132 ตวั อย่างนามานุกรมออนไลน์ ภาพท่ี 4.15 แสดงการบรกิ ารนามานุกรมของรฐั ทม่ี า (กรมประชาสมั พนั ธ,์ 2556) ภาพท่ี 4.16 แสดงการบรกิ ารนามานุกรมธุรกจิ การคา้ ทม่ี า (ไทยแลนด์ เยลโล่เพจเจส, 2555) หนังสือค่มู ือ (Handbook and manuals) หนังสอื คู่มอื เป็นหนังสอื ท่จี ดั ทําขน้ึ เพ่อื รวบรวมเร่อื งราวหรอื ขอ้ เทจ็ จรงิ เฉพาะดา้ น แล้วใหค้ ําแนะนําในด้านนัน้ ๆ ซ่ึงอาจเป็นเร่อื งราวท่นี ่าสนใจด้านใดด้านหน่ึงหรอื เร่อื งใน สาขาวชิ าใดวชิ าหน่ึงโดยเฉพาะอยา่ งกวา้ งๆ โดยใหร้ ายละเอยี ดอยา่ งสนั้ ๆ กะทดั รดั
133 ประเภทหนังสือค่มู ือ หนงั สอื คมู่ อื แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท คอื 1. ค่มู ือปฏิบตั ิงาน (Manuals) เป็นหนงั สอื ทใ่ี หร้ ายละเอยี ดเกย่ี วกบั ขนั้ ตอน การปฏบิ ตั งิ านต่าง ๆ เชน่ คมู่ อื การประกอบอาหาร คมู่ อื เลย้ี งสตั ว์ คมู่ อื การปฐมพยาบาล คมู่ อื การประดดิ ประดอย คมู่ อื การปลกู ตน้ ไม้ เป็นตน้ 2. หนังสือที่รวบรวมความร้เู บด็ เตลด็ (Miscellany) เป็นหนงั สอื ทเ่ี สนอ ความรทู้ บ่ี ุคคลต่างๆ ใครร่ ู้ และเป็นสงิ่ ใหมท่ ส่ี ดุ ของสง่ิ ต่างๆ ไดแ้ ก่ ใหญ่ทส่ี ดุ เลก็ ทส่ี ดุ รวย ทส่ี ดุ สวยทส่ี ดุ เชน่ หนงั สอื สงิ่ แรกในเมอื งไทย Guinness world records เป็นตน้ ตวั อย่างหนังสือค่มู ือออนไลน์ ภาพท่ี 4.17 แสดงการบรกิ าร Guinness world records ทม่ี า (Guinness world records, 2012) สิ่งพิมพร์ ฐั บาล (Government publication) สง่ิ พมิ พร์ ฐั บาลเป็นเอกสารสง่ิ พมิ พท์ ห่ี น่วยงานราชการ รฐั วสิ าหกจิ เป็นผรู้ บั ผดิ ชอบ ในการจดั พมิ พ์ข้นึ โดยมีวตั ถุประสงค์เพ่อื เผยแพร่ความรู้ประชาสมั พนั ธ์ข่าวสาร ความ เคล่อื นไหว และผลการปฏบิ ตั งิ านของหน่วยงานเพอ่ื ใหป้ ระชาชนรบั ทราบ สงิ่ พมิ พร์ ฐั บาลถอื เป็นเอกสารของทางราชการทม่ี คี ุณคา่ มากสามารถนําไปใชป้ ระกอบการศกึ ษาคน้ ควา้ วจิ ยั ได้ เป็นอยา่ งดี เพราะเป็นสงิ่ พมิ พท์ ใ่ี หข้ อ้ เทจ็ จรงิ มขี อ้ มลู ทท่ี นั สมยั เชน่ ราชกจิ จานุเบกษา แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ รายงานผลการดาํ เนินของหน่วยงาน เป็นตน้
134 ประเภทของส่ิงพิมพร์ ฐั บาล แบ่งออกเป็น 17 ประเภท คอื (เฉลยี ว พนั ธส์ ดี า, 2531) 1. รายงานการบริหาร เป็นการเสนอผลงานทไ่ี ดป้ ฏบิ ตั ใิ นรอบ 1 ปี มกั จดั ทาํ เป็น หนงั สอื เล่ม เชน่ รายงานประจาํ ปี มรี ปู ภาพ สถติ ิ แผนภมู ปิ ระกอบ 2. รายงานสถิติ เป็นการเสนอขอ้ มูลของรฐั บาลจากหน่วยงานต่างๆ มกั เสนอใน รปู แบบแผนภมู ิ ตาราง เป็นตน้ 3. รายงานของคณะกรรมการต่างๆ เป็นการเสนอขอ้ มูลท่ไี ดจ้ ากการประชุม ของคณะกรรมการทไ่ี ดร้ บั แต่งตงั้ ใหป้ ฏบิ ตั หิ น้าท่เี ร่อื งใดเร่อื งหน่ึง แล้วนําผลการประชุมท่ี เป็นขอ้ ยตุ มิ าพมิ พเ์ ผยแพรใ่ หป้ ระชาชนทราบ 4. รายงานค้นคว้าวิจยั ทุกหน่วยงานจะมนี ักวชิ าการทําการศึกษาค้นคว้าวจิ ยั เรอ่ื งต่าง ๆ แลว้ เขยี นรายงานการคน้ ควา้ ออกเผยแพร่ 5. ร่างกฎหมายและมติต่างๆ ฝ่ายรฐั สภาจะนําร่างกฎหมายต่างๆ มาพิมพ์ เผยแพรใ่ หป้ ระชาชนทวั่ ไปทราบ 6. ผลการพิจารณา คอื ผลการพจิ ารณาของรฐั บาลในการประชุมรฐั สภาเกย่ี วกบั เรอ่ื งราวต่าง ๆ ทไ่ี ดถ้ กเถยี งกนั ในระหวา่ งการประชมุ มาเสนอเพอ่ื ใหป้ ระชาชนทราบ 7. วารสารและรายงานการประชุม เป็นการเสนอบทความ สุนทรพจน์ข่าวท่ี น่าสนใจ 8. กฎหมาย รวบบทกฎหมาย และประมวลกฎหมายต่าง ๆ เป็นการเสนอ กฎหมายทผ่ี า่ นการประชุมรฐั สภาแลว้ 9. คาํ พิพากษาและความเห็นศาล โดยเนติบณั ฑิตยสภา นําคําตัดสินของผู้ พพิ ากษามาจดั พมิ พเ์ ผยแพร่ 10. ระเบียบ กฎข้อบงั คบั และค่มู ือต่าง ๆ หน่วยงานราชการจะออกระเบยี บกฎ คาํ สงั่ พมิ พใ์ หบ้ ุคลากรทุกหน่วยงานทราบ 11. ทําเนียบนามและทะเบียน เป็นการรวบรวมช่ือบุคคล หน่วยงาน สถาบัน สถานทต่ี ่าง ๆ เพอ่ื อาํ นวยความสะดวกในการตดิ ต่อประสานงาน 12. บรรณานุกรมและรายชื่อต่าง ๆ เป็นการรวบรวมช่อื หนังสอื และบทความท่ี หน่วยราชการไดผ้ ลติ ขน้ึ 13. เรื่องราวและรายละเอียดต่างๆ เป็นการเสนอเร่ืองราว ข่าวสาร และ รายละเอียดต่าง ๆ ของราชการให้ประชาชนได้ทราบว่ารฐั บาลทําหน้าท่ีรบั ใช้ประชาชน อยา่ งไร และทาํ งานอะไรไปแลว้ บา้ ง ยงั เสนอเรอ่ื งราวอ่นื ๆ ทป่ี ระชาชนทวั่ ไปควรทราบ หรอื ขอ้ มลู และเรอ่ื งราวทค่ี วรแก่การศกึ ษาคน้ ควา้ ของประชาชน 14. วารสาร หน่วยงานราชการจดั วารสารวชิ าการออกเผยแพร่
135 15. ข่าวที่ให้แก่หนังสือพิมพ์ เป็นข่าวทท่ี างราชการใหแ้ ก่หนังสอื พมิ พม์ เี ร่อื งราว เก่ยี วขอ้ งกบั ขอ้ เทจ็ จรงิ นโยบาย ความคดิ เหน็ และการดําเนินงานตามแผนพฒั นา หรอื โครงการทก่ี าํ หนดไว้ 16. แผนที่และแผนภมู ิ หน่วยงานต่าง ๆ ของรฐั บาลมกั จดั ทาํ ไวเ้ พอ่ื อาํ นวยความ สะดวกในการปฏบิ ตั งิ านในแต่ละหน่วยงาน 17. ภาพยนตรแ์ ละอปุ กรณ์โสตทศั นวสั ดุ ไดแ้ ก่ วสั ดไุ มต่ พี มิ พป์ ระเภทต่างๆ เช่น รปู ภาพ แผนภมู ิ กราฟ การต์ ูน โปสเตอร์ ภาพน่ิง วดี ที ศั น์ รวมถงึ ของจรงิ และแบบจาํ ลอง ต่าง ๆ ดว้ ย ตวั อย่างสิ่งพิมพร์ ฐั บาลออนไลน์ ภาพท่ี 4.18 แสดงการบรกิ ารราชกจิ จานุเบกษา ทม่ี า (ราชกจิ จานุเบกษา, 2556) หนังสืออ้างอิงประเภทชี้แหล่งสารสนเทศ บรรณานุกรม (Bibliography) บรรณานุกรมเป็นหนังสอื ทร่ี วบรวมรายช่อื หนังสอื หรอื สง่ิ พมิ พป์ ระเภทต่างๆ โดยมี วิธีการจดั ทําและเรียบเรียงไว้อย่างเป็นระบบ มีการจดั เรียงตามลําดับตัวอกั ษรโดยให้ รายละเอยี ดเกย่ี วกบั ช่อื นามสกุลผแู้ ต่ง ช่อื เรอ่ื ง ครงั้ ทพ่ี มิ พ์ สถานทพ่ี มิ พ์ สาํ นกั พมิ พ์ และปี ทพ่ี มิ พบ์ างรายการอาจมสี าระสงั เขปประกอบเพอ่ื ประโยชน์ต่อการศกึ ษาคน้ ควา้ ประเภทของบรรณานุกรม แบ่งออกเป็น 6 ประเภท คอื
136 1. บรรณานุกรมสากล (Universal bibliography) เป็นบรรณานุกรมทไ่ี ม่จาํ กดั ขอบเขตดา้ นประเทศผผู้ ลติ สาขาวชิ า มกั รวบรวมรายช่อื สง่ิ พมิ พท์ ม่ี ขี อบเขตกวา้ งขวางโดย ไมจ่ าํ กดั วา่ อยใู่ นรปู แบบใด 2. บรรณานุกรมแห่งชาติ (National bibliography) เป็นบรรณานุกรมทร่ี วบรวม รายช่ือสง่ิ พมิ พ์ท่จี ดั พมิ พ์ข้นึ ในประเทศใดประเทศหน่ึง หรอื มเี น้ือหาเก่ียวกบั ประเทศใด ประเทศหน่ึง เช่น บรรณานุกรมแห่งชาติ จดั ทําโดยหอสมุดแห่งชาติ การทําบรรณานุกรม แหง่ ชาตมิ วี ตั ถุประสงคเ์ พอ่ื ชว่ ยควบคมุ บรรณานุกรมของสงิ่ พมิ พท์ ผ่ี ลติ ขน้ึ ในประเทศนนั้ ๆ 3. บรรณานุกรมเฉพาะวิชา (Subject bibliography) เป็นบรรณานุกรมท่ี รวบรวมรายช่อื สง่ิ พมิ พเ์ กย่ี วกบั สาขาวชิ าใดวชิ าหน่ึงโดยเฉพาะ จดั ทาํ ขน้ึ เพ่อื ใหน้ กั วชิ าการ และนกั วจิ ยั ทต่ี อ้ งการศกึ ษาคน้ ควา้ อยา่ งลกึ ซง้ึ ในดา้ นใดดา้ นหน่ึงมคี วามสะดวกมากยงิ่ ขน้ึ 4. บรรณานุกรมเฉพาะบุคคล (Individual bibliography) เป็นบรรณานุกรมท่ี รวบรวมสงิ่ พมิ พท์ เ่ี ป็นผลงานของบุคคลใดบุคคลหน่ึง หรอื งานเขยี นของผอู้ ่นื ทเ่ี ขยี นเกย่ี วกบั บุคคลนัน้ จดั ทาํ ขน้ึ เพอ่ื อาํ นวยความสะดวกในการศกึ ษาเกย่ี วกบั ชวี ติ ผลงาน หรอื เพ่อื เชดิ ชู เกยี รตบิ ุคคลนนั้ ๆ 5. บรรณานุกรมเพ่ือการค้า (Trade bibliography) เป็นบรรณานุกรมทร่ี วบรวม รายช่อื สง่ิ พมิ พใ์ หม่ จดั ขน้ึ โดยบรษิ ทั ผจู้ ดั จําหน่ายหรอื สาํ นกั พมิ พเ์ พ่อื เผยแพร่ใหผ้ ซู้ ง่ึ ทราบ รายละเอียดของรายการสิ่งพิมพ์เพ่ือใช้เป็นเคร่ืองมือในการเลือกและจัดหาทรพั ยากร สารสนเทศ 6. บรรณานุกรมของบรรณานุกรม (Bibliography of bibliography) เป็น บรรณานุกรมท่ีรวบรวมรายช่ือสง่ิ พิมพ์บรรณานุกรมอกี ทีหน่ึงเป็นบรรณานุกรมท่ีจดั ทํา เฉพาะ สาขาวชิ าใดวชิ าหน่ึง มจี ุดมุ่งหมายเพ่อื ช่วยในการค้นหาหนังสอื บรรณานุกรมใน สาขาวชิ าทต่ี อ้ งการ ตวั อย่างบรรณานุกรมออนไลน์ ภาพท่ี 4.19 แสดงการบรกิ ารบรรณานุกรมเพอ่ื การคา้ ทม่ี า (Books In Print, 2013)
137 ดรรชนี (Index) ดรรชนีเป็นหนังสอื หรอื เคร่อื งมอื ท่ชี ่วยค้นหาหนังสอื หรอื ขอ้ มูลนัน้ โดยจะเป็นส่วน หน่ึงของหนงั สอื ทม่ี กั จะอยทู่ า้ ยเลม่ หรอื เป็นรปู เล่มหนงั สอื ต่างหากประโยชน์ของดรรชนีเพอ่ื เป็นการช้แี นะแหล่งขอ้ มูลท่ผี ูใ้ ชต้ ้องการว่าอย่ทู ่ใี ด โดยจะใหร้ ายละเอยี ดเก่ยี วกบั ช่อื บุคคล คําศพั ท์ หวั เร่อื ง ช่อื เร่อื ง หรอื รายการอ่นื ๆ ท่มี คี วามสําคญั ว่าอย่ใู นหน้าใดของหนังสอื วารสาร และสง่ิ พมิ พอ์ น่ื ๆ ประเภทของดรรชนี แบง่ ออกเป็น 3 ประเภท คอื 1. ดรรชนีของหนังสือ (Indexes of book) เป็นดรรชนีทร่ี วบรวมคาํ วลหี รอื คําสําคญั ท่ปี รากฏอยู่ในหนังสอื เพ่อื เป็นเคร่อื งมอื ช่วยใหผ้ ู้ใชส้ ามารถค้นควา้ หนังสอื หรอื เอกสารไดอ้ ยา่ งสะดวกยงิ่ ขน้ึ ดรรชนีหนงั สอื จะอยใู่ นรปู ของหนงั สอื เล่มต่างหาก และดรรชนี ทอ่ี ยทู่ า้ ยเล่มของหนงั สอื 2. ดรรชนีวารสาร (Periodical index) เป็นหนงั สอื ทร่ี วบรวมชอ่ื บทความ ทางวชิ าการในวารสารต่าง ๆ ดรรชนีวารสารจะใหร้ ายละเอยี ดของบทความซง่ึ ประกอบดว้ ย ช่อื ผู้เขยี นบทความ ช่ือบทความ ช่ือวารสาร ปีท่ี ฉบบั ท่ี เลขหน้า เดือน ปี ของวารสาร ดรรชนีวารสารมกั จะจดั เรยี งรายการตามลําดบั ตวั อกั ษรของช่อื ผเู้ ขยี นบทความ ช่อื บทความ หวั เร่อื ง เป็นต้น ดรรชนีวารสารจะจดั ทําในลกั ษณะดรรชนีวารสารทวั่ ไป ดรรชนีวารสาร เฉพาะวชิ า ดรรชนีวารสารเฉพาะเรอ่ื ง เป็นตน้ 3. ดรรชนีหนังสือพิมพ์ (Newspaper index) เป็นหนงั สอื ทร่ี วบรวมราย ช่อื บทความ หรอื ข่าวสําคญั จากหนังสอื พมิ พ์ ใช้เป็นเคร่อื งมอื ในการค้นหาบทความจาก หนงั สอื พมิ พ์ ซง่ึ จะใหร้ ายละเอยี ดทส่ี าํ คญั เชน่ ช่อื หนงั สอื พมิ พ์ ฉบบั ท่ี วนั เดอื น ปี เลขหน้า คอลมั น์ เป็นตน้ ดรรชนีหนงั สอื พมิ พจ์ ะมลี กั ษณะ และรปู แบบคลา้ ยดรรชนีวารสาร
138 ตวั อย่างดรรชนีออนไลน์ ภาพท่ี 4.20 แสดงการบรกิ ารดรรชนีวารสารภาษาไทย ทม่ี า (สาํ นกั หอสมดุ กลาง มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร, 2555) ภาพท่ี 4.21 แสดงการบรกิ ารดรรชนีวารสารภาษาต่างประเทศ ทม่ี า (Pro Quest, 2012)
139 สรปุ ลกั ษณะของหนังสืออ้างอิง ประเภท ลกั ษณะ ใช้ตอบปัญหา 1. พจนานุกรม ใหค้ วามรเู้ กย่ี วกบั ใชค้ น้ หาความหมายของคาํ ประวตั ทิ ม่ี าของคาํ ตวั สะกด (Dictionary) คาํ โดยรวบรวม การอ่านออกเสยี ง ชนิดของคาํ การใชค้ าํ คาํ เหมอื น ตามลาํ ดบั คาํ ตรงขา้ ม คาํ ยอ่ คาํ แสลง เครอ่ื งหมาย สญั ลกั ษณ์ ตวั อกั ษร และศพั ท-์ บญั ญตั จิ ากคาํ ภาษาต่างประเทศถา้ เป็น พจนานุกรมฉบบั สมบรู ณ์จะมชี วี ประวตั บิ ุคคลประกอบ 2. สารานุกรม รวบรวมเรอ่ื งราว ใชค้ น้ หาความรพู้ น้ื ฐานอยา่ งกวา้ ง ๆ พรอ้ มคาํ จาํ กดั ความ (Encyclopedia) ความรตู้ า่ ง ๆ คาํ อธบิ ายภมู หิ ลงั ชวี ประวตั บิ ุคคล ซง่ึ เป็นเรอ่ื งทอ่ี ยใู่ นความ จากทุกสาขาวชิ า สนใจของบุคคลทวั่ ไป โดยมกี ารเรยี ง ตามลาํ ดบั ตวั อกั ษร 3. หนงั สอื รายปี รวบรวมเรอ่ื งราว ใชค้ น้ หาขอ้ มลู เรอ่ื งราวขอ้ เทจ็ จรงิ ตา่ ง ๆ อยา่ งสนั้ ๆ ขอ้ เทจ็ จรงิ ท่ี เกย่ี วกบั เรอ่ื งราวความเป็นไปในรอบปีใหต้ วั เลข สถติ ทิ ่ี (Yearbook) น่าสนใจในรอบปี สาํ คญั และบางครงั้ มชี วี ประวตั ิ ทผ่ี า่ นมา 4. อกั ขรานุกรมชวี ประวตั ิ รวบรวมชวี ประวตั ิ ใชค้ น้ เรอ่ื งเกย่ี วกบั ประวตั บิ คุ คลสาํ คญั ๆ ทม่ี ชี ่อื เสยี งใน (Biographical Directory) ของบคุ คลสาํ คญั แต่ละดา้ นหรอื ชาตใิ ดชาตหิ น่ึง 5. หนงั สอื อา้ งองิ ภมู ศิ าสตร์ รวบรวมความรู้ ใชค้ น้ เรอ่ื งราวเกย่ี วกบั สถานทท่ี างภมู ศิ าสตร์ เชน่ แมน่ ้ํา (Geographical Source) เกย่ี วกบั ชอ่ื ทาง ภเู ขา เมอื ง ประวตั ยิ อ่ ๆ ของเมอื งหรอื สถานทท่ี อ่ งเทย่ี ว ภมู ศิ าสตร์ เชน่ พรอ้ มกบั ใหร้ ายละเอยี ดเกย่ี วกบั ตาํ แหน่งทต่ี งั้ ระยะทางและ แมน่ ้ํา ภเู ขา เกาะ แผนท่ี มหาสมทุ ร 6. นามานุกรม รวบรวมความรู้ ใชค้ น้ เรอ่ื งราวเกย่ี วกบั ช่อื บคุ คล องคก์ รร สถานฑตู เกย่ี วกบั นามของ กระทรวง ทบวง กรมตา่ ง ๆ โดยใหร้ ายละเอยี ดเกย่ี วกบั ชอ่ื (Directory) บคุ คล หน่วย ทอ่ี ยู่ เบอรโ์ ทรศพั ท์ ราชการ สถาบนั องคก์ ารและ หา้ งรา้ นต่าง ๆ 7. หนงั สอื คมู่ อื รวบรวมเรอ่ื งราว ใชค้ น้ เรอ่ื งราวเบด็ เตลด็ ใหข้ อ้ เทจ็ จรงิ เกย่ี วกบั ตวั เลข สถติ ิ ใชต้ อบปญั หาเฉพาะเรอ่ื งได้ หรอื เป็นคมู่ อื ในการปฏบิ ตั งิ าน (Handbook and Manuals) ขอ้ เทจ็ จรงิ ตวั เลข สถติ ิ ฯลฯ ทน่ี ่าสนใจเฉพาะ ดา้ นหรอื ในสาขา วชิ าใดวชิ าหน่ึง
140 ประเภท ลกั ษณะ ใช้ตอบปัญหา 8. สง่ิ พมิ พร์ ฐั บาล ใชค้ น้ หาสง่ิ พมิ พข์ องหน่วยงานราชการ รฐั วสิ าหกจิ (Government publication) เป็นเอกสารทจ่ี ดั เพอ่ื ทราบความเคล่อื นไหว และผลการปฏบิ ตั งิ าน ทาํ ขน้ึ เพอ่ื 9. บรรณานุกรม เผยแพรผ่ ลงาน ใชค้ น้ หารายช่อื หนงั สอื เรอ่ื งใดเรอ่ื งหน่ึง ซง่ึ อาจจะมคี าํ (Bibliography) ของหน่วยงาน วจิ ารณ์ มบี รรณนิทศั น์ประกอบ ซง่ึ จะใหร้ ายละเอยี ดทาง ราชการ บรรณานุกรม เชน่ ผแู้ ตง่ ชอ่ื หนงั สอื สถานทพ่ี มิ พ์ 10. ดรรชนี (Index) รฐั วสิ าหกจิ สาํ นกั พมิ พ์ ปีทจ่ี ดั พมิ พ์ ฯลฯ ใชค้ น้ หาหนงั สอื หรอื บทความจากวารสาร หนงั สอื พมิ พ์ รวบรวมรายชอ่ื ใหร้ ายละเอยี ดทางบรรณานุกรม หนงั สอื ต่าง ๆ เรยี งตามลาํ ดบั ตวั อกั ษร เป็นเครอ่ื งมอื ใช้ คน้ หาหนงั สอื หรอื บทความ มกั จะ อยทู่ า้ ยเลม่ หรอื เป็นรปู เลม่ ต่างหาก บทสรปุ บรกิ ารตอบคําถามและช่วยการคน้ ควา้ เป็นบรกิ ารใหค้ วามช่วยเหลอื แก่ผใู้ ชท้ จ่ี ดั ให้ ผูใ้ ช้โดยตรง โดยการช่วยเหลอื ผูใ้ ช้ให้สามารถค้นหาสารสนเทศท่ตี นต้องการ โดยการให้ คําแนะนําหรอื มกี ารแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ ระหว่างผใู้ หบ้ รกิ ารและผูใ้ ชบ้ รกิ าร จงึ เป็นการ ส่อื สารเพ่อื ใหร้ คู้ วามตอ้ งการสารสนเทศของผใู้ ชบ้ รกิ ารอยา่ งชดั เจนและถูกตอ้ ง การจดั ใหม้ ี บรกิ ารตอบคาํ ถามและชว่ ยการคน้ ควา้ จงึ เป็นแนวทางในการคน้ หาคาํ ตอบและชว่ ยใหก้ ารคน้ มีประสิทธิภาพย่ิงข้นึ และในปจั จุบันมีการบริการตอบคําถามและช่วยการค้นคว้าผ่าน เครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตทเ่ี ช่อื มโยงผใู้ ชบ้ รกิ ารกบั ผใู้ หบ้ รกิ ารตอบคําถามไดส้ นทนาโตต้ อบกนั ได้จงึ มผี ลใหผ้ ูใ้ ชส้ ามารถตดิ ต่อกบั แหล่งบรกิ ารสารสนเทศเพ่อื ใชบ้ รกิ ารได้หลายช่องทาง และการสบื ค้นหาสารสนเทศประเภทหนังสอื อ้างองิ ยงิ่ มคี วามสะดวกรวดเรว็ มากเพราะมี ใหบ้ รกิ ารในระบบออนไลน์มากยงิ่
141 คาํ ถามท้ายบทที่ 4 1. บรกิ ารตอบคาํ ถามและชว่ ยการคน้ ควา้ มคี วามสาํ คญั อยา่ งไร 2. กระบวนการบรกิ ารตอบคาํ ถามและชว่ ยการคน้ ควา้ มกี ระบวนการใดบา้ ง 3. จงอธบิ ายประเภทของคาํ ถามต่อไปน้ีวา่ มลี กั ษณะอยา่ งไร 3.1 คาํ ถามประเภทแนะแนวทาง 3.2 คาํ ถามประเภทตอ้ งการขอ้ เทจ็ จรงิ 4. การสมั ภาษณ์ผใู้ ชใ้ นการบรกิ ารตอบคาํ ถามและชว่ ยการคน้ ควา้ มวี ตั ถุประสงคเ์ พอ่ื อะไร 5. จงอธบิ ายขอ้ ดขี องการบรกิ ารตอบคาํ ถามทางไปรษณยี อ์ เิ ลก็ ทรอนกิ ส์ 6. หนงั สอื อา้ งองิ มคี วามสาํ คญั ต่อบรกิ ารตอบคาํ ถามและชว่ ยการคน้ ควา้ อยา่ งไร 7. หนงั สอื สารานุกรมมลี กั ษณะเฉพาะอยา่ งไร 8. จงบอกชอ่ื เวบ็ ไซตท์ ใ่ี หบ้ รกิ ารสบื คน้ พจนานุกรมออนไลน์มาอยา่ งน้อย 3 รายการ 9. เม่อื ผใู้ ชบ้ รกิ ารตอ้ งการแผนทจ่ี งั หวดั อุดรธานี หนองบวั ลําภู และหนองคายจะคน้ ไดจ้ าก หนงั สอื อา้ งองิ ประเภทใด 10. หนงั สอื รายปี แบง่ ออกเป็นกป่ี ระเภท อะไรบา้ ง
บรรณานุกรม กรมประชาสมั พนั ธ.์ (2556). นามสงเคราะหส์ ่วนราชการไทย. สบื คน้ เมอ่ื 12 กนั ยายน 2556, จาก http://gphone.prd.go.th/index.php โครงการสารานุกรมไทยสาํ หรบั เยาวชน. (2555). สารานุกรมไทยสาํ หรบั เยาวชนโดย พระราชประสงคใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู วั . สบื คน้ เมอ่ื 15 พฤศจกิ ายน 2555, จาก http://kanchanapisek.or.th/kp6/ sub/book/book.php? page=main&book=30. เฉลยี ว พนั ธส์ ดี า. (2531). ส่ิงพิมพร์ ฐั บาล. กรงุ เทพฯ: ภาควชิ าบรรณารกั ษศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. ชลลดา พงศพ์ ฒั นโยธนิ . (2547). บรกิ ารอา้ งองิ อนิ เทอรเ์ น็ต: เควชชนั่ พอยต์ (QuestionPoint). สารสนเทศ, 5(1), 7-13. เทอดศกั ดิ ์ ไมเ้ ทา้ ทอง. (2544). บรกิ ารอา้ งองิ ทางไปรษณยี อ์ เิ ลก็ ทรอนิกสบ์ นเวบ็ . บรรณารกั ษศาสตรแ์ ละสารนิเทศศาสตร์ มข., 19 (1), 23-32. ไทยแลนด์ เยลโล่เพจเจส. (2555). Yellow pages live. สบื คน้ เมอ่ื 4 กนั ยายน 2555, จาก http://www.yellowpages.co.th/. นฤตย์ นิ่มสมบุญ. (2544). บรกิ ารอา้ งองิ ในหอ้ งสมุดอเิ ลก็ ทรอนิกส.์ วารสาร สาํ นักหอสมดุ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่, 8, 25-31. มาลี ล้าํ สกุล. (2546). บรกิ ารตอบคาํ ถามและชว่ ยการคน้ ควา้ . ใน เอกสารการสอนชดุ วิชาบริการและเผยแพรส่ ารสนเทศ (หน้า 1 - 36). นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. ราชกิจจานุเบกษา. (2556). สบื คน้ เมอ่ื 4 ตุลาคม 2556, จาก www.ratchakitcha.soc.go.th/. ราชบณั ฑติ ยสถาน. (2555). อกั ขรานุกรมภมู ิศาสตรไ์ ทย. สบื คน้ เมอ่ื 4 ตุลาคม 2555, จาก http://www.royin.go.th/akara/home/index.php. ______. (2556). พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒. สบื คน้ เมอ่ื 22 มกราคม 2556, จาก http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp. สมาคมนกั เขยี นแหง่ ประเทศไทย. (2555). กหุ ลาบ สายประดิษฐ.์ สบื คน้ เมอ่ื 20 ตุลาคม 2555, จาก http://www.thaiwriterassociation.org/writershow.php?writerid=1. สยามบรรณ. (2555). สยามจดหมายเหตบุ นั ทึกข่าวสารและเหตกุ ารณ์. สบื คน้ เมอ่ื 3 มนี าคม 2555, จาก http://siamarchives.homeonlinemarket.com/product.html.
144 สาํ นกั งานวทิ ยทรพั ยากร จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . (2555). Ask a Librarian. สบื คน้ เมอ่ื 2 กุมภาพนั ธ์ 2555, จาก http://www.eduworldnet.com/questionpoint/ questionform.htm. สาํ นกั งานหอพรรณไม.้ (2555). สารานุกรมพืชในประเทศไทย. สบื คน้ เมอ่ื 25 กนั ยายน 2555, จาก http://web3.dnp.go.th/botany/detail.aspx?wordsnamesci= Burmannia0coelestis0D.0Don. สาํ นกั หอสมดุ กลาง มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร. (2555). ฐานข้อมลู ดรรชนีวารสาร ภาษาไทย. สบื คน้ เมอ่ื 4 ธนั วาคม 2555, จาก http://www.snc.lib.su.ac.th/serindex/. Books In Print. (2013). Retrieved February 7, 2013, form http://www.booksinprint.com/UI/Pages/SignIn.aspx?ReturnUrl=%2f Cornell University Library. ( 2013). Ask a librarian – Email. Retrieved January 11, 2013, from http://www.library.cornell.edu/ask/email. Encyclopedia Britannica. (2013). Retrieved March 8, 2013, form http://www.britannica.com/bps/search?query=Thailand&blacklist=589625. Guinness world records. (2012). Retrieved, November 18, 2012, form http://www.guinnessworldrecords.com/. International WHO’S WHO historical society. (2013). Retrieved, January 16, 2013, form http://www.internationalwhoswho.com/about_us.aspx. Katz, William. (1992). Introduction to reference work. New York: McGraw - Hill. Online Computer Library Center. (2012). Question point. Retrieved, March 11, 2012, form http://www.questionpoint. org/crs/servlet/org.oclc. home.BuildPage?show. Pro Quest. (2012). Retrieved, November 17, 2012, form http://www.proquest.com/ en-US/catalogs/databases/ periodicals_ index.shtml. Reitz, Joan M. ( 2013). ODLIS Online dictionary for library and information Science. Retrieved February 2, 2013, form http://www.abc-clio.com/ ODLIS/odlis_about.aspx. The National Geographical. (2012). Retrieved November 15, 2012, form http://maps.nationalgeographic.com/maps.
แผนบริหารการสอนประจาํ บทที่ 5 รปู แบบการบริการและเผยแพรส่ ารสนเทศ หวั ข้อเนื้อหาประจาํ บท 1. รปู แบบการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศจากสงิ่ พมิ พ์ 2. รปู แบบการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศจากการพดู 3. รปู แบบกจิ กรรมการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ วตั ถปุ ระสงคท์ วั่ ไป เพอ่ื ศกึ ษาใหม้ คี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั รปู แบบการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ ในรปู แบบต่าง ๆ ตลอดจนสามารถสรา้ งสรรคก์ จิ กรรมการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศแก่ สงั คมได้ วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม หลงั จากไดศ้ กึ ษาเน้ือหาบทท่ี 5 เรยี บรอ้ ยแลว้ ผศู้ กึ ษาควรมพี ฤตกิ รรม ดงั น้ี 1. อธบิ ายรปู แบบการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศแต่ละประเภทได้ 2. วเิ คราะหข์ อ้ ดแี ละขอ้ จาํ กดั ของรปู แบบการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศแต่ละ ประเภทได้ 3. บอกความสาํ คญั ของการพดู เพอ่ื การบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศได้ 4. บอกประเภทของนิทรรศการได้ 5. วเิ คราะหข์ นั้ ตอนการดาํ เนินงานหอ้ งสมดุ เคล่อื นทไ่ี ด้ 6. จดั กจิ กรรมเพอ่ื การบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศได้ วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. บรรยายเน้ือหาประจาํ บทท่ี 5 นําเสนอโดยใช้ power point 2. ผศู้ กึ ษาคน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ จากสอ่ื ต่าง ๆ นํามาอภปิ รายรว่ มกนั
146 3. แบ่งกลุ่มผู้ศึกษาออกเป็น 3 กลุ่มโดยผู้สอนมอบหมายให้แต่ละกลุ่มฝึก ปฏบิ ตั กิ ารจดั นิทรรศการ กลุ่มละ 1 เรอ่ื ง 4. แบ่งกลุ่มผู้ศึกษาออกเป็น 3 กลุ่ม โดยผู้สอนมอบหมายให้แต่ละกลุ่มฝึก ปฏบิ ตั กิ ารจดั กจิ กรรมบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศภายนอกมหาวทิ ยาลยั กลุม่ ละ 1 แหง่ 5. ใหผ้ ศู้ กึ ษาอภปิ ราย ซกั ถาม แสดงความคดิ เหน็ และแลกเปลย่ี นเรยี นรรู้ ว่ มกนั 6. ผสู้ อนสรปุ เน้ือหาเพมิ่ เตมิ 7. ตอบคาํ ถามทา้ ยบท ส่ือการเรียนการสอน 1. สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (power point) 2. เอกสารคาํ สอนบทท่ี 5 3. หนงั สอื ตํารา และเอกสารอ่นื ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง 4. รปู ภาพ การวดั ผลและประเมินผล 1. สงั เกตความสนใจขณะทาํ การบรรยาย 2. สงั เกตความสนใจจากการทาํ งานกลุม่ 3. สงั เกตจากการมสี ว่ นรว่ มอภปิ ราย ซกั ถาม 4. ตรวจประเมนิ ผลงานจากการจดั นิทรรศการ 5. ตรวจประเมนิ ผลงานจากการจดั กจิ กรรมบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ 6. ตรวจผลงานจากการตอบคาํ ถามทา้ ยบท
บทท่ี 5 รปู แบบการบริการและเผยแพรส่ ารสนเทศ การจดั กจิ กรรมเพ่อื บรกิ ารและเผยแพร่สารสนเทศของแหล่งบรกิ ารสารสนเทศเป็น การจดั ทําเพ่ืออํานวยความสะดวกในการเข้าถึงสารสนเทศของผู้ใช้ ซ่ึงการจดั กิจกรรม จําเป็นต้องมรี ูปแบบท่นี ่าสนใจ สามารถตอบสนองความต้องการของผูใ้ ชใ้ หม้ ากท่สี ุด การ บรกิ ารและเผยแพร่ถือเป็นการจดั ส่งสารสนเทศไปยงั ผูใ้ ช้ โดยแหล่งบรกิ ารสารสนเทศได้ พยายามจดั ทํากิจกรรมทุกรูปแบบเพ่ือให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย ทงั้ ท่ีเป็นชุมชนหรือ ทอ้ งถน่ิ ทม่ี ขี อ้ จํากดั ดา้ นระยะทาง และปจั จยั อ่นื ๆ เพ่อื ใหส้ อดคลอ้ งและเหมาะสมกบั กลุ่ม ผใู้ ชใ้ หม้ ากทส่ี ุด และทุกกจิ กรรมกต็ อ้ งสนองรบั กบั นโยบายของแหล่งบรกิ ารสารสนเทศดว้ ย เช่นกัน กิจกรรมทุกรูปแบบท่ีจดั ข้นึ ถือว่าเป็นการประชาสมั พนั ธ์องค์กรทงั้ ทางตรงและ ทางอ้อม การท่ีแหล่งบรกิ ารสารสนเทศจะประสบผลสําเร็จหรอื พบกบั ความล้มเหลวนัน้ กจิ กรรมการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศจงึ เป็นตวั ชว้ี ดั ไดเ้ หมอื นกนั รปู แบบการบริการและเผยแพร่สารสนเทศจากส่ิงพิมพ์ วธิ กี ารบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศจากสง่ิ พมิ พ์ มรี ปู แบบสาํ คญั ดงั น้ี 1. วารสาร (Journals) เป็นสอ่ื เพอ่ื การเผยแพรป่ ระชาสมั พนั ธข์ อ้ มลู ขา่ วสาร ต่าง ๆ ขององค์กรไปยงั กลุ่มเป้าหมายหรอื ผู้ท่ีสนใจ โดยวารสารจะเป็นส่ือกลางในการ ถ่ายทอดความรู้ ความเขา้ ใจต่าง ๆ เกย่ี วกบั นโยบาย วตั ถุประสงคก์ จิ กรรมการดําเนินงาน ใหก้ ลุ่มเป้าหมายไดร้ บั รูห้ รอื เขา้ ใจ เป็นการสรา้ งภาพลกั ษณ์ท่ดี ตี ่อองคก์ ร และใชห้ ลกั ทาง วชิ าการเผยแพร่ใหเ้ กดิ ประโยชน์ต่อวชิ าชพี โดยเน้ือหาภายในวารสารจะนําเสนอในลกั ษณะ บทความทางวิชาการ ผู้เขยี นบทความมกั เป็นผู้มคี ุณวุฒทิ างวิชาการหรือวิชาชีพ ซ่ึงมี ความรู้และประสบการณ์เก่ียวกบั เร่อื งนัน้ ๆเป็นอย่างดี อาจจะเป็นบุคลากรภายในหรอื ภายนอกกไ็ ดว้ ารสารจะมวี าระการพมิ พท์ แ่ี น่นอน และนิยมออกเป็นรายเดอื น เชน่ รายเดอื น รายสองเดอื น รายสามเดอื น เป็นตน้ ตวั อย่างวารสารของแหล่งบรกิ ารสารสนเทศ เช่น โดม ทศั น์ของสํานักหอสมุด มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ อนิ ฟอร์เมชนั่ ของสํานักวิทยบรกิ าร มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น สาํ นกั หอสมดุ ของสาํ นกั หอสมดุ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ เป็นตน้
148 ประเภทของวารสาร วารสารทใ่ี ชเ้ ป็นส่อื เพ่อื การเผยแพร่ประชาสมั พนั ธ์ แบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท คอื (สพุ ณิ ปญั ญามาก และสมภพ โรจนพนั ธ,์ 2545) 1. วารสารที่เป็ นวิชาการ วารสารประเภทน้ีมุ่งเผยแพร่วชิ าการหรอื วชิ าชพี แต่เพยี งอยา่ งเดยี วไมม่ เี น้ือหาอยา่ งอ่นื รวมอยใู่ นเลม่ นนั้ เลย 2. วารสารที่เป็นทงั้ วิชาการและข่าวสาร วารสารประเภทน้ีจะมบี ทความ เชงิ วชิ าการ และขอ้ มลู ขา่ วสารเกย่ี วกบั ความเคล่อื นไหวขององคก์ ร วตั ถุประสงคก์ ารทาํ วารสารเพ่อื เผยแพรส่ ารสนเทศของแหล่งบรกิ ารสารสนเทศ เป็นการสร้างความสมั พนั ธ์อนั ดีและเกิดภาพลกั ษณ์ท่ดี ี ในขณะเดยี วกนั ก็ให้ความรู้หรอื สาระประโยชน์แก่กลุ่มเป้าหมาย สําหรบั เน้ือหาของบทความ และรูปแบบของวารสารนัน้ แหล่งบรกิ ารสารสนเทศจะเป็นผกู้ าํ หนด หากมผี เู้ ขยี นบทความสามารถนําเสนอรปู แบบการ เขียนบทความได้หลายประเภทก็จะทําให้วารสารมีความน่าสนใจย่ิงข้ึน และหากมี งบประมาณเพียงพอก็ควรออกแบบจดั พิมพ์ในรูปเล่มท่ีสวยงาม ชวนอ่าน การจดั พิมพ์ ภายในเล่มควรมภี าพประกอบเพ่อื ความเขา้ ใจยงิ่ ขน้ึ การจดั คอลมั น์ควรใหเ้ หมาะสม ความ หนาของวารสารไมม่ ขี อ้ กาํ หนดทแ่ี น่นอนแต่ไมค่ วรหนาหรอื บางเกนิ ไป ประเภทของบทความ เพ่ือให้วารสารมีความน่าสนใจย่ิงข้ึน จึงควรนําเสนอบทความหลากหลาย ประเภท บทความทน่ี ิยมเขยี นโดยทวั่ ไปมี 5 ประเภท คอื (นลนิ ี เสาวภาคย,์ 2542) 1. บทความเชิงวิชาการ มุ่งใหค้ วามรแู้ ก่ผอู้ ่านในเชงิ วชิ าการสาระเน้ือหามุ่ง เสนอความรู้ ข้อมูล และข้อเท็จจริง ต่างจากการเขยี นตําราตรงท่ีผู้เขียนสามารถเสนอ ขอ้ คดิ เหน็ ไปดว้ ยไดอ้ ยา่ งมเี หตุผล 2. บทความเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ มจี ุดมุ่งหมายเพ่อื การวจิ ารณ์หรอื แสดง ความคดิ เหน็ โดยผูเ้ ขยี นมกั จะมคี วามรูใ้ นเร่อื งท่จี ะวเิ คราะห์วจิ ารณ์เป็นอย่างดี สามารถ เสนอความคดิ เหน็ และช้ปี ระเดน็ ต่าง ๆ สามารถโต้แยง้ ความคดิ เหน็ ของผูท้ ่ตี นวจิ ารณ์ได้ อยา่ งมหี ลกั การและเหตุผล 3. บทความเชิงแสดงความคิดเหน็ มจี ุดมุ่งหมายเพ่อื แสดงความคดิ เหน็ มี การใชถ้ อ้ ยคาํ ใหส้ ละสลวยชดั เจนสามารถจงู ใจใหผ้ อู้ า่ นคลอ้ ยตามกบั ความคดิ เหน็ นนั้ ได้ โดย ผูเ้ ขยี นจะเสนอแนวความคดิ ใหม่เพ่อื เผยแพร่หรอื บอกกล่าวเก่ยี วกบั ความคดิ ท่ผี ูเ้ ขยี นได้ แสดงความคดิ เหน็ ไว้
149 4. บทความเชิงอธิบาย มจี ุดมุง่ หมายเพ่อื อธบิ ายวธิ กี ารทาํ อะไรอยา่ งใดอยา่ ง หน่ึงเมอ่ื ผอู้ า่ นไดอ้ ่านแลว้ จะเกดิ ความเขา้ ใจวธิ กี ารทาํ สงิ่ นนั้ ๆ ตามบทความทอ่ี ธบิ ายไวก้ าร เขยี นบทความจะเน้นลาํ ดบั ขนั้ ตอนอยา่ งชดั เจนใชภ้ าษาทง่ี า่ ยและก่อใหเ้ กดิ ภาพพจน์ได้ 5. บทความเชิงบอกเล่า มจี ุดมุ่งหมายหรอื บอกกล่าวเล่าแจ้งเก่ยี วกบั เร่อื ง ต่าง ๆ ทก่ี อ่ ประโยชน์แก่ผอู้ า่ น โครงสร้างของบทความ บทความจะประกอบดว้ ยโครงสรา้ ง 4 สว่ น คอื 1. หวั เรอ่ื ง (Headline) เป็นสว่ นทด่ี งึ ดดู ความสนใจของผอู้ า่ น 2. ความนําหรอื คาํ นํา (Lead) เป็นสว่ นดงึ ดดู ความสนใจของผอู้ า่ นใหอ้ ยาก ตดิ ตามเรอ่ื ง 3. เน้ือเรอ่ื ง (Body) เป็นรายละเอยี ดของเรอ่ื งราวทผ่ี เู้ ขยี นไดน้ ําเสนอขอ้ มลู รายละเอยี ดตา่ ง ๆ 4. บทสรปุ (Conclusion) เป็นการสรปุ ประเดน็ หรอื เน้ือหาทส่ี าํ คญั ของเรอ่ื ง หวั เรอ่ื ง ความนํา เน้ือเรอ่ื ง บทสรปุ ภาพท่ี 5.1 แสดงโครงสรา้ งของบทความ ข้อดีของวารสาร การจดั ทาํ วารสารเพอ่ื เผยแพรป่ ระชาสมั พนั ธม์ ขี อ้ ดสี รปุ ไดด้ งั น้ี (วริ ชั ลภริ ตั นกุล, 2546) 1. สามารถเขา้ ถงึ กลุม่ เป้าหมายไดต้ ามประสงค์ 2. สรา้ งความสนใจ และดงึ ดดู ความสนใจไดด้ ี 3. มกี ารออกทแ่ี น่นอนต่อเน่ืองโดยสม่าํ เสมอทาํ ใหก้ ลุม่ เป้าหมายมคี วาม ประทบั ใจ
150 4. มเี น้ือทเ่ี พยี งพอทจ่ี ะสอ่ื สารหรอื ชแ้ี จงรายละเอยี ดต่าง ๆ ไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์ 5. มคี วามยดื หยุ่นสงู เพราะอาจเปล่ยี นแปลงเน้ือหา หรอื รูปเล่มใหเ้ ป็นไปตาม ตอ้ งการ หรอื งบประมาณในการจดั ทาํ ไดโ้ ดยงา่ ย ภาพท่ี 5.2 วารสารของแหล่งบรกิ ารสารสนเทศ 2. จดหมายข่าว (Newsletters) เป็นเอกสารสง่ิ พมิ พเ์ พ่อื เผยแพรป่ ระชาสมั พนั ธ์ บอกกล่าว ช้ีแจง การดําเนินงาน ผลงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนข่าวสารความ เคล่อื นไหวขององคก์ ร เชน่ บุคลากรเขา้ อบรม สมั มนา ทรพั ยากรสารสนเทศใหม่ การบรกิ าร ทางวชิ าการแก่ทอ้ งถนิ่ แนะนําแหล่งบรกิ ารสารสนเทศ เป็นต้น จดหมายขา่ วมลี กั ษณะเป็น รปู แบบข่าว มพี าดหวั ขา่ ว และรายละเอยี ดเน้ือหาแบบขา่ วของหนังสอื พมิ พแ์ ต่สรุปหรอื ย่อ กว่า หวั กระดาษของจดหมายข่าวจะมีสญั ลกั ษณ์หรือเอกลกั ษณ์ท่ีเป็นขององค์กรมีการ ออกแบบอยา่ งสวยงาม ประณตี (วมิ ลพรรณ อาภาเวท, 2546) หวั กระดาษของจดหมายขา่ ว มคี วามสําคญั มากเพราะมกั จะใช้ติดต่อกนั เป็นเวลานานหากจะเปล่ียนแปลงต้องใช้เวลา พอสมควรทงั้ น้ีเพ่อื รกั ษาเอกลกั ษณ์หรอื รปู แบบขององคก์ รไวห้ รอื หากตอ้ งการเปลย่ี นแปลง เพอ่ื ความใหม่ แปลกตายงิ่ ขน้ึ หรอื เพอ่ื ความเหมาะสมบางประการกส็ ามารถทาํ ได้ ดงั นนั้ การ ออกแบบหวั กระดาษจงึ ตอ้ งเน้นการออกแบบตวั อกั ษรทส่ี วยงาม ประณตี เดน่ สะดุดตา การทาํ จดหมายขา่ วจงึ มจี ุดมุง่ หมายเพ่อื เผยแพรส่ ารสนเทศไปยงั กลุ่มเป้าหมาย ทงั้ ภายในและภายนอก วาระการออกของจดหมายขา่ วมกั เป็นไปตามนโยบายของแต่ละแหง่ เช่น รายสปั ดาห์ รายปกั ษ์ รายเดอื น รายสองเดือน เป็นต้น การจดั ทําจดหมายข่าวควร จัดทําในรูปของคณะกรรมการท่ีสามารถรับผิดชอบดําเนินงานได้ตามกําหนด และ
151 คณะกรรมการควรมาจากฝา่ ยงานต่าง ๆ เพราะตอ้ งอาศยั ความเชย่ี วชาญ และประสบการณ์ ของฝา่ ยนนั้ เพอ่ื ใหจ้ ดหมายขา่ วผลติ ออกมาอยา่ งมคี ุณภาพ ขนั้ ตอนการทาํ จดหมายข่าว การจดั ทาํ จดหมายขา่ ว มขี นั้ ตอนสรปุ ไดด้ งั น้ี (บุษบา สธุ ธี ร, 2545) 1. จดั เตรียมต้นฉบบั โดยการรวบรวมข่าวสารกจิ กรรมผลการดําเนินงาน ความเคล่อื นไหวต่าง ๆ การนําเสนอใหค้ าํ นึงถงึ วธิ กี ารเขยี นใชภ้ าษาทเ่ี ขา้ ใจง่ายสนั้ กระชบั ไดใ้ จความการเขยี นควรมงุ่ เสนอเน้ือหาทส่ี รา้ งความสนใจความเขา้ ใจในกลุ่มเป้าหมายอยา่ ง ชดั เจน ควรประกอบดว้ ย แผนภูมิ แผนผงั ภาพประกอบ เพอ่ื ช่วยใหเ้ น้ือหามคี วามน่าสนใจ ยง่ิ ขน้ึ และจะชว่ ยดงึ ดดู ความสนใจไดม้ าก 2. กาํ หนดรายละเอียดสาํ คญั 2.1 ขนาดและจาํ นวนหน้าของจดหมายขา่ ว 2.2 กาํ หนดขนาดของคอลมั น์ 2.3 กาํ หนดขนาดและรปู แบบตวั อกั ษร 3. ดาํ เนิ นการจดั ทําโดยใช้คอมพิวเตอร์ และโปรแกรมสาํ เรจ็ รูปต่างๆ ด้านกราฟิ ก เพ่อื ตกแต่งตวั อกั ษร ขนาด ภาพประกอบ การกําหนดวธิ กี ารจดั วางคอลมั น์ เป็นต้น ตรวจสอบรายละเอยี ดต่าง ๆ ว่าถูกต้องสมบูรณ์ตามท่กี ําหนดไวห้ รอื ไม่ เช่น การ พสิ จู น์อกั ษร การจดั วางภาพประกอบ เน้ือหา เป็นตน้ 4. ดําเนิ นการผลิ ต กําหนดจํานวนความต้องการให้เหมาะสมกับ กลุม่ เป้าหมาย และผจู้ ดั ทาํ ควรมกี ารตดิ ตามปรบั ปรงุ คณุ ภาพของจดหมายขา่ วในดา้ นเน้ือหา สาระ และรปู แบบใหน้ ่าสนใจอยเู่ สมอ ภาพท่ี 5.3 จดหมายขา่ วของแหลง่ บรกิ ารสารสนเทศ
152 3. แผ่นพบั (Folders) เป็นเอกสารสงิ่ พมิ พท์ แ่ี หล่งบรกิ ารสารสนเทศนิยมจดั ทํา ขน้ึ เป็นอยา่ งมาก มลี กั ษณะเป็นกระดาษแผ่นเดยี วทอ่ี าจจะมกี ารพบั สอง พบั สามหรอื พบั สก่ี ็ ไดจ้ ะใชพ้ น้ื ทห่ี น้าหลงั ของกระดาษไมม่ กี ารเยบ็ เล่ม และไม่มเี ลขหน้ากํากบั การออกแบบจงึ ตอ้ งจดั เรยี งลําดบั การนําเสนอขอ้ ความ และรปู ภาพใหเ้ หมาะสมกบั ลกั ษณะของการพบั เพ่อื ไม่ใหผ้ อู้ ่านเกดิ ความสบั สนในการอ่าน การจดั ทําแผน่ พบั มวี ตั ถุประสงคเ์ พ่อื เผยแพรเ่ น้ือหา เก่ียวกบั ข่าวสาร ความรู้ กิจกรรมการดําเนินงาน หรอื บริการต่าง ๆ ท่ีต้องการเผยแพร่ ประชาสมั พนั ธใ์ หแ้ กผ่ ใู้ ชบ้ รกิ าร ตลอดจนผสู้ นใจทวั่ ไป ในเอกสารแผน่ พบั จะตอ้ งแจง้ สถานท่ี อยู่ หมายเลขโทรศพั ท์ เพอ่ื ใหผ้ อู้ า่ นทม่ี คี วามสนใจสามารถตดิ ต่อสอบถามรายละเอยี ดได้ การจดั ทาํ แผน่ พบั การจดั ทาํ แผน่ พบั มวี ธิ กี ารจดั ทาํ ทส่ี าํ คญั ดงั น้ี 1. ตอ้ งจดั เตรยี มเน้ือหาทเ่ี ป็นประเดน็ เกย่ี วกบั เรอ่ื งทต่ี อ้ งการนําเสนอ ควรเป็น ประเดน็ สาํ คญั ไมค่ วรมรี ายละเอยี ดปลกี ยอ่ ยมากนกั ใชภ้ าษาทง่ี า่ ยต่อการเขา้ ใจตอ้ งพยายาม เขยี นใหส้ นั้ กระชบั และไดใ้ จความ ควรมภี าพประกอบเพอ่ื ชว่ ยดงึ ดดู ความสนใจเพมิ่ ขน้ึ 2. กําหนดรายละเอียดในการพิมพ์ ได้แก่ การกําหนดขนาด จํานวนหน้า วธิ กี ารพบั หรอื องคป์ ระกอบของขอ้ ความและภาพใหส้ วยงามกลมกลนื กนั อยา่ งมเี อกภาพ 3. การกาํ หนดตวั อกั ษร ตอ้ งมกี ารกาํ หนดแบบและขนาดตวั อกั ษรก่อนกําหนด ต้องวเิ คราะหก์ ลุ่มเป้าหมายดว้ ยว่ามวี ยั ขนาดใด และขนาดตวั อกั ษรท่เี หมาะกบั วยั ในส่วน ของหวั เร่อื งควรเน้นตวั อกั ษรขนาดใหญ่หรอื มรี ปู แบบแตกต่างจากสว่ นทเ่ี ป็นเน้ือหาเพอ่ื เป็น การเน้นใหเ้ หน็ ชดั ขน้ึ 4. กาํ หนดสที ใ่ี ชใ้ นสว่ นต่าง ๆ อยา่ งชดั เจน 5. กําหนดการพบั แผ่นพบั มีรูปแบบการพบั ได้หลายวิธีไม่จํากัดข้ึนอยู่กับ ลกั ษณะการใชง้ าน และในแต่ละพบั เน้ือหาและภาพไม่ควรแน่นจนเกนิ ไป เน้ือหาแต่ละหน้า ควรจบในหน้าเดยี ว และถา้ พบั หลายหน้าเกนิ ไปจะทาํ ใหย้ งุ่ ยากต่อการอา่ น 6. ดําเนินการจดั ทํา ผูร้ บั ผดิ ชอบต้องคํานึงถึงการใชง้ านหากมงี บประมาณ เพยี งพอสามารถเลอื กกระดาษทม่ี คี ุณภาพดี และนําเทคโนโลยกี ารผลติ มาไวใ้ ชอ้ ย่างเตม็ ท่ี จะทําใหเ้ อกสารแผ่นพบั เป็นท่นี ่าสนใจมากยง่ิ ขน้ึ แต่ถ้ามงี บประมาณจํากดั ต้องจดั ทําตาม ความเหมาะสมและหากตอ้ งการเผยแพร่ในปรมิ าณทม่ี ากคุณภาพของกระดาษการใหส้ สี นั ท่ี หลากหลายกจ็ ะลดน้อยลง ความน่าสนใจของแผน่ พบั กม็ นี ้อยตามลาํ ดบั
153 4. จลุ สาร (Pamphlets) เป็นสง่ิ พมิ พท์ ม่ี ขี นาดเลก็ จดั ทาํ ในรปู แบบของเอกสาร เย็บเล่มปกอ่อนมคี วามหนาไม่มากนักทําให้สะดวกต่อการอ่าน เน้ือหาท่นี ําเสนอควรสนั้ กระชบั แต่ไดใ้ จความ ใชภ้ าษาท่งี ่ายทําใหผ้ ูอ้ ่านเขา้ ใจไดอ้ ย่างรวดเรว็ มกั มภี าพประกอบ มกั นําเสนอความรู้ เรอ่ื งราว ขอ้ เทจ็ จรงิ ต่าง ๆ ในเรอ่ื งใดเรอ่ื งหน่ึงโดยเฉพาะ และเป็นเรอ่ื งท่ี ทนั สมยั ทนั ต่อเหตุการณ์น่าศกึ ษาคน้ ควา้ และเป็นเร่อื งทบ่ี ุคคลทวั่ ไปกาํ ลงั ใหค้ วามสนใจเป็น อยา่ งมาก เชน่ คมู่ อื การใชบ้ รกิ าร คมู่ อื การสบื คน้ OPAC คมู่ อื การประกนั คุณภาพ เป็นตน้ การจดั ทาํ จลุ สาร 1. การเตรยี มตน้ ฉบบั เน้ือหาขอ้ ความ ภาพประกอบ เน้ือหาควรใหผ้ อู้ า่ นเขา้ ใจ งา่ ย ภาพประกอบควรสอ่ื ความหมายสอดคลอ้ งกบั เน้ือหาไดท้ นั ที 2. การออกแบบปกและการออกแบบหน้าจุลสาร การออกแบบหน้าปกควรให้ เป็นทด่ี งึ ดูดความสนใจแก่ผูพ้ บเหน็ ทวั่ ไป และการออกแบบหน้าจุลสารควรตอ้ งคํานึงความ สอดคลอ้ งและความสมั พนั ธข์ องหน้าซา้ ยและหน้าขวา 3. กําหนดขนาดรูปเล่มและจํานวนหน้า เน่ืองจากจุลสารมจี ํานวนหน้าท่ไี ม่ มากนกั การเขา้ เลม่ อาจใชว้ ธิ กี ารเยบ็ แบบมงุ หลงั คา หรอื ถา้ จุลสารมคี วามหนากใ็ ชว้ ธิ กี ารเขา้ เลม่ แบบไสสนั ทากาวกไ็ ด้ 4. การกาํ หนดขนาดตวั อกั ษรและการใชส้ ขี องจลุ สาร การกาํ หนดตวั อกั ษรตอ้ ง ใหเ้ หมาะสมกบั กลุม่ เป้าหมายไมค่ วรใชต้ วั อกั ษรทอ่ี า่ นยาก และควรใชส้ ที เ่ี หมาะสมกบั การใช้ งาน เน่ืองจากจุลสารของแหลง่ บรกิ ารสารสนเทศสว่ นใหญ่ไมพ่ ถิ พี ถิ นั เร่อื งความสวยงามของ ภาพประกอบ และรปู เล่มมากนกั แต่เน้นทเ่ี น้ือหาสาระทเ่ี ขา้ ใจไดง้ า่ ยเป็นสาํ คญั เพราะจุลสาร มกั ใชเ้ ป็นคมู่ อื ในการหาความรู้ หรอื แนวปฏบิ ตั ใิ นเรอ่ื งต่าง ๆ เทา่ นนั้ 5. ดําเนินการจดั ทํา การจดั ทําจุลสารควรมงี บประมาณท่เี พยี งพอเพ่อื ขจดั ปญั หาและอุปสรรคในการจดั ทาํ ภาพท่ี 5.4 จุลสารและแผน่ พบั ของแหลง่ บรกิ ารสารสนเทศ
154 5. โปสเตอร์ (Posters) จดั ทาํ ขน้ึ เพอ่ื เผยแพรป่ ระชาสมั พนั ธใ์ หผ้ ดู้ มู คี วามรคู้ วาม เขา้ ใจหรอื เป็นการโน้มน้าวใจเร่อื งหน่ึงเร่อื งใดกไ็ ด้เพ่อื เผยแพร่ประชาสมั พนั ธ์ใหเ้ ขา้ ร่วม กจิ กรรม เช่น การอบรม สมั มนา เชญิ ชวน ใหค้ ําแนะนํา เป็นตน้ แต่จะไม่มรี ายละเอยี ดของ ขอ้ มลู มากนกั เน่ืองจากความจาํ กดั ในเน้ือท่ี โดยทวั่ ไปโปสเตอรจ์ ะมขี นาดแตกต่างกนั ขน้ึ อยู่ กบั การออกแบบและวตั ถุประสงคข์ องการนําไปใชง้ าน แต่หลกั การจดั ทาํ โปสเตอร์ คอื ต้อง เด่น สะดุดตา สามารถดงึ ดดู ความสนใจได้ โดยออกแบบใหม้ ศี ลิ ปะสวยงาม ตวั อกั ษรควรมี ขนาดใหญ่อา่ นงา่ ยเหน็ ได้ องคป์ ระกอบของโปสเตอร์ โปสเตอรม์ อี งคป์ ระกอบทส่ี าํ คญั คอื (บุษบา สธุ ธี ร, 2545) 1. สว่ นทเ่ี ป็นพาดหวั (Headline) 2. สว่ นทเ่ี ป็นขอ้ ความ (Body) 3. สว่ นทเ่ี ป็นภาพ (Illustration) 4. สว่ นทเ่ี ป็นช่อื หรอื สญั ลกั ษณ์ของสถาบนั หรอื องคก์ รผเู้ ผยแพร่ (Identification) การจดั ทาํ โปสเตอร์ การจดั ทาํ โปสเตอร์ มแี นวทางการจดั ทาํ ดงั น้ี 1. การออกแบบโปสเตอร์ โดยต้องคํานึงถึงหลกั การจดั องค์ประกอบทาง ศลิ ปะในสว่ นทเ่ี ป็นพาดหวั ควรเลอื กใชถ้ อ้ ยคาํ ทส่ี นั้ กระชบั ไดใ้ จความ เพราะพาดหวั ถอื เป็น จุดเด่นท่สี ําคญั ของโปสเตอร์ในส่วนของข้อความควรสนับสนุนเน้ือหาของโปสเตอร์โดย ส่วนรวมมคี วามชดั เจน ไม่คลุมเครอื ใชข้ อ้ ความทเ่ี ขา้ ใจไดท้ นั ที สว่ นภาพประกอบทใ่ี ชค้ วร เป็นตวั ชน้ี ําไปสขู่ อ้ ความหรอื สงิ่ ทต่ี อ้ งการ 2. การใช้สี ควรเลือกสีท่ีสอดคล้องกบั เน้ือหาและอารมณ์ท่ีต้องการจะให้ เกดิ ขน้ึ สจี งึ เป็นตวั ดงึ ดดู ความสนใจของผดู้ อู าจจะเป็นไปตามธรรมชาติ หรอื แนวสรา้ งสรรค์ กไ็ ด้ 3. การกาํ หนดตวั อกั ษร ควรเลอื กแบบตวั อกั ษร และขนาดตวั อกั ษรท่อี ่าน ง่าย ควรใช้ตัวอกั ษรท่ีมีขนาดมองเห็นได้ในระยะไกลเพราะโปสเตอร์มกั นิยมนําไปติด ประกาศตามป้ายประกาศ หรอื สถานทท่ี ม่ี คี นผา่ นไปมาหรอื มคี นหนาแน่น 4. ดําเนิ นการจดั ทํา การจัดทําโปสเตอร์มักมีงบประมาณในการจัดทํา คอ่ นขา้ งสงู แต่เป็นสอ่ื เผยแพรป่ ระชาสมั พนั ธใ์ นวงกวา้ งไดเ้ ป็นอยา่ งดโี ปสเตอรน์ ิยมใชเ้ ป็นส่อื
155 นําร่องออกไปก่อนระยะหน่ึงแลว้ กจิ กรรมทก่ี ําหนดจงึ จะเกดิ ขน้ึ เพ่อื ใหผ้ ใู้ ชห้ รอื ผสู้ นใจทวั่ ไป ไดร้ บั ทราบขอ้ มลู เพอ่ื นําไปประกอบการตดั สนิ ใจใด ๆ ได้ 6. รายงานประจาํ ปี (Annual report) เป็นเอกสารทส่ี รุปผลการดาํ เนินงานใน รอบปีของหน่วยงานเพ่อื รายงานผลใหก้ ลุ่มเป้าหมายไดท้ ราบถงึ กจิ กรรมผลการปฏบิ ตั งิ าน หรอื สงิ่ ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั องค์กรเพ่อื เผยแพร่แก่กลุ่มเป้าหมาย หรอื สาธารณชนได้รบั ทราบ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจต่อกจิ กรรมการดาํ เนินงานต่าง ๆ ขององคก์ ร แหล่งบรกิ ารสารสนเทศ แต่ละแหง่ สว่ นใหญ่มกี ารจดั ทาํ และเผยแพรป่ ระชาสมั พนั ธเ์ พราะเป็นสอ่ื สารเร่อื งราวกจิ กรรม ผลการดําเนินงานทจ่ี ะเป็นเคร่อื งมอื ชใ้ี หเ้ หน็ ความสาํ เรจ็ หรอื วสิ ยั ทศั น์ขององคก์ รได้ และ การจดั ทาํ เอกสารรายงานประจาํ ปียงั เป็นการสรา้ งหลกั ฐานการประกนั คุณภาพขององคก์ รได้ เป็นอยา่ งดี การจดั ทาํ รายงานประจาํ ปี การจดั ทาํ รายงานประจาํ ปีมอี งคป์ ระกอบทส่ี าํ คญั ดงั น้ี (Wolfe, 1997) 1. การเตรียมเนื้อหา ตอ้ งมกี ารเตรยี มขอ้ มูลใหค้ รบถว้ นสมบูรณ์เป็นอย่างดี อาจจะเป็นข้อมูลเก่ียวกบั กิจกรรมในโอกาสพเิ ศษโครงการอบรม สมั มนา การให้บรกิ าร จํานวนทรพั ยากรสารสนเทศ เหตุการณ์สาํ คญั ตวั เลขเก่ยี วกบั รายรบั และรายจ่าย เป็นต้น ซง่ึ ขอ้ มูลอาจไดม้ าจากการสมั ภาษณ์ การอ่าน การสํารวจ เม่อื รวบรวมขอ้ มลู ไดแ้ ลว้ ผเู้ ขยี น ต้องทําโครงร่างรายงานประกอบว่าควรมเี น้ือหาประกอบไปดว้ ยอะไรบ้าง หลงั จากนัน้ จงึ ตดั สนิ ใจวา่ จะเขยี นรายงานแบบใด เชน่ ลาํ ดบั เหตุการณ์ หรอื ลาํ ดบั ตามขนั้ ตอนการทาํ งานก็ ได้ ทงั้ น้ีขน้ึ อยกู่ บั วตั ถุประสงคข์ องการจดั ทาํ 2. จดหมายหรอื สารจากผบู้ ริหาร การเขยี นจดหมายหรอื สารในงานประจาํ ปี ผูบ้ รหิ ารอาจเขยี นขน้ึ เองหรอื มผี ูเ้ ขยี นร่างใหก้ ไ็ ด้ การเขยี นจดหมายจะใชว้ ธิ กี ารใดกไ็ ดแ้ ต่ วตั ถุประสงค์คอื ต้องการให้ได้สารท่ดี ี (กรรณิการ์ อศั วดรเดชา, 2544) โดยเน้ือหาของ จดหมายควรเป็นการสรุปสงิ่ ต่าง ๆ ในรอบปีทผ่ี า่ นมา และใหค้ วามสาํ คญั กบั กจิ กรรมทเ่ี ป็น จุดเด่น หรอื นโยบายขององคก์ รทต่ี อ้ งการผลกั ดนั ใหส้ าํ เรจ็ ดงั นนั้ ในจดหมายผบู้ รหิ ารควรท่ี จะนํามากล่าวถงึ ดว้ ย 3. ความเรียงเหตุการณ์ของปี ที่ผ่านมา ผู้จดั ทําจะต้องลําดับเก่ียวกับ เหตุการณ์ของปีทผ่ี ่านมาโดยพยายามคดั เลอื กกจิ กรรมหรอื เหตุการณ์ทเ่ี ด่นๆ เพ่อื นําเสนอ ใหก้ ลุ่มเป้าหมายเกดิ ความน่าเช่อื ถอื ต่อองค์กร และเป็นการสรา้ งภาพลกั ษณ์ท่ดี แี ก่องค์กร ในกจิ กรรมหรอื เหตุการณ์ทผ่ี จู้ ดั ทาํ ควรเน้นใหค้ วามสาํ คญั เช่น การจดั ทาํ โครงการ การจดั อบรม สมั มนา เป็นตน้
156 4. การใช้บริการสารสนเทศ ข้อมูลเหล่าน้ีจะทําให้ผู้อ่านทราบว่าได้ ใหบ้ รกิ ารสงิ่ ใดบา้ ง ควรนําเสนอขอ้ มลู แบบทเ่ี ขา้ ใจงา่ ย เชน่ ตาราง แผนภูมิ ภาพถ่าย สถติ ิ เพ่อื นําเสนอขอ้ มลู ใหเ้ หน็ ยอดการใชบ้ รกิ ารสารสนเทศทเ่ี พมิ่ มากขน้ึ เพ่อื เป็นการจดั เตรยี ม งบประมาณเพมิ่ ขน้ึ เพ่อื จดั หาจํานวนทรพั ยากรสารสนเทศ วสั ดุครุภณั ฑ์ใหส้ อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการ 5. การใช้เงินและแหล่งท่ีมาของเงิน เป็นการนําเสนอขอ้ มูลเกย่ี วกบั การใช้ จา่ ยเงนิ ในรอบปีทผ่ี า่ นมาเพอ่ื ใหเ้ ป็นทร่ี บั รจู้ งึ เป็นการแสดงงบดุลของรายรบั รายจ่าย โดยอาจ จดั ทาํ บญั ชหี รอื ตารางรายรบั รายจ่ายไวเ้ พ่อื เป็นหลกั ฐานทช่ี ดั เจนหรอื แสดงรายช่อื ผบู้ รจิ าค เพ่อื ใหผ้ ูบ้ รจิ าคเหน็ ว่าองคก์ รยงั ใหค้ วามสําคญั และควรใหส้ าธารณชนรบั ทราบดว้ ย อกี ทงั้ ยงั เป็นการกระตุ้นใหผ้ ูบ้ รจิ าครายเดมิ หรอื รายใหม่ตอ้ งการบรกิ ารเงนิ ทุนสนับสนุนเพมิ่ เตมิ อกี กไ็ ด้ 6. ประมวลภาพกิจกรรม เพ่ือแสดงให้สาธารณชนได้ประจักษ์เห็นถึง บุคลากรทใ่ี ชด้ ําเนินกจิ กรรมต่าง ๆ และเป็นการใหเ้ กยี รตแิ ละยกย่องบุคคลทอ่ี ุทศิ ตนใหก้ บั กจิ กรรมขององคก์ ร 7. การออกแบบ การจดั ทํารายงานประจําปีมลี กั ษณะเฉพาะท่โี ดดเด่นจาก เอกสารอ่นื ๆ ทแ่ี หล่งบรกิ ารสารสนเทศจดั ทําอย่เู ป็นประจํา เน่ืองจากรายงานประจําปีเป็น การเปิดเผยขอ้ มลู ในสว่ นต่าง ๆ ขององคก์ ร ซง่ึ มกี ารรายงานอยา่ งเป็นทางการสามารถทาํ ให้ น่าอ่านได้ ผู้จดั ทําจึงต้องมกี ารวางแผนเป็นอย่างดีเพ่อื ให้ได้รายงานท่ีมคี ุณภาพจงึ ต้อง พถิ ีพถิ นั ในการจดั ทําทุกขนั้ ตอนไม่ว่าจะเป็นการเรยี บเรยี งเน้ือหา การเลอื กภาพประกอบ ตาราง แผนภูมติ อ้ งมคี วามสอดคลอ้ งกนั การเลอื กตวั อกั ษร การจดั วางหน้ากระดาษ การจดั รูปเล่ม การเลอื กสขี องปก ทุกอย่างจงึ มคี วามสําคญั เหมอื นกนั เพราะถอื ว่าเป็นการส่อื สาร เพ่อื การเผยแพร่ประชาสมั พนั ธ์อกี รูปแบบหน่ึงท่เี ป็นไปอย่างมปี ระสทิ ธิภาพและสามารถ สรา้ งความน่าเช่อื ถอื และภาพลกั ษณ์ทด่ี ใี หเ้ กดิ ได้ ภาพท่ี 5.5 รายงานประจาํ ปีของแหลง่ บรกิ ารสารสนเทศ
157 7. รายงานการสมั มนา (Proceedings) เป็นเอกสารสง่ิ พมิ พท์ ห่ี น่วยงาน หรอื องคก์ รจดั ทาํ ขน้ึ เพ่อื ใชป้ ระกอบในการสมั มนา ซง่ึ การสมั มนาเป็นการดาํ เนินการประชุม ทเ่ี ป็นทางการมกี ารกําหนดแบบแผนท่แี น่นอน มคี ณะผูร้ บั ผดิ ชอบดําเนินการ มหี วั ขอ้ เร่อื ง ชดั เจน มผี ู้ทรงคุณวุฒเิ ขา้ ร่วมสมั มนา มกี ารบรรยายหรอื อภิปราย มกี ารเสนอผลงานใน รปู แบบต่าง ๆ เพ่อื เพมิ่ พูนความรูแ้ ละประสบการณ์แก่ผูเ้ ขา้ ร่วมสมั มนา (ประชุม โพธกิ ุล, 2539) การจดั ทําเอกสารโดยทวั่ ไปมกั จดั พิมพ์ไว้ก่อนการสมั มนาซ่ึงมีวตั ถุประสงค์เพ่ือ แจกจ่ายใหผ้ เู้ ขา้ รว่ มสมั มนาไดท้ ราบกําหนดการหรอื รายละเอยี ดต่างๆ ไดล้ ่วงหน้า เป็นการ ช่วยใหผ้ เู้ ขา้ รว่ มสมั มนาเกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจในเร่อื งทจ่ี ะสมั มนามากขน้ึ และสามารถเขา้ รว่ มกจิ กรรมไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง แหล่งบรกิ ารสารสนเทศแต่ละแหง่ มกั จดั ใหม้ กี ารประชุมสมั มนา การประชุมทางวชิ าการ หรอื มกี ารประชุมเชงิ ปฏบิ ตั กิ ารเป็นประจําอยู่เสมอ ได้แก่ ความ ร่วมมอื ระหว่างหอ้ งสมุดสถาบนั อุดมศกึ ษา การประชุมสามญั ประจําปีของสมาคมหอ้ งสมุด แหง่ ประเทศไทย เป็นตน้ การจดั ทาํ เอกสารจงึ มปี ระโยชน์ในดา้ นการเผยแพรป่ ระชาสมั พนั ธ์ ผลงาน และช่อื เสยี งใหแ้ ก่องคก์ รทด่ี าํ เนินการจดั สมั มนา การเผยแพรป่ ระชาสมั พนั ธร์ ายงาน การสมั มนาไมไ่ ดม้ ขี อบเขตจาํ กดั เฉพาะผเู้ ขา้ รว่ มสมั มนาเท่านนั้ แต่ยงั สามารถเผยแพรไ่ ปยงั หน่วยงานอ่นื ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งอาจใชว้ ธิ กี ารแจกจ่ายหากมงี บประมาณเพยี งพอ หรอื ใชว้ ธิ กี าร จาํ หน่ายแทนกไ็ ด้ การจดั ทาํ รายงานการสมั มนา การจดั ทาํ รายงานการสมั มนา มอี งคป์ ระกอบสาํ คญั คอื (สมจติ เกดิ ปรางค์ และ นุตประวณี ์ เลศิ กาญจนวตั ,ิ 2545) 1. โครงการ เป็นการเขยี นกจิ กรรมหรอื งานอยา่ งมขี นั้ ตอนทาํ ใหเ้ หน็ แนวทาง ในการดําเนินงานสมั มนาอย่างมเี ป้าหมายสามารถนําไปสกู่ ารปฏบิ ตั จิ รงิ ไดโ้ ดยจะตอ้ งเขยี น แผนปฏบิ ตั เิ พอ่ื ทาํ ใหท้ ราบระยะเวลาในการดาํ เนินงานทช่ี ดั เจน 2. คาํ กล่าวรายงาน เป็นหน้าท่ขี องผูจ้ ดั สมั มนาจะต้องเตรยี มไวใ้ หป้ ระธาน คณะกรรมการดาํ เนินงาน หรอื ผทู้ ไ่ี ดร้ บั มอบหมายเป็นคนกลา่ วรายงาน 3. คาํ กล่าวเปิ ดการสมั มนา ผูจ้ ดั สมั มนาจะต้องเตรยี มใหป้ ระธานท่เี ชญิ มา ควรเขยี นใหส้ อดคลอ้ งกบั คํากล่าวรายงาน เพ่อื ใชเ้ ป็นแนวทางในการอภปิ รายแก่ผเู้ ขา้ ร่วม สมั มนา 4. เอกสารประกอบการสมั มนา เป็นเอกสารทผ่ี จู้ ดั สมั มนาไดท้ าํ การรวบรวม ขอ้ มลู เกย่ี วกบั หวั ขอ้ เร่อื งทจ่ี ะใชใ้ นการสมั มนาเพ่อื ใหผ้ เู้ ขา้ รว่ มสมั มนาไดม้ โี อกาสศกึ ษาและ วเิ คราะหป์ ระเดน็ ต่าง ๆ ก่อนทจ่ี ะมกี ารสมั มนาขน้ึ จรงิ โดยทวั่ ไปจะเป็นเอกสารทไ่ี ดร้ บั จาก วทิ ยากร เอกสารต้องทําด้วยความละเอียดรอบคอบเพ่อื ป้องกนั ขอ้ ผิดพลาด และหากมี
158 เอกสารทเ่ี ขยี นโดยผเู้ ชย่ี วชาญผทู้ รงคุณวุฒทิ ม่ี เี น้ือหาสอดคลอ้ งสมั พนั ธก์ นั กส็ ามารถนํามา เพม่ิ เตมิ กไ็ ดแ้ ละควรบอกแหล่งทม่ี าของเอกสารใหช้ ดั เจน แลว้ การจดั เรยี งลําดบั เน้ือหาของ เอกสารควรลําดบั เน้ือหาก่อนหลงั ตามกําหนดการของการจดั สมั มนาเพ่อื ใหผ้ ูเ้ ขา้ สมั มนา คน้ หาไดง้ า่ ยและสะดวกรวดเรว็ ขน้ึ 5. ภาคผนวก เป็นสว่ นทผ่ี จู้ ดั สมั มนาเพมิ่ เตมิ รายละเอยี ดของเอกสารเกย่ี วกบั ประวตั ขิ องวทิ ยากร รายชอ่ื คณะกรรมการดาํ เนินการ รายช่อื ของบุคคลทเ่ี ขา้ รว่ มการสมั มนา ผลการประเมินการจดั สมั มนา รายช่ือผู้ให้ความอนุเคราะห์และให้การสนับสนุนการจดั สมั มนา เป็นตน้ รปู แบบการบริการและเผยแพร่สารสนเทศจากการพดู การพูดเพ่อื การบรกิ ารและเผยแพร่สารสนเทศเป็นอีกรูปแบบหน่ึงท่แี หล่งบรกิ าร สารสนเทศใช้เพ่อื ติดต่อส่อื สารกบั ผูใ้ ช้บรกิ ารเป็นการเผยแพร่ใหค้ วามรูเ้ ร่อื งราวข่าวสาร กิจกรรม หรอื ผลการดําเนินงานเพ่อื ให้ได้รบั รู้แล้วมคี วามเข้าใจเก่ียวกบั องค์กรได้อย่าง ถกู ตอ้ ง ข้อพิจารณาของการพดู เพ่ือการบริการและเผยแพร่สารสนเทศ การพดู นบั วา่ เป็นเครอ่ื งมอื สอ่ื สารทใ่ี ชไ้ ดส้ ะดวกและประหยดั ทกุ คนตอ้ งใชใ้ นชวี ติ ประจาํ วนั หรอื ในการปฏบิ ตั งิ าน การพดู จงึ เป็นวธิ กี ารหน่ึงทบ่ี ุคลากรในแหลง่ บรกิ าร สารสนเทศไดใ้ ชเ้ พอ่ื ถ่ายทอดสง่ิ ต่าง ๆ แกผ่ ใู้ ชบ้ รกิ าร ซง่ึ การพดู มขี อ้ เดน่ ทค่ี วรพจิ ารณาดงั น้ี (วริ ชั ลภริ ตั นกุล, 2546) 1. การพูดเป็นส่อื ท่สี ้นิ เปลอื งค่าใชจ้ ่ายน้อยท่สี ุดเป็นส่อื ท่ที ุกคนมอี ยู่ในตนเองไม่ ตอ้ งจดั หาใหส้ น้ิ เปลอื งเหมอื นสอ่ื บางประเภท และพรอ้ มทจ่ี ะใชป้ ระโยชน์ไดท้ นั ที 2. การพูดจะทําให้ผู้พูดและผู้ฟงั ได้เห็นหน้าตา และอากับกริยาท่าทาง บุคลกิ ลกั ษณะ ทว่ งทาํ นองการพดู ตลอดจนน้ําเสยี งซง่ึ มผี ลต่อการชกั จงู และก่อใหเ้ กดิ ความ ประทบั ใจไดง้ า่ ย และสนิทสนมเป็นกนั เองไดม้ ากทส่ี ดุ ทาํ ใหเ้ กดิ ความสมั พนั ธท์ ด่ี ตี ่อกนั 3. การพดู เป็นการตดิ ต่อสอ่ื สารสองทางทงั้ ผพู้ ดู และผฟู้ งั มโี อกาสทจ่ี ะตอบโตก้ นั ได้ ทนั ทตี ่างฝา่ ยต่างเหน็ ปฏกิ ริ ยิ า (Feedback) ของกนั และกนั จะทาํ ใหก้ ารพดู คุยสนทนามคี วาม เขา้ ใจและสะดวกรวดเรว็ ยงิ่ ขน้ึ หรอื หากมขี อ้ สงสยั ไมเ่ ขา้ ใจกส็ ามารถสอบถามไดท้ นั ที 4. การพดู ผพู้ ดู สามารถปรบั เน้ือหาขา่ วสารเรอ่ื งราวทก่ี ําลงั พดู อยใู่ หเ้ หมาะสมกบั ผฟู้ งั ไดใ้ นทนั ทที นั ใด
159 5. การพดู เหมาะทจ่ี ะใชช้ แ้ี จงเผยแพร่ประชาสมั พนั ธใ์ นเร่อื งราวทไ่ี ม่สลบั ซบั ซอ้ น มากมายนกั อาจเป็นเรอ่ื งสนั้ ๆ งา่ ยๆ ตรงไปตรงมา การพดู ถอื วา่ เป็นการมปี ฏสิ มั พนั ธแ์ บบเผชญิ หน้าเป็นการสอ่ื สารทผ่ี พู้ ดู และผรู้ บั ไดร้ บั ขอ้ มลู ยอ้ นกลบั ทนั ทจี ะทาํ ใหเ้ กดิ ความกระจ่างชดั เจนขน้ึ หากเม่อื พดู แลว้ ไดเ้ ร่อื งราวมี สาระพูดแล้วเกดิ ประโยชน์ฟงั แล้วเขา้ ใจถอื ไดว้ ่าการพูดประสบผลสําเรจ็ การพูดจะใหเ้ กดิ ผลสําเร็จได้นัน้ ผู้พูดจะต้องมีทักษะในการพูดหรือการส่ือสาร โดยเฉพาะผู้ให้บริการ จําเป็นต้องตดิ ต่อส่อื สารพดู คุยสนทนาเพ่อื บรกิ ารและเผยแพร่สารสนเทศแก่ผใู้ ชบ้ รกิ าร ซ่งึ การพูดมหี ลายรูปแบบ เช่น การสมั ภาษณ์ การสนทนาแลกเปล่ยี น การพูดโทรศพั ท์ การ บรรยาย เป็นต้น ผูใ้ หบ้ รกิ ารจงึ ควรเพมิ่ ทกั ษะด้านการพูดเพ่อื ทําใหผ้ ูใ้ ช้บรกิ ารเกดิ ความ เช่ือถือ และเช่ือมนั่ ต่อแหล่งบรกิ ารสารสนเทศ การพูดสามารถกระทําได้ทงั้ ภายในและ ภายนอกองคก์ ร ดงั นัน้ ผูใ้ หบ้ รกิ ารจะต้องมคี วามรูค้ วามสามารถมที กั ษะหรอื ความเชย่ี วชาญใน การพูด สร้างความเช่ือมนั่ ในตนเอง ไม่ประหม่าต่ืนเต้น พูดได้อย่างราบร่ืนไม่สบั สน ผู้ ให้บรกิ ารควรมคี วามสามารถในการพูดเพ่อื ใหก้ ารบรกิ ารและเผยแพร่สารสนเทศเป็นไป อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ หลกั สาํ คญั ของการพดู เพ่ือการบริการและเผยแพรส่ ารสนเทศ การพดู เป็นกระบวนการถ่ายทอดความรคู้ วามคดิ ขอ้ มลู ขา่ วสารไปสผู่ ฟู้ งั ซง่ึ ผทู้ าํ หน้าทด่ี งั กลา่ วควรยดึ ถอื หลกั สาํ คญั ดงั น้ี 1. ศกึ ษาผฟู้ งั ลกั ษณะของความสนใจ วยั เพศ การศกึ ษา ทศั นคติ แรงจงู ใจ และ ความตอ้ งการของผฟู้ งั 2. กําหนดหวั เร่อื งหรอื ประเดน็ ทต่ี ้องการพูด การพูดทด่ี คี วรกําหนดประเดน็ หลกั ประเดน็ รองเพอ่ื ป้องกนั ความสบั สนของผฟู้ งั 3. วางโครงร่างของการพูด หลงั จากกําหนดประเดน็ หลกั และประเดน็ รองแล้วจะ กาํ หนดโครงรา่ งของการพดู เพอ่ื จะไดท้ ราบวา่ จะเรม่ิ ทใ่ี ดจะดาํ เนินต่อไปอยา่ งไร และจบลงท่ี ไหน 4. ศกึ ษาคน้ ควา้ ขอ้ มลู ขา่ วสารความเคล่อื นไหวต่างๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งใหม้ ากทส่ี ุดดว้ ย วธิ กี ารต่าง ๆ เชน่ การอา่ น การฟงั การสงั เกต การจดจาํ รายละเอยี ดต่าง ๆ การจดบนั ทกึ เป็นตน้ เพอ่ื ผพู้ ดู จะไดเ้ ขา้ ใจอยา่ งถ่องแทช้ ดั เจน 5. จดั เรยี งลาํ ดบั ความคดิ ใหต้ ่อเน่ืองเป็นระบบกอ่ นการพดู 6. ใชภ้ าษาทฟ่ี งั แลว้ เขา้ ใจงา่ ยชดั เจนควรเลอื กภาษาใหเ้ หมาะสมกบั เน้ือหารวมทงั้ กลุ่มเป้าหมายทร่ี บั ฟงั
160 7. มลี ลี าจงั หวะในการพดู ทด่ี มี คี วามเป็นธรรมชาตผิ พู้ ดู อาจสอดแทรกอารมณ์ขนั ดว้ ยกไ็ ดแ้ ตต่ อ้ งระวงั ใหเ้ หมาะกบั เรอ่ื งโอกาส และกาลเทศะ 8. ใชท้ า่ ทางประกอบการพดู อยา่ งเหมาะสม 9. ตอ้ งรกั ษาเวลาทพ่ี ดู ใหต้ รงตามกาํ หนดเวลาเพอ่ื ป้องกนั ความเบ่อื หน่ายจากผฟู้ งั รปู แบบการพดู เพื่อการบริการและเผยแพร่สารสนเทศ การพดู เป็นการสอ่ื สารระหวา่ งบุคคลหรอื กลุ่มชน จงึ มรี ปู แบบการพดู สาํ คญั ดงั น้ี 1. การพูดส่ือสารระหว่างบุคคล เป็นการตดิ ต่อส่อื สาร สนทนาพดู คุยระหว่างผู้ ใหบ้ รกิ ารและผใู้ ชบ้ รกิ าร จงึ มรี ูปแบบการพูดเพ่อื การบรกิ ารและเผยแพร่สารสนเทศสาํ คญั ดงั น้ี 1.1 การสมั ภาษณ์ เป็นรูปแบบท่ผี ูใ้ หบ้ รกิ ารใช้ส่อื สารกบั ผู้ใช้บรกิ าร เช่น บรกิ ารตอบคําถามและช่วยการค้นคว้า การสมั ภาษณ์จะเป็นการสนทนาเพ่อื หาข้อมูลท่ี เฉพาะเจาะจง ผู้ให้บริการจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้บริการแบบตัวต่อตัวอย่างมี ประสทิ ธิภาพเพ่อื สร้างความสมั พนั ธ์ท่ีดีต่อกนั ผู้ให้บรกิ ารต้องแสดงต่อผู้ใช้บรกิ ารอย่าง สภุ าพไมค่ วรแสดงความไมพ่ อใจ ควรสนทนากบั ผใู้ ชบ้ รกิ ารอยา่ งเป็นกนั เองเพ่อื ลดความอดึ อดั ผูใ้ หบ้ รกิ ารจะเป็นฝ่ายตงั้ คําถามกบั ผใู้ ชบ้ รกิ ารเพ่อื ใหไ้ ดค้ วามคดิ หรอื เกย่ี วกบั สงิ่ ทผ่ี ใู้ ช้ ต้องการทราบ คําถามจะต้องกลมกลนื กบั เร่อื งท่กี ําลงั สนทนา ผูใ้ หบ้ รกิ ารควรมที กั ษะใน การตงั้ คําถามว่าควรจะใชค้ ําถามปลายปิดหรอื ปลายเปิด เพ่อื ใหไ้ ดข้ อ้ มูลเพยี งพอต่อการ คน้ หาสารสนเทศ 1.2 การพูดอธิบายตวั ต่อตวั การพูดอธบิ ายตวั ต่อตวั กบั ผูใ้ ช้บรกิ ารนัน้ ผู้ ใหบ้ รกิ ารตอ้ งมคี วามชดั เจนกบั เรอ่ื งทพ่ี ดู มกี ารใหร้ ายละเอยี ด ขนั้ ตอน วธิ กี าร ทถ่ี ูกตอ้ ง ตอ้ ง แสดงถงึ ความเอาใจใสจ่ รงิ ใจต่อการใหบ้ รกิ ารถอื เป็นการสรา้ งความสมั พนั ธอ์ นั ดรี ะหว่างกนั ทาํ ใหม้ คี วามสนิทสนมกนั มาก ความสมั พนั ธก์ จ็ ะแน่นแฟ้นยงิ่ ขน้ึ ก่อเกดิ เป็นความประทบั ใจมี แรงจงู ใจต่อการเขา้ ใชบ้ รกิ ารมากขน้ึ 1.3 การพูดโทรศัพท์ การให้บริการสารสนเทศผ่านทางโทรศัพท์เป็น เครอ่ื งมอื ส่อื สารทแ่ี หล่งบรกิ ารสารสนเทศใชเ้ ป็นรปู แบบบรกิ ารแก่ผใู้ ชท้ ม่ี ขี อ้ จํากดั ดา้ นเวลา ผใู้ หบ้ รกิ ารจงึ ควรใหค้ วามสนใจต่อการพดู โทรศพั ท์ ดงั น้ี (ผอ่ งพรรณ ลวนานนท,์ 2547) 1.3.1 การใชน้ ้ําเสยี งในการพูด ควรใช้น้ําเสยี งท่ชี ดั เจนสุภาพฟงั แล้ว น่าสนใจไมค่ วรพดู เรว็ หรอื ชา้ ใหพ้ ดู ในระดบั พอดี ประโยคทุกประโยคตอ้ งชดั เจน และตอ้ งมี ความมนั่ ใจในทกุ เรอ่ื งทพ่ี ดู 1.3.2 ควรแนะนําตวั เองทุกครงั้ ทร่ี บั โทรศพั ทห์ รอื แหล่งบรกิ าร สารสนเทศทเ่ี ราปฏบิ ตั งิ าน
161 1.3.3 ควรแสดงการรบั รคู้ าํ ถามจากผใู้ ชบ้ รกิ ารอยา่ งจรงิ ใจ และตงั้ ใจ 1.3.4 อาสาใหค้ วามชว่ ยเหลอื เพอ่ื เป็นการใหก้ าํ ลงั ใจแกผ่ ใู้ ชบ้ รกิ าร 1.3.5 ใหค้ าํ อธบิ ายการใหบ้ รกิ ารบางเรอ่ื งอาจจะแลว้ เสรจ็ ในทนั ทแี ต่บาง คําถามอาจต้องอาศยั ระยะเวลานานผูใ้ หบ้ รกิ ารควรพูดคุยชแ้ี จงกบั ผใู้ ชบ้ รกิ ารใหเ้ กดิ ความ เขา้ ใจ 1.3.6 บนั ทกึ ขอ้ มลู ผใู้ ชบ้ รกิ ารเพ่อื ป้องกนั ขอ้ ผดิ พลาด ควรมแี บบฟอรม์ บนั ทกึ เพ่อื ประหยดั เวลา และหากคน้ หาสารสนเทศทต่ี รงกบั ความตอ้ งการของผใู้ ชบ้ รกิ ารได้ แลว้ ควรตดิ ต่อแจง้ ผลกบั ผใู้ ชบ้ รกิ ารทนั ที การพูดส่อื สารระหว่างบุคคลโดยเฉพาะผู้ให้บริการและผู้ใช้บรกิ ารเป็นสร้าง สมั พนั ธ์ท่ีดีเพ่ือให้เกิดความเข้าใจกนั ต่อกัน ถือว่าเป็นส่ิงจําเป็นและสําคญั มากมีผลต่อ ความกา้ วหน้าหรอื ลม้ เหลวของแหล่งบรกิ ารสารสนเทศไดเ้ หมอื นกนั 2. การพดู ส่ือสารระหว่างกลุ่มชน เป็นการพดู เพ่อื อธบิ ายหรอื ใหร้ ายละเอยี ดแก่ กลุ่มบุคคล อาจจะเป็นทงั้ ภายในหรอื ภายนอกองคก์ ร ซง่ึ การพดู ส่อื สารระหว่างกลุ่มชนเพ่อื ใหบ้ รกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศนนั้ มรี ปู แบบทส่ี าํ คญั ดงั น้ี 2.1 การบรรยาย 2.1.1 ผ้เู ข้าเย่ียมชม ทุกองค์กรมกั จะมีกลุ่มผู้สนใจขอเข้าเย่ียมชม องคก์ รตามวาระและโอกาสต่าง ๆ กนั ซง่ึ บุคคลทม่ี สี ่วนเกย่ี วขอ้ งตอ้ งเตรยี มความพรอ้ มใน ทุก ๆ ดา้ นเพ่อื ใหผ้ เู้ ขา้ เยย่ี มชมเกดิ ความพงึ พอใจ สาํ หรบั กลุ่มผสู้ นใจอาจจะมที งั้ ตดิ ต่อเป็น ทางการหรืออาจผ่านมาและขอเข้าเย่ียมชมจึงไม่ได้ติดต่อเป็นทางการแต่แหล่งบริการ สารสนเทศควรเปิดโอกาสเพราะเป็นผลดมี ากกว่าผลเสยี เป็นการอํานวยความสะดวก และ ชว่ ยบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ และสรา้ งภาพลกั ษณ์ทด่ี ขี ององคก์ ร ดงั นนั้ ผใู้ หบ้ รกิ ารทม่ี ี ส่วนรบั ผดิ ชอบต้องมกี ารวางแผนต้อนรบั เพ่อื บรรยายสรุปให้เป็นไปด้วยความเรยี บร้อย (กรชิ สบื สนธ,ิ ์ 2545) ผใู้ หบ้ รกิ ารควรทราบรายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ เกย่ี วกบั ผเู้ ขา้ เยย่ี มชมว่า ต้องการทราบเร่อื งใดมากน้อยเพยี งใด ซ่งึ ผูใ้ หบ้ รกิ ารต้องเตรยี มความพรอ้ ม การใชภ้ าษา ถอ้ ยคําใหเ้ หมาะสม และมคี วามตงั้ ใจทจ่ี ะบรกิ ารแนะนําฝา่ ยงานต่าง ๆ ใหแ้ ก่ผเู้ ขา้ เยย่ี มชม ดว้ ยความเตม็ ใจเพ่อื ใหผ้ เู้ ขา้ เยย่ี มชมไดร้ บั ความรู้ ประสบการณ์ และเกดิ ประโยชน์แก่ผเู้ ขา้ เยย่ี มชมโดยตรง 2.2.2 ได้รบั เชิญบรรยายนอกสถานท่ี บุคลากรภายในของแหล่ง บรกิ ารสารสนเทศอาจไดร้ บั เชญิ ไปพดู ในหวั ขอ้ เร่อื งใดเร่อื งหน่ึงหรอื เร่อื งอ่นื ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง กบั องคก์ ร เมอ่ื ไดร้ บั เชญิ ใหไ้ ปพดู บรรยายถอื เป็นการเผยแพร่ ช่อื เสยี ง ผลงาน ภาพลกั ษณ์ ทด่ี ตี ่อกลุ่มชนจาํ นวนมาก มผี ลต่อการสรา้ งความเขา้ ใจอนั ดรี ะหว่างผพู้ ดู กบั ผฟู้ งั และจะชว่ ย ใหผ้ ฟู้ งั ไดร้ บั ประโยชน์ทงั้ ความรแู้ ละประสบการณ์ทด่ี จี ากการฟงั ผพู้ ดู สว่ นใหญ่มกั จะมเี วลา
162 เตรยี มตวั ก่อนการพดู บรรยายเสมอ โดยจะตอ้ งพยายามพดู ใหอ้ ยใู่ นช่วงเวลาทก่ี ําหนดเพราะ หากเกนิ กําหนดเวลา อาจทําใหบ้ รรยากาศน่าเบ่อื หน่ายกไ็ ด้ และต้องพดู บรรยายใหช้ ดั เจน น่าสนใจซง่ึ ผพู้ ดู บรรยายควรศกึ ษาปจั จยั สาํ คญั เพอ่ื เตรยี มตวั ก่อนการพดู ดงั น้ี 2.2.2.1 ศกึ ษาความตอ้ งการของผเู้ ชญิ ใหช้ ดั เจนตรงกนั 2.2.2.2 ศกึ ษารายละเอยี ดเกย่ี วกบั กลุ่มผฟู้ งั 2.2.2.3 จดั เตรยี มเอกสารทจ่ี ะนําไปเผยแพร่ 2.2.2.4 จดั ทาํ สอ่ื ทท่ี นั สมยั ประกอบการบรรยายควรมี ภาพประกอบการบรรยาย 2.2.2.5 ควรไปถึงสถานท่ที ่ีจะพูดก่อนเวลาเพ่อื เตรยี มตวั และ ทดลองใชอ้ ุปกรณ์ประกอบการบรรยาย 2.2 การประชุม/สมั มนา การเข้าร่วมประชุมหรอื สมั มนาของบุคลากรใน แหลง่ บรกิ ารสารสนเทศเป็นอกี รปู แบบหน่ึงทใ่ี ชก้ นั เพอ่ื บรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศซง่ึ อาจ เป็นการประชุมขนาดเลก็ หรอื ขนาดใหญ่ทงั้ ภายในหรอื ภายนอกองคก์ ร บุคลากรอาจไดร้ บั เชญิ เป็นผทู้ รงคุณวุฒใิ นการบรรยายหรอื เป็นผรู้ ่วมประชุมหรอื สมั มนากไ็ ด้ การประชุมหรอื สมั มนามกี ารกําหนดแบบแผนทแ่ี น่นอนมคี ณะผรู้ บั ผดิ ชอบมหี วั ขอ้ เร่อื งชดั เจน (ไพพรรณ เกยี รตโิ ชตชยั , 2545) ในการประชุม สมั มนามวี ตั ถุประสงคเ์ พอ่ื ใหผ้ ทู้ เ่ี ขา้ รว่ มประชุมสมั มนา ไดร้ บั ความรเู้ พม่ิ เตมิ ถอื เป็นการพฒั นาตนเองและไดร้ ว่ มแลกเปลย่ี นเรยี นรปู้ ระสบการณ์หรอื เผยแพรส่ ารสนเทศใหแ้ ก่สมาชกิ ดว้ ยกนั ทราบถอื เป็นการพบปะพดู คุยสรา้ งความคุน้ เคยกบั ผปู้ ฏบิ ตั งิ านในวชิ าชพี เดยี วกนั การเผยแพรส่ ารสนเทศโดยการพดู ตดิ ต่อระหว่างบุคคลหรอื กลุ่มคนเป็นวิธีท่ีให้ผลดียิ่งเพราะการประชุม สมั มนาจะเป็นประโยชน์ต่อการกระจาย แนวความคดิ ใหก้ วา้ งไกลได้ การประชมุ สมั มนาจงึ มปี ระโยชน์สาํ คญั ดงั น้ี 2.2.1 ไดเ้ ผยแพรแ่ ลกเปลย่ี นความรขู้ อ้ มลู ขา่ วสารระหวา่ งผเู้ ขา้ รว่ มประชุม สมั มนาสามารถนําไปปรบั ใชใ้ นการปฏบิ ตั งิ านได้ 2.2.2 ไดส้ รา้ งความเขา้ ใจอนั ดรี ะหวา่ งผเู้ ขา้ รว่ มประชมุ สมั มนามี มนุษยสมั พนั ธท์ ด่ี ตี ่อกนั เกดิ ความรว่ มมอื แลกเปลย่ี นเรยี นรรู้ ว่ มกนั 2.2.3 ไดพ้ ฒั นาทกั ษะการพูด การฟงั การคดิ และการนําเสนอความเช่อื ความคดิ และความรอู้ ่นื ๆ ของตนเองใหผ้ เู้ ขา้ รว่ มประชุม สมั มนาไดร้ บั ทราบดว้ ย 2.2.4 เกดิ ความคดิ รเิ รมิ่ สรา้ งสรรคท์ าํ ใหม้ วี สิ ยั ทศั น์ทก่ี วา้ งไกลขน้ึ
163 รปู แบบกิจกรรมการบริการและเผยแพรส่ ารสนเทศ รปู แบบกจิ กรรมจะตอ้ งขน้ึ อยกู่ บั ปจั จยั ดา้ นนโยบายและองคป์ ระกอบต่าง ๆ ทแ่ี หล่ง บรกิ ารสารสนเทศเป็นผพู้ จิ ารณาวา่ กจิ กรรมใดเป็นทน่ี ่าสนใจและควรดาํ เนินการในรปู แบบใด จงึ จะเหมาะสม จงึ มรี ปู แบบกจิ กรรมการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศสาํ คญั ดงั น้ี 1. นิทรรศการ นิทรรศการ ตรงกบั ภาษาองั กฤษว่า Exhibition มนี กั วชิ าการใหค้ วามหมายไว้ ดงั น้ี ความหมายของนิ ทรรศการ ไชยยงค์ กงศรี (2540) ใหค้ วามหมายว่า นิทรรศการเป็นศูนยร์ วมสาระความรู้ และวสั ดุอุปกรณ์ ส่ือต่าง ๆ ท่ีจดั แสดงอย่างเป็นระบบตามวตั ถุประสงค์ของผู้จดั เพ่อื ให้ ผสู้ นใจไดศ้ กึ ษาหาความรอู้ ยา่ งเป็นอสิ ระตามแต่โอกาสและสถานทน่ี นั้ ๆ วฒั นา จูฑะวภิ าต (2542) หมายถงึ การจดั นําเอาภาพถ่าย ภาพเขยี น สถติ ิ แผนภูมิหรือกราฟิกอ่ืนๆ ได้แก่ ของจริง หุ่นจําลอง โสตทศั นูปกรณ์บางประเภท เช่น ภาพยนตร์ ภาพน่ิง มาจดั แสดงคาํ บรรยายประกอบการอภปิ ราย และการสาธติ ในเรอ่ื งต่าง ๆ ทน่ี ่าสนใจหรอื กาํ ลงั อยใู่ นความสนใจของกลุ่มประชาชนทเ่ี ลอื กมาเป็นเป้าหมาย จนั ทรา มาศสุพงศ์ (2540) สรุปว่านิทรรศการเป็นทัศนศิลป์ อย่างหน่ึงท่ี นําเสนอเร่อื งราวขอ้ มูลทเ่ี ป็นประโยชน์หรอื ใหก้ ารศกึ ษาแก่ผูช้ มในรูปของส่อื ผสมท่ผี ูจ้ ดั ได้ พจิ ารณาเลอื กสรรแล้วว่าเหมาะกบั เน้ือหาสาระท่จี ดั แสดง โดยคํานึงถึงองค์ประกอบทาง ศลิ ปะ และวธิ กี ารนําเสนอในรปู ของงานกราฟิก และวสั ดุสามมติ ทิ ท่ี ําใหผ้ เู้ ขา้ ชมพงึ พอใจแม้ นิทรรศการจะจดั แสดงเน้ือหาได้กว้างขวางแต่ก็มีทิศทางการจดั แสดงท่ีสอดคล้องผสม กลมกลนื กนั จากความหมายของนิทรรศการตามทศั นะของนกั วชิ าการมสี ว่ นคลา้ ยคลงึ พอจะ สรุปไดว้ ่า นิทรรศการเป็นการนําเสนอขอ้ มูล เร่อื งราว สาระความรูท้ ่เี ป็นตามวตั ถุประสงค์ ของผู้จัดเพ่ือนําเสนอให้กลุ่มเป้ าหมายหรือบุคคลผู้สนใจทัว่ ไปได้รับประโยชน์ โดย นิทรรศการเป็นการบรู ณาการของการใชส้ อ่ื ประสมและเทคนิควธิ กี ารต่าง ๆ ใหผ้ สมกลมกลนื กนั โดยต้องอาศยั หลกั ศลิ ปะท่จี ะทําให้สามารถดงึ ดูดความสนใจของผู้ชมใหม้ อี ารมณ์และ ความรสู้ กึ รว่ มได้ นิทรรศการเป็นส่อื ท่ีต้องอาศยั การสร้างสรรค์เพ่อื ให้การบริการและเผยแพร่ สารสนเทศเป็นไปอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ การจดั นิทรรศการจงึ เป็นกลไกอย่างหน่ึงทจ่ี ะดงึ ดูด
164 ความสนใจของผใู้ ช้ ดงั นนั้ การดาํ เนินงานการจดั นิทรรศการในแต่ละครงั้ จะตอ้ งมกี ารวางแผน เตรยี มการอยา่ งละเอยี ดรอบคอบเพอ่ื ใหไ้ ดผ้ ลงานทส่ี มบรู ณ์ และเป็นทป่ี ระทบั ใจแก่ผชู้ ม วตั ถปุ ระสงคข์ องนิทรรศการ การจดั นิทรรศการกเ็ ป็นสว่ นหน่ึงของกจิ กรรมการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ ทจ่ี ะตอ้ งดาํ เนินการ ดงั นนั้ การจดั นิทรรศการจงึ มวี ตั ถุประสงค์ ดงั น้ี 1. เพ่ือเผยแพร่ ข้อมูลข่าวสาร และประชาสัมพันธ์กิจกรรมผลงานของ หน่วยงานใหส้ าธารณชนทราบ 2. เพ่อื ใหค้ วามรูแ้ ละความเขา้ ใจ เพราะบางครงั้ ผูช้ มอาจมคี วามคดิ สบั สนใน หลาย ๆ สงิ่ พรอ้ มกนั ในเวลาเดยี วกนั จงึ เป็นการกระตุน้ ใหผ้ ชู้ มเกดิ ความเขา้ ใจและใหค้ วาม ร่วมมือกับหน่วยงานหรือเปล่ียนทัศนคติของกลุ่มผู้ชมท่ีมีต่อหน่วยงานไปในทางท่ีพึง ประสงค์ 3. เพ่อื สรา้ งความประทบั ใจแก่ผชู้ มเม่อื เหน็ ผลงานหรอื บทบาทของหน่วยงาน ทท่ี าํ ประโยชน์เพอ่ื สว่ นรวมหรอื สงั คม และเกดิ การยอมรบั หน่วยงานเพมิ่ ขน้ึ 4. เพอ่ื สรา้ งภาพลกั ษณ์ทด่ี แี กห่ น่วยงาน 5. เพอ่ื สรา้ งความบนั เทงิ และความพงึ พอใจแก่กลุ่มผชู้ ม ประเภทของนิ ทรรศการ นิทรรศการแบง่ ตามวธิ กี ารจดั ได้ 3 ประเภท คอื (ธรี ศกั ดิ ์ อคั รบวร, 2537) 1. นิทรรศการถาวร (Permanent exhibition) หมายถงึ นิทรรศการทจ่ี ดั แสดง เร่ืองราวเดิม ๆ ไม่เปล่ียนแปลงเป็นเร่ืองราวสาระท่ีเกิดข้นึ แน่นอนแล้ว เช่น เร่ืองทาง ประวตั ศิ าสตรค์ วามเป็นมาของสงิ่ ต่าง ๆ ของทใ่ี ชจ้ ดั อาจเป็นของจรงิ หนุ่ จาํ ลอง รปู ภาพ เป็นต้น นิทรรศการน้ีจะจดั แสดงเป็นเวลานานสง่ิ ท่นี ํามาแสดงนัน้ ไม่มกี ารเปล่ียนแปลง รูปแบบและวิธีการมีการจัดในตัวอาคารและกลางแจ้ง โดยใช้สถานท่ีเดิมไม่มีการ เปลย่ี นแปลงจดั ไวป้ ระจํา ณ ทใ่ี ดทห่ี น่ึงจะใชง้ บประมาณค่อนขา้ งสงู ตอ้ งใชเ้ วลาเตรยี มงาน ยาวนาน ต้องมกี ารวเิ คราะห์เน้ือหารูปแบบ และการนําเสนอตามหลกั วชิ าการเพ่อื ใหเ้ กดิ ประโยชน์แก่ผชู้ ม แลว้ ยงั เปิดโอกาสใหผ้ เู้ ขา้ ชมไดต้ ลอดเวลาเพ่อื ศกึ ษาคน้ ควา้ หรอื พกั ผอ่ น หย่อนใจหาความเพลดิ เพลนิ ได้ นิทรรศการถาวรมกี ารจดั กนั หลายรปู แบบส่วนใหญ่มกั จดั ในแหล่งสารสนเทศประเภทพิพิธภัณฑ์ เช่น พิพิธภัณฑ์บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี พพิ ธิ ภณั ฑห์ นุ่ ขผ้ี ง้ึ จงั หวดั นครปฐม พพิ ธิ ภณั ฑส์ ถานแหง่ ชาติ เป็นตน้
165 2. นิทรรศการชวั่ คราว (Temporary exhibition) เป็นการจดั นิทรรศการทท่ี าํ เป็นครงั้ คราวใช้เวลาแสดงไม่มากนักประมาณ 1 สปั ดาห์ ถึง 1 เดอื นในวาระโอกาสหรอื เทศกาลพเิ ศษเพ่อื แสดงแผนงานหรอื ความรใู้ หม่ ๆ เพ่อื การโฆษณาประชาสมั พนั ธเ์ ผยแพร่ ผลงานของหน่วยงาน ตลอดจนสรา้ งความเขา้ ใจอนั ดตี ่อหน่วยงาน นอกจากน้ีนิทรรศการ ชวั่ คราวยงั จดั ขน้ึ มาเสรมิ นิทรรศการถาวรเพ่อื แสดงผลงานการศกึ ษาค้นคว้าใหม่ ๆ หรอื เร่อื งราวเสรมิ การจดั แสดงทม่ี อี ย่เู ดมิ (จนั ทรา มาศสุพงศ,์ 2540) นิทรรศการชวั่ คราวอาจ จดั แสดงในสถานท่ีเดิมเป็นประจําจะแตกต่างกันกับการจัดนิทรรศการถาวรตรงท่ีการ นําเสนอเน้ือหาจะเป็นความรใู้ หม่ ๆ และใชร้ ปู แบบการจดั แปลก ๆ และน่าสนใจแต่วสั ดุทใ่ี ช้ จะไมค่ งทนเท่านิทรรศการถาวร นิทรรศการชวั่ คราว เช่น นิทรรศการภาพถ่าย นิทรรศการ หม่อนไหมแห่งชาติ นิทรรศการไปรษณียไ์ ทย นิทรรศการป่ารกั ษ์น้ํา นิทรรศการโครงการ หลวง เป็นตน้ 3. นิทรรศการสญั จร (Travelling exhibition) หรอื เรยี กวา่ นิทรรศการ หมุนเวยี นเป็นนิทรรศการทจ่ี ดั ขน้ึ เป็นชุดสาํ เรจ็ เพ่อื แสดงในทห่ี ลาย ๆ แห่งหมุนเวยี นกนั ไป ในโอกาสพเิ ศษเพ่อื สรา้ งความเขา้ ใจในเร่อื งใดเรอ่ื งหน่ึงหรอื เพ่อื ใหค้ วามรแู้ ก่ประชาชน และ ส่อื หลกั ทน่ี ํามาแสดงเป็นแบบเดมิ วตั ถุประสงคใ์ นการจดั เป็นแบบเดมิ อาจมสี ง่ิ ของหรอื การ แสดงประกอบเพม่ิ เตมิ ในบางครงั้ เท่านัน้ มจี ุดมุ่งหมายเพ่อื มุ่งอํานวยความสะดวกแก่ผูช้ ม เพราะว่าหากจดั แสดงไวใ้ นทแ่ี ห่งเดยี วกนั ผชู้ มไมส่ ามารถเดนิ ทางไปชมไดท้ วั่ ถงึ ซง่ึ การจดั นิทรรศการประเภทน้ียุ่งยาก และสน้ิ เปลอื งค่าใชจ้ ่ายมากเพราะตอ้ งคาํ นึงถงึ ความปลอดภยั ขณะขนยา้ ย และค่าขนส่ง (วฒั นะ จฑู ะวภิ าต, 2540) นิทรรศการหมุนเวยี นจะไดผ้ ลดนี ัน้ ขน้ึ อยกู่ บั ผจู้ ดั และผคู้ วบคุมนิทรรศการไปเผยแพร่มปี ระสบการณ์ มมี นุษยสมั พนั ธ์ มเี ทคนิค ในการจดั การเป็นอย่างดเี พ่อื ตดิ ต่อส่อื สารกบั บุคคลในทอ้ งถน่ิ นัน้ ๆ นิทรรศการหมุนเวยี น เชน่ นิทรรศการตราไปรษณยี ากร นิทรรศการวฒั นธรรมสญั จร เป็นตน้ ขนั้ ตอนการจดั นิทรรศการ การจดั นิทรรศการเป็นการรว่ มมอื ประสานกบั บุคคลหลายฝา่ ยเพอ่ื ใหก้ ารจดั นิทรรศการเป็นไปตามวตั ถุประสงคท์ ก่ี าํ หนดไวด้ งั นนั้ การจดั นิทรรศการจงึ มขี นั้ ตอนการ ดาํ เนินงาน ดงั น้ี (จนั ทรา มาศสพุ งศ,์ 2540) 1. ขนั้ ก่อนการจดั นิทรรศการ 2. ขนั้ เตรยี มการและจดั นิทรรศการ 3. ขนั้ หลงั การจดั นิทรรศการ 4. การประเมนิ ผลการจดั นิทรรศการ
166 1. ขัน้ ก่อนการจัดนิ ทรรศการ เป็นขัน้ ตอนท่ีจะต้องดําเนินงานตาม รายละเอยี ดทส่ี าํ คญั คอื 1.1 กําหนดวัตถุประสงค์ ควรระบุวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนเพ่ือเข้าใจ ตรงกัน ตลอดจนให้ทราบทิศทางการดําเนินงานว่าจะไปในลักษณะใดซ่ึงการกําหนด วตั ถุประสงค์จะต้องให้สอดคล้องกบั นโยบายของหน่วยงานท่ตี ้องการจดั นิทรรศการเพ่อื เป้าหมายใด เช่น ประชาสมั พนั ธ์ขอ้ มูลข่าวสาร กจิ กรรมใหค้ วามรูส้ รา้ งความศรทั ธา และ ทศั นคตทิ ด่ี ี เป็นตน้ 1.2 กําหนดเน้ือหา ช่ือนิทรรศการ และวิธีการนําเสนอซ่ึงการกําหนด เน้ือหามหี ลกั เกณฑ์ ดงั น้ี 1.2.1 เน้ือหาตอ้ งสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงค์ 1.2.2 เน้ือหาตอ้ งสอดคลอ้ งกบั ช่อื นิทรรศการ 1.2.3 ความสัมพนั ธ์ของเน้ือหากับส่ือ เม่ือกําหนดวัตถุประสงค์ เน้ือหา และช่อื ของนิทรรศการแล้วสงิ่ ท่ีต้องพจิ ารณาและวเิ คราะห์อย่างละเอยี ดในลําดบั ต่อมา คือ การกําหนดส่อื ท่ีนําเสนอต้องให้เหมาะกบั เน้ือหาและกลุ่มผู้ชมว่าควรจะใช้ส่อื ประเภทใดจงึ จะดงึ ดดู ความสนใจไดด้ ี 1.3 ขนั้ การวางแผน การวางแผนถอื ว่าเป็นขนั้ ตอนทส่ี าํ คญั เพ่อื ใหผ้ ลงาน ออกมาดจี ะตอ้ งมกี ารวางแผน ซง่ึ เป็นขนั้ ตอนการคดิ ในการทจ่ี ะดาํ เนินงานการจดั นิทรรศการ ทงั้ หมดไดโ้ ดยสามารถวางแผนในประเดน็ ทส่ี าํ คญั ต่าง ๆ ดงั น้ี (วฒั นะ จฑู ะวภิ าต, 2542) 1.3.1 การวางแผนเกย่ี วกบั ผชู้ ม ควรทราบกลุ่มเป้าหมายของผูช้ ม เพ่อื เตรยี มความพร้อมในด้านอ่นื ๆ ควรศึกษาองค์ประกอบของผู้เขา้ ชม เช่น อายุ เพศ การศกึ ษา สตปิ ญั ญา เป็นตน้ 1.3.2 การวางแผนเก่ียวกบั เน้ือหา เน้ือหาของนิทรรศการควรมี ความน่าสนใจสามารถดงึ ดูดความสนใจของผเู้ ขา้ ชมได้ และตอ้ งดูความมุง่ หมายของการจดั ด้วยว่ามุ่งหวงั ประชาสมั พนั ธ์หรือให้ความรู้ด้านวิชาการ และควรให้เน้ือหามคี วามเป็น เอกภาพไมค่ วรปะปนกนั หลายเรอ่ื ง หรอื หลายวตั ถุประสงค์ 1.3.3 การวางแผนเกย่ี วกบั ขนาดจะตอ้ งขน้ึ อยกู่ บั เน้ือหาสถานทจ่ี ดั เวลา และงบประมาณสําหรบั ดําเนินการถงึ จะสามารถทราบว่านิทรรศการมขี นาดเลก็ หรอื ใหญ่ จงึ จะตอ้ งสมั พนั ธก์ บั เน้ือหาสถานทจ่ี ดั เวลา และงบประมาณ 1.3.4 การวางแผนเกย่ี วกบั สถานท่ี ผจู้ ดั ควรพจิ ารณาขนาดและเน้ือ ทใ่ี หม้ คี วามเหมาะสมกบั จาํ นวนผรู้ บั จาํ นวนวสั ดุ และเน้ือหาทจ่ี ะแสดงเพ่อื จะไดพ้ จิ ารณาว่า อาคารสถานทใ่ี หเ้ หมาะสมกบั ผชู้ ม 1.3.5 การวางแผนเกย่ี วกบั คา่ ใชจ้ า่ ย สงิ่ ทผ่ี จู้ ดั ตอ้ งพจิ ารณา เชน่ คา่ สถานท่ี คา่ จา้ ง คา่ วสั ดุอุปกรณ์ เป็นตน้
167 1.3.6 การวางแผนเกย่ี วกบั ระยะเวลา ผจู้ ดั ตอ้ งดูองคป์ ระกอบดว้ ย ว่าเป็นนิทรรศการประเภทใดดูความเหมาะสมและสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคห์ รอื ไม่ และ หากเป็นนิทรรศการสญั จรควรจดั ทําเอกสารแจ้งประสานแก่หน่วยงานหรอื องค์กรท่จี ะนํา นิทรรศการไปแสดงเพอ่ื ป้องกนั ความผดิ พลาดในเรอ่ื งวนั เวลา 1.3.7 การวางแผนเก่ียวกบั การประชาสมั พนั ธ์ และความร่วมมอื จากชุมชนผูจ้ ดั ควรหาแนวทางใหช้ ุมชนเขา้ มามสี ่วนร่วมในนิทรรศการ หรอื ในกจิ กรรมท่ี สมั พนั ธก์ บั นิทรรศการหรอื แสวงหาความรว่ มมอื จากองคก์ รหรอื หน่วยงานทอ้ งถนิ่ เพ่อื ใหก้ าร จดั นิทรรศการมบี ุคคลเขา้ รว่ มหลายฝา่ ย และมสี ว่ นภาคภมู ใิ นผลงานดว้ ยกนั 1.3.8 การวางแผนเกย่ี วกบั กจิ กรรมประกอบ นิทรรศการส่วนใหญ่ มกั จะมกี ารจดั กจิ กรรมเพมิ่ เตมิ ดา้ นการใหค้ วามรูแ้ ก่ผมู้ ารบั กจิ กรรมเสรมิ ความรู้ เช่น การ พดู แนะนําสง่ิ ทน่ี ํามาแสดง การสาธติ การแสดง เป็นตน้ 1.4 กาํ หนดผรู้ บั ผดิ ชอบ กระบวนการปฏบิ ตั งิ านตอ้ งกาํ หนดผรู้ บั ผดิ ชอบ ใหช้ ดั เจนเพอ่ื จะไดก้ าํ หนดวธิ กี ารทาํ งานโดยบุคคลทจ่ี ะตอ้ งเกย่ี วขอ้ งกบั การจดั นิทรรศการ มี ดงั น้ี 1.4.1 ฝ่ายควบคุมนิทรรศการ เป็นผรู้ บั ผดิ ชอบนิทรรศการทงั้ หมด เชน่ ใหค้ าํ แนะนําการผลติ การจดั สรรกาํ ลงั คนประสานงานแกป้ ญั หา และอาํ นวยความสะดวก แกผ่ ปู้ ฏบิ ตั ิ เป็นตน้ 1.4.2 ฝ่ายศลิ ปกรรม เป็นผูร้ บั ผดิ ชอบงานกราฟิกออกแบบจดั ทํา อปุ กรณ์ เสยี งสี ตวั อกั ษร เป็นตน้ 1.4.3 ฝา่ ยชา่ ง เป็นฝา่ ยทเ่ี สรมิ ฝา่ ยศลิ ปกรรม เชน่ ชา่ งอเิ ลก็ ทรอนิกส์ ชา่ งไม้ ชา่ งไฟฟ้า ชา่ งสี เป็นตน้ 1.4.4 ฝา่ ยวชิ าการ เป็นผรู้ บั ผดิ ชอบขอ้ มลู เน้ือหา จดั ทาํ ขอ้ มลู และ เตรยี มบรรยายสรุป จดั เตรยี มบุคลากรเพอ่ื ใหค้ าํ แนะนําอธบิ าย นําชมนิทรรศการ และจดั ทาํ เอกสารประกอบการจดั นิทรรศการ 1.4.5 ฝ่ายการเงิน เป็นผู้รับผิดชอบเก่ียวกับค่าใช้จ่าย การทํา รายการเบกิ จา่ ย คา่ ตอบแทน คา่ เชา่ สถานท่ี คา่ เชา่ อปุ กรณ์ คา่ อาหาร เป็นตน้ 1.4.6 ฝ่ายสถานท่ี เป็นผูอ้ ํานวยความสะดวกใหแ้ ก่ฝ่ายศลิ ปกรรม และฝา่ ยอน่ื ๆ เชน่ ฝา่ ยพธิ กี าร ฝา่ ยปฏคิ ม ฝา่ ยประชาสมั พนั ธ์ เป็นตน้ 1.4.7 ฝ่ายประชาสมั พนั ธ์ เป็นผู้ทําหน้าท่ีประชาสมั พนั ธ์การจัด นิทรรศการไปยงั กลุ่มผูช้ มหรอื กลุ่มเป้าหมายโดยผสานกบั ฝ่ายต่าง ๆ เพ่อื ขอรายละเอยี ด ของขอ้ มลู เพอ่ื จดั เตรยี มทาํ เอกสารประชาสมั พนั ธใ์ นรปู แบบต่าง ๆ
168 1.4.8 ฝา่ ยพธิ กี าร เป็นผรู้ บั ผดิ ชอบเกย่ี วกบั พธิ เี ปิดนิทรรศการ เช่น เชญิ บุคคลสาํ คญั มาเป็นประธานพธิ เี ปิด รา่ งคาํ กล่าวรายงาน จดั ทาํ กาํ หนดการในพธิ เี ปิด ทาํ หนงั สอื เชญิ แขกผมู้ เี กยี รตมิ ารว่ มพธิ เี ปิด เชญิ สอ่ื มวลชน เป็นตน้ 1.4.9 ฝา่ ยประเมนิ ผล เป็นฝา่ ยทศ่ี กึ ษาสาํ รวจความคดิ เหน็ ของผชู้ ม หรอื กลุ่มเป้าหมายตามวตั ถุประสงคท์ ต่ี งั้ ไวโ้ ดยฝา่ ยประเมนิ ผลจะตอ้ งดําเนินการจดั ทาํ แบบ ประเมินผลให้ครอบคลุมทงั้ หมด และดําเนินการเก็บรวบรวมนําวิเคราะห์ผล แล้วสรุป รายงานผลการจดั นิทรรศการ 1.5 กาํ หนดงบประมาณ เป็นปจั จยั สาํ คญั ทข่ี าดไมไ่ ดใ้ นการจดั นิทรรศการ 2. ขัน้ เตรียมการและจัดนิ ทรรศการ ขัน้ ตอนการเตรียมการและจัด นิทรรศการ ผจู้ ดั จะตอ้ งพจิ ารณาองคป์ ระกอบ ดงั น้ี 2.1 ออกแบบสถานท่ี เพ่ือจัดแบ่งเน้ือท่ีให้สอดคล้องกับเน้ือหาของ นิทรรศการ และอํานวยความสะดวกแก่ผูเ้ ดนิ ชมโดยทวั่ ไปจะแบ่งเน้ือท่อี อกเป็น 2 ส่วน คอื 2.1.1 บริเวณงาน ควรเป็นสถานท่ีท่ีมีการคมนาคมสะดวกไม่ ห่างไกลจากชุมชนมากนักในบรเิ วณควรมที ่วี ่างสําหรบั ท่ีนัง่ พกั ผ่อน และควรมที ่ีจอดรถ กวา้ งขวางแกผ่ เู้ ขา้ ชม 2.1.2 ทจ่ี ดั นิทรรศการ ควรพจิ ารณาเน้ือทก่ี ารใชง้ านใหเ้ หมาะสมใน การจดั ตงั้ วสั ดุอปุ กรณ์ทน่ี ํามาจดั นิทรรศการและควรจดั พน้ื ทส่ี าํ หรบั ผชู้ มเดนิ ไดอ้ ยา่ งสะดวก ไมค่ บั แคบเกนิ ไป 2.2 การเตรยี มวสั ดุอุปกรณ์ในการจดั นิทรรศการ เพ่อื ใชเ้ ป็นส่อื นําเสนอ ขอ้ มลู ทุกประเภท เชน่ เน้ือหา ตวั เลข สถติ ิ รปู ภาพ แผนภมู ิ เป็นตน้ ตลอดจนวสั ดุอุปกรณ์ท่ี ใชเ้ พอ่ื จดั ตกแต่งใหน้ ิทรรศการมสี สี นั และดสู ดใสยงิ่ ขน้ึ 2.3 คําและตวั อกั ษร เป็นการเขยี นคําเพ่อื บรรยายหรอื อธบิ ายเพ่อื ส่อื ให้ เข้าใจควรเลือกถ้อยคําให้ตรงกบั จุดมุ่งหมายไม่ใช้ภาษาท่ียากแก่การเข้าใจควรสรุปคํา บรรยายให้สนั้ กะทดั รดั สละสลวย และถูกต้องตามหลักภาษา และท่ีสําคญั ต้องศึกษา กลุ่มเป้าหมายดว้ ยว่าเป็นกลุ่มใด มอี ายุและการศกึ ษาระดบั ใด เพ่อื นํามาพจิ ารณาการเลอื ก คาํ และตวั อกั ษรใหส้ อดคลอ้ งกนั 2.4 การติดตัง้ และการจดั ก่อนการติดตงั้ จะต้องมกี ารตรวจสอบ เช่น ภาพ คาํ บรรยาย วสั ดอุ ุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นตน้ ว่าอยใู่ นสภาพสมบูรณ์พรอ้ มใชง้ านหรอื ไมโ่ ดย ฝ่ายท่รี บั ผดิ ชอบต้องจดั เตรยี มให้เรยี บรอ้ ยว่าควรจะจดั วางตําแหน่งไหน เม่อื ดําเนินการ ติดตงั้ แล้วถือได้ว่าการจดั นิทรรศการเสรจ็ สมบูรณ์พร้อมจะแสดงต่อสาธารณชน เป็นการ
169 นําเสนอสง่ิ ท่ีเตรยี มไว้ตามแผน หากทุกอย่างดําเนินไปด้วยดถี ือได้ว่าการจดั นิทรรศการ บรรลุตามวตั ถุประสงคท์ ก่ี าํ หนดไว้ 3. ขนั้ หลงั การจดั นิ ทรรศการ เป็นขนั้ ตอนทค่ี วรมกี ารวางแผนหลงั จากการ จดั นิทรรศการสน้ิ สุดลง เน่ืองจากอาจจําเป็นต้องใชจ้ ดั แสดงอกี หรอื ตอ้ งเกบ็ ไวใ้ ชง้ านอ่นื ได้ จงึ ตอ้ งมกี ารวางแผนไวล้ ่วงหน้าเพอ่ื จะไดใ้ ชว้ สั ดุอุปกรณ์ทม่ี คี ุณภาพดี คงทนแขง็ แรง ฉะนนั้ การเกบ็ รกั ษาจงึ เป็นเร่อื งสําคญั เพ่อื เป็นการประหยดั งบประมาณ เพราะวสั ดุอุปกรณ์บาง ประเภทอาจนํากลบั ไปใชอ้ กี ไมไ่ ดห้ ากนําไปใชไ้ ดอ้ กี ครงั้ ควรจดั เกบ็ ใหอ้ ยใู่ นสภาพดพี รอ้ มใช้ งานได้ ดงั นนั้ หากไมม่ กี ารวางแผนอาจทาํ ใหเ้ กดิ การสญู เสยี ทงั้ งบประมาณ วสั ดุอุปกรณ์ ต่าง ๆ แต่หากมกี ารวางแผนสําหรบั เก็บรกั ษาไว้เป็นอย่างดีแล้วครงั้ ต่อไปก็จะสามารถ นํามาใชไ้ ดอ้ กี และจะเป็นการประหยดั เวลา แรงงาน และงบประมาณอกี ดว้ ย 4. การประเมินผลการจดั นิทรรศการ การประเมนิ ผลเป็นการตรวจสอบของ การปฏบิ ตั งิ านทผ่ี า่ นมาวา่ มขี อ้ ดแี ละขอ้ บกพรอ่ งตรงจุดไหนเพอ่ื ทจ่ี ะไดห้ าแนวทางแกไ้ ข ซง่ึ การประเมนิ ผลสามารถทาํ ไดห้ ลายวธิ ี เช่น การสงั เกต การพดู คุยสนทนา กล่องหรอื ตูแ้ สดง ความคิดเห็น แบบสอบถาม เป็นต้น การประเมินผลถือว่าเป็นการตรวจสอบผลการ ปฏิบตั ิงานของทุกฝ่ายท่ีจดั นิทรรศการ แบบประเมนิ ควรทําให้ง่าย สนั้ และใช้เวลาน้อย เพราะหากแบบสอบถามมคี วามยากหรอื เสยี เวลาจะทาํ ใหผ้ ชู้ มไมอ่ ยากตอบ ดงั นนั้ ควรจดั ทาํ แบบสอบถามใหม้ คี วามสะดวกงา่ ยต่อการตอบแลว้ ผเู้ ขา้ ชมเกดิ ความพงึ พอใจจะส่งผลใหไ้ ด้ ขอ้ มลู ทต่ี รงกบั ความเป็นจรงิ มากทส่ี ดุ หลกั การจดั นิทรรศการ แหล่งบรกิ ารสารสนเทศนิยมเลือกจดั นิทรรศการชวั่ คราว เน่ืองจากผู้ใช้ต้อง ไดร้ บั สารสนเทศทใ่ี หม่ ๆ อย่เู สมอ สง่ิ ทจ่ี ะตอ้ งพจิ ารณาอกี คอื จะจดั ใหด้ อี ย่างไรจะเลอื กใช้ ส่อื ประเภทไหนถงึ จะเหมาะสมถงึ จะสามารถสรา้ งบรรยากาศใหผ้ เู้ ขา้ ชมหรอื กลุ่มผใู้ ชท้ เ่ี ป็น เป้าหมายขององคก์ รใหค้ วามสนใจและมอี ารมณ์ความรสู้ กึ คลอ้ ยตามบรรยากาศได้ ดงั นนั้ ผู้ จดั นิทรรศการจงึ ควรพจิ ารณาหลกั การจดั นิทรรศการสาํ คญั ดงั น้ี 1. การนําเสนอ เป็นการสรา้ งจุดสนใจเพ่อื ใหผ้ ชู้ มเกดิ ความสนใจโดยผจู้ ดั ตอ้ ง คดิ สรา้ งสรรคเ์ ทคนิควธิ กี ารนําเสนอใหแ้ ปลกใหมอ่ ยเู่ สมอ 2. ความเด่น เป็นการสรา้ งสรรค์ท่เี กดิ ขน้ึ ระหว่างความเหมอื นความแตกต่าง เพอ่ื ใหบ้ ุคคลใหค้ วามสนใจโดยการสรา้ งจดุ เดน่ ขน้ึ และใหม้ องเหน็ เป็นอนั ดบั แรก ๆ 3. ความเป็นเอกภาพ เป็นการจดั ทท่ี ําใหผ้ ชู้ มดูแลว้ เกดิ ความรูส้ กึ เป็นสดั ส่วน เป็นกลุ่มไมก่ ระจดั กระจายเน้ือหารายละเอยี ดเป็นไปในลกั ษณะเดยี วกนั
170 4. การเลอื กเน้ือหา การเสนอเน้ือหาตอ้ งสอดคลอ้ งกบั วตั ถุประสงคข์ องการจดั ผูจ้ ดั ต้องศกึ ษารายละเอยี ด เช่น จดั ขน้ึ เพ่อื อะไร ใครคอื กลุ่มเป้าหมาย สถานท่ี ระยะเวลา เป็นตน้ หลงั จากนนั้ กพ็ จิ ารณารวบรวมเน้ือหาใหค้ รบถว้ นสมบูรณ์ คดั เลอื กเน้ือหาทต่ี รงกบั วตั ถุประสงค์ และตอ้ งคาํ นึงถงึ ประโยชน์ทก่ี ลุ่มผชู้ มไดร้ บั 5. การเลือกส่ือนําเสนอ ผู้จัดต้องคัดเลือกส่ือท่ีเหมาะสมกับลักษณะของ ประเภทของนิทรรศการ ซ่งึ ส่อื ท่นี ํามาใชค้ วรมคี วามหลากหลายสามารถดงึ ดูดความสนใจ ของผู้เข้าชมได้หรอื ให้ผู้เขา้ ชมมโี อกาสเขา้ มามสี ่วนร่วมจะเป็นการเพม่ิ คุณค่าและความ น่าสนใจใหก้ บั นิทรรศการมากขน้ึ 6. การเลอื กสถานท่ี ผูจ้ ดั ควรเลอื กสถานท่ที ่เี หมาะสมกบั สภาพแวดล้อมของ แต่ละองคก์ รโดยพจิ ารณาบรเิ วณทส่ี ามารถเดนิ ชมไดส้ ะดวกควรเลอื กบรเิ วณทเ่ี ป็นทางผา่ น ของผชู้ ม และตอ้ งคาํ นึงถงึ ทว่ี า่ งรอบบรเิ วณทจ่ี ดั นิทรรศการดว้ ย ภาพท่ี 5.6 นิทรรศการพอ่ หลวงของเรา ภาพท่ี 5.7 นิทรรศการบคุ คลสาํ คญั
171 2. ห้องสมดุ เคล่ือนท่ี ก า ร ใ ห้บ ริก า ร แ ล ะ เ ผ ย แ พ ร่ส า ร ส น เ ท ศ ใ น ลัก ษ ณ ะ ห้อ ง ส มุ ด เ ค ล่ือ น ท่ีถือ เ ป็ น กิจกรรมในเชิงรุกของแหล่งบรกิ ารสารสนเทศท่ีจะเสรมิ สร้างสงั คมให้เป็นสงั คมแห่งการ เรยี นรู้ สามารถเขา้ ถงึ ตวั ผใู้ ชบ้ รกิ ารไดเ้ ป็นอยา่ งดี เพราะกลุ่มผใู้ ชบ้ รกิ ารไมม่ โี อกาสเขา้ มาใช้ บรกิ าร อาจจะดว้ ยเหตุผลทแ่ี ตกต่างกนั เช่น การเดนิ ทางไม่สะดวก พน้ื ทอ่ี ยู่ห่างไกลจาก แหล่งบรกิ าร เป็นผดู้ อ้ ยโอกาสอาจจะเป็นทงั้ เดก็ เยาวชน ผูใ้ หญ่ คนชรา ผตู้ อ้ งขงั เป็นต้น การจดั ใหม้ กี จิ กรรมหอ้ งสมุดเคล่อื นท่ขี องแหล่งบรกิ ารสารสนเทศแต่ละแห่งนัน้ ขน้ึ อยู่กบั นโยบายของแต่ละองคก์ รทม่ี วี ตั ถุประสงคห์ รอื เป้าหมายทจ่ี ะทาํ หน้าทบ่ี รกิ ารทางวชิ าการแก่ ทอ้ งถน่ิ และถอื วา่ เป็นกจิ กรรมทม่ี งุ่ สง่ เสรมิ การเรยี นรตู้ ามอธั ยาศยั และการเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ โดยหอ้ งสมดุ เคล่อื นทเ่ี ป็นแหลง่ เผยแพรค่ วามรทู้ างวชิ าการใหแ้ กป่ ระชาชนผสู้ นใจ ขนั้ ตอนการดาํ เนินงานห้องสมดุ เคล่ือนท่ี การดาํ เนินงานหอ้ งสมดุ เคล่อื นทต่ี อ้ งมขี นั้ ตอนทส่ี าํ คญั คอื (พรทพิ ย์ สวุ นั ทารตั น์, 2546) 1. ขนั้ การวางแผน ต้องมกี ารวางแผนเตรยี มการเพ่อื จดั หอ้ งสมุดเคล่อื นท่มี ี การกําหนดจุดมุ่งหมายและวตั ถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมายเพ่อื ใชใ้ นกระบวนการวางแผน โดยรายละเอยี ดทจ่ี ะตอ้ งพจิ ารณารว่ ม คอื 1.1 กลุ่มผใู้ ชบ้ รกิ าร ตอ้ งพจิ ารณาดตู ามสภาพและความเหมาะสมว่าควร เป็นผใู้ ชบ้ รกิ ารกลุ่มใด จาํ นวนเทา่ ใด ซง่ึ จะนําไปสกู่ ารจดั เตรยี มงานของกจิ กรรมต่อไป 1.2 รูปแบบของการจดั ใหบ้ รกิ าร ผู้รบั ผดิ ชอบควรกําหนดลกั ษณะของ กจิ กรรมวา่ ควรจะมบี รกิ ารพน้ื ฐาน เชน่ การยมื - คนื บรกิ ารการอา่ น และจดั กจิ กรรมสง่ เสรมิ การใชบ้ รกิ ารดว้ ย เชน่ การเล่านิทาน การเลน่ เกม เชดิ หนุ่ วาดภาพ ระบายสี เป็นตน้ 1.3 ประเภทของทรัพยากรสารสนเทศท่ีให้บริการ ผู้จัดกิจกรรมต้อง กาํ หนดประเภทและคดั เลอื กทรพั ยากรสารสนเทศใหเ้ หมาะสมกบั กลุ่มผใู้ ชบ้ รกิ ารอาจจะเป็น ตํารา เอกสาร แผน่ พบั สอ่ื โสตทศั น์ สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนิกสต์ ่าง ๆ และลกั ษณะของสารสนเทศควร ให้ตรงกบั ความต้องการของกลุ่มบุคคล เช่น แนะนําอาชีพ การเกษตร สุขภาพอนามยั หนงั สอื นิทาน เกม เป็นตน้ 1.4 สถานท่ใี หบ้ รกิ าร ต้องทราบสถานท่ที ่จี ะต้องไปจดั หอ้ งสมุดเคล่อื น ทว่ี า่ อยทู่ ไ่ี หนจะใชพ้ าหนะใด และอุปกรณ์ประเภทใดจงึ จะเหมาะสม เพราะในดา้ นสถานทน่ี นั้ มีองค์ประกอบอ่ืนท่ีต้องพิจารณาด้วย เช่น ความปลอดภัยของผู้จัดทํากิจกรรม กลุ่ม ผูใ้ ช้บรกิ าร วสั ดุอุปกรณ์ท่จี ดั เตรยี มไป ความสะดวกสบายในการใช้บรกิ าร ควรพจิ ารณา พน้ื ทห่ี รอื บรเิ วณจดั บรรยากาศสภาพแวดลอ้ มเหมาะสมต่อการเขา้ รว่ มกจิ กรรม
172 1.5 กําหนดเวลาการให้บริการ ควรกําหนดช่วงเวลาให้เหมาะสมกับ กจิ กรรมหอ้ งสมดุ เคล่อื นท่ี 1.6 ขอความร่วมมอื กบั บุคคลหรอื หน่วยงานท่ีเก่ียวข้องเป็นการติดต่อ ประสานงานและขอความร่วมมอื กบั ผูน้ ําชุมชนหรอื หน่วยงานท่เี ก่ยี วขอ้ งเพ่อื อํานวยความ สะดวกหรอื แกไ้ ขปญั หาต่าง ๆ ในการจดั กจิ กรรม 1.7 การประชาสัมพันธ์ ต้องทําการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้าแจ้ง กาํ หนดการใหบ้ รกิ ารโดยประสานหรอื ขอความรว่ มมอื ไปยงั ผนู้ ําชุมชนหน่วยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ ง และใชส้ อ่ื ต่าง ๆ เพอ่ื ชว่ ยประชาสมั พนั ธ์ เชน่ แผน่ พบั ใบปลวิ หนงั สอื พมิ พท์ อ้ งถนิ่ เสยี งตามสายประจาํ หมบู่ า้ น วทิ ยชุ ุมชน เป็นตน้ 2. ขนั้ ปฏิบัติตามแผน ควรดําเนินการตามแผนท่ีกําหนไว้ และแผนบาง ประเภทอาจมกี ารปรบั เปล่ยี นไปตามสภาพของปญั หาท่พี บจากการดําเนินงานเพ่อื ใหเ้ กดิ ความเหมาะสม และสง่ ผลดตี ่อการจดั กจิ กรรม 3. ขนั้ การประเมนิ ผล การจดั กจิ กรรมในแต่ละครงั้ ควรจดั ทําการประเมนิ ผล การดาํ เนินงานทงั้ ระหว่างการดาํ เนินงานและสน้ิ สุดการจดั กจิ กรรมเพอ่ื รวบรวมอุปสรรคและ ปญั หาต่าง ๆ ท่ีเกิดข้ึนนํามาปรับปรุงแก้ไขเพ่ือให้การดําเนินงานในครัง้ ต่อไปมี ประสทิ ธภิ าพยง่ิ ขน้ึ ขนั้ วางแผน กลุ่มผใู้ ช้ ขนั้ ปฏิบตั ิการ รปู แบบการจดั ขนั้ การประเมินผล ประเภทของทรพั ยากรสารสนเทศ สถานทใ่ี หบ้ รกิ าร กาํ หนดเวลา ขอความรว่ มมอื ประชาสมั พนั ธ์ ภาพท่ี 5.8 ขนั้ ตอนการดาํ เนินงานหอ้ งสมดุ เคล่อื นท่ี
173 รปู แบบของห้องสมดุ เคล่ือนที่ การใหบ้ รกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศโดยจดั ทาํ หอ้ งสมุดเคล่อื นทแ่ี ก่ชุมชนแต่ละ หน่วยงานต่างมรี ูปแบบการนําเสนอกจิ กรรมท่แี ตกต่างกนั ขน้ึ อยู่กบั สภาพความเหมาะสม และปจั จยั ต่าง ๆ ทส่ี ามารถเขา้ กบั บรบิ ทของชุมชนนนั้ ได้ จงึ มรี ปู แบบของหอ้ งสมุดเคล่อื นท่ี สาํ คญั ดงั น้ี 1. รถยนต์ห้องสมุดเคล่ือนท่ี เป็นหอ้ งสมุดเคล่อื นทโ่ี ดยใชร้ ถยนต์ เช่น รถ บสั รถตู้ นําทรพั ยากรสารสนเทศแต่ละประเภทออกบรกิ ารใหต้ รงกบั กลุ่มเป้าหมายในแต่ละ ชมุ ชนทอ่ี ยตู่ ามทอ้ งถน่ิ ต่าง ๆ ทงั้ ในชนบทและในเมอื ง ภาพท่ี 5.9 รถยนตห์ อ้ งสมดุ เคล่อื นท่ี ภาพท่ี 5.10 บรรยากาศภายในรถยนตห์ อ้ งสมดุ เคล่อื นท่ี
174 2. เรือห้องสมุดเคล่ือนท่ี เป็นห้องสมุดเคล่ือนท่ีโดยใช้เรอื เป็นพาหนะนํา ทรพั ยากรสารสนเทศเพ่อื ออกให้บรกิ ารแก่ประชาชนท่เี ป็นกลุ่มเป้าหมายท่อี าศยั อยู่ตาม ริมน้ําเพราะประชาชนกลุ่มน้ีจะมีวิถีชีวิตอยู่กับน้ําเป็นส่วนใหญ่ เช่น การเดินทาง การ ประกอบอาชพี การตงั้ ถน่ิ ฐาน เป็นต้น เป็นอุปสรรคในการเดนิ ทางไปใชบ้ รกิ าร ดงั นัน้ การ ใหบ้ รกิ ารตอ้ งอาํ นวยความสะดวก และมกี ารกําหนดการจอดใหบ้ รกิ ารและประชาสมั พนั ธไ์ ว้ ล่วงหน้า 3. ส่ือห้องสมุดเคล่ือนที่ เป็นการจัดทําภาชนะใช้บรรจุส่ือทรัพยากร สารสนเทศไวใ้ นรปู แบบต่าง ๆ เช่น กล่อง ย่าม หบี กระเป๋ า ถุง เป็นตน้ โดยทํามาจากวสั ดุ ประเภทต่าง ๆ เช่น ไม้ สงั กะสี กระดาษ เป็นตน้ โดยแต่ละองคก์ รมกี ารจดั ทาํ ตามรปู แบบท่ี กําหนดโดยพจิ ารณาจากความเหมาะสมกับสภาพของชุมชนในแต่ละพ้นื ท่ี และนําออก บรกิ ารในสถานทต่ี ่าง ๆ ตามทก่ี าํ หนดไว้ ภาพท่ี 5.11 ยา่ มความรู้ ภาพท่ี 5.12 กลอ่ งความรู้
175 ภาพท่ี 5.13 หบี ความรู้ แหล่งบริการสารสนเทศแต่ละแห่งต่างมีการจัดกิจกรรมห้องสมุดเคล่ือนท่ี หลากหลายรูปแบบแตกต่างกันข้ึนอยู่กับนโยบายและวตั ถุประสงค์ของแต่ละแห่งแต่มี เป้าหมายทเ่ี หมอื นกนั คอื ตอ้ งการใหห้ อ้ งสมุดเคล่อื นทเ่ี ป็นแหล่งเรยี นรตู้ ลอดชวี ติ ทส่ี ามารถ รุกเขา้ ถงึ ผใู้ ชบ้ รกิ ารไดโ้ ดยเฉพาะเดก็ เยาวชน ผดู้ อ้ ยโอกาส ตามแหล่งชุมชนต่าง ๆ หรอื ตามชนบทหา่ งไกลไดม้ โี อกาสเรยี นรพู้ ฒั นาสตปิ ญั ญาดว้ ยตนเองเพ่อื นําความรทู้ ไ่ี ดร้ บั ไปใช้ ประกอบอาชพี การดาํ รงชวี ติ การแกไ้ ขปญั หา และการตดั สนิ ใจต่าง ๆ ไดเ้ ป็นอยา่ งดี กิจกรรมของห้องสมดุ เคลื่อนท่ี ห้องสมุดเคล่ือนท่มี กั มกี จิ กรรมส่งเสรมิ การอ่านและการเรยี นรู้เพ่อื ดงึ ดูดหรอื เชญิ ชวนใหผ้ ใู้ ชบ้ รกิ ารไดเ้ ขา้ รว่ มกจิ กรรมใหม้ ากขน้ึ จงึ มกี จิ กรรมสาํ คญั ดงั น้ี 1. การเล่านิทาน การเล่านิทานเป็นกจิ กรรมทเ่ี หมาะสําหรบั เดก็ โดยนําเร่อื งมาเล่าถ่ายทอด ให้ผู้ฟงั เพ่อื ให้เด็กได้รบั ความสนุกสนานเพลิดเพลินโดยผู้เล่านิทานจะต้องคดั เลือกเร่อื ง นิทานให้เหมาะสมกับเด็กทัง้ วัย และความสนใจของเด็ก ควรเลือกเร่ืองท่ีสามารถเล่า ตรงไปตรงมา ไม่วกวน มกี ารดําเนินเร่อื งอย่างรวดเรว็ ขณะท่เี ล่านิทานสามารถปลูกฝงั คณุ ธรรม จรยิ ธรรม และนิสยั รกั การอา่ นใหแ้ ก่เดก็ ไดด้ ว้ ยแต่ไมค่ วรใชเ้ วลานานเกนิ ไป เพราะ จะทาํ ใหอ้ รรถรสในการฟงั และความสนใจลดน้อยลง
176 องคป์ ระกอบของการเล่านิทาน ผเู้ ล่านิทานจะตอ้ งศกึ ษาองคป์ ระกอบสาํ คญั ของการเล่านิทาน ดงั น้ี 1. การเลอื กเรอ่ื งนิทานใหเ้ หมาะสมกบั เดก็ และควรเลอื กเร่อื งทเ่ี ดก็ ๆ ชอบ หรอื เรอ่ื งใกลต้ วั ไมค่ วรเลอื กเรอ่ื งทท่ี าํ ใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ สะเทอื นใจสยดสยองน่ากลวั จนเกนิ ไป 2. ผเู้ ล่านิทานตอ้ งเขา้ ใจจติ วทิ ยาธรรมชาตคิ วามสนใจของเดก็ ในแต่ละวยั ดว้ ยเพอ่ื นําไปพจิ ารณาประกอบการเลอื กเรอ่ื งนิทานใหเ้ หมาะสมกบั วยั ของเดก็ 3. ผเู้ ลา่ ตอ้ งมเี ทคนิคในการเล่า เพ่อื ใหผ้ ฟู้ งั เกดิ จนิ ตนาการมอี ารมณ์คลอ้ ย ตามมนี ้ําเสยี งทช่ี วนฟงั เลอื กใชค้ าํ พดู ต่าง ๆ อยา่ งมศี ลิ ปะและใหค้ วามรสู้ กึ เป็นธรรมชาตอิ อก เสยี งพดู ควรใหถ้ ูกตอ้ งทงั้ คาํ ควบกล้าํ เสยี งดงั ชดั เจน 4. การเลอื กส่อื ประกอบการเล่า การเล่านิทานเพ่อื ใหน้ ่าสนใจต่นื เตน้ และ เร้าใจยง่ิ ขน้ึ ควรมสี ่อื ต่าง ๆ ประกอบเช่น หุ่น หนังสอื ภาพประกอบ ป้ายประชาสมั พนั ธ์ เสยี งดนตรี เป็นตน้ 5. เวลาและสถานทใ่ี นการเล่า เวลาในการเล่าทเ่ี หมาะสมควรอย่ปู ระมาณ ตงั้ แต่ 15 นาที จนถงึ 40 นาที แต่ทงั้ น้ีสามารถยดื หยนุ่ ไดต้ ามความเหมาะสม และผเู้ ล่าควร วางแผนและจดั เตรยี มสถานทใ่ี หแ้ น่นอนควรมคี วามเหมาะสมทส่ี ามารถจดั กจิ กรรมสาํ หรบั เดก็ ได้ 2. การแข่งขนั ตอบปัญหา การแขง่ ขนั ตอบปญั หาของผูเ้ ขา้ ร่วมกจิ กรรมจะช่วยใหเ้ ดก็ มคี วามสนใจใน กจิ กรรมหอ้ งสมุดเคล่อื นท่มี ากขน้ึ เพราะเป็นกจิ กรรมท่สี ่งเสรมิ ความสามารถทางวชิ าการ ฝึกไหวพรบิ สตปิ ญั ญาของเดก็ ไดเ้ ป็นอย่างดี เป็นกจิ กรรมท่มี ปี ระโยชน์โดยตรงช่วยใหเ้ ดก็ สนใจการอา่ นยงิ่ ขน้ึ สง่ เสรมิ ใหร้ จู้ กั คน้ ควา้ หาความรจู้ ากแหล่งความรตู้ ่าง ๆ ทาํ ใหเ้ ดก็ มโี ลก ทศั น์ทก่ี วา้ งไกล ฝึกใหเ้ ดก็ มคี วามอดทน รแู้ พร้ ชู้ นะ และรจู้ กั ใชเ้ วลาวา่ งใหเ้ ป็นประโยชน์ หลกั สาํ คญั ของการแข่งขนั ตอบปัญหา 1. การตงั้ ปญั หา คําถามตอ้ งเหมาะสมกบั วยั ของผเู้ ขา้ แขง่ ขนั ควรมคี วาม หลากหลายด้าน เช่น ความรู้ทวั่ ไป ความรู้เฉพาะวิชาใดวิชาหน่ึง ปญั หาเชาว์ เป็นต้น เพ่อื ใหเ้ ดก็ เกดิ การกระตอื รอื รน้ ใฝศ่ กึ ษาคน้ ควา้ หาคาํ ตอบ และควรตงั้ ปญั หาใหเ้ พยี งพอกบั ระยะเวลาของกจิ กรรมไมค่ วรตงั้ คาํ ถามยากหรอื งา่ ยจนเกนิ ไปคาํ ถามควรใหเ้ หมาะสมกบั วยั ของผแู้ ขง่ ขนั 2. กําหนดคุณสมบตั ิของผู้เขา้ แข่งขนั ต้องกําหนดระดบั ช่วงอายุ ระดบั การศกึ ษา จาํ นวนผเู้ ขา้ รว่ มแขง่ ขนั ใหช้ ดั เจน เพอ่ื ความสะดวกในการจดั เตรยี มประเภทของ คาํ ถาม
177 3. แต่งตงั้ กรรมการตดั สนิ เพ่อื รว่ มตดั สนิ การแขง่ ขนั ตอบปญั หาใหเ้ ป็นไป ดว้ ยความเรยี บรอ้ ย 4. กําหนดเกณฑ์การตดั สนิ และรางวลั เพ่อื ใหผ้ ู้เขา้ แข่งขนั ได้เขา้ ใจและ ศกึ ษาขนั้ ตอนอยา่ งละเอยี ดเพอ่ื เตรยี มความพรอ้ มก่อนการแขง่ ขนั 3. การประกวด การประกวดเป็ นกิจกรรมท่ีส่งเสริมให้ผู้เข้าประกวดได้ใช้ความรู้ ความสามารถ และทกั ษะต่าง ๆ เป็นการฝึกใหเ้ ดก็ รจู้ กั กลา้ แสดงออก มปี ฏภิ าณไหวพรบิ มี ความเป็นผู้นํา มคี วามคิดสร้างสรรค์ มคี วามสามคั คี การประกวดแต่ละประเภทต้องให้ เหมาะสมกบั เดก็ ในแต่ละวยั ซง่ึ เดก็ มคี วามชอบการประกวดเพราะทาํ ใหต้ ่นื เตน้ เรา้ ใจทาํ ให้ มชี ่อื เสยี ง และเป็นทร่ี จู้ กั ประเภทของการประกวด กจิ กรรมการประกวดทส่ี าํ คญั มดี งั น้ี 1. การประกวดเรยี งความ 2. การประกวดคาํ ขวญั 3. การประกวดการอา่ น 4. การประกวดรอ้ งเพลง 5. การประกวดวาดภาพระบายสี 6. การประกวดเลา่ เรอ่ื งจากสงิ่ ทก่ี าํ หนดให้ 7. การประกวดเลา่ นิทานประกอบการแสดง ภาพท่ี 5.14 กจิ กรรมวาดภาพระบายสี
178 4. การจดั แสดงส่ือ สอ่ื ทน่ี ําไปจดั กจิ กรรมหอ้ งสมดุ เคล่อื นท่ี เชน่ นิทรรศการ หนงั สอื ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ ของเล่นเด็ก และเกมต่าง ๆ เป็นต้น จะทําให้กิจกรรมของห้องสมุด เคล่อื นท่นี ่าสนใจยงิ่ ขน้ึ ส่อื ต่าง ๆ ท่นี ําไปจดั แสดงต้องจดั หาสถานท่หี รอื มุมใดมุมหน่ึงให้ เหมาะสม เน่ืองจากผูเ้ ขา้ ร่วมกจิ กรรมกจ็ ะมคี วามสนใจแตกต่างกนั ไป ซง่ึ อาจใชส้ ถานทไ่ี ม่ มากนกั ไวจ้ ดั แสดงเร่อื งราวทเ่ี ป็นประโยชน์ ไดแ้ ก่ การประกอบอาชพี ต่าง ๆ เชน่ การทาํ น้ํา สมุนไพร การประดษิ ฐ์ของเล่นจากวสั ดุ การทําดอกไม้ประดษิ ฐ์ เป็นต้น การทดลองทาง วทิ ยาศาสตร์ กฎหมาย การเกษตร พระราชกรณยี กจิ การดแู ลรกั ษาสขุ ภาพ เป็นตน้ หรอื จดั แสดงส่อื ทส่ี รา้ งความบนั เทงิ แก่ผเู้ ขา้ ร่วมกจิ กรรม ไดแ้ ก่ การต์ ูน เกมโชว์ รายการเดก็ สาร คดี เป็นต้น เม่อื มกี ารจดั แสดงส่อื เหล่าน้ีแลว้ จะทําใหก้ จิ กรรมแปลกใหม่ และดงึ ดูดความ สนใจได้ ภาพท่ี 5.17 จดั แสดงสอ่ื ใหเ้ ดก็ ชม ภาพท่ี 5.15 การจดั แสดงสอ่ื บทสรปุ รูปแบบการบรกิ ารและเผยแพร่สารสนเทศเป็นอกี ช่องทางสําคญั ในการส่อื สารจาก แหล่งหน่ึงไปยงั อกี หน่ึงเพ่อื ให้ผูใ้ ช้ได้รบั สารสนเทศท่ถี ูกต้องจากแหล่งบรกิ ารสารสนเทศ ดงั นัน้ จงึ ไดจ้ ดั ทาํ รปู แบบการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศทงั้ จากสง่ิ พมิ พ์ และจากการพูด และยงั มีการจดั กิจกรรมเพ่ือการบริการและเผยแพร่สารสนเทศโดยมีวตั ถุประสงค์เพ่ือ ประชาสมั พนั ธก์ จิ กรรม ผลงานของหน่วยงาน ทาํ ใหผ้ ใู้ ชบ้ รกิ ารไดท้ ราบถงึ ขอบเขตของการ บรกิ าร และเป็นการสรา้ งสมั พนั ธภาพทด่ี ตี ่อกนั ระหว่างผูใ้ ชบ้ รกิ ารกบั ผูใ้ หบ้ รกิ าร รูปแบบ การบรกิ ารและเผยแพร่สารสนเทศจงึ มลี กั ษณะเป็นเชงิ รุกในการเขา้ ถงึ ผูใ้ ช้บรกิ ารเพ่อื ให้ ไดร้ บั ขอ้ มลู ขา่ วสาร สารสนเทศ ความรู้ จนสามารถนําไปพฒั นาตนเองหรอื สงั คมได้
179 คาํ ถามท้ายบทที่ 5 1. จงยกตวั อยา่ งช่อื วารสารทแ่ี หล่งบรกิ ารสารสนเทศใชเ้ พอ่ื บรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ มา 3 ชอ่ื เรอ่ื ง 2. ประเภทของบทความวารสารมกี ป่ี ระเภท อะไรบา้ ง 3. จงใหค้ วามหมายของสงิ่ พมิ พท์ ใ่ี ชเ้ พอ่ื บรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศต่อไปน้ี 3.1 Newsletters 3.2 Pamphlets 3.3 Folders 4. การจดั ทาํ แผน่ พบั มขี นั้ ตอนสาํ คญั อยา่ งไรบา้ ง 5. รายงานประจาํ ปี จดั ทาํ ขน้ึ เพอ่ื วตั ถุประสงคใ์ ด 6. รปู แบบการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศจากการพดู มรี ปู แบบใดบา้ ง และอธบิ าย 7. นิทรรศการชวั่ คราวแตกต่างจากนิทรรศการสญั จรอยา่ งไร 8. หลกั การจดั นิทรรศการทด่ี คี วรคาํ นึงถงึ ปจั จยั ใดบา้ ง 9. ขนั้ การวางแผนการดาํ เนินงานหอ้ งสมดุ เคล่อื นทม่ี อี งคป์ ระกอบทส่ี าํ คญั อะไรบา้ ง 10. การเลอื กเรอ่ื งนิทานมาเล่ามหี ลกั การอยา่ งไรบา้ ง
บรรณานุกรม กรรณกิ าร์ อศั วดรเดชา. (2544). สื่อและเครอ่ื งมอื เพื่อการประชาสมั พนั ธ.์ กรงุ เทพมหานคร: คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . กรชิ สบื สนธ.ิ ์ (2545). การพดู เพอ่ื การประชาสมั พนั ธ.์ ใน เอกสารการสอนชดุ วิชา การผลิตงานประชาสมั พนั ธ์ หน่วยท่ี 1 - 8 (หน้า 139 - 219). นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. จนั ทรา มาศสพุ งศ.์ (2540). หลกั นิทรรศการ. กรงุ เทพมหานคร: โอเดยี นสโตร.์ ไชยยงค์ กงศร.ี (2540). เอกสารประกอบการสอนหลกั การและเทคนิคการจดั นิทรรศการ. ขอนแก่น: ฝา่ ยวชิ าการ คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ . ธรี ศกั ดิ ์ อคั รบวร. (2537). นิทรรศการและการจดั การแสดง. กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พไ์ ทยวฒั นาพานิช. นลนิ ี เสาวภาคย.์ (2542). การเขียนเพื่อการประชาสมั พนั ธ.์ กรงุ เทพฯ: คณะวทิ ยาการจดั การ สถาบนั ราชภฏั บา้ นสมเดจ็ เจา้ พระยา. บุษบา สธุ ธี ร. (2545). การผลติ สง่ิ พมิ พเ์ ฉพาะกจิ อ่นื ๆ เพอ่ื การประชาสมั พนั ธ.์ ใน เอกสารการสอนชดุ วิชา การผลิตงานประชาสมั พนั ธ์ หน่วยที่ 1 - 8 (หน้า 413 - 467). พมิ พค์ รงั้ ท่ี 8. นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. ประชมุ โพธกิ ุล. (2539). เทคนิคการประชุม. กรงุ เทพฯ: สายใจ. ผอ่ งพรรณ ลวนานนท.์ (2547). การสื่อสารในงานสารสนเทศ. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: คณะอกั ษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . พรทพิ ย์ สวุ นั ทารตั น์. (2546). การสง่ เสรมิ การใชบ้ รกิ ารสารสนเทศ. ใน เอกสารการ สอนชดุ วิชา การบริการและเผยแพร่สารสนเทศ หน่วยท่ี 8 - 15 (หน้า 125 – 165). นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. ไพพรรณ เกยี รตโิ ชตชิ ยั . (2545). หลกั การสมั มนา. พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: การศกึ ษา. วฒั นะ จฑู ะวภิ าต. (2542). ศิลปะการจดั นิทรรศการ. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั . วมิ ล จโิ รจพนั ธุ.์ (2542). เอกสารประกอบการสอนส่ือประชาสมั พนั ธ.์ ปทมุ ธาน:ี คณะวทิ ยาการจดั การ สถาบนั ราชภฏั เพชรบุรวี ทิ ยาลงกรณ์. วมิ ลพรรณ อาภาเวท. (2546). การวางแผนการประชาสมั พนั ธแ์ ละการรณรงค.์ กรงุ เทพฯ: บุ๊ค พอยท.์
182 วริ ชั ลภริ ตั นกุล. (2546). การประชาสมั พนั ธ.์ กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . สมจติ เกดิ ปรางค์ และนุตประวณี ์ เลศิ กาญจนวตั .ิ (2545). การสมั มนา. กรงุ เทพฯ: ศนู ยส์ ง่ เสรมิ วชิ าการ. สพุ ณิ ปญั ญามาก และสมภพ โรจนพนั ธ.์ (2545). การผลติ เอกสารเพอ่ื การ ประชาสมั พนั ธ.์ ใน เอกสารการสอนชดุ วิชา การผลิตงานประชาสมั พนั ธ์ หน่วยที่ 1 – 8 (หน้า 380 - 412). พมิ พค์ รงั้ ท่ี 8. นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. Wolfe, Lisa A. (1997). Library public relation promotion : a how - to - do - it manuals no.75. New York: Neal - Schuman.
แผนบริหารการสอนประจาํ บทที่ 6 เทคโนโลยีสารสนเทศกบั การบริการและเผยแพรส่ ารสนเทศ หวั ข้อเนื้อหาประจาํ บท 1. ความสาํ คญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 2. ประโยชน์ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 3. องคป์ ระกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศ 4. บุคลากรดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศ 5. กรอบแนวคดิ ดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ 6. ขอ้ พจิ ารณาการนําเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชเ้ พอ่ื การบรกิ ารและเผยแพร่ สารสนเทศ 7. การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื การบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ 8. ขอ้ พจิ ารณาแหล่งบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศทางอนิ เทอรเ์ น็ต วตั ถปุ ระสงคท์ วั่ ไป เพ่อื ศกึ ษาใหม้ คี วามรูค้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั ความสาํ คญั และประโยชน์ของเทคโนโลยี สารสนเทศ และมีทกั ษะในการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพ่ือการบรกิ ารและ เผยแพรส่ ารสนเทศ วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม หลงั จากไดศ้ กึ ษาเน้ือหาบทท่ี 6 เรยี บรอ้ ยแลว้ ผศู้ กึ ษาควรมพี ฤตกิ รรม ดงั น้ี 1. อธบิ ายความสาํ คญั และประโยชน์ของเทคโนโลยสี ารสนเทศได้ 2. บอกองคป์ ระกอบของเทคโนโลยสี ารสนเทศได้ 3. จาํ แนกบุคลากรดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศได้ 4. วเิ คราะหบ์ ทบาทการนําเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชเ้ พอ่ื การบรกิ ารและเผยแพร่ สารสนเทศได้ 5. อธบิ ายลกั ษณะการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศทางอนิ เทอรเ์ น็ตได้ 6. ใหค้ าํ แนะนําแหลง่ บรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศทางอนิ เทอรเ์ น็ตได้
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345