๙๙ ช้ัน ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ทฤษฎที วปี เลือ่ นและทฤษฎกี ำรแผ่ขยำยพ้ืนสมุทร โดยมีหลกั ฐำนที่สนบั สนนุ ได้แก่ รูปร่ำงของขอบทวปี ทสี่ ำมำรถเชอื่ มต่อกันได้ ควำมคลำ้ ยคลึงกนั ของ กลุม่ หินและแนวเทอื กเขำ ซำกดกึ ดำบรรพ์ ร่องรอย กำรเคล่ือนท่ีของตะกอนธำรน้ำแข็ง ภำวะแม่เหลก็ โลกบรรพกำล อำยุหินของพื้นมหำสมุทร รวมทั้ง กำรค้นพบสันเขำกลำงสมทุ ร และร่องลึกก้นสมุทร ๓. ระบุสำเหตุ และอธบิ ำยรูปแบบแนวรอยต่อ กำรพำควำมร้อนของแมกมำภำยในโลก ทำให้เกดิ ของแผ่นธรณีที่สัมพันธ์กำรเคล่อื นท่ขี อง กำรเคลอ่ื นทขี่ องแผ่นธรณี ตำมทฤษฎธี รณีแปร แผน่ ธรณี พรอ้ มยกตวั อยำ่ งหลักฐำน สณั ฐำน ซึง่ นกั วทิ ยำศำสตร์ไดส้ ำรวจพบหลักฐำน ทำงธรณวี ิทยำที่พบ ทำงธรณวี ทิ ยำ ได้แก่ ธรณีสัณฐำนและธรณโี ครงสรำ้ ง อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ทีบ่ ริเวณแนวรอยต่อของแผน่ ธรณี เชน่ ร่องลกึ ก้นสมทุ ร หมู่เกำะภเู ขำไฟรูปโคง้ แนวภูเขำไฟ แนวเทือกเขำ หบุ เขำทรดุ และสันเขำกลำงสมุทร รอยเล่ือน นอกจำกน้ยี ังพบกำรเกดิ ธรณีพิบตั ิภัยทบ่ี ริเวณแนว รอยต่อของแผน่ ธรณี เช่น แผน่ ดินไหว ภเู ขำไฟระเบิด สนึ ำมิ ซึง่ หลกั ฐำนดงั กลำ่ วสัมพันธ์กบั รปู แบบ กำรเคล่ือนท่ขี องแผ่นธรณี นักวิทยำศำสตร์จงึ สรุปได้ ว่ำแนวรอยต่อของแผน่ ธรณีมี 3 รูปแบบ ได้แก่ แนวแผน่ ธรณแี ยกตัว แนวแผ่นธรณเี คลอื่ นท่ีเขำ้ หำกนั แนวแผน่ ธรณีเคลอ่ื นที่ผำ่ นกันในแนวรำบ ๔. อธบิ ำยสำเหตุกระบวนกำรเกิดภูเขำไฟระเบดิ ภูเขำไฟระเบิด เกดิ จำกกำรแทรกดันของหนิ หนืด รวมท้งั สืบค้นข้อมูลพืน้ ทเี่ ส่ยี งภัย ออกแบบและ ข้นึ มำตำมส่วนเปรำะบำง หรือรอยแตกบนเปลือกโลก นำเสนอแนวทำงกำรเฝ้ำระวังและกำรปฏบิ ตั ิตน มกั พบหนำแน่นบรเิ วณรอยต่อระหว่ำงแผน่ ธรณีทำให้ ใหป้ ลอดภัย บริเวณดงั กลำ่ วเป็นพืน้ ที่เสีย่ งภยั ผลจำกกำรระเบิด ของภูเขำไฟมที ้งั ประโยชน์และโทษ จงึ ต้องศึกษำ แนวทำงในกำรเฝ้ำระวงั และกำรปฏิบตั ิตนให้ ปลอดภยั ๕. อธิบำยสำเหตุ กระบวนกำรเกิด ขนำดและ แผ่นดินไหวเกดิ จำกกำรปลดปลอ่ ยพลังงำนทสี่ ะสม ควำมรุนแรง และผลจำกแผ่นดนิ ไหว รวมทัง้ ไวข้ องเปลอื กโลกในรปู ของคล่ืนไหวสะเทือน สืบคน้ ขอ้ มูลพื้นท่เี สีย่ งภัย ออกแบบและ แผ่นดินไหวมขี นำดและควำมรนุ แรงแตกต่ำงกนั มกั เกดิ ขนึ้ บริเวณรอยต่อของแผ่นธรณี และพน้ื ที่
ชั้น ตัวชี้วัด อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ๑๐๐ นำเสนอแนวทำงกำรเฝ้ำระวงั และกำรปฏบิ ัติ ตนให้ปลอดภัย สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ภำยใต้อทิ ธิพลของกำรเคล่ือนของแผน่ ธรณี ทำให้ ๖. อธบิ ำยสำเหตุ กระบวนกำรเกดิ และผล บรเิ วณดังกลำ่ วเป็นพื้นทเ่ี สยี่ งภัยแผ่นดนิ ไหว ซึ่งสง่ ผล จำกสนึ ำมิ รวมท้ังสบื ค้นขอ้ มูลพ้นื ท่เี สีย่ งภยั ใหส้ ิ่งก่อสร้ำงเสียหำย เกดิ อันตรำยตอ่ ชีวิตและ ออกแบบและนำเสนอแนวทำง กำรเฝำ้ ระวงั ทรพั ย์สนิ จึงตอ้ งศึกษำแนวทำงในกำรเฝำ้ ระวงั และ และกำรปฏบิ ัติตนใหป้ ลอดภัย กำรปฏบิ ตั ิตนให้ปลอดภัย ๗. อธบิ ำยปัจจยั สำคัญที่มผี ลตอ่ กำรได้รบั สนึ ำมิ คือคล่นื นำ้ ท่ีเกิดจำกกำรแทนที่มวลน้ำ พลงั งำนจำกดวงอำทิตย์แตกตำ่ งกนั ในแตล่ ะ ในปรมิ ำณมหำศำล ส่วนมำกจะเกดิ ในทะเล หรือ บริเวณของโลก มหำสมทุ ร โดยคลน่ื มลี ักษณะเฉพำะ คือควำมยำว คลื่นมำกและเคลื่อนที่ดว้ ยควำมเร็วสงู เมอื่ อยู่กลำง ๘. อธิบำยกำรหมนุ เวยี นของอำกำศท่ีเป็นผล มหำสมทุ รจะมคี วำมสงู คลืน่ นอ้ ย และอำจเพ่ิม มำจำกควำมแตกต่ำงของควำมกดอำกำศ ควำมสูงข้ึนอยำ่ งรวดเรว็ เม่อื คล่นื เคลื่อนทีผ่ ่ำนบรเิ วณ นำ้ ต้ืน จงึ ทำใหพ้ ้ืนทีบ่ รเิ วณชำยฝั่งบำงบริเวณเปน็ พ้ืนท่ี เสีย่ งภัย สึนำมิ กอ่ ใหเ้ กิดอนั ตรำยแกม่ นุษยแ์ ละ สิง่ ก่อสรำ้ งในบรเิ วณชำยหำดนนั้ จงึ ตอ้ งศึกษำ แนวทำงในกำรเฝำ้ ระวงั และกำรปฏิบัติตนให้ ปลอดภยั พ้นื ผวิ โลกแตล่ ะบรเิ วณได้รับพลังงำนจำกดวง อำทติ ย์ในปรมิ ำณที่แตกต่ำงกัน เน่ืองจำกปจั จัย สำคัญหลำยประกำรเช่น สณั ฐำนและกำรเอียงของ แกนโลก ลกั ษณะของพน้ื ผวิ ละอองลอย และเมฆ ทำให้แตล่ ะบรเิ วณบนโลกมีอุณหภูมิไม่เทำ่ กนั ส่งผล ใหม้ คี วำมกดอำกำศแตกต่ำงกัน และเกดิ กำรถ่ำยโอน พลังงำนระหวำ่ งกนั กำรหมนุ เวยี นของอำกำศเกิดขน้ึ จำกควำมกด อำกำศท่แี ตกตำ่ งกนั ระหวำ่ งสองบรเิ วณ โดยอำกำศ เคลือ่ นท่จี ำกบริเวณท่ีมีควำมกดอำกำศสงู ไปยังบริเวณ ที่มคี วำมกดอำกำศต่ำซ่งึ จะเห็นได้ชดั เจน ในกำรเคลื่อนทขี่ องอำกำศในแนวรำบ และเม่ือ พจิ ำรณำกำรเคลื่อนท่ีของอำกำศในแนวดง่ิ จะพบวำ่ อำกำศเหนือบรเิ วณควำมกดอำกำศตำ่ จะมีกำรยกตวั ขึน้ ขณะท่ีอำกำศเหนือบริเวณควำมกดอำกำศสูง
๑๐๑ ชั้น ตัวช้ีวดั อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๙. อธบิ ำยทศิ ทำงกำรเคลื่อนทขี่ องอำกำศ จะจมตัวลง โดยกำรเคล่ือนท่ีของอำกำศทงั้ ในแนวรำบ ท่ีเป็นผลมำจำกกำรหมุนรอบตัวเองของโลก และแนวด่ิงน้ี ทำใหเ้ กดิ เปน็ กำรหมุนเวียนของอำกำศ ๑๐. อธบิ ำยกำรหมนุ เวยี นของอำกำศตำมเขต กำรหมนุ รอบตัวเองของโลกทำให้เกิดแรงคอริออลิส ละติจดู และผลทม่ี ีตอ่ ภมู ิอำกำศ สง่ ผลใหท้ ศิ ทำงกำรเคลื่อนที่ของอำกำศเบนไป โดย อำกำศท่ีเคลอ่ื นท่ีในบริเวณซีกโลกเหนือจะเบนไป ๑๑. อธิบำยปจั จัยที่ทำให้เกิดกำรหมนุ เวยี น ทำงขวำจำกทศิ ทำงเดมิ สว่ นบริเวณซีกโลกใต้จะเบน ของนำ้ ผวิ หนำ้ ในมหำสมุทรและรูปแบบ ไปทำงซ้ำยจำกทิศทำงเดมิ กำรหมุนเวียนของน้ำผิวหน้ำในมหำสมุทร โลกมคี วำมกดอำกำศแตกต่ำงกันในแตล่ ะบรเิ วณ ๑๒. อธิบำยผลของกำรหมนุ เวียนของอำกำศ รวมทัง้ อิทธิพลจำกกำรหมุนรอบตวั เองของโลกทำให้ และน้ำผวิ หนำ้ ในมหำสมุทรท่ีมตี ่อลกั ษณะ อำกำศในแตล่ ะซีกโลกเกดิ กำรหมนุ เวียนของอำกำศ ภูมอิ ำกำศ ลมฟ้ำอำกำศ สง่ิ มีชีวติ และ ตำมเขตละติจดู แบง่ ออกเป็น ๓ แถบ โดยแตล่ ะแถบ ส่งิ แวดล้อม มภี ูมอิ ำกำศแตกตำ่ งกนั ได้แก่ กำรหมุนเวยี น แถบข้ัวโลกมีภูมิอำกำศแบบหนำวเย็น กำรหมุนเวียน แถบละตจิ ูดกลำงมภี มู ิอำกำศแบบอบอนุ่ และ กำรหมุนเวยี นแถบเขตร้อนมีภมู อิ ำกำศแบบร้อนชื้น นอกจำกนีบ้ รเิ วณรอยต่อของกำรหมุนเวยี นอำกำศ แตล่ ะแถบละติจดู จะมีลักษณะลมฟ้ำอำกำศ ท่ีแตกต่ำงกนั เช่น บริเวณใกล้ศูนย์สูตรมีปรมิ ำณ หยำดนำ้ ฟำ้ เฉลีย่ สงู กว่ำบริเวณอืน่ บริเวณละติจดู ๓๐ องศำมีอำกำศแห้งแลง้ ส่วนบรเิ วณละตจิ ดู ๖๐ องศำ อำกำศมคี วำมแปรปรวนสงู กำรหมุนเวยี นของกระแสน้ำผวิ หนำ้ ในมหำสมุทร ได้รับอิทธิพลจำกกำรหมนุ เวียนของอำกำศในแตล่ ะ แถบละติจดู เปน็ ปัจจยั หลกั ทำใหบ้ ริเวณซกี โลกเหนือ มีกำรหมุนเวยี นของกระแสน้ำผิวหน้ำในทศิ ทำง ตำมเขม็ นำฬิกำ และทวนเข็มนำฬกิ ำในซกี โลกใต้ ซ่ึงกระแสนำ้ ผิวหน้ำในมหำสมทุ รมีท้ังกระแสน้ำอุ่น และกระแสนำ้ เยน็ กำรหมนุ เวยี นอำกำศและน้ำในมหำสมทุ ร ส่งผลต่อ ภูมิอำกำศ ลมฟำ้ อำกำศ สงิ่ มีชวี ติ และสง่ิ แวดลอ้ ม เชน่ กระแสนำ้ อุน่ กัลฟ์ สตรีมทที่ ำให้บำงประเทศ ในทวปี ยโุ รปไม่หนำวเยน็ เกินไป และเม่ือกำรหมุนเวียน
๑๐๒ ชั้น ตวั ชี้วัด อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง อำกำศและน้ำในมหำสมุทรแปรปรวน ทำใหเ้ กดิ ๑๓. อธบิ ำยปัจจัยที่มีผลต่อกำรเปลีย่ นแปลง ผลกระทบต่อสภำพลมฟ้ำอำกำศ เชน่ ปรำกฏกำรณ์ และภมู ิอำกำศของโลก พรอ้ มทั้งนำเสนอแนว เอลนีโญและลำนีญำ ซงึ่ เกดิ จำกควำมแปรปรวนของ ปฏบิ ัติเพือ่ ลดกจิ กรรมของมนุษย์ ลมค้ำและส่งผลต่อประเทศที่อย่บู ริเวณมหำสมุทร ทีส่ ่งผลต่อกำรเปลย่ี นแปลงภมู ิอำกำศโลก แปซฟิ ิก ๑๔. แปลควำมหมำยสัญลกั ษณล์ มฟ้ำอำกำศ โลกได้รบั พลังงำนจำกดวงอำทิตย์ โดยปรมิ ำณ ท่ีสำคญั จำกแผนทอ่ี ำกำศ และนำข้อมลู พลงั งำนเฉล่ียท่โี ลกไดร้ ับเท่ำกับพลงั งำนเฉล่ียทโี่ ลก สำรสนเทศตำ่ ง ๆ มำวำงแผนกำรดำเนนิ ชวี ิต ปลดปล่อยกลบั สอู่ วกำศ ทำให้เกิดสมดลุ พลังงำนของ ให้สอดคล้องกับสภำพลมฟ้ำอำกำศ โลก ส่งผลใหอ้ ณุ หภมู ิเฉล่ยี ของโลกในแต่ละปีค่อนข้ำง คงท่แี ละมีลกั ษณะภูมอิ ำกำศทไี่ ม่เปล่ียนแปลง หำก สมดุลพลังงำนของโลกเกิดกำรเปล่ียนแปลงไปจะทำให้ อณุ หภมู เิ ฉล่ยี ของโลกและภูมอิ ำกำศเกดิ กำรเปลีย่ นแปลง ไดเ้ นือ่ งจำกปจั จัยหลำยประกำรทงั้ ปจั จัยทเี่ กิดขึน้ ตำม ธรรมชำติและกำรกระทำของมนษุ ย์ เชน่ แก๊สเรือน กระจก ลักษณะผิวโลก และละอองลอย มนษุ ยม์ สี ่วนชว่ ยในกำรชะลอกำรเปลยี่ นแปลง ภูมอิ ำกำศโลกไดโ้ ดยกำรลดกิจกรรมท่ีทำให้เกดิ กำร เปลีย่ นแปลงสมดลุ พลงั งำน เช่น ลดกำรปลดปล่อย แกส๊ เรือนกระจกและละอองลอย แผนทอี่ ำกำศผิวพ้ืนแสดงข้อมูลกำรตรวจอำกำศ ในรปู แบบสญั ลกั ษณ์หรอื ตวั เลข เช่น บรเิ วณควำมกด อำกำศสูง หย่อมควำมกดอำกำศตำ่ พำยุหมนุ เขตร้อน ร่องควำมกดอำกำศตำ่ กำรแปลควำมหมำยสัญลกั ษณ์ ลมฟ้ำอำกำศทำให้ทรำบลกั ษณะลมฟ้ำอำกำศ ณ บรเิ วณหนงึ่ กำรแปลควำมหมำยสัญลักษณท์ ่ปี รำกฏบนแผนที่ อำกำศ ร่วมกบั ข้อมูลสำรสนเทศต่ำง ๆ เชน่ โปรแกรมประยุกต์เกีย่ วกบั กำรพยำกรณ์อำกำศ เรดำร์ตรวจอำกำศ ภำพถ่ำยดำวเทียม สำมำรถนำมำ วำงแผนกำรดำเนนิ ชวี ติ ให้สอดคล้องกบั สภำพลมฟำ้ อำกำศ เช่น กำรเลอื กช่วงเวลำในกำรเพำะปลูกให้
๑๐๓ ชั้น ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง สอดคลอ้ งกบั ฤดูกำล กำรเตรียมพรอ้ มรับมือสภำพ อำกำศแปรปรวน หมายเหตุ: มำตรฐำน ว ๓.๑ – ว ๓.๒ สำหรับผู้เรยี นทุกคนในระดับช้นั ประถมศึกษำปีที่ ๑ ถึงระดับช้ันมัธยมศึกษำ ปที ่ี ๓ และผู้เรียนในระดับช้ันมัธยมศึกษำปที ี่ ๔ – ๖ ทไ่ี ม่เน้นวทิ ยำศำสตร์ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ
๑๐๔ สาระที่ ๔ ชีววิทยา มาตรฐาน ว ๔.๑ เขา้ ใจธรรมชาตขิ องส่ิงมีชีวิต การศกึ ษาชีววิทยาและวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ สารท่ีเปน็ องค์ประกอบของส่งิ มีชีวิต ปฏิกริ ยิ าเคมีในเซลล์ของส่ิงมีชวี ิต กล้องจุลทรรศน์ โครงสรา้ ง และหนา้ ท่ีของเซลล์ การลาเลยี งสารเขา้ และออกจากเซลล์ การแบ่งเซลล์ และการหายใจ ระดบั เซลล์ ชน้ั ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๔ ๑. อธิบำยและสรปุ สมบตั ิที่สำคัญของส่ิงมีชีวติ ส่ิงมีชีวิตทุกชนดิ ตอ้ งกำรสำรอำหำรและพลังงำน และควำมสัมพนั ธ์ของกำรจดั ระบบในสิง่ มีชวี ติ มกี ำรเจริญเตบิ โต มีกำรตอบสนองตอ่ สิง่ เร้ำ ทที่ ำให้สงิ่ มชี ีวติ ดำรงชวี ิตอยู่ได้ มีกำรรักษำดุลยภำพของรำ่ งกำย มกี ำรสบื พนั ธ์ุ มีกำรปรบั ตวั ทำงววิ ฒั นำกำร และมกี ำรทำงำน อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ รว่ มกันขององค์ประกอบต่ำง ๆ อย่ำงเปน็ ระบบ สง่ิ เหล่ำนจี้ ัดเปน็ สมบัตทิ ่สี ำคัญของสงิ่ มีชีวติ - กำรจัดระบบในสิ่งมชี ีวติ เร่ิมจำกหน่วยเล็ก ไปหนว่ ยใหญ่ ไดแ้ ก่ เซลล์ เน้ือเยอ่ื อวัยวะ ระบบอวยั วะ และสง่ิ มีชีวติ ตำมลำดบั ๒. อภิปรำยและบอกควำมสำคัญของกำรระบุ วิธีกำรทำงวทิ ยำศำสตร์ในกำรคน้ หำคำตอบ ปญั หำ ควำมสัมพนั ธร์ ะหว่ำงปญั หำ สมมตฐิ ำน เกย่ี วกบั ส่ิงมชี วี ิตเริ่มจำกกำรตั้งปัญหำหรอื คำถำม และวธิ กี ำรตรวจสอบสมมตฐิ ำน รวมทงั้ ต้ังสมมติฐำน ตรวจสอบสมมตฐิ ำน เกบ็ รวบรวม ออกแบบกำรทดลองเพื่อตรวจสอบสมมตฐิ ำน ข้อมลู วเิ ครำะหข์ ้อมูล และสรปุ ผล กำรศึกษำสงิ่ มีชีวติ ต้องอำศัยควำมรูจ้ ำกแขนงวชิ ำ ตำ่ ง ๆ ของชวี วทิ ยำและสำขำวชิ ำอื่นทเี่ กย่ี วข้องและ ควรคำนงึ ถึงชวี จรยิ ธรรมและจรรยำบรรณกำรใช้ สตั ว์ทดลอง ๓. สืบค้นข้อมลู อธิบำยเก่ยี วกบั สมบตั ิของนำ้ สงิ่ มีชีวิตประกอบดว้ ยธำตุและสำรประกอบ และบอกควำมสำคญั ของนำ้ ที่มีตอ่ สง่ิ มีชีวติ ในรำ่ งกำยของสงิ่ มชี วี ิตมีนำ้ เปน็ องคป์ ระกอบมำกทีส่ ุด และยกตวั อยำ่ งธำตชุ นิดตำ่ ง ๆ ทม่ี คี วำมสำคัญ น้ำประกอบดว้ ยธำตไุ ฮโดรเจนและออกซิเจน มีสมบตั ิ ตอ่ รำ่ งกำยส่งิ มชี ีวติ ในกำรเปน็ ตวั ทำละลำยท่ดี ี เก็บควำมร้อนไดด้ ี และมี ควำมจคุ วำมร้อนสงู ซึ่งช่วยรกั ษำดลุ ยภำพของเซลล์ได้ ธำตุที่สง่ิ มชี ีวติ ต้องกำรจะอยูใ่ นรูปของไอออน ในมนษุ ย์และสตั ว์ ธำตจุ ะช่วยใหก้ ำรทำงำนของระบบ ตำ่ ง ๆ ในรำ่ งกำยดำเนนิ ไปตำมปกติ นอกจำกน้ี ในกระดูก ฟัน และกล้ำมเนอ้ื จะมธี ำตเุ ป็นองคป์ ระกอบด้วย
๑๐๕ ชั้น ตวั ชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๔. สืบค้นขอ้ มลู อธบิ ำยโครงสรำ้ งของ คำรโ์ บไฮเดรตประกอบด้วยธำตคุ ำรบ์ อน คำร์โบไฮเดรต ระบกุ ลุ่มของคำรโ์ บไฮเดรต ไฮโดรเจน และออกซเิ จน แบ่งตำมขนำดโมเลกุล รวมท้ังควำมสำคัญของคำร์โบไฮเดรตที่มตี ่อ ออกได้เป็น ๓ กลมุ่ คือ มอโนแซก็ คำไรด์ ส่งิ มีชวี ิต ไดแซ็กคำไรด์ และพอลิแซ็กคำไรด์ ๕. สบื คน้ ข้อมลู อธิบำยโครงสรำ้ งของโปรตนี โปรตนี มีกรดอะมิโนเป็นหน่วยยอ่ ยประกอบดว้ ย และควำมสำคญั ของโปรตนี ที่มตี ่อส่ิงมีชวี ติ ธำตคุ ำร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน และไนโตรเจน บำงชนดิ อำจมี ธำตุฟอสฟอรัส เหล็ก และกำมะถนั เป็นองค์ประกอบ ๖. สืบค้นขอ้ มลู อธิบำยโครงสร้ำงของลิพดิ ลพิ ดิ ประกอบดว้ ยธำตคุ ำร์บอน ไฮโดรเจน และ และควำมสำคัญของลิพิดท่ีมตี ่อสิง่ มีชวี ติ ออกซิเจน เป็นสำรประกอบทล่ี ะลำยได้ดี อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ในตัวทำละลำยทเี่ ป็นสำรอินทรยี ์ ลพิ ิดกลุม่ สำคัญ ทพ่ี บในส่งิ มีชวี ติ เช่น กรดไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ ฟอสโฟลิพิด สเตอรอยด์ ๗. อธิบำยโครงสรำ้ งของกรดนิวคลอิ กิ และ กรดนวิ คลิอิกประกอบดว้ ยหน่วยย่อย เรยี กว่ำ ระบุชนิดของกรดนิวคลิอกิ และควำมสำคัญของ นวิ คลโี อไทด์ โมเลกลุ ของนิวคลโี อไทดป์ ระกอบดว้ ย กรดนิวคลิอิกที่มีต่อส่งิ มีชีวิต หมู่ฟอสเฟต นำ้ ตำลที่มคี ำร์บอน ๕ อะตอม และเบส ทมี่ ไี นโตรเจนเปน็ องค์ประกอบ กรดนวิ คลอิ ิกเปน็ องคป์ ระกอบของสำรพันธกุ รรม ทำหนำ้ ทเ่ี กบ็ และถำ่ ยทอดข้อมลู ทำงพนั ธุกรรม มี ๒ ชนิด คอื DNA และ RNA ๘. สบื ค้นข้อมลู และอธบิ ำยปฏกิ ริ ยิ ำเคมี เมแทบอลซิ ึมเปน็ ปฏิกิริยำเคมที ่เี กดิ ขนึ้ ภำยใน ทเี่ กิดข้ึนในสงิ่ มีชีวิต เซลล์ของสง่ิ มีชวี ิต ปฏิกิรยิ ำเคมีประกอบดว้ ย ๙. อธิบำยกำรทำงำนของเอนไซม์ในกำรเรง่ ปฏกิ ิริยำคำย-พลังงำนและปฏิกริ ยิ ำดูดพลงั งำน ปฏกิ ิริยำเคมใี นส่ิงมชี วี ติ และระบุปจั จัยท่ีมีผล ปฏกิ ิริยำเคมเี หลำ่ น้จี ะดำเนินไปได้อย่ำงรวดเร็ว ตอ่ กำรทำงำนของเอนไซม์ จำเป็นตอ้ งอำศัยเอนไซมช์ ว่ ยเร่งปฏกิ ิริยำ เอนไซมส์ ่วนใหญ่เป็นสำรอินทรียป์ ระเภทโปรตนี ทำหน้ำทเี่ ร่งปฏิกิริยำเคมี ในขณะที่เกดิ ปฏิกิรยิ ำเคมี ในเซลล์ สำรตั้งตน้ จะเข้ำไปจับกบั เอนไซม์ทบี่ ริเวณ จำเพำะของเอนไซม์ท่ีเรยี กวำ่ บรเิ วณเร่ง ถ้ำสำรต้ังต้นมโี ครงสรำ้ งเข้ำกับบริเวณเร่งได้ สำรตัง้ ต้นนัน้ จะถูกเปล่ยี นเป็นสำรผลิตภัณฑ์
๑๐๖ ชั้น ตวั ช้ีวดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง อุณหภูมิ สภำพควำมเป็นกรด-เบส และตัวยบั ย้งั เอนไซม์ เปน็ ปจั จยั ทมี่ ผี ลต่อกำรทำงำนของเอนไซม์ ๑๐. บอกวิธกี ำรและเตรยี มตัวอย่ำงส่ิงมชี วี ิต กลอ้ งจลุ ทรรศน์เป็นเคร่ืองมอื ท่ีใชศ้ ึกษำส่ิงมีชีวติ เพ่อื ศึกษำภำยใตก้ ล้องจุลทรรศน์ใช้แสง วัด ขนำดเลก็ ที่ไม่สำมำรถเหน็ ได้ด้วยตำเปลำ่ และ ขนำดโดยประมำณและวำดภำพที่ปรำกฏ รำยละเอยี ดโครงสร้ำงของเซลล์ ภำยใตก้ ลอ้ ง บอกวธิ กี ำรใช้ และกำรดแู ลรักษำ กล้องจลุ ทรรศนใ์ ชแ้ สงแบบเชงิ ประกอบ และ กลอ้ งจลุ ทรรศน์ใชแ้ สงทถ่ี ูกต้อง กล้องจุลทรรศน์ใชแ้ สงแบบสเตอรโิ ออำศัยเลนส์ ในกำรทำให้เกดิ ภำพขยำย กลอ้ งจุลทรรศนอ์ ิเล็กตรอนทำให้เกดิ ภำพขยำย โดยอำศยั เลนสแ์ มเ่ หลก็ ไฟฟ้ำรวมลำอิเล็กตรอน ซง่ึ มอี ยูด่ ้วยกัน ๒ ชนิด คือ ชนดิ สอ่ งผำ่ นและชนดิ ส่องกรำด อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ตัวอย่ำงสงิ่ มีชวี ติ ทีน่ ำมำศึกษำภำยใตก้ ล้อง จลุ ทรรศน์ ใช้แสงต้องมวี ิธกี ำรเตรียมทถี่ ูกตอ้ ง และเหมำะสมกบั ชนดิ ของสง่ิ มชี ีวิต เพือ่ ใหเ้ กดิ ประสิทธิภำพในกำรศึกษำ กลอ้ งจุลทรรศน์ใช้แสงเปน็ เครื่องมือที่มี ควำมละเอยี ด ซับซ้อน และรำคำค่อนข้ำงสงู จึงควร ใช้อย่ำงถูกวธิ ี มีกำรเก็บและดูแลรกั ษำที่ถูกต้อง เพอื่ ให้สำมำรถใชง้ ำนได้นำน ๑๑. อธิบำยโครงสรำ้ งและหน้ำทข่ี องส่วน เซลล์เปน็ หน่วยพ้ืนฐำนทเ่ี ล็กทสี่ ุดของส่งิ มชี ีวิต ทหี่ ่อหุม้ เซลลข์ องเซลล์พชื และเซลล์สตั ว์ โครงสรำ้ งพ้นื ฐำนของเซลลป์ ระกอบดว้ ย สว่ นท่ี ๑๒. สืบคน้ ข้อมูล อธบิ ำย และระบุชนิดและ ห่อห้มุ เซลลไ์ ซโทพลำซมึ และนิวเคลยี ส หน้ำท่ขี องออร์แกเนลล์ สว่ นทีห่ ่อหุ้มเซลลท์ ่ีพบในเซลลท์ กุ ชนดิ คือ ๑๓. อธบิ ำยโครงสรำ้ งและหนำ้ ทีข่ องนวิ เคลียส เยือ่ ห้มุ เซลล์ แตใ่ นแบคทีเรยี สำหรำ่ ย ฟังไจ และพืช จะมผี นงั เซลล์เปน็ ส่วนหอ่ หุ้มเซลล์เพิ่มเติมขึ้นมำอีก ชั้นหน่ึง โครงสรำ้ งของเยอ่ื หุ้มเซลล์ประกอบด้วยโมเลกลุ ของฟอสโฟลิพดิ เรยี งเปน็ สองชั้น และมโี ปรตีนแทรก หรืออยู่ทผ่ี ิวทัง้ สองดำ้ นของฟอสโฟลิพิด
๑๐๗ ชั้น ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ไซโทพลำซมึ อยู่ภำยในเยอ่ื ห้มุ เซลลป์ ระกอบดว้ ย ไซโทซอลและออรแ์ กเนลล์ นวิ เคลียสเปน็ ศูนยก์ ลำงควบคุมกำรทำงำนของ เซลล์ยคู ำริโอต ประกอบดว้ ยเยอื่ หุ้ม ซง่ึ ภำยในมี DNA RNA และโปรตีนบำงชนิด ๑๔. อธบิ ำยและเปรยี บเทยี บกำรแพร่ สำรต่ำง ๆ มีกำรเคลื่อนที่เขำ้ และออกจำกเซลล์ ออสโมซิส กำรแพรแ่ บบฟำซิลเิ ทต และ อยตู่ ลอดเวลำโดยกระบวนกำรต่ำง ๆ ได้แก่ แอกทฟี ทรำนสปอรต์ กำรแพร่ ออสโมซิส กำรแพร่แบบฟำซลิ เิ ทต ๑๕. สืบค้นข้อมลู อธบิ ำย และเขยี นแผนภำพ แอกทีฟทรำน สปอร์ต กระบวนกำรเอกโซไซโทซิส กำรลำเลียงสำรโมเลกุลใหญ่ออกจำกเซลลด์ ้วย กระบวนกำรเอนโดไซโทซสิ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ กระบวนกำรเอกโซไซโทซิสและกำรลำเลยี งสำร แกส๊ ต่ำง ๆ เข้ำหรอื ออกจำกเซลลโ์ ดยกำรแพร่ โมเลกลุ ใหญ่เข้ำส่เู ซลล์ดว้ ยกระบวนกำร สว่ นนำ้ เข้ำหรอื ออกจำกเซลล์ผ่ำนเยื่อหมุ้ เซลล์ เอนโดไซโทซิส โดยออสโมซิส ไอออนและสำรบำงอยำ่ งท่ีไมส่ ำมำรถลำเลียง ผำ่ นเยื่อหุ้มเซลล์โดยตรงได้ จำเป็นต้องอำศัยโปรตนี ท่ีอยบู่ นเย่ือห้มุ เซลล์เป็นตวั พำสำรนน้ั เขำ้ และออก จำกเซลลเ์ รียกว่ำ กำรแพร่แบบฟำซิลิเทต แอกทฟี ทรำนสปอร์ต เปน็ กำรลำเลยี งสำรจำก บรเิ วณท่ีมีควำมเข้มข้นต่ำไปยังบรเิ วณที่มี ควำมเข้มขน้ สูง สำรบำงอย่ำงทไ่ี มส่ ำมำรถแพร่ผำ่ นเย่อื หมุ้ เซลล์ หรอื ลำเลยี งผำ่ นโปรตีนทเี่ ปน็ ตวั พำไดจ้ ะถูกลำเลยี ง ออกจำกเซลลด์ ้วยกระบวนกำรเอกโซไซโทซสิ สำรทมี่ ขี นำดใหญจ่ ะสำมำรถลำเลยี งเขำ้ ส่เู ซลล์ ด้วยกระบวนกำรเอนโดไซโทซิส ซ่ึงแบ่งเปน็ ๓ แบบ ไดแ้ ก่ พโิ นไซโทซิส ฟำโกไซโทซสิ และกำรนำสำร เข้ำส่เู ซลลโ์ ดยอำศยั ตัวรับ ๑๖. สังเกตกำรแบ่งนวิ เคลยี สแบบไมโทซิสและ กำรแบง่ เซลล์ของสง่ิ มีชีวิตเป็นกำรเพ่ิมจำนวน แบบไมโอซิสจำกตัวอย่ำงภำยใต้กล้อง เซลล์ ซงึ่ เปน็ กระบวนกำรทเ่ี กิดขึน้ ตอ่ เนื่องกันเปน็ จลุ ทรรศน์ พร้อมทัง้ อธบิ ำยและเปรยี บเทยี บ วัฏจักร โดยวฏั จกั รของเซลล์ประกอบด้วย กำรแบ่งนิวเคลยี สแบบไมโทซิสและแบบ อนิ เตอรเ์ ฟส กำรแบ่งนิวเคลยี สแบบไมโทซสิ และ ไมโอซิส กำรแบง่ ไซโทพลำซึม
ชน้ั ตวั ช้วี ดั อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ๑๐๘ ๑๗. อธบิ ำย เปรียบเทียบ และสรุปขนั้ ตอน สาระการเรียนรู้แกนกลาง กำรหำยใจระดับเซลล์ในภำวะที่มีออกซเิ จน เพยี งพอและภำวะท่ีมอี อกซิเจนไมเ่ พียงพอ กำรแบ่งนวิ เคลยี สมี ๒ แบบ คอื กำรแบ่งนวิ เคลยี ส แบบ ไมโทซสิ และกำรแบง่ นิวเคลียสแบบไมโอซสิ ม.๕ - ม.๖ - กำรแบง่ นิวเคลยี สแบบไมโทซิสประกอบด้วยระยะ โพรเฟส เมทำเฟส แอนำเฟส และเทโลเฟส กำรแบ่งนวิ เคลยี สแบบไมโอซิสประกอบด้วยระยะ โพรเฟส เมทำเฟส แอนำเฟส เทโลเฟส ระยะโพรเฟส เมทำเฟส แอนำเฟส และ เทโลเฟส กำรแบง่ นวิ เคลียสแบบไมโทซสิ ทำให้เซลล์ร่ำงกำย เพมิ่ จำนวนเพ่ือกำรเจริญเตบิ โต และซ่อมแซมส่วนท่ี สึกหรอ หรอื ถูกทำลำยไปได้ สว่ นกำรแบ่งนิวเคลยี ส แบบไมโอซสิ มีควำมสำคัญต่อส่ิงมีชวี ติ ในกระบวนกำร สรำ้ งเซลล์สืบพนั ธุ์ กำรแบ่งไซโทพลำซึมในเซลลพ์ ืชจะมีกำรสรำ้ ง แผ่นกัน้ เซลลแ์ ละเซลล์สัตวจ์ ะมีกำรคอดเว้ำเขำ้ หำกนั ของเย่ือหุม้ เซลล์ กำรหำยใจระดบั เซลลเ์ ปน็ กำรสลำยสำรอำหำร ทม่ี พี ลงั งำนสงู โดยมีออกซเิ จนเปน็ ตัวรบั อิเล็กตรอน ตัวสุดทำ้ ย ประกอบด้วย ๓ ขัน้ ตอน คือ ไกลโคลิซสิ วัฏจักรเครบส์ และกระบวนกำรถ่ำยทอดอเิ ล็กตรอน กำรหำยใจระดบั เซลล์ พลงั งำนสว่ นใหญ่ได้จำก ขั้นตอนกำรถ่ำยทอดอิเล็กตรอน พลงั งำนนี้จะถูกเก็บ ไว้ในพนั ธะเคมีในโมเลกุลของ ATP ในภำวะทีม่ ีออกซเิ จนไม่เพียงพอ ทำใหก้ ำรหำยใจ ของเซลล์ไมส่ มบรู ณ์ จึงเกดิ ได้เฉพำะไกลโคลซิ ิส ผลท่ไี ดจ้ ำกกำรหำยใจในสภำวะน้ใี นสัตว์จะได้ กรดแลกติก ในจลุ นิ ทรียแ์ ละพชื อำจได้กรด แลกติก หรอื เอทลิ แอลกอฮอล์ - -
๑๐๙ สาระที่ ๔ ชีววทิ ยา มาตรฐาน ว ๔.๒ เข้าใจการถา่ ยทอดลกั ษณะทางพันธกุ รรม การถ่ายทอดยนี บนโครโมโซม สมบัติและหนา้ ท่ี ของสารพนั ธกุ รรม การเกิดมิวเทชัน เทคโนโลยีทางดเี อน็ เอ หลกั ฐาน ขอ้ มลู และแนวคิด เกีย่ วกับวิวฒั นาการของส่งิ มชี ีวิต ภาวะสมดุลของฮารด์ ี-ไวนเ์ บิร์ก การเกดิ สปชี ีสใ์ หม่ ความ หลากหลายทางชีวภาพ กาเนดิ ของสิง่ มีชวี ิต ความหลากหลายของสง่ิ มีชีวิต และ อนุกรมวธิ าน รวมทัง้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ ช้ัน ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ม.๔ ๑. สืบค้นข้อมูล อธบิ ำยและสรปุ ผลกำรทดลอง เมนเดลศึกษำกำรถ่ำยทอดลกั ษณะทำงพันธกุ รรม ของเมนเดล โดยกำรผสมพันธถ์ุ ่ัวลนั เตำ จนสรุปเป็นกฎแหง่ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ๒. อธิบำยและสรปุ กฎแหง่ กำรแยกและกฎแห่ง กำรแยกและกฎแห่งกำรรวมกลุ่มอยำ่ งอสิ ระ กำรรวมกลุ่มอย่ำงอสิ ระ และนำกฎของเมนเดล กฎแห่งกำรแยกมีใจควำมว่ำ แอลลลี ทอ่ี ยเู่ ปน็ คู่ นไี้ ปอธิบำยกำรถ่ำยทอดลักษณะทำงพันธกุ รรม จะแยกออกจำกกันในระหวำ่ งกำรสร้ำงเซลลส์ ืบพันธ์ุ และใชใ้ นกำรคำนวณโอกำสในกำรเกดิ โดยเซลลส์ บื พันธ์ุแต่ละเซลล์จะมีเพยี งแอลลลี ใด ฟโี นไทปแ์ ละจีโนไทป์แบบตำ่ ง ๆ ของร่นุ F1 แอลลลี หนงึ่ และ F2 กฎแหง่ กำรรวมกลุ่มอย่ำงอิสระมีใจควำมว่ำ หลงั จำกคขู่ องแอลลีลแยกออกจำกกัน แตล่ ะแอลลีล จะจดั กลุ่มอย่ำงอสิ ระกับแอลลลี อื่น ๆ ทแ่ี ยกออกจำก ค่เู ชน่ กันในกำรเขำ้ ไปอยู่ในเซลลส์ ืบพนั ธ์ุ ๓. สบื ค้นข้อมูล วเิ ครำะห์ อธบิ ำย และสรุป กำรถ่ำยทอดลักษณะทำงพันธกุ รรมบำงลักษณะให้ เกยี่ วกับกำรถำ่ ยทอดลกั ษณะทำงพนั ธุกรรม อัตรำสว่ นทีแ่ ตกต่ำงจำกผลกำรศึกษำของเมนเดล ที่เปน็ ส่วนขยำยของ พนั ธุศำสตร์เมนเดล เรียกลักษณะเหล่ำนี้วำ่ ลกั ษณะทำงพนั ธุกรรมที่เป็น ๔. สบื คน้ ข้อมลู วิเครำะห์ และเปรยี บเทยี บ ส่วนขยำยของพันธุศำสตร์เมนเดล เชน่ กำรขม่ ลกั ษณะทำงพนั ธกุ รรมทมี่ กี ำรแปรผนั ไม่สมบูรณ์ กำรข่มร่วมกัน มัลตเิ ปิลแอลลีล ยนี บน ไมต่ ่อเนื่องและลักษณะทำงพันธกุ รรมทม่ี ี โครโมโซมเพศ และพอลยิ ีน กำรแปรผันตอ่ เน่ือง ลักษณะพันธุกรรมบำงลกั ษณะมีควำมแตกต่ำงกัน ชดั เจน เช่น กำรมตี ่ิงหูหรือไม่มตี ่งิ หู ซึง่ เปน็ ลกั ษณะ ทำงพนั ธุกรรมท่มี ีกำรแปรผนั ไม่ต่อเน่ือง ลกั ษณะทำงพันธกุ รรมบำงลักษณะมีควำมแตกต่ำง กันเล็กน้อยและลดหลนั่ กันไป เช่น ควำมสงู และสีผวิ ของมนษุ ย์ถูกควบคุมโดยยีนหลำยคซู่ ึ่งเป็นลกั ษณะ
๑๑๐ ชั้น ตัวชี้วดั อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ สาระการเรียนรู้แกนกลาง ทำงพนั ธกุ รรมท่มี ีกำรแปรผันต่อเนือ่ งและสงิ่ แวดลอ้ ม ๕. อธบิ ำยกำรถ่ำยทอดยนี บนโครโมโซม อำจมีผลต่อกำรแสดงลักษณะนั้น และยกตวั อยำ่ งลักษณะทำงพันธกุ รรมทถ่ี ูก ควบคมุ ดว้ ยยีนบนออโตโซมและยีนบน โครโมโซมภำยในเซลลร์ ่ำงกำยแบ่งเปน็ ออโตโซม โครโมโซมเพศ และโครโมโซมเพศ ลักษณะทำงพันธุกรรมสว่ นใหญ่ ถกู ควบคุมด้วยยนี บนออโตโซม บำงลกั ษณะถกู ๖. สืบคน้ ข้อมลู อธิบำยสมบตั ิและหนำ้ ทขี่ อง ควบคมุ ดว้ ยยีนบนโครโมโซมเพศซ่งึ ส่วนมำกเป็นยีน สำรพันธกุ รรม โครงสรำ้ งและองคป์ ระกอบ บนโครโมโซม X ทำงเคมีของ DNA และสรปุ กำรจำลอง DNA ๗. อธิบำยและระบขุ น้ั ตอนในกระบวนกำร เมื่อมีกำรสร้ำงเซลล์สบื พนั ธ์ุ ยนี บนโครโมโซม สังเครำะห์โปรตนี และหนำ้ ที่ของ DNA และ เดียวกนั ทอ่ี ยู่ใกล้กนั มักจะถูกถ่ำยทอดไปดว้ ยกนั แต่ RNA แต่ละชนิดในกระบวนกำรสังเครำะห์ กำรเกิดครอสซงิ โอเวอร์ในกำรแบง่ เซลล์แบบไมโอซสิ โปรตนี อำจทำใหย้ ีนบนโครโมโซมเดียวกันแยกจำกกนั ได้ ๘. สรุปควำมสมั พันธร์ ะหวำ่ งสำรพนั ธกุ รรม สง่ ผลให้รปู แบบของเซลล์สืบพันธ์ทุ ีไ่ ด้แตกต่ำงไปจำก แอลลีล โปรตนี ลกั ษณะทำงพันธุกรรม และ กรณีท่ีไม่เกิดครอสซงิ โอเวอร์ เชอ่ื มโยงกับควำมรู้เรือ่ งพนั ธุศำสตร์เมนเดล DNA เปน็ พอลเิ มอร์ของนวิ คลีโอไทด์ แต่ละ นิวคลีโอไทดป์ ระกอบด้วยนำ้ ตำลดีออกซีไรโบส หมฟู่ อสเฟต และไนโตรจนี ัสเบส คือ A T C และ G โมเลกลุ ของ DNA เปน็ พอลินวิ คลโี อไทด์ ๒ สำย เรียงสลบั ทศิ และบิดเป็นเกลยี วเวยี นขวำ โดยกำรเข้ำคู่ กันของสำย DNA เกดิ จำกกำรจับค่ขู องเบสคสู่ ม คือ A คูก่ ับ T และ C ค่กู บั G ยนี คอื สำย DNA บำงชว่ งท่ีควบคมุ ลกั ษณะ ทำงพันธุกรรมได้ โดยยนี กำหนดลำดบั กรดอะมโิ น ของโปรตนี ซึ่งทำหน้ำทเี่ ปน็ โครงสรำ้ ง เอนไซม์ และ อ่ืน ๆ มีผลทำให้เซลล์และสิ่งมีชีวิตปรำกฏลกั ษณะ ต่ำง ๆ ได้ DNA จำลองตวั เองไดโ้ ดยใช้สำยหนึ่งเป็นแมแ่ บบ และสรำ้ งอีกสำยขนึ้ มำใหม่ ซ่ึงจะมีโครงสร้ำงและ ลำดับนิวคลโี อไทด์เหมือนเดิม DNA ควบคุมลกั ษณะทำงพนั ธุกรรมของส่ิงมีชวี ิต ได้ โดยกำรสรำ้ ง RNA ๓ ประเภท คอื mRNA tRNA และ rRNA ซง่ึ ร่วมกนั ทำหนำ้ ทใี่ นกระบวนกำร สังเครำะหโ์ ปรตีน
๑๑๑ ชั้น ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง RNA เปน็ พอลเิ มอร์ของนิวคลีโอไทด์สำยเด่ียว แต่ละนวิ คลโี อไทด์ประกอบด้วยน้ำตำลไรโบส หมฟู่ อสเฟต และไนโตรจนี สั เบส คอื A U C และ G ๙. สบื คน้ ข้อมลู และอธบิ ำยกำรเกิดมวิ เทชัน มวิ เทชันเปน็ กำรเปลี่ยนแปลงของลำดบั หรือ ระดับยีนและระดับโครโมโซม สำเหตุกำรเกดิ จำนวนนิวคลโี อไทด์ใน DNA ซงึ่ อำจนำไปสู่ มวิ เทชัน รวมท้ังยกตวั อย่ำงโรคและกลุม่ อำกำร กำรเปลยี่ นแปลงโครงสร้ำงและกำรทำงำนของโปรตนี ทเ่ี ปน็ ผลของกำรเกิดมิวเทชนั ซ่งึ ถ้ำกำรเปลยี่ นแปลงดงั กล่ำวเกดิ ในเซลล์สบื พนั ธุ์ จะสำมำรถถำ่ ยทอดไปยงั รุ่นต่อ ๆ ไปได้ และทำให้ เกดิ ควำมแปรผนั ทำงพันธกุ รรมของสงิ่ มีชวี ติ กำรเกิด มวิ เทชันมสี ำเหตุมำจำกปัจจัยตำ่ ง ๆ เช่น รังสี และ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ สำรเคมี กำรขำดหำยไปหรือเพิ่มขน้ึ ของนวิ คลีโอไทด์และ กำรแทนท่ีคู่เบส เป็นกำรเกดิ มิวเทชันระดบั ยนี เช่น โรคโลหติ จำงชนิดซกิ เคลิ เซลล์ เปน็ ผลมำจำก กำรแทนท่ีคู่เบส กำรเปลี่ยนแปลงโครงสรำ้ งของโครโมโซม เชน่ หำยไปหรอื เพมิ่ ขน้ึ บำงสว่ น และกำรเปล่ยี นแปลง จำนวนโครโมโซม เช่น กำรลดลงหรอื เพิ่มข้ึนของ โครโมโซมบำงแท่งหรือทง้ั ชุด เปน็ สำเหตุของกำรเกดิ มวิ เทชนั ระดับโครโมโซม เชน่ กลุม่ อำกำรครดิ ูชำต์ และกลมุ่ อำกำรดำวน์ กลมุ่ อำกำรเทอร์เนอรแ์ ละ กลมุ่ อำกำรไคลนเ์ ฟลเตอร์ ๑๐. อธบิ ำยหลกั กำรสร้ำงส่ิงมีชีวติ ดดั แปร - กำรใช้เทคโนโลยีทำงดเี อน็ เอ ในกำรสร้ำงดเี อน็ เอ พนั ธกุ รรมโดยใชด้ ีเอน็ เอรีคอมบแิ นนท์ รคี อมบิแนนท์ สำมำรถนำไปใช้ในกำรสรำ้ งสง่ิ มีชีวติ ๑๑. สบื ค้นขอ้ มูล ยกตวั อยำ่ ง และอภปิ รำย ดัดแปรพนั ธกุ รรมโดยนำยนี ที่ต้องกำรมำตดั ต่อใส่ใน กำรนำเทคโนโลยที ำงดเี อน็ เอไปประยุกต์ สิ่งมีชวี ติ ทำให้ส่ิงมีชวี ิตน้นั มสี มบัติตำมต้องกำร ทง้ั ในด้ำนสง่ิ แวดล้อม นิตวิ ิทยำศำสตร์ - เทคโนโลยที ำงดีเอ็นเอ สำมำรถนำไปประยกุ ต์ กำรแพทย์ กำรเกษตร และอุตสำหกรรม และ ใชใ้ นดำ้ นตำ่ ง ๆ เช่น ส่งิ แวดลอ้ ม นติ วิ ิทยำศำสตร์ ข้อควรคำนงึ ถึงด้ำนชวี จรยิ ธรรม กำรแพทย์ กำรเกษตร และอุตสำหกรรม โดยกำรใช้ เทคโนโลยที ำงดีเอน็ เอต้องคำนึงถึงควำมปลอดภยั ทำงชีวภำพ ชวี จรยิ ธรรม และผลกระทบตอ่ สงั คม
๑๑๒ ชั้น ตัวชว้ี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๑๒. สบื คน้ ขอ้ มูลและอธบิ ำยเก่ยี วกับหลักฐำน หลักฐำนทีท่ ำใหเ้ ชื่อว่ำส่ิงมีชีวติ มวี ิวฒั นำกำร เชน่ ท่ีสนบั สนุนและข้อมูลทใ่ี ช้อธบิ ำยกำรเกิด ซำกดกึ ดำบรรพ์ กำยวภิ ำคเปรียบเทยี บวิทยำ ววิ ฒั นำกำรของส่งิ มชี ีวติ เอม็ บรโิ อ กำรแพร่กระจำยของสิง่ มีชีวิตทำงภมู ิศำสตร์ กำรศกึ ษำทำงชีวภมู ิศำสตร์ และด้ำนชีววิทยำระดบั โมเลกลุ มนุษยม์ ีกำรสบื สำยววิ ัฒนำกำรมำเปน็ เวลำนำน โดยมีหลักฐำนทีส่ นบั สนนุ จำกซำกดึกดำบรรพ์ของ บรรพบรุ ุษมนุษยท์ คี่ ้นพบและจำกกำรเปรียบเทียบ ลำดับเบสบน DNA ระหวำ่ งมนษุ ย์กบั ไพรเมตอื่น ๆ ๑๓. อธิบำยและเปรยี บเทยี บแนวคดิ เก่ียวกับ ฌอง ลำมำร์ก ได้เสนอแนวคิดเพื่ออธิบำยเกย่ี วกับ ววิ ัฒนำกำรของส่ิงมีชวี ิตของฌอง ลำมำร์ก วิวัฒนำกำรของสิ่งมีชวี ติ วำ่ สงิ่ มชี ีวติ มีกำรเปลย่ี นแปลง และทฤษฎเี กี่ยวกับวิวัฒนำกำรของส่ิงมีชีวติ โครงสรำ้ งให้เข้ำกับสภำพแวดล้อม โดยอำศยั กฎกำรใช้ ของชำลส์ ดำร์วนิ และไม่ใช้ และกฎแห่งกำรถ่ำยทอดลกั ษณะที่เกิด อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ข้ึนมำใหม่ ชำลส์ ดำรว์ นิ เสนอทฤษฎเี ก่ยี วกับวิวัฒนำกำรของ สง่ิ มีชีวติ วำ่ เกิดจำกกำรคดั เลือกโดยธรรมชำติ โดย ส่งิ มชี วี ติ มีแนวโนม้ ท่ีจะใหก้ ำเนิดลูกทีม่ ลี ักษณะ แตกต่ำงกันจำนวนมำก แตม่ เี พียงจำนวนหนึง่ ทีเ่ หมำะสมกับสภำพแวดลอ้ ม สำมำรถมีชวี ติ รอด และถ่ำยทอดลักษณะทีเ่ หมำะสมไปยงั รุ่นต่อไปได้ ๑๔. ระบุสำระสำคัญและอธิบำยเง่ือนไขของ เม่ือประชำกรอยู่ในภำวะสมดุลของฮำร์ดี-ไวน์เบิร์ก ภำวะสมดุลของฮำร์ดี-ไวน์เบิร์ก ปัจจัยที่ทำให้ โดยกลุ่มประชำกรมีขนำดใหญ่ ไม่มีกำรถ่ำยเทยีน เกิดกำรเปลี่ยนแปลงควำมถี่ของแอลลีล ระหว่ำงกลุ่มประชำกร ไม่เกิดมิวเทชัน สมำชิกทุกตัว ในประชำกร พร้อมท้ังคำนวณหำควำมถี่ของ มีโอกำสผสมพันธุ์ได้เท่ำกัน และไม่เกิดกำรคัดเลือก แอลลีลและจีโนไทป์ของประชำกรโดยใช้หลัก โดยธรรมชำติ จะทำให้ควำมถ่ีของแอลลีลของ ของฮำรด์ ี-ไวนเ์ บริ ์ก ลักษณะนั้นไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่ำจะผ่ำนไปก่ีรุ่นก็ตำม เปน็ ผลให้ลักษณะน้นั ไม่เกิดววิ ฒั นำกำร กำรเปล่ยี นแปลงควำมถข่ี องยนี หรอื แอลลลี ในประชำกร เกิดจำกปัจจยั หลำยประกำร นำไปสู่ กำรเกิดววิ ัฒนำกำร ๑๕. สืบคน้ ขอ้ มลู อภิปรำย และอธบิ ำย สปีชีส์ใหม่จะเกดิ ขน้ึ ได้เมอื่ ไม่มีกำรถำ่ ยเท กระบวนกำรเกดิ สปชี สี ์ใหมข่ องสิง่ มชี ีวิต เคลือ่ นย้ำยยนี ระหวำ่ งประชำกรหน่ึงกับอีกประชำกร
๑๑๓ ชน้ั ตวั ชวี้ ัด อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ สาระการเรียนรู้แกนกลาง หนง่ึ ในรุน่ บรรพบุรษุ ทำให้ประชำกรท้งั สอง ม.๕ - มโี ครงสร้ำงทำงพันธุกรรมทแ่ี ตกต่ำงกนั และ ม.๖ ๑. อภิปรำยควำมสำคัญของควำมหลำกหลำย ววิ ัฒนำกำรเกิดเปน็ สปีชีสใ์ หม่ ทำงชีวภำพ และควำมเชื่อมโยงระหว่ำง ปจั จยั ที่ทำให้เกิดสปชี สี ใ์ หมอ่ ำจเกิดได้ ๒ แนวทำง ควำมหลำกหลำยทำงพนั ธกุ รรม คือ กำรเกดิ สปีชสี ์ใหม่จำกกำรแบ่งแยกทำงภมู ศิ ำสตร์ ควำมหลำกหลำยของสปีชีส์ และ และกำรเกดิ สปชี ีสใ์ หมใ่ นเขตภมู ิศำสตร์เดยี วกนั ควำมหลำกหลำยของระบบนเิ วศ - ๒. อธิบำยกำรเกิดเซลลเ์ ริ่มแรกของสิ่งมีชีวติ และววิ ัฒนำกำรของสิ่งมีชีวติ เซลลเ์ ดียว ควำมหลำกหลำยทำงชีวภำพประกอบด้วย ควำมหลำกหลำยทำงพันธุกรรม ควำมหลำกหลำย ๓. อธบิ ำยลักษณะสำคญั และยกตัวอยำ่ ง ของสปชี ีส์ และควำมหลำกหลำยของระบบนเิ วศ สิง่ มชี ีวติ กลุ่มแบคทเี รยี สิง่ มีชีวิตกล่มุ โพรทิสต์ กำรแปรผนั ทำงพนั ธุกรรมทำใหเ้ กดิ ควำมหลำกหลำยทำงพันธกุ รรม ซึ่งสง่ิ มชี ีวติ ใดทม่ี ี ควำมหลำกหลำยทำงพนั ธุกรรมมำกย่อมทำให้มี โอกำสอยู่รอดเพิม่ ข้ึนและสืบทอดลกู หลำนต่อไปได้ สง่ิ มชี วี ิตท่ดี ำรงชวี ิตอยใู่ นสิ่งแวดลอ้ มตำ่ ง ๆ ไดผ้ ำ่ น กระบวนกำรคัดเลอื กโดยธรรมชำติ หรอื โดยมนุษย์ มำเป็นระยะเวลำยำวนำนหลำยชั่วรุ่นซึง่ อำจเกิดเปน็ สปีชีสใ์ หม่ ส่งผลใหเ้ กิดควำมหลำกหลำยของสปีชีส์ แหลง่ ที่อยู่อำศัยแต่ละแหล่งทส่ี ่ิงมีชวี ิตอำศัยอยู่นั้น จะมอี งค์ประกอบของปัจจัยทำงกำยภำพและปัจจัย ทำงชีวภำพทแ่ี ตกต่ำงกนั ทำใหเ้ กดิ ควำมหลำกหลำย ของระบบนเิ วศ จดุ เริ่มต้นของวิวฒั นำกำรของเซลลเ์ กิดจำก โมเลกลุ ของสำรอนิ ทรีย์ โดยเซลล์รปู แบบแรกที่ เกดิ ขึ้นคือ เซลล์โพรคำรโิ อต และมวี วิ ัฒนำกำรขึน้ มำ เป็นเซลลย์ ูคำรโิ อต และจำกสิ่งมชี วี ิตเซลลเ์ ดียว เปน็ ส่งิ มีชีวิตหลำยเซลลท์ ี่มีโครงสรำ้ งแบบง่ำย ๆ จนกลำยมำเปน็ สง่ิ มีชีวติ หลำยเซลลท์ ี่มโี ครงสรำ้ ง ซบั ซอ้ นมำกขึน้ ตำมลำดับ แบคทีเรยี เปน็ สงิ่ มชี วี ติ พวกโพรคำรโิ อต ผนงั เซลล์ มีเพปทโิ ดไกลแคนเปน็ องคป์ ระกอบสำคัญ แบคทเี รีย ทวั่ ไปสร้ำงอำหำรเองไม่ได้ ดำรงชวี ิตแบบผสู้ ลำย
ชนั้ ตัวช้วี ัด ๑๑๔ ส่งิ มีชีวิตกล่มุ พืช สิง่ มชี วี ติ กลุ่มฟังไจ และ ส่ิงมีชวี ติ กลมุ่ สัตว์ สาระการเรียนรู้แกนกลาง สำรอนิ ทรยี ์หรือแบบปรสติ แต่แบคทเี รียบำงกลมุ่ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ เช่น ไซยำโนแบคทีเรยี สร้ำงอำหำรเองไดจ้ ำก กระบวนกำรสงั เครำะห์ดว้ ยแสง โพรทิสต์เป็นสิ่งมชี ีวิตพวกยูคำริโอต มีลกั ษณะ หลำกหลำย ท้ังทเ่ี ป็นส่ิงมีชวี ติ เซลลเ์ ดยี ว หรือสงิ่ มชี ีวิต หลำยเซลลท์ ่ียังไม่พฒั นำไปเป็นเนอื้ เย่อื อำจมี หรอื ไมม่ ผี นงั เซลล์เปน็ ส่วนประกอบของเซลล์ พืชเปน็ สงิ่ มีชีวิตหลำยเซลลพ์ วกยคู ำรโิ อต มผี นงั เซลล์ซง่ึ มีเซลลโู ลสเป็นองค์ประกอบ มวี ฏั จักร ชวี ติ แบบสลับ และมีระยะเอ็มบริโอในกำรสืบพนั ธุ์ แบบอำศัยเพศ พืชสร้ำงอำหำรเองไดจ้ ำก กระบวนกำรสงั เครำะห์ด้วยแสง ฟังไจเป็นส่ิงมีชีวติ พวกยูคำริโอต มที ้งั ส่งิ มชี ีวิต เซลลเ์ ดยี วและหลำยเซลล์ เซลลข์ องฟังไจยังไม่พัฒนำ ไปเปน็ เนอื้ เยื่อ ผนังเซลล์มีไคทนิ เป็นองค์ประกอบ สำคัญ ฟังไจสร้ำงอำหำรเองไมไ่ ดแ้ ละดำรงชวี ติ แบบ ผสู้ ลำยสำรอนิ ทรียห์ รอื แบบปรสิต สตั วเ์ ป็นสงิ่ มชี ีวติ หลำยเซลลพ์ วกยคู ำริโอต ไมส่ ำมำรถสรำ้ งอำหำรเองได้ต้องไดร้ ับอำหำร จำกส่งิ มีชวี ติ อืน่ สว่ นใหญม่ ีระบบยอ่ ยอำหำร บำงชนดิ อำจเปน็ ปรสิต สตั วม์ รี ะยะเอ็มบริโอ ในกำรสืบพันธแุ์ บบอำศยั เพศ สตั วอ์ ำจแบ่งเปน็ กลุ่มยอ่ ยโดยพิจำรณำลักษณะ ตำ่ ง ๆ คอื เน้ือเยอ่ื สมมำตร กำรเปลยี่ นแปลงของ บลำสโทพอร์ กำรเจริญในระยะตวั อ่อน ทำให้ อำจแบ่งสัตวเ์ ป็นกลุ่มยอ่ ย เช่น กลุ่มฟองนำ้ กลุม่ ไฮดรำ กลุ่มหนอนตัวแบน กลุ่มหอยและหมึก กลมุ่ ไสเ้ ดือนดิน กลุม่ หนอนตัวกลม กลมุ่ สตั วท์ ม่ี ขี ำ เป็นปลอ้ ง กลมุ่ ดำวทะเลและปลิงทะเล และกลุ่มสตั ว์ ทม่ี โี นโทคอร์ด
๑๑๕ ชั้น ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๔. อธิบำยและยกตัวอย่ำงกำรจำแนกสิ่งมชี ีวติ กำรจำแนกสิง่ มีชวี ิตออกเป็นหมวดหมเู่ ปน็ ลำดบั จำกหมวดหมู่ใหญ่จนถงึ หมวดหม่ยู ่อย และ ข้นั ตำ่ ง ๆ เรมิ่ จำกหมวดหมใู่ หญ่แลว้ แบง่ เป็น วธิ กี ำรเขียนช่ือวทิ ยำศำสตรใ์ นลำดับข้นั สปชี สี ์ หมวดหมยู่ อ่ ย มีดงั น้ี คิงดอม ไฟลมั คลำส ออร์ ๕. สร้ำงไดโคโทมสั คียใ์ นกำรระบสุ ิง่ มชี ีวติ หรอื เดอร์ แฟมลิ ี จีนัส และสปีชสี ์ ตัวอยำ่ งท่ีกำหนดออกเป็นหมวดหมู่ ชอื่ วิทยำศำสตรข์ องสิง่ มีชีวติ ในลำดับข้นั สปชี สี ์ ที่ต้ังขึน้ ตำมระบบทวนิ ำมเพ่อื ใชใ้ นกำรระบุถงึ สิ่งมีชีวิตแต่ละชนดิ ใหม้ ีควำมเขำ้ ใจถูกต้องตรงกนั ประกอบ ดว้ ย ๒ สว่ น โดยสว่ นแรกเป็น ช่อื สกุล สว่ นหลังเป็นคำท่รี ะบุลักษณะพิเศษของสงิ่ มีชวี ติ ชนิดนน้ั หรอื เปน็ คำท่ีมีควำมหมำยเฉพำะ โดยท้งั อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ๒ ส่วนนี้ต้องเป็นภำษำละตนิ ไดโคโทมสั คยี ์ เป็นเคร่อื งมือทใี่ ชเ้ พื่อระบหุ มวดหมู่ ของส่ิงมีชีวติ ลำดับข้ันต่ำง ๆ โดยมหี ลักเกณฑ์ในกำรนำ ลักษณะท่ีตำ่ งกนั ของสิ่งมีชีวติ มำพิจำรณำเป็นคู่ วิทเทเกอร์ เสนอแนวควำมคิดทว่ี ำ่ สง่ิ มีชวี ติ พวก ยูคำรโิ อตมีววิ ฒั นำกำรมำจำกสงิ่ มชี ีวติ พวกโพรคำรโิ อต และจำแนกสิง่ มชี วี ติ เป็น ๕ คงิ ดอม ประกอบด้วย มอเนอรำ โพรทิสตำ พชื ฟงั ไจ และสัตว์ โวสซ์ และคณะ จำแนกสง่ิ มชี วี ติ เป็น ๓ โดเมน ประกอบด้วย แบคทีเรีย อำรเ์ คีย และยูคำรีอำ โดย แนวควำมคิดกำรจำแนกส่ิงมีชีวติ แตล่ ะโดเมนเป็น กลมุ่ ย่อยจะใชห้ ลกั ท่ีว่ำส่ิงมีชีวิตในกล่มุ เดียวกันมีสำย ววิ ัฒนำกำรมำจำกบรรพบุรุษรว่ มกนั
๑๑๖ สาระท่ี ๔ ชีววทิ ยา มาตรฐาน ว ๔.๓ เข้าใจสว่ นประกอบของพืช การแลกเปลยี่ นแกส๊ และคายน้าของพชื การลาเลียงของพืช การสงั เคราะห์ดว้ ยแสง การสบื พันธข์ุ องพืชดอกและการเจริญเติบโต และการตอบสนอง ของพชื รวมทัง้ นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์ ชั้น ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ม.๔ - - ม.๕ ๑. อธิบำยเกย่ี วกบั ชนิดและลักษณะของ เนอ้ื เย่อื พืชแบง่ เปน็ ๒ กลุ่มใหญ่ คือ เนือ้ เย่ือเจริญ เน้อื เยือ่ พชื และเขียนแผนผังเพอ่ื สรปุ ชนิดของ และเนอ้ื เย่ือถำวร เนื้อเย่อื พชื เนือ้ เย่ือเจรญิ แบ่งเป็นเน้ือเยือ่ เจรญิ ส่วนปลำย ๒. สงั เกต อธิบำย และเปรยี บเทยี บโครงสร้ำง เนื้อเยอื่ เจรญิ เหนอื ขอ้ และเนื้อเยอ่ื เจรญิ ด้ำนข้ำง ภำยในของรำกพชื ใบเล้ยี งเดย่ี วและรำกพชื ใบเล้ียงคูจ่ ำกกำรตัดตำมขวำง เนอ้ื เยือ่ ถำวรเปลี่ยนแปลงมำจำกเน้ือเยือ่ เจริญ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ เนือ้ เยือ่ ถำวรอำจแบง่ ได้เปน็ ๓ ระบบ คือ ระบบ เนอื้ เย่อื ผิว ระบบเนื้อเย่ือพน้ื และระบบเน้ือเยื่อ ทอ่ ลำเลียง ซงึ่ ทำหน้ำทต่ี ำ่ งกัน รำกคือสว่ นแกนของพืชทโ่ี ดยทว่ั ไปเจรญิ อยใู่ ต้ ระดบั ผิวดนิ ทำหน้ำท่ียดึ หรือคำ้ จนุ ให้พชื เจริญเตบิ โต อยู่กับท่ีได้ และยังมหี นำ้ ที่สำคญั ในกำรดูดนำ้ และ ธำตุอำหำรในดนิ เพ่อื สง่ ไปยงั ส่วนต่ำง ๆ ของพชื โครงสร้ำงภำยในของปลำยรำกที่ตัดตำมยำว ประกอบด้วยเน้อื เย่ือเจรญิ แบง่ เปน็ บริเวณตำ่ ง ๆ คอื บริเวณหมวกรำก บรเิ วณเซลลก์ ำลงั แบง่ ตวั บริเวณเซลล์ขยำยตวั ตำมยำว และบริเวณท่เี ซลล์มี กำรเปลี่ยนแปลงไปทำหนำ้ ท่เี ฉพำะและเจริญเตบิ โต เต็มที่ โครงสร้ำงภำยในของรำกระยะกำรเติบโตปฐมภมู ิ เมอ่ื ตัดตำมขวำงจะเห็นโครงสรำ้ งแบง่ เป็น ๓ ชัน้ เรยี งจำกดำ้ นนอกเข้ำไป คอื ช้ันเอพเิ ดอร์มสิ ชั้น คอร์เทกซ์ และชน้ั สตลี ในชน้ั สตลี จะพบมัดท่อ ลำเลยี งท่มี ีลักษณะแตกต่ำงกันในพืชใบเล้ยี งเดย่ี วและ พืชใบเลีย้ งคู่ โครงสรำ้ งภำยในของรำกระยะกำรเติบโตทุตยิ ภมู ิ ช้ันเอพิเดอร์มิสจะถกู แทนท่ดี ้วยชัน้ เพริเดิรม์ ซึง่ มี
๑๑๗ ชัน้ ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง คอร์กเป็นเน้อื เยื่อสำคญั ช้นั คอรเ์ ทกซอ์ ำจมีกำร เปลย่ี นแปลง เกดิ เซลลท์ ่ีทำใหม้ ีควำมแข็งแรงเพ่มิ ข้นึ หรอื เกดิ เซลลท์ ีส่ ะสมอำหำรเพมิ่ ขนึ้ สว่ นลกั ษณะมัด ท่อลำเลยี งจะเปลี่ยนไปเนื่องจำกมกี ำรสรำ้ งเนอื้ เย่ือ ลำเลยี งเพม่ิ ขึ้น ๓. สังเกต อธบิ ำย และเปรยี บเทยี บโครงสรำ้ ง ลำต้นคือส่วนแกนของพืชที่โดยทวั่ ไปเจรญิ อยู่เหนือ ภำยในของลำตน้ พชื ใบเล้ียงเด่ียวและลำตน้ พืช ระดบั ผิวดนิ ถัดขน้ึ มำจำกรำกทำหน้ำทสี่ ร้ำงใบและ ใบเลยี้ งคูจ่ ำกกำรตัดตำมขวำง ชูใบ ลำเลียงนำ้ ธำตอุ ำหำร และอำหำรท่พี ืชสร้ำงขน้ึ ส่งไปยังส่วนต่ำง ๆ โครงสรำ้ งภำยในของลำต้นระยะกำรเตบิ โตปฐมภมู ิ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ เมือ่ ตัดตำมขวำงจะเหน็ โครงสร้ำงแบ่งเปน็ ๓ ชน้ั เรียงจำกด้ำนนอกเข้ำไป คอื ชนั้ เอพิเดอร์มสิ ชั้นคอร์เทกซ์ และชน้ั สตีล ซ่ึงชน้ั สตลี จะพบมดั ท่อ ลำเลยี งที่มีลักษณะแตกต่ำงกันในพืชใบเลย้ี งเด่ียว และพชื ใบเลีย้ งคู่ ลำต้นในระยะกำรเติบโตทุตยิ ภมู ิ จะมีเสน้ รอบวง เพม่ิ ขนึ้ และมโี ครงสรำ้ งแตกต่ำงจำกเดิมเน่ืองจำก มกี ำรสรำ้ งเน้ือเยอื่ เพอรเิ ดิร์มและเนอื้ เย่ือท่อลำเลียง ทตุ ยิ ภูมิเพมิ่ ข้นึ ๔. สังเกต และอธิบำยโครงสร้ำงภำยในของใบ ใบมหี น้ำท่ีสังเครำะห์ด้วยแสง แลกเปลีย่ นแกส๊ และ พชื จำกกำรตัดตำมขวำง คำยน้ำ ใบของพชื ดอกประกอบดว้ ย ก้ำนใบ แผน่ ใบ เสน้ กลำงใบ และเส้นใบพชื บำงชนิดอำจไมม่ ีกำ้ นใบ ที่โคนก้ำนใบอำจพบหรือ ไม่พบหใู บ โครงสรำ้ งภำยในของใบตัดตำมขวำงประกอบด้วย เน้อื เยอื่ ๓ กลุม่ ไดแ้ ก่ เอพิเดอรม์ สิ มโี ซฟิลล์ และ เนอื้ เยอื่ ท่อลำเลยี ง ๕. สืบค้นข้อมลู สงั เกต และอธบิ ำยกำร - พชื มีกำรแลกเปลี่ยนแกส๊ และกำรคำยน้ำผ่ำนทำง แลกเปลีย่ นแกส๊ และกำรคำยน้ำของพชื ปำกใบเปน็ สว่ นใหญ่ ปำกใบพบไดท้ ี่ใบและลำต้นอ่อน เมอ่ื ควำมช้ืนสมั พทั ธใ์ นอำกำศภำยนอกต่ำกว่ำ ควำมชื้นสมั พทั ธภ์ ำยในใบพืช ทำให้นำ้ ภำยในใบพชื ระเหยเปน็ ไอออกมำทำงรปู ำกใบ เรียกว่ำ กำรคำยนำ้
๑๑๘ ชั้น ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ควำมชื้นในอำกำศ ลม อุณหภูมิ สภำพน้ำในดิน ควำมเข้มของแสง เป็นปจั จัยทมี่ ผี ลต่อกำรคำยนำ้ ของพืช ๖. สืบค้นขอ้ มลู และอธิบำยกลไกกำรลำเลียงน้ำ พืชดดู น้ำและธำตุอำหำรตำ่ ง ๆ จำกดินโดยเซลล์ และธำตอุ ำหำรของพืช ขนรำกแลว้ ลำเลียงผำ่ นชัน้ คอรเ์ ทกซเ์ ข้ำสู่ ๗. สบื ค้นข้อมูล อธบิ ำยควำมสำคัญของธำตุ เนอ้ื เยื่อลำเลียงน้ำในชน้ั สตีล ซึ่งเป็นกำรดดู น้ำจำกดนิ อำหำร และยกตวั อยำ่ งธำตุอำหำรทสี่ ำคัญท่ีมี สเู่ นื้อเยอื่ ลำเลียงนำ้ ในแนวระนำบ และลำเลียงไปยัง ผลตอ่ กำรเจรญิ เตบิ โตของพชื สว่ นต่ำง ๆ ของพืชในแนวดง่ิ ในสภำวะปกตกิ ำรลำเลยี งนำ้ จำกรำกสยู่ อดของพชื อำศัยแรงดึงจำกกำรคำยน้ำ รว่ มกบั แรงโคฮชี นั แรงแอดฮชี นั อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ในภำวะทบ่ี รรยำกำศมีควำมชน้ื สัมพัทธส์ ูงมำกจน ไมส่ ำมำรถเกดิ กำรคำยน้ำไดต้ ำมปกติ น้ำท่เี ขำ้ ไปใน เซลล์รำกจะทำใหเ้ กิดแรงดันเรยี กว่ำ แรงดนั รำก ทำให้เกดิ ปรำกฏกำรณก์ ัตเตชัน พชื แต่ละชนิดต้องกำรปริมำณและชนดิ ของธำตุ อำหำรแตกตำ่ งกัน ควำมร้เู กย่ี วกับสมบตั ขิ องธำตุ อำหำรท่ีมีผลต่อกำรเจริญเตบิ โตของพชื สำมำรถ นำมำใช้ประโยชน์ในกำรปลูกพืชในสำรละลำยธำตุ อำหำร ๘. อธิบำยกลไกกำรลำเลียงอำหำรในพชื - อำหำรทีไ่ ด้จำกกระบวนกำรสังเครำะห์ด้วยแสง จำกแหล่งสร้ำง จะถกู เปล่ียนแปลงเปน็ ซโู ครส และ ลำเลียงผำ่ นทำงท่อโฟลเอ็มโดยอำศยั กลไก กำรลำเลยี งอำหำรในพืชซ่งึ เกี่ยวข้องกับแรงดนั น้ำ ไปยังแหลง่ รบั ๙. สบื คน้ ข้อมลู และสรุปกำรศึกษำที่ได้จำก กำรศึกษำคน้ คว้ำของนักวิทยำศำสตร์ในอดีตทำให้ กำรทดลองของนักวทิ ยำศำสตร์ในอดตี เก่ยี วกับ ไดค้ วำมร้เู กย่ี วกบั กระบวนกำรสงั เครำะห์ด้วยแสง กระบวนกำรสังเครำะห์ด้วยแสง มำเป็นลำดบั ขัน้ จนไดข้ ้อสรปุ ว่ำ คำร์บอนไดออกไซด์ และนำ้ เป็นวัตถุดิบที่พชื ใชใ้ นกระบวนกำรสังเครำะห์ ดว้ ยแสง และผลผลิตทไ่ี ด้ คือ น้ำตำล ออกซิเจน และ น้ำ
ชั้น ตวั ชวี้ ัด อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ๑๑๙ ๑๐. อธบิ ำยข้นั ตอนที่เกดิ ข้นึ ในกระบวนกำร สงั เครำะหด์ ว้ ยแสงของพืช C3 สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๑๑. เปรยี บเทยี บกลไกกำรตรึง กระบวนกำรสังเครำะห์ด้วยแสงมี ๒ ขน้ั ตอน คือ คำรบ์ อนไดออกไซด์ในพืช C3 พืช C4 และ ปฏกิ ิริยำแสงและกำรตรงึ คำร์บอนไดออกไซด์ พืช CAM ปฏิกริ ิยำแสงเปน็ ปฏกิ ริ ยิ ำทเ่ี ปลยี่ นพลงั งำนแสง ๑๒. สบื ค้นขอ้ มลู อภิปรำยและสรปุ ปจั จยั เป็นพลังงำนเคมี โดยแสงออกซิไดซโ์ มเลกุลสำรสีที่ ควำมเข้มของแสง ควำมเข้มข้นของ ไทลำคอยดข์ องคลอโรพลำสต์ ทำใหเ้ กิดกำรถำ่ ยทอด อิเลก็ ตรอน ไดผ้ ลติ ภณั ฑ์เปน็ ATP และ NADPH + H+ ในสโตรมำของคลอโรพลำสต์ กำรตรึงคำรบ์ อนไดออกไซด์ เกิดในสโตรมำ โดยใช้ RuBP และเอนไซมร์ ูบิสโก ได้สำรท่ปี ระกอบดว้ ย คำร์บอน ๓ อะตอม คือ PGA โดยใช้ ATP และ NADPH ท่ไี ดจ้ ำกปฏกิ ิรยิ ำแสงไปรดี ิวซ์สำรประกอบ คำรบ์ อน ๓ อะตอม ได้เปน็ น้ำตำลท่ีมคี ำร์บอน ๓ อะตอม คือ PGAL ซ่งึ สว่ นหนงึ่ จะถูกนำไปสร้ำง RuBP กลับคืนเป็นวัฏจกั ร โดยพชื C3 จะมีกำรตรึง คำร์บอนไดออกไซด์ดว้ ยวฏั จกั รคลั วนิ เพียงอย่ำงเดียว พืช C4 ตรงึ คำรบ์ อนอนินทรยี ์ ๒ ครัง้ ครั้งแรก เกิดข้นึ ทเี่ ซลล์มโี ซฟลิ ล์ โดย PEP และเอนไซม์ เพบคำรบ์ อกซเิ ลส ไดส้ ำรประกอบที่มคี ำรบ์ อน ๔ อะตอม คือ OAA ซ่ึงจะมีกำรเปลี่ยนแปลงทำงเคมี ได้สำรประกอบทม่ี คี ำรบ์ อน ๔ อะตอม คือ กรดมำลกิ ซึ่งจะถูกลำเลียงไปจนถึงเซลล์บันเดิลชที และปลอ่ ย คำรบ์ อนไดออกไซด์ในคลอโรพลำสตเ์ พ่ือใชใ้ น วัฏจักรคัลวนิ ต่อไป พืช CAM มีกลไกในกำรตรึงคำร์บอนไดออกไซด์ คลำ้ ยพืช C4 แตม่ กี ำรตรงึ คำร์บอนอนนิ ทรีย์ทง้ั ๒ คร้ัง ในเซลลเ์ ดยี วกัน โดยเซลล์มกี ำรตรึงคำรบ์ อนอนินทรยี ์ ครง้ั แรกในเวลำกลำงคืนและปลอ่ ยออกมำในเวลำ กลำงวันเพื่อใช้ในวฏั จกั รคลั วินตอ่ ไป ปจั จัยทมี่ ีผลต่อกำรสังเครำะหด์ ้วยแสง เชน่ ควำมเข้มของแสง ควำมเขม้ ข้นของ คำรบ์ อนไดออกไซด์ อณุ หภมู ิ ปรมิ ำณน้ำในดิน ธำตุ อำหำร อำยุใบ
๑๒๐ ชั้น ตัวชว้ี ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง คำรบ์ อนไดออกไซด์ และอุณหภูมิ ท่ีมีผลต่อ กำรสงั เครำะหด์ ว้ ยแสงของพืช ๑๓. อธบิ ำยวฏั จกั รชวี ิตแบบสลบั ของพชื ดอก พชื ดอกมวี ฏั จกั รชีวิตแบบสลบั ประกอบดว้ ย ระยะ ทีส่ ร้ำงสปอร์ เรียก ระยะสปอโรไฟต์ (2n) และระยะ ที่สรำ้ งเซลล์สืบพนั ธุ์ เรยี ก ระยะแกมีโทไฟต์ (n) ส่วนประกอบของดอกทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั กำรสืบพันธ์ุ โดยตรงคอื ชัน้ เกสรเพศผูแ้ ละชน้ั เกสรเพศเมีย ซ่ึง จำนวนรงั ไขเ่ กี่ยวข้องกับกำรเจริญเป็นผลชนดิ ต่ำง ๆ ๑๔. อธิบำยและเปรียบเทยี บกระบวนกำรสรำ้ ง พืชดอกสร้ำงไมโครสปอรแ์ ละเมกะสปอร์ ซึง่ อำจ เซลล์สืบพันธเุ์ พศผู้และเพศเมียของพชื ดอก สรำ้ งในดอกเดยี วกนั หรือตำ่ งดอกหรือต่ำงต้นกนั อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ และอธิบำยกำรปฏสิ นธขิ องพืชดอก กำรสร้ำงไมโครสปอร์ของพืชดอกเกิดขึ้นโดย ไมโครสปอร์มำเทอร์เซลลแ์ บ่งเซลลแ์ บบไมโอซิสได้ ไมโครสปอร์ โดยไมโครสปอร์นี้แบง่ เซลลแ์ บบ ไมโทซิสได้ ๒ เซลล์ คือ ทิวบเ์ ซลลแ์ ละเจเนอเรทฟิ เซลล์ เมื่อมีกำรถ่ำยเรณูไปตกบนยอดเกสรเพศเมยี ทิวบ์เซลลจ์ ะงอกหลอดเรณู และเจเนอเรทิฟเซลล์ แบ่งไมโทซสิ ไดเ้ ซลล์สืบพนั ธุ์ เพศผู้ ๒ เซลล์ กำรสร้ำงเมกะสปอร์เกิดขน้ึ ภำยในออวลุ ในรงั ไข่ โดยเซลลท์ เ่ี รยี กว่ำ เมกะสปอรม์ ำเทอรเ์ ซลล์ แบ่ง ไมโอซสิ ได้เมกะสปอร์ ซ่งึ ในพืชส่วนใหญ่จะเจริญ พฒั นำต่อไปไดเ้ พยี ง ๑ เซลล์ ทเี่ หลืออีก ๓ เซลล์ จะฝ่อ เมกะสปอร์จะแบง่ ไมโทซสิ ๓ ครงั้ ได้ ๘ นิวเคลียสท่ีประกอบด้วย ๗ เซลลโ์ ดยมี ๑ เซลล์ ทท่ี ำหน้ำท่เี ป็นเซลล์สบื พนั ธ์ุ เรียก เซลลไ์ ข่ ส่วนอีก ๑ เซลลม์ ี ๒ นิวเคลียส เรยี ก โพลำร์นิวคลไี อ กำรปฏสิ นธขิ องพชื ดอกเป็นกำรปฏสิ นธิคู่ โดย ค่หู นึง่ เปน็ กำรรวมกันของสเปิรม์ เซลลห์ นึ่ง กบั เซลลไ์ ข่ ไดเ้ ป็นไซโกตซึ่งจะเจริญและพฒั นำไปเป็นเอม็ บรโิ อ และอีกค่หู นงึ่ เป็นกำรรวมกันของสเปิร์มอกี เซลล์หนง่ึ กับโพลำร์นวิ คลีไอ ไดเ้ ปน็ เอนโดสเปิรม์ นวิ เคลยี สซ่งึ จะ เจริญและพฒั นำต่อไปเป็นเอนโดสเปิร์ม
๑๒๑ ชั้น ตวั ชีว้ ัด อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๑๕. อธิบำยกำรเกดิ เมล็ดและกำรเกดิ ผลของ พืชดอก โครงสรำ้ งของเมลด็ และผล และ ภำยหลงั กำรปฏิสนธิ ออวลุ จะมีกำรเจริญและ ยกตัวอย่ำงกำรใช้ประโยชนจ์ ำกโครงสรำ้ ง พัฒนำไปเป็นเมล็ด และรงั ไข่จะมกี ำรเจริญและพัฒนำ ตำ่ ง ๆ ของเมล็ดและผล ไปเป็นผล ๑๖. ทดลอง และอธิบำยเกี่ยวกับปัจจยั ตำ่ ง ๆ โครงสร้ำงของเมล็ดประกอบด้วย เปลือกเมล็ด ทมี่ ีผลตอ่ กำรงอกของเมลด็ สภำพพักตวั ของ เอ็มบริโอ และเอนโดสเปริ ์ม โครงสร้ำงของผล เมล็ด และบอกแนวทำงในกำรแก้สภำพพักตวั ประกอบด้วย ผนังผล และเมลด็ ซง่ึ แตล่ ะสว่ นของ ของเมลด็ โครงสร้ำงจะมีประโยชน์ต่อพืชเองและต่อสิ่งมีชีวติ อ่นื ๑๗. สบื ค้นข้อมลู อธิบำยบทบำทและหน้ำที่ เมล็ดทเี่ จริญเตม็ ทจี่ ะมกี ำรงอกโดยมปี จั จัยต่ำง ๆ ของออกซนิ ไซโทไคนนิ จบิ เบอเรลลนิ ทมี่ ผี ลต่อกำรงอกของเมล็ด เช่น นำ้ หรือควำมช้ืน เอทิลนี และกรดแอบไซซกิ และอภปิ รำย ออกซิเจน อุณหภูมิ และแสง เมลด็ บำงชนดิ สำมำรถ เกย่ี วกับกำรนำไปใช้ประโยชนท์ ำงกำรเกษตร งอกได้ทันที แต่เมล็ดบำงชนดิ ไมส่ ำมำรถงอกได้ทนั ที ๑๘. สืบค้นข้อมลู ทดลอง และอภิปรำย เพรำะอยู่ในสภำพพักตัว เกย่ี วกับสิง่ เรำ้ ภำยนอกทีม่ ีผลต่อกำร เจรญิ เตบิ โตของพชื เมลด็ บำงชนิดมีสภำพพักตัวเน่ืองจำกมปี ัจจยั บำงประกำรที่มีผลยบั ย้ังกำรงอกของเมล็ด ซ่งึ สภำพ ม.๖ - พกั ตวั ของเมลด็ สำมำรถแก้ไขไดห้ ลำยวิธตี ำมปจั จัย ทีย่ บั ยง้ั พชื สรำ้ งสำรควบคมุ กำรเจริญเตบิ โตหลำยชนิด ทส่ี ่วนตำ่ ง ๆ ซ่ึงสำรนีเ้ ปน็ สงิ่ เร้ำภำยในทมี่ ผี ลตอ่ กำรเจริญเตบิ โตของพชื เชน่ ออกซิน ไซโทไคนิน จบิ เบอเรลลิน เอทิลีน และกรดแอบไซซิก แสงสวำ่ ง แรงโน้มถว่ งของโลก สำรเคมี และนำ้ เป็นสงิ่ เร้ำภำยนอกทมี่ ีผลตอ่ กำรเจรญิ เตบิ โตของพชื ควำมร้เู ก่ยี วกับกำรตอบสนองต่อสง่ิ เรำ้ ภำยในและ สิ่งเร้ำภำยนอกที่มผี ลตอ่ กำรเจริญเติบโตของพชื สำมำรถนำมำประยกุ ตใ์ ชค้ วบคุมกำรเจรญิ เติบโต ของพชื เพิ่มผลผลติ และยืดอำยุผลผลติ ได้ -
๑๒๒ สาระที่ ๔ ชีววิทยา มาตรฐาน ว ๔.๔ เขา้ ใจการยอ่ ยอาหารของสัตว์และมนษุ ย์ รวมทง้ั การหายใจและการแลกเปลย่ี นแกส๊ การลาเลยี งสารและการหมุนเวยี นเลอื ด ภมู ิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรบั รู้และ การตอบสนอง การเคลื่อนท่ี การสบื พนั ธแ์ุ ละการเจริญเติบโต ฮอรโ์ มนกับการรักษา ดุลยภาพ และพฤตกิ รรมของสตั ว์ รวมทั้งนาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ ชั้น ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ม.๔ - - ม.๕ ๑. สืบคน้ ข้อมลู อธบิ ำย และเปรียบเทยี บ รำมีกำรปล่อยเอนไซม์ออกมำยอ่ ยอำหำรนอกเซลล์ โครงสรำ้ งและกระบวนกำรย่อยอำหำรของสตั ว์ สว่ นอะมบี ำและพำรำมเี ซียมมกี ำรย่อยอำหำรภำยใน ทีไ่ ม่มที ำงเดนิ อำหำร สตั ว์ทีม่ ีทำงเดนิ อำหำร ฟูดแวควิ โอลโดยเอนไซม์ในไลโซโซม อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ แบบไมส่ มบรู ณ์ และสัตวท์ ี่มีทำงเดินอำหำร ฟองน้ำไม่มีทำงเดินอำหำรแต่จะมเี ซลล์พเิ ศษ แบบสมบรู ณ์ ทำหน้ำท่จี ับอำหำรเข้ำสู่เซลล์แล้วย่อยภำยในเซลล์ ๒. สังเกต อธิบำย กำรกินอำหำรของไฮดรำ โดยเอนไซม์ในไลโซโซม และพลำนำเรยี ไฮดรำและพลำนำเรยี มีทำงเดินอำหำรแบบ ไมส่ มบูรณ์ จะกนิ อำหำรและขบั กำกอำหำรออก ทำงเดยี วกนั ๓. อธิบำยเกีย่ วกับโครงสรำ้ ง หนำ้ ที่ และ ไสเ้ ดือนดนิ แมลง สตั ว์ไม่มีกระดูกสนั หลงั สว่ นใหญ่ กระบวนกำรย่อยอำหำร และกำรดดู ซมึ และสัตว์มกี ระดูกสนั หลงั จะมีทำงเดนิ อำหำรแบบ สำรอำหำรภำยในระบบย่อยอำหำรของมนษุ ย์ สมบรู ณ์ กำรย่อยอำหำรของมนุษย์ประกอบดว้ ย กำรย่อย เชิงกลโดยกำรบดอำหำรให้มีขนำดเล็กลง และ กำรยอ่ ยทำงเคมโี ดยอำศยั เอนไซมใ์ นทำงเดินอำหำร ทำให้โมเลกุลของอำหำรมขี นำดเล็กจนเซลลส์ ำมำรถ ดูดซึมและนำไปใชไ้ ด้ กำรยอ่ ยอำหำรของมนุษย์เกดิ ข้ึนท่ชี ่องปำก กระเพำะอำหำร และลำไสเ้ ล็ก สำรอำหำรท่ยี ่อยแลว้ วติ ำมนิ บำงชนดิ และธำตุ อำหำรจะถกู ดูดซึมทวี่ ิลลัสเข้ำสหู่ ลอดเลือดฝอยแล้ว ผ่ำนตบั กอ่ นเข้ำสู่หัวใจ สว่ นสำรอำหำรประเภทลิพิด และวติ ำมินทล่ี ะลำยในไขมันจะถูกดดู ซึมเข้ำส่หู ลอด น้ำเหลืองฝอย
๑๒๓ ชั้น ตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๔. สบื คน้ ข้อมลู อธิบำย และเปรียบเทยี บ อำหำรท่ีไม่ถูกย่อยหรอื ย่อยไมไ่ ดจ้ ะเคลอื่ นต่อไปยัง โครงสร้ำงท่ที ำหนำ้ ท่ีแลกเปลี่ยนแก๊สของ ลำไสใ้ หญ่ นำ้ ธำตุอำหำร และวติ ำมินบำงสว่ นดูดซมึ ฟองน้ำ ไฮดรำ พลำนำเรีย ไสเ้ ดอื นดนิ แมลง เขำ้ สผู่ นงั ลำไส้ใหญ่ ที่เหลอื เป็นกำกอำหำรจะถูก ปลำ กบ และนก กำจดั ออกทำงทวำรหนัก ๕. สังเกต และอธบิ ำยโครงสร้ำงของปอด ในสัตว์เล้ยี งลูกดว้ ยนำ้ นม ไส้เดอื นดินมกี ำรแลกเปล่ยี นแก๊สผ่ำนเซลล์บริเวณ ผิวหนังท่ีเปยี กชน้ื แมลงมีกำรแลกเปลีย่ นแก๊สโดยผำ่ นทำงท่อลม ซ่ึงแตกแขนงเปน็ ทอ่ ลมฝอย ปลำเปน็ สัตวน์ ำ้ มีกำรแลกเปลยี่ นแก๊สทลี่ ะลำยอยู่ ในน้ำผ่ำนเหงอื ก อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ สัตวส์ ะเทินนำ้ สะเทินบกใช้ปอดและผวิ หนัง ในกำรแลกเปลีย่ นแกส๊ ๖. สืบคน้ ขอ้ มูล อธบิ ำยโครงสร้ำงที่ใช้ในกำร สัตว์เล้ือยคลำน สัตวป์ ีก และสตั ว์เลย้ี งลูก แลกเปล่ยี นแก๊สและกระบวนกำรแลกเปล่ียน ดว้ ยนำ้ นมอำศยั ปอดในกำรแลกเปลย่ี นแก๊ส แก๊สของมนษุ ย์ ๗. อธิบำยกำรทำงำนของปอด และทดลองวดั ทำงเดินหำยใจของมนษุ ย์ประกอบดว้ ย ชอ่ งจมูก ปริมำตรของอำกำศในกำรหำยใจออกของ โพรงจมูก คอหอย กล่องเสียง ทอ่ ลม หลอดลม และ มนษุ ย์ ถงุ ลมในปอด ปอดเป็นบรเิ วณทม่ี กี ำรแลกเปลย่ี นแก๊สระหวำ่ งถงุ ลมกบั หลอดเลือดฝอย และบริเวณเซลลข์ องเนื้อเย่ือ ตำ่ ง ๆ มีกำรแลกเปลี่ยนแก๊สโดยกำรแพร่ผ่ำน หลอดเลอื ดฝอยเชน่ กัน กำรหำยใจเข้ำและกำรหำยใจออกเกิดจำก กำรเปลี่ยนแปลงควำมดันของอำกำศภำยในปอด โดยกำรทำงำนรว่ มกันของกล้ำมเนอื้ กะบังลมและ กลำ้ มเนอ้ื ระหวำ่ งกระดูกซโ่ี ครง และควบคมุ โดย สมองสว่ นพอนสแ์ ละเมดัลลำออบลองกำตำ ๘. สืบคน้ ขอ้ มูล อธิบำยและเปรียบเทยี บระบบ ส่งิ มชี ีวติ เซลล์เดยี วและสัตวท์ ม่ี ีโครงสรำ้ งรำ่ งกำย หมุนเวียนเลอื ดแบบเปิดและระบบหมุนเวยี น ไม่ซบั ซ้อนมีกำรลำเลียงสำรต่ำง ๆ โดยกำรแพร่ เลือดแบบปิด ระหว่ำงเซลล์กับสง่ิ แวดล้อม ๙. สังเกตและอธบิ ำยทิศทำงกำรไหลของเลือด และกำรเคลื่อนท่ีของเซลลเ์ ม็ดเลอื ดในหำงปลำ
๑๒๔ ชั้น ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง และสรปุ ควำมสัมพันธร์ ะหวำ่ งขนำดของ สตั วท์ ีม่ ีโครงสร้ำงรำ่ งกำยซับซอ้ นจะมีกำรลำเลียง หลอดเลือดกับควำมเร็วในกำรไหลของเลือด สำรโดยระบบหมนุ เวียนเลือด ซึ่งประกอบด้วย หวั ใจ หลอดเลอื ด และเลอื ด ระบบหมุนเวียนเลือดมี ๒ แบบ คือ ระบบ หมนุ เวียนเลอื ดแบบเปิดและระบบหมนุ เวียนเลอื ด แบบปิด ระบบหมนุ เวียนเลอื ดแบบเปิดพบในสัตว์จำพวก หอย แมลง กงุ้ สว่ นระบบหมุนเวยี นเลอื ดแบบปิด พบในไสเ้ ดือนดนิ และสัตวม์ กี ระดูกสันหลัง ๑๐. อธบิ ำยโครงสรำ้ งและกำรทำงำนของหวั ใจ ระบบหมนุ เวยี นเลือดของมนษุ ย์ประกอบด้วย อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ และหลอดเลือดในมนุษย์ หัวใจ หลอดเลือด และเลือด ซ่งึ เลอื ดไหลเวียนอยู่ ๑๑. สงั เกตและอธบิ ำยโครงสรำ้ งหวั ใจของสตั ว์ เฉพำะในหลอดเลือด เลีย้ งลูก ด้วยนำ้ นม ทิศทำงกำรไหลของเลอื ด หวั ใจมเี อเตรยี มทำหน้ำทรี่ ับเลือดเขำ้ สหู่ วั ใจ และ ผ่ำนหัวใจของมนุษย์ และเขียนแผนผังสรุป เวนตริเคิลทำหน้ำที่สูบฉดี เลือดออกจำกหวั ใจ โดยมี กำรหมนุ เวียนเลือดของมนุษย์ ล้ินก้นั ระหวำ่ งเอเตรียมกบั เวนตริเคิล และระหวำ่ ง ๑๒. สืบค้นข้อมูล ระบคุ วำมแตกตำ่ งของเซลล์ เวนตรเิ คิลกับหลอดเลือดทนี่ ำเลือดออกจำกหัวใจ เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขำว เพลตเลต และพลำสมำ เลือดออกจำกหวั ใจทำงหลอดเลือดเอออตำร์ ๑๓. อธิบำยหมู่เลอื ดและหลักกำรใหแ้ ละ อำรเ์ ตอรี อำร์เตอริโอล หลอดเลือดฝอย เวนูล รับเลือดในระบบ ABO และระบบ Rh เวน และเวนำคำวำแล้วเขำ้ สู่หัวใจ ขณะทห่ี ัวใจบีบตัวสูบฉีดเลือด ทำให้เกิดควำมดนั เลอื ดและชีพจร สภำพกำรทำงำนของรำ่ งกำย อำยุ และเพศของมนุษย์ เป็นปจั จยั ท่ีมีผลตอ่ ควำมดันเลือด และชพี จร เลือดมนษุ ย์ประกอบดว้ ยเซลลเ์ ม็ดเลอื ดชนดิ ต่ำง ๆ เพลตเลต และพลำสมำ ซ่งึ ทำหนำ้ ทแ่ี ตกต่ำงกัน หมู่เลือดของมนุษย์จำแนกตำมระบบ ABO ได้เปน็ เลือดหมู่ A B AB และ O ซ่งึ เรียกชื่อตำมชนิดของ แอนติเจนที่เย่ือหุม้ เซลลเ์ ม็ดเลอื ดแดง และจำแนก ตำมระบบ Rh ได้เป็น เลือดหมู่ Rh+ และ Rh- กำรให้และรบั เลือดมหี ลักวำ่ แอนตเิ จนของผใู้ หต้ ้อง ไม่ตรงกบั แอนตบิ อดขี องผรู้ บั และกำรให้และรบั เลือด ทเ่ี หมำะสมท่ีสดุ คือผใู้ ห้และผรู้ ับควรมีเลือดหมูต่ รงกัน
๑๒๕ ชั้น ตวั ช้วี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๑๔. อธิบำย และสรุปเกยี่ วกับสว่ นประกอบ ของเหลวท่ซี ึมผ่ำนผนังหลอดเลือดฝอยออกมำอยู่ และหนำ้ ทีข่ องน้ำเหลอื ง รวมทั้งโครงสร้ำง ระหว่ำงเซลล์ เรยี กว่ำ น้ำเหลือง ทำหน้ำทหี่ ล่อเล้ยี ง และหนำ้ ทข่ี องหลอดนำ้ เหลอื ง และ ต่อม เซลล์ และสำมำรถแพร่เข้ำสูห่ ลอดน้ำเหลอื งฝอย ซ่งึ น้ำเหลอื ง ตอ่ มำหลอดน้ำเหลอื งฝอยจะรวมกันมขี นำดใหญ่ขน้ึ และเปิดเข้ำสู่ระบบหมุนเวยี นเลือดท่ีหลอดเลือดเวน ใกลห้ ัวใจ ระบบน้ำเหลืองประกอบด้วย นำ้ เหลอื ง หลอด น้ำเหลือง และต่อมน้ำเหลอื ง โดยทำหน้ำทนี่ ำ นำ้ เหลืองกลบั เข้ำส่รู ะบบหมุนเวียนเลอื ด ต่อมน้ำเหลืองเปน็ ที่อยู่ของเซลล์เม็ดเลอื ดขำว อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ทำหน้ำท่ที ำลำยสงิ่ แปลกปลอม ทีล่ ำเลียงมำกับ น้ำเหลอื ง ๑๕. สบื คน้ ขอ้ มลู อธิบำย และเปรยี บเทียบ กลไกที่รำ่ งกำยตอ่ ต้ำนหรือทำลำยส่งิ แปลกปลอม กลไกกำรต่อตำ้ นหรอื ทำลำยสิ่งแปลกปลอม มีอยู่ ๒ แบบ คือ แบบไมจ่ ำเพำะ และแบบจำเพำะ แบบไม่จำเพำะและแบบจำเพำะ ต่อมไขมนั ต่อมเหงือ่ ทผี่ ิวหนงั ช่วยปอ้ งกนั และ ๑๖. สืบคน้ ขอ้ มูล อธิบำย และเปรยี บเทยี บ ยับย้ังกำรเจรญิ ของจลุ นิ ทรีย์บำงชนิด และเม่ือเช้ือ กำรสรำ้ งภูมคิ ุ้มกนั ก่อเองและภูมิคมุ้ กันรับมำ โรคหรือสง่ิ แปลกปลอมเข้ำสู่ร่ำงกำย เซลลเ์ ม็ดเลอื ด ๑๗. สบื ค้นขอ้ มูลและอธิบำยเกีย่ วกบั ควำม ขำวชนิดนิวโทรฟิลและโมโนไซตจ์ ะมีกำรต่อต้ำนและ ผิดปกตขิ องระบบภมู ิคุ้มกนั ท่ีทำใหเ้ กิดเอดส์ ทำลำยสิ่งแปลกปลอมโดยกระบวนกำรฟำโกไซโทซิส ภมู แิ พ้ กำรสรำ้ งภมู ิตำ้ นทำนตอ่ เน้ือเย่ือตนเอง สว่ นอีโอซโิ นฟลิ เกย่ี วข้องกับกำรทำลำยปรสิต เบโซฟลิ เกยี่ วข้องกบั ปฏิกริ ิยำกำรแพ้ ซงึ่ เป็นกำร ตอ่ ต้ำน หรอื ทำลำยสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพำะ กำรต่อต้ำนหรือทำลำยส่งิ แปลกปลอมแบบจำเพำะ จะเกยี่ วข้องกบั กำรทำงำนของลมิ โฟไซตช์ นิดเซลลบ์ ี และเซลลท์ ี อวยั วะท่ีเกยี่ วขอ้ งกับกำรสร้ำงและตอบสนองของ ลิมโฟไซต์ประกอบด้วย ต่อมนำ้ เหลือง ทอนซลิ มำ้ ม ไทมสั และเนื้อเยื่อนำ้ เหลอื งที่ผนงั ลำไส้เล็ก กำรสรำ้ งภมู ิคมุ้ กันแบบจำเพำะของร่ำงกำยมี ๒ แบบ คือ ภมู ิคมุ้ กันก่อเองและภูมิคุ้มกันรบั มำ กำรได้รบั วคั ซีนหรอื ทอกซอยด์เป็นตัวอย่ำงของ ภมู ิคมุ้ กนั ก่อเอง โดยกำรกระตนุ้ ใหร้ ำ่ งกำยสรำ้ ง
๑๒๖ ชั้น ตัวชวี้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ภมู คิ ุ้มกันขน้ึ ดว้ ยวิธกี ำรใหส้ ำรทีเ่ ป็นแอนตเิ จนเข้ำสู่ รำ่ งกำย ส่วนภมู ิคมุ้ กนั รับมำเป็นกำรรบั แอนติบอดี โดยตรง เชน่ กำรไดร้ ับซีรมั กำรได้รบั น้ำนมแม่ เอดส์ ภมู ิแพ้ และกำรสรำ้ งภมู ติ ำ้ นทำนตอ่ เน้ือเยื่อ ตนเอง เปน็ ตวั อย่ำงของอำกำรที่เกิดจำกระบบ ภมู ิคุ้มกันของร่ำงกำยท่ีทำงำนผดิ ปกติ ๑๘. สบื ค้นขอ้ มลู อธิบำย และเปรียบเทียบ อะมีบำและพำรำมเี ซยี มเป็นสงิ่ มีชวี ิตเซลล์เดยี วที่มี โครงสร้ำงและหนำ้ ท่ีในกำรกำจัดของเสยี คอนแทรกไทลแ์ วคิวโอลทำหน้ำทใี่ นกำรกำจดั และ ออกจำกร่ำงกำยของฟองนำ้ ไฮดรำ พลำนำเรยี รักษำดลุ ยภำพของน้ำและ แร่ธำตใุ นเซลล์ ไส้เดือนดนิ แมลง และสตั วม์ ีกระดูกสนั หลงั ฟองนำ้ และไฮดรำมเี ซลลส์ ่วนใหญ่สมั ผสั กับนำ้ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ โดยตรง ของเสยี จึงถูกกำจัดออกโดยกำรแพรส่ ู่ สภำพแวดลอ้ ม พลำนำเรียใช้เฟลมเซลลซ์ งึ่ กระจำยอยู่ ๒ ขำ้ ง ตลอดควำมยำวของลำตัวทำหนำ้ ทขี่ ับถ่ำยของเสีย ไส้เดือนดนิ ใช้เนฟรเิ ดยี ม แมลงใช้มลั พเิ กยี นทิวบลู และสัตวม์ กี ระดูกสันหลงั ใช้ไตในกำรขับถำ่ ยของเสีย ๑๙. อธิบำยโครงสรำ้ งและหน้ำทข่ี องไต และ ไตเป็นอวยั วะทท่ี ำหนำ้ ทเี่ กี่ยวกบั กำรขับถ่ำยและ โครงสรำ้ งทีใ่ ช้ลำเลยี งปัสสำวะออกจำกรำ่ งกำย รกั ษำดลุ ยภำพของน้ำและแร่ธำตใุ นรำ่ งกำย ๒๐. อธิบำยกลไกกำรทำงำนของหนว่ ยไต ไตประกอบด้วยบรเิ วณสว่ นนอกท่ีเรียกว่ำ ในกำรกำจดั ของเสียออกจำกรำ่ งกำย และ คอร์เท็กซ์ และบรเิ วณสว่ นในท่ีเรยี กว่ำ เมดัลลำ และ เขียนแผนผังสรปุ ขนั้ ตอนกำรกำจดั ของเสีย บริเวณสว่ นปลำยของเมดลั ลำจะยื่นเขำ้ ไปจรดกับ ออกจำกรำ่ งกำยโดยหนว่ ยไต ส่วนทเ่ี ปน็ โพรงเรยี กว่ำ กรวยไต โดยกรวยไตจะต่อ ๒๑. สบื คน้ ขอ้ มูล อธบิ ำยและยกตัวอยำ่ ง กับทอ่ ไตซึ่งทำหน้ำที่ลำเลยี งปัสสำวะไปเกบ็ ไว้ที่ เกี่ยวกับควำมผิดปกติของไตอันเน่ืองมำจำกโรค กระเพำะปสั สำวะเพื่อขับถำ่ ยออกนอกรำ่ งกำย ตำ่ ง ๆ ไตแต่ละข้ำงของมนุษย์ประกอบดว้ ยหน่วยไต ลักษณะเป็นท่อ ปลำยข้ำงหนึ่งเป็นรปู ถว้ ย เรยี กว่ำ โบว์แมนส์แคปซูล ลอ้ มรอบกลุ่มหลอดเลอื ดฝอย ท่ีเรยี กวำ่ โกลเมอรูลัส กลไกในกำรกำจัดของเสียออกจำกรำ่ งกำย ประกอบด้วยกำรกรอง กำรดูดกลับ และกำรหลง่ั สำร ทีเ่ กนิ ควำมต้องกำรออกจำกร่ำงกำย
๑๒๗ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๖ ๑. สบื คน้ ขอ้ มลู อธบิ ำย และเปรียบเทียบ โรคน่ิวและโรคไตวำยเปน็ ตัวอย่ำงของโรคท่เี กดิ จำก โครงสรำ้ งและหน้ำที่ของระบบประสำทของ ควำมผิดปกติของไต ซ่งึ สง่ ผลกระทบต่อกำรรกั ษำ ไฮดรำ พลำนำเรีย ไส้เดือนดิน ก้งุ หอย แมลง ดลุ ยภำพของสำรในรำ่ งกำย และสัตว์มกี ระดกู สันหลัง ๒. อธิบำยเก่ยี วกับโครงสรำ้ งและหนำ้ ทข่ี อง นอกจำกไตท่ีทำหนำ้ รักษำดลุ ยภำพของน้ำ แรธ่ ำตุ เซลล์ประสำท และกรด-เบส ผวิ หนังและระบบหำยใจยังมีส่วนช่วย ๓. อธิบำยเกยี่ วกบั กำรเปล่ยี นแปลงของ ในกำรรกั ษำดุลยภำพเหล่ำนด้ี ้วย ศกั ยไ์ ฟฟำ้ ท่เี ย่ือหุ้มเซลลข์ องเซลลป์ ระสำท และกลไกกำรถ่ำยทอดกระแสประสำท สตั วส์ ่วนใหญ่มีระบบประสำททำใหส้ ำมำรถรับรู้ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ และตอบสนองต่อส่งิ เรำ้ ได้ เช่น ไฮดรำ มรี ่ำงแห ประสำท พลำนำเรยี ไสเ้ ดอื นดิน กงุ้ หอย และแมลง มปี มประสำทและเส้นประสำท สว่ นสัตว์มกี ระดกู สนั หลงั มีสมอง ไขสนั หลงั ปมประสำท และ เสน้ ประสำท หน่วยทำงำนของระบบประสำท คือ เซลลป์ ระสำท ซ่งึ ประกอบด้วยตวั เซลล์ และเส้นใยประสำทท่ีทำ หน้ำท่รี บั และสง่ กระแสประสำท เรยี กว่ำ เดนไดรต์ และแอกซอน ตำมลำดับ เซลลป์ ระสำทจำแนกตำมหนำ้ ที่ ได้เปน็ เซลล์ ประสำทรับควำมรูส้ ึก เซลลป์ ระสำทสงั่ กำร และ เซลล์ประสำทประสำนงำน เซลลป์ ระสำทจำแนกตำมรูปรำ่ งได้เปน็ เซลลป์ ระสำทขั้วเดียว เซลลป์ ระสำทข้วั เดยี วเทียม เซลลป์ ระสำทสองขั้ว และเซลลป์ ระสำทหลำยขั้ว กระแสประสำทเกิดจำกกำรเปลย่ี นแปลง ศกั ย์ไฟฟำ้ ทเ่ี ยื่อหมุ้ เซลลข์ องเดนไดรต์และแอกซอน ทำให้มีกำรถ่ำยทอดกระแสประสำทจำกเซลล์ ประสำทไปยังเซลลป์ ระสำทหรือ เซลลอ์ ่ืน ๆ ผ่ำนทำง ไซแนปส์ ระบบประสำทของมนุษย์แบง่ ไดเ้ ปน็ ๒ ระบบตำม ตำแหน่งและโครงสรำ้ ง คอื ระบบประสำทส่วนกลำง ได้แก่ สมองและไขสันหลงั และระบบประสำท รอบนอก ไดแ้ ก่ เส้นประสำทสมองและเส้นประสำท ไขสันหลงั
ชั้น ตวั ช้วี ดั อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ๑๒๘ ๔. อธิบำยและสรปุ เกีย่ วกบั โครงสร้ำงของ ระบบประสำทส่วนกลำงและระบบประสำท สาระการเรียนรู้แกนกลาง รอบนอก ๕. สบื ค้นข้อมลู อธบิ ำยโครงสร้ำงและหนำ้ ที่ สมองแบ่งออกเปน็ ๓ สว่ น คือ สมองส่วนหนำ้ ของส่วนตำ่ ง ๆ ในสมองส่วนหนำ้ สมอง สมองสว่ นกลำง และสมองสว่ นหลัง สมองแตล่ ะสว่ น ส่วนกลำง สมองส่วนหลงั และไขสันหลงั จะควบคมุ กำรทำงำนของร่ำงกำยแตกตำ่ งกนั โดยมี ๖. สบื ค้นขอ้ มลู อธบิ ำย เปรยี บเทยี บ และ เส้นประสำทท่ีแยกออกจำกสมอง ๑๒ คู่ ไปยงั อวยั วะ ยกตัวอย่ำงกำรทำงำนของระบบประสำท ตำ่ ง ๆ ซึ่งบำงคู่ทำหน้ำที่รับควำมรสู้ ึกเขำ้ สู่สมอง หรือ โซมำตกิ และระบบประสำทอัตโนวัติ นำคำสง่ั จำกสมองไปยังหน่วยปฏิบตั งิ ำน หรอื ทำ หนำ้ ที่ท้งั สองอยำ่ ง ๗. สืบคน้ ขอ้ มูล อธบิ ำยโครงสร้ำงและหน้ำที่ ของ ตำ หู จมูก ลิ้น และผิวหนงั ของมนุษย์ ไขสนั หลงั เป็นส่วนทีต่ ่อจำกสมองอยูภ่ ำยในกระดูก ยกตัวอยำ่ งโรคตำ่ ง ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง และบอก สันหลัง และมเี สน้ ประสำทแยกออกจำกไขสนั หลัง แนวทำงในกำรดแู ลป้องกนั และรักษำ เป็นคู่ ซึ่งทำหนำ้ ที่ประมวลผลกำรตอบสนองโดย ๘. สงั เกตและอธบิ ำยกำรหำตำแหนง่ ของ ไขสนั หลงั เช่น กำรเกิดรีเฟล็กซ์ ชนิดต่ำง ๆ และ จุดบอด โฟเวีย และควำมไวในกำรรับสัมผัส กำรถ่ำยทอดกระแสประสำทระหว่ำงไขสันหลังกับสมอง ของผิวหนัง เส้นประสำทไขสนั หลังทกุ คู่จะทำหน้ำท่ีรบั ควำมรสู้ ึกเขำ้ สู่ไขสนั หลังและนำคำสงั่ ออกจำก ไขสันหลงั ระบบประสำทรอบนอกส่วนทส่ี งั่ กำรแบ่งเปน็ ระบบประสำทโซมำติกซ่ึงควบคุมกำรทำงำนของ กลำ้ มเนอ้ื โครงร่ำง และระบบประสำทอัตโนวตั ิ ซึ่ง ควบคมุ กำรทำงำนของกลำ้ มเนื้อหัวใจ กล้ำมเนื้อ เรียบ และต่อมตำ่ ง ๆ ระบบประสำทอัตโนวตั ิแบ่งกำรทำงำนเป็น ๒ ระบบ คอื ระบบประสำทซิมพำเทติก และระบบ ประสำทพำรำซิมพำเทติก ซง่ึ สว่ นใหญท่ ำงำนตรงกัน ข้ำมเพ่อื รักษำดุลยภำพของกระบวนกำรตำ่ ง ๆ ในร่ำงกำย ตำ หู จมกู ลน้ิ และผวิ หนัง เปน็ อวัยวะรับ ควำมรู้สึกทร่ี บั สิ่งเรำ้ ท่ีแตกต่ำงกัน จึงมีควำมสำคญั ทค่ี วรดูแล ปอ้ งกนั และรักษำใหส้ ำมำรถทำงำนได้ เปน็ ปกติ ตำประกอบดว้ ยช้นั สเคลอรำ โครอยดแ์ ละเรตนิ ำ เลนส์ตำเปน็ เลนส์นูนอยู่ถัดจำกกระจกตำ ทำหน้ำที่
๑๒๙ ชั้น ตัวชี้วัด อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ สาระการเรียนรู้แกนกลาง รวมแสงจำกวตั ถไุ ปทเ่ี รตินำซึ่งประกอบด้วยเซลล์ ๙. สืบค้นขอ้ มลู อธบิ ำย และเปรยี บเทียบ รบั แสงและเซลล์ประสำทที่นำกระแสประสำทส่สู มอง โครงสรำ้ งและหน้ำท่ีของอวยั วะทเี่ กี่ยวข้องกับ กำรเคลอ่ื นทข่ี องแมงกะพรนุ หมึก ดำวทะเล หปู ระกอบดว้ ย ๓ สว่ น คือ หูสว่ นนอก หูส่วนกลำง ไส้เดอื นดิน แมลง ปลำ และนก และหสู ่วนใน ภำยในหสู ่วนในมคี อเคลียซงึ่ ทำหนำ้ ท่ี รบั และเปลย่ี นคลืน่ เสยี งเป็นกระแสประสำท นอกจำกนีย้ งั มีเซมเิ ซอร์ควิ ลำร์แคเเนลทำหนำ้ ทรี่ ับรู้ เก่ยี วกับกำรทรงตัวของร่ำงกำย จมูกมเี ซลลป์ ระสำทรบั กล่ินอยู่ภำยในเยื่อบุจมูก ที่เป็นตวั รบั สำรเคมีบำงชนิดแลว้ เกดิ กระแสประสำท ส่งไปยงั สมอง ลิ้นทำหน้ำท่รี ับรส โดยมีตุ่มรบั รสกระจำยอยทู่ ัว่ ผิวลนิ้ ด้ำนบน ตมุ่ รับรสมเี ซลล์รับรสอยู่ภำยใน เม่อื เซลลร์ บั รสถกู กระตนุ้ ดว้ ยสำรเคมจี ะกระตนุ้ เดนไดรต์ ของเซลล์ประสำทเกิดกระแสประสำทสง่ ไปยังสมอง ผวิ หนัง มหี นว่ ยรบั สงิ่ เร้ำหลำยชนิด เช่น หนว่ ย รบั สัมผสั หน่วยรบั แรงกด หน่วยรบั ควำมเจ็บปวด หน่วยรับอณุ หภมู ิ ส่งิ มชี วี ิตเซลล์เดียวบำงชนดิ เคล่ือนทโ่ี ดยกำรไหล ของไซโทพลำซมึ บำงชนิดใช้แฟลเจลลัม หรือซิเลีย ในกำรเคล่ือนที่ สตั วไ์ มม่ กี ระดูกสันหลงั เชน่ แมงกะพรุน เคล่ือนท่ี โดยอำศัยกำรหดตัวของเน้อื เยือ่ บรเิ วณขอบกระดงิ่ และแรงดันนำ้ หมกึ เคลื่อนทโ่ี ดยอำศยั กำรหดตัวของกล้ำมเนื้อ บริเวณลำตวั ทำใหน้ ำ้ ภำยในลำตัวพน่ ออกมำทำง ไซฟอน ส่วนดำวทะเลใชร้ ะบบท่อนำ้ ในกำรเคลื่อนที่ ไส้เดอื นดินมกี ำรเคล่ือนทีโ่ ดยอำศยั กำรหดตวั และ คลำยตวั ของกลำ้ มเนื้อวงและกล้ำมเนอื้ ตำมยำวซง่ึ ทำงำนในสภำวะตรงกันข้ำม แมลงเคล่ือนทโ่ี ดยใชป้ กี หรือขำ ซ่ึงมีกลำ้ มเนื้อ ภำยในเปลือกหุ้มทำงำนในสภำวะตรงกนั ข้ำม
๑๓๐ ชั้น ตวั ชวี้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง สตั ว์มีกระดูกสันหลงั เชน่ ปลำ เคล่อื นที่โดยอำศัย กำรหดตัวและคลำยตัวของกลำ้ มเนือ้ ท่ียดึ ตดิ อยู่กับ กระดูกสันหลงั ทั้ง ๒ ข้ำง ทำงำนในสภำวะตรงกนั ขำ้ ม และมีครบี ที่อย่ใู นตำแหนง่ ต่ำง ๆ ช่วยโบกพดั ในกำรเคลื่อนท่ี สว่ นนกเคล่ือนที่โดยอำศัยกำรหดตัว และคลำยตัวของ กลำ้ มเนือ้ กดปีกกบั กลำ้ มเน้ือยกปีก ซง่ึ ทำงำนในสภำวะตรงกนั ขำ้ ม ๑๐. สบื คน้ ข้อมลู และอธบิ ำยโครงสรำ้ งและ มนษุ ย์เคล่ือนทโี่ ดยอำศยั กำรทำงำนของกระดูก หน้ำที่ของกระดกู และกล้ำมเน้อื ที่เกีย่ วขอ้ งกบั และกล้ำมเนื้อซ่ึงยึดกนั ดว้ ยเอ็นยึดกระดูก กำรเคลอื่ นไหวและกำรเคลื่อนท่ีของมนุษย์ ๑๑. สงั เกตและอธบิ ำยกำรทำงำนของข้อต่อ บรเิ วณท่กี ระดกู ต้ังแต่ ๒ ชน้ิ มำตอ่ กัน เรียกว่ำ ชนดิ ต่ำง ๆ และกำรทำงำนของกลำ้ มเนอ้ื โครง ข้อต่อ และยดึ กนั ดว้ ยเอ็นยึดข้อ รำ่ งท่ีเกย่ี วข้องกับกำรเคลอื่ นไหวและกำร เคล่อื นท่ีของมนุษย์ กระดูกเปน็ เนื้อเยอื่ ที่ใชค้ ำ้ จุนและทำหนำ้ ที่ในกำร เคล่ือนไหวของรำ่ งกำย แบ่งตำมตำแหน่งได้เปน็ กระดูกแกนและกระดูกรยำงค์ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ กลำ้ มเนื้อในรำ่ งกำยมนุษย์แบ่งออกเปน็ กล้ำมเน้ือ โครงรำ่ ง กล้ำมเนื้อหวั ใจ และกล้ำมเนอ้ื เรียบ กล้ำมเน้ือทง้ั ๓ ชนิดพบในตำแหนง่ ทต่ี ำ่ งกนั และมี หน้ำท่ีแตกต่ำงกัน กลำ้ มเน้ือโครงรำ่ งส่วนใหญ่ทำงำนรว่ มกนั เปน็ คู่ ๆ ในสภำวะตรงกันข้ำม ๑๒. สืบค้นข้อมูล อธบิ ำย และยกตัวอย่ำง กำรสบื พนั ธแ์ุ บบไม่อำศยั เพศของสตั วเ์ ปน็ กำร กำรสืบพันธุแ์ บบไม่อำศยั เพศและกำรสบื พันธุ์ สบื พนั ธ์ทุ ่ไี ม่มีกำรรวมของเซลล์สบื พนั ธุ์ เช่น แบบอำศัยเพศในสตั ว์ กำรแตกหน่อและกำรงอกใหม่ กำรสบื พันธุ์แบบอำศัยเพศของสัตวเ์ ปน็ กำร สบื พันธุ์ทเี่ กดิ จำกกำรรวมนวิ เคลยี สของเซลลส์ ืบพันธุ์ ซ่ึงมที ัง้ กำรปฏสิ นธิภำยนอกและกำรปฏิสนธิภำยใน สัตวบ์ ำงชนดิ มี ๒ เพศในตวั เดียวกนั แต่กำรผสมพันธ์ุ ส่วนใหญ่จะผสมขำ้ มตัว ๑๓. สืบค้นข้อมลู อธิบำยโครงสร้ำงและหนำ้ ท่ี กำรสบื พนั ธ์ุของมนุษยม์ ีกระบวนกำรสรำ้ งสเปิรม์ ของอวยั วะในระบบสบื พันธุเ์ พศชำยและระบบ จำกเซลลส์ เปอร์มำโทโกเนยี มภำยในอณั ฑะ และ สืบพนั ธ์ุเพศหญิง
๑๓๑ ชั้น ตัวช้วี ดั อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๑๔. อธิบำยกระบวนกำรสรำ้ งสเปิรม์ กระบวนกำรสรำ้ งเซลล์ไข่จำกเซลล์โอโอโกเนียม กระบวนกำรสร้ำงเซลล์ไข่ และกำรปฏิสนธิ ภำยในรังไข่ ในมนษุ ย์ อวยั วะสืบพนั ธุข์ องเพศชำยประกอบด้วยอัณฑะ ๑๕. อธบิ ำยกำรเจริญ เติบโตระยะเอม็ บริโอ ทำหนำ้ ทส่ี รำ้ งสเปริ ม์ และฮอร์โมนเพศชำย และมี และระยะหลังเอ็มบริโอของกบ ไก่ และมนุษย์ โครงสร้ำงอ่ืน ๆ ที่ทำหน้ำท่ีลำเลยี งสเปิรม์ สรำ้ งนำ้ เล้ียงสเปริ ม์ และสำรหลอ่ ลน่ื ทอ่ ปัสสำวะ อณั ฑะประกอบด้วยหลอดสร้ำงสเปริ ม์ ซง่ึ ภำยใน มีเซลล์สเปอร์มำโทโกเนยี มที่เป็นเซลล์ต้ังตน้ ของ กระบวนกำรสร้ำงสเปริ ์ม อวัยวะสบื พนั ธขุ์ องเพศหญิงประกอบด้วย รงั ไข่ ท่อนำไข่ มดลูก และชอ่ งคลอด รงั ไข่ทำหนำ้ ที่สร้ำง เซลล์ไข่และฮอรโ์ มนเพศหญงิ กระบวนกำรสร้ำงสเปริ ์มเร่ิมตน้ จำกสเปอรม์ ำโท- โกเนียมแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซิสได้ สเปอร์มำโท- โกเนยี มจำนวนมำกซึ่งตอ่ มำบำงเซลล์พัฒนำเป็น สเปอร์มำโทไซต์ระยะแรก โดยสเปอรม์ ำโทไซต์ ระยะแรกจะแบง่ เซลลแ์ บบไมโอซสิ I ได้สเปอร์มำโท- ไซตร์ ะยะท่ีสองซง่ึ จะแบ่งเซลล์แบบไมโอซสิ II ได้สเปอร์มำทดิ ตำมลำดับ จำกน้นั พัฒนำเปน็ สเปิร์ม กระบวนกำรสรำ้ งเซลลไ์ ขเ่ ร่ิมจำกโอโอโกเนียมแบ่ง เซลล์แบบไมโทซสิ ไดโ้ อโอโกเนยี มซึง่ จะพัฒนำเปน็ โอโอไซต์ระยะแรก แลว้ แบ่งเซลล์แบบไมโอซิส I ได้ โอโอไซตร์ ะยะท่ีสองซึง่ จะเกดิ กำรตกไข่ต่อไป เมื่อ ได้รบั กำรกระตุ้นจำกสเปิรม์ โอโอไซต์ระยะทส่ี อง จะแบ่งแบบไมโอซสิ II แล้วพัฒนำเปน็ เซลลไ์ ข่ กำรปฏสิ นธเิ กิดขึน้ ภำยในท่อนำไขไ่ ด้ไซโกต ซึ่งจะ เจรญิ เป็นเอม็ บริโอและไปฝังตวั ท่ีผนงั มดลกู จนกระทั่ง ครบกำหนดคลอด กำรเจริญเติบโตของสัตว์ เช่น กบ ไก่ และสัตว์ เลย้ี งลกู ด้วยนำ้ นม จะเรมิ่ ตน้ ด้วยกำรแบ่งเซลลข์ อง ไซโกต กำรเกดิ เนื้อเยอื่ เอม็ บริโอ ๓ ชน้ั คือ เอกโทเดริ ์ม เมโซเดริ ม์ และเอนโดเดิรม์ กำรเกิด
ชน้ั ตวั ชี้วัด ๑๓๒ ๑๖. สบื คน้ ขอ้ มลู อธบิ ำย และเขียนแผนผงั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สรปุ หน้ำท่ขี องฮอรโ์ มนจำกต่อมไร้ทอ่ และ อวัยวะโดยมีกำรเพิ่มจำนวน ขยำยขนำด และ เนื้อเย่อื ทส่ี รำ้ งฮอร์โมน กำรเปล่ยี นแปลงรปู รำ่ งของเซลล์เพือ่ ทำหนำ้ ท่ี อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ เฉพำะอย่ำง ซง่ึ พฒั นำกำรของอวัยวะตำ่ ง ๆ จะทำให้ มีกำรเกิดรปู ร่ำงทแี่ น่นอนในสัตว์แต่ละชนดิ กำรเจรญิ เติบโตของมนุษย์จะมขี ัน้ ตอนคลำ้ ยกับ กำรเจรญิ เติบโตของสัตว์เลย้ี งลกู ดว้ ยน้ำนมอนื่ ๆ โดยเอ็มบริโอจะฝังตัวท่ผี นังมดลูก และมีกำร แลกเปลยี่ นสำรระหวำ่ งแม่กบั ลกู ผ่ำนทำงรก ฮอรโ์ มนเป็นสำรชวี โมเลกลุ ทคี่ วบคมุ สมดุลต่ำง ๆ ของร่ำงกำย โดยผลติ จำกตอ่ มไร้ท่อหรือเนื้อเยื่อ โดยต่อมไร้ท่อน้จี ะกระจำยอยู่ตำมตำแหนง่ ต่ำง ๆ ทว่ั ร่ำงกำย ตอ่ มไร้ท่อที่สรำ้ งหรือหล่ังฮอร์โมนไม่มที ่อในกำร ลำเลยี งฮอร์โมนออกจำกต่อม จงึ ถูกลำเลยี งโดยระบบ หมุนเวียนเลือดไปยงั อวยั วะเป้ำหมำยทจี่ ำเพำะ เจำะจง ต่อมไพเนียลสรำ้ งเมลำโทนินซึ่งยบั ยัง้ กำรเจริญ เตบิ โตของอวยั วะสืบพันธช์ุ ่วงก่อนวัยเจรญิ พันธ์ุ และ ตอบสนองตอ่ กำรเปลย่ี นแปลงของแสงในรอบวัน ต่อมใตส้ มองสว่ นหนำ้ สรำ้ งและหลง่ั โกรทฮอร์โมน โพรแลกทนิ ACTH TSH FSH LH เอนดอร์ฟิน ซง่ึ ทำหน้ำที่แตกตำ่ งกนั ต่อมใตส้ มองสว่ นหลงั หลง่ั ฮอรโ์ มนซง่ึ สร้ำงจำก ไฮโพทำลำมัส คือ ADH และออกซโิ ทซินซงึ่ ทำหนำ้ ท่ี แตกตำ่ งกนั ตอ่ มไทรอยดส์ รำ้ งไทรอกซินซง่ึ ควบคมุ อตั รำ เมแทบอลซิ มึ ของรำ่ งกำย และสร้ำงแคลซิโทนินซ่งึ ควบคมุ ระดับแคลเซียมในเลอื ดให้ปกติ ตอ่ มพำรำไทรอยดส์ รำ้ งพำรำทอร์โมนซึ่งควบคมุ ระดับแคลเซยี มในเลือดใหป้ กติ ตบั อ่อนมีกลมุ่ เซลล์ทส่ี ร้ำงอนิ ซลู นิ และกลคู ำกอน ซ่ึงควบคุมระดบั น้ำตำลในเลือดให้ปกติ
๑๓๓ ชนั้ ตวั ชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ตอ่ มหมวกไตสว่ นนอกสรำ้ งกลโู คคอร์ติคอยด์ มิเนรำโลคอรต์ คิ อยด์ และฮอร์โมนเพศ ซึ่งมีหน้ำท่ี แตกต่ำงกัน สว่ นต่อมหมวกไตส่วนในสร้ำง เอพิเนฟรินและนอร์เอพเิ นฟริน ซง่ึ มหี น้ำทีเ่ หมือนกนั อณั ฑะมกี ลุ่มเซลลส์ ร้ำงเทสโทสเทอโรน ส่วนรงั ไข่ มกี ลุ่มเซลลท์ สี่ รำ้ งอีสโทรเจนและโพรเจสเทอโรนซึ่งมี หน้ำที่แตกต่ำงกัน เน้อื เย่ือบำงบรเิ วณของอวัยวะ เช่น รก ไทมสั กระเพำะอำหำร และลำไสเ้ ล็ก สำมำรถสร้ำงฮอร์โมน ไดห้ ลำยชนดิ ซ่ึงมหี น้ำท่ีแตกตำ่ งกัน อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ กำรควบคุมกำรหล่งั ฮอร์โมนจำกต่อมไรท้ ่อ มที ั้ง กำรควบคุมแบบป้อนกลับยับยงั้ และกำรควบคุมแบบ ปอ้ นกลับกระตุ้น เพือ่ รักษำดุลยภำพของรำ่ งกำย ฟโี รโมนเป็นสำรเคมที ีผ่ ลิตจำกตอ่ มมีท่อของสตั ว์ ซึ่งส่งผลต่อสัตว์ตวั อน่ื ทเ่ี ปน็ ชนดิ เดียวกัน ๑๗. สืบค้นขอ้ มลู อธิบำย เปรียบเทียบ และ พนั ธุกรรมและสง่ิ แวดล้อมมีผลต่อกำรแสดง ยกตวั อยำ่ งพฤติกรรมทีเ่ ปน็ มำแต่กำเนดิ และ พฤติกรรม พฤติกรรมท่เี กิดจำกกำรเรยี นรขู้ องสตั ว์ พฤติกรรมท่ีเป็นมำแต่กำเนิดแบ่งออกได้เป็น ๑๘. สืบคน้ ขอ้ มลู อธิบำย และยกตวั อย่ำง หลำยชนิด เช่น โอเรยี นเตชนั (แทกซิสและไคนีซิส) ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงพฤตกิ รรมกบั ววิ ฒั นำกำร รเี ฟล็กซ์ และฟิกแอกชันแพทเทริ ์น ของระบบประสำท พฤติกรรมทีเ่ กดิ จำกกำรเรียนรแู้ บ่งได้เป็น ๑๙. สืบค้นข้อมลู อธิบำย และยกตวั อย่ำงกำร แฮบบชิ เู อชนั กำรฝังใจ กำรเชอื่ มโยง (กำรลองผดิ สอื่ สำรระหว่ำงสัตวท์ ที่ ำใหส้ ัตว์แสดงพฤติกรรม ลองถูกและกำรมีเงื่อนไข) และกำรใชเ้ หตผุ ล ระดับกำรแสดงพฤตกิ รรมท่ีสัตว์แต่ละชนดิ แสดงออกจะแตกตำ่ งกันซ่ึงเป็นผลมำจำกวิวัฒนำกำร ของระบบประสำทที่แตกต่ำงกนั กำรส่ือสำรเป็นพฤติกรรมทำงสงั คมแบบหน่ึง ซ่งึ มี หลำยวิธี เช่น กำรส่ือสำรดว้ ยทำ่ ทำง กำรสอื่ สำรดว้ ย เสยี ง กำรส่ือสำรด้วยสำรเคมี และกำรสื่อสำร ดว้ ยกำรสมั ผัส ม.๖ - -
๑๓๔ สาระที่ ๔ ชีววิทยา มาตรฐาน ว ๔.๕ เข้าใจแนวคิดเก่ยี วกับระบบนิเวศ กระบวนการถ่ายทอดพลงั งานและการหมุนเวยี นสาร ในระบบนิเวศ ความหลากหลายของไบโอม การเปลยี่ นแปลงแทนทขี่ องส่ิงมชี ีวติ ในระบบ นเิ วศ ประชากรและรปู แบบการเพิม่ ของประชากร ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม ปญั หา และผลกระทบทเ่ี กิดจากการใชป้ ระโยชน์ และแนวทางการแกไ้ ขปัญหา ช้ัน ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ม.๔ - - ม.๕ - - ม.๖ ๑. วิเครำะห์ อธบิ ำย และยกตัวอย่ำง ระบบนเิ วศจะดำรงอยู่ไดต้ ้องมีกระบวนกำรตำ่ ง ๆ กระบวนกำรถำ่ ยทอดพลงั งำนในระบบนิเวศ เกดิ ข้ึน กระบวนกำรทสี่ ำคัญ ไดแ้ ก่ กำรถ่ำยทอด อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ๒. อธิบำย ยกตัวอย่ำงกำรเกดิ ไบโอแมกนิฟเิ คชัน พลงั งำน และกำรหมุนเวยี นสำร กำรถ่ำยทอด และบอกแนวทำงในกำรลดกำรเกดิ พลังงำนในระบบนิเวศสำมำรถ แสดงได้ด้วย ไบโอแมกนฟิ ิเคชัน แผนภำพที่เรียกวำ่ โซ่อำหำร สำยใยอำหำร และ ๓. สบื ค้นขอ้ มลู และเขยี นแผนภำพเพื่อ พรี ะมิดทำงนเิ วศวทิ ยำ อธิบำยวฏั จักรไนโตรเจน วัฏจกั รกำมะถัน พลงั งำนที่ถ่ำยทอดไปในแต่ละลำดับขน้ั กำรกนิ และวฏั จกั รฟอสฟอรัส อำหำรมีปรมิ ำณที่ไมเ่ ท่ำกนั พลังงำนส่วนใหญ่ จะสญู เสียไปในรูปควำมร้อนระหวำ่ งกำรถ่ำยทอด จำกส่งิ มีชีวิตหนง่ึ ไปยงั ส่งิ มชี วี ิตอกี ชนดิ หนึง่ กำรถ่ำยทอดพลงั งำนในระบบนิเวศบำงครงั้ อำจทำให้มสี ำรพิษสะสมอยใู่ นส่งิ มชี วี ติ ดว้ ย เรียกวำ่ กำรเกิดไบโอแมกนิฟเิ คชนั ซ่งึ อำจมรี ะดับ ควำมเขม้ ข้นของสำรพิษมำกข้ึนตำมลำดบั ขน้ั ของ กำรกนิ จนอำจก่อให้เกิดอันตรำยตอ่ สง่ิ มีชวี ติ สำรตำ่ ง ๆ ในระบบนเิ วศมีกำรหมนุ เวยี นเกิดขึน้ ผ่ำนทั้งในสิ่งมีชีวิต และสง่ิ ไม่มีชีวิต กลับคืนสู่ระบบ อยำ่ งเปน็ วฏั จักร เชน่ วัฏจกั รไนโตรเจน วัฏจกั ร กำมะถัน และวฏั จกั รฟอสฟอรัส ๔. สบื ค้นข้อมลู ยกตัวอย่ำง และอธบิ ำย ไบโอมคือระบบนเิ วศขนำดใหญ่ทกี่ ระจำยอยู่ตำม ลักษณะของไบโอมท่ีกระจำยอยตู่ ำมเขต เขตภูมศิ ำสตรต์ ำ่ ง ๆ บนโลก เชน่ ไบโอมทนุ ดรำ ภมู ศิ ำสตร์ต่ำง ๆ บนโลก ไบโอมสะวันนำ ไบโอมทะเลทรำย โดยแต่ละไบโอม จะมีลกั ษณะเฉพำะของปจั จัยทำงกำยภำพ ชนดิ ของ พืชและชนดิ ของสตั ว์
๑๓๕ ชั้น ตัวชว้ี ดั อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๕. สบื ค้นข้อมูล ยกตวั อย่ำง อธบิ ำย และ เปรยี บเทยี บกำรเปลยี่ นแปลงแทนท่แี บบปฐม ระบบนิเวศมีกำรเปลี่ยนแปลงได้ กำรเปลีย่ นแปลง ภมู แิ ละกำรเปลี่ยนแปลงแทนท่ีแบบทตุ ิยภูมิ ทเ่ี กดิ ข้ึนอย่ำงช้ำ ๆ ทำใหร้ ะบบนเิ วศสำมำรถปรับ สมดลุ ได้ แตก่ ำรเปลี่ยนแปลงทเ่ี กิดข้นึ อยำ่ งรวดเรว็ ๖. สืบค้นขอ้ มลู อธบิ ำย ยกตัวอย่ำงและสรุป อำจส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบทำงชีวภำพ เกี่ยวกับลกั ษณะเฉพำะของประชำกรของ ในระบบนิเวศทำให้เกิดกำรเปลีย่ นแปลงแทนท่ี สง่ิ มีชีวติ บำงชนดิ ของสง่ิ มีชีวิตขนึ้ ๗. สืบค้นข้อมูล อธิบำย เปรียบเทยี บ และ ยกตัวอย่ำงกำรเพ่ิมของประชำกรแบบ กำรเปล่ียนแปลงแทนท่ีทำงนิเวศวทิ ยำมีท้ัง เอก็ โพเนนเชยี ลและกำรเพมิ่ ของประชำกร กำรเปลยี่ นแปลงแทนท่ีแบบปฐมภูมแิ ละ แบบลอจสิ ตกิ กำรเปล่ยี น แปลงแทนทแ่ี บบทุตยิ ภูมิ ๘. อธิบำยและยกตัวอยำ่ งปจั จัยท่คี วบคมุ กำรเติบโตของประชำกร ประชำกรของสงิ่ มีชวี ติ ทกุ ชนดิ มลี ักษณะ หลำยประกำรท่ีเปน็ ลกั ษณะเฉพำะ เช่น ขนำดของ ประชำกร ควำมหนำแน่นของประชำกร กำรกระจำยตวั ของสมำชกิ ในประชำกร โครงสรำ้ ง อำยุของประชำกร อัตรำส่วนระหวำ่ งเพศ อตั รำ กำรเกิดและอัตรำกำรตำย กำรอพยพเขำ้ กำรอพยพ ออกของประชำกร และกำรรอดชวี ิตของสมำชกิ ท่ีมี อำยุต่ำงกนั ลักษณะเฉพำะของประชำกรมีอิทธิพลตอ่ กำรเปล่ยี นแปลงขนำดของประชำกรซง่ึ เปน็ กระบวนกำรท่ีเกดิ ขนึ้ อยู่เสมอ กำรเพ่ิมประชำกรแบบเอก็ โพเนนเชียลเป็นกำรเพิ่ม จำนวนประชำกรอยำ่ งรวดเรว็ แบบทวคี ูณ กำรเพ่ิมประชำกรแบบลอจิสตกิ เปน็ กำรเพม่ิ จำนวนประชำกรที่ขน้ึ อยู่กบั สภำพแวดล้อม หรือ มตี ัวต้ำนทำนในสง่ิ แวดล้อมมำเกย่ี วข้อง กำรเตบิ โตของประชำกรขึ้นกบั ปัจจยั ต่ำง ๆ ซงึ่ แบ่ง ได้เป็น ปัจจัยท่ีขน้ึ กบั ควำมหนำแนน่ ของประชำกร และปจั จยั ทไี่ มข่ ้ึนกับควำมหนำแนน่ ของประชำกร ประชำกรมนุษยม์ ีอัตรำกำรเตบิ โตอยำ่ งรวดเร็ว แบบเอ็กโพเนนเชยี ลหลังจำกกำรปฏิวตั ิ ทำงอตุ สำหกรรมเป็นตน้ มำ
๑๓๖ ชั้น ตัวช้วี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ๙. วเิ ครำะห์ อภิปรำย และสรุปปญั หำ ปัญหำที่เกดิ กับทรัพยำกรน้ำ สว่ นใหญ่เกดิ จำก กำรขำดแคลนน้ำ กำรเกดิ มลพิษทำงนำ้ และ กำรปล่อยน้ำท่ผี ำ่ นกำรใช้ประโยชนจ์ ำกกิจกรรม ผลกระทบที่มีต่อมนษุ ยแ์ ละส่ิงแวดล้อม รวมทง้ั ตำ่ ง ๆ ของมนุษย์และยังไม่ได้รบั กำรบำบัดลงสู่ เสนอแนวทำงกำรวำงแผนกำรจดั กำรนำ้ และ แหลง่ น้ำ ทำให้เกิดมลพิษทำงน้ำ กำรแก้ไขปัญหำ กำรตรวจสอบคุณภำพนำ้ นิยมใช้กำรหำค่ำปริมำณ ออกซิเจนทลี่ ะลำยนำ้ และค่ำปริมำณออกซิเจนที่ จุลินทรยี ์ในน้ำใชใ้ นกำรย่อยสลำยสำรอนิ ทรีย์ในนำ้ กำรจัดกำรทรัพยำกรน้ำเพ่ือให้เกิดประโยชนส์ ูงสุด ควรมีกำรวำงแผนกำรใชน้ ้ำ กำรแก้ไขปญั หำคุณภำพ นำ้ รวมท้งั กำรปลกู จติ สำนึกในกำรใชน้ ้ำอย่ำงถูกต้อง อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ กำรปนเป้ือนของสำรเคมี ฝุ่นละออง และจุลนิ ทรยี ์ ตำ่ ง ๆ ทำใหเ้ กิดมลพิษทำงอำกำศ ซงึ่ เกิดได้ทงั้ จำก ธรรมชำติและจำกกำรกระทำของมนุษย์ ๑๐. วิเครำะห์ อภิปรำย และสรปุ ปญั หำมลพษิ กำรเกดิ มลพิษทำงอำกำศท่ีเกดิ ขน้ึ เองตำม ทำงอำกำศ และผลกระทบท่ีมตี ่อมนุษยแ์ ละ ธรรมชำติ เช่น กำรเกดิ พำยุ กำรเกิดไฟปำ่ และ ส่งิ แวดล้อม รวมทงั้ เสนอแนวทำงกำรแกไ้ ข กำรเกดิ แก๊สพิษจำกกำรย่อยสลำยของจลุ ินทรยี ์ ปญั หำ กำรเกดิ มลพษิ ทำงอำกำศที่เกิดจำกกำรกระทำของ มนษุ ย์ เช่น กำรใชเ้ ชือ้ เพลิงฟอสซิล ในรูปแบบต่ำง ๆ กำรจดั กำรทรัพยำกรอำกำศควรประกอบด้วย กำรกำหนดนโยบำย และวำงแผนงำนเพ่ือป้องกัน และแก้ไข รวมทั้งกำรปลูกจิตสำนึกในกำรดูแลรกั ษำ คณุ ภำพอำกำศ ๑๑. วิเครำะห์ อภิปรำย และสรปุ ปญั หำทีเ่ กิด มลพษิ ทำงดนิ และปัญหำควำมเสือ่ มโทรมของดนิ กับทรัพยำกรดนิ และผลกระทบทม่ี ตี ่อมนุษย์ ส่วนใหญม่ สี ำเหตจุ ำกกำรกระทำของมนษุ ย์ และสิ่งแวดลอ้ ม รวมทงั้ เสนอแนวทำงกำร แกไ้ ขปัญหำ กำรจดั กำรทรพั ยำกรดินเพื่อให้เกดิ ประโยชน์สงู สุด ควรมีกำรป้องกันและกำรแก้ปญั หำกำรเกิดมลพิษ และควำมเส่ือมโทรมของดิน รวมทง้ั กำรปลกู จิตสำนึก ในกำรใช้ดินอย่ำงถูกตอ้ ง ๑๒. วิเครำะห์ อภิปรำย และสรุปปญั หำ พืน้ ทปี่ ำ่ ไม้ที่ลดลงอำจมีสำเหตุมำจำกธรรมชำติ ผลกระทบท่ีเกดิ จำกกำรทำลำยป่ำไม้ รวมทง้ั เช่น ไฟปำ่ แผน่ ดนิ ไหว ภูเขำไฟระเบิด หรืออำจมี สำเหตมุ ำจำกกำรกระทำของมนษุ ย์ เช่น กำรตดั ไม้
๑๓๗ ช้นั ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง เสนอแนวทำงในกำรป้องกนั กำรทำลำย ป่ำไม้ ทำลำยปำ่ กำรบุกรุกพนื้ ท่ีป่ำเพอื่ ครอบครองท่ดี นิ และกำรอนรุ กั ษ์ป่ำไม้ กำรเผำป่ำ กำรทำเหมืองแร่ ๑๓. วิเครำะห์ อภิปรำย และสรุปปัญหำ พน้ื ท่ปี ่ำไมท้ ลี่ ดลงทำใหภ้ ูมิประเทศมีสภำพแห้ง ผลกระทบท่ีทำใหส้ ตั ว์ป่ำมีจำนวนลดลง และ แล้ง เกดิ อุทกภัย เกดิ กำรพังทลำยของดิน ตลอดจน แนวทำงในกำรอนุรกั ษส์ ัตว์ป่ำ กำรเพ่ิมขึ้นของแก๊สคำร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นแกส๊ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พเรือนกระจกชนดิ หนึง่ นอกจำกนี้ทำใหส้ ัตวป์ ำ่ และ พชื พรรณธรรมชำตลิ ดจำนวนลงหรือสญู พนั ธุ์ได้ กำรจัดกำรทรัพยำกรป่ำไม้ควรจัดกำรให้มี ทรพั ยำกรคงอยูอ่ ย่ำงย่งั ยนื หรือเพ่ิมขึน้ เชน่ กำรกำหนดพ้นื ทปี่ ำ่ อนรุ ักษ์ ส่งเสรมิ กำรปลกู ป่ำ ปอ้ งกนั กำรบุกรุกปำ่ กำรใช้ไมม้ ปี ระสิทธภิ ำพ รวมถงึ กำรปลกู จิตสำนกึ เร่ืองกำรอนุรักษป์ ำ่ ไม้ กำรลดจำนวนลงของสตั ว์ปำ่ เปน็ ผลเน่อื งมำจำก กำรกระทำของมนษุ ย์เปน็ สว่ นใหญ่ คือ กำรทำให้ แหล่งทอี่ ยู่อำศัยลดลงและกำรลำ่ สัตว์ป่ำ กำรจัดกำรทรพั ยำกรสตั วป์ ่ำควรมีกำรดำเนินกำร ใหม้ พี นื้ ที่ปำ่ ไม้เพ่ือกำรอยู่อำศัยอย่ำงเพยี งพอ รวมทั้งกำรไมท่ ำรำ้ ยสตั วป์ ่ำหรอื ทำใหส้ ัตว์ปำ่ ลด จำนวนลง รวมทั้งกำรปลกู จิตสำนึกใหช้ ่วยกนั อนรุ กั ษ์ หมายเหตุ: มำตรฐำน ว ๔.๑ – ว ๔.๕ สำหรบั ผู้เรียนในระดบั ชัน้ มัธยมศึกษำปที ่ี ๔ – ๖ ทเี่ นน้ วิทยำศำสตร์
๑๓๘ สาระท่ี ๕ เคมี มาตรฐาน ว ๕.๑ เขา้ ใจโครงสรา้ งอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและสมบตั ิ ของสาร แกส๊ และสมบตั ขิ องแกส๊ ประเภทและสมบัตขิ องสารประกอบอินทรยี ์และพอลเิ มอร์ รวมทง้ั การนาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ ชน้ั ตัวชว้ี ัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ม.๔ ๑. สืบคน้ ข้อมลู สมมติฐำน กำรทดลอง หรอื นกั วทิ ยำศำสตร์ศึกษำโครงสรำ้ งของอะตอม และ ผลกำรทดลองที่เปน็ ประจักษ์พยำนในกำรเสนอ เสนอแบบจำลองอะตอมแบบต่ำง ๆ จำกกำรศึกษำ แบบจำลองอะตอมของนกั วิทยำศำสตร์ และ ข้อมูล กำรสังเกต กำรตง้ั สมมติฐำน และ อธิบำยววิ ฒั นำกำรของแบบจำลองอะตอม ผลกำรทดลอง แบบจำลองอะตอมมีววิ ัฒนำกำรโดยเริ่มจำก ดอลตนั เสนอวำ่ ธำตปุ ระกอบดว้ ยอะตอมซึ่งเปน็ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ อนภุ ำคขนำดเล็กไม่สำมำรถแบ่งแยกได้ ตอ่ มำ ทอมสันเสนอวำ่ อะตอมประกอบดว้ ยอนุภำคทม่ี ี ประจลุ บเรียกวำ่ อิเล็กตรอน และอนุภำคประจบุ วก รัทเทอร์ฟอรด์ เสนอวำ่ ประจุบวกท่เี รยี กวำ่ โปรตอน รวมตวั กนั อยตู่ รงกง่ึ กลำงอะตอม เรยี กวำ่ นิวเคลยี ส ซง่ึ มีขนำดเล็กมำก และมีอิเล็กตรอนอยรู่ อบนิวเคลยี ส โบรเ์ สนอวำ่ อเิ ล็กตรอนเคลือ่ นท่เี ป็นวงรอบนิวเคลยี ส โดยแตล่ ะวงมีระดับพลังงำนเฉพำะตวั ในปจั จุบัน นกั วิทยำศำสตร์ยอมรับว่ำอิเล็กตรอนมีกำรเคลื่อนท่ี รวดเร็วรอบนิวเคลยี ส และไม่สำมำรถระบตุ ำแหน่งท่ี แนน่ อนได้ จงึ เสนอแบบจำลองอะตอมแบบกลุ่ม หมอก ซึ่งแสดงโอกำสกำรพบอิเล็กตรอนรอบ นวิ เคลยี ส ๒. เขียนสัญลกั ษณน์ ิวเคลียรข์ องธำตุ และระบุ สญั ลกั ษณ์นิวเคลียร์ของธำตุ ประกอบด้วย จำนวนโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอนของ สญั ลักษณ์ธำตุ เลขอะตอมซงึ่ แสดงจำนวนโปรตอน อะตอมจำกสญั ลกั ษณ์นวิ เคลียร์ รวมทงั้ และเลขมวลซ่ึงแสดงผลรวมของจำนวนโปรตอนกบั บอกควำมหมำยของไอโซโทป นิวตรอน อะตอมของธำตชุ นดิ เดียวกันทีม่ จี ำนวน โปรตอนเท่ำกัน แต่มจี ำนวนนิวตรอนต่ำงกัน เรียกวำ่ ไอโซโทป
๑๓๙ ชั้น ตวั ชวี้ ดั อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๓. อธิบำยและเขยี นกำรจดั เรียงอเิ ลก็ ตรอน ในระดับพลังงำนหลักและระดับพลังงำนย่อย กำรศึกษำสเปกตรมั กำรเปล่งแสงของอะตอมแกส๊ เมื่อทรำบเลขอะตอมของธำตุ ทำใหท้ รำบวำ่ อิเล็กตรอนจดั เรยี งอยู่รอบ ๆ นวิ เคลยี สในระดบั พลงั งำนหลกั ต่ำง ๆ และแตล่ ะ ๔. ระบุหมู่ คำบ ควำมเปน็ โลหะ อโลหะ และ ระดบั พลังงำนหลกั ยังแบ่งเปน็ ระดับพลังงำนย่อยซ่งึ มี ก่ึงโลหะ ของธำตุเรพรเี ซนเททฟี และธำตุ บริเวณที่จะพบอิเล็กตรอน เรียกวำ่ ออร์บิทลั ได้ แทรนซิชนั ในตำรำงธำตุ แตกต่ำงกนั และอิเลก็ ตรอนจะจัดเรยี งในออรบ์ ลั ให้มี ระดบั พลังงำนต่ำที่สดุ สำหรับอะตอมในสถำนะพน้ื ๕. วเิ ครำะห์และบอกแนวโน้มสมบัติของ ธำตุเรพรเี ซนเททีฟตำมหมู่และตำมคำบ ตำรำงธำตุในปจั จบุ นั จัดเรียงธำตตุ ำมเลขอะตอม และสมบัตทิ ี่คล้ำยคลึงกนั เป็นหมแู่ ละคำบ โดยอำจ ๖. บอกสมบตั ขิ องธำตโุ ลหะแทรนซิชนั และ แบง่ ธำตใุ นตำรำงธำตุเป็นกลุ่มธำตโุ ลหะ กง่ึ โลหะ เปรยี บเทยี บสมบัติกับธำตุโลหะในกลุ่มธำตุ และอโลหะ นอกจำกนี้อำจแบ่งเป็นกลมุ่ ธำตุ เรพรเี ซนเททฟี เรพรีเซนเททีฟและกลุ่มธำตุแทรนซิชัน ๗. อธิบำยสมบัตแิ ละคำนวณครง่ึ ชีวติ ของ ธำตุเรพรีเซนเททฟี ในหมูเ่ ดียวกนั มจี ำนวนเวเลนซ์ ไอโซโทปกัมมันตรังสี อิเล็กตรอนเทำ่ กัน และธำตทุ ่ีอยู่ในคำบเดียวกันมี เวเลนซ์อิเล็กตรอนในระดบั พลังงำนหลักเดยี วกนั ธำตุเรพรีเซนเททีฟมสี มบตั ทิ ำงเคมีคล้ำยคลึงกนั ตำม หมู่ และมแี นวโน้มสมบัตบิ ำงประกำรเปน็ ไปตำมหมู่ และตำมคำบ เชน่ ขนำดอะตอม รัศมีไอออน พลังงำนไอออไนเซชนั อเิ ล็กโทรเนกำตวิ ิตี สัมพรรคภำพอเิ ลก็ ตรอน ธำตุแทรนซชิ นั เปน็ โลหะท่ีส่วนใหญ่มเี วเลนซ์ อิเลก็ ตรอนเทำ่ กบั ๒ มีขนำดอะตอมใกลเ้ คียงกนั มีจุดเดอื ด จดุ หลอมเหลวและควำมหนำแน่นสงู เกิดปฏกิ ิริยำกับน้ำได้ชำ้ กว่ำธำตโุ ลหะในกลุม่ ธำตุ เรพรเี ซนเททีฟ เมื่อเกดิ เปน็ สำรประกอบสว่ นใหญ่ จะมสี ี ธำตแุ ตล่ ะชนดิ มีไอโซโทป ซงึ่ ในธรรมชำติบำงธำตุ มีไอโซโทปทีแ่ ผ่รงั สไี ด้ เน่ืองจำกนิวเคลยี สไมเ่ สถยี ร เรียกวำ่ ไอโซโทปกมั มนั ตรงั สี สำหรับธำตกุ ัมมนั ตรังสี เป็นธำตุทที่ ุกไอโซโทปสำมำรถแผร่ ังสไี ด้ รงั สที เ่ี กดิ ขน้ึ เชน่ รังสแี อลฟำ รังสีบีตำ รงั สแี กมมำ โดยครึง่ ชวี ติ ของไอโซโทปกัมมนั ตรังสีเป็นระยะเวลำที่ไอโซโทป
๑๔๐ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรยี นรู้แกนกลาง กมั มนั ตรงั สสี ลำยตัวจนเหลอื คร่ึงหนึง่ ของปริมำณเดมิ ซงึ่ เปน็ ค่ำคงที่เฉพำะของแตล่ ะไอโซโทปกมั มันตรังสี ๘. สบื คน้ ข้อมูลและยกตวั อย่ำงกำรนำธำตุ สมบตั บิ ำงประกำรของธำตุแต่ละชนดิ ทำให้ มำใช้ประโยชน์ รวมทง้ั ผลกระทบต่อสง่ิ มีชีวติ สำมำรถนำธำตไุ ปใช้ประโยชน์ในด้ำนตำ่ ง ๆ ได้อยำ่ ง และสิ่งแวดล้อม หลำกหลำย ท้งั นก้ี ำรนำธำตุไปใชต้ อ้ งตระหนกั ถึง ผลกระทบที่มีต่อสงิ่ มีชีวิตและสงิ่ แวดลอ้ ม โดยเฉพำะ สำรกัมมันตรังสีซึ่งตอ้ งมีกำรจัดกำรอยำ่ งเหมำะสม ๙. อธิบำยกำรเกิดไอออนและกำรเกิดพันธะ สำรเคมีเกดิ จำกกำรยึดเหนี่ยวกันด้วยพนั ธะเคมี ไอออนิก โดยใช้แผนภำพ หรือสัญลักษณ์แบบ ซง่ึ เก่ียวข้องกับเวเลนซ์อิเล็กตรอนทแี่ สดงได้ดว้ ย จดุ ของลิวอิส สญั ลกั ษณแ์ บบจุดของลวิ อสิ โดยกำรเกิดพนั ธะเคมี อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ส่วนใหญเ่ ป็นไปตำมกฎออกเตต พนั ธะไอออนิกเกิดจำกกำรยึดเหน่ยี วระหว่ำงประจุ ไฟฟ้ำของไอออนบวกกบั ไอออนลบ สว่ นใหญไ่ อออน บวกเกิดจำกโลหะเสียอิเล็กตรอนและไอออนลบเกิด จำกอโลหะรับอิเล็กตรอน สำรประกอบท่ีเกิดจำก พนั ธะไอออนิกเรยี กวำ่ สำรประกอบไอออนิก สำรประกอบไอออนิกไม่อย่ใู นรปู โมเลกุล แตเ่ ปน็ โครงผลกึ ท่ปี ระกอบด้วยไอออนบวกและไอออนลบ จัดเรียงตวั ตอ่ เน่ืองกนั ไปทั้งสำมมิติ ๑๐. เขียนสูตรและเรียกช่ือสำรประกอบ สำรประกอบไอออนิกเขียนแสดงสตู รเคมโี ดยให้ ไอออนิก สัญลักษณธ์ ำตุทีเ่ ปน็ ไอออนบวกไว้ขำ้ งหน้ำตำมดว้ ย สญั ลกั ษณ์ธำตทุ ีเ่ ป็นไอออนลบ โดยมีตัวเลขแสดง อัตรำสว่ นอยำ่ งต่ำของจำนวนไอออนที่เปน็ องค์ประกอบ กำรเรยี กชอ่ื สำรประกอบไอออนกิ ทำไดโ้ ดย เรียกช่ือไอออนบวกแล้วตำมด้วยช่อื ไอออนลบ สำหรบั สำรประกอบไอออนกิ ที่เกิดจำกโลหะทมี่ ี เลขออกซเิ ดชนั ได้หลำยค่ำ ต้องระบเุ ลขออกซเิ ดชัน ของโลหะดว้ ย ๑๑. คำนวณพลงั งำนทเ่ี ก่ียวข้องกับปฏิกริ ิยำ ปฏกิ ริ ยิ ำกำรเกิดสำรประกอบไอออนิกจำกธำตุ กำรเกดิ สำรประกอบไอออนิกจำกวฏั จักร เกี่ยวขอ้ งกับปฏกิ ิรยิ ำเคมีหลำยข้นั ตอน มีทงั้ ที่เป็น บอรน์ -ฮำเบอร์ ปฏิกริ ยิ ำดดู พลังงำนและคำยพลังงำน ซง่ึ แสดงได้
๑๔๑ ชั้น ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ดว้ ยวัฏจกั รบอรน์ -ฮำเบอร์ และพลงั งำนของปฏิกิรยิ ำ กำรเกดิ สำรประกอบไอออนิกเปน็ ผลรวมของพลังงำน ทกุ ขนั้ ตอน ๑๒. อธิบำยสมบัติของสำรประกอบไอออนิก สำรประกอบไอออนิกสว่ นใหญม่ ลี กั ษณะเป็นผลึก ของแข็ง เปรำะ มีจดุ หลอมเหลวและจดุ เดอื ดสงู ละลำยนำ้ แลว้ แตกตวั เป็นไอออน เรียกวำ่ สำรละลำยอเิ ลก็ โทรไลต์ เม่ือเป็นของแขง็ ไมน่ ำไฟฟ้ำ แตถ่ ำ้ ทำให้หลอมเหลวหรือละลำยในน้ำจะนำไฟฟ้ำ สำรละลำยของสำรประกอบไอออนิกแสดงสมบัติ ควำมเป็นกรด–เบส ต่ำงกัน สำรละลำยของ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ สำรประกอบคลอไรด์มีสมบัติเปน็ กลำง และ สำรละลำยของสำรประกอบออกไซดม์ ีสมบัติเป็นเบส ๑๓. เขยี นสมกำรไอออนิกและสมกำรไอออนกิ ปฏิกริ ิยำของสำรประกอบไอออนิก สำมำรถเขยี น สุทธิของปฏกิ ริ ิยำของสำรประกอบไอออนิก แสดงดว้ ยสมกำรไอออนิกหรือสมกำรไอออนิกสทุ ธิ โดยท่ีสมกำรไอออนิกแสดงสำรตั้งต้นและผลิตภัณฑ์ ทุกชนิดท่แี ตกตัวได้ในรูปของไอออน ส่วนสมกำร ไอออนิกสทุ ธแิ สดงเฉพำะไอออนทีท่ ำปฏิกิริยำกัน และผลติ ภัณฑ์ท่ีเกดิ ขึน้ ๑๔. อธิบำยกำรเกิดพันธะโคเวเลนต์แบบ พนั ธะโคเวเลนต์เป็นกำรยึดเหน่ยี วทเี่ กดิ ขนึ้ ภำยใน พันธะเดีย่ ว พนั ธะคู่ และพนั ธะสำม ด้วย โมเลกลุ จำกกำรใช้เวเลนซ์อเิ ล็กตรอนร่วมกนั ของธำตุ โครงสรำ้ งลวิ อิส ซงึ่ สว่ นใหญเ่ ปน็ ธำตอุ โลหะ โดยทั่วไปจะเป็นไปตำม กฎออกเตต สำรทย่ี ดึ เหน่ยี วกันดว้ ยพันธะโคเวเลนต์ เรยี กวำ่ สำรโคเวเลนต์ พันธะโคเวเลนต์เกิดไดท้ ้ัง พันธะเดีย่ ว พนั ธะคู่ และพนั ธะสำม ซึง่ สำมำรถเขียน แสดงไดด้ ้วยโครงสร้ำงลิวอิส โดยแสดงอิเลก็ ตรอน ครู่ ว่ มพันธะดว้ ยจุดหรือเส้น และแสดงอเิ ล็กตรอน คูโ่ ดดเดีย่ วของแต่ละอะตอมด้วยจดุ ๑๕. เขียนสตู รและเรียกชอ่ื สำรโคเวเลนต์ สูตรโมเลกลุ ของสำรโคเวเลนต์ โดยทั่วไปเขียน แสดงดว้ ยสญั ลักษณ์ของธำตุเรยี งลำดบั ตำม ค่ำอเิ ล็กโทรเนกำติวิตีจำกนอ้ ยไปมำก โดยมตี วั เลข แสดงจำนวนอะตอมของธำตุทม่ี ีมำกกวำ่ ๑ อะตอม ในโมเลกุล
๑๔๒ ชั้น ตัวชวี้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง กำรเรียกชื่อสำรโคเวเลนต์ทำได้โดยเรยี กชื่อธำตุ ทอี่ ยหู่ น้ำก่อนแลว้ ตำมด้วยชอ่ื ธำตุทอ่ี ยถู่ ดั มำ โดยมี คำนำหน้ำระบุจำนวนอะตอมของธำตุที่เปน็ องค์ประกอบ ๑๖. วิเครำะห์และเปรยี บเทยี บควำมยำวพนั ธะ ควำมยำวพันธะและพลังงำนพันธะในสำรโคเวเลนต์ และพลงั งำนพนั ธะในสำรโคเวเลนต์ รวมทัง้ ข้ึนกับชนิดของอะตอมครู่ ่วมพนั ธะและชนดิ ของ คำนวณพลงั งำนที่เกีย่ วขอ้ งกับปฏกิ ิรยิ ำของ พนั ธะ โดยพันธะเดย่ี ว พนั ธะคู่ และพันธะสำม สำรโคเวเลนตจ์ ำกพลงั งำนพันธะ มีควำมยำวพันธะและพลังงำนพันธะแตกตำ่ งกัน นอกจำกนีโ้ มเลกลุ โคเวเลนต์บำงชนดิ มคี ำ่ ควำมยำว พนั ธะและพลังงำนพนั ธะแตกต่ำงจำกของพันธะเดีย่ ว อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ พันธะคู่ และพนั ธะสำม ซึง่ สำรเหล่ำนสี้ ำมำรถเขยี น โครงสรำ้ งลิวอิสทีเ่ หมำะสมได้มำกกว่ำ ๑ โครงสร้ำง ที่เรียกว่ำ โครงสร้ำงเรโซแนนซ์ ๑๗. คำดคะเนรปู ร่ำงโมเลกุลโคเวเลนต์โดยใช้ พลงั งำนพนั ธะนำมำใช้ในกำรคำนวณพลังงำนของ ทฤษฎีกำรผลกั ระหว่ำงคู่อิเล็กตรอน ปฏกิ ิรยิ ำซึง่ ไดจ้ ำกผลต่ำงของพลังงำนพันธะรวมของ ในวงเวเลนซ์ และระบสุ ภำพขั้วของโมเลกุล สำรตงั้ ตน้ กบั ผลิตภัณฑ์ โคเวเลนต์ รูปร่ำงของโมเลกุลโคเวเลนต์ อำจพิจำรณำโดยใช้ ทฤษฎีกำรผลกั ระหว่ำงคู่อเิ ล็กตรอนในวงเวเลนซ์ (VSEPR) ซึ่งข้ึนอยู่กับจำนวนพนั ธะและจำนวน อเิ ลก็ ตรอนค่โู ดดเดยี่ วรอบอะตอมกลำง โมเลกุลโคเวเลนต์มีทงั้ โมเลกลุ มขี ้วั และไมม่ ีขวั้ สภำพขว้ั ของโมเลกุลโคเวเลนตเ์ ป็นผลรวมปรมิ ำณ เวกเตอร์สภำพขั้วของแตล่ ะพันธะตำมรปู รำ่ งโมเลกลุ ๑๘. ระบชุ นิดของแรงยึดเหน่ียวระหวำ่ ง แรงยดึ เหนีย่ วระหวำ่ งโมเลกลุ ซงึ่ อำจเป็นแรง โมเลกลุ โคเวเลนต์ และเปรียบเทยี บ ลอนดอน แรงดึงดดู ระหว่ำงขั้ว และพันธะไฮโดรเจน จดุ หลอมเหลว จุดเดือด และกำรละลำยน้ำ มผี ลต่อจุดหลอมเหลว จุดเดอื ด และกำรละลำยน้ำ ของสำรโคเวเลนต์ ของสำร นอกจำกน้ีสำรโคเวเลนตส์ ่วนใหญย่ ังมี จุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่ำกวำ่ สำรประกอบ ไอออนิก เนอ่ื งจำกแรงยึดเหน่ียวระหวำ่ งโมเลกลุ มคี ่ำนอ้ ยกวำ่ พนั ธะไอออนกิ สำรโคเวเลนต์สว่ นใหญ่มีจุดหลอมเหลวและจดุ เดือดต่ำ และไมล่ ะลำยในนำ้ สำหรับสำรโคเวเลนต์
๑๔๓ ชนั้ ตัวชีว้ ดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ทล่ี ะลำยนำ้ มีท้ังแตกตัวและไม่แตกตัวเปน็ ไอออน สำรละลำยทีไ่ ดจ้ ำกสำรท่ีไมแ่ ตกตวั เปน็ ไอออน จะไมน่ ำไฟฟำ้ เรยี กว่ำ สำรละลำยนอนอิเล็กโทรไลต์ สว่ นสำรละลำยทีไ่ ด้จำกสำรท่ีแตกตวั เป็นไอออน จะนำไฟฟ้ำ เรียกวำ่ สำรละลำยอิเลก็ โทรไลต์ สำรละลำยของสำรประกอบคลอไรด์และออกไซด์ จะมีสมบตั เิ ป็นกรด ๑๙. สืบคน้ ข้อมูลและอธบิ ำยสมบัติของ สำรโคเวเลนต์บำงชนดิ ท่ีมีโครงสรำ้ งโมเลกลุ สำรโคเวเลนต์โครงร่ำงตำขำ่ ยชนิดต่ำง ๆ ขนำดใหญ่และมีพนั ธะโคเวเลนต์ตอ่ เน่ืองเปน็ โครงร่ำง ตำขำ่ ย จะมีจุดหลอมเหลวและจดุ เดอื ดสูง อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ สำรโคเวเลนต์โครงรำ่ งตำข่ำยท่มี ธี ำตุองค์ประกอบ เหมอื นกนั แตม่ ีอัญรปู ต่ำงกนั จะมีสมบัตติ ำ่ งกัน เช่น เพชร แกรไฟต์ ๒๐. อธิบำยกำรเกดิ พนั ธะโลหะและสมบัติของ พนั ธะโลหะเกดิ จำกเวเลนซอ์ เิ ลก็ ตรอนของทุก โลหะ อะตอมของโลหะเคลือ่ นท่อี ย่ำงอสิ ระไปทวั่ ทง้ั โลหะ และเกิดแรงยดึ เหนี่ยวกบั โปรตอนในนิวเคลียส ทกุ ทิศทำง - โลหะส่วนใหญ่เป็นของแข็ง มผี ิวมนั วำว สำมำรถตี เปน็ แผน่ หรอื ดึงเป็นเสน้ ได้ นำควำมร้อนและนำไฟฟำ้ ได้ดี มจี ดุ หลอมเหลวและจุดเดอื ดสงู ๒๑. เปรียบเทยี บสมบัตบิ ำงประกำรของ สำรประกอบไอออนิก สำรโคเวเลนต์ และโลหะ สำรประกอบไอออนกิ สำรโคเวเลนต์ และโลหะ มสี มบัติเฉพำะตัวบำงประกำรท่แี ตกตำ่ งกนั เช่น สบื ค้นขอ้ มลู และนำเสนอตวั อย่ำงกำรใช้ จดุ เดอื ด จุดหลอมเหลว กำรละลำยนำ้ กำรนำไฟฟ้ำ ประโยชนข์ องสำรประกอบไอออนิก จึงสำมำรถนำมำใช้ประโยชน์ในดำ้ นต่ำง ๆ ได้ตำม สำรโคเวเลนต์ และโลหะไดอ้ ยำ่ งเหมำะสม ควำมเหมำะสม ม.๕ ๑. อธิบำยควำมสมั พนั ธ์และคำนวณปรมิ ำตร พฤติกรรมของแก๊ส และควำมสมั พนั ธ์ระหว่ำง ควำมดัน หรอื อุณหภมู ขิ องแก๊สทภ่ี ำวะต่ำง ๆ ปรมิ ำตร ควำมดัน และอุณหภูมขิ องแก๊ส อธิบำยได้ ตำมกฎของบอยล์ กฎของชำรล์ กฎของ ด้วยกฎของบอยล์ กฎของชำร์ล กฎของเกย์–ลูสแซก เกย์–ลสู แซก และกฎรวมแก๊ส ซ่ึงสำมำรถนำมำใช้ในกำรคำนวณ ๒. คำนวณปริมำตร ควำมดนั หรอื อุณหภูมิ ปรมิ ำตร ควำมดนั หรืออณุ หภมู ิของแกส๊ ทภ่ี ำวะ ของแก๊สท่ีภำวะตำ่ ง ๆ ตำมกฎรวมแก๊ส ต่ำง ๆ ได้
๑๔๔ ชนั้ ตวั ช้ีวดั อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๓. คำนวณปรมิ ำตร ควำมดัน อณุ หภมู ิ จำนวนโมล หรือมวลของแกส๊ จำกควำม ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงปริมำตร และจำนวนโมล สัมพันธต์ ำมกฎของอำโวกำโดร และกฎแกส๊ หรือมวลของแก๊ส อธิบำยควำมสัมพนั ธ์ได้ด้วยกฎของ อดุ มคติ อำโวกำโดร สำหรับควำมสัมพนั ธร์ ะหวำ่ งปริมำตร ควำมดัน อณุ หภูมิ และจำนวนโมลของแก๊ส อธิบำย ๔. คำนวณควำมดนั ย่อยหรอื จำนวนโมลของ ได้ด้วยกฎแกส๊ อดุ มคติ ซ่งึ สำมำรถนำมำใช้ในกำร แก๊สในแก๊สผสม โดยใชก้ ฎควำมดนั ย่อยของ คำนวณและกำรอธิบำยกำรเปล่ียนแปลงทเ่ี กีย่ วข้อง ดอลตัน กบั จำนวนโมลของแกส๊ ท่ีภำวะตำ่ ง ๆ ได้ ๕. อธบิ ำยกำรแพร่ของแกส๊ โดยใช้ทฤษฎจี ลน์ ในธรรมชำติ แกส๊ สว่ นใหญ่อย่รู วมกันเป็นแกส๊ ผสม ของแก๊ส คำนวณและเปรียบเทยี บอัตรำ ในกรณีที่แก๊สในแกส๊ ผสมไม่ทำปฏกิ ริ ยิ ำกัน ควำมดนั กำรแพร่ของแกส๊ โดยใช้กฎกำรแพรผ่ ำ่ นของ ของแกส๊ แต่ละชนดิ แปรผันตำมเศษส่วนโมลของแกส๊ เกรแฮม ท่ีมีอยู่ในแกส๊ ผสมตำมกฎควำมดนั ยอ่ ยของดอลตัน ๖. สืบค้นข้อมูล นำเสนอตวั อย่ำง และอธบิ ำย แกส๊ สำมำรถแพร่ได้ กำรแพรข่ องแกส๊ อธบิ ำยได้ กำรประยุกตใ์ ชค้ วำมรเู้ กยี่ วกับสมบัติและกฎ ด้วยทฤษฎีจลน์ของแก๊ส ท่ีอุณหภูมเิ ดียวกนั แก๊ส ต่ำง ๆ ของแกส๊ ในกำรอธบิ ำยปรำกฏกำรณ์ จะแพร่ไดช้ ้ำ หรอื เรว็ ข้นึ อยกู่ ับมวลโมเลกลุ ของแกส๊ หรือแกป้ ญั หำในชวี ิตประจำวันและใน อตั รำกำรแพร่ของแกส๊ เปน็ สดั สว่ นผกผันกบั รำกท่ีสอง อตุ สำหกรรม ของมวลโมเลกลุ ของแก๊ส โดยควำมสัมพันธน์ เี้ รียกว่ำ ม.๖ ๑. สืบคน้ ข้อมูลและนำเสนอตัวอย่ำง กฎกำรแพรผ่ ำ่ นของเกรแฮม สำรประกอบอินทรยี ์ทม่ี ีพนั ธะเด่ยี ว พนั ธะคู่ หรอื พันธะสำม ทีพ่ บในชีวิตประจำวนั สมบัติและกฎตำ่ ง ๆ ของแก๊สสำมำรถนำไปใช้ อธิบำยปรำกฏกำรณ์ หรอื ประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ ๒. เขียนสตู รโครงสรำ้ งลวิ อิส สตู รโครงสร้ำง ประจำวนั และในอตุ สำหกรรม แบบยอ่ และสตู รโครงสร้ำงแบบเสน้ ของ สำรประกอบอินทรยี ์ สำรประกอบอนิ ทรยี เ์ ปน็ สำรประกอบของคำรบ์ อน ส่วนใหญ่พบในส่ิงมชี ีวติ มโี ครงสรำ้ งหลำกหลำยและ แบง่ ได้หลำยประเภท เนอ่ื งจำกธำตคุ ำร์บอนสำมำรถ เกดิ พนั ธะโคเวเลนตก์ ับธำตุคำร์บอนดว้ ยพนั ธะเดี่ยว พันธะคู่ พนั ธะสำม นอกจำกน้ียงั สำมำรถเกิดพนั ธะ โคเวเลนต์กับธำตอุ น่ื ๆ ได้อกี ดว้ ย และมีกำรนำ สำรประกอบอินทรีย์ไปใช้ประโยชน์อย่ำงหลำกหลำย โครงสรำ้ งของสำรประกอบอนิ ทรียแ์ สดงไดด้ ้วย สูตรโครงสร้ำงลิวอิส สูตรโครงสร้ำงแบบยอ่ หรือ สตู รโครงสร้ำงแบบเส้น
๑๔๕ ชั้น ตัวช้ีวัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๓. วิเครำะหโ์ ครงสร้ำงและระบปุ ระเภทของ สำรประกอบอินทรีย์มีหลำยประเภท กำรพิจำรณำ สำรประกอบอินทรยี ์จำกหมู่ฟังกช์ ัน ประเภทของสำรประกอบอินทรยี ์อำจใชห้ มู่ฟังก์ชัน เป็นเกณฑ์ได้เป็นแอลเคน แอลคนี แอลไคน์ อะโรมำติกไฮโดรคำรบ์ อน แอลกอฮอล์ อเี ทอร์ เอมีน แอลดไี ฮด์ คโี ตน กรดคำร์บอกซลิ กิ เอสเทอร์ เอไมด์ ๔. เขยี นสตู รโครงสร้ำงและเรียกช่ือ กำรเรยี กชอื่ สำรประกอบอินทรียป์ ระเภทแอลเคน สำรประกอบอนิ ทรยี ์ประเภทต่ำง ๆ ทม่ี ีหมู่ แอลคนี แอลไคน์ แอลกอฮอล์ อีเทอร์ เอมีน ฟงั ก์ชันไม่เกนิ ๑ หมู่ ตำมระบบ IUPAC แอลดไี ฮด์ คโี ตน กรดคำร์บอกซิลกิ เอสเทอร์ และ เอไมด์ จะเรยี กตำมระบบ IUPAC หรอื อำจเรยี กโดย ใช้ชือ่ สำมญั อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ๕. เขียนไอโซเมอร์โครงสร้ำงของสำรประกอบ ปรำกฏกำรณ์ทีส่ ำรมสี ตู รโมเลกุลเหมือนกันแต่มี อินทรยี ์ประเภทตำ่ ง ๆ สมบัตแิ ตกต่ำงกัน เรียกว่ำ ไอโซเมอรซิ มึ และเรยี ก สำรแตล่ ะชนิดว่ำ ไอโซเมอร์ ไอโซเมอร์ที่มีสตู ร โมเลกุลเหมือนกันแต่มสี ตู รโครงสร้ำงตำ่ งกัน เรียกวำ่ ไอโซเมอร์โครงสร้ำง ๖. วเิ ครำะห์และเปรียบเทยี บจดุ เดอื ดและกำร สำรประกอบอินทรยี ท์ ีม่ ีหมู่ฟังก์ชัน ขนำดโมเลกลุ ละลำยในน้ำของสำรประกอบอนิ ทรยี ท์ ี่มีหมู่ หรือโครงสรำ้ งของสำรตำ่ งกันจะมจี ุดเดือดและ ฟงั ก์ชนั ขนำดโมเลกลุ หรอื โครงสรำ้ งตำ่ งกนั กำรละลำยในนำ้ ต่ำงกนั สำหรบั กำรละลำยของสำร พิจำรณำไดจ้ ำกควำมมีขัว้ ของตัวละลำย และ ตัวทำละลำย โดยสำรสำมำรถละลำยได้ใน ตวั ทำละลำยที่มีขัว้ ใกล้เคียงกัน ๗. ระบุประเภทของสำรประกอบไฮโดรคำรบ์ อน สำรประกอบอนิ ทรีย์ประเภทแอลเคน แอลคีน และเขยี นผลติ ภัณฑ์จำกปฏิกิรยิ ำกำรเผำไหม้ แอลไคน์ อะโรมำตกิ ไฮโดรคำรบ์ อน เปน็ สำรประกอบ ปฏกิ ิริยำกับโบรมนี หรือปฏิกิริยำกับ ไฮโดรคำรบ์ อน ซ่งึ เม่ือเกดิ ปฏิกิริยำกำรเผำไหม้ โพแทสเซยี มเปอรแ์ มงกำเนต ปฏกิ ิริยำกบั โบรมนี และปฏกิ ริ ิยำกบั โพแทสเซียมเปอร์ แมงกำเนต จะให้ผลของปฏกิ ิรยิ ำต่ำงกนั จึงสำมำรถ ใชเ้ ป็นเกณฑ์ในกำรจำแนกประเภทของสำรประกอบ ไฮโดรคำรบ์ อนได้ ๘. เขยี นสมกำรเคมีและอธบิ ำยกำรเกิดปฏกิ ิริยำ กรดคำร์บอกซลิ ิกทำปฏกิ ิริยำกับแอลกอฮอล์ได้ เอสเทอริฟเิ คชัน ปฏิกริ ยิ ำกำรสังเครำะห์เอไมด์ เปน็ เอสเทอร์ เรียกวำ่ ปฏิกิรยิ ำเอสเทอริฟเิ คชนั ปฏิกริ ยิ ำไฮโดรลซิ สิ และปฏิกริ ิยำสะปอนนิฟเิ คชัน กรดคำร์บอกซลิ ิกทำปฏกิ ิรยิ ำกับเอมนี เกิดเป็นเอไมด์ เอสเทอร์และเอไมด์สำมำรถเกดิ ปฏกิ ริ ิยำไฮโดรลิซสิ
๑๔๖ ชั้น ตัวช้ีวดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๙. ทดสอบปฏกิ ริ ิยำเอสเทอริฟเิ คชนั ปฏกิ ริ ิยำ ปฏิกิรยิ ำไฮโดรลิซสิ ของเอสเทอร์ในเบสแอลคำไล ไฮโดรลซิ สิ และปฏกิ ริ ิยำสะปอนนิฟิเคชัน เรียกว่ำ ปฏิกริ ยิ ำสะปอนนิฟเิ คชนั ๑๐. สืบคน้ ขอ้ มูลและนำเสนอตัวอยำ่ งกำรนำ สำรประกอบอินทรียส์ ำมำรถนำไปใชป้ ระโยชน์ สำรประกอบอินทรียไ์ ปใช้ประโยชน์ใน ไดม้ ำกมำยในชวี ติ ประจำวนั รวมทงั้ นำไปใช้เป็น ชวี ิตประจำวันและอตุ สำหกรรม สำรตง้ั ตน้ และตัวทำละลำยในอุตสำหกรรมด้ำนตำ่ ง ๆ เชน่ อตุ สำหกรรมเช้อื เพลิงและพลังงำน อตุ สำหกรรม อำหำรและยำ อตุ สำหกรรมเกษตร ๑๑. ระบุประเภทของปฏกิ ริ ิยำกำรเกิด พอลิเมอร์เป็นสำรท่ีมโี มเลกุลขนำดใหญ่ ซึ่ง พอลเิ มอร์จำกโครงสรำ้ งของมอนอเมอร์ หรือ ประกอบดว้ ยหนว่ ยย่อยที่เรยี กวำ่ มอนอเมอร์ พอลิเมอร์ เชื่อมต่อกันดว้ ยพันธะโคเวเลนต์ โดยมีทั้งพอลเิ มอร์ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ธรรมชำตแิ ละพอลเิ มอรส์ งั เครำะห์ ปฏกิ ริ ิยำกำรเกิด พอลเิ มอร์อำจเปน็ ปฏิกริ ยิ ำแบบควบแน่น หรอื ปฏิกริ ยิ ำแบบเตมิ ข้ึนอยู่กับหมู่ฟงั ก์ชนั และโครงสร้ำง ของมอนอเมอร์ ๑๒. วเิ ครำะหแ์ ละอธิบำยควำมสัมพันธ์ระหวำ่ ง พอลเิ มอรม์ ีโครงสร้ำงต่ำงกันอำจเป็นโครงสรำ้ ง โครงสร้ำงและสมบตั ิของพอลเิ มอร์ รวมทัง้ แบบเสน้ แบบกิ่ง หรือแบบร่ำงแห ขน้ึ อยู่กับชนดิ ของ กำรนำไปใช้ประโยชน์ มอนอเมอรแ์ ละภำวะของปฏกิ ริ ยิ ำกำรเกิดพอลิเมอร์ ซึง่ โครงสร้ำงของพอลเิ มอรส์ ่งผลต่อจดุ หลอมเหลว ควำมหนำแนน่ ควำมเปรำะ ควำมเหนียว ควำมยืดหยนุ่ จงึ สำมำรถนำไปประยุกต์ใช้ไดอ้ ย่ำง หลำกหลำย ๑๓. ทดสอบและระบปุ ระเภทของพลำสติก พอลเิ มอรท์ ี่ใหค้ วำมร้อนแล้วสำมำรถนำกลับมำ และผลิตภณั ฑย์ ำง รวมท้ังกำรนำไปใช้ ขึ้นรปู ใหมไ่ ด้ เรยี กว่ำ พอลเิ มอรเ์ ทอร์มอพลำสติก ประโยชน์ สว่ นใหญ่มีโครงสร้ำงแบบเสน้ และแบบกง่ิ สว่ น พอลิเมอร์ท่ีให้ควำมร้อนแลว้ ไมอ่ ่อนตัว จงึ ไมส่ ำมำรถ นำกลับมำข้ึนรูปใหม่ได้ เรียกวำ่ พอลิเมอร์เทอร์มอเซต มีโครงสร้ำงแบบร่ำงแห พลำสติกมที ั้งทีเ่ ป็นพอลิเมอร์ เทอร์มอพลำสติกและพอลเิ มอรเ์ ทอรม์ อเซต ผลติ ภัณฑย์ ำงเปน็ พอลิเมอร์เทอร์มอเซต ซง่ึ ทำให้มี สมบัตแิ ละกำรนำไปใชป้ ระโยชนต์ ำ่ งกนั
๑๔๗ ชั้น ตวั ชี้วดั สาระการเรียนรู้แกนกลาง ๑๔. อธิบำยผลของกำรปรับเปลี่ยนโครงสร้ำง และกำรสงั เครำะห์พอลิเมอร์ที่มีต่อสมบตั ิของ กำรปรับเปลย่ี นโครงสร้ำงหรือกำรสังเครำะห์ พอลิเมอร์ พอลเิ มอร์ เชน่ วัลคำไนเซชนั กำรสังเครำะห์ โคพอลเิ มอร์ กำรสงั เครำะห์พอลิเมอรน์ ำไฟฟ้ำ ๑๕. สืบค้นขอ้ มลู และนำเสนอตัวอย่ำง เปน็ กำรปรบั ปรงุ คุณภำพของพอลเิ มอร์เพอื่ ให้ได้ ผลกระทบจำกกำรใช้และกำรกำจัดผลิตภณั ฑ์ ผลิตภัณฑ์ท่ีสำมำรถนำไปใชป้ ระโยชนไ์ ดอ้ ย่ำง พอลเิ มอรแ์ ละแนวทำงแก้ไข เหมำะสมและหลำกหลำยมำกขนึ้ กำรใชแ้ ละกำรกำจัดผลติ ภัณฑ์พอลิเมอร์ อำจ ส่งผลกระทบต่อสิง่ มีชวี ิตและสงิ่ แวดลอ้ ม จึงควร ตระหนักถึงผลกระทบทีเ่ กิดข้ึน และแนวทำงแก้ไข อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ
๑๔๘ สาระที่ ๕ เคมี มาตรฐาน ว ๕.๒ เข้าใจการเขยี นและการดลุ สมการเคมี ปรมิ าณสมั พนั ธใ์ นปฏกิ ิรยิ าเคมี อตั ราการเกิดปฏกิ ริ ยิ า เคมี สมดุลในปฏกิ ริ ยิ าเคมี สมบตั ิและปฏิกิรยิ าของกรด–เบส ปฏกิ ิริยารีดอกซแ์ ละเซลล์ เคมีไฟฟา้ รวมท้งั การนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ ชั้น ตัวชวี้ ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ม.๔ ๑. แปลควำมหมำยสญั ลักษณ์ในสมกำรเคมี ปฏกิ ิรยิ ำเคมี เปน็ กำรเปลยี่ นแปลงท่ีมสี ำรใหม่ เขียนและดุลสมกำรเคมขี องปฏิกิริยำเคมี เกดิ ขึน้ จำกกำรจัดเรียงตัวใหม่ของอะตอมธำตุ บำงชนดิ โดยจำนวนและชนิดของอะตอมธำตไุ มเ่ ปลยี่ นแปลง ปฏิกิริยำเคมเี ขียนแสดงได้ดว้ ยสมกำรเคมี ซ่ึง ประกอบดว้ ยสตู รเคมีของสำรตง้ั ต้นและผลิตภัณฑ์ อ ู่ยระห ่วาง ํดเาอเกนิสนากรา ้ตรนจัฉด ับพิบม ์พ ลกู ศรแสดงทิศทำงของกำรเกิดปฏิกิรยิ ำ และ เลขสัมประสิทธข์ิ องสำรตั้งตน้ และผลิตภัณฑ์ทดี่ ุลแลว้ นอกจำกนอี้ ำจมสี ัญลกั ษณแ์ สดงสถำนะของสำร หรือ ปจั จยั อื่นท่เี กี่ยวขอ้ งในกำรเกิดปฏกิ ริ ิยำเคมี กำรดุลสมกำรเคมีทำไดโ้ ดยกำรเตมิ เลขสมั ประสทิ ธ์ิ หนำ้ สำรต้ังต้นและผลิตภัณฑ์ เพื่อใหอ้ ะตอมของธำตุ ในสำรต้ังตน้ และผลติ ภณั ฑเ์ ท่ำกัน ๒. คำนวณปรมิ ำณของสำรในปฏกิ ิริยำเคมี กำรเปล่ยี นแปลงปรมิ ำณสำรในปฏกิ ิรยิ ำเคมีมี ท่ีเก่ียวข้องกบั มวลสำร ควำมสมั พันธก์ ันตำมเลขสมั ประสิทธใ์ิ นสมกำรเคมี ๓. คำนวณปรมิ ำณของสำรในปฏิกิริยำเคมี ซงึ่ บอกถงึ สัดสว่ นโดยโมลของสำรในปฏกิ ิรยิ ำ ท่ีเกย่ี วข้องกับควำมเข้มขน้ ของสำรละลำย สำมำรถนำมำใช้ในกำรคำนวณปริมำณของสำร ๔. คำนวณปริมำณของสำรในปฏิกริ ิยำเคมี ท่เี กย่ี วข้องกบั มวล ควำมเข้มขน้ ของสำรละลำย และ ท่เี ก่ียวข้องกบั ปริมำตรแก๊ส ปริมำตรของแก๊สได้ ๕. คำนวณปรมิ ำณของสำรในปฏิกิริยำเคมี ควำมสมั พันธข์ องโมลสำรต้ังตน้ และผลติ ภณั ฑ์ หลำยขั้นตอน ในปฏิกริ ิยำเคมีหลำยข้นั ตอน พจิ ำรณำได้จำกเลข สัมประสทิ ธิ์ของสมกำรเคมรี วม ๖. ระบสุ ำรกำหนดปรมิ ำณและคำนวณปริมำณ ปฏิกริ ิยำเคมีท่ีสำรตั้งต้นทำปฏิกริ ิยำไม่พอดีกัน สำรต่ำง ๆ ในปฏิกิรยิ ำเคมี สำรตงั้ ต้นท่ีทำปฏิกิรยิ ำหมดก่อนเรียกว่ำ สำรกำหนด ปริมำณ ซงึ่ เป็นสำรท่ีกำหนดปริมำณผลิตภัณฑ์ ที่เกดิ ขึ้น และปรมิ ำณสำรตัง้ ต้นอนื่ ท่ที ำปฏิกริ ิยำไป เม่อื ส้นิ สุดปฏิกิรยิ ำ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254