Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore พุทธสันติวิธี

พุทธสันติวิธี

Description: แนวคิดและทฤษฎีสันติวิธีของสำนักต่างๆ ในประเทศตะวันตกและตะวันออก เช่น มาติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ และมหาตมะ คานธี โดยเปรียบเทียบกับทฤษฎีพุทธสันติวิธีในพระไตรปิฎก

Keywords: พุทธสันติวิธี

Search

Read the Text Version

พทุ ธสนั ตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๔๒ สรปุ ท้ายบท มนุษย์ไม่อาจอยู่โดดเด่ียวตามลำพัง จำเป็นต้องรวมกันอยู่เป็นสังคม เป็นกลุ่มก้อน ดังน้ันจำเป็น ต้องจัดระบบในการอยู่ร่วมกัน โดยจะต้องมีฝ่ายปกครอง และอยู่ภายใต้การปกครอง ซ่ึงไม่ว่าการปกครอง จะเป็นลักษณะใดก็ตามถือว่าเป็น “การเมือง” การเมืองจึงเป็นเร่ืองของการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่าง ผปู้ กครองกับผู้ทีอ่ ย่ภู ายใตก้ ารปกครองจะผูกมดั สมาชกิ ทง้ั หมดในสังคม พระพุทธศาสนากลับมีแนวคดิ ตรงขา้ ม กับการแสวงหาอำนาจที่มากกว่าผู้อ่ืน แต่มุ่งเน้นในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ดังท่านองค์ดาไล ลามะ ผู้นำ พทุ ธศาสนาของทิเบต ไดก้ ล่าววา่ ม ว ล ม นุ ษ ย ช า ติ ท่ี ถื อ ก ำเนิ ด เกิ ด ม า บ น โล ก ใบ นี้ ย่ อ ม ถื อ ว่ าเป็ น ส ม าชิ ก ข อ งค ร อ บ ค รั ว เดี ย ว กั น คือครอบครัวโลกมนุษย์ และเช่นเดียวกับสมาชิกทั้งหลายของครอบครัวท่ัวไปครอบครัวหนึ่ง เราจึง มีบุคลิกภาพท่ีไม่เหมือนกัน พร้อมกับความแตกต่างทางด้านบุคลิกภาพนั้น เราจึงมีความแตกต่างกัน ทางด้านสติปญั ญา ความสนใจ และวัฒนธรรมประเพณีตามมา แต่ถงึ เราจะมีความแตกต่างกนั อยา่ งไร เราก็ยัง เป็นมนุษย์ผู้หน่ึงเช่นเดียวกับเพื่อนมนุษย์คนอ่ืน ๆ กล่าวคือ เราต้องการความสุขและเกลียดความทุกข์ ความเจ็บปวดและทสี่ ำคญั คือเราตา่ งมสี ิทธเิ สรภี าพในการทจี่ ะแสวงหาความสุขและหลกี เลี่ยงความทุกข์เท่ากนั

พุทธสนั ติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๔๓ คำถามทา้ ยบท

พุทธสนั ตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๔๔ เอกสารอา้ งองิ ประจำบท มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบบั มหาจุฬาเตปฏิ กํ ๒๕๐๐. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๕. . พระไตรปฎิ กภาษาไทย ฉบบั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั . กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หา จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙. พระธรรมธรี ราชมหามุนี, มรรค ผล นิพพาน, กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๒. พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), พจนานุกรมพทุ ธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม, พมิ พค์ ร้ังที่ ๑๖, กรุงเทพมหานคร : ๒๕๕๑. .พจนานกุ รม ฉบบั ประมวลศัพท์. กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๒. .พุทธธรรม. กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม, ฉบับปรับปรงุ และขยายความ, พิมพ์คร้งั ที่ ๑๕, กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พบ์ ริษัทสหธรรมกิ จำกัด, ๒๕๕๒.

บทที่ ๘ การประยุกต์หลกั พุทธสันติวธิ ี วัตถุประสงคก์ ารเรยี นประจำบท เมื่อไดศ้ ึกษาเน้ือหาในบทน้แี ลว้ ผ้ศู กึ ษาสามารถ ๑. อธิบายทฤษฎีบูรณาการเชงิ พุทธได้ ๒. อธิบายทฤษฎบี รู ณาการเชงิ พุทธภาคปฏิบตั ิได้ ๓. อธิบายวฒั นธรรมเชงิ พุทธบูรณาการได้ ขอบขา่ ยเนือ้ หา • ทฤษฎบี ูรณาการเชงิ พทุ ธ • ทฤษฎบี รู ณาการเชิงพุทธภาคปฏิบตั ิ • วฒั นธรรมเชิงพุทธบรู ณาการ

พทุ ธสันตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๔๖ ๘.๑ ความนำ สันติวิธีเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกยุคปัจจุบัน รวมทั้งสังคมไทยในขณะนี้ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้ง มากมายท่ีพร้อมจะลุกลามเป็นความรุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออก การพัฒนาสันติวิธีในสังคมไทยน้ัน จะครบถ้วนสมบูรณ์ไม่ได้หากละเลยการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับพุทธสันติวิธี ได้ช่วยขยายพรมแดน แห่งความรู้ทั้งด้านสันติวิธีและพุทธศาสนาให้กว้างขวางข้ึน ข้ันตอน ทักษะ หรือเทคนิคในการใช้วิธีการต่างๆ เพอ่ื ใหเ้ กิดประสิทธิผล แต่สิ่งท่ีมกั ถูกมองข้ามกค็ อื คณุ ภาพทางจิตใจของผใู้ ช้วิธีการดังกลา่ ว รวมถึงจดุ ม่งุ หมาย ของวิธีการเหล่าน้ีว่า ถูกต้อง ชอบธรรม หรือเป็นธรรม มากน้อยเพียงใด ซึ่งขอเรียกรวมๆ ว่า “ธรรมะ” ประเดน็ คือให้ความสำคัญ และถือได้ว่าเป็นลกั ษณะเด่นของ “พุทธสนั ติวิธี” ในบทนจ้ี ะไดจะนําเสนอหลักพทุ ธสนั ติวิธีในการประยุกตกบั แนวคิดเร่ืองการบูรณาการองคความรูของ ทฤษฎี บูรณาการของเคน วิลเบอร กับปรัชญาแนวคิดของพระพุทธศาสนา รวมถึงการประยุกตเรื่องทฤษฎี เกลียวพลวัตบูรณาการดวย ใหช่ือวา ทฤษฎีบูรณาการเชิงพุทธ และจะไดนําเสนอทฤษฎีบูรณาการเชิงพุทธ สำหรับการเสริมสร้างขจัดความขัดแย้งหรือเสริมสร้างความแข็งแกร่งองค์ความรู้ในการบูรณาการหลักพุทธ ธรรมสำหรบั การดำเนินชีวติ ในมิตติ ่างๆ ๘.๒ ทฤษฎีบูรณาการเชงิ พทุ ธ คําวา “ทฤษฎี” หมายถึง “กลุมความคิดท่ีมีเหตุผล ซึ่งไดมาจากการศึกษาอยางเปนระบบ และมจี ดุ มงุ่ หมายเพอ่ื อธบิ ายเรื่องราวหรือ เหตุการณอยางใดอยางหนึ่งท่ีเกดิ ขึน้ อยางมเี หตผุ ล”๑ ทฤษฎีบูรณาการเปนการนําเสนอแนวคิดของนักปรัชญาชาวอเมริกัน ท่ีผานการศึกษาอยางเปนระบบ และเรียกแนวคิดของตนเองเป็น ‘ทฤษฎี’ โดยไมตองผานการพิสูจนอยางทฤษฎี ทางวิทยาศาสตร ก็สามารถ เรยี กวา ทฤษฎี (theory) ไดเชนกนั ดวยเหตุผลของการนิยามคำวา ‘ทฤษฎี’ ดังกลาวขางตน ทฤษฎีบูรณ าการของเคน วิลเบอร จัดวาเปนการรวมทั้งทฤษฎีทางสังคม ทางปรัชญ า และทางมนุษยศาสตร เขาดวยกันและ “แมจะยังไมใชกฎแหงความจริง แตก็สามารถนํามาต้ังเปนแนวทาง เพ่อื แสวงหาความจรงิ ได”๒ ในทํานองเดียวกัน ทฤษฎีบูรณาการเชิงพุทธที่จะไดนำเสนอตอไปน้ี ก็สามารถถูก เรียกวา “ทฤษฎี” ไดดวยเชนกัน ดวยเหตุผลดังกลาวจากการศึกษาทฤษฎีบูรณาการของเคน วิลเบอร ทําใหเขาใจวา เคน วิลเบอร์ นอกจากจะไดรวมรวบความคิดจากศาสตรหลายสาขาวิชาแลว การตั้งชื่อเรียกเปน ‘ทฤษฎี’ ยังเปนเสมือน กฎของสิ่งท่ีเกิดขึ้นและขอควรปฏิบัติ วาเหตุที่เกิดข้ึนของสรรพส่ิงมีความสัมพันธเชื่อมโยง เกี่ยวของซ่ึงกนั และกนั ในทัศนะของพทุ ธศาสนาเถรวาท นิยาม ๕ เปนการอธิบายถึงกฎของธรรมชาติ ที่เห็นวา โลกและชีวิต มีความสัมพันธองิ อาศัยกนั เปนไปตามเหตุปจจัย และพระอรรถกถาจารยเปนผูอธิบายวามี ๕ ประการ๓ ดงั น้ี ๑ จำนงค์ อดิวฒั นสิทธิ์, สงั คมวทิ ยาตามแนวพทุ ธศาสตร์, พมิ พค์ รัง้ ที่ ๒, (กรงุ เทพมหานคร :สำนกั พิมพ์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์, ๒๕๔๘), หนา้ ๓๔. ๒ อา้ งแลว้ , เร่อื งเดยี วกนั , หนา้ ๓๒.

พุทธสันติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๔๗ ๑. อุตุนิยาม หมายถึง กฎธรรมชาติท่ีเกิดขึ้นกับวัตถุ เชน ลมฟาอากาศ ฤดูกาล น้ำข้ึน น้ำลง แรงโน้มถวงของโลก แนวคดิ น้ีพระอรรถกถาจารยมุงเอาความผันแปรท่ีเน่ืองดวยความรอน หรืออุณหภูมิ แปล ตรงภาษาองั กฤษวา physical laws๔ กฎทางฟสิกสก็ดี ทางเคมีก็ดี ก็ตกภายใตอุตุนิยามน้ีดวย “กฎอุตุนิยามน้ีจึงอาจเรียกได อีกอยางหนึ่ง ว่า กฎทั่วไปเกี่ยวกับวัตถุ (general law of material objects)”๕ ดังน้ัน มณฑลทัศนที่ ๒ ของเคน วิลเบอร ซง่ึ เปนมณฑลทัศนทก่ี ลาวถงึ สง่ิ ทีเ่ ปนรูปธรรม เรอื่ งของฟสิกส เคมี จงึ เปนมุมมองของเรอื่ งอตุ ุนยิ าม ๒. พีชนิยาม หมายถึง กฎธรรมชาติวาดวยเรื่องของพันธุกรรม ชีววิทยา เปนเร่ืองของ สิ่งมีชีวิต ที่รวมทั้งพืชและสัตวหรือท่ีเรียกวา “กฎทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต”๖ มณฑลทัศนท่ี ๒ ซ่ึง กลาวถึงเร่ือง ของชีววิทยา ระบบประสาท ระบบหัวใจ ก็เปนเรื่องของพีชนิยามดวย แปลตรง ภาษาอังกฤษวา biological laws ๓. จิตตนิยาม หมายถึง กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงานของจิต สภาวะของจิตเปนอยางไร ซ่ึงมีการทำงานแตกตางไปจากกาย เปนนามธรรม แปลตรงภาษาอังกฤษวา psychic laws มณฑลทัศนที่ ๑ กลาวถึงเร่อื งจิต เจตนา ฉัน จึงอยูในกฎของจติ ตนยิ าม ๔. กรรมนิยาม หมายถึง กฎธรรมชาติเก่ียวกับพฤติกรรมมนุษย การใหผลของกรรม ทำดีไดดี ทำชั่ว ไดชั่ว หรือ กระบวนการแหงเจตจำนงหรอื ความคิดปรุงแตง สรางสรรคสิ่งตางๆ พรอมท้ังผลที่สืบเนื่องออกไป อันสอดคลองสมกนั ๗ พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ไดอธิบายเพ่ิมเติมวา กรรมนิยามเปนกฎท่ีสําคัญท่ีสุดเพราะเปนเร่ือง ของมนุษยโดยตรง...และในเขตแดนแหง กรรมนิยามนี้ สาระหรือตัวแทของกรรมก็คือเจตนาหรือเจตจํานง... ไมวามนุษยจะไปเก่ียวของ กับนิยามอื่นใดหรือไมก็ตาม ก็ตองมีกรรมนิยามเปนกฎยืนพ้ืน ตลอดถึงวาจะไป เก่ียวของและใชนิยามอื่นเหลาน้ันอยางไร ก็อยูที่กรรมนิยาม...นอกจากนั้น มนุษยก็ใชเจตจํานงหรือเจตนา น้ีเปนเครื่องกําหนดการปฏิบัติตอกันระหวางมนุษยเองดวย และพรอมกับท่ีมนุษยปฏิบัติตอ ผูอื่น สิ่งอ่ืน ตอธรรมชาติท่ีแวดลอมตน...กรรมช้ีนำสังคม หรือกรรมกำหนดวิถีชีวิตของสังคม น่ันเอง...บัญญัติทางสังคม เชน ระเบียบ ขอบังคับ กติกา กฎหมาย จารีต ประเพณี วินัย บัญญัติ...กฎเกณฑของสังคมนี้เปนเร่ืองการปรุง แตงของมนุษย จึงเปนส่ิงที่เกิดข้ึนจากกรรม และขึ้นตอกรรมนิยามดวย แตเปนเพียงสวนซอนเสริมเขามา ในกรรมนิยามเทานน้ั ไมใชกรรมนยิ ามเอง๘ เมื่อพิจารณาทฤษฎีบูรณาการของเคน วิลเบอร ซ่ึงประกอบดวยมณฑลทัศนที่ ๑ เจตนา ก็เปนเร่ือง กรรมนิยาม มณฑลทัศนที่ ๒ พฤติกรรม ก็เปนเรื่องกรรมนิยาม มณฑลทัศนที่ ๓ เร่ือง ของวิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรม ก็เปนเรื่องกรรมนิยาม และมณฑลทัศนท่ี ๔ ซึ่งเปนเรื่องของสังคม แมจะไมไดเปนเรื่อง ของกรรมนิยามโดยตรงตามที่พระธรรมปฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) ไดอธิบายไว้ขางตน แตก็เปนสวนซอนในกรรม ๓ พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พทุ ธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพค์ รั้งท่ี ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า ๑๕๒-๑๕๖. ๔ อา้ งแล้ว, เรอ่ื งเดยี วกัน, ๑๕๒. ๕ สมภาร พรมทา, พุทธศาสนากับวทิ ยาศาสตร์, พิมพค์ ร้ังท่ี ๒, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์แห่งจฬุ าลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๐), หน้า ๗๙. ๖ อา้ งแล้ว, เร่ืองเดียวกัน, หนา้ ๘๓. ๗ อ้างแลว้ , เร่ืองเดียวกนั , หนา้ ๑๕๓. ๘ อ้างแล้ว, เร่อื งเดยี วกัน, หน้า ๑๕๕-๑๕๖.

พุทธสนั ติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๔๘ นิยาม จึงจัดเขาในกรรมนิยามได ดังน้ัน ทฤษฎีบูรณาการของ เคน วิลเบอรก็ถูกครอบคลุมไวดวยกรรมนิยาม ตามแนวคดิ ของพทุ ธศาสนา ๕. ธรรมนิยาม หมายถึง กฎธรรมชาติวาดวยความสัมพันธที่อิงอาศัยกันของส่ิงตางๆ และกฎทุกกฎ ท่ีกลาวมาท้ัง ๔ ขอ ก็ตกอยูภายใตธรรมนิยามนี้ จึงเปนกฎใหญสุดที่ครอบคลุมทุก กฎ สมภาร พรมทา อธิบายวา ส่ิงเฉพาะที่นิยามส่ีขอขางตน พูดถึงวัตถุท่ีไมมีชีวิต ส่ิงมีชีวิต จิต และกรรม อะไรก็ตามที่ไมใช ทั้งส่ีขอน้ี ส่ิงเหลาน้ันยอมดําเนินไปตามธรรมนิยามน้ีดวย ซึ่งแปลวา general law of cause and effect หรือ causality๙ดังนั้น ทฤษฎีบูรณาการของเคน วิลเบอรก็ถูกครอบคลุมไวดวยธรรมนิยามตามแนวคิด ของพุทธศาสนาดวยเชนกัน โดยสรุป ทฤษฎีบูรณาการของเคน วิลเบอรสามารถอธิบายไดดวยกฎธรรมชาติหรือ นิยาม ๕ ตามทัศนะของพุทธศาสนาเถรวาท ที่วาถึงความเปนระเบียบของธรรมชาติ ความสัมพันธ ของสิ่งตางๆ ท่เี ปนเหตุ เปนปจจัยซ่งึ กันและกนั ดงั ภาพ อยางไรก็ตาม ปรากฏการณหนึ่งๆ ไมไดหมายถึงจะเปนไปเพียงกฎใดกฎหนึ่งเสมอ แตอาจจะขึ้นอยู กับหลายกฎรวมกันก็ได เชน คนปวดหัว อาจเพราะอากาศรอนคืออุตุนิยามและ พีชนิยามคือรางกายออน แออยูดวย๑๐ เปนตน นอกจากนิยาม ๕ จะเปนกฎที่สามารถนํามาประยุกตเขากับทฤษฎีบูรณาการแลว หลักธรรมท่ีสําคัญ อีกหลักหน่ึงในพุทธศาสนาเถรวาท คือปฏิจจสมุปบาทหรืออิทัปปจจยตา ซึ่งกลาวถึงความสัมพันธของสิ่ง ทั้งหลาย ปฏิจจสมุปบาท หมายถึงสภาวธรรมท่ีเปนปจจัย และ สภาวธรรมท่ีอาศัยปจจัยเกิดขึ้นอันเปน กระบวนการทางปจจยภาพ (Causality) ซึ่งเปนสภาวะท่ี ดํารงอยูอยางนั้น แมวาพระตถาคตจะเสด็จอุบัติขึ้น หรือไมก็ตาม ดงั ที่ปรากฏในปจจยสูตร ดงั นี ๙ สมภาร พรมทา, พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์, พิมพ์ครั้งที่ ๒, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๐), หนา้ ๗๑-๗๒. ๑๐ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์คร้ังท่ี ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๖), หนา้ ๑๕๔.

พุทธสนั ตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๔๙ “ภกิ ษุทัง้ หลาย ปฏิจจสมุปบาท เปนอยางไร คือ เพราะชาติเปนปจจัย ชรามรณะจึงมี ตถาคตเกดิ ขน้ึ ก็ ตาม ไมเกิดข้ึนก็ตาม ธาตอุ ันนั้น คือ ความตง้ั อยูตามธรรมดา ความเปนไปตามธรรมดา ความท่มี ีสง่ิ น้ีเปนปจจัย ของส่ิงน้ี ก็ คงตั้งอยูอยางนั้น ตถาคตรู บรรลุธาตุนั้น คร้ันรู บรรลุแลวจึงบอก แสดง บัญญัติ กําหนด เปดเผย จําแนก ทําใหงาย และกลาววา ‘เธอทั้งหลายจงดเู ถิด’ เพราะชาตเิ ปนปจจัย ชราและมรณะจึงมี ฯลฯ เพราะภพเปนปจจัย ชาติจึงมี ... เพราะอปุ าทานเปนปจจัย ภพจงึ มี ... เพราะตัณหาเปนปจจัย อปุ าทานจึงมี ... เพราะเวทนาเปนปจจัย ตัณหาจึงมี ... เพราะผสั สะเปนปจจยั เวทนาจงึ มี ... เพราะสฬายตนะเปนปจจยั ผัสสะจงึ มี ... เพราะนามรูปเปนปจจัย สฬายตนะจึงมี ... เพราะวญิ ญาณเปนปจจัย นามรูปจงึ มี ... เพราะสงั ขารเปนปจจยั วญิ ญาณจึงมี ... เพราะอวิชชาเปนปจจยั สังขารจงึ มี ตถาคตเกิดขึ้นก็ตาม ไมเกิดข้ึนก็ตาม ธาตุอัน นั้น คือ ความต้ังอยูตามธรรมดา ความเปนไป ตามธรรมดา ความที่มีสิ่งนี้ เปนปจจัยของสิ่ง นี้ ก็คงตั้งอยูอยางน้ัน ตถาคตรู บรรลุธาตุนั้น คร้ันรู บรรลุแลว จงึ บอก แสดง บัญญัติ กาํ หนด เปดเผย จําแนก ทําใหงาย และกลาววา “เธอทั้งหลายจงดูเถิด” ภิกษุท้ังหลาย เพราะอวิชชาเปนปจจยั สังขารทง้ั หลายจึงมี ในกระบวนการนี้ ตถตา (ความเปนอยางนั้น) อวิตถตา (ความไมคลาดเคล่ือน) อนัญญถตา (ความไม เปนอยางอ่ืน) อิทัปปจจยตา (ความท่ีมีส่ิงน้ีเปนปจจัยของส่ิงนี้) ดังพรรณนามาฉะน้ีแล น้ีเรียกวา ปฏิจจ สมปุ บาท๑๑ ปฏิจจสมปุ บาทเปนหลักธรรมท่ีใชอธบิ ายไดท้ังในลักษณะของปจเจกบุคคลและใน ลกั ษณะของสังคม แตในกระบวนการทเี่ กยี่ วกับสิ่งตางๆ ท่ีเกิดภายนอก หรอื ในท่ีนี้คือ เรื่องสังคม มักจะใชคาํ วา “อิทัปปจจยตา” วา “เมื่อสิ่งนี้มี ส่ิงน้ีจึงมี เพราะสิ่งน้ีเกิดข้ึน สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น” หรือแปลวา “ความที่ส่ิงนี้เปนปจจัยของสิ่งนี้ ภาวะที่มีส่ิงน้เี ปนปจจัย เมื่อสิ่งน้ีมี สงิ่ น้จี ึงมีตามมา เมือ่ สงิ่ นี้เกิดข้ึน สิ่งน้ีก็เกิดขน้ึ ตามมา เชน อวชิ ชามี สงั ขาร จงึ ม”ี ๑๒ ปฏิจจสมุปบาท อธิบายขบวนการเกิดของทุกข เหตุที่มาของทุกข และสายดับของทุกข เชน เม่ือเรารู สึกเสียใจที่ไมไดเลื่อนขั้น ในขณะที่รุนนองในที่ทํางานเดียวกันไดเลื่อนขั้น สามารถ อธิบายตามหลักปฏิจจ สมุปบาทดงั น้ี เพราะมีอัตตา จึงยึดวามีตัวเรา เกิดอวิชชา ไมรูตามความเปนจริง เกิดการปรุงแตงวา เราเปนผูเลิศ กวาเขา ดีกวาเขา สังขารจึงมี เกิดการอยากมี อยากเปน เกิดตัณหา และอุปาทานวา ควรจะเปนเรา ไมใช่รุนนอง เม่ือไมเปนไปอยางท่ีคิด ก็เกิดเปนความผิดหวัง เกิดโสกะ (ความเศรา โศก) ปริเทวะ (ความคร่ำ ครวญ) โทมนัส (ความทุกขใจ) ตามมา ถาเรารูตามความเปนจริงวา ไมมี ตัวเรา ไมมีอัตตา เราก็ไมปรุงแตง ๑๑ สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๒๐/๓๔-๓๕. ๑๒ บรรจบ บรรณรจุ ,ิ ปฏจิ จสมุปบาท : กระบวนธรรมเพอื่ ความเข้าใจชีวติ , พิมพ์คร้งั ท่ี ๓, Zกรงุ เทพมหานคร : พรบุญการพิมพ,์ ๒๕๓๘), หน้า ๔-๗.

พทุ ธสนั ตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๕๐ ตอไป ก็ไมเสียใจ แตควรจะตองมีมุทิตาจิตกับรุนนองท่ีไดรับการ เลื่อนขั้น และมาพิจารณาวาเราควรจะตอง ปรับปรุงตนอยางไรตอไป ทุกขก็จะไมเกดิ ปฏิจจสมุปบาทที่เกิดดังตัวอยางขางตน เปนการอธิบายในแงของการเกิดความทุกข เหตุแหงทุกข ในลกั ษณะของปจเจกบคุ คล ความทกุ ข ก็คือปญหา เม่อื ปฏิจจสมุปบาทอธบิ ายขบวนการเกดิ แหงทุกข กค็ ือการ อธบิ ายขบวนการ เกิดของปญหานั่นเอง ปญหาท่ีวาน้ี ครอบคลุมทั้งหมด ไมวาจะเปนเร่ือง เศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือส่ิงแวดลอม สิ่งตางๆ ท่ีเกิดเกี่ยวเน่ืองในโลก และในธรรมชาติดวย เพราะมนุษยก็มีความสัมพันธกับ ธรรมชาติ กระบวนการความเปนไปท้ังปวงในธรรมชาติ ยอม เปนไปตามเหตุปจจัย ไมมีการเกิดแบบลอยๆ หรือบังเอิญ และไมมีการบันดาลใหเกดิ ขนึ้ ไดโดย ปราศจากเหตุปจจยั ดังท่พี ระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต) ไดให ขอสังเกตไววา กระบวนการเกิดขึ้น และดับไปแหงความทุกข เปนคําสรุปสวนมากของหลักปฏิจจสมุปบาท ท่ีปรากฏในที่ตางๆ แตบาง แหงสรปุ วา เปนการเกิดข้นึ และสลายหรอื ดบั ไปของโลกก็มี๑๓ ปฏิจจสมุปบาทในแงของสังคมมีปรากฏในมหานทิ านสูตร ดังน้ี อานนท ดวยเหตุดังน้ีแล เพราะอาศัย เวทนา ตัณหาจึงมี เพราะอาศัยตัณหา ปริเยสนา (การแสวงหา) จึงมี เพราะอาศัยปริเยสนา ลาภะ (การได) จึงมี เพราะอาศัยลาภะ วินิจฉยะ (การกําหนด) จึงมี เพราะอาศัยวินิจฉยะ ฉันทราคะ (ความกําหนัดด วย อํานาจ ความพอใจ) จึงมี เพราะอาศัยฉันทราคะ อัชโฌสานะ (ความหมกมุนฝงใจ) จึงมี เพราะอาศัยอัชโฌสา นะ ปริคคหะ (การยึดถือครอบครอง) จึงมี เพราะอาศัยปริคคหะ มัจฉริยะ (ความตระหนี่) จึงมี เพราะอาศัย มัจฉริยะ อารักขะ (ความหวงกั้น) จึงมี เพราะอารักขะเปนเหตุ บาปอกุศลธรรมเปนอเนก ยอมเกิดข้นึ จากการ ถือทอนไม การถือศัสตรา การทะเลาะ การแกงแยง การวิวาท การพูดข้ึน เสียงวา ‘มึง มึง’ การพูดสอเสียด และการพูดเท็จ๑๔ พุทธดํารัสขางตน แสดงใหเห็นถึงความสัมพันธที่เกิดข้ึนในจิตใจคนและสะทอนออกไป เกิดเปนปญหาสงั คม โดยท่ตี นตอของปญหาคอื ตัณหาของมนษุ ยน่ันเอง ในอัคคัญญสูตร๑๕ ไดกลาวถึงเหตุปจจัยที่แสดงความเปนไปตางๆ ในสังคมของมนุษย เชน เรื่องวรรณะ และความแตกตางของมนุษย เปนตน วาเปนผลแหงความสัมพันธหรือการกระทํา ตอกันของ มนุษย แสดงได ดังนี้๑๖ คนเกียจครานนําขาวมาเก็บสั่งสมและเกิดความนิยมทําตามกัน เกิดการปกปนก้ัน เขตแบงสวน ขาว คนโลภลักสวนของคนอ่ืนมาเพ่ิมแกตน (เกิดอทินนาทาน) เกิดการตําหนิติเตียน การกลาว เท็จ การทํารายลงโทษ การตอสู ผูมีปญญาเห็นความ จําเปนตองมีการปกครอง เกิดการเลือกต้ัง เกิดมีคําวากษัตริย - มีคนเบ่ือหนายความชั่วราย ในสังคม คิดลอยลางบาปไปอยูปาบําเพ็ญฌาน บางพวก อยูใกลชุมชน เลาเรียนเขียนตํารา เกิดมี คําวา พราหมณ เปนตน - คนมีครอบครัวประกอบการอาชีพ ประเภทตางๆ เกิดมีคําวา แพศย - คนนอกจากนี้ ซึ่งประพฤติเหลวไหลเลวราย ถูกเรียกวา ศูทร คนทั้งส่ีพวก น้ันบางสวนละเลิก ขนบธรรมเนียมของตน สละเหยาเรือนออกบวช เกิดมีสมณะโดยสรุป การเกิดข้ึน ของเหตุการณตางๆ มีเหตุปจจัยเปนตัวผลักดัน มีความสัมพันธ เกี่ยวเน่ืองกัน ทั้งเรื่องของสังคม ชุมชม และการเมอื ง ในจกั กวตั ติสตู ร๑๗ พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต) ไดอธิบายใหเห็นภาพท่ีชัดในเรือ่ งของ สงั คม๑๘ ดังนี้ ๑๓ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พุทธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพ์ครัง้ ท่ี ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๖), หน้า ๘๒. ๑๔ ท.ี ม. (ไทย). ๑๐/๑๐๓/๖๑. ๑๕ ที.ปา. (ไทย) ๑๑/๑๑๑-๑๔๐/๘๓-๑๐๒. ๑๖ อา้ งแลว้ , เร่อื งเดียวกัน,หนา้ ๑๓๙.

พทุ ธสันติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๕๑ (ผูปกครอง) ไมจัดสรรปนทรัพยใหแกเหลาชนผูไรทรัพย ความยากจนระบาดท่ัว อทินนาทานระบาดทั่ว การใชอาวุธระบาดทั่ว ปาณาติบาต (การฆาฟนกันในหมู มนุษย) ระบาดท่ัว มุสาวาทระบาด – การสอเสียด – กาเมสุมิจฉาจาร – ผรุสวาทและ สัมผัปปลาป – อภิชฌาและพยาบาท - มิจฉาทิฏฐิ – อธรรม ราคะ ความละโมบ มิจฉาธรรม – ความไมนับถือพอแมสมณพราหมณ และการไมเคารพนับถือกันตามฐานะ ระบาดทว่ั อายุ วรรณะเส่ือม ในกฏู ทันตสตู ร๑๙ ปรากฏเรอ่ื งความสมั พันธทางสังคม หรอื ปฏิจจสมุปบาททางสังคม พราหมณปุโรหิตแนะใหปราบโจรดวยการแจกพืชแกกสิกร ใหทุนแกพอคา ใหอาหาร และคาจาง แกขาราชการ ทุกคนมีรายได เก็บภาษีเขาทองพระคลังมากข้ึน ชายแดนไมมีขาศึก ประชาชนอยูเย็น เปนสุขปฏิจจสมุปบาทจึงเปนหลักธรรมท่ีใชอธิบายเหตุของปญหาของสังคม ความสัมพันธ เกี่ยวเนื่องกัน ของสังคมนอกเหนือจากเรื่องของปจเจกบุคคลได และแสดงใหเห็นวา ส่ิงตางๆ ที่เกิดข้ึนทั้งเร่ืองสังคม การเมอื ง เศรษฐกิจตามท่ยี กตัวอยางมาน้ี เปนเร่อื งที่สัมพนั ธและเกยี่ วเนื่อง ซงึ่ กันและกัน หรอื องิ อาศัยกนั พุทธทาสภิกขุไดวิเคราะหวา ปญหาหรือวิกฤตการณนั้นเปนเร่ืองที่สัมพันธเก่ียวของกัน หรือเปนไป ตามหลักปฏิจจสมุปบาท โดยกลาวในหัวขอเร่ือง ปฏิจจสมุปบาทของวิกฤตการณวา “ปฏิจจสมุปบาทแปลวา อาศัยกันแลวเกิดขึ้น เรียกวา ปฏิจจสมุปบาท วิกฤตการณมันเต็มไปทั่ว โลกยืดยาวน้ี มันก็มีการอาศัยกันแล้ว เกดิ ขึน้ ....จิตท่ีปราศจากปญญา ปราศจากวิชชา...เกิด กิเลส..๒๐ จะเห็นไดวา ความสัมพันธที่อิงอาศัยกัน จะช่ือวาปฏิจจสมุปบาทก็ดี อิทัปปจจยตาก็ดี เปนองคธรรม ท่ีกลาวถึงการบูรณาการทั้งในมิติของปจเจกและมิติของสังคม ท่ีอิงอาศัยเชนเดียวกัน การพิจารณาเรื่อง เหตปุ จจยั คือการพจิ ารณาท่ีไมแยกสวน ทาํ ใหเหน็ ตนตอของปญหาอยางชัดเจน ทฤษฎีบูรณาการของเคน วิลเบอร ไดอธิบายถึงความสัมพันธของรูปและนาม ของปจเจก และของสังคม วาทุกอยางอิงอาศัยซ่ึงกันและกนั สอดคลองกับหลักการของอิทัปปจจยตาในพุทธศาสนา ดังนั้น ทฤษฎีบูรณาการก็สอดคลองกับเร่ืองอิทัปปจจยตาท่ีเห็นวาทุกสวนตองบูรณาการเขาดวยกัน เพราะมีการ เชื่อมโยง อิงอาศัย สัมพันธซ่ึงกันและกัน ความสัมพันธที่เปลี่ยนปลงไปตาม เหตุปจจัย หมุนเวียน ผันแปรไป ตามสิ่งท่ีปรุงแตง กส็ อดคลองกับทฤษฎเี กลียวพลวตั บูรณาการดวย เม่ือบูรณาการแนวคิดของพุทธศาสนาท้ังนิยาม ๕ อิทัปปจจยตากับทฤษฎีบูรณาการ และทฤษฎี เกลยี วพลวัตบูรณาการ จะไดทฤษฎบี รู ณาการเชงิ พทุ ธดงั น้ี ๑๗ ท.ี ปา. (ไทย) ๑๑/๘๐-๑๑๐/๕๙-๘๒. ๑๘ อา้ งแล้ว, เร่ืองเดียวกนั , หนา้ ๘๒. ๑๙ ท.ี สี. (ไทย) ๙/๓๒๓-๓๕๓/๑๒๕-๑๔๘. ๒๐ พุทธทาสภิกข,ุ สนั ตภิ าพ, (กรงุ เทพมหานคร : หจก. เพชรประกาย, ๒๕๔๙), หนา้ ๖-๘.

พทุ ธสนั ติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๕๒ ทฤษฎีบูรณาการเชิงพุทธ ประกอบไปดวยมิติที่เก่ียวของท้ังดานจิตภายใน ดานพฤติกรรม ภายนอก ดานปจเจกและดานสังคม มีความสัมพันธเช่ือมโยง อิงอาศัยซึ่งกันและกัน มีความเปล่ียนแปลงเปนพลวัตไป ตามเหตุปจจัย ประกอบกันท้ัง ๓ มิติ ทั้งแนวตั้ง แนวนอน และแนวดิ่ง และสามารถนําไปใช ประกอบ การพจิ ารณาแกปญหาสิ่งตางๆ ท่ีเกดิ ข้ึนในโลกไดอยางดี ๘.๓ ทฤษฎีบรู ณาการเชิงพทุ ธภาคปฏบิ ัติ ทฤษฎีบูรณาการเชิงพุทธสามารถนํามาปฏิบัติโดยประยุกตเขากับหลักธรรมทาง พระพุทธศาสนาได ดังตอไปนี้ ๘.๓.๑ จิตวิทยาเชงิ พุทธบูรณาการ ในหัวขอจิตวิทยาเชิงพุทธบูรณาการน้ี ผูวิจัยจะนําเสนอการใชการปฏิบัติสมถวิปสสนา กรรมฐาน และเสนอหลักธรรมในพุทธศาสนาเพ่ือแกไขดานที่จิตมีปญหาในเรื่องส่ิงที่ซอนเรนในใจ หรือเงา (Shadow) เรื่องปญหาที่คางในใจมีอยู ๒ ระดับ คือ ปญหาที่เกิด จากการกระทบของอารมณกับผัสสะตางๆ และเปนไป ตามจริตของคนที่จะแสดงออกมา และ ระดับท่ี ๒ เปนปญหาระดับลึกท่ีซอนและสะสมในภวังคจิตหรือจิตใต สาํ นึก ซ่ึงยากทจ่ี ะแกไข อยางไรก็ตาม ส่ิงท่ีควรจะนําความรูของเคน วิลเบอรเร่ืองส่ิงท่ีซอนเรนในใจหรือปม ปญหาในใจ มาพิจารณาและบูรณาการเขากับหลักแนวทางของพุทธศาสนาหรือพุทธวิธีเปนส่ิงที่ นาสนใจนําเสนอสูสังคม เหตุเพราะคนในยุคโลกาภิวัตน ท่ีเต็มไปดวยเทคโนโลยีในการสื่อสาร และเปนสังคมออนไลนทุกวันนี้ จะเกิด ปญหาทางจิตท่ีสะสมในจิตใตสํานึกมากกวาคนในอดีต และยิ่งมากกวาในสมัยพุทธกาล และการที่ผูใด จะหลีกเลีย่ งกับกเิ ลสใหมๆ ทเี่ ขามากระทบเปน เร่ืองทแี่ กไดยาก หรอื เรียกวา “ขาดภมู ิคมุ กัน” เคน วิลเบอรไดนําเสนอแนวทางของการแกไขปญหาดวยวิธีทางจิตวิทยาบําบัด ที่ เรียกวาแนวทาง ของการพัฒนาจิตปญญาอยางบูรณาการ คือวิธี ๓-๒-๑ Shadow Process ดังที่ได กลาวไวในบทที่ ๒ เปนลักษณะพูดคุยกับตัวเองในเรื่องปญหาตางๆ ลักษณะเดียวกับการพูดคุยกับ จิตแพทย วิธีการน้ีก็เปนวิธี ทีท่ ําได ถาบคุ คลนน้ั คนหาตนตอของปญหานน้ั ได

พทุ ธสันตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๕๓ ไดเสนอการแกไขดวยพุทธวิธี กลาวคือ เม่ือปญหาที่มากระทบอันเน่ืองมาจากส่ิงที่ติดคางในใจ หรือเกิดจากการคิดมาก ไมสามารถปลอยวางความคิดนั้นได วิธีท่ีถูกตองคือ การสรางใหเกิดการมี ความเห็น ทถี่ กู ตอง หรอื สัมมาทิฎฐิ การทาํ ใหเกดิ มีสัมมาทฏิ ฐิ มี ๒ วธิ ี ดังพทุ ธพจนวา “ปจจยั ใหเกดิ สัมมาทิฏฐิ ๒ อยางน้ี คือ ๑. ปรโตโฆสะ ๒.โยนโิ สมนสิการ”๒๑ ๑. ปรโตโฆสะ เกิดจากการไดยินจากผูอื่น หรือเกิดจากการชักจูงจากภายนอก เชน การสั่งสอน แนะนํา การถายทอด การโฆษณา คําบอกเลา ขาวสาร ขอเขียน คําชี้แจง อธิบายการ เรียนรูจากผูอ่ืน โดยเฉพาะจากกัลยาณมติ ร ๒. โยนิโสมนสิการ เปนการใชความคิดใหถูกวิธี การรูจกั คิด คิดเปน หรือคิดอยางมี ระเบยี บ การรูจัก มอง รูจักพิจารณาส่ิงท้ังหลายตามท่ีมันเปน และโดยวิธีคิดหาเหตุผล สืบคนถึงตน เคา สืบสาวใหตลอดสาย แยกแยะสิ่งน้ันๆ หรือปญหาน้ันๆ ออก ใหเห็นตามสภาวะ และ ความสัมพันธสืบทอดแหงปจจัย โดยไมเอา ความรูสกึ ดวยตัณหาอปุ าทานของตนเขามาจับ๒๒ วิธคี ดิ แบบโยนโิ สมนสิการมี ๑๐ วิธี๒๓ ดงั นี้ ๑. วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปจจัย เปนการคิดแบบหาเหตุและผลท่ีมีความสัมพันธกัน ตามแนวคิดแบบอิทัปปจจยตา หรือคิดตามหลักปฏิจจสมุปบาท คือ คิดแบบปจจัยสัมพันธ หรือ คิดแบบ สอบสวน ตวั อยางเชน ลกู ชายคนเลก็ รูสึกเกลยี ดชงั พีช่ ายคนโต ท่ีไดรับความสนใจและความเอา ใจใสจากพอแม มากกวาตนเอง ในครอบครวั คาขายเชื้อสายจีน ลูกชายคนเล็กจึงมีนิสัยกาวราว เกเร และแอบทําลายขาวของ ของพชี่ ายลับหลังอยูเสมอ เหตเุ พราะนอยใจ เสียใจ ท่ีไดรับความรกั ไมเทากนั ถาลูกชายคนเล็ก ไดศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางวิถีพุทธ สามารถแกไขปญหานี้ดวย การใชวิธีคิด แบบสืบสาวเหตุปจจัย จะพบวา เปนธรรมเนียมและวัฒนธรรมของชาวจีน ที่ใหลูกชาย คนโตเปนผูสืบวงศ ตระกูลและกิจการของครอบครัว หรือทําหนาที่แทนพอถามีเหตุรายใดๆ เชน เสียชีวิตกะทันหัน เปนตน จึงเปนธรรมดาท่ีพอแมตองคอยทะนุถนอมใหลูกคนโตเติบโตอยาง เขมแข็ง เพ่ือจะไดเปนที่พึ่งของวงศตระกูล และของพอแมเอง และถาลกู ชายคนเล็กทราบวา แทจรงิ แลวพอแมรักลกู ทกุ คน เพียงแตอาจจะแสดงความรัก แตกตางกนั ยอมทําใหเขาใจพอแม พ่ีชาย และลดอคติลงได ความกดดัน เกลียดชังก็จะลดหายไป เปล่ียนเปน ความเขาใจ เปนตน ๒. วิธคี ิดแบบแยกแยะสวนประกอบ คือการวิเคราะห แยกแยะ เชน ขันธ ๕ ประกอบดวย รูป เวทนา สัญญา สงั ขาร วิญญาณ เปนตน ตัวอยางเชน คิดวาตนเองถูกนินทา ลับหลัง ฟงวาเขาพูดอยางหน่ึง แตไปตีความอีก อยางหนึ่ง หรอื ‘ฟงไมไดศัพท จบั ไปกระเดียด’ วิธีการนี้ เราอาจจะแยกแยะคําพูดท่ีมากระทบ บาง ทีอาจจะเปนเรอื่ งไร สาระ แตเรากลับนําไปคดิ เสียมากมาย เกิดเปนทุกขเสียกอน ๓. วิธีคิดแบบสามัญลักษณ หรือวิธีคิดแบบรูเทาทันธรรมดา เปนการพิจารณาถึงความ เปล่ียนแปลง ของส่ิงทัง้ หลาย วา ไมเทีย่ ง ไมแนนอน ไมย่ังยืน หรือเขาใจสภาพตามความเปนจริง ๒๑ องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๑๒๗/๑๑๕. ๒๒ พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พทุ ธธรรม ฉบบั ปรบั ปรุงและขยายความ, พมิ พค์ รั้งท่ี ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๖), หนา้ ๖๒๑. ๒๓ อา้ งแลว้ , เรื่องเดียวกัน, หน้า ๖๗๖-๗๒๗.

พุทธสันตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๕๔ ตวั อยางเชน กรณที ี่ถูกนนิ ทาหรือมคี นพูดไมดี แทนท่ีจะเกบ็ มาเปนอารมณ กร็ วู า “ไมมี ใครเลยในโลก น้ีไมถูกนินทา ท้ังในอดีต ในอนาคต และในปจจุบัน ก็ไมมีใครเลยท่ีจะถูกนินทาอยางเดียว หรือไดรับ การสรรเสรญิ อยางเดยี ว”๒๔ เปนตน ๔. วธิ ีคิดแบบอริยสัจจ หรือ วธิ ีคิดแบบแกปญหา เปนการกําหนดรูปญหากอน แลวสาว ไปหาตนเหตุ แหงปญหา และหาทางกําจัดทุกขนั้น ซึ่งหลักน้ีเปนวิธีการทางจิตบําบัดนํามาใช แม วิธีการของเคน วิลเบอร คอื ๓-๒-๑ shadow process กเ็ ปนหลกั การนี้เชนกัน ๕. วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ เปนวิธีคิดตามหลักการและความมุงหมาย วา จุดมุงหมายท่ีเรา กระทาํ อยูน้ีเพ่ืออะไร โดยไมใหเสยี หลักการหรือดาํ เนนิ แบบผิดธรรมนองคลองธรรม มีตัวอยางมากมายในเร่ืองที่ไมปฏิบัติใหถูกตามธรรมนองคลองธรรม โดยเฉพาะ ขาราชการท่ีบางคนต องทําตามเจานายในการรับสินบน หรือเก็บความลับของเจานาย ถาไมทํา ตามก็อาจเสียชีวิต หรือไมเจริญ ในหนาท่ีการงาน แตถาทําตาม บางคนก็อึดอัดใจ ลําบากใจ อาจ ถึงขั้นฆาตัวตายได ถาขัดแยงกับมโนธรรม ในใจตนเองมากๆ ทางที่ถกู ตองก็คือ การเอาตัวเองออก จากวงจรนใี้ หได ๖. วิธคี ิดแบบคุณโทษและทางออก เปนการคดิ หาขอดี ขอเสีย ประโยชนหรอื โทษ ของส่ิงท่ีจะกระทํา ๗. วิธีคิดแบบรูคุณคาแท-คุณคาเทียม เปนการคิดแบบหาคุณคา ประโยชนของส่ิง ทั้งหลาย สามารถ นาํ ไปใชกบั เร่อื งกิเลสตณั หาทีเ่ กิดในชวี ติ ประจาํ วัน ในการตดั สินซือ้ สนิ คาตางๆ ในยุคกระแสบรโิ ภคนิยมไดดี ๘. วิธคี ิดแบบอบุ ายปลุกเราคุณธรรม เปนการคดิ ดวยกุศล มองเห็นสง่ิ ตางๆ เชงิ บวก คดิ บวก มองโลก ในแงดี เปนประโยชน ถาการคิดน้ันทําใหเกิดความเศรา สลดหดหู ความขดั แยง ความรุนแรง ก็ไมควรคดิ เร่ือง น้ีตอไป ชวี ิตก็เปนสขุ ๙. วิธีคิดแบบเปนอยูในขณะปจจุบนั มองทกุ อยางตามความเปนจริง มสี ติกาํ กับอยูทุก เม่ือไมปรุงแต่ง เรื่องตางๆ ใหเกิดความฟุงซาน กับสิง่ ทีเ่ กดิ ข้ึนในอดีต หรอื ส่ิงทย่ี งั มาไมถึง ๑๐. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท เปนการมองและแสดงความจริง โดยแยกแยะประเด็นตางๆ ใหครบทุก แงมุม ทุกดาน ไมวนิ ิจฉัยเพยี งสวนเดยี ว ตรงกบั หลักการของทฤษฎกี ารบรู ณาการดวย โดยสรุป ผูที่มีปญหาดานจิตใจท่ีจําเปนตองรับการบําบัด กรณีท่ีอาการยังไมมีความ รุนแรง สามารถ พิจารณาปญหาตางๆ ดวยแนวคิดโยนิโสมนสิการ และถาบุคคลน้ันมีกัลยาณมิตร คอยใหคําแนะนํา ช้ีแนะ แนวทางของการแกไขปญหา ก็จะทาํ ใหปญหาตางๆ คล่ีคลายได ดงั น้ัน จติ วทิ ยาเชงิ พุทธบูรณาการ เปนสิ่งทเ่ี ป นประโยชนและนําไปปฏิบัตไิ ดจริงโดยไมตองเสยี คาใชจาย ในการพึ่งจิตแพทย นอกจากนี้ ปญหาท่ีคับแคนในใจเหลานี้ ยังมหี ลักธรรมอีกหลายประการทนี่ ํามาใชแกไข ได เชน การรู จกั ใหอภยั การอโหสิกรรม การมีเมตตาตอผูที่ไมหวังดีกับเรา การเจริญเมตตาภาวนา ทุกเชาและกอนเขานอน การเจริญพรหมวิหาร ๔ จะทําใหเราสามารถเขาใจโลกและชีวิตของผูอ่ืน และของตนเอง จะไมเก็บเรื่องเกาๆ มาคิดหรือติดคางอยูในใจ จงึ สามารถลบลางความรูสึกไมดีที่ ซอนเรนในใจของตนเองได ติช นัท ฮันห กลาววา การสํารวจความทุกขของผูอืน่ จนเขาใจถึงตนตอ ของความเจ็บปวดนั้น จะทาํ ใหประตูแหงความรักความเขาใจ เปดออก๒๕ นอกจากนี้ การเจริญสติ ดวยวิธีวิปสสนากรรมฐานใหอยูกับปจจุบันขณะ จะไมทําใหชีวิต ไปหมกมุนอยูกบั เรอ่ื งที่ไมดีใน อดตี ปลอยวาง ชีวิตกจ็ ะมีพลงั บวก และจะทําใหชีวิตสามารถดํารงเปนปกติสุข ไดโดยไมตองไปพง่ึ จิตแพทย ๒๔ ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๒๒๗-๒๒๘/๑๐๓-๑๐๔. ๒๕ ตชิ นัท ฮันห์, เมตตาภาวนา : คําสอนวา่ ด้วยรกั , ธารา รนิ ศานต์ แปล. พิมพค์ รั้งท่ี ๒, (กรงุ เทพมหานคร : สำนักพมิ พม์ ลู นิธโิ กมลคีมทอง, ๒๕๔๓), หนา้ ๕๗.

พุทธสนั ตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๕๕ วิธีที่งายและไมมีคาใชจายคือการปฏิบัติตามแนวทางของวิถีพุทธ ดังท่ีไดกลาวมาแลวก็เพียงพอแลว ทจ่ี ะทําใหสงิ่ ทเ่ี ปนปญหาคับแคนในใจสลายลงไปได ๘.๓.๒ พฤติกรรมเชิงพทุ ธบูรณาการ มณฑลทัศนท่ี ๒ กลาวถึงส่ิงที่แสดงออกท่ีเรียกวา พฤติกรรม เคน วิลเบอรไดให ความหมายมณฑล ทัศนน้ีวา เก่ียวของกับส่ิงตางๆ ท่ีเกิดขึ้นทางธรรมชาติท่ีเกี่ยวเน่ืองกับมนุษย คือ ความรูทางเคมี ชีววิทยา ฟสกิ ส จิตวิทยา ระบบตางๆ ของรางกายและพฤติกรรมมนุษย ส่งิ ท่ีจะ นํามาประยกุ ตหรือพัฒนาไดจึงมีเพียงด านพฤตกิ รรมเทาน้ัน พฤติกรรมหรือการกระทําที่แสดงออกมานั้น ออกมาไดทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ ซึ่งเกิด จากส่ิงที่มากระทบหรือจากผัสสะในทางพุทธศาสนา สิ่งเรานี้อาจจะเกิดจากสิ่งท่ีมาจากภายนอก ไดแก สงิ่ แวดลอมที่อยูรอบๆ ตัวเรา อาจจะเปนท้ังสิ่งมีชีวติ เชน พอ แม ญาติพ่ีนอง หรอื เพ่ือน หรือจากสง่ิ ไมมชี ีวิต เชน ภูมิอากาศ ขนบธรรมเนียมประเพณี ระบบโครงสรางของสังคม วัฒนธรรม เปนตน และ ส่ิงเราที่มาจาก ภายใน เปนไดท้ังแรงจูงใจ แรงขับทางชีวภาพ เชน ฮอรโมน เอนไซน ความหิว ความเครียด และ ความตอง การทางเพศ เปนตน๒๖ ในทางพุทธศาสนาส่ิงท่ีมาปรุงแตงใหเกิดการรับรูสภาวะใดๆ จะเกิดจากการเช่ือมตอ หรือเรียกวา อายตนะ ซึ่งแปลวา ท่ีตอ แดน หมายถึงที่ตอกันใหเกิดความรู แดนเชื่อมตอใหเกิด ความรู มีทางรับรูอยู ๖ อยาง คอื ตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจ ซง่ึ เรียกวา อายตนะภายใน ส่ิงทม่ี า กระทบผานทางการรบั รูท้งั ๖ ซึ่งเรยี กวา อายตนะภายนอก คือ รปู รส กลิ่น เสียง โผฏฐพั พะ (ส่ิงท่ี ตองกาย) และ ธรรมารมณ (ส่งิ ท่ีใจนึก)๒๗ มาจากส่ิง เราตางๆ ประกอบเขากัน ทําใหเกิดการสัมผัส หรือผัสสะหรือเกิดการกระทบกัน ทําใหเกิดการรับรู้ และการสนองตอบตอสิ่งเราน้ันแตกตางกันใน แตละบุคคล ซ่ึงข้ึนอยูกับการรับรู ความรูสึก สัญญาเดิม หรอื ทเ่ี รียกวาประสบการณของแตละ บุคคล และการคิดการตดั สนิ ใจในสถานการณน้นั ๆ ตวั อยาง เชน กรณีสิ่งเราคือรูปที่มากระทบทางตา เชน คนท่ีเดินไปในท่ีมืด เห็นเชือกกองอยู แตดวย ความกลัว จึงปรุงแตงคิดไปวางู เพราะสัญญาเดิมจําลักษณะของงูวามีลักษณะขดเปนวงกลมและ ลําตัวคลายเสนยาวๆ เมื่อเดินเขาไปใกลจึงพบวาเปนเชือก ส่ิงเราคือเชอื กสามารถทําใหคนที่ขลาด กลัวปรุงแตงจิตไปตามความกลัว นั้น และอาจจะมีพฤติกรรมแตกตางกันไป เชน กรีดรอง วิ่งหนี แต ถาคนท่ีมีจิตใจเขมแข็ง ไมหวาดกลัวงายๆ กอ็ าจจะรสู กึ เฉยๆ กรณีสิ่งเราท่ีมาในรูปของเสียง เชน การที่เราไดยินเสียงที่ดัง เสียดสี เปนลักษณะคําพูด ท่ีหยาบคาย จะทําใหเราเกิดพฤติกรรมอยางหน่ึง เชน อาจจะรูสึกโกรธ ไมพอใจวาทําไมตองพูดจา เชนน้ัน ในขณะท่ีเสียง ออนหวาน นุมนวล ก็อาจทําใหเรารูสึกพอใจ สบายใจ หรือการไดยินเพลงที่ ถูกใจ ชอบใจ ก็ทําใหถูกใจ แตถาไดยินเพลงท่ีเราไมชอบ ไมถูกรสนิยม เราก็ไมอยากฟง เปนตน เสียงจึงเปนทั้งส่ิงเราและเปนอายตนะ ภายนอกท่ีกระทบกับมนษุ ยทําใหเกิดพฤติกรรมแตกตางกัน กรณีสิ่งเราท่ีมาในรูปของกลิ่น เชน กล่ินเหม็น ก็ทําใหเกิดพฤติกรรมแสดงความรังเกียจ เชน อาจจะ เอามือปดจมูก เดินหนี เปนตน แตถากลิ่นหอมก็ทําใหเกิดความพอใจ หนาตาสดช่ืน เปนตนกรณีส่ิงเราคือรส ที่มากระทบทางลิ้น เชน รสขม เด็กๆ ก็จะเบือนหนาหนี ขณะที่ผูใหญ จะชอบและไมรูสึกขม เพราะตอม ประสาททีร่ ับรสความขมเปล่ยี นแปลงไปตามวยั จากขมจะรูสึก หวานได ๒๖ Corsini, Raymond J. The Dictionary of Psychology, (New York : Brunner-Routledge, 2002) ,P.946. ๒๗ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), พทุ ธธรรม ฉบับปรบั ปรุงและขยายความ, พิมพค์ รั้งที่ ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๖), หนา้ ๓๔-๓๕.

พทุ ธสันตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๕๖ กรณีโผฏฐัพพะหรือเรียกวาการกระทบทางผิวหนังหรือทางกาย เชน มือที่ถูกน้ำรอน ลวก ก็จะชักมือ กลับโดยอัตโนมัติ หรอื เมื่อรางกายโดนอากาศท่ีเย็นมากระทบ กจ็ ะขนลกุ ซู แลวก็ เอามือข้ึนมากอดอกเปนตน กรณีธรรมารมณ หรือการรับรูทางใจหรือส่ิงท่ีใจนึก เชน เม่ือคิดถึงภาพยนตรท่ีเคยดู และรูสึก เศราโศกไปกับเน้ือเร่ืองของภาพยนตรในตอนนั้น เม่ือนึกถึงก็เกิดอาการเศราขึ้นมา หรือนึกถึงเมื่อตอนทราบ ขาว ผใู กลชิดเสยี ชีวติ กอ็ าจจะรองไหขนึ้ มา เปนตน ส่ิงเราหรืออารมณหรืออายตนะภายนอกจึงมีผลตอพฤติกรรมตางๆ ของมนุษย และแปรเปลี่ยนไป ตามประสบการณหรือความจาํ ในอดีตของแตละบุคคล นอกจากสิ่งเราจากภายนอกแลว ส่ิงเราจากภายในก็มีผลตอพฤติกรรม เชน ฮอรโมน เอนไซด ท่ีมีผล ทําใหรางกายผิดปกติและสงผลใหมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ สิ่งตางๆ เหลานี้คนพบ โดยการคนควาทางวิทยา ศาสตร สิ่งทผ่ี ิดปกติขึ้นเอง ที่ไมใชเนอ่ื งมาจากสาเหตกุ ารใชยาหรือ สารเคมี ผูวิจัย เห็นวา สงิ่ ตางๆ เหลาน้ีตรง กับเร่ืองกรรมในพุทธศาสนา กรรมสงผลใหความผิดปกติทางรางกายก็ดี ความผิดปกติท่ีหาสาเหตุไมไดก็ดี เปนผลมา จากสิ่งท่ีเรา ไดเคยกระทําไวในอดีต ดังพุทธดํารัสวา “เรามีกรรมเปนของตน เปนผูรับผลของกรรม มีกรรมเปนกําเนิด มีกรรมเปนเผาพันธุ มีกรรมเปนท่ีพึง่ อาศัย เราทํากรรมใดไวจะเปนกรรมดีหรือ กรรมช่ัวก็ตาม ยอมเปนผูรับผล ของกรรม”๒๘ กรรมจึงเปนเรื่องของการกระทําของบุคคลน้ัน ที่อาจจะทํากรรมอะไรไมดีไวในอดีต จึงสงผลมาถึง ปจจุบัน ใครทํากรรมอะไรไว ก็ตองไดรับผลกรรมน้ัน และเพราะเนื่องจากการเกิดมานั้น เปนเพราะวิบาก ของตน กรรมจึงเปนผูกําเนิดใหเกิดวิบาก กรรมเทาน้ันที่เปนผูสืบตอความเปน เผาพันธุ แมบางคนเกิดมา จากบิดามารดาเดียวกัน แตไมไดหมายความวาจะมีอุปนิสัยใจคอ เหมือนกัน มีรางกายสมบูรณเหมือนกัน เพราะทาํ กรรมมาตางกันนัน่ เอง ดังน้ัน พฤติกรรมต างๆ ท่ีเกิดจากกรรมดีห รือไม ดีของตนนั้น มีผลให วิบากนั้นเป นไป ตามความประพฤติของตน กรรมที่ทําไวยอมมีผลติดตัวไปเสมอ ดังพุทธดํารัสวา “อนึ่ง บุคคลทํากรรมใด ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ กรรมนั้นแลเปนสมบัติของเขา ทั้งเขาจะนํากรรมน้ันไปได อน่ึง กรรมน้ัน ยอมติดตามเขาไป ดุจเงาตดิ ตามตัวไป ฉะนน้ั ”๒๙ นอกจากกรรมจะมีผลตอพฤติกรรมแลว จริตของมนุษยก็มีผลตอพฤติกรรมดวย๓๐ เมื่อ จริตเปนคํา เรียกบุคคลผูมีลักษณะนิสัยและความประพฤติหนักไปในทางใดทางหน่ึง โดยการมี ความประพฤติปกติ พื้นเพของจิต พื้นนิสัย๓๑ นอกจากนี้ กรรมยังเปนที่เกิดของจริยาหรือจริตและทําใหมนุษยมีจริตตางกัน ดังท่ี พระพทุ ธโฆสาจารยกลาววา “กรรมอันใหเกิดปฏิสนธิวิบาก ซึ่งมี โลภะเปนตนแตอยางใดอยางหน่ึงเปนบรวิ าร นบั เปนเหตุแหงจรยิ าท้งั หลาย”๓๒ ๒๘ องฺ.ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๕๗/๑๐๐. ๒๙ สํ.ส.(ไทย) ๑๕/๑๓๑/๑๕๙-๑๖๐. ๓๐ อรทยั มีแสง, “ อทิ ธิพลของสังขารทมี่ ีตอ่ พฤติกรรมมนษุ ย์”, สารนพิ นธพ์ ทุ ธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ , (บัณฑิตวทิ ยาลัย : มหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓), หน้า ๕๔-๖๓. ๓๑ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), พทุ ธธรรม ฉบับปรบั ปรงุ และขยายความ, พมิ พ์ครั้งที่ ๑๑, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๖), หนา้ ๓๔-๓๕. ๓๒ วิสทุ ธฺ ิ.(ไทย) ๔๔/๑๗๓.

พทุ ธสนั ตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๕๗ นอกจากกรรม และจริตแลว วาสนาก็มีผลตอพฤติกรรม คําวา วาสนาในภาษาบาลี หมายถึง “อุปนิสัย บุญบาปท่ีอบรมมา...วาสียเตติ วาสนา ส่ิงอันเขาบมเพาะมา”๓๓ หรือ หมายถึง “อาการกายวาจา ที่เปนลักษณะพิเศษของบุคคล ซ่ึงเกิดจากกิเลสบางอยาง ไดสั่งสมอบรมมาเปนเวลานานจนเคยชินติดเปนพ้ืน ประจําตวั ...”๓๔ จากขอความขางตน จะเหน็ ไดวาพฤติกรรมท่ีเกิดขึ้นในปจจบุ นั เปนผลมาจากการส่ังสม เน่ืองจากกเิ ลส บางอยางในอดีตมานานนับไมถวน จนกลายเปนพฤติกรรมเฉพาะตัวของคนๆ น้ัน และมีเฉพาะพระพุทธเจา เทานั้นท่ีละวาสนาได เพราะละกิเลสไดหมด ในขณะที่พระปจเจก พุทธเจาและพระสาวกยังละกิเลสบางอยาง ไมได วาสนาที่แสดงเปนพฤติกรรมนี้จึงยังแสดงออกมาอยู เชน เรื่องของพระปลินทวัจฉะ๓๕ ท่ีรองเรียกภิกษุ วาคนถอย ซึ่งเปนคําไมสุภาพ พระพุทธเจาทรง อธิบายใหพวกภิกษุทราบวา ทานไดประพฤติปฏิบัติเรียกคน วาคนถอยมานานถึง ๕๐๐ ชาติแลว อยาไปถือโทษโกรธเลย ไมไดมีความหมายในทางไมสุภาพอยางนั้น แตไดปฏิบัติสั่งสมมา เรียกวา เปนวาสนาอยางหนึ่ง หรือเร่ืองของพระสารบี ุตรท่ีชอบกระโดด ดูเหมือนมีกิริยา ทไ่ี มเรยี บรอย แตทานไดเคยเกดิ เปนวานรมาถึง ๕๐๐ ชาติ จงึ มีวาสนาสะสมมาเปนพฤตกิ รรมชอบกระโดด จะเห็นไดวา พฤติกรรมท่ีมนุษยแสดงออกมาในทางพระพุทธศาสนานั้น มีทั้งส่ิงเราท่ีมากระทบจาก ภายนอกและสิ่งเราที่เกิดจากภายใน ซึ่งเรื่องท่ีเกิดจากภายในน้ี บางเรื่องอาจเปนเร่ือง ยากท่ีนักวิชาการ ตะวันตกจะเขาใจ โดยเฉพาะเรื่องกรรมกับวาสนาท่ีมีแตพุทธศาสนาเทาน้ัน ที่สามารถจะใหคําตอบในเรื่อง ทว่ี ทิ ยาศาสตรไมสามารถใหคาํ ตอบได และเคน วลิ เบอรกอ็ าจไมได ศกึ ษาหาคาํ ตอบจากเรือ่ งเหลาน้ี ลักษณะของการกระทบหรือผัสสะที่เกิดทั้ง ๖ ทวาร ตา หู จมูก ล้ิน กาย ใจ เปนการเกิดในปจจุบัน ขณะหรอื ในเหตุการณปจจุบนั เปนการตอบสนองตอสิง่ เราหรือสถานการณนั้นๆ อยางไรก็ตาม การทใ่ี จคิดปรุง แตงไปตามเหตุการณตางๆ ท่ีเกิดข้ึนในอดีต ทําใหเกิดพฤติกรรม เชนกัน อาจจะแสดงออกเปนการย้ิมนอยๆ หรือ เสียใจ น้ำตาไหลออกมา ลักษณะเชนน้ีไมเกิดการ สัมผัสกับส่ิงใด แตเพราะจติ ถูกปรุงแตงไปตางๆ นานา ดงั ไดกลาวไวตามกาํ ลงั ของอุปาทาน๓๖ ทีส่ ั่ง สมอยูในสนั ดาน ก็ทาํ ใหเกิดพฤติกรรมไดโดยไมเกี่ยวกับผัสสะเลย โดยสรุป พฤติกรรมมนุษยในคัมภีรพระพุทธศาสนา จะหมายถึงการแสดงออกทางกาย วาจาและใจ โดยมสี ่ิงเราท่ีเกิดจากท้ังภายในและสิ่งเราจากภายนอกตางๆ มากระทบกับอายตนะ ทั้ง ๖ ทาํ ใหเกิดพฤตกิ รรม แตกตางกันไป สิ่งท่ีจะนํามาประยุกตหรือพัฒนาใหการแสดงออกทางพฤติกรรมนั้น เปนพฤติกรรมท่ีพึง ประสงค ดวยหลักธรรมทางพุทธศาสนา ไดนําเสนอ ๓ แนวทางดวยกันคือ ๑) การปรับปรุง พฤติกรรมดวยศีล ๒) การปรบั ปรุงพฤติกรรมดวยจรติ และ ๓) การปรบั ปรงุ พฤตกิ รรมดวยกรอบ เสขิยวัตร ดังน้ี ๘.๓.๓ การปรับปรงุ พฤติกรรมดวยศลี ศีลเปนจริยธรรมท่ีเกิดในยุคแรกๆ และมีมากอนพุทธศาสนา โดยเฉพาะศีล ๕ เปนหลัก พื้นฐานที่จะ ควบคุมไมใหเกิดการกระทําที่ไมดีออกมา อันมีผลตอตนเองและสังคม เมื่อมีจริยธรรม สํานึกอยูในใจ ก็จะมี การระมัดระวังในการปฏิบัติ สงผลใหขอพึงละเวนท่ีเรียกวา ศีล การไม เบียดเบียนกัน ฆา ลักทรัพย หรือพูด ๓๓ พระธรรมกติ ติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), พจนานุกรมเพอ่ื การศกึ ษาพทุ ธศาสน์ อธบิ ายศพั ท์และ แปลความหมาย คําวัด ที่ชาวพุทธควรรู้, พมิ พค์ ร้งั ท่ี ๓, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภาและสถาบันบนั ลอื ธรรม, ๒๕๕๑), หน้า ๖๐๔. ๓๔ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), พทุ ธธรรม ฉบับปรบั ปรงุ และขยายความ, พิมพค์ ร้ังที่ ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า ๓๔-๓๕. ๓๕ ข.ุ อุ. (ไทย) ๒๕/๒๖/๒๒๐-๒๒๑. ๓๖ พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พุทธธรรม ฉบบั ปรบั ปรงุ และขยายความ, พิมพ์ครง้ั ที่ ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๖), หน้า ๑๑๗.

พทุ ธสนั ติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๕๘ เท็จ เปนตนพระพุทธเจาตรัสวา “อริยสาวกน้ันแลผูเพียบพรอมดวยศีลอยางน้ี เพียบพรอมดวย สมาธิอยางนี้ เพยี บพรอมดวยปญญาอยางน้ี ทาํ ใหแจงเจโตวิมตุ ติ ปญญาวิมุตติอันไมมีอาสวะ เพราะอาสวะสน้ิ ไปดวยปญญา อันยิ่งเองเขาถงึ อยูในปจจุบัน” พระอานนทกลาววา “พระอริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ เปนผูสมบูรณดวยศีล คุมครอง ทวารใน อินทรียทั้งหลาย รูจักประมาณในการบริโภค ประกอบความเพียร...เปนธรรมอาศัยจิตอันย่ิง เปนธรรมเครื่อง อยูเปนสขุ ในปจจบุ นั ตามความปรารถนาไดโดยไมยาก ไดโดยไมลําบาก”๓๗ ศีลเปนการสํารวม คุมครองทางกาย วาจา ใจ เปนฐานในการพัฒนาตน ทําใหเกิด ปญญาวิมุตติ และเขาสูพระนิพพานได ศลี จึงเปนบาทฐานท่สี าํ คญั อยางย่ิง และทาํ ใหไดพบ ความสุขสงู สดุ ในชีวิต การปฏิบัติศีลใหไมดางพรอยนั้นเปนเรื่องที่มีผลตอพฤติกรรมอยางมาก เพราะเพียงแต ปฏิบัติใหครบ ศีล ๕ กย็ อมทําใหการที่เราแสดงออกตอผูอื่น ตอสงั คมที่เราเก่ียวของโดยตรง เปนไป อยางปกติสุข เชน ครอบ ครัวอยูอยางปกติสุข และสังคมท่ีเราเก่ียวของก็เปนปกติสุข เพราะศีลที่ เพียรรักษาจนเปนระเบียบปฏิบัติ ของคนๆ น้ัน “จนเรียกวาปฏิบัติจากศีลระดับธรรมเปนศีลใน ระดับวินัยแลว ก็เปนทํานองประมวลกฎหมาย สําหรับกํากับความประพฤติของสมาชิกในหมูชน หรือชุมชนหน่ึง”๓๘ ยอมทําใหสังคมสงบสุขไดโดยตรง ศีลเบ้ืองตน เชน ศีล ๕ ซึ่งไดแก ๑. เวนจากปาณาติบาต ๒. เวนจากอทินนาทาน ๓. เวนจากกาเมสุมิฉาจารา ๔. เวนจากมุสาวาจา และ ๕. เวนจากสุราน้ำเมา คือการสํารวมทาง กาย ทางวาจา และทางใจท่ีทําใหเกิดสติ น่ันเอง ๘.๓.๔ การปรบั ปรงุ พฤติกรรมดวยจรติ จริยา หรือ จริต จะเปนตัวบงช้ีถึงพฤติกรรมท่ีแตกตางกันแลว จริตนี้ยังสามารถนํามา พิจารณา และใชเลือกเฟนขอธรรมที่จะปฏิบัติเพื่อใหเกิดการบรรลุธรรมท่ีรวดเร็วได ตามแตจริตน้ันๆ ซึ่งการศึกษาเรอ่ื ง จริตในคัมภีรนั้น ทานแบงจริตไว ๖ ประเภทเพื่อใชในการเลือกวิธีปฏิบัติสมถกรรมฐานใหเหมาะสมกับจริต ของตน เพ่ือการปฏิบัติธรรมจะไดใหเกิดผลดีและรวดเร็ว เพราะ การเลือกปฏิบัติกรรมฐานที่ไมตรงกับจริต ของตนจะทาํ ใหการบรรลธุ รรมเนิ่นชา ก ารนํ าเส น อก ารป รั บ เป ล่ี ย น พ ฤ ติ ก รร ม จ ะนํ าเส น อ ผ าน จ าก ลั ก ษ ณ ะข องจ ริต ข อ งแ ต ล ะบุ ค ค ล ที่แสดงออกในการกระทําปจจุบัน เพ่ือเปนแนวทางในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหเหมาะสมย่ิงขึ้น โดยจะไม ไปตัดสินวาบุคคลนั้นๆ เปนจริตใด แตจะเอาลักษณะอาการ การแสดงออกมาปรับพฤติกรรมเพราะเปนสิ่ง ท่ีเกิดมาตั้งแตอดีต เปนสิ่งท่ีไมสามารถยอนกลับไปแกไขได ผูวจิ ัยจึงใชจรติ ๖ ซึ่งเปนการอธิบายถึงพฤติกรรม ท่ีไดทํามาในอดตี ทาํ ใหแตละคนมีจรติ ทแี่ ตกตางกัน เปนกรอบ ในการวเิ คราะหและนําเสนอ ในคัมภีรพุทธศาสนา เมื่อแบงลักษณะประเภทของบุคคล ไดแบงตามจริตหรือตามพ้ืนเพนิสัย โดยแบงจริตไว ๖ ประเภท ดงั พทุ ธดํารัสวา “บุคคลนมี้ ีราคจริต บุคคลน้ีมโี ทสจรติ บคุ คลนี้ มีโมหจริต บุคคลน้ี มีวติ กจริต บุคคลนี้มสี ัทธาจรติ บุคคลนม้ี ีญาณจรติ ”๓๙ ถึงกระนัน้ กต็ าม จริตของมนุษยมีลกั ษณะนิสยั ทีแ่ ตกตางกันนี้ ผูวจิ ยั เห็นวา จรติ ท่ีทาน แบงนี้ สามารถ อธิบายใหเหน็ ภาพของพฤติกรรมมนุษยไดชัดเจนเชนกนั มนุษยทมี่ ีพ้ืนเพนิสัย ๖ จําพวก ก็นาจะมลี ักษณะ พฤติกรรมใน ๖ จาํ พวก เชนกัน จึงนําเรือ่ งจริตมาวเิ คราะหในเชงิ พฤตกิ รรมของมนุษย ๔๓ ๓๗ ม.ม. (ไทย) ๑๓/๒๓/๒๖. ๓๘ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), พทุ ธธรรม ฉบับปรับปรุงและขยายความ, พิมพค์ รัง้ ท่ี ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๖), หนา้ ๔๓๑-๔๓๒. ๓๙ ข.ุ ม.(ไทย) ๒๙/๑๕๔/๔๓๐ : ๑๙๑/๕๔๕, ข.ู จู (ไทย) ๓๐/๘๕/๓๐๔.

พุทธสนั ตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๕๙ อยางไรก็ตาม ในพระไตรปฎกไมไดอธิบายลักษณะของแตละจริตโดยละเอียด แต กลาวถึงจริตท้ังหกเพื่อจุด ประสงคหลกั คือการปฏบิ ัติกรรมฐานเพือ่ ใหเกดิ ประสทิ ธิผลตามแต ลักษณะพื้นฐานของแตละบคุ คลอยางสูงสุด ดังไดกลาวแลว จริตในชั้นอรรถกถาและโดยเฉพาะใน คัมภีรวิสุทธิมรรค ไดแสดงเรื่องจริตอยางละเอียด โดย อธิบาย ดังน้ี ๑. ราคจรติ หรือ ราคจริยา คอื ความประพฤตเิ ปนไปดวยอํานาจราคะ ๒. โทสจรติ หรือ โทสจรยิ า คือ ความประพฤติเปนไปดวยอาํ นาจโทสะ ๓. โมหจรติ หรือ โมหจริยา คอื ความประพฤตเิ ปนไปดวยอาํ นาจโมหะ ๔. สัทธาจริต หรือ สัทธาจรยิ า คอื ความประพฤติเปนไปดวยอํานาจศรัทธา ๕. พุทธิจริต หรือ พุทธิจริยา หรือ ญาณจริต คือ ความประพฤติเป นไปดวยอํานาจ ปญญา และอรรถวา ญาณจรยิ า คือ รูธรรมช่อื วาปญญา หรอื รูชัด๔๐ ๖. วิตักกจริต หรือ วิตักกจริยา คือ ความประพฤติเปนไปดวยอํานาจวิตก๔๑ ดังไดกลาวแลววา จริต ท่ีแตกตางกันยอมทําใหพฤติกรรมของแตละบุคคลแตกตางกัน การแสดงออกของแตละบุคคลที่ไมเหมือนกัน เมอ่ื ศึกษาโดยละเอยี ดแลว ยอมทําใหบุคคลที่ศึกษา นนั้ มคี วามเขาใจเพ่อื นมนุษยไดดยี ิ่งขึน้ ทําใหความสมั พันธ กับผูอ่ืน ครอบครัว เพ่ือนรวมงาน คน ในชุมชนเดียวกัน หรือระดับสังคมใหญ เกิดความผาสุกได เพราะเขาใจ ในความแตกตางกันของ มนษุ ยนน่ั เอง ในคัมภีรพระพุทธศาสนามีวิธีปฏิบัติกรรมฐานอยูหลายวิธี ซ่ึงแตละวิธีทานกลาววาจะ เหมาะกับจริต ของบุคคลแตกตางกัน กรรมฐาน ๔๐ วิธี๔๒ สามารถนํามาใชกับจริตของมนุษยทั้ง ๖ กลุม ถาปฏิบัติตามจริต ของตนก็จะทาํ ใหการปฏิบตั ิสมถวปิ สสนากรรมฐานบรรลุผลสาํ เรจ็ ได โดยเร็ว การปฏิบัตกิ รรมฐานจาํ เปนตองรู วาบุคคลตางๆ มจี ริตเชนไร หรือจิตมลี ักษณะอารมณท่ี เปนปกติอยางไร การปฏิบัติภาวนาจึงตองเลอื กอารมณ ท่ีจะใชในการปฏิบัติเพ่ือแกไขอารมณของ จิต [ในคัมภีรวิสุทธิมรรคจะใชคําวาธรรมที่เปนเคร่ืองแกไขวา ธรรม เปนท่ีสบาย] ในทํานองเดียวกัน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในป จจุบันก็จะนําวิธีการแกไขในทาง พระพุทธศาสนามาเปนหลักในการ ปรบั เปล่ียนพฤติกรรมมนษุ ยในปจจุบัน โดยสรุปไดดงั ตาราง การปรบั เปลย่ี นพฤตกิ รรมใหพึงประสงคในสมยั ปจจบุ ัน ลักษณะของ ลักษณะเดน ธรรมทเ่ี ปนเคร่อื ง การปรบั เปล่ยี นพฤติกรรม ในสมยั ปจจุบนั พฤติกรรม สบายหรือแกไข ราคจรติ รกั สวยรกั งาม โลภ อสภุ ๑๐ กายค พิจารณาความเสื่อมและความ เปลย่ี นแปลง ตาสติ ๑ ของส่ิงตางๆ บอยๆ โทสจริต มกั โกรธ กาวราว เจรญิ เมตตา แผเมตตาบอยๆ อารมณราย โมหจริต เซือ่ งซึม หดหู ใจนอย อานาปานสติ ปรับเปลีย่ นสถานท่ใี หโปรงสบาย ออกกาํ ลังกาย เจรญิ สตแิ บบเคลื่อนไหว ใชหลักกาลามสูตรกอน จะเชอ่ื วติ กจรติ ฟงุ ซาน คดิ เลก็ คดิ นอย อานาปานสติ จัดลาํ ดบั ความสาํ คญั ของงาน คิดแบบโยนิโส มนสิการ เจรญิ สติสมาธิภาวนา ๔๐ ขุ.ป.อ. (ไทย) ๗/๑/๘๐๐. ๔๑ วิสุทธฺ .ิ (ไทย) ๔๓/๑๖๗. ๔๒ กรรมฐาน ๔๐ วธิ ี สามารถศึกษาเพิม่ เตมิ ไดจ้ ากคมั ภีรว์ สิ ทุ ธมิ รรค.

พุทธสนั ตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๖๐ ศรัทธาจรติ หลงเชือ่ คนงาย อนสุ สติ ๖ ตรวจสอบขอมลู โดยใชหลักธรรม เปนท่ตี ั้ง พุทธิจรติ มรณานสุ สติ ใชหลกั กาลามสูตรกอนจะเชอื่ มีปญญาดีแตอาจเปน คนเฉยๆ จนเสียโอกาส พิจารณาตามความ เปนจริง แสดงบทบาท ในหนาทีก่ ารงาน ความรู ความสามารถใหปรากฏบอยๆ โดยสรุป การปรับเปลี่ยนพฤตกิ รรมของบุคคลในแตละจริตจากที่ไมพึงประสงค ใหเกดิ การปรับตวั เพ่ือ ใหมีความสุขในตนเอง เกดิ สนั ติตอสังคมทตี่ นอยู และเจรญิ ในหนาท่กี ารงานในยุคปจจุบัน ๘.๓.๕ การปรบั ปรุงพฤตกิ รรมดวยกรอบเสขิยวตั ร การไดศึกษาขอปฏิบัติของพระภิกษุสงฆ ที่เรียกวา เสขิยวัตร ซึ่งเปนขอ ปฏิบัติสําหรับผูท่ีดํารงตน เปนสมณเพศ เปน “สิ่งที่ควรปฏิบัติเพ่ือสงเสริมบุคลิก สงเสริมความนา นับถือ”๔๓ เปนวัตรท่ีกําหนดใหภิกษุ สํารวมกาย วาจา ใจ เมื่อตองเขาสูชุมชน เพื่อความเปน ระเบียบเรียบรอย การมีมารยาท การนาเคารพ และเปนศรัทธาของผูพบเห็น เสขิยวัตรจึงเปนสิ่งท่ี ควรนํามาประยุกตใชในชีวิตประจําวัน เพ่ือทํา ให้มีพฤติกรรมท่ีดี มีบุคลิกภาพที่ดี เปนท่ีนาคบคาสมาคมในหมูชน และทําใหเกิดความเมตตาเอ็นดูดวยความ ชื่นชมจากผูอน่ื ท่เี รยี กวา“สมบตั ิผูด”ี ๔๔ ได เสขยิ วตั ร๔๕ ประกอบดวย ๔ หมวด คือ หมวดท่ี ๑ เรียกวาสารปู หมวดที่ ๒ เรียกวาโภชนะปฏิสงั ยตุ หมวดที่ ๓ เรียกวาธมั มเทสนาปฏสิ งั ยตุ หมวดที่ ๔ เรียกวาปกณิ ณกะ๔๖ หมวดที่ ๑ เรยี กวาสารปู มี ๒๖ ขอ ไดแก ๑. นุงใหเปนปริมณฑล (ลางปดเขา บนปดสะดือไมหอยหนาหอยหลงั ) ๒. หมใหเปนปรมิ ณฑล (ใหชายผาเสมอกนั ) ๓. ปกปดกายดวยดไี ปในบาน ๔. ปกปดกายดวยดนี งั่ ในบาน ๕. สํารวมดวยดีไปในบาน ๖. สาํ รวมดวยดนี ง่ั ในบาน ๗. มสี ายตาทอดลงไปในบาน (ตาไมมองโนนมองน)ี่ ๘. มสี ายตาทอดลงนงั่ ในบาน ๙. ไมเวกิ ผาไปในบาน ๑๐. ไมเวิกผาน่งั ในบาน ๑๑. ไมหัวเราะดงั ไปในบาน ๑๒. ไมหวั เราะดงั นง่ั ในบาน ๑๓. ไมพดู เสียงดงั ไปในบาน ๑๔. ไมพดู เสยี งดงั นงั่ ในบาน ๑๕. ไมโคลงกายไปในบาน ๑๖. ไมโคลงกายน่ังในบาน ๑๗. ไมไกวแขนไปในบาน ๔๓ พระเผดจ็ ทตตฺ ชโี ว, เสขยิ วตั ร : ต้นบัญญตั ิของมารยาทไทย, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพน์ ิวไวเตก็ , ๒๕๓๐), หนา้ ๑๓๑. ๔๔ การพัฒนาบุคลิกภาพของสถาบันที่มีชื่อเสียง เชน จอหน โรเบิรต พาวเวอร (John Robert Power) ซ่ึงผูวิจัย ไดผานการฝกอบรม ก็มีการศึกษาดานการแตงตัว การรับประทานอาหาร ทาทางการเดิน คลายคลึงกับ ขอปฏิบัติของเสขิย วัตร. ๔๕ พระเผดจ็ ทตฺตชโี ว, เสขยิ วัตร: ตนบัญญตั ิของ มารยาทไทย, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พนิวไวเตก็ , ๒๕๓๐). ๔๖ มหามกุฎราชวทิ ยาลัย, นวโกวาท, พมิ พคร้งั ที่ ๘๐, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ มหามกุฎราชวิทยาลยั , ๒๕๕๐), หนา ๒๑ – ๒๖.

พทุ ธสนั ตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๖๑ ๑๘. ไมไกวแขนน่งั ในบาน ๑๙. ไมสนั่ ศรี ษะไปในบาน ๒๐. ไมสนั่ ศีรษะน่ังในบาน ๒๑. ไมเอามอื คำ้ กายไปในบาน ๒๒. ไมเอามือค้ำกายนงั่ ในบาน ๒๓.ไมเอาผาคลุมศรี ษะไปในบาน ๒๔.ไมเอาผาคลุมศีรษะนง่ั ในบาน ๒๕.ไมเดินกระโหยงเทาไปในบาน ๒๖. ไมนง่ั รัดเขาในบาน จะเห็นไดวา การแตงกายก็ตองใหเรียบรอย จะน่ัง จะพูดคุย จะเดิน ตองสํารวม และไม่ทํากิริยาท่ีดู ไมนาเชื่อถือ ผูใดนําไปปฏิบัติ จะกลายเปนผูที่มีบุคลิกภาพท่ีดี มีพฤติกรรมท่ีนา เล่ือมใส ศรัทธา นาเชื่อถือ เพียงการแตงกาย ก็ทําใหงานประสบความสําเร็จได และในปจจุบัน การแตงกายยิ่งมีความสําคัญ ผูที่จะไป สมั ภาษณงาน ถาแตงกายดี สะอาด เรยี บรอย ยอมมี โอกาสไดงานมากกวาผูที่แตงกายไมเรยี บรอย เปนตน หมวดที่ ๒ เรียกวาโภชนะปฏสิ งั ยตุ มี ๓๐ ขอ ดังน้ี ๑. รับบิณฑบาตดวยความเคารพ ๒.ในขณะบิณฑบาต จะแลดูแตในบาตร ๓. รบั บณิ ฑบาตพอสมสวนกับแกง ๔. รบั บิณฑบาตแคพอเสมอขอบปากบาตร ๕. ฉนั บิณฑบาตโดยความเคารพ ๖.ในขณะฉนั บิณฑบาต และดูแตในบาตร ๗. ฉันบิณฑบาตไปตามลาํ ดบั (ไมขุดใหแหวง)๘. ฉนั บิณฑบาตพอสมสวนกับแกง ไมฉันแกงมากเกินไป ๙. ฉันบิณฑบาตไมขยุมแตยอดลงไป ๑๐. ไมเอาขาวสุกปดแกงและกบั ดวยหวังจะไดมาก ๑๑. ไมขอเอาแกงหรือขาวสุกเพื่อประโยชนแกตนมาฉนั หากไมเจบ็ ไข ๑๒. ไมมองดบู าตรของผูอ่นื ดวยคดิ จะยกโทษ ๑๓. ไมทําคําขาวใหใหญเกนิ ไป ๑๔. ทําคาํ ขาวใหกลมกลอม ๑๕. ไมอาปากเมือ่ คําขาวยังมาไมถึง ๑๖. ไมเอามือทง้ั มือใสปากในขณะฉัน ๑๗.ไมพูดในขณะท่ีมีคําขาวอยูในปาก ๑๘. ไมฉนั โดยการโยนคําขาวเขาปาก ๑๙. ไมฉันกัดคําขาว ๒๐. ไมฉันทํากระพุงแกมใหตุย ๒๑. ไมฉันพลางสะบัดมือพลาง ๒๒. ไมฉนั โปรยเมล็ดขาว ๒๓. ไมฉนั แลบลนิ้ ๒๔. ไมฉนั ดังจบั ๆ ๒๕. ไมฉันดังซดู ๆ ๒๖. ไมฉันเลียมอื ๒๗. ไมฉนั เลยี บาตร ๒๘. ไมฉนั เลียริมฝปาก ๒๙. ไมเอามือเปอนจบั ภาชนะน้ำ ๓๐. ไมเอาน้ำลางบาตรมีเมล็ดขาวเทลงในบาน หมวดนี้ บางขอกไ็ มเกี่ยวของกบั ผูคนทั่วไป เชน เรื่องบิณฑบาต ก็ไมตองนํามาพิจารณา หมวดน้ีแสดง ใหเห็นถึงมารยาทในการรับประทานอาหาร และสุขอนามัย ผูใดนําไปปฏิบัติ ยอม เปนผูที่มีมารยาทดี มบี ุคลิกภาพทดี่ ี และมพี ฤติกรรมท่ีดดี วย หมวดที่ ๓ เรยี กวาธัมมเทสนาปฏสิ งั ยตุ มี ๑๖ ขอ ๑. ไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขทม่ี ีรมในมือ ๒. ไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขท่ีมีไม พลองในมือ ๓. ไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขท่ีมขี องมคี มในมือ ๔. ไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขที่มอี าวุธในมอื ๕. ไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขทส่ี วมเขยี งเทา (รองเทาไม) ๖. ไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขที่สวมรองเทา ๗. ไม แสดงธรรมแกคนไมเปนไขทไ่ี ปในยาน ๘. ไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขทอ่ี ยูบนท่นี อน

พทุ ธสนั ตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๖๒ ๙. ไมแสดงธรรมแกคนไม เปนไขที่นง่ั รดั เขา ๑๐. ไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขทีโ่ พกศรี ษะ ๑๑. ไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขทค่ี ลุมศีรษะ ๑๒. ไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขท่ีอยูบนอาสนะ (หรือเคร่ืองปนู ง่ั ) โดยภิกษุอยูบนแผนดิน ๑๓. ไมแสดงธรรมแก คนไมเปนไขทีน่ ั่งบนอาสนะสงู กวาภิกษุ ๑๔. ไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขท่นี ่ังอยู แตภิกษยุ ืน ๑๕. ภิกษเุ ดินไป ขางหลังไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขทีเ่ ดนิ ไปขางหนา ๑๖. ภิกษุเดนิ ไปนอกทางไมแสดงธรรมแกคนไมเปนไขท่ี ไปในทาง เปนเร่อื งการแสดงธรรมตอง ดูกาลเทศะ สามารถนาํ มาประยุกตไดวา การจะพดู คุยกบั ใคร ตองดู สถานการณวาผูฟงมีความ พรอมท่จี ะฟงหรอื ไม หมวดท่ี ๔ เรยี กวาปกณิ ณกะ มี ๓ ขอ ดังนี้ ๑. ภกิ ษุไมเปนไข ไมยนื ถายอุจจาระ ปสสาวะ ๒. ภกิ ษไุ มเปนไข ไมถายอจุ จาระ ปสสาวะ หรือบวนน้ำลายลงในของเขียว ๓. ภกิ ษุไมเปนไข ไมถายอจุ จาระ ปสสาวะ หรือบวนน้ำลายลงในน้ำ หมวดนี้ สามารถนํามาประยุกตในเร่ืองการรักษาสุขภาพอนามัย เชน ไมควรบวนน้ำลาย ในทสี่ าธารณะหรอื ถายของเสยี ตางๆ ถามคี นมาเหน็ กจ็ ะมีพฤตกิ รรมทีน่ ารังเกียจ จะเห็นไดวา พระพุทธเจาไดทรงสอนภิกษุทั่วไป ใหมีความประพฤติที่ดีงาม นาเคารพแก ผูพบเห็น สิ่งเหลานี้ ถาบุคคลท่ัวไปจะนําไปปฏิบัติยอมทําใหเปนผูมีบุคลิกภาพท่ีดีและมีพฤติกรรมที่ดีและเกิดความ นาเช่ือถอื ดวย ๘.๔ วฒั นธรรมเชิงพุทธบูรณาการ ในการปฏิบัติกิจกรรมอยางใดอยางหนึ่งท่ีตองเก่ียวของกับคนหมูมากและเพ่ือใหงาน นั้นประสบ ผลสําเร็จ สิ่งสําคัญคือการเขาใจวัฒนธรรมของบุคคล ชุมชน สังคม ที่กําลังเกี่ยวของอยู ยกตัวอยางในการแก ไขปญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต ที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ไดให้หลักในการแกไขปญหาวา “เขาใจ เขาถึง พัฒนา” คําวา “เขาใจ” คือ เขาใจในวัฒนธรรมท่ีแตกตาง กันของคนไทยที่เปนชาวมุสลิมวา มีวัฒนธรรมท่ีแตกตางจากชาวไทยพุทธทั่วไป ดังน้ัน การจะใช้หลักในการปกครอง ตองมีความเขาใจ ในวัฒนธรรมท่ีแตกตางกัน จงึ จะทาํ ใหงานประสบ ความสําเร็จและราบรน่ื พระพุทธเจาตระหนักดีถึงปญหาความแตกตางทางสังคม ลัทธิ เผา วัฒนธรรมของแต่ละกลุม ในการประกาศพระศาสนาก็ดี ในการเทศนาส่ังสอนสัตวท้ังหลายก็ดี จะตองพิจารณา ลวงหนากอน วาบุคคล ที่จะไปพบเปนใคร สถานะเปนอยางไร มีวิถีชีวิตเชนไร กอนที่จะไดเทศนา ส่ังสอน การเขาใจในเรื่องตางๆ เหลานี้ เปนการเรียนรูเชิงวฒั นธรรมนน่ั เอง หลักคําสอนที่สําคัญที่ใชในการพิจารณาใหเขาใจถึงความแตกตางของเร่ืองเหลานี้ คือ สัปปุริสธรรม ๗๔๗ดังน้ี ๔๗ ท.ี ปา.(ไทย) ๑๑/๓๓๒/๓๓๓.

พุทธสันติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๖๓ ๑. ธัมมัญ ตุ า คือ เปนผูรูจักเหตุ หมายถึง รูจักหนาท่ี รูหลักการ เชน ถาเราเปน เจาหนาท่ีตํารวจ การปฏิบัติหนาที่ ก็ตองยึดกฎหมายเปนหลัก ไมใชไปยัดเยียดวาเพราะเปนมุสลิม จึงทําใหเขาตองติดคุกท้ังๆ ท่ีไมมีความผิด หรือเปนขาราชการ แตก็ฉอราษฎรบังหลวง คาขายของ หนีภาษี แลวไปยัดเยียดขอหา ใหชาวบาน เปนตน หรือพระภิกษุรูหนาที่วาจะตองปฏิบัติธรรมเพ่ือ วัตถุประสงคอะไร เพ่ือมรรคผล นิพพาน หรือ ลาภ ยศ สรรเสริญ เปนตน พระพุทธเจาทรงรูหนาที่ ของพระองค ก็ออกโปรดสัตว เทศนาส่ังสอน เปนเวลาถึง ๔๕ ป หนาท่ีของครูบาอาจารย คือ ช้ีแนะ สั่งสอน อบรมศิษยใหมีความรูคูคุณธรรม ไมใชเปนครู อาจารยเพ่ือลาภ ยศ จากลูกศิษย หรือตําแหนงทางสังคมตางๆ เมื่อรูหนาที่ ก็วาไปตามหลักการ สังคมไทย ทุกวันน้ี มีปญหา เพราะ การไมรูหนาท่ีของตน หนาที่ของนักการเมือง หนาท่ีของพอแม หนาที่ของบุตร หนาท่ีของนักศึกษา การศึกษาวิชาหนาท่ีพลเมือง (Civil Education) เพื่อสรางพลเมือง ไดถูกยกเลิกไป ทําให สังคมไทย เมอ่ื ๒๐-๓๐ ป นี้ แตกตางจากสงั คมไทยในสมัยกอนมาก เพราะการไมรจู ักหนาที่ ๒. อัตถัญ ตุ า คือ เปนผูรูจักผล หมายถึง รูจักประโยชนที่เปนจุดมุงหมาย และผลที่ จะไดรับในการ ทาํ งานใดๆ จะตองมีการวางเปาหมายไวเสมอ วาจุดประสงคของงานหรือการ กระทําน้ี เพ่ือส่ิงใด การกําหนด เปาหมายไว ยอมทําใหงานหรอื สิ่งทต่ี องการบรรลุผลสําเรจ็ ได ตวั อยาง เชน ในการประกาศพระศาสนาของพระพทุ ธเจา พระองคจะตองกาํ หนดไว กอนวาจะไปที่ใด จะไปโปรดใคร โดยในตอนใกลรุง พระองคจะทรงตรวจดูสัตววาใครสามารถ บรรลุธรรมได วันรุงขึ้น พระองคก็จะไปโปรดเทศนาส่ังสอน และไมเคยปรากฏหลักฐานวา ไมมีการ เทศนาสั่งสอนใดท่ีไมประสบ ความสาํ เรจ็ อยางนอย ทุกคนตองประกาศตัวเปนพุทธมามกะ ๓. อตั ตัญ ุตา คือ เปนผูรจู ักตน หมายถงึ รูฐานะ ภาวะ เพศ กําลัง ความรู ความถนัด ความสามารถ และคณุ ธรรม๕๔ วาอยูในระดับใด ประมาณใด ดังนั้น กอนจะทํางานช้ินใด กอนจะส่ังสอนใคร เราจะตองรูตัว เราวา เรามีความรู ความสามารถเพยี งใด ใครท่ีทาํ งานใหญเกนิ ตัว งานนน้ั กอ็ าจจะลมเหลวได ๔. มัตตญั ุตา คอื เปนผูรูจักประมาณ หมายถงึ การรูจักประมาณตน ทง้ั เรือ่ งการใช จาย การบรโิ ภค หรือในการดํารงชีวิตดานอื่นๆ ถาใครมีเงินนอย ใชจายเกินตัว ทําใหเกิดเปนหน้ีสิน ชีวิตตองประสบกับ ความลมเหลวอยางแนนอน การทํากิจการใดๆ ถาทําเกินกําลัง เกินตัว เกิน งบประมาณ ก็ทําใหงานน้ัน ลมเหลว เชนกัน หรือการจะเขาไปในสังคมใดสังคมหนึ่งตองมีการถอม ตน ประมาณตน อยาไปยกตนขมทาน วาเราดีแลว สังคม ประเทศ เชื้อชาติ เราสูงกวา เจริญกวา เปนตน การประมาณตนก็ครอบคลุมในเร่ือง เหลาน้ีดวย ๕. กาลัญ ตุ า คือ เปนผูรูจักกาลเวลา หมายถึง รูวาเวลาใด ควรทําเชนไร เชน การไป เย่ียมเยียน เพื่อนฝูง ญาติพ่ีนอง หรือใครก็ตาม ควรตองมีการนัดหมายลวงหนา วาเวลาน้ันเขายินดี จะใหพบหรือไม บางคร้ังเขาอาจจะไมสะดวก ติดธุระ มีปญหาในครอบครัว ไมอยากพบใคร การ ไปโดยพลการ อาจทําใหเกิด ปญหาได ในสังคมตะวนั ตกจะถือวาเปนผูไมมมี ารยาทอยางมาก ใน การไปบานใครโดยไมแจงใหทราบลวงหนา ถือวาไมเคารพสิทธิของผูอื่น ถาไดเรียนรูวัฒนธรรม ตางๆ เหลาน้ี ทําใหการพบปะเพ่ือนฝูงมีความสบายใจ การพบปะในทางธรุ กจิ กม็ ีความสําเรจ็ ได งาย ๖. ปรสิ ัญ ุตา คือ เปนผูรูจกั ชมุ ชน หมายถึง รูจักขนบธรรมเนยี ม วัฒนธรรม มารยาท หรอื ขอปฏิบัติ อ่ืนๆ ของชุมชนที่เราไปพบ ตัวอยางเรื่องการประกาศศาสนาของพระพุทธเจา การไป โปรดปญจวัคคีย ดวยทรงทราบวาปญจวัคคียท้ัง ๕ เปนผูท่ีปฏิบัติอยางสุดโตงที่เรียกวา อัตตกิลมถานุโยค คือเครงครัดเกินไป พระองคจึงเทศนาดวย ธรรมจักรกัปวัฒนสูตร คือหลักธรรม วาทางสายกลาง และมรรคมีองค ๘ ทําให้ ปญจวัคคียท้ัง ๕ ผูคุนเคยอยูกับการปฏิบัติอยางสุดโตง บรรลุธรรมไดงาย การไปโปรดชฎิล ๓ พี่นอง

พุทธสนั ติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๖๔ ซึ่งมีวัฒนธรรมวาดวยเรื่องบูชาไฟ พระพุทธเจาก็จะ แสดงธรรมเกี่ยวกับไฟ คือ อาทิตตปริยายสูตร เพราะคนุ เคยกับไฟ กบั ความรอน ก็จะทาํ ใหเขาใจ ไดเร็วขนึ้ ๗. ปุคคลัญ ุตา คือ เปนผูรูจักบุคคล หมายถึง การรูจักในเรื่องสวนตัวของบุคคลที่จะคบหาดวย หรือบุคคลที่จะไปพบดวย วาคนน้ันเปนอยางไร เปนใคร ชอบอะไร ไมชอบอะไร มีนิสัย ใจคอเปนเชนไร ชอบทํากิจกรรมอะไร มีวิถีชีวิต ครอบครัวอยางไร เมื่อเขาไปพบ ถาไดเจรจาในสิ่ง ท่ีเขาชอบ ก็จะทําให ทุกอยางสะดวกและงายดาย งานหรือส่ิงมุงหวังก็ประสบความสําเร็จไดงาย ดังสุภาษิตจีนวา “รูเขา รูเรา รบรอยครั้ง ชนะรอยครั้ง” การรูจักบุคคลแลวทําใหเหมาะสมกับส่ิงท่ี เขาเปนนั้น ตางจากเร่ืองการประจบ สอพลอ การรูจักบุคคล คือ รูตามสิ่งท่ีเห็น ที่เปนจริง ไมได แสดงความชื่นชมเปนพิเศษหรือออกหนาออกตา เพื่อหวงั ผลตอบแทน การรูจักบุคคล เห็นไดจากการเทศนาของพระพุทธเจา กรณีของชฎิล ๓ พี่นอง เปนกรณี ของชุมชน แตกรณีบุคคลนี้ ยกตัวอยาง เร่ืองของพระเจาพิมพิสาร ผูซึ่งมีความศรัทธาเล่ือมใสใน อุรุเวลกัสสปะ ซ่ึงเปนชฎิลพ่ีคนโต และขณะน้ีไดเปนพระอรหันตในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจา ทราบความในใจของผูเขา เฝาวา หลายคนสงสัยวาใครเปนศาสดากันแน จึงถามอุรุเวลกัสสปะ เพื่อใหตอบเอง พระเจาพิมพิสาร และบริวารจึงไดแสดงความประหลาดใจ แตก็เล่ือมใสตามเพราะเคารพในอุรุเวลกัสสปะอยูกอนแลว เม่ือฟงพระธรรมเทศนา ก็ไดบรรลุโสดาบัน จะเห็นไดวา ชนะใจ พระเจาพิมพิสารดวยการใหคนท่ีพระเจา พิมพิสารนับถือ เปนผูบอกดวยตนเอง หรือกรณีขององคุลีมาล ก็ทรงสอนเร่ืองการหยุดทํารายผูอ่ืน ดวยการ แสดงปาฏิหาริยเร่ืองการหยุดใหดู หรือเรื่อง พราหมณโสณทัณฑะ ท่ีทราบถึงวัฒนธรรมของพราหมณ และไมขดั ของถาประกาศตนเปน พุทธมามกะแตยังประพฤติตนอยางพราหมณเชนเดิม การรจู กั พ้นื ฐานของบคุ คลอื่น ยอมทาํ ใหการเขาหาราบร่ืน งาย และสงผลใหงานประสบความสําเร็จ การเขาใจ เขาถึง ผูอ่ืนนั้น จึงตองมีการศึกษาลวงหนามากอน ถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี ของชุมชน บุคคล ที่เราตองมีความสัมพันธดวย เมื่อพิจารณาโดยใชหลักของสัปปุรสิ ธรรม ๗ ขางตน กับกรอบ แนวคดิ สามทศั นหรือทฤษฎีบูรณาการในการพจิ ารณา วัฒนธรรมเชงิ พทุ ธจงึ มกี รอบไดดังนี้ รจู กั ตน รจู กั เหตุ รูจักผล รจู กั ประมาณ (I) รจู กั กาล (It) รจู กั ชมุ ชน รูจักบคุ คล (We) ภาพท่ี ๔.๓ แสดงวัฒนธรรมเชงิ พุทธตามกรอบสปั ปรุ ิสธรรม ๗ และทฤษฎีบูรณาการ ๘.๔.๑ สังคมเชงิ พุทธบรู ณาการ มณฑลทัศนท่ี ๔ โดยคําอธิบายจะเปนรูปแบบหรือโครงสรางของสังคมในดานการปกครอง การนําเสนอเร่ืองสังคมเชิงพุทธบูรณาการน้ี ผูวิจัยเห็นวา โครงสรางสังคมเชิงพุทธ มีการ นําเสนออยูบางแลว

พุทธสันตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๖๕ เชน พุทธทาสภิกขุ ไดนําเสนอในเร่ืองธัมมิกสังคมนิยม ดร. บุญทัน ดอกไธสง๔๘ ไดวิเคราะหวา พุทธศาสนา มคี วามเปนประชาธิปไตยแหงแรกของโลก ดวยการจัดระบบองคกรของคณะสงฆทเ่ี ปนระบบ และพุทธศาสนา ก็ใชหลกั เสรีภาพในการนับถือศาสนาและอื่นๆ ปรากฏ อยูบางแลว ในหัวขอน้ี ผูวิจัยสนใจท่ีจะนําเสนอสังคม ในมิติของจิตสํานึกเพ่ือสังคม หรือจิตวิวัฒน เพ่ือสังคม เนื่องจากพุทธศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนากระแสหลักอยางเถรวาท มีประเด็นที่นา ถกเถียงและนําเสนอ ในเชิงวิชาการ ในเร่ือง ความมีสํานึกเพ่ือสวนรวม หรือจิตสํานึกเพ่ือสังคม วา พุทธศาสนาเถรวาทไมไดให้ ความสนใจหรอื ขาดมิตทิ างสังคม เคน วิลเบอรเห็นวา จิตท่ีมีพัฒนาการหรือมีวิวัฒนาการแลว ระดับจิตในระดับที่สูงจะมี ความรูสึกถึง การเสยี สละเพือ่ ผูอนื่ การมสี วนรวม การเปนหน่งึ เดียว การเปนองครวม จะถกู พฒั นาขึน้ มาตามลาํ ดบั พุทธศาสนาก็เชนเดียวกัน จิตในทางพุทธศาสนาก็มีการวิวัฒนไปเพ่ือสวนรวม เพ่ือสังคมเชนกัน จิตที่มีพัฒนาการ เรียกวา จิตวิวัฒน ซ่ึงเปนนิยามศัพทใหม มาจาก จิต+วิวัฒน เม่ือ วิวัฒน หมายถึง ความเจริญรุงเรือง ความคลี่คลายไปในทางเจริญ ๔๙ ซ่ึงผลจากการพัฒนาเกิดเปนจิตใหม หรือ new consciousness หรือที่เรยี กวา จติ สาํ นกึ ใหม หรือ การตระหนกั รูใหม หรือ จิต ววิ ัฒน จิตที่วาใหมน้ี หมายเอาถึงจิตท่ีมีพัฒนาการหลุดพนจากจิตเดิมๆ ท่ีมีความเห็นแก ตนเองเปนหลัก วิวัฒนหรือพัฒนาใหเปนจิตท่ีคํานึงถึงผูอ่ืน เปนการตระหนักรูเพื่อผูอื่น เพื่อชุมชน และเพ่ือสังคมโดยรวม โดยอยรู วมกนั อยางไมเบียดเบียนกัน ซง่ึ รวมไปถงึ ส่งิ แวดลอมอืน่ ๆ ดวย กลุมคนกลุมหน่ึงในประเทศไทย ซ่ึงสนใจเรื่องจิตที่ควรจะพัฒนาใหเขาสูจิตสํานึกใหม ท่ีมองเห็น ความเช่ือมโยงในธรรมชาติของสรรพส่ิง วาคือความเปนหนึ่งเดียวกัน เพื่อทําใหโลกอยู รวมกันดวยสันติ และมคี วามสขุ เรียกตนเองวา กลุมจติ ววิ ัฒน๕๐ ดร. สรยุทธ รัตนพจนารถ ไดให้นิยาม จติ ววิ ัฒน วา จิตวิวัฒน หมายถึง การเปลี่ยนแปลงระดับขั้นพื้นฐานของจิตใจ จิตวิญญาณ จากจิตเล็ก ไปสูจิตใหญ หรือจิตสาํ นึกใหม (new consciousness) จากความคับแคบของตัวเองไปสูจิตทีเ่ ชอื่ มโยงกับธรรมชาติ จิตเล็ก หมายถึง ความรูสึกนึกคิดที่แคบๆ... จิตใหญ หมายถึง ความรูสึกนึกคิดที่มีพื้นท่ีกวางขวาง มองเห็นเช่ือมโยง เปนอันหน่งึ อันเดยี วกนั ของชวี ิตและ ธรรมชาติ๕๑ กลมุ จติ ววิ ัฒนจะมีการจัดกจิ กรรมเสวนา เพ่ือพดู คุยแลกเปลีย่ นความคดิ พรอมทั้งมกี ารเขยี นบทความ เพื่อนําเสนอสังคมใหกลับมาทําจิตใหมีความสํานึกเพ่ือสิ่งอื่นๆ รวมถึงเพ่ือน มนุษยและสิ่งแวดลอม เมื่อตระหนกั เหน็ ภยั พิบตั ิทง้ั จากธรรมชาติ เชน สนึ ามิ น้ำทวม การกอการราย และอื่นๆ ท่คี ราชีวิตผูคนไปมาก ใหหันมาใจใสเรียนรูเร่ืองจิตและพัฒนาจิตใหตระหนักรูถึง คุณคาของสิ่งตางๆ เกิดเปนจิตใหมท่ีใหญ่ หรือเปนจติ สํานึกใหม จิตใหมนี้ ไมไดเปนความรูใหมในพุทธศาสนาเลย แม ดร. จุมพล พูลภัทรชีวิน จะไดเขียนบทความ เร่ือง “สูความเขาใจเกี่ยวกับจิตวิญญาณ”๕๒ ในหนังสือเลม เดียวกัน อธิบายความหมายของจิตวิญญาณวา ๔๘ บญุ ทนั ดอกไธสง, การบรหิ ารเชิงพุทธ (กระบวนการทางพฤตกิ รรม), (กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ัท บพธิ การพิมพ์ จำกดั , ๒๕๒๘), หนา้ ๓๗๔. ๔๙ ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรงุ เทพมหานคร : นามมบี คุ๊ พับลิเคชน่ั ส์, ๒๕๔๖), หนา้ ๑๐๑๘. ๕๐ กลุม่ จติ วิวฒั น์, จกั รวาลผลดั ใบ : การเกิดใหมข่ องจติ สาํ นกึ , (กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พมิ พม์ ตชิ น, ๒๕๔๙), หนา้ ๒๗๖. ๕๑ อ้างแล้ว, เร่ืองเดียวกัน, หนา้ ๒๒๗. ๕๒ อ้างแลว้ , เรื่องเดยี วกนั , หนา้ ๖๓-๖๙.

พุทธสันตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๖๖ อยูเหนือหรือกาวพนเร่ืองศาสนา ศิลปะ ดนตรี กีฬา การบําเพ็ญสาธารณประโยชน และอ่ืนๆ โดยเฉพาะเรอ่ื ง ศาสนา ไดใหเหตุผลวาเพราะศาสนา มีหลายศาสนาบนโลกใบน้ี ‘มีความเช่ือและการปฏิบัติที่แตกตางกัน ทั้งที่ตางก็เชื่อวาความเช่ือและ วิธีปฏิบัติของตน จะนําไปสูความสุขสงบทางจิตวิญญาณ แตผูวิจัยไมเห็น เชนนั้น ถากลาวถึง ศาสนาท่ีหลากหลายแลว ศาสนาท่ีเปนเทวนิยม จะเนนที่ความเช่ือและจุดสูงสุด คือ การเขาสูอาณาจักรของพระผูเปนเจา เปนความสุขสงบทางจิตวิญญาณ แตศาสนาที่เปนอเทวนิยม อยางเชนพุทธศาสนาที่ไมไดสอนใหเช่ือและความสุขนั้นไดมาจากการฝกจิต เพราะจิตใน พุทธศาสนาสามารถ ฝกได นอกจากจิตท่ีฝกและทําใหเปนสุขแลว จิตของพุทธศาสนา ยังพัฒนา หรือ วิวัฒน จนเขา สูความ หลุดพน หลุดพนจากตัวตน จากกิเลส จนเปนสวนหนึ่งของธรรมชาติ ตามนิยามของจิต วิวัฒนดวย เมื่อจิต ที่ปราศจากกิเลสแลว ยังพรอมที่จะทําเพอ่ื ใหผูอน่ื ประสบสุขไดเชนเดียวกบั ตน และในทสี่ ดุ กเ็ ขาถงึ พระนพิ พาน จิตวิวัฒนหรือจิตสํานึกในความหมายสมัยปจจุบัน ผูวิจัยเห็นวา คือการปฏิบัติที่ สอดคลองกับ หลักธรรมทางพุทธศาสนา ไดแก หลักเมตตากรุณา หลักอัปปมัญญา ๔ และ อิทัปปจจยตา องคธรรมทั้ง ๓ ประการ จะทําใหเกิดมจี ิตสํานกึ ตางๆ เพอ่ื ผูอนื่ และเพอื่ สังคม คาํ วาจิตวิวัฒน หรือจิตสํานึกเพ่ือสังคมน้ี เปนคาํ ที่ไมปรากฏในพระไตรปฎก แตเปนสิ่งที่ มีอยูในพุทธ ศาสนาอยูแลว เพราะเปนคําใหมที่นักสังคมศาสตรเพ่ิงจะหยิบยกข้ึนมาไมกี่ปมานีพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน ใหความหมาย จิตสํานึก วาหมายถึง “ภาวะท่ีจิต ตื่นและรูตัวสามารถตอบสนองตอส่ิงเรา จากประสาทสัมผัสท้ัง ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และส่ิงท่ี สัมผัสไดดวยกาย ตรงกับภาษาอังกฤษวา conscious”๖๐๕๓ พจนานุกรมศัพทสังคมวิทยา ไดนิยาม จิตสํานึกทางสังคม (Social consciousness) หรือ จิตสํานึก สาธารณะ (Public consciousness) คือ “การตระหนักรูและคํานึงถึงสวนรวม หรือ คํานึงถึงผูอื่นที่รวม ความสัมพันธเปนกลุมเดยี วกนั ”๖๑๕๔ นอกจากน้ี จากผลการวิจัยของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ไดนิยาม จิตสํานึกทางสังคม วาหมายถึง “ความรูสึก และความคิดเห็นที่มีตอปรากฏการณในดานตางๆ ทางสังคม ไดแก มิติทางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมือง สุขภาพ และสิ่งแวดลอม รวมทั้งการตระหนัก ถึงความสําคัญของปญหา ท่ีมีผลกระทบตอตนเองและสงั คมโดยรวม ตลอดจนแนวทางการแกไข สภาวการณนัน้ ๆ”๖๒๕๕ โดยสรุป จิตสํานึกเพ่ือสังคม หมายถึง การที่จิตตื่นกับเร่ืองท่ีเกิดขึ้นในสังคม และ สามารถตอบสนอง สิ่งเราที่มาจากสังคม เมื่อจิตถูกกระทบแลว ก็ตระหนักถึงปญหารวมกัน และ ยินดีเขาไปแกไขสิ่งท่ีเกิดข้ึน ในสังคมนน้ั ในทกุ มติ ิ ประเด็นท่ีพุทธศาสนาถูกโจมตีวาขาดมิติทางสังคม หรือความรูสึกถึงการกระทําเพ่ือ สวนรวม หรือเพื่อผูอื่น เพราะพุทธศาสนาใหความสําคัญเรื่องจิตเปนใหญ และเนนไปที่การฝกฝน ตนเพื่อความหลุดพน ถามวาหลุดพนจากอะไร ก็คือหลุดพนจากทกุ ขทั้งปวง ทุกขในที่นี้ไมจํากัดวา เปนเร่ืองของอารมณเทานั้น เชน โกรธ เกลียด รัก เปนตน หรือทุกขเพราะสังขาร ที่ตอง เกิด แก เจ็บ ตาย เปนวัฏจักรอยูทุกภพชาติ แตทุกขน้ี ยงั รวมไปถึงทุกขของสงั คมดวย ๕๓ ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรงุ เทพมหานคร : นามมบี คุ๊ พับลิเคชั่นส์, ๒๕๔๖), หนา้ ๓๑๒. ๕๔ อา้ งแลว้ , เรือ่ งเดียวกัน, หนา้ ๘๑. ๕๕ มลั ลิกา มตั ิโก บรรณาธกิ าร, จิตสาํ นึกทางสงั คมของนกั ศึกษา ระดบั บณั ฑติ ศึกษา มหาวทิ ยาลยั มหิดล, สอ่ื ส่งิ พมิ พบ์ ณั ฑิตวทิ ยาลัย : ๖/๒๕๔๑, (กรุงเทพมหานคร : เจริญดกี ารพมิ พ์, ๒๕๔๑), หน้า ๕.

พุทธสนั ติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๖๗ ทุกขของสังคมยอมสงผลใหปจเจกเปนทุกขดวย เชน สังคมที่เอารัดเอาเปรียบ สังคมที่ เปนบริโภค นิยม ทุนนยิ ม ขาดความเสมอภาค ขาดความเทาเทยี มกันของโอกาส เปนตน กต็ อง ยอนไปดูวา ทกุ ขของสังคม เกิดจากอะไร ก็เกิดจากองคประกอบในสังคม ซึ่งก็คือมนุษย ซ่ึงก็ยอน ไปที่ปญหาของมนุษย ผูปกครอง ไมมีประสิทธิภาพ ขาดความสามารถในการนําพาชาติใหเจริญ มีแตการฉอราษฎรบังหลวง เอาแตพวกพอง หรือ ประชาชนในชาติไมมีประสิทธิภาพ ขาดการศึกษา ดอยปญญา ถาประชาชนสวนใหญดอยคุณภาพ ก็ทําใหสงั คมไมเขมแขง็ ไมสามารถพัฒนาตนเองได หรอื ทั้งสองอยางรวมกัน กย็ ่ิงเปนปญหาท่ียากจะแกไข พุทธศาสนาจึงเนนไปที่ปจเจก เพราะสังคมก็ประกอบไปตามบุคคลตางๆ ที่อยูรวมกัน เมื่ออยูรวมกัน มากๆ ก็ตองมีกฎกติกา ในพุทธศาสนา นอกจากพระวินัยของพระภิกษุแลว หลักธรรมหลายประการ กเ็ พือ่ การอยูรวมกนั อยางสันติสุข เพราะมนุษยเปนสัตวสังคม ตองอาศยั อยูรวมกนั พระพทุ ธเจาจงึ ทรงส่ังสอน ท้ังการทําเพ่ือตนเอง และการทําเพื่อผูอ่ืน เพราะอยางไรเสีย มนุษยก็ตองอาศัยซึ่งกันและกัน ดังนั้น คําสอน ในพุทธศาสนา นอกจากจะตองฝกปฏิบัติเพ่ือให ตนเองเปนสุข ปราศจากกิเลส สงบระงับและเขาสู พระนิพพานแลวนั้น ในระหวางทางของการปฏิบัติ พระพุทธองคยังไดตรัสถึงการกระทําเพื่อผูอ่ืน หรือเพื่อคน หมูมากอยูเสมอ ยกตัวอยาง เชน เมื่อสงฆบรรลุธรรมแลว หนาท่ีของทานยังไมหมด ยังตองไปเทศนาส่ังสอน สัตว (ซ่ึงรวมถึง มนุษยและเทวดา) เพื่อประโยชนแกทุกคน ดังพุทธดํารัสวา “ภิกษุทั้งหลาย เธอท้ังหลาย จงจาริกไป เพื่อประโยชนแกคนหมูมาก เพ่ือสุขแกคนหมูมาก เพ่ืออนุเคราะหชาวโลกเพ่ือประโยชน เพอื่ เกือ้ กูล เพือ่ สุขแกเทวดาและมนุษยท้งั หลาย”๕๖ เปนตน นอกจากนี้ เรายังพบหลักฐานของคําสอนที่พระพุทธเจาตรัสถึงเรื่องการกระทําท่ีเปนประโยชน เพื่อสังคมและสวนรวม ดังเชน “ภิกษุท้ังหลาย พระสุคตหรือวินัยของพระสุคต เม่ือดํารงอยูในโลกพึงเปนไป เพ่ือเก้ือกูลแกคนหมูมาก เพ่ือสุขแกคนหมูมาก เพ่ืออนุเคราะหชาวโลก เพ่ือประโยชน เพ่ือเกื้อกูล เพื่อสุข แกเทวดาและมนุษยทั้งหลาย”๕๗ หรือ เร่ืองการกระทําใดๆ ท่ีเปนประโยชนพระพุทธองคก็ไดตรัสไว ดังนี้ “ภิกษุท้ังหลาย บุคคลผูพิจารณาเห็นประโยชนของตนสมควรแท เพื่อที่จะทํากิจของตนใหถึงพรอม ดวยความไมประมาท หรือวาบุคคลผูพิจารณาเห็นประโยชนของผูอื่นสมควรแท เพื่อท่ีจะทํากิจของผูอื่น ใหถึงพรอมดวยความไมประมาท หรือบุคคลผูพิจารณาเห็นประโยชนทั้ง ๒ ฝาย สมควรแททีจ่ ะทํากจิ ของท้ัง ๒ ฝาย ใหถึงพรอมดวยความไมประมาท”๕๘ หรือ “ทานทั้งหลายจงยังประโยชนตนและประโยชน์ผูอ่ืน ใหถึงพรอมดวยความไม ประมาทเถิดนี้เปนคําพร่ำสอนของเรา”๕๙ หรือ “ผูไมรูอุปการคุณท่ีผูอื่นทําแลว ผูท่ีไมเคยทําความ ดีอยางใดอยางหนึ่งแกใคร ผูท่ีไมตอบแทนอุปการคุณที่ผูอื่นทําใหแลว นาตําหนิ ความกตัญ ูไมมีในผูใด การคบหาผูน้ันก็ไรประโยชน”๖๐ หรือ “...บุคคลผูไมปฏิบัติเพ่ือเกื้อกูลตนเอง และไมปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลผูอื่น เราเรียกวา เปนเหมือนทอนไมท่ีถูกทิ้งไวในปาชา ไฟไหมทั้งสองขาง ตรงกลาง เปอนคูถยอมไมอํานวยประโยชนเปนเครื่องเรือน ทั้งไมอํานวยประโยชนเปนอุปกรณในปา...บุคคล ผูปฏิบัติ เพ่ือเก้ือกูลตนเองและปฏิบัติเพ่ือเกื้อกูลผูอื่น เปนเลิศ ประเสริฐที่สุด เปนประธานสูงสุด ยิ่งใหญท่ีสุด”๖๑หรือ “ภิกษุ บุคคลในธรรมวินัยนี้เปนบัณฑิต มีปญญามาก ยอมไมคิดเพ่ือเบียดเบียนตนเอง ไมคิดเพื่อเบียดเบียน ๕๖ ท.ี ม.(ไทย) ๑๐/๘๖/๔๖-๔๗. ๕๗ อง.ฺ จตกุ ฺก. (ไทย) ๒๑/๑๖๐/๒๒๒. ๕๘ สํ.น.ิ (ไทย) ๑๖/๒๒/๔๐. ๕๙ ขุ.เถร.(ไทย) ๒๖/๑๐๑๖/๕๐๖. ๖๐ ขุ.ขา.จตกุ กฺ . (ไทย) ๒๗/๓๑/๑๖๒. ๖๑ อง.ฺ จตกุ กฺ . (ไทย) ๒๑/๙๕/๑๔๔.

พุทธสนั ติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๖๘ ผูอ่ืนไมคิดเพือ่ เบียดเบยี น ๒ ฝาย เม่ือคิด ยอมคิดเก้อื กูลตนเอง เกื้อกลู ผูอืน่ เก้ือกลู ๒ ฝาย และเกื้อกลู ชาวโลก ทง้ั หมดทเี ดียว บคุ คลเปนบณั ฑติ มปี ญญา มาก เปนอยางนี้แล”๖๒ เปนตน จะเห็นไดวา ในคําสอนของพระพุทธองค ทรงตระหนักถงึ ผูอน่ื ตลอดเวลา การกระทํากิจอันใด ตองได ประโยชนท้ังเราทั้งเขาเสมอ ประโยชนและสุขท่ีเกิดข้ึนน้ี ไมใชเพ่ือใครอ่ืนเลย แตเพ่ือตนเอง ๑ เพื่อผูอื่น ๑ และเพ่ือทั้งสองฝาย ผูใดไมปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองและผูอื่น เสมือนเปนคนไรคา ดังน้ัน จึงไมมีคําสอนใด ในพุทธศาสนาเถรวาทท่ีมีคนกลาวอางวาทําเพ่ือตนเองอยางเดียว หรือจิตใจคับแคบ ละท้ิงผูอื่น ละทิ้งสังคม โดยรวม แมคําสอนเรื่องอื่นๆ เชน สังคหะวัตถุ หรือสาราณียธรรม ลวนเปนคําสอนที่นึกถึงผูอื่น นึกถึงสวนรวมเสมอ คําสอนพุทธศาสนาเถรวาท นอกจากจะเปนคําสอนที่เนนใหแตละคน ปฏิบัติเพ่ือตนเองแลว มิตทิ างสังคม การกระทําเพ่อื ผูอื่น เพือ่ สวนรวม กป็ รากฏอยูควบคูกัน ไมได้ละเลยอันใดอนั หน่ึง จงึ เปนแนวคิด แบบองครวม บูรณาการท้ังมิติของปจเจกและมิติสังคม แต่ผูวิจัยเห็นวา สังคมไทยไมไดนําเอาพุทธดํารัส เหลานี้ มาปลูกฝงใหเกิดเปนจิตสํานึกและใหฝงแนน อยูในใจหรือในวิถีชีวิตปญหานี้ ผูนําหรือผูปกครอง หรือแมแตพระภกิ ษุสงฆ ไมไดให ความสําคัญตอชุดคําสอนเรื่องสังคมในพทุ ธศาสนาอยางแทจรงิ แตเนนชุดคํา สอนอ่ืนๆ ท่ีเนนเร่ืองปจเจก การทําบุญเพ่ือสวรรค นิพพานเพียงอยางเดียว คําสอนเหลานี้จึงไมไดถูกนํามา ประยุกตใชในชีวิตประจําวันและกอใหเกิดวัฒนธรรมเพื่อผูอ่ืนหรือเพ่ือสวนรวม นอกจากจะเปนคําเทศนา ในวัดหรือการสอนใหทองจําในช้ันเรียนเพ่ือสอบเทาน้ัน จะมีก็เห็นแตทานพุทธทาสที่ไดบรรยายธรรม และเขียนหนังสือที่ใหความสําคัญเร่ืองสังคม เชน เรื่องไกวัลยธรรม สันโดษไมเปนอุปสรรคของการพัฒนา ทิศท้ังหก ฟาสางทางการเมือง ธัมมิกสังคมนิยม เปนตน ผูเขียนเห็นวาหลักธรรมท่ีเปนนามธรรม โดยเฉพาะ เรื่องการปลูกฝงเร่ืองจิตสํานึกเพื่อสังคมเหลานี้ ควรจะนํามาบรรจุเปน หลักสูตรการสอนตั้งแตช้ันอนุบาล จนถึงการศึกษาระดับสงู และตองมีภาคปฏิบัติดวย เมื่อได ปฏิบัติจนเปนวิถีชีวิตแลว ก็จะสงผลไปสูครอบครัว และสังคมโดยรวม ผลสุดทายจะเกดิ เปน จิตสํานกึ ทีค่ ํานงึ ถึงผูอ่ืนและปฏบิ ตั ิเพอื่ ผูอืน่ อยเู สมอ คําวา ภาคปฏิบัติน้ี ขอยกตัวอยางบางประเด็น เชน เมื่อตองการใหเด็กเรียนเรื่อง ความสําคัญ ของสิ่งแวดลอม แทนที่จะใหเด็กน่ังเรียนอยูในหองและทองจํา ก็นําเด็กออกไปเรียนหองนอก เชน ไปท่ีสวนสาธารณะใหเด็กไปคนควา เอาตัวอยางอะไรก็ได มานําเสนอตอหนากลุมเพ่ือน และใหแสดง ความคิดเห็นวามีความสําคัญอยางไร ทั้งตอตนเอง และสังคม และถามีปญหา จะแกไขกันอยางไรเปนตน หรือ ถามีใครเคยดูภาพยนตรแอนิเมชั่น เรื่อง Up หรือ คุณปูบาพลัง จะมีเด็กนอยคนหน่ึง ช่ือ รัสเซล เปนลูก เสอื วัย ๙ ขวบ ท่มี ีส่ิงทจ่ี ะตองทําคอื การไดรบั เหรยี ญ ชวยเหลอื ผูสูงอายุ เพือ่ มาติดหนาอกเพ่มิ จากเหรียญที่ได รับ จากการชวยเหลือสังคมดานอ่ืนๆ จนเต็มหนาอกแลว ดวยการอาสาคุณปูขามถนนหรือชวยงานอะไรก็ได ตามท่ีคุณปูรองขอ ถาสังเกตดีๆ น่ีคือวิธีสอนใหเด็กทํางานอาสาเพื่อสังคม แลวเด็กไดรับเหรียญรางวัล เปนการตอบแทนการทําความดี ไมใชเพื่อไดเงินอยางบานเรา ถาไมไดเงิน ไมทํา เมื่อมีการกระทําบอยๆ เด็กภูมิใจในการทําดี จิตสํานึกเหลาน้ีก็จะถูกปลูกฝงบมเพาะไปเรื่อยๆ ต้ังแตเด็ก และตอไปเม่ือเด็กโตขึ้น กจ็ ะทาํ โดยไมไดตองการอะไรตอบแทน เปนตน การปลูกฝงจิตสํานึกเพ่ือสังคมใหเกิดข้ึนต้ังแตยังเปนเด็กหรือเยาวชนเปนส่ิงที่ตองอาศัยเวลา ดังน้ัน การทาํ ใหเปนสงิ่ ท่ีอยูในวถิ ีชวี ิตจึงเปนเร่ืองท่ตี องกระทําเปนนโยบายหรอื เปนเปาหมายรวมกันของชาติ การบูรณาการท้ังแนวคิดและการปฏิบัติท้ังในมิติของปจเจก และมิติของสังคม เปนพัฒนาการ ที่จะตองดําเนินไปดวยกัน เปนสิ่งท่ีทุกคนควรคํานึงและควรปฏิบัติ ไมควรละเลยเร่ืองใด เรื่องหน่ึง ๖๒ อง.ฺ จตุกกฺ . (ไทย) ๒๑/๑๘๕/๒๖๘.

พุทธสนั ตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๖๙ การตระหนักรูเร่ืองจิตสํานึกเพ่ือชุมชนและเพ่ือสังคม จะเห็นเปนรูปธรรมตองนําไปสูการ ปฏิบัติเคน วิลเบอร เปนผูหนึ่งที่ย้ำถึงความสําคัญของสง่ิ ตางๆ ท้ังเรอ่ื งวัฒนธรรมหรือสังคม และเห็นความสําคัญของความแตกตาง โดยเฉพาะแนวคดิ แบบหลงั สมัยใหม การรบั ฟงความ คดิ เห็นทหี่ ลากหลาย (pluralistic voices) หลักการกาวขามและหลอมรวมสําหรับโฮลอนหรือจิต เม่ือจิตพัฒนาไปในระดับหน่ึงแลว ก็จะกาว ขามไปสูระดับสังคม จิตที่พัฒนาตนนั้นก็ยังทําเพ่ือตนอยู แตไดกาวขามไปสูระดับ เพ่ือสังคมแลว จิตท่ีวิวัฒน เพ่อื สังคมก็เปนจติ ทไ่ี ดผานขบวนการกาวขามและหลอมรวม วธิ กี ารสรางจิตสํานึกเพื่อสังคมหรือใหเกดิ จิตวิวัฒนเพื่อสังคม ผูวิจัยเห็นวาควรจะปฏิบัติ ตามแนวทาง เรื่องการปฏิบัติดานจิตวิญญาณแบบบูรณาการ (Integral Spirituality Engages) ตามแนวทางของการพฒั นา จิตปญญาแบบบูรณาการของเคน วิลเบอร ดังอธิบายในบทที่ ๒ วา ดวยเรื่องการปฏิบัติในหมวดจิตวิญญาณ (Spirit Module) การปฏิบัติดานจิตวิญญาณแบบ บูรณาการน้ีเกี่ยวพันกับจิตวิญญาณใน ๓ ลักษณะ คือ การปฏิบตั ิเพ่อื จติ วญิ ญาณของบุคคลที่ ๑ เรยี กวา การปฏิบัตภิ าวนาของบุคคลที่ ๑ การปฏิบตั ิเพอ่ื จติ วญิ ญาณ ของบุคคลท่ี ๒ เรียกวา การปฏิบัติเพ่ือผูอ่ืนและการปฏิบัติเพื่อจิตวิญญาณของบุคคลท่ี ๓ เรียกวา การพิจารณาอยาง ใครครวญตอบุคคลท่ี ๓ เนื่องจากสิ่งตางๆ ที่ปรากฏใหเห็นน้ี มีองคประกอบอยู ๓ อยางท่ีเรียกวา กรอบสาม ทัศน คือ ฉัน/ เรา/ส่ิง (I/w/it) เสมอ การมองเห็นผูอื่นก็คือการมองเห็นตนเอง การมองเห็นสิ่งตางรอบตัว ก็ทําใหมองเห็น ตนเอง สง่ิ สามอยางนม้ี คี วามสัมพนั ธกัน เกีย่ วของกัน การฝกปฏิบัติวาจิตวิญญาณปรากฏท้ัง ๓ ดาน ทําใหเราเห็นความสําคัญของผูอ่ืน การมีความรัก เผื่อแผเมตตาตอผูอื่น เพราะเราเห็นตวั เราเองในบุคคลอนื่ การเมตตาผูอื่นก็คอื การ เมตตาตนเอง การที่เราเห็น ความสําคัญของส่ิงแวดลอมที่อยูรอบตัวเรา ตนไม ภูเขา แมน้ำ ชุมชน สังคม ระบบการปกครอง โครงสราง สังคมหรืออ่ืนๆ ที่อยูรอบขางตัวเรา ก็เหมือนกับการมอง ตนเองเชนกัน การกระทําใดๆ ตอส่ิงรอบตัวน้ี ก็คือ การกระทําตอตนเอง เพราะกรอบสามทัศนน้ีจะ ปรากฏไปในทุกหนทกุ แหง การพิจารณาเหน็ จติ วญิ ญาณในทั้ง สามดาน จึงทําใหเกิดจิตสํานึกท่ีมี ตอสวนรวม (Integral Devotion) การอุทิศตนเองเพื่อผูอื่น การมีจิตสํานึก เพือ่ สวนรวมจาํ เปนตองมี ความจริงใจ โดยอาศัยความรักความเมตตาเปนพ้ืนฐาน หลักคําสอนในพุทธศาสนาที่แสดงถึงการกระทําเพ่ือผูอื่น สุดทายผล สะทอนจะยอนกลบั มาสูผูกระทํา น้ันดวย มีปรากฏดงั พทุ ธสุภาษติ วา สกั การะคนอน่ื แลว ยอมเปนผูทคี่ นอน่ื สักการะตอบ เคารพคนอื่นแลว ก็มีคนอน่ื เคารพตอบ บชู าผูอน่ื ยอมไดรับการบชู าตอบ ยอมไดรบั การไหวตอบ๖๓ ไหวผูอน่ื ผูใหของท่นี าพอใจ ยอมไดของท่ีนาพอใจ ผูใหของที่เลิศ ยอมไดของทีเ่ ลศิ ยอมไดของทีด่ ๖ี ๔ ผูใหของท่ดี ี ตัวอยางของพุทธภาษิตเชนนี้ มีปรากฏอีกมากในพระไตรปฎก ซึ่งถาพิจารณาแลวจะ เห็นไดวา การกระทําใดๆ ที่ดีตอผูอื่น ผลท่ีดีก็ตกเปนของผูกระทําดวยเชนกัน ผลคือไดประโยชนทั้ง ๒ ฝาย ในทางตรงกันขาม ถาทําไมดีกับผูอื่น ผลไมดีก็ตกกับผูท่ีกระทํานั้นดวยเชนกัน ดังน้ัน ถาเราไดทราบกฎขอนี้ การปฏิบัติตนเพ่อื ผูอน่ื หรือเพอื่ สวนรวมผลสดุ ทาย เรากเ็ ปนผูรับผลนั้นไม่โดยตรงก็โดยออม ๖๓ ขุ,ชา.ม.(ไทย) ๒๘/๑๖-๑๗/๑๘๕-๑๘๖ ๖๔ อง.ฺ ปญจฺ ก. (ไทย) ๒๒/๔๔/๗๒.

พุทธสนั ตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๗๐ การปฏิบัติตามกฎดังกลาว ผูเขียนเห็นวาสอดคลองกับกฎวิทยาศาสตรที่วา action เทากับ reaction หรือทําอยางไร ไดอยางนั้น คิดอยางไร ไดอยางน้ัน ดังน้ัน การกระทําเพื่อผูอื่น หรือเพ่ือสวนรวม สุดทายผล ทไี่ ด เราก็ไดรับดวย การกระทําเชนน้ีจงึ ไปดวยกนั ทัง้ เราและผูอน่ื นอกจากนี้ การกระทําใดๆ ก็ตามที่มีผลกระทบตอสังคม ไมวาจะทางดีหรือทางราย สุดทายก็มีผล ตอตนเองดวยกันทั้งส้ิน ยกตัวอยาง เชน เรื่องกฎจราจร ซึ่งเปนเรื่องใกลตัวและ เก่ียวของกับสวนรวม ถาเราขับรถโดยไมคํานึงถึงกฎกติกามารยาทบนทองถนน กรณีเราขับรถเพ่ือ เบี่ยงออกจากคอสะพานที่จะขาม ทางแยก โดยไปปาดหนารถคันอ่ืนท่ีกําลังตอคิวอยู นอกจากจะทําใหรถติดตรงคอสะพานเพราะไมสามารถขึ้น บนสะพานได ยังทําใหรถท่ีกําลังตอคิวยิ่งติดเพิ่มข้ึน เพราะเขาก็ไมยอมใหแซงคิวของเขา การที่เราทําให เกิดรถติด ณ ท่ีจุดแยกใดจุดแยกหนึ่ง อาจสงผลใหรถติดเพ่ิมขึ้นท่ัวทั้งกรุงเทพมหานครก็เปนได และสุดทาย ก็มีผลกระทบกับเราดวยคือทําให เกิดการลาชาในการเดินทาง แทนที่จะเร็วข้ึนหรือเปนปกติถาเราขับรถไป ตามคิวทจ่ี อดรอไฟแดงอยู หรอื ในกรณีที่มกี ารซ้ือสิทธิขายเสียง ถาเราหวงั เพียงเงิน ๕๐๐ บาทหรือ ๑,๐๐๐ บาท ในการเลือกต้ัง ในแตละครั้ง ซึ่งคิดวาเงินจํานวนน้ีมีคามากสําหรับเรา แตจริงๆ แลวถาใชจายอยาง ไมระวัง ก็จะหมดในเวลา อันรวดเร็ว เงินกอนนี้แลกกับนักการเมืองท่ีสามารถเขาไปฉอราษฎร บังหลวงหรือเขาไปคอรัปชั่น ในจํานวน เงิน ๕๐๐ ลานบาทหรือ ๑,๐๐๐ ลานบาท ก็เปนไปได การ กระทําของเราเพียงเส้ียววินาทีในการลงคะแนน เสียงเลือกตั้ง สงผลกระทบถึงความเสียหายใหญ หลวงตอประเทศชาติ บานเมืองไมไดรับการพัฒนา ในทางท่ีควรจะเปน งบประมาณ ในการ บริหารงานน อยลง สุดทายเราก็เปนผูที่ไมไดประโยชน ในการดํารงชีวิตดวย เชนกัน เชน ถนนยังเปน หลุมบออยูตลอดเวลาเพราะเงินงบประมาณมีจาํ กัด หรอื สะพาน ในหมบู านเปนไม ท่ไี มมโี อกาสพัฒนาเปนคอนกรีต เปนตน หรือในกรณีที่เราขายยาเสพติดเพ่ือหวงั ที่จะรวยทางลัด สุดทายผลรายอาจจะตกถึง ลูกหลานของเรา เพราะไปเกยี่ วของกบั ยาเสพตดิ เสยี เอง เม่ือเราทาํ ใหพอแมผูอนื่ ทกุ ขใจ ผลก็ทําให้เราทุกขใจไปดวย จึงเห็นไดวา การที่เรากระทําสิ่งใดๆ ไมวาทางตรงหรือทางออม ในท่ีสุด ผลนั้นก็จะ ยอนกลับมาสูตัว เรา ไมทางใดกท็ างหน่ึง ดงั นั้น การปฏิบตั ิใดๆ กต็ ามจงึ ควรนึกถงึ บุคคลอืน่ สังคม หรือชุมชนดวยเสมอ ในทางตรงกันขาม ถาเรามีจิตท่ีดี คิดดี ทําดี และคํานึงถึงประโยชนผูอ่ืนดวย เราก็จะได ผลลัพธที่ดี ดวยเชนกัน ยกตัวอยางเชน นายอภิรักษ แซฮอ ซ่ึงประวัติของเขาเคยออกอากาศทางโทรทัศนในรายการตีสิบ เปนคนพิการดานสมอง คิดชา ทําชา พูดชา ประกอบอาชีพดวยการเก็บขยะขาย เน่ืองจากเปนคนขยัน อดออม กตัญ ู นึกถึงมารดาและทํางานเพ่ือเล้ียงดูมารดาอยางสม่ำเสมอ โดยไมไดหวังผลตอบแทนใดๆ จากสังคมหรือจากใครๆ การท่ีมีวิถีชีวิตที่ทําเพื่อผูอื่น ในท่ีนี้คือมารดา โดยท่ีอาจจะไมเขาใจวาท่ีกระทําลงไป นั้นเรียกวาความกตัญ ู แตทําเพราะความรักท่ีมีตอมารดา ผลที่ไดรับคือมีคนเห็นความดีน้ัน และชวย สงเคราะหใหมีงานมากขึ้น จึงมีรายได้เพ่ิมข้ึน มีความเปนอยูที่ดีขึ้น จิตที่มีความสํานึกเพื่อผูอ่ืน ผลสุดทาย ก็สะทอนใหผลลพั ธทด่ี ีตอ ตนเองและครอบครัว หรือการท่ีเรามีจิตอาสาออกไปกําจัดผักตบชวาและเก็บขยะในแมนํ้าคูคลองใกลบาน รวมกับเทศบาล หรือตําบลของเรา หรือชวยกันขุดลอกคูคลอง นอกจากจะทําใหชุมชนของเรานาอยู สะอาดแลว ยังชวยให หมูบานเรา หรือบานเรา ไมเกดิ นํา้ ทวมในฤดูฝนได หรือการที่เราหรือคนไทยสวนใหญ มีจิตสํานึกบริจาคเพื่อชวยเหลือผูประสบภัยจากสึนามิ ในญี่ปุนเม่ือตนป ๒๕๕๔ โดยไมไดหวังผลอะไรตอบแทน และเมื่อชวงปลายป ๒๕๕๔ ชาวไทยไดประสบกับ อุทกภัยคร้ังรายแรงที่สุด ประเทศญ่ีปุนก็ไดใหความชวยเหลือประเทศไทยเปนอยางมาก ทั้งเงินและของใช

พทุ ธสนั ติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๗๑ ตางๆจึงเห็นไดวาผลของการปฏบิ ัตทิ ีด่ ีเพอื่ เกื้อกูลบคุ คล ชุมชน และสงั คม มีผลสะทอนกลับ มาถงึ ตวั เรา สงั คม ของเรา และบานเมอื งของเรา ไมทางตรงก็ทางออม ดังไดกลาวแลววา แนวคิดเร่ืองจติ สํานึกเพ่ือสังคม และมิติทางสังคมตางๆ ปรากฏต้ังแตสมัยพุทธกาล ดังน้ัน การจะกลาววา พุทธศาสนาไมมีมิติทางสังคมจึงเปนความเห็นท่ีไมถูกตอง แมจะไมไดกลาวถึงปรัชญา แนวคดิ เร่อื งรัฐ ประชาธปิ ไตยตามแบบอยางของปรชั ญาตะวันตก แต่แนวคิดเหลานก้ี ม็ ี ดังท่ไี ดกลาวแลว นอกจากนี้ แนวคิดเรื่องความรักที่ไมมปี ระมาณ หรือความเมตตานี้ เปนหลักท่สี ําคัญใน การทําใหเกิด จิตสํานกึ เพื่อสงั คม เชน แนวคดิ เร่ือง ความรับผิดชอบสากล (Universal Responsibility) ของทานทะไลลามะ ใชหลักของความมีเมตตากรุณาและความรักตอสรรพสิ่งท้ัง มวล คือ love and compassion ภาระตี ปุรี เขียนไววา “ในทางนิรุกติศาสตร คําวา “ความ รับผิดชอบ” (responsibility) มาจากคํากิริยาวา “ตอบสนอง” (respond) ซงึ่ หมายความวา ตอบ (answer หรือ reply) คําวา ความรับผิดชอบ เปนการแสดง ถงึ และเกย่ี วของกับทกุ ๆ คนในสังคม และสังคมดวย”๖๕ ความเกี่ยวของ (engage) ของพระพุทธศาสนากับสังคมนั้น เปนเรื่องของส่ิงท่ีอิงอาศัยกัน (interdependent) ท่ีทุกๆ ส่ิงในจักรวาลน้ีเปนเพียงองคประกอบ (part) ที่มีผลตอองคประกอบอื่นๆ โจแอนนา เมอรซี กลาววา “ทุกสิ่งทุกอยางลวนแตอิงอาศัยกันและเปนเหตุปจจัยซ่ึงกันและกัน ไมวาจะเปน ความคิด คาํ พูด การกระทํา รวมทงั้ สรรพสัตวทงั้ หลาย ลวนเกีย่ วของกนั เปนเสนใยของชวี ิต” สําหรับมิติของปจเจกและมิติทางสังคม มีขอมูลที่ปรากฏในพุทธศาสนา เชน เร่ืองความรับผิดชอบ สากลของทะไลลามะ ดังน้ี ความรับผดิ ชอบอยางสากลในความคดิ ขององคทะไลลามะ อันอาจมีความหมายวา การพัฒนา “จิตสํานึก” การทํางานไมใชเพ่ือตนเอง ครอบครัว หรือประเทศชาติ แตเพื่อ ประโยชนสุข ของมนุษยชาติทั้งมวล แนวคิดทางพุทธแมจะเนนท่ีปจเจกบุคคล ก็มิได มองขามสิ่งที่ตามมาตามธรรมชาติ นั่นคือชีวิตของปจเจกบุคคลท่ีมีความเช่ือมโยงสัมพันธ กับสภาวะทางสังคมท่ีเขาอาศัยอยู...เปนเร่ืองสําคัญยิ่ง ที่จะตองพิจารณากันใหมถึงเร่ือง สิทธิและความรับผิดชอบของแตละบุคคล ประชาชน ประเทศชาติ ในบริบทของโลกาภิวัตน และความอิงอาศัยกัน...การจะมีสํานึกท่ีคมชัดในสภาวะแหงการอิงอาศัยกันน้ัน ยอมตอง อาศัยการุณยธรรมเขาชวย การุณยวิถีมิไดเปนอุดมคติท่ีเปนไปไมได หากแตเปนวิถีทาง ท่ีมปี ระสทิ ธิผลทีส่ ุดในการแสวงหาประโยชนสขุ สงู สุดสาํ หรับผูอน่ื เชนเดยี วกับสาํ หรบั ตนเอง” ๖๖ สมภาร พรมทา กลาววา มีปรัชญาการเมืองและสังคมอีกประเภทหนึ่ง...ระบบนี้เปนระบบท่ีไมเรียกร องจะเอาแตเปน ระบบของการใหหรือคิดถึงผูอ่ืนเปนหลัก เราอาจเรียกปรัชญาการเมืองและสังคมแบบนี้วา แบบเมตตาธรรม คําอธิบายของทานพุทธทาส คือแนวคิดแบบคิดถึงคนอื่นกอนตนเอง การ คิดถึงคนอ่ืนกอน ตนเองน้ี จะทําใหเราซ่ึงแมจะมีสิทธิในสิ่งนั้นๆ ก็ไมอาจเรียกรองสิทธิหาก เห็นวาการยอมเสียสิทธิของตนน้ัน จะเปนประโยชนหรือกอใหเกดิ ความสุขแกคนหมมู าก๖๗ ในขณะที่ ปรีชา ชางขวัญยืน กลาววา ในการอยูรวมกันเปนสงั คมน้นั สิ่งที่เราตองการคือความสขุ สงบ ซ่งึ ทางพุทธศาสนาคิดวา ไมอาจมาไดดวยการที่แตละคนตางก็เรียกรองสิทธิของตนเอง ตรงกันขาม ความสงบ ๖๕ ภาระตี ปุรี, “ความรบั ผิดชอบระดับสากลในโลกทัศนข์ ององคท์ ะไลลามะ”, ราจฟี เมหโ์ รตระ บรรณาธกิ าร, เขา้ ใจทะไลลามะ มหาสมทุ รแห่งปญั ญา, แปลโดย กฤตศรี สามะพทุ ธ,ิ (กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พมิ พ์สวนเงินมีมา, ๒๕๔๙), หนา้ ๓๒๑. ๖๖ Kraft, Kenneth, Engaged Buddhist Reader, edited by Arnold Kolter. (Berkeley : Parallax Press, 1996), p.66. ๖๗ สมภาร พรมทา, พทุ ธศาสนากบั วทิ ยาศาสตร์, พมิ พ์ครั้งท่ี ๒, (กรงุ เทพมหานค ร: โรงพมิ พแ์ หง่ จุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๐), หน้า ๑๙๖.

พุทธสันติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๗๒ สุขในสังคมจะเกิดมีก็ตอเม่ือแตละคนในสังคมมุงเสียสละแกผูอ่ืนหรือสวนรวมและอยูดวยกัน อยางมิตรอยาง เพ่ือน อยางพี่อยางนอง…เรียกแนวคิดทางการเมืองของพุทธศาสนาวา แบบวางอยูบนเมตตา เมตตาคือมโน ทัศนหลักและสําคัญย่ิงในปรัชญาสังคมและการเมือง ตะวันตก จะเห็นไดวา พุทธศาสนาท้ังกระแสหลักคือ เถรวาท คํานึงถึงคําสอนในการบูรณาการทั้ง มิติของปจเจกและมิติของสังคม โดยไมไดละท้ิงเร่ืองใดเรื่องหน่ึง สอดคลองกับปรัชญาของ พุทธศาสนามหายาน และแนวคิดของตะวันตก การศึกษาพุทธศาสนาเถรวาทให เขาใจถองแทและ นาํ ไปสูภาคปฏบิ ตั อิ ยางแทจริง ยอมนาํ ไปแกปญหาตางๆ ได้๖๘ โดยสรุป การบูรณาการปรัชญาทางพุทธศาสนาเถรวาทกับกรอบแนวคิดทฤษฎี บูรณาการของเคน วิลเบอร ใน ๔ มณฑลทัศน ไดแก จิตวิทยาเชิงพุทธบูรณาการดวยการขจัดส่ิงที่ ซอนเรนในใจ พฤติกรรมเชิง พุทธบูรณาการ วัฒนธรรมเชิงพุทธบูรณาการ และจิตวิวัฒนเพ่ือสังคม หรือสังคมเชิงพุทธบูรณาการ ทําใหเห็นวา พุทธศาสนาครอบคลุมมิติในทุกดานสอดคลองกับ แนวคิดของเคน วิลเบอรเชนกัน นอกจากนี้ การใหความสําคัญกับการศึกษาพุทธศาสนาในทุกมิติ และนําไปสูภาคปฏิบัติ นอกจากจะทําใหบุคคล มีการพัฒนาทางดานจิตใจสุข สงบแลว การพัฒนาเพ่ือผูอ่ืน เพื่อสังคมโดยรวม ก็ไปในทิศทางที่เจริญขึ้น เปนสังคมท่ีเต็มไปดวยความเอื้อเฟอ และเปนไปเพื่อความสุขที่ยั่งยืนของทุกคน ของชุมชนของสังคม และประเทศชาติ ทฤษฎี บูรณาการเชงิ พุทธภาคปฏิบตั ิ สามารถสรปุ ไดดังนี้ จติ วิทยาเชิงพุทธบรู ณาการ พฤติกรรมเชิงพทุ ธบูรณาการ ปรโตโฆสะ ศีล โยนโิ สมนสิการ จรติ ๖ สติปฏฐาน ๔ เสขิยวตั ร พรหมวหิ าร ๔ อโหสกิ รรม วัฒนธรรมเชิงพทุ ธบรู ณาการ สังคมเชิงพทุ ธบรู ณาการ สปั ปุริสธรรม ๗ จิตวิญญาณบูรณา การ อัปปมัญญา ๔ อทิ ปั ปจจยตา ๘.๔.๒ การพฒั นาจติ และสังคมดวยไตรสิกขาในกรอบทฤษฎบี รู ณาการ พุทธศาสนาเถรวาทมีหลักในการพัฒนาชีวิต เรียกวา ไตรสิกขา “แปลวา สิกขา ๓ คําวา สิกขา แปลว่า การศึกษา การสําเหนียก การฝก ฝกปรือ ฝกอบรม”๖๙ คือการเรียนรูฝกฝนตนเอง ประกอบดวย ๖๘ ปรีชา ช้างขวญั ยนื , ความคิดทางการเมอื งของทา่ นพุทธทาสภกิ ขุ, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลยั , ๒๕๓๘), หน้า ๒๐๐. ๖๙ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ โฺ ต), พทุ ธธรรม ฉบับปรบั ปรงุ และขยายความ, พมิ พ์ครั้งท่ี ๑๑, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หนา้ ๖๐๓.

พุทธสนั ติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๗๓ ศลี สมาธิ และปญญา ทั้งสามองคประกอบที่เปนระดับท่ีสมบูรณเพื่อบรรลุมรรคผล นิพพาน จะเรียกวาอธิศีล อธจิ ิตต และอธปิ ญญา การพฒั นาตนในเบ้ืองตนเพ่ือใหจติ ชวี ิตและสังคมมีความเปนปกติสุข อยู ในสงั คมโลกท่ยี ังเปนปุถุชน ไมบรรลธุ รรม ก็ควรจะใชหลกั ไตรสกิ ขาในการพฒั นาดวยเชนกนั สําหรับเคน วิลเบอร ไดนําเสนอทฤษฎีบูรณาการในกรอบของ “กรอบแนวคิดสามทัศน” คือ กรอบ ที่วาดวย ฉัน/เรา/ส่ิง หรือ I/we/it วามีความสัมพันธควบคูกัน ดําเนินไปดวยกัน เหมือน แนวคิดของเพลโต วาดวย ความดี ความงาม ความจริง ดังท่ไี ดกลาวไวในบทท่ี ๒ ดังน้ี ภาพที่ ๔.๕ มณฑลสามของเพลโต ๘๐ และกรอบสามทัศนของเคน วิลเบอร เราก็สามารถนาํ กรอบของแนวคิดสามทศั นนี้มาบรู ณาการเพ่ือการพฒั นาจิตและสงั คมดวยหลัก ไตรสกิ ขา ดังนี ๘.๔.๒.๑ การพฒั นาดานศีล ๑.การพฒั นาศีลของปจเจก การพัฒนาศีลของปจเจกในพุทธศาสนาเถรวาท เปนเร่ืองท่ีสําคัญในเบ้ืองตน เพราะ “เปนการฝกอบรมในดานความประพฤติ ระเบียบวนิ ยั ใหสจุ รติ ทางกายวาจาและอาชีวะ”๗๐ ศีลเปนหลักธรรมที่ทําใหมนุษยในฐานะปจเจกพึงปฏิบัติเพื่อความเปนระเบียบและ เรียบรอยของ ตนเอง เหมือนการมีบานหรอื หองสวนตัวทีเ่ ปนระเบยี บ สะอาด หยิบจบั คนหาอะไรก็ สะดวก ทําใหบานนาอยู ๗๐ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), (พุทธธรรม ฉบบั ปรบั ปรุงและขยายความ) พิมพ์ครัง้ ท่ี ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพม์ หาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๖), หนา้ ๖๐๓.

พทุ ธสันติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๗๔ เปนที่รองรับอารมณของคนอาศยั ใหเปนสุข แตถาไมมศี ีล ศลี ขาด บานก็ มชี องโหว มสี ่ิงสกปรก มีเชื้อโรค กท็ ํา ใหสุขภาพของผูอยูอาศัยเส่ือมโทรม เปนเหตุใหเกิดโรคภัยไข เจ็บได ศีลก็มีเพื่อปกปองความเสื่อมเสียเบื้องต นที่จะมากระทบกับใจ ศีลท่ีปรากฏในพุทธศาสนา มีต้ังแตศีล ๕ สําหรับบุคคลทั่วไป ศีล ๘ หรือุโบสถศีล ศลี ๒๒๗ ขอ สําหรับพระภิกษุสงฆ ศีล ๓๑๑ ขอ สําหรับภิกษุณี ขอปฏิบัติที่แตกตางกันเชนน้ี ก็ทําใหมีเคร่ือง กางก้ัน ไมใหเกิดกิเลส มาก นอยไปตามสถานะของผูปฏิบัติ ที่โอกาสของกิเลสจะเขามาถึงไดงายมากนอย แตกตางกันไปตาม สถานภาพ สําหรับปจเจกชนทั่วไปที่ดํารงตนอยูในโลกปจจุบัน การประพฤติปฏิบัติดวยศีล ๕ ครบถวน ไมดาง พรอย ก็ทําใหผูนัน้ ประสบกับความสงบ และความสขุ ไดในระดบั หนึ่ง ๒.การพัฒนาศีลของสังคม พระธรรมปฎก (ป. อ. ปยุตฺโต)๗๑ ไดกลาวถึงความสัมพันธของศีลกับเจตนารมณทางสังคมวา ศีลน้ันเปนระเบียบวาดวยความสัมพันธกับสภาพแวดลอม โดยเฉพาะกับมนุษยดวยกัน และเพื่อความผาสุก ของหมชู น ศีลในแงของสังคม เปนเร่ืองระดับวินัย หรือขอกําหนด ขอบังคับเพ่ือกํากับความ ประพฤติของหมูชน แมแตพระพุทธองคยังตองบัญญัติพระวินัยหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี เพื่อความเปนระเบียบของหมูสงฆ หรอื สังฆะ และการไมเบยี ดเบยี นผูอ่นื ไมวา กาย วาจา ทรพั ยสิน ตนไม แมนำ้ เปนตน ในสังคมมนุษยก็เชนเดียวกัน การอยูรวมกัน จําเปนที่ตองมีกฎระเบียบ ขอบังคับ ในการอยูรวมกัน ไมละเมิดผูใด การออกกฎหมายที่เกิดจากความตองการของหมูชน ก็เพ่ือความสงบ เรียบรอยของบานเมือง และพรอมกันนีก้ ไ็ ดบญั ญัตบิ ทลงโทษไวดวย เพอื่ เปนกติการวมกนั ถาผูใดละเมิดกฎนนั้ ๆ การพัฒนาจิตและพัฒนาตนเอง รวมถึงการพัฒนาสังคม ในระดับศีล เปนการพัฒนาท่ี จําเปน และมีความสําคัญไมยิ่งหยอนไมกวาการพัฒนาดานอ่ืนๆ ศลี จึงเปนการบูรณาการ หลักธรรมวินยั ของพระพุทธ เจากบั การพัฒนาดานอื่นๆ เพอื่ การเจริญของตนเอง ชุมชนและสังคม ในประเทศที่เจริญแลว จะพบวาชนในชาติจะมีความเคารพในกฎกติกา ขอระเบียบ ปฏิบัติ กฎหมาย ของชาติตน จัดวาเปนผูมศี ลี อกี นัยหนง่ึ ๘.๔.๒ การพัฒนาดานสมาธิ ๑. การพฒั นาสมาธิของปจเจก การพัฒนาดานสมาธิ เรียกอีกอยางวา การพัฒนาอธิจิตตซึ่ง “เปนการพัฒนา คุณภาพของจิต หรือการปรับปรุงพัฒนาจิตใหมีคุณภาพและสมรรถภาพสูงซ่ึงเอ้ือแกการมีชีวิตที่ดีงาม และพรอมท่ีจะใชงานในทางปญญาอยางไดผลท่ีสุด”และยังเปนการฝกอบรมทางจิตใจ การปลูกฝงคุณธรรม สรางเสรมิ คุณภาพจติ คําวา สมาธิ หมายถึง ความต้ังม่ันของจิต หรือภาวะที่จิตแนวแนตอสิ่งท่ีกําหนด ไม่ฟุงซานหรือสาย ไป๗๒การพัฒนาในระดับปจเจกน้ี มีความสําคัญ เพราะจิตของมนุษยโดยท่ัวไป มักจะคิดฟุงซานถึงเรื่องตางๆ อยูเสมอ เพราะเปนธรรมชาติของจิต แตถาไดเจริญสมาธิ ฝกหัดใหจิตมีความ สงบอยางสม่ำเสมอ จะทําใหจิต มีความสงบ ระงับ ไมฟุงซาน ไมหวั่นไหวไปกับส่ิงตางๆ ท่ีมากระทบ เม่ือคิดการณสิ่งใด ก็สามารถมีพลัง ดาํ เนินกิจกรรมตางๆ ไดประสบความสาํ เรจ็ คนท่จี ิต ฟุงซาน ไมมีสมาธิ จะทํากจิ การใดก็ไมประสบความสําเร็จ และอาจจะทาํ ใหเกดิ โรคเครียด วติ ก กังวล ซึมเศราและกลายเปนโรคจติ เภทได ๗๑ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พุทธธรรม ฉบับปรบั ปรงุ และขยายความ, พิมพ์คร้ังท่ี ๑๑ , (กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หนา้ ๔๓๑-๔๕๔. ๗๒ อ้างแล้ว, เรือ่ งเดยี วกัน, หน้า ๖๐๔.

พทุ ธสนั ตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๗๕ สําหรับปจเจกชน การพัฒนาใหเกิดสมาธิ ก็คือการเจริญสมาธิท่ีเรียกวา สมถกรรมฐาน การฝกสมาธิ ไดท้ังจากการนั่งภาวนา การเดินจงกรม การสวดมนต การฟงธรรม ผูที่ฝกสมาธิไดดี แลว พบวาทําใหมี ความฉลาดทางอารมณ (Emotional Intelligence or Emotional Quotient, EQ) เพิ่มขึ้น มีเจตคติท่ีดีและ สูงข้ึน จิตมีคุณภาพดี มีสมรรถภาพสูง เขมแข็ง รูจักระงับยับยั้ง เปนคนที่ ยอมรับความจริง อดทน อดกล้ัน มคี วามมน่ั คงทางอารมณ และมีภูมคิ ุมกันโรคทางจิตได๗้ ๓ ๒. การพัฒนาดานสมาธขิ องสังคม เม่ือสมาธิ หมายถึงความตั้งมั่น ความแนวแนมั่นคง ผูวิจัยเห็นวา สังคมเองก็มี ความจําเปนท่ีจะตองมีการฝกฝนใหสังคมโดยรวม เปนสังคมท่ีสงบ ม่ันคง ไมแตกแยก ไมยุงเหยิง หรือขาดสติ เปนกระแสสังคมของพวกลากมากไป ไมมีการย้ังคดิ ตืน่ ตระหนก ในรูปของสมาธิของสังคม ที่เห็นเปนตัวอยางเดนชัดวา สังคมเหลานั้นขาดสติ ขาดสมาธิ ทําใหเกิด การโกลาหล และในที่สุดก็ทาํ ใหเกิดความเสียหายท้ังตอชวี ิตและทรัพยสนิ ทั้งของตนเองและของสังคมโดยรวม ตัวอยางเชน ประเทศเขมร เมื่อป ๒๕๕๓ ในชวงเทศกาลลอยกระทง มีชาวเขมรเสียชีวิตจํานวน ๓๗๘ คน และบาดเจ็บอีก ๔๐๐ คน เน่ืองจากเหยียบกันตายบนสะพานท่ีแคบ ดวยเหตกุ ารณ แตกตนื่ เนื่องจากมีคนรอง ตะโกนวา มีคนถูกไฟฟาช็อต และตะโกนกันตอๆ มาวาสะพานใกลจะพังแลว ทําใหฝูงชนหนีกันอลหมาน จนกระทั่งเหยียบกัน แตจรงิ ๆแลวสะพานก็ไมไดพังอยางทต่ี ะโกน กนั หรือตื่นตระหนกกัน๗๔ ประเทศซาอุดิอาระเบีย เม่ือป ๒๕๔๙ ในระหวางการประกอบพิธีฮัจญ มีผูแสวงบุญ เสียชีวิตจํานวน ๓๖๒ คน บาดเจ็บอีก ๓๐๐ คน เน่ืองจากเหยียบกันตาย เพราะเบียดเสียดกันใน พิธีขวางเสาหิน ซึ่งพื้นที่ เปนบริเวณที่แคบ การที่มีคนมากและไมปฏิบัติตามกฎระเบียบ ประกอบ กับเวลาท่ีมีนอย ทําใหตองรีบเรงใน การประกอบพิธีตามความเชื่อ จึงมีเหตุรายเกิดขึ้น เหตุการณ ทํานองน้ีในซาอุดิอาระเบีย ในชวงเทศกาล ประกอบพิธีฮัจญ จะมีคนเหยียบกันตายเกิน ๑๐๐ คน ข้ึนไปเกิดขึ้นบอยมาก และมักจะเกิดเพราะความหนา แนนของคนทเ่ี บยี ดเสยี ด และเวลาใกลจะ หมดแลว จึงเกดิ การชลุ มนุ ขึ้น ประเทศอินเดีย เมื่อป ๒๕๕๑ ในการแสวงบุญของชาวอินเดียท่ีวัดนัยนาเทวี รัฐหิทาจัลประเทศ มีผูแสวงบุญเสียชีวิต ๑๔๕ คน บาดเจ็บ ๔๕ คน เนื่องจากเหยียบกันตายดวยความ โกลาหลที่เบียดเสียดกัน บนทางเดินแคบๆ เพราะแตกต่ืนวามีเหตุดินถลม เหตุการณทํานองน้ีใน อินเดีย ในชวงเทศกาลบูชาพระเจา จะมีคนเหยียบกันตายเกิน ๑๐๐ คนข้ึนไปเกิดขึ้นบอยมาก และมักจะเกิดเพราะความเขาใจผิดและเกิดการ ชุลมุนข้ึน เมื่อป ๒๕๕๑-๒๕๕๔ ประเทศไทยประสบปญหากับความลมเหลวทางสังคมอยางส้ินเชิง ปญหา การปดสนามบินสุวรรณภูมิ ปญหาการยึดทําเนียบรัฐบาล ปญหาการลมการประชุม สุดยอดผูนําอาเซียน ท่ีพัทยา การเผาตึกรามบานชองของผูบริสุทธ์ิใจกลางกรุงเทพมหานคร เพราะความขัดแยงทางการเมือง การประทวงจนเกิดการปราบปรามเสียเลือดเนื้อ ชีวิต เพราะการไมยอมกัน การยั่วยุหรือการเกิดการสูรบ ยอยๆ ชายแดนไทย-กัมพูชา เนื่องจากสังคมไดรับกระแสความรุนแรง ความขัดแยง แบงฝกแบงฝาย และถูก ปลุกปนจากฝายตางๆ ไดงาย สังคมท่ีขาดสติ ขาดสมาธิท่ีจะแกไขปญหาการเมืองอยางสันติวิธี ก็ทําให้ บานเมืองเสียหาย และทําใหเกิดการปฏิวัติ รัฐประหารได เม่ือการโหนกระแส ปนกระแสเกิดข้ึนไดงายกับคน ไทย จงึ เปนเร่ืองงายท่ีจะทาํ ให สังคมไทยแตกแยก และเกิดความขัดแยง ๗๓ อ้างแล้ว, เรอ่ื งเดยี วกัน, หน้า ๘๒๔. ๗๔ ไทยโพสต์, สลด! เขมรเหยียบกนั ตาย 375 ศพ, (๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓), [ออนไลน์], แหลง่ ที่มา : http://www.thaipost.net/news/241110/30549 [๒๗ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๕].

พทุ ธสันติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๗๖ ในประเทศไทย เมื่อเหตุการณน้ำทวมใหญ ปที่ผานมา ๒๕๕๔ มีภาพผูคนแตกต่ืน หนี น้ำกันอยางโกลาหล ขณะที่น้ำเร่ิมไหลเขาทวมโรงงาน บานเรือน เห็นภาพคนว่ิงหนี เพราะกลัวน้ำอยางไมเคยปรากฏมากอน ในประเทศไทย ท้ังๆท่ีเปนดินแดนราบลุมหรือดินแดนแหงสายน้ำ เปนความต่ืนตระหนกของกระแสขาวสาร ที่ไหลทวมจอโทรทัศนและหนงั สือพิมพ ทาํ ใหเกดิ กระแสการ กลัวน้ำทวมไปดวย เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๕ เกิดแผนดินไหว ๕.๙ ริกเตอรทางตอนใตของประเทศ ฟลิปปนส เกิดความเสียหายเล็กนอย แตปรากฏวาผูคนแตกตื่น เกิดเหตุชุลมุนจนมีการเหยียบกัน มีผูไดรับบาดเจ็บ ๒๐ คน เปนผูคนที่อยูในหางสรรพสินคาท่ีแออัดกันจับจายซื้อขาวของ เม่ือ แรงสั่นสะเทือนทําใหกระจกแตก ผูคนจึงต่นื ตระหนก พยายามหนตี ายกัน๗๕ จากตัวอยางขางตน จะเห็นไดวา สังคมเหลาน้ีขาดสติ ขาดสมาธิ หรือขาดการกําหนดปญหา หรือท่ี เรียกวา focus เฉพาะเร่ืองนั้นๆ ฟุงซานกับเรื่องท่ีเกิดขึ้น ทําใหตื่นตระหนก สังคมที่มีสมาธิ มีสติ ทําใหสังคม สงบ มองเห็นปรากฏการณที่เกิดข้ึนอยางปกติและคอยๆ หาหนทางแกไข ปญหาท่ีเกิดข้ึนนั้น อยางมีสมาธิ การมีสติสมาธิ จะทําให จิตสดช่ืน แจมใส ประกอบดวยเมตตา กรุณา ชวนใหอยากทําแตความดี และทําใหมี คุณภาพจิตประณตี ยิ่งขนึ้ กิจกรรมตางๆ ทีป่ ลกุ เรา คุณธรรม การสงเสริมกําลงั ใจในการทําความดี ความมีอดุ ม คติ๗๖ จะชวยแกไขปญหาไดมาก ถา สื่อซ่ึงเปนสวนหนึ่งของสังคม ลดการตลาด ลดการสรางกระแสนิยม ก็จะชวยใหสังคมมีสมาธหิ รอื มีความสงบมากข้ึนดวย ในประเทศที่ไดผานวิกฤตการณดานภัยพิบัติอยูตลอดเวลา เชน ประเทศญี่ปุน เรามักไม่คอยไดยิน ปญหาทํานองนี้ เพราะการมีประสบการณท่ีเลวราย ทําใหสังคมมีสติตลอดเวลา เมื่อภัยมาก็ตั้งรับได ไมต่ืนตระหนกจนเกินไป จากเหตุการณภัยพิบัติสึนามิครั้งสําคัญครั้งหนึ่งใน ประวัติศาสตร เมื่อป ๒๕๕๔ เราจะเห็นชาวญ่ีปุนเขาแถวอยางเรียบรอย เมื่อตองออกไปซื้อหา อาหาร ไมมีภาพของการจลาจล แยงชิง อาหารจนตองขาดแคลน และการยืนเขาแถวก็เต็มไปดวย ความสงบ ไมทุรนทุราย ไมดาทอ เปนภาพ ทป่ี ระกาศออกไปทั่วโลก ใหเหน็ ถงึ ความศิวไิ ลซที่แทจรงิ ของมนุษยชาติ ในขณะท่ปี ระเทศไทย ประสบภัยพบิ ัติ น้ำทวม เราจะเห็นความโกลาหลของการ จับจายขาวของแลวนําไปกักตุน จนทําใหสินคาขาดตลาด ทําให้คน อื่นๆ ท่ีมาทีหลังขาดแคลน สินคาท่ีจําเปน ไดรับความลําบากเพิ่มขึ้นอีก จึงเปนสังคมท่ีขาดสติ ขาดสมาธิ ตองมีการปฏิรปู ดานการศกึ ษา ใหการอบรม เพ่อื ความเขาใจ และเพื่อการพฒั นาสังคมอยางจริงจัง ๘.๔.๓ การพัฒนาดานปญญา ๑. การพัฒนาจิตดานปญญาของปจเจก การพัฒนาดานปญญาของปจเจกนี้ เปนการมองเห็นความเปนจริงท่ีเกิดขึ้นของส่ิง ตางๆ รูเทาทันธรรมชาติท้ังหลาย รูจักวางใจวางทาทีและปฏิบัติตอโลกและชีวิตไดอยางถูกตองเหมาะสม ในทางท่ีเปนไปเพื่อแผขยายประโยชนสุข๙๑ การพัฒนาดานปญญาคือ การพัฒนาดวยวิปสสนา กรรมฐานให เกดิ การรูแจงเห็นจริงของสง่ิ ที่เปนธรรมทัง้ หลาย ในฐานะปจเจก ก็บรรลถุ งึ ความสุข ความสงบที่แทจรงิ แตสําหรับในโลกปจจบุ ัน ที่ปุถุชนยงั ตองทํามาหาเล้ียงชีพ ปญญาในระดับน้ีหมายถึง วิชาการ ความรู ก็เปนส่ิงท่ีจะตองแสวงหา นอกจากการศึกษาดานวิชาการตางๆ แลว การศึกษาเรียนรูในดานอื่นๆ เชน ดานภาษา วัฒนธรรมท่ีแตกตาง ส่ิงแวดลอม ภาวะโลกรอน การเรียนรูอื่นๆ นอกจากการเรียนรูในหองเรียน ทําใหโลกทัศนเปดกวาง เห็นอกเหน็ ใจผูอ่นื ยอมรับในความ แตกตาง รักธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ควรตองหา ๗๕ เดลินิวส์, แผน่ ดนิ ไหวฟลิ ิปปินส์ 5.9 รกิ เตอรแ์ ตกตืน่ เหยยี บกนั เจ็บ 20 คน, (๑๖ มีนาคม ๒๕๕๕), [ออนไลน์], แหล่งทมี่ า: http://www.dailynews.co.th/world/17582 [๑๗ มีนาคม ๒๕๕๕], ๗๖ พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พทุ ธธรรม ฉบบั ปรบั ปรงุ และขยายความ, พมิ พ์คร้ังท่ี ๑๑, (กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๖), หน้า ๙๐.

พุทธสนั ตวิ ธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๗๗ ความรูรอบตัวดวย ผูที่มีปญญา สนใจเรื่อง รอบตัว สามารถพูดคุยกับใครก็ได ทําใหดูเปนผูมีการศึกษา และทําใหมีเสนหในการเขาสงั คมดวย ๒. การพฒั นาดานปญญาของสงั คม การพฒั นาสังคมดวยปญญา จนทําใหเกิดเปน สังคมอุดมปญญา (wisdom society) ซ่ึง ศ.ดร. เกรียงศักดิ์ เจริญวงศศักด์ิ ไดอธิบายวา สังคมไทยนั้นจําเปนตองติดอาวุธดวยปญญา จึงจะทํา ใหสังคมสามารถอยูรอดและแขงขันกับผูอื่นได ซ่ึงสังคมอุดมปญญา คือ สังคมท่ีเต็มไปดวยผู ที่ใชปญญา ในการดําเนินชีวิต ใชวิจารณญาณในการดําเนินชีวิต มากกวา ตอบสนองอารมณ ความรูสึก ความตองการ ของตนเอง มีความคดิ ทถี่ ูกตอง สามารถใชเหตุผลไดอยางถูกตอง เหมาะสม และไมถูกหลอกงาย ไมหลงเชื่อสิ่ง งมงายไรเหตุผล นอกจากน้ี ผูนําสังคม ไดแก นักวิชาการ ปญญาชน นักธุรกิจ ผูนําชุมชน ผูบริหาร และผูปกครองประเทศ ยงั ตองเปนผูนํา หรือ ชีน้ ําใหเกิดการเปลย่ี นแปลงสังคมและประเทศชาติ๗๗ การพัฒนาสังคมใหเปนสังคมที่เต็มไปดวยปญญา เปนสิ่งที่สังคมควรจะเปน โดยเฉพาะปญหา ความขัดแยงตางๆ ในประเทศไทยขณะนี้ ท่ีความหลากหลายทางสื่อ มีหลายกลุมหลายพวก แบงเปนฝก เปนฝาย และใหขอมูลแตละดานของตนเอง ไมวาส่ือหนังสือพิมพ สื่อโทรทัศน ส่ือ วิทยุ ส่ือสังคมออนไลน ขอมลู ท่ีบิดเบือนไปจากขอเท็จจรงิ ชนี้ าํ สังคม ทาํ ใหสังคมเกดิ ความ แตกแยก ปญญาจงึ ไมเกดิ นอกจากนี้ ประเทศไทย กําลังเขาสูสมาคมอาเซียนที่กําลังเปดกวางในดานการคาการ ลงทุน ถาคน ในชาติไมเรงขวนขวายพัฒนา หาความรู ทั้งดานภาษา การผลิต ความคิดสรางสรรคอ่ืนๆ ก็จะทําให การแขงขนั ของประเทศเปนไปไดอยางยากลําบาก โดยสรุป การพัฒนาจิตและสังคมในดานศีล สมาธิ ปญญาตามหลักไตรสิกขา จะตองทําพรอมไปดวย กันทั้ง ศีล สมาธิและปญญา ไมสามารถพัฒนาเพียงดานใดดานหน่ึง เปนการ บูรณาการหลักธรรมท้ังสาม เขาดวยกันตามทัศนะของพุทธศาสนาเถรวาท และทฤษฎีบูรณาการ ของเคน วิลเบอรกับแนวคิดหลักธรรม ของพุทธศาสนาก็มีความสอดคลองกันอยางมาก การพัฒนา น้ีเปนหนทางท่ีนําไปสูความสุข ความสงบ และความเจริญ ถาปจเจกมีความมุงม่ันจะพัฒนาตนให้ย่ิงๆ ขึ้นไป ก็สามารถบรรลุมรรค ผล นิพพานได ในทํานองเดียวกัน ถาสังคมมีการพัฒนาไปตาม หลักไตรสิกขา ในที่สุด ก็จะเปนสังคมอุดมคติหรือสังคม ยูโทเปย (Utopia) ตามแนวคดิ ของ ตะวนั ตก การพัฒนาจิตและสังคมตามหลักไตรสิกขาขางตน เปนลักษณะการพัฒนาในระดับ โลกียะ หรือระดับ ทางโลก สําหรับการพัฒนามนุษยข้ันสูงในพุทธศาสนาท่ีเรียกวา การบรรลุธรรม หลักไตรสิกขาเปนหลัก ที่สาํ คัญท่ีทําใหเกิดการบรรลุธรรม หรือเรียกวาพัฒนาไปในระดับโลกุตระ เปนการพัฒนาจิตเพื่อความบริสุทธิ์ หมดจดที่เรยี กวา วิสทุ ธิมรรค ซ่ึงแบงเปน ๗ ข้ัน หรือเรยี กวา วสิ ุทธิ ๗ ในการเดินทางเพ่ือบรรลุพระนิพพาน กระบวนการทั้ง ๗ นี้ พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ไดสรุป ไวดังน้ี๗๘ ๗๗ เกรยี งศักดิ์ เจริญวงศศ์ ักดิ์, “ปรญิ ญากติ ติมศกั ดิ์ สนบั สนุนคนดี เกง่ กล้า และสานตอ่ ทาํ ประโยชนเ์ พอื่ ส่วนรวม ”, (๑๔ มกราคม ๒๐๑๐), [ออนไลน์ ], แหล่งทมี่ า http://www.meedee.net/magazine/edu/x-cite/3900 [๑๗ มนี าคม ๒๕๕๕]. ๗๘ พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตโฺ ต), พุทธธรรม ฉบบั ปรบั ปรุงและขยายความ, พิมพค์ ร้ังท่ี ๑๑, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๔๖), หนา้ ๓๖๐-๕๗๙.

พุทธสนั ติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๗๘ วิสุทธิ ๗ ซึ่งเปนหนทางแหงการบรรลุธรรมและวิปสสนาญาณอันเปนระดับการพัฒนาของจิต จึงเปนหนึ่งในกระบวนการพัฒนาจิตที่สอดคลองกับหลักการพัฒนาตนตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปญญา ถาปฏิบัติไมครบถวนคือจะมีเพียงปญญาอยางเดียวหรือจะมีเพียงสมาธิ อยางเดียว ก็ไมสามารถจะทํา ใหบรรลุธรรมได บุคคลตองมีท้ังศีล สมาธิ และปญญา ซึ่งไมวาจะ สงเคราะหดวยวิสุทธิ ๗ ดวยวิปสสนาญาณ หรือดวยมรรคมีองค ๘ จึงมีความสอดคลองกันทุก ประการ อยางไรก็ตาม ไตรสิกขานี้เปนไตรสิกขาระดับสูง เพราะกลาวถึงการปฏิบัติเพ่ือการบรรลุ ธรรม ถามีเพียงไตรสิกขาระดับตนหรือเปนการปฏิบัติที่ยังไมเขมขน และไมไดเกิดขณะทําวิปสสนา กรรมฐาน เชน การรักษาศลี ๕ เปนตน หรือปฏิบัติสมถกรรมฐานเปนบางเวลา เทาน้นั ๙๔ ก็จะไดรบั ผลคอื ความสขุ ระดบั โลกียะเทานัน้ นอกจากน้ี การพัฒนาดานศีล สมาธิ ปญญา ตามหลักไตรสิกขาน้ี ถาจัดตามหลัก ภาวนา ๔ ท่ีพระธรรมปฎก (ป. อ. ปยุตฺโต) ไดขยายความไววา ประกอบดวย กายภาวนา ศีล ภาวนา จิตตภาวนา และปญญาภาวนา เมอื่ จดั ตามกรอบทฤษฎีบูรณาการ จะไดภาพดงั นี้ จติ ตภาวนา กายภาวนา ปญญาภาวนา ศลี ภาวนา ภาพที่ ๔.๗ แสดงหลกั ภาวนา ๔ ตามกรอบทฤษฎีบูรณาการ

พทุ ธสนั ติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๗๙ สรุปท้ายบท เปนการบรู ณาการแนวคิดของพทุ ธศาสนาเถรวาทกบั ทฤษฎีบูรณาการของเคน วลิ เบอร ทําใหเกิดองค ความรูใหมไดท้ัง ภาคทฤษฎีและไดภาคปฏิบัติท้ัง ๔ ดาน คือ จิตวิทยาเชิงพุทธบูรณาการ พฤติกรรมเชิงพุทธ บูรณาการ วัฒนธรรมเชิงพุทธบูรณาการ และสังคมเชิงพุทธบูรณาการ ซึ่งพบวา แนวคิดพุทธ ศาสนาสามารถ นํามาประยุกตเขากับศาสตรสมัยใหมไดเปนอยางดี องคความรูในพุทธศาสนาท่ี มุงเนนเพื่อความหลุดพน เพื่อความสงบสุขของปจเจกนั้น ไมไดละเลยมิติของสังคมดังท่ีเคยมีการกลาวอางถึง แตก็ตองยอมรับ ความจริงวา คําสอนเรื่องมิติทางสังคมไมไดถูกนํามาปฏิบัติอยาง จริงจัง และไมไดนํามาสอนหรือปลูกฝงในวถิ ี ชวี ติ จงึ ทําใหเห็นวา พุทธศาสนาเถรวาทมุงเนนแต เรื่องตนเอง เห็นแกตวั หรือ เปนยานท่ีเล็ก ดงั น้ัน ชาวพทุ ธ ทุกคนจะตองหันมาทําความเขาใจ ศึกษา และนําไปปฏิบตั ิ ทงั้ ในสวนตนและในแงนโยบายของชาติ ทฤษฎีบูรณาการเชิงพุทธ คือแนวคิดเร่ืองกฎตางๆ ตามธรรมชาติตามหลักแนวคิดของพุทธศาสนา ที่สามารถนํามาประยุกตจนเกิดเปนทฤษฎีบูรณาการเชิงพุทธ ใน ๓ มิติ ประกอบดวย หลักนิยาม ๕ และหลักอิทัปปจจยตา และทั้งมิติของปจเจกและมิติของสังคม นอกจากน้ี ยังไดองค์ความรูใหมท่ีกอใหเกิด ทฤษฎีบูรณาการเชิงพุทธภาคปฏิบัติดวย โดยแตละดานก็จะมีหลักปฏิบัติ ตามหลักธรรมของพุทธศาสนา เชน สติปฏฐาน ๔ โยนิโสมนสิการ พรหมวิหาร ๔ สัปปุริสธรรม เปนตน ท่ีมากไปกวาน้ัน การพัฒนาจิต และพัฒนาตนตามหลักไตรสิกขา ยังสามารถนํามาใชในการพัฒนาเพื่อกอใหเกิดการพัฒนาทั้งจิตและพัฒนา ดานสังคมโดยสอดคลองกับทฤษฎีบูรณาการ ของเคน วิลเบอรหรือของนักปรัชญาอยางเพลโตไดดีอีกดวย ทําใหเราชาวพุทธสามารถดึง หลักธรรมคําสอนเหลานี้ มาใชใหเปนรูปธรรมมากข้ึน และสอดคลองกับหลักการ ทางวิทยาศาสตร ผูท่เี ปนผูนําทางสังคม ผูนําทางความคิด และผูนาํ ทางจิตวิญญาณ ควรจะไดนําเอาหลกั ธรรม ของ พุทธศาสนามาบูรณาการประยุกตใชเพื่อใหสมสมัย ทันตอโลก ทันตอปญหาใหมๆ และปญหาที่ สลับ ซบั ซอนและทาํ ใหบุคคล สงั คม สง่ิ แวดลอม อยูรวมกันอยางสนั ตสิ ุข

พุทธสนั ติวธิ ี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๘๐ คำถามทา้ ยบท

พทุ ธสันติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๘๑ เอกสารอา้ งอิงประจำบท กลุ่มจติ วิวัฒน,์ จักรวาลผลัดใบ : การเกดิ ใหม่ของจติ สํานึก, กรงุ เทพมหานคร : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๙. เกรียงศักดิ์ เจรญิ วงศ์ศักด,ิ์ “ปรญิ ญากิตตมิ ศกั ด์ิ สนับสนุนคนดี เก่ง กลา้ และสานตอ่ ทํา ประโยชน์เพื่อ สว่ นรวม ”, (๑๔ มกราคม ๒๐๑๐), [ออนไลน์ ], แหล่งที่มา http://www.meedee.net/magazine/edu/x-cite/3900 [๑๗ มนี าคม ๒๕๕๕]. จำนงค์ อดิวฒั นสิทธ,ิ์ สังคมวิทยาตามแนวพุทธศาสตร์, พิมพค์ รัง้ ท่ี ๒, กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พมิ พ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๘. ติช นัท ฮันห์, เมตตาภาวนา : คาํ สอนว่าด้วยรกั , ธารา รินศานต์ แปล. พมิ พค์ รั้งท่ี ๒, กรงุ เทพมหานคร : สำนกั พมิ พ์มลู นธิ ิโกมลคีมทอง, ๒๕๔๓. บรรจบ บรรณรุจิ, ปฏจิ จสมุปบาท : กระบวนธรรมเพ่ือความเขา้ ใจชีวิต, พิมพ์คร้งั ที่ ๓, กรุงเทพมหานคร : พรบญุ การพมิ พ์, ๒๕๓๘. บุญทัน ดอกไธสง, การบริหารเชิงพทุ ธ (กระบวนการทางพฤติกรรม), กรุงเทพมหานคร : บริษัท บพธิ การพิมพ์ จำกัด, ๒๕๒๘. ปรีชา ช้างขวัญยนื , ความคดิ ทางการเมืองของท่านพุทธทาสภิกขุ, กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่งจุฬา ลงกรณมหาวิทยาลยั , ๒๕๓๘. พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พทุ ธธรรม ฉบับปรบั ปรงุ และขยายความ, พิมพ์ครง้ั ที่ ๑๑, กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๖. พระเผดจ็ ทตฺตชีโว, เสขยิ วัตร : ตน้ บญั ญัติของมารยาทไทย, กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์นวิ ไวเตก็ , ๒๕๓๐. พุทธทาสภิกขุ, สนั ตภิ าพ, กรงุ เทพมหานคร : หจก. เพชรประกาย, ๒๕๔๙. ภาระตี ปรุ ี, “ความรับผิดชอบระดบั สากลในโลกทัศนข์ ององค์ทะไลลามะ”, ราจีฟ เมหโ์ รตระ บรรณาธกิ าร, มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาบาลี ฉบบั มหาจุฬาเตปิฏกํ ๒๕๐๐. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๕. . พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั . กรุงเทพมหานคร : โรงพมิ พม์ หา จฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๙. มหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั , นวโกวาท, พิมพคร้ังท่ี ๘๐, กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐. มัลลกิ า มตั ิโก บรรณาธกิ าร, จิตสาํ นึกทางสงั คมของนกั ศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหดิ ล, ส่ือสิ่งพมิ พบ์ ณั ฑิตวทิ ยาลัย : ๖/๒๕๔๑, กรุงเทพมหานคร : เจริญดีการพิมพ์, ๒๕๔๑. ราชบณั ฑิตยสถาน. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒, กรุงเทพมหานคร : นามมีบุ๊ค พับลเิ คช่นั ส์, ๒๕๔๖. สมภาร พรมทา, พุทธศาสนากบั วิทยาศาสตร์, พิมพ์ครงั้ ที่ ๒, กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพแ์ หง่ จุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๔๐. อรทยั มีแสง, “ อิทธพิ ลของสงั ขารที่มตี ่อพฤตกิ รรมมนษุ ย์”, สารนิพนธ์พุทธศาสตรดษุ ฎบี ณั ฑติ , บัณฑติ วิทยาลัย : มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๓. Corsini, Raymond J. The Dictionary of Psychology, New York : Brunner-Routledge, 2002. Kraft, Kenneth, Engaged Buddhist Reader, edited by Arnold Kolter. Berkeley : Parallax Press, 1996.

บรรณานุกรม มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษา บาลี ฉบับมหาจุฬา เตปิฏกํ ๒๕๐๐. กรุงเทพมหานคร: หจก. การพิมพพ์ ระนคร, ๒๕๒๙. . พระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙. .อรรถกถาภาษาบาลี ฉบับมหาจุฬาอฏฐฺ กถา. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์วญิ ญาณ,๒๕๓๒. . มลิ นิ ฺทปญฺหปกรณํ. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พ์วิญญาณ, ๒๕๔๐. มหามกฎุ ราชวทิ ยาลัย. . พระไตรปิฎกและอ รรถกถา แปล ชุด ๙๑ เล่ม . ฉบับพิมพ์เนื่องใน วโรกาสครบรอบ ๒๐๐ ปี แห่งราชวงศจ์ กั รี กรุงรตั นโกสนิ ทร.์ กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์มหามกฎุ ราชวทิ ยาลยั , ๒๕๒๕. ข.ขอ้ มลู ทุติยภมู ิ (๑) หนังสือ : กล่มุ จิตวิวัฒน์. จกั รวาลผลัดใบ : การเกิดใหม่ของจิตสาํ นึก . กรุงเทพมหานคร: สำนกั พมิ พ์มติชน, ๒๕๔๙. ขนุ สรรพกิจโกศล (โกวทิ ปัทมะสุนทร). คู่มือการศกึ ษา รปู สังคหวิภาค พระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทท่ี ๖. พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๓. กรงุ เทพมหานคร: คณะธรรมสากจั ฉา, ๒๕๑๘. จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์ . สังคมวิทยาตามแนวพทุ ธศาสตร์ . พมิ พค์ ร้ังท่ี ๒ . กรุงเทพมหานคร : สำนกั พิมพม์ หาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, ๒๕๔๘. ชนิ โอสถ หัศบาเรอ. วิธีการสร้างโปรแกรมจิตเพื่อใช้สมองอย่างคอมพิวเตอร์ (Mind- Programming For Human Brain. กรงุ เทพมหานคร: สำนกั งานนติ ยสารโลกทพิ ย์- โลกล้ีลบั .ม.ป.ป. ไชยันต์ ไชยพร . Postmodern: ชะตากรรมโพสต์โมเดิรน์ในอุ้งมือนักปรัชญาการเมืองโบราณ . กรุงเทพมหานคร: สานักพมิ พ์ openbook, ๒๕๕๐. ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร . แนะนาสกุลความคิดหลังโครงสร้างนิยม (Introducing Poststructuralism). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพส์ มมต,ิ ๒๕๕๔. ติช นัท ฮันห์. เมตตาภาวนา : คําสอนว่าด้วยรัก. ธารา รินศานต์ แปล. พิมพ์ครั้งท่ี ๒. กรุงเทพมหานคร: สำนักพมิ พม์ ูลนิธโิ กมลคีมทอง, ๒๕๔๓. ทะไลลามะ. มรรควิธีแห่งการฝึกตน : หนทางเข้าถึงชีวิตท่ีเป่ียมความหมาย (How to Practice: The Way to a Meaningful Life). กรุงเทพมหานคร: สานกั พิมพ์สวนเงิน มมี า, ๒๕๔๕. นิเกล ซ.ี เบน็ สนั (Nigel C. Benson). เจาะจิตวิทยา (Introducing Psychology). แปลโดย กุลยา พิสิษฐ์ สงั ฆการ และ สมบุญ จารุเกษมทวี. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธเิ ดก็ , ๒๕๕๐. บรรจบ บรรณรุจิ. ปฏิจจสมุปบาท : กระบวนธรรมเพื่อความเข้าใจชีวิต . พิมพ์ครงั้ ที่ ๓ . กรุงเทพมหานคร: พรบญุ การพิมพ,์ ๒๕๓๘. บุญทัน ดอกไธสง . การบริหารเชิงพุทธ (กระบวนการทางพฤติกรรม) . กรุงเทพมหานคร : บริษัท บพิธการ พิมพ์ จำกัด, ๒๕๒๘. บุญมี เมธางกูร. ความฝัน. พิมพค์ รงั้ ที่ ๔. กรงุ เทพมหานคร: ห้างหนุ้ ส่วนจากัดภาพพิมพ์, ๒๕๓๙. . และบุษกร เมธางกูร . ค่มู อื การศึกษา พระอภิธรรมมตั ถสงั คหะ ปรจิ เฉทที่ ๑ ตอนท่ี ๑ จิตปรมัตถ์. กรุงเทพมหานคร: เล่ียงเชยี ง, ๒๕๔๕. .และ บุษกร เมธางกูร. คู่มือการศึกษา พระอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทท่ี ๔ วิถีสังคหวิภาค. กรงุ เทพมหานคร: เล่ียงเชยี ง, ๒๕๔๕.

พุทธสันติวิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๘๓ ประสาน ต่างใจ. จักรวาลกับสัจธรรม แควนตัมจิตวิญญาณ . กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์ กรีนพีช, ๒๕๓๘. ปรีชา ชา้ งขวัญยนื . ความคิดทางการเมอื งของท่านพทุ ธทาสภกิ ขุ . กรงุ เทพมหานคร: โรงพมิ พแ์ ห่งจุฬา ลงกรณมหาวิทยาลยั , ๒๕๓๘. .และคณะ. การใช้เหตุผล: ตรรกวิทยาเชิงปฏิบัต.ิ พิมพ์คร้งั ที่ ๓. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพแ์ ห่งจฬุ า ลงกรณมหาวทิ ยาลยั , ๒๕๓๗. พระญาณธชะ . “ปรมัตถทีปนี ”. อภิธัมมัตถสังคหะ และ ปรมตั ถทีปนี . พระคันธสาราภิวงศ์ แปล. พิมพ์ครั้ง ที่ ๓. กรงุ เทพมหานคร: ห้างหนุ้ สว่ นจำกดั ประยูรสาสน์ ไทย การ พิมพ์. ๒๕๕๒. พระเทพโสภณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). พลังกรรมและการเกิดใหม่. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์อมรินทร์, ๒๕๔๘. พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช). พจนานุกรมเพ่ือการศึกษาพุทธศาสน์ อธิบายศัพท์และ แปล ความหมาย คำวดั ทช่ี าวพทุ ธควรรู.้ พิมพค์ รั้งท่ี ๓. กรงุ เทพมหานคร : ธรรมสภาและสถาบนั บันลือธรรม, ๒๕๕๑. พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยุตฺโต) . พุทธธรรม ฉบบั ปรบั ปรุงและขยายความ. พิมพ์คร้ังที่ ๑๑. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖. .พุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ . พิมพ์คร้ังท่ี ๕. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิ พทุ ธธรรม, ๒๕๔๑. .สถานการณ์พุทธศาสนา : พลิกสถานะเป็นพัฒนา . พิมพ์ครั้งท่ี ๒. กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิ พทุ ธธรรม, ๒๕๓๘. .พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม . พิมพ์ครั้งที่ ๑๒. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหา จุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๔๖. พระเผดจ็ ทตฺตชโี ว . เสขิยวตั ร: ต้นบัญญตั ขิ องมารยาทไทย . กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พ์นิวไวเต็ก, ๒๕๓๐. พระพุทธโฆสาจารย์. คัมภีร์วิสุทธิมรรค ฉบับ ๑๐๐ ปี สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร). พิมพ์ ครั้งที่ ๔. กรงุ เทพมหานคร: ประยูรวงศ์พร้นิ ทต์ ้ิง, ๒๕๔๖. พระมหาสมจินต์ สมฺมสปญฺโญ . พระพุทธศาสนามหายานในอินเดีย : พัฒนาการ และสารัตถธรรม. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พม์ หาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๔๓. พระมหาสมปอง มทุ ิโต . คัมภีรอ์ ภิธานวรรณนา . พมิ พ์ครง้ั ท่ี ๒ . กรงุ เทพมหานคร : บรษิ ัท ประยูรวงศ์ พรนิ้ ต้งิ จำกดั , ๒๕๔๗. พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). เปรียบเทียบแนวคิดพุทธทาสซาตร์. พิมพ์ครั้งท่ี ๒. กรุงเทพมหานคร: บริษัท อมรนิ ทร์ พรน้ิ ติง้ กรุ๊พ จำกดั , ๒๕๓๓. . พระราชวสิ ุทธกิ วี (พจิ ิตร ฐิตวณฺโณ). จิตวิทยาในพระอภิธรรม. พิมพ์ครง้ั ที่ ๒. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์มหามกุฎราชวทิ ยาลยั , ๒๕๓๓. พระราชสิทธมิ ุนี (โชดก ญาณสทิ ธิเถระ). เพชรในดวงใจ. กรงุ เทพมหานคร: โรงพิมพ์อาพลพทิ ยา, ๒๕๑๐. พระสมุ งั คลาจารย.์ อภธิ มั มตั ถสงั คหะและอภธิ ัมมัตถวิภาวนิ ฏี กี า (บาลี-ไทย) ภาค ๑ . ฉบับ ภูมิพโลภิกขุ เป็นท่รี ะลึกในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ ในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หวั ภูมิพลอดุลยเดช มหาราช ๕ ธันวาคม ๒๕๓ ๐. กรงุ เทพมหานคร : โรงพมิ พม์ ูลนธิ ิภูมิพโลภกิ ขุ, ๒๕๔๖. พระโสภณคณาภรณ์ (ระแบบ ฐิตญาโณ) . สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน. กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พก์ ารศาสนา, ๒๕๓๐.

พุทธสนั ตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๘๔ พระอนรุ ุทธาจารย์. “อภิธมั มัตถสงั คหะ”. อภิธัมมัตถสงั คหะและปรมตั ถทีปนี . แปลโดย พระคันธสาราภวิ งศ์. พิมพ์ครงั้ ท่ี ๓. กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นสว่ นจากัด ประยรู สาสน์ ไทย การพิมพ์, ๒๕๕๒. พทุ ธทาสภิกขุ .จติ วิทยากับพระพทุ ธศาสตร์ และจติ วทิ ยาในพระพุทธศาสนา. กรงุ เทพมหานคร : ภาพพิมพ์, ๒๕๓๑. .ศลิ ปะการดําเนินชีวติ (เรื่องเก่ียวกับการปฏิบัติธรรม). พิมพ์คร้ังที่ ๒. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ สุขภาพใจ, ๒๕๔๓. .ธรรมานกุ รมธรรมโฆษณ์ ฉบับประมวลธรรม เล่ม ๑ . กรงุ เทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๓๘. .ธรรมานุกรมธรรมโฆษณ์ ฉบับประมวลธรรม เลม่ ๒ . กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภา, ๒๕๔๐. .สนั ติภาพ. กรงุ เทพมหานคร: หจก. เพชรประกาย, ๒๕๔๙. ฟริตจอ๊ ฟ คาปร้า . จุดเปล่ียนแห่งศตวรรษ (The Turning Point). แปลโดย พระประชา ปสนฺนธมฺโม และ คณะ . พิมพค์ รัง้ ท่ี ๓. กรงุ เทพมหานคร : สานกั พมิ พม์ ูลนธิ โิ กมล คีมทอง, ๒๕๓๙. ภาระตี ปุรี. “ความรับผิดชอบระดบั สากลในโลกทศั น์ขององคท์ ะไลลามะ”.ราจีฟ เมห์โรตระ บรรณาธิการ . เขา้ ใจทะไลลามะ มหาสมุทรแหง่ ปัญญา . แปลโดย กฤตศรี สามะพุทธิ. กรุงเทพมหานคร : สำนกั พิมพ์สวนเงนิ มีมา, ๒๕๔๙. มหามกุฎราชวิทยาลัย . นวโกวาท . พิมพ์ครั้งที่ ๘๐. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ มหามกุฎราชวิทยาลัย, ๒๕๕๐. มัลลิกา มัติโก บรรณาธิการ . จิตสํานึกทางสังคมของนักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล . สื่อสิ่งพิมพ์บัณ ฑิตวิทยาลัย : ๖/๒๕๔๑ . กรุงเทพมหานคร: เจริญ ดีการพิมพ์ , ๒๕๔๑. ยุค ศรีอาริยะ . วิถีสังคมไท สรรนิพนธ์ทางวิชาการ เนื่องในวาระหน่ึงศตวรรษ ปรีดี พนมยงค์. กรงุ เทพมหานคร: สานักพิมพม์ ูลนิธเิ ดก็ , ๒๕๔๓. ยิ้ม ปณั ฑยางกูร. ปัญหาพระยามิลินท์. กรุงเทพมหานคร : องคก์ ารค้าคุรุสภา, ๒๕๐๖. ระวี ภาวิไล. อภิธรรมสําหรับคนรนุ่ ใหม่. พมิ พ์ครั้งที่ ๓. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธพิ ุทธธรรม,๒๕๔๘. ราชบัณฑิตยสถาน . พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ . กรุงเทพมหานคร : นามมีบุ๊ค พบั ลิเคชัน่ ส์, ๒๕๔๖. .พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยา อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน . กรุงเทพมหานคร: อมรนิ ทร์ พรนิ้ ต้ิงกรฟุ๊ , ๒๕๒๔. วัชระ งามจิตรเจริญ . พุทธศาสนาเถรวาท . พิมพ์ครั้งที่ ๒ . กรุงเทพมหานคร : ส ำนักพิมพ์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๕๒. วีระชัย โชคมุกดา. ประวัตศิ าสตร์ญ่ปี ่นุ . กรงุ เทพมหานคร: ยิปซี, ๒๕๕๔. สมภาร พรมทา. พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ . พิมพ์คร้ังที่ ๒. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวทิ ยาลยั , ๒๕๔๐. .พุทธปรัชญา : มนุษย์ สังคม และปัญหาจริยธรรม. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลยั , ๒๕๔๒. .พุทธศาสนามหายาน : นิกายหลัก. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๐. สนุ ทร ณ รงั ษ.ี พุทธปรัชญาจากพระไตรปฎิ ก . พิมพค์ รั้งท่ี ๒. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓.

พทุ ธสันตวิ ิธี ๒๐๙ ๔๑๐ ๑๘๕ (I) Books Collinson, Diane and Plant, Kathryn. Fifty Major Philosophers. second edition. Oxen: Routledge, 2007. Corsini, Raymond J. The Dictionary of Psychology. New York: Brunner-Routledge, 2 0 0 2 . Fontana, David. Psychology, Religion, and Spirituality. Oxford: A BPS Blackwell book, 2003. Habermas, Jürgen. The Theory of Communicative Action: The Critique of Functionalist Reason. Volume Two. Translated by Thomas McCarthy. Oxford: Polity Press, 1998. . Communication and the Evolution of Society. Translated by Thomas McCarthy. Oxford: Polity Press, 2003. Hegel, G.W.F. Phenomenology of Spirit. translated by A.V. Miller. Delhi: Motilal Banarsidass Publishers, 1998. Koffman, Jess Peter. “Non-Self from the Perspectives of Eckhart Tolle and Buddhadsa Bhikkhu”. Thesis for Master of Arts (Buddhist Studies). Bangkok: Mahachulalongkornrajavidyalaya Press, 2009. Kraft, Kenneth. Engaged Buddhist Reader. edited by Arnold Kolter. Berkeley: Parallax Press, 1996. Moacanin, Radmila. Jung’s Psychology and Tibetan Buddhism: Western and Eastern Paths to the Heart. London: Wisdom Publications, 1986. Paloutzian, Raymond F. Religious Conversion and Spiritual Transformation. edited by Raymond F. Paloutzian and Crystal L. Park. Handbook of the Psychology of Religion and Spirituality. New York: The Guilford Press, 2005. Popper, Karl. The Two Fundamental Problems of The Theory of Knowledge. Edited by Troels Eggers Hansen. Translated by Andreas Pickel. Oxon: Routledge, 2009. .The Open Society and Its Enemies. Volume II: The High Tide of Prophecy: Hegel, Marx, and the Aftermath. New Jersey: Princeton University Press, 1971.


Like this book? You can publish your book online for free in a few minutes!
Create your own flipbook