Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore คู่มือการบริหารจัดการควาามเสี่ยงด้านอุทกภัยอย่างบูรณาการ_ADPC

คู่มือการบริหารจัดการควาามเสี่ยงด้านอุทกภัยอย่างบูรณาการ_ADPC

Published by pischa.pc, 2021-04-22 18:55:59

Description: คู่มือการบริหารจัดการควาามเสี่ยงด้านอุทกภัยอย่างบูรณาการ_ADPC

Search

Read the Text Version

ภาคผนวก บท ่ีท 3 ตวั อย่างการประเมินความเสยี่ งจากน้ำ�ทว่ มในพ้นื ที่โดยรอบสนามบินสุวรรณภูมิ บนพืน้ ทน่ี �ำ้ ทว่ มถงึ ฝ่งั ตะวันออกของกรงุ เทพมหานคร (Example on Flood Hazard and Risk Analysis in Eastern Bangkok Flood Plain) เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสตู รการบรหิ ารจดั การความเสย่ี งดา้ นอุทกภยั อยา่ งบรู ณาการ 85

บทท่ี 3 ภาคผนวก ตวั อย่างการประเมินความเสยี่ งจากน�้ำ ทว่ มในพ้ืนทีโ่ ดยรอบสนามบนิ สุวรรณภมู ิ บนพ้นื ที่น้ำ�ทว่ มถงึ ฝง่ั ตะวนั ออกของกรุงเทพมหานคร (Example on Flood Hazard and Risk Analysis in Eastern Bangkok Flood Plain) A1 บทน�ำ สนามบินนานาชาตแิ หง่ ท่ีสองของกรงุ เทพมหานคร หรือสนามบนิ สุวรรณภมู ิตง้ั อยูบ่ นพ้ืนท่ีฝงั่ ตะวนั ออก ของกรุงเทพฯ ซ่ึงพนื้ ทด่ี งั กลา่ วเกิดอทุ กภยั บ่อยครงั้ เนือ่ งจากฝนตกหนักในพืน้ ท่ซี ่งึ เปน็ พื้นที่ราบมีความ ลาดเอยี งต่ำ� การสรา้ งสนามบินสุวรรณภูมิและการพฒั นาเมืองอยา่ งรวดเร็วในบริเวณรอบขา้ งสนามบนิ ส่งผลใหพ้ ื้นทโี่ ดยรอบมคี วามสามารถในการเก็บกกั นำ�้ และการระบายน้ำ�ลดลง ในปีค.ศ.2009กรมชลประทานไดส้ ร้างคลองระบายน้�ำ ขนาดกวา้ ง60เมตรเรียกว่าคลองสุวรรณภมู ิและ สร้างสถานสี ูบน้�ำ ขนาดใหญท่ ี่มปี ระสิทธิภาพในการระบายนำ้�100ลกู บาศกเ์ มตรตอ่ วนิ าทีเพ่อื สบู นำ�้ ออก จากคลองส�ำ โรงซ่งึ อยทู่ างทิศใตข้ องสนามบินไปยงั อ่าวไทย อยา่ งไรกต็ าม ในกรณีอุทกภัยทม่ี ีความรนุ แรง ก็ยังมีความจำ�เป็นในการเตรียมแผนการลดผลกระทบจากน้ำ�ท่วมที่มีการจัดลำ�ดับความสำ�คัญของการ ดำ�เนินงานเนือ่ งจากมีงบประมาณจำ�กัด การศกึ ษานีไ้ ด้น�ำ เสนอหลกั การส�ำ หรบั การจดั ทำ�แผนท่ีเสยี่ งภัย นำ้�ท่วมสำ�หรับพน้ื ที่นำ�้ ทว่ มถงึ ฝง่ั ตะวนั ออกของกรงุ เทพมหานคร(Keokhumcheng,Tingsanchaliand Clemente, 2012) ทัง้ น้ี เน่อื งจากสนามบินมรี ะบบป้องกนั น�ำ้ ท่วมของตนเองจึงไมไ่ ด้รวมอยู่ในพื้นทีก่ าร ศึกษาฉบบั น้ี พืน้ ที่การศึกษาทั้งหมด มขี นาด 624 ตารางกิโลเมตร ซึง่ เปน็ พนื้ ทโ่ี ดยรอบสนามบินสุวรรณภูมดิ งั ทแ่ี สดง ไว้ในรูป A1 ระดบั พ้นื ดนิ โดยเฉลยี่ อยูร่ ะหวา่ ง 0.4 ถงึ 1.0 เมตรเหนือระดับนำ้�ทะเลปานกลาง ลกั ษณะ ภมู ปิ ระเทศของพื้นทีเ่ ปน็ ที่ราบแบน มีปริมาณนำ�้ ฝนเฉล่ียต่อปีอยทู่ ่ี 1,234 มลิ ลิเมตร ฤดฝู นอยูร่ ะหวา่ ง เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม A2 ระเบียบวธิ วี จิ ยั งานวิจัยนใ้ี ช้แบบจ�ำ ลองการเคล่อื นทีข่ องน�้ำ เชงิ พลศาสตร์ (Hydrodynamic Model) แบบ MIKE FLOOD (DHI 2003a) เพ่ือจ�ำ ลองการไหลของน�ำ้ ในระบบเครือข่ายคลองและการไหลบา่ ของนำ้�ในพนื้ ท่ี 86 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลกั สตู รการบริหารจัดการความเสย่ี งด้านอุทกภยั อย่างบูรณาการ

นำ้�ท่วมถงึ แบบจ�ำ ลองได้ถกู ทำ�ให้เปน็ มาตรฐานและผ่านการทดสอบแลว้ ด้วยการใชร้ ะดับนำ้�ทว่ มทม่ี ี การเฝ้าสังเกตกุ ารณม์ า เมอื่ เสรจ็ ส้นิ กระบวนการทดสอบ แบบจ�ำ ลองนี้ถูกใช้เพอ่ื คาดการณค์ วามลกึ และ ระยะเวลาของนำ้�ทว่ มในช่วงคาบการเกิดฝนตกระยะ 25, 50 และ 100 ปี ความเสี่ยงจากน้ำ�ท่วมถูกกำ�หนดขึ้นจากการพิจารณาภาวะภัยน้ำ�ท่วมและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น จากเหตกุ ารณน์ ำ้�ท่วม โดยประเด็นในการพิจารณาภาวะภัยน�ำ้ ทว่ มเก่ยี วขอ้ งกับความลกึ ของน�ำ้ ท่ที ว่ ม และระยะเวลาทเี่ กิดนำ้�ทว่ ม ในขณะที่ความเสียหายจากน�ำ้ ทว่ มจะพจิ ารณาจากมลู คา่ สนิ ทรัพย์ที่อย่ใู น ภาวะเสีย่ งและความหนาแน่นของประชากรตอ่ หน่วยพื้นท่ี ด้วยเหตุนี้ ความเส่ยี งจากน้ำ�ท่วมคาดการณ์ จะมีค่าเทียบเทา่ ผลการคูณของภาวะภยั น�้ำ ท่วมและมลู คา่ ความเสยี หายทอ่ี าจเกดิ ขน้ึ จากน้ำ�ท่วม บท ่ีท 3 รูปที่ A1 พื้นทศี่ ึกษาโดยรอบสนามบนิ นานาชาตสิ ุวรรณภูมิ A2.1 ระเบยี บวธิ ใี นการจำ�ลองสถานการณก์ ารไหลบา่ ของอุทกภัย การออกแบบอนุกรมเวลาปรมิ าณน�้ำ ฝน (Design Time Series Rainfall): ภายในพนื้ ทก่ี ารศกึ ษามสี ถานี ตรวจวัดน้�ำ ฝนรวมท้งั ส้ิน 7 สถานี และได้ใช้วิธี Thiessen Polygon ในการก�ำ หนดพน้ื ทีก่ ารท�ำ งานของ เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสตู รการบรหิ ารจดั การความเส่ียงดา้ นอุทกภัยอยา่ งบูรณาการ 87

บทท่ี 3 สถานีตรวจวัดน�้ำ ฝนแต่ละสถานี สว่ นการวเิ คราะหค์ วามถฝ่ี นตกจะใช้ Gumbel Probability Distribution และอ้างอิงปรมิ าณนำ้�ฝนสูงสดุ รายปรี ะหว่างปี ค.ศ. 1955 - 2004 ซง่ึ ครอบคลุมปีท่เี กิดอุทกภยั ไดแ้ ก่ ปี ค.ศ. 1980, 1983, 1990 และ 1995 นอกจากน้ี ยังมีการใช้ค่าเฉล่ียการกระจายปรมิ าณน�ำ้ ฝนรายวนั ในชว่ งฤดูฝนตง้ั แต่เดอื นพฤษภาคมถึงเดอื นพฤศจิกายนปี ค.ศ. 1994 - 2004 ซึง่ รวมปี ค.ศ. 1995 ทเี่ กิด อทุ กภยั คร้งั ใหญ่ เพื่อใชใ้ นการพฒั นา Dimensionless Hyetograph ส�ำ หรบั คาบการเกดิ 25, 50 และ 100 ปี A2.2 แบบจำ�ลองการเคล่อื นทขี่ องนำ�้ เชงิ พลศาสตร์ (Hydrodynamic Model) การจัดทำ�เคา้ โครงเครอื ขา่ ยคลองและพนื้ ท่ีนำ้�ท่วมถึง: ในพน้ื ทศ่ี กึ ษามีคลองท้งั สนิ้ 121 คลอง ซง่ึ ตดั ไขว้ กนั เปน็ เครอื ข่าย (รปู ท่ี A1) จากพ้นื ฐานลกั ษณะภูมปิ ระเทศของพ้ืนทนี่ ้ำ�ท่วมถงึ และทศิ ทางการไหลของ น้�ำ ท่วมจะเหน็ ว่าพนื้ ท่เี กบ็ กักนำ�้ ในพน้ื ทนี่ ้�ำ ทว่ มถึงมคี วามเชอ่ื มตอ่ กับระบบคลอง และมคี นั กนั นำ้�ช่วย ปอ้ งกันนำ้�ไม่ให้ไหลจากภายนอกเขา้ สพู่ ้ืนท่ีศกึ ษา แผนภาพเคา้ โครงเครือข่ายคลองมแี สดงไวใ้ นรปู ที่ A2 รูปท่ี A2 แผนภาพเคา้ โครงเครอื ขา่ ยคลองในแบบจ�ำ ลองคณติ ศาสตร์ส�ำ หรับพน้ื ทีศ่ ึกษา 88 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสูตรการบรหิ ารจดั การความเส่ยี งด้านอุทกภัยอย่างบรู ณาการ

การคำ�นวณการเคล่ือนทขี่ องน้�ำ ทว่ มโดยแบบจ�ำ ลอง 1 มติ ิ MIKE 11: การแพร่กระจายของคลนื่ น้�ำ ทว่ ม บท ่ีท 3 ตลอดล�ำ คลองไดถ้ กู ค�ำ นวณไวโ้ ดยการใช้แบบจ�ำ ลองการเคล่อื นท่ขี องน้ำ� MIKE 11 (DHI 2003b) คา่ สมั ประสทิ ธค์ิ วามขรุขระของคลอง (Channel Roughness Coefficient) หรอื ค่าสัมประสิทธิแ์ มนน่ิง (Manning’s n Value) (Chow 1973) ถกู ก�ำ หนดไว้ขนั้ ต้นที่ 0.023 ในการศกึ ษานี้ การค�ำ นวณการเคลื่อนทข่ี องนำ้�ท่วมโดยแบบจ�ำ ลอง 2 มิติ MIKE 21: แบบจ�ำ ลองการเคลอื่ นท่ีของน�้ำ MIKE 21 (DHI 2003c) กับแบบจำ�ลองพน้ื ดินแบบดจิ ิตลั (Digital Elevation Model: DEM) ขนาดพิกัด 200 ม. x 200 ม. ได้ถูกนำ�มาใชก้ บั พนื้ ทน่ี ำ้�ทว่ มถงึ ทงั้ หมด 624 ตร.กม. โดยหกั ลบด้วยพื้นที่ของสนามบิน สุวรรณภูมิจำ�นวน 32 ตร.ม. ได้จำ�นวนตาราง (Grid) ท้งั สิน้ 14,800 ตาราง และเน่อื งจากพ้นื ที่นำ�้ ท่วม ถึงนี้เปน็ นาขา้ ว ค่าสัมประสทิ ธแิ์ มนนงิ่ สำ�หรับพนื้ ทน่ี จี้ งึ ตง้ั ไวท้ ่ี 0.05 ตามการศกึ ษาของ Chow (1973) แบบจ�ำ ลอง MIKE FLOOD: MIKE FLOOD (DHI 2003b) เชอ่ื มต่อแบบจำ�ลอง 1 มิติ MIKE 11 กบั แบบจำ�ลอง 2 มิติ MIKE 21 เข้าด้วยกันเป็นระบบแบบจำ�ลองพลวัตเดียวกัน ค่าความเชื่อมโยงของ การไหลระหว่าง MIKE 11 และ MIKE 21 ข้ามคันคลองถูกคำ�นวณโดยใช้ค่าสมั ประสทิ ธิ์ของฝายทมี่ ีสนั กวา้ ง (Broad-crested Weir Coefficient) ในการศึกษาน้ีต้งั ค่าสมมติฐานเบื้องต้นของสัมประสทิ ธนิ์ ้ไี ว้ ที่ 1.705 ม.1/2/วนิ าที (Henderson 1966) โดยมีการสะสมของปรมิ าณน้�ำ ทว่ มเกิดจากปริมาณฝนตกใน พื้นท่ีการศกึ ษาและปรมิ าณน�ำ้ ทถี่ ูกปล่อยออกจากสนามบนิ สุวรรณภมู สิ พู่ ้ืนท่รี าบน้ำ�ท่วมถงึ ในอตั รา 12 ลบ.ม.ตอ่ วนิ าที การจ�ำ ลองน้ำ�ท่วม: ในการศึกษานไี้ ด้ทำ�การจ�ำ ลองเหตุการณน์ ้ำ�ทว่ มในช่วงระยะเวลา 2 เดือนระหวา่ ง เดือนกนั ยายนและตลุ าคมเนอ่ื งจากเป็นช่วงที่มีปรมิ าณน้ำ�ฝนต่อเดือนสงู สดุ ผลของการจ�ำ ลองได้แสดง ไว้ในรปู ความลกึ ของน้ำ�ท่วมรายชั่วโมงส�ำ หรับพนื้ ทีน่ �ำ้ ท่วมถงึ ทุก ๆ ตาราง 200 ม. x 200 ม. ทไ่ี ด้ก�ำ หนด ไวใ้ นการศึกษานี้ การจำ�แนกกลุ่มความลึกของน้ำ�ท่วมสงู สุด: ความลึกของน�้ำ ทว่ มสงู สุดทไ่ี ด้จ�ำ ลองขน้ึ สำ�หรับคาบการเกดิ หนง่ึ ๆ ถกู แบ่งออกเปน็ 4 กลุม่ ความลึก (ต�่ำ ปานกลาง สงู และสงู มาก) อา้ งองิ ดว้ ยขอบเขตความลึก 3 ขนาดทไ่ี ด้จากการส�ำ รวจแบบสอบถาม (0.45 0.90 และ 1.20 ม.) ระดบั ฐานสว่ นทีอ่ ยูเ่ หนอื พนื้ ดนิ ของ อาคารและบ้านเรอื นในการศึกษานสี้ งู โดยเฉลย่ี ประมาณ 0.45 ม. หากเกดิ น้�ำ ท่วมท่ีมคี วามลกึ นอ้ ยกว่า หรือเท่ากบั 0.45 ม. จะเกิดความเสียหายเกดิ เล็กนอ้ ย หากความลกึ ของน�้ำ ทว่ มสงู กว่า 0.45 ม. แต่ไม่ เกิน 0.90 ม. จะเกิดความเสยี หายปานกลาง หากความลกึ ของนำ�้ ท่วมสงู กว่า 0.90 ม. แตไ่ ม่เกิน 1.20 ม. จะมคี วามเสยี หายมากและอาจเกิดการเสียชีวติ ได้ และถา้ หากความลึกของน�้ำ ท่วมสงู กวา่ 1.20 ม. จะมี ความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการสูญเสียชวี ิต เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสตู รการบริหารจดั การความเสี่ยงดา้ นอุทกภัยอย่างบูรณาการ 89

บทท่ี 3 การจ�ำ แนกกลมุ่ ของระยะเวลาทเ่ี กดิ น�ำ้ ทว่ ม: พน้ื ทท่ี ถ่ี กู น�ำ้ ทว่ มจะถกู แบง่ ออกเปน็ พน้ื ทท่ี ม่ี นี �ำ้ ทว่ มนอ้ ยมาก และพน้ื ทท่ี ไ่ี ดร้ บั ผลกระทบจากน�ำ้ ทว่ ม เปน็ การจดั กลมุ่ โดยอา้ งองิ ความลกึ ของน�ำ้ ทว่ มทก่ี อ่ ใหเ้ กดิ อปุ สรรค ตอ่ การด�ำ รงชวี ติ ของประชาชน ในการศกึ ษานไ้ี ดค้ า่ ความลกึ ของน�ำ้ ทว่ มดงั กลา่ วจากคา่ เฉลย่ี ระดับน�ำ้ ท่วม จากแบบสอบถามประชาชนผปู้ ระสบภยั น�ำ้ ทว่ มในพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา ซง่ึ พบวา่ ความลกึ ของน�ำ้ ขนาด 0.22 ม. เปน็ ตน้ ไป เปน็ ระดบั ความลกึ ของน�ำ้ ทว่ มทท่ี �ำ ใหเ้ กดิ อปุ สรรคตอ่ การด�ำ รงชวี ติ ของประชาชน จากนน้ั จงึ ใชพ้ น้ื ทใ่ี นกลมุ่ ทไ่ี ดร้ บั ผลกระทบจากน�ำ้ ทว่ มเปน็ พน้ื ทเ่ี พอ่ื ศกึ ษาระยะเวลาทน่ี �ำ้ ทว่ ม ซ่งึ อ้างอิงตามวิธีการ เดยี วกับ Islam and Sado (2000) สามารถแบง่ ออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะ เวลานาน และระยะเวลานานมาก อยา่ งไรกด็ ี การศกึ ษาเพอ่ื ระบรุ ะยะเวลาของน�ำ้ ทว่ มเปน็ งานทต่ี อ้ งใชค้ วาม อตุ สาหะและใชเ้ วลามาก จงึ ไดใ้ ชแ้ ผนทน่ี �ำ้ ทว่ มจากการจ�ำ ลองสถานการณ์ 3 แบบทม่ี รี ะดบั ความลกึ ของน�ำ้ ทว่ ม ตา่ งกนั คอื แบบน�ำ้ ก�ำ ลงั ขน้ึ แบบน�ำ้ ทว่ มสงู สดุ และ แบบน�ำ้ ทว่ มทก่ี �ำ ลงั ลด ในการก�ำ หนดระยะเวลาน�ำ้ ทว่ ม แทน ทงั้ นี้ แผนทน่ี �ำ้ ทว่ มในเวลาน�ำ้ ทว่ มสงู สดุ สรา้ งขน้ึ จากการจ�ำ ลองสถานการณท์ ค่ี �ำ นวณระดบั ความลกึ ของน�ำ้ ทว่ มไดส้ งู ทส่ี ดุ ในขณะท่ีแผนทน่ี ้ำ�ท่วมส�ำ หรับนำ้�ที่ก�ำ ลังสูงขน้ึ ถกู จ�ำ ลองจากสถานการณ์เมอื่ พืน้ ท่ี ท่ถี กู ท่วมลกึ ทสี่ ุดมีน�ำ้ เอ่อสูงขน้ึ ถงึ ระดับ 50% ของระดับน�ำ้ ท่วมสงู สุด และแผนท่ีน้ำ�ทว่ มสำ�หรบั นำ�้ ท่ี ก�ำ ลงั ลดกอ็ า้ งอิงสถานการณเ์ มอื่ พนื้ ท่ถี ูกนำ�้ ท่วมสงู ที่สดุ มรี ะดับน้�ำ ลดนอ้ ยลงมาเหลอื 50% ของระดบั น�้ำ ท่วมสูงสดุ ระยะเวลาของน�้ำ ทว่ มในกลุ่มความลึกต่างกันในแตล่ ะหน่วยตารางพน้ื ทจี่ ะถูกค�ำ นวณโดย การวางซ้อนทับกนั ของแผนท่ีนำ้�ท่วมท้ัง 3 แบบ พ้นื ทที ถี่ กู น�ำ้ ทว่ มในแผนท่ีทง้ั 3 แบบจะถกู พิจารณาวา่ เปน็ พื้นทท่ี ่ีมีระยะเวลาน�้ำ ทว่ มแบบนานมาก พ้ืนทท่ี ่ีถกู น้�ำ ท่วมในแผนทเี่ พียง 2 แบบจะถูกพจิ ารณาวา่ เปน็ พน้ื ทน่ี �ำ้ ทว่ มทม่ี รี ะยะเวลานาน สว่ นพน้ื ทท่ี ถ่ี กู น�ำ้ ทว่ มในแผนทแ่ี บบเดยี วจะถกู จดั ใหเ้ ปน็ พน้ื ทน่ี �ำ้ ทว่ ม แบบระยะปานกลาง ในขณะทพ่ี น้ื ทท่ี ไ่ี มถ่ กู น�ำ้ ทว่ มเลยในแผนทท่ี ง้ั 3 แบบ จะถกู จดั เปน็ พน้ื ทท่ี ม่ี นี �ำ้ ทว่ มใน ระยะเวลาอนั สน้ั A2.3 ระเบียบวธิ ีในการประเมนิ ความเส่ยี งจากนำ�้ ทว่ ม การประเมนิ ภยั น�ำ้ ทว่ ม (Flood Hazard Assessment): การประเมนิ ภยั น�ำ้ ทว่ มเปน็ การประเมนิ ภาพรวม ของผลกระทบในเชิงลบทเ่ี กิดจากนำ้�ทว่ มซ่ึงขึน้ อยู่กับตัวแปรจำ�นวนมาก สามารถพิจารณาตัวแปรเพยี ง ประการเดยี วหรอื มากกวา่ ได้ ทง้ั น้ี ขน้ึ อยกู่ บั คณุ ลกั ษณะของพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาและลกั ษณะของน�ำ้ ทว่ ม (United Nations, 1991) เนอ่ื งจากพน้ื ทใ่ี นการศกึ ษานเ้ี ปน็ พน้ื ทน่ี �ำ้ ทว่ มถงึ ขนาดใหญท่ ม่ี ลี กั ษณะภมู ปิ ระเทศแบนราบ จงึ ค�ำ นงึ ถงึ ความลกึ และระยะเวลาของน�ำ้ ทว่ มในการประเมนิ ภยั น�ำ้ ทว่ ม ตวั บง่ ช้ีภาวะภัย (Hazard Indicators): ความรนุ แรงของภัยนำ�้ ท่วมมกั จะถูกเรียกว่าเป็นตวั บง่ ชภี้ าวะภัย น�ำ้ ท่วม (Flood Hazard Indicator: FHI) จากการศกึ ษาของ Karim and Chowdhury (1995) พบว่า สเกลแบบเส้นตรง (Linear Scale) เป็นวธิ ที ่ีดีท่สี ุดสำ�หรับการศกึ ษาพน้ื ท่ีราบ ทงั้ นี้ แนวคดิ ของตวั บ่งช้ี ภาวะภัยน้ำ�ท่วมคือเพื่อให้ใช้ชุดตวั เลขจำ�นวนเต็มทีม่ ีคา่ น้อยๆ ท่ีเหมาะสมกับการแสดงค่าความผันผวน ของภาวะภยั น้ำ�ทว่ ม ในการศึกษาปัจจบุ ัน ตัวบง่ ชภ้ี าวะภยั น�้ำ ท่วม y (FHIy) เป็นตัวบ่งชี้ภาวะภัยดว้ ย 90 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลักสูตรการบริหารจัดการความเส่ียงดา้ นอุทกภยั อย่างบรู ณาการ

ความลึกของน้ำ�ท่วม ในขณะที่ตวั บง่ ช้ีภาวะภัยน�ำ้ ทว่ ม t (FHIt) คอื ตัวบ่งชีภ้ าวะภัยน้ำ�ท่วมดว้ ยระยะ เวลาท่เี กดิ น�้ำ ทว่ ม ค่าตวั แปรภยั นำ้�ทว่ ม (Flood Hazard Factor: FHF): แสดงค่าผลกระทบรวมจากความลึกของนำ�้ ทว่ ม และระยะเวลาทนี่ �้ำ ท่วม ค่าตวั แปรภัยน�้ำ ทว่ มส�ำ หรบั พื้นที่ในการศกึ ษาแตล่ ะตารางหนว่ ยพน้ื ท่ี สามารถ แสดงไดด้ งั รูปสมการตอ่ ไปน้ี FHF = μFHIy + βFHIt (A1) โดย μ และ β คือตัวแปรที่มีคา่ น้�ำ หนัก และ μ + β = 1 เพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจได้งา่ ยขน้ึ ตัวเลขจ�ำ นวนเตม็ ทีม่ ีค่าน้อยจะถูกกำ�หนดให้ตัวบ่งชภี้ าวะภัยนำ้�ทว่ มทงั้ FHIy และ บท ่ีท 3 FHIt โดยตัวบง่ ชี้ FHIy จะถกู แทนค่าเริม่ จาก 1 และจะมคี า่ เพิม่ ขนึ้ เรื่อย ๆ ทกุ 1 หน่วยตามความลกึ ของ นำ�้ ท่วม ดงั แสดงในตาราง A1 สว่ นคา่ ตวั บ่งชี้ FHIt สำ�หรบั ระยะเวลานำ�้ ทว่ มต่างๆ แสดงไวใ้ นตาราง A2 จากการส�ำ รวจแบบสอบถามพบวา่ ความเสียหายทีเ่ กิดจากความลกึ ของนำ้�ท่วมและระยะเวลาทนี่ �ำ้ ท่วม อย่ใู นระดบั เดียวกัน (Tingsanchali and Keokhumcheng, 2006) ดงั นั้น คา่ ของ μ และ β จงึ เป็น 0.5 ตาราง A1 ตวั บ่งชี้ภาวะภัยน้ำ�ทว่ มสำ�หรบั ความลกึ ของน�ำ้ ท่ที ว่ ม ความลกึ ของ ประเภทของ ตวั บ่งช้ีภาวะภัยน้�ำ ทว่ ม น�ำ้ (ทเม่ีทต่วรม), y ภยั ทางเลือก 1a ทางเลือก 2a ทางเลอื ก 3a 0.00 < y ≤ 0.45 ตำ�่ 0 1 2 0.45 < y ≤ 0.90 ปานกลาง 1 2 3 0.90 < y ≤ 1.20 สูง 2 3 4 y > 1.20 สงู มาก 3 4 5 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสตู รการบรหิ ารจดั การความเส่ยี งด้านอทุ กภัยอย่างบรู ณาการ 91

ตาราง A2 ตัวบ่งชีภ้ าวะภัยน้�ำ ทว่ มส�ำ หรบั ระยะเวลาของน้ำ�ท่วม ระยะเวลาท่นี �้ำ ท่วม ประเภทของ ตวั บ่งช้ภี าวะภยั น�้ำ ทว่ ม ภัย ทางเลอื ก 1b ทางเลือก 2b ทางเลอื ก 3b ส้ัน ตำ่� 0 1 2 ปานกลาง ปานกลาง 1 2 3 นาน สูง 2 3 4 นานมาก สงู มาก 3 4 5 บทท่ี 3 A2.4 การประเมินความเปราะบางตอ่ ความเสยี หายทีอ่ าจเกดิ ข้นึ จากนำ้�ทว่ ม (Flood Damage Vulnerability Assessment) ความเปราะบางตอ่ ความเสยี หายของนำ้�ท่วมเปน็ การวัดความเปน็ ไปไดท้ ่ีปจั จัยเส่ียงตา่ ง ๆ จะไดร้ บั ความ เสยี หายจากความล่อแหลมตอ่ น้ำ�ท่วม ปัจจยั เส่ียงในการศกึ ษาน้ี คอื ประชากรและมลู ค่าของสนิ ทรพั ย์ ในพนื้ ที่การศกึ ษา ท้งั นี้ ข้อมูลจำ�นวนประชากรและฐานข้อมลู สารสนเทศทางภมู ศิ าสตรข์ องการแบง่ ประเภทการใช้ประโยชน์ทด่ี ินก็เป็นสิ่งจำ�เปน็ ในการประเมินมลู คา่ ความเสียหายทอี่ าจเกิดข้ึน ตัวบ่งช้ีความเปราะบางต่อความเสยี หายจากน�้ำ ทว่ ม (Flood Damage Vulnerability Indicators: FVI) แสดงบนสเกลแบบเสน้ ตรงเร่มิ จาก 0 (ไม่มีความเสียหาย) ไปจนถงึ 1 (ความเสียหายสูงสดุ ) ตัวบง่ ชี้ความเปราะบางต่อความเสยี หายจากนำ้�ทว่ มของประชากรท่ีอย่ใู นภาวะเสีย่ ง (Flood Damage Vulnerability Indicator of the Population at Risk: FVIp) ของแตล่ ะต�ำ บล (หน่วยการปกครอง ทเี่ ล็กที่สดุ ) คำ�นวณไดจ้ ากคา่ ความหนาแนน่ ของประชากรในแตล่ ะต�ำ บลหารดว้ ยความหนาแนน่ ของ ประชากรสงู สุดของทุกตำ�บล ตัวบง่ ชค้ี วามเปราะบางต่อความเสยี หายจากนำ้�ท่วมของสนิ ทรพั ย์ที่อยู่ในภาวะเสี่ยง (Flood Damage Vulnerability Indicator of Assets at Risk: FVIa) ของการใช้ประโยชน์ทดี่ นิ แตล่ ะประเภท คำ�นวณได้ จากการหาคา่ เฉลีย่ มูลค่าสินทรัพย์ตอ่ หน่วยพนื้ ที่ของการใช้ประโยชน์ท่ดี ินแต่ละประเภท หารดว้ ยมูลคา่ สินทรัพยส์ งู สดุ ตอ่ หน่วยพน้ื ทีข่ องการใช้ประโยชนท์ ่ดี นิ ทกุ ประเภท คา่ ตัวแปรความเปราะบางต่อความเสียหายจากน้ำ�ทว่ ม (Flood-damage Vulnerability Factor: FVF) แสดงถงึ ความเปน็ ไปได้ที่ประชากรและสนิ ทรัพย์เสยี่ งต่าง ๆ จะเผชญิ เหตุการณ์น้ำ�ท่วม คา่ ตวั แปรความ เปราะบางต่อความเสียหายจากน้ำ�ท่วมของแต่ละตำ�บลสามารถคำ�นวณได้จากตัวบ่งชี้ความเปราะบาง 92 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลกั สูตรการบริหารจัดการความเส่ียงด้านอทุ กภยั อยา่ งบรู ณาการ

ตอ่ ความเสียหายจากนำ้�ทว่ มของประชากรท่ีอยใู่ นภาวะเสยี่ ง (FVIp) และตัวบง่ ชค้ี วามเปราะบางต่อ ความเสยี หายจากนำ�้ ทว่ มของสินทรัพยท์ ่อี ยู่ในภาวะเส่ียง (FVIa) แสดงด้วยสมการต่อไปนี้ FVF = λFVIp + γ FVIa (A2) โดย λ และ γ เป็นตวั แปรท่ีมีค่าน้ำ�หนกั และ λ + γ = 1 จากการส�ำ รวจแบบสอบถามพบวา่ ความเสียหายท่เี กิดข้นึ กบั ประชาชนและกับสินทรัพยท์ ่มี ีความเสยี่ งมี ขนาดและแนวโนม้ เดยี วกนั ดังน้ัน ทง้ั λ และ γ จึงมคี ่าเท่ากนั คือ 0.5 A2.5 การจดั เขตพน้ื ท่ีเสย่ี งจากน้ำ�ทว่ มและการประเมนิ ความเสี่ยงภัยนำ�้ ท่วม (Flood Risk Zoning บท ่ีท 3 and Assessment) ความเสย่ี ง คือ ความเปน็ ไปไดข้ องการเกดิ ผลกระทบในทางลบ หรือ เกิดความสญู เสียจากปฏิสมั พนั ธ์ ระหว่างสภาวะภยั และสภาพความเปราะบาง ทง้ั น้ี ความเส่ียงสามารถแสดงไดด้ ว้ ยสมการตอ่ ไปน้ี ความเส่ียง (Risk) = ภยั (Hazard) X ความเปราะบาง (Vulnerability) (A3) ขนาดของความเสย่ี งจากน�ำ้ ทว่ มสามารถแสดงไดโ้ ดยคา่ ตวั แปรความเสย่ี งจากน�ำ้ ทว่ ม (Flood Risk Factor: FRF) โดยท่ี FRF = คา่ ตวั แปรภยั น�ำ้ ทว่ ม (FHF) x คา่ ตวั แปรความเปราะบางตอ่ ความเสยี หายจากน�ำ้ ทว่ ม (FVF) ของแต่ละหน่วยตารางพื้นที่ โดยคา่ FRF แสดงถงึ ระดบั ความเส่ยี งจากนำ�้ ทว่ มเปรยี บเทยี บระหว่างทุก ตารางหนว่ ยพ้นื ท่ี และเพ่อื เป็นการอธบิ ายอยา่ งเป็นระบบ คา่ FRF สูงสุดเบ้อื งต้นถกู แปลงใหม้ คี า่ เท่ากบั 100 ในขณะท่ีค่า FRF อื่นๆ จะถกู แปลงตามสดั ส่วนใหอ้ ยบู่ นสเกลเดยี วกัน นอกจากน้ี พื้นทใี่ นการศึกษา ถกู แบ่งออกเป็น 4 กลุม่ เขตความเสี่ยงจากน้ำ�ท่วม เชน่ เดียวกันกบั การศึกษาของ Chowdhury and Karim (1997), BUET (1997), and Tingsanchali and Karim (2005), Tingsanchali and Karim (2010). A3 ผลการศกึ ษาและการอภิปรายผล A3.1 การเทยี บมาตรฐานแบบจ�ำ ลองและการยนื ยันความถูกตอ้ ง แบบจำ�ลองการเคลื่อนที่ของน้ำ�ได้รับการปรับเทียบโดยการใช้ข้อมูลระดับน้ำ�รายวันที่วัดได้ในเหตุการณ์ อุทกภัยปี ค.ศ. 1995 ที่สถานีประตูน้ำ�บางพลีในคลองสำ�โรง (RID 2004) ระหว่างการปรับเทียบนั้น ค่าสัมประสิทธิ์แมนนิ่งได้ถูกปรับโดยการลองผิดลองถูกเพื่อให้ระดับที่วัดจริงกับระดับน้ำ�ที่จำ�ลองขึ้นมี เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลกั สตู รการบริหารจดั การความเส่ียงดา้ นอุทกภัยอย่างบรู ณาการ 93

บทท่ี 3 ความใกล้เคียงกัน ในบางกรณี ค่าลักษณะภูมิประเทศของพื้นที่น้ำ�ท่วมถึงได้ถูกปรับแก้เล็กน้อย ทั้งนี้ ค่าสัมประสิทธิ์แมนนิ่งที่ได้จากการปรับเทียบแล้วอยู่ระหว่าง 0.026 ถึง 0.035 สำ�หรับลำ�คลอง และ 0.062 สำ�หรับพื้นที่น้ำ�ท่วมถึง ค่าสัมประสิทธิ์ฝายสันกว้างก็ถูกปรับด้วยเช่นกันและมีค่าเป็น 1.74 ม. 1/2/วินาที แบบจำ�ลองได้รับการตรวจสอบด้วยการใช้ข้อมูลน้ำ�ท่วมขนาดเล็กที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2001 และแสดงผลวา่ ข้อมูลที่วดั จริงกับขอ้ มลู ทีค่ �ำ นวณได้สำ�หรับการปรบั เทียบมาตรฐานและการตรวจสอบมี ความสอดคลอ้ งกนั เปน็ อย่างดี A3.2 การจัดท�ำ แผนท่ภี ัยนำ้�ท่วม เหตกุ ารณอ์ นั ตรายรนุ แรงท่มี ักเกิดข้นึ ในคาบการเกิดตง้ั แต่ 20 ถงึ 400 ปี ไดถ้ ูกนำ�มาพิจารณาในการ วางแผนและออกแบบระบบทรัพยากรนำ้�ตามเปา้ หมายและชนดิ ของโครงสรา้ ง (Biringer and Danneels 2000, Stedinger and Crainiceanu 2000) อย่างไรกต็ าม แม้การพฒั นาโครงสรา้ งพื้นฐานใดกต็ ามจะมี รอบอายุขัยในการพฒั นา แต่การออกแบบโครงการเพอื่ ลดผลกระทบจากภยั พบิ ัติอนั เนอื่ งมาจากอุทกภัย มักค�ำ นวณดว้ ยคาบการเกดิ 100 ปี (United Nations, 1991) ดังนน้ั จดุ เนน้ ทส่ี �ำ คญั ในการวเิ คราะหน์ จ้ี ะ อยทู่ ค่ี าบการเกดิ 100 ปี ในขณะทก่ี ารศกึ ษาส�ำ หรบั คาบการเกดิ 25 ปี และ 50 ปมี กี ารอา้ งองิ ความเชอ่ื มโยง กบั ปรมิ าณน�ำ้ ฝนในคาบการเกดิ 100 ปเี ชน่ กนั จากการจ�ำ ลองแบบน�ำ้ ทว่ มส�ำ หรบั ปรมิ าณน�ำ้ ฝนในคาบการเกดิ 100 ปี พบวา่ ขนาดของพน้ื ทน่ี �ำ้ ทว่ มถงึ ท่ี จดั เปน็ พน้ื ทม่ี คี วามลกึ ของน�ำ้ ทว่ มต�ำ่ ปานกลาง สงู และสงู มาก คดิ เปน็ 49.49, 34.93, 10.46 และ 5.12% ตามล�ำ ดบั ในขณะทม่ี พี น้ื ทป่ี ระสบน�ำ้ ทว่ มเปน็ ระยะสน้ั ระยะปานกลาง ระยะเวลานาน และนานมาก เทา่ กบั 40.93, 19.99, 21.46 และ 17.63% ตามล�ำ ดบั คา่ FHF ของแตล่ ะหนว่ ยตารางพน้ื ทใ่ี นพน้ื ทน่ี �ำ้ ทว่ มถงึ ถกู ค�ำ นวณโดยสมการ A1 โดยอาศยั ขอ้ มลู จากกรณศี กึ ษาทง้ั หมด 9 กรณใี นการก�ำ หนดคา่ FHF ของแตล่ ะหนว่ ย พน้ื ทส่ี �ำ หรบั ชดุ ตวั บง่ ช้ี FHIy และ FHIt ทแ่ี ตกตา่ งกนั ดงั ทแ่ี สดงไวใ้ นตาราง A3 จากนน้ั คา่ FHF ทถ่ี กู ค�ำ นวณ ไวจ้ ะถกู แปลงเปน็ คา่ มาตรฐานระหวา่ ง 0 และ 100 โดยทค่ี า่ ต�ำ่ สดุ และสงู สดุ ของ FHF จะถกู แปลงเปน็ คา่ มาตรฐานเทา่ กบั 0 และ 100 ตามล�ำ ดบั 94 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลกั สูตรการบริหารจดั การความเสีย่ งดา้ นอทุ กภัยอยา่ งบูรณาการ

ตาราง A3 รูปแบบสำ�หรับการค�ำ นวณค่าตวั ประกอบภัยน�ำ้ ท่วม กรณศี ึกษาสำ�หรับการประเมิน ทางเลอื กตวั บ่งช้ีภัยน�ำ้ ท่วม ภยั นำ�้ ท่วม ความลกึ ของนำ�้ ท่วม ระยะเวลาทน่ี ำ้�ท่วม A 1a 1b B 1a 2b C 1a 3b D 2a 1b E 2a 2b F 2a 3b บท ่ีท 3 G 3a 1b H 3a 2b I 3a 3b ตารางท่ี A4 แสดงให้เห็นสัดสว่ นขนาดของพน้ื ทีน่ ้ำ�ทว่ มถงึ จากการจดั กลุ่มคา่ มาตรฐาน FHF ออกเปน็ 4 ช่วงทเ่ี ทา่ กนั ไดแ้ ก่ ระดับภยั น�ำ้ ทว่ มต�่ำ ปานกลาง สงู และ สูงมาก จากน้นั จึงมีการศึกษาผลทไ่ี ดเ้ พ่อื ระบุ คู่ตวั บง่ ช้ี FHIy และ FHIt ท่มี ีความเข้ากันได้ดที ีส่ ุด อย่างไรกด็ ี จากกรณีศกึ ษาท้งั หมดพบว่ากรณศี กึ ษา A, B, C และ D มีพ้นื ท่นี ้ำ�ท่วมถงึ ทอ่ี ย่ใู นกลมุ่ พ้ืนท่ที มี่ ีภยั เกดิ ข้นึ ในระดับตำ�่ จ�ำ นวนมากกวา่ กรณีศึกษา E, F, G และ H นอกจากนี้ พน้ื ทนี่ �ำ้ ทว่ มถึงท่ีอยใู่ นเขตมภี ยั ระดับต�่ำ ในกรณศี ึกษา D มีน้อยกว่า 50% ของ พื้นท่ีทงั้ หมด ซ่ึงมคี วามใกล้เคยี งกบั สถานการณท์ ่ีเกิดข้นึ ในปี ค.ศ. 1995 ทมี่ คี าบการเกดิ ปรมิ าณนำ้�ฝน รอบ 100 ปี (Siripong et al. 2009) ดงั น้นั ผลจากกรณศี ึกษา D จงึ ถูกน�ำ มาใชใ้ นการพฒั นาแผนท่ภี ัย น�ำ้ ท่วมส�ำ หรบั ปรมิ าณน้�ำ ฝนในคาบการเกิด 100 ปี ตามทีแ่ สดงไว้ในรูป A3 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลักสตู รการบริหารจัดการความเสีย่ งดา้ นอทุ กภัยอย่างบูรณาการ 95

ตาราง A4 พ้ืนที่นำ้�ท่วมถงึ ของแต่ละระดบั ภยั อันตรายในกรณีทฝ่ี นมีคาบความถี่ 100 ปี กรณศี ึกษา พ้นื ทน่ี ำ�้ ท่วมถงึ (% ของพื้นทีศ่ ึกษาทัง้ หมด) ส�ำ หภรับัยกนา้ำ�รทปว่ รมะเมนิ อันตรายต�ำ่ อนั ตราย อนั ตราย อันตรายสงู ปานกลาง สูงมาก A 10.58 9.45 24.23 55.74 B 10.58 9.45 22.12 57.85 C 13.53 12.58 20.47 53.42 บทท่ี 3 Da 15.97 22.54 20.22 41.27 E 18.47 29.49 24.40 26.64 F 19.57 33.75 22.45 24.23 G 22.14 34.51 21.21 22.14 H 27.32 34.45 16.78 21.45 I 29.98 34.12 14.45 21.45 aกรณีศึกษา D พบว่ามคี วามสอดคลอ้ งตรงกันกบั สถานการณ์น�้ำ ท่วมปจั จบุ นั มากทส่ี ดุ รูป A3 แผนทภี่ ัยนำ�้ ทว่ มส�ำ หรบั ปรมิ าณน�้ำ ฝน ในคาบความถ่ี 100 ปี 96 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสูตรการบรหิ ารจดั การความเสี่ยงดา้ นอุทกภัยอยา่ งบรู ณาการ

A3.3 แผนท่ีความเปราะบางตอ่ ความเสยี หายจากน้ำ�ทว่ ม บท ่ีท 3 การศกึ ษานีพ้ จิ ารณาความเปราะบางต่อความเสยี หายจากน้�ำ ทว่ มสำ�หรบั จ�ำ นวนประชากรและสนิ ทรัพย์ ทีอ่ ยใู่ นภาวะเสีย่ งในปี ค.ศ. 2004 โดยพ้นื ท่ีในการศึกษาถกู แบง่ ออกเปน็ 7 กลุ่มตามการใช้ประโยชน์ ทด่ี นิ ไดแ้ ก่ (1) พ้ืนท่กี ารเกษตร (นาขา้ ว ฟารม์ ปลา นากุง้ สวนผลไม้ พ้นื ท่ีท�ำ ไร่ท�ำ สวน) (2) พื้นทอ่ี ยู่ อาศยั (3) พ้ืนทพ่ี าณิชยกรรม (4) พนื้ ท่ตี งั้ หนว่ ยงานราชการ (5) พนื้ ทีน่ ิคมอตุ สาหกรรม (6) พน้ื ท่ีถนน/ ทางหลวง และ (7) พน้ื ทร่ี กรา้ งวา่ งเปล่า (ป่าชายเลน แหล่งน้�ำ พนื้ ทีท่ ีม่ หี ญา้ ขึ้น) พื้นที่ทใ่ี หญ่ทส่ี ุดคือพืน้ ที่ การเกษตร (คิดเปน็ 56.58% ของพนื้ ทท่ี ้ังหมด) ดงั น้ัน กลุ่มประชากรที่เป็นตวั แทนศกึ ษาจงึ ประกอบ ดว้ ย เกษตรกร กลมุ่ ผูเ้ ลยี้ งปลา ผู้อยู่อาศัย พอ่ คา้ และเจา้ หน้าท่ขี องรฐั โดยผูม้ ีสว่ นได้เสยี จำ�นวน 3,303 คน ได้ถูกแบง่ เปน็ สัดส่วนตามประเภทของการใช้ประโยชน์ท่ีดนิ ได้มีการสำ�รวจโดยแบบสอบถามเพ่ือเก็บขอ้ มูลมลู คา่ สนิ ทรพั ย์ภายในการใชป้ ระโยชนท์ ดี่ นิ ในกลุ่มต่าง ๆ เพ่ือระบุความเปราะบางตอ่ ความเสยี หายจากน้ำ�ท่วม ในการนีไ้ ดส้ ัมภาษณ์ผู้มีส่วนไดเ้ สยี ในพื้นที่ศกึ ษา ถงึ ประสบการณ์เกย่ี วกับน�้ำ ทว่ มและสนิ ทรพั ยท์ เ่ี สยี หายจากน้�ำ ท่วม จากแบบสอบถามได้รบั ข้อมลู มูลคา่ สินทรัพยข์ องการใช้ประโยชน์ทด่ี ินแตล่ ะประเภท แลว้ น�ำ มาค�ำ นวณเป็นค่าเฉลีย่ มูลคา่ สนิ ทรัพยต์ ่อหนว่ ย พื้นที่ ความเปราะบางตอ่ ความเสยี หายจากน�ำ้ ทว่ มถกู แสดงดว้ ยสเกลเสน้ ตรงทม่ี คี า่ ตง้ั แต่ 0 (ไมม่ มี ลู คา่ ความเสยี หาย จากน�ำ้ ทว่ ม) ถงึ 1 (มมี ลู คา่ ความเสยี หายจากน�ำ้ ทว่ มสงู สดุ ) ตัวบ่งชค้ี วามเปราะบางต่อความเสียหายจากน�ำ้ ทว่ มของประชากรทีอ่ ย่ใู นภาวะเสย่ี ง (FVIp) ของแต่ละ ต�ำ บล (หนว่ ยการปกครองท่ีเล็กท่สี ุด) ถกู ค�ำ นวณจากค่าความหนาแนน่ ของประชากรในแต่ละตำ�บลหาร ด้วยความหนาแน่นของประชากรสูงสุดของทกุ ต�ำ บลรวมกัน คา่ ความหนาแนน่ ของประชากรสงู สดุ คือ 984 คน/ตร.กม. คา่ FVIp ของทกุ ตำ�บลเม่ือค�ำ นวณตามความหนาแน่นของประชากรพบวา่ มีค่าแตกต่าง กันตัง้ แต่ 0.07 ถงึ 1 สำ�หรบั ตวั บง่ ชี้ความเปราะบางต่อความเสยี หายจากน�้ำ ท่วมของสินทรัพย์ที่อยูใ่ นภาวะเสี่ยง (FVIa) ของ แต่ละประเภทการใชป้ ระโยชนท์ ี่ดิน ถูกค�ำ นวณโดยการหาค่ามูลค่าสนิ ทรัพย์เฉลยี่ ตอ่ หนว่ ยพนื้ ทข่ี องการ ใชป้ ระโยชน์ทดี่ ินแต่ละประเภท หารดว้ ยมลู ค่าสนิ ทรัพย์สูงสุดต่อหนว่ ยพ้นื ท่ีของการใช้ประโยชน์ทด่ี ิน ทุกประเภท มลู คา่ สนิ ทรัพยเ์ ฉลย่ี สงู สุดตอ่ หนง่ึ ตารางเมตรส�ำ หรบั พ้ืนทส่ี �ำ หรบั พาณิชยกรรมหรือพ้นื ท่ี ธรุ กิจ คอื 18,321 บาท/ตร.ม. ในขณะทีค่ า่ FVIa ของทกุ ประเภทการใชป้ ระโยชนท์ ด่ี นิ พบวา่ มคี า่ แตกตา่ ง กนั ตง้ั แต่ 0.001 ถงึ 1 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสตู รการบรหิ ารจัดการความเสยี่ งด้านอทุ กภัยอย่างบูรณาการ 97

บทท่ี 3 การพัฒนาเขตพนื้ ทที่ ่มี คี วามเปราะบางต่อความเสยี หายจากนำ�้ ท่วม: ค่า FVF สงู สดุ ที่ไดค้ �ำ นวณไว้ถกู แปลงใหม้ ีค่าเทียบเท่า 100 เพ่อื ความสะดวกในการศึกษา ส่วนคา่ FVF อื่น ๆ กไ็ ดร้ บั การแปลงคา่ ตาม สัดส่วนเชน่ กัน ค่า FVF ทีถ่ ูกแปลงแลว้ ไดถ้ กู แบง่ ยอ่ ยออกเปน็ 4 ชว่ งเท่า ๆ กัน คือ ช่วงความเปราะบาง ตอ่ ความเสียหายจากน�้ำ ทว่ มระดับต�่ำ ปานกลาง สูง และสูงมาก เพ่ือเปน็ การจดั กลมุ่ ความเปน็ ไปได้ของ ปจั จัยเสีย่ งท่อี าจได้รับความเสยี หายจากภยั นำ้�ท่วม ดงั ปรากฏผลแสดงไว้ในรูปที่ A4 รปู ที่ A4 แผนท่ีความเปราะบางตอ่ ความเสียหายจากน้ำ�ท่วม A3.4 การจัดแบง่ เขตพ้ืนทีเ่ ส่ยี งและการประเมินผล ตามทไ่ี ดอ้ ธบิ ายเกย่ี วกบั การประเมนิ ความเสย่ี งจากน�ำ้ ทว่ มไวแ้ ลว้ ขา้ งตน้ ผลการค�ำ นวณแสดงวา่ คา่ FRF ของหนว่ ยพน้ื ทม่ี คี า่ แตกตา่ งกนั ตง้ั แต่ 0 ถงึ 8000 ส�ำ หรบั ปรมิ าณน�ำ้ ฝนในคาบการเกดิ 100 ปี เพื่อ เป็นการแสดงผลอย่างเป็นระบบ ค่า FRF ตั้งต้นสูงสุด คือ 8000 ถูกแปลงให้มีค่าเทียบเท่า 100 ในขณะ ที่ค่า FRF อืน่ ๆ ก็ได้รบั การแปลงค่าอย่างเปน็ สัดส่วนด้วยมาตรวดั เดียวกันตามล�ำ ดบั คา่ FRF ทแี่ ปลง แล้วในแตล่ ะหนว่ ยตารางพืน้ ท่ีได้รับการจัดกลุ่มออกเป็น 4 ชว่ งคะแนนเทา่ ๆ กนั คือ พ้ืนทีท่ ีม่ คี วามเส่ยี ง จากนำ้�ทว่ มตำ�่ (Low Flood Risk: LFR) ความเส่ียงจากน�ำ้ ท่วมปานกลาง (Moderate Flood Risk: MFR) ความเสยี่ งจากนำ�้ ท่วมสงู (High Flood Risk: HFR) และความเส่ียงจากนำ�้ ท่วมสงู มาก (Very High Flood Risk: VFR) อัตราร้อยละของพนื้ ท่ีนำ�้ ท่วมถงึ ตามระดับความเสยี่ งแตล่ ะกลมุ่ พบวา่ มคี า่ 38.42, 35.28, 10.8, 5.0 และ 15.45% ส�ำ หรับ LFR, MFR, HFR และ VFR ตามลำ�ดบั รูปที่ A5 แสดงแผนทเ่ี ส่ียง ภัยนำ้�ทว่ มสำ�หรับปริมาณนำ�้ ฝนในคาบการเกดิ 100 ปี จากแผนทีพ่ บว่าบางพืน้ ที่ในเขตพ้นื ทีค่ วามเส่ยี ง จากนำ้�ท่วมสงู (HFR) และความเสย่ี งจากนำ้�ท่วมสูงมาก (VFR) ในรูปที่ A5 มรี ะดับภยั น้�ำ ทว่ มเพยี งระดบั กลาง แต่มคี วามเปราะบางตอ่ ความเสียหายจากน�ำ้ ท่วมอยูใ่ นระดบั สูง (ดูในรูปท่ี A4 ประกอบ) เนื่องจาก 98 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลักสตู รการบรหิ ารจัดการความเสย่ี งดา้ นอทุ กภัยอยา่ งบูรณาการ

มีความหนาแน่นของประชากรสงู หรอื มมี ูลคา่ สินทรัพยส์ งู การประเมนิ ความเสีย่ งจากน�้ำ ทว่ มได้ค�ำ นวณ ปริมาณน้�ำ ฝนในคาบการเกิด 25 และ 50 ปีด้วยเชน่ ดังทีส่ รปุ ไว้ในตาราง A5 ซึง่ ผลการคำ�นวณพบวา่ บางเขตพื้นท่ีทมี่ ีภยั น้�ำ ท่วมระดบั ปานกลางมีความเสยี่ งที่จะได้รบั ความเสยี หายจากนำ�้ ท่วมสูง ซ่งึ เป็น เหตุการณ์ท่ีสามารถเกดิ ขึน้ ไดถ้ ้าพื้นทเ่ี หลา่ นีม้ ีความหนาแนน่ ของประชากรสูงหรือมีมลู ค่าสินทรพั ยส์ งู บท ่ีท 3 รปู ที่ A5 แผนท่คี วามเสี่ยงจากน้�ำ ทว่ มสำ�หรับปรมิ าณนำ�้ ฝนในคาบความถี่ 100 ปี ตาราง A5 พ้นื ท่คี วามเส่ยี งจากน้ำ�ทว่ มส�ำ หรับปริมาณน�้ำ ฝนในคาบความถ่ี 25 50 และ 100 ปี ประเภทความเสยี่ งจากนำ้�ทว่ ม รอ้ ยละของพนื้ ท่ีที่มคี วามเสย่ี งจากน�้ำ ท่วมทง้ั หมด (592 ตร.กม.) คาบความถี่ 100 ปี คาบความถี่ 50 ปี คาบความถี่ 25 ปี เขตพืน้ ท่ีความตเส่ำ�ยี่ งจากน้ำ�ท่วม 38.42 32.45 45.39 เขตพื้นทค่ี วามเส่ียงจากน�้ำ ทว่ ม 35.28 47.38 44.71 ปานกลาง เขตพื้นท่ีความเสย่ี งจากนำ�้ ท่วม 10.45 9.34 8.32 สูง เขตพ้ืนทค่ี วามเสีย่ งจากน้�ำ ท่วม 15.45 5.83 1.58 สงู มาก เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลกั สูตรการบรหิ ารจดั การความเสยี่ งดา้ นอทุ กภยั อย่างบรู ณาการ 99

บทท่ี 3 A3.5 การอภิปรายผลกระทบของอทุ กภยั ร้ายแรงที่เกิดขน้ึ ในพ้ืนท่ศี กึ ษาปี ค.ศ. 2011 ในเดือนตุลาคมและเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2011 ได้เกิดมหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่สร้างหายนะอย่าง ใหญ่หลวงในประเทศไทย อุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่งานวิจัยนี้ได้เสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้น ข้อมูล มหาอุทกภัยปี ค.ศ. 2011 จึงไม่ได้รวมอยู่ในการวิเคราะห์นี้ มหาอุทกภัยครั้งผ่านมาเกิดจากฝนตกหนัก ในภาคเหนือและภาคกลางของประเทศไทย อันเป็นผลจากพายุหมุนเขตร้อนหลายลูกในคาบการเกิด 100 ปีโดยประมาณ มหาอุทกภัยนี้สร้างความเสียหายในภาคเหนือและภาคกลางของประเทศรวมทั้ง พื้นที่หลาย ๆ เขตในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะทางด้านเหนือและด้านตะวันตกที่อยู่นอกเหนือพนังกั้นน้ำ� ทำ�ให้เกิดน้ำ�ท่วมอย่างหนัก พน้ื ทศ่ี กึ ษาตง้ั อยใู่ นเขตพน้ื ทน่ี �ำ้ ทว่ มถงึ ฝง่ั ตะวนั ออกของกรงุ เทพฯ การผนั หรอื การเบย่ี งเบนน�ำ้ ทว่ มผา่ นพน้ื ท่ี ศกึ ษาจงึ เปน็ หนง่ึ ในวธิ กี ารพน้ื ฐานทจ่ี ะปอ้ งกนั พน้ื ทด่ี า้ นในของกรงุ เทพฯ ในเดอื นพฤศจกิ ายน ค.ศ. 2011 พบวา่ ดา้ นเหนอื ของพน้ื ทศ่ี กึ ษาไดร้ บั ผลกระทบจากน�ำ้ ทว่ มดงั ทแ่ี สดงในรปู ท่ี A6 แตพ่ น้ื ทเ่ี หลา่ นถ้ี กู ก�ำ หนด ใหเ้ ปน็ เขตพน้ื ทท่ี ม่ี ภี ยั น�ำ้ ทว่ มต�ำ่ และเปน็ พน้ื ทค่ี วามเสย่ี งจากน�ำ้ ทว่ มต�ำ่ ดงั ในรปู ท่ี A3 และ A5 ตามล�ำ ดบั ทั้งนี้การกำ�หนดเขตพื้นที่ภัยน้ำ�ท่วมอยู่บนพื้นฐานของน้ำ�ท่วมที่เกิดจากปริมาณน้ำ�ฝนที่ตกในพื้นที่ศึกษา มใิ ชจ่ ากการผนั น�ำ้ จากภายนอกเขา้ มาในบรเิ วณทศ่ี กึ ษา โดยทว่ั ไปผมู้ อี �ำ นาจตดั สนิ ใจในทอ้ งถน่ิ มกั จะเผชญิ สถานการณน์ ใ้ี นการพฒั นาแผนจดั ล�ำ ดบั ความส�ำ คญั ในการลดผลกระทบจากอทุ กภยั อยา่ งไรกด็ ี ตวั อยา่ ง ของสถานการณอ์ ทุ กภยั ทเ่ี กดิ ในปี ค.ศ. 2011 ถอื วา่ เกดิ ขน้ึ ไดน้ อ้ ยมาก รปู ท่ี A6 การไหลบา่ ของน�้ำ ทว่ มท่ีเกิดขึน้ จรงิ ใน เดือนพฤศจกิ ายน ปี ค.ศ. 2011 (Keokhumcheng, Tingsanchali and Clemente, 2012) 100 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลกั สูตรการบรหิ ารจดั การความเสยี่ งดา้ นอุทกภัยอยา่ งบรู ณาการ

การฝึกอบรมส�ำ หรบั การอพยพผูอ้ ยู่อาศยั หรือผู้มสี ่วนได้เสยี ในพ้นื ทภ่ี ยั น้�ำ ทว่ มเปน็ ส่ิงจ�ำ เปน็ ส่งิ ที่ส�ำ คัญ บท ่ีท 3 คอื น้�ำ ตอ้ งการพ้นื ที่ ถ้าพ้นื ท่ีหนึง่ พ้ืนท่ีใดได้รบั การปอ้ งกนั จากน�ำ้ ท่วมก็จะส่งผลถงึ ปัญหานำ้�ท่วมไปยงั อีกพ้ืนที่หน่งึ โดยอัตโนมัติ เพื่อท่จี ะก้าวขา้ มอุปสรรคนี้ การวางแผนลมุ่ แม่น�้ำ ในภาพกวา้ งอยา่ งเป็นระบบ บนข้อมลู พ้ืนฐานแผนทีค่ วามเสย่ี งจากนำ้�ทว่ มเป็นสง่ิ ส�ำ คัญในการพัฒนากลยุทธ์การบริหารจดั การความ เสยี่ งจากนำ�้ ทว่ มท่ีมปี ระสิทธภิ าพ ประชาชนตอ้ งวางแผนพฒั นาพน้ื ทขี่ องตนและต้องไดร้ ับการแจง้ เตือน ล่วงหน้าเกี่ยวกับพื้นที่ที่เสี่ยงภัยจากน้ำ�ท่วมผ่านการประชาสัมพันธ์โดยใช้แผนที่ความเสี่ยงจากน้ำ�ท่วม นอกจากน้ี คลองส่วนใหญท่ ่ีอย่โู ดยรอบพนื้ ท่สี นามบินก็ตนื้ เขิน เต็มไปดว้ ยวัชพืช ขยะ และโคลนอุดตัน ประชาชนสรา้ งบ้านอาคารรุกล้ำ�ลงไปยังล�ำ คลองอกี ด้วย เพ่อื พัฒนาการระบายนำ�้ ทว่ มจึงจำ�เปน็ ต้องมี การท�ำ งานรว่ มกนั หลายอยา่ ง เชน่ การขยายคลองระบายน�ำ้ การขดุ คลองใหมเ่ พม่ิ และสรา้ งสถานสี บู น�ำ้ เพม่ิ ขน้ึ การประเมินอันตรายและความเสี่ยงจากน้ำ�ท่วมในการศึกษานี้อยู่บนพื้นฐานเฉพาะข้อมูลปริมาณน้ำ�ฝน ทีต่ กลงในพื้นทศ่ี ึกษาเท่าน้ัน ดังนนั้ การศกึ ษาน้จี ึงไม่เกีย่ วขอ้ งกบั อนั ตรายและความเสย่ี งจากน้ำ�ท่วมที่ เกิดขึน้ ในเหตกุ ารณ์อุทกภัยปี ค.ศ. 2011 ทเ่ี กดิ จากการผันหรือเบยี่ งเบนการไหลบา่ ของน�ำ้ ท่วมจากพน้ื ท่ี ฝั่งเหนือของกรงุ เทพฯ ลงทางทศิ ใตเ้ ขา้ สู่พนื้ ทีศ่ กึ ษา A4. บทสรปุ แผนทค่ี วามเสย่ี งจากน�ำ้ ทว่ มจากปรมิ าณน�ำ้ ฝนในคาบความถ่ี 25 50 และ 100 ปี ของพน้ื ทศ่ี กึ ษาซง่ึ เปน็ พน้ื ทโ่ี ดยรอบสนามบนิ สวุ รรณภมู ไิ ดร้ บั การพฒั นาขน้ึ ปจั จยั ส�ำ คญั ทส่ี ง่ ผลกระทบตอ่ ระดบั ความเสย่ี งจาก น�ำ้ ทว่ ม ไดแ้ ก่ ภยั น้ำ�ทว่ ม ความหนาแนน่ ของประชากร และมลู ค่าสินทรัพย์ท่ีอยู่ในภาวะเส่ียง แผนที่ ความเสี่ยงจากน้ำ�ท่วมจะให้ข้อมูลและแนวทางสำ�หรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาแผนจัดลำ�ดับ ความส�ำ คญั ในการบรรเทาอทุ กภยั เพอ่ื ลดปัญหาทีเ่ กิดจากน�ำ้ ท่วมในพน้ื ท่ีศกึ ษา จากแผนท่คี วามเส่ียง จากนำ้�ท่วมในสภาพจริง เปน็ ท่ีแน่ชัดวา่ พน้ื ท่นี �ำ้ ทว่ มถึงในเขตพนื้ ท่ีความเส่ยี งจากน�้ำ ท่วมสงู (HFR) และ ความเสยี่ งจากน้ำ�ทว่ มสงู มาก (VFR) เพิม่ ข้ึนตามความถ่ขี องปริมาณน�ำ้ ฝน และส่วนใหญ่ของพื้นที่ ความเสี่ยงจากน้ำ�ท่วมสูง (HFR) และความเส่ยี งจากนำ้�ท่วมสูงมาก (VFR) อยูท่ างฝ่ังตะวนั ออกและ ฝงั่ ใต้ของพ้ืนทส่ี นามบินสุวรรณภมู ิ ข้อมูลนีส้ อดคล้องกับรายงานของกรมชลประทานปี 2547 เนอ่ื งจาก พน้ื ทเ่ี หลา่ นเ้ี ปน็ พน้ื ทร่ี าบต�ำ่ มนี �ำ้ ทว่ มเปน็ เวลานานและระบายออกไดช้ า้ เขตพน้ื ทค่ี วามเสย่ี งจากน�ำ้ ทว่ ม สงู มาก (VFR) ควรเปน็ พน้ื ทท่ี ม่ี คี วามส�ำ คญั ล�ำ ดบั ตน้ ๆ ในการบรรเทาอทุ กภยั เพราะมแี นวโนม้ ทจ่ี ะไดร้ บั ผลกระทบทางสงั คมและทางเศรษฐกจิ ของพน้ื ทส่ี งู กวา่ พน้ื ทอ่ี น่ื ๆ เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลกั สูตรการบรหิ ารจดั การความเส่ียงดา้ นอุทกภัยอย่างบรู ณาการ 101

บทท่ี 3 เอกสารอา้ งอิง Biringer, B., and Danneels, J.J. (2000). Risk assessment methodology for protecting our critical physical infrastructures, Risk-based decision making in water resources IX. Santa Barbara, CA: ASCE, 33–43. BUET (Bangladesh University of Engineering and Technology) (1997). Floodplain zoning based on analysis of flood damage to agricultural production. Topic 4, final report. Dhaka: Institute of Flood Control and Drainage Research. Chow, V.T. (1973). Open channel hydraulics. Singapore: McGraw-Hill International. Chowdhury, J.U., and Karim, M.F. (1997). Risk-based zoning of storm surge prone area of the Ganges tidal plain. UNCRD Proceeding Series, 17 (2), 171–185. DHI (2003a). MIKE FLOOD 1D-2D modeling: user manual. Horsholm, Denmark: Danish Hydraulics Institute. DHI (2003b). MIKE 11 – a modeling system for rivers and channels: reference manual. Horsholm, Denmark: Danish Hydraulics Institute. DHI (2003c). MIKE 21 coastal hydraulics and oceanography-hydrodynamic module: reference manual. Horsholm, Denmark: Danish Hydraulics Institute. Henderson F.M. (1966). Open channel flow. New York: Macmillan. Islam, M.M., and Sado, K. (2000). Flood hazard assessment in Bangladesh using NOAA AVHRR data with geographical information system. Journal of Hydrological Processes, 14 (3), 605–620. Karim, M.F., and Chowdhury, J.U. (1995). Probabilistic division of storm surge flood prone area in the Ganges Tidal Plain. Research report. Bangladesh: United Nations Centre for Regional Development, IFCDR, BUET. Keokhumcheng, Y., Tingsanchali, T. and Clemente, R.S. (2012). Flood Risk Assessment in the Eastern Region of Bangkok Flood Plain, Water International, International Water Resources Association, USA, 37(3), 201-217. RID (Royal Irrigation Department) (2004). A study report of drainage system in the surrounding area of Suvarnabhumi International Airport. 102 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสตู รการบรหิ ารจดั การความเสย่ี งด้านอุทกภยั อยา่ งบูรณาการ

Siripong, H., Wirat, K., and Suwit, T. (2009). Flood management in Chao Phraya บท ่ีท 3 River basin. Expert Groups Meeting on Innovative Strategies towards Flood Resilient cities in Asia-Pacific, ESCAP, Bangkok, Thailand, July. Stedinger, J.R., and Crainiceanu, C.M. (2000). Climate variability and flood-risk management. In: Y.Y. Haimes, D.A. Moser, and E.Z. Stakhiv, eds. Risk-based decision making in water resources IX. New York: ASCE, 77–86. Tingsanchali, T., and Karim, M.F, (2005). Flood hazard and risk analysis in the southwest region of Bangladesh. Hydrological Processes, 19 (10), 2055–2069. Tingsanchali T., and Karim, M.F. (2010). Flood-hazard assessment and risk-based zoning of a tropical floodplain: case study of the Yom River, Thailand. Hydrological Sciences Journal, 55 (2), 145–161. Tingsanchali, T., and Keokhumcheng, Y. (2006). Flood damage functions for surrounding area of Second Bangkok International Airport. 5th Intl. Symposium on New Technologies for Urban Safety of Mega Cities in Asia, Phuket, Thailand, 675–684. UN (United Nations) (1991). Mitigating natural disasters: phenomena, effects and options. A manual for policy makers and planners. New York: UN Publications เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารจัดการความเสีย่ งดา้ นอุทกภัยอยา่ งบูรณาการ 103

บทท่ี 3 จดบันทึก 104 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลกั สตู รการบรหิ ารจัดการความเส่ยี งดา้ นอุทกภยั อยา่ งบูรณาการ

บทท่ี 3 สว่ นท่ี 2 บท ่ีท 3 มาตรการลดผลกระทบเพ่อื การลดความเส่ียงจากอทุ กภยั (Mitigation Measures for Flood Risk Reduction) ดร.ชสู ิทธ์ิ อภริ ัมณกี ลุ ผเู้ ชยี่ วชาญอาวุโสด้านอุทกศาสตร์ ศูนยเ์ ตรยี มความพร้อมปอ้ งกนั ภยั พิบตั ิแห่งเอเชีย 1. มาตรการเชิงโครงสรา้ งในการลดผลกระทบจากอทุ กภัย (Structural Intervention for Flood Mitigation) มาตรการเชงิ โครงสรา้ งหรอื มาตรการแบบใชส้ ง่ิ กอ่ สรา้ ง คอื มาตรการในการใชโ้ ครงสรา้ งทางกายภาพ เพอ่ื ลดหรอื หลกี เลย่ี งผลกระทบของภยั ทอ่ี าจจะเกดิ ขน้ึ หมายรวมถงึ ระบบหรอื โครงสรา้ งเชงิ วศิ วกรรมท่ี ประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคนคิ ตา่ ง ๆ เพอ่ื ท�ำ ใหโ้ ครงสรา้ งมคี วามตา้ นทานตอ่ ภยั มาตรการเชงิ โครงสรา้ งเปน็ มาตรการ ทใ่ี ชใ้ นการรบั มอื และลดผลกระทบจากอทุ กภยั มาตง้ั แตใ่ นอดตี อยา่ งไรกด็ ี มาตรการเชงิ โครงสรา้ งนจ้ี ะ สามารถปอ้ งกนั อทุ กภยั ไดเ้ พยี งระดบั หนง่ึ เทา่ นน้ั เน่ืองจากในการกอ่ สรา้ งโครงสรา้ งตา่ ง ๆ จะมีการ กำ�หนดคา่ การออกแบบโครงสรา้ งเหลา่ น้นั เสมอ หากภยั ทเ่ี กดิ มคี วามรนุ แรงมากกวา่ ทค่ี าดการณแ์ ละมาก เกนิ คา่ ออกแบบของสง่ิ กอ่ สรา้ งนน้ั ๆ ภยั นน้ั อาจสรา้ งผลกระทบในทางลบและกอ่ ใหเ้ กดิ ความเสยี หายได้ ตวั อยา่ งเชน่ เขอ่ื นทถ่ี กู ออกแบบมาใหส้ ามารถเกบ็ กกั น�ำ้ ได้ 200 ลกู บาศกเ์ มตร (ลบ.ม.) หากมฝี นตกหนกั บรเิ วณเหนอื เขอ่ื นจนมปี รมิ าณน�ำ้ ไหลลงเขอ่ื นมาก กจ็ �ำ เปน็ ตอ้ งระบายน�ำ้ ออกเพอ่ื ใหม้ ปี รมิ าณเกบ็ กกั น�ำ้ ในเขอ่ื นอยใู่ นภายขอบเขตทเ่ี ขอ่ื นสามารถรบั ได้ คอื มากทส่ี ดุ เทา่ กบั 200 ลบ.ม. การระบายน�ำ้ เชน่ นอ้ี าจ ท�ำ ใหพ้ น้ื ทท่ี า้ ยเขอ่ื นประสบปญั หาน�ำ้ ทว่ มได้ แตห่ ากไมร่ ะบายน�ำ้ ออกกม็ โี อกาสทเ่ี ขอ่ื นจะแตกเนอ่ื งจากมี ปรมิ าณน�ำ้ มากกวา่ ทก่ี �ำ ลงั เขอ่ื นจะสามารถรบั ไวไ้ ด้ ประเด็นทีค่ วรค�ำ นงึ ถงึ ในการใช้มาตรการเชิงโครงสรา้ ง คอื • การใชม้ าตรการเชงิ โครงสร้างเป็นการถา่ ยโอนหรือลดความเสยี่ งทอ่ี าจจะเกดิ ข้ึนในพ้นื ทห่ี น่งึ ไป ยังอีกพื้นทหี่ น่ึง • มาตรการเชงิ โครงสร้างสามารถรบั มือกับภัยไดใ้ นระดบั หนึง่ เทา่ นน้ั และไมส่ ามารถลดความเสี่ยง ได้ท้งั หมด แตย่ ังคงมคี วามเส่ียงดา้ นอุทกภัยหลงเหลืออยู่ (Residual Flood Risk) • ควรคำ�นึงถงึ ผลกระทบระยะยาวทอ่ี าจจะเกดิ ข้ึน รวมทั้งความเสี่ยงทีโ่ ครงสร้างจะพงั ทลาย • มีการลงทนุ สูง • อาจมอี ปุ สรรคทางการเมอื งเขา้ มาเกีย่ วข้อง เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสตู รการบริหารจดั การความเส่ียงด้านอุทกภัยอยา่ งบูรณาการ 105

บทท่ี 3 ประเภทของมาตรการเชิงโครงสรา้ งเพ่ือลดผลกระทบจากอุทกภัย มาตรการเชงิ โครงสร้างเพ่ือการลดความเสย่ี งจากอุทกภัย สามารถแบง่ ตามวตั ถุประสงคไ์ ดห้ ลายประการ ดงั นี้ 1.1 การเก็บกกั นำ้� (Flood Storage/Reservoir) ช่วยในการลดอตั ราการไหลสงู สุดของน�้ำ (Flood Peak) มีหลักการคือการเกบ็ กักน�้ำ ไว้ในช่วงน�้ำ มากและควบคุมการปลอ่ ยน้�ำ ออก ท�ำ ให้อตั ราการไหล ของน�้ำ ทีป่ ล่อยออกมาลดลง ในธรรมชาติเรามีแหลง่ เกบ็ กักน�้ำ ตามธรรมชาตอิ ยแู่ ล้ว เช่น แอง่ น�ำ้ บงึ ทะเลสาบ แต่เราสามารถสร้างแหลง่ เกบ็ กกั นำ�้ เพ่มิ เตมิ ได้ เชน่ เข่ือนและแก้มลงิ ทงั้ น้ีในบางประเทศยงั ใช้ ถนน ทีจ่ อดรถใตด้ นิ หรือ สวนสาธารณะ เพ่ือเปน็ แหลง่ พักนำ�้ ในช่วงหน้าน�้ำ และระบายออกหลงั จากที่ ระดบั น�ำ้ ในแมน่ ำ้�หลักลดลง 1.2 การจำ�กดั ขอบเขตของนำ�้ โดยคันกนั้ น้ำ� (Confinement of Flow by Dyke, Levee or Embankment) แนวคนั กน้ั น้�ำ ใชเ้ พอ่ื จ�ำ กดั ขอบเขตของนำ้�ใหอ้ ยู่ภายในแนวคนั ก้ันนำ�้ ซ่งึ หลักการน้ี เรม่ิ มมี าตัง้ แตม่ นษุ ยเ์ ร่ิมตงั้ ถน่ิ ฐานใกล้แนวแม่นำ้� โดยคันก้นั น�ำ้ จะถกู สร้างเสรมิ ขน้ึ จากแนวตลิ่งธรรมชาติ เพอ่ื ควบคมุ ให้น�ำ้ อยใู่ นแนวตลิง่ ซง่ึ จะสามารถกนั น้ำ�ได้ในระดบั หนึ่งเท่านัน้ โดยปกติแล้วระดบั ของสนั ของคนั กน้ั น้�ำ (Crest Level) จะถกู ออกแบบโดยคำ�นึงถงึ ค่าคาบการเกดิ ของน้ำ�ท่วม 1.3 การปรบั ปรงุ การไหลของล�ำ น�ำ้ (Channel Improvement) เปน็ การเพม่ิ ความสามารถในการ ล�ำ เลยี งน�้ำ ของล�ำ นำ�้ (Flood Conveyance) ทำ�ให้ลำ�นำ้�มคี วามจุมากข้นึ และระบายน�้ำ ได้ดขี ึน้ สามารถ ท�ำ ไดโ้ ดยการขดุ ลอกคูคลองเพอ่ื เอาตะกอนออก หรือโดยการก�ำ จัดขยะและผักตบชวาที่กดี ขวางการไหล ของน้ำ� หรือเพมิ่ ความลึกหรือความกวา้ งของลำ�น้�ำ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขีดความสามารถในการไหล ของลำ�น้�ำ อาจทำ�ให้เกดิ ผลกระทบตอ่ เนอ่ื งข้ึน เชน่ การขยายความกวา้ งของลำ�น้�ำ จะทำ�ให้ลำ�น�้ำ กว้าง ขน้ึ แตค่ วามเรว็ ในการไหลบริเวณรมิ ลำ�นำ้�จะลดลงท�ำ ใหเ้ กดิ การตกตะกอนบรเิ วณริมตล่งิ มากขึน้ การ ขดุ ลำ�นำ้�ใหล้ กึ มากขึน้ จะทำ�ใหค้ วามเร็วในการไหลของน้�ำ บริเวณท้องนำ้�ลดลง เป็นสาเหตุให้เกดิ การตก ตะกอนภายใตล้ �ำ นำ้�และท�ำ ให้ล�ำ น�้ำ ตื้นเขินได้อกี ดว้ ยเหตุนี้ การปรบั ปรงุ การไหลของนำ้�จงึ ควรทำ�อยา่ ง สม�่ำ เสมอและต่อเน่ือง 1.4 การสรา้ งชอ่ งทางเบีย่ งนำ้� (Bypass Channel or Floodways) เปน็ การเปลีย่ นหรอื เพม่ิ เส้น ทางการไหลของน้�ำ โดยการสรา้ งล�ำ นำ้� (Channel) หรอื ทางน�ำ้ ผ่าน (Floodway) เพื่อผันน้�ำ จากทหี่ นงึ่ ไปส่อู ีกทหี่ นง่ึ โดยอาจเปน็ การผนั น้ำ�จากต้นน�ำ้ ลัดไปสปู่ ลายน้ำ� (Bypass channel) หรือจากตน้ น�ำ้ ไปยงั ลำ�น�ำ้ ข้าง ๆ (Diversion channel) ดังแสดงในรปู ท่ี 3.2.1 106 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลักสูตรการบรหิ ารจดั การความเสีย่ งดา้ นอุทกภยั อยา่ งบูรณาการ

รูปท่ี 3.2.1 หลักการผันน�ำ้ ดว้ ยการผันน้ำ�จากตน้ น้�ำ ลดั ไปสู่ปลายน้�ำ หรือ Bypass Channel (รูปซา้ ย) บท ่ีท 3 และ การผนั นำ้�จากต้นน�ำ้ ไปยังลำ�น้ำ�ข้างๆ หรือ Diversion Channel (รูปขวา) ท่ีมา : http://daad.wb.tu-harburg.de/?id=1096 1.5 การใช้เครื่องสูบนำ�้ เพอื่ ระบายน�ำ้ (Drainage of Flood Water by Pumping) โดยหลักการ แลว้ การใช้เครอื่ งสบู น�้ำ จะใชเ้ พอื่ ช่วยสบู นำ�้ จากพน้ื ทีห่ นง่ึ ไปยงั อกี พน้ื ท่ีหนึ่ง จากจดุ รับนำ�้ หรอื จุดทม่ี นี ำ�้ ท่วมขงั ซึ่งไม่สามารถระบายดว้ ยตวั เองได้ไปสู่พ้นื ทแ่ี หง้ กวา่ หรอื ระบายนำ�้ ไดด้ กี วา่ อย่างไรก็ดี การใช้ เครอื่ งสบู น้�ำ ตอ้ งมกี ารคำ�นงึ ถึงอตั ราการสบู ของเครื่องสูบน้ำ�ประกอบกับความสามารถในการรบั น�้ำ ของ พื้นท่รี บั นำ้�หรอื พ้นื ทีท่ ี่เราจะสบู น้ำ�ออกไป เน่อื งจากอาจท�ำ ให้บริเวณท่รี บั นำ้�เกดิ ปญั หาน้�ำ ทว่ มได ดว้ ย เหตนุ ้ี จึงทำ�ใหไ้ ม่สามารถเดนิ เครื่องสบู น�้ำ ได้ตลอดเวลา แตจ่ ะมีการใชเ้ ครอ่ื งสบู น้�ำ เมือ่ มีความจำ�เปน็ ใน การชว่ ยระบายน�ำ้ เทา่ นั้น นอกจากนี้ การใชเ้ ครื่องสูบนำ้�ยังต้องค�ำ นึงถงึ วธิ ีการใช้ การดแู ลและการบำ�รงุ รักษา อกี ด้วย ท้งั น้ีเพราะเครอื่ งสบู น้ำ�ใช้ไฟฟ้าในการสูบนำ้�และไม่สามารถเดินเครอ่ื งไดต้ ลอดเวลา จึง ต้องมกี ารพกั เครอ่ื งสบู นำ้�เป็นระยะ อกี ท้งั เศษขยะหรอื ซากปรักหกั พงั อาจท�ำ ใหเ้ ครอ่ื งสูบน�ำ้ เกิดความ เสียหาย ดงั น้ันจึงควรมีการคดั แยกเศษซากปรักหักพังก่อนที่น้ำ�จะเข้าสเู่ ครื่องสูบน้�ำ ดว้ ย 2. มาตรการแบบไมใ่ ช่เชงิ โครงสรา้ งเพื่อลดผลกระทบจากอทุ กภัย (Non-Structural Intervention for Flood Mitigation) มาตรการแบบไม่ใชเ่ ชิงโครงสร้างหรอื มาตรการแบบทไี่ มใ่ ชส่ ง่ิ ก่อสรา้ ง คอื มาตรการท่ีไมเ่ กีย่ วข้อง โดยตรงกับการกอ่ สรา้ งสงิ่ กอ่ สรา้ งหรือโครงสร้างพืน้ ฐาน (Infrastructure) แต่จะใชค้ วามรู้ ความเข้าใจ และการฝึกซ้อมตา่ ง ๆ ตลอดจนการร่างและบังคบั ใชก้ ฎหมาย การวางนโยบาย หรอื การสร้างจติ ส�ำ นึก เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลกั สูตรการบรหิ ารจดั การความเสีย่ งดา้ นอทุ กภยั อยา่ งบรู ณาการ 107

บทท่ี 3 เพอ่ื ช่วยในการลดความเส่ยี งและผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจเกิดข้ึนจากอุทกภัย มหี ลักการสำ�คัญคือเพือ่ ให้ ประชาชนรจู้ ักและสามารถปรับตวั ให้อยู่กบั สภาวะน้ำ�ทว่ มได้ หรือเป็นการปลกู ฝังให้ประชาชนรู้จักดแู ล ตวั เองใหอ้ ยหู่ ่างไกลจากภาวะน้ำ�ท่วม (Keeping People Away From Flood) แทนการควบคุมหรอื มุ่งเนน้ ท่ีจะกันนำ�้ ท่วมให้อย่หู ่างไกลจากประชาชน (Keeping Flood Away From People) ซง่ึ เป็น หลักการพนื้ ฐานของมาตรการเชิงโครงสรา้ ง ประเภทของมาตรการแบบไมใ่ ช่เชงิ โครงสรา้ งเพือ่ ลดผลกระทบจากอทุ กภยั 2.1 การวางแผนการใชพ้ ้ืนที่ (Land Use Planning) เปน็ มาตรการท่ีมีประสทิ ธิภาพในการลดความ เสีย่ งและความเสยี หายที่อาจเกิดขึ้นจากอุทกภัยในอนาคต การวางแผนการใชพ้ ้นื ทโี่ ดยท่ัวไปมเี ป้าหมาย เพ่อื ใหเ้ กิดการใชพ้ ้ืนทอี่ ย่างมีประสทิ ธภิ าพและเพ่อื ใหบ้ รรลผุ ลสำ�เร็จในการพฒั นาทางดา้ นเศรษฐศาสตร์ สงั คม และส่ิงแวดลอ้ ม มักเกดิ ขนึ้ ในสภาพสิ่งแวดลอ้ มที่มีการแข่งขนั ในการใชท้ ีด่ นิ ทัง้ นี้ การวางแผน การใชพ้ น้ื ทมี่ ีความสำ�คญั อยา่ งยงิ่ ยวดกบั การบริหารจดั การน้�ำ ท่วม เนอ่ื งจากจะชว่ ยใหส้ ามารถควบคมุ การใชท้ ด่ี ินและสามารถแบง่ สรรพ้ืนทส่ี �ำ หรบั การพัฒนาและพนื้ ที่สำ�หรับนำ�้ ไดอ้ ยา่ งเป็นสดั สว่ น เพอื่ ให้ เป็นประโยชนก์ ับท้ังการเก็บกักน�ำ้ ในฤดนู ำ้�นอ้ ยและเพ่อื เปน็ ทางระบายของน้ำ�ในฤดูน้�ำ มาก จดุ ม่งุ หมาย สำ�คัญของการวางแผนการใช้พน้ื ที่คอื การควบคุมการพัฒนาให้มีแบบแผน เพื่อใหก้ ารพัฒนาเหล่านั้นมี ผลกระทบต่อสภาวะการเกดิ อทุ กภยั ในพื้นท่ตี วั เองและพน้ื ท่รี อบข้างนอ้ ยท่สี ดุ ในการวางแผนการใชพ้ น้ื ท่ี เราควรเขา้ ใจธรรมชาตขิ องแมน่ �ำ้ พน้ื ทร่ี บั น�ำ้ และกระบวนการเกดิ น�ำ้ ทว่ ม เพื่อ ให้ผู้วางแผนหรือผู้มีอำ�นาจหน้าที่ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้พื้นที่มีข้อมูลเพียงพอในการวางขอบเขต การใช้พ้นื ที่ เชน่ หากเรารวู้ ่าพ้นื ทบ่ี ริเวณริมแมน่ ้�ำ เปน็ พน้ื ท่ีตำ่� มีโอกาสน้ำ�ทว่ มถงึ เราอาจวางแผนและ กำ�หนดการสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม โดยการกำ�หนดให้ ต้องยกพื้นบ้านให้สูงขึ้น หรืออาจกำ�หนดให้มีการใช้ที่ดินบริเวณริมแม่น้ำ�ในช่วงหน้าแล้งเพื่อเป็น สวนสาธารณะหรือแหล่งสันทนาการ และใช้เป็นพื้นที่เดียวกันเป็นทางน้ำ�ผ่านเพื่อเพิ่มความสามารถ ของแม่น้ำ�ในการระบายน้ำ�ในช่วงหน้าฝน การวางแผนการใชพ้ น้ื ทจ่ี �ำ เป็นตอ้ งใชข้ ้อมูลท่นี า่ เชอ่ื ถือและเปน็ ปจั จบุ นั มากทสี่ ดุ โดยในปจั จุบัน ระบบ สารสนเทศภมู ศิ าสตร์ (Geographic Information System: GIS) ไดเ้ ขา้ มามีบทบาทในการสร้างฐาน ข้อมูลหรอื เป็นข้อมลู สำ�คญั ในการประกอบการตดั สินใจต่างๆ เก่ยี วกับการวางแผนการใชพ้ ื้นที่ โดยมี แผนทฐี่ าน (Base Map) เปน็ ข้อมูลสำ�คัญประการแรกทจ่ี �ำ เปน็ เนื่องจากเปน็ แผนที่ที่รวบรวมขอ้ มลู ด้านภูมิประเทศและองค์ประกอบอ่นื ๆ ท้ังพื้นทอ่ี ยูอ่ าศยั ระบบถนน ระบบคลอง พืน้ ทเ่ี พาะปลกู พื้นที่ เศรษฐกจิ แม่น้ำ� ฯลฯ ซ่งึ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกซอ้ นทบั (Overlay) ด้วยแผนทีแ่ สดงนำ้�ท่วม อนั ประกอบ ดว้ ยขอ้ มลู ขอบเขตและความลึกของน้�ำ ท่วม เพ่อื ใชใ้ นการวางแผนการใช้พืน้ ที่ต่อไป 108 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลักสตู รการบรหิ ารจัดการความเสี่ยงดา้ นอทุ กภยั อย่างบูรณาการ

ตวั อยา่ งของการน�ำ ขอ้ มลู จากระบบสารสนเทศภูมศิ าสตร์ไปประยกุ ตใ์ ช้ ไดแ้ ก่ การวางแผนเสน้ ทางการ บท ่ีท 3 อพยพ สามารถน�ำ GIS มาใช้ในการสร้างแผนท่ที มี่ ีการซ้อนทบั ระหว่างแผนทแี่ สดงน�ำ้ ท่วมและแผนที่ ฐานเพอื่ พจิ ารณาวา่ เสน้ ทางใดถกู นำ�้ ท่วมมากหรือนอ้ ยอย่างไร แล้วจึงกำ�หนดได้วา่ การอพยพที่ปลอดภัย ควรจะใชเ้ ส้นทางใดในการเดนิ ทาง หรือ ในกรณีพจิ ารณาปรับเปล่ียนพื้นทร่ี บั น้�ำ ไปเป็นแหล่งที่อยู่อาศยั สามารถใช้ GIS ช่วยคาดการณว์ ่าการเปลีย่ นแปลงพื้นที่รบั น�้ำ ไปเปน็ พน้ื ท่ีอยู่อาศยั จะกอ่ ใหเ้ กดิ ผลตอ่ ปริมาณน้�ำ ทา่ ทไ่ี หลบนผวิ ดนิ (Surface Runoff) หรือไม่ อยา่ งไร และจะก่อใหเ้ กิดการปรับเปล่ียน ทศิ ทางการไหลตามธรรมชาตขิ องน้�ำ หรอื ไม่ และอยา่ งไร ฯลฯ 2.2 ประมวลขอ้ บังคับอาคาร (Building Code) คอื ขอ้ บงั คบั เทคนคิ ทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ท่ีจดั ทำ�และรวบรวมขน้ึ อย่างเป็นระบบเพ่ือใหเ้ ปน็ มาตรฐานขั้นต่�ำ สำ�หรับควบคมุ ให้การออกแบบ การ ก่อสรา้ ง และการใช้งานอาคารมคี วามปลอดภัย ถูกสขุ อนามยั และช่วยรกั ษาสวสั ดิภาพแก่ผ้ใู ช้อาคาร และตอ่ สาธารณชน อทุ กภัยสามารถท�ำ ลายตัวอาคารหรอื อาจสรา้ งผลกระทบตอ่ การดำ�เนนิ ชีวติ ของประชาชนที่อาศยั อย่ใู น พื้นทท่ี ีถ่ กู น�้ำ ทว่ ม เราสามารถลดผลกระทบหรอื ความเสียหายทีอ่ าจเกดิ ข้นึ ดงั กลา่ วได้ดว้ ยการออกแบบ การกอ่ สรา้ งทเ่ี หมาะสม การจดั ใหม้ กี ารบ�ำ รุงรกั ษาทีเ่ หมาะสม และการไม่เลือกสร้างอาคารในพน้ื ท่ีเส่ยี ง อุทกภัยหรอื ในพ้ืนทน่ี ำ�้ ท่วมถงึ เป็นตน้ การวางแผน การออกแบบ และการสรา้ งอาคารเพอื่ ลดผลกระทบจากอุทกภยั สามารถท�ำ ไดโ้ ดย • ยกระดบั พื้นอาคารใหส้ ูงข้ึนเหนอื กว่าระดับน�ำ้ ท่วมทีอ่ อกแบบไว้ (Design Flood Level) ระดับ น้ำ�ทว่ มที่ออกแบบไว้ คือ ระดับน้�ำ ท่ไี ดจ้ ากการคำ�นวณจากข้อมลู ทางสถติ ิตามคาบการเกิด (Return Period) เช่น ระดับน�้ำ ทว่ มท่อี อกแบบไว้ท่ีคาบการเกดิ 100 ปี คอื 7.50 ม. ดังน้ัน อาคารหรอื ท่ีอยอู่ าศัยในพ้ืนท่ดี ังกลา่ วจึงควรสร้างใหม้ ีระดับของพ้นื ชั้นที่ 1 อยสู่ งู กว่า 7.50 ม. • ออกแบบฐานราก (Foundation) หรอื สว่ นใดๆ ของอาคารใหม้ คี วามคงทนตอ่ สภาวะนำ้�ทว่ ม • ใช้วสั ดทุ ่คี งทนหรอื มีความตา้ นทานตอ่ น้�ำ ทว่ มสำ�หรับส่วนปลกู สร้างทอ่ี ยู่ต�ำ่ กวา่ ระดับน้�ำ ท่วมท่ี ออกแบบไว้ ลกั ษณะการเกิดอุทกภยั ในแตล่ ะพนื้ ท่เี ส่ยี งอุทกภยั อาจมคี วามแตกตา่ งกันทางเทคนิค ดงั นน้ั มาตรฐาน ในการสร้างบ้านเรอื นจงึ อาจมคี วามแตกตา่ งกนั ในแต่ละพน้ื ที่ เช่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา องค์กรเพ่ือ การบรหิ ารจดั การสถานการณฉ์ กุ เฉนิ แห่งรฐั บาลกลาง (The Federal Emergency Management Agency: FEMA) ไดม้ กี ารก�ำ หนดเขตพื้นทน่ี �ำ้ ท่วมในประเทศสหรัฐอเมรกิ าไว้หลายเขต หนึ่งในนน้ั คือเขต พนื้ ท่ีเสยี่ งอุทกภยั พเิ ศษ (Special Flood Hazard Area) ซึ่งเปน็ เขตพน้ื ท่เี สีย่ งอุทกภยั ในระดับนำ�้ ทว่ ม มาตรฐานทีม่ ีคาบการเกดิ 100 ปี และไดก้ ำ�หนดใหก้ ารสรา้ งอาคารบา้ นเรอื นในบริเวณพ้ืนที่เส่ยี งอุทกภยั เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลักสูตรการบริหารจดั การความเสย่ี งดา้ นอทุ กภัยอยา่ งบูรณาการ 109

บทท่ี 3 พิเศษน้ีต้องยกระดับพ้ืนอาคารสงู กว่าระดับน�้ำ ท่วมทม่ี คี าบการเกดิ 100 ปี เป็นตน้ นอกจากนี้ รูปที่ 3.2.2 ยงั แสดงตัวอย่างของประมวลข้อบังคับอาคารสำ�หรับพ้นื ที่เส่ยี งอทุ กภยั จากประเทศออสเตรเลีย อกี ด้วย รปู ที่ 3.2.2 ตวั อยา่ งประมวลขอ้ บังคบั อาคารในการออกแบบอาคารสำ�หรับพ้นื ทเ่ี สี่ยงอทุ กภยั ที่มา : Australian Building Codes Board, 2012 ส�ำ หรบั ประเทศไทย หากพิจารณาตามความหมายและขอ้ บงั คับแลว้ สงิ่ ท่ใี กล้เคียงกบั ประมวลขอ้ บังคบั อาคารมากท่ีสดุ ในขณะน้ี คอื กฎกระทรวงทีอ่ อกตามพระราชบญั ญัติ (พ.ร.บ.) ควบคมุ อาคาร พ.ศ. 2522 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมโดย ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2535), ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2543) และ ฉบบั ท่ี 4 (พ.ศ. 2550) เชน่ กฎกระทรวง ฉบบั ที่ 44 (พ.ศ. 2538) - ระบบการระบายน้ำ� การก�ำ จดั ขยะฯ และรวมถงึ กฎกระทรวงหรือประกาศที่เกี่ยวข้องกบั การกอ่ สร้างท่ีออกตาม พ.ร.บ. การส่งเสรมิ การอนุรักษ์พลงั งาน พ.ศ. 2535 เปน็ ต้น กรมโยธาธกิ ารและผังเมอื งซง่ึ เป็นหนว่ ยงานรับผิดชอบการออกกฎขอ้ บงั คับตา่ ง ๆ เก่ยี วกบั การก่อสรา้ งไดเ้ ล็งเห็นถงึ ความสำ�คัญของประมวลข้อบงั คับอาคารและเห็นวา่ เปน็ มาตรการหน่งึ ทสี่ ามารถแก้ไขปญั หาเกีย่ วกับมาตรฐานการกอ่ สรา้ งได้ จงึ มกี ารเสนอให้จัดท�ำ ประมวลขอ้ บังคบั อาคาร ข้ึนในเบ้อื งตน้ 110 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลกั สตู รการบรหิ ารจัดการความเส่ยี งด้านอุทกภัยอยา่ งบรู ณาการ

3. การรณรงค์สร้างความตระหนักด้านอุทกภัย (Flood Awareness Campaigns) ความตระหนัก ต่ออุทกภยั เป็นปจั จยั ส�ำ คญั ทจ่ี ะกอ่ ให้เกิดมาตรการหรอื กิจกรรมต่าง ๆ เพอ่ื ลดผลกระทบของอุทกภัย หากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกยี่ วข้องมคี วามตระหนกั รู้และให้ความสำ�คญั ตอ่ อทุ กภัยและผลกระทบทอ่ี าจเกิด ขึน้ จากอทุ กภยั จะทำ�ใหม้ ีการวางแผนเตรยี มพร้อมรับมือและจดั การกบั อุทกภยั ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ มากข้ึน ตัวอย่างเช่น หากเราไมค่ ำ�นึงและตระหนักรู้ถึงผลกระทบท่ีอาจเกิดขึน้ จากการใช้สอยพ้นื ท่ีใน บรเิ วณพ้นื ท่ีน้�ำ ท่วมถงึ (Flood Plain) เราอาจปล่อยใหม้ ีการสรา้ งบ้านเรือนในบริเวณท่ีมคี วามเส่ียงต่อ อทุ กภยั โดยไม่มีการควบคมุ เปน็ ต้น การสรา้ งความตระหนกั เกย่ี วกับอุทกภยั ควรเกดิ ขึ้นในทุกภาคส่วน ต้ังแตภ่ าครัฐบาล องค์กรปกครอง ส่วนท้องถนิ่ (อปท.) องค์กรปกครองสว่ นตำ�บล (อบต.) หน่วยงานตา่ ง ๆ ทเ่ี กี่ยวข้อง ภาคเอกชนและ ประชาชนท่ัวไป ตัวอยา่ งช่องทางทสี่ ามารถใชใ้ นการสร้างความตระหนกั มดี งั ตอ่ ไปนี้ บท ่ีท 3 • แผน่ ภาพรณรงค์ (โปสเตอร)์ • การพบปะเยี่ยมเยอื นประชาชน • แผน่ พับ • การฝึกอบรม • หนังสือพมิ พ์ • การซอ้ มเหตุการณ์จำ�ลอง • บทความในนิตยสารหรือสอื่ ส่ิงพิมพอ์ ื่นๆ • จัดการแขง่ ขนั ศลิ ปะระดบั โรงเรียน • โทรทศั นแ์ ละวิทยุ (ละคร) • การมีสว่ นร่วมในการวางแผนจัดการความ • นทิ รรศการภาพถา่ ย เส่ียงอุทกภัย • นทิ รรศการเกีย่ วกบั น้ำ�ทว่ ม • การตดิ ป้ายบอกระดบั น้ำ�สงู สุดทเี่ คยเกิดขึน้ • การโฆษณา ในอดตี • รณรงค์เร่ืองภัยด้วยบคุ คลมีช่อื เสยี ง • รณรงคจ์ ัดวนั สำ�คญั เกีย่ วกับภัยพบิ ตั ิ ฯลฯ 2.4 การเสรมิ สรา้ งศกั ยภาพ (Capacity Building) ศกั ยภาพ คอื ความสามารถของประชาชน กลมุ่ คน สถาบัน หนว่ ยงาน และสงั คมทอ้ งถิ่น ในการอาศัยอยแู่ ละปรับตัวให้เขา้ กบั อุทกภยั อย่างยงั่ ยืน ดังนั้น การเสริมสร้างศักยภาพจึงประกอบไปด้วยกิจกรรม กลยุทธ์ และวิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยให้สังคมและ ประชาชนสามารถพฒั นาความสามารถเพ่อื บริหารจดั การอทุ กภัยไดด้ ขี ึน้ การเสริมสร้างศกั ยภาพไม่ได้ มงุ่ เนน้ เพียงแค่เสริมสร้างความสามารถเฉพาะตัวบคุ คลเทา่ นั้น แตย่ งั ควรค�ำ นึงถงึ การพัฒนาทรพั ยากร ตา่ ง ๆ การพัฒนาองค์กร การพัฒนากรอบสถาบันและพัฒนากรอบกฎหมาย ฯลฯ การเสริมสรา้ ง ศกั ยภาพมักอย่ใู นรูปของการจดั การฝกึ อบรมทัง้ ในภาคทฤษฏแี ละปฏบิ ัติ ตวั อยา่ งของการฝกึ อบรมที่ เกีย่ วข้องกบั การบริหารจดั การอทุ กภยั มดี ังน้ี เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลกั สตู รการบรหิ ารจัดการความเสี่ยงด้านอุทกภยั อย่างบูรณาการ 111

บทท่ี 3 • การจดั การความเส่ียงจากภยั พิบตั โิ ดยอาศัยชมุ ชนเป็นฐาน (Community Based Disaster Risk Management,: CBDRM) • การบรหิ ารจดั การความเสีย่ งอุทกภยั อยา่ งบูรณาการ (Integrated Flood Risk Management) • การตดิ ตามและวิเคราะหส์ ถานการณ์นำ้� (Flood Monitoring and Evaluation) • การจัดการภัยพิบตั สิ �ำ หรับผบู้ รหิ าร (Disaster Management Course for Decision Maker) • ระบบเตือนภยั แบบครบวงจร (End-to-End Early Warning System) • การจดั การศูนย์อพยพ (Evacuation Center Management) • การเตรยี มความพรอ้ มก่อนเกิดอทุ กภยั (Flood Preparedness) • การบรหิ ารจดั การในเหตุการณฉ์ กุ เฉนิ (Emergency Response Management) • การปฐมพยาบาลเบ้ืองตน้ (First Aid) ฯลฯ นอกจากน้ี การฝึกอบรมเพ่ือให้บคุ คลหรอื หนว่ ยงานทเี่ ก่ียวขอ้ งสามารถด�ำ เนินงานเก่ียวกับมาตรการเชงิ โครงสร้างก็มคี วามจำ�เปน็ เช่น • การฝกึ อบรมเก่ียวกับการวางผงั เมอื งและการจดั การพืน้ ทใ่ี ชส้ อย (Spatial Planning) • การอบรมวิศวกรใหส้ ามารถสรา้ งเขอื่ นไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งและมีประสทิ ธิภาพ • การอบรมเกีย่ วกับกรอบกฏหมายต่าง ๆ เปน็ ต้น 3. ระบบก้นั น้�ำ (Flood-proofing) ระบบการกนั น�ำ้ (Flood-proofing) เป็นมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากอุทกภยั ที่สามารถปรบั ใชก้ ับ ชุมชนท่ตี อ้ งอาศยั อยู่กบั น�้ำ หลกั การของระบบกนั น�ำ้ คือ การปรับเปล่ยี นโครงสรา้ งหรอื องคป์ ระกอบ ของอาคารเพอื่ ให้มคี วามต้านทานต่อน้�ำ ท่วมเพอื่ เปน็ การลดความเสยี หายท่ีอาจเกิดขึ้นจากอทุ กภยั ระบบการกนั น�ำ้ สามารถแบง่ ไดห้ ลายประเภท ดงั ตอ่ ไปนี้ • ระบบกันน้�ำ แบบแห้ง (Dry Flood-proofing) เป็นการใชห้ ลักการปิดผนกึ อาคารเพ่อื ป้องกนั ไม่ ใหน้ ำ้�ไหลเข้าในอาคาร โดยการใชก้ ารเคลือบสารกันนำ้� ประตูกนั นำ�้ แนวคนั กั้นน้ำ�รอบบ้าน (ถงุ ทราย ผา้ พลาสตกิ ) ฯลฯ ระบบนี้จะเหมาะกับน้�ำ ท่ไี มล่ กึ มาก และมคี วามเร็วของการไหลไมส่ ูง • ระบบกนั นำ�้ แบบเปยี ก (Wet Flood-proofing) เปน็ การยอมใหพ้ นื้ ทดี่ ้านล่างของอาคารมนี ้�ำ เข้าหรือมนี ้�ำ ผ่านได้ แต่จะใชว้ สั ดุทไ่ี ม่เสยี หายจากน�้ำ ทว่ มในพ้นื ทดี่ ้านล่าง การยอมใหน้ ำ้�ไหลเขา้ หรือไหลผ่านอาคารนั้นเปน็ การลดแรงจากนำ�้ ทไี่ หลกระทบอาคาร ในระบบนีเ้ ราจะต้องทำ�การ ย้ายวัสดุหรือส่งิ ของใหส้ ูงจากชนั้ ล่าง ในส่วนของปลก๊ั ไฟนัน้ ต้องสรา้ งใหส้ งู หรอื ให้มรี ะบบกัน้ นำ้� 112 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสูตรการบรหิ ารจัดการความเส่ยี งดา้ นอทุ กภยั อย่างบูรณาการ

เราอาจแบ่งย่อยระบบก้นั น�้ำ ไดอ้ ีก 2 ประเภท คอื • ระบบก้ันน�ำ้ เชิงรกุ (Active Flood-proofing) หรือท่ีรู้จักกันในชอื่ วา่ ระบบกนั้ น�้ำ ฉกุ เฉิน (Contingent or Emergency Flood-proofing) เปน็ ระบบทต่ี ้องใชค้ นเขา้ มาเกย่ี วข้องในการ ดำ�เนนิ การระบบก้ันน้ำ�เพอ่ื ไม่ให้น�ำ้ ท่วมอาคาร การจะใช้ระบบเชงิ รุกให้มปี ระสทิ ธภิ าพนั้นจะ ต้องมีการเตือนภัยล่วงหน้าที่ให้เวลาเพียงพอในการระดมพลและอุปกรณ์เครื่องมือสำ�หรับการ กั้นน้ำ� • ระบบกัน้ น้�ำ เชิงรบั (Passive Flood-proofing) หรอื รู้จักกนั ในช่อื ว่า ระบบก้ันน�ำ้ ถาวร (Permanent Flood-proofing) เป็นระบบท่ีไม่ต้องใช้คนเข้ามาเก่ยี วข้องในการกั้นน�้ำ เพราะ ตัวอาคารหรือสิ่งแวดล้อมรอบข้างได้มีการออกแบบหรือก่อสร้างให้มีการกันน้ำ�โดยปราศจาก การเขา้ มาดำ�เนนิ การของคนอยูแ่ ลว้ ตวั อยา่ งของวิธีการในระบบกน้ั น�้ำ แบบตา่ งๆ สามารถสรปุ ได้ดังท่แี สดงในตารางท่ี 3.2.1 บท ่ีท 3 ตารางท่ี 3.2.1 ตัวอย่างของระบบกัน้ น้�ำ แบบต่างๆ เปยี ก (Wet) แห้ง (Dry) เชงิ รุก • ประตกู น้ั ชว่ั คราวน�ำ้ หนา้ อาคาร • การเคล่ือนย้ายสิ่งของช้ึนที่สูงก่อน (Active) • ถงุ ทราย หรอื คนั กน้ั น�ำ้ ชว่ั คราวรอบ น้ำ�จะทว่ มขึน้ ท่สี ูงและใชว้ ัสดุกน้ั นำ้� บา้ น • วัสดุเคลือบกันนำ�้ บนผนังอาคารหรือ • ย ก ร ะ ดั บ บ้ า น ใ ห้ สู ง เ ห นื อ ร ะ ดั บ พน้ื นำ้�ทว่ มทไ่ี ดอ้ อกแบบไว้ • บตเตคิอดดิ่ รรตต่ือบั้งั้งั งนรปส�ะำ้รูบบะนตบำกู�้วสนั้าลำ�น์วห�้ำ กรอันับยนา่สำ�้งูบถไนหาำ�้วลรอยอ้อนกจหารืกอ • ใ ช้ วั ส ดุ ต้ า น ท า น นำ้ � ใ น บ ริ เ ว ณ ท่ี เชิงรับ • • น�้ำ ท่วมได้ (Passive) เ ค ล่ื อ น ย้ า ย วั ส ดุ อุ ป ก ร ณ์ ที่ อ ยู่ ช้ั น ล่างให้อยู่เหนือระดับน้ำ�ท่วมท่ีได้ ออกแบบไว้   การใช้หลกั การระบบก้นั น�ำ้ (Flood-proofing) ในการออกแบบโครงสร้างส่ิงก่อสร้าง จะสมั ฤทธผิ์ ลใน การลดผลกระทบจากน้�ำ ท่วมเป็นอย่างมากหากมีการใชค้ วบคู่ไปกบั มาตรการท่ีไมใ่ ช่เชิงโครงสร้าง เชน่ การวางแผนการใช้พ้นื ที่ (Land Use Planning) และการบังคับใชป้ ระมวลขอ้ บังคบั อาคาร (Building Code) ในพื้นที่ริมน้ำ�หรือพื้นที่เสี่ยงน้ำ�ท่วม อาจกำ�หนดให้การสร้างที่อยู่อาศัยหรืออาคารในพื้นที่ ดังกล่าวมีการเทพื้นสูงกว่าระดับน้ำ�ท่วมที่ได้ออกแบบไว้ (Design Flood Elevation) ซ่งึ อาจเปน็ ค่า ระดบั น�้ำ ทว่ มท่คี าบการเกดิ 100 ปี หรอื คาบการเกดิ อ่ืนๆ ขน้ึ อยกู่ ับการกำ�หนดของหนว่ ยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลกั สูตรการบริหารจดั การความเส่ยี งด้านอทุ กภยั อย่างบูรณาการ 113

บทท่ี 3 เอกสารอ้างองิ Australian Building Codes Board (2012). Construction of Buildings in Flood Hazard Areas – Information Handbook. 114 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารจัดการความเส่ียงด้านอทุ กภยั อย่างบูรณาการ

จดบันทึก บท ่ีท 3 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลักสูตรการบรหิ ารจัดการความเสีย่ งดา้ นอุทกภัยอย่างบรู ณาการ 115

บทท่ี 3 จดบันทึก 116 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลกั สตู รการบรหิ ารจัดการความเส่ยี งดา้ นอุทกภยั อยา่ งบูรณาการ

บทที่ 3 ส่วนที่ 3 มาตรการการเตรียมความพร้อมเพอื่ การลดความเส่ยี งจากอทุ กภัย: การเตือนภัยแบบครบวงจร (Preparedness Measure for Flood Risk Reduction: End-to-End Early Warning System) ดร.ชูสิทธิ์ อภิรัมณีกุล ผเู้ ชี่ยวชาญอาวโุ สด้านอทุ กศาสตร์ ศนู ย์เตรยี มความพร้อมป้องกนั ภยั พบิ ตั แิ หง่ เอเชยี 1. หลักการของระบบเตือนภยั (Concept of Early Warning System) บท ่ีท 3 UNISDR (2004) ได้ให้คำ�จำ�กัดความ “ระบบเตือนภัย” ว่าคือ “การจัดเตรียมข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ อย่างทันท่วงทีโดยผ่านองค์กรที่รับผิดชอบ ซึ่งจะทำ�ให้ผู้ที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากภัยสามารถ ดำ�เนินการหลีกเลี่ยงหรือลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากภัยได้ล่วงหน้า” จากคำ�จำ�กัดความนี้แสดงให้ เห็นว่า ระบบเตอื นภยั มีจุดประสงค์หลกั เพอื่ ใหป้ ระชาชนหรอื ชมุ ชนทีถ่ กู คุกคามโดยภยั มีเวลาเพียงพอท่ี จะเตรยี มการตอบโต้ได้อยา่ งเหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความเสียหาย การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน หรือ การบาดเจ็บ รวมทั้ง ลดผลกระทบทางลบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน 2. องคป์ ระกอบของระบบเตือนภยั แบบครบวงจร (Components of End-to-End Early Warning System) ระบบเตอื นภยั แบบครบวงจรประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 4 ประการ ดงั ตอ่ ไปน้ี (รูปท่ี 3.3.1) 2.1 การรบั รูแ้ ละเข้าใจความเส่ยี ง (Risk Knowledge) การประเมนิ ความเสี่ยงเป็นองค์ประกอบแรกของระบบเตอื นภัย เพราะระบบเตอื นภยั จะถูกออกแบบ หรอื ถกู นำ�ไปใช้ได้อย่างเป็นประโยชน์ทส่ี ุดถา้ เรามคี วามเข้าใจในสภาวะเส่ียงภัยในพ้ืนที่ของเรากอ่ น การ ประเมนิ ความเส่ยี งภัยตอ้ งอาศัยการเกบ็ ข้อมูลและการวเิ คราะหข์ อ้ มูลทีเ่ ป็นระบบ และยงั ควรคำ�นึงถึง ความแปรปรวนและการเปล่ียนแปลงของสภาวะภยั อันเนอื่ งมาจากปจั จยั อ่นื ๆ เชน่ การขยายตัวของ เมอื ง ฯลฯ เมอ่ื เรามขี ้อมูลเกย่ี วกบั ความเสีย่ งในพืน้ ทแี่ ลว้ ประชาชนท่วั ไปควรมีความเข้าใจเก่ยี วกบั ภยั ทอ่ี าจเกิดข้นึ ได้ในพื้นทีแ่ ละสามารถเขา้ ถงึ ขอ้ มลู ความเสีย่ งนัน้ ได้ ข้อมลู ความเสยี่ งภัยอาจแสดงไวใ้ นรูป เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสตู รการบริหารจดั การความเสย่ี งดา้ นอุทกภัยอยา่ งบูรณาการ 117

บทท่ี 3 รูปที่ 3.3.1 องคป์ ระกอบท้ัง 4 ของระบบเตอื นภัย ที่มา: ดัดแปลงจาก ISDR Platform for Promotion Early Warning System (http://www.unisdr.org/2006/ppew/whats- ew/basics-ew.htm) ของแผนที่ หากเป็นแผนที่เส่ียงภัยน้�ำ ท่วมก็ควรแสดงให้เห็นพืน้ ทีน่ ำ�้ ทว่ มและความลึกของน�ำ้ ท่วมใน บรเิ วณนัน้ ๆ โดยประชาชนอาจสามารถเปิดดไู ด้ผ่านทางเวบ็ ไซตห์ รืออาจมีการตดิ ประกาศไวใ้ นบริเวณ สาธารณะท่ปี ระชาชนสามารถมองเหน็ ไดโ้ ดยท่วั ไป นอกจากนี้ ประชาชนควรทราบถึงแนวโนม้ ของการ เกดิ อุทกภัยและมีความเข้าใจในปัจจยั ต่าง ๆ ท่ีมีผลต่อการเกดิ น้�ำ ท่วมในพืน้ ทีอ่ ีกดว้ ย 2.2 การติดตามสถานการณแ์ ละการพยากรณ์ (Monitoring and Forecasting) การติดตามสถานการณน์ ้ำ�นนั้ จ�ำ เปน็ อย่างย่ิงส�ำ หรับการพยากรณ์น้ำ�ทว่ ม ในขณะท่คี วามแม่นยำ�ของการ พยากรณ์น้ำ�ทว่ มกม็ ีผลตอ่ การเตือนภยั ท้งั นี้ การพยากรณจ์ ะมคี วามแม่นย�ำ มากนอ้ ยเพยี งใดก็ขน้ึ อยู่กบั ขอ้ มลู ที่เราใช้และข้ึนกบั ระบบพยากรณท์ ี่มีอยู่ ดงั นน้ั การเก็บรวบรวมข้อมลู เกยี่ วกับนำ�้ ท่ีถกู ต้องและเป็น ปัจจุบนั จึงมคี วามส�ำ คัญยิ่งต่อการพยากรณ์และการวางระบบเตอื นภยั ท่ีมีประสทิ ธิภาพ 2.3 การเตือนภยั และการสื่อสาร (Dissemination and Communication) ขอ้ มลู เตอื นภยั จำ�เป็นตอ้ งมกี ารประกาศและกระจายไปถงึ ผเู้ ส่ียงภยั อยา่ งท่ัวถึง ดว้ ยเหตนุ ้ี ภาษาที่ใช้ ในการเตอื นภัยจงึ จ�ำ เป็นตอ้ งอยู่ในรูปแบบทปี่ ระชาชนทัว่ ไปสามารถเข้าใจได้งา่ ย ส่วนข้อความในการ เตอื นภัยควรมีขอ้ มลู ทเ่ี พยี งพอและสามารถส่ือสารใหป้ ระชาชนรวู้ ่าควรปฏบิ ตั ิตนอย่างไร ในชว่ งเวลาใด นอกจากน้ี ชอ่ งทางทใี่ ช้ในการส่ือสารข้อมลู เตือนภยั กค็ วรมีการก�ำ หนดและตกลงไวก้ อ่ นผา่ นหน่วยงานที่ รบั ผดิ ชอบ และควรใหป้ ระชาชนรับรู้ลว่ งหน้าเพอื่ การเตรยี มพร้อมและเพอื่ ป้องกันความสับสนในข้อมูล เตอื นภยั ทงั้ น้ี ควรเตรียมชอ่ งทางในการสอื่ สารขอ้ มลู เตือนภยั ประกอบกันหลายช่องทาง เชน่ โทรสาร 118 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลักสูตรการบรหิ ารจดั การความเสี่ยงด้านอุทกภยั อย่างบูรณาการ

อีเมล โทรศัพท์ ข้อความแจง้ เตอื นผา่ นโทรศพั ทม์ ือถือ (Short Message Service: SMS) การประกาศ ผา่ นเคร่อื งกระจายเสียงในชมุ ชน ฯลฯ เพอ่ื เปน็ ช่องทางส�ำ รองในกรณีทก่ี ารส่งข้อมูลเตือนภยั ในช่องทาง หลักมปี ัญหาหรอื เกดิ การขดั ขอ้ ง 2.4 ความตระหนกั รู้และการตอบสนองตอ่ การเตือนภยั ของประชาชน (Public Awareness and บท ่ีท 3 Response Capability) ประชาชนที่ได้รับข้อมูลการเตือนภัยต้องให้ความเอาใจใส่ต่อการเตือนภัยและรู้ว่าจะต้องปฏิบัติตน อยา่ งไรเมอ่ื ไดร้ บั ขอ้ มลู การเตอื นภยั การตอบสนองตอ่ การเตอื นภยั จะสมั ฤทธผ์ิ ลไดต้ อ้ งมกี ารใหค้ วามรแู้ ก่ ประชาชนเกย่ี วกบั การเตอื นภยั และการเตรยี มตวั ตา่ งๆ เมอื่ ไดร้ บั ขอ้ มลู เตือนภัย รวมทงั้ ต้องมกี ารวางแผน เตรยี มพรอ้ มในการรบั มือกบั ภัยพบิ ัติทอี่ าจเกดิ ขึน้ ทั้งยังควรมีการซ้อมแผนฯ เพื่อให้รู้ว่าแผนนั้นมี ข้อบกพร่องหรือมีข้อควรแก้ไขเปลี่ยนแปลงในส่วนใดบ้าง ตัวอย่างของข้อควรปฏิบัติที่ประชาชน สามารถทำ�ได้หลังจากได้รับการเตือนภัยได้แสดงไว้ในตารางที่ 3.3.1   ตารางท่ี 3.3.1 ตวั อย่างขอ้ ควรปฏบิ ตั หิ ลังจากได้รบั การเตือนภยั และประโยชน์ที่ไดร้ ับ ขอ้ ควรปฏิบัติ ผลประโยชน์ เคลื่อนย้ายส่ิงของไปยังจุดที่ การเตือนภัยล่วงหน้าช่วยให้มีเวลาเตรียมพร้อมที่จะขนย้ายส่ิงของ ปลอดภัย เปน็ การชว่ ยลดความเสียหายตอ่ ทรพั ยส์ นิ ป้องกันบ้านเรือนและทรัพย์สมบัติ การเตือนภัยล่วงหน้าช่วยให้มีเวลาเตรียมพร้อมที่จะปิดประตู หน้าต่าง จากการถูกน้ำ�ท่วมโดยการปิด ทำ�แนวกั้นน้ำ�หน้าบ้าน หรือห่อสิ่งของด้วยพลาสติก เป็นการช่วยลด ประตู หรอื หอ่ สง่ิ ของเพ่อื กนั น�้ำ ความเสียหายต่อทรัพย์สิน การบำ�รุงรักษาระบบสาธารณูปโภค การปิดวาล์วระบบขนส่ง หรือเตรียมกันน้ำ�ไม่ให้เข้าระบบจะช่วยลด (ประปา แกส๊ ไฟฟา้ บ�ำ บดั น�ำ้ เสยี ฯลฯ) ความเสียหายจากน้ำ�ท่วมที่อาจมีผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภค แจ้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบใน หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในสถานการณ์ฉุกเฉินสามารถ ช่วงเหตกุ ารณฉ์ กุ เฉนิ มกี ารเตรียม เตรียมพร้อมล่วงหน้าในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและจัดการศูนย์ พรอ้ มล่วงหน้า อพยพเมื่อได้รับการเตือนภัยนอกจากนี้ การได้รับแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า ท�ำ ใหป้ ระชาชนสามารถเตรยี มพรอ้ มในการเคลอ่ื นยา้ ยสง่ิ ของหรอื อพยพ ทำ�ให้ความเสียหายและความสูญเสียท่ีอาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์น้ำ� ท่วมลดลง เปน็ การช่วยใหห้ น่วยงานทีเ่ กย่ี วข้องในการปฏิบัติการในช่วง เหตกุ ารณฉ์ กุ เฉินมีภาระงานลดลง และสามารถปฏบิ ตั ิการช่วยเหลือใน สว่ นท่ีจ�ำ เปน็ ได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพมากข้นึ การหยุดพักชั่วคราวของสายการ ภาคส่วนอุตสาหกรรมสามารถเตรียมตัวหยุดการผลิตชั่วคราวหรือย้าย ผลิตในโรงงาน วัตถุดิบหรือเครื่องมือในการผลิตไปยังสถานที่ปลอดภัย เมื่อได้รับการ เตือนภยั ลว่ งหน้าเพ่อื ลดความเสียหายที่อาจจะเกดิ ข้ึน การเตรยี มพร้อมด้านการคมนาคม หน่วยงานท่ีรับผิดชอบด้านการควบคุมจราจรสามารถตัดสินใจได้ว่าจะ ปิดการจราจรหรือจะเตือนประชาชนในการใช้ถนนอย่างไรเมื่อได้รับข่าว การเตือนภยั ลว่ งหน้า ทัง้ น้ี เพ่อื ช่วยใหก้ ารอพยพหรือการเดนิ ทางเปน็ ไป อย่างมปี ระสทิ ธิภาพ เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารจดั การความเสีย่ งด้านอุทกภัยอยา่ งบูรณาการ 119

บทท่ี 3 3. ส่งิ ทค่ี วรคำ�นงึ ถึงเพ่ือระบบเตอื นภยั ที่มปี ระสทิ ธิภาพ (Key Considerations for Effective Early Warning Systems) • การไม่คำ�นึงถึงหรือไม่ให้ความสำ�คัญกับองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งของระบบเตือนภัยจะ ท�ำ ให้ระบบเตอื นภยั ขาดประสทิ ธิภาพ ทง้ั นี้ คนส่วนมากมกั มองขา้ มองค์ประกอบสดุ ท้ายในเรือ่ ง ความตระหนกั รู้ของประชาชนและการตอบสนองต่อการเตือนภัย • ควรมีหน่วยงานหลักเพียงหน่วยงานเดียวในการรับผิดชอบด้านการเตือนภัย เนื่องจากหากมี การรายงานสภาพอากาศจากหน่วยงานหนึ่งและการประกาศเตือนภัยเกี่ยวกับน้ำ�ท่วมจากอีก หน่วยงานหนึ่ง อาจทำ�ให้ประชาชนเกิดความสับสนในข้อมูลที่ได้รับ • ข้อความการเตือนภัยควรบอกระดับความรุนแรงของภัย เช่น ความลกึ ระยะการเพมิ่ ขน้ึ ของ ระดบั นำ�้ ตลอดจน ระยะเวลากอ่ นท่ภี ยั จะมาถึงพ้ืนท่ี รวมทง้ั ควรใหข้ ้อมูลกับประชาชนวา่ จะ ตอ้ งปฏิบตั ิตวั อย่างไร และควรฟงั ข่าวในระยะตอ่ ๆ ไปจากใคร • ควรมกี ารแปลงข้อความทางเทคนคิ เก่ยี วกับภยั ใหเ้ ป็นข้อความการเตือนภัยดว้ ยภาษาอย่างงา่ ย เพอ่ื ให้ประชาชนทว่ั ไปเขา้ ใจได้ • การส่งขอ้ ความเพ่อื เตอื นภัยจะได้ผลดหี ากสง่ ผ่านหลายชอ่ งทาง เช่น โทรสาร โทรศพั ท์ อีเมล การบอกปากตอ่ ปาก หรือผ่านสื่อโทรทัศน์วิทยุ ฯลฯ • การเตอื นภยั ท่ีไม่แมน่ ยำ�จะทำ�ใหค้ นไม่เชือ่ ถือและละเลยการประกาศเตอื นภยั • ใหค้ วามสำ�คญั กบั การฝึกซ้อมแผนการเตือนภยั เพือ่ เป็นการทดสอบและประเมินประสิทธิภาพ ของระบบเตอื นภัย รวมทั้งเป็นการสรา้ งความตระหนักร้ใู นระบบ ระเบียบ และวธิ ปี ฏิบัตติ า่ งๆ ที่ เกย่ี วกับการเตอื นภัยใหก้ บั หนว่ ยงานที่เก่ยี วข้อง • ควรจดั ท�ำ คมู่ ือมาตรฐานการปฏบิ ัตงิ าน (Standard Operating Procedures: SOP) ใหก้ บั หนว่ ยงานทเี่ กยี่ วข้อง เพือ่ ให้เกดิ ความเข้าใจในหน้าท่ีของตนวา่ ควรท�ำ อะไรในช่วงเวลาใด และ ควรจดั ท�ำ ฐานข้อมูลการตดิ ต่อสอ่ื สารส�ำ หรบั หน่วยงานหรือบคุ คลทร่ี บั ผดิ ชอบ เพอ่ื ให้สามารถ ตดิ ตอ่ ประสานงานกนั ไดท้ นั ท่วงทใี นเหตุการณ์ฉุกเฉนิ 120 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลักสตู รการบรหิ ารจัดการความเสีย่ งด้านอทุ กภยั อยา่ งบูรณาการ

เอกสารอ้างองิ UNISDR (United Nations Office for Disaster Risk Reduction) (2004). On-Line Dia- logue. Priority areas to implement disaster risk reduction – ‘Building disaster-resilient communities and nations’, Helping to set a new inter- national agenda, 2005-2015. 15 June – 15 July 2004. บท ่ีท 3 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารจัดการความเสี่ยงดา้ นอุทกภยั อยา่ งบรู ณาการ 121

บทท่ี 3 จดบันทึก 122 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลกั สตู รการบรหิ ารจัดการความเส่ยี งดา้ นอุทกภยั อยา่ งบูรณาการ

บทท่ี 3 ส่วนท่ี 4 บท ่ีท 3 มาตรการการเตรยี มความพรอ้ มเพอ่ื การลดความเสยี่ งจากอทุ กภัย: การวางแผนเตรียมความพร้อมและการอพยพ (Preparedness Measure for Flood Risk Reduction: Preparedness and Evacuation Planning) ดร. ปาริฉตั ต์ ครองขนั ธ์ ผ้ปู ระสานงานการลดความเส่ยี งภัยพิบตั ิ CBM International 1. มาตรการการเตรยี มพร้อม (Preparedness) การเตรียมพร้อม หมายถึง มาตรการตา่ งๆ ท่ีจดั เตรียมขน้ึ เพือ่ ใหร้ ัฐบาล องค์กร ชมุ ชน หรือประชาชน สามารถท่จี ะเผชญิ และรับสถานการณ์ได้ทนั ทว่ งทแี ละมปี ระสทิ ธผิ ล (Effectiveness) และเพอ่ื เป็นการ ลดภาระในการให้ความช่วยเหลอื เมอ่ื เกิดภยั ขนึ้ ตัวอย่างมาตรการท่ีใชใ้ นการเตรียมความพร้อม (ดัดแปลงจากแผนการป้องกนั และบรรเทาสาธารณภยั แหง่ ชาติ พ.ศ. 2553-2557) มีดงั นี้ 1. การจัดท�ำ และปรับปรงุ แผนการป้องกันและบรรเทาภยั พิบตั ิ 2. การจดั ใหม้ ีระบบพยากรณ์และการแจ้งเตือนภยั 3. การพัฒนาและจดั ระบบการตดิ ตอ่ ส่อื สาร รวมท้ังในภาวะฉุกเฉิน 4. การฝกึ อบรมและซกั ซอ้ มแผนการปอ้ งกนั และบรรเทาภยั พบิ ัติเพ่อื เปน็ ทดสอบระบบตา่ งๆ รวมท้ังการอพยพ 5. การเตรยี มปัจจัยสเ่ี พอื่ ช่วยเหลือผปู้ ระสบภยั 6. การเตรียมสนับสนุนด้านทรัพยากรและพลังงาน 7. การเตรียมบุคลากร 8. การเสริมสร้างความพร้อมของท้องถิ่นในดา้ นต่าง ๆ เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลักสตู รการบรหิ ารจัดการความเสย่ี งด้านอทุ กภัยอยา่ งบรู ณาการ 123

บทท่ี 3 2. การวางแผนเพือ่ เตรยี มความพรอ้ ม (Preparedness Planning) การเตรยี มความพร้อมอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ ประกอบไปด้วยกระบวนการต่าง ๆ 6 ขน้ั ตอน ดงั ทแี่ สดงไว้ ในรปู ที่ 3.4.1 ในท่ีน้จี ะเนน้ ในกรณขี องการวางแผนเตรยี มความพรอ้ มในระดบั ชมุ ชน ได้แก่ 1. การวิเคราะห์ (Analysis) เช่น การวิเคราะห์บริบทของภยั ความล่อแหลม ความเปราะบาง ความสามารถในการรบั มอื ของชมุ ชน เปน็ ตน้ 2. การปรกึ ษาหารอื (Consultation) เช่น การทำ�ความเขา้ ใจกบั ชุมชน หรอื ผ้มู ีส่วนเกีย่ วขอ้ ง ทั้งหมดว่าปญั หา และแนวทางแก้ปญั หา ทรัพยากร ปจั จยั ในการดำ�เนินการ เป็นอยา่ งไร 3. การวางแผน (Planning) หมายถึง การกำ�หนดสภาพหรือสถานภาพท่ีคาดหวังว่าจะเกดิ ขึน้ ในอนาคต โดยกำ�หนดแนวทางปฏบิ ตั เิ พ่อื ใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ทว่ี างไว้ เปน็ การวเิ คราะห์ สถานการณ์ปจั จุบนั คาดการณ์ไปลว่ งหน้า และ ค้นหาแนวทางทีค่ ดิ วา่ ดีทส่ี ุดและเหมาะสมที่สดุ 4. การอบรมและเตรียมตวั (Training and Preparation) เป็นการถ่ายทอดและแลกเปลยี่ น ความรู้เพื่อเพมิ่ พนู ทักษะ ความชำ�นาญ ความสามารถ เปน็ การเตรียมตัวไปสกู่ ารปฏิบตั ิจริง เช่น การอบรมหนึ่งตำ�บลหนงึ่ ทมี กู้ชพี กู้ภยั (One Tambon One Search and Rescue Team: OTOS) และอาสาสมัครป้องกนั ภัยฝา่ ยพลเรอื น (อปพร.) เปน็ ตน้ 5. การทดสอบและฝกึ หดั (Testing and Exercising) เปน็ การสรา้ งประสบการณ์ เพอ่ื ใหเ้ กิดความ ชำ�นาญในการรับมือ เช่น การฝึกซ้อมอพยพ การฝกึ หดั สื่อสารในเหตุฉกุ เฉนิ เปน็ ต้น 6. การทบทวน (Revision) เป็นการประมวลข้อดีและขอ้ ด้อยจากการฝกึ ซอ้ ม การวางแผน และ การปฏบิ ัติจรงิ และนำ�มาปรบั ปรงุ พัฒนาแผนและการปฏบิ ัตงิ านใหเ้ กดิ ประสิทธภิ าพมากขึ้น รูปที่ 3.4.1 แผนภาพแสดงกระบวนการเตรยี มความพรอ้ มอย่างมปี ระสิทธิภาพ 124 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลักสตู รการบริหารจัดการความเสี่ยงดา้ นอทุ กภัยอยา่ งบรู ณาการ

ในส่วนทีเ่ กีย่ วขอ้ งกับการวางแผนเพื่อเตรยี มความพร้อมในชมุ ชน มกี จิ กรรมทีส่ ามารถปฏบิ ตั ไิ ด้ ดังนี้ บท ่ีท 3 • จดั ตัง้ คณะกรรมการหรือคณะท�ำ งานภายในชมุ ชนเพ่ือรบั ผดิ ชอบในการวางแผนเพอื่ เตรียม ความพร้อม • ใหก้ ารอบรมเรอ่ื งการวางแผนป้องกนั และเตรียมพรอ้ มรับมือภยั พบิ ตั ิ • หาข้อมูลและการประเมินความเสี่ยง โดยเฉพาะความเสี่ยงทั้งหมดที่มีภายใต้ขอบเขตความ รับผิดชอบของคณะทำ�งาน • ทบทวนยทุ ธศาสตรก์ ารลดความเสย่ี งภยั ที่มอี ยูใ่ นปจั จบุ ัน • ทบทวนมาตรการการเตรียมความพร้อมและพิจารณาว่าแต่ละมาตรการสามารถทำ�ได้ดีมาก น้อยเพยี งใด • ระบสุ ง่ิ ทตี่ อ้ งทำ�เพมิ่ จากมาตรการลดความเสีย่ งเดมิ ที่มอี ยู่แล้ว • จดบนั ทกึ ขอ้ ตกลงทไ่ี ด้ประชมุ รว่ มกันแลว้ แจกจ่ายให้ผู้เก่ยี วขอ้ งรบั ทราบเพอื่ นำ�ไปปฏบิ ตั ิ • รา่ งแผน • ทบทวนแกไ้ ขแผนร่าง • ประกาศหรอื แจกจ่ายแผนใหผ้ ู้ทเี่ กย่ี วขอ้ งได้รบั ทราบโดยทวั่ กนั • ให้การฝึกอบรมเพมิ่ เติมตามที่ก�ำ หนดไว้ในแผน • ทบทวนกจิ กรรมตามแผน • ปรบั ปรงุ และทบทวนตามความเหมาะสมตามวาระ ในสว่ นนจ้ี ะขอยกตวั อย่างอธิบายในบางหวั ขอ้ เพ่อื ให้เหน็ รายละเอียดมากขนึ้ ดงั น้ี การจัดตัง้ คณะกรรมการเตือนภัยและอพยพในหมบู่ า้ น ชมุ ชนควรตัง้ คณะกรรมการเพอ่ื ท�ำ หน้าทว่ี างแผน ประเมิน วเิ คราะห์ และด�ำ เนนิ การในสว่ นที่เก่ียวขอ้ ง กบั การเตือนภยั และอพยพในหม่บู า้ นโดยเฉพาะ องค์ประกอบของคณะทำ�งานควรแบ่งเปน็ หลาย ๆ ฝ่าย ทท่ี �ำ หนา้ ทส่ี อดคลอ้ งและสอดประสานกนั ไดแ้ ก่ ฝา่ ยเฝา้ ระวงั และแจง้ เตอื นภยั ฝา่ ยอพยพ ฝา่ ยชว่ ยเหลอื บรรเทาทกุ ข์ ฝา่ ยส่อื สารประชาสัมพนั ธ์ ฝ่ายก้ภู ยั และบรรเทาสาธารณภัย ฝา่ ยรักษาความสงบเรยี บรอ้ ย ฝา่ ยรกั ษาพยาบาล และฝา่ ยบริการอ่นื ๆ เปน็ ตน้ หนา้ ทข่ี องคณะกรรมการฝา่ ยต่าง ๆ ตอ้ งมาจากการ ระดมความคิดและการตกลงรว่ มกันของคณะกรรมการฯ ตวั อยา่ งบทบาทหน้าที่ของผรู้ บั ผิดชอบและ คณะกรรมการฝา่ ยต่าง ๆ มดี งั นี้ ผู้ใหญบ่ า้ น • ตัง้ ศนู ยป์ ฏิบัตกิ ารฉกุ เฉนิ เพ่อื สั่งการและอ�ำ นวยการให้คณะกรรมการปฏิบัติงานตามหนา้ ที่ • ประสานงานกับตำ�บล อ�ำ เภอ • ประสานงานกบั หนว่ ยงานอ่นื ๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง • สงั่ การและดแู ลรบั ผิดชอบการเตอื นภยั และการอพยพ เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลกั สตู รการบรหิ ารจัดการความเสยี่ งด้านอทุ กภยั อย่างบรู ณาการ 125

บทท่ี 3 ผนู้ �ำ แต่ละกลมุ่ บา้ น • ก�ำ หนดเสน้ ทางอพยพให้ชัดเจนและแจ้งให้ประชาชนทราบ • จัดท�ำ บญั ชีผตู้ อ้ งการความชว่ ยเหลอื ตามความสำ�คญั เชน่ ผู้พกิ าร เด็ก คนชรา • จดั หาสิ่งอำ�นวยความสะดวก • ให้ความรู้ว่าจะตอ้ งปฏบิ ตั อิ ย่างไรเมือ่ ได้รับสญั ญาณเตอื นภัยตา่ ง ๆ รวมทัง้ วิธีการอพยพ เม่อื เกิดเหตฉุ ุกเฉิน • ตรวจสอบจำ�นวนผู้อพยพใหอ้ อกจากพ้นื ท่เี กิดเหตอุ ยา่ งปลอดภยั ให้ครบถว้ น ฝ่ายเฝา้ ระวังและเตอื นภยั • แจง้ ข่าวใหร้ าษฎรในหมูบ่ ้านเตรียมระวังภัยเมอื่ มคี �ำ เตือนจากทางราชการ • แจง้ ให้เตรยี มข้าวสารอาหารแหง้ และเคร่ืองอปุ โภค-บรโิ ภคให้พรอ้ ม • เฝ้าดูระดับนำ้�ในคลอง ฝ่ายกู้ภัยและบรรเทาสาธารณภยั • ออกคน้ หาบคุ คลทสี่ ูญหายจากกลมุ่ ฝ่ายอพยพ • นำ�เรือมารับราษฎรทไ่ี ด้รบั ผลกระทบรนุ แรงไปยงั ทีท่ ่ีปลอดภยั ฝา่ ยรกั ษาความสงบเรยี บร้อย • ดูแลรักษาความสงบเรยี บรอ้ ยในจดุ ท่มี ีผอู้ พยพอาศัยอยู่ • ดูแลรกั ษาความปลอดภยั ในชีวติ และทรัพยส์ นิ ของราษฎรผู้ได้รบั ผลกระทบ • จดั เวรยามดูแลประชาชน ฝา่ ยชว่ ยเหลอื บรรเทาทกุ ข์ • จัดเตรยี มสถานท่ี อาหาร และนำ้�ดม่ื ส�ำ หรบั ผู้อพยพ • เตรยี มเครอ่ื งอุปโภค-บรโิ ภค ส�ำ หรบั อ�ำ นวยความสะดวกแก่ผ้อู พยพ • จัดหาและเตรียมงบประมาณสำ�รองสำ�หรับใช้จา่ ยฉกุ เฉิน ฝา่ ยรักษาพยาบาล • เตรียมยาและเวชภัณฑ์สำ�หรบั การปฐมพยาบาลเบอ้ื งตน้ • ปฐมพยาบาลเบอ้ื งตน้ ผทู้ ไี่ ด้รบั บาดเจบ็ 126 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลักสูตรการบริหารจัดการความเสี่ยงดา้ นอทุ กภัยอยา่ งบูรณาการ

ฝ่ายสื่อสารประชาสมั พันธ์ บท ่ีท 3 • รับข่าวสารการแจง้ เตอื นภยั จากทางราชการแลว้ กระจายข่าวต่อใหต้ ัวแทนน�ำ ไปแจง้ บอกชาวบ้าน • แจ้งสถานการณ์น้ำ�ทว่ มให้กบั ทางราชการไดท้ ราบสถานการณ์นำ้�ท่วมในหมบู่ า้ น • ติดตอ่ ประสานงานกบั หนว่ ยราชการในเรื่องการขอความชว่ ยเหลอื ฝา่ ยบริการอน่ื ๆ • ชว่ ยเหลอื กรรมการทุกฝา่ ยเท่าท่ีสามารถจะช่วยได้ • ใหบ้ ริการผู้ประสบภยั และอำ�นวยความสะดวกในดา้ นต่าง ๆ ทง้ั น้ี ผู้รับผิดชอบและคณะกรรมการฝา่ ยตา่ ง ๆ สามารถปฏบิ ตั กิ ารภายใตโ้ ครงสร้างดงั ที่แสดงในรปู ท่ี 3.4.2 สัมพนั ธ์ รปู ท่ี 3.4.2 ตวั อยา่ งโครงสรา้ งคณะกรรมการหมู่บ้าน การหาขอ้ มูลและการประเมินความเส่ียง การท�ำ แผนท่เี สี่ยงภัย (Risk Map) (รายละเอียดสามารถดูเพิ่มเติมได้ในบทที่ 2 สว่ นท่ี 2) ชว่ ยให้สามารถ เข้าใจถึงภัยต่าง ๆ ท่ีอาจเกดิ ขึน้ และอาจสร้างผลกระทบตอ่ คนในพนื้ ท่ไี ด้ ท้งั น้ี แผนทีเ่ สย่ี งภัยควรจะ แสดงต�ำ แหนง่ ที่ตัง้ ของสถานท่สี ำ�คัญต่าง ๆ ตลอดจนสมาชิกในชมุ ชนทีต่ อ้ งการความชว่ ยเหลอื เปน็ พิเศษ และควรแสดงถงึ เสน้ ทางอพยพ (Evacuation Route Map) รวมถึงจุดหลบภยั ทป่ี ลอดภยั ดว้ ย (รปู ท่ี 3.4.3) เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลกั สตู รการบริหารจดั การความเส่ียงด้านอทุ กภยั อยา่ งบูรณาการ 127

บทท่ี 3 รปู ที่ 3.4.3 ตัวอย่างแผนทีภ่ ัยและการก�ำ หนดเสน้ ทางอพยพโดยชมุ ชน กระบวนการทำ�แผนท่เี สี่ยงภัยโดยให้ชมุ ชนมีสว่ นร่วม สามารถด�ำ เนนิ การได้ดังนี้ 1. ให้คนในชุมชนระดมความคดิ กับเกี่ยวกับเหตุการณ์ภัยพิบัตทิ ่ีเคยเกิดข้ึนในอดีต 2. ระบภุ ัยธรรมชาติที่มโี อกาสเกดิ ข้นึ และส่งผลกระทบร้ายแรงแกช่ ุมชน 3. วาดแผนทช่ี มุ ชนบนกระดาษแผ่นใหญ่ ใส่รายละเอยี ดทเ่ี ป็นบา้ น ตลาด โรงเรียน สถานดี บั เพลงิ โรงงาน ถนน แมน่ ้ำ� โดยใชส้ ญั ลักษณ์ และสแี สดงความแตกต่าง 4. ระบจุ �ำ นวนคนในบา้ น หรอื ระบเุ ฉพาะคนท่มี คี วามเปราะบาง เชน่ คนชรา สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วย เด็ก ผพู้ กิ าร ฯลฯ โดยใชส้ ญั ลักษณ์ตา่ ง ๆ แทนประเภทของกลุ่มคนเหลา่ นน้ั 5. หารือร่วมกันถึงผลกระทบท่ีอาจจะเกดิ กับบคุ คล อาคาร สถานที่ต่าง ๆ แล้วกำ�หนดวธิ กี ารเพอื่ ลดความเสี่ยงต่อภยั พบิ ตั ทิ ่อี าจเกิดขึ้น 6. ก�ำ หนดพนื้ ทปี่ ลอดภัย พ้ืนท่ีส�ำ รอง และ เส้นทางอพยพ 7. นำ�แผนท่ีความเสย่ี งไปตดิ ไวใ้ นท่ีสาธารณะเพอ่ื ใหท้ ุกคนในชุมชนเข้าใจร่วมกัน การจดั ทำ�แผนการปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภยั หน่งึ ในกระบวนการเตรยี มความพร้อมที่สำ�คญั คอื การจดั ท�ำ และการพฒั นาปรบั ปรุงแผนการป้องกนั และ บรรเทาสาธารณภัย โดยทวั่ ไป แผนปอ้ งกันและบรรเทาสาธารณภัยมีองคป์ ระกอบ ดงั ต่อไปนี้ • หลักการและเหตุผล: ท�ำ ไมต้องทำ� (สถานการณท์ ผี่ า่ นมา ความพยายามท่ผี ่านมา) • วัตถปุ ระสงค:์ ทำ�ไปเพอ่ื อะไร • ขัน้ ตอนการด�ำ เนนิ งาน: จะตอ้ งท�ำ อะไร (ยทุ ธศาสตร์ มาตรการแนวทาง กจิ กรรม แล้วแตร่ ะดับ ของแผน) • การด�ำ เนนิ งานระดับองค์กร: มกี ารจดั ตงั้ คณะกรรมการ (โครงสร้าง บทบาท) • ผลทคี่ าดวา่ จะไดร้ ับ: ผลที่คาดวา่ จะเกดิ ขน้ึ และการติดตามผล ตัวชวี้ ดั • งบประมาณและทรพั ยากรท่ีจำ�เป็น 128 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลกั สตู รการบริหารจดั การความเสยี่ งด้านอุทกภยั อย่างบูรณาการ

แผนการเตรียมความพร้อมของหนว่ ยงานปอ้ งกันและบรรเทาสาธารณภยั ภาครัฐ ควรมีความสอดคล้อง กับแผนการเตรยี มความพร้อมของหมู่บ้านหรือชมุ ชน เพ่ือประโยชน์ในการประสานงานในกรณีฉุกเฉิน เนือ้ หาส�ำ คญั ของแผนมแี สดงไวใ้ นตารางท่ี 3.4.1 ตารางท่ี 3.4.1 ตวั อย่างเนือ้ หาและรายละเอยี ดของแผนป้องกนั และบรรเทาสาธารณภยั ในระดบั ชุมชน เนื้อหา รายละเอยี ด วตั ถุประสงค์ วตั ถปุ ระสงคข์ องแผนฯ ระดับชุมชน เช่น เพอ่ื ให้ประชาชนมคี วาม เตรยี มพรอ้ มรับมืออทุ กภัย และชว่ ยเหลือบรรเทาทุกข์ข้นั ตน้ ข้อมลู พื้นฐานของชุมชน ข้อมูลสภาพพื้นที่ ประชาการ การประกอบอาชีพ รายได้ สถานที่ สำ�คัญต่าง ๆ ของชุมชน สภาพความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ ประวัติการ เกิดภัย โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค (สถานที่ บท ่ีท 3 ตำ�แหน่ง) ปฏิทินฤดูกาลและปฏิทินการเกิดภัย ฯลฯ แผนทีเ่ สย่ี งภัยของชุมชน พน้ื ท่ีเสยี่ งภยั พื้นที่ปลอดภยั เส้นทางอพยพ การจัดต้ังคณะกรรมการป้องกัน แผนผังคณะกรรมการฯ (รูปท่ี 3.4.2) พรอ้ มบทบาทหน้าทตี่ า่ ง ๆ และบรรเทาสาธารณภยั ชมุ ชน ขน้ั ตอนการปฏิบตั ติ ามแผนฯ ก่อนเกดิ ภัย ขณะเกดิ ภัย หลงั เกิดภัย รวมทัง้ บทบาทหนา้ ที่ขององค์กรและผรู้ บั ผิดชอบอยา่ งชดั เจน ใน แต่ละขั้นตอนการปฏบิ ตั ิในชว่ งตา่ งๆ ยกตัวอยา่ งเช่น ขั้ น ต อ น ก า ร ป ฏิ บั ติ ต า ม แ ผ น • กอ่ นเกดิ ภยั มกี ารตรวจสอบเครอ่ื งมอื การสอ่ื สาร (ใครเปน็ ผรู้ บั ผดิ ชอบ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และตรวจสอบอยา่ งไร) ชมุ ชน • ระหวา่ งเกดิ ภยั มกี ารสอ่ื สารและแจง้ เตอื นภยั (ใครเปน็ ผรู้ บั ผดิ ชอบ แจ้งเตอื นภยั ดว้ ยวธิ ีอะไร) มีการจัดต้งั และดแู ลศนู ยอ์ พยพ (ใคร เป็นผู้รับผดิ ชอบ ด้านไหนบ้าง) • หลังเกดิ ภยั มีการฟ้นื ฟหู ลังน้ำ�ทว่ ม (ใครรบั ผดิ ชอบ ท�ำ อะไรบา้ ง) ตัวชว้ี ดั ส�ำ คัญ ยกตวั อยา่ งเชน่ ชมุ ชนมแี ผนการปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภยั ท่ี ถกู ตอ้ งและมกี ารปรบั ขอ้ มลู ใหเ้ ปน็ ปจั จบุ นั อยเู่ สมอ หรอื มกี ารฝกึ ซอ้ ม แผนการปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภยั อยา่ งนอ้ ยปลี ะ 2 ครง้ั ส�ำ หรบั ภัยที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดสูงในชุมชน หรือจำ�นวนเครื่องมือที่ใช้ใน การเตือนภัยรวมทั้งมีแผนการทดสอบเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านั้น เปน็ ตน้ เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลักสตู รการบรหิ ารจัดการความเสยี่ งดา้ นอทุ กภยั อย่างบูรณาการ 129

เน้อื หา รายละเอียด ภาคผนวก • โครงสรา้ งคณะกรรมการปอ้ งกนั ภยั พรอ้ มรายชอ่ื และเบอรต์ ดิ ตอ่ แผนผังระบบแจ้งเตือนภัยของชุมชน รวมทั้งวิธีการสื่อสารและ บทท่ี 3 แจง้ เตอื นภยั • บัญชีรายช่อื กลุม่ เปราะบาง (เดก็ คนชรา คนพิการ สตรมี ีครรภ์ ฯลฯ) • บัญชีอปุ กรณ์ เครือ่ งมอื เครือ่ งใชใ้ นชมุ ชน ทจ่ี ะน�ำ มาใชป้ ระโยชน์ ในการจดั การภัยพิบัติ • บญั ชรี ายชอ่ื หนว่ ยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ ง พรอ้ มหมายเลขโทรศพั ทท์ ต่ี ดิ ตอ่ เช่น เบอร์โทรศัพท์ กรมชลประทานในพื้นที่เพื่อติดต่อสอบถาม สถานการณน์ ้ำ�ทว่ ม • กฎหมายอา้ งองิ เพื่อแสดงอำ�นาจทไ่ี ดร้ ับมอบหมายใหต้ ัดสินใจใน การเตือนภยั และอพยพ ฯลฯ ทมี่ า: ดัดแปลงจากคู่มอื การจัดการภัยพบิ ัติสำ�หรับประชาชน, พ.ศ. 2556 3. การอพยพ (Evacuation) การอพยพ หมายถึง การเคล่ือนย้ายผู้คนจากพน้ื ที่ทอี่ าจจะเกดิ ภยั หรอื การคุกคามต่าง ๆ ไปยังจุดท่ี ปลอดภัย ตัวอย่างของการอพยพนนั้ มีหลายระดบั เชน่ การอพยพออกจากตึกเน่อื งจากการถูกขู่เรือ่ งการ วางระเบิด การอพยพประชาชนในระดับอำ�เภอเนอื่ งจากอทุ กภัยหรอื วาตภัย โดยการอพยพนั้นเปน็ หน่งึ ในตวั อยา่ งที่จะทำ�ไดใ้ นการเตรียมความพร้อม ซ่งึ อาจเป็นการอพยพในสภาวะฉุกเฉิน เชน่ ในกรณีของ อัคคภี ัย หรอื อาจจะเปน็ การอพยพล่วงหนา้ ในกรณที ี่มีการคาดการณล์ ่วงหนา้ วา่ ภัยจะมีความรุนแรงมาก เกินความสามารถของครัวเรอื นจะดแู ลได้ เชน่ ในกรณีของพายุไต้ฝุ่น เป็นตน้ 3.1 ข้อควรคิดในการวางแผนอพยพ 1. การอพยพเกีย่ วขอ้ งกับการเตือนภัย โดยควรคำ�นงึ ถงึ การรบั ข้อมูล วิธสี อ่ื สาร เครอ่ื งมือเตอื นภยั ท่ีมอี ยู่ในชุมชน และควรมแี ผนส�ำ รองเสมอ 2. การตดั สนิ ใจในการอพยพตอ้ งก�ำ หนดวา่ ใครคือผมู้ อี ำ�นาจในการตดั สนิ ใจ อ�ำ นาจในการประกาศ อพยพ อำ�นาจในการรบั และกระจายขอ้ มูล ทั้งน้ี เพอื่ ปอ้ งกนั ความสบั สนทงั้ ในระดับผปู้ ฏบิ ตั งิ าน และประชาชน 3. การอพยพออกจากพนื้ ที่ ควรวางแผนให้รัดกมุ รอบคอบเก่ียวกับสถานการณ์ตา่ งๆ ทีเ่ กยี่ วข้อง เช่น การอพยพแบบฉกุ เฉนิ การอพยพล่วงหน้า การก้ชู ีพก้ภู ยั การช่วยเหลือผูท้ ี่ตดิ ค้างอยูใ่ นบา้ น หรืออาคารต่าง ๆ ใครทจี่ ำ�เป็นต้องอพยพและไม่อพยพ หรอื มีทางเลือกอนื่ แทนการอพยพออก จากพน้ื ที่หรือไม่ 130 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลกั สตู รการบริหารจัดการความเส่ียงดา้ นอทุ กภัยอย่างบูรณาการ

4. การกำ�หนดและจัดการสถานท่ีหลบภยั เช่น ทีส่ าธารณะ บ้านญาติ บ้านเพื่อน ร้านคา้ อาคารท่ี บท ่ีท 3 ปลอดภยั 5. การยกเลิกการอพยพ หมายรวมถงึ การตรวจสอบความปลอดภัยของพน้ื ทที่ ่ีได้รับผลกระทบจาก ภัย การประกาศยกเลิกการอพยพ และการอนญุ าตให้ผู้อพยพกลับบ้าน 3.2 ปจั จยั ท่มี ผี ลตอ่ การตัดสนิ ใจของประชาชนในการอพยพและไมอ่ พยพเม่ือได้รบั การเตอื นภยั มหี ลายเหตุการณใ์ นหลายประเทศท่ีประชาชนบางกลุ่มไมย่ อมอพยพเมอื่ ได้รับสญั ญาณเตอื นภัย ทงั้ น้ี อาจเนอื่ งมาจากความไม่เชื่อถือต่อการเตอื นภยั การขาดความตระหนัก ความไมร่ ้เู พราะชุมชนของตวั เองไม่เคยมีประสบการณเ์ กิดภยั พิบัตมิ ากอ่ น การขาดความรวู้ า่ จะอพยพไปทไี่ หนดว้ ยวิธีใด หรือบาง ครอบครัวอาจประสบปญั หาในการปรับตัวร่วมกับผอู้ ่ืน เชน่ บ้านทีม่ ีสมาชิกเป็นคนพกิ าร หรือมเี ด็ก พฒั นาการชา้ เป็นต้น ในการศกึ ษาเกี่ยวกบั จติ วิทยาของผูป้ ระสบภัยพิบตั ิน�้ำ ทว่ มในหลาย ๆ ประเทศ พบวา่ ปัจจัยท่ีมีผลตอ่ การอพยพของชมุ ชนแตกตา่ งกนั ตามความคดิ ความเชอื่ ประสบการณ์การเกิดภยั ความรเู้ กี่ยวกบั ภัยพิบตั ิ เพศ อายุ สภาพสังคม เศรษฐกจิ และสภาวะเมือ่ เกิดภัยในขณะน้ัน จากการ ศกึ ษาชุมชนในชนบทในภาคเหนอื และภาคใตข้ องไทยพบว่า ปจั จัยหลกั ทีส่ ่งผลต่อการตดั สนิ ใจอพยพ ไดแ้ ก่ ความตระหนกั ในความเสย่ี ง การรบั รู้อันตราย ความตงั้ ใจอพยพ ประสบการณ์ เพศ วยั พฤตกิ รรม ของเพ่ือนบ้านหรอื คนรอบตัว ความเข้าใจสญั ญาณเตอื นภยั ความปลอดภยั ของเสน้ ทางอพยพ วธิ กี าร อพยพ ความสะดวกสบายของศูนย์อพยพ การไดร้ ับความชว่ ยเหลือในการอพยพ และ ความเช่อื มนั่ ใน ผ้อู อกค�ำ ส่งั อพยพ ดงั น้นั ผู้ทเ่ี กย่ี วข้องกับการวางแผนเตอื นภยั และอพยพในชมุ ชนจึงควรประเมินความ เสย่ี งและวเิ คราะห์จิตวทิ ยาสังคมของชมุ ชนนัน้ ๆ และจดั ท�ำ โครงการสร้างสภาพแวดล้อมและความ เชอื่ มนั่ ในการตอบสนองต่อแผนเตือนภยั และอพยพของชมุ ชน รวมทัง้ เตรยี มมาตรการรองรบั ในกรณที ่ี ประชาชนไม่ยอมอพยพจากบ้าน 3.3 ขอ้ ควรคำ�นึงสำ�หรบั การเตอื นภัยในชมุ ชนเพื่อการตอบสนองท่มี ีประสทิ ธภิ าพ การเตอื นภัยที่มีประสทิ ธิภาพ เปน็ หัวใจสำ�คญั ในการลดความเสยี่ งตอ่ การสูญเสยี ชีวิตและทรัพยส์ ินโดย ไม่จำ�เปน็ โดยการเตอื นภยั ทม่ี ปี ระสิทธิภาพจะต้องท�ำ ได้ทนั ท่วงทีและช่วยใหช้ ุมชนตดั สินใจด�ำ เนินการ ตอบสนองตอ่ การเตอื นภัยท่ถี กู ต้อง รวมถึงการอพยพเม่ือไดร้ บั การเตอื นภยั ท้งั นก้ี ารเตอื นภัยสามารถ ด�ำ เนินการก่อนเกดิ เหตุการณ์ซงึ่ เปน็ การเตือนภัยลว่ งหนา้ และการเตือนภัยขณะเกดิ เหตุวิกฤติ ทง้ั นี้ ผู้ สอื่ สารจะตอ้ งวางแผนการสือ่ สารด้วยเน้อื หาทเ่ี หมาะสม ไมก่ อ่ ให้เกิดความวติ กกงั วลจนเกินเหตุ และ ควรให้ขอ้ มลู ที่ถกู ตอ้ ง ครบถ้วน ทันเหตุการณ์ นอกจากน้ี การสื่อสารเพื่อเตือนภยั ลว่ งหนา้ ควรท�ำ อยา่ ง สม�ำ่ เสมอ และเมือ่ พบว่าความเสีย่ งตอ่ การเกดิ ภยั ในพื้นทมี่ ีสงู ข้ึน เชน่ ในกรณีที่พบวา่ ปริมาณนำ�้ ในพ้นื ที่ ต้นนำ้�เร่ิมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผใู้ หญ่บา้ นอาจจะใช้เสียงตามสายรายงานสถานการณน์ ้�ำ ทว่ มทกุ เช้าเยน็ หรือ เพ่ิมความถี่ในการรายงานเพ่อื เป็นการเตรียมชุมชนใหร้ ับมือ ตวั อยา่ งแผนผงั ระบบเตอื นภัยของหมบู่ า้ น มีแสดงไว้ในรปู ท่ี 3.4.4 เอกสารประกอบการฝกึ อบรมหลักสูตรการบรหิ ารจัดการความเสย่ี งด้านอุทกภยั อย่างบูรณาการ 131

บทท่ี 3 รปู ที่ 3.4.4 ตวั อย่างแผนผังระบบเตอื นภยั ของหมบู่ ้าน นอกจากนี้ ขอ้ มลู ท่ีใชใ้ นการเตอื นภัยควรมาจากแหล่งขอ้ มลู ทเี่ ชื่อถือได้ ในการเตือนภยั ขณะเกดิ เหตุ วิกฤติ จ�ำ เปน็ อย่างย่งิ ท่จี ะตอ้ งใชร้ ูปแบบ เน้อื หา และวิธกี ารแจง้ เตอื นตามแผนปอ้ งกนั ภยั ในชุมชนท่ีได้ ซกั ซอ้ มกันไว้ล่วงหน้า รวมท้ังควรมีการก�ำ หนดอย่างชดั เจนในการเตือนภัยดว้ ยว่าจะให้ประชาชนปฏิบตั ิ อะไรและอยา่ งไร ตัวอยา่ งเช่น จะให้ย้ายของขนึ้ ส่ทู ่ีสูงหรือจะใหอ้ พยพ และจะอพยพไปทใี่ ด ดว้ ยวธิ ใี ด 3.4 แผนอพยพของชมุ ชนหรอื หมบู่ า้ น ในการจัดทำ�แผนอพยพของชุมชนมีรายละเอียดทจี่ ะตอ้ งพจิ ารณามากมายทงั้ ในด้านกายภาพชมุ ชน และ สงั คม ขอ้ ควรค�ำ นึงในเบอ้ื งต้นก่อนการจดั ท�ำ แผนการเตือนภัยและอพยพในระดับชมุ ชน ได้แก่ • ความรุนแรงของภยั กบั ความสามารถของชุมชนในการรบั มอื เปน็ อย่างไร • ความเสียหายที่ชมุ ชนจะรบั ได้และรบั ไมไ่ ดอ้ ยู่ทร่ี ะดบั ใด • ท�ำ อยา่ งไรชาวบ้านจะเขา้ ใจสญั ญาณเตือนภัย • ชาวบา้ นจะร้ไู ดอ้ ยา่ งไรว่าต้องท�ำ อะไรเมื่อได้รับสัญญาณ • เสน้ ทางอพยพมคี วามปลอดภัยมากน้อยเพยี งใด • ชาวบา้ นมัน่ ใจในความปลอดภยั ของสถานท่ีอพยพหลบภยั มากน้อยเพยี งใด • อาคารสถานท่ีใดบา้ งจะใชเ้ ป็นสถานที่อพยพได้ • ใครจะดูแลความปลอดภยั ในชวี ิตและทรพั ย์สนิ ในระหวา่ งอพยพ • ท้งั นี้ ควรมีท้ังแผนหลักและแผนสำ�รอง ในการเลอื กเส้นทางอพยพและกำ�หนดต�ำ แหน่งพ้นื ท่ปี ลอดภัยหรือจุดอพยพ ต้องเข้าใจวา่ กระบวนการ 132 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสตู รการบรหิ ารจดั การความเส่ียงด้านอทุ กภยั อยา่ งบรู ณาการ

เกดิ น�ำ้ ท่วมเปน็ อย่างไร น�ำ้ มคี วามเรว็ เท่าใด พน้ื ที่ไหนจะทว่ มกอ่ นหรอื หลัง นอกจากน้ี ในการเลือก บท ่ีท 3 จดุ อพยพ ควรมีการคำ�นงึ ถงึ ความสงู ของพน้ื ท่ี ตลอดจนเส้นทางทส่ี ามารถจะเขา้ ถึงจุดอพยพไดอ้ ย่าง ปลอดภัยและเหมาะสมทีส่ ุด ทงั้ น้ี ในการพิจารณาเส้นทางอพยพอาจต้องใชแ้ ผนทน่ี ำ�้ ท่วมและแผนทเี่ สน้ ทางคมนาคมเพือ่ การวเิ คราะห์รว่ มกนั 3.5 การซ้อมแผนอพยพ ควรเปน็ การจำ�ลองสถานการณ์ท่ีจะเกิดขึ้นจริง และไม่ควรจำ�ลองสถานการณ์ทีเ่ ตม็ ไปดว้ ยความโกลาหล เพราะการอพยพจากภัยน�ำ้ ท่วมไมใ่ ช่การหนีตายหรอื ซอ้ มรบ กอ่ นการซอ้ มอพยพชุมชน คณะกรรมการ ที่มีหน้าทีเ่ ตือนภัยและอพยพควรซักซอ้ มข้นั ตอนการปฏิบัติบนโต๊ะ (Tabletop Exercise) กอ่ นด�ำ เนนิ การซอ้ มเตอื นภัยและอพยพชมุ ชนจริง เพือ่ ปอ้ งกนั การสับสนในการด�ำ เนินงานและสามารถสร้างความ เข้าใจกับชุมชนเพ่ือให้การซอ้ มสามารถดำ�เนินไปไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ อยา่ งไรกด็ ี กอ่ นการซอ้ มอพยพ จะต้องช้ีแจงกบั ชุมชนถงึ ความจ�ำ เปน็ ของการซ้อมอพยพและให้ขอ้ มูลเกี่ยวกับข้นั ตอนการปฏบิ ัติ เพอ่ื ขอความรว่ มมอื นอกจากนี้ จะตอ้ งตดิ ประกาศ (ป้ายถาวร) แสดงขั้นตอนการเตอื นภัยและการอพยพไว้ ในทสี่ าธารณะของหมู่บ้านให้เห็นเด่นชดั นอกจากนี้ ภายหลงั การซ้อมแผนควรมีการพูดคุยและหารอื กับ สมาชกิ ในชมุ ชน เพอ่ื ประเมนิ ประสิทธภิ าพการสื่อสารและปรบั ปรุงระบบเตอื นภยั รวมถึง กระบวนการ แจง้ เตอื นและการอพยพ เพอ่ื ใหม้ คี วามคนุ้ ชนิ ควรมกี ารซอ้ มแผนอพยพทกุ ปี แตถ่ า้ หากชมุ ชนไมส่ ามารถ ซอ้ มแผนอพยพไดท้ กุ ปกี ค็ วรมกี ารปรบั ปรงุ ขอ้ มลู ความเสย่ี งภยั ใหเ้ ปน็ ปจั จบุ นั อยา่ งสม�ำ่ เสมอ หากความเสย่ี งมี การเปลย่ี นไป จะจ�ำ เปน็ ตอ้ งมกี ารทบทวนแผนในการเตอื นภยั และการอพยพใหมใ่ หส้ อดคลอ้ งกบั สถานการณ์ อยา่ งเปน็ ปจั จบุ นั ทส่ี ดุ 3.6 ศนู ย์อพยพหรือศนู ย์พักพงิ ชวั่ คราว ศูนย์พักพิงชว่ั คราว คือ อาคารส่งิ ก่อสรา้ งทีม่ อี ยู่เดิมทีถ่ ูกน�ำ มาใช้เป็นทพี่ กั อาศยั ชั่วคราวสำ�หรบั ชุมชน ทไ่ี ด้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขดั แยง้ หรือภัยพบิ ัติทางธรรมชาติ เนอ่ื งจากศูนยพ์ กั พงิ ชวั่ คราว สว่ นมากควรต้องกอ่ สรา้ งไวก้ อ่ นท่จี ะมกี ารอพยพโยกยา้ ยท่ีอย่อู าศัยเกดิ ขนึ้ ในบางกรณี อาจมีการสรา้ ง ศูนย์พกั พงิ ขึน้ โดยเฉพาะเพ่ือรองรบั กล่มุ คนผอู้ พยพโยกย้ายทอ่ี ยู่อาศัย (UNHCR, 2010) 1. การเลอื กทำ�เลทต่ี ้งั มีข้อควรคำ�นงึ ดังตอ่ ไปนี้ • เลอื กทำ�เลที่ต้ังทีป่ ลอดภัยจากความเสี่ยงทอ่ี าจจะเกิดขึ้น เชน่ ดนิ ถล่มหรือน�ำ้ ทว่ ม • เลือกสถานท่ีท่ีสามารถเดนิ ทางเขา้ ออกไดโ้ ดยสะดวก 2. ปจั จยั อน่ื ๆ ท่ีควรคำ�นงึ ถงึ มดี งั นี้ • สขุ า: ตอ้ งมพี อเพยี งต่อจ�ำ นวนประชาชนท่ีรองรบั และมกี ารจดั การเร่ืองการท�ำ ความสะอาด • ขยะ: ต้องจดั ใหม้ กี ารแยกประเภทขยะและจดั เกบ็ ให้เปน็ ระเบยี บเพือ่ ป้องกนั การแพร่ กระจายเชอ้ื โรค เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสตู รการบริหารจัดการความเสยี่ งดา้ นอุทกภยั อยา่ งบรู ณาการ 133

บทท่ี 3 • อาหาร: จดุ ประกอบอาหารตอ้ งสะอาดและอย่ไู กลจากทเี่ ก็บขยะและสขุ า • นำ�้ : นำ้�ดม่ื นำ�้ ใช้ ตอ้ งสะอาดและปลอดภยั ปอ้ งกันการแพร่กระจายของเช้อื โรค • อาชพี : มีระบบคมนาคมเพื่อการเดินทางไปประกอบอาชีพ • พืน้ ทใี่ ช้สอย: ควรแยกพน้ื ท่สี �ำ หรบั แม่และทารก ผสู้ ูงอายุ และ ผ้หู ญงิ • ความปลอดภยั : การดแู ลความปลอดภัยทัง้ ชีวติ และทรัพย์สินภายในศูนยอ์ พยพ 3.7 การเตรยี มความพรอ้ มระดับชมุ ชน ครอบครัว และบุคคลในการอพยพ เพ่ือเป็นการเตรยี มความพรอ้ มในระดบั ชุมชนหรือระดบั ครัวเรอื น เราจำ�เป็นต้องมกี ารปฏบิ ตั เิ พ่อื ใหม้ ี ความพรอ้ มรับมือกบั ภยั พบิ ตั แิ ละการอพยพ มีกิจกรรมคร่าว ๆ ทสี่ ามารถปฏิบัติได้ ดังน้ี • ควรมกี ารประชมุ อยา่ งน้อยปีละคร้งั เพ่ือทบทวนแผนของครอบครัวและตรวจสอบอปุ กรณท์ ่ี จ�ำ เป็นจะตอ้ งใชใ้ นระยะตา่ ง ๆ เช่น ระยะก่อนเกิดภยั ระหวา่ งเกิดภยั เปน็ ต้น • นัดแนะจุดนัดพบอย่างน้อย 2 แหง่ หากต้องอพยพฉุกเฉนิ และไม่สามารถอพยพไปพร้อมกนั ทงั้ ครอบครัวได้ • จัดท�ำ Checklist สำ�หรับการเตรียมอปุ กรณ์และเคร่ืองอุปโภค-บรโิ ภคทจ่ี �ำ เป็นในชว่ งเกิดภยั (รปู ที่ 3.4.5 และรูปที่ 3.4.6) • ทบทวนสญั ญาณเตอื นภยั ของชมุ ชนและเสน้ ทางอพยพ • รู้สถานทอ่ี พยพและเสน้ ทางอพยพทั้งหลกั และรอง • มีการซ้อมสถานการณจ์ �ำ ลองหรือซ้อมรว่ มกับชมุ ชน • จดจำ�หมายเลขโทรศัพท์ส�ำ คญั เบอร์ติดตอ่ ของคนในครอบครัวและญาตพิ นี่ อ้ ง • ท�ำ บนั ทึกรายการทรัพยส์ นิ มีคา่ • ตรวจสอบและป้องกนั บา้ นเรอื นใหพ้ รอ้ มกอ่ นออกจากบา้ น ปดิ แก๊ส ก๊อกน้ำ� สะพานไฟ • ทุกคนในครอบครัวตอ้ งรูจ้ กั แผนการเตรียมความพร้อมในระดับชุมชน สำ�หรับการเตรยี มตวั เพ่ือรบั มอื กบั ภยั น้นั มหี ลายประเภท ตัวอย่างเชน่ การเตรียมตวั เพ่อื อพยพ หรือ การเตรยี มตวั โดยไม่ตอ้ งอพยพ ท้งั นี้ ข้ึนอย่กู บั สถานการณแ์ ละความสามารถในการรบั มือกบั ภัยพบิ ตั ิ ของชมุ ชนน้นั ๆ ถ้าเกดิ มกี ารประกาศใหเ้ ตรียมตัวอพยพ เราก็จะต้องมกี ารขนยา้ ยข้าวของสู่ทส่ี ูงและ มีการเตรียมเคร่อื งอุปโภค-บรโิ ภคให้เหมาะสมกบั การไปอยู่ศนู ยอ์ พยพ ในขณะทถ่ี า้ มีการประกาศให้ เตรียมพรอ้ มรับมือกบั สถานการณ์โดยไม่อพยพนั้น เรากอ็ าจจะมกี ารเตรียมข้าวของเครื่องใชแ้ ละเคร่ือง อุปโภค-บรโิ ภคท่แี ตกต่างกบั การเตรียมตัวเพ่ืออพยพ เป็นตน้ ตัวอย่างรายการในการส�ำ รองอาหารและเครอื่ งใช้ต่าง ๆ สำ�หรับกรณฉี กุ เฉินเมื่อเกิดภยั พบิ ัติ • ชุดปฐมพยาบาลเบ้ืองตน้ • ยาส�ำ หรบั 7 วนั 134 เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสตู รการบริหารจดั การความเส่ียงด้านอุทกภัยอยา่ งบูรณาการ