พทุ ธสนั ติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๙๔ “ตถาคตย่อมกล่าววาจาท่ีจริง ที่แท้และประกอบด้วยประโยชน์ แต่วาจาอันไม่เป็นท่ีรัก ไม่เป็นท่ี ชอบใจของผู้อ่ืน ในข้อน้ันตถาคตย่อมรู้กาล (เลือกเวลา) ที่จะกล่าววาจาน้ัน.....ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร เพราะตถาคตมีความ เอน็ ดูในสัตวท์ งั้ หลาย....... เราจักกล่าวโดยกาลอันควรจักไม่กลา่ วโดยกาลอนั ไมค่ วร เราจกั กลา่ วคำจริงจักไม่กลา่ วคำไมจ่ รงิ เราจักกล่าวคำออ่ นหวานจักไม่กลา่ วคำหยาบ เราจักกลา่ วคำท่ีเปน็ ประโยชนจ์ กั ไม่กลา่ วคำท่ีไม่เปน็ ประโยชน์ เราจักกล่าวด้วยเมตตาจิต จักไม่กล่าวด้วยโทสะ”๑๑ พุทธพจน์ข้างต้นเน้นสัจจะ เมตตา และปัญญาของผู้ไกล่เกลี่ยแต่จะทำเช่นน้ันได้ต้องมีขันติและสติมา ประกอบด้วย หากปราศจากขันติผู้ไกล่เกลี่ยย่อมเกิดโทสะได้ง่ายเม่ือเจอกับความโกรธ ความดื้อดึง หรือความหวาดระแวงของคู่ขัดแย้ง ในขณะเดียวกันก็ต้องมีสติ เพื่อรกั ษาความเป็นกลางไม่ให้อคติเกิดขึ้นในใจตน อนั จะส่งผลบ่ันทอนความไวว้ างใจของคขู่ ัดแย้งได้โดยไม่รู้ตวั ๗. คุณสมบัติของผู้ไกลเ่ กลี่ย กล่าวโดยสรุปมดี ังน้ี ๗.๑ เปน็ ผูม้ ีสติ มีความประพฤตเิ รยี บรอ้ ย ๗.๒ มคี ณุ ธรรมทท่ี ้ัง ๒ ฝ่ายยอมรบั ๗.๓ พูดได้ชัดแจง้ มีความสามารถในการสื่อสารอยา่ งถกู ตอ้ งแม่นยำจากคู่ขัดแย้งฝา่ ยหนง่ึ ไปยังอีก ฝ่ายหนึง่ ๗.๔ มที ักษะในการถามและควบคุมเหตกุ ารณ์โดยไมใ่ ช้การบบี บังคับ ๗.๕ มีความรู้พ้ืนฐานเกย่ี วกบั เรือ่ งราวขององคก์ รหรือตวั บุคลคขู่ ดั แย้ง ๗.๖ มีความอ่อนน้อมถ่อมตัว ๗.๗ สัมพันธ์กับคู่ขัดแย้งที่มีฐานะตำแหน่งต่างกันอย่างเท่าเทียมมีความเคารพ และเมตตา สู่การไกล่เกล่ียที่ครบองค์ประกอบหลักการไกล่เกลี่ยที่กล่าวมาข้างต้นเน้นเร่ืองตัวบุคคลและอารมณ์ของคู่ขัดแย้ง ซึ่งเป็นเพียงองค์ประกอบ ๑ ใน ๓ ของความขัดแย้งจนดูเหมือนว่าพุทธศาสนาให้ความสำคัญแก่เฉพาะเร่ืองจิตใจ หรืออารมณ์ความรู้สึกเท่าน้ันท่ีจริงองค์ประกอบอีก ๒ ส่วนคือ ประเด็นปัญหาและกระบวนการในการจัดการกับ ความขัดแย้งก็เป็นเร่ืองที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญเช่นกันและถือวา่ เป็นส่ิงท่ีละเลยไม่ได้ในการแก้ไขความขัดแย้ง การไกล่เกล่ียความขัดแย้งจะประสบผลสำเร็จได้ก็ต่อเม่ือคำนึงถึงองค์ประกอบครบทั้ง ๓ประการ การจัดการ แตอ่ ารมณ์ความรู้สึกของคู่ขัดแย้งอย่างเดียวยอ่ มไม่เพยี งพอถงึ แม้คู่กรณีจะเรมิ่ มีความรู้สึกท่ดี ีต่อกัน แตถ่ า้ หากขาด กระบวนการในการเจรจาทีด่ ีกอ็ าจเกิดปัญหาได้ หรอื ไม่ไดผ้ ลดีเทา่ ที่ควร เชน่ ลงเอยด้วยการทฝี่ า่ ยใดฝ่ายหนงึ่ ยอม (Lose/ win) หรือประนปี ระนอมคือได้คนละครึง่ ซึง่ กย็ งั ไม่ดเี ท่ากับท่ีคขู่ ัดแยง้ เป็นฝ่าย “ได”้ ท้ัง ๒ ฝ่าย (Win/win) พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับกระบวนการแก้ไขความขัดแย้งอย่างไรเห็นได้จากในวินัยของพระสงฆ์ (ซึ่งมิได้มีแค่สิกขาบท ๒๒๗ ข้ออย่างที่เข้าใจกัน) มีข้อกำหนดอย่างละเอียดเกี่ยวกับการระงับความขัดแย้งในหมู่ สงฆ์ (อธิกรณสมถะ) โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น การตัดสินโดยเสียงข้างมาก (เยภุยยสิกา) การคืนดีท้ัง ๒ ฝ่าย โดย ให้เลกิ แลว้ ตอ่ กัน (ตณิ วัตถารกวนิ ยั ) อย่างไรก็ตาม วิธีการระงับความขัดแย้งดังกล่าวใช้เฉพาะกับพระสงฆ์ มิได้ใช้ท่ัวไปอีกทั้งในทางปฏิบัติ ก็เอามาใช้ภายในหมู่พระสงฆ์น้อยมากจนแทบจะเลือนหายไปดังน้ันจึงมิได้มีการพัฒนาให้สอดคล้องกับสังคม สมยั ใหม่เลย ๑๑ ม.ม.๑๓/๙๔.
พุทธสันติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๙๕ อยา่ งไรก็ตามในปัจจุบันได้มีการพฒั นากระบวนการไกลเ่ กลี่ยมากพอสมควรทำใหม้ ที างเลือกท่ีหลากหลาย มาก อันอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ทุกฝ่ายพึงพอใจขณะเดียวกันในส่วนท่ีเก่ียวกับประเด็นปัญหาซ่ึงเป็นอีกองค์ประกอบ หน่ึงของความขัดแย้งปัจจุบันได้มีการพัฒนาแนวคิดและวิธีการในการจัดการกับองค์ประกอบข้อน้ีมากเช่นกัน (เช่น การแยกแยะระหว่าง “จุดยืน” หรือ Position กับ “ความต้องการ” หรือ Interest) แนวคิดและวิธีการ เหล่านี้มีประโยชน์มากและ สอดคล้องกับหลักการระงับความขัดแย้งแบบพุทธดังนั้นจึงน่าที่จะนำมาประยุกต์ ให้เข้ากับ กระบวนการไกล่เกล่ียแบบพทุ ธได้โดยไมย่ ากทั้งนเี้ พ่ือใหก้ ารจดั การกบั ความขดั แย้งแบบพทุ ธ ครอบคลุม ทั้ง ๓ องค์ประกอบ ควรกล่าวในท่ีนี้ว่า กระบวนการไกล่เกล่ียแบบพุทธตามท่ีกล่าวมาข้างต้นแม้จะยังไม่ครบถ้วน สมบูรณ์แต่ก็สามารถเข้ามาเสริมกับวิธีการไกล่เกล่ียแบบตะวันตกได้เป็นอย่างดีท้ังน้ีเพราะการระงับความขัดแย้ง แบบตะวันตกนั้นมักจะให้ความสำคัญกับเรื่องประเด็นปัญหาและกระบวนการมากขณะที่เรื่องคนและอารมณ์ ความรู้สึกดูเหมือนจะไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก ตรงนี้เองท่ีกระบวนการไกล่เกล่ียแบบพุทธจะเข้ามาเสริมได้ เพราะใหค้ วามสำคัญกับเรื่องความติด ยึดและอารมณ์ความรสู้ ึกทีเ่ ป็นอุปสรรคต่อการระงับความขัดแย้งกล่าวไดว้ ่า มิติด้านอารมณ์น้ันเป็น ท้ังจุดเร่ิมต้นของกระบวนการไกล่เกล่ียท่ีพึงปรารถนาและเป็นจุดสุดท้ายท่ีช้ีวัดว่า การไกล่เกล่ียนั้น ประสบผลหรือไม่ การไกล่เกล่ียใดๆ แม้จะมีข้อสรุป แต่ถ้าไม่สามารถขจัดอคติและความระแวง ต่อกันไดแ้ ล้วยอ่ มไม่อาจเรยี กไดว้ ่าเป็นความสำเร็จได้เลย จากความหมายของการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งแบบพุทธ สรุปไดว้ ่า ความขัดแย้งเป็นธรรมดาของสรรพสิ่ง เช่นเดียวกับทุกข์ มนุษย์เราไม่สามารถหลีกเล่ียงความขัดแย้งได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไม่สามารถทำอะไร กับความขัดแย้งได้ เปรียบเหมือนทุกข์ที่มีหลายระดับหลาย ประเภทบางประเภทไม่สามารถขจัดไปได้ เช่น ความแก่และความตาย แต่บางประเภทสามารถ ระงับได้เช่น ความหิว ความขัดแย้งก็เช่นเดียวกัน บางอย่าง สามารถจัดการได้ แต่บางอย่างก็ไม่ สามารถจัดการได้ เช่น ความขัดแย้งทางความคิด เป็นต้น ในการขจัด ความขัดแย้งจึงมีความจำเป็น ท่ีจะต้องรู้ถึงสาเหตุของความขัดแย้ง ซึ่งก็คือสมุทัย ในทางพุทธศาสนา ในส่วน ของการไกล่เกลี่ย ต้องให้ความสำคัญกับคนและการขจัดอกุศลมูลในใจของคู่ขัดแย้งเพราะถ้าเราไม่สามารถขจัด อคติ และความระแวงต่อกันได้ การไกลเ่ กลย่ี ยอ่ มไมป่ ระสบผลสำเรจ็ ๑๒ ๕.๖ เปรียบเทยี บทฤษฎกี บั พทุ ธสนั ติวธิ ีในพระไตรปฎิ ก ในคร้ังพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงใช้วิธีการไกล่เกล่ียในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยมีการปรับแต่ง วิธีการที่หลากหลายซ่ึงก็แล้วแต่กรณี ตัวอย่างเช่น กรณีเหตุทะเลาะวิวาทเร่ืองแย่งน้ำในแม่น้ำโรหิณีของหมู่ พระญาติ กรณีสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุเจ้าศากยะโดยพระเจ้าวิฑูฑภะ หรือกรณีความขัดแย้งของภิกษุชาวโกสัมพี ท่เี หลอื น้ำชำระไวใ้ นภาชนะ เป็นตน้ อีกกรณีหน่ึงที่น่าศึกษา คือ วิธีการไกล่เกล่ียข้อความขัดแย้งในคณะสงฆ์ กล่าวคอื เมื่อเกิดอธิกรณ์หรือคดี ความของสงฆข์ ึน้ พระพทุ ธเจา้ จะทรงอนุญาตใหส้ งฆ์แกไ้ ขปญั หาด้วยหลกั ๒ ประการ คอื ๑.อธิกรณสมถะ ในอธิกรณสมถะน้ีจะสะท้อนการไกล่เกลี่ยด้วยคนกลางมากที่สุด คือ สัมมุขาวินัย เป็นหลกั อยู่ทุกเรื่อง ทั้งน้ีเพราะพระพุทธเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะให้การระงบั อธิกรณ์ทุกประเภทดำเนินไปอย่าง เปดิ เผยและโปร่งใสต่อหน้าสงฆ์ ตอ่ หนา้ พระธรรมวินยั และตอ่ หนา้ บุคคล ๒.หลักติณวัตถารกวินัย คือ ให้ระงับเสียด้วยการประนีประนอมยอมความกัน ยกเลิกอธิกรณ์เสียไม่ต้อง สะสางหาความหลังกนั อีก เปน็ การระงบั ประดุจหลกั การนิรโทษกรรม ๑๒ พระไพศาล วิสาโล, สนั ติภาพ ด้วยมือเรา, (นครปฐม : ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสนั ตวิ ิธี (ศพส.) มหาวทิ ยาลัยมหิดล, ๒๕๕๐), หน้า ๕๒.
พทุ ธสนั ติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๙๖ หลักการพื้นฐานในการไกล่เกลี่ย คือ ระงับปัญหาความขัดแย้งในที่พร้อมหน้า นำประเด็นปัญหา มาพูดคยุ กันแล้วหา ข้อยตุ แิ ละมีความเป็นธรรม กระบวนการดำเนนิ การท่ีประชุมต้องเลอื กภิกษุบางรปู ในท่ปี ระชุม น้ันโดยเป็นผู้มีคุณสมบัติ เช่น เป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต จำปาติโมกข์ได้ รู้กฎระเบียบดี ตั้งเป็นคณะทำงาน แล้ว มอบ ห ม ายให้ น ำก รณี คว ามไป วินิ จฉัยเพื่ อ ห าข้อยุติ วินิ จฉัย แล้ว ก็ ไม่ สาม ารถยุติปั ญ ห าได้จะต้ องน ำไป สู่ กระบวนการขั้นต่อไปท่ีเรียกว่า เยภุยยสิกาวินัย โดยมีหลักการสำคัญประกอบการการไกล่เกลี่ยที่ต้องแต่งต้ัง ผู้ไกล่เกลี่ยที่มีคุณสมบัติ เช่น (๑) ไม่ลำเอียงเพราะชอบ (๒) ไม่ลำเอียงเพราะชัง (๓) ไม่ลำเอียงเพราะหลง (๔) ไม่ลำเอียงเพราะกลัว มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นผู้ฉลาดในการพูดตามหลักปิยวาจา การไกล่เกล่ีย ดังกลา่ วจัดได้ว่าเป็นหลกั การในเชิงวชิ าการได้เป็นอยา่ งดี เพราะเป็นหลักการท่ีมคี วามสอดคล้องและเปน็ ทางเลอื ก ในกระบวนการยตุ ธิ รรมในสังคมปัจจบุ ัน (Tiensongjai Chalakone, 2008)๑๓ การไกล่เกล่ียข้อพิพาทในพระพุทธศาสนาเถรวาท คือ การไกล่เกล่ียเจรจา การเผชิญหน้ากับคู่กรณี การแก้ไขควานขัดแย้งยุติลงได้ด้วยการประชุมร่วมกันให้เกิดสังฆสามัคคีเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยึด ประโยชน์ร่วมและการใช้กลยุทธที่หลากหลายยึดหยุ่น ตามสถานการณ์ของความขัดแย้ง ความขัดแย้ง ในพระพุทธศาสนามีปรากฏในพระไตรปิฎกอยู่มาก ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ใช้กระบวนการไกล่เกล่ียในกรณีต่างๆ ไม่วา่ จะเป็นการไกลเ่ กลยี่ เผชิญหนา้ คกู่ รณี การเจรจาโดยผู้ไกล่เกล่ยี และการอาศยั ขอความรว่ มมือของคู่กรณี ๑. ลกั ษณะของคู่พิพาทในการไกล่เกลีย่ ขอ้ พิพาทของศาลยตุ ธิ รรม เริม่ ต้นจากการเข้าใจถงึ กระบวนการไกลเ่ กลย่ี ท่ีมี บุคคลท่สี ามเข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยและสนับสนุน ในการหาทางออกของความขัดแย้งด้วยความสมัครใจของคู่พิพาท และคู่พิพาทเป็นผู้เลือกทางออกของปัญหาเอง จากทฤษฎีของ John Mcconellและ Chirstopher Moore พื้นฐานของความขัดแย้งท่ีทั้ง ๔ ประเด็น คือความ ขัดแย้งด้านข้อมูล ผลประโยชน์ โครงสร้างความสัมพันธ์ และค่านิยม ประกอบกับตามธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน ยอ่ มมีความแตกต่างกันในลักษณะนสิ ัย อันบ่งบอกถึงลักษณะเฉพาะของแตล่ ะบุคคล การศึกษาลักษณะของบคุ คล ในข้ันตอนของการไกล่เกล่ียในศาลยุติธรรมน้ันมีข้อจำกัดตามระเบียบของศาลยุติธรรมและกฎหมาย วิธีหลัก ของการศึกษาบุคคล คือ การศึกษาผ่านทางวัจนภาษาและอวัจนภาษา คือ การพูดและกริยาท่าทางต่างๆ (กายและวาจา) ฉะน้ันปัจจัยที่สำคัญท่ีจะศึกษาลักษณะดังกล่าว คือการฟังและการสังเกตภาษาท่าทาง เพื่อทำ ความเข้าใจเจตนาหรอื ความต้องการของคูพ่ ิพาท การสังเกตการณ์สื่อสารภาษาท่าทาง ๑๐ ประการ (Joe Narrvaro, ๒๐๑๔)๑๔ การเป็นนักสังเกตสิ่ง รอบตัว ๒) การสงั เกตบริบทแวดล้อม ๓) การถอดรหสั ภาษากายสากล ๔) การถอดรหสั ภาษากายเฉพาะบุคคล ๕) สังเกตพฤติกรรมพื้นฐาน ๖) สังเกตพฤติกรรมท่ีเกิดขึ้นและต่อเนื่อง ๗) มองหาความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม ๘) การตรวจจับสัญญาณท่ีร่างกายส่งออกมา ๙) แยกแยะความแตกต่างของความอึดอัดกับพึงพอใจ และ ๑๐) ทำทุกข้ันตอนอย่างแนบเนียนประกอบกันกับการฟังอย่างเข้าใจ ๕ ข้ันตอน (Rick Brinkman & Rick Kirchner, ๒๐๐๙) ดังนี้๑๕ ๑) การสร้างความกลมกลืน (Blending) ๒) การย้อนกลับคำพูดของอีกฝ่าย (Backtracking) ๓) การสร้างความกระจ่าง (Clarifying) ๔) การสรุปผลท่ีได้จากการพูด (Summerize) และ ๕) การยืนยัน (Confirm) จากวิธีการดังกล่าวเป็นกระบวนการศึกษาลักษณะคู่พิพาทในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาล ยตุ ิธรรม ๑๓ Tiensongjai, C. (2007). Negotiation Mediator in Theravada Buddhism: Study on theconflicts among Buddhist monks in Kosamphi. The research for The Doctor ofArts (Buddhist Studies), University graduate: MahachulalongkornrajavidyalayaUniversity. ๑๔ Narvarro, J. (2012). What Everybody is Saying. V-learn Publisher. Bangkok. ๑๕ Brinkman, R. & Kirschner, R. (2009). Tonteerawong, B. Translator. Dealing with Difficult People. Sarmcharoenpanich. Co. Bangkok.
พุทธสนั ตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๙๗ ๒. หลักจรติ ๖ ในคมั ภีรพ์ ระพุทธศาสนาเถรวาท หลักจริต ๖ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ปรากฏในพระไตรปิฎก (Mahachulalongkornraja vidyalaya University, ๑๙๙๖)๑๖ ได้แก่ ราคจริต โทสจริต โมหจริต สัทธาจริต พุทธิจริต วิตักกจริต ซงึ่ มีหมายความดังนี้ ๑) บุคคลราคจริต คือ บุคคลที่ติดใจใครอ่ ยากและพอใจในทางด้านของกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ๒) บุคคลโทสจริต คือ บุคคลท่ีเน้นหนักไปทางความโกรธง่าย ประพฤติตามอาจความ โกรธ ๓) บุคคลโมหจริต คือ บุคคลที่เนน้ หนักไปในทางความหลงในความสิ่งที่ตนไม่รู้ หรือหลงกบั ส่ิงต่างๆท่ีตนคิด ว่า เป็นอย่างน้ัน ๔) บุคคลสัทธาจริต (ศรัทธาจริต) คือ บุคคลท่ีมีความยึดม่ันแรงกล้าในบุคคลหลักการ หรือ ความเช่ือ ๕) บุคคลพุทธิจริต (ญาณจริต) คือ บุคคลเน้นหนักในการใช้ปัญญา ใช้เหตุผลในการไตร่ตรอง ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน เรียบง่าย เข้าใจความจริงของธรรมชาติ ๖) บุคคลวิตักกจริต (วิตกจริต) คือ บุคคลที่มักคิดในเรื่อง ของกามคุณ พยาบาท เบียดเบียน หรือวิตกในเรื่องของฉันทะ โทสะ โมหะ (PhrapromKunaporn, ๒๐๐๘)๑๗ ซ่ึงแต่ละจริตมีลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น การมองดูรูป การเดิน การนุ่งห่ม การเดิน การงาน กิเลส (Phra Ubpathitsadhara Rodjana, ๒๐๐๐)๑๘ เมื่อศึกษาความหมายและวิธีการแยกแยะพฤติกรรมของบุคคล ออกเป็น จริตทั้ง ๖ แล้วน้ัน จึงนำมาสู่การชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมที่บ่งชี้ความเด่นชัดของจริตนั้นๆ จากการศึกษา ของสุเมธ โสฬส (Sumeth oros, ๒๐๑๑)๑๙ ดังน้ี ๑) ราคจริต เช่น การแต่งกายภูมิฐาน สนใจในเพศตรงข้าม ให้ความสำคัญกับเครื่องประดับ ๒) โทสจริต เช่นมีความอาฆาตแค้น เช่ือมั่นในตัวเองสูง มีระเบียบวินัย ๓) โมหจริต เช่น พวกชอบลงั เลสงสัย ไม่ม่ันคง และหลงในตวั เอง ๔) สัทธาจริต เช่น เม่ือเชอ่ื สิง่ ใดกจ็ ะทุ่มเทอย่างเต็ม กำลัง ไม่มีเล่ห์เหล่ียม ๕) พุทธิจริต เช่น มีเหตุผล มีความรับผิดชอบ ไม่ฟุ้งเฟ้อ ๖) วิตักกจริต เช่น เป็นพวกคิด เยอะชอบการสนทนา มาตรการทำงานขึ้นอยู่กับสภาพอารมณ์ เป็นต้น ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการแยกแยะประเภท ของบคุ คลน้ัน สามารถจำแนกออกเป็นหมวดหมู่ ซง่ึ แตล่ ะหมวดหมกู่ ม็ วี ธิ กี ารทเ่ี ขา้ หาแตต่ า่ งกนั ออกไป ๓. รูปแบบการใช้หลกั จรติ ๖ เพือ่ การไกลเ่ กลี่ย ความเชื่อมโยงที่มีลักษณะเก่ียวพันกันระหว่างคำว่า “บุคลิกลักษณะ” กับ “จริต” ในคัมภีร์ พระพุทธศาสนาเถรวาท เนื่องจากท้ังสองคำนี้มีความหมายท่ีบ่งบอกไปถึงลักษณะเฉพาะของบุคคลคนหน่ึง ซึ่งเป็นลักษณะที่ปรากฏได้จากภายนอกและแสดงออกจากภายใน เช่น การแต่งกาย การพูดคุย สีหน้า ท่าทาง อากัปกริยา ตลอดจนถึง ความคิด ทัศนคติ การใช้ชีวิต ซ่ึงเป็นลักษณะเฉพาะตัวท่ีได้เรียนรู้แตกต่างกันด้วยเหตุ และปัจจัยต่างๆ ดังน้ันการนำหลักจริต ๖ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท มาประยุกต์ใช้กับการไกล่เกล่ียจึงมีประโยชน์ และมีความสำคัญในการแยกแยะคนเพื่อค้นหารูปแบบหรือวิธีการไกล่เกลี่ยให้ถูกต้องตามความเหมาะสม อนั จะสง่ ผลตอ่ ความพงึ พอใจของคู่พิพาทและนำมาสู่โอกาสในความสำเรจ็ ภายใตค้ วามยนิ ยอมของคู่พพิ าทเอง ฉะนั้นการสร้างรูปแบบของการไกล่เกล่ียโดยหลักของจริต ๖ สามารถส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ความเช่ือถือและความเคารพ ข้ึนระหว่างตัวผู้ไกล่เกล่ียกับตัวคู่พิพาทไม่ว่าผลของการไกล่เกล่ียจะออกมา เป็นเช่นไร โดยเร่ิมต้นจากการเข้าใจถึงบุคลิก ลักษณะของบุคลตามหลักจริต ๖ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ๑๖ Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (1996). Thai Version of Tipitaka of Mahachulalongkornrajavidyalaya University. Mahachulalongkornrajavidyalaya Press. Bangkok. ๑๗ Phra Brahmma Gunabhorn. (2008). Dictionary of Buddhism. Education for Peace Phratham Pidok Foundation. ๑๘ Phra Ubpathitsadhara Rodjana.Phrarajwaramunee et. al. Transalated. (2000). Wimuttimuk.Kleadthai Co., Ltd. ๑๙ Soros, S. (2011). The Study of the Proper Personal Characteristic lassification Tools forPracticing the Satipattha–na. Doctor of Philosophy Thesis, Graduated School:Mahachula-longkornrajavidlayala. Ayutthaya.
พทุ ธสนั ตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๙๘ โดยสามารถสร้างคำจำกัดความของ จริต ได้ดังน้ี “จ” คือ เจาะใจ “อิ” คือ นิสัย “ร” คือ รายละเอียด และ“ต” คือ ตัวตน มีความหมายโดยรวมว่า การเจาะเข้าไปในใจถึงรายละเอียดนิสัยในตัวตนของบุคคลน้ันซึ่งสามารถ อธิบายวธิ ีการและขนั้ ตอนของการไกลเ่ กลีย่ ข้อพิพาทของบคุ คลแตล่ ะจริต๒๐ ๒๐ รปู แบบการใชห้ ลกั จรติ ๖ เพื่อการไกลเ่ กล่ียของ ผู้ประนีประนอมในศาลยุติธรรม. พีรภาส วบิ ลู ย์วฒั นกิจและคณะ, วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร ปที ี่ : ๕ ฉบับที่ : พิเศษ ๑ เลขหนา้ : ๑๗-๒๗ ปพี .ศ. : ๒๕๖๐.
พุทธสนั ตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ 99
พุทธสันตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๐๐ ๔. กระบวนการไกลเ่ กลย่ี ข้อพพิ าทของระบบเจา้ โคตร เจ้าโคตร คือ ผู้เป็นใหญ่ของวงตระกูล เป็นผู้อาวุโสที่มีความน่าเช่ือถือเป็นที่ไว้วางใจ มีความรู้ วัยวุฒิ คุณวุฒิ และประสบการณ์ โดยมีหน้าท่ีให้ความคมุ้ ครองป้องกันลูกหลาน เป็นคนทสี่ ามารถช่วยจัดการปัญหาเก่ียว เร่ืองมรดก ชีวิตครอบครัวไม่ให้ถูกรังแก หรือถ้าถูกรังแกแล้วก็ทำให้ได้รับความยุติธรรม เป็นผู้ท่ีมีความซ่ือสัตย์ สจุ ริต ยุตธิ รรม ต้ังม่ันอยู่บนศีลธรรมจรรยา เป็นท่ีเคารพศรัทธาและยำเกรงของคนท่วั ไป นอกจากน้ยี งั ทำหนา้ ท่ใี น การเช่ือมคนกลุ่มต่างๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีปรองดองในการกระทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การกินดองหรือการแต่งงาน การแบ่งมรดก การไกล่เกล่ียให้คืนดีต่อกัน หรือมีความเก่ียวข้องในการทำ พิธีกรรมต่างๆ เช่น การเจ็บป่วย ผีเข้า ปลูกบ้านใหม่เป็นต้น ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้ง จึงใช้ ระบบเจ้า โคตร เข้ามาช่วยจัดการแก้ไข ไกล่เกล่ีย เพ่ือให้เกิดความเป็นกลาง และยุติธรรม ซ่ึงเม่ือส้ินสุดการไกล่เกล่ียแล้ว จะทำใหค้ ู่กรณีสามารถอยู่ร่วมกนั ได้ จะเหน็ ไดว้ ่า สถาบันเจ้าโคตรยังคงมีพลังในการดำรงชีวติ ของชาวชนบทอีสาน (Phra Viman Kampeerapunyo,2017) ขอ้ ดขี องการใชร้ ะบบเจ้าโคตร ระบบเจ้าโคตรนั้นเป็นประโยชน์ต่อชุมชน เพราะทำให้เกิดเป็นศูนย์รวมในการเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี ปรองดอง ในวงศ์เครือญาติ และเป็นท่ีเคารพศรัทธาของคนท่ัวไป ทำให้เยาวชนรู้จักสามัคคี รักษา ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม เป็นผู้ที่ว่านอนสอนง่าย เช่ือฟังผู้ใหญ่ ไม่ด้ือร้ันก้าวร้าว เม่ือผู้ใหญ่ซ่ึงเป็นเจ้า โคตรได้แนะนำตักเตือนเม่ือเกิดการทะเลาะวิวาทบาดหมางกันขึ้น โดยให้ข้อคิด ให้ความเข้าใจ สอนให้มีความรัก และสามัคคีในการประกอบกิจร่วมกัน เพื่อให้เกิดการอยู่ร่วมกันอยู่สันติสุขในสังคม รวมท้ังยังทำหน้าที่เป็นผู้นำ ในการประกอบพิธีกรรม ประเพณีของท้องถิ่นอีกด้วยสำหรับข้อเสียของระบบเจ้าโคตร คือ มีความลำเอียง ไม่ยุติธรรม คนรุ่นใหม่ไม่เห็นความสำคัญและไม่สนใจนำพา การดำเนินการในระบบเจ้าโคตรยังไม่มีการพัฒนา ข้ันตอนในการไกล่เกล่ียด้วยระบบเจ้าโคตร คือ คณะกรรมการจะคัดเลือกมาจากชุมชนระดับตำบล ซ่ึงเป็นคณะกรรมการทำหน้าท่ีรับเรื่องจากชุมชนแล้วส่งคืนให้ชุมชนพิจารณาก่อน ถ้ายังไม่เป็นผลก็จะพิจารณา ประนปี ระนอม หากไม่สำเรจ็ ก็จะสง่ ข้นึ ศาลพิจารณาตอ่ ไป หลักการและข้ันตอนในการระงบั ข้อพิพาทของระบบเจ้าโคตร ในการระงับข้อพิพาทจะต้องประกอบด้วย ๑. ข้ันตอนซักไซ้ไร่เรียง กรณีท่ีเกิดขึ้นได้รับรู้ทั้งสองฝ่าย หน้าท่ีของเจ้าโคตรจะต้องมาถามว่าเหตุการณ์ ต่างๆ เป็นมาอยา่ งไร เมอ่ื ไดข้ ้อเท็จจริงแล้วคอ่ ยมาตอบโจทย์ ๒. การช้ีขาด คือ ในการตัดสินคดีจะทำให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความเข้าใจในความผิดและความถูก ได้เห็นถึง จุดบกพร่องของแต่ละฝ่ายวา่ มีความผดิ ถูกอยา่ งไร มีจุดบกพร่องท่ีควรแก้ไข ปรับปรงุ อย่างไรไดบ้ ้างเพ่ือให้ท้ังสอง ฝ่ายเกิดความประนปี ระนอมยอมความกันได้อย่างสันติ ๓. สร้างความพอใจทั้งสองฝ่าย คือ ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายแสดงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดโทษอย่างไรบ้าง เพ่อื ให้ท้งั สองฝ่ายมคี วามเหน็ อกเห็นใจ และเกดิ ความเขา้ ใจกนั มากข้ึน ๔.ชนะทั้งสองฝ่าย คือ ให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความรู้สึกว่า ไม่ได้แพ้อีกฝ่ายหน่ึง หากเป็นเช่นน้ันจะทำให้เกิด ความรู้สึกว่าลำเอียง แต่มีการตัดสินให้ชนะทั้งสองฝ่าย เพื่อให้เกิดการประนีประนอม หรือปรับหาวิธีที่จะอยู่ รว่ มกันโดยยตุ คิ วามรนุ แรงให้มากทส่ี ดุ การลงโทษด้วยระบบเจ้าโคตรดังกล่าว จะทำให้บุคคลในสังคมต้องยอมรับสภาพการไม่ให้ความร่วมมือ จากสังคมที่ตนเป็นอยู่ ดังนั้น ระบบเจ้าโคตรจะช่วยให้คนในสังคมต้องเคารพและให้โอกาสกัน ต้องมีการให้เกียรติ กนั เพราะโดยพนื้ ฐานทุกคน คือ ญาติพ่ีนอ้ งกนั น่ันเอง (Pinthong Precha, 1985)๒๑ ๒๑ Pinthong, P. (1985). Traditional Thai East Isan Tradition, Ubonrajchathani: Siritam Printing House, (in Thai). Referenced in: Buasri, U. Jao Kotra, 5.
พทุ ธสนั ติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๐๑ วเิ คราะหเ์ ปรียบเทียบรปู แบบการเจรจาไกลเ่ กลีย่ เชิงพทุ ธกบั ระบบเจา้ โคตร การไกล่เกลี่ยในพระพุทธศาสนา ได้แบ่งการไกล่เกลี่ยโดยใช้คนกลางออกเป็นหลายระดับตามแต่สภาพ บรบิ ทของความขัดแยง้ โดยจะเน้นวิธีการไกล่เกล่ียแบบผสมผสาน มี ๓ ขั้น ตอน คอื ๑.ผู้ไกลเ่ กล่ยี เผชิญหนา้ คูก่ รณี คอื การเขา้ ไปพูดคยุ โดยตรงกบั ผูท้ ก่ี ่อปญั หา ๒.การเจรจาโดยผไู้ กล่เกลี่ย คือ การเจรจาโดยใหเ้ หตุผลโนม้ น้าว รวมทั้งช้ีใหเ้ หน็ ถงึ คุณและโทษ ๓.ความร่วมมือของคู่กรณี คือ การปล่อยวางให้คู่กรณีได้ทำการตกลงกันเองหรือปล่อยให้คู่กรณีได้เรียนรู้ ถงึ บทเรียนจนกระทง่ั เกดิ ความยนิ ยอมกันเอง สว่ นในมติ กิ ารไกล่เกลยี่ ของสงฆน์ ั้น พระพุทธเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้การระงบั อธิกรณ์ทุกประเภทดำเนิน ไปอย่างเปิดเผยและโปร่งใสต่อหน้าสงฆ์ คือ ระงับปัญหาความขัดแย้งในที่พร้อมหน้า นำประเด็นปัญหามาพูดคุย กันแล้วหาข้อยุติและมีความเป็นธรรม ซึ่งมีความสอดคล้องกับระบบเจ้าโคตร เพราะระบบเจ้าโคตรนั้นจะไม่ใช้ วิธีการฟ้องร้องที่ต้องข้ึนโรงขึ้นศาล จะใช้ระบบประนีประนอม ยอมความ โดยไม่ช้ีผิดหรือถูก แต่จะชี้ให้เห็นถึง ข้อบกพร่องของแต่ละฝ่าย โดยให้ทั้งสองเกิดการยอมรับและยินยอมท่ีจะยุติความกัน แล้วถือความเป็นญาติดีกัน ต่อไป ระบบไกลเ่ กลีย่ ทง้ั ทางพระพุทธศาสนาและระบบเจ้าโคตร มีจุดที่เหมือนกัน คือ การยอมรับในการทำหน้าท่ีคนกลาง คนกลางยอมรับฟังข้อมูลอย่างรอบด้าน และสอบถามความต้องการ หรอื การยอมรับกันได้ในส่วนของระบบไกล่เกล่ียท่อี าจไมเ่ หมือนกัน คอื กระบวนการชี้ ผิดช้ีถกู เพราะทางพระพุทธศาสนาชี้ไกล่เกลี่ย หรอื ชี้แจงอ้างอิงพระธรรมวินัยเป็นเกณฑ์ แต่ของเจ้าโคตรบางคร้ัง อาจจะไม่เหมือนทางพระพุทธศาสนาเสียทีเดียว เพราะในบางกรณีมีการละเว้นที่จะระบุว่าใครผิด ใครถูก เน้นการให้อภัยเลิกแล้วต่อกัน และสุดท้ายส่ิงที่เหมือนกัน คือ เป้าหมายการที่ผู้ไกล่เกลี่ยเน้นความรัก ความปรารถนาดี และความเอาใจใส่ ความเอ้ือเฟ้ือ เก้ือกูลต่อกันและกันสร้างความรู้สึกไว้วางใจในตัวผู้ไกล่เกล่ีย ดุจดังญาติมิตรขวนขวายอุทิศตนช่วยเหลือ ความยุติธรรมเท่าเทียม การวางใจเป็นกลาง ไม่ไกล่เกลี่ยเพราะเห็น แก่พวกพ้องรักใคร่ชอบพอกัน ซ่ึงจะเป็นเหตุให้ระบบการไกล่เกลี่ยเกิดความน่าเชื่อถือ และเป็นทางเลือกหนึ่ง ในการนำมาใชจ้ ัดการกับความขัดแย้งของคนในสงั คม เพือ่ การอย่รู ่วมกนั อยา่ งสันติสุข เจ้าโคตร คือ ระบบยุติธรรมในชุมชน เป็นระบบของเครือญาติ ลูกหลานในชุมชนจะมีความรักเคารพ นอบโน้มต่อผู้ใหญ่ เม่ือเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในครอบครัวก็ดี เจ้าโคตร จะทำหน้าที่ช่วยเหลือ พูดคุย เจรจา ใช้หลักประนีประนอมไกล่เกล่ียให้คืนดีกันรักกัน บทบาทหน้าที่ของเจ้าโคตร จะดูแลคนในชุมชนเกี่ยวกับ เรื่อง มรดก การสูตรขวัญ กิจกรรมการกินดอง หรือแต่งงาน จะมีพิธีบายศรีสู่ขวัญ หรือพิธีสมรสนั่นเอง เมื่อหนุ่ม สาวคูร่ ักลูกหลานหมู่บา้ นในชุมชนแตง่ งานกัน เจา้ โคตรจะทำหน้าที่เป็นพ่อสอ่ื ใชห้ ลักประนปี ระนอมและไกล่เกลี่ย ให้คู่สมรสต้องสมรสดีกัน เจ้าโคตรเป็นรูปแบบการดำเนินการจัดระเบียบทางสังคม ปกครองด้วยระบบเครือญาติ มีการอบรม ส่ังสอน เล้ียงดูลูกหลาน ให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษา ให้สติความคิด ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับพิธีกรรม และประเพณี อันดใี หก้ ับลูกหลานได้เหน็ ทำหน้าทีไ่ กล่เกลย่ี ประนปี ระนอมกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นในสังคมและชุมชน ใหเ้ กิดความปลอดภยั อย่รู ่วมกนั ได้อยา่ งมสี ขุ สันติ ๕. การจดั การความขัดแย้งที่เกิดจากมานะในพทุ ธศาสนาเถรวาท การจัดการความขัดแย้งที่เกิดจากมานะ การบรรเทาและการละมานะ ที่ปรากฏอยู่ในพระสุตตันตปิฎก ได้แกก่ ารจดั การความขัดแย้งทีเ่ กิดจากตนเอง ส่งิ แรกท่ีควรทำคอื การเปดิ ใจ สง่ิ สำคัญเพื่อกำจัดมานะ ในพุทธศาสนาเถรวาท เน้นการปฏิบัติของ วิสุทธิ ๗ ประการ และโพธิปักยธรรม ๓๗ ประการ ก็เป็นสิ่ง สำคัญทค่ี วรปฏิบตั ิอยา่ งเครง่ ครัด การละมานะได้ปรากฏอยใู่ นพระสุตตนั ปฎิ ก พบวา่ การบรรเทาและการละมานะ ไว้ ๔ แนวทาง ได้แก่
พทุ ธสันติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๐๒ ๑. การตดั ปปัญจธรรมคอื การตัดตอแห่งวัฏฏะ ๒. ความไม่ยึดม่นั ในปปัญจธรรม (ตณั หา ทิฏฐิ และมานะ) ทำใหค้ วามร้ชู ัดดบั ๓. เห็นด้วยปัญญาละอุปาทาน คือ ตวั เรา ของเรา ๔. เมือ่ ไม่มีตัณหา ทิฐิ มานะย่อมไมห่ วั่นไหว ส่ิงจำเป็นสำหรับการถอดถอนอุปาทานหรือความยึดมั่นถือมั่น ด้วยการพิจารณาเข้าสู่กฎไตรลักษณ์ (ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา) ดังพระพุทธเจ้าได้เคยกล่าวว่าการรื้อถอนมานะให้ได้จริงๆ ต้องใช้เจโตวิมุติ และปัญญา วิมุติ ด้วย การรื้อถอนท่ีตัวตน คือ อัตตา แท้จริงแล้วชีวิตสังขารตกอยู่สภาพอนัตตาหาตัวตนท่ีเที่ยงแท้ถาวรไม่ได้ ครน้ั เหน็ เป็นอนัตตา มานะกพ็ ังทลาย สรา่ งคลายจากการยดึ ถอื ไปเอง พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุในธรรมวินัยเจริญสมถะเป็นเบื้องหน้าและเจริญวิปัสสนาคู่กัน มรรคย่อมเกิด ยอ่ มละสังโยชน์ อนุสัยย่อมส้ินสดุ และมกี ารกล่าวไวใ้ นเมฆิตยสตู รถงึ การละมานะ ไดแ้ ก่ พึงเจรญิ ธรรม ๔ ประการ เพ่อื การละมานะ ได้แก่ ๑. พงึ เจรญิ อสภุ กมั มฏั ฐานทั้งหลายเพอื่ ประหารซ่ึงราคะ ๒. พึงเจริญเมตตาเพือ่ ประหารเสียซ่งึ พยาบาท ๓. พึงเจริญอานาปานสติเพื่อกำจัดเพื่อมิคฉาวติ ก ๔. พึงเจริญอนจิ จสญั ญา เพือ่ ถอนซง่ึ อัสมมิ านะ โดยเนน้ การประพฤติพรหมจรรย์ มี ศลี สมาธิ ปัญญา วธิ ีการการละมานะของพระพทุ ธเจา้ ๑. การใช้ความโอนอ่อนผ่อนตาม ดว้ ยการใช้หลกั ขันติ และใหอ้ าฬวกยักษถ์ ือศลี เพ่ือกำจดั กิเลส อยา่ งหยาบ ๒. การใชพ้ รหมวิหาร ๓. ประยุกต์กบั การโนม้ นา้ ว ๔. การลดทอนความยดึ ม่นั ในวรรณะ ดว้ ยการลดอุปาทาน เพือ่ คลายอัตตวาทปุ าทาน ๕. การใชอ้ ิทธิฤทธ์ิเอาชนะอิทธิฤทธิ์ ดว้ ยการใช้ความเมตตา กรณุ า ๖. การใชก้ ารประนีประนอมใช้ปยิ วาจาช้ใี หเ้ ห็นความจริง ด้วยการใช้ขนั ติ ๗. การลงพรหมทัณฑ์เพ่ือให้เวลาตรึกรู้ภายในใจ ด้วยการกระตุ้นเตือนตนเองตามหลัก ทีพ่ ระพทุ ธเจา้ ได้ตรัสวา่ “การเตอื นตนด้วยตนเอง” ๘. การเปิดโอกาสใหใ้ ชก้ ระบวนการทางสงั คมทำลายความถือดี ดว้ ยการให้อภัยทาน เวรย่อม ระงบั ดว้ ยการไมจ่ องเวร สรุปท้ายบท พุทธสันติวิธีเพ่ือสร้างความปรองดอง สืบเน่ืองจากความขัดแย้งในสังคมไทยมีขึ้นอย่างต่อเนื่องและทวี ความรุนแรงตลอดมา เกิดขึ้นจากหลายเหตุปัจจัย นำไปสู่การแตกแยกทางความคิด การแบ่งฝักฝ่าย และเกิด ความไม่ลงรอยกันทางความคิด ไม่สามารถท่ีจะประสานรอยร้าวท่ีเกิดจากความไม่เข้าใจร่วมกันให้เป็นเอกภาพได้ ภาวะความขัดแย้งท่ีเกิดข้ึนนี้มิใช่เฉพาะในเรื่องใดเรื่องหน่ึงเท่าน้ัน ปัญหาเหล่าน้ีลุกลามไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง แม้กระทั่งศาสนา จนเกิดขบวนการที่นำปัญหาต่างๆ เหล่านั้นโยงไปสู่การแบ่งแยกทางสังคมจน ยากท่ีจะก่อให้เกิดสังคมสมานฉันท์ได้โดยง่าย ทัศนะที่ถือว่าสันติภาพคือสภาพที่ปราศจากความขัดแย้ง ตั้งอยู่บน สมมตฐิ านความเชอื่ ที่ไมเ่ ป็นความจริงสองประการ คอื (๑) ความขัดแย้งของมนุษยเ์ ป็นสิ่งทส่ี ามารถขจดั ใหห้ มดสิ้น ไปได้ (๒) ความขัดแย้งเป็นสิ่งเลวร้ายหรือเป็นปัญหา สมมติฐานข้อแรกถูกวิจารณ์ว่าเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
พทุ ธสันติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๐๓ ปัญหาของมนุษย์จึงอาจมิใช่การขจัดความขัดแย้งให้สูญสิ้นไป เพราะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ หากแต่อยู่ที่ว่า มนุษย์จะแก้ไขความขัดแย้งในแต่ละเรื่องด้วยวิธีใด สมมติฐานข้อท่ีสองได้รับการโต้แย้งว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่อง ธรรมดาท่ีมีอย่ทู ั่วไปในสงั คมและมิใช่เป็นส่ิงเลวรา้ ยเสมอไป เพราะบางคร้ังความขัดแย้งก็เป็นประโยชนไ์ ด้ บางครั้ง ความขัดแย้งในสงั คมก็ทำหนา้ ท่ีประดจุ ล้นิ นิรภัย (Safety value) ซึง่ ช่วยผอ่ นคลายความเป็นศัตรูกนั และกนั ให้เบา บางลงได้ นอกจากนั้นยังช่วยตอกย้ำเอกลักษณ์ของกลุ่มให้ชัดเจนข้ึนในกรณีที่เกิดความขัดแย้งกับกลุ่ม และเสริมสร้างความเป็นเอกภาพและดุลยภาพนอกจากนั้นความขัดแย้งยังเปรียบเสมือนสัญญาณเตือนสังคมว่า ปัญหากำลังคุกรุ่นอยู่ ความขัดแย้ง จึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องลบให้หายไปจากสังคมมนุษย์โดยส้ินเชิง นักวิจัยสันติภาพคง ต้องถามปัญหาว่าจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ให้ยุติลงด้วยสันติอย่างไรมากกว่าเพ่ือสร้างสรรค์และพัฒนา รูปแบบวิถีชีวิตสังคมนิยม ด้วยความสมัครใจของประชาชน ปราศจากการใช้อำนาจของรัฐ มหาตมะ คานธีให้ ทัศนะว่า “รปู แบบการปกครองที่ดีน้ันจำเป็นต้องให้ประชาชนมสี ่วนในการปกครองตนเองจะทำให้เกิดลักษณะใน การปกครองโดยรัฐบาลที่ไดม้ าจากประชาชนปกครองประชาชน วิถีทางต่างๆ ทีป่ ระชาชนจะปกครองหรือสามารถ ปกครองตนเองได้น้ัน คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยถ้าประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองมากขึ้น รูปแบบการปกครองก็จะมีลักษณะเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ถ้าประชาชนมีส่วนร่วมน้อยลงความเป็น ประชาธิปไตยกม็ นี อ้ ยลง”
พุทธสนั ติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๐๔ คำถามทา้ ยบท
พทุ ธสนั ติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๐๕ เอกสารอา้ งองิ ประจำบท พระไพศาล วสิ าโล, สนั ตภิ าพ ดว้ ยมือเรา, นครปฐม : ศนู ย์ศกึ ษาและพัฒนาสนั ติวธิ ี (ศพส.) มหาวทิ ยาลยั มหดิ ล, ๒๕๕๐. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), พัฒนาคุณภาพชีวิตดว้ ยจิตวทิ ยาแบบยงั่ ยืน, มลู นธิ พิ ทุ ธธรรม, ๒๕๔๓. พระมหาหรรษา ธมมฺ หาโส (นิธบิ ณุ ยากร), พทุ ธสันตวิ ธิ ี การบรู ณาการหลักการและเคร่ืองมือจดั การความ ขัดแยง้ , กรุงเทพมหานคร : บรษิ ทั ๒๑ เซน็ จรู ี จำกัด, ๒๕๕๔. พีรภาส วบิ ูลยว์ ัฒนกิจและคณะ,รปู แบบการใช้หลกั จรติ ๖ เพื่อการไกลเ่ กลย่ี ของ ผู้ประนปี ระนอมในศาล ยตุ ิธรรม. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร ปที ี่ : ๕ ฉบบั ท่ี : พิเศษ ๑ เลขหนา้ : ๑๗-๒๗ ปพี .ศ. : ๒๕๖๐. Brinkman, R. & Kirschner, R. Tonteerawong, B. Translator. Dealing with Difficult People. Sarmcharoenpanich. Co. Bangkok. (2009). Narvarro, J. What Everybody is Saying. V-learn Publisher. Bangkok. (2012). Phra Brahmma Gunabhorn.. Dictionary of Buddhism. Education for Peace Phratham Pidok Foundation. (2008) Pinthong, P. Traditional Thai East Isan Tradition, Ubonrajchathani: Siritam Printing House, (in Thai). Referenced in: Buasri, U. Jao Kotra, 5. (1985). Soros, S. The Study of the Proper Personal Characteristic lassification Tools forPracticing the Satipattha–na. Doctor of Philosophy Thesis, Graduated School:Mahachula- longkornrajavidlayala. Ayutthaya. (2011). Tiensongjai, C. Negotiation Mediator in Theravada Buddhism: Study on theconflicts among Buddhist monks in Kosamphi. The research for The Doctor ofArts (Buddhist Studies), University graduate: ahachulalongkornrajavidyalayaUniversity. (2007).
บทที่ ๖ บรหิ ารความขัดแย้งแบบพุทธ วตั ถปุ ระสงค์การเรียนประจำบท เมอ่ื ไดศ้ กึ ษาเน้ือหาในบทน้ีแล้ว ผู้ศกึ ษาสามารถ ๑. อธิบายพฒั นาการความคิดทางสังคมในสมยั พทุ ธกาลได้ ๒. อธบิ ายรากเหง้าความขดั แย้งได้ ๓. อธิบายแนวคิดว่าดว้ ยทรัพยส์ นิ ของสงฆ์ได้ ๔. อธิบายการปอ้ งความขัดแยง้ ได้ ๕. อธิบายการบริหารความขดั แย้งแบบพทุ ธได้ ขอบขา่ ยเน้ือหา • พัฒนาการความคิดทางสงั คมในสมยั พทุ ธกาล • รากเหง้าความขัดแยง้ • แนวคิดว่าดว้ ยทรัพยส์ นิ ของสงฆ์ • การป้องความขดั แย้ง • การบริหารความขัดแยง้ แบบพทุ ธ
พทุ ธสนั ตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๐๖ ๖.๑ บทนำ หลักการแนวคิดของการอยู่ร่วมกันอย่างพ่ีน้องหรืออย่างสันติสุข เป็นหลักการที่ไม่สามารถเกิดข้ึน และตั้งอยู่ได้ด้วยความบังเอิญตามธรรมชาติ แต่ตรงกันข้าม เป็นหลักการท่ีต้องอาศัยเหตุปัจจัยอ่ืนๆเข้าสนับสนุน หรือเกื้อกูล สังคมจะสันติสุขได้ส่วนหนึ่งมาจากเหตุปัจจัยที่เก่ียวเน่ืองกับปัจจัย ๔ ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยท่ีจะขาดเสีย มิได้ เพราะถ้าขาดแคลนในด้านปัจจัย ๔ เสียแล้ว กิจหน้าที่หรือการทำประโยชน์ในด้านอื่นๆ ย่อมไม่เกิดขึ้น วัตถุปัจจัย ๔ จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญข้อหนึ่งของการดำรงอยู่ของสังคมในทุกๆสังคม ถ้าปัจจัย ๔ ขาดแคลน ก็จะส่งผลให้การปฏิบัติหรือการดำเนินชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก ดังพุทธดำรัสท่ีตรัสว่า ความหิวเป็นโรค อย่างย่ิง (พระไตรปิฎกภาษาไทย)๑ แต่ถ้าเกิดมีมากเกินไปก็จะเกิดกิเลสตัณหา ดุจดังผลกล้วยฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ ฆ่าต้นไผ่ ดอกอ้อฆ่าต้นอ้อ ลูกม้าอัสดร ฆ่าแม่ม้า (พระไตรปิฎกภาษาไทย)๒ ดังน้ัน การเฉลี่ยแบ่งปัน การจัด สวัสดิการหรือการจัดต้ังระบบการแบ่งปันวัตถุผลผลิตหรือปัจจัยสี่จึงเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ในสังคม เพราะระบบ หรือรูปแบบจะช่วยให้ความม่ันใจหรือหลักประกันความมั่นคงของชีวิตและสังคมโดยรวม โดยพื้นฐานของแนวคิด แลว้ ผ้วู ิจัยมองวา่ วัตถุเป็นเป้าหมายของทุกๆ คนหรือเปน็ ผลประโยชนใ์ นทกุ ๆ ของสงั คมมนุษย์ สังคมมนษุ ย์จงึ ควร จะต้องวางระบบหรอื จัดการบริหารวตั ถหุ รอื ผลประโยชนน์ นั้ ใหส้ อดคลอ้ ง และเหมาะสมเพ่ือความสขุ แก่ทุกคนใน สังคมน้ันๆทั้งนี้ยังเพื่อป้องกนั และลดความขัดแย้งในมติ ิ ของการเบียดเบียนกนั อีกท้ังยังเป็นช่องทางแห่งการสร้าง สันตภิ าพทเ่ี ป็นรูปธรรมท่ีย่ังยนื ในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงให้ความสำคัญเก่ียวกับปัจจัย ๔ และวิธีการใช้สอยปัจจัย ๔ ดังจะเห็นไดจ้ ากการบัญญัติพระวินัยเพ่ือเปน็ กรอบหรือเป็นระบบในรูปแบบทแี่ น่นอน การใชส้ อยปัจจัย ๔ ปรากฏ ในบริบทที่เรียกว่า ทรัพย์สินของสงฆ์ พระพุทธเจ้าทรงให้พระสงฆ์ใช้ของสงฆ์ร่วมกัน เพื่อป้องกันความยากจน ขดั สนหรือเดอื ดร้อนในเรื่องปัจจัยส่ี ท้งั ยงั สร้างความยุตธิ รรมหรือความเทา่ เทยี มกันเพราะธรรมชาติมนุษย์ในระยะ ยาวย่อมเป็นไปได้ยากที่แต่ละคนจะเห็นอกเห็นใจกัน หรือพร้อมท่ีจะแบ่งปันความสุขโดยไม่แบ่งเขาแบ่งเรา นอกจากนี้ระบบทรัพย์สินของสงฆ์ยังช่วยป้องกันชนวนเหตุของความขัดแย้งที่จะเกิดข้ึนตามมา ดุจดังงูพิษที่หลุด จากทขี่ งั ยอ่ มกดั หรือทำร้ายผอู้ ยู่ใกล้ได้ ๖.๒ พฒั นาการความคดิ ทางสงั คมในสมัยพุทธกาล ธรรมชาติของมนุษย์โดยพื้นฐานมีความโลภหรือความเห็นแก่ตัว กล่าวคือ ความอยาก ความต้องการ ซงึ่ เป็นเหตุท่ีนำไปสู่กระบวนการผลิต การครอบครองกรรมสิทธิ์และการแลกเปล่ียน แม้กระท้ังการสรรหาตัวแทน บุคคลท่ีเรียกว่าเจ้าหน้าท่ีหรือรัฐ ส่วนหนึ่งก็มาจากความต้องการท่ีจะให้มีคนคอยควบคุมดูแลผลผลิต หรือผลประโยชน์ของตน ดังนั้น ระบบโครงสร้างของสังคมและการเมืองจึงไม่ได้มีมูลเหตุมาจากการบันดาลจาก พระเจ้า แต่ท้ังหมดมันถูกสร้างขึ้นมาจากน้ำมือของมนุษย์ (ชาญ กรัสนัยบุระ)๓ มนุษย์เป็นผู้สร้างระบบโครงสร้าง ของสังคมและการเมืองขึ้นซึ่งเรียกกันว่ามหาชนสมมติราชาหรือกษัตริย์ เป็นต้น ท้ังหมดเกิดขึ้นด้วยแรงผลักดัน ของความเห็นแก่ตัวหรือความต้องการในวัตถุผลผลิต และการปกป้องคุ้มครองภัยต่างๆ ซ่ึงได้พัฒนาไปสู่รูปแบบ ๑ มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙ เลม่ ท่ี ๒๕), หนา้ ๙๕, ๒ อ้างแล้ว เร่ืองเดยี วกัน, เล่มที่ ๗ หนา้ ๑๘๐, ๓ ชาญ กรสั นยั บรุ ะ, ประวตั ิวัฒนาการความคดิ สังคมนิยม, พิมพค์ รงั้ ที่ ๒, (กรงุ เทพมหานคร : สขุ ภาพใจ, ๒๕๔๕), หนา้ ๔๘-๕๐,
พทุ ธสันตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๐๗ องคก์ ร หรือสถานะเจ้าหนา้ ที่ ตลอดถึงสภาพการขูดรีด การกดี กันและการเบยี ดเบียนในมติ ติ ่างๆ กล่าวคอื มหาชน สมมติได้กลายมาเป็นสิ่งแปลกหน้าที่เข้ามารวบรวมอำนาจและผลประโยชน์ และพัฒนากลายเป็นระบบตำแหน่ง หรอื ชนชัน้ วรรณะตามมาในท่สี ุด ๖.๓ รากเหงา้ ของความขัดแยง้ พระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิเสธความเชื่อของระบบชนชั้นวรรณะในมิติของอภิปรัชญาทั้งหมด กล่าวคือ พระพรหมไม่ได้เป็นผู้สร้าง ไม่ได้เป็นผู้กำหนดหน้าท่ีใดๆ ในระบบชนช้ันวรรณะ ไม่มีใครท่ีเกิดจากอวัยวะใดๆ ของพระพรหม ดังจะเห็นได้จากพัฒนาการของสังคมในอัคคัญญสูตร สะท้อนให้เห็นว่าระบบโครงสร้างสังคม และการเมืองทีเ่ ป็นอยใู่ นขณะนั้น ซึ่งไดต้ ั้งอยู่บนหลักการแห่งความสมมุติ กล่าวโดยรวมเป็นระบบท่ีมนุษยส์ ร้างข้ึน เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากมนุษย์ด้วยกันเอง ดังตัวอย่างแนวคิดเร่ืองวรรณะศูทรที่ไม่มีสิทธิในด้านสังคม และการเมือง กล่าวคือ ในด้านสังคมมีการห้ามศูทรพูด น่ัง นอน กินด่ืมแบบคุ้นเคยหรือตีเสมอกับวรรณะอ่ืน (Max Muller F)๔ ในด้านเศรษฐกิจห้ามศูทรทำงานหรือทำหน้าท่ีของวรรณะอื่น เพราะจะเป็นเหตุให้ได้รับทรัพย์ สมบัติหรอื มีความม่ันคงและในด้านการศึกษา ห้ามศูทรศกึ ษาเล่าเรียนหรือฟังพระเวท ซ่ึงมีบทลงโทษที่รนุ แรงโดย ให้ผ่าร่างกายออกเป็น ๒ ซีก (พระธรรมปิฎก)๕ การมีอยู่ของชนช้ันจึงเป็นสิ่งท่นี ำมาซึ่งความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่ ชนช้ันต่ำ เพราะชนช้ันต่ำจะถูกลิดรอนสิทธิผลประโยชน์และถูกบีบบังคับท้ังทางตรงและทางอ้อม ดังนั้น ประวัติศาสตร์ความขัดแย้งของสังคมจึงเป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้แย่งชิงพ้ืนท่ีเพ่ือการเข้าถึงหรือครอบครอง ผลประโยชน์หรือผลผลิตโดยแท้ เพราะมนุษย์มีเป้าหมายหรือความต้องการในวัตถุผลผลิต วัตถุผลผลิต จงึ ปัจจยั พื้นฐานของความขดั แย้ง การปฏวิ ัตสิ งั คมด้วยพทุ ธสนั ตวิ ธิ ี ปัญหาของสังคมในสมัยพุทธกาล ส่วนหน่ึงมาจากฐานะทางเศรษฐกิจ ที่กล่าวเช่นน้ีเพราะว่าสังคม บางกลุ่มมีความเป็นอยู่อย่างสบาย แต่ในขณะเดียวกันสังคมบางกลุ่มกลับทุกข์ยากลำบาก ท้ังน้ีเกิดจากโครงสร้าง ของสังคมท่ีอยู่ภายใต้อิทธิพลของระบบชนช้ันวรรณะ พระองค์ได้ทำการปฏิรูปสังคมใหม่วางระบบสังคมใหม่ เพ่ือความเหมาะสมและเฉล่ียความสุขให้ทั่วถึงกัน แต่กลับพบว่าพุทธวิธีในการปฏิวัติหรือปฏิรูปสังคมนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงทำลายล้างหรือบังคับสังคมเก่าในเชิงกายภาพ คือ บุคคล สถานที่ เคร่ืองมืออุปกรณ์ แต่ทรง ทำลายเป้าหมาย หลักการหรือแนวคิดท่ีเป็นไปเพื่อการรับใช้หรือเชิดชูบูชาตัวบุคคลหรือพระพรหม ทรงปฏิเสธ คัดค้านแนวคิด ความเชื่อ ความศรัทธาหรือพิธีกรรมที่งมงาย อีกท้ังพระองค์ก็มิได้เข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซง ยุ่งเกี่ยวกับระบบโครงอำนาจของรัฐ พระองค์ทรงปฏิวัติและปฏิรูปสังคมด้วยหลักการท่ีเป็นชุดความจริงแบบใหม่ ซ่ึงพระองค์ได้ตรัสรู้หรือค้นพบด้วยพระองค์เอง น่ันก็คือ หลักศีลธรรมที่มีลักษณะแห่งสันติวิธี และผลลัพธ์ ของการปฏวิ ัติและปฏริ ูปกอ่ ให้เกดิ สงั คมและการเมืองแห่งธรรมะท่ีเรยี กวา่ พุทธบรษิ ัท ๔ คอื ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อบุ าสิกา ๔ Muller, Max F,, The Sacred Book of the East : The Sacred Law of the Aryas, Delhi: Motilal Banarsidass, สบื คน้ เมือ่ วนั ท่ี 26 ตุลาคม 56, จาก http://www,dhamma thai,org/practice/practice3,php (Max Muller F,, 1969 p, 167, 239, ๕ พระธรรมปิฎก (ป,อ,ปยตุ โฺ ต), พทุ ธธรรม, พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๗, (กรุงเทพมหานคร : มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๑), หนา้ ๒,
พุทธสันติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๐๘ ๖.๔ แนวคิดว่าดว้ ยทรพั ยส์ นิ ของสงฆ์ การปฏิวัติสังคมในเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจที่ปรากฏชัดมากท่ีสุด คือ ระบบทรัพย์สินของสงฆ์ท่ีกล่าว เช่นน้ีเพราะเหตุว่า ระบบทรัพย์สินของสงฆ์มีความแตกต่างไปจากสังคมด้ังเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะเดิมทีนั้น ทรัพย์สินหรือผลผลิตส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การถือครองหรือครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว ใครหาได้เท่าไร ก็เป็นของคนนั้น หรือผู้มีอำนาจในการปกครองเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว พระพุทธเจ้าไม่ทรงนำระบบกรรมสิทธิ์ ในทรัพย์สินส่วนตัวเหมือนอย่างระบบทรัพย์สินแบบอุบาสกอุบาสิกามาใช้กับสังคมสงฆ์แต่ทรงนำระบบทรัพย์สิน ส่วนกลางซ่ึงเป็นแนวคิดใหม่มาใช้ในสังคมสงฆ์ แนวคิดทรัพย์สินส่วนกลางเป็นแนวคิดใหม่ กล่าวคือ เป็นแนวคิด ที่มุ่งสร้าง ความม่ังคงโดยปราศจากความกังวลในเรื่องปัจจัย ๔ ท้ังน้ีก็เพ่ือให้ทุกคนได้มีเวลาแห่งอิสรภาพมากข้ึน เป็นแนวคิดที่ต้องการให้คนทำงานที่มุ่งผลของงานเป็นต้น จากแนวคิดทำให้เกิดพฤติกรรมและรูปแบบ ของการดำเนินชวี ิตทีป่ ล่อยว่างได้ง่าย กล่าวคือ ทำให้เกดิ พฤตกิ รรมของการไม่แสวงหาเพื่อการสะสม เป็นการมใี ช้ สอยเท่าที่จำเป็น ซึ่งถ้ามีส่วนท่ีเหลือก็สละเข้ากองกลางเพื่อแผ่คนอื่นที่ยังขาดแคลน แนวคิดดังกล่าวได้ปรากฏชัด ในสังคมสงฆ์ เช่น ภิกษุมีอัฏฐบริขารใช้เพียงเล็กน้อย ๘ อย่างและเท่าที่จำเป็น (พระพรหมคุณาภรณ์) ๖มีลหุภัณฑ์ และครุภัณฑ์ท่ีเป็นทรัพย์สินกองกลางของสงฆ์ให้ยืมใช้ชั่วคราว (สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณ วโรรส)๗ ไมใ่ ห้สะสมส่วนเกินหรือครอบครองไว้เป็นสมบตั ิส่วนตัว มรี ะบบกองคลงั และตวั แทนสงฆ์ในการดแู ลรกั ษา และแจกจา่ ยแบ่งปัน (พระไตรปกิ ฎภาษาไทย)๘ เมื่อศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของสังคมสงฆ์ ผู้ศึกษาพบว่า สังคมสงฆ์เป็นสังคม ท่ีเร่ิมต้นด้วยการสละทรัพย์สินส่วนตัวซ่ึงเป็นการนับหน่ึงเท่ากันหมด กล่าวคือ ก่อนท่ีจะบวชต้องสละฐานะ ยศ ตำแหน่งหน้าท่ี ความเป็นเครือญาติ วงศ์ตระกูล และทรัพย์สมบัติส่วนตัวทิ้งให้หมด(พระไตรปิกฎภาษาไทย)๙ ไม่มีครอบครัวหรือต้องสละบ้านเรือนออกมาบวช มาเป็นผู้ไม่มีเรือน เป็นอนาคาริก (พระธรรมปิฎก)๑๐ และฝากชีวิตที่เหลือไว้กับสังคมสงฆ์ส่วนรวมท่ีมีการใช้สอยปัจจัย ๔ เพียงเล็กน้อย มีอัฏฐบริขาร ๘ อย่าง (พระพรหมคุณาภรณ์)๑๑ และอาศัยการบิณฑบาตเล้ียงชีพ เป็นต้น ซ่ึงก็เพียงพอต่อความต้องการของชีวิต และการใช้สอยเท่าที่จำเป็น ส่วนทรัพย์สินส่วนเกินที่ได้มาในภายหลังไม่ว่าจะเป็นลหุภัณฑ์หรือครุภัณฑ์ (สมเด็จ พระมหาสมณเจ้ากรม พระยาวชิรญาณวโรรส)๑๒ กต็ ้องสละเข้าไว้เป็นของกองกลางเพื่อให้สงฆ์รูปอื่นมีโอกาสไดใ้ ช้ สอยร่วมกัน ดังน้ัน การใช้สอยปัจจัย ๔ ของสังคมสงฆ์เป็นการใช้ทรัพยากรเพียงเล็กน้อยจากสังคม เพื่อการยังชีพ และเพ่ือใหม้ สี ว่ นที่เหลอื ทิง้ ไว้แก่ส่วนรวม เปน็ การไมเ่ อาเปรียบสงั คมด้วยการบรโิ ภคมากเกนิ จำเปน็ ๖ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป,อ,ปยตุ ฺโต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศพั ท,์ พมิ พค์ รงั้ ที่ ๑๒, (กรงุ เทพมหานคร: มหาจฬุ าลงกรณร์ าชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๑), หนา้ ๑๗๔-๑๗๕. ๗ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรม พระยาวชิรญาณวโรรส, วนิ ัยมขุ เลม่ 2 หลักสูตรนกั ธรรมชนั้ โท, พิมพ์ครัง้ ที่ ๓๑, (กรุงเทพมหานคร: มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๓), หน้า ๑๔๒-๑๔๔. ๘ มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙ เลม่ ที่ ๕), หนา้ ๒๐๓. ๙ อ้างแล้ว เร่อื งเดยี วกนั , เลม่ ท่ี ๙: ๖๕-๖๗) ๑๐ พระธรรมปฎิ ก (ป,อ,ปยุตโฺ ต), สอนนาค-สอนฑิต : ชวี ิตพระ-ชีวติ ชาวพทุ ธ, (กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัทธรรมสาร จำกดั , ๒๕๔๒), หน้า ๔-๕. ๑๑ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป,อ,ปยุตโฺ ต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศพั ท,์ พิมพ์คร้งั ที่ ๑๒, (กรงุ เทพมหานคร: มหาจฬุ าลงกรณร์ าชวิทยาลยั , ๒๕๕๑). หนา้ ๑๗๔-๑๗๕. ๑๒ อา้ งแลว้ เรื่องเดยี วกัน, ๒๕๔๓ หนา้ ๑๔๔-๑๔๕,
พุทธสันติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๐๙ ๖.๔.๑ ประเภทของทรัพย์สินของสงฆ์ ทรัพย์สินของสงฆ์ หมายถึง วัตถุสิ่งของที่ถวายแก่สงฆ์ทั่วไปท้ังหมด เป็นของสงฆ์ทั้ง ๔ ทิศโดยไม่เจาะจง ให้ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เป็นการให้เพ่ือให้ตกเป็นของส่วนกลางของสงฆ์ ซ่ึงก็แล้วแต่สงฆ์จะตกลงใช้สอยร่วมกัน ถ้าเป็นอาหาร หมายถึง อาหารของพระท้ังหลายท้ังปวง ถ้าเป็นของใช้ หมายถึง ของใช้ของพระท้ังปวง เม่ือเป็น ของสงฆแ์ ล้วสงฆ์ไมใ่ ช้ ของนัน้ ก็ตกเป็นของวัดอ่ืนๆ ต่อไป โดยหลกั การ ก็คอื ภิกษสุ งฆเ์ ปน็ ผมู้ ีสิทธิแ์ ละถอื กรรมสทิ ธิ์ ในทรัพย์สินร่วมกัน สิ่งของที่จะถวายเป็นทรัพย์สินของสงฆ์น้ันมีเป็นจำนวนมากตามหลักทานวัตถุ ๑๐ อย่าง (สืบคน้ เมอื่ วันท่ี ๒๖ ตลุ าคม ๕๖ ) กล่าวโดยย่อ ทรัพยส์ นิ ของสงฆม์ ี ๒ ประเภท คอื ครุภณั ฑ์และลหภุ ัณฑ์ ได้แก่ ๑. ลหุภัณฑ์ ของเบา เช่น บิณฑบาต เภสชั อัฏฐบริขาร เป็นต้น เป็นของท่ีแจกกันได้ โดยการแต่งตั้งภิกษุ เป็นตวั แทนสงฆใ์ นการแจก เช่น อัปปมตั ตกวสิ ัชชกภิกขุ เจ้าหน้าทีแ่ จกเภสัชและบริขารเปน็ ต้น ๒. ครภุ ัณฑ์ ของหนักตามท่ที ่านแสดงไวใ้ นพระบาลี มี ๕ หมวด คอื ๑. พ้ืนดนิ และของปลกู สรา้ งเป็นอาราม ตลอดจนตน้ ไม้ ๒. พืน้ ดนิ และของปลูกสรา้ งเปน็ วหิ าร กฏุ ทิ อ่ี ยู่ ๓. ของที่เป็นตวั เสนาสนะ เช่น เตียงต่ัง ฟกู หมอน ๔. เครอื่ งโลหะท่เี ปน็ ภาชนะและเคร่ืองมือ เชน่ หม้อโลหะ อา่ งโลหะ กระถางโลหะ มดี ใหญ่ กะทะโลหะ ขวาน จอบหรือเสยี ม สวา่ น ๕. เครือ่ งสัมภาระสำหรบั ทำเสนาสนะและเครอื่ งใช้ เช่น หวาย ไมไ้ ผ่ หญา้ มงุ กระต่าย หญา้ ปล้อง หญ้าท่ัวไป ดินเหนียว ของทำด้วยไม้(สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรม พระยาวชิรญาณวโรรส)๑๓ครุภัณฑ์นี้ห้ามแจก กันเป็นของส่วนตัว ให้ตกเป็นของสาธารณะเพื่อประโยชน์ต่อการใช้สอยร่วมกัน ถ้าแจกให้เมื่อใช้แล้วต้องคืน หรือเอาส่ิงอ่ืนมาใช้แทน และปรับอาบัติถุลลัจจัยแก่ผู้ท่ีแจกเป็นของส่วนตัว ภิกษุผู้ที่นำครุภัณฑ์ของสงฆ์ คือ สิ่งของ ๕ หมวดน้ี ไปสละหรือแจกให้คฤหัสถ์ถือว่าเป็นมหาโจร ห้ามไม่ให้สละ ห้ามไม่ให้แจกหรือยกให้เป็น สิทธ์ิขาด ถือว่าน้อมลาภของสงฆ์ไปให้ผู้อื่น ภิกษุที่กระทำดังกล่าวต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ ยกเว้นการสละ โดยของเลวแลกเปลีย่ นของดี เพื่อประโยชน์ของสงฆ์อย่างใดอย่างหน่ึง ซึ่งเรียกวา่ ผาติกรรม(สมเด็จพระมหาสมณ เจ้ากรม พระยาวชริ ญาณวโรรส)๑๔ ๖.๔.๒ วิธีการแจกจา่ ยแบ่งปนั ทรัพย์สนิ ของสงฆ์ การแบ่งปันทรัพย์สินของสงฆ์ ก็คือ การบริหารแบ่งบันจัดสรรปัจจัย ๔ ซ่ึงต้องอาศัยกฎระเบียบ ในการจัดทำ ในการเกบ็ รักษาและในการแบ่งสรร(พระธรรมปิฎก)๑๕เป็นต้น ในการจดั สรรแบ่งปันทรพั ย์สินของสงฆ์ น้ัน พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สงฆ์ทำการประชุมและตกลงกันในการเลือกวิหารคือกุฎีบางแห่งไว้สำหรับเก็บ สิ่งของท่ีเป็นของสงฆ์ และแต่งต้ังภิกษุให้เป็นตัวแทนสงฆ์ในการดูแลรักษาและจัดสรรแบ่งปันทรัพย์สินของสงฆ์ ให้เกิดความเท่าเทียมกัน เช่น ภกิ ษุการคลัง เรียกว่า ภัณฑาคาริกะ (พระไตรปิฎกภาษาไทย)๑๖ ซ่ึงตำแหน่งที่ได้รับ มอบหมาย จากสงฆ์เพื่อการแจกจ่ายแบ่งปันน้ันมีปรากฏมากมายหลายชื่อ ซึ่งภิกษุรูปเดียวอาจจะทำหน้าที่ ตำแหน่งหลายอย่างพร้อมๆ กันก็ได้ เช่น เป็นทั้งภิกษุผู้มีตำแหน่งหน้าที่แจกยาคู เรียกว่า ยาคุรทชกภิกขุ เป็นท้ัง ผ้แู จกของขบเคยี้ ว เรียกว่า ขัชชภาชกภกิ ขุ เปน็ ตน้ โดยรวมแล้วตำแหนง่ หนา้ ท่ี สำคัญทป่ี รากฏมดี งั นี้ ๑๓ สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้ากรม พระยาวชริ ญาณวโรรส, วินัยมขุ เล่ม 2 หลักสูตรนกั ธรรมชั้นโท, พมิ พค์ ร้ังท่ี ๓๑, (กรงุ เทพมหานคร: มหามกุฏราชวทิ ยาลัย, (สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรม พระยาวชริ ญาณวโรรส, ๒๕๔๓), หน้า ๑๔๒-๑๔๔. ๑๔ อ้างแล้ว เร่อื งเดยี วกัน, หนา้ ๑๔๕-๑๕๓. ๑๕พระธรรมปฎิ ก (ป,อ,ปยตุ โฺ ต), พทุ ธธรรม, พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๗, (กรงุ เทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑), หน้า ๔๔๘-๔๔๙. ๑๖ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙), เล่มท่ี ๕ หนา้ ๓๔๓-๑๔๔.
พุทธสนั ติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๑๐ ๑. ผู้ดูแลแจกจ่ายเคร่ืองนุ่งห่ม คือ ผู้รับ ผู้เก็บ ผู้แจกจีวร เรียกว่า จีวรปฏิคคาหกภิกขุ และจีวรภาชกะ (พระไตรปิฎกภาษาไทย)๑๗ ๒. ผู้ดูแลแจกจ่ายอาหาร คือ ผู้รับ ผู้เก็บ ผู้แจกภัตตาหาร เรียกว่า ภัตตุทเทสกภิกขุ(พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๑๘ ๓. ผู้ดูแลแจกจ่ายเสนาสนะ คือ ผู้รับ ผู้เก็บ ผู้แจกเสนาสนะท่ีพักอาศัย เรียกว่า เสนาสนคาหาปกภิกขุ และเสนาสนปญั ญาปกภกิ ษุ (พระไตรปิกฎภาษาไทย)๑๙ ๔. ผูด้ แู ลแจกจา่ ยคลิ านเภสชั คือ ผรู้ บั ผเู้ กบ็ ผู้แจกคิลานเภสชั เรียกวา่ เภสัชชะภาชกะภกิ ษุ ทรัพย์สินที่ตกเป็นของสงฆ์ สังคมสงฆ์เท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการ โดยที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงบัญญตั ใิ ห้สงฆใ์ ช้อำนาจของตน ดว้ ยการคัดเลอื กภกิ ษทุ ่ีมคี ณุ สมบัติทีด่ ี ใหเ้ ปน็ ผูม้ อี ำนาจเขา้ มาทำหน้าท่แี ทน สงฆใ์ นการจดั สรรแบ่งปันทรัพย์สิน เพ่ือรักษาสง่ิ ของของสงฆแ์ ละทำการแจกจ่ายแบ่งปันอย่างยุตธิ รรม เพอื่ ป้องกัน ไม่ให้เกิดการแย่งชิงหรือทะเลาะเบาะแว้งกัน ผู้ทำการจัดสรรแบ่งปันทรัพย์สินของสงฆ์นั้น พระพุทธเจ้า ได้ทรงกำหนดคุณสมบัติไว้แตกต่างกันตามชนิดตำแหน่งหน้าท่ีท่ีรับผิดชอบ แต่ท่ีสำคัญหลักๆ จะต้องเป็นผู้ท่ี ประกอบด้วยคณุ สมบตั ิ ๕ ประการ คือ ๑. ไม่ลำเอียงเพราะความชอบ ๒. ไมล่ ำเอียงเพราะเกลยี ดชัง ๓. ไม่ลำเอียงเพราะงมงาย ๔. ไม่ลำเอียงเพราะกลวั ๕. เป็นผ้ฉู ลาดและรู้จักสิ่งนัน้ ๆ เปน็ อยา่ งดี(พระไตรปิกฎภาษาไทย)๒๐ ในส่วนข้อท่ี ๕ ท่ีว่าต้องเป็นผู้ฉลาดและรู้เข้าใจสิ่งต่างๆนั้น มีความหมายกว้าง กล่าวคือ เป็นผู้รู้จักเลือก เป็นผู้รู้จักวินิจฉัย เป็นผู้รู้ประโยชน์ เป็นผู้รู้ธรรม(พระไตรปิกฎภาษาไทย)๒๑ เป็นผู้รู้ประมาณ เป็นผู้รู้กาล เป็นผู้รู้ จริตบุคคล(พระธรรมปิฎก)๒๒ เม่ือภิกษุผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวได้รับการมอบหมายให้ทำหน้าท่ีเป็นตัวแทนสงฆ์ ในการแจกจ่ายแบ่งปนั ทรัพย์สิน การแจกจ่ายท่ียุติธรรมหรือการปฏิบัติที่เทา่ เทียมกันนนั้ ให้ถือว่าเป็นที่ยุติเด็ดขาด โดยชอบธรรมแล้ว กล่าวคือสงฆ์ทั้งหมดจะต้องยอมรับในการปฏิบัติหน้าท่ีของภิกษุน้ันแม้ว่าจะไม่พอใจก็ตาม เพราะภิกษุท่ีเป็นตัวแทนสงฆ์ในการแจกจ่ายนั้นได้กระทำในนามของสงฆ์ท้ังหมด ถ้ามีภิกษุบางรูปไม่พอใจ มาทำการวา่ กล่าวตำหนติ ิเตียนผู้ท่ีได้รับมอบหมายจากสงฆ์ พระองค์ทรงไดบ้ ัญญัติพระวินัยลงโทษไว้ว่า ภิกษุใดให้ ฉันทะเพ่ือกรรมอันเป็นธรรมแล้ว ถึงธรรมคือการบ่นว่าในภายหลังเป็นปาจิตตีย์ (คณะกรรมการแผนกตำรา มหามกุฏราชวิทยาลัย)๒๓ ๖.๔.๓ หลักการในการแจกจา่ ย : ยึดความต้องการและความจำเป็น ๑๗ มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙), เลม่ ที่ ๕ หนา้ ๓๔๒-๓๔๓, ๑๔๓-๑๔๕. ๑๘ อ้างแลว้ เรื่องเดียวกนั , เลม่ ที่ ๕ หน้า ๓๔๓-๑๔๔, ๑๙ อ้างแลว้ เรอ่ื งเดยี วกนั , เล่มที่ ๒๒ หนา้ ๔๐๑, ๒๐ อา้ งแลว้ เรอ่ื งเดียวกนั , เลม่ ที่ ๕ หน้า ๒๐๓, ๒๑ อ้างแล้ว เร่ืองเดียวกนั , เล่มท่ี ๒๓ หนา้ ๑๔๓, ๒๒ พระธรรมปฎิ ก (ป,อ,ปยุตโฺ ต), พทุ ธธรรม, พิมพค์ รง้ั ท่ี ๗, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๑), หน้า ๘๕๓-๘๕๔. ๒๓ คณะกรรมการแผนกตำรา มหามกุฏราชวทิ ยาลยั , ภิกขปุ าฏโิ มกข์ บาลี–แปล, พมิ พค์ ร้งั ที่ ๑๔, (กรุงเทพมหานคร : มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๔), หน้า ๑๙๓.
พทุ ธสนั ตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๑๑ การจดั สรรแบ่งปันทรัพย์สนิ ของสงฆจ์ ะเน้นที่ความยุตธิ รรมเท่าเทยี มกัน ซง่ึ ก็ขึน้ อยู่กบั เงื่อนไขลักษณะ สภาพความตอ้ งการหรือสถานะความจำเปน็ ของผู้รับเปน็ เหตสุ ำคญั กล่าวคือ ความจำเป็นของบุคคลนัน้ ๆ เป็น เงื่อนไขสำคญั หลัก แม้วา่ สงฆ์ทงั้ หมดจะเป็นเจา้ ของหรอื มีสิทธ์ิทีจ่ ะได้ แต่กใ็ ช่ว่าจะไดร้ บั ตามสทิ ธหิ์ รือตามท่ี ตอ้ งการครบทุกรปู เพราะถา้ ภิกษนุ ้นั ไม่มีความจำเปน็ หรอื ไม่มีเหตผุ ลเพียงพอกย็ ังไม่มีโอกาสจะได้รับ โดยภาพรวม ของการจดั สรรแบง่ ปันทรัพย์สินของสงฆน์ ้นั จะมีหลักปฏบิ ตั โิ ดยย่อ ดงั นี้ ๑. ถา้ อาหารหรือจีวรมีมากพอท่ีจะแจกทั่วกันได้ ก็จะแจกใหท้ ่วั ถึงกันทั้งหมด ๒. ถ้าสิ่งของมนี ้อย กต็ ้องแจกตามลำดับพรรษา หมดเพียงใด กห็ ยดุ เพยี งนั้น ภายหลังถ้าไดร้ ับสง่ิ ของเพ่มิ มาอีกกใ็ หแ้ จกต่อลำดบั ถดั ไป(จากภกิ ษุที่ได้รับไปก่อนแลว้ ) ๓. การแจกเภสัชที่เป็นอาหารก็แจกเหมือนอาหารตามความเป็นจริงของเวลา เพราะติดกฎข้อจำกัด เงื่อนไขของวันเวลา (สัตตาหกาลกิ เก็บไว้ไดเ้ พียง ๗ วนั ) ๔. เภสัชที่เก็บไว้ได้นานไม่ติดกฎเงื่อนไขของวันเวลา (ยาวชีวิก) มีภิกษุเจ็บไข้อาพาธลงต้องการยาชนิดใด คงตอ้ งจ่ายไปตามชนิดนนั้ (สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรม พระยาวชิรญาณวโรรส)๒๔ ๖.๔.๔ คณุ คา่ และความสำคญั ของแนวคิดว่าดว้ ยทรัพยส์ ินสว่ นกลาง อิทธิพลของแนวคิดระบบทรัพย์สินส่วนกลางได้ส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นอยู่หรือวิถีการดำเนินชีวิต ตลอดถึงรูปแบบโครงสร้างของสังคมสงฆ์ ดังจะเห็นได้จากสังคมสงฆ์ต่างเป็นหลักประกันความมั่นคงทางด้าน เศรษฐกิจให้แก่กันและกัน แนวทางปฏิบัตวิ ่าด้วยระบบทรพั ย์สินส่วนกลางของสงฆท์ ำให้เกิดการคุณคา่ ที่น่าจะเป็น แบบอย่างท่ีดีเพ่ือการนำระบบไปประยุกต์ใช้ในสังคมอ่ืนๆ เพราะระบบทรัพย์สินส่วนกลางได้สะท้อนคุณค่าหลาย ประการ กล่าวคอื ๖.๕ ปอ้ งกนั ความขัดแยง้ เนื่องจากวัตถุผลผลิตหรือปัจจัย ๔ เป็นเป้าหมายหรือเป็นท่ีต้องการของทุกคน อีกทั้งยังมีจำนวนจำกัด และขาดแคลน ทั้งยังประกอบด้วยจำนวนของคนที่เพ่ิมมากขึ้น ท้ังหมดล้วนเป็นสาเหตุท่ีจะก่อให้เกิดความขัดแย้ง ได้ง่าย ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างจากการเพ่ิมของจำนวนภิกษุซ่ึงได้เป็นสาเหตุนำไปสู่ความขัดแย้งในเรื่องปัจจัย ๔ ที่มีไม่เพียงพอตอ่ ความต้องการ เช่น กรณีพวกภิกษุอันเตวาสิก ของพวกภิกษุฉพั พัคคยี ์จับจองวิหารทนี่ อนไวเ้ ฉพาะ พวกของตน(พระไตรปิฎกภาษาไทย)๒๕ พระพุทธองค์ทรงตำหนิ แลว้ รับสัง่ กับภกิ ษุท้ังหลายว่า เราอนญุ าต ใหก้ ราบ ไหว้ ให้ลุกรับ ให้ทำอัญชลีกรรม ให้ทำสามีจิกรรม อาสนะอย่างดี น้ำอย่างดี อาหารรสดี แก่ภิกษุท่ีมีพรรษามาก ที่สุดกอ่ นเป็นลำดับ (พระไตรปิฎกภาษาไทย)๒๖ และในกรณีตัวอย่างปัญหาเรอื่ งท่ีอยู่อาศัย เน่ืองจากมีภิกษุต่างถ่ิน จำนวนมาก เข้าไปขอพักอาศัยวัดใกล้หมบู่ ้านแห่งหน่ึงเป็นประจำซ่ึงทำให้ภิกษุเจ้าถ่ินไม่พอใจและไม่อยากจัดท่ีพัก ให้(พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๒๗ และไดม้ อบเสนาสนะทั้งหมดให้กับภิกษุรูปหนง่ึ เม่ือภิกษุต่างถิน่ ผ่านมาขอพักอาศัย ภิกษุเจ้าถ่ินอ้างว่าไม่มีที่ให้พัก พระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องท่ีเกิดขน้ึ จึงตำหนิ แล้วทรงตรัสสั่งห้ามไม่ให้นำของสงฆ์ ให้บคุ คลยึดครองเพียงผเู้ ดียวจากปัญหาตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าการครอบครอบเป็นของส่วนตัวหรือเกบ็ ไว้เพ่ือใช้ เพยี งคนเดียวได้สรา้ งปัญหาความขัดแย้งทั้งในส่วนของการแก่งแย้งกันและปญั หาด้านการขาดแคลน ดงั น้นั การที่ ๒๔ สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้ากรม พระยาวชริ ญาณวโรรส, วินยั มขุ เล่ม ๒ หลักสตู รนักธรรมชนั้ โท, พิมพ์ครง้ั ที่ ๓๑, (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๓), หน้า ๑๔๒-๑๔๓, ๒๕ มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙), เลม่ ท่ี ๗:๑๒๑. ๒๖ อา้ งแล้ว เร่ืองเดยี วกนั , เล่มท่ี ๗ หน้า ๑๒๑-๑๒๖. ๒๗ อา้ งแลว้ เรอ่ื งเดยี วกนั , เลม่ ที่ ๗ หน้า ๑๔๓.
พทุ ธสันติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๑๒ พระพุทธเจ้าทรงกำหนดห้ามยึดครองไว้ใช้เพียงคนเดียว ทรงใหย้ ึดระบบของการใช้ร่วมกันหรอื การใหส้ ละเป็นของ กองกลางจึงเป็นการลดความขัดแย้งกัน และยังป้องกันความขัดแย้ง ท่ีจะเกิดมีข้ึนในอนาคตเพราะทุกคนเป็น เจ้าของร่วมกัน และวัตถุหรอื ปัจจัย ๔ นั้นมีเพียงพอต่อกันใช้สอยรว่ มกันนั่นเอง กล่าวโดยรวม สังคมสงฆ์ทั้งสังคม ยงั เป็นผู้มีสิทธิควบคุมและดำเนนิ การทรัพย์สิน ภิกษุจะไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสทิ ธ์ิแบบเด็ดขาด ทรัพยส์ ินของสงฆ์ เป็นเพียงกรรมสิทธ์ิแบบของยืมหรือให้ยืมใช้เพื่อทำประโยชน์ช่ัวคราวเท่านั้น แม้ว่าสังคมสงฆ์จะมีภิกษุเข้ามาทำ หน้าทีแ่ จกจา่ ยแบ่งปัน แต่ภิกษุนั้นก็เป็นเพียงตัวแทนสังคมสงฆ์ท้ังสงั คมหรือเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่คอยอำนวยความ สะดวกเท่านั้น กล่าวคือ คณะสงฆ์หรือบุคคลเหล่านั้นไม่ได้เข้ายึดครองหรือเป็นเจ้าของกรรมสิทธ์ิเด็ดขาด ในทรพั ยส์ ิน สังคมสงฆท์ ้ังปวงยังคงมีสทิ ธ์ิ มโี อกาสหรือเป็นเจา้ ของรว่ มกันทกุ รูปเชน่ เดิม อีกนยั ยะหนึ่งกเ็ ป็นวธิ ีการ ของการแบ่งปันหรือเฉล่ียทรัพย์สินส่วนรวมเพ่ือย้อนกลับไปเป็นหลักประกันความมั่นคงให้แก่กันและกัน ดังนั้น หากมีภิกษุใดต้องการจะครอบครองใช้สอย ต้องการมากหรือน้อย จำเป็นหรือรีบด่วนก็ต้องได้รับการอนุญาต หรือพิจารณายินยอมจากตัวแทนสงฆ์ โดยตัวแทนสงฆ์จะแบ่งปันตามหลักความต้องการของตัวบุคคล และความจำเป็น ซึ่งก็สอดคล้องกับอุดมการณ์ท่ีว่า หลักความจำเป็น (ของเหตุผลทางวัตถุเทา่ น้ัน) ได้เขา้ มาแทนท่ี หลกั ศลี ธรรมคอื การได้รับผลประโยชน์ทางวตั ถุ (เอจ็ ณ ป้อมเพ็ชร์,)๒๘ ๖.๕.๑ สรา้ งความเสมอภาคเทา่ เทียมกัน ในระบบของสังคมสงฆ์ ก่อนบวชจะต้องสละทรัพย์สินเงินทอง(พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๒๙ เมื่อบวชแล้ว กจ็ ะต้องใช้สอยปจั จัย ๔ เพียงเพ่ือการยังอัตภาพให้เปน็ ไปได้เท่านน้ั ไมใ่ ช่บรโิ ภคหรือใช้สอยเพ่อื การบำรุงบำเรอให้ ร่างกายสวยงาม หรือเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน(พระครูบวรวิหารการ)๓๐ ปัจจัย ๔ ที่เป็นสิ่งจำเป็นพ้ืนฐาน ของสงฆ์ เรียกว่า อัฏฐบริขาร ๘ คือ สบง จีวร สังฆาฏิ บาตร มีดโกนหรือมีดตัดเล็บ เข็ม ประคดเอว กระบอก กรองน้ำ (พระพรหมคุณาภรณ์)๓๑ แต่ในภายหลังทรงอนุญาตให้สงฆ์มีทรัพย์สินหรือส่ิงของเคร่ืองใช้อื่นๆ ตามท่ี ทายกผู้มีจิตศรัทธาถวาย (พระพรหมคุณาภรณ์)๓๒ ท้ังน้ีก็เพ่ือการอนุเคราะห์ เพ่ือการบำบัดทุกข์ และการแก้ไข ปัญหาความยากลำบากต่อการปฏิบัติธรรม นอกจากน้ีการใช้สอยปัจจัย ๔ ยังต้ังอยู่บนหลักการที่ว่าการไม่สะสม ส่วนเกินหรือการไม่ยึดถือไว้เป็นกรรมสิทธ์ิส่วนตัวความเสมอภาคเท่าเทียมกันของการมีหรือการใช้ปัจจัย ๔ อย่าง จำเป็น เรียบง่าย และเท่าเทียมกันของสังคมสงฆ์นั้นดูได้จากหลักเคร่ืองอาศัยของบรรพชิตที่เรียกว่า นิสัย ๔ คือ กลา่ วคือ ๑.อาหาร เป็นความจริงท่ีว่าสัตว์ท้ังหลายทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร(พระไตรปิฎก)๓๓ พระพุทธเจ้าทรงกำหนดให้ภกิ ษตุ อ้ งแสวงหาอาหารจากชาวบ้านเปน็ หลกั คือ การบิณฑบาตขอคำข้าวอันหาไดด้ ว้ ย ปลีแข้งมากท่ีสุดไม่เกิน ๓ บาตร และจะต้องแบ่งปันให้กับผู้ปฏิบัติธรรมร่วมกัน (พระไตรปิกฎภาษาไทย)๓๔ ๒๘ เอจ็ ณ ปอ้ มเพช็ ร์, พระพุทธศาสนาตอบลทั ธิมารก์ ซสิ ม์, พิมพค์ ร้งั ท่ี ๓, (กรุงเทพมหานคร: มหามกฎุ ราชวิทยาลยั , เอจ็ ณ ปอ้ มเพ็ชร์, ๒๕๓๐), หน้า ๑๓. ๒๙ มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙), เล่มท่ี ๙ หน้า ๖๕-๖๗. ๓๐ พระครูบวรวหิ ารการ (วนิ ยั วินโย), คมู่ อื ทำวัตรสวดมนต์ฉบบั บวชบำเพญ็ พรต วดั มหรรณพารามวรวหิ าร, พมิ พค์ รั้งท่ี ๓, (กรงุ เทพมหานคร : อรุณการพมิ พ,์ ๒๕๕๕), หนา้ ๒๒๒-๒๒๔. ๓๑ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป,อ,ปยุตโฺ ต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศัพท,์ พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๑๒, (กรุงเทพมหานคร : มหาจุฬาลงกรณร์ าชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๑), หนา้ ๑๗๔-๑๗๕. ๓๒ อา้ งแล้ว เร่ืองเดียวกนั , หน้า ๓๙, ๓๕๐, ๔๘๗. ๓๓ อ้างแลว้ เรอื่ งเดียวกนั , เล่มท่ี ๑๑ หน้า ๒๕๑. ๓๔ มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙), เล่มท่ี ๒ หนา้ ๓๙๐.
พุทธสันตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๑๓ การแสวงหาอาหารนัน้ จะตอ้ งเปน็ ไปแบบวนั ต่อวัน ห้ามเก็บสะสมอาหารไวล้ ่วงวันหรือค้างคืนตามหลักกาลิก ๔ อีก ทงั้ ทรงห้ามอาหารทเ่ี อย่ ปากขอและยังไมไ่ ด้รับประเคน (พระพรหมคุณาภรณ์)๓๕ ๒. เครื่องนุ่งห่ม ผ้าบังสุกุลคือผ้าท่ีพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุเก็บเศษผ้าท่อนเล็กท่อนน้อย ซ่ึงตกอยู่ตามพ้ืนดิน เป้ือนฝุ่นไม่สะอาดมาเย็บตัดปะต่อกันเป็นผืนแล้วซัก เย็บ ย้อมเพื่อใช้เป็นจีวรนุ่งห่มได้ โดย หลักแล้วพระพทุ ธเจา้ ไม่ทรงประสงค์ใหพ้ ระภิกษุสงฆ์ทำการสั่งสมไตรจีวรหรือเครื่องนุ่งห่มเกนิ ๓ ผืน ดังจะเห็นได้ จากผ้าอดิเรกจีวรภิกษุครอบครองเกิน ๑๐ วันต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ (พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๓๖ ซึ่ง เปน็ การบงั คับให้ตอ้ งสละเพอ่ื ตกเปน็ ของสงฆส์ ่วนรวม ๓. ท่ีอยู่อาศัยหรือเสนาสนะ พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุอาศัยอยู่ในป่า โคนไม้ ภูเขา ซอก เขา ถ้ำ ป่าชา้ ป่าชฏั ที่กลางแจง้ ลอมฟาง เพอื่ ทำเปน็ เสนาสนะสำหรบั การบำเพ็ญจิตภาวนา ภายหลังทรงอนุญาต ที่อยู่อีก ๕ ชนิด คือ กุฏิวิหาร อาคารเรือนมุง เรือนช้ัน เรือนโล้น(พระไตรปิฎกภาษาไทย)๓๗ ซ่ึงภิกษุสามารถอยู่ อาศัยได้แต่ก็ยังนับวา่ เป็นอติเรกลาภ แม้จะเป็นอติเรกลาภทรงบัญญัติกำหนดขนาดความใหญ่โตของห้องไวย้ าวไม่ เกิน ๑๒ คืบ กว้างไม่เกิน ๗ คืบโดยคืบพระสุคต ถ้าสร้างให้ล่วงเกินประมาณเป็นสังฆาทิเสส(พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๓๘ ท่ีอยู่อาศัยหรือเสนาสนะหรืออารามน้ีเป็นสิ่งท่ีภิกษุรูปใดรูปหน่ึงจะผูกขาดไว้เป็นสมบัติส่วนตัวไม่ได้ คณะก็ตาม บุคคลก็ตาม จะนำไปสละหรือยกให้แก่ภิกษุหรือผู้ใดผู้หน่ึงก็ไม่ได้ ถ้านำไปสละหรือแจก(ยกให้)ต้อง อาบตั ถิ ุลลจั จยั (สมเด็จพระมหาสมณเจา้ กรม พระยาวชริ ญาณวโรรส)๓๙ ๔. ยารักษาโรค พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า และยาท่ีผสมด้วยเนยใส เนยขน้ นำ้ มนั นำ้ ผึ้ง นำ้ ออ้ ย(พระไตรปิฎกภาษาไทย)๔๐ เพอื่ ป้องกันมิให้เปน็ การบำรงุ บำเรอร่างกาย ๖.๕.๒ ความยุตธิ รรม หลักแนวคิดภายใต้ระบบทรัพย์สินส่วนกลาง ได้ปรากฏสะท้อนการแบ่งปันทรัพยส์ ินของสงฆ์ที่เป็นไปด้วย ความยุติธรรม เพราะเป็นการปฏิบัติตามความจำเป็นและเหตุผลสมควรของแต่ละคนท่ีควรจะได้รับ ซึ่งหลีกเล่ียง เกณฑ์การให้ด้วยขนาดหรือปริมาณของความต้องการท่ีอยากจะได้ ตัวอย่างของการจัดสรรแบ่งปันทรัพย์สิน ส่วนกลางท่ีจัดได้ว่ามีความยุติธรรม สามารถดูได้จากการปฏิบัติหน้าท่ีของตัวแทนสงฆ์ในสมัยพุทธกาล เช่น พระทพั พมัลลบุตร ดงั มรี ายละเอยี ดดังน้ี พระทัพพมัลลบุตรได้รับเอตักทัคคะในด้านภัตตุทเทสก์ คือ เป็นผู้มีหน้าท่ีรับ จัดเก็บ แจกภัตตาหาร และเสนาสนปัญญาปกะ(พระไตรปิฎกภาษาไทย)๔๑ สงฆ์ได้คัดเลือกหรือมอบหมายให้ พระทัพพมัลลบุตรเป็นผู้ทำ หน้าที่ในการจัดสรรแบ่งปันปัจจัย ๔ ซ่ึงท่านก็ได้มีวิธีปฏิบัติตามหลักคุณสมบัติ ๕ ประการ (พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๔๒ กล่าวคือในด้านอาหาร เมื่อมีผู้นิมนต์ฉันภัตตาหาร ท่านจะจัดเฉลี่ยสงฆ์ให้หมุนเวียนผลัดเปล่ียนกัน ไปตามลำดับวาระและตามความเหมาะสม (พระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์)๔๓ โดยพิจารณาเหตุผลด้านต่างๆ กล่าวคือ ๓๕ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป,อ,ปยุตโฺ ต), พจนานกุ รมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศพั ท์, พิมพ์ครงั้ ท่ี ๑๒, (กรงุ เทพมหานคร : มหาจฬุ าลงกรณร์ าชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๑), หนา้ ๒๐. ๓๖ อ้างแล้ว เรื่องเดียวกนั , เลม่ ที่ ๘ หน้า ๑๒๘. ๓๗ อ้างแล้ว เร่อื งเดยี วกัน, เล่มที่ ๗ หน้า ๘๙–๙๑. ๓๘ อ้างแลว้ เรือ่ งเดียวกัน, เล่มท่ี ๑ หนา้ ๓๗๘-๓๘๓. ๓๙ สมเดจ็ พระมหาสมณเจา้ กรม พระยาวชิรญาณวโรรส, วินัยมขุ เล่ม ๒ หลักสูตรนกั ธรรมช้นั โท, พิมพค์ รงั้ ที่ ๓๑, (กรุงเทพมหานคร : มหามกฏุ ราชวิทยาลยั , ๒๕๔๓), หนา้ ๑๔๓-๑๔๖. ๔๐ อา้ งแล้ว เร่ืองเดียวกัน, เล่มท่ี ๑ หนา้ ๓๙๗. ๔๑ อ้างแลว้ เรือ่ งเดียวกัน, เล่มท่ี ๑ หนา้ ๔๑๒ – ๔๑๕. ๔๒ อ้างแล้ว เรอื่ งเดยี วกนั , เลม่ ที่ ๕ หนา้ ๒๐๓. ๔๓ พระครกู ลั ยาณสิทธวิ ัฒน์ (สมาน พรหมอยู่/กลยฺ าณธมโฺ ม), เอตทัคคะในพระพุทธศาสนา, พมิ พค์ รัง้ ท่ี ๓, (กรุงเทพมหานคร : บริษทั สหธรรมกิ จำกดั , ๒๕๔๔), หนา้ ๑๔๔-๑๔๗.
พุทธสนั ตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๑๔ การที่ภิกษุจะได้อาสนะท่ีดี ได้น้ำท่ีดี ได้อาหารที่ดีนั้นต้องเป็นไปตามลำดับอายุพรรษาของการบวช วัยวุฒิ คุณวุฒิ และเป็นผู้มคี วามรู้จกั คุ้นเคยกับเจ้าภาพ บางคร้ังในการแจกจา่ ยภัตตาหาร ท่านยังแจกจ่ายภัตตาหารโดยพิจารณา ตามจริตความชอบของแต่ละรูป และบางคร้ังก็ใช้วิธีการจับสลากแล้วแจกภัต (พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๔๔ โดยมี การคดั แยกและจัดแจกสิ่งของท่ีประณีตก่อน ส่วนสงิ่ ของที่ไม่ประณีตจะจัดแจกในรอบลำดับสุดท้ายแต่สำหรับการ แจกสิ่งของช้ินเล็กๆ น้อยๆ ที่มีจำนวนมากหรือไม่สำคญั เช่น น้ำผ้ึง นำ้ ออ้ ย รองเท้า เข็ม มดี โกน เศษผา้ ขัณฑ์จีวร ท่านจะแจกตามความต้องการของภิกษุ แม้ภิกษุจะได้รับแจกแล้วแต่ถ้าต้องการเพ่ิมอีกรอบ ท่านก็แจกให้อีก โดยไม่มีการแบง่ แยกเขาหรอื เราดว้ ยคิดว่าจะให้เพยี งเท่านหี้ รือจะให้เฉพาะแกภ่ กิ ษุน้ี ไม่ให้แก่ภกิ ษนุ ั้น ในด้านเสนาสนะ ท่านยึดระบบการแจกตามระดับอายุพรรษา มีวัยวุฒิคุณวุฒิอย่างไร เป็นพระผู้ใหญ่ หรือน้อย เป็นผู้มีอุปการคุณหรือมีบทบาทหน้าท่ีต่อสงฆ์มากน้อยเพียงใด นอกจากนั้นยังจัดแจกตามจริตอุปนิสัย ของภิกษุ ที่มีความคิดเห็นและความรู้ที่คล้ายคลึงหรือความคุ้นเคยชอบพอกัน กล่าวคือภิกษุที่มีอัธยาศัยชอบด้าน พระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม หรือบำเพ็ญฌานภาวนา เป็นต้น ก็จัดให้พักอยู่ใกล้ๆ กันหรือแยกห่างกันอยู่ ในกรณีที่เห็นว่าจะรบกวนซึ่งกันและกัน(พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๔๕ ท้ังน้ีก็ข้ึนอยู่กับจำนวนคน จำนวนสถานที่ หรอื บริเวณว่ามมี ากนอ้ ยเพียงใด ในกรณีพิเศษ ท่านได้จัดเสนาสนะแยกไว้เฉพาะ เพ่ืออำนวยความสะดวกสบายให้แก่ภิกษุ เช่น ภิกษุ อาพาธหรือแก่เฒ่าชรา เป็นต้น ท่านก็จัดให้อยู่ใกล้คน ใกล้ยา ใกล้อาหารหรือสถานท่ีท่ีมีอากาศ ปลอดโปร่ง ในด้านอัธยาศัยท่านยังเป็นผู้ประชาสัมพันธ์ให้คำปรึกษาอีกด้วย โดยท่านจะชี้แจงแนะนำว่า นี่ท่ีถ่ายอุจจาระ นี่ที่ ปัสสาวะ น่ีน้ำดื่ม น่ีน้ำใช้ น่ีคือกฎระเบียบกติกาสงฆ์ ควรเข้าเวลาน้ี ควรออกเวลาน้ี (พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๔๖ โดยภาพรวมถือว่าท่านได้ปฏิบัติตามธรรม เพราะท่านได้ทำให้สังคมสงฆ์เป็นสังคมที่มีความเมตตาต่อกัน มีความยุติธรรมเท่าเทียมกัน มีความสามัคคีและเคารพหรือสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน โดยท่านได้ยึดหลักการ ท้ังความต้องการ (คุณสมบัติ)และความจำเป็น(เหตุผลสมควรที่จะได้รับ)ของตัวบุคคล ซ่ึงก็ขึ้นอยู่สภาพเงื่อนไข ของบุคคลและลักษณะของทรัพย์สินนั้นๆ กลา่ วคือ สงฆ์ไมไ่ ดแ้ จกจ่ายพรำ่ เพรอ่ื ให้ได้จำนวนเท่ากันหมดแบบตัวเลข โดยภาพรวม สังคมสงฆ์ได้จัดสรรแบ่งปันเพื่อให้ภิกษุได้ถือเอาสัดส่วนแต่พอดี ให้เอาแต่เท่าที่จำเป็นจะใช้ ไม่ให้มี การเก็บสะสมเพ่ือครอบครองเป็นของส่วนตัวหรือกอบโกยเอาส่วนเกิน เพราะแนวคิด ทรัพย์สินส่วนกลาง เป็นแนวคิดว่าด้วยการทิ้งสว่ นเกินไว้ใหส้ ังคมหรอื ให้คนอื่นได้ ใช้ประโยชน์ ดังน้นั ยิ่งส่วนเกินท่เี ป็นของสังคมสงฆ์มี มากเท่าใด ก็ยง่ิ ทำให้สงฆท์ ุกรูปม่ันคงเท่านั้น ดังพุทธดำรัสที่ตรัสว่า จุนทะ... เท่าท่ีมคี ณะเกิดข้ึนแลว้ ในโลกในบดั น้ี เรายังไม่เห็นคณะอื่นแม้หมู่เดียว ท่ีบรรลุถึงความเลิศด้วยลาภและความเลิศด้วยยศ เหมือนภิกษุสงฆ์เลย... สมบูรณ์... บริบูรณ์ด้วยอาการทุกอย่าง ไม่หย่อน ไม่ยิ่ง...พระศาสดาประกาศ(วางหลักการและระบบ)ไว้ดีแล้ว (พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๔๗ ซ่ึงก็สอดคล้องกับแนวคิดหลักธรรมิกสังคมนิยมท่ีว่า พระพุทธศาสนาไม่มีใครเอา ส่วนเกิน เอาแต่เท่าท่ีจำเป็นหรือพอดี เพ่ือว่าส่วนที่เหลือจากน้ันจะได้ตกไปเป็นของสังคม... เน้นสันโดษแสวงหา บริโภคเท่าที่จำเป็น (พุทธทาสภิกขุ)๔๘ และการที่ทรัพย์สินส่วนกลางมีมากเพียงพอยังชว่ ยให้ระบบสังคมเดนิ ต่อไป ได้ คือ สามารถจัดสรรแจกจา่ ยเป็นสวัสดกิ ารใหท้ ่วั ถงึ กัน ให้ไดร้ บั อยา่ งเทา่ เทียมกนั และยง่ั ยนื ได้ ๖.๕.๓ ให้สำคญั ตอ่ สังคมสว่ นรวม ๔๔ มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙), เลม่ ที่ ๗ หน้า ๑๕๕. ๔๕ อ้างแลว้ เรอื่ งเดียวกัน, เลม่ ที่ ๖ หน้า ๓๐๑–๓๐๒. ๔๖ อา้ งแลว้ เรื่องเดียวกนั , เล่มที่ ๖ หนา้ ๓๐๓. ๔๗ อา้ งแล้ว เรื่องเดียวกนั , เล่มท่ี ๑๑ หน้า ๑๓๖. ๔๘ พุทธทาสภกิ ข,ุ ธมั มิกสังคมนยิ ม, (กรุงเทพมหานคร: สุขภาพใจ, ๒๕๔๘), หนา้ ๓๐-๓๓.
พุทธสนั ตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๑๕ ในสังคมสงฆ์ก็มีระบบการจัดการทรัพย์สินส่วนกลางท่ีเรียกว่า ของสงฆ์ เป็นอุดมคติของการน้อมนำเอา วัตถุทานหรือทรัพย์สินทั้งหมดให้ตกเป็นของสงฆ์ส่วนรวม โดยพระสงฆ์ทั้งหมดต่างเป็นเจ้าของร่วมกัน ซ่ึงก็ได้อิง อาศัยภาพลักษณ์ของความเป็นหมู่คณะ ดังพุทธดำรัสที่ตรัสว่า ทักษิณาท่ีถวายในสงฆ์นั้นมีผลมาก มีอานิสงส์นับ ไม่ได้ ประมาณไม่ได้(พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๔๙ กล่าวคือสังฆทานในเชิงสังคมท่ีไม่ใช่ตัวบุคคลน้ันย่อมได้บุญมาก เพราะเป็นการเสียสละเพื่อเห็นแก่ส่วนรวม เคารพส่วนรวม ซึ่งก็เหมือนกับการยกเลิกระบบกรรมสิทธิ์ส่วนตัว เพราะผลที่ตามมาได้สะท้อนให้เห็นความเป็นเจ้าของร่วมกัน การท่ีสงฆ์ทุกรูปเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ช่วยกันสร้าง ช่วยกันปฏิบัติหรือช่วยกันดูแลรักษาน้ันเป็นระบบโครงสร้างเศรษฐกิจของสังคมหน่ึงเดียว เป็นระบบการจัดการ ทรัพยส์ ินแบบเปน็ ก้อนๆ เดยี วทั้งสังคม คลา้ ยๆ กบั หลกั การของสหกรณ์ทไ่ี ม่มกี ารแขง่ ขนั และเป็นระบบ ๖.๕.๔ ลดความเหลอ่ื มล้ำทางเศรษฐกิจ สังคมสงฆ์ได้กลายเป็นสังคมที่สามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม (โสภณ ศรีกฤษดาพร)๕๐ ปรากฏเป็นสังคมต้นแบบแห่งความเสมอภาคเท่าเทียมกันท้ังในด้านสิทธิและโอกาสกล่าวคือ มีความเสมอภาค ทางด้านเศรษฐกิจ สังคมสงฆ์มีความเท่าเทียมกันในด้านเศรษฐกิจ คือ ปัจจัย ๔ ซึ่งทุกคนก่อนท่ีจะบวชและหลัง บวชจะต้องสละทรัพย์สินเงินทอง(พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๕๑ หรือต้องสละกรรมสิทธ์ิส่วนเกินให้ตกเป็นของสงฆ์ ส่วนรวม นอกจากนี้ยังมีวิธีแห่งการใช้สอยปัจจัย ๔ ท่ีมีลักษณะเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ท่ีจะต้องได้มาด้วย การบิณฑบาตขอคำข้าว(พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๕๒ ซ่ึงจัดว่าเป็นวิธีการอันแยบยลในการท่ีจะให้พระสงฆ์สามารถ อยู่ร่วมกับสังคมได้โดยไม่ตกเป็นลูกจ้างสังกัดหรือเป็นลูกน้องบริวารของใครคนใดคนหน่ึง, เคร่ืองนุ่งห่มจะต้องใช้ ผ้าบังสกุ ุลไม่เกิน ๓ ผืน(พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๕๓ ที่อยู่อาศัยหรือเสนาสนะจะต้องไม่มีการผูกขาด กล่าวคือ ให้มี การใช้ร่วมกันและห้ามแจกแบ่งปันเป็นของส่วนตัว(สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรม พระยาวชิรญาณวโรรส)๕๔ และยารักษาโรค ทใี่ ชย้ าดองด้วยน้ำมูตรเนา่ (พระไตรปิฎก ภาษาไทย)๕๕ จากข้อมูลดังกล่าว เราจะพบว่า วิถีชีวิตของพระสงฆ์เป็นการดำเนินชีวิตที่เป็นไปในทิศทางและรูปแบบ เดียวกันหมด กล่าวคือ การมีหรือไม่มีซึ่งปัจจัย ๔ เป็นการมีหรือไม่มีแบบเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนนั้นจะเคยเป็นคน ร่ำรวยหรือยากจนมาก่อนก็ตาม เม่ือเข้ามาบวชแล้วสถานะทางเศรษฐกิจจะเหมือนกันหมด ดังนั้น การใช้ระบบ ทรัพยส์ ินส่วนกลางจงึ เป็นการปรับฐานทางดา้ นเศรษฐกิจของแต่ละคนใหอ้ ยู่ในระดับท่ีเท่าเทยี มกัน แนวคิดการจัดระบบทรัพย์สินส่วนกลาง เป็นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคมได้เป็นอย่างดี เน่ืองจากวัตถุผลผลิตหรือปัจจัย ๔ มีจำนวนจำกัด ถ้าปล่อยให้ทุกคนครอบครองเป็นของส่วนตัวก็ย่อมไม่เพียงพอ สำหรับทุกคน เม่ือปัจจัย ๔ ไม่เพียงพอย่อมเกิดการด้ินรนต่อสู้เพ่ือให้ได้มาซ่ึงปัจจัย ๔ ย่อมเกิดการยื้อแย่งแข่งกัน หรอื เกิดการเบียดเบียนทำร้ายกัน และเกลียดชังกันตามมา ดงั น้ันแนวคิดการจัดการทรัพย์สินให้เป็นของสาธารณะ หรือเป็นของส่วนรวมร่วมกัน ย่อมเป็นระบบหรือรูปแบบทางออกเพื่อการแก้ไขความขัดแย้งในสังคมได้อีกรูปแบบ ๔๙ มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙), เลม่ ท่ี ๑๔ หนา้ ๔๒๙-๔๓๐. ๕๐ โสภณ ศรีกฤษดาพร, ความคิดเรื่องมนษุ ย์ในพุทธปรัชญา, (กรงุ เทพมหานคร: มหาวิทยาลยั กรุงเทพ, ๒๕๓๑) หนา้ ๑๘๗. ๕๑ อ้างแลว้ เรอ่ื งเดยี วกัน, เลม่ ท่ี ๙ หนา้ ๖๕-๖๗. ๕๒ อ้างแลว้ เรือ่ งเดียวกัน, เล่มท่ี ๒ หนา้ ๓๙๐. ๕๓ อ้างแลว้ เรือ่ งเดยี วกัน, เล่มท่ี ๘ หน้า ๑๒๘. ๕๔ สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้ากรม พระยาวชริ ญาณวโรรส, วินัยมขุ เลม่ ๒ หลักสูตรนักธรรมชั้นโท, พิมพค์ รงั้ ท่ี ๓๑, (กรงุ เทพมหานคร : มหามกุฏราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๓), หนา้ ๑๔๓-๑๔๖. ๕๕ อ้างแลว้ เรื่องเดียวกัน, เล่มท่ี ๑ หน้า ๓๙๗.
พทุ ธสันตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๑๖ หน่ึง ซึ่งก็เห็นเป็นประจักษ์หรือเป็นตัวอย่างได้ในระบบหรอื รูปแบบว่าด้วยทรัพยส์ ินของสงฆ์น่ันเอง ดังนั้น แนวคิด ดงั กลา่ วยอ่ มเป็นสิง่ ที่สามารถนำไปปฏิบตั ไิ ด้ แตท่ งั้ นกี้ ต็ ้องประยกุ ตใ์ หส้ อดคลอ้ งกับลักษณะของแต่ละสงั คมนนั้ ๆ เม่ือวัตถุเป็นเป้าหมายแห่งความต้องการของสังคม สังคมก็มุ่งแก่งแย่ง แข่งขันกันเพื่อจะครอบครอบหรือ เก็บไว้เป็นกรรมสทิ ธ์ิส่วนตัวให้มากที่สุดเท่าท่ีจะกระทำได้ ซ่ึงน้ันกเ็ ป็นเหตใุ ห้ทรัพยากรหรอื วัตถุผลผลติ ขาดแคลน หรือไม่เพียงพอต่อความต้องการ ตลอดถึงคนในสังคมบางส่วนถูกกีดกัน คือ ไม่มีสิทธิ์หรือไม่ได้รับการแบ่งปัน โอกาสท่เี ท่าเทยี มกนั เมื่อเปน็ เช่นนค้ี วามขดั แย้งในสังคมก็ยอ่ มเกิดข้ึนในไมช่ ้า พ ร ะ พุ ท ธ เจ้ า ท ร ง เม่ื อ พ ร ะ อ ง ค์ มี โ อ ก า ส แ ล ะ อ ำ น า จ ใ น ก า ร อ อ ก แ บ บ ห รื อ ส ร้ า ง ร ะ บ บ สั ง ค ม ให ม่ ท่ีเป็นของตนเอง พระองค์จึงสร้างสังคมสงฆ์ท่ีมีสิทธ์ิมีอำนาจหน้าท่ีท่ีขึ้นต่อกันและกัน ทรงมุ่งเน้นให้ความสำคัญ ต่อสังคมส่วนรวมเป็นหลักมากว่าการปกป้องสิทธิส่วนตัวของปัจเจกชน กล่าวคือ ทรงใช้ระบบรูปแบบทรัพย์สิน ส่วนกลาง โดยให้สงฆ์ทุกรูปสละส่วนเกินให้ตกเป็นของส่วนกลางเพ่ือการใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ร่วมกัน จึงจัดได้ว่า ระบบทรัพย์สินส่วนกลางของสงฆ์เป็นการปรับฐานเศรษฐกิจของแต่ละบุคคล ให้เท่าเทียมกัน และเป็นการสะท้อนระบบโครงสร้างเศรษฐกิจของความเป็นสังคมหนึ่งเดียว ท่ีมีการแจกจ่าย แบ่งปันกันตามความสามารถและตามความต้องการหรือความจำเป็นของแต่ละบุคคล สังคมสงฆ์จึงมีความเสมอ ภาคเท่าเทียมกันท้ังในด้านวัตถุและจิตใจ พร้อมทั้งความเสมอภาคทางด้านสิทธิและโอกาส ลดความขัดแย้ง สร้างความสามัคคีได้จริงเพราะไม่ต้องแข่งขันกัน สร้างวัฒนธรรมแห่งสันติสันสุขเพราะการแบ่งปันผลผลิต หรือปัจจัยส่ีตามความจำเป็น และอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นบนฐานของการเคารพ และการให้เกียรตแิ ก่กันและกนั แม้ว่า จะไม่รู้จกั กนั มากอ่ นก็ตาม ๖.๖ การบริหารความขดั แย้งแบบพุทธ ๖.๖.๑ แนวคิดการจัดการทางสังคม : มทุ ติ า “ความขัดแย้งนำไปสู่การเปล่ียนแปลง” การเปล่ียนแปลงดังกล่าว เป็นการเปลี่ยนท้ังในเชิงกายภาพ และจติ ภาพ หรือเชิงมหัพภาคและจุลภาคพระพุทธศาสนายอมรับว่า มนุษยป์ ุถุชน มีความขัดแย้งและความแปลก แยกในตัวเองอันเกิดจากแรงผลักของความโลภความโกรธ และความหลง อย่างไรก็ตาม ผลของความขัดแย้ง ก็ส่งผลในด้านบวกตอ่ มนษุ ย์หลายประการด้วยกนั ได้แก่ ความขัดแย้งเป็นการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ความขัดแย้งเป็นเหตุให้เกิดการพัฒนาคนให้ได้ยกระดับ ตนเองให้เป็นมนุษย์ ที่มีความเจริญ โดยเฉพาะความเจริญทางจิตใจ ความเป็นพระพุทธเจ้าก็เกิดจากการขัดแย้ง ในจิตของเจ้าชายสิทธัตถะท่ีทรงพิจารณาเห็นถึงสภาวะของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จึงเกิดพัฒนาจิตจากความเป็น มนษุ ยไ์ ปสู่ “ความเป็นพระพุทธเจา้ ” (พระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตโต)๕๖ หลัก“มุทิตาจิต” น่ันคือ เห็นคนทำความดีก็นำมาบอกกล่าวและชักชวนกันไปดูไปเรียนรู้และขยายผล ออกไป ไมต่ ีกรอบความคิด รปู แบบ หากแตด่ งึ เอาศักยภาพของชมุ ชนท้องถิ่นใหล้ ุกข้นึ มาจัดการตนเอง คำว่า “มุทิตาจิต” ก็คือ ความช่ืนชมยินดีเบิกบานกับส่ิงท่ีดีของคนอ่ืน เอาความดี ส่ิงดีดีของคนเขามายก ยอ่ งเชิดชู แล้วนำไปต่อยอด สร้างพลังการเรียนรู้จากต้นแบบที่ดี นำไปสู่การจัดการท่ีกวา้ งมากขึ้น ใหญ่ขึ้น หรอื ที่ เรยี กกันวา่ “กระบวนการสบื ค้นหาความดี” คือ การตงั้ สติ คิด ทบทวน คยุ แลกเปล่ียน เพอื่ ค้นหาความดที ี่เกดิ ขึ้น ในชุมชน ที่มีอยู่ในพ้ืนที่ (ทุนทางสังคม) ใครมีดีด้านใด ก็ไปศึกษาเรียนรู้กับเขา ไปให้กำลังใจเขา ชื่นชมเขา แล้ว ๕๖ พระธรรมปิฎก ป,อ,ปยตุ โต, การศึกษาเพือ่ อารยธรรมท่ยี ่ังยนื , พิมพ์ครั้งท่ี ๓, (กรงุ เทพมหานคร : มลู นิธิพุทธธรรม, ๒๕๓๙), หน้า ๒๘.
พุทธสนั ติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๑๗ ถอดเอาตัวอย่างบทเรียนจากเขา แล้วนำบอกต่อ นำมาทดลองทำนำมาตอ่ ยอด เพาะเมลด็ พันธแ์ุ ห่งความดใี ห้ขยาย กงิ่ กา้ น สาขาออกไป กระบวนการเรียนรแู้ บบมทุ ิตาจิต ประกอบด้วย ๔ กระบวนการหลัก คอื ก. การค้นหาความดีงาม คือ การค้นหาสิ่งดีดีท่ีชุมชนตนเองมีอยู่ มีอะไรท่ีเป็นส่ิงท่ีภาคภูมิใจ ร่วมกันของชุมชน แล้วมีอะไรที่เป็นสิ่งที่โดดเด่นแตกต่างไปจากชุมชนอ่ืนๆ กระบวนการก็จะใช้การพูดคุย แลกเปลี่ยน ระดมความคดิ เหน็ ทีห่ ลากหลาย เปน็ การค้นหาทนุ ทางสงั คมที่มอี ยู่ ข. การชื่นชมความดีงาม คอื การนำเอาสิง่ ดีดที ่ีได้จากการแลกเปล่ียนระดมความคดิ เหน็ นำมาจัด หมวดหมู่ ชี้ให้เห็นคุณค่า ความหมาย และการดำรงอยู่ของส่ิงเหล่านี้ แล้วชวนคิดต่อว่าถ้านำเอาความดีเหล่านี้ มาหลอมรวมกนั แล้วนำไปขยายผลตอ่ จะเกิดการเรยี นร้ทู ี่มีพลังมาก ค. พลังจินตนาการ คือ การจินตนาการวางเป้าหมายของชุมชนร่วมกันว่าอยากเห็นชุมชน เป็นอย่างไร เป็นการกำหนดผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการพัฒนาในระยะ ๓-๕ ปีข้างหน้าว่าชุมชนจะมีลักษณะ เปน็ อย่างไร ง. การหาแนวทางขยายความดงี าม คือ การนำเอาต้นแบบทีด่ ที ี่มีอยมู่ าเปน็ แบบอย่างบวกกับพลัง จนิ ตนาการในการขยายความดี เพ่ือให้ไปสเู่ ป้าหมายท่ีอยากให้เปน็ กระบวนการจัดการเรยี นรูไ้ มม่ ีสูตรสำเร็จตายตัว กระบวนการดังกลา่ วข้างตน้ เป็นเพียงหลักกว้างๆ ของการจัดกระบวนการเรยี นรู้ แต่รายละเอียดและวิธีปฏบิ ัตนิ ั้น ก็จะจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับบริบท ประเด็นการเรียนรู้ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลา และสถานที่ แต่คงหลักการสำคัญคือ เน้นการมีส่วนร่วม ดึงเอาศักยภาพ/ต้นทุนที่มีอยู่ เสริมพลังการ เรยี นรเู้ ชิงบวก และเรยี บง่ายเป็นกันเอง นำเอาคนมาปฏสิ มั พันธก์ ับคน ใช้ใจเช่อื มใจ นำไปสปู่ ฏิบตั กิ ารจรงิ ในพื้นที่ ๖.๖.๒ หลักแห่งสาราณยี ธรรม ๖ ประการ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสันติภาพที่มีหลักธรรมแห่งทางสายกลางในการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์เพ่ือหยุดยั้งการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางสังคมและสร้างประชาธิปไตย ให้กลับคืนมาในสังคมไทยอีกคร้ังหนึ่งได้ ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงมีหลักสาราณียธรรม ๖ คือ ธรรมอันเป็นท่ีตั้ง และเป็นเหตุแห่งความระลึกถึงกันและกัน ธรรมที่ทำให้เกิดความสามัคคีอันเป็นหลักการอยู่ร่วมกันโดยสันติวิธี (peacefulco-existence) ๖ ข้อ ซ่ึงเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในสังคมไทยได้ (กรมศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม)๕๗ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติท่ีมีความสอดคล้องกับหลักความซื่อตรงเท่ียงธรรม แห่งทศพิธราชธรรม (righteousness rule of Dhosapit Rajadharma) ในการปกครองประเทศท่ีเกิดขึ้น จากบรู ณาการหลกั นิติธรรมและหลกั ราชธรรมเขา้ ไว้ดว้ ยกนั ดังน้ี ๑.เมตตามโนกรรม เป็นความรูส้ กึ ในจิตใจท่ีมีแต่ความคิดดีๆ การมองกันในเรือ่ งดี มีความหวังดี ปรารถนา ดี รกั และเมตตาต่อกนั คิดในสง่ิ ที่สรา้ งสรรค์ มองด้านบวกต่อกนั ไมม่ คี วามอิจฉาริษยา ไม่คิดอคติลำเอียง ก่อความ พยาบาท สร้างความโกรธแค้นเคืองกัน ให้โอกาสและให้อภัยต่อกันทุกเร่ืองไม่ว่าจะหนักเบาแค่ไหน ความคิด ปรารถนาให้ผู้อ่ืนเป็นสุขและเข้าใจผู้อื่น ไม่เอาความรู้สึกนึกคิดของตนเป็นใหญ่ มีน้ำใจต่อบุคคลอื่น เมตตา มโนกรรมนีร้ วมถงึ ความอดทนอดกลั้นตอ่ ความอาฆาตมาดร้ายบคุ คลอืน่ ที่มีต่อตนเองด้วย ๒.เมตตาวจกี รรม เพื่อใช้คำพูดออกมาแต่คำพดู ท่ีดงี าม ด้วยความรักปรารถนาดี รู้จักพดู ใหก้ ำลงั ใจกนั และ กัน ในยามท่ีต้องพบกับความทุกข์ความผิดหวังหรือความเศร้าหมอง ไม่พูดจาซ้ำเติมกันถากถางในยามท่ีมีใคร โดยเฉพาะคู่อริ ฝ่ายตรงข้ามต้องหกล้มลง ไม่นินทาว่าร้ายทั้งต่อหน้าและลับหลังแนะนำในสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ ๕๗ กรมศาสนา กระทรวงวฒั นธรรม, ทา่ นคมสรณ์–พระธรรมทูตสายประเทศอินเดยี , ๒๕๕๗, หน้า ๒๘.
พุทธสนั ติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๑๘ พูดด้วยความจริงใจต่อบุคคลอ่ืน ไม่พูดส่อเสียดบุคคลอื่นให้เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจ ไม่ดูถูกคนที่ด้อยกว่าตนเอง และไม่พดู ให้คนอืน่ เกิดความเขา้ ใจผดิ จนทะเลาะกนั พดู แตส่ ิ่งทีเ่ ป็นประโยชน์อยา่ งเดยี วเท่านนั้ ๓.เมตตากายกรรม เพื่อทำแต่ในส่ิงที่เป็นความดีต่อกัน ช่วยเหลือส่งเสริมกันด้านกำลังกาย มีความอ่อน น้อมถ่อมตน รู้จักสัมมาคารวะ ไม่เบียดเบียนรังแกกัน ไม่ทำร้ายให้ได้รับความทุกขเวทนา ทำแต่ในส่ิงที่ถูกต้องต่อ กัน มีความเสียสละต่อผู้อ่ืน ช่วยเหลือขวนขวายการงานในสิ่งที่ตนเองสามารถกระทำได้ มีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นทุก เรือ่ ง รู้จักปกป้องช่วยเหลอื บคุ คลอืน่ เมอ่ื ประสบภัย ดำรงตนอยใู่ นศลี ธรรมสำรวมระวังในอกศุ ลกรรมความไม่ดีทาง กาย และไม่ใช้กำลังเบียดเบียนผูอ้ ื่นใหไ้ ด้รับความทกุ ขเ์ ดือดร้อนไม่วา่ ดว้ ยวธิ กี ารใดๆ ๔.สาธารณโภคี เพ่ือให้รู้จักแบง่ ปันผลประโยชนก์ นั ด้วยความยตุ ิธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบกันช่วยเหลือกัน ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและมีความเสมอภาคต่อกัน เอื้อเฟื้อซ่ึงกันและกันอยู่เสมอ รู้จักแบ่งปัน บริจาคช่วยเหลือผู้ยากไร้ผู้ด้อยโอกาสในสังคม เสียสละประโยชน์ส่วนตนเพ่ือประโยชน์ส่วนรวม เพ่ือความผาสุก ของคนหมูม่ ากในประเทศ ๕.สีลสามัญญตา เพ่ือการปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับหรือวินัยต่างๆ อย่างเดียวกันอย่างเคร่งครัด เคารพในสิทธิเสรีภาพของบุคคล ไม่ก้าวก่ายหน้าท่ีกัน ไม่อ้างอำนาของตนข่มเหงรังแกผู้อ่ืน ไม่ถืออภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งปวง มีความเคารพต่อกฎหมาย ระเบียบวินัย มีความเกรงอกเกรงใจและให้เกียรติต่อกัน ไม่ทำกระทำการล่วง ละเมิดสิทธิอนั เป็นของผูอ้ น่ื ไม่วา่ จะเป็นเรือ่ งใดๆ กต็ าม ๖.ทิฏฐิสามัญญตา เพือ่ ให้มคี วามคิดเห็นเป็นอย่างเดียวกัน คิดในสิ่งทต่ี รงกัน ปรับมุมมองท่ตี ่างกลับมาให้ ตรงกันด้วยการยอมรบั ในเหตุผล พูดจาหาข้อสรุปตรงกันรจู้ ักแสงหาจุดรว่ มและสงวนจดุ ต่างไมถ่ ือเอาความคิดของ ตนเป็นใหญ่แต่เพียงฝ่ายเดียว ยอมรับฟังความคิดของผู้อ่ืนท่ีเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองจะทำอะไร ก็ควร ปรึกษาหารอื ผูท้ อ่ี ยู่รว่ มกนั ใชเ้ หตแุ ละผลร่วมกันเพือ่ ประโยชน์ของสว่ นรวมอย่างแทจ้ ริง ๖.๖.๓ หลกั สงั คหวตั ถธุ รรม ๔ ประการ ๑. เอื้อเฟื้อ จนุ เจือ เอ้ือเฟื้อ จุนเจือ คือ การให้ จะมาจากศัพท์ว่า \"ทาน\" ซ่ึงได้แก่ การเสียสละสิ่งของต่างๆ ของตน หรือการให้ ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม เพ่ือประโยชน์แก่ผู้อ่ืน ซ่ึงการให้น้ันจะให้ผลดีเต็มที่ เมื่อผู้ให้สามารถ เอาชนะใจตนเอง ด้วยการขจัดความตระหน่ีหวงแหนออกไปจากใจได้ คือให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่หวังผล ตอบแทนจากผู้รบั ขอเพยี งให้ได้บุญกศุ ลและความสบายใจเทา่ นัน้ การให้ธรรมะเปน็ ทาน การแบ่งปนั สง่ิ ที่เปน็ วัตถุ และส่งิ ทีไ่ มใ่ ช่วตั ถแุ ก่สรรพสัตว์ เพอื่ อนุเคราะห์ สงเคราะห์ ตอบแทนและบชู าคณุ ดว้ ยเจตนาอันบรสิ ุทธโิ์ ดยไมห่ วัง ส่ิงใดตอบแทนน่ันเอง รวมถึงการใหอ้ ภัยด้วย๕๘ การให้ ต้องประกอบด้วยเจตนาเป็นสำคัญจึงจะสละสิ่งท่ีจะให้ได้ และเจตนานั้นต้องประกอบด้วย ลกั ษณะ ๓ ประการ คือ ๑) มีความเชอ่ื ๒) มีความละอายต่อบาป ๓) ให้ส่ิงที่เปน็ ประโยชน์๕๙ ๒. ออ่ นหวาน น่มิ นวล ๕๘ พระครูพิสยั ปริยตั กิ ิจ (แก่น อคฺควณฺโณ), “ ศึกษาวเิ คราะห์วฒั นธรรมการใหเ้ ชิงพทุ ธในสงั คมไทย”, วทิ ยานิพนธ์ พุทธศาสตรมหาบัณฑติ , (บณั ฑิตวิทยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยา, ๒๕๕๓), หนา้ ๒๑, ๕๙ มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย, มงั คลัตถทปี นี แปล เลม่ ๓, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกฏุ ราชวิทยาลยั , ๒๕๓๑), หน้า ๒,
พุทธสนั ติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๑๙ ความอ่อนหวาน นิ่มนวล หมายถึง พูดไพเราะอ่อนโยน พูดถูกต้องตามกาลสถานท่ี พูดเป็นธรรม พูดออกไปแล้วไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน เป็นวาจาที่เมื่อกล่าวออกไปแล้วไม่ก่อให้เกิดโทษ ในภายหลัง คำพูดที่เป็นสัมมาวาจาจึงเป็นพื้นฐานธรรมะที่ควรมีในจิตใจ เพื่อเป็นหลักการประพฤติปฏิบัติ ในการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสันติสุข ปราศจากโทษเพราะการไม่เบียดเบียนกันเพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจ และสรา้ งจุดมงุ่ หมายร่วมกัน เป็นวาจาทเี่ ม่ือกลา่ วออกไปแลว้ ไมก่ อ่ ให้เกดิ โทษในภายหลงั ดังปรากฏในสารัมภชาดก วา่ “บุคคลควรพูดคำที่ดีงามเท่านั้น ไม่ควรพูดคำทช่ี ั่วหยาบเลย การพูดคำที่ดีงามเป็นการดี บุคคล ย่อมเดือดร้อน เพราะพูดคำชั่วหยาบ๖๐ ลกั ษณะของอ่อนหวาน น่ิมนวลคือ การพูดชอบ คือพูดในสง่ิ ท่ีเปน็ กุศล เว้นจากวจีทุจริต ๔ ผู้ที่มีสัมมาเจตสิกน้ีจะเห็นความสำคัญของการพูด และจะเป็นบุคคลที่พูดส่ิงหน่ึงสิ่งใดก็จะพูดแต่ส่ิง ที่เป็น ประโยชน์ ท้ังทางโลกและทางธรรม พระพุทธศาสนาเถรวาทได้แบ่งลักษณะของสัมมาวาจาไว้เป็น ๓ ประการ ดังนีค้ ือ๖๑ ๑.กถาสมั มาวาจา ได้แก่การกล่าววาจาทีด่ ี วาจาที่มศี ีลธรรม เพ่ือหวังประโยชน์แก่ผู้ฟัง ไม่ได้พูด เพื่อตัวเอง คำพูดนั้นจึงนำมาซ่ึงความสุข ความสงบ ไม่เร่าร้อน ไม่เดือดร้อน ตัวอย่างเช่น การท่ีอาจารย์สอนศิษย์ หรอื การแสดงธรรมเป็นตน้ ๒.เจตนาสัมมาวาจา ได้แก่ผู้มีเจตนาสมาทานศีล ว่าจะละเว้นวจีทุจริต มีการไม่กล่าวมุสาวาท.. เป็นต้น และตั้งใจประพฤติปฏิบัติมิให้ล่วงศีลน้ันๆด้วยความรู้สึกรับผิดชอบด้วยตัวของตัวเอง ซึ่งได้แก่ การมีหิริ โอตัปปะ นั่นเอง เจตนาในการรักษาศีลน้ีเพ่ือระมัดระวังตนเองไม่ให้ไปสู่ทุคติ การกระทำเช่นน้ีถือว่าเป็นผู้มีสติ ในการกล่าววาจานั้น ๓.วิรตีสัมมาวาจา ได้แก่การงดเว้นจากวจีทุจริต ๔ ในเม่ือมีอารมณ์ที่จะล่วงปรากฏอยู่เฉพาะ หนา้ (วิรมติ ัพพวัตถุ) คอื ไมไ่ ด้ตั้งใจไวก้ ่อน แต่เมอ่ื ประสบกบั อารมณ์เฉพาะหน้านน้ั จงึ งดเว้น อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่า ลักษณะของสัมมาวาจานั้น แบ่งออกเป็นลักษณะใหญ่ๆ ได้ ๒ ลักษณะคือ สัมมาวาจาที่เป็นข้อห้ามหรือข้องดเว้น และสัมมาวาจาท่ีเป็นข้อควรปฏิบัติ นอกจากน้ีควรถึง พรอ้ มดว้ ยธรรม ๔ ประการคือ ๑.อุฏฐานสัมปทา ความเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความขยันหมัน่ เพียร ๒.อารกั ขสัมปทา ความเป็นผู้ถงึ พร้อมด้วยการรกั ษา ๓.กัลยาณมติ ตตา ความเป็นผูม้ กี ัลยาณมิตร ๔.สมชีวติ า ความดำรงชีพดว้ ยความสมควรแก่อตั ตภาพ๖๒ ในขณะท่ีความเป็นจริงในปัจจุบันนี้ พุทธศาสนามีบทบาทสอดคล้องกับความเป็นอยู่ทั้งของปัจเจก บุคคลและสังคมส่วนรวม ดังจะเห็นได้จากความสำคัญของสังคมเปน็ สว่ นสำคัญของชีวิตคนเรา โลกที่เราแวดลอ้ ม ย่อมมิได้หมายถึงบคุ คลท่ีอยู่แวดลอ้ มตัวเราเทา่ นั้น แต่ยังรวมไปถึงสงั คมอันกว้างใหญท่ ่ีเป็นนามธรรมซ่ึงเป็นหนว่ ย รวมด้วย การปฏิบัติตนในกรอบของศีลธรรมและจริยธรรมพ้ืนฐานของบุคคลจึงไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องมี จริยธรรมตอ่ สังคมด้วย เชน่ การเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน การเคารพกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ในสงั คม ซ่ึงก่อให้เกิด ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ทานในสังคหวัตถุ ๔ จึงหมายรวมไปถึงการให้ท่ีเป็นสาธารณทาน๖๓ หรือการทำประโยชน์ เพื่อส่วนรวมด้วย หรือปิยวาจา ย่อมหมายไปถึงการไม่ล่วงละเมิดใส่ร้ายป้ายสีกัน หรือหมิ่นประมาทกันไม่ว่า ๖๐ ข,ุ ชา, (ไทย)๒๗/๘๘/๓๐, ๖๑ พระสทั ธมั มโชติกะ ธมั มาจริยะ, ปรมัตถโชติกะ มหาอภิธมั มัตถสังคหฏกี า ปริจเฉทที่ ๕ เลขท่ี ๒ , (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ ทิพยวิสทุ ธ์ิ, ๒๕๓๙ ), หน้า ๑๓๒, ๖๒ องฺ,อฏฐฺ ก, ๒๓/๑๔๔/๒๒๒, ๖๓ พระมหาสรุ วฒุ ิ จนทฺ ธมฺโม (แสงมะโน), “การศึกษาเรอ่ื งสมั มาวาจาในพุทธปรชั ญาเถรวาท”, วิทยานิพนธศ์ า สนศาสตรมหาบัณฑติ , (บณั ฑติ วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลัยมหามกฎุ ราชวิทยาลัย, ๒๕๔๙), หนา้ ๗๗,
พุทธสนั ติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๒๐ ตอ่ หน้า หรอื โดยการสือ่ สารใดๆ และรวมไปถงึ การกล่าวบดิ เบอื นความจริงซง่ึ ทำให้เสียหายตอ่ ส่วนตัวหรอื ส่วนรวม เป็นตน้ ๓. เอาใจเขามาใสใ่ จเรา เอาใจเขามาใส่ใจเรา หมายถึง การประพฤติประโยชน์ คือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บำเพ็ญ สาธารณะประโยชน์ตลอดถึงช่วยแก้ไขปรับปรงุ สง่ เสริมในทางจรยิ ธรรมการ บำเพ็ญประโยชน์ช่วยเหลือกนั และกัน ในวงแคบ และบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ในวงกวา้ ง หลักธรรมขอ้ นี้มงุ่ สอนให้คนพัฒนาตน ๒ ดา้ น คอื การทำตน ให้เป็นประโยชน์ และทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ การทำตนให้เป็นประโยชน์ หมายถึง ทำตนให้มีคุณค่าในสังคมที่ตน อาศัยอยู่ อย่างคำพังเพยที่ว่า “อยู่บ้านท่านอย่าน่ิงดูดาย ป้ันวัวป้ันควายให้ลูกท่านเล่น”หรือ “อยู่ก็ให้เขาไว้ใจ ไปก็ให้เขาคิดถึง” คนที่ไม่นิ่งดูดายมีอะไรพอจะช่วยเหลือคนอื่นและสังคมได้ก็เอาใจใส่ขวนขวายช่วยเหลือตามสติ กำลัง ทางพระพุทธศาสนาเรยี กว่า “คนทำหมู่คณะใหง้ ดงาม”อยู่ทไ่ี หนก็สรา้ งความเจรญิ ท่ีนั่น คือเราจะต้องฝกึ ตัว ของเราเองให้เป็นตนมีประโยชน์ เพราะถ้าคนไหนเป็นคนท่ีมีประโยชน์ คนๆน้ันจะเป็นที่รักของคนอื่น ใครๆก็อยากเข้าใกล้ วิธีทำให้เราเป็นคนมีประโยชน์ ก็ทำได้การหมั่นปรับปรุงพัฒนาความรู้ ความสามารถของเรา ให้ดีย่ิง ๆ ข้ึนไปตลอดเวลา และต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณธรรมด้วย เพราะเราจะเป็นคนเก่งอย่างเดียว ไม่พอแต่ต้องเป็นตนดดี ้วย เมอ่ื เราฝึกตัวเองใหเ้ ป็นตนมีประโยชน์แล้ว ก็ตอ้ งสร้างประโยชน์ใหก้ ับคนอื่นด้วยการให้ การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีน้ำใจไมตรีต่อกัน เห็นอะไรช่วยได้ก็ช่วยไม่นิ่งเฉยดูดายก็จะเป็นที่รักของคนทั่วไป แม้แต่ในสังคมที่ถูกยกย่องให้เกียรติย่อมเป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่หมู่ชนน้ันๆ เพราะฉะนั้นเมื่อเราอยู่ท่ีใด เราควรทำตัวใหเ้ กิดประโยชน์๖๔ ๔. อบอนุ่ เหมอื นญาติ อบอนุ่ เหมือนญาติ คอื การวางตนไดเ้ หมาะสมมคี วามหมาย ๒ ประการ คอื ๑.วางตนได้เหมาะสมกับฐานะที่ตนมีอยู่ในสังคม๖๕ เช่น เป็นผู้บริหาร เป็นครูอาจารย์ เป็นเจ้าหน้าที่ เป็นต้น ตนอยู่ในฐานะอะไรก็วางตนให้เหมาะสมกับฐานะที่เป็นอยู่ และทำได้อย่างเสมอต้นเสมอ ปลาย ๒.ปฏิบัติตนอย่างสม่ำเสมอต่อคนทั้งหลาย ให้ความเสมอภาค ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อ่ืนเสมอ ในสุขและทุกข์ คือ ร่วมสุขร่วมทุกข์ ร่วมรับรู้ปัญหา และร่วมแก้ปัญหาเพื่อประโยชน์ของสังคม คุณธรรมข้อนี้ จะช่วยให้เราเป็นคนมีจิตใจหนักแน่นไม่โลเล รวมท้ังยังเป็นการสร้างความนิยม และไว้วางใจให้แก่ผู้อ่ืนเหมือน เป็นญาตพิ นี่ ้อง คนเราเม่ือมีจิตใจเอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่ ไม่เห็นแกตัว รู้จักเสียสละรู้จักช่วยเหลือเก้ือกูลผู้อื่น ท้ังด้วยสิ่ง ของและให้คำแนะนำส่ังสอนจะพูดจาส่ิงใดก็พูดจาแต่คำสุภาพอ่อนหวานสมานสามัคคี รู้จักบำเพ็ญตน ใหเ้ ป็นประโยชน์ต่อสงั คมส่วนรวมยึดเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นท่ีตง้ั วางตนเสมอต้นเสมอปลาย ไมแ่ สดงอาการข้ึน ลงตามกระแสโลกร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนทั่วไป ทำได้อย่างน้ีย่อมจะทำให้คนอ่ืนนิยมนับถือเชื่อถือถ้อยคำที่พูดด้วย ๖๔ กฤษณะ รอดเริงรื่น, “การบริการตามหลกั สังคหวตั ถุของเจ้าหนา้ ท่ีเทศบาลตำบลสวนหลวง อำเภอกระท่มุ แบน จังหวดั สมทุ รสาคร”, วทิ ยานพิ นธศ์ าสนศาสตรมหาบัณฑติ , (บณั ฑติ วทิ ยาลยั : มหาวิทยาลยั มหามกุฎราชวทิ ยาลยั , ๒๕๕๔), หน้า ๒๖, ๖๕ อา้ งแลว้ เรอ่ื งเดยี วกัน, หน้า ๒๗,
พุทธสันติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๒๑ เหตุผลจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ พบว่าหลักจิตวิทยา ความไว้วางใจ,ความเป็นตัว ของตัวเอง,ความคิดรเิ ริ่ม, ความขยันม่ันเพียร,ความเป็นเอกลกั ษณ์,ความผกู พนั ,การทำประโยชน์ใหส้ งั คม และหลัก บูรณาการใช้หลักของทิศ ๖ ในการสร้างรูปแบบความรับผิดชอบต่อองค์กรจัดโครงการอบรม เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในการปฏิบัติงาน,ปลูกจิตสำนึกในภาระหน้าท่ีของตนเองควรสร้างให้บุคลากรคือส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ของสถาบันสถาบันจะพัฒนาไปโดยขาดท่านใดท่านหนึ่งไม่ได้ ทุกงานมีความสำคัญอย่างย่ิง เมื่อใดก็ตามองค์กร หรือหน่วยงานขาดมดงานคือคนทำงานส่วนย่อย องค์กรหรือหน่วยงานนั้นจะไม่สมบูรณ์แบบ หากเป็นกำแพงก็มี ช่องว่าง พร้อมทจ่ี ะหกั พังทลายลงมาตลอดเวลา เมื่อบุคลากรทุกคนเป็นส่วนสำคัญของสถาบันความรบั ผิดชอบต่อ สถาบันก็เกิดข้ึน เหมือนกับทฤษฏีการเรียนรู้แบบจิ๊กซอร์ ท่ีปรุให้ความสำคัญกับเด็กทุกคน ขาดใครคนหนึ่งภาพ จ๊กิ ซอร์ก็ไม่สมบูรณ์ สรปุ ทา้ ยบท ขณะน้ีความขัดแย้งทางความคิดลงลึกแทบจะทุกหมู่บ้าน ในชุมชนมี มองแทบไม่เห็นหนทาง แห่งความสมานฉันท์ และเห็นวิวัฒนาการของประชาธิปไตย เคร่ืองมือสำคัญในการพัฒนาและส่งเสริมระบอบ ประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมากย่ิงข้ึน สิ่งท่ีสามารถเป็นฐานรองรับการพัฒนาประชาธิปไตยก็คือ กระบวนการท่ีว่า ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกๆ กลุ่มของสังคม ซึ่งหัวใจสำคัญของการมีส่วนร่วมก็คือ “การทะลายและ สลายความเป็นอัตลกั ษณ์” และ“ยอมรบั ในความแตกต่าง”ของมนุษย์แต่ละคน อนั เปน็ การส่งเสรมิ และยอมรับใน ศกั ยภาพของมนุษย์ โดยมนุษย์ และเพื่อมนุษย์เองเป็นฐานรากว่าเข้มแข็งพอท่ีจะทำให้เช่ือมัน่ ได้ว่าจะพาให้ชุมชน ก้าวผ่านความขดั แยง้ หนน้ีไปได้ ดังน้ัน การศกึ ษาแนวคิดเกี่ยวกับการสรา้ งปรองดอง และรูปแบบการจัดการความ ขัดแย้งโดยพุทธสันติวิธีตามท่ีปรากฏในคัมภีร์พระไตรปิฎก กล่าวถึงสาเหตุของปัญหาความขัดแย้งท่ีเกิดขึ้นและ แนวทางการสร้างสังคมสมานฉันท์ในกรอบของพุทธสันติวิธี จึงมีความจำเป็นอย่างย่ิงในการสร้างสรรค์สังคม ใหม้ คี วามสขุ มคี วามรคู้ วามเข้าใจศาสนาที่ตนนับถอื อยา่ งเพียงพอ โดยปราศจากการนำศาสนาเข้ามาเปน็ เครอื่ งกีด กน้ั สนั ติสขุ ที่จะพึงมีร่วมกัน นอกจากนี้ ยังต้องอาศัยกรอบความคิดและการวิเคราะห์จากสหศาสตร์ ประกอบด้วย สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติสาขาต่างๆ ด้วย ดังที่ ท่านพุทธทาสภิกขุ ได้เสนอแนวคิดน้ีในหนังสือ “สันติภาพของโลก” โดยได้นำเสนอแนวคิดเร่ือง “สันติภาพ” อีกทั้งนำเสนอแนวคิด “สันติวิธี” อันเป็นแนวทาง หรอื มรรควิธที ี่ทำใหเ้ กิดข้ึนสันติภาพในสงั คมยุคปัจจบุ นั พระพุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคม ท่ีไม่สามารถแยกออกจากกันได้ พระพุทธศาสนา เปล่ียนแปลงไปตามสภาพสังคม เศรษฐกิจและการเมือง แต่พระพุทธศาสนาก็มีอิทธิพลและบทบัญญัติต่อวิถีชีวิต ของบุคคลในสังคม ซ่ึงนักสังคมศาสตร์ให้การยอมรับความสำคัญของพระพุทธศาสนาในลักษณะที่เป็นระบบ ควบคุมสังคมให้สุขสงบ และเป็นสถาบันเบื้องต้นสำหรับการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และสวัสดิการของมนุษย์ หลักธรรมท่ีจะทำให้นักปกครองหรือนักการเมือง และประชาชน มีความสามัคคีในการสร้างความเจริญ ใหแ้ ก่ประเทศชาติ ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคในระบอบประชาธปิ ไตย ซ่ึงถือวา่ คนทุกคนมีความเท่า เทียมกัน เป็นส่วนหนึ่งของรัฐเหมือนกัน เป็นหลักการที่ควบคู่กับหลักเสรีภาพ ส่งเสริมให้ประชาชนแสดงออก ถงึ การเป็นเจา้ ของอำนาจอธปิ ไตย
พุทธสนั ติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๒๒ คำถามทา้ ยบท
พุทธสนั ติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๒๓ เอกสารอา้ งอิงประจำบท กฤษณะ รอดเรงิ รื่น, “การบริการตามหลกั สังคหวตั ถขุ องเจ้าหนา้ ท่ีเทศบาลตำบลสวนหลวง อำเภอกระทมุ่ แบน จังหวัดสมทุ รสาคร”, วทิ ยานพิ นธศ์ าสนศาสตรมหาบณั ฑิต, บัณฑิตวทิ ยาลัย : มหาวิทยาลยั มหามกุฎ ราชวิทยาลัย, ๒๕๕๔. คณะกรรมการแผนกตำรา มหามกุฏราชวิทยาลยั , ภิกขปุ าฏโิ มกข์ บาลี–แปล, พิมพค์ ร้ังท่ี ๑๔, กรุงเทพมหานคร : มหามกฏุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๔. ชาญ กรสั นยั บุระ, ประวัติวฒั นาการความคิดสังคมนยิ ม, พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๒, กรุงเทพมหานคร : สขุ ภาพใจ, ๒๕๔๕. พระครูกลั ยาณสทิ ธิวฒั น์ (สมาน พรหมอย/ู่ กลฺยาณธมโฺ ม), เอตทคั คะในพระพุทธศาสนา, พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๓, กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัทสหธรรมิกจำกัด, ๒๕๔๔. พระครบู วรวิหารการ (วนิ ยั วนิ โย), คมู่ อื ทำวตั รสวดมนต์ฉบับบวชบำเพญ็ พรต วดั มหรรณพารามวรวหิ าร, พิมพ์ครัง้ ที่ ๓, กรุงเทพมหานคร : อรณุ การพมิ พ์, ๒๕๕๕. พระครูพิสยั ปรยิ ตั ิกิจ (แก่น อคฺควณฺโณ), “ ศึกษาวเิ คราะห์วฒั นธรรมการให้เชิงพุทธในสังคมไทย”, วทิ ยานพิ นธ์ พุทธศาสตรมหาบณั ฑติ , บณั ฑิตวิทยาลยั : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยา, ๒๕๕๓. พระธรรมปิฎก (ป,อ,ปยุตฺโต), พทุ ธธรรม, พมิ พค์ ร้ังที่ ๗, กรงุ เทพมหานคร : มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๑. ,สอนนาค-สอนฑิต : ชวี ิตพระ-ชีวิตชาวพุทธ, กรุงเทพมหานคร : บรษิ ัทธรรมสาร จำกัด, ๒๕๔๒. ,การศึกษาเพ่อื อารยธรรมทยี่ ัง่ ยนื , พมิ พค์ ร้ังท่ี ๓, กรุงเทพมหานคร : มลู นธิ พิ ทุ ธธรรม, ๒๕๓๙. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป,อ,ปยุตโฺ ต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศพั ท์, พิมพ์คร้ังที่ ๑๒, กรุงเทพมหานคร : มหาจฬุ าลงกรณร์ าชวิทยาลัย, ๒๕๕๑. ,พจนานุกรมพทุ ธศาสน์ ฉบบั ประมวลศพั ท์, พมิ พ์ครั้งที่ ๑๒, กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณ์ ราชวิทยาลยั , ๒๕๕๑. พระมหาสรุ วฒุ ิ จนทฺ ธมโฺ ม (แสงมะโน), “การศกึ ษาเรอื่ งสัมมาวาจาในพุทธปรชั ญาเถรวาท”, วทิ ยานิพนธ์ ศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, บัณฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลยั มหามกุฎราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๙. พระสัทธัมมโชติกะ ธมั มาจริยะ, ปรมัตถโชตกิ ะ มหาอภิธมั มตั ถสงั คหฏีกา ปริจเฉทท่ี ๕ เลขท่ี ๒ , กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ ทพิ ยวิสุทธ์ิ, ๒๕๓๙. พทุ ธทาสภิกขุ, ธัมมิกสังคมนิยม, กรงุ เทพมหานคร: สขุ ภาพใจ, ๒๕๔๘. มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๓๙. มหามกฏุ ราชวทิ ยาลัย, มงั คลัตถทีปนี แปล เล่ม ๓, กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหามกุฏราชวิทยาลยั , ๒๕๓๑. สมเดจ็ พระมหาสมณเจ้ากรม พระยาวชริ ญาณวโรรส, วินยั มุข เล่ม ๒ หลักสูตรนักธรรมชั้นโท, พิมพค์ รั้งที่ ๓๑, กรุงเทพมหานคร: มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓. โสภณ ศรกี ฤษดาพร, ความคิดเรอ่ื งมนุษยใ์ นพทุ ธปรชั ญา, กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยกรงุ เทพ, ๒๕๓๑. เอ็จ ณ ป้อมเพช็ ร์, พระพทุ ธศาสนาตอบลัทธมิ ารก์ ซิสม์, พมิ พ์ครัง้ ท่ี ๓, กรงุ เทพมหานคร : มหามกุฎราชวิทยาลยั ๒๕๓๐.
บทที่ ๗ รปู แบบพุทธสนั ตวิ ิธี วัตถปุ ระสงค์การเรยี นประจำบท เมื่อไดศ้ กึ ษาเนื้อหาในบทนแ้ี ลว้ ผู้ศึกษาสามารถ ๑. อธบิ ายพุทธสนั ติวิธดี ว้ ยอธิกรณสมถะ ๗ ได้ ๒. อธบิ ายพทุ ธสนั ติวธิ ีด้วยอปรหิ านยิ ธรรม ๗ ได้ ๓. อธบิ ายพุทธสันตวิ ธิ ดี ว้ ยพรหมวหิ ารธรรม ๔ ได้ ๔. อธิบายพทุ ธสันตวิ ธิ ดี ว้ ยสาราณยี ธรรม ๖ ได้ ๕. อธบิ ายพทุ ธสนั ติวิธดี ว้ ยด้วยอริยจั ๔ ได้ ๖. อธิบายพุทธสนั ติวิธดี ว้ ยสติปฏั ฐาน ๔ ได้ ๗. อธิบายพทุ ธสนั ติวธิ ดี ว้ ยศลี ๕ ได้ ขอบขา่ ยเนอ้ื หา • พทุ ธสันตวิ ิธีด้วยอธิกรณสมถะ ๗ • พุทธสันติวธิ ีด้วยอปรหิ านิยธรรม ๗ • พุทธสันติวิธดี ้วยพรหมวิหารธรรม ๔ • พุทธสนั ติวธิ ดี ว้ ยสาราณียธรรม ๖ • พทุ ธสนั ติวธิ ดี ้วยดว้ ยอรยิ จั • พุทธสนั ตวิ ิธดี ว้ ยสตปิ ฏั ฐาน ๔ • พุทธสนั ติวิธีด้วยศลี ๕
พุทธสนั ตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๒๕ ๗.๑ ความนำ คนส่วนใหญ่มักคิดว่าความรุนแรงเป็นเรือ่ งเดียวกับความขัดแย้งและอำนาจ ความรนุ แรงไม่ใช่อำนาจ ไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่เป็นจุดจบของสิ่งเหล่าน้ัน ความขัดแย้งเป็นเร่ืองธรรมชาติ เม่ือผู้คนท่ีมาอยู่ร่วมกัน ในสังคมมีความปรารถนาที่แตกต่างกัน ย่อมก่อให้เกิดความขัดแย้งได้เป็นเร่ืองธรรมดา ซ่ึงบางครั้งมนุษย์ เลือกใช้ความรุนแรงมายุติความขัดแย้ง เป็นเหตุให้เกิดความคิดว่าความรุนแรงคือความขัดแย้ง หรือหนักกว่า น้ันคือเกิดความเข้าใจว่าความรุนแรงเป็นเรื่องธรรมชาติไปด้วย ผมจึงอยากชี้ให้เห็นความแตกต่างที่สำคัญว่า ความขัดแย้งเป็นเร่ืองธรรมชาติ แต่ความรุนแรงไม่ใช่ เพราะความขัดแย้งอาจคลี่คลายลงด้วยวิธีอ่ืนที่ไม่ใช้ ความรนุ แรงได้ ในทำนองเดียวกนั ความรนุ แรงก็ไม่ใชเ่ รือ่ งเดยี วกบั อำนาจ หากอำนาจหมายถึงความสามารถทจ่ี ะทำใหอ้ ีก ฝ่ายหน่ึงทำตามความต้องการของเราได้ อำนาจก็ไม่จำเป็นต้องได้มาจากความรุนแรง เช่น ความรักก็เป็นพลัง อำนาจแบบหนึง่ เปน็ แรงผลักดนั ทจ่ี ะทำใหเ้ รายอมเสียสละบางอย่างเพ่ือคนท่ีเรารัก ความรุนแรง หมายถึง การกระทำท่ีมีหรือส่อว่ามีเจตนาที่จะกระทำให้บุคคลอ่ืนหรือกลุ่มบุคคลอ่ืน ได้รบั บาดเจบ็ การบาดเจ็บนีอ้ าจเน่ืองมาจากการทำร้ายรา่ งกายและจิตใจ ต้ังแต่เล็กน้อยไปจนถงึ ขั้นเสียชวี ิตได้ พุทธสันติ หรือรูปแบบวิธีการระงับความรุนแรงของพระพุทธเจ้ามีหลายวิธี ข้ึนอยู่กับปัจจัย ของความรุนแรง เร่ิมตั้งแต่ความรุนแรงที่เกิดจากภายในจิตและแสดงออกสู่ภายนอกก่อให้เกิดผลกระทบ ทางสงั คม ไดแ้ ก่ ๑.อธกิ รณสมถะ ๗ ๒.อปหานิยธรรม ๗ ๓.พรหมวหิ ารธรรม ๔ ๔.สาราณยี ธรรม ๖ ๕.อริยสัจ ๔ ๖.สติปฏั ฐาน ๔ ๗.ศีล ๕ ๗.๒ พุทธสนั ตวิ ธิ ีด้วยอธกิ รณสมถะ ๗ การจัดการความรุนแรงในแง่ของ“พระวินัย”คือ“อธิกรณสมถะ” หมายถึง “การระงับอธิกรณ์” หรือ “อธิกรณ์สงบระงับ” จัดเป็นชุดของวิธี” ที่ประกอบไปด้วยวิธีและข้อปฏิบัติท่ีสำคัญ ๗ ประการ๑ วิธีนี้ พระพุทธเจ้าได้ออกแบบข้ึนมาเพื่อเป็นข้อปฏิบัติเพ่ือรับความรุนแรงท่ีเกิดข้ึนใน “สังคมสงฆ์” ซ่ึงได้แก่ “พระภิกษุ” โดยมิได้เก่ียวข้องกับ “คฤหัสถ์” โดยให้เหตุผลว่า ความรุนแรงของคฤหัสถ์ เช่น การเถียงกัน ระหว่างชนทั้งหลายมีมารดากับบุตร เป็นต้น เป็นเพียงการวิวาท เพราะกล่าวแย้งกัน แต่ไม่จัดเป็นอธิกรณ์ เพราะมีความเป็นเหตุที่ต้องระงับด้วยสมถะทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม แม้พระพุทธเจ้าทรงออกแบบ ”อธิกรณ สมถะ” เพ่อื จดั การความรนุ แรงใน “ สงั คมพระภกิ ษ”ุ เท่านัน้ แต่พระองค์ไม่ได้ตรสั หา้ มถ้าจะประยุกตร์ ปู แบบไปใชก้ บั “สงั คมคฤหัสถ์” การปฏิบตั กิ ารความรุนแรง ๑ สมนตถฺ าย ปวตตฺ มาเนหิ สมเถหิ อธิกาตพพฺ านตี ิ อธิกรณานิ, ม.อ.๔/๔๖/๒๘.
พุทธสันติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๒๖ ตามแนวนน้ี า่ จะเป็นหลักการท่ีมีการผสมผสานระหว่าง “วถิ ีโลก” กับ “วิถีธรรม” เขา้ ดว้ ยกัน อธิกรณสมถะ ๗๒ ไดแ้ ก่ สมั มุขาวินยั สติวนิ ัย อมูฬหวนิ ยั ปฏิญญาตกรณะ เยภยุ ยสิกา ตสั สปาปยิ สิกา และตณิ วตั ถารกะ ๑. คำว่า “สัมมขุ าวินัย” หมายถึง การจัดการความรุนแรงในท่ีพรอ้ มหนา้ หรือวิธีระงับต่อหนา้ ” คำว่า “พร้อมหน้า หรือต่อหน้า” ในที่นีห้ มายถึง “ ความพร้อมหน้าสงฆ์ความพรอ้ มหน้าธรรม ความพร้อมหน้าวินัย และความพร้อมหน้าบุคคล”หมายความว่า“การระงบั อธิกรณ์หรือความรุนแรงในมิติต่างๆ เช่น การบาดหมาง และการทะเลาะวิวาทเป็นต้นของคู่กรณีท่ีอยู่พร้อมหน้ากัน ต่อหน้าสังฆสภา คณะบุคคลหรือบุคคลท่ีพิจารณา ตัดสินคดีโดยใช้ธรรม วินัย และ สัตตุศาสน์เป็นเคร่ืองมือในการตัดสินท่ีมาของการใช้ “สัมมุขาวินัย” ก็คือว่า พระภิกษุฉัพพัคคีย์ได้พากันลงตัชชนียธรรมนิสยกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรมและอุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุ “ท่ีไม่ได้อยู่ต่อหน้า จึงทำให้ภิกษุกลุ่มหน่ึงท่ียึดมั่นในความยุตธรรมมีความเห็นว่าการกระทำดังกล่าว น้ัน “ไม่โปร่งใส” และคู่กรณี “ไม่ได้รับความเป็นธรรม” จึงนำประเด็นน้ีไปปรึกษากับพระพุทธเจ้าพระองค์ ทรงเหน็ ด้วยและทรงชว้ี ่า “การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้น ไม่สมควร ไม่คล้อยตาม ไมเ่ หมาะ ไม่ใช่กิจสมณะ ใช้ไม่ได้ไม่ควรทำเลย” ฉะน้ัน “ภิกษุไม่พึงลงตัชชนียกรรม แก่ภิกษุทั้งหลายผ้มู ิได้อย่ตู ่อหน้ารูปใดลงต้องอาบัติ ทุกกฎสำหรับวิธีการท ี่จะใช้ระงับอธิกรณ์ตามวินัยของสัมมุขาวินัยน้ีคู่กรณีสามารถที่จะเลือกใช้ได้ ๓ วิธีคือ การตกลงกันเองระหว่างคู่กรณีคู่กรณีสามารถเลือกผู้วินิจเพ่ือดำเนินการไกล่เกล่ีย และ คู่กรณีสามารถ ใช้อำนาจของสังฆสภาพจิ ารณาตดั สินก็ได้ ๒. คำว่า “สติวินัย” หมายถึง “วินัยอันสงฆ์พึงให้แก่พระขีณาสพที่ถึงพร้อมด้วยสติอันไพบูลย์ หรือ วิธีระงับด้วยสติ”หมายความว่า “สติวินัยน้ีพึงแก่พระขีณาสพนั้น ไม่พึงให้แก่ภิกษุอื่น โดยท่ีสุด แม้เปน็ พระอนาคามีและการให้สติวินัยน้ีต้องให้แก่พระขีณาสพทีถ่ ูกโจทเท่าน้ันโดยเปน็ การประกาศสมมตใิ หว้ ่า เป็นผู้มีสติสมบูรณ์และการให้สติวินัยท่ีจัดได้ว่า “ ชอบธรรม”น้ันต้องประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ กล่าว คือ (๑) ภิกษุเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ต้องอาบัติ (๒) ผู้อ่ืนโจทภิกษุน้ัน (๓) ภิกษุนั้นขอ (๔) สงฆ์ให้สติวินัยแก่ภิกษุน้ัน (๕) สงฆ์พร้อมเพรียงกันโดยธรรมให้“ต้นกำเนิด”ของการให้ “สติวินัย”นี้เกิดจากการที่พระเตติยะและพระภุมม- ชกะซ่ึงเป็นพระบวชใหม่เข้าใจผิดคิดว่าพระทัพพมัลลบุตรซ่ึงได้รับการแต่งตั้งจากสงฆ์ ให้เป็นผู้จัดแจง เสนาสนะ(เสนาสนปัญญาปกะ) จัดกิจนิมนต์ (ภัตตุทเทสกะ) กลั่นแกล้งและใสร่ ้าย จนทำให้เศรษฐีถวายปลาย ข้าวและน้ำผักดองอันเป็นอาหารที่ไม่ประณีต และตนเองไม่ชอบ ได้ขอร้องให้เตติยาภิกษุณีใส่ร้ายว่า ถูกพระมัลลทัพพบุตรข่มขืน” การระงับอธิกรณ์ด้วย“สติวินัย” ก็คือ “สังฆสภา” สามารถใช้วิธีนี้ แก่พระขีณาสพเท่าน้ัน ไมส่ ามารถที่จะให้แก่พระภิกษุรูปอ่ืนๆ ได้ เหตุผลสำคัญ คือ พระอรหันต์ไม่อยู่ในฐานะ ที่จำเลยจะไปล่วงละเมิดและหากมีการฟ้องร้องหรือกล่าวหาอีก ก็ไม่จำเป็นที่จะนำอธิกรณ์ดังกล่าวมาสู่ “สังฆสภา” อกี ๓. คำว่า “อมูฬหาวินัย” หมายถึง “วินัยที่ สงฆ์พึงให้แก่จำเลยผู้หายหลง”หมายความว่า“การที่สงฆ์ โดย “สังฆสภา” ได้ร่วมกันระงับอธิกรณ์โดยยกประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ต้องอาบัติในขณะเป็นบ้า ซ่ึงแม้จำเลย จะได้กระทำการดังที่ถูกโจทจริง ก็ไม่ถือว่าเป็นอาบัติ”อย่างไรก็ตามการท่ีจะระงับความรุนแรงด้วยการ ยกผลประโยชน์ให้แก่จำเลยท่ี เรียกได้ว่า“ชอบธรรม” น้ัน ต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบท่ีสำคัญ ๓ ประการ คอื ๓.๑ จำเลยที่เคยเปน็ บ้ามาแล้ว แม้จะต้องอาบัตแิ ต่ก็ระลกึ ไม่ได้ ๓.๒ จำเลยทเี่ คยเปน็ บา้ มาแล้ว ระลกึ ไม่ได้แตแ่ จ้งแก่สงฆว์ ่า ระลึกไดเ้ หมอื นฝัน ๓.๓ ในขณะที่ถกู โจทก์นั้น จำเลยยงั เป็นบา้ อยู่ ๒ ว.ิ จ.ู (ไทย) ๖/๒๒๘-๒๓๙/๓๔๔-๓๖๙, ม.อุ.(ไทย) ๑๔/๔๗-๕๓/๕๕-๕๙.
พทุ ธสนั ติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๒๗ การยกประโยชน์ให้แก่จำเลยน้ัน มีจุดเร่ิมต้นจากการท่ีพระภิกษุกลุ่มหนึ่งได้โจท พระคัคคะ ในช่วงเวลาที่ท่านเป็นบ้า แต่ท่านพยายามชี้แจ้งว่า “การประพฤติละเมิดสิ่งท่ีไม่สมควรแก่สมณะเป็นอาจิณ มากมาย ท้ังท่ี กล่าวด้วยวาจา และพยายามทำด้วยกาย” น้ัน เป็นสิ่งที่ท่าน“ระลึกอาบัติ เหล่าน้ันไม่ได้ เพราะ “ท่านมีอาการเป็นบ้าจึงได้ทำส่ิงต่างๆ เหล่าน้ันเมือพระสงฆ์นำประเด็นดังกล่าวไปปรึกษาพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงตำหนิกลุ่มพระภกิ ษุท่ีพากนั โจทพระคัคคะ หลงั จากน้ัน พระองค์จึงจัดการความรุนแรงด้วย “อมูฬหวินัย”โดยพระคัคคะเข้าไปประกาศท่ามกลางสงฆ์ว่า เก่ียวกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดข้ึนและขอให้สงฆ์ได้ยกประโยชน์แก่ท่านในฐานะท่ีผิดวินัยเพราะท่านเป็นบ้า พระสงฆ์ท้ังหมดใน “สังฆสภา” จึงประกาศยกประโยชน์ให้แก่จำเลย ๓ คร้ัง ท่ามกลางสงฆ์ว่า“พระคัคคะ ไมเ่ ปน็ อาบัติเพราะท่านตอ้ งอาบัติในขณะเป็นบ้า” ๔. คำว่า “ปฏิญญาตกรณะ” หมายถงึ “การกระทำตามท่ีจำเลยปฏิญญาหรอื รบั สารภาพ”หมายความ วา่ “การระงับอธกิ รณต์ ามคำรบั ของจำเลย”คือการทำพระภกิ ษรุ ูปใดรปู หนงึ่ ระลึกได้ว่าตวั เองต้อง “ลหกุ าบตั ิ” ข้อใดข้อหน่ึง จึงได้เข้าไปหาสงฆ์แล้วขอปลงอาบัติซึ่งคำว่า “สงฆ์” ในบริบทนี้ หมายถึง“ปุคคลสัมมุขตา” กล่าวคือ ผแู้ สดงอาบัติและผู้รับอยพู่ ร้อมหน้ากัน”ดังท่ีพระอรรกถาจารย์ได้กลา่ วว่า “ท่านขอรับ ผมต้องอาบัติ ชอื่ นี้ดงั น้ี และว่าขอรับผมเหน็ อาบัติ”ข้อนก้ี จ็ ัดไดว้ ่าเป็นการระงับอธิกรณต์ ามทพ่ี ระภิกษุไดร้ บั สารภาพ ๕. คำว่า “เยภุยยสิกา” หมายถึง “การกระทำกรรมโดยเสียงข้างมาก” การนิยามในลักษณะนี้ทำให้ เกิดคำถามว่า“เสียงข้างมาก” หมายถึงใครและมีเท่าไร จึงจะเรียกว่า“มาก”พระอรรกถาจารย์ได้อธิบายคำว่า “เสียงข้างมาก” เอาไว้ ๒ แห่งด้วยกัน เน่ืองจากเกรงว่าจะทำให้การตีความประเด็นดังกล่าวคลาดเคล่ือนจาก “พหพุ จน์” โดยชี้ให้เห็นวา่ “เสยี งขา้ งมาก” ในบริบทน้ี หมายถึงต้องเป็นพวกทีเ่ ปน็ “ธรรมวาที” เท่านัน้ หากมี “อธรรมวาที” มากกว่า ไม่จัดเป็น “เสียงข้างมาก”ในบริบทน้ีดังคำยืนยันว่า “ธรรมวาทีบุคคลแห่งการกระทำ ใดใด เป็นผู้มากกว่า การกระทำน้ัน จึงชื่อว่า เสียงข้างมาก” (เยภุยยสิกา) คำถามท่ีว่า “มีจำนวนเท่าใด จึงจะ จดั ได้ว่า เสียงข้างมาหรือมาหาว่า” นั้นท่านอธิบายว่า “ภิกษุผู้เป็นธรรมวาทเี กิดแม้เพียงรูปเดียว ก็จัดเป็นฝ่าย มากกว่าได้ก็ จะต้องกล่าวอะไรถึง ๒-๓ รูปเล่า” ฉะน้ัน คำว่า “มาก” ในบริบทน้ีจึงไม่ได้มุ่งไปที่ “ปริมาณ” หากแต่ ให้ความสำคัญอยู่ที่ “คุณภาพ” ของจำนวน ซึ่งเป็นประเด็นท่ีน่าสนใจมาก การตีความในลักษณะน้ี สอดรบั กับพระพุทธเจา้ ดังที่ผู้วิจยั จะนำเสนอ “ทมี่ า” ของการระงับอธกิ รณด์ ้วย “วิธเี ยภุยยสิกา” นเ้ี กิดขนึ้ จาก การที่ “พระภกิ ษสุ องกล่มุ บาดหมาง ทะเลาะววิ าทกัน ในท่ามกลางสงฆ์กล่าวเสียดสีกัน ด้วยหอกคือปาก” ซึ่งการทะเลาะวิวาทกันดังกล่าวทำให้ไม่สามารถ หาบสรุปเกย่ี วกับ “อธกิ รณ์” ได้พระองค์จึงนำเสนอวิธีระงับอธิกรณ์ในกรณีขน้ั ต้น “สังมสภา” ต้องดำเนินการ แต่งตั้ง พระภิกษุท่ีเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติต่อไปน้ีคือ ๑.ไม่ลำเอียงเพราะชอบ ๒.ไม่ลำเอียงเพราะชัง ๓.ไม่ลำเอียงเพราะหลง ๔. ไม่ลําเอียงเพราะกลัว ๕. รู้จักสลากท่ีจับแล้ว และยังไม่ได้จับการแต่งต้ังนั้น ต้องได้รับ“ฉันทานุมัติ” จาก “สังฆสภา” ซึ่งส่ิงท่ีจะช้ีวัดว่า สังฆสภาย่อมรับ หรือเห็นด้วยหรือไม่ต้องประเมิน จาก “ความเงียบ” เป็นเกณฑถ์ า้ ทกุ รปู เงยี บย่อมถือได้วา่ เป็นผา่ นมติดังกลา่ ว ๖. คำว่า “ตัสสปาปิยสิกา”หมายถึง “กรรมท่ีสงฆ์จะพึงทำแก่บุคคลที่เลวทรามโดยความเป็นคนบาป หนา” ประเด็นท่ีน่าสนใจคือ คำว่า “เลวทราม” หรือ“คนบาปหนา”มีอะไรเป็น “เกณฑ์”หรือ“ตัวช้ีวัด” ถึงพฤติกรรมดังกล่าว พระพุทธเจ้าได้ให้คำนิยามเกี่ยวประเด็นเอาไว้ ๓ ประการด้วยกัน กล่าวคือ ๑.เป็นผู้ไม่ สะอาด ๒.เป็นอลัชชี ๓.เป็นผู้ถูกกล่าวหา แต่ไม่ยอมรับ เมื่อสงฆ์ได้พิจารณาตัดสินและลงมติว่า “ผิดตามข้อ กล่าวหา” คุณสมบัติดังกล่าวน้ี พระภิกษุได้ชื่อว่า “เป็นคนเลวทรามและบาปหนา” ซึ่งเป็นบุคคลท่ี “สังฆสภา” พึงลงตัสสปาปิยสิกกรรม อย่างไรก็ตามสังฆสภา สามารถลงตัสสปาปิยสิกกรรมแก่บุคคลต่อไปนี้ ด้วยกไ็ ด้เชน่ พระภิกษุทช่ี อบก่อความบาดหมางทะเลาะ ววิ าท สร้างความอ้อื ฉาวและก่ออธิกรณ์ในหมู่สงฆ์รวม
พทุ ธสนั ตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๒๘ ไปถึงพระภิกษุที่ชอบติเตียนพระรัตนตรัย เป็นต้นการระงับอธิกรณ์ในลักษณะน้ีผู้วิจัยมองว่า เป็นการทั้ง “การป้องกัน” “การปอ้ ง ปราม”และ “การปราบปราม” พระภิกษบุ างรูปท่ีจะก่ออธิกรณ์กำลังก่ออธิกรณ์หรือ กอ่ อธิกรณ์แล้วโดยประเมินจาก “วัตรปฏิบัติ” ท่ีพระภิกษุผู้กระทำผิด จะต้องปฏิบัติตาม ซ่ึงมี ๑๘ ข้อด้วยกัน กล่าวคือ ๑.ไม่พึงให้ (ผู้อื่น) อุปสมบท ๒.ไม่พึงให้นิสัยแก่ภิกษุสามเณรรูปอื่น ๓.ไม่พึงใช้สามเณรอุปัฏฐาก ๔.ไม่พึงรับแต่งต้ังเป็นผู้สอนภิกษุณี ๕.แม้ได้รับการแต่งต้ังแล้วก็ไม่พึงส่ังสอนภิกษุณี ๖.ไม่พึงต้องอาบัติท่ี เป็น เหตุให้ถูกสงฆ์ลงตัสสาปิยสิกกรรม ๗.ไม่พึงต้องอาบัติอื่นทำนองเดียวกัน ๘.ไม่พึงต้องอาบัติที่เลวทรามกว่านั้น ๙.ไม่พึงตำหนิธรรม (ที่สงฆ์กระทำ) ๑๐.ไม่พึงตำหนิภิกษุผู้กระทำกรรม ๑๑.ไม่พึงงดอุโบสถแก่ปกตัตตภิกษุ ๑๒.ไม่พึงงดปวารณาแก่ปกตัตตภิกษุ ๑๓.ไม่พึงทำการไต่สวน ๑๔.ไม่พึงเพ่ิมอนุวาทาธิกรณ์ ๑๕.ไม่พึงขอ โอกาสภกิ ษอุ ่ืน ๑๖.ไม่พงึ โจทภกิ ษอุ ื่น ๑๗.ไมพ่ งึ ใหภ้ ิกษุอื่นให้การ ๑๘.ไม่พึงชกั ชวนกนั กอ่ ความทะเลาะ ๗. คำว่า “ติณวัตถารกะ” หมายถึง “การกระทำหรือการระงับอธิกรณ์ ประดุจการกลบเอาไว้ด้วย หญา้ ” หรือ “การระงับอธิกรณโ์ ดยการประนปี ระนอม” ประเด็นนี้ พระอรรถกถาจารย์อธิบายเพ่ิมเติมว่า “เปรียบเทียบเหมือนคูถ หรือมูตร บุคคลกระทบเข้า ย่อมโชยกล่ินเพราะเป็นของเหม็น แตเ่ มอ่ื ถูกปกปิดกลบไว้ดว้ ยหญ้า กล่นิ น้ัน ย่อมไม่โชยไป ฉันใด อธิกรณ์ท่ีถึง มูลเหตุน้อยใหญ่อันชั่วหยาบยังไม่สงบ ย่อมเป็นไปเพ่ือความแตกสามัคคีเพราะหยาบร้าย เม่ือสงบระงับด้วย กรรมน้ีย่อมเป็นอันระงับดุจคูถท่ีถูกกลบปิดไว้ด้วยหญ้า”ประเด็นคำถามก็คือว่า “กลบอะไรและเพราะเหตุไร จึงต้องกลบ” จากการศึกษาพบว่า“ท่ีมา”ของการ “กลบ” น้ัน เกิดจากการท่ี“พระภิกษุท้ังหลายบาดหมาง ทะเลาะ ววิ าทกันอยู่”นอกจากน้ัน “ยงั ได้ประพฤติละเมิดสิ่งทไี่ ม่สมควรแก่สมณะอยู่เนืองๆ ท้ังกล่าวด้วยวาจา และพยายามทำด้วยกาย” พระภิกษุเหล่าน้ันได้ ปรึกษาหารือกันว่า “ถ้าหากพวกเราจักปรับอาบัติเหล่านี้ กันและกันแล้ว บางทีอธิกรณ์นั้นจะพึงลุกลามไปเพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายแรง เพ่ือความแตกกันก็ได้” ท่านจึงได้นำประเด็นปัญหาดังกล่าวไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระองค์ได้แนะแนวทางในการระงับอธิกรณ์ อย่างไรก็ตามข้อท่ีน่าสังเกตคือ แม้ว่าพระภิกษุท่ีเข้าร่วมสังฆกรรม ในสังฆสภาทุกรูปจะพ้นจากอาบัติ ด้วยวิธีติณวตั ถารกะนี้ แต่กระน้ันก็ยังมีพระภิกษุอีก ๔ ประเภทท่ีไม่สามารถที่จะ “พ้นจากอาบัติ” ด้วยสังฆกรรมดังกล่าว กล่าวคือ พระภิกษุท่ีมีโทษหยาบพระภิกษุที่มีอาบัติเนื่องด้วยคฤหัสถ์พระภิกษุที่เปิดเผยอาบัติและพระภิกษุ ท่ีไมไ่ ดอ้ ย่ใู นสงั ฆกรรม สรุป ความรุนแรงในพระพุทธศาสนาแบ่งออกเป็น ๒ อย่างคือ ความรุนแรงในเรื่องของธรรม และความรุนแรงเรื่องของวินัยท่ีเรารู้กันในชื่อว่า “อธิกรณ์หรือ อธิกรณสมถะ” เพราะเป็นความรุนแรง ที่จะต้องอาศัยพระสงฆ์เท่าน้ันเป็นผู้จัดการหรือตัดสินคดีกล่าว คือ อธิกรณ์เกิดโดยสงฆ์พระสงฆ์จำต้องเป็น ผู้จัดการอย่างไรก็ตามเมื่อมองในแง่ของธรรมและวินัยแล้วความรุนแรงเกิดข้ึนจาก ๒ ปัจจัย คือ ปัจจัย ภายนอกและปัจจัยภายในแล้วทำใหเ้ กิดตวั แปรทสี่ ำคญั กอ่ ให้เกิดไดท้ งั้ กศุ ลมลู และอกุศลมลู รวมถงึ ตัณหามานะ และทิฏฐเิ ป็นแรงผลักดันใหเ้ กดิ ความรนุ แรงในท่ีสุดการกำจดั ความรนุ แรงของพระพุทธเจ้าในทุกวิธนี ้ันพระองค์ ทรงคำนึงถึงธรรมและวินัยและมุ่งเน้นไปท่ีความโปร่งใส ยุติธรรมและการตรวจสอบได้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง ให้สังคมสงฆ์เป็นสังคมท่ีไม่มีความหวาดระแวงและรังเกียจกันเกี่ยวกับศีลาจารวัตรอันจะท ำให้สังคมสงฆ์ เป็นสังคมท่ีเหมาะแก่การฝึกฝนพัฒนาตนเองตามแนวไตรสิกขาเพ่ือเข้าถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด คือ พระนิพพาน” ต่อไป
พุทธสันตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๒๙ ๗.๓ พทุ ธสันตวิ ธิ ีดว้ ยอปริหานิยธรรม ๗ อปริหานิยธรรม ๗๓ หมายถึง ธรรมเป็นที่ต้ังแห่งความไม่เส่ือม ๗ ประการ ผู้ปฏิบัติธรรมน้ี จะเป็นไป เพ่อื ความเจริญทั้งฝา่ ยบ้านเมอื งและฝ่ายสงฆ์ ฝา่ ยบ้านเมือง ๑. หม่ันประชุมกันเนืองนิตย์ การอยู่ร่วมกัน การทำงานร่วมกันของคนในสังคมจะต้องมี การพบปะ ประชุมปรึกษาหารือกนั สม่ำเสมอเพอ่ื แก้ไขปัญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกนั และกันยอมรับ ในเหตุผลที่ถูกต้องที่เป็นประโยชน์ เพื่อความเข้าใจที่ดีต่อกันของทุกคนในสังคมซ่ึงความเจริญ ไม่เกิด ความเสื่อมในทุกกรณีเช่น ในครอบครัว พ่อ แม่ ลูก มีอะไรพูดกันปรึกษากัน ลูกก็จะอบอุ่นปัญหาลูกไปติด ยาเสพย์ติด ก็จะไมเ่ กิดขึ้น ในสถานท่ีทำงาน หัวหน้ามีการประชุมปรึกษากับผู้ร่วมงาน ทุกครั้งงานก็จะราบร่ืน หากมีข้อผิดพลาดทกุ คนกจ็ ะยอมรบในส่ิงที่เกิดขนึ้ ๒. พร้อมเพรียงกันประชุม เลิกประชุมและกระทำกิจท่ีควรทำ เพ่ือให้เกิดความยุติธรรม เป็นอันหน่ึงอันเดียวกันของหมู่คนที่อยู่รวมกัน ไม่กินแหนงแคลงใจกัน จะทำงานอะไรก็สำเร็จได้ เช่น ในครอบครัวมีอะไรปรึกษาหารือกันก็ต้องอยู่พร้อมๆ กัน เพ่ือทุกคนจะได้ยอมรับในส่ิงท่ีจะทำลงไปด้วย ความเต็มใจ ๓. ไม่บัญญัติสงิ่ ทย่ี ังไม่ได้บัญญัติและไม่เลิกล้มส่ิงที่บัญญัติไว้แล้ว เชน่ บ้านเมอื งจะสงบสุขได้ ทุกคนจะต้องบัญญัติและไม่ล้มเลิก ระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ของคณะและสงคมตามความพอใจของตนหรือ ของกลุ่มโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ตัวอย่าง เช่น นักเรียนจะต้องแต่งเคร่ืองแบบของโรงเรียนเพ่ือความเป็น ระเบียบเรียบร้อยจะแตง่ กายตามใจตนเองไม่ได้ ๔. เคารพนบั ถือผ้ใู หญ่การเคารพและรับฟังคำส่งั สอนของผู้ใหญ่ถือว่าเป็นส่ิงทีด่ ี เพราะผ้ใู หญ่ เกิดก่อน ผ่านประสบการณ์มามากกว่า ประกอบกับการอยู่ร่วมกันในสังคมต้องมีผู้นำ ถ้าเราให้การเคารพ และเช่ือฟังผู้นำ สังคมก็จะไม่วุ่นวาย เช่น ถ้าลูกเชื่อฟัง พ่อ แม่ ก็จะเป็นคนดีได้เพราะไม่มีพ่อแม่คนไหน อยากลกู ตนเองใหช้ ่ัว ๕. ไม่ข่มเหงล่วงเกินสตรี สตรีถือว่าเป็นเพศแม่ เป็นเพศที่อ่อนแอ บุรุษควรให้เกียรติ ให้การยกย่อง ปกป้องไม่ให้ใครละเมิดสิทธิหรือข่มเหงรังแก ถ้าสังคมใดๆ ผู้หญิงถูกฉุดคร่าข่มขืนมากๆ ความเสือ่ มก็จะเกิดกบั สงั คมนัน้ ๖. สักการะเคารพเจดีย์ หมายถึงการให้ความเคารพและปกป้องรักษาปูชนียสถานท่ีสำคัญ ในศาสนา เพือ่ จะเป็นเคร่อื งยึดเหนี่ยวจิตใจของกลุ่มคนในหมู่คณะทอ่ี ยู่ร่วมกันและระลกึ ถงึ กัน เชน่ การเคารพ พระปฐมเจดยี ์ ๗. ให้การอารักขา คุ้มครอง อันชอบธรรมแก่พระอรหันต์คือการคุ้มครองบรรพชิต ซึ่งเป็น ผ้สู บื ทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ตลอดไป เชน่ การทำบญุ ด้วยปัจจยั ๔ เปน็ ต้น ฝ่ายพระสงฆ์ ๑. หม่ันประชุมกันเนืองนิตย์ ในกิจของสงฆ์ที่ต้องทำร่วมกันไม่ว่าเร่ืองเล็กหรือใหญ่ เช่น การทำอโุ บสถสงั ฆกรรม ๒. พร้อมเพรียงกันประชุม เลิกประชุมและทำกิจที่สงฆต์ ้องทำการประชุมถือว่าเป็นกิจที่สงฆ์ ต้องทำร่วมกัน แต่การท่ีจะให้สงฆ์ทุกรูปยอมรับซ่ึงกันและกัน เพ่ือความสามัคคีก็จะต้องอาศัยความพร้อม ๓ ที.ม. ๑๐/๖๘/๘๖, องฺ.สตฺตก. ๒๓/๒๐/๑๘.
พุทธสันติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๓๐ เพรียงกันทุก ๆ ครั้ง เช่น การทำพิธีกรรมในงานมงคลนิยมใช้พระสงฆ์ ๙ รูป ก็ต้องมาพร้อมกันจึงจะทำ พธิ กี รรมได้ ๓. ไม่บัญญัติในส่ิงท่ีพระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติ ไม่ล้มเลิกสิ่งท่ีพระองค์บัญญัติไว้ ถือว่า สิกขาบทท่พี ระพทุ ธเจ้าบัญญตั ไิ วเ้ ปรยี บเสมือนรัฐธรรมนูญที่พระสงฆจ์ ะต้องปฏบิ ตั ติ าม ๔. เคารพนับถือและรบั ฟงั ถอ้ ยคำของภกิ ษุผ้ใู หญ่ ในการปกครองของพระสงฆจ์ ะให้อำนาจ แก่ผู้ท่ีมีความสามารถตามบรรดาศักดิ์ เช่น ภิกษุผู้ใหญ่สังฆบิดร๔ สังฆปรินายก ภิกษุทุกรูปจะต้องปฏิบัติ ตามลำดบั ข้ันเพื่อความเป็นระเบยี บเรียบร้อย ๕. ไมล่ อุ ำนาจแก่ความอยากท่เี กดิ ข้ึน เพราะพระสงฆ์ตดั แลว้ ซึ่งกเิ ลสตณั หา ความอยากมี อยากไดจ้ ะต้องไมเ่ กิดขนึ้ จึงจะเปน็ ท่ียกย่องของคนทวั่ ไป ๖. ยนิ ดีในเสนาสนะอันควร คอื พระสงฆต์ ้องมชี ีวิตเรยี บงา่ ย มุง่ แสวงหาธรรมเพอื่ เผยแพร่ ใหก้ บั ผู้อืน่ ๗. ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณร เป็นผู้มีศีล ซึ่งยังไม่มาสู่อาวาสขอให้มา ท่ีมาแล้วขอให้อยู่ เป็นสุข คือ พระสงฆ์ต้องใจกว้างยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ และมีความปรารถนาดีต่อสมาชิกเก่า เพื่อสังคมสงฆ์ จะได้ไม่เกดิ ความเสอ่ื ม สรปุ อปริหานิยธรรม เป็นหลักธรรมสำหรับใชใ้ นการปกครอง เพื่อป้องกนั มใิ ห้การบริหารหมู่ คณะเสื่อมถอย แต่กลับเสริมให้เจริญเพียงส่วนเดียว สามารถนำไปใช้ได้ท้ังหมู่ชนและผู้บริหารบ้านเมือง และพระภิกษุสงฆ์ คือ อปริหานิยธรรมสำหรับหมู่ชน และการบริหารบ้านเมืองเป็นหลักในการปกครอง โดยปฏิบัติตามหลกั การร่วมรบั ผดิ ชอบ ท่ีจะชว่ ยปอ้ งกันความเสอ่ื ม นำไปสู่ความเจริญร่งุ เรืองโดยสว่ นเดียว ๗.๔ พุทธสันตวิ ธิ ีด้วยพรหมวหิ ารธรรม ๔ พุทธศาสนาเถรวาทได้มุ่งเน้น“ความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ” ดังท่ีพระพุทธเจ้าได้ทรงชี้ให้เห็นถึง ความสำคัญว่า“ธรรมอย่างหน่ึงเม่ือเกิดขึ้นในโลกย่อมเกิดขึ้นเพ่ือเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพ่ือความสุขแก่คนหมู่ มาก เพ่ือประโยชน์เพ่ือเก้ือกูลแก่คนหมู่มากเกิดขึ้นเพ่ือความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย” “ธรรมอย่าง หน่ึง” ดังกล่าวก็คือ “ความสามคั คี”จะเห็นวา่ เม่ือใดก็ตามท่ีพระสงฆเ์ กิดความพร้อมเพรียงกัน ช่ืนชม ไมว่ ิวาท กันเป็นเหมือนน้ำกลมกลืนกับน้ำนมมองดูกันและกัน ด้วยสายตาที่รักกันอยู่ การบาดหมางกัน การข่มขู่กัน การขับไล่กันย่อมไม่เกิดขึ้นอีกท้ังทำให้ประชาชน ท่ียังไม่เลื่อมใสย่อมเลื่อมใส ส่วนผู้ที่เล่ือมใสแล้วก็จะเลื่อมใส กนั มากยง่ิ ข้ึน พรหมวิหาร ๔๕ แปลว่าธรรมเป็นเคร่ืองอยู่ของพรหม หรือของท่านผู้เป็นใหญ่ ธรรมเคร่ืองอยู่อย่าง ประเสริฐ ธรรมประจำใจอันประเสริฐ หลักความประพฤติท่ีประเสริฐบริสุทธิ์ เป็นหลักธรรมสำหรับทุกคน ที่ต้องมีไว้เป็นหลักใจ และกำกับความประพฤติที่จะแสดงออก หรือปฏิบัติต่อผู้อ่ืนอย่างถูกต้อง โดยสอดคล้อง กับสถานการณ์ที่เขาประสบ จึงจะช่ือว่าดำเนินชีวิตหมดจดและปฏิบัติตนต่อมนุษย์สัตว์ท้ังหลายโดยชอบ หลักธรรมน้ี ไดแ้ ก่๖ ๔ ภิกษุผใู้ หญส่ ังฆบิดร คอื พระบดิ าของพระภิกษุสงฆ์ ทรงตง้ั วินัยบญั ญตั ิข้นึ ไว้เพ่ือเปน็ ปทัฏฐานแบบอยา่ ง สำหรบั ปรับความประพฤติของเหล่าภกิ ษใุ หเ้ ป็นไปในแนวเดยี วกนั และปกครองกนั ตามวนิ ัยบญั ญัติ ๕ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๓๐๘/๒๘๐. ๖ อา้ งแล้ว เร่อื งเดียวกัน, หน้า ๑๔๘.
พุทธสันติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๓๑ ๑) เมตตา คือความรักใคร่ปรารถนาดี อยากให้เขามีความสุข มีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำ ประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ท่ัวหน้าโดยไม่หวังผลตอบ แทนใด ๆ ไปท่ีไหน ๆ ก็มีแต่คนเอ็นดูรักใครอยากใกล้ชิด แม้ว่า จะเพ่งิ ร้จู ักกนั ก็ตาม เพราะกระแสพลังของความเมตตามีพลงั มากท่ีสุด คือ เมตตาธรรมค้ำจุนสงั คม ๒) กรุณา คือความสงสารปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ใฝ่ใจในอันจะปลดเปลื้องบำบัดความ ทุกข์ยากเดือดร้อนของปวงสัตว์ซ่ึงความทุกข์ก็คือสิ่งท่ีเข้ามาเบียดเบียนให้เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจ และเกดิ ขึ้นจากปจั จัยหลายประการดว้ ยกนั พระพทุ ธองค์ทรงสรุปไว้ว่าความทุกข์มี ๒ กลุ่มใหญๆ่ ดงั นี้ ๑. ทุกข์โดยสภาวะหรือเกิดจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของรา่ งกาย เชน่ การเกิด การเจ็บไข้ ความแก่ และความตาย ๒. ทุกข์จร หรือทุกข์ทางใจ อันเป็นความทุกข์ท่ีเกิดจากสาเหตุท่ีอยู่นอกตัวเรา เช่น เมื่อปรารถนาแล้วไมส่ มหวังกเ็ ป็นทุกข์ การประสบกับส่ิงอนั ไม่เป็นที่รักกเ็ ป็นทุกข์ ๓) มุทิตา คือความยินดีเม่ือผู้อื่นได้ดีมีสุข มีจิตผ่องใสบันเทิง กอปรด้วยอาการแช่มชื่นเบิก บานอยู่เสมอต่อสัตว์ทั้งหลายผู้ดำรงในปกติสุขพลอยยินดีด้วย เม่ือเขาได้ดีมีสุข เจริญงอกงามย่ิงข้ึนไป ไม่มี จิตใจริษยา โกรธเคือง ฟุ้งซ่านหรือน้อยเน้ือต่ำใจ เม่ือเห็นผู้อื่นได้ดีกว่าตน เราต้องหม่ันฝึกหัดตนให้เป็นคนที่มี มทุ ิตาอยเู่ สมอ เพราะจะเปน็ การสร้างไมตรแี ละผกู มติ รกบั ผู้อืน่ ไดง้ ่ายและลึกซึ้ง ๔) อเุ บกขา คอื ความวางใจเป็นกลาง อนั จะให้ดำรงอย่ใู นธรรมตามที่พจิ ารณาเห็นด้วยปญั ญา คือ มจี ิตเรียบตรงเท่ยี งธรรมดจุ ตราชงั่ ไม่เอนเอยี งด้วยรกั และชงั พจิ ารณาเหน็ กรรมท่ีสตั วท์ ้ังหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่วสมควรแก่เหตุอันตนประกอบพร้อมท่ีจะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมท้ังรู้จัก วางเฉย สงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจท่ีควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาควรได้รับผลอันเหมาะสม กับความรบั ผิดชอบของตน๗ กกกกกกกกพระพุทธเจ้าได้ “ยืนยันคุณสมบัติ” ของ “ความสามัคคี” ว่าถ้าหากสังคมใดก็ตามไม่ว่า จะเป็นสังคมสงฆ์หรือสังคมคฤหัสถ์ก็ตามเมื่อตั้งมั่นอยู่ใน“ป้อมสามัคคี” ดังกล่าวก็จะเป็นเร่ืองยาก ที่จะใคร จะโจมตีหรือทำลายได้นอกจากน้ันแล้ว ยังเป็นเหตุผลสำคัญท่ีทำให้ทุกคนท่ีอาศัยอยู่ใน “ป้อม” ได้รับ คณุ ประโยชน์ดว้ ยกันทงั้ สิ้นโดยเฉพาะอย่างยงิ่ ประโยชนท์ ี่เกดิ ขึ้นแก่“ชมุ ชน” หรือ “หม่คู ณะ” ดังที่ พระองค์ได้สรุปว่า“ความพร้อมเพรียงแห่งสงฆ์นำสุขมาให้”อย่างไรก็ตาม “หลักการสามัคคี” เป็นพื้นฐานการจัดการความรุนแรงโดยพุทธสันติวิธีที่มีพลานุภาพอย่างมาก เพราะว่ากระบวนการสันติวิธี จะ“ไร้ความหมาย”และ“ไร้ผลในเชิงปฏิบัติการ” อย่างสิ้นเชิงหากคู่กรณีหรือสังคมเป็นสังคมท่ี “ไร้พลัง ของสามัคคี” ท่ีเป็นเช่นน้ีเพราะพลังสามัคคีเป็น“ตัวแปร”และ“องค์ประกอบ” ที่สำคัญในการผลักดัน กระบวนการ “สังคมแห่งความไร้ระเบียบความโกลาหลและยุ่งเหยิง” ไปสู่ “สังคมแห่งสันติ”พระพุทธเจ้า ทรงเป็นแบบอย่างของการใช้แนวคิดสามัคคีประสานพระภิกษุท่ีมีความแตกต่างในแง่ของ “วรรณะ” “ลัทธิ” และ “ความคิด” ให้เกิดเป็น “สังคมสงฆ์” ขึ้นมา และคร้ังใดท่ีเกิดข้ึนวิกฤตการณ์ต่างๆ อันก่อให้เกิด ความแตกแยก พระองค์ใช้หลักการน้ีเข้าไปเป็น“ตัวเช่ือม” อยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นกรณีความรุนแรงเก่ียวกับ การตีความพระวินัยตามที่ปรากฏใน“โกสัมพีศึกษา” และ“กรณีสงครามน้ำ” ก็เช่นเดียวกัน พบว่า การนำเสนอพระสูตรที่บรรจุด้วยหลักการและแนวคิดเพ่ือโน้มน้าวให้พระภิกษุเกิดความสมานฉันท์กันน้ัน กม็ ักจะสอดรับกันในสองพระสูตรดังกล่าว ด่ังจะเห็นได้จากกรณีของนำเสนอ “วัฏฏกชาดก” มาเป็นอทุ าหรณ์ สอนใจพระภกิ ษุชาวโกสัมพีและพระญาติทงั้ สองฝ่ายของพระองค์โดยชใี้ ห้เราไดเ้ ห็นถงึ ความหายนะทจี่ ะเกิดขึ้น จากการแตกความสามัคคีกัน“เมื่อฝูงนกกระจาบพร้อมเพรียงกันอยู่ นายพรานก็ไม่อาจหาช่องทำร้ายได้ ๗ อ้างแลว้ เรอ่ื งเดียวกัน, หนา้ ๑๕.
พทุ ธสนั ติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๓๒ ต่อเม่ือใดฝูงนกกระจาบเกิดการแก่งแย่งขึ้น เม่ือนั้น บุตรนายพรานคนหน่ึงจึงทำลายเอานกกระจาบเหล่าน้ัน ไปเสีย ข้ึนชื่อว่าความหายใจคล่องในการทะเลาะวิวาท ย่อมไม่มีเลย”อย่างไรก็ตามการนำเสนอ “ชาดก” ในเชิงบุคคลาธิษฐาน และธรรมธิษฐานนั้นแม้จะมีความแตกต่างกันในแง่ของ “ชาดก” แต่สอดคล้องกัน เก่ียวกับ “หัวใจ” ของคำสอน ดังจะเห็นได้จากการใช้ “ลฏุกิกชาดก” เตือนสติพระภิกษุเมืองโกสัมพี และนำเสนอ “รุกขธรรมชาดก”เตือนสตหิ มญู่ าติ “สารตั ถะ” ของชาดกท้งั สองก็ยงั พงุ่ ตรงไปที่ “ความสามัคคี” จะเห็นว่า“หลักการสามัคคี” ในระพุทธศาสนานี้เป็นประเด็นที่ยิ่งใหญ่ และสำคัญอย่างมากดังจะเห็นได้จาก หลกั ฐานต่างๆ ที่ ชใี้ ห้เราไดป้ ระจกั ษ์แล้วขา้ งตน้ ฉะน้ัน หลักการนี้ถือไดว้ า่ เป็น พ้ืนฐานที่สำคัญให้พระพทุ ธเจ้า ได้ดำเนินแผนปฏิบัติการเชิงสันติวิธีเพ่ือจัดการความรุนแรงต่างๆ การจัดการความรุนแรงโดยพุทธสันติวิธี แนวคิดพ้ืนฐานเกี่ยวกับการจัดการความรุนแรงท่ีประกอบไปด้วยพรหมวิหารธรรม เป็นหลักการสำคัญ ประกอบไปด้วย “เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา” พระพุทธเจ้ามักจะใช้ควบคู่กันอยู่เสมอจะเห็นว่า เมอื่ พระองคใ์ ชห้ ลกั “เมตตาธรรม”ต่อเพอ่ื นมนษุ ย์ พระองค์ก็มักจะมีใช้หลัก “กรุณา” ควบคู่กันไปด้วย ตัวอย่างท่ีชัดเจนคือ “พระคุณทั้งสาม” ของพระองค์ได้แก่ “พระบริสุทธิคณุ พระกรุณาคุณ และพระปัญญาคุณ” หากเทียบหลักการน้ีเข้ากับ “พรหม วหิ ารธรรม” ก็คือ “บริสุทธิคณุ ” น้ันเปรียบประดุจ “ความรัก” ท่ีบริสุทธิ์และงดงามที่พระองค์มีต่อสรรพสัตว์ อาศัย “เมตตา” เป็นพ้ืนฐานจึงทําให้พระองค์มีความ“กรุณา”เสด็จไปโปรดหมู่สัตว์ทั้งหลายที่ประสบปัญหา ต่างๆ เช่นช่วยเยียวรักษาสภาพจิตของบุคคลท่ีต้องสูญเสียญาติอันเป็นท่ีรัก ไม่ว่าจะเป็น นางวิสาขา นางปฏาจารา นางกีสาโคตมีเป็นต้น และยังรวมไปถึงพระกรุณาท่ีมีต่อ “พระเทวทัตต์” หรือ “ช้างนาฬาคิรี” ซึ่งไม่ได้แตกต่างไปจากพระกรุณาท่ีมีพระองค์มีต่อ“ราหุล” แต่ประการใด“พระพุทธเจ้าได้นำหลักการเหล่าน้ี ไปเป็นฐานในการประยุกต์ใช้เพ่ือจัดการความรุนแรงหรือไม่” คำตอบท่ีสำคัญก็คือ “พรหมวิหาร” จัดได้เป็น ชดุ ของแนวคิดท่ีพระองค์ใช้เป็น“คู่มอื ”และเป็น“พนื้ ฐาน” ในการจดั การความรนุ แรงเน่อื งจากพ้นื ฐานดงั กลา่ ว เป็นพ้ืนฐานท่ีปรากฏมีอยู่ใน“พระหฤทัย”ของพระองค์มาตั้งแต่พระเยาว์อยู่แล้ว เม่ือเกิดกรณีรุนแรง หรือข้อพิพาทพระองค์ ได้เข้าไปมีบทบาทในฐานะ“นักเจรจาไกล่เกลี่ยคนกลาง” ในหลายกรณีไม่ว่า จะเป็นกรณี “สงคราม” น้ำ“สงครามฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ” หรือ “สงครามน้ำลาย” เป็นต้นอย่างไรก็ตาม “พรหมวิหารธรรม” จัดได้วา่ เป็นคุณธรรมที่สำคัญท่ีเป็นพ้นื ฐานสำคญั และเปน็ หลกั การที่นักสันติวธิ ีต้องพัฒนาให้เกิดข้ึนใน“หัวใจ” มิฉะนั้นแล้ว “สันติวิธีท่ีไร้พรหมวิหารวิหารธรรม” ไม่แตกต่างจาก “มีดท่ีไร้ฝัก”หรือ“ระเบิดท่ีไร้สลักนิรภัย” ซง่ึ อาจจะก่อผลเสียแก่นักสันติวธิ ีสถานการณ์ต่างๆ นักสันติวิธีเข้าไปเก่ียวข้อง และวิธีแห่งสันติจะเกิดข้ึนไม่ได้ ถา้ ไมม่ ี“พรหมวิหารธรรม” และหลักการเวรยอ่ มระงับดว้ ยการไมจ่ องเวร ๗.๕ พทุ ธสนั ติวธิ ีดว้ ยสาราณยี ธรรม ๖ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมะไว้หมวดหนึ่งให้ผู้ที่อยู่ร่วมกันประพฤติปฏิบัติธรรมะหมวดนั้น คือ สาราณียธรรม ธรรมท่ีเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน ถ้าทุกคนใช้สาราณียธรรมกันแล้วความผาสกุ ต้องเกิดข้ึนแน่นอน สาราณียธรรมมอี ยู่ ๖๘ ประการ๙ คอื ๘ ท.ี ปา.(ไทย) ๑๑/๓๑๗/๒๕๗. ๙ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พจนานกุ รมพทุ ธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พิมพค์ รั้งที่ ๑๖, (กรุงเทพมหานคร : ๒๕๕๑), หนา้ ๒๐๐.
พทุ ธสันติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๓๓ ๑. การเข้าไปต้ังเมตตากายกรรมต่อกนั ทั้งต่อหน้าและลับหลัง นั่นคือทรงสอนให้มีน้ำใจช่วยเหลือกัน ทางกายทั้งต่อหน้าและลบั หลังการช่วยเหลือกันต่อหน้าน้ัน ทุกคนทราบดีและเคยทำ แต่การชว่ ยเหลือลับหลัง น้ันทำอย่างไร เป็นต้นว่าเราเห็นเสื้อผ้าของคนอื่นเขาตากไว้กลางแจ้ง แต่ฝนเกิดตกในขณะที่เจ้าของไม่อยู่ เราก็ ส งเค ราะห์ ช่ ว ย เก็ บ ให้ พ้ น จาก เปี ย ก ฝ น โด ย ไม่ ค ำนึ งว่ าเจ้ าข อ งเส้ื อ ผ้ านั้ น เป็ น ค น ที่ เรารัก ห รือ ไม่ รั ก เมื่อเจ้าของกลับมาทราบการกระทำของเรา หากเป็นคนท่ีชอบพอกัน ก็แน่ละเขาต้องขอบอกขอบใจ แต่ถ้า เป็นคนที่ไม่ชอบหน้ากัน เขาอาจจะไม่เอ่ยปากขอบใจเรา แต่แน่นอนที่ใจของเขาจะต้องนึกถึงการกระทำ ของเรานกี่ ็เปน็ การค่อยๆ ปลกู ความรักลงในใจของผู้อ่ืนแลว้ มิใชห่ รือ ๒. การเข้าไปต้ังเมตตาวจีกรรมต่อกัน ทั้งต่อหน้าและลับหลัง การพูดถึงผู้อ่ืนในด้านดีท้ังต่อหน้า และลับหลังน้ันแหละช่ือวา่ ได้แสดงความรกั ใครก่ นั ดว้ ยวาจา ๓. การเข้าไปต้ังเมตตามโนกรรมต่อกัน ข้อน้ีหมายถึงให้นึกถึงผู้อื่นในด้านดีคิดช่วยเหลือผู้อ่ืน สงเคราะหผ์ ูอ้ ่ืนทัง้ ต่อหน้าและลบั หลงั เป็นการแสดงความรกั ใครก่ ันทางใจ ๔. แบ่งปันลาภที่ไดม้ าโดยชอบธรรมแก่ผู้อยูร่ ่วมกนั ๕. เป็นผ้มู ศี ีลบรสิ ุทธิ์ ๖. มีทิฏฐิคอื ความเห็นเสมอกัน จากสาราณียธรรม ๖ ประการน้ีสามประการแรก พระพุทธองค์ทรงสอนให้เมตตากันท้ัง ทางกาย วาจา ใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่ใช่ว่าต่อหน้าก็ทำเป็นเมตตารักใคร่แต่ลับหลังก็นินทาว่า ร้ายหรือยุยง ส่อเสียด ให้เกิดความโกรธ ความเกลียด ความแตกแยก หรือความคิดอยากให้เขามีอันเป็นไปในทางร้าย ถ้าเราเมตตากันเฉพาะต่อหน้า แต่ลับหลังขาดเมตตาแล้ว เราก็ยังอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกโดยแท้จริงไม่ได้ นอกจากพระพุทธองค์จะทรงสอนให้เรามีเมตตาต่อกันท้ังทางกาย วาจา ใจ และทั้งต่อหน้าและลับหลังแล้ว ก็ยังทรงสอนให้เอื้อเฟ้ือเผื่อแผ่แก่กันด้วย ได้สิ่งใดมาก็แบ่งปันกัน ไม่ตระหนี่ถ่ีเหนียวกันใช้แต่ลำพัง เพราะ การใหเ้ ปน็ การผกู มติ รไวไ้ ด้ประการหนงึ่ พระพทุ ธองคต์ รัสวา่ ผู้ให้ย่อมเป็นท่ีรักของผู้อื่น และคนหมู่มากย่อมคบหาสมาคมด้วยย่ิงให้ของดีของท่ีเราชอบใจ ของที่เลิศ นอกจากผู้รับจะช่ืนชมแล้ว ผู้ให้กจ็ ะได้รับแต่ของดีของชอบใจ ของเลิศ เป็นการตอบแทนในอนาคต ดว้ ย ยิ่งให้บ่อยๆ บุญของผู้ให้ยอ่ มมากขึ้น เจริญข้ึนเกิดชาติใดก็ไม่ขัดสนยากจนท้ังทรัพย์ สมบัตแิ ละคนรักใคร่ เอ็นดูสาราณียธรรมข้อที่ ๕ ทรงสอนให้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ เพราะการเป็นผู้มีศีล ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งท่ีทำให้อยู่ ร่วมกันได้ด้วยความสุข คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนอย่างพวกเรา ไม่จำเป็นต้องมีศีลมากมายเหมือนพระภิกษุ เพยี งมศี ลี กนั คนละ ๕ ขอ้ เทา่ นัน้ กเ็ พียงพอแล้วท่ีจะอยดู่ ว้ ยกนั อยา่ งผาสุก สรุป สาราณียธรรม คือเป็นผู้มีทิฏฐิความเห็นเสมอกันทิฏฐิความเห็นในที่น้ีได้แก่สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ คือเห็นว่าบุญบาปมีจรงิ เป็นต้น คนเราถ้ามีความเห็นไม่ตรงกันคนหนึ่งเป็นสมั มาทิฏฐิ แต่อีกคน หน่ึงเป็นมิจฉาทิฏฐิจะอยู่ร่วมกันเป็นสุขได้อย่างไร มีแต่จะถกเถียงทะเลาะวิวาทกัน เพราะความเห็นท่ีขัดแย้ง กันเท่านั้นถึงอย่างนั้นหากท้ังสองฝ่ายมีเมตตาอภัยให้กันแล้วก็ยังพอจะอยู่ร่วมกันได้แม้จะไม่เป็นสุขนัก ก็ตามสาราณียธรรม ๖ ข้อดังกล่าวน้ีแหละที่จะเป็นเหตุให้ระลึกถึงกันด้วยความรักความเอ็นดูและอยู่ร่วมกัน อย่างเป็นสุข ไมท่ ะเลาะววิ าทกนั
พุทธสันตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๓๔ ๗.๖ พุทธสนั ตวิ ธิ ีดว้ ยอริยสจั ๔๑๐ หลักธรรม อริยสัจจ์ ๔ หรือความจริงอันประเสริฐ ประกอบด้วย ทุกข์สมุทัย นิโรธและมรรค ให้พิจารณารู้ชัดถึงอริยสัจจ์ ๔ ประการน้ี ในแต่ละอย่างว่าการแก้ไขปัญหาในโลกปัจจุบันซ่ึงได้แก่ปัญหา ความรุนแรง ๓ ระดับคือความรุนแรงอย่างเบา ความรุนแรงอย่างกลาง ความรุนแรงอยา่ งหนัก น้ันสามารถทำ ได้นั้นคือการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘๑๑ และเม่ือใดที่สังคมปราศจากความรุนแรงดังกล่าวแล้ว นนั่ หมายถงึ การบรรลเุ ปน็ สงั คมสนั ติสุข ซง่ึ จะมีคุณสมบัตดิ ังน้ี ๑) เป็นสังคมที่มีสัมมาทิฏฐิกล่าวคือ มีวัฒนธรรม ความเช่ือ ค่านิยม ที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ไม่มีความยึดมั่นทางความคิดจนทำให้เกิดความวิวาทบาดหมาง อันเนื่องมาจากเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ท่ีมี แหลง่ ข้อมูลขา่ วสารทเ่ี ป็นกัลยาณมติ รและมีวิธีคดิ ถกู ตอ้ งดีงาม ๒) เป็นสังคมที่มีสมั มาสังกัปปะ กล่าว คือ มีแนวนโยบาย หรือกฎหมายต่างๆ ท่ีไม่เป็นไป ในทางท่ีมุ่ง ตอบสนอง และกระตุ้นความอยากได้ใคร่มีไม่สรา้ งความคิดมุ่งร้าย หรือความเกลียดชังแบ่งแยก ไม่เบียดเบียน เอาเปรียบผู้อื่น แต่ให้เป็นไปเพื่อไม่ตกเป็นทาสหรือหมกมุ่นในความสุขจากส่ิงปรนเปรอท้ังหลาย เป็นไป เพ่อื ความรกั ความเขา้ ใจอันดรี ะหวา่ งผ้คู นในสังคมและช่วยเหลอื ผู้ท่ที ุกขย์ ากหรือด้อยโอกาส ๓) เป็นสังคมที่มีสัมมาวาจา กลา่ วคือ เป็นสงั คมท่ีมีการสื่อสารความจรงิ อยา่ งปราศจากอคติไมใ่ ห้รา้ ย ใส่ความผู้อื่นหรือสร้างความแตกแยก ไม่นำเสนอด้วยท่าทีท่ีแข็งกร้าวและไม่นำเสนอส่ิงท่ีไร้สาระ แต่จะต้อง นำเสนอสิง่ ทมี่ ีเน้อื หาสาระมีประโยชน์เพอ่ื สรา้ งความรักความสามคั คีในสังคมอย่างสุภาพและละเอียดอ่อน ๔) เป็นสังคมท่ีมีสัมมากัมมันตะ กล่าวคือ เป็นสังคมที่ต้ังอยู่บนพ้ืนฐานศีลธรรมอันดีมีความปลอดภัย ในชวี ติ และทรพั ยส์ ินมสี ถาบันครอบครวั ท่ีเขม้ แขง็ ๕) เป็นสังคมท่ีมีสัมมาอาชีวะ กล่าวคือ เป็นสังคมที่สมาชิกประกอบอาชีพท่ีสุจริตและมีการแบ่งปัน เสยี สละ ชว่ ยเหลอื ซง่ึ กันและกัน ๖) เป็นสังคมท่ีมีสัมมาวายามะ กล่าวคือ เป็นสังคมที่สามารถพึ่งตนเองได้มีความเพียรพยายาม ในการกระทำสิ่งต่างๆ อยา่ งไมย่ ่อทอ้ ตอ่ อปุ สรรค ๗) เป็นสังคมท่ีมีสัมมาสติกล่าวคือ เป็นสังคมท่ีตั้งอยู่ในความไม่ประมาทปลอดจากอบายมุข และยาเสพติดให้โทษ ที่เป็นตัวบั่นทอนสติสัมปชัญญะและความสมารถของคนในสังคมรวมท้ังรู้จักเรยี นรู้แก้ไข ขอ้ ผิดพลาด เพือ่ พฒั นาตนเองอยูเ่ สมอ ๘) เป็นสังคมที่มีสัมมาสมาธิกล่าว คือ เป็นสังคมที่ประชาสังคมเข้มแข็ง มีความสามัคคีเป็นน้ำหน่ึง ใจเดยี ว มสี ำนึกสาธารณะและแข็งขันในการมีส่วนรวมในเร่อื งของสงั คมอย่างดงี ามและเหมาะสม โดยสรุปพระพุทธศาสนามีหลักคำสอนอยู่มากมายมีคัมภีร์ท่ีรักษาหลักธรรมไว้มากจนไม่สามารถ จะศึกษาให้จบส้ินได้ชีวิตเดียวแต่เม่ือกล่ าวเฉพาะหลักค ำสอนที่สำคัญ ก็มีอยู่ไม่มากนักและในจ ำนวนนั้น “อริยสัจ ๔ “ ถือว่าเป็นคำสอนหลักหรือเป็น “หัวใจพระพุทธศาสนา” คือเป็นเรื่องท่ีแนบสนิทกับชีวิต ของคนเราในทุกแง่ทุกมุมเพราะอริยสัจ ๔ เป็นเรื่องเกี่ยวกับทุกข์หรือปัญหาของชีวิตและการแก้ไขผ่อนคลาย ปัญหาน้ันโดยอาศัยหลักเหตุผลและสติปัญญาโดยตรง “อริยสัจ ๔”เป็นธรรมอันประเสริฐจริง สมควรได้รับ การเอาใจใส่ศึกษาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบและปฏิบัติตามเท่าท่ีจ ะสามารถทำได้เป็นการส่ังสมบารมี ๑๐ วนิ ย. ๔/๑๔/๑๘, สํ.ม. ๑๙/๑๖๖๕/๕๒๘. ๑๑ ที.ม. ๑๐/๒๙๙/๓๔๘, ม.ม.ู ๑๒/๑๔๙/๑๒๓, ม.อ.ุ ๑๔/๗๐๔/๔๕๓.
พทุ ธสนั ตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๓๕ เพ่ือความหลุดพ้น “สังสารวัฏ” หลุดพ้นจากทุกเป็นจุดหมายปลายทางอันถือว่าเป็นจุดหมายสูงสุด แห่งการปฏบิ ัติธรรมในทางพระพทุ ธศาสนา ๗.๗ พทุ ธสนั ติวิธดี ้วยสตปิ ัฏฐาน ๔๑๒ หลักการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ในพระพุทธศาสนามี ๒ อย่าง คือ ๑) คันถธุระ คือ การศึกษาเล่า เรียนคำส่ังสอนของพระพุทธเจ้า เช่น เรียนพระสตู ร พระวินัย พระอภิธรรม อรรถกถา ฎีกาต่างๆ จนมีความรู้ ความชำนาญในวิชาการสาขาน้ันๆ อันเป็นภาคทฤษฎี ๒) วิปัสสนาธุระ คือการลงมือปฏิบัติตามทฤษฎีท่ีตนได้ ศึกษาเล่าเรียนมาเพ่ือพิสูจนค์ วามจริง ของวิชาการท่ีตนได้เรียนมาธุระ ๒ อย่างน้ีมีความจำเป็นและสำคัญมาก ด้วยกันทัง้ ๒ ประการ เพราะต่างฝ่ายต่างอาศัยซ่ึงกันและกันคือปริยัติเป็นปจั จัยใหเ้ กดิ ปฏบิ ัติปฏบิ ัติเป็นปจั จัย ให้เกิดปฏิเวธ ถ้าธุระท้ัง ๒ อย่างน้ียังเจริญรุ่งเรืองอยู่ตราบใด พระศาสนาก็ยังเจริญรุ่งเรืองดุจพระจันทร์ วันเพ็ญท่ีลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าอยู่ตราบน้ัน๑๓วิปัสสนา หมายถึง เห็นแจ้งในอารมณ์คือ รูปเสียง กล่ิน รส โพฏฐัพพะ ว่าเป็นเพียงรูปนามและไม่เท่ียง เป็นทุกข์เป็นอนัตตาวิปัสสนา หมายถึงเห็นแจ้งโดยพิเศษ คือ ผ้เู จริญวิปัสสนานั้น เม่ือมีปัญญาเกิดขึ้นแล้วย่อมสามารถจะได้รู้เห็นรูปนามและเห็นความเป็นไปต่างๆ ของรูป นามทางทวารตามความเป็นจริง และเห็นพิเศษยิ่งไปกว่าน้ันเช่น เห็นรูปนามทางทวารท้ัง ๖ เป็นของไม่เที่ยง เปน็ ของทนอย่ไู ม่ได้เปน็ ของบังคับบัญชาไม่ได้เปน็ ของไมส่ วยไม่งามอารมณ์หรอื ภูมิของวิปสั สนามี ๖ อย่าง คือ ๑. ขันธ์ ๕ ๒. อายตนะ ๑๒ ๓. ธาตุ ๑๘ ๔. อินทรยี ์ ๒๒ ๕. อริยสจั ๔ ๖. ปฏจิ จสมปุ บาท ๑๒ อารมณข์ องวิปัสสนาทัง้ หมดเมอื่ ย่อลงแลว้ มีเพยี ง ๒ คือ รูปกับนามหรือกายกบั ใจ ดงั นน้ั ในการเจริญวิปสั สนากรรมฐานตามแนวสติปัฏฐานต้องกำหนดรูปนามเปน็ อารมณ์และในการเจริญสติ ปัฏฐานน้ที า่ นใหก้ ำหนดรูปก่อนเพราะรูปเป็นของหยาบเหน็ ได้งา่ ย สว่ นนามนน้ั เปน็ ของละเอยี ดรู้ไดย้ าก ฉะน้ัน การเจริญสตปิ ัฏฐานจึงเป็นการเข้าไปรูป้ ัญหาทางด้านกายและใจของเราเหมือนทีผ่ ู้สงู อายุมีความทุกขก์ จ็ ะทุกข์ ออกมาจากใจเพราะใจเป็นใหญ่ในการบญั ชาการทุกอย่างในตัวเรา เมื่อเราสามารถควบคุ้มใจได้ปัญหาทุกอยา่ ง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางร่างกายและปัญหาทางสังคมหรือ ด้านจิตใจ ก็จะสามารถแก้ไขได้ด้วยการมีสติดังน้ัน การทำให้จิตสงบรวมถึงรู้แจ้งตามความเป็นจริงก็จะสามารถลดปัญหาด้านจิตใจของผู้สูงอายุลง ได้ด้วยการ ปฏิบตั ติ ามแนวสติปัฏฐานดังต่อไปน้ี หลกั สำคัญในการปฏิบตั ิ พระพุทธองค์ทรงแสดงหลักสำคัญในการปฏบิ ตั ิไว้ ๓ ประการ คอื ๑. อาตาปีมีความเพยี รเผากเิ ลสให้รอ้ นทัว่ ได้แก่ตัง้ ใจจรงิ ๆ ๒. สติมา มีสติระลกึ ได้กอ่ นทำ กอ่ นพูด กอ่ นคดิ คอื ระลึกไดก้ ่อนรปู นามจะเกิด ๑๒ ที.ม. ๑๐/๒๗๓-๓๐๐/๓๒๕-๓๕๑. ๑๓ พระธรรมธรี ราชมหามนุ ี, มรรค ผล นิพพาน, กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๒, หน้า ๑-๓.
พทุ ธสันตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๓๖ ๓. สมั ปชาโน มสี มั ปชัญญะ คือรู้รปู นามอย่ทู กุ ขณะ เม่ือนักปฏิบัติกำหนดได้ถูกต้อง คือพร้อมด้วยองค์ ๓ อย่างน้ีจึงจะทันปัจจุบัน เห็นรูปนาม เหน็ พระไตรลักษณ์ในอัตภาพนี้ได้การปฏิบัติวิปัสสนา จะไดผ้ ล หรอื ไม่ไดผ้ ล จะผิดหรือถูกสำคัญอยทู่ ่ีองค์ ๓ นี้ ดังน้ัน นักปฏิบัติต้องสนใจศึกษาจากครูอาจารย์ผู้มีความรู้ความชำนาญเป็นพิเศษจริงๆ จนเข้าใจ แล้วนำมา ปฏิบัติจึงจะได้ผลดีตามที่ตนปรารถนาและตามพุทธประสงค์ของพระพุทธองค์สติปัฏฐาน หมายถึง การต้ังสติ กำหนดพจิ ารณาสงิ่ ทั้งหลายใหร้ เู้ หน็ ตามความเป็นจริงของสิง่ นนั้ ๆ มลี ักษณะ ๔ ประการ คอื กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน หมายถึง การต้ังสติกำหนดพิจารณากาย ให้รู้ทันตามเป็นจริง ว่า เป็นแต่ เพียงกาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตวั ตนเราเขา โดยมวี ธิ ปี ฏบิ ตั ิคือ ๑) อานาปานบรรพ คอื ไปในที่สงดั นัง่ ขดั สมาธิต้ังสตกิ ำหนดลมหายใจเขา้ ออก ๒) อิริยาปถบรรพ หรือ การกำหนดรู้ทันอิริยาบถคือ เมื่อยืน เดิน นั่ง นอน หรือ ร่างกายอยู่ ในอาการใด กใ็ หร้ ู้ชดั ในอาการทเี่ ปน็ อยู่น้ัน ๓) สัมปชัญญบรรพ หรือ การสร้างสัมปชัญญะในการกระทำความเคล่ือนไหวทุกอย่าง เช่น การก้าวเดิน การเหลยี วมอง การพดู การน่ิง การกนิ การเคีย้ ว เป็นต้น ๔)ปฏิกูลบรรพ หรือการพิจารณาส่วนประกอบอันไม่สะอาดท้ังหลายท่ีประชุมเข้า เป็นรา่ งกายของตน ๕) ธาตบุ รรพ หรอื การพิจารณาเหน็ รา่ งกายของตนโดยให้แยกเปน็ ธาตแุ ตล่ ะอย่างๆ ๖) นวสีวถกิ าบรรพ หรือ การพจิ ารณาซากศพในสภาพตา่ งๆ อนั แปลกกนั ไปใน ๙ ระยะเวลา ให้เหน็ คตธิ รรมดาของร่างกายของผอู้ น่ื เชน่ ใดของตนก็จักเป็นเช่นนั้น เวทนานุปัสสนา สติปัฏฐาน หมายถึง การต้ังสติกำหนดพิจารณาเวทนา ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่เพียงเวทนา ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา คือ มีสติรู้ชัดเวทนาอันเป็นสุขก็ดีทุกข์ก็ดีเฉยๆ ก็ดีทั้งที่เป็น สามสิ และเปน็ นริ ามิสตามที่เป็นอยู่ในขณะนัน้ ๆ จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติ กำหนดพิจารณาจิต ให้รู้เห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่ เพียงจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขาคือ มีสติรู้ชัดจิตของตนที่มีราคะไม่มีราคะมีโทสะ ไม่มีโทสะ มีโมหะ ไมม่ ีโมหะ เศร้าหมองหรอื ผ่องแผว้ ฟุ้งซา่ นหรอื เป็นสมาธิ ฯลฯ อย่างไรตามท่ีเปน็ อยใู่ นขณะนั้น ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติ กำหนดพิจารณาธรรม ให้รเู้ ห็นตามเป็นจริงว่า เป็นแต่ เพียงธรรม ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา คือ มีสติรู้ชัดในธรรมทั้งหลาย ได้แก่นิวรณ์ ๕ หรือเคร่ืองก้ันจิตไม่ให้ บรรลุความดี ๕ ประการคือ ความพอใจในกาม ความพยาบาท ความหดหู่เซ่ืองซึม ความฟุ้งซ่าน และความลังเลสงสัย โดยให้พิจารณาให้รู้ชัดในขณะนั้นๆ ว่า นิวรณ์ ๕ ประการดังกล่าวแต่ละอย่างมีอยู่ในใจ ตนหรือไม่ ทยี่ งั ไม่เกิด เกดิ ข้นึ ได้อย่างไร ที่เกิดแลว้ ละเสยี ได้อย่างไร ทล่ี ะแล้ว ไม่เกดิ ข้ึนอกี ต่อไปได้อย่างไร สรุป การเจริญสตินั้นมีธรรม ๒ อย่าง ถ้ามาเก่ียวข้องด้วยเสมอไปอย่างในสติปัฏฐานท่ีท่านกล่าวถึง การเจริญสติว่า“อาตาปี สมฺปชาโน สติมา” คือมีความเพียรรู้ตัวท่ัวพร้อมมีสติ”และจุดมุ่งหมายของการเจริญ สติก็เพ่ือละอภิชฌา คือ ความโลภอยากได้ติดใจ เพ่งเล็ง ละโมบและโทมนัสคือความเสียใจ ความไม่พอใจ เพ่ือไม่มีทั้งอภิชฌา ความยากได้และโทมนัส ความเสียใจจิตก็จะเป็นกลางเป็นอิสระไม่เอียงไปข้างพอใจ หรอื ไม่พอใจแล้วสามารถดำเนินไปในทางสายเอกท่ีเรียกว่า เอกายมรรค ก็คือ สติปัฏฐาน เพ่ือการเจริญสติสา มารทำให้ไปถึงนิพพานจะเป็นนิพพานชั่วคราวก็ตามเป็นนิพพานเพราะข่มไว้ก็ตามจะเป็นการลดละ ความรนุ แรงไปในตัว คอื ยงิ่ มีสติมากขนึ้ เท่าไรความรุนแรง ก็จะลดนอ้ ยลงมากเท่านัน้ เมื่อความร้อนลดลงมาก เทา่ ไร ความเยน็ ก็เกดิ ขน้ึ มาเท่านนั้
พทุ ธสันตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๓๗ ๗.๘ พทุ ธสนั ตวิ ิธีด้วยศลี ๕ ศีลข้อท่ี ๑ เว้นการฆ่าสิ่งมีชีวิต๑๔ ซึ่งได้แก่มนุษย์และสัตว์เรารู้กันดีทุกคนว่า การถูกฆ่าเป็นทุกข์หนัก เราเองก็ไมอ่ ยากให้ใครมาฆ่าเราหรือแมเ้ พียงมาทำร้ายเราให้บาดเจบ็ เพราะฉะนัน้ เรากไ็ ม่ควรฆ่าผู้อ่ืน สตั วอ์ ่ืน ท้ังไม่ควรใช้ผู้อื่นฆ่าแทนเราด้วยการฆ่าน้ันนอกจากจะทำให้ผู้ถูกฆ่าได้รับทุกข์หนักแล้วยังเป็นการก่อเวร ก่ออภัยแก่สัตว์ท้ังหลายด้วยแม้เราผู้ฆ่าเองก็ได้รับความทุกข์ย่ิงฆ่าบ่อยก็ยิ่งทุกข์มากพระพุทธองค์ตรัสว่า ผู้ฆ่า สัตว์ตายไปแล้วหากกรรมคือการฆ่าสัตว์ให้ผลย่อมให้ผลนำเกิดในอบายแม้เม่ือเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเป็นผู้มีอายุ ไม่ยืนคือตายเสียต้ังแต่ในวัยอันไม่ควรจะตายแม้ไม่ได้ฆ่าสัตว์เพียงเบียดเบียนสัตว์ให้เดือดร้อน ก็ยังทำให้เกิด มาเป็นมนุษยท์ ่มี ีโรคภยั เบยี ดเบียนอยู่เสมอ ศีลข้อที่ ๒ เว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้ของส่ิงใดที่เจ้าของเขามิได้อนุญาตก็อย่าได้ไปหยิบ ฉวยเอามาเป็นของเรา หรอื ใชผ้ ู้อน่ื หยิบฉวยแทนเรา เรารกั ของของเรา หวงแหนของของเราอยา่ งไร คนอ่นื เขา ก็รกั ก็หวงแทนของของเขาอย่างน้ันการไปหยิบเอาของของเขามาโดยเจ้าของเขาไม่เต็มใจ ไม่ยินดีให้ ย่อมเป็น เหตุให้เจ้าของเกิดความขัดเคือง ขุ่นใจ หรือไม่ชอบหน้าเราไปจนตายก็ได้โทษของการผิดศีล ข้อน้ี อย่างหนัก ทำให้เกิดในอบายอย่างเบาทำให้ทรัพย์สมบัติพินาศไป ด้วยภัยนานัปการมีอัคคีภัยเป็นต้อ ในเมื่อผู้นั้น เกิดเป็นมนุษย์ ศีลข้อท่ี ๓ เว้นจากการประพฤติผิดประเวณีคือการล่วงเกินบุตร ภรรยา สามีของผู้อื่น ธรรมดาน้ัน บุตร ภรรยา สามีย่อมเป็นที่รักท่ีหวงแหนของผู้เป็นเจ้าของ ไม่ต้องการให้ใครมาล่วงเกิน หรือทำมิดีมิร้าย ผู้ท่ีล่วงเกินบุตร ภรรยา สามีของผู้อ่ืน จึงเป็นการก่อเวรโดยไม่รู้ตัว เพราะการกระทำเช่นน้ัน ก่อให้เกิด ความเจ็บแค้นแก่ผ้ถู ูกกระทำ ทั้งอาจเป็นเหตุให้ผ้เู ป็นเจ้าของตลอดจนพ่อแม่ ญาติพี่น้องมิตรสหาย ของผู้ที่ถูก ล่วงเกินอาฆาต เจ็บแค้นหรือทำร้ายฆ่าตีเอาได้ดังตัวอย่างที่เราได้พบเห็น กันอยู่เสมอโทษของการผิดศีล ข้อที่ ๓ น้ี พระพุทธองค์ตรัสว่าอย่างหนัก ทำให้เกิดในอบาย อย่างเบาท่ีสุดเม่ือเกิดมาเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ ทีม่ ีเพศไม่สมบรู ณ์หรือมีสองเพศทั้งเปน็ ผู้มีศัตรคู ู่เวรมาก ศีลข้อท่ี ๔ เว้นจากการกล่าวเท็จ คือกล่าวคำที่ไม่เป็นจริง โทษอย่างหนักทำให้เกิดในอบายโทษ อย่างเบา เม่ือเกิดเป็นมนุษย์คือการถูกกล่าวตู่ด้วยถ้อยคำท่ีไม่เป็นจริง ท้ังจะพูดส่ิงใดก็ไม่ได้รับความเชื่อถือ จากผู้ฟงั ศีลข้อที่ ๕ เว้นจากการด่ืมสุราเมรัย และส่ิงเสพติดของมึนเมาทุกชนิด อันจะเป็นเหตุให้เกิด ความประมาท ขาดสติคนเราถ้าประมาทขาดสติแล้วก็อาจจะล่วงศีลได้ครบทุกข้อ ท้ังการเสพของมึนเมา เหล่านั้น ก็เป็นการบ่ันทอน สติปัญญา ให้เส่ือมถอย ความจำเลอะเลือนเพราะฉะน้ันพระพุทธองค์ จึงตรัสว่า โทษอย่างหนักของผู้ล่วงศีลข้อ ๕ น้ีคือ การเกิดในอบาย โทษอย่างเบาเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ท่ีจิตใจ ไม่ปกติเปน็ ต้น ศีลทั้ง ๕ ข้อน้ีนอกจากจะเป็นศีลที่ทุกคนควรรักษาเป็นนิจ เพื่อความเป็นปกติสุขของตนเองและผู้อ่ืน แล้ว ผู้รักษายังชื่อวา่ ได้บำเพ็ญทานอย่างใหญ่หลวง กล่าวคือให้ความไม่มีเวร ไม่มีภัยแก่มนุษย์และสัตว์ท้ังมวล ด้วย เพราะผู้รักษาศีลข้อท่ี ๑ ชื่อว่าให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตสัตว์ไม่ทำให้สัตว์ต้องหวั่นวิตกและหวาดกลัว วา่ จะถกู ฆ่า ผ้รู ักษาศีลขอ้ ท่ี ๒ ชื่อวา่ ให้ความปลอดภัยแกท่ รพั ย์สินของผ้อู ่นื ๑๔ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ.ปยุตโฺ ต), พุทธธรรม, ฉบบั ปรับปรงุ และขยายความ, พิมพค์ รั้งที่ ๑๕, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พบ์ ริษทั สหธรรมิก จำกดั ), ๒๕๕๒, หนา้ ๗๖๙-๗๗๐.
พทุ ธสันตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๓๘ ผูร้ ักษาศลี ข้อที่ ๓ ชอ่ื วา่ ให้ความบรสิ ทุ ธ์ิ แกบ่ ตุ ร ภรรยา สามีของผ้อู น่ื ผู้รกั ษาศีลข้อที่ ๔ ชื่อว่าใหค้ วามจรงิ แกผ่ ู้อ่ืน ผู้รกั ษาศีลขอ้ ที่ ๕ ชอื่ ว่าให้ความปลอดภัยแก่ทกุ ส่ิง คือให้ความปลอดภัยแก่ชวี ิตสตั ว์ให้ความปลอดภัย แก่ทรัพย์สินของผู้อื่น ให้ความบริสุทธ์ิ แก่บุตร ภรรยา สามีผู้อื่น และให้ความจริงแก่ ผู้อ่ืนเพราะเหตุท่ีผู้รักษา ศีลท้ัง ๕ ข้อนี้ได้ชื่อว่าให้ความไม่มีเวรไม่มีภัยแก่สัตว์ท้ังหลายพระพุทธองค์จึงตรัสเรียกศีลทั้ง ๕ ข้อ นี้ว่า มหาทาน เพราะเป็นทานที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ไม่มีทานชนิดใดเสมอเหมือนทาน นั้น แปลว่า การให้การให้ส่ิงของ แก่ผู้อ่ืน ไม่ว่าจะเป็นของดีมีค่าเพียงใด พระพุทธองค์ทรง เรียกว่า ทาน เท่าน้ัน หาได้ทรงเรียกว่า มหาทาน ดังท่ีทรงเรียกศีลท้ัง ๕ ข้อน้ีไม่ด้วยเหตุน้ีศีล จึงสูงกว่าทาน ละเอียดอ่อนกว่าทาน ขัดเกลากิเลสได้ยิ่งกว่าทาน หากทุกคนพร้อมใจกันรักษาศีลห้าให้บริสุทธ์ิ บริบูรณ์แล้ว เราก็จะอยู่ในโลกนี้ร่วมกันด้วยความเป็นสุขจริงๆ เพราะต่างคนต่างก็พรอ้ มใจกันในการให้ความไม่มเี วรไม่มภี ัยแกก่ ัน เพราะฉะนั้น การมีศีลจึงเป็นสาราณียธรรม อีกข้อหนง่ึ ท่ีจะทำให้ เราอยรู่ ่วมกันไดอ้ ยา่ งเป็นสุข ๗.๙ พุทธสนั ติวธิ ีระงับความรนุ แรงทางการเมอื ง ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยเกิดข้ึนต้ังแต่ปีพ.ศ. ๒๕๔๘ จนถึงปัจจุบัน ดูเหมือนจะไม่มีใคร ให้คำตอบได้ว่า จะจัดการความขัดแย้งนี้ได้อย่างไร แม้จะมีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ปรองดอง ให้สมานฉันท์ ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ท่ีเป็นคู่กรณีกัน แต่ก็ไม่มีทีท่าจะสมานฉันท์ปรองดองกันได้ด้วยเหตุ น้ีอะไรคือสาเหตุ ท่แี ทจ้ ริงของความขัดแย้ง ทำไมตา่ งฝ่ายไม่ยอมประนีประนอมกัน พระพุทธศาสนา จะเขา้ ไปมสี ว่ นในการระงับ ความขดั แย้งนไี้ ด้อยา่ งไร ประเทศไทยนั้นเป็นสังคมหนึ่งซึ่งยอมรับพระพุทธศาสนา และได้รับการหล่อหลอมจากหลักธรรม คำสอนในพระพุทธศาสนามายาวนาน วิถีชีวิตของคนไทยส่วนใหญ่ต้ังแต่กำเนิดจนถึงตายจึงเก่ียวโยงสัมพันธ์ เป็นอันหน่ึงอันเดียวกันกับพระพุทธศาสนา แต่เมื่อสังคมโลกเปิดกว้างขึ้นทั้งในด้านส่ือสารมวลชน เศรษฐกิจ การเมอื งและวัฒนธรรม จึงเป็นเหตุผลสำคญั ทน่ี ำพาใหส้ งั คมไทยก้าวเขา้ ไปส่กู ระแสแห่งยคุ โลกาภวิ ัตนส์ ง่ ผลให้ สังคมไทยต้องเผชิญกับภาวะวิกฤติในหลายๆ ด้าน เช่น วิกฤติการเมือง วิกฤติด้านเศรษฐกิจ วิกฤติด้านสังคม วิกฤตดิ ้านสง่ิ แวดลอ้ ม เปน็ ตน้ พระพุทธศาสนา จึงเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่จะสามารถนำหลักการสำคัญที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปญั หาในแบบองค์รวม เพอื่ จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างครบ วงจร อันจะส่งผลดี กับการแก้ไขปัญหาวิกฤติต่างๆ ของสังคมไทย วิกฤติต่างๆ ท่ีเกิดข้ึนล้วนโยงใยถึงกันเป็นลูกโซ่ เป็นปัจจัย เกื้อหนุนซ่ึงกันและกัน เม่ือเกิดวิกฤติขึ้นในด้านใดด้านหน่ึงของสังคมนั้นหมายถึงว่า ผลพวงจากวิกฤตินั้น ย่อมกระทบต่อระบบในสังคมนั้นด้วย เช่น บ้านเมืองปัจจุบันเกิดภาวะวิกฤติเพราะเป็นผลกระทบจากภาวะ ทางเศรษฐกิจทรุดตัว นักการเมือง บุคคลในสังคมหวังเพื่อจะกอบโกยผลประโยชน์เป็นส่วนตัวมากขึ้น ประชาชนอดอยากมากข้ึน จึงเป็นภาวะวิกฤติทางสังคมเม่ือบุคคลในสังคมมีมากข้ึนความเห็นแก่ตัวมากข้ึน สภาพสงิ่ แวดล้อมรอบตวั จงึ ไม่มีคนเอาใจใส่ดูแลจนเกิดเป็นภาวะวกิ ฤตทิ างสิ่งแวดลอ้ ม ถงึ เวลาแล้วที่สังคมไทย จะตอ้ งนำกระบวนทศั นท์ างพระพุทธศาสนามาปรับใช้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ในขณะน้ี วิกฤติปัญหาทางการเมือง นักการเมืองมักมองเป็นเกมส์ทางการเมือง เล่นพรรคเล่นพวก มือใครยาว สาวได้สาวเอา แต่มักเป็นไปแบบเช้าชามเย็นชาม นักการเมืองส่วนมากมักทุจริตและกอบโกยผลประโยชน์ ความไม่สามัคคีของนักการเมือง แม้จะมีหน่วยงานคอยตรวจสอบก็ตามที ก็เป็นไปอย่างไม่เต็มที่นัก ด้วยเกรง กลัวอำนาจและอิทธิพล ปัญหาอีกอย่างของการเมืองคือด้านการดำเนินนโยบายผิดพลาด อันเกิดผลเสีย
พทุ ธสันติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๓๙ กับสังคมและประเทศชาติผู้บริหารประเทศยังไม่ได้มีการบริหารอย่างเต็มความรับผิดชอบ ยังมีการเล่น การเมืองมากเกินความจำเป็นซ่ึงมีผลทำให้การดำเนินนโยบายต่างๆยังไม่ได้แก้ปัญหาท่ีแท้จริงของประเทศ บางครั้งนโยบายหลายๆ นโยบายก็ดูน่าจะดีแต่กลับไม่ได้ผลเต็มที่ซึ่งก็มีสาเหตุมาจากการไม่สามารถนำ นโยบายไปปฏิบัติกันอย่าง มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล บ่อย คร้ังเป็น การดำเนินนโยบายเพ่ือสร้างภาพ ใหแ้ กส่ ่วนตน แต่ใหค้ วามสำคัญของประสทิ ธิผลนอ้ ยมาก หรอื แทบจะไมใ่ หค้ วามสำคญั เลย พระพทุ ธศาสนากับการแกป้ ัญหาทางการเมือง พระพุทธศาสนา ไดก้ ลา่ วถงึ อธปิ ไตย ไว้ถึง ๓ แบบ คือ อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย ธรรมาธิปไตย โดยประการหลัง ธรรมาธิปไตยปกครองโดยเน้น ธรรมะเป็นใหญ่ ให้ผู้นำมีธรรมะ (มุขบุรุษที่ดี) และประชาชนมีธรรมะ (สัมมาชน) พระพุทธศาสนาเน้นเสรีภาพทางจิต เป็นศาสนาแรกท่ีส่งเสริม สิทธิมนุษยชน มีสิทธิพิจารณาคัดเลือกผู้นำ มีสิทธิในด้านต่างอันไม่ก่อความ เดือดร้อนสู่ตนเองและผู้อ่ืน พระพุทธศาสนาสอนให้รจู้ ักความพอดีในการปฏิบัติตน และการแกไ้ ขปัญหาต่างๆ ดว้ ยปญั ญา ในการดำเนินตามอริยสัจ ๔ นักการเมืองควรนำไปปรับใช้ตามเหตุสถานการณ์นั้นๆ พระพุทธศาสนา สอนให้รู้จักความสุจริตในการปฏิบัติตนสมควรแก่หน้าท่ี รู้กาล รู้เวลา รู้หน้าท่ีของตน ปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมือง ความขัดแย้งทางการเมืองท่ีเป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่งน้ัน อาจจะมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น ผลประโยชน์ขัดกัน ความคิดเห็นไม่ตรงกัน การขาดอุดมคติทางการเมืองที่แน่นอนเป็นต้น ในการแก้ปัญหาน้ีตามทัศนะของพุทธศาสนาแล้ว นักการเมืองจะต้องมีธรรมะสำหรับนักบริหาร นักปกครอง ซึ่งพระพุทธองค์ได้แสดงว่า เป็นคุณสมบัติของนักปกครองหรือผู้บริหารปรากฏในพระคัมภีร์ศาสนาหลายแห่ง ด้วยกัน แตใ่ นทน่ี จ้ี ะขอนำมากลา่ วเฉพาะที่ท่านได้แสดงไวใ้ นอรรถกถาอัฏฐกนิบาต อังคตุ ตรนิกาย มีใจความว่า ผู้ปกครองหรือนักบริหารนั้นจะต้องทำนุบำรุงประชาราษฎร์ด้วยหลักธรรมที่เรียกว่าราชสังคหวัตถุ ๕ ประการ๑๕ คือ ๑. สัสสเมธะ ฉลาดสามารถในการบำรุงเกษตรกรรมและกสิกรรมเป็นต้น อันเป็น ธัญญาหารให้เกิด ผลผลิตท่ีดีมีการส่งเสริมการเกษตรและกสิกรรมให้อุดมสมบูรณ์อันจะเป็นประโยชน์พ้ืนฐานท่ีส ำคัญย่ิง ในการพฒั นาประเทศทางด้านเศรษฐกิจ ๒. ปุริสเมธะ ฉลาดสามารถในการบำรุงคน ส่งเสริมคัดเลือกคนมาทำงานให้เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถของเขาและการงานที่จะทำน้นั ๆ พรอ้ มทง้ั จัดสวสั ดิการใหด้ ีเป็นตน้ ๓. สัมมาปาสะ ผูกประสานสงเคราะห์ประชาชนพลเมืองบ่วงคล้องใจคนคือการดูแลสุขทุกข์ ของประชาชน ส่งเสริมอาชีพ เช่น จัดทุนให้คนยากจนยืมไปสร้างตนในทางพาณิชยกรรมหรือดำเนินกิจกรรม ต่างๆ ไม่ให้เกิดความเล่ือมล้ำหรือช่องว่างจนแตกแยกกัน ซ่ึงเป็นการทำให้จิตใจของประชาชนเล่ือมใส ในผปู้ กครอง ๔. วาชเปยยะ พูดจาด้วยถ้อยคำไพเราะ อ่อนหวานดูดด่ืมใจ รู้จักพูดรู้จักชี้แจงแนะนำ รู้จักทักทาย ถามไถ่ทุกข์สุขของประชาชนทุกช้ัน ด้วยอัธยาศัยไมตรีที่ดีด้วยถ้อยคำที่ประกอบด้วยเหตุผล ท่ีเป็นหลักฐาน มีประโยชน์เป็นทางแห่งการสร้างสรรค์แก้ไขปัญหาเสริมความสามัคคีทำให้เกิดความ เข้าใจดีความเช่ือถือ และความนิยมนบั ถือ ๕. นิรัคคฬะ บริหารประเทศชาติให้อยู่เย็นเป็นสุข โดยป้องกันและปราบโจรผู้ร้าย ให้ประชาชนนอน ตาหลับ โดยยึดหลักการท่ีว่า \"ความสุขของประชาชนคือยอดปรารถนาของตน\" และในทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ๑๕ องฺ.อฏฐฺ ก. ๒๓/๙๑/๑๕๒.
พทุ ธสนั ติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๔๐ ก็ได้แสดงไว้ว่า ผู้บริหารหรือนักปกครองท่ีดีน้ัน เม่ือปฏิบัติหน้าที่ พึงเว้นความลำเอียง (อคติ) หรือความ ประพฤตทิ ีค่ ลาดเคลื่อนจากธรรม ๔ ประการ๑๖ ๑. ฉันทาคติลำเอยี งเพราะชอบ ๒. โทสาคติลำเอยี งเพราะชงั ๓. โมหาคตลิ ำเอยี งเพราะหลงหรือเขลา ๔. ภยาคติลำเอยี งเพราะขลาดกลัว นอกจากนี้มีความประพฤติดีเป็นแบบฉบับในการดำรงชีวิตของนักปกครองเพราะการปกครองที่ดีคือ การให้แบบอย่างท่ีดีความตรงความคดของนักปกครองมีอิทธิพลต่อความประพฤติของประชาชน ความซื่อตรง ของประชาชน ขึ้นอยู่กับความซ่ือตรงของนักปกครอง การแก้ความคดของส่วนใหญ่จึงต้องเริ่มมาจากฝ่าย ปกครอง ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งบุคคล ๒ ประเภทน้ี พระพุทธเจ้าตรัสยกตัวอย่างไว้ในโพธิราชชาดก ขุททกนิกายว่า \"เมื่อฝูงโคกำลังข้ามแม่นำ ถ้าโคจ่าฝูง ไปคด โคนอกน้ัน ก็คดตาม ในหมู่มนษุ ย์ก็เช่นเดียวกนั ถา้ ผไู้ ด้รบั สมมติให้เป็นหวั หน้าเป็นผู้ปกครองไมเ่ ปน็ ธรรม คน นอกน้ันก็ประพฤติไม่เป็นธรรม ดังน้ันเม่ือผู้ปกครองประพฤติไม่เป็นธรรม ชาวเมืองก็พลอยทุกข์กันไปทั่ว โดยนัยตรงกนั ข้าม เมือ่ ผู้ปกครองทรงไว้ซ่ึงธรรม ชาวเมอื งกเ็ ป็นสขุ กันไปทว่ั \" “การแก้ปัญหาการเมืองในปัจจุบัน ควรเป็นการเมืองแบบเมตตา (Compassionate Politics) ไม่ใช่ การเมืองแห่งการทำลายล้าง หรือ ประหัตประหารกัน เพราะผลเสียจะไม่ตกอยู่กับนักการเมืองแต่เพียงอย่าง เดียว ผทู้ ่ีจะไดร้ ับผลทุกข์หรือผลเสยี นั้น คือประเทศชาติและประชาชนไทย ทั้งหมดซ่งึ เปน็ ท่ีมาของการเมืองทั้ง ในระดับชาติและระดับท้องถ่ิน” แนวทางในการแก้ปัญหาความขัดแย้งในการเมืองและสังคมไทยได้โดยเฉพาะ อย่างยิง่ แนวทางแห่งพทุ ธสนั ติวธิ ี ๗.๑๐ พทุ ธสนั ตวิ ธิ ีในการสร้างความปรองดอง สงั คมไทยในสถานการณป์ ัจจุบันนถี้ กู ไฟ ๓ กองเผาลนอยู่กลา่ วคอื ๑. ไฟคือความอยาก กำหนัด และพึงพอใจอยู่ในโลกธรรม จนถูกโลกธรรมครอบงำ คือ มีลาภ เสื่อมลาภ มยี ศ เส่ือมยศ สุข ทุกข์สรรเสริญ และนินทา ประเด็นคือ เรามวั แต่ไปคดิ ว่า สง่ิ เหล่านี้ จะยืน ยงคงอยู่กับเราได้อย่างยาวนาน แต่ความจริงคือ สิ่งเหล่าน้ีไม่เที่ยงแท้แน่นอนคงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้และไม่มี ใครไปบังคับบัญชาให้เป็นไปตามอำนาจของเราได้ฉะน้ัน เมื่อเราเข้าใจความจริงข้อนี้ เราจะพบวา่ ถ้ายากจะมี ความสขุ อยา่ ประยกุ ตส์ ่ิงท้ังผองเปน็ ของฉัน ๒. ไฟคือโทสะ เราอยู่ในสถานการณ์ของความเกลียดชังมาหลายปีแล้ว และในปัจจุบันน้ัน ความเกลียดชังก็ยังคงอยู่และนับวันจะฝังรากลึก ร้อนรนอยู่ภายในใจ จากประสบการณ์ ในการทำงานด้านน้ี พบวา่ ความเกลียดชังมจี ดุ เริ่มจากความขัดแย้ง ไมว่ า่ จะเป็นความขัดแย้งดา้ นขอ้ มูล ผลประโยชน์ความสัมพันธ์ ค่านิยมและโครงสรา้ ง แต่เพราะความขัดแย้งเหล่าน้ีไม่ได้รับการจัดการในวิถีทางที่ไม่เหมาะสม หรอื ถูกกดทับ ดว้ ยอำนาจ หรือส่ิงอ่นื ๆ เอาไวจ้ ึงทำให้ความขัดแย้งไดก้ ลายพันธไ์ุ ปสู่ \"ความรุนแรง\"ดังท่ีปรากฏในสถานการณ์ ปัจจุบัน และแม้ว่าฝ่ายใดจะชนะ หรือแพ้แต่อุณภูมิของความเกลียดชังยังฝังตัวอยู่ และรอเวลาท่ีจะปะทุอีก ครั้งในสถานการณ์ทเี่ ออื้ อำนวย ดังทพี่ ระพุทธเจ้าตรสั ว่า \"ผ้ชู นะยอ่ มกอ่ เวร ผู้แพย้ อ่ มนอนเปน็ ทุกข\"์ ๑๖ ท.ี ปา. ๑๑/๑๗๖/๑๙๖,๒๔๖/๒๔๐.
พทุ ธสันตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๔๑ ๓. ไฟคือโมหะ ในสถานการณ์ปัจจุบันน้ี บางแง่มุมของเมืองไทยเป็นเมืองแห่งโมหะ หรือจะเรียกอีกอย่างว่า\"สังคมแห่งอวิชชา\" หรือ \"เป็นเมืองแห่งความไม่รู้\" กล่าวคือ ไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ไม่รู้วา่ อะไรดีอะไรควร อะไรไมค่ วร อะไรชั่ว ไมร่ ูว้ า่ อะไรสูง อะไรต่ำ และนำไปสู่สงั คมแบบไมร่ ไู้ มช่ ้ี ๑. แนวทางไปสู่ความปรองดองของสังคม ๑.๑. ถอนความยึดม่ัน (ดับไฟคือราคะ) ในขณะที่แต่ละคน แต่ละกลุ่มพากันยึดมั่น หรือ มงุ่ มัน่ ในคำวา่ \"การแพ้หรอื ชนะ\" ดังท่ีได้กล่าวในเบ้ืองต้นวา่ \"ผ้ชู นะย่อมกอ่ เวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์\" ผู้ชนะ อาจจะลงิ โลดใจ และมัน่ ใจในสงิ่ ทตี่ ัวเองได้รบั ซึง่ อาจจะนำไปสู่การตามลา้ ง ตามลา่ กลุ่มตา่ งๆ ท่ีไม่เหน็ ดว้ ยกับ อุดมการณ์และแนวคิดของตัวเอง หรือกลุ่มตัวเอง ซ่ึงการแสดงออกแบบน้ี นำไปสู่การก่อเวรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะเดียวกัน ฝ่ายท่ีคิดว่าตัวเอพ่ายแพ้ต่อการเรียกร้อง ก็ย่อมแสวงหาแนวทาง หรือช่องทางท่ีจะทำให้ ตัวเองประสบกับชนะในอนาคต ซึ่งประเด็นที่มาของการหาช่องทาง อาจจะเกิดความคิดข้ึนแบบเดียวท่ีว่า \"ขอเพียงประสบกับชัยชนะ อย่าไปสนใจวิธีการ\" ซ่ึงจะนำไปสู่การสร้างเวรต่อไปเช่นเดียวกัน ฉะน้ัน การลดทอนความยึดมั่นในชนะ หรือพ่ายแพ้โดย การเปิดพื้นท่ีหันมาสร้างกฎกติกาท่ีทุกฝ่ายพึงพอใจร่วมกัน นับเป็นทางออกท่ีทุกฝ่ายควรให้ความใส่ใจดังท่ีเคยเกิดข้ึนมาแล้วในคำสั่งนายก ๖๖/๒๓ โดยไม่พยายาม คนท่ไี ม่เห็นเห็นด้วยออกไปจากสังคม แตด่ ึงคนเหลา่ นั้น มาร่วมแสวงหาทางเลอื ก และสร้างกติกาท่ีทุกคนย่อม รบั ได้และปฏบิ ัตไิ ด้รวมไปถงึ ความพึงพอใจต่อทางาเลือกดังกลา่ ว ๑.๒ แบ่งปันความรัก (ดับไฟคือโทสะ) การแบ่งปันความรักมีผลต่อการทำลายล้าง \"อกุศล ธรรมตวั โทสะ\" ความรัก ความปรารถนาดีและความเข้าไปช่วยเหลือเม่ือเพื่อนมนุษยม์ ีความทุกข์\" นับเป็น \"ภูมิ ปญั ญาไทย\" ท่ีคงอยู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน เพียงแต่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ทำให้เราหลงลืม คุณค่าของ\"ความเมตตากรุณา\"ซ่ึงเคียงคู่มากับสังคมแบบเกษตรกรรมมาอย่าง ยาวนานในสังคมไทย คำถาม สำคัญคือ ความเมตตากรุณาใช่ไม่ได้กับสังคมแบบทุนนิยม หรือว่าใช่ได้ อยู่แต่เราไม่ค่อยนำมาใช่อย่างเต็ม กำลังความจริง ความรัก และความเอื้ออาทร เป็นหลักการสำคัญท่ีจะทำหน้าที่ในการ \"เชื่อม\"วัตถุมนุษย์และ ธรรมชาติให้อยู่ร่วมกันอย่าง \"ประสานสอดคล้อง\"ซ่ึงรวมไปถึงการเมืองซึ่งควรเป็นการเมืองแบบเมตตา และเอื้ออาทรแก่เพื่อนมนุษย์เปิดพื้นให้แก่คนอื่นและสิ่งอ่ืนเพื่อให้มีที่หยิบ ที่ยืน อย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่า ของความเป็นมนุษย์ฉะน้ัน เหนือนอกจากการแบ่งปันความรักให้โลก หรือสังคมสดใสแล้ว ยังรวมไปถึง การแบ่งปันลมหายใจแห่งสันติภาพด้วย เพราะในแต่ละวัน มนุษย์กำลังแบ่งปันลมหายใจระหว่างกันและกัน รวมไปถึงกันหายใจเอาลมหายใจ ของกันและกันเข้าไปด้วย หากลมหายใจของเราเต็มไปด้วยสันติเราก็ได้ หายใจเอาลมหายใจแห่งสนั ติ เข้าไปด้วย หากเป็นลมหายใจแห่งความเร้าร้อน เราก็ได้รบั ลมหายใจเช่นนเ้ี ข้าไป ดว้ ย ๑.๓ ประจักษส์ รรพสิ่งชัดดว้ ยปัญญา (ดับไฟคือโมหะ) คำถามมีว่า \"มนุษย์อับจนปัญญา\"หรือ อย่างไร เราจึงไม่สามารถพาตัวเอง หรือสังคมออกไปจาก\"กับดักของความรุนแรง และความเห็นต่างได้\" คำตอบคือ \"ไม่\"แต่ประเด็นท่ีเกิดข้ึนคือ ปัญญาท่ีมนุษย์มีน้ัน เป็น \"ปัญญาแบบโลกิยะ\"ท่ีจะพาตัวเองรอด เท่าน้ัน เราจึงเรียก ปัญญาที่เรามีตอนนเี้ ป็น\"ปัญญาท่ี ขาดเมตตา และกรุณา\" เป็นปัญญาท่ี เอาตัวเองรอดตาม \"สัญชาตญาณ\"ท่ีพยายามจะหาวิธีการและออกแบบวิธีการเพ่ือเอาตัวเอง หรือกลุ่มตัวเองให้รอด ในขณะเดียวกัน การท่ีมนุษย์ไม่ประจักษ์สรรพสิ่งตามเนื้อผ้า หรือตามท่ีความเป็นประจักษ์เพราะบางคน หรอื บางกลมุ่ เลอื กท่ีจะเสพ หรือส่ือในมุมที่ตัวเองมองวา่ เกิดประโยชน์สูงสูดต่อตัวเองหรอื กลุ่มตัวเองด้วยเหตุ นี้การพูด การแสดงออก หรือการคิดจึงติดกับ หรือตกหลุมพรางของ \"โมหะ\" ท่ีขาดหลัก \"วิภัชชวาท\" คอื การแยกแยะว่า อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรดีอะไรชัว่ อะไรถกู อะไรผดิ หรืออะไรสงู อะไรต่ำ
Search
Read the Text Version
- 1
- 2
- 3
- 4
- 5
- 6
- 7
- 8
- 9
- 10
- 11
- 12
- 13
- 14
- 15
- 16
- 17
- 18
- 19
- 20
- 21
- 22
- 23
- 24
- 25
- 26
- 27
- 28
- 29
- 30
- 31
- 32
- 33
- 34
- 35
- 36
- 37
- 38
- 39
- 40
- 41
- 42
- 43
- 44
- 45
- 46
- 47
- 48
- 49
- 50
- 51
- 52
- 53
- 54
- 55
- 56
- 57
- 58
- 59
- 60
- 61
- 62
- 63
- 64
- 65
- 66
- 67
- 68
- 69
- 70
- 71
- 72
- 73
- 74
- 75
- 76
- 77
- 78
- 79
- 80
- 81
- 82
- 83
- 84
- 85
- 86
- 87
- 88
- 89
- 90
- 91
- 92
- 93
- 94
- 95
- 96
- 97
- 98
- 99
- 100
- 101
- 102
- 103
- 104
- 105
- 106
- 107
- 108
- 109
- 110
- 111
- 112
- 113
- 114
- 115
- 116
- 117
- 118
- 119
- 120
- 121
- 122
- 123
- 124
- 125
- 126
- 127
- 128
- 129
- 130
- 131
- 132
- 133
- 134
- 135
- 136
- 137
- 138
- 139
- 140
- 141
- 142
- 143
- 144
- 145
- 146
- 147
- 148
- 149
- 150
- 151
- 152
- 153
- 154
- 155
- 156
- 157
- 158
- 159
- 160
- 161
- 162
- 163
- 164
- 165
- 166
- 167
- 168
- 169
- 170
- 171
- 172
- 173
- 174
- 175
- 176
- 177
- 178
- 179
- 180
- 181
- 182
- 183
- 184
- 185
- 186
- 187
- 188
- 189
- 190
- 191
- 192
- 193
- 194