หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) และแผนการจดั การเรียนรู้ “รายวิชาเพิม่ เติม การปอ้ งกนั การทุจริต” หลักสตู รการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน ระดับปฐมวัย ปีการศึกษา ๒๕๖๖ โรงเรยี นบา้ นบัวถนน สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาบุรรี มั ย์ เขต ๒ สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
ก ประกาศโรงเรยี นบ้านบัวถนน เร่อื ง ให้ใช้หลกั สตู รต้านทจุ ริตศึกษา Anti-Corruption Education ในสถานศกึ ษา ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ----------------------------------------------------------- ยุทธศาสตรช์ าติวา่ ดว้ ยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐ -๒๕๖๔) ยทุ ธศาสตร์ ท่ี ๑ “สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจรติ ” ได้มุ่งเน้นให้ความสำคญั ในกระบวนการปรับสภาพ สังคมให้เกิดภาวะท่ี “ไมท่ นต่อการทจุ รติ ” โดยเร่มิ ตง้ั แต่กระบวนการกล่อมเกลาทางสงั คมในทกุ ระดบั ชว่ ง วยั ตั้งแต่ปฐมวยั เพ่ือสรา้ งวัฒนธรรมตอ่ ต้านการทุจริต และปลกู ฝงั ความพอเพียง มวี ินยั ซ่ือสัตย์สจุ รติ ยดึ ประโยชนส์ ่วนรวมมากกวา่ ประโยชน์สว่ นตน เปน็ การดำเนินการผ่านสถาบนั หรอื กลุม่ ตัวแทนที่ทำหน้าท่ี ในการกล่อมเกลาสงั คมใหม้ คี วามเป็นพลเมืองทด่ี ี มีจิตสาธารณะ เสยี สละเพอ่ื สว่ นรวมและเสรมิ สร้างให้ ทกุ ภาคสว่ นมีพฤตกิ รรมท่ีไมย่ อมรับและต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงได้มี คำส่งั ที่ ๖๔๖/๒๕๖๐ ลงวันท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๖๐ แต่งต้ังคณะอนกุ รรมการจดั ทำหลกั สูตร หรอื ชุดการ เรยี นรูแ้ ละสอื่ ประกอบการเรียนรู้ ดา้ นการปอ้ งกนั การทจุ ริต เพือ่ ดำเนนิ การจดั ทำหลักสูตรหรือชุดการ เรียนรแู้ ละส่อื ประกอบการเรียนรู้ ด้านการป้องกนั การทุจริต นำไปใช้ในการเรยี นการสอนให้กับนกั เรียน นักศกึ ษาในทุกระดับชนั้ เรยี นท้งั ในสว่ นของการศึกษาต้งั แต่ระดบั ปฐมวยั อนบุ าล ประถมศึกษา มธั ยมศึกษา และอดุ มศึกษา ทงั้ ภาครัฐและเอกชน รวมท้ังอาชวี ศึกษาและการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอธั ยาศัย นอกจากนี้ ยังรวมถึงสถาบันการศึกษาอน่ื ท่ีเกีย่ วข้อง เพ่ือให้ครอบคลุม กลุ่มเป้าหมายทีเ่ ก่ียวข้องกับการศกึ ษาท้ังระบบ รวมท้งั บคุ ลากรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ รวมท้ังภาค ประชาชน เพอื่ เป็นการปลูกฝังจติ สานกึ ในการแยกแยะประโยชนส์ ่วนตนกับประโยชนส์ ว่ นรวม จติ พอเพียงต้านทุจรติ และสร้างพฤติกรรมที่ไม่ยอมรบั และไม่ทนต่อการทุจรติ โรงเรียนบ้านบัวถนน จงึ ไดจ้ ัดทำหลกั สูตรหลักสตู รตา้ นทุจริตศกึ ษา Anti-Corruption Education ในสถานศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ขน้ึ คณะกรรมการบริหารหลักสตู รและคณะกรรมการ สถานศึกษาขัน้ พื้นฐานโรงเรยี นได้ตรวจสอบผ้เู รยี นสามารถนำไปใชใ้ นการดำรงชีวิตประจำวันอยา่ งมี คณุ คา่ ต่อสงั คม จงึ เห็นสมควรแล้ววา่ มีความเหมาะสม สอดคลอ้ งกับนโยบายขา้ งตน้ จงึ อนุญาตให้ใช้ หลักสูตรได้
ข ทั้งนห้ี ลักสตู รโรงเรยี นไดร้ ับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน เม่ือวนั ท่ี ๑ เดอื น พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๖ จงึ ประกาศให้ใชใ้ ชห้ ลกั สตู รต้านทจุ รติ ศึกษา Anti-Corruption Education ในสถานศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ตั้งแตบ่ ัดน้ีเปน็ ตน้ ไป ประกาศ ณ วนั ที่ ๖ เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ลงช่อื ........................................ ลงช่อื .............................. (นายพิน สุบนิ รมั ย)์ (นายจรญั วารินทร์) ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พื้นฐาน ผอู้ ำนวยการโรงเรียนบ้านบวั ถนน
ค คำนำ ยุทธศาสตรช์ าตวิ า่ ดว้ ยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) ไดก้ ำหนดยุทธศาสตรท์ ี่ ๑ สรา้ งสงั คมท่ีไม่ทนต่อการทุจริต อนั มกี ลยุทธ์วา่ ด้วยเร่ืองของการปรับฐาน ความคิดทุกชว่ งวยั ตั้งแตป่ ฐมวยั ใหส้ ามารถแยกระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนกับผลประโยชนส์ ว่ นรวม สง่ เสรมิ ใหม้ ีระบบและกระบวนการกลอ่ มเกลาทางสงั คมเพ่ือตา้ นทจุ รติ ประยุกตห์ ลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเครอื่ งมือตา้ นทุจริต เสรมิ พลังการมีส่วนร่วมของชมุ ชน (Community) และบรู ณา การทกุ ภาคส่วนเพ่ือต่อต้านการทจุ ริต คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) จงึ ได้มีคำส่งั แต่งต้งั คณะอนุกรรมการจดั ทำหลักสูตรหรือชุดการเรียนรู้และส่ือ ประกอบการเรียนรู้ ด้านการปอ้ งกันการทุจริตข้นึ เพ่ือศึกษา วิเคราะห์ และรวบรวมข้อมลู กำหนด แนวทางและขอบเขตในการจัดทำหลกั สูตร ยกรา่ งและจดั ทำเน้อื หาหลกั สูตรหรอื ชุดการเรียนรแู้ ละส่อื ประกอบการเรยี นรู้ พจิ ารณาใหค้ วามเหน็ เพิ่มเติม กำหนดแผนหรอื แนวทางการนำหลักสูตรไปใช้ใน หน่วยงานทเ่ี ก่ียวข้อง และดำเนินการอ่ืนๆ ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมาย คณะอนุกรรมการจัดทำหลักสูตรหรือชดุ การเรยี นรูแ้ ละสือ่ ประกอบการเรยี นรู้ ด้านการป้องกนั การทจุ ริตไดร้ ว่ มกนั สรา้ งหลกั สตู รต้านทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) ประกอบด้วย ๕ หลกั สูตร ดังน้ี ๑. หลกั สูตรการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน (รายวชิ าเพิม่ เติม การปอ้ งกันการทุจรติ ) ๒. หลักสตู ร อดุ มศึกษา (วยั ใส ใจสะอาด “Youngster with good heart”) ๓. หลกั สตู รตามแนวทางรับราชการ กล่มุ ทหารและตำรวจ ๔. หลกั สูตรสร้างวิทยากรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสสู่ งั คมที่ไมท่ นต่อการทุจรติ และ ๕. หลกั สตู รโคช้ เพื่อการรคู้ ดิ ตา้ นทุจริต หลกั สตู รดงั กล่าวได้ผา่ นกระบวนการนำไปทดลองใช้ เพ่อื ปรับปรุงให้ มีประสทิ ธภิ าพ สำหรับการใช้ในกลุ่มเปา้ หมายตอ่ ไป นอกจากน้ี คณะอนุกรรมการจดั ทำหลกั สตู รหรือชดุ การเรยี นรูแ้ ละสื่อประกอบการเรยี นรู้ ดา้ นการปอ้ งกันการทุจรติ ยังได้คัดเลือกสื่อการเรียนรู้ จากแหลง่ ตา่ งๆ ทงั้ ในประเทศและต่างประเทศ เพื่อประกอบการเรียนการสอนต่อไป โรงเรยี นบา้ นบวั ถนน จงึ จดั ทำหลักสูตรตา้ นทจุ ริตศึกษา (Anti-Corruption Education) เพ่อื สร้างความร้คู วามเข้าใจและทักษะให้แกผ่ ู้เรียนในเร่อื งการคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนกบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวม ความอายและความไม่ทนต่อการทุจริต STRONG : จติ พอเพียงต้านทจุ รติ และ พลเมืองกับความรับผิดชอบต่อสังคม เพอ่ื ร่วมกันป้องกันหรือต่อต้านการทจุ ริต มิให้มีการทจุ ริตเกิดข้ึนใน สังคมไทย รว่ มสรา้ งสงั คมไทยท่ีไม่ทนต่อการทจุ รติ ต่อไป โรงเรยี นบ้านบวั ถนน
ง สารบญั หน้า ประกาศโรงเรียน…………………………………………..…………………………………………........................................ก คำนำ………………………………………………………..………………………………………………......................................ข สารบญั ........................................................................................................................................................ค หลกั สูตรต้านทจุ ริตศึกษา………………………..…………………………………………………...........….........................๑ รายละเอียดของหลกั สตู รต้านทจุ ริตศึกษา..…………………………………………………….....................................๒ หลกั สตู รการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน....………………………………………………………………….......................................๓ ช่อื หลักสตู ร..................…...………………………………………………………………………………….............................๓ จุดมุ่งหมายของรายวิชา..…………………………………………………………………………………….............................๓ คำอธบิ ายรายวิชา…..……………………………………………………………………………………………..........................๔ ผลการเรยี นรู้………..……………………………………………………………………………………………...........................๔ โครงสรา้ งรายวชิ า...………………………………………………………………………………….…………...........................๕ กจิ กรรมการเรยี นรู้…………………………………………………………………………………………….…..........................๖ สือ่ การเรยี นร้แู ละแหลง่ เรียนรู้………………………………………………………………………………...........................๗ การวัดและประเมินผล…………………………………………………………………………………………...........................๗ ตารางชว่ั โมงการจัดการเรียนการสอน……………………………………………………………………...........................๗ แผนการจดั ประสบการณ์ระดบั ปฐมวัย.........……………………………………………………………..........................๙ หนว่ ยที่ ๑.................……………………………………………………………………………………...…...........................๑๐ หนว่ ยท่ี ๑-๑๔.................………………………………………………………………………..................๑๑-๘๙ หนว่ ยที่ ๒.................……………………………………………………………………………………...…...........................๙๐ หน่วยท่ี ๑-๑๑.................……………………………………………………………………….............…๙๑-๑๕๖ หน่วยที่ ๓.................……………………………………………………………………………………...…........................๑๕๗ หนว่ ยที่ ๑-๙.................……………………………………………………………………………..........๑๕๘-๒๐๓ หนว่ ยท่ี ๔.................……………………………………………………………………………………...…........................๒๐๔ หนว่ ยท่ี ๑-๕.................………………………………………………………………………….............๒๐๕-๒๓๕ ภาคผนวก.................……………………………………………………………………………………...….......................๒๓๖ เอกสารอา้ งอิง.................…………………………………………………………………………………….......................๒๓๗ คำส่งั โรงเรยี น.................……………………………………………………………………………………........................๒๓๘
1 หลักสตู รตา้ นทุจริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ยุทธศาสตร์ชาติว่าดว้ ยการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ ริต ระยะที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) ยุทธศาสตร์ ที่ ๑ “สร้างสงั คมท่ีไม่ทนตอ่ การทุจรติ ” ไดม้ ุง่ เนน้ ให้ความสำคญั ในกระบวนการ ปรบั สภาพสังคมใหเ้ กิดภาวะท่ี “ไม่ทนตอ่ การทจุ ริต” โดยเรม่ิ ต้งั แตก่ ระบวนการกลอ่ มเกลาทางสงั คม ในทกุ ระดบั ช่วงวัย ต้งั แต่ปฐมวยั เพือ่ สร้างวฒั นธรรมต่อตา้ นการทุจริต และปลูกฝังความพอเพียง มี วนิ ัย ซ่ือสตั ย์สจุ ริตยดึ ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เปน็ การดำเนินการผา่ นสถาบนั หรือกล่มุ ตวั แทนที่ทำหน้าทใี่ นการกล่อมเกลาสงั คมให้มีความเป็นพลเมืองที่ดี มจี ติ สาธารณะ เสยี สละ เพื่อสว่ นรวมและเสริมสร้างให้ทกุ ภาคสว่ นมพี ฤติกรรมท่ีไมย่ อมรบั และต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ และได้กำหนดกลยุทธ์ ๔ กลยุทธ์ กลา่ วคอื กลยุทธ์ท่ี ๑ ปรับฐานความคดิ ทุกชว่ งวยั ตง้ั แต่ปฐมวยั ให้ สามารถแยกระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชน์สว่ นรวม กลยทุ ธ์ท่ี ๒ ส่งเสริมให้มีระบบและ กระบวนการกล่อมเกลาทางสงั คมเพื่อต้านทุจริต กลยทุ ธ์ท่ี ๓ ประยกุ ตห์ ลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง เป็นเครื่องมอื ต้านทุจริต และกลยทุ ธท์ ี่ ๔ เสรมิ พลงั การมีส่วนร่วมของชมุ ชน(Community)และบรู ณา การทุกภาคสว่ นเพอ่ื ต่อตา้ นการทุจรติ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จงึ ไดม้ ีคาสั่งท่ี ๖๔๖/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๖๐ แต่งตัง้ คณะอนกุ รรมการจดั ทำหลักสูตร หรือชดุ การเรียนรู้และส่ือประกอบการเรียนรู้ ด้านการปอ้ งกนั การ ทจุ ริตซง่ึ ประกอบดว้ ยผูท้ รงคุณวุฒหิ รอื ผูเ้ ชย่ี วชาญจากหนว่ ยงานดา้ นการศึกษา และหน่วยงานท่ี เกย่ี วขอ้ งในการจดั ทำหลักสูตรการเรยี นการสอน จากทั้งภายในและภายนอกหนว่ ยงาน รวมทงั้ ผู้ทรงคุณวฒุ ิจากองค์กรภาคเอกชนเพื่อดำเนินการจดั ทำหลกั สูตรหรือชุดการเรยี นรู้และส่อื ประกอบการเรยี นรู้ ดา้ นการป้องกนั การทุจรติ นำไปใช้ในการเรยี นการสอนใหก้ ับนักเรียน นักศึกษา ในทกุ ระดับช้ันเรียนท้ังในสว่ นของการศึกษาตง้ั แตร่ ะดับปฐมวัยอนุบาล ประถมศึกษา มธั ยมศกึ ษา และอดุ มศึกษา ท้ังภาครัฐและเอกชน รวมทั้งอาชีวศึกษาและการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย นอกจากน้ี ยังรวมถึงสถาบนั การศึกษาอ่ืนท่ีเกย่ี วขอ้ ง เชน่ สถาบนั การศึกษาในสังกดั สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบนั การศึกษาทางทหาร เปน็ ตน้ เพือ่ ให้ครอบคลมุ กลุ่มเป้าหมายท่ี เกี่ยวข้องกบั การศึกษาทั้งระบบ รวมท้งั บุคลากรภาครฐั และรฐั วสิ าหกจิ รวมทั้งภาคประชาชน เพื่อ เปน็ การปลูกฝังจติ สานึกในการแยกแยะประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์สว่ นรวมจิตพอเพียงต้านทจุ รติ และสรา้ งพฤติกรรมทไี่ มย่ อมรับและไม่ทนต่อการทจุ รติ เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริต โดยเริ่มปลูกฝังนักเรียนต้ังแต่ปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน จึงจัดทำรายวิชาเพ่ิมเติม “การป้องกันการทุจริต” ให้สถานศึกษาทุกแห่งนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพอ่ื ปลูกฝังและสร้างวฒั นธรรมต่อต้านการ ทุจริตให้แก่นักเรียนสร้างความตระหนักให้นักเรียน ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วน ตน มีจิตพอเพยี งต้านทุจริต ละอายและเกรงกลวั ท่ีจะไมท่ จุ ริตและไมท่ นต่อการทุจรติ ทกุ รูปแบบ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน ในฐานะองค์กรรับผดิ ชอบการจัดการศึกษา ใหแ้ ก่นกั เรียน ต้ังแต่ระดบั ปฐมวัย จนถึงชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๖ จงึ ได้จัดทำรายวิชาเพ่มิ เติม “การ ป้องกนั การทจุ รติ ”ประกอบด้วย เนอ้ื หา ๔ หนว่ ยการเรยี นรู้ ไดแ้ ก่ ๑) การคดิ แยกแยะระหวา่ ง ผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชน์สว่ นรวม ๒) ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต๓) STRONG / จติ พอเพยี งต่อตา้ นการทจุ ริต และ ๔) พลเมืองและ ความรับผดิ ชอบต่อสงั คม ซ่งึ ท้ัง ๔ หน่วยนี้ จะจัดทำเปน็ แผนการจัดการเรยี นรู้ ต้งั แตช่ ั้นปฐมวัย จนถึง ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๖ เพื่อให้ สถานศึกษาทุกแห่งนำไปใช้ในการจดั การเรยี นการสอน เพ่อื ปลูกฝงั และป้องกันการ ทจุ รติ ใหแ้ ก่
2 นกั เรียนทกุ ระดบั ทงั้ นี้ เป็นการสร้างพลเมืองทซี่ ่ือสัตย์สจุ ริตใหแ้ ก่ประเทศชาติ ปัญหาคอรับชันลดลง และดัชนภี าพลักษณ์คอรบั ชนั ของประเทศไทย มคี ่าคะแนนสงู ข้ึน บรรลุตามเปา้ ประสงค์ของ ยทุ ธศาสตร์ชาติว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตระยะที่ ๓ (พ.ศ.๒๕๖๐ - ๒๕๖๔) โรงเรยี นบ้านบวั ถนน หวังเป็นอยา่ งย่ิงวา่ หลกั สตู รต้านทุจริตศึกษา : Anti-Corruption Education จะสร้างความรู้ความเขา้ ใจและทกั ษะให้แก่ผ้เู รียนในเรอ่ื งการคดิ แยกแยะระหว่าง ผลประโยชน์ส่วนตน กบั ผลประโยชน์สว่ นรวม ความอายและความไมท่ นต่อการทุจรติ STRONG : จิต พอเพียงต้านทจุ ริต และพลเมือง กบั ความรบั ผิดชอบต่อสังคม เพ่ือร่วมกันป้องกันหรอื ต่อตา้ นการ ทุจริต มใิ ห้มีการทุจรติ เกิดขน้ึ ในสงั คมไทย ร่วมสร้างสังคมไทยท่ีไมท่ นตอ่ การทุจริตต่อไป รายละเอยี ดของหลักสูตรตา้ นทุจรติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) กรอบการจดั ทำหลกั สูตรหรือชุดการเรียนร้แู ละสื่อประกอบการเรียนรู้ ด้านการป้องกันการ ทุจริต โดยทป่ี ระชุม ไดเ้ ห็นชอบรว่ มกนั ในการจัดทำหลักสตู รหรอื ชดุ การเรียนรู้และส่อื ประกอบการ เรยี นรู้ ดา้ นการป้องกนั การทุจริต หวั ขอ้ วชิ า ๔ วิชา ประกอบด้วย ๑) การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนกับผลประโยชนส์ ว่ นรวม ๒) ความอายและความไม่ทนต่อการทุจริต ๓) STRONG : จติ พอเพียงต้านทุจริต ๔) พลเมอื งและความรบั ผิดชอบต่อสังคม เน้ือหาหลักสูตรหรอื ชดุ การเรียนรู้ ดา้ นการป้องกนั การทจุ ริต โดยไดแ้ บง่ กลุ่มตามการเรยี น การสอนในแต่ละชว่ งชนั้ และการฝึกอบรมในแตล่ ะกลมุ่ เปา้ หมาย เป็น ๕ กลุ่ม ดงั นี้ กลุม่ ๑ หลักสตู รการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน (ระดับปฐมวยั และป.๑-ม.๖) มชี อ่ื หลักสตู รว่า “รายวชิ าเพ่ิมเตมิ การป้องกนั การทจุ รติ กลมุ่ ๒ หลักสูตรอุดมศึกษา มีชอื่ หลักสตู ร “วัยใส ใจสะอาด “Youngster with good heart” กลมุ่ ๓ หลักสูตรกลุ่มทหารและตำรวจ มชี อื่ หลกั สตู ร “หลกั สูตรตามแนวทางรับราชการ กล่มุ ทหารและตำรวจ” กลุ่ม ๔ หลักสูตรวิทยากร มีชอ่ื หลักสตู ร “สร้างวิทยากรผู้นำการเปลี่ยนแปลงส่สู งั คมที่ไมท่ น ตอ่ การทจุ รติ ” กลุ่ม ๕ หลักสูตรโคช้ มีช่อื หลกั สูตร “โค้ชเพื่อการร้คู ดิ ตา้ นทจุ ริต” หลกั สตู รการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน ดำเนนิ การจัดทำเป็นแผนการจดั การเรียนรโู้ ดยแยกเป็น ๑๐ ระดบั ชน้ั ปี ได้แก่ ระดับปฐมวัย ระดับประถมศึกษาช้ันปที ่ี ๑ – ๖ และระดับมธั ยมศึกษาชน้ั ปีท่ี ๑– ๓ ในแต่ละระดบั ชั้นปี จะใชเ้ วลาเรียนทง้ั ปี จำนวน ๔๐ ชวั่ โมง ต้องจดั ทำเนื้อหาและกจิ กรรมการเรียน การสอนให้แตกตา่ งกนั ตามความเหมาะสมและการเรียนร้ใู นแต่ละชว่ งวัย หลักสูตรการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ชื่อหลักสตู ร “รายวิชาเพิ่มเตมิ การป้องกันการทุจรติ ” ตามท่สี ำนกั งานคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ แห่งชาติ รว่ มกับสำนกั งาน คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน และหน่วยงานทเี่ กย่ี วข้อง ดำเนินการจดั ทำหลักสูตรหรือชดุ การ เรยี นร้แู ละสื่อประกอบการเรียนรู้ ดา้ นการป้องกันการทจุ ริต สำหรบั ใชเ้ ปน็ เน้ือหามาตรฐานกลางให้
3 สถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานท่เี กยี่ วข้องนำไปใช้ในการเรียนการสอนให้กบั กลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุมทุกระดบั ชั้นเรยี น เพอื่ ปลูกฝงั จิตสำนึกในการแยกประโยชน์สว่ นบคุ คลและประโยชน์ ส่วนรวม จิตพอเพียง การไม่ยอมรับและไม่ทนต่อการทจุ ริต โดยใชช้ ่ือว่าหลักสตู รต้านทจุ ริตศึกษา (Anti-Corruption Education) หลักสูตรที่ ๑ หลักสตู รการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน โดยมีแนวทางการ นำไปใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละโรงเรยี น ดังนี้ ๑.นำไปจัดเปน็ รายวิชาเพมิ่ เติมของโรงเรยี น ๒.นำไปจัดในช่วั โมงลดเวลาเรียนเพ่ิมเวลารู้ ๓.นำไปบรู ณาการกับการจดั การเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (สาระหนา้ ที่พลเมอื ง) หรอื นำไปบูรณาการกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อนื่ ๆ จดุ มงุ่ หมายของรายวิชา เพ่ือใหน้ ักเรยี น ๑ มคี วามรู้ ความเข้าใจเกีย่ วกบั การแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชน์ ส่วนรวม ๒ มีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกบั ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ ริต ๓ มคี วามรู้ ความเข้าใจเกีย่ วกบั STRONG / จิตพอเพียงต่อต้านการทุจริต ๔ มีความรู้ ความเข้าใจเกย่ี วกับพลเมืองและมีความรับผิดชอบต่อสังคม ๕ สามารถคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชนส์ ่วนรวมได้ ๖ ปฏบิ ตั ิตนเป็นผ้ลู ะอายและไม่ทนต่อการทจุ ริตทุกรปู แบบ ๗ ปฏิบตั ติ นเป็นผทู้ ี่ STRONG / จิตพอเพียงต่อตา้ นการทุจรติ ๘ ปฏิบัติตนตามหนา้ ที่พลเมอื งและมีความรบั ผิดชอบต่อสังคม คำอธบิ ายรายวิชา ศกึ ษาเก่ยี วกบั การแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชน์สว่ นรวม ความ ละอายและความไม่ทนต่อการทจุ ริต STRONG / จติ พอเพียงต่อต้านการทจุ ริต รู้หน้าที่ของพลเมือง และรบั ผิดชอบต่อสังคมในการตอ่ ตา้ นการทจุ ริต โดยใช้กระบวนการคิด วเิ คราะห์ จำแนก แยกแยะ การฝึกปฏบิ ตั ิจริง การทำโครงงาน กระบวนการเรียนรู้ ๕ ขน้ั ตอน (๕ STEPs) การอภิปราย การสบื สอบ การแกป้ ัญหา ทักษะการอ่าน และการเขยี น เพ่ือให้มีความตระหนกั และเห็นความสำคัญของการต่อต้านและการป้องกนั การทุจริต ผลการเรยี นรู้ ๑. มีความรู้ ความเข้าใจเกย่ี วกบั การแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตน กบั ผลประโยชน์ ส่วนรวม ๒. มีความรู้ ความเข้าใจเกีย่ วกับความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ ริต ๓. มีความรู้ ความเขา้ ใจเก่ยี วกับ STRONG / จิตพอเพยี งต่อต้านการทจุ รติ ๔. มีความรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั พลเมืองและมีความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คม ๕. สามารถคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตน กับผลประโยชน์สว่ นรวมได้
4 ๖. ปฏบิ ตั ติ นเปน็ ผู้ละอายและไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ ๗. ปฏบิ ัติตนเป็นผู้ท่ี STRONG / จิตพอเพียงต่อต้านการทุจริต ๘. ปฏิบตั ติ นตามหน้าท่ีพลเมืองและมคี วามรบั ผิดชอบตอ่ สังคม ๙. ตระหนักและเห็นความสำคญั ของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต รวมทัง้ หมด ๙ ผลการเรียนรู้
5 โครงสร้างรายวิชา เร่ือง จำนวนชัว่ โมง ระดบั ปฐมวยั การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน ๑๔ ลำดบั หนว่ ยการเรียนรู้ และผลประโยชน์ส่วนรวม - การคดิ แยกแยะ ๑. การคิดแยกแยะ - ระบบคิดฐาน ๒ ระหวา่ งผลประโยชน์ - ของเล่น สว่ นตนและ - การรับประทานอาหาร ผลประโยชนส์ ่วนรวม - การเข้าแถว - การเกบ็ ของใชส้ ่วนตัว - ทำงานท่ีได้รับมอบหมาย - การแบง่ ปัน - การแต่งกาย - การทำกิจวตั รประจำวนั (การใช้นำ้ ไฟฟ้า กระดาษ การทิ้งขยะ) ๒. ความละอายและความ ความละอายและความไมท่ นต่อการทจุ ริต ๑๒ ไม่ทนต่อการทุจริต - ของเลน่ - การรับประทานอาหาร - การเข้าแถว - การเก็บของใช้สว่ นตัว - ทำงานทีไ่ ด้รับมอบหมาย - การแบง่ ปัน - การแต่งกาย - การทำกจิ วัตรประจำวัน
6 ลำดบั หน่วยการเรียนรู้ เรอ่ื ง จำนวนช่วั โมง ๙ ๓. STRONG / จิตพอเพยี ง STRONG / จติ พอเพียงต่อตา้ นการทจุ รติ ต่อตา้ นการทุจรติ - ความพอเพียง - ความโปร่งใส - ความต่ืนรู้ / ความรู้ - ต้านทุจรติ - มุ่งไปขา้ งหน้า - ความเออ้ื อาทร - การรับประทานอาหาร - การช่วยเหลือเพือ่ น - การใชก้ ระดาษ ๔. พลเมืองกับความ พลเมอื งกับความรับผดิ ชอบต่อสังคม ๕ รับผิดชอบตอ่ สังคม - ความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเอง ๔๐ - ความรบั ผดิ ชอบต่อผู้อ่นื - การตรงต่อเวลา - การทำความสะอาดห้องเรียน - การชว่ ยเหลือตนเอง รวม กิจกรรมการเรยี นรู้ แนวคิดและแนวการสอน กิจกรรมการเรยี นรู้ท่ีใช้ในการจัดการเรียนการสอน เน้นการใชท้ ฤษฎกี ารเรียนรู้ การสร้าง ความรู้ ไดแ้ ก่ ๑) ทฤษฎคี อนสตรคั ติวิสต์ (Construction Theory) ๒) ทฤษฎีคอนสตรัคติวสิ ต์เชงิ สงั คม (Social Constructivism Theory) ๓) ทฤษฎีคอนสตรัคตวิ สิ ตเ์ ชงิ ปญั ญา (Cognitive Constructivism) ๔) ทฤษฎีประมวลผลข้อมูล (Information Processing Theory) ๕) ทฤษฎีพหุ ปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) ๖) ทฤษฎกี ารเรยี นรู้แบบรว่ มมือ (Cooperative Learning Theory) ในการจัดการเรียนการสอน โดยภาพรวมจะใช้กลยุทธก์ ารสอนทีเ่ น้นผเู้ รียนเป็น สำคัญ คอื จัดตามความแตกต่างของเดก็ แต่ละคน ดว้ ยการสอนโดยใชก้ ระบวนการคดิ วิเคราะห์ คิด สังเคราะห์ การฝึกปฏิบตั จิ รงิ การทำโครงงานสืบสวนสอบสวน กระบวนการเรยี นรู้ ๕ ขน้ั ตอน (๕ STEPs) การอภิปราย การแก้ปัญหาตลอดจนใชเ้ ทคนคิ การสอนท่ีหลากหลายเหมาะกับผ้เู รียนแตล่ ะ วยั
7 สื่อการเรียนรูแ้ ละแหลง่ เรยี นรู้ จัดกจิ กรรมด้วยสอ่ื การเรียนรู้ทเี่ กีย่ วกับการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ เชน่ วดี โิ อ ขา่ ว VTR นิทาน การต์ ูน ภาพยนตรส์ ้ัน เอกสารแก้ทจุ ริตคดิ ฐานสอง ส่ือสิงพิมพ์ต่าง ๆ ใบความรู้ ใบงาน วสั ดอุ ุปกรณ์ตา่ ง ตลอดจนแหล่งเรยี นรูท้ ีใ่ ชค้ อมพิวเตอร์ในการสืบคน้ การวัดและประเมนิ ผล ๑ การประเมินการเรียนรู้ โดยใช้เครือ่ งมือประเมินการเรยี นร้ใู นดา้ น -ความรู้ความเข้าใจ -การปฏบิ ัติ -คณุ ลักษณะทีพ่ งึ ประสงค์ เครือ่ งมอื ท่ีใชป้ ระเมนิ -แบบสอบ -แบบประเมินการปฏบิ ัติงาน -แบบสงั เกตพฤติกรรมการปฏิบตั ิงาน ๒ การประเมินผล นักเรียนผ่านการประเมนิ ทุกกิจกรรม ร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จึงจะถือว่าผา่ นเกณฑ์การประเมิน ตารางช่ัวโมงการจัดการเรยี นการสอน ประกอบด้วย ๔ หน่วยการเรยี นรู้ คอื ๑) การคิดแยกแยะผลประโยชนส์ ่วนตนกบั ผลประโยชนส์ ่วนรวม ๒) ความไม่ทนและความอายต่อการทจุ ริต ๓) STRONG : จิตพอเพียงตา้ น ทุจริต และ ๔) พลเมืองกับ ความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม โดยกำหนดช่วั โมงการจัดการเรยี นการสอนดงั น้ี ท่ี หน่วยการเรียนรู้ ระดบั การศึกษา ปฐมวัย ป.๑-๓ ป.๔-๖ (ชว่ั โมง) (ชว่ั โมง) (ชั่วโมง) ๑ การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วน ๑๔ ๑๖ ๑๔ ตนและประโยชน์ส่วนรวม ๒ ความไม่ทนและความอายตอ่ การทจุ รติ ๑๒ ๑๐ ๑๐ ๓ STRONG : จติ พอเพียงต่อตา้ นการทจุ รติ ๙ ๔ ๖ ๔ พลเมอื งกับความรับผิดชอบต่อสังคม ๕ ๑๐ ๑๐ รวม ๔๐ ๔๐ ๔๐ * หมายเหตุ การจดั ประสบการณแ์ ต่ละกิจกรรมจะใชเ้ วลาประมาณ ๒๐ นาที โดยหลกั สตู รรายวชิ าเพมิ่ เติม การปอ้ งกันการทุจริต การศึกษาข้ันพ้นื ฐาน กำหนดเป็น ๑ หลกั สตู ร และแยกเป็นแผนการจัดการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ ระดบั ปฐมวัย ระดบั ประถมศึกษาช้ันปที ่ี ๑ - ๖
8 ระดับมัธยมศึกษาปีท่ี ๑-๓ ทั้งน้ี ในแต่ละระดับช้นั ปี จะใช้เวลาเรียนทัง้ ปี จำนวน ๔๐ ช่ัวโมง ซึง่ จะ มีเนื้อหาและกจิ กรรมการเรยี นการสอนท่ีแตกต่างกัน ตามความเหมาะสมและการเรียนรใู้ นแต่ละชว่ ง วยั
9 แผนการจัดประสบการณ์ ระดับปฐมวยั
10 หนว่ ยท่ี ๑ การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตน และผลประโยชน์สว่ นรวม
11 แผนการจัดประสบการณ์ หน่วยท่ี ๑ ชื่อหนว่ ย การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ชน้ั ปฐมวยั แผนการจัดประสบการณท์ ่ี ๑ เรอ่ื ง การคดิ แยกแยะ (๑) เวลา ๑ ชว่ั โมง ------------------------------------------------------------------------------------ ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกบั การแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนกบั ผลประโยชน์ ส่วนรวม ๑.๒ สามารถคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชน์สว่ นรวมได้ ๒. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ เดก็ สามารถบอกความหมายของ ของใช้สว่ นตนและของใช้ส่วนรวมได้ ๒.๒ เดก็ สามารถคดิ แยกแยะระหว่างของใช้สว่ นตนและของใชส้ ว่ นรวมได้ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ ของใช้ส่วนตัว คอื ของใช้ที่มีเจ้าของเฉพาะ แต่ส่วนของใชส้ ่วนรวม ได้แก่ ของใช้ที่ทุกคนเป็นเจ้าของ ร่วมกัน ทกุ คนมีสิทธ์ใิ ช้ ทกุ คนต้องชว่ ยกนั รกั ษา ๓.๒ ทักษะ / กระบวนการ (สมรรถนะท่ีเกดิ ) ๑) ความสามารถในการสื่อสาร (สนทนาโต้ตอบและเลา่ เรอ่ื งให้ผูอ้ ่นื เข้าใจ) ๒) ความสามารถในการคิดเชิงเหตผุ ลโดยอธบิ ายเช่ือมโยงสาเหตแุ ละผลท่ีเกิดข้ึนใน เหตกุ ารณ์ หรอื การกระทำดว้ ยตนเอง ๓.๓ คุณลักษณะทพ่ี งึ ประสงค์ / คา่ นยิ ม ๑) การปฏบิ ตั ติ นเบื้องตน้ ในการเปน็ สมาชกิ ทีด่ ีของสังคม ๒) การมวี ินยั ในตนเอง ๔. การจดั ประสบการณ์ ๔.๑ ขน้ั ตอนการจดั ประสบการณ์ ๑) เดก็ และครรู ่วมกันร้องเพลง “ของใช”้ และสนทนาร่วมกนั เก่ยี วกบั ของใชส้ ่วนตัว และส่วนรวม ๒) ใหเ้ ด็กสำรวจสง่ิ ของเครือ่ งใชท้ เี่ ปน็ ของใชส้ ว่ นตวั และของใช้สว่ นรวม ภายในและ ภายนอกหอ้ งเรยี น ๓) ให้เดก็ วาดภาพจากการสำรวจ จำนวน ๒ ภาพ ได้แก่ ภาพของใชส้ ่วนตัวและภาพ ของใช้ส่วนรวม ๔) ขออาสาสมัครเด็กออกมานาเสนอภาพวาดจากการสำรวจ โดยให้เดก็ บอกว่า สิง่ ที่ วาด อะไรคอื ของใชส้ ว่ นตวั และอะไรคือของใช้สว่ นรวม ๕) เดก็ และครรู ว่ มกันสนทนาเก่ยี วกบั ความหมายของของใช้ส่วนตัว กับของใช้สว่ นรวม โดยครใู ช้คำถาม ๕.๑ เด็กคิดวา่ ของใชส้ ่วนตวั กับของใชส้ ่วนรวม มันเหมือนกันหรอื ไม่ อย่างไร (ของ สว่ นตัว คอื ของที่มีเจ้าของเฉพาะ แต่สว่ นของทเ่ี ป็นส่วนรวม ไดแ้ ก่ ของท่ที ุกคนเปน็ เจ้าของรว่ มกัน ทุกคนมีสทิ ธิ์ใช้ ทุกคนต้องช่วยกันรกั ษา)
12 ๖) เด็กและครรู ่วมกันอภิปรายสรปุ ถงึ ความแตกตา่ งระหว่างของใชส้ ว่ นตัวกับของใช้สว่ นรวม ๔.๒ สื่อการเรยี นรู้ / แหล่งการเรยี นรู้ ๑) เพลง “ของใช”้ ๒) ของใชส้ ว่ นตวั และของใช้ส่วนรวม ๓) กระดาษ / ดนิ สอ / สี ๕. การประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมิน สังเกตการตอบคำถามของเด็ก ๕.๒ เครื่องมือท่ใี ชใ้ นการประเมนิ แบบสังเกตการตอบคำถามของเด็ก ๕.๓ เกณฑ์การประเมนิ เด็กผ่านการประเมนิ ระดับ ๒ ข้นึ ไปถือว่าผ่าน ๖. บนั ทึกหลังการจดั ประสบการณ์ ............................................................................................................................. ................................. ................................................................................................ ................................................................ ลงชื่อ ................................................ ครผู ูส้ อน (.................................................) ๗. ความคิดเหน็ ผบู้ รหิ าร ............................................................................................................................. ................................. ................................................................................................................................................................ ลงช่อื ................................................ ผบู้ รหิ าร (นายจรัญ วารินทร์) ผอู้ ำนวยการโรงเรียนบา้ นบวั ถนน ๘. ภาคผนวก ๑)เพลงของใช้ ๒)แบบสงั เกตการตอบคำถามของเด็ก เพลงของใช้ (ฐะปะนีย์ นาครทรรพ) ชอ้ นซอ้ มใหมใ่ หม่ ฉนั มชี ามข้าวใบใหญ่ ตง้ั ไวบ้ นโต๊ะตวั น้ี ถว้ ยแกว้ กม็ ี กนิ ข้าวได้เลย แลว้ นง่ั เกา้ อ้ี --------------------------------------------------
13 แบบสังเกตการตอบคำถามของเด็ก หนว่ ยที่ ๑ ชอื่ หนว่ ย การคิดแยกแยะผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม แผนการจดั ประสบการณ์ท่ี ๑ เร่อื ง การคิดแยกแยะ (๑) วันท่.ี ............เดอื น...........................................พ.ศ. ........................... คำช้ีแจง : ให้ผู้ประเมนิ ทำเครอื่ งหมาย ในช่องระดับคุณภาพของเด็กในแต่ละประเด็นทป่ี ระเมนิ ที่ ชอื่ -สกุล บอกความหมายของ คิดแยกแยะระหว่างของ ของใช้สว่ นตนและของ ใช้สว่ นตนและของใช้ ใช้ส่วนรวมได้ ส่วนรวมได้ ๓๒๑๓๒๑ รวม เฉลย่ี ลงชอื่ ................................ผู้ประเมิน (.........................................) บอกความหมายของ ของใช้สว่ นตนและของใช้สว่ นรวมได้ ระดบั ๓ : บอกความหมายของ ของใช้ส่วนตนและของใชส้ ว่ นรวมได้ด้วยตนเอง ระดับ ๒ : บอกความหมายของ ของใชส้ ว่ นตนและของใชส้ ่วนรวมได้เม่อื มีผชู้ แี้ นะ ระดับ ๑ : ไมส่ ามารถบอกความหมายของ ของใชส้ ่วนตนและของใช้ส่วนรวมได้ คิดแยกแยะระหวา่ งของใชส้ ว่ นตนและของใชส้ ว่ นรวมได้ ระดบั ๓ : สามารถคดิ แยกแยะระหวา่ งของใช้สว่ นตนและของใชส้ ่วนรวมได้ดว้ ยตนเอง ระดบั ๒ : สามารถคิดแยกแยะระหว่างของใชส้ ว่ นตนและของใช้ส่วนรวมได้เม่ือมผี ู้ช้แี นะ ระดบั ๑ : ไม่สามารถคิดแยกแยะระหว่างของใชส้ ว่ นตนและของใช้สว่ นรวมได้
14 แผนการจัดประสบการณ์ หนว่ ยท่ี ๑ ช่ือหน่วย การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม ชนั้ ปฐมวยั แผนการจัดประสบการณ์ท่ี ๒ เรื่อง การคิดแยกแยะ (๒) เวลา ๑ ชว่ั โมง ------------------------------------------------------------------------------------ ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับการแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนกับผลประโยชน์ สว่ นรวม ๑.๒ สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตนกับผลประโยชนส์ ว่ นรวมได้ ๒. จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ เดก็ สามารถบอกวิธีการใช้ของใช้ส่วนตนและการใชข้ องใช้สว่ นรวมได้ ๒.๒ เดก็ สามารถปฏิบตั ติ นในการใช้ของใช้สว่ นตนและการใชข้ องใชส้ ่วนรวมไดถ้ ูกต้อง ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ ๑) วิธกี ารใชข้ องใช้ส่วนรวม คือ ตอ้ งใชด้ ้วยความระมัดระวงั , ต้องแบง่ ปันกันใช้ ไมเ่ ก็บไป ครองเป็นของตนเอง, ใช้ให้ถกู ตอ้ งกับงาน เช่น กรรไกมไี ว้ตัดกระดาษ ไม่ใช่มีไวใ้ ชเ้ คาะจงั หวะ, เมื่อใช้ เสรจ็ แล้วตอ้ งเก็บเข้าทใี ห้เรียบร้อย, ไม่นาของใช้ส่วนรวมกลับไปใชท้ บ่ี ้าน ๒) วธิ ีการใช้ของใชส้ ่วนตวั คอื ตอ้ งใชด้ ้วยความระมัดระวงั , ใช้ให้ถูกต้องกับงาน, เมื่อใช้เสรจ็ แลว้ ตอ้ งเก็บเข้าทีใหเ้ รยี บร้อย เพราะถา้ เราจะใช้ภายหลงั จะได้มใี ชแ้ ละง่ายต่อการหยิบจับ ๓.๒ ทกั ษะ / กระบวนการ (สมรรถนะท่เี กิด) ๑) ความสามารถในการสื่อสาร (สนทนาโต้ตอบและเล่าเรอ่ื งใหผ้ ู้อน่ื เข้าใจ) ๒) ความสามารถในการคิดเชงิ เหตผุ ลโดยอธบิ ายเชอ่ื มโยงสาเหตุและผลท่เี กิดขึน้ ใน เหตุการณ์หรือการกระทำดว้ ยตนเอง ๓.๓ คณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ / ค่านยิ ม ๑) การปฏบิ ัติตนเบอ้ื งตน้ ในการเปน็ สมาชกิ ทด่ี ีของสงั คม ๒) การมีวินัยในตนเอง ๔. การจัดประสบการณ์ ๔.๑ ข้นั ตอนการจดั ประสบการณ์ ๑) เดก็ และครูร่วมกันร้องเพลง “สว่ นรวมต้องมาก่อน” ๒) เด็กและครูรว่ มกันสนทนากันถึงเนื้อหาในเพลง “สว่ นรวมต้องมาก่อน” เด็กคิดว่า เพลงที่ เราร่วมร้อง เปน็ เพลงเกย่ี วกับอะไร (เกีย่ วกับสิ่งของส่วนรวม, เราต้องใหค้ วามสำคัญและตระหนักวา่ ส่วนรวมต้องมาก่อน) ๓) เดก็ และครูร่วมกนั สนทนาทบทวนเก่ยี วกับเร่ือง ของใชส้ ่วนตวั กับของใช้ส่วนรวม ๔) เด็กและครูร่วมกันสนทนา ถึงวธิ กี ารใช้ของใช้ส่วนตวั และของใชส้ ่วนรวม โดยครใู ช้คำถาม ๔.๑ เดก็ คิดว่า การใชข้ องใช้สว่ นรวม เราจะมีวธิ ีการใช้และดแู ลรักษาอย่างไร (ตอ้ ง ใชด้ ้วยความระมดั ระวงั , ตอ้ งแบง่ ปนั กนั ใช้ ไม่เกบ็ ไปครองเปน็ ของตนเอง, ใชใ้ หถ้ ูกตอ้ งกับงาน เช่น กรรไกมีไว้ตัดกระดาษ ไมใ่ ช่มีไว้ใช้เคาะจงั หวะ, เม่ือใชเ้ สรจ็ แล้วต้องทำความสะอาดและเกบ็ เขา้ ทีให้ เรียบรอ้ ย, ไมน่ าของใชส้ ว่ นรวมกลบั ไปใช้ที่บา้ น)
15 ๔.๒ แลว้ การใชข้ องใช้สว่ นตัว เราจะมีวิธีการใช้และดูแลรกั ษาอย่างไร (เรากต็ อ้ งใช้ ด้วยความระมัดระวัง, ใช้ให้ถูกต้องกบั งาน, เมื่อใชเ้ สรจ็ แล้วตอ้ งทำความสะอาดและเก็บเขา้ ที ให้เรยี บรอ้ ย เพราะถ้าเราจะใช้ภายหลัง จะได้มีใช้ และง่ายตอ่ การหยิบจับ) ๕) ใหเ้ ด็กชว่ ยกันพจิ ารณาว่า สถานการณต์ ่อไปน้ี ขอ้ ใดควรปฏิบตั ิและข้อใดไม่ควรปฏบิ ตั ิ เพราะเหตุใด ๕.๑ หยิบของเล่นใน หองเรียนกลับไปเลน่ ที่บ้านโดยไม่ไดร้ ับอนุญาตจากครู (ไม่ ควรปฏิบัติเพราะของเล่นเปน็ ของสว่ นรวมถ้าเรานาไปทบี่ ้านเพอ่ื นคนอน่ื ๆ ก็จะไม่มเี ล่น) ๕.๒ เล่นของเลน่ แลว้ ไมเ่ ก็บเข้าที่ (ไมค่ วรปฏบิ ัติ เพราะถ้าเราไมเ่ ก็บของเลน่ เข้าที ของเล่นอาจจะหาย หรือเพ่ือนอาจจะหาของเล่นไม่เจอ แล้วกไ็ มม่ ีของเล่นเลน่ ) ๕.๓ ขีดเขยี นตามฝาผนังในห้องเรยี น (ไมค่ วรปฏบิ ัติ เพราะจะทำใหฝ้ าผนังเกิดความ สกปรก ทำให้เพ่ือนๆ ต้องอยู่ในหอ้ งเรยี นท่สี กปรกไปด้วย) ๕.๔ ปิดนำ้ ทกุ คร้ังหลังเลิกใช้ (ควรปฏิบตั ิ เพราะจะได้ ช่วยกันประหยัดนำ้ ) ๕.๕ เม่อื เขา้ ห้องส้วมแลว้ ไมร่ าดนำ้ (ไม่ควรปฏบิ ัติ เพราะจะทำใหเ้ กดิ ความสกปรก ทำให้เพ่ือนท่ีมาเข้าห้องน้ำคนตอ่ ไปไดเ้ ข้าหอ้ งน้ำท่ีไม่สะอาด เพอ่ื นๆ กเ็ ดือดร้อน) ๖) ครูใหเ้ ด็กจัดเกบ็ เครื่องใชส้ ่วนตัวและช่วยกนั จัดเก็บเคร่ืองใช้ส่วนตัวใหเ้ รยี บรอ้ ย ๗) เด็กและครูร่วมกนั อภปิ รายสรปุ ถึงวธิ ีการใชข้ องใช้ส่วนตัวและของใชส้ ่วนรวม และวธิ ีการ ดูแลรักษาของใชส้ ว่ นตวั และของใช้สว่ นรวม ๔.๒ สอื่ การเรยี นรู้ / แหลง่ การเรยี นรู้ ๑) เพลง “ส่วนรวมตอ้ งมาก่อน” ๕. การประเมินผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วิธกี ารประเมนิ ๑) สงั เกตการตอบคำถามของเด็ก ๒) สังเกตการปฏิบัติตนในการใช้และจดั เกบ็ เครื่องใชส้ ่วนตวั และเครอื่ งใช้สว่ นรวม ๕.๒ เคร่ืองมือท่ใี ชใ้ นการประเมนิ แบบสงั เกตการตอบคำถามของเดก็ ๕.๓ เกณฑ์การประเมิน เดก็ ผา่ นการประเมิน ระดบั ๒ ขึ้นไปถือว่าผ่าน ๖. บันทกึ หลงั การจัดประสบการณ์ ............................................................................................................................. ................................. ................................................................................................ .............................................................. ลงชอ่ื ................................................ ครผู ู้สอน (.................................................) ๗. ความคิดเห็นผบู้ รหิ าร ............................................................................................................................. ................................. .............................................................................................................................................................. ลงช่อื ................................................ ผบู้ รหิ าร (นายจรัญ วารินทร์)
16 ผูอ้ ำนวยการโรงเรียนบา้ นบวั ถนน ๘. ภาคผนวก ๑) เพลง สว่ นรวมต้องมาก่อน ๒) แบบสังเกตการตอบคำถามของเดก็ เพลง สว่ นรวมต้องมากอ่ น ไม่ทราบนามผแู้ ต่ง * ให้มีจติ สาธารณะ ขอให้จำไวว้ า่ สว่ นรวมต้องมาก่อน ขอให้จดจำไว้เปน็ คำสอน หม่ันฝกึ ไวอ้ ย่าขาดตอน โตมาจะได้เปน็ คนด*ี ก็มีคนตั้งเยอะ อยรู่ วมกันต้ังแยะ เราก็ต้องเผ่อื แผ่ ชว่ ยเหลอื กนั ไป อะไรทีเ่ ปน็ ส่วนรวม เราก็ต้องใส่ใจ ไม่ทำอะไรให้คนอนื่ เดอื ดรอ้ น (*ซ้ำอีกรอบ) ------------------------------------------------------------------------
17 แบบสงั เกตการตอบคำถามของเดก็ หน่วยที่ ๑ ชือ่ หน่วย การคิดแยกแยะผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม แผนการจดั ประสบการณท์ ่ี ๒ เร่ือง การคดิ แยกแยะ (๒) วันท่ี.............เดือน.............................พ.ศ............................ คำชี้แจง : ใหผ้ ปู้ ระเมินทำเคร่ืองหมาย ในช่องระดับคุณภาพของเด็กในแตล่ ะประเด็นทีป่ ระเมนิ ที่ ช่อื -สกุล บอกวธิ ีการใช้ของใช้ การปฏบิ ัติตนในการใช้ ส่วนตนและการใชข้ อง ของใช้สว่ นตนและการ ใช้สว่ นรวมได้ ใชข้ องใช้ส่วนรวมได้ ถูกต้อง ๓๒๑๓๒๑ รวม เฉลย่ี ลงชอื่ ...........................................................ผู้ประเมนิ (...........................................................) บอกวิธีการใช้ของใชส้ ว่ นตนและการใชข้ องใช้สว่ นรวมได้ ระดับ ๓ : บอกวธิ ีการใช้ของใช้ส่วนตนและการใช้ของใช้สว่ นรวมไดด้ ว้ ยตนเอง ระดบั ๒ : บอกวิธีการใช้ของใชส้ ่วนตนและการใช้ของใช้ส่วนรวมไดเ้ มื่อมีผู้ชแ้ี นะ ระดับ ๑ : ไม่สามารถบอกวิธีการใชข้ องใชส้ ว่ นตนและการใช้ของใช้สว่ นรวมได้ การปฏบิ ตั ิตนในการใชข้ องใช้ส่วนตนและการใชข้ องใช้ส่วนรวมไดถ้ ูกต้อง ระดับ ๓ : ปฏิบตั ติ นในการใชข้ องใช้สว่ นตนและการใชข้ องใชส้ ว่ นรวมได้ถกู ต้องดว้ ยตนเอง ระดบั ๒ : ปฏบิ ัติตนในการใช้ของใชส้ ว่ นตนและการใชข้ องใช้ส่วนรวมได้ถูกต้องเม่ือมีผชู้ ้ีแนะ ระดบั ๑ : ไม่สามารถปฏบิ ัติตนในการใช้ของใช้สว่ นตนและการใชข้ องใช้ส่วนรวมทถี่ ูกต้องได้
18 แผนการจัดประสบการณ์ หนว่ ยท่ี ๑ ชื่อหนว่ ย การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม ชั้นปฐมวัย แผนการจัดประสบการณ์ที่ ๓ เร่อื ง ระบบคิดฐาน ๒ เวลา ๑ ชว่ั โมง --------------------------------------------------------------------------------------- ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ ความเข้าใจเกีย่ วกบั การแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนกับผลประโยชน์ ส่วนรวม ๑.๒ สามารถคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชน์ส่วนรวมได้ ๒. จุดประสงค์การเรียนรู้ ๒.๑ มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเก่ยี วกับระบบคดิ ฐาน ๒ ๒.๒ สามารถคิดแยกแยะระหว่างระบบคดิ ฐาน ๒ และระบบคดิ ฐาน ๑๐ ๓. สาระการเรยี นรู้ ๓.๑ ความรู้ ๑) ระบบคิดฐาน ๒ หมายถึง ระบบการคดิ ทีส่ ามารถแยกเรื่องตำแหน่งหน้าที่กบั เรื่องส่วนตน ออกจากกัน แยกออกอยา่ งชัดเจนวา่ สิง่ ไหนถูกสงิ่ ไหนผิด สิง่ ไหนที่ทำได้ส่ิงไหนทที่ ำไม่ได้ ส่งิ ไหนคอื ประโยชน์สว่ นตนส่ิงไหนคือประโยชน์สว่ นรวม ไม่นามาปะปนกัน ไม่นาบุคลากรหรือทรัพยส์ นิ ของทาง ราชการมาใชเ้ พื่อประโยชน์ส่วนตน ไม่เบียดบังราชการ เห็นแกป่ ระโยชนส์ ว่ นรวมหรือของหนว่ ยงาน เหนอื กวา่ ประโยชนข์ องตนเอง เครอื ญาติ และพวกพ้อง ไม่แสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ ราชการ ไมร่ ับทรัพยส์ นิ หรือประโยชน์อน่ื ใด จากการปฏบิ ตั ิหนา้ ที่ กรณเี กดิ การขดั แย้งระหวา่ ง ประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์สว่ นรวม จะยดึ ประโยชน์สว่ นรวม เป็นหลัก ๒) ระบบคดิ ฐาน ๑๐ หมายถึง ระบบการคดิ ทยี่ ังแยกเรื่องตำแหน่งหน้าที่กบั เรอ่ื งส่วนตน ออกจากกนั ไม่ได้ นาประโยชน์สว่ นตนและประโยชนส์ ่วนรวมมาปะปนกันไปหมด แยกแยะไม่ออกว่า ส่งิ ไหนคอื ประโยชน์ส่วนตน ส่งิ ไหนคือประโยชนส์ ว่ นรวม นาบคุ ลากรหรอื ทรพั ยส์ ินของราชการมาใช้ เพื่อประโยชนส์ ว่ นตน เบียดบงั ราชการ เหน็ แกป่ ระโยชนส์ ่วนตน เครือญาตหิ รือพวกพ้อง เหนอื กว่า ประโยชน์ของส่วนรวมหรือของหน่วยงาน จะคอยแสวงหาประโยชน์จากตำแหนง่ หนา้ ที่ราชการ กรณี เกดิ ความขัดแยง้ ระหวา่ งประโยชนส์ ่วนตนและประโยชนส์ ่วนรวม จะยึดประโยชน์สว่ นตนเป็นหลกั ๓.๒ ทกั ษะ / กระบวนการ (สมรรถนะทีเ่ กดิ ) ๑) ความสามารถในการสื่อสารโดยการสนทนาโต้ตอบและเล่าเรือ่ งให้ผ้อู ่ืนเขา้ ใจ ๒) ความสามารถในการเขยี นภาพและสัญลักษณ์ ๓) ความสามารถในการคิดเชิงเหตผุ ลโดยอธบิ ายเชื่อมโยงสาเหตแุ ละผลท่เี กิดขนึ้ ใน เหตุการณ์หรือการกระทำดว้ ยตนเอง ๓.๓ คุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ / คา่ นยิ ม ๑) การปฏบิ ตั ติ นเบ้อื งตน้ ในการเปน็ สมาชกิ ทีด่ ีของสงั คม ๒) การมีวินยั ในตนเอง ๔. การจดั ประสบการณ์ ๔.๑ ขั้นตอนการจดั ประสบการณ์
19 ๑) ครูนำแผ่นภาพข้อความ ๒ ขอ้ ความ มาอ่านให้เด็กฟัง (การใช้น้ำประปาของโรงเรียนมา ล้างรถสว่ นตัว, การใช้รถยนตข์ องโรงเรียนไปใช้ส่วนตัว) จากน้ันเดก็ และครรู ว่ มกันสนทนาเกีย่ วกบั ขอ้ ความท่คี รูอ่านให้ฟงั ๑.๑ เด็กคิดวา่ ขอ้ ความทงั้ ๒ ขอ้ ความ เป็นเรื่องเกี่ยวกบั อะไร (เป็นเรอื่ งเก่ยี วกบั คนเอาของ หลวง หรือทรพั ย์สินของทางราชการไปใช้สว่ นตัว) ๑.๒ เดก็ คดิ ว่าพฤติกรรมทั้ง ๒ ท่ีครูอา่ นให้ฟังนนั้ เป็นการกระทำท่ีถูกต้องหรือไม่ เพราะเหตุ ใด (ไม่ถูกต้อง เพราะ การนาทรพั ยส์ ินของหลวงหรอื ราชการมาใชส้ ่วนตวั นัน้ เปน็ ส่งิ ทไ่ี ม่ถูกต้อง เราจะ นาเอาของหลวงมาใช้เปน็ ของตนเองไมไ่ ด)้ ๒) ครูนำแผ่นภาพข้อความอีก ๒ ข้อความ มาอา่ นให้เด็กฟัง (การไม่ใช้โทรศัพท์โรงเรยี นคุย ธุระส่วนตวั , การไม่นาของใช้ของโรงเรียน เช่น พัดลม หรือคอมพวิ เตอร์ ไปใชท้ ีบ่ า้ น) จากนน้ั เดก็ และ ครูรว่ มกันสนทนาเกี่ยวกับข้อความท่ีครูอา่ นให้ฟัง ๒.๑ เดก็ คิดวา่ ข้อความท้งั ๒ ขอ้ ความ เปน็ เร่อื งเกย่ี วกับอะไร (เปน็ เร่อื งเก่ยี วกบั คนไมเ่ อา ของหลวง หรือทรัพยส์ นิ ของทางราชการไปใช้ส่วนตวั ) ๒.๒ เด็กคดิ วา่ พฤติกรรมท้ัง ๒ ทค่ี รูอ่านให้ฟงั น้ันเปน็ การกระทำที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะเหตุ ใด (ถกู ตอ้ ง เพราะเราจะนาเอาของหลวงมาใชเ้ ป็นของตนเองไม่ได)้ ๓) เดก็ และครูร่วมกนั สนทนา เก่ียวกับเร่ืองระบบคิดฐาน ๒ และระบบคิดฐาน ๑๐ ๔) ให้เดก็ เล่นเกมระบบคิดฐาน ๒ และระบบคิดฐาน ๑๐ โดยให้เดก็ แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม จากนน้ั ครูชแี้ จงวิธีการเลน่ เกมวา่ ครูจะอ่านข้อความใหเ้ ด็กฟงั ทีละข้อความ จากนน้ั ให้แตล่ ะกลมุ่ ช่วยกันตอบวา่ ขอ้ ความที่ครูอ่านให้ฟังเป็นการคิดฐาน ๒ หรอื คิดฐาน ๑๐ ๔.๑ การนาเอาของ ของราชการไปใช้ทีบ่ ้าน ๔.๒ การไมร่ ับของขวญั จากคนทม่ี าตดิ ต่อราชการ ๔.๓ การไม่นาโทรศัพท์ส่วนตัวมาชาร์ตที่โรงเรยี น ๔.๔ การเอารถโรงเรียนไปซื้อของส่วนตวั ๔.๕ การไม่เอาน้ำประปาโรงเรียนมาล้างรถสว่ นตัว ๔.๖ การเอาอุปกรณ์ไฟฟ้าสว่ นตวั มาชาร์ตท่ีทำงาน ๕) เดก็ และครูรว่ มกันสรุปถึง การคดิ ฐาน ๒ และการคิดฐาน ๑๐ ๔.๒ สอ่ื การเรยี นรู้ / แหล่งการเรยี นรู้ แผ่นภาพขอ้ ความ ๕. การประเมินผลการเรียนรู้ ๕.๑ วธิ ีการประเมนิ สังเกตการตอบคำถามของเด็ก ๕.๒ เครอ่ื งมือทีใ่ ช้ในการประเมนิ แบบสังเกตการตอบคำถามของเดก็ ๕.๓ เกณฑก์ ารประเมิน เด็กผา่ นการประเมิน ระดบั ๒ ขนึ้ ไปถือว่าผา่ น
20 ๖. บันทกึ หลังการจดั ประสบการณ์ ................................................................................................. ............................................................... ............................................................................................................................. ................................... .............................................................................................................................................................. .. ลงชอ่ื ................................................ ครูผูส้ อน (.................................................) ๗. ความคิดเหน็ ผูบ้ ริหาร ............................................................................................................................. ................................. ................................................................................................ .............................................................. ............................................................................................................................. ................................. ลงช่อื ................................................ ผบู้ รหิ าร (นายจรญั วารินทร์) ผูอ้ ำนวยการโรงเรียนบ้านบัวถนน ๘. ภาคผนวก ๑) แผ่นภาพข้อความ ๒) แบบสงั เกตการตอบคำถามของเด็ก
21 แผน่ ภาพขอ้ ความ การใช้น้ำประปาของโรงเรยี นมาลา้ งรถส่วนตวั การใชร้ ถยนต์ของโรงเรียนไปใช้สว่ นตวั การไม่ใชโ้ ทรศพั ทโ์ รงเรียนคยุ ธรุ ะส่วนตัว การไมน่ ำของใชข้ องโรงเรียน เชน่ พัดลม หรือคอมพิวเตอร์ ไปใช้ท่บี ้าน การนำเอาของ ของราชการไปใช้ทบ่ี า้ น การไมร่ ับของขวญั จากคนท่ีมาติดตอ่ ราชการ การเอารถโรงเรียนไปซื้อของสว่ นตัว การไม่นำโทรศพั ทส์ ่วนตัวมาชารต์ ท่ีโรงเรยี น การไมเ่ อานำ้ ประปาโรงเรียนมาลา้ งรถส่วนตวั
22 แบบสงั เกตการตอบคำถามของเดก็ หน่วยที่ ๑ ชอื่ หน่วย การคิดแยกแยะผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม แผนการจดั ประสบการณ์ท่ี ๓ เร่ือง ระบบคิดฐาน ๒ วนั ที่.............เดือน.............................พ.ศ............................ คำช้แี จง : ให้ผู้ประเมนิ ทำเคร่ืองหมาย ในช่องระดบั คณุ ภาพของเดก็ ในแตล่ ะประเด็นทีป่ ระเมิน ท่ี ช่ือ-สกุล บอกความหมายของ คิดแยกแยะพฤติกรรม การคดิ ฐาน ๒ และการ ระหว่างการคิดฐาน ๒ คดิ ฐาน ๑๐ ได้ และการคดิ ฐาน ๑๐ ได้ ๓๒๑๓๒๑ รวม เฉลย่ี ลงชอื่ ...........................................................ผปู้ ระเมิน (...........................................................) บอกวิธีการใช้ของใชส้ ว่ นตนและการใช้ของใช้ส่วนรวมได้ ระดับ ๓ : บอกวิธกี ารใช้ของใช้ส่วนตนและการใชข้ องใชส้ ว่ นรวมไดด้ ว้ ยตนเอง ระดับ ๒ : บอกวธิ ีการใช้ของใช้สว่ นตนและการใชข้ องใชส้ ว่ นรวมไดเ้ ม่ือมีผชู้ ี้แนะ ระดับ ๑ : ไมส่ ามารถบอกวิธีการใช้ของใช้สว่ นตนและการใช้ของใชส้ ว่ นรวมได้ การปฏิบตั ติ นในการใช้ของใช้ส่วนตนและการใช้ของใช้ส่วนรวมไดถ้ ูกตอ้ ง ระดับ ๓ : ปฏบิ ตั ติ นในการใช้ของใช้สว่ นตนและการใช้ของใชส้ ว่ นรวมได้ถกู ต้องดว้ ยตนเอง ระดบั ๒ : ปฏบิ ตั ติ นในการใชข้ องใช้ส่วนตนและการใช้ของใช้ส่วนรวมไดถ้ กู ต้องเม่ือมผี ู้ช้ีแนะ ระดบั ๑ : ไมส่ ามารถปฏบิ ตั ติ นในการใช้ของใชส้ ่วนตนและการใช้ของใช้สว่ นรวมที่ถกู ต้องได้
23 แผนการจัดประสบการณ์ หน่วยที่ ๑ ชื่อหนว่ ย การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชน์สว่ นรวม ช้ันปฐมวยั แผนการจัดประสบการณท์ ี่ ๔ เรอื่ ง ของเล่น เวลา ๑ ช่ัวโมง ----------------------------------------------------------------------- ๑. ผลการเรียนรู้ ๑.๑ มีความรู้ ความเขา้ ใจเกีย่ วกบั การแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตน กับผลประโยชน์ สว่ นรวม ๑.๒ สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตน กบั ผลประโยชนส์ ่วนรวมได้ ๒. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ ๒.๑ มคี วามรู้ ความเข้าใจเกีย่ วกบั ของเล่นส่วนตัว กับของเล่นส่วนรวม ๒.๒ สามารถคิดแยกแยะระหวา่ งของเลน่ ส่วนตัว กับของเล่นส่วนรวม ๒.๓ บอกวธิ ีการปฏิบตั ติ นในการเล่นของเล่นสว่ นตวั กับของเลน่ สว่ นรวม ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ ๑) ของเล่น คือ ของสาหรบั เด็กเล่น เพอื่ ใหส้ นุกสนานเพลดิ เพลิน ๒) ของเลน่ สว่ นตัว คือ ของสาหรับเดก็ เล่น เพื่อให้สนกุ สนานเพลิดเพลินและมบี ุคคลทเี่ ปน็ เจา้ ของเฉพาะ ๓) ของเล่นสว่ นรวม คอื ของสาหรบั เด็กเล่น เพื่อใหส้ นกุ สนานเพลดิ เพลิน โดยทุกคนเป็น เจา้ ของร่วมกัน ทกุ คนมีสิทธ์เิ ล่น และทุกคนต้องร่วมกนั ดูแลรักษา ๓.๒ ทักษะ / กระบวนการ (สมรรถนะท่ีเกดิ ) ๑) ความสามารถในการสื่อสารโดยการสนทนาโต้ตอบและเลา่ เรอ่ื งใหผ้ ู้อ่ืนเข้าใจ ๒) ความสามารถในการคดิ เชงิ เหตผุ ลโดยอธิบายเชอื่ มโยงสาเหตุและผลท่ีเกิดข้นึ ใน เหตุการณห์ รือการกระทำดว้ ยตนเอง ๓.๓ คณุ ลกั ษณะท่ีพึงประสงค์ / คา่ นิยม ๑) การปฏบิ ัตติ นเบือ้ งต้นในการเปน็ สมาชิกที่ดีของสงั คม ๒) การมีวินยั ในตนเอง ๔. การจดั ประสบการณ์ ๔.๑ ขนั้ ตอนการจดั ประสบการณ์ ๑) ครนู ำภาพของเลน่ ให้เด็กดู แล้วรว่ มกนั สนทนา โดยครใู ช้คำถาม ๑.๑ เด็กคิดวา่ ภาพทีค่ รูนามาให้เดก็ ดเู ปน็ ภาพเก่ยี วกับอะไร (ภาพของเลน่ ) ๑.๒ เด็กคิดวา่ ของเล่นทีเ่ ราเล่นกนั อย่ทู ุกวันน้ี แบ่งเปน็ ประเภทได้กป่ี ระเภท อะไรบ้าง (มี ๒ ประเภท คือ ของเล่นส่วนตัว กับของเล่นสว่ นรวม)
24 ๒) ให้เด็กชว่ ยกันยกตวั อย่าง ของเลน่ สว่ นตวั กบั ของเลน่ ส่วนรวม ๓) เดก็ และครูรว่ มกนั สนทนาถึงความหมายของคาวา่ ของเลน่ สว่ นตัว กบั ของเลน่ สว่ นรวม (ของเลน่ สว่ นตัว คอื ของสาหรบั เด็กเล่น เพ่ือให้สนกุ สนานเพลดิ เพลินและมบี ุคคลท่ีเป็นเจ้าของ เฉพาะ ของเลน่ ส่วนรวม คอื ของสาหรบั เด็กเล่น เพื่อใหส้ นุกสนานเพลดิ เพลนิ โดยทกุ คนเป็นเจ้าของ ร่วมกัน ทุกคนมสี ิทธ์ิเลน่ และทุกคนต้องร่วมกันดูแลรักษา) ๔) เดก็ และครูรว่ มกนั สนทนาเก่ยี วกับวธิ กี ารเล่นของเล่นสว่ นตัวกบั ของเลน่ ส่วนรวม ๔.๑ เด็กคิดวา่ เราควรจะปฏบิ ัตติ นอย่างไรในการเลน่ ของเลน่ ท่เี ป็นส่วนรวม (ต้องแบ่งปนั กัน เลน่ , เล่นดว้ ยความระมดั ระวัง ไมใ่ ชค้ วามรนุ แรง, ใช้แล้วตอ้ งเกบ็ เขา้ ท่ีให้เรยี บรอ้ ย, เราทุกคนต้อง ช่วยกนั ดูแล รกั ษาของเล่น) ๔.๒ เด็กคดิ ว่าเราควรจะปฏิบัตติ นอยา่ งไรในการเล่นของเลน่ ท่ีเป็นของส่วนตัวเรา (ตอ้ งเลน่ อย่างถูกต้อง ถูกวธิ ี, ตอ้ งดูแล รักษา, เล่นแลว้ ก็ต้องเก็บเข้าทีใ่ หเ้ รียบรอ้ ยเหมือนกัน) ๕) เด็กและครรู ่วมกนั สรปุ เรื่องของเลน่ ส่วนตัว กับของเล่นสว่ นรวม ๖) เด็กและครรู ว่ มกันร้องเพลง “เลน่ แล้วเกบ็ ” ๔.๒ สือ่ การเรยี นรู้ / แหล่งการเรยี นรู้ ๑) เพลง “เลน่ แล้วเกบ็ ” ๒) ภาพของเลน่ ๕. การประเมินผลการเรียนรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมนิ สงั เกตการตอบคำถามของเด็ก ๕.๒ เครอ่ื งมือที่ใช้ในการประเมนิ แบบสังเกตการตอบคำถามของเดก็ ๕.๓ เกณฑ์การประเมิน เด็กผา่ นการประเมนิ ระดับ ๒ ขึน้ ไปถือวา่ ผา่ น ๖. บนั ทึกหลังการจัดประสบการณ์ ....................................................................................................... ....................................................... ............................................................................................................................. ................................. ลงชอื่ ................................................ ครผู ูส้ อน (.................................................) ๗. ความคดิ เหน็ ผู้บรหิ าร ............................................................................................................................. ................................. ................................................................................................ ..............................................................
25 ลงช่อื ................................................ ผบู้ ริหาร (นายจรัญ วารนิ ทร์) ผู้อำนวยการโรงเรยี นบ้านบัวถนน ๘. ภาคผนวก ๑) เพลง เลน่ แล้วเก็บ ๒) ภาพของเล่น ๓) แบบสงั เกตการตอบคำถามของเดก็ เพลง เลน่ แลว้ เก็บ เนื้อร้อง/ทำนอง ศรนี วล รัตนสวุ รรณ เล่นกัน เล่นกนั ดดี ี ต้องสามัคคเี ราเปน็ เพ่ือนกนั ของเลน่ เราเลน่ ด้วยกนั เลกิ เล่นพลัน ช่วยกันเก็บเอย ------------------------------------------------------------------
26 ภาพของเลน่
27 แบบสังเกตการตอบคำถามของเด็ก หนว่ ยท่ี ๑ ชือ่ หนว่ ย การคดิ แยกแยะผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม แผนการจัดประสบการณท์ ี่ ๔ เรอ่ื ง ของเล่น (๑) วันท่.ี ............เดือน.............................พ.ศ............................ คำชแี้ จง : ใหผ้ ูป้ ระเมนิ ทำเครอื่ งหมาย ในช่องระดับคุณภาพของเด็กในแตล่ ะประเด็นที่ประเมนิ ท่ี ช่ือ-สกลุ บอกความหมาย คิดแยกแยะระหวา่ ง บอกวธิ กี ารปฏบิ ตั ิ ระหวา่ งของเล่น ของเล่นส่วนตัวกบั ตนในการเลน่ ของ ส่วนตวั กับของเลน่ ของเลน่ ส่วนรวม เล่นสว่ นตวั กับของ สว่ นรวม เล่นส่วนรวม ๓๒๑๓๒ ๑ ๓๒๑ รวม เฉลี่ย ลงช่ือ................................ผ้ปู ระเมิน (.........................................) บอกความหมายระหว่างของเล่นสว่ นตวั กับของเลน่ สว่ นรวม ระดบั ๓ : บอกความหมายระหวา่ งของเล่นสว่ นตวั กบั ของเลน่ สว่ นรวมได้ดว้ ยตนเอง ระดบั ๒ : บอกความหมายระหว่างของเลน่ สว่ นตัวกับของเล่นส่วนรวมไดเ้ มอื่ มีผ้ชู ้แี นะ ระดบั ๑ : ไม่สามารถบอกความหมายระหวา่ งของเลน่ สว่ นตัวกบั ของเลน่ สว่ นรวมได้ คดิ แยกแยะระหวา่ งของเล่นส่วนตวั กับของเล่นส่วนรวม ระดบั ๓ : สามารถคิดแยกแยะระหว่างของเลน่ ส่วนตวั กับของเลน่ สว่ นรวมได้ดว้ ยตนเอง ระดับ ๒ : สามารถคิดแยกแยะระหวา่ งของเล่นสว่ นตัวกบั ของเล่นสว่ นรวมไดเ้ ม่ือมผี ชู้ ีแ้ นะ ระดับ ๑ : ไมส่ ามารถคิดแยกแยะระหว่างของเล่นส่วนตัวกับของเล่นส่วนรวมได้ บอกวธิ กี ารปฏิบตั ิตนในการเล่นของเลน่ สว่ นตัวกับของเลน่ ส่วนรวม ระดับ ๓ : บอกวิธกี ารปฏบิ ตั ิตนในการเลน่ ของเลน่ สว่ นตัวกับของเลน่ ส่วนรวมได้ดว้ ยตนเอง ระดบั ๒ : บอกวธิ ีการปฏิบัติตนในการเล่นของเลน่ สว่ นตัวกับของเล่นส่วนรวมไดเ้ ม่ือมผี ู้ชีแ้ นะ ระดบั ๑ : ไมส่ ามารถบอกวิธีการปฏบิ ตั ิตนในการเล่นของเล่นสว่ นตวั กับของเล่นสว่ นรวมได้
28 แผนการจัดประสบการณ์ หนว่ ยท่ี ๑ ชอ่ื หน่วย การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม ชน้ั ปฐมวยั แผนการจัดประสบการณท์ ่ี ๕ เร่อื ง การรบั ประทานอาหาร เวลา ๑ ชว่ั โมง ------------------------------------------------------------------------------------------ ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตน กับผลประโยชน์ ส่วนรวม ๑.๒ สามารถคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตน กับผลประโยชน์ส่วนรวมได้ ๒. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ๒.๑ มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกับประโยชนข์ องการรบั ประทานอาหารโดยแยกแยะระหว่าง ประโยชนส์ ว่ นตน กบั ประโยชน์ส่วนรวม ๒.๒ สามารถคดิ แยกแยะประโยชนข์ องการรบั ประทานอาหารระหว่างประโยชน์สว่ นตน กบั สว่ นรวมได้ ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ การรับประทานอาหาร เปน็ การนาอาหารเข้าสู่รา่ งกาย ทำใหร้ า่ งกายเจรญิ เติบโตและมีพลังงาน ๓.๒ ทักษะ / กระบวนการ (สมรรถนะท่เี กิด) ๑) ความสามารถในการสื่อสารโดยการสนทนาโต้ตอบและเลา่ เร่อื งให้ผ้อู นื่ เข้าใจ ๒) ความสามารถในการคดิ เชิงเหตผุ ลโดยอธบิ ายเช่อื มโยงสาเหตุและผลทเี่ กิดข้นึ ใน เหตกุ ารณห์ รือการกระทำด้วยตนเอง ๓) การรบั ประทานอาหารดว้ ยตนเองอย่างถูกวธิ ี ๓.๓ คุณลกั ษณะทีพ่ ึงประสงค์ / คา่ นยิ ม ๑) การปฏบิ ัตติ นเบ้ืองตน้ ในการเปน็ สมาชกิ ทด่ี ีของสังคม ๒) การมวี นิ ัยในตนเอง ๓) การช่วยเหลอื ตนเองในการปฏบิ ตั ิกิจวัตรประจำวัน ๔. การจัดประสบการณ์ ๔.๑ ขัน้ ตอนการจดั ประสบการณ์ ๑) ใหเ้ ดก็ ดูคลปิ วดี ีโอ เรื่อง ไม่ทานอาหารเช้ามผี ลขนาดนีเ้ ชยี ว ๒) เดก็ สนทนาเกี่ยวกับวดี โี อทดี่ ู โดยครูใช้คำถาม ๒.๑ เดก็ คดิ ว่าวีดีโอที่เราได้ดูนัน้ เปน็ เรอื่ งเกยี่ วกับอะไร (เกย่ี วกบั การไม่รับประทาน อาหารเช้า, โทษของการไมร่ ับประทานอาหารเช้า) ๒.๒ เด็กคดิ ว่าถา้ เราไม่รบั ประทานอาหารเช้า ใครจะได้รับผลกระทบต่อการปฏบิ ัติ น้นั (๑. ตวั ของเด็กเอง จะเกดิ ผลเสียต่อสขุ ภาพ ๒. คุณพ่อคุณแม่ ก็จะต้องเสียเงนิ พาเราไปหาหมอ, ต้องขาดงานเพราะจะต้องมาดแู ลเราถา้ เราไม่สบาย, ถา้ เราไม่สบายคุณพ่อคุณแม่ก็ จะไม่สบายใจ ทุกข์ใจ) ๒.๓ ถา้ เรารับประทานอาหารทกุ มื้อ แล้วเลือกทานแต่อาหารท่ีมปี ระโยชน์ เดก็ คิด
29 ว่าใครจะไดร้ ับผลกระทบต่อการกระทำนี้ เพราะเหตุใด(๑. ตัวเราเอง เพราะจะทำใหเ้ รามสี ุขภาพท่ี สมบูรณ์ แขง็ แรง ไม่มีโรคภยั ไขเ้ จ็บ ๒. คณุ พ่อ คุณแม่ เพราะท่านจะได้ไม่ต้องเสียเงนิ เสยี เวลา เสีย งานเสยี การ ท่จี ะตอ้ งพาเราไปหาหมอ ไมต่ ้องคอยมาดูแลเราตอนเราเจบ็ ปว่ ย) ๓) เดก็ และครรู ่วมกนั สรุปถึงประโยชนข์ องการรับประทานอาหารท่ีมีต่อตนเองและผู้อน่ื ๔) เด็กและครูร่วมกันร่วมกันรอ้ งเพลง อาหารเช้ามปี ระโยชน์ ๔.๒ ส่ือการเรยี นรู้ / แหลง่ การเรยี นรู้ ๑) คลปิ วดี ีโอ เรอ่ื ง ไม่ทานอาหารเชา้ มผี ลขนาดนีเ้ ชยี ว ๒) เพลง อาหารเช้ามีประโยชน์ ๕. การประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมิน สงั เกตการตอบคำถามของเด็ก ๕.๒ เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการประเมิน แบบสังเกตการตอบคำถามของเด็ก ๕.๓ เกณฑ์การประเมนิ เด็กผ่านการประเมิน ระดับ ๒ ขนึ้ ไปถือวา่ ผ่าน ๖. บันทึกหลังการจัดประสบการณ์ ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................ ................................................................ ลงชอ่ื ................................................ ครผู ู้สอน (.................................................) ๗. ความคิดเหน็ ผบู้ ริหาร .............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................. ................................................................................................ .............................................................. ลงชื่อ ................................................ ผบู้ ริหาร (นายจรัญ วารินทร์) ผู้อำนวยการโรงเรยี นบ้านบวั ถนน ๘. ภาคผนวก ๑) คลปิ วีดีโอ เรอ่ื ง ไม่ทานอาหารเชา้ มีผลขนาดนีเ้ ชียว ๒) แบบสังเกตการตอบคำถามของเดก็
30 คลิปวดี ีโอ เรอ่ื ง ไม่ทานอาหารเชา้ มผี ลขนาดน้เี ชยี ว https://www.youtube.com/watch?v=ArL๓xqdSDAU เพลงอาหาร เชา้ มปี ระโยชน์ https://www.youtube.com/watch?v=fh๑AWYLeARo
31 แบบสังเกตการตอบคำถามของเด็ก หน่วยที่ ๑ ชือ่ หนว่ ย การคดิ แยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม แผนการจดั ประสบการณท์ ี่ ๕ เรอื่ ง การรบั ประทานอาหาร วนั ท่.ี ............เดอื น.............................พ.ศ............................ คำชีแ้ จง : ให้ผปู้ ระเมินทำเครอื่ งหมาย ในช่องระดับคุณภาพของเด็กในแตล่ ะประเด็นท่ีประเมิน ท่ี ชอื่ -สกลุ บอกถึงประโยชน์ของการรบั ประทาน คิดแยกแยะประโยชน์ของ อาหารโดยแยกแยะระหว่างประโยชน์ การรบั ประทานอาหาร ส่วนตน กบั ประโยชนส์ ว่ นรวมได้ ระหวา่ งประโยชน์ส่วนตน กับ ส่วนรวมได้ ๓ ๒ ๑ ๓ ๒๑ รวม เฉล่ยี ลงชอ่ื ...........................................................ผปู้ ระเมนิ (...........................................................) บอกถึงประโยชน์ของการรบั ประทานอาหารโดยแยกแยะระหว่างประโยชนส์ ่วนตน กับประโยชน์ ส่วนรวมได้ ระดับ ๓ : บอกถงึ ประโยชน์ของการรับประทานอาหารโดยแยกแยะระหวา่ งประโยชน์ส่วนตนกับ ประโยชนส์ ่วนรวมได้ด้วยตนเอง ระดับ ๒ : บอกถึงประโยชน์ของการรับประทานอาหารโดยแยกแยะระหว่างประโยชนส์ ่วนตนกับ ประโยชนส์ ่วนรวมไดเ้ ม่ือมีผู้ช้ีแนะ ระดบั ๑ : ไมส่ ามารถบอกถงึ ประโยชนข์ องการรบั ประทานอาหารโดยแยกแยะระหวา่ งประโยชนส์ ว่ น ตนกบั ประโยชนส์ ่วนรวมได้ คิดแยกแยะประโยชนข์ องการรับประทานอาหารระหว่างประโยชนส์ ว่ นตนกบั ส่วนรวมได้ ระดับ ๓ : สามารถคิดแยกแยะประโยชนข์ องการรับประทานอาหารระหวา่ งประโยชนส์ ่วนตนกบั ส่วนรวมได้ดว้ ยตนเอง ระดบั ๒ : สามารถคดิ แยกแยะประโยชนข์ องการรับประทานอาหารระหวา่ งประโยชนส์ ่วนตนกบั สว่ นรวมได้เมือ่ มีผ้ชู ้แี นะ
32 ระดับ ๑ : ไม่สามารถคิดแยกแยะประโยชนข์ องการรับประทานอาหารระหวา่ งประโยชน์ส่วนตนกบั ส่วนรวมได
33 แผนการจดั ประสบการณ์ หนว่ ยที่ ๑ ชือ่ หน่วย การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม ชั้นปฐมวัย แผนการจดั ประสบการณ์ท่ี ๖ เร่อื ง การเข้าแถว เวลา ๑ ชั่วโมง ---------------------------------------------------------------------------- ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตน กบั ผลประโยชน์ สว่ นรวม ๑.๒ สามารถคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตน กบั ผลประโยชน์ส่วนรวมได้ ๒. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ ๒.๑ บอกผลดี ของการเข้าแถวที่มตี อ่ ตนเองและผอู้ ่นื ๒.๒ บอกผลเสยี ของการไมเ่ ข้าแถวท่ีมตี อ่ ตนเองและผ้อู ่ืน ๒.๓ สามารถคิดแยกแยะผลดี และผลเสีย ของการเขา้ แถวและไมเ่ ข้าแถวทม่ี ีต่อตนเองและ ผู้อ่ืน ๓. สาระการเรยี นรู้ ๓.๑ ความรู้ การเข้าแถวใหเ้ ป็นระเบียบทำให้ฝึกความตรงต่อเวลารจู้ กั หน้าที่ของตนเองมคี วามเรียบร้อยสวยงามมี ความสามคั คใี นคณะและช่วยทำให้ฝึกความมีระเบียบวินัยในตนเอง ๓.๒ ทักษะ / กระบวนการ (สมรรถนะทีเ่ กิด) ๑) ความสามารถในการส่ือสารโดยการสนทนาโตต้ อบและเลา่ เรอื่ งให้ผู้อ่นื เข้าใจ ๒) ความสามารถในการคิดเชงิ เหตุผลโดยอธบิ ายเช่อื มโยงสาเหตุและผลทีเ่ กิดขึ้น ใน เหตุการณห์ รือการกระทำดว้ ยตนเอง ๓.๓ คณุ ลักษณะทีพ่ ึงประสงค์ / ค่านิยม ๑) การปฏบิ ตั ติ นเบอ้ื งตน้ ในการเปน็ สมาชิกทด่ี ีของสังคม ๒) การมวี ินยั ในตนเอง ๔. การจดั ประสบการณ์ ๔.๑ ขน้ั ตอนการจัดประสบการณ์ ๑) เดก็ และครรู ่วมรอ้ งเพลง “เข้าแถว” ๒) นำภาพการเข้าแถวให้เด็กดู เช่น ภาพการเขา้ แถวรับประทานอาหารกลางวนั การเข้าแถวซ้ือของ การเข้าแถวเคารพธงชาติ การเขา้ แถวขน้ึ รถประจาทาง เปน็ ตน้ แล้วสนทนา เก่ียวกบั ภาพโดยใช้คำถาม ดังน้ี ๒.๑ ถา้ เดก็ ไปรับประทานอาหารกลางวนั กบั เพ่ือนๆ ในห้องหลายๆ คน เดก็ จะทำ อย่างไรถงึ จะไมว่ นุ่ วาย (เดินเปน็ แถว) ๒.๒ เดก็ คดิ ว่าการเข้าแถวเป็นระเบียบส่งผลดกี บั ตัวเด็กและเพ่ือนคนอื่นอยา่ งไร (ไม่วุ่นวาย เปน็ ระเบียบร้อยร้อย) ๒.๓ เด็กรสู้ ึกอย่างไร เมื่อเด็กยืนเขา้ แถวรอซื้อของแล้วมเี พ่ือนมาแทรกข้างหนา้ โดย ไมต่ ่อท้ายแถวและจะแก้ไขอย่างไร (ไมพ่ อใจ แกไ้ ขโดยบอกให้เพือ่ นเข้าแถว)
34 ๓) เดก็ ดคู ลิปนิทานเรื่อง ช้างนอ้ ยเขา้ แถว จากน้นั ร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับเน้ือเร่ือง โดยใช้ คำถาม ๓.๑ เดก็ คดิ ว่าทำไมชา้ งน้อยถึงตอ้ งเจ็บตวั (เพราะชา้ งน้อยไมเ่ ข้าแถว ไม่มีวนิ ยั ใน ตนเอง) ๓.๒ เด็กคดิ วา่ จากเหตุการณ์ที่ช้างน้อยไมเ่ ข้าแถว แล้วถูกนายพรานยิงจนบาดเจ็บ น้ัน จะส่งผลเสียต่อใครบ้าง เพราะเหตุใด (๑. ต่อตวั ชา้ งนอ้ ยเอง เพราะช้างน้อยต้องได้รับบาดเจ็บ, ต้องขาดเรียน ทำใหเ้ รยี นไม่ทันเพื่อน ๒. ต่อพ่อแมข่ องชา้ งน้อย เพราะต้องเสียเวลามาดูแลช้างนอ้ ย ตอ้ งเสยี เงนิ พาชา้ งน้อยไปหาหมอ ต้องขาดงานเพื่อมาดแู ลช้างน้อย) ๔) เดก็ และครูรว่ มกันสรุปถึงการปฏบิ ตั ิตนในการเข้าแถวอย่างเปน็ ระเบียบซึ่งจะส่งผลดีตอ่ ตวั เดก็ และคนอน่ื ๆ คอื ไมเ่ กิดความว่นุ วาย ๔.๒ สอื่ การเรียนรู้ / แหลง่ การเรยี นรู้ ๑) เพลง เข้าแถว ๒) ภาพการเข้าแถวรบั ประทานอาหารกลางวนั การเขา้ แถวซ้ือของ การเขา้ แถว เคารพธงชาติ การเขา้ แถวข้ึนรถประจาทาง เปน็ ตน้ ๓) คลปิ นิทานเรือ่ ง ช้างนอ้ ยเข้าแถว ๕. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมิน สงั เกตการตอบคำถามของเด็ก ๕.๒ เคร่อื งมอื ทใ่ี ชใ้ นการประเมนิ แบบสงั เกตการตอบคำถามของเดก็ ๕.๓ เกณฑ์การประเมิน เดก็ ผา่ นการประเมิน ระดบั ๒ ขนึ้ ไปถือว่าผา่ น ๖. บนั ทึกหลังการจดั ประสบการณ์ ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ลงช่อื ................................................ ครูผ้สู อน (.................................................) ๗. ความคิดเหน็ ผู้บริหาร ............................................................................................................................. ................................. .............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................. ลงชอ่ื ................................................ ผูบ้ รหิ าร (นายจรญั วารนิ ทร์) ผ้อู ำนวยการโรงเรยี นบ้านบวั ถนน ๘. ภาคผนวก ๑) เพลง เขา้ แถว
35 ๒) คลิปนิทานเรอ่ื ง ช้างนอ้ ยเขา้ แถว ๓) ภาพการเข้าแถว ๔) แบบสังเกตการตอบคำถามของเดก็ เพลง เข้าแถว ผแู้ ต่ง เตอื นใจ ศรมี ารตุ เขา้ แถว เข้าแถว อย่าลา้ แนว ยนื เรียงกนั อย่า มัวแชเชือน เดนิ ตาม เพ่ือนให้ทัน ระวงั เดนิ ชนกนั เข้าแถวกนั ว่องไว เข้าแถว เข้าแถว อยา่ ล้าแนว ยืนเรียงกนั อย่า มัวแชเชอื น เดนิ ตาม เพอ่ื นใหท้ นั ระวงั เดินชนกัน เข้าแถวกัน ว่องไว คลปิ นิทานเรือ่ ง ชา้ งนอ้ ยเข้าแถว https://www.youtube.com/watch?v=๘kvbO๐y-qho&t=๘s ภาพการเขา้ แถว
36 แบบสังเกตการตอบคำถามของเดก็ หน่วยท่ี ๑ ชอื่ หนว่ ย การคิดแยกแยะผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม แผนการจัดประสบการณท์ ี่ ๖ เร่อื ง การเข้าแถว วันท.่ี ............เดอื น.............................พ.ศ............................ คำชี้แจง : ให้ผปู้ ระเมินทำเครื่องหมาย ในช่องระดับคุณภาพของเด็กในแต่ละประเด็นทปี่ ระเมิน ท่ี ช่อื -สกลุ บอกผลดี ของการ บอกผลเสีย ของการ สามารถคดิ เข้าแถวที่มีต่อ ไม่เข้าแถวทม่ี ีต่อ แยกแยะผลดี และ ตนเองและผอู้ น่ื ตนเองและผู้อนื่ ผลเสยี ของการเข้า แถวและไม่เข้าแถว ทีม่ ีตอ่ ตนเองและ ผูอ้ ื่น ๓๒๑๓๒ ๑ ๓๒๑ รวม เฉลยี่ ลงช่ือ................................ผูป้ ระเมนิ (.........................................) บอกผลดี ของการเขา้ แถวทีม่ ีต่อตนเองและผู้อ่ืน ระดบั ๓ : บอกผลดี ของการเขา้ แถวท่ีมีตอ่ ตนเองและผู้อ่ืนได้ดว้ ยตนเอง ระดบั ๒ : บอกผลดี ของการเข้าแถวที่มีตอ่ ตนเองและผู้อน่ื ไดเ้ มื่อมีผูช้ ี้แนะ ระดับ ๑ : ไม่สามารถบอกผลดี ของการเข้าแถวทม่ี ีต่อตนเองและผู้อน่ื ได้
37 บอกผลเสยี ของการไม่เข้าแถวทม่ี ีต่อตนเองและผู้อื่น ระดับ ๓ : บอกผลเสีย ของการไมเ่ ข้าแถวที่มีต่อตนเองและผอู้ ื่นไดด้ ้วยตนเอง ระดบั ๒ : บอกผลเสีย ของการไม่เข้าแถวที่มตี อ่ ตนเองและผู้อืน่ ได้เมื่อมีผชู้ แี้ นะ ระดับ ๑ : ไมส่ ามารถบอกผลเสีย ของการไมเ่ ข้าแถวท่มี ตี ่อตนเองและผอู้ ื่นได้ สามารถคดิ แยกแยะผลดี และผลเสยี ของการเข้าแถวและไมเ่ ขา้ แถวที่มีต่อตนเองและผู้อื่น ระดบั ๓ : สามารถคดิ แยกแยะผลดี และผลเสยี ของการเข้าแถวและไมเ่ ข้าแถวที่มตี ่อตนเอง และ ผู้อื่นไดด้ ว้ ยตนเอง ระดบั ๒ : สามารถคดิ แยกแยะผลดี และผลเสยี ของการเข้าแถวและไม่เข้าแถวท่ีมีต่อตนเอง และ ผอู้ น่ื ได้เมื่อมผี ู้ชี้แนะ ระดับ ๑ : ไม่สามารถสามารถคดิ แยกแยะผลดี และผลเสยี ของการเข้าแถวและไม่เขา้ แถวที่ มตี อ่ ตนเองและผูอ้ ่นื ได้
38 แผนการจดั ประสบการณ์ หนว่ ยที่ ๑ ช่ือหนว่ ย การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและ ผลประโยชนส์ ว่ นรวม ชนั้ ปฐมวัย แผนการจัดประสบการณ์ท่ี ๗ เรื่อง การเก็บของใชส้ ว่ นตวั (๑) เวลา ๑ ชว่ั โมง ------------------------------------------------------------------------------------------ ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ มีความรู้ ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั การแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตน กบั ผลประโยชน์ สว่ นรวม ๑.๒ สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตน กบั ผลประโยชน์สว่ นรวมได้ ๒. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ ๒.๑ บอกผลดี ของการเก็บของใชส้ ่วนตัวให้เปน็ ระเบียบที่มตี ่อตนเองและผอู้ ื่น ๒.๒ บอกผลเสยี ของการไมเ่ กบ็ ของใช้สว่ นตวั ให้เป็นระเบียบทมี่ ีตอ่ ตนเองและผู้อื่น ๒.๓ สามารถคิดแยกแยะผลดี และผลเสีย ของการเก็บของและไม่เกบ็ ของท่ีมีต่อตนเองและ ผู้อื่น ๓. สาระการเรยี นรู้ ๓.๑ ความรู้ ของใชส้ ว่ นตัว คอื ส่ิงของที่เราต้องใช้เปน็ ของเฉพาะบุคคล และเม่ือใช้เสร็จแล้ว ต้องดแู ลรกั ษา เกบ็ เขา้ ท่ใี ห้เป็นระเบียบเรียบร้อย ๓.๒ ทกั ษะ / กระบวนการ (สมรรถนะทเี่ กดิ ) ๑) ความสามารถในการส่ือสารโดยการสนทนาโตต้ อบและเลา่ เร่อื งให้ผู้อนื่ เข้าใจ ๒) ความสามารถในการคิดเชงิ เหตผุ ลโดยอธบิ ายเช่อื มโยงสาเหตุและผลท่ีเกิดขึ้น ใน เหตกุ ารณห์ รือการกระทำด้วยตนเอง ๓.๓ คุณลักษณะทพ่ี ึงประสงค์ / ค่านยิ ม ๑) การปฏบิ ตั ิตนเบื้องต้นในการเป็นสมาชกิ ทดี่ ีของสังคม ๒) การมวี ินัยในตนเอง ๔. การจดั ประสบการณ์ ๔.๑ ข้ันตอนการจดั ประสบการณ์ ๑) ให้เดก็ ตอบปริศนาคำทายเก่ียวกบั ของใช้ ดังน้ี ๑.๑ อะไรเอ่ย กลางวันใช้กันไปทกุ มุมหอ้ ง กลางคนื เชญิ น้องไปไว้มุม (ไม้กวาด) ๑.๒ อะไรเอย่ ตวั เป็นไม้ ไส้เป็นดิน หวั เปน็ ยาง (ดินสอ) ๒) ใหเ้ ด็กดูของใช้ตา่ งๆ ท่ีครูนำมา เชน่ แกว้ นำ้ จาน แปรงสีฟัน ช้อน ส้อม เปน็ ต้น แล้วครู สนทนากับเดก็ โดยใช้คำถามดังน้ี ๒.๑ ของใช้เหลา่ นี้มปี ระโยชน์อย่างไร (เอาไว้ใส่น้ำดม่ื , เอาไว้ใสอ่ าหาร, เอาไว้ตัด กระดาษ, เอาไวต้ ักอาหาร) ๒.๒ ส่งิ ของท้ังหมดนี้ เราเรียกรวมกันวา่ อะไร (ของใชส้ ่วนตัว) ๒.๓ ของใช้เหลา่ นจี้ ะมีวธิ เี กบ็ อย่างไร (เก็บใหเ้ รียบร้อยเปน็ ระเบียบ) ๓) ครูนำภาพการไมเ่ ก็บของใช้หลังการใช้งานแลว้ มาใหเ้ ด็กดู แลว้ รว่ มกนั สนทนาซักถาม ๓.๑ เด็กดูภาพแลว้ คดิ ว่าเป็นภาพเกีย่ วกับอะไร (ภาพการไม่เกบ็ ของ, ภาพของใช้
39 ทเ่ี ก็บไม่เป็นระเบียบ) ๓.๒ เดก็ คิดวา่ ถา้ เราใชข้ องใช้แลว้ ไมเ่ ก็บใหเ้ รียบร้อย ปลอ่ ยให้วางเกะกะตามที่ ต่างๆ เด็กคิดว่าจะเกดิ ผลกระทบกับใครบ้าง เพราะเหตุใด (๑. เกดิ ผลกระทบกับตวั เรา จะทำใหเ้ ราไม่ มขี องใช้ใช้ในภายหลัง เพราะมันอาจจะหาย หรือพงั เสียหาย เพราะวา่ เราใชแ้ ล้วไม่เก็บ ๒. เกิดผล กระทบผู้อื่น เชน่ ถา้ เราไม่เก็บของจะทำใหห้ อ้ งเรยี นสกปรก ไมเ่ ป็นระเบียบ เพอ่ื นๆ ในห้องเรยี นก็ จะต้องเดอื ดร้อน ต้องเรยี นในห้องเรียนทีส่ กปรก ไมม่ ีระเบียบ) ๓.๓ ถ้าหากเด็กวางรองเท้าท่ีชน้ั ไมเ่ รยี บรอ้ ย จะทำให้เพอื่ นๆ ทม่ี าวางท่หี ลงั ได้รบั ผลอย่างไร (ทำให้เพ่ือนไมม่ ีท่ีวางรองเทา้ เพราะวา่ เราวางรองเท้าไวเ้ กะกะเต็มไปหมด, ทำใหเ้ พื่อนเรา เดือดร้อน จากการกระทำของเรา) ๔) เด็กและครรู ว่ มกันสรปุ ถึงการเกบ็ ของใช้สว่ นตัวอยา่ งเป็นระเบยี บโดยไม่ให้ผู้อ่นื เดือดร้อน ๔.๒ ส่ือการเรียนรู้ / แหลง่ การเรยี นรู้ ๑) ปริศนาคำทาย ๒) ของใชต้ า่ ง ๆ เชน่ แก้วนำ้ จาน กรรไกร ชอ้ น สอ้ ม เป็นต้น ๓) ภาพการไมเ่ ก็บของใชห้ ลังการใชง้ าน ๕. การประเมนิ ผลการเรียนรู้ ๕.๑ วธิ ีการประเมนิ สงั เกตการตอบคำถามของเด็ก ๕.๒ เคร่ืองมอื ทใี่ ช้ในการประเมนิ แบบสงั เกตการตอบคำถามของเด็ก ๕.๓ เกณฑ์การประเมนิ เด็กผ่านการประเมนิ ระดับ ๒ ข้ึนไปถือวา่ ผา่ น ๖. บันทกึ หลงั การจัดประสบการณ์ ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................. ............................................................................... ลงช่ือ ................................................ ครผู ู้สอน (.................................................) ๗. ความคดิ เหน็ ผบู้ รหิ าร ............................................................................................................................. ................................. ................................................................................................ .............................................................. ............................................................................................................................. ................................. ลงชื่อ ................................................ ผบู้ รหิ าร (นายจรญั วารนิ ทร์) ผ้อู ำนวยการโรงเรียนบ้านบวั ถนน ๘. ภาคผนวก ๑) ภาพการไมเ่ ก็บของให้เปน็ ระเบียบ ๒) แบบสงั เกตการตอบคำถามของเดก็
40 ภาพการไมเ่ กบ็ ของให้เป็นระเบยี บ
41 แบบสงั เกตการตอบคำถามของเดก็ หน่วยที่ ๑ ช่อื หนว่ ย การคดิ แยกแยะผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์สว่ นรวม แผนการจัดประสบการณท์ ี่ ๗ เรือ่ ง การเก็บของใช้สว่ นตัว วนั ท.ี่ ............เดอื น.............................พ.ศ............................ คำช้แี จง : ให้ผู้ประเมินทำเคร่อื งหมาย ในช่องระดับคุณภาพของเด็กในแตล่ ะประเด็นทป่ี ระเมิน ท่ี ชือ่ -สกุล บอกผลดี ของการ บอกผลเสยี ของการ สามารถคิด เก็บของใชส้ ่วนตวั เก็บของใช้สว่ นตัวให้ แยกแยะผลดี และ ใหเ้ ป็นระเบียบท่ีมี เป็นระเบยี บที่มตี อ่ ผลเสีย ของการเก็บ ตอ่ ตนเองและผู้อืน่ ตนเองและผอู้ น่ื ของและไม่เกบ็ ของ ทม่ี ีต่อตนเองและ ผอู้ ื่น ๓๒๑๓๒ ๑ ๓๒๑ รวม เฉลี่ย ลงช่ือ................................ผปู้ ระเมิน (.........................................) บอกผลดี ของการเก็บของใชส้ ว่ นตัวใหเ้ ปน็ ระเบียบทมี่ ตี ่อตนเองและผู้อ่นื ระดับ ๓ : บอกผลดี ของการเกบ็ ของใช้ส่วนตัวใหเ้ ปน็ ระเบียบท่มี ีต่อตนเองและผู้อ่นื ได้ด้วยตนเอง ระดบั ๒ : บอกผลดี ของการเก็บของใชส้ ว่ นตวั ให้เป็นระเบียบทม่ี ตี อ่ ตนเองและผู้อนื่ ได้เม่อื มผี ชู้ ้ีแนะ ระดับ ๑ : ไม่สามารถบอกผลดี ของการเกบ็ ของใช้สว่ นตวั ใหเ้ ป็นระเบยี บท่ีมตี ่อตนเองและผู้อ่ืนได้
42 บอกผลเสีย ของการเก็บของใชส้ ่วนตัวให้เปน็ ระเบียบท่มี ตี ่อตนเองและผู้อน่ื ระดบั ๓ : บอกผลเสีย ของการเกบ็ ของใช้สว่ นตัวใหเ้ ปน็ ระเบียบทม่ี ีต่อตนเองและผู้อ่นื ได้ด้วยตนเอง ระดับ ๒ : บอกผลเสีย ของการเกบ็ ของใชส้ ่วนตัวให้เป็นระเบยี บที่มตี ่อตนเองและผู้อ่นื ได้เมอ่ื มีผ้ชู แ้ี นะ ระดบั ๑ : ไม่สามารถบอกผลเสีย ของการเกบ็ ของใชส้ ่วนตัวใหเ้ ป็นระเบียบทมี่ ีต่อตนเองและผอู้ นื่ ได้ สามารถคดิ แยกแยะผลดี และผลเสยี ของการเก็บของและไม่เกบ็ ของที่มตี ่อตนเองและผู้อ่ืน ระดับ ๓ : สามารถคิดแยกแยะผลดี และผลเสีย ของการเก็บของและไมเ่ ก็บของทมี่ ีต่อตนเองและ ผอู้ น่ื ได้ด้วยตนเอง ระดับ ๒ : สามารถคิดแยกแยะผลดี และผลเสยี ของการเก็บของและไมเ่ กบ็ ของทีม่ ตี ่อตนเองและ ผ้อู ่ืนไดเ้ มื่อมผี ู้ชีแ้ นะ ระดับ ๑ : ไม่สามารถคดิ แยกแยะผลดี และผลเสยี ของการเก็บของและไม่เกบ็ ของทีม่ ตี ่อตนเองและ ผ้อู ืน่ ได้เมื่อมผี ้ชู แ้ี นะ
43 แผนการจดั ประสบการณ์ หน่วยที่ ๑ ช่ือหน่วย การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม ชัน้ ปฐมวยั แผนการจัดประสบการณ์ท่ี ๘ เร่ือง การเก็บของใช้สว่ นตวั (๒) เวลา ๑ ชว่ั โมง -------------------------------------------------------------------------------------------- ๑. ผลการเรยี นรู้ ๑.๑ มคี วามรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตน กับผลประโยชน์ สว่ นรวม ๑.๒ สามารถคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน กับผลประโยชน์สว่ นรวมได้ ๒. จุดประสงค์การเรยี นรู้ ๒.๑ จำแนก ระหวา่ งของใชส้ ่วนตวั กับของใช้ส่วนรวมได้ ๒.๒ บอกวธิ ีการเก็บรกั ษาของใช้ส่วนตนกับของใช้ส่วนรวมได้ ๒.๓ สามารถคิดแยกแยะผลดี และผลเสยี ของการเกบ็ ของและไมเ่ ก็บของที่มตี ่อตนเองและ ผอู้ ่นื ๓. สาระการเรียนรู้ ๓.๑ ความรู้ ของใช้สว่ นตวั คอื ส่ิงของท่ีเราต้องใช้เป็นของเฉพาะบุคคล และเมื่อใช้เสร็จแล้ว ต้องดูแลรักษา ของ ใช้ส่วนรวม คอื สงิ่ ของทเี่ ราใช้รว่ มกันและเมื่อใชเ้ สรจ็ แล้ว ต้องดูแลรักษา ๓.๒ ทักษะ / กระบวนการ (สมรรถนะทีเ่ กดิ ) ๑) ความสามารถในการส่ือสารโดยการสนทนาโตต้ อบและเลา่ เรอื่ งใหผ้ ้อู น่ื เข้าใจ ๒) ความสามารถในการคดิ เชงิ เหตุผลโดยอธิบายเชอื่ มโยงสาเหตุและผลท่เี กิดข้นึ ใน เหตุการณ์หรือการกระทำดว้ ยตนเอง ๓.๓ คุณลักษณะที่พงึ ประสงค์ / ค่านิยม ๑) การปฏิบัตติ นเบอื้ งต้นในการเป็นสมาชกิ ที่ดีของสังคม ๒) การมวี นิ ยั ในตนเอง ๔. การจัดประสบการณ์ ๔.๑ ขน้ั ตอนการจัดประสบการณ์ ๑) เดก็ และครูร่วมกนั ร้องเพลง“เกบ็ ของใช้” ๒) เด็กและครูรว่ มกนั สนทนาถึงเนื้อหาของเพลงเก็บของ โดยครใู ช้คำถาม ๒.๑ เด็กคดิ วา่ เพลงทีเ่ ราร่วมร้องเมื่อสกั คร่นู ้ี เป็นเพลงเกยี่ วกับอะไร (เกยี่ วกับเร่ือง การเก็บของใช้ เม่ือใชเ้ สรจ็ แล้วทกุ คนต้องช่วยกนั เก็บเขา้ ท่ใี ห้ถกู ต้อง เปน็ ระเบียบ) ๒.๒ เด็กลองคิดซวิ า่ ถา้ เราใช้ของใชแ้ ลว้ ไมว่ ่าจะเป็นของใชส้ ่วนตวั หรือ ของใชส้ ว่ นรวมแล้วไมเ่ กบ็ เข้าทใ่ี หเ้ รียบร้อยนั้น จะเกิดอะไรขึ้น ใครจะได้รบั ผลกระทบจากการกระทำ นัน้ (๑. เกิดผลตอ่ ตนเอง เพราะจะทำให้ตนเองไมม่ ีของใช้ใช้ในภายหลัง เพราะใชแ้ ลว้ ไม่เก็บ ๒. เกดิ ผลกระทบตอ่ เพื่อนๆ ในห้อง หรืออาจจะเปน็ คุณครู เพราะจะทำใหบ้ คุ คลเหล่านน้ั ไม่มขี องใช้ (กรณีการใช้ของใชส้ ว่ นรวม), หาของใช้ไม่พบ หรอื ของใช้นนั้ อาจจะสูญหายหรือชารดุ จากการท่ีเราใช้ ของใชแ้ ล้วไมเ่ กบ็ เขา้ ที่) ๓) แบ่งเดก็ เป็น ๒ กลมุ่ จากน้นั ครนู าบัตรภาพของใชส้ ่วนตวั กบั ของใชส้ ่วนรวม
44 มาวางรวมกัน ครชู ้ีแจงกติกาในการเล่นเกมว่าใหเ้ ดก็ แต่ละกลุ่มคดั แยกบัตรภาพออกเป็น ๒ กลมุ่ คอื กลุ่มของใช้ส่วนตนกบั ของใชส้ ่วนรวม ๔) เดก็ และครูร่วมกนั สนทนาเก่ียวกับวธิ กี ารใช้และการเกบ็ รักษาของใชส้ ่วนตน และของใชส้ ่วนรวม อนั จะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและไม่ทำให้ผ้อู น่ื เดือดร้อน ๔.๒ สอื่ การเรียนรู้ / แหลง่ การเรียนรู้ ๑) เพลง“เกบ็ ของใช”้ ๒) ภาพของใช้สว่ นตัวและของใชส้ ่วนรวม ๕. การประเมินผลการเรียนรู้ ๕.๑ วธิ กี ารประเมนิ สงั เกตการตอบคำถามของเด็ก ๕.๒ เคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการประเมนิ แบบสังเกตการตอบคำถามของเด็ก ๕.๓ เกณฑก์ ารประเมิน เดก็ ผ่านการประเมนิ ระดบั ๒ ขนึ้ ไปถือวา่ ผ่าน ๖. บันทึกหลังการจัดประสบการณ์ ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................. ................................... ลงช่อื ................................................ ครูผสู้ อน (.................................................) ๗. ความคิดเหน็ ผบู้ รหิ าร ............................................................................................................... ............................................... ............................................................................................................................. ................................. ลงช่อื ................................................ ผู้บรหิ าร (นายจรัญ วารินทร์) ผ้อู ำนวยการโรงเรียนบ้านบัวถนน ๘. ภาคผนวก ๑) เพลง“เกบ็ ของใช้” ๒) ของใชส้ ่วนตัว ๓) ของใช้สว่ นรวม ๔. แบบสงั เกตการตอบคำถามของเดก็
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208