ประกาศโรงเรยี นวดั พชื นิมิต (คาสวสั ด์ิราษฎร์บารงุ ) เร่ืองให้ใชห้ ลักสตู รโรงเรียนวัดพืชนมิ ิต (คาสวัสดิ์ราษฎรบ์ ารงุ ) พทุ ธศกั ราช 2566 ตามหลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย พทุ ธศกั ราช 2560 เพอ่ื ให้เกดิ การจัดการศกึ ษาปฐมวัยที่ต้องพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงหกปี ใหม้ ีพฒั นาการด้านร่างกาย ด้านอารมร์ จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญาให้เหมาะสมกับวัย ความสามารถและความแตกต่างระหว่าง บุคคล เป็นการเตรยี มความพร้อมที่จะเรยี นรู้และสร้างรากฐานชีวติ ให้พัฒนาเด็กปฐมวยั ไปสู่การเป็นมนุษย์ที่ สมบรู ณ์ เป็นคนดีมวี ินยั ภมู ิใจในชาติและมีความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สงั คมและประเทศชาติ ตามเจตนารมณ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 54 ดังน้ันเพื่อให้ สถานศึกษามีหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยท่ีเหมาะสมกับเด็กและสภาพท้องถ่ิน โรงเรียนวัดพืชนิมิต (คาสวัสดิ์ ราษฎร์บารุง) จึงได้ปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยให้เป็นไปตามกรอบแนวทาง หลักการและ จุดมุ่งหมายของหลักสูตรการศึกษาปฐมวยั พุทธศกั ราช 2560 ท่ีกาหนดไว้ ประกาศ ณ วันท่ี 24 กรกฎาคม พ.ศ.2563 ( นางอจั ฉรา รกั ษาชนม์ ) ผู้อานวยการโรงเรียนวดั พืชนมิ ติ (คาสวัสดิร์ าษฎร์บารงุ )
คำนำ หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖6 จัดทาขึ้นเพื่อให้โรงเรียนวัดพืชนิมิต (คาสวัสด์ิราษฎร์บารุง) ซ่ึงจัดการศึกษาระดับปฐมวัย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยปรับปรงุ ใหเ้ หมาะสมกบั เด็กและสภาพทอ้ งถน่ิ เพอื่ ทก่ี าหนดเป้าหมายในการพฒั นาเด็กปฐมวัยให้มี พัฒนาการดา้ นร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สงั คม และสตปิ ญั ญา เป็นคนดี มวี ินัย สานกึ ความเปน็ ไทย และมคี วาม รบั ผิดชอบตอ่ ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สงั คม และประเทศไทยในอนาคต อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพและไดม้ าตรฐาน ตามจุดหมายหลักสตู รการศึกษาปฐมวัย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ โรงเรียนวดั พืชนิมิต (คาสวสั ดิร์ าษฎรบ์ ารงุ ) สงั กัดสานักงานเขตพ้ืนทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษาปทุมธานี เขต ๑ ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่าน ร่วมทั้งคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนวดั พืชนิมิต(คาสวัสด์ิ ราษฎร์บารุง) ที่มีส่วนร่วมในการพฒั นาหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕66 ให้มีความเหมาะสม ตอ่ การนาไปใชจ้ ัดการศึกษาระดับปฐมวยั ของโรงเรียนตอ่ ไป โรงเรียนวดั พืชนิมิต (คาสวสั ดร์ิ าษฎร์บารุง) สังกดั สานักงานเขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาปทุมธานี เขต 1
สำรบญั หนา้ คานา สารบญั บทนา -ปรัชญาการศกึ ษาปฐมวยั วสิ ัยทศั น์ หลักการ และจดุ หมาย ของหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ - วิสัยทัศน์ พนั ธกจิ เป้าหมาย มาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ โครงสรา้ งหลักสตู รสถานศึกษาปฐมวัย - กาหนดเวลาเรียน - สาระการเรียนรู้ - ประสบการณ์สาคัญ - สาระท่คี วรเรียนรู้ - สาระการเรยี นรู้รายปี - หนว่ ยการจดั ประสบการณ์ -ชน้ั อนบุ าลปที ี่ ๑ -ช้ันอนุบาลปที ี่ ๒ -ชน้ั อนบุ าลปีที่ ๓ การจดั ประสบการณ์ - หลกั การจดั ประสบการณ์ - แนวการจดั ประสบการณ์ - การจัดกจิ กรรมประจาวัน ส่ือและแหล่งการเรยี นรู้ การจดั สภาพแวดล้อม การประเมนิ พฒั นาการ การบริหารจดั การหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวยั การเช่อื มต่อของการศึกษาระดับปฐมวยั กบั ระดับประถมศึกษาปที ี่ ๑
ควำมนำ โรงเรียนวัดพืชนิมิต (คาสวัสด์ิราษฎร์บารุง) เปิดสอนต้ังแต่ระดับอนุบาลปีที่ ๑ ถึงระดับช้ัน ประถมศกึ ษาปที ่ี ๖ มีเนอื้ ที่ ๖ ไร่ (เป็นท่ีธรณีสงฆ์) มีเขตพื้นทบ่ี รกิ าร ๑ หมู่บ้าน ได้แก่ หมทู่ ี่ ๒๐ ตาบลคลอง หน่ึง อาเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สถานท่ีตั้ง ไม่มีเลขที่ หมู่ที่ ๒๐ ตาบลคลองหนึ่ง อาเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ๑๓๑๘๐ โทรศัพท์/โทรสาร ๐๒ - 0009๑๐๐ สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา ปทมุ ธานี เขต ๑ สงั กัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน สภาพการเปลีย่ นแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยีสารสนเทศประกอบกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รวมทั้งกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๖๔) แผนการ ศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๖๑) แผนยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัย (พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔) นาไปสู่การ กาหนดทักษะสาคัญสาหรับเด็กในศตวรรษท่ี ๒๑ ท่ีมีความสาคัญในการกาหนดเป้าหมายในการพัฒนาเด็ก ปฐมวัยใหม้ ีความสอดคล้องและทนั ต่อการเปล่ยี นแปลงทุกด้าน กระทรวงศกึ ษาธกิ ารมีนโยบายให้มกี ารพฒั นาการศกึ ษาปฐมวยั อย่างจรงิ จังและตอ่ เน่ืองโดยไดแ้ ต่งต้ัง คณะทางานพิจารณาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพ่ือปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงดังกลา่ ว หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖0 เป็นหลักสูตรสถานศึกษา สถาบันพัฒนาเด็กปฐมวัย และหน่วยงานท่เี กี่ยวข้อง นาไปใชเ้ ป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนาหลักสตู รสถานศึกษาอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ และได้มาตรฐานตามจดุ หมายหลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ ท่ีกาหนดเปา้ หมายในการพัฒนา เด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาตใิ นอนาคต
ปรัชญำ วสิ ัยทศั น์ หลกั กำร และจดุ หมำยของหลกั สตู รกำรศกึ ษำปฐมวัย พทุ ธศกั รำช ๒๕๖๐ ปรัชญำกำรศึกษำปฐมวยั การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิด ถึง ๖ ปี บริบูรณ์ บนพ้ืนฐานการอบรม เล้ียงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรยี นรู้ท่ีสนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เตม็ ตามศกั ยภาพ ภายใต้บริบทสงั คมและวฒั นธรรมท่ีเด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรกั ความเออื้ อาทร และความเข้าใจ ของทุกคน เพ่ือสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครวั สงั คม และประเทศชาติ วสิ ัยทศั น์ หลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัยม่งุ พัฒนาเดก็ ทุกคนให้ได้รับการพฒั นาด้านร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคม และสติปัญญา อย่างมีคุณภาพและต่อเน่ือง ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุขและ เหมาะสมตามวัย มีทกั ษะชีวิต และปฏิบตั ติ นตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เปน็ คนดี มีวนิ ยั และ สานกึ ความเปน็ ไทย โดยความรว่ มมอื ระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครวั ชุมชน และทุกฝ่ายท่ีเกี่ยวข้องกับ การพัฒนาเด็ก
หลักกำร ๑. ส่งเสรมิ กระบวนการเรยี นร้แู ละพัฒนาการทคี่ รอบคลมุ เดก็ ปฐมวัยทุกคน ๒. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาทเ่ี นน้ เด็กเป็นสาคัญ โดยคานึงถึงความแตกต่าง ระหว่างบุคคล และวิถีชีวติ ของเดก็ ตามบรบิ ทของชมุ ชน สงั คม และวัฒนธรรมไทย ๓. ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นอย่างมีความหมายแล ะ มีกิจกรรมท่ีหลากหลาย ได้ลงมือกระทาในสภาพแวดล้อมที่เอ้ือต่อการเรียนรู้ เหมาะสมกับวัย และมีการ พกั ผ่อนเพยี งพอ ๔. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต สามารถปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกจิ พอเพียง เปน็ คนดี มวี นิ ัย และมีความสุข ๕. สร้างความรู้ ความเข้าใจและประสานความรว่ มมอื ในการพัฒนาเด็ก ระหว่างสถานศึกษา กับพอ่ แม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกย่ี วข้องกับการพฒั นาเดก็ ปฐมวัย จดุ หมำย ๑. รา่ งกายเจรญิ เติบโตตามวัย แขง็ แรง และมีสุขนสิ ัยทด่ี ี ๒. สุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และจิตใจทีด่ ีงาม ๓. มีทักษะชีวิตและปฏบิ ตั ิตนตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง มวี นิ ยั และอย่รู ว่ มกับผ้อู ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข ๔. มีทักษะการคดิ การใช้ภาษาสอื่ สาร และการแสวงหาความรไู้ ดเ้ หมาะสมกบั วัย
วิสยั ทศั น์ หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย โรงเรียนวัดพืชนิมิต(คาสวัสดิ์ราษฎร์บารุง) ภายในปี ๒๕๖6 จัดการศกึ ษาอย่างมีคุณภาพ มงุ่ พฒั นาเดก็ อายุ ๔ – ๖ ปี ทุกคนใหไ้ ดร้ ับการพฒั นาด้านรา่ งกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญา เหมาะสมกับวัยเน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น การลงมือปฏิบัติ น้อมนาหลักปรัชญาของ เศรษฐกจิ พอเพยี งมาใช้อย่างเหมาะสมกับวัยและบริบทของตน ผู้ปกครอง ชุมชน มสี ่วนรว่ มในการพัฒนาเด็กให้ มพี ฒั นาการรอบดา้ นอย่างสมดุล เต็มตามศักยภาพมเี จตคติท่ีดีตอ่ ท้องถน่ิ สนใจใฝร่ ู้ และเรยี นรู้อยา่ งมีความสุข สรา้ งผ้เู รยี นใหม้ ีทกั ษะในศตวรรษที่ ๒๑ รรู้ กั ษาความเป็นไทย เปน็ พลเมืองที่เขม้ แข็ง สู่มาตรฐานสากล พันธกจิ ๑. จัดการศึกษา ตามมาตรฐานและหลักสูตรการศึกษาทุกระดบั ชน้ั อย่างมคี ุณภาพ ๒. พฒั นาผูเ้ รยี น ครู และบุคลากร เพ่ือเพิ่มขีดความสามารถในการดาเนนิ ชวี ิตในยุคศตวรรษท่ี ๒๑ ๓. สง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จรยิ ธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ๔. ส่งเสรมิ สนับสนุนใหผ้ ู้เรียนนาศาสตรพ์ ระราชา หลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี งมาใช้ในการดาเนิน ชีวิต ๕. ปลูกฝงั ให้ผู้เรยี นมีทักษะในการดารงชีวิตให้เป็นพลเมืองที่เขม้ แขง็ สามารถอยรู่ ่วมกับผูอ้ นื่ ใน สงั คมได้อย่างมคี วามสขุ ๖. สร้างเครอื ขา่ ยการมีส่วนร่วมในการจดั การศกึ ษา เป้ำหมำย ๑. ผูเ้ รยี นมคี ณุ ภาพตามมาตรฐานการศกึ ษา และหลักสูตรการศึกษา ๒. ผู้เรียนระดบั ปฐมวยั มีความพรอ้ มดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ สงั คม สติปญั ญา และผู้เรยี นระดับ ประถมศกึ ษา มีความสามารถเต็มตามศกั ยภาพ สกู่ ารดารงชวี ิตในยคุ ศตวรรษท่ี ๒๑ ๓. ครู และบุคลากรทางการศกึ ษา สามารถจัดการเรียนการสอนอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ ๔. ผเู้ รยี นเป็นคนดีมีความสุข มีคุรธรรมจริยธรรม บนพน้ื ฐานความเปน็ ไทย ๕. ครู ผ้เู รียนนาศาสตรพ์ ระราชา หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงมาใช้ในการดารงชีวติ ๖. ผู้เรยี นมีทกั ษะในการดารงชีวติ เป็นพลเมืองทเ่ี ขม้ แขง็ และอยู่ร่วมกับผู้อืน่ ในสังคมได้อยา่ งมี ความสุข ๗. ชมุ ชนมีส่วนร่วมในการจดั การพัฒนาการศึกษา ระดมทรัพยากรและองคค์ วามรู้
มำตรฐำนคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยโรงเรียนวัดพืชนิมิต(คาสวัสด์ิราษฎร์บารุง) กาหนดมาตรฐาน คุณลักษณะท่ีพึงประสงค์จานวน ๑๒ มาตรฐาน ที่ครอบคลุมพัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา มาตรฐานคุณลักษณะที่พงึ ประสงค์เป็นคุณภาพท่ีต้องการให้เกิดขึ้นในตัวเด็กเมือ่ จบหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย ประกอบดว้ ย ๑.พฒั นำกำรดำ้ นร่ำงกำย ประกอบด้วย ๒ มำตรฐำน คือ มาตรฐานท่ี ๑ ร่างกายเจริญเตบิ โตตามวัยและมสี ุขนิสยั ทด่ี ี มาตรฐานที่ ๒ กลา้ มเน้อื ใหญแ่ ละกล้ามเน้อื เล็กแขง็ แรง ใชไ้ ด้อยา่ งคลอ่ งแคล่วและประสาน สมั พนั ธก์ นั ๒.พฒั นำกำรดำ้ นอำรมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย ๓ มำตรฐำน คือ มาตรฐานที่ ๓ มสี ุขภาพจติ ดีและมีความสุข มาตรฐานที่ ๔ ช่ืนชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว มาตรฐานท่ี ๕ มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และมจี ิตใจท่ดี งี าม ๓.พฒั นำกำรด้ำนสงั คม ประกอบดว้ ย ๓ มำตรฐำน คอื มาตรฐานท่ี ๖ มที ักษะชวี ิตและปฏิบัติตนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง มาตรฐานท่ี ๗ รกั ธรรมชาติ สิง่ แวดลอ้ ม วัฒนธรรม และความเป็นไทย มาตรฐานท่ี ๘ อยู่ร่วมกบั ผอู้ ืน่ ไดอ้ ย่างมคี วามสุขและปฏบิ ัตติ นเป็นสมาชกิ ทดี่ ีของ สังคมในระบอบประชาธปิ ไตย อันมพี ระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมขุ ๔.พฒั นำกำรดำ้ นสตปิ ัญญำ ประกอบด้วย ๔ มำตรฐำนคือ มาตรฐานที่ ๙ ใชภ้ าษาส่ือสารได้เหมาะสมกบั วัย มาตรฐานท่ี ๑๐ มีความสามารถในการคิดท่ีเปน็ พน้ื ฐานในการเรียนรู้ มาตรฐานที่ ๑๑ มจี ินตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์ มาตรฐานที่ ๑๒ มเี จตคติทด่ี ีตอ่ การเรียนรู้และมคี วามสามารถในการแสวงหาความรไู้ ด้ เหมาะสมกับวัย
มำตรฐำนคณุ ลกั ษณะที่พงึ ประสงค์ ๑.พฒั นำกำรด้ำนรำ่ งกำย มำตรฐำนที่ ๑ ร่ำงกำยเจริญเติบโตตำมวยั และมีสุขนิสัยท่ดี ี ตัวบง่ ชท้ี ี่ สภาพท่ีพงึ ประสงค์ ๑.๑ มีนา้ หนกั และ อายุ ๓ – ๔ ปี อายุ ๔ – ๕ ปี อายุ ๕ -๖ ปี สว่ นสงู ตามเกณฑ์ ๑.๑.๑ นา้ หนักและสว่ นสงู ตามเกณฑ์ของกรมอนามยั ๑.๑.๑ นา้ หนกั และสว่ นสูง ๑.๑.๑ น้าหนกั และสว่ นสูง ตามเกณฑ์ของกรมอนามัย ตามเกณฑ์ของกรมอนามัย ๑.๒ มีสขุ ภาพอนามยั ๑.๒.๑ ยอมรับประทาน ๑.๒.๑ รบั ประทานอาหาร ๑.๒.๑ รบั ประทานอาหาร สขุ นิสัยที่ดี อาหารท่ีมี ประโยชน์และด่มื ท่ีมปี ระโยชน์และด่ืมน้า ท่ีมีประโยชน์ได้หลายชนิด น้าท่สี ะอาดเม่อื มีผู้ชีแ้ นะ สะอาดได้ดว้ ยตนเอง และดื่มนา้ สะอาดได้ด้วย ตนเอง ๑.๒.๒ ลา้ งมอื ก่อน ๑.๒.๒ ลา้ งมือกอ่ น ๑.๒.๒ ล้างมือก่อน รบั ประทานอาหารและ รับประทานอาหารและ รับประทานอาหารและ หลงั จากใช้หอ้ งน้าห้องสว้ ม หลงั จากใช้หอ้ งนา้ ห้อง หลงั จากใช้หอ้ งนา้ หอ้ งสว้ ม โดยมีผู้ชีแ้ นะ สว้ มด้วยตนเอง ด้วยตนเอง ๑.๓ รกั ษาความ ๑.๒.๓ นอนพักผอ่ นเป็น ๑.๒.๓ นอนพักผ่อนเป็น ๑.๒.๓ นอนพักผ่อนเปน็ ปลอดภยั ของตนเอง เวลา เวลา เวลา และผอู้ ืน่ ๑.๒.๔ ออกกาลงั กายเปน็ เวลา ๑.๒.๔ ออกกาลงั กายเปน็ ๑.๒.๔ ออกกาลงั กายเป็น เวลา เวลา ๑.๓.๑ เล่นและทากจิ กรรม อย่างปลอดภัยเมอ่ื มผี ู้ชี้แนะ ๑.๓.๑ เล่นและทา ๑.๓.๑ เลน่ ทากจิ กรรม กจิ กรรมอยา่ งปลอดภยั และปฏบิ ัติตอ่ ผู้อ่ืนอย่าง ด้วยตนเอง ปลอดภยั
มำตรฐำนท่ี ๒ กล้ำมเน้ือใหญ่และกล้ำมเน้ือเล็กแขง็ แรงใชไ้ ดอ้ ย่ำงคล่องแคล่วและประสำนสมั พนั ธ์กัน ตัวบ่งชท้ี ่ี สภาพทีพ่ ึงประสงค์ ๒.๑ เคล่อื นไหวรา่ งกาย อยา่ งคล่องแคลว่ อายุ ๓ – ๔ ปี อายุ ๔ – ๕ ปี อายุ ๕ -๖ ปี ประสานสมั พันธ์ และทรงตวั ได้ ๒.๑.๑ เดินตามแนว ๒.๑.๑ เดนิ ตอ่ เทา้ ไป ๒.๑.๑ เดนิ ตอ่ เทา้ ๒.๒ ใช้มอื – ตา ท่ีกาหนดได้ ขา้ งหน้าเปน็ เสน้ ตรงได้ ถอยหลงั เปน็ เส้นตรงได้ ประสานสมั พันธ์กัน โดยไม่ต้องกางแขน โดยไม่ตอ้ งกางแขน ๒.๑.๒ กระโดดสองขา ๒.๑.๒ กระโดดขาเดยี ว ๒.๑.๒ กระโดดขาเดยี ว ข้ึนลงอย่กู บั ทไ่ี ด้ อย่กู ับทไี่ ดโ้ ดยไม่เสีย ไปข้างหนา้ ได้อยา่ ง การทรงตัว ตอ่ เนือ่ งโดยไมเ่ สีย การทรงตัว ๒.๑.๓ วิ่งแล้วหยุดได้ ๒.๑.๓ วงิ่ หลบหลีกสงิ่ กดี ๒.๑.๓ ว่งิ หลบหลีกสิ่งกีด ขวางได้ ขวางไดอ้ ย่างคล่องแคล่ว ๒.๑.๔ รับลูกบอลโดยใช้ ๒.๑.๔ รับลกู บอลโดยใช้ ๒.๑.๔ รับลูกบอลที่ มอื และลาตวั ชว่ ย มือท้ัง ๒ ข้าง กระดอนขน้ึ จากพนื้ ได้ ๒.๒.๑ ใช้กรรไกรตดั ๒.๒.๑ ใชก้ รรไกรตดั ๒.๒.๑ ใชก้ รรไกรตดั กระดาษขาดจากกันได้ กระดาษตามแนวเสน้ ตรง กระดาษตามแนวเส้นโค้ง โดยใช้มือเดียว ได้ ได้ ๒.๒.๒ เขยี นรปู วงกลม ๒.๒.๒ เขียนรปู สเ่ี หล่ยี ม ๒.๒.๒ เขยี นรูป ตามแบบได้ ตามแบบไดอ้ ย่างมมี ุม สามเหล่ียมไดอ้ ย่างมีมมุ ชัดเจน ชดั เจน ๒.๒.๓ รอ้ ยวัสดทุ ม่ี รี ู ขนาดเสน้ ผ่าศูนยก์ ลาง ๒.๒.๓ ร้อยวัสดทุ ่มี ีรู ๒.๒.๓ ร้อยวัสดุท่มี ีรู 1 เซนติเมตรได้ ขนาดเสน้ ผา่ ศนู ย์กลาง ขนาดเสน้ ผ่าศนู ยก์ ลาง ๐.๕ เซนตเิ มตรได้ ๐.๒๕ เซนตเิ มตรได้
๒.พัฒนำกำรด้ำนอำรมณ์ จิตใจ มำตรฐำนท่ี ๓ มีสุขภำพจติ ดีและมคี วำมสขุ ตัวบง่ ชที้ ่ี อายุ ๓ – ๔ ปี สภาพที่พึงประสงค์ อายุ ๕ -๖ ปี ๓.๑.๑ แสดงอารมณ์ อายุ ๔ – ๕ ปี ๓.๑.๑ แสดงอารมณ์ ๓.๑ แสดงออกทาง ความรู้สึก ได้เหมาะสม ความรู้สกึ ไดส้ อดคลอ้ ง อารมณไ์ ดอ้ ยา่ ง กับบางสถานการณ์ ๓.๑.๑ แสดงอารมณ์ กับสถานการณอ์ ยา่ ง เหมาะสม ความรสู้ กึ ไดต้ าม เหมาะสม ๓.๒.๑ กล้าพูดกลา้ สถานการณ์ ๓.๒ มีความรู้สึกทดี่ ีต่อ แสดงออก ๓.๒.๑ กลา้ พูดกลา้ ตนเองและผู้อนื่ ๓.๒.๑ กล้าพดู กล้า แสดงออกอย่าง ๓.๒.๒ แสดงความพอใจ แสดงออกอยา่ งเหมาะสม เหมาะสมตาม ในผลงานตนเอง บางสถานการณ์ สถานการณ์ ๓.๒.๒ แสดงความพอใจ ๓.๒.๒ แสดงความพอใจ ในผลงานและความ ในผลงานและความ สามารถของตนเองและ สามารถของตนเอง ผอู้ น่ื มำตรฐำนที่ ๔ ช่นื ชมและแสดงออกทำงศิลปะ ดนตรี และกำรเคลอื่ นไหว ตวั บ่งชี้ท่ี อายุ ๓ – ๔ ปี สภาพทพ่ี ึงประสงค์ อายุ ๕ -๖ ปี อายุ ๔ – ๕ ปี ๔.๑.๑ สนใจ มีความสุข ๔.๑ สนใจและ มี ๔.๑.๑ สนใจ มีความสขุ ๔.๑.๑ สนใจ มีความสขุ และแสดงออกผา่ นงาน ความสขุ และแสดงออก ศลิ ปะ ผา่ นงานศิลปะ ดนตรี และแสดงออกผ่านงาน และแสดงออกผา่ นงาน ศลิ ปะ ศิลปะ ๔.๑.๒ สนใจ มีความสขุ และแสดงออกผา่ น และการเคล่ือนไหว ๔.๑.๒ สนใจ มคี วามสขุ ๔.๑.๒ สนใจ มีความสุข เสียงเพลง ดนตรี และแสดงออกผ่าน และแสดงออกผ่าน ๔.๑.๓ สนใจ มีความสขุ และแสดงท่าทาง/ เสียงเพลง ดนตรี เสียงเพลง ดนตรี เคลือ่ นไหวประกอบ จังหวะและดนตรี ๔.๑.๓ สนใจ มคี วามสขุ ๔.๑.๓ สนใจ มคี วามสุข และแสดงทา่ ทาง/ และแสดงทา่ ทาง/ เคล่ือนไหวประกอบ เคลื่อนไหวประกอบ จังหวะและดนตรี จังหวะและดนตรี
มำตรฐำนท่ี ๕ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และมจี ิตใจทดี่ งี ำม ตวั บ่งช้ที ่ี สภาพที่พงึ ประสงค์ ๕.๑ ซื่อสัตย์สจุ ริต อายุ ๓ – ๔ ปี อายุ ๔ – ๕ ปี อายุ ๕ -๖ ปี ๕.๑.๑ บอกหรอื ช้ีได้วา่ ๕.๑.๑ ขออนุญาตหรือ ๕.๑.๑ ขออนญุ าตหรือ รอคอย เมือ่ ต้องการ สง่ิ ใดเปน็ ของตนเองและ รอคอยเมอื่ ต้องการ ส่ิงของของผู้อ่ืนด้วย สงิ่ ใดเปน็ ของผูอ้ ื่น ส่ิงของของผู้อน่ื เมอ่ื มผี ู้ ตนเอง ชแ้ี นะ ๕.๒ มีความเมตตา ๕.๒.๑ แสดงความรัก ๕.๒.๑ แสดงความรัก ๕.๒.๑ แสดงความรกั กรณุ า มีน้าใจ และ เพ่ือนและมเี มตตาสัตว์ เพื่อนและมีเมตตาสัตว์ เพ่อื นและมเี มตตาสัตว์ ชว่ ยเหลอื แบง่ ปนั เลย้ี ง เลยี้ ง เล้ยี ง ๕.๓ มีความเหน็ อก เห็นใจผ้อู ื่น ๕.๒.๒ แบ่งปนั ผู้อ่ืนได้เมอื่ ๕.๒.๒ ชว่ ยเหลือและ ๕.๒.๒ ช่วยเหลือและ ๕.๔ มีความรบั ผิดชอบ มีผู้ช้ีแนะ แบง่ ปันผ้อู น่ื ได้เมื่อมี แบ่งปันผู้อื่นได้ด้วยตนเอง ผชู้ ีแ้ นะ ๕.๓.๑ แสดงสีหน้าหรอื ๕.๓.๑ แสดงสีหน้าหรอื ๕.๓.๑ แสดงสีหน้าหรอื ทา่ ทางรบั รู้ความร้สู กึ ท่าทางรับรูค้ วามรสู้ ึก ท่าทางรบั รู้ความรสู้ ึก ผ้อู ืน่ ผ้อู น่ื ผ้อู น่ื อยา่ งสอดคลอ้ งกบั สถานการณ์ ๕.๔.๑ ทางานท่ไี ดร้ ับ ๕.๔.๑ ทางานท่ีได้รับ ๕.๔.๑ ทางานทไ่ี ด้รบั มอบหมายจนสาเรจ็ เม่อื มอบหมายจนสาเรจ็ เมือ่ มี มอบหมายจนสาเรจ็ มีผ้ชู ่วยเหลือ ผู้ชแ้ี นะ ด้วยตนเอง
๓.พฒั นำกำรด้ำนสังคม มำตรฐำนที่ ๖ มีทักษะชวี ิตและปฏบิ ัติตรตำมหลกั ปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพียง ตวั บ่งช้ีที่ สภาพท่ีพึงประสงค์ ๖.๑ ชว่ ยเหลอื ตนเอง อายุ ๓ – ๔ ปี อายุ ๔ – ๕ ปี อายุ ๕ -๖ ปี ในการปฏบิ ตั กิ ิจวัตร ๖.๑.๑ แต่งตวั โดยมี ประจาวัน ผู้ชว่ ยเหลอื ๖.๑.๑ แต่งตัวดว้ ยตนเอง ๖.๑.๑ แตง่ ตวั ด้วย ๖.๑.๒ รับประทาน ตนเองไดอ้ ย่าง อาหารดว้ ยตนเอง คลอ่ งแคล่ว ๖.๑.๓ ใช้ห้องน้าหอ้ ง ๖.๑.๒ รบั ประทาน ๖.๑.๒ รับประทาน สว้ มโดยมผี ู้ช่วยเหลอื อาหารดว้ ยตนเอง อาหารดว้ ยตนเองอยา่ ง ถูกวธิ ี ๖.๑.๓ใชห้ อ้ งน้าหอ้ งสว้ ม ๖.๑.๓ใช้และทาความ ดว้ ยตนเอง สะอาดหลังใช้ห้องนา้ หอ้ งส้วมด้วยตนเอง ๖.๒ มีวินัยในตนเอง ๖.๒.๑ เกบ็ ของเลน่ ๖.๒.๑ เกบ็ ของเล่น ๖.๒.๑ เก็บของเล่น ของใช้เขา้ ที่เม่ือมีผู้ช้แี นะ ของใช้เขา้ ทีด่ ว้ ยตนเอง ของใช้เขา้ ที่อย่าง เรยี บร้อยด้วยตนเอง ๖.๒.๒ เขา้ แถว ๖.๒.๒ เข้าแถวตามลาดับ ๖.๒.๒ เขา้ แถว ตามลาดับก่อนหลงั ได้ ก่อนหลังได้ด้วยตนเอง ตามลาดบั ก่อนหลงั ได้ เม่อื มีผู้ช้ีแนะ ด้วยตนเอง ๖.๓ ประหยดั และ ๖.๓.๑ ใช้ส่งิ ของ ๖.๓.๑ ใชส้ ิ่งของเครือ่ งใช้ ๖.๓.๑ ใชส้ ิง่ ของ พอเพยี ง เครื่องใช้อยา่ งประหยดั และพอเพยี งเม่ือมีผู้ อยา่ งประหยัดและ เครือ่ งใชอ้ ย่างประหยัด ช้ีแนะ พอเพียงเมอื่ มีผชู้ ีแ้ นะ และพอเพยี งด้วยตนเอง
มำตรฐำนที่ ๗ รักธรรมชำติ สิง่ แวดลอ้ ม วัฒนธรรม และควำมเป็นไทย ตวั บง่ ชที้ ี่ อายุ ๓ – ๔ ปี สภาพที่พงึ ประสงค์ อายุ ๕ -๖ ปี ๗.๑ ดูแลรกั ษา ๗.๑.๑ มีสว่ นรว่ มในการ อายุ ๔ – ๕ ปี ๗.๑.๑ ดูแลรกั ษา ธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม ดูแลรกั ษาธรรมชาติและ ธรรมชาตแิ ละ สงิ่ แวดลอ้ มเมอ่ื มผี ู้ชแ้ี นะ ๗.๑.๑ มสี ว่ นร่วมในการ สิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง ดแู ลรกั ษาธรรมชาติและ สง่ิ แวดลอ้ มเม่อื มผี ู้ชแ้ี นะ ๗.๑.๒ ท้ิงขยะได้ถูกที่ ๗.๑.๒ท้งิ ขยะได้ถูกท่ี ๗.๑.๒ ท้งิ ขยะได้ถกู ท่ี ๗.๒ มมี ารยาทตาม ๗.๒.๑ ปฏิบัติตนตาม ๗.๒.๑ ปฏบิ ัติตนตาม ๗.๒.๑ ปฏบิ ตั ิตนตาม วัฒนธรรมไทยและรกั มารยาทไทยได้เม่ือมี มารยาทไทยได้ดว้ ย มารยาทไทยไดต้ าม ความเป็นไทย ผู้ช้แี นะ ตนเอง กาละเทศะ ๗.๒.๒ กล่าวคาขอบคณุ ๗.๒.๒ กล่าวคาขอบคุณ ๗.๒.๒ กลา่ วคาขอบคุณ และขอโทษเม่อื มผี ู้ชแ้ี นะ และขอโทษด้วยตนเอง และขอโทษด้วยตนเอง ๗.๒.๓ หยดุ ยนื เมือ่ ได้ยนิ ๗.๒.๓ หยุดยืนเมอ่ื ได้ยนิ ๗.๒.๓ หยุดยืนเม่ือได้ยนิ เพลงชาติและเพลง เพลงชาตแิ ละเพลง เพลงชาติและเพลง สรรเสรญิ พระบารมี สรรเสริญพระบารมี สรรเสริญพระบารมี
มำตรฐำนที่ ๘ อยู่ร่วมกับผู้อืน่ ไดอ้ ยำ่ งมีควำมสุขและปฏบิ ตั ติ นเปน็ สมำชิกท่ีดขี องสังคมในระบอบ ประชำธปิ ไตยอนั มีพระมหำกษัตริยท์ รงเป็นประมขุ ตวั บ่งช้ที ่ี อายุ ๓ – ๔ ปี สภาพทพ่ี งึ ประสงค์ อายุ ๕ -๖ ปี ๘.๑ ยอมรับความ ๘.๑.๑ เล่นและทา อายุ ๔ – ๕ ปี ๘.๑.๑ เล่นและทา กจิ กรรมรว่ มกบั เดก็ ท่ี เหมือนและความแตกต่าง กจิ กรรมรว่ มกับเด็กที่ ๘.๑.๑ เลน่ และทา แตกตา่ งไปจากตน แตกต่างไปจากตน กิจกรรมร่วมกับเด็กท่ี ระหว่างบุคคล แตกต่างไปจากตน ๘.๒.๑ เลน่ หรือทางาน รว่ มกับเพอื่ นอย่างมี ๘.๒ มปี ฏิสมั พนั ธท์ ดี่ ีกบั ๘.๒.๑ เล่นร่วมกบั เพือ่ น ๘.๒.๑ เล่นหรอื ทางาน เป้าหมาย ผอู้ ื่น ร่วมกับเพอื่ นเปน็ กลุม่ ๘.๒.๒ ยิม้ ทักทาย หรือ พดู คุยกบั ผใู้ หญแ่ ละ ๘.๒.๒ ย้มิ หรอื ทกั ทาย ๘.๒.๒ ยิ้ม ทักทายหรือ บุคคลคุ้นเคยได้ ผู้ใหญแ่ ละบุคคลคุ้นเคย พูดคยุ กับผู้ใหญแ่ ละ เหมาะสมกบั สถานการณ์ ได้เม่ือมีผ้ชู ้แี นะ บุคคลคุน้ เคยได้ด้วย ตนเอง ๘.๓ ปฏิบัติตนเบ้อื งตน้ ๘.๓.๑ ปฏบิ ัตติ าม ๘.๓.๑ มีสว่ นร่วมสรา้ ง ๘.๓.๑ มีสว่ นร่วมสร้าง ในการเปน็ สมาชิกที่ดีของ ข้อตกลงเมอ่ื มีผ้ชู ้ีแนะ ข้อตกลงและปฏิบตั ิตาม ขอ้ ตกลงและปฏิบัติตาม ข้อตกลงเม่ือมีผู้ชแ้ี นะ ขอ้ ตกลงด้วยตนเอง สงั คม ๘.๓.๒ ปฏบิ ตั ิตนเปน็ ๘.๓.๒ ปฏิบตั ติ นเป็นผ้นู า ๘.๓.๒ ปฏิบตั ิตนเป็นผูน้ า ผู้นาและผู้ตามเมอื่ มผี ู้ และผตู้ ามไดด้ ว้ ยตนเอง และผูต้ ามไดเ้ หมาะสมกับ ช้ีแนะ สถานการณ์ ๘.๓.๓ ยอมรบั การ ๘.๓.๓ ประนปี ระนอม ๘.๓.๓ ประนปี ระนอม ประนปี ระนอมแก้ไข แกไ้ ขปญั หาโดย แกไ้ ขปัญหาโดย ปญั หาเมอ่ื มีผู้ชี้แนะ ปราศจากความรนุ แรง ปราศจากความรนุ แรง เมอื่ มผี ู้ชี้แนะ ดว้ ยตนเอง
๔. ด้ำนสตปิ ัญญำ มำตรฐำนที่ ๙ ใช้ภำษำสือ่ สำรได้เหมำะสมกับวัย ตัวบง่ ชี้ที่ อายุ ๓ – ๔ ปี สภาพท่ีพงึ ประสงค์ อายุ ๕ -๖ ปี อายุ ๔ – ๕ ปี ๙.๑.๑ ฟงั ผู้อน่ื พดู จนจบ และสนทนาโตต้ อบอย่าง ๙.๑ สนทนาโต้ตอบและ ๙.๑.๑ ฟงั ผอู้ นื่ พูดจนจบ ๙.๑.๑ ฟังผูอ้ ่นื พดู จนจบ ตอ่ เนื่อง เชอื่ มโยงกับเร่อื ง ท่ีฟัง เลา่ เร่อื งให้ผู้อน่ื เข้าใจ และพดู โตต้ อบเก่ียวกับ และสนทนาโต้ตอบ ๙.๑.๒ เลา่ เรอื่ งเป็น เรือ่ งราวตอ่ เนือ่ งได้ เรอื่ งทฟี่ ัง สอดคลอ้ งกับเร่อื งท่ฟี ัง ๙.๑.๒ เลา่ เรือ่ งด้วย ๙.๑.๒ เลา่ เรือ่ งเปน็ ประโยคส้ันๆ ประโยคอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง ๙.๒ อา่ น เขียนภาพ ๙.๒.๑ อา่ นภาพและพดู ๙.๒.๑ อ่านภาพ ๙.๒.๑ อา่ นภาพ และสญั ลักษณ์ได้ ข้อความด้วยภาษาของ สญั ลักษณ์ คา พร้อมทง้ั ชี้ สัญลักษณ์ คา พร้อมทง้ั ตน หรือกวาดตามองข้อความ ชห้ี รอื กวาดตามอง จุดเร่มิ ต้นและจุดจบของ ตามบรรทัด ข้อความ ๙.๒.๒ เขยี นขดี เข่ยี ๙.๒.๒ เขียนคลา้ ย ๙.๒.๒ เขยี นชอื่ ของ อยา่ งมที ิศทาง ตวั อักษร ตนเองตามแบบ เขียน ข้อความด้วยวธิ ีท่ีคิดขน้ึ เอง
มำตรฐำนที่ ๑๐ มคี วำมสำมำรถในกำรคดิ ทีเ่ ป็นพื้นฐำนในกำรเรียนรู้ ตวั บง่ ชที้ ี่ อายุ ๓ – ๔ ปี สภาพท่ีพึงประสงค์ อายุ ๕ -๖ ปี อายุ ๔ – ๕ ปี ๑๐.๑ มี ๑๐.๑.๑ บอกลกั ษณะ ๑๐.๑.๑ บอกลกั ษณะและ ๑๐.๑.๑ บอกลักษณะ ความสามารถในการคิด รวบยอด ของส่ิงตา่ งๆจากการ สว่ นประกอบของส่ิงตา่ งๆ ส่วนประกอบ การ ๑๐.๒ มี สังเกต โดยใชป้ ระสาท จากการสังเกต โดยใช้ เปล่ียนแปลง หรือ ความสามารถ ในการคิดเชงิ เหตผุ ล สมั ผัส ประสาทสัมผัส ความสัมพันธข์ อง ๑๐.๓ มคี วามสามารถ ส่งิ ต่างๆจากการสังเกต ในการคิดแกป้ ัญหา โดยใช้ประสาทสัมผสั ๑๐.๑.๒ จบั คู่หรือ ๑๐.๑.๒ จับคูแ่ ละ ๑๐.๑.๒ จบั คู่และ เปรียบเทียบส่งิ ต่างๆโดย เปรยี บเทยี บความแตกต่าง เปรยี บเทียบความแตกต่าง ใช้ลักษณะหรอื หน้าท่ี หรอื ความเหมอื นของสง่ิ หรือความเหมือนของสิง่ การใชง้ านเพยี งลักษณะ ตา่ งๆ โดยใช้ลกั ษณะที่สังเกต ตา่ งๆ โดยใช้ลกั ษณะที่ เดยี ว พบเพียงลกั ษณะเดียว สงั เกตพบ 2 ลกั ษณะขนึ้ ไป ๑๐.๑.๓ คดั แยกสงิ่ ตา่ งๆ ๑๐.๑.๓ จาแนกและจัดกลุม่ ๑๐.๑.๓จาแนกและจัด ตามลกั ษณะหรือหน้าท่ี สิ่งต่างโดยใชอ้ ย่างนอ้ ย 1 กล่มุ สิ่งต่างโดยใช้ต้ังแต่ 2 การใช้งาน ลักษณะเปน็ เกณฑ์ ลักษณะขนึ้ ไปเป็นเกณฑ์ ๑๐.๑.๔ เรียงลาดับ ๑๐.๑.๔ เรียงลาดับสงิ่ ของ ๑๐.๑.๔ เรยี งลาดับส่ิงของ ส่ิงของหรือเหตกุ ารณ์ หรือเหตกุ ารณอ์ ยา่ งน้อย ๔ หรอื เหตุการณ์อยา่ งนอ้ ย อยา่ งน้อย ๓ ลาดับ ลาดบั ๕ ลาดับ ๑๐.๒.๑ ระบผุ ลท่ี ๑๐.๒.๑ ระบสุ าเหตุ หรือผล ๑๐.๒.๑ อธิบายเช่อื มโยง เกดิ ขึ้นในเหตุการณห์ รือ ท่เี กดิ ข้นึ ในเหตกุ ารณ์หรอื สาเหตุและผล การกระทามผี ชู้ แ้ี นะ การกระทามีผู้ช้ีแนะ ท่ีเกดิ ขน้ึ ในเหตุการณห์ รอื การกระทาด้วยตนเอง ๑๐.๒.๒ คาดเดา หรอื ๑๐.๒.๒ คาดเดา หรือ ๑๐.๒.๒ คาดเดา หรอื คาดคะเนสิง่ ที่อาจ คาดคะเนสิง่ ทีอ่ าจเกิดขน้ึ คาดคะเนสงิ่ ทอี่ าจเกิดขึ้น เกดิ ขนึ้ หรือมสี ่วนร่วมในการลง หรือมีส่วนร่วมในการลง ความเห็นจากขอ้ มูล ความเหน็ จากข้อมูลอยา่ ง มเี หตุผล ๑๐.๓.๑ ตดั สนิ ใจในเรอ่ื ง ๑๐.๓.๑ ตดั สนิ ใจในเรื่อง ๑๐.๓.๑ ตัดสินใจในเรอ่ื ง ง่ายๆ งา่ ยๆและเร่ิมเรียนร้ผู ลท่ี งา่ ยๆและยอมรบั ผลท่ี เกิดข้นึ เกดิ ขึ้น ๑๐.๓.๒ แก้ปญั หาโดย ๑๐.๓.๒ ระบุปัญหาและ ๑๐.๓.๒ ระบปุ ญั หา สร้าง ลองผิดลองถกู แก้ปัญหาโดยลองผดิ ลองถกู ทางเลอื กและวิธแี ก้ปัญหา
มำตรฐำนท่ี ๑๑ มจี ินตนำกำรและควำมคิดสรำ้ งสรรค์ ตัวบง่ ชท้ี ี่ อายุ ๓ – ๔ ปี สภาพทพี่ ึงประสงค์ อายุ ๕ -๖ ปี อายุ ๔ – ๕ ปี ๑๑.๑ ทางานศิลปะตาม ๑๑.๑.๑ สรา้ งผลงาน ๑๑.๑.๑ สร้างผลงาน ๑๑.๑.๑ สร้างผลงาน จินตนาการและความคดิ ศลิ ปะเพื่อสอ่ื สาร ศิลปะเพ่ือสือ่ สารความคดิ ศลิ ปะเพอ่ื ส่อื สาร สร้างสรรค์ ความคิด ความรู้สกึ ของ ความรูส้ ึกของตนเอง โดย ความคิด ความรสู้ ึกของ ตนเอง มกี ารดัดแปลงและแปลก ตนเอง โดยมกี าร ใหม่จากเดิมหรือมี ดดั แปลงและแปลกใหม่ รายละเอียดเพ่มิ ขนึ้ จากเดมิ หรือมี รายละเอียดเพ่ิมขนึ้ ๑๑.๒ แสดงท่าทาง/ ๑๑.๒.๑ เคล่อื นไหว ๑๑.๒.๑ เคล่อื นไหว ๑๑.๒.๑ เคล่ือนไหว เคลื่อนไหวตามจินตนาการ ทา่ ทางเพอ่ื สือ่ สาร และความคดิ สร้างสรรค์ ความคิด ความรู้สกึ ของ ท่าทางเพ่อื สอ่ื สาร ท่าทางเพอื่ ส่อื สาร ตนเอง ความคิด ความรู้สึกของ ความคดิ ความรู้สึกของ ตนเองอยา่ งหลากหลาย ตนเองอยา่ งหลากหลาย หรือแปลกใหม่ หรอื แปลกใหม่ มำตรฐำนที่ ๑๒ มีเจตคตทิ ่ีดีตอ่ กำรเรยี นรู้ และมคี วำมสำมำรถในกำรแสวงหำควำมรไู้ ด้เหมำะสมกับวัย ตัวบ่งชี้ท่ี อายุ ๓ – ๔ ปี สภาพท่พี ึงประสงค์ อายุ ๕ -๖ ปี อายุ ๔ – ๕ ปี ๑๒.๑ มีเจตคตทิ ี่ดีต่อ ๑๒.๑.๑ สนใจฟงั หรือ ๑๒.๑.๑ สนใจซกั ถาม ๑๒.๑.๑ สนใจหยิบหนังสอื การเรยี นรู้ อา่ นหนงั สอื ดว้ ยตนเอง เก่ยี วกับสัญลกั ษณ์หรอื มาอ่านและเขียนสอ่ื ตัวหนังสือท่ีพบเห็น ความคดิ ด้วยตนเองเปน็ ประจาอย่างต่อเนือ่ ง ๑๒.๑.๒ กระตอื รอื รน้ ๑๒.๑.๒ กระตอื รือรน้ ใน ๑๒.๑.๒ กระตือรอื รน้ ใน ในการเขา้ รว่ มกจิ กรรม การเข้ารว่ มกิจกรรม การเข้าร่วมกจิ กรรมต้งั แต่ ตน้ จนจบ -ถามคาถามและสารวจ -ถามคาถามและแสดง -ถามคาถามเกย่ี วกบั เร่อื ง สิง่ แวดลอ้ มรอบตัว ความคดิ เหน็ เกย่ี วกับ ต่างๆและกระตอื รอื รน้ ที่ เรอ่ื งทส่ี นใจ จะหาคาตอบดว้ ยวธิ ีการ หลากหลาย ๑๒.๒ มีความสามารถ ๑๒.๒.๑ ค้นหาคาตอบ ๑๒.๒.๑ ค้นหาคาตอบ ๑๒.๒.๑ ค้นหาคาตอบของ ในการแสวงหาความรู้ ของข้อสงสัยตา่ งๆตาม ของข้อสงสัยต่างๆตาม ขอ้ สงสัยตา่ งๆโดยใชว้ ธิ ีการ วธิ ีการเมอื่ มผี ู้ช้ีแนะ วธิ กี ารของตนเอง ทีห่ ลากหลายของตนเอง ๑๒.๒.๒ ใช้ประโยค ๑๒.๒.๒ ใชป้ ระโยค ๑๒.๒.๒ ใช้ประโยคคาถาม คาถามว่า“ใคร”“อะไร” คาถามวา่ “ท่ีไหน” ว่า“เมื่อไร”“อย่างไร” ใน ในการคน้ หาคาตอบ “ทาไม” ในการคน้ หา การคน้ หาคาตอบ คาตอบ
กำหนดเวลำเรยี นและสำระกำรเรียนรู้ โรงเรียนวัดพืชนิมติ (คาสวสั ดริ์ าษฎรบ์ ารงุ ) ได้กาหนดการจดั เวลาเรียนของหลกั สตู รสถานศกึ ษา ปฐมวัย และสาระการเรียนรู้ เพ่อื ใหก้ ารจัดการศึกษาเป็นไปตามหลกั การและจุดหมายท่ีกาหนดไว้ ดังนี้ ชว่ งอำยุ อำยุ ๓ – ๖ ปี สำระกำรเรียนรู้ ประสบกำรณ์สำคัญ สำระทค่ี วรเรยี นรู้ ระยะเวลำเรยี น -ดา้ นรา่ งกาย -เร่ืองราวเกย่ี วกบั ตัวเด็ก -ด้านอารมณ์และจติ ใจ -เร่อื งราวเกย่ี วกบั บุคคลและ -ดา้ นสังคม สภาพแวดลอ้ มเดก็ -ดา้ นสตปิ ญั ญา -ธรรมชาตริ อบตวั -ส่ิงต่าง ๆรอบตวั เด็ก ระดบั ชน้ั ละ ๑ ปกี ำรศึกษำ โรงเรียนวัดพชื นมิ ิต (คาสวัสด์ริ าษฎร์บารุง) จดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้ให้กบั เด็กกลุ่มอายุ คือ ๓–๖ ปี ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย โดยแบ่งเป็นหลักสูตร ๓ ปี ได้แก่ ชั้นอนุบาลปีท่ี ๑ ช้ันอนุบาลปีที่ ๒ และช้นั อนบุ าลปีที่ ๓ จัดการศกึ ษาเป็นรายปี ปกี ารศึกษาละ ๒ ภาคเรียน ดังนี้ ภาคเรยี นท่ี ๑ ระหวา่ งวนั ท่ี ๑๖ พฤษภาคม ถึง ๑๐ ตุลาคม ภาคเรียนท่ี ๒ ระหวา่ งวันท่ี ๑ พฤศจกิ ายน ถึง ๓๑ มนี าคม สำระกำรเรยี นรู้ โรงเรียนวัดพืชนิมิต(คาสวัสด์ิราษฎร์บารุง) ได้กาหนดสาระการเรียนรู้สาหรับจัดประสบการณ์ การเรยี นรู้ในชั้นอนุบาลปีที่ ๑ – ๓ ประกอบดว้ ย ประสบการณส์ าคัญ และสาระทีค่ วรเรียนรู้ ดงั น้ี ประสบกำรณส์ ำคญั ๑.ประสบการณ์สาคัญท่ีส่งเสริมพัฒนาการด้านรา่ งกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มโี อกาส พฒั นาการใชก้ ล้ามเน้อื ใหญ(่ กล้ามเนื้อแขน-ขา-ลาตัว) กลา้ มเนือ้ เล็ก (กลา้ มเน้ือมือ - น้วิ มือ) และการประสาน สัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนอ้ื และระบบประสาท (กล้ามเน้ือมือ-ประสาทตา) ในการทากิจวัตรประจาวันหรือทา กจิ กรรมตา่ งๆ และสนบั สนนุ ใหเ้ ด็กมีโอกาสดูแลสุขภาพและสุขอนามยั สขุ นสิ ัย และการรกั ษาความปลอดภัย ดงั นี้
๑.๑ กำรใช้กล้ำมเนือ้ ใหญ่ ๑) การเคลอ่ื นไหวอยูก่ ับที่ ๒) การเคล่อื นไหวเคลื่อนท่ี ๓) การเคล่ือนไหวพรอ้ มวสั ดอุ ปุ กรณ์ ๔) การเคล่อื นไหวทใ่ี ชก้ ารประสานสัมพนั ธ์ของการใชก้ ล้ามเนือ้ ใหญ่ ในการขวา้ ง การจบั การโยน การเตะ ๕) การเลน่ เครื่องเลน่ สนามอย่างอิสระ ๑.๒ กำรใชก้ ลำ้ มเน้ือเลก็ ๑) การเล่นเครื่องเลน่ สมั ผสั และการสรา้ งสง่ิ ตา่ งๆจากแท่งไม้ บลอ็ ก ๒) การเขยี นภาพและการเลน่ กบั สี ๓) การปน้ั ๔) การประดษิ ฐ์ส่งิ ตา่ งๆด้วยวัสดุ ๕) การหยบิ จับ การใช้กรรไกร การฉกี การตดั การปะ และการร้อยวัสดุ ๑.๓ กำรรักษำสุขภำพอนำมัยส่วนตน ๑) การปฏิบตั ิตนตามสขุ อนามัย สขุ นสิ ยั ที่ดีในกจิ วัตรประจาวัน ๑.๔ กำรรกั ษำควำมปลอดภยั ๑) การปฏบิ ัตติ นใหป้ ลอดภยั ในกจิ วัตรประจาวนั ๒) การฟงั นทิ าน เรือ่ งราว เหตกุ ารณเ์ กย่ี วกบั การปอ้ งกันและรักษาความปลอดภัย ๓) การเลน่ เครื่องเลน่ อย่างปลอดภยั ๔) การเล่นบทบาทสมมติเหตุการณ์ต่างๆ ๑.๕ กำรตระหนกั รูเ้ กยี่ วกับรำ่ งกำยตนเอง ๑) การเคลื่อนไหวเพอ่ื ควบคมุ ตนเองไปในทศิ ทาง ระดับและพน้ื ที่ ๒) การเคล่อื นไหวข้ามสิง่ กดี ขวาง ๒. ประสบการณ์สาคัญท่ีส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้ แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองที่เหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษเฉพาะ ที่เป็นอัต ลักษณ์ ความเป็นตัวของตนเอง มีความสุข ร่าเริงแจ่มใสการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้พัฒนาคุณธรรมจริยธรรม สุนทรยี ภาพ ความรู้สึกท่ีดตี ่อตนเองและความเช่อื ม่นั ในตนเองขณะปฎบิ ัตกิ ิจกรรมต่างๆ ดังน้ี ๒.๑ สุนทรยี ภำพ ดนตรี ๑) การฟงั เพลง การร้องเพลง และการแสดงปฏิกริ ิยาโต้ตอบเสียงดนตรี ๒) การเลน่ เครอ่ื งดนตรีประกอบจงั หวะ ๓) การเคล่อื นไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี ๔) การเลน่ บทบาทสมมติ ๕) การทากจิ กรรมศิลปะตา่ งๆ ๖) การสร้างสรรคส์ งิ่ สวยงาม
๒.๒ กำรเลน่ ๑) การเล่นอสิ ระ ๒) การเล่นรายบุคคล กลมุ่ ยอ่ ย กลมุ่ ใหญ่ ๓) การเล่นในตามมุมประสบการณ์/มุมเลน่ ต่างๆ ๔) การเลน่ นอกห้องเรยี น ๒.๓ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ๑) การปฏบิ ัตติ นตามหลกั ศาสนาทนี่ บั ถอื ๒) การฟังนิทานเกี่ยวกบั คุณธรรม จริยธรรม ๓) การรว่ มสนทนาและแลกเปลย่ี นความคิดเห็นเชิงคุณธรรม ๒.๔ กำรแสดงออกทำงอำรมณ์ ๑) การพูดสะท้อนความรูส้ กึ ของตนเองและผอู้ น่ื ๒) การเลน่ บทบาทสมมติ ๓) การเคลอื่ นไหวตามเสยี งเพลง/ดนตรี ๔) การรอ้ งเพลง ๕) การทางานศลิ ปะ ๒.๕ กำรมอี ัตลักษณเ์ ฉพำะตนและเชื่อว่ำตนเองมคี วำมสำมำรถ ๑) การปฏิบัติกจิ กรรมตา่ งๆตามความสามารถของตนเอง ๒.๖ กำรเห็นอกเห็นใจผอู้ ่นื ๑) การแสดงความยนิ ดเี มือ่ ผ้อู ่นื มีความสุข เหน็ ใจเมือ่ ผอู้ ่นื เศรา้ หรอื เสยี ใจ และการช่วยเหลือปลอบโยนเม่อื คนอืน่ ได้รับบาดเจบ็ ๓. ประสบการณ์สาคัญท่ีส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มีโอกาส ปฏสิ มั พนั ธ์กับบคุ คลและส่งิ แวดล้อมต่างๆรอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ผา่ นการเรยี นรู้ทางสังคม เช่น การเลน่ การทางานกับผ้อู ืน่ การปฏิบตั ิกจิ วัตรประจาวัน การแก้ปญั หาข้อขดั แย้งตา่ งๆ ๓.๑ กำรปฏิบัตกิ จิ วัตรประจำวัน ๑) การชว่ ยเหลือตนเองในกิจวัตรประจาวัน ๒) การปฏิบตั ิตนตามแนวทางหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง ๓.๒ กำรดูแลรกั ษำธรรมชำตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม ๑) การมสี ่วนร่วมรับผดิ ชอบในการดแู ลสิง่ แวดล้อมท้งั ภายในและภายนอกห้องเรียน ๒) การใช้วัสดุและสง่ิ ของเครอื่ งใช้อย่างค้มุ ค่า ๓) การทางานศลิ ปะท่นี าวัสดุหรอื สงิ่ ของเคร่อื งใช้ที่ใช้แล้วมาใช้ซ้า หรือแปรรปู แลว้ นากลบั มาใชใ้ หม่ ๔) การเพาะปลกู และดแู ลตน้ ไม้ ๕) การเลี้ยงสัตว์ ๖) การสนทนาข่าวและเหตุการณท์ ่ีเกยี่ วกบั ธรรมชาติและส่งิ แวดล้อมในชีวิตประจาวัน
๓.๓ กำรปฏบิ ตั ิตำมวัฒนธรรมท้องถ่นิ และควำมเปน็ ไทย ๑) การเลน่ บทบาทสมมตกิ ารปฏิบัติตนในความเปน็ คนไทย ๒)การปฏบิ ัตติ นตามวัฒนธรรมท้องถ่ินทอ่ี าศัยและประเพณไี ทย ๓) การประกอบอาหารไทย ๔) การศึกษานอกสถานที่ ๕) การละเลน่ พ้นื บา้ นของไทย ๓.๔ กำรมีปฏิสัมพันธ์ มีสว่ นร่วม และบทบำทสมำชกิ ของสังคม ๑) การรว่ มกาหนดขอ้ ตกลงของหอ้ งเรยี น ๒) การเปน็ สมาชกิ ที่ดีของหอ้ งเรยี น ๓) การให้ความร่วมมอื ในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ๔) การดแู ลหอ้ งเรียนร่วมกนั ๕) การร่วมกจิ กรรมวันสาคญั ๓.๕ กำรเลน่ และทำงำนแบบรว่ มมือรว่ มใจ ๑) การรว่ มสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเหน็ ๒) การเลน่ และทางานร่วมกบั ผูอ้ นื่ ๓) การทาศิลปะแบบร่วมมอื ๓.๖ กำรแก้ปัญหำควำมขดั แย้ง ๑) การมสี ว่ นรว่ มในการเลอื กวิธีแก้ปญั หาความขัดแย้ง ๒) การมสี ่วนร่วมในการแก้ปัญหาความขัดแยง้ ๓.๗ กำรยอมรับในควำมเหมือนและควำมแตกตำ่ งระหวำ่ งบคุ คล ๑) การเลน่ หรอื ทากจิ กรรมร่วมกับกล่มุ เพอ่ื น ๔. ประสบการณ์สาคัญที่ส่งเสรมิ พัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้ เรียนรู้ ส่ิงต่างๆรอบตัว ด้วยประสาทสัมผัสท้ังห้า ผ่านการคิด การใช้ภาษา การสังเกต การจาแนกและเปรียบเทียบ จานวน มติ ิสัมพนั ธ์(พ้ืนท่ี/ระยะ) และเวลา ๔.๑ กำรใชภ้ ำษำ ๑) การฟงั เสียงตา่ งๆ ในสง่ิ แวดล้อม ๒) การฟงั และปฏิบตั ิตามคาแนะนา ๓) การฟงั เพลง นทิ าน คาคล้องจอง บทร้อยกรองหรือเรอ่ื งราวตา่ งๆ ๔) การพดู แสดงความคิด ความรู้สกึ และความตอ้ งการ ๕) การพูดกบั ผอู้ ่ืนเก่ยี วกับประสบการณ์ของตนเอง หรือเล่าเรือ่ งราวเก่ยี วกับตนเอง ๖) การพดู อธบิ ายเก่ยี วกับสงิ่ ของ เหตุการณ์ และความสัมพนั ธ์ของสิ่งตา่ งๆ ๗) การพูดอยา่ งสร้างสรรค์ในการเล่น และการกระทาต่างๆ ๘) การรอจงั หวะท่ีเหมาะสมในการพูด ๙) การพดู เรียงลาดับคาเพื่อใช้ในการสอื่ สาร
๑๐) การอา่ นหนังสือภาพ นิทานหลากหลายประเภท/รปู แบบ ๑๑) การอา่ นอยา่ งอสิ ระตามลาพัง การอ่านรว่ มกัน การอา่ นโดยมีผ้ชู ้แี นะ ๑๒) การเห็นแบบอยา่ งของการอา่ นทถี่ ูกต้อง ๑๓) การสังเกตทิศทางการอ่านตัวอักษร คา และขอ้ ความ ๑๔) การอา่ นและชีข้ ้อความ โดยกวาดสายตาตามบรรทัดจากซา้ ยไปขวา จากบนลงล่าง ๑๕) การสงั เกตตัวอักษรในชือ่ ของตน หรือคาคุน้ เคย ๑๖) การสังเกตตวั อกั ษรท่ีประกอบเป็นคาผ่านการอา่ นหรือเขียนของผู้ใหญ่ ๑๗) การคาดเดาคา วลี หรอื ประโยคท่มี ีโครงสรา้ งซ้าๆกนั จากนิทาน เพลง คาคลอ้ งจอง ๑๘) การเล่นเกมทางภาษา ๑๙) การเห็นแบบอย่างของการเขยี นทถี่ กู ตอ้ ง ๒๐) การเขยี นรว่ มกนั ตามโอกาส และการเขยี นอสิ ระ ๒๑) การเขียนคาทีม่ คี วามหมายกับตัวเดก็ /คาคุน้ เคย ๔.๒ กำรคดิ รวบยอด กำรคิดเชงิ เหตผุ ล กำรตัดสินใจและกำรแกป้ ัญหำ ๑) การสังเกตลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลย่ี นแปลง และความสมั พันธ์ของสงิ่ ต่างๆ โดยใชป้ ระสาทสัมผัสอยา่ งเหมาะสม ๒) การสงั เกตส่งิ ต่างๆและสถานทจ่ี ากมมุ มองที่ต่างกนั ๓) การบอกและแสดงตาแหนง่ ทศิ ทาง และระยะทางของสงิ่ ต่างๆ ด้วยด้วยการกระทา วาดภาพ ภาพถ่าย และรูปภาพ ๔) การเลน่ กบั สือ่ ต่างๆทเี่ ป็นทรงกลม ทรงสี่เหลยี่ มมุมฉากทรงกระบอก ทรงกรวย ๕) การคดั แยก การจดั กลุม่ และการจาแนกสิ่งตา่ งๆตามลกั ษณะและรปู รา่ ง ๖) การต่อของชิ้นเลก็ เตมิ ในช้นิ ใหญ่ใหส้ มบรู ณ์ และการแยกชิ้นส่วน ๗) การทาซ้า การตอ่ เติม และการสรา้ งแบบรูป ๘) การนับและแสดงจานวนของสิง่ ต่างๆในชีวิตประจาวนั ๙) การเปรยี บเทยี บและเรยี งลาดับจานวนของสิง่ ต่างๆ ๑๐) การรวมและการแยกสงิ่ ตา่ งๆ ๑๑) การบอกและแสดงลาดับทข่ี องสง่ิ ต่างๆ ๑๒) การช่ัง ตวง วัดส่งิ ตา่ งๆโดยใชเ้ ครอื่ งมือและหน่วยท่ไี มใ่ ช่มาตรฐาน ๑๓) การจับคู่ การเปรียบเทยี บ และการเรียงลาดับสิ่งตา่ งๆตามลักษณะความยาว/ ความสูง นา้ หนกั ปริมาตร ๑๔) การบอกและเรยี งลาดับกิจกรรมหรือเหตุการณ์ตามชว่ งเวลา ๑๕) การใช้ภาษาทางคณิตศาสตรก์ บั เหตกุ ารณใ์ นชีวติ ประจาวนั ๑๖) การอธิบายเชือ่ มโยงสาเหตุและผลที่เกิดขน้ึ ในเหตุการณห์ รอื การกระทา ๑๗) การคาดเดาหรอื การคาดคะเนสง่ิ ทอ่ี าจเกิดขึน้ อย่างมีเหตผุ ล ๑๘) การมีส่วนร่วมในการลงความเหน็ จากข้อมลู อย่างมีเหตผุ ล ๑๙) การตดั สนิ ใจและมีสว่ นรว่ มในกระบวนการแก้ปัญหา
๔.๓ จินตนำกำรและควำมคิดสร้ำงสรรค์ ๑) การรับร้แู ละแสดงความคดิ ความรู้สึกผ่านสื่อ วสั ดุ ของเล่น และช้ินงาน ๒) การแสดงความคิดสรา้ งสรรคผ์ ่านภาษา ท่าทาง การเคล่ือนไหว และศิลปะ ๓) การสรา้ งสรรค์ช้ินงานโดยใช้รปู ร่างรปู ทรงจากวสั ดุทห่ี ลากหลาย ๔.๔ เจตคตทิ ่ดี ตี อ่ กำรเรยี นรแู้ ละกำรแสวงหำควำมรู้ ๑) การสารวจสิง่ ตา่ งๆ และแหลง่ เรียนรู้รอบตวั ๒) การตัง้ คาถามในเรอ่ื งท่สี นใจ ๓) การสืบเสาะหาความรเู้ พือ่ ค้นหาคาตอบของข้อสงสยั ตา่ งๆ ๔) การมีส่วนร่วมในการรวบรวมขอ้ มูลและนาเสนอขอ้ มูลจากการสืบเสาะหาความรู้ ในรปู แบบตา่ งๆและแผนภูมิอย่างง่ายการมงุ่ มนั่ ในการทากิจกรรม มีสมาธจิ ดจอ่ สำระท่คี วรเรยี นรู้ สาระที่ควรเรียนรู้ เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กท่ีนามาเป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้เด็กเกิดแนวคิด หลงั จากนาสาระการเรยี นรูน้ ั้น ๆ มาจัดประสบการณใ์ ห้เดก็ เพือ่ ใหบ้ รรลจุ ดุ หมายที่กาหนดไว้ ท้งั นี้ ไม่เนน้ การ ท่องจาเนื้อหา ครสู ามารถกาหนดรายละเอยี ดขึน้ เองใหส้ อดคล้องกับวยั ความตอ้ งการ และความสนใจของเด็ก โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์สาคัญ ทั้งนี้ อาจยืดหยุ่นเนื้อหาได้ โดยคานึงถึงประสบการณ์และ สิ่งแวดล้อมในชวี ติ จริงของเด็ก ดังนี้ ๒.๑ เรื่องรำวเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เก่ียวกับชื่อ นามสกุล รูปร่างหน้าตา อวัยวะ ต่างๆวิธีระวังรักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การรับประทานอาหารท่ีเป็นประโยชน์ การ รักษาความปลอดภัยของตนเอง รวมท้ังการปฏิบัติต่อผู้อ่ืนอย่างปลอดภัย การรู้จักประวัติความเป็นมาของ ตนเองและครอบครวั การปฏบิ ัติตนเป็นสมาชิกท่ีดีของครอบครัวและโรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและ ผู้อน่ื การรจู้ กั แสดงความคดิ เหน็ ของตนเองและรับฟงั ความคดิ เหน็ ของผูอ้ ื่น การกากบั ตนเอง การเล่นและทา สงิ่ ตา่ งๆดว้ ยตนเองตามลาพังหรือกับผู้อน่ื การตระหนักรเู้ กีย่ วกับตนเอง ความภาคภมู ใิ จในตนเอง การสะทอ้ น การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดงมารยาทที่ดี การมีคณุ ธรรมจรยิ ธรรม เมือ่ เดก็ มีโอกาสเรยี นรแู้ ลว้ ควรเกิดแนวคดิ ดงั น้ี - ฉันมชี ื่อต้ังแต่เกิด ฉันมีเสียง รูปร่างหน้าตาไม่เหมอื นใคร ฉันภมู ิใจทเ่ี ปน็ ตัวฉนั เอง เป็นคนไทยที่ดี มีมารยาท มีวินัย รู้จักแบ่งปัน ทาสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง เช่น แต่งตัว แปรงฟัน รับประทาน อาหาร ฯลฯ - ฉนั มีอวยั วะต่างๆ เชน่ ตา หู จมกู ปาก ขา มอื ผม นิ้วมอื นิ้วเทา้ ฯลฯ และฉนั รู้จกั วธิ รี กั ษาร่างกาย ใหส้ ะอาด ปลอดภัย มีสขุ ภาพดี - ฉันใชต้ า หู จมูก ลิน้ และผวิ กาย ชว่ ยในการรับร้สู ง่ิ ตา่ งๆ จึงควรดูแลรักษาให้ปลอดภยั - ฉันต้องการอากาศ นา้ และอาหารเพ่อื การดารงชีวิต ฉนั จึงต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออก กาลงั กาย และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเจริญเติบโต - ฉันตระหนักรู้เก่ียวกับตนเองว่า ฉันสามารถเคลื่อนไหวโดยควบคุมของร่างกายไปในทิศทางระดับ และพ้นื ท่ีต่าง ๆ รา่ งกายของฉนั อาจมเี ปลีย่ นแปลงเม่อื ฉันรู้สกึ ไม่สบาย - ฉันเรยี นรูข้ ้อตกลงตา่ งๆ รู้จักระมดั ระวงั รักษาความปลอดภยั ของตนเองและผอู้ ื่นเมือ่ ทางาน เลน่ คน เดียว และเล่นกับผอู้ ่ืน
- ฉันอาจรสู้ ึกดีใจ เสียใจ โกรธ เหน่อื ย หรอื อ่ืนๆ แต่ฉันเรียนรู้ทีจ่ ะแสดงความรสู้ ึกในทางท่ี ดแี ละเหมาะสม เม่อื ฉนั แสดงความคดิ เหน็ หรอื ทาสิง่ ตา่ งๆ ดว้ ยความคิดของตนเอง แสดงวา่ ฉนั มคี วามคดิ สร้างสรรค์ ความคดิ ของฉันเปน็ สง่ิ สาคญั แตค่ นอื่นก็มคี วามคิดทดี่ ีเหมอื นฉันเช่นกนั ๒.๒ เร่ืองรำวเกี่ยวกบั บคุ คลและสถำนที่แวดล้อมเดก็ เด็กควรเรยี นร้เู กยี่ วกบั ครอบครัว สถานศกึ ษา ชุมชน และบุคคลต่างๆ ทเ่ี ด็กต้องเก่ยี วข้องหรือใกล้ชิดและมีปฏิสมั พนั ธ์ในชีวิตประจาวัน สถานที่ สาคัญ วันสาคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนธรรมในชุมชน สัญลักษณ์สาคัญของชาติไทย และการปฏบิ ัติตามวฒั นธรรมท้องถิน่ และความเปน็ ไทย หรือแหลง่ เรยี นรู้จากภมู ปิ ัญญาทอ้ งถิ่นอน่ื ๆ เมอื่ เด็กมี โอกาสเรียนรูแ้ ล้วควรเกิดแนวคิด ดังนี้ - ทุกคนในครอบครัวของฉันเป็นบุคคลสาคัญ ต้องการท่ีอยู่อาศัย อาหาร เส้ือผ้า และยารักษาโรค รวมท้ังต้องการความรัก ความเอ้ืออาทร ช่วยดูแลซึ่งกันและกัน ช่วยกันทางานและปฏิบัติตามข้อตกลงภายใน ครอบครัว ฉันต้องเคารพ เชื่อฟังพ่อแม่และผู้ใหญ่ในครอบครัว ปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกาลเทศะ ครอบครัว ของฉันมีวันสาคญั ตา่ งๆ เช่น วันเกดิ ของบคุ คลในครอบครัว วันทาบุญบ้าน ฉันภูมใิ จในครอบครวั ของฉนั - สถานศึกษาของฉันมีช่อื เป็นสถานที่ท่เี ด็กๆ มาทากิจกรรมรว่ มกนั และทาให้ไดเ้ รยี นรู้ ส่ิงต่างๆ มากมาย สถานศึกษาของฉันมีคนอยู่ร่วมกันหลายคน ทุกคนมหี น้าทร่ี ับผดิ ชอบ ปฏิบตั ิตามกฏระเบียบ ช่วยกันรักษาความสะอาดและทรัพย์สมบัติของสถานศึกษา ครูรักฉันและเอาใจใส่ดูแลเด็กทุกคน เวลาทา กจิ กรรมฉนั และเพือ่ นจะชว่ ยกนั คดิ ชว่ ยกนั ทา รับฟังความคดิ เหน็ และรับรูค้ วามรูส้ กึ ซ่ึงกันและกนั - ท้องถ่ินของฉันมีสถานท่ี บุคคล แหล่งวิทยากร แหล่งเรยี นรู้ต่างๆ ท่ีสาคัญ คนในท้องถ่ินที่ฉันอาศัย อยู่มีอาชีพที่หลากหลาย เช่น ครู แพทย์ ทหาร ตารวจ ชาวนา ชาวสวน พ่อค้า แม่ค้า ท้องถ่ินของฉันมีวัน สาคัญของตนเองซงึ่ จะมีการปฏิบตั ิกิจกรรมทแี่ ตกตา่ งกนั ไป - ฉันเป็นคนไทย ฉนั ภูมิใจในความเป็นไทยทม่ี ีวันสาคัญของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตรยิ ์มีภาษา วฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณีของชาตแิ ละทอ้ งถนิ่ หลายอยา่ ง ฉันและเพอ่ื นนับถอื ศาสนาหรือมีความเช่ือ ที่เหมอื นกนั หรอื แตกต่างกันได้ ศาสนาทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี ๒.๓ ธรรมชำติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เก่ียวกับชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบ การเปล่ียนแปลงและ ความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเก่ียวกับดิน น้า ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัยธรรมชาติแรง และพลังงานในชีวิตประจาวันท่ีแวดล้อมเด็ก รวมท้ังการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมและการรักษาสาธารณสมบัติ เม่อื เด็กมีโอกาสเรียนรู้แล้วควรเกิดแนวคดิ ดงั น้ี - ธรรมชาติรอบตัวฉันมีท้ังสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวติ สิ่งมีชีวิตต้องการอากาศ แสงแดด น้าและอาหาร เพื่อเจริญเติบโต ส่ิงมีชีวิตสามารถปรับตัวให้เข้ากับลักษณะลมฟ้าอากาศในแต่ละวันหรือฤดู และยังต้องพ่งึ พา อาศัยซ่ึงกันและกัน สาหรับสิ่งไม่มีชีวิต เช่น น้า หิน ดิน ทราย มีรูปร่าง รูปทรง ลักษณะ สีต่าง ๆ และมปี ระโยชน์ - ลักษณะลมฟ้าอากาศรอบตัวแต่ละวันอาจเหมือนหรือแตกต่างกันได้ บางคร้ังฉันคาดคะเน ลักษณะ ลมฟา้ อากาศได้จากสิง่ ตา่ งๆ รอบตวั เช่น เมฆ ทอ้ งฟา้ ลม ในเวลากลางวนั เป็นช่วงเวลาท่ีดวงอาทติ ย์ขนึ้ จนดวง อาทิตย์ตก คนส่วนใหญจ่ ะต่ืนและทางาน ส่วนฉันไปโรงเรยี นหรอื เล่น เวลากลางคนื เป็นชว่ งเวลาท่ีดวงอาทิตย์ ตกจนดวงอาทติ ย์ขึ้น ฉนั และคนส่วนใหญ่จะนอนพักผอ่ นตอนกลางคืน กลางวันและกลางคนื มลี ักษณะแตกต่าง กัน เช่น ท้องฟ้าในเวลากลางวันเป็นสีฟ้าในเวลากลางคืนเป็นสีดา กลางวันมีแสงสว่างแต่กลางคืนมืด อากาศ เวลากลางวันร้อนกว่าเวลากลางคืน
- เมอื่ ฉันออกแรงกระทาต่อสง่ิ ของด้วยวธิ ตี ่างๆ เช่น ผลัก ดงึ บบี ทบุ ตี เป่า เขย่า ดีด สิ่งของจะมีการ เปล่ียนแปลงรูปร่าง การเคล่ือนที่ และเกดิ เสียงแบบตา่ ง ๆ - แสงและไฟฟ้า ได้มาจากแหล่งพลังงาน เช่น ดวงอาทิตย์ ลม น้า เช้ือเพลิง แสงช่วยให้เรามองเห็น เมื่อมีสิง่ ตา่ ง ๆ ไปบังแสงจะเกดิ เงา ไฟฟ้าทาใหส้ ่ิงของเครอื่ งใช้บางอย่างทางานได้ ช่วยอานวยความสะดวกใน ชีวิตประจาวัน การนาพลังงานมาใช้ทาให้แหล่งพลังงานบางอย่างมีปริมาณลดลง เราจึงต้องใช้พลังงานอย่าง ประหยดั - ส่ิงแวดล้อมตามธรรมชาติรอบตัวฉัน เช่น สัตว์ พืช น้า ดิน หิน ทราย สภาพของลมฟ้าอากาศ เปน็ สิ่งจาเป็นสาหรบั ชวี ิตต้องได้รับการอนุรักษ์ สิ่งแวดลอ้ มทมี่ นษุ ย์สร้างข้นึ รอบๆ ตวั ฉัน เช่น สง่ิ ของเคร่ืองใช้ บา้ นอย่อู าศยั ถนนหนทาง สวนสาธารณะ สถานที่ตา่ งๆ เป็นสิง่ ท่ีใชป้ ระโยชน์ร่วมกัน ทกุ คนรวมทง้ั ฉนั ช่วยกัน อนรุ ักษ์สิง่ แวดล้อมและรักษาสาธารณสมบตั ิโดยไมท่ าลายและบารุงรกั ษาให้ดีข้ึนได้ ๒.๔ สิ่งต่ำงๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เก่ียวกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายในชีวิตประจาวัน ความรู้พ้ืนฐานเก่ียวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักช่ือ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น้าหนัก จานวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์ การใช้งาน และการเลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการส่ือสาร ต่าง ๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจาวันอย่างประหยัด ปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เมื่อเด็กมีโอกาส เรยี นรแู้ ลว้ เดก็ ควรเกดิ แนวคิด ดังนี้ - ฉันใช้ภาษาทงั้ ฟงั พูด อ่าน เขยี น เพอ่ื การสอื่ ความหมายในชวี ติ ประจาวัน ฉันติดตอ่ สื่อสารกบั บุคคล ต่าง ๆ ได้หลายวิธี เช่น โดยการไปมาหาสู่ โทรศัพท์ จดหมาย หรือเคร่ืองมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารต่างๆ และฉนั ทราบขา่ วความเคลอ่ื นไหวต่าง ๆ รอบตัวด้วยการสนทนา ฟงั วิทยุ ดูโทรทศั น์ และอา่ นหนังสือ หนงั สือ เปน็ สื่อในการถ่ายทอดความรู้ ความคดิ ความรู้สึกไปยงั ผู้อ่าน ถ้าฉันชอบอ่านหนงั สือฉันก็จะมคี วามรู้ความคิด มากขึ้น ฉันสามารถรวบรวมข้อมูลง่ายๆ นามาถ่ายทอดให้ผู้อ่ืนเข้าใจได้โดยนาเสนอด้วยรูปภาพ สัญลักษณ์ แผนผัง ผงั ความคิด แผนภูมิ - สง่ิ ตา่ งๆ รอบตัวฉันสว่ นใหญ่มีสี ยกเวน้ กระจกใส พลาสตกิ ใส สีมีอยู่ทกุ หนทกุ แหง่ ที่ฉนั สามารถเห็น ตามดอกไม้ เสอ้ื ผ้า อาหาร รถยนต์ และอนื่ ๆ สที ีฉ่ ันเห็นมีช่ือเรยี กต่างๆ กนั เชน่ แดง เหลือง นา้ เงนิ สีแต่ละสี ทาใหเ้ กดิ ความรสู้ ึกต่างกนั สบี างสีสามารถใชเ้ ป็นสญั ญาณหรือสญั ลกั ษณ์สื่อสารกนั ได้ - สิ่งต่างๆ รอบตัวฉันมีช่ือ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น้าหนัก และ ส่วนประกอบต่าง ๆ กัน สามารถจาแนกประเภทตามชนิด ขนาด สี พ้ืนผวิ วสั ดุ รูปรา่ ง รูปทรง หรอื ประโยชน์ ในการใชง้ าน - ฉันสามารถสังเกตเห็นการเปล่ียนแปลงของส่ิงต่างๆ รอบตัว เช่น การเจริญเติบโตของมนุษย์ สัตว์ หรือพืช การเปลี่ยนแปลงของสภาพของลมฟ้าอากาศ การเปล่ียนแปลงของสิ่งต่าง ๆ จากการทดลองอย่าง ง่ายๆ หรือการประกอบอาหาร และฉันสามารถเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น การนาส่ิงต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ ความสัมพันธ์ระหว่างการกระทาบางอย่างกับผลท่ีเกิดข้ึน เช่น ถ้ารับประทานอาหารแล้วไม่ แปรงฟนั ฟันจะผุ ถา้ ใส่นา้ ตาลลงไปในน้าแลว้ น้าตาลจะละลาย ถา้ ปลอ่ ยสงิ่ ของจากทส่ี งู แล้วสง่ิ ของจะตกลงมา - การนับสิ่งต่างๆ ทาให้ฉันรู้จานวนสิ่งของ และจานวนนับน้ันเพ่ิมหรือลดได้ ฉันรู้ว่าส่ิงของแต่ละชิ้น นับไดเ้ พียงครัง้ เดยี ว ไม่นับซ้า และเสยี งสดุ ท้ายท่นี ับเป็นตวั บอกปริมาณ
- ฉันเปรียบเทียบและเรียงลาดับสิ่งของต่างๆ ตามลักษณะ รูปร่าง รูปทรง จานวน ขนาด น้าหนัก ปริมาตร สิ่งทช่ี ่วยฉันในการสังเกต เช่น แวน่ ขยาย ส่งิ ทช่ี ่วยในการ ชัง่ ตวง วดั มีหลายอยา่ ง เช่น เครื่องชงั่ สอง แขนอยา่ งง่าย ถ้วย ช้อน เชอื ก วสั ดสุ งิ่ ของอน่ื ๆ ท่ฉี ันอาจใชก้ ารคาดคะเนหรอื กะประมาณ - ฉันใช้คาท่เี กยี่ วกับเวลาในชีวติ ประจาวนั เช่น กลางวัน กลางคนื กอ่ น หลัง เชา้ บา่ ย เย็น เมือ่ วานนี้ วนั นี้ พร่งุ นี้ - ฉันใช้เงินเหรยี ญและธนบัตรในการซื้อขนมและอาหาร ตวั เลขทอี่ ยู่บนเหรียญและธนบัตรจะบอกค่า ของเงิน - ฉันใช้ตัวเลขในชีวิตประจาวัน เช่น วันที่ ชั้นเรียน อายุ บ้านเลขที่ นาฬิกา หรือ เบอร์โทรศัพท์ และใช้ตวั เลขในการบอกปริมาณของส่งิ ต่างๆ และแสดงอนั ดับท่ี - สิ่งของเคร่ืองใช้มีหลายชนดิ และหลายประเภท เช่น เคร่ืองใช้ในการทาสวนเพาะปลูก การก่อสร้าง เคร่ืองใช้ภายในบ้าน เราใช้สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ช่วยอานวยความสะดวกในการทางาน ขณะเดียวกันก็ต้อง ระมดั ระวังในการใช้งาน เพราะอาจเกดิ อนั ตรายและความเสยี หายได้ถา้ ใช้ผิดวธิ ีหรอื ใช้ผิดประเภท เมอื่ ใช้แล้ว ควรทาความสะอาดและเกบ็ เขา้ ทใี่ ห้เรียบร้อย เราควรใช้สิ่งของเครือ่ งใช้อยา่ งประหยดั และรักษาสิ่งแวดล้อม - ฉันเดินทางจากท่ีหน่ึงไปยังที่หนึ่งได้ด้วยการเดินหรือใช้ยานพาหนะ พาหนะบางอย่างท่ีฉันเห็น เคลอื่ นท่ีได้โดยการใชเ้ คร่ืองยนต์ ลม ไฟฟ้า หรอื คนเป็นผทู้ าให้เคล่อื นที่ คนเราเดนิ ทางหรือขนส่งได้ทง้ั ทางบก ทางน้า ทางอากาศ พาหนะท่ีใช้เดินทาง เช่น รถยนต์ รถเมล์ รถไฟ เคร่ืองบิน เรือ ผู้ขับขี่จะต้องได้รับ ใบอนุญาตขับข่ี และทาตามกฏจราจรเพอ่ื ความปลอดภัยของทุกคน และฉันต้องเดินบนทางเท้า ข้ามถนนตรง ทางมา้ ลายสะพานลอยหรอื ตรงทม่ี ีสัญญาณไฟ เพอื่ ความปลอดภัยและตอ้ งระมดั ระวงั เวลาข้าม
สำระกำรเรยี นรรู้ ำยปี มำตรฐำนที่ ๑ รำงกำยเจริญเติบโตตำมวยั ตวั บงชี้ สภำพท่ีพึงประสงค ชนั้ อ.๑ ช้ัน อ.๒ ชน้ั อ.๓ ป (๓ – ๔ ป) (๔ -๕ ป) (๕ – ๖ ป) ๑.๑ น้าหนกั ๑.๑.๑ นา้ หนกั ๑.๑.๑ น้าหนกั ๑.๑.๑ นา้ หนกั ดานรางกาย และ และสวนสูง และสวนสงู ตาม และสวนสูงตาม และสวนสงู ตาม ๑.การปฏบิ ตามเกณฑ เกณฑของกรม เกณฑของ กรม เกณฑของ กรม กิจวัตรประ ๒.การรบั ป อนามยั อนามัย อนามัย นอน การอ ดานสติปญ ๑.การชั่ง ต เคร่อื งมือ มาตรฐาน ๒.การจับค เรยี งลาดับ ยาว/ ความ
พัฒนำกำรดำ้ นรำ่ งกำย สำระกำรเรียรรู ำยป ประสบกำรณ์สำคญั สำระทีค่ วรเรียนรู ย ตัวเด็ก บตั ิตนตามสุขอนามยั สุขนสิ ยั ที่ดีใน ๑.อาหารทีช่ วยใหร่างกายเจรญิ เตบิ โต ะจาวัน ๒.การพักผอน ประทานอาหารท่มี ีประโยชน การ ๓.การออกกาลงั กาย ออกกาลังกาย สิง่ ตางๆรอบตัว ญญา ๑.เคร่อื งมือทีใ่ ชช่ังนา้ หนกั วดั สวนสูง ตวง วัดสิ่งตางๆ โดยใช ๒.หนวยท่ีใชบอกนา้ หนกั -กิโลกรัม/ และหนวยทไี่ มใชหนวย หนวยทใี่ ชบอกความสูง-เซนตเิ มตร ๓.การเปรยี บเทยี บและเรียงลาดบั สิง่ ของ คู การเปรียบเทยี บ และการ สิ่งต่างๆ ตามลักษณะ ความ ตางๆ ตาม น้าหนกั ความสูง มสูง นา้ หนัก ปรมิ าตร
๑.๒ มสี ขุ ภาพ ๑.๒.๔ ออกกาลัง ๑.๒.๔ ออกกาลัง ๑.๒.๔ ออกกาลัง ดานรางกา อนามัยและ กายเปนเวลา กายเปนเวลา กายเปนเวลา ๑.การเลน สุขนสิ ัยท่ีดี ๒.การเคล (ตอ) ๓.การเลน ๔.การละเล ๕.การเลน ๖.การเลน ๗.การปฏิบ ๘.การเคล ระดับ และ ด้านอารมณ ๑.การเลนอ ๒.การเลนน ดานสงั คม ๑.การใหค ๒.การเลน ๓.การปฏบิ ดานสตปิ ญ ๑.การฟงแ
าย ตัวเดก็ นอสิ ระ ลอื่ นไหวขามส่งิ กีดขวาง ๑.ประโยชนของการออกกาลงั กาย นเครือ่ งเลนอยางปลอดภัย ๒.การเลนเครื่องเลนสนามอยางถูกวธิ ี ลนพืน้ บานไทย ๓.การรักษาความสะอาดรางกายหลงั นนอกหองเรียน การเลน และ ออกกาลงั กาย ๔.การเลนและทากิจกรรมรวมกบั ผูอนื่ นเคร่ืองเลนสนาม ๕.ระมัดระวงั รกั ษาความปลอดภัยของ บตั ิตนใหปลอดภัยในกจิ วตั รประจาวนั ตนเอง ล่ือนไหวโดยควบคุมตนเองไปในทศิ ทาง บคุ คลและสถานท่แี วดลอมเด็ก ะพ้นื ที่ ๑. การละเลนพ้ืนบานไทย ณและจิตใจ อสิ ระ นอกหองเรยี น ม ความรวมมือในการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตางๆ นและทางานรวมกับผูอนื่ บัติตนเปนสมาชิกทด่ี ขี องหองเรยี น ญญา และปฏิบตั ติ ามคาแนะนา
๑.๓ รกั ษา ๑.๓.๑ เลนและ ๑.๓.๑ เลนและ ๑.๓. เลน ดานรางกาย ความ ปลอดภัย ทากิจกรรมอยาง ทากจิ กรรมอยาง ทากิจกรรมและ ๑. การปฏบิ ัต ของ ปลอดภัยเมื่อ ปฏบิ ตั ติ อผอู ื่น ประจาวัน ตนเองและผูอื่น มีผูชี้แนะ ปลอดภัยดวย ๒. การฟงนิท ตนเอง อยาง เก่ียวกับ การป ปลอดภัย ปลอดภยั ๓. การเลนบท ๔. การเลนเค ดานสังคม ๑. การเลนอิส ๒. การเลนรา ๓. การเลนนอ ๔. การเลนแล ๕. การเลนหร ดานสตปิ ญญา ๑. การฟงเพล รอง หรือเรอื่ ง ๒. การฟงแล ๓. การพดู กบั ตนเอง หรอื พดู ๔. การอานห ประเภท/ รปู แ ๕. การอธบิ า ในเหตุการณห
ตัวเดก็ ติตนใหปลอดภยั ในกิจวตั ร ๑.การรักษาความปลอดภยั ของตนเองและ ทาน เร่ืองราวเหตุการณ การปฏบิ ตั ติ อ่ ผูอน่ื อยางปลอดภัยในชวี ติ ปองกนั และรักษาความ ประจาวัน ๒.การปฏิบัตติ ามขอตกลงตางๆ ๓.การรูจักระมัดระวงั รกั ษาความปลอดภัย ทบาทสมุมติเหตุการณตางๆ ของตนเองและผูอืน่ เมือ่ ทางาน เลนคนเดียว คร่ืองเลนอยางปลอดภัย และเลนกบั ผูอื่น สระ ๔.การปฏบิ ตั ิตนอยางเหมาะสมเมอ่ื ายบุคคล กลุมยอย กลุมใหญ เจ็บปวย อกหองเรยี น ๕.การระวงั ภยั จากคนแปลก หนาและอบุ ัตภิ ัยตางๆ ละทางานรวมกับผูอน่ื รือทากิจกรรมรวมกบั กลุมเพอื่ น า ส่ิงตางๆรอบตวั ลง นิทาน คาคลองจอง บทรอยก ๑.การระมดั ระวงั อันตรายจากการใชสง่ิ ของ งราวตางๆ เครอ่ื งใชตางๆ เชน เครอ่ื งใชในการทาสวน ละปฏบิ ตั ติ ามคาแนะนา การเพาะปลูก บผูอื่นเก่ียวกบั ประสบการณของ การกอสราง เครื่องใชภายใน บาน ดเลา เรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง ๒.การระมดั ระวงั และรักษาความปลอดภยั หนังสือภาพ นิทานหลากหลาย ใน การเดนิ ทาง แบบ ๓.การระมัดระวงั และรักษาความปลอดภัยใน ายเช่ือมโยงสาเหตุและผลทีเ่ กิดขึ้น การขามถนน ๔.การปฏบิ ัติตามกฎจราจร หรือการกระทา ๕.ปาย/ สัญลกั ษณ เกีย่ วกบั การระมดั ระวงั อันตรายท่ีพบเหน็ ในชีวิตประจาวัน
มำตรฐำนท่ี ๒ กล้ำมเนอ้ื ใหญแ่ ละกล้ำมเนื้อเลก็ แข็งแรง ใช้ได้อย่ำงคลอ สภำพทีพ่ ึงประสงค ตวั บงชี้ ชนั้ อ. ๑ ช้ัน อ.๒ ช้ัน อ.๓ (๓ – ๔ ป) (๔ -๕ ป) (๕ – ๖ ป) ๒.๑ เคลอ่ื นไหว ๒.๑.๑ เดินตาม ๒.๑.๑ เดนิ ตอเทา ๒.๑.๑ เดินตอเทา ดานรา รางกายอยาง แนวทีก่ าหนดได ไปขางหนา คลองแคลว ถอยหลังเปน เสน ๑.การ ประสานสัมพันธ ตรงไดโดย ไมตอง ๒.การ และทรงตัวได ทิศทาง กางแขน ดานสงั ๑.การ ตางๆ ๒.๑.๒ กระโดด ๒.๑.๒ กระโดด ขา ๒.๑.๒ กระโดด ขา ดานรา สองขาขึ้นลง เดียวอยูกับที่ เดยี วไปขางหนา ได ๑.การ อยกู บั ทไ่ี ด ไดโดยไมเสีย อยางตอเนื่อง ๒.การ การทรงตัว ทศิ ทาง ดานส ๑.การ ตางๆ
องแคลว่ และประสำนสมั พนั ธก์ ัน สำระกำรเรยี นรูรำยป ประสบกำรณสำคัญ สำระทีค่ วรเรียนรู างกาย เรอื่ งราวเก่ยี วกบั ตัวเดก็ ๑.อวัยวะและหนาทขี่ องอวัยวะ รเคลื่อนไหวเคล่อื นท่ี ตางๆ รเคลือ่ นไหวโดยควบคุมตนเองไปใน ๒.การตระหนกั รเู กีย่ วกับตนเองใน ง ระดับ และพืน้ ท่ี การ เคล่ือนไหวร่างกาย งคม รใหความรวมมือในการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม างกาย เรื่องราวเกยี่ วกับตวั เด็ก รเคลือ่ นไหวเคลื่อนที่ ๑.อวัยวะและหนาท่ขี องอวยั วะ รเคล่ือนไหวโดยควบคมุ ตนเองไปใน ตางๆ ง ระดบั และพนื้ ท่ี สังคม ๒.การตระหนักรเู กยี่ วกับตนเองใน รใหความรวมมือในการปฏิบตั กิ ิจกรรม การ เคลอื่ นไหวรางกาย
สภำพที่พงึ ประสงค ตวั บงชี้ ชน้ั อ. ๑ ช้ัน อ.๒ ชนั้ อ.๓ (๓ – ๔ ป) (๔ -๕ ป) (๕ – ๖ ป) ๒.๑ เคลอ่ื นไหว ๒.๑.๓ วิง่ แลว ๒.๑.๓ วิง่ หลบหลีก ๒.๑.๓ วง่ิ หลบ ดานรา รางกายอยาง หยุดได สิ่งกดี ขวางได หลกี ส่งิ กีดขวาง ๑.การเ คลองแคลว ประสานสมั พันธ ได อยางคลอง ๒.การเ และทรงตัวได แคลว ทิศทาง ๓.การเ ดานสัง ๑.การใ ตางๆ ดานสต ๑.การส มุมมอง
สำระกำรเรยี นรูรำยป ประสบกำรณสำคญั สำระทคี่ วรเรียนรู างกาย เร่อื งราวเก่ียวกับตวั เด็ก เคลือ่ นไหวเคลอ่ื นท่ี ๑.อวยั วะและหนาท่ีของอวยั วะตางๆ เคลอื่ นไหวโดยควบคุมตนเองไปใน ๒.การตระหนักรเู กยี่ วกบั ตนเองในการ ง ระดับ และพ้นื ท่ี เคล่อื นไหวรางกาย เคล่อื นไหวขามสง่ิ กดี ขวาง งคม ใหความรวมมอื ในการปฏบิ ัติกิจกรรม ติปญญา สงั เกตส่งิ ตางๆ และสถานท่ีจาก งท่ตี างกัน
๒.๑.๔ รบั ลูกบอล ๒.๑.๔รับลูกบอล ๒.๑.๔รับลูกบอล ดานรา โดยใชมอื และ โดยใชมือท้ัง ๒ ขาง ท่กี ระดอนขน้ึ จาก ๑.การเ ลาตวั ชวย พื้นได การใช โยน กา ดานสงั ๑.การใ ตางๆ ๒.การเ ๓.การเ ดานสต ๑.การส เปล่ยี น โดยใชป ๒.การค เกดิ ขน้ึ
างกาย เรือ่ งราวเกย่ี วกับตวั เด็ก เคลื่อนไหวท่ีใชการประสานสัมพนั ธของ ๑.อวยั วะและหนาทขี่ อง กลามเนอ้ื ใหญ ในการขวาง การจับ การ อวยั วะตางๆ ารเตะ ๒.การตระหนกั รเู ก่ียวกับ งคม ตนเองในการ เคลอ่ื นไหวราง ใหความรวมมอื ในการปฏบิ ตั กิ จิ กรรม กาย ส่งิ ตางๆรอบตวั เลนอิสระ ๑.ลูกบอล-รูปราง ลักษณะ เลนรายบุคคล กลุมยอย กลมุ ใหญ และการเคลอ่ื นที่ ติปญญา สังเกตลกั ษณะสวนประกอบการ นแปลง และความสมั พนั ธของสง่ิ ตางๆ ประสาทสมั ผสั อยางเหมาะสม คาดเดาหรอื การคาดคะเนส่งิ ทีอ่ าจจะ น อยางมเี หตุผล
สภำพที่พึงประสงค ตัวบงชี้ ชัน้ อ. ๑ ชนั้ อ.๒ ชนั้ อ.๓ (๓ – ๔ ป) (๔ -๕ ป) (๕ – ๖ ป) ๒.๒ ใชมือ-ตา ๒.๒.๑ ใชกรรไกร ๒.๒.๑ ใชกรรไกร ๒.๒.๑ ใชกรรไกร ด้าน ประสานสมั พนั ธ ตดั กระดาษขาด ตดั กระดาษตาม ตัดกระดาษตาม ๑.กา กัน จากกันไดโดยใช แนวเสนตรงได แนวเสนโคงได การป ๒.กา มอื เดยี ว ประ ดาน ๑.กา ๒.กา ดาน ๑.กา
สำระกำรเรยี นรูรำยป ประสบกำรณสำคัญ สำระทค่ี วรเรียนรู นรางกาย ส่ิงตางๆรอบตัว ารหยิบจบั การใชกรรไกร การฉกี การตดั ๑.กรรไกร -รูปราง ลักษณะ การใช ปะ และการรอยวัสดุ งาน ารปฏิบตั ิตนใหปลอดภยั ในกิจวตั ร ๒.การระมดั ระวงั ในการใชกรรไกร ะจาวนั ๓.การทางานศลิ ปะสรางสรรค นอารมณและจิตใจ ารทากจิ กรรมศิลปะตางๆ ารทางานศิลปะ นสติปญญา ารรับรู และแสดงความคิด ความรูสกึ
๒.๒.๒ เขยี นรูป ๒.๒.๒ เขยี นรูป ๒.๒.๒ เขยี นรปู ดาน วงกลมตามแบบได ส่ีเหลี่ยมตาม สามเหล่ียม ตาม ๑.กา แบบได อยางมี ดาน มุม ชัดเจน แบบไดอยาง มมี ุม ๑.กา ชัดเจน ดาน ๑.กา สเ่ี หล ๒.กา รปู ๓.กา สงิ่ ตา่
นรางกาย สิ่งตางๆรอบตัว ารเขียนภาพและการเลนกับสี ๑.รปู รางลักษณะของ รปู วงกลม นอารมณและจิตใจ รปู สเ่ี หล่ียม รปู สามเหลี่ยม ารทากจิ กรรมศิลปะตางๆ ๒.สงิ่ ตางๆรอบตัวทีม่ ลี กั ษณะเปน นสตปิ ญญา รปู วงกลม รูปสี่เหล่ยี ม รูปสามเหล่ยี ม ารเลนกับสอ่ื ตางๆ ท่ีเปนทรงกลม ทรง ลี่ยมมุมฉาก ทรงกระบอก กรวย ารทาซ้า การตอเติม และการสรางแบบ ารคดั แยก การจัดกลุม และการจาแนก างๆ ตามลักษณะและรปู ราง รูปทรง
สภำพทพี่ ึงประสงค ตวั บ่งช้ี ชัน้ อ. ๑ ชนั้ อ.๒ ชนั้ อ.๓ (๓ – ๔ ป) (๔ -๕ ป) (๕ – ๖ ป) ๒.๒.๓ รอยวสั ดุท่ี ๒.๒.๓ รอยวัสดุ ๒.๒.๓ รอยวัสดทุ ี่มี ดานรางก มี รขู นาดเสนผาน ทีม่ ี รูขนาดเสน รขู นาดเสนผาน ๑.การห ศูนยกลาง ผานศนู ยกลาง การปะ 1 ซม.ได 0.5 ซม. ได ศูนยกลาง ดานอาร 0.25 ซม.ได ๑.การสร ๒.การทา ๓.การปฏ ความสาม ดานสงั ค ๑.การใช ดานสตปิ ๑.การต และการ ๒.การท
สำระกำรเรียนรรู ำยป ประสบกำรณสำคัญ สำระทค่ี วรเรียนรู กาย ส่งิ ตางๆรอบตวั หยิบจบั การใชกรรไกร การฉกี การตัด ๑.การปฏิบตั ิกิจกรรมศิลปะ – และการรอยวสั ดุ รมณและจิตใจ การรอยวสั ดุ รางสรรคสิ่งสวยงาม างานศลิ ปะ ฏบิ ัติกิจกรรมตางๆตาม มารถของตนเอง คม ชวัสดุและสิ่งของเครอ่ื งใชอยางคุมคา ปญญา ตอของช้นิ เล็กเตมิ ในช้ินใหญใหสมบูรณ รแยกช้นิ สวน ทาซา้ การตอเติม และการสรางแบบรปู
พัฒนำกำรดำนอำร มำตรฐำนท่ี 3 มสี ขุ ภำพจิตดีและมีควำมสขุ สภำพท่พี งึ ประสงค ตวั บงช้ี ช้ัน อ. ๑ ช้นั อ.๒ ชัน้ อ.๓ (๓ – ๔ ป) (๔ -๕ ป) (๕ – ๖ ป) ๓.๑ แสดงออก ๓.๑.๑ แสดง ๓.๑.๑ แสดง ๓.๑.๑ แสดง ดานอารมณ อารมณ ความรู อารมณ อารมณ ความรู ๑.การฟงเพ ทางอารมณได สึก ไดเหมาะสม ความรูสกึ สกึ ไดสอดคลอง ปฏกิ ริ ยิ า โต อยางเหมาะสม กับบาง กบั สถานการณ ๒.การเคลือ่ น สถานการณ อยางเหมาะสม ๓.การเลนบ ไดตามสถาน การณ ๔.การทากิจ ๕.การสรางส ๖.การพูดสะ ๗.การแสดง เมื่อผูอื่นเศร ปลอบโยนเม ๘.การฟงนิท ๙.การรวมส คิดเหน็ เชิง ดานสงั คม ๑.การรวมส ๒.การเลนแ ๓.การเลนห ๔.การปฏบิ
รมณ จติ ใจ สำระกำรเรยี นรูรำยป ประสบกำรณสำคัญ สำระที่ควรเรียนรู ณ-จติ ใจ ตัวเดก็ พลง การรองเพลง และการแสดง ๑.การสะทอนการรบั รู้อารมณและ ตตอบเสียงดนตรี ความรูสึกของตนเองและผูอืน่ นไหวตามเสยี งเพลง/ดนตรี ๒.การแสดงออกทางอารมณและ บทบาทสมมติ ความรูสึก ดีใจ เสียใจ โกรธ เหนอ่ื ย จกรรมศิลปะตางๆ หรืออื่นๆในทาง ที่ดีและเหมาะสม สรรคสิ่งสวยงาม ๓.การแสดงมารยาททดี่ ี ะทอนความรูสึกของตนเองและผูอื่น ๔.การมีคณุ ธรรมจรยิ ธรรม งความยินดีเมอื่ ผูอน่ื มีความสขุ เห็นใจ บุคคลและสถานที่แวดลอมเด็ก ราหรอื เสียใจ และการชวยเหลอื ๑.การปฏิบัตติ นใหถูกตองตาม ม่ือผูอืน่ ไดรบั บาดเจบ็ ทานเกย่ี วกบั คุณธรรม จรยิ ธรรม กาลเทศะ ทง้ั ภายในครอบครัวและใน สนทนาและแลกเปลย่ี นความ สถานท่ีตางๆ งจรยิ ธรรม ๒.การรบั รูความรูสึกของบุคคลตางๆ สนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเหน็ ทเ่ี ด็ก ตองเกี่ยวของหรอื ใกลชิดและมี และทางานรวมกับผูอืน่ ปฏิสัมพันธ ในชวี ติ ประจาวัน หรือทากจิ กรรมรวมกบั กลุมเพอื่ น บัติตนเปนสมาชกิ ที่ดขี องหองเรยี น
๓.๒ มีความรูสึก ๓.๒.๑ กลาพดู กลา ๓.๒.๑ กลาพดู ๓.๒.๑ กลาพูด ดานอารมณ กลา แสดงออก กลาแสดงออก ๑.การฟงเพ ท่ีดตี อตนเอง และ แสดงออก อยาง เหมาะสม ปฏิกิรยิ า โต ผูอื่น บางสถานการณ อยางเหมาะสม ๒.การเคล่ือ ตาม สถานการณ ๓.การเลนบ ๔.การรองเ ๕.การเลนอ ๖.การเลนร ๗.การใหคว ๘.การรวมส เชงิ จรยิ ธรรม ๙.การพูดส ๑๐.การปฏบิ ของตนเอง ๑๑.การแส เม่ือผูอนื่ เศร ปลอบโยนเม ๑๒.การเลน เปน คนไทย ๑๓.การปฏ และ ประเพ
ณและจติ ใจ ตวั เด็ก พลง การรองเพลง และการแสดง ตตอบเสยี งดนตรี ๑.การเลนและทาสิง่ ตางๆ อนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี ๒.การแสดงออกทางอารมณและความ รสู กึ อยางเหมาะสม บทบาทสมมติ ๓.การแสดงความคดิ เห็นหรอื ทาสงิ่ เพลง ตางๆ ดวยความคดิ ของตนเอง อิสระ ๔.การแสดงมารยาททีด่ ี/การแสดง ความ เคารพ รายบคุ คล กลุมยอย กลุมใหญ ๕.การปฏิบัตติ นเปนสมาชกิ ที่ดีของ วามรวมมือในการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมตางๆ ครอบครัวและโรงเรยี น สนทนาและแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ ๖.การรูจกั แสดงความคิดเหน็ ของ ม ตนเอง และรบั ฟงความคดิ เห็นของผู สะทอนความรูสึกของตนเองและผูอ่นื อื่น บตั ิกิจกรรมตางๆตามความสามารถ ๗.การเคารพสิทธขิ องตนเองและผูอนื่ สดงความยนิ ดเี ม่ือผูอ่นื มคี วามสขุ เห็นใจ ๘.การเคลอื่ นไหวรางกายไปในทศิ ทาง ราหรือเสยี ใจ และการชวยเหลอื ระดบั และพ้นื ท่ีตาง ๆ และเคล่อื นไหว มือ่ ผูอนื่ ไดรับบาดเจ็บ ตาม เสยี งเพลง/ดนตรี นบทบาทสมมติการปฏบิ ตั ิตนในความ บุคคลและสถานทีแ่ วดลอม ย ๑.วันสาคญั ของครอบครัว สถานศึกษา ฏบิ ัตติ นตามวัฒนธรรมทองถิ่นทีอ่ าศัย ทองถน่ิ พณไี ทย ๒.วนั สาคญั ของชาติ ศาสนา และ พระมหากษตั ริย
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168