234 หรอื ทําสําเนา และจดั ส่งทรพั ยากรสารสนเทศนัน้ ให้แก่หอ้ งสมุดผู้ขอยมื ตามคําร้องของ ผใู้ ชบ้ รกิ าร โดยจะตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามกฎระเบยี บการยมื ซง่ึ เป็นขอ้ ตกลงรว่ มกนั ระหว่างหอ้ งสมุด ผใู้ หย้ มื (Lending library) และหอ้ งสมุดผขู้ อยมื (Borrowing library) บรกิ ารยมื ระหว่าง หอ้ งสมดุ จะทาํ ใหผ้ ใู้ ชบ้ รกิ ารไดร้ บั ประโยชน์ในการใชส้ ารสนเทศตามทต่ี อ้ งการเพอ่ื สง่ เสรมิ ให้ การศกึ ษาคน้ ควา้ และวจิ ยั เป็นไปอย่างกวา้ งขวาง และรวดเรว็ นอกจากน้ียงั ช่วยลดปญั หา ทรพั ยากรสารสนเทศท่ใี หบ้ รกิ ารไม่เพยี งพอหรอื ไม่ตรงกบั ความต้องการของผูใ้ ช้ อกี ทงั้ ปจั จุบนั ห้องสมุดไม่สามารถจดั หาทรพั ยากรสารสนเทศในขอบเขตสาขาท่ีรบั ผดิ ชอบได้ ทงั้ หมด และทรพั ยากรสารสนเทศมรี าคาสงู ขน้ึ เรอ่ื ย ๆ การยมื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ จงึ เป็นปจั จยั สาํ คญั ทท่ี ําใหห้ อ้ งสมุดทงั้ หลายไดค้ ํานึงถงึ โดยจะช่วยบรรเทาปญั หาดงั กล่าวไดจ้ งึ พยายาม สรา้ งเครอื ขา่ ยความรว่ มมอื ขน้ึ โดยมกี ารกาํ หนดขอ้ ตกลงเพอ่ื ใชท้ รพั ยากรสารสนเทศรว่ มกนั พฒั นาการของการยืมระหว่างห้องสมดุ ในประเทศ ค ว า ม ร่ ว ม มื อ ข อ ง ก า ร ยื ม ร ะ ห ว่ า ง ห้ อ ง ส มุ ด ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย เ ริ่ ม ท่ี ห้ อ ง ส มุ ด สถาบนั อุดมศกึ ษาไดม้ กี ารสมั มนาเร่อื ง ความร่วมมอื ระหว่างหอ้ งสมุดมหาวทิ ยาลยั ครงั้ ท่ี 1 เม่อื ปี พ.ศ. 2522 โดยมวี ตั ถุประสงคเ์ พ่อื หาแนวทางความร่วมมอื ระหว่างหอ้ งสมุดในดา้ น ต่าง ๆ ผลจากการสมั มนาครงั้ ท่ี 1 เกย่ี วกบั การยมื ระหวา่ งหอ้ งสมุด มสี าระทส่ี าํ คญั คอื การ พจิ ารณาร่างระเบียบปฏิบตั ิการยมื ระหว่างห้องสมุดสถาบนั อุดมศึกษา พ.ศ. 2522 และ พจิ ารณาจดั ทําแบบกรอกรายการยมื ระหว่างหอ้ งสมุดของสง่ิ พมิ พแ์ ละส่อื โสตทศั น์ใหเ้ ป็น มาตรฐานเดยี วกนั หลงั จากประชมุ ครงั้ นนั้ ไดม้ กี ารรว่ มประชุมกนั อยา่ งต่อเน่ือง ในระหว่างปี 2522 - 2525 คณะอนุกรรมการกลุ่มงานบรกิ ารหอ้ งสมุดสถาบนั อุดมศกึ ษา ไดก้ ําหนดใหม้ ี ระเบยี บการยมื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ มหาวทิ ยาลยั พ.ศ. 2523 และไดจ้ ดั ทาํ แบบกรอกรายการยมื ระหว่างหอ้ งสมุดเพ่อื ใหห้ อ้ งสมุดมหาวทิ ยาลยั ทร่ี ว่ มอยใู่ นกลุ่มไดถ้ อื เป็นแนวปฏบิ ตั เิ ดยี วกนั พรอ้ มทงั้ กําหนดเง่อื นไขเก่ยี วกบั ประเภทของวสั ดุทงั้ ทเ่ี ป็นวสั ดุตพี มิ พ์ และวสั ดุไม่ตพี มิ พท์ ่ี ใหย้ มื ระหว่างหอ้ งสมุด ระยะเวลาทใ่ี หย้ มื จํานวนของวสั ดุท่ใี หย้ มื อตั ราค่าปรบั ตลอดจน ขอ้ ยกเวน้ บางกรณี สําหรบั หอ้ งสมุดแต่ละแห่งจะไดพ้ จิ ารณากําหนดเง่อื นไขขน้ึ ตามความ เหมาะสมในหอ้ งสมุดของตน ต่อจากนัน้ มามกี ารจดั สมั มนาความร่วมมอื ระหว่างหอ้ งสมุด ส ถ า บัน อุ ด ม ศึก ษ า เ ป็ น ป ร ะ จํา ทุ ก ปี โ ด ย แ ต่ ล ะ ส ถ า บัน ห มุ น เ วีย น กัน เ ป็ น เ จ้า ภ า พ โ ด ย คณะทํางานฝา่ ยบรกิ ารสารสนเทศหอ้ งสมดุ สถาบนั อุดมศกึ ษาไดม้ กี ารจดั ประชุมกนั อย่เู สมอ เพอ่ื หาแนวทางทด่ี ใี นการใหค้ วามรว่ มมอื ระหว่างกนั (มะลวิ ลั ย์ น้อยบวั ทพิ ย,์ 2545) ดงั นนั้ เพอ่ื ใหห้ อ้ งสมดุ สถาบนั อดุ มศกึ ษามแี นวปฏบิ ตั ทิ ต่ี รงกนั ในเรอ่ื งการใหบ้ รกิ ารในปี พ.ศ. 2550 ไดม้ ปี ระกาศกระทรวงศกึ ษาธกิ ารเร่อื ง ขอ้ ตกลงคณะทํางานฝ่ายบรกิ ารสารนิเทศหอ้ งสมุด สถาบนั อดุ มศกึ ษาวา่ ดว้ ยการบรกิ ารระหวา่ งหอ้ งสมดุ สถาบนั อดุ มศกึ ษา พ.ศ. 2550
235 การดาํ เนินการยืมระหว่างห้องสมดุ หอ้ งสมุดทม่ี กี ารดําเนินการยมื ระหว่างหอ้ งสมุดเพ่อื ใหก้ ารยมื มคี วามสะดวกและมี ประสทิ ธภิ าพจะต้องมกี ารจดั บรกิ าร ซ่งึ มอี งค์ประกอบท่สี ําคญั ดงั น้ี (กิ่งแก้ว ปะติตงั โข, 2549) 1. หน่วยงานที่รบั ผิดชอบ ต้องมกี ารกําหนดหน่วยงานทจ่ี ะรบั ผดิ ชอบงาน และ ควรอยู่กบั หน่วยบรกิ ารตอบคําถามและช่วยการคน้ ควา้ หรอื หน่วยบรกิ ารยมื - คนื หรอื อาจ จดั ตงั้ หน่วยบรกิ ารยมื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ โดยเฉพาะ 2. นโยบายและระเบยี บการยืม ควรมกี ารกาํ หนดไวอ้ ยา่ งชดั เจนและควรกาํ หนด เป็นลายลกั ษณ์อกั ษรในกรณีทม่ี ขี อ้ ตกลงอยา่ งเป็นทางการอาจเรยี กว่า “กฎหรอื ระเบยี บการ ยมื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ ” ซง่ึ ระเบยี บควรประกอบดว้ ยหวั ขอ้ ต่อไปน้ี 2.1 วตั ถปุ ระสงค์ เป็นการบอกถึงความจําเป็น และความสําคญั ของการ จดั บรกิ ารน้ี ซ่ึงอาจแตกต่างกนั ในรายละเอยี ดของแต่ละห้องสมุดแต่จะมวี ตั ถุประสงค์ท่ี สอดคลอ้ งกนั คอื “เพอ่ื จดั หาทรพั ยากรสารสนเทศทไ่ี มม่ ใี นหอ้ งสมดุ ของตนมาใหผ้ ใู้ ช”้ 2.2 ประเภทของผใู้ ช้บริการ เน่ืองจากการจาํ กดั ในการใหบ้ รกิ ารหอ้ งสมดุ จงึ อาจกาํ หนดใหเ้ ฉพาะกลุ่มผใู้ ช้ เชน่ นกั วจิ ยั นกั ศกึ ษาระดบั บณั ฑติ ศกึ ษา เป็นตน้ 2.3 ประเภททรพั ยากรสารสนเทศท่ีให้บริการ คอื การกาํ หนดประเภทของ ทรพั ยากรสารสนเทศท่จี ะให้ยมื ไว้อย่างชดั เจนโดยการกําหนดควรคํานึงถึงความจําเป็น ปรมิ าณ และประเภทของทรพั ยากรสารสนเทศ ทรพั ยากรสารสนเทศส่วนใหญ่ไม่ใหย้ มื ออก ไดแ้ ก่ หนงั สอื อา้ งองิ หนงั สอื หายาก ตน้ ฉบบั ตวั เขยี น ไมโครฟิลม์ วารสาร สอ่ื โสตทศั น์ เป็นตน้ 2.4 ระยะเวลาการยืม มกี ารกําหนดระยะเวลาท่แี ตกต่างกนั ไปตามความ เหมาะสมของผใู้ หย้ มื 2.5 ค่าใช้จ่าย ตอ้ งกําหนดไวอ้ ยา่ งละเอยี ดเพ่อื ผใู้ ชจ้ ะสามารถตดั สนิ ใจไดว้ ่า จะใช้บรกิ ารหรอื ไม่ หรอื จะใช้บรกิ ารประเภทไหน ตวั อย่างค่าใช้จ่าย เช่น การทําสําเนา การจดั สง่ ดว้ ยวธิ ตี ่าง ๆ ไดแ้ ก่ ทางไปรษณยี ์ โทรสาร เป็นตน้ 2.6 เง่ือนไขในการยืม ไดแ้ ก่ ความรบั ผดิ ชอบในการยมื การละเมดิ ลขิ สทิ ธิ ์ การชดใชค้ า่ เสยี หาย เป็นตน้ 3. ค่มู ือช่วยในการสืบค้นสารสนเทศ ควรจดั หาหนงั สอื อา้ งองิ หรอื ฐานขอ้ มลู ทม่ี ี ประโยชน์ในการตรวจสอบว่าทรพั ยากรสารสนเทศท่ผี ูใ้ ช้ต้องการอยู่ท่ใี ดบ้างเพ่อื เลือกให้ เหมาะสมทส่ี ดุ เชน่ สหรายการบรรณานุกรม รวมรายชอ่ื วารสารหอ้ งสมดุ ในประเทศไทย เป็นตน้
236 4. แบบการยืม เป็นเอกสารทใ่ี ชใ้ นการตดิ ต่อระหว่างหอ้ งสมุดมลี กั ษณะเป็นชุด ประกอบดว้ ยสาํ เนาหลายแผน่ มขี อ้ มลู ทส่ี าํ คญั ดงั น้ี 4.1 ชอ่ื หอ้ งสมดุ ทข่ี อใชบ้ รกิ ารยมื พรอ้ มสถานทต่ี ดิ ต่อ 4.2 ชอ่ื หอ้ งสมดุ ทต่ี อ้ งการยมื 4.3 บรรณานุกรมของทรพั ยากรสารสนเทศทต่ี อ้ งการยมื 4.4 วนั ทย่ี มื 4.5 วนั กาํ หนดสง่ คนื 4.6 รายละเอยี ดเกย่ี วกบั ผยู้ มื เชน่ ชอ่ื - นามสกุล ตาํ แหน่ง อาชพี สงั กดั 4.7 ลายมอื ช่อื ผูใ้ หบ้ รกิ ารต้องเป็นลายมอื ช่อื ทม่ี กี ารส่งตวั อย่างลายมอื ช่อื ให้ หอ้ งสมดุ อน่ื ๆ ทราบแลว้ 4.8 รายละเอยี ดอ่นื ๆ เชน่ คาํ รบั รองเกย่ี วกบั การละเมดิ ลขิ สทิ ธิ ์เป็นตน้ การดาํ เนินงานของห้องสมดุ ผขู้ อยืม ควรดาํ เนินการ ดงั น้ี 1. พจิ ารณาความตอ้ งการของผใู้ ช้ แนะนําว่าทรพั ยากรสารสนเทศทผ่ี ใู้ ชต้ อ้ งการ สามารถยมื ไดจ้ ากหอ้ งสมุดใด นอกจากนัน้ ควรใหข้ อ้ มลู อ่นื ๆ อกี เช่น ค่าใชจ้ ่าย วธิ กี ารยมื ระยะเวลาในการยมื และเงอ่ื นไขอ่นื ๆ 2. ตรวจสอบรายละเอยี ดของทรพั ยากรสารสนเทศทต่ี ้องการยมื คอื บรรณารกั ษ์ ตรวจสอบอกี ครงั้ วา่ มใี นหอ้ งสมุดของตนหรอื ไม่ จากนนั้ จงึ ตรวจสอบขอ้ มลู ทางบรรณานุกรม ของทรพั ยากรสารสนเทศท่ีต้องการอย่างครบถ้วน ถูกต้อง เพ่อื ใช้ในการกรอกขอ้ มูลใน แบบฟอรม์ การยมื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ ต่อไป 3. เลอื กหอ้ งสมุดท่จี ะติดต่อขอยมื โดยอาจหารอื กบั ผูใ้ ช้เพ่อื ความสะดวกในการ ตดิ ต่อของผใู้ ชเ้ อง 4. กรอกรายละเอยี ดอ่นื ๆ นอกจากขอ้ มูลทางบรรณานุกรม ไดแ้ ก่ ความตอ้ งการ ยมื ตน้ ฉบบั หรอื สาํ เนา รายละเอยี ดของผยู้ มื เป็นตน้ 5. จดั สง่ แบบการยมื ใหผ้ ใู้ ชถ้ อื ไปยน่ื เองหรอื สง่ ทางไปรษณยี ์ 6. ความรบั ผดิ ชอบในฐานะผูย้ มื หอ้ งสมุดทข่ี อยมื จะต้องรบั ผดิ ชอบในฐานะผูย้ มื แทนผใู้ ชบ้ รกิ ารในเรอ่ื งต่าง ๆ เชน่ การตดิ ตามใหส้ ง่ คนื ตามกาํ หนด การชาํ ระคา่ บรกิ าร เป็นตน้
237 การดาํ เนินงานของห้องสมดุ ผใู้ ห้ยืม มขี อ้ ปฏบิ ตั ดิ งั น้ี 1. ตรวจสอบรายละเอยี ดแบบการยมื อย่างถ่ีถ้วน เพ่อื บรกิ ารได้อย่างถูกต้องถ้า ขอ้ มูลไม่มหี รอื มแี ต่ไม่เพยี งพอต้องแจ้งให้ห้องสมุดผู้ขอยมื ทราบโดยด่วน จากนัน้ ดูจาก เครอ่ื งมอื ชว่ ยคน้ ทรพั ยากรสารสนเทศในหอ้ งสมดุ 2. รายงานผลการขอใชบ้ รกิ ารใหห้ อ้ งสมดุ ผขู้ อยมื ทราบ เชน่ ทรพั ยากรสารสนเทศ ไม่มเี พราะมผี ยู้ มื ออกไปก่อนแลว้ และกําหนดคนื เม่อื ไรเป็นทรพั ยากรสารสนเทศทไ่ี มใ่ หย้ มื ออก เป็นตน้ 3. แจง้ คา่ ใชจ้ า่ ยเพอ่ื ใหช้ าํ ระเงนิ ก่อนการดาํ เนินการขนั้ ต่อไป 4. ดาํ เนินการจดั สง่ ทรพั ยากรสารสนเทศพรอ้ มสง่ เอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การยมื เชน่ ใบแจง้ คา่ ใชจ้ า่ ยในการถ่ายเอกสาร แบบกรอกรายการยมื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ Interlibrary loan form เลขท.่ี ........................ หอ้ งสมดุ ผยู้ มื Borrowing library วนั กาํ หนดสง่ Date due หอ้ งสมดุ ผใู้ หย้ มื Lending library ยมื ตอ่ ถงึ วนั ท่ี Renewed to ชอ่ื ผแู้ ต่ง / ชอ่ื บทความ Author / title of article ชอ่ื หนงั สอื / ชอ่ื วารสารและบรรณานุกรม Title of book / periodical and bibliography ยมื ฉบบั จรงิ ถ่ายเอกสาร จาํ นวนหน้า รวมเป็นเงนิ บาท No. of pages Total Bath Borrow original Photo print ชนั้ ปีท่ี Class บรรณารกั ษผ์ ยู้ มื Borrower ผตู้ อ้ งการ Requester ตาํ แหน่ง Position วนั ทต่ี อ้ งการ ผรู้ บั หนงั สอื วนั ท่ี Date Date required Picked up by วนั ท่ี Date ภาควชิ า Dept. คณะ Faculty ผรู้ บั คนื Receiver วนั ท่ี Date หมายเหตุ Remarks ภาพท่ี 7.5 แบบฟอรม์ การยมื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ การบริการยืมระหว่างห้องสมดุ ผา่ นเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ต หอ้ งสมุดไดพ้ ฒั นารูปแบบวธิ กี ารใหบ้ รกิ ารยมื ระหว่างหอ้ งสมุดขน้ึ โดยใหผ้ ่านทาง เครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ตเพ่อื ใหส้ ามารถตดิ ต่อส่อื สารกนั ไดอ้ ย่างสะดวก รวดเรว็ และคล่องตวั มากยงิ่ ขน้ึ จงึ มวี ธิ กี ารดงั น้ี
238 1. บรกิ ารและการแจง้ ผลการยมื ระหว่างหอ้ งสมุดดว้ ยไปรษณียอ์ เิ ลก็ ทรอนิกสก์ าร ใชบ้ รกิ ารยมื ระหว่างหอ้ งสมุด และการตอบรบั การใหย้ มื ดว้ ยการกรอกแบบฟอรม์ การยมื ใน แบบเดมิ และผใู้ ชน้ ําแบบฟอรม์ ไปดว้ ยตนเองหรอื จดั สง่ ทางไปรษณยี ไ์ ดเ้ ปลย่ี นเป็นการสง่ คาํ ขอ (request) หรือรายการบรรณานุกรมท่ีต้องการขอยืมระหว่างห้องสมุดทางไปรษณีย์ อเิ ล็กทรอนิกส์ ซ่งึ ทําให้หอ้ งสมุดผู้ใหย้ มื และผูข้ อยมื ได้รบั คําร้องขอและผลท่รี วดเรว็ ข้นึ มี ประสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ขน้ึ 2. การจัดส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ด้วยการถ่ายโอนข้อมูล กรณีท่ีห้องสมุดผู้ ให้บริการยมื ต้องการส่งเอกสารหรือบทความกระดาษท่ีมีจํานวนไม่มากมกั ใช้วิธีสแกน เอกสารแลว้ จดั ส่งดว้ ยวธิ กี ารถ่ายโอนขอ้ มลู หรอื การจดั สง่ ไปยงั ผใู้ ชบ้ รกิ ารหรอื หอ้ งสมุดรอ้ ง ขอทนั ที แต่หากสารสนเทศทผ่ี ูใ้ ชต้ ้องการเป็นสารสนเทศอเิ ลก็ ทรอนิกส์ และมจี ํานวนมาก อาจใชว้ ธิ กี ารจดั สง่ เอกสารอเิ ลก็ ทรอนิกสแ์ ทน 3. การจดั สง่ เอกสารอเิ ลก็ ทรอนิกสเ์ ป็นวธิ กี ารจดั สง่ เอกสารอเิ ลก็ ทรอนิกสจ์ าํ นวน มาก ๆ หรอื ไฟล์ท่มี ปี รมิ าณมากและอาจมลี กั ษณะของไฟล์ประเภทภาพประกอบซ่งึ หาก จดั ส่งเอกสารอเิ ลก็ ทรอนิกสผ์ า่ นเครอื ขา่ ยความเรว็ สงู และมปี ระสทิ ธภิ าพในการจดั สง่ ขอ้ มลู และโปรแกรมสาํ หรบั ประยกุ ตก์ ารจดั สง่ เอกสารอเิ ลก็ ทรอนิกส์ ปัญหาของการยืมระหว่างห้องสมดุ การยมื ระหว่างหอ้ งสมดุ ทาํ ใหผ้ ใู้ ชไ้ ดร้ บั ประโยชน์ในการใชส้ ารสนเทศตามทต่ี อ้ งการ โดยเฉพาะยุคสงั คมสารสนเทศและเทคโนโลยกี า้ วหน้า ยงิ่ ทําใหก้ ารใชท้ รพั ยากรร่วมกนั มี ประสทิ ธภิ าพยงิ่ ขน้ึ แต่ยงั มปี ญั หาของการยมื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ ซง่ึ มปี ระเดน็ สาํ คญั คอื (วรนุช สนุ ทรวนิ ิต และบุญฑา วศิ วไพศาล, 2550) 1. ขาดแคลนบุคลากรทจ่ี ะดูแลรบั ผดิ ชอบโดยตรง และบุคลากรขาดความชํานาญ ในการใชเ้ ทคโนโลยคี อมพวิ เตอร์ 2. ขาดแคลนงบประมาณสนบั สนุนทาํ ใหไ้ มอ่ าจเรม่ิ หรอื สานต่อโครงการได้ 3. ความไม่ทันสมัยของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ระบบท่ีใช้เข้ากันไม่ได้ และ โครงสรา้ งพน้ื ฐานดา้ นการสอ่ื สารโทรคมนาคมของหอ้ งสมดุ 4. การขาดมาตรฐานในการทาํ รายการบรรณานุกรม 5. ดา้ นลขิ สทิ ธิ ์ มาตรฐานดา้ นทรพั ยส์ นิ ทางปญั ญา 6. การขาดแคลนขอ้ มลู ชแ้ี นะแหลง่ สารสนเทศทม่ี อี ยหู่ รอื ขาดแคลนบรรณานุกรม แหลง่ สารสนเทศ 7. การมที ศั นคตดิ า้ นลบ และความไมไ่ วว้ างใจกนั ทาํ ใหเ้ กดิ ความไมเ่ ตม็ ใจทจ่ี ะ รว่ มมอื กนั 8. การขาดวฒั นธรรมความรว่ มมอื ในการใชข้ อ้ มลู สารสนเทศรว่ มกนั
239 9. ความไมเ่ ตม็ ใจทใ่ี หร้ ่วมใชท้ รพั ยากรสารสนเทศทต่ี นมจี าํ กดั โดยเกรงว่าอาจสญู หายหรอื ชาํ รดุ บทสรปุ ความร่วมมอื ระหว่างหอ้ งสมุดเป็นการแบ่งปนั การใชท้ รพั ยากรสารสนเทศร่วมเพ่อื ประหยดั งบประมาณ และลดความซ้ําซ้อนของทรพั ยากรสารสนเทศและการปฏิบตั ิงาน เพ่อื ใหบ้ รกิ ารสารสนเทศแก่ผใู้ ชต้ ามความตอ้ งการ และสามารถเขา้ ถงึ ทรพั ยากรสารสนเทศ ไดม้ ากขน้ึ อย่างกวา้ งขวาง ลุ่มลกึ และครบถ้วน ส่งเสรมิ ประสทิ ธภิ าพและคุณภาพของงาน บรกิ ารสารสนเทศ ความร่วมมอื ระหว่างหอ้ งสมุดมกี ารดาํ เนินงานในลกั ษณะของเครอื ขา่ ย ร่วมกนั ระหว่างหอ้ งสมุดสองแห่งข้นึ ไปมกี ารตดิ ต่อส่อื สารหรอื ใช้เทคโนโลยโี ทรคมนาคม รว่ มกบั ระบบคอมพวิ เตอร์ ทาํ ใหก้ ารดาํ เนินงานความรว่ มมอื ระหวา่ งหอ้ งสมุดมคี วามสะดวก รวดเรว็ และมปี ระสทิ ธภิ าพยงิ่ ขน้ึ ดงั นัน้ ความร่วมมอื ระหว่างหอ้ งสมุดจงึ เป็นตวั เช่อื มให้ หอ้ งสมดุ แต่ละแหง่ ไมต่ อ้ งอยอู่ ยา่ งโดดเดย่ี วไดอ้ กี ต่อไป
240 คาํ ถามท้ายบทท่ี 7 1. ความรว่ มมอื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ หมายถงึ อะไร 2. ความสาํ คญั ของความรว่ มมอื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ มอี ะไรบา้ ง 3. เครอื ขา่ ยความรว่ มมอื แบบรวมศนู ยแ์ ละแบบกระจายแตกต่างกนั อยา่ งไร 4. คณะทาํ งานกลุ่มความรว่ มมอื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ สถาบนั อุดมศกึ ษาของรฐั แบ่งออกเป็นกก่ี ลุ่มอะไรบา้ ง 5. เครอื ขา่ ย PULINET มหี อ้ งสมดุ ทเ่ี ป็นสมาชกิ กแ่ี หง่ อะไรบา้ ง 6. เครอื ขา่ ย ThaiLIS มวี ตั ถุประสงคข์ องการดาํ เนินงานอยา่ งไร 7. ซมี กิ (SEAMIC) เป็นเครอื ขา่ ยความรว่ มมอื หอ้ งสมดุ ดา้ นใด 8. การดาํ เนินการยมื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ มอี งคป์ ระกอบสาํ คญั อะไรบา้ ง 9. ประเดน็ ปญั หาของการยมื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ มปี จั จยั ใดบา้ ง 10. การบรกิ ารยมื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ ผา่ นเครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต มวี ธิ กี ารอยา่ งไร
241
บรรณานุกรม กงิ่ แกว้ ปะตติ งั โข. (2549). บริการสารสนเทศ. บุรรี มั ย:์ คณะมนุษยศาสตรแ์ ละ สงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั บุรรี มั ย.์ ขา่ ยงานหอ้ งสมดุ มหาวทิ ยาลยั สว่ นภมู ภิ าค. (2555). ความเป็นมาข่ายงานห้องสมดุ มหาวิทยาลยั ส่วนภมู ิภาค. สบื คน้ เมอ่ื 19 ธนั วาคม 2555, จาก http://pulinet.thailis.or.th/. ชุตมิ า สจั จานนั ท.์ (2542). เครอื ขา่ ย : ยทุ ธศาสตรเ์ พอ่ื การพฒั นาหอ้ งสมดุ . ใน เอกสาร การสมั มนาความร่วมมอื ระหว่างห้องสมดุ สถาบนั อดุ มศึกษาเอกชน ครงั้ ท่ี 7 เร่ือง งานสารสนเทศของห้องสมดุ สถาบนั อดุ มศึกษาเอกชนในภาวะวิกฤติ (หน้า 71-89). กรงุ เทพฯ: สาํ นกั หอสมดุ และศนู ยส์ ารสนเทศ มหาวทิ ยาลยั รงั สติ . ______. (2546). ความรว่ มมอื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ . วารสารสารสนเทศ, 4(2), 47-63. นิตยา พรี านนท.์ (2546). การควบคมุ ทางบรรณานุกรมและความรว่ มมอื ในการบรกิ าร และเผยแพรส่ ารสนเทศ. ใน เอกสารการสอนชดุ วิชา การบริการและเผยแพร่ สารสนเทศ (หน้า 210-245). นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. เพญ็ พชิ ชา ไชยราช. (2543). OCLC : เครอื ขา่ ยหอ้ งสมดุ และการบรกิ าร. บรรณารกั ษศาสตรแ์ ละสารนิเทศศาสตร์ มข., 18(1), 1-14. มะลวิ ลั ย์ น้อยบวั ทพิ ย.์ (2545). ความร่วมมือระหวา่ งห้องสมดุ . มหาสารคาม: สาํ นกั วทิ ยบรกิ าร มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม. มาลนิ ี ศรพี สิ ทุ ธ.ิ ์ (2533). ความรว่ มมอื ในการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารนิเทศ. ใน เอกสาร การสอนชดุ วิชา การบริการและเผยแพรส่ ารนิเทศ หน่วยท่ี 8-15 (หน้า 585-661). นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. วรนุช สนุ ทรวนิ ิต และบุญฑา วศิ วไพศาล. (2550). ประเดน็ สาํ คญั เกย่ี วกบั ความรว่ มมอื ในการบรกิ ารสารสนเทศ. ใน ประมวลสาระชดุ วิชา สมั มนาการบริการ สารสนเทศหน่วยท่ี 9-15 (หน้า 13-1-13-52). นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. ศนู ยว์ ทิ ยบรกิ าร มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุดรธานี. (2555). โครงการเครอื ข่ายห้องสมดุ แห่ง ประเทศไทย. สบื คน้ เมอ่ื 18 ธนั วาคม 2555, จาก http://dcms. thailis.or.th/ dcms/search_result.php.
242 สมาน ลอยฟ้า. (2551). ความรว่ มมอื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ : การพฒั นาเครอื ขา่ ยความรว่ มมอื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ สถาบนั อดุ มศกึ ษาและหอ้ งสมดุ เฉพาะจงั หวดั ขอนแกน่ . อินฟอรเ์ มชนั่ , 15(2), 35-39. สาํ นกั งานพฒั นาเทคโนโลยสี ารสนเทศเพอ่ื พฒั นาการศกึ ษา. (2555). เครือข่ายความ ร่วมมอื พฒั นาห้องสมดุ สถาบนั อดุ มศึกษา ThaiLIS. สบื คน้ เมอ่ื 15 ธนั วาคม 2555, จาก http://www.thailis.or.th. สริ พิ ร ทวิ ะสงิ ห.์ (2544). การใหบ้ รกิ ารยมื ระหวา่ งหอ้ งสมดุ ผา่ น Journal Link. อินฟอรเ์ มชนั่ , 8(1-2), 22-27. อทุ ยั ทตุ ยิ ะโพธ.ิ (2542). ความรว่ มมอื การดาํ เนินงานสารสนเทศหอ้ งสมดุ สถาบนั อุดมศกึ ษาของภาครฐั และเอกชน. ใน เอกสารการสมั มนาความรว่ มมอื ระหว่างห้องสมดุ สถาบนั อดุ มศึกษาเอกชน ครงั้ ที่ 7 เรอ่ื งงานสารสนเทศของ ห้องสมดุ สถาบนั อดุ มศึกษาเอกชนในภาวะวิกฤติ (หน้า 103-124). กรงุ เทพฯ: สาํ นกั หอสมดุ และศนู ยส์ ารสนเทศ มหาวทิ ยาลยั รงั สติ . Journal Link. (2555). สบื คน้ เมอ่ื 22 ธนั วาคม 2555, จาก http://www.journallink.or.th/.
แผนบริหารการสอนประจาํ บทท่ี 8 การศึกษาความต้องการบริการสารสนเทศของผใู้ ช้ หวั ข้อเนื้อหาประจาํ บท 1. ความตอ้ งการสารสนเทศของกลุ่มผใู้ ช้ 2. ประเภทความตอ้ งการสารสนเทศ 3. พฤตกิ รรมสารสนเทศ 4. ผใู้ ชก้ บั ความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศ 5. วตั ถุประสงคข์ องการศกึ ษาความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศ 6. ปจั จยั ทต่ี อ้ งศกึ ษาความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศของผใู้ ช้ 7. การศกึ ษาความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศของผใู้ ช้ 8. ความพงึ พอใจของผใู้ ชต้ ่อการบรกิ ารสารสนเทศ วตั ถปุ ระสงคท์ วั่ ไป เพอ่ื ศกึ ษาใหม้ คี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั ความตอ้ งการสารสนเทศของผใู้ ช้ สามารถ วเิ คราะหพ์ ฤตกิ รรมความตอ้ งการสารสนเทศของผใู้ ช้ ตลอดทงั้ สามารถรูจ้ กั การประยุกต์วธิ ี การศกึ ษาความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศของผใู้ ช้ วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม หลงั จากไดศ้ กึ ษาเน้ือหาบทท่ี 8 เรยี บรอ้ ยแลว้ ผศู้ กึ ษาควรมพี ฤตกิ รรมดงั น้ี 1. จาํ แนกความตอ้ งการสารสนเทศตามกลมุ่ ผใู้ ชไ้ ด้ 2. อธบิ ายวตั ถุประสงคข์ องการศกึ ษาความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศได้ 3. บอกวธิ กี ารศกึ ษาความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศของผใู้ ชไ้ ด้ 4. สามารถวเิ คราะหร์ ายงานการวจิ ยั เก่ยี วกบั การศกึ ษาความต้องการบรกิ าร สารสนเทศของผใู้ ชไ้ ด้
244 วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. บรรยายเน้ือหาประจาํ บทท่ี 8 นําเสนอโดยใช้ power point 2. อภปิ รายแลกเปลย่ี นเรยี นรรู้ ว่ มกนั 3. ผศู้ กึ ษาคน้ ควา้ เพมิ่ เตมิ จากสอ่ื ต่าง ๆ นํามาอภปิ รายรว่ มกนั 4. แบ่งกลุ่มผู้ศึกษาออกเป็น 6 กลุ่มโดยผู้สอนมอบหมายให้แต่ละกลุ่มศึกษา รายงานการวจิ ยั เกย่ี วกบั การศกึ ษาความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศของผใู้ ช้ กลุ่มละ 2 เร่อื ง โดยผสู้ อนไดก้ าํ หนดประเดน็ ใหศ้ กึ ษาคน้ ควา้ 5. ตวั แทนกลุ่มนําเสนองานหน้าชนั้ เรยี น 6. ใหผ้ ศู้ กึ ษาซกั ถาม และแสดงความคดิ เหน็ 7. ผสู้ อนสรปุ เน้ือหาเพมิ่ เตมิ 8. ตอบคาํ ถามทา้ ยบท สื่อการเรียนการสอน 1. สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (power point) 2. เอกสารคาํ สอนบทท่ี 8 3. หนงั สอื ตํารา และเอกสารอ่นื ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง 4. เครอื ขา่ ยอนิ เทอรเ์ น็ต การวดั ผลและประเมินผล 1. สงั เกตความสนใจขณะทาํ การบรรยาย 2. สงั เกตความสนใจจากการซกั ถาม และอภปิ รายรว่ มกนั 3. สงั เกตจากการนําเสนอผลงาน 4. ตรวจผลงานจากการตอบคาํ ถามทา้ ยบท
บทท่ี 8 การศึกษาความต้องการบริการสารสนเทศของผใู้ ช้ สารสนเทศเป็นทรพั ยากรท่สี ําคญั มคี วามจําเป็นในชวี ิตประจําวนั ของมนุษย์เป็น อย่างมากทงั้ การประกอบอาชพี ดํารงชวี ติ เพราะในปจั จุบนั การทํางานทุกด้านต้องอาศยั สารสนเทศทแ่ี มน่ ยาํ เทย่ี งตรง และมคี ุณภาพ ยง่ิ บุคคลไดม้ กี ารแสวงหาสารสนเทศ และรบั ความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอจะทําให้สามารถแก้ปญั หาวางแผน และมีการตัดสินใจได้อย่าง รอบคอบ แหล่งบรกิ ารสารสนเทศจงึ เป็นแหล่งสนับสนุนใหบ้ รกิ ารสารสนเทศแก่ผูม้ คี วาม ต้องการในอนั ท่จี ะนําไปใชป้ ระโยชน์ในดา้ นต่างๆ ทงั้ ดา้ นการเรยี นของนักเรยี น นักศกึ ษา ดา้ นวชิ าการของอาจารย์ นักวจิ ยั ดา้ นการประกอบอาชพี ของบุคคลทวั่ ไป ความตอ้ งการใช้ สารสนเทศจงึ เป็นส่วนสําคญั ท่จี ะผลกั ดนั ให้ตนเองบรรลุเป้าหมายท่วี างไว้ แหล่งบรกิ าร สารสนเทศจงึ มบี ทบาททจ่ี ะตอ้ งพฒั นาองคก์ ร และจดั หาทรพั ยากรสารสนเทศใหส้ อดคลอ้ ง และตอบสนองความตอ้ งการของผูใ้ ชไ้ ดอ้ ย่างเหมาะสมและใหผ้ ใู้ ชเ้ กดิ ความพงึ พอใจ แหล่ง บรกิ ารสารสนเทศจาํ เป็นอยา่ งยง่ิ ทจ่ี ะตอ้ งมกี ารวางแผน และหาแนวทางพฒั นาการใหบ้ รกิ าร ทงั้ เชงิ รบั และเชงิ รุก มกี ารจดั ทาํ กจิ กรรมเพอ่ื ใหผ้ ใู้ ชบ้ รกิ ารมสี ่วนรว่ มแสดงความคดิ เหน็ เพ่อื ประเมนิ การใหบ้ รกิ ารอนั จะทําใหแ้ หล่งบรกิ ารสารสนเทศไดร้ บั สารสนเทศทถ่ี ูกต้องและนํา กลับไปปรับปรุงเปล่ียนแปลงวิธีการให้บริการแนวทางใหม่ๆ อยู่เสมอ ซ่ึงจะนําไปสู่ ความสาํ เรจ็ ของการใหบ้ รกิ ารตามวตั ถุประสงคท์ ต่ี งั้ ไว้ ความต้องการสารสนเทศของกล่มุ ผใู้ ช้ ความตอ้ งการสารสนเทศของผใู้ ช้ (Information needs) ผใู้ ชเ้ ป็นองคป์ ระกอบ ทส่ี ําคญั ของงานบรกิ ารสารสนเทศเพราะภารกจิ สําคญั ของแหล่งบรกิ ารสารสนเทศ คอื จดั ข้นึ มาเพ่อื สนองความต้องการของผู้ใช้เป็นหลกั ทงั้ น้ีเพราะแหล่งบรกิ ารสารสนเทศต้อง ส่งเสรมิ ใหม้ กี ารใช้ทรพั ยากรสารสนเทศท่มี อี ยู่ใหเ้ กิดประโยชน์ต่อการพฒั นาบุคคล และ สงั คมมากทส่ี ุด และเน่ืองจากสงั คมปจั จุบนั เป็นสงั คมขา่ วสาร และมจี ํานวนปรมิ าณมากขน้ึ ส่งผลใหผ้ ูใ้ ชต้ ้องการสารสนเทศท่ถี ูกตอ้ ง ทนั สมยั โดยผใู้ ชใ้ นปจั จุบนั ต้องการเขา้ ถงึ บรกิ าร สารสนเทศท่เี ขา้ ได้ทุกท่ี ทุกเวลา ผู้ให้บรกิ ารจะต้องสามารถตอบสนองหรอื ใหบ้ รกิ ารได้ ทนั ทที นั ใด โดยเฉพาะปจั จุบนั ผใู้ ชก้ ลายเป็นผทู้ ม่ี องไมเ่ หน็ ตวั (Invisible users) เพราะการ คน้ หาขอ้ มลู ไมจ่ าํ เป็นตอ้ งมาคน้ หาในแหล่งบรกิ ารสารสนเทศทงั้ หมดกไ็ ดอ้ ยทู่ ไ่ี หนกส็ ามารถ
246 ค้นหาได้ทําใหผ้ ูใ้ ช้มคี วามสะดวกมากยง่ิ ข้นึ ดงั นัน้ การใช้บรกิ ารสารสนเทศของผู้ใช้ก็เรมิ่ เปลย่ี นไปในลกั ษณะเฉพาะเจาะจง รวดเรว็ เทย่ี งตรง (สมร ตาระพนั ธ,์ 2543) อกี ทงั้ ผใู้ ชก้ ็ สามารถแสวงหาแหล่งสารสนเทศจากแหล่งต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางทําให้แหล่งบรกิ าร สารสนเทศจะต้องศกึ ษาพฤตกิ รรมลกั ษณะการใชส้ ารสนเทศของกลุ่มต่างๆเพ่อื จะไดน้ ํามา วเิ คราะหถ์ งึ ความตอ้ งการของผใู้ ชท้ แ่ี ทจ้ รงิ โดยคาํ นึงถงึ ผลประโยชน์หลกั ของผใู้ ชแ้ ต่ละกลุ่ม ใหม้ ากทส่ี ุด โดยผใู้ ชแ้ ต่ละกลุ่มมคี วามตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศในลกั ษณะ ดงั น้ี (จริ วรรณ ภกั ดบี ุตร, 2533) 1. ผ้บู ริหาร คอื กลุ่มบุคคลทเ่ี ป็นผูน้ ําทําหน้าทว่ี นิ ิจฉัยสงั่ การหรอื ตดั สนิ ใจ และ ควบคุมดูแลให้การดําเนินงานบรรลุตามวตั ถุประสงค์ท่ตี งั้ ไว้ความต้องการท่จี ะให้บรกิ าร สารสนเทศนนั้ เพอ่ื เป็นเครอ่ื งมอื ชว่ ยในการกาํ หนดนโยบาย แผนการปฏบิ ตั งิ าน ซง่ึ ผบู้ รหิ าร มีด้วยกันหลายระดับ เช่น ผู้บริหารระดบั สูง ระดบั กลาง และระดบั ปฏิบัติการ เป็นต้น สารสนเทศทก่ี ลุ่มนักบรหิ ารตอ้ งการใหบ้ รกิ ารจะมุง่ เน้นในดา้ นการเมอื ง เศรษฐกจิ และสงั คม ทงั้ ภายในประเทศและนอกประเทศ ตลอดจนขอ้ มลู เกย่ี วกบั ทรพั ยากรของประเทศ ผลผลติ ทางการเกษตร อุตสาหกรรม การผลติ การมงี านทาํ และการวางแผน เป็นตน้ สารสนเทศท่ี ตอ้ งการอาจอยใู่ นลกั ษณะของตวั เลข สถติ ิ และขอ้ เทจ็ จรงิ ต่าง ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง 2. นักธรุ กิจ คอื บุคคลทป่ี ระกอบอาชพี เกย่ี วกบั การคา้ ธุรกจิ และอุตสาหกรรมท่ี เก่ยี วขอ้ งกบั การผลติ การซ้อื การขาย การจําแนกแจกจ่ายสนิ คา้ การขนส่ง การธนาคาร การประกนั ชีวิต และอ่นื ๆ นักธุรกิจต้องเป็นบุคคลท่ีต่ืนตวั อยู่ตลอดเวลา มีความรู้ และ ตดิ ตามความเคล่อื นไหวทางธุรกจิ อยา่ งสม่าํ เสมอและต่อเน่ือง ซ่งึ นักธุรกจิ จําเป็นตอ้ งอาศยั สารสนเทศท่ีหลากหลาย และถูกต้องมาประกอบกันเพ่ือป้ องกันความผิดพลาด หาก ผิดพลาดจะสร้างความเสียหายแก่องค์กรเป็นอย่างมาก กลุ่มนักธุรกิจมีความต้องการ ใหบ้ รกิ ารสารสนเทศในดา้ นเศรษฐกจิ เกย่ี วกบั การคา้ การลงทุน การตลาด นโยบายการเงนิ ดา้ นการเมอื ง ข่าวสาร บทวเิ คราะหท์ างการเมอื ง การเปล่ยี นรฐั บาล และผูบ้ รหิ ารประเทศ และต่างประเทศ เพราะสารสนเทศเหล่าน้ีเกย่ี วขอ้ งกบั ธุรกจิ ทงั้ ทางตรงและทางออ้ ม เพราะ หากขาดการรบั รูส้ ารสนเทศแลว้ อาจทําใหก้ ารดําเนินธุรกจิ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายทว่ี างไว้ ดา้ นกฎหมายจําเป็นตอ้ งรูแ้ ละหาแนวทางทจ่ี ะทําใหก้ ารประกอบธุรกจิ นัน้ ไม่ประสบปญั หา และปรบั วธิ กี ารทําธุรกจิ ใหเ้ ขา้ ถงึ ตวั บทกฎหมายนนั้ เป็นตน้ ความตอ้ งการสารสนเทศของ กลุ่มนักธุรกิจท่ีกล่าวมาข้างต้น สอดคล้องกับงานวิจัยของการใช้สารสนเทศของนัก เศรษฐศาสตร์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (วมิ ล ค้ําช,ู 2540) พบว่าส่วนใหญ่มคี วามตอ้ งการ ใชส้ ารสนเทศเพ่อื การปฏบิ ตั งิ านพฒั นางานใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพลกั ษณะของสารสนเทศทใ่ี ชจ้ ะ มคี วามสมั พนั ธ์กบั งานท่ตี ้องมกี ารจดั เก็บขอ้ มูล สถิติ ตลอดจนต้องศึกษาวเิ คราะห์ภาวะ เศรษฐกิจ การเงนิ การธนาคาร ตลอดจนสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ทุกด้าน เพราะข้อมูล ดงั กล่าวสามารถอธบิ ายและนําไปวเิ คราะหป์ ญั หาทางเศรษฐกจิ ไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวาง
247 3. นักวิชาการ คอื กลุ่มบุคคลท่ปี ฏิบตั ิงานทางวชิ าการ ด้านการสอน การวจิ ยั และการทดลองต่าง ๆ เช่น ครู อาจารย์ นักวจิ ยั นักวชิ าการท่ปี ฏบิ ตั ิงานในหน่วยงานทงั้ ภาครฐั เอกชน และสถาบนั อ่นื ๆ ทล่ี กั ษณะงานมุ่งเน้นดา้ นการศกึ ษาคน้ ควา้ และวจิ ยั กลุ่ม นกั วชิ าการมคี วามตอ้ งการใหบ้ รกิ ารสารสนเทศในดา้ นทเ่ี กย่ี วกบั หลกั ทฤษฎแี ละพฒั นาการ ในสาขาวชิ าทวั่ ไปและสาขาวชิ าเฉพาะ โดยสารสนเทศท่ไี ดจ้ ากตํารา บทความในวารสาร รายงานการวิจยั เอกสารต่าง ๆ เพ่ือนําไปใช้ประกอบการศึกษาและหาข้อสรุป ซ่ึงอาจ นําไปสกู่ ารพฒั นาทฤษฎใี หม่ ๆ ได้ 4. กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอ่ืน ๆ คือ กลุ่มบุคคลท่ีไม่ได้อยู่ในตําแหน่งหรือ ปฏิบตั ิงานในฐานะของนักบริหาร นักธุรกิจ หรอื นักวิชาการแต่อย่างใด เช่น เกษตรกร แม่บ้าน นักเรยี น นิสิต นักศึกษา เป็นต้น กลุ่มบุคคลเหล่าน้ีมคี วามต้องการสารสนเทศ แตกต่างกนั ไปตามปจั จยั หลายประการ เช่น อาชพี บทบาทการทาํ งาน สภาพแวดลอ้ ม และ ลกั ษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล ปกติบุคคลมีความต้องการสารสนเทศท่ีสอดคล้องกับ กจิ กรรมในอาชพี ของตน เช่น เกษตรกรมคี วามตอ้ งการสารสนเทศเก่ยี วกบั ขา่ วสารความรู้ ทางดา้ นเกษตรกรรม การเพาะปลูก การทาํ นา ทําไร่ และขา่ วจากทางราชการ เป็นตน้ สว่ น แมบ่ า้ นมคี วามตอ้ งการสารสนเทศเกย่ี วกบั เร่อื งทวั่ ๆ ไปทไ่ี มต่ อ้ งลกึ ซง้ึ และไม่เน้นหนกั ทาง วชิ าการมากนกั เป็นประเภทเพ่อื พกั ผอ่ นหยอ่ นใจและจรรโลงใจ เช่น ความรเู้ กย่ี วกบั สุขภาพ การประกอบอาหาร การเล้ยี งดูบุตร เป็นต้น และหากเป็นนักเรยี น นิสติ นักศกึ ษา มคี วาม ต้องการสารสนเทศทใ่ี ช้ประกอบการเรยี นในวชิ าต่าง ๆ ประเภทแบบเรยี น หนังสอื ตํารา นิตยสาร วารสาร หนงั สอื พมิ พ์ สารสนเทศทต่ี อ้ งการจะมที งั้ ไมล่ กึ ซง้ึ แต่หากเป็นระดบั สงู กวา่ ปรญิ ญาตรจี ะมคี วามลกึ ซง้ึ มากกว่า ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั ผลการวจิ ยั พฤตกิ รรมการใชส้ ารสนเทศ ของนักศึกษาระดบั บณั ฑิตศึกษา (จนั ทร์เพ็ญ สิงหนุต, 2547) พบว่านักศึกษามีความ ตอ้ งการใชห้ นังสอื ตําราวชิ าการ สงิ่ พมิ พร์ ฐั บาล วารสารวชิ าการ หนังสอื พมิ พอ์ ยู่ในระดบั มากโดยมีวตั ถุประสงค์ในการใช้สารสนเทศเพ่อื ประกอบการเรยี น การทํารายงาน การ เพม่ิ พนู ความรู้ ทราบขา่ วสารทนั สมยั การทาํ วจิ ยั จากความต้องการสารสนเทศของกลุ่มผู้ใช้ต่าง ๆ ทําให้ทราบว่าผู้ใช้แต่ละกลุ่มมี ความตอ้ งการสารสนเทศแตกต่างกนั ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั ทฤษฎคี วามตอ้ งการสารสนเทศทผ่ี ใู้ ช้ มคี วามตอ้ งการสารสนเทศเน่ืองจากลกั ษณะของงาน บทบาทหน้าทข่ี องผปู้ ฏบิ ตั กิ ระบวนการ วางแผน และระดับของการตัดสินใจท่ีบุคคลนัน้ เก่ียวข้อง และการกําหนดนโยบาย นอกจากน้ีปจั จัยท่ีมีส่วนในการกําหนดความต้องการสารสนเทศอีกประการหน่ึง คือ ลกั ษณะเฉพาะของบุคคล ไดแ้ ก่ ประสบการณ์ ความอาวุโส ระดบั การศกึ ษา ความสนใจเป็น พเิ ศษ เป็นตน้ บุคคลทเ่ี ป็นกลุ่มผใู้ ชต้ ่าง ๆ กจ็ ะเกดิ การแสวงหาสารสนเทศมาใชเ้ พ่อื ทาํ ตาม วตั ถุประสงค์ของตนเอง ดงั นัน้ ในฐานะท่เี ป็นแหล่งบรกิ ารสารสนเทศจะต้องศกึ ษาและหา
248 รปู แบบการใหบ้ รกิ ารสารสนเทศทต่ี รงกบั ความตอ้ งการของผใู้ ชเ้ พ่อื ใหเ้ กดิ การใชส้ ารสนเทศ อยา่ งคมุ้ คา่ มากทส่ี ดุ ประเภทความต้องการสารสนเทศ จากการเพม่ิ ปรมิ าณสารสนเทศจํานวนมากขน้ึ ส่งผลใหผ้ ูใ้ ชบ้ รกิ ารมคี วามต้องการ มากข้ึนตามมา เน่ืองจากสารสนเทศท่ีจดั ให้บริการมีหลายรูปแบบล้วนมีความสะดวก ประหยดั เวลาแก่ผใู้ ชม้ ากขน้ึ แต่ปจั จยั ทเ่ี ป็นปญั หาและอุปสรรคในการเขา้ ถงึ สารสนเทศของ ผูใ้ ชอ้ าจมสี าเหตุมาจากการไม่รูจ้ กั ความต้องการท่แี ทจ้ รงิ ของตนเองซ่งึ ความต้องการมคี ํา จาํ กดั ความหมายหลายคาํ ไดแ้ ก่ ความตอ้ งการ (Needs) เป็นความตอ้ งการทผ่ี ใู้ ชม้ อี ย่แู ต่ อาจเรยี กรอ้ งหรอื ไม่เรยี กรอ้ งก็ได้ ในบางกรณีผูใ้ ชอ้ าจจะเรยี กรอ้ งน้อยแต่มคี วามต้องการ มากกไ็ ดใ้ นบางครงั้ ผูใ้ ชอ้ าจจะไม่ตระหนักถงึ ความต้องการนัน้ หรอื อธบิ ายออกมาไม่ไดใ้ น ขณะท่ียงั ไม่มเี หตุการณ์อะไรเกิดข้นึ หรอื ความต้องการ (Want) เป็นความต้องการท่ผี ู้ใช้ เลง็ เหน็ ดว้ ยตนเอง แต่ผูใ้ ชอ้ าจไม่ตระหนักว่าสารสนเทศทม่ี อี ย่จู ะช่วยแกป้ ญั หาไดห้ รอื อาจ เหน็ ว่าการแสวงหาสารสนเทศเพ่อื แก้ปญั หานัน้ เสยี เวลาเสยี ค่าใช้จ่ายสูงจงึ เลิกล้มความ ตอ้ งการสารสนเทศไป และความตอ้ งการ (Demand) เป็นความตอ้ งการทผ่ี ใู้ ชเ้ รยี กรอ้ งซง่ึ ผใู้ ชอ้ าจแสดงออกโดยไปใชบ้ รกิ ารสารสนเทศจากแหล่งบรกิ ารสารสนเทศดว้ ยวาจาหรอื ลาย ลกั ษณ์อกั ษร ดงั นัน้ ความต้องการสารสนเทศจงึ มหี ลายระดบั ผู้ใช้จําเป็นต้องเขา้ ใจความ ตอ้ งการทแ่ี ทจ้ รงิ ของตนเองก่อนซง่ึ ความตอ้ งการสารสนเทศเป็นเรอ่ื งซบั ซอ้ นผใู้ ชอ้ าจไมร่ วู้ ่า ตนต้องการสารสนเทศอย่างไรหรือรู้ว่าตนมคี วามต้องการแต่ไม่แสดงความต้องการนัน้ ออกมาใหผ้ อู้ ่นื ไดร้ ดู้ ว้ ยเหตุผลสว่ นบุคคลต่าง ๆ (Westbrook, 1995) และในบางครงั้ บุคคล ย่อมตระหนักดถี งึ ความต้องการสารสนเทศของตนและสามารถแสดงออกถงึ ความต้องการ นนั้ ไดอ้ ยา่ งชดั เจน ความตอ้ งการสารสนเทศของบุคคลจะไมค่ งทม่ี กี ารเปลย่ี นตลอด ดงั นนั้ จงึ สรปุ ประเภทความตอ้ งการสารสนเทศของผใู้ ชโ้ ดยแบง่ ออกไดด้ งั น้ี (อารยี ์ ช่นื วฒั นา, 2546 ; Vickery, 1971) 1. ความตอ้ งการสารสนเทศในเรอ่ื งทวั่ ไป อาจจาํ เป็นตอ้ งใชใ้ นกจิ กรรมใดกจิ กรรม หน่ึงในชวี ติ ประจาํ วนั (Everyday information) เช่น ตอ้ งการทราบหมายเลขโทรศพั ทข์ อง มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุดรธานี ต้องการทราบช่อื ว่าผูว้ ่าราชการจงั หวดั เชยี งใหม่คนปจั จุบนั ต้องการทราบความหมายของคําว่า “โมก” และต้องการทราบแหล่งท่องเท่ียวสําคญั ของ จงั หวดั ยโสธร เป็นตน้ 2. ตอ้ งการสารสนเทศใหมเ่ ฉพาะเรอ่ื งหรอื ตดิ ตามอยเู่ ป็นประจาํ (Current awareness) ผูใ้ ช้ต้องการสารสนเทศในขอบเขตหรอื หวั เร่อื งท่ผี ูใ้ ช้สนใจว่ามอี ะไรใหม่ น่าสนใจในดา้ นนนั้ ๆ บา้ ง โดยทวั่ ไปผใู้ ชท้ ม่ี คี วามตอ้ งการสารสนเทศในดา้ นน้ีมกั เป็น
249 นกั วจิ ยั นกั วชิ าการ หรอื นกั วชิ าชพี ซง่ึ ตดิ ตามขอ้ มลู ขา่ วสาร และสารสนเทศในขอบเขตหรอื เรอ่ื งนนั้ ๆ อยเู่ ป็นระยะ ๆ เพ่อื ใชใ้ นการปฏบิ ตั งิ านประจาํ หรอื ตามความสนใจพเิ ศษมใิ ช่เป็น เรอ่ื งทต่ี อ้ งการสารสนเทศอยา่ งละเอยี ดลกึ ซง้ึ 3. ความตอ้ งการสารสนเทศอยา่ งครอบคลุมลุ่มลกึ (Exhaustive survey) ผใู้ ชก้ ลุ่ม น้ีมคี วามตอ้ งการสารสนเทศระดบั ลกึ ซง้ึ เพอ่ื ศกึ ษาหรอื ตดิ ตามความกา้ วหน้าใหม่ ๆ ซง่ึ ความ ต้องการประเภทน้ีจะมลี กั ษณะจํากดั ขอบเขตความต้องการทงั้ แบบท่ีกว้าง (Expansive need) และแบบแคบ (Narrowing need) และตรงเป้าหมาย (Focused need) โดยผใู้ ชม้ กี าร คน้ หาอยา่ งกวา้ งขวางหรอื ครอบคลุมในระหว่างการคน้ หาจะค่อย ๆ เพม่ิ ขดี ความสามารถใน การลงความเห็นว่าสารสนเทศท่ีค้นหาได้เก่ียวข้องกบั ความต้องการเพยี งใด และจํากดั ขอบเขตการคน้ หาใหแ้ คบลงเร่อื ย ๆ สาํ หรบั ความตอ้ งการทต่ี รงเป้าหมายนัน้ ผูใ้ ชส้ ามารถ ระบุไดท้ นั ทวี า่ สารสนเทศทค่ี น้ หาไดน้ นั้ ถกู ตอ้ งเหมาะสมและตรงกบั ความตอ้ งการ อย่างไรกต็ าม คุณลกั ษณะของสารสนเทศทเ่ี หมาะสมกบั ความตอ้ งการของผใู้ ชเ้ พ่อื ตอบสนองวตั ถุประสงคต์ ่าง ๆ นนั้ โดยสารสนเทศทเ่ี หมาะสมมี 3 ประการ คอื 1. สารสนเทศทถ่ี ูกตอ้ งทนั สมยั ทส่ี ดุ โดยเน้นทค่ี ณุ ภาพของสารสนเทศไมไ่ ดเ้ น้นท่ี ปรมิ าณ คุณภาพ หมายถงึ การเลอื กสรรอยา่ งดอี ยใู่ นรปู แบบทเ่ี หมาะแก่ความสามารถของ ผใู้ ชใ้ นการนําไปใช้ 2. สารสนเทศสง่ ถงึ ผตู้ อ้ งการใชใ้ นรปู แบบทเ่ี หมาะสม เพราะผใู้ ชส้ ารสนเทศย่อม มคี วามแตกต่างกนั และผใู้ ชม้ หี ลายระดบั ซง่ึ เป็นองคป์ ระกอบทม่ี ผี ลกระทบต่อความตอ้ งการ และการใชส้ ารสนเทศ ดงั นัน้ ผูใ้ หบ้ รกิ ารจะตอ้ งเขา้ ใจว่าผูใ้ ชแ้ ต่ละกลุ่มต้องการสารสนเทศ อะไรใชส้ ารสนเทศอยา่ งไรเพ่อื จะไดบ้ รกิ ารสารสนเทศในรปู แบบทเ่ี ป็นประโยชน์ต่อผใู้ ชม้ าก ทส่ี ดุ 3. สารสนเทศส่งถงึ ผใู้ ชใ้ นเวลาอนั เหมาะสม เม่อื ผูใ้ ชม้ คี วามต้องการผูใ้ หบ้ รกิ าร สารสนเทศควรตอบสนองคาํ รอ้ งขอหรอื ความตอ้ งการของผใู้ ชโ้ ดยเรว็ ทส่ี ดุ พฤติกรรมสารสนเทศ พฤตกิ รรมสารสนเทศ (Information behavior) หมายถงึ การกระทาํ ทบ่ี ุคคล แสดงออกเม่ือตระหนักถึงความต้องการของตนเม่ือผู้ใช้มีความต้องการสารสนเทศโดย สามารถระบุระดบั หรอื ไมส่ ามารถระบุระดบั ความตอ้ งการสารสนเทศเองไดซ้ ง่ึ อาจเป็นเร่อื ง งา่ ยหรอื สลบั ซบั ซอ้ น จงึ ตอ้ งมกี ารจําแนกความต้องการสารสนเทศออกเป็นประเภทต่าง ๆ เช่น สารสนเทศตามเงอ่ื นไขทางเวลา สารสนเทศตามขอบเขตของความตอ้ งการ เช่น กวา้ ง แคบ ตรงเป้ าหมาย และสารสนเทศตามระดับความต้องการ เป็นต้น ความต้องการ สารสนเทศของบุคคลจงึ แตกต่างกนั ไปตามความตอ้ งการพน้ื ฐาน คอื ความตอ้ งการทางกาย
250 ความต้องการทางอารมณ์ และความต้องการทางสติปญั ญาโดยมีความต้องการเพ่ือใช้ แก้ปญั หา ตอบสนองความอยากรู้อยากเหน็ หรอื เพ่อื ตดั สนิ ใจ เม่อื บุคคลมคี วามต้องการ จาํ เป็นตอ้ งตอบสนองโดยการแสวงหาสารสนเทศมาเพ่อื ตอบคาํ ถามหรอื แกป้ ญั หานนั้ ๆ จงึ ทาํ ใหบ้ ุคคลเกดิ การแสวงหาสารสนเทศ 1. การแสวงหาสารสนเทศ การแสวงหาสารสนเทศ (Information seeking) หมายถงึ กจิ กรรมทบ่ี ุคคล กระทาํ ขน้ึ เพอ่ื หาขอ้ มลู ขา่ วสาร สารสนเทศ และความรตู้ ่างๆ ทจ่ี ะตอบสนองความตอ้ งการท่ี ตนตระหนกั และเลง็ เหน็ ความตอ้ งการ การแสวงหาสารสนเทศจงึ เป็นกระบวนการเรม่ิ ตน้ เมอ่ื บุคคลเหน็ วา่ สภาพความรทู้ ต่ี นมอี ยนู่ ้อยกวา่ ทต่ี นตอ้ งการ การแสวงหาสารสนเทศจากแหล่ง ต่าง ๆ ทส่ี ามารถเขา้ ถงึ ไดไ้ ม่ว่าจะเป็นแหล่งทางการ และแหล่งท่ไี ม่เป็นทางการจงึ เกดิ ขน้ึ โดยมจี ดุ มงุ่ หมายอยา่ งเดน่ ชดั การแสวงหาสารสนเทศจงึ มปี จั จยั สาํ คญั ดงั น้ี 1.1 ปัจจยั การแสวงหาสารสนเทศ การแสวงหาสารสนเทศเป็นกระบวนการคน้ หาหนทางทจ่ี ะใหไ้ ด้ สารสนเทศทต่ี อ้ งการ ปจั จยั ทม่ี สี ว่ นสาํ คญั คอื (สมพร พทุ ธาพทิ กั ษผ์ ล, 2546 ; จริ วรรณ ภกั ดบี ุตร, 2533) 1.1.1 ปัจจยั ท่ีมีอิทธิพลต่อการแสวงหาสารสนเทศของผ้ใู ช้ใน ระดบั กล่มุ ผใู้ ช้ ไดแ้ ก่ 1.1.1.1 งานหรอื ภารกจิ ของกลุ่มผูใ้ ชโ้ ดยพจิ ารณาจากฝา่ ยหรอื แผนกท่ีผู้ใช้สงั กัด เช่น ฝ่ายบัญชี ต้องใช้ระบบสารสนเทศด้านบัญชีและการเงินสนใจ สารสนเทศเกย่ี วกบั กฎ ระเบยี บหรอื ขอ้ บงั คบั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง 1.1.1.2 ระดบั หรอื ตําแหน่งงาน ผใู้ ชใ้ นระดบั ผบู้ รหิ ารยอ่ ม มีลักษณะการแสวงหาสารสนเทศท่ีต่างจากผู้ปฏิบัติงานทัว่ ไป โดยผู้บริหารระดับสูง รบั ผิดชอบการกําหนดกลยุทธ์ขององค์กรย่อมต้องการสารสนเทศภายในท่ีสรุปผลการ ดาํ เนินงานขององคก์ ร และสารสนเทศจากภายนอกทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั ธุรกจิ ผบู้ รหิ ารระดบั กลาง และระดบั ต้นต้องการสารสนเทศภายในทม่ี รี ายละเอยี ดการดําเนินงานขององค์กรมากกว่า ผบู้ รหิ ารระดบั สงู 1.1.1.3 สาขาวิชาท่ีผู้ใช้ประกอบอาชีพและปฏิบัติงาน เช่น แพทย์ นกั วทิ ยาศาสตร์ วศิ วกร ปจั จบุ นั มกั เรยี กผปู้ ฏบิ ตั งิ านน้ีวา่ ผปู้ ฏบิ ตั งิ านทใ่ี ชค้ วามรู้ (Knowledge worker)
251 1.1.2 ปัจจยั ท่ีมีอิทธิพลต่อการแสวงหาสารสนเทศของผใู้ ช้แต่ละคน ไดแ้ ก่ 1.1.2.1 สาขาวิชาท่ีได้ศึกษามาหรือมีพ้ืนฐานและความสนใจ สาขาวชิ าจะเป็นสงิ่ กําหนดความสนใจเบ้อื งต้นในการแสวงหาสารสนเทศผู้ใช้จงึ มกั สนใจ คน้ หาสารสนเทศทต่ี รงหรอื เกย่ี วขอ้ งกบั สาขาของตน 1.1.2.2 ระดบั การศกึ ษาของผูใ้ ช้ หมายถึง ความรูร้ ะดบั ต่าง ๆ เช่น ระดบั วชิ าชพี ปรญิ ญาตรี ปรญิ ญาโท ปรญิ ญาเอก เป็นต้น ผูใ้ ชท้ ม่ี รี ะดบั การศกึ ษาสูง อาจตอ้ งการสารสนเทศทล่ี กึ ซง้ึ และเจาะจงเฉพาะดา้ น 1.1.2.3 ระดับการรู้สารสนเทศของผู้ใช้ คือ ความเข้าใจถึง ความสาํ คญั ในการใชส้ ารสนเทศเพ่อื แก้ปญั หาในการดํารงชวี ติ และการปฏบิ ตั งิ าน ผูใ้ ชท้ ่มี ี ระดบั การรสู้ ารสนเทศในระดบั สงู จะสามารถแสวงหาสารสนเทศจากแหล่งสารสนเทศต่างๆ รู้ วธิ กี ารรวบรวม การประเมนิ และการประยกุ ตใ์ ชส้ ารสนเทศอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ 1.1.2.4 ระดบั การรเู้ ทคโนโลยสี ารสนเทศของผใู้ ช้ หมายถงึ ผใู้ ชท้ ่ี รู้เทคโนโลยีสารสนเทศจะสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่ือการแสวงหา สารสนเทศทจ่ี าํ เป็นในการปฏบิ ตั งิ านของตนไดเ้ ป็นอยา่ งดี 1.1.2.5 สภาพแวดล้อมส่วนตวั คือ ลกั ษณะทวั่ ๆ ไปของผู้ใช้ เช่น อายุ สงั คม ประสบการณ์ นิสยั และความสนใจส่วนตัวจะมีอิทธิพลในการแสวงหา สารสนเทศของแต่ละบุคคล ทงั้ น้ีกเ็ กย่ี วขอ้ งกบั การดาํ รงชวี ติ และการประกอบอาชพี ของผใู้ ช้ ดว้ ย 1.2 ลกั ษณะการแสวงหาสารสนเทศ บุคคลท่มี คี วามต้องการสารสนเทศจะแสวงหาสารสนเทศเพ่อื ตอบสนอง วตั ถุประสงคห์ รอื เม่อื ตระหนักปญั หาของตน ในการแสวงหานัน้ อาจมลี กั ษณะทต่ี ่างกนั หรอื คล้ายกนั ก็ได้ การแสวงหาสารสนเทศจงึ มลี กั ษณะสําคญั ดงั น้ี (สมพร พุทธาพทิ กั ษ์ผล, 2546 ; อารี ช่นื วฒั นา, 2549) 1.2.1 แหล่งสารสนเทศที่ใช้ 1.2.1.1 แหล่งสารสนเทศท่ีตนมีอยู่เป็นแหล่งท่ีผู้ใช้นิยมใช้ก่อน แหล่งอ่นื เช่น ความทรงจํา เอกสาร หนังสอื วารสาร ท่ีค้นหาได้ง่าย ๆ ภายในบ้านหรอื ภายในองคก์ ร 1.2.1.2 แหล่งสารสนเทศภายนอกทไ่ี ม่เป็นทางการท่สี ะดวกท่สี ุด ก่อน เชน่ การสอบถามจากเพอ่ื น ผรู้ ว่ มงาน ผเู้ ชย่ี วชาญ
252 1.2.1.3 แหล่งสารสนเทศภายนอกทเ่ี ป็นทางการเป็นแหล่งทผ่ี ลติ หรอื แหล่งทร่ี วบรวมทรพั ยากรสารสนเทศในรปู แบบทห่ี ลากหลายไวใ้ หบ้ รกิ ารแกผ่ ใู้ ช้ แหล่งสารสนเทศที่ใช้ แหลง่ สารสนเทศทต่ี นมอี ยู่ แหลง่ สารสนเทศภายนอก แหลง่ สารสนเทศภายนอก ทไ่ี มเ่ ป็นทางการ ทเ่ี ป็นทางการ - ความจาํ ของตน - สอบถามจากผรู้ ว่ มงาน - แหลง่ บรกิ ารสารสนเทศ - เอกสาร หนงั สอื วารสาร เพอ่ื น ผเู้ ชย่ี วชาญ และแหลง่ อ่นื ๆ ภาพท่ี 8.1 ลกั ษณะการแสวงหาสารสนเทศของผใู้ ช้ 1.3 หลกั การแสวงหาสารสนเทศ 1.3.1 หลกั การใชค้ วามพยายามน้อยทส่ี ดุ ผใู้ ชม้ กั จะคน้ หาสารสนเทศ ดว้ ยวธิ ที ส่ี ะดวกทส่ี ดุ เขา้ ถงึ งา่ ยทส่ี ดุ ทงั้ ๆ ทร่ี วู้ า่ สารสนเทศนนั้ ดอ้ ยคุณภาพหรอื ไมน่ ่าเช่อื ถอื เพราะหากจะใชส้ ารสนเทศทม่ี คี ุณภาพสงู แต่คน้ หาลาํ บาก และเขา้ ถงึ ไดย้ าก 1.3.2 พฤตกิ รรมทเ่ี กดิ ขน้ึ โดยไม่รูต้ วั คอื คนทวั่ ไปไม่เคยคดิ ว่าการ แสวงหาสารสนเทศเป็นกระบวนการท่ตี ้องกําหนดกลยุทธ์หรอื วางแผน แต่ส่วนใหญ่ผู้ใช้ มกั จะคํานึงถึงปญั หาท่ตี ้องแก้ไข และถ้าปญั หานัน้ ทําใหเ้ กดิ ความต้องการก็จะไม่คดิ แยก ความตอ้ งการสารสนเทศออกจากความตอ้ งการอ่นื ๆ การแสวงหาสารสนเทศจงึ เกดิ ขน้ึ โดย ไมร่ ตู้ วั 1.3.3 หากมที างเลือกในการแสวงหาสารสนเทศมากกว่าหน่ึงทาง ผใู้ ชจ้ ะเลอื กทต่ี นรสู้ กึ วา่ สามารถเขา้ ถงึ สารสนเทศไดอ้ ยา่ งสะดวก และงา่ ยทส่ี ดุ เช่น การถาม เพ่ือน ผู้รู้ การโทรศัพท์ เป็นต้น หากจําเป็นต้องแสวงหาสารสนเทศต่อไปอาจใช้แหล่ง สารสนเทศทอ่ี ยู่ใกล้ตวั ก่อนหลงั จากไม่พบสารสนเทศทต่ี นต้องการกจ็ ะคน้ หาไปยงั แหล่งท่ี คาดวา่ จะมสี ารสนเทศทต่ี นตอ้ งการ 1.3.4 ผใู้ ชม้ กั ตงั้ จุดมุ่งหมายในการคน้ หาในระดบั กลางๆ คอื ผใู้ ชม้ กั ไม่ตงั้ เป้าหมายว่าการแสวงหาสารสนเทศจําเป็นต้องใช้สารสนเทศท่ีมีคุณภาพท่ีดีท่ีสุด ปริมาณมากท่สี ุดหรอื สมบูรณ์ท่ีสุด ดงั นัน้ ผู้ใช้จะพงึ พอใจแม้จะได้สารสนเทศท่ีไม่ค่อยมี
253 คุณภาพหรอื ปรมิ าณไมม่ ากนกั ผูใ้ ชจ้ ะเลอื กคน้ หาทนั ทเี พราะไดบ้ รรลุถงึ จุดมุ่งหมายทต่ี งั้ ไว้ แลว้ 1.3.5 ผู้ท่มี อี ทิ ธิพลต่อการแสวงหาสารสนเทศของผูใ้ ช้คนทวั่ ไปมกั จะ เรยี นรจู้ ากวถิ ที าง และประสบการณ์ของบุคคลทต่ี นยดึ เป็นแบบอย่างเช่น อาจารยท์ ป่ี รกึ ษา เพอ่ื น พอ่ แม่ หวั หน้างาน เป็นตน้ โดยจะมพี ฤตกิ รรมการแสวงหาสารสนเทศทค่ี ลา้ ยคลงึ โดย ไมร่ ตู้ วั การแสวงหาสารสนเทศของผใู้ ชจ้ งึ เป็นพฤตกิ รรมอยา่ งหน่ึงทบ่ี ุคคลทุกคนตอ้ งมี เพียงแต่ว่าจะแสวงหาสารสนเทศอยู่ในระดบั ใด และเหมาะสมกบั กลุ่มใดเม่อื ศึกษาจาก งานวิจยั เก่ียวกบั พฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศสามารถสรุปได้ประเด็นท่ีสําคญั คือ บุคคลมแี นวโน้มแสวงหาสารสนเทศจากแหล่งทเ่ี ขา้ ถงึ ไดง้ ่ายและสะดวกทส่ี ุด บุคคลเลอื กท่ี จะปฏบิ ตั ติ ามนิสยั ท่ที ําเป็นประจําไม่ค่อยตระหนักถงึ แหล่งและวธิ กี ารใช้แหล่งสารสนเทศ และบุคคลแต่ละกลุ่มจะมพี ฤตกิ รรมแสวงหาสารสนเทศทต่ี ่างกนั ดงั นนั้ ผใู้ หบ้ รกิ ารจาํ เป็นตอ้ ง เข้าใจพฤติกรรมการแสวงหาสารสนเทศเพ่ือนํามาพฒั นาระบบการให้บรกิ ารท่ีต้องการ มุ่งเน้นการให้ความสะดวกแก่ผูใ้ ช้ การมสี ารสนเทศมากและหลากหลายรูปแบบ ผูใ้ ช้อาจ แสวงหาสารสนเทศไดง้ า่ ยยงิ่ ขน้ึ และมหี ลายทางเลอื กสว่ นใหญ่จะเลอื กแสวงหาสารสนเทศท่ี สะดวกและรวดเรว็ ทส่ี ุด แต่ผใู้ หบ้ รกิ ารต้องพจิ ารณาดว้ ยว่าเพราะเหตุใดผูใ้ ชบ้ รกิ ารจํานวน มากเลอื กทางเลอื กทใ่ี ชค้ วามพยายามใหน้ ้อยทส่ี ุด คอื ทางเลอื กทง่ี า่ ยแต่มคี วามสะดวกและ รวดเรว็ เพ่อื ใหไ้ ดส้ ารสนเทศมาใชป้ ระโยชน์ ผใู้ ชจ้ ะไม่เลอื กทางเลอื กทย่ี ุ่งยากซบั ซอ้ นแมจ้ ะ ไดส้ ารสนเทศทม่ี คี ณุ ภาพกต็ าม 2. การใช้สารสนเทศ การใชส้ ารสนเทศ (Information use) หมายถงึ กจิ กรรมทเ่ี ป็นขนั้ สุดทา้ ยท่ี เก่ยี วขอ้ งกบั พฤตกิ รรมการแสวงหาสารสนเทศการใชส้ ารสนเทศเป็นผลสบื เน่ืองจากการท่ี บุคคลมคี วามต้องการและแสวงหาสารสนเทศเพ่อื นําสารสนเทศไปใชล้ ดความสงสยั ความ อยากรู้ แก้ปญั หาการดํารงชวี ติ หรอื การปฏบิ ตั งิ าน การเรยี นการสอน การประกอบอาชพี และเพอ่ื การตดั สนิ ใจ 3. รปู แบบการใช้สารสนเทศ ผใู้ ชจ้ ะใชส้ ารสนเทศจากแหล่งต่าง ๆ ทงั้ ทเ่ี ป็นส่อื สงิ่ พมิ พ์ ส่อื โสตทศั น์ และส่อื อิเล็กทรอนิกส์ซ่ึงอาจจะทําให้ผู้ใช้พึงพอใจหรือไม่พึงพอใจก็ได้ส่งผลให้แหล่งบริการ สารสนเทศ ต้องจัดรูปแบบการบริการสนเทศโดยต้องสอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ สารสนเทศของผใู้ ช้ ซง่ึ รปู แบบการใชส้ ารสนเทศมดี งั น้ี (อารยี ์ ช่นื วฒั นา, 2549)
254 3.1 วัสดุสารสนเทศท่ีเป็นท่ีนิยม เช่น หนังสือ และวารสารในรูปของ สิ่งพิมพ์กระดาษ การใช้วารสารอิเล็กทรอนิกส์ การใช้ส่ือโสตทัศน์ และมีแนวโน้มว่า สารสนเทศสง่ิ พมิ พเ์ ฉพาะสว่ นทต่ี อ้ งการ (Print - on - demand - POD) จะเป็นทน่ี ิยมต่อไป 3.2 วัสดุสารสนเทศทางวิชาการ แหล่งบริการสารสนเทศต่างๆใช้ งบประมาณในการซ้อื หนังสอื น้อยลง และการใชว้ ารสารอเิ ลก็ ทรอนิกสอ์ อนไลน์เป็นท่นี ิยม ของนักวจิ ยั อาจารย์ และนักศกึ ษา การผลติ บทความทางวชิ าการ รายงานการวจิ ยั และ วทิ ยานิพนธ์ กาํ ลงั เปลย่ี นไปอยใู่ นรปู อเิ ลก็ ทรอนิกส์ 3.3 สารสนเทศดจิ ติ อล มกี ารแปลงเอกสารใหอ้ ย่ใู นรปู ดจิ ติ อล และผลติ สารสนเทศดจิ ติ อลออกมาเป็นจาํ นวนมาก และมแี นวโน้มจะขยายตวั อยา่ งรวดเรว็ 3.4 สารสนเทศเวลิ ดไ์ วดเ์ วบ็ ผใู้ ชเ้ รม่ิ มแี นวโน้มในการแสวงหาสารสนเทศ จากการคน้ หาสารสนเทศจากเวบ็ เป็นอนั ดบั แรกหรอื เรม่ิ คน้ หาจากระบบออนไลน์ นอกจากน้ี ยงั พบว่าสถติ กิ ารใชบ้ รกิ ารแหล่งบรกิ ารสารสนเทศลดลง และนิยมใชอ้ นิ เทอรเ์ น็ตเป็นลําดบั แรกโดยผใู้ ชค้ าดหวงั วา่ จะสามารถคน้ หาสารสนเทศทต่ี อ้ งการ และเชอ่ื ถอื ได้ ความต้องการสารสนเทศ พฤติกรรมสารสนเทศ ตระหนกั ถงึ ปญั หา การแสวงหาสารสนเทศ การใชส้ ารสนเทศ การตดั สนิ ใจ ภาพท่ี 8.2 กระบวนการของผใู้ ชส้ ารสนเทศ
255 ผใู้ ช้กบั ความต้องการบริการสารสนเทศ แหล่งบรกิ ารสารสนเทศโดยส่วนใหญ่มกั จะสํารวจความต้องการบรกิ ารสารสนเทศ ของผูใ้ ช้อยู่เป็นประจําโดยถือว่าเป็นส่วนหน่ึงของการประเมนิ คุณภาพ และเพ่อื ใหเ้ ขา้ ถึง ความต้องการท่ีแท้จริงของผู้ใช้ ดังนั้นผู้ใช้กับความต้องการบริการสารสนเทศจึงมี ความสมั พนั ธก์ นั โดยผใู้ ชจ้ ะพจิ ารณาจากปจั จยั สาํ คญั ดงั น้ี (สวุ รรณ อภยั วงศ,์ 2542) 1. ขนั้ ตอนผใู้ ชบ้ รกิ ารสารสนเทศตดั สนิ ใจ ว่าจะใชบ้ รกิ ารหรอื ไม่ ปจั จยั ทม่ี ผี ลต่อ การตดั สนิ ใจใชบ้ รกิ ารสารสนเทศได้แก่ ความต้องการ ความสนใจ คุณภาพ ความรวดเรว็ ความสะดวก รูปแบบ การคน้ คนื และเน้ือหาของสารสนเทศโดยผูใ้ ชแ้ ต่ละคนจะมขี นั้ ตอน และเหตุผลในการใชแ้ ตกต่างกนั ไป 2. ความต้องการใชบ้ รกิ าร งานบรกิ ารสารสนเทศต่างๆ จะมกี ารวางแผนการทํา กจิ กรรมโดยคํานึงถงึ ความตอ้ งการของผใู้ ช้ การทราบความต้องการสารสนเทศของผูใ้ ชแ้ ต่ ละกลุ่มจะช่วยใหว้ างแผนบรกิ ารสารสนเทศไดต้ รงวตั ถุประสงค์ ช่วยใหท้ ราบแนวทางการ ปรบั ปรุงสารสนเทศ และบรกิ าร ตลอดจนสามารถกําหนดว่าเวลาใด ควรจะบรกิ ารอะไร แก่ ผใู้ ด และกาํ หนดคา่ บรกิ ารอยา่ งไร 3. พฤตกิ รรมก่อนและหลงั การใชบ้ รกิ าร โดยมกี ารศกึ ษาพฤตกิ รรมของผใู้ ชบ้ รกิ าร สารสนเทศกอ่ นและหลงั เพอ่ื ทราบสาเหตุของแรงจงู ใจ ความพอใจของผใู้ ช้ และปญั หาในการ ใชบ้ รกิ ารสารสนเทศ เม่อื ทําการศกึ ษาแลว้ จะทําใหท้ ราบแนวทางในการวางแผนใหต้ รงกบั ความต้องการบริการสารสนเทศประเภทใดควรสนับสนุนส่งเสริม และบริการใดสมควร ปรบั ปรุงหรอื ยกเลกิ ถอื เป็นการแกไ้ ขปรบั ปรุงใหส้ ามารถดงึ ดดู ความสนใจ หรอื ใหเ้ หมาะสม กบั ความตอ้ งการของผใู้ ชม้ ากขน้ึ 4. อทิ ธพิ ลทม่ี ผี ลต่อการตดั สนิ ใจ การทผ่ี ูใ้ ชต้ ดั สนิ ใจใชบ้ รกิ ารสารสนเทศมสี าเหตุ หลายประการ เช่น ความตอ้ งการสว่ นตวั ความตอ้ งการใชเ้ พอ่ื ประโยชน์ส่วนรวม ผใู้ ชไ้ ดร้ บั แรงจงู ใจจากสภาพแวดลอ้ ม เป็นตน้ การวางแผนในการบรกิ ารสารสนเทศจะเป็นการเตรยี ม ความพรอ้ มการใหบ้ รกิ ารเพอ่ื ไมใ่ หผ้ ใู้ ชบ้ รกิ ารเกดิ ความเบ่อื หน่ายจนเลกิ ใชบ้ รกิ าร วตั ถปุ ระสงคข์ องการศึกษาความต้องการบริการสารสนเทศ การศกึ ษาความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศเป็นการศกึ ษาเพ่อื ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ไปใชใ้ นการ วางแผนและกาํ หนดเป็นนโยบายเกย่ี วกบั การเตรยี มการใหบ้ รกิ ารสารสนเทศเพอ่ื ใหผ้ ใู้ ชเ้ กดิ ความพงึ พอใจ และเป็นการสรา้ งภาพลกั ษณ์ใหแ้ ก่องคก์ รดว้ ย ความตอ้ งการเป็นเรอ่ื งเฉพาะ ของแต่ละบุคคล และกลุ่มบุคคลแตกต่างกนั ตามความจําเป็น ซ่งึ ความต้องการของผู้ใช้
256 อาจจะเรยี กรอ้ งหรอื ไม่เรยี กรอ้ งกไ็ ดใ้ นบางกรณีผใู้ ชอ้ าจจะเรยี กรอ้ งน้อยแต่มคี วามตอ้ งการ มากกไ็ ด้ ความตอ้ งการทผ่ี ใู้ ชเ้ รยี กรอ้ งอาจจะแสดงออกโดยไปใชบ้ รกิ ารสารสนเทศจากแหล่ง บริการสารสนเทศเพ่ือให้ได้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ข่าวสาร ความรู้ต่างๆ สําหรบั นํามาใช้ ประกอบการตดั สนิ ใจในเร่อื งใดเร่อื งหน่ึง ผู้ท่ีมคี วามต้องการใช้บรกิ ารสารสนเทศนัน้ จะ แสวงหาสารสนเทศเพอ่ื ตอบสนองตามวตั ถุประสงคข์ องตน ดงั กล่าวการศกึ ษาความตอ้ งการ บรกิ ารสารสนเทศของผใู้ ชจ้ งึ มวี ตั ถุประสงคส์ าํ คญั ดงั น้ี (จริ วรรณ ภกั ดบี ุตร, 2533 ; Morris, 1994) 1. เพ่อื ใหท้ ราบลกั ษณะของผูใ้ ช้ ซง่ึ เป็นบุคคลท่มี คี วามตอ้ งการสารสนเทศ เม่อื มี การศึกษาความต้องการแล้วจะทําให้ทราบระดบั การใช้สารสนเทศ เป็นการเตรียมการ ใหบ้ รกิ ารต่อไป 2. เพ่อื ใหท้ ราบลกั ษณะความตอ้ งการสารสนเทศของผใู้ ชอ้ ย่างแทจ้ รงิ จะไดจ้ ดั หา ทรพั ยากรสารสนเทศหรอื คดั เลอื กใหม้ รี ูปแบบทห่ี ลากหลายไวใ้ หบ้ รกิ ารตามทผ่ี ใู้ ชต้ ้องการ เช่น หนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ วารสารอเิ ลก็ ทรอนิกส์ การจดั หาเคร่อื งบรกิ ารยมื - คนื อตั โนมตั ิ การเปิดใหบ้ รกิ ารล่วงเวลา เป็นตน้ ผใู้ หบ้ รกิ ารจะตอ้ งศกึ ษารปู แบบทเ่ี หมาะสมและตรงกบั ความตอ้ งการของผใู้ ชใ้ หม้ ากทส่ี ดุ 3. เพ่ือให้ทราบถึงปญั หาและอุปสรรค การใช้และไม่ใช้สารสนเทศและบริการ สารสนเทศท่จี ดั ข้นึ ตลอดจนความพงึ พอใจของผู้ใช้ สารสนเทศประเภทใดท่ผี ู้ใช้ต้องการ บรกิ าร สารสนเทศประเภทใดทผ่ี ใู้ ชพ้ อใจหรอื ไมพ่ อใจเพ่อื จะไดน้ ําเอาความตอ้ งการปญั หา และอุปสรรคไปใชป้ รบั ปรุงการบรกิ ารสารสนเทศในดา้ นการวางแผน การจดั การ และการ จดั สรรทรพั ยากรสารสนเทศใหต้ รงกบั ทผ่ี ใู้ ชต้ อ้ งการ 4. เพ่อื ประเมนิ ผลการให้บรกิ าร ทําให้ผู้ให้บรกิ ารตระหนักและรบั รู้ว่าบรกิ ารท่ี จดั ตงั้ นนั้ ตรงกบั ผใู้ ชต้ อ้ งการหรอื ไม่ เชน่ บรกิ ารทจ่ี ดั ใหอ้ าจไมม่ ผี ใู้ ชบ้ รกิ ารเป็นเพราะผใู้ ชไ้ ม่ ทราบ เน่ืองจากไมม่ กี ารประชาสมั พนั ธท์ ด่ี พี อหรอื ผใู้ ชเ้ หน็ ว่าไมไ่ ดป้ ระโยชน์จงึ ไมม่ าใชผ้ ใู้ ห้ บรกิ ารจะไดห้ าทางปรบั ปรงุ แกไ้ ขต่อไป การศึกษาความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้เป็นองค์ประกอบสําคญั ท่ีสุดในการ จดั บรกิ าร ปจั จุบนั แหล่งบรกิ ารสารสนเทศสว่ นใหญ่เรมิ่ ตระหนกั ว่าถา้ ผใู้ ชบ้ รกิ ารไมม่ คี วามรู้ ความเขา้ ใจเรอ่ื งความตอ้ งการแลว้ กไ็ มส่ ามารถใหบ้ รกิ ารทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพได้ ปัจจยั ท่ีต้องศึกษาความต้องการบริการสารสนเทศของผใู้ ช้ ทําให้แหล่งบริการสารสนเทศต้องปรับเปล่ียนโครงสร้าง การจัดการ และการ ใหบ้ รกิ ารในรปู แบบผสม คอื ในรปู ของสง่ิ พมิ พ์ และสารสนเทศอเิ ลก็ ทรอนิกส์ ซง่ึ แหลง่ บรกิ าร
257 สารสนเทศไมอ่ าจเลอื กใหบ้ รกิ ารทรพั ยากรสารสนเทศในรปู แบบเดยี วได้ เน่ืองจากมขี อ้ ดแี ละ ขอ้ จาํ กดั แตกต่างกนั จงึ ทาํ ใหแ้ ต่ละแหง่ ตอ้ งพยายามคดั เลอื ก กลนั่ กรองสารสนเทศทงั้ 2 รูปแบบมาให้บรกิ ารแก่ผูใ้ ช้ซ่งึ มคี วามต้องการท่หี ลากหลายและมคี วามคาดหวงั ต่อการ บริการสูงข้ึน (อารีย์ ช่ืนวัฒนา, 2549) โดยแหล่งบริการสารสนเทศแต่ละแห่งต่างมุ่ง พยายามเพม่ิ รปู แบบการใหบ้ รกิ ารสารสนเทศแก่ผูใ้ ช้ เพ่อื ใหก้ ารบรกิ ารสามารถตอบสนอง ความตอ้ งการไดท้ ุกทท่ี ุกเวลา (Anywhere anytime) หรอื ไม่กม็ กั จดั กจิ กรรมหรอื เผยแพร่ กจิ กรรมขององค์กรอยู่เสมอเพ่อื ใหผ้ ูใ้ ช้ทราบถงึ ขอบเขตของการบรกิ ารและศกั ยภาพของ หน่วยงาน แต่เน่ืองจากผูใ้ ชบ้ รกิ ารมจี ํานวนมากมคี วามสนใจทจ่ี ะไดร้ บั สารสนเทศทต่ี ้องการก็ ต่อเมอ่ื มคี วามจาํ เป็นจะตอ้ งใชส้ ารสนเทศเพอ่ื ประโยชน์อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงจงึ เป็นการยากทจ่ี ะ ทําใหท้ ุกคนตดิ ตามความเคล่อื นไหวหรอื ศกึ ษาขอบเขตความรบั ผดิ ชอบของแหล่งบรกิ าร สารสนเทศอยู่อย่างสม่ําเสมอจงึ เป็นหน้าท่ขี องแหล่งบรกิ ารสารสนเทศท่จี ะต้องใหข้ ่าวสาร การบรกิ ารเก่ยี วกบั รูปแบบและบรกิ ารใหม่ ๆ ทเ่ี พม่ิ ขน้ึ เช่น บรกิ ารยมื - คนื อตั โนมตั ดิ ว้ ย ตนเอง บรกิ ารสบื ค้นวารสารอิเล็กทรอนิกส์ และบรกิ ารตอบคําถามและช่วยการค้นคว้า ออนไลน์ เป็นตน้ ทาํ ใหเ้ กดิ คาํ ถามวา่ บรกิ ารเหลา่ น้ีคอื อะไร มคี วามแตกต่างอยา่ งไร ควรใช้ บรกิ ารเม่อื ใด จะคน้ อย่างไรจงึ จะไดส้ ารสนเทศทถ่ี ูกต้อง สงิ่ เหล่าน้ีเป็นคําถามพน้ื ฐานก่อน การรบั บรกิ าร หากผใู้ ชม้ คี วามคุน้ เคยหรอื ใชเ้ ป็นประจาํ หรอื ใชบ้ อ่ ยครงั้ จะทาํ ใหเ้ กดิ ความเคย ชนิ และคลายความสงสยั ไปในทส่ี ุดแต่สงิ่ ท่ตี อ้ งพจิ ารณาต่อไป คอื แหล่งบรกิ ารสารสนเทศ จะตอ้ งมกี ารศกึ ษาหรอื ทําการสาํ รวจความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศของผใู้ ชอ้ ย่เู ป็นประจํา เพ่อื ศกึ ษาหรอื สํารวจขอ้ ปญั หาต่างๆเพ่อื นํามาปรบั ปรุงการบรกิ ารใหด้ แี ละมปี ระสทิ ธภิ าพ ยงิ่ ขน้ึ และสอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของผใู้ ชใ้ หม้ ากทส่ี ดุ อย่างไรกต็ ามการศกึ ษาและสาํ รวจความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศถอื เป็นสว่ นหน่ึง ของการประเมนิ คุณภาพการบรกิ ารของแหล่งบรกิ ารสารสนเทศ ขอ้ มูลทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษา ความต้องการบริการของผู้ใช้มีความสําคัญยิ่ง เพราะสามารถสนองความต้องการท่ี หลากหลายของผูใ้ ช้ และมปี ระโยชน์ในการคดั เลอื กเน้ือหา ขอบเขตของสารสนเทศใหต้ รง กบั ความตอ้ งการ และเออ้ื ต่อความเปลย่ี นแปลงทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ การศึกษาความต้องการบริการสารสนเทศของผใู้ ช้ การศกึ ษาความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศของผูใ้ ชถ้ อื เป็นการประเมนิ คุณภาพของ การบรกิ ารว่าท่มี สี ามารถตอบสนองความต้องการของผูใ้ ชไ้ ดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพเพยี งใด นอกจากน้ียงั สามารถคาดคะเนแนวโน้มความตอ้ งการในอนาคตไดใ้ นระดบั หน่ึง ทงั้ น้ียงั เป็น
258 ประโยชน์ในการบรหิ ารจดั การระบบบรกิ ารสารสนเทศ และจดั บรกิ ารเขา้ ถึงสารสนเทศท่ี ตอบสนองต่อความตอ้ งการของผใู้ ชไ้ ด้ 1. วิธีการศึกษาความต้องการบริการสารสนเทศ วธิ กี ารศกึ ษาความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศ สรปุ ทส่ี าํ คญั ไดด้ งั น้ี (จริ วรรณ ภกั ดบี ุตร, 2533 ; อารยี ์ ชน่ื วฒั นา, 2546) 1.1 ศึกษาค้นคว้าและวิเคราะห์จากเอกสาร โดยมีผู้ทําการศึกษา วเิ คราะหไ์ วแ้ ลว้ เกย่ี วกบั ผใู้ ชแ้ ละความตอ้ งการของผใู้ ชก้ ลุ่มต่าง ๆ ว่ามปี จั จยั ใดบา้ งทเ่ี หมอื น และแตกต่าง ถา้ จะตอ้ งทาํ การศกึ ษาใหมจ่ ะใชว้ ธิ กี ารศกึ ษาใดทเ่ี หมาะสมและไดผ้ ลการศกึ ษา ทเ่ี ป็นจรงิ และน่าเชอ่ื ถอื ได้ 1.2 ศึกษาจากสถิติหรือหลกั ฐานการใช้บริการสารสนเทศ เพ่อื ศกึ ษา วเิ คราะหถ์ งึ ปจั จยั ความต้องการและแนวโน้มการใชส้ ารสนเทศซ่งึ การศกึ ษาจะทําใหท้ ราบ ขอ้ มูลเกย่ี วกบั การยมื หรอื ขอ้ มูลอ่นื ๆ เกย่ี วกบั การขอใชส้ ารสนเทศ ขอ้ มูลเหล่าน้ีจะเป็น หลกั ฐานของการใชแ้ ละใหร้ ะดบั ความเชอ่ื ถอื สงู 1.3 การศึกษาดูงานแหล่งสารสนเทศ เพ่ือให้ได้แนวคิดหรือ แลกเปล่ียนปญั หาตลอดจนได้ขอ้ มูลต่าง ๆ เพ่อื นํามาพจิ ารณาในเร่อื งการจดั การบรกิ าร สารสนเทศซง่ึ อาจตอ้ งใชก้ ารผสมผสานกบั วธิ กี ารอ่นื ๆ เช่น การสงั เกต การสมั ภาษณ์ เป็น ตน้ โดยการศกึ ษาดูงานนัน้ ควรเลอื กแหล่งสารสนเทศทม่ี บี รบิ ทใกลเ้ คยี งกบั องคก์ รของตน เพราะประเดน็ ของปญั หาต่าง ๆ อาจมคี วามคลา้ ยคลงึ กนั ได้ 1.4 การสงั เกตผใู้ ช้ การสงั เกตเป็นการศกึ ษาโดยใชป้ ระสาทสมั ผสั ทงั้ 5 ในลกั ษณะการเฝ้าดู ศึกษาเหตุการณ์ ปรากฏการณ์เพ่ือให้เข้าใจพฤติกรรมของส่ิงท่ี ต้องการศึกษาอาจเป็นลกั ษณะบุคลิกภาพ การใช้คําพูด ภาษาท่าทาง กิจกรรม ทกั ษะ ความสามารถ และสภาพแวดลอ้ ม 1.5 การสมั ภาษณ์ผใู้ ช้ การสมั ภาษณ์เป็นการสนทนาอยา่ งมจี ุดมงุ่ หมาย ผูส้ มั ภาษณ์จะต้องมกี ารวางแผน และเตรยี มการใหพ้ รอ้ ม มกี ารกําหนดคําถามทงั้ หมดไว้ อยา่ งชดั เจน ผสู้ มั ภาษณ์ทด่ี ตี อ้ งมกี ารเตรยี มการอยา่ งรอบคอบ การใชแ้ บบสมั ภาษณ์ถอื เป็น วธิ กี ารศกึ ษาเรอ่ื งใดเรอ่ื งหน่ึงโดยเฉพาะไดเ้ ป็นอยา่ งดี 1.6 การสํารวจโดยใช้แบบสอบถาม ในการสํารวจเพ่อื ศึกษาความ ต้องการใชบ้ รกิ ารสารสนเทศของผูใ้ ช้ เป็นการศกึ ษาเพ่อื ประเมนิ การใช้บรกิ ารสารสนเทศ และทศั นคตขิ องผใู้ ช้ เป็นวธิ ที แ่ี หล่งบรกิ ารสารสนเทศเลอื กใชเ้ พราะง่ายต่อการดําเนินการ และเสยี ค่าใชจ้ ่ายน้อย และปจั จุบนั ผใู้ ชบ้ รกิ ารสามารถร่วมแสดงความคดิ เหน็ ผ่านเวบ็ ไซต์ ยงิ่ ทาํ ใหส้ ะดวกและรวดเรว็ ต่อการจดั กระทาํ และการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
259 2. ขนั้ ตอนการศึกษาต้องการบริการสารสนเทศของผใู้ ช้ การศกึ ษาความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศของผใู้ ช้ มขี นั้ ตอนทส่ี าํ คญั ดงั น้ี 2.1 ขนั้ สาํ รวจและทบทวนวรรณกรรมที่ผา่ นมา ก่อนทาํ การศกึ ษาควรอ่าน วทิ ยานิพนธ์ งานวจิ ยั และเอกสารอ่นื ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง เชน่ ขา่ วสาร และความเคล่อื นไหวทาง วชิ าการอยู่เสมอเพ่อื รวบรวมความรู้พ้นื ฐานแนวคดิ แง่มุมต่าง ๆ เพ่อื ช่วยให้การกําหนด ปญั หาของการศกึ ษามคี วามชดั เจนยงิ่ ขน้ึ และสามารถนํามาใชเ้ ป็นแนวทางในการออกแบบ และทําการศกึ ษาอย่างเหมาะสม โดยท่มี าของปญั หาในการศกึ ษาสามารถจําแนกได้ดงั น้ี (สมคดิ พรมจยุ้ , 2547) 2.1.1 จากประสบการณ์หรือภูมิหลังของผู้ศึกษา พบปญั หาในการ ปฏิบัติงานจึงมีปญั หาจะทําอย่างไรจึงจะทําให้บริการสารสนเทศเป็นท่ีประทับใจหรือ ผใู้ ชบ้ รกิ ารมคี วามพงึ พอใจมากน้อยเพยี งใด 2.1.2 จากการเปล่ยี นแปลงทางดา้ นเศรษฐกจิ สงั คม และเทคโนโลยี ทํา ใหผ้ ูศ้ กึ ษามเี ร่อื งทจ่ี ะศกึ ษา เช่น การใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชใ้ นงานบรกิ ารยมื - คนื หนงั สอื ไดผ้ ลหรอื ไม่ การบรกิ ารวารสารอเิ ลก็ ทรอนิกสค์ ุม้ คา่ หรอื ไม่ 2.1.3 จากการอ่านหนังสือหรอื วารสารท่ีเก่ียวข้อง ผู้ศึกษาควรศึกษา ผลการวจิ ยั ต่าง ๆ อยา่ งกวา้ งขวาง เพราะจะชว่ ยใหไ้ ดแ้ นวคดิ เกย่ี วกบั เรอ่ื งทจ่ี ะศกึ ษา 2.1.4 จากปญั หาเดมิ ทม่ี ผี ทู้ าํ ไวแ้ ลว้ อาจเกดิ จากปญั หาเดมิ ทไ่ี ดร้ บั คาํ ตอบ ไมค่ รบถว้ นสมบรู ณ์หรอื มขี อ้ เสนอแนวสาํ หรบั การศกึ ษาในครงั้ ต่อไปไว้ 2.1.5 จากผรู้ หู้ รอื ผเู้ ชย่ี วชาญอาจใชว้ ธิ หี าปญั หาโดยสอบถามผเู้ ชย่ี วชาญ ทเ่ี ป็นผทู้ ม่ี คี วามรรู้ อบดา้ นในเรอ่ื งนนั้ ๆ 2. การกําหนดวตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษา การจะกําหนดวัตถุประสงค์ใน การศกึ ษาไดต้ อ้ งผา่ นการวเิ คราะหป์ ญั หาว่ามปี ญั หาอะไร ตอ้ งการแกป้ ญั หาอะไร ตอ้ งการรู้ อะไร เพ่อื นํามาใช้ในการแก้ไขปญั หา โดยวตั ถุประสงค์จะบ่งบอกเหตุผลของการศึกษา ปญั หานัน้ ๆ จะแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความสาํ คญั ของปญั หาทจ่ี ะศกึ ษาว่ามปี ระโยชน์อยา่ งไร ควร กําหนดใหช้ ดั เจน มคี วามเฉพาะเจาะจง ควรจดั ลําดบั ตามความสําคญั ก่อนหลงั หรอื ตาม ขอบเขตกวา้ ง ๆ ไปสเู่ ฉพาะเจาะจง และนิยมเขยี นในรปู ขอ้ ความเชงิ บรรยาย เชน่ เพอ่ื ศกึ ษา ความตอ้ งการใชบ้ รกิ ารฐานขอ้ มูลออนไลน์ หรอื เพ่อื เปรยี บเทยี บการใชบ้ รกิ ารตอบคําถาม และชว่ ยการคน้ ควา้ ระหวา่ งนกั ศกึ ษาเพศชายและเพศหญงิ เป็นตน้ 3. การกาํ หนดขอบเขตการศึกษา เป็นการกําหนดหรอื ระบุรายละเอยี ดเกย่ี วกบั ประชากร (Population) หมายถงึ สง่ิ ทผ่ี ศู้ กึ ษาสนใจศกึ ษาอาจมชี วี ติ หรอื ไม่มชี วี ติ กไ็ ดส้ ว่ น กลุ่มตวั อย่าง (Sample) หมายถงึ ประชากรส่วนหน่ึงท่ผี ูศ้ กึ ษาเลอื กมาเป็นตวั แทนใน การศกึ ษา การเลอื กกลุ่มตวั อยา่ งทด่ี มี หี ลกั การเลอื ก ดงั น้ี (พชิ ติ ฤทธจิ ์ รญู , 2547)
260 3.1 เลอื กกลุ่มตวั อยา่ งโดยอาศยั ความน่าจะเป็น (Probability sampling) เป็นการเลอื กกลุม่ ตวั อยา่ งทป่ี ระชากรมโี อกาสถูกเลอื กเทา่ เทยี มกนั และทส่ี าํ คญั ตอ้ งรจู้ าํ นวน ประชากรทงั้ หมด มที งั้ หมด 5 วธิ ี คอื การสุ่มตวั อย่างแบบงา่ ย การสุ่มตวั อย่างแบบมรี ะบบ การสมุ่ ตวั อยา่ งแบบแบง่ ชนั้ การสมุ่ ตวั อยา่ งแบบกลุม่ และการสมุ่ ตวั อยา่ งแบบหลายขนั้ ตอน 3.2 การเลือกกลุ่มตวั อย่างโดยไม่อาศยั ความน่าจะเป็น (Non - probability sampling) เป็นการเลอื กกลุ่มตวั อยา่ งทค่ี าํ นึงถงึ ความสะดวกในการเกบ็ รวบรวม ขอ้ มูล และไม่ต้องรูจ้ ํานวนประชากร การเลอื กกลุ่มตวั อย่างประเภทน้ี คอื การสุ่มตวั อย่าง แบบบงั เอญิ การสุ่มตวั อย่างแบบโควต้า การสุ่มตวั อย่างแบบเจาะจง และการสุ่มตวั อย่าง แบบลกู โซ่ 4. การกาํ หนดวิธีการรวบรวมข้อมูล ในการรวบรวมขอ้ มลู เป็นกระบวนการ ทผ่ี ูศ้ กึ ษาเลอื กใช้เพ่อื ใหไ้ ด้ขอ้ มูลท่ถี ูกต้องขอ้ มูลท่ผี ูศ้ กึ ษาเกบ็ รวบรวมด้วยตนเองเรยี กว่า ขอ้ มลู ปฐมภูมิ (Primary data) ส่วนขอ้ มลู ทผ่ี ศู้ กึ ษาไมไ่ ดเ้ กบ็ รวบรวมดว้ ยตนเอง เรยี กว่า ขอ้ มูลทุตยิ ภูมิ (Secondary data) ซ่งึ เป็นขอ้ มลู ทม่ี อี ยู่แลว้ ไดแ้ ก่ ขอ้ มูลจากงานวจิ ยั อ่นื เอกสาร หลกั ฐาน เป็นตน้ (สุวมิ ล ตริ กานนั ท,์ 2548) ดงั นนั้ วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู แต่ละ ประเภทจงึ ตอ้ งเลอื กใชว้ ธิ กี ารรวบรวมขอ้ มูลแตกต่างกนั ไปตามความเหมาะสมกบั ลกั ษณะ ประเภท และวตั ถุประสงค์ ทงั้ น้ีเพอ่ื ใหข้ อ้ มลู ทไ่ี ดร้ บั เป็นขอ้ มลู ทด่ี ที ส่ี ดุ น่าเช่อื ถอื ไดม้ ากทส่ี ดุ วธิ กี ารรวบรวมขอ้ มลู ทน่ี ิยมใชก้ นั มาก มดี งั น้ี (พชิ ติ ฤทธจิ ์ รญู , 2547 ; สมพร พทุ ธาพทิ กั ษ์ ผล, 2546) 4.1 การใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) การใชแ้ บบสอบถามเป็นวธิ ี ท่ใี ชก้ นั แพร่หลายท่สี ุดเพราะเป็นวธิ ที ่ยี ดื หยุ่นเหมาะสําหรบั การศกึ ษากลุ่มผูใ้ ชท้ ่มี จี ํานวน มากอยกู่ ระจดั กระจาย แบบสอบถามเป็นชุดคาํ ถามทใ่ี ชส้ อบถามขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื ความคดิ เหน็ ต่าง ๆ ของผตู้ อบทาํ ใหไ้ ดข้ อ้ เทจ็ จรงิ ในอดตี ปจั จุบนั และการคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคต ขอ้ มลู แบบสอบถามโดยทวั่ ไปมี 2 แบบ คอื แบบสอบถามปลายปิด (Closed form) มี ลกั ษณะเป็นแบบเลอื กตอบ และแบบมาตราส่วนประมาณค่า และแบบสอบถามปลายเปิด (Opened from) เป็นการเปิดโอกาสใหผ้ ตู้ อบตอบไดอ้ ยา่ งอสิ ระ แบบสอบถามเป็นเครอ่ื งมอื ท่ี ผเู้ กบ็ รวบรวมขอ้ มลู กบั ผตู้ อบไม่มโี อกาสเผชญิ หน้าโตต้ อบกนั ดงั นนั้ เคร่อื งมอื ทใ่ี ชจ้ งึ ตอ้ งมี ความสมบูรณ์ ชดั เจน สามารถส่อื ความหมายกบั ผูจ้ ดั ทําได้ ความน่าเช่อื ถือของขอ้ มูลจงึ ขน้ึ อยกู่ บั การออกแบบเครอ่ื งมอื ข้อดี 1. เกบ็ ขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณ วเิ คราะห์ และนําเสนอผลไดง้ า่ ย 2. ไดข้ อ้ มลู ทต่ี รงกบั ความเป็นจรงิ สงู 3. ผตู้ อบ ตอบไดง้ า่ ย และสะดวก เพราะมคี าํ ตอบใหเ้ ลอื กตอบได้
261 4. ใชเ้ วลาในการตอบน้อย 5. มคี า่ ใชจ้ า่ ยต่าํ และยดื หยนุ่ 6. สามารถตอบแบบสอบถามในเวลาทต่ี นสะดวก ข้อจาํ กดั 1. การตงั้ คาํ ถามเพอ่ื ใหไ้ ดค้ วามสมบรู ณ์ของคาํ ตอบคอ่ นขา้ งทาํ ยาก 2. ขอ้ มลู คลาดเคล่อื นงา่ ยไมส่ ามารถเชอ่ื ถอื ไดแ้ น่นอนทงั้ หมด 3. ถ้าคําตอบให้เลือกตอบไม่สมบูรณ์ผู้ตอบอาจตอบไม่ได้เพราะไม่มี คาํ ตอบทต่ี อ้ งการใหเ้ ลอื ก 4. อาจขาดความลุ่มลึกเพราะผู้ตอบเพียงเลือกตอบไม่ต้องการเขยี น บรรยายทาํ ใหข้ าดขอ้ มลู เชงิ คณุ ภาพ 5. คาํ ถามทต่ี งั้ ไวแ้ ลว้ ไมส่ ามารถเปลย่ี นแปลงได้
262 ตวั อย่างแบบสอบถามการใช้บริการของนักศึกษาแบบมาตราส่วนประมาณค่า ข้อ รายการ มากที่สดุ ระดบั ความคิดเหน็ มาก ปานกลาง น้อย น้อยท่ีสดุ ทรพั ยากรสารสนเทศ หนังสือ 1 มเี น้ือหาครอบคลมุ สาขาวชิ าของทา่ น 2 มจี าํ นวนเพยี งพอตอ่ ความตอ้ งการ วารสาร 1 มเี น้ือหาครอบคลมุ ในสาขาวชิ าของทา่ น 2 มจี าํ นวนเพยี งพอต่อความตอ้ งการ หนังสือพิมพ์ 1 สามารถคน้ หาหนงั สอื พมิ พบ์ นชนั้ ไดง้ า่ ย 2 มจี าํ นวนเพยี งพอต่อความตอ้ งการ คณุ ภาพบริการ 1 บรกิ ารยมื -คนื ทรพั ยากรหอ้ งสมุดไดร้ บั ความสะดวกรวดเรว็ 2 บรกิ ารตอบคาํ ถามและชว่ ยการคน้ ควา้ ไดร้ บั ความชดั เจนและถกู ตอ้ ง การติดต่อส่ือสาร 1 มกี ารแจง้ ขอ้ มลู ขา่ วสารเกย่ี วกบั บรกิ าร และทรพั ยากรหอ้ งสมดุ ใหม่ ๆ อยา่ ง สม่าํ เสมอ 2 ป้ายบอกทาง/ป้ายแนะนําบรกิ ารต่าง ๆ ชดั เจนและเพยี งพอ สิ่งอาํ นวยความสะดวก/อาคาร สถานท่ี 1 มบี รรยากาศเหมาะแกก่ ารศกึ ษาคน้ ควา้ 2 มที น่ี งั่ อา่ นเพยี งพอ ขอ้ เสนอแนะอ่นื ๆ
263 4.2 การสมั ภาษณ์ (Interview) การสมั ภาษณ์ควรใชก้ บั กลุ่มผใู้ ชก้ ลุ่มเลก็ หรอื รายบุคคล ซ่งึ ตอ้ งใชเ้ วลาพอสมควรในการสนทนา การสมั ภาษณ์แบ่งเป็น 2 ประเภท คอื การสมั ภาษณ์ทม่ี โี ครงสรา้ ง (Structured interview) เป็นแบบสมั ภาษณ์ทไ่ี ดก้ ําหนดคาํ ถาม และคําตอบไวเ้ รยี บรอ้ ยแล้ว คําตอบมกั เป็นแบบใหผ้ ูต้ อบเลอื กตอบอย่างใดอย่างหน่ึงหรอื เป็นแบบใหผ้ ตู้ อบจดั ลําดบั ความสําคญั ของคําตอบ การสมั ภาษณ์แบบน้ีส่วนใหญ่ใชใ้ นการ สาํ รวจ และการสมั ภาษณ์ทไ่ี มม่ โี ครงสรา้ ง (Unstructured interview) เป็นแบบสมั ภาษณ์ทไ่ี ม่ มกี ารกาํ หนดคาํ ตอบไวแ้ น่นอนคาํ ถามทใ่ี ชแ้ ละลาํ ดบั คาํ ถามจงึ เปลย่ี นแปลงยดื หยนุ่ ได้ ข้อดี 1. การสมั ภาษณ์ช่วยใหไ้ ดข้ อ้ มูลทล่ี ะเอยี ดและสามารถสงั เกตพฤตกิ รรม ของผใู้ หส้ มั ภาษณ์ในขณะการสมั ภาษณ์ได้ 2. ไดข้ อ้ มลู ทช่ี ดั เจนและถกู ตอ้ งยง่ิ ขน้ึ เพราะซกั ถามกนั ได้ 3. อาจได้ข้อมูลท่ีไม่ได้คาดหวงั หรอื ไม่ตงั้ ใจ ข้อมูลเพมิ่ เติมจากภาษา ทา่ ทาง 4. คอ่ นขา้ งมนั่ ใจวา่ จะไดร้ บั คาํ ตอบจากคาํ ถามทุกขอ้ 5. สามารถรวบรวมขอ้ มลู ในระดบั สมบรู ณ์และลกึ กวา่ แบบสอบถาม 6. สามารถปรบั คําถาม และวธิ ีการถามให้เหมาะสมกบั ผู้ถูกสมั ภาษณ์ และสภาพแวดลอ้ ม 7. ผูใ้ หส้ มั ภาษณ์จะใหค้ วามร่วมมอื มากกว่าการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลโดย การใชแ้ บบสอบถาม 8. ผสู้ มั ภาษณ์อาจทราบไดท้ นั ทวี ่าคาํ ตอบทไ่ี ดเ้ ป็นคาํ ตอบจากใจจรงิ ของ ผใู้ หส้ มั ภาษณ์หรอื ไม่ ข้อจาํ กดั 1. ขอ้ มลู ไมไ่ ดอ้ ยใู่ นรปู แบบเดยี วกนั จะทาํ ใหเ้ สยี เวลานานในการวเิ คราะห์ 2. การวิเคราะห์ข้อมูลท่ีได้จากการพูดทําได้ยาก เช่น บางตอนฟงั ไม่ ชดั เจนหรอื ไมเ่ ขา้ ใจ 3. ใชเ้ วลานานในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ทาํ ใหส้ น้ิ เปลอื งแรงงานและ คา่ ใชจ้ า่ ยสงู 4. การจดบนั ทกึ อาจทาํ ใหก้ ารสมั ภาษณ์ไมต่ ่อเน่ืองหรอื จดบนั ทกึ ไม่ สมบรู ณ์ 5. ผใู้ หส้ มั ภาษณ์อาจไดร้ บั อทิ ธพิ ลจากผสู้ มั ภาษณ์ เชน่ พยายามตอบให้ ตรงใจผสู้ มั ภาษณ์
264 6. ความรว่ มมอื จากผใู้ หส้ มั ภาษณ์อาจจะน้อยลงหากผสู้ มั ภาษณ์ไมม่ ี มนุษยสมั พนั ธท์ ด่ี พี อ ตวั อย่างแบบสมั ภาษณ์แบบมีโครงสรา้ ง ตวั อย่างแบบสมั ภาษณ์การใช้บริการของนักศึกษาแบบมีโครงสรา้ ง 1. คาํ ถาม : กาํ ลงั ศกึ ษาอยใู่ นสาขาวชิ าใด คาํ ตอบ : การจดั การทวั่ ไป เทคโนโลยดี นตรี เทคโนโลยสี ารสนเทศ ภาษาองั กฤษธรุ กจิ สารสนเทศศาสตร์ อ่นื ๆ (โปรดระบุ) 2. คาํ ถาม : คน้ หาทรพั ยากรสารสนเทศจากหอ้ งสมดุ โดยวธิ ใี ด คาํ ตอบ : สอบถามจากเจา้ หน้าท่ี สบื คน้ จากโอแพค (OPAC) สบื คน้ จากอนิ เทอรเ์ น็ต (Internet) เพอ่ื นแนะนํา อ่นื ๆ (โปรดระบุ) 3. คาํ ถาม : ทรพั ยากรสารสนเทศทห่ี อ้ งสมดุ มใี หบ้ รกิ ารมคี วามทนั สมยั หรอื ไม่ คาํ ตอบ : ทนั สมยั ไมท่ นั สมยั อ่นื ๆ (โปรดระบุ) ตวั อย่างแบบสมั ภาษณ์แบบไมม่ ีโครงสรา้ ง ตวั อย่างแบบสมั ภาษณ์การใช้บริการของนักศึกษาแบบไม่มีโครงสร้าง 1. คาํ ถาม : ทา่ นมคี วามคดิ เหน็ อยา่ งไรกบั การเปิดใหบ้ รกิ ารตลอด 24 ชวั่ โมง คาํ ตอบ : 2. คาํ ถาม : ทา่ นมคี วามคดิ เหน็ อยา่ งไรกบั การเกบ็ คา่ ธรรมเนียมการเขา้ ใช้ บรกิ ารครงั้ ละ 20 บาท กบั บุคคลภายนอก คาํ ตอบ : 3. คาํ ถาม : ทา่ นตอ้ งการใหห้ อ้ งสมดุ บอกรบั ฐานขอ้ มลู ออนไลน์ใดบา้ ง เพราะเหตุใด คาํ ตอบ :
265 4.3 การสงั เกต (Observation) การสงั เกตผูใ้ ชม้ กั ทําได้ 2 แบบ คอื การ สงั เกตทผ่ี ถู้ ูกสงั เกตรตู้ วั (Obtrusive observation) และแบบผถู้ ูกสงั เกตไมร่ ตู้ วั (Unobtrusive observation) ทงั้ 2 แบบนนั้ มขี อ้ ดแี ละขอ้ จาํ กดั แตกต่างกนั ซง่ึ ผสู้ งั เกตจะตอ้ งทาํ การบนั ทกึ รายละเอยี ดของขอ้ เทจ็ จรงิ ทนั ทเี พ่อื ป้องกนั การลมื การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู แบบการสงั เกตมี ขอ้ ดแี ละขอ้ จาํ กดั ดงั น้ี ข้อดี 1. สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้รายละเอียดต่างๆ อย่างลึกซ้ึงและ มองเหน็ พฤตกิ รรมหรอื เหตุการณ์ทส่ี งั เกตดว้ ยตนเอง 2. ไดข้ อ้ มลู ทเ่ี ป็นจรงิ และไมต่ อ้ งตงั้ คาํ ถาม 3. ไมร่ บกวนเวลาของผถู้ ูกศกึ ษาเพราะสามารถดาํ เนินกจิ กรรมได้ ตามปกติ 4. ผสู้ งั เกตสามารถเกบ็ ขอ้ มลู ไดโ้ ดยไมต่ อ้ งอาศยั ความรหู้ รอื ความสามารถของผถู้ ูกสงั เกต 5. การไดส้ มั ผสั กบั ปญั หาโดยตรงนอกจากจะไดข้ อ้ มลู ทเ่ี ป็นจรงิ แลว้ หาก พบปญั หา สามารถกระทาํ ไดท้ นั ทกี ่อนการศกึ ษาจะสน้ิ สดุ ลง ข้อจาํ กดั 1. ใช้เวลานาน บางครงั้ อาจต้องรอเฝ้าสงั เกตเป็นเวลานานกว่าจะได้ ขอ้ มลู เกย่ี วกบั กจิ กรรมทศ่ี กึ ษา 2. เหตุการณ์บางอย่างอาจเกดิ ขน้ึ เรว็ มากอาจสงั เกตไม่ทนั หรอื ไดข้ อ้ มลู ไมค่ รบถว้ น 3. กรณีการสงั เกตท่ผี ูส้ งั เกตเขา้ ไปรวมอยู่ในเหตุการณ์ผูถ้ ูกสงั เกตอาจ รสู้ กึ ตวั และอาจมพี ฤตกิ รรมเปลย่ี นไปจะทาํ ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ทไ่ี มถ่ ูกตอ้ ง 4. การปฏิบัติงานจะทําได้ยากหากกลุ่มประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างมี ขนาดใหญ่หรอื อยกู่ ระจดั กระจาย
266 ตวั อย่างแบบสงั เกตพฤติกรรมการใช้บริการของนักศึกษา ตวั อย่างแบบสงั เกตพฤติกรรมการใช้บริการของนักศึกษา 1. ประเภทของสอ่ื สง่ิ พมิ พท์ ใ่ี ช้ ( ) หนงั สอื ( ) วารสาร / นิตยสาร ( ) หนงั สอื พมิ พ์ ( ) รายงานการวจิ ยั / วทิ ยานิพนธ์ ( ) อ่นื ๆ 2. วธิ กี ารสบื คน้ สารสนเทศ ( ) สอบถามบรรณารกั ษ์ / เจา้ หน้าท่ี ( ) สบื คน้ จาก OPAC ( ) สบื คน้ จากฐานขอ้ มลู ออนไลน์ 3. พฤตกิ รรมการใชบ้ รกิ าร ความถใ่ี นการใช้ ระยะเวลาในการใชบ้ รกิ าร ช่อื ผสู้ งั เกต วนั ท่ี เรมิ่ สงั เกตเวลา สน้ิ สดุ เวลา 4.4 การศึกษาจากสถิติ และหลักฐานการใช้บริ การ แหล่งบริการ สารสนเทศมีการจดั เก็บสถิติและหลกั ฐานการบริการสารสนเทศแก่ผู้ใช้เป็นประจําและ ต่อเน่ืองเพอ่ื เป็นสว่ นหน่ึงของรายงานการปฏบิ ตั งิ าน สถติ แิ ละหลกั ฐานการใชบ้ รกิ ารทส่ี าํ คญั ไดแ้ ก่ การยมื - คนื ทรพั ยากรสารสนเทศ การใชบ้ รกิ ารตอบคาํ ถามและชว่ ยการคน้ ควา้ การ จดั หาทรพั ยากรสารสนเทศ การใช้บริการวารสารอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น เพ่ือนําข้อมูล พน้ื ฐานเหล่าน้ีมาทาํ การศกึ ษาวเิ คราะหอ์ ยา่ งเป็นระบบ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากสถติ แิ ละ หลกั ฐานการใชบ้ รกิ ารมขี อ้ ดแี ละขอ้ จาํ กดั ดงั น้ี ข้อดี 1. การรวบรวมขอ้ มลู และการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทาํ ไดง้ า่ ยกวา่ วธิ อี ่นื 2. ไดข้ อ้ มลู เชงิ ปรมิ าณของการบรกิ ารและใชบ้ รกิ าร
267 3. เป็นสว่ นหน่ึงของการปฏบิ ตั งิ านประจาํ ทาํ ใหไ้ ม่ยุ่งยากในการรวบรวม ขอ้ มลู 4. ประหยดั เวลา และไมเ่ สยี คา่ ใชจ้ า่ ยสงู 5. กรณเี ป็นระบบสารสนเทศทใ่ี ชค้ อมพวิ เตอร์ จดั เกบ็ ขอ้ มลู การใชบ้ รกิ าร ไดโ้ ดยอตั โนมตั ิ ข้อจาํ กดั 1. บางครงั้ การจดั เกบ็ และบนั ทกึ สถติ แิ ละหลกั ฐานบางดา้ นคลาดเคล่อื น 2. ขอ้ มูลบางประเภทวเิ คราะหแ์ ละแปลผลไดย้ าก เช่น การคน้ หาขอ้ มูล จากวารสารอเิ ลก็ ทรอนิกสห์ รอื หนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกสจ์ าํ นวนมากแต่มไิ ดห้ มายถงึ ผใู้ ชค้ นน้ีใช้ เองอาจคน้ หาใหเ้ พอ่ื นหรอื รบั จา้ งคน้ หากไ็ ด้ 5. การกาํ หนดวิธีวิเคราะหข์ ้อมลู เมอ่ื มกี ารรวบรวมขอ้ มลู แลว้ ขนั้ ตอนต่อมา คอื การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เป็นกระบวนการแปลงขอ้ มลู ดบิ ทร่ี วบรวมมาใหอ้ ย่ใู นรปู ของผลลพั ธห์ รอื หาคาํ ตอบทก่ี ําหนดไวใ้ นวตั ถุประสงคข์ องการศกึ ษาซง่ึ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ทาํ ไดห้ ลายวธิ แี ต่ จะเลอื กใชว้ ธิ ใี ดขน้ึ อยกู่ บั วตั ถุประสงคข์ องการศกึ ษาและลกั ษณะขอ้ มลู ทเ่ี กบ็ รวบรวมว่าเป็น ขอ้ มลู เชงิ ปรมิ าณหรอื เชงิ คุณภาพ ดงั นัน้ การกําหนดวธิ วี เิ คราะหข์ อ้ มลู แบ่งเป็น 2 ประเภท คอื (นพเกา้ ณ พทั ลุง, 2548) 5.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นการใชว้ ธิ กี ารทางสถิตทิ ส่ี ามารถ ประมวลผลเป็นตวั เลขเพ่อื ให้ได้ขอ้ มูลท่ถี ูกต้องตามหลกั การซ่ึงจะส่งผลให้การวเิ คราะห์ ขอ้ มลู มคี วามน่าเช่อื ถอื ยง่ิ ขน้ึ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เชงิ ปรมิ าณ ปจั จุบนั คอมพวิ เตอรม์ สี ว่ นชว่ ย อํานวยความสะดวก และสามารถประมวลผลได้อย่างถูกต้อง แม่นยํา และรวดเร็ว การ วเิ คราะหข์ อ้ มลู เชงิ ปรมิ าณ สามารถใชส้ ถติ ใิ นการศกึ ษาได้ ดงั น้ี 5.1.1 สถิติพรรณนาหรือบรรยาย (Descriptive statistics) เป็นสถติ ทิ ่ี ใชอ้ ธบิ ายขอ้ มลู ของสงิ่ ทต่ี อ้ งการศกึ ษาในกลุ่มใดกลุ่มหน่ึงทร่ี วบรวมไดเ้ ป็นการสรปุ ภาพรวม ของขอ้ มูลในระดบั พน้ื ฐาน ไดแ้ ก่ การแจกแจงความถ่ี เช่น ความถ่ี รอ้ ยละ อตั ราส่วน การ จดั การกระจาย เชน่ พสิ ยั คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน เป็นตน้ 5.1.2 สถิติอ้างอิงหรืออนุมาน (Inferential statistics) เป็นสถติ ทิ ่ี ใชว้ เิ คราะหข์ อ้ มลู ทไ่ี ดม้ าจากกลุ่มตวั อยา่ งแลว้ นําผลการวเิ คราะหอ์ า้ งองิ ไปยงั กลุ่มประชากร ไดแ้ ก่ Z-test T-test F-test เป็นตน้ 5.2 การวิเคราะหข์ ้อมูลเชิงคณุ ภาพ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู เชงิ คุณภาพเป็นงาน ท่ีต้องใช้เวลา และเป็นกระบวนการท่ีค่อนข้างยาก ผู้ศึกษาจะต้องมีการวิเคราะห์และ สงั เคราะห์ การหาขอ้ มลู และคน้ พบในสว่ นทม่ี คี วามสาํ คญั แบง่ ได้ 2 ประเภท คอื
268 2.1 การใชว้ ธิ กี ารสรา้ งขอ้ สรปุ (Induction) เป็นการนําขอ้ มลู ทร่ี วบรวมได้ ทเ่ี ป็นขอ้ ความบรรยาย ซ่งึ ไดม้ าจากการสมั ภาษณ์ การสงั เกต มาตคี วาม สรา้ งขอ้ สรุปเป็น กรอบแนวคดิ โดยวธิ กี ารต่าง ๆ เชน่ การจาํ แนกชนิดขอ้ มลู เปรยี บเทยี บขอ้ มลู เป็นตน้ 2.2 การใชว้ ธิ กี ารวเิ คราะหเ์ น้ือหา (Content analysis) เป็นวธิ กี าร ทพ่ี ยายามทาํ ขอ้ มลู เชงิ บรรยายออกมาเป็นขอ้ มลู ทน่ี บั ไดม้ กี ารวเิ คราะหด์ า้ นความหมายของ ภาษาจากเน้ือหาโดยตรง ความหมายทางความรสู้ กึ เป็นตน้ 6. การกําหนดวิธีการนําเสนอผลการศึกษาหรือการเขียนรายงานผล การศึกษา เป็นเอกสารทางวชิ าการอกี ประเภทหน่ึงซ่งึ เรยี บเรยี งผลการศกึ ษาคน้ ควา้ หรอื ขอ้ คน้ พบจากการศกึ ษาซง่ึ ผศู้ กึ ษาจะตอ้ งนําเสนอขอ้ มลู รายละเอยี ดทงั้ หมดไวเ้ ป็นหลกั ฐาน โดยบอกเล่าถึงสงิ่ ท่ไี ดด้ ําเนินการไปแล้วใหผ้ ูส้ นใจได้ทราบ เพ่อื ใหผ้ ู้เก่ยี วขอ้ งและผู้สนใจ เข้าใจและสามารถนําผลการศึกษาท่ีค้นพบไปใช้ประโยชน์ได้ การเขยี นรายงานท่ดี ีควร นําเสนอข้อมูลท่ีถูกต้องตรงตามความเป็นจริงปราศจากอคติ ควรใช้ภาษาท่ีกระชบั ส่ือ ความหมายไดช้ ดั เจน และตรงประเดน็ การเขยี นรายงานผลการศกึ ษามสี ่วนประกอบหลกั 3 สว่ น คอื (บุญธรรม กจิ ปรดี าบรสิ ทุ ธ,ิ ์ 2549) 6.1 ส่วนนํา (Preliminary materials) เป็นสว่ นเบอ้ื งตน้ ทม่ี รี ายละเอยี ด เกย่ี วกบั การนําเสนอรายงานผลการศกึ ษา ประกอบดว้ ย 6.1.1 ปกนอก 6.1.2 ปกใน 6.1.3 กติ ตกิ รรมประกาศ 6.1.4 บทคดั ยอ่ 6.1.5 สารบญั 6.1.6 สารบญั ตาราง 6.1.7 สารบญั ภาพ 6.2 ส่วนเนื้อหา (Body of the report) เป็นสว่ นของเน้ือหาสาระทงั้ หมดของ รายงานผลการศกึ ษาทบ่ี อกใหท้ ราบว่า ทําอะไร ทําไมจงึ ทํา ทําอย่างไร และทําแล้วไดผ้ ล อยา่ งไร ประกอบดว้ ย 6.2.1 บทท่ี 1 บทนํา 6.2.1.1 ความเป็นมาและความสาํ คญั ของปญั หา 6.2.1.2 วตั ถุประสงคข์ องการศกึ ษา 6.2.1.3 สมมตฐิ านการศกึ ษา 6.2.1.4 ขอบเขตของการศกึ ษา 6.2.1.5 นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
269 6.2.1.6 ประโยชน์ทจ่ี ะไดร้ บั 6.2.2 บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง 6.2.3 บทท่ี 3 วิธีดําเนินการศึกษา บทน้ีรูปแบบและโครงสร้างจะ แตกต่างกนั ตามประเภทของการศึกษาในท่นี ้ีจะกล่าวถึงส่วนประกอบของการศึกษาเชงิ ปรมิ าณมสี ว่ นประกอบ คอื 6.2.3.1 ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง 6.2.3.2 เครอ่ื งมอื เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู 6.2.3.3 การรวบรวมขอ้ มลู 6.2.3.4 การวเิ คราะหข์ อ้ มลู 6.2.3.5 สถติ ทิ ใ่ี ชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มลู 6.2.4 บทท่ี 4 ผลการศกึ ษา นําเสนอผลจากการศกึ ษาตามวตั ถุประสงค์ ท่ตี งั้ ไว้จะนําเสนอเป็นเชงิ พรรณนา ตาราง แผนภูมติ ่าง ๆ ใช้ภาษาท่อี ่านแล้วเขา้ ใจง่าย กระชบั ชดั เจน 6.2.5 บทท่ี 5 สรปุ อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ ประกอบดว้ ย 6.2.5.1 ความนําจะเขียนบรรยายสรุปบทท่ี 1 และบทท่ี3 พอให้ ทราบความเป็นมาและวธิ กี าร 6.2.5.2 สรปุ ผลการวจิ ยั จะเป็นการบรรยายสรปุ ของบทท่ี 4 6.2.5.3 อภิปรายผล เป็นการเปรยี บเทียบผลการศึกษาครงั้ น้ีกบั ผลงานคนอ่นื ๆ ท่กี ล่าวไวใ้ นเอกสารและงานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วขอ้ งว่ามขี อ้ คน้ พบใดทเ่ี หมอื นกนั และแตกต่างกนั อยา่ งพรอ้ มบอกถงึ สาเหตุวา่ ทาํ ไมผลการศกึ ษาจงึ ออกมาเป็นเชน่ น้ี 2.5.4 ข้อเสนอแนะ เป็นข้อเสนอแนะท่ีได้จากการศึกษา และ ขอ้ เสนอแนะเกย่ี วกบั การทาํ การศกึ ษาครงั้ ต่อไป 3. ส่วนอ้างอิง (Reference materials) เป็นสว่ นเพมิ่ เตมิ ทท่ี าํ ใหร้ ายงานผล การศกึ ษานนั้ ครบถว้ น สมบรู ณ์ และน่าเชอ่ื ถอื มากขน้ึ ประกอบดว้ ย 3.1 บรรณานุกรม 3.2 ภาคผนวก
270 ส่วนประกอบของรายงานการศึกษา ส่วนนํา ส่วนเนื้อหา ส่วนอ้างอิง ประกอบด้วย ประกอบด้วยเนื้อหา 5 บท ประกอบด้วย - ปกนอก บทท่ี 1 บทนํา - บรรณานุกรม - ความเป็นมาและความสาํ คญั - ภาคผนวก - ปกใน - กติ ตกิ รรมประกาศ ของปญั หา - วตั ถุประสงคข์ องการศกึ ษา - บทคดั ยอ่ - สมมตฐิ านการศกึ ษา - สารบญั - ขอบเขตของการศกึ ษา - นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ - สารบญั ตาราง - ประโยชน์ทจ่ี ะไดร้ บั - สารบญั ภาพ บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่ี เกย่ี วขอ้ ง บทท่ี 3 วธิ ดี าํ เนินการศกึ ษา บทท่ี 4 ผลการศกึ ษา บทท่ี 5 สรปุ อภปิ รายผล และ ขอ้ เสนอแนะ ภาพท่ี 8.3 องคป์ ระกอบการเขยี นรายงานผลการศกึ ษา 7. การกาํ หนดแนวทางการเผยแพร่ผลการศึกษา เม่อื ทําการศกึ ษาเรยี บรอ้ ย แล้วขนั้ ตอนสุดท้ายจะเป็นการนําเสนอเพ่อื เผยแพร่ผลงานจากการศึกษา ปจั จุบนั มกี าร นําเสนอและเผยแพรห่ ลายรปู แบบ แต่ทน่ี ิยมใชก้ นั โดยทวั่ ไป มดี งั น้ี 7.1 นําเสนอด้วยการพูด เป็นการเผยแพร่โดยการพูดบรรยายหรอื อภปิ ราย โดยนําเสนอในทป่ี ระชุมสมั มนาทางวชิ าการหรอื นําเสนอใหผ้ ูเ้ กย่ี วขอ้ งทราบโดยผศู้ กึ ษาจะ บรรยายผลงานท่ตี นไดด้ ําเนินการภายหลงั เสรจ็ สน้ิ มกั เปิดโอกาสใหม้ กี ารร่วมแสดงความ คดิ เหน็ และตอบคําถามจากผูฟ้ งั ซ่งึ จะช่วยใหเ้ กดิ การแลกเปล่ยี นความรูแ้ ละประสบการณ์ และการเรยี นรรู้ ว่ มกนั 7.2 นําเสนอเป็นบทความวจิ ยั บทความวจิ ยั เป็นงานเขยี นทางวชิ าการทน่ี ิยม ใช้ในการนําเสนอและเผยแพร่เพ่ือพิมพ์ลงในวารสารวิชาการโดยบทความจะสรุปจาก รายงานฉบบั สมบูรณ์ โดยเลือกแต่ประเดน็ ท่สี ําคญั แต่มเี น้ือหาสาระครบถ้วน โดยทวั่ ไป วารสารวิชาการท่ไี ด้มาตรฐานส่วนใหญ่จะมรี ายละเอยี ดขอบเขตของเน้ือหาในการเขยี น
271 บทความบอกไวอ้ ยา่ งชดั เจน ซง่ึ ผเู้ ขยี นบทความจาํ เป็นตอ้ งศกึ ษาคาํ แนะนําเพอ่ื ใหส้ อดคลอ้ ง กบั นโยบายของผจู้ ดั ทาํ วารสาร 7.3 นําเสนอทางส่อื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ปจั จุบนั การเผยแพร่ในลกั ษณะน้ีจะนิยม ทาํ กนั อยา่ งกวา้ งขวางทงั้ ในสถาบนั การศกึ ษาหรอื องคก์ รต่างๆ เพราะทําไดง้ า่ ยขน้ึ และผใู้ ช้ กม็ คี วามสะดวก รวดเรว็ ในการเขา้ ถงึ การเผยแพร่ผลการศกึ ษาจะอยู่ในรูปของบทคดั ย่อ หรอื ฉบบั สมบรู ณ์บนเวบ็ ไซตซ์ ง่ึ การนําเสนอผลการศกึ ษาแบบบทคดั ยอ่ นนั้ จะมลี กั ษณะสนั้ กะทดั รดั ชดั เจนโดยทวั่ ไปจะระบุวตั ถุประสงค์ของการศกึ ษา วธิ ดี ําเนินการศกึ ษา ผลของ การศกึ ษา และขอ้ เสนอแนะทส่ี าํ คญั บทคดั ยอ่ (Abstract) ภาพท่ี 8.4 แสดงการบรกิ ารบทคดั ยอ่ ผลการศกึ ษา ทม่ี า (สาํ นกั หอสมดุ มหาวทิ ยาลยั บรู พา, 2555) 7.4 การนําเสนอด้วยนิทรรศการ เป็นการเผยแพร่ผลการศกึ ษาโดยการจดั แสดงนิทรรศการในรูปแบบของโปสเตอร์หรอื ส่อื ประสมต่าง ๆ เช่น ภาพ ตาราง แผนภูมิ เสยี ง เป็นตน้ เน้ือหาทน่ี ําเสนอควรสรุปประเดน็ ทส่ี าํ คญั เท่านัน้ ไดแ้ ก่ ช่อื เร่อื ง ช่อื ผูว้ จิ ยั แหล่งเงนิ ทุน ความเป็นมาของปญั หา วตั ถุประสงค์ และผลการศกึ ษาทส่ี ําคญั ควรนําเสนอ เป็ นรายข้ออย่างกระชับ การจัดแสดงนิทรรศการนิยมจัดเผยแพร่ในระหว่างการ ประชุมสมั มนาทางวชิ าการ เน่ืองจากการเสนอผลการศกึ ษาบางครงั้ มกี ารนําเสนอดว้ ยการ พดู ของบุคคลมจี ํานวนมากจงึ ไม่สามารถระบุลงในกําหนดการไดจ้ งึ มกั จดั ทําในรูปโปสเตอร์ เพอ่ื ใหผ้ สู้ นใจไดอ้ ่าน และขณะเดยี วกนั กส็ ามารถพบปะกบั ผศู้ กึ ษาเพ่อื สอบถามรายละเอยี ด เพมิ่ เตมิ ได้
272 ตวั อย่างบทคดั ย่อ ผลการศึกษาการใช้และความต้องการใช้บริการสารสนเทศ สริ นิ าฏ วงศส์ วา่ งศริ .ิ (2550). การใช้และความต้องการบริการสารสนเทศของครกู ารศึกษาพิเศษ ในศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษสงั กดั สาํ นักบริหารงานการศึกษาพิเศษ. ปรญิ ญานิพนธศ์ ลิ ปศาสตร มหาบณั ฑติ สาขาวชิ าบรรณารกั ษศาสตรแ์ ละสารนิเทศศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. งานวิจัยครงั้ น้ีมีความมุ่งหมายเพ่ือศึกษาและเปรียบเทียบการใช้และความต้องการบริการ สารสนเทศของครกู ารศกึ ษาพเิ ศษในศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ สงั กดั สาํ นกั บรหิ ารงานการศกึ ษาพเิ ศษ กลุ่ม ตวั อย่างทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั เป็นครกู ารศกึ ษาพเิ ศษในศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ เขตการศกึ ษา 13 แห่ง จาํ นวน 175 คน โดยใชว้ ธิ กี ารสมุ่ แบบแบง่ ชนั้ เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เป็นแบบสอบถาม วเิ คราะห์ ขอ้ มลู โดยใชโ้ ปรแกรม SPSS For PC+C คาํ นวณหาค่ารอ้ ยละ คา่ เฉลย่ี สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมตฐิ านโดยใชส้ ถติ ิ t-test และ F-test ผลการวจิ ยั มดี งั น้ี 1. ปรมิ าณการใชท้ รพั ยากรสารสนเทศของครกู ารศกึ ษาพเิ ศษในศูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ สงั กดั สาํ นกั บรหิ ารงานการศกึ ษาพเิ ศษ พบวา่ มกี ารใชโ้ ดยรวมอยใู่ นระดบั ปานกลาง เมอ่ื พจิ ารณาเป็นรายขอ้ มี การใชใ้ นระดบั ปานกลาง 4 รายการ คอื รายงานการประชุมทางวชิ าการ และรายงานการประชุมสมั มนา ทางการศกึ ษาพเิ ศษต่างๆ วทิ ยานิพนธห์ รอื ปรญิ ญานิพนธแ์ ละงานวจิ ยั ทางการศกึ ษาพเิ ศษของ มหาวทิ ยาลยั ตา่ ง ๆ หนงั สอื สง่ เสรมิ ความรทู้ างการศกึ ษาพเิ ศษ หรอื ตาํ ราการศกึ ษาพเิ ศษ และเวบ็ ไซต์ ตา่ ง ๆ 2. เปรยี บเทยี บการใช้ทรพั ยากรสารสนเทศของครูการศกึ ษาพเิ ศษในศูนย์การศกึ ษาพเิ ศษ สงั กดั สํานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ตามตวั แปรภูมภิ าคท่ีปฏิบตั ิงาน พบว่าครูการศึกษาพิเศษท่ี ปฏบิ ตั งิ านในภูมภิ าคต่างกนั มปี รมิ าณการใชท้ รพั ยากรสารสนเทศโดยรวมแตกต่างกนั อย่างมนี ัยสาํ คญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดบั .05 ซ่งึ สอดคลอ้ งกบั สมมุตฐิ านขอ้ ท่1ี โดยครกู ารศกึ ษาพเิ ศษท่ปี ฏบิ ตั งิ านในภาคกลาง ภาคเหนือและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ มปี รมิ าณการใช้ทรพั ยากรสารสนเทศมากกว่าครูการศกึ ษา พเิ ศษทป่ี ฏบิ ตั งิ านในภาคใตเ้ ม่อื พจิ ารณาเป็นรายขอ้ พบว่าครกู ารศกึ ษาพเิ ศษทป่ี ฏบิ ตั งิ านในภาคกลาง มปี รมิ าณการใช้รายงานการประชุมวชิ าการและรายงานการประชุมสมั มนาทางการศกึ ษาพเิ ศษต่างๆ มากกว่าครูการศึกษาพิเศษท่ีปฏิบัติงานในภาคใต้ ครูการศึกษาพิเศษท่ีปฏิบัติงานในภาคกลาง ภาคเหนือและภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ มปี รมิ าณการใชว้ ทิ ยานิพนธ์หรอื ปรญิ ญานิพนธ์งานวจิ ยั ทาง การศกึ ษาพเิ ศษมากกวา่ ครกู ารศกึ ษาพเิ ศษทป่ี ฏบิ ตั งิ านในภาคใต้ ครูการศึกษาพิเศษท่ีปฏิบัติงานใน ภาคเหนือ มีปรมิ าณการใช้เทปวีดที ศั น์ วซี ีดี และซีดีรอมมากกว่าครูการศึกษาพเิ ศษท่ีปฏิบตั ิงานใน ภาคใตแ้ ละภาคกลาง 3. เปรยี บเทยี บการใชท้ รพั ยากรสารสนเทศของครูการศกึ ษาพเิ ศษ ในศูนย์การศกึ ษาพเิ ศษ สงั กดั สํานักบรหิ ารงานการศึกษาพเิ ศษ ตามตวั แปรคุณวุฒการศึกษา และประสบการณ์ในการสอน การศกึ ษาพเิ ศษ พบว่าครูการศกึ ษาพเิ ศษมปี รมิ าณการใช้ทรพั ยากรสารสนเทศไม่แตกต่างกนั ซ่ึงไม่ สอดคลอ้ งกบั สมมตุ ฐิ านขอ้ ท่ี 2 และขอ้ ท่ี 3
273 4. ปรมิ าณการใชแ้ หล่งสารสนเทศของครกู ารศกึ ษาพเิ ศษในศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ สงั กดั สาํ นกั บรหิ ารงานการศกึ ษาพเิ ศษ พบวา่ มปี รมิ าณการใชโ้ ดยรวมอยใู่ นระดบั ปานกลาง เม่อื พจิ ารณาเป็นรายขอ้ พบวา่ มกี ารใชร้ ะดบั มาก 3 รายการ คอื ประสบการณ์และแนวความคดิ /ความรขู้ องตนเอง เพ่อื นรว่ มงาน ในศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ และหอ้ งสมดุ ของศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษเขตการศกึ ษา 5. เปรียบเทียบปรมิ าณการใช้แหล่งสารสนเทศของครูการศกึ ษาพเิ ศษ ในศูนย์การศึกษา พิเศษ สงั กดั สํานักบรหิ ารงานการศึกษาพิเศษ ตามตวั แปรภูมิภาคท่ีปฏิบตั ิงาน วุฒิการศึกษา และ ประสบการณ์ในการสอนการศกึ ษาพเิ ศษ ไม่พบความแตกต่างอย่างมนี ัยสาํ คญั ตามตวั แปรใดๆ ซ่งึ ไม่ สอดคลอ้ งกบั สมมตุ ฐิ านขอ้ ท่ี 4 ขอ้ ท่ี 5 และขอ้ ท่ี 6 6. ปญั หาการใชแ้ หล่งสารสนเทศของครกู ารศกึ ษาพเิ ศษในศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ สงั กดั สาํ นกั บรหิ ารงานการศกึ ษาพเิ ศษ พบวา่ มปี ญั หาโดยรวมอย่ใู นระดบั ปานกลาง เม่อื พจิ ารณาเป็นรายขอ้ ขอ้ ทม่ี ี ปญั หาในระดบั ปานกลางโดยมคี ่าเฉล่ยี เกนิ 3.00 ขน้ึ ไป 11 ขอ้ คอื สารคดคี วามรทู้ างการศกึ ษาพเิ ศษท่ี แพรภ่ าพทางโทรทศั น์และกระจายเสยี งทางวทิ ยุตรงกบั เวลาปฏบิ ตั กิ ารสอนไมส่ ามารถรบั ชมได้ สารคดี ค ว า ม รู้ท า ง ส า ข า ก า ร ศึก ษ า พิเ ศ ษ ท่ีแ พ ร่ ภ า พ ท า ง โ ท ร ท ัศ น์ แ ล ะ ก ร ะ จ า ย เ สีย ง ท า ง วิท ยุ ไ ด้ ร ับ ก า ร ประชาสมั พนั ธน์ ้อย หอ้ งสมุดของศูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ เขตการศกึ ษาไม่มคี อมพวิ เตอรใ์ หบ้ รกิ ารสบื คน้ ขอ้ มลู สาขาการศกึ ษาพเิ ศษทางอนิ เทอรเ์ น็ต วารสารวชิ าการสาขาการศกึ ษาพเิ ศษภาษาไทยพมิ พอ์ อก เผยแพร่น้อย หนังสืออ้างอิง/ตําราสาขาการศึกษาพิเศษภาษาไทยมีการพิมพ์ออกมาเผยแพร่น้อย ทรพั ยากรสารสนเทศสาขาการศกึ ษาพเิ ศษทม่ี ใี นหอ้ งสมดุ ไมค่ รบถว้ น ความพึงพอใจของผใู้ ช้ต่อการบริการสารสนเทศ การจดั บรกิ ารของแหล่งบรกิ ารสารสนเทศมกั จะเป็นไปตามความต้องการของผูใ้ ช้ มากกว่าทจ่ี ะเป็นไปตามความต้องการของผูใ้ หบ้ รกิ าร ซ่งึ หมายถงึ ว่าผูใ้ หบ้ รกิ ารจะต้องทํา อะไรเพอ่ื ใหส้ งิ่ ทเ่ี ป็นประโยชน์ต่อผใู้ ชโ้ ดยเฉพาะแนวทางในการใหบ้ รกิ ารสารสนเทศของกลุ่ม ผู้ใช้บริการกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะ นักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ นักวิจยั จะต้องมีการ ปรับเปล่ียนใหม่อย่างเห็นได้ชัดเจน เน่ืองจากความต้องการสารสนเทศท่ีมีความ เฉพาะเจาะจงมคี วามลกึ ซ้งึ ในเน้ือหาจะเพม่ิ มากขน้ึ ความทนั สมยั ความรวดเรว็ ในการรบั บรกิ ารจะเพมิ่ ข้นึ ตามลําดบั นอกจากน้ีแหล่งบรกิ ารสารสนเทศควรมกี ารสํารวจความพงึ พอใจของผู้ใช้ (จุฑารัตน์ ศราวณะวงศ์, 2539) เพ่ือพัฒนางานโดยมุ่งหวังท่ีจะเพิ่ม ประสทิ ธภิ าพในการใหบ้ รกิ ารเพราะการสาํ รวจความพงึ พอใจของผใู้ ชจ้ ะเป็นเครอ่ื งยนื ยนั ได้ วา่ ความคาดหวงั เกย่ี วกบั บรกิ ารต่าง ๆ มลี กั ษณะเป็นอยา่ งไร ซง่ึ ความพงึ พอใจในบรกิ ารนนั้ จะทาํ ใหผ้ ใู้ ชเ้ กดิ ความเช่อื ถอื ศรทั ธา และไวว้ างใจในทส่ี ดุ ความพงึ พอใจของผู้ใช้บรกิ ารจะบอกถึงระดบั การจดั บรกิ ารด้านต่างๆ ความพึง พอใจหรอื ไม่พงึ พอใจของผใู้ ชบ้ รกิ ารสามารถเปรยี บเทยี บระดบั การปฏบิ ตั ขิ องแหล่งบรกิ าร
274 สารสนเทศได้ และยงั ใช้วดั ระดบั การบรกิ ารแต่ละประเภทได้ด้วยว่าอยู่ในระดบั ใด ดงั นัน้ ความพงึ พอใจของผูใ้ ช้บรกิ ารจะเป็นสงิ่ ท่ชี ้วี ดั ถึงการปฏิบตั ิงานท่มี ปี ระสทิ ธิภาพของการ บรกิ ารสารสนเทศนนั้ ๆ ไดด้ ว้ ย 1. ความหมายของความพึงพอใจ ความพึงพอใจ หมายถึง ภาวะการแสดงออกทางความรู้สึกทางอารมณ์ว่าชอบ หรอื ไม่ชอบของบุคคลต่อสงิ่ หน่ึงสง่ิ ใด สถานการณ์ใดสถานการณ์หน่ึงหรอื จากบุคคลใด บุคคลหน่ึง ความรสู้ กึ พงึ พอใจจะเกดิ ขน้ึ กต็ ่อเมอ่ื บุคคลไดร้ บั สงิ่ ทต่ี นเองตอ้ งการหรอื เป็นไป ตามทต่ี นเองต้องการ และความรูส้ กึ ดงั กล่าวจะลดลงหรอื ไม่เกดิ ขน้ึ ถ้าหากความต้องการ หรอื เป้าหมายนนั้ ไมไ่ ดร้ บั การตอบสนอง 2. ความสาํ คญั ของความพึงพอใจ ความพงึ พอใจของผูใ้ ชจ้ ะมผี ลต่อแรงจูงใจโดยตรงต่อการปฏบิ ตั งิ านบรกิ ารอย่างมี คุณภาพของผู้ใหบ้ รกิ าร และบรกิ ารท่ดี มี คี ุณภาพย่อมทําใหผ้ ูใ้ ชเ้ กดิ ความพงึ พอใจในการ บรกิ ารทไ่ี ดร้ บั ความสาํ คญั ของความพงึ พอใจแบ่งออกเป็น 2 ลกั ษณะ คอื 1. ความสาํ คญั ต่อผใู้ หบ้ รกิ าร 1.1 ความพงึ พอใจของผใู้ ชจ้ ะเป็นตวั กาํ หนดคณุ ลกั ษณะของการบรกิ าร 1.2 ความพงึ พอใจของผใู้ ชเ้ ป็นตวั แปรสาํ คญั ในการประเมนิ คุณภาพของ การบรกิ าร 1.3 ความพงึ พอใจของผูใ้ หบ้ รกิ ารเป็นตวั ชค้ี ุณภาพและความสาํ เรจ็ ของ การบรกิ าร 2. ความสาํ คญั ตอ่ ผใู้ ชบ้ รกิ าร 2.1 ความพงึ พอใจของผใู้ ชจ้ ะทาํ ใหไ้ ดร้ บั สารสนเทศทต่ี อ้ งการ 2.2 ความพงึ พอใจของผใู้ ชจ้ ะเป็นตวั ชว้ี ดั ใหม้ าใชบ้ รกิ ารอกี ครงั้ 2.3 ความพงึ พอใจของผใู้ ชจ้ ะทาํ ใหเ้ กดิ ความรสู้ กึ ทางบวกต่อสถาบนั บรกิ ารสารสนเทศ 3. แนวทางการเสริมสรา้ งความพึงพอใจ การส่งเสรมิ ใหเ้ กดิ ความพงึ พอใจในการบรกิ ารขน้ึ ไดผ้ ูใ้ หบ้ รกิ ารจะต้องปฏบิ ตั ติ าม ขนั้ ตอนดงั น้ี (พมิ ล เมฆสวสั ด,ิ ์ 2550) 3.1 การตรวจสอบความคาดหวงั และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการอย่าง สม่าํ เสมอ เช่น การซกั ถามโดยตรง การสาํ รวจความคดิ เหน็ เพ่อื ศกึ ษาถงึ ความคาดหวงั และ
275 ระดบั ความพงึ พอใจในการบรกิ ารทผ่ี ูใ้ ชม้ ตี ่อการใหบ้ รกิ าร ร่วมกบั การรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของผู้ให้บรกิ ารท่เี ป็นผูป้ ฏิบตั ิโดยตรง ทงั้ สองอย่างน้ีจะทําให้ทราบถึงความคาดหวงั และ ความพงึ พอใจในการบรกิ ารท่ใี กล้เคยี งกบั ความเป็นจรงิ มากท่สี ุดเพ่อื ท่จี ะไดน้ ําไปพฒั นา กระบวนการใหบ้ รกิ ารทม่ี คี ุณภาพตรงกบั ความตอ้ งการของผใู้ ชบ้ รกิ ารได้ 3.2 การกําหนดเป้าหมายและทศิ ทางขององคก์ รใหช้ ดั เจนคอื ต้องมเี ป้าหมายทจ่ี ะ ตอบสนองต่อความคาดหวงั ของผใู้ ชบ้ รกิ ารโดยมคี วามสอดคลอ้ งต่อแนวโน้มพฤตกิ รรมของ ผใู้ หบ้ รกิ าร และความพรอ้ มของผใู้ หบ้ รกิ ารทจ่ี ะดาํ เนินการใหบ้ รกิ ารทม่ี คี ุณภาพ 3.3 การกําหนดกลยุทธก์ ารบรกิ ารทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพคอื การกําหนดเป้าหมายกลุ่ม ผรู้ บั บรกิ ารแลว้ ศกึ ษาจุดแขง็ จุดอ่อนของตนเอง จากนัน้ จงึ กําหนดเป็นกลยุทธใ์ นการบรหิ าร จดั การทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพรว่ มกบั การนําเทคโนโลยตี ่าง ๆ เขา้ มาปรบั ใชเ้ พ่อื ใหเ้ กดิ การบรกิ าร ทส่ี ะดวก รวดเรว็ ทนั สมยั และสามารถเขา้ ถงึ ผใู้ ชบ้ รกิ ารจาํ นวนมากได้ 3.4 การพฒั นาคุณภาพและความสมั พนั ธใ์ นกลุ่มผใู้ หบ้ รกิ าร เพอ่ื ใหผ้ ใู้ หบ้ รกิ ารทกุ คนมคี วามรว่ มมอื รว่ มใจในการทาํ งาน รบั ผดิ ชอบต่อการสรา้ งสรรค์ ความเอาใจใส่ ความ ทมุ่ เทในการทาํ งาน โดยมงุ่ เน้นการทาํ งานเป็นทมี เพอ่ื เสรมิ สรา้ งคุณภาพในการใหบ้ รกิ าร 3.5 การนํากลยุทธ์การสร้างความพึงพอใจต่อผู้ใช้บริการให้ไปปฏิบัติ และ ประเมินผลผ่านการสร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมองค์การท่ีมุ่งเน้นการทํางานท่ีมี ประสทิ ธภิ าพและมคี ณุ ภาพเพอ่ื สรา้ งความพงึ พอใจใหแ้ กผ่ ใู้ ชบ้ รกิ าร ตวั อย่างบทคดั ย่อ ผลการศึกษาความพึงพอใจของผใู้ ช้บริการ จรญั ญา ศุภวฑิ ติ พฒั นา และนิลบุ ล โรจน์สตั ตรตั น์. (2551). รายงานการวิจยั เร่ืองการศึกษาความ พึงพอใจของผ้ใู ช้บริการที่มีต่องานบริการวารสาร. ชลบรุ :ี สาํ นกั หอสมดุ มหาวทิ ยาลยั บรู พา. การวจิ ยั ครงั้ น้ีมวี ตั ถุประสงค์เพ่อื ศกึ ษาสภาพการใช้บรกิ าร ความพงึ พอใจ และเปรยี บเทยี บ ความพงึ พอใจของผูใ้ ช้บรกิ ารท่มี ตี ่องานบรกิ ารวารสาร สาํ นักหอสมุด มหาวทิ ยาลยั บูรพา จําแนกตาม สถานภาพ กลุ่มสาขาวิชา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ อาจารย์จํานวน 214 คน และนิสิตจํานวน 377 คน รวมกลุ่มตวั อย่างทงั้ 2 กลุ่ม จํานวน 591 คน เคร่อื งมอื ทใ่ี ชเ้ ป็นแบบสอบถาม สถติ ทิ ่ใี ชไ้ ดแ้ ก่ ค่ารอ้ ยละ คา่ เฉลย่ี คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน และการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนทางเดยี ว (One - way ANOVA) ผลการวจิ ยั พบวา่ 1. ผใู้ ชบ้ รกิ ารสว่ นใหญ่เป็นอาจารยแ์ ละนิสติ กลุม่ สาขาวชิ ามนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ 2. วตั ถุประสงคใ์ นการใชบ้ รกิ าร อาจารยใ์ ชเ้ พอ่ื ประกอบการสอน คดิ เป็นรอ้ ยละ 71.1 นิสติ ใช้ เพอ่ื ประกอบการเรยี น คดิ เป็นรอ้ ยละ 87.8
276 3. ความถใ่ี นการใชว้ ารสาร อาจารยใ์ ชว้ ารสารเดอื นครงั้ วนั จนั ทร-์ ศุกร์ เวลา 16.31-20.00 น. และใชว้ ารสารปจั จุบนั แหล่งสารสนเทศทใ่ี ชจ้ ากการคน้ หาวารสารจากเวบ็ ไซต์ของวารสาร ส่วนนิสติ ใช้ วารสาร 2-3 ครงั้ ต่อสปั ดาห์ วนั จนั ทร-์ ศุกร์ เวลา 16.31-20.00 น. ใชว้ ารสารปจั จุบนั แหล่งสารสนเทศท่ี ใชจ้ ากการคน้ หาวารสารจากเวบ็ ไซตข์ องวารสาร 4. ความพงึ พอใจของอาจารยท์ ม่ี ตี ่องานบรกิ ารวารสารในภาพรวมมคี วามพงึ พอใจอยใู่ นระดบั ปานกลาง (X = 3.29) เม่อื พจิ ารณาเป็นรายดา้ นพบวา่ มคี วามพงึ พอใจดา้ นบุคลากรทใ่ี หบ้ รกิ ารในระดบั มากเป็นอนั ดบั แรก รองลงมาคอื ดา้ นสถานทแ่ี ละวสั ดุครภุ ณั ฑ์ และดา้ นเครอ่ื งมอื ชว่ ยคน้ ตามลาํ ดบั 5. ความพงึ พอใจของนิสติ ท่มี ตี ่องานบรกิ ารวารสารในภาพรวมมคี วามพงึ พอใจอยู่ในระดบั ปานกลาง (X = 3.29) เม่อื พจิ ารณาเป็นรายดา้ นพบวา่ มคี วามพงึ พอใจดา้ นสถานทแ่ี ละวสั ดุครุภณั ฑใ์ น ระดบั ปานกลางเป็นอนั ดบั แรก รองลงมาคอื ดา้ นวารสาร และดา้ นบุคลากรทใ่ี หบ้ รกิ าร ตามลาํ ดบั 6. เปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ใช้บริการท่ีมีต่องานบริการวารสาร จําแนกตาม สถานภาพและกลุ่มสาขาวชิ า พบวา่ อาจารยม์ คี วามพงึ พอใจในภาพรวมและรายดา้ นแตกต่างกนั อยา่ งไม่ มนี ัยสําคญั ทางสถติ ิ ส่วนนิสติ กลุ่มสาขาวชิ าต่างกนั มคี วามพอใจท่มี ตี ่องานบรกิ ารวารสารในภาพรวม แตกต่างกนั เม่อื พจิ ารณาเป็นรายดา้ นพบว่า นิสติ มคี วามพงึ พอใจดา้ นวารสาร ดา้ นการใหบ้ รกิ าร และ ดา้ นบุคลากรทใ่ี หบ้ รกิ ารแตกต่างกนั อยา่ งมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิ 7. ปญั หา อุปสรรค และขอ้ เสนอแนะ พบว่าปญั หาดา้ นวารสาร อาจารย์มคี วามเหน็ ว่าควร เพม่ิ จํานวนวารสารให้มคี วามหลากหลายมากยงิ่ ขน้ึ ด้านบรกิ ารควรเพม่ิ เจ้าหน้าท่ีท่ใี ห้บรกิ าร ด้าน เคร่อื งมอื ชว่ ยคน้ ควรจดั ใหม้ คี อมพวิ เตอรส์ าํ หรบั การสบื คน้ เพมิ่ มากขน้ึ ดา้ นบุคลากรควรยม้ิ แยม้ ดา้ น สถานทแ่ี ละวสั ดคุ รภุ ณั ฑค์ วรเพม่ิ จาํ นวนโต๊ะ-เกา้ อใ้ี หเ้ พยี งพอ จรี ภา สมิ ะจารกึ , วลิ าวณั ย์ โต๊ะเอย่ี ม, ยุวดี มโนมยทิ ธกิ าญจน์ และสริ พิ ร ทวิ ะสงิ ห.์ รายงานการวิจยั เรอ่ื งความพึงพอใจของผใู้ ช้บริการต่อบริการห้องสมดุ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น. ขอนแกน่ : สาํ นกั วทิ ยบรกิ าร มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น. การวจิ ยั ครงั้ น้ีเป็นการวจิ ยั เชงิ สาํ รวจ มวี ตั ถุประสงคศ์ กึ ษาความพงึ พอใจของผใู้ ชบ้ รกิ ารหอ้ งสมุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตลอดจนศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะของผู้ใช้บริการห้องสมุด มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น โดยใชแ้ บบสอบถามเป็นเคร่อื งมอื รวบรวมขอ้ มลู จากผูใ้ ชบ้ รกิ ารหอ้ งสมุดจาํ นวน 60 คน ซ่ึงใช้บรกิ ารห้องสมุดของมหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น 14 แห่ง ประกอบด้วย นักศกึ ษา ขา้ ราชการ ลกู จา้ ง และพนกั งานของมหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ รวมถงึ บุคคลภายนอก ผลการศกึ ษาพบว่า รอ้ ยละ 46.7 ของผตู้ อบแบบสอบถามเป็นนักศกึ ษาปรญิ ญาตร,ี ผใู้ ชบ้ รกิ าร สว่ นใหญ่รอ้ ยละ 44.6 ใชบ้ รกิ ารยมื -คนื ทรพั ยากร,รอ้ ยละ 51.7 เขา้ ใชห้ อ้ งสมดุ ทกุ สปั ดาห์ เมอ่ื จาํ แนก วตั ถุประสงคก์ ารใชห้ อ้ งสมดุ ตามสถานภาพผใู้ ชบ้ รกิ าร พบวา่ บคุ ลากรสายสนบั สนุน (สาย ข./สาย ค./
277 ลูกจ้าง) ร้อยละ 62.5 กบั นักศกึ ษาระดบั บณั ฑติ ศกึ ษาและสายผู้สอนร้อยละ 60.0 ใช้บรกิ ารยมื -คืน ทรพั ยากรมากท่สี ุด ในขณะท่นี ักศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาตรสี ่วนใหญ่รอ้ ยละ 45.8 ใช้บรกิ ารท่นี ัง่ มากท่สี ุด สว่ นบุคคลภายนอกนนั้ สว่ นใหญ่รอ้ ยละ 75 ใชบ้ รกิ ารคน้ ควา้ เมอ่ื จาํ แนกความถแ่ี ละสถานภาพผใู้ ชบ้ รกิ าร พบวา่ นกั ศกึ ษาระดบั บณั ฑติ ศกึ ษา ระดบั ปรญิ ญา ตรี และสายสนบั สนุนสว่ นใหญ่ใชบ้ รกิ ารหอ้ งสมุดทุกสปั ดาห์ (รอ้ ยละ 60.7, 60.0 และ 37.5 ตามลําดบั ) สาํ หรบั สายผูส้ อนรอ้ ยละ 40 ใชบ้ รกิ ารหอ้ งสมุดทุกสปั ดาห์และทุกวนั ช่วงเวลาในการใชห้ อ้ งสมุดพบว่า สว่ นใหญ่ รอ้ ยละ 64.4 ใชบ้ รกิ ารวนั จนั ทร-์ ศุกร์ เวลา 8.30-16.30 น. โดยอาจารยจ์ ะใชบ้ รกิ ารในชว่ งเวลา น้ี ความพงึ พอใจโดยรวมพบว่า ผูใ้ ชบ้ รกิ ารรอ้ ยละ 91.7 พงึ พอใจต่อบรกิ ารของหอ้ งสมุด มชี ่วง ความพงึ พอใจอยรู่ ะหวา่ ง 90.4 ถงึ 93.0 โดยพงึ พอใจต่อเจา้ หน้าทผ่ี ใู้ หบ้ รกิ ารมากทส่ี ดุ เม่อื พจิ ารณาความพงึ พอใจสงู สุดในแต่ละด้านพบว่า ดา้ นเจา้ หน้าท่ผี ู้ให้บรกิ าร ผูใ้ ชบ้ รกิ ารพงึ พอใจต่อการใหค้ าํ แนะนําและตอบคาํ ถามทช่ี ดั เจน และใหบ้ รกิ ารดว้ ยความสะดวกรวดเรว็ มากทส่ี ดุ ดา้ น ระเบยี บขอ้ บงั คบั ผูใ้ ชบ้ รกิ ารพงึ พอใจต่อระเบยี บการยมื ทรพั ยากรและการเขา้ ใชห้ อ้ งสมุดมากทส่ี ดุ ดา้ น กระบวนการขนั้ ตอนการใหบ้ รกิ าร ผใู้ ชบ้ รกิ ารพงึ พอใจตอ่ การใหบ้ รกิ ารตามลาํ ดบั ก่อน-หลงั มากทส่ี ดุ ดา้ น สง่ิ อํานวยความสะดวก ผูใ้ ช้บรกิ ารพงึ พอใจต่อสถานท่สี ะอาดเป็นระเบยี บมากทส่ี ุด และด้านทรพั ยากร ผใู้ ชบ้ รกิ ารพงึ พอใจตอ่ การบาํ รงุ รกั ษามากทส่ี ดุ เม่อื ทําการทดสอบสมมตฐิ าน “ผูใ้ ชบ้ รกิ ารของหอ้ งสมุดมหาวทิ ยาลยั ขอนแก่นเหน็ ว่าบรกิ ารใน ด้านต่าง ๆ เหมาะสมมีมากกว่าร้อยละ 75 นัน้ ” พบว่าผู้ใช้บริการห้องสมุดเห็นว่าบริการห้องสมุด เหมาะสมเป็นไปตามสมมตฐิ านยกเวน้ 7 เร่อื งซง่ึ เกย่ี วกบั จาํ นวนทน่ี งั่ หอ้ งน้ําสะอาด ทจ่ี อดรถยนตแ์ ละ จกั รยานยนต์ อุณหภมู ิ ความพอเพยี งของหนงั สอื วารสาร และความทนั สมยั ของเน้ือหา บทสรปุ การศึกษาความต้องการบรกิ ารสารสนเทศของผูใ้ ช้มคี วามสําคญั ต่อแหล่งบรกิ าร สารสนเทศมาก เพราะในปจั จุบนั ใหค้ วามสําคญั กบั การจดั บรกิ ารสารสนเทศทเ่ี น้นผูใ้ ชเ้ ป็น ศูนยก์ ลางถอื ไดว้ ่าเป็นกระบวนทศั น์ใหม่ท่แี หล่งบรกิ ารสารสนเทศจําเป็นต้องมกี ารศกึ ษา ความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศของผใู้ ชเ้ พ่อื จะไดน้ ําขอ้ มลู ไปใชใ้ นการวางแผนกําหนดเป็น นโยบายเพ่อื เตรยี มการใหบ้ รกิ ารทส่ี ามารถตอบสนองความตอ้ งการของผใู้ ชใ้ หก้ ่อเกดิ ความ พงึ พอใจและเป็นการสรา้ งภาพลกั ษณ์ท่ดี ใี หแ้ ก่แหล่งบรกิ ารสารสนเทศ การศกึ ษาความ ต้องการบรกิ ารสารสนเทศของผู้ใช้เป็นกิจกรรมท่ีจําเป็นสําหรบั แหล่งบรกิ ารสารสนเทศ เพราะผลจากการศกึ ษาจะมปี ระโยชน์ในการนําไปปรบั ปรุงพฒั นาการบรกิ ารและเผยแพร่ สารสนเทศใหม้ คี ณุ ภาพยง่ิ ขน้ึ
278 คาํ ถามท้ายบทที่ 8 1. การศกึ ษาความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศของผใู้ ชม้ วี ตั ถุประสงคเ์ พอ่ื อะไร 2. ความตอ้ งการสารสนเทศของผใู้ ชแ้ บ่งออกเป็นกป่ี ระเภท อะไรบา้ ง 3. กลุ่มผใู้ ชต้ ่อไปน้ี มคี วามตอ้ งการสารสนเทศลกั ษณะใด 3.1 กลุ่มผบู้ รหิ าร 3.2 กลุม่ นกั วชิ าการ 4. พฤตกิ รรมสารสนเทศ หมายถงึ อะไร 5. ผใู้ ชม้ ลี กั ษณะการแสวงหาสารสนเทศจากแหล่งใดบา้ ง 6. วธิ กี ารศกึ ษาความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศมกี ป่ี ระเภทอะไรบา้ ง 7. การศกึ ษาความตอ้ งการบรกิ ารสารสนเทศมกี ข่ี นั้ ตอน อะไรบา้ ง 8. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู แบบสอบถาม มขี อ้ ดแี ละขอ้ เสยี อยา่ งไร 9. สว่ นประกอบของรายงานการศกึ ษาทเ่ี ป็นสว่ นนําประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง 10. ความพงึ พอใจของผใู้ ชม้ คี วามสาํ คญั ต่อผใู้ หบ้ รกิ ารอยา่ งไร
บรรณานุกรม จรญั ญา ศุภวฑิ ติ พฒั นา และนิลบุ ล โรจน์สตั ตรตั น์. (2551). รายงานการวิจยั เรื่องการ ศึกษาความพึงพอใจของผใู้ ช้บริการที่มีต่องานวารสาร สาํ นักหอสมดุ มหาวิทยาลยั บรู พา. ชลบุร:ี มหาวทิ ยาลยั บรู พา. จนั ทรเ์ พญ็ สงิ หนุต. (2547). พฤตกิ รรมการใชส้ ารสนเทศของนกั ศกึ ษาระดบั บณั ฑติ ศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั รามคาํ แหง. วารสารสารสนเทศ, 5(1), 43-51. จริ วรรณ ภกั ดบี ุตร. (2533). ผใู้ ชแ้ ละผบู้ รกิ ารสารนเิ ทศ. ใน เอกสารการสอนชดุ วิชา สารนิเทศศาสตรเ์ บอื้ งต้น หน่วยท่ี 1-7 (161-202). นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. จรี ภา สมิ ะจารกึ , วลิ าวณั ย์ โต๊ะเอย่ี ม, ยวุ ดี มโนมยทิ ธกิ าญจน์, สริ พิ ร ทวิ ะสงิ ห์ และ สงวน พงศก์ จิ วทิ รู . (2548). รายงานการวิจยั เรอื่ ง ความพึงพอใจของผใู้ ช้ บริการต่อบริการห้องสมดุ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น. ขอนแก่น: สาํ นกั วทิ ยบรกิ าร มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ . จฑุ ารตั น์ ศราวณะวงศ.์ (2539). หอ้ งสมดุ มหาวทิ ยาลยั ในยคุ หอ้ งสมดุ เสมอื น. บรรณารกั ษศาสตรแ์ ละสารนิเทศศาสตร์ มข., 14(3), 27-34. นพเกา้ ณ พทั ลุง. (2548). การวิจยั ในชนั้ เรียน : หลกั การและแนวคิดส่ปู ฏิบตั ิ. สงขลา: มหาวทิ ยาลยั ทกั ษณิ . บุญธรรม กจิ ปรดี าบรสิ ทุ ธ.ิ ์ (2549). ระเบียบวิธีการวิจยั ทางสงั คมศาสตร.์ พมิ พค์ รงั้ ท่ี 9. กรงุ เทพฯ: จามจุรโี ปรดกั ท.์ พชิ ติ ฤทธจิ ์ รญู . (2547). ระเบียบวิธีการวิจยั ทางสงั คมศาสตร.์ พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2. กรงุ เทพฯ: เฮา้ ท์ ออฟ เคอรม์ สิ ท.์ พมิ ล เมฆสวสั ด.ิ ์ (2550). รายงานการวิจยั การประเมินคณุ ภาพการบริการ หอสมดุ กลางมหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ. กรงุ เทพฯ: สาํ นกั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. วมิ ล ค้าํ ช.ู (2540). พฤตกิ รรมการใชส้ ารนิเทศของนกั เศรษฐศาสตร์ ธนาคารแหง่ ประเทศไทย. บรรณารกั ษศาสตรแ์ ละสารนิเทศศาสตร์ มข., 15(1), 53-65. สมคดิ พรมจุย้ . (2547). กระบวนการวจิ ยั . ใน เอกสารการสอนชดุ วิชาการวิจยั เบอื้ งต้นทางสารสนเทศศาสตร์ หน่วยท่ี 1-6 (หน้า 33-68). นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช.
280 สมพร พทุ ธาพทิ กั ษผ์ ล. (2546). ผใู้ ชส้ ารสนเทศ. ใน เอกสารการสอนชดุ วิชา สารสนเทศศาสตรเ์ บอื้ งต้น หน่วยท่ี 6-10 (หน้า 119-151). พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2. นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. สมร ตาระพนั ธ.์ (2543). ปจั จยั ทม่ี ผี ลต่อการเปลย่ี นแปลงของหอ้ งสมดุ และบรรณารกั ษ์. บรรณารกั ษศาสตรแ์ ละสารนิเทศศาสตร์ มข., 18(1), 15-27. สาํ นกั หอสมดุ มหาวทิ ยาลยั บรู พา. (2555). การใช้สารสนเทศบนเวบ็ ไซตข์ อง สาํ นักหอสมดุ มหาวิทยาลยั บรู พา. สบื คน้ เมอ่ื 4 พฤศจกิ ายน 2555, จาก http://digital_collect.lib.buu.ac.th/dcms/detall.nsp สริ นิ าฏ วงศส์ วา่ งศริ .ิ (2551). การใช้และความต้องการบริการสารสนเทศของครู การศึกษาพิเศษในศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษ สงั กดั สาํ นักบริหารงานการศึกษา พิเศษ. ปรญิ ญานิพนธ์ ศลิ ปศาสตรมหาบณั ฑติ สาขาวชิ าสาขาวชิ า บรรณารกั ษศาสตรแ์ ละสารนิเทศศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ. สวุ รรณ อภยั วงศ.์ (2542). การตลาดในงานบริการสารสนเทศ. มหาสารคาม: คณะมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ สถาบนั ราชภฏั มหาสารคาม. สวุ มิ ล ตริ กานนท.์ (2548). ระเบยี บวิธีการวิจยั ทางสงั คมศาสตร.์ พมิ พค์ รงั้ ท่ี 5 ฉบบั ปรบั ปรงุ . กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั . อารยี ์ ชน่ื วฒั นา. (2546). ผใู้ ชร้ ะบบคน้ คนื สารสนเทศ. ใน ประมวลสาระชดุ วิชา การจดั เกบ็ และการค้นคืน หน่วยท่ี 11-15 (หน้า 75-105). พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2. นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. ______. (2549). ประเดน็ สาํ คญั เกย่ี วกบั ผใู้ ชแ้ ละการใชส้ ารสนเทศ. ใน ประมวล สาระชดุ วิชาสมั มนาการบริการสารสนเทศ หน่วยที่ 1-8 (หน้า 2-1 - 2-56). นนทบุร:ี มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. Morris, Ruth C.T. (1994). Toward a user - centered information service. Journal of the American Society for Information Science, 48(9), 810- 832. Pao, Miranda Lee. (1989). Concepts of information retrieval. Englewood, CO: Libraries Unlimited. Vickery, B.C. (1971). Techniques of information retrieval. London: Butterworths. Westbrook, Lynn. (1995). Encyclopedia of library and information science. (Vol.59). New York: Academic.
แผนบริหารการสอนประจาํ บทที่ 9 การประเมินการบริการและเผยแพรส่ ารสนเทศ หวั ข้อเนื้อหาประจาํ บท 1. ความหมายของการประเมนิ การบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ 2. ความสาํ คญั ของการประเมนิ การบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ 3. ขอ้ คาํ นึงในการประเมนิ การบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ 4. คณุ ภาพการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ 5. การสรา้ งคุณภาพการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ 6. ปจั จยั ทม่ี ผี ลต่อการประเมนิ การบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ 7. องคป์ ระกอบของการประเมนิ การบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ 8. ขนั้ ตอนการประเมนิ การบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ 9. เครอ่ื งมอื การประเมนิ การบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศ 10. การประเมนิ กบั การเปลย่ี นแปลง วตั ถปุ ระสงคท์ วั่ ไป เพ่อื ศกึ ษาใหม้ คี วามรคู้ วามเขา้ ใจเกย่ี วกบั ความหมาย ความสาํ คญั ของการประเมนิ รูจ้ กั องค์ประกอบ ขนั้ ตอน ตวั ช้วี ดั และเคร่อื งมอื ของการประเมนิ การบรกิ ารและเผยแพร่ สารสนเทศ วตั ถปุ ระสงคเ์ ชิงพฤติกรรม หลงั จากไดศ้ กึ ษาเน้ือหาบทท่ี 9 เรยี บรอ้ ยแลว้ ผศู้ กึ ษาควรมพี ฤตกิ รรม ดงั น้ี 1. บอกความหมาย ความสาํ คญั ของการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศได้ 2. จาํ แนกองคป์ ระกอบของการบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศได้ 3. บอกขนั้ ตอนการประเมนิ การบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศได้ 4. เปรยี บเทยี บเครอ่ื งมอื การประเมนิ การบรกิ ารและเผยแพรส่ ารสนเทศได้
282 วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน 1. บรรยายเน้ือหาประจาํ บทท่ี 9 นําเสนอโดยใช้ power point 2. อภปิ รายแลกเปลย่ี นเรยี นรรู้ ว่ มกนั 3. ผศู้ กึ ษาคน้ ควา้ เพม่ิ เตมิ จากสอ่ื ต่าง ๆ นํามาอภปิ รายรว่ มกนั 4. ใหผ้ ศู้ กึ ษาซกั ถามและแสดงความคดิ เหน็ 5. ผสู้ อนสรปุ เน้ือหาเพมิ่ เตมิ 6. ตอบคาํ ถามทา้ ยบท สื่อการเรียนการสอน 1. สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (power point) 2. เอกสารคาํ สอนบทท่ี 9 3. หนงั สอื ตํารา และเอกสารอน่ื ๆ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง การวดั ผลและประเมินผล 1. สงั เกตความสนใจขณะทาํ การบรรยาย 2. สงั เกตความสนใจจากการซกั ถามและอภปิ รายรว่ มกนั 3. ตรวจผลงานจากการตอบคาํ ถามทา้ ยบท
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287
- 288
- 289
- 290
- 291
- 292
- 293
- 294
- 295
- 296
- 297
- 298
- 299
- 300
- 301
- 302
- 303
- 304
- 305
- 306
- 307
- 308
- 309
- 310
- 311
- 312
- 313
- 314
- 315
- 316
- 317
- 318
- 319
- 320
- 321
- 322
- 323
- 324
- 325
- 326
- 327
- 328
- 329
- 330
- 331
- 332
- 333
- 334
- 335
- 336
- 337
- 338
- 339
- 340
- 341
- 342
- 343
- 344
- 345