ศาสนิกชนตวั อย่าง หมอ่ มเจ้ำหญงิ พูนพิสมัย ดศิ กุล พระประวัติ • หม่อมเจ้ำหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล เป็นพระธิดำในสมเด็จพระเจ้ำบรมวงศ์เธอ กรมพระยำดำรงรำชำนุภำพ และ หมอ่ มเฉ่อื ย • ประสตู เิ มื่อวนั จันทร์ท่ี ๑๗ กุมภำพันธ์ พ.ศ. ๒๔๓๘ • ทรงเปน็ ผ้มู ีควำมสนพระทยั ในพระพุทธศำสนำอยำ่ งยิ่ง • ทรงมคี วำมรูใ้ นพระพทุ ธธรรมอยำ่ งลึกซึ้งเช่น • ทรงบรรยำยหลกั ธรรมทำงพระพทุ ธศำสนำท้งั ในประเทศและตำ่ งประเทศอยู่เสมอ • ทรงส้ินชีพิตกั ษยั ดว้ ยพระโรคชรำ เมอื่ วนั เสำรท์ ่ี ๑๑ สิงหำคม พ.ศ. ๒๕๓๓ รวมพระชันษำได้ ๙๕ ปี
ศาสนิกชนตวั อยา่ ง หม่อมเจำ้ หญงิ พูนพิสมยั ดิศกลุ งานดา้ นการบริหาร • กรรมกำรบริหำรและอุปนำยกพทุ ธสมำคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมรำชูปถัมภ์ • ประธำนองค์กำรพุทธศำสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พ.ส.ล.) รองประธำนองค์กำรพุทธศำสนิกสัมพันธ์ แหง่ โลก (พ.ส.ล.) • ประธำนกติ ตมิ ศักดขิ์ ององค์กำร (พ.ส.ล.) • กรรมกำรมลู นธิ เิ ทมเบิลตนั งานเขยี น • ทรงมีควำมสำมรถในกำรเขยี นหนังสือสำหรับเดก็ • ทรงนิพนธ์หนังสือ ศำสนคุณ เป็นหนังสือสอนพระพุทธศำสนำแกเด็ก ได้รับพระรำชทำน รำงวัลที่ ๑ ในกำรประกวดหนังสือจำกพระบำทสมเดจ็ พระปกเกลำ้ เจ้ำอยหู่ วั • ทรงนิพนธ์บทควำมและหนังสือเก่ียวกับชำติ ศำสนำ พระมหำกษัตริย์ ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวฒั นธรรมไทยอีกจำนวนมำก
ศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง หมอ่ มเจำ้ หญิงพูนพสิ มยั ดิศกลุ คุณธรรมท่คี วรถือเปน็ แบบอย่ำง • ทรงเป็นอุบาสิกาท่ีเคร่งครัด ทรงมีควำมสนพระทัยในพระพุทธศำสนำมำตั้งแต่ยังทรงพระเยำว์ ทรงมีควำมเชื่อม่ันในหลักกำรของ พระพทุ ธศำสนำและเลือ่ มใสศรัทธำในพระรตั นตรัยอยำ่ งมน่ั คง • ทรงเป็นพหูสูต ทรงศึกษำภำษำบำลีอย่ำงจริงจัง จนให้ทรงศึกษำพระพุทธศำสนำได้แตกฉำนและยังทรงนิพนธ์หนังสือธรรมที่ชื่อว่ำ ศำสนคณุ ได้อย่ำงยอดเยีย่ ม • ทรงเป็นแบบอยา่ งของพลเมอื งดี ทรงจงรักภักดีและพิทักษ์รักษำสมบัติล้ำค่ำของชำติ ผลงำนพระนิพนธ์ต่ำงๆ ของพระบิดำได้บริจำค ให้กับทำงรฐั บำล เพื่อเกบ็ ไว้เปน็ สมบัตชิ ำตใิ ห้ประชำชนไดศ้ กึ ษำ
ศาสนกิ ชนตวั อย่าง ศำสตรำจำรย์สัญญำ ธรรมศกั ดิ์ ประวัติ • ศำสตรำจำรย์สัญญำ ธรรมศักด์ิ เป็นบุตรของมหำอำมำตย์ตรี พระยำธรรมสำรเวทย์วิเศษภักดี ศรีสัตยำวัตตำพิริย พำหะ (ทองดี ธรรมศกั ด)์ิ กับคุณหญงิ ชน้ื ธรรมศักด์ิ • ท่ำนเกดิ เมื่อวันท่ี ๕ เมษำยน พ.ศ. ๒๔๕๐ • สมรสกับท่ำนผู้หญิงพะงำ เพ็ญชำติ มีบุตรด้วยกัน ๒ คน คือ นำยชำติศักด์ิ ธรรมศักด์ิ กับนำยแพทย์จักรธรรม ธรรมศกั ดิ์ • ถงึ แกอ่ สญั กรรม เมอื่ วนั ที่ ๖ มกรำคม พ.ศ.๒๕๔๕ สิรริ วมอำยไุ ด้ ๙๔ ปี
ศาสนิกชนตวั อย่าง ศำสตรำจำรย์สัญญำ ธรรมศักด์ิ ชวี ติ การศกึ ษา • เริม่ กำรศกึ ษำทโี่ รงเรยี นอสั สมั ชัญ บำงรัก ชีวติ การทางาน • เมื่อเรียนจบ ได้ทำงำนเป็นนักเรียนล่ำม ประจำกระทรวงยุติธรรม เรียนวิชำกฎหมำย ระหว่ำง น้นั ได้อปุ สมบทและสอบไล่นักธรรมตรไี ดท้ ี่ ๑ • เมอ่ื จบเนติบณั ฑิตไทย ได้สอบชงิ ทุน รพบี ญุ นิธิ วชิ ำกฎหมำยท่ีสำนักกฎหมำย ประเทศอังกฤษ เพยี งเวลำ ๒ ปี ๓ เดอื น ก็สำเรจ็ เปน็ เนติบัณฑติ อังกฤษ • เข้ำรบั รำชกำรกระทรวงยตุ ธิ รรม ในตำแหนง่ ผพู้ ิพำกษำฝกึ หดั • ก้ำวหน้ำในหน้ำท่ีรำชกำรในตำแหน่งอื่นๆ อย่ำง ผู้พิพำกษำศำลอุทธรณ์, ข้ำหลวงยุติธรรม ภำค ๔, ปลดั กระทรวงยตุ ิธรรม ฯลฯ • ร่วมกอ่ ตัง้ พุทธสมำคมแห่งประเทศไทย และจดทะเบียนเมอื่ พ.ศ.๒๔๗๖ • เมื่อเกษียณอำยุรำชกำรแล้ว ได้รับพระมหำกรุณำธิคุณโปรดเกล้ำฯ ให้ดำรงตำแหน่ง องคมนตรี และยังเคยเป็นอธกิ ำรบดมี หำวทิ ยำลัยธรรมศำสตรอ์ กี ด้วย งานดา้ นพระพุทธศาสนา • ดำรงตำแหนง่ นำยกพทุ ธสมำคมแห่งปะเทศไทย • เปน็ ประธำนองคก์ ำรพุทธศำสนกิ สมั พนั ธ์แห่งโลกยำวนำนถงึ ๑๕ ปี • ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติชั้นที่ ๑ ในวำระฉลองครบรอบ ๕๐ ปี ขององค์กำรพุทธศำสนิก สมั พนั ธ์แห่งโลก เปน็ บุคคลท่ีมคี ณุ ูปกำรแก่องค์กำรพุทธศำสนำ
ศาสนกิ ชนตวั อยา่ ง ศำสตรำจำรยส์ ัญญำ ธรรมศักด์ิ คุณธรรมทค่ี วรถอื เปน็ แบบอย่ำง • เป็นผ้ใู ฝร่ ู้ใฝศ่ กึ ษา มคี วำมวิรยิ อตุ สำหะจนสำมำรถสอบเปน็ เนติบัณฑิตอังกฤษ ใฝ่รู้ใฝ่เรียนศึกษำพระพุทธศำสนำและ ปฏิบัตธิ รรมอยำ่ งเครง่ ครัด • เป็นผมู้ คี วามกตัญญกู ตเวที เม่อื ครั้งส้ินบิดำ ก็ไดร้ ับควำมช่วยเหลือจำกพระยำอรรถกฤตินิรตุ ต์ิ ศิษย์ของบิดำ เม่ือมี โอกำสสนองคณุ ทำ่ นก็ยนิ ดีทำ • เป็นผซู้ ่ือสตั ย์สุจริต ได้รับกำรหล่อหลอมโดยสำยเลือดจำกบิดำผู้เป็นนักกฎหมำยท่ีมีควำมซื่อสัตย์ ยุติธรรม เข้ำรับ รำชกำรกย็ ึดมน่ั ในคุณธรรมจนปรำกฏแกส่ ำยตำของสงั คม • เปน็ ผใู้ ฝธ่ รรม ได้อุปสมบท เม่ือลำสิกขำออกมำแล้วก็ใส่ใจศึกษำธรรมตลอดเวลำ เป็นผู้รู้ธรรมะลึกซ้ึงและปฏิบัติได้ ตำมทรี่ ูท้ ่ีศึกษำมำ • เป็นผู้จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่ำนมีโอกำสได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบำทอย่ำงใกล้ชิด ท่ำนได้ใช้ ควำมรู้ควำมสำมำรถทำงำนสนองพระเดชพระคณุ ด้วยควำมซอื่ สัตยส์ จุ ริต
ชาดก นนั ทวิ ิสำลชำดก • สมัยหน่ึง ขณะที่พระพุทธเจ้ำประทับ ณ วัดพระเชตวันมหำวิหำร เมืองสำวัตถี ทรงยกเร่ืองพระฉัพพัคคีย์ (กลุ่ม ภกิ ษุ ๖ รปู ) ชอบพูดถ้อยคำเสยี ดแทงจติ ใจคนอืน่ ทรงเลำ่ นิทำนวำ่ กำลคร้ังหนึ่งนำนมำแล้วที่เมืองตักศิลำ พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นโค นำมว่ำ นันทิวิสำล ซ่ึงมีรูปร่ำง ลักษณะสวยงำม มีพละกำลังมำก มีพรำหมณ์คนหน่ึงได้เล้ียงและรักโคนั้นเหมือนลูกชำย โคนั้นคิดจะ ตอบแทนบุญคุณ จึงให้พรำหมณ์ไปท้ำพนันกับเศรษฐีโควินทะว่ำ โคของเรำสำมำรถลำกเกวียนที่ผูก ติดกันถึงหนงึ่ ร้อยเลม่ ได้ ให้พนันด้วยเงินหนง่ึ พันกหำปณะ พรำหมณ์จงึ ทำตำมทโ่ี คบอก ในวันเดิมพัน ถึงเวลำพรำหมณ์ก็ได้ข้ึนไปนั่งบนเกวียน เง้ือปฏักข้ึนพร้อมกับตวำดโคด้วย คำหยำบ เมื่อโคนนั ทวิ สิ ำลได้ยนิ ก็คดิ นอ้ ยใจ จงึ ยืนนิ่งไม่เคล่ือนไหว ทำให้พรำหมณ์ต้องเสียพนัน แล้วก็เข้ำไปนอน เศร้ำโศกเสียใจอยู่ในบ้ำน ส่วนโคนันทิวิสำลเห็นพรำหมณ์เศร้ำโศกเสียใจจึงเข้ำไปปลอบและบอกให้ พรำหมณก์ ล่ำวดว้ ยถอ้ ยคำไพเรำะ และใหไ้ ปท้ำพนันใหม่ พรำหมณ์จึงทำตำมคำแนะนำ โคนันทิวิสำลได้ ยินคำไพเรำะจงึ ทำตำม ทำให้พรำหมณ์ชนะพนนั
ชาดก นันทวิ สิ ำลชำดก • คนพูดคำหยำบย่อมทำให้ตนเดือดร้อน เพรำะฉะนั้นไม่ควรพูดคำหยำบ เพรำะคำหยำบไม่เป็นทีพ่ อใจของใครๆ คติธรรมของชาดกเรื่องนี้ • คนท่ีพูดจำไพเรำะอ่อนหวำนย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ ดังน้ันคนเรำควร เปล่งวำจำที่ไพเรำะอ่อนหวำน เพรำะวำจำท่ีไพเรำะอ่อนหวำนเป็นท่ีพอใจ ของใครๆ
ชาดก สวุ ณั ณหังสชำดก • คร้ังหนึ่งพระพุทธเจ้ำประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหำวิหำร เมืองสำวัตถี ทรงปรำรภเร่ืองภิกษุณีช่ือ ถูลนันทำ ชอบฉันกระเทียมและมักมำกในอำหำรกำรขบฉัน สร้ำงควำมเดือดร้อนให้ชำวบ้ำน จึงทรงนำนิทำนมำเล่ำเป็น สำธก ดงั ว่ำ... กำลครั้งหน่ึงนำนมำแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพรำหมณ์ มีภรรยำช่ือนำงพรำหมณี และมีบุตรี ๓ คน ช่ือนันทำ นันทวดี และสุนันทำ ตำมลำดับ ต่อมำพรำหมณ์ส้ินชีวิตลงไปเกิดเป็นหงส์ทอง ส่วน ภรรยำและลูกยำกจนลง ดว้ ยควำมสงสำร พญำหงสท์ องจึงบินไปท่ีบ้ำนนำงพรำหมณ์และสลัดขนทองคำ ให้วันละขน เพ่ือนำไปขำย ครอบครัวจึงมีควำมเป็นอยู่ดีขึ้น แต่ด้วยควำมโลภ นำงพรำหมณีได้จับพญำ หงส์ทองถอนขนจนหมด ขนทองคำจึงกลำยเป็นขนนกธรรมดำ เพรำะพญำหงส์ทองไม่ได้เต็มใจให้ นำง พรำหมณีเลีย้ งพญำหงสท์ องจนขนงอกข้ึนเต็มตวั พญำหงสท์ องกห็ นีไป
ชาดก สุวณั ณหงั สชำดก • พระพุทธองค์ได้ตรัสพระคำถำว่ำ “บุคคลควรยินดีเท่ำที่ได้ท่ีมี เพรำะควำม โลภเกินประมำณ เป็นควำมช่วั แท้ นำงพรำหมณีจับพญำหงส์ทองถอนขน จึง เสอ่ื มจำกทองคำ” คติธรรมของชาดกเรอื่ งนี้ • คนทมี่ ีควำมละโมบโลภมำก ไมพ่ อใจในส่ิงที่ได้ในสิ่งท่ีมี ย่อมทำให้ตนเองเป็น ทุกข์ สดุ ท้ำยก็ไมไ่ ด้สง่ิ ใดเลย ดงั คำทว่ี ่ำ “โลภนักมกั ลำภหำย”
๓หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ ๑. อธบิ ำยสังฆคุณและข้อธรรมสำคญั ในกรอบอรยิ สจั ๔ หรือหลกั ธรรมของศำสนำที่ตนนับถือตำมทีก่ ำหนด ๒. เห็นคุณคำ่ และวิเครำะห์ กำรปฏิบตั ิตนตำมหลกั ธรรมในกำรพฒั นำตน เพื่อเตรยี มพรอ้ มสำหรบั กำรทำงำนและกำรมคี รอบครวั ได้
พระรตั นตรัย • พระพทุ ธศำสนำมีองคป์ ระกอบสำคัญสำมประกำร คือ พระรัตนตรัย ซึ่งแปลว่ำ แก้วประเสริฐ ๓ ดวง อันได้แก่ พระพทุ ธ พระธรรม และพระสงฆ์ พระพุทธ • องค์สมเด็จพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำ ผู้เป็นศำสดำของศำสนำ ผู้ทรงค้นพบสัจธรรมโดย กำรตรสั รเู้ อง และสอนใหผ้ ู้อื่นรู้ตำม พระธรรม • คำส่ังสอนของพระพุทธเจ้ำท้ังที่เป็นคำอธิบำยเก่ียวกับควำมเป็นจริงของชีวิต และคำสอนใหป้ ฏิบัติดีต่อกนั พระสงฆ์ • หมู่สำวกท่ีศึกษำและปฏิบัติตำมคำสอนของพระพุทธเจ้ำ และเผยแผ่คำสอนแก่ คนท่วั ไป
พระรตั นตรัย • แต่ละองค์ประกอบจะมีคณุ ลักษณะแตกต่ำงกัน ในทีน่ ้จี ะกล่ำวถงึ สงั ฆคุณ ๙ คอื คณุ ของพระสงฆ์ ๙ ประกำร สุปฏิปนฺโน เป็นผปู้ ฏิบัตดิ ี อุชปุ ฏิปนโฺ น เปน็ ผู้ปฏิบตั ิตรง ญายปฏปิ นโฺ น เป็นผปู้ ฏิบตั ิเปน็ ธรรม สามีจิปฏิปนโฺ น อาหเุ นยโฺ ย เปน็ ผู้ปฏิบตั ิสมควร ปาหเุ นยโฺ ย เปน็ ผ้คู วรแก่ของคำนบั ทกขฺ เิ ณยโฺ ย อญฺชลิกรณีโย เป็นผูค้ วรแก่ของต้อนรบั อนุตตฺ ร ปญุ ญฺ กเฺ ขตตฺ โลกสสฺ เป็นผู้ควรแกข่ องทำบญุ เปน็ ผ้คู วรกรำบไหว้ เป็นเน้อื นำบญุ อันเยี่ยมยอดของชำวโลก
อริยสัจ ๔ ทกุ ข์ (ธรรมทค่ี วรร)ู้ อริยสัจ ๔ สมทุ ัย (ธรรมท่ีควรละ) นโิ รธ (ธรรมท่คี วรบรรล)ุ มรรค (ธรรมทคี่ วรเจรญิ ) หลกั คาสอนสาคัญ อนั เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
อริยสจั ๔ ทกุ ข์ (ธรรมท่ีควรรู้) • ทกุ ข์ ควำมจรงิ วำ่ ด้วยทกุ ข์ ควำมไม่สบำยกำย ไม่สบำยใจ หลกั ธรรมท่ีควรรูเ้ พ่ือใหร้ ู้ควำมจริงของกำรเกดิ ทกุ ข์ ไดแ้ ก่ ขันธ์ ๕ รปู เวทนำ สัญญำ สงั ขำร วญิ ญำณ
อรยิ สัจ ๔ ทกุ ข์ (ธรรมที่ควรรู้) • ทุกข์ ควำมจรงิ วำ่ ด้วยทกุ ข์ ควำมไมส่ บำยกำย ไม่สบำยใจ หลกั ธรรมที่ควรรู้เพื่อใหร้ ู้ควำมจริงของกำรเกิดทุกข์ ได้แก่ ภำวะทีไ่ ม่คงทนถำวรหรือภำวะท่ไี มเ่ ทยี่ ง ภำวะท่ไี มม่ ตี วั ตน อนจิ จตำ อนตั ตตำ ไตรลกั ษณ์ ทกุ ขตำ ภำวะที่ทนไม่ได้หรอื ภำวะท่ขี ัดแย้งไม่สมบรู ณ์
อรยิ สัจ ๔ สมทุ ยั (ธรรมท่คี วรละ) • สมทุ ัย สำเหตุแหง่ กำรเกดิ ควำมทุกข์ หลกั ธรรมท่ีควรละเพื่อไมใ่ หเ้ กิดควำมทุกข์ ไดแ้ ก่ กิเลสวัฏฏะ วิบากวฏั ฏะ หลักกรรม กรรมวัฏฏะ (วฏั ฏะ ๓) สังสำรวัฏ คอื กำรเวยี นวำ่ ยตำยเกดิ กำรไมห่ ลุดพ้นจำกกเิ ลส
อรยิ สัจ ๔ สมุทยั (ธรรมที่ควรละ) • สมทุ ัย สำเหตุแหง่ กำรเกดิ ควำมทกุ ข์ หลักธรรมที่ควรละเพื่อไมใ่ ห้เกดิ ควำมทุกข์ ได้แก่ ปปญั จธรรม ๓ เครื่องทที่ ำให้เน่ินชำ้ คอื กเิ ลสทที่ ำใหก้ ำรศึกษำและปฏบิ ตั ติ ำมพทุ ธธรรมไม่ ดำเนนิ ไปด้วยดี มี ๓ ประกำร ตัณหำ • ควำมเห็นแก่ตัว มีควำมโลภอยำกได้ของของผู้อ่ืนโดยมิชอบ จะทำอะไรจะก็คิดถึงแต่ใน มำนะ ประโยชน์ของตน ทฏิ ฐิ • ควำมถอื ตวั ทนงตัว สำคัญตนว่ำเป็นน่ัน เป็นน่ี คิดว่ำตนเองเหนือกวำ่ เดน่ กวำ่ ผู้อืน่ แสดงตน ขม่ ขผู่ ้อู น่ื คดิ ว่ำตัวเองดีท่ีสดุ • ควำมยดึ ติดในควำมเห็นของตน งมงำยโดยปรำศจำกเหตุผล ไม่ยอมรับฟังควำมเห็นของผู้อื่น คิดวำ่ ควำมเชื่อของตนเองถกู เสมอ
อรยิ สัจ ๔ นโิ รธ (ธรรมทค่ี วรบรรลุ) • นิโรธ ควำมดับทุกข์ ปลดปล่อย หลักธรรมท่ีควรบรรลุเพอื่ ดบั ทกุ ข์ ได้แก่ อัตถะ อัตถะ คุณประโยชน์ของกำรปฏิบัติตำมพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ำ ประโยชน์ที่ผู้ ปฏบิ ตั ธิ รรมจะพงึ ไดร้ บั แบ่งเปน็ ๓ ประเภท สงู ตำ่ ตำมภมู ธิ รรมทปี่ ฏิบตั ิ ทิฏฐธมั มิกัตถะ (ประโยชน์ข้ันต้น) สมั ปรำยกิ ตั ถะ (ประโยชน์ข้ันกลำง) ปรมัตถะ (ประโยชน์ข้ันสูงสุด)
อริยสจั ๔ นิโรธ (ธรรมที่ควรบรรลุ) ชื่อหลกั ธรรม ความหมาย แนวทางการปฏิบัติ ทฏิ ฐธมั มกิ ัตถะ • ประโยชนเ์ ฉพำะหน้ำหรือผลท่ีมองเห็นอยู่ • มคี วำมขยนั หมัน่ เพยี รในกำรทำงำน ในชีวิตประจำวัน เช่น ลำภ ยศ สรรเสริญ • รจู้ ักเกบ็ รักษำ คุม้ ครองโภคทรพั ย์ของตน (ประโยชนข์ ั้นต้น) สขุ ฐำนะ • รู้จักคบคนทีเ่ ป็นมติ ร • รจู้ ักกำหนดรำยได้ รำยจ่ำย เลีย้ งชวี ติ แต่พอดี สัมปรายกิ ตั ถะ • ประโยชน์เบ้ืองหน้ำ เป็นประโยชน์ที่มี • เชื่ออย่ำงมเี หตผุ ล (ประโยชน์ข้ันกลำง) คุณค่ำของชีวิต ควำมเจริญงอกงำมแห่ง • มีศลี สมบูรณ์ตำมประเภทของแตล่ ะบุคคล ชีวิตจิตใจ เช่น มีเหตุผล ฉลำด รอบรู้ • เป็นผู้เสียสละกเิ ลสควำมเห็นแก่ตวั ปรมัตถะ แกไ้ ขปัญหำชีวิตได้ • มีปญั ญำ เข้ำใจชีวติ แกป้ ัญหำชวี ิตได้ (ประโยชน์ขั้นสูงสดุ ) • ประโยชน์ท่ีเป็นสำระแท้จริงของชีวิต • ต้องปฏิบัติตำมหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ คือ ได้แก่ รู้เท่ำทันสภำวะของสิ่งท้ังหลำย เห็นชอบ ดำริชอบ เจรจำชอบ ทำกำรงำนชอบ ตำมควำมเป็นจริง มีจิตสะอำด สงบ เลี้ยงชีพชอบ พยำยำมชอบ ต้ังสติชอบ และตั้งจิต เรียกว่ำ นพิ พำน มน่ั ชอบ
อรยิ สัจ ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจรญิ ) • มรรค ทำงแหง่ ควำมดบั ทุกข์ หลักธรรมที่ควรปฏิบัตเิ พื่อเป็นทำงไปสูค่ วำมดบั ทกุ ข์ ไดแ้ ก่ มรรคมีองค์ ๘ มรรคมีองค์ ๘ หรือ “ทุกขนิโรธคำมินีปฏิปทำ” แปลว่ำ “ทำง” หรือ “มรรควธิ ที จ่ี ะนำไปสคู่ วำมดบั ทุกข์หรอื ดบั ตัณหำ” สมั มำทฐิ ิ สัมมำอำชวี ะ สมั มำสงั กัปปะ สัมมำวำยำมะ สัมมำวำจำ สมั มำสติ สัมมำกัมมันตะ สัมมำสมำธิ
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมทีค่ วรเจริญ) ชอ่ื หลกั ธรรม ความหมาย แนวทางการปฏบิ ตั ิ สมั มาทิฐิ ควำมเห็นชอบ : ควำมเข้ำใจในทำงทถี่ กู ตอ้ ง • เขำ้ ใจวำ่ อะไรคือทุกข์ อะไรคือสำเหตุแห่งทกุ ข์ อะไรคอื กำรดับทกุ ข์ และอะไรที่จะนำไปส่กู ำร ดับทกุ ข์ • เขำ้ ใจว่ำอะไรคือควำมดคี วำมช่ัว • เข้ำใจหลักปฏจิ จสมุปบำท สัมมาสงั กัปปะ ควำมดำริชอบ : ควำมคดิ ในทำงทีถ่ ูกท่คี วร • ควำมคิดท่ีปลอดโปรง่ ไมห่ มกม่นุ ในกำมคุณ • ควำมคิดท่ไี มพ่ ยำบำทมุ่งร้ำยใคร สัมมาวาจา เจรจำชอบ : งดเว้นจำกกำรพูดจำในทำงที่ไม่ • งดเวน้ จำกกำรพดู เทจ็ ถูกไม่ควร • งดเว้นจำกกำรพดู ส่อเสยี ด • งดเว้นจำกกำรพดู หยำบคำย • งดเวน้ จำกกำรพูดเพอ้ เจอ้
อริยสัจ ๔ มรรค (ธรรมทค่ี วรเจริญ) ช่อื หลกั ธรรม ความหมาย แนวทางการปฏิบัติ สมั มากมั มันตะ ทำกำรงำนชอบ : กำรกระทำที่เป็น • งดเวน้ จำกกำรทำลำยชวี ิตผู้อ่ืน กำยสจุ ริต • งดเวน้ จำกกำรขโมยของผู้อื่น • งดเว้นจำกกำรประพฤติผดิ ในกำม สัมมาอาชีวะ เลย้ี งชีพชอบ : กำรทำมำหำกินที่สุจริต • เชื่องดเว้นจำกกำรประกอบอำชีพท่ีใช้ สมั มาวายามะ วิธีกำรโกง • งดเวน้ จำกกำรประกอบอำชีพ ๕ ประเภท พยำยำมชอบ : ควำมเพียรพยำยำมทำงจิต ๔ • เพียรระวังไม่ให้ควำมช่วั เกดิ ขน้ึ ประกำร • เพยี รละควำมช่ัวท่เี กิดขนึ้ แลว้ • เพียรรักษำควำมดที ่ยี ังไมเ่ กิดให้เกดิ ขึ้น • เพียรรักษำควำมดีท่ีเกิดข้ึนแล้วไม่ให้เส่ือมหรือให้ เจรญิ ยิ่งๆ ขนึ้ ไป
อริยสจั ๔ มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ) ช่อื หลักธรรม ความหมาย แนวทางการปฏิบตั ิ สัมมาสติ ตั้งสติชอบ : กำรต้ังสติพิจำรณำสิ่งทั้งหลำย • พจิ ำรณำกำย ตำมควำมเป็นจรงิ • พจิ ำรณำเวทนำ สมั มาสมาธิ • พจิ ำรณำจิต • พจิ ำรณำธรรมใหเ้ กิดปัญญำ ต้ังจิตมน่ั ชอบ : กำรตงั้ จติ ให้แนว่ แน่ ไมฟ่ ุ้งซำ่ น • ทำจติ ใจให้สงบ • ระงับกเิ ลส • ให้มอี ำรมณ์แนว่ แนเ่ ป็นหนง่ึ เดียว
อรยิ สัจ ๔ มรรค (ธรรมทคี่ วรเจริญ) • มรรค ทำงแห่งควำมดับทุกข์ หลกั ธรรมที่ควรปฏิบตั เิ พือ่ เปน็ ทำงไปสู่ควำมดบั ทกุ ข์ ไดแ้ ก่ จนิ ตามยปัญญา ปญั ญำท่ีเกดิ จำกกำรคดิ สตุ มยปญั ญา ภาวนามยปญั ญา ปัญญำที่เกิดจำกกำรฟัง ปญั ญำทเ่ี กิดจำกกำรลงมือทำ ปญั ญำ ๓ ควำมรู้ทั่วถึง รู้แจ่มแจ้งหรือรู้ตลอดหมด ถ้ำรู้ไม่ทั่วถึง รู้ไม่ แจม่ แจง้ โดยตลอด ไมน่ บั วำ่ เป็นปัญญำทีแ่ ทจ้ รงิ
อรยิ สัจ ๔ มรรค (ธรรมทคี่ วรเจริญ) • มรรค ทำงแหง่ ควำมดบั ทกุ ข์ หลักธรรมที่ควรปฏบิ ัติเพอ่ื เป็นทำงไปสู่ควำมดับทุกข์ ไดแ้ ก่ บุญกริ ยิ าวัตถุ ๑๐ บุญ คอื ควำมดี กำรทำบญุ คือ กำรทำควำมดี กำรชำระจติ ใจให้บริสุทธิ์ก็เป็น กำรทำบุญอย่ำงหนึ่ง ในทำงพระพุทธศำสนำกำรทำบุญน้ันสำมำรถกระทำได้ ๑๐ ทำง ๑.ทำบุญดว้ ยกำรให้ (ทานมัย) ๖.ทำบุญดว้ ยกำรเฉล่ยี ส่วนควำมดใี หผ้ อู้ ่นื (ปัตติทานมัย) ๒.ทำบญุ ดว้ ยกำรรกั ษำศีล (สีลมยั ) ๗.ทำบญุ ดว้ ยกำรยินดใี นควำมดขี องผอู้ ่นื (ปตั ตานุโมทนามยั ) ๓.ทำบุญด้วยกำรอบรมจติ ใจ (ภาวนามัย) ๘.ทำบญุ ดว้ ยกำรฟังธรรม (ธัมมัสสวนมยั ) ๔.ทำบญุ ดว้ ยกำรประพฤตอิ ่อนนอ้ ม (อปจายนมัย) ๙.ทำบญุ ดว้ ยกำรสั่งสอนธรรม (ธัมมเทสนามยั ) ๕.ทำบุญด้วยกำรรบั ใช้ (เวยยาวจั จมยั ) ๑๐.ทำบุญดว้ ยกำรทำควำมเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุ ุกมั ม์)
อริยสจั ๔ มรรค (ธรรมทีค่ วรเจรญิ ) • มรรค ทำงแหง่ ควำมดบั ทกุ ข์ หลกั ธรรมท่ีควรปฏิบตั ิเพือ่ เปน็ ทำงไปสคู่ วำมดบั ทุกข์ ไดแ้ ก่ อบุ าสกธรรม ๗ • หมนั่ ไปวดั พบปะพระสงฆ์ผทู้ รงศลี หมน่ั สนทนำธรรม • หมนั่ ฟังธรรม ฟังเทศนำ ศกึ ษำหำควำมรู้ หำควำมจรงิ หลกั คำสอนของพระพทุ ธเจำ้ • ฝกึ ตนเองใหม้ รี ะเบยี บวนิ ัย มีศีล ประพฤติในส่ิงทด่ี งี ำม สำหรบั ผ้คู รองเรอื น • สร้ำงควำมรู้สกึ ดีงำม มีควำมเลือ่ มใสต่อพระสงฆท์ วั่ ไป • ฟงั ศกึ ษำ เลำ่ เรยี นพระธรรมคำสอนดว้ ยจิตทีเ่ ป็นกุศล บ่งบอกหน้ำทข่ี องพุทธศำสนิกชน • ไม่แสวงหำเขตบญุ นอกหลักธรรมทำงพระพุทธศำสนำ ทพี่ ึงปฏบิ ัติต่อพระพุทธศำสนำ • เอำใจใส่ทำนุบำรงุ รักษำพระพุทธศำสนำด้วยวิธีกำรตำ่ งๆ
อรยิ สจั ๔ มรรค (ธรรมท่คี วรเจรญิ ) • มรรค ทำงแหง่ ควำมดับทุกข์ หลกั ธรรมที่ควรปฏบิ ัติเพ่อื เปน็ ทำงไปสคู่ วำมดับทุกข์ ไดแ้ ก่ มงคล ๓๘ ธรรมอันนำมำซ่ึงควำมสุขควำมเจริญ มีทั้งหมด ๓๘ ประกำร ในที่น้ีจะ กล่ำวถึงบำงขอ้ มีศลิ ปวิทยา พบสมณะ • ควำมร้หู รือวชิ ำท่ชี ่วยในกำรทำงำน ประกอบอำชีพ เล้ียงตน • สำมำรถเห็นไดท้ ำงตำและทำงปัญญำ เห็นทำงตำ คือ กำร และครอบครัวใหม้ คี วำมสขุ ในกำรฝึกฝนตนเองให้เกิดควำม เห็นบุคคลที่ปลงผม นุ่งห่มเหลือง ส่วนกำรเห็นทำงปัญญำ ชำนำญในวชิ ำชพี น้ัน มีขอ้ แนะนำ ดังนี้ เป็นกำรเห็นควำมดีท่ีในตัวบุคคลที่เป็นสมณะ กำรเห็น ส ม ณ ะ ท ำ ใ ห้ เ ร ำ เ ห็ น ชี วิ ต ท่ี บ ริ สุ ท ธ์ิ ส ง บ ดั ง นั้ น ๑.ตอ้ งชอบ พทุ ธศำสนิกชนควรหมัน่ ไปพบปะสนทนำกบั พระสงฆ์ เพื่อ ๒.ตอ้ งถนัด ถวำยอำหำรและของใช้จำเป็น รวมทั้งสนทนำธรรมกับ ๓.ต้องรู้ทฤษฎี ท่ำนเพอ่ื ให้เกดิ ปัญญำ ๔.ตอ้ งฝึกปฏิบัติ ๕.ต้องมีวนิ ยั และฟังมำก
อรยิ สัจ ๔ มรรค (ธรรมทค่ี วรเจรญิ ) • มรรค ทำงแหง่ ควำมดบั ทุกข์ หลกั ธรรมที่ควรปฏบิ ัตเิ พอ่ื เปน็ ทำงไปสคู่ วำมดับทกุ ข์ ไดแ้ ก่ มงคล ๓๘ ธรรมอันนำมำซึ่งควำมสุขควำมเจริญ มีทั้งหมด ๓๘ ประกำร ในท่ีน้ีจะ กลำ่ วถึงบำงขอ้ ฟังธรรมตามกาล การสนทนาธรรมตามกาล • เวลำท่ีควรฟังธรรม ได้แก่ วันธรรมสวนะ วันสำคัญทำง • กำรที่บุคคล ๒ คนข้ึนไปพูดถึงปัญหำเก่ียวกับควำมดี พระพุทธศำสนำ รวมท้ังฟังธรรมทุกคร้ังท่ีมีผู้แสดงธรรม ควำมชั่ว ควำมควรไม่ควร ระหว่ำงสนทนำ ควรรักษำ และมีขอ้ ควรปฏิบัตใิ นกำรฟังธรรม ดงั น้ี มำรยำท ไม่ควรดูหมิ่นคู่สนทนำ ควรตั้งใจฟังแล้ว พิจำรณำไตร่ตรอง กำรสนทนำธรรมก่อให้เกิดประโยชน์ ๑.ควรมศี รัทธำในตวั ผ้แู สดงธรรม โดยทำให้เกิดควำมแตกฉำนในเร่ืองที่สนทนำ ทำให้รู้จัก ๒.ไม่ดูหม่นิ ธรรมทท่ี ่ำนแสดง ตนเองมำกขน้ึ และทำใหก้ เิ ลสในใจเบำบำง ๓.ทำด้วยควำมตง้ั ใจ ๔.นำเอำหลักธรรมไปปฏบิ ัติ
ปฏิบัติตามหลกั ธรรมสาหรบั การทางานและการมคี รอบครัว หลกั กำรสร้ำงปัญญำ (วฑุ ฒิธรรม ๔) คบหำสตั บุรุษและบัณฑติ วุฑฒธิ รรม ๔ เอำใจใส่เล่ำเรยี นหำควำมจริง (สัปปุรสิ สงั เสวะ) (สทั ธัมมัสสวนะ) ๑ ธรรมทพี่ ำไปสู่ควำมเจรญิ ๒ ๔ ประกำร ๓ ๔ ใชเ้ หตผุ ลไตรต่ รอง ทสี่ ำมำรถนำไปปรับใช้ ปฏิบตั ติ ำมทำนองคลองธรรม (โยนโิ สมนสกิ าร) สรำ้ งปญั ญำให้แกต่ นเองได้ (ธัมมานธุ ัมมปฏิปตั ต)ิ
ปฏิบตั ิตามหลักธรรมสาหรับการทางานและการมคี รอบครวั หลกั กำรสร้ำงควำมสำเรจ็ ในกำรทำงำน (อิทธิบำท ๔) ๒ อทิ ธิบาท ๔ วิรยิ ะ ๔ “ทำงแห่งควำมสำเร็จ” ควำมเพยี ร วมิ ังสา เปน็ เคร่อื งมือท่ีจะพำเรำไปสู่ ๑ กำรพจิ ำรณำ ควำมสำเร็จ มี ๔ ประกำร ฉนั ทะ สอบสวน ควำมพอใจ ๓ จติ ตะ กำรตงั้ จิตใจ ใหแ้ น่วแน่
ปฏบิ ตั ิตามหลักธรรมสาหรบั การทางานและการมีครอบครัว หลกั กำรสร้ำงตนเป็นคนดี (สัปปรุ สิ ธรรม ๗) สปั ปุรสิ ธรรม ๗ ธรรมทีท่ ำใหค้ นเปน็ คนดี มี ๗ ประกำร รู้จกั เหตุ • รู้จักคิดวำ่ สรรพสิ่งท่เี กิดข้นึ ลว้ นแต่มเี หตุ มใิ ช่เกดิ ขึน้ ลอยๆ รจู้ กั ผล • รวู้ ่ำเหตเุ กดิ จำกอะไรแลว้ ก็คำนึงถงึ ผลทต่ี ำมมำ เชน่ เกเร ติดยำเสพตดิ ชีวิตในอนำคตกจ็ ะมดื มน รจู้ ักตน • รจู้ กั ฐำนะของตน มีควำมรคู้ วำมสำมำรถแค่ไหน วำงตนใหเ้ หมำะสมกับฐำนะ ไมล่ มื ตน รู้จักประมำณ • รูจ้ ักพอดี กำรเรยี น กำรกิน กำรเท่ยี ว กำรนอน กำรจับจ่ำยใชส้ อยทกุ อย่ำงล้วนตอ้ งให้พอดี พอเหมำะ รูจ้ กั กำล • ต้องปรับตวั เองและกำรทำงำนให้เหมำะสมกับกำลเวลำ รู้จักใชเ้ วลำและร้จู ักทำงำนใหเ้ หมำะกับเวลำ รูจ้ กั ชุมชน • รู้จกั วำ่ ชุมชนหรือสงั คมมรี ะเบยี บแบบแผนหรือวัฒนธรรมอย่ำงไร แลว้ ปฏิบัตติ นให้ถกู ต้อง รู้จักบุคคล • รจู้ กั เลือกคนวำ่ คนใดควรคบไมค่ วรคบ ถำ้ คบคนผิดแลว้ ย่อมหำควำมเจรญิ ไดย้ ำก
๔หนว่ ยการเรียนรู้ที่ พระไตรปฎิ ก และพทุ ธศาสนสุภาษติ จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ • อธิบำยสังฆคณุ และข้อธรรมสำคญั ในกรอบอรยิ สัจ ๔ หรือหลักธรรมของศำสนำทีต่ นนบั ถือตำมทกี่ ำหนดได้
พระไตรปฎิ ก โครงสรำ้ ง ชอ่ื คัมภรี ์ และสำระสังเขปของพระอภิธรรมปิฎก • พระไตรปฎิ ก คมั ภีร์ทบี่ นั ทกึ คำสอนทำงพระพุทธศำสนำ ซ่งึ เปน็ หมวดหมู่ มี ๓ หมวดใหญ่ ได้แก่ พระวินยั ปฎิ ก พระสุตตันตปฎิ ก พระอภธิ รรมปฎิ ก • พระอภิธรรมปิฎก พระสูตรหรือเทศนำต่ำงๆ ท่ีพระพุทธเจ้ำทรงแสดงแก่บุคคลต่ำงๆ ต่ำงกรรม ต่ำงวำระ ซ่ึง รวบรวมไว้ในพระสุตตันตปิฎกนั่นเอง แต่นำเอำมำเรียบเรียงใหม่ในรูปวิชำกำรและอธิบำยให้ละเอียด เป็นข้ัน เปน็ ตอน
พระไตรปฎิ ก โครงสรำ้ ง ชอื่ คมั ภรี ์ และสำระสังเขปของพระอภธิ รรมปฎิ ก ธมั มสงั คณี พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ธำตุกถำ รวมขอ้ ธรรมเปน็ หมวด แล้วแยกอธบิ ำยเปน็ ประเภท แยกธรรมะในข้อธัมมสงั คณเี พอ่ื ใหช้ ัดเจน ปคุ คลบัญญตั ิ กถำวตั ถุ จัดขอ้ ธรรมตำ่ งๆ มำรวมในขนั ธ์ อำยตนะและธำตุ ยมก บญั ญตั ิเรียกบุคคลต่ำงๆ ตำมคุณธรรมท่ีมี ปฏั ฐำน อธิบำยทศั นะทีข่ ัดแยง้ ของนกิ ำยตำ่ งๆ อธิบำยธรรมเปน็ คู่ๆ ธรรมะท่เี ปน็ ปัจจัยเกือ้ กลู กัน ๒๔ อย่ำง
พระไตรปฎิ ก เรื่องน่ำรจู้ ำกพระไตรปิฎก (พุทธปณิธำน ๔ ในมหำปรนิ พิ พำนสตู ร) • พุทธปณิธาน คือ ควำมตั้งพระทัยของพระพุทธเจ้ำว่ำ ตรำบใดพระพุทธศำสนำยังไม่แพร่หลำย คือ พุทธบริษัท ท้ัง ๔ (ภิกษุ ภิกษุณี อุบำสก อุบำสิกำ) ยังไม่มีคุณสมบัติครบถ้วน พระองค์จะไม่เสด็จดับขันธปรินิพพำน คณุ สมบัตดิ งั กลำ่ ว คอื ศึกษา • พุทธบรษิ ัทควรไดศ้ ึกษำพระสัทธรรมอย่ำงเขำ้ ใจแจ่มแจง้ ปฏบิ ัติ ชแี้ จง • พุทธบริษทั ควรไดป้ ระพฤติปฏบิ ตั ติ ำมพระสัทธรรมที่ทรงแสดงไดอ้ ยำ่ งประจกั ษ์ในผล ปกปอ้ ง ของกำรประพฤตปิ ฏิบัติ • พทุ ธบรษิ ทั ควรชว่ ยกนั เผยแผพ่ ระสัทธรรมท่ีได้ศกึ ษำปฏบิ ัติมำแลว้ ได้อย่ำงลุม่ ลกึ และกวำ้ งขวำง • พทุ ธบริษทั ควรสำมำรถแก้ไขตอบโต้กำรกลำ่ ววจิ ำรณจ์ ว้ งจำบบดิ เบือนหลกั พระ สทั ธรรมใหย้ ตุ ลิ งด้วยควำมเรยี บรอ้ ย
พุทธศาสนสภุ าษติ อตฺตำ หเว ชิต เสยฺโย : ชนะตนนนั่ แลดกี วำ่ • การชนะตน กำรที่สำมำรถควบคุมตนเองใหท้ ำในส่งิ ท่ีควรทำและไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ กล่ำวอีกอย่ำงหน่ึงได้ว่ำ สำมำรถบังคับตนใหท้ ำควำมดี ละเว้นควำมชัว่ ได้ พระพทุ ธศาสนามีหลกั ธรรม ๓ ข้อ ทจี่ ะชว่ ยให้เอาชนะตน สติ ทมะ ขนั ติ ตอ้ งฝึกตนเองให้มีสติอย่เู สมอ กำรรู้จักข่มจิตขม่ ใจของตน อดทน อดกล้ัน และอดออม
พทุ ธศาสนสภุ าษิต ธมมฺ จำรี สขุ เสติ : ผู้ประพฤติธรรมยอ่ มอย่เู ปน็ สขุ • ผู้ประพฤติธรรม ผู้ปฏิบัติตำมคำส่ังสอนของพระพุทธเจ้ำ ซึ่งพระธรรมเบ้ืองต้นที่ควรประพฤติปฏิบัติ ได้แก่ ศีล ๕ และธรรม ๕ ศลี ๕ ธรรม ๕ • เว้นจำกกำรทำลำยชีวติ รวมไปถึงกำรทำร้ำยรำ่ งกำย กำรทรมำน กำร • มเี มตตำกรณุ ำ คือ กำรช่วยเหลือเออ้ื เฟื้อผอู้ ่ืนตำมโอกำสอันควร ขม่ เหงรงั แกร่ำงกำยและชวี ติ ของผู้อน่ื • เวน้ จำกกำรลักทรัพย์ รวมไปถึงกำรฉอ้ โกง ยักยอกและกำรเอำสิ่งของ • มสี มั มำอำชวี ะ คอื กำรหำเลย้ี งชีพโดยสุจรติ ของผู้อืน่ ดว้ ยวธิ กี ำรต่ำงๆ ทีเ่ จ้ำของไมเ่ ต็มใจให้ • เวน้ จำกกำรประพฤตผิ ดิ ในกำม กำรละเมิดของรักของผอู้ นื่ • มีควำมสำรวมในกำม คือ กำรไม่ลมุ่ หลงมัวเมำกับรปู รส กลิ่น เสยี ง สมั ผัส • เว้นจำกกำรพดู ปดหรือเวน้ จำกกำรพูดเท็จ • มคี วำมสัตย์ มสี จั จะและกำรพูดจำอ่อนหวำน ไม่พดู คำหยำบ • เว้นจำกกำรดืม่ สรุ ำเมรัย รวมไปถงึ สง่ิ เสพตดิ ทั้งหลำย เชน่ เฮโรอีน • มีสตริ อบคอบ คือ กำรร้จู ักยับยั้งช่ังใจไม่ตกอยู่ในควำมประมำท กญั ชำ
พุทธศาสนสภุ าษิต ธมมฺ จำรี สขุ เสติ : ผู้ประพฤตธิ รรมยอ่ มอยู่เปน็ สขุ ผลจำกกำรปฏิบตั ิศลี ๕ และ ธรรม ๕ ผลจำกกำรปฏิบัติ ผลจำกกำรไมป่ ฏิบัติ ผู้ปฏบิ ตั มิ คี วำมสงบสขุ เปน็ คนขเี้ หล้ำ เจ้ำชู้ คดโกง อยู่หำ่ งจำกกำรปองรำ้ ยของผูอ้ ืน่ ไมม่ คี นอยำกคบหำสมำคม อำชพี กำรงำนไมก่ ำ้ วหนำ้ เป็นผมู้ ีเมตตำจิต มองโลกในเเง่ดี ไม่มคี วำมวติ กกงั วล จิตใจไมเ่ ปน็ สุข ขำดเเคลนทรพั ย์ มคี นรกั ใครน่ บั ถอื
พุทธศาสนสุภาษติ ปมำโท มจจฺ โุ น ปท : ควำมประมำทเป็นทำงแหง่ ควำมตำย • ความประมาท คือ กำรขำดสติ ปล่อยใจใหล้ ่องลอยไป ไมร่ ู้สึกตัววำ่ กำลงั ทำอะไร กำลังพูดอะไร ไม่รู้จักระวังตัวในสิ่งท่ีควร ระวัง ปรำศจำกควำมรอบคอบในกำรเตรยี มตัวไว้เผชิญกบั เหตุกำรณ์ที่จะเกดิ ในอนำคต • ควำมไม่ประมำท จึงหมำยถึง กำรมีสติต่ืนอยู่เสมอ รู้ว่ำกำลังทำอะไรในปัจจุบันและเตรียมพร้อมสำหรับส่ิงท่ีจะเกิดใน อนำคต • ควำมประมำทเปน็ ส่ิงไม่ดีและควำมไม่ประมำทเป็นส่ิงดี แต่หำกระมัดระวังจนเกินเหตุก็จะกลำยเป็นคนลังเลใจ มีแต่ควำม วิตกกงั วล มองโลกในแงร่ ำ้ ย คนแบบนี้คงไม่ประสบควำมสำเรจ็ ในชีวิต แมเ้ หตุร้ำยจะไม่ค่อยเกิดข้ึนแต่คนที่ประมำทเกินไป ขำดสติอยู่บ่อยๆ กค็ งจะไม่ประสบควำมสำเรจ็ ในชีวติ เหมือนกนั ดงั น้นั จึงควรเดนิ ตำมทำงสำยกลำง • ควำมประมำทมีไดท้ ง้ั ทำงโลกและทำงธรรม ในทำงธรรม กำรไม่ระวังตัวทำให้จิตใจฟุ้งซ่ำนคิดแต่เร่ืองอกุศล ก็อำจเป็นทำง ใหเ้ ดินไปสู่ควำมชวั่ ได้โดยไม่ต้ังใจ • ส่วนในทำงโลก กำรไม่ระวังตัวขำดสติ ไม่รอบคอบ และไม่หำทำงป้องกันอันตรำยหรืออุปสรรคที่อำจจะเกิดข้ึนในกำรทำ กิจกำรต่ำงๆ ก็อำจทำให้กจิ กำรนั้นๆ เสยี หำยหรอื ไดผ้ ลไม่ดเี ทำ่ ทคี่ วร
พุทธศาสนสภุ าษติ สุสสฺ ูส ลภเต ปญฺญ : ฟังดว้ ยดยี ่อมไดป้ ญั ญำ • ปัญญา คือ ควำมรู้ อำจแยกได้ ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ รู้หลักวิชำและรู้หลักควำมประพฤติ มนุษย์เป็นสัตว์โลกท่ีมีปัญญำ มี ควำมรูท้ งั้ สองอยำ่ งได้ ปัญญำน้ันเกดิ ไดห้ ลำยทำง และทำงท่เี กิดไดม้ ำกท่สี ดุ ทำงหนง่ึ คือ กำรฟัง ควรปฏิบัติ ดังนี้ • ต้องเลือกคนท่ีเรำจะฟัง • ไม่ควรมีอคตติ อ่ ผูพ้ ดู • ต้องมีสมำธิ • ตอ้ งร้จู ักกำรแยกแยะ
๕หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ หนา้ ที่ชาวพทุ ธ และมารยาทชาวพุทธ จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ๑. วิเครำะห์หน้ำที่และบทบำทของสำวกและปฏิบัติตนต่อสำวกตำมท่ีกำหนดได้ถกู ต้อง ๒. ปฏบิ ตั ิตนอย่ำงเหมำะสมตอ่ บคุ คลต่ำงๆ ตำมหลักศำสนำตำมท่กี ำหนดได้ ๓. ปฏิบัตหิ น้ำท่ีของศำสนกิ ชนที่ดีได้ ๔. แสดงตนเป็นพทุ ธมำมกะหรือแสดงตนเปน็ ศำสนิกชนของศำสนำที่ตนนับถือได้ ๕. นำเสนอแนวทำงในกำรธำรงรกั ษำศำสนำที่ตนนับถอื ได้
หนา้ ทข่ี องพระภิกษุ กำรศึกษำ • การศึกษา หมำยถึง กำรเรียนพระพุทธวจนะ สมัยก่อนใช้วิธีท่องจำ เรียกว่ำ “มุขปำฐะ” ถ่ำยทอดสืบต่อกันมำ ต่อมำมกี ำรเรยี กประชุม “สงั คำยนำ” (รอ้ ยกรองหรือสวดสอบทำนกนั ) เพอ่ื ควำมถูกตอ้ งสมบูรณ์ยิ่งขน้ึ • พระพุทธวจนะเป็นจำนวนมำกถูกถ่ำยทอดผ่ำนระบบท่องจำ ทำให้คำสอน ของพระพุทธเจ้ำสบื ทอดมำกว่ำ ๒,๐๐๐ ปี • กำรศึกษำเล่ำเรียนพระพุทธวจนะน้ีต่อมำ เรียกว่ำ “คันถธุระ” (หน้ำที่ด้ำนกำรเรียนพระคัมภีร์) เป็นกำรเรียนรู้วิชำเพื่อ เกื้อกูลและสนบั สนุนกำรปฏิบตั ิธรรมใหเ้ กดิ ผลดี
หนา้ ที่ของพระภกิ ษุ กำรปฏิบตั ิ • ภำระหน้ำที่น้ี เรียกตำมศัพท์ศำสนำว่ำ “วิปัสสนำธุระ” (หน้ำท่ีปฏิบัติเพื่อควำมเห็นแจ้ง) หมำยถึง กำรฝึกฝน อบรมจติ ให้เปน็ สมำธิและใหม้ พี ลงั เพื่อนำไปใช้ในกำรขม่ หรือกำจัดกิเลส คือ ควำมเศร้ำหมองแห่งจิตและให้เกิด ควำมรู้แจ้งเห็นจริง กำรปฏิบัติตำมทฤษฎีที่ได้ศึกษำมำข้ำงต้นน้ี ก็เพ่ือกำรดับทุกข์เป็นขั้นๆ จนถึงควำมดับทุกข์ โดยส้นิ เชงิ คุณค่าและประโยชนท์ ไี่ ด้จากการปฏิบตั ิตามหลกั ธรรม • สำมำรถควบคุมกำย วำจำ ให้เรียบรอ้ ย งดเวน้ จำกข้อห้ำมที่พระพุทธเจำ้ ได้ทรงบัญญตั ิไวไ้ ด้ • สำมำรถฝกึ ฝนจติ ใจของตนเองให้มสี มำธิอันแนว่ แนจ่ นจติ สงบ ขจัดสิ่งมวั หมองออกจำกใจได้ • ก่อให้เกิดปัญญำท่ีเกิดจำกกำรฝึกปฏิบัตินั้น สำมำรถปล่อยวำงจำกควำมโลภ ควำมโกรธ ควำมหลง ให้ลดลง จนหมดไปโดยส้นิ เชิง
หน้าทข่ี องพระภกิ ษุ กำรสงั่ สอนและเผยแผพ่ ระธรรม • กำรส่ังสอนและเผยแผ่พระธรรมเป็นกำรทำประโยชน์แก่สังคม (ประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อ่ืน) หมำยถึง กำรทำ ประโยชน์แก่ชำวบ้ำนผู้ได้อนุเครำะห์ช่วยเหลือพระสงฆ์ด้วยปัจจัย ๔ หรืออีกนัยหน่ึง หมำยถึง กำรทำ ประโยชนแ์ กช่ ำวโลกทัง้ มวล • ในพระไตรปิฎกเล่มท่ี ๑๑ พระพุทธเจ้ำได้ตรัสถึงหน้ำท่ีของพระสงฆ์ในด้ำนกำรส่ังสอนและกำรเผยแผ่ธรรม แกป่ ระชำชนไว้ ๖ ประกำร สอนใหเ้ ขำละเว้นจำกควำมชั่ว สอนส่ิงทีเ่ ขำไมเ่ คยสดับรับฟังมำก่อน แนะนำให้เขำตง้ั อยู่ในควำมดี อนเุ ครำะห์ด้วยจติ ใจอนั งำม ชแ้ี จงสง่ิ ทเ่ี ขำไดย้ นิ ไดฟ้ งั มำแลว้ ให้แจ่มแจง้ ย่ิงข้นึ บอกทำงสวรรคใ์ ห้
หนา้ ทีข่ องพระภกิ ษุ กำรสั่งสอนและเผยแผพ่ ระธรรม ความสาคัญของการเผยแผค่ าสอนของพระพทุ ธเจา้ • เป็นกำรช่วยเผยแผ่พระธรรมคำส่ังสอนของพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำให้เป็นท่ีแพร่หลำยทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจมำนับ ถอื พระพุทธศำสนำมำกขึน้ เพรำะวิถที ำงพระพุทธศำสนำได้ใหแ้ นวทำงกำรใชช้ ีวติ ท่สี งบ • เป็นกำรช่วยสบื ทอดพระพุทธศำสนำและทำใหม้ ีผสู้ นใจเข้ำมำบวชเรยี นศึกษำพระธรรมเพื่อเป็นศำสนทำยำทต่อไป • เป็นกำรสร้ำงควำมรู้ ควำมเข้ำใจท่ีถูกต้องของพระพุทธศำสนำ โดยพระสงฆ์ ผู้ท่ีปฏิบัติดี ทำหน้ำที่เป็นผู้เผยแผ่ธรรมะ ทถ่ี ูกตอ้ งใหแ้ กผ่ ้ทู ่ียงั ไมเ่ ข้ำใจหรอื เข้ำใจผิด ได้เขำ้ ใจหลกั ธรรมอย่ำงแจ่มแจ้งและถกู ตอ้ งมำกข้ึน • ลดปญั หำสังคม เมอื่ หลักธรรมได้เผยแผ่ออกไป ประชำชนเล่ือมใสศรัทธำพระพุทธศำสนำแล้วมำกข้ึน ปัญหำสังคมต่ำงๆ เช่น กำรลักขโมย กำรเลน่ กำรพนนั สิ่งเสพตดิ ต่ำงๆ ก็จะลดนอ้ ยลง และปลอดจำกอบำยมุขในท่ีสดุ
มารยาทชาวพุทธ กำรปฏบิ ัตติ นต่อพระภกิ ษใุ นงำนศำสนพิธีท่ีบำ้ น • กำรอำรำธนำพระสงฆ์มำเจรญิ พระพุทธมนต์ งำนมงคลนยิ มนมิ นต์พระจำนวน ๕ รูป ๗ รปู หรอื ๙ รปู • เมื่อพระมำถึงควรรับรองทำ่ นด้วยอธั ยำศยั ไมตรี • นมิ นตพ์ ระสงฆ์ให้นัง่ ท่สี มควรทจี่ ัดไว้ • ถวำยของรับรอง เช่น นำ้ ด่ืมหรือนำ้ ผลไม้ ไมค่ วรถวำยหมำกพลู บหุ ร่อี ันเป็นส่ิงเสพติด • ถ้ำยังไม่ถงึ เวลำประกอบพธิ ี เจำ้ ภำพควรอยรู่ ว่ มสนทนำกบั ทำ่ นตำมสมควร • เมื่อเสร็จพธิ ี ควรเดินตำมไปสง่ ท่ำนจนพ้นบริเวณงำนหรอื ไปสง่ ถึงวัด
มารยาทชาวพทุ ธ กำรสนทนำและกำรใช้คำพดู กับพระภิกษุตำมฐำนะ • กำรสนทนำกบั พระภิกษุ พงึ ปฏิบตั ิตน ดงั นี้ • ควรพูดจำอย่ำงไพเรำะ ไม่กระโชกโฮกฮำก เสียดสี แดกดัน • ใช้คำพดู ใหถ้ ูกต้องเหมำะสมแก่สถำนภำพของตนเองและพระสงฆ์ • ไมล่ อ้ เล่นกับพระสงฆ์ หรอื พดู ตลกโปกฮำ • เม่ือพูดกบั พระผ้ใู หญค่ วรพนมมือพูดกับทำ่ นทกุ คร้งั • ไม่ชวนพระสงฆพ์ ดู คยุ เรอ่ื งทไ่ี มเ่ หมำะสม • เวลำพดู ถงึ พระสงฆล์ ับหลงั พงึ พดู ดว้ ยควำมปรำรถนำดี • เวลำพูดกับพระสงฆ์จะตอ้ งใชส้ รรพนำมให้เหมำะสม
มารยาทชาวพุทธ กำรสนทนำและกำรใช้คำพดู กับพระภิกษตุ ำมฐำนะ ระดบั ฐำนะของพระภกิ ษุ สรรพนำมแทนพระภกิ ษุ สรรพนำมแทนตวั ผ้พู ดู คำรับ (ชำย) สรรพนำมแทนตวั ผพู้ ดู คำรบั (หญงิ ) (ชำย) (หญงิ ) สมเด็จพระสังฆรำช ฝำ่ พระบำท พ่ะยะ่ ค่ะ เพคะ เกล้ำกระหมอ่ ม กระหม่อม กระหม่อมฉัน เจ้ำค่ะ สมเดจ็ พระรำชำคณะ พระเดชพระคุณ กระหมอ่ ม ครบั กระผม ดิฉนั ค่ะ พระรำชำคณะ หรือใต้เท้ำ เกลำ้ กระผม หรอื ครับผม ดฉิ ัน ค่ะ พระรำชำคณะ ดิฉัน ชน้ั สำมญั ข้นึ ไป ทำ่ นเจ้ำคณุ กระผมหรอื ผม ครบั คะ่ พระครูสัญญำบัตร หรือพระคณุ เจำ้ ดฉิ นั พระครูฐำนำนกุ รม กระผมหรอื ผม ครับ ค่ะ ทำ่ นพระครู ดฉิ นั ค่ะ พระมหำเปรียญ หรอื ทำ่ น กระผมหรือผม ครับ ดฉิ ัน พระสงฆผ์ ้เู ปน็ ญำติ ทำ่ นมหำหรือท่ำนหลวง กระผมหรอื ผม ครบั พระผใู้ หญ่ ลงุ หลวงนำ้ หลวงพี่ ฯลฯ กระผมหรือผม ครบั พระทว่ั ไป (ตำมฐำนะเดมิ ) ทไ่ี มม่ สี มณศกั ดิ์ หลวงพอ่ หลวงตำ หรอื หลวงปู่ พระคณุ เจ้ำ หรือท่ำน
มารยาทชาวพทุ ธ กำรแต่งกำยในพิธตี ่ำงๆ • กำรแตง่ กำยเมื่อไปพบพระท่ีวดั หรอื นมิ นต์พระมำที่บำ้ นท่ีพึงปฏิบตั ิ • ควรแต่งกำยให้สะอำดสะอ้ำน ซ่ึงไม่เกี่ยวกับควำมเก่ำ ควำมใหม่ เส้ือผ้ำนั้นควรซักรีดให้ เรียบรอ้ ย รองเท้ำก็ขดั ให้ดเู งำงำม • แต่งกำยให้สุภำพเรียบร้อย สุภำพสตรีควรแต่งกำยให้รัดกุม เช่น ไม่นุ่งกระโปรงที่มีควำมส้ัน จนเกนิ ไป ไม่ใสเ่ สอ้ื ผำ้ รัดรูปจนเกินไป
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226