Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore หลักสูตรสถานศึกษา ระดับปฐมวัย ปีการศึกษา 2566

หลักสูตรสถานศึกษา ระดับปฐมวัย ปีการศึกษา 2566

Published by pariyapat2279, 2023-07-23 07:32:42

Description: หลักสูตรสถานศึกษา ระดับปฐมวัย ปีการศึกษา 2566

Search

Read the Text Version

๑๐.๑ มี ๑๐.๑.๓ คดั แยก ๑๐.๑.๓ จาแนก ๑๐.๑.๓ จาแนก ความสามารถ สิ่งตางๆ ตาม ลกั และจัดกลุม ส่งิ และจดั กลุม ใน การคดิ รวบ ษณะหรอื หนาที่ ตางๆ โดยใช สิง่ ตางๆ โดยใช ตงั้ แตสองลักษณะ ยอด การใชงาน อยางนอย หนึง่ ขนึ้ ไปเปนเกณฑ ลกั ษณะ เปนเกณฑ

ดานสตปิ ญญา ๑.ตวั เด็ก ๑.การคดั แยก การจัดกลมุ และการจาแนก ๒.บุคคลและสถานทแี่ วดลอมเด็ก ส่งิ ตางๆ ตามลักษณะและรูปราง รูปทรง ๓.ธรรมชาตริ อบตวั เด็ก ๒.การจบั คกู ารเปรยี บเทียบและการ เรยี งลาดบั สงิ่ ตางๆ ตามลกั ษณะ ความยาว/ ๔.สงิ่ ตางๆ รอบตัวเด็ก ความสงู นา้ หนัก ปรมิ าตร ๓.การนบั และแสดงจานวนของสงิ่ ตางๆ ใน ชีวติ ประจาวัน ๔.การเปรียบเทยี บและเรยี งลาดับจานวน ของสิ่ง ตางๆ ๕.การชั่ง ตวง วัดสง่ิ ตางๆ โดยใชเคร่ืองมอื และ หนวยท่ไี มใชหนวยมาตรฐาน ๖.การใชภาษาทางคณติ ศาสตรกับเหตุการณ ใน ชวี ติ ประจาวัน ๗.การมีสวนรวมในการลงความเห็นจากขอมูล อยางมีเหตผุ ล

๑๐.๑ มี ๑๐.๑.๔ ๑๐.๑.๔ ๑๐.๑.๔ ความสามารถ เรียงลาดับ สงิ่ ของ เรยี งลาดบั เรยี งลาดบั ใน การคิดรวบ หรอื สิง่ ของหรอื เหตุ ส่งิ ของและ เหตุ ยอด เหตุการณอยาง การณอยางนอย การณอยาง นอย นอย ๓ ลาดบั ๔ ลาดบั ๕ ลาดบั ๑๐.๒ มี ๑๐.๒.๑ ระบผุ ล ๑๐.๒.๑ ระบุ ๑๐.๒.๑ อธบิ าย ทเ่ี กิดข้นึ ใน สาเหตุหรอื ผล เชื่อมโยงสาเหตุ ความสามารถ เหตุการณหรอื การ ท่เี กดิ ขน้ึ ใน และผลที่เกดิ ข้นึ ในการคิด เชิง กระทาเม่อื มผี ู เหตกุ ารณหรอื ในเหตุการณหรือ เหตุผล การกระทา ดวย ช้ีแนะ การ กระทาเมอ่ื มีผู้ ชีแ้ นะ ตนเอง

ดานสตปิ ญญา ๑.ตวั เด็ก ๑.การบอกและแสดงอนั ดับท่ีของสิ่งตางๆ ๒.บุคคลและสถานที่แวดลอมเดก็ ๒.การจับคู การเปรียบเทยี บ และการ ๓.ธรรมชาติรอบตวั เด็ก เรยี งลาดบั สิ่งตางๆ ตามลกั ษณะ ความยาว/ ความสูง ๔.สง่ิ ตางๆ รอบตวั เด็ก นา้ หนกั ปริมาตร ๓.การบอกและเรียงลาดบั กจิ กรรมหรือ เหตุ การณตามชวงเวลา ๔.การใชภาษาทางคณิตศาสตรกบั เหตกุ ารณ ใน ชีวติ ประจาวนั ๕.การมสี วนรวมในการลงความเหน็ จากข อมูล อยางมเี หตุผล ดานสตปิ ญญา ๑.ตวั เดก็ ๑.การอธบิ ายเชอื่ มโยงสาเหตุและผล ที่ เกดิ ข้นึ ใน เหตุการณหรอื การกระทา ๒.บคุ คลและสถานทแ่ี วดลอมเด็ก ๒.การคาดเดาหรือการคาดคะเน ส่งิ ท่อี าจจะ ๓.ธรรมชาติรอบตัวเด็ก เกิดขึน้ อยางมีเหตผุ ล ๔.ส่งิ ตางๆ รอบตวั เดก็ ๓.การมสี วนรวมในการลงความเหน็ จากขอมลู อยางมเี หตผุ ล

๑๐.๒ มี ๑๐.๒.๒ คาดเดา ๑๐.๒.๒ คาดเดา ๑๐.๒.๒ ความสามารถ หรอื คาดคะเนสิง่ ที่ หรือคาดคะเน คาดคะเนส่งิ ที่ ในการคดิ เชิง ส่ิงท่อี าจจะ อาจจะเกดิ ขึน้ อาจจะเกิดขน้ึ เกิดขน้ึ หรอื มี และมี สวนรวม เหตผุ ล ในการลง สวน รวมในการ ลงความเหน็ จาก ความเหน็ จาก ขอมลู ขอมูลอยางมี เหตุผล ๑๐.๓.๑ ตดั สนิ ใจ ๑๐.๓.๑ตดั สินใจ ๑๐.๓.๑ตัดสินใจ ๑๐.๓ มี ในเร่ืองงายๆ และ ใน เร่ืองงายๆ ความสามารถ ในเร่อื งงายๆ เร่มิ เรียนรู ผลท่ี และยอมรับ ผล ในการคิด แกป เกิดขน้ึ ทเ่ี กิดข้ึน ญหา และ ตดั สนิ ใจ

ดานสติปญญา ๑.ตัวเด็ก ๑.การคาดเดาหรือการคาดคะเน สง่ิ ท่ีอาจจะ ๒.บุคคลและสถานทแ่ี วดลอมเด็ก เกดิ ขนึ้ อยางมีเหตุผล ๓.ธรรมชาตริ อบตัวเดก็ ๒.การมีสวนรวมในการลงความเห็น จาก ๔.สิง่ ตางๆ รอบตัวเดก็ ขอมลู อยางมีเหตุผล ดานสตปิ ญญา ๑.ตวั เด็ก ๑.การอธิบายเช่อื มโยงสาเหตุและผล ท่ี ๒.บุคคลและสถานท่ีแวดลอมเด็ก เกดิ ขึน้ ใน เหตกุ ารณหรือการกระทา ๓.ธรรมชาตริ อบตัวเดก็ ๒.การตัดสนิ ใจและมีสวนรวมใน ๔.สิง่ ตางๆ รอบตวั เด็ก กระบวนการ แกปญหา ดานสงั คม ๑.การมีสวนรวมในการเลอื กวธิ กี ารแกปญหา ๒.การมีสวนรวมในการแกปญหาความ ขัดแยง

๑๐.๓ มี ๑๐.๓.๒ แก้ ๑๐.๓.๒ ระบุ ป ๑๐.๓.๒ ระบุ ญหาและ แก ปญหาสราง ความสามารถ ปัญหา โดยลองผิด ปญหาโดย ลอง ทางเลือกและ ในการคดิ แกป ลองถูก ผดิ ลองถูก เลือกวธิ ีแกปญหา ญหา และ ตัดสนิ ใจ

ดานสติปญญา ๑.ตวั เด็ก ๑.การอธบิ ายเชอื่ มโยงสาเหตแุ ละผล ท่ี ๒.บุคคลและสถานทแี่ วดลอมเด็ก เกิดขนึ้ ใน เหตุการณหรอื การกระทา ๒.การคาดเดาหรือการคาดคะเน ส่ิงท่อี าจจะ ๓.ธรรมชาตริ อบตวั เด็ก เกดิ ขึ้นอยางมีเหตุผล ๔.สงิ่ ตางๆ รอบตัวเด็ก ๓.การมสี วนรวมในการลงความเห็น จากขอมูล อยางมีเหตุผล ๔.การตัดสนิ ใจและมีสวนรวมใน กระบวนการ แกปญหา

มำตรฐำนที่ ๑๑ มีจินตนำกำรและควำมคิดสรำงสรรค สภำพทพี่ ึงประสงค ตวั บ่งช้ี ชน้ั อ. ๑ ชน้ั อ.๒ ช้นั อ.๓ (๓ – ๔ ป ) ( ๔ -๕ ป ) (๕ –๖ ป ) ๑ ๑๑.๑ ทางาน ๑๑.๑.๑สราง ผลงานศลิ ปะ เ ศลิ ปะตาม ผลงานศิลปะเพ่อื ๑๑.๑.๑สราง เพื่อส่ือสาร โ จินตนาการ สื่อสารความคดิ ผลงานศิลปะ ความคิด ความ และความคิด ความรูสกึ ของ เพอ่ื สอ่ื สาร รูสึกของตนเอง ๕ สรางสรรค์ ตนเอง ความคิด ความ โดยมีการ ร รูสึกของ ดัดแปลงแปลก ตนเองโดยมี ใหมจากเดิม การดดั แปลง และ และแปลกใหม มรี ายละเอียด จากเดิม หรือมี รายละเอยี ด เพ่มิ ขนึ้ เพิ่มขนึ้

สำระกำรเรยี นรรู ำยป ประสบกำรณ์สำคญั สำระที่ควรเรยี นรู สตปิ ญญา ตวั เด็ก ๑.การสังเกตลักษณะ สวนประกอบ การ ๑.อวัยวะและสวนตางๆของราง เปลย่ี นแปลง และความสัมพันธของ สิ่งตางๆ กาย โดยใชประสาทสัมผัสอยางเหมาะสม ๒.การเจริญเตบิ โตของ ๒.การสงั เกตสิง่ ตางๆ และสถานทจ่ี าก มนษุ ย มมุ มอง ที่ตางกนั บคุ คลสถานท่แี วดลอมเด็ก ๓.การบอกและแสดงตาแหนง ทิศทาง และ ธรรมชาตริ อบตัว ระยะทางของสง่ิ ตางๆ ดวยการกระทา ๑.ส่ิงมีชีวติ และสิง่ ไมมชี ีวิต ภาพวาด ภาพถาย และรปู ภาพ ๔.การเลนกบั ส่อื ตางๆ ท่ีเปนทรงกลม ทรง ๒.สภาพภูมอิ ากาศ สเ่ี หลี่ยมมุมฉาก ทรงกระบอก กรวย ๕.การสารวจสง่ิ ตางๆ และแหลงเรียนรู ๓.ฤดูกาล รอบตัว ๔.กลางวัน-กลางคืน ๕.แรง ๖.พลงั งาน ๗.ส่ิงแวดลอมตามธรรมชาติและ สง่ิ แวดลอมที่ มนษุ ยสรางขน้ึ

๑๑.๒ แสดง ๑๑.๒.๑ ๑๑.๒.๑ ๑๑.๒.๑ ทาง/ เคลอ่ื นไหว ทาทาง เคลือ่ นไหว ทา เคลอ่ื นไหว เพื่อสอ่ื สาร ทางเพ่อื สื่อสาร เคล่อื นไหว ทา ความคดิ ความรูสึก ตาม จนิ ตนา ความคิด ความรู ทางเพอื่ ส่อื สาร การอยาง ของตนเอง สึก ของ ความคิด ความรู สรางสรรค์ ตนเองอยาง หลากหลายหรือ สกึ ของตนเอง แปลกใหม อยาง หลากหลายและ แปลกใหม ๑ ๒ ๓

ดานรางกาย ตัวเด็ก ๑.การเคล่ือนไหวรางกายไปใน ๑. การเคลือ่ นไหวอยูกับที่ ทิศทาง ระดับ และพน้ื ท่ตี างๆ ประกอบเสยี งเพลง และดนตรี ๒. การเคลอ่ื นไหวเคล่ือนที่ ๒.การปฏบิ ัตติ ามขอตกลงในการ ทากิจกรรม ๓. การเคลือ่ นไหวพรอมวัสดุ อุปกรณ ๓.การแสดงอารมณ ความรูสึก ๔. การเคล่ือนไหวโดยควบคมุ ตนเองไปใน สงิ่ ตางๆ รอบตัว ทศิ ทาง ระดบั และพ้นื ท่ี ๑.เครอ่ื งดนตรีประกอบจงั หวะ ๕. การเคลื่อนไหวตามเสยี งเพลง/ดนตรี เชน กลอง แทมมารนี ดานอารมณและจติ ใจ ๒.เคร่ืองดนตรี ๑.การฟงเพลง การรองเพลง และการแสดง ปฏกิ ริ ยิ าโตตอบเสียงดนตรี ๓.เพลงและคาคลองจองสาหรับ ๒.การเลนเครือ่ งดนตรปี ระกอบจังหวะ เดก็ ๓.การเคลอ่ื นไหวตามเสยี งเพลง/ดนตรี ๔.จังหวะดนตรี ๔.การรองเพลง ๕.การปฏิบัติกจิ กรรมตางๆตาม ความสามารถของตนเอง ดานสังคม ๑.การใหความรวมมือในการปฏบิ ตั ิ กิจกรรมตางๆ ๒.การเลนหรอื ทากจิ กรรมรวมกับกลุมเพื่อน ดานสติปญญา ๑.การฟงเพลง นทิ าน คาคลองจอง บทรอย กรอง หรือเร่ืองราวตางๆ ๒.การแสดงความคิดสรางสรรคผานภาษา ๓.ทาทาง การเคลอ่ื นไหวและศลิ ปะ

มำตรฐำนท่ี ๑๒ มเี จตคติทีด่ ีตอกำรเรยี นรู และมคี วำมสำมำรถในกำรแสวงห สภำพทพี่ ึงประสงค ตวั บ่งช้ี ชัน้ อ. ๑ ชน้ั อ.๒ ชนั้ อ.๓ (๓ – ๔ ป ) ๑๒.๑ มีเจต ( ๔ -๕ ป ) (๕ –๖ ป ) คตทิ ด่ี ี ตอการ ๑๒.๑.๑ สนใจฟง ๑๒.๑.๑ สนใจ ๑๒.๑.๑ สนใจ เรียนรู หรืออานหนังสอื ซักถามเก่ยี วกบั หยบิ หนังสอื มา ดวยตนเอง สญั ลักษณหรือ อานและ เขยี นส่อื ตัวหนงั สอื ที่ พบ ความคิด ดวย เห็น ตนเองเปน ประจาอยาง ตอเนอ่ื ง

หำควำมรูได เหมำะสมกบั วยั สำระกำรเรียนรูรำยป ประสบกำรณ์สำคัญ สำระที่ควรเรยี นรู ดานสติปญญา ตวั เดก็ ๑.การสารวจสงิ่ ตางๆ และแหลงเรยี นรู ๑.อวยั วะและสวนตางๆของ รอบตวั รางกาย ๒.การพูดแสดงความคิด ความรูสกึ และความ ๒.การเจรญิ เตบิ โตของมนุษย ตองการ บุคคลสถานทีแ่ วดลอมเดก็ ๓.การตง้ั คาถามในเรอื่ งทส่ี นใจ ธรรมชาติรอบตัว ๔.การสบื เสาะหาความรูเพื่อคนหาคาตอบ ๑.สิ่งมชี ีวติ และสิง่ ไมมีชวี ิต ของขอ สงสัยตางๆ ๕.การมสี วนรว มในการรวบรวมขอมูลและ ๒.สภาพภูมอิ ากาศ นาเสนอขอมลู จากการสืบเสาะหาความรูใน รูปแบบตางๆ และ แผนภูมอิ ยางงาย ๓.ฤดกู าล ๖.การอานหนงั สอื ภาพ นทิ านหลากหลาย ประเภท/รูปแบบ ๔.กลางวนั -กลางคนื ๗.การอานอยางอสิ ระตามลาพัง การอานรวม กนั การ อานโดยมผี ูชี้แนะ ๕.แรง ๘.การเหน็ แบบอยางของการเขียนทีถ่ กู ตอง ๖.พลงั งาน ๙.การเขียนรวมกนั ตามโอกาส และการเขยี น ๗.ส่ิงแวดลอมตามธรรมชาติและ สิ่งแวดลอมที่ มนุษยสรางข้ึน อสิ ระ ๑๐.การเขียนคาทีม่ คี วามหมายกบั ตวั เด็ก คาคนุ เคย

๑๒.๑. กระตอื รือ- ๑๒.๑.๒กระตือ- ๑๒.๑.๒กระตือ- รนใน การเขารวม รอื รนในการเขา รือรนในการ รวมกิจกรรมตัง้ กิจกรรม รวมกิจกรรม แต ตนจนจบ

๑๑.การคดิ สะกดคาและเขียนเพ่อื ส่อื ๑.ตัวเดก็ ความหมายดวย ตนเองอยางอิสระ ๒.บุคคลและสถานท่ีแวดลอมเด็ก ดานอารมณและจิตใจ ๓.ธรรมชาตริ อบตวั เดก็ ๑.การปฏบิ ัติกจิ กรรมตางๆตามความสามารถ ๔.ส่งิ ตางๆ รอบตัวเดก็ ของ ตนเอง ดานอารมณและจติ ใจ ๑.ตวั เดก็ ๑.การปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตางๆตาม ๒.บุคคลและสถานท่ีแวดลอมเด็ก ความสามารถ ของ ตนเอง ๓.ธรรมชาติรอบตวั เด็ก ดานสงั คม ๔.สิ่งตางๆรอบตัวเด็ก ๑.การใหความรวมมอื ในการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม ตางๆ ๒.การรวมสนทนาและแลกเปลี่ยนความ คดิ เหน็ ๓.การเลนและทางานรวมกบั ผูอ่ืน

๑๒.๒ มี ๑๒.๒.๑ คนหา ๑๒.๒.๑ คนหา ๑๒.๒.๑ คนหา ความสามารถ คาตอบของขอ คาตอบของ ขอ้ คาตอบของ ในการ สงสยั ตางๆ ตาม สงสยั ตางๆ ตาม ขอสงสยั ตางๆ โดยใชวธิ กี าร ที่ แสวงหา วธิ กี ารท่ีมผี ูช้แี นะ วธิ ีการ ของ หลากหลายดวย ความรู ตนเอง ตนเอง ๑๒.๒.๒ ใชประโยค ๑๒.๒.๒ ใช ๑๒.๒.๒ ใช คาถามวา ประโยค คาถาม ประโยค คาถาม “ใคร” “อะไร” ใน วา วา การคนหา คาตอบ “ทไ่ี หน” “เมื่อไร”“อยาง ไร” ในการคน หา “ทาไม” ในการ คาตอบ คน้ หา คาตอบ

ดานสตปิ ญญา ๑.ตวั เดก็ ๑.การสารวจส่ิงตางๆ และแหลงเรยี นรู้รอบตวั ๒.บคุ คลและสถานทแ่ี วดลอมเด็ก ๒.การพูดแสดงความคิด ความรูสึก และความ ๓.ธรรมชาตริ อบตวั เด็ก ตองการ ๔.สง่ิ ตางๆ รอบตวั เด็ก ๓.การต้ังคาถามในเรือ่ งที่สนใจ ๔.การสบื เสาะหาความรูเพ่ือคนหาคาตอบ ของขอ สงสัยตางๆ ๕.การมสี วนรวมในการรวบรวมขอมูลและ นาเสนอ ขอมูลจากการสบื เสาะหาความรูใน รปู แบบตางๆ และ แผนภูมิอยางงาย ๖.การอานหนังสอื ภาพ นิทานหลากหลาย ประเภท/ รปู แบบ ๗.การอานอยางอิสระตามลาพัง การอานรวม กนั การอานโดยมผี ูช้ีแนะ ดานสติปญญา ๑.ตวั เดก็ ๑.การสารวจส่ิงตางๆ และแหลงเรียนรูรอบตวั ๒.บคุ คลและสถานที่แวดลอมเด็ก ๒.การพูดแสดงความคิด ความรูสึก และความ ตองการ ๓.ธรรมชาติรอบตวั เดก็ ๓.การตง้ั คาถามในเรือ่ งทสี่ นใจ ๔.สิง่ ตางๆ รอบตวั เด็ก ๔.การสืบเสาะหาความรูเพื่อคนหาคาตอบ ของขอ สงสัยตางๆ

หน่วยกำรจัดประสบกำรณ์ ชน้ั อนบุ ำลปที ่ี ๑ (อำยุ ๓ - ๔ ปี) สัปดาห์ที่ ชอื่ หนว่ ย สาระการเรียนรู้ ๑ เรอ่ื งราวเกย่ี วกบั ตวั ๑.ชื่อครู ชอื่ หอ้ งเรียน ชอ่ื เพ่ือน เด็ก ๒.สญั ลักษณแ์ ละของใชส้ ว่ นตวั ของเดก็ (ปฐมนเิ ทศ) ๓.การช่วยเหลือตนเองและกิจวัตรประจาวัน ๔.การเก็บของใชส้ ว่ นตวั ๕.กฎ ระเบียบ ขอ้ ตกลงและมารยาทในห้องเรียน ๒ เรือ่ งราวเก่ียวกับ ๑.ชอ่ื โรงเรยี น และสถานทต่ี ง้ั ของโรงเรยี น บุคคลและสถานท่ี ๒. บุคคลตา่ ง ๆในโรงเรยี น แวดลอ้ มเด็ก ๓. สถานทีต่ ่าง ๆในโรงเรียน (โรงเรียนของเรำ) ๔. กฎระเบยี บของโรงเรียน ๕. การรกั ษาสาธารณะสมบัติของโรงเรยี น ๓ เรือ่ งราวเกย่ี วกับตัว ๑. สว่ นประกอบของร่างกาย เดก็ ๒. ความแตกต่างของตนเองและผ้อู ่ืน ตัวเรำ(ตวั ฉันเอง) ๓. การรักษาความสะอาดของร่างกาย ๔. วธิ ปี ฏิบตั ติ นให้มีสุขภาพดี ๕. การดูแลและปอ้ งกันอนั ตรายทจี่ ะเกิดขน้ึ กับรา่ งกาย ๔ เร่ืองราวเก่ยี วกบั ตวั ๑.การรับประทานอาหาร เดก็ ๒. การแตง่ ตวั (หนทู ำได)้ ๓. การเกบ็ ของใช้ ๔. การใชห้ ้องนา้ ห้องสว้ ม ๕. การชว่ ยเหลืองานบ้าน ๕ เร่อื งราวเกี่ยวกับ ๑. สมาชิกในครอบครวั บุคคลและสถานที่ ๒. การปฏิบัติเป็นสมาชกิ ท่ีดีของครอบครัว แวดลอ้ มเดก็ (ครอบครวั มสี ุข) ๖ เรือ่ งราวเกย่ี วกับตวั ๑.ความหมายของอาหารหลกั 5 หมู่ เดก็ ๒. เน้อื สตั ว์ นม ไข่ (อำหำรดีมี ๓. ข้าว แป้ง น้าตาล ประโยชน์) ๔. ผัก ผลไม้ ๕. ไขมัน น้า

๗ ธรรมชาติรอบตัว ๑. ปรากฏการณ์ธรรมชาติ (ฝน) - ฝนตก ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟา้ ผา่ - ร้งุ กินนา้ ๒. การปฏบิ ตั ิตนอยา่ งเหมาะสมเมื่อฝนตก - หลบฝนหรือใชอ้ ุปกรณ์กับฝน ๓. การปฏิบตั ิตนอย่างเหมาะสมเมอ่ื เจ็บป่วย - พกั ผ่อน ทาร่างกายใหอ้ บอนุ่ - ดมื่ นา้ ใหเ้ พียงพอ และปฏบิ ัติตนอยา่ งเหมาะสม เพื่อปอ้ งกนั การแพร่ เชือ้ ๔. เหตุการณ์ทีส่ มั พนั ธก์ บั การเกิดฝน - ตน้ ไมเ้ จริญงอกงาม - คนและสตั วม์ ีนา้ กิน นา้ ใช้ - นา้ ทว่ ม ๘ ธรรมชาติรอบตัว ๑. ชนดิ ของขา้ ว เชน่ ข้าวเจา้ ข้าวเหนียว (ขำ้ ว) 2. ลักษณะของข้าวเปลอื ก และขา้ วสาร 3. การทานาและอาชพี ของชาวนา 4. สัตวท์ ใี่ ชใ้ นการทางาน 5. ประโยชนข์ องข้าว 6. อาหารทที่ ามาจากข้าว 7. ประกอบอาหารท่ีทามาจากข้าว ๙ เรื่องราวเกีย่ วกบั ตวั ๑. การรกั ษาความปลอดภัยของตนเองในการเลน่ และกจิ วตั รประจาวัน เดก็ 2.การระวงั ภัยจากสถานที่และอปุ กรณ์เส่ียงอันตราย (ปลอดภัยไว้ก่อน) และคนแปลกหนา้ ๑๐ เรื่องราวเกยี่ วกบั ๑. พระราชประวัติ บคุ คลและสถานท่ี - พระปรมาภิไธย แวดล้อมเด็ก - วันพระราชสมภพ (วนั เฉลมิ พระ - พระบรมราชชนก / พระบรมราชชนนี ชนมพรรษำฯ) 2. พระผู้ทรงเปน็ แบบอยา่ งด้านความกตญั ญู - การดูแลพระบรมราชชนนี - กจิ กรรมปั่นเพ่ือแม่ - กิจกรรมป่ันเพ่ือพอ่ 3. พระผู้ทรงเป็นแบบอยา่ งดา้ นความเมตตา - สนุ ัขทรงเลีย้ ง - พระเมตตาต่อสัตว์เล้ยี ง 4. การแสดงความจงรกั ภคั ดี - เพลงสรรเสรญิ พระบารมี

- การหยดุ ยืนเม่ือไดย้ นิ เพลงสรรเสรญิ พระบารมี 5. พระผ้ทู รงปลกุ จิตสานึกในการทาความดีดว้ ยหัวใจ ๑๑ เร่ืองราวเก่ยี วกับ ๑. อา่ นภาพกบั คา บุคคลและสถานที่ 2. สนทนาเรือ่ งความสาคัญของวนั แม่ แวดลอ้ มเดก็ 3. วนั แม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม (วนั แม่) 4. สัญลักษณว์ ันแม่ 5. การปฏิบัติตนเปน็ ลูกท่ดี ีของแม่ 6. จบั คภู่ าพเหมอื น ๑๒ เรื่องราวเก่ยี วกบั ตวั ๑. เพลงชาตแิ ละธงชาตไิ ทย เดก็ 2. พระมหากษัตรยิ ์ (รกั เมอื งไทย) 3. สตั ว์ประจาชาติไทย 4. การละเล่นพื้นบ้านของไทย 5. การทกั ทายและการไหวแ้ บบไทย ๑๓ สิง่ ตา่ ง ๆรอบตวั เดก็ ๑. ของใช้ในห้องเรยี น (ของเลน่ ของใช)้ 2. ของเลน่ ในหอ้ งห้องเรียน 3. การเลน่ ของเล่นอย่างถูกวธิ ี 4. การเก็บของเลน่ เข้าท่ี ๑๔ เรื่องราวเกี่ยวกบั ๑. ชอื่ ชมุ ชนของฉัน บคุ คลและสถานที่ 2. คาขวญั แวดล้อมเด็ก 3. สถานที่ในชุมชน (ชุมชนของเรำ) 4. ประโยชน์ของสถานทใี่ นชุมชนและวธิ ีดแู ลรกั ษาความสะอาด 5. การละเล่นไทย 6. การเลน่ และทากิจกรรมอย่างปลอดภัย 7. การสงั เกตเปรยี บเทยี บความแตกตา่ ง 8.การสงั เกตความสัมพนั ธ์ 9. การสงั เกตรายละเอียดของภาพ ๑๕ ธรรมชาตริ อบตัว ๑. สว่ นประกอบของตน้ ไม้ (ตน้ ไม้ท่ีรัก) 2. ลักษณะสว่ นประกอบของตน้ ไม้ 3. การเจรญิ เติบโตของต้นไม้ 4. ประโยชน์ของต้นไม้ 5. การดูแลตน้ ไม้ ๑๖ ธรรมชาตริ อบตวั ๑. การใชส้ ิ่งของเครื่องใช้อย่างประหยัดและพอเพียง (ดิน หิน ทรำย) 2. การมสี ่วนร่วมดแู ลรกั ษาธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม 3. การบอกชอ่ื ดิน หนิ ทราย 4. ลักษณะ ดิน หนิ ทราย ความเหมอื นความตา่ งของดนิ หนิ ทราย 5. เมอ่ื เทนา้ ท่ีขุ่นลงในเครอื่ งกรองน้าจาก หนิ ทราย น้าจะใสขน้ึ 6. ประโยชน์ของดนิ หนิ ทราย 7. ส่งิ ทมี่ ชี ิตท่อี ยู่ในดิน หนิ ทราย

8.การดูแลรักษาดนิ หนิ ทราย ๑๗ ธรรมชาตริ อบตัว ๑. ลกั ษณะของสัตวป์ กี (สตั ว์นำ่ รัก) 2. สัตวป์ ีกและแมลงท่พี บบ่อย - ไก่ - นก - ผีเสือ้ - แมลงปอ 3. การจับคภู่ าพเหมอื น ๑๘ สง่ิ ตา่ ง ๆรอบตวั เดก็ ๑. ความหมายของการคมนาคม (คมนำคม) 2. การเดินทางทางบก 3. การเดนิ ทางทางนา้ 4. การเดินทางทางอากาศ 5. ขอ้ ควรปฏบิ ัติตนในการข้ามถนน ๑๙ เร่ืองราวเกยี่ วกับตัว ๑. การระมดั ระวงั อันตรายทีอ่ าจเกดิ ขน้ึ กับตัวเองเมื่ออยใู่ นโรงเรยี น เด็ก 2. สงิ่ ของเครอ่ื งใชม้ ีประโยชนม์ ากมาย แต่ถ้าเราใช้ผดิ วธิ ีและ (รรู้ อบ ปลอดภยั ) ระมดั ระวงั ก็อาจเกดิ อนั ตรายได้ 3. เสียงสัญญาณนกหวีด และการปฏิบัตติ ามสัญญาณ 4. เสยี งสญั ญาณเตือนภัย 5. การรจู้ ักสงั เกตส่ิงผดิ ปกตริ อบตวั ทาให้เราพ้นภัยอนั ตราย 6. การระวงั ตวั เมื่ออยใู่ นทสี่ าธารณะ การช่วยเหลอตนเองเมอื่ พลัดหลง กับพอ่ แม่ ๒๐ เร่อื งราวเกย่ี วกบั 1. ความเป็นมาและความสาคัญของประเพณลี อยกระทง บุคคลและสถานที่ 2. การดแู ลรกั ษาสิ่งแวดล้อมในแมน่ ้า แวดลอ้ มเดก็ 3. วตั ถบุ างชนดิ ลอยน้าได้และบางชนิดจมนา้ (ลอยกระทง) 4.วัสดุทใ่ี ช้ทาฐานกระทงใหล้ อยนา้ ได้ หนว่ ยกำรจัดประสบกำรณ์ ช้ันอนบุ ำลปที ี่ ๑ (อำยุ ๓ - ๔ ป)ี ภำคเรยี นที่ ๒ สปั ดาห์ที่ ช่ือหนว่ ย สาระการเรยี นรู้ ๒๑ ธรรมชาตริ อบตัว ๑. ความแตกต่างระหว่างกลางวนั กลางคืน (กลำงวันกลำงคืน) 2. ลักษณะของดวงอาทิตย์ 3. ลักษณะของดวงจนั ทร์ 4. การปฏิบตั กิ จิ วตั รประจาวัน

5. สัตว์ทหี่ ากินในเวลากลางวันและกลางคืน ๒๒ เรื่องราวเก่ยี วกบั ๑. ฉนั เปน็ คนไทย บคุ คลและสถานท่ี ๒. ฉนั ภมู ใิ จในความเป็นไทยท่มี ีวนั สาคญั ของชาติ ศาสนาและ แวดลอ้ มเดก็ พระมหากษตั รยิ ์ (คำ่ นยิ มไทย) 3. คนไทยใชภ้ าษาไทย 4. คนไทยมีมารยาทดี 5. คนไทยมีความกตญั ญู ๒๓ เรือ่ งราวเก่ยี วกบั ๑. วนั ชาติของประเทศไทยตรงกบั วันที่ 5 ธนั วาคมของทกุ ปี ซ่งึ เปน็ บุคคลและสถานที่ วันพระราชสมภพ (วันเกิดของพระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยูห่ ัวรชั กาลที่ แวดล้อม 9 ) (วันชำติ) 2. วันที่ 5 ธันวาคมถือเปน็ วันพอ่ แห่งชาติ เนอื่ งจากพระบาทสมเด็จ พระเจา้ อย่หู ัวรชั กาลที่ 9 ทรงเปน็ ผ้มู พี ระคุณแกช่ าติ เปรียบเสมอื น พ่อของชาวไทยทุกคน ๒๔ ธรรมชาตริ อบตวั ๑. ความรูเ้ รือ่ งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งระดบั ปฐมวยั (เศรษฐกจิ 2. การปฏบิ ตั ติ ามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่เหมาะสมกบั พอเพยี ง) เดก็ ปฐมวยั - การประหยัดอดออม - การใช้ส่ิงของ เคร่อื งใช้ น้า/ไฟ อยา่ งประหยดั - การรับประทานอาหารและด่มื นมให้หมดไม่เหลือท้งิ 3. การเก็บของเลน่ เขา้ ทด่ี ว้ ยตนเอง 4. การเข้าแถว ๒๕ สิ่งต่าง ๆรอบตวั เด็ก ๑. การสือ่ สารโดยใช้การพูดและการฟงั (เทคโนโลยีและ 2. การสือ่ สารโดยใชโ้ ทรโขง่ กำรสือ่ สำร) 3. หน้าทข่ี องโทรโขง่ 4. การทดสอบความดงั ของโทรโขง่ ประดษิ ฐ์จากกระดาษโดยเปรียบเทียบขนาด ความยาว 5. การทาวานของโทรโข่ง 6. เคร่ืองมอื ส่ือสารชนิดตา่ ง ๆ ๒๖ เร่อื งราวเก่ยี วกบั ๑. ประวตั คิ วามเป็นมาของวันข้ึนปใี หม่ บุคคลและสถานที่ 2. ประเพณวี นั ข้นึ ปีใหม่ แวดลอ้ มเดก็ 3. การปฏิบตั ติ นในวนั ขึ้นปใี หม่ (วันขน้ึ ปใี หม่) 4. ความสาคัญของการอวยพรใหผ้ ู้อื่น 5. ข้อควรปฎบิ ัตใิ นการจัดงานขน้ึ วันปีใหม่ 6. การนบั ปากเปล่า 1 - 5 7. การนับและแสดงจานวน 1 – 4 8. การแยกส่งิ ของ

๒๗ สงิ่ ตา่ ง ๆรอบตัวเดก็ 1. การนับและแสดงจานวน 1 – 4 (สนุกกับตัวเลข) 2. การแสดงจานวนสิ่งของต่าง ๆ ดว้ ยเลขฮนิ ดูอารบกิ ตั้งแต่ 1 - 5 3. การเปรยี บเทียบจานวนของสิ่งตา่ ง ๆ สองกลุ่มมีจานวนไม่เกนิ 5 วา่ มีจานวนเทา่ กนั หรือไมเ่ ท่ากนั 4. การรวมกลุ่มส่งิ ต่าง ๆ 2 กลุ่ม และบอกจานวนท่เี กิดจากการรวม สิง่ ต่าง ๆ 2 กลมุ่ ที่ผลรวมไม่เกนิ 5 5. การแยกกลมุ่ ย่อยออกจากกลมุ่ ใหญ่และบอกจานวนท่เี หลอื ท่มี ี จานวนไมเ่ กนิ 5 ๒๘ ส่ิงต่าง ๆรอบตวั เด็ก ๑. ลกั ษณะวัสดุทรงกลม (ขนำด รูปร่ำง 2. วสั ดุทรงกลมรอบตวั เรา รปู ทรง) 3. เปรยี บเทยี บขนาดของวัสดุทรงกลม 4. จาแนกวสั ดุทรงกลมและวสั ดวุ งกลม 5. ประโยชน์ของรปู ทรงกลมและรูปวงกลม ๒๙ เรื่องราวเกี่ยวกบั ๑. ความสาคัญของวันเด็ก บคุ คลและสถานที่ 2. หนา้ ทข่ี องเด็ก แวดลอ้ มเดก็ 3. วนั เสาร์ท่ี 2 ของเดือนมกราคมของทุกปี ถอื เป็นวนั เด็กแห่งชาติ (วันเด็ก วนั ครู) 4. ความสาคญั ของวันครู 5. หน้าที่ของเดก็ ทป่ี ฏิบัตติ ่อครู ๓๐ สง่ิ ต่าง ๆรอบตัวเดก็ ๑. สธี รรมชาติรอบตวั (โลกสวยด้วยสสี ัน) 2. สธี รรมชาตมิ าจากไหน 3. สีทม่ี นษุ ย์สร้างข้ึน (แม่สี 3 สี) 4. ประโยชนข์ องสี 5. การทานา้ ใบเตย ๓๑ ธรรมชาติรอบตัว ๑. ฤดูกาลต่าง ๆ ในประเทศไทย 3 ฤดู (ฤดหู นำว) ฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูฝน 2. สภาพอากาศในฤดูหนาว การป้องกนั อากาศหนาวเย็น 3. สภาพภมู ิอากาศหนาวแหง้ ลมแรง การทดลองไฟฟ้าสถติ 4. การดูแลสุขภาพรา่ งกายในฤดหู นาว 5. ความแตกต่างของฤดหู นาวในแตล่ ะภูมิภาคของประเทศไทย ๓๒ ส่ิงตา่ งๆรอบตวั เดก็ - เมอ่ื ฉนั ออกแรงกระทาต่อสิง่ ของด้วยวิธีตา่ ง ๆ เชน่ ผลกั ดงึ บีบ ทุบ (แรงและพลังงำน ตี เขยา่ ดดี ส่ิงของจะมีการเปลีย่ นแปลงรูปรา่ งการเคล่ือนทแ่ี ละเกิด ในชีวติ ประจำวนั ) เสยี งแบบต่าง ๆ - แสงและไฟฟ้าไดจ้ ากแหล่งพลังงาน เช่น ดวงอาทิตย์ ลม น้า เชอื้ เพลิง

๓๓ สง่ิ ต่างๆรอบตวั เดก็ ๑. เสยี งเกิดจากการสัน่ ของสง่ิ ต่าง ๆ (เสยี งรอบตวั ) 2. เสียงทเ่ี กิดจากแหล่งที่มาของเสยี งทแี่ ตกตา่ งกัน เสยี งจะไม่ เหมอื นกนั 3. เสียงรอบตัวทเ่ี กดิ จากธรรมชาติ 4. เสยี งที่ไมไ่ ด้เกดิ จากธรรมชาติ 5. หู เปน็ อวยั วะรบั เสียง - การดูแลรักษา -การป้องกันอันตรายจากเสียงดงั ๓๔ สิ่งตา่ งๆรอบตัวเด็ก ๑. ความรู้เก่ียวกับหนังสือและตวั หนังสือ (รกั กำรอ่ำน) 2. หนังสอื เปน็ สอื่ สาหรบั เลา่ เรือ่ งราวต่าง ๆ 3. การอ่านทาใหไ้ ด้รู้เรอื่ งตา่ ง ๆ และเกดิ ความสนุกสนาน 4. การเล่าข่าวและเหตุการณ์ประจาวนั 5. การเลา่ เร่ืองย้อนกลับจากหนักสอื ทอ่ี ่านรว่ มกัน ๓๕ สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก 1. ปรมิ าตรของนา้ (ปรมิ ำตร นำ้ หนัก) 2. การเปรยี บเทยี บปรมิ าตรของน้าในภาชนะทมี่ ขี นาดเทา่ กนั 3. เสยี งทีเ่ กดิ จากขวดทมี่ ีน้า ปรมิ าตรต่างกนั 4. การคาดคะเนนห้ นักของสิง่ ตา่ ง ๆ ด้วยมอื 5. การเปรียบเทนี บนา้ หนกั ส่งิ ของต่าง ๆ โดยใชค้ าวา่ หนักกว่า เบากว่า เท่ากัน ๓๖ ธรรมชาตริ อบตวั ๑. สภาพอากาศในฤดูรอ้ น (ฤดูรอ้ น) 2. ของใชฤ้ ดรู อ้ น 3. อาหารใหฤดรู ้อน 4. โรคท่พี บในฤดรู ้อนและการปอ้ งกัน 5. การแต่งกายในฤดรู ้อน 6. ประเพณไี ทย ๓๗ (Project การสอนแบบโครงการ หมายถึง การจัดการเรียนการสอน Approach) รูปแบบหน่ึงซึ่งให้ความสาคัญกับเด็ก ส่งเสริมให้เด็กแสวงหาคาตอบ ๓๘ (Project จากการเรียนเรื่องใดเรื่องหน่ึงอย่างลุ่มลึกเพ่ือสร้างองค์ความรู้ด้วย Approach) ตนเอง โดยที่เด็กหรือครูร่วมกันกาหนดเรื่องท่ีต้องการเรียนรู้ แล้ว ๓๙ (Project ดาเนินการแสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหา โดยครูเป็นผู้ Approach) อานวยความสะดวกให้เดก็ เรยี นร้จู ากประสบการณ์ตรงและจากแหล่ง ๔๐ (Project เรยี นรู้ Approach)

หนว่ ยกำรจดั ประสบกำรณ์ ช้ันอนบุ ำลปีที่ ๒ (อำยุ ๔ - ๕ ปี) ภำคเรยี นท่ี 1 สัปดาห์ที่ ชื่อหนว่ ย สาระการเรยี นรู้ ๑ เรื่องราวเกยี่ วกับตัวเด็ก ๑. การปฏิบัตติ นในการรับประทานอาหาร ๒ (ปฐมนเิ ทศ) ๒. การปฏบิ ัติกิจวตั รประจาวัน/กจิ กรรมตา่ งๆด้วยตนเอง ๓. การเล่นและทากิจกรรมด้วยตนเองและกบั ผู้อื่นได้อย่าง ปลอดภัย ๔. การพดู แนะนาช่อื ของตนเอง ๕. ช่อื ครปู ระจาชน้ั ๖. การแนะนาสญั ลกั ษณป์ ระจาตวั ของเด็กและของใช้สว่ นตัว ๗. การแนะนาและสารวจสถานท่ตี ่างๆเกย่ี วข้องกบั ตนเองเชน่ ห้องเรยี น โรงอาหาร ห้องนา้ ๘. การปฏบิ ัติตนตามมารยาท - การสวัสดี - การขอบคุณ - การขอโทษ 9. การพูดแสดงความคดิ เหน็ รู้สกึ และความต้องการ 10. การบอกลกั ษณะของสง่ิ ตา่ งๆจากการสังเกตด้วยการใช้ ประสาทสมั ผัส เร่ืองราวเกี่ยวกบั บคุ คล ๑.ช่อื โรงเรยี น และสถานทีต่ ั้งของโรงเรยี น และสถานทแ่ี วดลอ้ ม ๒. บคุ คลตา่ งๆในโรงเรยี น เด็ก ๓. สถานที่ต่างๆในโรงเรยี น (โรงเรียนของเรำ) ๔. กฎระเบียบของโรงเรียน ๕. การรักษาสาธารณะสมบัติของโรงเรียน ๓ ๑. สว่ นประกอบของร่างกาย เร่อื งราวเกยี่ วกับตวั เดก็ ๒. ความแตกต่างของตนเองและผู้อ่นื ตวั เรำ(ตวั ฉันเอง) ๓. การรักษาความสะอาดของรา่ งกาย ๔. วิธีปฏบิ ตั ิตนใหม้ สี ุขภาพดี ๕. การดูแลและปอ้ งกันอันตรายทจี่ ะเกดิ ขึน้ กับรา่ งกาย ๔ ๑. สขุ นิสยั ที่ดใี นการรบั ประทานอาหาร เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเดก็ ๒. วาจาดี (ค่ะ ครับ ขอบคณุ ขอโทษ) (หนูทำได้) ๓. มารยาทดี ๔. แต่งกายดี 5. การดแู ลและปอ้ งกันอันตรายทีจ่ ะเกิดขึน้ กับร่างกาย

๕ เร่ืองราวเกี่ยวกับบคุ คล 1. สมาชิกในครอบครวั และสถานทแี่ วดล้อม 2. จานวนสมาชกิ ในครอบครวั เด็ก 3. บทบาทหน้าที่สมาชิกในครอบครัว (ครอบครัวมีสขุ ) 4. การปฏบิ ตั ติ นตอ่ บุคคลในครอบครวั 5. อาชีพบคุ คลในครอบครัว ๖ เรอ่ื งราวเกี่ยวกบั ตัวเดก็ 1. อาหารหลกั 5 หมู่ (อำหำรดมี ีประโยชน์) 2. อาหารแต่ละชนดิ ตา่ งกันเชน่ ขมหวาน เปรีย้ ว เคม็ จืด 3. สุขนสิ ยั และมารยาทท่ีดใี นการรับประทานอาหาร 4. ประโยชนข์ องอาหาร 5. วิธีการประกอบอาหารเช่นตม้ ผัด แกง ทอด 6. การประกอบอาหาร 7. การจาแนกและจัดอาหารแต่ละชนิดออกเปน็ หมู่ ๗ ธรรมชาติรอบตัว ๑. ปรากฏการณ์ธรรมชาติ (ฝน) ๒. การปฏบิ ัติตนอย่างเหมาะสมเมอ่ื ฝนตก ๓. การปฏบิ ตั ิตนอย่างเหมาะสมเมอ่ื เจบ็ ป่วย ๔. เหตุการณ์ที่สัมพันธ์กบั การเกิดฝน ๘ ธรรมชาติรอบตัว ๑. ขา้ วชนดิ ตา่ ง ๆ เชน่ ข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวสุก (ข้ำว) 2. ลกั ษณะของต้นข้าว 3. การนบั ปากเปล่าจานวน 1 – 10 4. ขนั้ ตอนในการทานา 5. ประเพณที ีเ่ ก่ยี วกบั ข้าว 6. อาหารที่ทามาจากข้าว ๙ เร่อื งราวเก่ียวกบั ตัวเดก็ ๑. การรกั ษาความปลอดภยั ของตนเองในการเล่นและกิจวตั ร (ปลอดภัยไว้กอ่ น) ประจาวัน 2. ความปลอดภัยจากการเล่นของเล่นและการเล่นในสนามเด็ก เล่น 3. การระวังภัยจากสถานท่แี ละอุปกรณ์เสย่ี งอันตราย ของมีคม สัตว์มีพิษ และคนแปลกหน้า ๑๐ เรื่องราวเกี่ยวกบั บคุ คล ๑. พระราชประวัติ และสถานที่แวดลอ้ ม - พระปรมาภไิ ธย เด็ก - วนั พระราชสมภพ (วนั เฉลิมพระ - พระบรมราชชนก / พระบรมราชชนนี ชนมพรรษำฯ) 2. พระผู้ทรงเปน็ แบบอยา่ งด้านความกตญั ญู - การดูแลพระบรมราชชนนี - กจิ กรรมปนั่ เพ่อื แม่

- กจิ กรรมป่ันเพอ่ื พ่อ 3. พระผู้ทรงเป็นแบบอยา่ งด้านความเมตตา - สุนขั ทรงเล้ียง - พระเมตตาตอ่ สตั วเ์ ลย้ี ง 4. การแสดงความจงรกั ภคั ดี - เพลงสรรเสรญิ พระบารมี - การหยุดยืนเม่ือได้ยนิ เพลงสรรเสริญพระบารมี 5. พระผู้ทรงปลุกจติ สานกึ ในการทาความดีด้วยหัวใจ ๑๑ เรือ่ งราวเกี่ยวกับบุคคล 1. ความหมายและความสาคัญของแม่ และสถานที่แวดล้อม 2. บทบาทหนา้ ทีข่ องแม่ เด็ก 3. พระราชประวตั แิ ละพระราชกรณยี กิจของสมเดจ็ พระนางเจ้าฯ (วนั แม่) 4. สญั ลักษณข์ องแม่ 5. การร่วมกจิ กรรมของวนั แม่ ๑๒ เร่ืองราวเกีย่ วกบั ตวั เด็ก 1. ประเทศไทย 4 ภาค (รักเมอื งไทย) 2. ดอกไม้ประจาชาตไิ ทย 3. ภาษาและพยญั ชนะไทย 4. สถานที่สาคญั ในท้องถ่นิ 5. ของหวาน ขนมไทย 6. มารยาทไทย การอยรู่ ่วมกับผูอ้ นื่ ๑๓ ส่ิงตา่ ง ๆรอบตวั เด็ก 1. การแยกของใชส้ ว่ นตัวและของใช้ส่วนรวม (ของเลน่ ของใช)้ 2. ลักษระของเล่นของใช้ 3. การกบ็ ของเล่นของใช้ 4. การปฏบิ ตั ิตนในการเลน่ 5. การใชว้ ัสดุและของเล่นของใชอ้ ยา่ งคุ้มคา่ ๑๔ เร่อื งราวเก่ยี วกับบุคคล 1. ช่อื ชมุ ชน / สถานท่ีสาคญั และสถานทีแ่ วดล้อม 2. สถานที่ท่องเทยี่ ว เด็ก 3. การปฏิบตั ติ นเปน็ สมาชิกที่ดีของชุมชน (ชุมชนของเรำ) 4. การคัดแยกขยะ 5. อาชพี ในชุมชน 6. การเลน่ และทากิจกรรมร่วมกบั ผอู้ ื่นไดอ้ ยา่ งปลอดภัย ๑๕ ธรรมชาตริ อบตวั ๑. ช่อื และสว่ นประกอบของต้นไม้ (ต้นไมท้ รี่ ัก) 2. รูปรา่ งและลกั ษณะสว่ นประกอบของตน้ ไม้ 3. การปลกู ตน้ ไม้ การดแู ลตน้ ไม้ 4. ประโยชน์ของตน้ ไม้ 5. การประกอบอาหาร ๑๖ ธรรมชาติรอบตัว ๑. การใชส้ ิ่งของเครือ่ งใชอ้ ยา่ งประหยดั และพอเพียง (ดิน หิน ทรำย) 2. การมสี ว่ นรว่ มดูแลรักษาธรรมชาติและสงิ่ แวดลอ้ ม

3. การบอกชือ่ ดนิ หนิ ทราย 4. ลกั ษณะ ดิน หนิ ทราย ความเหมือนความต่างของดิน หนิ ทราย 5. เม่ือเทนา้ ท่ีขนุ่ ลงในเคร่อื งกรองนา้ จาก หนิ ทราย น้าจะใสขึ้น 6. ประโยชนข์ องดิน หิน ทราย 7. สิ่งทมี่ ชี ติ ทอี่ ยูใ่ นดิน หิน ทราย 8.การดแู ลรักษาดนิ หนิ ทราย ๑๗ ธรรมชาติรอบตวั สัตวน์ ้า (สัตว์นำ่ รัก) 1. ลักษณะของสัตว์นา้ 2. ประเถทของสัตว์ สตั วแ์ ต่ละชนิดมรี ูปร่าง ลักษณะและขนาด แตกต่างกัน 3. สัตว์แต่ละชนิดมีธรรมชาตแิ ละความเปน็ อยูต่ ่างกนั 4. การปอ้ งกนั อันตรายและความปลอดภยั จากสตั ว์ 5. ความเมตตาตอ่ สัตว์ 6. การสังเกต จบั คู่เปรียบเทียบ จาแนก จัดกล่มุ สัตว์ ๑๘ สิ่งต่าง ๆรอบตัวเด็ก 1. ความสาคัญของยานพาหนะ (คมนำคม) 2. การเดินทางทางบก 3. การเดนิ ทางทางนา้ 4. การเดนิ ทางทางอากาศ 5. การปฏิบัติตนตามกฎจราจร ๑๙ เรื่องราวเก่ยี วกับตัวเดก็ ๑. การระมัดระวงั อันตรายท่ีอาจเกิดขนึ้ กับตวั เองเมื่ออยู่ใน (รรู้ อบ ปลอดภัย) โรงเรียน 2. สงิ่ ของเครอื่ งใช้มปี ระโยชนม์ ากมาย แตถ่ ้าเราใช้ผิดวธิ ีและ ระมดั ระวงั กอ็ าจเกดิ อนั ตรายได้ 3. เสยี งสัญญาณนกหวีด และการปฏิบัตติ ามสัญญาณ 4. เสียงสญั ญาณเตอื นภัย 5. การรจู้ ักสังเกตส่งิ ผิดปกติรอบตวั ทาให้เราพ้นภัยอันตราย 6. การระวังตัวเมื่ออยใู่ นที่สาธารณะ การชว่ ยเหลอตนเองเม่ือ พลดั หลงกับพอ่ แม่ ๒๐ เรอ่ื งราวเก่ียวกบั บคุ คล 1.ความหมายและความสาคญั ของวันลอยกระทง และสถานท่แี วดล้อม 2. กจิ กรรมทีท่ าในวันลอยกระทง เดก็ 3. วัสดทุ น่ี ามาทากระทง (ลอยกระทง) 4. ข้อควรระวงั ในวนั ลอยกระทง 5. ประดิษฐก์ ระทงจากวสั ดธุ รรมชาติ

หน่วยกำรจัดประสบกำรณ์ ช้นั อนบุ ำลปีท่ี ๒ (อำยุ ๔ - ๕ ปี) ภำคเรียนท่ี ๒ ๒๑ ธรรมชาติรอบตัว 1. ความแตกต่างระหว่างกลางวนั กลางคนื (กลำงวนั กลำงคืน) 2. การขนึ้ ลงของดวงอาทติ ย์และดวงจันทร์ 3. ประโยชน์และโทษของดวงอาทติ ย์ 4. ประโยชน์และโทษของดวงจนั ทร์ 5. การปฏบิ ตั ติ นในเวลากลางวันและกลางคนื ๒๒ เร่ืองราวเกย่ี วกบั บุคคล ๑. ฉันเปน็ คนไทย และสถานท่แี วดล้อม ๒. ฉนั ภมู ิใจในความเป็นไทยทม่ี ีวนั สาคัญของชาติ ศาสนาและ เดก็ พระมหากษัตรยิ ์ (ค่ำนิยมไทย) 3. คนไทยใช้ภาษาไทย 4. คนไทยมีมารยาทดี 5. คนไทยมีความกตัญญู ๒๓ เรอ่ื งราวเก่ยี วกับบุคคล ๑. วันชาติของประเทศไทยตรงกับวนั ที่ 5 ธันวาคมของทกุ ปี ซึ่ง และสถานท่แี วดล้อม เปน็ วันพระราชสมภพ (วนั เกิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว (วนั ชำติ) รัชกาลท่ี 9 ) 2. วนั ท่ี 5 ธันวาคมถือเป็นวันพ่อแห่งชาติ เนอื่ งจาก พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั รัชกาลท่ี 9 ทรงเป็นผู้มพี ระคณุ แก่ ชาติ เปรยี บเสมอื นพอ่ ของชาวไทยทุกคน 3. ความสาคญั ของวันชาติและพระคณุ พอ่ 4. ความกตัญญตุ อ่ ผู้มีพระคุณ 5. การรักษาสิ่งแวดล้อมในชมุ ชน ๒๔ ธรรมชาตริ อบตัว ๑. ความรเู้ ร่อื งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งระดับปฐมวยั (เศรษฐกจิ พอเพียง) 2. การปฏบิ ตั ติ ามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงทีเ่ หมาะสม กับเดก็ ปฐมวัย - การประหยดั อดออม - การใชส้ งิ่ ของ เคร่ืองใช้ น้า/ไฟ อยา่ งประหยัด - การรบั ประทานอาหารและด่มื นมใหห้ มดไม่เหลือท้ิง 3. การเก็บของเลน่ เข้าที่ดว้ ยตนเอง 4. การเขา้ แถวตามลาดบั ก่อนหลัง 5. การรู้จกั เลือกอยา่ งมีเหตุผล ๒๕ สิ่งตา่ ง ๆรอบตวั เดก็ 1. การส่ือสารทางโทรศพั ท์ (เทคโนโลยแี ละกำร 2. การเดนิ ทางของเสยี งผ่านโทรศพั ท์ สอ่ื สำร) 3. การประดิษฐ์โทรศัพท์ 4. การทสอบการไดย้ นิ เสยี งของโทรศพั ท์ 5.การสื่อสารทางอื่น ๆ

๒๖ เรือ่ งราวเกยี่ วกับบคุ คล ๑. ประวัตคิ วามเป็นมาของวนั ข้ึนปใี หม่ และสถานทีแ่ วดล้อม 2. ประเพณวี ันขึ้นปใี หม่ เดก็ 3. การปฏบิ ัตติ นในวนั ขึ้นปีใหม่ (วันขึน้ ปใี หม่) 4. ความสาคญั ของการอวยพรใหผ้ ู้อ่ืน 5. ขอ้ ควรปฎิบัตใิ นการจัดงานข้ึนวันปใี หม่ 6. การนบั ปากเปล่า 1 - 8 7. การจาแนก จดั กลุ่มจานวน 8. การต่อเติมแบบรปู ๒๗ สิ่งตา่ ง ๆรอบตวั เดก็ 1. นบั และแสดงจานวน 1 – 8 (สนุกกบั ตัวเลข) 2.การรวมส่ิงต่าง ๆ 2 กลมุ่ และบอกจานวนทีเ่ กดิ ข้ึนจากการรวม สง่ิ ต่างๆ 2 กลุ่มมผี ลรวมไมเ่ กิน 10 3. การแยกกลุ่มออกจากกลมุ่ ใหญแ่ บะบอกจานวนท่เี หลอื เมื่อ แยกกลมุ่ ย่อยท่ีมีจานวนไมเ่ กนิ 10 4. เปรียบเทียบจานวนสิ่งของตา่ ง ๆ เชน่ เท่ากัน มากกวา่ นอ้ ย กวา่ 5. เรียงลาดับท่ีของสิง่ ตา่ ง ๆ ไม่เกนิ 3 ส่งิ ๒๘ สง่ิ ต่าง ๆรอบตัวเด็ก ๑. ลกั ษณะวัสดุทรงสเี่ หล่ียม (ขนำด รปู รำ่ ง 2. วัสดุทรงสเี่ หลยี่ มรอบตวั เรา รูปทรง) 3. เปรียบเทียบความเหมือน ความตา่ งของวัสดุทรงกลมและทรง สเ่ี หลี่ยม 4. จาแนกวัสดุทรงกลมและวสั ดุวทรงสีเ่ หลีย่ ม 5. ประโยชน์ของรูปทรงสเี่ หลีย่ ม ๒๙ เรื่องราวเก่ยี วกบั บุคคล ๑. ความสาคญั ของวันเดก็ และสถานท่ีแวดลอ้ ม 2. หน้าทขี่ องเดก็ เดก็ 3. วนั เสาร์ที่ 2 ของเดอื นมกราคมของทกุ ปี ถอื เป็นวันเด็ก (วันเดก็ วันครู) แหง่ ชาติ 4. ความสาคญั ของวนั ครู 5. หน้าทีข่ องเด็กที่ปฏิบัติต่อครู ๓๐ สง่ิ ตา่ ง ๆรอบตวั เดก็ 1. ประเภทของสี (โลกสวยด้วยสสี ัน) 2. แมส่ แี ละการผสมสี 3. สีแทนสัญลกั ษณะ 4. สีที่ได้จากธรรมชาติ 5. การทาวุ้นจากสีธรรมชาติ

๓๑ ธรรมชาตริ อบตัว ๑. ฤดูกาลตา่ ง ๆ ในประเทศไทย 3 ฤดู (ฤดหู นำว) ฤดูรอ้ น ฤดูหนาว ฤดูฝน 2. สภาพอากาศในฤดูหนาว การปอ้ งกนั อากาศหนาวเยน็ 3. สภาพภูมิอากาศหนาวแห้ง ลมแรง การทดลองไฟฟา้ สถิต 4. การดูแลสุขภาพรา่ งกายในฤดหู นาว 5. ความแตกต่างของฤดหู นาวในแต่ละภมู ภิ าคของประเทศไทย ๓๒ ส่งิ ต่าง ๆรอบตวั เดก็ - เมอื่ ฉันออกแรงกระทาตอ่ สิ่งของด้วยวธิ ตี ่าง ๆ เชน่ ผลัก ดึง บบี (แรงและพลงั งำนใน ทบุ ตี เขยา่ ดีด สงิ่ ของจะมกี ารเปล่ยี นแปลงรูปร่างการเคลือ่ นท่ี ชวี ิตประจำวนั ) และเกิดเสียงแบบตา่ ง ๆ - แสงและไฟฟา้ ไดจ้ ากแหล่งพลงั งาน เชน่ ดวงอาทิตย์ ลม นา้ เชอื้ เพลิง - แสงช่วยให้เรามองเห็น - ไฟฟา้ ทาให้สิง่ ของเคร่อื งใช้บางอย่างทางานได้ ๓๓ ๑. เสียงเกดิ จากการสัน่ ของส่งิ ตา่ ง ๆ สิ่งตา่ ง ๆรอบตัวเด็ก 2. เสียงทเ่ี กิดจากแหล่งท่มี าของเสียงทแ่ี ตกตา่ งกัน เสียงจะไม่ (เสยี งรอบตัว) เหมอื นกนั 3. เสยี งรอบตวั ที่เกดิ จากธรรมชาติ 4. เสียงท่ีไม่ได้เกดิ จากธรรมชาติ 5. หู เป็นอวัยวะรบั เสียง 6. การดูและรกั ษาหู ๓๔ สง่ิ ตา่ ง ๆรอบตัวเดก็ ๑. ความรเู้ ก่ียวกับหนังสือและตวั หนงั สือ จากหนังสือภาพ (รกั กำรอำ่ น) 2. การอา่ นหนงั สอื นิทานโดยใช้การอ่านรว่ มกัน 3. การอา่ นแบบชีแ้ นะ 4.การอ่านอิสระ 5. การทาหนงั สอื นทิ าน 4 ชอ่ ง ๓๕ ส่ิงตา่ ง ๆรอบตัวเดก็ 1. ปรมิ าตรของสิ่งต่างๆ (ปริมำตร น้ำหนัก) 2. การเปรียบเทียบปรมิ าตรของสิง่ ตา่ ง ๆ ทม่ี ีขนาดแตกตา่ งกนั 3. เสียงทเ่ี กิดจากขวดท่มี ีน้า ปรมิ าตรตา่ งกัน 4. การเรียนรเู้ รอื่ งน้าหนกั 5. การเปรยี บเทียบนา้ หนักของสิง่ ต่าง ๆ ๓๖ ธรรมชาติรอบตัว ๑. สภาพอากาศในฤดรู อ้ น (ฤดูรอ้ น) 2. ของใชฤ้ ดูร้อน 3. อาหารใหฤดูรอ้ น 4. โรคทพี่ บในฤดูรอ้ นและการปอ้ งกัน 5. การแตง่ กายในฤดูร้อน 6. ประเพณีไทย

๓๗ (Project Approach) การสอนแบบโครงการ หมายถึง การจัดการเรียนการสอน ๓๘ (Project Approach) รูปแบบหนึ่งซ่ึงให้ความสาคัญกับเด็ก ส่งเสริมให้เด็กแสวงหา ๓๙ (Project Approach) คาตอบจากการเรียนเรื่องใดเร่ืองหนึ่งอย่างลุ่มลึกเพ่ือสร้างองค์ ๔๐ (Project Approach) ความร้ดู ้วยตนเอง โดยท่เี ด็กหรอื ครรู ่วมกนั กาหนดเร่ืองที่ต้องการ เรียนรู้ แล้วดาเนินการแสวงหาความรดู้ ้วยกระบวนการแก้ปัญหา โดยครูเป็นผู้อานวยความสะดวกให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ ตรงและจากแหล่งเรียนรู้ หน่วยกำรจดั ประสบกำรณ์ ชนั้ อนบุ ำลปที ี่ ๓ (อำยุ ๕ - ๖ ปี) ภำคเรียนที่ ๑ สัปดาห์ท่ี ชือ่ หน่วย สาระการเรียนรู้ ๑ ๑. การปฏิบัติตนในการรบั ประทานอาหาร ๒ เรอ่ื งราวเกีย่ วกับตัวเด็ก ๒. การปฏบิ ัติกจิ วตั รประจาวัน/กจิ กรรมตา่ งๆด้วยตนเอง (ปฐมนิเทศ) ๓. การเล่นและทากิจกรรมด้วยตนเองและกับผอู้ ่นื ได้อย่าง ปลอดภยั ๔. การพดู แนะนาชือ่ ของตนเอง ๕. ชอื่ ครปู ระจาชนั้ ๖. การแนะนาสญั ลักษณป์ ระจาตัวของเด็กและของใชส้ ่วนตัว ๗. การแนะนาและสารวจสถานทีต่ ่างๆเกยี่ วขอ้ งกับตนเองเช่น หอ้ งเรียน โรงอาหาร หอ้ งนา้ ๘. การปฏิบตั ิตนตามมารยาท - การสวสั ดี - การขอบคุณ - การขอโทษ 9. การพูดแสดงความคิดเห็นรสู้ กึ และความต้องการ 10. การบอกลกั ษณะของสง่ิ ต่างๆจากการสังเกตด้วยการใช้ ประสาทสัมผสั เร่อื งราวเกีย่ วกับบคุ คล ๑.ช่ือโรงเรียน และสถานทต่ี ้ังของโรงเรยี น และสถานทแ่ี วดล้อม ๒. บุคคลต่าง ๆในโรงเรยี น เด็ก ๓. สถานท่ีต่าง ๆ ในโรงเรียน (โรงเรยี นของเรำ) ๔. กฎระเบยี บของโรงเรียน ๕. การรักษาสาธารณะสมบัติของโรงเรยี น ๓ เรื่องราวเก่ียวกับตัวเด็ก 1.อวยั วะต่าง ๆในร่างกาย ตัวเรำ(ตวั ฉันเอง) 2.หน้าท่ขี องอวัยวะต่างๆ 3.การระวงั รกั ษา หู ตา จมกู 4.การระวงั รกั ษาปากและฟัน

5.การระวงั รักษาผวิ หนัง มอื เทา้ ๔ เรอื่ งราวเก่ยี วกบั ตวั เดก็ 1.การเลือกของเล่น เกบ็ เข้าที่ (หนูทำได)้ 2.การเล่นนอกหอ้ งเรยี น 3.การเก็บรักษาของเล่นของใช้ 4.อันตรายจากของเล่นของใช้ 5.การประดษิ ฐ์ ซอ่ มแซมของเล่น ๕ เรือ่ งราวเกย่ี วกับบุคคล 1. สมาชิกในครอบครวั และสถานท่แี วดล้อม 2. จานวนสมาชิกในครอบครัว เดก็ 3. บทบาทหนา้ ที่สมาชิกในครอบครัว (ครอบครวั มสี ขุ ) 4. การปฏิบัติตนต่อบุคคลในครอบครวั 5. อาชพี บคุ คลในครอบครัว 6 เรอื่ งราวเกี่ยวกับตัวเด็ก 1. อาหารหลกั 5 หมู่ (อำหำรดมี ปี ระโยชน์) 2. อาหารแต่ละชนิดตา่ งกนั เชน่ ขมหวาน เปรย้ี ว เคม็ จืด 3. สุขนสิ ัยและมารยาทที่ดีในการรบั ประทานอาหาร 4. ประโยชนข์ องอาหาร 5. วธิ ีการประกอบอาหารเช่นตม้ ผัด แกง ทอด 6. การประกอบอาหาร 7. การจาแนกและจัดอาหารแต่ละชนดิ ออกเป็นหมู่ 8. การจาแนกและจัดกล่มุ ภาพกบั สญั ลักษณ์ 7 ธรรมชาตริ อบตัว ๑. ปรากฏการณ์ธรรมชาติ (ฝน) ๒. การปฏบิ ตั ิตนอยา่ งเหมาะสมเมือ่ ฝนตก ๓. การปฏิบัตติ นอยา่ งเหมาะสมเม่ือเจบ็ ปว่ ย ๔. เหตกุ ารณ์ท่ีสัมพนั ธ์กบั การเกิดฝน 8 ธรรมชาติรอบตวั 1.ขา้ วชนดิ ต่าง ๆ เช่น ข้าวเจ้า ข้าวเหนยี ว (ข้ำว) 2. ขัน้ ตอนการทานา 3. ประเพณเี กีย่ วกบั ขา้ ว 4. ประโยชน์ของข้าว 5. อาหารท่ีทาจากข้าว 6. การตวงอยา่ งคาดคะเน 7. เปรียบเทียบปริมาณมากน้อย 9 เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเดก็ ๑. การรกั ษาความปลอดภัยของตนเองในการเล่นและกิจวตั ร (ปลอดภยั ไวก้ อ่ น) ประจาวนั 2. ความปลอดภัยจากการเลน่ ของเล่นและการเล่นในสนามเดก็ เลน่ 3. การระวังภัยจากสถานทแ่ี ละอุปกรณเ์ สี่ยงอันตราย ของมคี ม สตั วม์ พี ิษ และคนแปลกหนา้

10 เรอ่ื งราวเกี่ยวกบั บคุ คล ๑. พระราชประวัติ และสถานที่แวดลอ้ ม - พระปรมาภไิ ธย เดก็ - วนั พระราชสมภพ (วนั เฉลิมพระ - พระบรมราชชนก / พระบรมราชชนนี ชนมพรรษำฯ) 2. พระผทู้ รงเป็นแบบอย่างดา้ นความกตญั ญู - การดแู ลพระบรมราชชนนี - กจิ กรรมป่นั เพ่อื แม่ - กจิ กรรมปัน่ เพอ่ื พอ่ 3. พระผ้ทู รงเปน็ แบบอย่างดา้ นความเมตตา - สนุ ัขทรงเลย้ี ง - พระเมตตาตอ่ สตั วเ์ ลี้ยง 4. การแสดงความจงรักภคั ดี - เพลงสรรเสริญพระบารมี - การหยดุ ยนื เมือ่ ไดย้ นิ เพลงสรรเสริญพระบารมี 5. พระผู้ทรงปลุกจิตสานึกในการทาความดดี ว้ ยหัวใจ 11 เรอื่ งราวเกีย่ วกับบุคคล 1.วันสาคัญของชาติ และสถานทีแ่ วดล้อม 2.วนั แมแ่ ห่งชาติ เด็ก 3.แมข่ องเรา (วันแม่) 4.พระคณุ แม่ 5.การตอบแทนพระคุณแม่ 12 เรอื่ งราวเกี่ยวกบั ตวั เด็ก 1. ประเทศไทย 4 ภาค (รกั เมืองไทย) 2. ดอกไม้ประจาชาตไิ ทย 3. ภาษาและพยญั ชนะไทย 4. สถานท่ีสาคญั ในท้องถ่นิ 5. ของหวาน ขนมไทย 6. มารยาทไทย การอยรู่ ่วมกับผอู้ ่ืน 13 ส่ิงต่าง ๆรอบตัวเดก็ 1. การรู้จกั ของเล่นของใช้ (ของเล่น ของใช)้ 2. ลกั ษณะของเลน่ ของใช้ 3. การกบ็ ของเล่นของใช้ 4. การปฏบิ ัติตนในการเลน่ 5. การใช้วัสดุและของเล่นของใชอ้ ย่างคมุ้ ค่า 6. อันตรายจากของเล่นของใช้ 14 เรื่องราวเก่ียวกบั บคุ คล 1. ช่ือชมุ ชน / สถานท่ีสาคญั และสถานทแ่ี วดล้อม 2. สถานที่ทอ่ งเท่ยี ว เด็ก 3. การปฏิบตั ติ นเปน็ สมาชกิ ที่ดีของชมุ ชน (ชุมชนของเรำ) 4. การคดั แยกขยะ 5. อาชีพในชุมชน 6. การเล่นและทากิจกรรมรว่ มกบั ผู้อื่นไดอ้ ย่างปลอดภยั

15 ธรรมชาติรอบตัว ๑. ช่อื และส่วนประกอบของต้นไม้ (ตน้ ไมท้ ่ีรกั ) 2. การจาแนกประเภทของต้นไม้ 3. การทดลองการดูดซมึ ของราก 4. การดูแลรกั ษาต้นไม้ 5. โทษของการทาลายป่า 16 ธรรมชาตริ อบตวั ๑. การใชส้ ่ิงของเครื่องใชอ้ ย่างประหยดั และพอเพยี ง (ดิน หนิ ทรำย) 2. การมีส่วนรว่ มดแู ลรกั ษาธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม 3. การบอกชอื่ ดิน หนิ ทราย 4. ลักษณะ ดิน หนิ ทราย ความเหมือนความต่างของดิน หนิ ทราย 5. เมือ่ เทนา้ ที่ขนุ่ ลงในเครือ่ งกรองน้าจาก หนิ ทราย นา้ จะใส ขน้ึ 6. ประโยชนข์ องดนิ หนิ ทราย 7. สงิ่ ทีม่ ชี ติ ทีอ่ ยใู่ นดนิ หนิ ทราย 8.การดูแลรักษาดนิ หนิ ทราย 17 ธรรมชาติรอบตัว สตั ว์เลย้ี ง (สัตว์นำ่ รกั ) 1. ลกั ษณะของสัตวเ์ ล้ยี ง 2. ประเภทของสตั ว์ สัตว์แต่ละชนิดมีรปู ร่าง ลักษณะและขนาด แตกตา่ งกัน 3. อาหาร ที่อยู่ของสัตว์ 4. การป้องกนั อนั ตรายและความปลอดภัยจากสตั ว์ 5. ความเมตตาตอ่ สัตว์ 6. การสังเกต จบั ค่เู ปรยี บเทียบ จาแนก จัดกล่มุ สัตว์ 18 สิ่งต่าง ๆรอบตวั เดก็ 1. ความหมายและประโยชน์ของยานพาหนะ (คมนำคม) 2. การปฏิบัติตนเมือ่ เดินทางดว้ ยรถ 3. การปฏิบัตติ นเมื่อเดินทางทางนา้ 4. การปฏบิ ตั ิตนเมือ่ ข้ึนสะพานลอย 5. การปฏบิ ตั ติ นเมอ่ื ข้ามทางมา้ ลาย 19 เรือ่ งราวเก่ยี วกบั ตัวเด็ก ๑. การระมัดระวงั อันตรายท่อี าจเกิดข้ึนกบั ตวั เองเม่อื อยูใ่ น (รู้รอบ ปลอดภยั ) โรงเรียน 2. ส่งิ ของเคร่ืองใช้มปี ระโยชนม์ ากมาย แต่ถ้าเราใช้ผดิ วธิ แี ละ ระมดั ระวงั ก็อาจเกดิ อันตรายได้ 3. เสียงสญั ญาณนกหวดี และการปฏบิ ัติตามสญั ญาณ 4. เสยี งสัญญาณเตอื นภยั 5. การรูจ้ กั สงั เกตสิง่ ผิดปกติรอบตวั ทาให้เราพน้ ภัยอันตราย

6. การระวังตัวเม่ืออยใู่ นทีส่ าธารณะ การชว่ ยเหลอตนเองเมือ่ พลดั หลงกบั พ่อแม่ 7. ภัยพิบตั ติ ่าง ๆ 20 เรื่องราวเกยี่ วกับบคุ คล 1.ความหมายและความสาคญั ของวนั ลอยกระทง และสถานที่แวดลอ้ ม 2. กจิ กรรมที่ทาในวนั ลอยกระทง เด็ก 3. วัสดทุ นี่ ามาทากระทง (ลอยกระทง) 4. ข้อควรระวงั ในวนั ลอยกระทง 5. ประดิษฐก์ ระทงจากวัสดุธรรมชาติ หน่วยกำรจดั ประสบกำรณ์ ชัน้ อนบุ ำลปีท่ี ๓ (อำยุ ๕ - ๖ ป)ี ภำคเรยี นที่ ๒ สัปดาห์ที่ ชือ่ หนว่ ย สาระการเรยี นรู้ 21 ธรรมชาตริ อบตัว 1.เวลากลางวนั (กลำงวันกลำงคนื ) 2.ประโยชนข์ องดวงอาทิตย์ 3.โทษของแสงอาทิตย์ 4.เวลากลางคืน 5.การปฏิบัติตนในเวลากลางคืน 22 เร่อื งราวเกย่ี วกบั บคุ คล ๑. ฉันเปน็ คนไทย และสถานที่แวดลอ้ ม ๒. ฉนั ภูมิใจในความเปน็ ไทยทีม่ วี ันสาคญั ของชาติ ศาสนาและ เดก็ พระมหากษัตรยิ ์ 3. คนไทยใช้ภาษาไทย (ค่ำนิยมไทย) 4. คนไทยมมี ารยาทดี 5. คนไทยมคี วามกตญั ญู 23 เรือ่ งราวเก่ียวกบั บุคคล ๑. วันชาตขิ องประเทศไทยตรงกับวนั ท่ี 5 ธันวาคมของทุกปี ซึ่ง และสถานทแ่ี วดล้อม เปน็ วนั พระราชสมภพ (วนั เกดิ ของพระบาทสมเด็จพระ (วันชำติ) เจา้ อยหู่ วั รัชกาลท่ี 9 ) 2. วันที่ 5 ธนั วาคมถือเป็นวนั พ่อแห่งชาติ เนอ่ื งจาก พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั รชั กาลท่ี 9 ทรงเป็นผมู้ พี ระคณุ แก่ชาติ เปรยี บเสมอื นพ่อของชาวไทยทกุ คน 3. ความสาคัญของวนั ชาตแิ ละพระคณุ พ่อ 4. ความกตญั ญตู ่อผมู้ ีพระคณุ 5. การรกั ษาส่ิงแวดลอ้ มในชุมชน 6. พระราชกรณียกจิ ทสี่ าคญั 24 ธรรมชาตริ อบตวั ๑. ความรู้เรอ่ื งหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงระดับปฐมวยั (เศรษฐกจิ พอเพียง) 2. การปฏิบัติตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่ เหมาะสมกบั เดก็ ปฐมวัย - การประหยัดอดออม - การใชส้ ่ิงของ เครื่องใช้ น้า/ไฟ อย่างประหยดั

- การรบั ประทานอาหารและด่ืมนมใหห้ มดไม่เหลือทิง้ 3. การเก็บของเลน่ เขา้ ทีด่ ว้ ยตนเอง 4. การเข้าแถวตามลาดับกอ่ นหลัง 5. การร้จู กั เลือกอยา่ งมเี หตุผล 25 สิ่งตา่ ง ๆรอบตวั เดก็ 1. ชนดิ ของจดหมาย (เทคโนโลยแี ละกำร 2. ลักษณะของจดหมาย สอ่ื สำร) 3. หน้าทีข่ องบรุ ุษไปรษณยี ์ 4. การเดินทางของจดหมาย 5. ข้นั ตอนการสง่ จดหมาย 6. การสอ่ื สารทางอ่นื ๆ 26 เร่ืองราวเกย่ี วกับบุคคล ๑. ประวัติความเปน็ มาของวนั ขนึ้ ปีใหม่ และสถานทีแ่ วดลอ้ ม 2. ประเพณีวันขนึ้ ปใี หม่ เดก็ 3. การปฏิบัติตนในวนั ขน้ึ ปใี หม่ (วนั ขึน้ ปใี หม่) 4. ความสาคัญของการอวยพรใหผ้ ู้อ่ืน 5. ข้อควรปฎบิ ัตใิ นการจัดงานขน้ึ วันปใี หม่ 6. การนบั ปากเปล่า 1 - 8 7. การจาแนก จัดกลุม่ จานวน 8. การต่อเตมิ แบบรปู 27 สิ่งต่าง ๆรอบตัวเด็ก 1. นับและแสดงจานวน 1 – 14 (สนกุ กับตวั เลข) 2.การรวมสง่ิ ต่าง ๆ 2 กลุม่ และบอกจานวนท่เี กิดขึ้นจากการ รวมสง่ิ ตา่ งๆ 2 กลุ่มมผี ลรวมไม่เกนิ 20 3. การแยกกลุ่มออกจากกลมุ่ ใหญแ่ บะบอกจานวนทีเ่ หลือเมอื่ แยกกลุม่ ย่อยท่มี ีจานวนไม่เกิน 20 4. เปรยี บเทยี บจานวนสงิ่ ของตา่ ง ๆ เชน่ เทา่ กนั มากกวา่ นอ้ ย กว่า 5. เรยี งลาดบั ที่ของสงิ่ ต่าง ๆ ไม่เกิน 5 สิง่ 28 สิง่ ตา่ ง ๆรอบตวั เดก็ ๑. ลักษณะวสั ดุทรงสามเหลี่ยม (ขนำด รูปร่ำง 2. วัสดทุ รงสามเหล่ียมรอบตัวเรา รูปทรง) 3. เปรยี บเทียบความเหมือน ความตา่ งของวัสดุทรงกลม ทรง สีเ่ หล่ียม และทรงสามเหลย่ี ม 4. จาแนกวัสดุทรงกลม วัสดทุ รงสเ่ี หล่ยี ม และวัสดุทรง สามเหลีย่ ม 5. ประโยชนข์ องรูปทรงสามเหล่ียม 29 เรื่องราวเกยี่ วกับบคุ คล ๑. ความสาคญั ของวันเด็ก และสถานที่แวดล้อม 2. หนา้ ทข่ี องเด็ก เด็ก 3. วนั เสารท์ ี่ 2 ของเดือนมกราคมของทุกปี ถือเป็นวันเดก็ (วนั เดก็ วันครู) แห่งชาติ

4. ความสาคญั ของวันครู 5. หน้าท่ขี องเดก็ ท่ีปฏิบตั ติ อ่ ครู 30 ส่งิ ต่าง ๆรอบตัวเดก็ 1. แม่สแี ละการผสมสีจากแม่สี (โลกสวยด้วยสสี ัน) 2. สผี สมข้ันท่ี 3 3. ความลบั องสีดา 4.การทาสผี สมอาหารจากพชื 5. การทาหวานเย็นจากสธี รรมชาติ 31 ธรรมชาตริ อบตัว ๑. ฤดูกาลตา่ ง ๆ ในประเทศไทย 3 ฤดู (ฤดหู นำว) ฤดูร้อน ฤดหู นาว ฤดูฝน 2. สภาพอากาศในฤดูหนาว การป้องกนั อากาศหนาวเยน็ 3. สภาพภมู อิ ากาศหนาวแหง้ ลมแรง การทดลองไฟฟา้ สถิต 4. การดแู ลสุขภาพร่างกายในฤดหู นาว 5. ความแตกต่างของฤดหู นาวในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย 32 สิ่งต่าง ๆรอบตัวเดก็ - เม่ือฉันออกแรงกระทาตอ่ สิง่ ของดว้ ยวิธตี า่ ง ๆ เชน่ ผลกั ดงึ (แรงและพลงั งำนใน บีบ ทบุ ตี เขยา่ ดีด สิ่งของจะมีการเปลีย่ นแปลงรูปร่างการ ชีวติ ประจำวัน) เคลอ่ื นทีแ่ ละเกิดเสยี งแบบตา่ ง ๆ - แสงและไฟฟ้าได้จากแหล่งพลังงาน เชน่ ดวงอาทติ ย์ ลม นา้ เชอื้ เพลงิ - แสงช่วยให้เรามองเหน็ - ไฟฟา้ ทาให้สิ่งของเคร่อื งใช้บางอย่างทางานได้ 33 สง่ิ ต่าง ๆรอบตวั เดก็ 1. เสียงเกิดจากการส่ันของสง่ิ ตา่ ง ๆ (เสยี งรอบตัว) 2. เสียงที่เกดิ จากแหลง่ ท่ีมาของเสียงท่ีแตกตา่ งกนั เสยี งจะไม่ เหมอื นกนั 3. การมีสมาธิในการฟังเสียง 4. การสารวจเสียงจากวสั ดตุ ่าง ๆ 5. การดูแลรักษาหู 34 สง่ิ ตา่ ง ๆรอบตวั เด็ก ๑. ความรู้เกี่ยวกบั หนงั สอื และตวั หนังสอื จากหนังสือภาพ (รักกำรอำ่ น) 2. การอา่ นหนงั สือนทิ านโดยใชก้ ารอ่านรว่ มกนั 3. การอา่ นแบบช้แี นะ 4.การอ่านอสิ ระ 5. การเลน่ เกมทางภาษาและกจิ กรรมรกั การอ่าน 6. การทาหนังสอื เลม่ เลก็ 35 สิ่งตา่ ง ๆรอบตวั เด็ก 1. ปริมาตรของทอ่ี ยใู่ นภาชนะทต่ี ่างกัน (ปริมำตร น้ำหนกั ) 2. การตวงโดยใช้เคร่ืองมือ 3. การคาดคะเนนา้ หนกั ของส่ิงของ

4. นา้ หนกั ของสง่ิ ของทใ่ี ส่ในน้ามีความสมั พันธ์กบั ปริมาตรน้าที่ ลน้ ออกมา 5.การช่ังโดยใช้เคร่ืองมอื 36 ธรรมชาตริ อบตัว ๑. สภาพอากาศในฤดรู ้อน (ฤดรู ้อน) 2. ของใช้ฤดูร้อน 3. อาหารใหฤดูรอ้ น 4. โรคท่พี บในฤดรู อ้ นและการป้องกัน 5. การแต่งกายในฤดรู อ้ น 6. ประเพณีไทย 37 (Project การสอนแบบโครงการ หมายถึง การจัดการเรยี นการสอน Approach) รูปแบบหนึ่งซ่ึงให้ความสาคัญกับเด็ก ส่งเสริมให้เด็กแสวงหา 38 (Project คาตอบจากการเรียนเร่ืองใดเรื่องหนึ่งอย่างลุ่มลึกเพอ่ื สร้างองค์ Approach) ความรู้ด้วยตนเอง โดยท่ีเด็กหรือครูร่วมกันกาหนดเรื่องท่ี 39 (Project ต้องการเรียนรู้ แลว้ ดาเนินการแสวงหาความรู้ด้วยกระบวนการ Approach) แก้ปัญหา โดยครูเป็นผู้อานวยความสะดวกให้เด็กเรียนรู้จาก 40 (Project ประสบการณ์ตรงและจากแหล่งเรยี นรู้ Approach)

กำรจัดประสบกำรณ์ โรงเรียนวัดพืชนิมิต(คาสวัสด์ิราษฎร์บารุง) จัดประสบการณ์ให้เด็กโดยบูรณาการผ่านการเล่น เป็นการบูรณาการทั้งทางด้านเนื้อหาสาระ และทักษะกระบวนการ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้จาก ประสบการณต์ รง เรียนรจู้ ากการลงมอื กระทา เพี่อพฒั นาทางด้านรา่ งกาย จติ ใจ อารมณ์ สงั คมและ สตปิ ัญญา ดงั นัน้ จงึ จัดประสบการณ์ทเ่ี หมาะสมใหเ้ ดก็ เพ่ือกระตนุ้ ให้เกิดพฒั นาการเต็มตามศักยภาพ ของเด็กแต่ละคน โดยยดึ หลกั การจัดประสบการณ์ตามหลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เป็นสาคัญ ดังน้ี หลักกำรจดั ประสบกำรณ์ ๑. จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรู้หลากหลาย เพ่ือพัฒนาเด็กโดยองค์รวมอย่าง ตอ่ เนอ่ื ง ๒. เน้นเด็กเป็นสาคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและ บรบิ ทของสงั คมที่เด็กอาศัยอยู่ ๓. จัดให้เด็กได้รับการพัฒนา โดยให้ความสาคัญท้ังด้านกระบวนการเรียนรแู้ ละผลผลิตของ การเรียนรู้ ๔. จดั การประเมินพัฒนาการให้เปน็ กระบวนการอยา่ งตอ่ เนือ่ ง และเปน็ สว่ นหนง่ึ ของการจัด ประสบการณ์ พร้อมทัง้ นาผลการประเมนิ มาพัฒนาเด็กอย่างต่อเนือ่ ง ๕. ให้พอ่ แม่ ครอบครัว ชมุ ชน และทกุ ฝ่ายที่เก่ยี วข้องมีสว่ นร่วมในการพฒั นาเด็ก ในการจัดประสบการณ์สาหรับเด็กปฐมวัย โรงเรียนวัดพืชนิมิต(คาสวัสด์ิราษฎร์บารุง) มีแนวทาง ดาเนินการจดั ประสบการณด์ ังนี้ แนวทำงกำรจดั ประสบกำรณ์ ๑. จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการทางานของสมอง ทเี่ หมาะสมกับอายุ วฒุ ภิ าวะ และระดบั พัฒนาการ เพ่ือให้เดก็ ทกุ คนได้พฒั นาเต็มตามศักยภาพ ๒. จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับแบบการเรยี นรู้ของเด็ก เดก็ ไดล้ งมือกระทา เรยี นรผู้ า่ น ประสาทสัมผสั ท้งั ห้า ได้เคลื่อนไหว สารวจ เล่น สังเกต สบื คน้ ทดลอง และคิดแกป้ ญั หาดว้ ยตนเอง ๓. จดั ประสบการณ์แบบบรู ณาการ โดยบรู ณาการทง้ั กิจกรรม ทักษะ และสาระการเรียนรู้ ๔. จัดประสบการณ์ให้เด็กไดค้ ิดริเรม่ิ วางแผน ตัดสินใจ ลงมือกระทาและนาเสนอความคิด โดยผสู้ อน หรือผ้จู ัดประสบการณ์เปน็ ผ้สู นบั สนนุ อานวยความสะดวก และเรยี นรูร้ ่วมกบั เดก็ ๕. จัดประสบการณ์ให้เด็กมปี ฏิสัมพันธก์ ับเด็กอืน่ กบั ผู้ใหญ่ ภายใต้สภาพแวดล้อมทเี่ อ้ือตอ่ การเรียนรูใ้ นบรรยากาศทอี่ บอนุ่ มีความสุข และเรยี นรกู้ ารทากจิ กรรมแบบรว่ มมือในลกั ษณะต่างๆ ๖. จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏสิ ัมพันธ์กับสื่อ และแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายและอยใู่ น วถิ ชี ีวิตของเด็ก สอดคลอ้ งกับบริบท สังคม และวัฒนธรรมทีแ่ วดล้อมเด็ก ๗. จัดประสบการณท์ สี่ ่งเสรมิ ลักษณะนิสยั ที่ดแี ละทกั ษะการใชช้ วี ติ ประจาวัน ตามแนวทาง

หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนสอดแทรกคุณธรรม จรยิ ธรรม และการมวี ินัย ใหเ้ ปน็ สว่ น หนึ่งของการจัดประสบการณ์การเรยี นรอู้ ยา่ งต่อเนื่อง ๘. จัดประสบการณ์ทั้งในลักษณะที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและแผนท่ีเกิดข้ึนในสภาพจริงโดย ไม่ได้คาดการณไ์ ว้ ๙. จัดทาสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเป็น รายบคุ คล นามาไตรต่ รองเพ่ือใชป้ ระโยชน์ในการพัฒนาเดก็ และการวจิ ยั ในชั้นเรียน ๑๐. จดั ประสบการณ์โดยใหพ้ อ่ แม่ ครอบครัว และชมุ ชนมสี ่วนรว่ ม ทง้ั การวางแผนการสนับสนุน ส่ือ แหลง่ เรยี นรู้ การเข้ารว่ มกิจกรรม และการประเมินพฒั นาการ กำรจัดกิจกรรมประจำวนั โรงเรียนวัดพืชนิมิต(คาสวัสดิ์ราษฎร์บารุง) ได้กาหนดกิจกรรมประจาวันสาหรับเด็กปฐมวัยให้ ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน เพ่ือส่งเสริมทักษะพื้นฐานในชีวิตประจาวันของเด็ก โดยจัดให้มีกิจกรรม พัฒนาเดก็ ปฐมวัย ดังน้ี ๑. กจิ กรรมพฒั นากลา้ มเนอื้ ใหญ่ เพ่อื ให้เดก็ มรี า่ งกายแข็งแรง มีการทรงตวั ทด่ี ี มกี ารยืดหยุ่น และความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่าง ๆ ตามจงั หวะการเคลอื่ นไหวและการประสานสมั พันธ์กนั ๒. กิจกรรมการเลน่ อิสระ เพือ่ ใหเ้ ด็กเลอื ก ตัดสนิ ใจ คิดแก้ปัญหา คดิ สร้างสรรค์ โดยกาหนดให้ ในแต่ละวนั เด็กมโี อกาสเล่นอสิ ระกลางแจ้งอยา่ งนอ้ ย ๑ ชวั่ โมง : วนั ๓. กจิ กรรมสง่ เสรมิ การคดิ และความคดิ สรา้ งสรรค์ เพื่อให้เด็กเกดิ ความคดิ รวยยอด การคดิ เชิง เหตุผล มีความสามารถในการแก้ปญั หาและตัดสนิ ใจ มจี ินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ๔. กจิ กรรมพัฒนาทักษะทางสงั คม เพือ่ ให้เด็กได้พฒั นาลกั ษณะนสิ ัยที่ดี แสดงออกอยา่ ง เหมาะสม มีปฏิสัมพันธ์และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข เด็กที่อายุน้อยยังยึดตัวเองเป็น ศูนยก์ ลาง ๕. กิจกรรมท่ีมีการวางแผนโดยครูผูส้ อน ใหค้ ิดรวบยอดโดยครผู สู้ อน เพื่อใหเ้ ดก็ เกดิ ทกั ษะหรอื ความคดิ รวบยอดในเร่อื งใดเรื่องหนึ่งตามสาระการเรียนรทู้ ีก่ าหนดไวใ้ นหลักสูตร

โรงเรยี นวดั พืชนิมิต(คาสวสั ดิ์ราษฎรบ์ ารงุ ) กาหนดสดั ส่วนเวลาในการพฒั นาเด็กแต่ละวัน และตาราง กิจกรรมประจาวันไว้ดงั น้ี สัดสว่ นเวลำในกำรพฒั นำเดก็ กำรพฒั นำ อำยุ ๓ – ๔ ปี อำยุ ๔ – ๕ ปี อำยุ ๕ – ๖ ปี ชว่ั โมง :วัน ชัว่ โมง :วนั ชั่วโมง :วนั ๑. การพัฒนาทักษะพื้นฐานในชวี ิตประจาวัน (ประมำณ) (ประมำณ) (ประมำณ) ๒.การเล่นตามมุมประสบการณ/์ มมุ เลน่ ๒ ๑/๒ ๓.การคดิ และความคดิ รเิ ริ่มสรา้ งสรรค์ ๓ ๒ ๑/๔ ๔.กิจกรรมดา้ นสังคม ๑ ๑ ๑ ๕.กจิ กรรมพฒั นากลา้ มเน้ือใหญ่ ๑ ๑ ๑ ๖.กิจกรรมทีม่ ีการวางแผนโดยผู้สอน ๑/๒ ๓/๔ ๑ ๓/๔ ๓/๔ ๓/๔ รวม ๓/๔ ๑ ๑ ๗ ๗ ๗ ตำรำงกจิ กรรมประจำวนั ระดับปฐมวัย เวลา รายการกิจกรรม ๐๗.๓๐ น. – ๐๘.๓๐ น. รบั เด็ก ๐๘.๓๐ น. – ๐๘.๕๐ น. เคารพธงชาติ สวดมนต์ กจิ กรรมยามเช้า ๐๘.๕๐ น. – ๐๙.๐๐ น. ด่ืมนม ๐๙.๐๐ น. – ๐๙.๑๐ น. ตรวจร่างกาย ๐๙.๑๐ น. – ๐๙.๓๐ น. กจิ กรรมเคลอื่ นไหวและจังหวะ ๐๙.๓๐ น. – ๐๙.๕๐ น. กิจกรรมเสริมประสบการณ์(กิจกรรมวงกลม) ๐๙.๕๐ น. – ๑๐.๒๐ น. กิจกรรมสร้างสรรค์ ๑๐.๒๐ น. – ๑๐.๕๐ น. กิจกรรมเสรี/กจิ กรรมเลน่ ตามมุม ๑๐.๕๐ น. – ๑๑.๑๕ น. กจิ กรรมกลางแจ้ง ๑๑.๑๕ น. – ๑๒.๐๐ น. พกั รบั ประทานอาหารกลาง ๑๒.๐๐ น. – ๑๔.๐๐ น. แปรงฟัน – นอนพกั ผ่อน ๑๔.๐๐ น. – ๑๔.๒๐ น. เก็บทน่ี อน ลา้ งหนา้ ๑๔.๒๐ น. – ๑๔.๓๐ น. พกั รับประทานอาหารวา่ ง ๑๔.๓๐ น. – ๑๕.๐๐ น. กจิ กรรมเกมการศกึ ษา/สรุปกิจกรรมประจาวนั ๑๕.๐๐ น. - เป็นต้นไป ผปู้ กครองรบั นกั เรยี นกลบั บ้าน

วธิ กี ำรจดั ประสบกำรณ์ โรงเรียนวดั พชื นิมติ (คาสวสั ด์ริ าษฎร์บารงุ ) บูรณาการการเรียนรู้โดยคานงึ ถึงตัวเดก็ เป็นสาคัญ เด็กแต่ละคนมคี วามสนใจแตกต่างกนั จึงมีกิจกรรมที่หลากหลาย หลากประเภท มีท้ังกิจกรรมท่ีให้เด็กทาเปน็ รายบุคคล กลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมสงบและกิจกรรมที่ต้องเคล่ือนไหว เปิดโอกาสให้เด็กริเร่ิมกจิ กรรม ได้มีโอกาสเลือกด้วยตนเองตามความเหมาะสมกับวัยตรงกับความสนใจและความต้องการของเด็ก ระยะเวลา จัดกิจกรรมเหมาะสมกับวัย ยืดหยุ่นได้ เน้นให้มีส่ือของจริง ให้เด็กได้มีโอกาสสังเกต สารวจ ค้นคว้า ทดลอง แก้ปัญหาด้วยตนเอง มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเด็กอ่ืนๆ และผู้ใหญ่ โดยบูรณาการการเรียนรู้ผ่านการจัด ประสบการณ์ทส่ี าคัญ ดังนี้ ๑. การจดั กิจกรรมหลัก ๖ กิจกรรม ๒. การจัดการเรยี นรู้โดยโครงงาน (Project Approach) ๓. การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ตามโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์ นอ้ ย ประเทศไทย กิจกรรมหลกั ๖ กจิ กรรม การจดั ประสบการณ์สาหรบั เดก็ ปฐมวัย โรงเรียนวดั พืชนมิ ิต(คาสวัสดิ์ราษฎร์บารงุ ) จัดกิจกรรม บูรณาการการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมหลัก ๖ กิจกรรม เพ่ือให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างสมดุลทั้ง ๔ ด้าน คือ รา่ งกาย อารมณ์-จติ ใจ สงั คมและสติปญั ญา ประกอบดว้ ย ๑. กิจกรรมเคล่ือนไหวและจังหวะ ๒. กจิ กรรมเสริมประสบการณ์ ๓. กิจกรรมเสรี / การเล่นตามมมุ ๔. กิจกรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์ ๕. กิจกรรมกลางแจ้ง ๖. กจิ กรรมเกมการศกึ ษา ๑. กิจกรรมเคลื่อนไหวและจงั หวะ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมท่ีจัดให้เด็กเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตามจังหวะอย่างอิสระ โดยใช้เสียงเพลง คาคล้องจอง เครื่องเคาะจังหวะ และอุปกรณ์อื่น ๆ ประกอบการเคล่ือนไหว เพ่ือส่งเสริมให้เดก็ เกดิ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ รู้จังหวะและควบคุม การเคลอื่ นไหวของตนเองได้

จุดประสงค์ ๑. เพอ่ื พัฒนาอวยั วะทกุ ส่วนใหม้ ีความสัมพันธ์กันในขณะเคล่อื นไหว ๒. เพื่อให้เกดิ ความซาบซ้งึ และสนุ ทรียภาพ ๓. เพื่อให้กล้าแสดงออก มีความเช่ือมัน่ ในตนเอง และมคี วามคดิ ริเร่มิ สรา้ งสรรค์ ๔. เพอื่ ฝึกทักษะในการฟงั ดนตรี หรือจังหวะต่างๆ ๕. เพือ่ พฒั นาดา้ นสังคม การปรับตวั การทากิจกรรมและความรว่ มมือในกล่มุ ๖. เพ่ือฝกึ การเป็นผูน้ าและผู้ตามที่ดี ๗. เพือ่ ฝึกทกั ษะภาษา ฝึกฟังคาสงั่ และขอ้ ตกลง ๘. เพอื่ ให้เกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลายความตงึ เครยี ดทงั้ ร่างกายและจิตใจ วัสดุอุปกรณ์ ๑. เคร่อื งประกอบจงั หวะ เช่น รามะนา กลอง กรับ ฉิ่ง ฯลฯ ๒. แถบบันทึกเสยี งเพลง เคร่ืองเลน่ เทป ๓. อปุ กรณป์ ระกอบการเคล่ือนไหว เชน่ ห่วงยาง แถบผ้า ฯลฯ แนวกำรจัดกิจกรรม ๑. ร้องเพลง ทอ่ งคากลอน / คาคลอ้ งจอง และเคล่อื นไหวตามบทเพลง คากลอน คาคล้องจอง ๒. เคลือ่ นไหวพนื้ ฐาน โดยแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ เคลือ่ นไหวอยู่กบั ที่ และเคลื่อนไหว เคลื่อนท่ี ๓. เลน่ เคร่อื งเล่นดนตรงี ่ายๆ ประเภท เคาะ เชน่ กรับ รามะนา กลอง ฯลฯ และเคล่อื นไหว ประกอบ ๔. การฝกึ จงั หวะ โดยการใช้สว่ นต่างๆ ของร่างกาย การทาจังหวะดว้ ยเปล่งเสยี ง ๕. ใหเ้ ดก็ เคลื่อนไหวตามความคิดสร้างสรรค์ โดยใชอ้ ปุ กรณป์ ระกอบในการเคลอ่ื นไหว เชน่ หว่ ง แถบผ้า ฯลฯ ๒. กิจกรรมเสรมิ ประสบกำรณ์ กิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์ เปน็ กิจกรรมท่มี ่งุ เนน้ ใหเ้ ดก็ ไดพ้ ฒั นาทักษะการเรียนรู้ ฝึกการ ทางาน และอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ เน้นให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรงและมี โอกาสค้นพบด้วยตนเองให้มากที่สุด ใช้คาถามปลายเปิดท่ีชวนให้เด็กคิด ช่วงระยะเวลาท่ีจัดกิจกรรม ยดื หยุน่ ตามความเหมาะสมท้งั นีค้ านงึ ถงึ ความสนใจของเด็กและความเหมาะสมของกิจกรรม จดุ ประสงค์ ๑. เพือ่ ให้ด็กเข้าใจเน้อื หาและเรื่องราวในหน่วยการจดั ประสบการณ์ ๒. เพอ่ื ฝึกการใช้ภาษาในการฟัง พดู และการถ่ายทอดเรอ่ื งราว ๓. เพอื่ ฝึกมารยาทในการฟัง การพูด ๔. เพื่อฝึกความมีระเบียบวินัย ๕. เพื่อให้ดก็ เรยี นรผู้ า่ นการสังเกต เปรียบเทียบ ๖. เพ่ือส่งเสริมความสามารถในการคิดรวบยอด การคดิ แก้ปญั หาและตัดสนิ ใจ ๗. เพอ่ื สง่ เสริมการเรียนรวู้ ธิ ีแสวงหาความรู้ เกิดการเรียนรจู้ ากการค้นพบดว้ ยตนเอง ๘. เพื่อฝึกใหก้ ลา้ แสดงความคิดเหน็ รว่ มแสดงความคิดเห็นอยา่ งมเี หตุผลและยอมรบั ฟังความ

คิดเหน็ ของผอู้ นื่ ๙. เพอื่ ฝึกใหม้ ลี กั ษณะนสิ ยั ใฝร่ ู้ ใฝ่เรยี น ๑๐. เพ่อื ฝึกลกั ษณะนสิ ัยใหม้ คี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม แนวกำรจัดกิจกรรม ๑. การสนทนาหรอื การอภปิ ราย เปน็ การพดู คุย ซกั ถามระหว่างเด็กกับครู หรือเด็กกบั เดก็ เป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาด้านการพูดและการฟัง โดยการกาหนดประเด็นในการสนทนา หรืออภิปรายเด็กจะได้แสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน ครูหรือผู้สอนเปิด โอกาสให้เดก็ ซักถาม โดยใช้คาถามกระตุ้นหรือเลา่ ประสบการณท์ ีแ่ ปลกใหม่ นาเสนอปัญหาที่ ทา้ ทาย ความคิด การยกตวั อย่าง การใช้สือ่ ประกอบการสนทนาหรอื การอภิปรายดว้ ยสอ่ื ของจริง ของจาลอง รูปภาพ หรอื สถานการณ์จาลอง ๒. การเลา่ นิทาน และการอา่ นนทิ าน เป็นกจิ กรรมทคี่ รหู รอื ผ้สู อนเลา่ หรืออา่ นเรอ่ื งราวจาก นิทาน โดยการใช้น้าเสียงประกอบการเล่าแตกต่างตามบุคลิกของตัวละคร เลือกสาระของนิทานให้ เหมาะสมกับวัย ส่ือที่ใช้ได้แก่ หนังสือนิทาน หนังสือภาพ แผ่นภาพ หุ่นมือ หุ่นน้ิวมือ หรือการแสดง ท่าทางประกอบการเล่าเรอื่ ง โดยครูใช้คาถามเพ่อื กระตุ้นการเรียนรู้ ๓. การสาธิต เปน็ กจิ กรรมที่เด็กไดเ้ รียนร้จู ากประสบการณต์ รง โดยแสดงหรอื ทาสิง่ ที่ตอ้ งการ ให้เด็กได้สังเกตและเรียนรู้ตามข้ันตอนของกิจกรรมนั้นๆ และเด็กได้อภิปรายและร่วมกันสรุปการ เรียนรู้ การสาธิต ให้เด็กอาสาสมัครเป็นผู้สาธิตร่วมกับครูหรือผู้สอน เพื่อนาไปสู่การปฏิบัติจริงด้วย ตนเอง เชน่ การเพาะเมล็ดพชื การประกอบอาหาร การเป่าลกู โปง่ การเล่นเกมการศึกษา ๔. การทดลอง/ปฏิบตั ิการ เปน็ กิจกรรมทจ่ี ัดใหเ้ ด็กได้รบั ประสบการณ์ตรง จากการลงมอื ปฏิบัติทดลอง การคิดแก้ปัญหา มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะคณิตศาสตร์ ทักษะ ภาษา ส่งเสริมให้เด็กเกิดข้อสงสัย สืบค้นคาตอบด้วยตนเอง ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างง่าย สรปุ ผลการทดลอง อภิปรายผลการทดลอง และสรุปการเรยี นรู้ โดยกจิ กรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ ง่าย ๆ ๕. การประกอบอาหาร เป็นกิจกรรมทจ่ี ดั ให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการทดลองโดยเปดิ โอกาสใหเ้ ดก็ ได้ลงมอื ทดสอบและปฏิบตั ิการดว้ ยตนเองเกีย่ วกับการเปล่ียนแปลงของผัก เนอื้ สตั ว์ ผลไมด้ ว้ ยวิธีการ ต่างๆ เช่น ต้ม นึ่ง ผัด ทอด หรือการรับประทานสด เด็กจะได้รับประสบการณ์จากการสังเกตการ เปลี่ยนแปลงของอาหาร การรับรู้รสชาติและกลิ่นของอาหาร ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสและการ ทางานร่วมกัน ๖. การเพาะปลกู เปน็ กิจกรรมท่ีเน้นกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละคณติ ศาสตร์ ซ่ึงเดก็ จะ ได้เรียนรู้การบูรณาการจะทาให้เด็กได้รับประสบการณ์โดยทาความเข้าใจความต้องการของส่ิงมีชีวิต ในโลก และช่วยให้เดก็ เขา้ ใจความคิดรวบยอดเกยี่ วกับส่ิงท่ีอยูร่ อบตัวโดยการสงั เกต เปรียบเทยี บ และ การคดิ อยา่ งมีเหตผุ ลซ่งึ เปน็ การเปิดโอกาสใหเ้ ด็กไดค้ น้ พบและเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง ๗. การศกึ ษานอกสถานที่ เป็นการจดั กิจกรรมทัศนศึกษาทีใ่ ห้เดก็ ไดเ้ รยี นรู้สภาพความเปน็ จรงิ นอกหอ้ งเรยี น จากแหลง่ เรียนรู้ในสถานศกึ ษา หรือ แหล่งเรียนรใู้ นชมุ ชน เชน่ ห้องสมดุ สวนสมนุ ไพร วัด ไปรษณีย์ พิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นการเพ่ิมพูนประสบการณ์แก่เด็ก โดยครูและเด็กร่วมกันวางแผน ศึกษาส่งิ ท่ีตอ้ งการเรยี นร้กู ารเดนิ ทาง และสรุปผลการเรียนร้ทู ไ่ี ด้จากการไปศึกษานอกสถานที่

๘. การเล่นบทบาทสมมติ เป็นกจิ กรรมให้เดก็ สมมติตนเองเป็นตัวละคร และแสดงบทบาท ต่างๆตามเนื้อเร่ืองในนิทาน เร่ืองราวหรือสถานการณ์ต่าง ๆ โดยใช้ความรู้สึกของเด็กในการแสดง เพ่ือให้เด็กเข้าใจเรอ่ื งราว ความรู้สึกและพฤติกรรมของตนเองและผู้อื่น ๆ โดยใช้ส่ือประกอบการเลน่ สมมติ เช่น หุ่นสวมศีรษะที่คาดศีรษะรูปคนและสัตว์รูปแบบต่างๆ เคร่ืองแต่งกาย และอุปกรณ์ของ จริงชนิดต่าง ๆ ๙. การรอ้ งเพลง ทอ่ งคาคลอ้ งจอง เปน็ กิจกรรมทีจ่ ัดให้เดก็ ไดเ้ รยี นรู้เก่ยี วกับภาษา จงั หวะ และการแสดงท่าทางใหส้ ัมพนั ธ์กบั เนื้อหาของเพลงหรอื คาคล้องจอง ครหู รือผูส้ อนควรเลอื กให้เหมาะ กบั วัยของเดก็ ๑๐. การเลน่ เกม เปน็ กิจกรรมทีน่ าเกมการเรียนรู้เพื่อฝกึ ทักษะการคดิ การแกป้ ัญหา และการทางานเปน็ กลุ่ม เกมที่นามาเลน่ ไม่เน้นการแขง่ ขนั ๑๑. การแสดงละคร เปน็ กิจกรรมทเ่ี ดก็ จะไดเ้ รยี นรูเ้ กยี่ วกบั การลาดับเรอื่ งราว การเรียงลาดับเหตุการณ์ หรือเร่ืองราวจากนิทาน การใช้ภาษาในการส่ือสารของตัวละคร เพ่ือให้เดก็ ไดเ้ รยี นรู้ และทาความเขา้ ใจบุคลกิ ลักษณะของตวั ละครทีเ่ ด็กสวมบทบาท ๑๒. การใช้สถานการณจ์ าลอง เป็นกจิ กรรมทีเ่ ด็กไดเ้ รยี นรแู้ นวทางการปฏบิ ตั ติ นเมอื่ อย่ใู น สถานการณ์ที่ครูหรือผู้สอนกาหนด เพื่อให้เด็กได้ฝึกการแก้ปัญหา เช่น น้าท่วม โรคระบาด พบคน แปลกหนา้ ๓. กจิ กรรมศลิ ปะสร้ำงสรรค์ กิจกรรมศลิ ปะสร้างสรรค์ เปน็ กิจกรรมท่ีช่วยใหเ้ ด็กไดแ้ สดงออกทางอารมณ์ ความรูส้ กึ ความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์และจินตนาการ โดยใช้ศิลปะ เช่น การวาดภาพระบายสี การป้ัน การฉีก ตัด ปะ การพิมพ์ภาพ หรือ วิธีการอ่ืนๆ ท่ีเด็กได้ คิดสร้างสรรค์และเหมาะสมกับพัฒนาการ เช่น การเล่น พลาสตกิ สรา้ งสรรค์ จุดประสงค์ ๑. เพื่อพัฒนากล้ามเน้อื มือ และตาให้ประสานสัมพนั ธ์กนั ๒. เพ่ือให้เกิดความเพลิดเพลนิ ชืน่ ชมในสง่ิ ท่สี วยงาม ๓. เพื่อส่งเสริมการปรับตัวในการทางานรว่ มกับผ้อู นื่ ๔. เพอ่ื สง่ เสรมิ การแสดงออกและความมนั่ ใจในตนเอง ๕. เพอ่ื สง่ เสริมคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และทักษะทางสงั คม ๖. เพอ่ื ส่งเสริมทักษะทางภาษา ๗. เพื่อฝกึ ทกั ษะการสงั เกต และการแก้ปญั หา ๘. เพื่อส่งเสริมความคดิ รเิ ร่มิ สร้างสรรค์ และจนิ ตนาการ แนวกำรจัดกจิ กรรม ๑. เตรยี มจดั โตะ๊ และอุปกรณ์ใหพ้ รอ้ ม และเพียงพอก่อนทากจิ กรรม โดยจดั ไว้หลายๆ กจิ กรรมและอยา่ งนอ้ ย ๓–๕ กจิ กรรม เพอื่ ใหเ้ ดก็ มอี ิสระในการเลือกทากิจกรรมท่สี นใจ ๒. สร้างขอ้ ตกลงในการทากิจกรรม เพอื่ ฝึกให้เดก็ มีวินยั ในการอยูร่ ว่ มกนั ๓. การจดั ใหเ้ ด็กทากิจกรรม ใหเ้ ดก็ เลอื กทากจิ กรรมอยา่ งมีระเบียบ และทยอยเขา้ ทากจิ กรรมโดยจัดโต๊ะละ ๕–๖ คน ๔. การเปลี่ยนและหมนุ เวยี นทากจิ กรรม ตอ้ งสร้างขอ้ ตกลงกับเดก็ ให้ชัดเจน เช่น หาก กิจกรรมใดมเี พือ่ นครบจานวนทกี่ าหนดแล้ว ให้คอยจนกวา่ จะมีท่วี ่าง หรอื ให้ทากจิ กรรรมอ่นื ก่อน

๕. กิจกรรมใดเปน็ กจิ กรรมใหม่ หรือการใชว้ ัสดุ อปุ กรณ์ใหม่ ครจู ะตอ้ งอธบิ ายวธิ ีการทา วิธีการใช้ วธิ กี ารทาความสะอาด และการเกบ็ ของเขา้ ท่ี ๖. เม่ือทางานเสร็จหรือหมดเวลา ควรเตอื นให้เด็กเก็บวสั ดุ อปุ กรณ์ เครื่องมอื เคร่อื งใช้เขา้ ที่ และช่วยกันดแู ลหอ้ งใหส้ ะอาด ๔. กิจกรรมเสรี / เลน่ ตำมมมุ กจิ กรรมเสรี เปน็ กิจกรรมทีเ่ ปิดโอกาสใหเ้ ด็กเล่นอิสระตามมุมประสบการณท์ จี่ ัดไว้ เชน่ มุมบล็อก มุมหนังสือ มุมร้านค้า มุมบ้าน มุมวิทยาศาสตร์ เป็นต้น มุมประสบการณ์ต่างๆ เหล่าน้ีเด็กมี โอกาสเลือกเล่น ได้อย่างเสรี ตามความสนใจ และความต้องการของเดก็ ท้งั เป็นรายบคุ คลและเป็นกลุ่มย่อย ให้เด็กมีโอกาสคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง การจัดกิจกรรมให้เด็กเลือกทากิจกรรมอย่างอิสระ โดยเลือกทา กิจกรรมสรา้ งสรรคอ์ ยา่ งน้อย ๑ –๒ อยา่ ง ในแตล่ ะวนั สังเกตพฤติกรรมของเด็กและดแู ลอย่างใกล้ชิดขณะ เด็กเลน่ สับเปลี่ยนหรือเพมิ่ เติมสอ่ื เคร่อื งเลน่ ในแต่ละมุมประสบการณ์เป็นระยะ จดุ ประสงค์ ๑. เพื่อสง่ เสริมพฒั นาการดา้ นกล้ามเนอื้ ใหญ่ กลา้ มเน้ือเลก็ และการประสานสัมพันธ์ระหว่าง มือกับตา ๒. เพ่ือสง่ เสริมให้รู้จกั ปรบั ตัวอยูร่ ่วมกบั ผู้อื่น มวี นิ ัยเชงิ บวก รจู้ กั การรอคอย เอ้ือเฟอื้ เผื่อแผ่ และใหอ้ ภัย ๓. เพอ่ื สง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ มโี อกาสปฏสิ มั พันธ์กับเพอื่ น ครู และสง่ิ แวดลอ้ ม ๔. เพ่ือส่งเสรมิ พัฒนาการทางดา้ นภาษา ๕. เพื่อสง่ เสริมให้เด็กมีนิสัยรกั การอา่ น ๖. เพอ่ื ส่งเสรมิ ใหเ้ ด็กเกิดการเรยี นรู้ด้วยตนเองจากการสารวจ การสังเกต และการทดลอง ๗. เพื่อสง่ เสรมิ ให้เดก็ พฒั นาความคดิ สร้างสรรคแ์ ละจินตนาการ ๘. เพื่อสง่ เสรมิ การคิดแกป้ ัญหา การคิดอย่างมีเหตุผลเหมาะสมกบั วัย ๙. เพื่อส่งเสริมให้เด็กฝกึ คดิ วางแผน และตัดสนิ ในการทากจิ กรรม ๑๐. เพื่อส่งเสรมิ ใหม้ ที กั ษะพนื้ ฐานทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ๑๑.เพือ่ ฝึกการทางานร่วมกัน ความรบั ผดิ ชอบ และระเบียบวนิ ยั แนวกำรจัดกิจกรรม ๑. แนะนามมุ เล่นใหม่ เสนอแนะวิธใี ช้ การเล่นของเล่นบางชนดิ ๒. เดก็ และครูรว่ มกันสร้างขอ้ ตกลงเก่ียวกับการเล่น ๓. ครูเปิดโอกาสใหเ้ ดก็ คดิ วางแผน ตัดสินใจเลือกเลน่ อย่างอสิ ระ เลือกทากจิ กรรมทจ่ี ดั ข้ึน ตามความสนใจของเด็กแต่ละคน ๔. ขณะเดก็ เลน่ / ทางาน ครอู าจช้แี นะ หรือมสี ่วนร่วมในการเลน่ กับเด็กได้ ๕. เด็กตอ้ งการความช่วยเหลอื และคอยสงั เกตพฤตกิ รรมการเลน่ ของเดก็ พรอ้ มทั้งจดบันทึก พฤติกรรมทีน่ ่าสนใจ ๖. เตือนใหเ้ ด็กทราบล่วงหนา้ ก่อนหมดเวลาเลน่ ประมาณ ๓ – ๕ นาที ๗. ให้เด็กเกบ็ ของเล่นเขา้ ทใ่ี หเ้ รียบร้อยทุกครัง้ เม่ือเสร็จสนิ้ กจิ กรรม

๕. กจิ กรรมกลำงแจง้ กจิ กรรมกลางแจง้ เป็นกิจกรรมทีจ่ ัดใหเ้ ดก็ มีโอกาสออกไปนอกหอ้ ง เพ่อื ออกกาลงั เคลือ่ นไหว รา่ งกาย และแสดงออกอย่างอสิ ระ โดยยึดความสนใจและความสามารถของเดก็ แต่ละคนเป็นหลัก ให้ โอกาสเด็กเลือกเล่นกลางแจ้งอย่างอิสระทุกวัน โดยครูคอยดูแลอย่างใกล้ชิด หมั่นตรวจเคร่ืองเล่น สนามและอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัยและใช้การได้ดีอยู่เสมอ หลังเลิกกิจกรรมให้เด็กได้ พักผอ่ นหรอื น่ังพกั กจิ กรรมกลางแจง้ ท่ีจดั ให้เดก็ ในแตล่ ะวนั ไดแ้ ก่ ๑. การเล่นเครือ่ งเลน่ สนาม ๒. การเลน่ ทราย ๓. การเล่นน้า ๔. การเล่นสมมตุ ิในบ้านจาลอง ๕. การเล่นในศนู ยช์ า่ งไม้ ๖. การเล่นกบั อปุ กรณก์ ีฬา ๗. การเลน่ เกมการละเล่น จดุ ประสงค์ ๑. เพ่อื พฒั นากลา้ มเนือ้ ใหญ่ กล้ามเนือ้ เลก็ และการประสานสัมพนั ธข์ องอวัยวะตา่ ง ๆ ๒. เพอ่ื สง่ เสริมให้มรี ่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ๓. เพอ่ื สง่ เสริมใหเ้ กิดความสนกุ สนาน ผอ่ นคลายความเครยี ด ๔. เพอ่ื ปรับตัว เล่นและทางานรว่ มกับผ้อู ืน่ ๕. เพอ่ื เรียนรู้การระมดั ระวัง รักษาความปลอดภยั ท้งั ของตนเองและผู้อ่นื ๖. เพื่อฝึกการตดั สนิ ใจ และแกป้ ญั หาดว้ ยตนเอง ๗. เพื่อส่งเสริมใหม้ คี วามอยากรูอ้ ยากเห็นส่งิ ต่างๆ ทแี่ วดล้อมรอบตวั ๘. เพอ่ื พัฒนาทกั ษะการเรยี นรูต้ า่ ง ๆ เชน่ การสงั เกต การเปรยี บเทยี บ การจาแนก ฯลฯ แนวกำรจัดกิจกรรม ๑. เดก็ และครรู ่วมกันสร้างขอ้ ตกลง ๒. จดั เตรยี มวัสดุอุปกรณ์ประกอบการเลน่ ให้พร้อม ๓. สาธิตการเลน่ เครอื่ งเล่นสนามบางชนิด ๔. ให้เด็กเลอื กเล่นอิสระตามความสนใจและให้เวลาเลน่ นานพอควร ๕. จัดกจิ กรรมใหเ้ หมาะสมกบั วัย เช่น การเลน่ นา้ เล่นทราย เลน่ บา้ นตุ๊กตา เลน่ ในมมุ ช่างไม้ เล่นบล็อกกลวง เคร่ืองเล่นสนาม เกมการละเล่น เล่นอุปกรณ์กีฬสาหรับเด็ก เล่นเครื่องเล่น ประเภทล้อเลอื่ น เลน่ ของเล่นพนื้ บา้ น ๖. ขณะเดก็ เลน่ ตอ้ งคอยดแู ลความปลอดภัยและสังเกตพฤติกรรมการเล่น การอยู่รว่ มกนั กับเพ่ือนของเด็กอย่างใกลช้ ดิ ๗. เมื่อหมดเวลาควรใหเ้ ด็กเก็บของใช้หรือของเลน่ ให้เรยี บร้อย ๘. ให้เด็กทาความสะอาดรา่ งกายและดแู ลเคร่อื งแตง่ กายใหเ้ รียบรอ้ ยหลงั เล่น

๖. กจิ กรรมเกมกำรศกึ ษำ เกมการศกึ ษา เปน็ เกมการเลน่ ที่ช่วยพัฒนาสติปัญญา มีกฎเกณฑก์ ตกิ างา่ ยๆ สามารถเล่น คนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มได้ ช่วยให้เด็กรู้จักสังเกต คิดหาเหตุผลและเกิดความคิดรวบยอดเก่ียวกบั สี รูปร่าง จานวน ฯลฯ การเล่นเกมการศึกษาในระยะแรกเร่ิมใช้ของจริง การเล่นเกมในแต่ละวันให้เด็ก ได้เล่นท้ังเกมชุดใหม่และชุดเก่า จัดให้เด็กหมุนเวยี นเล่นเกมตามความเหมาะสม การเล่นเกมเมื่อเลกิ เล่นแล้วจดั เกบ็ รวมไว้เปน็ ชดุ ๆ จุดประสงค์ ๑. เพอื่ ฝึกทักษะการสังเกต จาแนกและเปรียบเทียบ ๒. เพื่อฝกึ การแยกประเภท การจัดหมวดหมู่ ๓. เพื่อสง่ เสรมิ การคิดหาเหตุผล และตัดสนิ ใจแก้ปญั หา ๔. เพอ่ื สง่ เสริมให้เด็กเกิดความคดิ รวบยอดเกยี่ วกับสิ่งทีไ่ ดเ้ รยี นรู้ ๕. เพือ่ สง่ เสริมการประสานสัมพนั ธ์ระหวา่ งมอื กับตา ๖. เพอ่ื ปลกู ฝังคุณธรรมและจริยธรรมตา่ งๆ เช่น ความรับผิดชอบ ความเอื้อเฟอ้ื เผ่อื แผ่ แนวกำรจัดกิจกรรม ๑. แนะนากจิ กรรมใหม่ ๒. สาธิต / อธิบาย วิธเี ลน่ เกมอยา่ งเปน็ ขั้นตอนตามประเภทของเกม ๓. ให้เด็กหมนุ เวยี นเขา้ มาเลน่ เปน็ กลุ่ม หรือรายบคุ คล ๔. ขณะทเ่ี ด็กเล่นเกม ครูเปน็ เพียงผแู้ นะนา ๕. เมือ่ เดก็ เลน่ เกมแต่ละชดุ เสร็จเรยี บร้อย ควรใหเ้ ดก็ ตรวจสอบความถกู ตอ้ งด้วยตนเอง หรอื รว่ มกนั ตรวจกับเพือ่ น หรอื ครเู ป็นผชู้ ่วยตรวจ ๖. ใหเ้ ดก็ นาเกมทเ่ี ลน่ แลว้ เก็บใส่กล่อง เข้าที่ใหเ้ รียบร้อยทกุ คร้งั ก่อนเล่นเกมชดุ อน่ื กำรจัดกำรเรยี นรู้โดยโครงกำร (Project Approach) โรงเรียนวัดพืชนิมิต(คาสวัสด์ิราษฎร์บารุง) จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยนารูปแบบการจัก ประสบการณ์การเรยี นรู้โดยโครงการ(Project Approach) เพ่ือส่งเสริมให้เด็กปฐมวยั เรียนร้เู รื่องราว ต่างๆที่สนใจ ให้โอกาสเด็กได้ค้นพบ และเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงกับเรื่องราว สิ่งของ บุคคล สถานท่ีหรือชุมชนที่แวดล้อมตัวเด็ก ตามวิธีการของตนเอง กล้าคิด กล้าแสดงออก โดยครูเป็น ผสู้ นบั สนุน ชว่ ยเหลือและจัดเตรยี มสภาพแวดลอ้ มรวมทงั้ ส่อื วัสดอุ ปุ กรณ์ ท้งั นี้กาหนดให้ครูผสู้ อนช้ัน อนบุ าลปีท่ี ๑ ,๒ และ ๓ จัดการเรยี นรโู้ ดยโครงการ ปกี ารศกึ ษาละ ๑ โครงการ โดยมีกระบวนการจัด ประสบการณก์ ารเรยี นรูโ้ ดยโครงการ ๓ ระยะ ดังนี้ ระยะท่ี ๑ ทบทวนความรู้และความสนใจ ระยะที่ ๒ คน้ คว้าและมปี ระสบการณ์ใหม่ ระยะท่ี ๓ ประเมนิ สะท้อนกลบั และแลกเปลย่ี นงานโครงการ การจัดการเรียนรโู้ ดยใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้ ตามโครงการบ้านนกั วทิ ยาศาสตร์ นอ้ ย ประเทศไทย


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook