วจิ ยั ในชนั้ เรยี น นางสาวหฤทยั ไชยวุฒิ สาขาวชิ าคอมพิวเตอร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ลาปาง นกั ศกึ ษาฝึกประสบการณว์ ิชาชพี ครู โรงเรียนแม่ทะวทิ ยา
รายงานฉบับสมบูรณ์ การพัฒนาบทเรยี นออนไลน์ หน่วยการเรียนรู้ ทักษะดา้ นสารสนเทศและสอื่ เทคโนโลยี โดยใช้ทฤษฎคี อนสตรัคติวสิ ต์ เพ่ือพฒั นาทักษะการเรยี นรูด้ ้วยตนเอง ของนักเรยี น ระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 นางสาวหฤทัย ไชยวุฒิ การวจิ ยั และพฒั นานวัตกรรมการจดั การเรียน สาขาคอมพวิ เตอร์ คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏลำปาง ประจำปกี ารศึกษา 2564
รายงานฉบับสมบรู ณ์ การพฒั นาบทเรยี นออนไลน์ หนว่ ยการเรียนรู้ เร่ืองทักษะด้านสารสนเทศและสอื่ เทคโนโลยี โดยใชท้ ฤษฎีคอนสตรคั ติวสิ ต์ เพื่อพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง ของนกั เรยี น ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 โดย นางสาวหฤทัย ไชยวฒุ ิ รหสั นกั ศึกษา 60181550122 นกั ศกึ ษาชัน้ ปที ่ี 4 สาขาคอมพิวเตอร์ สาขาคอมพิวเตอร์ คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั ลำปาง ประจำปีการศึกษา 2564
ก กติ ติกรรมประกาศ รายงานการวิจยั ฉบับนี้ การพัฒนาบทเรียนออนไลนต์ ามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ เรื่องทักษะด้านสารสนเทศและสื่อเทคโนโลยี เพอื่ ส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ด้วย ตนเอง ของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นแม่ทะวิทยา อำเภอแม่ทะ จงั หวัดลำปาง สำเร็จลุล่วง ได้ด้วยดี ด้วยความกรุณาในการให้คำปรึกษาแนะนำและช่วยเหลือเป็นอย่างดีจาก รศ.ดร.กนิษฐ์กานต์ ปันแก้ว ตำแหน่งรองคณบดีคณะครุศาสตร์ ผศ.ชนันกาญจน์ สุวรรณเรือง ตำแหน่งอาจารย์สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ ผศ.กิตติยา ปลอดแก้ว ตำแหน่งอาจารย์สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ ผศ.สมชาย เมืองมูล ตำแหน่งประธานสาขาวิชา ผศ.มยุรีย์พิทยาเสนีย์ ตำแหน่งอาจารย์สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ ที่ให้ความ อนุเคราะห์เวลาในการปรึกษา ให้คำแนะนำ ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะ ส่งผลให้การทำงานเป็นไป อย่างราบรื่นและมีความสุข ผู้วิจัยขอกราบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ รศ.ดร. กนิษฐ์กานต์ ปันแก้ว ตำแหน่ง รองคณบดีคณะครุศาสตร์ ผู้เป็นอาจารย์สอนในรายวิชา การวิจัยและ พัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียน และ ผศ.ชนันกาญจน์ สุวรรณเรือง ตำแหน่งอาจารย์สาขาวิชา คอมพิวเตอร์ ผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษารายวิชานี้ตั้งแต่เริ่มต้นจนสำเร็จเรียบร้อย กรุณาแนะนำ แก้ไข ข้อบกพร่องและให้ความกระจ่างในเชิงวิชาการ เพื่อความถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และได้ตรวจสอบ เครื่องมือ อกี ทงั้ ให้ข้อเสนอแนะอนั เป็นประโยชน์อยา่ งยิง่ ตอ่ การศึกษาในคร้งั นี้ ขอกราบขอบพระคุณผู้อำนวยการ คณะครู และขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน แม่ทะวิทยา อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ที่ให้ความร่วมมือในการทดลองใช้เครื่องมือ ตลอดจนทำการ รวบรวมข้อมูลในการวิจยั คร้งั นีเ้ ป็นอย่างดี หฤทัย ไชยวุฒิ 2564
ข ชือ่ เร่ือง การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ หน่วยการเรยี นรู้ เรือ่ งทักษะด้านสารสนเทศและสอื่ เทคโนโลยี โดยใช้ ทฤษฎคี อนสตรคั ตวิ สิ ต์ เพ่ือพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของนกั เรียน ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 ชอื่ ผู้วจิ ยั นางสาวหฤทยั ไชยวุฒิ ปที ่พี ิมพ์ 2564 บทคดั ย่อ การศกึ ษาวจิ ัยในครงั้ นี้ มวี ตั ถุประสงคเ์ พอ่ื 1) สรา้ งและหาประสิทธภิ าพของบทเรียนออนไลน์ เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบทักษะด้านการเรียนรู้ดว้ ยตนเองและนวตั กรรม ก่อน เรยี นและหลงั เรียนของนักเรยี น ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 4 ทเี่ รียนด้วยบทเรยี นออนไลน์ เร่ือง การใช้เทคโนโลยี สารสนเทศอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวนนักเรียน 21 คน โดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับฉลากจากห้องเรียนทั้งหมด เครื่องมือ ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง ปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน จำนวน 3 แผน 2) บทเรียนออนไลน์เรื่อง การใช้เทคโนโลยี สารสนเทศอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหนา้ ทีข่ องตน 3) แบบประเมนิ ทกั ษะด้านการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ เรื่องทักษะด้านสารสนเทศและ ส่ือเทคโนโลยี ของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ท่มี ตี อ่ บทเรียน พบว่า 1 สือ่ บทเรยี นออนไลน์ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวสิ ต์ เรอื่ งการการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอย่าง ปลอดภยั เข้าใจสทิ ธิและหนา้ ที่ของตน ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 มคี ณุ ภาพเท่ากับ 4.66 อยใู่ นระดับมากทสี่ ุด และมปี ระสิทธภิ าพเท่ากบั 82.25/80.16 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ท่กี ำหนด 2 ทักษะการเรยี นรู้ดว้ ยตนเองหลงั เรยี นของนักเรียน ทเ่ี รียนดว้ ยส่ือบทเรียนออนไลนต์ ามแนว ทฤษฎีคอนสตรัคตวิ สิ ต์ สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติท่ีระดบั .05 3 ความพงึ พอใจของนักเรียนทมี่ ีต่อการเรยี นรู้ดว้ ยสอ่ื บทเรียนออนไลน์ตามแนวทฤษฎคี อนสตรัคติ เร่ือง การใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย เขา้ ใจสิทธิและหน้าทขี่ องตน โดยภาพรวมมคี า่ เฉล่ียเท่ากบั 4.54 อย่ใู นระดับมากท่สี ุด
สารบญั ค กิตติกรรมประกาศ หน้า บทคัดย่อ ก สารบญั ข สารบญั ตาราง ค สารบญั ภาพ จ 1 บทนำ ซ 1 ความสำคัญและท่มี าของปัญหา 1 คำถามของการวจิ ัย 4 วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย 4 สมมตฐิ านการวิจยั 4 ขอบเขตของการวจิ ยั 5 นยิ ามเชงิ ปฏบิ ตั ิการ 6 ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะไดร้ บั จากวจิ ัย 8 กรอบแนวความคิดของวจิ ัย 9 2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี ก่ียวขอ้ ง 10 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน 11 เอกสารทเ่ี กี่ยวข้องกับบทเรยี นออนไลน์ 19 เอกสารที่เกี่ยวข้องกบั ทฤษฎีการเรยี นรกู้ ลุ่มคอนสตรัคตวิ สิ ต์ 20 เอกสารที่เก่ยี วข้องกับทกั ษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง 28 เอกสารที่เกีย่ วข้องกับความพึงพอใจ 30 เอกสารทีเ่ ก่ยี วข้องกับทฤษฎีการออกแบบ ADDIE Model 32 งานวจิ ยั ที่เกย่ี วข้อง 34 3 วิธดี ำเนนิ การวิจยั 41 แบบแผนทีใ่ ช้ในการวิจยั 41 ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง 42 ระเบยี บวธิ วี จิ ัย 42 การเก็บรวบรวมข้อมลู ในการวจิ ยั 51 การวเิ คราะหข์ อ้ มูล 52
สารบัญ (ต่อ) ง สถติ ิทใ่ี ช้ในการวิจยั 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู 53 สัญลกั ษณ์ในการวิเคราะหข์ ้อมูล 57 ผลการหาประสิทธภิ าพของบทเรยี นออนไลน์ 57 ผลการเปรยี บเทียบทักษะการเรียนร้ดู ว้ ยตนเองก่อนเรียนและหลงั เรยี น 58 ผลการศกึ ษาความพึงพอใจของนักเรยี น 63 5 สรปุ ผลการวจิ ยั อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 67 สรปุ ผลการศกึ ษา 69 อภิปรายผลการศึกษา 70 ข้อเสนอแนะ 70 บรรณานุกรม 73 ภาคผนวก 74 ภาคผนวก ก 75 ภาคผนวก ข 76 ภาคผนวก ค 79 ภาคผนวก ง 122 ประวัติย่อผู้วิจยั 141 183
จ สารบัญตาราง ตารางท่ี หน้า ตารางที่ 1 ตัวชี้วดั และสาระการเรียนรู้แกนกลางดา้ นเทคโนโลยี 17 41 สำหรับนกั เรยี นระดับช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4 ตารางท่ี 2 แสดงแบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest – Posttest Design 58 ตารางที่ 3 แสดงผลการประเมิณคณุ ภาพของของบทเรียนออนไลน์ เรื่อง การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภยั เขา้ ใจสทิ ธิและหนา้ ทขี่ องตน สำหรบั ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 4 โดยผูเ้ ชย่ี วชาญ ตารางท่ี 4 แสดงผลการหาประสทิ ธิภาพของบทเรียนออนไลน์ 60 หน่วยการเรียนรูท้ ี่ 4 เรอื่ ง ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย 61 เขา้ ใจสิทธแิ ละหนา้ ท่ีของตน ตามเกณฑ์ 80/80 จากการนำไปทดลองใช้ กบั นกั เรยี นโรงเรยี นอนบุ าลลำปาง(เขลางคร์ ัตน์อนสุ รณ)์ ช้ันประถมศกึ ษา 62 ปีท่ี 4 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563 จำนวน 3 คน (แบบหนึง่ ตอ่ หนง่ึ ) 63 ตารางท่ี 5 แสดงผลการวเิ คราะห์ผลต่างๆของคะแนนผลทกั ษะการเรยี นรู้ ดว้ ยตนเองก่อนเรียนและหลังเรยี นด้วยบทเรยี นออนไลน์ หนว่ ยการเรยี นรู้ ที่ 4 เร่ือง ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ งปลอดภัย เขา้ ใจสทิ ธิและหนา้ ที่ ของตน ตามเกณฑ์ 80/80 จากการนำไปทดลองใช้กับนักเรียนโรงเรียนอนุบาล ลำปาง(เขลางค์รัตนอ์ นุสรณ์) ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 4 ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563 จำนวน 15 คน (แบบกลมุ่ เล็ก) ตารางท่ี 6 แสดงผลการวิเคราะหผ์ ลตา่ งๆของคะแนนผลทักษะการเรียนรู้ ดว้ ยตนเองกอ่ นเรยี นและหลังเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ หนว่ ยการเรียนรู้ ท่ี 4 เรอื่ ง ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย เขา้ ใจสทิ ธแิ ละหนา้ ท่ี ของตน ตามเกณฑ์ 80/80 จากการนำไปทดลองใช้กับนักเรียนโรงเรียนอนุบาล ลำปาง(เขลางค์รัตน์อนสุ รณ)์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 30 คน (แบบภาคสนาม) ตารางที่ 7 ผลการเปรียบเทียบทักษะการเรียนร้ดู ้วยตนเอง ก่อนเรยี น และหลงั เรียนของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษา ปีท่ี 4/3 ที่เรียน ด้วยบทเรียนออนไลน์ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติ เรื่องการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศอยา่ งปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหน้าท่ีของตน จำนวน 39 คน
ฉ สารบญั ตาราง(ต่อ) หน้า ตารางที่ 66 ตารางที่ 8 ผลการวิเคราะห์ค่า t คำนวณและ t วิกฤตของ t (ตาราง) คะแนนทักษะการ 67 123 เรยี นรูด้ ้วยตนเอง ก่อนเรียนและหลังเรยี นของนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษา ปีที่ 4/3 ทเ่ี รยี นดว้ ยบทเรียนออนไลนต์ ามแนวทฤษฎคี อนสตรคั ติวิสต์ 125 เร่อื งการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย เข้าใจสิทธิและหนา้ ที่ ของตน ตารางที่ 9 แสดงผลการศึกษาความพงึ พอใจของนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 4 ทเี่ รียนดว้ ยบทเรยี นออนไลน์ เรื่องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างปลอดภยั เขา้ ใจสิทธิและหนา้ ทข่ี องตน ตารางที่ 10 แสดงผลการประเมินความเหมาะสมสอดคลอ้ ง ในองค์ประกอบต่างๆ ของแผนการจัดการเรยี นรู้ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 4 เร่ือง ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ งปลอดภยั เขา้ ใจสิทธิและหน้าที่ของตน สำหรบั นกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 โดยผู้เช่ยี วชาญ ตารางที่ 11 แสดงผลการประเมนิ คุณภาพขของบทเรยี นออนไลน์ หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 4 เร่ือง ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ งปลอดภยั เข้าใจสทิ ธแิ ละหน้าท่ขี องตนสำหรับนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 โดยผู้เช่ยี วชาญ ตารางที่ 12 แสดงผลการประเมินความสอดคลอ้ งของแบบทดสอบ 127 วัดผลสัมฤทธิ์ของบทเรยี ออนไลน์ หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 4 เรอ่ื ง ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภยั 129 เข้าใจสิทธแิ ละหนา้ ท่ขี องตน สำหรับนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 โดยใช้ดชั นคี วามสอดคลอ้ ง (IOC) โดยผ้เู ช่ยี วชาญ ตารางที่ 13 แสดงผลการประเมินความเหมาะสมสอดดคล้อง แบบประเมินทกั ษะการใชง้ าน ของบทเรียนออนไลน์ หน่วยการเรยี นรู้ที่ 4 เรื่อง ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ งปลอดภัย เขา้ ใจสิทธแิ ละหน้าท่ขี องตน สำหรบั นักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 4 โดยผ้เู ชย่ี วชาญ
ช สารบัญตาราง(ต่อ) หนา้ ตารางที่ ตารางที่ 14 แสดงผลการหาประสิทธภิ าพของบทเรียนออนไลน์ 131 ตามเกณฑ์ 80/80 จากการนำไปทดลองใชก้ บั นกั เรยี น 132 โรงเรยี นอนุบาลลำปาง(เขลางคร์ ตั น์อนุสรณ์) ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 จำนวน 3 คน (แบบหนงึ่ ต่อหนึ่ง) 133 ตารางที่ 15 แสดงผลการหาประสทิ ธภิ าพของบทเรียนออนไลน์ 134 หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 4 เรื่องการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งปลอดภัย 145 เข้าใจสทิ ธแิ ละหน้าทข่ี องตน ตามเกณฑ์ 80/80 จากการนำไปทดลองใช้ 137 กบั นักเรียนโรงเรียนอนุบาลลำปาง(เขลางคร์ ัตน์อนสุ รณ์) ชั้นประถมศึกษา 139 ปีท่ี 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 15 คน (แบบกลุ่มเล็ก) ตารางท่ี 16 แสดงผลการหาประสิทธภิ าพของบทเรียนออนไลน์ หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่ 4 เร่ือง ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภยั เขา้ ใจสทิ ธิและหนา้ ทข่ี องตน ตามเกณฑ์ 80/80 จากการนำไปทดลองใช้ กับนกั เรยี นโรงเรียนอนบุ าลลำปาง(เขลางค์รัตนอ์ นสุ รณ)์ ชั้นประถมศกึ ษา ปีท่ี 4 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563 จำนวน 30 คน (แบบภาคสนาม) ตารางที่ 17 ผลการวเิ คราะหแ์ บบประเมนิ ทกั ษะการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง ของนกั เรียนกอ่ นเรียน ตารางท่ี 18 ผลการวเิ คราะหแ์ บบประเมินทักษะการเรยี นร้ดู ้วยตนเอง ของนักเรียนก่อนเรยี น ตารางท่ี 19 ผลการเปรียบเทียบทกั ษะการเรียนรูด้ ้วยตนเองก่อนเรียนและหลงั เรียน ตารางท่ี 20 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 ท่เี รียนด้วยบทเรียนออนไลน์ เร่อื ง ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภยั เข้าใจสทิ ธิและหนา้ ที่ของตน จำนวน 39 คน
สารบญั ภาพ ซ ภาพท่ี หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวความคิดของวจิ ยั 9
1 บทท่ี 1 บทนำ ความสำคัญและทมี่ าของปัญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตามมาตรา 66 กล่าวว่า ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้ เพื่อให้มีความรู้ และทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพ่ือ การศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา แห่งชาติ, 2545,)โดยเน้นในเรื่องของทักษะการใช้เทคโนโลยีในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้อง กับ หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะ พน้ื ฐาน รวมท้ัง เจตคติ ท่จี ำเปน็ ตอ่ การศกึ ษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตาม ศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2551) การจัดการศึกษาต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียนทุกคนเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตเรียนรู้ได้ทกุ เวลา ทุกสถานท่ี และเรียนรู้ได้จากสื่อ และแหล่งการเรียนรู้ทุกประเภท โดยเน้นสื่อที่นักเรียนใช้ศึกษา คน้ คว้าหาความรดู้ ว้ ยตนเอง ลักษณะส่ือการเรียนร้ทู จ่ี ะนำมาใชใ้ นการจดั การเรยี นรู้ในปัจจุบันมีการเช่อื มโยง กับระบบการสื่อสารที่เรียกว่า ICT ซึ่งผู้ใช้งานจะมีการเข้าถึงข้อมูลจากที่ใดก็ได้ในโลก เช่น เครือข่าย อนิ เทอรเ์ น็ตที่เปน็ แหล่งรวมความรู้ในรูปแบบของเอกสารไฮเปอร์เท็กซ์ บนเครือขา่ ย WWW (World Wide Web) ทำให้เกิดห้องเสมือน (Virtual library) ขนาดใหญ่ของโลก นอกจากนี้แล้วเครือข่ายอินเทอร์เน็ตยัง เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการสื่อสารที่สะดวก รวดเร็ว กับบุคคลได้ทั่วโลก เครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงกลายเป็น เครื่องมือที่สำคัญในการเรียนการสอนแบบออนไลน์ (Online learning) ซึ่งเป็นรูปแบบของการเรียนการ สอนในรายวิชาหรือตลอดหลักสูตรและแนวโน้มการนำเทคโนโลยีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาเป็นเครื่องมือใน การจดั การเรียนการสอนแบบออนไลน์ เพิ่มในอัตราท่ีรวดเร็ว (อาณตั ิ รตั นถิรกลุ ,2553)
2 การเรียนการสอนแบบออนไลน์ ถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อพัฒนา ระบบการศึกษา เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีใหม่ ๆ กับการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์ เพ่ือ เพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน และแก้ปัญหาในเรื่องข้อจำกัดทางด้านสถานที่และ เวลาในการเรียนหรือท่ีเรียกว่า e-Learning เป็นสือ่ การเรยี นการสอนทมี่ รี ูปแบบการเรียนทห่ี ลากหลาย โดย ผสมผสานสื่อที่เป็นตัวอักษร เสียง ภาพเคลื่อนไหว และภาพนิ่งเข้าด้วยกัน ช่วยสร้างแรงจูงใจในการเรียน (ทัศนัย กีรติรัตนะ, 2551) นอกจากนี้มีการออกแบบกิจกรรมที่สามารถปฏิสัมพันธ์ได้ระหว่างผู้เรียนกับ คอมพิวเตอร์เป็นการเสริมแรงผู้เรียน (กิดานันท์มลิทอง,2548)รวมทั้งมีแบบฝึกหัด กิจกรรมและการ ประเมินผลด้วยแบบทดสอบ ผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครูและเพื่อนร่วมชั้นทางกระดาน สนทนาเพื่อซักถามปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการเรียน สอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ของ Skinner ที่กล่าว ว่าการจดั การเรยี นการสอนตอ้ งเนน้ การนำเสนอส่งิ เร้า มกี ารจดั กจิ กรรมอยา่ งต่อเนื่อง มกี ารเสรมิ แรงหรือให้ รางวัล เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจและอยากเรียนรู้(Skinner, 1974; อ้างถึงใน วัชรพลวิบูลยศริน, 2556,) บทเรียนออนไลนเ์ ป็นส่ือรายบุคคลที่ผูเ้ รียนสามารถจัดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองตามความสนใจ และ ความถนัดของแต่ละบุคคล (รัตนะ บัวสนธ์, 2552) มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีโอกาสอ่าน และทำความเข้าใจเน้ือหา ตามความสามารถของตนเอง สามารถทบทวนเนือ้ หาตามความต้องการ หรอื จนกว่าจะเขา้ ใจ (ถนอมพร เลา จรัสแสง, 2545,) เมื่อผู้เรียนได้เข้าถึงสื่อการเรียนได้มากที่สุด จะทำให้ผู้เรียนเกิดการจัดลำดับเนื้อหาอย่าง เป็นระบบ ชว่ ยใหผ้ ูเ้ รียนเกิดการจดจำเน้ือหานน้ั ไดด้ ยี ่งิ ขน้ึ (จินตวรี ์ คล้ายสังข,์ 2555) การเรียนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นรายวิชาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูลและ เครือข่ายคอมพิวเตอร์จะถูกนำไปออกข้อสอบการทดสอบทางการศึกษาระดบั ชาติขั้นพื้นฐาน(O - Net) ทุก ปี แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเกณฑ์จะเห็นได้จากผลการทดสอบทาง การศึกษาระดบั ชาติขั้นพน้ื ฐานของกลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยี ตามมาตรฐาน ง 3.1 ซงึ่ เป็นมาตรฐาน ของรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่ามีคะแนนเฉลี่ย 30.65 (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ, 2556,) ซึ่งเนื้อหาในรายวิชานี้ส่วนใหญ่การจัดการเรียนการสอนแบบบรรยายตามหนังสือ ไม่มีสิ่งเร้าใจให้ เกดิ การเรยี นรู้ เน้นการทอ่ งจำมากกวา่ ให้ผู้เรียนคดิ วิเคราะห์ แก้ปญั หา และแสวงหาความรู้ดว้ ยตนเอง เป็น ผลให้ประสบปัญหาในการจัดการเรียนการสอนหลายประการ ได้แก่ ความแตกต่างระหว่างบุคคล นักเรียน แต่ละคนมีการรับรู้ไม่เท่ากัน นักเรียนบางคนสามารถเข้าใจเรื่องในบทเรียนได้อย่างรวดเร็ว แต่บางคน ต้องการทบทวนเนอ้ื หาในบทเรียนซ้ำหลายคร้งั นกั เรียนไม่สนใจเรียน และเกดิ ความเบือ่ หนา่ ย เนื่องจากบาง บทเรียนมีเนื้อหายาก (ปัญญาศิริโรจน์, 2557, ออนไลน์) ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์
3 ระดับประเทศ อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ดังนั้นจากปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้วิจัยจึงได้หาแนวทางพัฒนาบทเรียน ออนไลน์เพื่อช่วยลดปัญหาการเรียนตามเพื่อนไม่ทัน หรือไม่เข้าใจเนื้อหาบทเรียน และแก้ไขปัญหา ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรียนในรายวชิ าเทคโนโลยสี ารสนเทศ การพัฒนาบทเรียนออนไลน์เข้ามามีส่วนช่วยในการจัดการเรียนการสอน ผู้เรียนสามารถเข้าถึง บทเรียนได้ตามความตอ้ งการ โดยไม่จำกัดเวลา และสถานท่ี บทเรียนประกอบด้วยส่ือหลายประเภท และมี ปฏิสมั พันธ์โตต้ อบระหว่างสอื่ กบั ผู้เรยี น ทำให้ผ้เู รียนเกิดความสนกุ ที่จะเรยี นรู้สามารถพฒั นาการเรียนรู้ และ ผลการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องได้ด้วยตนเอง มีผลงานวิจัยที่สนับสนุนหลายเรื่องดังน้ี ผ่องพรรณ จันทร์ฤาชัย (2551) ทำวิจัยเรื่อง “การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์บนเครอื ข่าย กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยี เรื่องการค้นหาขอ้ มูลและติดต่อสื่อสารผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มัธยมศึกษาปีท่ี 1” พบว่าการ นำบทเรียนคอมพิวเตอร์บนเครือข่ายมาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนตาม ความสามารถและความถนัดของตนเอง โดยคำนงึ ถงึ ความแตกตา่ งระหว่างบุคคล สอดคล้องกบั งานวิจัยของ วิสทุ ธิพงษ์ ยอดเสาดี (2553) ทำวจิ ยั เรือ่ ง “การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยเี รอ่ื งเทคโนโลยสี ารสนเทศและคอมพิวเตอร์ สำหรบั นักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1” พบว่าการ เรียนการสอนในชวั่ โมงที่มเี วลาจำกัด ส่งผลต่อความเข้าใจในเน้อื หา ประกอบกบั การเรยี นการสอนทีเ่ น้นการ บรรยายเนื้อหาตามหนังสือ ไม่มีสิ่งเร้าให้เกิดการเรียนรู้ มุ่งเน้นการท่องจำมากกว่าการให้ผู้เรียนได้รู้จักคิด วิเคราะห์ ดังนั้นการผลิตสื่อการเรียนการสอนช่วยลดช่องว่างความแตกต่างระหว่างบุคคลและยังเป็นผู้ช่วย ครูในการเรียนการสอน ซึ่งเป็นสิ่งสำคญั ทีจ่ ะช่วยในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และเกิด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี และงานวิจัยของเมตตาคงคากูล (2554) ทำวิจัยเรื่อง “การพัฒนาบทเรียน ออนไลน์ เรื่องระบบคอมพิวเตอร์” พบว่าประสิทธิภาพของบทเรียนอยู่ที่ 80.00/83.67 ทำให้นักเรียนท่ี ได้รับการสอนด้วยบทเรียนออนไลน์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิตทิ ีร่ ะดบั .01 จากปัญหาการจัดการเรียนการสอน และงานวิจัยที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยเห็นว่าบทเรียนออนไลน์ ช่วยกอ่ ใหเ้ กิดการเรียนรู้ ชว่ ยสง่ เสริมใหก้ ารเรียนการสอนมปี ระสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกท้ังผู้เรียนยังสามารถ เรียนรู้ไดอ้ ย่างอิสระ ไม่จำกัดเวลา และสถานที่ ผู้เรียนสามารถย้อนทบทวนบทเรียนไดห้ ลายๆ รอบ จนกวา่ ผ้เู รียนจะเขา้ ใจเนือ้ หาของบทเรยี น ด้วยเหตุน้ีผวู้ จิ ัยจึงเห็นความสำคญั ของการพัฒนาบทเรยี นออนไลน์ เรื่อง การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสว่างอารมณ์
4 วทิ ยาคม เพ่อื เพิ่มประสทิ ธภิ าพและเป็นแนวทางในการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ โดยใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ และการสอ่ื สารเป็นสอ่ื กลางในการจัดการเรียนการสอนต่อไป คำถามของการวจิ ัย 1. ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ รายวิชาคอมพวิ เตอร์ หนว่ ยการเรียนรู้เร่ืองทกั ษะด้าน สารสนเทศและส่ือเทคโนโลยี ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 1 เปน็ ไปตามเกณฑท์ ่ีกำหนดหรอื ไม่ 2. การเรียนรู้ดว้ ยตนเองของนักเรยี นหลงั เรยี น ดว้ ยบทเรยี นออนไลน์ รายวิชาคอมพวิ เตอรห์ น่วย การเรียนรู้เรือ่ งทกั ษะดา้ นสารสนเทศและสื่อเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 สูงกว่าหลงั เรียนหรือไม่ 3. นกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4 ทีเ่ รยี นด้วยบทเรียนออนไลน์ รายวชิ าคอมพวิ เตอร์ หน่วยการ เรยี นรู้เรอ่ื งทักษะด้านสารสนเทศและส่ือเทคโนโลยี มีความพอใจอย่ใู นระดับใด วัตถปุ ระสงค์วจิ ัย 1. เพ่อื สร้างและหาประสิทธภิ าพของบทเรียนออนไลน์ รายวิชาคอมพิวเตอร์ หนว่ ยการเรียนรู้เร่อื ง ทักษะด้านสารสนเทศและส่ือเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 1 ใหม้ ีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2. เพ่อื วัดทักษะการเรียนรดู้ ้วยตนเองของนักเรยี นทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรยี นด้วย บทเรียนออนไลน์ รายวิชาคอมพวิ เตอร์ หน่วยการเรียนรู้เรื่องทักษะด้านสารสนเทศและส่ือเทคโนโลยี ช้ัน มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 3. เพอ่ื ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4 ที่เรียนดว้ ยบทเรียนออนไลน์ รายวิชาคอมพิวเตอร์ หน่วยการเรียนรู้เรื่องทักษะด้านสารสนเทศและส่ือเทคโนโลยี สมมติฐาน 1.บทเรียนออนไลน์ รายวิชาคอมพิวเตอร์ หน่วยการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้เรื่องทักษะด้าน สารสนเทศและสื่อเทคโนโลยี ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 1 มีประสทิ ธภิ าพไปตามเกณฑ์ 80/80 2.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ มีทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองหลัง เรยี นสงู กว่ากอ่ นเรยี น 3.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ มีความพึงพอใจต่อบทเรียนออนไลน์ อยใู่ นระดบั มาก
5 ขอบเขตการวิจยั 1. กลมุ่ ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง 1.1 ประชากรท่ใี ชใ้ นการศึกษาครั้งนคี้ อื นกั เรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 ทีน่ ักเรยี นในภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 ศูนย์การเรยี นรู้โรงเรียนแมท่ ะวิทยา จำนวนท้งั หมด 41 คน 1.2 กลมุ่ ตัวอย่างทีใ่ ชใ้ นการศกึ ษาครั้งน้ี คอื นกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1/1 ทน่ี ักเรียนในภาค เรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 ศูนยก์ ารเรียนรู้โรงเรียนแม่ทะวทิ ยา จำนวน 21 คน ชาย 10 คน หญงิ 11 คน 2. ขอบเขตเน้ือหา เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาเป็นเนื้อหาในรายวิชาคอมพิวเตอร์ หน่วยการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ทักษะด้านสารสนเทศและสื่อเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งในบทเรียนจำนวน 3 เรื่อง ประกอบด้วย 1 เทคโนโลยีในชีวติ ประจำวัน 2 ระบบทางเทคโนโลยี 3 การจดั การข้อมลู และสารสนเทศ 3. ขอบเขตตวั แปร 3.1 ตัวแปรอิสระ คือ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยบทเรียนออนไลน์ วิชาคอมพิวเตอร์ หน่วยการเรยี นรู้หน่วยการเรียนรเู้ รือ่ งทักษะดา้ นสารสนเทศและสื่อเทคโนโลยี 3.2 ตวั แปรตาม 1.ทักษะการเรยี นรู้ 2.ความพงึ พอใจ
6 4. ขอบเขตด้านเวลา เวลาทใี่ ชใ้ นการดำเนนิ การศึกษา การนำบทเรยี นออนไลน์ไปทดลองหน่วยการเรียนรหู้ น่วยการ เรียนรเู้ รอ่ื งทักษะด้านสารสนเทศและส่ือเทคโนโลยี ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ของนักเรียนในภาคเรยี นท่ี 2 ปี การศกึ ษา 2564 โดยใชเ้ วลาในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 1 ภาคเรียน นิยามเชิงปฏิบตั ิทจ่ี ะใชใ้ นโครงรา่ งการวิจัย บทเรยี นออนไลน์ หมายถงึ การเรยี นการสอนผ่านบทเรยี นออนไลน์เปน็ การจัดสภาพการเรยี นการ สอนทีไ่ ดร้ ับการออกแบบอย่างมรี ะบบโดยอาศยั คณุ สมบตั ิและทรัพยากรของเวลิ ดไ์ วด์เวบ็ มาเปน็ สื่อกลางใน การถา่ ยทอดเพือ่ ส่งเสรมิ สนับสนุนการเรยี นการสอนใหม้ ีประสิทธภิ าพ โดยอาจจัดเป็นการเรียนการสอนทั้ง กระบวนการ หรือนำมาใชเ้ พพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการท้ังหมดและช่วยขจัดปัญหาอปุ สรรคของการ เรยี นการสอนทางดา้ นสถานท่ีและเวลา ทักษะการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง หมายถึง กระบวนการเรยี นรู้ทผ่ี ูเ้ รยี นริเร่มิ การเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองรจู้ กั แสวงหาทรพั ยากรของการเรียนรู้ เลือกวธิ กี ารเรยี นรู้ จนถึงประเมินความกา้ วหนา้ ของการเรยี นรู้ของตนเอง โดยจะดำเนินการดว้ ยตนเองหรือร่วมมือช่วยเหลอื กบั ผู้อนื่ หรือไม่กไ็ ด้ มกี ระบวนการ ดังตอ่ ไปนี้ 1. การประเมนิ ความต้องการของตนเอง หมายถึง กระบวนการที่ก่อให้เกดิ ขอ้ มูลสารสนเทศเพ่ือกำหนดความแตกตา่ งของสภาพที่ เกิดขึ้นจริงกบั สภาพที่ควรจะเปน็ โดยระบุสง่ิ ที่ตอ้ งการใหเ้ กิดว่ามลี กั ษณะใดและสิ่งที่เกิดขน้ึ จริงเป็นอย่างไร เพอ่ื นำไปสกู่ ารประมวลสังเคราะห์และประเมินวา่ ส่งิ ทเ่ี กิดข้ึนจริงควรเปล่ียนแปลงอะไรบ้าง การประเมิน ความตอ้ งการของตนเองเป็นการนำไปสู่ การเปลย่ี นแปลงในทางบวกและสรา้ งสรรค์ 2. การกำหนดจดุ มงุ่ หมายการเรียนนรูด้ ้วยตนเอง หมายถงึ การกำหนดจดุ หมายการเรยี นรู้ ผเู้ รียนต้องระบุจดุ หมายการเรยี นรู้ด้วยการระบุ ความรู้และการปฏบิ ตั ิ โดยการระบคุ วามรู้ในรูปของสารสนเทศและระบุทักษะ การปฏิบัติ หรอื กระบวนการ จดุ หมายการเรยี นรู้ไม่ได้ถกู จำกดั ด้วยจำนวนของบทเรยี น ปรมิ าณเนอ้ื หาสาระหรือความรู้สูงสดุ แต่หมายถงึ ความคาดหวังท่ีจะเรยี นรู้ต่อสงิ่ ใดสงิ่ หนึง่ และเจตนาทจี่ ะให้ผเู้ รียนแสดงถงึ ส่ิงที่ได้เรยี นรู้ 3. การวางแผนการเรยี นรู้ หมายถึง แผนการหรือโครงการ ท่ีจัดทำเป็นลายลกั ษณ์อกั ษรเพ่ือใช้ในการปฏบิ ัติการสอนใน
7 รายวชิ าใดวชิ าหน่ึง เปน็ การระดมสรรพวธิ ีทีจ่ ะทำให้ผเู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ และเปน็ เครือ่ งมือที่จะช่วยใหค้ รูพฒั นาการจดั การเรียนการสอนไปสจู่ ุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ตลอดจนพฒั นาผเู้ รยี นให้ เต็มตามศกั ยภาพของตนเอง 4. การดำเนนิ การตามแผนการเรียนรู้ หมายถงึ การดำเนินการทุกอยา่ งเพื่อให้นโยบาย บรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ท่กี ำหนดไวก้ ารนำแผน ไปสกู่ ารปฏบิ ตั เิ ป็นการนำโครงการ/กิจกรรม ที่ไดก้ ำหนดไว้ในแผน ไปดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมาย โดย ตอ้ งกำหนดองคก์ รหรือบคุ คลทร่ี ับผดิ ชอบ และวิธกี ารดำเนินการชัดเจน ทฤษฎคี อนสตรัคติวสิ ต์ หมายถึงเปน็ ทฤษฎีทว่ี า่ ด้วยการสร้างความรู้ ได้มกี ารเปล่ียนจากเดมิ ที่เน้น การศกึ ษาปัจจยั ภายนอกมาเป็น สง่ิ เรา้ ภายใน ซึง่ ไดแ้ ก่ ความรคู้ วามเข้าใจ หรอื กระบวนการรู้คิด กระบวนการคดิ ทช่ี ่วยส่งเสริมการเรียนรู้ จากผลการศึกษาพบว่า ปจั จยั ภายในมสี ่วนช่วยทำให้เกดิ การเรยี นรู้ อยา่ งมีความหมาย และความรู้เดิมมีสว่ นเกย่ี วข้องและเสริมสร้างความเขา้ ใจของผู้เรียน แนวคิดของทฤษฎี คอนสตรัคติวสิ ซมึ หรือ เรียกช่ือแตกตา่ งกันไป ได้แก่ สรา้ งสรรความรนู้ ยิ ม หรือสรรสรา้ งความรู้นยิ ม หรอื การสร้างความรู้ ประสิทธิภาพของบทเรยี นออนไลน์ หมายถงึ การนำบทเรียนออนไลน์ไปทดลองใช้ตามขน้ั ตอนท่ี กำหนดไว้ เพ่ือนำขอ้ มูลมาปรับปรุงและทดลองจรงิ ซึ่งมผี ลต่อกระบวนการเรยี นรแู้ ละผลสัมฤทธิท์ างการ เรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 4 จากการเรยี นดว้ ยบทเรยี นออนไลน์ หน่วยการเรียนรู้หนว่ ยการ เรยี นรใู้ ช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภยั เขา้ ใจสิทธแิ ละหนา้ ทขี่ องตน เพอ่ื พัฒนาทักษะทารการเรียนรู้ ด้วยตนเองของนักเรยี น ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ตามเกณฑ์ 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง ค่าร้อยละของคะแนนที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้จากการทำ แบบฝึกหดั ระหวา่ งเรียนดว้ ยบทเรยี นออนไลน์ จำนวน 4 ใบงาน ใบงานละ 10 คะแนน รวมเป็น 40 คะแนน โดยตอ้ งได้คะแนนเฉล่ียต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 80 ตัวหลัง หมายถึง ค่าร้อยละของคะแนนที่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้จากการทำ แบบทดสอบดว้ ยบทเรียนออนไลน์ โดยต้องได้คะแนนเฉลี่ยตอ้ งไม่น้อยกว่าร้อยละ 80
8 ความพึงพอใจ หมายถึง ความร้สู กึ ทางบวกของนกั เรยี นท่ีมตี อ่ การเรยี นโดยใช้เวบ็ เพื่อการศึกษา ผา่ นเว็บไซต์หน่วยการเรยี นรู้ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภัย เขา้ ใจสทิ ธิและหนา้ ท่ีของตน ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 4 ซึ่งมลี กั ษณะเป็นมาตราสว่ นประมาณค่า 5ระดบั โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังน้ี 5 คือ มากทส่ี ดุ 5 และ 1 คือน้อยท่ีสดุ ประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะไดร้ ับ 1.ได้บทเรยี นออนไลน์ วิชาคอมพวิ เตอร์ หนว่ ยการเรยี นรหู้ นว่ ยการเรยี นร้เู ร่อื งทักษะดา้ น สารสนเทศและส่ือเทคโนโลยี ที่มีประสทิ ธิภาพ 2.เป็นแนวทางในการพัฒนาทักษะการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเองและพฒั นาบทเรยี นออนไลน์ หน่วยการ เรยี นรหู้ น่วยการเรียนรูเ้ รื่องทักษะด้านสารสนเทศและสอื่ เทคโนโลยี ให้สงู ขนึ้ 3.เพอ่ื เปน็ แนวทางในการพัฒนาบทเรียนออนไลนใ์ นรายวิชาอน่ื ต่อไป
กรอบแนวคดิ ของวิจัย 9 ปัจจยั ท่เี ก่ียวข้อง กระบวนการศกึ ษา 1.หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1.ศึกษาหลักสตู รแกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ 2560) วทิ ยาศาสตร์ พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรงุ 2560) 2.เอกสารท่ีเกย่ี วขอ้ งบทเรยี นออนไลนส์ อ่ื การเรียน 2.ศึกษาการเขยี นโครงสรา้ งรายวิชา หนว่ ยการเรยี นรู้ การสอน และแผนการจดั การเรยี นรู้ 3.เอกสารทเี่ ก่ียวข้องกับแนวคดิ ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ 3.ศกึ ษาวิธกี ารสรา้ งส่อื บทเรยี นออนไลน์ คอนสตรัคตวิ ิสต์ 4.ศึกษาเอกสารท่ีเกย่ี วข้องกับการสร้างแบบประเมิน 4.ทฤษฎกี ารออกแบบ ADDIE MODEL ทกั ษะ 5.ความพึงพอใจ 5.ออกแบบพัฒนาส่อื บทเรยี นออนไลน์ แบบประเมิน 6.ทกั ษะการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง ทักษะ 6.ปรบั ปรงุ สือ่ บทเรียนออนไลน์ แบบประเมนิ ทักษะ กลุ่มตวั อยา่ ง 7.หาประสทิ ธิภาพสื่อบทเรยี นออนไลน์ แบบฝกึ หัด และแบบประเมินทกั ษะ กลมุ่ ตัวอยา่ งทใ่ี ช้ในการศกึ ษาครง้ั น้ีคือ 8.นำสื่อบทเรยี นออนไลนไ์ ปทดลองใช้ นักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนแมท่ ะวิทยา บทเรยี นออนไลน์ หนว่ ยการเรียนรหู้ น่วยการ จำนวน 21 คน เรยี นรเู้ รอื่ งทักษะด้านสารสนเทศและสอ่ื เทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 ที่มปี ระสิทธิภาพ ผลการศกึ ษา ทักษะการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง ความพึงพอใจ ภาพท่ี 1 กรอบแนวความคดิ ของวจิ ยั
10 บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจยั ที่เกย่ี วข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วย บทเรียนออนไลน์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ หน่วยการศึกษาเรียนรู้ท่ี 1 เรื่องทักษะด้านสารสนเทศ และสื่อเทคโนโลยี ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง เพื่อเป็นฐาน สำหรับการดำเนินการวจิ ยั ดงั น้ี 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์พุทธศักราช 2551 ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. 2560 1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551(ฉบบั ปรับปรงุ 2560) 1.2 หลกั สตู รแกนกลาง กลมุ่ สาระวิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) 1.3 สาระมาตรฐานการเรยี นรู้ 2. เอกสารที่เก่ียวขอ้ งกับบทเรียนออนไลน์ 2.1 ความหมายของบทเรียนออนไลน์ 2.2 ประเภทของบทเรยี นออนไลน์ 2.3 ลกั ษณะสำคญั ของบทเรยี นออนไลน์ 3. เอกสารทเี่ กีย่ วขอ้ งกบั ทฤษฎีการเรียนรกู้ ลุม่ คอนสตรัคตวิ สิ ต์ 3.1 ทฤษฎีการเรียนรู้ กลมุ่ คอนสตรคั ตวิ ิสต์ 3.2 หลักการออกแบบส่อื บนเครอื ข่ายตามแนวทฤษฎีการเรยี นรคู้ อนสตรัคตวิ สิ ต์ 3.3 แนวคิดพ้ืนฐานเกีย่ วกับทฤษฎกี ลมุ่ คอนสตรคั ติวิสม์ 3.4 การนำทฤษฎกี ลมุ่ คอนสตรัคติวิสม์ไปใชใ้ นการเรียนการสอน 4. เอกสารทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั ทกั ษะการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง 4.1 ความหมายทกั ษะการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง 4.2 วตั ถปุ ระสงค์ทกั ษะการเรยี นร้ดู ้วยตนเอง 4.3 รปู แบบการทักษะการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
11 5. เอกสารที่เกี่ยวขอ้ งกับความพึงพอใจ 5.1 ความหมายของความพงึ พอใจ 5.2 ทฤษฎีท่เี กี่ยวขอ้ งกบั ความพงึ พอใจ 5.3 การวดั ระดบั ความพงึ พอใจ 6. เอกสารทีเ่ กีย่ วข้องกับทฤษฎีการออกแบบ ADDIE Model 6.1 Analysis (การวิเคราะห์) 6.2 Design (การออกแบบ) 6.3 Development (การพฒั นา) 6.4 Implement (การดำเนนิ การ) 6.5 Evaluation (การประเมินผล) 7. งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้อ 1. หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551(ฉบับปรับปรุง 2560) 1.1 หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551(ฉบบั ปรบั ปรงุ 2560) วสิ ยั ทัศน์ หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน ม่งุ พัฒนาผู้เรียนทกุ คน ซึง่ เป็นกำลงั ของชาตใิ หเ้ ปน็ มนุษย์ที่ มีความสมดุลทัง้ ด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลกยึดมั่นใน การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิตโดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็น สำคัญบนพื้นฐานความเช่ือวา่ ทุกคนสามารถเรียนรแู้ ละพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ หลกั การ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน มหี ลักการทส่ี ำคัญดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐาน ของความ เป็นไทยควบคกู่ ับความเปน็ สากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมคี ณุ ภาพ
12 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ใหส้ อดคล้องกับสภาพและความตอ้ งการของท้องถ่นิ 4. เป็นหลักสตู รการศึกษาที่มโี ครงสรา้ งยืดหยุ่นท้ังดา้ นสาระการเรยี นรู้ เวลาและการจัดการเรยี นรู้ 5. เปน็ หลักสูตรการศึกษาทเ่ี น้นผ้เู รียนเป็นสำคญั 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุก กลุ่มเปา้ หมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ จดุ หมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มี ศกั ยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จงึ กำหนดเปน็ จุดหมายเพ่ือใหเ้ กดิ กับผู้เรียน เม่ือจบการศึกษา ขัน้ พืน้ ฐานดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตาม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาทต่ี นนับถือ ยดึ หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 2. มีความรู้ ความสามารถในการสือ่ สาร การคิด การแกป้ ัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทกั ษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตทดี่ ี มสี ขุ นสิ ัย และรกั การออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มจี ิตสำนึกในความเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถชี วี ติ และ การปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิต สาธารณะท่ีมงุ่ ทำประโยชน์และสร้างส่ิงที่ดงี ามในสังคม และอยรู่ ่วมกันในสงั คมอยา่ งมีความสขุ สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน มุ่งให้ผูเ้ รยี นเกดิ สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดงั นี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา ถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ ประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลด ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจน การเลือกใชว้ ธิ กี ารสื่อสารทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบที่มีต่อตนเองและสงั คม
13 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่าง สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ สารสนเทศเพื่อการตดั สินใจเกย่ี วกับตนเองและสงั คมได้อยา่ งเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคตา่ งๆ ที่เผชิญได้ อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และ การเปลีย่ นแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยกุ ต์ความรมู้ าใชใ้ นการป้องกันและแก้ไข ปญั หา และมีการตดั สินใจท่ีมีประสทิ ธภิ าพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบท่เี กดิ ข้นึ ต่อตนเอง สังคมและสงิ่ แวดลอ้ ม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆ ไปใช้ในการ ดำเนนิ ชีวติ ประจำวัน การเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง การเรยี นรู้อย่างตอ่ เนอื่ ง การทำงาน และการอย่รู ว่ มกนั ในสังคม ด้วยการสรา้ งเสริมความสมั พนั ธอ์ ันดรี ะหวา่ งบคุ คล การจัดการปญั หาและความขดั แย้งตา่ งๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึง ประสงคท์ ส่ี ่งผลกระทบตอ่ ตนเองและผอู้ ืน่ 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปญั หาอย่างสรา้ งสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมคี ณุ ธรรม คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้ สามารถอยูร่ ว่ มกับผอู้ นื่ ในสงั คมไดอ้ ย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมอื งไทยและพลโลกดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสตั ย์สจุ ริต 3. มวี ินยั 4. ใฝเ่ รยี นรู้ 5. อย่อู ย่างพอเพียง 6. ม่งุ มนั่ ในการทำงาน 7. รกั ความเป็นไทย 8. มจี ติ สาธารณะ
14 จากการศึกษาเอกสารดังกล่าว พบว่า แนวทางการจักการเรียนรู้สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 ต้องมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ตามศกั ยภาพ โดยมีจดุ มุ่งหมายพัฒนาผ้เู รียนให้เป็นคนดมี ีปญั ญา มีวนิ ัย ใฝเ่ รียนรู้ มุ่งมนั่ ในการทำงาน มีจิต สาธารณะ และอยูร่ ่วมกนั ในสังคมอย่างมีความสขุ (ฉบับปรบั ปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) 1.2 หลักสตู รแกนกลาง กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐานได้ พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง 2560) ไดก้ ลา่ วถึงการ จดั การศกึ ษาของไทยไว้ดังนี้ เป้าหมายของวทิ ยาศาสตร์ ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุดเพื่อให้ได้ท้ัง กระบวนการและความรู้จากวิธีการสงั เกต การสํารวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนําผลที่ได้มาจัดระบบเปน็ หลักการ แนวคิด และองคค์ วามรู้ เรยี นรู้อะไรในวทิ ยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเช่ือมโยงความรู้ กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้กระบวนการในการสืบเสาะหา ความรูแ้ ละแกป้ ัญหาทหี่ ลากหลาย ใหผ้ ู้เรยี นมสี ่วนรว่ มในการเรยี นรู้ทุกขน้ั ตอน มีการทำกจิ กรรมด้วยการลง มือปฏิบตั ิจริงอยา่ งหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดบั ช้ันโดยกำหนดสาระสำคญั ดงั นี้ 1. วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ เรียนรเู้ กย่ี วกบั ชีวติ ในสง่ิ แวดลอ้ ม องค์ประกอบของส่งิ มชี ีวิตการดำรงชีวิต ของมนุษย์และสัตว์การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการของ สิ่งมชี วี ติ 2. วทิ ยาศาสตร์กายภาพ เรยี นรูเ้ ก่ียวกบั ธรรมชาตขิ องสาร การเปลี่ยนแปลงของสารการเคลอ่ื นท่ี พลงั งาน และคลืน่ 3. วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ เรียนรู้เก่ยี วกบั องค์ประกอบของเอกภพ ปฏสิ มั พนั ธภ์ ายในระบบ สุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวทิ ยา กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ และผลต่อสิง่ มีชวี ติ และส่ิงแวดลอ้ ม
15 4. เทคโนโลยี 4.1 การออกแบบและเทคโนโลยเี รยี นร้เู กยี่ วกับ เทคโนโลยีเพือ่ การดำรงชวี ติ ในสงั คมท่มี กี าร เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อ แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้ เทคโนโลยอี ยา่ งเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม 4.2 วิทยาการคาํ นวณ เรียนรูเ้ กี่ยวกบั การคิดเชิงคาํ นวณ การคดิ วิเคราะห์แก้ปัญหาเปน็ ขั้นตอน และเป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ใน การแกป้ ัญหาท่ีพบในชีวติ จรงิ ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ 1.3 สาระมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระท่ี 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับ สิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงานกา ร เปลี่ยนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของ ประชากร ปัญหาและผลกระทบท่ี มีต่อ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหา สงิ่ แวดล้อมรวมทง้ั นาํ ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสง่ิ มชี วี ิต หน่วยพน้ื ฐานของสงิ่ มชี วี ติ การลําเลยี งสารเข้าและออก จากเซลล์ ความสมั พนั ธข์ องโครงสรา้ งและหนา้ ที่ของระบบตา่ ง ๆ ของสัตวแ์ ละมนุษย์ทีท่ ำงานสัมพันธก์ นั ความสมั พนั ธ์ของโครงสร้างและหนา้ ที่ของอวยั วะตา่ ง ๆ ของพชื ที่ทำงานสัมพนั ธก์ นั รวมทง้ั นําความรไู้ ปใช้ ประโยชน์ มาตรฐาน ว 1.3 เขา้ ใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพนั ธุกรรมสาร พันธกุ รรม การเปลี่ยนแปลงทางพนั ธุกรรมท่ีมผี ลตอ่ สิง่ มชี ีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและวิวฒั นาการ ของสงิ่ มีชีวติ รวมทั้งนําความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
16 สาระที่ 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบตั ิของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสมบตั ิของ สสารกับโครงสรา้ งและแรงยึดเหนี่ยวระหวา่ งอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปลยี่ นแปลงสถานะของ สสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี มาตรฐาน ว 2.2 เขา้ ใจธรรมชาติของแรงในชีวติ ประจำวนั ผลของแรงทก่ี ระทำต่อวตั ถุ ลกั ษณะการ เคล่ือนท่แี บบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทั้งนําความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปล่ยี นแปลงและการถ่ายโอนพลงั งาน ปฏสิ มั พนั ธร์ ะหว่างสสารและพลงั งาน พลงั งานในชีวติ ประจำวัน ธรรมชาติ ของคล่ืน ปรากฏการณ์ท่ี เกีย่ วขอ้ งกับเสยี ง แสง และคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า รวมทั้ง นําความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตร์โลก และอวกาศ มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยอี วกาศ มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า อากาศและภูมิอากาศโลก รวมท้ัง ผลตอ่ สงิ่ มีชวี ติ และสิ่งแวดลอ้ ม สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ ศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือ พัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง เหมาะสมโดยคำนงึ ถึงผลกระทบต่อชีวติ สงั คม และส่งิ แวดล้อม มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคดิ เชิงคํานวณในการแก้ปญั หาทพี่ บในชวี ติ จรงิ อย่างเปน็ ขนั้ ตอน และเป็นระบบ ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแกป้ ัญหาได้อย่างมี ประสิทธภิ าพ รูเ้ ทา่ ทนั และมีจรยิ ธรรม
17 จากการศึกษาเอกสารดังกล่าว พบว่า ผู้วิจัยได้จัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคํานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบ ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รู้เท่าทัน และมีจริยธรรม เพื่อมุ่งเน้นให้มีผู้เรียน มีความเข้าใจหลักการและสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่าง ถกู ต้องและใหม้ ีประสทิ ธภิ าพสงู สดุ ตวั ชีว้ ดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระที่ 4 เทคโนโลยี มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชงิ คํานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชวี ิตจริงอย่างเป็นขั้นตอนและเปน็ ระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี ประสทิ ธภิ าพ รู้เทา่ ทัน และมีจรยิ ธรรม ตารางท่ี 1 ตวั ชวี้ ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลางด้านเทคโนโลยี สำหรับนกั เรยี นระดบั ช้ันมัธยมศกึ ษา ปที ี่ 1 ชนั้ ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรแู้ กนแกลาง ม.1 1.ออกแบบอลั กอริทมึ ท่ีใช้ • แนวคิดเชิงนามธรรม เปน็ การประเมินความสำคัญ แนวคดิ เชิงนามธรรม ของรายละเอียดของปญั หา แยกแยะส่วนทเี่ ปน็ เพอื่ แกป้ ญั หาหรืออธบิ าย สาระสำคัญออกจากสว่ นทีไ่ มใ่ ชส่ าระสำคญั การทำงานทีพ่ บใน •ตัวอยา่ งปัญหา เชน่ ตอ้ งการปูหญ้าในสนาม ชีวิตจรงิ ตามพ้นื ท่ที ีก่ ำหนด โดยหญา้ หนึ่งผืนมีความกว้าง ๕๐ เซนตเิ มตร ยาว ๕๐ เซนติเมตร จะใชห้ ญ้า ทง้ั หมดกผ่ี ืน 2.ออกแบบและเขยี น • การออกแบบและเขยี นโปรแกรมที่มกี ารใชต้ ัวแปร โปรแกรมอย่างงา่ ย เง่อื นไข วนซ้ำ เพอื่ แกป้ ัญหาทาง • การออกแบบอัลกอรทิ มึ เพ่ือแกป้ ัญหาทางคณติ ศาสตร์ คณิตศาสตรห์ รือ วิทยาศาสตร์อยา่ งงา่ ย อาจใช้แนวคดิ เชงิ นามธรรมในการ วิทยาศาสตร์ ออกแบบ เพ่อื ให้การแกป้ ญั หามีประสทิ ธิภาพ • การแกป้ ัญหาอยา่ งเป็นข้ันตอนจะชว่ ยใหแ้ ก้ปญั หา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
18 ตารางที่ 1 (ต่อ) • ซอฟต์แวร์ท่ีใชใ้ นการเขยี นโปรแกรม เช่น Scratch,python, java, c • ตวั อยา่ งโปรแกรม เช่น โปรแกรมสมการการเคลื่อนที่ โปรแกรมคาํ นวณหาพ้ืนที่โปรแกรมคํานวณดัชนีมวลกาย 3.รวบรวมข้อมลู ปฐมภูมิ • การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งขอ้ มูลปฐมภมู ิประมวลผล สรา้ ง ประมวลผล ประเมนิ ผล ทางเลอื ก ประเมินผล จะทำให้ไดส้ ารสนเทศเพอ่ื ใช้ในการ นําเสนอข้อมูล และ แก้ปญั หาหรือการตดั สินใจได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ สารสนเทศตามวัตถุประสงค์ • การประมวลผลเปน็ การกระทำกับข้อมูล เพอ่ื ให้ได้ผลลัพธ์ท่มี ี โดยใชซ้ อฟต์แวรห์ รือบริการ ความหมายและมีประโยชนต์ อ่ การนาํ ไปใชง้ าน สามารถทำได้ บนอนิ เทอรเ์ นต็ หลายวธิ ีเชน่ คํานวณอตั ราส่วน คาํ นวณค่าเฉล่ยี ทห่ี ลากหลาย • การใชซ้ อฟตแ์ วรห์ รือบริการบนอนิ เทอรเ์ น็ตทห่ี ลากหลายใน การรวบรวม ประมวลผลสรา้ งทางเลือก ประเมินผล นําเสนอ จะ ช่วยให้แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ถกู ต้อง และแม่นยํา • ตวั อยา่ งปัญหา เนน้ การบูรณาการกบั วชิ าอ่นื เช่น ต้มไข่ใหต้ รง กบั พฤตกิ รรมการบรโิ ภคคา่ ดัชนีมวลกายของคนในท้องถ่ิน การ สร้างกราฟผลการทดลองและวิเคราะหแ์ นวโน้ม 4.ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ • ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศอยา่ งปลอดภัย เช่น อยา่ งปลอดภัย ใช้ส่อื การปกป้องความเปน็ สว่ นตวั และอัตลักษณ์ และแหลง่ ข้อมลู ตาม • การจัดการอัตลักษณเ์ ชน่ การตง้ั รหสั ผ่าน ข้อกําหนดและข้อตกลง การปกป้องข้อมูลส่วนตัว • การพจิ ารณาความเหมาะสมของเนอ้ื หา เช่น ละเมิดความเป็นส่วนตวั ผู้อนื่ อนาจาร วจิ ารณ์ ผอู้ ่นื อย่างหยาบคาย • ข้อตกลง ข้อกําหนดในการใช้สื่อหรอื แหล่งข้อมลู ตา่ ง ๆ เช่น Creative commons
19 2 เอกสารท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั บทเรยี นออนไลน์ 1 ความหมายของบทเรยี นออนไลน์ การเรียน การสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระทำผ่านทางสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม เป็นต้น ซึ่งการเรียนลักษณะนี้ได้กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม, การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning), การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ การเรียนด้วยวีดีโอผ่านออนไลน์เป็นต้น ใน ปัจจุบันกับการเรียน การสอน หรือการอบรม ที่ใช้เทคโนโลยีของเว็บในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมถึง เทคโนโลยีระบบการจัดการหลักสูตรในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่างๆ โดยผู้เรียนที่เรียนด้วยนี้ สามารถศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ และที่สำคัญอีกส่วนคือ เนื้อหาต่างๆ สามารถนำเสนอโดยอาศัย เทคโนโลยีชงิ โต้ตอบ ประโยชน์ทีเ่ ห็นเดน่ ชดั (ชตุ ิมา วรรณพงศ์,2559) 2.2ประเภทของบทเรยี นออนไลน์ การแบ่งประเภทและรูปแบบ สอดคล้องกับการจำแนกประเภทตามลักษณะ การใช้ประโยชน์ ทางการเรียนการสอน คือ 1. เสริมการเรยี น (Supplement) / การเรียนการสอนแบบใชเ้ ว็บชว่ ย (Web facilitated) หมายถงึ การที่ยังคงใช้วิธีการสอนแบบเดิม (บรรยายในชั้นเรียน) เป็นหลักและใช้เป็นเครื่องมือเสริม เช่น เป็น บทเรียนทบทวน เป็นเว็บความรู้เพิ่มเติม หรือเป็นแบบทดสอบความรู้ที่มีเฉลยและข้อมูลป้อนกลับละเอียด (feedback) เปน็ ตน้ 2. เติมเต็มการเรียน (Complement) / การเรียนการสอนแบบลูกผสม (Blended/Hybrid) หมายถึงการใช้เป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการเรียนการสอน ต่างจากเสริมการเรียนคือ ในการใช้เสริมนั้น ผูเ้ รยี นจะใช้หรอื ไมใ่ ช้ก็ได้ (หากเข้าใจแลว้ ก็ไม่ต้องเรียนบทเรยี นทบทวน) แต่หากเป็นการเติมเต็ม ผู้เรียนทุก คนต้องใช้ ตัวอย่างได้แก่ บทเรียนที่ผู้เรยี นต้องเรียนมาก่อนเข้าชั้นเรยี น (เพื่อให้มีความเข้าใจ และพร้อมใน การทำกิจกรรมการเรยี นรูต้ า่ งๆ) 3. ทเี่ ป็นท้ังระบบการเรียนการสอน (Comprehensive replacement) เทียบเคียงได้กับ การ เรยี นการสอนแบบออนไลน์ (Online Learning) ในระดับนี้เปน็ การจัดการเรยี นการสอนในระบบทางไกล (การศึกษาทางไกล) ซ่งึ ใช้หลักการศึกษาทางไกล
20 2.3 ลกั ษณะสำคัญของบทเรียนออนไลน์ บทเรยี นออนไลน์นบั เป็นคำใหมพ่ อสมควร ท่ีมีความหมายถึงการอบรมด้วยระบบเครือข่ายหรอื ผ่าน ระบบเครือขา่ ยไม่วา่ จะเปน็ เครือขา่ ยอินเทอรเ์ นต็ หรือเครอื ข่ายอนิ ทราเน็ตในองค์กรดงั นั้น บทเรยี นออนไลน์ จงึ ไดผ้ นวกเขา้ กับโลกแหง่ การศกึ ษา ให้ทราบและร้จู ักผลติ ภัณฑใ์ หม่ พร้อมเทคนิคการขาย มหาวทิ ยาลยั ชนั้ นำตา่ งๆ เชน่ Stanford หรือ Harvard กน็ ำระบบบทเรยี นออนไลน์ มาใหบ้ ริการนสิ ินักศึกษาจากทั่วโลก เพือ่ สมัครเรียนในหลกั สตู รต่างๆทเี่ ปดิ ใหบ้ ริการ 3. ทฤษฎกี ารเรียนรู้ กลุ่มคอนสตรคั ติวิสต์ 3.1 ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ กลุม่ คอนสตรคั ตวิ สิ ต์ เงื่อนไขการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) สรุป ได้ดังนี้ (วัฒนา พร ระงับทกุ ข,์ 2541) 1. การเรียนรู้เป็นกระบวนการลงมอื กระทำ (Active Process) ทเี่ กดิ ข้นึ ในแต่ ละบุคคล 2. ความรู้ต่าง ๆ จะถกู สรา้ งขน้ึ ดว้ ยตัวของผู้เรยี นเอง โดยใช้ขอ้ มูลทไี่ ด้รบั มา ใหม่ร่วมกับข้อมูลหรือ ความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งประสบการณ์เดิมมาสร้างความหมายในการ เรียนรู้ของตนเอง ความรู้และ ความเชือ่ ที่แตกต่างกนั ของแต่ละคน จะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและขนบ ทำเนียมประเพณี และประสบการณ์ ของผู้เรียน จะถูกนํามาเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจและจะมีผล โดยตรงต่อการสร้างความรู้ใหม่ แนวคิดใหม่ หรือการเรยี นรู้ นน้ั เอง 3. สถานการณ์ทีเ่ ป็นปัญหาและปฏิสัมพนั ธ์ทางสังคมก่อให้เกดิ ความขัดแย้ง ทางปัญญา 3.1 ความขัดแย้งทางปัญญาเป็นแรงจูงใจภายในให้เกิดกิจกรรมการไตร่ตรอง เพื่อขจัด ความขัดแย้งนั้น Dewey ได้อธิบายเกี่ยวกับลักษณะการไตร่ตรอง (Reflection) เป็นการ พิจารณาอย่าง รอบคอบ กิจกรรมการไตร่ตรองจะเริ่มต้นด้วยสถานการณ์ที่เป็นปัญหา น่าสงสัย งงงวย ยุ่งยาก เรียกว่า สถานการณ์ก่อนไตร่ตรอง และจบลงด้วยความแจ่มชัดที่สามารถอธิบาย สถานการณ์ดังกล่าว สามารถ แกป้ ัญหาได้ ตลอดจนไดเ้ รยี นรู้และพึงพอใจกบั ผลที่ได้รับ 3.2 การไตร่ตรองบนฐานแห่งประสบการณแ์ ละโครงสร้างทางปญั ญาท่ีมอี ยู่ เดมิ ภายใต้การ มปี ฏสิ มั พนั ธท์ างสังคมกระตนุ้ ใหม้ กี ารสร้างโครงสรา้ งใหมท่ างปัญญา จากแนวคิดข้างต้นนี้กระบวนการเรียนการสอนในแนวคอนสตรัคติวิสต์ จึงมัก เป็นไปในแบบที่ให้นักเรียน สร้างความรู้จากการช่วยแก้ปัญหา (Collaborative Problem Solving)กระบวนการเรียนการสอน จะ
21 เริ่มต้นด้วยปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา (Cognitive Conflict) นั้นคือ ประสบการณ์และ โครงสร้างทางปัญญาที่มอี ยู่เดิมไม่สามารถขจดั การแกป้ ัญหาน้ัน ได้ลงตัวพอดีเหมอื นปัญหาทีเ่ คยแก้มาแล้ว ต้องมีการคิดค้นเพิ่มเติมที่เรียกว่า “การปรับโครงสร้าง ทางปัญญา” หรือ “การสร้างโครงสร้างใหม่ทาง ปัญญา” (Cognitive Restructuring) โดยการจัด กิจกรรมให้ผู้เรียนได้ถกปัญหา ขัดค้าน จนกระทั่งหา เหตุผล หรือหลักฐานในเชิงประจักษ์มาขจัด ความขัดแย้งทางปัญญาภายในตนเอง และระหว่างบุคคลได้ (ไพจติ ร สดวกการ, 2543) กลุ่มคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist) เชื่อว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้น ภายใน ของผู้เรียน โดยมีผู้เรียนเป็นผู้สร้าง (Construct) ความรู้จากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบ เห็นกับความรู้ ความเขา้ ใจเดิมท่ีมีมาก่อน โดยพยายามนาํ ความเข้าใจเก่ียวกับเหตุการณ์ และ ปรากฎการณท์ ่ีตนพบเห็นมา สร้างเป็นโครงสร้างทางปัญญา (Cognitive Structure) หรือที่เรียกว่า สกีมา (Shema) ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็ก ที่สุดของโครงสร้างทางปัญญา หรือโครงสร้างของความรู้ใน สมองโครงสร้างทางปัญญานี้จะประกอบด้ว ย ความหมายของสิ่งต่าง ๆ ที่ใช้ภาษา หรือเกี่ยวกับ เหตุการณ์ หรือสิ่งที่แต่ละบุคคลมีประสบการณ์ หรือ เหตุการณ์ อาจเปน็ ความเข้าใจ หรอื ความรูข้ อง แต่ละบคุ คล กลมุ่ คอนสตรัคตวิ สิ ต์ (Constructivism) เชื่อวา่ การเรยี นรู้เป็นกระบวนการสร้าง มากกวา่ การ รับความรู้ทั้งนั้นเป้าหมายของการสอนจะสนับสนุนการสร้างมากกว่าความพยายามใน การถ่ายทอดความรู้ ดังนน้ั กลุม่ คอนสตรัคติวสิ ต์จะมุ่งเน้นการสร้างความรู้ใหม่อยา่ งเหมาะสมของ แตล่ ะบคุ คลและส่ิงแวดล้อมมี ความสำคัญในการสร้างความหมายตามความเป็นจริง เป็นวิธีการที่ นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน มี หลักการที่สำคัญว่า ในการเรียนรู้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนลงมือ กระทำในการสร้างความรู้ ซึ่งปรากฎแนวคิดท่ี แตกต่างกนั เกี่ยวกบั การสรา้ งความรู้ หรอื การเรยี นรู้ ทง้ั น้เี น่อื งมาจากแนวคิดที่เป็นรากฐานสำคัญซ่ึงปรากฎ จากรายงานของนักจิตวิทยาและนักการศึกษา คือ Jean Piaget ชาวสวิส และ Lev Vygotaky ชาวรัสเซีย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Cognitive Construtivist และ Social Constructivist มีรายละเอียด ดังน้ี (สมุ าลี ชยั เจรญิ , 2551) 1. Cogitive Constructivist มีรากฐานทางปรัชญาของทฤษฎีมาจากความพยายามที่ จะ เชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ ด้วยกระบวนการที่พิสูจน์อย่างมีเหตุผลเป็น ความรู้ที่เกิด จากการไตร่ตรอง ซึ่งถือเป็นปรัชญาปฏิบัตินิยม ประกอบกับรากฐานทางจิตวิทยาการ เรียนรู้ที่มีอิทธิพลตอ่ พน้ื ฐานแนวคิดนี้ นกั จิตวิทยาพฒั นากรชาวสวิส คอื จีน เพยี เจตน์ (Jean Piaget) ทฤษฎีของ Piaget จะแบง่ ได้เป็น 2 ส่วน คือ Ages และ Stages ซึ่งทั้งสององค์ประกอบนี้จะทํานายว่าเด็กจะสามารถหรือไม่สามารถ
22 เข้าใจสิ่งหนึ่งสิง่ ใดเมื่อมีอายุแตกต่างกันและทฤษฎี เกี่ยวกับด้านพัฒนาการที่จะอธิบายว่า ผู้เรียนจะพัฒนา ความสามารถทางการรู้คิด (Cognitive Abilities) ทฤษฎีพัฒนาการที่จะเน้นจุดดังกล่าว เพราะว่าเป็น พื้นฐานหลักสำหรับวิธีการทาง Cognitive Constructivism ทางด้านการเรียนการสอนนั้นมีแนวคิดว่า มนุษยเ์ ราตอ้ ง “สร้าง” (Construct) ความรู้ดว้ ยตนเองโดยผา่ นทางประสบการณ์ ซ่งึ ประสบการณ์เหล่าน้ีจะ กระตุ้นให้ผู้เรียน สร้างโครงสร้างทางปัญญา หรือเรียกว่า สกีมา (Schemas) เมนทอลโมเดล (Mental Model) ในสมอง สกีมาเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (Chang) ขยาย (Enlarge) และซับซ้อนขึ้นได้ โดย ผ่านทาง กระบวนการดดู ซมึ (Assimilation) และการปรับเปลีย่ น (Accommodation) 2. Social Constructivism เป็นทฤษฎีที่มีรากฐานมาจาก Vygotsky ได้เน้น เกี่ยวกับบริบท การเรยี นรู้ทางสังคม (Social Context Learning) ทฤษฎีพทุ ธปิ ัญญาของเพียเจต์ท่ีใชก้ ัน มาเป็นพื้นฐาน สำหรับการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Learning) ซึ่งผู้สอนมีบทบาทค่อนข้าง จํากัด สว่ นทฤษฎีของ Vygotsky เปดิ โอกาสใหค้ รหู รือผูเ้ รยี นทอ่ี าวโุ สกว่าแสดงบทบาทในการ เรยี นรู้ของผเู้ รยี น Cognitive Construtivist และ Social Constructivist อาจมสี ว่ นคลา้ ยคลงึ กนั และ แตกตา่ ง Social Constructivist ของ Vygotsky จะเปิดโอกาสที่จะมีส่วนร่วม และ เกี่ยวข้องกับ ครูผู้สอนมากกว่า สำหรับทฤษฎีของ Vygotsky ซึ่งเชื่อว่าวัฒนธรรมจะเป็นเครื่องมือทางปัญญาที่ จำเป็นสำหรับการพัฒนา รูปแบบและคุณภาพของเคร่ืองมือดังกล่าว ได้มีการกำหนดรูปแบบ และ อัตราการพัฒนามากกว่าที่กำหนด ไว้ในทฤษฎีของเพียเจต์ โดยเชื่อว่า ผู้ใหญ่ หรือ ผู้ที่มีความอาวุโส เช่น พ่อ แม่ และครู จะเป็นท่อนาํ สำหรับ เครื่องมือทางวัฒนธรรมรวมถึงภาษา เครื่องมือทาง วัฒนธรรมเหล่านี้ ได้แก่ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม บรบิ ททางสังคมและภาษาทกุ วันนี้ รวมถึงการ เข้าถึงขอ้ มูลอิเล็กทรอนกิ ส์ จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างตน สรุปได้ว่า คอนสตรัคติวิสต์ เป็นทฤษฎีที่เกี่ยวกับ ความรู้และ การเรียนรู้ โดยมีรากฐานมาจากปรัชญา จิตวิทยาและมานุษยวิทยา ซึ่งเชื่อว่า ความรู้ เป็นสิ่งที่บุคคลสร้าง ขึ้นและบุคคลจะเรียนรู้ได้โดยการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และส่ิงแวดล้อม ต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์เดมิ และโครงสร้างทางปญั ญา เปน็ พนื้ ฐานในการเรียนรู้ นอกจากนี้ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2541) กล่าวว่า องค์ประกอบการเรียนรู้ตามแนวคิด คอน สตรคั ติวสิ ตป์ ระกอบดว้ ย 1. ผู้เรยี นสร้างความหมายของสิง่ ทีไ่ ด้พบเหน็ รบั รู้ โดยใชก้ ระบวนการทาง ปัญญาของตนเอง ที่เรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประสาทสัมผัสของผู้เรียนกับสิ่งแวดล้อม โดยจะใช้ความรู้ ความ เขา้ ใจ ท่มี ีอยู่เดมิ ในการคาดคะเนเหตุการณ์
23 2. โครงสร้างทางปัญญา เกิดจากความพยายามทางความคิดหากการใช้ความรู้ เดิม คาดคะเนเหตกุ ารณ์ได้ถูกต้อง จะทำใหโ้ ครงสรา้ งทางปัญญามัน่ คงยง่ิ ขนึ้ แต่ถ้าหากคาดคะเนไม่ถกู ต้องจะเกิด ภาวะที่เรียกว่า ภาวะไม่สมดุล (disequilibrium) และเมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ผู้เรียนมี ทางเลือก 3 ทาง คือ 2.1 ไม่ปรบั ความคิดในโครงสรา้ งทางปญั ญาของตนเอง 2.2 ปรับความคิดในโครงสร้างทางปัญญาไปในทางที่การคาดเดานั้นให้ เป็นไปตา ประสบการณ์มากขึน้ 2.3 ไมส่ นใจทจี่ ะทำความเขา้ ใจ 3. โครงสร้างทางปัญญาเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก แม้ว่าจะมีหลักฐานจากการ สังเกตท่ี ขดั แย้งกบั โครงสร้างน้นั จึงอาจสรุปได้ว่า ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ ผู้เรียนเป็นผู้เสริมสร้างความรู้ ด้วยตนเอง ผู้สอนไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาของผู้เรียนได้ แต่สามารถที่จะช่วยใช้ผู้เรียน ปรับ ขยายโครงสร้างทางปัญญาของตนเองได้ ด้วยการจัดสถานการณ์ที่ทำให้เกิดภาวะไม่สมดุลหรือก่อให้เกิด ความขัดแยง้ ทางปัญญา โดยไดจ้ ากสง่ิ แวดล้อมและการปฏสิ มั พันธก์ บั ผูอ้ ่นื 3.2 หลกั การออกแบบสอ่ื บนเครอื ข่ายตามแนวทฤษฎกี ารเรยี นรู้คอนสตรัคติวสิ ต์ กจิ กรรมโดยอาศยั หลกั การพน้ื ฐานและทฤษฎีการเรยี นรู้ของPiaget (1962) ซึ่งมี แนวคดิ ดงั นี้ 1. เปน็ กจิ กรรมทนี่ า่ สนใจ 2. ส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นมสี ่วนรว่ มในการคิด ตัดสนิ ใจ แกป้ ญั หาด้วยกัน 3. เนน้ การพัฒนาความคดิ ท่ีได้มาจากการมปี ฏิสัมพนั ธท์ างสังคมกบั ผู้อืน่ 4. ลดบทบาทของครใู นการดำเนนิ กจิ กรรมให้น้อยลง 5. ให้ผู้เรียนดำเนินการเรียนด้วยตนเอง มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นเพื่อ ขจัดปัญหา ความขดั แย้งท่เี กิดข้ึนขณะทำกิจกรรม และหาข้อตกลงเพ่อื ไม่ให้ความขัดแย้งเกดิ ขึ้นอีก 6. ให้ทุกคนมีโอกาสรว่ มกิจกรรมทต่ี นเองสนใจ การออกแบบการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ในท่ีนี้ได้นำหลักการที่ สำคัญของทั้งสองกลุ่ม แนวคิด คือ Cognitive Constructivism และ Social Constructivism มาใช้ใน การออกแบบ ดังมี องคป์ ระกอบทีส่ ำคัญดังนี้ (สุมาลีย ชัยเจริญ, 2551)
24 1. สถานการณ์ปัญหา (Problem Base) มาจากพื้นฐานของ Cognitive Constructivism ของ เพียรเจต์ เชื่อว่า ถ้าผู้เรียนถูกกระตุ้นด้วยปัญหา (Problem) ที่ก่อให้เกิดความ คัดแย้งทางปัญญา (Cognitive Conflict) หรือเรียกว่า เกิดการเสียสมดุลทางปัญญา ผู้เรียนต้อง พยายามปรับโครงสร้างทาง ปัญญาให้เข้าสู่สภาวะสมดุล (Equilibrium) โดยการดูดซึม (Assimilation) หรือการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง ทางปัญญา (Accommodation) จนกระทงั้ ผูเ้ รยี น สามารถปรับโครงสรา้ งทางปัญญาเข้าสสู่ ภาวะสมดุลหรือ สามารถที่จะสร้างความรู้ใหม่ขึ้นมาได้ หรือเกิดการเรียนรู้นั้นเอง ในสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น สถานการณ์ปญั หาจะเป็นเสมือน ประตูที่ผู้เรยี นจะเข้าสู่เนือ้ หาทีจ่ ะเรียนรู้ โดยสถานการณ์ปัญหาทีส่ ร้างขนึ้ อาจมลี ักษณะหลาย ลกั ษณะ เชน่ 1.1 เป็นสถานการณ์ปญั หาเดียวกนั ที่ครอบคลมุ เน้ือหาทัง้ หมดท่ีเรียน 1.2 เป็นสถานการณ์ปัญหาท่มี ีหลายระดับ สำหรับระดับมือใหม่ (Novice) ระดับผู้เช่ียวชาญ (Expert) หรอื ง่าย ปานกลาง ยาก เป็นต้น 1.3 เปน็ สถานการณ์ปญั หาทม่ี หี ลายสภาพบรบิ ท ทผี่ ู้เรยี นเผชิญในสภาพ จริง 1.4 เป็นสถานการณ์ปญั หาที่เป็นเรอื่ งราว (Story) 2. แหล่งเรียนรู้ (Resource) เป็นที่รวบรวมข้อมูล เนื้อหา สารสนเทศที่ผู้เรียน จะใช้ในการแก้ สถานการณ์ปัญหาที่ผูเ้ รียนเผชญิ ซึ่งแหล่งเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้นัน้ คง ไม่ใช่เพียงแคเ่ ปน็ เพยี ง แหล่งรวบรวมเน้ือหาเท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ผู้เรียนจะใช้ในการเสาะ แสวงหาและค้นพบคําตอบ (Discovery) ดังน้ัน ผเู้ ขยี นจะขอนําเสนอลกั ษณะของแหลง่ เรยี นรตู้ ่าง ๆ มีรายละเอยี ด ดงั ต่อไปน้ี 2.1 ธนาคารข้อมูล 2.2 แหล่งท่เี ก่ยี วขอ้ งในการสรา้ งความรู้ เช่น ชมุ ชน ภูมิปัญญาทอ้ งถ่นิ เป็นตน้ 2.3 เคร่อื งมอื ทีช่ ่วยในการสร้างความรู้ เชน่ อปุ กรณ์ในการทดลอง 3. ฐานการช่วยคิด (Scaffolding) มาจากแนวคิดของ Social Costructivism ของ Vysgotsky ท่ีเช่ือวา่ ถา้ ผเู้ รยี นอย่ตู ่ำากวา่ Zone of Proximal Development ไมส่ ามารถเรียนรู้ ด้วยตนเองได้ จําเป็น ที่จะต้องได้รับการช่วยเหลือที่เรียกว่า Scoftolding ซึ่งฐานความช่วยเหลือจะ สนับสนุนผู้เรียนในการ แก้ปญั หา หรอื การเรียนรู้ในกรณีทไ่ี ม่สามารถปฏิบัติภารกิจใหส้ ำเร็จด้วย ตวั เองได้ 4. การโค้ช (Coaching) มาจากพื้นฐาน Situated Cognition และ Situated Learning หลกั การน้ไี ดก้ ลายมาเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ ตามแนวคอนสตรัคตวิ ิสต์ ทไี่ ด้ เปลยี่ นบทบาทของครู ที่ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้หรือ บอกความรู้ มาเป็น “การโค้ช” ที่ให้ ความช่วยเหลือ การให้
25 คำแนะนําสำหรับผู้เรียนจะเป็น การฝึกหัด ผู้เรียน โดยการให้ความรู้ แก่ ผู้เรียนในเชิงการให้การรู้คิดและ การสร้างปญั ญา ซงึ่ บทบาทของการโคช้ มเี ง่อื นไขทสี่ ำคัญดงั นี้ 4.1 เรยี นรผู้ ู้อยู่ในความดแู ล หรือผเู้ รยี นจากการสงั เกตด้วยการฟงั และการ ไตถ่ ามด้วยความ เอาใจใส่ 4.2 ควรสอบถามกระตุ้นความคิดของนักเรียน โดยพยายามจัดส่ิงแวดล้อม ทางการเรียนรู้ท่ี กอ่ ใหเ้ กิดความขดั แยง้ ทางปัญญา 4.3 สรา้ งเส้นทางเปน็ เชิงการสืบสวนอย่างมีความหมายต่อผเู้ รียนและ พยายามสนับสนุนให้ ผู้เรยี นสร้างเส้นทางอย่างมเี หตุผลและมคี วามหมาย 4.4 ยอมรับในสติปัญญาผู้เรียน และพยายามช่วยแก้ไข ปรับปรุง เพื่อทำ ให้ผู้เรียนมีความ เข้าใจ ในการเลอื กเส้นทางการตดั สินใจหรอื เลอื กวธิ ีการท่จี ะปฏิบัตติ อ่ ไป 5. การร่วมมือกันแก้ปัญหา (Collaboration) เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่ง ที่มี ส่วนสนับสนุนให้ ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้อื่นเพื่อขยายมุมมองให้แก่ตนเอง การ ร่วมมือกันแก้ปัญหาจะ สนับสนุนใหผ้ ูเ้ รียนเกิดการคิดไตร่ตรอง (Reflective Thinking) เป็นแหล่งที่ เปิดโอกาสให้ทั้งผู้เรียน ผู้สอน ผู้เชี่ยวชาญ ได้เสวนาแสดงความคิดเห็นของตนเองกับผู้อื่นสำหรับ การออกแบบการร่วมมือกันแก้ปัญหา ในขณะสร้างความรู้ นอกจากนี้การร่วมมือกันแก้ปัญหายัง เป็นส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนและป้องกัน ความเขา้ ใจที่คาดเคลือ่ น (Misconception) ทจี่ ะเกดิ ข้ึน ในขณะทเ่ี รียนรู้ รวมท้งั การขยายแนวคิด 3.3 แนวคดิ พนื้ ฐานเกย่ี วกับทฤษฎกี ลุ่มคอนสตรัคติวิสม์ ทฤษฎคี อนสตรัคติวิสม์ เป็นทฤษฎีท่ีวา่ ดว้ ยการสร้างความรู้ ได้มกี ารเปลี่ยนจากเดิมท่ีเน้นการศึกษา ปัจจัยภายนอกมาเป็น สิ่งเร้าภายใน ซึ่งได้แก่ ความรู้ความเข้าใจ หรือกระบวนการรู้คิด กระบวนการคิดท่ี ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ การที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้ลงมือกระทำหรือสร้างสรรค์ความหมายจาก ประสบการณ์ของตน องค์ความรู้จะถูกสร้างขึ้นโดยคนผู้นั้นผ่านชุดของประสบการณ์ต่างๆ ที่มี ลกั ษณะเฉพาะตนและมคี วามแตกต่างกันไปในแต่ละคน มหี ลกั การ 4 ประการ (ใจทิพย์ ณ สงขลา, 2550) และ (สมุ าลี ชัยเจรญิ , 2551) ดังตอ่ ไปน้ี 1) ความรู้ใดๆ ไม่สามารถเห็นได้คงที่อย่างที่เป็นอยู่ ความรู้ของบุคคลเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได้รับ อิทธิพลจากความรู้ที่มีมาอยู่ก่อน ความรู้ที่มีมาก่อนนี้เป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้ความรู้ใหม่นั้นถูกเข้าใจ แตกตา่ งกนั ไปในแต่ละบุคคล
26 2) การสร้างความรู้ เปน็ กระบวนการคงความสมดุลของปญั ญา ระหวา่ งความรูเ้ ก่ากบั ประสบการณ์ ใหมจ่ ากสิ่งแวดล้อม เมือ่ บุคคลได้รับรู้สงิ่ ใดท่ีตรงขา้ ม ขดั แย้งความรู้ทีม่ ีมาอยู่ก่อน จะเกิดการขาดความ สมดลุ และพยายามปรับสิง่ ท่ีรับรใู้ หมเ่ ข้ากับส่ิงท่มี อี ยู่ 3) กระบวนการสร้างความรูม้ ี 2 แนวคิด คือ กระบวนการสรา้ งความรู้จากตวั ตนของบุคคลนัน้ เอง และกระบวนการสร้างความรู้โดยสังคม แนวคิดทั้งสองนีอ้ ธิบายตวั อย่าง เช่น เด็กที่ถูกเลี้ยงดจู ากครอบครวั หนึ่งๆ อาจมคี วามเหมอื นหรือแตกตา่ งจากครอบครัวได้ 4) ผู้สอนจะต้องเปลี่ยนแปลงความคิดจากการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เรียนด้วยตำราหรือการจัด หลักสตู รใดๆ ดว้ ยการเชือ่ มโยงหลักสตู รใหผ้ ู้เรยี นตามความรู้ และความสนใจของผู้เรียน จากแนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีกลุ่มคอนสตรัคติวิสม์ท่ีเป็นรากฐานสำคัญซึ่งปรากฏจากรายงานของ นักจิตวิทยาและนักการศึกษา คือ ฌอง เพียเจต์ (Jean Piaget) ชาวสวิสเซอร์แลนด์ และวิก๊อตสกี (Vygotsky) ชาวรสั เซยี โดยแบง่ แนวคิดออกเปน็ 2 กลมุ่ ดงั รายละเอยี ดต่อไปน้ี 1) กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา (Cognitive Constructivism)มีพื้นฐานมาจากแนวคิด ของ ฌอง เพียเจต์ แนวคิดของทฤษฎีนเี้ น้นผูเ้ รยี นเปน็ ผ้สู ร้างความรู้ โดยการลงมอื กระทำ ซงึ่ เชอ่ื วา่ ถ้าผู้เรยี น ถูกกระตุ้นด้วยปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา (Cognitive Conflict) หรือเรียกว่าเกิดการเสีย สมดุลทางปัญญา (Disequilibrium) ผู้เรียนต้องพยายามปรับโครงสร้างทางปัญญา ( Cognitive Structuring) ให้เข้าสู่ภาวะสมดลุ (Equilibrium) โดยวิธกี ารดดู ซมึ (Assimilation) ได้แก่ การรับข้อมูลใหม่ จากสิ่งแวดล้อมเข้าไปไว้ในโครงสร้างทางปัญญาและการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญา (Accommodation) คอื การเชื่อมโยงโครงสร้างทางปัญญาเดิม หรอื ความรูเ้ ดิมทีม่ ีมาก่อนกับข้อมูลข่าวสาร ใหม่ จนกระทั่งผูเ้ รยี นสามารถปรับโครงสรา้ งทางปัญญาเข้าสู่สภาพสมดุลหรือสามารถที่จะสรา้ งความรู้ใหม่ ขึ้นมาได้ หรอื เกดิ การเรียนรู้ 2) กลมุ่ แนวคดิ คอนสตรคั ติวิสต์เชงิ สงั คม (Social Constructivism) เป็นทฤษฎที ีม่ ีรากฐานมาจากวิ ก๊อตสกี ซึ่งมีแนวคิดที่สำคัญที่ว่า \"ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาด้านพุทธิปัญญา\" รวมทั้งแนวคิดเกี่ยวกับศักยภาพในการพัฒนาด้านพุทธิปัญญาทีอ่ าจมีข้อจำกัดเกี่ยวกบั ชว่ งของการพัฒนาที่ เรียกว่า Zone of Proximal Development ถ้าผู้เรียนอยู่ต่ำกว่าช่วงของพัฒนาการ จำเป็นที่จะต้องได้รับ การชว่ ยเหลือในการเรยี นรู้ ทเี่ รยี กวา่ ScaffoldingและVygotsky เชอื่ วา่ ผูเ้ รียนสรา้ งความรโู้ ดยผ่านทางการ มีปฏสิ มั พันธ์ทางสงั คมกบั ผู้อ่นื ไดแ้ ก่ เด็กกับผใู้ หญ่ พอ่ แม่ ครแู ละเพ่อื น ในขณะทเี่ ดก็ อยู่ในบริบทของสังคม และวัฒนธรรม (Sociocultural Context)
27 3.4 การนำทฤษฎกี ลุม่ คอนสตรคั ติวสิ ม์ไปใช้ในการเรียนการสอน การนำแนวคิดกลุ่มคอนสตรัคติวิสม์ไปใช้ในการเรียนการสอน จากการศึกษาผลงานของนัก การศึกษา (ใจทิพย์ ณ สงขลา, 2550), (สุมาลี ชัยเจริญ, 2551) และ (ณัฐกร สงคราม, 2554) สามารถสรุป เปน็ แนวทาง ดงั รายละเอียดต่อไปน้ี 1) การเรียนรู้ที่เหมาะสม คือ การให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ โดยสร้างเป้าหมายที่ท้าทายเพื่อให้เกิด แรงจูงใจในการเรียนการสอน เช่น การค้นหาคำตอบเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันการสร้างโครงการหรือผลผลิตใน รูปแบบต่าง ๆ เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ วิดีทัศน์ สิ่งพิมพ์ เป็นต้น เน้นที่ภาระการทำงานหรือหาที่ สนับสนนุ ใหผ้ เู้ รยี นพฒั นาผลงานหรือแก้ปญั หานนั้ ๆ ตามแนวทางของตนเอง 2) การสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนมีบทบาทในการเรียนรู้อย่างเต็มที่โดยผู้เรียนจะควบคุมตนเองใน การเรียนรู้ เพอ่ื ให้ผู้เรียนรสู้ ึกวา่ เป็นเจ้าของการเรยี น เรม่ิ ตง้ั แต่การกำหนดเปา้ หมายของการเรยี น หรือเลือก สิ่งที่ต้องการเรียนเอง ตั้งกฎระเบียบเอง แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น รวมทั้งรับผิดชอบ ดูแลรกั ษาหอ้ งเรียนรว่ มกนั 3) ภาระงานที่มอบหมายให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติควรมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตจริงหรือให้ ผู้เรียนอยู่ในบริบทเดียวกับโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องไปในสถานที่แท้จริงเสมอ แต่อาจจัด กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับ สื่อ วัสดุอุปกรณ์ สิ่งของต่างๆ ที่เป็นของจริงและมีความ สอดคล้องกับความสนใจของผเู้ รยี นโดยผู้เรยี นสามารถ ศึกษา สำรวจ วเิ คราะห์ ทดลอง ลองผดิ ลองถกู กับส่ิง นั้น ๆ จนเกิดเป็นความรู้ความเข้าใจมากขึ้นและควรสนับสนุนการทดลองแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการที่ หลากหลายในบริบทอน่ื ท่ตี า่ งกนั 4) การสร้างบรรยากาศการเรยี นที่หลากหลาย ตอบสนองความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คลเพื่อให้ผู้เรียน ได้เลือกตามความสนใจ หรือตามความถนัดของ แต่ละคนและควรมีบรรยากาศที่เป็นมิตร ทำให้ผู้เรียนรู้สึก อบอุ่น ปลอดภัย สบายใจ ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีความสุขและที่สำคัญคือ ควรสนับสนุนการ เรยี นแบบรว่ มมอื กันมากกว่าการแข่งขันพยายามสร้างบรรยากาศที่เอือ้ ต่อการมีปฏสิ ัมพันธ์ทางสังคม เพื่อให้ เกิดการร่วมมือการแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดและประสบการณ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนและบุคคลอื่นๆ จะช่วยให้การเรยี นร้ขู องผเู้ รยี นกว้างข้นึ และหลากหลายขึน้ 5) ผู้สอนต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้และควบคุมการเรียนรู้ ไปเป็นการให้ ความร่วมมือ อำนวยความสะดวกและช่วยเหลือผู้เรียนในการเรียนรู้จากคำว่า การให้ความรู้ (Instruction) ไปเป็นการให้ผูเ้ รียนสร้างความรู้ (Construction) เปลี่ยนบทบาทจากผูต้ ั้งคำถามเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้เรยี นเกิด
28 คำถามและหาวิธีตอบคำถามด้วยตนเอง ผู้สอนจะต้องทำหน้าท่ีชว่ ยสรา้ งแรงจูงใจภายในให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียน จดั เตรียมกิจกรรมการเรยี นรู้ทตี่ รงกับความสนใจของผ้เู รียนและช่วยส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนรวมท้ังให้ ความชว่ ยเหลอื สำหรับผเู้ รียนทีม่ ีปัญหา 6) การประเมินผลจะต้องมีความยืดหยุ่นกันไปในแต่ละบุคคลหรืออาจใช้การประเมินผลที่ หลากหลาย เชน่ การประเมินจากเพ่อื น แฟ้มสะสมผลงานหรอื การประเมินตนเอง เปน็ ต้น จากการศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้กลุม่ คอนสตรัคติวิสม์ สรุปได้วา่ ผู้วิจัยสามรถนำมาใช้ในการจัดการ เรยี นการสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกแก้ไขสถานการณป์ ัญหา เพอ่ื นำไปสกู่ ารคน้ หาคำตอบและสร้างองค์ความรู้ ด้วยตัวผู้เรียนเอง โดยครูจะเป็นเพียงผู้เอื้ออำนวยในการจัดกิจการเรียนรู้เท่านั้น โดยกำหนดส่วนประกอบ ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง อุปกรณ์พื้นฐานของคอมพิวเตอร์ ที่ได้มาจากการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยมนั้น คือ คำแนะนำสำหรับ ผู้เรียน วัตถุประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้ สถานการณ์ปัญหา ภารกิจ ฐานความช่วยเหลือ แบบทดสอบก่อนเรียน เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน แบบฝึกหัด เฉลยแบบฝึกหัด แบบทดสอบหลังเรียน เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน แหล่งเรียนรู้เพ่มิ เตมิ เป็นตน้ 4. เอกสารทเี่ ก่ียวข้องกับทกั ษะการเรียนร้ดู ้วยตนเอง 4.1 ความหมายทกั ษะการเรยี นรู้ด้วยตนเอง การเรียนรูโ้ ดยผู้เรียนเป็นผูเ้ รยี นรูด้ ้วยการนำตนเองเปน็ แนวคิดของการเรียนทีย่ ึดผู้เรียนเป็นสำคญั (student center) ลักษณะการเรียนในรูปแบบนี้ผู้เรียนจะเป็นผู้วางแผนการเรียนด้วยตนเองผู้เรียนแต่ละ คนจะรับผิดชอบในการวางแผนการเรียน การดำเนินการเรียน รวมทั้งการประเมินผลสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วย ตนเอง (สุวฒั น์, 2542) ซ่งึ สอดคลอ้ งกับแนวคิดของทิศนา (2545) กลา่ วว่าการนำตนเองเป็นวธิ ีการเรียนรู้ซ่ึง เป็นคุณลักษณะของผู้เรียนยุคปัจจุบันโดยผู้เรียนทุกคนมีความใฝ่รู้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว หากได้รับการ ส่งเสริมให้รับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง และได้รับการฝึกฝนทักษะที่จำเป็นต่อการศึกษาหาความรู้ด้วย ตนเอง ผเู้ รยี นจะสามารถเรียนรไู้ ดต้ ลอดชวี ติ คำว่า “การเรียนร้ดู ว้ ยการนำตนเอง” มาจากคำในภาษาองั กฤษ ว่า Self-Direct Learning หรือ Self-Management Learning มีผู้ให้ความหมายไว้ว่า การเรียนรู้ด้วยการ นำตนเองเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนคิดริเริ่มในการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยวิเคราะห์ความต้องการ กำหนดเป้าหมายของการเรยี นรู้ กำหนดกิจกรรมและวิธีการเรยี นรู้ กำหนดแหลง่ การเรียนรู้ คัดเลือกวิธีการ ท่เี หมาะสม
29 จากทกี่ ล่าวมานั้นผูว้ ิจยั ได้สรุปวา่ ทกั ษะการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง หมายถงึ กระบวนการเรียนร้ทู ีผ่ ู้เรียน ริเริ่มการเรียนรู้ด้วยตนเอง ตามความสนใจ ความต้องการ และความถนัดมีเป้าหมาย รู้จักแสวงหาแหล่ง ทรัพยากรของการเรียนรู้ เลือกวธิ กี ารเรียนรู้ จนถึงการประเมนิ ความก้าวหน้าของการเรยี นรู้ของตนเอง โดย จะดำเนินการด้วยตนเองหรือร่วมมือช่วยเหลือกับผู้อื่นหรือไม่ก็ได้ การเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นคุณลักษณะที่ สำคัญต่อการดำเนินชีวิตที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาในปัจจุบันที่จะต้องมี ส่งเสริมให้บุคคลมีคุณลักษณะของการชี้นำตนเองในการเรียนรู้เพื่อใหบ้ ุคคลมีประสบการณ์ และมีศักยภาพ ในการแสวงหาความร้เู พอื่ เปน็ พน้ื ฐานในการศกึ ษาตลอดชีวติ ต่อไป 4.2 วตั ถุประสงค์ทกั ษะการเรยี นรูด้ ้วยตนเอง การเรียนรู้ด้วยตนเองเปน็ คณุ ลักษณะทีส่ ำคัญต่อการดำเนินชีวติ ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีความจำเป็น อย่างยิ่งสำหรับการศึกษาในปัจจุบันที่จะต้องมีส่งเสริมให้บุคคลมีคุณลักษณะของการชี้นำตนเองในการ เรยี นรูเ้ พ่อื ให้บุคคลมปี ระสบการณ์ และมีศักยภาพในการแสวงหาความรเู้ พ่ือเป็นพ้นื ฐานในการศึกษาตลอด ชวี ิตต่อไป 4.3 รปู แบบการทักษะการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง 4.3.1 การทำสมดุ บันทกึ สว่ นตวั เพือ่ ใชบ้ นั ทกึ ข้อมูลความคิดเรื่องราวต่างๆทเี่ ราได้เรียนรู้หรือเกิดข้ึน ในสมองของเราสมุดน้จี ะชว่ ยเกบ็ สะสมความคิดทลี ะน้อยเข้าไวด้ ้วยกันเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาเพิ่มเติม ใหก้ วา้ งไกลออกไป 4.3.2 การกำหนดโครงการเรียนรู้รายบุคคลที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะเรียนรู้อย่างไรโดย พิจารณาว่าาความรู้ทีเ่ ราจะแสวงหานั้นช่วยใหเ้ ราถึงจุดประสงค์ท่ตี ้ังไว้หรือไม่ทำให้เกิดความพงึ พอใจ ความ สนุกสนานทจ่ี ะเรยี นหรอื ไม่ ประหยัดเงินและเวลามากนอ้ ยเพียงใด 4.3.3 การทำสัญญาการเรียน เป็นข้อตกลงระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน โดยอยู่บนพื้นฐานความ ต้องการของผ้เู รยี นท่ีสอดคล้องกับเปา้ หมายและหลักการของสถาบนั การศกึ ษาโดยกำหนดกิจกรรมการเรียน ท่ีเหมาะสม 4.3.4 การสร้างห้องสมุดของตนเองหมายถึงการรวบรวมรายชื่อ ข้อมูล แหล่งความรู้ต่างๆ ที่คิดว่า จะเปน็ ประโยชนต์ รงกับความสนใจเพ่ือใชใ้ นการศกึ ษาค้นคว้าต่อไป
30 4.3.5 การหาแหล่งความรใู้ นชุมชนเช่นผูร้ ู้ผู้ชำนาญในอาชีพต่างๆ หอ้ งสมุด สมาคม สถานท่ีราชการ ฯลฯ ซ่ึงแหลง่ ความร้เู หลา่ นี้จะเป็นแหล่งสำคัญในการค้นควา้ 4.3.6 การหาเพื่อนรว่ มเรยี น เพอ่ื แลกเปลย่ี นความรู้กัน 4.3.7 การเรียนรู้จากการฝกึ และปฏิบตั ิ ซงึ่ จะก่อให้เกดิ ความร้แู ละประสบการณ์ทีเ่ ปน็ ประโยชน์ 5 เอกสารท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั ความพงึ พอใจ 5.1 ความหมายของความพงึ พอใจ ความพึงพอใจ (Satisfaction) ได้มีผู้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้หลายความหมาย ดังน้ี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน (2542) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า พึงพอใจ หมายถึง รัก ชอบใจ และพงึ ใจ หมายถงึ พอใจ ชอบใจ ดิเรก (2528) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทัศนคติทางบวกของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็น ความรู้สึกหรือทัศนคติที่ดีต่องานที่ทำของบุคคลที่มีต่องานในทางบวก ความสุขของบุคคลอันเกิดจากการ ปฏิบัติงานและได้รับผลเป็นท่ีพงึ พอใจ ทำใหบ้ ุคคลเกดิ ความกระตือรือรน้ มีความสุข ความมุ่งม่ันที่จะทำงาน มีขวัญและมกี ำลงั ใจ มีความผกู พันกบั หนว่ ยงาน มีความภาคภมู ิใจในความสำเร็จของงานที่ทำ และส่งิ เหลา่ นี้ จะส่งผลต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานส่งผลต่อถึงความก้าวหน้าและความสำเร็จของ องคก์ ารอีกดว้ ย วิรุฬ (2542) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สกึ ภายในจิตใจของมนษุ ยท์ ีไ่ ม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับ แต่ละบุคคลว่าจะมีความคาดหมายกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างไร ถ้าคาดหวังหรือมีความตั้งใจมากและได้รับการ ตอบสนองด้วยดีจะมีความพึงพอใจมากแต่ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่งเมื่ไม่ ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตั้งใจไว้ว่าจะมีมากหรือน้อยส อดคล้องกับฉัตรชัย (2535) กล่าวว่า ความพึงพอใจหมายถึงความรู้สึกหรือทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งหรือปัจจัยต่างๆท่ี เกี่ยวข้อง ความร้สู ึกพอใจจะเกดิ ขน้ึ เมอื่ ความต้องการของบุคคลไดร้ บั การตอบสนองหรือบรรลจุ ุดม่งุ หมายใน ระดับหนึ่ง ความรู้สึกดังกล่าวจะลดลงหรือไม่เกิดขึ้น หากความต้องการหรือจุดมุ่งหมายนั้นไม่ได้รับการ ตอบสนอง
31 กติ ตมิ า (2529) กล่าววา่ ความพงึ พอใจ หมายถึง ความรสู้ ึกชอบหรือพอใจที่มตี ่อองคป์ ระกอบ และสง่ิ จงู ใจในดา้ นต่างๆเม่ือได้รบั การตอบสนองกาญจนา (2546) กลา่ ววา่ ความพึงพอใจของมนุษย์เป็นการ แสดงออกทางพฤติกรรมท่ีเปน็ นามธรรม ไม่สามารถมองเหน็ เปน็ รูปรา่ งได้ การทเี่ ราจะทราบว่าบุคคลมีความ พึงพอใจหรือไม่ สามารถสังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนและต้องมีสิ่งเร้าที่ตรงต่อความ ต้องการของบุคคล จึงจะทำให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ ดงั นนั้ การส่ิงเร้าจึงเปน็ แรงจงู ใจของบุคคลน้ันให้เกิด ความพึงพอใจในงานน้นั 5.2 ทฤษฎีทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั ความพงึ พอใจ เชลลี่ (Shelli, 1995, p. 9 อ้างถึงใน ปราการ กองแก้ว,2546, หน้า 17) ได้ศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับ ความพึงพอใจ สรปุ ไดว้ ่าเป็นความรสู้ ึกสองแบบของมนษุ ย์ คอื ความรู้สกึ ในทางบวกและความรู้สึกในทางลบ ความรู้สึกในทางบวกเป็นความรู้สึกที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วท าให้ความรู้สึกที่มีระบบย้อนกลับและความสุขนี้ สามารถทำให้เกิดความสุขหรือความรู้สึกทางบวกเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสุขเป็นความรู้สึกที่ สลับซบั ซ้อนและความสุขนจ้ี ะมผี ลต่อบุคคลมากกวา่ ความรสู้ ึกในทางบวกอื่น ๆ ความร้สู กึ ทางลบ ความรู้สึก ทางบวกและความสุขมีความสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อนและระบบความสัมพันธ์ของความรู้สึกทั้งสามนี้ เรียกว่าระบบความพึงพอใจ 9โดยความพึงพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อระบบความพึงพอใจมีความรู้สึกทางบวก มากกว่าความร้สู ึกทางลบทฤษฎีความต้องการตามลำดับขน้ั ของมาสโลว์ (Maslow, 1970 อ้างถงึ ใน รงั สรรค์ ฤทธผิ์ าด,2550, หนา้ 23) มาสโลว์ (Maslow) ได้เรยี งลำดบั สง่ิ จูงใจ หรอื ความตอ้ งการของมนุษย์ไว้ 5 ระดบั โดยเรยี งลำดับข้นั ของความตอ้ งการไวต้ ามความสำคัญ ดังน้ี 1. ความต้องการพื้นฐานทางสรีระ 2. ความตอ้ งการความปลอดภัยรอดพน้ อนั ตรายและมน่ั คง 3. ความตอ้ งการความรกั ความเมตตา ความอบอุ่น การมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ 4. ความต้องการเกยี รตยิ ศชอ่ื เสยี ง การยกย่อง และความเคารพตวั เอง 5. ความตอ้ งการความสำเร็จดว้ ยตนเอง ความพอใจในขั้นต่าง ๆ ของความต้องการของมนุษย์นี้ ความต้องการขั้นสูงกว่าบางครั้งได้ปรากฏ ออกมาให้เห็นแล้วก่อนท่ีความต้องการ ขั้นแรกจะได้เหน็ ผลเป็นที่พอใจเสียดว้ ยซ้ำอย่างไรก็ตามบุคคลแต่ละ
32 คนส่วนมากแสดงให้เห็นว่า ตนมีความพอใจอย่างสูงสุด ในลำดับขั้นความต้องการขั้นต่าง ๆ มากกว่าขั้นสูง จากการสำรวจ พบวา่ คนธรรมดาทั่วไปจะมีความพอใจในลำดับข้ันตอนต่าง ๆ ดงั น้ี ความตอ้ งการทางด้านกายภาพ 85% ความตอ้ งการความปลอดภยั 70% ความตอ้ งการทางด้านสังคม 50% ความตอ้ งการเด่นในสังคม 40% ความตอ้ งการท่จี ะไดร้ ับความสำเรจ็ ในส่ิงทีต่ นปรารถนา 10% 5.3 การวัดระดับความพึงพอใจ 1. การใช้แบบสอบถาม ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย โยการขอความร่วมมือจากกลุ่ม บคุ คลทีต่ อ้ งการวัด แสดงความคิดเห็นลงในแบบฟอร์มทกี่ ำหนด 2. การสัมภาษณ์ ต้องอาศัยเทคนิคและความชำนาญพิเศษของผู้สัมภาษณ์ที่จะจูงใจให้ผู้ตอบ คำถามตอบตามข้อเทจ็ จริง 3. การสังเกต เป็นการสังเกตพฤติกรรมทั้งก่อนการรับบริการ ขณะรับบริการและหลังการรับ บริการ การวดั โดยวิธนี ้ีจะต้องกระทำอย่างจริงจงั และมีแบบแผนที่แนน่ อนจะเห็นได้ว่าการวัดความพึงพอใจ ต่อการให้บริการนั้นสามารถกระทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความสะดวก เหมาะสม ตลอดจนจุดมุ่งหมายของ การวัดดว้ ย จงึ จะสง่ ผลใหก้ ารวดั น้ันมีประสทิ ธิภาพและน่าเชื่อถือได้ 6. เอกสารท่ีเก่ยี วขอ้ งกบั หลกั การออกแบบตามแนวคิด ADDIE Model ADDIE เปน็ รูปแบบการสอนท่อี อกแบบขึ้นมา เพอื่ ใชใ้ นการออกแบบและพัฒนาระบบการเรียนการ สอน โดยอาศยั หลักของวิธกี ารระบบ (System Approach) ซงึ่ เปน็ ท่ยี อมรบั กันโดยทว่ั ไปวา่ สามารถนำไปใช้ ออกแบบและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ ได้เป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็น CAI/ CBT, WBI/WBT หรือ e- Learning กต็ าม เน่อื งจากเปน็ ข้ันตอนท่ีครอบคลุมกระบวนการท้ังหมด และเปน็ ระบบปิดโดยพิจารณาจาก ผลลพั ธ์ในขนั้ ประเมินผลซ่งึ เปน็ ขั้นสุดทา้ ย แลว้ นำข้อมูลไปตรวจปรับข้นั ตอนทผ่ี ่านมาทงั้ หมด (ทัศนวรรณ รามณรงค์, 2557)
33 1. Analysis (การวิเคราะห์) วิเคราะห์ผู้เรียน (Learners Analysis) ผู้สอนควรทำการวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน ซึ่ง ประกอบด้วยการประเมินความรู้ของผู้เรียนในเนื้อหานั้น ๆ สิ่งที่ผู้เรียนต้องการเรียนรู้ หรือเหตุผลความ จำเป็นที่ต้องเรียนรู้เรื่องน้ัน ๆ นอกจากนี้ต้องวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ แรงจูงใจ ความสามารถในการ ใช้เทคโนโลยี และเป้าหมายในการเรียนรู้ ซึ่งอาจทำได้โดยการสำรวจความต้องการของผู้เรียนดว้ ยการแจก แบบสอบถาม สอบถามข้อมูลพื้นฐานเกีย่ วกับตัวผู้เรียนและหรือวิเคราะห์ได้จากผลการเรียนและพฤติกรรม การเรียนรู้ที่ผ่านมาในรายวิชาที่ต้องการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เน้ือหาเป็นส่วนส าคัญที่จะ ใหผ้ ู้เรยี นได้เรียนร้คู วบคไู่ ปกบั การจัดประสบการณห์ รือกจิ กรรมการเรยี นรู้ ผู้สอนจำเปน็ ตอ้ งก าหนดเน้ือหา ให้สอดคล้องกับความต้องการและความสามารถของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นหรือวัย ดังนั้นการวิเคราะห์ เนื้อหาจึงจำเป็นที่ผู้สอนต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากเพื่อไม่ให้การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) กลายเป็นหนังสือหรือตำราเนื้อหาใน CAI ต่างจากหนังสือและตำราทั้งในด้านภาษา ปริมาณเนื้อหา และลักษณะการนำเสนอ โดยใน CAI เนน้ การสรปุ เน้ือหาหรือแนวคิดหลักท่ผี ู้เรยี นยงั ไม่เข้าใจมาอธิบายโดย อาศัยเสียง วีดิทัศน์ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว กราฟิกต่าง ๆ มาประกอบการนำเสนอ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจได้ ง่ายและดขี ้นึ กวา่ ในหอ้ งเรยี นและไมเ่ นน้ นำเนอื้ หาทุกอย่างใสล่ งในบทเรียน CAI เพยี ง 1 ชุด เพราะจะทำให้ ผเู้ รยี นเบอื่ หน่ายได้ 2. Design (การออกแบบ) การออกแบบเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับการพัฒนาสื่อทุกประเภท เนื่องจากเป็นขั้นตอนที่ได้มาซึ่ง เค้าโครง หรือโครงสร้างต่าง ๆ ของสือ่ จะทำให้การพฒั นาสื่อเปน็ ไปอย่างมีระบบและไม่ติดขดั การออกแบบ สื่อมัลติมีเดียหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีส่วนประกอบสำคัญที่ต้องทำการออกแบบได้แก่ การออกแบบเนื้อหา การออกแบบการประเมนิ ผล และการออกแบบหนา้ จอ 3. Development (การพัฒนา) ขั้นตอนนี้เป็นการนำสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ทำการออกแบบไว้ในขั้นออกแบบมาใช้ในการพัฒนาบทเรียน มลั ตมิ ีเดยี โดยใช้โปรแกรมท่เี หมาะสมหรือท่ีผู้สอนมีความถนัด เช่น Adobe Flash , Adobe Author ware , Adobe Captivate เป็นตน้ โดยสามารถดำเนินการได้ดังน้ี 3.1 เตรยี มสือ่ ในการนำเสนอเน้ือหา 3.2 เตรยี มกราฟิกทใ่ี ช้ตกแต่งหนา้ จอ
34 3.3 การเขยี นโปรแกรม 3.4 ทดสอบการใช้งานเบ้อื งตน้ 3.5 สรา้ งคู่มอื การใชง้ าน 4. Implement (การดำเนินการ) เป็นขั้นตอนการนำบทเรียนมัลติมีเดียไปทดลองใช้กับผู้เรียนที่เป็นเป้าประสงค์ของผู้สอน โดยผู้สอนจะทำ หน้าที่ประเมินผลการใช้บทเรียนว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใดบ้างเพื่อนำไปปรับปรุงบทเรียนให้มีความ เหมาะสมกบั ผเู้ รยี นมากยง่ิ ข้นึ 5. Evaluation (การประเมินผล) เปน็ การประเมินผลทีผ่ ูส้ อนต้องทำในทุกขั้นตอน เพอื่ ตรวจสอบวา่ การวเิ คราะห์ การออกแบบ การ พัฒนา และการนำไปใช้มีปัญหาหรืออุปสรรคใดบ้างเพื่อจะได้ทำการแก้ไขปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ผู้สอนไม่เสียเวลา เพราะหากรอประเมินผลตอนสุดท้ายหลังการพัฒนาและนำไปใช้แล้วหากเกิดปัญหาข้ึน ผู้สอนอาจต้องเสียเวลาในการรื้อโปรแกรมใหม่ทั้งหมด ซึ่งหลายครั้งที่ออกแบบได้ไม่ดีมักพบปัญหาต่อการ นำไปใช้วา่ บทเรยี นท่ีผลิตข้ึนไมส่ ามารถส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรยี นได้อย่างแท้จริงนอกจากนี้ยัง รวมถงึ การประเมนิ สุดท้ายท่ีเปน็ การประเมินผูเ้ รยี นว่าสามารถเรยี นรู้ไดบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ทต่ี ง้ั ไว้หรือไม่ โดย เน้นการประเมินท้ังก่อนเรียน ระหว่างเรยี นและหลังเรยี นเพ่ือทำการเปรียบเทียบผลการเรยี นรทู้ ี่เกิดจากการ ใชบ้ ทเรียนมัลตมิ ีเดยี ทผ่ี ลติ ขนึ้ 7.งานวิจัยที่เกยี่ วข้อง เพชรสุดา ภูมิพันธุ์ , พนิตนันท์ อุดมทรัพย์ , วาระดี ชาญวิรัตน์ และ สุภาวดี วิสุวรรณ (2557) ศึกษาวิจัยเรื่องการวิจัยการพัฒนาทักษะการสืบค้นข้อมูลด้วยตนเองของนักศึกษาสาขาวิชา การศึกษา การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะการสืบค้นข้อมูลด้วย ตนเองของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาและสาขาวิชาอื่นในมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักศึกษาภาคปกติที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ซึ่ง เปน็ นักศึกษาทีค่ ณะผูว้ ิจัยรบั ผดิ ชอบในการสอนจำนวน 566 คน ประกอบด้วย นกั ศกึ ษาสาขาวชิ าการศึกษา จำนวน 459 คน และนักศึกษาสาขาวิชาอื่น จำนวน 107 คนการวิจัยครั้งนี้ประยุกต์ใช้การวิจัยเชิงทดลอง
35 (Experimental design) แบบ One-shot Case Study โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 4 ใจ โมเดลท่ี คณะผวู้ ิจยั สร้างข้ึน เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แผนการจดั การเรียนรู้ 4 ใจ โมเดลและแบบประเมิน การสืบคน้ ขอ้ มูล สถิติทใ่ี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู ไดแ้ ก่ Z-test และค่าร้อยละ ผลการวจิ ัยพบวา่ 1) นักศึกษาทั้งสองสาขาวิชามีแนวโน้มการพัฒนาทักษะการสืบค้นข้อมูลด้วยตนเองสูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่องตามลำดับในการเข้าเรียน ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 ครั้งที่ 4 และครั้งที่ 5 ส่วนนักศึกษาสาขาวิชาอื่นมีการ พัฒนาลดลงตามเกณฑ์การเขยี นบรรณานุกรมในการเขา้ เรยี นครัง้ ท่ี 5 และ 2) การเปรียบเทียบการพัฒนาทักษะการสืบค้นข้อมูลด้วยตนเองของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษา และสาขาวิชาอื่นตามเกณฑ์การสืบค้นมากกว่าสองแหล่งขึ้นไปมีความแตกต่างกันในการเข้าเรียน ครั้งที่ 5 การเขียนบรรณานุกรมมีความแตกต่างกันตั้งแต่การเข้าเรียน ครั้งท่ี 3 ครั้งท่ี 4 และครั้งที่ 5 และความ นา่ เชอื่ ถอื ของขอ้ มลู มคี วามแตกต่างกนั ในการเขา้ เรียน คร้ังท่ี 4 เมษา พูลสวัสด์ิ (2559) ได้ศึกษาวิจัยการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง การสื่อสารข้อมูลและ เครือข่ายคอมพิวเตอร์การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ เรือ่ งการสือ่ สารข้อมูลและเครอื ขา่ ยคอมพิวเตอรส์ ำหรบั นักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 2 2) เพือ่ เปรียบเทียบ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศ กอ่ นเรียนและหลังเรียนของ นักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 2 ท่ีไดร้ ับการสอนโดยใชบ้ ทเรียนออนไลน์ และ3) เพือ่ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียน วชิ าเทคโนโลยี สารสนเทศของนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2กบั เกณฑร์ ้อยละ80ของคะแนนเต็มกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ นกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 2โรงเรยี นสว่างอารมณ์วิทยาคมอำเภอสว่างอารมณ์ จังหวดั อุทยั ธานี ภาค เรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอยา่ งแบบกลุ่ม เครื่องมือทีใ่ ช้ในการวิจัย ไดแ้ ก่ 1) บทเรียนออนไลน์ เรื่องการสื่อสารข้อมลู และเครือขา่ ยคอมพวิ เตอร์ซ่ึงมีประสิทธิภาพ 81.90/82.80 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีความตรงเชิงเนื้อหามีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.32- 0.62และอำนาจ จำแนกอยรู่ ะหวา่ ง 0.35 -0.65และมีค่าความเทย่ี งเท่ากบั 0.80 ผลการวิจัยพบวา่ 1. บทเรียนออนไลน์ เรื่องการสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ส ำหรับนักเรียนชั้น มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 มีประสิทธภิ าพ 81.90/82.80 2. นักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 ที่ได้รบั การสอน โดยใชบ้ ทเรยี นออนไลน์มผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วิชาเทคโนโลยสี ารสนเทศหลังเรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี น อยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ .05
36 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนโดยใช้บทเรียนออนไลน์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศหลังเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วัชราภรณ์ เพ็งสุข (2559) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ วิชาคอมพิวเตอร์สำหรับ นกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4 การวจิ ัยในครัง้ น้ีมีวัตถุประสงค์เพื่อพฒั นาบทเรียนออนไลน์วิชาคอมพิวเตอร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลสุพรรณบุรีภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2559 กลุ่มตัวอย่าง ไดแ้ ก่ นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 4/5 โรงเรียนอนุบาลสุพรรณบุรีภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2559 โดยใช้ การสุ่มที่ได้มาจากการสุ่มสองข้ันตอน (Two-Stage Random Sampling) จำนวน 45 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบทเรียนออนไลน์วิชาคอมพิวเตอร์คู่มือการใช้บทเรียน ออนไลน์วิชาคอมพิวเตอร์ แบบทดสอบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ที่เรียนด้วยบทเรียน ออนไลนแ์ ละแบบสาํ รวจความคิดเหน็ ของนักเรยี นตอ่ รูปแบบบทเรียนออนไลนว์ ิชาคอมพวิ เตอรผ์ ลการศึกษา พบวา่ บทเรียนออนไลน์ประกอบไปดว้ ย 5 องค์ประกอบ ไดแ้ ก่ เน้อื หาของบทเรียน ระบบบริหารการเรียนรู้ การสื่อสาร การวัดประเมินผล และการทำให้เกิดความสัมพันธ์และมีค่าประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ เท่ากับ 83.81/84.22 เป็นไปตามเกณฑท์ ่กี ำหนดไว้ 80/80 จุฑาทิพย์ อิทธิชินพัฒน์ , เสนอ ภิรมย์จิตรผ่องและณัฐกิตต์ิ สวัสดิ์ไธสงค์ (2559) ศึกษาวิจัยเรื่อง รปู แบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การวิจยั เป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลขการส่ือสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การวิจัยครั้งนีม้ ีวัตถปุ ระสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอน โดยใช้การวิจัยเป็นฐานเพื่อพัฒนาการทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ และ 2) เพื่อสร้างรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การวิจัยเป็นฐานเพื่อพัฒนาการทักษะ การวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ขั้นที่ 1 ศึกษาสภาพการจัดการเรียน การสอนโดยใช้การวิจัยเป็นฐานใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การศึกษาคืออาจารย์ประจำคณะครุ ศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 730 คน การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ตัวอยา่ งท่ีได้จำนวน 248 คนเคร่ืองมือทใ่ี ช้ประกอบดว้ ย แบบสอบถามลักษณะการจัดการเรยี นการสอนโดย ใช้การวิจัยเป็นฐานของอาจารย์ในปัจจุบันและขั้นท่ี 2 กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้เชี่ยวชาญ 7 คน สำหรับตรวจ
37 ความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนรูโ้ ดยใช้การวิจัยเปน็ ฐานเพอื่ พฒั นาทักษะการวิเคราะหเ์ ชงิ ตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจยั คือ รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้การ วิจยั เปน็ ฐานทีผ่ ู้วจิ ัยพัฒนาขนึ้ และแบบประเมินความเหมาะสมของรปู แบบฯ มีคา่ IOC 0.70-1.00 สถติ ิที่ใช้ ในการวิเคราะหข์ อ้ มูลทั้ง 2 ขั้นตอน ได้แก่ รอ้ ยละ คา่ เฉลย่ี สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. สภาพการจดั การเรียนการสอนโดยใช้การวิจัยเป็นฐาน พบวา่ ภาพรวมท้ังหมด มีระดับปฏิบัติใน ระดบั สูงที่สุด(X = 3.56, S.D. = 0.50) และมีระดับความสำเร็จอยใู่ นระดับสูง (X = 3.49, S.D. = 0.65) เม่ือ พิจารณาด้านทักษะ พบว่าภาพรวมการใช้กระบวนการวิจัยเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ทักษะบัณฑิตที่พึงประสงค์ (ทักษะตัวที่ 5 คือทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสาร และการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ) ระดับปฏิบัติในระดับสูงทีส่ ดุ (X = 3.84, S.D. =0.74) และมีระดับความสำเร็จอยู่ใน ระดับสงู (X = 3.14, S.D. = 0.67) 2. รปู แบบการเรียนรู้โดยใชก้ ารวิจยั เปน็ ฐานกระบวนการจัดการเรยี นการสอนโดยใช้วิจยั เปน็ ฐาน มี 5 องคป์ ระกอบได้แก่ การกำหนดปัญหา การออกแบบ การดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลและวเิ คราะห์ข้อมูล การสรุปผล และการนำผลที่ได้ไปใช้ ผลการตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการ เรียนรู้โดยใช้การวิจยั เปน็ ฐาน โดยผู้เชี่ยวชาญพบว่ารปู แบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมาก (X = 3.50, S.D. = 0.52) อุหมาด หมัดอาด้า (2559) ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยใช้ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ ดว้ ยวธิ กี ารเรียนแบบร่วมมือ การวจิ ัยเชงิ ปฏิบัติการครั้งนี้ เป็น การวิจัยกึ่งทดลองเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน มีวัตถุประสงค์2 ข้อ คือ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการเขียน โปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์กับการเรียนแบบร่วมมือ และ 2) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยการเรียน แบบรว่ มมือ ประชากรทีใ่ ช้ในการวิจัยคือ นักศึกษาปริญญาตรที ่ีลงทะเบยี นเรียนในรายวิชา SWE-204 (การ สร้างซอฟต์แวร์ 2) จ้านวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีจ้านวน 5 ฉบับ ได้แก่ 1) แบบทดสอบกลาง ภาควิชา SWE-204 2) แบบทดสอบปลายภาควิชา SWE-204 3) แบบสอบถามความคิดเหน็ ของนักศึกษาท่ี มีต่อการจัดการเรียนการสอนวชิ า SWE-204 4) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใชช้ ุดฝึกทักษะ กับการเรยี นแบบร่วมมือและ 5) ชดุ ฝึกทักษะการเขยี นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การวิจยั ครั้งน้ี ใชร้ ะยะเวลา
38 จ้านวน 4 เดือน ผู้วิจัยด้านเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ความถ่ี รอ้ ยละ ค่าเฉล่ีย และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ผลการวิจยั พบวา่ 1. ด้านทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของนักศึกษาที่สอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการเขียน โปรแกรมคอมพิวเตอร์กบั การเรียนแบบรว่ มมือมผี ลท้าให้นักศึกษามผี ลการเรยี นดีขึ้นกวา่ ทีผ่ ่าน ๆ มา นนั่ คือ มีนกั ศึกษาไดร้ บั เกรด A รอ้ ยละ 18.18 เกรด B+ร้อยละ 9.09 เกรด B รอ้ ยละ 9.09 เกรด C+รอ้ ยละ 18.18 และมีนกั ศกึ ษาได้รับเกรด C ร้อยละ 22.73 รวมแล้วมีนกั ศกึ ษาที่ได้รับเกรดไม่ต่ำกว่า C ร้อยละ 77.27 ซึ่งมี คา่ สงู กวา่ สมมตฐิ านของการวิจัย 2. ด้านความพึงพอใจของนักศึกษาสรุปได้ดังน้ี นักศึกษามีความพึงพอใจมากที่สุดในด้านชุดฝึก ทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับมาก (x=3.95 , = 0.1) คิดเป็นร้อยละ 79.06 รองลงมา คือ นกั ศึกษามีความพงึ พอใจในดา้ นผสู้ อนในระดบั มาก (x= 3.92 , = 0.24) คิดเป็นรอ้ ยละ 78.4 ส่วนความ พึงพอใจตอ่ การเรียนการสอนโดยใช้ชุดฝกึ ทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับมาก (x= 3.63 , = 0.06) คดิ เป็นรอ้ ยละ 72.6 และทกั ษะการเขียนโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ของนักศึกษาประเมินโดยนักศึกษา อยู่ในระดับปานกลางเกือบดี (x=3.33 , = 0.12) คิดเป็นร้อยละ 66.58 และทักษะการเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอรข์ องนกั ศึกษาประเมินโดยผสู้ อนอย่ใู นระดบั ดี (x= 3.66 ,= 0.11) คดิ เปน็ ร้อยละ73.13 ศรัณย์ กระแสร์สินธ์ุ,อนิ ทริ า รอบรู้ (2562) ศกึ ษาวิจัยเรือ่ งการจัดการเรียนรตู้ ามทฤษฎีคอนสตรัคติ วิสต์โดยใช้บทเรียนออนไลน์ วิชาคอมพิวเตอร์กราฟิกสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงคเ์ พื่อเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิและศึกษาความพึงพอใจทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์กราฟิกก่อน และหลังการจัดการเรยี นรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสตโ์ ดยใช้บทเรียนออนไลน์ ของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ท่ี 5 โรงเรียนคุรุประชาสรรค์ อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 จำนวนทั้งหมด 30 คนได้มาจากการสุ่มแบบใช้หลักความน่าจะเป็นแบบกลุ่ม เครื่องมือในการทดลอง คือแผนการจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัตติวิสต์โดยใช้บทเรียนออนไลน์ที่มีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.67- 1.00 และนำไปสอนนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบประเมิน ผลสัมฤทธ์ิ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 และแบบประเมินความพึงพอใจ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 โดยทัง้ 2 ฉบบั มีคา่ IOC อยูร่ ะหว่าง 0.67-1.00วเิ คราะหข์ อ้ มลู ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นก่อนและหลังโดยการ ตรวจสอบการแจกแจงข้อมูลแบบปกติใช้การทดสอบ Paired-Samples t-test ข้อมูลไม่มีการแจกแจงปกติ ใช้การทดสอบ Wilcoxon signed ranks test และวิเคราะห์ความพึงพอใจด้วยการหาค่าเฉลี่ยและค่า เบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้ตามทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์โดยใช้บทเรียนออนไลน์
39 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05โดยมีคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธ์ิทางการ เรียน ก่อนเรียนเท่ากับ 19.17 คะแนน (X=19.17, S.D.=2.11) มีคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนเท่ากับ 23.70 คะแนน(X=23.70, S.D.=1.60) และโดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ใน ระดับมาก(X=3.80, S.D.=0.20) จากผลการศึกษางานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง พอสรปุ ได้วา่ การใช้บทเรยี นออนไลน์ เปน็ นวัตกรรมทาง เทคโนโลยีท่ีมีประสิทธภิ าพเป็นอยา่ งมาก ทำใหผ้ ลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรียนหลงั เรียนด้วยบทเรยี น ออนไลน์ สูงกวา่ ก่อนเรียนได้อกี ท้ังยงั สามารถเรยี นรูด้ ้วยตนเองให้เข้าใจเนื้อหาบทเรยี นเป็นอยา่ งดีทำให้ นักเรยี นเกดิ ความพึงพอใจท่ดี ีต่อการเรียน และสามารถนำการเรียนรู้จากสถานการณป์ ัญหามาใช้ในการ เรียนการสอนทำให้นกั เรยี นมีทักษะการเรียนรดู้ ้วยตนเองอยา่ งเปน็ ระบบท่ีสูงข้นึ ได้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183