Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore การบริหารจัดการห้องเรียน

การบริหารจัดการห้องเรียน

Description: ศึกษาทฤษฎีและหลักการบริหารจัดการ ภาวะผู้นำทางการศึกษา การคิดอย่างเป็นระบบ/การเรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร มนุษยสัมพันธ์ในองค์กร การติดต่อสื่อสารในองค์กร การบริหารจัดการชั้นเรียน การประกันคุณภาพการศึกษา การทำงานเป็นทีม การจัดทำโครงงานทางวิชาการ การจัดโครงการฝึกอาชีพการจัดโครงการและกิจกรรมเพื่อพัฒนา การจัดระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ

Keywords: ห้องเรียน การจัดการ

Search

Read the Text Version

การบริหารจดั การในห้องเรยี น ๑๔๑ ตัวบง่ ช้ี ๑๖.๑ มสี ภาพแวดลอ้ มท่เี อือ้ ตอ่ การเรยี นรู้ มอี าคารสถานทเ่ี หมาะสม ๑๖.๒ มกี ารส่งเสรมิ สุขภาพอนามยั และความปลอดภยั ของผูเ้ รยี น ๑๖.๓ มีการให้บรกิ ารเทคโนโลยีสารสนเทศทกุ รูปแบบทีเ่ อ้ือต่อการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง และ การเรยี นรแู้ บบมีส่วนร่วม ๑๖.๔ มีหอ้ งเรียน ห้องปฏิบัติการ หอ้ งสมดุ พนื้ ที่สีเขียว และสงิ่ อำนวยความสะดวกพอเพียง และอย่ใู นสภาพใชก้ ารไดด้ ี ๑๖.๕ มีการจดั และใช้แหล่งเรยี นร้ทู งั้ ในและนอกสถานศกึ ษา ๔. มาตรฐานดา้ นการพฒั นาชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ มาตรฐานท่ี ๑๗ สถานศึกษามกี ารสนบั สนุนและใชแ้ หล่งเรียนรูแ้ ละภูมปิ ญั ญาใน ทอ้ งถนิ่ ตัวบง่ ชี้ ๑๗.๑ มีการเช่ือมโยงและแลกเปล่ยี นขอ้ มลู กบั แหล่งเรยี นร้แู ละภูมปิ ญั ญาในทอ้ งถิ่น ๑๗.๒ สนบั สนนุ ใหแ้ หล่งเรยี นรู้ ภมู ปิ ญั ญา และชมุ ชน เขา้ มามีส่วนร่วมในการจัดทำ หลกั สูตรระดับสถานศึกษา มาตรฐานท่ี ๑๘ สถานศึกษามีการรว่ มมือกันระหว่างบ้าน องคก์ รทางศาสนา สถาบันทางวชิ าการ และองค์กรภาครัฐและเอกชน เพ่ือพฒั นาวถิ กี ารเรยี นรู้ในชุมชน ตวั บง่ ชี้ ๑๘.๑ เปน็ แหลง่ วทิ ยาการในการแสวงหาความรู้และบริการชมุ ชน ๑๘.๒ มกี ารแลกเปลี่ยนเรียนรู้รว่ มกัน ๘.๙.๓ มาตรฐานการศกึ ษาและตัวบง่ ช้ี ระดบั การศึกษาขน้ั พื้นฐาน(สมศ.) : ประถมและมัธยมศกึ ษามีมาตรฐานทง้ั หมด ๑๔ มาตรฐานแบ่งออกเป็น ๓ ดา้ น ดงั นี้ ๑. มาตรฐานด้านผู้เรยี นมี ๗ มาตรฐาน ๒. มาตรฐานดา้ นครู มี ๒ มาตรฐาน ๓. มาตรฐานดา้ นผู้บรหิ ารมี ๕ มาตรฐาน ๑. มาตรฐานด้านผเู้ รียน มาตรฐานที่ ๑ ผู้เรยี นมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านยิ มท่ีพึงประสงค์ มี ๖ ตัวบง่ ช้ี ๑.๑ ผูเ้ รียนมีวินยั มคี วามรบั ผดิ ชอบ (๑.๑) ๑.๒ ผเู้ รียนมีความซอื่ สตั ย์สุจริต (๑.๒)

การบรหิ ารจัดการในห้องเรียน ๑๔๒ ๑.๓ ผเู้ รียนมคี วามกตญั ญูกตเวที (๑.๓) ๑.๔ ผู้เรียนมคี วามประหยัด และใชท้ รัพยากรรอยา่ งคุม้ ค่า (๑.๔) ๑.๕ ผู้เรียนมีความประหยัด และใชท้ รพั ยากรอยา่ งคุ้มค่า (๑.๕) ๑.๖ ผเู้ รียนปฏิบัติตนเปน็ ประโยชน์ต่อสว่ นรวม (๒,๒.๑,๒.๒,๒.๔) มาตรฐานท่ี ๒ ผู้เรยี นมีสุขนสิ ยั สขุ ภาพกาย และสขุ ภาพจติ ที่ดี มี ๕ ตวั บง่ ช้ี ๒.๑ ผู้เรียนรู้จกั ดแู ลสขุ ภาพ สุขนสิ ยั และออกกำลังกายสมำ่ เสมอ (๗.๑) ๒.๒ ผู้เรียนมีน้ำหนัก ส่วนสูง และมีสมรรถภาพทางกายตามเกณฑ์ (๗.๒) ๒.๓ ผูเ้ รียนไม่เสพหรือแสวงหาผลประโยชนจ์ ากสิ่งเสพติด และสง่ิ มอมเมา หลีกเล่ยี งสภาวะท่ี เส่ียงต่อความรนุ แรง โรคภยั และอุบตั ิเหตุรวมทั้งปัญหาทางเพศ (๗.๓) ๒.๔ ผเู้ รียนมคี วามมั่นใจกลา้ แสดงออกอยา่ งเหมาะสมและให้เกียรตผิ อู้ ่นื (๗.๔) ๒.๕ ผเู้ รียนร่าเรงิ แจ่มใส มีมนุษยสมั พันธ์ทีด่ ตี ่อเพอื่ น ครู และผอู้ น่ื และชอบมาโรงเรียน (๗.๕) มาตรฐานที่ ๓ ผู้เรยี นมีสุนทรยี ภาพ และลักษณะนสิ ยั ดา้ นศลิ ปะดนตรีและกฬี า มี ๔ ตัวบ่งชี้ ๓.๑ ผเู้ รียนมคี วามสนใจและเข้ารว่ มกจิ กรรมด้านศลิ ปะ (๘.๑) ๓.๒ ผเู้ รียนมีความสนใจและเขา้ ร่วมกิจกรรมด้านคนตรี/นาฏศิลป์ โดยไมข่ ัดหลกั ศาสนา (๘.๒) ๓.๓ ผเู้ รียนมีความสนใจและเข้าร่วมกจิ กรรมดา้ นกีฬา/นันทนาการ (๘.๓) ๓.๔ ผู้เรียนสนใจและเข้าร่วมกิจกรรมศิลปวฒั นธรรม และประเพณที ่ดี งี ามของท้องถ่ินและ ของไทย (๑.๖,๑๕.๕,๑๕.๖) มาตรฐานที่ ๔ ผ้เู รียนมคี วามสามารถในการคิดวิเคราะห์ คดิ สังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มคี วามคิดสรา้ งสรรค์ คดิ ไตรต่ รองและมีวิสยั ทศั น์ มี ๓ ตวั บง่ ช้ี ๔.๑ ผเู้ รียนมีทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์ คิดสังเคราะห์ สรปุ ความคิดอย่างเป็นระบบ และมีการ คดิ แบบองคร์ วม (๔.๑) ๔.๒ ผเู้ รียนมที กั ษะการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ และคิดไตร่ตรอง (๔.๒,๔.๓) ๔.๓ ผูเ้ รียนมที กั ษะการคดิ สรา้ งสรรค์ และจินตนาการ (๔.๔)

การบริหารจดั การในห้องเรยี น ๑๔๓ มาตรฐานที่ ๕ ผู้เรียนมีความรู้และทักษะทจ่ี ำเปน็ ตามหลักสูตร มี ๘ ตวั บ่งช้ี ๕.๑ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ๕.๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ ๕.๓ กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ ๕.๔ กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ๕.๕ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา ๕.๖ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ศิลปะ ๕.๗ กลมุ่ สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ๕.๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ มาตรฐานที่ ๖ ผเู้ รียนมีทักษะในการแสวงหาความรดู้ ว้ ยตนเองรักการเรียนรู้ และ พฒั นาตนเองอยา่ งต่อเนอ่ื ง มี ๓ ตวั บ่งชี้ ๖.๑ ผเู้ รียนมนี สิ ัยรักการอ่าน สนใจแสวงหาความรู้จากแหลง่ ตา่ งๆ รอบตัว (๖.๑) ๖.๒ ผู้เรียนใฝ่รู้ ใฝเ่ รียน สนกุ กบั การเรียนรแู้ ละพัฒนาตนเองอยเู่ สมอ (๖.๒) ๖.๓ ผเู้ รียนสามารถใช้ห้องสมดุ ใชแ้ หล่งความรู้และส่ือตา่ ง ๆ ทัง้ ภายในและนอกสถานศึกษา (๖.๓) มาตรฐานที่ ๗ ผูเ้ รียนมที ักษะในการทำงาน รักการทำงาน สามารถทำงานร่วมกบั ผอู้ ื่นได้ และมีเจตคตทิ ด่ี ีตอ่ อาชพี สจุ รติ มี ๓ ตัวบ่งช้ี ๗.๑ ผเู้ รียนสามารถวางแผนทำงานตามลำดบั ขั้นตอน ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ (๓.๑,๓.๔) ๗.๒ ผูเ้ รียนรักการทำงาน สามารถปรับตวั และทำงานเป็นทมี (๓.๓,๓.๔) ๗.๓ ผเู้ รียนมีความรู้สกึ ท่ีดตี อ่ อาชีพสจุ รติ และหาความร้เู กยี่ วกบั อาชีพที่ตนสนใจ (๔.๔) ๒. มาตรฐานดา้ นครู มาตรฐานท่ี ๘ ครมู คี ูณวุฒิ/ความรคู้ วามสามารถตรงกับงานท่รี ับผิดชอบและมีครู เพียงพอ มี ๕ ตัวบง่ ชี้ ๘.๑ ครูมคี ณุ ลกั ษณะทเ่ี หมาะสม (๙.๑,๙.๒,๙.๓,๙.๔) ๘.๒ ครูท่จี บระดับปริญญาตรีข้ึนไป (๙.๕) ๘.๓ ครทู ี่สอนตรง ตามวิชาเอก/โท หรอื ความถนดั (๙.๖)

การบรหิ ารจัดการในหอ้ งเรยี น ๑๔๔ ๘.๔ ครูได้รับการพฒั นาในวิชาท่สี อนตามท่คี รุ สุ ภากำหนด (๑๒.๔) ๘.๕ สถานศกึ ษามีจำนวนครูตามเกณฑ์ (๙.๗) มาตรฐานท่ี ๙ ครูมีความสามารถในการจัดการเรยี นการสอนอย่างมีประสิทธิภาพและ เน้นผู้เรียนเปน็ สำคญั มี ๘ ตวั บง่ ชี้ ๙.๑ กลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ๙.๒ กลมุ่ สาระการเรียนรู้คณติ ศาสตร์ ๙.๓ กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ ๙.๔ กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม ๙.๕ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา ๙.๖ กลุม่ สาระการเรียนรู้ศิลปะ ๙.๗ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ๙.๘ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ ๓. มาตรฐานด้านผูบ้ ริหาร มาตรฐานที่ ๑๐ ผูบ้ ริหารมีภาวะผูน้ ำและมคี วามสามารถในการบรหิ ารจัดการ มี ๔ ตวั บ่งชี้ ๑๐.๑ ผบู้ ริหารมคี ุณธรรม จรยิ ธรรม มคี วามมุ่งมนั่ และอุทิศตนในการทำงาน (๑๑.๑) ๑๐.๒ ผบู้ ริหารมคี วามคดิ ริเรม่ิ และมีวิสยั ทัศน์ (๑๑.๒) ๑๐.๓ ผู้บรหิ ารมีความสามารถในการบริหารวชิ าการและเป็นผูน้ ำทางวชิ าการ (๑๑.๒,๑๑.๓) ๑๐.๔ ผบู้ รหิ ารมกี ารบริหารทมี่ ีประสทิ ธิผลและผู้เก่ยี วข้องพึงพอใจในการบริหาร (๑๑.๔) มาตรฐานท่ี ๑๑สถานศกึ ษามีการจดั องคก์ รโครงสร้าง และการบรหิ ารงานอย่างเป็น ระบบ ครบวงจรใหบ้ รรลุเป้าหมายการศกึ ษา มี ๔ ตัวบง่ ช้ี ๑๑.๑ สถานศกึ ษามกี ารจัดองค์กรโครงสรา้ งการบริหาร และระบบการบริหารงานที่มี ความคล่องตวั สูงปรบั เปลยี่ นไดต้ ามความเหมาะสม(๑๒.๑,๑๒.๒,๑๒.๔,๑๓.๑,๑๓.๔) ๑๑.๒ สถานศึกษามกี ารบรหิ ารเชงิ กลยุทธ์ (๑๓.๒) ๑๑.๓ สถานศกึ ษามีการบรหิ ารโดยใชห้ ลกั การมสี ่วนรว่ ม และมีการตรวจสอบ ถ่วงดุล (๑๓.๒,๑๓.๓,๑๓.๕) ๑๑.๔ สถานศึกษามีระบบและดำเนนิ การประกนั คุณภาพภายในเปน็ ไปตามกฎกระทรวง (๑๒.๓)

การบรหิ ารจัดการในหอ้ งเรียน ๑๔๕ มาตรฐานท่ี ๑๒ สถานศึกษามกี ารจดั กจิ กรรมและการเรียนการสอนโดยเนน้ ผู้เรียน เปน็ สำคญั มี ๓ ตวั บ่งช้ี ๑๒.๑ สถานศึกษามีการจัดสภาพแวดลอ้ มและการบรกิ ารท่สี ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นพัฒนาตาม ธรรมชาติเตม็ ศกั ยภาพ(๑๖) ๑๒.๒ สถานศึกษามีการจัดกระบวนการเรียนรทู้ ีเนน้ ผู้เรยี นเป็นสำคัญ (๑๔) ๑๒.๓ สถานศึกษามีการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพผ้เู รยี นอย่างหลากหลาย (๑๕) มาตรฐานท่ี ๑๓ สถานศึกษามีหลักสูตร ท่เี หมาะสมกับผ้เู รียนและท้องถิ่นมสี ่ือการ เรยี นการสอนทเี่ อื้อต่อการเรียนรู้ มี ๒ ตวั บ่งช้ี ๑๓.๑ สถานศกึ ษามีหลกั สูตรและเนอ้ื หาสาระการเรียนรูร้ ะดับสากล ระดับชาติ และระดับ ท้องถิ่นที่ เหมาะสม สอดคลอ้ งกบั หลักสตู รแกนกลางและความตอ้ งการของผู้เรยี น และทอ้ งถน่ิ (๑๔.๑,๑๔.๒,๑๔.๓) ๑๓.๒ สถานศึกษามีสื่อการเรยี นการสอนทเ่ี หมาะสมและเอื้อตอ่ การเรียนรู้ (๑๔.๔) มาตรฐานที่ ๑๔ สถานศึกษาส่งเสรมิ ความสมั พันธ์ และความรว่ มมือกับชมุ ชนในการ พัฒนาการศกึ ษา มี ๒ ตัวบ่งช้ี ๑๔.๑ สถานศกึ ษามีระบบและกลไกในการสง่ เสริมความสมั พนั ธ์ และความร่วมมือกบั ชุมชนในการพฒั นาการศึกษา (๑๗,๑๘,๑๔.๗) ๑๔.๒ สถานศึกษามีกิจกรรมท่ีส่งเสรมิ ความสมั พันธ์และความร่วมมือกบั ชุมชนในการ พฒั นาการศึกษา (๑๔.๗,๑๔.๒,๑๗.๒,๑๘.๒)

การบริหารจัดการในหอ้ งเรียน ๑๔๖ ตารางเปรยี บเทียบมาตรฐานการศกึ ษาของชาติ มาตรฐานการศกึ ษาตามกฎกระทรวง มาตรฐานการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๓ กระทรวงศึกษาธกิ าร และมาตรฐานเพอ่ื การประเมนิ คุณภาพภายนอก๕๔ มาตรฐาน มาตรฐาน มาตรฐานการศึกษาขนั้ พื้นฐาน มาตรฐานเพื่อการประเมนิ การศกึ ษา ตาม พุทธศักราช ๒๕๕๓ คณุ ภาพภายนอก รอบสาม ของชาติ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (ประกอบดว้ ย ๑๒ ตวั บง่ ช้หี ลัก) กฎกระทรวง (ประกอบดว้ ย ๑๒ มาตรฐาน) มาตรฐานที่ ๑ มาตรฐานท่ี ๑ ด้านคุณภาพผูเ้ รยี น ตัวบ่งชี้พ้ืนฐาน (๕ ตัวบง่ ชหี้ ลกั ) คณุ ลกั ษณะ ผลการจดั (๖ มาตรฐาน) ตวั บง่ ชที้ ่ี ๑ ผู้เรียนมสี ขุ ภาพกายและ ของคนไทยท่ี การศกึ ษา มาตรฐานที่ ๑ ผเู้ รยี นมีสุขภาวะ สขุ ภาพจติ ทด่ี ี พงึ ประสงค์ ท่ดี แี ละมีสุนทรยี ภาพ ตวั บง่ ชท้ี ่ี ๒ ผเู้ รยี นมคี ุณธรรม ทั้งในฐานะ มาตรฐานที่ ๒ ผูเ้ รยี นมคี ุณธรรม จรยิ ธรรมและคา่ นิยมท่พี ึงประสงค์ พลเมือง จริยธรรม และคา่ นยิ มที่พึง ตวั บ่งชี้ท่ี ๓ ผ้เู รียนมคี วามใฝร่ ู้ และพลโลก ประสงค์ และเรยี นร้อู ยา่ งตอ่ เน่อื ง มาตรฐานที่ ๓ ผเู้ รียนมที ักษะใน ตัวบง่ ช้ที ี่ ๔ ผู้เรียนคดิ เป็นทำเป็น การแสวงหาความรดู้ ้วยตนเอง ตวั บ่งชท้ี ่ี ๕ ผลสมั ฤทธ์ิทางการ รักการเรยี นรู้ และพฒั นาตนเอง เรยี นของผูเ้ รียน อยา่ งตอ่ เน่ือง มาตรฐานท่ี ๔ ผเู้ รียนมี ตวั บง่ ช้อี ัตลกั ษณ์ ความสามารถในการคดิ อยา่ งเปน็ (๒ ตวั บ่งชี้หลัก) ระบบ คดิ สร้างสรรค์ ตัดสินใจ ตัวบ่งช้ีที่ ๙ ผลการพัฒนาให้ แก้ปัญหาได้อย่างมีสติ สมเหตุผล บรรลตุ ามปรัชญา ปณิธาน พนั ธ มาตรฐานท่ี ๕ ผเู้ รียนมีความรู้ กจิ และวตั ถปุ ระสงคข์ องการ และทกั ษะทจ่ี ำเป็นตามหลักสตู ร จัดตั้งสถานศกึ ษา มาตรฐานที่ ๖ ผู้เรยี นมที ักษะใน ตัวบง่ ชท้ี ่ี ๑๐ ผลการพฒั นาตาม การทำงาน รกั การทำงาน สามารถ จุดเน้นและจดุ เด่นที่ส่งผลสะทอ้ น ทำงานร่วมกับผู้อ่นื ได้ และมเี จตคติ เป็นเอกลักษณข์ องสถาน ศึกษา ทด่ี ีต่ออาชีพสุจรติ กลมุ่ ตวั บง่ ชม้ี าตรการสง่ เสรมิ (๑ ตวั บ่งชีห้ ลกั ) ตวั บ่งชี้ท่ี ๑๑ ผลการดำเนนิ การ โครงการพเิ ศษเพื่อส่งเสรมิ บทบาท ๕๔ ตารางเปรยี บเทียบมาตรฐานการศกึ ษาแหง่ ชาต.ิ http://nitate.ssk๓.go.th/n/w๕๔๑.doc

การบริหารจดั การในหอ้ งเรยี น ๑๔๗ มาตรฐาน มาตรฐาน มาตรฐานการศึกษาข้นั พื้นฐาน มาตรฐานเพ่ือการประเมิน การศกึ ษา ตาม พุทธศักราช ๒๕๕๓ คุณภาพภายนอก รอบสาม ของชาติ กระทรวงศึกษาธกิ าร (ประกอบดว้ ย ๑๒ ตวั บง่ ช้หี ลกั ) กฎกระทรวง (ประกอบดว้ ย ๑๒ มาตรฐาน) ของสถานศกึ ษา มาตรฐานท่ี ๒ มาตรฐานท่ี ๒ ด้านคุณภาพการจัดการศึกษา ตวั บ่งชี้พื้นฐาน (๑ ตัวบง่ ชห้ี ลัก) แนวการจัด การจดั การ (๑ มาตรฐาน) ตวั บ่งชี้ท่ี ๖ ประสิทธผิ ลของการ การศกึ ษา เรียนการสอนท่ี มาตรฐานท่ี ๗ สถานศกึ ษามกี าร จดั การเรียนการสอนทเี่ น้นผู้เรียน เน้นผูเ้ รียนเปน็ จดั หลกั สูตรและกระบวนการเรยี นรู้ เปน็ สำคัญ มาตรฐานท่ี ๓ สำคัญ ท่เี นน้ ผเู้ รียนเปน็ สำคญั แนวการสรา้ ง มาตรฐานที่ ๓ ดา้ นคณุ ภาพการจดั การศึกษา ตวั บง่ ชี้พนื้ ฐาน (๑ ตัวบง่ ช้ีหลกั ) สังคมแหง่ การ การบริหาร (๓ มาตรฐาน) ตัวบ่งช้ีท่ี ๗ ประสทิ ธภิ าพของการ เรยี นรู้ จัดการ มาตรฐานท่ี ๘ สถานศกึ ษามีการ บรหิ ารจัดการและการพฒั นา /สังคมแหง่ จัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพ สถานศกึ ษา ความรู้ ผ้เู รียนอย่างหลากหลาย มาตรฐานท่ี ๙ สถานศกึ ษามกี าร ตัวบ่งชี้มาตรการสง่ เสรมิ จดั สภาพแวดล้อมและการบรกิ ารท่ี (๑ ตัวบง่ ชหี้ ลกั ) สง่ เสรมิ ให้ผเู้ รียนพฒั นาเตม็ ตวั บง่ ช้ที ี่ ๑๒ ผลการส่งเสริมพัฒนา ศกั ยภาพ สถานศึกษาเพื่อยกระดบั มาตรฐาน มาตรฐานท่ี ๑๑ ผู้บรหิ าร ครู และ รักษามาตรฐานและพัฒนาสู่ความเปน็ คณะกรรมการสถานศกึ ษา เลิศ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการ ปฏบิ ตั งิ านตามบทบาทหนา้ ทอ่ี ยา่ ง ปฏริ ปู การศึกษา มีประสทิ ธิภาพและเกดิ ประสิทธผิ ล ดา้ นคณุ ภาพการสรา้ งสังคม แห่งการเรยี นรู้ (๑ มาตรฐาน) มาตรฐานที่ ๑๒ สถานศึกษามีการ สร้าง ส่งเสรมิ สนบั สนนุ ให้ สถานศึกษาเป็นสงั คมแหง่ การ เรยี นรู้ มาตรฐานที่ ๔ ด้านคณุ ภาพการจดั การศึกษา ตัวบง่ ชี้พน้ื ฐาน (๑ ตัวบง่ ช้หี ลกั ) การประกนั (๑ มาตรฐาน) ตัวบ่งชี้ที่ ๘ พฒั นาการของการ คณุ ภาพภายใน มาตรฐานที่ ๑๐ สถานศึกษามี ประกันคณุ ภาพภายในโดย การประกนั คณุ ภาพภายในของ สถานศึกษาและตน้ สงั กดั สถานศกึ ษาตามที่กำหนดใน กฎกระทรวง

การบริหารจดั การในหอ้ งเรยี น ๑๔๘

การบรหิ ารจัดการในหอ้ งเรียน ๑๔๙ สรปุ ทา้ ยบท การใช้การศึกษา เพ่อื เปน็ เครื่องมือในการพัฒนาศกั ยภาพของคน ใหม้ งุ่ ส่คู ุณลกั ษณะที่ สงั คมพึงประสงค์ จำเป็นตอ้ งใช้การศกึ ษาทีม่ ีคุณภาพ มีกลไกการรักษาคุณภาพและยกระดบั มาตรฐานคุณภาพอย่างตอ่ เนอื่ ง แตโ่ ดยภาพรวมแล้ว คุณภาพการจดั การศกึ ษาของไทยยงั คง เป็นทีว่ ิพากษว์ ิจารณว์ ่า มาตรฐานคุณภาพของผ้เู รยี นยังไมเ่ ปน็ ท่พี ึงพอใจของสังคม ซึ่งสภาพ ดังกลา่ วมีสาเหตสุ ำคญั ๆ หลายประการดว้ ยกัน แตส่ าเหตุหนึ่งมาจากการท่ียงั ไมไ่ ด้ให้ ความสำคัญเรื่องการประเมนิ คณุ ภาพการ จัดการศึกษา ทั้งเชงิ ปริมาณและคณุ ภาพอย่าง เพยี งพอ และต่อเนือ่ ง อย่างไรกต็ ามมาตรการท่ีเปน็ ทางออกของปัญหาดังกลา่ ว คือ การ ประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งโดยระบบได้กำหนดให้มีกลไกการประเมนิ ท้งั ประเมินเพ่ือ ตรวจสอบ ทบทวนและปรับปรงุ คุณภาพการศึกษา (Internal Quality and Intervention) และการประเมิน เพ่ือใหไ้ ด้การรับรองคณุ ภาพการศึกษา (Quality Accreditation) ดังน้ัน แนวทางการประเมินภายในเพื่อประกันคุณภาพการศกึ ษา จึงเป็นสิ่งที่ สถานศึกษาจะตอ้ งนำไปดำเนนิ การ เพอื่ เป็นการตรวจสอบคุณภาพของสถานศกึ ษาวา่ ดำเนินการพฒั นาเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพที่กำหนดแลว้ หรอื ไม่ หากพบวา่ ยังไม่เป็นไป ตามมาตรฐานกจ็ ะนำไปสู่การสง่ เสริม ปรับปรงุ แกไ้ ขอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง จนกระทง่ั ไดค้ ณุ ภาพตาม เกณฑ์มาตรฐานและไดผ้ ่านการรับรองคุณภาพการศึกษาจาก หนว่ ยงานท่ีทำหนา้ ท่รี บั รอง ต่อไป๕๕ ๕๕ การประกันคณุ ภาพ การศกึ ษาพน้ื ฐาน.http://www.arc.nrru.ac.th/be/body/assur.html.

การบรหิ ารจัดการในห้องเรียน ๑๕๐ คำถามทา้ ยบท ๑.คำว่า “ประกนั คุณภาพ”มีความหมายและความสำคัญอย่างไร ฯ ๒.การประกันคณุ ภาพการศึกษา มคี วามสำคัญอย่างไร ฯ ๓.ระบบหรอื กระบวนการในการประกันคุณภาพการศึกษาแบง่ เป็นเท่าไร อะไรบ้างฯ ๔.หัวใจหลกั ของพรบ.การศึกษาแห่งชาติ ไดก้ ำหนดวตั ถปุ ระสงค์ไว้อย่างไรฯ ๕.ในการประเมนิ การศกึ ษา แตล่ ะสถานศกึ ษาจะต้องไดร้ บั การประเมินกป่ี คี รงั้ ฯ ๖.ผู้ประเมนิ ต้องมีคุณลักษณะหรือคณุ สมบัตอิ ย่างไร ฯ

การบรหิ ารจัดการในหอ้ งเรียน ๑๕๑ เอกสารอ้างอิงประจำบท การประกนั คณุ ภาพการศึกษา. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก : www.learners.in.th/file/phimphunyawat/การประกนั คณุ ภาพการศึกษา.doc๙. (วันทส่ี บื ค้นขอ้ มูล : ๑๕ มกราคม ๒๕๕๔). การประกันคณุ ภาพการศึกษา. [ออนไลน์] เขา้ ถงึ ไดจ้ าก : http://www.moe.go.th/wijai/edu%๒๐qa.htm. (วนั ท่สี ืบค้นขอ้ มลู : ๑๑ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๔). การประกันคณุ ภาพการศึกษาพ้ืนฐาน. [ออนไลน์] เข้าถงึ ได้จาก : http://www.arc.nrru.ac.th/be/body/assur.html. (วันทีส่ ืบคน้ ขอ้ มลู : ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๕). ตารางเปรียบเทยี บมาตรฐานการศกึ ษาของชาติ. [ออนไลน์] เข้าถงึ ได้จาก : http:// nitate.ssk๓.go.th/n/w๕๔๑.doc. (วนั ทส่ี บื ค้นขอ้ มลู : ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕).

การบรหิ ารจดั การในหอ้ งเรียน ๑๕๒ บทท่ี ๙ การทำงานเปน็ ทีม วตั ถปุ ระสงคป์ ระจำบทเรยี น เมอื่ ศกึ ษาบทท่ี ๙ จบแลว้ นสิ ติ สามารถ o ๑.อธบิ ายความหมายและแนวคดิ เกี่ยวกบั การทำงานเป็นทีมได้ o ๒.อธิบายคุณลกั ษณะและกลยุทธ์ในการสร้างทมี งานได้ o ๓.อธบิ ายการสรา้ งจิตสำนึกของการเปน็ ทีมได้ o ๔.อธิบายทกั ษะของการเป็นทีมได้ o ๕.อธบิ ายความเหมาะสมของทีมที่ดไี ด้ ขอบข่ายเน้ือหา ๑.ความหมายและแนวคดิ เก่ียวกับการทำงานเป็นทีม ๒.คณุ ลกั ษณะและกลยุทธ์ในการสร้างทมี งาน ๓.การสรา้ งจิตสำนกึ ของการเป็นทมี ๔.ทกั ษะของการเป็นทีม ๕.ความเหมาะสมของทีมทด่ี ี

การบริหารจัดการในห้องเรยี น ๑๕๓ ๙.๑ ความนำ ประมาณ ๒๕ ปี ในสหรัฐอเมริกามีหลายบรษิ ัทเช่น W.L Gore, Volve และ General foods ได้มกี ารนำเสนอการทำงานเปน็ แบบทมี เข้าไปใชใ้ นขบวนการผลิตแตใ่ นขณะน้ันยังไม่ ไดร้ ับการตอบ สนองและไม่มคี นให้ความร่วมมือ อกี ทั้งยงั ดเู ปน็ สิ่งทแี ปลก แตเ่ ม่ือมาถึงในปัจจุบนั นี้ ใครทไี่ ม่ไดใ้ ช้ ลกั ษณะการทำงานเปน็ แบบทีมจะเปน็ บรษิ ทั ท่ี ล้าหลงั ในบริษัทใหญ่ ๆ กว่า ๕๐๐ บรษิ ัท จะมี ประมาณ ๘๐% ท่ีมพี นักงานที่ทำงานเป็นทีมมากกว่าครึ่งหน่ึงของพนักงานทัง้ หมดและบรษิ ทั เลก็ ๆ ก็ใช้ระบบการทำงานเปน็ ทมี ในขบวนการผลติ ประมาณ-๖๘%๓ดว้ ยเช่นกนั ในการทำงานนั้น ตอ้ งมที กั ษะประสบการณพ์ ร้อมท้งั วิจารณญาณทีห่ ลากหลายและองคก์ รก็ตอ้ งมี การ พัฒนาในการบรหิ ารงาน เพ่อื ใหม้ ีประสทิ ธิภาพและประสทิ ธผิ ลมากขน้ึ ดงั น้ัน จงึ เห็นได้ว่า องค์กรได้นำเอาการทำงานแบบทมี เขา้ มาใช้เพราะว่ามคี วามยืดหยนุ่ ทมี่ ากขึ้น มีสมรรถภาพในการ รวมตวั กันได้รวดเร็วและทนั ต่อสถานการณท์ เี่ ปลี่ยนแปลงไป๕๖ ทมี (TEAM) Thinking การคิด อยา่ งแตกต่าง Educating การให้ความรู้ ซึง่ กันและกนั Achieving การบรรลถุ งึ เป้าหมายต่างๆร่วมกนั Managing การจัดสรร ความเปลี่ยนแปลง ทีม คอื กล่มุ ของบคุ คลที่รวมกันเป็นหนง่ึ ไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ ซงึ่ ทำงานดว้ ยกันดว้ ยความ มุง่ มั่นทจี่ ะไปให้ถงึ เปา้ หมายหน่ึง หรือหลายเป้าหมายทีเ่ ปน็ เป้าหมายเดยี วกัน การทำงานเป็นทีมเปน็ แรงจงู ใจสำคัญทจ่ี ะผลกั ดนั ให้ท่านเป็นผ้นู ำทดี่ ี ถ้าท่านประสงคท์ ีจ่ ะนำ ทีมใหป้ ระสบความสำเรจ็ ในการทำงาน ท่านจำเปน็ ต้องค้นหาคณุ ลกั ษณะของการทำงานเปน็ ทมี ใหพ้ บ ระลึกไว้เสมอว่าทุกคนมีอิสระในตัวเอง ขณะเดยี วกนั กเ็ ป็นส่วนหนึ่งของทมี แลว้ จึงนำเอากลยุทธ์ใน การสร้างทีมเขา้ มาใช้เพ่ือให้ทกุ คนทำงานรว่ มกนั และประสบความสำเร็จ๕๗ ๙.๒-ความหมาย การดำเนนิ งานใหอ้ งค์กรบรรลตุ ามเป้าหมายทีว่ างไว้อย่างมปี ระสิทธิภาพน้ัน ทีมงาน มีสว่ น สำคัญอย่างมาก หากทุกคนในองคก์ รรู้สกึ ว่าตนเองอยูใ่ นทีมงานเดียวกันและร่วมแรงรว่ มใจปฏิบตั งิ าน ใหส้ ำเรจ็ รว่ มกนั งานก็จะบรรลตุ ามวัตถุประสงคท์ ่ีต้งั ไว้ ผู้บรหิ ารจงึ ต้องสรา้ งทีมงานข้นึ ในองคก์ รและ ๕๖ การทำงานเป็นทีม. http://training.siamhrm.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=๙. ๕๗ การทำงานเป็นทีม (ดร.นฤมล โชติเวช) http://eduserv.ku.ac.th/km/index.php?option=com_content&task=view&id=๑๕๓&Itemid=๖๘.

การบรหิ ารจดั การในห้องเรยี น ๑๕๔ กระตุน้ ให้ทกุ คนรสู้ กึ วา่ เป็นผูม้ สี ่วนร่วมในฐานะสว่ นหนึง่ ของทมี งาน ในความหมายของทีมงานไดม้ ีผู้ กล่าวไวด้ ังน้ี ทมี หมายถงึ คนกลมุ่ เล็ก ๆ ที่มีทกั ษะการทางานท่แี ตกตา่ งกัน ซงึ่ เป็นทกั ษะที่เติมเตม็ ซึง่ กัน และกัน และมเี ป้าหมายในการทางานรว่ มกัน โดยสมาชกิ ในทมี ทกุ คนตา่ งก็มีสว่ นรับผิดชอบต่อ เปา้ หมายของทีมรว่ มกนั นอกจากนี้การทำงานเป็นทมี ยงั ตอ้ งอาศัยการประสานงานระหวา่ งสมาชิกใน ระดบั สงู ดว้ ย.-(สุรีพร--พึง่ พทุ ธคุณ--๒๕๕๐) ทมี หมายถงึ กลุม่ ของบคุ คล ท่ีทำงานร่วมกนั มีปฏิสัมพนั ธก์ ันระหวา่ งสมาชกิ ในกลมุ่ ชว่ ยกนั ทำงานเพ่อื ให้บรรลุเปา้ หมายเดียวกันอย่างมปี ระสิทธภิ าพ และผรู้ ่วมทมี ต่างมคี วามพอใจในการ ทำงานนั้น.-(สุนนั ทา--เลาหนนั ท์--๒๕๕๑) การทำงานเป็นทมี หมายถึง การท่ีบคุ คลตั้งแต่สองคนขึน้ ไปมารว่ มทำกจิ กรรม โดยมีวตั ถุ ประสงคเ์ ดยี วกนั สนบั สนุนชว่ ยเหลอื ใช้ทกั ษะประสบการณ์ร่วมกนั อย่างเต็มความสามารถ และมีการ ประสานงานอย่างดี เพอ่ื แกไ้ ขปัญหาต่าง ๆ และพฒั นาองคก์ ารให้บรรลุเป้าหมายสงู สดุ ของทมี ได้. (มลั ลิกา--วชิ ชกุ รอิงครตั --๒๕๕๓) สรปุ ไดว้ า่ ทมี งาน หมายถึง กลมุ่ บุคคลทม่ี คี วามแตกตา่ งกนั ในหลาย ๆ ด้านมารวมตัวกัน ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งในองค์กรเดียวกนั โดยมวี ัตถุประสงค์และจดุ มงุ่ หมายท่ีตั้งไว้ร่วมกนั สมาชิก ทุกคนในทีมต่างใชท้ ักษะ ประสบการณ์ และความสามารถ ชว่ ยกนั ทำงาน แกไ้ ขปัญหา และ รบั ผิดชอบต่อเปา้ หมายที่ตัง้ ไว้ เพอ่ื ให้งานบรรลุเป้าหมายเดยี วกันอย่างมีประสิทธิภาพ ๙.๓ แนวคิดเกย่ี วกับการทำงานเปน็ ทีม การทำงานเป็นทมี ถือเป็นแนวปฏบิ ัตทิ ่ไี ดร้ ับความนิยมอย่างกว้างขวาง ทง้ั นี้เนอ่ื งจากมีข้อมลู เชิงประจกั ษท์ แี่ สดงใหเ้ ห็นวา่ การพฒั นาทีมงาน ให้ทำงานได้คล่องตัวช่วยให้ผลการปฏิบตั ิงานดขี ้นึ หลายประการ มนี ักวชิ าการหลายท่านใหแ้ นวคิดเกย่ี วกับการทำงานเป็นทมี ไว้ การทำงานกลมุ่ หรอื เป็นทมี เปน็ สง่ิ สำคัญท่ีกำลงั ได้รบั ความสนใจมากในปัจจุบัน มีการนำไปใช้ปฏิบัติกันอยา่ งแพร่หลายทัง้ ในองค์กรของรฐั และเอกชน การสรา้ งทีมจึงเปน็ ส่ิงทา้ ทายผูบ้ รหิ ารทีจ่ ะแสวงหากลยทุ ธแ์ ละทรพั ยากร ท้ังหลายมาสนบั สนุน แนวทางการพัฒนาทีมงาน การได้ศึกษาทีม่ าแนวคดิ การสร้างทีมงาน ซงึ่ เป็นผล ทำให้ทราบมิติของทมี งานท่ีมปี ระสิทธภิ าพและสามารถแปลมติ เิ หลา่ น้ันมาเป็นแนวทางลงสกู่ ารปฏบิ ัติ ได้ในที่สุด.(ธรี ะ-หมน่ื ศร-ี ๒๕๔๖) การทำงานเป็นทมี ให้เกิดประสิทธภิ าพและเกดิ ประสทิ ธผิ ลนั้น ต้องมกี ารแบง่ ทง้ั งาน หนา้ ท่ี และความรับผดิ ชอบให้บุคลากรตามความร้คู วามสามารถ รวมทัง้ ความถนัดของแตล่ ะบุคคล ผูบ้ ริหาร ตอ้ งตระหนักวา่ บุคลากรมีความสามารถแตกต่างกัน ถนัดหรอื เช่ียวชาญคนละดา้ น การประสานความ รว่ มมือร่วมใจ การทมุ่ เทกำลังความคดิ และสติปัญญายอ่ มนามาซง่ึ ความสำเร็จของงาน การทำงานเป็น ทมี จงึ เกดิ ขน้ึ ผบู้ รหิ ารจะตอ้ งสรา้ งเง่อื นไข ใหก้ ล่มุ บคุ คลภายในองคก์ รตระหนกั ว่าพวกตนต้องปฏบิ ตั ิ งานร่วมกนั ตอ้ งพ่ึงพาอาศัยประสบการณ์ ความสามารถและความยนิ ยอมพร้อมใจของทกุ คน และ

การบริหารจัดการในห้องเรียน ๑๕๕ สมาชิกของกลุ่มต้องยอมรับความคิดเรื่องการทำงานรว่ มกันเปน็ กลุม่ หรือเปน็ ทีม จงึ สามารถบรรลุ วัตถปุ ระสงค์รว่ มกนั ได้.(สุนทร พลวงค์ ๒๕๕๑) องคป์ ระกอบทส่ี ำคญั ที่สุดในการเพม่ิ ประสิทธิภาพของการทำงานคือ การสร้างความรสู้ ึกเปน็ เอกลักษณข์ องกลมุ่ การไดร้ บั การสนับสนุนจากสงั คม และความเปน็ น้ำหน่ึงใจเดยี วกนั .(Elton Mayo ๑๙๓๓) จากแนวคดิ เก่ียวกบั การทำงานเปน็ ทีมของนักวชิ าการท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ สรปุ ได้วา่ การทำงาน เป็นทีมนอกจากจะชว่ ยให้การดำเนินงานประสบผลสำเร็จแล้ว ยังชว่ ยใหส้ มาชิกในทมี เกิดความรสู้ ึก เปน็ ส่วนหนึ่งของทีม มคี วามจงรกั ภักดีต่อทีมงาน แลกเปล่ยี นเรยี นรู้ประสบการณ์ พง่ึ พาอาศัยซง่ึ กัน และกัน ร่วมกันแก้ไขปัญหา และดำเนนิ งานตามท่ไี ด้รับมอบหมายอยา่ งเตม็ ท่ี การทำงานเป็นทีมทม่ี ี ประสทิ ธภิ าพจะสามารถนำองคก์ รไปสคู่ วามสำเร็จอยา่ งย่ังยืน๕๘ ๙.๔ คุณลกั ษณะของทมี ๕๙ ทมี ที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานคือกลุม่ ของบุคคลทท่ี ำงานรว่ มกนั เพื่อใหบ้ รรลุ เป้าหมายของทีม ตอ่ ไปนี้เป็นสิ่งทท่ี า่ นและเพือ่ นร่วมทมี จะต้องยดึ ถอื เป็นกรอบเพื่อทำงานร่วมกนั ๙.๔.๑ มคี วามเป็นหนงึ่ เดียวกนั สมาชกิ ของทมี ทป่ี ระสบความสำเร็จในการทำงานจะต้องมี ความเปน็ หนง่ึ เดยี วกนั ทุก ๆ คนจะถูกดึงเข้ามาในทิศทางเดยี วกันเพอ่ื ให้บรรลุความสำเร็จในงาน และ/หรอื บรรลุเปา้ หมายร่วมกัน โดยทวั่ ไปแล้วงาน และ/หรือเปา้ หมายอาจบรรลไุ ด้เม่ือทำงาน รว่ มกันแทนท่ีจะตา่ งคนตา่ งทำ ทีมงานทมี่ ีประสิทธิภาพจะมลี กั ษณะโดดเดน่ และสมาชิกทกุ คนมี ความรสู้ ึกว่าตนเองมสี ่วนร่วมในความสำเร็จด้วย ๙.๔.๒ จดั การดว้ ยตนเอง ทีมงานทีป่ ระสบความสำเรจ็ ในการทำงานมีแนวโนม้ ว่าจะสร้าง โครงสรา้ งเฉพาะตนขน้ึ มา เน่อื งจากสมาชิกยอมรบั บทบาท ของตนในเวลาต่าง ๆ กนั คล้อยตามความ จำเป็น ความตอ้ งการและความสามารถของตน บางคนอาจมปี ระสบการณใ์ นงานเฉพาะอยา่ งจึงอาจ เปน็ คนจดั การให้คนอ่ืน ๆ ทำตาม คนอนื่ ๆ ก็จะทำหนา้ ทีใ่ นกิจกรรมของตนไปในงานทีเ่ ขาค้นุ เคย พฤตกิ รรมเหล่านจ้ี ะถกู พฒั นาไปในแนวของโครงสร้างองค์กร และสมาชิกทุกคนจะต้องปฏิบัตติ าม ๙.๔.๓ พ่งึ พาตัวเอง สมาชกิ ของทีมทปี่ ระสบความสำเรจ็ ในการทำงานจะร่วมมือกับคนอ่ืน ๆ เพ่อื ทำงานชน้ิ ใดชิ้นหน่ึงหรอื ทำใหเ้ ป้าหมายสำเรจ็ อย่างไม่หลกี เล่ยี ง ร่วมกันทำงานตามกำลัง ความสามารถของตนเอง ให้คำปรึกษาแนะนำและชักจูงเม่ือจำเป็น ร่วมประสานงานในหน้าท่ีและ แกไ้ ขปัญหาอุปสรรคร่วมกัน ทุกคนต่างเออื้ อาทรช่วยเหลอื กันและมีความเปน็ หน่ึงเดยี วกนั ถ้ามีบุคคล หนงึ่ บคุ คลใดทำงานเกินกำลังหรือประสบปัญหายงุ่ ยากอันใดพวกเขาจะรว่ มมอื กัน เช่น อาจปกปิดคน ท่มี าทำงานสายหรือ เลกิ งานกอ่ นเวลา เปน็ ต้น ๕๘ การศกึ ษาประสทิ ธภิ าพการทำงานเปน็ ทีมฯ.(สมั มนา สหี ยยุ่ ) http://eng.sut.ac.th/ce/ce_course/download/struc/๑๒SUMMANA/SUMMANA.pdf. ๕๙ การทำงานเปน็ ทีม (รตั ตญั ญู เทยี นปฐม) ubon.nfe.go.th/e_office/photo๒/๑๖๔๓.doc.

การบริหารจัดการในหอ้ งเรียน ๑๕๖ ๙.๔.๔-ขนาดของกลุ่มท่พี อเหมาะ โดยทวั่ ไปแลว้ ทีมงานทปี่ ระสบความสำเร็จในการทำงาน มักจะมีขนาดพอเหมาะไมใ่ หญโ่ ตเกนิ ไปนัก เพอ่ื ให้สมาชกิ ทกุ คนในกลุม่ สามารถเขา้ มามสี ว่ นร่วมสร้าง สรรคแ์ ละจัดการด้วยตัวเองได้ แบง่ งานกนั ทำอยา่ งยุติธรรม แบง่ ปนั ความคดิ เหน็ และความร้สู ึกอย่าง เปิดเผย ร่วมกันคดิ แก้ปัญหาอย่างฉบั ไวและทันกาล สมาชิกสัก ๕ คนตอ่ ทมี เป็นขนาดท่กี ำลังพอดี ถ้า มากไปกวา่ นั้นอาจเสียเวลาในการอภิปรายกลมุ่ ในขณะท่ีสมาชิกคนหน่ึงหรอื สองคนกำลังทำงาน คน อ่ืน ๆ อาจไมเ่ ข้าไปมีสว่ นรว่ มมากนัก อาจมีการจัดกลุ่มท่ีมสี มาชิกนอ้ ยกว่า ๕ คน ซง่ึ จะมบี คุ คลทมี่ ี ความสามารถไมเ่ พียงพอ หรอื มคี วามร้ไู ม่เพียงพอ รวมทั้งความเชีย่ วชาญในงานก็อาจไมเ่ พยี งพอทีจ่ ะ ทำใหง้ านสำเร็จอย่างเรียบรอ้ ย แต่ไม่วา่ กลุ่มจะมีสมาชกิ มากนอ้ ยเพียงใดกต็ าม ทา่ นอาจไม่อย่ใู น สถานะท่จี ะคดั เลือกได้ จำนวนสมาชกิ เลขค่ีจะดสู มเหตสุ มผลกว่าเพอื่ หลีกเลี่ยงการเผชญิ ปญั หาเสยี ง ครึ่งหนง่ึ เห็นอย่างหน่งึ เสยี งอกี ครึ่งหนงึ่ เห็นอกี แบบหน่ึงในการตดั สนิ ปัญหาใด ๆ ๙.๔.๕ การรู้จกั เพือ่ นร่วมทีม อกี อย่างหนึ่งท่คี วรจำก็คือทา่ นไมค่ วรมที ศั นะตอ่ เพอื่ นร่วมทมี ทุกคนวา่ จะมีประสทิ ธภิ าพเปน็ แบบเดยี วกัน เพราะทกุ คนจะมีบุคลิกภาพท่ีแตกตา่ งกันไปจงึ ควร พิจารณาให้ตา่ งทัศนะกนั ไป อยา่ งไรกต็ ามบางคนก็อาจมบี คุ ลกิ ท่คี ลา้ ยคลึงกนั แบบทเี่ ราจะกลา่ วตอ่ ไป แตโ่ ปรดระมดั ระวังอยา่ ไปคิดวา่ คุณลักษณะที่สมบูรณข์ องแต่ละคนจะไม่เหมือนกนั ทีเดียวนักเพราะว่า เขาหรือเธออาจมีเพียงบางอย่างทสี่ อดคลอ้ งกัน จึงจำเปน็ ต้องรู้จักคนแต่ละคนเปน็ อย่างดี สมาชิกของ ทีมมักจะเป็นดังต่อไปน้ี ๙.๔.๕.๑ เปน็ นักคิด สมาชกิ ประเภทน้ีอาจเรียกว่าเป็น \"คนเจ้าความคิด\" เขามักเขา้ ไปยงุ่ เกย่ี วกับสิง่ ที่จะต้องกระทำและมกั จะมคี วามคิดความอ่านและมขี ้อเสนอแนะต่าง ๆ มากมาย นัก คิดมักไม่คอ่ ยสนใจในรายละเอียดมากนักโดยปกติแล้วสมาชกิ ของทีมประเภทนีจ้ ะตอ้ งถกู จดั การอย่าง ระมัดระวัง ให้เกยี รติ ใหก้ ำลงั ใจและแมแ้ ต่การยกยอ่ งให้เกิดความภาคภูมิใจ เพ่ือปอ้ งกันไม่ให้เขาถอน ตวั ออกไปจากทีมเสยี กอ่ น ๙.๔.๕.๒-เป็นนกั จดั องคก์ ร การทำงานร่วมกับนักคดิ ท่สี ร้างสรรค์ยิง่ ขน้ึ ซ่งึ อาจเป็นนกั จัดองคก์ ร ผซู้ ึ่งชอบเขา้ ไปยุ่งเกีย่ วกับการทำงานของทีมงานเสมอ เพือ่ ไปจัดการและจัดสรรงานและ หน้าทีต่ า่ ง ๆ เปน็ คนเจ้าหลกั การและเจา้ ระเบียบ แต่ก็เปน็ ผทู้ ำงานทมี่ ีประสทิ ธิภาพดี นกั จดั องค์กร บางคร้ังก็ได้รบั การยอมรับวา่ เปน็ ผมู้ ีความคิดกว้างไกล แต่ไมค่ ่อยยืดหยนุ่ นกั ในการทำงานเขามกั จะ ประสบกับปญั หาสภาพแวดล้อมทีเ่ ปลี่ยนแปลงและและมคี วามไมแ่ น่นอนท่านจะต้องมีแผนการปฏบิ ตั ิ งานที่ชดั เจนเพอื่ ประสานงานกับเขาอย่างสม่ำเสมอ ๙.๔.๕.๓ เปน็ นกั ปฏิบตั ิการ สมาชิกประเภทนีเ้ ป็นนักสรา้ งงาน และมที ศั นคติท่จี ะ ตัง้ ใจทำงานเพอ่ื ใหม้ ีผลงานเกดิ ข้ึน เปน็ คนเปิดเผย หุนหันพลันแล่น ไมอ่ ดทนหากการตัดสนิ ใจล่าช้า หรือถกู ดูแลควบคุมการปฏิบัติงานอยา่ งใกลช้ ิด และมกั จะผดิ หวงั เมอื่ ทกุ สง่ิ ทกุ อย่างไมเ่ ป็นไปตามท่ี ตงั้ ใจ ทา่ นจะต้องใช้ความพยายามควบคมุ หน่วงเหน่ียวเขาไว้เพือ่ ไม่ให้รบั ผลกระทบจากความรุนแรงท่ี เกดิ ข้นึ ๙ .๔ .๕ .๔ -เป็ น ส ม า ชิ ก ข อ ง ที ม -ไม่ น่ า แ ป ล ก ใจ นั ก ท่ี ส ม า ชิ ก ข อ ง ที ม จ ะ เป็ น ผู้ ท่ี กระตอื รือร้นในการทำงาน เพอื่ ให้ทมี งานประสบความสำเรจ็ และมกี ารกระทำที่สนบั สนุนและสามคั คี กลมเกลียวต่อเพ่ือนร่วมทีมเป็นอนั ดีพยายามที่จะพัฒนาและเสนอแนวความคิดของกลุ่มมากกว่าแนว

การบรหิ ารจัดการในหอ้ งเรียน ๑๕๗ ความ คิดของตัวเอง สมาชิกของทีมมักไม่ชอบการเผชิญหน้าและการทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่ตอ้ งการ ต่อต้านใครคนใดคนหน่ึงบางคร้ังสมาชิกของทีมก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควรจึงพยายามปลีก ตนเองออก จากคนอ่ืนๆท่าน จะตอ้ งกระตุ้นและชักจูงใหเ้ ขาเสนอความคดิ เหน็ หรอื ใหข้ ้อแนะนำและ มองในด้านบวกอยูเ่ สมอ ๙.๓.๕.๕ เปน็ นกั ตรวจสอบ เปน็ ไปตามชือ่ น่ันแหละ นกั ตรวจสอบหรอื นักตรวจซำ้ มักชอบจับตาดูวา่ มีงานอะไรบา้ งทีก่ ้าวหนา้ เขามักคดิ วา่ ตนเองเป็นคนยุตธิ รรมและมีความพิถพี ิถนั แต่คนอนื่ ๆ อาจมองวา่ เขาเปน็ คนชอบใช้อำนาจและและเป็นพวกเผด็จการ นักตรวจสอบมบี ทบาทที่ ต้องคอยเตอื นใหท้ ีมงานรู้สึกถึงความจำเป็นต้องใชค้ วามรบี ดว่ นปฏิบัติงานอย่างจริงจงั เพอื่ ให้งาน ก้าวหน้าและบรรลุเปา้ หมายทนั เวลา ทา่ นอาจตอ้ งเข้าไปประสานกบั นกั ตรวจสอบหรอื ทำหนา้ ทป่ี ระนี ประนอมเมือ่ เขามีความขัดแย้งกับเพ่อื นรว่ มทมี คนอื่น ๆ ๙.๓.๕.๖ เปน็ นักประเมินผล สมาชกิ ประเภทนี้เป็นผ้ทู ี่สรา้ งสมดลุ อย่างดยี งิ่ ระหวา่ ง นกั คดิ และนักปฏิบตั ิการ ชอบความเปน็ อิสระและมักจะแยกตวั ออกจากทมี มีความระมัดระวังและ รอบคอบในการเขา้ ไปประเมินหรอื วิเคราะหข์ อ้ มูลหรือสถานการณ์ ถงึ แม้ว่านกั ประเมินผลจะไมเ่ ปน็ ท่ี ชนื่ ชอบของสมาชิกบางคนแต่ทศั นะของเขากไ็ ดร้ บั การยอมรบั นับถือจากสมาชิกร่วมทีมคนอน่ื ๆ ๙.๕ กลยุทธ์ในการสร้างทมี งาน โดยแนวความคิดแล้วท่านและเพอ่ื นร่วมทีมยอ่ มต้องการเป็นทมี ท่ปี ระสบความสำเร็จในการ ทำงาน โดยมีท่านเปน็ ผนู้ ำทีม มขี นั้ ตอนหลายขนั้ ตอนทท่ี า่ นควรนำมาใช้เพ่ือใหบ้ รรลุกระบวนการ อัน ไดแ้ ก่ ๙.๕.๑ สร้างทมี ยอ่ ย ๆ ขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าทา่ นสามารถชว่ ยไดใ้ นการกระต้นุ ใหท้ มี ทีป่ ระสบความสำเรจ็ สามารถพัฒนาสมาชิกอนั มีจำกัดได้เมอื่ ตอ้ งการ บางทกี ส็ ัก ๕ คน ซึ่งอาจเป็นตัว เลขที่ดที สี่ ดุ สำหรบั สภาพแวดล้อมท่ัว ๆ ไป ท่านจำเปน็ ตอ้ งคิดถึงบคุ คลซง่ึ ประกอบกนั เข้าเป็นทีม คง ไม่เหมาะสมนกั ที่จะให้มพี นกั งานสองคนซ่ึงเป็นนกั คิดเข้ารว่ มทมี จะทำใหเ้ กดิ กรณพี พิ าทข้นึ ภายในทมี เพราะการรเิ ร่มิ และทศั นะที่ไม่สอดคลอ้ งกนั ฉันใดกฉ็ ันน้ันเราไม่ควรมีนกั ปฏบิ ัติการมากนกั เพราะแต่ ละคนจะทำงานไปคนละทางสองทาง ดงั น้ันจงึ ควรนำเอาอตั ราสว่ นผสมท่ีเหมาะสมเขา้ มาใชใ้ นการ สรา้ งทมี ใหม้ ี นักคดิ นักจัดองค์กร นกั ปฏิบตั ิการ และอ่ืน ๆ ซงึ่ จะสนบั สนนุ ซง่ึ กนั และกนั และ ตรวจสอบกันเองเปน็ ไปตามความเหมาะสม ๙.๕.๒ เหน็ ชอบในเปา้ หมาย ให้แน่ใจวา่ สมาชกิ ทกุ คนรู้วา่ งานของตนคืออะไร มาตร ฐานและเป้าหมายคอื อะไร และจะก้าวไปในทศิ ทางใด บุคลากรแต่ละหน่วยงานจะต้องพยายาม รวมกลุม่ เขา้ ดว้ ยกนั เพื่อทำงานในหนา้ ท่ีอย่างดีที่สดุ และให้อยู่ในทมี เดยี วกัน สงิ่ เหล่าน้จี ะกระต้นุ ให้ สมาชิกทกุ คนจดั รูปงานของตนเขา้ กับงานของคนอ่นื ๆ เพ่อื ให้บรรลุเป้าหมายรวมอย่างมปี ระสิทธภิ าพ และทันเวลา ต้องให้สมาชิกทุกคนเหน็ ดว้ ยกับส่ิงทต่ี นกระทำอยูว่ ่ากำลงั ทำอะไร ทำเมื่อใด ทำอยา่ งไร เพราะจะชว่ ยให้เกดิ การประสานงานร่วมกันและทำงานดว้ ยกนั อยา่ งสามคั คกี ลมเกลียว

การบรหิ ารจัดการในห้องเรียน ๑๕๘ ๙.๕.๓ รู้จกั สมาชกิ เปน็ รายตวั เปน็ ท่ีกระจา่ งชดั ว่าทา่ นจะต้องรจู้ ักสมาชกิ แตล่ ะคนใน ทีมเป็นอยา่ งดีท่ีสุดเทา่ ทจ่ี ะเป็นไปได้ เพือ่ ทจ่ี ะสามารถระบไุ ดว้ า่ สมาชกิ แต่ละคนมีลักษณะสำคัญและ องค์ประกอบอย่างใดทราบจุดแขง็ และจดุ ออ่ นของแต่ละคน ทา่ นจะตอ้ งตดิ ตอ่ กับแตล่ ะคนในลักษณะ ทีแ่ ตกต่างกนั ยกตัวอย่างเช่น นักปฏิบัตกิ ารจะต้องถกู กระตุน้ ให้ทำงานช้าลง รอคอย คิดและรับฟงั คน อน่ื ก่อนทจ่ี ะทำงานต่อ ในบางครง้ั ท่านจะต้องเขา้ ไปไกล่เกลี่ยสมาชกิ ของทา่ น เช่น ระหวา่ งนัก ปฏบิ ตั ิการกบั นกั ตรวจสอบ ให้ทง้ั สองฝ่ายน่ังลงเจรจากัน รบั ฟงั ความคิดเห็นของแต่ละฝา่ ยและ ยอมรบั ทศั นะของอกี ฝา่ ยหนง่ึ บา้ ง ๙.๕.๔ รักษาไวซ้ งึ่ การตดิ ต่อสอ่ื สารทด่ี ี การติดตอ่ สอ่ื สาร ระหว่างทา่ นและทมี งาน และระหว่างทมี ดว้ ยกันเองมคี วามสำคัญในการพัฒนาเพอ่ื นำไปสูก่ ารเป็นทีมท่ีจะประสบความสำเรจ็ ในการทำงาน การตดิ ตอ่ สือ่ สารสองทางอย่างตอ่ เน่ืองและผลท่ีได้รบั กลบั มาจะช่วยหยุดการซบุ ซบิ นนิ ทา ลดความสับสน ระงับปัญหาตา่ ง ๆ ได้อยา่ งรวดเร็วและฟนื้ ฟูสมั พันธภาพโดยรวม นับเป็นความ จำเปน็ ท่ที กุ คนในองคก์ รจะตอ้ งพดู จากับคนอนื่ ๆ ท้งั ในการประชุมปกตทิ ีเ่ ป็นทางการและอย่างไม่ เป็นทางการ เพือ่ กา้ วไปข้างหนา้ ยอมรบั คำแนะนำต่าง ๆ รบั ฟังและแลกเปลี่ยนความคดิ เหน็ ระหว่าง กนั แบบสอบถามตอ่ ไปนี้จะชว่ ยให้ทา่ นตัดสินใจไดว้ า่ ทา่ นและทีมงานมีการตดิ ต่อสื่อสารกันดีพอหรอื ไม่อยา่ งใดที่จะต้องปรบั ปรุงบา้ ง ๙.๖ ความแตกต่างระหว่างการทำงานแบบทีมและกล่มุ (Teams vs Groups )๖๐ ๙.๖.๑ การทำงานแบบกลุ่ม (Work group) คือ การรวมกลมุ่ ท่มี ีกจิ กรรมร่วมเพ่อื ใช้ ข้อมูลรว่ มกันและชว่ ยในการตดั สนิ้ ใจใหแ้ กส่ มาชกิ ในกลมุ่ ท่จี ะทำงานภายในขอบข่ายท่รี บั ผิดชอบของ แตล่ ะคนนัน้ ในการทำงานของกลมุ่ ไม่จำเปน็ ท่จี ะตอ้ งส่งเสริมซ่งึ กนั และกนั ดังน้ันจึงไม่มีการเชอื่ มโยง ทรพั ยากรและใช้ร่วมกนั อยา่ งมปี ระสิทธิผลในทางบวก นัน่ คือเราใสก่ ารทำงานของแต่ละคนเขา้ ไป ผลงานท่อี อกรวมกนั แล้วจะได้เท่ากบั ทใ่ี สเ่ ขา้ ไปหรืออาจจะนอ้ ยกว่ากไ็ ด้ ๙.๖.๒ การทำงานแบบทีม ( Work teams) เปน็ การทำงานร่วมกนั และสง่ เสรมิ กนั ไปในทางบวก ผลงานรวมของทีมทไี่ ด้ออกมาแล้วจะมากกว่าผลงานรวมของแต่ละคนมารวมกนั ใน ปจั จุบนั นม้ี ีองคก์ รจำนวนมากมกี ารปรับปรุงโครงสร้างการทำงานใหมโ่ ดยเอาการทำงานแบบทมี เขา้ มาใชท้ รพั ยากรอย่างคุ้มค่าและเพื่อสรา้ งศกั ยภาพ (Potential) ในการทำงานให้กบั องค์กรเพื่อได้ ผลผลติ ทีด่ ีแตใ่ นการทจี่ ะให้ไดป้ ระสบความสำเรจ็ ในการทำงานเป็นแบบทีมนนั้ ได้อธิบายคณุ ลกั ษณะท่ี ทีมควรจะเปน็ ไวใ้ นบทน้ี ๙.๗-ชนดิ ของทมี งาน การแบง่ ทีมในองคก์ รสามารถที่จะแบ่งประเภท-ตามวตั ถุประสงคไ์ ด้--๔๓รปู แบบ-คือ ๙.๗.๑ ทมี แก้ปญั หา-(Problem-Solving๓Teams) ๖๐ บทความฝกึ อบรม การทำงานเป็นทีม http://training.siamhrm.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=๙.

การบรหิ ารจัดการในห้องเรยี น ๑๕๙ ๙.๗.๒ ทมี บริหารตนเอง-(Self-Managed๓Teams) ๙.๗.๓ ทีมทท่ี ำงานขา้ มหน้าท่กี ัน-(Cross-Function๓Teams) ๙.๗.๔ ทมี เสมอื นจริง-(Virtual๓Teams) ๙.๗.๑ ทีมแกป้ ญั หา (Problem - Solving Teams) ประกอบด้วยกลมุ่ ของพนักงาน และ ผ้บู รหิ ารซ่งึ เขา้ มารวมกลมุ่ ดว้ ยความสมคั รใจ และประชมุ ร่วมกันอยา่ งสม่ำเสมอ เพ่อื อภปิ รายหา วิธีการสำหรบั การแก้ปญั หา โดยท่ัวไปทีมแกป้ ญั หาทำหนา้ ทเี่ พียงให้คำแนะนำเท่านนั้ แตจ่ ะไมม่ ี อำนาจที่จะทำให้เกิดการกระทำ ตามคำแนะนำ ตัวอยา่ งของทมี แกป้ ัญหาท่ีนิยมทำกัน คือ ทมี QC๓ (Quality๓Circles) ๙.๗.๒ ทีมบรหิ ารตนเอง (Self - Managed Teams) หมายถึง ทีมท่ีสมาชกิ ทุกคนลว้ น รบั ผิดชอบต่อลักษณะทั้งหมดของการปฏบิ ตั งิ านอย่างแทจ้ ริง โดยเป็นอสิ ระจากฝ่ายบรหิ าร ซ่ึงสมาชกิ จะปฏบิ ตั ิงานโดยท่วั ไป มกี ารแบ่งหน้าท่ีความรับผดิ ชอบสำหรับงานทีมบริหารตนเองสามารถท่จี ะ เลือกสมาชกิ ผูร้ ่วมทีมและสามารถใหส้ มาชกิ มกี ารตรวจสอบซึง่ กนั และกัน ๙.๗.๓ ทีมท่ที ำงานข้ามหน้าทีก่ ัน (Cross - Function Teams) เปน็ การประสมประสาน ขา่ มหน้าที่งาน ความสามารถในการดึงทรัพยากรบุคคลผนวกเขา้ ดว้ ยกันจากหน้าทีท่ างธรุ กจิ ที่ แตกต่างกนั เพ่ือสร้างสมรรถภาพในด้านความแตกตา่ ง (Differentiation Capabilities) โดยเป็นการ ใช้กำลงั แรงงาน (Task Force) ต้ังเป็นทีมข้ามหน้าทช่ี วั่ คราวซึง่ มีลักษณะคลา้ ยกบั คณะกรรมการ (Committees) เขา้ มาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกนั , พัฒนาความคิดใหมๆ่ ร่วมมือกนั แก้ปัญหา และทำ โครงการท่ีซับซอ้ น ทมี ขา้ มหนา้ ที่ ตอ้ งการเวลามากเพ่ือสมาชกิ จะต้องเรยี นรู้งานท่แี ตกต่าง ซับซอ้ น และตอ้ งใชเ้ วลาในการสรา้ งความไว้ใจ และสรา้ งการทำงานเปน็ ทมี เนอ่ื งจาก แตล่ ะคนมาจากภมู หิ ลงั ทแี่ ตกตา่ งกัน ๙.๗.๔ ทมี เสมือนจรงิ (Virtual Teams) ลกั ษณะการทำงานจะเป็นทมี แตส่ ภาพการ ทำงานจะแยก กนั อยู่ ดงั นั้นจงึ ตอ้ งการระบบในการตดิ ตอ่ สอื่ สารระหวา่ งกนั ท่ีมีประสิทธิภาพ ซ่งึ อาศยั ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทมี จะมงุ่ เนน้ ความสำเร็จของงานเพอื่ ใหบ้ รรลุเป้าหมายของงานร่วมกัน แต่จะมีการแลกเปลย่ี นความสัมพนั ธด์ ้านความรูส้ ึกทางสังคมในระดบั ตำ่ ๙.๘ การสรา้ งจติ สำนกึ ของการเปน็ ทมี ๙.๘.๑ ทำข้อขัดแย้งกลายเปน็ ความร่วมมอื กัน ๙.๘.๒ มีบรรยากาศทเี่ อือ้ อำนวย ๙.๘.๓ คนอ่นื ในทมี เขา้ ใจในส่ิงทเ่ี ราได้พดู ถาม หรือสงั่ งาน ๙.๘.๔ เราตอ้ งทำอยา่ งท่เี ราพูด ๙.๘.๕ ตอ้ งช่วยสมาชกิ ในทมี ใหก้ ลา้ แสดงออกในสงิ่ ท่เี ขาคิดและอยากให้เปน็ ๙.๘.๖ ให้การยกยอ่ ง กำลังใจและเหน็ ชอบดว้ ยแกส่ มาชกิ ๙.๘.๗ เม่อื มีปัญหาควรช่วยกนั แกไ้ ขโดยปรกึ ษากบั ทุกคนในทีม ๙.๘.๘ สมาชกิ ทมี ควรสร้างสมั พันธภาพระหว่างกันอยตู่ ลอดเวลา ๙.๘.๙ ใหส้ มาชิกทีมมีโอกาสพัฒนาตัวเอง โดยมีทางเลอื กหลายๆวธิ ี

การบริหารจัดการในห้องเรียน ๑๖๐ ๙.๘.๑๐ เป้าหมายของส่วนรวมควรอธิบายตอ่ สมาชิกอย่างงชัดเจน ๙.๘.๑๑ ตนื่ เตน้ ยินดี ที่จะไดร้ ว่ มทำงานในทีมเดียวกัน ๙.๙ ทกั ษะของการเปน็ ทีม ๑.ความไวว้ างใจกนั (Trust) ๒. การส่ือสาร (Communication) ๓. วิสัยทัศน์ร่วมกนั (Shared Vision) ๔. การเกย่ี วขอ้ ง (Involvement) ๕. การมอบอำนาจ (Empowerment) ๖. การโนม้ เอยี งสู่การเรียนรู้ ๗. ความผกู พนั (Bonding) (Learning Orientation) ๙.๑๐ ความเหมาะสมของทมี ท่ีดี ๑.การมีความเปน็ ผนู้ ำร่วมกนั ๒ ทกั ษะในการทำงานเป็นกลุ่ม ๓ บรรยากาศของทีม ๔ ความแน่นแฟ้น ๕ ความช่วยเหลือสมาชิกในทีม สรปุ ทา้ ยบท สำหรบั ทีมงานท่ีมีประสทิ ธิภาพควรมลี กั ษณะ กลา่ วคือ ตอ้ งมีเปา้ หมายร่วมกัน มคี วามไว้เน้ือ เชอ่ื ใจกนั ร่วมกนั ฝา่ ฟนั ปัญหาอุปสรรคท่ีเกิดขน้ึ มกี ารพัฒนาตนเองและทีมงานตลอดเวลา มีความ สามัคคี เม่ือทำงานร่วมกันก็ยอ่ มพบกับปัญหา สำหรับวธิ กี ารลดปัญหาในการทำงาน คือ การให้ทุกคน ในทีมงานรว่ มกนั กำหนดเปา้ หมายของทมี มีการมอบหมายความรบั ผิดชอบใหช้ ดั เจน มีการสร้าง บรรยากาศในท่ที ำงานในสะอาดนา่ อยู่น่าทำงาน ออกกฎระเบยี บเพอื่ ให้ทกุ คนในทีมปฏิบัติตามกฎ มี การยอมรับความแตกต่างของทมี งาน การทำงานเป็นทมี กับทฤษฏีห่านปา่ เคยมนี ักวชิ าการหลายท่านได้ไปศกึ ษาการอยรู่ ว่ มกันของ หา่ นปา่ เร่ืองของการดำรงชีวติ แตส่ ่ิงทีน่ า่ สนใจคือว่า ห่านป่า มักจะอยรู่ ่วมกันเป็นทีม ทำงานร่วมกนั เปน็ ทมี ไดอ้ ย่างดีและมปี ระสทิ ธิภาพเย่ียม เช่น การบินของฝงู ห่านป่ามกั จะบินเปน็ รูปตวั V มากกว่า การบนิ ตัวเดยี ว การบินเป็นรปู ตวั V ทำให้ห่านปา่ สามารถบนิ ได้ไกลกวา่ การบินตัวเดยี ว เพราะการบิน เป็นรปู ตวั V จะช่วยลดแรงตา้ นของอากาศ เมอื่ ห่านท่เี ปน็ ผู้นำ บินด้านหนา้ สุดอ่อนลา้ มนั กจ็ ะบินไปอยดู่ ้านหลังตวั V แทน น่ันหมายถงึ การเปลี่ยนบทบาทกนั เป็นผู้นำ ให้เกยี รตกิ นั และกัน ผู้นำยอมทจ่ี ะเป็นผู้ตาม และผู้ตามกจ็ ะ ผลดั เปล่ียนกนั เป็นผนู้ ำ ไมม่ กี ารผกู ขาดบทบาทผู้นำ

การบริหารจดั การในห้องเรียน ๑๖๑ เม่อื มหี า่ นตัวใดตัวหนง่ึ ป่วยหรอื อ่อนแรงลงระหว่างบิน ห่านจำนวนหนง่ึ ก็จะบินไปดแู ล จนห่าน ทป่ี ่วยนั้นหายปว่ ยแลว้ จึงบนิ ไปรวมฝงู กันใหม่ แล้วกบ็ นิ เป็นรูปตัว V เชน่ เดิม หรือไม่กร็ อจนกว่าห่านท่ี ป่วยนัน้ ตายจากไปแล้ว ห่านจำนวนทร่ี อกจ็ ะบินไปรวมกล่มุ แลว้ บนิ เป็นรูปตัว V ต่อไป๖๑ ฉะน้ันธรรมชาติของหา่ นป่าหรือทฤษฏหี า่ นปา่ ถ้าสามารถเรยี นรแู้ ละนำไปประยุกต์ใชก้ ็จะ กอ่ ใหเ้ กดิ การทำงานเปน็ ทีมรว่ มกันอย่างมีความสุข ๖๑ องคป์ ระกอบของการทำงานเปน็ ทีม.ดร.สทุ ธิชยั ปัญญโรจน.์ http://drsuthichai๑.blogspot.com/๒๐๑๑/๐๖/blog-post_๘๔๘๓.html

การบรหิ ารจัดการในหอ้ งเรยี น ๑๖๒ คำถามทา้ ยบท ๑.จงใหค้ วามหมาย “ทมี ”ตามทัศนะของท่าน ฯ ๒.การทก่ี ลมุ่ คนหลายกล่มุ รวมกันทำอยา่ งไร อย่างหนึ่งจนประสบความสำเร็จ จดั วา่ “ทีมงาน” ไดห้ รือไมอ่ ย่างไร ฯ ๓.จงชแ้ี จงความแตกต่าง ระหว่างการทำงานเป็นทีมและการทำงานเปน็ กลมุ่ พร้อม ยกตวั อย่างประกอบ คำอธิบาย ฯ ๔.การสร้างทมี งานหรอื ทำงานเป็นทมี ให้ประสบผลน้ันตอ้ งมีอะไรเปน็ หลักสำคัญ ฯ ๕.คุณลักษณะของทมี นั้น ขอ้ ทีว่ า่ มคี วามเป็นหน่งึ เดียวกนั และเปน็ นกั จัดการ หมายความอยา่ งไรฯ

การบรหิ ารจัดการในหอ้ งเรยี น ๑๖๓ เอกสารอา้ งอิงประจำบท การทำงานเปน็ ทีม. [ออนไลน์] เข้าถงึ ได้จาก : http://training.siamhrm.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=๙. (วันทส่ี ืบค้นข้อมลู : ๒๓ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๔). นฤมล โชตเิ วช (ดร). การทำงานเปน็ ทีม.[ออนไลน์] เขา้ ถงึ ได้จาก : http://eduserv.ku.ac.th/km/index.php?option=com_content&task=view&id= ๑๕๓&Itemid=๖๘. (วนั ท่ีสบื ค้นขอ้ มลู : ๒๑ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๔). บทความฝกึ อบรมการทำงานเป็นทมี . [ออนไลน์] เขา้ ถงึ ไดจ้ าก : http://training.siamhrm.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=๙. (วันทส่ี ืบค้นข้อมลู : ๒๔ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๔). รัตตญั ญู เทียนปฐม. การทำงานเป็นทีม. [ออนไลน]์ เข้าถงึ ได้จาก : http://ubon.nfe.go.th/e_office/photo๒/๑๖๔๓.doc. (วนั ที่สืบค้นขอ้ มลู : ๒๕ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๔). สมั มนา สหี ยุ่ย.การศกึ ษาประสิทธิภาพการทำงานเปน็ ทีมฯ. [ออนไลน์] เขา้ ถึงไดจ้ าก : http://eng.sut.ac.th/ce/ce_course/download/struc/๑๒SUMMANA/SUMMANA.pdf. (วันทสี่ บื คน้ ข้อมลู : ๒๗ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๔). สทุ ธิชัย ปัญญโรจน์ (ดร).องคป์ ระกอบของการทำงานเป็นทมี . [ออนไลน์] เขา้ ถึงไดจ้ าก : http://drsuthichai๑.blogspot.com/๒๐๑๑/๐๖/blog-post_๘๔๘๓.html. (วันที่สบื ค้นขอ้ มลู : ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕).

การบรหิ ารจดั การในหอ้ งเรยี น ๑๖๔ บทที่ ๑๐ การจัดทำโครงงานวิชาการ วตั ถปุ ระสงค์ประจำบทเรยี น เม่ือศกึ ษาบทท่ี ๑๐ จบแล้ว นิสติ สามารถ o ๑.อธบิ ายความหมายและความสำคัญของโครงงานได้ o ๒.อธบิ ายลกั ษณะการจดั วิชาโครงงานได้ o ๓.อธิบายจดุ ประสงค์กล่มุ วิชาการงานได้ o ๔.อธบิ ายจดุ เน้นของวชิ าการงานได้ o ๔.อธบิ ายลักษณะโครงงานทน่ี กั เรยี นเลอื กปฏบิ ัติได้ ขอบข่ายเนอ้ื หา ๑.ความหมายของโครงงาน ๒.ความสำคญั ของโครงการ ๓.ลักษณะการจดั วิชาโครงงาน ๔.จุดเน้นของวชิ าการงาน ๕.ลกั ษณะโครงงานทนี่ กั เรียนเลอื กปฏิบัติ

การบรหิ ารจดั การในหอ้ งเรยี น ๑๖๕ ๑๐.๑ ความนำ พระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแห่งชาติ พทุ ธศักราช ๒๕๔๒ ได้กำหนดใหม้ ีการเปล่ยี นแปลงระบบ การจดั การศึกษาของประเทศไทยไปจากเดมิ มากสรุปรวมการเปลีย่ นแปลงได้ ๕ ด้าน หรอื เรยี กว่า “ปญั จปฏิรปู ” คือ ๑.การปฏิรูประบบการศึกษา ๒.การปฏิรปู การเรียนรู้ ๓.การปฏิรูประบบการบริหารและการจดั การศกึ ษา ๔.การปฏิรปู ครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา ๕.การปฏิรปู ทรพั ยากร จะเหน็ ไดช้ ัดเจนว่า การปฏิรปู การเรยี นรู้ เป็นหน้าทีข่ องโรงเรียนโดยตรง ครูทุกคนสามารถ ปฏิบตั ิการได้ทนั ทโี ดยยึดหลักการสำคญั ทีก่ ำหนดไวใ้ นพระราช บญั ญตั ิการศกึ ษาแหง่ ชาตพิ ทุ ธศักราช ๒๕๔๒ คือ การยึดผู้เรียนเปน็ สำคัญ (ม.๒๒) ใหส้ อดคลอ้ งกบั กับหลักสูตรแกนกลางและความต้องการ ของทอ้ งถน่ิ (ม.๒๗) การบูรณาการการเรยี นรู้ (ม.๒๓) การใชภ้ มู ิปญั ญาท้องถน่ิ (ม.๒๗)๖๒ ชอื่ โครงงานเป็นสงิ่ สำคัญ เพราะชอื่ โครงการจะช่วยโยงความคดิ ไปถึงวัตถุประสงค์ของการทำ โครงงานวิทยาศาสตร์ และควรกำหนดช่ือโครงการให้สอดคลอ้ งกับวัตถุประสงคห์ ลกั ด้วยการตงั้ ชอ่ื โครงงานของนกั เรยี นในระดับประถมศึกษาและมัธยมศกึ ษา นยิ มตัง้ ช่อื ใหม้ ีความกะทัดรัดและดงึ ดูด ความสนใจจากผูอ้ า่ น ผูฟ้ ัง แต่สง่ิ ที่ควรคำนึงถงึ คือ ผทู้ ำโครงงานวิทยาศาสตร์ ต้องเขา้ ใจปัญหาท่ี สนใจศกึ ษาอย่างแทจ้ รงิ อนั จะนำไปสูก่ ารเขา้ ใจวัตถุประสงคข์ องการศกึ ษาอย่างแท้จริงดว้ ย เช่น โครงงานวิทยาศาสตร์ ชื่อ “ถุงพลาสตกิ พชิ ิตแมลงวนั ตวั น้อย” ซ่งึ ปญั หาเร่ืองท่ีสนใจศึกษาคอื ถุงนำ้ พลาสตกิ สามารถไลแ่ มลงวนั ท่ีมาตอมอาหารไดจ้ ริงหรอื จากเรือ่ งดงั กล่าวผู้ทำโครงงานวทิ ยาศาสตร์ บางคนหรอื บางคณะอาจสนใจตัง้ ชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์ ว่า “การศกึ ษาการไลแ่ มลงวนั ด้วยถุงนำ้ พลาสติก” หรอื “ผลการใชถ้ ุงน้ำพลาสตกิ ตอ่ การไล่แมลงวนั ” ก็เปน็ ได้ อย่างไรกต็ ามจะตั้งช่ือ โครงการในแบบใด ๆ นั้น ตอ้ งคำนึงถึงความสามารถท่ีจะส่อื ความหมายถึงวตั ถุประสงคท์ ่ีต้องการ ศึกษาไดช้ ัดเจน๖๓ ๑๐.๒ ความหมาย โครงงาน (Project Approach) คอื กจิ กรรมท่เี ปิดโอกาสให้ ผเู้ รยี นได้ทำการศกึ ษาค้นควา้ และฝกึ ปฏิบตั ิด้วยตนเองตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยอาศยั กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ หรอื กระบวนการอ่ืนๆ ไปใช้ในการศึกษาหาคำตอบ โดยมีครูผู้สอนคอยกระตุ้นแนะนำ ๖๒ บทเกร่ินนำ. http://www.gotoknow.org/blogs/posts/๑๓๔๔๙๕. ๖๓ การเขยี นเค้าโครงของโครงงาน. http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~cpornth๑/Web_SciProject/a๐๙.htm.

การบริหารจดั การในห้องเรียน ๑๖๖ และใหค้ ำปรกึ ษาแกผ่ ูเ้ รียนอย่างใกลช้ ดิ ต้ังแต่การเลือกหัวขอ้ ที่จะศกึ ษา ค้นคว้า ดำเนินงานตามแผน กำหนดขั้นตอนการดำเนนิ งานและการนำเสนอผลงาน ซง่ึ อาจทำเป็นบคุ คลหรือเป็นกลุ่มโครงงาน คือ การศึกษาคน้ ควา้ เกีย่ วกับส่ิงใดสิ่งหนงึ่ หรือหลายๆส่งิ ทอ่ี ยากรคู้ ำตอบให้ลกึ ซ้ึงหรอื เรียนรูใ้ นเรื่องน้นั ๆ ให้มากข้ึน โดยใช้กระบวนการ วิธีการทศ่ี ึกษาอยา่ งมีระบบ เปน็ ขน้ั ตอนมกี ารวางแผนในการศกึ ษา อย่างละเอยี ด ปฏบิ ัติงานตามแผนท่วี างไว้ จนได้ข้อสรุปหรือผลสรุปท่ีเปน็ คำตอบในเรอื่ งนน้ั ๆ๖๔ โครงงาน หมายถงึ กิจกรรมหรอื งานทส่ี ง่ สนับสนนุ ให้นักเรียนไดเ้ ลือกศกึ ษาคน้ ควา้ ริเรม่ิ สรา้ งสรรคผ์ ลงานตามท่ตี นเองมีความถนดั มคี วามพรอ้ มและสนใจ แล้วลงมือปฏบิ ตั ิตามจุดมงุ่ หมายท่ี กำหนดไว้ โดยมีรายละเอยี ดของงานที่จะทำไวล้ ่วงหน้าอยา่ งมขี ้นั ตอนพร้อมท้ังคาดการณ์ ผลทจี่ ะ เกิดข้ึนได้โดยรับคำแนะนำปรกึ ษาจากครู – อาจารย์ในโรงเรียนของตน๖๕ ๑๐.๓ ความสำคัญ ในการจัดการเรยี นการสอน และจัดกจิ กรรมเสริมตามหลักสตู รมัธยมศกึ ษาตอนต้นพทุ ธศักราช ๒๕๒๑ ( ฉบบั ปรบั ปรุง ๒๕๓๓) มีดงั นี้ ๑๐.๓.๑ ดา้ นนกั เรียน ๑.ชว่ ยสรา้ งความหวังใหม่ในการริเร่มิ งานที่จะนำไปสงู่ านอาชีพ การศกึ ษาตอ่ ในวิชา ที่ตนเองถนดั และสนใจ ๒.สร้างเสริมประสบการณ์จากการปฏิบัตจิ รงิ ด้วยชีวิตจรงิ ส่งผลให้เกิดความเข้าใจ อย่างซาบซง้ึ ในโครงงานทสี่ รา้ งสรรค์ขึน้ มา ๓. ไดม้ โี อกาสทดสอบความถนัดของตนเอง และการแก้ปัญหาในงานทีต่ นเองสนใจ และมีความพร้อม ส่งผลใหเ้ กดิ ความม่ันใจในการดำเนินต่อไป ๔. ก่อให้เกดิ ความภาคภมู ิใจท่ไี ด้สร้างเกยี รตปิ ระวตั ิในโครงงานที่ได้ริเร่ิมสร้างสรรค์ ๕. ก่อให้เกิดความรกั ความเข้าใจและความสมั พันธ์อนั ดงี ามตอ่ กนั ในระหว่างเพ่อื น ร่วมงานเพ่อื ใหน้ ักเรียนไดป้ ฏิบัติงานเปน็ กลุม่ ๖. ก่อให้เกดิ ความรู้ทางวิชาการท่กี ว้างขวางมากข้นึ โดยเฉพาะอย่างย่งิ ไดร้ ับความ สนใจในการศึกษาตามหลักสูตร และตรงกบั จดุ หมายทกี่ ำหนดไว้ ๑๐.๓.๒ ด้านโรงเรยี นและครูอาจารย์ ๑.เกิดการประสานงานทางวชิ าการที่ผสมผสานหรือบรู ณาการเกิดขึน้ ในโรงเรียนตรง กบั หลกั สตู รมัธยมศึกษา และแนวการพิจารณาการศกึ ษาของกระทรวงศกึ ษาธิการ ๒.เกดิ ความเขา้ ใจทีต่ รงกันวา่ การเรียนการสอนในปัจจุบันขนึ้ อยกู่ บั การฝกึ ปฏิบตั จิ รงิ ในโครงงานของนกั เรียนมากกว่าทจี่ ะเรียนอยแู่ ตใ่ นหอ้ งเรียนเท่าน้นั ๓.เกิดศนู ยร์ วมสอื่ การเรยี นการสอน หรอื ศูนย์วสั ดุอุปกรณก์ ารสอนสำหรับในหมวด ๖๔ ความหมายของโครงงาน. http://www.thaigoodview.com/library/contest๒๕๕๑/tech๐๔/๒๒/standard/p๐๑.html. ๖๕ ความหมายโครงงาน http://onlinebookbank.com/doc.

การบริหารจัดการในห้องเรียน ๑๖๗ วิชาต่างๆในโรงเรียนไดใช้รว่ มกัน สง่ ผลให้นักเรียนไดม้ โี อกาสฝึกใช้ส่ือการสอน อย่างแทจ้ รงิ และหลากหลาย ๔.เกดิ ความสัมพนั ธอ์ ันดรี ะหว่างนกั เรยี น โรงเรียนครูอาจารยท์ มี่ ีโอกาสปฏบิ ตั ิงาน อย่างใกล้ชดิ และเหน็ อกเห็นใจซ่ึงกันและกนั โดยเฉพาะช่วงเวลาทต่ี รงกัน ๑๐.๓.๓ ดา้ นทอ้ งถิ่น ๑.การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความรู้ ผลงานในเชิงปฏิบตั ิโครงงานของนกั เรยี นท่ี ประสบความสำเรจ็ ไปสู่ทอ้ งถ่ิน ทำให้ทอ้ งถิ่นกบั โรงเรียนมคี วามเข้าใจและ ประสานสัมพนั ธ์กนั ดี ๒.ชว่ ยลดปญั หาวยั รุ่นในท้องถนิ่ เก่ยี วกับความประพฤติ จรรยามารยาท และศีลธรรม เพราะนกั เรียนทมี่ โี ครงงานมกั จะเป็นนักเรยี นทม่ี ีความประพฤตดิ ี มุ่งมั่นและสนใจ ศกึ ษาเลา่ เรยี น ๓.ทำให้ประชาชนในท้องถ่นิ มีพ้ืนฐานทางการศกึ ษาดี โดยเฉพาะงานอาชีพ หลากหลาย และพัฒนาการศกึ ษาที่มุ่งเน้นใหเ้ ยาวชนของชาติมีนิสัยรกั การทำงาน ไม่เป็นคนหยบิ หยง่ และชว่ ยเหลอื พ่อแมผ่ ปู้ กครองด้วยดี ๑๐.๔ ลกั ษณะการจดั วิชาโครงงาน ๑๐.๔.๑ ให้ผ้เู รยี นเรียนรายวิชาโครงงานภาคเรยี นสุดทา้ ยของช่วงชน้ั ที่ ๔(มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๖ ) ๑๐.๔.๒ ผู้เรียนจะเลือกทำโครงงาน ๑ โครงงาน หรอื มากกวา่ ก็ได้ ๑๐.๔.๓ ผู้เรยี นเลือกทำโครงงานเป็นกลุม่ หรือรายบุคคลตามความสนใจ ความถนดั ความ เหมาะสมของงานและเวลาท่กี ำหนด ๑๐.๕ จดุ ประสงคก์ ลมุ่ วชิ าการงาน ๑๐.๕.๑ เพอื่ ให้มคี วามรพู้ ้ืนฐานทจี่ ำเปน็ เก่ียวกับความเป็นอยใู่ นชีวิตประจำวัน ๑๐.๕.๒ เพื่อปฏบิ ัติงานได้อย่างถูกตอ้ งตามกระบวนการทำงาน ๑๐.๕.๓ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาคณุ ภาพการทำงาน ๑๐.๕.๔ เพื่อให้วิเคราะห์และวางแผนการทำงานในชีวติ ประจำวนั ๑๐.๕.๕ เพื่อให้มนี สิ ัยรักการทำงาน ทำงานร่วมกบั ผู้อนื่ ได้ มีคุณธรรมในการทำงานและ สามารถพ่งึ ตนเองได้ ๑๐.๕.๖ เพอื่ ให้ค้นพบความสามารถ ความถนัดและความสนใจของตนเอง

การบริหารจดั การในหอ้ งเรยี น ๑๖๘ ๑๐.๖ จุดเนน้ ของวชิ าการงาน ๑๐.๖.๑ เพอ่ื ปลกู ฝังให้นักเรยี นมนี สิ ยั รกั การทำงาน ทำงานรว่ มกบั ผ้อู นื่ ได้และพ่ึงตนเอง ๑๐.๖.๒ มกี ระบวนการในการทำงาน มีความคิดวิเคราะห์ วางแผนปรบั ปรุงและพฒั นางานได้ ๑๐.๖.๓ มคี ุณธรรมจรยิ ธรรมด้านความรับผดิ ชอบ ซ่ือสตั ย์ ขยันประหยัดอดทนในการทำงาน ๑๐.๖.๔ มีการช่วยเหลือในการทำงานซงึ่ กนั และกนั ๑๐.๖.๕ จัดกิจกรรมตามความสามารถ ความถนัด ความสนใจ และมีความคิดรเิ ริม่ สร้างสรรค์ ในการเลือกอาชพี ของนกั เรียน ๑๐.๗ ลักษณะโครงงานที่นักเรยี นเลือกปฏบิ ัติ ๑๐.๗.๑ ผู้เรียนได้ปฏิบตั ิงานตามโครงงานแล้ว ได้ผลผลิตเปน็ ชนิ้ งาน ๑๐.๗.๒ นำวัสดุทม่ี ใี นทอ้ งถนิ่ มาใช้เป็นประโยชนใ์ นการผลติ ช้ินงาน ๑๐.๗.๓ นำช้ินงานทีเ่ ป็นผลผลิต ไปใช้ให้เกิดประโยชนใ์ นชวี ติ ประจำวัน ๑๐.๘ การเขยี นโครงงาน ๑๐.๘.๑ ชื่อโครงงาน ควรต้งั ชอื่ โครงงานอาชีพให้สือ่ ความหมายได้ชัดเจน ครอบคลุม ความหมายของกิจกรรมอาชพี ทีท่ ำให้ชัดเจนว่าทำอะไร ไมค่ วรต้ังช่อื โครงงานทมี่ ีความหมายกวา้ ง เกนิ ไปตวั อยา่ งเช่น โครงงานปลูกมะละกอ โครงงานทำโคมไฟฟ้า ๑๐.๘.๒ ช่ือผู้ดำเนนิ โครงงาน ระบุช่ือผู้ดำเนนิ โครงงานในกรณีที่เปน็ งานกลมุ่ ต้องระบุ หน้าท่ีความรับผิดชอบของแตล่ ะคน และการลงทนุ ของแต่ละคนไว้ใหช้ ัดเจน ซงึ่ ทัง้ น้คี วรพิจารณา ความเหมาะสมในด้านความสามารถ โอกาสในการทำงานและกำลังทุนทรัพยส์ ิน ของแต่ละบคุ คล ๑๐.๘.๓ ช่ืออาจารยท์ ่ปี รึกษาโครงการ ๑๐.๘.๔ หลักการและเหตุผลหรอื ความสำคญั ของโครงงาน ควรกลา่ วถงึ สภาพชุมชนและ ความตอ้ งการของตลาดที่เกยี่ วข้องกับอาชีพตามท่ีไดศ้ กึ ษามา และอธบิ ายว่าโครงงานนจ้ี ะสนองความ ตอ้ งการของชมุ ชนไดอ้ ย่างไร ๑๐.๘.๕ วตั ถุประสงค์ จะตอ้ งกำหนดวตั ถปุ ระสงคใ์ หช้ ดั เจนวา่ โครงงานอาชีพน้ี ผเู้ รียน จะทำอะไรโดยเขยี นให้เห็นว่ากิจกรรมหรือพฤตกิ รรมท่ีจะดำเนินการมอี ะไรบ้าง หากมีวัตถุประสงค์ หลายประการก็ควรเขยี นเปน็ ข้อ ๆ ตามลำดับความสำคญั ๑๐.๘.๖ เป้าหมาย กำหนดเปา้ หมายของผลผลติ ในช่วงเวลาให้ชัดเจนคอื อะไร มีปริมาณ เท่าใดและคุณภาพเป็นอย่างไร ๑๐.๘.๗ ระยะเวลา กำหนดระยะเวลาตั้งแต่เร่ิมต้นจนส้นิ สดุ การดำเนนิ โครงงาน ๑๐.๘.๘ งบประมาณ จัดทำรายละเอยี ดรายจ่ายท่ีเกดิ ขน้ึ ในการดำเนนิ โครงงาน ตัง้ แต่

การบริหารจัดการในหอ้ งเรยี น ๑๖๙ ข้นั ตอนแรกจนถงึ ข้ันตอนสดุ ท้าย ซึ่งประกอบดว้ ยตัววสั ดุ อปุ กรณ์ เครอ่ื งมือ เคร่อื งใช้ เปน็ ตน้ ๑๐.๘.๙ ข้นั ตอนวธิ ีดำเนินงาน เขยี นเป็นรายละเอยี ดขั้นตอนของการทำงาน ต้งั แตเ่ ริ่ม ตน้ จนสน้ิ สดุ โครงงานโดยเขยี นเป็นแผนปฏบิ ตั งิ าน ซึ่งประกอบด้วยหัวข้อ กิจกรรม ระยะเวลา สถาน ศึกษา ทรพั ยากร/ปจั จยั เป็นตน้ รายละเอยี ดดงั กล่าวจะทำใหผ้ ู้ท่ีปรกึ ษาหรือผดู้ ำเนินงานตดิ ตาม กำกบั งานไดอ้ ย่างมีระบบแก้ไขปญั หาไดท้ ันท่วงที ๑๐.๘.๑๐ การตดิ ตามและการประเมนิ ผล เปน็ วธิ กี ารหรือเทคนิคในการดูแลและควบคุม การปฏิบัติงานใหบ้ รรลุวตั ถุประสงค์ ท้ังน้ีต้องบอกใหช้ ดั เจนวา่ ก่อนเร่มิ ทำโครงงาน ระหว่างทำโครง งาน และหลังการทำโครงงาน จะมีการติดตามและประเมนิ ผลอยา่ งไร ๑๐.๘.๑๑ ผลทคี่ าดวา่ จะไดร้ ับ ใหร้ ะบผุ ลท่ีจะเกดิ ข้ึนเมอื่ เสร็จสนิ้ โครงงาน เป็นผลทไ่ี ด้รบั โดยตรงและผลพลอยได้หรือผลกระทบจากโครงงานเป็นผลในดา้ นดีทีค่ าดว่าจะได้รับจะตอ้ งสอดคล้อง กบั จุดประสงค์และเป้าหมาย สรปุ ทา้ ยบท การเรียนร้โู ดยกิจกรรมการทำโครงงาน เป็นการส่งเสริมใหน้ กั เรียนไดแ้ สดงความสามารถและ พฒั นาตนเองได้อย่างเตม็ ที่ โดยเป็นไปตามธรรมชาติ ตามความถนดั และความสนใจ เนน้ ในเรื่อง คุณธรรม และกระบวนการเรียนรูอ้ ย่างมีขนั้ ตอน ทง้ั ในเร่ืองทเี่ ก่ยี วกบั ตนเอง สังคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ธรรมชาติ ส่งิ แวดล้อม ศิลปวฒั นธรรม ภูมิปัญญาไทย ความรู้ และวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ธรรมชาติ ส่ิงแวดลอ้ ม ศิลปวัฒนธรรม ภมู ิปัญญาไทย ความรู้และทกั ษะด้านคณติ ศาสตร์ ดา้ นภาษา การประกอบอาชพี เพอ่ื ให้สามารถนำไปใช้ในการดำรงชีวติ ไดอ้ ย่างมีความสขุ การฝึกทำโครงงาน เพื่อ การเรียนรูท้ เ่ี กดิ ขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานท่ี ท้งั เป็นการประสานความร่วมมอื กับทกุ ฝ่ายของชมุ ชน นักเรียนจะได้เรยี นรู้อย่างมคี วามสุข เกดิ การพัฒนาท้ังทางด้านรา่ งกาย สตปิ ัญญา อารมณแ์ ละสังคม อยา่ งสมบูรณ์ สามารถประเมนิ ผลการเรยี นรคู้ วบคูไ่ ปกบั การร่วมกจิ กรรมตามความเหมาะสมกบั วัย และระดับความสามารถของนกั เรียน ฉะนั้น เมือ่ นักเรียนได้ร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนจากครอู าจารยผ์ ู้สอนแล้วนักเรยี น จะตอ้ งเป็นผู้คดิ กำหนดหัวขอ้ โครงงานท่จี ะศกึ ษาคน้ ควา้ ดำเนินการวางแผนออกแบบ สำรวจทดลอง ประดษิ ฐ์ เกบ็ รวบรวมข้อมูล แปรผล สรปุ ผลและเสนอผลงานโดยตวั นักเรยี นเอง ครูอาจารย์จะเป็น เพียงผู้ดแู ลและใหค้ ำปรกึ ษาเท่านนั้ โครงการแรกท่ีนกั เรยี น ไดท้ ำและประสบผลสำเร็จจะสรา้ งความ มนั่ ใจ และเป็นแรงผลกั ดนั ให้นักเรยี นทำโครงงานต่างๆ ไปได้ นักเรียนจงึ ควรเลอื กโครงงานที่ เหมาะสมกบั ความรู้ ความสามารถของนกั เรียนเอง ทั้งนเ้ี พราะการเร่ิมต้นดว้ ยความสำเร็จยอ่ มเป็น การเริ่มต้นทีด่ เี สมอ จงึ ขอแนะนำใหน้ กั เรยี นทำโครงงานประเภทสำรวจกอ่ น โครงงานประเภททดลอง และประเภทสิ่งประดิษฐ๖์ ๖ ๖๖ วธิ ีทำโครงงาน.http://school.obec.go.th/khodonkhan/data/Vichakan%๒๐Report/krongan.htm.

การบรหิ ารจดั การในหอ้ งเรยี น ๑๗๐ คำถามท้ายบท ๑. โครงงานมคี วามหมายและความสำคญั อยา่ งไร ฯ ๒. การเขียนโครงงานแต่ละโครงงาน สงิ่ ท่คี วรคำนงึ คืออะไร ฯ ๓. ให้นิสติ เขยี นโครงงานรูปละ ๑ โครงงาน ฯ ๔. โครงงาน กบั โครงการ เหมือนหรือต่างกนั อยา่ งไร เพราะอะไรฯ

การบริหารจัดการในหอ้ งเรยี น ๑๗๑ เอกสารอ้างองิ ประจำบท การเขียนเค้าโครงของโครงงาน.[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก : http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~cpornth๑/Web_SciProject/a๐๙.htm. (วนั ท่สี บื ค้นข้อมลู : ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕). ความหมายของโครงงาน.[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก : http://www.thaigoodview.com/library/contest๒๕๕๑/tech๐๔/๒๒/ standard/p๐๑.html. (วนั ท่สี ืบคน้ ข้อมูล : ๑๔ เมษายน ๒๕๕๔). ความหมายโครงงาน.[ออนไลน์] เขา้ ถึงได้จาก : http://onlinebookbank.com/doc/โครงงาน ทางวิชาการ-ความหมาย.(วนั ทสี่ บื ค้นขอ้ มูล : ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๔). บทเกรน่ิ นำ. [ออนไลน์] เข้าถงึ ไดจ้ าก : http://www.gotoknow.org/blogs/posts/๑๓๔๔๙๕. (วันทส่ี บื ค้นข้อมลู : ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕). วิธีทำโครงงาน. [ออนไลน์] เขา้ ถึงได้จาก : http://school.obec.go.th/khodonkhan/data/Vichakan%๒๐Report/ krongan.htm. (วนั ท่ีสืบคน้ ขอ้ มลู : ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๕๕).

การบรหิ ารจดั การในหอ้ งเรยี น ๑๗๒ บทที่ ๑๑ การจัดโครงการฝึกอาชีพ วัตถุประสงค์ประจำบทเรียน เมอื่ ศึกษาบทท่ี ๑๑ จบแล้ว นสิ ิตสามารถ o ๑.อธบิ ายความหมายของโครงงานอาชพี ได้ o ๒. อธิบายประเภทของโครงการวชิ าชพี ได้ ขอบข่ายเน้ือหา ๑.ความหมายของโครงงานอาชีพ ๒.ประเภทของโครงการวิชาชพี

การบริหารจัดการในห้องเรยี น ๑๗๓ ๑๑.๑ ความนำ แผนงานที่ปราศจากโครงการยอ่ มเป็นแผนงานทไี่ มส่ มบูรณ์ ไมส่ ามารถนำไปปฏิบตั ใิ หเ้ ปน็ รปู ธรรมได้ ดงั นั้นการเขียนโครงการข้ึนมารองรับแผนงาน ยอ่ มเปน็ สง่ิ สำคัญและจำเปน็ ย่ิงเพราะจะ ทำใหง้ า่ ยในการปฏิบัติ และงา่ ยต่อการตดิ ตามและประเมนิ ผลเพราะถ้าโครงการบรรลุผลสำเร็จ นนั้ หมายความวา่ แผนงาน และนโยบายนัน้ บรรลุผลสำเร็จดว้ ย โครงการจึงเปรียบเสมอื นพาหนะท่ีนำแผนปฏิบัตกิ ารไปสูก่ ารดำเนนิ งานให้เกิดผล เพื่อไปสู่ จุดหมายปลายทางตามทีต่ อ้ งการ อกี ทั้งยังเป็นจุดเชื่อมโยงจากแผนงาน ไปสูแ่ ผนเงนิ และแผนคนอกี ดว้ ยความสามารถในการจัดทำโครงการจึงเป็นทกั ษะท่สี ำคญั ท่สี ุดประการหนึง่ ท่ีนักวางแผนทุก หน่วยงานจะต้องมี นอกเหนอื จากความสามารถดา้ นอน่ื ๆ๖๗ โครงการจงึ มีความสัมพันธ์กบั แผนงาน ( Program) และนโยบาย ( Policy) นั้น คือ เรม่ิ จาก นโยบายของรฐั บาล ถกู นำมาจัดทำเป็นแผนชาติ ( Plan ) จากแผนชาตจิ ะถกู นำปรับเปน็ แผน กระทรวงต่างๆ ( Program ) จากนน้ั แผนกระทรวงจะถกู ปรบั ตอ่ ไปเป็น แผนกรม และหนว่ ยงาน ระดบั ล่าง( อำเภอ,จังหวัด ) ก็จะจดั ทำโครงการนน้ั ข้ึนมาเพ่ือใหส้ อดคล้องกบั แผนงานของกรมใน โครงการหน่งึ ๆอาจจะมีหลายกจิ กรรม ( Activities) หรือหลายงาน (Task) กไ็ ดเ้ ม่อื พัฒนานโยบาย เปน็ แผนงานและโครงการแล้ว จะเห็นไดว้ า่ การพฒั นาจากลกั ษณะทเี่ ป็นนามธรรมไปสู่ลักษณะทเ่ี ป็น รปู ธรรมน้ันจะทำให้หน่วยงานสามารถปฏิบตั ิไดง้ ่าย ดงั แผนภมู ิ ๖๗ เทคนคิ การเขยี นโครงการ.(ผศ.สมพศิ สขุ แสน).http://library.uru.ac.th/article/htmlfile/technic_project.pdf.

การบริหารจัดการในหอ้ งเรยี น ๑๗๔ ๑๑.๒ ความหมาย โครงการ หมายถงึ กระบวนการทำงานท่ีประกอบไปด้วยกจิ กรรมหลายๆกิจกรรม ซ่ึงมกี ารทำ โครงการเปน็ ไปตามลำดับ โดยการทำงานจะต้องเป็นไปตามวัตถุประสงคท์ ตี่ งั้ ไว้ เชน่ การผลิตสนิ คา้ หรือ ทำงานบรกิ าร โดยจะมกี ารกำหนดระยะเวลาและงบประมาณทจี่ ำกัด ในการดำเนินงานโครงการ จะต้องมีผ้ทู มี่ ีหนา้ ท่ีรับผิดชอบต่อโครงการ มหี นา้ ท่ีทำการบรหิ ารงาน กิจกรรมต่างๆ ให้เป็นไปตาม แผนงาน เหมาะสมกับเวลา และงบประมาณทต่ี ้งั ไว้ โครงการท่ีเกย่ี วกับกระบวนการศกึ ษาคน้ ควา้ มักจะเรยี กว่า โครงงาน๖๘ โครงการวิชาชีพ ( PROJECT ) หมายถึง แผนงานทจ่ี ัดทำข้ึนอยา่ งเป็นระบบ หระกอบด้วย กิจกรรมยอ่ ยๆ หลายกจิ กรรม ทีต่ ้องใชท้ รัพยากรในการดำเนนิ งานโดยคาดหวงั ผลงานทค่ี ุ้มค่า มี ประโยชน์ แสดงถงึ ความสามารถทางความคิดริเรมิ่ และสร้างสรรคใ์ นศาสตรข์ องตน มขี ้ันตอนในการ ดำเนนิ งาน หรือจุดมุ่งหมายในการดำเนินงานอย่างชัดเจน และสามารถนำเสนอผลงานต่อชุมชนได้ อยา่ งมีระบบ ( วรี วุธ มาฆะศริ านนท์ , ๒๕๔๒ : ๒๖ – ๒๗ ) โดยมหี ลักสำคญั คือ งานทีเ่ ปดิ โอกาสใหส้ มาชิกในทมี งานทุกคน ได้รว่ มกันศึกษาคน้ ควา้ และลงมอื ปฏบิ ตั ิด้วย ตนเอง โดยอาศัยความรู้ ความสามารถทไ่ี ดศ้ กึ ษามาเปน็ องคป์ ระกอบในการดำเนินงานภายในระยะ เวลาทีก่ ำหนด งานทีต่ อ้ งใชค้ วามสามารถ ( Competence ) และภูมิปัญญา ( Knowledge / Wisdom ) รวมถึงทักษะ ( Skills ) จากหลายๆ คน มารวมกัน เพือ่ ใหเ้ กิดการพัฒนาหรือแก้ไข ปญั หาทเี่ กดิ ข้นึ รวมถงึ สถานการณ์ทไ่ี มไ่ ดค้ าดคิดไวก้ ่อนงานที่มคี วามซบั ซอ้ นและเกย่ี วขอ้ งกบั บุคคล หลายๆ ฝ่าย ประกอบด้วยกิจกรรมหลาย ๆ กจิ กรรมมาประสานกัน งานท่มี ีวัตถปุ ระสงคแ์ ละขอบเขตของงานอย่างชัดเจน ทั้งนี้ต้องมกี ำหนดวันทเี่ รมิ่ ต้นและวันที่ สิน้ สดุ เป็นงานหรือกจิ กรรมท่ีทำข้ึน เพื่อหวังผลประโยชน์ตอบแทนทง้ั ทางตรงและทางออ้ ม สำหรบั รายวิชาโครงการ หมายถึง การจัดสถานการณ์การเรียนรทู้ เ่ี ปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนไดศ้ กึ ษาคน้ หว้า และ ลงมอื ปฏิบตั ิด้วยตนเอง โดยอาศยั ความรู้ ความสามารถท่ีไดศ้ กึ ษามา มาเปน็ องคป์ ระกอบในการ จัดทำโครงการ ทงั้ นีผ้ ู้เรยี นเป็นผวู้ างแผนการดำเนนิ งานตงั้ แต่การศกึ ษาคน้ คว้า การออกแบบ การ ประดิษฐ์ การทดลอง การเก็บข้อมูล ตลอดจนการแปลผล สรุปผล และเสนอผลงานดว้ ยตนเองภายใต้ การดแู ล และให้คำปรึกษาของผูส้ อน หรอื ผเู้ ช่ยี วชาญในเรื่องน้นั ๆ ๑๑.๓ ประเภทของโครงการวชิ าชีพ ๑๑.๓.๑ โครงการการสำรวจ ( Survey Research Project ) เปน็ โครงการท่ีหาคำตอบไดจ้ ากการสำรวจและรวบรวมขอ้ มูลต่างๆ แล้วนำข้อมลู เหลา่ นน้ั มาจดั เป็นหมวดหมูแ่ ละนำเสนอเพื่อให้เหน็ ลักษณะ หรอื ความสัมพนั ธ์ในเร่อื งที่ต้องการศึกษา ไดอ้ ยา่ งชัดเจนย่งิ ข้นึ โครงการประเภทน้จี ะไม่มกี ารจดั หรอื กำหนดตัวแปรอิสระ ตัวอยา่ งเช่น ๖๘ โครงการ.http://th.wikipedia.org/wiki

การบรหิ ารจัดการในหอ้ งเรยี น ๑๗๕ -การสำรวจสภาพการใช้และการสร้างใบงานของครูท่โี รงเรียนเอกชนอาชีวศกึ ษา -การสำรวจทักษะและพฤตกิ รรมของนิสิตที่สถานประกอบการมีความต้องการ ๑๑.๓.๒ โครงการการทดลอง ( Experimental Research Project ) เป็นโครงการที่ทำการศกึ ษาคน้ หาคำตอบของปญั หา โดยมีการออกแบบ การทดลอง และดำเนนิ การทดลอง เพอ่ื ทดสอบสมติฐานท่ตี ั้งไว้ โครงการประเภทนตี้ อ้ งมกี ารจัดกระทำกบั ตัวแปร อิสระหรอื ตวั แปรต้น ซึ่งจะมีผลตอ่ ตวั แปรตามหรอื ตวั แปรทต่ี ้องการศึกษา และตอ้ งมีการควบคุมตวั แปรอน่ื ๆ ที่ไมต่ อ้ งการศึกษาเอาไว ๑๑.๓.๓ โครงการจัดทำธุรกิจหรือบริการ ( Entrepreneurship Project ) เปน็ โครงการท่ีเก่ียวกับการฝึกและสรา้ งประสบการณ์เพือ่ เตรียมความพรอ้ มในการ เปน็ ผูป้ ระกอบการณ์ในอนาคต โครงการประเภทนเี้ หมาะสำหรับผู้เรียนที่มคี วามคดิ สร้างสรรคใ์ นการ หาขอ้ มูลหรอื ช่องทางในการดำเนินธุรกิจมีบคุ ลกิ ภาพและความรูค้ วามสามารถ ชอบงานบริหาร ขยัน อดทนตอ่ ปญั หาต่างๆ ๑๑.๓.๔ โครงการสง่ิ ประดิษฐ์ ( Invention Project ) เปน็ โครงการที่ศึกษาเกี่ยวกับการประยุกต์ทฤษฎีหรอื หลกั การที่เรยี นมาประดษิ ฐ์ เป็น เครือ่ งมือหรอื อุปกรณ์เพื่อประโยชนก์ ารใชส้ อยในชวี ิตประจำวนั ส่ิงประดษิ ฐ์ดงั กลา่ วอาจเป็นส่งิ ใหมท่ ่ี ผเู้ ร่มิ เรยี นคดิ รเิ รม่ิ สร้างสรรคข์ นึ้ เองหรอื อาจเปน็ การปรับปรุงเปล่ียนแปลงจากของเดิมทมี่ อี ยแู่ ลว้ ใหม้ ี ประสิทธิภาพดยี ิง่ ข้นึ ก็ได้โครงการประเภทนี้รวมถงึ การสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายแนวความคิดตา่ งๆ ด้วยในบางครั้งเมอื่ สร้างส่งิ ประดิษฐข์ น้ึ มาแล้วอาจนำไปใช้ในการทดลองเร่ืองใดเรือ่ งหนง่ึ โดยเฉพาะก็ ได้ โดยทั่วไปผูเ้ รียนวิชาชีพจะเลอื กทำโครงการประเภทนเ้ี ป็นสว่ นใหญ่อาจแบ่งออกไดเ้ ปน็ ๕ ประเภท ดังตอ่ ไปนี้ ๑.อุปกรณอ์ ำนวยความสะดวกภายในบา้ น / สำนกั งาน เคร่อื งมือหรอื อุปกรณท์ กุ ชนดิ ที่ช่วยให้เกดิ ความสะดวกความสบาย ในการใช้ สอยทั่ว ไปทงั้ ภายในบ้านหรอื สำนกั งาน เช่น เครื่องจ่ายผงซกั ฟอกแบบหยอดเหรียญ เครอื่ งเจาะสนั หนังสืออตั โนมัติ สไลด์มลั ติวิชัน่ เป็นตน้ ๒.อุปกรณ์เพอ่ื การประกอบอาชีพ เครอื่ งมือ อุปกรณท์ ่ใี ชเ้ ป็นเครื่องทุน่ แรง ในการประกอบอาชีพในสาขาต่างๆ เช่น เคร่ืองมือด้านการเกษตร อุตสาหกรรม ศลิ ปกรรม คหกรรม และพณิชยกรรม เชน่ เครือ่ งดดู ถ่าย นำ้ มัน หล่อลื่นเครอื่ งยนต์ เครอ่ื งพนั ขดลวดรไี ซเคิล เตาอบยางเศรษฐกิจพิชิตขยะรักษาส่งิ แวดล้อม เปน็ ต้น ๓.อุปกรณบ์ รรเทาสาธารณภัยและการแพทย์ เครอ่ื งมือ หรืออปุ กรณ์สำหรบั ช่วยเหลอื ป้องกัน หรอื อำนวยความสะดวก ใหแ้ ก่ ผปู้ ระสบภัยประเภทต่างๆ รวมทั้งเครอื่ งมือ / อุปกรณ์ท่ีใช้ในทางการแพทย์ดว้ ย เชน่ ไม้เท้านำ ทางคนตาบอดอิเล็กทรอนิกส์ รถเขน็ ไฟฟ้า ระบบเตือนภยั ดว้ ยคอมพวิ เตอร์ เป็นต้น ๔.อุปกรณเ์ พอื่ สิ่งแวดลอ้ มและพลงั งานทดแทน

การบริหารจดั การในห้องเรียน ๑๗๖ เครอ่ื งมือหรืออุปกรณท์ ่ชี ว่ ยในการป้องกนั หรือแก้ไขอนั ตรายท่เี กดิ จากมลพิษ ชว่ ยบำรุงรกั ษาส่ิงแวดลอ้ มตลอดจนเครอ่ื งมอื หรอื อุปกรณท์ ี่ช่วยในการประหยัดพลงั งานอยา่ งอ่ืนแทน เชอื้ เพลิง หรือไฟฟา้ เช่น เครื่องทำน้ำอ่นุ โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เตาเผาขยะลดมลพษิ เคร่อื งแยก นำ้ มนั ออกจากนำ้ เปน็ ตน้ ๕.หุน่ ยนต์ ( Robot ) เครื่องคอมพวิ เตอร์ทีส่ รา้ งขนึ้ มาใหท้ ำงานไดค้ ล้ายอวัยวะของมนษุ ย์ โดยจะ สามารถมปี ฏิกิรยิ าตอ่ สญั ญาณที่ได้รับ ใช้เป็นขอ้ มูลนำไปประมวลผล หลงั จากนน้ั จะลงมอื ดำเนินการ ตามท่สี งั่ เปน็ ส่วนหนึ่งในเรือ่ งของปัญญาประดษิ ฐท์ มี่ ุ่งเน้นในเรอ่ื งความสวยงามแสดงความคดิ สรา้ ง สรรค์ และเกิดประโยชน์ต่อการใช้งาน เชน่ รถหุ่นยนต์พน่ สารเคมี แขนกลอัตโนมัติ หนุ่ ยนต์ ตรวจ การณ์เปน็ ต้น ในการทำโครงการจะมีขอบเขตกวา้ งขวางมาก คือ มีตง้ั แต่โครงการง่ายๆ ใช้เวลาไม่มาก จนถึง โครงการทีย่ ุ่งยากสลับซับซ้อนต้องใชเ้ วลาทำเป็นภาคเรยี นหรือมากกว่านนั้ ทัง้ นข้ี ึ้นอยู่กับความสนใจ

การบริหารจดั การในห้องเรียน ๑๗๗ ของผู้เรียนว่าตอ้ งการทำงานทีใ่ ช้ความร้คู วามสามารถลกึ ซงึ้ เพียงใด เพ่อื ให้บรรลุผลสำเร็จตามจุดมุ่ง หมายท่ีตอ้ งการ๖๙ สรปุ ทา้ ยบท การเขยี นโครงการเป็นเรอื่ งที่ไม่งา่ ย และไมย่ ากเกนิ ความสามารถของนักวางแผน หรือผู้ทม่ี ี หนา้ ท่ีรับผิดชอบในการจดั ทำแผนและโครงการของหน่วยงานตา่ งๆ ทง้ั นีจ้ ะตอ้ งมีความรู้ความเข้าใจ เกยี่ วกบั ความสัมพนั ธ์ระหว่าง นโยบาย แผนงาน และโครงการ เพื่อทจ่ี ะได้เขียนโครงการได้สอดคล้อง กบั วัตถปุ ระสงคข์ องแผนงาน และนโยบายตอ่ ไป นอกจากนนั้ การจะเปน็ ผู้เขยี นโครงการได้ดีกจ็ ะตอ้ ง หมั่นฝึกฝน และเขยี นโครงการบอ่ ยๆ มีขอ้ มูลมาก ขอ้ มูลถกู ตอ้ ง เพยี งพอ และทันสมยั วิเคราะห์ สถานการณอ์ ยา่ งถ่องแท้ กอ่ นเขียนโครงการ และหลงั จากนนั้ ก็นำข้อมลู ท่ผี ่านการวเิ คราะห์แล้วมา เขยี นตามแบบฟอรม์ การเขยี นโครงการของแต่ละหน่วยงาน ๖๙ ความหมายของโครงการวชิ าชีพ http://www.๙bkk.com/article/education/project.html

การบรหิ ารจดั การในห้องเรยี น ๑๗๘ คำถามทา้ ยบท ๑. โครงการมีความหมายและความสำคัญอยา่ งไร ฯ ๒. การเขียนโครงการแต่ละโครงการ สง่ิ ทค่ี วรคำนึงคืออะไร ฯ ๓. ใหน้ ิสติ เขียนโครงการรูปละ ๑ โครงการ ฯ

การบริหารจดั การในห้องเรียน ๑๗๙ เอกสารอ้างอิงประจำบท ความหมายของโครงการวิชาชพี .[ออนไลน์] เข้าถงึ ไดจ้ าก: http://www.๙bkk.com/article/education/project.html. (วันทส่ี ืบคน้ ขอ้ มลู : ๑๔ มิถนุ ายน ๒๕๕๔). โครงการ.[ออนไลน์] เขา้ ถึงไดจ้ าก: http://th.wikipedia.org/wiki. (วนั ที่สืบค้นขอ้ มูล : ๑๙ เมษายน ๒๕๕๔). สมพศิ สขุ แสน (ผศ). เทคนิคการเขียนโครงการ. [ออนไลน์] เข้าถึงไดจ้ าก : http://library.uru.ac.th/article/htmlfile/technic_project.pdf. (วันทส่ี บื คน้ ข้อมูล : ๑๑ เมษายน ๒๕๕๔).

การบริหารจัดการในห้องเรียน ๑๘๐ บทที่ ๑๒ กจิ กรรมเพือ่ พัฒนา วัตถุประสงค์ประจำบทเรยี น เมือ่ ศกึ ษาบทท่ี ๑๒ จบแล้ว นิสิตสามารถ o ๑.อธบิ ายความสำคญั ของการจดั กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียนได้ o ๒.อธบิ ายลกั ษณะของกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รยี นได้ o ๓.อธิบายบคุ ลากรท่ีเกยี่ วข้องได้ o ๔.อธิบายการประเมนิ ผลกิจกรรมพัฒนาผเู้ รียนได้ ขอบขา่ ยเนอ้ื หา ๑.ความสำคญั ของการจัดกิจกรรมพัฒนาผูเ้ รียน ๒.ลักษณะของกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น ๓.บคุ ลากรที่เกย่ี วขอ้ ง ๔.การประเมนิ ผลกจิ กรรมพฒั นาผู้เรียน

การบริหารจดั การในห้องเรียน ๑๘๑ ๑๒.๑ ความนำ กิจกรรมพัฒนาผเู้ รยี น เปน็ กจิ กรรมท่ีจดั อยา่ งเป็นกระบวนการดา้ นรปู แบบ วิธีการท่หี ลาก หลาย ในการพัฒนาผู้เรียนดา้ นร่างกาย จติ ใจ สติปัญญา อารมณ์และสงั คม ม่งุ ส่งเสรมิ เจตคตคิ ุณคา่ ชีวิต ปลูกฝังคณุ ธรรมและค่านิยมท่ีพงึ ประสงค์ ส่งเสริมใหผ้ เู้ รยี นรจู้ กั และเข้าใจตนเอง สร้างจิตสำนึก ในธรรมชาติ และสิง่ แวดล้อม ปรับตวั และปฏบิ ตั ติ นใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ อ่ สงั คม ประเทศชาติ และ ดำรงชวี ติ ไดอ้ ยา่ งมีความสุข การจดั กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมงุ่ พฒั นาใหบ้ คุ คลร้จู กั และเห็นคณุ ค่าในตนเองและผูอ้ ่ืนมวี ฒุ ิ ภาวะทางอารมณ์ มีกระบวนการคดิ มีทกั ษะในการดำเนินชีบิตอย่างเหมาะสม และมคี วามสุข มี จติ สำนกึ ในการรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว สงั คมและประเทศชาติ โดยกำหนดเปา้ หมายในการ จดั กิจกรรมพัฒนาผูเ้ รียนดงั นี้ ๑.ผู้เรียนได้รบั ประสบการณ์ท่ีหลากหลาย เกิดความรู้ความชำนาญ ทง้ั วิชาการดูแล วชิ าชพี อยา่ งกว้างขวางมากยง่ิ ขน้ึ ๒.ผู้เรียนค้นพบความสนใจความถนัดและพฒั นาความสามารถพิเศษเฉพาะตวั มองเห็น ช่องทางในการสร้างงาน อาชีพในอนาคตไดเ้ หมาะสมกับตนเอง ๓.ผเู้ รยี นเหน็ คุณคา่ ขององค์ความรตู้ ่างๆ สามารถนำความรแู้ ละประสบการณ์ไปใช้ใน การพฒั นาตนเอง และประกอบอาชพี ๔.ผูเ้ รยี นพัฒนาบุคลิกภาพ เจตคติ ค่านยิ มในการดำรงชีวติ และสร้างศลี ธรรม จริยธรรม ๕.ผูเ้ รียนมจี ติ สำนกึ ๗๐ ๑๒.๒ ความสำคัญ พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ กำหนดแนวการจัดการศกึ ษา โดยยดึ หลกั วา่ ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรยี นรแู้ ละพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผ้เู รียนมีความสำคญั ที่สุดกระบวน การจดั การศึกษาตอ้ งสง่ เสริมให้ผ้เู รยี นสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเตม็ ตามศักยภาพ โดยจดั เนอื้ หาสาระและกจิ กรรมให้สอดคลอ้ งกับความสนใจ และความถนดั ของผ้เู รยี น คำนงึ ถงึ ความแตก ตา่ ง ระหวา่ งบคุ คลฝกึ ทักษะกระบวนการคดิ การจัดการ การเผชญิ สถานการณ์ และการประยุกต์ความร้มู า ใชใ้ นการปอ้ งกนั แก้ปญั หาและเรียนรู้จากประสบการณจ์ รงิ กอปรกบั มีการเปลี่ยนแปลงอยา่ งรวดเรว็ ของสงั คมและเทคโนโลยี ก่อให้เกดิ ทง้ั ผลดแี ละผลเสยี ต่อการดำเนนิ ชวี ิตในปัจจุบนั ของบคุ คล ทำให้ เกิดความย่งุ ยาก ซับซ้อนมากย่งิ ขึ้น จำเปน็ ตอ้ งปรับเปลยี่ นวถิ ากรดำเนนิ ชวี ติ ใหส้ ามารถดำรงอย่ใู น สังคมไดอ้ ย่างมีคณุ คา่ มศี กั ดิศ์ รี และมคี วามสขุ ๗๐ กจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น.www.rangsit.ac.th/word_rangsit/activitydevelop.doc

การบริหารจัดการในหอ้ งเรยี น ๑๘๒ หลักสตู รการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน กำหนดให้มีสาระการเรียนรู้ ๘ กล่มุ และกจิ กรรมพฒั นาผ้เู รียนซึ่งเป็น กิจกรรมท่ีจดั ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเองตามศกั ยภาพ มงุ่ เน้นเพ่ิมเตมิ จากกิจกรรมท่ี ไดจ้ ดั ใหผ้ ้เู รยี นตามกลมุ่ สาระที่ ๘ กลุม่ การเข้าร่วมและปฏิบัตกิ จิ กรรมท่ีเหมาะสมรว่ มกับผู้อืน่ อย่างมี ความสขุ กบั กิจกรรมทเี่ ลือกดว้ ยตนเอง ตามความถนัด และความสนใจอย่างแทจ้ ริง การพัฒนาท่ี สำคัญ คือ การพฒั นาองค์รวมของความเป็นมนุษย์ให้ครบทุกด้าน ท้ังร่างกาย สตปิ ญั ญา อารมณ์ และ สงั คม ให้เป็นผู้มศี ลี ธรรม จรยิ ธรรม มีระเบยี บวนิ ยั และมคี ุณภาพ ปลูกฝงั และสรา้ งจติ สำนกึ ของการ ทำประโยชน์เพ่อื สังคม และประเทศชาติ แนวการจัดการศกึ ษาตามจุดมุ่งหมายตามของหลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน ถอื ว่าเป็นหัวใจ สำคญั ของการปฏิรูปการศึกษาทีม่ งุ่ พฒั นาผ้เู รียนให้เปน็ บุคคลที่สมบูรณ์ พ.ร.บ. พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๖ ดงั ภาพทีแ่ สดงน้ี ประหยัด ขยัน อดทน มวี ินัย คนเก่ง รู้หนา้ ที่ คนดี เสยี สละ มคี วามสามารถ เป็นประชาธิปไตย มีคณุ ธรรม แข็งแรง แก้ปัญหาเป็น เบกิ บาน มีความสุข ไม่เบียดเบียน อบอนุ่ อยู่ในสงั คมอยา่ งปกตสิ ขุ ๗๑ ๗๑ การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผูเ้ รียน www.wt.ac.th/~activity/document/act_for_stu.doc

การบรหิ ารจัดการในหอ้ งเรยี น ๑๘๓ ๑๒.๓ บุคคลที่ควรได้รบั การศึกษากจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน เดก็ ปกติ จัดใหแ้ ก่ เด็กท่มี ีความสามารถพิเศษ เด็กพิการ เดก็ ด้อยโอกาส ๑๒.๓.๑ เป้าหมายของกิจกรรมพฒั นาผู้เรียน ๑. ผู้เรียนไดป้ ระสบการณท์ ีห่ ลากหลาย เกิดความรู้ ความชำนาญ ทง้ั วิชาการและ วิชาชพี อยา่ งกว้างขวาง ๒. ผ้เู รยี นค้นพบความสนใจ ความถนดั และพฒั นาความสามารถพิเศษเฉพาะตวั มองเหน็ ช่องทางในการสร้างงานอาชีพในอนาคตได้เหมาะสมกับตนเอง ๓. ผ้เู รียนเห็นคณุ ค่าขององค์ความรูต้ ่างๆ สามารถนำความร้แู ละประสบการณไ์ ปใช้ ในการพัฒนาตนเองและประกอบสัมมาชพี ๔. ผู้เรยี นพัฒนาบุคลิกภาพ เจตคติ ค่านิยมในการดำเนินชีวิตและเสรมิ สร้างศีลธรรม จรยิ ธรรม ๕. ผเู้ รยี นมีจติ สำนกึ และทำประโยชนเ์ พื่อสังคมและประเทศชาติ ๑๒.๓.๒ หลกั การจัดกจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน ๑. กำหนดวตั ถุประสงค์และแนวปฏบิ ัติท่ชี ดั เจนเป็นรูปธรรม ๒. จัดใหเ้ หมาะสมกบั วัย วุฒิภาวะ ความสนใจ ความถนัดและความสามารถของ ผเู้ รยี น ๓. บรู ณาการวชิ าการกับชีวิตจรงิ ใหผ้ เู้ รียนไดต้ ระหนกั ถงึ ความสำคัญของการเรียนรู้ ตลอดชวี ติ ๔. ใช้กระบวนการกลุ่มในการจดั ประสบการณ์เรยี นรู้ ฝึกให้คิดวเิ คราะห์ สรา้ งสรรค์ จินตนาการท่ีเป็นประโยชนแ์ ละสมั พนั ธ์กบั ชีวติ ในแตล่ ะชว่ งวัยอย่างต่อเน่ือง ๕. จำนวนสมาชกิ มีความเหมาะสมกับลักษณะของกจิ กรรม ๖. มกี ารกำหนดเวลาในการจัดกจิ กรรมใหเ้ หมาะสม สอดคลอ้ งกับวิสยั ทัศนแ์ ละ เปา้ หมายของสถานศึกษา ๗. ผเู้ รียนเป็นผูด้ ำเนนิ การ มีครเู ปน็ ทป่ี รึกษา

การบรหิ ารจัดการในหอ้ งเรยี น ๑๘๔ ๘. ยึดหลักการมสี ่วนร่วมโดยเปดิ โอกาสให้ครู พ่อแม่ ผปู้ กครอง ชุมชน องค์กรท้งั ภาครัฐและเอกชนมสี ว่ นร่วมในการจดั กิจกรรม ๙. มกี ารประเมินผลการจดั กิจกรรม โดยวิธีการทห่ี ลากหลาย และสอดคล้องกบั กิจกรรมอยา่ งเป็นระบบและต่อเนอ่ื ง โดยถอื ว่าเปน็ เกณฑป์ ระเมินของการผา่ นช่วง ชัน้ เรยี น ๑๒.๔ ลักษณะของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ๑๒.๔.๑ กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมที่สง่ เสริมและพัฒนาความสามารถของผเู้ รยี นใหเ้ หมาะสมตามความแตกต่างระหว่าง บุคคล สามารถค้นพบและพฒั นาศกั ยภาพของตน เสริมสรา้ งภาวะทางอารมณ์ การเรยี นรู้เชิงพหุ ปญั ญาและการสรา้ งสัมพันธภ์ าพท่ีดีซ่งึ ผู้สอนตอ้ งทำหน้าทแ่ี นะแนว ใหค้ ำปรึกษาดา้ นชีวิตการศึกษา ตอ่ และการพัฒนาตนเองสโู่ ลกและการมงี านทำ ๑๒.๔.๒ กิจกรรมนักเรยี น ๑. กจิ กรรมพฒั นาตามความถนัด ความสนใจ ตามความตอ้ งการของผู้เรยี น เปน็ กิจ กรรมที่มุ่งเน้นการเติมเต็มความรู้ความชำนาญและประสบการณข์ องผู้เรียนให้กว้างขวางยง่ิ ขน้ึ เพอื่ การค้นพบความถนดั ความสนใจของตนเอง และพัฒนาตนเองให้เตม็ ศกั ยภาพ ตลอดจนการพฒั นา ทักษะของสังคมและปลกู ฝังจติ สำนกึ ของการทำประโยชนเ์ พอ่ื สงั คม ๒. กจิ กรรมลกู เสือเนตรนารยี วุ กาชาดเป็นกิจกรรมที่มุ่งปลกู ฝงั ระเบียบวนิ ยั กฎเกณฑ์ เพอ่ื การอยู่รว่ มในสภาพชีวติ ตา่ งๆ นำไปสู่พื้นฐานการทำประโยชนใ์ หแ้ กส่ ังคม และวิถีชีวติ ในระบอบ ประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขซ่งึ การะบวนการจัดให้เปน็ ไปตามขอ้ กำหนดของ คณะกรรมการลกู เสอื แหง่ ชาตยิ ุวกาชาด ๑๒.๕ บุคลากรที่เกยี่ วขอ้ ง ในการดำเนินการจัดกจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียนให้มปี ระสิทธิผล บคุ ลากรท่ีเก่ียวข้องจงึ ตอ้ งบทบาท ในการดูแล แก้ไข ปรับปรุงและนำไปปฏิบตั ิไดอ้ ยา่ งเหมาะสม คณะกรรมการสถานศึกษา ผบู้ รหิ ารสถานศึกษา ผปู้ กครอง บคุ คลที่เกี่ยวข้อง หวั หน้ากิจกรรมพัฒนาผเู้ รียน ผเู้ รียน ครูทป่ี รกึ ษากิจกรรมทกุ คน

การบรหิ ารจดั การในหอ้ งเรยี น ๑๘๕ ๑๒.๖ การประเมินผลกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน การประเมินผลการเรียนผ่านชว่ งชัน้ การประเมนิ ผลกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น ผลการประเมนิ “ผา่ น” (ผ) ทกุ กจิ กรรม เกณฑก์ ารผ่าน มีเวลาเข้ารว่ มกิจกรรมและปฏบิ ัติ ผา่ นจุดประสงคท์ ส่ี ำคัญของแต่ละ กิจกรรมตามเกณฑท์ ่สี ถานศกึ ษากำหนด กจิ กรรมทส่ี ถานศกึ ษากำหนด (ทุกจุดประสงค์ ) ( อย่างนอ้ ย ๘๐ % ) สรุปท้ายบท การพฒั นาประเทศยุคโลกาภิวตั นค์ ณุ ภาพของคนมีผลตอ่ ความสำเรจ็ อย่างสำคัญยงิ่ โดยเฉพาะ “เด็ก” มคี วามสำคญั ทส่ี ุด เพราะการสร้างคนให้มีคณุ ภาพตอ้ งดำเนนิ การอย่างถูกต้องเหมาะสมและ ต่อเนื่องในแต่ละชว่ งวัย เน่ืองจากคนเปลี่ยนแปลง เจริญเตบิ โตและเรยี นตลอดเวลาเป็นไปตาม ลกั ษณะของการเรยี นรู้น้ัน ๆ ไมว่ า่ จะเป็นการเรียนรทู้ ปี่ ลอ่ ยปละละเลยตามบญุ ตามกรรม หรอื การ เรียนรู้ท่มี ีการจัดประสบการณไ์ ว้อย่างสมบูรณด์ เี ลศิ กต็ าม ซึ่งผลทีเ่ กิดขึน้ ย่อมแตกต่างกันอยา่ งสิ้นเชิง เดก็ เป็นทรพั ยากรมนษุ ย์ท่ีมคี ณุ ค่าสูงสดุ เหนอื ทรพั ยากรใด ๆ ในโลก เดก็ ทุกคนมีคุณค่าใน ตวั เอง ทกุ คนจงึ คาดหวังใหเ้ ด็กไดเ้ จรญิ เตบิ โตในครอบครัวท่เี พยี บพร้อม ได้รับการพฒั นารอบด้านทัง้ รา่ งกาย จติ ใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญามีท่อี ยู่อาหารการกนิ สนองความตอ้ งการพ้นื ฐานทางกาย ไดเ้ พียงพอ มีความปลอดภัย ความรกั ความผูกพนั ความเอื้ออาทร ความอบอุ่นมกี ารอบรมบม่ นิสัยให้ เปน็ คนดี รู้ผิดชอบชว่ั ดี มีความมานะบากบ่นั มีความรบั ผดิ ชอบ มีเหตุผลควบคมุ อารมณ์ตนเองได้ อย่างเหมาะสม มคี วามเข้าใจ รู้จกั ตนเอง ดูแล ช่วยเหลือตนเอง และพึ่งตนเองได้ ตลอดจนสามารถ ดำเนนิ ชวี ติ ทีม่ ีคุณค่าต่อคนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สังคม และประเทศชาติยามวิกฤตเศรษฐกจิ และ สังคมไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข ประสบความสำเรจ็ กล่าวอย่างถึงทสี่ ุดก็คือเป็นคนดีมสี ุขภาพกายและใจที แขง็ แรง ม่ันคง และเม่อื เข้าสู่ระบบโรงเรียน ทุกคนก็คาดหวงั ให้การศกึ ษาเปน็ เครื่องมอื สำคญั ในการ ดูแลพฒั นาการตง้ั ๔ ด้าน ดงั กล่าวอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพย่งิ ข้ึน เพ่ือจะไดช้ ่วยใหเ้ ดก็ เติบโตอยา่ งมี คณุ ภาพ มีความร่าเริง แจ่มใส และมคี วามสขุ มสี มั พันธภาพท่ีดตี ่อครอบครัว ชุมชน สงั คม และ สามารถอยู่รอดในสังคมนี้อยา่ งเฉลยี วฉลาด๗๒ ๗๒ การจัดกจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น.(มณี ครไชยศร)ี . http://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/๒๕๕๐/edadm๑๐๕๐mk_ch๑.pdf

การบรหิ ารจัดการในหอ้ งเรยี น ๑๘๖ คำถามทา้ ยบท ๑.การจัดการศกึ ษา ตามแนวพระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ผู้บริหารหรือครู ตอ้ งมีหลกั การจัดการอย่างไรฯ ๒.ตามแนวพระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ บคุ คลท่ีควรได้รบั การศึกษา กิจกรรมพฒั นาผู้เรยี นน้ันมใี ครบ้าง ฯ ๓.พระราชบญั ญัติการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้กำหนดบคุ ลากรทีเ่ กยี่ วข้องมีใครบา้ งฯ

การบรหิ ารจดั การในหอ้ งเรียน ๑๘๗ เอกสารอา้ งองิ ประจำบท การจัดกจิ กรรมเพ่อื พฒั นาผู้เรยี น. [ออนไลน์] เขา้ ถึงได้จาก: www.wt.ac.th/~activity/document/act_for_stu.doc. (วันทสี่ บื คน้ ข้อมูล : ๓ มถิ ุนายน ๒๕๕๔). กจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รยี น. [ออนไลน์] เข้าถงึ ไดจ้ าก: www.rangsit.ac.th/word_rangsit/activitydevelop.doc. (วันที่สบื คน้ ขอ้ มูล : ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๔). มณี ครไชยศรี.การจัดกจิ กรรมพฒั นาผู้เรียน. [ออนไลน์] เข้าถึงไดจ้ าก: http://archive.lib.cmu.ac.th/full/T/๒๕๕๐/edadm๑๐๕๐mk_ch๑.pdf. (วนั ทสี่ ืบคน้ ขอ้ มูล : ๑๖ พฤษาคม ๒๕๕๕).

การบรหิ ารจดั การในหอ้ งเรยี น ๑๘๘ บทท่ี ๑๓ การจดั ระบบสารสนเทศเพอื่ การบริหารจัดการ วตั ถปุ ระสงคป์ ระจำบทเรียน เมอ่ื ศึกษาบทที่ ๑๓ จบแล้ว นสิ ิตสามารถ o ๑.อธิบายความหมายและลกั ษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศได้ o ๒.อธิบายองค์ประกอบของระบบสารสนเทศได้ o ๓.อธบิ ายข้นั ตอนการบริหารการจดั การระบบสารสนเทศทางการศึกษาได้ o ๔.อธบิ ายระบบสารสนเทศเพื่อการศกึ ษาได้ o ๕.อธิบายคุณลักษณะของระบบ MIS และผลของเทคโนโลยสี ารสนเทศได้ ขอบขา่ ยเนื้อหา ๑.ความหมายและลกั ษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ ๒.องคป์ ระกอบของระบบสารสนเทศ ๓.ขนั้ ตอนการบริหารการจัดการระบบสารสนเทศทางการศึกษา ๔.ระบบสารสนเทศเพือ่ การศกึ ษา ๕.คุณลักษณะของระบบ MIS และผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ

การบริหารจัดการในหอ้ งเรยี น ๑๘๙ ๑๓.๑ ความนำ ความกา้ วหน้าทางดา้ นวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำใหม้ ีการพฒั นาคิดค้นส่งิ อำนวยความ สะดวกสบายต่อการดำชวี ิตเปน็ อนั มาก เทคโนโลยีได้เขา้ มาเสรมิ ปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตไดเ้ ป็น อย่างดี เทคโนโลยีทำให้การสร้างทพ่ี ักอาศัยมีคณุ ภาพมาตรฐาน สามารถผลติ สนิ คา้ และใหบ้ ริการตา่ ง ๆ เพื่อตอบสนองความตอ้ งการของมนุษยม์ ากขน้ึ เทคโนโลยที ำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสนิ ค้าได้ เปน็ จำนวนมากมีราคาถกู ลง สนิ คา้ ได้คุณภาพ เทคโนโลยีทำให้มีการติดต่อสือ่ สารกนั ไดส้ ะดวก การ เดนิ ทางเชือ่ มโยงถึงกนั ทำให้ประชากรในโลกตดิ ตอ่ รับฟงั ขา่ วสารกันได้ตลอดเวลา พฒั นาการของเทคโนโลยที ำให้ชวี ติ ความเปน็ อย่เู ปลี่ยนไปมาก ลองยอ้ นไปในอดีตโลกมกี ำเนิน มาประมาณ ๔๖๐๐ ล้านปี เชือ่ กันว่าพฒั นาการตามธรรมชาติทำใหเ้ กิดสิ่งมชี ีวิตถือกำเนินบนโลก ประมาณ ๕๐๐ ล้านปที แ่ี ล้ว ยุคไดโนเสาร์มอี ายุอยู่ในชว่ ง ๒๐๐ ลา้ นปี ส่ิงมีชีวติ ที่เป็นเผา่ พนั ธมุ์ นุษย์ คอ่ ย ๆ พัฒนามา คาดคะเนว่าเมือ่ ห้าแสนปที ี่แล้วมนุษย์สามารถส่งสัญญาณทา่ ทางสือ่ สารระหว่างกนั และพัฒนามาเปน็ ภาษา มนษุ ย์สามารถสร้างตัวหนังสอื และจารึกไว้ตามผนึกถำ้ เมอ่ื ประมาณ ๕๐๐๐ ปที ีแ่ ล้ว กลา่ วไดว้ า่ มนุษย์ต้องใชเ้ วลานานพอสมควรในการพัฒนาตัวหนังสอื ท่ใี ชแ้ ทนภาษาพูด และ จากหลักฐานทางประวตั ิศาสตรพ์ บว่า มนุษย์สามารถจดั พิมพ์หนังสอื ไดเ้ ม่อื ประมาณ ๕๐๐๐ ปีท่แี ล้ว กล่าวได้ว่าฐานทางประวัติศาสตรพ์ บวา่ มนุษย์สามารถจัดพมิ พห์ นงั สอื ไดเ้ มอื่ ประมาณ ๕๐๐ ถงึ ๕๐๐๐ ปที ่ีแล้ว เทคโนโลยีเร่มิ เข้ามาชว่ ยในการพิมพ์ ทำให้การสือ่ สารดว้ ยข้อความและภาษาเพิ่มขนึ้ มาก เทคโนโลยพี ฒั นามาจนถึงการส่ือสารกนั โดยส่งขอ้ ความเปน็ เสียงทางสายโทรศัพทไ์ ด้ประมาณ ร้อยกวา่ ปีที่แล้ว และเมือ่ ประมาณห้าสบิ ปที ่แี ล้ว กม็ ีการสง่ ภาพโทรทศั นแ์ ละคอมพิวเตอรท์ ำใหม้ ีการ ใชส้ ารสนเทศในรูปแบบขา่ วสารมากข้ึน ในปัจจบุ ันมีสถานทวี่ ทิ ยุ โทรทัศน์ หนงั สอื พิมพ์ แ ละสือ่ ต่าง ๆ ทใี่ ชใ้ นการกระจ่ายข่าวสาร มีการแพรภ่ าพทางโทรทัศน์ผา่ นดาวเทยี มเพ่ือรายงานเหตกุ ารณ์สด เห็นไดช้ ัดวา่ เทคโนโลยไี ด้เขา้ มามีบทบาทอยา่ งมาก บทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยรี วดเรว็ ข้ึนเมอื่ มี การพฒั นาอปุ กรณท์ างด้านคอมพวิ เตอร์และส่วนประกอบ จะเหน็ ได้วา่ ในชว่ งส่หี า้ ปีที่ผา่ นมาจะมีผลติ ภณั ฑใ์ หม่ ซงึ่ มคี อมพวิ เตอรเ์ ขา้ ไปเกี่ยวขอ้ งให้เห็นอยู่ตลอดเวลา ๑๓.๒-ความหมาย สารสนเทศหรือข้อสนเทศ (Information) คอื ขอ้ มลู ซึ่งไดถ้ ูกกระทำให้มีความสมั พันธ์ หรอื มี ความหมายนำไปใชป้ ระโยชนไ์ ดเ้ ปน็ ข้อมูลที่สามารถใช้ประกอบการตดั สินใจของผบู้ ิหารได้ (กรมสามัญศกึ ษา๒๕๓๓,๑๓) ข้อมลู ที่ผา่ นการเปล่ียนแปลงขอ้ มูลต้งั แต่ ๒ ตัวขน้ึ ไป ทม่ี ีความเกี่ยวขอ้ งกันมาจดั กระทำหรอื

การบรหิ ารจดั การในห้องเรียน ๑๙๐ ประมวลผล เพอ่ื ให้มคี วามหมาย หรือมคี ุณค่าเพิ่มขึน้ ตามวัตถุประสงค์การใช้สำนกั งานการประถม แห่งชาติ (๒๕๓๗)๗๓ การประยกุ ตเ์ อาความร้ทู างด้านวิทยาศาสตรม์ าใช้ให้เกิดประโยชน์ การศึกษาพัฒนาองค์ความ รู้ต่าง ๆ ก็เพอื่ ให้เข้าใจธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของส่ิงต่าง ๆ และหาทางนำมาประยุกตใ์ หเ้ กิดประโยชน์ เทคโนโลยจี งึ เปน็ ค้าที่มีความหมายกว้างไกล เปน็ คำท่เี ราไดพ้ บเห็นและได้ยินอยูต่ ลอดมา สว่ นคำวา่ สารสนเทศ หมายถงึ ขอ้ มลู ท่เี ป็นประโยชน์ตอ่ การดำเนินชีวติ ของมนษุ ย์ มนษุ ยแ์ ต่ ละคนตัง้ แตเ่ กิดมาได้เรยี นรสู้ ่ิงตา่ ง ๆ เป็นจำนวนมาก เรยี นรูส้ ภาพสงั คมความเป็นอยู่ กฎเกณฑ์และ วิชาการ ลองจินตนาการดูว่าภายในสมองของเราเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เราคงตอบไมไ่ ด้ แต่สามารถเรยี ก เอาขอ้ มลู มาใช้ได้ ขอ้ มลู ทเ่ี ก็บไวใ้ นสมองเป็นสิ่งทส่ี ะสมกนั มาเป็นเวลานาน ความรอบรูข้ องแต่ละคน จึงขึ้นอยกู่ บั การเรยี กใช้ขอ้ มลู น้ัน ดังนัน้ จะเหน็ ได้ชดั ความรูเ้ กิดจากข้อมลู ขา่ วสารตา่ ง ๆ ทุกวันนี้มี ขอ้ มูลรอบตวั เรามาก ขอ้ มูลเหลา่ นม้ี าจากส่อื เชน่ วิทยุ โทรทศั น์ หนังสือพิมพ์ เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ หรือแมแ้ ตก่ ารสื่อสารระหวา่ งบุคคล จึงมผี กู้ ล่าววา่ ยุคน้ีเปน็ ยุคของสารสนเทศ๗๔ ๑๓.๓ ลกั ษณะสำคญั ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ โดยพื้นฐานของเทคโนโลยียอ่ มมปี ระโยชนต์ ่อการพัฒนาประเทศชาตใิ หเ้ จริญก้าวหน้าได้ แต่ เทคโนโลยีสารสนเทศเปน็ เรือ่ งทีเ่ กยี่ วข้องกับวถิ ีความเปน็ อยู่ของสังคมสมยั ใหม่อยูม่ าก ลักษณะเดน่ ที่ สำคัญของเทคโนโลยสี ารสนเทศมีดงั น้ี ๑๒.๓.๑ เทคโนโลยสี ารสนเทศชว่ ยเพิ่มผลผลติ ลดต้นทุน และเพมิ่ ประสทิ ธภิ าพในการทำงาน ในการประกอบการทางด้านเศรษฐกจิ การค้า และการอุตสาหกรรม จำเป็นต้องหาวิธใี นการเพม่ิ ผลผลติ ลดตน้ ทุน และเพมิ่ ประสิทธภิ าพในการทำงานคอมพวิ เตอร์และระบบสือ่ สารเขา้ มาช่วยทำให้ เกิดระบบอตั โนมัติ เราสามารถฝากถอนเงนิ สดผา่ นเคร่อื งเอทเี อม็ ได้ตลอดเวลา ธนาคารสามารถ ให้บรกิ ารไดด้ ีขน้ึ ทำใหก้ ารบริการโดยรวมมปี ระสิทธิภาพ ในระบบการจัดการทกุ แหง่ ต้องใช้ขอ้ มลู เพื่อการดำเนนิ การและการตดั สินใจ ระบบธุรกจิ จงึ ใชเ้ ครื่องมอื เหลา่ นีช้ ่วยในการทำงาน เช่น ใช้ใน ระบบจัดเกบ็ เงินสดจองต๋ัวเครื่องบนิ เป็นต้น ๑๒.๓.๒ เทคโนโลยีสารสนเทศเปลีย่ นรูปแบบการบริการเปน็ แบบกระจาย เมื่อมีการพัฒนา ระบบขอ้ มูล และการใชข้ ้อมูลได้ดี การบรกิ ารต่าง ๆ จึงเน้นรูปแบบการบริการแบบกระจาย ผู้ใช้ สามารถสัง่ ซ้ือสนิ คา้ จากท่ีบา้ น สามารถสอบถามขอ้ มูลผา่ นทางโทรศัพท์ นิสิตนักศกึ ษาบาง มหาวทิ ยาลยั สามารถใชค้ อมพวิ เตอร์สอบถามผลสอบจากที่บา้ นได้ ๗๓ การจัดระบบสารสนเทศของสถานศกึ ษา web.bsru.ac.th/~suttisuphang/๖๖๐๘๖๐๑.doc. ๗๔ เทคโนโลยสี ารสนเทศ. http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet๑/network/it.