Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรและแผนการพัฒนาศึกษานิเทศก์

หลักสูตรและแผนการพัฒนาศึกษานิเทศก์

Published by jt2554, 2019-12-29 11:14:52

Description: หลักสูตรและแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ของ หน่วยพัฒนาภาคใต้ จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่
8-15 มกราคม 2563 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ

Search

Read the Text Version

หลกั สูตรและแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้การพฒั นาขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา ๙๘ ก่อนแตง่ ตั้งใหด้ ารงตาแหน่งศกึ ษานิเทศก์ แผนภาพเปรยี บเทียบ โคช้ การฝึก โคช้ การสอน และการเปน็ พ่เี ล้ยี ง กิจกรรม เทคนคิ พฤติกรรมการโค้ชเด่ียวและกลุ่มย่อย ท่ีสาคัญมีอะไรบ้าง ๑. โค้ชแนะนาตนเองส้ันๆ และสร้างบรรยากาศท่ีไว้วางใจ เป็นกันเอง โดยใช้พฤติกรรม เชงิ บวก และจบั ถูก แลว้ ตอ่ ยอดความคดิ และการกระทาในระหว่างการสนทนา ๒. ขอให้ผู้รับการโค้ชแนะนาตนเอง และเล่าถึงสิ่งดีๆท่ีได้คิด ได้ทา และได้แก้ปัญหาการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนจนประสบความสาเร็จ รวมถึงการสะท้อนปัญหาท่ีต้องการแก้ไข หรือพัฒนาให้ ใหเ้ กดิ คณุ ภาพตอ่ ไป ๓. โค้ชฟงั อยา่ งตั้งใจ ท้ังสหี นา้ และแววตาบง่ บอกถงึ ความช่ืนชม และควรบันทึกประเดน็ สาคัญไว้ เพอ่ื ทบทวน หากมปี ระเด็นที่ยงั ไมช่ ัดควรใช้คาถามเพ่ือใหเ้ กิดความชดั เจน มากข้ึน ๔. ในขณะสนทนาโค้ชสามารถใชค้ าพูดเสริมแรงเพอ่ื กระตุ้นใหผ้ ูเ้ ลา่ มีกาลงั ใจและอยาก เล่าตอ่ และสร้างบรรยากาศใหเ้ กดิ การสนทนาอยา่ งต่อเนื่อง ๕. ถา้ มผี ูร้ บั การโค้ชคนอ่นื ๆ อยู่ในวงสนทนาดว้ ย ควรเปิดโอกาสใหส้ มาชิกคนอื่นเติมเต็มกอ่ นที่ โคช้ จะเติม ๖. ถ้ามปี ระเด็นคาถามควรเปิดโอกาสใหส้ มาชกิ ในกลุ่มไดล้ องคดิ หาแนวทางแก้ปัญหากอ่ นทโี่ คช้ จะตอบหรือใหข้ ้อเสนอแนะ เพอ่ื สรา้ งความเข้มแข็งใหก้ ับทีม ขั้นตอน เทคนคิ และกระบวนการโคช้ ทส่ี าคัญ ๑. Creates trust (สร้างความไวใ้ จวางใจให้เกิดข้นึ ) ๒. Has “big ears, small mouth ” (ฟงั มาก และพูดน้อย) ๓. Is non-judgemental (โคช้ ไม่ใชผ่ ้ตู ัดสนิ ) ๔. Asks questions (ใชค้ าถามเพ่มิ ความชัดเจน)

หลกั สตู รและแผนการจดั กิจกรรมการเรยี นร้กู ารพัฒนาขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ๙๙ ก่อนแต่งต้งั ให้ดารงตาแหนง่ ศกึ ษานเิ ทศก์ ๕. Shows empathy (มคี วามรู้สกึ ร่วม เหน็ อกเห็นใจ) ๖. Is a constructive critic (วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์) ๗. Challenges (สนบั สนนุ ใหล้ องวิธใี หม่ ๆ) ๘. Makes suggestions or Gives advice (มีการใหข้ ้อเสนอแนะเท่าที่จาเป็น) ๙. Invites talk (กระตนุ้ ให้มีการพดู คุย) ๑๐. Sustained over time มคี วามต่อเน่อื ง ยั่งยืน ๑๑. Sets and monitors targets (แบ่งเป็นช่วง และวางเป้าหมายชัดเจน นัดหมายการโคช้ ครัง้ ตอ่ ไป) ๑๒. Gives ownership to teacher (ทาให้ผู้รบั การโคช้ ร้สู ึกว่าตนเองเปน็ เจ้าของความคดิ และ การกระทานนั้ ) ผลลัพธท์ ่ีแสดงถึงความสาเร็จของการใช้เทคนคิ การโค้ช ดูไดจ้ ากหลักฐานอะไร ๑. ศึกษานิเทศก์ฟังครูมากข้ึน พูดน้อยลง ลดการส่ังการ และบอกคาตอบให้ครู แต่ใช้คาถามและ รอฟังคาตอบจากครูแทน มีการช้ีแนะเพ่ือสร้างความม่ันใจให้กับครูเท่าท่ีจาเป็น และได้รับการยอมรับจาก ครู โรงเรียน และผ้บู รหิ าร ให้เป็นเพื่อนทีแ่ สนดี และเปน็ ผู้รว่ มพัฒนาโรงเรยี น ๒. ครูมีคุณภาพ ได้นาแนวคิดและหลักการนิเทศแบบชี้แนะสะท้อนคิด (Reflective Coaching) ไปใช้แกป้ ญั หาและปรบั ปรุงการเรียนการสอนไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ ๓. นักเรียนมีคุณภาพ นักเรียนได้รับการแก้ปัญหาการเรียนรู้ตามสภาพจริง และสามารถพัฒนา ตนเองทาใหผ้ ลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นสงู ข้นึ ๔. โรงเรียนมีคุณภาพ โรงเรียนเป็นองค์กรแห่งการเรียนรูม้ ีนวัตกรรมทางการการศึกษาท่ีเกิดจาก การพัฒนาคุณภาพครูและคุณภาพผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง และคุณภาพการศึกษาได้รับการรับรองตาม มาตรฐานการศกึ ษาชาติ

หลกั สูตรและแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นร้กู ารพฒั นาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๐๐ ก่อนแต่งต้งั ใหด้ ารงตาแหน่งศกึ ษานเิ ทศก์ แนวทางการวางแผนการนเิ ทศโดยใชเ้ ทคนิคการนิเทศแบบชี้แนะ (Coaching)

หลกั สตู รและแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้การพฒั นาขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๐๑ กอ่ นแตง่ ตัง้ ใหด้ ารงตาแหนง่ ศกึ ษานิเทศก์ ใบความรู้ที่ ๒.๕.๔ เร่อื ง การนิเทศตามกระบวนการกลั ยาณมติ ร มรรค ๗. การจดั ลาดับจดุ หมายของสภาวะพน้ ปัญหา นิโรธ ๖. การร่วมกันคิดวเิ คราะห์ ความเปน็ ไปได้ของการแก้ปญั หา ๕. การกาหนดจดุ หมายหรือสภาวะพน้ ปัญหา ๔. การจัดลาดับความสาคญั ของปญั หา สมุทัย ๓. การร่วมคิดวิเคราะห์สาเหตขุ องปัญหา ทกุ ข์ ๒. การกาหนดและจดั ประเด็นปัญหา ๑. การสร้างความไว้วางใจ ตามหลักกัลยาณมิตรธรรม ๗ ได้แก่ ๑) น่าคบหา ๒) น่ายกย่อง ๓) รู้จกั พดู ให้ เหตุผล ๔) รู้จักชี้แจงให้เข้าใจ ๕) อดทนต่อถ้อยคา ๖) แถลงเร่ืองราวท่ีล้าลึกได้ ๗) ไม่ชักจูงไปในทาง เสอ่ื มเสยี แผนภมู ิแสดงขน้ั ตอนการนิเทศตามกระบวนการกลั ยาณมติ ร นอกจากกัลยาณมิตรนิเทศ ตามแนวคิดของกระทรวงศึกษาธิการแล้ว สุมน อมรวิวัฒน์ ได้แนะนา วิธีการของกัลยาณมิตรนิเทศไว้ ๕ ประการ ดงั น้ี ๑. กัลยาณมิตรนิเทศ เน้นการนิเทศคน เพราะการนิเทศคนเราจะได้ปัญญา จะได้แนวทางแก้ไข มากกว่านิเทศกระดาษ ๒. เป็นกระบวนการ “ให้ใจ” และร่วมใจ กล่าวคือต้องทาให้ครูในโรงเรียนท่ีเรารับผิดชอบมีใจ ไม่ใชม่ าโรงเรียนแต่กาย ดงั นัน้ ส่งิ แรกที่ต้องทาคอื ใหไ้ ด้ใจเขามา การทางานจงึ จะสาเรจ็ ๓. กัลยาณมิตรเร่ิมต้นท่ีศรัทธา ให้เริ่มจากยิ้ม แม้ว่าจะหนักใจ ให้เอาน้าขุ่นไว้ใน น้าใสไว้นอกงาน ให้เป็นกระบวนการทางบวก ยอมรบั กัน สนับสนุนกัน เก้ือกูลกัน มีความเอาใจใส่ แต่อย่ามากเกินไป ต้องรู้ หลกั มัชฌมิ าปฏิปทา สรา้ งความไวว้ างใจ ความเชื่อมัน่ ในทางเสรมิ แรงกัน ๔. เน้นการสร้างสังคมการเรยี นรู้ มีการสอื่ สารกันอยา่ งเปน็ ทางการ และไม่เปน็ ทางการ ๕. กัลยาณมิตรนิเทศมาจากฐานปัญญาธรรม ฐานเมตตาธรรม และฐานความเป็นจริงในชีวิต ถ้า ฐานใดฐานหนึ่งขาดไป กลั ยาณมิตรกไ็ มเ่ กดิ ฐานที่ ๑ ปญั ญาธรรม คือฐานความรู้ ตอ้ งต่นื ตัวท่ีจะแสวงหาความรู้ ฐานท่ี ๒ เมตตาธรรม คือฐานความรัก ก่อนอื่นต้องเมตตาตนเอง ไม่ควรโหมงานอยู่คนเดียว พยายามกระจายงาน ทางานใหม้ ีชีวิตชวี า สร้างมนษุ ย์สัมพนั ธ์ทดี่ ี ทุกอยา่ งเปน็ ฐานของความเมตตาท้งั สน้ิ ฐานท่ี ๓ ความเป็นจริงในชีวิต วิถีชีวิตที่เราสามารถพัฒนาได้ เป็นฐานทางวัฒนธรรม คนท่ีเป็นศึกษานิเทศก์ก็ต้องเข้าใจวัฒนธรรมของแต่ละคน แล้วมีความสามารถที่จะสร้างวัฒนธรรมของ โรงเรยี นท่รี ับผดิ ชอบ และองคก์ รของตน

หลักสตู รและแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรูก้ ารพฒั นาข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๐๒ กอ่ นแต่งตงั้ ให้ดารงตาแหนง่ ศึกษานิเทศก์ เอกสารอ้างอิง กรมวชิ าการ. แนวทางการนเิ ทศช่วยเหลอื โรงเรียนปฏริ ปู การเรียนรู้อยา่ งตอ่ เนื่อง. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ครุ ุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๔. สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน. รายงานการประเมนิ โครงการส่งิ แวดลอ้ มเขม้ แข็ง SEET Project) :กรงุ เทพฯ : 2549. สุมน อมรวิวฒั น์. “กัลยาณมิตรนิเทศ : กลยทุ ธ์ในการนิเทศเพ่ือสร้างให้โรงเรียนเข้มแข็ง” . บนั ทึกการ นเิ ทศ ๒๕๕๔. มปท. ,๒๕๕๔. สวุ ัฒนา สุวรรณเขตนคิ ม และคณะ. ชดุ กิจกรรมวิจัยปฏบิ ตั ิการในโครงการ AR- SEET “Action Research on Strengthening Environmental Education Experience for Reflective Practitioner Development” โครงการสรา้ ง ความเขม้ แข็งสง่ิ แวดล้อมศึกษา ในประเทศไทย Strengthening Environmental Education in Thailand (SEET). กรุงเทพฯ : ๒๕๔๙. อดั สาเนา ๒๕,๐๐๐ ชดุ ๆ ละ ๔ เลม่ คอื ๑) กรณีศกึ ษาของโคช้ ๒) กรณศี ึกษาของ ผบู้ รหิ าร ๓) กรณีศึกษาของศกึ ษานิเทศก์ และ ๔) กรณีศึกษาของครู. สวุ ัฒนา สวุ รรณเขตนคิ ม และสัมภาษณ์ คาผยุ . ชดุ ฝกึ อบรม (Big Book) The Trainer หลักสูตร การพัฒนาผูน้ าการเปลี่ยนแปลงเพอื่ รองรบั การกระจายอานาจ สาหรับผู้บริหาร ครู และศึกษานิเทศก์รุ่นที่ ๑-๒. สานกั พฒั นาครูและบุคลากรทางการศึกษา รว่ มกับสานกั งาน คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน. ๒๕๕๐. สัมภาษณ์ คาผุย. ชดุ ฝึกอบรมศึกษานเิ ทศก์ โครงการเงนิ กูธ้ นาคารโลก (World Bank). สานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน. ๒๕๕๑. สมั ภาษณ์ คาผยุ . ชุดฝกึ อบรมศึกษานเิ ทศก์ ช่วงชนั้ ท่ี ๔ โครงการพัฒนาประสิทธภิ าพโรงเรียน มธั ยมศึกษาตอนปลาย. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน. ๒๕๕๑. สัมภาษณ์ คาผุย. ชุดฝกึ อบรมการพัฒนาข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา ก่อนแต่งต้ังใหด้ ารง ตาแหน่งศกึ ษานิเทศก์. โครงการพฒั นาครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา, สานักพฒั นาครูและ บคุ ลากรทางการศกึ ษา, กระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๕๒. Blanchard, P.N. and Thacker, J.W. Effective training: System, strategies and practice. Upper Saddle River: Pearson Prentice Hall. ๒oo๔. Glickman, Cral D. Developmental Supervision : Alternative Practices for Helping Teachers Improve Instruction. Washington D.C. :Association for Supervision and Curriculum Development, ๑๙๘๑. Gordon, S.p. Professional Development for school improvement: Empowering Learning Communities. Boston: Pearson. ๒oo๔. Hargrove, R. Masterful coaching: Grew your business, helping your profits, win thetalent war. San Francisco: Jossey-Bass. ๒ooo. Havard Business Essentials. Coaching and Mentoring: How to develop to talent andachieve stronger performance. Boston: Havard Business School. .๒oo๔.

หลักสูตรและแผนการจดั กิจกรรมการเรียนร้กู ารพัฒนาขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๐๓ กอ่ นแต่งตง้ั ใหด้ ารงตาแหนง่ ศึกษานเิ ทศก์ กรณศี ึกษา ๑ เรือ่ ง การจัดการเรยี นรู้แบบ Active Learning ให้ท่านสวมบทบาทเปน็ โค้ชของครแู ก้วตา ครูแก้วตา สอนในช่วงชั้นที่ ๑ มาแล้ว ๒๕ ปี มีความรบั ผดิ ชอบในการสอนดีมาก ได้รับคาชมจาก ผู้ปกครองอย่เู สมอว่าเอาใจใส่นักเรียน ครูแกว้ ตามีความตั้งใจในการสอน วิธีการสอนของครูแก้วตาจะใชว้ ิธี ให้นักเรียนท่องจา อ่านตามครู คัดลายมือ วิชาท่ีครูแก้วตาถนัด คือ ภาษาไทย นักเรียนของครูแก้วตามี ความสามารถในการอ่าน – เขียน ใน พ.ศ. ๒๕๔๙ กระทรวงศึกษาธิการได้กาหนดให้ครูทุกคนเปลี่ยนวิธี สอน โดยยึดผู้เรียนเป็นสาคัญ ไม่เน้นการท่องจา ครูแก้วตาคิดว่าตนเองจะต้องเปล่ียนวิธีสอนของตนเอง แต่ยังไม่เข้าใจว่าการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสาคัญ (child centered) ควรจะทาอย่างไร และลึก ๆ ครู แก้วตา ก็คิดอยู่เสมอว่าวิธีการสอนที่ตนเองใช้ในปัจจุบันก็ยังใช้ได้อยู่ เพราะลูกศิษย์ที่สอนก็มีความรู้ดี ผู้ปกครองกพ็ อใจ จึงยังลงั เลใจวา่ จะเปลีย่ นหรอื ไมเ่ ปล่ียน เพราะวธิ กี ารสอนของตนในขณะนกี้ ็ดีอยู่แล้ว กรณศี กึ ษา ๒ เรือ่ ง การยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ให้ท่านสวมบทบาทเป็นโค้ชของครูกลา้ หาญ ครูกล้าหาญ สอนกลุ่มสาระวิชาคณิตศาสตร์ ในระดับช่วงช้ันที่ ๓ มาแล้ว ๑๕ ปี และได้รับ มอบหมายให้เป็นครูประจาชั้น ม.๓ โรงเรียนที่ครกู ล้าหาญสอนเป็นโรงเรียนมัธยมประจาอาเภอ ซ่ึงรับเด็ก มาจากหลายหมู่บ้าน ปัญหาท่ีพบมา โดยตลอด คือ นักเรียนจะมีพ้ืนฐานการเรียนรู้ท่ีแตกต่างกันมาก ดงั นั้นในสาระคณิตศาสตร์ ซ่ึงเป็นวิชาที่ค่อนข้างยากจึงมนี ักเรียนจานวนหนึง่ สอบไม่ผ่าน วิธแี ก้ปัญหาท่ี ผา่ นมา ครกู ล้าหาญจะใช้วธิ ีให้นักเรียนทางานเพิม่ เพ่ือแก้ “ร” ไมใ่ ห้ สอบตก ในส่วนลึกของความเปน็ ครู ครูกล้าหาญไม่ต้องการให้เกรดเด็กเพียงเพ่ือ “ผ่าน” หรือ “ไม่ผ่าน” แต่ต้องการพัฒนาให้ผู้เรียนเกิด คณุ ภาพอยา่ งแท้จริงตามหลกั วิชา แต่ตดิ ขัดที่นโยบายของโรงเรียนทก่ี าหนดไวว้ ่า ๑) ระดับคะแนนของทุกกลุ่มสาระไม่ควรให้น้อยกว่าระดับ ๓ เพราะจะส่งผลต่อการประเมิน คุณภาพภายนอกในมาตรฐานผูเ้ รยี นข้อท่ี ๕ ๒) ไม่ให้ครูให้ระดับคะแนน “๐” (ไม่มีนักเรียนสอบตก) ครูกล้าหาญ อึดอัดใจมาก เพราะเกรงว่า จะนาไปสู่การดอ้ ยคุณภาพ

หลกั สูตรการพฒั นาขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษากอ่ นแตง่ ต้ังใหด้ ารงตาแหนง่ ศกึ ษานิเทศก์ ๑๐๔ กรณศี ึกษา ๓ เร่ือง การประกันคุณภาพการศึกษา ให้ทา่ นสวมบทบาทเป็นโค้ชของครพู ริ้งเพรา ครูพริ้งเพราเป็นหวั หน้ากลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ และเป็นผู้สอนกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ในระดับช้ัน ป.๖ เมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมา มีการประเมินคุณภาพภายนอก ผลการประเมินสรุปว่า มาตรฐานด้านผู้สอน กลมุ่ สาระวิทยาศาสตรไ์ มไ่ ด้รับการรับรอง เนือ่ งจากไม่มีการพัฒนาหลักสตู รอย่างเป็นระบบ ทีมงานในกลุ่ม สาระวิทยาศาสตร์ไม่ได้จัดทาบันทึกการสอนครบทุกคน การบันทึกหลังสอนยังไม่เป็นระบบที่จะนาไปสู่ กระบวนการวิจัยในชั้นเรียน จึงยังไม่ได้รับการรับรองว่าการจัดการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมี ประสิทธภิ าพ ครพู ริ้งเพราตอ้ งการหาทางออกในเรื่องต่อไปนี้ ๑. การพฒั นาตนเอง เรื่องงาน : ขาดทักษะในการวิเคราะหห์ ลักสูตร และการจดั การเรียนการสอนทมี่ ีประสทิ ธภิ าพ และ การชกั จงู เพ่อื นในกลมุ่ สาระใหเ้ กิดการยอมรบั ดา้ นครอบครัว : ลกู คนโตกาลังจะสอบ Entrance ตอ้ งการกาลังใจจากแม่ ๒. การพัฒนาทมี งานกลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ โดยมีเปา้ หมายดงั น้ี - ครูทกุ คนทาแผนการสอน - ครทู ุกคนมีบันทกึ การสอน - ครทู กุ คนมีงานวิจัยเพอ่ื พฒั นาการจดั การเรยี นการสอนในสาระวทิ ยาศาสตร์

หลกั สตู รการพฒั นาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งต้งั ใหด้ ารงตาแหน่งศกึ ษานิเทศก์ ๑๐๕ ใบกจิ กรรมที่ ๒.๕.๑ เรอ่ื ง “ย้อนรอย และถอดรหัสความร้เู ดิม” เกี่ยวกับการโค้ช คาชี้แจง ๑. ผู้เข้ารบั การพัฒนาแตล่ ะคนนากระดาษ A ๔ คนละ ๑ แผน่ มาพบั ตามขวางเปน็ ๕ คอลมั น์ ๒. เขียนตอบคาถามทลี ะขอ้ ตามความคดิ เหน็ ของตนเอง ลงในคอลมั น์ที่พับจนครบ ๕ ขอ้ ๓. ทบทวนและเพม่ิ เตมิ ความชัดเจนแตล่ ะขอ้ จนม่นั ใจ ๔. ผู้เข้ารบั การพัฒนาเข้ากลุ่ม จากนั้นสมาชิกแต่ละคนอ่านขอ้ ความของตนเองให้กลุ่มฟังทีละคนจน ครบ แล้วร่วมกันสรุปผลงานและบนั ทกึ ลงในกระดาษปรฟู๊ ๕. เตรยี มนาเสนอผลงานของกลุ่มๆ ละ ๓ นาที

หลักสูตรการพฒั นาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษาก่อนแต่งต้งั ให้ดารงตาแหนง่ ศึกษานิเทศก์ ๑๐๖ ใบกจิ กรรมท่ี ๒.๕.๒ เร่อื ง Story Telling (เรือ่ งเล่าเรา้ พลงั ) “การปฏิบัติงานท่ปี ระทับใจ” คาชี้แจง ๑. ผู้เข้ารับการพัฒนาแตล่ ะคนเขยี นเกี่ยวกับ “การปฏบิ ตั ิงานที่ประทับใจ” ในช่วงท่ีปฏิบัติ หน้าที่ครตู ามประเดน็ คาถามใน Power point เขียนลงในกระดาษ A๔ ๒. ผู้เข้ารบั การพฒั นาศึกษาการเล่าเร่ืองแบบเรา้ พลงั จากใบความรู้ท่ี ๒.๕.๑ เร่อื ง Story Telling ๓. ผ้เู ขา้ รับการพฒั นาศกึ ษาจาก VDO เกีย่ วกับ ๑) การฟังอยา่ งลกึ ซึง้ (Deep Listening) ๒) การพดู เสริมแรง (Reinforcement) ๓) การสร้างแรงบนั ดาลใจ (Inspiration) ๔. ผู้เข้ารับการพัฒนาสรุป เก่ียวกับการฟังอย่างลึกซึ้งในกระดาษ A๔ และเตรียมคาพูดเสริมแรง ๕ คา และแนวทางการสรา้ งแรงบนั ดาลใจ ๑-๒ กรณี เกยี่ วกับสถานการณก์ ารปฏิบัตงิ านที่ประทับใจในหนา้ ท่คี รู ๕. ผเู้ ขา้ รับการพัฒนาจับคู่ โดยกาหนดให้มีผเู้ ล่า และผู้ฟงั จากน้ันดาเนนิ การตามกจิ กรรมดงั นี้ ๕.๑ ผเู้ ล่า (ผูพ้ ดู ) นาเร่ืองทีค่ ิดและเขียนคนเดยี วตามประเด็น “การปฏบิ ตั ิงานท่ีประทบั ใจ” มา เล่าสเู่ พอื่ นฟงั แบบเร่ืองเล่าเร้าพลงั (Story Telling) เวลา ๓ นาที ๕.๒ ผู้ฟัง ปฏิบัติตนเป็นผู้ฟังท่ีดี ตั้งใจฟัง แสดงออกถึงสีหน้าแววตาท่ีจริงจัง ชื่นชม ใช้คาพูด เสริมแรง (Reinforcement) ในบางช่วงของการพูดคุย และสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiring) เพื่อต่อยอดการ พัฒนางาน ๕.๓ เมื่อเล่าจบ ฟังการให้สัญญาณจากวิทยากรหลักเพ่ือเปล่ียนบทบาท และรอจนมีสัญญาณ สน้ิ สดุ

หลักสูตรการพัฒนาขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษากอ่ นแตง่ ตง้ั ให้ดารงตาแหน่งศึกษานเิ ทศก์ ๑๐๗ ใบกิจกรรมท่ี ๒.๕.๓ เร่อื ง Five Whys (Q&A-๕W) คาชแี้ จง ๑. กลุ่มระดมพลงั ความคดิ หาคาตอบอยา่ งน้อย ๒ คาตอบจากประเด็นหลักท่ีวทิ ยากรกาหนด ให้ใน Power point และนาทง้ั ๒ คาตอบน้ันตง้ั เป็นคาถามประเภท ทาไม (Why) และหาคาตอบอีกคาถามละ ๒ คาตอบ ต่อเนื่องกันไป ซึ่งเกี่ยวข้องกับเทคนิคการนิเทศแบบช้ีแนะและการเป็นพี่เล้ียง ตั้งแต่ Why๑ ตอ่ เน่อื งไปตามแนวทางการตง้ั คาถามแบบ ๕W จนถึง Why๕ ในกระดาษปรฟู๊ ๒. เตรยี มนาเสนอผลงานกลุ่มๆ ละ ๕ นาที ๓. ผู้เขา้ รบั การพฒั นาและวิทยากรรว่ มกนั สรปุ ผลทไี่ ด้จากการเรียนรเู้ กย่ี วกบั การต้ังคาถามแบบ ๕ W และการนาไปใช้ในการนเิ ทศ

หลกั สตู รการพฒั นาขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษากอ่ นแต่งตงั้ ให้ดารงตาแหนง่ ศกึ ษานเิ ทศก์ ๑๐๘ ใบกิจกรรมท่ี ๒.๕.๔ เรือ่ ง เทคนิคการนิเทศแบบชีแ้ นะและการเปน็ พีเ่ ล้ียง (Coaching & Mentoring Supervision Techniques) คาชแ้ี จง การโคช้ รอบแรก เพอ่ื ฝึกความแมน่ ยา หลังจากการฝึกฟงั ฝึกเสริมแรง สรา้ งแรงบนั ดาลใจ และการฝึกตง้ั คาถามมาแลว้ ๑. ผเู้ ข้ารบั การพัฒนาแต่ละกลุ่ม จดั กลุ่มๆ ละ ๓ คน แต่ละกลุ่มศึกษากรณศี ึกษา ๑ และบนั ทึกผล ลงในใบกจิ กรรม : แบบวิเคราะหก์ รณีศกึ ษาเตรียมการออกแบบการโคช้ เปน็ ครั้งท่ี ๑ ๒. ฝึกการโคช้ ตามแบบที่ออกไว้ (เปล่ยี นไปให้ครบทุกบทบาทจนครบทุกคน) โดย ๒.๑ จาลองสถานการณแ์ ละปฏบิ ัตกิ ารโคช้ รอบท่ี ๑ (๑๐ นาท)ี ๒.๒ จาลองสถานการณแ์ ละปฏบิ ัติการโคช้ รอบที่ ๒ (๗ นาที) ๒.๓ จาลองสถานการณ์และปฏิบตั กิ ารโคช้ รอบที่ ๓ (๕ นาที) ๓. ผู้เข้ารบั การพฒั นาแต่ละคนบันทึกความร้สู ึก ความคดิ บทเรียน และคาถามลงในใบกิจกรรม : สรุป องค์ความรู้ใหม่ เปน็ ครัง้ ท่ี ๑ การโค้ชรอบสอง เพ่ือพัฒนาทักษะการโคช้ ๔. ผเู้ ข้ารับการพฒั นาออกมาแลกเปลีย่ นประสบการณ์ ตามความสมัครใจ ๕. ผเู้ ข้ารับการพฒั นาออกแบบการโค้ชโดยใช้กรณศี ึกษา ๒ หรือ ๓ ตามความสนใจ และบันทึกผล ลงในใบกจิ กรรม : แบบวิเคราะห์กรณีศกึ ษาเตรยี มการออกแบบการโค้ช เปน็ ครั้งท่ี ๒ ๕.๑ จาลองสถานการณแ์ ละปฏบิ ัติการโคช้ รอบที่ ๑ (๑๐ นาที) ๕.๒ จาลองสถานการณ์และปฏบิ ัตกิ ารโคช้ รอบท่ี ๒ (๗ นาที) ๕.๓ จาลองสถานการณ์และปฏิบัติการโคช้ รอบที่ ๓ (๕ นาที) ๖. ผเู้ ข้ารับการพฒั นาแต่ละคนบนั ทึกความรสู้ ึก ความคิด บทเรียน และคาถามลงในใบกิจกรรม : สรปุ องค์ความรูใ้ หม่ เปน็ ครั้งท่ี ๒

หลกั สตู รการพัฒนาข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษากอ่ นแต่งต้ังใหด้ ารงตาแหนง่ ศกึ ษานเิ ทศก์ ๑๐๙ แบบวิเคราะห์กรณีศกึ ษาเตรียมการออกแบบการโค้ช ช่ือ.......................................... นามสกุล........................................................รุ่นท.่ี ..............กลมุ่ ท.่ี .............. ช่อื – สกลุ ผู้ทไ่ี ดร้ ับการโคช้ .............................................................. อาย.ุ ......... ปีตาแหนง่ ........................ ครัง้ นีเ้ ปน็ การโค้ชครง้ั ท่ี ..... สถานท่ที จ่ี ะไปโคช้ .........................................วัน – เวลาที่จะไปโคช้ .................. เป้าหมายของการโคช้ หลกั ฐานผลการโค้ช พฤติกรรมการโค้ช รวมท้ัง (สง่ิ ทคี่ าดหวงั ใหค้ รู (รอ่ งรอยหลกั ฐานที่สงั เกตได้ คาพูดหรือคาถามสาคญั เปลีย่ นแปลง) วดั ได)้ และ/หรือส่ือ (ถ้ามี) ๑).............................................. ๑).............................................. ๑) พฤติกรรมในขณะโค้ช ................................................. ................................................. ................................................ ................................................ ................................................ ................................................ ๒) .............................................. ๒) .............................................. ๒) คาพดู หรือคาถามสาคญั ท่ีจะ ................................................ ................................................ ใชโ้ คช้ ..................................... ................................................ ................................................ ............................................... ............................................... ............................................... ............................................... ๓).............................................. ๓).............................................. ๓) สอ่ื ท่ีใช้โคช้ ......................... ................................................. ................................................. ............................................... ................................................ ................................................ ............................................... ๑.สง่ิ ท่ีไมค่ วรทาในการโคช้ ๒. สิง่ ท่ีควรทาในการโค้ช ๓.บนั ทึกหลังการโค้ช ๑).............................................. ๑).............................................. (บนั ทกึ ส่ิงท่โี คช้ ได้พดู และปฏิบตั ิ ................................................. ................................................. และส่ิงท่ีผู้รบั การโค้ช ................................................ ................................................ เปลีย่ นแปลง รวมทงั้ ข้อตกลงใน ๒) .............................................. ๒) .............................................. การพัฒนางานร่วมกันและการ ................................................ ................................................ นดั หมายเพ่ือโค้ชคร้งั ต่อไป) ................................................ ................................................ ................................................ ............................................... ............................................... ................................................ ๓).............................................. ๓).............................................. ................................................ ................................................. ................................................. ................................................ ................................................ ................................................ ................................................ ลงนามโคช้ ..................................................................

หลักสตู รการพัฒนาข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษากอ่ นแต่งตั้งให้ดารงตาแหนง่ ศึกษานเิ ทศก์ ๑๑๐ สรปุ องคค์ วามรใู้ หม่ ครัง้ ที่ ....... ชื่อ.......................................... นามสกุล........................................................รนุ่ ท.่ี ..............กลุม่ ท.ี่ ..............  สรุปหลกั การและเทคนิคการโค้ชท่ีเปน็ ความรู้ใหม่ (๑) เปา้ หมายสาคญั ของการโคช้ ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. (๒) หลักฐานผลการโค้ช ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. (๓) หลกั คดิ สาคัญในการโค้ช ............................................................................................................................. ................................................. ........................................................................................................................................................................ ...... ............................................................................................................................ .................................................. (๔) บทบาทหน้าที่ของโคช้ บทบาทหน้าท่ีของโค้ช สง่ิ ทโี่ ค้ชไม่ควรทา สง่ิ ท่ีโค้ชควรทา ส่ิงอานวยความสะดวก ในการโคช้ (๕) ผลการเปลย่ี นแปลงสาคัญทจี่ ะเกดิ ขึ้นจากการโคช้ ............................................................................................................................. ................................................. .................................................................................. ............................................................................................ ............................................................................................................................. ................................................. (๖) อน่ื ๆ ............................................................................................................................. ................................................. .............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. .................................................

หลกั สตู รการพัฒนาข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษาก่อนแตง่ ต้งั ให้ดารงตาแหน่งศกึ ษานิเทศก์ ๑๑๑ ใบกิจกรรมที่ ๒.๕.๕ เรื่อง AAR : After Action Review สรปุ ความร้จู ากการฝกึ ส่กู ารปฏบิ ัติ คาชแี้ จง ๑. ผู้เขา้ รับการพัฒนาแตล่ ะคนสะท้อนความคดิ โดยบนั ทกึ สรุปบทเรยี น และการประยุกต์ใช้ใน การนเิ ทศ บันทึกลงในใบกิจกรรม ๒. ผเู้ ข้ารบั การพฒั นาแตล่ ะคนเสนอขอ้ ค้นพบ/ข้อสรปุ ของตนเองให้กลุม่ ฟงั จนครบทกุ ประเดน็ ๓. สมาชิกในกลุม่ สรปุ ผลงานทั้งหมดในกระดาษปรฟู๊ เพื่อนาเสนอตอ่ ไป ๔. เตรยี มนาเสนอผลงานของกลุม่ ๆ ละ ๕ นาที ช่อื .......................................... นามสกลุ ........................................................รนุ่ ท.่ี ..............กลมุ่ ท.่ี .............. คาชี้แจง ให้แต่ละคนกรอกขอ้ ความเฉพาะช่องท่ีตนเองทาหนา้ ท่ีในระหวา่ งการโค้ช ประเด็นคิดสะท้อน ขณะโค้ช ขณะถกู โคช้ ขณะสงั เกตการณ์ ความร้สู กึ ความคดิ / บทเรียน คาถาม / ปัญหา ประโยชน์ที่ได้รับ

หลกั สตู รการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากอ่ นแตง่ ต้งั ใหด้ ารงตาแหนง่ ศึกษานิเทศก์ ๑๑๒ กิจกรรมเสนอแนะ แนวทางการจดั ทาแผนกจิ กรรมและผลลพั ธ์ทจี่ ะเกดิ ขึ้นในการโคช้ เพ่ือเปน็ แนวทางในการวางแผนการโค้ชจริงในการนเิ ทศทต่ี อ้ งต่อเนอ่ื งกนั หลายครั้ง (มากกวา่ ๓ ครง้ั ก็ได้) จนบรรลเุ ป้าหมายของการโค้ช ครงั้ ท่ี ผลลพั ธ์ กิจกรรม กิจกรรมสาคญั กิจกรรมสาคัญ การจัดกจิ กรรม ทคี่ าดหวงั สาคัญ ขณะโคช้ หลงั การโคช้ การเรยี นรู้ ก่อนไปโค้ช (การประเมินผล ข้อคิดและ (พฤติกรรม คาพูด เพอ่ื การปรบั ปรุง) ส่งิ ท่ีควรระวัง และคาถามสาคญั ) ครั้งท่ี ๑ (แรกพบ) คร้ังท่ี ..... (ครัง้ ต่อมา) ฯลฯ ครง้ั ท่ี ...... (คร้ังสดุ ทา้ ย) การประชุม สมั มนาสน้ิ ภาคการศึกษา

หลกั สตู รการพัฒนาขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษาก่อนแตง่ ตง้ั ให้ดารงตาแหน่งศึกษานเิ ทศก์ ๑๑๓ ใบกิจกรรมที่ ๒.๕.๖ เร่ือง SCENARIO (Paradigm shift to be Coach & Mentor Supervision) การแสดงบทบาทสมมุตกิ ารนิเทศแบบเกา่ และการนิเทศแบบใหม่ท่ีผ่านการปรับกระบวนทัศน์ โดยใช้เทคนคิ การนเิ ทศแบบชีแ้ นะและการเป็นพี่เลี้ยง คาชแ้ี จง ๑. สมาชิกกลุ่มร่วมกันวางแผนและกาหนดสถานการณ์ Scenario บันทึกลงในกิจกรรม : การ ออกแบบ Scenario - Scenario การนิเทศแบบเก่า - Scenario การนเิ ทศแบบใหมใ่ นศตวรรษท่ี ๒๑ ๒. กลมุ่ นาเสนอผลงานทีเ่ ป็นการเปรยี บเทยี บทัง้ Scenario การนเิ ทศแบบเกา่ และ Scenario การนเิ ทศแบบใหม่ในศตวรรษที่ ๒๑ ๓. ผู้เข้ารับการพัฒนาแต่ละคนสะท้อนการคิดจากการดู Scenario การนิเทศแบบเก่า เปรียบเทยี บกับ Scenario การนิเทศแบบใหมใ่ นศตวรรษที่ ๒๑ บนั ทกึ ลงในกจิ กรรม: การคิดสะทอ้ น Scenario รุ่นท่ี ................... กลุ่มที่ ................... สมาชิกในกลุ่ม ๑. ชื่อ-สกุล................................................................................................................เลขท.่ี .. ................. ๒. ชื่อ-สกุล................................................................................................................เลขที.่ ................... ๓. ช่ือ-สกลุ ................................................................................................................เลขที่... ................. ๔. ชอ่ื -สกุล................................................................................................................เลขที่.................... ๕. ชื่อ-สกุล................................................................................................................เลขท.่ี .. ................. ๖. ชื่อ-สกุล................................................................................................................เลขท.ี่ ................... ๗. ช่ือ-สกลุ ................................................................................................................เลขที่... ................. ๘. ชอ่ื -สกลุ ................................................................................................................เลขท.่ี .. ................. ๙. ช่อื -สกลุ ................................................................................................................เลขท.ี่ .. ................. ๑๐.ชอ่ื -สกุล................................................................................................................เลขท.่ี .. .................

หลกั สตู รการพฒั นาขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษากอ่ นแตง่ ตง้ั ให้ดารงตาแหนง่ ศกึ ษานิเทศก์ ๑๑๔ การออกแบบ Scenario (นเิ ทศแบบเกา่ นิเทศแบบใหม่) สถานการณ์ (กลมุ่ เลือกนาเสนอสถานการณน์ ิเทศแบบเกา่ หรอื แบบใหม่) ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… การดาเนินเร่อื ง ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตัวละคร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

หลักสตู รการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากอ่ นแต่งต้งั ใหด้ ารงตาแหน่งศกึ ษานเิ ทศก์ ๑๑๕ การคดิ สะท้อนจาก Scenario ช่อื ........................................... นามสกลุ ..............................................................รุ่นที่............กลุม่ ท.่ี ........... การนเิ ทศแบบเกา่ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… การนเิ ทศแบบใหม่ในศตวรรษที่ ๒๑ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… แนวคิดในการประยกุ ตใ์ ช้ในการวางแผนการปฏบิ ตั ิการนเิ ทศต่อไป ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

หลกั สตู รการพฒั นาขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตงั้ ให้ดารงตาแหนง่ ศกึ ษานเิ ทศก์ ๑๑๖ ใบกจิ กรรมท่ี ๒.๕.๗ เรือ่ ง สรปุ องค์ความรู้และสะทอ้ นคดิ การเรียนรู้เร่ืองเทคนคิ วิธีการในการนิเทศ คาชแี้ จง ผู้เข้ารบั การพฒั นาแต่ละคนสรุปองค์ความรู้และสะทอ้ นคดิ การเรยี นรู้ เรื่องเทคนิควธิ ีการในการ นิเทศ บนั ทึกลงในใบกิจกรรมท่ี ๒.๕.๗ ช่ือ.......................................... นามสกลุ ........................................................รนุ่ ท.่ี ..............กลมุ่ ท.ี่ .............. ๑. ผลการสะท้อนด้านความรู้ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. ผลการสะท้อนดา้ นเทคนคิ วธิ กี ารนเิ ทศ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………..………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

หลักสตู รและแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้การพัฒนาข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๑๗ ก่อนแตง่ ต้งั ใหด้ ารงตาแหน่งศกึ ษานเิ ทศก์ หน่วยการเรยี นรู้ที่ ๓ การนเิ ทศการศึกษาโดยใชก้ ารวจิ ัยเปน็ ฐาน (ใชเ้ วลาพัฒนา จานวน ๑๕ ช่ัวโมง) กิจกรรมหนว่ ยย่อยท่ี ๓.๑ การวเิ คราะห์ขอ้ มูลสารสนเทศ เพ่อื พฒั นาคุณภาพการศึกษา เวลา ๓ ช่ัวโมง กิจกรรมหน่วยย่อยที่ ๓.๒ การวางแผนการนเิ ทศการศกึ ษา เวลา ๓ ชั่วโมง กิจกรรมหน่วยย่อยที่ ๓.๓ การจัดทาโครงการนิเทศการศึกษาโดยใชก้ ระบวนการวจิ ัย เวลา ๖ ชั่วโมง กจิ กรรมหน่วยย่อยที่ ๓.๔ การจดั ทารายงานการนิเทศการศกึ ษาโดยใช้กระบวนการวิจยั เวลา ๓ ชว่ั โมง

หลกั สตู รและแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรกู้ ารพฒั นาขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา ๑๑๘ กอ่ นแตง่ ตัง้ ใหด้ ารงตาแหน่งศึกษานเิ ทศก์ หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี ๓ การนิเทศการศกึ ษาโดยใช้การวจิ ัยเป็นฐาน (ใช้เวลาพัฒนา จานวน ๑๕ ชั่วโมง) คาอธิบายหนว่ ย ฝึกปฏิบัติการเลือกและวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ มาใช้ในการวางแผนการนิเทศการศึกษา ให้เหมาะสมกับบริบท และสอดคล้องกับความต้องการจาเป็น วิเคราะห์ออกแบบ พัฒนาเทคนิคและ นวัตกรรมการนิเทศ การนานวัตกรรมไปใช้ การเขียนโครงการนิเทศการศึกษาตามกลุ่มสาระการเรียนรู้หรือ สาขาทร่ี บั ผิดชอบ และการจัดทารายงานผลการนิเทศการศึกษาโดยใช้กระบวนการวิจยั เป็นฐาน วตั ถปุ ระสงค์ ๑. เพ่ือพัฒนาความสามารถในการเลือก วิเคราะห์ และนาเสนอข้อมูลสารสนเทศ ตามสภาพ ปจั จุบนั ปัญหา ความตอ้ งการ บริบท และเปา้ หมายการพฒั นา ของสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ๒. เพอื่ พัฒนาความสามารถในการวางแผนการนิเทศ การเขียนโครงการนิเทศการศกึ ษา และจดั ทา รายงานผลการนเิ ทศการศกึ ษาโดยใช้การวจิ ยั เป็นฐาน สาระสาคญั การนากระบวนการวิจัยมาใช้ในกระบวนการนิเทศการศึกษา จะช่วยให้การทางานมีระบบ เป็นลาดับข้ันตอนชัดเจน และเกิดความเข้าใจท่ีตรงกันของผู้ท่ีเก่ียวข้องทุกฝ่าย ดังน้ันศึกษานิเทศก์ควร มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ การวางแผนการนิเทศการศึกษา เพ่ือการจัดทาโครงการ นิเทศการศึกษาและการจัดทารายงานผลการนเิ ทศการศึกษา โดยใช้กระบวนการวิจยั เปน็ ฐาน สาระการเรียนรู้ ๑. การวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ เพื่อพฒั นาคณุ ภาพการศึกษา ๒. การวางแผนการนิเทศการศกึ ษา ๓. การจัดทาโครงการนิเทศการศกึ ษาโดยใช้กระบวนการวจิ ัย ๔. การจัดทารายงานผลการนิเทศการศกึ ษาโดยใช้กระบวนการวิจยั แนวทางการจดั กิจกรรม ๑. วทิ ยากรแลกเปลย่ี นเรียนรรู้ ่วมกับผูเ้ ขา้ รบั การพฒั นา โดยการบรรยาย อภปิ ราย ฝึกปฏบิ ัติ นาเสนอความคิด และประสบการณ์ ๒. ผู้เข้ารับการพัฒนาศึกษาค้นคว้า ฝึกปฏบิ ตั ิ อภิปรายในกลุ่ม แลกเปลีย่ นเรยี นรู้ นาเสนอผลงาน สรุปองคค์ วามรู้ ๓. วิทยากรสังเกต ประเมินพฤติกรรม และผลงานของผู้เข้ารบั การพฒั นา ส่อื /แหล่งการเรยี นรู้ ๑. ใบความรู้ ๒. ใบกจิ กรรม ๓. Power point

หลักสตู รและแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรกู้ ารพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๑๙ กอ่ นแต่งตง้ั ให้ดารงตาแหน่งศกึ ษานเิ ทศก์ ๔. กรณศี ึกษา ๕. สอ่ื เทคโนโลยี ๖. วสั ดุ อปุ กรณ์ ๗. เวป็ ไซต์ การวัดและประเมนิ ผล ๑. สงั เกตพฤติกรรมการมีสว่ นรว่ ม การปฏิบตั ิงาน และการนาเสนอผลงาน ๒. ประเมนิ ผลงาน (งานเดยี่ ว งานกลุ่ม)

หลักสูตรและแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรูก้ ารพัฒนาขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา ๑๒๐ กอ่ นแต่งตัง้ ให้ดารงตาแหนง่ ศึกษานิเทศก์ หน่วยยอ่ ยที่ ๓.๑ การวเิ คราะหข์ อ้ มูลสารสนเทศ เพ่ือพัฒนาคณุ ภาพการศกึ ษา เวลา ๓ ช่ัวโมง สาระสาคญั การวเิ คราะห์ขอ้ มลู และสารสนเทศเป็นส่งิ จาเป็นในการวางแผนการนเิ ทศ ซ่ึงแสดงใหเ้ ห็นสภาพ ปัจจบุ ัน ปญั หา ความต้องการ จุดเด่นและจุดท่ีควรพัฒนา ของการบรหิ ารจัดการในสานักงานเขตพื้นที่ การศกึ ษา วตั ถุประสงค์ เพอื่ พัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์ และนาเสนอข้อมูลสารสนเทศ ท่เี ก่ยี วกับการพัฒนา คุณภาพการศึกษาของสานักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษา ขอบข่ายเนอ้ื หา ๑. ข้อมลู สารสนเทศของสานกั งานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษา ๒. การวิเคราะห์ข้อมูล การจัดกระทาข้อมูลสารสนเทศและการสือ่ ความหมายข้อมูล ๓. การจัดลาดบั ความสาคญั ของปัญหาจากผลการวิเคราะห์ข้อมูล แนวทางการจดั กิจกรรม ๑. ผู้เข้ารับการพัฒนาปฏิบัติตามใบกิจกรรมที่ ๓.๑.๑ เร่ือง มโนทัศน์เบ้ืองต้นเก่ียวกับข้อมูล สารสนเทศเพื่อพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา ๒. ตัวแทนกลุ่มมานาเสนอผลงาน จากน้ันวิทยากรแลกเปล่ียนเรียนรู้กับผู้เข้ารับการพัฒนาเกี่ยวกับ ขอ้ มลู สารสนเทศเพ่ือการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาการวิเคราะห์ และส่อื ความหมายขอ้ มูล ๓. แบ่งกลุ่มผู้เข้ารับการพัฒนากลุ่มละ ๘-๑๐ คน กลุ่มร่วมกันศึกษากรณีศึกษา : ข้อมูลและ สารสนเทศของสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา จากน้ันปฏิบัติตามใบกิจกรรมที่ ๓.๑.๒ เรื่อง การวิเคราะห์ข้อมูล สารสนเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา ๔. ตวั แทนกลุม่ มานาเสนอผลงาน วทิ ยากรใหข้ อ้ เสนอแนะเพม่ิ เตมิ ส่อื /แหลง่ การเรียนรู้ ๑. ใบความรูท้ ่ี ๓.๑.๑ เร่อื ง การวิเคราะห์ขอ้ มูลสารสนเทศเพ่ือพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา ๒. ใบกจิ กรรมที่ ๓.๑.๑ เรือ่ ง มโนทศั น์เบอ้ื งตน้ เกีย่ วกับข้อมลู สารสนเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพ การศกึ ษา ๓. ใบกจิ กรรมท่ี ๓.๑.๒ เรอื่ ง การวิเคราะหข์ ้อมลู สารสนเทศเพื่อพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา ๔. กรณศี ึกษา : ข้อมูลและสารสนเทศของสานักงานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษา การวดั และประเมินผล ๑. สังเกตพฤติกรรมการมสี ว่ นรว่ ม และการปฏิบัตกิ จิ กรรม ๒. ประเมนิ ผลงาน (งานกล่มุ ใบกิจกรรมท่ี ๓.๑.๒ เร่ือง การวิเคราะหข์ ้อมลู สารสนเทศเพ่ือพฒั นา คณุ ภาพการศึกษา)

หลักสตู รและแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรกู้ ารพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๒๑ ก่อนแตง่ ตัง้ ใหด้ ารงตาแหนง่ ศกึ ษานิเทศก์ ใบความรูท้ ี่ ๓.๑.๑ เรอื่ ง การวเิ คราะหข์ ้อมูลสารสนเทศเพื่อพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา ความหมายของข้อมูลสารสนเทศ ข้อมูล (Data) หมายถึง ข่าวสาร เอกสาร ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคล ส่ิงของหรือเหตุการณ์ท่ีมีอยู่ใน รูปของตัวเลข ภาษา ภาพ สัญลักษณ์ต่างๆ ท่ีมีความหมายเฉพาะตัว ซ่ึงยังไม่มีการประมวล ไม่เก่ียวกับการ นาไปใชไ้ ดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ (ไพโรจน์ คชชา, ๒๕๔๒) พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๒๕) ให้ความหมายของ ข้อมูล (Data) หมายถึง ขอ้ เทจ็ จริง หรือสิง่ ทีถ่ อื หรอื ยอมรบั ว่าเปน็ ขอ้ เทจ็ จรงิ สาหรบั ใช้เป็นหลักอนมุ านหาความจรงิ หรอื การคานวณ กลา่ วโดยสรปุ ขอ้ มลู คอื ขอ้ เท็จจรงิ ท่ียงั ไมม่ ีการปรุงแต่งหรือผา่ นการประมวลผลใดๆ ลักษณะข้อมูล ๑. ขอ้ มูลทค่ี านวณไม่ได้ ได้แก่ ตวั อกั ษร ตัวเลข รปู ภาพ รหัสประจาตัว ๒. ขอ้ มูลที่คานวณได้ ไดแ้ ก่ ตัวเลขทม่ี คี วามหมายในการคานวณ ประเภทของขอ้ มลู ๑. ข้อมูลเพื่อการวางแผน หมายถึง ข้อมูลท่ีมีความสาคัญเก่ียวกับการวางแผนงานการบริหาร ใช้ใน การควบคุม การตัดสินใจ โดยได้มีการสรุปเป็นหมวดหมู่เป็นตาราง มีการคานวณ จัดเรียงลาดับ ซึ่งเกรียกกัน ทวั่ ไปว่า สารสนเทศ ๒. ข้อมูลการปฏิบัตงิ าน หมายถงึ ข้อมูลทเ่ี กิดขนึ้ จากการปฏบิ ัติงานที่เกดิ ข้ึนเป็นประจา ๓. ขอ้ มูลทอ่ี ้างถงึ หมายถึง ข้อมลู ท่ีเก็บไว้สาหรับอ้างองิ สารสนเทศ (Information) หมายถึง การนาเสนอข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ มาผ่านกระบวนการ (process) ประมวลผล คานวณ วิเคราะห์และแปลความหมาย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ท่ีมีประโยชน์ต่อการ ตัดสินใจ หรือหมายถึงข้อมูลท่ีได้ถูกกระทาให้มีความสัมพันธ์ หรือมีความหมายนาไปใช้ประโยชน์ในด้าน ต่างๆ ได้มากมาย ทาให้คาว่า สารสนเทศ มีความหมายท่ีกว้างและหลากหลาย ทั้งความหมายในเชิงเทคนิค และความหมายของสารสนเทศในชวี ติ ประจาวัน เช่น สารสนเทศท่ีเป็นความรจู้ ากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จาก โทรศพั ท์มือถือ สารสนเทศระบบส่อื สารโทรคมนาคมสมัยใหม่ เชน่ การฝาก ถอนเงินผ่านเครอ่ื ง ATM การจอง ต๋ัวเคร่ืองบนิ และอนื่ ๆ ดังน้ันความหมายของคาว่า “สารสนเทศ” จึงหมายถึง ความรู้หรือข้อมูลท่ีได้ประมวลผลและมีสาระ อยู่ในตัวสามารถสื่อความหมายให้เกิดความเข้าใจกับผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลนั้น อีกทั้งยังเป็นข้อมูลที่เป็น ประโยชน์สามารถนาไปใชป้ ระโยชนต์ ่อการดาเนินชีวติ ของมนษุ ยไ์ ด้ คุณสมบัติของสารสนเทศ คือ ขอ้ มูลขา่ วสารทีผ่ า่ นการประมวลผลวิเคราะหแ์ ละส่อื ความหมายให้เกิด ความเข้าใจต่อผ้อู ่ืนได้ ดงั น้ัน สารสนเทศท่ีดตี ้องมีคณุ สมบตั ิ ดงั ตอ่ ไปน้ี ๑. มีความถกู ต้อง รวดเรว็ และเปน็ ปจั จบุ นั ๒. มีความสมบูรณข์ องข้อมลู ๓. มคี วามชัดเจนกะทัดรดั ๔. มคี วามสอดคล้องกับความต้องการ

หลกั สตู รและแผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรูก้ ารพฒั นาข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา ๑๒๒ กอ่ นแต่งต้งั ใหด้ ารงตาแหนง่ ศกึ ษานิเทศก์ ความสาคัญของสารสนเทศ สารสนเทศมีความสาคัญและเป็นประโยชน์ต่อการจัดการทุกระดับขององค์การ ทั้งในการปฏิบัติงาน และการบริการ ใช้ช่วยในการตัดสินใจ การวางแผน และการประเมินผลเปรียบเทียบช่วยเพิ่มระดับความรู้ (Knowledge) ความเข้าใจเก่ียวกับข้อเท็จจริง สารสนเทศจะมีค่าหรือความหมายมากข้ึนเม่ือมีการใช้งาน มากข้ึนและสารสนเทศน้ันส่งผลกระทบถึงการตัดสินใจหรือการกระทาท่ีดาเนินการ สารสนเทศท่ีมีคุณค่า มีความทันสมัยและมีความต่อเนื่องทันต่อเหตุการณ์ ย่อมเป็นสารสนเทศที่มีความสาคัญหรือสามารถนาไปใช้ ใหเ้ กิดประโยชนส์ ูงสุดในด้านตา่ งๆได้ เช่น - ดา้ นการศกึ ษา สารสนเทศจะกระตุ้นให้ผ้เู รียนศึกษาคน้ คว้าข้อมลู ดว้ ยตนเองมากขนึ้ - ด้านสังคม สารสนเทศชว่ ยพฒั นาสตปิ ญั ญาของมนุษย์ ชว่ ยพัฒนาบคุ ลกิ ภาพสว่ นบุคคลให้อยู่รว่ มกัน อย่างสันติสขุ การวเิ คราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ เป็นการแยกแยะส่ิงท่ีจะพิจารณาออกเป็นส่วนย่อยที่มีความสัมพันธ์กัน เพ่ือทาความ เข้าใจแต่ละส่วนให้แจ่มแจ้ง รวมท้ังการสืบค้นความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อดูว่าส่วนประกอบ ปลกี ย่อยนนั้ สามารถเข้ากนั ไดห้ รือไม่ สมั พนั ธ์เกยี่ วเน่ืองกันอยา่ งไร ซง่ึ จะช่วยให้เกิดความเข้าใจตอ่ ส่ิงหนงึ่ สิ่งใด อย่างแทจ้ รงิ โดยพืน้ ฐานแล้ว การวเิ คราะหถ์ อื เป็นทักษะท่ีมนษุ ยฝ์ ึกได้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ เป็นวิธีการวิเคราะห์ท่ีจะต้องใช้วิธีการทางสถิติช่วยในการส รุปรวม ขอ้ มลู โดยทผี่ วู้ เิ คราะห์จะต้องมมี โนทศั น์ (Concept) ดงั น้ี ๑. เลอื กใช้วธิ ีการทางสถติ ใิ หเ้ หมาะสมกบั ลักษณะของข้อมลู ๒. อ่านค่าสถิติหรือแปลความหมายค่าสถิติได้ว่าหมายความอย่างไร เช่น ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ที่ได้ หมายความว่าอยา่ งไร เปน็ ตน้ สาหรับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ จะใช้วิธีการสรุปความ หรือ สังเคราะห์ข้อความ และมีการ เชือ่ มโยงความรู้อนื่ ๆ ดงั นี้ ๑. ความรู้ทางด้านประวตั ิศาสตร์ ๒. ความรดู้ า้ นชุมชน สงั คม วฒั นธรรม ๓. ความรูท้ างปรชั ญาและศาสนาเพอ่ื อธิบายสรปุ นามธรรมจากขอ้ มูลทีป่ รากฏในรปู ธรรมได้ด้วย วิธคี ดิ เชงิ วิเคราะห์ ๑. กาหนดขอบเขตหรอื นิยามสิ่งทเ่ี ราจะวิเคราะห์ใหช้ ัดเจน ๒. กาหนดจดุ มุ่งหมายว่าจะวเิ คราะห์เพื่ออะไร ๓. พจิ ารณาหลกั ความรู้หรือทฤษฎีทเี่ กี่ยวข้องวา่ จะใชห้ ลักใดในการวเิ คราะห์ ๔. ใชห้ ลกั ความรู้นั้นให้ตรงกับเร่ืองท่จี ะวเิ คราะห์เป็นกรณีๆไปและต้องรูว้ า่ ควรจะวเิ คราะห์อยา่ งไร ๕. สรปุ และรายงานผลใหเ้ ปน็ ระเบยี บ

หลักสตู รและแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรูก้ ารพัฒนาข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา ๑๒๓ กอ่ นแตง่ ตัง้ ให้ดารงตาแหนง่ ศึกษานเิ ทศก์ ขอ้ มูลเพ่อื การนิเทศการศึกษา ข้อมูลที่จาเปน็ ที่นามาใช้ในการวางแผนการนิเทศ ออกแบบนวตั กรรมการนเิ ทศ ใหส้ อดคลอ้ งกับความ ต้องการจาเป็นของผรู้ บั การนเิ ทศทนี่ าไปส่กู ารพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา แบ่งเปน็ ๒ ส่วน คอื ๑. ขอ้ มลู พืน้ ฐาน เชน่ จานวนนักเรยี น จานวนครู คุณวุฒิของครู เป็นตน้ ๒. ขอ้ มลู คณุ ภาพ เชน่ - ดา้ นนกั เรยี น ไดแ้ ก่ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน ผลการประเมินดา้ นคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ ผล การทดสอบ NT O-NET ผลการทดสอบการอา่ นการเขียน ผลการประเมนิ ภายใน/ภายนอก - ด้านครู ได้แก่ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ์ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดทา และใช้สื่อการเรียนรู้ - ด้านการบรหิ าร ไดแ้ ก่ นโยบาย การจัดทาหลกั สตู ร แหล่งเรยี นรู้ แหล่งข้อมลู : สบื ค้นเมื่อวนั ที่ ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๖๐ http:22tsl.tsu.ca.th/file.php/1/courseware/aa_2/lesson2-1.html http://e-book.ram.edu/e-book/m/MR393/chapter8.pdf https://th.wikipedia.org/ http://www.analysis.ispace.in.th/WBI_aoi/webpage/2.html http://gotoknow.org/blog/yuenyong

หลักสูตรและแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนร้กู ารพัฒนาข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา ๑๒๔ กอ่ นแตง่ ต้ังใหด้ ารงตาแหน่งศึกษานิเทศก์ กรณีศกึ ษา เรอ่ื ง ขอ้ มลู สารสนเทศของสานกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษา สานักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษา สานักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาแห่งหนึ่ง มีสถานศึกษาในสังกดั จานวน ๑๒๓ โรงเรยี น ขอ้ มูลพ้ืนฐาน จานวนโรงเรยี น จาแนกตามระดบั การศึกษา ระดับทจี่ ัดการศกึ ษา จานวนโรงเรียน อนุบาล 1 ถงึ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 89 อนุบาล 1 ถึงมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 34 123 รวม จานวนโรงเรยี น จาแนกตามขนาด จานวนโรงเรียน ขนาด 0 6 ขนาดใหญพ่ ิเศษ 73 ขนาดใหญ๋ 44 ขนาดกลาง 123 ขนาดเล็ก รวม จานวนนกั เรยี น (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มิถนุ ายน 2561) ระดบั จานวนนักเรยี น รวมทง้ั สนิ้ สพฐ. สช. 6,934 18,860 กอ่ นประถม 4,749 2,185 4,180 137 ประถมศึกษา 14,660 4,200 30,111 มธั ยมศกึ ษาตอนต้น 2,685 1,495 มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย - 137 รวม 22,094 8,017

หลักสูตรและแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรกู้ ารพัฒนาข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๒๕ กอ่ นแตง่ ตั้งใหด้ ารงตาแหนง่ ศึกษานเิ ทศก์ ผลการดาเนนิ งาน 1. ดา้ นคุณภาพ 1.1 ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน จากผลการทดสอบทางการศกึ ษาระดบั ชาติขั้นพื้นฐาน ระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ปกี ารศกึ ษา 2557-2559 กลุม่ สาระการเรียนรู้ ปี 2557 ปี 2558 ปี 2559 47.28 ภาษาไทย 42.02 42.42 38.75 39.49 คณิตศาสตร์ 36.71 33.75 45.59 31.37 วิทยาศาสตร์ 33.88 38.55 สังคมศกึ ษาฯ 34.92 47.32 ภาษาอังกฤษ 27.34 27.81 ระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ปีการศึกษา 2557-2559 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ปี 2557 ปี 2558 ปี 2559 32.58 40.41 ภาษาไทย 40.85 25.10 27.16 33.68 34.14 คณติ ศาสตร์ 22.09 44.53 43.24 25.37 25.79 วิทยาศาสตร์ 34.60 สังคมศกึ ษาฯ 36.11 ภาษาอังกฤษ 26.98 ผลการประเมินการอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้นประถมศึกษปที ่ี 1-6 ปกี ารศกึ ษา 2560 ระดบั ชัน้ ดมี าก ดี พอใช้ ปรับปรงุ รวม คน รอ้ ยละ คน รอ้ ยละ คน รอ้ ยละ คน รอ้ ยละ คน ร้อยละ ป.1 1,398 59.95 611 26.77 211 9.25 92 4.03 2,282 100 ป.2 1,489 69.94 474 22.26 138 6.48 28 1.32 2,129 100 ป.3 1,559 78.42 366 18.41 61 3.07 2 0.10 1,988 100 ป.4 1,305 66.21 527 26.74 135 6.85 4 0.20 1,971 100 ป.5 1,392 69.60 529 26.45 71 3.55 8 0.40 2,000 100 ป.6 1,439 70.68 524 25.74 68 3.34 5 0.25 2,036 100 ผลการประเมินการอ่านรูเ้ รื่องของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 1-6 ปกี ารศกึ ษา 2560 ระดับชนั้ ดีมาก ดี พอใช้ ปรบั ปรุง รวม คน ร้อยละ คน รอ้ ยละ คน ร้อยละ คน รอ้ ยละ คน รอ้ ยละ ป.1 1,091 66.17 925 25.08 200 6.23 66 2.52 2,282 100 ป.2 396 18.60 1,148 53.92 551 25.88 34 1.60 2,129 100 ป.3 580 29.18 1,032 51.91 364 18.31 12 0.60 1,988 100 ป.4 288 14.61 847 42.97 765 38.81 71 3.61 1,971 100 ป.5 284 14.20 722 36.10 906 45.30 88 4.40 2,000 100 ป.6 469 23.04 944 46.37 586 28.78 37 1.82 2,036 100

หลักสูตรและแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรกู้ ารพฒั นาข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๒๖ กอ่ นแต่งตง้ั ใหด้ ารงตาแหนง่ ศกึ ษานเิ ทศก์ ผลการประเมินการเขยี นคาของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1-3 ปกี ารศึกษา 2560 ระดับชน้ั ดมี าก ดี พอใช้ ปรับปรงุ รวม คน ร้อยละ คน รอ้ ยละ คน รอ้ ยละ คน ร้อยละ คน ร้อยละ ป.1 782 34.27 704 30.85 521 22.83 275 12.05 2,282 100 ป.2 871 40.91 731 34.34 402 18.88 125 5.87 2,129 100 ป.3 629 31.64 662 33.30 563 28.32 134 6.74 1,988 100 ผลการประเมินการเขียนเรอ่ื งของนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 1-6 ปกี ารศกึ ษา 2560 ระดบั ช้นั ดีมาก ดี พอใช้ ปรบั ปรุง รวม คน ร้อยละ คน รอ้ ยละ คน รอ้ ยละ คน รอ้ ยละ คน ร้อยละ ป.1 1,625 71.21 415 18.19 157 6.88 85 3.72 2,282 100 ป.2 830 38.99 952 44.72 307 14.42 40 1.88 2,129 100 ป.3 938 47.18 869 43.71 169 8.50 12 0.61 1,988 100 ป.4 833 40.91 945 46.41 245 12.03 13 0.65 1,971 100 ป.5 651 32.55 984 49.20 347 17.35 18 0.90 2,000 100 ป.6 912 46.27 861 43.68 172 8.73 26 1.32 2,036 100 ผลการประเมินความสามารถในการรู้เร่อื งการอ่าน (Reading Literacy) นกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 - 3 ปีการศึกษา 2560 ระดับช้นั ดีมาก ดี พอใช้ ปรบั ปรงุ รวม คน ร้อยละ คน ร้อยละ คน ร้อยละ คน รอ้ ยละ คน รอ้ ยละ ม.1 142 17.77 337 42.18 252 31.54 68 8.51 799 100 ม.2 115 14.45 356 44.72 263 33.04 62 7.79 796 100 ม.3 75 10.67 347 49.36 260 36.98 21 2.99 703 100 1.2 ผลการประเมนิ คณุ ภาพภายนอก จานวนโรงเรยี น ระดับ 63 ดีเยยี่ ม 54 ดีมาก 6 ดี 123 รวม 2. ดา้ นสทิ ธิและโอกาส 2.1 อัตราการเขา้ เรียนปีการศึกษา 2557-2559 อตั ราการเขา้ เรียน ปีการศกึ ษา 2557 ปีการศึกษา 2558 ปกี ารศกึ ษา 2559 ชั้น ป.1 100 100 100 ชน้ั ม.1 99.50 99.71 99.87

หลกั สูตรและแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้การพัฒนาข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๒๗ กอ่ นแตง่ ตั้งใหด้ ารงตาแหน่งศกึ ษานเิ ทศก์ 2.2 การจบตามระยะเวลาที่หลกั สูตรกาหนด ร้อยละของนกั เรียนจบตามกาหนด ปีการศกึ ษา 2557 ปีการศกึ ษา 2558 ปกี ารศึกษา 2559 ป.6 98.92 99.30 99.50 ม.1 99.63 99.52 99.49 3. ด้านประสทิ ธภิ าพ ผลการติดตามและประเมินผลการบริหารและจัดการของสานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษาตามเกณฑ์ มาตรฐานสานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา ประจาปงี บประมาณ 2560 สานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษาประถมศึกษา ไดค้ ะแนนเฉล่ยี ในภาพรวม ร้อยละ 83.59 ระดบั คณุ ภาพ ดเี ย่ียม ดงั นี้ มาตรฐาน/ตวั บง่ ช้ี คะแนน ระดับ คุณภาพ มาตรฐานที่ 1 การบริหารจดั การองค์การส่คู วามเป็นเลศิ 26.09 ดีเยย่ี ม 52.15 ดเี ยีย่ ม ตัวบ่งชท้ี ี่ 1 การบรหิ ารจัดการทดี่ ี 41.72 ดีมาก ตัวบ่งชที้ ่ี 2 การพฒั นาสู่องคก์ ารแหง่ การเรียนรู้ ตัวบ่งชท้ี ี่ 3 การกระจายอานาจและการสง่ เสรมิ การบริหารจดั การอย่างมสี ว่ นรว่ ม - - ตวั บ่งชท้ี ี่ 4 การติดตามตรวจสอบ ประเมินผลและนิเทศการศกึ ษาท่ีมปี ระสิทธิภาพ 36.56 ดมี าก มาตรฐานท่ี 2 การบรหิ ารและการจดั การศกึ ษาทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ 28.50 ดเี ยี่ยม ตัวบ่งชท้ี ี่ 1 การบริหารงานดา้ นวิชาการ 37.50 ดีเยี่ยม ตัวบง่ ชท้ี ี่ 2 การบริหารงานดา้ นงบประมาณ 30.00 ดมี าก ตวั บ่งชที้ ่ี 3 การบรหิ ารงานดา้ นบรหิ ารงานบคุ คล ตวั บง่ ชท้ี ่ี 4 การบริหารงานดา้ นการบรหิ ารทัว่ ไป - - ตวั บง่ ชที้ ่ี 5 การขบั เคลื่อนนโยบายไปส่กู ารปฏบิ ตั ิ 37.50 ดีเยย่ี ม มาตรฐานท่ี 3 ผลการบรหิ ารและการจดั การศกึ ษาของสานกั งานเขตพื้นที่การศึกษา 37.50 ดเี ยย่ี ม ตวั บ่งชที้ ่ี 1 สานักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษามผี ลงานท่แี สดงความสาเร็จและเปน็ แบบอยา่ งได้ 29.00 ดีมาก ตวั บง่ ชท้ี ี่ 2 สถานศกึ ษามีคณุ ภาพตามมาตรฐานการประกนั คุณภาพการศึกษา 20.00 ดมี าก ตวั บ่งชท้ี ่ี 3 ผ้เู รียนทุกระดบั การศึกษามีคุณภาพตามหลกั สูตร 25.00 ดเี ยย่ี ม ตวั บ่งชท้ี ่ี 4 ผเู้ รียนมีคุณภาพตามจุดเนน้ และสมรรถนะสาคญั ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน 5.00 ปรับปรุง พทุ ธศักราช 2551 20.00 ดีมาก ตวั บ่งชท้ี ี่ 5 ผูเ้ รียนมคี ณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 25.00 ดีเยี่ยม ตัวบง่ ชที้ ่ี 6 ผเู้ รียนมีสขุ ภาพกาย สุขภาพจิต ทดี่ ี ตัวบ่งชที้ ี่ 7 ประชากรวัยเรยี นไดร้ บั สิทธิและโอกาสทางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐานเทา่ เทยี มกัน และส่งเสริม 20.00 ดมี าก การศกึ ษาตอ่ ในระดับทสี่ งู ขึน้ 5.00 ปรบั ปรงุ ตวั บ่งชที้ ี่ 8 ความพงึ พอใจของผู้รบั บรกิ ารและผมู้ สี ว่ นไดเ้ สยี 25.00 ดีเยย่ี ม คดิ เป็นรอ้ ยละ 83.59 ดเี ย่ียม

หลักสตู รและแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นร้กู ารพฒั นาข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา ๑๒๘ ก่อนแตง่ ต้งั ให้ดารงตาแหน่งศึกษานิเทศก์ ใบกจิ กรรมที่ ๓.๑.๑ เรือ่ ง มโนทศั น์เบ้ืองต้นเกย่ี วกับขอ้ มูลสารสนเทศเพือ่ พฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา คาชแ้ี จง ผูเ้ ขา้ รบั การพฒั นาตอบคาถามตามประเดน็ ต่อไปนี้ ๑. ข้อมลู สารสนเทศมีความจาเป็นตอ่ การพฒั นาคุณภาพการศกึ ษาอยา่ งไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. ข้อมูลที่จาเป็นท่ีต้องนามาใช้เพื่อการวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา มีอะไรบ้างและแต่ละเร่ืองนามาใช้ ประโยชน์ไดอ้ ย่างไรบ้าง ด้าน ขอ้ มูล/สารสนเทศท่จี าเป็น การนาไปใชป้ ระโยชน์ ……………………………………………………… ……………………………………………………… บุคลากร ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ผลสมั ฤทธ์ิ ……………………………………………………… ……………………………………………………… ทางการเรียน ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ประสทิ ธภิ าพ ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… การบริหารจัดการ ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… การจดั การเรียน ……………………………………………………… ……………………………………………………… การสอน ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ……………………………………………………… ………………………………………………………

หลักสตู รและแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้การพฒั นาขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา ๑๒๙ ก่อนแตง่ ตง้ั ใหด้ ารงตาแหน่งศึกษานเิ ทศก์ ใบกจิ กรรมที่ ๓.๑.๒ เรอ่ื ง การวเิ คราะหข์ ้อมูลสารสนเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา คาชแ้ี จง ๑. แบง่ กลมุ่ ผเู้ ข้ารบั การพฒั นา กลุม่ ละ ๓-๕ คน ๒. สมาชิกในกลุ่มร่วมกันเลือกข้อมูลสารสนเทศที่จาเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา อภิปราย ตามประเดน็ และบันทึกลงในตารางท่ีกาหนด รุ่นที่ ................... กลุม่ ท่ี ................... สมาชกิ ในกลุ่ม ๑. ชอ่ื -สกุล................................................................................................................เลขท.ี่ .. ................. ๒. ชื่อ-สกุล................................................................................................................เลขที่.................... ๓. ช่อื -สกลุ ................................................................................................................เลขท่ี... ................. ๔. ชื่อ-สกลุ ................................................................................................................เลขท่.ี ................... ๕. ชือ่ -สกลุ ................................................................................................................เลขท.ี่ .. ................. ด้าน จุดเด่น จดุ ควรพัฒนา ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ................................................... ...................................................

หลกั สูตรและแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรกู้ ารพัฒนาข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๓๐ กอ่ นแตง่ ตง้ั ให้ดารงตาแหน่งศกึ ษานิเทศก์ ๒. นาข้อมูลสารสนเทศท่จี าเปน็ จากข้อ ๑. มารว่ มกันวิเคราะห์สภาพปัจจุบนั ปัญหา ความต้องการ กาหนดเป็นเป้าหมายการพฒั นาของเขตพ้นื ที่การศึกษา พร้อมทงั้ ระบุกิจกรรม /โครงการทน่ี าไปสู่การบรรลุ ตามเปา้ หมายดังกลา่ ว ตามตารางตอ่ ไปนี้ ตารางการวิเคราะห์สภาพปญั หาและความต้องการพฒั นา ด้าน สภาพปัจจุบัน สภาพปัญหา เปา้ หมายการพัฒนา กิจกรรม / และความ ของเขตพืน้ ท่ี โครงการ ต้องการพฒั นา

หลักสตู รและแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรูก้ ารพฒั นาขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๓๑ กอ่ นแตง่ ต้งั ใหด้ ารงตาแหนง่ ศกึ ษานิเทศก์ กจิ กรรมหนว่ ยย่อยที่ ๓.๒ การวางแผนการนิเทศการศกึ ษา เวลา ๓ ช่ัวโมง สาระสาคญั การวางแผนการนิเทศการศึกษา เป็นส่ิงท่ีจาเป็นสาหรับศึกษานิเทศก์ การวางแผนท่ีดีมีรูปแบบ วิธีการ นวัตกรรม ท่ีเหมาะสม ช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นระบบเกิดประสิทธิภาพต่อสานักงานเขตพื้นที่ การศกึ ษาและสถานศึกษา วัตถุประสงค์ เพ่ือพัฒนาความสามารถในการวางแผนการนิเทศ และสามารถเลือกหรือเสนอรูปแบบ วิธีการ นวัตกรรม ทใ่ี ชใ้ นการนิเทศได้อยา่ งเหมาะสม ขอบขา่ ยเนอ้ื หา ๑. การวางแผนการนเิ ทศ ๒. รปู แบบ วธิ ีการ นวตั กรรม ที่ใชใ้ นการนเิ ทศเพือ่ พฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา แนวทางการจดั กิจกรรม ๑. วิทยากรแลกเปล่ียนเรียนรู้ร่วมกับผู้เข้ารับการพัฒนาเก่ียวกับการวางแผนการนิเทศ ตามใบความรู้ ท่ี ๓.๒.๑ เร่อื ง การวางแผนการนเิ ทศ ๒. แบ่งกลุ่มผู้เข้ารับการพัฒนา กลุ่มละ ๘-๑๐ คน นาผลการวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการ พัฒนาคุณภาพการศึกษาของ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา จากใบกิจกรรมท่ี ๓.๑.๒ เร่ือง การวิเคราะห์ ข้อมูลสารสนเทศเพ่ือพัฒนาคุณภาพการศึกษา มาวางแผนและเขียนแผนการนิเทศตามใบกิจกรรมท่ี ๓.๒.๑ เร่อื ง แผนการนิเทศ ๓. ตวั แทนแตล่ ะกล่มุ นาเสนอแผนการนเิ ทศ วทิ ยากรใหข้ ้อเสนอแนะ และรว่ มกนั สรปุ องค์ความรู้ สอื่ /แหล่งการเรยี นรู้ ๑. ใบความรู้ท่ี ๓.๒.๑ เร่อื ง การวางแผนการนิเทศ ๒. ใบกจิ กรรมท่ี ๓.๒.๑ เรื่อง แผนการนิเทศ การวดั และประเมินผล ๑. สงั เกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วม และการปฏิบตั ิกิจกรรม ๒. ประเมนิ ผลงาน

หลักสตู รและแผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรกู้ ารพัฒนาขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๓๒ ก่อนแต่งต้ังให้ดารงตาแหนง่ ศึกษานิเทศก์ ใบความรทู้ ี่ ๓.๒.๑ เรอ่ื ง การวางแผนการนิเทศ การวางแผน คือ การพิจารณาและตัดสินใจอย่างมีเหตุผลตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการ กาหนดวัตถุประสงค์และเป็นเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งรวมถึงการกาหนดทางเลือก แนวปฏิบัติรายละเอียด ขนั้ ตอนการทางานอยา่ งมีระบบท่สี ะดวกแก่การปฏิบตั ิและเป็นทางเลือกทดี่ ีที่สดุ การวางแผนการนิเทศ จึงเป็นเคร่ืองมือสาคัญย่ิงในการบริหารงานนิเทศการศึกษา เป็นส่ิงท่ีจาเป็น สาหรบั การนิเทศท่ีมปี ระสิทธภิ าพ และเน้นการทางานทเ่ี ป็นระบบ เพ่ือประโยชน์ของสถานศึกษาในสังกัด โดย ใช้แผนเป็นเคร่ืองมือในการปฏิบัติงานนิเทศ ใช้แสดงรายละเอียดและเค้าโครงของสิ่งที่จะต้องปฏิบัติ บอกให้รู้ ถึงจุดมุ่งหมาย ส่ิงท่ีคาดหวัง ระบุวัตถุประสงค์ที่ต้องการท่ีได้กาหนดไว้ บอกเป้าหมายที่ต้องการในช่วง ระยะเวลาต่างๆ ของการดาเนินงานตามแผน แสดงวิธีการดาเนินงานท่ีมุ่งไปสู่การบรรลุเป้าหมายและ วัตถุประสงค์ แสดงให้เห็นถึงงบประมาณ ค่าใช้จ่ายที่จาเป็นสาหรับการทางาน แสดงถึงวิธีการติดตามควบคุม กากับการปฏิบัติงานนิเทศและการประเมนิ ผลสาเรจ็ ของการนเิ ทศ ตามทีก่ าหนดไว้ในแผน เปา้ หมายการพัฒนาคณุ ภาพ การศึกษาของสถานศกึ ษา แผนการนเิ ทศการศกึ ษา เนือ้ หา  หลักสตู รสถานศกึ ษา  การจดั ประสบการณเ์ รียนรู้  กระบวนการเรียนรู้  การสง่ เสริมการเรยี นรู้  การวัดและประเมินผล  การพัฒนาบุคลากร  การบริหารจัดการ โครงการ/กิจกรรม การนเิ ทศ แผนภาพที่ ๑ กรอบแนวคดิ การจดั ทาแผนนิเทศการศึกษา

หลกั สตู รและแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้การพฒั นาข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา ๑๓๓ ก่อนแตง่ ตง้ั ใหด้ ารงตาแหนง่ ศกึ ษานเิ ทศก์ จากแผนภาพท่ี ๑ จะเห็นว่าแผนการนิเทศ เป็นเครื่องมือสาคัญยิ่งในการบริหารงานนิเทศการศึกษา เป็นสิ่งท่ีจาเป็นสาหรับการนิเทศที่มีประสิทธิภาพ และเน้นการทางานที่เป็นระบบ เพื่อประโยชน์ของ สถานศึกษาในสังกัด โดยใช้แผนเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานนิเทศท่ีมีคุณภาพ แสดงเป้าหมาย ทิศทางการ ดาเนินงานที่ชัดเจน มีแนวปฏิบัติเพื่อนาไปสู่ทิศทางที่ต้องการโดยขับเคลื่อนท่ียึดสถานศึกษาเป็นฐาน ด้วย ความรว่ มมือและความรบั ผดิ ชอบของบคุ ลากรท่ีมสี ว่ นเกยี่ วขอ้ งทกุ ฝา่ ย ดังนั้น การนาเสนอกระบวนการจัดทาแผนการนิเทศ ในที่นี้จึงขอนาเสนอรายละเอียดของข้ันตอนท่ี นาไปสู่การตอบคาถาม ดังแผนภาพที่ ๒ ๑ วสิ ัยทศั น์ เปา้ หมายการนเิ ทศ ในอนาคต...เราต้องการไปสจู่ ุดใด ๒ วิเคราะหบ์ ริบท จดุ เดน่ จุดท่ีควรพัฒนา ปจั จบุ ัน...เราอยู่ ณ จุดใด ๓ รปู แบบ/ วิธีการ/ นวตั กรรมการนิเทศ เราจะไปจุดนน้ั ...ไดอ้ ยา่ งไร ๔ โครงการ/กิจกรรม เราจะตอ้ งทาหรือปรับเปลีย่ น...อะไรบ้าง แผนภาพที่ ๒ คาถามเพอ่ื นาไปสูก่ ระบวนการจัดทาแผนนเิ ทศการศึกษา ขนั้ ตอนการวางแผนและการกาหนดทางเลอื กการนิเทศการศึกษา มี ๔ ประการดังนี้ ๑. ขน้ั ตอนการเตรียมวางแผน การปฏิบตั ดิ งั น้ี ๑.๑ ทาความเข้าใจขอบขา่ ยอานาจหน้าที่และบทบาทของผนู้ ิเทศการศึกษา ๑.๒ การนาข้อมูลจากการศึกษาสภาพปัญหา และความตอ้ งการมาพิจารณาจัดลาดับความสาคัญ วา่ มปี ัญหาใดท่ตี อ้ งการดาเนนิ งานปรับปรงุ แก้ไขกอ่ นหลงั ๑.๓ ศกึ ษานโยบาย วตั ถุประสงคแ์ ละแนวทางปฏิบัตหิ นว่ ยงานต้นสงั กดั ๒. ข้ันปฏิบัติการวางแผน เป็นขั้นท่ีนาประเด็นปัญหาและความต้องการท่ีสาคัญจากการศึกษาสภาพ ปัจจุบัน และนโยบายของหน่วยงาต้นสังกัดมาพิจารณาแล้วสรุปเป็นงานที่ปฏิบัติ โดยกาหนดเป็นโครงการ วัตถปุ ระสงค์ เป้าหมาย ทางเอกรายละเอยี ดอ่นื ในการดาเนนิ งาน ๓. ข้ันประสานแผน เป็นขั้นที่นารายละเอียดของโรงการมาพิจารณาบทบาทร่วมกันเพื่อให้เกิดการ ประสานกนั ในเรอื่ งต่างๆ ดงั นี้ ๓.๑ วัตถุประสงค์และเป้าหมายว่าตอบสนองกับสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการของส่วน รว่ มและสอดคล้องกบั นโยบายของหนว่ ยงานต้นสังกดั อย่างแทจ้ รงิ หรือไม่

หลกั สตู รและแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้การพัฒนาขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๓๔ ก่อนแตง่ ตัง้ ให้ดารงตาแหน่งศึกษานเิ ทศก์ ๓.๒ ประสานในเรื่องงบประมาณ วัสดุ เครื่องมือเครื่องใช้ เม่ือรวมทุกโครงการแล้วมีพอเพียง หรือไม่ ๓.๓ ประสานคนและงาน วา่ มีโครงการหรอื กิจกรรมใดสามารถปฏบิ ตั ริ ่วมกันได้ ๓.๔ ประสานเวลาเปน็ การจดั เวลาลว่ งหนา้ ให้เหมาะสมและไมซ่ า้ ซอ้ นกัน ๔. ขนั้ เตรียมนาแผนไปปฏบิ ัติ เป็นข้นั เตรียมวางแผนที่วางไวใ้ ชเ้ ป็นคมู่ อื ในการปฏิบัติงานได้สะดวกขึ้น ซึง่ อาจทาไดด้ ังนี้ ๔.๑ จดั ทาแผนเป็นเลม่ ๔.๒ จัดทาปฏทิ ินการปฏิบตั งิ านหรือกาหนดการปฏบิ ตั งิ าน กระบวนการจดั ทาแผนการนิเทศ การจัดทาแผนการนิเทศ อาศัยหลักการและแนวคิดการบริหารจัดการโดยใช้วงจรคุณภาพน้ัน แสดง ใหเ้ ข้าใจอย่างง่ายๆ ได้ ดังแผนภาพท่ี ๓ วเิ คราะห์สภาพปัญหาและความตอ้ งการจาเป็น การวางแผน กาหนดวสิ ยั ทศั น์ พนั ธกิจ เป้าหมายการนเิ ทศ (P) จัดทาแผนการนิเทศ จัดทาโครงการ/กจิ กรรม การนเิ ทศ การปฏิบตั ิ ดาเนนิ งานตามแผน (D) ติดตาม ตรวจสอบ และประเมนิ ตรวจสอบและ ประเมิน (C) ปรบั ปรงุ และ พฒั นาและปรบั ปรุงการดาเนินงาน พัฒนา (A) แผนภาพท่ี ๓ หลักการและแนวคดิ การบริหารจดั การโดยใช้วงจรคุณภาพกบั การจัดทาแผนการนิเทศ

หลกั สูตรและแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนร้กู ารพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๓๕ กอ่ นแต่งต้ังใหด้ ารงตาแหน่งศึกษานิเทศก์ ใบกจิ กรรมที่ ๓.๒.๑ เร่อื ง แผนการนิเทศ คาชี้แจง ๑. แบง่ กล่มุ ผูเ้ ข้ารับการพัฒนา กลุ่มละ ๓-๕ คน ๒. ผูเ้ ขา้ รับการพฒั นาทบทวนเทคนิค วิธกี ารนิเทศ กระบวนการนิเทศ จากหนว่ ยท่ี ๒ เพื่อเช่อื มโยงใน การวางแผนการนเิ ทศ ๓. ผู้เข้ารับการพัฒนาในการนาผลวเิ คราะหส์ ภาพปญั หาและความต้องการพฒั นาคณุ ภาพการศกึ ษา ของ สพท. จากใบกจิ กรรมที่ ๓.๑.๑ และ ๓.๑.๒ มาวางแผนการนเิ ทศ ๔. แต่ละกลุ่มรว่ มกนั วางแผนการนิเทศ และบนั ทึกลงในแบบบนั ทึกกิจกรรม รุน่ ที่ ................... กลุม่ ที่ ................... สมาชกิ ในกลุ่ม ๑. ชื่อ-สกลุ ................................................................................................................เลขท่.ี .. ................. ๒. ชื่อ-สกลุ ................................................................................................................เลขท.่ี .. ................. ๓. ช่อื -สกุล................................................................................................................เลขท่ี.................... ๔. ชอื่ -สกุล................................................................................................................เลขท.่ี .. ................. ๕. ช่อื -สกุล................................................................................................................เลขที่....................

หลกั สูตรและแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้การพัฒนาขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๓๖ ก่อนแต่งตั้งใหด้ ารงตาแหน่งศกึ ษานิเทศก์  สว่ นที่ ๑ บทนา สรปุ ยอ่ ความเปน็ มาของสานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ขอ้ มูลสารสนเทศพน้ื ฐาน ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................... .................................. ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... สภาพปัจจบุ นั และปญั หา ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................

หลกั สูตรและแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้การพัฒนาข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๓๗ ก่อนแตง่ ตง้ั ให้ดารงตาแหนง่ ศกึ ษานเิ ทศก์  ส่วนที่ ๒ ทศิ ทางการพฒั นา เป้าหมายในการพฒั นา ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... วตั ถุประสงคใ์ นการพฒั นา ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้รบั ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................

หลกั สูตรและแผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรกู้ ารพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๓๘ ก่อนแตง่ ตง้ั ให้ดารงตาแหนง่ ศกึ ษานิเทศก์ สว่ นท่ี ๓ งานโครงการ / กจิ กรรม การนิเทศ โครงการ/ กลมุ่ วตั ถุประสงค์ ตวั ชี้วัด วิธดี าเนินงาน/ สื่อ/เครื่องมือ ระยะเวลา ผู้รับผิดชอบ กจิ กรรม เปา้ หมาย ความสาเรจ็ รปู แบบการนเิ ทศ

หลกั สูตรและแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรู้การพฒั นาขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา ๑๓๙ ก่อนแตง่ ต้งั ใหด้ ารงตาแหน่งศกึ ษานเิ ทศก์ กจิ กรรมหนว่ ยย่อยท่ี ๓.๓ การจดั ทาโครงการนเิ ทศการศกึ ษาโดยใชก้ ระบวนการวิจยั เวลา ๖ ช่ัวโมง สาระสาคัญ การจัดทาโครงการนิเทศการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามกลุ่มสาระหรือกลุ่มงาน ที่รับผิดชอบจะทาให้การนิเทศการศึกษาเป็นระบบมีประสิทธิภาพและบรรลุผลตามเป้าหมาย ซึ่งสามารถ ตรวจสอบความสาเรจ็ ของโครงการไดโ้ ดยใชห้ ลกั การวัดและประเมนิ ผลการศึกษารวมถึงการประเมินโครงการ วตั ถปุ ระสงค์ ๑. เพอื่ พฒั นาความสามารถในการเขียนโครงการนเิ ทศการศึกษาตามกลุ่มสาระหรอื สาขาท่รี บั ผิดชอบ โดยใชก้ ระบวนการวจิ ัยเปน็ ฐาน ๒.เพอ่ื พฒั นาความรคู้ วามเข้าใจในหลกั การวัดและประเมินผลการศกึ ษา ๓. เพ่ือพัฒนาความสามารถในการออกแบบการประเมินโครงการ ขอบข่ายเนอ้ื หา ๑. การเขียนโครงการนเิ ทศการศึกษาโดยใชก้ ระบวนการวิจยั เป็นฐาน ๒. แนวทางการวัดและประเมนิ ผลการศกึ ษา ๓. การประเมินโครงการ แนวทางการจัดกจิ กรรม ๑. วิทยากรแลกเปลีย่ นเรยี นรรู้ ่วมกบั ผเู้ ขา้ รบั การพัฒนา เรื่องการเขียนโครงการนเิ ทศการศกึ ษาโดยใช้ กระบวนการวจิ ยั เปน็ ฐาน ๒. แบ่งกลุ่มผู้เข้าการพัฒนา กลุ่มละ ๓-๕ คน ทาใบกิจกรรมท่ี ๓.๓.๑ การจัดทาโครงการนิเทศ การศึกษาโดยใช้กระบวนการวจิ ัย ตามสภาพปญั หา/ความตอ้ งการกลุ่มๆ ละ ๑ โครงการ/โครงร่างการวิจัย ๓. ผู้เข้ารับการพัฒนานาโครงการ/โครงร่างการวิจัยแลกเปล่ียนเรียนรู้ในกลุ่มย่อยและคัดเลือก โครงการ/โครงร่าง ๔. วิทยากรแลกเปล่ียนเรยี นรู้รว่ มกบั ผู้เข้ารับการพฒั นา เรื่อง หลักการวดั และประเมนิ ผลการศึกษา และการประเมินโครงการและทาใบกจิ กรรมท่ี ๓.๓.๒ เร่ือง การจดั ทาโครงร่างงานวิจัย และใบกิจกรรมที่ ๓.๓.๓ เร่อื ง การประเมินโครงการ ๓.๓.๔ หลกั การวัดและประเมนิ ผลการศกึ ษา ๕. จัดตลาดวิชาการแลกเปล่ียนเรียนรู้โครงการ/โครงร่างการวิจัยทีได้รับการคัดเลือกและโครงการ/ โครงรา่ งวจิ ยั ตามเกณฑก์ ารประเมิน กลุ่มละ ๑ โครงการ/โครงรา่ งการวิจัยการวจิ ัยของผเู้ ข้าอบรมทกุ คน ๖. วิทยากรมอบหมายให้ผู้เข้ารับการพัฒนาแต่ละคนเขียนโครงการเพ่ือนาไปใช้ในการฝึก ประสบการณ์ในเขตพ้นื ที่ พรอ้ มนาส่งวทิ ยากรพเ่ี ลย้ี งเพ่อื พิจารณา ให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรงุ ผลงานตอ่ ไป ส่อื /แหลง่ การเรยี นรู้ ๑. ใบความรู้ที่ ๓.๓.๑ เรือ่ ง การเขียนโครงการนิเทศการศึกษาโดยใช้กระบวนการวิจัย ๒. ใบความรู้ที่ ๓.๓.๒ เรอื่ ง การประเมนิ โครงการ ๓. ใบความรู้ท่ี ๓.๓.๓ เรือ่ ง หลกั การวดั และประเมินผลการศกึ ษา ๔. ใบกิจกรรมท่ี ๓.๓.๑ เร่ือง การจัดทาโครงการนิเทศการศึกษาโดยใช้กระบวนการวิจยั ๕. ใบกิจกรรมท่ี ๓.๓.๒ เรอื่ ง การจัดทาโครงรา่ งงานวจิ ยั ๖. ใบกิจกรรมท่ี ๓.๓.๓ เร่ือง การประเมนิ โครงการ

หลกั สตู รและแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้การพฒั นาข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๔๐ ก่อนแตง่ ตั้งใหด้ ารงตาแหนง่ ศึกษานเิ ทศก์ การวัดและประเมินผล ๑. สังเกตพฤติกรรมการมสี ่วนรว่ ม และการนาเสนอผลงาน ๒. ประเมนิ ผลงาน (งานเดย่ี ว)

หลกั สตู รและแผนการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้การพัฒนาข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๔๑ ก่อนแตง่ ตั้งใหด้ ารงตาแหนง่ ศึกษานเิ ทศก์ ใบความรู้ ๓.๓.๑ เร่อื ง การเขยี นโครงการนเิ ทศการศึกษาโดยใชก้ ระบวนการวจิ ยั ๑.การเขียนโครงการ โครงการ หมายถึง การวางแผนล่วงหน้าที่จัดทาขึ้นอย่างมีระบบ ประกอบด้วยกิจกรรมย่อยหลาย กิจกรรมท่ีต้องใช้ทรัพยากรในการดาเนินงาน และคาดหวังท่ีจะได้ผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า แต่ละโครงการมี เป้าหมายเพ่ือการผลิตหรือการให้บริการเพื่อเพิ่มพูนสมรรถภาพของแผนงาน การเขียนโครงการจึงเป็นส่วน สาคญั ส่วนหนง่ึ ของการวางแผนทจ่ี ะทาใหอ้ งคก์ รบรรลุผลสาเรจ็ ตามเปา้ หมาย ลกั ษณะของโครงการท่ดี ี ๑. สามารถแก้ปัญหาขององค์กรหรอื หน่วยงานน้นั ๆ ได้ ๒. มรี ายละเอียด วตั ถปุ ระสงค์ เปา้ หมายตา่ งๆ ชัดเจน สามารถดาเนนิ งานได้ ๓. รายละเอยี ดของโครงการต่อเนื่องสอดคล้องสมั พนั ธ์กัน ๔. ตอบสนองความตอ้ งการของกลุ่มเปา้ หมาย ๕. ปฏิบตั แิ ล้วสอดคล้องกบั แผนงานหลกั ขององคก์ ร ๖. กาหนดขึ้นอย่างมขี อ้ มลู ความจริงและเป็นขอ้ มูลท่ีได้รับการวิเคราะห์อยา่ งรอบคอบ ๗. ไดร้ บั การสนับสนุนจากผ้บู ริหารทุกดา้ น โดยเฉพาะดา้ นทรัพยากรที่จาเป็น ๘. มีระยะเวลาในการดาเนินงานแนน่ อน ระบุวนั เวลาเริ่มตน้ และส้ินสดุ ๙. สามารถติดตามประเมนิ ผลได้ ข้ันตอนการเขียนโครงการ ๑. วเิ คราะห์ปญั หาหรือความตอ้ งการ ดาเนินการโดย - วเิ คราะห์ข้อมูล ศกึ ษาสภาพแวดล้อมเพอ่ื คน้ หาปญั หา - กาหนดสภาพความสาเรจ็ - กาหนดแนวทางแกไ้ ข ๒. เขียนโครงการ โดยมเี ทคนคิ ดงั น้ี ๒.๑ ก่อนลงมอื ตอ้ งต้ังคาถามและตอบคาถาม ๖ W ๑H ๒.๑.๑ W๑ = WHO หมายถึง คาถาม “ใครเป็นผ้ดู าเนนิ โครงการ” ๒.๑.๒ W๒ = WHAT หมายถึง คาถาม “จะทาอะไรบ้าง” ๒.๑.๓ W๓ = WHEN หมายถึง คาถาม “จะทาเมอ่ื ไหร่” ๒.๑.๔ W๔ = WHERE หมายถึง คาถาม “จะดาเนินโครงการที่ไหน” ๒.๑.๕ W๕ = WHY หมายถึง คาถามที่เกี่ยวกบั “จะทาโครงการนีไ้ ปทาไม” ๒.๑.๖ W๖ = TO WHOM หมายถึง คาถาม “ใครเป็นผ้ไู ดร้ ับประโยชน์” ๒.๑.๗ H๑ = HOW หมายถงึ คาถาม “จะดาเนนิ โครงการอย่างไร” ๒.๒ การคัดเลือกโครงการ โดยมีการกล่ันกรองโครงการเพ่ือเลือกโครงการท่ีคาดว่ามีโอกาส ประสบความสาเร็จหรือมีลู่ทางความเป็นไปได้ และละทิ้งโครงการท่ีมีข้อจากัดเกินขีดความสามารถที่มีอยู่เป็น การลดความเสี่ยงต่อการประสบความล้มเหลว อันเนื่องมาจากปัญหาหรืออุปสรรคที่อาจะเกิดขึ้น การศึกษา ลู่ทางความเป็นไปได้ไดของโครงการ ยังช่วยให้ประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่ายในการที่จะต้องศึกษาใน รายละเอียดทีล่ ึกลงไปที่ตองเสยี ค่าใช้จา่ ยสูง ๒.๓ ลงมือเขยี นโครงการ โดยใชภ้ าษาเขียนทีก่ ระชบั สอ่ื ความหมายไดช้ ัดเจน

หลักสูตรและแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้การพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๔๒ กอ่ นแตง่ ตัง้ ใหด้ ารงตาแหนง่ ศกึ ษานิเทศก์ รปู แบบการเขียนโครงการ การเขียนโครงการจะประกอบดว้ ย ๑. ชื่อโครงการ เป็นชื่อท่ีส้ัน กระชับ เข้าใจง่าย และสื่อได้ชัดเจนว่าเนื้อหาสาระของสิ่งที่จะทาคือ อะไร (ส่วนประกอบเพิ่มเติมสอดคลอ้ งกับ กลยุทธ์ จุดเน้น ของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน/ สานกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษา ดา้ นใด ขอ้ ใด ผู้รบั ผดิ ชอบโครงการ) ๒. หลักการและเหตุผล เป็นการระบุถึงสภาพปัญหาและความจาเป็นในการจัดทาโครงการขึ้นมา เพื่อแก้ไขปัญหาดังกลา่ ว บอกสาเหตุหรือปญั หาทท่ี าใหเ้ กดิ โครงการน้ีข้นึ และที่สาคัญคอื ต้องบอกไดว้ า่ ถ้าได้ ทาโครงการแล้วจะแก้ไขปัญหาน้ีตรงไหน การเขียนอธิบายปัญหาท่ีมาโครงการ ควรนาข้อมูลสถานการณ์ ปัญหาจากหน่วยงาน เขตพ้ืนท่ีหรือโรงเรียนท่ีจะทาโครงการมาแจกแจง อธิบายให้ผู้พิจารณาโครงการเกิด ความเข้าใจชัดเจนเพ่มิ ข้ึน ๓. วัตถุประสงค์โครงการ เป็นการแสดงให้เห็นถึงส่ิงหรือผลงานท่ีเป็นจุดหมายปลายทางท่ีต้องการ จะให้เกิดขึ้นจาการปฏิบัติงานนั้น การกาหนดวัตถุประสงค์ท่ีดีจะเป็นการช่วยให้การกาหนดขั้นตอนสาหรับ ปฏบิ ตั ิเปน็ อยา่ งรัดกุม การกาหนดวัตถปุ ระสงคท์ ่ีดคี วรประกอบด้วยองคป์ ระกอบท่เี รียกว่า “SMART” ๑. S =Sensible มีความเป็นไปได้ ๒. M = Measurable สามารถวัดและประเมนิ ผลได้ ๓. A =Attainable ระบสุ ่ิงที่ตอ้ งการดาเนินงานอย่างชัดเจนและเฉพาะเจาะจงมากทสี่ ดุ ๔. R = Reasonable มีความเป็นเหตุเป็นผลในการปฏบิ ตั งิ าน ๕. T=Time (เวลา) มขี อบเขตของเวลาที่แนน่ อนในการปฏิบัตงิ าน ๔. กลุ่มเป้าหมาย ระบุกลุ่มเป้าหมายและจานวนให้ชัดเจน ใครคือผู้ท่ีจะได้รับผลจากโครงการน้ี จานวนผ้ทู ่ีได้รบั ผลจากโครงการน้ี ๕. สถานท่ีดาเนินการ ระบุสถานที่ดาเนินการโครงการ ระบุพ้ืนท่ี โดยระบุโรงเรียน กลุ่มโรงเรียน กล่มุ เครอื ข่าย เขตพน้ื ที่การศกึ ษา ๖. ระยะเวลาดาเนินการโครงการ เป็นการกาหนดช่วงเวลาการปฏิบัติโครงการตั้งแต่ระยะเร่ิมต้น ปฏิบตั ิโครงการจนถึงการสิน้ สุดโครงการนัน้ ๗. วธิ ดี าเนนิ การ ควรแสดงถงึ กจิ กรรมและกระบวนการปฏิบัติงานที่สอดรบั กับวตั ถุประสงค์ แสดง รายละเอยี ดกิจกรรมเพยี งพอ และมีกาหนดระยะเวลาของแต่ละกิจกรรมทส่ี มเหตุสมผล และควรมกี ิจกรรม ต่อเนอ่ื ง หากเป็นโครงการที่มีการฝึกอบรม ดูงาน จะต้องมีกิจกรรมตอ่ เนื่อง และมีกาหนดการการฝึกอบรม หวั ขอ้ ท่ีจะฝึกอบรม การเขียนวธิ ีดาเนนิ การ ให้แจกแจงดังนี้ - ขนั้ เตรียมการ กิจกรรมทจ่ี ะดาเนินงาน - ข้ันดาเนินงาน กจิ กรรมทีจ่ ะดาเนนิ งาน ๘. งบประมาณ งบประมาณหรือค่าใช้จ่ายของโครงการนับเป็นทรัพยากรท่ีสาคัญต่อการปฏิบัติ โครงการ โดยทวั่ ไปมีองคป์ ระกอบ ดงั นี้ ๘.๑ ยอดรวมค่าใช้จ่ายทั้งโครงการ ระบุแหล่งท่ีมาของงบประมาณ ได้รับจากหน่วยงานของ รัฐ จากหน่วยงานอนื่ องคก์ รเอกชน) ๘.๒ ค่าใช้จ่ายของแต่ละกิจกรรมหรือแต่ละช่วงเวลาพร้อมท้ังรายละเอียดค่าใช้จ่าย เช่น คา่ อาหาร ค่าสถานท่ี ค่าตอบแทนวทิ ยากร ค่าเบย้ี เล้ียง ค่าพาหนะ คา่ วสั ดุ

หลกั สูตรและแผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรกู้ ารพัฒนาขา้ ราชการครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๔๓ ก่อนแต่งต้งั ให้ดารงตาแหน่งศกึ ษานเิ ทศก์ ๙. การประเมนิ ผล เป็นกระบวนการในการเกบ็ รวบรวมและวเิ คราะห์ข้อมูลของการดาเนนิ โครงการ และพจิ ารณาบง่ ช้ีใหท้ ราบถึงจุดเด่นหรือจดุ ดอ้ ยของโครงการนน้ั ประกอบดว้ ย ๙.๑ ตวั ช้วี ดั ความสาเรจ็ ๙.๒ วธิ กี ารประเมนิ ๙.๓ เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการประเมิน ๑๐. ผลที่คาดว่าจะได้รับ เป็นผลที่เกิดข้ึนจากการที่โครงการบรรลุวัตถุประสงค์ ผลที่เกิดข้ึนจาก การปฏิบตั โิ ครงการ สามารถแสดงให้เหน็ ผลทเ่ี ป็นประโยชนท์ างตรง ทางอ้อม การใชถ้ ้อยคา สานวนในการเขยี นโครงการ ผูเ้ ขียนโครงการต้องมีความรู้ความเขา้ ใจในเร่ืองการใช้ถ้อยคาสานวนภาษาเป็นอย่างดี เพราะโครงการ จะบรรลุเป้าหมายหรือประสบผลสาเร็จข้ึนอยู่กับการใช้ถ้อยคาภาษาเป็นสาคัญ ถ้าใช้ถ้อยคาภาษาถูกต้อง ชดั เจน สละสลวย ยอ่ มสอื่ ความหมายได้ง่าย และรวดเรว็ ดังน้ันผเู้ ขยี นโครงการจึงต้องรจู้ ักเลือกใช้ถ้อยคา ทมี่ ี ลกั ษณะดงั ตอ่ ไปนี้ ๑. ใช้ภาษาให้ถูกต้อง คือ ใช้ให้ถูกต้องตรงตามความหมาย และเขียนให้ถูกต้องตามอักษรวิธี ท้ังตัว พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตวั สะกด และการันต์ ๒. ให้ภาษาให้กะทัดรัด คือ ใช้ถ้อยคากระชับ รัดกุม ไม่เยิ่นเย้อ ยืดยาว ประหยัดถ้อยคา แต่ต้องได้ ใจความสมบรู ณ์ ๓. ให้ภาษาให้ชัดเจน คือ ใช้ถ้อยคาท่ีมีความหมายตรงไปตรงมา หรือตรงตามตัวทาให้ผู้รบั สารเข้าใจ ทันที ไม่ใชถ้ ้อยคาคลุมเครือ หรอื กากวม ๔. ใช้ภาษาให้เหมาะสม คือใช้ภาษาใหเ้ หมาะสมกบั เนอื้ ความ หรือเหมาะสมกบั กาลเทศะ ๕. ใชภ้ าษาให้สุภาพ คอื ใช้ภาษาเขียน เปน็ ภาษาทม่ี แี บบแผน ไมใ่ ชภ้ าษาพูดในการเขียนโครงการ ๒.การเขยี นโครงรา่ งการวิจัย โครงรา่ งการวิจยั (research proposal) เปน็ แผนงาน โครงการ ท่แี สดงรายละเอียดและขน้ั ตอนของ การดาเนินการวิจัยท่ีกาหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้วิจัยมองเห็นภาพของงานตลอดแนว และเป็นการวางแผน ปฏิบัติงานวิจัยอย่างเป็นระบบ เป็นแนวทางในการทาวิจัยท่ีถูกต้องครบถ้วน ดังนั้น ในโครงร่างการวิจัยจึงตอ้ ง กาหนดแผนการดาเนินงานแต่ละขั้นตอน ตลอดจนระยะเวลาในการทาวจิ ัยและงบประมาณที่ใช้ในการทาวจิ ยั เรือ่ งน้นั ๆ ด้วย ส่วนประกอบของโครงรา่ งการวจิ ยั การเขียนข้อเสนอโครงร่างการวิจัยนั้น อาจมรี ายละเอียดปลกี ย่อยท่ตี ่างกันออกไปขน้ึ กบั ข้อกาหนด ของหนว่ ยงานทผี่ ูว้ จิ ัยจะตอ้ งนาข้อเสนอโครงร่างการวิจยั นัน้ ๆ ไปนาเสนอ อย่างไรก็ตาม ส่วนประกอบหลัก ของโครงรา่ งการวจิ ยั ประกอบดว้ ยส่วนสาคัญหลักๆ ๓ ส่วนคือ ส่วนที่ ๑ สว่ นนา ประกอบดว้ ยขอ้ มลู ตอ่ ไปนี้ ๑.๑ ชอ่ื โครงร่างการวจิ ัย ๑.๒ ผวู้ จิ ยั ส่วนที่ ๒ ส่วนเน้ือหา คือส่วนท่ีประกอบด้วยสาระสาคัญของโครงร่างการวิจัย ซ่ึงประกอบด้วย สว่ นย่อยๆ ดงั ตอ่ ไปน้ี

หลักสตู รและแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรกู้ ารพฒั นาขา้ ราชการครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา ๑๔๔ กอ่ นแตง่ ตงั้ ให้ดารงตาแหน่งศึกษานิเทศก์ ๒.๑ ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา ๒.๒ คาถามการวจิ ยั ๒.๓ วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจัย ๒.๔ สมมตฐิ านการวจิ ัย (ถา้ ม)ี ๒.๕ นยิ ามศพั ท์ ๒.๖ ขอบเขตของการวจิ ัย ๒.๗ ขอ้ ตกลงเบ้ืองต้น ๒.๘ เอกสารและงานวิจยั ทีเ่ กย่ี วข้อง ๒.๙ กรอบแนวคิดการวจิ ัย ๒.๑๐วธิ กี ารดาเนนิ การวจิ ยั กาหนดตวั แปรและเคร่อื งมือท่ใี ช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล วางแผนการเกบ็ รวบรวมข้อมูล กาหนดประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง วางแผนการวิเคราะห์ขอ้ มูล สถิตทิ ่ใี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ๒.๑๑ ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะได้รับ ส่วนท่ี ๓ แผนการดาเนินการวิจัย ประกอบดว้ ย ๓.๑ ระยะเวลาการดาเนนิ การวิจัย ๓.๒ งบประมาณทีใ่ ชใ้ นการวิจัย ๓.๓ เอกสารอ้างองิ ๓.๔ ภาคผนวก หลกั การเขียนเนอื้ หาในส่วนประกอบของโครงรา่ งการวิจัย การเขียนรายละเอียดในโครงร่างการวิจัยนั้นจาเป็นต้องมีข้อมูลที่สาคัญพอสังเขป เพ่ือท่ีจะช่วยสื่อให้ ผู้อา่ นโครงการเขา้ ใจวา่ ผู้วจิ ัยไดว้ างแผนการดาเนนิ งานวิจัยของตวั เองอย่างไร ซงึ่ รายละเอยี ดของเน้ือหาในแต่ ละประเด็นในโครงร่างการวจิ ัยพอจะสรปุ ได้ ดังน้ี ๑. ช่ือโครงร่างการวิจัย ชื่อโครงร่างการวิจัยหรือช่ือเร่ืองวิจัย เป็นส่วนแรกท่ีจะส่ือความหมายให้ ผ้อู า่ นทราบว่าผูว้ ิจัยต้องการจะศึกษาอะไร ตวั แปรหลกั ของการศกึ ษาคืออะไร กลุ่มตัวอย่างคือใคร สาหรับ งานวจิ ัยบางเรื่องอาจระบุถึงชว่ งระยะเวลาท่ีทาการศึกษา และ/หรอื สถานท่ีเกบ็ รวบรวมข้อมลู อีกดว้ ย ซึ่งการ กาหนดชอื่ โครงรา่ งการวจิ ัยท่ีดีควรใชภ้ าษาทช่ี ัดเจน เข้าใจง่าย ไม่ยาวเกนิ ไป และไม่ใช้ศัพท์เทคนิคมากจนเกิน ความจาเป็น การเขียนชื่อโครงการควรเขียนชือ่ ทง้ั ภาษาไทยและภาษาองั กฤษท่ีสอดคล้องตรงกัน ๒. ชอ่ื และรายละเอียดเก่ียวกับผู้วิจัย ซ่งึ จะประกอบด้วยชื่อของหัวหน้าโครงร่างการวจิ ัย ผรู้ ว่ มโครง ร่างการวิจัยและปรึกษาโครงร่างการวิจัย ส่วนรายละเอียดของบุคคลที่เกี่ยวข้องเหล่านี้มักจะระบุคุณวุฒิ ตาแหน่ง และประสบการณ์ในการทาการวิจัย ๓. ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา เป็นส่วนที่กลา่ วถึงเหตุผลของการทาวิจยั ว่ามีเหตุจงู ใจ ใดทาให้ผู้วิจัยสนใจท่ีจะทาการวิจัยเร่ืองน้ี มีความจาเป็นหรือความสาคัญอย่างไรจึงต้องทาการวิจัยเร่ืองน้ันๆ ถ้าไม่ทาอาจก่อให้เกิดปัญหาอะไรหรือไม่ หรือถ้าทาแล้วจะเกิดประโยชน์หรือผลดีอย่างไร ซึ่งในการเขียน ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา ควรจะแสดงให้ผู้อ่านเห็นว่างานวิจัยเร่ืองที่ต้องการทาจะทาให้เกิด ความกา้ วหน้าทางวิชาการอย่างไร และเกี่ยวข้องกบั การปฏบิ ัติงานของตนเองอย่างไร ซึ่งจะเปน็ ส่วนช่วยชกั จูง ให้ผอู้ ่านเหน็ ว่างานวจิ ยั ชิน้ น้ันมีคุณคา่ ของความสาคัญเพียงพอ สมควรทจี่ ะต้องทาการวจิ ยั

หลกั สตู รและแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรกู้ ารพฒั นาข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา ๑๔๕ กอ่ นแตง่ ต้ังให้ดารงตาแหนง่ ศึกษานเิ ทศก์ หลักการเขียนความเป็นมาและความสาคัญของปัญหานั้น ส่วนใหญ่นิยมเขียนเร่ิมต้นจากแนวคิด กว้างๆ เก่ียวกับเร่ืองที่ทาวิจัยก่อน แล้วเขียนให้แคบลงถึงประเด็นปัญหาที่จะทาวิจัย ผลกระทบหรือผลเสียท่ี อาจเกิดข้ึนจากสภาพปัญหานัน้ ๆ ถ้าปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาเพ่ือการแก้ปัญหาน้ัน และผลทค่ี าดวา่ จะได้รับจากการศึกษาวิจยั ตามลาดบั สาหรบั ความยาวของความเป็นมาและความสาคัญของ ปัญหาน้ัน ข้ึนอยู่กับความชัดเจนเพียงพอท่ีจะทาให้ผู้อ่านเข้าใจปัญหาวิจัยและความสาคัญของปัญหาของ งานวิจยั แต่ละเร่อื ง ซงึ่ อาจยาวตั้งแต่คร่งึ หนา้ ถึง ๕ หน้ากระดาษก็ได้ ๔. คาถามการวิจยั คาถามการวจิ ัยเปน็ การกาหนดปญั หาท่แี น่นอนว่าผู้วจิ ยั ต้องการคาตอบอะไรจาก งานวิจัยนั้นๆ ซ่ึงในการเขียนคาถามการวิจัยน้ัน ในบางงานวิจัยผู้วิจัยอาจจะไม่เขียนก็ได้ การเขียนคาถาม การวจิ ัยใหเ้ ขียนในรปู ประโยคคาถาม และแยกคาถามเปน็ ข้อๆ ให้ชัดเจน ๕. วัตถุประสงค์ของการวิจัย เป็นส่วนท่ีบอกถึงเป้าหมายหรือส่ิงท่ีผู้วิจัยต้องการศึกษาวิจัยว่า ต้องการศึกษาอะไร ศึกษากับใคร ศึกษาในแง่มุมใด การเขียนวัตถุประสงค์ ควรเขียนในรูปประโยคบอกเล่า ด้วยสานวนท่ีกระชับ ชัดเจน และถ้างานวิจัยนั้นต้องการศึกษาหลายประเด็นควรแยกวัตถุประสงค์เป็นข้อๆ เรียงลาดับตามการค้นหาคาตอบ ๖. สมมติฐานการวิจยั เป็นการคาดคะเนคาตอบของปัญหาการวจิ ัย โดยอาศัยข้อมูลจากการศึกษา ค้นคว้าจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นแนวทางในการต้ังสมมติฐาน ซึ่งงานวิจัยบางเร่ืองก็ไม่ จาเป็นตอ้ งเขียนสมมตฐิ านการวิจัยก็ได้ ข้ึนกับลักษณะของงานวจิ ัยและข้อมูลจากการศกึ ษาเอกสารงานวิจัยท่ี เก่ียวขอ้ งว่าจะเพยี งพอต่อการตั้งสมมติฐานหรอื ไม่ ๗. นิยามศัพท์ เปน็ การให้คาจากดั ความของคาศพั ทเ์ ฉพาะต่างๆ ท่ีใช้ในการวิจัย เพื่อใหผ้ ู้ทเี่ กีย่ วข้อง กบั โครงรา่ งการวจิ ยั และการทาวิจยั ไดเ้ ขา้ ใจตรงกัน ซง่ึ คาท่ีจะต้องนิยามได้แก่ ตัวแปรที่ใชใ้ นการวจิ ัย คาศพั ท์ ท่ีไม่ได้ใช้ในความหมายท่ีเป็นสากลหรือศัพท์ท่ีมีความหมายไม่แน่นอน และศัพท์เฉพาะที่อาจเข้าใจเฉพาะคน บางกลุ่มเทา่ นัน้ การเขียนนยิ ามศพั ทข์ องงานวจิ ัย ต้องเขยี นเปน็ ลักษณะนยิ ามเชิงปฏิบตั ิการณ์ (operational definition) คือ เป็นพฤติกรรม หรือการแสดง หรือการปฏิบัติท่สามารถสังเกตได้ รับรู้ได้ หรือประเมินได้ มี สาระคลอบคลุมและสอดคล้องกับสาระในแนวคิดทฤษฎีของตัวแปรที่ศึกษา และต้องบอกด้วยว่าจะได้ข้อมูล จากกลมุ่ ใด และสามารถเก็บขอ้ มูลไดโ้ ดยวิธใี ด ๘. ขอบเขตของการวิจัย เป็นการกาหนดกรอบของการวิจัยว่า ต้องการศึกษาครอบคลุมประชากร ตัวแปร หรือสถานท่ีแค่ไหน การเขียนขอบเขตของการวิจัยจะต้องกล่าวถึงประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างที่จะใช้ ในการวิจัยว่าเป็นใคร จากัดขอบเขตการวิจัยไว้แค่ไหน จะศึกษาตัวแปรอะไรบ้าง ตลอดจนกล่าวถึง สภาพแวดลอ้ มต่างๆ ท่ผี ูว้ จิ ัยต้องการจากดั ขอบเขตไว้ด้วย ๙. ข้อตกลงเบื้องต้น เป็นเงื่อนไขของการวิจัยและสิ่งท่ีเก่ียวข้องกับการวิจัย ท่ีถือว่าเป็นความจริง โดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ เพ่ือความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้อ่านและผู้ที่ทาการวิจัย อย่างไรก็ตาม โครงร่างการ วิจัยบางเรื่องก็ไม่จาเป็นต้องมีข้อตกลงเบื้องต้น หากคิดว่าผู้อ่านรายงานวิจัยกับผู้วิจัยมีความเข้าใจในเรื่อง นัน้ ๆ ตรงกนั อยูแ่ ล้ว ๑๐. เอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้อง คือส่วนที่ผู้วิจัยจะแสดงหลักฐานต่างๆ ที่เก่ียวข้องกับการวิจยั ท่ีมีอยู่ เพ่ือแสดงให้เห็นว่า การทางานวิจัยเร่ืองน้ันตั้งอยู่บนหลักการ มีความรู้ท่ีเป็นพื้นฐานของการศึกษา เพียงพอ และมวี ธิ กี ารดาเนินการวิจัยทส่ี ามารถทาการวิจัยได้สาเรจ็ ซงึ่ ในสว่ นนี้ จะตอ้ งประกอบด้วยเน้ือหา ท่ีไดจ้ ากการทบทวนวรรณกรรมโดยสังเขปและกรอบแนวคิดในการทาวจิ ยั ทชี่ ัดเจน อย่างไรก็ตาม ถ้าเปน็ การ เขียนโครงร่างการวจิ ยั เพ่ือวทิ ยานิพนธ์ของนกั ศึกษาเพ่ือเสนอขออนุมัตใิ นการทาวิทยานิพนธ์ เน้ือหาในสว่ นน้ี

หลกั สูตรและแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้การพัฒนาขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๔๖ ก่อนแตง่ ตั้งใหด้ ารงตาแหน่งศกึ ษานิเทศก์ อาจต้องมรี ายละเอยี ดพอสมควรเพ่ือแสดงให้อาจารย์ผพู้ จิ ารณาทราบว่านกั ศกึ ษาไดม้ ีการศึกษาคน้ ควา้ เอกสาร ท่ีเกยี่ วข้องมามากพอสมควรแล้ว ๑๑. กรอบแนวคิดการวิจัย ซ่ึงในบางคร้ังอาจเรียกว่ากรอบมโนทัศน์การวิจัย (conceptual framework or conceptual research framework) เป็นความคิดรวบยอดที่เกิดจากการบูรณาการแนวคิด และทฤษฎีที่รวบรวมได้จากการทบทวนวรรณกรรม โดยกรอบแนวคิดการวิจัยต้องแสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ของมโนทัศน์ (concepts) ปรากฏการณ์ (phenomena) หรือตัวแปรต่างๆ ท่ีผู้วิจัยจะศึกษา อย่างชดั เจน ๑๒. วิธีการดาเนินการวิจัย เป็นส่วนที่จะทาให้ผู้อ่านทราบว่าผู้วิจัยมีแนวทางในการดาเนินการวิจัย อย่างไร ซ่ึงจะเป็นการออกแบบแผนการวิจัย (research design) เป็นการบอกให้ทราบว่านักวิจัยจะต้องทา อะไร เพอ่ื ให้ไดแ้ ผนการดาเนินการวิจยั ทเี่ หมาะสมกบั ปัญหา โดยเปน็ การวางแผนเกยี่ วกับ ๑.) การกาหนดตัวแปรและการสรา้ งเคร่ืองมือ กาหนดตวั แปรท่ีต้องการเกบ็ ข้อมลู เครื่องมือ การตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมอื ๒.) วางแผนการเก็บรวบรวมขอ้ มูล เก็บข้อมลู จากใครบ้าง จานวนเทา่ ไร เก็บอย่างไร ๓.) วางแผนการวเิ คราะหข์ ้อมูลหลังจากที่เก็บข้อมูลได้แล้ว วเิ คราะห์อยา่ งไรใหต้ รง วัตถปุ ระสงคแ์ ละสมมตฐิ านการวจิ ัย ใช้สถติ ิอะไร แปลความหมายอย่างไร นาเสนอผลการวเิ คราะห์อย่างไร จากการออกแบบแผนการวจิ ัยสามารถเขียนเป็นขน้ั ตอนการดาเนนิ การวจิ ยั ดังนี้ ๑๒.๑ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง จะต้องระบุลักษณะของประชากร จานวนและขนาดของ กลมุ่ ตัวอยา่ ง ตลอดจนวิธไี ด้ขนาดตวั อย่างและการสุม่ หรอื เลอื กตวั อย่างทเี่ หมาะสมด้วย ๑๒.๒ เคร่ืองมือท่ีใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ควรกล่าวถึงลักษณะของเคร่ืองมือที่ใช้ในการ วิจัย ทั้งเคร่ืองมือท่ีใช้ในการรวบรวมข้อมูลและเคร่ืองมือท่ีใช้ในการทดลอง ตลอดจนวิธีการท่ีจะใช้ในการ ตรวจสอบหรือทดสอบเพ่ือยืนยันว่าเครื่องมือนั้นๆ มีประสิทธิภาพดี มีความเท่ียง (reliability) ความตรง (validity) ความเหมาะสมในการใช้ (feasibility) เปน็ ตน้ ๑๒.๓ วิธีการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ควรกลา่ วถึง ขัน้ ตอนของการเกบ็ รวบรวมข้อมูล เรม่ิ ตงั้ แต่ การติดต่อ การเตรียมงาน การเก็บรวบรวมข้อมูลว่าจะทาอย่างไรบ้าง เก็บข้อมูลในระหว่างวัน เวลา และ สถานท่ีใด ๑๒.๔. วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ควรระบุสถิติท่ีใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตอบคาถามการ วิจัยแต่ละส่วนให้ชัดเจน พร้อมทั้งบอกวิธีการที่จะวิเคราะห์ข้อมูลด้วยว่าจะวิเคราะห์โดยวิธีใด เช่น ใช้เคร่ือง คอมพวิ เตอร์และโปรแกรมคอมพิวเตอรช์ นิดใดในการวิเคราะหข์ ้อมูล ๑๓. ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับ เป็นการเขียนถึงคุณค่าของงานวิจัย หลังจากการดาเนินการวิจัย บรรลุตามวัตถุประสงค์แล้ว ซึ่งมีหลักการเขียนคือ ๑) ควรเขียนเป็นข้อๆ โดยเริ่มจากข้อท่ีเป็นประโยชน์ โดยตรงก่อน แล้วจึงเขียนเรียงลาดับไปสู่ข้อท่ีเป็นประโยชน์ทางอ้อม ๒) ระบุว่าผู้วิจัยคาดว่าจะได้อะไรจาก การวิจัยครงั้ น้ี และจะนาผลที่ไดน้ น้ั ไปใช้ประโยชน์กบั ใครและใช้อย่างไร ๑๔. แผนการดาเนินการวิจัย เป็นแผนการดาเนินงานวิจัยของผู้วิจัยท่ีกาหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะทา อะไรในช่วงเวลาใด และใช้เวลาเท่าไหร่ ซ่ึงมักนิยมเขียนในลักษณะของตารางปฏิบัติงานวิจัยหรือ Gantt Chart ดงั ตวั อย่าง

หลกั สูตรและแผนการจดั กิจกรรมการเรียนรูก้ ารพฒั นาข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศกึ ษา ๑๔๗ ก่อนแต่งตงั้ ใหด้ ารงตาแหนง่ ศกึ ษานเิ ทศก์ ตวั อยา่ งการเขยี นแผนการดาเนนิ การวจิ ัย ท่ี กจิ กรรม พ.ศ. ๒๕๖๑ เม.ย. พ. ค. ม.ิ ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. ม.ี ค. ๑. ศึกษาข้อมลู เอกสาร ๒. ออกแบบการวิจัย ๓. จัดทาเคร่ืองมอื ๔. รวบรวมข้อมลู ๕. วเิ คราะหข์ อ้ มูล ๖. สรุป อภปิ รายผล ๗. จดั ทารายงานการวิจยั ๑๕. งบประมาณที่ใช้ในการวิจัย การจัดทางบประมาณการวิจัยคือการที่ผู้ทาวิจัยได้กาหนดและ คาดคะเนถงึ ทรัพยากรทตี่ ้องใช้ในการทาวจิ ยั ทั้งหมดตั้งแต่เริม่ ทาวจิ ัยจนกระทั่งเขียนและพิมพ์ รายงานวา่ ต้อง ใชอ้ ะไรบ้าง ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดหาหรือจัดจ้างเป็นจานวนเงินเท่าไหร่ ในการเขียนงบประมาณมักนิยม แบ่งเป็นหมวดต่างๆ คอื • หมวดคา่ ตอบแทน ได้แก่ คา่ ตอบแทนผูว้ จิ ยั ผ้วู ิเคราะห์ข้อมลู ทปี่ รึกษางานวจิ ัย ผูป้ ระสานงาน การเกบ็ ข้อมลู และผู้ตอบแบบสอบถาม คา่ จา้ งพมิ พ์ ฯลฯ • หมวดค่าใช้สอย ได้แก่ ค่าลิขสิทธิ์แบบสอบถาม ค่าธรรมเนียมของหน่วยงานต้นสังกัด (overhead charge) ค่าใช้จ่ายในการเก็บรวบรวมข้อมูล ค่าเดินทาง ค่าเบ้ียเล้ียง ค่าท่ีพัก คา่ น้ามันเชอ้ื เพลิง ค่าโทรศัพท์ ค่าถา่ ยเอกสาร ค่าทาปกรูปเลม่ รายงาน ฯลฯ • หมวดคา่ วัสดุ ไดแ้ ก่ ค่าวสั ดสุ านักงาน คา่ แสตมป์ ค่าดิสเก็ต ซองจดหมาย ฯลฯ • หมวดค่าครภุ ัณฑ์ ได้แก่ ครุภณั ฑ์ทีซ่ ื้อมาเพ่ือใช้ในการวิจัย เช่น กลอ้ งถ่ายรูป เครอ่ื งบันทึกเสียง เครือ่ งคอมพวิ เตอร์ ฯลฯ ๑๖. เอกสารอ้างอิง เป็นรายชื่อทรัพยากรสารสนเทศ เช่น หนังสือ บทความ เอกสาร และเว็บไซด์ ซึ่งเปน็ แหลง่ ขอ้ มลู ท่ใี ชใ้ นการเขยี นโครงรา่ งการวิจยั คร้ังน้ี ๑๗. ภาคผนวก เป็นส่วนทนี่ าเสนอขอ้ มลู อืน่ ๆ ที่ผวู้ จิ ัยคิดว่าเกีย่ วขอ้ งและมปี ระโยชนก์ ับโครงร่างการ วิจัย แต่ไม่สามารถนาไปเขยี นลงในส่วนใดส่วนหนึง่ ในโครงร่างการวจิ ัยได้เช่น แบบสอบถามท่ีผวู้ ิจยั วางแผนว่า จะนาของผู้อ่นื หรือท่ีเคยไดพ้ ฒั นาไว้แลว้ มาใชเ้ ป็นต้น แตถ่ ้าหากไม่มสี ว่ นนก้ี ็ไมจ่ าเป็นตอ้ งเขยี นไว้ ลักษณะของโครงรา่ งการวิจัยทดี่ ี การที่ผู้วิจัยได้เขียนข้อเสนอโครงร่างการวิจัยนั้น ก็เพ่ือที่จะได้นาเสนอหรือแสดงต่อบุคคลหรือ หนว่ ยงานต่างๆ ไดพ้ ิจารณา ดังนนั้ ในการเขยี นโครงร่างการวจิ ยั จงึ ต้องมีความระมัดระวังรอบคอบเพ่ือให้ได้ โครงร่างการวิจัยที่สมบูรณ์ ซึ่งลักษณะของโครงร่างการวิจัยที่ดีซ่ึงควรยึดเป็นแนวทางในการเขียนโครงร่าง การวจิ ัยมี ดงั นี้ มีความถูกตอ้ งในเนื้อหาสาระ มหี ลกั ฐานและขอ้ เท็จจริงท่สี ามารถอา้ งอิงได้ ๑. มีความน่าเชอื่ ถือ ไม่เขียนแบบเล่ือนลอยในลกั ษณะทผี่ ู้วจิ ยั คดิ เอาเอง ๒. มีสาระสาคญั ครบถว้ นทุกหัวขอ้ ตามข้ันตอนของกระบวนการวิจัย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook