21ในการบวกหลักทส่ี องจากทางขวา เราไดผ ลบวกตวั ตัง้ ตัวบวก และตวั ทดเปน 916 + 416 + 116 = 910+ 410 + 110 = 1410 = E16 และตัวทดท่ไี ดจากการบวกหลกั นี้จงึ เปน 0 ดงั นี้ ตวั ทด 0 1 ตัวต้งั 5 9 E ตัวบวก + B 4 6 ผลบวก E 4ผลบวกในหลักท่ีสามจากทางขวาจะใหผลลัพธเปน 516 + B16 + 016 = 510 + 1110 + 010 = 1610 =1016 หรอื ผลบวกเปน 0 และทด 1 ไปหลักถดั ไป ตัวทด 1 0 1 ตวั ตัง้ 5 9 E ตัวบวก + B 4 6 ผลบวก 1 0 E 4 เราสรปุ ไดวา ผลบวกของ 59E16 + B4616 = 10E4161.6 การดาํ เนินการคณู การคูณเลขโดดในระบบจํานวนฐานสองสามารถทําไดโดยงายเพราะเลข 1 คูณเลขใดจะไดเลขน้ัน และเลข 0 คูณเลขใดจะไดคาเปน 0 ดังสรุปในตารางท่ี 1.3 เม่ือตัวต้ังและตัวคูณมีขนาดมากกวา 1 บิต เราจะนําตัวคูณแตละบิตของตัวคูณไปคูณกับตัวต้ังเพื่อใหไดผลคูณยอยสําหรับแตละบิตตัวคูณ จากนั้นจึงนําผลคูณยอยท่ีไดท้ังหมดบวกกันจึงไดผลคูณยอยสําหรับแตละบิตตัวคูณท่ีตอ งการ ดงั แสดงในตวั อยา งที่ 1.13ตารางท่ี 1.3 การคณู เลขโดดฐานสอง ผลคณู เลขโดดฐานสอง 0×0=0 0×1=0 1×0=0 1 × 1= 1
22ตวั อยางที่ 1.13 จงหาผลคูณของ 11012 × 1012 และแสดงผลลัพธท ่ไี ดในระบบจาํ นวนฐานสองวธิ ีทํา เราเริม่ ดว ยการนําบิตทางขวาสุดท่ีมีนัยสําคัญตํ่าสุดของตวั คูณไปคูณกบั ตัวตั้ง ซงึ่ จะไดผลคูณคูณยอยเทา กับ 1101 × 1 = 1101 เพราะเลข 1 คณู กบั เลขใดจะไดเลขน้ัน ตวั ต้ัง 1 1 0 1 ตวั คูณ x 1 0 1 ผลคณู ยอ ย 1 1 0 1 ข้ันตอนตอไป เรานําบิตท่ีสองจากทางขวาของตัวคูณกับตัวต้ัง จะไดผลคูณยอยเทากับ1101 × 0 = 0000 เพราะเลข 0 คูณกับเลขใดยอมได 0 แตเนื่องจากเลขบิตในตําแหนงน้ีมีคาเปน 2เทาของบติ ทางขวา เพราะฉะนั้นเราตองแสดงผลคูณยอยท่ไี ดโ ดยเลื่อยไปทางซาย 1 ตาํ แหนง ตวั ต้งั 1 1 0 1 ตัวคูณ x 101 ผลคูณยอ ย 1101 ผลคูณยอย 0000จากนั้นเรานําบิตที่สามจากทางขวาของตัวคูณไปคูณกับตัวต้ัง จึงไดผลคูณยอยเทากับ 1101 × 1 =1101 ท่ตี ําแหนงเลือ่ นไปทางซา ย 2 ตําแหนง ดังนี้ ตวั ตั้ง 1 1 0 1 ตัวคูณ x 101 ผลคูณยอย 1101 ผลคณู ยอ ย 0000 ผลคูณยอ ย + 1 1 0 1สดุ ทายเราหาผลบวกของผลคูณยอ ยท้ังสามท่ีไดเ พื่อใหไดผ ลคูณทต่ี องการ ตวั ตั้ง 1 1 0 1 ตวั คูณ x 101 ผลคูณยอย 1101 ผลคณู ยอย 0000 ผลคูณยอย + 1101 ผลคูณ 1 0 0 0 0 0 1เพราะฉะนั้น 11012 (หรือ 1310) × 1012 (หรือ 510) = 10000012 (หรือ 6510)
23 ในการดําเนินการคูณในระบบจํานวนฐานอ่ืนที่ไมใชระบบจํานวนฐานสองหรือฐานสิบ วิธีที่นิยมกระทําคือทําการเปล่ียนเลขโดดในแตละหลักของตัวคูณกับตัวต้ังเปนระบบจํานวนฐานสิบกอนทาํ การคณู ตวั ตงั้ กับตวั คณู ในแตล ะหลกั ในระบบจํานวนฐานสบิ cแลวจงึ คอยเปล่ียนผลลัพธที่ไดกลับไปเปนระบบจํานวนฐานท่ีตองการเหตุผลเพ่ือใหไดผลคูณยอยจากน้ันจึงทําการบวกแตละผลคูณยอยเพ่ือใหไดผลคูณในระบบจํานวนฐานท่ีตองการ เหตุผลท่ีตองกระทําเชนน้ีเพราะวาเราไมชํานาญการทองสูตรคูณเพื่อหาผลคูณในระบบจํานวนฐานอ่ืนท่ีไมใชระบบจํานวนฐานสิบ ตัวอยางที่ 1.14 และ1.15 แสดงตัวอยางการคณู จาํ นวนในระบบจํานวนฐานแปดและฐานสิบหกตามลําดับตัวอยา งท่ี 1.14 จงหาผลคณู ของ 208 × 658 และแสดงผลลัพธทไี่ ดในระบบจํานวนฐานแปดวธิ ีทํา การดําเนินการคูณเริ่มดวยการหาผลคูณยอยของตัวเลขทางขวาสุดของตัวคูณกับตัวต้ังหรือ268 × 58 โดยทําการคูณในระบบจํานวนฐานสิบเร่ิมจากหลักที่มีคาประจําหลักต่ําสุดกอนจะได68 × 58 = 610 ×510 = 3010 หรือ 368 นั่นคือผลคูณหลกั น้ีมีคาเปน 6 ในระบบจํานวนฐานแปดและมีตัวทด 3 ไปหลักถัดไป จากนั้นจึงทําการคูณในหลักถัดไปพรอมท้ังบวกตัวทด 3 ท่ีไดจากการคูณหลักทางขวา จะได (28 × 58) + 38 = (210 × 510) + 310 = 1310 หรือ 158 ผลคูณท่ีไดจึงเปน 5 ในระบบจํานวนฐานแปดและทดตัวทด 1 ไปหลักถัดไป แตเนื่องจากตัวตั้งมีแค 2 หลัก เราจึงสรุปไดวาหลักถัดไปของผลคูณยอยมีคาเทากับตัวทด 1 เพราะฉะนั้น 268 × 58 = 1568 เปนผลคูณยอยที่ไดจากตวั คูณทางขวาสดุ คูณกับตัวต้งั ดงั แสดงไดด งั นี้ ฐานแปด ฐานสิบ ฐานแปด 26× 65 6 × 5 = 6 × 5 = 30 = 36 (6 ทด 3 ไปหลักถัดไป) 156 2 × 5 + 3 = 2 × 5 + 3 = 13 = 15 (5 ทด 1ไปหลกั ถดั ไป)ข้นั ตอ ไปคือการหาผลคณู ยอ ยของตัวคณู หลกั ที่สองจากทางขวากบั ตัวตั้งหรือ 268 × 68 ซงึ่ ผลคูณยอที่ไดใ หเ ลือ่ นไปทางซา ย 1 หลกั ดังแสดงไดดงั น้ี ฐานแปด ฐานสิบ ฐานแปด 26× 65 1 5 6 6 × 6 = 6 × 6 = 36 = 44 (4 ทด 4 ไปหลักถัดไป)204 2 × 6 + 4 = 2 × 6 + 4 = 16 = 20 (0 ทด 2ไปหลักถัดไป)
24ข้ันสุดทายคือการนําผลคูณยอยท้ัง 2 ผลคูณมาบวกกันในระบบจํานวนฐานแปด เพ่ือหาผลคูณที่เราตองการ ตัวตง้ั 2 6 ตวั คณู × 65 ผลคูณยอย 156 ผลคณู ยอ ย + 204 ผลคูณ 2 2 1 6เพราะฉะนน้ั 268 × 658 = 22168ตวั อยา งที่ 1.15 จงหาผลคูณของ 8516 × 3B16 และแสงดผลลัพธที่ไดใ นระบบจาํ นวนฐานสิบหกวธิ ที ํา เราเรมิ่ ดว ยการหาผลคณู ยอยของการคณู 8516 × B16 ซง่ึ เรมิ่ ดว ยการนํา B คณู กบั ตําแหนงท่ีมีนัยสําคัญตํ่าสุดของตัวต้ัง (5) โดยทําการคูณในระบบจํานวนฐานสิบจะได 516 × B16 = 516 × 1110= 5510 หรือ 3716 นั่นคือผลคูณในหลักน้ีเปน 7 ในระบบจํานวนฐานสิบหกและทด 3 ไปหลักถัดไปจากนั้นจึงทําการคูณในหลักถัดไปพรอมทั้งบวกดวยตัวทด 3 ท่ีไดจากการคูณหลักทางขวา จะได(816 × B16) + 316 = (810 × 1110) + 310 + 310 = 9110 หรอื 5B16 ผลคณู ท่ีไดจ ึงเปน B และทดตัวทด5 ไปหลักถัดไป แตเน่ืองจากตัวตั้งมีแค 2 หลัก หลักถัดไปของผลคูณยอยจึงมีคาเทากับตัวทด 5เพราะฉะน้ัน 8516 × B16 = 5B716 เปนผลคูณยอยที่ไดจากการนําตัวคูณทางขวาสุดคูณกับตัวต้ังดังแสดงดังน้ี ฐานสิบหก ฐานสิบ ฐานสบิ หก 85× 3 B 5 × B = 5 × 11 = 55 = 37 (7 ทด 3 ไปหลักถดั ไป)5 B 7 8 × B + 3 = 8 ×11 + 3 = 91 = 5B (B ทด 5ไปหลกั ถดั ไป)ขัน้ ตอ ไปคือหาหาผลคูณยอยของตัวคูณหลักที่สองจากทางขวากับตวั ตง้ั หรือ 8516 × 316 กด็ าํ เนินการเชนเดยี วกับวิธกี อ นหนา ผลคูณยอ ยที่ไดใหเล่อื นไปทางซา ย 1 หลกั โดยหาผลคณู ยอยไดด ังนี้ ฐานสิบหก ฐานสิบ ฐานสิบหก 26× 3B 5 B 7 5 × 3 = 5 × 3 = 15 = F (F ทด 0 ไปหลกั ถัดไป)18F 8 × 3 + 0 = 8 × 3 + 0 = 24 = 18 (8 ทด 1ไปหลักถัดไป)
25สุดทายจงึ นําผลคูณยอ ยท้งั 2 ผลคูณมาบวกกนั ในระบบจํานวนฐานสิบหก เพอื่ หาผลคูณทเ่ี ราตองการตวั ตั้ง 8 5ตวั คูณ × 3Bผลคณู ยอ ย 5B7ผลคณู ยอ ย + 1 8 Fผลคณู 1 E A 7เพราะฉะนน้ั 8516 × 3B16 = 1EA7161.7 การแสดงจํานวนลบในระบบจํานวนฐานสอง ระบบจํานวนฐานสองที่เราไดศึกษามากอนหนาน้ี คือการแทนฐานสองแบบไมระบุเคร่ืองหมาย (unsigned binary representation) โดยถือวาจํานวนเปนจาํ นวนศูนยห รอื จํานวนบวกเทานั้น ในการดําเนินการลบท่ีไดอาจจะเปนจํานวนลบในกรณีท่ีตัวตั้งมีขนาดนอยกวาตัวลบ ดังนั้นกอนที่เราจะศึกษาการดําเนินการลบ เราจึงจําเปนตองเขาใจการแทนฐานสองแบบระบุเคร่ืองหมาย(signed binary representation) เพื่อใชใ นการแสดงจาํ นวนลบในระบบจาํ นวนฐานสองกอ น ซง่ึ ตามรปู แบบมาตรฐานในการแสงดจํานวนฐานสองทีม่ เี ครื่องหมายกาํ หนดใหบิตทางซา ยสุดของจาํ นวนฐานสองเปนบิตเครื่องหมาย (sign bit) ถาบิตเคร่ืองหมายเปน 0 ใชแทนจํานวนบวก และบิตเครื่องหมายเปน 1 ใชแ ทนจํานวนลบและใชจ ํานวนบิตทเี่ หลือแสดงขนาดของจาํ นวน รูปที่ 1.2 แสดงการแทนฐานสองแบบระบุเคร่ืองหมายของจํานวนขนาด n บิต การแทนฐานสองแบบระบุเคร่ืองหมายมีอยู 3รูปแบบดวนกันคือ การแทนแบบเครื่องหมายและขนาด (sing-and-magnitude representation)การแทนแบบสวยเดิมเต็มหนึ่ง (1’s complement representation) และการแทนแบบสว นเดิมเต็มสอง (2’s complement representation) ภาพท่ี 1.4 การแทนฐานสองแบบระบเุ ครื่องหมายของจํานวนขนาด n บติ 1.7.1 การแทนแบบเครื่องหมายและขนาด (Sign-and-magnitude Representation) การแทนแบบเครื่องหมายและขนาดงายตอการแปลงผันเปนจํานวนในระบบจํานวนฐานสิบโดยกาํ หนดใหบิตเครอ่ื งหมายเปน ตัวระบวุ า เปนจํานวนบวกหรือจํานวนลบ (บติ 0 สาํ หรับเคร่อื งหมายบวกและบิต 1 สําหรับเครื่องหมายลบ) และบิตแสดงขนาดของจํานวนเปนรูปแบบเดียวกันกับการแทนฐานสองแบบไมระบุเคร่ืองหมายท่ีเราไดศึกษามากอนหนา ดังน้ัน บิตแสดงขนาดของจํานวน
26ของ -V และ V จะเหมือนกันในการแทนแบบเคร่ืองหมายและขนาด ยกตัวอยางเชน ถาเราใช 4 บิตในการแสดงจํานวน จะไดวา +610 = 01102 และ -610 = 11102 โดยบิตทางซา ยสุด (0 เปน บวก และ1 เปนลบ) แสดงเครื่องหมาย และ 3 บิตถัดมา (1102) ใชแสดงขนาดของจํานวน (610) น่ันเอง การแทนจํานวนในรูแบบน้ีงายตอการแปลงเปนจํานวนในระบบจํานวนฐานสิบและเหมือนกับการแสกงจาํ นวนบวกและลบในระบบจาํ นวนฐานสิบ อยา งไรกต็ าม การแทนแบบเครอ่ื งหมายและขนาดนั้นยากตอการดําเนินการทางคณิตศาสตรในระบบจํานวนฐานสองและยากตอการออกแบบวงจรดิจิทัล จงึ ไมเปนท่นี ิยมใช 1.7.2 การแทนแบบสวนเตมิ เตม็ หนงึ่ (1’s Complement Representation) การแสดงจํานวนบวกหรอื จํานวนศนู ยใ นการแทนแบบสวนเตมิ เตม็ หน่ึงจะเหมอื นกับการแทนแบบเคร่ืองหมายและขนาดทุกประการ น่ันคือบิตเครื่องหมายเปน 0 และตามดวยขนาดของจํานวนโดยขนาดของจาํ นวนเปนรปู แบบเดียวกันกับการแทนฐานสองแบบไมระบุเครื่องหมาย สวนการแสดงจํานวนลบในการแทนแบบสวนเตมิ เต็มหน่ึงน้นั บิตเครอ่ื งหมายเปน 1 แตบิตแสดงขนาดของจํานวนจะแตกตา งกับการแทนแบบเครื่องหมายและขนาด การแสดงจาํ นวนลบ K ท่มี ีขนาด n บติ ในการแทนแบบสวนเตมิ เต็มหนึง่ จะมีคา เทา กับการนําคา สมั บรู ณของ K หรือ |������������| ไปลบออกจาก 2������������ − 1 ในระบบจาํ นวนฐานสิบ นั่นคอื K (การแทนแบบสว นเติมเต็มหน่งึ ) = (2������������ − 1) − |������������| (ระบบจาํ นวนฐานสบิ )ยกตวั อยางเชน ถา ตอ งแสดงจํานวน −510 ในการแทนแบบสวนเติมเต็มหน่ึงโดยใช n = 4 บิต นั่นคือK = -5 และ |������������| จะไดว า −510 = (24 − 1) − 5 = 1510 − 510 = 1010 → 10102เพราะฉะนั้นการแสดง −510 ในการแทนแบบสวนเติมเต็มหน่ึงโดยใช 4 บิตจะมีคาเทากับ 10102(โดย 10102 = 1010 ในการแทนฐานสองแบบไมระบเุ ครื่องหมาย) ใหผ อู า นสงั เกตวาบติ ซายสุดเปน1 เพราะวาเปนจํานวนลบ ถาตองการแสดงจํานวน −710 ในการแทนแบบสวนเติมเต็มหนึ่งโดยใชn = 4 บติ จะไดว า −710 = (24 − 1) − 7 = 1510 − 710 = 810 → 10002นน้ั คอื การแสดง −710 ในการแทนแบบสว นเติมเต็มหนงึ่ โดยใช 4 บติ จะมีคา เทากับ 10002 น่นั เอง
27 วิธีลัดในการแสดงจํานวนลบ K ในการแทนแบบสวนเติมเต็มหนึ่งคือใหเร่ิมตนดวยการแสดงจาํ นวนบวก |������������| (คา สัมบรู ณของ K) ในรปู แบบสวนเติมเต็มหน่งึ กอน จากนนั้ จงึ เปล่ยี นคา บติ ของ |������������|ทุกตําแหนงจาก 0 เปน 1 และจาก 1 เปน 0 เชน ถา ตองการแสดง −510 ในการแทนแบบสวนเติมเต็มหน่ึงโดยใช 4 บิต ใหเริ่มตนดวยการแสดงจํานวนบวก +510 โดยใช 4 บิตกอนซึ่งจะได 01012 (0แสดงเครอื่ งหมายบวก และ 101 แสดงขนาด 510) เมอื่ เราเปลี่ยน 0 เปน 1 และเปลย่ี น 1 เปน 0 จะไดคําตอบคือ 10102 = −510 ซ่ึงเปนคาํ ตอบเดียวกันกบั ทไ่ี ดขางตน 1.7.3 การแทนแบบสวนเติมเต็มสอง (2’s Complement Representation) การแสดงจาํ นวนบวกหรอื จํานวนศูนยในการแทนแบบสวนเติมเตม็ สองจะเหมือนกบั การแทนแบบเคร่ืองหมายและขนาดชนิดเดียวกัน สวนการแสดงจํานวนลบในการแทนแบบสวนเติมเต็มสองทําไดโดยการนําจํานวนลบในการแทนแบบสวนเติมเต็มหน่ึงมาบวก 1 กลาวคือ การแสดงจํานวนลบK ขนาด n บติ ในการแทนแบบสวนเตมิ เต็มสองจะมีคา เทากับการนําคาสัมบูรณของ K หรือ|������������| ไปลบออกจาก 2������������ K (การแทนแบบสว นเตมิ เต็มสอง) = 2������������ − |������������| (ระบบจาํ นวนฐานสิบ)ยกตัวอยางเชน ถาตองการแสดจํานวน −510 ในการแทนแบบสวนเตมิ เต็มสองโดยใช n = 4 บิต น่ันคือ K = -5 และ |������������| = 5 จะไดวา −510 = 24 − 5 = 1610 − 510 = 1110 → 10112เพราะฉะนั้นการแสดง −510 ในการแทนแบบสวนเติมเต็มสองโดยใช 4 บิตจะมีคาเทากับ 10112(โดย 10112 = 1110 ในการแทนจํานวนฐานสองแบบไมระบุเคร่ืองหมาย) หรือเราสามารถเขียน−510 ในการแทนแบบสว นเตมิ เตม็ หนึ่งกอน (10102 ) จากนนั้ จงึ นาํ ไปบวกกบั 1 จะได −510 = 1010 2 + 12 = 10112ถาเราตองการแสดงจํานวน −710 ในการแทนแบบสวนเติมเต็มสองโดยใช n = 4 บิตทําไดโดยการบวก −710 ในการแทนแบบสวนเติมเต็มหน่งึ (10002 ) กบั 1 จะได −710 = 1000 2 + 12 = 10012 ท้ังนี้การหาจํานวนลบของจํานวนลบ K หรือ –K ในการแทนสวนแบบเติมเต็มสองจะไดจาํ นวนบวก |������������| หรอื คาสมั บรู ณของ K น่นั เองเพราะวา −K = 2������������ − |������������| = 2������������ − (2������������ − |������������|) = |������������|
28ตารางที่ 1.4 เปรียบเทียบการแทนฐานสองแบบระบุเคร่ืองหมายทัง้ 3 แบบตั้งแตคา -8 ถงึ +7 จํานวน การแทนแบบ การแทนแบบ การแทนแบบ ฐานสบิ เครอื่ งหมายและขนาด สวนเติมเตม็ หน่ึง สวนเตมิ เต็มสอง +7 0111 0111 0111 +6 0110 0110 0110 +5 0101 0101 0101 +4 0100 0100 0100 +3 0011 0011 0011 +2 0010 0010 0010 +1 0001 0001 0001 +0 0000 0000 0000 -0 1000 1111 0000 -1 1001 1110 1111 -2 1010 1101 1110 -3 1011 1100 1101 -4 1100 1011 1100 -5 1101 1010 1011 -6 1110 1001 1010 -7 1111 1000 1001 -8 11000 10111 1000 ในตารางท่ี 1.4 ไดแสดงการเปรียบเทียบการแทนจํานวนฐานสองแบบระบุเคร่ืองหมายทั้ง 3แบบต้ังแตคา -8 ถึง +7 ซ่ึงเราจะเห็นไดวาจํานวนบวกท้ัง 3 แบบจะแสดงเหมือนกัน แตในการแทนเคร่ืองหมายและขนาด และการแทนแบบสวนเติมเต็มหน่ึงจะใช 2 รูปแบบในการแสดงคา 0ขณะที่การแทนแบบสวนเติมเต็มสองใชแค 1 รูปแบบ นอกจากน้ีการแทนแบบสวนเติมเต็มสองยังใชแค 4 บติ ในการแสดง -8 สวนการแทนแบบอ่ืนตอ งใชอยางนอ ย 5 บติ ในการแทนแบบสวนเติมเต็มสอง เราสามารถเปลี่ยนจํานวน ������������������������−1������������������������−2 … ������������1������������0 ใหเปนจํานวนในระบบจํานวนฐานสบิ V ไดโ ดยใชสมการ ������������ = (−������������������������−1 × 2������������−1) + ������������������������−2 × 2������������−2 + . . . + ������������1 × 21 + ������������0 × 20
29ยกตัวอยางเชน การเปล่ียน 100112 ในการแทนแบบสวนเติมเต็มสองเปนจํานวนในระบบจํานวนฐานสบิ จะมีคา เทากบั 011012 = (−0 × 24) + 1 × 23 + 1 × 22 + 0 × 21 + 1 × 20 = +1310อีกตัวอยา งหน่ึงเชน จํานวน 100112 ในการแทนแบบสว นเติมเตม็ สองจะมีคา เทา กับ 100112 = (−1 × 24) + 0 × 23 + 0 × 22 + 1 × 21 + 1 × 20 = −1310ในระบบจาํ นวนฐานสิบ1.8 การดําเนินการลบในระบบจํานวนฐานสอง การดําเนินการลบในระบบจํานวนฐานสองนิยมทําโดยการแสดงจํานวนลบในการแทนแบบสวนเติมเต็มสอง เน่ืองจากสามารถดําเนินการลบโดยการบวกแทนได กลาวคือถาตองดําเนินการลบจาํ นวนฐานสอง M – N ใหแ สดงคา –N ในรูปการแทนแบบสว นเติมเตม็ สองและดาํ เนนิ การบวก M +(-N) แทน ดังท่ีเราไดศึกษาการดําเนินการบวกในระบบจํานวนฐานสองมาแลวในหัวขอ 1.4 ซ่ึงจะไมเปนจริงสําหรับการแสดง -N ในการแทนแบบเคร่ืองหมายและขนาดและการแทนแบบสวนเติมเต็มหน่ึง นอกจากนี้เรายังสามารถดําเนินการบวกจํานวนบวกในการแทนแบบสวนเติมเต็มสองไดดวยดังน้ันการแสดงจํานวนลบในระบบดิจิทัลจึงใชการแทนแบบสวนเติมเต็มสอง เพราะงายตอการคาํ นวณและการออกแบบ ดังแสดงในตัวอยา ง 1.16ตัวอยางท่ี 1.16 จงแสดงการดาํ เนินการทางคณิตศาสตรตอไปนี้ โดยใชการแทนแบบสว นเติมเต็มสองขนาด 4 บิต (ก) (+410) + (+210) (ข) (−410) + (+210) (ค) (+410) + (−210) (ง) (−410) + (−210)วิธีทาํ เราใชตัวเลข 4 บิต (รวมบิตเครื่องหมาย) ในการแทนแบบสวนเติมเต็มสองจากตารางท่ี 1.4และใหน ําบิตเคร่ืองหมายไปใชในการดาํ เนินการทางคณิตศาสตรดวย โดยมีกฎอยูว า ตวั ตั้งและตัวบวกตองมจี าํ นวนบิตเทากันโดยในตัวอยา งนี้คือ 4 บติ นั่นเอง (ก) (+410) = 0100 + (+210) = + 0 0 1 0 (+610) = 0110
30ในการบวกจํานวนบวก 2 จํานวน จะเห็นวาผลบวกท่ีไดเปนคําตอบที่ถูกตอง ท้ังนี้ผูอานตองแนใจวาผลบวกท่ีไดมีคาไมเกิน +710 เน่ืองจากเปนคาจํานวนบวกสูงสุดที่แสดงไดโดยใช 4 บิตในการแทนแบบสวนเตมิ เตม็ สอง (ข) (+410) = 0100 + (+210) = + 0 0 1 0 (−210) = 1110เมื่อตัวตั้งเปนจํานวนลบท่ีมีขนาดมากกวาตัวบวก ผลลัพธท่ีไดจะเปนจํานวนลบท่ีอยูในรูปการแทนแบบสว นเตมิ เตม็ สอง (ค) (+410) = 0100 + (−210) = + 1 1 1 0 (+210) = 1 0 0 1 0 ตวั ทดสว นเกนิ ใหต ดั ทง้ิในกรณีท่ีตัวตั้งเปนจํานวนบวกมีขนาดมากกวาตัวลบ ผลลัพธที่ไดจะเปนจํานวนบวก โดยจะเกิดบิตท่ี5 ท่ีไดจากการบวก ใหตัดตัวทดสวนเกิน (end-around carry) นี้ทง้ิ ผลลพั ธ 4 บติ ที่เหลือคือ 00102นน้ั จะเปน ผลบวกท่ีถูกตอ ง (ง) (−410) = 1100 + (−210) = + 1 1 1 0 (−610) = 1 1 0 1 0 ตวั ทดสวนเกนิ ใหต ดั ทิง้ในกรณีที่ตัวต้ังและตัวบวกเปนจํานวนลบ ผลลัพธท่ีไดจะเปนจํานวนลบ โดยผลบวกท่ีไดตองมีคาไมเกิน −810 เพราะเปนคาจํานวนลบสูงสุดที่แสดงไดโดยใช 4 บิตในการแทนแบบสวนเติมเต็มสองและใหต ัดตัวทดสว นเกินบิตท่ี 5 ท้งิ ผลลพั ธท ี่ไดค ือ 10102 หรือ −610 นั้นจะเปน ผลลพั ธทถ่ี ูกตอ ง
31 ในการดําเนินการทางคณิตศาสตร (การบวกและการลบ) โดยใชการแทนแบบสวนเติมเต็มสอง มรกฎอยูวาตัวตั้งและตัวบวก (หรือตัวลบ) ตองมีจํานวนบิตเทากันและผลลัพธท่ีไดตองมีจํานวนบิตเทากบั ตวั ตั้งดว ย นัน่ คอื ใหต ดั ทดสว นเกนิ ท้ิงไปซ่ึงเกดิ ข้นึ ในกรณี (ค) และ (ง) นั่นเอง 1.8.1 การลนของตวั เลข (Overflow) เน่ืองจากผลลพั ธท ีไ่ ดจากการบวกหรือลบโดยใชแ ทนแบบสว นเติมเต็มสองมีจํานวนบิตเทากับตัวต้ังและตัวบวกหรือตัวลบ ในกรณีท่ีผลลัพธที่ไดตองการจํานวนบิตเพื่อแสดงคามากกวาจํานวนบิตของตัวตั้ง เราเรียกวาเกิดการลนของตัวเลข ซ่ึงจะทําใหผลลัพธท่ีไดไมถูกตอง โดยการลนของตัวเลขจะเกดิ ข้นึ เฉพาะกรณีท่ีตวั ต้ังเปนจํานวนบวกและตวั บวกเปนจํานวนบวก และกรณีท่ีตัวต้ังเปนจํานวนลบและตัวบวกเปนจาํ นวนลบซึ่งผลลัพธท่ีไดจ ะมขี นาดของจํานวนท่ีมากขึ้นและอาจทําใหจํานวนบิตท่ีใชแ สดงผลลพั ธไ มเพยี งพอตวั อยางการเกิดการลน ของตวั เลขในกรณที ีต่ วั ตั้งเปนจํานวนบวกและตัวบวกเปนจํานวน เชน(+410) = 0100+ (+510) = + 0 1 0 1(-710) = 1001ในกรณีนี้ตัวตั้งเปน 01002 (หรือ +410) และตัวบวกเปน 01012 (หรือ +510) ซ่ึงใช 4 บิต (รวมบิตเครื่องหมาย) ในการแทนแบบสวนเติมเต็มสอง ซึ่งผลบวกที่ไดคือ 10012 หรือ -710 ในการแทนแบบสวนเติมเต็มสองซ่ึงไมถูกตองเพราะเกิดการลนของตัวเลข ผลบวกท่ีถูกตองคือ +910 นั้นตองใชอยางนอย 5 บติ ในการแทนแบบสวนเติมเต็มสองนั่นคือ 010012 เพราะฉะนั้นเราจงึ จาํ เปน ตองเพ่ิมจํานวนบิตของตวั ตั้งและตวั บวกใหเปน อยา งนอ ย 5 บติ เพื่อปอ งกันการเกิดการลน ของตัวเลขตัวอยา งการเกิดการลน ของตวั เลขในกรณที ี่ตัวตั้งเปนจํานวนลบและตวั บวกเปนจาํ นวนลบ เชน(-410) = 1100+(-510) = 1011(+710) = 1 0 1 1 1 ตัวทดสวนเกนิ ใหตดั ทงิ้ในกรณนี ้ีตวั ต้งั เปนจาํ นวนลบ 11002 (หรือ -410) และตวั บวกเปน จํานวนลบ 10112 (หรอื -510) ขนาด4 บิตในการแทนแบบสวนเติมเต็มสอง ซึ่งผลบวกท่ีไดขนาด 4 บิตคือ 01112 หรือ +710 ซึ่งไมถูกตองเพราะเกดิ การลนของตวั เลข ในการปองกนั การเกิดการลน ของตวั เลขของตัวอยา งน้ี ตวั ต้ังและตวั บวกตองใชอยา งนอ ย 5 บิตเพ่อื ใหไ ดผ ลลพั ธเ ปน 10112 หรอื -910 ซึง่ เปน ผลลพั ธท ่ีถูกตอง
32 1.8.2 เทคนิคการดําเนินการลบจาํ นวนฐานสองเพม่ิ เติม ขางตน เราไดท ําความเขา ใจในระบบการแทนแบบสว นเตมิ เตม็ หนง่ึ และการแทนแบบสวนเติมเต็มสอง ซ่ึงสามารถใชการแทนแบบสวนเติมเต็มสองในการลบคาระบบจํานวนฐานสองได แตทวามีความไมสะดวกและความซับซอนในการจําคาในตารางหรือตองแปลงคาในการแทนแบบสวนเติมเต็มสอง ดังนั้นจึงมีวิธีการดําเนินการลบเลขฐานสองโดยใชการแทนแบบสวนเติมเต็มหน่ึงและการแทนแบบสว นเติมเตม็ สองอยางงาย เพื่อใหเกิดความสะดวกในการดําเนินการลบของระบบจํานวนฐานสองมากยง่ิ ขึ้น ซึง่ วธิ กี ารดังกลาวสามารถอธิบายไดด งั ตอ ไปน้ีวิธีการลบจาํ นวนฐานสองดว ยการแทนแบบสวนเติมเต็มหนง่ึ - ตวั ตงั้ ใหนาํ มาใชไ ดเลย - ตวั ลบใหใชว ธิ กี ารแทนแบบสวนเติมเตม็ หนงึ่ แลวนาํ ไปทาํ การบวกแทน - หากการบวกเกิดการลน ของตัวเลข ใหน าํ คา บิตท่ลี น มาบวกกับบติ LSB อกี ครั้ง จงึ จะไดผ ลลพั ธสดุ ทาย - หากการบวกไมม ีการลน ของตวั เลข ใหท าํ การแทนแบบสวนเติมเต็มหนงึ่ อีกคร้ัง จงึ จะไดผ ลลัพธเปนคาลบของจํานวนดังกลา วตวั อยา งท่ี 1.17 จงลบจาํ นวน 110012 - 100012วิธที าํ ตวั ตง้ั 1 1 0 0 1 ตัวลบ 100012 + 0 1 1 1 0 เกิดการลนของตวั เลข 100111 นําคาทลี่ นมาบวก + 1 ผลลัพธ 1 0 0 0จะไดว า 110012 - 100012 = 10002ตวั อยา งท่ี 1.18 จงลบจํานวน 1012 - 110002วธิ ที าํ ตัวตงั้ 1 0 1 ตวั ลบ 110002 + 0 0 1 1 1 ไมเ กดิ การลน ของตวั เลข 01100ดังน้ันใหน าํ 01100 มาทาํ การแทนแบบสว นเตมิ เตม็ หน่ึง จะไดผ ลลัพธเ ปนคา ลบของจํานวน 100112
33วธิ ีการลบจํานวนฐานสองดวยการแทนแบบสว นเตมิ เตม็ สอง - ตัวต้งั ใหน ํามาใชไ ดเ ลย - ตวั ลบใหใชว ิธกี ารแทนแบบสวนเติมเตม็ สอง แลว นาํ ไปทาํ การบวกแทน - หากการบวกเกิดการลนของตัวเลขใหต ดั ท้ิง จึงจะไดผลลัพธสุดทา ย - หากการบวกไมม ีการลนของตวั เลข ใหทําการแทนแบบสว นเติมเต็มสองอีกคร้ัง จงึ จะไดผลลพั ธสุดทายเปน คา ลบของจาํ นวนดังกลาวตวั อยา งท่ี 1.19 จงลบจาํ นวน 110012 - 100012วิธีทาํ ตัวตง้ั 1 1 0 0 1 ตวั ลบ 100012 + 01111 เกิดการลน ของตัวเลขตดั ท้งิ ไดเ ลย 1 0 1 0 0 0 ผลลัพธ 1 0 0 0จะไดวา 110012 - 100012 = 10002ตัวอยางที่ 1.20 จงลบจาํ นวน 1012 - 110002วิธที ํา ตวั ตั้ง 1 0 1 ตัวลบ 110002 + 0 1 0 0 0 ไมเกิดการลน ของตัวเลข 01101ดังน้นั ใหน ํา 01101 มาทาํ การแทนแบบสว นเติมเตม็ สอง จะไดผลลัพธเ ปนคา ลบของจํานวน 100112สรปุ ในบทนี้ไดอธิบายความแตกตางของสัญญาณอนาล็อกและสัญญาณดิจิทัล หลักการทํางานเบ้ืองตนของวงจรดิจิทัล ความสําคัญของการแสดงจํานวนในระบบจํานวนฐานสองในวงจรดิจิทัลกับจํานวนฐานสิบที่มนุษยใชในชีวิตประจําวัน จํานวนฐานแปดและจํานวนฐานสิบหก โดยไดอธิบายการแปลงผันระหวางจํานวนฐานตาง ๆ และแสดงการดําเนินการทางคณิตศาสตรของระบบจํานวน ทั้งการบวก การลบ และการคูณ (ยกเวนการหารเนื่องจากอยูนอกเหนือขอบเขตของในรายวิชา) ซึ่งท่ีกลาวมานลี้ วนเปน ความรทู ีม่ ีประโยชนในการศกึ ษาเก่ยี วกับดิจทิ ลั อิเล็กทรอนกิ สในบทตอไป
34แบบฝก หัดทายบท1.1 จงเขยี นตารางแสดงจาํ นวนในระบบจาํ นวนฐานสอง ฐานแปด และฐานสหิ ก ทีมีคาเทา กับ จํานวนฐานสิบตัง้ แต 16 ถงึ 321.2 จงเปล่ียนจํานวนในระบบจํานวนฐานสบิ ตอ ไปนี้ใหเปนจํานวนในระบบจาํ นวนฐานสอง แสดง เฉพาะตัวเลขบิต 3 ตําแหนงหลังจุดทวินยิ มในขอท่เี ปน เศษสวน (ก) 3510 (ข) 77.47510 (ค) 213.5101.3 จงเปลีย่ นจาํ นวนในระบบจาํ นวนฐานสิบหกตอ ไปนี้ใหเ ปน จาํ นวนในระบบจาํ นวนฐานสิบ (ก) 17FD16 (ข) 32016 (ค) ABC.D161.4 จงเตมิ ตารางตอไปน้ใี หสมบูรณ ฐานสอง ฐานแปด ฐานสิบ ฐานสบิ หก 100110.112 75.318 217.510 B7.F161.5 จงแสดงผลบวกและผลคูณของจํานวนตอไปน้ี (ก) 110102 และ 100112 (ข) 7158 และ 36781.6 หากตอ งการแสดงจํานวน 1,30010 ในระบบจาํ นวนฐานสอง ตองใชอ ยา งนอยก่ีบติ1.7 หากตองการแสดงจาํ นวน 20,00010 ในระบบจํานวนฐานสบิ หก ตอ งใชอยา งนอ ยก่ีสญั ลกั ษณ1.8 จงแสดงวิธีการลบจํานวนตอไปน้ี ดวยวิธีการแทนแบบสวนเติมเต็มหนึ่ง และวิธีการแทนแบบ สว นเตมิ เตม็ สอง (ก) 11002 - 1012 (ข) 110102 - 10112 (ค) 11012 - 101112 (ง) 1002 - 100112
35 เอกสารอา งอิงทรงยศ นาคอริยกุล. (2560). การวเิ คราะหและออกแบบวงจรดจิ ิทลั . กรุงเทพมหานคร: สาํ นกั พมิ พแ หงจุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย.สมศกั ดิ์ มติ ะถา. (2543). การออกแบบวงจรดจิ ติ อลและวงจรตรรก. กรงุ เทพมหานคร: ภาควิชาวิศวกรรมคอมพวิ เตอร คณะวิศวกรรมศาสตร สถาบันเทคโนโลยพี ระจอมเกลา เจาคณุ ทหารลาดกระบัง.
36
แผนการสอนประจาํ สปั ดาหที่ 3หัวขอเรอื่ ง บทที่ 2 ลอจิกเกตเน้อื หา/รายละเอยี ด 2.1 ออรเ กต 2.2 แอนดเ กต 2.3 นอตเกต 2.4 นอรเกต 2.5 แนนดเ กต 2.6 เอกซคลูซีฟออรเกตหรือออรเฉพาะเกต 2.7 เอกซคลซู ีฟนอรเ กต 2.8 การแปลงเกต 2.9 การตอ ขยายเกตจํานวนชว่ั โมงทีส่ อน 3 ช่วั โมงวัตถุประสงคเชิงพฤติกรรม เม่ือศึกษาจบบทเรยี น ผูเรียนมีความรคู วามเขา ใจในเนอ้ื หาและสามารถทําส่งิ ตอไปนี้ได 1. สามารถเขยี นสญั ลักษณของลอจิกเกตพนื้ ฐานได 2. สามารถเขยี นสมการของลอจิกเกตพืน้ ฐานได 3. สามารถอธิบายการทาํ งานของลอจกิ เกตพืน้ ฐานได 4. สามารถอธิบายความสมั พันธใ นการนาํ ลอจกิ เกตมาใชง านแทนกันได 5. สามารถอธบิ ายการประยุกตใ ชงานลอจกิ เกตแบบสองอนิ พุต สาํ หรบั วงจรหลายอินพุตไดวิธสี อนและกจิ กรรมการเรียนการสอน 1. ผูส อนตงั้ คําถามเพื่อดงึ ดดู ความสนใจของผูเรียน และกระตนุ ผูเรยี นใหเกิดความพรอมในการเรียนรเู นือ้ หาทเี่ รยี น 2. ผูสอนเนนใหผูเรียนจดบันทึกหรือถายภาพเน้ือหาที่สอนจากสื่ออิเล็กทรอนิกสแลวสรุปเน้อื หาเปนสวนตัว ไมแ นะนําใหค ดั ลอกกนั เพ่ือสงเสรมิ จริยธรรม และฝกความรับผดิ ชอบในตนเอง 3. ผูสอนมอบหมายใหผูเรียนคนใดคนหน่ึงเปนตัวแทนในการรวบรวมงานที่มอบหมายจากเพ่ือนรว มช้ันเรยี น เพ่อื ฝก ความเปนผนู ําและความมีจติ สาธารณะ
38 4. ผสู อนใหผ เู รียนแบงกลุมเพ่ือเตรียมทํากิจกรรมแบบกลุม โดยตอ งเปนกลุมที่ไมซาํ้ กับสัปดาหท่ผี านมา สาํ หรบั การระดมสมองแกโ จทยปญหา 5. ผูสอนบรรยายเนื้อหาเกี่ยวกับคุณสมบัติและสมการของลอจิกเกตพ้ืนฐานชนิดตาง ๆวธิ ีการแปลงลอจกิ เกต และวธิ กี ารตอ ขยายอนิ พุตของลอจกิ เกต 6. ผสู อนใชก ารยกตวั อยางโจทยป ญ หาและการระดมสมองของผูเรียนเพ่อื แกโ จทยปญหา 7. ผูสอนใหโจทยปญหาท่ีเกี่ยวของกับบทเรียนเพ่ิมเติม เพื่อใหผูเรียนไปคนควา และสืบเสาะหาความรูเ พมิ่ เตมิ เพอื่ แกโ จทยป ญหาเสริมจากผสู อน 8. ผูสอนสรุปเน้ือหาสาระสําคัญประจําบทเรียนและมอบหมายงานประจําสัปดาห โดยกําหนดสง งานในสปั ดาหถัดไปส่ือการสอน 1. แนวการสอนรายวชิ าดจิ ิทลั อิเล็กทรอนิกส 2. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าดจิ ทิ ลั อิเลก็ ทรอนกิ ส 3. ส่อื อเิ ล็กทรอนิกส 4. โจทยปญหาหรือตัวอยางสถานการณจ ําลองแผนการประเมินผลการเรียนรู 1. ผลการเรยี นรู 1.1 ดา นคณุ ธรรม จรยิ ธรรม 1.1.1 มจี ติ สาํ นึก ตระหนักในการปฏบิ ัติตามจรรยาบรรณทางวชิ าการและวชิ าชพี 1.1.2 มจี ติ สาธารณะ 1.2 ดา นความรู 1.2.1 ผเู รียนมคี วามรูในหลักการและทฤษฏี ทางดา นคอมพิวเตอรอ ิเล็กทรอนกิ ส 1.2.2 มีความรูพื้นฐานทางวิทยาศาสตรและคณิตศาสตร และสามารถนํามาบูรณาการในดานคอมพิวเตอรอเิ ลก็ ทรอนกิ สได 1.3 ดา นทักษะทางปญ ญา 1.3.1 ผูเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะหอยางเปนระบบ และมีเหตุมีผลตามหลกั การทางวทิ ยาศาสตร 1.3.2 ผูเรียนสามารถนําความรูทางดานคอมพิวเตอรอิเล็กทรอนิกสไปประยุกตกับสถานการณต าง ๆ ไดอ ยา งถูกตองเหมาะสม
39 1.4 ดา นทกั ษะความสัมพนั ธระหวางบคุ คลและความรบั ผิดชอบ 1.4.1 ผูเรียนมคี วามรบั ผิดชอบตอสังคมและองคก ร 1.5 ทกั ษะในการวิเคราะหเชิงตวั เลข การสื่อสารและการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ 1.5.1 ผูเรียนสามารถประยุกตความรูทางคณิตศาสตรและสถิติ เพื่อการวิเคราะหประมวลผล การแกปญหา และนาํ เสนอขอมลู ไดอยางเหมาะสม 1.5.2 ผูเรียนสามารถใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศในการสบื คน เก็บรวบรวมขอมูล และนาํ เสนอขอมลู ไดอยา งมปี ระสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ 2. วิธีประเมินผลการเรยี นรู 2.1 ดานคณุ ธรรม จริยธรรม 2.1.1 ประเมินจากการเขาช้ันเรียนท่ีตรงเวลาของผูเรียน สงงานท่ีไดรับมอบหมายตรงตอ เวลา 2.1.2 ประเมินจากความซ่ือสัตยสุจริตในการทํางานท่ีไดรับมอบหมาย ไมคัดลอกงานเพ่อื น และไมทุจริตในการสอบ 2.1.3 ประเมินจากพฤติกรรมการทํากิจกรรมแบบกลุม มีการเสียสละ หรือชวยเหลืองานเพือ่ สวนรวม 2.2 ดา นความรู 2.2.1 ประเมินจากการตอบคาํ ถามและแสดงความคิดเหน็ ในชั้นเรยี น 2.2.2 ประเมนิ จากการทาํ แบบฝก หัดทบทวนที่สงในแตล ะสัปดาห 2.2.3 ประเมินจากการนําเสนอรายงานในชน้ั เรียน 2.2.4 ประเมินจากผลการสอบ 2.3 ดานทักษะทางปญ ญา 2.3.1 ประเมินจากความสามารถทางปญญาของผูเรียน ที่มีความสามารถในการวิเคราะห สังเคราะห และแสดงความรู ความคิดเห็นที่เก่ียวของกับเนื้อท่ีเรียนในชั้นเรียน เชนการตงั้ คําถาม การตอบคําถาม 2.3.2 ประเมินจากผลงาน และการปฏิบัติของนักศึกษา เชน การนําเสนอรายงานการทดสอบโดยใชแ บบทดสอบหรือสัมภาษณ 2.4 ดา นทกั ษะความสมั พันธร ะหวา งบคุ คลและความรับผิดชอบ 2.4.1 ประเมินจากการความรับผิดชอบตอตนเองและผูอื่นในการทํางานกลุมมคี วามใสใจชวยเหลอื เกอ้ื กูลเพอ่ื นรว มงานมนั่ ใจในการเปน ผนู าํ และรบั ฟงความคิดเหน็ ของผอู นื่
40 2.5 ทักษะในการวิเคราะหเ ชิงตวั เลข การสื่อสารและการใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ 2.5.1 ประเมินจากความสามารถในการคํานวณ โจทยตัวอยาง แบบฝกหัดในชนั้ เรยี น และแบบฝกหัดประจาํ สปั ดาห 2.5.2 ประเมินจากเทคนิคการนําเสนอโดยใชทฤษฎี การเลือกใชเคร่ืองมือทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือการใชทฤษฎที างคณติ ศาสตร 3. สัดสว นการประเมิน 3.1 ดา นคุณธรรม จรยิ ธรรม รอยละ 0.67 3.1.1 มีจิตสํานึก ตระหนักในการปฏิบัติตามจรรยาบรรณทางวิชาการและวิชาชีพ รอยละ 0.33 3.1.2 มจี ิตสาธารณะ รอ ยละ 0.34 3.2 ดานความรู รอยละ 3.33 3.2.1 ผเู รยี นมีความรูในหลักการและทฤษฏี ทางดานคอมพวิ เตอรอเิ ล็กทรอนิกส รอยละ 2.00 3.2.2 มีความรูพื้นฐานทางวิทยาศาสตรและคณิตศาสตร และสามารถนํามาบูรณาการ ในดานคอมพิวเตอรอ ิเล็กทรอนิกสไ ด รอ ยละ 1.33 3.3 ดา นทักษะทางปญ ญา รอ ยละ 1.33 3.3.1 ผูเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะหอยางเปนระบบ และมีเหตุมีผลตามหลักการทางวิทยาศาสตร รอยละ 0.66 3.3.2 ผูเรียนสามารถนําความรูทางดานคอมพิวเตอรอิเล็กทรอนิกสไปประยุกตกับสถานการณต า ง ๆ ไดอ ยา งถกู ตองเหมาะสม รอยละ 0.67 3.4 ดานทักษะความสมั พันธระหวางบคุ คลและความรบั ผิดชอบ รอ ยละ 0.67 ผูเรียนมีความรับผิดชอบตอตนเองและสวนรวม มีความสัมพันธระหวางกลุมและสามารถทาํ งานรวมกบั ผูอ่นื 3.5 ทักษะในการวเิ คราะหเชิงตวั เลข การสอ่ื สารและการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ รอยละ 0.66 3.5.1 ผูเรียนสามารถประยุกตความรูทางคณิตศาสตรและสถิติ เพ่ือการวิเคราะหประมวลผล การแกป ญ หา และนาํ เสนอขอมลู ไดอยางเหมาะสม รอยละ 0.33 3.5.2 ผูเรียนสามารถใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบคน เก็บรวบรวมขอมูลและนาํ เสนอขอ มลู ไดอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพและเหมาะสมกบั สถานการณ รอ ยละ 0.33
บทที่ 2 ลอจกิ เกต (Logic Gates) วงจรดิจิทัลน้ันทํางานในระบบจํานวนฐานสอง โดยท่ีคาอนิ พุตและเอาตพตุ แตละตัวเปน ไดแค2 สถานะคือ 0 หรือ 1 เทาน้ัน อุปกรณพื้นฐานสําคัญของวงจรดจิ ิทัลเรียกวา ลอจิกเกต (logic gates)ซึ่งประกอบดวยลอจิกเกตที่สําคัญตาง ๆ เชน ออรเกต แอนดเกต และ นอตเกต โครงสรางภายนอกของแตละลอจิกเกตน้ันประกอบไปดวยทรานซิสเตอรประเภทตางๆซึ่งใหคาเอาตพุตเปนคาต่ํา (0)หรือคาสูง (1) บทนี้อธิบายความสัมพันธทางตรรกะระหวางคาอินพุตและเอาตพุตของลอจิกเกตเหลานี้ โดยแสดงผานสมการคณิตศาสตรที่เรียกวาสมการบูลลนี ลอจิเกตท่ีสําคัญที่ใชใ นการประกอบวงจรดจิ ทิ ัลมีดงั นี้2.1 ออรเกต (OR Gates) ออรเกตแบบพื้นฐานคือเกตที่มีอินพุต 2 อินพุต สวนเอาตพุตนั้นมีไดแค 1 เอาตพุตเสมอสัญลักษณของออรเกตนั้นถูกแสดงในภาพที่ 2.1 โดยคาเอาตพุตที่ไดของออรเกตสามารถอธิบายตามหลักตรรกะคือ คาเอาตพุตของออรเกตจะมีคาเปน 1 หากคาใดคาหน่ึงของอินพุตมีคาเปน 1 และคาเอาตพุตออรเกตจะมีคา เปน 0 หากคา ของอนิ พุตทกุ ตวั มคี า เปน 0 การทํางานของออรเ กตสามารถอธิบายไดโ ดยใชต ารางความจริง (truth table) ซง่ึ เปน ตารางแสดงเหตูการณท่ีเปนไปไดท้ังหมดของคาอินพุต และแสดงคา ของเอาตพุตที่ไดในแตล ะเหตุการณของอินพุตดวย ซง่ึ ตารางความจริงของออรเ กตที่มี 2 อนิ พตุ มีเหตุการณที่เปน ไปไดท้ังหมด 4 เหตกุ ารณดังแสดงในตารางท่ี 2.1 ภาพที่ 2.1 สญั ลักษณข องออรเ กตทมี่ ี 2 อนิ พุต
42ตารางท่ี 2.1 ตารางความจรงิ ของการออร 2 อินพตุ ������������ = ������������ + ������������ ������������ ������������ 0 1 00 1 01 1 10 11จากตารางที่ 2.1 สมการบูลลนี ดังกลาวไดใชเ ครื่องหมายบวกทางคณิตศาสตรแ สดงการออรกันของ 2อนิ พตุ คือ ������������ = ������������ + ������������ แมวาการออรจะใชสัญลักษณบวกทางคณิตศาสตร แตการออรนั้นเปนการประมวลผลทางดานตรรกะ โดยผลลัพธทางดานตรรกะเปนไดแค 2 คาเทานั้นคือ 0 หรือ 1 ในกรณีของวงจรดิจิทัล คา 0 คือคาแรงดันไฟฟาต่ํา และคา 1 คือคาแรงดันไฟฟาสูง เพราะฉะน้ันหากอินพุต x และ yมีคาเปน 1 เอาตพุต F ท่ีไดจากการออรของทั้ง 2 อินพุตจะมีคาเปน 1 จากเหตุการณที่ 4 ของตารางความจริงในตารางท่ี 2.1 1 = 1+1 สวนกรณีท่ีมีมากกวา 2 อินพุต เชน การทํางานของออรเกตแบบ 3 อินพุตเขียนเปนสมการจะไดว า ������������ = ������������ + ������������ + ������������ โดยเอาตพุต F ของออรเกตจะมีคาเปน 1 เม่ืออยางนอย 1 ใน 3 อินพุตมีคาเปน 1 และเอาตพ ตุ จะมคี า เปน 0 กรณเี ดยี วคอื เมอื่ ท้งั 3 อนิ พตุ มคี าเปน 0 เทา นัน้2.2 แอนดเกต (AND Gate) ในภาพที่ 2.2 แสดงสญั ลกั ษณของแอนดเกต โดยคา เอาตพ ตุ ของแอนดเกตจะมคี า เปน 1 เม่อืคาอินพุตทุกตัวเปน 1 หากคาใดคาหนึง่ ของอินพุตมีคาเปน 0 คาเอาตพุตของการแอนดจะมีคาเปน 0ซ่ึงสามารถเขียนเปนสมการไดดงั น้ี ������������ = ������������ . ������������ หรือ ������������ ������������
43 เราใชเครื่องหมายคูณทางคณิตศาสตร ( . ) หรือนิยมไมเขียนเครื่องหมายเพ่ือสะดวกในการเขยี นสมการ โดยเหตผุ ลท่ใี ชเ คร่ืองหมายคูณเพราะการแอนดมคี ุณสมบัติทางตรรกะเหมือนการคูณในระบบจํานวนฐานสองดงั แสดงในตารางความจริงตามตารางที่ 2.2ภาพท่ี 2.2 สญั ลกั ษณของแอนดเ กตทีม่ ี 2 อนิ พตุตารางท่ี 2.2 ตารางความจริงของการแอนด 2 อินพุต ������������ = ������������ ������������ ������������ ������������ 0 0 00 0 01 1 10 112.3 นอตเกต (NOT Gates) หรือตัวผกผนั (Inverters) การนอตแตกตางกับการออรและการแอนดตรงท่กี ารนอตมีอนิ พตุ แค 1 อินพตุ เทา นัน้ ขณะท่ีการออรและการแอนดตองมีอินพุตอยางนอย 2 อินพุตขึ้นไป การนอตทําใหคาเอาตพุตมีคาตรงขามทางตรรกะกับคาอนิ พุต โดยสัญลักษณข องนอตเกตหรือตัวผกผนั เปนดงั แสดงในภาพท่ี 2.3ภาพท่ี 2.3 สัญลักษณของนอตเกต
44เครอ่ื งหมายและสมการทใี่ ชส าํ หรบั การนอตคอื ������������ = ������������̅โดยใชเ ครื่องหมายบารดานบน ( ̅ ) แทนการนอต การนอตน้นั มีความหมายเดียวกันกับการคอมพลีเมนต(complement) และสามารถใชแทนกันได ตารางความจริงของการนอตเปนดังตารางที่ 2.3 ซ่ึงจะมีแค 2 เหตกุ ารณเ พราะวา นอตเกตมีแค 1 อนิ พตุ เทา นัน้ตารางที่ 2.3 ตารางความจริงของการนอต ������������ = ������������� ������������ 0 0 0 0 0 1 1 12.4 นอรเ กต (NOR Gates) การนอร คือ การหาคอมพลีเมนตของการออร ช่ือของการนอร (NOR) น้ันยอมาจากNot-OR น้ันเอง สัญลัษญของนอรเกตเปนดังแสดงในภาพที่ 2.4 (ก) โดยสัญลักษณวงกลมที่อยูท่ีปลายของเกตน้ันเรียกวาบับเบิล (bubble) ซ่ึงมีความหมายแทนนอตเกต เพ่ือใหสะดวกในการเขียนวงจร เพราะฉะนน้ั จึงใหผ ลลพั ธเดียวกนั กบั วงจรในภาพที่ 2.4 (ข) (ก) (ข) ภาพที่ 2.4 (ก) สญั ลกั ษณของนอรเ กต และ (ข) แสดงวงจรดิจทิ ัลท่ีทาํ งานแบบเดียวกบั นอรเกต
45เอาตพ ุตของนอรเ กตจะมีคาเปน 1 ก็ตอเมอื่ อนิ พุตทง้ั หมดเปน 0 ในกรณีทีอ่ ินพุทมคี า อน่ื ๆ เอาตพ ุตจะมีคาอื่นๆเอาตพุตจะมีคาเปน 0 ตารางความจริงของนอรเ กตท่ีมี 2 อินพุตเปนดังตารางท่ี 2.4 โดยเร่มิจากการหาคาการออรกันของท้ัง 2 อินพุท จากนน้ั จึงนําผลลพั ธที่ไดมาหาคา คอมพลีเมนตตารางท่ี 2.4 ตารางความจริงของการนอร 2 อินพุต������������ ������������ ������������ = ������������ + ������������ ������������ = ����������������+�����������������00 0 1 001 1 0 010 111 12.5 แนนดเกต (NAND Gates) การแนนด ( NAND ) ยอมาจากคําวา Not-AND เปนการหาคอมพลีเมนตของการแอนดโดยสัญลัษณของแนนดเกตนั้นใชแอนดเกตท่ีมีบับเบิลตรงเอาตพุตดังแสดงในภาพท่ี 2.5 (ก) แนนดเกตใหเ อาตพตุ เชนเดียวกนั กับวงจรในภาพที่ 2.5 (ข) (ก) (ข)ภาพที่ 2.5 (ก) สัญลักษณของแนนดเกต และ (ข) วงจรดจิ ทิ ัลท่ีทาํ งานแบบเดยี วกบั แนนดเกต
46เอาตพุตของแนนดเกตจะมีคาเปน 0 ก็ตอเมื่ออินพุตท้ังหมดเปน 1 เทาน้ัน ในกรณีที่อินพุตมีคาอื่น ๆเอาตพุตของแนนดเกตจะมีคาเปน 1 ตารางความจริงของแนนดเกตท่ีมี 2 อินพุตแสดงไดดังตารางที่ 2.5 ซง่ึ หาไดจ ากการแอนดก นั ของทง้ั 2 อนิ พุตแลวจึงนาํ ผลลัพธท ่ีไดไปหาคา คอมพลีเมนตตารางท่ี 2.5 ตารางความจริงของการแนนด 2 อนิ พุต ������������ ������������ ������������ = ������������ ������������ ������������ = ����������������������������� 00 0 1 1 01 0 1 0 10 0 11 12.6 เอกซคลูซฟี ออรเ กตหรอื ออรเ ฉพาะเกต (Exclusive – OR (XOR) Gates) เอกซคลุซีฟออรเกตมีการทํางานคือเอาตพุตจะมีคาเปนคาเปน 1 ถาจํานวนของอินพุตที่มีคาเปน 1 เปนจํานวนค่ี และเอาตพุตจะมีคาเปน 0 ถาจํานวนของอินพุตที่มีคาเปน 1 เปนจํานวนคู โดยจํานวนอินพุตของเอกซคลูซีฟออรเกตตองมีอยางนอย 2 อินพุตข้ึนไป และสัญลักษณของเอกซครูซีฟออรเกตสามารถแสดงไดในภาพท่ี 2.6 ภาพท่ี 2.6 สญั ลักษณของเอกซค ลูซฟี ออรเกตเครอื่ งหมายที่ใชสําหรับการเอกซคลซู ีฟออรคือเคร่ืองหมาย ⊕ ซึง่ จะได ������������ = ������������ ⊕ ������������ = ������������ ∙ ������������� + ������������̅ ⋅ ������������ จากตารางที่ 2.6 แสดงตารางความจริงของการเอกซคลซุ ีฟออรของ 2 อนิ พุต ซง่ึ เหตกุ ารณที่2 และ 3 จะใหคาเอาตพุตเปน 1 เพราะวาอินพุต x หรือ y ตัวใดตัวหนึ่งเทาน้ันท่ีมีคาเปน 1 จึงทําใหจํานวนของอนิ พุตท่ีมคี า เปน 1 เปนจาํ นวนค่ี (1) สวนเหตุการณท ่ี 1 และ 4 เอาตพุตมีคาเปน 0 เพราะจํานวนของอินพุตทม่ี ีคา เปน 1 เปน จํานวนคู (0 และ 2 ตามลําดับ)
47ตารางที่ 2.6 ตารางความจริงของการเอกซคลซู ฟี ออร 2 อนิ พตุ������������ ������������ ������������ = ������������ ⨁ ������������00 001 110 111 0โดยตารางความจริง (ตารางท่ี 2.7) แสดงการพิสูจนวาฟงกชั่นทางขวา ( x. y̅ + x̅. y) น้ันใหผลลัพธ(เอาตพ ุต) เดยี วกนั กบั การเอกซคลซู ีฟออรในตารางที่ 2.6 ทุกเหตุการณเพราะฉะน้ันทงั้ 2 ฟงกชน่ั จึงมีคาเทากัน ประโยชนที่สําคัญขอหน่ึงของเอกซคลูซีฟออรเกตคือการนํามาใชสรางวงจรภาวะคูหรือคี่(parity circuit) เพือ่ ตรวจสอบขอผิดพลาดในการสง ขอมลูตารางที่ 2.7 การใชต ารางความจรงิ เพ่อื พสิ ูจนสมการ ������������ ⨁ ������������ = x ⋅ y̅ + x̅ ⋅ y������������ ������������ ������������� ������������� ������������ ⋅ ������������̅ ������������̅ ⋅ ������������ ������������ ⋅ ������������̅ + ������������̅ ⋅ ������������ ������������ ⨁ ������������001100 0 0 1011001 1 1 0100110 1110000 02.7 เอกซคลซู ฟี นอรเ กต (Exclusive-NOR (XNOR) Gates) เอกซคลูซีฟนอรเกต คือ ลอจิกเกตที่ใหเอาตพุตเปนคาคอมพลีเมนตหรือตรงขามกับเอกซค ลูซีฟออรเกตคือเอาตพุตจะมีคาเปน 1 ถาจํานวนของอินพุตที่มีคาเปน 1 เปนจํานวนคู และเอาตพุตจะมีคาเปน 0 ถาจํานวนของอินพุตท่ีมีคาเปน 1 เปนจํานวนค่ี ดังแสดงในตารางที่ 2.8 ซึ่งจะสังเกตไดว าเอาตพุตน้ันจะมีคาเปนคาคอมพลีเมนตของตารางความจริงเอกซคลูซีฟออรเกต (ตารางที่ 2.6)เพราะฉะนัน้ เครื่องหมายที่ใชส าํ หรบั การเอกซค ลูซีฟนอรจ ึงใช ������������ = ���������������⊕����������������� = ������������̅ ∙ ������������� + ������������ ⋅ ������������ท้ังนี้เราสามารถพิสูจนวาฟงกช่ันทางขวาใหผลลัพธเดียวกันกับตารางท่ี 2.8 โดยใชตารางความจริงดังท่แี สดงไดในตารางที่ 2.9 และภาพที่ 2.7 แสดงสัญลษั ณของเอกซคลูซฟี นอรเกตท่ีมี 2 อินพุต
48ตารางที่ 2.8 ตารางความจริงของการเอกซค ลซู ีฟนอร 2 อนิ พุต ������������ ������������ ������������ = ���������������⨁����������������� 00 1 01 0 10 0 11 1ตารางท่ี 2.9 การใชต ารางความจริงเพือ่ พิสจู นส มการ ���������������⨁���������������� = x ⋅ y̅ + x̅ ⋅ y ������������ ������������ ������������� ������������� ������������� ⋅ ������������̅ ������������ ⋅ ������������ ������������� ⋅ ������������̅ + ������������ ⋅ ������������ ���������������⨁����������������� 001110 1 1 0 011000 0 0 1 100100 0 110001 1 ภาพท่ี 2.7 สัญลักษณของเอกซค ลูซีฟนอรเกต2.8 การแปลงเกต ในกระบวนการผลิตแนนดเกตและนอรเกตน้ันสามารถทําไดงายกวาการผลิตแอนดเกตและออรเกต นอกจากนี้แนนดเกตและนอรเกตยังมีคุณสมบัติเปน เกตอเนกประสงคดวย คือฟงกชันบูลลนีใด ๆ ก็ตามสามารถสรางไดโดยใชเพียงแนนดเกตหรือนอรเกต ที่เปนเชนน้ีเพราะวาเราสามารถใชแนนดเกตหรือนอรเกตแทนแอนดเกต ออรเกต และนอตเกตไดในการสรางวงจรลอจิก ซ่ึงพิสูจนไดโดยใชท ฤษฎีบทบลู ลนี เน่อื งจากฟง กช ันบูลลนี ใด ๆ ก็สามารถเขยี นใหอยูในรปู ของการดาํ เนินการทางตรรกะดวยการแอนด การออร และการนอตได เพราะฉะน้ันเราจึงสามารถสรางวงจรลอจิกของฟง กช นั น้นั ๆ โดยใชแ นนดเ กตหรือนอรเ กตอยา งเดียวได
49 2.8.1 การใชแ นนดเกตและนอรเ กตเปนอนิ เวอรเ ตอร (NAND and NOR as an Inverter) เราสามารถใชงานแนนดเกตหรือนอรเกตมาตอวงจรดิจิทัลเพ่ือใชงานแทนนอตเกตหรืออินเวอรเตอรได โดยทําการประยุกตใหสัญญาณเดียวกันกับท้ังสองอินพุตของแนนดเกตหรือนอรเกตดงั นัน้ เม่ือทง้ั สองอนิ พุตเปน 0 หรือ 1 เอาตพ ตุ ของวงจรดงั กลา วจะเปล่ียนเปน คาตรงกนั ขา มกบั อินพุตดงั แสดงในภาพที่ 2.8 (ก) (ข) ภาพที่ 2.8 (ก) การใชงานแนนดเกตแทนนอตเกต และ (ข) การใชงานนอรเกตแทนนอตเกต 2.8.2 การใชแ นนดเ กตเปน แอนดเกต (NANDs as an AND) การใชงานแนนดเกตแทนแอนดเกตน้ันมีขอดีคือราคาของแนนดเกตจะตํ่ากวาแอนดเกตเพราะการผลิตแนนดเ กตนั้นทาํ ไดง ายกวา ซึ่งวิธกี ารประยุกตใ ชแ นนดเ กตแทนแอนดเกตนั้นทําไดโดยการใชแนนดเกตตัวท่ีสองซึ่งทําหนาท่ีเปนนอตเกตเขาไปตอกับแนนดเกตตัวท่ีหน่ึง เพื่อกลับคาสัญญาณเอาตพุตของแนนดเกตตัวท่ีหนง่ึ ดังนั้นสัญญาณเอาตพ ุตของแนนดเ กตตวั ที่สองจงึ มคี าเปรียบไดวาเทากับสัญญาณเอาตพุตของแอนดเกตซึ่งไดรับสัญญาณอินพุตเฉกเชนเดียวกับอินพุตของแนนดเกตตวั ท่ีหนึ่ง ดังแสดงไดในภาพท่ี 2.9 ภาพท่ี 2.9 การใชงานแนนดเ กตสองตวั แทนการใชงานแอนดเ กต
50 2.8.2 การใชนอรเกตเปนออรเกต (NORs as an OR) เชนเดียวกับการใชงานแนนดเกตแทนแอนดเกต นอรเกตก็สามารถใชวิธีการเดียวกันในการใชงานแทนออรเกต ซ่ึงวธิ กี ารประยุกตใชน อรเ กตแทนออรเกตนัน้ ทําไดโดยการใชนอรเกตตัวท่ีสองซ่ึงทําหนาท่ีเปนนอตเกตเขาไปตอกับนอรเกตตัวที่หน่ึง เพื่อกลับคาสัญญาณเอาตพุตของนอรเกตตัวที่หนง่ึ ดงั นน้ั สญั ญาณเอาตพุตของนอรเ กตตัวทส่ี องจงึ มีคา เปรียบไดวาเทา กบั สัญญาณเอาตพุตของออรเกตซง่ึ ไดร บั สญั ญาณอนิ พุตเฉกเชน เดยี วกับอินพุตของนอรเกตตัวทหี่ นึ่ง ดังแสดงไดในภาพท่ี 2.10 ภาพที่ 2.10 การใชงานนอรเ กตสองตวั แทนการใชงานออรเกต 2.8.3 การใชแ นนดเกตเปน ออรเกต (NANDs as an OR) เราสามารถใชแนนดเกตหลายตัวแทนการใชงานออรเกตได ซ่ึงเหลานี้เปนไปตามทฤษฎีบทของเดอรมอแกน โดยเม่ือนาํ คาคอมพลีเมนตของสองสญั ญาณมาแนนดห รือนอรกัน จะมเี อาตพุตของการกระทํานั้นออกมาในลักษณะของออรหรือแอนด ดังนั้นจึงสามารถใชแนนดเกตสามตัวเพื่อแทนการใชงานออรเกตไดดงั แสดงในภาพที่ 2.11 ภาพที่ 2.11 การใชงานแนนดเกตสามตวั แทนการใชงานออรเ กต 2.8.4 การใชน อรเ กตเปนแอนดเกต (NORs as an AND) เชนเดียวกับการใชแนนดเกตแทนออรเกต เราสามารถใชนอรเกตสามตัวเพ่ือแทนการใชงานแนนดเกตไดด ังแสดงในภาพที่ 2.12
51 ภาพท่ี 2.12 การใชง านนอรเกตสามตวั แทนการใชง านแอนดเ กต ทัง้ นีน้ อกเหนอื จากการใชง านแนนดเกตและนอรเ กตแทนเกตตาง ๆ เพราะผลติ ไดงายกวาน้ันยังมีอีกเหตุผลสําคัญ นั่นคือเมื่อในวงจรมีการแนนดหรือการนอร เราจะสามารถตอวงจรใชง านไดโ ดยไมตองใชวงจรรวมชนิดอื่น ซ่ึงปกติแลวจะนิยมใชงานวงจรรวมแบบใดแบบหน่ึงจนครบจํานวนเกตเนื่องจากวงจรรวมของเกตท่ีผลิตใชงานในปจจุบัน 1 ตัวนั้น จะมีเกตชนิดนั้น ๆ อยูภายในมากกวา 1ตัวใหใชงาน เราจึงไมใชแนนดเกตกับนอรเกตเพื่อแทนแอนดเกต หรือนอรเกตกับแนนดเกตเพื่อแทนออรเกต การแปลงเกตจะใชเกตเพียงชนดิ ใดชนดิ หน่งึ ในการแปลง2.9 การตอขยายเกต จากการศกึ ษาลอจิกเกตในหัวขอตาง ๆ กอ นหนานี้ จะเหน็ ไดว าสว นใหญลอจิกเกตพืน้ ฐานจะมีเพียง 2 อินพุต แตในทางปฏิบัติแลวจํานวนสัญญาณขาเขาหรืออินพุตนั้นไมจํากัดเพียงแค 2สัญญาณ ดงั นั้นจึงจาํ เปน ตองเรยี นรูการตอขยายเกตเพื่อใหสามารถดําเนนิ การทางตรรกะกับสัญญาณขาเขาจาํ นวนมากได โดยการตอขยายเกตนั้นสามารถอธิบายไดดังตอไปนี้ 2.9.1 การตอขยายแอนดเกตและออรเ กต (AND/OR Gate Expansion) แอนดเกตหรือออรเกตชนิดหลายอินพุตสามารถสรางจากแอนดเกตหรือออรเกตชนิดสองอนิ พตุ ไดต ามความสัมพันธด ังนี้ ������������ = ������������������������������������������������������������ − 1โดย N แทนจาํ นวนเกตชนิดสองอนิ พตุ ทตี่ องใชในการตอ ขยายเกต Input แทนจาํ นวนอินพตุ ทีต่ องการตอ ขยาย
52ดังนั้นถาเราตองการตอขยายออรเกตหรือแอนดเกตเพื่อรองรับสัญญาณอินพุต 5 สัญญาณ เราจึงจําเปนตองใชออรเกตหรือแนนดเกตอยางนอย 5 − 1 = 4 ตัว เพ่ือทําการตอขยายเกต ตัวอยางการตอ ขยายเกตนั้นสามารถแสดงไดดงั ภาพที่ 2.13 (ก) (ข) ภาพท่ี 2.13 (ก) การตอขยายออรเกตรองรับอินพตุ 4 สัญญาณ และ (ข) การตอ ขยายแอนดเกตรองรบั อินพุต 3 สญั ญาณ 2.9.2 การตอ ขยายแนนดเกตและนอรเ กต (NAND/NOR Gate Expansion) การตอขยายสัญญาณอินพุตของแนนดเกตและนอรเกตนั้นไมสามารถใชเกตจากวงจรรวมเพียงชนิดเดียวได เน่ืองจากเมื่อทําการตอวงจรซอนกันจะเกิดการคอมพลีเมนตของสัญญาณเอาตพุตในลําดับถัดไป ทําใหคาเอาตพุตท่ีออกมาไมเปนไปตามหลักของการนอรหรือการแนนด ดังนั้นเราจึงตองใชแอนดเกตและออรเกตในการตอรวมในวงจรเพ่ือตอขยายสัญญาณอินพุตของแนนดเกตและนอรเกต โดยใชออรเกตและแอนดเกตเพ่ือรับสัญญาณอินพุตแตละสัญญาณกอน แลวจึงรวมสัญญาณดังกลาวดวยแนนดหรอื นอรเ กต ดังอธิบายไดจากภาพท่ี 2.14 (ก) และ ภาพที่ 2.14 (ข)
53 (ก) (ข) ภาพที่ 2.14 (ก) การตอขยายนอรเกตรองรับอนิ พุต 4 สญั ญาณ และ (ข) การตอขยายแนนดเ กตรองรับอนิ พุต 3 สญั ญาณสรุป ในบทน้ีเราไดศึกษาการทํางานของลอจิกเกตที่สําคัญท่ีใชในการสรางวงจรดิจิทัลลอจิกเกตเหลาน้ี ไดแก ออรเกต แอนดเกต นอตเกต นอรเกต แนนดเกต เอกซคลูซีฟออรเกตและเอกซคลูซีฟนอรเกต โดยการทํางานของลอจิกเกตเหลาน้ีสามารถเขียนใหอยูในรูปของฟงกชันบูลลีนโดยใชเครื่องหมายทางคณิตศาสตรได อีกท้ังไดเรียนรูวิธีการแปลงและตอขยายลอจิกเกตเพื่อประยุกตใชในเหตุการณต า ง ๆ ไดโ ดยไมท าํ ใหส ิ้นเปลืองวงจรรวม ในบทตอไปจะกลาวถงึ การสรางและใชงานตารางความจริงรวมไปถงึ แผนภาพเวลา เพ่ือเปนพื้นฐานในการวเิ คราะหวงจรดิจิทลั ตอไป
54แบบฝก หัดทา ยบท2.1 จงเขียนสัญลกั ษณส าํ หรบั แตล ะชนิดของลอจกิ เกต การทํางาน และฟงกชันสาํ หรบั เอาตพตุ2.2 กําหนดฟง กช นั ������������ = (������������ + ������������ + ������������) ������������ จงหาคาเอาตพตุ จากฟง กชนั (F) เม่อื กาํ หนดใหส ัญญาณ A = 1, B = 0, C = 0 และ D = 12.3 กําหนดฟงกชัน ������������ = (������������ + ������������)(������������ + ������������) จงหาคาเอาตพุตจากฟงกชัน (F) เมื่อกําหนดให สญั ญาณ A = 1, B = 0, C = 0 และ D = 02.4 กําหนดฟงกชัน ������������ = (������������̅ + �������������)�(���������������+������������������) จงหาคาเอาตพุตจากฟงกชัน (F) เม่ือกําหนดให สัญญาณ A = 1, B = 0, C = 1 และ D = 02.5 กําหนดฟงกชัน ������������ = ����������������⨁���(����������������+�����������������)��������������� จงหาคาเอาตพุตจากฟงกชัน (F) เม่ือกําหนดใหสัญญาณ A = 1, B = 0, C = 0 และ D = 02.6 จงใชการแปลงเกตเพือ่ แปลงวงจรตอไปนี้ โดยใชเพียงแนนดเ กต (วาดรปู วงจร)2.7 จงใชก ารแปลงเกตและการตอ ขยายเกตเพื่อวาดวงจรตอ ไปน้ี โดยใชเพียงนอรเกต (วาดรปู วงจร)2.8 จากวงจรในขอ 2.7 เม่ือกําหนดให w = 0, x = 1, y = 0 และ z = 1 เอาตพุตจากวงจรที่ไดจะมี คาเทาไร
55 เอกสารอา งอิงทรงยศ นาคอริยกุล. (2560). การวเิ คราะหและออกแบบวงจรดจิ ิทลั . กรุงเทพมหานคร: สาํ นกั พมิ พแ หงจุฬาลงกรณมหาวทิ ยาลัย.สมศกั ดิ์ มติ ะถา. (2543). การออกแบบวงจรดจิ ติ อลและวงจรตรรก. กรงุ เทพมหานคร: ภาควิชาวิศวกรรมคอมพวิ เตอร คณะวิศวกรรมศาสตร สถาบันเทคโนโลยพี ระจอมเกลา เจาคณุ ทหารลาดกระบัง.
56
57 แผนการสอนประจําสปั ดาหท ่ี 4หัวขอเรอ่ื ง บทท่ี 3 ตารางความจริงและแผนภาพเวลาเนอ้ื หา/รายละเอียด 3.1 ตารางความจริง 3.2 แผนภาพเวลาจํานวนชว่ั โมงท่สี อน 2 ชั่วโมงวตั ถุประสงคเ ชิงพฤติกรรม เมือ่ ศึกษาจบบทเรยี น ผเู รียนมีความรคู วามเขา ใจในเน้อื หาและสามารถทําสง่ิ ตอไปน้ีได 1. สามารถอธบิ ายความหมายและความสาํ คัญของตารางความจรงิ และแผนภาพเวลาได 2. สามารถสรางตารางความจริงจากฟงกชนั บลู ลนี หรือสมการลอจกิ ได 3. สามารถอธิบายความสําคัญของคาเวลาตาง ๆ ทเ่ี กดิ ขึน้ ในวงจรดิจทิ ัลได 4. สามารถหาคา สญั ญาณเอาตพุตจากแผนภาพเวลา ซ่ึงแทนสถานะตาง ๆ ของวงจรดิจิทลั 5. สามารถจําแนกวัตถุประสงคข องการใชง านตารางความจริงและแผนภาพเวลาไดวธิ ีสอนและกจิ กรรมการเรยี นการสอน 1. ผสู อนต้ังคาํ ถามเพอื่ ดึงดูดความสนใจของผูเรยี น และกระตุนผเู รยี นใหเ กิดความพรอมในการเรียนรเู นอื้ หาท่เี รียน 2. ผูสอนเนนใหผูเรียนจดบันทึกหรือถายภาพเนื้อหาที่สอนจากสื่ออิเล็กทรอนิกสแลวสรุปเนอื้ หาเปนสวนตวั ไมแนะนําใหคัดลอกกัน เพื่อสง เสรมิ จรยิ ธรรม และฝกความรบั ผดิ ชอบในตนเอง 3. ผูสอนมอบหมายใหผูเรียนคนใดคนหน่ึงเปนตัวแทนในการรวบรวมงานที่มอบหมายจากเพือ่ นรวมชัน้ เรียน เพอื่ ฝก ความเปน ผูน าํ และความมีจติ สาธารณะ 4. ผูส อนใหผ ูเ รยี นแบงกลุมเพ่ือเตรียมทํากจิ กรรมแบบกลุม โดยตอ งเปนกลุมท่ีไมซา้ํ กับสัปดาหท่ผี านมา สําหรับการระดมสมองแกโจทยปญหา 5. ผูสอนบรรยายเนื้อหาเกี่ยวกับความหมาย การใชงาน และวิธีการประยุกตใชงานตารางความจริงและแผนภาพเวลากบั วงจรดิจิทลั ได 6. ผูสอนใชก ารยกตวั อยา งโจทยป ญ หาและการระดมสมองของผเู รียนเพอ่ื แกโ จทยปญ หา 7. ผูสอนใหโจทยปญหาที่เก่ียวของกับบทเรียนเพ่ิมเติม เพ่ือใหผูเรียนไปคนควา และสบื เสาะหาความรเู พมิ่ เตมิ เพ่ือแกโ จทยปญ หาเสริมจากผูส อน
58 8. ผูสอนสรุปเนื้อหาสาระสําคัญประจําบทเรียนและมอบหมายงานประจําสัปดาห โดยกาํ หนดสง งานในสปั ดาหถ ัดไปสือ่ การสอน 1. แนวการสอนรายวชิ าดจิ ทิ ัลอิเล็กทรอนิกส 2. เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าดิจิทัลอเิ ลก็ ทรอนกิ ส 3. สื่ออิเล็กทรอนิกส 4. โจทยปญ หาหรือตวั อยางสถานการณจาํ ลองแผนการประเมนิ ผลการเรยี นรู 1. ผลการเรยี นรู 1.1 ดานคณุ ธรรม จรยิ ธรรม 1.1.1 มจี ติ สาํ นึก ตระหนักในการปฏิบัตติ ามจรรยาบรรณทางวชิ าการและวิชาชีพ 1.1.2 มีจติ สาธารณะ 1.2 ดา นความรู 1.2.1 ผูเ รยี นมีความรูในหลกั การและทฤษฏี ทางดา นคอมพิวเตอรอเิ ล็กทรอนกิ ส 1.2.2 มีความรูพ้ืนฐานทางวิทยาศาสตรและคณิตศาสตร และสามารถนํามาบูรณาการในดานคอมพิวเตอรอเิ ล็กทรอนิกสไ ด 1.3 ดานทกั ษะทางปญ ญา 1.3.1 ผูเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะหอยางเปนระบบ และมีเหตุมีผลตามหลกั การทางวทิ ยาศาสตร 1.3.2 ผูเรียนสามารถนําความรูทางดานคอมพิวเตอรอิเล็กทรอนิกสไปประยุกตกับสถานการณตาง ๆ ไดอ ยางถูกตองเหมาะสม 1.4 ดานทกั ษะความสมั พันธระหวา งบคุ คลและความรับผิดชอบ 1.4.1 ผูเ รียนมคี วามรบั ผิดชอบตอ สังคมและองคก ร 1.5 ทกั ษะในการวเิ คราะหเชิงตัวเลข การสื่อสารและการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ 1.5.1 ผูเรียนสามารถประยุกตความรูทางคณิตศาสตรและสถิติ เพื่อการวิเคราะหประมวลผล การแกป ญหา และนําเสนอขอ มูลไดอ ยา งเหมาะสม 1.5.2 ผูเรียนสามารถใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศในการสบื คน เก็บรวบรวมขอมูล และนาํ เสนอขอ มลู ไดอยางมปี ระสทิ ธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ
59 2. วธิ ีประเมนิ ผลการเรยี นรู 2.1 ดา นคณุ ธรรม จริยธรรม 2.1.1 ประเมินจากการเขาช้ันเรียนที่ตรงเวลาของผูเรียน สงงานที่ไดรับมอบหมายตรงตอเวลา 2.1.2 ประเมินจากความซ่ือสัตยสุจริตในการทํางานท่ีไดรับมอบหมาย ไมคัดลอกงานเพื่อน และไมทจุ รติ ในการสอบ 2.1.3 ประเมินจากพฤติกรรมการทํากิจกรรมแบบกลุม มีการเสียสละ หรือชวยเหลืองานเพอื่ สวนรวม 2.2 ดานความรู 2.2.1 ประเมินจากการตอบคาํ ถามและแสดงความคดิ เห็นในชน้ั เรียน 2.2.2 ประเมนิ จากการทาํ แบบฝกหดั ทบทวนท่สี ง ในแตละสัปดาห 2.2.3 ประเมินจากการนาํ เสนอรายงานในช้ันเรียน 2.2.4 ประเมนิ จากผลการสอบ 2.3 ดานทกั ษะทางปญ ญา 2.3.1 ประเมินจากความสามารถทางปญญาของผูเรียน ที่มีความสามารถในการวิเคราะห สังเคราะห และแสดงความรู ความคิดเห็นที่เก่ียวของกับเน้ือที่เรียนในช้ันเรียน เชนการตง้ั คาํ ถาม การตอบคําถาม 2.3.2 ประเมินจากผลงาน และการปฏิบัติของนักศึกษา เชน การนําเสนอรายงานการทดสอบโดยใชแบบทดสอบหรือสมั ภาษณ 2.4 ดานทักษะความสัมพันธระหวางบุคคลและความรับผิดชอบ 2.4.1 ประเมินจากการความรับผิดชอบตอตนเองและผูอื่นในการทํางานกลุมมีความใสใ จชว ยเหลอื เกือ้ กูลเพอื่ นรว มงานมนั่ ใจในการเปน ผูนํา และรับฟง ความคิดเหน็ ของผอู ื่น 2.5 ทกั ษะในการวเิ คราะหเ ชิงตวั เลข การสื่อสารและการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ 2.5.1 ประเมินจากความสามารถในการคํานวณ โจทยตัวอยาง แบบฝกหัดในชัน้ เรียน และแบบฝก หดั ประจําสปั ดาห 2.5.2 ประเมินจากเทคนิคการนําเสนอโดยใชทฤษฎี การเลือกใชเคร่ืองมือทางเทคโนโลยสี ารสนเทศ หรอื การใชท ฤษฎที างคณิตศาสตร
60 3. สดั สว นการประเมิน 3.1 ดานคณุ ธรรม จริยธรรม รอ ยละ 0.67 3.1.1 มีจิตสํานึก ตระหนักในการปฏิบัติตามจรรยาบรรณทางวิชาการและวิชาชีพ รอยละ 0.33 3.1.2 มีจิตสาธารณะ รอยละ 0.34 3.2 ดานความรู รอยละ 3.33 3.2.1 ผูเรียนมคี วามรูในหลกั การและทฤษฏี ทางดานคอมพิวเตอรอิเล็กทรอนกิ ส รอยละ 2.00 3.2.2 มีความรูพื้นฐานทางวิทยาศาสตรและคณิตศาสตร และสามารถนํามาบูรณาการ ในดานคอมพวิ เตอรอ ิเลก็ ทรอนิกสได รอยละ 1.33 3.3 ดา นทกั ษะทางปญ ญา รอยละ 1.33 3.3.1 ผูเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะหอยางเปนระบบ และมีเหตุมีผลตามหลักการทางวิทยาศาสตร รอยละ 0.66 3.3.2 ผูเรียนสามารถนําความรูทางดานคอมพิวเตอรอิเล็กทรอนิกสไปประยุกตกับสถานการณตาง ๆ ไดอยางถูกตองเหมาะสม รอ ยละ 0.67 3.4 ดา นทกั ษะความสัมพนั ธร ะหวางบคุ คลและความรบั ผิดชอบ รอยละ 0.67 ผูเรียนมีความรับผิดชอบตอตนเองและสวนรวม มีความสัมพันธระหวางกลุมและสามารถทํางานรว มกับผอู ่ืน 3.5 ทกั ษะในการวิเคราะหเชงิ ตวั เลข การส่อื สารและการใชเ ทคโนโลยีสารสนเทศ รอ ยละ 0.66 3.5.1 ผูเรียนสามารถประยุกตความรูทางคณิตศาสตรและสถิติ เพื่อการวิเคราะหประมวลผล การแกปญหา และนาํ เสนอขอมลู ไดอยา งเหมาะสม รอยละ 0.33 3.5.2 ผูเรียนสามารถใชเทคโนโลยีสารสนเทศในการสืบคน เก็บรวบรวมขอมูลและนําเสนอขอมลู ไดอยางมีประสทิ ธภิ าพและเหมาะสมกับสถานการณ รอยละ 0.33
61 บทที่ 3 ตารางความจรงิ และแผนภาพเวลา (Truth Tables and Timing Diagram) การดําเนินการทุกอยางไหเกิดผลสําเร็จนั้น จําเปนตองมีการวางแผนหรือออกแบบข้ันตอนกอนการดําเนินการเพ่ือใหเกิดความมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการเกิดความผิดพลาดระหวางการดําเนินการ เชนเดียวกันกับการออกแบบวงจรดิจิทัลในงานอิเล็กทรอนิกส กระบวนการการออกแบบเหตุการณและการแปลงมาสูรูปแบบของฟงกชันหรือวงจรดิจิทัลนั้น จะเริ่มตนที่การสรางตารางความจริงกอนเปนอันดับแรก ซ่ึงเม่ือไดตารางความจริงของวงจรที่ตองการแลวจะนํามาวิเคราะหคาเอาตพุตดวยการวิเคราะหรูปคลื่นหรือแผนภาพเวลา เพ่ือแสดงความสัมพันธเหตุการณของอนิ พตุ และเอาตพตุ ไดต ามการออกแบบ3.1 ตารางความจรงิ (Truth Tables) ตารางความจริงคือตารางท่ีแสดงเหตุการณในระบบจํานวนฐานสองท่ีเปนไปไดท้ังหมดของเอาตพ ตุ จากวงจรเชงิ ผสมหรือฟงกช ันใด ๆ ทผ่ี ลติ ออกมาจากการรับสัญญาณทส่ี งเขา ไปหรือประกอบขึ้นจากอินพุต เม่ือตารางความจริงถูกสรางขึ้นอยางสมบูรณแลวเราจะสามารถเขียนสมการบูลลีนไดอยา งไมซบั ซอน ดงั น้นั การสรางตารางความจรงิ จึงมีความสาํ คัญในการออกแบบระบบตาง ๆ วิธีการสรางตารางความจริงนั้นจะเริ่มจากการนับจํานวนอินพุตหรือตัวแปรขาเขาในระบบเพ่ือคํานวณหาจํานวนเหตุการณท่ีเปนไปไดทั้งหมดท่ีจะเกิดขึ้นจากระบบดังกลาว โดยความสัมพันธระหวางจาํ นวนอินพุตและจาํ นวนเหตกุ ารณท ่เี ปน ไปไดท ั้งหมดคือ ������������ = 2������������โดย E คือ จาํ นวนเหตกุ ารณท ง้ั หมดท่เี ปน ไปได n คือ จํานวนอินพตุ หรอื ตวั แปรขาเขา ในระบบยกตวั อยา งระบบท่ีมีอินพุต 2 อินพุต จะมีเหตุการณท้งั หมดที่เปนไปไดของระบบเทากับ 4 เหตุการณโดยเหตุการณท่ีเกิดขึ้นน้ันจะใชการนับเหตุการณเหมือนการนับในระบบจํานวนฐานสอง เริ่มจากเหตกุ ารณทีอ่ นิ พุตทงั้ สองเปน 0 ท้ังคู ไปจนถงึ เหตกุ ารณท่ีอินพตุ ทง้ั สองเปน 1 ท้ังคู ดงั น้ี Input1 = 0, Input2 = 0 Input1 = 0, Input2 = 1 Input1 = 1, Input2 = 1 Input1 = 1, Input2 = 0จากน้ันใหแทนคาของเอาตพ ุตท่ีเกิดจากการแทนเหตกุ ารณตาง ๆ เหลานั้นลงในตารางความจริง การสรางตารางความจริงของระบบทม่ี อี ินพตุ หรือตัวแปรขาเขา จํานวน 2 ตวั แสดงไดด งั ตารางท่ี 3.1
62ตารางที่ 3.1 ตารางความจรงิ ของฟง กชันท่ปี ระกอบขน้ึ จากอนิ พุต 2 อินพุต Input Output xy F 0 0 ������������(������������, ������������) = ������������(0,0) 0 1 ������������(������������, ������������) = ������������(0,1) 1 0 ������������(������������, ������������) = ������������(1,0) 1 1 ������������(������������, ������������) = ������������(1,1)จากตารางที่ 3.1 ถา ตารางความจรงิ ดงั กลาวแสดงความสัมพนั ธของฟงกชัน ������������ = ������������ ������������จะไดวา ฟง กชันดังกลาวเกิดจากการแอนดกันของอินพุต ดังน้นั คาเอาตพ ุตทไ่ี ดจ ะเปนไปตามคุณสมบัติของการแอนดโ ดยถาอนิ พุตตัวใดตัวหนึ่งมีคาเปน 0 จะทาํ ใหเ อาตพตุ ของระบบเปน 0 ทนั ที ถา อินพุตเปน 1 ท้ังหมดจึงจะใหคาเอาตพุตท่ีเปน 1 ตารางความจริงท่ีแสดงคาเอาตพุตจากเหตุการณดังกลาวสามารถแสดงไดด ังตารางท่ี 3.2ตารางที่ 3.2 ตารางความจริงของฟงกช ันทป่ี ระกอบขึ้นจากอนิ พตุ 2 อินพตุ Input Output xy F 0 0 ������������(������������, ������������) = ������������(0,0) = 0 0 1 ������������(������������, ������������) = ������������(0,1) = 0 1 0 ������������(������������, ������������) = ������������(1,0) = 0 1 1 ������������(������������, ������������) = ������������(1,1) = 1จากตารางที่ 3.2 วงจรดิจทิ ัลทีเ่ กดิ ข้ึนจากฟงกช นั น้แี สดงไดด งั ภาพท่ี 3.1 ภาพที่ 3.1 วงจรดจิ ทิ ลั ของฟงกชัน ������������ = ������������ ������������
63ตวั อยา งท่ี 3.1 จงสรา งตารางความจรงิ ของฟงกช ัน ������������ = ������������������������ + ������������������������� + ����������������������������วธิ ที าํ เร่ิมจากนับจํานวนอินพุตของฟงกชัน ไมวาจะเปนตัวแปรที่มีเคร่ืองหมายบารหรือไมมีก็ตามใหกําหนดวาเปนตัวแปรของอินพุตเดียวกัน ดังนั้นฟงกชันน้ีมีอินพุตทั้งหมด 2 อินพุต จะมีจํานวนเหตุการณท่ีเปนไปไดท้ังหมด 4 เหตุการณ การสรางตารางความจริงแบบละเอียดจะแสดงเหตุการณของแตละพจนในฟงกชัน (พจนที่แอนดกันอยู) จากนั้นจึงแสดงเหตุการณของการออรกันในข้ันตอนสดุ ทา ย (เอาตพุตสดุ ทา ยของฟง กช ัน) ขัน้ ตอนการสรา งตารางความจริงดังกลา วแสดงไดดังตอไปนี้ตารางที่ 3.3 ตารางความจรงิ ของพจน ������������������������ ������������ Output Input 0 ������������������������ ������������ 1 0 0 0 1 0 0 0 1 1 1ตารางท่ี 3.4 ตารางความจรงิ ของพจน ������������������������� ������������� Output Input 1 ������������������������� ������������ ������������ 0 1 0 00 0 0 01 1 10 0 11 จากตารางท่ี 3.4 จะเห็นไดวาตัวแปรท่ีมีเครื่องหมายบารคือคานิเสธของตัวแปรอินพุตนั้น ๆดังนั้นจึงทําการกลับคาหรือทําคอมพลีเมนตของตัวแปรอินพุตน้ัน ๆ และเติมลงในตารางดานอินพุตเราจะทาํ วธิ กี ารเดยี วกันนีก้ ับพจน ������������������������ เพอื่ ใหไดค าของพจน ���������������������������� ทางดานเอาตพ ุตดงั ตารางที่ 3.5
64ตารางที่ 3.5 ตารางความจริงของพจน ���������������������������� Output Input ������������������������ ���������������������������� ������������ ������������ 01 00 01 01 01 10 10 11จากขัน้ ตอนท้งั หมดจะไดตารางความจรงิ ที่แสดงเหตกุ ารณท ัง้ หมดดังตารางที่ 3.6ตารางท่ี 3.6 ตารางความจรงิ ของฟง กชัน ������������ = ������������������������ + ������������������������� + ���������������������������� ���������������������������� Output Input 1 ������������ ������������ ������������ ������������� ������������������������ ������������������������� 1 1 00100 1 1 01000 10101 0 1 11010 1จากตารางความจรงิ ดงั กลา วจะไดวา เหตกุ ารณทั้งหมดที่เกดิ ขึน้ จากฟงกช ัน ������������ = ������������������������ + ������������������������� + ���������������������������� นนั้จะไดเอาตพ ุตเปนคา 1 ทั้งหมด ไมว าจะใหค าอินพตุ เปน แบบใดก็ตาม จะเห็นไดวา การสรา งตารางความจริงจะแสดงความสัมพันธของอินพุตและเอาตพุตของระบบทาํ ใหเราสามารถนาํ ระบบไปวิเคราะหดวยขั้นตอนตาง ๆ ตอไปได นอกเหนือจากตารางความจริงท่ีใชแสดงการทํางานของระบบหรือวงจรลอจิกแลวนั้น เรายังสามารถใชเครื่องมืออีกอยางที่สามารถใชใ นการวิเคราะหถ ึงเหตกุ ารณที่ตอ งการแบบเฉพาะเจาะจงไดน นั้ คือแผนภาพเวลา3.2 แผนภาพเวลา (Timing Diagram) แผนภาพเวลาเปนเครื่องมือท่ีนิยมใชเพื่อทําการวิเคราะหหาคาเอาตพุตของวงจรลอจิกหนึ่งตอคาอินพุตตาง ๆ กัน น่ันคือแผนภาพที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณอินพุตและเอาตพุตของวงจรลอจิก ณ ชวงเวลาตา ง ๆ ซ่งึ ขอ ดขี องการทําแผนภาพแสดงการเปลยี่ นแปลงดังกลาวจะทาํ ใหเราเหน็ คา สัญญาณทสี่ มั พันธกับชว งเวลาอยางละเอียด
65 3.2.1 คาพื้นฐานทางเวลา (Basic TIming Parameters) ในการศึกษาแผนภาพเวลาเราตองทราบถึงคาพื้นฐานทางเวลาท่ีจะเปนสําหรับการออกแบบวงจรดิจทิ ลั ซง่ึ มผี ลตอ การทาํ งานของวงจรในเชงิ ลกึ คา พ้ืนฐานทางเวลาดงั กลา วประกอบไปดวย • Setup time (������������������������������������������������������������������������ หรือ )������������������������ คือคาเวลานอยท่ีสุดท่ีสัญญาณอินพุตใชเพื่อทําความเสถียรกอนท่ีจะสงผลทําใหคาสัญญาณที่เราสนใจเปลี่ยนแปลง หรือกอนท่ีจะไดรับสัญญาณนาฬิกาเพื่อทํางาน เชน การท่ีสัญญาณ A เปล่ียนเปนคา 1 แลวจะทําใหสัญญาณ B เปลี่ยนแปลงคา ซึ่งชว งเวลาที่สัญญาณ A เปล่ยี นจากคา 0 เปนคา 1 และรอใหม คี วามคงท่ขี องสัญญาณที่เปน คา 1 นั้น จะเรียกชวงเวลานีว้ า Setup time : ������������������������ ดังแสดงไดในภาพท่ี 3.2 ภาพท่ี 3.2 ลกั ษณะคาเวลา Setup timeการที่ตองมีชวงเวลาน้ีเพื่อเปนการยืนยันสถานะสัญญาณอินพุตท่ีเขามาในระบบ สามารถปองกันการเปดเหตุการณสัญญาณรบกวนในระบบไดในชวงเวลาท่ีสัญญาณนาฬิกาสงเขามาในระบบเพื่อสั่งใหระบบทํางานตามเวลา • Hold time (������������ℎ������������������������������������ หรือ ������������ℎ) คือคาเวลานอยท่ีสุดที่สัญญาณอินพุตใชเพื่อทําความเสถยี รหลงั จากทไ่ี ดร บั สัญญาณนาฬกิ าเพื่อทํางาน เชน สัญญาณ A จะเปลย่ี นเปน คา 0 หลังจากไดรับสัญญาณนาฬิกา ซ่ึงชวงเวลาท่ีสัญญาณ A ไดรับสัญญาณนาฬิกาแลวนั้น จะรอใหมีความคงที่ของสัญญาณที่เปนคา 1 กอนที่จะเปลี่ยนจากคา 1 เปนคา 0 จะเรียกชวงเวลานี้วา Hold time : ������������ℎชวงเวลาดังกลาวมีความสําคัญมากสําหรับการควบคุมการทํางานของระบบแบบประสานเวลา เพราะคาสัญญาณนาฬิกาอาจจะเปลี่ยนแปลงคา ทางลอจิกของอินพตุ ไดต ลอดเวลา ดงั แสดงไดในภาพท่ี 3.3
66 ภาพท่ี 3.3 ลักษณะคา เวลา Hold time • Propagation delay time (������������������������������������) หรือ Gate delay time คอื คาเวลาที่ใชเพื่อทําใหสัญญาณเอาตพุตเปล่ียนคาไปตามสภาวะของสัญญาณอินพุต ดังแสดงในภาพท่ี 3.4 เน่ืองจากลอจิกเกตนัน้ สรางขึ้นมาจากวงจรทรานซสิ เตอร ซึ่งตองใชเวลาประมวลผลในการเปลยี่ นคา จึงกอใหเ กดิ การหนวงเวลาข้ึนท่ีเอาตพุตของแตละลอจิกเกต คาเวลาดังกลาวน้ีขึ้นอยูกับชนิดของอุปกรณหรือวงจรรวม ซึ่งอุปกรณที่มีความเร็วสูงจะมีคาหนวงเวลานอยกวาอุปกรณที่มีความเร็วตํ่า เชน วงจรรวมหมายเลข 74ACT ซ่ึงเปนรุนที่มีความเร็วสูง จะมีคา Propagation delay time ต่ํากวาวงจรรวมหมายเลข 74LS ทีเ่ ปน วงจรรวมแบบประหยัดพลงั งานและมีความเรว็ ในการทํางานตา่ํ ภาพท่ี 3.4 ลักษณะคาเวลา Propagation delay time • ชวงเวลาเพ่ิมระดับ (rise time : ������������������������������������������������������������ หรือ )������������������������ คือคาเวลาทั้งหมดที่สัญญาณใชเปลี่ยนสถานะสัญญาณคงที่ ทมี่ คี าระดับตํ่าไปสสู ถานะทีม่ ีคา ระดบั สูง • ชวงเวลาลดระดับ (fall time : ������������������������������������������������������������ หรือ )������������������������ คือคาเวลาทั้งหมดท่ีสัญญาณใชเปลย่ี นสถานะสัญญาณคงท่ี ทีม่ คี าระดบั สูงไปสสู ถานะท่ีมคี าระดับตํา่
67เนื่องจากวงจรรวมนั้นภายในประกอบไปดวยวงจรอิเล็กทรอนิกสที่มีทรานซิสเตอรเปนสวนสาํ คัญ ซ่ึงการสลับคาสถานะของทรานซิสเตอรน้ันตองใชเวลาในการทํางาน จึงทําใหการเปล่ียนสถานะของวงจรหรืออุปกรณไมเปนไปตามอุดมคติ โดยปกติแลวความสัมพันธระหวางคาแรงดันไฟฟากับเวลาของการทํางานดังกลาวจะเปนแบบไมเชิงเสน (non-linear function) เปนผลใหคาแรงดันไฟฟาไมเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน จะมีชวงเวลาท่ีใชสําหรับการเปล่ียนแปลงระดับสัญญาณ ท้ังจากระดับตํ่าไปสูระดับสูง และจากระดับสูงไปสูระดับต่ํา ดังแสดงในภาพที่ 3.5 ซึ่งเหตุผลนี้ทําใหรูปคล่ืนหรือแผนภาพเวลาท่ีใชสําหรับการวิเคราะหทางดิจิทัลอาจแตกตางกัน เชน รูปคล่ืนท่ีเปล่ียนแปลงระดบั ฉบั พลัน และรูปคลื่นทก่ี ารเปลี่ยนแปลงระดับไมฉบั พลนั ดังแสดงในภาพท่ี 3.6 ภาพท่ี 3.5 ชวงเวลาเพ่ิมระดับและลดระดับของสัญญาณดิจทิ ลั (ก) (ข) ภาพท่ี 3.6 (ก) รปู คลืน่ ดจิ ทิ ัลแบบเปล่ียนแปลงระดบั ฉบั พลัน และ (ข) รปู คลนื่ ดิจทิ ัลแบบเปลีย่ นแปลงระดับไมฉบั พลัน
68 3.2.2 การวเิ คราะหแผนภาพเวลา (Timing Diagram Analysis) การวิเคราะหแผนภาพเวลาทางดิจทิ ัลอิเล็กทรอนิกสนน้ั มีจุดมุงหมายเพื่อหาคาเอาตพุตของวงจรลอจิกหนึ่งตอคาอินพุตตาง ๆ กัน โดยภาพทางเวลาของเอาตพุตที่เกิดข้ึนจะข้ึนอยูกับคุณสมบัติของวงจรหรอื ระบบนน้ั ๆ ดงั แสดงไดตอ ไปน้ี • แผนภาพเวลาของแอนดเ กต จากคุณสมบัติของแอนดเกต ณ ชวงเวลาหนึ่ง เมื่ออินพุตท้ังหมดเปนคาทั้งหมด 1จะไดคาเอาตพุตออกมาเปนคา 1 แตถามีอินพุตใด ๆ เปนคา 0 จะไดคาเอาตพุตออกมาเปนคา 0ดังนัน้ แผนภาพเวลาจึงเปน ไปดงั ภาพท่ี 3.7 ภาพท่ี 3.7 แผนภาพเวลาของแอนดเ กตสองอนิ พุต • แผนภาพเวลาของออรเ กต จากคุณสมบัติของออรเกต ณ ชวงเวลาหน่ึง เม่ืออินพุตท้ังหมดเปนคาทั้งหมด 0จะไดคาเอาตพุตออกมาเปนคา 0 แตถามีอินพุตใด ๆ เปนคา 1 จะไดคาเอาตพุตออกมาเปนคา 1ดังนั้นแผนภาพเวลาจึงเปน ไปดงั ภาพท่ี 3.8
69 ภาพที่ 3.8 แผนภาพเวลาของออรเ กตสองอนิ พุต • แผนภาพเวลาของนอตเกต จากคุณสมบัติของนอตเกต คาเอาตพุตท่ีไดจะมีคาตรงกันขามกับคาทางอินพุตเสมอดงั นน้ั แผนภาพเวลาจึงเปนไปดงั ภาพท่ี 3.9 ภาพท่ี 3.9 แผนภาพเวลาของนอตเกต
70 • แผนภาพเวลาของแนนดเ กต จากคุณสมบัติของแนนดเกต ณ ชวงเวลาหนึ่ง เม่ืออินพุตท้ังหมดเปนคาท้ังหมด 1จะไดคาเอาตพุตออกมาเปนคา 0 แตถามีอินพุตใด ๆ เปนคา 0 จะไดคาเอาตพุตออกมาเปนคา 1 ซึ่งคาเอาตพ ตุ ดงั กลา วจะเปน คาคอมพลีเมนตกับแอนดเ กต ดงั นน้ั แผนภาพเวลาจึงเปน ไปดังภาพท่ี 3.10 ภาพที่ 3.10 แผนภาพเวลาของแนนดเ กต • แผนภาพเวลาของนอรเกต จากคณุ สมบตั ิของนอรเ กต ณ ชวงเวลาหนึง่ เม่ืออนิ พุตท้ังหมดเปนคา ท้ังหมด 0 จะไดคาเอาตพุตออกมาเปนคา 1 แตถามีอินพุตใด ๆ เปนคา 1 จะไดคาเอาตพุตออกมาเปนคา 0 ซ่ึงคาเอาตพตุ ดงั กลา วจะเปน คาคอมพลเี มนตกบั ออรเกต ดงั น้นั แผนภาพเวลาจึงเปนไปดงั ภาพที่ 3.11 • แผนภาพเวลาของเอกซค ลูซีพออรเกต จากคุณสมบัติของเอกซคลูซีพออรเกต ณ ชวงเวลาหน่ึง เมื่ออินพุตที่มีคา 1 เปนจํานวนคี่ จะไดคาเอาตพุตออกมาเปนคา 1 แตถามีอินพุตท่ีเปนคา 1 เปนจํานวนคู จะไดคาเอาตพุตออกมาเปนคา 0 ดังนั้นแผนภาพเวลาจงึ เปนไปดงั ภาพท่ี 3.12
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194
- 195
- 196
- 197
- 198
- 199
- 200
- 201
- 202
- 203
- 204
- 205
- 206
- 207
- 208
- 209
- 210
- 211
- 212
- 213
- 214
- 215
- 216
- 217
- 218
- 219
- 220
- 221
- 222
- 223
- 224
- 225
- 226
- 227
- 228
- 229
- 230
- 231
- 232
- 233
- 234
- 235
- 236
- 237
- 238
- 239
- 240
- 241
- 242
- 243
- 244
- 245
- 246
- 247
- 248
- 249
- 250
- 251
- 252
- 253
- 254
- 255
- 256
- 257
- 258
- 259
- 260
- 261
- 262
- 263
- 264
- 265
- 266
- 267
- 268
- 269
- 270
- 271
- 272
- 273
- 274
- 275
- 276
- 277
- 278
- 279
- 280
- 281
- 282
- 283
- 284
- 285
- 286
- 287