Important Announcement
PubHTML5 Scheduled Server Maintenance on (GMT) Sunday, June 26th, 2:00 am - 8:00 am.
PubHTML5 site will be inoperative during the times indicated!

Home Explore 43นักการเมืองถิ่นนครพนม

43นักการเมืองถิ่นนครพนม

Description: เล่มที่43นักการเมืองถิ่นนครพนม

Search

Read the Text Version

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม โดย มาโนช สุวรรณสาร, กาญ ดำริส,ุ มุทดุ า แกน่ สุวรรณ ข้อมูลทา งบรรณานุกรมของสำนักหอสมุดแห่งชาติ National Library of Thailand Cataloging in Publication Data มาโนช สวุ รรณสาร. นกั การเมอื งถน่ิ จงั หวดั นครพนม- - กรงุ เทพฯ : สถาบนั พระปกเกลา้ , 2558. 188 หน้า. -- (นักการเมืองถิ่น). 1. นกั การเมอื ง--ไทย. I. กาญ ดำรสิ ,ุ ผแู้ ตง่ รว่ ม. II. มทุ ดุ า แกน่ สวุ รรณ, ผแู้ ตง่ รว่ ม. III. ชอ่ื เรอ่ื ง. 923.2593 ISBN 978-974-449-827-4 รหสั ส่ิงพมิ พ์ของสถาบนั พระปกเกลา้ สวพ.58-20-500.100 เลขมาตรฐานสากลประจำหนังสือ 978-974-449-827-4 ราคา พิมพค์ รั้งที่ 1 กันยายน 2558 จำนวนพมิ พ์ 500 เล่ม ลขิ สิทธิ ์ สถาบันพระปกเกล้า ที่ปรึกษา ศาสตราจารย์(พิเศษ)นรนิติ เศรษฐบุตร รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา หงษ์ไกรเลิศ รองศาสตราจารย์พรชัย เทพปัญญา ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้แต่ง มาโนช สุวรรณสาร, กาญ ดำริสุ, มุทุดา แก่นสุวรรณ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา สถาบันพระปกเกล้า จัดพิมพ์โดย สถาบันพระปกเกล้า ศนู ย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ อาคารรัฐประศาสนภักดี ชั้น 5 (โซนทิศใต้) เลขที่ 120 หมู่ 3 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 02-141-9607 โทรสาร 02-143-8177 http://www.kpi.ac.th พิมพท์ ี่ ส เจริญ การพิมพ์ 1510/10 ถนนประชาราษฎร์ 1 แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร 10800 โทรศัพท์ 02-913-2080 โทรสาร 02-913-2081 นางจรินพร เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา

นักการเมืองถ่ิน จังหวัดนครพนม มาโนช สุวรรณสาร กาญ ดำริสุ มุทุดา แก่นสุวรรณ สถาบันพระปกเกล้า

คำนำ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่สำคัญในการสืบค้นและ วิเคราะห์เกี่ยวกับสภาพการเมืองถิ่นและนักการเมืองถิ่น จังหวัด นครพนม เนื่องจากการศึกษาวิจัยในลักษณะนี้ไม่เคยมีมาก่อน ในจังหวัดนครพนม ดังนั้นในช่วงเริ่มต้นการวิจัยจึงต้องใช้ ความพยายามอย่างมากในการค้นหาข้อมูล การรวบรวมข้อมูล ที่มีอยู่ก่อนการจัดทำงานวิจัยนี้พบว่า มีข้อมูลของนักการเมือง ถิ่นบางคนที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงจนต้องตรวจสอบ ความถูกต้องของข้อมูลจากส่วนงานทะเบียนประวัติสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แล้ว จึงนำมาเสนอไว้ในรายงานฉบับนี้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับนักการเมืองถิ่นที่ดำรง ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 จนถึงช่วงก่อนปี พ.ศ. 2500 ต้องใช้ความพยายามค้นหาข้อมูลอย่างมาก

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม เนื่องจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคนที่มีวาระการดำรง ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงเวลาสั้น ญาติไม่ได้ เกบ็ ขอ้ มลู ทส่ี ำคญั ไว้ บางกรณขี อ้ มลู เสยี หายไป การลม้ หายตาย และการย้ายถิ่นฐาน ซึ่งทำให้ไม่มีใครทราบเรื่องราวมาก่อน และอดีต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกือบทุกคนเสียชีวิตไปแล้ว ทย่ี งั มชี วี ติ อยแู่ ละอายุ 80 ปี ขน้ึ ไป คอื นายสรุ จติ ต ์ จนั ทรสาขา และนายจำนง ศรีวรขาน ปัจจุบันอายุ 85 ปีแล้ว ดังนั้น การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลจึงต้องได้ข้อมูลจาก ผู้สนับสนุนทางการเมือง ผู้รับรู้เหตุการณ์ และอดีตผู้สมัคร รับเลือกตั้งในช่วงเวลานั้น ซึ่งได้รับความกรุณาและให้ความ อนุเคราะห์ด้วยดี ก า ร เ ก ็ บ ร ว บ ร ว ม ข ้ อ มู ล ส ภ า พ ก า ร เ ม ื อ ง ถ ิ ่ น แ ล ะ นักการเมืองถิ่น จังหวัดนครพนม หลังปี พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา มีข้อมูลที่หลากหลายมากขึ้น ในการหาเสียง มีการซื้อเสียง มากขึ้น และซับซ้อนขึ้นตามลำดับเวลา เนื่องจากงานวิจัยนี ้ มุ่งหวังค้นหา ศึกษาปรากฏการณ์หรือพฤติกรรมทางการเมือง เปน็ ประเดน็ หลกั ไมม่ เี จตนาจะสรา้ งความเสยี หายใหแ้ กบ่ คุ คลใด ทั้งสิ้น โดยมีเจตนาสำคัญในการศึกษาวิจัยเพื่อจะนำข้อมูลมา ใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าเพื่อเรียนรู้และพัฒนาการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย ์ ทรงเป็นประมุขให้มีคุณภาพมากขึ้น และขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูล หลักทุกท่านที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ข้อมูล และข้อสังเกต ที่มีประโยชน์ต่อการศึกษาวิจัยนี้อย่างมาก

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม ความสำเร็จ ความสุข และชิ้นงานทางวิชาการนี้จะเกิด ขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้รับความอนุเคราะห์ในการสนับสนุน งบประมาณ การให้คำแนะนำทางวิชาการของผู้ทรงคุณวุฒิ และการติดต่อประสานงานอย่างดียิ่งจาก สำนักวิจัยและ พัฒนา สถาบันพระปกเกล้า จึงขอแสดงความขอบคุณเป็น อย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ อย่างไรก็ตามหากงานวิจัยนี้ยังมีความ ไม่สมบูรณ์ในทางวิชาการอยู่บ้าง ผู้วิจัยยินดีน้อมรับคำแนะนำ นั้นอย่างเต็มใจ ทั้งนี้เพื่อรังสรรค์งานริเริ่มชิ้นนี้ให้มีความถูกต้อง ทางวิชาการ และมีความสมบูรณ์มากขึ้นซึ่งจะนำไปสู่การสร้าง งานวิชาการด้านรัฐศาสตร์ในบริบทของจังหวัดนครพนม ให้ก้าวหน้าและมีคุณค่ามากขึ้น มาโนช สุวรรณสาร กาญ ดำริสุ มุทุดา แก่นสุวรรณ VI

บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ นักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม ระหว่าง พ.ศ. 2476 ถึง พ.ศ. 2550 เพื่อศึกษา เครือข่ายทางการเมืองและความสัมพันธ์ของนักการเมืองกับ ประชาชนในแต่ละช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้ง เพื่อศึกษารูปแบบ การหาเสียงวิธีการสร้างคะแนนนิยมและเพื่อศึกษาบทบาทของ กลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มที่ไม่เป็นทางการอื่น ๆ ที่มีส่วน สนับสนุนนักการเมือง โดยการใช้เทคนิควิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาวิเคราะห์ เอกสาร การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง และการสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง โดยการค้นข้อมูลจากบุคคลผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informance) ซึ่งคัดเลือกบุคคลผู้ให้ข้อมูลสำคัญ อย่างเจาะจงและตรวจสอบความถูกต้องด้วยวิธีการตรวจสอบ ด้วยวิธีสามเส้า ด้านวิธีการรวบรวมข้อมูล (Methodological

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม Triangulation) นำข้อมูลมาวิเคราะห์แบบอุปนัย (Analytic Induction) และวิเคราะห์โดยการจัดจำแนกข้อมูล (Typological Analysis) ตามแนวคิดการจัดจำแนกของ ลอฟแลนด์ (Lofland) ผลการศึกษาพบว่า เครือข่ายทางการเมืองที่ให้การ สนับสนุนนักการเมืองและความสัมพันธ์ของนักการเมืองกับ ประชาชนในช่วงการเลือกตั้งระหว่าง พ.ศ. 2476 ถึง 2500 ส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์แบบเครือญาติ-เครือญาติเกื้อกูล และความสัมพันธ์ทางด้านสังคมเพราะบุคคลที่ได้รับการ เลือกตั้งเป็นข้าราชการ การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2518 มีการ แบ่งเขตการเลือกตั้งภายในจังหวัดนครพนมทำให้การแข่งขัน โดยเฉพาะอัตราส่วนของจำนวนผู้สมัครต่อจำนวนสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร ในแต่ละเขตมีการแข่งขันสูงขึ้น แต่พฤติกรรม ทางการเมืองในพื้นที่จังหวัดนครพนมยุคนี้เป็นยุคแห่งความเชื่อ และความศรทั ธาของประชาชนตอ่ ตวั บคุ คลมากกวา่ การเลอื กตง้ั ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมาปรากฏการณ์ทางการเมือง จังหวัดนครพนมเด่นชัดขึ้นตามสโลแกนพรรคที่มีบทบาทต่อ แนวความคิดของประชาชนเป็นอย่างมาก คือ อยากได้นายก เป็นคนอีสานต้องเลือก “พรรคความหวังใหม่” และการพัฒนา พื้นที่ภาคอีสานให้เป็นอีสานเขียว บทบาทของนักการเมืองที่มี ผลต่อประชาชนในยุคนี้เปลี่ยนไป คือ ประชาชนให้ความชื่น ชอบพรรคมากกว่าตัวบุคคลเห็นได้จากผลการเลือกตั้งส่วนใหญ่ พรรคที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครพนม คือพรรคความหวังใหม่ โดยได้รับการเลือกตั้งแบบ ยกเขต VIII

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม รูปแบบการหาเสียงและวิธีการสร้างคะแนนนิยมของ นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม ในช่วงระหว่าง ปี พ.ศ. 2476 ถึง พ.ศ. 2500 ใช้การเดินหาเสียงกับประชาชนในหมู่บ้าน มีใบปลิว โปสเตอร์ ฉายภาพยนตร์ และหมอลำ โดยใช้การ ปราศรัยสดชูนโยบายการพัฒนาพื้นที่ให้เจริญ โดยการเข้าถึง ประชาชน ชูภาพลักษณ์หัวหน้าพรรคหรือหัวหน้ากลุ่มการเมือง การเลือกตั้งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2519 เป็นต้นมาเริ่มมีการแจกสิ่งของ บ้าง อาทิเช่น น้ำปลา ปลาทู รองเท้า ไม้ขีดไฟ การจัดงานเลี้ยง การตั้งระบบเครือข่ายหัวคะแนนในพื้นที่ และเริ่มมีนักธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี พ.ศ. 2535 การสร้างคะแนนการจ่ายเงิน และการอุปถัมภ์ หัวคะแนนการเลือกตั้งโดยใช้รูปแบบการบริหารจัดการเชิงธุรกิจ มาใช้ในการสร้างฐานคะแนนเสียงทางการเมือง ควบคู่กับ การสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับข้าราชการและใช้ประโยชน์ จากกลไกราชการ ในขณะเดียวกันนักการเมืองจะอยู่ในการ ควบคุมการช่วยเหลือของหัวหน้ากลุ่ม (มุ้ง) ทางการเมือง เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางการเมือง และรองรับการกระจาย ผลประโยชน์ บทบาทของกลุ่มผลประโยชน์กับการเมืองก่อนปี พ.ศ. 2500 ไม่ปรากฏเด่นชัด บทบาทเริ่มเด่นชัดนับจากการเลือกตั้ง ในปี พ.ศ. 2512 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มข้าราชการที่เกษียณอายุและ กลุ่มข้าราชการที่ลาออกลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยเข้ายึดพื้นที่ ทางการเมืองของจังหวัดนครพนมและสร้างเครือข่ายฐานเสียง ปี พ.ศ. 2526 เริ่มมีนักธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกตั้งและ มีบทบาทสำคัญสำหรับเป็นทางเลือกของประชาชนเพิ่มขึ้นจาก IX

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม ฐานเดิม ส่วนกลุ่มที่ไม่เป็นทางการที่มีบทบาทสำคัญในการ ช่วยเหลือนักการเมืองถิ่น ได้แก่ กลุ่ม อาสาสมัครสาธารณสุข ประจำหมู่บ้าน กลุ่มสตรี เครือข่ายกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน เครือข่ายกลุ่มทหารกองหนุน เครือข่ายเกษตรกร เครือข่าย กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้เงินค่าตอบแทนและระบบอุปถัมภ์ทางการเงินเป็น เครื่องมือหลัก ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จทางการเมืองแตกต่าง กันตามช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้ง พ.ศ. 2476 ถึง พ.ศ. 2522 ปัจจัยสถานภาพบุคคลเป็นสิ่งสำคัญที่สุด รองลงมาเป็นวิธีการ หาเสียงจากปี พ.ศ. 2522 ถึง พ.ศ. 2535 เป็นปัจจัยสถานภาพ หัวหน้ากลุ่ม และการจัดตั้งเครือข่ายหัวคะแนน พ.ศ. 2535 ถึง พ.ศ. 2548 ระบบอุปถัมภ์และเงินเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่นำไปสู่ ความสำเร็จทางการเมือง ส่วนปัจจัยที่นำไปสู่ความไม่สำเร็จ ทางการเมืองของนักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม จะเกิดจาก ข้อจำกัดเชิงเศรษฐกิจ และพฤติกรรมของนักการเมืองทั้งใน ระหว่างดำรงตำแหน่งและไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

Abstract The objective of this study was to gather data concerning politicians elected in Nakhon Phanom between 1933 and 2007, to study the political networks, the relationship between the politicians and the people in election periods, and the roles of interest groups and informal groups that support politicians. Qualitative research was used in this study, consisting of documentary research and structured and unstructured interviews with key informants, with methodological triangulation used to recheck data. Then data were analyzed using analytic induction and typological analysis, following Lofland’s concept. The study found that, in the period of 1933 -1957, the politicians used kinship networks and relationships among the

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม people, because most of them were former government officials. In 1975, the electoral district in Nakhon Phanom Province was divided, which created more competition between politicians. However, the prime factor that affected the behavior of people was their personal faith in the individual politician. After 1992, the influence of political parties became very important. The New Aspiration Party used the slogan “If you need the prime minister come from the Northeast, please vote us”. The politician in Nakhon Phanom used a variety of campaign strategies and methods such as using their personal status, racing with the people directly, making speeches, and providing patronage in various forms, including participation in the social activities in communities. In 1976, some businessmen became politicians and used to give things like food to the people. After 1992, the political canvasser strategy was used to create a bastion. At the same time, the politicians were controlled and helped by the political leader, in order to empower and support them. Before 1957, the roles of interest groups were not clear. Until 1969, the former government officials groups had more influence in politics in Nakhon Phanom. Since 1983, the business group came to be a new electoral choice for people and there was a variety of interest groups in this period that used compensation and financial patronage as an organization tool. XII

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม The success factors in politics were different in different periods. Between 1933-1979, the most important factor was personal status, then the election campaign. Between 1979-1992, the patronage system and money became the key factors. On the other hand, the obstacles in the politics in Nakhon Panom were economic restrictions and politicians’ behaviors. XIII

สารบัญ หน้า คำนำ บทคดั ยอ่ III Abstract VII บทที่ 1 บทนำ XI ความเป็นมา คำนิยามศัพท์ 1 บทที่ 2 แนวคิดและทฤษฎที ่เี กีย่ วข้อง 1 แนวคิดเกี่ยวกับกลุ่มผลประโยชน์ 4 แนวคิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7 บทท่ี 3 ข้อมลู จังหวัดนครพนม 18 ข้อมลู ทั่วไป 26 ประวัติความเป็นมาจังหวัดนครพนม 39 ที่ตั้งและอาณาเขต 39 สภาพภมู ิประเทศ 40 42 43

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม หนา้ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 46 ข้อมลู นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม 49 รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม 56 บทที่ 4 นักการเมอื งถนิ่ จังหวดั นครพนม 65 พฤติกรรมการทางการเมืองของนักการเมืองถิ่น 89 จังหวัดนครพนม บทที่ 5 สรปุ อภิปรายผลขอ้ คน้ พบและข้อเสนอแนะ 129 สรุปอภิปรายผลข้อค้นพบ 129 สรุปผลการวิจัย 133 ข้อเสนอแนะ 141 บรรณานกุ รม 143 147 ภาคผนวก 147 ผนวก ก. รายชื่อผู้ให้สัมภาษณ์ 151 ผนวก ข. รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 160 ผนวก ค. รูปกิจกรรมการสัมภาษณ์นักการเมือง และผู้เกี่ยวข้อง XV

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 แสดงข้อมูลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไปของไทย ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2476 – 2550 2 แสดงข้อมูลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม ครั้งที่ 1 – 23 3 รายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม 4 แสดงสถิติจำนวนประชาชนผู้มีสิทธิ์ และผู้มาใช้สิทธิ์ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดนครพนม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476- 2552 XVI

บ1ทท ่ี บทนำ ความเป็นมา ตั้งแต่ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็น ระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 ได้สร้างระบบแบบแผน ที่ประชาชนเลือกผู้แทนของตนเข้าไปทำหน้าที่ กำหนดนโยบาย สาธารณะแทนตนทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่ผ่านมา ในระดับชาติประเทศไทยจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม คงมิอาจปฏิเสธได้ ว่าการศึกษาการเมือง การปกครองไทยที่ผ่านมายังมุ่งเน้นไปที่การเมืองระดับชาติเป็น ส่วนใหญ่ สิ่งที่ขาดหายไปของภาคการเมืองที่ศึกษากันอยู่ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า “การเมืองถิ่น” หรือ “การเมืองท้องถิ่น” ที่เป็นการ

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม ศึกษาเรื่องราวของการเมืองที่เกิดขึ้นในอาณาบริเวณท้องถิ่น ที่เป็นจังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยซึ่งปรากฏการณ์ที่เป็นภาพ คู่ขนานไปกับการเมืองระดับชาติอีกระนาบหนึ่ง เพราะในขณะที่ เวทีการเมือง ณ ศูนย์กลางของประเทศกำลังเข้มข้นด้วยการ ชิงไหวชิงพริบของนักการเมืองในสภา และพรรคการเมืองต่าง ๆ อีกด้านหนึ่งในพื้นที่จังหวัด บรรดาสมัครพรรคพวกและ ผู้สนับสนุนทั้งหลายก็กำลังดำเนินกิจกรรมเพื่อรักษา ฐานเสียง ในพื้นที่ด้วยเช่นกัน และทันทีที่ภารกิจที่ส่วนกลางสิ้นสุดลง การลงพื้นที่พบปะประชาชนตามสถานที่และงานบุญงาน ประเพณีต่าง ๆ เป็นสิ่งที่นักการเมืองผู้หวังชนะในการเลือกตั้ง มิอาจขาดตกบกพร่องได้ ภาพต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจังหวัดนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึง หลายสง่ิ หลายอยา่ งของการเมอื งไทยทด่ี ำเนนิ มาตอ่ เนอ่ื งยาวนาน ในแง่มุมที่จะไม่สามารถพบได้เลยในการเมืองระดับชาติ “การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถิ่น” จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจแก่ การศึกษามิใช่น้อย เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้ที่ยังขาดหาย และ หากนำสิ่งที่ได้ค้นพบนี้มาพิจารณาอย่างลึกซึ้งก็น่าจะทำให้ สามารถเข้าใจการเมืองไทยได้ชัดเจนขึ้นในมุมมองที่แตกต่าง จากการมองแบบเดิม ๆ

บทนำ การศึกษา “การเมืองถิ่น” และ “นักการเมืองถิ่น” จังหวัดนครพนม หนังสือ “นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม” จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงนักการเมืองถิ่นที่เคยได้รับการ เลือกตั้ง ทราบถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ของนักการเมืองใน จังหวัดที่ทำการศึกษา รวมถึงบทบาทและความสัมพันธ์ของ กลุ่มผลประโยชน์อย่างไม่เป็นทางการ เช่น ครอบครัว วงศา- คณาญาติ ฯลฯ และเป็นทางการในการสนับสนุนนักการเมือง ในจังหวัดนครพนม ทราบถึงบทบาทและความสัมพันธ์ของ พรรคการเมืองกับนักการเมืองในจังหวัดนครพนม พร้อมทั้ง วธิ กี ารหาเสยี งในการเลอื กตง้ั ของนกั การเมอื งในจงั หวดั นครพนม การวิจัยนี้ใช้เทคนิควิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ซึ่งประกอบด้วยการศึกษาวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง (Non Structure Interview) และการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structure Interview) โดยการค้นหาขอ้ มลู จากบคุ คลผ้ใู หข้ อ้ มลู สำคญั (Key Informant) ซึ่งคัดเลือกบุคคลผู้ให้ข้อมูลสำคัญอย่างเจาะจงและตรวจสอบ ความถูกต้องด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้าด้านวิธีรวบรวม ข้อมูล (Methodological Triangulation) โดยการตรวจสอบข้อมูล เดียวกันจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญหลายคน เพื่อให้แน่ใจว่าเป็น ข้อมูลที่ถูกต้อง หลังจากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์แบบอุปนัย (Analytic Induction) และการวิเคราะห์โดยการจำแนกชนิดข้อมูล (Typological Analysis) ตามแนวคิดการจำแนกของลอฟแลนด์

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม (Lofland, 1971) ซึ่งประกอบด้วยสภาพสังคมหรือสถานการณ์ การกระทำและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการศึกษานักการเมืองถิ่น จังหวัดนครพนม คือ มีฐานข้อมูลเกี่ยวกับสถิติและข้อมูล พื้นฐานการเลือกตั้ง การดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของนักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม เพื่อใช้ประโยชน์ในการ อ้างอิง และการศึกษาทางวิชาการด้านรัฐศาสตร์ และมีเอกสาร ทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมด้านการเมืองจังหวัด นครพนม ซึ่งจะทำให้องค์ความรู้เกี่ยวกับจังหวัดนครพนม หลากหลายมากขน้ึ ตลอดจนสามารถนำเนอ้ื หาสาระ องคค์ วามรู้ จากการศึกษาวิจัยมาใช้ประกอบการเรียนการสอนในหลักสูตร สถานศึกษาได้ และองค์ความรู้เหล่านี้สามารถนำไปสู่การสร้าง จิตสำนึกทางการเมือง คำนิยามศัพท์ นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม หมายถึง บุคคลผู้มี ความสนใจการเมืองต้องการมีอำนาจทางการเมืองซึ่งได้แสดง พฤติกรรมทางการเมืองในลักษณะต่าง ๆ และลงสมัครรับ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งพื้นที่จังหวัด นครพนม การเมือง หมายถึง การได้มาซึ่งอำนาจและการใช้ อำนาจนั้นเพื่อการตัดสินใจว่าใครจะได้รับอะไรเมื่อใดและ อย่างไร

บทนำ กลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group) หมายถึง การ รวมตัวกันของผู้มีผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อต่อรอง รักษา เสาะหา ผลประโยชน์ทางการเมืองและเพื่อเข้าไปมีอิทธิพลทางการเมือง ระบบอุปถัมภ์ หมายถึง ความช่วยเหลือเกื้อกูลที่เป็น ความสัมพันธ์คู่ ซึ่งเกิดจากผู้อุปถัมภ์มีฐานะเหนือกว่าผู้รับ อุปถัมภ์ ทั้งที่เป็นความสัมพันธ์แบบมีข้อตกลงและไม่มีข้อตกลง แต่ก็ได้ทำให้เกิดความผูกพันในลักษณะของการสนองตอบ ซึ่งกันและกัน แม้จะไม่เท่าเทียมกัน ผู้มีอิทธิพล หมายถึง บุคคลที่มีอำนาจที่ไม่เป็นทางการ และสามารถใช้อำนาจนั้นในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุผลตาม เป้าหมายของตน ผู้นำท้องถิ่น หมายถึง บุคคลที่ประชาชนยกย่อง นับถือ เชื่อฟัง มีบารมีในท้องถิ่น ทั้งที่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น และ บุคคลที่ได้รับการยอมรับ นับถือ โดยคุณลักษณะส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย เช่น ปราชญ์ท้องถิ่น หมอพื้นบ้านและผู้ประกอบพิธีกรรมทางจิตวิญญาณ วิธีการหาเสียง หมายถึง กระบวนการ หรือแนวทางที่ บคุ คลผมู้ คี วามสนใจการเมอื งใชเ้ ปน็ กลยทุ ธใ์ นการประชาสมั พนั ธ์ ตนเองและสามารถทำให้คนทั่วไปเลือกบุคคลเหล่านี้เข้าไปทำ หน้าที่แทนในสภา



บ2ทท ่ี แนวคิดและ ทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง แนวคิดเก่ียวกับกลุ่มผลประโยชน์ 1. ความหมายและความสำคัญของกลุ่มผลประโยชน์1 1.1 ก่อนที่จะกล่าวถึงความหมายของกลุ่มผลประโยชน์ ขอให้ความหมายของคำว่า “ผลประโยชน์ทางการเมือง” (Political Interest) เนื่องจากคำทั้งสองคำมีความเกี่ยวข้องกัน ผลประโยชนท์ างการเมอื ง คอื จดุ มงุ่ หมายหรอื เปา้ หมายทบ่ี างคน ผู้ซึ่งมีความเชื่อว่าเขาสามารถและควรที่จะได้รับความช่วยเหลือ จากเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล บุคคลที่มีความเชื่อดังกล่าวพยายาม ที่จะมุ่งให้บรรลุจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายอันนี้ 1 สนธิ เตชานันท์. 2543. พ้ืนฐานทางรัฐศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรงุ เทพฯ : สำนกั พมิ พม์ หาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์ และ อานนท์ อาภาภริ ม. 2545. รัฐศาสตร์เบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์.

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม 1.2 สำหรับความหมายของกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group) หมายถึง กลุ่มคนที่มีผลประโยชน์ทางการเมืองเหมือน กันหรือคล้ายคลึงกัน แต่ถ้าสมาชิกของกลุ่มผลประโยชน ์ ดังกล่าวได้ก่อตั้งองค์การ (หรือกลุ่มที่มีการจัดระเบียบโครงสร้าง อย่างดี) ขึ้นมาที่จะช่วยให้พวกเขาเองได้รับการสนับสนุนจาก เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อให้เป้าหมายหรือจุดมุ่งหมาย ทพ่ี วกเขาไดต้ ง้ั ไวบ้ รรลผุ ล กลมุ่ ทพ่ี วกเขาจดั ตง้ั ขน้ึ มานน้ั เรยี กวา่ กลุ่มกดดัน (Pressure Group) ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่ง กลุ่มกดดัน หมายถึง กลุ่มผลประโยชน์ที่ได้ก่อตั้งองค์การหรือกลุ่มที่มีการ จัดระเบียบโครงสร้างมาเป็นอย่างดีขึ้นมาเพื่อให้ได้รับ การสนับสนุน (โดยอาจจะใช้อิทธิพลต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ต่อรัฐบาล หรือต่อนโยบายของรัฐ) จากเจ้าหน้าที่รัฐบาล ทั้งนี้ เพื่อให้เป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายที่เขาตั้งไว้บรรลุผล 1.3 ความสำคัญของกลุ่มผลประโยชน์นั้น กลุ่ม ผลประโยชน์จะมีความสำคัญในกระบวนการทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญอยู่ 2 ประการ ประการแรก คือ การติดต่อกับสมาชิกรัฐสภาให้ออกกฎหมายหรือระงับการ ออกกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตน เช่น สมาคมแพทย์ อเมริกา ได้พยายามควบคุมหรือใช้อิทธิพลต่อสมาชิกรัฐสภา ไม่ให้ออกกฎหมายที่ถือเอาการรักษาพยาบาลเป็นสวัสดิการ ของรัฐ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของ กลุ่มตน เป็นต้น และ ประการที่สอง คือ เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบาย ของรัฐ กล่าวคือ กลุ่มผลประโยชน์แต่ละกลุ่มแต่ละประเภท มักจะใช้อิทธิพลของตนกดดันต่อนโยบายที่แตกต่างกัน เพื่อก่อ ให้เกิดผลต่อนโยบายไปในทางที่ตนต้องการ

แนวคิดและทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง 2. ปัจจัยท่ีเป็นตัวกำหนดการดำเนินการ ของกลุ่มผลประโยชน์2 การที่กลุ่มผลประโยชน์ในระบอบเสรีประชาธิปไตย จะเลือกวิธีดำเนินการอย่างไรเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตน นั้น จะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้ 2.1 โครงสร้างของสถาบันการเมือง มีผลต่อการดำเนิน การของกลุ่มผลประโยชน์ในหลาย ๆ ทางด้วยกัน เช่น ในประเทศที่มีการปกครองแบบระบบรัฐบาลเดียวหรือรัฐเดี่ยว โดยมีการรวมอำนาจทางการเมืองไว้ที่ส่วนกลาง ซึ่งอำนาจจะ อยู่ในมือฝ่ายบริหารที่ค่อนข้างเข้มแข็ง ดังนั้น กลุ่มผลประโยชน์ จึงเห็นว่าตนจะประสบความสำเร็จได้มากกว่า หากสามารถ เข้าถึงรัฐบาลและบรรดาข้าราชการประจำแทนที่จะเข้าถึง เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น หรือสำหรับประเทศ ที่มีการปกครองแบบประธานาธิบดี เช่น สหรัฐอเมริกานั้น เนื่องจากมีการยึดถือในหลักการของการแบ่งแยกอำนาจ โดยเด็ดขาด ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร กลุ่ม ผลประโยชน์ก็อาจเข้าถึงและใกล้ชิดกับทั้งสองสถาบัน เป็นต้น 2.2 ลักษณะของระบบพรรคการเมือง มีผลต่อการ ดำเนินการของกลุ่มผลประโยชน์เช่นเดียวกัน เช่น ในประเทศ อังกฤษ สหพันธ์กรรมกรมักจะมีความสัมพันธ์ในการสนับสนุน พรรคกรรมกรทั้งในด้านการเงินและจำนวนสมาชิก หรือใน 2 สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย. 2546. เอกสารการสอนชุดวิชา หลักรัฐศาสตร์และการบริหาร หน่วยที่ 1-8. พิมพ์ครั้งที่ 9. นนทบุรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม ระบบหลายพรรคจะเปิดโอกาสให้กลุ่มผลประโยชน์ดำเนินการ ได้มาก โดยเลือกเข้าไปมีอิทธิพลกับพรรคการเมืองที่สนับสนุน นโยบายของตนเอง เป็นต้น 2.3 ลักษณะพรรคการเมือง รวมทั้งโครงสร้างและ อุดมการณ์ของพรรคการเมืองมีผลอย่างยิ่งต่อกิจกรรมของกลุ่ม ผลประโยชน์ เช่น ในสหรัฐฯ พรรคการเมืองมีโครงสร้างที่อ่อน ขาดวินัย และไม่มีความแตกต่างของอุดมการณ์ที่ชัดเจนใน ระหว่างพรรคการเมือง ด้วยเหตุนี้ กลุ่มผลประโยชน์จึงมุ่งไปที่ สมาชิกรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ในเขต เลือกตั้งของกลุ่มตนหนึ่ง เป็นต้น 2.4 ลักษณะของประเด็น กลุ่มผลประโยชน์จะมีปฏิกิริยา ต่อเหตุการณ์เดียวกันแตกต่างกันออกไป แม้ว่าจุดมุ่งหมายของ กลุ่มยังคงเดิม เช่น กลุ่มผลประโยชน์ทางการค้ามักจะให้ความ สำคัญกับประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการเกษตรกรรมน้อย เป็นต้น 2.5 ลักษณะของกลุ่ม วัตถุประสงค์ของกลุ่มจะมี ผลกระทบต่อวิธีการพยายามใน อันที่จะบรรลุถึงวัตถุประสงค์ ของกลุ่มเอง เช่น กลุ่มบางกลุ่มมีวัตถุประสงค์ที่จะไม่ให้ความ ร่วมมือหรือขัดแย้งกับรัฐบาล กลุ่มดังกล่าวก็อยากที่จะเข้าไป ผลักดันให้นโยบายของตนประสบผลสำเร็จจากฝ่ายรัฐบาล เว้นเสียแต่ว่า กลุ่มตนจะเป็นกลุ่มที่ทรงพลังมากเสียจนฝ่าย รัฐบาลต้องได้รับความร่วมมือจากกลุ่มดังกล่าว ซึ่งกลุ่มก็จะใช้ ผลประโยชน์ที่มีเหนือรัฐบาลรักษาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มตน เป็นต้น 10

แนวคิดและทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง 3. ระดับท่ีกลุ่มผลประโยชน์มุ่งดำเนินการ 3.1 วัตถุประสงค์หลักของกลุ่มผลประโยชน์ในระบอบ เสรีประชาธิปไตย ก็คือ การมีอิทธิพลเหนือกระบวนการ ตัดสินใจในระดับฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งโดยทั่วไป ในปัจจุบันฝ่ายบริหารจะมีอำนาจและขอบเขตความรับผิดชอบ เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันกับที่ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจลดลง ไป ดังนั้น กลุ่มผลประโยชน์จึงมุ่งการดำเนินการไปที่ฝ่ายบริหาร แต่ก็มิได้หมายความว่าจะละเลยฝ่ายนิติบัญญัติไป 3.2 นอกจากนั้นแล้วกลุ่มผลประโยชน์ที่มีอำนาจทาง เศรษฐกิจและมีความรู้ทางเทคนิคมาก ๆ จะมุ่งดำเนินการของ ตนไปที่ฝ่ายรัฐบาลและข้าราชการ เนื่องจากรัฐบาลและ ข้าราชการยังจำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนที่สำคัญจาก กลุ่มตน เช่น คำแนะนำและข้อมูลทางเทคนิค ในการดำเนิน นโยบายของรัฐบาลบรรลุผลสำเร็จ ดังนั้น กลุ่มดังกล่าวจึง สามารถเข้าไปใช้อิทธิพลของตนได้อย่างไม่ยากนัก 3.3 โดยสรุปคือ การที่กลุ่มผลประโยชน์จะมุ่งเข้าไป ดำเนินการในระดับใดนั้น ขึ้นอยู่กับความสำคัญของระดับต่างๆ กับนโยบายของตนว่าสัมพันธ์กันมากน้อยเพียงไร และกลุ่ม ผลประโยชน์นั้นสามารถใช้อิทธิพลที่ตนมีเข้าไปแทรกแซง เพื่อ บรรลุผลประโยชน์ของตนได้มากน้อยเพียงใดนั่นเอง หากกลุ่ม ผลประโยชน์เลือกระดับในการดำเนินการได้ถูกต้องแล้ว นโยบายและผลประโยชน์ของตนก็จะประสบความสำเร็จ 11

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม 4. ปัจจัยท่ีกำหนดอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ ปัจจัยที่กำหนดอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์มีอย่าง น้อย 4 ประการ 3 ดังนี้ 4.1 ขนาดของกลุ่มผลประโยชน์ (Size) จากการศึกษา พบว่ากลุ่มที่มีสมาชิกเป็นจำนวนมากได้รับการคาดหวังว่าจะ ประสบหรือพบกับความสำเร็จและทำให้มีอิทธิพลมากกว่ากลุ่ม ที่มีจำนวนสมาชิกน้อยกว่า ทั้งนี้ กลุ่มที่มีจำนวนสมาชิกมาก และมีพลังมากกว่า เช่น ในกรณีของการเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็น ระดับชาติ หรือระดับท้องถิ่น กลุ่มที่มีสมาชิกจำนวนมาก สามารถจะทำให้ผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งได้พบกับความ สำเร็จหรือไม่พบกับความสำเร็จก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้อำนาจ ในการต่อรองของกลุ่มในกรณีดังกล่าวก็ย่อมมีมาก เมื่ออำนาจ ในการต่อรองมีมากโอกาสที่กลุ่มจะพบกับความสำเร็จในสิ่งที่ กลุ่มต้องการก็ย่อมมีมากไปด้วย 4.2 สถานภาพทางสังคม (Social Status) กลุ่มที่มี สถานภาพหรือเกียรติภูมิทางสังคมสูงกว่า มักมีแนวโน้มที่จะมี อิทธิพลมากกว่ากลุ่มที่มีสถานภาพหรือเกียรติภูมิทางสังคม ต่ำกว่า เช่น กลุ่มผลประโยชน์ทางด้านวิชาชีพแพทย์ก็มักมี อิทธิพลมากกว่ากลุ่มผลประโยชน์ด้านแรงงานธรรมดา เป็นต้น 3 สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย. 2546. เอกสารการสอนชุดวิชา หลักรัฐศาสตร์และการบริหาร หน่วยท่ี 1-8. พิมพ์ครั้งที่ 9. นนทบุรี : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย 12

แนวคิดและทฤษฎีที่เก่ียวข้อง 4.3 ความสามัคคีของกลุ่ม (Cohesion) เป็นอีก ปัจจัยหนึ่งที่นำมาซึ่งความสำเร็จของกลุ่ม เพราะปรากฏเสมอ ว่ามีการต่อสู้ชิงชัยกันในทางการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ที่มี ขนาดใหญ่มักจะแพ้กลุ่มผลประโยชน์ที่มีขนาดเล็กกว่า ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะว่า โดยทฤษฎีกลุ่มยิ่งมีขนาดใหญ่ พลังความ สามัคคีของกลุ่มยิ่งมีน้อยกว่ากลุ่มที่มีขนาดเล็กกว่า ที่เป็นเช่นนี้ เพราะขณะที่กลุ่มใหญ่ขึ้น ความถี่ของการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ของสมาชิกภายในกลุ่มจะลดลง ตรงข้ามกับกลุ่มที่มีขนาดเล็ก โอกาสที่สมาชิกจะมีปฏิสัมพันธ์ มีความใกล้ชิดกันก็มีมาก เมื่อ เป็นเช่นนี้ความสามัคคีของกลุ่มก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และ ผลของการที่สมาชิกของกลุ่มมีความสามัคคีกันยิ่งมาก อิทธิพล ของกลุ่มที่มีต่อการปฏิบัติงานต่อความสำเร็จในการที่จะบรรลุ เป้าหมายยิ่งมากตามไปด้วย 4.4 ความเป็นผู้นำ (Leadership) ความมีประสิทธิผล ของกลุ่มกดดันกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็เหมือนกับกรณีของกองทัพ คือ ขึ้นอยู่กับคุณภาพความเป็นผู้นำของกลุ่มด้วยเหมือนกัน ความเป็นผู้นำของกลุ่มที่มีคุณภาพคือผู้นำที่มีคุณลักษณะ อย่างไร ความเป็นผู้นำของกลุ่มที่มีคุณภาพคือการที่สามารถ ดำเนินหน้าที่ภายในและภายนอกกลุ่ม สามารถกำหนดว่าเรื่อง นี้หรืองานอย่างนี้ใครคือคนที่ควรจะรับผิดชอบ ใครควรจะเป็น ผู้ทำการตัดสินใจ สามารถเรียกร้องให้สมาชิกของกลุ่ม สนับสนุนนโยบายได้อย่างพร้อมเพรียง ขณะเดียวกันก็สามารถ รักษาความสามัคคีของกลุ่มไว้ได้ นอกจากนี้ยังสามารถกำหนด ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของกลุ่มในการต่อสู้กับฝ่ายตรงกันข้าม สามารถเป็นผู้แทนของกลุ่มในการติดต่อกับผู้นำกลุ่มอื่นได้ 13

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม เป็นต้น เหล่านี้ล้วนเป็นลักษณะความเป็นผู้นำของกลุ่มที่มี คุณภาพที่จะนำกลุ่มให้มุ่งไปสู่ความสำเร็จในสิ่งที่กลุ่มต้องการ หรือพึงปรารถนาได้ 5. แนวคิดเกี่ยวกับระบบการเมือง การเลือกต้ัง และนักการเมือง 5.1 ทฤษฎีเกี่ยวกับระบบการเมือง การเลือกตั้ง และนักการเมือง4 การเลือกตั้งเป็นกระบวนการที่จัดการ ให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองแบบ ประชาธิปไตยเพื่อเลือกนโยบาย เลือกผู้ใช้อำนาจทางการเมือง และเลือกตัวแทนประชาชนเพื่อตรวจสอบควบคุมการใช้อำนาจ ทางการเมืองการปกครอง ตามหลักทฤษฎีการเลือกตั้งควรมี ลักษณะดังนี้ 1. หลักทั่วไป (Universal Suffrage) หมายถึง การเลือกตั้งที่เปิดกว้างให้ประชาชนโดยทั่วไปได้ใช้สิทธิในการ เลือกตั้ง จะต้องไม่มีการกำหนดเงื่อนไขในเรื่องเพศ หรือฐานะ ทางเศรษฐกิจมาจำกัดสิทธิของประชาชนที่มีต่อการเลือกตั้ง 2. หลักอิสระ (Free Voting) หมายถึง ต้องกระทำ ให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยอิสระปราศจากการบีบบังคับหรือใช้ อิทธิพลเพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกหรือไม่เลือกบุคคลใดหรือ พรรคใด 4 อานนท์ อาภาภิรม. 2545. รัฐศาสตร์เบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. 14

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 3. หลักการกำหนดเวลาในการเลือกตั้ง (Periodic Election) หมายถึง วาระของการเลือกตั้งโดยแต่ละครั้งไม่ควร นานเกินไป ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเวลา 2-7 ปี) 4. หลักความเสมอภาค (Equal Suffrage) หมายถึง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนย่อมมีสิทธิลงคะแนนเสียงได้เพียง 1 เสียงเท่านั้น 5. หลักการลงคะแนนลับ (Secret Voting) หมายถึง ในการเลือกตั้งนั้นต้องมีมาตรการที่ป้องกันมิให้บุคคลอื่นล่วงรู้ คะแนนเสียงเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนเพื่อให้ผู้มี สิทธิเลือกตั้งสามารถใช้ดุลยพินิจการลงคะแนนโดยอิสระ 6. หลักความบริสุทธิ์ (Fair Election) หมายถึง การเลือกตั้งต้องเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ คดโกง 5.2 ทฤษฎีเกี่ยวกับการเลือกตั้งและการลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง มีดังนี้ 1. ทฤษฎีปัจจัยตัวกำหนด (Deterministic Theories) เชื่อว่า พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งถูกกำหนดโดย สภาพภูมิหลังของบุคคล ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจลงคะแนน เช่น ฐานะทางสังคมหรือฐานะทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันทำให้ ตัดสินใจลงคะแนนต่างกัน 2. ทฤษฎีความสำนึกเชิงเหตุผล (Consciously Relational Theories) ทฤษฎีนี้เชื่อว่าในการลงคะแนนเสียง เลือกตั้งบุคคลจะมีจิตสำนึกเชิงเหตุผลในการพิจารณา ลงคะแนนเลือกบุคคลหรือพรรคการเมือง 15

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม กรรณิกา ประภาวะดิลก (2549) ได้อ้างถึง ทฤษฎี ความสำนึกเชิงเหตุผลของ Antony Down ว่าปฏิกิริยาของสำนึก ตรึกตรองของผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงการเลือกตั้งว่า จะมีการ จัดการทางเลือกต่าง ๆ ไว้ตามลำดับความสำคัญ แต่การจัด ลำดับนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ในการตัดสินใจจะเลือกทาง เลอื กทจ่ี ดั ลำดบั ไวส้ งู เสมอในสถานการณเ์ หมอื นกนั การตดั สนิ ใจ จะเหมือนกันตลอดไป พรชัย เทพปัญญา (2549) ได้กล่าวถึง ทฤษฎีว่าด้วย ชนชั้นผู้นำ (Elitist Theory) ว่าชนชั้นผู้นำเป็นผู้ที่มีอำนาจในการ ปกครองในการที่จะชี้ชะตาบุคคลที่อยู่ภายใต้การปกครองให้ เป็นไปตามครรลองที่เขาต้องการ เครื่องมือที่สำคัญในการช่วย สร้างฐานอำนาจให้เข้มแข็ง ได้แก่ สถานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคง และความสามารถที่จะควบคุมปัจจัยการผลิตไว้ได้ นอกจากนั้น ได้เสนอแนวคิดของทฤษฎีชนชั้นผู้นำไว้ดังนี้ 1. ยอมรับการแบ่งสังคมเป็นสองชนชั้นคือ ผู้ปกครอง และผู้อยู่ใต้ปกครอง 2. ผู้ปกครองจะเป็นผู้ครอบครองเศรษฐกิจส่วนใหญ่ ภายในสังคม 3. อาจมีการหมุนเวียนโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในระบบ การเมืองในสถานะของผู้ปกครอง โดยอาจเป็นการหมุนเวียน เฉพาะกลุ่มของพวกชนชั้นผู้นำด้วยกัน หรืออาจเป็นการ หมุนเวียนระหว่างชนชั้นผู้นำกับมวลชนโดยเกิดจาก 2 ลักษณะ คือ การที่มวลชนได้เปลี่ยนสถานะตัวเองไปเป็นชนชั้นผู้นำหรือ 16

แนวคิดและทฤษฎีท่ีเก่ียวข้อง มวลชนได้รวมตัวกันขึ้นเพื่อที่จะตั้งกลุ่มชนชั้นผู้นำใหม่ และ รูปแบบการหมุนเวียนแบบสุดท้าย คือ การหมุนเวียนของชนชั้น ผู้นำที่เป็นการหมุนเวียนระหว่างผลประโยชน์เดิมที่กำลังหมดลง ไปกับผลประโยชน์ใหม่ที่เข้ามาแทนที่ 4. ทฤษฎีชนชั้นผู้นำเน้นถึงการมีฉันทานุมัติ (Consensus) ร่วมกันเกี่ยวกับกฎเกณฑ์เบื้องต้นของสังคมเพื่อการอยู่รอดของ ระบบ 5. นโยบายสาธารณะจะไม่สะท้อนถึงความต้องการของ มวลชน แต่จะแสดงให้เห็นถึงความต้องการของพวกตน แม้ใน บางครั้งจะมีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายสาธารณะแต่การ เปลย่ี นแปลงนน้ั เกดิ ขน้ึ เพราะชนชน้ั นำตอ้ งการทจ่ี ะเปลย่ี นแปลง ค่านิยมของตนมิใช่เพราะเพื่อประชาชน จากทฤษฎีชนชั้นผู้นำสามารถแบ่งรูปแบบชนชั้นผู้นำได้ เป็น 2 รปู แบบคือ 1. The Single Elite Model ซึ่งชนชั้นผู้นำรูปแบบนี้ จะเน้นถึงอำนาจอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อยเพียงสองถึงสามกลุ่ม โดยอำนาจเกิดมาจากบทบาท ตำแหน่งที่ได้มาจากสถานภาพ ทางสังคมและทางเศรษฐกิจ ดังนั้นผู้ที่ทรงอำนาจมักจะเป็น ผู้นำมีตำแหน่งสำคัญทางธุรกิจ การเงิน การทหารหรือสถาบัน ทางการเมืองอื่น ๆ ในกรณีที่มีความขัดแย้งระหว่างชนชั้น ผู้นำด้วยกันความขัดแย้งเหล่านี้จะถูกขจัดให้ลดน้อยลงด้วย แนวความคิดในการที่จะรักษาระบบการเมืองให้คงไว้ ในขณะ เดียวกันรูปแบบนี้จะจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ กำหนดนโยบายและนโยบายสาธารณะจะตัดสินใจโดยคน 17

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม ส่วนน้อย 2. The Plural Elite Model ชนชั้นผู้นำรูปแบบนี้จะ เน้นการกระจายอำนาจระหว่างกลุ่มผู้นำ หลาย ๆ กลุ่ม ซึ่งเป็น ตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ภายในสังคมกลุ่มเหล่านี้ จะแขง่ ขนั กนั เพอ่ื ทจ่ี ะอยใู่ นอำนาจ โดยจะใชก้ ระบวนการเลอื กตง้ั พรรคการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์เป็นแนวทาง รูปแบบนี ้ จะเน้นถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบาย ทำให้อำนาจจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จะไม่อยู่ในมือของ คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอย่างถาวร โดยแต่ละกลุ่มจะมีอำนาจ เฉพาะเรื่องจะเกิดการแข่งขันกันระหว่างกลุ่มของชนชั้นผู้นำ ด้วยกัน โดยเชื่อถือในแนวคิดในการปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตย แนวคิดด้านระบบการเลือกตั้ง บวรศักด์ิ อุวรรณโณ (2550) ได้เสนอแนวคิดว่าพลวัต ของการเมืองไทยขึ้นกับส่วนประกอบของสังคมและการเมือง 4 ส่วน คือ 1. สถาบันพระมหากษัตริย์ 2. ข้าราชการทหารและพลเรือน 3. ชั้นชนกลางในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ 4. ประชาชนในชนบท ความสัมพันธ์เชิงอำนาจของ 4 ส่วนนี้ ทำให้เกิดพลวัต ทางการเมืองและสังคมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันรวมทั้งก่อให้ เกิดรัฐบาลและทำลายรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย กล่าวใน 18

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ส่วนสุดท้ายคือประชาชนส่วนใหญ่ในชนบทนั้นไม่มีอำนาจต่อ รองในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดทั้งยังไม่อาจเข้าถึงทรัพยากร ส่วนใหญ่ของประเทศ ช่องว่างรายได้ระหว่างกลุ่มคนจนที่สุด กับกลุ่มคนรวยที่สุดห่างกันถึง 14.66 เท่า (อ้างอิงข้อมูล สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ. 2549) ความไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรและไม่สามารถ ต่อรองในระบบเศรษฐกิจแบบตลาดนี้เอง ประกอบกับความ ด้อยโอกาสในด้านการศึกษา ทำให้คนส่วนใหญ่ในชนบทต้อง พึ่งพาการช่วยเหลือของกลุ่มอื่นในสังคม กระบวนการเลือกตั้ง ผู้แทนราษฎรในระบบเศรษฐกิจเช่นนี้ จึงไม่ได้มีความหมายเชิง การเมืองการเลือกผู้แทนเข้าไปเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน เท่านั้น แต่มีความหมายเชิงเศรษฐกิจของการแลกเปลี่ยนใน ระบบอุปถัมภ์ด้วย การซื้อเสียงจึงไม่ใช่เพียงการเอาเงินไปแจก แล้วประชาชนจะลงคะแนนให้แต่หมายถึงการตอบแทนบุญคุณ ที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเคยช่วยเหลืออุปถัมภ์คนในเขตเลือกตั้ง มาก่อน ผาสุก พงษ์ไพจิตร (2536) เสนอแนวคิดว่า นายทุนท้อง ถิ่นของไทยเข้ามามีบทบาททางการเมืองภายใต้โครงสร้าง อำนาจแบบประชาธิปไตยครึ่งใบตามกรอบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2521 โดยเป็นนักธุรกิจสะสมทุนขึ้นมาจากการใช้อิทธิพลเหนือ กฎหมายเป็นกลไกหลัก ขณะเดียวกันก็ต้องใช้ตำแหน่งทาง การเมืองในท้องถิ่นหรือระดับชาติเพื่อสนับสนุนการสะสมทุน นายทุนท้องถิ่นเหล่านี้จะมีภาพลักษณะเป็นเจ้าพ่อในพื้นที่ ในการศึกษาเกี่ยวกับบทบาทนักการเมืองนั้นมีหลาย แนวทางศึกษา ในแต่ละช่วงเวลามีความสนใจที่จะศึกษา 19

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม ในประเด็นที่แตกต่างกัน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้ได้แก่ การศึกษาในแนวทางเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งตัวแทน ของแนวคิดนี้ได้แก่ งานศึกษาของผาสุก พงษ์ไพจิตร และ Ruth Mcvey (อ้างถึงใน ชัยยนต์ ประดิษฐศิลป์และโอฬาร ถิ่นบางเตียว, 2549) งานศึกษาแนวนี้ให้ความสำคัญต่อปัจจัย ทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งในการวิเคราะห์การเกิดขึ้น และการมีบทบาทของเจ้าพ่อในสถานภาพนักการเมืองถิ่น มักเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในท้องถิ่นและอิทธิพล สมบัติ จันทรวงศ์ (2536) เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการ ซื้อเสียงว่า การซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ส.ส. มีมานานแล้ว เพียงแต่ไม่ได้ใช้เงินมากอย่างในปัจจุบัน กล่าวได้ว่าการใช้เงิน ซื้อเสียงอย่างโจ่งแจ้งเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2518 แต่การซื้อเสียงที่ อื้อฉาวมากที่สุดในประวัติการเมืองไทยคือ การเลือกตั้งซ่อม ที่จังหวัดร้อยเอ็ดในปี พ.ศ. 2522 ที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยกล่าวกัน ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้ง (ซ่อม) จังหวัดร้อยเอ็ดในครั้งนั้นใช้เงิน ซื้อเสียงประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งต่อมาเรียกชื่อเหตุการณ์นี้ว่า โรคร้อยเอ็ดและต่อมาได้ขยายตัวไปทั่วประเทศไทย การที่ ผู้สมัครนิยมจ่ายเงินเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนนี้สะท้อนว่าวิธีการนี้ เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่จะทำให้ชนะการเลือกตั้งได้ แต่ต้อง อาศัยองค์ประกอบอย่างอื่นด้วยเช่น ชื่อเสียงผู้สมัคร การบริหารจัดการหัวคะแนน การจัดองค์กรการหาเสียง เป็นต้น การซื้อเสียงปรากฏมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาค เหนือ ซึ่งจะเห็นได้จากนักธุรกิจการเมืองส่วนใหญ่จะประสบ ความสำเร็จทางการเมืองจากการซื้อเสียงในสองภาคนี้ นอกจากนั้นมีข้อสังเกตประการหนึ่งในกรณีที่นายทุนจาก 20

แนวคิดและทฤษฎีที่เก่ียวข้อง ต่างถิ่นมุ่งไปลงสมัครรับเลือกตั้งในต่างจังหวัดจะใช้อำนาจเงิน เป็นเครื่องมือบุกเบิกที่สำคัญ ภายในพื้นที่ที่มีการครอบครอง ฐานทางเศรษฐกิจโดยนายทุนท้องถิ่นอยู่แล้ว ความผูกพัน ระหว่างฐานเศรษฐกิจของผู้สมัครกับฐานคะแนนเสียงของตน ก็ปรากฏเด่นชัดขึ้นเช่นกัน กล่าวคือ สภาพเศรษฐกิจภายใน จังหวัดจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดประเภทของผู้สมัครรับ เลือกตั้ง เช่น กลุ่มทุนฐานทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น จะเห็น ได้ว่า ในพื้นที่มีป่าไม้มีภูเขานายทุนค้าไม้และนายทุนโรงโม่หิน มีแนวโน้มจะสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก เกศกนก ชุ่มประดิษฐ์ และคณะ (2549) กล่าวถึง การซื้อสิทธิขายเสียงในช่วงของการเลือกตั้งว่า แม้จะมีการ รณรงค์ต่อต้านและให้ข้อมูลผลเสียของการเลือกตั้งที่มีการ ซื้อสิทธิ์ขายเสียง แต่ก็ไม่สามารถทำให้หายไปได้ และมี ปรากฏการณ์การซื้อสิทธิ์ขายเสียงเกิดขึ้นในการเลือกตั้งทุก ระดับเกิดขึ้นและดำรงอยู่ต่อเนื่องมาช้านานสืบเนื่องมาจาก ปัญหาความยากจน ความซื่อสัตย์ของคนในชนบทตลอดจน ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับคุณค่าของประชาธิปไตยแนวคิดเรื่อง ระบบความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ (Kingship Relations System) เสนอว่า ระบบความสัมพันธ์เชิงเครือญาติมี 2 กรณีคือ เครือญาติแนวตั้งซึ่งเป็นเครือญาติทางสายเลือดและเครือญาติ แนวนอน ซึ่งเป็นเครือญาติด้านความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เช่น กิจกรรมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม กิจกรรมด้านการผลิต ทางการเกษตร กิจกรรมด้านความร่วมมือช่วยเหลือกันเพื่อ แก้ไขปัญหาของชุมชนแนวคิดนี้เชื่อว่าสังคมใดที่ยังคงยึดถือ ระบบเครือญาติอยู่ในระดับสูงก็จะมีผลต่อการตัดสินใจ 21

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ดังนั้นผู้มีญาติทั้งสองกรณีมากก็มี โอกาสชนะการเลือกตั้งได้มาก เนื่องจากในสังคมไทยคิดว่าการ ลงคะแนนเสียงให้เครือญาติเป็นการช่วยเหลือญาติและหวังว่า จะได้รับผลตอบแทนในภายหลังหรือจะเป็นที่หวังพึ่งพิงได้ใน อนาคตแนวคิดเรื่องระบบอุปถัมภ์ (Patron-Client System) แนวคิดนี้เชื่อว่า ระบบอุปถัมภ์เป็นระบบที่เกิดขึ้นจากความ สัมพันธ์ระหว่างกลุ่มบุคคลหรือระหว่างบุคคล 2 สถานภาพ เช่น เจ้านาย-ลูกน้อง ผู้ให้-ผู้รับ ซึ่งฝ่ายที่มีสถานภาพสูงกว่า (Patron) จะใช้อำนาจและปัจจัยต่างๆ ให้ความคุ้มครองอีกฝ่าย หนึ่งที่มีฐานะต่ำกว่า (Client) โดยผู้มีฐานะต่ำกว่าจะตอบแทน โดยการคอยให้ความช่วยเหลือเรื่องต่างๆ และจะอุทิศตัวรับใช ้ ผู้อุปถัมภ์ ซึ่งในระบบอุปถัมภ์นั้นจะเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่เท่า เทียมกันระหว่าง 2 ฝ่าย ในลักษณะฝ่ายหนึ่งจะให้มาด้วยความ กรุณาและอีกฝ่ายหนึ่งจะตอบแทนบุญคุณโดยที่ฝ่ายเจ้านายจะ ไม่มีวันรู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณต่อลูกน้องเลย ในส่วนที่เกี่ยวพัน การเมืองนั้น ผู้นำเชิงอุปถัมภ์ย่อมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอย่างมาก โดยเฉพาะประชาชนใน ชนบทดังนั้นนักการเมืองมักจะสร้างความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ กับผู้นำชุมชนก่อนแล้วทำให้ผู้นำชุมชนเป็นหัวคะแนนในพื้นที่ เลือกตั้งควบคู่ไปกับการสร้างความสัมพันธ์กับประชาชนโดยมี หัวคะแนนเป็นผู้ประสานงานและอำนวยการเพื่อให้เกิดสัมพันธ์ ที่ดีต่อกัน ความสัมพันธ์ในกระบวนการดังกล่าวนี้จะมีลักษณะ ความสัมพันธ์แบบผลประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่างเจ้านาย กับลูกน้องมากกว่าความสัมพันธ์แบบอุดมการณ์หรือการมี จิตสำนึกทางการเมืองร่วมกัน เช่น ผู้อุปถัมภ์จะให้การช่วยเหลือ 22

แนวคิดและทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง ด้านเงินทอง การช่วยเหลือสิ่งของในรูปแบบต่าง ๆ ตามความ ต้องการและชาวบ้านพอใจผ่านผู้นำชุมชน ทำให้ประชาชนมอง ว่าผู้นำชุมชนมีผลงาน เป็นตัวแทนของนักการเมือง เป็นผู้มี บารมีในชุมชน ดังนั้นเมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นหัวคะแนนจึงมี ความสำคัญและมีความหมายต่อการชักจูง เชิญชวน ชี้นำใน การลงคะแนน เพื่อให้ประชาชนสนับสนุนนักการเมืองที่เป็นผู้ อุปถัมภ์ตน ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับผู้รับอาจมีสอง ลักษณะคือ เป็นความสัมพันธ์เชิงมิตรสหายที่มีความคุ้นเคย เป็นกันเองและความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่มีลักษณะความ สัมพันธ์เป็นทางการไม่เป็นส่วนตัว เกศกนก ชุ่มประดิษฐ์ และคณะ (2549) ได้กล่าวถึง ระบบอุปถัมภ์ว่าเป็นลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของสังคมไทย เนื่องจากได้รับการปลูกฝังให้มีความเคารพและกตัญญูต่อผู้มี พระคุณ รวมไปถึงการฝังรากลึกของระบบเจ้าขุนบุญนายและ ไพร่ฟ้าที่มีมาแต่โบราณและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แม้ความ รู้สึกจะลดน้อยลง แต่ยังคงฝังอยู่ในวิถีชีวิตคนไทย เช่น การ อาศัยเส้นสายเข้าทำงาน การโยกย้ายการเลื่อนชั้น การฝากฝัง ให้ดูแล การฝากลูกเข้าเรียน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลมาจากระบบ อุปถัมภ์นั่นเองอย่างไรก็ตามรูปแบบของระบบอุปถัมภ์ได้ เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่าง ผู ้ อ ุ ป ถ ั ม ภ ์ ก ั บ ผู ้ ถู ก อ ุ ป ถ ั ม ภ ์ อ า จ อ ยู ่ ใ น รู ป แ บ บ ข อ ง ก า ร เปลี่ยนแปลงสินค้าและบริการที่ไม่เท่าเทียมกันในคุณค่าของ สิ่งที่แลกเปลี่ยนกัน บางลักษณะเป็นการช่วยเหลือทาง เศรษฐกิจ บางลักษณะเป็นการปกป้องให้พ้นจากการบีบบังคับ ของผู้มีอำนาจทั้งที่เป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม ในขณะที่ 23

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม ผู้รับอุปถัมภ์จะตอบแทนด้วยสิ่งที่ไม่ปรากฏรูปร่างแน่ชัด เช่น การแสดงความเคารพนับถือ การเสนอข่าวสาร การคอยสอด ส่องดูแลความเคลื่อนไหวทางการเมืองของอีกฝ่ายหนึ่ง การลง คะแนนเสียงเลือกตั้งให้และการเป็นหัวคะแนนเสียงเลือกตั้งให้ เป็นต้น นอกจากนั้นระบบอุปถัมภ์ยังได้ผูกโยงไปถึงความ สัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองระดับชาติกับผู้นำท้องถิ่นด้วย โดย ผู้นำท้องถิ่นจะอาศัยบารมีของนักการเมืองระดับชาติในการ ปูรากฐานทางการเมืองในระดับพื้นที่ท้องถิ่นของตน ในขณะ เดียวกันผลประโยชน์ดังกล่าวย่อมเอื้อต่อนักการเมืองระดับชาติ ที่ต้องการได้ฐานจากนักการเมืองท้องถิ่นและผู้นำในท้องถิ่น ฉะนั้นจึงส่งผลให้ความสัมพันธ์ของบุคคลทั้ง 2 กลุ่มนี้เป็นไป อย่างแน่นแฟ้น และเอื้อประโยชน์ต่อกัน การเลือกตั้งยุค พ.ศ. 2500 มีรูปแบบการทุจริตหลาย ลักษณะได้แก่ 1. พลร่ม หมายถึง การขนคนไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียง เลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งที่ไม่ใช่หน่วยที่ตนมีสิทธิลงคะแนน 2. ไพ่ผี หมายถึง มีบัตรเลือกตั้งที่เหมือนบัตรเลือกตั้ง จริงและลงคะแนนเลือกผู้สมัครไว้ในกล่องหย่อนบัตรไว้ก่อน แล้ว 3. ไพ่ไฟ หมายถึง บัตรเลือกตั้งที่ทำเครื่องหมายมาใส่ไว้ ตอนไฟดับระหว่างนับคะแนน 4. เวียนเทียน หมายถึง การที่ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง เลือกตั้งหมุนเวียนไปใช้สิทธิลงคะแนนหลายรอบโดยใช้สิทธิของ 24

แนวคิดและทฤษฎีท่ีเก่ียวข้อง ผู้อื่นที่ไม่มาลงคะแนนการเลือกตั้งที่ทุจริตลักษณะนี้เกิดขึ้น ทั่วไปทั้งในเขตพระนคร (กรุงเทพฯ) และจังหวัดอื่น เช่น นครราชสีมา ลำปาง เชียงใหม่ เป็นต้น 1. การเลือกต้ังยุคนักธุรกิจการเมืองและการเติบโตของ หัวคะแนนอาชีพ อิสระ สุวรรณบล และคณะ (2535) เสนอข้อมูลว่า ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2512 เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้เงินจำนวน มากเพื่อซื้อเสียงทั้งโดยการจ่ายให้กับหัวคะแนน (การซื้อเสียง ทางอ้อม) และการจ่ายเงินให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง ตลอดจนการแจกสิ่งของ เช่น ปลาทูเค็ม จนมีชื่อเรียกผู้ได้รับ เลือกตั้งจากการแจกปลาทูเค็มว่า “ส.ส.ปลาทูเค็ม” และได้ พัฒนาการซื้อเสียงมาสู่ ส.ส. เจ้าบุญทุ่มในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2518 เมื่อมีนักธุรกิจใหญ่ลงสมัครรับเลือกตั้งจำนวนมาก ในหลายจังหวัด เช่นนายพงศ์ สารสิน ร.ต.ท.สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นายพิชัย รัตตกุล นายทวิช กลิ่นประทุม พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร นายพรเทพ เตชะไพบูลย์ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นายวัฒนา อัศวเหม เป็นต้น ต่อจากนั้นได้พัฒนามาสู่โรคร้อยเอ็ดในการ เลือกตั้งปี พ.ศ. 2522 หลังจากนั้นก็มีคำใช้เรียกผู้สมัคร ส.ส. ที่ไม่ใช่ผู้มีภูมิลำเนาในจังหวัดที่ลงสมัครรับเลือกตั้งว่า “ผู้แทนหมาหลง” ส่วนหัวหน้าทีมหรือนักธุรกิจที่เป็นผู้สนับสนุน การเงินให้ลูกทีมก็จะมีชื่อเรียกว่า “ตู้เอทีเอ็ม” ในระยะหลัง ปี พ.ศ. 2512 มีพฤติกรรมการเลือกตั้งที่ผิดกฎหมายหลาย รปู แบบกระจายในพน้ื ทห่ี ลายจงั หวดั ไดแ้ ก่ การซอ้ื บตั รประจำตวั 25

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม ประชาชน การซื้อนายอำเภอ ผู้นำท้องถิ่น องค์กรในท้องถิ่น เช่น คณะกรรมการหมู่บ้าน สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภา ตำบล การซื้อกรรมการหน่วยเลือกตั้ง การซื้อเสียง จากแจก สิ่งของ เช่น สังกะสีมุงหลังคาบ้าน การแจกปุ๋ย แจกรองเท้า แจกปลากระป๋อง แจกยาแก้ปวด การแจกเทปปราศรัยของ พรรคหรือผู้สมัคร การจัดเลี้ยงสุราอาหาร การออกล็อตเตอรี ่ ผู้แทนการแจกถ้วยชาม การนำหัวคะแนนไปเที่ยว การพนัน การทอดผ้าป่าและกฐิน การบริจาคทรัพย์และสิ่งของให้วัด โรงเรียน การจัดรถบริการรับศพ รับส่งผู้ป่วย การมอบเงินช่วย เหลือให้ญาติในวันฌาปนกิจศพ การจัดรถรับส่งผู้มีสิทธิลง คะแนน การใช้อำนาจอิทธิพลข่มขู่ นอกจากนั้นยังมีพฤติกรรม การซื้อเสียงทางอ้อมอีกหลายรูปแบบ เช่น การใช้เงินจัดตั้งกลุ่ม สตรี กลุ่มสหกรณ์ ศูนย์เด็กก่อนเกณฑ์ กองทุนยาหมู่บ้าน โดย มีวงเงินตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาท เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ลง คะแนนใหแ้ กผ่ สู้ มคั รบางคน (อสิ ระ สวุ รรณบล และคณะ, 2535) งานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง สุชาติ ศรียารัณย์ (2550) ได้วิจัยเรื่อง วัฒนธรรม การเมืองท้องถิ่นกับการพัฒนาประชาธิปไตยเพื่อสำรวจและ วิเคราะห์ทำความเข้าใจค่านิยม คติชน ทัศนคติและความรู้สึก นึกคิดทางการเมืองของคนในท้องถิ่น โดยมุ่งสืบค้นเพื่ออธิบาย รากฐานและพัฒนาการของเนื้อหาทางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีผล ต่อพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น ทั้งในมิติที่เป็นอุปสรรคและมิติ ที่เอื้อต่อการพัฒนาประชาธิปไตยโดยรวม ตลอดจนมุ่งแสวงหา แนวทางในการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทางการเมืองบน 26

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง รากฐานของความหลากหลายทางวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยใช้ พื้นที่สำหรับศึกษา 4 จังหวัดที่เป็นตัวแทนของ 4 ภูมิภาคคือ จงั หวดั แพร่ (ภาคเหนอื ) จงั หวดั บรุ รี มั ย์ (ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ) จังหวัดฉะเชิงเทรา (ภาคกลาง) และจังหวัดนครศรีธรรมราช (ภาคใต้) ซึ่งการเลือกพื้นที่ดังกล่าวใช้เกณฑ์พิจารณาจากความ เหมาะสม สอดคล้องของการเป็นพื้นที่สามารถเป็นตัวสะท้อน ภาพความเป็นจริงเกี่ยวกับแบบแผนทางค่านิยมวัฒนธรรม ทางการเมืองท้องถิ่นที่ชัดเจน โดยใช้เทคนิควิธีการวิจัยเชิง คุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) และการสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง (Structure Interview) เนื้อหาที่ต้องการเก็บ ข้อมูลมี 6 ประเด็นคือ ความรู้ความเข้าใจทางการเมือง การรับรู้ ข่าวสารทางการเมืองการมีส่วนร่วมทางการเมืองและความ เชื่อมั่นไว้ใจระบบการเมือง ค่านิยมแบบอุปถัมภ์และการถือเงิน เป็นใหญ่ ค่านิยมประชาธิปไตยและมีวัฒนธรรมแบบพลเมือง ข้อเสนอแนะในการเสริมสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมการเมือง ที่พึงประสงค์ สมิหรา จิตตลดากร และคณะ (2550) ได้วิจัยเรื่อง ระบอบประชาธิปไตยเปรียบเทียบไทย มาเลเซียและสิงคโปร์ โดยใช้เทคนิควิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลักและใช้เทคนิคการวิจัย เชิงปริมาณประกอบ ซึ่งได้ดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการ สัมภาษณ์เจาะลึก (In-depth Interview) ควบคู่กับการสังเกต การวิเคราะห์จากเอกสารสิ่งพิมพ์และจากบทสัมภาษณ์กลุ่ม การเมือง ผู้นำชุมชนและประชาชนทั่วไป รวมทั้งใช้แบบสำรวจ ความคิดเห็น สำหรับการเลือกกลุ่มตัวอย่างจะเลือกแบบ เจาะจงและจากการแนะนำต่อ ๆ กัน (Snowball Sampling) 27

นักการเมืองถิ่นจังหวัดนครพนม ผลการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ในระดับกลุ่มและ ปัจเจกชนของไทย พบว่า สังคมไทยเป็นสังคมราชการที่อุดมไป ด้วยกฎหมายและข้อบังคับ แต่ปราศจากการบังคับใช้กฎหมาย อย่างจริงจังและเข้มแข็ง ในอดีตที่ผ่านมารัฐบาลปฏิเสธบทบาท ขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ขาดการสร้างความเข้มแข็งให้ กับภาคประชาสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างคนและกลุ่มเป็น สัมพันธภาพหลวม ๆ แม้สังคมไทยจะใจกว้าง แต่มีระบบ อุปถัมภ์แบบสายโยงใย ภายใต้การมุ่งไปสู่ระบอบ ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น สังคมไทยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในกิจกรรม สาธารณะน้อย ดังนั้นอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม จึงเป็นเพียงแนวคิดหรือจินตนาการเท่านั้น เพราะปราศจากการ เป็นพฤติกรรมของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง พัณณิน กิตติพราภรณ์ (2549) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง แนวคิดและวิธีการสร้างความพร้อมของคนไทยต่อการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษา อุปสรรคและปัญหาที่ขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย ที่มีสาเหตุมาจากประชาชนไทย การวิจัยนี้ใช้เทคนิควิธีการวิจัย เชิงคุณภาพ โดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) จำนวน 3 กลุ่ม ๆ ละ10 คน ผลการศึกษาพบว่า การที่จะทำให้ ระบอบประชาธิปไตยส่งผลดีแก่สังคม ต้องสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองแบบประชาธิปไตยซึ่งประกอบด้วย หลักการ พื้นฐาน 3 ประการคือ ความมีวินัย การมีส่วนร่วมสาธารณะ และการใช้เหตุผลในการตัดสินใจ นอกจากนั้นงานวิจัยนี้ได้ให้ ข้อเสนอแนะว่า ควรจัดทำแผนปฏิบัติ ซึ่งเป็นการสอนวิธีการ 28

แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง (How To) ในการที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ และการให้ผลตอบแทน การกระทำอย่างเหมาะสม (Proper Reinforcement) เพราะจะ เป็นสิ่งชี้นำกำหนด ควบคุมให้สังคมแสดงพฤติกรรมตาม ทิศทางที่ต้องการ นภดล สุคนธวิท (2539) ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง พรรคการเมืองไทยกับการเมืองท้องถิ่น : ผลประโยชน์และฐาน อำนาจ พบว่า การที่พรรคการเมืองต่าง ๆ สามารถควบคุม ประชาชนในท้องถิ่นในลักษณะที่สามารถชักจูงหรือชักนำ ประชาชนได้นั้นจะอาศัยกลไกในระบบอุปถัมภ์ของสังคมไทย ควบคู่ไปกับความไม่รู้ไม่เข้าใจเรื่อง การเมืองของประชาชน ภายใต้วัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าจึงทำให้ พรรคการเมืองสามารถใช้การเมืองท้องถิ่นเป็นฐานอำนาจ สำคัญในการก้าวเข้าสู่อำนาจทางการเมืองและแสวงหา ผลประโยชน์จากอำนาจทางการเมืองอย่างไม่จำกัด การจัดสรร ผลประโยชน์ต่าง ๆ ในท้องถิ่นเป็นการทำเพื่อรักษาและสร้าง ฐานอำนาจของพรรคการเมืองอย่างหนึ่ง จากเหตุผลดังกล่าวนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญของที่มาแห่งฐานอำนาจของการเมืองทั้งใน ท้องถิ่นและระดับชาติที่จะต้องทุ่มเงินซื้อเสียง พร้อมจัดตั้งฐาน อำนาจในแต่ละท้องถิ่นโดยอาศัยระบบอุปถัมภ์เป็นตัวนำไปสู่ ความสำเร็จในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง พรชัย เทพปัญญา (2549) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง นักการเมืองถิ่นจังหวัดปทุมธานี โดยใช้เทคนิควิธีวิจัยเชิง คุณภาพโดยการศึกษาเอกสาร งานวิจัยและวิทยานิพนธ์ รวมทั้งการสัมภาษณ์บุคคลที่สามารถให้ข้อมูลโยงใยไปถึง 29

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม นักการเมืองคนต่าง ๆ ในพื้นที่ได้ในประเด็นที่ต้องการศึกษา ซึ่งครอบคลุมถึงเครือข่ายความสัมพันธ์ของนักการเมืองใน แต่ละช่วงเวลา บทบาทกลุ่มผลประโยชน์ วิธีการหาเสียงจาก ผลการศึกษาพบว่า 1. นักการเมืองถิ่นส่วนใหญ่มีภูมิหลังทางการศึกษาที่ดี มีสภาพทางเศรษฐกิจดีและมีสังคมที่เอื้ออำนวยต่อการเป็น นักการเมือง 2. นักการเมืองส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มตระกูลหาญสวัสดิ์ นอกจากนั้นจะได้รับเลือกตั้งเพราะชื่อเสียงของตน 3. ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองถิ่นภายในจังหวัด ปทุมธานีมีน้อย 4. การหาเสียงของนักการเมืองถิ่นในจังหวัดปทุมธานี ในปัจจุบันมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองและนโยบายพรรค 5. กลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจมีความสัมพันธ์กับ ส.ส. น้อย 6. การรวมตัวของกลุ่มตระกูลหาญสวัสดิ์กับพรรค ไทยรักไทยถือว่าเป็นการรวมกันระหว่างอิทธิพลท้องถิ่นกับ อิทธิพลระดับชาติ ณรงค์ บุญสวยขวัญ (2549) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง นัก การเมืองถิ่นจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้เทคนิควิจัย เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ ์ นักการเมืองรวมทั้งการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือรับรู้ ปรากฏการณ์ทางการเมือง พบว่า ปฏิบัติการทางการเมือง 30

แนวคิดและทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง จะสัมพันธ์กันทั้งบริบทการเมืองระดับชาติและบริบท สังคมวิทยา ในส่วนของภาพลักษณ์นักการเมืองถิ่นจะเป็นผู้มี ความรู้สูง มีการศึกษาค้นคว้าตลอดเวลา มีความใกล้ชิดกับ ประชาชน มีระบบอุปถัมภ์ภายใต้โครงการพัฒนาทางกายภาพ มีความสามารถในการสร้างวาทกรรมทางการเมือง มีความ กล้าหาญที่จะชี้นำประชาชนให้เห็นความไม่ถูกต้อง ความไม่ เหมาะสมของข้าราชการและคู่ต่อสู้ทางการเมืองอย่างไม่เกรง กลัว เน้นกลวิธีการหาเสียงมากกว่าการเมืองเชิงนโยบาย กระบวนการสร้างเครือข่ายการหาเสียงในช่วงแรกมีการใช้พรรค พวก ญาติ เครือข่ายวิชาชีพครู เครือข่ายสถาบันการศึกษาหรือ ชมรมศิษย์เก่าของสถาบันการศึกษา เครือข่ายสตรี กลไก ศาสนาและนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรค หลักที่ชนะการเลือกตั้งต่อเนื่องมาหลายสมัย พยายามจะ เชื่อมโยงสภาพความเป็นนักการเมืองประชาธิปัตย์กับความมี มาตรฐานทางการเมืองถิ่น บูฆอรี ยีหมะ (2549) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องนักการเมืองถิ่น จังหวัดปัตตานี โดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการ ศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์บุคคลทั้ง นักการเมืองและบุคคลผู้สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ ทางการเมืองได้ตามประเด็นศึกษา รวมทั้งการสังเกตกรณี พฤติกรรมทางการเมืองในพื้นที่ศึกษา จากการศึกษาพบว่า การเมืองของปัตตานีสามารถแบ่งพัฒนาการได้เป็น 3 ยุคคือ ยุคแรก (พ.ศ. 2476-2528) เป็นการต่อสู้ช่วงชิงทางการเมือง ระหว่างตระกูลอดีตเจ้าเมืองกับตระกูลนักการศาสนาและ เครือข่าย โดยตระกูลอดีตเจ้าเมืองได้แก่ ตระกูลพิพิธภักดี และ 31

นักการเมืองถ่ินจังหวัดนครพนม ตระกูลอับดุลบุตร ส่วนตระกูลนักการศาสนาประกอบด้วย ตระกูลอับดุลกาเดร์หรือโต๊ะมีนา โดยภาพรวมเป็นการต่อสู้กัน ในการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง โดยใช้อำนาจและอิทธิพลของ นักปกครองกับอำนาจอิทธิพลทางจิตวิญญาณ ยุคที่สอง (พ.ศ. 2529-2543) มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพื้นที่ ปัตตานีคือการรวมกลุ่มทางการเมืองของ ส.ส. และ อดีต ส.ส. ที่กระจายอยู่กับพรรคการเมืองต่าง ๆ ในพื้นที่ 5จังหวัด ชายแดนใต้ อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพทางการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้เกิดกลุ่ม “วะดะห์หรือเอกภาพ” เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับพรรคการเมืองทั้งในเชิงการผลักดัน นโยบายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่และการรับตำแหน่งทางการเมือง ของสมาชกิ กลมุ่ และสมาชกิ กลมุ่ นไ้ี ดร้ บั ความสำเรจ็ ทางการเมอื ง สูงมากในยุครัฐบาลพรรคความหวังใหม่ ในขณะเดียวกันก็เกิด การต่อสู้กับฐานการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์โดยมี ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นแกนนำสำคัญและแนวทางการต่อสู้ ของนักการเมืองสองฝ่ายนี้ก็ใช้แนวทางการต่อสู้ผ่านการอธิบาย การทำลายความน่าเชื่อถือด้วยหลักการหรือคำอธิบายตามหลัก ศาสนาอิสลาม เช่น วิธีการประกอบพิธีกรรมการอุทิศส่วนกุศล ให้แก่ผู้ล่วงลับ สตรีกับสิทธิทางการเมือง โดยที่กลุ่มวะดะห์ใช้ ฐานสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานีเป็น ฐานสังคม ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้ฐานโต๊ะครูเจ้าของ ปอเนาะเป็นฐานทางสังคม ยุคปัจจุบัน (2544-2549) เป็นยุค เฟื่องฟูของนโยบายพรรคไทยรักไทย ซึ่งหลายประเด็นที่ทำให้มี มุสลิมในจังหวัดปัตตานีปฏิเสธนโยบายประชานิยม และวิธีการ ปฏิบัติทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลส่งผลให้กลุ่ม 32

แนวคิดและทฤษฎีท่ีเก่ียวข้อง วะดะห์แพ้การเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครหน้าใหม่ของพรรค ประชาธิปัตย์ ดังนั้นกล่าวได้ว่าพฤติกรรมทางการเมืองของ นักการเมืองและการเมืองในจังหวัดปัตตานีมีความสัมพันธ์ ระหว่างการเมืองกับศาสนา นักการเมืองใช้ศาสนาเป็นฐานใน การเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือกลยุทธ์ในการเลือกตั้งทั้งในเชิง ของเนื้อหาสาระหลักปฏิบัติทางศาสนาและในเชิงขององค์กร ทางศาสนาได้แก่คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด หรือ โต๊ะครเู จ้าของโรงเรียนปอเนาะหรือโต๊ะอิหม่ามประจำมัสยิด ชาญณวุฒ ไชยรักษา (2549) ได้ศึกษาวิจัยนักการเมือง ถิ่นจังหวัดพิษณุโลก โดยใช้เทคนิคการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการ วเิ คราะหเ์ อกสารเผยแพร่ เอกสารทางวชิ าการและการสมั ภาษณ์ บุคคล ผลการศึกษาพบว่าในช่วงแรกผู้ได้รับการเลือกตั้งจะเป็น ผู้เคยดำรงตำแหน่งข้าราชการและเป็นกลุ่มบุคคลชั้นนำใน สังคมจนถึง พ.ศ. 2512 สภาพการเมืองเริ่มเปลี่ยนแปลงไป นักการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งจะเป็นผู้มีความผูกพันกับจังหวัด พิษณุโลกอย่างใกล้ชิดกับประชาชนมาตั้งแต่รุ่นบิดามารดา บางคนมีบิดามารดาเป็นนักการเมืองท้องถิ่นมาก่อน บางคน เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง บางคนบิดาเคยเป็น ส.ส. มาก่อน สำหรับยุทธวิธีการหาเสียงมีหลายรูปแบบ เช่น การพบปะชาว บ้านในพื้นที่เลือกตั้งเพื่อคลุกคลี พูดคุยสร้างความคุ้นเคยทั้ง ก่อนเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง การปราศรัยหาเสียง การฉาย หนังกลางแปลงแล้วคั่นด้วยการปราศรัยหาเสียง การใช้สื่อ ประชาสัมพันธ์และการใช้รถแห่กระจายเสียงเป็นต้น ในส่วน ของปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการเลือกตั้งนั้นประกอบด้วย ปัจจัยสำคัญดังนี้ 33