางไร และเม่อื เราไดม๎ าถงึ ท่นี ีแ่ ลว๎ เรากไ็ ดแ๎ ลเห็นหลายสงิ่ หลายอยํางคล๎ายคลึงกันอยูํ เราชอบความเป็นอยํูอยํางงําย ๆ และที่สาคัญกวําอ่ืนใดหมด ก็คือ เรามีความรักใน เสรีภาพ ในสํวนตัวขา๎ พเจา๎ เองแล๎ว การมาครั้งนี้นับวําเป็นความสาคัญมากอยํู ข๎าพเจ๎า เกดิ ในประเทศน้เี อง ฉะนน้ั จงึ พดู ได๎วําสหรฐั อเมรกิ าเป็นก่ึงเมืองมารดรของข๎า กระแสพระราชดารัสของพระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช ตอบประธานาธิบดีไอเซนเฮาว๑ ทีท่ าํ อากาศยานกรุงวอชงิ ตัน เมอื่ วันท่ี 28 มิถนุ ายน พ.ศ.2503
147 กกกกกกก2.4 2.4.1 ประเทศที่พระองค๑ทํานได๎เสด็จเจรญิ พระราชไมตรมี ตี ามลาดบั ดงั นี้ ครั้งที่ 1 เสด็จเจรญิ สัมพนั ธไมตรี ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหวํางวนั ท่ี 18-21 ธนั วาคม 2502 ซึ่งเป็นการเสดจ็ พระราชดาเนินเยอื น ตาํ งประเทศครงั้ แรก ในรัชกาลปจ๓ จบุ ัน ครั้งที่ 2 เสดจ็ เจริญสัมพนั ธไมตรี ณ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ระหวํางวนั ท่ี 8-16 กุมภาพันธ๑ 2503 ครั้งท่ี 3 เสดจ็ เจริญสมั พันธไมตรี ณ สาธารณรัฐแหงํ สหภาพเมียนมาร๑ ระหวาํ งวนั ท่ี 2-5 มนี าคม 2503 ครง้ั ท่ี 4 เสด็จเจริญสมั พนั ธไมตรี ณ สหรัฐอเมรกิ า ระหวาํ งวันท่ี 14 มิถนุ ายน – 14 กรกฎาคม 2503
148 คร้ังท่ี 5 เสดจ็ เจริญสัมพันธไมตรี ณ สหราชอาณาจกั รองั กฤษ ระหวาํ งวนั ท่ี 19-22 กรกฎาคม 2503 คร้งั ที่ 6 เสด็จเจริญสมั พันธไมตรี ณ สหพนั ธ๑สาธารณรัฐเยอรมนี ระหวํางวันที่ 26 กรกฎาคม – 3 สงิ หาคม 2503 ครงั้ ที่ 7 เสด็จเจริญสัมพนั ธไมตรี ณ สาธารณรัฐโปรตเุ กส ระหวํางวันที่ 22-24 สิงหาคม 2503 คร้ังที่ 8 เสดจ็ เจรญิ สมั พนั ธไมตรี ณ ประเทศสวิตเซอรแ๑ ลนด๑ ระหวาํ งวนั ท่ี 29-31 สิงหาคม 2503
149 ครง้ั ที่ 9 เสด็จเจริญสัมพันธไมตรี ณ ประเทศเดนมาร๑ก ระหวํางวนั ท่ี 6-8 กนั ยายน 2503 คร้ังท่ี 10 เสด็จเจริญสัมพนั ธไมตรี ณ ประเทศนอรเ๑ วย๑ ระหวาํ งวนั ท่ี 19-20 กนั ยายน 2503 ครั้งที่ 11 เสดจ็ เจริญสมั พนั ธไมตรี ณ ประเทศสวีเดน ระหวาํ งวันที่ 21-24 กนั ยายน 2503 ครง้ั ท่ี 12 เสดจ็ เจรญิ สมั พันธไมตรี ณ สาธารณรัฐอิตาลี ระหวํางวนั ที่ 28 กันยายน - 1 ตลุ าคม 2503
150 ครั้งท่ี 13 เสดจ็ เจรญิ สัมพนั ธไมตรี ณ นครรัฐวาติกนั เมือ่ วันท่ี 1 ตุลาคม 2503 ครั้งท่ี 14 เสด็จเจรญิ สมั พันธไมตรี ณ ประเทศเบลเยย่ี ม ระหวํางวนั ที่ 4-6 ตุลาคม 2503 ครงั้ ท่ี 15 เสด็จเจรญิ สัมพันธไมตรี ณ สาธารณรฐั ฝรัง่ เศส ระหวํางวันที่ 11-13 ตลุ าคม 2503 ครั้งท่ี 16 เสด็จเจริญสมั พนั ธไมตรี ณ ประเทศลักเซมเบริ ก๑ ระหวํางวนั ที่ 17-19 ตุลาคม 2503
151 ครัง้ ที่ 17 เสดจ็ เจรญิ สัมพันธไมตรี ณ ประเทศเนเธอรแ๑ ลนด๑ ระหวาํ งวันท่ี 24-27 ตลุ าคม 2503 ครง้ั ท่ี 18 เสด็จเจริญสัมพนั ธไมตรี ณ ประเทศสเปน ระหวํางวนั ที่ 3-8 พฤศจิกายน 2503 ครั้งท่ี 19 เสดจ็ เจริญสัมพันธไมตรี ณ สาธารณรฐั อิสลามปากีสถาน ระหวํางวันท่ี 11-12 มนี าคม 2505 ครัง้ ที่ 20 เสด็จเจริญสัมพันธไมตรี ณ สหพันธ๑รฐั มลายา ระหวํางวนั ท่ี 21-27 มิถุนายน 2505
152 ครั้งท่ี 21 เสดจ็ เจริญสมั พันธไมตรี ณ ประเทศนิวซีแลนด๑ ระหวาํ งวันท่ี 18-26 สงิ หาคม 2505 ครั้งท่ี 22 เสด็จเจริญสมั พนั ธไมตรี ณ เครือรฐั ออสเตรเลยี ระหวํางวันที่ 29 สิงหาคม – 6 กันยายน 2505 คร้ังท่ี 23 เสดจ็ เจริญสัมพนั ธไมตรี ณ ประเทศญี่ปุน ระหวาํ งวันท่ี 27 พฤษภาคม – 5 มถิ ุนายน 2506 ครง้ั ที่ 24 เสด็จเจริญสมั พนั ธไมตรี ณ สาธารณรัฐจนี ระหวาํ งวนั ท่ี 5-8 มิถนุ ายน 2506
153 ครงั้ ที่ 25 เสด็จเจริญสัมพนั ธไมตรี ณ สาธารณรัฐฟลิ ิปปินส๑ ระหวาํ งวนั ที่ 9-14 กรกฎาคม 2506 คร้ังที่ 26 เสดจ็ เจรญิ สัมพนั ธไมตรี ณ เครือรัฐออสเตรีย ระหวํางวนั ท่ี 29 กันยายน – 2 ตุลาคม 2507 ซงึ่ เป็นการเสดจ็ พระราชดาเนินเยือนครั้งที่ 2 ครั้งที่ 27 เสด็จเจรญิ สัมพันธไมตรี . ณ สาธารณรฐั เยอรมนี ระหวาํ งวนั ท่ี 22-28 สิงหาคม 2509 ซง่ึ เปน็ การเสดจ็ พระราชดาเนิน เยอื นครั้งที่ 2 ครง้ั ที่ 28 เสดจ็ เจรญิ สมั พนั ธไมตรี ณ ประเทศอหิ ราํ น ระหวํางวันที่ 23-30 เมษายน 2510
154 ครัง้ ที่ 29 เสดจ็ เจริญสัมพนั ธไมตรี ณ สหรฐั อเมริกา ระหวํางวันท่ี 6-20 มิถุนายน 2510 ซง่ึ เป็นการเสด็จพระราชดาเนิน เยือนครัง้ ที่ 2 คร้ังท่ี 30 เสดจ็ เจริญสัมพนั ธไมตรี ณ ประเทศแคนาดา ระหวํางวันท่ี 20-23 มถิ นุ ายน 2510 ครั้งที่ 31 เสด็จเจรญิ สมั พันธไมตรี ณ สาธารณรฐั ประชาธปิ ไตย ประชาชนลาว ระหวาํ งวนั ท่ี 8-9 เมษายน 2537 กกกกกกก2.4 หน๎าท่ีพลเมืองดี ควรยึดแนวทางท่ีพระองค๑ทํานได๎เจริญพระราชไมตรีกับนานา ประเทศ ด๎วยการมีสัมพันธภาพท่ีดีกับเพ่ือนบ๎านที่เราอาศัยอยูํ มีสัมพันธภาพท่ีดีกับคนไทยตําง หมูํบ๎าน ตาบล อาเภอ จังหวัด และทุกภูมิภาคของประเทศไทยในฐานะเป็นคนไทย นอกจากนี้ควรมี สัมพันธภาพที่ดีกับชาวตํางชาติที่มาทํองเที่ยว หรือมาทาธุรกิจ อยูํในประเทศไทย ควรมีความยินดี ต๎อนรับ มีความเอื้อเฟ้ือ ชํวยเหลือตามสถานการณ๑ ตามความเหมาะสม รวมถึงการไปทํองเท่ียว ตํางประเทศ หรือไปทาธุรกจิ ตาํ งประเทศ ควรรักษาภาพลกั ษณ๑ ความสุภาพอํอนโยนของคนไทย และ การเคารพกฎหมายบ๎านเมืองของตาํ งประเทศท่ไี ปเยี่ยมเยือน หรือทอํ งเท่ียวด๎วย
155 กกกกกกก2.4 2.4.2 นานาประเทศได๎น๎อมนาพระราชกรณียกิจนาไปใช๎ในการแก๎ไขป๓ญหาหรือ พัฒนาประเทศ มดี ังนี้ กกกกกกก2.4 2.4.2 1) ประเทศสาธารณรฐั แหํงสหภาพเมียนมาร๑ อาเภอเยนันซอง เขตแมคแกว กกกกกกก2.4 2.4.2 1) ได๎นอ๎ มนา หลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพ่ือแก๎ไขป๓ญหาการพฒั นา คุณภาพชีวิตของชาวบ๎านให๎ดีข้ึนอยํางย่ังยืน ผํานการสร๎างความม่ันคงทางอาหาร ลดรายจํายใน ครวั เรือน และสรา๎ งรายได๎เพมิ่ เตมิ ใหแ๎ กํครัวเรอื น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 ได๎ทรงพระราชทานในการชํวยเหลือ โดยมูลนิธิแมํฟูาหลวง ได๎ให๎ความรู๎ทางด๎านการ พฒั นาแหลํงน้า การจัดต้ังกองทุนเซรุํมแก๎พิษงูเพื่อชํวยคนท่ีถูกงูกัด การพัฒนาด๎านพลังงานทางเลือก และการพัฒนาด๎านปศุสัตว๑ และกิจกรรมแปรรูปสร๎างมูลคําเพ่ิมแกํวัตถุดิบในท๎องถิ่น เชํน ถ่ัวลิสง งา และนา้ ตาลโตนด มีการพฒั นารูปแบบผลิตภัณฑ๑ที่มคี ณุ ภาพ ตามความตอ๎ งการของตลาด กกกกกกก2.4 2.4.2 2) ประเทศสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยประชาชนลาว เมืองห๎วยซอน ห๎วยซ้วั กกกกกกก2.4 2.4.2 1) ไดน๎ อ๎ มนาแนวทางการดาเนินศูนย๑ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจาก พระราชดาริและเกษตรทฤษฎีใหมํ เพ่ือมํุงสํงเสริมและยกระดับฐานะความเป็นอยูํของราษฎรลาว และเสริมสร๎างความสัมพันธ๑อันดีระหวําง สปป.ลาว – ไทยในด๎านการเกษตรตําง ๆ ให๎แนํนแฟูน มากยิ่งขึ้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 ได๎ทรงพระราชทานในการ ชํวยเหลือ โดยการสํงคณะทางานมาฝึกอบรมให๎ราษฎรชาวลาว และสนับสนุนกิจกรรมตําง ๆ ตาม แนวงาน 7 หลกั ได๎แกํ 1) การพฒั นาโครงสร๎างพ้ืนฐาน อาทิ ไฟฟูา น้าประปา ในพื้นท่ี 2) การพัฒนา แหลํงน้า อาทิ การสร๎างอํางเก็บน้าห๎วยซอน การสร๎างฝายห๎วยซั้ว 3) การพัฒนาท่ีดิน 4) การพัฒนา ด๎านวิชาการการเกษตร 5) งานด๎านการปศุสัตว๑ 6) งานด๎านการประมง และ 7) งานด๎านการพัฒนา วชิ าการและถํายทอดเทคโนโลยี กกกกกกก2.4 2.4.2 3) ประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซยี จังหวัดอาเจะห๑ กกกกกกก2.4 2.4.2 1) ไดน๎ าโครงการพฒั นาทางเลือกในการดารงชีวติ ที่ยงั่ ยนื เพ่ือแกไ๎ ขป๓ญหา การทาไรกํ ัญชา ฟ้ืนฟชู วี ิตความเปน็ อยขํู องชาวอาเจะห๑ และเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวดั หลังจาก ประสบความขดั แยง๎ ภายในประเทศตลอด 30 ปี และภยั สึนามเิ มือ่ ปี พ.ศ.2547 พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 ได๎ทรงพระราชทานในการชํวยเหลือ โดยใช๎ แนวทางการแก๎ป๓ญหาความยากจนอยํางย่ังยืน โดยมูลนิธิแมํฟูาหลวงฯ ได๎ทาการพัฒนาระบบ ชลประทาน แปลงเกษตรสาธติ และการใหบ๎ รกิ ารด๎านสัตวบาล กกกกกกก2.4 2.4.2 4) ประเทศสาธารณรฐั ประชาธิปไตยตมิ อรเ๑ ลสเต เมืองเฮรา กกกกกกก2.4 2.4.2 1) ไดน๎ อ๎ มนาหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เพอ่ื แก๎ไขทางด๎านการ เพาะปลูก การเล้ียงสัตว๑ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 ได๎ทรง พระราชทานในการชํวยเหลอื โดยได๎สงํ ผ๎ูเช่ียวชาญและอาสาสมัคร เพอ่ื ถาํ ยทอดความรเู๎ ทคโนโลยีทาง การเกษตร และความเข๎าใจในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให๎แกํเกษตรกรติมอร๑ฯ ท่ีเมืองเฮรา รวมทั้งสนับสนนุ ดา๎ นอปุ กรณ๑ และเมลด็ พนั ธพ๑ุ ืช ซึ่งนาไปสูํการจดั ตัง้ หมบํู ๎านตน๎ แบบในพืน้ ที่ตํอไป
156 กกกกกกก2.4 2.4.2 5) ประเทศสาธารณรฐั สงั คมนิยมเวยี ดนาม กกกกกกก2.4 2.4.2 1) ได๎นอ๎ มนาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพ่ือแก๎ไขป๓ญหาการชะล๎าง หน๎าดินพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 ได๎ทรงพระราชทานในการ ชํวยเหลือในการให๎ความรู๎ เร่ืองหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิธีการปลูกหญ๎าแฝก เพื่อลด การชะลา๎ งและการพงั ทลายของหน๎าดนิ จากน้าหลากในพน้ื ทล่ี าดชนั สงู กกกกกกก2.4 2.4.2 6) ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี กกกกกกก2.4 2.4.2 1) ไดน๎ ๎อมนาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง เพ่อื แกไ๎ ขป๓ญหาทางดา๎ น การเกษตรของประเทศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได๎ทรง พระราชทานในการชวํ ยเหลอื ในการให๎ความรู๎ เรื่องหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และนาความรู๎ ทีไ่ ด๎รบั ไปประยุกต๑ใช๎เปน็ สวํ นหน่ึงของแผนพัฒนาประเทศ กกกกกกก2.4 2.4.2 7) ประเทศสาธารณรฐั ประชาชนบงั คลาเทศ กกกกกกก2.4 2.4.2 1) ไดน๎ ๎อมนาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพ่ือแก๎ไขปญ๓ หาทางด๎าน การเกษตร พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 ได๎ทรงพระราชทานในการ ชํวยเหลือในการให๎ความรู๎เร่ืองหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และจัดกิจกรรมเพ่ือแลกเปล่ียน ประสบการณ๑ ด๎านการพัฒนาประเทศอยํางยั่งยืน อาทิ การนาคณะผู๎แทนระดับสูงของบังคลาเทศ เ ดิ น ท า ง ม า ศึ ก ษ า ดู ง า น ต า ม โ ค ร ง ก า ร ใ น พ ร ะ ร า ช ด า ริ ข อ ง พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ ป ร มิ น ท ร ม ห า ภูมพิ ลอดลุ ยเดชท่ีประเทศไทย กกกกกกก2.4 2.4.2 8) ประเทศราชอาณาจกั รภูฏาน กกกกกกก2.4 2.4.2 1) ไดน๎ ๎อมนาพระราชดาริ การบารุง และพัฒนาประเทศ ตามแนวเศรษฐกจิ พอเพียง เพ่ือแก๎ไขป๓ญหารายได๎ของประชากร และป๓ญหาทางด๎านการเกษตรที่มีภูมิประเทศท่ีเป็น ภูเขาสูง อากาศหนาวเย็น ยากตํอการเพาะปลูก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รชั กาลท่ี 9 ได๎ทรงพระราชทานในการชํวยเหลือ โดยสํงนักวิชาการหลวงไปแนะแนวการเพาะปลูกไม๎ ผลเมืองหนาว พร๎อมถํายทอดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และยังให๎นักวิชาการ นักการทูต รัฐมนตรีด๎านการเกษตรของภูฏาน เดินทางมาศึกษาและเรียนร๎ูงานที่จังหวัดเชียงใหมํ คือ สถานี เกษตรหลวงอาํ งขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหมํ กกกกกกก2.4 2.4.2 9) ประเทศราชอาณาจกั รอัซไมต๑ จอรแ๑ ดน กกกกกกก2.4 2.4.2 1) ได๎นอ๎ มนาหลักการทาฝนหลวง เพอื่ แก๎ไขป๓ญหาฝนไมํตกตอ๎ งตามฤดกู าล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 ได๎ทรงพระราชทานในการชํวยเหลือ โดยความรํวมมือ-แลกเปล่ียนเจ๎าหน๎าที่ เพื่อเรียนรู๎แนวคิด วิธีการ ถํายทอดประสบการณ๑ความ เชี่ยวชาญในการทาฝนเทยี ม และปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
157 กกกกกกก2.4 2.4.2 10) ประเทศสาธารณรัฐอสิ ลามอฟั กานิสถาน จังหวดั บลั คห๑ กกกกกกก2.4 2.4.2 1) ได๎น๎อมนาโครงการพัฒนาทางเลือกในการดาเนินชวี ติ ท่ยี ่ังยืน (SALD) โดยโครงการมีจุดมํุงหมายท่ีจะเพ่ิมจานวนแกะพันธุ๑ดารากูล (Karakul) ซ่ึงล๎มตายไปเป็นจานวนมาก ในชวํ งเวลาหลายปีท่ีผํานมา สืบเน่ืองมาจากความขัดแย๎ง และความแห๎งแล๎ง และเพื่อฟ้ืนฟูเศรษฐกิจ ผํานการทาธุรกิจเพื่อสังคม โดยสร๎างเสริมสภาพแวดล๎อมที่เอื้ออานวยตํอการทาอุตสาหกรรมชุมชน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 ได๎ให๎องค๑ความร๎ูในการสํงเสริมการ เล้ียงปศุสตั ว๑ กกกกกกก2.4 2.4.2 11) ประเทศสาธารณรัฐมาดากสั การ๑ กกกกกกก2.4 2.4.2 1) ได๎น๎อมนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อแกไ๎ ขปญ๓ หาทางด๎าน การเกษตรของประเทศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได๎ทรง พระราชทานในการชวํ ยเหลอื ในการให๎ความรู๎ เรื่องหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และนาความรู๎ ท่ไี ดร๎ บั ไปประยกุ ต๑ใชเ๎ ป็นสวํ นหนึ่งของแผนพฒั นาประเทศ กกกกกกก2.4 2.4.2 12) ประเทศสาธารณรัฐโมซัมมกิ กกกกกกก2.4 2.4.2 12) ไดน๎ ๎อมนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพอ่ื แก๎ไขปญ๓ หาทางดา๎ น การเกษตร พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได๎ทรงพระราชทานในการ ชํวยเหลอื ในการให๎ความร๎ู เรื่องหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สํงผู๎เชี่ยวชาญสารวจพ้ืนท่ีตามจุด ตําง ๆ เพ่ือใช๎ในการทดลองการปลูกข๎าว การเลี้ยงปลา และการเล้ียงผ้ึง ท้ังนี้ คณะผ๎ูเชี่ยวชาญเห็น พ๎องวําจะต๎องเน๎นการสร๎างชุมชนท่ียั่งยืน โดยจะยึดความต๎องการของประชาชนในท๎องที่เป็นหลัก รวมทั้งการสรา๎ งการเรียนรู๎รํวมกันซึ่งจะนาไปสํูการพัฒนาด๎วยตัวเองอยํางย่ังยืน ตามแนวคิดของหลัก ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงดว๎ ย กกกกกกก2.4 2.4.2 13) ประเทศเอธิโอเปีย กกกกกกก2.4 2.4.2 12) ได๎นอ๎ มนาองคค๑ วามรเ๎ู กษตรทฤษฎใี หมํ พลงั งานทดแทน เพื่อแก๎ไข ปญ๓ หาทางดา๎ นการเกษตร และพลงั งาน พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภมู พิ ลอดุลยเดช รชั กาล ที่ 9 ได๎ทรงพระราชทานในการชวํ ยเหลอื ในการใหค๎ วามรู๎ เรื่องหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งและ นาความรทู๎ ี่ไดร๎ ับไปประยุกต๑ใช๎เป็นสวํ นหนงึ่ ของแผนพฒั นาประเทศ กกกกกกก2.4 2.4.2 14) ประเทศบูรก๑ นิ าฟาโซ กกกกกกก2.4 2.4.2 12) ไดน๎ อ๎ มนาหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เพอื่ แกไ๎ ขปญ๓ หาทางดา๎ น การเกษตรของประเทศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได๎ทรง พระราชทานในการชวํ ยเหลือในการให๎ความร๎ู เรื่องหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงและนาความรูท๎ ี่ ได๎รับไปประยกุ ต๑ใช๎เป็นสํวนหน่ึงของแผนพัฒนาประทศ
158 กกกกกกก2.4 2.4.2 15) ประเทศสาธารณรฐั เคนยา กกกกกกก2.4 2.4.2 12) ไดน๎ ๎อมนาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง เพือ่ แกไ๎ ขป๓ญหาทางด๎าน การเกษตรของประเทศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได๎ทรง พระราชทานในการชํวยเหลอื ในการให๎ความรู๎ เร่ืองหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และนาความร๎ู ทไ่ี ด๎รับไปประยุกตใ๑ ชเ๎ ปน็ สวํ นหนึ่งของแผนพัฒนาประเทศ กกกกกกก2.4 2.4.2 16) ประเทศราชอาณาจกั รเลโซโท กกกกกกก2.4 2.4.2 12) ไดน๎ อ๎ มนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง เพื่อแก๎ไขป๓ญหาพื้นที่ แห๎งแล๎งที่ไมํสามารถปลูกพืชได๎เพียงพอ และพัฒนาวิธีการทาเกษตรกรรมของประชา กร พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได๎ทรงพระราชทานในการชํวยเหลือ โดยให๎เจ๎าหน๎าท่ีเดินทางไปให๎ความร๎ู และมอบทุนในการจัดตั้งศูนย๑พัฒนาเกษตรตัวอยํางใน ประเทศเลโซโทขึน้ กกกกกกก2.4 2.4.2 17) ประเทศสาธารณรฐั เซเนกลั ไดน๎ ๎อมนาหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพอื่ แกไ๎ ขป๓ญหาทางด๎าน การเกษตรและความเป็นอยํูของประชากรในประเทศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 ได๎ทรงพระราชทานในการชํวยเหลือในการให๎ความรู๎ เร่ืองหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง และนาความรู๎เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงปลานิลท่ีเหมาะสมกับสภาพพื้นท่ี เพอื่ เปน็ แหลํงอาหารโปรตนี ท่ีมคี ณุ ภาพ สรา๎ งคุณภาพชวี ิตท่ีดแี กปํ ระชาชน หนา๎ ท่ีพลเมอื งดี ควรน๎อมนาพระราชกรณียกิจที่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได๎ทรงให๎การชํวยเหลือนานาประเทศข๎างต๎น ด๎วยการ ให๎ความรํวมมือ หรือให๎การชํวยเหลือตามสถานการณ๑ เม่ือประชาคมโลกในตํางประเทศมีป๓ญหา เชํน เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือภัยจากน้ามือมนุษย๑ การให๎การชํวยเหลือตามศักยภาพท่ีมีให๎ ประชาคมโลกหลดุ พ๎น จากผลกระทบท่ไี ดเ๎ กดิ ขนึ้ จากภัยพิบัติ อาทิ การบริจาคส่ิงของ หรือสมทบเงิน ชํวยเหลอื รํวมกบั รฐั บาลไทยในการชํวยเหลือตาํ งชาตเิ มื่อไดร๎ บั การประชาสัมพันธ๑
159 กิจกรรมทา้ ยบท กกกกกกกกจิ กรรมที่ 1 กกกกกกกคาชี้แจง ให้นักศึกษาเลือกคาตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียวแล้วนาไปเขียนไว้ใน แผ่นกระดาษที่แจกให้ กกกกกกก1. “ ศาสตรพ๑ ระราชา ” ดาเนินงานในตาํ งประเทศมาแล๎วกี่โครงการ กกกกกกก1. ก. 5 โครงการ กกกกกกก1. ข. 6 โครงการ กกกกกกก1. ค. 7 โครงการ กกกกกกก1. ง. 8 โครงการ กกกกกกก2. ประเทศใดทน่ี ๎อมนาแนวทางเกษตรทฤษฎีใหมํไปใช๎ ยกระดบั ความเปน็ อยูํ ของประชาชน กกกกกกก1. ก. สาธารณรฐั อนิ โดนเี ซยี กกกกกกก1. ข. สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานสิ ถาน กกกกกกก1. ค. สาธารณรัฐแหํงสหภาพเมียนมาร๑ กกกกกกก1. ง. สาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว กกกกกกก3. ประเทศใดท่นี ๎อมนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไปใชแ๎ กป๎ ๓ญหาความแห๎งแล๎ง กกกกกกก1. ก. สาธารณรัฐเซเนทลั กกกกกกก1. ข. ราชอาณาจักรเลโซโท กกกกกกก1. ค. สาธารณรัฐอิสลามอัฟกานสิ ถาน กกกกกกก1. ง. สาธารณรฐั ประชาชนบังคลาเทศ กกกกกกก4. โครงการธนาคารเกษตรแกะเป็นโครงการทเ่ี กิดขึ้นในประเทศใด กกกกกกก1. ก. สาธารณรัฐอนิ โดนเี ซยี กกกกกกก1. ข. สาธารณรฐั อสิ ลามอัฟกานิสถาน กกกกกกก1. ค. สาธารณรัฐประชาชนบงั คลาเทศ กกกกกกก1. ง. สาธารณรฐั แหํงสหภาพเมยี นมาร๑ กกกกกกก5. จากการท่ีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช ได๎เจรญิ พระราชไมตรกี ับ ตาํ งประเทศ ในฐานะประชาชนควรปฏบิ ัติตนอยาํ งไร จึงถือวาํ เป็นพลเมืองดี กกกกกกก1. ก. รักษาความเป็นไทย กกกกกกก1. ข. เคารพกฎหมายบ๎านเมือง กกกกกกก1. ค. ออกไปทํองเท่ยี วตํางประเทศ กกกกกกก1. ง. มีสมั พนั ธ๑ภาพทด่ี ีกบั เพ่ือนบ๎าน
160 กกกกกกกกิจกรรมท่ี 2 กกกกกกกคาชี้แจง ใหน้ กั ศกึ ษาจับคโู่ ดยการโยงเส้นขอ้ ความหนา้ ตัวเลขกับข้อความอักษรท่ีมี ความสัมพนั ธก์ ันโดยนาคาตอบที่ไดไ้ ปเขียนในแผ่นกระดาษคาตอบทแ่ี จกให้ 1. โครงการพฒั นาฝนหลวง ก. สาธารณรฐั เกาหลี กกกกกกก2. โครงการพฒั นาหมํูบา๎ นต๎นแบบ ข. สาธารณรฐั อนิ โดนีเซยี กกกกกกก3. โครงการพฒั นาชมุ ชนต๎นแบบ ค. ประเทศจอร๑แดน กกกกกกก4. ศนู ยพ๑ ัฒนาชนบทอยํางย่ังยืน ง. สาธารณรัฐเมียนมาร๑ กกกกกกก5. การพัฒนาทางเลอื กในการดารงชีวติ แบบยั่งยืน จ. ประเทศติมอรเ๑ ลสเต กกกกกกกกิจกรรมท่ี 3 กกกกกกกคาช้ีแจง ให้นักศึกษาเติมคาลงในช่องวา่ งใหถ้ ูกตอ้ งสมบูรณ์ สัน้ ๆ นาคาตอบท่ไี ดไ้ ป เขียนลงในแผ่นกระดาษที่แจกให้ กกกกกกก1. ประเทศ……………………………………ท่ีนาศาสตร๑พระราชาไปใชใ๎ นการพฒั นาประเทศ กกกกกกก2. ประเทศที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช เสดจ็ เยือนเปน็ ประเทศแรก คือ…………………………………… กกกกกกก3. ประเทศทน่ี าหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียงเป็นประเทศแรก คือ…………………………………… กกกกกกก4. ศูนยพ๑ ัฒนาชนบทและบริการด๎านการเกษตร เมอื งหว๎ ยซอน หว๎ ยซื้อ คือประเทศ…………………………………… กกกกกกก5. จงั หวัดอาเจะห๑ อยูํใน……………………………………
161 กกกกกกกกิจกรรมท่ี 4 กกกกกกกคาชีแ้ จง ให้นกั ศึกษาทาเคร่ืองหมาย ( ) หรือผดิ ( × ) หนา้ ข้อต่อไปนี้ โดยนา คาตอบท่ไี ด้เขียนลงในแผน่ กระดาษคาตอบทแี่ จกให้ .................1. พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลท่ี 9 ไดเ๎ สดจ็ เยือน สมั พันธไมตรี ณ สาธารณรัฐออสเตรีย 2 ครัง้ .................2. พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รชั กาลท่ี 9 ได๎ทรงพระราชทาน ชํวยเหลอื โดยมูลนิธิแมฟํ าู หลวงไดใ๎ หค๎ วามร๎ูทางดา๎ นพัฒนาแหลงํ นา้ และการจัดตงั้ กองทุนเซรมํุ แก๎พิษงกู ับประเทศสาธารณรัฐประชาธปิ ไตยประชาชนลาว .................3. ประเทศสาธารณรฐั ประชาธปิ ไตยติมอรเ๑ ลสเต เมืองเฮนส ได๎น๎อมนาหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เพือ่ แกไ๎ ขทางด๎านการเพาะปลกู การเล้ยี งสัตว๑ .................4. พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รชั กาลท่ี 9 ไดม๎ อบทนุ ในการจดั ตงั้ ศูนย๑พัฒนาเกษตรตวั อยํางให๎กบั ประเทศเวียดนาม .................5. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ไดท๎ รงพระราชทาน ชวํ ยเหลอื สํงนักวิชาการหลวงไปแนะแนวการเพาะปลูกไมผ๎ ลเมืองหนาวพร๎อมถํายทอดหลกั ปรชั ญา ของเศรษฐกิจพอเพียงกับประเทศราชอาณาจกั รภฎู าน
162 บทท่ี 7 การประยกุ ตใ์ ช้หนา้ ทพี่ ลเมอื งตามรอยพระยคุ ลบาท รัชกาลที่ 9 ในชวี ิตประจาวัน สาระสาคญั กกกกกกก1. การน๎อมนาทศพธิ ราชธรรมไปใช๎ในชีวิตประจาวัน สามารถใช๎กบั ครอบครวั ที่ประกอบ ด๎วย หัวหน๎าครอบครัว สมาชิกในครอบครัว และเครือญาติ การศึกษา ประกอบด๎วย เพื่อนผู๎เรียน หรือนักศึกษา และครูบาอาจารย๑ การประกอบอาชีพการงาน ประกอบด๎วย เพ่ือนรํวมอาชีพ และ นายจ๎างหรือผ๎บู ังคบั บัญชา และการพฒั นาชุมชน ท้องถ่นิ และสงั คม ประกอบด๎วย สมาชิกในชุมชน และผู๎นา ได๎เป็นอยํางดี คือ ทาน ด๎วยการให๎บริจาคส่ิงของ ทรัพย๑ หรือแรงกาย ชํวยเหลือกิจกรรม หรือภารกิจ ที่เก่ียวข๎อง ให๎คาแนะนา หรือความร๎ูท่ีเก่ียวข๎อง และให๎อภัยเม่ือได๎รับความรู๎สึก หรือการกระทาท่ีไมํถูกต๎องกับตนเอง ศีล คือ การละเว๎นในสิ่งที่เป็นข๎อห๎าม ของศีล 5 ให๎ประพฤติ ในส่ิงทีด่ ีงาม ปริจาคะ คือ การเสยี สละ สํวนท่เี กยี่ วขอ๎ งกับตนเองเพื่อประโยชน๑ของสํวนรวม อาชชวะ คือ ความซ่ือตรง ให๎ปฏิบัติงานหรือภารกิจที่เกี่ยวข๎องท้ังตํอหน๎าและลับหลัง ด๎วยความซื่อสัตย๑สุจริต มัททวะ คือ ความอํอนโยน ให๎คานึงถึงอายุ ถ๎าเป็นผ๎ูอาวุโสต๎องปฏิบัติด๎วยความอํอนน๎อมถํอมตัว ให๎การเคารพ สํวนผู๎ที่มีอายุเสมอกัน หรืออํอนกวําให๎ปฏิบัติด๎วยความสุภาพอํอนโยน ตบะ คือ ความเพียร ความอดทน ให๎ปฏิบัติภารกิจด๎วยความขยัน มุํงม่ัน อดทน ตั้งใจให๎สาเร็จลุลํวง อักโกธะ คือ ความไมํโกรธ ต๎องควบคุมอารมณ๑ ของตนเองให๎สงบ มีสติตลอดเวลา เพื่อแสดงออก ถึงพฤติกรรมท่ีเหมาะสมกับ กาลเทศะทุกสถานการณ๑ อวิหิงสา คือ ความไมํเบียดเบียน ไมํเอารัด เอาเปรียบด๎วยการไมํเอาทรัพย๑สินหรือสิ่งของสํวนรวมหรือของผ๎ูอื่นมาใช๎เพ่ือสํวนตน ไมํพูดจา หรือมีกิริยาสํอเสียด เบียดเบียนผ๎ูอ่ืน ทั้งทางกาย วาจา และใจ ขันติ คือ ความอดทน ต๎องมีความ อดทนในภารกิจที่มอบหมาย หรืออดทนตํอสถานการณ๑ที่ไมํพึงประสงค๑ ไมํยํอท๎อ ไมํท๎อถอย และ อวิโรธนะ คือ ความเท่ียงธรรม ให๎วางตัวเป็นกลาง ไมํเอนเอียงไปที่บุคคลใดหรือกลํุมใดกลํุมหน่ึง ไมหํ วั่นไหว ไปกับคาพดู การกระทา ใหม๎ คี วามยุติธรรม เทยี่ งตรง กกกกกกก2. การน๎อมนาพระราชดารสั ไปใช๎ในชวี ิตประจาวนั ครอบครัว ต๎องให๎ความสาคัญกับการ อบรมเล้ียงดูบุตรหลานให๎เป็นคนดี มีคุณธรรม มีสติป๓ญญาเฉลียวฉลาด และมีเหตุมีผล การศึกษา ต๎องอบรม นักเรียน นักศึกษา และบัณฑิตที่เพิ่งจบหรือศิษย๑เกําท่ีจบไปนานแล๎วให๎มีความรู๎วิชาการ และคุณธรรม การประกอบอาชีพการงาน ทุกอาชีพต๎องเน๎นการพัฒนาอาชีพ ตั้งใจ ศึกษาพัฒนา อาชีพ ประกอบอาชีพด๎วยความร๎ู ความสามารถ ประกอบ อาชีพด๎วยความพอเพียง ประหยัด พ่ึงตนเอง รอบคอบ คํอย ๆ พัฒนาตามลาดับเพื่อปูองกันความผิดพลาด ใช๎ข๎อมูลหรือ สื่อสารท่ีเป็นประโยชน๑ และต๎องมีคุณธรรมในอาชีพของตนเอง และการพัฒนา ชุมชน ท้องถิ่นและ สังคม ต๎องมีวิชาการและ ผ๎ูปฏิบัติรํวมมือกันพัฒนาด๎วยดี ต๎องพัฒนาให๎สอดคล๎องกับบริบท แตํละพื้นที่ เน๎นความเข๎มแข็งของชุมชน ท๎องถ่ิน ด๎วยการอาศัยการแลกเปลี่ยนเรียนรู๎กับบุคคล หรอื องค๑กรภายนอกชุมชน เขา๎ มามีสวํ นรํวมพัฒนาด๎วยความรักความสามัคคี กระบวนการพัฒนาต๎อง เปน็ ลาดบั ขนั้ ตอน ประหยดั ถกู หลักวิชา เพ่ือปูองกันความลม๎ เหลวจากการพัฒนา
163 กกกกกกก3. การนอ๎ มนาหลกั การทรงงานไปใชใ๎ นชีวิตประจาวัน ครอบครวั ใช๎ได๎ 10 ขอ๎ คอื (1) การมีสํวนรํวม (2) ประโยชน๑สํวนรวม (3) ขาดทุนคือกาไร (4) การพึ่งตนเอง (5) พออยํูพอกิน (6) เศรษฐกิจพอเพียง (7) ความซ่ือสัตย๑ สุจริต จริงใจตํอกัน (8) ทางานอยํางมีความสุข (9) ความเพียร และ (10) รู๎ รัก สามัคคี การศึกษา ใช๎ได๎ 21 ข๎อ คือ (1) ศึกษาข๎อมูลอยํางเป็นระบบ (2) ระเบิดจากข๎างใน (3) แก๎ป๓ญหาจากจุดเล็ก (4) ทาตามลาดับขั้น (5) ภูมิสังคม (6) องค๑รวม (7) ไมํติดตารา (8) ประหยัด เรียบงําย ได๎ประโยชน๑สูงสุด (9) ทาให๎งําย (10) การมีสํวนรํวม (11) ประโยชน๑สํวนรวม (12) บริการรวมที่จุดเดียว (13) ปลูกปุาในใจคน (14) ขาดทุนคือกาไร (15) การพึง่ ตนเอง (16) พออยูํพอกิน (17) เศรษฐกิจพอเพียง (18) ความซ่ือสัตย๑ สุจริต จริงใจตํอกัน (19) ทางานอยํางมีความสุข (20) ความเพียร และ (21) รู๎ รัก สามัคคี การประกอบอาชีพการงาน ใช๎ได๎ 22 ข๎อ (1) ศึกษาข๎อมูลอยํางเป็นระบบ (2) ระเบิดจากข๎างใน (3) แก๎ป๓ญหาจากจุดเล็ก (4) ทาตามลาดับขั้น (5) ภูมิสังคม (6) องค๑รวม (7) ไมํติดตารา (8) ประหยัด เรียบงําย ได๎ประโยชน๑ สูงสุด (9) ทาให๎งําย (10) การมีสํวนรํวม (11) ประโยชน๑สํวนรวม (12) บริการรวมท่ีจุดเดียว (13) ทรงใช๎ธรรมชาติ ชํวยธรรมชาติ (14) ปลูกปุาในใจคน (15) ขาดทุนคือกาไร (16) การพึ่งตนเอง (17) พออยํูพอกิน (18) เศรษฐกิจพอเพียง (19) ความซ่ือสัตย๑ สุจริต จริงใจตํอกัน (20) ทางานอยําง มีความสุข (21) ความเพียร และ (22) รู๎ รัก สามัคคี และ การพัฒนา ชุมชน ท้องถ่ินและสังคม สามารถใช๎หลักการทรงงาน ใช๎ได๎ 23 ข๎อ คือ (1) ศึกษาข๎อมูลอยํางเป็นระบบ (2) ระเบิดจากข๎างใน (3) แก๎ป๓ญหาจากจุดเล็ก (4) ทาตามลาดับขั้น (5) ภูมิสังคม (6) องค๑รวม (7) ไมํติดตารา (8) ประหยัด เรียบงาํ ย ไดป๎ ระโยชนส๑ ูงสุด (9) ทาใหง๎ าํ ย (10) การมีสํวนรํวม (11) ประโยชน๑สํวนรวม (12) บริการรวมที่จุดเดียว (13) ทรงใช๎ธรรมชาติชํวยธรรมชาติ (14) ใช๎อธรรมปราบอธรรม (15) ปลูกปุาในใจคน (16) ขาดทุนคือกาไร (17) การพ่ึงตนเอง (18) พออยํูพอกิน (19) เศรษฐกิจ พอเพียง (20) ความซื่อสัตย๑ สุจริต จริงใจตํอกัน (21) ทางานอยํางมีความสุข (22) ความเพียร และ (23) รู๎ รกั สามัคคี มาใช๎ในการพัฒนาชุมชน ท๎องถิ่น และสงั คม ใหเ๎ จริญก๎าวหนา๎ ได๎ กกกกกกก4. การน๎อมนาพระราชจรยิ วตั รและพระราชกรณียกิจไปใชช๎ ีวิตประจาวนั ครอบครวั ในฐานะบุตรต๎องเชื่อฟ๓งคาสอนของบิดา มารดา มีความรับผิดชอบ ในหน๎าที่ ท่ีได๎รับมอบหมาย และมีความกตัญ๒ูตํอบิดามารดา ในฐานะพํอ มีหน๎าท่ีอบรมสั่งสอนให๎เป็นคนดี สนับสนุนให๎ได๎รับ การศึกษาตามศักยภาพ ในฐานะสามี ให๎เกียรติภรรยา และยกยํองตามโอกาส และในฐานะผ๎ูนา ครอบครัว เป็นแบบอยํางท่ีดีให๎กับสมาชิกครอบครัว ได๎ปฏิบัติตาม นอกจากนี้ ควรมีความอํอนน๎อม ถํอมตัวกับผู๎ที่มีอาวุโสกวําให๎ความเคารพ สํวนผ๎ูท่ีมีอายุรุํนราวคราวเดียวกัน หรือผู๎ท่ีมีอายุอํอนกวํา ควรแสดงออกซ่ึงความสุภาพอํอนโยน โรงเรียน ควรชํวยเหลือสนับสนุนกิจกรรมของโรงเรียนตาม ศักยภาพอาจจะเป็นทรัพย๑เงิน หรือวัสดุ หรือแรงกาย ก็ได๎ตามโอกาส เพ่ือชํวยพัฒนาการจัด การศกึ ษาของโรงเรยี น ท้องถ่ิน ควรมีสํวนรํวมในการพัฒนาท๎องถิ่นของตนเอง ท้ังแรงกาย หรือเงิน ตามโอกาส ประเทศ ควรหาโอกาสไปศกึ ษาเรียนร๎ู ศูนย๑ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดาริ ที่ต้ังอยูํในภูมิภาค ที่เป็นภูมิลาเนาของตนเอง ศึกษาแนวทางการปฏิบัติงานรํวมกันของทุกฝุายใน ศูนย๑ศึกษามาปรับใช๎ในเร่ืองของความสามัคคี ในการทางานรํวมกัน และยึดหลักการพ่ึงตนเองให๎ มากที่สุด ลดการพ่ึงพาภายนอก ดาเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และโลก ในฐานะเป็นสมาชิก ควรคานงึ ถึงการพฒั นา หรือการกระทาของสมาชิกโลกแตํละคน แตํละครอบครัว
164 แตํละชุมชน และแตํละสังคม มีความสัมพันธ๑เชื่อมโยงกัน การกระทาทุกอยํางจะสํงผลกระทบตํอผ๎ูที่ อยรูํ อบข๎างทัง้ ทางตรงและทางอ๎อม สํงผลกระทบตอํ โลกท่เี ราอาศยั อยูํ ผลการเรยี นรู้ทีค่ าดหวัง กกกกกกก1. ปฏิบตั หิ นา๎ ทพี่ ลเมอื งตามรอยพระยุคลบาทรัชกาลที่ 9 ในชวี ิตประจาวนั ได๎ กกกกกกก2. ตระหนักถึงความสาคญั เห็นคุณคําของการประยกุ ตใ๑ ชห๎ น๎าท่ีพลเมืองตามรอยพระยุคล บาทรัชกาลที่ 9 ในชวี ติ ประจาวนั ขอบขา่ ยเนื้อหา กกกกกกกการประยุกต๑ใช๎หน๎าท่ีพลเมืองตามรอยพระยุคลบาทรชั กาลท่ี 9 ในชวี ิตประจาวันมขี อบขําย เน้อื หา ดังน้ี กกกกกกก1. การนอ๎ มนาทศพธิ ราชธรรมไปใชช๎ ีวติ ประจาวนั กกกกกกก2. การน๎อมนาพระราชดารสั ไปใช๎ชีวิตประจาวัน กกกกกกก3. การนอ๎ มนาหลักการทรงงานไปใชช๎ วี ิตประจาวัน กกกกกกก4. การนอ๎ มนาพระราชจริยวตั รและพระราชกรณยี กจิ ไปใช๎ชวี ิตประจาวนั ส่ือประกอบการเรียน กกกกกกก1. ส่อื เอกสาร ได๎แกํ กกกกกกก1. 1.1 ใบความรู๎ เร่ืองท่ี 7 ทศพิธราชธรรมตามพระราชดารัส หลกั การทรงงาน และ พระราชจรยิ วัตร และพระราชกรณียกิจกับการนาไปใชใ๎ นชีวิตประจาวัน กกกกกกก1. 1.2 ใบงาน หัวเรื่องที่ 7 การประยุกต๑ใชห๎ นา๎ ทพ่ี ลเมืองตามรอยพระยุคลบาทรัชกาล ที่ 9 ในชวี ติ ประจาวนั กกกกกกก1. 1.3 หนงั สอื เรียนวิชา หนา๎ ที่พลเมืองตามรอยพระยุคลบาทรชั กาลทเ่ี กา๎ 3 กกกกกกก1. 1.4 หนงั สอื พระราชดารสั ตรสั เลาํ “บุคคลพัฒนาได๎ ก็ด๎วยป๓จจยั ประการเดยี ว คอื การศกึ ษา” จดั พิมพโ๑ ดย สมาคมผบ๎ู รหิ ารโรงเรียนประถมศึกษาแหํงประเทศไทย กกกกกกก1. 1.5 หนงั สอื ปรัชญาการศกึ ษาพระเจา๎ อยหํู วั ผู๎แตํง อุทุมพร อมรธรรม ปีท่ีพิมพ๑ 2559 สานักพิมพแ๑ สงดาว กกกกกกก1. 1.6 หนงั สือเราจะครองแผํนดินโดยธรรม ตามรอยพระยุคลบาทดว๎ ยทศพิธราชธรรม ผแู๎ ตํงสมพร สานกั พมิ พ๑เจริญพงศ๑ ปีที่พมิ พ๑ 2549 กกกกกกก1. 1.7 หนงั สือคิดดที าดี ผู๎แตงํ เอกชัย จลุ ะจาริตต๑ สานักพิมพ๑บรษิ ัท เฟ่ืองฟูา พร้ินติ้ง ปที พ่ี ิมพ๑ 2547 กกกกกกก2. ส่อื อเิ ล็กทรอนิกส๑ ไดแ๎ กํ กกกกกกก1. 2.1 ช่อื บทความ บันทึกตามรอย 84 ตามคาสอนพํอ ชอ่ื ผแ๎ู ตงํ สานกั พิมพเ๑ นชั่นบุ๏ค สืบค๎นจาก https://books.google.co.th/books?id=true
165 3. สอื่ บคุ คล ได๎แกํ 3. 3.1 เจา๎ คณะจังหวัดประจวบคีรีขนั ธ๑ พระราชสทุ ธิโมลี ฝุายธรรมยุต เจ๎าอาวาสวัดธรร มกิ ารามวรวหิ าร อาเภอเมืองประจวบคีรีขันธ๑ จังหวดั ประจวบครี ีขันธ๑ 3. 3.2 นายกฤษฏา นุตะโร วทิ ยากรชมรมรกั ในหลวง ตาบลคลองวาฬ อาเภอเมอื ง ประจวบคีรีขนั ธ๑ จังหวดั ประจวบคีรขี นั ธ๑ เบอร๑โทร. 083-7895874 3. 3.3 นายคงณัฐ โชติภทั รศรี ภูมิป๓ญญาท๎องถ่นิ ตาบลอําวน๎อย อาเภอเมือง ประจวบคีรีขนั ธ๑ จังหวดั ประจวบคีรีขนั ธ๑ เบอรโ๑ ทร. 086-5297139 4. สอ่ื แหลํงเรียนรูใ๎ นชมุ ชน ได๎แกํ 4. 4.1 หอ๎ งสมุดประชาชนจังหวัดประจวบครี ีขันธ๑ ท่ีต้งั ตาบลประจวบครี ีขนั ธ๑ อาเภอ เมืองประจวบครี ีขนั ธ๑ จังหวัดประจวบครี ขี นั ธ๑ เบอร๑โทร 032 – 601550 4.2 กศน.ตาบล/เทศบาลทกุ แหํง และศนู ย๑การเรยี นชมุ ชน ในอาเภอเมือง ประจวบคีรขี ันธ๑ เร่อื งที่ 1 การน้อมนาทศพิธราชธรรมไปใช้ในชีวิตประจาวนั 1. การน้อมนาทศพิธราชธรรมไปใชใ้ นชีวิตประจาวัน กกกกกกกกก หลักทศพิธราชธรรม เป็นหลักธรรมสาคัญในการปกครอง กลําวคอื เปน็ หลกั ธรรมท่ี พระราชา หรอื สิ่งทค่ี วรประพฤติ และสามารถท่ีจะนาไปประยุกตใ๑ ชใ๎ นชีวติ ประจาวันไดเ๎ ป็นอยํางดยี ิง่ โดยมหี ลักทศพธิ ราชธรรมทเี่ ก่ียวขอ๎ ง ดังนี้ 1. 1.1 ทศพธิ ราชธรรมที่ใชใ๎ นครอบครัว ได๎แกํ 1. 1.1 1.1.1 ทศพธิ ราชธรรมขอ๎ ที่ 1 ทาน คอื การให๎ ผ๎ทู ี่เป็นผนู๎ าครอบครัว ได๎แกํ บิดามารดา ควรมีบทบาทในการให๎ทานกับบุตรธิดา ดว๎ ยการอบรมสั่งสอน การให๎กาลังใจ การให๎อภัย การให๎ความรัก กับเครือญาติ ด๎วยการให๎ความเอ้ือเฟื้อเผ่ือแผํ ชํวยเหลือยามลาบาก และให๎กาลังใจ สํวนบุตรธิดา ควรให๎ทานกับบุคคลในครอบครัว ด๎วยการให๎ความเคารพนับถือ เชื่อฟ๓งคาสั่งสอนของ บิดามารดา และญาติผู๎ใหญํ พร๎อมท้ังเอาใจใสํรับผิดชอบชํวยงานบ๎านเพื่อแบํงเบาภาระของทําน และให๎ความสนบั สนุนแกํผท๎ู ท่ี าคุณงามความดี เป็นการให๎รางวัลเพื่อเป็นกาลังในการเรียน ไมํทอดท้ิง ยามทุกข๑ยาก เข๎าลักษณะท่ีวํา ยามปกติ ก็เรียกใช๎ ยามเจ็บไข๎ก็รักษา ยามต๎องการคาแนะนาปรึกษา ก็ชํวยให๎แสงสวําง แนะคือ บอกอบุ ายใหร๎ ๎ู นา คอื ทาให๎ดูเปน็ แบบอยาํ ง แม๎จากผู๎น๎อยผิดพลาดไปบ๎าง โดยมิตงั้ ใจ ผ๎ใู หญกํ ็ตอ๎ งรจ๎ู ักใหโ๎ อกาส แก๎ไข ให๎อภัย มนี ้าใจ 1. 1.1 1.1.1 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธิโมลี เจ๎าคณะจังหวดั ประจวบคีรขี นั ธ๑ ฝุายธรรมยุต ได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 1 ทาน ไปใช๎ในครอบครัว ด๎วยการ (1) บิดา มารดา ควรปฏิบัติด๎วยการบาบัดทุกข๑ บารุงสุขคนในครอบครัว การให๎ส่ิงของ การให๎วิชาความรู๎ การให๎สิ่งที่ต๎องการ ตลอดจนการอบรมแนะนาเพ่ือจะได๎ใช๎เป็นเคร่ืองยังชีพ และสร๎างสรรค๑ชีวิตให๎มี ความผาสุกตามควรแกํอัตถภาพ (2) บุตรธิดา ควรปฏิบัติด๎วยการปฏิบัติตนเป็นคนดีให๎คนใน ครอบครวั เกดิ ความผาสุก และ (3) เครือญาติ ควรปฏิบัตใิ ห๎ความรํวมมือกบั คนในครอบครวั ทุกๆดา๎ น
166 1. 1.1 1.1.1 กลาํ วโดยสรุปหน๎าท่พี ลเมืองดี ประกอบด๎วย หัวหนา๎ ครอบครัว สมาชิกใน ครอบครัวและเครือญาติของครอบครัว ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 1 ทาน คือ การให๎ ไปใช๎กับ ครอบครัวและเครือญาติ ด๎วยการให๎ ทานในเร่ืองสิ่งของ การเสียสละทรัพย๑ ส่ิงของบารุงเล้ียงดู ชํวยเหลือเกื้อกูล ให๎ธรรมทานด๎านการให๎คาแนะนาในการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และให๎อภัยทาน ด๎วยการ ให๎อภัยเมือ่ มีการกระทาผดิ หรือละเมดิ กนั และกัน 1. 1.1 1.1.2 ทศพธิ ราชธรรมข๎อท่ี 2 ศีล คอื การต้ังอยํใู นศลี ซ่งึ สามารถปฏบิ ตั ิตาม ศีล 5 คือ ไมํฆําสัตว๑ตัดชีวิต ไมํลักขโมยของของผ๎ูอื่น ไมํลํวงละเมิดลูกเมียเขา ไมํพูดโกหก หรือพูด สํอเสียดยุยงให๎คนเขาทะเลาะเบาะแว๎งกัน และควรทาตนให๎หํางไกลจากเหล๎า บุหร่ี หรืออบายมุข ตํางๆ เพราะสิ่งเหลํานี้ นอกจากจะทาให๎เราเสียเงินแล๎ว ยังเสียสุขภาพกายและใจทั้งของตัวเราเอง และคนใกลช๎ ิดเราด๎วย ผู๎ท่เี ปน็ ผ๎ูนาครอบครัวได๎แกํ บดิ ามารดา ควรปฏิบัตศิ ีล 5 ทุกข๎อเป็นแบบอยําง กบั สมาชกิ ในครอบครัวหรอื เครือญาติ ดังตัวอยาํ ง มบี ทบาทการปฏบิ ตั ิศลี ข๎อที่ 3 กบั คํูสมรส ด๎วยการ มีความประพฤติท่ีดี ไมํลํวงละเมิดลูกเมียผู๎อื่น ศีลข๎อที่ 4 ไมํพูดโกหกหลองลวง ไมํพูดจาสํอเสียด ให๎เกียรติซึ่งกันและกัน กับสมาชิกครอบครัวและเครือญาติ ด๎วยการมีความประพฤติท่ีดี ไมํพูดจา สํอเสียด ให๎เกียรติซ่ึงกันและกัน สํวนบุตรธิดา ควรปฏิบัติตามแบบอยํางท่ีดีของพํอแมํ เร่ืองศีล 5 ในการดาเนินชวี ติ 1. 1.1 1.1.1 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธิโมลี เจา๎ คณะจังหวัดประจวบครี ีขนั ธ๑ ฝุายธรรมยุต ได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 2 ศีล ไปใช๎ในครอบครัว ด๎วยการ (1) บิดา มารดา ควรปฏบิ ัติต๎องรกั ษาระเบียบกติกาและปฏิบัติตามกฎระเบียบของบ๎านเชํนเดียวกับสมาชิกคน อื่นๆโดยไมํมีข๎อยกเว๎น ผ๎ูนาครอบครัวต๎องไมํทาตัวให๎อยูํเหนือกฎระเบียบเพราะถือตัววํามีอานาจ เบ็ดเสร็จ (2) บุตรธิดา ควรปฏิบัติด๎วยการทาตนให๎มีความประพฤติท่ีดีทั้งทางกาย วาจา ใจ และ (3) เครือญาติ ควรปฏิบัติวางตนให๎อยํูในความดีงามทั้งทางกาย วาจา ใจ ให๎สะอาดปราศจากโทษ อนั ควรครหา กลําวโดยสรุปหนา๎ ทพี่ ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยหวั หนา๎ ครอบครวั สมาชิกใน ครอบครัวและเครือญาติ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 2 ศีล คือ การต้ังอยํูในศีล ไปใช๎กับทุกคนใน ครอบครัว โดยเฉพาะบิดามารดา ควรปฏิบัติตนเป็นตัวอยํางที่ดีให๎แกํคนในครอบครัว ทั้งด๎านความ ประพฤตแิ ละการปฏิบัติตน สวํ นสมาชิกในครอบครัวก็ควรปฏบิ ัติตามแบบอยํางของบิดามารดา 1. 1.1 1.1.3 ทศพิธราชธรรมข๎อที่ 3 ปรจิ าคะ คอื การเสียสละ ผ๎ูที่เป็นผนู๎ าครอบครวั ได๎แกํ บิดามารดา ควรมีบทบาทในการเสียสละกับบุตรธิดา ด๎วยการเสียสละความสุขสํวนตนเพื่อ ความสขุ หรือประโยชนข๑ องสวํ นรวม คอยให๎คาปรึกษา ให๎กาลงั ใจดูแลและเข๎าใจในทุกเร่ืองท่ีเก่ียวข๎อง กับครอบครัว ปกปูองและให๎ความอบอุํนโดยไมํเกรงกลัวตํอภยันตรายใดๆเพื่อให๎ทุกคนในครอบครัว อยํูอยํางสุขสบาย เชํน พํอเสียสละความสุขสํวนตัวด๎วยการเลิกด่ืมเหล๎า ทาให๎ลูกเมียมีความสุข และสละทรัพย๑สิ่งของบารุงเลี้ยงดู ชํวยเหลือเก้ือกูล กับเครือญาติ ด๎วยการให๎ความชํวยเหลือเก้ือกูล และคอยให๎คาปรกึ ษา ให๎กาลังใจและยนื หยัดอยํเู คียงข๎าง สวํ นบตุ รธิดาควรให๎การเสยี สละกับบุคคลใน ครอบครวั ดว๎ ยการตั้งใจศกึ ษาเลําเรียน และเพียรพยายามจนสาเร็จ รวมถึงเสียสละแรงกายและเวลา ในการชวํ ยภารกจิ ของครอบครวั ตามโอกาส
167 1. 1.1 1.1.3 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวัดประจวบครี ีขันธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 3 ปริจาคะ ไปใช๎ในครอบครัว ด๎วยการ (1) บดิ ามารดา ควรปฏบิ ัตติ นใหม๎ ีความรับผดิ ชอบมาก ตอ๎ งดแู ลทุกขส๑ ขุ ของคนทั่วไป ต๎องพยายามหา หนทางทาให๎สมาชกิ ในครอบครวั ได๎รบั ความสขุ พ๎นจากความทุกข๑ จึงจาเป็นที่ผู๎เป็นนักปกครองจะต๎อง อุทิศกาลังกาย กาลังใจและกาลังความคิดให๎แกํสํวนรวม (2) บุตรธิดา ควรปฏิบัติควรสนองตอบตํอ ความปรารถนาดีของผู๎ปกครอง และ (3) เครือญาติ ควรปฏิบัติด๎วยการเสียสละเพ่ือสนองตํอ กฎระเบียบของครอบครัวหรือความปรารถนาดีของคนในครอบครัว เชํน เมื่อถึงคราวอด เราก็อด ดว๎ ยกนั เม่อื ถึงคราวควรออมกอ็ อมดว๎ ยกัน 1. 1.1 1.1.3 กลําวโดยสรปุ หน๎าทีพ่ ลเมืองดี ประกอบด๎วยหวั หน๎าครอบครวั สมาชกิ ใน ครอบครัวและเครือญาติ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 3 ปริจาคะ คือ การเสียสละไปใช๎กับครอบครัว ดว๎ ยการมีความเสียสละในเรอื่ งของสวํ นตน เพ่ือประโยชน๑สํวนรวมของคนในครอบครัว คอยรับผิดชอบ 1. 1.1 1.1.4 ทศพธิ ราชธรรมขอ๎ ที่ 4 อาชชวะ คือความซือ่ ตรง ผทู๎ เ่ี ป็นผูน๎ าครอบครวั ได๎แกํ บิดามารดา ควรมีบทบาทในอาชชวะ ด๎วยการแสดงความซ่ือตรงให๎เป็นแบบอยํางกับบุตรธิดา ด๎วยการส่ังสอนให๎ลูกๆ มีความซื่อสัตย๑ สุจริต มีความซ่ือตรงไมํคดโกง หรือหลอกลวงผ๎ูอ่ืน กับเครือญาติ ด๎วยการซื่อสัตย๑ จริงใจไมํคิดคดโกงหรือหลอกลวง สํวนบุตรธิดาควรให๎อาชชวะ ด๎วยการมีความซ่ือตรงกับบุคคลในครอบครัวด๎วยการปฏิบัติตนในสิ่งที่ถูกต๎อง ดีงามทั้งกาย วาจา และใจ ทั้งตํอหน๎าและลับหลัง เชํน ไมํพูดโกหกหลอกลวง ไมํลักขโมย ไมํเอาของผ๎ูอื่นมาเป็นของตน 1. 1.1 1.1.3 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจา๎ คณะจงั หวัดประจวบคีรขี นั ธ๑ ฝุายธรรมยุต ได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 4 อาชชวะ ความซื่อตรง ไปใช๎ในครอบครัว ด๎วยการ (1) บิดา มารดา ควรปฏิบัติตนซ่ือตรงตํอหน๎าที่และซ่ือตรงตํอความถูก ความควร (2) บุตรธดิ า ควรปฏิบตั ิตนให๎รู๎จกั การตรงตํอเวลา ความซ่อื สัตยใ๑ นหน๎าที่ของตนและไมํโกหกบุคคลใน ครอบครวั และ(3) เครือญาติ ควรปฏบิ ัตติ นให๎ซ่อื ตรงตอํ หนา๎ ท่ขี องตน โดยไมํยอํ ท๎อตํออปุ สรรค 1. 1.1 1.1.3 กลาํ วโดยสรปุ หน๎าทีพ่ ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยหวั หนา๎ ครอบครวั สมาชิกใน ครอบครัวและเครือญาติ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 4 อาชชวะ คือความซื่อตรง ไปใช๎กับครอบครัว ด๎วยการดาเนินชวี ติ ด๎วยความซือ่ สัตยส๑ จุ รติ ด๎วยความซื่อตรง ไมํพูดโกหก ไมํหลอกลวง และให๎ความ จริงใจแกํคนในครอบครัวทงั้ ตอํ หน๎าและลับหลัง 1. 1.1 1.1.5 ทศพธิ ราชธรรมขอ๎ ที่ 5 มทั ทวะ คือความออํ นโยน ผูท๎ ่เี ปน็ ผ๎ูนาครอบครัว ได๎แกํ บิดา มารดา ควรมีบทบาทในการสอนเร่ืองความอํอนโยนให๎กับบุตรธิดา ด๎วยการสอนให๎รู๎จัก การเคารพผู๎ที่มีอายุสูงกวํา ไมํเยํอหยิ่ง ไมํถือตัว และร๎ูจักความอํอนน๎อมถํอมตน กับเครือญาติ ด๎วยการให๎ความเคารพนบน๎อม ร๎ูจักเอาใจเขามาใสํใจเรา สํวนบุตรธิดาควรมีมัททวะกับบุคคลใน ครอบครัว ด๎วยการมีสัมมาคารวะ รู๎จักกลําวคาขอบคุณ ขอโทษ รู๎จักการให๎ความเคารพ การไหว๎ ผ๎ูใหญํ ประพฤตติ นตามกฎระเบียบของครอบครัวตํอบิดา มารดาและญาติผ๎ูใหญํ จะทาให๎ไปท่ีไหนคน ก็ไดร๎ บั การต๎อนรบั เพราะอยํใู กลแ๎ ล๎วสบายใจ ไมํร๎อนรุํม หากบุคคลแสดงกริยาหยาบคาย ก๎าวร๎าวคน ก็ถอยหําง
168 1. 1.1 1.1.5 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวัดประจวบคีรีขนั ธ๑ ฝุายธรรมยุต ได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 5 มัททวะ ไปใช๎ในครอบครัวด๎วยการ (1) บดิ ามารดา ควรปฏบิ ัติ ใหเ๎ ปน็ คนทม่ี ีเหตุและมผี ล และควรมีอัธยาศัยอํอนโยนกิริยาสุภาพนํุมนวล ละมุนละไม (2) บุตร ธิดา ควรปฏิบัติตนให๎มีสัมมาคารวะตํอผู๎ใหญํ หรือบุคคลในครอบครัว และอํอนโยนตํอบุคคลท่ีเสมอกันและต่ากวํา เชํน พี่น๎อง หรือญาติท่ีอายุรุํนราวคราวเดียวกัน และ (3) เครือญาติ ควรปฏบิ ัติตนให๎เคารพในเหตุผลทีค่ วร 1. 1.1 1.1.3 กลาํ วโดยสรปุ หน๎าท่พี ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยหวั หน๎าครอบครวั สมาชกิ ใน ครอบครัวและเครอื ญาติ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 5 มัททวะ คือความอํอนโยนไปใช๎กับครอบครัว ด๎วยการทาตัวให๎มีกิริยาสุภาพนํุมนวล ละมุนละไม ไมํเยํอหย่ิงถือตัว หรือแสดงกริยาวาจา หยาบคาย กับใคร ทาตัวเป็นผ๎ูที่มีความอํอนน๎อมถํอมตัว กับผู๎ที่มีความอาวุโสกวําและอํอนโยนกับบุคคลท่ี เสมอกนั 1. 1.1 1.1.6 ทศพธิ ราชธรรมขอ๎ ที่ 6 ตบะ คือ ความเพียร ผ๎ูท่ีเปน็ ผน๎ู าครอบครัวไดแ๎ กํ บิดามารดา ควรมบี ทบาทในเรอ่ื งของตบะกบั บุตรธดิ า ด๎วยการเป็นตัวอยํางที่ดี มีความมุมานะ อดทน ขยัน มุํงมั่นในการสร๎างครอบครัว ให๎มีความเป็นอยํูท่ีสุขสบาย กับเครือญาติ ด๎วยการมีความอดทน พากเพียรเอาใจใสํบุคคลในครอบครัว สํวนบุตรธิดาควรมีตบะกับบุคคลในครอบครัว ด๎วยการมีความ มุมานะ อดทน ขยัน มุํงม่ันพากเพียรในการเรียนหนังสือให๎ประสบผลสาเร็จเป็นที่ชื่นชมให๎กับบุคคล ในครอบครัว รวมถึงมํุงมั่น พากเพียรในภารกิจท่ีได๎รับมอบหมายจากครอบครัวให๎สาเร็จตามท่ี กาหนดไว๎ 1. 1.1 1.1.3 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจา๎ คณะจงั หวดั ประจวบคีรีขนั ธ๑ ฝุายธรรมยุต ได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 6 ตบะ ไปใช๎ในครอบครัว ด๎วยการ (1) บิดามารดา ควรปฏิบัติมีความมานะบากบั่น ไมํยํอท๎อ ก๎าวหน๎าไมํถอยหลัง ในหน๎าท่ีท่ีจะต๎อง รับผิดชอบตํางๆ ภายในครอบครัว มีความทํุมเททาอยํางสุดความสามารถ ไมํเสร็จเป็นไมํยอมเลิกรา (2) บุตรธิดา ควรปฏิบัติด๎วยการตั้งใจกาจัดความเกียจคร๎านหรือการทาผิดหน๎าที่ มุํงทากิจอันเป็น หน๎าที่ท่ีพึงทา อันเป็นกิจดีกิจชอบ ให๎สม่าเสมอ และ (3) เครือญาติ ควรปฏิบัติตนด๎วยการมีความ อดทน ปราศจากความเกียจครา๎ น 1. 1.1 1.1.3 กลําวโดยสรุปหน๎าทพ่ี ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยหัวหนา๎ ครอบครวั สมาชกิ ใน ครอบครัวและเครือญาติ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 6 ตบะ คือความเพียร ไปใช๎กับครอบครัว ดว๎ ยการปฏบิ ัตหิ น๎าท่ีทร่ี บั ผิดชอบด๎วยความมมุ านะ อดทน ขยัน มํุงม่ัน และทาแตํส่ิงที่ดี ความถูกต๎อง ฝาุ ฟน๓ อุปสรรคตํางๆจนประสบความสาเรจ็ นอกจากนี้ ยงั สอนให๎เราส๎ชู วี ติ ไมยํ อมแพอ๎ ะไรงํายๆ 1. 1.1 1.1.7 ทศพิธราชธรรมข๎อท่ี 7 อักโกธะ คอื ความไมํโกรธ ผู๎ท่ีเป็นผู๎นาครอบครัว ได๎แกํ บิดามารดา ควรมีบทบาทในอักโกธะกับบุตรธิดา ด๎วยการควบคุมอารมณ๑ของตนเองไมํให๎เป็น คนโมโหงํายและพยายามระงับยับยั้งความโกรธอยูํเสมอ กับเครือญาติด๎วยการรักษามิตรไมตรีหรือ สัมพนั ธภาพของคนในครอบครัว สํวนบุตรธิดาควรมีอักโกธะกับบุคคลในครอบครัว ด๎วยการไมํแสดง ความโกรธหรือความไมพํ อใจให๎ปรากฏ ต๎องฝึกฝนควบคุมอารมณ๑ของตนเองไมํให๎เป็นคนโมโหงํายทา ให๎คนในครอบครัว แมใ๎ นหลายๆ สถานการณจ๑ ะทาไดย๎ าก แตหํ ากเราสามารถฝึกฝนไมํให๎เป็นคนโมโห งําย และพยายามระงับยับย้ังความโกรธอยูํเสมอจะเป็นประโยชน๑ตํอเราหลายอยําง เชํน ทาให๎เรา
169 สุขภาพจิตดี หน๎าตาผํองใส ข๎อสาคัญทาให๎เรารักษามิตรไมตรีหรือสัมพันธภาพกับผ๎ูอื่นไว๎ได๎ อันมีผล ใหบ๎ คุ คลนนั้ เป็นทีร่ กั และเกรงใจของคน จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวัดประจวบครี ีขันธ๑ ฝุายธรรมยุต ได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 7 อักโกธะ ไปใช๎ในครอบครัว ด๎วยการ (1) บิดามารดา ควรปฏิบัติตนด๎วยการร๎ูจักการควบคุมอารมณ๑ ไมํโกรธงําย ต๎องรู๎จักเหตุ ร๎ูจักผล มีเมตตาประจาใจ ไมํเกร้ียวกราดปราศจากเหตุผล ต๎องกระทาด๎วยจิตอันสุขุมเยือกเย็น ละเอียด รอบคอบทส่ี าคญั ต๎องมีพรหมวหิ าร 4 คอื เมตตา กรณุ า มทุ ิตา และอุเบกขา (2) บุตร ธิดา ควรปฏิบัติ ให๎รู๎จักคิด และควบคมุ อารมณ๑ของตน เชํน เมื่อพํอแมํ วํากลําวตักเตือนก็ควรจะรับฟ๓งและนาไปแก๎ไข ตนเอง ไมํควรโกรธท่ีพํอแมํวํากลําว และ (3) เครือญาติ ควรมีไมตรี เยื่อใยตํอกัน ปรารถนาให๎มี ความสุขไมทํ าบคุ คลรอบข๎างเกดิ ความลาบากใจ กลําวโดยสรปุ หน๎าทพี่ ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยหวั หน๎าครอบครวั สมาชกิ ใน ครอบครัวและเครือญาติ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 7 อักโกธะ คือ ความไมํโกรธ ไปใช๎กับครอบครัว ด๎วยการฝึกฝนควบคุมอารมณ๑ของตนเองไมํให๎เป็นคนโมโหงํายและพยายามระงับยับย้ังความโกรธอยํู เสมอในทุกสถานการณ๑ 1. 1.1 1.1.8 ทศพธิ ราชธรรมขอ๎ ท่ี 8 อวหิ ิงสา คือ ความไมํเบียดเบียน ผ๎ทู ีเ่ ปน็ ผน๎ู า ครอบครวั ไดแ๎ กํ บิดามารดา ควรมีบทบาทของอวิหิงสา กับบุตรธิดา ด๎วยการไมํใชอ๎ านาจไปบงั คบั และให๎ความชํวยเหลือในด๎านตํางๆ กับเครือญาติด๎วยการให๎ความเทําเทียมกัน เหมือนกันเสมอภาค กันสํวน ไมํทะเลาะวิวาท ไมํบาดหมางกันหม่ันนาข๎อคิดเห็นท่ีแตกตํางมาพูดคุยสร๎างความเข๎าใจกัน การนาความคดิ เหน็ ทแี่ ตกตํางกนั มาสร๎างความสามัคคี บุตรธิดาควรมีอวิหิงสา คือความไมํเบียดเบียน กับบุคคลในครอบครัว ด๎วยการไมํทะเลาะวิวาท บาดหมางกันหากมีเร่ืองคลางแคลงใจควรหันหน๎า พูดคุยกัน จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวัดประจวบครี ีขันธ๑ ฝุายธรรมยุต ได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 8 อวิหิงสา ไปใช๎ในครอบครัว ด๎วยการ (1) บิดา มารดา ควรปฏิบัติตนด๎วยการไมํวางอานาจขํมขํู หรือพูดจาบังคับให๎บุคคลในครอบครัว ปฏิบัติตาม (2) บุตร ธิดา ควรปฏิบัติตนด๎วยการหลีกเลี่ยงความรุนแรง ไมเบียดเบียนผ๎ูอ่ืน เคารพใน กฎระเบยี บ กติกาของบคุ คลในครอบครัว และ (3) เครือญาติ ควรปฏิบัติตนให๎มีความสุข ทั้งทางกาย วาจา ใจ ไมทํ ะเลาะววิ าท ไมํบาดหมางกันในครอบครัว กลําวโดยสรุปหน๎าที่พลเมืองดี ประกอบดว๎ ยหวั หน๎าครอบครวั สมาชกิ ใน ครอบครัวและเครือญาติ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 8 อวิหิงสา คือ ความไมํเบียดเบียนไปใช๎กับ ครอบครัว ด๎วยการไมํใช๎อานาจกิริยาวาจา ขํมขํู เบียดเบียนสมาชิกในครอบครัว ให๎มีความเทําเทียม กันเสมอภาคกัน เคารพในกฎหมาย ไมทํ ะเลาะววิ าทบาดหมาง 1.1.9 ทศพิธราชธรรมขอ๎ ท่ี 9 ขันติ คอื ความอดทน ผ๎ูท่ีเปน็ ผ๎ูนาครอบครวั ได๎แกํ บิดามารดา ควรมีบทบาทในขันติ กับบุตรธิดา ด๎วยการมีความอดทนตํอสู๎กับความเหน่ือยยากลาบาก ในการเลี้ยงดูบุตรธิดาของตนกับเครือญาติ ด๎วยการมีอดทนตํอความยากลาบาก ไมํท๎อถอย และไมํ หมดกาลังกาย กาลังใจ ท่ีจะดาเนินชีวิตเพื่อให๎ครอบครัวนั้นอยํูอยํางสุขสบาย สํวนบุตรธิดา ควรมีขนั ตกิ บั บุคคลในครอบครวั ดว๎ ยการอดทนตํอการทางานทไี่ ด๎รับมอบหมาย อดทนตํอคาพูดกิริยา
170 ทาํ ทาง ของบคุ คลในครอบครัวที่ตนเองไมํชอบ รวมท้ังไมํยํอท๎อตํอการทาคุณงามความดี ความอดทน จะทาให๎เราชนะอปุ สรรคทงั้ ปวงไมํวาํ เล็กหรอื ใหญํ และจะทาให๎เราแกรํงข้ึนเข๎มแข็งขน้ึ จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธิโมลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบคีรขี นั ธ๑ ฝุายธรรมยุต ได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 9 ขันติ ไปใช๎ในครอบครัว ด๎วยการ (1) บิดา มารดา ควรปฏิบัติตนให๎มีความอดทนอุตสาหะ ในการปกครองคนในครอบครัว ด๎านอารมณ๑ ด๎านวาจา (2) บุตรธิดา ควรปฏิบัติตนด๎านความอดทนตํอส่ิงย่ัวยุกิเลสตํางๆที่จะเข๎ามาทาลายชีวิตทา ให๎สมาชกิ ในครอบครวั ไมํมคี วามสุข และ(3) เครอื ญาติ ควรปฏิบัติด๎วยการประพฤติตนเป็นที่ปรึกษาท่ี ดใี หแ๎ กํครอบครัว อดทนตํอกเิ ลส โทสะตํางๆท่ไี มดํ ี กลําวโดยสรุปหน๎าที่พลเมืองดี ประกอบด๎วยหัวหน๎าครอบครัว สมาชิกใน ครอบครัวและเครือญาติ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 9 ขันติ คือความอดทน ไปใช๎กับครอบครัว ด๎วยการให๎เราอดทนตํอความยากลาบาก ไมํท๎อถอย และไมํหมดกาลังกาย อดทนตํอภาระที่ต๎อง ปฏิบัติให๎สาเรจ็ อดทนตํอกิริยา วาจา สงิ่ ยว่ั ยตุ าํ งๆท่ีทาให๎ท๎อถอย หมดกาลงั ใจในการดาเนินชวี ิต 1.2.10 ทศพธิ ราชธรรมขอ๎ ที่ 10 อวโิ รธนะ คอื ความเทีย่ งธรรม ผู๎ท่ีเปน็ ผูน๎ า ครอบครัวได๎แกํ บิดา มารดา ควรมีบทบาทในมีอวิโรธนะ กับบุตรธิดา ด๎วยการความยุติธรรมหนัก แนํน ถือความถูกต๎อง เท่ียงธรรมเป็นหลัก ไมํเอนเอียงหว่ันไหวด๎วยคาพูดอารมณ๑ กับเครือญาติ ด๎วยการให๎ความยุติธรรมแกํเครือญาติและไมํลาเอียง สํวนบุตรธิดา ควรมีอวิโรธนะกับบุคคล ในครอบครวั ด๎วยการปฏิบตั ติ นให๎เป็นกลางเช่ือฟ๓งคาส่ังสอนของคนในครอบครัวไมํเอนเอียงหวั่นไหว ด๎วยคาพูดอารมณ๑ 1.2.10 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจา๎ คณะจังหวัดประจวบครี ีขนั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 10 อวิโรธนะ ไปใช๎ในครอบครัว ด๎วยการ (1) บิดามารดา ควรปฏิบัติตนให๎อยํูในทานองคลองธรรม ให๎เป็นแบบอยํางให๎กับบุคคลในครอบครัว (2) บุตรธิดา ควรปฏิบัติตนเป็นคนดี เป็นลูกท่ีนํารักของพํอแมํ รู๎จักผิดชอบชั่วดี และ(3) เครือญาติ ควรปฏิบัติตนให๎ถูกทานองคลองธรรม เป็นท่ีปรึกษาให๎กับคนในครอบครัว ชํวยเหลือแบํงเบาภาระ ของกันและกนั 1.2.10 กลําวโดยสรปุ หนา๎ ทพ่ี ลเมืองดี ประกอบด๎วยหวั หน๎าครอบครวั สมาชกิ ใน ครอบครัวและเครือญาติ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 10 อวิโรธนะ คือความเที่ยงธรรมไปใช๎กับ ครอบครัว ด๎วยการมีความหนักแนํน ไมํมีความเอนเอียง หวั่นไหว ยึดม่ันในสิ่งท่ีถูกต๎องดีงามมีความ เทยี่ งธรรม ในการดาเนนิ ชวี ติ ได๎มากทส่ี ุด 1. 1.2 ทศพธิ ราชธรรมที่ใช๎ในการศึกษา ได๎แกํ 1. 1.2 1.2.1 ทศพธิ ราชธรรมข๎อท่ี 1 ทาน คอื การให๎ ผ๎ูเรยี นหรอื นักศึกษาควรมี แนวปฏิบัติในการให๎ทานแกํเพ่ือนผ๎ูเรียน หรือนักศึกษา ด๎วยการชํวยเหลือเพื่อนในการให๎ความร๎ูกับ เพอ่ื นทอ่ี ํอนหรอื ดอ๎ ยกวาํ และกับครบู าอาจารย๑ ควรมแี นวปฏิบัติใหท๎ าน ด๎วยการชวํ ยเหลอื ครูบาอาจารยต๑ ามโอกาส และความสามารถของตนเอง ด๎วยการให๎ข๎อมูลท่ีจาเป็นหรือความร๎ูท่ีจาเป็น แกํครูบาอาจารย๑ เพือ่ นาไปชวํ ยเหลือเพ่อื นผู๎เรยี น หรือเพือ่ นนกั ศกึ ษาดว๎ ยกันได๎ถูกตอ๎ ง
171 1. 1.2 1.2.1 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวดั ประจวบคีรีขันธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 1 ทาน ไปใช๎ในการศึกษาด๎วยการ (1) กับเพ่ือน ผู๎เรียน หรือเพื่อนนักศึกษา ควรมีแนวปฏิบัติ คือ การให๎กาลังใจแกํเพ่ือนท่ีตกอยํูในห๎วงทุกข๑ ให๎ขอ๎ แนะนาทเ่ี ปน็ ความร๎ู ให๎รอยย้ิมและปยิ วาจาแกเํ พ่อื นฝงู รวมถึงบคุ คลที่มารบั บริการจากเรา และ (2) กับครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติให๎ทานด๎วยการให๎ความร๎ู ความคิด และข๎อแนะนาอันเป็น ประโยชนต๑ อํ นกั ศึกษา 1. 1.2 1.2.1 กลําวโดยสรุปหนา๎ ทพ่ี ลเมืองดี ประกอบด๎วยเพื่อนผเู๎ รยี น และ ครูบาอาจารย๑ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 1 คือ ทานมาใช๎ในการศึกษา ด๎วยการร๎ูจักการให๎ความ ชวํ ยเหลอื เพือ่ นในการใหค๎ วามรกู๎ ับเพ่อื นทอ่ี ํอนหรอื ด๎อยกวาํ พร๎อมทั้งร๎ูจักการตอบแทนครูบาอาจารย๑ ด๎วยการใหข๎ อ๎ มูล หรือความรู๎ทเ่ี กี่ยวข๎องกบั เพ่อื นผเู๎ รยี นหรอื เพ่อื นนกั ศกึ ษา เพือ่ จะได๎ให๎การชํวยเหลือ ตามโอกาสที่เหมาะสม 1. 1.2 1.2.2 ทศพธิ ราชธรรมขอ๎ ท่ี 2 ศีล คอื การตั้งอยูํในศลี ผู๎เรยี นหรอื นกั ศึกษาควรมี แนวปฏิบัติในการให๎ทานแกํเพ่ือนผู๎เรียน หรือนักศึกษา ด๎วยการให๎กาลังใจเพ่ือน สํงเสริมในทุกๆ ด๎านทางท่ีถูกท่ีควร ไมํอิจฉาริษยาเพ่ือน ไมํชักชวนให๎กระทาในทางท่ีผิด หรือทาลายเพ่ือน ไมํใสํร๎าย เพ่ือนให๎ได๎รับความเสียหาย และกับครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติมีศีลด๎วยการ ประพฤติตน เรยี บรอ๎ ยไมํเกเร 1. 1.2 1.2.1 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวดั ประจวบครี ขี นั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 2 ศีล ไปใช๎ในการศึกษาด๎วยการ (1) กับเพื่อน ผู๎เรียน หรือเพ่ือนนักศึกษา ควรมีการปฏิบัติ คือการชํวยเหลือเพ่ือนในยามท่ีต๎องการชํวยเหลือ แนะนาแตํสิ่งท่ีดีงาม ชักชวนเพื่อนทาแตํสิ่งท่ีดีงาม ไมํพูดโกหก พูดจาสํอเสียดจนเกิดการทะเลาะ วิวาท และ (2) กับครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติมีศีลด๎วยการปฏิบัติตนเป็นคนดี ต้ังใจศึกษาเลํา เรยี น เชือ่ ฟ๓งคาส่งั สอน ไมํเกเร ไมสํ รา๎ งความวํนุ วายหรือทะเลาะววิ าทกบั เพอ่ื นจนทาใหเ๎ สยี การเรยี น 1. 1.2 1.2.1 กลําวโดยสรุปหนา๎ ทพ่ี ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพือ่ นผู๎เรียน และ ครูบาอาจารย๑ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 2 คือศีล มาใช๎ในการศึกษา ด๎วยการปฏิบัติให๎อยูํใน หลักธรรมของ ศีล 5 คือ มคี วามประพฤติที่ดี ตอ๎ งไมเํ กเร ไมํใหร๎ า๎ ยผู๎อ่ืน ทงั้ กับเพอ่ื นผู๎เรียนและ กับครบู าอาจารย๑ 1. 1.2 1.2.3 ทศพธิ ราชธรรม ข๎อท่ี 3 ปริจาคะ คอื การเสยี สละ ผ๎ูเรียนหรือนกั ศึกษา ควรมีแนวปฏิบัติในปริจาคะ แกํเพื่อนผ๎ูเรียนหรือนักศึกษา ด๎วยการยอมสละเวลาเพื่อสํวนรวม คือ การชํวยกันทาความสะอาดห๎องเรียนหลังเลิกเรียน หรือการเสียสละเวลาสอนหนังสือกับเพื่อนท่ีอํอน กวําและกบั ครบู าอาจารย๑ ควรมแี นวปฏิบัติด๎วยการเสียสละเวลาชํวยครู ถือของเวลาที่เห็น ครูเดินถือ ของจานวนมากมาคนเดียวและการมจี ิตสาธารณะ 1. 1.2 1.2.1 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบคีรีขันธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 3 ปริจาคะ ไปใช๎ในการศึกษาด๎วยการ (1) กับเพื่อนผู๎เรียน หรือเพ่ือนนักศึกษา ควรมีแนวปฏิบัติตนในการชํวยเหลือเพื่อนรํวมห๎อง หรอื เพอ่ื นรํวมชัน้ ในการทาความสะอาด หรือชํวยกนั ทาสงิ่ ดีๆ เพือ่ สํวนรวม และ (2) กับครูบาอาจารย๑
172 ควรมีแนวปฏิบัติด๎วยการเสียสละความสุขในเรื่องสํวนตัว หันกลับมาต้ังใจศึกษาเลําเรียนให๎ประสบ ผลสาเรจ็ เพอ่ื ในอนาคตจะได๎เป็นคนดที าให๎ครู และพํอแมํ ญาติพนี่ ๎อง ภมู ิใจและมีความสุข 1. 1.2 1.2.1 กลําวโดยสรุปหน๎าทพี่ ลเมอื งดี ประกอบดว๎ ยเพอ่ื นผ๎ูเรยี น และ ครูบาอาจารย๑ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 3 คือปริจาคะ มาใช๎ในการศึกษา ด๎วยการมีจิตสาธารณะ คอื เห็นแกปํ ระโยชน๑ของสํวนรวม ยอมเสียผลประโยชน๑สํวนตนเพ่ือผอู๎ นื่ ทัง้ กับเพ่อื นผู๎เรียนและกบั ครบู าอาจารย๑ หรือสังคมโดยรวมไดร๎ ับประโยชน๑จากการกระทาของตน 1. 1.2 1.2.4 ทศพิธราชธรรมขอ๎ ที่ 4 อาชชวะ คือ ความซอ่ื ตรง ผู๎เรียนหรือนกั ศึกษา ควรมีแนวปฏิบัติในอาชชวะแกํเพื่อนผู๎เรียน หรือนักศึกษา ด๎วยการมีความซื่อสัตย๑ ไมํหลอกลวง ไมํเอาเปรียบผ๎ูอ่ืน ลั่นวาจาวําจะทางานส่ิงใดก็ต๎องทาให๎สาเร็จ ไมํกลับกลอก มีความจริงใจตํอทุกคน และกับครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติมีอาชชวะ ด๎วยการปฏิบัติตน ทางกาย วาจา จิตใจที่ ตรงไปตรงมา ไมแํ สดงความคดโกงไมหํ ลอกลวง 1. 1.2 1.2.1 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบครี ีขนั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 4 อาชชวะ ไปใช๎ในการศึกษาด๎วยการ (1) กับเพื่อนผู๎เรียน หรือเพื่อนนักศึกษา ควรมีแนวปฏิบัติคือ มีความจริงใจ ไมํหลอกลวงและไมํพูด กลําวหาผู๎อ่ืน ท้ังทางกาย วาจา ใจให๎ร๎ูสึกไมํดี ร๎ูจักเอาใจเขามาใสํใจเรา และ (2) กับครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติอาชชวะ ด๎วยการไมํปฏิบัติตน ออกนอกลํูนอกทาง เป็นคนดีของสังคม ไมํโกหก หรอื หลอกลวงจนเกิดความเสียหาย 1. 1.2 1.2.1 กลาํ วโดยสรุปหนา๎ ทีพ่ ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพ่ือนผูเ๎ รียน และ ครูบาอาจารย๑ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 4 คือ อาชชวะ มาใช๎ในการศึกษา ด๎วยความซื่อสัตย๑มีการ ปฏิบัติตน ทางกาย วาจา จิตใจท่ีตรงไปตรงมา ไมํแสดงความคดโกงไมํหลอกลวง ไมํเอาเปรียบเพ่ือน ล่ันวาจาวําจะทางานส่งิ ใดก็ต๎องทาให๎สาเร็จ ไมํกลับกลอก มีความจริงใจตํอทุกคน ทั้งกับเพ่ือนผ๎ูเรียน และกบั ครบู าอาจารย๑ 1. 1.2 1.2.5 ทศพธิ ราชธรรมข๎อที่ 5 มัททวะ คอื ความอํอนโยน ผูเ๎ รียนหรือนกั ศกึ ษา ควรมีแนวปฏิบัติในมัททวะ แกํเพ่ือนผู๎เรียน หรือนักศึกษา ด๎วยการให๎เกียรติเพื่อนในเรื่องของคาพูด และการกระทาท่ีอํอนโยน ไมํเยํอหย่ิง ไมํหยาบกระด๎าง และกับครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติมัททวะ ด๎วยการเช่ือฟ๓งคาส่ังสอนด๎วยดี ไมํด้ือรั้น ถือทิฏฐิมานะ ยอมรับคาแนะนา ตักเตือนด๎วยความตั้งใจ มคี วามออํ นนอ๎ มถอํ มตวั กับครบู าอาจารย๑ 1. 1.2 1.2.1 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบคีรขี นั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 5 มัททวะ ไปใช๎ในการศึกษาด๎วยการ (1) กับเพ่ือนผ๎ูเรียน หรือเพ่ือนนักศึกษา ควรมีแนวปฏิบัติ คือ การร๎ูจักเอ้ือเฟ้ือเผ่ือแผํ มีอัธยาศัยท่ีดี กับเพ่ือนรอบข๎าง และ(2) กับครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติมัททวะ ด๎วยการไมํดื้อร้ัน ไมํถอื ทฏิ ฐมิ านะ ยอมรบั ฟ๓งความคดิ เหน็ และคาแนะนาด๎วยความตัง้ ใจ มสี มั มาคารวะ ออํ นน๎อม ถํอมตวั
173 1. 1.2 1.2.1 กลาํ วโดยสรปุ หน๎าท่พี ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพื่อนผเ๎ู รยี น และ ครูบาอาจารย๑ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 5 คือ มัททวะ มาใช๎ในการศึกษา ด๎วยการปฏิบัติตนให๎มี ความประพฤตดิ ี สภุ าพอํอนโยน ให๎เกยี รติผ๎ูอ่ืน ไมแํ สดงกิริยาที่ไมํเหมาะสม มีการเปิดใจยอมรับความ คิดเห็นของเพือ่ น หรอื กบั ครูบาอาจารย๑ มคี วามอํอนน๎อมถอํ มตวั 1. 1.2 1.2.6 ทศพธิ ราชธรรมข๎อท่ี 6 ตบะ คือ ความเพยี ร ผเ๎ู รียนหรือนักศึกษา ควรมแี นวปฏบิ ัตใิ นตบะแกํเพื่อนผเู๎ รยี นหรือนักศึกษา ด๎วยการมีชํวยเป็นกาลังใจให๎เพื่อน ไมํยํอท๎อตํอ การศึกษาเลําเรียน แม๎บางครั้งบทเรียนนั้นจะยาก หรือมีอุปสรรคตํางๆ บางอยํางก็มานะชวนกันทา จนสาเร็จ เมื่อมีเวลาวํางชักชวนกันใช๎เวลาวํางนั้นให๎เป็นประโยชน๑ตํอการศึกษาเลําเรียนของตน โดยอํานหนงั สอื ศึกษาค๎นควา๎ จากแหลงํ ความรูต๎ าํ งๆ เพ่ิมเติมทบทวนบทเรียนที่เรียนทุกวัน และกับครู บาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติตบะด๎วยการแสดงความตั้งใจมุํงมั่นศึกษาเลําเรียน ตั้งใจฟ๓งครูสอนไมํ ฟุงู ซําน หรอื นัง่ หลับแมเ๎ มื่อเลกิ เรียนกลับบา๎ นก็เอาใจใสทํ บทวนบทเรียนที่เรียน คอยหม่ันตรวจตราวํา ครสู งั่ ใหท๎ าการบ๎านอะไรบ๎าง ต้ังใจทางานที่ครสู งั่ ให๎เรียบร๎อย 1. 1.2 1.2.1 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวัดประจวบคีรีขนั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 6 ตบะไปใช๎ในการศึกษาด๎วยการ (1) กับเพ่ือน ผู๎เรียน หรือเพ่ือนนักศึกษา ควรมีแนวปฏิบัติตนด๎วยความเพียรพยายามทาหน๎าที่เป็นนักเรียน นักศึกษาที่ดี อยํางเด็ดเด่ียวรํวมกันแก๎ป๓ญหาหารือกับเพ่ือนในวิชาท่ีไมํเข๎าใจ หรือวํายากเกินไป ให๎ผํานพ๎นไปได๎ด๎วยดี และ (2) กับครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติตบะด๎วยการแสดงความมุํงม่ัน ฝึกฝนตนเองให๎รจ๎ู ักความเพียรพยายามและเอาใจใสํที่จะทางานท่ีได๎รบั มอบหมายหรอื เรยี นให๎สาเร็จ 1. 1.2 1.2.1 กลาํ วโดยสรุปหนา๎ ทพ่ี ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพือ่ นผู๎เรยี น และ ครูบาอาจารย๑ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 6 คือ ตบะ มาใช๎ในการศึกษา ด๎วยการมีความตั้งใจมุํงมั่น ศึกษาเลําเรียนท้ังกํอนเรียน ขณะเรียน และหลังเลิกเรียน ด๎วยความพยายาม พากเพียร สํวนกับ ครูบาอาจารย๑ก็มุํงม่ันทางานที่ได๎รับมอบหมายจากครูบาอาจารย๑ พากเพียรให๎สาเร็จลุลํวงตามที่ กาหนดไว๎ 1. 1.2 1.2.7 ทศพิธราชธรรมขอ๎ ท่ี 7 อกั โกธะ คือ ความไมโํ กรธ ผู๎เรียนหรอื นักศกึ ษา ควรมีแนวปฏิบัติในอักโกธะแกํเพ่ือนผู๎เรียน หรือนักศึกษา ด๎วยการระงับความโกรธเม่ือเพื่อนกลั่น แกล๎งหรือบางคนอาจตักเตือนเพื่อนให๎นาข๎อผิดพลาดมาปรับปรุงแก๎ไข และกับครูบาอาจารย๑ ควรมี แนวปฏบิ ัติมีอักโกธะ ด๎วยการต๎องร๎ูจักยอมรับข๎อผิดพลาดมาปรับปรุง แก๎ไข และพัฒนา เชํน เม่ืออยํู โรงเรียนครูวํากลําวตักเตือน ต๎องร๎ูจักการระงับความโกรธและนาข๎อผิดพลาดไปปรับปรุงแก๎ไข และเม่อื เพอื่ นกลน่ั แกล๎งตอ๎ งระงับความโกรธให๎ได๎จะทาให๎อยํูในสงั คมได๎อยาํ งมีความสุข 1. 1.2 1.2.1 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบคีรขี นั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 7 อักโกธะไปใช๎ในการศึกษา ด๎วยการ (1) กบั เพ่ือนผเ๎ู รียน หรอื เพื่อนนักศกึ ษา ควรมีแนวปฏิบัตติ นด๎วยการรู๎จักใช๎เหตุผลไมํยึดอคติกับเพื่อน ระงับและขํมใจตนเองไมํให๎ลํุมหลงไปกับคากลําวหรือให๎ร๎ายเพื่อน และ (2) กับครูบาอาจารย๑ควรมี แนวปฏิบัติอักโกธะด๎วยความไมํโกรธ ไมํมุํงร๎ายแม๎จะถูกครูลงโทษก็ทาตามเหตุผล เป็นไปด๎วยความ เท่ยี งธรรม ปราศจากอคติ ไมทํ าด๎วยอานาจความโกรธ
174 1. 1.2 1.2.1 กลําวโดยสรุปหน๎าท่พี ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพอื่ นผู๎เรยี น และ ครูบาอาจารย๑ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 7 คือ อักโกธะมาใช๎ในการศึกษา ด๎วยการควบคุมอารมณ๑ ของตนเองไมํให๎เป็นคนโมโหงํายและพยายามระงับยับย้ังความโกรธ ท้ังกับเพื่อนผู๎เรียน และกับ ครูบาอาจารย๑ ในทุกสถานการณ๑ 1. 1.2 1.2.8 ทศพิธราชธรรมขอ๎ ที่ 8 อวหิ ิงสา คือ ความไมเํ บยี ดเบียน ผเู๎ รียนหรอื นกั ศกึ ษาควรมีแนวปฏิบัตใิ นอวิหงิ สาแกํเพอ่ื นผ๎ูเรียน หรือนักศึกษา ด๎วยการไมํเอารัดเอาเปรียบเพื่อน ในการทากิจกรรม หรือภารกิจที่ได๎รับมอบหมาย และกับครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติมีอวิหิงสา ดว๎ ยการไมพํ ดู จาที่ไมํดงี ามถึงครบู าอาจารย๑ กับผ๎อู ืน่ หรือขอส่ิงของท่ีจาเป็นของครูบาอาจารย๑มาใช๎ใน งานสํวนตวั ของผ๎เู รยี น 1. 1.2 1.2.1 จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวดั ประจวบคีรขี ันธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 8 อวิหิงสา ไปใช๎ในการศึกษาด๎วยการ (1) กับเพื่อนผู๎เรียน หรือเพื่อนนักศึกษา ควรมีแนวปฏิบัติด๎วยการไมํเอารัดเอาเปรียบเพ่ือน มีการแบํงป๓นกัน ต๎องมีความเมตตา กรุณากับเพื่อนในยามท่ีลาบากหรือต๎องการความชํวยเหลือ และ(2) กับครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติอวิหิงสา ด๎วยการไมํพูดจาเพ๎อเจ๎อจนทาให๎ครูไมํ เจรญิ กา๎ วหน๎าในหนา๎ ที่การงาน 1. 1.2 1.2.1 กลําวโดยสรุปหน๎าท่ีพลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพอื่ นผู๎เรยี น และ ครูบาอาจารย๑ ควรนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 8 คอื อวิหิงสา มาใชใ๎ นการศึกษา ด๎วยการไมเํ อารดั เอาเปรียบ เพ่ือนผู๎เรียนด๎วยกัน และกับครูบาอาจารย๑ ด๎วยการไมํพูดจาเบียดเบียนให๎เสียหาย หรือเอาทรัพย๑สิน ของครบู าอาจารยม๑ าใชใ๎ นเรอื่ งสํวนตัวของผ๎ูเรียน 1. 1.2 1.2.9 ทศพิธราชธรรมข๎อท่ี 9 ขันติ คอื ความอดทน ผเู๎ รยี นหรือนักศึกษาควรมี แนวปฏิบัติในขันติแกํเพื่อนผู๎เรียน หรือนักศึกษา ด๎วยการมีสติและความสามารถควบคุมอารมณ๑ กิริยามารยาทในสถานการณ๑ที่ไมํพึงประสงค๑ได๎และมีความอดทนกับความไมํชอบในขณะศึกษาอยูํ และกับครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติมีขันติด๎วยการ ความอดทนในการเรียนและการปฏิบัติงานท่ี ไดร๎ บั มอบหมาย 1. 1.2 1.2.1 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวัดประจวบครี ขี ันธ๑ ฝุายธรรมยตุ ได๎ใหข๎ ๎อมลู การนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 9 ขันติ ไปใช๎ในการศึกษาด๎วยการ (1) กับเพื่อน ผ๎ูเรียน หรือเพ่ือนนักศึกษา ควรมีแนวปฏิบัติด๎วยการอดทนตํอความโกรธที่มากระทบกระทั่ง เพราะบุคคลทุกคน จะอยูํคนเดียวลาพังไมํได๎ ต๎องอาศัยอยํูรํวมกัน เป็นหมูํคณะ เป็นครอบครัว ตลอดถึงเป็นประเทศชาติ บุคคลผ๎ูอยํูรํวมกันเชํนน้ี บางครั้งอาจมีความกระทบกระท่ังกัน ทะเลาะวิวาทบาดหมางกันบ๎าง เพราะตํางก็มีกิเลสอยูํด๎วยกันท้ังน้ัน ถ๎าหากฝุายใดฝุายหน่ึงขาดความ อดทนแล๎ว ความทะเลาะวิวาทบาดหมางก็จะแตกแยกแผํขยายกว๎างออกไป จนทาให๎เสียหน๎าท่ี การศึกษาได๎ และ(2) กับครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติขันติ ด๎วยการรู๎จักอดทนตํอสิ่งท่ีเราไมํชอบทา แตํจาเปน็ ต๎องทาตามโอกาสและความถูกต๎อง
175 1. 1.2 1.2.1 กลําวโดยสรปุ หนา๎ ที่พลเมืองดี ประกอบด๎วยเพือ่ นผเู๎ รียน และ ครูบาอาจารย๑ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 9 คือ ขันติมาใช๎ในการศึกษา ด๎วยการมีความอดทนตํอ อุปสรรคท่ีเข๎ามาระหวํางที่ศึกษา และกับเพ่ือนผู๎เรียน หรือตํอภารกิจท่ีได๎รับมอบหมายจาก ครูบาอาจารย๑ ให๎ผํานพ๎นอปุ สรรคไปได๎ด๎วยดี 1. 1.2 1.2.10 ทศพธิ ราชธรรมขอ๎ ที่ 10 อวโิ รธนะ คอื ความเที่ยงธรรม ผ๎ูเรยี นหรอื นักศึกษาควรมีแนวปฏิบัติในอวิโรธนะ แกํเพ่ือนผู๎เรียนหรือนักศึกษา ด๎วยการมีความยุติธรรมหนัก แนํน ถือความถูกต๎อง ไมํเอนเอียง หวั่นไหว ด๎วยคาพูด อารมณ๑ ของเพื่อนผ๎ูเรียนด๎วยกัน และกับครู บาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติด๎วย การเช่ือฟ๓งคาสั่งสอนของครูบาอาจารย๑ ที่จะต๎องวางตน ให๎เป็น กลางในทํามกลางสังคม ท่ีตนเองเป็นสมาชิกอยํู ไมํเอนเอียง หว่ันไหว ด๎วยคาพูด อารมณ๑ท่ีได๎รับรู๎ 1. 1.2 1.2.10 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบคีรขี นั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 10 อวิโรธนะ ไปใช๎ในการศึกษาด๎วยการ (1) กับเพ่ือนผ๎ูเรียน หรือเพ่ือนนักศึกษา ควรมีแนวปฏิบัติด๎วยการแนะนา สนับสนุนและตักเตือน เพือ่ นให๎ทาแตสํ งิ่ ทถี่ ูกตอ๎ ง เป็นธรรมแกํผ๎ูเกี่ยวข๎อง และ (2) กับครูบาอาจารย๑ ควรมีแนวปฏิบัติอวิโรธ นะ ด๎วยการมีความยตุ ิธรรม ไมมํ คี วามเอนเอยี งตํอคาพูดของผ๎ูอ่ืน มีความหนักแนํน เท่ียงธรรมในการ ปฏบิ ตั หิ น๎าท่ี กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ทพ่ี ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพ่อื นผเ๎ู รียน และครูบา อาจารย๑ ควรนาทศพิธราชธรรม ขอ๎ 10 คอื อวิโรธนะ มาใช๎ในการศึกษา ดว๎ ยการด๎วยการมีความหนกั แนนํ ไมํมีความเอนเอียงหวั่นไหวยึดม่ันในสง่ิ ที่ถูกต๎องดงี ามในการดาเนินชีวติ ไดม๎ ากทสี่ ุด ท้งั กบั เพือ่ น ผเ๎ู รียน กับครูบาอาจารย๑ และการเป็นสมาชิกของสังคมนนั้ ๆ กกกกกกกกก 1.3 ทศพธิ ราชธรรมท่ีใช๎ในอาชพี การงาน ได๎แกํ 1.3.1 ทศพิธราชธรรมขอ๎ ที่ 1 ทาน คือ การให๎ ควรมกี ารใหท๎ าน สง่ิ ของทจ่ี าเป็น ที่เพื่อนรํวมอาชีพยังขาดแคลนอยูํ ให๎ทานความร๎ูเก่ียวกับอาชีพ เพ่ือให๎เพื่อนสามารถนาไปประกอบ อาชพี ได๎ และใหอ๎ ภัยทาน เมื่อเพ่ือนรํวมอาชพี ปฏิบัติตนไมํถูกต๎อง หรือละเมิดเพื่อนรํวมอาชีพด๎วยกัน สวํ นสาหรับนายจา๎ งหรอื ผ๎ูบงั คบั บญั ชา ควรให๎ทาน ด๎วยการชํวยทางานในเวลาเรํงดํวนท่ีนายจ๎างหรือ ผู๎บังคับบัญชาต๎องการความชํวยเหลือ ให๎ทานความรู๎หรือข๎อมูลที่จาเป็นในอาชีพกับนายจ๎าง และให๎ อภยั เมอื่ นายจา๎ งทาให๎เราไมํสบายใจ หรอื เสยี ใจ จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบคีรีขันธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 1 ทาน ไปใช๎ด๎านอาชีพการงานด๎วยการ (1) เพื่อนรํวมงานหรือเพื่อนรํวมอาชีพด๎วยการให๎ธรรมหรือความร๎ู ให๎สติป๓ญญา ให๎กาลังใจ ให๎อภัย ให๎ความรัก ให๎ความเอ้ือเฟื้อให๎ความเมตตา และ (2) นายจ๎างหรือผู๎บังคับบัญชาด๎วยการให๎โอกาส ใหก๎ าลงั ใจมคี วามเอือ้ เฟ้อื แบงํ ป๓นกบั ลกู น๎อง กลําวโดยสรุปหน๎าที่พลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพอ่ื นรํวมอาชพี การงาน และนายจ๎าง ควรนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 1 คอื ทานมาใช๎ในอาชีพการงาน ท้งั กบั เพ่ือนรํวมอาชพี และ กับนายจา๎ ง ด๎วยการให๎สิง่ ของ หรอื เวลาเมื่อมีความจาเปน็ ใหค๎ วามรู๎ เพอ่ื ใหส๎ ามารถประกอบอาชีพ ได๎ และให๎อภัย เม่อื มคี วามรสู๎ ึกไมํดีจากการกระทาของเพื่อนรํวมอาชพี และนายจ๎าง
176 1.3.2 ทศพิธราชธรรมข๎อท่ี 2 ศีล คือ การตัง้ อยํใู นศลี ควรมศี ีลกบั เพื่อนรวํ มงาน หรือเพื่อนรํวมอาชีพ ด๎วยการไมํซุบซิบนินทา อยําพูดถึงผู๎อื่นในทางเสียหาย หรือวําร๎ายต๎องให๎ความ เคารพกับสิทธิสํวนตัวของเพื่อนรํวมงาน และท่ีสาคัญต๎องลุกขึ้นปกปูองความลับของตน สาหรับ นายจ๎างหรือผู๎บังคับบัญชา ควรมีการประพฤติตนให๎อยํูในกฎระเบียบของสถานประกอบการหรือ องค๑กร ไมํพูดนินทาวําร๎ายนายจ๎างหรือผ๎ูบังคับบัญชาให๎เกิดความเสียหาย ไมํลักขโมยสิ่งของใน สถานประกอบการ เปน็ ตน๎ จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวดั ประจวบคีรีขันธ๑ ฝุายธรรมยตุ ได๎ให๎ขอ๎ มลู การนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ ที่ 2 ศีล ไปใช๎ด๎านอาชีพการงานด๎วยการ (1) เพ่ือน รํวมงานหรือเพ่ือนรํวมอาชีพด๎วยการไมํซุบซิบนินทา ไมํพูดถึงผ๎ูอ่ืนในทางเสียหาย หรือวําร๎ายต๎องให๎ ความเคารพกับสทิ ธสิ ํวนตัวของเพ่ือนรํวมงาน และ(2) นายจ๎างหรือผู๎บังคับบัญชา ด๎วยการเป็นบุคคล ทมี่ รี ะเบยี บวินยั เครงํ ครัด ระมัดระวัง ควบคมุ ตนเองได๎จะต๎องรู๎จักบริหารคน บริหารงาน และบริหาร บา๎ นเมอื งดว๎ ยศีลธรรม กลาํ วโดยสรปุ หน๎าทีพ่ ลเมืองดี ประกอบด๎วยเพอื่ นรวํ มอาชีพการงาน และ นายจ๎าง ควรนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 2 คือ ศีลมาใช๎ในอาชีพการงาน ดว๎ ยการไมํพูดซบุ ซิบนินทา ไมํพูด ถึงผู๎อื่นในทางเสียหาย หรือวําร๎าย ให๎ความเคารพกับสิทธิสํวนตัวของเพื่อนรํวมงาน เคารพกฎเกณฑ๑ ทนี่ ายจา๎ งกาหนดไว๎ ในขณะทีน่ ายจ๎างตอ๎ งบรหิ ารงานให๎มศี ลี ธรรม 1.3.3 ทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ ที่ 3 ปรจิ าคะ คอื การเสียสละ ควรมปี รจิ าคะกบั เพ่ือน รวํ มงานหรือเพ่อื นรวํ มอาชีพ ด๎วยการเสยี สละเวลาชํวยเพ่ือนทางานเม่ือเพ่ือนต๎องการความชํวยเหลือ สํวนสาหรับนายจ๎างหรือผ๎ูบังคับบัญชา ควรมีปริจาคะคือ ต๎องอุทิศกาลังกาย กาลังใจและกาลัง ความคดิ ให๎แกสํ ํวนรวมทางานจนสาเร็จลุลวํ งไปได๎ นายจ๎างหรือผูบ๎ งั คบั บญั ชา มีภาระหน๎าที่และความ รับผิดชอบมาก นายจ๎างหรือผู๎บังคับบัญชาดูแลสมาชิกให๎อยูํเย็นเป็นสุข ต๎องเอาใจใสํรับรู๎ป๓ญหาของ สังคม ต๎องไมํเห็นแกํตัว ต๎องเห็นแกํประโยชน๑สํวนรวมมากกวําสํวนตน หรือสํวนใหญํมากกวํา สํวนน๎อย ต๎องพยายามหาทางทาให๎สังคมเจริญรุํงเรือง นายจ๎างหรือผู๎บังคับบัญชาจึงจาเป็นต๎อง เสียสละทรัพย๑ เสียสละเวลา เสียสละกาลังกาย กาลังใจ กาลังความคิด และกาลังสติป๓ญญา รวมทั้ง เสียสละความสุขให๎แกํสํวนรวม นั่นคือผ๎ูนาต๎องอุทิศตนในทุก ๆ ด๎าน เพ่ือพัฒนาคนและองค๑กรให๎ สงบสุข จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจา๎ คณะจังหวัดประจวบคีรีขันธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 3 ปริจาคะ ไปใช๎ด๎านอาชีพการงานด๎วยการ (1) เพ่ือนรํวมงานหรือเพื่อนรํวมอาชีพด๎วยการต๎องไมํเห็นแกํตัว ต๎องเห็นแกํประโยชน๑สํวนรวม มากกวําสํวนตน หรือสํวนใหญํมากกวําสํวนน๎อย และ (2) นายจ๎างหรือผ๎ูบังคับบัญชาด๎วยการต๎อง ปกครองดแู ลสมาชิกในสังคมใหอ๎ ยูํเยน็ เปน็ สุข ต๎องเอาใจใสํรับรูป๎ ญ๓ หาของสังคม ต๎องไมเํ ห็นแกตํ ัว กลําวโดยสรุปหน๎าที่พลเมืองดี ประกอบด๎วยเพื่อนรวํ มอาชพี การงาน และนายจา๎ ง ควรนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 3 คือ ปรจิ าคะ ใช๎ในอาชีพการงาน ท้ังเพ่ือนรวํ มงานหรือ เพ่อื นรวํ มอาชีพ และนายจา๎ ง ต๎องมีความเสียสละความสุขเพื่อประโยชนข๑ องตนเพ่ือสงั คมสวํ นรวม 1.3.4 ทศพิธราชธรรม ขอ๎ ที่ 4 อาชชวะ คือ ความซอ่ื ตรง ควรมีอาชชวะกับ เพอื่ นรํวมงานหรอื เพือ่ นรํวมอาชีพ ด๎วยการมคี วามจริงใจ ปากกับใจตรงกัน ไมทํ าตนเป็นคนเจ๎าเลหํ ๑
177 ไมกํ ลบั กลอก ไมํพูดลับหลังอยํางหนง่ึ ตํอหนา๎ อยํางหนึ่ง สวํ นสาหรับนายจา๎ งหรือผู๎บงั คบั บัญชา ควรมี อาชชวะเกย่ี วกบั ความซือ่ ตรง ไมํฉ๎อฉลหลอกลวง ไมํทจุ รติ คอรปั ช่นั เพราะความซอื่ ตรงเปรียบเหมือน เกราะปูองกนั มิใหผ๎ ๎ใู ดกลา๎ ใสํร๎ายปูายสี จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบคีรขี ันธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 4 อาชชวะ ไปใช๎ด๎านอาชีพการงานด๎วยการ (1) เพื่อนรํวมงาน หรือเพื่อนรํวมอาชีพ ด๎วยการมีความจริงใจตํอกัน และ(2) นายจ๎างหรือ ผบู๎ งั คบั บัญชาดว๎ ยการมีความซอื่ สัตยส๑ จุ ริตกจ็ ะพาใหผ๎ ูต๎ ามมีความซื่อสตั ย๑สุจริตไปดว๎ ย กลาํ วโดยสรุปหน๎าท่พี ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพอื่ นรวํ มอาชพี การงาน และนายจ๎าง ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 4 อาชชวะ คือความซ่ือตรง มาใช๎ในอาชพี การงาน ท้งั เพ่ือน รวํ มงานหรือเพ่ือนรวํ มอาชีพ และนายจ๎าง ควรปฏบิ ตั ิการงานด๎วยความซ่อื สัตย๑สจุ ริต ไมํหลอกลวง มีความจริงใจ โดยเฉพาะนายจ๎างต๎องเป็นแบบอยํางของความซอ่ื สตั ย๑ ให๎กบั เพ่ือนรํวมงานหรือเพ่ือน รวํ มอาชีพ 1.3.5 ทศพธิ ราชธรรมข๎อท่ี 5 มทั ทวะ คือ ความอํอนโยน ดว๎ ยการมีอัธยาศยั สุภาพ อํอนโยนตํอคนทุกชนช้ัน ทุกเพศ ทุกวัย ความสุภาพอํอนโยนนี้ ในทางปฏิบัติจริงใน ชวี ิตประจาวนั ยอํ มมีการปรบั ใช๎ตามเหตุ และตามความเหมาะสมแกํบุคคลและกาลเทศะ เชํน เม่ือใช๎ กับบุคคลท่ีวัยวุฒิสูงกวํา ความสุภาพอํอนโยนก็คือความมีสัมมาคารวะ เม่ืออยูํกับคนท่ีอํอนวัยวุฒิ ความสุภาพอํอนโยนก็จะแปลเป็นความเอ็นดูหรือความกรุณา เป็นต๎น คนท่ีมีความสุภาพอํอนโยนจะ เป็นคนที่เข๎ากับบุคคลอ่ืนได๎งํายและได๎ดี มักจะเป็นผู๎ที่ได๎รับการยอมรับจากคนอื่น ถ๎าเป็นผู๎ใหญํก็จะ เปน็ คนนํานบั ถอื คนเสมอกันกน็ ําคบหาสมาคม คนต่ากวําก็เป็นคนนํารักเอ็นดู ควรมีมัททวะกับเพ่ือน รํวมงานหรือเพื่อนรํวมอาชีพ ด๎วยการมีความสุภาพอํอนโยน และชํวยกันปฏิบัติท้ังหน๎าที่ทางกาย ทงั้ หน๎าท่ีทางใจ อยาํ งเคารพกันและกนั สวํ นสาหรบั นายจ๎างหรือผบู๎ ังคบั บญั ชา ควรมมี ทั ทวะ ด๎วยการ มีความอํอนน๎อมถํอมตัวตํอผู๎ท่ีอาวุโสกวํา ไมํวางอานาจ เยํอหยิ่ง สํวนกับผ๎ูที่มีอายุน๎อยกวํา ก็ควรใหเ๎ กียรติ ด๎วยการพดู จาด๎วยความสภุ าพออํ นโยน จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวัดประจวบครี ีขันธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 5 มัททวะไปใช๎ด๎านอาชีพการงานด๎วยการ (1) เพ่ือนรํวมงานหรือเพ่ือนรํวมอาชีพด๎วยการไมํเยํอหย่ิง ทระนงตัวรับฟ๓งความคิดเห็นของเพื่อน และ(2) นายจา๎ งหรอื ผูบ๎ ังคบั บัญชา ดว๎ ยการปฏิบตั ติ นให๎มคี วามอํอนโยนนํุมนวล ไมํหยาบคาย ไมํแข็ง กระดา๎ ง ไมเํ ยอํ หยง่ิ ยโสโอหงั ทบ่ี งั อาจทาตนเป็นเหมอื น “คางคกขึ้นวอ” ใหล๎ ดมานะละทิฐิ กลาํ วโดยสรปุ หน๎าท่ีพลเมืองดี ประกอบด๎วยเพอ่ื นรํวมอาชีพการงาน และนายจา๎ ง ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 5 มัททวะ คือ ความอํอนโยน มาใช๎ในอาชีพการงาน โดยถ๎า เป็นเพื่อนรํวมงาน หรือเพื่อนรํวมอาชีพ ควรมีความสุภาพอํอนโยนตํอกัน สํวนนายจ๎าง ควรมีความ อํอนน๎อมถํอมตัว กับเพื่อนรํวมงานท่ีมีความอาวุโสกวํา และเพ่ือนรํวมงานท่ีมีอาวุโสน๎อยกวําก็ควร แสดงความสภุ าพอํอนโยน 1.3.6 ทศพิธราชธรรมข๎อที่ 6 ตบะ คือ ความเพียร ควรมคี วามเพียรกับเพ่ือน รํวมงานหรือเพื่อนรํวมอาชีพด๎วยการตง้ั ใจชํวยกันทางานท่ตี นได๎รับมอบหมายใหส๎ าเรจ็ ไมํลดละ และ เบ่ือหนาํ ยกบั งานของตน สวํ นสาหรับนายจ๎างหรอื ผบ๎ู ังคบั บัญชา ควรมีตบะดว๎ ยการมีสติระลึกอยูํ
178 เสมอวําตนมีหน๎าท่ีอะไร มีความรับผิดชอบตํอประชาชนอยํางไร จะต๎องมํุงม่ันตํอหน๎าท่นี ้ัน ไมปํ ลํอย ใหห๎ ลงในความสขุ สาราญ จนลมื หน๎าที่ ลืมตัว และหลงผิด จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธิโมลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบครี ีขนั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 6 ตบะไปใช๎ด๎านอาชีพการงานด๎วยการ (1) เพ่ือนรํวมงานหรือเพ่ือนรํวมอาชีพด๎วยการมีจิตใจมั่นคง เด็ดเดี่ยวในอันที่จะพากเพียรปฏิบัติ หน๎าที่ให๎จนบรรลุผลสาเร็จ และ (2) นายจ๎างหรือผู๎บังคับบัญชา ด๎วยการมีความเพียรพยายามขจัด กิเลสตัณหาไมํให๎เข๎าครอบงาจิตใจ สามารถบังคับควบคุมตนเองมิให๎ลํุมหลงหมกมุํน ในความสุข สาราญจนเป็นเหตุให๎เสียการงานได๎ ผ๎ูนาหรือผู๎ปกครองท่ีดีต๎องมีสติระลึกอยํูเสมอวําตนมีหน๎าท่ีอะไร มีความรับผิดชอบตํอประชาชนอยํางไร จะต๎องมํุงมั่นตํอหน๎าที่นั้น ไมํปลํอยใจให๎หลงใหลในความสุข สาราญทม่ี ีผูเ๎ สนอสนองมาให๎ดว๎ ยวิธกี ารตาํ งๆ จนลืมหนา๎ ท่ี ลืมตวั และหลงผิด กลําวโดยสรุปหนา๎ ทีพ่ ลเมืองดี ประกอบด๎วยเพ่อื นรํวมอาชพี การงาน และนายจ๎าง ควรนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 6 คือ ตบะ มาใชใ๎ นอาชพี การงานทั้งเพื่อนรวํ มงานหรอื เพ่ือน รวํ มอาชีพ และนายจ๎าง ต๎องปฏิบัตหิ น๎าท่ีการงานทร่ี บั ผิดชอบด๎วยความมุมานะ อดทน ขยัน มํุงม่ัน และทาแตสํ ่งิ ทดี่ ี ฝาุ ฟ๓นอปุ สรรคตํางๆจนประสบความสาเร็จดว๎ ยความพากเพียร 1.3.7 ทศพิธราชธรรมข๎อที่ 7 อักโกธะ คือ ความไมโํ กรธ ควรมกี ารใหท๎ านกับ เพือ่ นรํวมงานหรอื เพ่อื นรวํ มอาชีพ ด๎วยการรู๎จักระงับยับย้ังความโกรธ เชํน เพื่อนอาจจะพูดอะไรท่ีไมํ ถูกใจให๎ขํมใจไว๎ไมํแสดงความโกรธออกมา มิเชํนนั้นจะเกิดผลเสียคือการทะเลาะวิวาทกัน แม๎ในหลายๆสถานการณ๑จะทาได๎ยาก แตํหากเราสามารถฝึกฝน ไมํให๎เป็นคนโมโหงําย และพยายาม ระงับยบั ยั้งความโกรธอยเํู สมอ จะเป็นประโยชน๑ตํอเราหลายอยําง เชํน ทาให๎เราสุขภาพจิตดี หน๎าตา ผํองใสสํวนสาหรับนายจ๎างหรือผู๎บังคับบัญชา ควรมีอักโกธะ ด๎วยการสร๎างความสุขสงบ เยือกเย็น เหน็ ตน เห็นคน เหน็ งาม เห็นองคก๑ รที่แจํมใสไมํขุนํ มวั จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจ๎าคณะจังหวดั ประจวบคีรขี นั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 7 อักโกธะไปใช๎ด๎านอาชีพการงาน ด๎วยการ (1) เพื่อนรํวมงานหรือเพื่อนรํวมอาชีพด๎วยการร๎ูจักการยับยั้งช่ังใจ ขํมใจไมํให๎เอาแตํใจตนเอง รักษา น้าใจเพื่อนเห็นแกํสํวนรวมมากกวําสํวนตน และ(2) นายจ๎างหรือผู๎บังคับบัญชาด๎วยการฝึกไมํให๎เป็น คนโมโหงําย และพยายามระงับยับยั้งความโกรธอยํูเสมอ จะเป็นประโยชน๑ตํอเราหลายอยําง เชํน ทาให๎เราสขุ ภาพจิตดี หนา๎ ตาผํองใส ขอ๎ สาคญั ทาใหเ๎ รารักษามิตรไมตรีกบั ผอู๎ ่ืนไว๎ได๎ กลําวโดยสรปุ หนา๎ ท่ีพลเมืองดี ประกอบด๎วยเพ่ือนรวํ มอาชพี การงาน และ นายจ๎าง ควรนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 7 คอื อักโกธะ มาใช๎ในอาชพี การงานท้ังเพื่อนรวํ มงานหรือเพื่อน รวํ มอาชพี และนายจา๎ ง ด๎วยการฝกึ ฝนควบคุมอารมณ๑ของตนเองไมใํ ห๎เป็นคนโมโหงํายและพยายาม ระงบั ยบั ยงั้ ความโกรธอยูเํ สมอ 1.3.8 ทศพธิ ราชธรรมข๎อที่ 8 อวหิ งิ สา คือ ความไมเํ บยี ดเบียน ควรมีอวิหงิ สา กับเพื่อนรํวมงานหรือเพ่ือนรํวมอาชีพ ด๎วยการไมํกดข่ีขํมเหงรังแกผู๎อื่น สํวนสาหรับนายจ๎างหรือ ผู๎บังคับบัญชา ควรมีอวิหิงสา ด๎วยการต๎องไมํหลงระเริงในอานาจ ใช๎อานาจทาอันตรายตํอรํางกาย และทรัพย๑สินผู๎อื่นตามอาเภอใจต๎องคอยชํวยเหลือประคับประคองผ๎ูที่ด๎อยกวําหรือผ๎ูที่ทุกข๑ยาก เดือดร๎อนนายจ๎างหรือผู๎บังคับบัญชาเป็นผ๎ูมีอานาจ มีกาลังกาย มีทรัพย๑มากกวําผ๎ูอื่น และมีโอกาสท่ี
179 จะเลอื กปฏบิ ัติอยํางที่ตนพอใจเหนือกวําผู๎อื่น เพราะไมํมีใครกล๎าทัดทานหรือห๎ามปราม หากนายจ๎าง หรือผ๎ูบังคับบัญชาใช๎อานาจและอภิสิทธ์ิดังกลําวไปกดข่ีขํมแหงผ๎ูท่ีด๎อยกวํา สังคมจะมีแตํความ ยํุงเหยิงระส่าระสาย ดังน้ันผ๎ูนาท่ีดีต๎องไมํหลงระเริงในอานาจ ใช๎อานาจทาอันตรายตํอรํางกายและ ทรัพย๑สินผู๎อื่นตามอาเภอใจ ต๎องคอยชํวยเหลือประคับประคองผ๎ูที่ด๎อยกวํา หรือผู๎ที่ทุกข๑ยาก เดือดร๎อน นายจ๎างหรือผ๎ูบังคับบัญชาท่ียึดทศพิธราชธรรมข๎อนี้ยํอมสร๎างพระคุณมากกวําพระเดช ยอํ มเปน็ ท่ีรักใครํ เคารพนบั ถอื ของลกู นอ๎ งหรือผใู๎ ต๎บังคับบญั ชา จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบครี ขี ันธ๑ ฝาุ ยธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 8 อวหิ งิ สา ไปใชด๎ ๎านอาชพี การงานด๎วยการ (1) เพื่อนรํวมงานหรือเพื่อนรํวมอาชีพด๎วยการไมํรังแกเพ่ือนรํวมงานท้ังทางกาย วาจาและใจ และ (2) นายจ๎างหรือผู๎บังคับบัญชาด๎วยการไมํกดขี่ขํมเหง หรือใช๎อานาจบังคับขํูเข็ญลูกน๎องหรือผู๎ที่อยํูใต๎ บงั คับบญั ชา กลาํ วโดยสรปุ หน๎าทพ่ี ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพอ่ื นรํวมอาชพี การงานและ นายจา๎ ง ควรนาทศพธิ ราชธรรม ขอ๎ 8 คอื อวหิ งิ สา มาใชใ๎ นอาชพี การงานท้ังเพื่อนรํวมงานหรอื เพื่อน รํวมอาชีพ และนายจ๎าง ดว๎ ยการไมํกดขี่ขํมเหงรังแกผ๎ูอ่ืนให๎เดือดรอ๎ นลาบาก ท้ังกาย วาจา และใจ 1.3.9 ทศพธิ ราชธรรมข๎อที่ 9 ขันติ คอื ความอดทน ควรมีขนั ติกับเพื่อนรํวมงาน หรอื เพ่ือนรวํ มอาชีพ ด๎วยการระงับอารมณ๑ใหไ๎ ด๎ เชํน เม่อื เจอสถานการณ๑ไมํถูกใจจะแสดงอารมณ๑ท่ีไมํ นําพอใจเข๎า ก็อาจจะแสดงกิริยาอาการอันไมํงาม ไมํนําชมออกมาได๎ทุกเวลา ทุกโอกาส สถานที่ และเมื่อเป็นเชํนนี้ การคบหาสมาคมกันก็ยํอมจะถึงกาลเส่ือมเสียไป สํวนสาหรับนายจ๎างหรือ ผ๎ูบังคับบัญชา ควรมีขันติ ด๎วยการต๎องมีความอดทน เข๎มแข็ง ไมํท๎อถอยตํอความเหน็ดเหน่ือย ยากลาบาก แม๎มีอุปสรรคก็สามารถฟ๓นฝุาจนผํานพ๎นไปได๎ ผู๎นาเชํนนี้จะได๎รับการยกยํองนับถือความ ไวว๎ างใจจากผ๎ทู ่ีอยํใู นความดูแล จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวดั ประจวบคีรขี นั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 9 ขันติ ไปใช๎ด๎านอาชีพการงาน ด๎วยการ (1) เพอ่ื นรวํ มงานหรือเพอ่ื นรวํ มอาชพี ด๎วยการท่มี ีความอดทน คือ รอได๎ คอยได๎ ไมํกระวนกระวายใจ ถา๎ ไมมํ คี วามอดทนมนั ก็เหมอื นกับทรมานตวั เอง จะมีฉลาดเฉลียว ปญ๓ ญาวิเศษอยํางไร ถ๎าไมํรอได๎ ทน ได๎ มันก็จะเปลําประโยชน๑ เพราะประโยชน๑มันไมํออกมาทันที มันต๎องมีโอกาสตามเวลาแหํง ความสาเร็จ ต๎องรอได๎ทนได๎เหมือนกับทานา มันต๎องรอได๎จนกวําจะออกเป็นข๎าว และ(2) นายจ๎าง หรือผู๎บงั คับบัญชา ดว๎ ยการทม่ี ีสติ หนักเอาเบาส๎ู ไมทํ อ๎ ถอยหรือเกรงกลัวตํองานหนกั เป็นแบบอยํางท่ี ดีใหแ๎ กํลูกนอ๎ ง กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ที่พลเมืองดี ประกอบด๎วยเพือ่ นรํวมอาชีพการงานและ นายจา๎ ง ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 9 คอื ขันติ มาใชใ๎ นอาชีพการงานทัง้ เพื่อนรํวมงานหรอื เพื่อน รวํ มอาชีพ และนายจ๎าง ต๎องมีความเข๎มแข็ง ไมํทอ๎ ถอย สามารถอดทนตํองานหนกั ความเหนื่อย ยากลาบาก หรือแม๎กระท่ังสามารถทนตํอความเจ็บใจท่ีเกดิ จากสาเหตตุ าํ งๆ ได๎ 1.3.10 ทศพิธราชธรรมข๎อที่ 10 อวโิ รธนะ คือ ความเทีย่ งธรรม ควรมีการให๎ อวโิ รธนะกับเพื่อนรวํ มงานหรือเพ่ือนรํวมอาชีพ ด๎วยการรบั ฟ๓งข๎อมลู ของผู๎รํวมงานด๎วยความเป็นธรรม ไมํลาเอียง หรือปฏบิ ตั ิภารกจิ ด๎วยความเทีย่ งธรรม กบั ทุกคนทีร่ วํ มงาน สํวนสาหรบั นายจา๎ งหรือ
180 ผ๎ูบงั คับบญั ชา ควรมีอวิโรธนะ ดว๎ ยการประพฤตติ นใหต๎ ้ังม่นั อยูใํ นความเทย่ี งตรง ไมเํ อยี งเอนหรือเช่อื คาพูดของผู๎อ่นื มีการพจิ ารณาถึงความถกู ต๎องเสมอ จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจ๎าคณะจังหวดั ประจวบคีรีขนั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 10 อวิโรธนะ ไปใช๎ด๎านอาชีพการงานด๎วยการ (1) เพื่อนรํวมงานหรือเพื่อนรํวมอาชีพด๎วยการมีความยุติธรรม ต้ังม่ันอยูํในศีลธรรมทาตัวเป็นกลาง และ (2) นายจ๎างหรอื ผู๎บังคบั บัญชา ด๎วยการไมํมีความเอนเอียงหวั่นไหววางตัวเป็นกลางดี ต๎องตั้งมั่น อยํูในธรรมทั้งสํวนยุติธรรม คือ ความเท่ียงธรรม และนิติธรรม คือ ระเบียบแบบแผน หลักการ ปกครอง กลําวโดยสรปุ หน๎าท่ีพลเมืองดี ประกอบดว๎ ยเพอ่ื นรํวมอาชพี การงานและ นายจ๎างควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 10 คืออวิโรธนะ มาใช๎ในอาชีพการงาน ทั้งเพื่อนรํวมงานหรือ เพ่ือนรํวมอาชีพ และนายจ๎าง ต๎องมีความยุติธรรมหนักแนํน มั่นคง ไมํเอนเอียงไป กับบุคคลใด บคุ คลหน่ึง กกกกกกกกก 1.4 ทศพธิ ราชธรรมท่ีใช๎ในชมุ ชน ทอ๎ งถ่ินและสงั คม ได๎แกํ 1.4.1 ทศพธิ ราชธรรม ข๎อที่ 1 ทาน คอื การให๎ กบั ชุมชนทอ๎ งถิ่น และสงั คม สมาชิกชุมชนควรปฏิบัติ ดว๎ ยการใหท๎ านสงิ่ ของ เงินทอง หรอื แรงกาย ตามโอกาสอนั ควร เพอ่ื ปฏบิ ัติ กจิ กรรมของชมุ ชนรวํ มกนั ให๎คาแนะนาเปน็ ความร๎ูแกํผร๎ู วํ มงาน และให๎อภัย ดว๎ ยการใหร๎ อยยม้ิ และ ปิยวาจาแกสํ มาชกิ ชมุ ชน จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวัดประจวบครี ีขันธ๑ ฝุายธรรมยุต ได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 1 ทาน ไปใช๎กับชุมชน ท๎องถิ่นและสังคม ควรปฏิบตั ดิ ๎วยการสละทรพั ย๑หรือสง่ิ ของเพอ่ื ชํวยเหลอื สมาชกิ ของหมํูคณะท่ดี อ๎ ยและอํอนแอกวาํ ผู๎อื่น กลําวโดยสรปุ หน๎าทีพ่ ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยสมาชิกชุมชน ทอ๎ งถน่ิ ควรนา ทศพิธราชธรรม ข๎อ 1 คือ ทานมาใช๎กับชุมชน ท๎องถ่ินและสังคมบ๎านเกิด ด๎วยการให๎บริจาคสิ่งของ เงินทอง หรือแรงกาย แกํชุมชนท๎องถิ่นและสังคมบ๎านเกิดตามโอกาสอันควร ให๎คาแนะนาความรู๎ที่ เป็นประโยชน๑ตํอการพัฒนา รวมถึงการให๎อภัยกับสมาชิกในชุมชน ที่ทาให๎ร๎ูสึกไมํดี หรือไมํได๎รับการ ยอมนรบั 1.4.2 ทศพิธราชธรรมขอ๎ ที่ 2 ศลี คือ การตั้งอยูใํ นศีล กบั ชมุ ชนท๎องถนิ่ และ สงั คม สมาชิกชมุ ชนควรปฏิบัติตามศีล 5 คือ ไมํฆําสตั วต๑ ดั ชวี ิต ไมํลักขโมยของของผ๎ูอื่น ไมํลํวงละเมิด ลูกเมียเขา ไมํพูดโกหก หรือพูดสํอเสียดยุยง และควรทาตนให๎หํางไกลจากเหล๎า บุหร่ี หรืออบายมุข ตํางๆ นอกจากน้ีให๎นาศีล 5 ที่ยึดถือปฏิบัติไปควบคุมพฤติกรรมของตนเอง ให๎เคารพกฎหมายของ บา๎ นเมอื งอยาํ งเครงํ ครัด ก็จะชวํ ยให๎สังคมไทยอยํูรํวมกันได๎อยํางมีความสุขหรือปฏิบัติตาม หลักธรรม ตามศาสนาทต่ี นเองนบั ถือ จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวัดประจวบครี ขี นั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 2 ศีลไปใช๎กับชุมชน ท๎องถ่ินและสังคม ควรปฏิบัติด๎วยการประพฤติในสิ่งท่ีดีงาม งดเว๎นจากการทาชั่ว เสียหาย ไมํทาอะไรท่ีเป็นการ ไมเํ หมาะสม ไมํควร
181 กลาํ วโดยสรปุ หน๎าทพี่ ลเมืองดี ประกอบด๎วยสมาชิกชมุ ชน ท๎องถิน่ ควรนา ทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 2 คือ ศีลมาใช๎กับชุมชน ทอ๎ งถิ่นและสงั คมบา๎ นเกิด ดว๎ ยการประพฤติส่งิ ทด่ี ีงาม ตามหลกั ศาสนาของตน 1.4.3 ทศพิธราชธรรมขอ๎ ที่ 3 ปรจิ าคะ คอื การเสยี สละ กบั ชมุ ชน ท๎องถิน่ และ สังคม สมาชิกชุมชนควรปฏิบัติ ด๎วยการเสียสละประโยชน๑สุขของตน เพ่ือประโยชน๑สุขของสํวนรวม และความสงบเรียบร๎อยของชุมชนน้ัน หากเห็นแกํประโยชน๑ตนก็เป็นคนเห็นแกํตัว ไมํสามารถทางาน ให๎ชุมชนไดอ๎ ยํางกว๎างขวาง เพราะคนเห็นแกํตนเองมากกวําสํวนรวม เป็นคนมีจิตใจคับแคบยํอมไมํได๎ รับความรํวมมือจากทุกฝุายและอาจนาความเสียหายมาสํูสังคม และประเทศชาติได๎มาก แตํหาก ชมุ ชน ทอ๎ งถน่ิ และสงั คมมีคนเสยี สละ มีจติ สาธารณะจานวนมาก ชุมชน ท๎องถน่ิ และสงั คมก็จะมีความ เจริญก๎าวหน๎าอยํางตํอเน่อื ง 1.4.3 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธิโมลี เจา๎ คณะจังหวัดประจวบคีรขี ันธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 3 ปริจาคะ ไปใช๎กับชุมชน ท๎องถ่ินและสังคม ควรปฏิบัติด๎วยการยอมเสียสละเพ่ือประโยชน๑ที่ย่ิงกวํายอมสละประโยชน๑สํวนตนเพื่อประโยชน๑ สวํ นรวม 1.4.3 กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ที่พลเมืองดี ประกอบด๎วยสมาชกิ ชมุ ชน ท๎องถ่นิ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 3 คือ ปริจาคะ มาใช๎กับชุมชน ท๎องถิ่นและสังคมบ๎านเกิด ด๎วยการ เสียสละความสุขสาราญของตนเพื่อประโยชน๑สขุ ของหมูํคณะ 1.4.4 ทศพิธราชธรรมข๎อท่ี 4 อาชชวะ คอื ความซ่อื ตรง กับชุมชน ทอ๎ งถ่ินและ สังคม สมาชิกชุมชนควรปฏิบัติ มีความตรงไปตรงมา ผู๎นาหรือผ๎ูปกครองต๎องเป็นแบบอยํางเป็น ตวั อยาํ งท่ดี ีแกํสังคม หากผ๎นู าขาดความซือ่ ตรง มเี ลํห๑เหลยี่ ม คดในขอ๎ งอในกระดูก ฉ๎อราษฎร๑บังหลวง ปากพูดอยําง ทาอีกอยําง และคิดไปอีกอยําง ยํอมจะไมํได๎รับความเช่ือถือ ความไว๎วางใจจากคนใน สังคม จะตดั สินป๓ญหาใด ๆ ก็ไมํไดร๎ ับความสะดวก ทกุ คนไมํยอมรับ 1.4.3 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจ๎าคณะจงั หวัดประจวบครี ขี นั ธ๑ ฝุายธรรมยุต ได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 4 อาชชวะ ไปใช๎กับชุมชน ท๎องถ่ิน และสังคม ควรปฏิบัติการงานด๎วยความซ่ือสัตย๑สุจริต ไมํหลอกลวงประชาชน แตํผู๎นาไมํซื่อตรงแล๎ว สังคมและ หมํูคณะนั้นจะระส่าระสาย และป๓่นปุวนอยํางที่สุด เพราะสังคมและหมํูคณะขาดที่พึ่ง ขาดหลักท่ีจะ ยึดเหน่ยี ว หากคนท่ัวไปไมํมีศรัทธาในตัวผู๎นาแล๎วความสงบสขุ จะมีได๎ยาก 1.4.3 กลาํ วโดยสรปุ หน๎าทีพ่ ลเมืองดี ประกอบด๎วยสมาชกิ ชุมชน ท๎องถ่นิ ควรนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 4 คอื อาชชวะ มาใช๎กับชุมชน ทอ๎ งถนิ่ และสงั คมบ๎านเกดิ สมาชิกชมุ ชน ควรมีความซ่ือสตั ยส๑ ุจริต มีความจรงิ ใจ ไมํกลับกลอก 1.4.5 ทศพิธราชธรรมขอ๎ ที่ 5 มัททวะ คือ ความอํอนโยน มาใช๎กับชมุ ชนท๎องถ่นิ และสังคม สมาชิกชุมชนควรปฏิบัติ ด๎วยการสุภาพอํอนโยนกับผูท๎ ่มี ีอายุรนุํ ราวคราวเดยี วกนั หรอื อํอน กวํา สวํ นสมาชกิ ชุมชนทเ่ี ป็นผ๎อู าวุโส ควรไดร๎ ับการแสดงออก ดว๎ ยความเคารพ ออํ นน๎อมถอํ มตวั 1.4.3 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจา๎ คณะจงั หวัดประจวบคีรขี นั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 5 มัททวะ ไปใช๎กับชุมชน ท๎องถ่ินและสังคม ควรปฏิบัติด๎วยการมีกิริยาสุภาพ วาจาอํอนหวาน ไมํหยาบคาย มีความนุํมนวล ผู๎อ่ืนอยํูใกล๎ก็มีแตํ
182 ความสบายใจ แตํความอํอนโยนมิได๎หมายความวําอํอนแอ ความอํอนโยนน้ัน แฝงไว๎ด๎วยความสงํางามได๎ ผู๎นาท่ีดีจะต๎องมีทั้งความอํอนโยนและเข๎มแข็งในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นส่ิงที่เป็นไปได๎ เพราะความ เข๎มแข็งมใิ ชํความแข็งกระด๎าง ความออํ นโยนเปน็ ลักษณะทสี่ าคัญของผนู๎ าเพราะชํวยให๎ผ๎ูคนเกิดความ รัก ความชื่นชมยินดี ที่จะให๎ความรํวมมือในกิจการตําง ๆ นักปกครองท่ีหยาบกระด๎างพูดจากดูถูก เหยียดหยามคน แมจ๎ ะมคี วามสามารถและต้งั ใจทางาน แตํกไ็ มอํ าจโนม๎ น๎าวใจให๎คนอื่น รํวมมือได๎มาก เทําทคี่ วร 1.4.3 กลาํ วโดยสรปุ หน๎าที่พลเมืองดี ประกอบดว๎ ยสมาชกิ ชุมชน ทอ๎ งถ่ิน ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 5 คือ มัททวะ มาใช๎กับชุมชน ท๎องถ่ิน และสังคมบ๎านเกิด สมาชิกชุมชน ควรมีความสุภาพอํอนโยนกับเพื่อนสมาชิกที่มีรํุนราวคราวเดียวกัน หรือผ๎ูที่มีอายุน๎อยกวํา สวํ นผ๎สู ูงอายกุ วํา ควรใหค๎ วามเคารพ และแสดงความอํอนนอ๎ มถอํ มตัว 1.4.6 ทศพิธราชธรรมขอ๎ ท่ี 6 ตบะ คือ ความเพยี ร มาใช๎กับชมุ ชน ท๎องถิน่ และ สังคม สมาชิกชุมชนควรปฏิบัติตน ในเร่ืองการพยายามขจัดกิเลสตัณหาไมํให๎เข๎าครอบงาจิตใจ สามารถบังคบั ควบคมุ ตนเองมใิ หล๎ มํุ หลงหมกมุนํ ในความสุขสาราญ จนเป็นเหตุให๎เสียการงานได๎ ผู๎นา หรือผ๎ูปกครองท่ีดีต๎องมีสติระลึกอยํูเสมอวํา ตนมีหน๎าท่ีอะไร มีความรับผิดชอบตํอประชาชนอยํางไร จะต๎องมํุงม่ันตํอหน๎าที่นั้น ไมํปลํอยใจให๎หลงใหลในความสุขสาราญที่มีผ๎ูเสนอสนองมาให๎ด๎วยวิธีการ ตําง ๆ จนลืมหน๎าที่ ลืมตัว และหลงผิด ผู๎นาที่เห็นหน๎าท่ีสาคัญกวําความสุขสาราญ ยํอมจะสร๎าง ความกา๎ วหนา๎ มัน่ คงและความสงบสุขแกํสังคม ผู๎นาท่ีมีตบะจะกํอให๎เกิดความร๎ูสึกเกรงขามและความ ศรัทธาเล่อื มใสแกํผ๎ูทีพ่ บเห็น จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวดั ประจวบครี ีขนั ธ๑ ฝาุ ยธรรมยุต ไดใ๎ หข๎ ๎อมูลการนาทศพธิ ราชธรรม ข๎อท่ี 6 ตบะ ไปใช๎กบั ชุมชน ท๎องถน่ิ และสังคม ควรปฏิบัติด๎วยการบังคับตนเองมิให๎ลุํมหลงหมกมํุนกับความสุขสาราญ จนเป็นเหตุให๎เสียการงาน เปน็ คนท่ีมชี ีวติ เรยี บงาํ ย ไมมํ วั เมากับอบายมุขและส่ิงชั่วร๎ายทั้งหลาย ผู๎นาที่ดีจะต๎องระลึกอยํูเสมอวํา ตนมหี น๎าท่อี ะไร มีความรับผดิ ชอบต๎องมุงํ มัน่ ตอํ หน๎าที่ มิใชํมํุงม่ันตํอความสาราญ ปุถุชนโดยท่ัวไปนั้น บางครั้งอาจตอํ ส๎กู บั ส่ิงเย๎ายวนได๎แล๎ว สงั คมจะขาดหลักยึดเหน่ียว และไมอํ าจก๎าวหน๎าไปสํูความเจริญ ได๎ 1.4.3 กลําวโดยสรปุ หนา๎ ทพ่ี ลเมืองดี ประกอบดว๎ ยสมาชิกชมุ ชน ทอ๎ งถน่ิ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 6 คือ ตบะมาใช๎กับชุมชน ท๎องถิ่น และสังคมบ๎านเกิด ด๎วยการเพียร พยายาม ปฏิบัติหน๎าที่การงานท่ีรับผิดชอบด๎วยความมุมานะ อดทน ขยัน มํุงม่ัน และทาแตํสิ่งที่ดี มีความถกู ต๎อง ฝาุ ฟน๓ อุปสรรคตาํ งๆ จนประสบความสาเรจ็ ดว๎ ยความพากเพียรนี้ 1.4.7 ทศพิธราชธรรมขอ๎ ท่ี 7 อักโกธะ คอื ความไมโํ กรธ มาใช๎กบั ชุมชน ทอ๎ งถิ่น และสังคม สมาชิกชุมชนควรระงับความโกรธ ควบคุมอารมณ๑ของตนเอง เม่ือผ๎ูนาชุมชนไมํสามารถ ตอบสนองความต๎องการของสมาชิกได๎ สํวนผ๎ูนาจะต๎องมีจิตใจมั่นคง สุขุมเยือกเย็น สามารถอดกลั้น ความไมํพอใจไว๎ได๎ ไมํแสดงโทสะ ดําวําเกรี้ยวกราด แม๎บางคร้ังจะถูกติฉินนินทา หรือวิพากษ๑วิจารณ๑ โดยไมํมีมูลความจริง ก็ขํมใจไว๎ได๎ แสดงปฏิกิริยาโต๎ตอบด๎วยอารมณ๑ แตํใช๎เหตุผลพูดจากัน หรือแม๎ บางคร้ังมอบหมายงานผ๎ูใต๎บังคับบัญชา เขาทางานบกพรํองเสียหาย ผ๎ูเป็นหัวหน๎าต๎องใจเย็น โมโหฉุนเฉียว หรือลงโทษเขาโดยไร๎เหตุผล ถ๎าเม่ือใดผู๎นาหรือผ๎ูเป็นหัวหน๎าไมํอาจระงับยับย้ัง
183 ความหงุดหงดิ แคน๎ เคืองได๎ ปลอํ ยให๎กาเรบิ ข้นึ มา ความเสียหายเกิดขึ้นแกํการบริหารแนํนอน ตัวของ ผู๎บริหารเองก็เสียหายด๎วย น่ันคือเสียบุคลิกภาพ ผ๎ูใต๎บังคับบัญชาก็เข็ดขยาดไมํกล๎าเข๎าหน๎า ยังผล เสียหายในภาพรวมเกดิ ตามมามากเกนิ กวาํ ท่จี ะคาดคิดถึง จากการสัมภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวัดประจวบครี ีขันธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 7 อักโกธะ ไปใช๎กับชุมชน ท๎องถิ่นและสังคม ค ว ร ป ฏิ บั ติ ด๎ ว ย ก า ร มี ค ว า ม เ ม ต ต า ตํ อ ค น ท่ั ว ไ ป ไ มํ ต ก อ ยูํ ใ ต๎ อ า น า จ ข อ ง ค ว า ม โ ก ร ธ ไมใํ ชอ๎ านาจบาตรใหญํ มคี วามสุขทไ่ี ด๎พบปะประชาชนทว่ั ไปอยํางใกลช๎ ิด กลาํ วโดยสรุปหนา๎ ที่พลเมืองดี ประกอบดว๎ ยสมาชิกชมุ ชน ท๎องถิน่ ควรนา ทศพธิ ราชธรรม ข๎อ 7 คอื อักโกธะ มาใช๎กับชมุ ชน ท๎องถิ่นและสงั คมบ๎านเกิด ด๎วยการมีจิตใจม่นั คง มีความสุขมุ เยือกเยน็ อดกลั้น ไมแํ สดงความโกรธหรือความไมํพอใจ 1.4.8 ทศพธิ ราชธรรมข๎อที่ 8 อวหิ ิงสา คือ ความไมเํ บยี ดเบยี น มาใช๎กับชมุ ชน ทอ๎ งถ่นิ และสงั คม สมาชิกชมุ ชนควรปฏิบัติด๎วยการไมํเบียดเบยี นเอาทรัพย๑สินของชุมชน ท๎องถิ่น และ สังคม มาใช๎เป็นของสํวนตัว สํวนผู๎นาที่ดีต๎องไมํหลงระเริงในอานาจ ใช๎อานาจทาอันตรายตํอรํางกาย และทรัพย๑สินผู๎อื่นตามอาเภอใจ ต๎องคอยชํวยเหลือประคับประคองผู๎ท่ีด๎อยหวํา หรือผู๎ท่ีทุกข๑ยาก เดือดร๎อน ผ๎ูนาท่ียึดทศพิธราชธรรมข๎อนี้ยํอมสร๎างพระคุณมากกวําพระเดช ยํอมเป็นท่ีรักใครํ เคารพ นับถือของผูใ๎ ตบ๎ ังคบั บญั ชา และบุคคลทัว่ ไป รวมทง้ั สามารสร๎างสรรค๑สงั คมใหเ๎ กิดความสงบสุข จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสทุ ธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวัดประจวบครี ขี นั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อที่ 8 อวิหิงสา ไปใช๎กับชุมชน ท๎องถิ่นและสังคม ควรปฏิบัติด๎วยการมีความกรุณาตํอผ๎ูอ่ืน ไมํหาเร่ืองกดขี่ขํมเหงหรือลงอาญาแผํนดินโดยปราศจาก เหตอุ นั ควรสงสารหวั่นใจเมือ่ เห็นความทกุ ข๑ของผ๎อู ื่นและหาหนทางทจ่ี ะดับทุกขเ๑ ข็ญของพวกเขา กลาํ วโดยสรปุ หน๎าที่พลเมืองดี ประกอบด๎วยสมาชิกชมุ ชน ทอ๎ งถน่ิ ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 8 คือ อวิหิงสา มาใช๎กับชุมชน ท๎องถิ่นและสังคมบ๎านเกิด ด๎วยการไมํ เบียดเบียนทรัพย๑สินสํวนรวมมาใช๎เพ่ือสํวนตน หรือบีบคั้นกดขี่ผู๎อ่ืน รวมไปถึง การไมํใช๎อานาจไป บังคบั หรือหาเหตุกลัน่ แกล๎งคนอนื่ ดว๎ ย 1.4.9 ทศพธิ ราชธรรมข๎อท่ี 9 ขันติ คอื ความอดทน มาใช๎กบั ชมุ ชน ท๎องถ่ินและ สงั คม สมาชิกชุมชนควรปฏิบัติ ด๎วยการเป็นผ๎ูขยันหมั่นเพียร ทาให๎เหมาะสมกับหน๎าท่ีไมํทอดทิ้งการ งานท่ีไดร๎ ับมอบหมาย แตํควรเพยี รพยายามทาให๎เต็มกาลังความสามารถและสติป๓ญญา การประกอบ อาชีพการงานน้ัน ยํอมประสบกับอุปสรรค ทํานท่ีมีป๓ญญาสามารถ ต๎องการที่จะได๎รับประโยชน๑และ ความสขุ ก็ไมคํ วรทอดทง้ิ หรือทอ๎ ถอย ควรใชค๎ วามอดทนเปน็ เบอ้ื งหนา๎ ก็จะสาเร็จลุลํวงไปได๎ จากการสมั ภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจ๎าคณะจังหวัดประจวบคีรขี นั ธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 9 ขันติ ไปใช๎กับชุมชน ท๎องถิ่นและสังคม ควรปฏิบตั ดิ ๎วยการมีความอดทนสามารถควบคุมอารมณข๑ องตนไดด๎ ใี นทุกสถานการณ๑ คือการใช๎ความ สงบสยบความเคล่ือนไหว
184 กลาํ วโดยสรปุ หน๎าทีพ่ ลเมืองดี ประกอบด๎วยสมาชิกชมุ ชน ทอ๎ งถ่ิน ควรนาทศพิธราชธรรม ข๎อ 9 คือ ขันติ มาใช๎กับชุมชน ท๎องถิ่นและสังคมบ๎านเกิด ด๎วยการสามารถ เผชิญกับความยากลาบากได๎อยํางเข็มแข็ง เมื่อพบอุปสรรคในการทางาน ก็ย่ิงเข๎มแข็งเด็ดเด่ียวไมํ ท๎อแท๎ มคี วามอดทนอยาํ งตอํ เนอ่ื งจนกวาํ ป๓ญหาได๎รับการแก๎ไข หรอื ภารกิจเสรจ็ ลลุ วํ ง 1.4.10 ทศพิธราชธรรมข๎อท่ี 10 อวโิ รธนะ คอื ความเทีย่ งธรรม กับชมุ ชน ท๎องถิ่นและสังคม สมาชิกชุมชนควรปฏิบัติการวางตัวเป็นหลักหนักแนํน ม่ันคง ไมํเอนเอียงไปเพราะ อานาจของความลาเอียงอยํางใดอยํางหน่ึง ได๎แกํ เพราะรัก เพราะชัง เพราะหลง และเพราะกลัว หรือเพราะอานาจของโลกธรรม ได๎แกํ ลาภ ยศ สรรเสริญ ความเส่ือมจากลาภ ความเส่ือมจากยศ นินทา และความทกุ ข๑ 1.4.10 จากการสัมภาษณ๑ พระราชสุทธโิ มลี เจา๎ คณะจังหวัดประจวบคีรขี ันธ๑ ฝุายธรรมยุตได๎ให๎ข๎อมูลการนาทศพิธราชธรรม ข๎อท่ี 10 อวิโรธนะ ไปใช๎กับชุมชน ท๎องถิ่นและสังคม ควรปฏิบตั ดิ ว๎ ยความตงั้ มั่นในธรรม ไมํหวนั่ ไหวในเรือ่ งดี เรือ่ งร๎าย ประพฤติปฏิบัติตนอยํูในความดีงาม ไมปํ ระพฤติผิด ทานองคลองธรรม กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ท่ีพลเมืองดี ประกอบดว๎ ยสมาชิกชมุ ชน ทอ๎ งถ่ิน ควรนา ทศพิธราชธรรม ข๎อ 10 คือ อวิโรธนะ มาใช๎กับชุมชน ท๎องถิ่นและสังคมบ๎านเกิด สมาชิกชุมชน และผ๎ูนาควรวางตัวเป็นกลาง มีความหนักแนํน มั่นคง ความยุติธรรม ไมํลาเอียง ไปกับบุคคลใด หรือกลุํมใดกลุํมหนงึ่ เพื่อรํวมกันพัฒนาชุมชน ทอ๎ งถิ่น และสงั คม เรอื่ งที่ 2 การน้อมนาพระราชดารสั ไปใช้ในชวี ติ ประจาวัน กกกกกกกกก 2.1 พระราชดารัสทเ่ี กยี่ วขอ๎ งกับครอบครวั กกกกกกกกก 2.1 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดชรชั กาลที่ 9 ไดท๎ รงพระราชทาน พระราชดารัสท่เี กี่ยวขอ๎ งกับครอบครวั ไว๎ใหป๎ ระชาชนชาวไทย ได๎นอ๎ มนามาปรับใช๎ในครอบครวั ของ ตนเอง ทีส่ าคัญๆ มีดังนี้
185 “ เด็กเป็นผทู๎ ีจ่ ะได๎รบั ชวํ งทกุ ส่ิงทกุ อยํางตํอจากผใ๎ู หญํ รวมทงั้ การ รับผดิ ชอบในการธารงรักษาอิสรภาพ และความสงบสุข ทงั้ ภาระรับผดิ ชอบ ในการธารงอิสรภาพ และความสงบสขุ ของบ๎านเมือง ดงั นั้นเดก็ ทุกคนจึงสมควร และจาเป็นทจี่ ะตอ๎ งไดร๎ บั การอบรมเล้ยี งดูอยํางถูกต๎องเหมาะสม ให๎มีความสามารถ สร๎างสรรค๑ประโยชน๑ตํางๆ พรอ๎ มท้งั การฝกึ หัดขัดเกลาความคิดจิตใจใหป๎ ระณตี ให๎มีศรัทธามั่นคงในคุณความดี มีความประพฤติเรียบร๎อยสุจริตและมีป๓ญญาฉลาด แจํมใสในเหตุในผล หน๎าท่ีนี้เป็นของทุกคนที่จะต๎องรํวมมือกันกระทา โดยพร๎อม เพรียงสม่าเสมอ ผู๎ท่ีเกิดกํอน ผํานชีวิตมากํอน จะต๎องสงเคราะห๑อนุเคราะห๑ผู๎เกิด ตามมาภายหลัง ด๎วยการถํายทอดความรู๎ความดี และประสบการณ๑อันมีคําทั้งปวง ให๎ด๎วยความเมตตาเอ็นดูและด๎วยความบริสุทธิ์ใจในเด็กได๎ทราบ ได๎เข๎าใจ และ สาคัญที่สุด ให๎ร๎ูจักคิดด๎วยเหตุผลที่ถูกต๎อง จนสามารถเห็นจริงด๎วยตนได๎ในความ เจรญิ และความเสอ่ื มทัง้ ปวง ” พระราชดารสั พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพระราชทาน ในโอกาสปเี ดก็ สากล วนั ที่ 1 มกราคม 2522 \". “ เด็กเป็นอันมาก มคี วามรกั ดีมาแตํกาเหนิด จะเรียนจะเลํนจะทาส่งิ ใด ก็มํุงมน่ั ทาให๎ดเี ดํน ไมมํ ปี ๓ญหาอปุ สรรคหรือความลาบากยากแคน๎ ใดๆ จะกีดกั้นไว๎ได๎ เด็กเหลาํ น้ี ผใ๎ู หญํควรสนใจและแผํเมตตาเก้ือกลู ประคับประคอง ใหไ๎ ด๎มีโอกาส พัฒนาไป ในทางที่ถูกที่ดี ท้งั ดา๎ นการศึกษาและจิตใจ เขาจักไดเ๎ จรญิ เติบโตเป็นคนดี พร๎อมและเป็นตวั อยํางแกํเยาวชนทว่ั ไป ” พระราชดารัสพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดช พระราชทานพระตาหนักจิตรลดารโหฐาน 13 มกราคม 2533
186 “ ผู๎ใหญํเรามักพากนั ละท้งิ วธิ ีการเกําๆ ในการอบรมฝึกฝนคุณธรรม และความสภุ าพเรยี บร๎อยในกายวาจาใจเยาวชน โดยมิได๎หาวิธกี ารทเี่ หมาะสม มาทดแทนให๎เพยี งพอ ท้งั น้ี เหน็ จะเป็นเพราะโดยมากเราไมํคํอยจะคิดถึงเร่อื งน้ี กนั นกั ดว๎ ยเหตทุ ี่ มัวสนใจและตืน่ เต๎นกับวชิ าการอยํางใหมํกันหมด ประการหน่ึง และด๎วยเหตุท่ีเสยี หายมิไดเ๎ กดิ ขึน้ ฉบั พลนั ทันที หากแตํ คอํ ยๆเกิดข้ึนทีละเลก็ ละน๎อย อกี ประการหนง่ึ จึงปลํอยกันมาเร่ือย ๆ จนบัดนผี้ ลเสยี หายท่ีเกดิ ขึ้นนั้น ได๎กลายเป็น ปญ๓ หาทเี่ กอื บจะแกก๎ นั ไมํตก ตามท่ีทาํ นเหน็ กับตาและทราบแกใํ จอยํูแลว๎ ไมจํ าเป็น จะตอ๎ งพูดให๎ยาวความไป ความจริง เยาวชนทม่ี ีพน้ื จติ ใจดีอยูํแล๎ว และปรารถนา จะทาตัวใหด๎ ี ใหเ๎ ป็นประโยชนน๑ นั้ มีอยเูํ ปน็ อนั มาก แตกํ ารทาความดีโดยลาพงั ตนเอง เป็นของยาก จาเป็นตอ๎ งอาศัยผูใ๎ หญํเปน็ ทพ่ี ่งึ หรอื เป็นผนู๎ าน่นั เอง ผใู๎ หญํจงึ ตอ๎ งถือ เปน็ หน๎าทีแ่ ละความจาเปน็ ท่ีจะต๎องชวํ ยเหลอื เขา ” พระราชดารัสพระราชทานแกํผ๎บู ังคับบญั ชาลกู เสือ ในโอกาสเขา๎ เฝูาทลู ละอองธุลีพระบาทและรบั พระราชทานเหรยี ญลกู เสือสดดุ ี วันท่ี 6 กรกฎาคม 2521 “ ...เด็กๆ นอกจากจะต๎องเรียนความรแู๎ ล๎ว ยงั ต๎องหัดทา การงานและ ทาความดดี ๎วย เพราะการทางานจะชํวยให๎ มีความสามารถมคี วามขยันอดทนพึ่งตนเองได๎ และการทาดีนั้นจะชวํ ยให๎มีความสุขความเจริญท้งั ปูองกนั ตนไวไ๎ มํให๎ ตกต่า... ” พระบรมราโชวาท พระราชทานเน่ืองในวันเดก็ แหํงชาติ ประจาปี 2530 กกกกกกกกก 2.1 จากพระราชดารัสดังกลําวขา๎ งต๎น ครอบครัวควรปฏบิ ตั ิ (1) บิดามารดาจึงตอ๎ ง สอนบตุ รธิดา พ่ีจึงต๎องสอนน๎อง คนรุนํ ใหญํจงึ ต๎องสอนคนรุนํ เล็ก ใหม๎ ีความรู๎ความดี มีความเจริญงอก งาม มีเหตุมีผลและเมื่อคนรุํนเล็กเป็นผ๎ูใหญํขึ้น จึงต๎องส่ังสอนคนรุํนหลังตํอ ๆ ไปไมํให๎ขาดสาย ใหม๎ คี วามร๎ู ความดี มีความเจริญงอกงาม มเี หตุผล (2) การสอนลูกให๎เป็นเด็กดีมีการพัฒนา สนับสนุน และสํงเสริมให๎ลูกเติบโตขึ้นเป็นคนดีและตัวอยํางของสังคม (3) การสอนให๎เยาวชนที่มีพ้ืนจิตใจดีอยูํ แล๎วและปรารถนาจะทาตัวให๎ดีให๎เป็นประโยชน๑แตํการทาความดีโดยลาพังตนเองมีความยาก จาเป็นต๎องอาศัยหลักเกณฑ๑และแบบฉบับท่ีดีอยํางใดอยํางหน่ึงเป็นท่ียึดเหน่ียว จึงจะกระทาได๎โดย
187 ถูกต๎องเหมาะสมและไมํเปลืองเวลา กลําวคือต๎องอาศัยผ๎ูใหญํเป็นท่ีพ่ึงหรือเป็นผ๎ูนานั่นเอง ผู๎ใหญํจึง ต๎องถอื เป็นหนา๎ ท่ีและความจาเป็นทจ่ี ะต๎องชํวยเหลือเขา และ(4) การสอนให๎เด็กมีความขยัน ทางาน อยํางมคี วามสุข มีความตั้งอกต้งั ใจทาจรงิ เหน็ คุณคําของสิ่งทีท่ า และอดทนตอํ อปุ สรรค กกกกกกกกก 2.1 กลาํ วโดยสรปุ หนา๎ ท่ีพลเมืองดี ควรน๎อมนาพระราชดารัสที่เกี่ยวข๎องกับครอบครวั มาใช๎ ด๎วยการทพี่ ํอแมอํ บรมสั่งสอนให๎ลูกได๎รบั การเรยี นร๎ูท่ีสรา๎ งสรรค๑ และปลูกฝ๓งสง่ิ ทด่ี ีงามตาํ งๆ ท้ัง ด๎านรํางกาย จิตใจ อารมณ๑สงั คม สตปิ ญ๓ ญา คุณธรรมและจรยิ ธรรม พรอ๎ มท้ังพัฒนาให๎เป็นผู๎ทีม่ ี ความรค๎ู วามสามารถใชส๎ ติป๓ญญาวเิ คราะห๑อยํางมเี หตุผล เพ่ือใหเ๎ ติบโตขึ้นอยาํ งมคี ณุ ภาพ กกกกกกกกก 2.2 พระราชดารสั ท่เี กี่ยวขอ๎ งกับการศึกษา กกกกกกกกก 2.1 พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภมู ิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 ได๎ทรงพระราชทาน พระราชดารสั ทเ่ี กี่ยวข๎องกบั การศึกษาไว๎ให๎สถาบนั การศึกษา นกั เรยี น นสิ ติ และนักศกึ ษา และบัณฑิต ทีจ่ บการศึกษา ไดน๎ ๎อมนามาใช๎ท่สี าคัญๆ มดี ังนี้ “ การศึกษาในมหาวทิ ยาลัย กลําวตามหลัก ควรจะได๎แกํ การสรา๎ งเสรมิ ความสามารถและความเจรญิ งอกงามของบุคคลในทางวชิ าการ สวํ นหนึ่ง ในทางความคิดอีกสํวนหนึ่งซึง่ เมอื่ รวมกนั แล๎วจะทาให๎บุคคลมีพละกาลัง สามารถนาไปใช๎ปฏบิ ตั ิงานใหญๆํ ของสวํ นรวมใหส๎ าเร็จได๎” พระบรมราโชวาทพระราชทานปรญิ ญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคาแหง วนั ที่ 26 ตลุ าคม 2521 “ การศึกษาเป็นเร่ืองใหญํและสาคัญย่งิ ของมนุษย๑ คนเราเมื่อเกิดมา ก็ได๎รบั การส่ังสอนจากบิดามารดา อันเปน็ ความร๎ูเบื้องตน๎ เม่ือเจริญเติบโตขึ้นก็เป็น หนา๎ ท่ีของครู และอาจารยส๑ ั่งสอนให๎ไดร๎ ับวิชาความรส๎ู ูง และอบรมจติ ใจให๎ถึงพร๎อม ดว๎ ยคุณธรรม เพื่อจะได๎เป็นพลเมืองดีของชาติสบื ตํอไป ” พระบรมราโชวาทพระราชทานปรญิ ญาบัตรแกํนิสติ และนักศึกษา วทิ ยาลัยวชิ าการศกึ ษา วนั ท่ี 13 ธันวาคม 2505
188 “ ในสวํ นของนักเรยี นเองนน้ั กจ็ งสาเหนียกใหม๎ ากวาํ การที่เราศึกษา วิชาความรน๎ู ั้น ความจรงิ ไมํใชํเพอ่ื ใครเลย แตเํ พือ่ ตวั เราเอง ในการท่จี ะดาเนินชีวิต ตํอไปในวนั หน๎า ถ๎าเรียนดกี จ็ ะได๎ใชค๎ วามรท๎ู ี่เรียนมาประกอบกจิ การให๎เปน็ ประโยชน๑ เปน็ ทพี่ ึง่ แกํตน และเปน็ ทชี่ น่ื ชมตอํ วงศต๑ ระกูลตํอไปดว๎ ย ” พระบรมราโชวาทในพระราชพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรนักเรียนวชิราวุธวิทยาลยั วนั ที่ 16 กุมภาพันธ๑ 2500 “ ขอใหน๎ ักเรยี นทั้งหลายต้ังใจรบั ความรู๎ท่ีครสู อน เพราะโอกาสเชนํ นี้ นั้นหายาก ถา๎ ไมเํ อาใจใสํ พยายามเรยี นกจ็ ะหาโอกาสไมํได๎อกี เพราะเวลาทเี่ ปน็ เดก็ น้ันมนี ๎อย จึงต๎องขอใหใ๎ ช๎เวลาใหถ๎ ูกตอ๎ งสะสมความรู๎ทางหลกั วิชา และความรู๎ ทั่วไปให๎มาก และดีทีส่ ดุ แล๎วจะไมํตอ๎ งเสียใจ เมื่อโตขึน้ ก็จะสามารถทาหนา๎ ท่ี ของตน คอื ทามาหาเล้ยี งชวี ติ ตน และชวํ ยสวํ นตัว และชวํ ยสํวนรวม ใหอ๎ ยูํไดด๎ ว๎ ย ความกา๎ วหนา๎ และด๎วยความรมํ เยน็ ” พระบรมราโชวาท พระราชทานแกํคณะครูนกั เรยี นโรงเรยี นวงั ไกลกงั วล วันที่ 28 พฤษภาคม 2512 “ ข๎อสรปุ หน๎าท่ีของผ๎ทู เ่ี ปน็ นิสติ นักศึกษาวาํ การเป็นนักศึกษา ไมมํ ีอาชพี เป็นเวลาทจ่ี ะฝึกทางวิชาการและก็ทางจติ ใจ เพ่ือท่ีจะมีพลงั แข็งแรงท่ี จะรับใชช๎ าติ เป็นพลเมืองดีแล๎วกเ็ ป็นความหวัง และก็เปน็ ส่ิงทส่ี าคญั ที่สุดวํา เม่ือได๎ ฝกึ ในทางจิตใจเป็นคนเข๎มแข็งซอ่ื ตรงและเปน็ คนทม่ี ีความปรารถนาท่ีจะสรา๎ งสรรค๑ แลว๎ จะตอ๎ งรกั ษาอุดมคตนิ ี้หรอื พลังนี้หรือปณิธานนีไ้ วต๎ ลอดชีวติ ” พระบรมราโชวาทเนือ่ งในโอกาสเสด็จฯทรงดนตรี เปน็ การสํวนพระองค๑ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณม๑ หาวิทยาลัย วนั ท่ี 20 กนั ยายน 2514
189 “ ถา๎ มาพจิ ารณาดูจรงิ ๆจะดหี รอื ทจ่ี ะให๎พลงั ของนักศกึ ษาทัง้ มวลเป็น พลังมดื ความจรงิ ถา๎ เป็นพลังสวาํ ง หมายความวาํ เปน็ พลังท่จี ะใหแ๎ สงสวาํ งแกํ บา๎ นเมือง ก็จะนําชนื่ ชมนาํ ยินดยี ง่ิ ขึน้ จดุ ประสงค๑ทแ่ี ทจ๎ รงิ ของนักศึกษาความ สวํางสาหรบั ให๎ผูท๎ ี่กาลังศึกษากส็ วาํ งข้นึ หมายถึงผท๎ู ี่ขัดสนหรอื ผูท๎ ่เี คราะห๑รา๎ ยไดม๎ ี แสงสวํางท่จี ะเรียนได๎แล๎ว ก็ให๎แสงสวํางแกผํ ู๎ท่ไี มใํ ชํนกั ศกึ ษาผู๎ท่ไี มมํ ีโอกาสเปน็ นักศกึ ษา ใหม๎ แี สงสวาํ ง หมายถึงบ๎านเมืองให๎ก๎าวหนา๎ ให๎ดี ให๎เป็นทน่ี ําชื่นชมจะ เป็นพลงั สวําง เป็นพลังท่ีนําชืน่ ชมนําภมู ใิ จได๎ ” พระบรมราโชวาทพระราชทานแกํ สมาคมบริการนักศึกษานานาชาติแหํงประเทศไทยผู๎แทนนิสติ นกั ศึกษาระดับปริญญาตรี จากทุกคณะทุกสถาบันท่ัวประเทศและคณะกรรมการจดั งานวันบริการนักศึกษา วันที่ 25 กนั ยายน 2512 “ บรรดาผู๎สาเรจ็ การศกึ ษาตามหลกั สตู รของมหาวิทยาลัยก็เปรียบ เหมือนไดก๎ ญุ แจท่จี ะไขไปสํชู ีวติ ทเ่ี จรญิ ตํอไปในวันข๎างหนา๎ แตํขอเตือนวําการ ดาเนนิ ชีวิตโดยใช๎วิชาการอยํางเดียวยังไมเํ พยี งพอจะต๎องอาศัยความร๎รู อบตัว และหลักศีลธรรมประกอบดว๎ ย ผู๎ทม่ี คี วามร๎ูดี แตํขาดความยั้งคดิ นาความรู๎ไป ใช๎ในทาง มิชอบกเ็ ทํากบั เป็นบุคคลทเี่ ป็นภัยแกํสงั คมและของมนุษย๑ ฉะนัน้ ขอให๎ทุกคน จงดารงชวี ิตและประกอบอาชีพโดยอาศยั วชิ าความรูท๎ ี่ไดร๎ บั มาประกอบดว๎ ยความยั้งคดิ ช่ังใจ และศีลธรรมอนั ดงี าม เพื่อความ เจรญิ ก๎าวหนา๎ ของตนเองและของประเทศชาติ ” พระบรมราโชวาทในพธิ พี ระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร๑ วนั ท่ี 18 กนั ยายน 2504
190 “ บณั ฑติ ผส๎ู าเร็จการศกึ ษาไปแลว๎ จะทาการสิ่งใดให๎พิจารณาให๎ รอบคอบเสียกํอน อยาํ ทระนงตวั วํา เราเปน็ บณั ฑติ แล๎ว เราตอ๎ งเกํงกวาํ ฉลาดกวํา ผ๎อู ่นื อยาํ ลืมวําฉลาดแตํอยาํ งเดยี วเทํานั้นไมํพอ ตอ๎ งเฉลยี วด๎วย ต๎องท้งั เฉลียว และฉลาด ทาํ นทั้งหลายคงจะรจ๎ู ักนทิ านเรอื่ ง กระตํายแขํงกับเตํา กระตํายมฝี ีเท๎า ดี ทระนงตนวําไมํมีผใู๎ ดวิง่ เรว็ เสมอเหมือนยิง่ เตาํ นัน้ กเ็ ปน็ คนละช้ันแตคํ วามที่ ทระนงตัววาํ ตัวเองเกํง ว่ิงไปยังไมํทันถงึ ที่หมายไปนอนหลบั เสยี ปลอํ ย ใหเ๎ ตําซง่ึ เดินช๎ากวาํ มากไปถึงทห่ี มายได๎กอํ น ” พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบตั ร แกนํ สิ ติ จุฬาลงกรณ๑มหาวิทยาลยั วันท่ี 5 กรกฎาคม 2505 กกกกกกกกก 2.1 จากพระราชดารัสดงั กลาํ วขา๎ งตน๎ โดยสถาบันการศึกษาจงึ ควรปฏิบตั ิ ในเรอ่ื งของ การถํายทอดวิชาการและฝึกหัดอบรมนักศึกษาให๎มีประสิทธิภาพ จะต๎องชํวยเหลือเขาด๎วยหลักวิชา และความสามารถ ทุกคนได๎เรียนวิชาการแนะแนวมาแล๎ว ควรจะได๎นาหลักการมาปฏิบัติเพ่ือให๎ เยาวชนได๎รับประโยชน๑อันแท๎จริง โดยเฉพาะอยํางยิ่งการแนะแนวทางความประพฤติและจิตใจ ซึ่งสาคัญมาก ขอให๎เพียรพยายามปลูกฝ๓งความรู๎ความคิดที่ปราศจากโทษให๎แกํเขาโดยเสมอหน๎า แนะนาอบรมด๎วยเหตุผลและด๎วยความจริงใจ ประกอบด๎วยความเมตตาปรานี สงเคราะห๑อนุเคราะห๑ และนาพาไปสูทํ างที่ถกู ที่เจริญ เยาวชนก็จะเกิดมีความมั่นใจและมีกาลังใจที่จะทาความดี เพื่อจักได๎มี อนาคตท่ีมั่นคง สาหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ควรมีความขยันขันแข็ง หม่ันเพียรในการศึกษาเลํา เรียนอยํางเต็มที่ ตระหนักไว๎วํามีหน๎าท่ีเรียนหนังสือ แสวงหาความรู๎เป็นหลักใหญํ แล๎วก็จงทาหน๎าท่ี ของตนให๎ดีท่ีสุด เพื่อสร๎างความเจริญและความสาเร็จของชีวิต และสาหรับบัณฑิตท่ีจบการศึกษา ควรปฏิบัติ ด๎วยการไมํทระนงตัววําวิเศษกวําผ๎ูอ่ืนอยําอวดเกํงเกินไป จะทาการส่ิงใด จงไตรํตรองให๎ รอบคอบ ถ๎าเป็นเรื่องเล็กโทษของความไมํรอบคอบก็น๎อย แตํถ๎าเป็นเร่ืองใหญํ เป็นเรื่องของชาติ บ๎านเมือง ก็จะเป็นผลเสียหายแกํชาติบ๎านเมืองได๎ ฉะนั้นจะกระทาส่ิงใดจงใช๎สมองไตรํตรอง ดูความ รอบคอบเสียกอํ น กกกกกกกกก 2.1 กลําวโดยสรุปหน๎าท่พี ลเมืองดี ประกอบด๎วย สถาบันการศึกษา ครูบาอาจารย๑ นักเรียน นักศึกษา และบัณฑิตที่เพ่ิงจบ หรือบัณฑิตศิษย๑เกําท่ีจบการศึกษานานแล๎ว ควรน๎อมนา พระราชดารัสมาปรับใช๎ด๎วยการที่สถาบันมํุงสั่งสอน นักเรียน นักศึกษา และบัณฑิตให๎มีความรู๎ และมคี ณุ ธรรม ใหเ๎ ปน็ คนเกํง และเป็นคนดี สาหรบั นกั เรียน นกั ศกึ ษา ควรตั้งใจศึกษาเลําเรียนให๎มีท้ัง ความร๎ูท้ังวิชาการ ความร๎ูทั่วไป เพ่ือสร๎างความเจริญและความสาเร็จของชีวิต ประพฤติในส่ิงท่ีดีงาม และบัณฑิตท่ีเพ่ิงจบการศึกษา หรือจบการศึกษานานแล๎ว ควรน๎อมนาพระราชดารัสไปปรับใช๎ ด๎วยการใช๎สติป๓ญญา พิจารณาทุกเรื่องอยาํ งรอบคอบ และไมปํ ระมาท
191 กกกกกกกกก 2.3 พระราชดารัสที่เก่ียวข๎องกับอาชีพการงาน กกกกกกกกก 2.1 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดุลยเดชรชั กาลที่ 9 ไดท๎ รงพระราชทาน พระราชดารัสท่ีเกย่ี วขอ๎ งกบั อาชีพการงานท่ีสาคญั ๆ มีดังน้ี “ การเกษตรนนั้ ถือไดว๎ าํ เปน็ ท้งั รากฐานและชวี ิตสาหรับประเทศของเรา เพราะคนไทย เราสํวนใหญํเป็นผ๎ูมอี าชีพทางการเกษตรกรรม ขา๎ พเจ๎าจึงมคี วามเหน็ เสมอ มาวําวิธกี ารพัฒนาทเ่ี หมาะสมแกํประเทศเราอยํางยิ่ง กค็ ือจะต๎องทานุบารุง เกษตรกรรม ทุกสาขาให๎พฒั นากา๎ วหนา๎ เพ่ือยกระดับฐานะความเปน็ อยํูของ เกษตรกรทุกระดบั ให๎สูงข้ึน” พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปรญิ ญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร๑ ณ อาคารจักรพันธเ๑ พญ็ ศริ ิ วันท่ี 23 กรกฏาคม 2541 “… การชวํ ยเหลอื สนับสนนุ ประชาชนในการประกอบอาชพี และตง้ั ตวั ให๎มคี วามพอกิน พอใชก๎ ํอนอ่นื เป็นพ้นื ฐานนั้น เปน็ ส่ิงสาคัญอยํางย่ิงยวด เพราะ ผู๎ท่ีมอี าชีพและฐานะเพยี งพอ ท่ีจะพ่ึงตนเอง ยํอมสามารถสรา๎ งความเจริญกา๎ วหนา๎ ระดับท่ีสงู ขึ้น ตํอไปได๎โดยแนนํ อน สํวนการถอื หลกั ท่ีจะสํงเสริมความเจริญ ให๎คํอยเป็นไป ตามลาดับ ด๎วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และประหยัดน้ัน ก็เพ่ือปูองกันความผิดพลาด ล๎มเหลว และเพ่ือให๎บรรลุผลสาเร็จได๎แนํนอนบริบูรณ๑ เพราะหากไมํกระทาด๎วยความ ระมดั ระวงั ยอํ มจะหวงั ผลเต็มเมด็ เต็มหนํวยได๎โดยยาก ยกตัวอยํางเชํน การปราบศัตรูพืช ถ๎าทุมํ เททาไปโดยไมมํ จี ังหวะท่ีถกู ตอ๎ ง และโดยมไิ ดศ๎ ึกษาข๎อมูลตําง ๆ ให๎กระจํางชัดอยําง ทั่วถึง ก็อาจสิ้นเปลืองแรงงาน ทุนทรัพย๑ วัสดุอุปกรณ๑ ที่ล๎วนมีราคาไป โดยได๎รับผล ไมํคุ๎มคํายิ่งกวําน้ัน การทาลายศัตรูพืช ยังอาจทาลายศัตรูของพืชท่ีมีอยํูบ๎าง แล๎วตาม ธรรมชาติ และทาอนั ตรายแกํชีวติ คนชวี ติ สัตวเ๑ ลีย้ งอีกดว๎ ย การพฒั นาอยาํ งถูกตอ๎ ง ซ่ึงหวัง ผลอันยั่งยืนไพศาล จึงต๎องวางแผนงานเป็นลาดับข้ันอยํางถี่ถ๎วนทั่วถึง ให๎องค๑ประกอบ ของแผนงานทุกสวํ นสมั พนั ธแ๑ ละสมดลุ ย๑กนั โดยสอดคลอ๎ ง …” พระบรมราโชวาท ในพธิ พี ระราชทานปริญญาบตั ร ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร๑ วันท่ี 19 กรกฎาคม 2517
192 “ การงานทุกอยาํ งทกุ อาชีพ ยํอมจะมจี รรยาบรรณของตนเอง จรรยาบรรณนั้น จะบัญญตั ิเปน็ ลายลกั ษณ๑อักษรหรือไมํก็ตาม แตํเปน็ สิ่งทย่ี ึดถอื กนั วําเปน็ ความดีงาม ทีค่ นอาชพี นัน้ พงึ ประพฤตปิ ฏบิ ตั ิหากผใ๎ู ดลํวงละเมิด ก็อาจกํอใหเ๎ กิดความเสยี หาย ทง้ั แกบํ ุคคล หมํูคณะ และสวํ นรวมได๎ ” พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจา๎ อยูํหัว ในพิธพี ระราชทานปริญญาบัตร ของมหาวทิ ยาลัยมหดิ ล ณ อาคารใหมํ สวนอมั พร 4 ก.ค. 40 “ ผ๎ูทม่ี ีหนา๎ ทีส่ ่ือขาํ วทด่ี ี หรอื มหี น๎าท่ีประสานความเขา๎ ใจระหวาํ ง คนหลายชาติหลายชั้นก็ดี ควรสานึกอยํูเสมอวํางานของเขาเป็นงานสาคัญ และมี เกียรติสูง เพราะหมายถึงความรับผิดชอบอันย่ิงใหญํในการรํวมกันสร๎างสันติสุข ให๎แกํโลก การแพรํขําวโดยขาดความระมัดระวังหรือแม๎แตํคาพูดงํายๆ เพียงนิด เดียวก็สามารถจะทาลายงานที่ผ๎ูมีความปรารถนาดีทั้งหลายพยายามสร๎างไว๎ด๎วย ความยากลาบากเป็นเวลาแรมปีหากจะแก๎ตัววําการพูดพลํอยๆ เพียงสองสามคาน้ี เป็นเรอื่ งเลก็ ไมํนาํ จะเกบ็ มาถือเป็นเร่ืองใหญํเลยก็ไมํถูก เหมือนฟองอากาศนิดเดียว ถ๎าเข๎าไปอยูํในเส๎นเลือด ก็จะสามารถปลิดชีวิตคนได๎ท้ังคน และน้าตาลหวานๆ ก๎อนเล็กนดิ เดยี ว ถ๎าใสํลงไปในถงั นา้ มันรถก็จะทาให๎เคร่ืองจักรดีๆของรถเสียได๎โดย ส้ินเชงิ ” พระราชดารสั พระราชทาน แกํนักธรุ กิจและนักหนงั สอื พมิ พ๑ ณ พพิ ิธภณั ฑ๑เมโทรโปลติ ัน นครนวิ ยอรก๑ อเมรกิ า วนั ที่ 8 มถิ ุนายน 2510
193 “… การทางานทุกอยํางคือการพัฒนาตัวเอง เรามักได๎ยนิ คากลาํ วอา๎ ง ของคนบางคนวําไมพํ อใจทางานอยาํ งนน้ั อยาํ งน้ี เพราะเป็นงานที่ไมตํ รงกบั วฒุ ิ หรือต่าต๎อยด๎อยกวําวิทยฐานะของตน ทั้ง ๆที่บางทีก็กาลังวํางงานอยํูการประพฤติ อยํางนี้เรียกวําเลือกงาน หรือไมํส๎ูงานซ่ึงเป็นการถํวงตัวเองไว๎ไมํให๎ดีขึ้นได๎ ไมํให๎ ก๎าวหน๎าตํอไปได๎ จึงอยากจะเตือนบัณฑิตทุกๆ คนวําอยําทาตัวเป็นคนเลือกงาน เมื่อมีโอกาสและมีงานให๎ทาก็ควรเต็มใจทาโดยไมํจาต๎องตั้งข๎อแม๎หรือเง่ือนไขอันใด ไว๎ให๎เป็นเครื่องกีดขวาง ขอให๎คิดกันเสียใหมํวําคนท่ีทางานได๎จริง ๆนั้น ไมํวําจะจับ งานส่ิงใดยํอมทาได๎เสมอ ถ๎าย่ิงมีความเอาใจใสํมีความขยัน มีความสังเกตจดจาดี ก็ยิ่งจะชํวยให๎ประสบผลสาเร็จในงานที่ทาสูงข้ึน ทั้งน้ีเพราะประสบการณ๑ที่ได๎รับ จากการทางานแตํละครั้งแตํละวันจะคํอยๆ เพ่ิมพูนขึ้นเป็นลาดับ สํงเสริมให๎มี ความสามารถจัดเจน มีความเจริญก๎าวหน๎าสมวิทยฐานะ หรือเจริญข้ึนเกินกวําที่ คาดหวังไว๎มากมายก็ได๎ จึงกลําวได๎เต็มปากวําการทางานด๎วยความร๎ูความสามารถ ด๎วยความตั้งใจ และเอาใจใสํศึกษาน้ัน เป็นการพัฒนาบุคคลให๎มีคุณภาพสูงข้ึน โดยแท๎ และบุคคลที่มีคุณภาพอันพัฒนาแล๎วยํอมสามารถจะพัฒนางานสํวนรวม ของชาตใิ หเ๎ จริญก๎าวหนา๎ ไดด๎ ังประสงค๑. …” พระบรมราโชวาท ในพธิ พี ระราชทานปริญญาบตั ร ของวทิ ยาลยั เทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันท่ี 8 กรกฎาคม 2530 “ ...สมาชิกท้ังหลาย ไดท๎ าหน๎าท่ีเปน็ ตวั แทนของ ปวงชนชาวไทย มีสวํ น สาคัญในการปกครอง ประเทศชาติ จงึ ขอใหพ๎ จิ ารณาดาเนินงาน ดว๎ ยความละเอียด รอบคอบ และขอให๎ปฏิบตั ติ รงตามปรารถนาของประชาชนเปน็ สวํ นรวมอยาํ งแท๎จริง... ” ความตอนหน่ึง ในพระราชดารัสในพธิ ีเปิดประชุมรัฐสภา ณ พระท่นี ่ังอนันตสมาคม วันที่ 24 มถิ ุนายน 2501 กกกกกกกกก 2.1 จากพระราชดารัสดงั กลําวขา๎ งตน๎ เกษตรกรท่ีเปน็ อาชพี ทสี่ าคญั ของชาตไิ ทย ต๎องดาเนินชีวิต ประกอบอาชีพแบบพอเพียง พ่ึงตนเอง คํอยๆสร๎างความเจริญก๎าวหน๎าให๎กับตนเอง ด๎วยความรอบคอบ ระมัดระวัง ประหยัด เพ่ือปูองกันข๎อผิดพลาดล๎มเหลว สํวนอาชีพผ๎ูส่ือขําวต๎อง
194 ระมัดระวังในการเผยแพรํขําวสาร เพียงเพราะการใช๎คาพูดไมํถูกต๎อง ยํอมสํงผลตํอผู๎ต้ังใจปฏิบัติงาน มาด๎วยความลาบากได๎ และสาหรับผูแ๎ ทนราษฎร ควรปฏบิ ัตงิ านดว๎ ยความละเอียดรอบคอบ ทาให๎ตรง ตํอความต๎องการของประชาชน และเพื่อประโยชน๑สํวนรวม โดยทุกอาชีพต๎องมีจรรยาบรรณ ต๎องมี หรือมีคุณธรรม ในการประกอบอาชีพ ทุกอาชีพต๎องมีการพัฒนาอาชีพของตนเอง ควรต้ังใจศึกษา พัฒนาอาชีพ ด๎วยการต้ังใจศึกษาพัฒนาอาชพี และทางานดว๎ ยความรู๎ ความสามารถของตนเอง กกกกกกกกก 2.1 กลําวโดยสรุปหน๎าที่พลเมืองดี ควรน๎อมนาพระราชดารัสท่ีเก่ียวข๎องกับอาชีพการ งานมาปรับใช๎ ด๎วยการพัฒนาตนเองในการประกอบอาชีพการงาน ต้ังใจศึกษาหาความร๎ู ใช๎ความรู๎ ความสามารถในการประกอบอาชีพ ควบคูํกับมีคุณธรรมในอาชีพท่ีตนเองประกอบอาชีพอยูํ มีความ พอเพียง พึ่งตนเอง คํอยๆ สร๎างความเจริญก๎าวหน๎า ของอาชีพที่ตนทาอยํูด๎วยความรอบคอบ ประหยัด ปูองกันความล๎มเหลว รวมถึงการระมัดระวังคาพูด ท่ีใช๎ในการส่ือสาร ตลอดจนคานึงถึง ผลประโยชนข๑ องประชาชนสวํ นใหญํ พงึ ไดร๎ บั จากการประกอบอาชีพนนั้ ๆ กกกกกกกกก 2.4 พระราชดารสั ทเ่ี กีย่ วขอ๎ งกบั ชมุ ชน ท๎องถน่ิ และสงั คม กกกกกกกกก 2.1 พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชรชั กาลท่ี 9 ไดท๎ รงพระราชทาน พระราชดารสั ทีเ่ กยี่ วขอ๎ งกบั ชุมชน ทอ๎ งถิ่นและสงั คม ไว๎ให๎ประชาชนชาวไทยได๎น๎อมนามาใช๎ในการ พัฒนาชุมชนทอ๎ งถนิ่ และสังคม ทสี่ าคัญๆ มดี ังน้ี “ งานพฒั นาบา๎ นเมืองนั้น ต๎องอาศยั บุคคลสองประเภท คือ นกั วชิ าการ กบั ผป๎ู ฎบิ ตั ิ นักวชิ าการเป็นผ๎ูวางโครงการ เปน็ ผ๎นู าผู๎ชท้ี างเปน็ ท่ีปรึกษาของผปู๎ ฎบิ ตั ิ สํวนผ๎ปู ฎบิ ัติน้ันเป็นผ๎ลู งมือลงแรงกระทางาน งานจะได๎ผลหรอื ไมเํ พยี งไร ข้ึนอยูํกับ ความสมั พนั ธร๑ ะหวาํ งบุคคลสองฝุายน้ี ถา๎ มีความเข๎าใจและรํวมงานกัน ก็ไมมํ ีอุปสรรค ได๎ผลงานเต็มเม็ดเตม็ หนํวย แตํถ๎าไมํเขา๎ ใจกนั กเ็ กดิ อุปสรรคลาํ ชา๎ ซง่ึ มกั ปรากฎอยเํู สมอ และจาเป็นจะตอ๎ งแก๎ไข ” พระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร๑ ณ หอประชมุ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร๑ 16 กรกฎาคม 2513
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230